รักที่ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว ตอนจบ+บทเสริม
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักที่ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว ตอนจบ+บทเสริม  (อ่าน 3388 ครั้ง)

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-07-2020 12:00:29 โดย manarina »

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
~โปรย~

กาลครั้งหนึ่ง ผมแอบชอบเพื่อนห้องเดียวกัน แต่ก็นะ...ตรงตัว แอบชอบ เขาไม่รู้หรอกว่าผมชอบ และความรักในครั้งนี้ก็คงจะไม่มีทางสมหวัง เพราะสำหรับเขา...ผมก็แค่เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่ง ไม่ได้สนิทกันเป็นพิเศษ

บอกเขาให้รู้...เรื่องนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดของผมเลย ก็เหมือนกับที่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้เห็นภาพนี้

เขายิ้ม จับมือผมแน่นขึ้น ในแววตาวิบวาวไปด้วยความยินดี “ตกลงคบกันนะ”

หัวใจผมเต้นระส่ำ นี่อาจเป็นความฝัน อาจเป็นภาพหลอนก็ได้ รู้สึกร้อนๆ ที่หน้า ตอนที่พยักหน้าให้เป็นคำตอบ

แล้วเราก็ตกลงคบหากันตั้งแต่นั้น งั้นคงจบได้แล้วสิ ความรักที่เป็นเหมือนความฝัน ลอยลงเทียบท่าที่พื้นดิน มาให้สัมผัส ให้เรียนรู้ ให้อิ่มเอม ให้ยิ้มยินดี

แต่มัน...ยังไม่จบ

**********

สวัสดีค่า เรื่องนี้จะมีทั้งหมดยี่สิบสามตอนนะคะ (รวมบทส่งท้าย)

ยังมือใหม่ ไม่โปรการเขียนค่ะ 555 แต่พยาย้ามพยายามเข็นจนจบได้แล้วในที่สุด! ฝากติดตามด้วยนะค้า อ่านแล้วมีไรอยากแชร์คุยกันได้น้า อยากอ่านคอมเม้นมากๆ เลยจ้า แบบว่าเค้าเหงาาา T^T

เชิญรับชมและรับฟังได้เลยค่ะ ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 08:06:35 โดย manarina »

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่1

กาลครั้งหนึ่ง ผมแอบชอบเพื่อนห้องเดียวกัน

เขาไม่ได้เป็นคนหน้าตาดีอะไร กีฬาเหรอ ก็งั้นๆ แต่เรื่องวิชาการนี่โหดชนิดที่ถ้าใจไม่แกร่งพออย่าไปสู้กับเขาเลยครับ จะจิตตกเอา คิดดูแล้วกันว่าผมเคยลงแข่งตอบคำถามวิทยาศาสตร์คู่กับเขาในงานวันวิทยาศาสตร์ ข้อที่เขารับผิดชอบผมไม่ต้องทำอะไรเลย แค่พลิกขึ้นมาอ่านคำถาม ยังไม่ทันตีโจทย์เสร็จทางนั้นก็จรดปากกาทดแล้ว ความเร็วของตัวแข่งโรงเรียนมันช่างแตกต่างจริงๆ

ครับ เขาเป็นที่วางสายตาของผมในหลายๆ ครั้ง ไม่ว่าเขาจะอยู่ตรงไหน ผมมักจะหาเขาเจอได้ในเวลาไม่นาน ผมจดจำเขาได้แม้จะเห็นจากที่ไกลๆ บางทีเห็นแค่มือยังรู้เลยว่าคือเขา

ผมคิดเสมอว่า กำหนดการสอบและอนาคตของเราไม่เคยเลื่อนออกไปเพื่อให้ความรักได้ผลิดอกออกผล จะรักใครชอบใครก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก่อน อีกอย่างหนึ่ง สำหรับเขาผมเป็นแค่เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเท่านั้นเอง สนิทกันหรือก็ไม่ มีแต่ผมที่แอบมองเขาอยู่เงียบๆ ในที่ของผม

นานๆ จะได้คุยกันสักครั้งก็จริง แต่ผมอยากให้ของขวัญวันเกิดซักชิ้นกับเขาอยู่ดี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้ว เพราะงั้นก็ขอสักครั้งหนึ่งในชีวิต ครั้งเดียวก็ยังดี หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นก็ช่างมัน เดี๋ยวก็จะเรียนจบอยู่แล้ว คงไม่เป็นอะไร วันนี้จะเป็นวันตัดใจของผม

ตัดใจ คุณอ่านถูกแล้วล่ะ ก็ในเมื่อทางนี้มันไม่มีทางไปต่อ แล้วจะแอบชอบต่อไปเพื่ออะไรกันล่ะครับ ในเมื่อมันไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิต มิสู้ตัดทิ้งไปเสียดีกว่า ยิ่งถลำลึกเท่าไหร่มันก็ยิ่งกัดกร่อนตัวเราไปมากเท่านั้น ตัดแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเจ็บเนี่ยแหละดี

.


พักเที่ยงแล้ว เด็กหนุ่มคนหนึ่งรอคอยจนเพื่อนร่วมห้องออกไปเกือบหมด ใครบางคนเดินสวนทางเข้ามาทำให้ผิดแผนไปเล็กน้อย แต่ดูแล้วคงไม่เป็นอะไรมาก

“ให้” มือหนึ่งยื่นกล่องเล็กๆ ส่งให้เจ้าของวันเกิด แล้วมือข้างเดียวกันนั้นก็หดกลับไปขยับแว่นขึ้นด้วยความตกประหม่า

“เฮ้ย ขอบใจมาก” อีกฝ่ายรับไปด้วยรอยยิ้มสดใส ภารกิจนี้ง่ายกว่าที่คิด

“เห็นมั้ยเล่า” เพื่อนสนิทของนิลเอ่ย มองมาทางเดียว ดูเกร็งอยู่นิดๆ เหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ คนนี้ไม่ใช่เพื่อนร่วมห้อง แต่เดียวรู้มาว่าเคยอยู่ห้องเดียวกับนิลตอนมอต้น ชื่อปลาย ถึงแม้จะย้ายแผนกไปแล้วตั้งแต่มอสี่ แต่ก็ยังมีแวะเวียนมากินข้าวกับเพื่อนกลุ่มเดิมบ้าง “พวกนั้นรออยู่นะ” เอ่ยเร่ง

“ไปก่อนเลย เดี๋ยวตามไป” นิลบอกเพื่อน ทางนั้นจึงออกจากห้องไปก่อน “อย่าถือสาปลายเลยนะ เขาคิดว่าเดียว...ชอบเราน่ะ”

เดียวเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะพยักหน้า เอ่ยโดยไม่คิดปิดบัง “รังเกียจเหรอ”

ความเงียบดำเนินอยู่เพียงครู่เดียว นิลก็ตอบว่า “ก็ไม่นะ”

เดียวไม่รู้เหมือนกันว่าไม่รังเกียจที่ว่านั่นรักษาน้ำใจสักกี่ส่วน พูดจริงสักกี่ส่วน

“ยังไงถ้าไม่เอาแล้ว ก็เอามาคืนนะ อย่าทิ้ง” ยอมรับว่าตั้งใจเลือกร้านอยู่นาน เงินที่เอามาซื้อนี่ก็มาจากส่วนที่เขาหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง นั่งรถไปสอบเป็นวันๆ ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าจะเอามาซื้อของขวัญวันเกิดให้นิล ถ้านิลไม่เอาแล้วเขาใช้เองก็ได้

“...ไม่ล่ะ ให้แล้วให้เลยสิ ว่าแต่ในนี้มีอะไรน่ะ” นิลเงยขึ้นมาถาม เกือบจะเขย่าอยู่แล้วแต่หยุดมือทัน “เขย่าได้ปะ ไม่ใช่เขย่าแล้วพังนะ”

“อยากรู้ก็เปิดดูสิ ไม่เห็นต้องเขย่าเลย”

“งั้นเดี๋ยวไปเปิดที่บ้าน ไงก็ขอบใจนะ”

เดียวพยักหน้ารับ เดินกลับไปหยิบกระเป๋า ระหว่างตามไปสมทบกับเพื่อนที่จองโต๊ะโรงอาหารไว้ให้แล้ว เด็กหนุ่มยังคงคิดไปตลอดทาง

ตัดใจ...ทำอย่างไรกันหนอ กระทั่งเดียวเรียนพิเศษเสร็จ กลับถึงบ้าน ทำการบ้านส่วนของวันนี้จนเรียบร้อยดีแล้ว ก็ยังคิดไม่ตก เขาไม่เห็นรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย นี่คือเขาตัดใจได้แล้วจริงหรือ

[แค่หันไปสนใจการเรียนแทนไม่เรียกว่าตัดใจหรอกนะคะ คุณหนึ่งหทัย นี่น่ะแค่เบี่ยงเบนความสนใจเท่านั้น ต้นตอปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขเลย] มะลิว่าอย่างนั้น

[แล้วผมควรจะทำยังไงดี ของก็ให้ไปแล้ว บอกก็บอกแล้ว ผมอยากตัดใจจากเขาได้สักที] เดียวพิมพ์ตอบ แล้วก็ออกมาจากหน้าเว็บนั้นเพื่อเช็คตารางเรียนวันพรุ่งนี้ เสร็จแล้วก็กลับไปเว็บเดิมอีก

มันเป็นเว็บที่ใช้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเด็กมัธยมปลายโครงการพิเศษ เขาเจอกับมะลิตอนเข้าค่ายรวมนักเรียนในโครงการจากสิบโรงเรียนแล้วคุยกันถูกคอ เลยแลกไอดีเอาไว้สนทนาเรื่องวิชาการ ไม่นึกว่าวันหนึ่งมะลิจะรู้เข้าว่าเขาแอบชอบเพื่อนห้องเดียวกัน

อันที่จริงก็รู้แค่แอบชอบใครสักคนหรอก แต่โดนถามไปถามมา นายหนึ่งหทัยก็เลย...หลุดบอกไปน่ะสิ

ตอนนี้นอกจากน้องข้างบ้านที่รู้แล้วเก็บเงียบไว้ให้ ก็เลยมีมะลิรู้เพิ่มอีกคน แต่ก็เหมือนจะช่วยเป็นที่ปรึกษาให้เขาอยู่นะ เป็นแบบนี้ดีแล้วละมั้ง

[เฮ้อ คุณนี่ล่ะก็...] เธอส่งมาข้อความหนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ต่อไป [ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะคะ ตัดใจ ก็ตามคำที่เขาคิดขึ้นมา เหมือนเอามีดมาตัดหัวใจที่ผูกพันกับเขา ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายนักหรอกค่ะ แต่ถ้าคุณตัดสินใจแล้วจริงๆ ก็ลองถามตัวเองดูนะคะ ว่าทำสิ่งเหล่านี้ได้ไหม...]

เขาอ่านต่อไป [เลิกคิดถึงเขาทุกเวลาที่เห็นของที่เขาชอบ เลิกเลื่อนสายตาไปมองเขาทุกทีที่รู้สึกว่าเขาอยู่ตรงนั้น เลิกดีใจเวลาที่คิดว่าคนที่หันหลังให้อยู่ใช่เขารึเปล่านะ แล้วก็ใช่จริงๆ]

มะลิพิมพ์มาแต่ละคำ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องถอนหายใจ ยากจริงๆ ด้วยล่ะ

เพราะตลอดมาเขาไม่เคยได้บอกใคร กะจะแอบมีความสุขอยู่เงียบๆ ในที่ของตัวเองเท่านั้น แต่ในเมื่อคิดจะตัดใจ สิ่งที่เคยทำเพื่อความสุขเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก็ต้องเลิกทำให้ได้อย่างนั้นหรือ

[หรือจะทำเมินต่อไปเฉยๆ ดีล่ะมะลิ ผมว่าสักวันอาจจะลืมได้เอง]

[คุณกำลังหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาอยู่นะคะ คุณเดียว อันที่จริงคุณจะทำอย่างนั้นก็ไม่เสียหายหรอกค่ะ แต่คิดว่าจะลืมได้เองจริงหรือคะ ฉันไม่ชอบการพนันหรอกนะ แต่ว่าร้อยทั้งร้อย มั่นใจว่าคุณจะยังจำเขาได้อยู่ดี รักแรกนะคะ ไม่ใช่ชื่อสามัญของสารเคมี จะได้ลืมได้ง่ายๆ ให้ตายสิ ทำไมไม่ใช้สักระบบให้มันจบๆ ไปกันนะ]

เดียวหลุดหัวเราะ สงสัยว่ามะลิจะกำลังอ่านหนังสืออยู่แล้วเขาไปกวนเข้า

[ผมไม่กวนแล้ว อ่านหนังสือต่อเถอะครับ อย่าดึกนักล่ะ พรุ่งนี้ยังไม่หยุดนะครับ นอนน้อยบ่อยๆ จะแย่เอา]

[จะดึกก็เพราะคุณเนี่ยแหละค่ะ! พ่อนักรัก!] มะลิตอบกลับอย่างเผ็ดร้อน เขาคงจะไปรบกวนเวลาสมองแล่นของคุณเธอเข้าให้ แต่เขารู้ว่าเธอใส่เครื่องหมายตกใจมาอย่างนั้นแหละ ไม่ได้เสียงดังหรือตะคอกใส่กันจริงๆ หรอก และถึงทำก็คงจะไม่ได้ทำด้วยความโกรธ ออกจะหมั่นไส้เขามากกว่า เพราะเห็นเอาแต่อยู่ตรงนี้ ไม่ขยับเข้าไปหานิลรัตน์ตามแรงเชียร์ของเธอสักที แถมวันดีคืนดียังมาบอกเธออีกว่าจะตัดใจ พอซมซานมาหาอย่างนี้เดียวนึกออกเลยว่ามะลิจะหัวเราะหึแล้วปรายตามองเขาด้วยท่าทางแบบไหน

อืม ความลับนี้ก็ทำให้ทั้งคู่คุยนอกเรื่องหลายต่อหลายครั้ง จนแทบจะรู้ไส้รู้พุง รู้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันของกันและกัน ถึงแม้ความรักนี้จะไม่สมหวัง แต่มันก็ทำให้รักเดียวได้มีเพื่อนรักเพิ่มขึ้นมาอีกคน ในที่สุดเขาก็คิดว่าเท่านี้ก็คงพอแล้วล่ะมั้ง เท่านี้ก็คุ้มแล้วล่ะที่ได้ลองปล่อยหัวใจให้รู้จักคำว่ารักสักครั้งหน...

ครั้งหนึ่งในชีวิต เขาเคยได้รัก และไม่รู้หรอกว่ารักนี้จะอยู่กับเขาไปอีกนานแค่ไหน เขาจะลืมมันไม่ลงเหมือนที่มะลิบอกไว้หรือเปล่า แต่สำหรับตอนนี้ก็คิดว่าคงไม่เป็นไรแล้วล่ะ

“เอาละ ไหนๆ ก็ยังไม่ถึงเวลานอน ขออีกสักข้อแล้วกันนะ!” รักเดียวเรียกพลังให้ตัวเอง แล้วก็เปิดโจทย์เลขขึ้นมาฝึกทำ
การทำโจทย์พวกนี้ก็เป็นทักษะอย่างหนึ่ง ยิ่งฝึกยิ่งแม่น ยิ่งลับยิ่งคม เด็กหนุ่มเลยหมั่นทุ่มเทเวลาให้มาก เวลาเจอโจทย์วันสอบจะได้ใจนิ่งๆ แล้วเชือดนิ่มๆ เก็บคะแนนสวยๆ มาฝากพ่อกับแม่

.

คาบพละวันนี้เป็นคิวสอบแบดมินตันของพวกผู้หญิง บรรดานักเรียนชายห้องหนึ่งกว่าครึ่งจึงมารวมตัวกันที่สนามบาสและบริเวณโดยรอบ ผลัดเปลี่ยนกันลงไปในสนาม เว้นก็แต่มนุษย์ขี้ร้อนอย่างนายหนึ่งหทัย แค่นั่งเฉยๆ ก็รู้สึกเหมือนถูกลมร้อนๆ พัดเอาพลังชีวิตไปแทบหมดแล้ว เลยตัดสินใจนั่งแปะอยู่ที่โต๊ะหินแถวนั้น กอดขวดน้ำเอาไว้ราวกับเด็กติดขวดนม

ในใจเขากำลังคิดว่าบางทีถ้าเขาทำทีเป็นไปเข้าห้องน้ำแต่แอบขึ้นไปหลบไอแดดบนห้อง พอใกล้เวลาเลิกค่อยลงมา อาจารย์อาจจะไม่ทันสังเกตก็ได้ ยังไงก็ต้องจดจ่อกับการสอบของพวกผู้หญิงอยู่แล้วนี่นา อีกอย่างกลยุทธ์นี้ก็ได้ผลมาตลอด...

ขณะที่กำลังจะวางแผนว่าควรเดินออกไปทางไหนของสนามนั้นเอง มีไอร้อนๆ แตะมาบนไหล่ ไม่สิ เรียกว่าตบลงมาเลยดีกว่า สัมผัสนั้นร้อนจัดจนอีกนิดเขาจะสะดุ้งหนีแล้ว รักเดียวหันมองเจ้าของมือ เป็นนิลนี่เอง

“เดียว หยิบกระเป๋าให้หน่อยดิ”

“อ้อ อื้อ” เด็กชายหนึ่งหทัยผละจากขวดน้ำแสนรัก หันหลังไปหยิบกระเป๋าที่ถูกวางกองสุมๆ กันไว้บนโต๊ะ ไม่ต้องถามว่าใบไหน เดียวก็รู้ว่าคือใบที่มีเข็มกลัดค่ายวิชาการติดเอาไว้ และมีรอยเลอะสีน้ำมันสีฟ้า เดาว่าคงได้มาตอนที่ทำป้ายไม้งานกีฬาสีนั่นเอง

“ขอบใจ” นิลรัตน์รับกระเป๋าแล้วนั่งลงข้างๆ หยิบขวดน้ำข้างในดื่มจนคลายความกระหายแล้วก็เก็บขวดเปล่าเข้ากระเป๋า “ดูในกล่องแล้วนะ ลายสวยมาก จะใช้อย่างดีเลย”

“ดีใจที่ชอบนะ”

“เออ แล้วเดียวอยากเรียนต่อที่ไหนเหรอ”

“ม.XXล่ะมั้ง ถ้าเข้าไปได้คงจะดีนะ”

“ไม่ใช่แค่เข้าไปได้สิ ต้องคิดถึงหลังจากนั้นด้วย ไม่ใช่ว่าสอบติดแล้วเอนด์เครดิตจะขึ้นเลยซะหน่อยนะ”

“เรารู้น่า แต่ว่า...ตอนนี้ขอแค่สอบติดเท่านั้น เข้าไปได้แล้วจะทำยังไงต่อค่อยคิดอีกที”

นิลขมวดคิ้ว ดูยังไม่ค่อยพอใจกับคำตอบของอีกฝ่ายเท่าไหร่ “เดียวรู้ใช่ไหมว่าเราอยากเข้าม.นั้น”

“ฮะ จริงดิ” อันนี้เดียวไม่เคยรู้มาก่อน

“อือ นี่ยื่นเอกสารไปแล้ว ถ้าติดรอบนี้เลยก็ดีสิ”

“...ติดอยู่แล้วล่ะ” ผลงานการแข่งขันทางวิชาการเอย กิจกรรมเอย แล้วไหนจะเคยเป็นหัวหน้าห้อง เรียกว่าจิ้มที่ไหนก็ได้ที่นั่นเลยล่ะ ไม่ต้องมาทำหน้าไม่มั่นใจเลยนะ

นิลหันมาสบตาคนที่นั่งอยู่ข้างๆ “เข้าไปให้ได้นะ จะกันหอนอกไว้ให้”

“กัน...ไว้ให้เหรอ” เผลอพูดตามไป ทั้งที่ในหัวยังคงเร่งประมวลผลเร็วจี๋ หมายความว่ายังไงน่ะ?

“อือ เป็นรูมเมทกันนะ” อ้อ...

ทำแบบนี้ไม่คิดเผื่อตอนเขาสอบไม่ได้เลยหรือไง ...ความคิดแรกลอยวนเวียนยังไม่ทันครบรอบดี อีกเสียงหนึ่งของความคิดก็ตัดฉับลงมาแทรก...

ไม่สิ เขาเป็นใคร เราเป็นใครกันหรือ รักเดียว ไหนว่าจะตัดใจ แค่เขาพูดไม่กี่คำก็จะพลิกลิ้นแล้วหรือ นิลรัตน์ก็แค่กำลังหารูมเมทเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นแม้สักนิด อย่าคิดเข้าข้างตัวเองนักเลย อย่าหวังสูงนักเลย วาดฝันอยากย่ำไปบนเมฆ ตกลงมาก็มีแต่เราคนเดียวไม่ใช่หรือที่จะเจ็บตัว

รักเดียวคลี่ยิ้มรับ หากดวงตากลับมีนัยของรสเฝื่อนขม “เอาสิ ถ้าเราเข้าไปได้นะ” นี่ก็เป็นกลไกอัตโนมัติของความคิด เป็นกลไกปกป้องไม่ให้ต้องผิดหวังอย่างหนึ่ง

“เดียวทำได้อยู่แล้ว สู้ๆ”

“อืม”

เป็นอันว่าสุดท้ายแล้วรักเดียวก็ล้มเลิกแผนการหนีขึ้นห้องเรียนไป นั่งทำการบ้านรอจนกระทั่งหมดคาบ

เย็นวันนั้น มะลิทักมาหาเขา [คุณรักเดียว นี่คุณคงไม่ได้มัวแต่ฟุ้งซ่านเรื่องของคุณนิลรัตน์จนลืมอ่านหนังสือใช่ไหมคะ]

เดียวออกจะอึ้งๆ ไปบ้าง [โธ่มะลิ อะไรทำให้คุณคิดอย่างนั้นกัน]

[ไม่สังเกตตัวเองเลยหรือคะ คุณน่ะคุยถึงแต่เรื่องคุณนิลมาเป็นเดือนแล้วนะคะ]

เขาลากปลายนิ้วบนหน้าจอซ้ำๆ เพื่อเลื่อนขึ้นไปไล่อ่านข้อความก่อนหน้า หลังจากย้อนอ่านได้พอสมควรก็อดอุทานออกมาไม่ได้ เป็นอย่างที่มะลิบอกจริงๆ เขาทักไปคุยกับเธอทีไร เป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกที

[ก็ไม่ได้เบื่ออะไรหรอกนะคะ ไม่ต้องเลิกพูดถึงคุณนิลก็ได้ ยังคุยได้เหมือนเดิมแหละค่ะ แต่ใกล้สอบแล้วนะคะ เตรียมตัวถึงไหนแล้ว มีปัญหาอะไรก็บอกนะคะ ไม่ใช่เก็บไว้จนสายเกินแก้]

หนึ่งหทัยเผลอยิ้ม มะลิเป็นคนช่างใส่ใจ แต่ก็จะไม่ยอมพูดตรงๆ แทนที่จะบอกว่าเป็นห่วงเลยบอกให้เขารู้ว่าตัวเองพร้อมช่วยเหลือเสมอ แม้ใครอื่นอ่านแล้วจะรู้สึกเหมือนเพื่อนคนนี้ไม่ได้เต็มใจช่วย แต่ถ้ารู้จักมะลิจริงๆ ก็จะเข้าใจว่าเธอแค่ปากไม่ตรงกับใจเท่านั้นเอง ทั้งที่เนื้อแท้ออกจะจริงใจและแสนดี กลับมีเพื่อนสนิทไม่มาก แต่ใช่ว่านางสาวจีริกาจะสนใจ เธอว่าท่านพุทธทาสยังเคยสอนไว้ ถึงเกลือดีมีน้อยด้อยราคา ยังดีกว่าน้ำเค็มเต็มทะเล

[ขอบคุณที่เป็นห่วงกันนะครับ แต่ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องเรียนหรอก อาจจะเป็นเพราะคุณเป็นคนเดียวที่ผมคุยเรื่องนิลได้อย่างสนิทใจด้วย ผมเลยเผลอไป ถ้าทำให้กังวลก็ขอโทษด้วยนะครับ]

เพียงไม่นานอีกฝ่ายก็ตอบกลับมาว่า [ไม่ได้เป็นห่วงสักหน่อยค่ะ แค่บอกว่าถ้ามีปัญหาก็บอกได้เฉยๆ]

[ครับ ขอบคุณนะครับ]

[คุยกันนานพอสมควรแล้ว ขอตัวนะคะ คุณก็อย่าอยู่ดึกนัก เคยบอกใครไว้ว่ายังไงก็ดูแลตัวเองแบบนั้นด้วยนะคะ มีอะไรก็ทักมา อย่าเงียบหายนะคะ] ยังกำชับอีก อย่างนี้นี่นะไม่เป็นห่วง รักเดียวส่ายหัวยิ้มๆ มือก็พิมพ์ตอบเธอไป

[ได้ครับ คุณก็ด้วยนะ ราตรีสวัสดิ์ล่วงหน้านะครับ]

[เช่นกันค่ะ] ในวินาทีถัดมาแถบสีเขียวบนภาพของเด็กผู้หญิงผมเปียก็หายไป แสดงว่าเธอออกจากระบบไปแล้ว เขาจึงกดออกจากระบบบ้าง ตรวจดูว่าหมดภาระงานของวันนี้แล้วก็ปิดไวไฟ ดึงสายชาร์จออกแล้ววางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ถอดแว่นวางไว้ข้างกัน เตรียมตัวเข้านอน

เขารู้สึกดีใจจริงๆ ที่ได้เป็นเพื่อนกับมะลิ ความรู้สึกอันเป็นสุขนี้ดึงให้เขาหลับพักผ่อนด้วยความสบายใจ และวางใจในวันพรุ่งนี้ว่าจะต้องมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแน่นอน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 08:04:08 โดย manarina »

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 2

บนอาคารสี่ชั้นห้ามีเสียงพูดคุยกันดังแผ่วเบา ปะปนกับเสียงรองเท้าสีกับพื้นโถงทางเดิน เสียงประตูบานเลื่อนเปิดออกและปิดเข้า คนที่นั่งบนพื้นพิงกับเสาระเบียงเงยขึ้นมามอง

“ช้าจริง รอใครหรือไง” คนที่นั่งรอเพื่อนออกปากบ่น

“รอใครอะไรเล่า” เดียวว่า “ไม่เคยได้รอหรอก รายนั้นน่ะออกไปนานแล้ว”

“เหรอ...” นายลิลิตว่าล้อๆ แต่ไม่ได้ถามต่อ คงเพราะไม่สนใจ “แล้วตกลงทำอะไรอยู่”

“ทวนไง จะได้ไม่มีพลาด ลิตก็ฝึกไว้บ้าง ข้อสองข้อยังไงก็คือคะแนน”

ลิลิตทำหน้าเหมือนเพิ่งกินของขม “ทวนรอบเดียวก็เกินทน”

รักเดียวก้มลงหยิบกระเป๋า รูดซิปเปิดแล้วเริ่มเก็บเครื่องเขียนลงกล่องดินสอ “ทนให้ได้ โอกาสมีครั้งเดียว อย่าให้ตัวเองต้องมาเสียใจทีหลัง”

“คร้าบพ่อ ขอมือหน่อย” เดียวส่ายหัวขำๆ ส่งมือฉุดลิลิตให้ลุกขึ้น หยิบกระเป๋าส่งให้แล้วเริ่มออกเดิน ระหว่างที่สะพายกระเป๋าของตัวเองก็ฟังลิลิตพูดไปด้วย “เดี๋ยวกินข้าวแล้วไปอ่านตรงใต้ตึกสามนะ เหมี่ยวจองที่ให้แล้ว เห็นว่าของกลุ่มเราอยู่โต๊ะริมสุด”

“ไม่ไปห้องสมุดล่ะ มีแอร์”

“ไม่อะ บุริมบอกเงียบเกินจนเครียด อ่านที่นั่นทีไรปวดท้องทุกที” ลิลิตบอกต่อ “แต่อันนี้เห็นด้วยมากๆ อ่านแบบสบายๆ ข้างนอกดีกว่าเยอะ”

หลังจากกินอิ่มแล้ว ทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังตึกสาม ตึกที่ทาสีชมพูลูกกวาด ที่โถงอาคารมีโต๊ะแบบเดียวกับที่อยู่ในโรงอาหารวางเรียงราย โต๊ะริมสุดด้านในมีบุริมโบกมือเรียกอยู่ พอคนครบ การติวก็เริ่มต้นขึ้น ข้อสอบเก่าถูกหยิบขึ้นมาถามตอบอย่างต่อเนื่อง เครียดบ้างเฮฮาบ้างตามประสาเพื่อไม่ให้น่าเบื่อจนเกินไป

สองชั่วโมงหมดไปอย่างรวดเร็วในความรู้สึกของคนที่ไม่ได้อ่านมาล่วงหน้า เวลานี้ใครไม่พร้อมก็ต้องพร้อมแล้ว นักเรียนมอหกห้องหนึ่งที่รวมกลุ่มอ่านหนังสืออยู่บริเวณเดียวกันเริ่มเก็บของใส่กระเป๋า เตรียมเคลื่อนย้ายร่างกายไปยังชั้นห้าของตึกสีเหลือง

“สองวิชาสุดท้ายแล้ว สู้โว้ย” คีนตะโกนปลุกใจเพื่อนและปลุกใจตัวเองเหมือนตอนโค้งสุดท้ายของงานที่ห้องเราทำด้วยกัน ทั้งงานนำเสนอวันวิชาการตอนมอสี่ กีฬาสีตอนมอห้า และงานวันวิทยาศาสตร์ตอนต้นเทอมหนึ่งมอหก

“แป๊บๆ ก็จะจบแล้วว่ะ” ลิลิตบอก “ยังไม่จากกันก็โคตรคิดถึงแล้วอะ เดี๋ยวสอบเสร็จก็ไม่มีใครให้คุยเล่นด้วยแล้ว”

“นั่นสิ” เหมี่ยวพึมพำ

เพราะทุกคนต่างก็มีทางเดินของตัวเอง และทุกคนต่างก็กำลังยืนอยู่หน้าสมรภูมิรบ เสียงดินปืนระเบิด เสียงฝีเท้า และเสียงหวีดร้องดังมาจากที่ไกลๆ ดูเหมือนจะเข้าใกล้มาทุกที

การสอบหลังจากนี้อีกไม่กี่เดือน...จะเป็นของจริงแล้วสินะ

เราเก่งพอที่จะเอาตัวรอดได้หรือยัง...เราดีพอหรือยัง...เราพร้อมแล้วจริงหรือเปล่า...เป็นคำถามที่ไม่มีประโยชน์นักในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ย่อมเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจใครหลายคน

รักเดียวเหม่อมองเพื่อนที่ก้าวเดินไป ในหัวไม่มีคำพูดใดดังขึ้นมา ความรู้สึกเหงาๆ ปนกับตื่นเต้นและกดดันแล่นขึ้นมาค้างอยู่ตรงลิ้นปี่ สองเท้าเดินช้าๆ ตามจังหวะที่ทุกคนเดินไปพร้อมกัน เวลาแบบนี้เองคือเวลาที่มีค่า กาลเวลาที่ไม่สลักสำคัญอะไร ไม่ใช่โมเม้นต์เด่นๆ ของชีวิต แต่กลับให้บรรยากาศที่ล้ำค่าเกินบรรยาย

สัมผัสอุ่นๆ แตะที่บ่าขวา รักเดียวหลุดจากภวังค์ หันมองเจ้าของมือ

“สอบเสร็จเจอกันที่ม้านั่งข้างสนามหญ้านะ”

สองวิชานี้คือสังคมกับภาษาไทย ภาษาไทยรักเดียวมีคะแนนทั้งสอบย่อยและคะแนนเก็บค่อนข้างเยอะ คำนวณแล้วต่อให้ทำได้ไม่ถึงครึ่งก็ยังมีเกรดสี่นอนรออยู่ ส่วนสังคมถึงจะน้อยกว่าสักหน่อย ก็ไม่ได้แย่มากจนหลุดจากเกรดสามได้ การสอบภาคบ่ายจึงไม่หนักหนาเลยสำหรับเขา

ทำเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด ยังเป็นคำที่รักเดียวยึดถือเป็นสรณะ เขาจึงตั้งสมาธิกับการทำข้อสอบ เว้นข้อที่ทำไม่ได้เอาไว้ก่อน ทำจนครบแล้วจึงกลับมาดูอีกครั้ง เมื่อทำไม่ได้อยู่ดีก็ดิ่งข้อที่ตอบไปน้อยที่สุด แล้วเริ่มตรวจทานตั้งแต่ข้อแรกจนข้อสุดท้าย ประมาณคะแนนและลองคำนวณอีกครั้งพอให้อุ่นใจก่อน จึงยอมคว่ำกระดาษคำตอบ รวบเครื่องเขียน หยิบขวดน้ำที่วางไว้ข้างเก้าอี้ แล้วเดินออกมาจากห้องสอบ

เสียงเครื่องปรับอากาศถูกทดแทนด้วยเสียงร้องของนก เสียงลมพัดพลิ้ว อากาศอุ่นๆ ทำให้รักเดียวคลายหนาว เขาเก็บของ ถอดเสื้อกันหนาวออก แล้วก็ม้วนมั่วๆ เก็บใส่กระเป๋า

เนื่องจากคุยกันไว้แล้วว่าใครเสร็จก่อนให้กลับก่อนเลยไม่ต้องรอ ทั้งบอกลากันเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเข้าห้องสอบ รักเดียวจึงไม่พบใครรอเพื่อนอยู่ที่หน้าห้องสอบเลย ลิลิตเองก็คงกลับไปแล้วเหมือนกัน

ลงบันไดมาจนถึงชั้นล่างสุดเป็นโถงใต้อาคารปูกระเบื้องสีขาว เดียวเดินลัดไปไม่กี่อึดใจก็ถึงสนามหญ้าที่ใช้ทั้งเตะบอล วิ่งเก็บรอบ ลงโทษคนมาสาย เรียนรด. จัดขบวนงานกีฬาสี จัดซุ้มกิจกรรมวันวิชาการ และล่าสุดเพิ่งขึ้นแท่นเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับถ่ายรูปงานอำลา

ความทรงจำทั้งหมดนั้นยังแจ่มชัดเหมือนกับว่าเพิ่งถูกบันทึกลงไปเมื่อวาน ลูกปัดแห่งเหตุการณ์ทั้งหมดร้อยเรียงเป็นหนึ่งแล้วด้วยด้ายของกาลเวลา กำไลนี้ถูกเก็บใส่กล่อง และรอวันไหนสักวันที่ว่างพอ ให้เจ้าของได้เปิดกล่องแล้วหยิบมันขึ้นมาพิศดูอีกครั้ง

อีกเพียงไม่นานเขาก็จะข้ามพ้นจากชีวิตเด็กมอปลายไปสู่รอยต่อของชีวิตส่วนต่อไป เหมือนยามสนธยา ฟ้ายังไม่มืด แต่ก็ไม่อาจนับว่าสว่างเทียบเท่ากลางวัน เป็นอะไรที่อยู่ตรงกลางระหว่างนั้น เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญจุดหนึ่ง ไม่ใช่สำหรับเขาเท่านั้น แต่สำหรับเด็กที่กำลังเตรียมสอบทุกคน

วันนี้เดียวตัดสินใจหยุดพักการเรียนพิเศษสักวัน เพื่อจะได้พักผ่อนก่อนจับเวลาทำข้อสอบเก่าในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นคงไม่ได้เห็นด้วยตา แต่ก็ยังมั่นใจว่าตอนนี้ที่เรียนพิเศษคงเต็มไปด้วยเด็กมอหกแล้วแน่ๆ

“เดียว” เสียงหนึ่งทัก ทำให้รักเดียวหยุดเท้าแล้วหันกลับไปมอง แต่ถึงไม่ต้องมองเดียวก็รู้ว่านั่นเป็นเสียงของใครอยู่ดี

นิลยิ้ม เดินนำไปนั่งม้านั่งหินแถวนั้น พยักเพยิดให้เดียวนั่งลงตาม “เป็นไงบ้าง อ่านทันมั้ย”

“ก็ยังเป็นไปตามที่วางไว้นะ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พออยู่ดี”

นิลเงียบไป “นั่นสินะ ตอนเราอ่านก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน”

รักเดียวก้มลง มองใบไม้ที่แน่นิ่งอยู่บนยอดหญ้า “จะไหวมั้ยนะ ไม่สิ... วันสอบไหวไม่ไหวก็ต้องไหว”

“อย่าหักโหม” นิลบอก “การดูแลตัวเองก็สำคัญ”

“อืม จะดูแลตัวเองให้ดี ไปตกม้าตายเอาวันสอบคงไม่น่าดูเท่าไหร่” เดียวทำหน้าแหยง “นิลล่ะ เป็นไงบ้าง”

นิลสอบติดแล้ว และรู้ว่าเดียวรู้ เพราะเห็นเดียวกดไลค์โพสต์ล่าสุดของตัวเอง “จองหอแล้ว ห้องสวยใช้ได้เลย”

เดียวยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร

“หนึ่งหทัย” นิลสบตาคนที่ตนเรียก “ไม่ต้องคิดมากเรื่องที่เราเคยพูด ทำให้ดีที่สุดก็พอแล้วนะ”

รอยยิ้มนั้นจางลง เดียวพยักหน้าช้าๆ

“แล้วมีอะไรก็ทักมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

เสียงของเดียวเบาเหมือนเสียงกระซิบ แต่นิลก็ได้ยินชัดเจน “ขอบคุณ”

“กลับกันเถอะ” นิลลุกขึ้นยืน แล้วเดียวก็ลุกตาม ทั้งสองบอกลากัน เดียวกลับถึงบ้านไม่นานหลังจากนั้น แน่นอนว่าทุกอย่างยังชัดเจนในความทรงจำ เหมือนกับสายลมอ่อนๆ ของบ่ายวันนี้ได้ชะล้างสิ่งตกค้างในใจออกไปหมดสิ้น จนรู้สึกเหมือนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทุกอย่างก็จะยังคงเป็นไปด้วยดี

ไม่ว่าเมื่อไหร่ นิลก็ยังคงทำให้เขาตัดใจไม่ได้สักที

.

เดือนสามแล้ว เวลาที่นับถอยหลังทยอยเลื่อนเข้าสู่เลขศูนย์ สนามที่สองมารออยู่ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า นายหนึ่งหทัยดื่มน้ำ แล้วเก็บขวดใส่กระเป๋า กำเครื่องเขียนพร้อมทั้งบัตรประจำตัวประชาชนเดินเข้าไปหากรรมการคุมสอบ

อาจารย์ผู้คุมสอบพยักหน้าให้เขาเข้าไปได้ เขามองหาที่นั่งตัวเอง พอเจอก็วางเครื่องเขียนลงกับโต๊ะ

สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คืออ่านหน้าปกข้อสอบ เช็กข้อมูลที่มีการพิมพ์ลายคาร์บอนไว้ให้แล้วว่าถูกต้องเรียบร้อยดี รอจนมีประกาศเสียงตามสาย จึงเปิดข้อสอบทำ

ก่อนจะหมดเวลาห้านาที รักเดียวเปิดเช็กคำตอบอีกรอบอย่างคร่าวๆ เขาเตรียมตัวมาค่อนข้างดี ข้อสอบไม่ได้ออกพลิกแพลงอะไรมากนัก แต่เขาก็ยังติดนิสัยเช็กคำตอบชนิดที่มะเหมี่ยวเคยเหน็บว่านิสัยประสาทรับประทาน มันก็จริง เขามั่นใจและควรพอได้แล้ว แต่ก็อดเปิดดูอีกทีไม่ได้

จะว่าไปก็แปลกดี สามคนนี้คนหนึ่งระแวดระวังไปหมด อีกคนก็สะเพร่าจนน่าตี มีแต่มะเหมี่ยวที่หาสมดุลเจอ

เดียวออกจากห้องสอบแล้ว เขาเก็บของใส่กระเป๋า เดินลงจากอาคารห้า ห้องเขานัดเจอกันที่แถวๆ อาคารสาม เลิกเวลาเดียวกันหมด เลยไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้นั่งตรงใต้โถงอาคาร หรือบริเวณโต๊ะหิน เดียวไปถึงที่แล้วก็มองหา

“เดียว ทางนี้” มะเหมี่ยวโบกไม้โบกมือเรียก กลับไปรวมตัวกันอยู่ที่ข้างอาคารสองเสียอย่างนั้น

อาคารสองกับอาคารสามอยู่ใกล้กัน คั่นด้วยทางเดินกว้างๆ ที่ข้างอาคารสองมีบริเวณเล็กๆ วางโต๊ะอยู่ราวหกชุด เพื่อนห้องเขานั่งกันอยู่ตรงนั้น ยังไม่ครบคน

“ลิลิตจอง มันว่าตรงนี้เป็นส่วนตัวดี ไปฝั่งนู้นก็มีแต่เด็กโรงเรียนอื่น จริงของมัน” มะเหมี่ยวตอบคำถามที่เดียวยังไม่ทันได้ถาม
“แล้วคนจองไปไหนแล้วล่ะ”

“หาไรกินน่ะสิ วันสอบแท้ๆ ยังไม่กินข้าวเช้ามา ลิลิตนี่ลิลิตจริงๆ” ถ้าลิลิตอยู่ตรงนี้ก็คงจะตอบกลับทันทีว่า ‘แม่เหมี่ยวนี่แม่เหมี่ยวจริงๆ’ เหมือนกัน

พวกเขานั่งล้อมวง พูดคุยถามไถ่กันยาวเพราะไม่ได้เจอมานาน บางคนเก็บตัวอ่านหนังสือทำข้อสอบ บางคนเริ่มมีปัญหากับครอบครัว บางคนสีหน้าไม่ดี บางคนเก็บกลืนรอยยิ้ม ให้กำลังใจเพื่อน กอดคอตบไหล่กันไป จะพยายามหลงลืมไปอย่างไร นี่ก็คือหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตจริงๆ ทุกการกระทำในช่วงนี้สำคัญและบีบคั้นไม่ต่างจากฉากไคลแมกส์ที่ไม่อาจคาดเดาตอนจบ

“มึงอะเดียว จะไปไหน”

เดียวตอบ คำตอบเดิมที่เขาเคยบอกกับพ่อแม่ เคยบอกลิลิต เคยบอกมะเหมี่ยว เคยบอกมะลิ และเคยบอกนิลรัตน์

“เออ เหมาะ” บุริมยิ้ม “ที่เดียวกับนิลเลย ถ้าติดละขี้เกียจหาหอก็ถามมันละกัน ไอ้นี่มันไม่ยอมหารูมเมท อะไรของมันก็ไม่รู้ ใจคอจะเช่าอยู่คนเดียวหรือไง เดือนละตั้งเกือบหมื่น”

“เอ๊า เงินก็เงินเตี่ยกู”

“จ้ะ กูจะฟ้องเตี่ยมึง”

“ฟ้องว่า?” นิลเลิกคิ้วถามเพื่อน

“ว่ามึงมันลูกไม่รักดี เตี่ยอย่าเอาใจมันมาก มาเอาใจผมดีกว่านะฮะ”

“ออเซาะเก่ง” คนฟังส่ายหัว

เดียวมองรอยยิ้มของนิล พอรู้ตัวว่าจุดตกสายตาอยู่ที่เดิมนานเกินไปก็เสมองทางอื่น ไพล่นึกถึงบทสนทนาล่าสุดของเขากับมะลิ

          [คุณยังคิดจะตัดใจอยู่อีกหรือคะ] เธอถาม ในข้อความมีแววประหลาดใจ แต่รักเดียวไม่ทันสังเกต พิมพ์ตอบกลับแทบจะทันที

          [ครับ ก็คิด]

          [คุณเดียว ก่อนตอบคิดนานกว่านี้ก็ได้นะคะ นี่ไม่ใช่ข้อสอบ ไม่ได้มีคำตอบตายตัวที่จะต้องตอบให้ได้ภายในหนึ่งนาที นี่คือชีวิตคุณนะคะ คุณรู้ดีที่สุดว่าอะไรเป็นอะไร เรื่องคุณกับคุณนิลคุณควรตอบตัวเองได้แล้วนะคะว่ากำลังทำอะไรอยู่]

เดียวคิดว่าตัวเองกำลังพยายามตัดใจไม่ให้รักนิลต่อ แต่แค่วินาทีแรกที่ได้เห็นคนคนหนึ่งในสายตา รักเดียวก็ได้คำตอบที่ถูกต้องตามจริงโดยไม่ต้องนั่งเถียงกับตัวเองอย่างที่เคยทำ

เขาเคยคิดจะตัดใจด้วยความมุ่งมั่นก็จริง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเด็ดขาดพอ ไม่เคยตั้งใจพอ มันเป็นเพราะอะไร? เดียวตอบตัวเองได้แล้วในวันนี้ ตอบจากความรู้สึกที่ลอยวนเวียนอยู่ข้างใน

ที่จริงแล้วเขาไม่เคยอยากตัดใจ ไม่มีสักวินาทีเดียวที่นายหนึ่งหทัยอยากตัดใจจริงๆ เขาไม่เคยอยากลืม ไม่เคยอยากหยุดมองหาคนคนนี้ในบรรดาผู้คนมากมาย ไม่เคยอยากหยุดเลื่อนสายตาไปตกอยู่ที่คนคนนี้ เขาไม่อยากละเลยความสุขที่ได้รับจากรอยยิ้มของนิล ไม่อยากให้ของสะสมที่มีชื่อว่าความทรงจำถูกซุกซ่อนเอาไว้ในกล่อง เก็บมิดชิดอยู่มุมห้องของหัวใจ

ก็ใช่ที่เดียวเคยคิดว่าแอบรักก็ดีพอและพอดีแล้ว แต่ดูสิ ตอนนี้เดียวเดินเลยจากจุดนั้นมาไกลมาก เขากลับไปเป็นเดียวคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าแอบชอบเพื่อนไม่ได้แล้ว เขาสังเกตและจดจำมากเกินไป เขาให้ความสำคัญกับคนธรรมดาคนหนึ่งมากเกินไป จนคนธรรมดานั้นกลายเป็นคนพิเศษ พิเศษ...เกินกว่าจะไม่รู้สึกพิเศษเมื่อเห็นหน้า

          [ถ้าไม่อยากตัด ก็ต่อเถอะค่ะ ถ้าไม่อยากต่อ ก็ตัดจริงๆ สักที ทำอะไรเข้าสักอย่าง คุณจะอยู่ตรงกลาง ตรงที่งงๆ แบบนี้ไปตลอดหรือคะคุณเดียว]

คำนี้มะลิพูดเพื่อให้เขาไปต่อสักที เลิกติดอยู่กับกับดักของความคิดที่ว่าจะทำ แต่แล้วก็ไม่ได้อยากทำจริงๆ เขาต้องออกจากเส้นทางนี้ได้แล้ว มันเป็นแค่ทางตัน เขาควรเปลี่ยนไปเดินอีกทาง จะได้จะเสีย อย่างน้อยเขาก็มีทางไป จะรุ่งจะร่วง เขาก็ไม่ติดอยู่กับเรื่องเดิมๆ จนไม่อาจก้าวไปไหน

          [เอาไว้สอบเสร็จแล้วคุณก็ลองคิดให้ถี่ถ้วนแล้วกันนะคะว่าจะทำยังไงต่อไป คำตอบมันก็มีอยู่ในใจคุณนานแล้ว แค่รอให้คุณเห็นและยอมรับก็เท่านั้น หาให้เจอแล้วเลือกด้วยตัวเองเถอะนะคะ]

ในเมื่อถลำลึกเกินกว่าจะปีนกลับขึ้นไป เขาคงต้องก้าวต่อไปในเส้นทางนี้จนกว่าจะเจออะไร ดีกว่านั่งเฝ้าฝัน รอว่าจะมีใครมาช่วยเสกปีกให้บินกลับขึ้นข้างบนได้อย่างที่รอมาตลอด

เดียวนึกอยากส่งข้อความหามะลิ ผมเจอแล้วครับคุณมะลิ คำตอบที่คุณให้มองหา มันมีอยู่แล้วจริงๆ

ใกล้เวลาเข้าสอบแล้ว บรรดาอดีตเด็กมอหกห้องหนึ่งเริ่มแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว เตรียมตัวขึ้นอาคารสอบ อ้อ ยังมีอยู่คนหนึ่งที่จะต้องขึ้นห้องสอบอยู่แล้วยังหันหน้าไปทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถาบัน พนมมือเอ่ยพึมพำ

“ทำได้ ทำถูก ทำไม่ได้ก็ให้มั่วถูก สาธุ”

“โอ้ย ไปได้แล้วไอ้ลิต มีสติแล้วตรวจคำตอบดีๆ ให้ได้ ไม่งั้นท่านก็ไม่ช่วยเอ็งหรอกว่ะ” คีนว่าแล้วลากคอลิลิตขึ้นอาคารไป เดียวเองก็หันหลังเดินไปอีกทาง ขออยู่ในใจให้เขาใจตรงกันกับคนเฉลยข้อสอบด้วยเถิด

อีกคำขอที่เขาไม่ได้ประมวลเป็นถ้อยคำก็ถูกส่งออกมาแล้วเช่นกัน เสียงของมันเบาก็จริง แต่หนักแน่นและชัดเจน เสมือนเข็มทิศน้อยๆ ที่ชี้ไปหาทิศเดิมทุกครั้งที่หยิบขึ้นมามอง

.

ในความเงียบสงบของเวลาเช้า มีใครตื่นจากความฝัน ความฝันมัวเลือนที่แทบไม่ให้ความหมายอะไร เป็นเหมือนหยดสีน้ำที่แตะลงบนกระดาษเปียก ผสมปนเปแทบไม่รู้ว่าขอบของสีหนึ่งไปสิ้นสุดที่ตรงไหนในกระดาษนั้น

ดวงตากะพริบยิบหยี สู้แสงสีขาวๆ ที่ลอดเข้ามาผ่านผ้าม่านผืนบาง

มีเสียงเคาะประตู จังหวะไม่รีบร้อน แต่ก็ทำให้ความง่วงงุนที่ยังลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบกายสลายหายไปเหมือนตื่นตกใจเพราะเสียงนั้น

“เดียว ตื่นได้แล้วลูก เห็นเขาว่าผลออกแล้วนะ” คุณมาลินีเรียก

ผลออก...ผล? จริงสิ วันนี้ประกาศผล! เดียวผุดลุกขึ้นคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กรีบเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตา

เดียวเปิดคอมพิวเตอร์โดยมีพ่อแม่ยืนลุ้นอยู่ข้างหลัง “พ่อ เดี๋ยวกาแฟก็หก” แม่ว่า “เอามานี่มา”

“ขอบใจจ้ะ ใส่รหัสเร็วสิลูก” พ่อส่งแก้วให้แม่ไปไม่ได้ละสายตาจากหน้าจอ ในขณะที่แม่มองอย่างขำๆ ไม่ใช่แค่กาแฟ อีกมือยังถือขนมปังกรอบด้วยหรือนี่

เดียวกรอกรหัสเข้าเว็บด่วนจี๋ เสียงเม้าส์ดังสลับกับเสียงแป้นพิมพ์ไม่กี่ตัวอักษร มาแล้ว ผลอยู่ตรงหน้า



[ท่านเป็นผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา...กรุณามาเข้ารับการสัมภาษณ์...]


“ติดแล้วโว้ย! ลูกติดแล้วแม่ดูสิ ดูๆ” พ่อที่โดนแม่ริบแก้วกาแฟไปแล้วใช้ขนมปังกรอบชี้หน้าจอ ยิ้มหน้าบานจนดูตลก

นายหนึ่งหทัยน่ะหรือ ในหน้าไม่ได้ยิ้ม แต่ข้างในอิ่มเอมจนไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดยังไงหมด ได้แต่อ่านวนซ้ำๆ จนมั่นใจว่าไม่ได้ตาฝาด ไม่ได้หลับฝันไป

“เอาล่ะ สัมภาษณ์วันไหนนะ” พ่อยื่นหน้าเข้ามาอ่านอีก “เดี๋ยวเราออกเช้าหน่อยแล้วกัน จะได้ไปไหว้ขอฝากตัว อยู่ตั้งสี่ปีนี่นะ แล้วก่อนกลับต้องไปหาหอด้วย”

“นั่นสินะคะ เดี๋ยวแม่ติดต่อถามเขาก่อนเลยแล้วกัน เราจะได้ไม่ต้องไปหลายที่”

“ไม่ต้องหาหอหรอกครับ เดียวมีเพื่อนที่ติดรอบก่อนหน้า เขายังไม่มีรูมเมท เดียวว่าจะไปอยู่กับเขา”

พ่อกับแม่ดูจะประหลาดใจนิดๆ แต่ก็ไม่ว่าอะไร แม่เรียกเขากินข้าวเช้า ส่วนพ่อถ่ายรูปหน้าจอลงเฟซบุ๊ก ยิ้มจนแก้มจะแตก เดียวอิ่มใจแต่ท้องยังหิว กินไปก็คิดถึงใครไปด้วย คิดว่าจะต้องคุยกับใครบ้างในวันนี้

มะเหมี่ยว ลิลิต คุณมะลิ แล้วก็ใช่ ยังมีนิลรัตน์อีกคน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 08:01:02 โดย manarina »

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 3

นิลกำลังจดรายการอาหารจากโต๊ะสิบตอนที่โทรศัพท์สั่น เขาเอารายการไปให้ครัว แล้วก็ออกไปหลังร้าน เปิดโทรศัพท์ดูว่าใครโทรมา ทันทีที่เห็นก็กดโทรกลับด้วยการสั่งการผ่านไขสันหลัง

เขาไม่ได้คิดเลยว่านิ้วจะกดโทรกลับไปเองอย่างนี้ ทำให้ตอนรอสายอยากจะกดวางแทบตาย ขอทำใจก่อนสักสามวิก็ยังดี

“นิล เราสอบติดแล้วนะ”

คนฟังยิ้ม “ฮึ่ย ยินดีด้วย เออที่เคยบอกไว้อะ ห้องเรายังอยู่ได้นะ จะย้ายมาวันไหนบอกล่ะ”

“ขอบใจนะ ไว้เราจัดการเรื่องสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้วจะมาบอกอีกทีนะนิล คงย้ายของหลังจากสัมภาษณ์ผ่านแล้วอะ เดี๋ยวยังไงนิลส่งที่อยู่หอกับพวกรายละเอียดค่าเช่าให้เราหน่อยได้มั้ย ค่าประกันห้องด้วย เผื่อมีอะไรเสียหายตอนย้ายออกจะได้หารกันถูก”

“ได้ๆ เดี๋ยวส่งไปให้ ยินดีด้วยจริงๆ นะเดียว แล้วไว้เจอกันวันย้ายของ”

“อื้อ เราวางละนะ” พอนิลตอบรับแล้วเดียวก็กดวางสายไป

รู้ตัวหรือไม่ก็ตาม นิลรัตน์กระจายบรรยากาศแห่งความเบิกบานใส่คนในร้านต่อไปทั้งวัน

เลิกงานแล้ว แสงไฟถนนสีส้มสว่างจ้า พอปิดร้านเรียบร้อยดี ทุกคนก็ขึ้นรถคาดเข็มขัด เดินทางกลับบ้านในเวลาเกือบสามทุ่ม บ้านคุณพิวัฒน์มีสมาชิกห้าคน คือคุณไพฑูรย์ คุณบุษราคัม พ่อแม่เชื้อสายจีนแท้ๆ พี่สาวคนโตชื่อมุกดา คนรองคือนิลรัตน์ และคนสุดท้องชื่อมรกต

“นิล วันนี้มีอะไรดีๆ หรือไง” มุกดาแซวน้องชาย “หรือมีแฟนกะเค้าแล้ว”

“โถ่เจ้ แฟนอะไร เพื่อนนิลสอบติดที่เดียวกัน เลยดีใจว่าจะได้มาเป็นรูมเมทกัน คนที่นิลเล่าให้ฟังไง” นิลรัตน์ตอบ

มุกดายิ้ม “อ้อ น้องบุริมเหรอ ไหนตอนนั้นว่าเขาอยากเข้าอีกมหาลัยนึงไม่ใช่หรือไง”

มรกตส่ายหัว “ผิดแล้วเจ้ เฮียหมายถึงพี่เดียวต่างหาก คนที่ทำโครงงานด้วยกันปีก่อน ใช่ปะเฮีย” มรกตอยู่ห้องหนึ่งเหมือนกัน เลยรู้จักเพื่อนในห้องของนิลเกือบทุกคน

“ใช่ คนนั้นแหละ”

“เอ้อ พูดถึงโครงงาน เดี๋ยวพรุ่งนี้กตมีทำงานกลุ่มนะ”

“ทำที่ไหนลูก” คุณบุษถาม

“ที่โรงเรียนแหละครับ กลับค่ำหน่อย แต่ยังไม่รู้จะเลิกเมื่อไหร่ เอาว่าเสร็จแล้วเดี๋ยวกตโทรหานะ”

“ขับระวังๆ ล่ะกต” อันที่จริงคุณบุษก็ไม่ค่อยอยากให้ลูกขับมอเตอร์ไซค์ไปกลับเองเท่าไหร่ แต่ทั้งนิลทั้งกตไม่อยากรบกวนเวลาทำงาน เลยขอซื้อมอเตอร์ไซค์สลับกันขับไปกลับเอง เมื่อก่อนยังต้องรอกันเวลาอีกคนเลิกดึก แต่ตอนนี้ก็เหลือมรกตใช้คนเดียวแล้ว

รถชะลอความเร็วลงจนจอดสนิทที่หน้าบ้าน คุณไพฑูรย์ให้ลูกชายคนสุดท้องที่นั่งอยู่ชิดประตูลงจากรถไปเปิดประตูรั้วกับประตูบ้านให้

มื้อเย็นวันนี้เป็นข้าวผัดที่หิ้วมาจากที่ร้าน ฝีมือป้าสมรแม่ครัวที่อยู่กับร้านมานานหลายปี พอกินและเก็บล้างจานชามเรียบร้อย สมาชิกทั้งห้าก็แยกย้ายกัน แม่นั่งดูทีวีไปชุนเสื้อผ้าไป ส่วนเตี่ยก็คุยกับเจ้มุกเรื่องที่ร้านวันนี้ ดูลูกสาวทำบัญชีของร้าน มรกตอาบน้ำเตรียมตัวอ่านหนังสือทำการบ้าน นิลก็รีบไปอาบน้ำที่อีกห้อง คนอื่นทำงานเสร็จจะได้ทยอยอาบต่อ

อาบน้ำเสร็จแล้วนิลก็ส่งรายละเอียดเรื่องหอให้เดียวตามที่คุยกันไว้ ก่อนจะปิดเสียงโทรศัพท์ วางไว้ที่ประจำ แล้วก็รีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปช่วยจ่ายตลาด แต่จนดึกแล้วนิลยังนอนไม่หลับ มัวแต่คิดถึงเรื่องที่เดียวจะมาเป็นรูมเมท

ใครจะรู้ว่าเดียวอยากเข้ามอเดียวกันพอดี ใครจะรู้ว่าอีกคนจะมาเรียนที่เดียวกันอย่างนี้ ย้อนกลับไปตอนมอห้า ไม่มีภาพแบบนี้อยู่ในหัวเลยสักนิด ไม่คิดฝันด้วยซ้ำว่าความสนใจจะงอกงามกลายเป็นความรู้สึกอย่างอื่น

ทำไมต้องย้อนกลับไปตอนมอห้าน่ะเหรอ ก็เพราะมันเป็นตอนที่ได้ทำความรู้จักเดียวจริงๆ อย่างไรเล่า

ช่วงนั้นจำนวนงานพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งงานกลุ่ม งานเดี่ยว งานห้อง เพราะมอสี่ยังเด็กไป ส่วนมอหกก็ต้องเตรียมตัวสอบ ทุกอย่างเลยถูกโยนมาไว้ตรงนี้ทุกรุ่นทุกปี หัวหมุนกันทุกเทศกาล จัดกีฬาสีเอย กรรมการวันวิทย์เอย ทำของที่ระลึกให้รุ่นพี่ ทำค่ายรับน้อง ไหนจะต้องทำโครงงานไปนำเสนอกับโรงเรียนในเครือข่ายอีก จะทิ้งก็ไม่ได้เพราะอยู่ในวิชาโครงงาน สามหน่วยกิต ดีนะยังมีเวลาให้ได้หายใจหายคอตอนก่อนสอบ

เริ่มแรกก็ได้รู้จักกันมากขึ้นเพราะงานวิชาโครงงานที่ว่านั่นแหละ คือมันจัดกลุ่มแบบสุ่ม เลยได้ทำงานกับเดียว นี่ไม่ใช่งานแรกหรอกที่โดนจับสุ่มแล้วได้มาทำงานด้วยกัน เหมือนจะมีงานก่อนนั้นอีกงาน น่าจะวิชาสังคม แต่งานนั้นทำเสร็จนิลก็แค่ชวนคุยนิดหน่อยแล้วกลับกลุ่มเดิม ว่าก็ว่าเถอะ บทสนทนาฝืดเฝื่อนเหมือนเล่นเกมยี่สิบคำถามอย่างนั้นนิลไม่เคยเจอ ออกจะทำตัวไม่ถูก คือถ้านิลไม่ถามเอง ก็จะเงียบสนิทเลย ถามไปถามมานิลก็ไม่กล้าถามต่ออีก เลยจบบทสนทนาแล้วออกมาทั้งอย่างนั้น ยังคิดในใจว่าตัวเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่าหว่า

หลังจากงานนั้นนิลก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว แต่พอได้มาอยู่กลุ่มเดียวกันในวิชานี้ ก็ต้องคุยงาน ทำงานด้วยกันนานขึ้น ทำให้จำได้ว่าครั้งก่อนที่จะคุยกับเดียวผลออกมาเป็นยังไง นิลสังเกตว่าตอนทำงานกลุ่ม เดียวก็ไม่ได้เงียบขนาดนั้น ตอนนำเสนองานก็ไม่เห็นติดขัดตื่นเต้นอะไร ตอนแสดงความคิดเห็นในกลุ่มออกจะกล้าพูดด้วยซ้ำ นิลเลยลองมองเดียวตอนอื่นบ้าง

ตอนอยู่กับมะเหมี่ยวและลิลิตเดียวก็ยังดูเหมือนเดียวคนเงียบๆ นะ แต่ก็ดูสบายๆ ไม่ถึงกับถามคำตอบคำ บางทียังมีสะกิดชวนเพื่อนคุยในคาบเรียน เขานึกว่าคนคนนี้จะนั่งเพ่งจิตมองอาจารย์ ตั้งใจเรียนเหมือนทุกอย่างในโลกละลายหายไปหมดแล้ว เหลือแต่เรื่องที่กำลังเรียนอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเสียอีก

แล้วก็บ้างาน บ้างานมากๆ เดียวจะมีอะไรสักอย่างอยู่บนโต๊ะเสมอ ไม่งานสังคมก็อังกฤษ ไม่งานอังกฤษก็ชีทเลข ไม่ใช่ชีทเลขก็เป็นการบ้านวิชาไหนสักวิชา คือในมือจะมีปากกาดินสออยู่ตลอดเวลา กระทั่งเวลาพักเที่ยงก็ไม่เว้น หมดการบ้านที่โรงเรียนก็ยังมีการบ้านที่เรียนพิเศษอีก

ตอนที่นิลได้ต้นฉบับวิชาอะไรสักอย่างมา ถ้าไม่ใช่ของเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ก็จะรู้จักลายเส้นรู้จักน้ำหนักหมึกเป็นอย่างดี เจ้าของลายมือแปลกปลอมที่กลายเป็นคุ้นตานี้คือเดียว ช่วงแรกๆ ที่ได้ต้นฉบับพวกนั้นมายังคิดอยู่ว่ามีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า เดียวเนี่ยนะให้เพื่อนลอกการบ้าน แต่ดูชื่อที่เขียนไว้ก็คือนายหนึ่งหทัย เจริญไพศาลนันท์จริงๆ พอบอกว่าส่งให้แล้วนะ เดียวก็ไม่ได้มีทีท่าแปลกใจอะไร แปลว่าเจ้าตัวรู้อยู่แล้วว่ามีคนเอาไปลอกต่อ

ทีหลังยังได้รู้ว่าเดียวก็ไม่ได้ทำเองทุกวิชาเหมือนกัน นิลรู้สึกผิดคาดมากๆ จนขำตัวเอง เออนะ อะไรทำให้คิดไปได้ว่าเดียวจะต่อต้านการลอกการบ้าน นอกจากมาดเด็กหน้าห้องแล้วก็คงเป็นท่าทางเงียบๆ บวกกับแว่นที่ใส่ออกจะทำให้ดูจริงจังขึ้นสิบส่วน แต่ทั้งหมดนั่นก็ไม่เห็นมีตรงไหนบอกไว้เลยว่าคนคนนี้จะยึดมั่นความถูกต้องและอุดมคติ

รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง แต่สายตาของนิลก็จะตกไปอยู่ที่โต๊ะของใครบางคนเสมอ

ที่จริงรักเดียวเป็นคนตลกมาก บางทีก็หลับๆ เรียนๆ ทั้งคาบโดยไม่โดนว่าอะไร เพราะตื่นมาเออออห่อหมกได้ทัน เดี๋ยวก็พยักหน้าหงึกหงัก เดี๋ยวก็ทำก้มลงจดอะไรๆ ลงชีท เขามารู้เพราะได้ยินเจ้าตัวขอให้มะเหมี่ยวอธิบายให้เย็นนั้น บอกว่าหลับทั้งคาบเลยเพราะเมื่อคืนนอนดึก คนแบบนี้ก็มี เนียนไปไหน คือถ้าไม่ได้มองตลอดคงคิดว่าตั้งใจเรียนอยู่ตามปรกติ

แล้วตอนนั้นก็ฮาเหมือนกัน ต้องบอกก่อนว่าพื้นห้องเรียนมันเป็นพื้นลื่นพอสมควร เจ้าตัวก็เดินวนไปวนมาท่องเนื้อหาช่วงก่อนสอบเก็บคะแนน ทีนี้เกิดวืด มีการหันซ้ายขวาดูท่าทีทุกคน ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเพราะดูเหมือนทุกคนจะก้มหน้าก้มตาอ่านกันอยู่ ดูเหมือนน่ะนะ ยังจำได้ว่าเขากลั้นขำจนบุริมมันรำคาญ ลุกไปนั่งท่องหลังห้องเลย แถมด่าให้อีกด้วยว่าประสาทอะไรของมึง อยู่ๆ ก็ขำ เอ้าก็มันขำจริงนี่ แน่จริงลองเงยมองฉากเมื่อกี้สิ สงสารก็สงสารนะ แต่ก็ฮา ตลกอย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ

พอถึงวันที่นัดกันมาทำของที่ระลึกให้รุ่นพี่ นิลเลยตีเนียนพาทั้งกลุ่มไปนั่งทำข้างๆ กลุ่มเดียว ส่วนตอนทำงานกีฬาสี ก็ใช้อำนาจมืดนิดหน่อยจัดการให้มะเหมี่ยวกับลิลิตมาระบายสีวันเดียวกัน แน่นอนว่าเป้าหมายก็ต้องลงทำวันเดียวกันตามไปด้วย

อ้าวก็เขาเป็นหัวหน้าสีฟ้า บุริมเป็นหัวหน้ากีฬา พิชญ์ดูแลสวัสดิการ เรียกประชุมรวมขึ้นมามีหวังงานไม่เสร็จ ดึงอีกสามคนมาช่วยด้วยก็ถูกแล้ว โดยเฉพาะมะเหมี่ยวที่เป็นแม่งานดูแลงานออกแบบทั้งหมด แล้วก็รวมลิลิตกับเดียวนับเป็นสามบุคลากรผู้ทรงคุณค่าที่ได้เกรดสี่วิชาอาจารย์วราพร เอามาจุนเจือฝีมือจะตกแหล่ไม่ตกแหล่ของอีกสามคนที่เหลือก็เหมาะสมแล้ว

ความเท่ของเดียวก็คือ รู้ว่ามือเลอะสีน้ำมันแล้วจะต้องล้างออกยังไงเนี่ยแหละ

พอมานึกเรียบเรียงดูดีๆ นิลก็สนใจเดียวมากเกินไปจริงๆ มากเกินกว่าเพื่อนธรรมดาจะสนใจกัน แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะคบหาอะไร ไม่ได้คิดเกินเลย ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกออกไป มีก็แต่เพื่อนสนิทสมัยมอต้นที่จับสังเกตได้ แล้วก็ออกปากถาม ตอนนั้นกีฬาสีจบแล้ว เลยมีเวลาว่างนั่งเล่นเกมกัน ก่อนจะต้องเตรียมตัวนำเสนอโครงงานในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

“มึงสนิทกับคนนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” ปลายหาจังหวะถามได้ในที่สุด

“เดียวอะนะ คนที่ใส่แว่น?” ปลายพยักหน้า “ก็ไม่เชิงสนิทหรอก ทำโครงงานด้วยกันอะ ช่วงนี้จะปิดงานแล้วเลยยุ่งหน่อย ต้องแก้เอกสารนู่นนี่นั่นตลอด” เขาตอบปลายไว้อย่างนั้น แต่ดูอีกคนจะยังติดใจ

“นิล กูว่ามึงควรรู้ไว้ เพื่อนมึงคนนั้น...” ปลายอ้ำอึ้งอยู่ ก่อนจะออกตัว “คือกูก็ไม่ใช่ว่าเชี่ยวชาญอะไร แต่กูคิดว่าเพื่อนคนนั้นอาจจะชอบมึงนะ มึงก็ระวังหน่อย อย่าให้ความหวังเขาถ้าไม่คิดจะคบหาจริงจัง”

นิลขมวดคิ้ว สายตาเลื่อนไปมองเดียวที่นั่งทำการบ้านอยู่กับพวกมะเหมี่ยว “เขาชอบกู? ไม่มั้ง” แต่จะว่าไปก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้...เขาเคยหันไปสบตาเดียวเข้าหลายหน ทางนั้นก็หนีทุกที ทำเป็นกำลังมองอะไรข้างหลังนิลบ้างล่ะ ทำก้มหน้าทำการบ้านต่อบ้างล่ะ เรียกได้ว่ามีชั้นเชิงจนนิลยอมรับเลยว่าแรกๆ ก็หลงเชื่อเหมือนกัน แต่เจอมุกเดิมบ่อยเข้าจะไม่ให้รู้เลยยังไงไหว “หรือจะชอบวะ”

“ไม่รู้ล่ะ ถ้าไม่จริงก็แล้วไป แต่กันไว้ดีกว่าแก้” นิลพยักหน้ารับคำ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าต้องปรับเปลี่ยนอะไร ไม่คิดตีตัวออกห่างอย่างที่เคยได้รับคำแนะนำมา

บางที คงเพราะอยู่ตรงนี้ก็สบายดีอยู่แล้ว และต่อให้ขยับเข้าใกล้กันขึ้นอีกนิด ก็ยังไม่ถึงจุดที่ต้องผลักกัน

“แต่แค่นี้ก็เกินเพื่อนมาแล้วปะวะ”

นิลหัวเราะ มองไปตรงชั้นที่วางของขวัญวันเกิดจากเดียวเอาไว้ แม้ห้องจะปกคลุมไปด้วยความมืด เขาก็ยังรู้อย่างชัดเจนว่ากล่องนั้นวางอยู่ตรงไหน

ยิ่งได้คำตอบจากเจ้าตัวในวันเกิด นิลก็ยิ่งหาทางลงไม่ได้

ถ้าให้เปรียบก็เป็นเหมือนผ่านการเกาะกับกิ่งไม้เป็นดักแด้ แล้วลอกคราบกลายเป็นผีเสื้อสีสันสดใสภายในเวลาไม่กี่เดือน หลังจากเป็นหนอนอยู่เกือบปี

ไม่เคยมีผีเสื้อตัวไหนกลับไปเป็นหนอนได้สำเร็จหรอกกระมัง แม้จะข่มใจเด็ดปีกทิ้งก็ตาม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 07:54:40 โดย manarina »

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 4

เดียวย้ายเข้าแล้วเมื่อบ่าย ขนของเสร็จก็ลงไปกินข้าวด้วยกันที่ตลาดข้างล่าง ตอนนี้พวกเขาอยู่ในลิฟต์ อีกคนที่ขึ้นมาด้วยกันลงไปแล้วตรงชั้นแปด ตอนนี้เลยเหลือแค่นิลกับเดียว ความเงียบคั่นกลางระหว่างนั้นอยู่สามวินาที เสียงก็ดังเตือนว่าถึงชั้นสิบสี่แล้ว เดินตรงไป เลี้ยวซ้าย แล้วก็เลี้ยวซ้ายอีกหน เดินไปจนสุดทางเดิน นิลหยิบพวงกุญแจขึ้นมา พวงกุญแจนั้นร้อยกุญแจอยู่สามดอก ตอนนี้ถึงนึกขึ้นได้ว่าลืมบอกเดียวเรื่องกุญแจเพราะมัวแต่หาทางต่อราวตากผ้ากันอยู่

“ใช้ดอกนี้นะ อันนี้ตู้จดหมาย ส่วนอันนี้ห้องนอน อย่าวางกุญแจไว้ในห้องนอนนะ เกิดอะไรจะได้ไขเปิดให้ได้”

เดียวพยักหน้ารับ มองนิลใช้กุญแจไขเปิดประตูห้อง พอเข้ามาข้างในปิดประตูคล้องโซ่แล้ว เดียวก็เรียกนิล นิลหันกลับไปมอง

“เราคิดเข้าข้างตัวเองได้ใช่มั้ย ที่นิลเข้ามาให้กำลังใจเราตอนนั้น แล้วก็ที่ให้มาอยู่หอด้วยกันทั้งที่นิลเองก็รู้แก่ใจว่าเราคิดกับนิลแบบไหน”

นิลก้าวไปทางประตู หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว ตอนนี้อยู่ห่างจากเดียวแค่ระยะสองก้าว

“งั้นย้อนกลับไปตอนก่อนเดียวจะบอกคำนั้นกับเรา เราคิดเข้าข้างตัวเองได้มั้ยล่ะ ว่าตอนที่เรามองไปแล้วเดียวหลบตา มีความหมายอะไรซ่อนอยู่ คงจะเป็นคำตอบเดียวกัน”

เดียวอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูด ค้างอยู่ราวสองวินาทีถึงหาเสียงตัวเองเจอ “มันไม่...เนียนเหรอ”

นิลหลุดขำไปกึกนึง “เนียนก็บ้าละ ไม่ใช่ครั้งสองครั้งนะ” แต่ทำไมไปติดใจตรงนั้นกันเล่า ไม่สนใจคำตอบของเขาหน่อยเหรอ

“สรุปเราคิดได้?”

“อือ คิดเลย อยากให้คิด” นิลมองคนที่หลบตาหลังจากฟังคำของเขา ท่าทางอีกคนดูไม่ค่อยมั่นใจ “คิดเข้าข้างตัวเองให้เหมือนคนปรกติเขาหน่อย จะต้องมักน้อยอะไรขนาดนั้น ชีวิตมันสั้น ไม่กลัวเสียดายหรือไง”

“ถ้าเราคบกับนิล สักวันหลังจากนั้น เราจะตื่นจากฝันนี้มั้ย”

คนทุกคนก็ต้องกลัวเจ็บ กลัวถูกปฏิเสธ กลัวอนาคตที่ไม่แน่นอนกันบ้างแหละ เข้าใจ แต่มันน่าเสียดายไม่ใช่หรือไง

“ถึงจะเหมือนความฝัน แต่มันก็เป็นความจริงนะเดียว โลกข้างนอกนี่ยังมีอะไรให้ต้องต่อสู้ เรียนรู้ไปด้วยกันอีกมากเลย ถ้าไม่ยอมรับว่ามันเป็นความจริง ก็จบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง ไม่ล้มเหลว แต่แล้วยังไง เดียวจะมีความสุขเหรอ ก้าวมาได้แล้ว นิลไม่ใช่ขอคบใครไปทั่วนะ”

เดียวก็ก้าวมาจริงๆ ตั้งก้าวนึง สองมือจับชายเสื้อเหมือนเด็กเล็กๆ สารภาพว่าทำจานตกแตก ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาคุยกันดีๆ “เราแอบมองนิล”

“อือ รู้แล้ว” เพราะแอบมองเหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่รู้

“ไม่รังเกียจจริงๆ ใช่มั้ย”

นิลรัตน์ถอนหายใจ แกะมือข้างนึงมากุมไว้หลวมๆ “รังเกียจนิลมั้ยล่ะ นิลมองเดียวกระทั่งตอนแอบหลับในห้องเรียนเลยนะ ตอนจะขึ้นรถกลับบ้านก็มองอยู่ ตอนจะโดดพละก็มองอยู่ นิลไม่เคยบอกอาจารย์เลยนะ” อวดอย่างภาคภูมิใจ

เดียวเงยหน้า สบตาคู่สนทนาในที่สุด ให้นิลเห็นดวงตาเรื่อแดง “นิล ชอบนะ”

นิลยิ้ม ในแววตาวิบวาวไปด้วยความยินดี กระชับมือเดียวจับไว้แน่นขึ้น กระซิบถามกับหลังมือข้างนั้น แต่ตาสบตาเจ้าของมือ “ตกลงคบกันนะ”

หยาดน้ำใสขยับลงตามแรงโน้มถ่วงโลกช้าๆ สำหรับคนมองเวลาแทบหยุดเดิน เดียวพยักหน้า “อย่าไปทำแบบนี้ที่ไหนนะ เดียวจอง”

หอมมือไปหนึ่งฟอด “งั้นก็อย่าให้ใครทำแบบนี้ล่ะ นิลหวง” มองหน้าเดียวแวบหนึ่งแล้วก็รีบหันหนีไป ไม่วายบอกว่า “รีบจัดของเถอะ เดี๋ยวดึก”

ได้ยินเสียงบ่นงึมงำดังมา คนอะไรหอมมือเขาแล้วก็หน้าแดงเอง แถมยังรีบหนีไปอาบน้ำอีก...

เดียวเดินกลับห้องตัวเองไปจัดของ แต่จัดไปก็ถอนหายใจไป ขออย่าให้มันเป็นแค่ฝันเลยนะ คิดพลางก็ส่งมือขึ้นไปหยิกๆ แก้ม แล้วก็เปลี่ยนเป็นแปะทิ้งไว้

ร้อนจังเลย...เมื่อกี้มือนิลก็มีแต่เหงื่อ อากาศวันนี้คงร้อนจริงๆ

.

เมื่อคืนก็ส่วนเมื่อคืน วันนี้ก็ส่วนวันนี้

เป็นคำที่นิลคิดในใจ มองนายหนึ่งหทัยที่ก้มหน้าก้มตาตลอดเวลาเหมือนเขาเป็นเจ้าหนี้ คือเขินก็เข้าใจ แต่อะไรจะเบอร์นี้ เดียวคนมีปากมีเสียงหายไปไหนอีกแล้ว

“เดียวสนใจนิลตั้งแต่ตอนไหน” เขาชวนคุย เผื่อจะลืมเขิน

“ตั้งแต่วันวิทย์มอสี่”

นิลนึกย้อนกลับไป จำได้อยู่ว่าปีนั้นห้องเราเข้าร่วมการแข่งของตึกหวังชิงรางวัลกับเขาด้วย

คือที่โรงเรียนมีธรรมเนียมแปลกๆ อย่างหนึ่ง วันวิทยาศาสตร์จะมีนำเสนอวิชาการแค่ช่วงเช้า พอเข้าช่วงบ่าย ก็จะเก็บความเป็นวิชาการนั้นทิ้งไป เหลือแต่กิจกรรมให้เล่น

มีให้แข่งกันเก็บแต้มเข้าร่วมกิจกรรมเป็นทีมด้วย แต่นั่นสำหรับคนจากตึกอื่น ในตึกวิทย์เองจะแข่งกันเป็นห้อง โดยแยกออกมาแข่งกันภายในอีกทีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน

บางกิจกรรมก็เป็นวิชาการจ๋าเช่นแข่งตอบคำถาม แล็ปกริ๊ง(ที่ตั้งชื่ออย่างเก๋ไก๋ว่าแล็บกรี๊ด) บางกิจกรรมก็ไม่ได้มีความวิทยาศาสตร์ใดๆ เน้นหาเงิน เช่นห้องเขาทำโรงหนัง เปิดหนังผีแล้วบอกว่าศึกษาอนาโตมี่บ้าง เปิดหนังสยองขวัญแล้วบอกว่าให้ความรู้เรื่องระบบประสาทซิมพาเทติกบ้าง อาจารย์ที่ตรวจเอกสารก็พอจะรู้แกว แต่ก็ไม่ว่าอะไร เพราะเงินส่วนหนึ่งเข้าหมวดวิทย์ ในเมื่อห้ามขายอาหารก็ต้องมีลู่ทางให้หาเงินแบบนี้แหละ

กติกาการแข่งเก็บแต้มกิจกรรมคือ ห้องที่เข้าร่วมแข่งขันจะต้องส่งสมาชิกไปทำกิจกรรมใดก็ได้ให้ได้แต้มรวมมากที่สุดในเวลาสองชั่วโมง มีใบเก็บแต้มให้ถือได้ห้องละสามใบ เป็นทีมก็ทีมละห้าใบ ถ้าเต็มแล้วให้เอาไปส่งรับใบใหม่ที่ห้องพักครู จะไปวนยังไงก็แล้วแต่การวางแผนจัดสรรเวลาและกำลังคนของแต่ละห้องแต่ละทีม มีกติกายิบย่อยอีกมากเพื่อป้องกันการทุจริตแต่โดยสรุปแล้วก็ประมาณนี้ เป็นการแข่งขันที่กระตุ้นให้คนเข้ากิจกรรมต่างๆ มากขึ้น และกระตุ้นให้เหล่าผู้จัดกิจกรรมเองผลัดกันออกมาจับจ่ายใช้สอยและเล่นสนุกบ้าง นับเป็นการเสริมสร้างรายได้และสีสันให้งาน

กิจกรรมแข่งตอบคำถามมีเวลากำหนดไว้สามสิบนาที เลยจะได้แต้มเทียบเท่าแปดกิจกรรม ถ้าได้รางวัลจากการแข่งก็ได้แต้มพิเศษเพิ่มอีก เนื้อหาที่ใช้เป็นเรื่องที่มอสี่เพิ่งเรียนมา แถมยังไม่เสียค่าเข้ากิจกรรม หัวหน้าห้องเลยมองไว้แล้วแหละว่ากิจกรรมนี้ยังไงก็ต้องหาคนไปแข่งให้ติดอันดับอย่างน้อยก็ที่สามแล้วจะคุ้มมาก สอดส่ายสายตาไปมาก็มาหยุดอยู่ที่นายนิลรัตน์กับนายหนึ่งหทัยพอดี

วันนั้นจำได้ว่านิลโดนวางตัวให้แข่งตอบคำถามคู่กับเดียวก่อน จากนั้นถ้าในบัตรยังมีช่องเหลือก็ให้ไปตามรายทางจนเต็มแล้วส่งกรรมการ เดียวพาใบใหม่ไปแข่งแล็บกรี๊ดต่อ ส่วนนิลโทรหาหัวหน้า แต่เพราะแข่งได้ที่สอง ได้แต้มเต็มจึงสามารถไปแลกเอาใบใหม่ได้เลย นิลโทรถามหัวหน้าก็ได้รับคำสั่งให้ไปเล่นกิจกรรมคู่กับคีนที่ต่อแถวรอจนใกล้จะถึงคิวแล้ว

หลังจากความวุ่นวายในสองชั่วโมงนั้นจบลง เย็นวันนั้นผลการแข่งออกมาว่าห้องเขาได้รางวัลรองชนะเลิศเป็นเงินจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ต้องเสียส่วนแบ่งให้หมวด ภายหลังเอาไปเป็นทุนซื้อขนมขายตอนมอห้าเพื่อหาเงินเข้าสี

“ตอนแข่งตอบคำถามด้วยกัน นิลโคตรเท่ แบบว่าเปิดโจทย์มา อ่านแป๊บเดียวก็ทดเลย แล้วก็ถูกด้วย ตั้งแต่นั้นมาเดียวก็ได้เจอนิลบ่อยแปลกๆ ทั้งที่สถานการณ์ไม่น่าเจอนิลได้แต่ก็เจอ” เดียวเงยหน้าขึ้นมา แต่หลบตาไปมองมือตัวเอง เริ่มนับนิ้ว “อย่างตอนทำป้ายขบวนกีฬาสี ก็ได้ทำวันเดียวกัน บางทีรอรถกลับบ้านอยู่แล้วก็เห็นนิลเดินข้ามถนนมา มีวันนึงเราเห็นนิลจอดมอเตอร์ไซค์อยู่ข้างทางในตลาดด้วย ไหนจะตอนที่เห็นนิลในร้านอาหาร เดียวไม่รู้เลยว่าร้านที่บ้านนิลทำคือร้านนั้น”

เดียวเงยกลับขึ้นมา “ที่จริงก็ไม่ได้มีแค่นี้ แต่คิดๆ ไปมันก็ปรกติเนอะ ยังไงก็อยู่จังหวัดเดียวกัน อำเภอเดียวกัน โรงเรียนก็ไม่ได้กว้างอะไร ยังไงมันก็ต้องได้เจอกันโดยบังเอิญบ้างแหละใช่มั้ย แต่เดียวก็ดีใจอยู่ดี ดีใจที่ได้เห็นหน้านิลทุกครั้งเลยนะ”

ดวงตาของเดียวเป็นประกายจนนิลใจสั่นแปลกๆ ไม่กล้าบอกเลยว่าตัวเองใช้อำนาจมืดจัดกลุ่มทำงานกีฬาสี ไหนจะตอนเนียนนั่งใกล้ๆ วันที่ทำของที่ระลึกให้พี่วันอำลา รู้สึกเหมือนว่ามันจะไปทำลายความมหัศจรรย์ในโลกของเดียวเอาได้

“แล้วนิลล่ะ สนใจเดียวตั้งแต่ตอนไหน ตอนทำงานกีฬาสีเหรอ”

นิลรีบปัดความคิดเรื่องตอนกีฬาสีทิ้งไปทันที “ตอนทำโครงงานต่างหาก แต่มันก็...ยังไงล่ะ มันมีประเด็นต่อเนื่องมาจากที่ทำงานด้วยกันตอนมอสี่น่ะ จำได้ปะ ที่อาจารย์สุ่มจับคู่มาให้ตามเลขที่”

“อ้อ จำได้” เดียวนึกออกในเวลาไม่นาน “วิชาสังคม”

นิลพยักหน้ารับ “นั่นแหละ ตอนนั้นเสร็จงานอะ เราก็ชวนเดียวคุยตอนพักเที่ยง แต่แบบถ้านิลไม่ถามเดียวก็จะเงียบไปเลย ทำตัวไม่ถูกอยู่เหมือนกันเลยออกมา พอมาทำงานด้วยกันเห็นก็คุยได้ปรกติ เลยแปลกใจ ตั้งแต่นั้นก็สังเกตมาเรื่อยๆ แปลกดีที่คุยกับคนอื่นก็ดูสบายๆ ไม่เห็นเหมือนที่คุยกะเรา” นิลแอบตัดพ้อ

“ก็ยังไม่สนิทนี่นา จะให้หยิบเรื่องไหนมาคุยล่ะ เรื่องดินฟ้าอากาศนิลก็ชวนคุยไปหมดแล้ว เรื่องตอนไปแข่งวันวิทย์ก็ไม่ได้มีอะไร จะพูดเรื่องนิลมากก็ไม่ได้”

นิลพยักหน้าสามทีเป็นเชิงเข้าใจ “นั่นสินะ แล้วถ้าให้ชวนนิลคุยตอนนี้ทำได้ปะ”

“อืม นึกแป๊บ” แล้วก็เหมือนมีภาพหนึ่งแวบเข้ามาในหัว “ที่เดียวให้ไปอะ ลองใช้ยัง”

อีกคนส่ายหัวไปมา “ใช้ไม่ลง เก็บไว้อย่างดีบนชั้นวางหนังสือเลยนะ มองเช้ามองเย็น”

“เดี๋ยวเถอะ ซื้อให้ใช้ไม่ได้ซื้อให้มอง”

“เออน่ะ ไว้ทำใจได้แล้วค่อยใช้” พูดไปก็ยิ้มหวานไป

เดียวชักจะเขินขึ้นมาอีก ทำไมต้องยิ้มเรี่ยราดด้วย “ต้องทำใจอะไรเล่า ใช้ๆ ไปเถอะ มันไม่บุบสลายหรอก สั่งทำมาอย่างดี เกรดพรีเมี่ยม”

“แต่มันเป็นของที่เดียวให้นิลชิ้นแรก แล้วก็เป็นที่ระลึกวันที่เดียวบอกชอบนิลเลยนะ ใช้ง่ายๆ ได้ไงเล่า”

เดียวฟังแล้วก็ยกมือขึ้นช้าๆ เอาแปะลงบนหน้าร้อนๆ อยากจะบอกว่าไม่ต้องมาให้ความสำคัญกันอย่างนี้เลยนะ แต่อีกใจก็ค้านว่าไม่ได้สิ แบบนี้ก็ดีแล้วไง

นิลเท้าคาง มองเดียวที่หน้าขึ้นสี ดูสับสนวกวนเถียงกับตัวเองในใจไม่จบเป็นรอบที่ร้อยของวัน

ก็ยอมรับว่าเร็วกว่าที่คิดไว้มาก ย้ายเข้ามาอยู่หอวันแรกก็คบกัน วันที่สองก็มาคุยรำลึกความหลังกันแล้ว ถ้ามรกตได้ยินคงทำหน้าพิลึก บ่นว่าเฮียมันไม่มีน้ำยา ไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนของความรัก

เออ ก็คนมันเกิดมาไม่เคยจีบใครนี่

ดวงตาที่พยายามบังคับให้มองตรงมาทั้งที่ยังขัดเขินทำให้นิลรู้สึกเหมือนตอนเดินสะดุด นิลรัตน์จับมือหนึ่งหทัยไว้ เล่นนิ้วของอีกคนด้วยอาการตกประหม่า “นิลขอตั้งกฎไม่ให้เราล้อกันถ้าเห็นอีกฝ่ายหน้าแดง นิลก็จะไม่ล้อ โอเคนะ”

“อือ ไม่ล้อ” เดียวหัวเราะ ยกมือข้างที่ว่างขึ้นวางแปะๆ บนหัวนิลเพื่อปลอบใจ นิลตอนเขินน่ามองจังเลย “เขินไปด้วยกันนะ เดี๋ยวก็หายแล้ว”

และนี่ก็คือวันหวานๆ วันแรกหลังจากได้สถานะระหว่างกัน ตกเย็นรักเดียวนั่งคิดว่าจะเล่าเรื่องให้คุณมะลิฟังยังไงดี คุณมะลิคงต้องตกใจเป็นปลาช็อกน้ำไม่ต่างจากเดียวแน่เลย เดียวต้องค่อยๆ เล่าสินะ

[สรุปสั้นๆ ก็คือ คุณกับคุณนิลคบกันแล้วเพราะคุณนิลเองก็ชอบคุณเหมือนกัน ยินดีด้วยนะคะคุณเดียว ขอให้ดูแลรักษาความรักนี้ไว้ให้ดี ทำผิดพลาดอะไรก็ขอโทษจากใจจริง อีกฝ่ายขอโทษก็ต้องรู้จักให้อภัยด้วยนะคะ มีปัญหาอย่าเก็บไว้ คุยทำความเข้าใจกันดีๆ ขอให้ทุกอย่างราบรื่นอย่างนี้ไปตลอดเลยนะคะคุณเดียว ใส่ใจกันและกันให้มาก ขอให้คุณมีความสุขค่ะ]

เดียวหัวเราะ คุณมะลิก็ยังคงเป็นคุณมะลิ [ขอบคุณนะครับคุณมะลิ ทางคุณเปิดเทอมเมื่อไหร่ครับ]

[เปิดมาสัปดาห์นึงแล้วค่ะ ช่วงนี้ก็มีกิจกรรมเยอะเลย คุณล่ะคะ]

[ผมเปิดวันจันทร์หน้านี้ ตื่นเต้นนิดๆ เหมือนกันนะ]

[ขอให้เป็นวันที่ดีนะคะ ก่อนออกจากห้องเรียนก็เช็กของดีๆ ฉันเพิ่งทำดินสอแท่งโปรดหาย เสียดายมากเลยค่ะ อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี เป็นดินสอกดที่ใช้ดีมากนะคะ ฉันซื้อทีไรก็ต้องยี่ห้อนี้ตลอด] คุณมะลิส่งรูปที่เอามาจากกูเกิ้ลให้ดู แล้วทั้งสองคนก็แลกเปลี่ยนยี่ห้อดินสอปากกายางลบกัน คุยไปคุยมาจนลากยาวเป็นครึ่งชั่วโมง ตอนจะพิมพ์บอกลาถึงนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

[คุณมะลิ ผมเกือบลืม ได้ข่าวว่าเขาจะปิดเว็บนี้แล้วนะครับ คุณมีพวกเฟซบุ๊กหรือทางติดต่ออื่นมั้ย]

[อ้าว ทำไมปิดล่ะคะ เขาประกาศตรงไหน ทำไมฉันไม่เห็นรู้เลย เฟซบุ๊ก Jeerika Ananpisuthikun โทรศัพท์ 06X-XXXXXXX]

[ตรงหน้าแรกน่ะครับ ที่หมวดประกาศ ตรงที่ดูประกาศผลการแข่งขันไงครับ เหมือนว่าเขาจะเปลี่ยนไปใช้กรุ๊ปในเฟซบุ๊กแทนเพราะไม่ต้องเสียค่าโดเมน 08X-XXXXXXX อันนี้เบอร์ผมนะ]

[โอย มีจริงด้วย เสียดายนะคะเนี่ย ฉันชอบบรรยากาศคุยกันในเว็บนี้มากแท้ๆ เอ๊ะ แล้วข้อความที่คุยกันมาก็จะหายด้วยน่ะสิ มีวิธีเซฟไว้ได้มั้ยคะเนี่ย]

[โถ่คุณมะลิ]

[อะไรคะ ก็คนมันเสียดาย นี่มันเป็นบันทึกมิตรภาพของฉันกับคุณเดียวเชียวนะคะ รู้ละ ฉันจะก็อปใส่ไว้ในเวิร์ด แล้วก็ส่งเอาไว้ในเมลล์ แค่นี้บทสนทนาก็จะอยู่ตลอดไปแล้ว]

เดียวอมยิ้ม ไม่คิดขัดเพื่อน เขาเองก็แอบเสียดายเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้คิดถึงขั้นว่าจะหาทางเก็บไว้ให้ได้ [งั้นเดี๋ยวผมช่วยแล้วกัน ผมทำอันบนๆ นะ คุณทำอันล่างๆ]

[ต้องแบ่งให้ชัดเลยสิคะ เอาเป็นว่า ตัดที่วันที่ 10 เมษายน 25XX เป็นส่วนของคุณแล้วกันนะคะ ฉันทำ11ลงมา ทำเสร็จแล้วส่งมาในอีเมลล์นะคะ jee_jas@h๐tmail.com]

[ตกลงครับ แลกกันนะ onelessthanthree@h๐tmail.com]

[ชื่ออีเมลล์น่ารักดีนะคะเนี่ย]

[เป็นอีเมลล์ส่วนตัวน่ะครับ ทำงานก็ใช้อีกอันที่เป็นทางการขึ้นมานิดนึง]

คุยต่ออีกนิดก็บอกลากันไป ได้เวลาเข้านอนพอดี ก่อนเข้าห้องนอนเดียวเมมเบอร์มะลิไว้ในเครื่อง อมยิ้มมีความสุข นิลผ่านมาเห็นก็ถามว่าทำอะไร ยื่นหน้าเข้ามามองจากข้างหลัง

“เมมเบอร์เพื่อนอะ เดียวคุยกะเขามานานมากเลยนะ ตั้งแต่ที่เจอกันในค่ายรวมโรงเรียนนั่นไง” ว่าแล้วก็เปิดหน้าเว็บให้ดู “แรกๆ ก็ใช้เว็บถูกจุดประสงค์อยู่หรอก แต่ไปๆ มาๆ ก็หลุดคุยเรื่องส่วนตัว แล้วจากนั้นก็แทบไม่ได้คุยเรื่องเรียนอีกเลย คุณมะลิน่ะน่ารักมากเลยนะนิล ทั้งที่เดียวพานอกเรื่องตลอดเขายังคุยกับเดียว แถมให้คำแนะนำด้วย”

นิลเห็นรูปโปรไฟล์ก็จำได้ “คนนี้น่าจะเป็นตัวแข่งโรงเรียนแหละ นิลเคยเห็นเขาบ่อยๆ เพิ่งรู้ว่าชื่อมะลิ”

“เป็นไปได้ก็อยากให้เจอกันจัง เรื่องที่เดียวชอบนิลก็มีคุณมะลิที่รู้แล้วก็ให้กำลังใจมาตลอดเลย”

“อืม ไว้หาโอกาสเจอกันได้ก็บอกนะ” นิลก้มลง วางคางบนไหล่เดียว “นิลจะดีกับเดียวให้มากๆ ให้สมกับที่คุณมะลิคอยเชียร์”

เดียวยิ้ม ตอบกลับไปว่า “เดียวก็จะดีกับนิลให้มากๆ เหมือนกันนะ”

“เข้านอนกัน” นิลชี้ให้ดูเวลา เดียวพยักหน้าส่งเสียงรับ ลุกขึ้นไล่ปิดไฟข้างนอกจนเหลือแต่ไฟห้องน้ำให้ส่องพอเห็นทาง แล้วก็แยกย้ายเข้าห้องนอน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 07:52:28 โดย manarina »

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 5

เป็นแฟนกันแล้ว

เป็นแฟนกันแล้ว

เป็นแฟนกันแล้วอะครับ!

ให้ตาย ยังตื่นเต้นทุกทีที่ใช้คำว่าแฟน หรือเป็นเพราะเพิ่งคบกัน หนึ่งหทัยไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเป็นแฟนนี้ได้จริงๆ พ่อวิชัย แม่มาลินี ช่วยเดียวด้วย

“เดียว เดี๋ยวก็กินข้าวไม่ทัน” เด็กสาววัยสิบเก้าร้องเรียกเพื่อนที่แฟนมันผลุบหายไปแล้วแต่ยังไม่วายจ้องมองเขาจนลับสายตา นี่เหลือตัวเท่าหัวไม้ขีดแล้วก็ยังไม่เลิกจ้อง เฮ้อ! ความรัก! “เดียว ช้าเราไม่รอนะ”

“ไปแล้วๆ ”

อุ้มยิ้ม เธอเป็นคนแก้มเยอะ เจ้าเนื้อ หนักแปดสิบสามสวยๆ ส่วนสูงร้อยเจ็ดสิบห้าเก๋ๆ และบัดนี้เธอกำลังยิ้มล้อคนมีความรักตามประสาสาวโสด นี่ไม่ได้โฆษณาเลยนะ!

“ไม่ยักบอกว่ามีแฟน วันนี้ทำไมเขามาส่งล่ะฮึ” ผ่านห้องเชียร์มาด้วยกันตั้งนาน เพิ่งจะได้เชยชมคุณแฟนของคุณเพื่อน งานดีนะนี่ ไม่ใช่เล่นๆ เลย

เดียวปล่อยมือจากแก้มตัวเองได้ในที่สุด “ก็ตอนเย็นเขาจะไปเลี้ยงสาย เลยให้เวลาเช้าชดเชย” พูดอีกก็เขินอีก อุ้มล่ะหน่าย

“ไปค่ะไป คุณคนอวดแฟน ป่านนี้เจนกะดิถีกินข้าวอิ่มแล้ว มันมาจองที่กันตั้งแต่แปดโมงสิบ”

ที่ได้นั่งหน้าต้องขอบคุณคนจองที่เลยจริงๆ

ว่าก็ว่าเถอะ ทำไมคณะที่เธอเข้ามาเรียนถึงได้มีแต่เด็กเรียนเต็มไปหมด เธอยังจำได้ สัปดาห์แรกที่เปิดเทอมนะ เวลาเรียนเริ่มแปดโมงครึ่ง มาแปดโมงคือเหลือที่นั่งโซนหลังสุดแล้วจ้า นอกนั้นให้ปากกากับดินสอนั่ง คือถึงขั้นเอาโพสต์อิทแผ่นนึงจองกันเลยอะคุณขา บางทีก็ไส้ดินสองี้ บางคนก็ใช้เครื่องสำอางจอง คือถ้าไม่เติบโตมาในครอบครัวคนดีศรีสยามคงหยิบมาปาดๆ แปะๆ แล้วอะ ของดีจัด แต่ไม่เอานะคะไม่เอา อยากแค่ไหนก็ต้องอดทนนะทุกคน ของใครใครก็รักค่ะ เก็บเงินซื้อกันนะจะได้สวยได้ไม่อายฟ้า ตายไปเจอเทวดาจะได้โชว์ความงามทั้งภายนอกและภายใน

ก็นั่นล่ะ ตั้งแต่สัปดาห์นั้นมา พวกเธอก็ต้องวิวัฒนาการปรับตัวตื่นแต่ไก่โห่ แต่งหน้าทาปาก ข้าวไม่ต้องกิน อิ่มทิพย์ไปจองโต๊ะเรียนก่อนค่อยแบกสังขารอันหิวโหยเหมือนรากไม้ตากแห้งไปซึมซับน้ำและแร่ธาตุจากโรงอาหารแถวนั้น

รักเดียวเคยเดาไว้ว่าสักเดือนนึงอาการขยันของเพื่อนๆ นักศึกษาหมาดๆ น่าจะเริ่มซาลง เพราะเหน็ดเหนื่อยจากห้องเชียร์และค่ายรับน้องนานา ก็ใช่หรอก มันก็ดีขึ้น แต่ตอนที่มาแปดโมงก็มีคนมาแล้วอยู่ดี บางทีอุ้มก็ไม่เข้าใจความขยันนี้

“ข้าวมันไก่อีกละ กินอย่างอื่นบ้างก็ได้เดียว เดี๋ยวขึ้นปีสองก็จะไม่ได้กินโรงนี้ละนะ ใจคอจะไม่ลองให้ครบหน่อยเหรอ” พอขึ้นปีสองที่เรียนหลักๆ ก็จะเป็นในตึกโซนไกลๆ นู่นแล้ว

“ก็อยากลองอยู่หรอก แต่กินร้านนี้แล้วเร็วดีนี่นา จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น”

“เออ ตามใจ อย่ามาบ่นเสียดายทีหลังละกัน กินๆ เดี๋ยวเข้าห้องสาย”

ทานอาหารเช้าเสร็จทั้งสองคนก็เอาจานไปเขี่ยเศษอาหารลงถังที่จัดไว้ให้ นำภาชนะต่างๆ วางบนชั้นแยกตามประเภท ล้างมือล้างไม้ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าห้องเรียน เห็นอาจารย์กำลังก้มหน้าก้มตาเปิดโปรแกรมในคอมก็รีบเข้าที่นั่งตรงแถวสอง

พอเรียนเสร็จสี่สหายก็เกาะติดพากันไปกินข้าวที่ร้านเล็กๆ ใต้ตึกคณะวิทย์

“เอาแกงเขียวหวานค่ะป้า” เจนก้มลงหยิบธนบัตรยี่สิบบาทสองใบ “นี่ค่ะ”

“มึ้ง กูอยากกินขนมร้านโส ดูสิ น่ากิน ราคาไม่แรงด้วย” อุ้มโน้มน้าว “นี่ ตอนนี้มีโปร ไปกันนะ นะ นะ”

เจนที่เพิ่งมาถึงวางจานแล้วรับโทรศัพท์ไปดู “เออ ไปด้วย ดิถีกะเดียวว่าไง สนใจป้ะ”

“เราไปไม่ได้อะ ต้องทำเอกสาร ไม่งั้นจะไม่ทันส่ง”

ทำการบ้าน ทำงานเก็บชั่วโมงกิจกรรม ทำบัญชี โอย เยอะแยะไปหมด งานของนายหนึ่งหทัยเพื่อนเธอคนนี้กองเท่าภูเขาเลากา ทำไม่รู้จักจบจักสิ้น หมดแล้วก็หามาทำใหม่ได้ นี่ก็สมัครเป็นเลขากิจกรรมอะไรไม่รู้ไปอีก ว่างไม่เป็นเลยจริงๆ

อุ้มยู่ปาก “เดี๋ยวก็จะสอบมิดเทอมแล้ว รับงานอยู่ได้ อ่านหนังสือไม่ทันจะสมน้ำหน้าให้”

“ยังไม่มีอารมณ์อ่านอะ ถึงไม่ทำงานเดียวก็เล่นไปวันๆ อยู่ดี” เดียวบ่นตัวเอง บางทีก็อยากขยันอ่านทุกวันบ้างเหมือนกัน แต่มันต้องใช้พลังใจมากเกินไปในการลุกจากเตียงหรือโซฟา “ดิถีไปดิ บรรยากาศร้านสวยดี ถือโอกาสทำรีวิวไปเลย” อยู่กลุ่มเดียวกันมาได้สักพัก เดียวและผองเพื่อนก็โดนดิถีลากไปกดติดตามทุกช่องทางแล้ว ไปๆ มาๆ จากทำคอนเท้นต์อยู่คนเดียวเลยกลายเป็นมีอีกสามหัวช่วยกันคิดช่วยกันค้น

ดิถีลูบคาง “อือ ไป ถามร้านเขาก่อนดีกว่าว่าพกกล้องไปถ่ายได้มั้ย มีเบอร์ป้ะ” โหมดคนทำงานถูกปลุกแล้ว ใครก็หยุดไม่ได้

“สองหนุ่มผู้บ้างานแห่งคณะ” อุ้มยังทำปากยู่ไม่หาย

“ให้ทำงานนอกกันไปเหอะ เดี๋ยวขึ้นปีสูงก็ไม่ได้ทำแล้ว” เพราะน่าจะมีงานในโถมทับประหนึ่งมาดหมายให้วายชีวา “ฮุ้ย อร่อย รสเดียวกะรสมือแม่เลยมึง ชิมมะ กูตักให้”

“ช้า ประเดี๋ยวก่อน” อุ้มว่าเอาฮา “ตับเอติดต่อทางน้ำลาย ไม่ได้รังเกียจนะที่รัก แต่เราควรกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เธอท่องให้เพื่อนๆ ฟัง “แต่เอามาก็ได้ ช้อนกูยังไม่ได้ใช้ สะอาด ปลอดภัย ไร้ตับเอ เจนสบายใจได้นะ” ว่าแล้วก็จ้วงมาชิมคำนึง พยักหน้ายกนิ้ว

“แหม่ ชงเองตบเองก็ได้ กินๆ เดี๋ยวต้องเข้าห้องน้ำต่างๆ นานาอีก เบื๊อเบื่อแล็บเคมี ร้อนได้โล่” เจนเป็นมนุษย์ผู้หญิงที่รักสวยรักงามพอสมควร จึงโคตรเกลียดเวลาที่แต่งหน้ามาดีๆ แล้วต้องมาเยิ้มเพราะแล็บร้อนนรก

จบจากการทำแล็บชนิดใจหายใจคว่ำเพราะเขียนสรุปเกือบไม่ทันแล้ว เดียวก็เก็บเสื้อกาวน์ เดินทางกลับด้วยรถที่ทางหอจัดรอบไว้ให้ แวะเวียนกินข้าวเย็นข้างล่างหนึ่งอิ่มก่อนค่อยกลับห้อง อาบน้ำแต่งตัวพร้อมแก่การลงไปกลิ้งเล่นบนเตียง เดียวเพิ่งจะหยิบโทรศัพท์ออกมาดูข้อความ พบว่ามีข้อความจากนายนิลรัตน์เมื่อประมาณครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา

[นิลเลิกละ นี่รอเพื่อนอยู่ กลับห้องดีๆ ล็อกประตูด้วย]

[เดียวทำไรอยู่ นิลถึงร้านแล้ว อ่านแล้วตอบด้วยนะ] ส่วนอันนี้ส่งมาเมื่อประมาณยี่สิบนาทีก่อน คงจะกำลังเคี้ยวข้าวคำสุดท้าย...นั่นก็จะจำได้ละเอียดไป

[เดียวถึงห้องสักพักแล้ว เพิ่งอาบน้ำเสร็จ]

แวบไปเช็กเฟซบุ๊กได้ไม่นาน ก็มีข้อความจากนิลอีก

[นอนก่อนได้เลยนะ ไม่ต้องรอ]

เดียวอ่านแล้วยู่ปากเหมือนที่อุ้มทำ มือก็พิมพ์ไปว่า [บอกเตี่ยกับแม่แล้วใช่มั้ย]

[บอกแล้วเมื่อเช้า]

เดียวกลิ้งเล่นไปมาก็เบื่อเลยหยิบงานขึ้นมาทำ เสร็จในเทกเดียวบ้าง กระเตื้องไปแต่ไม่เสร็จบ้าง โดยรวมก็นับว่าวันนี้เป็นวันที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิผลวันหนึ่งของนายหนึ่งหทัย

เวลาผ่านไป เดียวกำลังจรดปากกาเขียนตัวอักษรด้วยสมองที่ล่องลอย พอดึงสติกลับมาได้ก็พบว่าตัวเองเขียนผิดเต็มไปหมด สลับคำนั้นเป็นคำนี้มั่วเลย ดูทรงแล้วหน้านี้คงต้องเขียนใหม่

รักเดียวเงยหน้าดูเวลา ห้าทุ่มสี่สิบห้าแล้ว หัวเขาปวดตื้อๆ ตาจะปิด แต่ดึกขนาดนี้นิลก็ยังไม่กลับเลย เดียวส่งข้อความไป รออย่างกระวนกระวายเหมือนหนูติดจั่นอยู่นานสองนานก็ไม่ขึ้นอ่าน ตอนที่กะจะโทรหานั้นเอง มีสายเข้ามาจากนิล

“เดียว ยังไม่นอนเหรอ”

“ทำงานไง นี่จะนอนแล้วเลยเช็กหน่อย”

“ขึ้นรถกลับแล้ว นอนเถอะ นิลเอากุญแจมาแล้ว”

เอ ฟังเสียงก็ดูมีสติดีนี่ เดียวถอนหายใจเบาๆ กังวลมากไปสินะเรา

“ขึ้นรถแล้วเดี๋ยวก็ถึงแล้วนี่ เดียวเปิดประตูให้ไม่ดีกว่าเหรอ จะได้ไม่ต้องควานหากุญแจด้วย นี่กินอะไรมารึยัง หิวมั้ย”

“นิลซื้อมาละก่อนขึ้นรถกลับ เออ เจอกัน แฟน อย่าเสือก”

อุ่ย...สงสัยขึ้นรถมากับเพื่อน

“งั้นเดียววางดีกว่า คุยกับเพื่อนเถอะ”

“ไม่เอา ถือสายไว้ ให้พวกมันอิจฉาให้อกแตกตาย” ว่าแล้วก็หัวเราะชั่วร้าย ต่อบทสนทนากับเพื่อนครู่ใหญ่ก็กลับมาถามคนในสายโทรศัพท์ “เดียวหิวอีกรอบยัง กินด้วยกันป่าว”

“กิน นิลซื้ออะไรมา” ที่จริงก็คิดว่าจะนอนๆ ไป เพราะไม่ได้ซื้อขนมเผื่อมื้อดึกไว้ จะต้มมาม่าก็ขี้เกียจรอน้ำเดือด รอเส้นสุกอีก

“ของเซเว่นอะ จริงๆ มาซื้อที่ใต้หอก็ได้ แต่ไหนๆ ก็โดนพวกมันลากเข้าไปละ หยิบมาหลายอย่างอยู่เพราะกะเก็บไว้เผื่อกินวันอื่นด้วย บายมึง เออ เจอกัน พวกมันไปหมดละ อีกเดี๋ยวก็ถึง ซอยข้างหน้าเลยครับ ใช่ครับ”

พออีกคนตัดสายไปเพราะจะขึ้นลิฟต์ เดียวก็ลุกจากโต๊ะ เก็บเอกสารเข้าที่ เปิดประตูห้องออกไปยืนรอแถวประตู ได้ยินเสียงกุกกักก็เอาโซ่ออกเปิดประตูให้ นิลเข้ามาในห้อง เอากุญแจวางที่ประจำขณะที่เดียวล็อกประตูคล้องโซ่ตามเดิม

ในถุงก็มีทั้งขนมปัง ข้าวปั้น สารพัดอาหารกินได้เลยไม่ต้องอุ่น สองคนกินเสร็จ ทิ้งขยะเรียบร้อยแล้วก็แยกย้ายกัน นิลไปอาบน้ำ เดียวกลับไปนอน ไม่ลืมเว้นที่ไว้ให้นิลด้วย

ประหยัดค่าไฟเฉยๆ น่ะ อีกอย่างการเปิดแอร์ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมนะ เราควรเปิดใช้เท่าที่จำเป็นสิ จริงมั้ย : )

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 07:41:33 โดย manarina »

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 6

ที่มหาวิทยาลัยสอบไฟนอลเทอมหนึ่งเสร็จแล้ว นิลเลยได้ปิดเทอมสั้นๆ ก่อนจะขึ้นเทอมสอง

ตอนนี้สามพี่น้องกำลังดูกินทามะด้วยกันที่ห้องนั่งเล่น มรกตที่ควรจะอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ถึงกับตบะแตก ทิ้งหนังสือหนังหาเอาไว้ในห้อง ออกมาผ่อนคลายสมองได้ราวๆ สองชั่วโมงแล้วและไม่มีทีท่าจะกลับเข้าไป

“เอ๊ะ นั่นเสียงออดรึเปล่า เงียบซิ”

ทั้งสามเงียบฟัง พอแน่ชัดว่าเป็นเสียงออดสามพี่น้องก็ตั้งท่าโอน้อยออกหาคนไปเปิดประตูให้พ่อกับแม่ที่กลับมาจากทริปที่เชียงราย

“โอน้อย...ออก!” สามเสียงประสานกันสิ้นสุด สามมือก็เรียงเป็นรูปสามเหลี่ยม คว่ำสอง หงายหนึ่ง คนโดนออกโวยวาย

“โอ๊ย ทำไมมาตกที่ผมอีกแล้วล่ะ นี่เจ้กะเฮียฮั้วกันป้ะเนี่ย”

“นี่ๆ กล่าวหา ไปเปิดประตูไป เร็วๆ เลยกต เตี่ยกับแม่รอ” มุกดาไล่น้องชายคนเล็ก พอคนออกหงายเดินพ้นขอบประตูไปแล้ว สาววัยยี่สิบหกก็หันมายักคิ้วหลิ่วตาให้น้องคนรอง แอบหัวเราะกิกๆ กันอยู่สองคน

สองสามีภรรยาซื้อของกลับมาฝากเพียบ ทั้งขนมนมเนย ของที่ระลึก หอบมาเป็นกระบุง แถมยังแวะซื้อก๋วยเตี๋ยวร้านข้างทางมาฝากเป็นมื้อเย็นอีก

“โอ๊ะ พวงกุญแจอันนี้ผมขอนะ” น้องเล็กบอก

“ชอบก็เอาไปสิลูก อันนั้นแม่แวะซื้อที่ตลาด เห็นมั้ยบอกแล้วเด็กๆ ต้องถูกใจ” บุษราคัมบอกสามี “ห้ามกันจริงๆ เล้ย ทีตัวเองล่ะไปวนเวียนแถวร้านขนม เหมามาซะแม่นึกว่าจะเอาไปขายต่อ”

“ก็ของโปรดพวกนี้ทั้งนั้น” คนโดนพาดพิงรีบบอก

“จ้ะ รู้จ้ะ แต่แถวบ้านเราก็มีเจ้าอร่อยๆ มั้ยล่ะ น่าจะซื้อพวกที่เป็นขนมท้องถิ่นมากกว่า นานๆ เราจะไปเที่ยวกันที เอ้อนี่แม่ซื้อเสื้อมาฝากคนละตัวด้วย ไว้คราวหน้าใส่ไปเที่ยวด้วยกัน” คุณแม่บ้านบอกยิ้มๆ

นี่ละหนา ลูกอุตส่าห์จองทริปออกเงินให้ไปเที่ยวกัน แต่แค่สามวันสองคืนก็คิดถึงบ้าน เห็นของชอบใครก็คิดถึงซื้อมาฝาก ดีที่เอารถไปเอง ก็เลยขนกลับได้ไม่ลำบากมาก

“แล้วเป็นไงมั่งแม่ เที่ยวสนุกไหม” ลูกสาวคนโต ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการออกปากถาม ก็ได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มสวยๆ ก่อนจะเริ่มพรรณนาความงดงามของวัดร่องขุ่นที่อยากไปมานานแล้ว กว่าจะจบบทกตก็สมาธิหลุดไปสองที คุณบุษราคัมเป็นพุทธศาสนิกชนผู้ยึดมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็เลยปลื้มมากที่ในทริปได้ไหว้พระทำบุญ

“อ้อ แล้วฟ้าเขาก็เข้าใจคนแก่ดีนะลูก ชวนคุยไปตลอดทาง ผ่านอะไรก็มีเรื่องเล่าสู่กันฟัง เลยไม่เบื่อ คอยทักคอยถาม เอาใจใส่มากเลยมุก นี่ถ้าไม่ติดว่าเขามีแฟนแล้วแม่จะเชียร์” คุณบุษราคัมพูดถึงเพื่อนของลูกสาว ที่จริงก็เคยได้ยินมุกพูดถึงเพื่อนคนนี้มานานแล้ว ในฐานะแม่ก็มองๆ ไว้อยู่เหมือนกัน มาติดตรงที่ลูกสาวให้ปากคำถึงสถานะของเพื่อนว่าไม่โสด คุณบุษนึกแล้วก็อดเสียดายไม่ได้

“เพ้อเจ้อน่าบุษ เขามีคนของเขาแล้ว จะทำยังงั้นได้ไง” คุณบุษรู้อะไร คุณไพฑูรย์ก็รู้อย่างเดียวกัน อาจจะไม่ได้ตั้งท่าสนใจฟัง ทำอ่านหนังสือพิมพ์ไป ทำตั้งใจกินข้าว แต่ที่จริงก็ได้ยินเข้าหูทุกเรื่องนั่นแหละ

มุกหัวเราะแหะๆ “เตี่ย แม่ คือว่านะ แฟนคุณฟ้าก็คือมุกเองแหละ” มองทั้งพ่อแม่ ทั้งน้องๆ ทำหน้าตาตะลึงก็หดรอยยิ้มหน้าบานลงนิดนึง ทำเสียงเป็นการเป็นงานขึ้นอีกหน่อย “พอจะเป็นเขยได้มั้ยคะคนนี้” หลังจากคำถามจบไป ห้องก็เงียบสนิท น้องทั้งสองได้แต่มองกันไปมา ไม่รู้จะพูดอะไร แล้วก็หันกลับไปดูปฏิกิริยาพ่อแม่

จะติรึก็ยังติอะไรไม่ได้ คนเป็นพ่อเลยได้แต่ทำหน้าตึง ผิดกับภรรยาที่ออกอุทานด้วยความยินดีหลังจากตั้งสติได้

“ปิดแม่กะเตี่ยทำไมมุก งานดีขนาดนี้ก็ต้องผ่านสิจ๊ะ!” ว่าแล้วก็ตีไหล่สามี “นี่คุณ อย่าหวงไปหน่อยเลยน่า”

มุกดาแค่ยิ้มๆ ไม่คิดติดใจอะไรกับท่าทางของผู้เป็นพ่อ “เดี๋ยวหนูให้เขามาแนะนำตัวอย่างเป็นทางการดีมั้ยคะ พรุ่งนี้เลยเป็นไง วันหยุดพอดี”

“วันอื่นมีเยอะแยะ เพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ อย่าเพิ่งไปกวนเขาเลย อีกอย่างนัดกระชั้นแบบนี้มันเสียมารยาท เอาไว้สะดวกวันไหนค่อยมาก็ได้” คุณไพฑูรย์บอก ก่อนยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม

‘ทำเก๊กไปได้’ คุณบุษทำปากพูดกับลูกๆ แต่ไม่ออกเสียง ทำเอาสองหนุ่มต้องหลบหน้ากลั้นยิ้มกันพัลวัน

“เป็นอะไรเรา” คุณไพฑูรย์เห็นสองพี่น้องทำท่าอย่างนั้นก็ชักจะเอะใจ หันกลับไปมองคนข้างๆ ทำหน้าดุใส่ทีหนึ่ง คุณบุษราคัมหัวเราะแล้วยกชามคุณไพฑูรย์ขึ้นมาซ้อนชามตัวเอง เอ่ยชักชวน “เอาละ อิ่มกันแล้วก็เอาชามไปเก็บเถอะ วันนี้เวรใครนะ”

“เวรนิลเองครับแม่” สามพี่น้องลุกขึ้นเอาชามไปไว้ที่อ่าง เทน้ำก๋วยเตี๋ยวออกให้เรียบร้อย นิลเก็บโต๊ะสักพักก็เข้าไปล้างชามกับแม่ คนที่ไม่มีเวรวันนี้ต่างก็จัดการกับของฝากต่อ

“เออ พอดีเลยแฮะ แม่แกความจำดี” ไพฑูรย์บอก เมื่อเห็นลูกๆ ลองเสื้อที่คุณแม่บ้านหอบกลับมาแล้วพบว่าช่วงไหล่ช่วงตัวกำลังดี

เพราะคนน้อย เก็บล้างจานชามไม่นานก็เสร็จ สองแม่ลูกเรียงชามเข้าชั้น แล้วออกมาดูของฝากด้วยกัน คุณบุษจัดสรรของให้ลูกๆ แล้วก็คนรู้จัก ทั้งเพื่อนของลูก ลูกจ้างในร้าน ลุงๆ ป้าๆ ในซอยที่ตั้งร้านอาหาร เสร็จเรียบร้อยก็ทยอยกันไปอาบน้ำ คุณบุษกับคุณไพฑูรย์เข้านอนไปก่อน เหลือแต่เด็กๆ อยู่ข้างนอก สนทนาพาที

ให้อธิบายละเอียดกว่านั้นก็คือ มุกดาโดนน้องๆ ซักจนสะอาด...

“ตั้งแต่เมื่อไหร่” กตยิงคำถาม

“เริ่มคุยกันช่วงมอหก แต่ก็ตกลงกันว่าจะเตรียมตัวสอบ ช่วงนั้นก็ห่างกันไป แล้วพอสอบติดก็เลยคบกัน” เจ้มุกเรียนมอปลายและต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ไม่แปลกที่นิลกับกตจะไม่รู้ว่าเจ้มีแฟน แต่แปลกมากที่ได้ยินชื่อคนนี้ตั้งหลายรอบ กลับไม่เคยคิดเอะใจว่ามีอะไรมากกว่าเพื่อนกัน “คบกันแล้วก็คุยกันแค่ทางโทรศัพท์มาตลอดเพราะเขาอยู่มหาลัยWW นานๆ ทีถึงจะได้นัดเจอบ้าง แต่ก็ไม่ได้ไปเจอกันลำพังหรอกนะ ยกกันไปทั้งกลุ่มเหมือนที่เคยเล่าให้เตี่ยกับแม่ฟังนั่นแหละ พอดีว่าเพื่อนที่ทำงานกลุ่มเดียวกันกับเจ้ดันเป็นเพื่อนห้องเดียวกับเขา ก็เลยเหมือนเด็กโรงเรียนเดียวกันพากันไปเที่ยวมากกว่า”

“แล้วหลังจากเจ้เรียนจบอะ ไม่เห็นได้คุยกันเลยนี่” เพราะถ้าคุยกัน น้องสองคนรวมแล้วมีตั้งสี่ตาทำไมถึงไม่รู้ไม่เห็น จะว่ามุกดาแอบคุยในห้องนอนตอนดึกๆ ก็ไม่น่าใช่ เพราะเจ้าตัวต้องออกไปจ่ายตลาดแต่เช้าตรู่ทุกวันที่ร้านเปิด

“คุยย่ะ แค่ไม่ได้โทรไปหาทุกวันเหมือนใครแถวนี้” วกมาแซะนิลนิดนึง “อีกอย่างก็ไม่ค่อยว่างคุยด้วย ต่างคนต่างทำงาน ส่วนใหญ่ก็ส่งข้อความทิ้งไว้ ว่างละค่อยตอบ”

แล้วเจ้มุกก็สอนนิลอีกว่าเป็นแฟนกันใช่ว่าจะต้องตัวติดกันตลอด สมัยเรียนน่ะยังพอทำเนา แต่ยิ่งเรียนชั้นสูงขึ้นไปจนจบทำงาน ก็จะยิ่งมีแต่ต้องอยู่ไกลกัน ถ้าไม่เข้าใจกัน ไม่ปรับตัวกับการคบหาแบบไม่ได้เห็นหน้าทุกวัน ก็แค่คบกันรอวันเลิกเท่านั้น

“สิ่งใดไม่ปรับตัว สิ่งนั้นก็เหมือนตายไปแล้ว จำ”

คมกริบจนนายมรกตอดไม่ได้ จิ๊กไปโพสต์ในเฟซ ไม่ลืมให้เครดิตเจ้าของคำพูดด้วย

หลังจากนั้นนายธีรนันท์ รุ่งเจริญกิตติคุณก็หาโอกาสแวะเวียนมาที่บ้านคุณพิวัฒน์หลายต่อหลายครั้ง เดี๋ยวก็มารายงานตัว เอาของมาฝาก เดี๋ยวก็มาช่วยงานที่ร้าน เดี๋ยวก็แวะมาเรื่องเตรียมงานแต่ง ทำให้น้องชายทั้งสองได้รู้ในที่สุดว่าเจ้มุกของพวกเขาไม่ได้เป็นแฟนช่างภาพคิวทองอย่างที่เข้าใจ

“พี่ฟ้าไม่ได้เป็นช่างภาพเหรอ” มรกตอุทาน ตกใจกับเรื่องที่เพิ่งรู้

“อ๋อ อันนั้นแค่เฉพาะกิจน่ะ” เห็นมุกบอกว่าจะจัดทริปเที่ยวเหนือให้เตี่ยกับแม่ เขาเลยลบเจ้าของทริปออก ใส่ตัวเองเข้าไปแทนโดยอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าถิ่น จะได้ถือโอกาสหาลู่ทางไปด้วยในตัว

ใช่ ที่จริงแล้วนายธีรนันท์ไม่ได้ทำงานทางนี้เลย แต่มาทำให้เพราะอยากเอาใจว่าที่พ่อตาแม่ยายต่างหาก ลงทุนแลกเวรมาขับรถให้เป็นชั่วโมงๆ แทนที่จะเอาเวลาไปพักผ่อน ความรักนี่มันทำให้คนเราทำได้ถึงขนาดนี้เลยเรอะ กตล่ะเหนื่อยแทน

สองหนุ่มมองไปยังมุกดาที่นั่งตะไบเล็บไปจ้องแบบบัตรเชิญจนแทบจะทะลุไปอยู่ข้างๆ หน้าก็ไม่ได้แต่ง เสื้อผ้าก็...ลำลองไปไหน พี่สาวผู้ไม่มีออร่าเจ้าสาวใดๆ เงยขึ้นเมื่อรู้สึกถึงสายตาที่มองมาและความเงียบเหมือนรอคำอธิบาย “เจ้บอกไปแล้วนี่”

“ตอนไหน” สองเสียงประสาน รูปประโยคเป็นคำถาม แต่นั่นไม่ใช่คำถามหรอก

มุกดาเลิกคิ้วน้อยๆ “สงสัยจะลืม” ช่วงที่ผ่านมาวุ่นวายไม่น้อยเรื่องเตรียมงานแต่ง...ใช่ ก็ได้รับความยินยอมจากสองฝ่ายแล้ว แผนการก็ต้องดำเนินต่อไปสิ ไม่รีบเดี๋ยวจะไปกระชั้นตอนใกล้วันงานเอา

“เอ้อ ของชำร่วยไว้เดี๋ยวฟ้าแบ่งไปให้เด็กๆ ช่วยบรรจุนะ” ที่หมู่บ้านอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ฟ้าเลยมีแรงงานเพียบ “ปิดเทอมกันพอดีเลยด้วย”

ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวตกลงงานกันไป สองพี่น้องก็เล่นหมากฮอสกันไปหลายตา กระดานทำอย่างลวกๆ ด้วยกระดาษ ตัวหมากก็เอาฝาขวดพลาสติกมาใช้ นานๆ ทีสองหนุ่มก็เสนอไอเดียบ้าง ช่วยเลือกบ้าง สักพักก็โดนเรียกไปช่วยงานสวนที่สวนหลังบ้าน

“นิลจัดของกลับหอยังลูก” คุณบุษถามตอนที่ส่งสายยางให้ลูกชายทั้งสองล้างไม้ล้างมือ

“เรียบร้อยแล้วครับ”

ปิดเทอมแค่เกือบเดือนที่ผ่านมาสองหนุ่มนึกว่าจะเป็นแค่ปิดเทอมธรรมดา ธรรมดาเสียที่ไหน... อยู่ๆ ก็ได้ว่าที่พี่เขยเพิ่มมา พร้อมกับเรื่องราวการคบหาสมัยเรียนที่นางสาวมุกดาไม่เคยเล่าให้ฟังแบบลงรายละเอียดมาก่อน เจ้มุกกับพี่ฟ้าก็เหลือเกิน ก่อนจะเปิดตัวทั้งช่วยกันวางวันแต่ง ติดต่อเพื่อนที่ตอนนี้มีเครือญาติทำโรงแรม จองไว้อย่างไม่เป็นทางการแล้วด้วย รอแค่คำอนุมัติจากพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายทุกอย่างก็จะเรียบร้อย เหลือแค่เรื่องจัดการรูปแบบงาน กับเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องคุยกันเท่านั้นเอง

เหมือนฟ้าแลบไปแล้วเพิ่งจะมาได้ยินเสียงฟ้าร้อง

ถ้าจะช็อกก็ไม่ได้ช็อกกันที่เป็นพี่ฟ้าหรอก แต่ช็อกกันที่สถานะมากกว่า ไอ้คำรายงานตัวประมาณ ‘วันนี้มุกจะไปเดินสยามกับพวกเพื่อนๆ มอปลายนะคะ มีดาว ปัด แพร พวกผู้ชายก็มีฟ้า เปรม ติณ’ ดูยังไงคนชื่อฟ้าก็ตัวประกอบชัดๆ จริงมั้ย! จะได้ยินบ่อยกว่าชื่ออื่นยังไง แต่ก็จะมีอีกหลายชื่อตามมาด้วยเสมอน่ะ นี่มันเข้าข่ายเบี่ยงเบนความสนใจกันเห็นๆ!

บางทีคงจะหวังผลให้ทุกคนยอมรับได้ง่ายๆ โดยไม่แตกตื่นมาตั้งแต่ต้น เจ้มุกของเขาร้ายกาจ!

นิลรัตน์อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองก็คล้ายกันกับพี่สาว ไม่ได้บอกชัด แต่ก็ไม่ได้ปิดบัง เสียแต่เขาไม่เนียนเท่าพี่ ไปเที่ยวด้วยกันก็ไปสองคน สลับกันเป็นสารถีคอยรับคอยส่ง ทุกคนเลยพอจะเดาออกว่าอะไรเป็นอะไรตั้งแต่ช่วงเพิ่งปิดเทอมใหม่ๆ

นิลกับเจ้ยังตกใจกันแค่คนละเรื่อง แลกกันเสมอตัว แต่อีกสามคนที่เหลือนี่สิ ตกใจคู่เขาแล้วยังตกใจกับคู่เจ้มุกในเวลาไล่เลี่ยกันอีก

.

หลังจากเปิดเทอมสองได้ไม่กี่วัน เดียวก็เริ่มต้องไปประชุมเกี่ยวกับการเตรียมงานคณะ วันหยุดก็ต้องออกจากหอไปเตรียมงาน และจะเป็นอย่างนี้ไปจนถึงวันจัดงานซึ่งอยู่ประมาณช่วงก่อนสอบมิดเทอมสองสัปดาห์

ที่มหาวิทยาลัยนี้หลายคณะจะมีธรรมเนียมหาเงินเข้ารุ่นและบริจาคทุกปี แต่ละคณะก็มีรูปแบบงานต่างกัน บางงานจัดในรูปแบบนิทรรศการ มีกิจกรรมให้เข้าร่วม แล้วหารายได้จากการเปิดให้เข้าร่วมกิจกรรมนั้น เช่นของคณะวิจิตรศิลป์เมื่อตอนต้นเทอมแรก บางงานก็ขายอาหารและบรรยากาศเหมือนอย่างงานของคณะที่เดียวเรียนอยู่ ด้วยความที่ต้องขายบรรยากาศด้วย ก็เลยต้องทุ่มเวลาและทรัพยากรไปกับการตกแต่งสถานที่ค่อนข้างมาก

เวลาทำงานของคณะเดียวจะเป็นช่วงเย็นๆ จนถึงค่ำ งานของกลุ่มเดียวเน้นผ้าปนกับจัดแสง งานไม้พอเป็นกระษัย แค่งานตกแต่งสถานที่ก็อ่วม ไหนจะต้องเตรียมอาหาร ตกลงกันเรื่องราคาอาหารแต่ละอย่างอีก

นิลเดินเข้าลานจอดรถC ตอนนี้มีซุ้มโครงเหล็กตั้งเรียงรายเพื่อเป็นที่ให้นักศึกษาเตรียมงานคณะ ซุ้มนี้ตั้งมาเกือบสองเดือน นั่นแปลว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันจัดงานแล้ว

“ไง” อุ้มทักนิลที่เดินตรงเข้ามาที่ซุ้มใกล้ๆ แล้วมองไปรอบๆ “เดียวโดนลากไปล้างพู่กันอยู่ใต้ตึกตรงโน้นแน่ะ เดี๋ยวก็มาแล้วล่ะ”
นิลเลยถอดรองเท้า เดินเข้าไปนั่งรอข้างในตรงสแลนที่ปูพื้นไว้กันเลอะสี เห็นเพื่อนเดียวก้มลงระบายสีต่อก็ถาม “มีไรให้ทำมั้ย”

“เดี๋ยวเดียวก็หาว่าพวกเราใช้งานแฟน” ดิถีว่า “อีกอย่างตอนนี้พู่กันไม่พอใช้ เสียใจนะ”

นิลเลยนั่งแกร่ว ชวนคนนั้นคนนี้คุยไปเรื่อย ดูงานที่ใกล้เสร็จแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย เห็นมาตั้งแต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ยังดูไม่ออกเลยว่าแนวไหน จนตอนนี้ของที่เตรียมไว้วางกองกันสูงแล้ว เหลือแค่ย้ายไปอีกที่ “เริ่มย้ายไปสนามวันไหนอะ”

งานจริงจัดที่สนามหญ้าไม่ไกล แต่ถ้านึกดูว่าต้องขนทั้งไม้ทั้งผ้าหนักๆ เดินแบกไปก็ไกลเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

“สักศุกร์ก็น่าจะเริ่มย้ายแล้วล่ะ”

“ถามทำไม จะมาช่วยย้ายเหรอ” เดียวถาม นิลหันมอง ทำตาปริบๆ “ไม่ต้องเลยนิล งานเลิกดึกจะตาย” แจกจ่ายพู่กันให้บรรดาสมาชิกกลุ่มที่นั่งแกร่วรออยู่ไม่ต่างจากนิล พอได้พู่กันก็เข้าประจำตำแหน่งกันทันที

“โหย ไม่กี่คืนเอง งานจะได้เสร็จเร็วๆ ไง”

“ไม่เอา มาแค่วันจริงก็พอแล้ว”

“เดียวว”

เจ้าของชื่อรับครับ มือก็ระบายสีไป อีกคนไม่ยอมพูด เขาเลยพูดเอง “จะสอบอยู่แล้ว ไหนว่าไม่อดนอนช่วงใกล้สอบไง”

“ตัวเองนอนห้าชั่วโมงคืนก่อนสอบแท้ๆ อย่ามาย้อนนิลนะ”

“นิล” ก็ไม่ได้อยากขัดใจ แต่นี่มันงานคณะของเขาไม่ใช่รึไง ตัวเองก็ลงเรียนสามหน่วยกิตไปตั้งสามตัว วันๆ หนึ่งแค่อ่านหนังสือให้ได้ตามแผนก็แทบไม่มีเวลาเล่นแล้ว ยังจะเจียดเวลามาทำงานคณะคนอื่นได้อีกรึไง

“ห่วงนี่”

เดียวเงียบไปอึดใจหนึ่งก็ถาม “ห่วงอะไร”

“ห่วงตอนเดินกลับหอคนเดียว” ตอนเย็นๆ ก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ได้ยินมาว่าวันจัดสถานที่รวมถึงวันงานกว่าจะเลิกงานได้ก็ดึก ยิ่งวันงานไม่ต้องพูดถึงเลย งานจบเที่ยงคืน เก็บของกันกี่ชั่วโมงก็บวกเข้าไปเท่านั้น

เดียวชั่งใจ ก่อนบอก “งั้น...มานี่เย็นๆ แล้วกลับพร้อมกัน อ่านหนังสือรอเดียวอยู่แถวนี้แหละ”

นิลรับข้อตกลงนั้น เนียนจิ๊กพู่กันมาจากกอง รู้ซะด้วยว่าตัวเองทำได้แต่แบบง่ายๆ ก็เลือกตรงที่มันไม่ต้องไล่สี เลือกบริเวณที่ไม่ต้องทำละเอียด เดียวเห็นตั้งแต่ตอนหันไปหยิบพู่กันแล้วเหลือบมองมาทางเขาแล้วล่ะ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร นานๆ จะมาทีนี่นา ถึงจะไม่ได้เก่งศิลปะ ไล่สีไม่เป็น ระบายออกนอกเส้นอยู่เหมือนเดิม แต่เวลาตั้งใจทำงานที่ไม่ถนัดแบบนี้ก็น่ารักดีไม่ใช่เหรอ

มุมนี้ของนิล เดียวแพ้

“โลกนี้มันจะชมพูไปแล้วนะ” ใครแถวนั้นพึมพำ

“ถ้าเพื่อนมีความสุข โลกชมพูแค่ไหนอุ้มก็ทนได้”

“เจนด้วย” เจนทำท่าซับน้ำตา

“เดียวได้ยินนะ ตรงนั้นน่ะ”

สองสาวหัวเราะสนุกสนานกับการแกล้งเพื่อน เดียวเลยประกาศ “ทำงานเดี๋ยวนี้นะ ไม่เสร็จผืนนี้ห้ามใครกลับจริงๆ ด้วย”

กลุ่มมนุษย์โสดที่หัวเราะร่าเริงอยู่เมื่อกี้รับคำโดยพร้อมเพรียงกัน ส่วนดิถีใส่หูฟังฟังเพลงมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ได้ยินเพื่อนตอบรับดังก้องเลยเงยหน้าขึ้นมาดูงงๆ ทำปากถามว่า ‘มีไรวะ’

เดียวส่ายหน้าช้าๆ เป็นเชิงว่าไม่มีอะไร ก้มลงทำงานต่อเงียบๆ แต่ตาก็ยังหลุดโฟกัสไปทางซ้ายอยู่เป็นระยะ

งานวันนั้นเสร็จสิ้นลงราวๆ หกโมงสี่สิบ พวกเขาพากันล้างพู่กัน เก็บของลงกล่อง แล้วแยกย้ายกลับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 07:40:07 โดย manarina »

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 7

พองานคณะของเดียวผ่านไป สอบมิดเทอมเสร็จก็ได้หยุดเกือบสัปดาห์ นิลกับเดียวกลับไปช่วยงานแต่งเจ้มุกอยู่จนจบงานถึงกลับหอ

ผ่านอีเวนท์สำคัญติดๆ กันนานเข้า จังหวะชีวิตหลังจากนั้นก็เลยเนือยลงมาก ไปๆ มาๆ เดียวก็สำนึกได้ว่าใกล้จะจบปีหนึ่งแล้ว เพราะการสอบไฟนอลรออยู่ปลายเดือนหน้า

ถ้านับดู ก็เหลือเวลาอีกแค่ประมาณหนึ่งเดือนในการเตรียมตัวสอบ อาจฟังดูไม่มาก แต่สำหรับนายนิลรัตน์และนายหนึ่งหทัย แค่นี้ก็เหลือๆ เพราะคนแรกอ่านมาจนปรุ ส่วนอีกคนก็มุ่งมั่นจะใช้เวลาอ่านแค่สองสัปดาห์เท่านั้น

ตอนนี้พวกเขาเลยมาอยู่ที่ร้านอาหารไทยที่มีบริการคาราโอเกะ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานพบปะสังสรรค์ของเด็กมอหกห้องหนึ่งรุ่นดาวแดง ที่จริงบุริมผู้เสนอให้จัดงานเคยบอกว่าจะเรียกงานเลี้ยงรุ่นก็ไม่ค่อยเหมาะเพราะไม่ได้เลี้ยงทั้งรุ่น แต่ก็ไม่รู้จะใช้คำไหนดี เลยเรียกว่างานเลี้ยงรุ่นละกัน

“เดียว” มะเหมี่ยวลุกพรวดมาหา “อ้าวนิล หวัดดี นี่นั่งรถมาด้วยกันเหรอ”

“อือ” เดียวพยักหน้า ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็โดนลากแถดๆ ไปที่โต๊ะ

“นั่งก่อนๆ นั่งนี่เลย ลิตมันไปห้องน้ำเดี๋ยวมา” อดีตหัวหน้าห้องตอนม.หกจัดแจงให้เพื่อนรักนั่งข้างๆ แล้วก็นั่งลงตามโดยเว้นที่ระหว่างกลางไว้ที่นึงสำหรับลิลิต “เป็นไงบ้างเดียว เห็นมีจัดงานด้วย นี่ติดสอบไม่ได้ไปอะ ขอโทษนะ แต่ลิตไป เจอกันแล้วใช่ปะ”

“เจอสิ” เดียวว่า “ตกใจแทบแย่ ไม่คิดว่ามันจะนั่งรถมา งานก็จัดดึกด้วย”

มะเหมี่ยวดูดน้ำอึ้กๆ ก่อนจะโดนแรงปริศนาเกี่ยวคอลง ทำเอาแทบสำลักน้ำ

“แม่จ๋า พ่อจ๋า!” คงไม่ต้องบอกว่าใคร

มะเหมี่ยวตาเขียวปั้ด ทุบไหล่คนเล่นไม่รู้เรื่องไปหลายที “ถ้าเราสำลักน้ำตายขึ้นมาจะทำไงฮะ ไอ้บ้านี่” เล่นเข้ามาคล้องคอจากข้างหลังเต็มแรง ขนาดเดียวยังเหวอเลย

“โอ๋ ไม่โกรธนะครับแม่เหมี่ยว เดี๋ยววันนี้นะลิตจะตักให้แม่เยอะๆ เลย อยากกินไรลิตตักให้เอง”

มะเหมี่ยวหรี่ตา “กะล่อนนัก จะจ่ายแทนเราเลยด้วยมั้ยล่ะ”

ลิลิตหัวเราะ “เอ้า จ่ายก็จ่าย ถือว่าค่าทำขวัญ”

พอได้ยินว่า จ่าย เท่านั้น แรงอาฆาตก็ลดไปสามส่วน “พูดจริงนะ”

“จริงสิ นี่ใคร ลิลิตเชียวนะ”

มะเหมี่ยวพยักหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส “จ้ะ อย่ามาทำเฉไฉตอนจ่ายตังค์แล้วกันนะคะ คุณลิลิต” เรียกชื่อไปก็หยิกแก้มเจ้าของชื่อไป หมั่นไส้! “เลี้ยงแค่ของหวานก็พอ เงินพ่อเงินแม่ พูดออกมาได้”

ลิตลูบแก้มป้อยๆ ไม่ได้หยิกแรงแต่ก็เจ็บๆ คันๆ อยู่ดี เขาดึงเก้าอี้ถอยหลังมา ขยับเข้าไปนั่ง ปากก็พูดไปด้วย “ที่ไหนเล่า เงินเราเองต่างหาก ทำพาร์ทไทม์มา แต่ถ้าเหมี่ยวช่วยประหยัดเราก็ยินดี”

มะเหมี่ยวเลยสนใจไต่ถามต่อ ดูไม่ค่อยสบายใจด้วย บ้านเธอไม่นิยมให้ลูกทำงานหาเงินไปเรียนไป แล้วก็ไม่คิดว่าบ้านลิลิตจะเห็นด้วยนัก มาได้ยินว่าลิลิตที่ออกจะไม่ค่อยใส่ใจการเรียนออกไปทำงานพิเศษแบบนี้เลยกังวลขึ้นมา

“โอ้ย แม่เหมี่ยว ลิตตั้งใจเรียน นี่ดูนะ ดูคะแนนสอบลิตก่อน ดูๆ” ลิลิตรีบเปิดคะแนนให้มะเหมี่ยวดู แล้วยังมาแอบกระซิบกับเดียว “สงสารลูกแม่เหมี่ยวว่ะ คงสภาพไม่ต่างจากนี้เท่าไหร่ ดุกว่าแม่เราอีกเนี่ย คนนี้”

เดียวเห็นท่าทีมะเหมี่ยวอ่อนลงนิดหนึ่ง แต่พอสาวเจ้าหันมาเห็นลิลิตกระซิบกระซาบนินทาก็ทำหน้ายักษ์ใส่เป็นเวลาสองวินาที เดียวอดหัวเราะไม่ได้

“เหมี่ยวก็ปล่อยๆ มันบ้างน่ะ มีความรับผิดชอบมากขึ้นแล้วนี่นา” ลิลิตพยักหน้าเสริมอยู่ข้างๆ อย่างน่าตี “จากเรียกเล่นๆ จะกลายเป็นแม่ลูกกันจริงๆ แล้วนะเนี่ยคู่นี้ นี่ถ้าลิตจะมีแฟนคงไม่เอามาให้เหมี่ยวดูใช่มั้ย”

“เอามาให้สกรีนก่อนก็ดีนะยะ” เหมี่ยวตอบทันควัน “แล้วก็ต้องบอกน้าจีนด้วยล่ะ คบกันให้อยู่ในสายตาผู้ใหญ่ อีกอย่างถึงน้าจีนจะหัวสมัยใหม่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างจะทำตัวไม่ดีนะเข้าใจมั้ย ห้ามชิงสุกก่อนห่าม ห้าม!” มะเหมี่ยวเอาช้อนขึ้นมาขู่ประหนึ่งว่ามันเป็นมีด

“จ้า จ้ะๆ เอ้ากินข้าวนะแม่นะ ลิตตักให้ กินเยอะๆ” จะได้หยุดบ่นลิต หูจะดับแล้วแม่จ๋า เห็นคนข้างๆ ขู่แฟ่ๆ ใส่ก็เลยตักเพิ่มให้อีกเรื่อยๆ จนพูน

ไม่ต้องกลัวเจ้าของจานจะกินไม่หมดหรอก จะคบเป็นเพื่อนกันได้ก็ต้องศีลเสมอกันนี่นา สามคนนี้ก็คือสายทำลายล้างดีๆ นี่เองล่ะ

“พอแล้วย่ะ!” อืม แต่ก็ต้องเผื่อกระเพาะไว้ให้ของหวานด้วยนี่นะ “ไม่ใช่ หมายถึงอันนี้พอแล้ว เอาจานนั้นอะ ตักมาๆ” ...ไม่ได้กินข้าวด้วยกันนานก็เลยลืมไป...สำหรับมะเหมี่ยวแล้ว กระเพาะสำหรับของหวานงอกขึ้นมาใหม่ได้เสมอแหละ

ชั่ววินาทีที่ลิลิตเอื้อมไปตักกับข้าวเพิ่มให้มะเหมี่ยวนั้น เดียวก็บังเอิญสบตากับคนที่นั่งอยู่ไกลๆ ยิ้มให้ และรับรอยยิ้มของทางนั้นกลับมา

วันนี้เดียวกะจะบอกมะเหมี่ยวกับลิลิตว่าคบกับนิลแล้ว แต่คงต้องปูเรื่องสักนิดก่อนจะบอกสินะ เล็งมาแล้วว่าตอนที่ทุกคนร้องคาราโอเกะกันนี่แหละเหมาะมาก เพราะสายกินก็จะยังคงจับช้อนส้อมแน่นอยู่กับโต๊ะตรงนี้

“ลิต เหมี่ยว เดียวมีเรื่องจะบอก”

มะเหมี่ยวส่งเสียงถาม “อะไร?” แต่มือยังไม่ปล่อยช้อนสั้นที่ตักสละลอยแก้วเตรียมเอาเข้าปาก

“คือตอนมอปลายเดียวมีคนที่แอบชอบอยู่คนนึง” เดียวเหลือบตามอง คราวนี้ขนาดลิลิตยังยอมปล่อยช้อน พอมองเลยไปอีกหน่อยก็เห็นมะเหมี่ยวอ้าปากน้อยๆ คงจะช็อกกันพอสมควร

มะเหมี่ยวยอมวางช้อน หันมาหาเดียวในที่สุด “ไหนว่ามาซิ อะไรยังไงเมื่อไหร่”

“ตอนมอสี่ แล้วก็เรื่อยมา”

“กูว่าแล้ว” ลิลิตพึมพำกับตัวเอง “กูว่าแล้ว”

“ใคร” เหมี่ยวถาม “เรารู้จักปะ”

เดียวพยักหน้า “นิลไง”

“คบกันแล้ว” ลิลิตคงตั้งใจจะถาม แต่ใช้เสียงเหมือนคุยกับตัวเอง หรือจะเป็นประโยคบอกเล่า?

“เอ่อ ใช่ รู้ได้ไง”

“ก็เคยเห็นคุยด้วยกันที่สนามบอลหลังสอบนี่ คบกันตั้งแต่ตอนนั้น? หรือก่อนนั้น?”

“เอ้ย ไม่ หลังจากนั้น ตอนเป็นรูมเมทกันแล้วต่างหาก ตอนนั้นคุยกันเฉยๆ” เดียวเอ่ยแก้ “นึกว่าลิตไปเรียนแล้วซะอีก”

“ก็กำลังจะไปนั่นแหละ อยู่ตรงที่จอดมอ’ไซค์ เลยเห็นไง” คือข้างสนามตรงที่มีม้านั่งห่างจากลานจอดรถแค่ถนนเส้นเล็กๆ เท่านั้นเอง “แล้วเป็นไง คบกันแล้ว” ถามแทนมะเหมี่ยวที่ยังอึ้งไม่หาย

เดียวยิ้ม “ยังไม่หายเขินกันเลย แต่อยู่กับนิลก็ดี มันสงบใจแปลกๆ เหมือนในที่สุดก็ได้นั่งพักหลังจากวิ่ง”

ลิลิตพยักหน้า ยิ้มให้ “ดีแล้ว ดีใจด้วยที่สมหวัง” แล้วก็หันไปเห็นคนข้างหลังทำหน้าประหลาด “อะไรเนี่ยแม่เหมี่ยว จะตามหวงพ่อไปตลอดไม่ได้นะ พ่อเค้าก็ต้องมีชีวิตของเค้า รู้เปล่า”

“ทำไมไม่เห็นบอกกันเลยอะเดียว” สีหน้ามะเหมี่ยวนิ่งมาก มากจนอีกสองคนไปต่อไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่ามะเหมี่ยวคิดอะไรอยู่

“เหมี่ยว...ไม่เอาน่ะ” ลิลิตปราม “เดียวก็บอกพวกเราแล้วนี่ไง”

“เหมี่ยว เดียวขอโทษ”

“นี่ เหมี่ยวแค่อยากรู้เหตุผล”

เดียวเม้มปาก แล้วก็ยอมบอก “ที่เดียวไม่เคยเล่าให้ฟัง ก็เพราะเดียวคิดว่ามันจะอยู่แค่ในหัวของเดียว เดียวไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ ขอโทษนะเหมี่ยว”

มะเหมี่ยวพยักหน้า “ยอมรับว่าเหมี่ยวน้อยใจ แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของเดียวที่จะไม่เล่าให้ฟังนี่นา ไม่ต้องขอโทษเหมี่ยว ขอบคุณที่บอกให้เรารู้นะเดียว ขอให้คบกันอย่างราบรื่น ผ่านพ้นทุกอุปสรรคไปด้วยกันได้อย่างดีนะ แต่ต่อจากนี้ มีอะไรรบกวนจิตใจเดียว จะร้ายจะดี ก็อยากให้บอกกันบ้าง เหมี่ยวห่วงนะรู้มั้ย ที่จริงก็ทั้งสองคนเลย มีอะไรห้ามปิดเหมี่ยวนะ”

ลิลิตยกแขนขึ้นคล้องคอเพื่อนทั้งสองคน มะเหมี่ยวตะแขนแปะๆ ให้ปล่อย แต่ลิตก็ไม่ยอมปล่อย หัวเราะมีความสุข “นี่ ไม่รู้จะหาเพื่อนแบบแม่กะพ่อได้อีกมั้ยนะชีวิตนี้” แล้วก็หยิบถ้วยเปล่ามาตักสละลอยแก้วใส่ “มา กินของหวานร่วมสาบานกันหน่อย” คือมันจะไม่ทำให้ลำบากใจเลย ถ้าไม่ได้ผสมอยู่กับรวมมิตร แล้วก็อาลัว(เดียวประหลาดใจมากตอนรู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่ในเมนู ถึงจะเป็นร้านอาหารไทยก็เถอะ)

“ไม่” มะเหมี่ยวค้านเสียงแข็ง “ไม่ไม่ไม่” ของโปรดแค่ไหนก็ไม่โปรดแล้ว

สละลอยแก้วเป็นของหวานจานโปรดของมะเหมี่ยว รวมมิตรใส่ขนุนเยอะๆ เป็นของโปรดลิลิต ส่วนอาลัวเป็นของโปรดเดียว

“โห่เหมี่ยว นิดเดียว คำเดียวอะ เดี๋ยวเหลือลิตรับผิดชอบเอง”

“คำเดียวนะ” ลิลิตพยักหน้ายืนยัน

“แด่มิตรภาพของสละลอยแก้ว รวมมิตร แล้วก็อาลัว!” ลิลิตประกาศก่อนซดของหวานร่วมสาบานจากช้อนตัวเอง

“อะไรกันนั่น” มะเหมี่ยวบ่น ทำหน้าอึ๋ยแล้วซดเข้าไปบ้าง เดียวก็งับช้อนเข้าไปในเวลาไล่เลี่ยกัน อืม ก็พอกินได้นะ

“ก็ฉายาไง เหมือนจันทร์เจ้า เท้าปุย เขาแหลม เท่ออก”

“จ้ะ เท่จ้ะ” มะเหมี่ยวประชด “แด่อาลัวผู้สละโสด!” ว่าแล้วก็ตักของหวานร่วมสาบานกรอกปากไอ้ตัวต้นคิด

ลิลิตเคี้ยวหงุบหงับ ยกนิ้วโป้งบอกอร่อยเหาะ มะเหมี่ยวได้แต่กลอกตาเป็นเลขแปดไทย

คืนนั้นสามสหายซัดทั้งอาหารและขนมไปจนอิ่มแปล้ หลังจากจ่ายเงินและร่ำลากันเรียบร้อยก็แยกกันกลับ จัดกลุ่มเดินทางกันอย่างดีไม่มีตกหล่น

“คิดถึงตอนมอปลายเนอะ” เดียวพูดตอนที่นั่งเอกเขนกตรงโซฟา “แป๊บๆ ก็จะขึ้นปีสองแล้ว แล้วอีกแป๊บๆ ก็จะขึ้นปีสาม อีกแป๊บๆ ก็เรียนจบ ชีวิตคนเราผ่านไปไวจังเลย”

“เมาดีเลย์ปะเนี่ย” นิลสงสัย “เพ้อกว่าคีนอีก วันนี้คีนแม่งเฮิร์ท โดนหักอก ทางนั้นก็เลือกจังหวะได้ดีจริงๆ มันจะสอบอยู่ละ รอให้สอบเสร็จก่อนก็ไม่ได้ ดื่มเป็นน้ำเลย ดีบุริมมันมาด้วย ถ้ามันไม่มามีหวังเราต้องรับมันมาไว้ที่ห้อง”

อืมนะ ก็เห็นอยู่หรอกว่าวันนี้ดูแปลกๆ ไป ไม่คิดว่าเสียใจแล้วจะเป็นแบบนี้ได้ด้วย เหมือนใครยุให้ทำอะไรก็ทำ ใครเชียร์อะไรก็ไปตามเขา ทั้งที่ปรกติคีนจะเป็นตัวเบรกก่อนที่ทุกคนจะวิ่งลอยไป แล้วก็จะคอยเป็นคนลากตอนที่ทุกคนหนืดๆ “อกหักแล้วดูเหมือนเป็นคนละคนเลยเนาะ”

“อือ ห่วงมันเหมือนกัน” นิลชะงัก มองคนที่อยู่ๆ ก็เข้ามากอดพุง “ว่าไง?”

เดียวเอามือกุมอก “อย่าทำเสียงแบบนี้สิ หวั่นไหว”

นิลหัวเราะ “ก็ทำให้หวั่นไหวอะ แล้วมีอะไร มากอดทำไม”

เดียวกะพริบตาช้าๆ “อยากเห็นนิลตอนอกหักจัง อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง” เดียวกำลังเก็บสะสมอยู่ เหมือนที่สะสมมาตลอดตั้งแต่มอสี่

“ไม่เคยอกหักอะ เสียใจด้วยนะ”

เดียวเงยขึ้นมองเจ้าของพุงที่กอดอยู่ “เลิกกันน—โอ๊ย!” เดียวผละจากพุง เอามือกุมปากตัวเองน้ำตาเล็ด “เห็นว่ารักแล้วใช้ความรุนแรงเหรอ!”

“ห้ามพูด พูดอีกก็จะดีดอีก ดีดให้เลือดกบปากเลย” เสียงแข็งมาเชียว เดียวทำหน้ามุ่ย หูลู่หางตก นิลมองก็คิดว่าคงเจ็บน่าดู ดีดไปเต็มแรงเลย ลืมยั้ง “ไหนดูซิ”

“ไม่ให้ดู” เอาอีกมือปิดเพิ่ม น้ำตาคลอ มันเจ็บจริงๆ นะ แบบเจ็บจนชา โดนบ้างไหมล่ะ

“ขอโทษ ขอดูหน่อย”

เดียวลุกหนีเข้าห้อง ล็อกประตูใส่ เลียเลือดเค็มๆ ไปก็สะอื้นฮึกฮักไป เจ็บด้วย รู้สึกผิดด้วย
บางคำพูดแม้พูดเล่นก็ไม่สมควรพูดนี่นา

นิลรัตน์ถอนหายใจ บางการกระทำโกรธแค่ไหนก็ไม่สมควรกระทำ

เพราะมันผ่านไปแล้วก็จะเอากลับไม่ได้

เช้าวันถัดมาเป็นวันอาทิตย์ เดียวยังคงตื่นเช้าส่งเสียงกุกกักแว่วมาจากห้องน้ำ นิลนอนต่อตื่นนึงก็ขุดตัวเองขึ้นจากเตียงอุ่นๆ ได้สำเร็จ แต่พอเข้าห้องน้ำไปอีกคนกลับยังอยู่หน้ากระจก...ไม่น่าใช่ อันที่จริงคงจะต้องบอกว่ากลับมาอยู่หน้ากระจกอีกครั้งมากกว่า

“เดียว ขอดูหน่อย เป็นแผลใช่ป่าว”

เจ้าของชื่อหันกลับไป “ทายาเสร็จแล้ว ไม่ต้องหรอก”

นิลพยักหน้ารับ “ขอโทษนะ”

รักเดียวกอดนิลหนึ่งที “ขอโทษเหมือนกัน ไม่เลิกกันนะ” โดนหอมหัวหนึ่งฟอด กับจุ๊บเบาๆ อีกหนึ่งทีที่หน้าผาก

“กินอิ่มมั้ยเนี่ย กินได้มั้ย”

“กินได้ ไปแปรงฟันล้างหน้าได้แล้วไป ไม่หิวหรือไง ชักช้าเดี๋ยวเย็นหมดนะ”

“อือ จะชักเร็-” เพียะ! ไม่ ไม่ใช่เสียงตบแขน คราวนี้นิลโดนแฟนตบหน้าไปเต็มๆ “เห็นว่ารักแล้วใช้ความรุนแรงเหรอ!”

“ให้พูดได้พยางค์ครึ่งก็เมตตาแค่ไหนแล้ว!”

เห็นแก่แก้มแดงๆ นิลจะยอมไม่เอาความ คว้ามือเดียวมาหอมอีกทีเป็นค่าทำขวัญก่อนปล่อยไป รำพันในใจว่าโธ่เอ๋ย เพื่อนในห้องก็เล่นมุกหยาบกันทั่วไป ไม่เห็นจะเคยเขินเลยแท้ๆ ดันมาเขินเพราะเขาเสียได้

แต่ก็ดีแล้ว เขินกับเขาก็พอ อย่าไปเขินใครที่ไหนอีก

คิดพลางก็ลูบแก้ม เห็นในกระจกว่าแดงไปซีกนึง อีกคนก็มือหนักเอาการ

*****
มีฟามหืดขึ้นคอกับการกดเว้นบรรทัด 555 เว้นเยอะอะไรอย่างเน้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 07:38:11 โดย manarina »

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 8

ในมือนิลถือกล้องถ่ายรูป

แสงแดดจ้า ร้อนจนจะละลาย แต่สาวๆ หนุ่มๆ ก็ยิ้มสู้แดดสู้กล้อง มีพี่สตาฟถือน้ำเย็นๆ กับทิชชู่เดินตามประกบ

ให้ตายสิ ทำไมต้องเป็นเขาที่โดนใช้ให้มาถ่ายรูปวันงานกีฬารุ่นน้อง

คนที่ควรจะมายืนอยู่ตรงนี้น่ะคือไอ้ต้อมต่างหาก ไม่ใช่เขาที่กำลังเดทกับเดียว!

“กูผิดไปแล้ว อย่าด่ากูเลย กูไม่ได้ตั้งใจ”

“เออ เอาไป” ก็รู้หรอกว่าไม่มีใครบังคับท้องไส้ได้ แต่ทำไม้ทำไมต้องเป็นวันนี้ด้วยวะ

“ขอบคุณนะเดียว ขอโทษด้วยนะ”

“ไม่เป็นไร กลับไปก็อย่าลืมหาเกลือแร่ชงดื่มนะ”

ที่จริงเขาก็ไม่คิดจะมาเป็นตากล้องจำเป็นแบบนี้หรอก ถ้าเดียวไม่ออกปาก

“กลับหอกันเถอะ”

นิลพยักหน้ารับ สุดเซ็ง แทนที่จะได้ไปปั่นจักรยานเล่น นี่หมดทั้งบ่ายไปกับการตามถ่ายรูป งานของตัวเองก็ไม่ใช่ ลงแบบประเมินงานกีฬาเฟรชชี่มาเมื่อไหร่เขาจะใส่ให้หนัก ข้อหาไม่เตรียมคนมาเผื่อ ไม่รอบคอบเลย แย่ชะมัด

“น้องเขาทำสวยเนอะ ไม่รู้ปีก่อนสวยเหมือนปีนี้รึเปล่า ต้องไปเปิดดูแล้วแหละ” มือส่งน้ำให้คนออกแดดดื่ม ตัวเองก็เจื้อยแจ้วเจรจา ไหลไปไหลมาจนในที่สุดคนหงุดหงิดก็หายจากอาการคิ้วเป็นปมได้

“อ๊ะ รถมานั่นละ” เดียวดึงนิลให้ลุกขึ้น พากันไปรอรถริมทางเท้า

เวลาผ่านไปไวอย่างที่เดียวเคยบอกจริงๆ เพราะแป๊บๆ ก็อยู่ปีสองแล้ว อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะสอบไฟนอล เดียวสารภาพตามตรงว่ายังไม่ได้อ่านตามเคย แต่สนที่ไหนล่ะ ระดับนี้

“โตเกียวมะ” ถามไปงั้น สุดท้ายก็ซื้ออยู่ดี

“วันนี้ไม่ซื้อขนมเบื้องเหรอ” เห็นเดียวเดินเลยร้านมาซะเฉยๆ ก็เลยอดทักไม่ได้ ปรกติเห็นรอคอยจะซื้อทุกวันพุธ
“มันก็ต้องได้อย่างเสียอย่างไง” ชูเครปเค้กขึ้นมาให้ดู

นิลเลิกคิ้ว กระเพาะหลุมดำอย่างนั้นจะจุขนมสักเท่าไหร่ก็ได้นี่

“นินทาเดียวในใจเหรอ!” เดียวแหวเสียงเบา “รู้นะ!”

นิลหลุดขำ “เดี๋ยวนี้มีสกิลอ่านใจ รู้เหรอว่าเรานินทาอะไร”

“ไม่รู้ แต่ต้องนินทาแน่ๆ! แน่ๆ เลยอะ!” แน่ๆ ซ้ำตั้งสองครั้งแน่ะ

“ครับ นินทาครับ นินทาว่าคนแถวนี้ลดขนมตัวเองทำไม”

“ก็น้ำหนักขึ้นเยอะนี่” ใช้เสียงงึมงำ “ขึ้นไปสองโลแล้ว แม่บอกให้รักษาสุขภาพ”

“โอ้” นิลลากเสียง “ต่อไปนี้คุณเดียวจะจริงจังแล้วใช่มั้ย”

“ใช่!” ชูกำปั้น แน่นอนว่าใช้ข้างที่ไม่ได้ถือถุงขนม

“งั้นเดทชดเชยตัดร้านบิงซูออก”

“ม้ะ!...มันก็ต้องได้อยู่แล้ว” โถ กำลังจะพูดว่าไม่อยู่เห็นๆ

เอามือปิดปากคิดว่าจะช่วยได้ ที่ไหนล่ะ ขำใส่มืออยู่เนี่ย เลยมีตาเคืองๆ ค้อนเข้าให้หนึ่งวงนี่ไง

พวกเขาพากันขึ้นลิฟท์ กลับเข้าห้อง พอเข้าไปแล้วนิลก็ล็อกประตูคล้องโซ่ เดียวเอาขนมไปวางบนโต๊ะกินข้าว มุ่งหน้าสะสางภารกิจล้างจานที่แช่ไว้ตอนมื้อเช้า ส่วนนิลล็อกประตูเสร็จก็เก็บผ้าจากราวมานั่งใส่ไม้แขวนข้างในห้อง แยกส่วนที่ต้องรีดไว้ในตะกร้า งานทั้งหมดที่ว่าทำให้โซฟาดูรกมาก แต่ความรกคงจะอยู่ไม่นานนักหรอก เพราะเสื้อผ้าไม่ได้เยอะแยกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว

“เออ เรามีเลี้ยงสายมะรืนนี้นะ” เดียวขยับมือปิดน้ำ เช็ดมือกับผ้าที่แขวนไว้ข้างๆ

“ศุกร์นี่” นิลเอ่ยอย่างแปลกใจ ปรกติเลี้ยงสายวันศุกร์เป็นโค้ดบอกว่ามีของมึนเมาด้วย ซึ่งทั้งเขาและเดียวไม่ค่อยนิยมไปนอกจากจะเป็นงานสำคัญ “พี่เลี้ยงหรือเลี้ยงน้อง”

“พี่เลี้ยง ฉลองใกล้จบ ปีก่อนก็มี แต่พี่เขาเลี้ยงพร้อมกับตอนเปิดสายไปเลย ไม่ได้นัดแยกมาจัดปลายเทอมอีก”

“ให้ไปรับมะ”

“ร้านใกล้แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก” มันเป็นร้านที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักในหมู่นักศึกษา ตอนกลางวันเปิดเป็นคาเฟ่ใสๆ พอฟ้าเริ่มมืดก็ถึงเวลาแปลงโฉม คาเฟ่ใสๆ นั่นพอถูกอาบย้อมไปด้วยแสงไฟอีกโทนก็กลายเป็นบาร์สีนีออน ชั้นบนยังเปิดเป็นห้องคาราโอเกะด้วย

“อีกอย่างมีไปด้วยกันตั้งหลายสาย ดิถีกับอุ้มก็ไป จองห้องบนไว้คงกะไปร้องเพลงกันมากกว่า เพราะงั้นไม่ต้องห่วงหรอก” กอดนิลจากข้างหลัง ขโมยหอมแก้มไปหนึ่งที “จะพยายามกลับก่อนเที่ยงคืนนะ”

นิลมองถุงเครปเค้กที่อีกคนหิ้วติดมือมาด้วย เดียวยกถุงขึ้นมาอยู่ในระดับสายตาของอีกคน ส่งเสียงกรอบแกรบของถุงกระดาษ

“ชิมมั้ย ให้คำนึง” หมายถึงเครปเค้ก

“ชิมอย่างอื่นได้มั้ย” หมายถึงเดียว

รักเดียวเผยอปากค้างนิดๆ แต่ตกใจได้ครู่เดียวก็หลุดขำ “ได้หรือไม่ได้ดีน้า...ไม่ได้ดีกว่า เดียวจะชิมขนมก่อน” ว่าแล้วก็หนีไปยืนแกะขนมที่โต๊ะ

“คุณหนึ่งหทัย” นิลรัตน์เข้าไปกอดจากข้างหลังบ้าง กระซิบคุยกับท้ายทอยและไรผม “คุณก็ชิมขนมของคุณไป ผมก็ชิมของผม แบบนี้ดีมั้ย” จบคำก็งับหลังคอขบเนื้อเนียนให้หายหมั่นเขี้ยว มือไม้เริ่มซุกซนลูบคลำไปถึงไหนต่อไหน

เดียวหันมาหาเขา เอนพิงสะโพกกับขอบโต๊ะ เงยรับสัมผัส ส่งเสียงอึกอักในลำคอขณะที่นิลส่งลิ้นเข้าไปกวาดชิมรสชาติข้างในจนพอใจ พอเขาผละออกมา นัยน์ตาใต้เลนส์แว่นก็สบตาเขานิ่ง

“เป็นอะไร”

“หิวนิล”

ขยับดึงขาแว่นออกมาช้าๆ วางไว้บนโต๊ะ มือแตะแก้ม หลุบตาลงซ่อนความรู้สึกอยากกัดกินกลืนเข้าไปทั้งตัว บอกสั้นๆ ว่า “กินสิ จะกินเหมือนกัน”

คิดเสียว่าเขาเป็นขนม

เขาก็จะคิดเหมือนกัน

หนึ่งหทัยกระซิบที่ข้างหู “แกะซองเลยละกันเนอะ” สองมือจับปกเสื้อเชิ้ตของอีกคน ขยับยุกยิกเพื่อทำการแกะซองดังปากว่า
ปลดกระดุมเม็ดที่หนึ่ง แล้วกระดุมเม็ดที่สองก็หลุดออกจากรังดุม แกะไปก็กินไป ห่อขนมเลื่อนหลุดออกเผยให้เห็นเนื้อข้างในทีละน้อย เด็กจอมตะกละก็ทั้งกัดกิน ทั้งเลียชิมรส กว่าซองจะล่วงพ้นออกไปหมด ขนมก็แหว่งไปเหลือครึ่งชิ้น

ทั้งถอด ทั้งถก ทั้งผลัก ทั้งดึง มึนเมาในกลิ่นรสของความรู้สึก รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่หน้าห้องน้ำ

นิลงับผิวบางเบาๆ มือก็วางไว้บนเอวนิ่ม หมุนพาคนตัวเล็กเข้าไปในอาณาเขตห้องน้ำปูกระเบื้องผิวสาก ท่วงท่าไม่ต่างจากตอนเต้นลีลาศวิชาพละสมัยมอปลาย เดียวคว้ามือเปะปะไปจนปลายนิ้วแตะเจอสวิตช์ไฟข้างประตูห้องน้ำ นิลมองภาพสะท้อนของแผ่นหลังเปลือยเปล่าบนกระจกแล้วก็ตามไปคว้ามือนั้นไว้ไม่ให้ปิดไฟ

“ครั้งเดียว นะคะ”

เดียวยอมผละมือมาวางไว้ที่ไหล่ ลูบระเรื่อยไปจนถึงหัวเข็มขัดโลหะ ดึงสายเส้นสีดำผ่านออกมา ถอดเข็มขัดให้โดยไม่ได้ชายตามองสักแวบเดียว พอแกะของเกะกะขวางทางนั้นหลุดออกไปกองที่พื้นได้สำเร็จ ร่างของเดียวก็เบาหวิว เพราะโดนช้อนยกขึ้นนั่งที่ขอบเคาน์เตอร์

“ตกใจหมด!”

นิลยิ้มแป้น บอกให้นั่งดีๆ ตัวเองก็ไล่แตะจูบเบาๆ ปรนเปรอจุดกระตุ้นแถวแผ่นอกและไหปลาร้า ฟังเสียงลมหายใจที่เริ่มมีเสียงหวิวไหวแทรกปน เดียวรู้สึกเหมือนจะละลายแล้วตอนที่อีกคนแลบเลียแถวสะดือ วนลงไปหอมท้องน้อยดังฟอด แล้วก็กัดเนินเนื้อนั้นเบาๆ พอให้รู้สึกจี๊ดๆ

รสนุ่มนวลเหมือนไอศกรีมวานิลลาค่อยๆ แปรปนไปด้วยกลิ่นหวานยวนยั่วของมาร์ชเมลโลว์หลอมละลาย เปลวไฟที่ช่วยกันจุดลุกโหมปะทุแล้วคลี่คลายลงคล้ายระลอกคลื่น ระลอกแล้วระลอกเล่า จากเคานเตอร์ตรงอ่างล้างหน้าตลอดไปจนถึงใต้ม่านละอองน้ำฉ่ำชื่น ไม่มีวินาทีไหนที่สองร่างละเลยการแบ่งปันไออุ่นและความสุขให้แก่กัน

ผ้าเช็ดตัวสองผืนถูกนำมาเช็ดน้ำออกจากขนมชื้นๆ ทั้งสองชิ้น ผืนหนึ่งห่อขนมชิ้นหนึ่งไว้ อีกผืนคลุมไหล่โดยมีมือเจ้าขนมชิ้นแรกจับไม่ให้ไหลตกไประหว่างทาง ใครคนหนึ่งกระซิบเย้าใครอีกคน เลยโดนตวัดตาค้อนเข้าหนึ่งวง พร้อมท่าทางจะหนีกลับลงไปยืนเอง

“โธ่ นิลล้อเล่นหรอก ตัวแค่นี้จะกังวลเรื่องน้ำหนักอะไรนัก จับดีๆ เลย เดี๋ยวก็ตก” นิลกระชับอ้อมแขนโอบอุ้มพาเดียวกลับไปแต่งตัวในห้องนอน ไม่กี่อึดใจก็ปล่อยห่อขนมลงบนเตียง “แต่ความนุ่มนิ่มเนี่ย...กำลังดีจริงๆ นะ ไม่ลดได้มั้ยอะ” ว่าแล้วก็แง้มผ้าดูดๆ เลียๆ อีกหลายที เดียวหลับตาพักผ่อนอยู่เพลินๆ ไม่คิดว่าจะได้ยินอีกคนกระซิบชวนเสียงหวาน “ต่อกันนะ”

รักเดียวถลึงตามองคนพูดเหมือนจะโดดกัดหัว

“นะ นะ นะ”

“ไม่ต้องมาอ้อน” ผลักเจ้าคนจอมตื๊อออก “เดี๋ยวเลอะต้องอาบใหม่อีก เดียวหิวแล้ว” ตอนแรกๆ แค่อยากชิม แต่ตอนนี้หิวจริงจัง ต้องการพลังงานมาชดเชย

นิลขโมยหอมแก้มไปทีนึงก่อนจะหันกลับไปหยิบเสื้อผ้าส่งให้

“อ้าว นึกว่าจะไปเอามาให้จากอีกห้อง”

“ไม่ ใส่โอเวอร์ไซส์น่ารักดี”

เดียวกระชับผ้าเช็ดตัว “ไม่ต่อนะ อันนี้จริงจัง เดียวเหนื่อย”

“ครับ ดูเฉยๆ ไม่แตะต้อง สัญญา” ตกลงกันเรียบร้อยก็แต่งตัว ผลัดกันเช็ดผมให้อีกฝ่าย แล้วก็แยกย้ายไปทำสิ่งที่ยังค้างคาในวันนี้ คนหนึ่งกินขนมเติมพลัง อีกคนจัดการกับกองเสื้อผ้าบนโซฟาต่อ เสร็จแล้วก็เข้าไปร่วมวงหยิบอันนั้นจิ้มอันนี้เข้าปาก แปรงฟันตามธรรมเนียมแล้วก็ปิดไฟเข้านอน

.

ณ บริเวณโซฟา นิลรัตน์ใช้สองแขนยึดตัวรูมเมทที่อาบน้ำแต่งตัวพร้อมนอนแล้ว แต่ดูเหมือนจะนอนไม่ได้ง่ายๆ

ว่ากันตามตรงนอกจากสีหน้าแววตาแล้ว ดูเผินๆ ก็เหมือนไม่ได้เมามาก ไม่น่าดูแลยากอะไร แต่จะบอกให้ว่า...สุดๆ!

“มันจะหมดแล้ว เดียวต้องไปซื้อใหม่ ปล่อย” อ๊องสุดๆ! มันจะหมดที่ไหนเล่าเธอ! ยังมีเป็นปึก!

นิลอยากจะร้องไห้ “ฟ้ามืดแล้วเนี่ยเห็นมั้ย ไม่มีร้านเปิดแล้ว”

“เซเว่นมี เดียวจะลงไปซื้อ”

“ไว้ซื้อพรุ่งนี้ก็ได้นี่”

ไม่ใช่แค่อ๊องนะ...

“ไม่เอา เดียวต้องใช้ทำงานเยอะมากในคืนนี้ นิลไม่เคยต้องใช้ นิลไม่เข้าใจหรอก”

ดีดจัดๆ เลยด้วย...พ่อคุณเอ๊ย...

ย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณชั่วโมงที่แล้ว เวลาสามทุ่มครึ่ง มีเสียงเคาะประตู นิลเปิดให้แล้วก็พบรูมเมทหนึ่งอัตราพร้อมกับเพื่อนอีกคน

“ทำไมเลิกเร็ว” นิลถามเอากับดิถี ทางนั้นทำหน้าเซ็ง

“ง่วงหลับไปรอบนึง ตื่นมาเป็นสภาพนี้ งอแงจะกลับ พี่เขาเลยให้พากลับไม่งั้นเดี๋ยวงานจะกร่อยซะก่อน”

สภาพไหนเหรอ ขอบรรยายด้วยคำว่า...หน้าบูดเป็นตูดเป็ด ยิ่งได้ยินเพื่อนฟ้องไปยาวยืด ก็ยิ่งบูดทบเท่าทวีคูณ

“ทำไม” นายดิถีถามคนหน้าบูด

“ดิถีบอกว่าเรางอแงนี่ เราเปล่า สิบเก้าแล้วนะ” ยี่สิบต่างหาก “แล้วที่นู่นก็ไม่มีอะไรให้ทำ เช็ดโต๊ะก็ไม่ได้ เก็บจานก็ไม่ได้ จัดเก้าอี้ก็ไม่ได้อีก”

เพื่อนผู้โชคร้ายกุมขมับไม่ต่อความยาวสาวความยืด หันมาพูดฝากกับผู้ปกครองชั่วคราวของมันแทน “เราไปละนะ ดูมันดีๆ”

“ขอบใจนะดิถี” นิลบอก ก่อนจะหันไปหาเดียว “เข้ามาสิ”

เห็นอีกคนไม่ขยับตัวสักที เลยลากเข้ามา ปิดห้องล็อกประตูคล้องโซ่ไปตามปรกติ เสร็จเรียบร้อยแล้วถึงหันไปแบมือ “กุญแจห้อง”

เดียวสลายหน้าตูดทิ้ง ก้มลงล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ทีละข้าง ไม่เจอก็มองหารอบๆ เดี๋ยวเงยเดี๋ยวก้ม ตามองเห็นกระเป๋าสะพายเข้าเลยล้วงหาต่อจนเจอ ยิ้มกว้างจนตาหยีขณะวางกุญแจลงบนมือที่แบรอรับ เปลี่ยนอารมณ์ไวไปอีก

นิลวางกุญแจของอีกคนเข้าที่ประจำ หางตาเห็นว่าเดียวกำลังนั่งลงถอดรองเท้าไว้ที่ชั้น แต่แทนที่จะลุกขึ้นหลังจากวางรองเท้าตัวเองลงไปแล้ว สองมือกลับจัดรองเท้าทุกคู่เป็นระเบียบเรียบร้อย แบ่งไซส์ แบ่งประเภทด้วย

ไม่คิดว่าจู่ๆ อีกคนจะลุกขึ้นยืน ปลดโซ่คล้องประตูแล้วบิดเปิดตัวล็อก นิลจับมือเดียวไว้ ถามว่าจะไปไหน

“ไปซื้อรองเท้าไง ดูสิ มันไม่ครบอะ” คนพูดชี้ไปทางชั้นวางรองเท้า

นิลรัตน์หันมองตาม “ไม่ครบยังไง” บนชั้นมีเจ็ดคู่ ของเขาสี่ ของเดียวสาม ก็ครบนี่

“ก็เดียวไม่ได้เอารองเท้ากีฬามา ชั้นล่างสุดเลยมีแต่ของนิล”

นิลเลิกคิ้วหลังจากฟังจบ ไม่ครบคู่ว่างั้น? “ซื้อมาแล้วจะใช้เหรอ”

เดียวเงียบ แน่สิ คนขี้ร้อนอย่างนี้อะนะจะยอมออกไปวิ่งในสนาม แค่เดินขึ้นบันไดวันที่ลิฟต์เสียได้ห้าชั้นก็หมดสภาพแล้ว

“เราไม่ซื้อรองเท้ามาประดับชั้นวางกันนะ” ปิดประตูบิดล็อก คล้องโซ่อีกที

เขาถามว่ารู้สึกไม่สบายมั้ย หิวมั้ย อีกคนส่ายหน้า “งั้นไปอาบน้ำก่อนไป จะได้สร่าง อาบเองได้นะ?” น่าจะพอได้ละมั้ง ถึงจะเดินไม่ค่อยตรงทางก็ยังทรงตัวค่อนข้างดี

เดียวพยักหน้าหงึกหงัก เดินเข้าห้องน้ำไปเลย นิลมองเหวอๆ “เสื้อล่ะเดียว” ทางนั้นเลยเดินกลับออกมา เข้าห้องตัวเองไปหยิบเสื้อ นิลเดินตามเข้าไปดู กำกับให้หยิบทีละอย่าง

“ชั้นใน เสื้อนอน กางเกงนอน ผ้าเช็ดตัว” อ้าว ไปเอาอะไรอีก นิลมองตาม เดียวเดินไปตรงโต๊ะ “อันนั้นเอาเข้าไม่ได้หรอก”
“แต่เดียวต้องทำงาน” ทายสิว่าอะไร ใช่ คุณหนึ่งหทัยต้องการนำปากกากับสมุดรายงานเข้าไปอาบน้ำด้วย “เดียวยังทำงานไม่เสร็จเลย”

“ไว้ทำวันอื่น วันนี้ทำไม่ได้หรอก”

“ทำได้สิ” เดียวเถียง ขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองจะทำงานไม่ได้

“งั้นอาบน้ำก่อน รีบอาบนะ”

แล้วเดียวก็หายไปข้างในนั้น สิบห้านาทียังไม่ออกมา เขายังพอคิดได้ว่าคงทำอะไรช้าลงเลยอาบน้ำช้า ยี่สิบนาทีก็ยังพอได้ สามสิบนาที...ออกจะนานไป นิลเคาะเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบ กลับมีเสียงฟืดๆ แว่วมา นี่มันอย่างกับเสียง... “เห้ย” เขารีบเปิดประตูเข้าไป “ล้างห้องน้ำอีกทำไม!”

“มันไม่ค่อยสะอาดด” เดียวบอก ออกแรงขัดโถส้วมต่อ

“เดียวเพิ่งล้างไปเมื่อไม่กี่วันก่อนไงโว้ย จำไม่ได้เหรอ”

“ก็มันไม่สะอาดอ้ะ”

ที่ว่าสะอาดนี่คือต้องขัดจนโถส้วมสึก กระเบื้องบางเลยใช่มั้ย นิลกุมขมับแบบดิถี ไล่ให้เดียวไปล้างมือ แต่งตัวให้เรียบร้อย ผู้ได้รับคำสั่งทำตามด้วยสีหน้าบูดบึ้ง บ่นว่ามันยังไม่สะอาดสักสิบครั้งได้

“จิบน้ำหน่อย” ส่งขวดน้ำให้ หลังจากอีกคนคลี่ผ้าเช็ดตัวบนราวตากเสร็จแล้ว “ง่วงยัง ถึงเวลานอนแล้วนี่” หันกลับไปเห็นตาใสๆ ก็นึกขึ้นได้ นอนไปแล้วตื่นนึง คงยังตาสว่างอยู่สินะ

“นิลไม่อ่านหนังสือ?” เดียวเอียงศีรษะถาม

“อ่านไปแล้ว ไปไหนน่ะ ยังไม่ง่วงไม่ใช่เหรอ”

“ไปหยิบงานมาทำ”

นิลอ้าปากจะห้าม แต่ก็รู้สึกว่าคงไม่ได้ผล เลยปล่อยเลยตามเลย ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นเดียวก็กลับออกมาพร้อมกับสมุดรายงานและบรรดาเครื่องเขียน ทั้งปากกาน้ำเงินและแดง น้ำยาลบคำผิด ไม้บรรทัด

ทว่าคนจะทำงานพลิกๆ ดูสมุด แล้วก็พึมพำอะไรไม่รู้ ผุดลุกขึ้น มุ่งหน้าไปทางประตู อีกแล้วเรอะ!

หลังจากยึดตัวไว้สอบถาม ก็ได้ความว่ากระดาษรายงานมันเหลือน้อย(อ่านว่าเหลือ2ใน3) ก็เลยจะไปซื้อมาใหม่ หลังจากยุดยื้อกันอยู่นาน ในที่สุดเดียวก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ไปเอง

คนเอะอะจะออกห้อง ตอนนี้นอนกองอยู่ตรงโซฟา หน้าซีดสนิท ปากบ่นว่ามึนหัว โลกโคลงเคลง กำแพงห้องขยับได้

“คลื่นไส้มั้ย”

เดียวพยักหน้า นิลเลยเอาถังขยะแห้งมาวางไว้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้อาเจียน นิลเลยพาไปห้องนอน จัดหมอนให้นั่งพิงพักสายตา ไม่ลืมเอาถุงพลาสติกเข้าไปด้วยเผื่อฉุกเฉินจะได้ไม่เลอะมาก

“เอาอะไรหวานๆ มั้ย” มือนึงถือยาดม อีกมือกดปรับแอร์ให้หยุดสวิง

คนบนเตียงส่ายหน้าไปมาน้อยๆ

“งั้นพักไป นิลอยู่นี่แหละ”

นิลนั่งอยู่ข้างๆ ใส่หูฟังดูการ์ตูน สักพักหันกลับมาเห็นเดียวหลับไปแล้ว เลยปลุกให้เขยิบลงนอนตะแคง

อยู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องตอนรับน้องปีหนึ่ง ยังกับสลับบทกันเลย โดนเดียวสั่งอาบน้ำแต่งตัว พาเข้านอนแบบนี้เป๊ะๆ เสียแต่คืนนั้นเขาอาเจียนเลอะที่นอน เลยโดนพาไปอาบน้ำแปรงฟันใหม่ โดนลากไปทิ้งไว้ที่โซฟา ระหว่างนั้นอีกคนก็เก็บกวาดคร่าวๆ ก่อนจะมาลากเขาเข้าไปนอนด้วยกันที่ห้องตัวเอง

ตอนนั้นพออาเจียนเสร็จก็สร่างเมาแล้ว จากที่รู้สึกไม่สบายเวียนหัวภาพหมุนวนก็ดีขึ้น กลายเป็นว่าทั้งคืนนั้นนอนไม่หลับแต่ก็ไม่กล้าขยับตัวพลิกเปลี่ยนท่า นอนร่วมห้องกับเดียวไม่เหมือนตอนไปค่ายสักนิด ตอนไปค่ายออกจะสนุกสนานเฮฮา ผิดจากความประหม่าตอนที่คนข้างๆ พลิกตัวละเมองึมงำในความมืด กว่าจะหลับลงได้ก็เกือบเช้าโน่นแน่ะ

เดียวบอกว่าตื่นมาตอนเช้าเขายังอยู่ท่าเดิมกับตอนก่อนเข้านอนเป๊ะ ขำตัวเองเหมือนกัน ต่างจากสมัยนี้ลิบลับ ไม่เหลือความประหม่าที่ว่าอีกแล้ว คงเพราะชินแล้วด้วย หลังจากวันนั้นก็นอนร่วมห้องกันบ่อยขึ้นนี่นะ

ตอนคบกันปีแรกพวกเขายังไม่เคยชินกับสกินชิพ แต่พอคบกันไปนานๆ มันก็มาตามเวลาของมัน เหมือนดอกไม้ที่จะบานก็ต่อเมื่อมันได้กินอิ่มนอนหลับ จวบจนมีความพร้อมมากพอจะแย้มกลีบให้เกสรได้ต้องแสง

นิลในเวลานี้เคยชินกับเรื่องที่ว่าจนสามารถลักหลับเดียวได้โดยไม่รู้สึกผิด หอมหลังมือเดียวไปหนึ่งที เขาไม่มีคำพูดใดจะมอบให้ หรือบางทีคงมีอยู่มากและหลากหลายจนกลั่นออกมาเป็นคำพูดสั้นๆ ไม่ได้

จะหวังมากไปไหม ถ้าขอให้ความรักของเราคงอยู่ตราบนานเท่านาน มิเช่นนั้นก็ตราบสิ้นลมหายใจสุดท้าย

เดียวขยับพลิกตัว ลืมตามองมาในความมืดเพราะสัมผัสของเขาไปรบกวนกระแสความฝันเข้า แก้วตาใสสะท้อนแสงที่ลอดจากผ้าม่าน เพียงไม่กี่เสี้ยววินาทีก็มีเสียงสวบสาบของผ้าสีกัน เดียวเขยิบเข้าใกล้ ส่งมือมากอดไว้ ซุกนอนใต้เงาของอีกคน

เจ้าของเงากระซิบ เอ่ยราตรีสวัสดิ์

คนฟังง่วงเกินกว่าจะมีปฏิกิริยาอะไร นิลเลยวางแขนลงกอดบ้าง ปล่อยใจให้ตกไปในห้วงแห่งการหลับอันสงบ ง่าย และงาม เหมือนฟ้าประดับจันทร์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังผ้าม่านผืนบาง

****
เขิน แง เขียนเองเขินเอง
ถึงมันจะอนุบาลก็เถอะนะคะ เขินอยู่ดี
ตั้งใจให้พวกเขาดูเผ็ดดด เพราะว่ามันไม่ใช่ครั้งแรกของเขา ไม่น่าจะเหลือละความองความอาย เผ็ดไหมคะ หรือไม่เผ็ด 555 อยากแต่งเผ็ดกว่านี้อะะ แต่ต้องอัพเวลก่อน จะสู้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 07:36:23 โดย manarina »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 9

แล้วเวลาก็ล่วงเลยไป อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงวันครบรอบสองปี

ไม่มีคำใดพิเศษไปกว่าคำที่พูดคุยกันทุกวัน ไม่มีการกระทำใดดีกว่าการกระทำที่สม่ำเสมอ ไม่มีคำสัญญาใดดีเท่ากับที่สัญญาว่าพรุ่งนี้เราจะยังเป็นเหมือนเดิม ไม่ว่าต้องข้ามผ่านอะไร

ของขวัญวันครบรอบปีแรกจึงไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าคำขอบคุณกันและกัน เหมือนขอบคุณเรื่องทั่วๆ ไปอย่างนั้น แต่ปีนี้นิลกำลังคิดไว้ว่าน่าจะทำอะไรให้เป็นพิเศษสักหน่อย เขายังลังเลอยู่ว่าจะเลือกอะไรให้เป็นของขวัญ และจะให้มันที่ไหนดี เขาคิดจะทำเซอร์ไพรส์ก็เลยต้องเลือกไม่ให้กะโตกกะตากมากไป

ก็มองไว้หลายที่ ทั้งสวนในมหาวิทยาลัย ศาลาริมน้ำ ร้านอาหารใกล้ๆ แต่ก็ยังตัดกันไม่ขาด ใจลึกๆ เขาก็อยากเซอร์ไพรส์มันในห้องเนี่ยแหละ เป็นส่วนตัว ไม่รบกวนใครและไม่มีใครมารบกวน  แต่บรรยากาศมันก็จะเดิมๆ ขาดสีสันไปหน่อย

หลุดไปคิดเรื่องวันครบรอบอยู่นาน รู้ตัวอีกทีฟ้าก็มืด เดียวเตรียมจะเข้านอนแล้ว เห็นนิลยังนั่งอยู่ตรงโซฟาพร้อมชีทและหนังสือก็เลยถาม “อ่านจบแล้วยัง”

นิลยิ้มแหะ “ยังอะ นอนก่อนเลย”

“อย่าให้เกินห้าทุ่มนะ”

“อืม” ฉวยมือมาหอมไปหนึ่งที “ฝันดีนะ”

เดียวยิ้มรับ เดินเข้าห้องนอน ตอนหันมาจะปิดประตูเห็นอีกคนก้มหน้าก้มตาอ่านแล้ว ก็เลยปิดประตูงับเบาๆ ไม่ให้เกิดเสียงรบกวน
สัปดาห์หน้าก็จะถึงเวลาเตรียมตัวอ่านหนังสือของเดียวแล้ว แปลว่าการสอบใกล้เข้ามาทุกที นิลรัตน์เรียกสติกลับมาอยู่กับตัว สั่งตัวเองให้อ่านหนังสือเตรียมสอบได้สำเร็จ หมายไว้ในใจว่าสอบเสร็จแล้วจะมาคิดเรื่องแผนเซอร์ไพรส์ต่อ

.

วันนี้สอบไฟนอลวันสุดท้าย เดียวไม่อยากยุ่งวุ่นวายทำเอกสารขอสอบใหม่ แล้วก็อยากปิดเทอมแล้วด้วย ก็เลยฮึบมาสอบทั้งที่ไข้สูงตั้งแต่เช้า โชคดีที่กินพาราไปเม็ดแล้วดีขึ้น ออกจากห้องสอบมาด้วยสีหน้าท่าทางสดใส บอกลาเพื่อนๆ ด้วยความสบายอกสบายใจ ไม่คิดว่าพอมาถึงห้องสมุดที่นิลอ่านหนังสือกับเพื่อนแล้วจะหลับกลางอากาศไปตอนไหนไม่รู้

“เดียว ไหวมั้ยเนี่ย” นิลมองคนไถลตัวฟุบกับโต๊ะ “นอนดึกจนได้เรื่อง”

“ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย” เดียวเถียง นิลนึกในใจว่าเสียงแหบเป็นเป็ดแล้วยังจะมาเถียงอีก คนป่วยยันตัวเองขึ้นมากอดพุงนิลหนึ่งที “เดียวให้พร ไปสอบได้แล้ว เดี๋ยวก็สาย เพื่อนไปกันหมดแล้วเห็นมั้ย”

“จะนอนรอที่นี่จริงๆ เหรอ แอร์ก็หนาว นอนห้องพยาบาลดีกว่ามั้ย เดี๋ยวนิลพาไป”

“ไม่เอา นี่ไงมีเสื้อกันหนาว สวมไว้อย่างนี้ก็โอเคแล้ว” เจ้าตัวจับฮู้ดมาสวม แล้วก็ตีพุงนิลดังแปะๆ “ไปสอบ เร็ว เครื่องเขียนอยู่ไหน บัตรล่ะ”

นิลหยิบของ มองเดียวไม่วางตา “เดี๋ยวนิลรีบมานะ”

“รีบอะไรเล่า ทำข้อสอบไปสิ เดียวไม่หายไปไหนหรอก รออยู่นี่แหละ ไปได้แล้ว เร็วเลยเร็ว”

นิลเลยยอมเดินไปห้องสอบแต่โดยดี พอทำข้อสอบเสร็จ ตรวจทานเรียบร้อยก็รวบเครื่องเขียนกับบัตรนักศึกษา เดินออกจากห้องด้วยอาการเร่งร้อน สาวเท้ายาวๆ เดินมาตามทางเชื่อมเข้าห้องสมุด พอถึงที่เห็นเดียวหลับสนิท นอนนิ่งเลย นิลดึงฮู้ดขึ้นเอามือเสยผมวัดอุณหภูมิ ยังตัวรุมๆ แต่ก็ดีกว่าเมื่อเช้า เจ้าของหน้าผากลืมตามอง นิลเลยบอก “กลับหอกัน”

นายหนึ่งหทัยลูบหน้าลูบตาแล้วก็ขยับหน้ากากอนามัยให้เข้าที่ ลุกขึ้นเชื่องช้าตามประสามนุษย์ความดันต่ำ รอนิลเก็บของลงกระเป๋าเรียบร้อยดีจึงพากันมุ่งหน้าสู่ประตูทางออก

เดินๆ ไป อยู่ๆ เดียวก็หยุดเดิน เอามือปิดทับหน้ากากอนามัยจามไปที นิลหลุดขำ เสียงจามเดียวน่ารักอย่างกับอะไร ขำได้คิกเดียวก็โดนตีเลย “โทษที หน้าแดงทำไม เฮ่ยนิลไม่ได้ล้อนะ เอ็นดูเฉยๆ” เลยโดนอีกเพียะ จะคิดไปเองหรือไม่ เดียวก็รู้สึกว่าตัวเองได้กลายเป็นที่รวมของสายตาคนในห้องสมุดไปแล้ว เลยรีบโค้งขอโทษ แล้วก็ลากนิลออกจากห้องสมุดโดยเร็ว

“แค่จามเอง ไม่รบกวนอะไรนักหรอกน่า” นิลบอก

เดียวยังแดงไม่เลิก อายทั้งเสียงจาม ทั้งคำของอีกฝ่าย เบาเสียงแค่ไหนก็เถอะ นั่นมันในห้องสมุดนะ ทำไมคนอื่นจะไม่ได้ยิน “ขอโทษไว้ก่อนก็ไม่เสียหายนี่ รถยังไม่มาเลย นั่งรอตรงนั้นกัน” ว่าแล้วก็เดินนำไปนั่งแปะก่อนเลย พอนิลนั่งลงตามก็บ่นง่วง

“นอนก่อนมั้ย มาแล้วเดี๋ยวปลุก พิงมาๆ” ด้วยเหตุนี้เดียวจึงใช้นิลเป็นที่วางหัว หลับได้สักพักรถก็มา นิลปลุกเดียวแล้วทั้งคู่ก็ขึ้นรถกลับ แวะซื้อข้าวข้างล่างก่อนขึ้นห้อง พอปิดประตูเสร็จ วางกุญแจเข้าที่แล้วเดียวก็พุ่งเข้าหาโซฟาทันที “นิลอาบก่อนเลย เดียวขอฮีลตัวเองแป๊บ”

“ถอดหน้ากากอนามัยเหอะ ไม่ร้อนรึไง ใส่มาทั้งวันแล้ว”

“เดี๋ยวนิลติดหวัด”

“ไม่ติดหรอก เมื่อคืนก็นอนข้างกันนิลยังไม่เห็นเป็นไรเลย นอนสบายๆ เถอะ ถอดมาเร็ว เดี๋ยวเอาไปทิ้งให้”

“เดียวถอดทิ้งเอง ไปอาบน้ำไป” เดียวส่งเสียงเนือยๆ ไม่ลุกขึ้นมาสักที นิลเลยบริการเอาถังขยะแห้งมาวางถึงที่ เรียกให้เดียวถอดหน้ากากทิ้งเป็นผลสำเร็จ

รักเดียวนอนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานเท่าไรไม่รู้ จนได้ยินเสียงนิลเรียกให้กินข้าวได้แล้วค่อยคืบคลานไปจนถึงโต๊ะ นั่งลงกินข้าวหมดในอัตราที่เชื่องช้ากว่าเดิมจนสัมผัสได้ กินยาลดไข้ แล้วก็รวบกล่องไปทิ้ง เก็บล้างและเช็ดจนแห้งก่อนเก็บบรรดาช้อนส้อมเข้าที่ เข้าไปหยิบเสื้อผ้าในห้องออกมาอาบน้ำ นิลนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงโซฟา รอจนเดียวบอกราตรีสวัสดิ์เดินเข้าห้องนอนก็ค่อยเข้านอนบ้าง

เช้าวันถัดมาเดียวตื่นตอนหกโมง ฟ้าสว่างแล้ว นิลยังหลับอยู่ เดียวเลยใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบไม่ให้เกิดเสียงรบกวน แปรงฟัน ล้างหน้า เข้าห้องน้ำ แล้วก็อาบน้ำให้สดชื่นพร้อมรับวันใหม่

นิลยังเหลือสอบอีกสองวิชา เช้าวิชานึงบ่ายวิชานึง เช้าสอบกี่โมงนะ เดียวนึก รู้สึกจะเก้าโมง งั้นลงไปซื้อข้าวไว้เลยดีกว่า เขาหิวแล้วด้วยแหละประเด็น

เดียวบิดกุญแจจนได้ยินเสียงกลไกล็อก ก็เอาพวงกุญแจใส่ในกระเป๋ากางเกง ในหัวนึกว่าจะซื้ออะไรขึ้นมาดี ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวผัดสองห่อ อยากกินตะโก้ข้าวโพดด้วย

พอกลับขึ้นไปอีกทีก็พบนิลอยู่ในชุดนักศึกษาแล้ว นิลรินน้ำเปล่าใส่แก้วสองใบยกมาไว้ที่โต๊ะกินข้าว กลับไปหยิบจานสองใบ ช้อนอีกสองคัน ขณะที่เดียวแกะห่อข้าวผัดรอ พออุปกรณ์มาครบก็ได้เวลากิน

มื้อเช้าดำเนินไปอย่างเรียบง่ายเช่นนี้ นิลเก็บจานไปล้าง ซับมือให้แห้งแล้วก็รับกระเป๋ากับกุญแจจากนายหนึ่งหทัย

“โทรศัพท์ก็อยู่ในนี้แล้วนะ ต้องใช้เครื่องคิดเลขมั้ย” เสียงยังเป็นเป็ดอยู่นิดนึง ทำเอานิลหลุดขำ โดนตีไปอีกเพียะ เดียวกระแอมเผื่อจะช่วยให้เสียงเป็นปรกติ

“ใช้ นิลใส่ไว้แล้ว นี่ไง” นิลหยิบขึ้นให้ดูแล้วใส่กลับลงไป

“โอเค” เดียวพยักหน้าพึงพอใจ เสียงใสขึ้นหน่อยนึง “ไปเถอะ”

“อือ สอบเสร็จประมาณบ่ายสองนะ เดี๋ยวกลับมาช่วยเคลียร์ห้อง กินน้ำเยอะๆ ล่ะ จะได้หายเสียงเป็ดไวๆ ” เดียวถลึงตาใส่ นิลเลยหัวเราะ เล่นผมเดียวไปทีแล้วก็ออกจากห้อง เดียวเดินตามไปล็อกประตู ก่อนจะกลับมากินขนมต่อ

สองคนวางแผนเคลียร์ตู้เย็นไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว ตอนนี้ในนั้นว่างเปล่า มีรอยเลอะบ้างอะไรบ้างก็ต้องเช็ดเอาหน่อย แล้วทิ้งไว้ให้แห้งก่อนปิด ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะขึ้นรา

แต่ก่อนนั้นก็ต้องผ่านขั้นตอนละลายน้ำแข็ง กับถอดปลั๊กก่อน

เดียวกดละลายน้ำแข็ง ถอดชั้นตะแกรงแล้วก็ชั้นพลาสติกออกมาล้างผึ่งให้แห้ง

ระหว่างรอให้น้ำแข็งละลาย เดียวก็จัดของกลับบ้าน เก็บเสื้อผ้าพับใส่กระเป๋า เก็บตำรากลับไปด้วย เผื่อนึกขยันอยากอ่านทวนก่อนขึ้นปีสามจะได้มีใช้

คัดของอยู่พักหนึ่งก็ออกมาเช็กสภาพตู้เย็น เห็นน้ำแข็งละลายหมดแล้วเลยถอดปลั๊ก เอาผ้าชุบน้ำผสมน้ำยาล้างจานเช็ดรอบนึงแล้วเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกที เปิดฝาตู้เย็นเอาเก้าอี้กันไม่ให้ปิด กินหมูปิ้งไปสองไม้ ข้าวเหนียวอีกห่อ ก่อนจะเดินหน้าจัดของต่อ

“เอ พวกเครื่องเขียนก็ไว้นี่แล้วกัน”

มีเสียงที่ประตู นิลคงกลับมาแล้ว ไม่นานนิลก็เปิดประตูห้องนอนมาโผล่หน้าดู เห็นเดียวกำลังจัดของก็กลับออกไปจัดของบ้าง นิลทิ้งของส่วนใหญ่ไว้ที่นี่เหมือนกัน เอากลับแค่เสื้อผ้ากับพวกของสำคัญ เดี๋ยวเปิดเทอมก็ต้องกลับมาแล้วนี่นา

จัดของเสร็จก็นิลหยิบไม้กวาดมากวาดห้อง ทั้งห้องนอนและห้องข้างนอก ขณะที่เดียวไล่ถอดปลั๊กจนหมด ปิดประตูตู้เย็น เก็บของเข้าขอบมุมเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและง่ายต่อการกวาด พอนิลกวาดข้างนอกเสร็จเดียวก็ถูพื้น

“เหลือต้องทำอะไรอีกมั้ยหว่า” เดียวนึก นิลเพิ่งล็อกประตูระเบียง หน้าต่าง แล้วก็ไล่ปิดม่านเสร็จ

“หมดแล้ว สะอาด เรียบร้อย สวยงาม” นิลรัตน์เยินยอ

“กระเป๋าเงิน บัตรสำคัญ แฟ้มเอกสารสำคัญเอาใส่กระเป๋าแล้วยัง สมุดบัญชี” เดียวเช็กของอีกรอบไปด้วยตอนพูด นิลก็ถือโอกาสเช็กตามด้วยคน

“ครบ ปะ กลับกัน”

เดียวพยักหน้ารับ หิ้วกระเป๋าออกจากห้อง หยิบกุญแจเตรียมล็อกประตู ระหว่างนั้นนิลก็เดินไปกดลิฟต์ คราวนี้ข้างในลิฟต์ว่างเปล่า ก็เลยยืนกระจายตัวสบายๆ สองคนออกประตูด้านหลังไปลานจอดรถ ขนของขึ้นรถที่นิลยืมที่บ้านมาใช้ขับกลับชั่วคราว

“เดี๋ยวแวะกินข้าวบ้านนิลก่อนนะ แม่เขาทำอาหารรอไว้แล้ว”

“อ้าว วันนี้ปิดร้าน?” มองนิลขยับเกียร์ถอยออกจากที่จอด ไม่ได้โทรบอกผู้ปกครองเพราะเดี๋ยวนี้สองบ้านสนิทสนม ยิ่งคุณบุษราคัมกับคุณมาลินีกลายเป็นซี้กันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ คิดว่าก่อนจะบอกนิลรัตน์ก็คงโทรไปบอกกับที่บ้านของเขาเอาไว้ก่อนแล้ว

“ใช่ วันไหว้ของจีนอะ วันพระ แล้วก็ทำบุญบ้านด้วย เลยไหว้รวบทีเดียว”

“วันนี้วันพระเหรอ เออ ว่าไปก็วันเพ็ญนี่นา”

นิลงง “เกี่ยวเหรอ”

“เกี่ยวสิ วันพระก็คือพวก 15 ค่ำ 8 ค่ำทั้งหลาย ทั้งขึ้นทั้งแรมเลย” นิลส่งเสียงอ้อ ฟังแล้วก็ชักจะคุ้นๆ เหมือนเคยเรียนเมื่อนานมาแล้ว “ปิดเทอมนิลมีจะเดินทางบ้างปะ”

“วันรวมญาติผ่านไปแล้ว คงไม่มีละล่ะ น่าจะอยู่แต่ที่ร้าน” นิลตอบ ดีที่เดียวถาม เขาจะได้ถามต่อเนียนๆ เอาไว้เตรียมการเซอร์ไพรส์ “เดียวล่ะ”

“เดี๋ยวช่วงวันหยุดยาวบ้านเดียวจะไปหาย่ากับยายแหละ ไปหกวัน นิลอยากได้ไรมั้ย ราชบุรีกับนครปฐมมีไรขึ้นชื่อหว่า” เดียวนึก แต่ก็นึกไม่ออก ความรู้รอบตัวของเดียวเป็นศูนย์ “จำได้แต่นครปฐมส้มโอหวาน เสิร์ชแป๊บ” ส้มโอเป็นของขึ้นชื่อจังหวัดนครปฐม เดียวจำได้เพราะเห็นเสาไฟข้างทางทำเป็นรูปเทวดาถือส้มโอ แล้วแม่ก็เคยท่องคำขวัญให้ฟัง ส่วนพ่อเป็นเด็กในเมือง แถมเน้นเล่นเกมเลี้ยงสัตว์ปลูกต้นไม้ วันๆ เลยไม่ได้เที่ยวได้กินอะไร คำขวัญจังหวัดตัวเองยังต้องเปิดกูเกิ้ลเสิร์ชหาเลยเถอะ พาไปดูค้างคาวแต่ดันไปตั้งแต่เที่ยง อืม นั่นล่ะนายวิชัยนอกเวลางาน

เดียวรักพ่อวิชัยนะครับ แต่เดียวก็ต้องซื่อสัตย์ มีจรรยาบรรณสื่อ ถึงจะไม่ใช่สื่อก็เถอะ

“ไม่ต้องซื้อฝากหรอกน่า คิดถึงกันก็พอแล้ว” หยอดไปที แต่เดียวคงชิน ก็เลยแค่นิ่งไปนิดหน่อย ไม่ถึงกับเขินม้วนแบบตอนแรกๆ แล้ว นิลออกจะเสียดายอยู่ แต่ก็นะ ยังมีสถานการณ์ที่เดียวยังไม่ชินให้ได้ดูอีกเยอะไป

“ได้ไงเล่า ตอนนั้นที่เตี่ยกับแม่ไปเที่ยวเชียงรายยังซื้อของฝากเดียวตั้งเยอะ อ๊ะ เดี๋ยวไปเที่ยวที่นี่ด้วยดีกว่า”

“ที่ไหน”

“ไม่บอกหรอก นี่ก็น่าไป โห พ่อไม่เห็นเคยพาไปเลย คนราชบุรีแท้ๆ ไม่รู้จักของดีของจังหวัดซะแล้ว”

เดียวคุยจ้อตลอดทางกันไม่ให้คนขับเผลอหลับเพราะก็นับว่าเป็นการขับทางไกล พอถึงบ้านสองคนก็พากันลงจากรถ

“เจ้มุกสวัสดีครับ”

“สวัสดีจ้ะเดียว เดี๋ยวเจ้ปิดประตูแป๊บ เข้าบ้านได้เลยนะ”

นิลขนกระเป๋าขึ้นบ้านโดยมีเดียวเปิดปิดประตูบริการให้ทุกขั้นตอน กว่ามุกดาจะตามเข้าไป ก็เห็นทุกคนไปกระจุกตัวที่ห้องนั่งเล่น รายล้อมหลานสาวตัวน้อยของบ้านแล้ว น้องสิริน เด็กหญิงสิรินญา รุ่งเจริญกิตติคุณ

“น้องสิรินคลานได้แล้วเหรอเนี่ย จำน้าเดียวได้มั้ยครับ” เดียวชี้หาตัวเอง สาวน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ขยับมือขยับเข่าคลานไปหาเดียว เดียวรับตัวเธอไว้ในอ้อมกอด ชมว่าเก่งมาก พยายามหันหน้าหนีไม่ให้สิรินเล่นแมสก์สีเขียวที่คาดปิดไว้ “น้องทานยังอะครับพี่ฟ้า”

“เรียบร้อยแล้ว หลับไปรอบพอตื่นมาก็ตาใสเลย สงสัยรู้ว่าใครจะมา คนโปรดเขาล่ะ” ฟ้าพูดถึงนิลรัตน์ หลอกเด็กเก่งนักคนนี้...นั่นอย่างไร พูดไม่ทันขาดคำคนโปรดที่ว่าก็ได้ตัวไปอุ้มแล้ว

“ฮึ้ย หนักขึ้นนะเนี่ย กินแต่นมแท้ๆ เอาที่ไหนมาหนัก” โดนสองมือเล็กปิดปากไปที ทำเอาผู้ใหญ่หัวเราะครืน โดยเฉพาะเจ้ามรกตที่ร่วมผสมโรง บอกว่าทักเรื่องน้ำหนักต่อหน้าผู้หญิงได้ยังไง เสียมารยาท

“ค้างมั้ยอะเจ้” มรกตหันไปถามพี่สาว

“ค้างสิ เย็นขนาดนี้แล้วไปนู่นก็คงดึก ไว้พรุ่งนี้ค่อยกลับดีกว่า”

คุณบุษราคัมได้ยินคำว่าดึกเลยนึกได้ว่าจะมาเรียกทุกคนไปที่โต๊ะนี่นา “เด็กๆ ทานข้าวสิลูก กลับค่ำมากเดี๋ยวทางนั้นจะเป็นห่วง”
เดียวกับนิลเลยรับคำ พากันแหวกมู่ลี่ออกมา คุณบุษกับมรกตก็ตามออกมาด้วย “แม่จำได้ว่าน้องเดียวชอบเต้าหู้ เลยใส่ลงไปผัดด้วย ลองชิมดูนะลูก”

“ขอบคุณครับ” เดียวยิ้มแป้น ขอบคุณคุณบุษที่ตักกับข้าวให้

“เจ้มุกกับพี่ฟ้าทานแล้วเหรอแม่” กตถาม

“ใช่ เดี๋ยวก็เตรียมพาหลานเข้านอนแล้ว ดูสิเนี่ยเตี่ยไม่ยอมออกมาทานข้าวเลย ติดหลานที่สุดล่ะคนนี้ แม่ไปเรียกก่อน น้องเดียวตามสบายเลยนะลูกนะ” เดียวรับคำว่าครับ ส่งยิ้มให้คุณบุษ

มื้อเย็นวันนั้นมีแต่ของอร่อย คงเพราะลูกๆ กลับบ้านกันครบ ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้า คุณบุษราคัมเลยจัดเต็ม

พอช่วยเก็บล้างเสร็จเดียวก็ไหว้ลาผู้ใหญ่ บอกลากต ส่วนสามคนพ่อแม่ลูกขึ้นข้างบนไปแล้ว คงวุ่นอยู่กับการพาลูกนอน เล่นมาตาใสเอาตอนเย็น ยิ่งมีคนกลับเยอะด้วยเจ้าตัวน้อยยิ่งสนุก

นิลส่งเดียวที่บ้าน ลงไปเอาส้มให้แม่เดียวตามบัญชาของคุณบุษ

“อันนี้แม่ฝากมาให้ครับ พอดีที่บ้านเพิ่งไหว้เจ้า”

คุณมาลินีก็เคยรู้มาว่าส้มที่ใช้ไหว้เจ้าคนจีนถือว่ากินแล้วจะเป็นสิริมงคล “ขอบใจจ้ะ ฝากขอบคุณคุณแม่ด้วยนะคะ แล้วก็ขอบใจที่มาส่งน้องเดียวนะลูก”

“ครับ ยินดีครับ ผมกลับก่อนนะครับ”

“จ้ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ” คุณมาลินียิ้มเอ็นดู

“นิลกลับนะเดียว ไว้เจอกัน”

เดียวพยักหน้า บอกให้ขับรถระวังๆ นิลไหว้ลาแม่เดียว แล้วก็กลับขึ้นรถ มองกระจกข้างหาจังหวะขับเข้าเลนซ้าย

“เข้าบ้านกันลูก” แม่ล็อกประตูรั้วเสร็จแล้วก็ชวนเดียวเข้าบ้าน เดียวหันหลังเดินตามแม่ไป สวัสดีพ่อแล้วก็ถามเรื่องกำหนดไปเที่ยว

“พ่อว่าเดี๋ยวสักวันพุธก็จะออกเดินทาง ได้หยุดตั้งเกือบสัปดาห์ ยังแพลนกันไม่ครบเลย”

แม่อธิบายแผนการเที่ยวให้เดียวฟัง เดียวพยักหน้าหงึกหงัก สรุปคือไปเยี่ยมบ้านยายกับย่า แล้วก็จะเลยลงไปเที่ยวทะเลกัน ไม่ได้ไปนานแล้วนี่นะ ตั้งแต่เดียวยังเด็กๆ

“พ่อเค้าว่าอยากถ่ายรูปครอบครัวย้อนรอยน่ะ เดียวมีที่ไหนอยากไปอีกมั้ยลูก ไปทะเลเอาตอนนี้จะเบื่อมั้ย”

“ไม่หรอกแม่ แต่เดียวอยากแวะเที่ยวราชบุรีกับนครปฐมขากลับ เดียวดูแล้วมีตั้งหลายที่ที่ไม่เคยไป”

“เอาสิ มีตั้งหกวัน ไปเที่ยวให้ทั่วเลย” สารถีประจำบ้านบอก “ว่าแต่มีที่ไหนในราชบุรีที่ไม่เคยไปอีกฮะ พ่อก็พาเที่ยวครบแล้วตามคำขวัญนะ”

เดียวหัวเราะ เปิดให้ดู แล้วก็นั่งวางแผนการเที่ยวกับพ่อต่อจนดึก แถมยังวางแผนจะซื้อของฝากที่นั่นที่นี่เต็มไปหมด ในที่สุดแม่ก็ต้องมาไล่สองพ่อลูกเข้านอน

คืนก่อนเดินทางเดียวนอนไม่หลับ นานแล้วจริงๆ ที่บ้านเราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันแบบค้างคืน การไปเที่ยวด้วยกันครั้งนี้คงสนุกน่าดู เขาไพล่คิดถึงญาติๆ ที่ราชบุรีกับนครปฐม คิดถึงคนทางนั้นเสร็จก็วนมาคิดถึงคนทางนี้ ทั้งเพื่อนใหม่เพื่อนเก่า ทั้งคนรัก และครอบครัวคนรัก

ทุกคนที่เขาคิดถึง อันที่จริงก็ไม่ต่างจากครอบครัวของเขาเลยจริงๆ เพราะหัวใจเราใกล้กันมากขนาดนี้ เราใส่ใจกันมากขนาดนี้ บางที ความหมายของคำว่าครอบครัวก็กินอาณาบริเวณกว้างออกไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ทุกวัดที่เข้าไปทำบุญพรุ่งนี้ เดียวจะขอพรให้ความสุขสงบในชีวิตดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน กับคนทุกคนที่เขารักและถือด้วยหัวใจว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

****
ตอนนี้เขียนช่วงที่โควิดระบาดแล้วค่ะ ก็เลยแอบเน้นการใส่แมสก์ของน้องเดียวนิดนึง ไทอิน 555
เราต้องเข้มแข็ง ปกป้องตัวเองและคนที่เรารักเต็มที่!! สู้ๆนะคะทุกคน!!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 07:32:57 โดย manarina »

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 10

อะไรเย็นๆ ตกต้องใบหน้า ไหลระลงไปตามผิว ลงไปในเสื้อ ซึมหาย ผมรู้สึกแสบตามทางที่หยดเย็นๆ นั้นไหลผ่านไป...
ความแสบทำให้ผมลืมตาขึ้นมอง ชั่วขณะนั้นผมไม่ทราบว่าเกิดอะไร กะพริบตาอยู่สองสามครั้งจึงเรียบเรียงได้

ผมเพิ่งได้ยินเสียง เสียงดังมาก ดังสนั่นที่สุดในชีวิตผม แรงมหาศาลเหวี่ยงตัวผมไปชนกับกระจกข้างๆ หลังผมโดนอะไรสักอย่างกระแทกเข้าในเสี้ยววินาทีถัดจากนั้น เสียงใครตะโกน ตื่นกลัว ตกใจ

ผมรีบเร่งสลัดพันธนาการหนาหนักออกจากตัว ตามแขนปวดแทบยกไม่ไหว ตามผิวรู้สึกเหมือนมีเศษอะไรแหลมๆ ฝังอยู่ แต่ผมไม่ใส่ใจ พยายามมองฝ่าม่านฝนออกไป ขยับ ขยับ และขยับออกจากสิ่งที่ยังตามกดทับ ไม่เจ็บครับ มันไม่เจ็บเลย ผมไม่รู้สึกอะไรกับขาข้างนั้น และไม่สนใจอะไรเหนียวๆ ที่เปรอะอยู่ตามร่างกาย

ผมยังคงออกห่างจากที่เดิมได้ไม่มากนัก แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนร่างกายเบาลงจนแทบไม่มีน้ำหนัก ความชาลามไปตามหนังศีรษะ แผ่เข้ามาจากปลายนิ้ว ก่อนที่ทั้งร่างผมจะไม่รู้สึกอะไรอีกภาพก็หมุนวน และวงแสงรูปกลมสีส้มที่เรียงต่อเป็นเส้นๆ เหมือนภาพหลอนก็ดับมืดลง

.

ลืม...หมดแล้วสินะ นั่นสินะ เขาลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไปหมดแล้ว จะยังจำเราได้ยังไง จะมีข้อยกเว้นได้ยังไง

เป็นสิ่งที่เดียวคิด เมื่อมองหน้านิลที่นิ่งไป

“เดียว...คนไหนกันนะ” นิลนิ่งคิด “หนึ่งหทัย...หนึ่งหทัย...หรือว่าคือคนนั้น ใช่สิ นายคือคนที่แนะนำตัวต่อจากบุริมนี่ แล้วก็เป็นคนเงียบๆ”

เจ้มุกบอกว่านิลเสียความทรงจำไปประมาณสี่ปีกว่าๆ ตั้งแต่ก่อนขึ้นมอห้าถึงตอนจบปีสอง

เรื่องนี้มันช่วยไม่ได้นี่นา แค่นิลยังอยู่ที่นี่ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ แค่นิลไม่เป็นอะไรก็ดีที่สุดแล้ว เดี๋ยวนิลก็จะจำเดียวได้เหมือนที่เริ่มจำคนอื่นได้ ใช่ไหม

เดียวเก็บกลืนรสชาติขมๆ ของความน้อยอกน้อยใจกลับลงไป แล้วยิ้มให้นิล

“นิลความจำดีนะ เรายังจำไม่ได้เลยว่าตัวเองแนะนำตัวต่อจากบุริม” เดียวหัวเราะ “นี่ ดีจังที่นายฟื้นแล้ว รีบๆ หายล่ะ จะได้กลับไปเรียนต่อ อยากจบเร็วๆ ไม่ใช่หรือไง”

เดียวเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง เล่าว่านิลเคยเป็นหัวหน้าห้องตอนมอห้า เคยเดินวนรับรางวัลอยู่หน้าเสาธงจนโดนอาจารย์แซวไปทั้งวัน จนใกล้เวลากลับก็รับปากว่าพรุ่งนี้จะขนเอาหนังสือและชีทตั้งแต่ปีแรกมาไว้ให้อ่านทวน ตรวจสอบดูว่าลืมไปกี่มากน้อย

“นิลอาจจะยังจำไม่ได้ แต่เดียวเขาเป็นแฟนนิลนะ” มุกดาบอกตอนที่เดียวกลับไปแล้ว

นิลออกจะแปลกใจ ในความทรงจำล่าสุดเขายังไม่เคยปริปากพูดกับเดียวจริงๆ เลยสักครั้ง เพียงแค่เคยจับคู่กันตอนทำงานสังคม คุยกันก็แต่เรื่องงานเท่านั้น ยังไม่ค่อยเข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมเพื่อนที่ไม่ได้สนิทกันถึงมาเยี่ยม แล้วอยู่ๆ เจ้ก็มาบอกว่าเป็นแฟนเนี่ยนะ

“ตอนเฮียฟื้นเขาไม่ได้อยู่ด้วยก็จริง แต่พี่เดียวคอยดูแลเฮียมาตลอดเลยนะ” มรกตว่า “ทั้งที่มีเรียน แต่ก็มาดูเฮียทุกวัน เคยกระทั่งมาเฝ้าตอนเฮียผ่าตัด เพราะตอนนั้นไม่มีใครว่าง ร้านก็ต้องอยู่ดู ผมก็ติดสอบ”

ที่บ้านเขาทำร้านอาหาร ถ้าบอกว่าทุกคนทิ้งงานทิ้งการปิดร้านมาดูแลเขา นิลคงจะรู้สึกผิด แต่พอออกมาในรูปการณ์อย่างนี้ เขาออกจะงุนงงมากกว่า

คุณไพฑูรย์เห็นลูกคนรองไม่มีทีท่าจะจำได้ ก็บอกให้มุกดากับมรกตเลิกจ้องคาดคั้น

“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก เดี๋ยวได้พูดคุยกันบ่อยเข้าก็คงจะจำได้เองแหละน่ะ”

“ครับเตี่ย” นิลตอบรับเสียงอ่อย คุณบุษบาเห็นลูกท่าทางยังสับสนก็สงสาร

“คงมีอะไรอีกมากที่นิลจะไม่เข้าใจ นิลหลับไปนานแถมยังจำใครต่อใครไม่ได้ แต่ขอให้รู้ว่าที่ผ่านมาน้องเดียวอยู่ข้างนิลมาตลอดไม่เคยไปไหน จากที่แม่เห็นน้ำใจของเดียว ต่อให้นิลบอกเดียวว่าไม่รักแล้ว น้องเดียวคงไม่โกรธนิลอยู่ดี นิลไม่ต้องฝืน ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกดดันตัวเอง แต่แม่ขอนิลแค่อย่างเดียวนะลูก”

คุณบุษราคัมจับมือลูกชาย สบตาแล้วยิ้มบางๆ “อย่าทำให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจเด็ดขาด อย่างไรก็เคยรักเคยดูแลกันมา แม่ไม่นึกเลยนะ ว่าจะมีใครทำให้ลูกแม่อย่างที่แม่ทำให้ได้ นิลเข้าใจความรักที่พวกเรามีให้น้องเดียวใช่ไหมลูก”

นิลมองตาแม่ แล้วก็พยักหน้า ผู้ป่วยที่ไม่ได้สติเลยตลอดหลายเดือนจะต้องได้รับการดูแลอย่างไรบ้างหรือ คงไม่ใช่แค่เช็ดตัวให้เท่านั้น คงต้องใช้แรงใจ บวกความศรัทธา ความอดทน และความรักที่ยิ่งใหญ่มาก

ถ้ามีใครรักคนในครอบครัวของเราได้เท่ากับที่แม่รักลูก เราก็คงจะรักเขาได้ราวกับเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวเราไม่ใช่หรือ ความรักที่ครอบครัวคุณพิวัฒน์มีต่อนายหนึ่งหทัย เจริญไพศาลนันท์เป็นเช่นนั้นเอง

เดียวยังคงมาหานิลอยู่ทุกเย็นตามเดิม ไม่เคยผิดนัดโดยไม่บอกกล่าว แต่ละครั้งที่มาก็ไม่ได้เอางานอะไรติดตัวมาทำ จนนิลรัตน์นึกสงสัยว่าอีกคนเอาเวลาที่ไหนทำงาน

“ก็ทำตอนพักบ้าง ทำก่อนนอนบ้าง ช่วงก่อนหน้านี้เดียวก็ติดมาทำที่นี่อยู่หรอก แต่พอนิลฟื้นแล้ว เดียวไม่อยากให้นิลรู้สึกเหมือนเดียวไม่ได้อยู่กับนิลเพราะมัวแต่ทำงานนี่นา” เดียวบอก “นิลเองก็เคยไม่ชอบที่นิลเอาแต่ทำงานตลอดด้วย เดียวเลยทิ้งไว้บนรถ”

นิลได้ยินคำว่ารถ ก็นึกถึงอีกเรื่อง ทุกวันนี้เดียวยังไม่ปิดเทอม ก็เลยขับไปๆ กลับๆ เที่ยวละสองชั่วโมง ก็ตกวันละสี่ชั่วโมง อยู่กับเขาวันละสองชั่วโมง สิริรวมหกชั่วโมงที่เดียวเอามาให้เขา ออกจะมากเกินไป นายหนึ่งหทัยคนนี้ไม่ต้องกินต้องนอนเลยหรืออย่างไร แต่นิลไม่กล้าบอกให้เดียวลดความถี่ในการมาหา เพราะถ้าพูดไปอย่างนั้นเจ้าตัวจะเข้าใจผิดว่าโดนไล่อีก นิลรัตน์ไม่รู้จะทำยังไงแล้วกับคนคนนี้

คนที่มาขอจับมือเขา ชวนคุยไปชวนคุยมา แล้วก็ดันหลับกลางอากาศชนิดที่นิลไม่กล้าขยับเอามือออก นี่ตะคริวกินขึ้นมาถึงแขนแล้ว เขาต้องทำยังไง

นิลดูเวลา ถ้าปลุกตื่นตอนนี้คงจะตกใจแล้วรีบกลับหอแน่ แต่สภาพอย่างนี้ให้ขับรถกลับคนเดียวได้หรือ

ไม่มีใครคาดคั้นนิลมานานจนแทบลืมไปแล้ว แต่เดียวก็เป็นแฟนเขา ต่อให้ตอนนี้ยังไม่รู้สึกอย่างนั้น ก็เป็นเพื่อนที่ดูแลเขามายามยาก ใครห่วงนิล นิลก็ห่วงคนนั้นกลับ แล้วทำไมนิลจะไม่ห่วงเดียว

เขาตัดสินใจปล่อยเดียวไว้อย่างนั้น ให้ตื่นมาปวดคอยังดีกว่าไปหลับเอากลางถนนแล้วกัน ดีที่วันพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ นิลเลยตัดสินใจง่ายหน่อย

เช้าวันต่อมานิลรัตน์ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากทางห้องน้ำ

“ตื่นแล้วเหรอ อยากกินอะไรมั้ย เดี๋ยวเดียวลงไปซื้อ” อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ เดียวหิวแล้ว แต่จะกินคนเดียวก็ดูใจร้ายไปหน่อย

“เดียวกินอะไรก็ซื้ออันนั้นมาแล้วกัน” นิลมองอีกฝ่ายเอาเสื้อออกนอกกางเกงแล้วก็ถอนหายใจ เอากลับเข้าไปใหม่ “ใส่เสื้อกันหนาวปิดไว้สิ ไม่มีใครมานั่งสังเกตหรอก” อีกอย่างจะใส่เครื่องแบบวันเสาร์ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย คิดมากอะไรของเขาก็ไม่รู้

“เสื้อกตนี่” เดียวว่า เมื่อเห็นอีกฝ่ายพูดถึงเสื้อกันหนาวตัวที่มรกตลืมเอาไว้

“มันไม่ว่าอะไรหรอก ใส่ไปเถอะ”

เดียวพยักหน้า แล้วก็คว้าเสื้อกันหนาวตัวนั้นมาใส่ หยิบกระเป๋าตังค์เดินออกไปจากห้อง ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับปาท่องโก๋และขนมต่างๆ ได้ข้าวมาอีกสองกล่องด้วย

“เดี๋ยวพุธหน้าก็กลับบ้านแล้วใช่ไหม” เดียวถาม

“ใช่” นิลบอก เขามองเดียวกินขนมจนเกือบหมดด้วยตัวคนเดียวแล้วประทับใจแปลกๆ

“เดียวจะไม่ได้แวะมาสักพักนะ ต้องอ่านหนังสือสอบ”

นิลเห็นเดียวก้มส่องในถุงขนมก็หลุดยิ้ม ไม่ยักรู้ว่าเป็นคนกินเก่งขนาดนี้ “นอนบ้างนะ ไม่ใช่อ่านหามรุ่งหามค่ำ เดี๋ยวก็ไปหลับในห้องสอบจนได้”

“ใครจะหลับในห้องสอบได้ แล้วเห็นเดียวหลับแทนที่จะปลุก” ไม่ได้โกรธหรอก แค่เมื่อเช้าตื่นมาปวดคอไปข้าง เลยเคืองอยู่นิดนึง

“เดียวหลับเหรอ นิลไม่รู้ สงสัยหลับเหมือนกัน”

โกหก โกหกทั้งเพ เดียวมองตานิลแวบเดียวก็เห็นไปถึงไส้ติ่ง ทำตาใสๆ อย่างนั้นร้อยทั้งร้อยคือจงใจ ไม่ได้ใสจริง

“ยังไม่อิ่มเหรอ กินขนมอีกชิ้นนะ อย่ากินหัวนิลเลย” นิลว่า ได้ยินเสียงฮึ่มฮั่มแล้วขำดี “ถ้าเป็นเดียวเดียวก็ไม่ปลุกนิลหรอก บอกเลย” เพราะเดียวจะเป็นห่วงนิลไม่ต่างกัน

“อือ” เดียวยอมรับ แล้วก็หยิบขนมอีกชิ้น หมดพอดี

“เดียวกลับเถอะ เดี๋ยวแม่ก็มาแล้ว สอบเสร็จแล้วเจอกัน”

เดียวพยักหน้า เก็บถุงขนมกับกล่องข้าวไปทิ้ง “เดียวไปนะ”

“อืม ตั้งใจล่ะ”

“นิลก็เหมือนกัน”

เสียงบานพับประตูสีกันสองที และเสียงประตูปิดงับลงคืนที่ทำให้รู้สึกโหวงอยู่บ้าง

สองอาทิตย์ แต่ร่ำลากันเหมือนจะไม่ได้เจอกันเป็นปี นิลอดขำไม่ได้ แต่เสี้ยวหนึ่งก็เข้าใจ เพราะเขาก็...จะว่าอย่างไรดีล่ะ คล้ายๆ ว่าอยากเห็นหน้าอีกคนทุกวัน เพราะการเห็นหน้าเดียวเป็นความเคยชินไปแล้ว อะไรอย่างนั้น

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 07:30:07 โดย manarina »

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 150
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 11

นิลออกจากโรงพยาบาลแล้ว ขั้นต่อไปคือการฝึกเดิน และทำกายภาพบำบัดให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปรกติ ทุกอย่างดีขึ้นอย่างช้าๆ แต่ก็ไม่ได้ช้าจนเกินไปนัก

นอกจากฝึกกล้ามเนื้อ และทบทวนเนื้อหาส่วนที่ลืมไป นิลรัตน์ก็ติดต่อหาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อเตรียมตัวกลับไปเรียน

ตอนนี้เพื่อนๆ สอบมิดเทอมในเทอมแรกไปแล้ว ตัวนิลเองก็ยังไม่ได้พร้อมเต็มร้อย อาจารย์เลยแนะนำให้เขาลงทะเบียนตอนเทอมสองไปเลยในวิชาที่ลงได้และไม่ได้ต่อเนื่องจากตัวที่ยังไม่ได้ลงเรียน เขาโชคดีอยู่อย่างที่ดันลงเรียนวิชาของปีสามไปบ้างแล้วบางส่วน ทำให้พอจะมีหวังเรียนจบทันเพื่อน

นิลเคยวางแผนว่าจะจบที่สามปีครึ่งก็จริง แต่เขาไม่ได้หงุดหงิดใจอะไรนัก รู้สึกแปลกมากกว่าที่ได้ยินว่าตัวเองจะจบในสี่ปีได้ เขารู้อยู่หรอกว่าตัวเองลงเรียนได้บ้ามาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะบ้าขนาดนี้

เขาเริ่มอ่านทวนเนื้อหาตั้งแต่ปีหนึ่งมาตั้งแต่ตอนยังอยู่โรงพยาบาล แต่ทวนไปก็พบว่าแทบไม่ต้องทวนเนื้อหาส่วนสำคัญเลยเพราะจำได้แล้ว เหลือแต่ส่วนยิบย่อยซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงบ้าง รายละเอียดบ้าง เขาไม่ได้เข้ามหาลัยได้แล้วเสเพลสินะ น่าจะเรียนไม่ต่างจากตอนมัธยมเท่าไหร่ เผลอๆ จะตั้งใจกว่าด้วยซ้ำ

มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เขาคงไม่ได้เอาแต่เรียนแล้วละเลยเดียวหรอกใช่ไหม

ช่วงหนึ่งตอนมอต้นนิลมีคนคุย เป็นรุ่นน้องนิลอยู่หนึ่งปี แต่คุยกันได้แค่สามเดือนทางนั้นก็ค่อยๆ หายไป พวกเพื่อนๆ ยังพากันส่ายหัว บอกว่าเป็นเขาที่เอาแต่เรียน นอกจากไปดูหนังด้วยกันก็ไม่ได้พูดได้คุยอะไรกันบ่อยนัก เหมือนจะเข้าใกล้แต่ก็ยังวางตัวห่างเหิน เหมือนเปิดโอกาสแต่ไม่ได้เปิดใจ แล้วใครจะอยู่ไหว

วันนั้นเดียวมาหาเขาหลังจากอ่านหนังสือและสอบอยู่เกือบเดือน สีหน้าดูแช่มชื่นสดใส พอนิลทักถาม เดียวก็หัวเราะยิ้มกว้าง กดโทรศัพท์ยุกยิกแล้วยื่นให้นิลดู เป็นรูปจากการแคปหน้าจอโพสต์ประกาศคะแนนในกลุ่มเฟซบุ๊กรายวิชา มีสี่เหลี่ยมสีฟ้าล้อมรอบรหัสนักศึกษารหัสหนึ่ง ลากยาวไปจนถึงตัวเลขอีกสองตัวข้างหลัง 29 กับ 24.167

“วิชานี้เป็นปรนัยเต็มสามสิบ เอาไปคิดเป็นยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ คะแนนออกเร็วมากเลย เดียวเอาไปอวดที่บ้านมาแล้ว แต่เขาก็ยิ้มๆ สงสัยจะชิน แต่เดียวนะชินไม่ได้สักที เห็นกี่หนๆ ก็ดีใจชะมัดเลย”

อ๊ะ เดียวมีเขี้ยวแฮะ นิลเพิ่งเห็นเดียวยิ้มกว้างขนาดนี้ กว้างจนเห็นเขี้ยวสองซี่ซ้อนขึ้นข้างบน ตาแทบจะปิดอยู่แล้ว นิลนึกอยากถ่ายรูปเก็บไว้ดู แต่ถ้าออกปากให้เดียวยิ้มแบบนี้อีกรอบคงจะดูแปลกๆ

“นิลอ่านถึงไหนแล้ว ตกลงลืมเยอะป้ะ” เดียวทักเมื่อเห็นว่านิลพกเอาชีทออกมาอ่านที่สวนหลังบ้านด้วย

“ไม่เยอะนะ อาจารย์ให้ลงเทอมหน้าถ้าพร้อม นิลก็ว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร ทวนมาถึงเรื่องสุดท้ายแล้ว”

“จะจบในสามปีครึ่งทันไหม เสียไปตั้งหลายเดือนแน่ะ”

“ไม่ทัน แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะทันรอบสี่ปี แค่นี้ก็ดีจะแย่ ปีก่อนๆ นิลคงลงเรียนไว้เยอะน่าดู” แล้วนิลก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองสงสัยอะไรอยู่ก่อนที่เดียวจะมา “เดียว นิลเป็นแฟนที่ดีมั้ย แบบว่า มีเวลาให้เดียวใช่มั้ย”

เดียวชะงัก รอยยิ้มจางลงไป แล้วก็กลายเป็นหน้านิ่ง เสียงเดียวฟังห้วนขึ้นสักสิบเท่าได้ “ทำไม จำได้แล้วเหรอว่าทำอะไรไว้กับเดียว”

“นิลทำอะไร” กะพริบตาปริบๆ สัมผัสได้ว่ากำลังจะโดนแกล้งคืน แต่ก็ยอมหลงกลก็ได้ นิลรัตน์เก็บรอยยิ้ม ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกสุดความสามารถที่มี

“นิลเอาแต่เรียน ไม่มีเวลาให้เดียวเลยรู้มั้ย” เดียวตั้งต้น ทำเสียงตัดพ้อ “ขนาดจะนอน ยังทิ้งให้เดียวนอนคนเดียวเลย พอตื่นเช้ามา นิลก็ลุกไปแล้ว บางทีเดียวก็สงสัยว่าการเรียนสำคัญกว่าเดียวหรือไง บางทีนิลอาจจะไม่ได้รักเดียวก็ได้...” เดียวเบาเสียงลง “อาจจะแค่คบเดียวเพราะสงสาร อาจจะไม่เคยรักเดียว”

เสียงแรกๆ นะก็ยังพอจะฟังรู้อยู่หรอกว่าแกล้งทำ แต่หลังๆ กลับกลายเป็นเสียงเครือจะร้องไห้ นี่มันอะไร นิลคว้ามืออีกคนมาจับไว้ เดียวก้มหน้าหนีสายตา

“เดียว นี่ไม่ล้อเล่นแล้วใช่มั้ย นี่ร้องจริงนี่” อะไรบางอย่างบอกเขาอย่างนั้น

เดียวหัวเราะแหะๆ ทำเมินที่นิลถาม “เมื่อกี้เดียวล้อเล่นนะ ที่จริงนิลดูแลเดียวดีมากๆ ไปกินข้าวด้วยกัน เลิกเย็นก็มารอรับ แต่นิลก็จะล็อกเวลาอ่านหนังสือวันละสามชั่วโมงอย่างต่ำ วันไหนเรียนเยอะก็อ่านนาน แต่ไม่เคยผิดนัดเดียวหรอก” เดียวเงยหน้ากลับมา เอียงคอถาม “นี่ ทำไมทำหน้าอย่างนั้น เดียวกำลังชมนิลนะ ยิ้มรับหน่อยสิ”

“ก็แล้วทำไมต้องร้องไห้ล่ะ นิลทำอะไรไม่ดีไว้ใช่มั้ย”

เดียวก้มหน้าลง ส่ายหัวเป็นคำตอบ ความเงียบลอยวนเวียนอยู่สักพัก จนสูญสลายไปเมื่อเดียวเงยขึ้นมองหน้านิล เอ่ยเสียงแผ่ว “เดียวขอถามนิลนะ ตอนนี้เราเป็นอะไรกันเหรอนิล เราเป็นเหมือนเดิมรึยัง นิลรักเดียวบ้างมั้ย”

นิลเงียบไป นาน...แต่ก็ไม่อาจหาคำตอบให้เดียวได้

“นิลแค่สงสารเดียวจริงด้วย” เดียวหัวเราะฝืดเฝื่อน เช็ดน้ำตา “ขอบคุณนะที่ไม่โกหก เดียวกลับก่อนนะ”

“เดียว” นิลเรียก ไม่ยอมปล่อยมือ “จะร้องก็ร้องที่นี่ อย่าฝืนขับรถ”

“ถ้ากอดตอนเดียวร้องไห้ไม่ได้ ก็อย่ามาพูดนะ” เดียวสะอื้น “เพราะนิลเคยทำอย่างนั้นได้ เดียวมองนิลเป็นเพื่อนไม่ได้หรอก ไม่ได้มาตั้งนานแล้ว ถ้านิลจะให้เดียวเป็นแค่เพื่อน เดียวไม่เป็น”

เพราะนิลจำไม่ได้ ก็คงจะไม่รู้สึกอะไรตอนที่มองเดียว แต่เดียวจะรู้สึก เสมอมาและเสมอไป เดียวจะจำได้ ว่านิลเคยรักเดียวแบบไหน

เดียวอยากได้ความชัดเจนมาตลอด แต่เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าคำตอบจะเป็นแบบนี้เลยไม่เคยถาม ตราบเท่าที่มันยังไม่ได้ออกมาจากปากของนิลก็ยังพอจะคิดว่าตัวเองคิดไปเองได้ แต่ด้วยอะไรดลใจให้ถาม ด้วยเสียงของนิล ด้วยคำตอบที่ออกมาจากปากนิลเอง คราวนี้เดียวคงหลอกตัวเองต่อไม่ได้แล้ว

“อย่ามาทำเหมือนจำได้ทั้งที่จำไม่ได้ อย่ามาพูดเหมือนที่เคยพูด อย่ามาทำเหมือนที่เคยทำ” เดียวก้มหน้า สั่นเทิ้มไปทั้งตัว “เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น”

เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น...แล้ว

นิลยั้งมือรออยู่นานแล้ว พอเดียวไม่พูดอะไรอีก นิลก็วางมือข้างนั้นลงไปบนศีรษะของเดียว

“นิลเคยทำแบบนี้ด้วยใช่มั้ย” นิลถาม คลายมือที่จับมือเดียวอยู่ แตะมือนั้นที่กลางหลัง รั้งตัวเดียวเข้ามา “แล้วก็เคยทำแบบนี้”
เดียวนิ่งค้าง ไม่คิดว่านิลจะเข้ามากอด ใช้เสียงแบบนี้ แล้วก็ลูบหลังเบาๆ เหมือนอย่างที่...เคยทำ

“นิลเคยถ่ายรูปเดียวตอนเดียวยิ้มกว้างมั้ย เคยยิ้มตอนที่เห็นเดียวกินขนมที่ซื้อมาได้จนหมดรึเปล่า ที่นิลทำตอนนี้นิลทำเพราะอยากทำ มันคือสิ่งที่นิลเคยทำใช่มั้ยเดียว นิลรู้สึกเหมือนที่เคยรู้สึกใช่มั้ย นิล...นิลรักเดียวเข้าแล้วใช่มั้ย”

เดียวเป็นรักแรกของนิล...ข้อนี้นิลรัตน์รู้แก่ใจ เพราะถ้าเขาคบหากับเดียวจริง มันก็เป็นการคบหาที่ต่างจากเมื่อตอนมอสอง ของที่เดียวให้ ภาพของเขากับเดียว ทุกอย่างถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี ทั้งที่น้องผู้หญิงคนนั้นก็เคยให้ของขวัญวันเกิด เคยถ่ายรูปด้วยกัน แต่ของพวกนั้นอยู่ที่ไหนกันเล่า ของสำคัญของนิลรัตน์คนก่อน มีแต่ของของคนในอ้อมกอดนี้

แล้วเดียวก็กลับมาเป็นรักแรกของเขาอีกครั้ง ทั้งที่ยังจำอะไรแทบไม่ได้ อย่างนี้เขาจะรู้หรือว่าที่ผ่านมาคืออะไร เขาจะรู้ได้ยังไงว่าพอได้กอดเดียวอย่างที่อยากแล้วจะอิ่มขนาดนี้ อิ่มขนาดที่...ต่อให้ไม่ได้กินอะไรก็คงจะไม่หายอิ่มได้ง่ายๆ

กอดจนเดียวหายสะอึกสะอื้น แล้วพอนิลเงยหน้าขึ้นมา ก็ร้อนๆ ที่หน้าจนแทบไหม้

สายตาสี่คู่แอบมองมาจากประตูหลังบ้าน มรกตยกนิ้วโป้งให้อาเฮียอย่างชื่นชม มุกดาทำแววตาวิบวับ คุณบุษราคัมซับน้ำตาด้วยความซาบซึ้งใจ ส่วนคุณไพฑูรย์ก็พยักหน้าหงึกหงักอยู่ข้างหลัง

นิลลูบหลังเดียวต่อ ถ้าเดียวรู้ว่ามีคนแอบดูอยู่ต้องอายแทบแทรกแผ่นดินหนีแน่ คนอย่างเดียว...คนที่แค่เผลอจามในห้องสมุดยังแดงไปทั้งหน้า เขามีแฟนเป็นมะเขือเทศหรือ...ไง

“เดียว”

มีเสียงสูดจมูกหนึ่งที “เดียวฟังอยู่”

“เดียวเคยแบบว่า จามในห้องสมุดคณะนิลปะ”

เดียวผงกหัวขึ้นมองทันควัน กะพริบตาปริบๆ มองเขา “เคย”

นิลพยักหน้าหงึกหงัก “มันแวบขึ้นมาแหละ เมื่อกี้เลย” นิลจะยิ้มก็ยิ้มได้ไม่สุด สายตาสี่คู่หลบไปแล้ว ดูเหมือนจะให้พื้นที่ แต่เขารู้นะว่าทุกคนแอบชำเลืองมองมาเป็นระยะๆ

เดียวแปะหน้าลงกับไหล่นิล “เดียวขอโทษ เดียวงี่เง่า”

“ไม่งี่เง่า เดียวแค่เสียใจ” นิลแก้ “หายเสียใจยัง”

“กอดเดียว” เดียวสั่ง “เดียวเอาแต่ใจ”

“ครับ ครับ” แถมจุ๊บหลังคอไปที แล้วก็เอามือปิดไว้ ไม่อยากเห็น เห็นแล้วใจสั่น “นิลเอาใจแล้วไม่ร้องนะ เดี๋ยวเขาว่านิลรังแกแฟน ไม่เป็นสุภาพบุรุษ เดียวต้องแก้ตัวให้นิลด้วยนะ”

เดียวรับอื้อ แล้วก็กอดนิลแน่นขึ้น “นิล เดียวขอโทษนะ นิลยังจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร หรือถึงนิลจะจำไม่ได้ตลอดไปก็ไม่เป็นไร เดียวรักนิลอยู่ดีนะ”

คนอะไร บอกว่ารัก แล้วก็ร้องไห้ นิลลูบหลังเดียวอีก ไปๆ มาๆ เดียวก็หยุดร้องได้ แล้วก็จับมือนิลมาดูนาฬิกา

“ต้องกลับแล้ว”

“นิลเดินส่ง”

เดียวพยักหน้า กอดนิลอีกที แล้วก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน ไหว้เตี่ย แม่ แล้วก็เจ้มุก โบกมือลามรกต เดินออกจากบ้านไปโดยมีนิลเดินตามหลังทุกฝีก้าว

“ขับรถดีๆ นะเดียว” นิลกำชับ เดียวพยักหน้าอีกทีแล้วก็หันกลับไป นิลล็อกประตูบ้าน ยืนมองจากหน้าต่าง มองอยู่อย่างนั้นจนรถที่คุ้นตาแล่นออกไปพ้นลานสายตาจึงปิดม่านกลับ ถอนหายใจ

“คนมีความร้าก” มรกตแซวเข้าให้

“เออ อิจฉาอะเดะ”

“ครับ อิจฉาครับ อยากมีแฟนให้กอดซับน้ำตา” เจ้ามรกตตัวดีทำเสียงล้อเลียน อยากมีแฟนจริงมั้ยไม่รู้ แต่อยากล้อนี่แน่นอนล่ะรายนี้ “หน้าเฮียแดงแจ๋เลย เขินอะดี้”

“เฮ้อ ไปนอนไป”

มรกตกะแซวอีก แต่เห็นสายตาอาเฮียกำลังเมารักได้ที่ก็ชักจะแซวไม่ออก เฮียมันเป็นยิ่งกว่าตอนปีหนึ่งอีกว่ะ

อืม ตอนตกลงปลงใจคบกันช่วงปีหนึ่งเฮียนิลก็เพ้อรักพอสมควรแหละ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกให้คนทั้งบ้านเห็นขนาดนี้ แล้วดูเฮียตอนนี้สิ กอดปลอบเคลียร์กันในสวน เดินมาส่งที่ประตู มองจนลับตาอีก มรกตไม่เคยคิดเล้ยว่าเสต็ปเพ้อรักนิย้ายนิยายแบบนี้จะมาให้เห็นจริงๆ ตรงหน้า ยิ่งกับเฮียที่เคยเย็นชาใส่สาวจนเขาเฟดตัวเองไปด้วยแล้ว

แค่รักกับไม่รัก ก็ต่างกันโข!

อ้อ กตไม่คิดจะมีความรักกับเขาบ้างหรอก ขี้เกียจแบ่งเวลาให้ใคร แค่เรียนวันๆ ก็เหนื่อยจะแย่ นายมรกตไม่หาเรื่องใส่ตัวเด็ดขาดเลย คิดสรุปดังนั้นแล้วก็ขึ้นข้างบนอาบน้ำนอน

.

หลายสัปดาห์ผ่านไป วันเปิดเทอมใกล้เข้ามาทุกที นิลลงทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้เข้าระบบ เช้าวันถัดมาที่ร้านหยุดพอดี ก็เลยได้โอกาสย้ายตัวเองมาอยู่ที่หน้าบ้านเจริญไพศาลนันท์ เขาเคยขับรถมารับส่งเดียวอยู่สองครั้ง บวกกับความทรงจำเรื่องเส้นทางที่ได้เพิ่มมานิดหน่อยทำให้คราวนี้ไม่ต้องมีคนบอกทางแล้ว

“สวัสดีครับคุณน้า”

“อ้าวน้องนิล เข้ามานั่งรอข้างในก่อนสิลูก”

“ขอบคุณครับ” ทว่ายังไม่ทันได้เดินเข้าไปใกล้ตัวบ้านก็แว่วเสียงเปิดปิดประตู เป็นเดียวนั่นเอง

“ขอโทษที่ช้า แม่ครับ เดียวไปก่อนนะ”

“จ้ะ อย่าดึกนักนะลูก กลางคืนขับรถยาก เกรงใจน้องนิล”

“เดียวเขาเด็กดีอยู่แล้วครับคุณน้า ยังไงจะมาส่งช่วงค่ำๆ นะครับ”

คุณมาลินียิ้มรับ “ได้จ้ะ”

ขับออกมาไม่ไกล นิลก็เริ่มชวนคุย “เดียว เดี๋ยวอาทิตย์หน้ากลับหอด้วยกันนะ”

“จัดของแล้วยัง”

“ยังไม่ได้จัดเลย ที่นั่นขาดอะไรมั้ย นิลจำไม่ได้”

“เดียวว่าไม่ขาด ยกเว้นพวกหนังสือ นิลคัดเอาแล้วกันว่าเทอมนี้จะใช้เล่มไหนบ้าง พวกปากกาดินสอใช้ด้วยกันก็ได้”

“อืม พวกเสื้อผ้า ชุดนักศึกษาล่ะ ที่นั่นมีกี่...เอ้อ โทษที ใครจะไปจำได้เนอะ ตอนนี้ที่บ้านมีสองชุด เลยคิดว่าน่าจะมีอีก”

“ชุดอื่นไม่รู้นะ แต่เครื่องแบบมีห้าชุด ที่ห้องน่ะ” เดียวบอก “เดิมทีก็พออยู่หรอก แต่กางเกงเลอะสีไปตัวนึงตอนปีสอง ตัวนั้นเดียวเห็นนิลไม่ได้ใส่เลย ยังไงเอามาเผื่ออีกตัวเถอะ อย่าใส่ซ้ำเลย น่าเกลียด”

รถเร่งเร็วขึ้นไปวูบหนึ่ง ทำเอาเดียวใจหายวาบ “นิล! มีสมาธิหน่อยสิ!” ดีที่เป็นทางตรง แต่ถ้าเป็นตอนกำลังเลี้ยวล่ะไม่อยากจะคิด!

“ขอโทษ เดียว นิลใส่ซ้ำจริงเหรอ”

“เออสิ รีดๆ แล้วใส่ซ้ำทุกศุกร์เลย สกปรก” เดียวว่าเข้าให้ เสียงยังมีเค้าของความตกใจแทรกมา “เดียวจะซักให้ก็ไม่เอา ให้หยิบกลับมาจากบ้านอีกตัวก็ไม่เอาเหมือนกัน อะไรของนิล ไม่เข้าใจเลย”

“นิลก็ชักจะไม่เข้าใจตัวเองแล้ว” เจ้าของพฤติกรรมหน้าเจื่อนลงประมาณหนึ่ง ก่อนจะนึกเรื่องคุยได้อีก “นี่เดีย-“

“นิลน่ะขับรถไปเลย ไม่ต้องชวนเดียวคุยแล้ว ไว้คุยกันต่อที่ร้าน”

“ขอโทษครับ!” นิลรัตน์รีบนั่งตัวตรงล็อกสายตาไว้บนถนนเหมือนเดิมทันที ทว่าในหัวสมองยังไม่สงบ เขายังไม่อยากเชื่อเท่าไหร่ว่าตัวเองจะทำอย่างนั้นได้ลง “ขอนิดนึง เราไม่ใช่คนซกมกนะ จริงๆ นะ”

นิลรัตน์ตั้งใจขับมากขึ้น เลยไม่ได้หันมาเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ของคนข้างๆ เพียงแต่ได้ยินเสียงบอกว่า “เอาไว้เดียวจะคอยดูแล้วกัน”
หลังจากรถขับเข้ามาในลานจอดรถสักพักนิลก็เอ่ยถาม “เดียวลงไปจองคิวก่อนเลยมั้ย”

รักเดียวมองดูสภาพลานจอดรถมาตั้งแต่ต้นแล้ว เห็นว่าควรทำเช่นนั้นจริงก็พยักหน้าพลางตอบรับ นิลเลยส่งเดียวลงหน้าประตู ก่อนจะขับวนไปหาที่จอด

เดียวรอคิวอยู่ไม่นานก็ได้โต๊ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเลยสั่งเผื่ออีกคนไปด้วย เสร็จเรียบร้อยแล้วถึงรู้ว่าโทรศัพท์กำลังสั่น เป็นนิลที่โทรเข้ามา

“นิล มาถูกมั้ย”

“ไม่อะ นี่นิลอยู่หน้าร้านXX ต้องไปทางไหนต่อ”

“เห็นทางที่มีป้ายสีเหลืองๆ ที่ขายชานมไข่มุกป้ะ เดินตรงมาทางนั้นจนสุดทางก็ถึงแล้ว”

“เห็นละๆ”

“เดียวอยู่โต๊ะในสุดนะ เดินเข้ามาเลย”

นายหนึ่งหทัยที่รับรู้ว่าอีกฝ่ายวางสายไปแล้วแอบหัวเราะ คิดถึงสมัยก่อนตอนตัวเองยังจำทางมาร้านไม่ได้ ไปหลงอยู่ตรงนั้นตรงนี้จนอีกคนต้องไปรับ นี่เขาก็พัฒนามาไกลเหมือนกันนะ บอกทางคืนได้แล้ว

ไม่นานนิลก็หาโต๊ะเจอ “อันนี้ร้านที่นิลพาเดียวมาจริงๆ เหรอเนี่ย ทำไมเดียวรู้ทางกว่านิลอีก ใครพาใครมากันแน่”

“ก็นิลน่ะแหละ สงสัยจะรู้จักร้านนี้เอาหลังเข้ามหาลัยแล้วล่ะมั้ง” เดียวเริ่มสาธยายอาหารที่สั่งเผื่อไป ซึ่งตอนนี้บางส่วนลงไปอยู่ในหม้อแล้วเรียบร้อย นิลรัตน์ฟังไปก็ทึ่งไป แม้จะคาดไว้อยู่แล้วแต่พอเห็นกับตาก็อดประทับใจไม่ได้ เดียวรู้ใจนิลกระทั่งเรื่องอาหาร ในขณะที่นิลไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเดียวเลย

ชอบเต้าหู้เหรอ นิลเห็นอีกฝ่ายทำตาเป็นประกายแล้วแทบไม่เชื่อสายตา สีหน้าแบบนี้ก็อยู่บนใบหน้าของนายหนึ่งหทัยได้ด้วย นิลรัตน์จดรายละเอียดที่สังเกตเห็นไว้ในใจ ทั้งหลอดที่มีรอยกัด น้ำจิ้มที่บีบมะนาวเพิ่ม แล้วก็ของหวานที่อีกฝ่ายสั่ง

ในเมื่อจำไม่ได้ ก็จำใหม่ ในเมื่อสูญเสียไป ก็สร้างขึ้นทดแทน ทางนี้แหละดีที่สุด

เมื่อทานเสร็จเรียบร้อยทั้งคู่ออกเงินกันคนละครึ่ง นิลขับรถไปส่งเดียวที่บ้าน ก่อนที่เดียวจะเปิดประตูลงจากรถไป  นิลเรียกไว้ ยื่นถุงกระดาษใบโตให้อีกฝ่าย

“อันนี้เตี่ยกับแม่ซื้อมาฝาก”

“ขอบใจนะ ฝากขอบคุณที่บ้านนิลด้วย”

“อืม ไปเถอะ แล้วเจอกัน”

ส่งเดียวลงบ้านเรียบร้อย นิลก็เหยียบคันเร่ง ขยับพวงมาลัยพารถออกสู่เลนซ้าย กลับบ้านตัวเอง

******
ตอนสุดท้ายของค่ำคืนนี้แล้วค่ะ เจอกันอีกทีพรุ่งนี้นะคะ

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2053
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ทำตัวเอียงเป็นแล้วค่า >< จะทยอยแก้นะคะ

ตอนที่ 12

นิลดูปฏิทิน มองตารางเวลาในโทรศัพท์ แล้วก็พิมพ์ยุกยิกเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งรายการ

เรื่องกำหนดสอบมิดเทอมเหรอ ไม่ใช่หรอก เรื่องนั้นก็ต้องพิมพ์ไว้ตั้งแต่ต้นเทอมแล้วสิ

สิ่งที่นิลเพิ่มเข้าไป คือกำหนดวันจัดงานของรุ่นน้องคณะเดียวต่างหากล่ะ

“งานเลิกดึกนะนิล”

“รู้น่า ออกมาก่อนก็ได้นี่”

เดียวถอนใจ แล้วสักพักก็พยักหน้า “ไปก็ไป ซื้อบัตรคู่มาขนาดนี้แล้วจะให้เดียวพูดอะไรได้” เป็นงี้เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลย ความเป็นนิลไม่เคยหายไปไหน

รูปแบบงานยังคงเหมือนเดิม ที่แปลกคือบัตรเข้างานปีนี้ลายเหมือนอมยิ้มสายรุ้ง ที่แต่ละสีมีลวดลายเฉพาะของแต่ละธีม สีแดงมีลายแม่มดกับแมว สีฟ้ามีลายดอกไม้ สีเหลืองมีลายรวงผึ้ง และสีม่วงมีลายดาว ไม่รู้ว่าตกลงแล้วธีมอะไรกันแน่ ขัดกับชื่องานที่สื่อถึงสวนดอกไม้ชัดเจน

“อันนี้เหมือนน้องจงใจจะทำล้อธีมเก่าๆ ไปด้วยน่ะ มีธีมอาณาจักรผึ้งของปีเดียวด้วยนะ”

ธีมงานของปีก่อนๆ ที่มาปรากฏในปีนี้คือ อาณาจักรผึ้ง โรงเรียนเวทมนตร์ในสวนสนุก และสุดขอบจักรวาล

“ซุ้มที่เขียนว่าร้านขายโพชั่นวินดี้วินซี่ตรงนั้นยืมมาจากธีมโรงเรียนเวทมนตร์ มันเป็นที่รับเด็กเข้าโรงเรียนน่ะ ครูจะใช้โพชั่นทำให้เด็กคนนั้นเข้าไปอยู่ในโรงเรียน เป็นซุ้มที่ใช้ตรวจบัตรเข้างาน แต่เหมือนปีนี้มีปัญหาตรงที่ไม่ได้ยืมสถานที่ตรงตึกข้างๆ ไว้ ซุ้มตรวจคนเลยต้องขยับเข้าไปในที่จัดงาน แล้วก็โยงผ้าดำไม่ให้เห็นข้างในเอา”

พอเข้าไปข้างในซุ้ม ก็เห็นการตกแต่งด้วยผ้าสีหม่นเข้ม ทั้งแดง ม่วง น้ำตาล และเขียว ไฟเป็นสีเหลืองไม่สว่างนักอาบย้อมภายในให้ดูเหมือนมีมนตร์ขลัง

น้องที่แต่งกายด้วยชุดผ้าคลุมสีดำ ใส่วิกผมสีขาวสวมหมวกแฟนซีติดขนนกเอ่ยพึมพำเหมือนกำลังร่ายมนตร์ ขณะที่กดเครื่องเจาะรูลงบนบัตร เธอกล่าวด้วยเสียงแหลมอันเป็นเอกลักษณ์ของแม่มดในงานปีก่อน “ขอให้สนุกนะนักเรียน” ว่าแล้วก็หยิบขวดเล็กๆ ขึ้นมากดหัวฉีดหนึ่งที แล้วก็ใช้ไม้คทาแหวกผ้าทำซุ้มให้เปิดออก เผยให้เห็นบรรยากาศภายในงาน

“เป็นสเปรย์น้ำก๊อกอะ เพื่อความขลัง” เดียวกระซิบหลังจากเดินเข้ามาในงานหลายก้าว

“ทำไมเดียวรู้รายละเอียดงานเยอะจัง”

“ก็ดิถีกับเจนช่วยคุมงานนี้ โดนสปอยล์มาเยอะเลย” ที่จริงเดียวรู้ถึงเนื้อเรื่องเต็มๆ ของทั้งงานแล้วด้วย แต่คงไม่เล่าเลยหรอก เดี๋ยวอีกคนจะหมดสนุก มือเล็กขยับพลิกสูจิบัตรไปมา เปิดดูข้างใน “ในสูจิบัตรมีให้ตามสะสมเนื้อเรื่องด้วย เข้ากิจกรรมทีก็จะได้รู้เนื้อเรื่องเพิ่มขึ้นที แต่บางกิจกรรมก็จะได้มาเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แทนอะนะ”

“สวัสดีคร้าบ อาณาจักรผึ้งยินดีต้อนรับคร้าบ” น้องผู้ชายบนเวทีไม้เตี้ยๆ ส่งเสียงดัง เรียกความสนใจของคนบริเวณนั้นไว้ได้ น้องคนนี้สวมชุดผึ้งสีเหลืองดำ รายละเอียดทุกอย่างเหมือนกับที่นิลเคยเห็นในงานเมื่อสองปีก่อนไม่มีผิด

“ที่ขอรุ่นพี่ทุกชั้นปีไปเป็นที่ปรึกษาก็เพราะอยากได้รายละเอียดพวกนี้แหละ” มีเสียงพรายกระซิบ นิลพยักหน้าหงึกหงัก

“อะไรกันเนี่ย ทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ เราควรจะไปอยู่ที่โรงเรียนสิ ก็อาจารย์ใช้โพชั่นเทเลพอร์ตกับเราแล้วนี่นา” น้องผู้หญิงข้างๆ มองไปรอบๆ อย่างตระหนก

เธอสวมชุดนักเรียนแบบในการ์ตูนแนวโรงเรียนเวทมนตร์ สวมผ้าคลุมสีเข้ม ผูกไทสีแดง เส้นผมของเธอเป็นสีแดงเพลิง แว่นตาก็เป็นแบบใส่ตาเดียว นี่คือตัวละครจากงานปีก่อนไม่ผิดแน่ “คุณผึ้งคะ เดี๋ยวฉันก็ต้องไปรายงานตัวกับอาจารย์ประจำชั้นแล้ว ฉันต้องไปทางไหน ถึงจะกลับโรงเรียนได้ล่ะคะ” 

“เดี๋ยวนะ นี่อาจารย์วินดี้ใช้โพชั่นผิดพลาดเหรอ เป็นไปได้ยังไงกัน” คุณผึ้งเดินวนไปมา ทำสีหน้าประหลาดใจระคนสงสัย “เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะพาคุณนักเรียนกลับโรงเรียนก่อน ในระหว่างนี้เชิญพักผ่อนตามสบายนะคร้าบ เรามีน้ำผึ้งมะนาวสูตรพิเศษ แก้วละแค่สิบห้าบาทเท่านั้นครับผม แล้วก็มีข้าวเหนียวหมูปิ้งสูตรเก่าเจ้าเดิมด้วย อย่าลืมไปชิมกันนะคร้าบ” คุณผึ้งหันมาบอกคนในงาน แล้วก็หันกลับไปหานักเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ เอ่ยอย่างมีน้ำใจ “มาครับ ผมจะนำทางให้เอง”

พูดจบ ทั้งสองคนก็เดินลงไปจากเวทีรูปกลม แต่ยังมีเสียงดังมาจากลำโพง ฟังดูคล้ายเสียงคนกระซิบกระซาบ

“นี่ ได้ยินมาว่าอาจารย์วินดี้ใช้โพชั่นพลาดเหรอ”

“มั่วแล้ว อาจารย์เนี่ยนะ”

“หรือว่า! วินซี่จะเล่นซนอะไรอีกแล้ว”

“ใครอ้ะ วินซี่”

“น้องสาวฝาแฝดของอาจารย์ไงเล่า ชื่อร้านวินดี้วินซี่ ก็เอามาจากชื่อของน้องคนนั้นด้วย แต่ได้ยินมาว่าเวทมนตร์ของวินซี่คนนั้นเทียบอาจารย์ไม่ติดเลยล่ะ แถมทำอะไรก็ผิดพลาดไปหมดเพราะเธอซุ่มซ่าม”

“นี่หรือว่าที่นักเรียนพวกนั้นกับคนกลุ่มนี้มาโผล่ในหมู่บ้านเรา จะเป็นเพราะการเล่นแผลงๆ ของแม่มดวินซี่?”

เสียงซุบซิบนินทาที่ดังออกมาจากลำโพงกระจายไปทั่วงานเงียบเบาลง แล้วบรรยากาศของงานก็เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น เริ่มเนื้อเรื่องแล้วสิ

“นี่เอง ที่บอกว่าให้เข้างานตรงเวลา ไม่งั้นจะเก็บเนื้อเรื่องได้ไม่ครบสินะ” นิลว่า ตอนเห็นบัตรก็งงๆ อยู่ เพราะปีก่อนๆ ไม่เห็นมีพิมพ์คำแนะนำอย่างนี้ จะเข้าจะออกงานเมื่อไหร่ก็ได้

“ไม่หรอก จะมาช้าหรือมาเร็ว ถ้าเล่นกิจกรรมได้ใบเนื้อเรื่องครบจริงๆ นะ ไม่ต้องดูการแสดงเลยก็ยังได้ ก็เลยมีคนที่เข้าไปเล่นกิจกรรมเลยอยู่เหมือนกัน” เดียวชี้ให้ดูคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากซุ้มกิจกรรมไกลๆ “การแสดงก็แค่จัดให้คนอินมากขึ้นน่ะ”

ปีเดียวก็ทำการแสดงเหมือนกัน แต่แสดงบนเวทีใหญ่ทีเดียว ไม่เหมือนงานน้องที่ตั้งเวทีแสดงเล็กๆ ไว้หลายจุด มีลำโพงตัวใหญ่วางอยู่ตรงกลางงานเพื่อให้เสียงกระจายทั่วถึง ส่วนลำโพงเล็กติดตั้งแยกไว้อีกทีในแต่ละโซนเอาไว้เปิดเพลงสร้างบรรยากาศ ตอนมีการแสดงลำโพงเล็กจะลดเสียงลง กิจกรรมในซุ้มก็ยังดำเนินได้ตามปรกติ คนที่ต่อคิวอยู่ผละออกไปดูไม่ได้อย่างน้อยก็ยังได้ฟัง

“โซนอาณาจักรผึ้งเหมือนของเดิมมากเลยเนอะ”

“แน่สิ ซื้อหมูปิ้งกัน ดูซิว่าสูตรเดิมจริงมั้ย” นายหนึ่งหทัยผู้เฝ้าร้านหมูปิ้งเมื่อสองปีก่อนลากนิลไปต่อคิว
ต่อคิวรอไม่นานก็ได้สั่ง “หกไม้ครับ ขอมันเยอะๆ สามไม้ ไม่มันสามไม้ ข้าวเหนียวห่อนึงด้วย”

“ได้ครับพี่ รับบัตรคิวแล้วรอสักครู่นะฮะ” น้องจดรายการรวดเร็วเสียบไว้กับหลักโลหะ

“เบอร์เจ็ด หมูย่างสาม ข้าวเหนียวหนึ่งได้แล้วคร้าบ” น้องอีกคนเรียก เจ้าของหมูย่างเข้าไปรับ แล้วก็เดินออกไป

“รู้จักเหรอนิล” ถามเพราะเห็นอีกคนมองตามเจ้าของหมูย่างคิวที่เจ็ดไม่วางตา

เจ้าของชื่อละสายตากลับมา แต่ยังคาใจ ก็คนนั้นไม่ใช่ลิลิต เพื่อนสมัยมอปลายเหรอ “เหมือนลิลิตจะมางานนี้ด้วยนะ”

“หือ ไม่น่านะ ไหน”

“ชุดนักศึกษา คนนั้นอะ แต่เท่าที่จำได้เจอกันครั้งก่อนลิลิตสูงเท่าเราแล้วนี่หว่า” ดูเหมือนคนนั้นจะสูงน้อยกว่านิลอยู่นิดนึง “คงไม่ใช่มั้ง หรือเราสูงขึ้น นิลสูงขึ้นปะ”

เดียวกะพริบตาปริบๆ “ไม่นะ ตอนปีสองก็วัดไปที คางเดียวอยู่ตรงไหล่นิลพอดี” เดียวพยายามปาดมือเป็นเส้นตรงขนานกับพื้นลากจากคางไปถึงไหล่อีกฝ่าย “นี่ไง ก็ตรง หรือเราสูงขึ้นทั้งคู่” นี่คือคำพูดของคนที่หยุดสูงมาตั้งแต่มอห้าเพราะไม่ยอมออกกำลังกาย แถมนอนดึกจนติดเป็นนิสัย “ก็ไม่น่า”

ใช่ ก็ไม่น่า... ถ้าเดียวรู้ว่านิลคิดอย่างนี้มีหวังโดนฝ่ามืออรหันต์

“อ๊ะ ได้แล้ว” เดียวเข้าไปรับหมู หยิบไม้ที่มีมันขึ้นมากัดคำนึง ส่งถุงให้คนข้างๆ นิลรับถุงมาถือไว้ มองคนกินเก่ง

เดียวเป็นคนที่...จะว่ายังไงดีล่ะ เหมือนมีสกิลพิเศษทำให้ดูสวยขึ้นอีกเท่าตัวตอนกำลังตั้งใจกินอะไรสักอย่าง

“มองอะไย” กัดเข้าไปก่อนก็ได้ ทำไมต้องกัดคาไว้แล้วพูดด้วยอะ

นิลหันหนี รู้สึกร้อนวูบๆ “เปล่า” แค่ยังไม่ชินกับดาเมจของใครแถวนี้นั่นแหละ ยิ่งมีภาพในความทรงจำผุดขึ้นมาประกอบ นิลยิ่งต้องหลบไม่สบตา พลางก่นด่าสมองตัวเองในใจ มาจำได้อะไรเอาตอนนี้ก็ไม่รู้...ไม่ใช่เวลาเลย ไม่ใช่เวลาจริงๆ

“นี่หรือว่า... ไม่ได้นะ ทำร้านอาหารแยกเนื้อกับมันไม่ออกเสียชื่อหมด ดูนะดู มันหมูจะใสๆ กว่าเนื้อ แบบอันนี้ ส่วนอันนี้ไม่มีใสๆ เห็นปะ ก็คือเป็นเนื้อล้วน” เดียวหยิบไม้ที่มีแต่เนื้อหมูล้วนๆ ให้คนไม่กินมันไปไม้นึง เสร็จแล้วก็จัดการไม้ในมือนั้นต่อ นั่งกินทั้งหมูทั้งข้าวเหนียว จัดการน้ำผึ้งมะนาวไปครึ่งแก้วแล้วก็ได้เวลาตะลอน

“ตรงนั้นเป็นซุ้มธีมสุดขอบจักรวาล ปีของรุ่นพี่เดียวจะใส่รายละเอียดมาแค่ว่าจักรวาลมีสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ตัวนึงเป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง ไม่ว่าไปซื้ออะไรร้านไหน ก็จะได้ยินคำสรรเสริญผู้ปกป้องคุ้มครองอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ปีนี้น้องเอาเรื่องมาบิด เป็นว่าสัตว์ประหลาดนั้นแท้ที่จริงคือลูกสมุนของจอมมารที่อยากยึดครองจักรวาล เลยต้องตามหาผู้กล้ามาต่อกร”

การแสดงน่าจะเริ่มไปแล้วนิดหนึ่ง น้องที่ใส่ชุดสีดำ สวมหมวกเหมือนทหารญี่ปุ่นกำลังกุมขมับ เดินวนไปมาบนเวที

“ข้าต้องเดินทางอีกไกลแค่ไหนกันถึงจะไปถึงสวนดอกไม้แห่งจิตวิญญาณของผู้กล้า เป็นเพราะยายแม่มดบ้านั่นแท้ๆ ที่ส่งข้ามาผิดทิศผิดทางอย่างนี้ อ้าว พวกท่านรู้อยู่แล้วหรือว่ายายนั่นคือวินซี่ ไม่ใช่จอมแม่มดวินดี้ แล้วทำไมไม่รีบบอกข้า!” นายทหารจักรวาลโวย ท่าทางหัวเสีย

“เฮ้อ เอาเถอะ เอาเถอะ ไหนๆ ก็มาติดอยู่ที่นี่แล้ว ก็ชิมของดีของเด็ดจากจักรวาลโซนศูนย์หน่อยแล้วกัน คุกกี้เสี่ยงโชคของจักรวาลโซนศูนย์โด่งดังมากเลยนะ ไม่ได้ชิมเดี๋ยวเขาจะหาว่ามาไม่ถึง รู้มั้ยล่ะ”

คนคุมร้านข้างหลังรีบชูป้ายคุกกี้เสี่ยงโชคสีดำสนิทขึ้นมาโฆษณาว่าร้านอยู่ตรงนี้ ราคาขายชิ้นละสิบบาท แต่ละชิ้นบรรจุอยู่ในซองซีลปิดสนิท ชิ้นใหญ่สมราคาอยู่เหมือนกัน

ว่าแต่ทำไมถึงใช้คำว่าคุกกี้เสี่ยงโชคน่ะเหรอ?

ในนั้นไม่ได้มีข้อความทำนาย แต่มีเลขล็อตเตอรี่น่ะสิ “ที่จริงบนบัตรเข้างานก็มีเลขนะเห็นมั้ย แต่การได้เลขเพิ่มมาอีกเลขนึงก็เป็นการเพิ่มโอกาสได้รางวัลน่ะ”

ในสูจิบัตรอธิบายว่าถ้าได้รางวัลจากเลขของคุกกี้เสี่ยงโชค จะได้เป็นชุดถ้วยชามสีขาวดำ ถ้าได้จากเลขบัตร ก็จะเป็นเซ็ตชาดอกไม้ยี่ห้อดัง

ซุ้มนี้มีกิจกรรมปาลูกโป่งด้วย โดยมีคำอธิบายว่าลูกโป่งแต่ละใบคือที่กักเก็บวิญญาณสำรองของสัตว์ประหลาด ยิ่งทำให้ลูกโป่งแตกได้เยอะในเวลาจำกัด ก็ยิ่งได้รางวัลใหญ่ แต่เพราะคนต่อคิวกันยาวมาก สองคนเลยเดินผ่านกิจกรรมนี้ไป

“เข้าโซนธีมจริงๆ ของน้องแล้วนะ”

ซุ้มข้างหน้าคลุมผ้าใบขาว ตกแต่งด้วยดอกไม้ปลอมและระแนงไม้เลื้อย ภายในมีรูปดอกไม้สีม่วงที่มีกลีบเรียว แต่ละกลีบเรียงตัวซ้อนกันแน่นหนา

“ดอกดาหลาสีม่วงน่ะ” มีเสียงหนึ่งบอกมาจากข้างหลัง พอหันไปดูก็พบกับอ๋อง น้องรหัสของเดียวมาในชุดผู้ชายธีมแฟนตาซีเมืองหนาว อ๋องกระซิบกับพี่ๆ สองคน “อย่าหลุดขำนะพี่นิล พี่เดียว ผมขอ เดี๋ยวน้องมีนเขาจะหาว่าผมหลุดบท โดนดุอีก” น้องมีนคือน้องปีหนึ่งที่เป็นแฟนกับอ๋องมาตั้งแต่สมัยยังอยู่มอปลาย

เดียวยิ้ม “ก็ว่า ทำไมไม่ว่าง ซุ่มซ้อมเป็นเอ็นพีซีนี่เอง เสียค่าเข้างานมั้ยเนี่ย”

“ไม่เสียฮะ น้องมีนเบิกบัตรสตาฟมาให้”

พี่รหัสพยักหน้ารับ ก่อนจะต่อบท “ทำไมถึงเป็นดอกดาหลาล่ะครับ”

น้องอ๋องกระแอม เดินนำทั้งสองคนเข้าซุ้มสีขาว ยกมือไล้นิ้วไปตามแนวกลีบ “ดาหลา...ดอกไม้ที่มีความหมายถึงการรอคอย ข้าเลือกใช้ภาพของมันตกแต่งคฤหาสน์เพราะความหมายของดอกไม้นี่ช่างเหมาะกับข้า” ปลายนิ้วที่ไล้ไปจนถึงกลางภาพหยุดชะงัก น้องหันกลับมา หลุบตามองพื้น ส่งกระแสเสียงขมขื่นปนโกรธแค้น

“ยายแม่มดชั่วคารีนูบา...มันสาปข้ากับวินดี้คนรักของข้า ไม่ให้ข้าออกจากคฤหาสน์ และไม่ให้วินดี้เข้าเมืองดอกไม้ได้ด้วย ข้าเลยต้องติดต่อกับนางผ่านลูกแก้ววิเศษ รอคอยให้เสียงของนางส่งผ่านมาเยียวยาหัวใจของข้า”

นอกจากภาพวาดดอกดาหลาสีม่วงดอกเบ้อเร่อ ภายในซุ้มยังมีโต๊ะอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีลูกแก้วใสเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณครึ่งคืบ วางอยู่บนฐานกลมทำจากไม้ ดูไปก็เหมือนจะเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ตกแต่งน้ำพุเสริมฮวงจุ้ย

“ข้าติดต่อนางไม่ได้มาหลายวันแล้ว นับตั้งแต่วันที่น้องสาวของนางทำโพชั่นบนชั้นหล่นใส่ นางคงโดนโพชั่นสลายเข้าเป็นแน่” เจ้าของคฤหาสน์ก้มศีรษะน้อยๆ “ข้าขอร้องท่าน ได้โปรดหาโพชั่นย้อนเวลามาให้ข้าที โพชั่นย้อนเวลาปรุงได้จากดอกทานตะวันและดอกแสงจันทร์ ต้องเป็นโพชั่นที่ปรุงโดยหมอยาในร้านขายของวิเศษสาขาเมืองดอกไม้เท่านั้น”

ร้านขายของวิเศษสาขาเมืองดอกไม้...คงหมายถึงซุ้มที่ทำหลังคามุงจากตรงนั้น มีป้ายแปะไว้ด้วยว่าร้านขายของวิเศษ คงใช่แน่
ที่ประตูไม้นั้นมีป้ายเขียนไว้ว่า ‘กรุณาเคาะประตู’ นิลเคาะไปสามที ก็มีเสียงคนไอค่อกแค่กก่อนตอบรับ

“เข้ามาสิ” เสียงนั้นสั่นพร่าเหมือนพยายามเลียนแบบคนแก่ น้องผู้ชายติดเคราปลอม สวมวิกเทา แถมทาแป้งที่คิ้วกระแอมไออีกสองสามที ก่อนจะเอ่ยถามธุระ “มีอะไรให้ข้าช่วยรึ”

“เราอยากได้โพชั่นย้อนเวลา ปรุงจากดอกทานตะวันแล้วก็ดอกแสงจันทร์น่ะ” นิลบอก

“โอ้...งั้นเจ้าต้องช่วยข้าร่ายเวทเรียกดอกไม้ทั้งสองชนิดแล้วล่ะ เอ้า รับใบลานวิเศษไป”

ที่จริงแล้วมันเป็นใบตองตากแห้ง...เขียนตัวเลขเอาไว้ใบละสิบสองตัว

“เจ้าต้องท่องคาถาต่อหน้าข้าให้ได้สามบทโดยไม่ผิดพลาดนะ ถึงจะได้ดอกไม้มาเพียงพอ ข้าเตรียมเผื่อเอาไว้สิบบท มีทั้งง่ายและยากปนกัน จำได้แล้วก็มาท่องให้ข้าฟังที่นี่ เอ้า เอาไปจำ” หมอยายื่นใบตองมาให้ทั้งปึก แล้วก็กลับไปนั่งเล่นเกมโทรศัพท์อย่างเมามัน... อันนี้ก็อยู่ในบทของเอ็นพีซีด้วยเรอะ ไอ้การเล่นเกมเนี่ย

นิลส่งให้เดียวไป แล้วก็ดูไปทีละใบ “น่าจะมีอันที่มันมีระบบสิ นี่ อย่างอันนี้ คล้ายว่าจะเป็นจำนวนเฉพาะ แต่ตัวสุดท้ายดันกลายเป็นสิบแปด แทนที่จะเป็นสิบเก้า”

เดียวสลับๆ ดู บ้าง  “อันนี้ง่ายอยู่ อีกแผ่นนึงล่ะ เอาอันไหนดี”

“นี่ อันนี้ ค่าพาย รากที่สองของสอง ละสี่ตัวท้ายเป็นค่าคงที่ของพลังก์ เอาเลยมะ”

“ได้ ปะ”

พวกเขาส่งใบที่เลือกให้กับหมอยา แล้วก็ผลัดกันท่องจนครบ

“ข้าว่าข้าคงต้องลดใบลานเหลือห้าใบแล้วสิ” เอาใบง่ายๆ ออกซะ... “เอาล่ะ นี่คือโพชั่นที่ท่านต้องการ แต่เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งไปไหน ขอขายของหน่อย”

ท่านหมอยาหยิบเอาชั้นแขวนสินค้าออกมาตั้ง พวงกุญแจที่แขวนอยู่ชนกันส่งเสียงดังอย่างโลหะกระทบโลหะ “นี่คือพวงกุญแจโลหะเรซิ่น รูปดอกทานตะวันและดอกแสงจันทร์ อันละไม่แพงแค่ยี่สิบบาทเท่านั้น”

นิลจับพลิกๆ ดู “ขายอันละสามสิบก็ได้นะ เคยเห็นในตลาด”

หมอยามองซ้ายมองขวา ก้มลงกระซิบด้วยน้ำเสียงเบากว่าปรกติให้ได้ยินกันสามคน “ประธานรุ่นบอกอันนี้ได้มาฟรีจากสปอนเซอร์ ขายยี่สิบก็พอ คนจะได้อยากซื้ออะพี่” อนึ่งธนบัตรยี่สิบบาทมันหยิบง่ายด้วย ไม่ต้องหยิบเพิ่มต้องรอทอนอะไรให้วุ่นวาย

นิลหัวเราะ “โอเค เอาอันนึงแล้วกัน รูปทานตะวัน” หยิบเงินจ่าย แล้วก็รับของ

“ขอบคุณนะพวกท่าน ไปดีมาดีล่ะ”

พวกเขาเอากระดาษที่เป็นภาพพิมพ์ลายขวดโพชั่นไปให้น้องอ๋องที่ซุ้ม

“มาแล้ว ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยเหลือ นี่คือของตอบแทนที่ข้าเตรียมไว้ให้”

คูปองลดราคาห้าบาทสำหรับเครื่องดื่มและอาหารในงาน พร้อมกับใบเนื้อเรื่อง

“นี่ไม่กลัวขาดทุนเลยเหรอเนี่ย ราคาอาหารก็ไม่อัพ แล้วยังแจกคูปองลดราคาในกิจกรรมที่ไม่เก็บเงินอีก” นิลอดถามไม่ได้ ในงานนี้กิจกรรมเยอะแยะ แต่กิจกรรมที่เก็บเงินก่อนเล่นดันมีแค่ไม่กี่ซุ้ม ยิ่งอะไรที่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องนะยิ่งเล่นฟรี บางกิจกรรมอย่างทำโพชั่นนี่ก็มีของแจก บวกกับได้สะสมเนื้อเรื่องกันฟรีๆ เลย ทั้งที่จะเอาความอยากรู้เนื้อเรื่อง อยากได้รางวัลมาเป็นช่องทางหาเงินก็ได้แท้ๆ

“น้องๆ เขาคิดกันมาแล้วอะฮะ เขาบอกไม่อยากให้ในงานต้องมาจ่ายอะไรเพิ่ม มันจะเหมือนเก็บเงินซ้ำซ้อน ไม่สู้เพิ่มไปในค่าบัตร ค่าบัตรแพงขึ้นแต่ในงานได้เล่นฟรีเยอะๆ ยังไงก็เป็นความทรงจำที่ดีกว่าค่าบัตรถูกแต่ต้องมาจ่ายเงินเพิ่มเรื่อยๆ ตลอดงาน แบบนั้นคนจะไม่ค่อยอยากเล่นด้วย”

อืม ไม่ได้เน้นได้เงินอย่างเดียวแต่เน้นประสบการณ์ที่คนเข้างานได้รับด้วยสินะ

“อะ เหมือนข้างนอกจะมีกลุ่มใหม่มาแล้ว เที่ยวให้สนุกนะครับพี่” อ๋องออกไปรับคนข้างนอกเข้ามา ทำหน้าที่เอ็นพีซีต่อไป ส่วนพวกเขาก็ออกไปผ่านทางออกด้านหลัง

ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีฟ้าเข้ม เดินเพลินๆ จนจะหกโมงเย็นแล้ว

“ยิ่งฟ้ามืดไฟก็ยิ่งสวยเนอะ” นิลว่า ก่อนเอ่ยชวน “ถ่ายรูปเก็บไว้กันเถอะ ไปถ่ายให้ทั่วงานเลย”

“อื้อ เอาสิ แล้วสักทุ่มครึ่งกลับกันนะนิล จะได้ไปกับรถหอ ไม่ต้องเสียค่าแท็กซี่” เดี๋ยวนี้ทางหอจัดรถรอบหนึ่งทุ่มครึ่งเพิ่มมาด้วย ไม่รู้ทำไม แต่มีก็ดีเหมือนกัน

สองคนจับมือเดินชมบรรยากาศงานกลางคืน ถ่ายรูปเล่นตามจุดที่ตกแต่งไฟสวยๆ บางทีก็ถ่ายรูปคู่ บางทีก็ถ่ายให้อีกคน บางรูปก็ถ่ายเก็บบรรยากาศงาน เหนื่อยแล้วก็ใช้คูปองซื้อขนมตามรายทาง จนใกล้เวลาที่ตกลงกันไว้ถึงไปเข้าห้องน้ำล้างไม้ล้างมือแล้วก็ไปยืนรอรถที่ป้าย

“โคตรสนุกเลยอะ โยงกับของปีก่อนๆ ด้วย” ได้ยินคนมางานพูดอย่างนี้ รุ่นพี่ก็หัวใจพองโตไปด้วย “ดีเทลในงานน่าสนใจมากๆ ถ้ามีใครทำรีวิวรวมไว้ให้ก็ดีสิ”

“น้องที่เป็นเอ็นพีซีก็แสดงดีมากเลย กิจกรรมปีนี้ไม่ค่อยเก็บตังค์เราเลยช่วยซื้อของ กะจะเอาไปฝากเพื่อนที่ไม่ได้มา”

“เฮ้ย มีรูปดอกกุหลาบด้วยเหรอ ซุ้มไหนอะ”

“อันนั้นไง ที่มันเป็นซุ้มลายอิฐอะ ชื่อบ้านของโรมิโอกับจูเลียต ไม่ได้เข้าเหรอ”

“เออ ไม่ได้เข้าว่ะ มีอะไรให้เล่น”

“จะมีเควสต์ให้ตามหาแหวนแต่งงานที่หายไป มีรูปมาให้ดู จะเป็นรูปลายเส้นขาวดำ เราต้องหาให้ได้ว่าแหวนตกอยู่ตรงไหน”

“เห้ย น่าสนุกจัง”

นิลกับเดียวฟังทั้งสองคนคุยกันจนรถของหอมาถึง ทั้งคู่อิ่มมาจากงานแล้ว พอถึงหอเลยไม่ได้เดินตลาด ตลาดค่ำๆ คนกำลังคึกคัก แต่เดี๋ยวสักห้าทุ่มเที่ยงคืนหลายร้านก็จะเริ่มปิดกลับบ้าน เหลือแต่พวกร้านโต้รุ่งที่ยังเปิดเคียงข้างร้านสะดวกซื้อ

ลิฟต์พานิลกับเดียวขึ้นมาถึงชั้นที่สิบสี่ ทั้งสองเดินเลี้ยวซ้ายสองครั้ง และเดินตรงไปจนสุดทาง นั่นเป็นที่ตั้งของห้องหนึ่งสี่ศูนย์สอง เสียงรองเท้ากระทบกระเบื้องเงามันหยุดลงตรงนั้น

ควรตามด้วยเสียงกุญแจ เสียงสลักปลดล็อก และเสียงโลหะบานพับสีกัน แต่ในความเป็นจริงกลับมีเสียงพื้นรองเท้าสีกับกระเบื้องสั้นๆ เสียงหนึ่ง

“เดียว สงสัยนิลจะลืมไว้ในห้องอะ ขอเช่ากุญแจสามวิดิ”

เดียวขยับมือหากุญแจ ในหัวนึกถึงเมื่อเช้า ล็อกประตูเสร็จแล้วเอาไปใส่ไว้ไหนนะ กระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าสะพาย คลำหาไม่นานก็เจอ หยิบส่งให้อีกคน

แต่พอนิลเปิดประตูเสร็จ ส่งคืนมา กลับมีพวงกุญแจอันนั้นใส่เพิ่มมาด้วย

“ค่าเช่า” นิลบอก “อย่าลืมไปหาความหมายของมันมาด้วยล่ะ”

ความหมายของดอกทานตะวันอะนะ? จะต้องหาอะไรอีก ในสูจิบัตรก็มี

นี่ไง มันหมายถึง...


อ่านความหมายแล้วก็ได้แต่พึมพำเสียงเบา “ไม่ดีเลย...” ใช่ ไม่ดีเลย

การคบกับคนคนนี้ อาจจะทำให้หัวใจของเขาต้องรับภาระหนักเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว

ที่จะไปก่อนเลยก็กล้ามเนื้อตรงแก้มที่กระตุกยิกๆ ไม่หยุดเนี่ย! สงสัยจะรวนไปหมดแล้ว!

******
มีตัวหนาตัวเอียงแล้ว เย่~ ใส่สีได้ด้วย 555/กราบขอบคุณกูเกิ้ล/
สวัสดียามเช้านะคะ ^^

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 13

เดียวมองดูเขาในความมืด ยินเสียงลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอและบางเบา เสียงนี้บ่งบอกแก่เขาว่านิลรัตน์กำลังหลับสบาย

ยังมีแสงอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาพอให้เดียวได้เห็นโครงหน้าของเขา คิ้วของเขา ปลายจมูก ริมฝีปาก ทุกอย่างของคนที่เดียวจดจำได้ดี ราวกับมีรูปปั้นของเขาสลักเอาไว้ในส่วนหนึ่งของหัวใจ ความทรงจำทั้งหมดที่เกี่ยวกับนิลถูกบันทึกไว้เป็นภาพความละเอียดสูงสุด จิตใต้สำนึกของนายหนึ่งหทัยคงไม่อยากลืมเขาเลยแม้เพียงเศษเสี้ยว

นิลรัตน์พลิกตัวตะแคงไปอีกข้าง ส่งเสียงงึมงำ ได้ยินแล้วเดียวก็หลุดยิ้ม น่ารักจัง

เดียวรักผู้ชายคนนี้มากจริงๆ รักอย่างที่ตัดไม่ขาด รักอย่างที่ผสมปนเปกันไปหมด นิลเป็นเพื่อนที่ดี เป็นเหมือนพี่ชายน้องชาย เป็นคนรัก เป็นที่สบายของหัวใจ

เงาร่างของเด็กหนุ่มผู้ยังลืมตาตื่นทรุดลงนั่งบนเตียง เดียวค้อมกายวางสองมือบนไหล่ของนิล แล้ววางหน้าผากทับลงไปบนหลังมืออีกที เปลือกตาค่อยๆ คลี่ทิ้งน้ำหนักลงปิดสนิท ปล่อยให้ตัวเองได้พักพิงกับที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งนี้

ธารสายน้อยหลั่งไหลล่วงพ้นผิวแก้ม หยดแปะๆ บนเนื้อผ้าของทั้งเสื้อและผ้าปูที่นอน มันมิได้ซึมหายลงไปใต้เนื้อผ้าอย่างเคย กลับทอสะท้อนแสงอันน้อยนิด และจับประกายวาววามอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน

เสียงกระซิบเจือปนกับเสียงสะอื้นจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ แต่ถ้าตั้งใจฟัง ก็จะได้ยิน “...เดียวขอโทษ...นิล...เดียวขอโทษ...”

เมื่อรุ่งเช้ามาเยือน รักเดียวก็ตื่นแล้ว ส่งเสียงกุกกักอยู่แถวตู้เย็น นิลคว้าผ้าเช็ดหน้าไปล้างหน้าแปรงฟันที่ห้องน้ำ จากนั้นก็ไปกินข้าวด้วยกันที่โต๊ะ ช่วยกันเก็บล้างเรียบร้อยสองหนุ่มก็แยกย้ายไปหยิบหนังสือมาอ่านเตรียมสอบ

“เดียว ไม่สบายใจอะไรบอกนิลได้นะ” นิลรัตน์บอกตอนที่นั่งด้วยกันตรงโซฟา เขายังเริ่มอ่านได้ไม่เท่าไร ไม่ค่อยมีสมาธิด้วยเพราะตาเจ้ากรรมดันเหลือบมองคนข้างๆ ไม่หยุด

รักเดียวเอียงหัว “ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรนะ ทำไมอะ”

นิลรัตน์นิ่งคิด บางทีเดียวอาจจะไม่อยากบอก หรือไม่ก็คงไม่มีอะไรจริงๆ แต่...เป็นอย่างนี้ไม่สบายใจเลย เขาเลือกบอกความจริง “เมื่อคืน นิลได้ยินเสียงเหมือนเดียวร้องไห้”

“หือ” เงยหน้ามองอีกคน “เดียวร้องเหรอ จริงอะ”

“อือ ร้อง แล้วก็บอกขอโทษ สักพักก็เงียบไป หรือว่าฝันร้าย?”

นายหนึ่งหทัยส่ายหน้าหวือ “เดียวไม่ฝันมาจะเป็นปี” นึกอะไรไม่ทราบ จู่ๆ ก็กล่าวถามด้วยเสียงเย็นประหนึ่งจะเล่าเรื่องผี “แล้วอีกอย่าง...แน่ใจนะว่านั่นเสียงเดียว...”

มนุษย์สายวิทย์จ๋าที่ไม่สนเรื่องวิญญาณทำเมิน หันไปวิเคราะห์ต่อเอาเองทันที “ช่วงนี้เดียวนอนน้อย จะหลับได้ลึกพอถึงช่วงฝันรึเปล่าเถอะ นี่ มันต้องหลับสักกี่ชั่วโมงถึงจะเริ่มฝันนะ”

คนหลอกผีไม่สำเร็จแถมยังโดนเมินโดยสมบูรณ์ทำหน้ามุ่ย “เดียวจะรู้ได้ไงเล่า ไปถามพี่ฟ้าไม่ก็หมอภาสิ”

“ไม่ต้องขนาดนั้นม้าง แค่นี้เสิร์ชเน็ตก็น่าจะเจอ...ตามพวกเว็บสุขภาพ” นิลรัตน์เกือบจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเสิร์ชแล้ว แต่รู้ตัวก่อนว่ากำลังหลงประเด็นไปไกล เลยตีวงเลี้ยวกลับมาคาดคั้นอีกที “ตกลงเดียวไม่ได้เครียดอะไรแน่นะ”

“ช่วงนี้สงบดีออก นอกจากเรื่องสอบก็ยังไม่น่ามี นิลน่ะแหละ ละเมอไปเองป่าว”

“อืม...นั่นสิ ใครกันนะที่ฝันอยู่” นั่น หลุดเข้าวงโคจรของปรัชญาไปอีกแล้ว

เดียวหัวเราะ “กลับไปอ่านต่อได้แล้วครับคุณนิลรัตน์”

คืนนั้น นิลก็ได้ยินเสียงเดียวร้องไห้อีกอยู่ดี

เรื่องราวกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นจริงหรือ นิลมองเดียวที่ก้มหน้าก้มตาทำงานของตนแล้วก็ตอบได้ว่าปรกติและราบรื่นดีทุกอย่าง แต่ข้างในลึกๆ กลับมีสังหรณ์ประหลาด

.

ตั้งแต่เข้าช่วงสอบจนสอบเสร็จ เสียงร้องไห้นั้นก็เริ่มมาไม่สม่ำเสมอ ดูเหมือนจะหายไปติดต่อกันสี่คืนแล้ว เขายังคิดอยู่เลยว่าถ้าเดียวยังร้องไห้กลางดึกไม่หาย จะทุบหัวลักพาตัวคนดื้อไปให้หมอภาดู...ล้อเล่น คงแค่โน้มน้าวเท่านั้นเอง เขากล้าทำอะไรเดียวที่ไหน อีกอย่าง...ก็เป็นเหมือนที่เดียวบอก อาจจะเป็นเขาเองก็ได้ที่ละเมอ ว่ากันตามตรง ได้ยินหลายครั้งขนาดนี้อาจเข้าขั้นประสาทหลอนแล้ว

“เป็นเพราะความเครียดหรือเปล่านะ” คิดหาสมมติฐานตามประสา นิลกับเดียวเพิ่งสอบไฟนอลเสร็จ บางทีพวกเขาคนใดคนหนึ่งอาจจะเครียดเรื่องสอบจนเกินไป ถ้าหลังจากนี้ดีขึ้นก็คงใช่เหตุผลนี้แน่

แต่ยังไงไม่รู้สิ จะว่ามีไบแอสก็ได้ เขายังสังหรณ์อยู่ลึกๆ ว่าเสียงนั่นเป็นเสียงของเดียวจริงๆ ไม่ใช่ความฝัน

“ลงทะเบียนยัง ไม่รีบลงเดี๋ยวเต็มนะ” นิลถาม เขาเองก็เพิ่งลงทะเบียนเสร็จ

“ลงอยู่ นี่ อันนี้เหมือนเดียวจะต้องลงตัว 155 หรือเปล่านะ ตารางเรียนเดียวปนไปกับของนิลป้ะ หาให้หน่อย เดียวจะดูว่ามันรหัสอะไร”

“ไหน” นิลเข้าไปดู แล้วก็ขมวดคิ้วเพราะรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา “ตัวนี้ลงไปเทอมก่อนแล้วนี่ ลงตัวถัดไปสิ แล้วนี่อะไร ยังจะลงโยคะอีกเหรอ นับรวมดูหน่วยกิตก็เกินแล้วมั้ย เปลี่ยนให้มันครบพอดีก็ได้นี่ จะได้มีเวลาพักเพิ่มอีกหน่อย”

เดียวก็เหมือนกับอีกหลายคนที่กะจะลงวิชาเรียนอัดไว้ตั้งแต่เทอมแรก เทอมที่สองจะได้ใส่ใจกับการทำโปรเจกต์จบได้เยอะหน่อย

“ก็ไม่รู้จะเรียนอะไรนี่ ถ้าเป็นกฎหมายเพื่อนบอกงานเยอะสอบยาก เรียนโยคะก็สะดวกดีออก”

“สะดวกบ้าอะไร ตื่นแต่ไก่โห่แถมต้องพกเสื้อนักศึกษาไปเปลี่ยนอีกเนี่ยอะนะสะดวก” วิชากีฬาทั้งหลายส่วนใหญ่จะเริ่มเรียนกันแต่เช้า หรือไม่ก็ไปเรียนอีกทีตอนเย็นโน่น ทว่าโยคะเป็นวิชาเดียวที่ไม่มีสอนตอนเย็น ส่วนเรื่องชุดอาจจะไม่ได้บังคับเป็นกิจจะลักษณะ แต่มันก็เป็นคอมมอนเซ้นส์อยู่แล้วว่าไม่ควรไปเรียนด้วยชุดนักศึกษา เช้าที่เรียนโยคะจึงเป็นเช้าที่อีกคนต้องหอบข้าวของพะรุงพะรัง ไหนจะเอกสารอุปกรณ์การเรียนระหว่างวัน ไหนจะชุดนักศึกษา ไหนจะเสื่อโยคะ

คือถ้าเป็นกีฬาอื่นที่ลงตอนเย็นได้จะไม่ลำบากขนาดนี้เลยเพราะอย่างน้อยยังพอมีเวลากลับมาเปลี่ยนเสื้อ แต่ก็นะ คุณหนึ่งหทัยของเขาไม่มีทางเลือกเรียนแบดมินตัน บาส วอลเลย์ และอื่นๆ เด็ดขาด

“ลงอันนี้ ไม่มีสอบ ให้งานสมเหตุสมผล รับรองดีกว่าโยคะแสนสุขอะไรนั่น”

“เรียกชื่อวิชาเขาเสียหมดนะ” เดียวขยับเลือกวิชาที่อีกฝ่ายบอกเรียบร้อยแล้วก็ตรวจทานอีกครั้ง ก่อนจะกดยืนยัน

แล้วอยู่ๆ นิลก็นึกขึ้นได้ นี่พวกเขาไม่ได้อยู่ปีหนึ่งปีสองกันแล้วนะ จะยังเหลือต้องเรียนวิชาศึกษาทั่วไปอีกเหรอ แล้วอะไรคือการที่เขาจำได้ว่าอีกคนเพิ่งลงเรียนรหัส 155 ไปเทอมก่อน ทั้งที่นั่นมันเป็นวิชาของปี 1

“เดียว เดี๋ยวนะ มันแปลกๆ”

“อะไร” เดียวกำลังจะกดปิดเว็บเบราเซอร์ชะงักรอ ในใจก็สงสัยว่ามีอะไรแปลก

“รหัสมันขึ้นต้นด้วยเลขหนึ่งได้ไงอะ”

“หนึ่ง? ก็ขึ้นต้นด้วยสี่หมดนี่”

นิลรัตน์มองดูรหัสของรายวิชาที่พูดถึงอีกที แปลก เมื่อกี้เราหูฝาดหรือไง มั่นใจอยู่นะว่าได้ยินเดียวพูดเป็น 155 ถึงอย่างนั้นในตารางก็เป็น 455 จริงๆ

“วันนี้กินอะไรดีนะ” เดียวทำท่านึก นิลเลยปัดความคิดวุ่นวายทิ้งไป ตอนนี้ปากท้องสำคัญกว่าเพราะใกล้เวลาอาหารแล้ว อีกเดี๋ยวกระเพาะก็คงจะส่งเสียงเรียกร้อง

“ไปเดินดูข้างล่างกัน”

พวกเขาเก็บของแล้วพากันลงไปเดินดูมื้อเที่ยงที่ตลาดใกล้ๆ สุดท้ายก็ได้ข้าวมันไก่มาห่อหนึ่งกับบะหมี่เป็ดอีกห่อ ที่เหลือล้วนเป็นขนม พอขึ้นห้องมาจานหลักถูกจัดการอย่างรวดเร็วเพราะเดียวอยากชิมขนมใหม่เร็วๆ

นิลมองอีกฝ่ายเคี้ยวขนมหงุบหงับแล้วคิดในใจ ชอบกินมันๆ กินขนมหวานๆ แล้วก็กินอะไรแป้งๆ แท้ๆ แต่ยังตัวเล็กเท่านี้อยู่เลย

คนโดนนินทาในใจตวัดสายตาขึ้นมามองอย่างเกรี้ยวกราด กลืนอึ้กแล้วพูดเสียงต่ำ “นิลดูถูกเดียวเหรอ!”

“เปล่านะ อะไรของเดียว”

“ตาของนิลมันบอกแบบว่า ไอ้ตัวเตี้ยเอ๊ยย อะไรแบบนี้อะ ฮึ่ย มันน่าโมโห! มางัดข้อแข่งกันมั้ย ตัวๆ”

แล้วกัน! สายตาเอ็นดูของเขาถูกแปลความเป็นอย่างนั้นได้ยังไง “โอ้ย ใจเย็นครับคุณ เราไม่ได้ว่าคุณขนาดนั้น จะกล้าว่าได้ยังไง ทูนหัวของบ่าว”

“ขนลุก” ขอสงวนความนายทาสเอาไว้ใช้กับแมวและละครพีเรียดก็พอได้มั้ย...

“ฮ่าๆ เอาเป็นว่าไม่โกรธนะ กินต่อๆ”

“อิ่ม รอย่อยแป๊บ จะหมดมั้ยเนี่ยวันนี้”

นิลหลุบตาลง ทำทีเป็นจิ้มขนมใส่ปากเคี้ยว เป็นเทคนิคช่วยให้ซ่อนรอยยิ้มได้สนิท ระหว่างนั้นในใจก็คิดว่า มันเคยไม่หมดด้วยเหรอครับคุณหนึ่งหทัย ยิ่งนี่เพิ่งมื้อเที่ยง ไม่มีทางเลยที่ปริมาณเท่านี้จะเยอะเกินไปสำหรับปริมาตรกระเพาะของเดียว

หลังจากเปิดเรียนได้ราวสองสัปดาห์ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นก็เกิดซ้ำอีกครั้ง

นิลตื่นกลางดึก ได้ยินเสียงร้องไห้อีกแล้ว เสียงเดียวพึมพำไม่เป็นคำ ถ้าปลุกตอนนี้เดียวจะจำฝันได้ใช่มั้ย แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้อยู่คนเดียวในฝัน จะร้องไห้หรืออะไรก็ร้องกับเขาไม่ดีกว่าหรือไง

นิลหันกลับไป เขย่าตัวเดียวในความมืด “เดียว เดียว ตื่นมาคุยกันหน่อย” เดียวที่นอนงอตัวอยู่เงยขึ้นมามองเขา

“ฝันร้ายใช่มั้ย”

เดียวไม่ตอบ นิลก็เลยกอดไว้ ลูบหลังไปมา “จะฝันอะไรมันก็เป็นแค่ฝันนะ หาพระมาใส่ดีมั้ย หรือไปทำบุญกัน เผื่อจะหาย หรือให้ฝากพี่ฟ้าติดต่อหมอภาให้ดีมั้ย ฝันร้ายติดต่อกันขนาดนี้มันไม่ปรกติแล้วนะ เดียวอาจจะเครียดโดยไม่รู้ตัว หรืออาจจะไม่สบายก็ได้ อย่าทิ้งไว้เลยนะ”

รักเดียวขมวดคิ้ว ก้มหน้าลง ส่ายหัวเป็นคำตอบ ซุกอยู่กับไหล่ของอีกคน

“เดียว...” เขาเรียกชื่ออีกคน ออกจะอ่อนใจ

“เดียวไม่เป็นไรจริงๆ แค่ฝันร้ายเอง”

นิลยอมปล่อยให้อีกฝ่ายล้มตัวลงนอนต่อ แต่ก็ยังไม่สบายใจอยู่นั่นเอง

แล้วในเสี้ยววินาทีหนึ่งก็เกิดเอะใจ ทำไมห้องตอนกลางคืนถึงได้ดูเหมือน... นิลที่เพิ่งหลับตาลงลืมตาขึ้นมาใหม่ แต่ก็ไม่พบอะไร นี่ก็คือหอพักนี่นา อะไรทำให้เขารู้สึกเหมือนเมื่อกี้อยู่ที่ห้องนอนในบ้านกันนะ ชักจะเพี้ยนใหญ่แล้วนิลรัตน์

เช้าวันถัดมาเขาลองตื๊อถามเดียวอีกครั้ง เดียวก็บอกว่าจำไม่ได้ ไม่ได้ฝันร้าย

นี่มันเรื่องอะไรกัน หรือเป็นนิลเองที่ฝันชัดเกินไปจนสับสนระหว่างความฝันกับความจริง

คืนนั้นเดียวไม่ได้ร้องไห้ อีกสัปดาห์หนึ่งผ่านไปก็เห็นเดียวหลับสนิทดี เขาเลยสรุปว่าอาจจะฝันไปเองก็ได้ เพราะความกังวลนั่นอย่างไร

ว่าแต่เมื่อไหร่พวกนั้นจะโทรหาเขา ปรกติแล้วเสาร์อาทิตย์ก่อนสิ้นเดือนเมษาเป็นวันเลี้ยงรุ่น พวกหัวหน้าห้องควรจะติดต่อมาได้แล้วสิ นี่ก็ปาเข้าไปวันที่สิบแล้ว ถ้าไม่คอนเฟิร์มเรื่องคนที่จะมา จะจัดการเรื่องอาหารยังไง

นิลรัตน์ค้นรายชื่อหาชื่อของหัวหน้าห้องสมัยมอหก นี่ไง มะเหมี่ยว

มีเสียงรอสายดังขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครรับ เขาเปลี่ยนไปโทรหาพิชญาที่เป็นรองหัวหน้าห้องแทน แต่ก็ไม่มีใครรับสายเหมือนกัน ทั้งที่นี่เป็นเวลาเย็น แล้วก็ไม่ได้ใกล้ช่วงสอบของพวกนั้นด้วย อันที่จริงเพราะมันเป็นช่วงที่เลี่ยงสัปดาห์ใกล้สอบกับกิจกรรมของหลายๆ มหา’ลัยได้ตั้งแต่ปีหนึ่งเนี่ยแหละ พวกเขาถึงได้ตกลงเลือกช่วงสิ้นเดือนนี้มากินเลี้ยงพบปะกัน

กระทั่งบุริมที่คุยกันเป็นประจำ ก็ยังไม่รับสายเขาหรือ

นิลรัตน์คิดว่าอาจเป็นเรื่องบังเอิญ แล้วก็โทรอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น แต่ผลกลับไม่ต่างจากเดิม ไม่มีใครรับสายเขาเลย

“นิล ไปไหน”

“ไปหอบุริมมัน ไม่รู้ปีนี้เป็นไงไม่มีใครโทรมาแจ้งข่าวเรื่องงานรุ่นเลย โทรไปก็ไม่มีใครรับ นี่จะครึ่งเดือนแล้วแท้ๆ”

“อือ กระเป๋าตังค์ล่ะ”

“อยู่นี่แล้ว เดี๋ยวได้เรื่องแล้วจะรีบกลับนะ”

ที่จริงหอบุริมก็ไม่ได้อยู่ไกล แล้วเขาก็ไม่คิดว่าบ่ายวันพฤหัสอย่างนี้รถจะติดเป็นชั่วโมง จนฟ้ามืดแล้วยังไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง กระทั่งเดียวโทรตามกลัวเขาเป็นอะไร ณ จังหวะชีวิตนั้นคือเหยียบเบรกจนเมื่อย น้ำมันก็ไม่ได้เติมมา คิดอยู่แต่ว่าหลุดวังวนรถติดนี่ไปได้คงกลับหอแล้วดีกว่า ไว้มาใหม่ทีหลัง

น่าแปลกที่พอวางสายจากเดียว สภาพการจราจรอันติดขัดก็ค่อยๆ คลี่คลายไหลไปได้

วันถัดมาเป็นวันศุกร์ ที่จริงนิลกับเดียวมีเรียนเช้าทั้งคู่ แต่วิชาที่นิลเรียนยกคลาสเพราะอาจารย์ติดธุระ พอเดียวกลับมาถึงหอแล้วนิลก็ออกรถไปเติมน้ำมันเตรียมไปหาเพื่อน ไม่คิดว่าตอนที่แวะเติมน้ำมันอยู่เพื่อนคนที่ว่าจะโทรมาหาเขาก่อน

“ฮะ ทำไมวะ” นิลงงมาก อยู่ๆ บุริมก็บอกว่าสิ้นเดือนนี้ไม่มีเลี้ยงรุ่นนะ

“ไม่รู้ เหมี่ยวบอกปีนี้ไม่จัด กูไม่ได้ถามทำไม แต่มึง คือตอนนี้กูโทรหาใครก็ไม่ติดเลยว่ะ จะบอกข่าวพิชญาก็บอกไม่ได้จนกูต้องไปหามันที่ห้องเอง ละจากนั้นก็โทรหามึงเป็นสิบสาย มันขึ้นว่าไม่มีสัญญาณตลอด นิล นี่มึงเปิดพัดลมหรือสัญญาณไม่ดีวะ ทำไมเสียงทางมึงมันเดี๋ยวก็เงียบเดี๋ยวก็ดัง”

“กูอยู่ในรถ และได้ยินเสียงมึงชัดมากด้วยบุริม”

“เนี่ย ตอนมึงพูดกูได้ยินแบบหายไปบางคำอะ นี่กูอยู่ปั๊มน้ำมันแถวหอมึงแล้วนะ สัญญาณมันควรจะใกล้ๆ กันกะของมึงป้ะ”

“งั้นโทรศัพท์มึงพังแล้วเพื่—เดี๋ยว มึงอยู่ไหนนะ”

“มึงถามว่ากูอยู่ไหนใช่มั้ย ถ้าใช่กูอยู่ปั๊มน้ำมัน แถวทางไปหอมึงอะ ว่าแต่มึงว่าอะไรพังๆ นะกูไม่ได้ยิน”

“บุริม กูอยู่ปั๊มเดียวกันเลย รถกูจอดหน้าห้องน้ำเนี่ย” นิลเปิดประตูก้าวออกจากรถ คิดว่าจะทำให้สัญญาณดีขึ้น

“เดี๋ยวนะเดี๋ยวก่อน ที่นี่มีที่จอดหน้าห้องน้ำแค่สามที่ ถูกป้ะ”

นิลไม่เคยสังเกต แต่มองไปก็เห็นมีสามที่จริงๆ “เออถูก” แต่บุริมเงียบไปก่อนจะเรียกชื่อนิลเหมือนสงสัยว่าสายตัดไปแล้ว นิลเลยตอบซ้ำไปอีกที

“แต่กูจอดอยู่ที่นี่คันเดียว มึงจำผิดที่แล้วว่ะนิล”

“บุริมครับ นี่มันแถวหอกู ทำไมกูจะจำผิดวะ นี่กูกำลังจะไปหอมึง แต่เพิ่งมาเห็นว่าน้ำมันจะหมดเลยมาเติมก่อน ที่นี่มีรถอีกสองคันซึ่งไม่ใช่รถมึงแน่นอนเว้นแต่มึงจะลบสีเขียวมงคลของมึงทิ้งแล้วทาสีม่วงกาลกิณี ไม่ก็สีเหลืองกาลกิณีกว่า”

“เออหรือกูจำผิด แต่กูก็ว่าใช่นะ กูก็มาตามที่มึงบอกจุดสังเกต แล้วนี่กูอยู่ไหนล่ะเนี่ย”

“บอกทางมาซิ จากโรงแรมลันลลินมึงมายังไง มึงผ่านโรงแรมนั่นแล้วใช่มั้ย”

“เออผ่าน แล้วก็ผ่านตรงที่มีป้ายร้านยาสุธีวรรักษ์ มีร้านแกงที่มึงเคยพามากิน กูจำป้ายได้ แล้วก็ตรงไปอีกนิดนึงมันจะเป็นบ้านที่มีต้นไม้รกๆ ข้างบ้านนั้นมีลาน แล้วก็ถึงปั๊ม”

“เออ ก็ถูกนี่”

แปลก แปลกมาก แถวนี้ก็มีแค่ปั๊มเดียวที่มีลานคั่นกับบ้านที่ปลูกต้นไม้รกๆ ที่สำคัญร้านแกงป้าแจ่มมีร้านเดียวในโลก

“เฮ้ย นิล วันนี้มึงไม่เรียนเหรอวะ บ่ายสองแล้ว เดี๋ยวนี้มึงหัดโดดเรียนเหรอ กูจะฟ้องเตี่ย”

“อะไร วันนี้วันศุกร์ไง กูมีเรียนเช้าคาบเดียว แต่วันนี้ยกคลาส”

“ไม่ วันนี้วันพุธ ไอ้โง่ ละเมื่อเดือนก่อนมึงยังบอกกูอยู่เลยว่าวันพุธมึงเรียนทั้งเช้าทั้งบ่าย ห้ามโทรไปกวน”

“วันศุกร์โว้ย มึงสละเวลาอันไร้ค่าของมึงดูหน้าจอโทรศัพท์เดี๋ยวนี้ก่อนที่กูจะด่า”

“มึงนั่นแหละ”

“มึงต่างหา—เออ กูก็ลืมไปว่าโทรศัพท์มึงใกล้พัง คงจะบอกวันเพี้ยน บุริมเอ๊ย ศุกร์มีเรียนมั้ยเนี่ย เข้าผิดมากี่คาบแล้ว” ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้เถียงอะไร นิลก็นึกขึ้นได้ เดือนก่อนเขาคุยกับบุริมด้วยเหรอ ตอนไหน? แล้วถ้าเดือนก่อนคุยกับบุริม จะคุยช่วงไหน เขาสอบปลายเดือนมีนา ก่อนหน้านั้นก็ต้องทำงานส่ง เป็นเดือนที่วุ่นวายมากเพราะจะหมดเทอมแล้ว อาจารย์คำนวณงานพลาดก็เลยต้องมาให้งานเพิ่มช่วงท้าย ทำเอานอกจากเดียวแล้วก็แทบไม่ได้คุยกับใครเลย “อีกอย่าง กูว่ามึงหลงไปคุยกับใครก็ไม่รู้เข้าแล้วว่ะ เดือนก่อนกูปั่นงานไปเกือบทั้งเดือน ไหนจะต้องอ่านสอบไฟนอล จะเอาเวลาที่ไหนคุยกับมึง”

เสียงถอนหายใจดังมา “ไฟนอล? บ้า มีนามึงต้องสอบมิดเทอมดิ แล้วโทรศัพท์มึงสิพัง กูเพิ่งถอยมาหยกๆ ของมึงยังไม่เปลี่ยนเลยมั้ยตั้งแต่มอหก”

“กูเปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนตอน...” ตอนที่เขาป่วยอยู่บ้าน เออ เขาไม่ยักจำได้ว่าบุริมมาหา ทำไมมันไม่รู้ข่าวล่ะ “มึง กูป่วยตอนก่อนขึ้นปีสามจนต้องหยุดไปมึงจำได้ปะ”

“ทำไมมึงคุยวกไปวนมาวะ แล้วป่วยอะไร กูไม่เห็นรู้เรื่อง มึงเป็นเอามากนะวันนี้”

“ก็กูเปลี่ยนโทรศัพท์ตอนนั้น เดียวบอกว่ากูโดนปาดหน้าแล้วเบรกไม่ทัน แล้วกูก็--”

“กูเห็นรถมึงขับเข้ามาละ โหในที่สุดก็มารับกูออกไปจากที่ไหนก็ไม่รู้สักที เมื่อกี้ว่าอะไรนะ เสียงมึงหายไปแบบกูงงมาก เหมือนโดนเซนเซอร์ แทบจะได้ยินแค่ประธานกับคำเชื่อมอยู่ละ”

นิลขมวดคิ้วติดต่อกันมานานจนคิ้วกระตุกยิกๆ บ่งบอกระดับความหงุดหงิด ทำไมวันนี้บุริมมันพูดไม่รู้เรื่องเลยวะ “กูไม่ได้ขับไปไหน จอดอยู่ที่เดิมเนี่ย”

“อะไร ก็ทะเบียนรถมึง XXXXXX ถูกปะล่ะ อย่านะอย่า อย่าบอกกูจำผิด”

“ถูก แต่--” ยังพูดไม่ทันจบ เสียงจากปลายสายก็ดังขึ้นมา น้ำเสียงคุกคาม

“มึงเป็นใคร! มึงไม่ใช่นิลเพื่อนกูละ นิลมันลงจากรถมาแล้ว ใครวะ มึงขโมยโทรศัพท์มันไปเหรอ ไอ้--”

สัญญาณตัดไปแล้ว นิลรัตน์มองโทรศัพท์ รู้สึกสับสน มึนงง ปั่นป่วน และโมโห วันไม่ตรงกัน แล้วนี่ยังมาบอกว่าเขาไม่ใช่เขาอีก วันนี้ก็ไม่ใช่วันที่ 1 เมษา ผ่านมาตั้งสัปดาห์กว่าแล้ว จะมาหลอกอะไรเขา

เออ ไม่เลี้ยงรุ่นแล้วก็ช่างมัน จบ เขาคิดอย่างหัวเสีย กดปุ่มปลดล็อก ขยับมือง้างกลไกเปิดประตู

นิลถอยรถออก ขับกลับหอ รถโล่งมากสมกับเป็นตอนเที่ยง พอออกถนนใหญ่ก็มีรถน้อยชนิดนับจำนวนด้วยนิ้วมือข้างเดียวได้ ที่แท้ตอนรถน้อยมันน้อยได้ถึงขนาดนี้เลยจริงๆ

จอดรถเข้าที่ประจำในลานจอดแล้ว ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นเช็กเวลา บ่ายสองห้าสิบแล้วเหรอเนี่ย...เถียงกันเป็นเด็กๆ ได้ยังไงตั้งนาน แล้วดูสิ วันนี้วันศุกร์ที่ 10 เมษา ไม่ใช่วันพุธซะหน่อย เดือนเมษา แล้วก็มีสอบไฟนอลเดือนมีนาด้วย

ว่าแต่ 10 เมษาเหรอ

10 เมษามันเมื่อวานไม่ใช่รึไง


นิลรีบขึ้นไปหาเดียว แง้มประตูเข้าไปเห็นเดียวเงยขึ้นมอง “ได้เรื่องมะ”

“อือ เหมือนจะไม่จัดแล้ว” นิลบอก “เออเดียว วันนี้วันที่เท่าไหร่”

เดียวเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ “10 เมษา”

“เออ ก็วันนี้นี่หว่า แปลกจัง นิลคิดว่า 10 เมษาคือเมื่อวานเฉยเลย”

“ก็ 10 เมษาไง วันพฤหัสอะ”

ขมวดคิ้วนิดนึง “ถ้าพฤหัสวันที่สิบ วันนี้ก็ต้องสิบเอ็ดดิ”

“วันนี้เป็นวันศุกร์ที่สิบเมษายน เมื่อวานเป็นวันพฤหัสที่สิบเมษายน แล้วก่อนนั้นวันนึงก็เป็นวันพุธที่สิบเมษายน งงอะไรเนี่ย หรือหิวข้าว เดียวซื้อมาไว้แล้วกินเลยป้ะ”

นิลกลืนน้ำลายอึ้ก รู้สึกเย็นวาบไปทั้งหลัง อะไรวะเนี่ย ทำไมมันแปลกไปหมด “อื้อ เอาสิ”

เดียวพยักหน้ารับแล้วบอกว่าข้าวเย็นที่ซื้อมาอยู่บนโต๊ะกินข้าว นิลรัตน์เลยไปตรงตู้เก็บจาน แกะยางออกเปิดถุง มือก็ทำไป หัวสมองก็คิดทบทวนไป

เดียวคิดว่าการที่ทุกวันเป็นวันที่ 10 เมษายน เป็นเรื่องปรกติ ส่วนบุริมคิดว่าวันนี้ไม่ใช่วันศุกร์ กำหนดสอบไฟนอลไม่ควรอยู่สิ้นเดือนมีนา แถมยังคิดว่านิลไม่ใช่นิล และทั้งที่อยู่ที่เดียวกันกลับหากันไม่เจอ ทางเขาเห็นรถจอดอีกสองคัน แต่บุริมกลับบอกว่าตัวเองจอดอยู่คันเดียว

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

***********
มาต่อแล้วค่า เริ่มแฟนตาซีแล้ว ในที่สุด 5555
ที่จริงมันสั้นกว่านี้ค่ะ แต่รู้สึกว่าสั้นไป เลยเอาไปรวมกะบทถัดจากนั้น ตัดบางส่วนออกไปหน่อย ตอนทั้งหมดรวมบทส่งท้ายกับบทเสริมเลยเหลือยี่สิบสองแล้วค่ะ QwQ แต่มันก็กระชับขึ้นอะน้า
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ เจอกันพฤหัสหน้าค่า

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2053
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
อย่าบอกนะว่าอยู่ในฝัน

อ่านแล้วเฮือกกกเลยค่ะ
ตอนนี้กำลังอ่านทวนและพยายามเช็กดูหลายๆ อย่าง กลัวพี่ๆ เพื่อนๆ ที่อ่านจะผิดหวัง
แต่ก็จะพยายามทำดีที่สุดค่ะ เจอกันวันพฤหัสฯนะคะ
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ o1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 267
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 14 ตื่น

บางทีถ้าจะมีอะไรประหลาดในโลกนี้ ก็คงจะเป็นตัวนิลเอง

เขาเป็นคนเดียวที่เชื่อว่าทุกวันเลขวันที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ้นสุดที่ 28 29 30 หรือ 31 ในโลกที่ปฏิทินมีแต่เลข 10 เต็มไปหมด แพลนเนอร์เองก็มีแต่วันที่ 10 แล้วคุยกับใคร นัดหมายกับใคร ก็ต้องพูดว่า 10 เท่านั้นห้ามเป็นเลขอื่น ยิ่งเดือนด้วยแล้ว...ใช่ ที่นี่ไม่มีมกรา กุมภา มีนา มีก็แต่เมษายน จะพลิกปฏิทินเล่มไหน ก็เจอแต่เมษายนทั้งสิบสองแผ่น ไม่ต่างจากที่ทุกช่องมีเลขสิบพิมพ์ไว้ชัดเจน

ท่ามกลางความมืด คนหนึ่งหลับสบาย ผิดกับคนข้างๆ
 
ทุกอย่างมันแปลกเกินกว่าเขาคนนั้นจะหลับลงได้อย่างสบายใจ เขากดปุ่มเปิดหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูเวลา ตีสามแล้ว เปลือกตาอันหนักอึ้งคลี่ปิดลงด้วยความล้าและความง่วง ทว่ายังไม่ทันได้หลับก็รู้สึกเหมือนโดนกระชากขึ้นจากเตียง

รอบกายที่เคยมืดสนิทพลันสว่างโร่ เสียงของกลางคืนกลับเปลี่ยนไปกลายเป็นเสียงของกลางวัน ห้องที่ถูกอาบย้อมไปด้วยสีของเงาจันทร์ เปลี่ยนกลายเป็นอีกห้องที่ฉาบทาด้วยสีขาวสะอาด

ทั้งที่สภาพแสงเปลี่ยนกะทันหันขนาดนี้ เขากลับไม่มีอาการแสบตาสักนิด

นิลรัตน์งุนงง นี่มันเกิดอะไร ทั้งกาลเวลา ทั้งสถานที่ ไม่มีความต่อเนื่องกับวินาทีก่อนเลย คนที่เมื่อครู่กำลังจะปล่อยให้ตัวเองหลับได้แต่กะพริบตาปริบๆ

เขากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง เผชิญหน้ากับชายที่ติดป้ายชื่อไว้กับกระเป๋าเสื้อสีขาว กวาดสายตาอ่านทำให้ทราบว่าเป็นหมอ งั้นที่นี่คงเป็นห้องไหนสักห้องในคลินิกไม่ก็โรงพยาบาล

“เอ่อ นี่คือคุณนิลรัตน์...คนที่ยังอยู่กับคุณเดียวใช่ไหมครับ” คุณหมอภากรณ์เอ่ยทำลายความเงียบ

“ครับ”

จนขึ้นรถ กลับมาถึงบ้านแล้ว ก็ยังไม่อยากเชื่อเลยว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

“เจ้มุก...” นิลไม่อยากรับสมุดมาเลย แต่มุกดาก็ยัดใส่มือ เป็นสมุดปกสีแดง หนาประมาณครึ่งนิ้ว

ในส่วนที่เกี่ยวกับสมุดนี้หมอภาไม่ได้หาเหตุผลอะไร หรือพยายามอธิบายอะไร เพียงแต่ปล่อยให้เจ้มุกเล่าให้เขาฟัง

“เจ้เข้าใจว่านิลยังเชื่อไม่ลง ทีแรกเจ้กับนิลอีกคนก็เชื่อไม่ลงเหมือนกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นหลักฐานในตัวมันเองอยู่แล้ว  ตอนอยู่ในห้องตรวจน่ะ นิลเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยนะ” ทั้งสีหน้า แววตา ไหนจะท่าทาง

เขายังคงมองหน้าปกสีแดงด้วยความรู้สึกคลางแคลงใจ ในที่สุดก็วางสมุดในมือลงบนโต๊ะ ชี้ชวนให้พี่สาวดูเวลา

“เจ้กลับก่อนเถอะครับ เดี๋ยวก็ไปรับรินไม่ทัน”

“งั้นเจ้ไปนะ” นิลไม่ได้ตอบอะไร มุกดาเลยเม้มปาก เธออยากอยู่กับน้องในเวลาแบบนี้ แต่ก็ต้องยอมกลับเพราะมันก็ใกล้เวลาโรงเรียนเลิกแล้วจริงๆ

ชายหนุ่มละสายตาจากประตูที่เพิ่งปิดลง หันกลับมามองสมุดเล่มเดิมอีกครั้ง

จริงหรือที่ข้างในนี้บรรจุชีวิตที่ผ่านมาของเขาเอาไว้

จริงหรือที่เขาเป็นเพียงตัวตนครึ่งเดียวของนายนิลรัตน์

จริงหรือที่ทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน

จริงหรือที่...

ก่อนคำถามสุดท้ายจะก่อตัวเสร็จ หน้าปกสีแดงก็เปิดออก เผยให้เห็นกระดาษสีขาวมีเส้นบรรทัดสีดำรองรับลายมือของเขา ตัวอักษรเรียงร้อยบอกเล่าเรื่องราวของนิลที่เสียความทรงจำและเดียวที่คอยดูแล เรื่องราวทั้งหมดดำเนินอยู่รอบแกนหลักคือความรักที่หวนกลับบรรเลงซ้ำ

“ช่วงขึ้นปีสามใหม่ๆ เราจำเดียวไม่ได้” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “จนจบทำงานแล้วก็ยังจำไม่ได้ เดียวเป็นเหมือนแค่ฉากหลังในชีวิตเรา” มันถูกส่งออกมาเป็นคำพูดผ่านการขยับปากส่งเสียง

นิลคนนี้ก็คงตั้งต้นด้วยความทรงจำที่บกพร่องเหมือนกัน คือจดจำเดียวได้แค่วันที่เดียวแนะนำตัวตอนเปิดเทอมสมัยมอสี่

“มาจำได้หลังจากที่เริ่มเขียนตามภาพที่เห็นในหัว เราคิดว่ามีใครสักคนส่งมาให้เราดู และอยากให้เราเขียนบันทึกลงไป นายคงได้ยินแล้วจากที่หมอภาเล่า”

นิลพยักหน้า แล้วเงียบฟังเสียงตัวเองพูด

“เราได้ความทรงจำคืนมาทีละนิด ในที่สุดเราก็รู้ว่าทำไมถึงเขียนออกมาแบบนั้น ทำไมเราถึงอยู่กับเดียวแบบนั้น ทำไมเราถึงไปรักชอบเดียวได้ เราเขียนต่อไปเพื่อให้จำได้มากขึ้นอีก และเขียนเพื่อให้รู้ในสิ่งที่สงสัย จนถึงวันที่ความทรงจำส่วนสุดท้ายปรากฏขึ้นมา”

เสี้ยววินาทีถัดมาเขาสงสัยว่าความทรงจำนั้นคืออะไร แต่ไม่ต้องรอนานหรอก เพราะคำตอบก็รออยู่ในอีกแค่เสี้ยววินาที

“ความทรงจำทั้งหมดในช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปีสาม” เสียงที่ออกมาสั่นพร่า

แล้วภาพภาพหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว ความทรงจำที่นิลฝั่งนี้ได้คืนแต่ไม่ยอมส่งต่อให้เขา ไม่ยอมเขียนลงในสมุดบันทึก
ภาพของหน้าจอโทรศัพท์ที่เขาโทรไปแต่ไม่มีใครตอบรับ ภาพของรั้วบ้านที่ล็อกกุญแจแน่นหนา ความรู้สึกกระวนกระวายเมื่อกดออดแล้วไม่มีใครออกมา ทั้งที่เลยกำหนดเดินทางกลับมานานแล้ว

เพื่อนสนิททั้งสองพลอยร้อนใจไปด้วย

เหมือนพวกเขากำลังดำน้ำ ควานมือหาสิ่งที่ทำตกลงมา แต่ไม่มี...ไม่เจอเลย จนกระทั่ง...

เสียงเรียกเข้าเงียบไปหลังจากกดรับ เสียงของมะเหมี่ยวดังขึ้นมาแทน ทางนั้นพูดอะไรไม่ทราบ แต่เขาก็เข้าใจว่าเธอกำลังบอกชื่อสถานที่

เมื่อเขาไปถึงที่นั่น มองหา และพบ ภาพก็พร่าเลือน สรรพเสียงปั่นป่วนอื้ออึงอยู่ในหู

เมื่อทุกอย่างสงบลง หัวใจเขาสงบลงตาม สองขาพาเขาก้าวเข้าไป

นิลในเวลาปัจจุบันกลืนน้ำลายรสเฝื่อนลงคอ เขามองเห็นภาพนั้นไปด้วยกันกับคนในอดีต

มือของนิลไล้ไปตามกรอบหน้าของคนที่เปลือกตาปิดสนิท อุปกรณ์ทั้งหลายถูกถอดออกไปแล้ว แต่รอยกดของอุปกรณ์เหล่านั้นยังอยู่ รอยบาดแผลยังอยู่ รอยน้ำตายังอยู่ ความอบอุ่นยังอยู่

ราวกับแค่หลับพักผ่อนจากวันเวลาอันเหนื่อยยากแสนเข็ญ

ทว่าคนที่เขารู้จักไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว...

และมันเป็นการหลับพักผ่อนชั่วนิรันดร์


รู้สึกอย่างไรหรือ

เหมือนบางอย่างข้างในที่คงรูปเป็นผลึกแก้ว...อยู่ๆ ก็สลายกลับเป็นผงทราย

ป่นเล็กลงจนเป็นเพียงอณูฝุ่น

ปลิวหายไปกับสายลม

ไม่เจ็บปวดเลยสักนิด ไม่ได้หนักเลย กลับเบาบางอย่างกับทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน

นิลรัตน์ที่เคยบอกให้รักเดียวเชื่อในความจริงที่เกิดอยู่ตรงหน้า ในตอนนี้พูดไม่ออกแล้วว่า ถึงจะเหมือนฝัน แต่มันก็เป็นความจริง เขาอยากจะเชื่อว่ามันเป็นแค่ฝันเท่านั้น

เป็นแค่ฝันที่ตื่นมาก็สลายหายไป

เป็นแค่ฝันร้าย ที่เมื่อลืมตาตื่นแล้วจะลืมไปเสียก็ได้

นิลปิดสมุดปกสีแดง วางกลับที่เดิม ขณะที่ปากพูดต่อไปเรียบเรื่อย “บางทีเราก็คิดนะว่า เราไม่น่าอยากจำได้ ไม่น่าเขียนเลย แต่ก็ดันเปิดกล่องของแพนโดราไปซะแล้ว ทำไงได้”

ในความเงียบที่โรยตัวลงมา สองตายังมองสมุดบนโต๊ะ เขาคิดพิจารณาในใจ

ทุกอย่างหยุดอยู่ ณ วันที่ 10 เมษายน ก็เพราะมันเป็นวันที่คนฝั่งนี้ได้รับความทรงจำสุดท้ายที่หายไปกลับคืนมา หลังจากนั้น ก็ไม่ได้มีตัวอักษรในสมุดกำหนดเรื่องราวให้เป็นไปตามสามัญสำนึกอีก ทุกอย่างจึงผิดเพี้ยนไป สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นความฝัน

ทั้งหมดที่ผ่านมา เป็นแค่ความฝัน หรือกล่าวให้ร้ายยิ่งกว่านั้น อาจเป็นแค่ละคร มีนิลรัตน์คนข้างนอกเป็นผู้เขียนบท ส่วนเขาก็เล่นไปตามบทที่ถูกส่งมาให้

ไม่ใช่ข้อมูลที่ยอมรับยากอะไรเลย ก็รู้อยู่แก่ใจ เห็นอยู่กับตา

บางทีทุกอย่างอาจจะแปลกประหลาดมานานแล้ว แค่เขาไม่ได้สังเกต เขาไม่เคยสังเกตวันเวลาอย่างจริงจังเลย ไม่แปลกอะไรที่จะไม่รู้ตัว

ดูเอาเถิด วันที่เขาขอคบเดียวอีกครั้งเป็นวันย้ายเข้าหอใช่ไหม นิลข้างนอกเขียนตอนนั้นไว้วันที่สิบหกมีนา แต่เหตุการณ์วันถัดมากลับถูกเขียนไว้วันที่สิบมีนา เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น และก่อนหน้านั้นอีกมากถูกเขียนขึ้นเหมือนกับกาลเวลาเป็นเพียงเรื่องลวง บางทีถ้าเขามองปฏิทินสักนิด เอะใจสักหน่อย คงไม่ติดอยู่ข้างในมานานขนาดนี้

ไหนจะความทรงจำที่เขาได้คืนมาตลอดเวลาที่ติดอยู่ข้างใน ถ้ายกมาเทียบเคียงกันดีๆ เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็ซ้อนทับกับอดีตทั้งนั้น
สองมือถูกขยับย้ายออกไปแล้ว สองตาจึงเห็นว่าโลกทั้งใบอยู่ตรงหน้านี่เอง แม้มันจะไม่น่าดู และเจ็บปวดสิ้นดี แต่อย่างน้อยภาพนี้ก็มิใช่จินตนาการแสนหวานหลังความมืด

นิลรัตน์ผู้เขียนบทไม่ได้พูดอะไรอีก นิลรัตน์ผู้เล่นตามบทโดยไม่รู้ตัวมาตลอดก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างไม่สนใจว่าอีกคนคิดอะไร และเลือกจมลงใปในห้วงคิดของตน นานเท่าที่ควรนาน

เพื่อดื่มกลืน เคี้ยวกิน ลิ้มกลิ่นรสอันลึกล้ำของสิ่งที่มีชื่อว่าความจริง





**********
สวัสดีวันพฤหัสค่ะ
ตอนนี้อาจจะยังเห็นอะไรไม่ชัด ตอนหน้าและหน้าๆ เราจะมาดูมันให้ชัดขึ้น และชัดขึ้นนะคะ

(อัพเดทชีวิตจ้า) ทั้งสัปดาห์ก็คือพยายามแก้งานให้ดีขึ้น บางที่แก้ยากมากๆ เครียดเลยค่ะ 555 ถ้าสุดท้ายมันตรรกะพัง มีช่องโหว่อะไรยังไง ก็ขอโทษด้วยนะคะ สุดแล้วจริงๆ แก้กันยันหว่างเลยค่ะบางที QwQ เอาไว้มีสติดีๆ มีประสบการณ์ชีวิต(?) กว่านี้จะกลับมาแก้ต่ออีกรอบนะคะ ทิ้งไว้สักหลายๆ ปี XD

อยากติติงอะไรตรงไหน พิมพ์โลดค่ะ จะเป็นพระคุณมากๆ เลยค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ รักก

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 15 กล่องของแพนโดรา

นายหนึ่งหทัย เจริญไพศาลนันท์ คนที่มีชื่อเล่นว่ารักเดียว

เวลาที่ใครๆ พูดถึงคนคนนี้ มักจะมีสีหน้าไม่ค่อยดีตอนที่ได้ยินเขาถามว่าเดียวคือใคร เขาไปสนิทด้วยตอนไหน จากนั้นคนพวกนั้นก็จะอึกอัก อ้างถึงความสัมพันธ์ของเขากับเดียวว่าเป็นแฟนกัน

เป็นแฟนกัน? เป็นเพื่อนกันรึเปล่ายังไม่รู้เลย อยู่ห้องเดียวกันมาสามปีวันๆ ได้คุยกันกี่คำล่ะ คงไม่ได้มากมายอะไร ไม่อย่างนั้นเขานึกออกไปนานแล้ว อย่างตอนบุริมเจอกันครั้งเดียวก็จำได้เกือบหมด

พอเขาถามต่อไปอีกว่าแล้วตอนนี้คนชื่อเดียวอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครตอบได้จริงๆ สักคน แม้แต่มะเหมี่ยวที่สนิทกับคนนั้นหนักหนาก็ยังส่ายหน้า บอกว่านึกไม่ออก รู้แค่ว่าเดียวยุ่งมาก ต่อให้ไปหาคงไม่ได้เจออยู่ดี บางคนก็บอกว่าเดียวอยู่ที่นั่นที่นี่มั่วไปหมด เพื่อนสนิทของเดียวอีกคนยังบอกว่าโดนลักพาตัวไป ไม่รู้เหมือนกันว่าพูดเอาฮาหรือเชื่ออย่างนั้นจริงๆ

เขาไม่รู้หรอกว่าเดียวคือใคร แล้วก็ไม่เห็นต้องสนใจ นิลรัตน์วุ่นวายมากพอแล้วกับการเรียนให้จบ ไปสัมภาษณ์งาน แล้วก็ทำงานให้ดี ไม่มีเวลามาขุดหาความทรงจำพวกนั้นหรอก

แต่วันหนึ่ง หลังทำงานเสร็จ เขาก็ได้ยินเสียง เสียงของใครไม่รู้ดังขึ้นในหัว เขาพยายามไม่ใส่ใจ แต่มันก็ดังเป็นประโยคเดิมซ้ำๆ อยู่เรื่อย เช้า กลางวัน เย็น ดังเข้ามาให้ได้ยินอยู่ทุกวัน

นิลรัตน์ระอาเต็มที จนหลุดพูดกับมัน “เป็นผีขอส่วนบุญหรือไง”

“ไม่ใช่” ทางนั้นตอบกลับ ทำให้นิลแปลกใจ ไม่นึกว่าเสียงนี้จะพูดอย่างอื่นเป็นด้วย “นี่ จดไว้ให้หน่อยสิ เราจะลืมอยู่แล้ว” นั่นปะไร สุดท้ายก็กลับมาพูดเหมือนเดิมอีกจนได้

“จดเองสิ ไม่ใช่เรื่อง”

“ที่นี่ไม่มีอะไรเลย จดให้หน่อยนะ นะนิล”

“ยุ่งยากจริง” ปากบ่น แต่มือก็หากระดาษกับปากกาแถวๆ นั้น เขาไม่ได้เขียนอะไรนานเต็มที อย่างมากที่สุดก็จดนั่นนี่ ไม่ก็เขียนทดตอนคิดงาน เครื่องเขียนบนโต๊ะเลยมีไม่มากนัก ทรัพยากรกระดาษก็มีแต่เอสี่ เพราะกระดาษรายงานแบบมีเส้นยกให้มรกตไปหมดแล้ว

“เอ้า ว่ามา”

คนนั้นพูด แล้วเขาก็เขียนตามจนกระดาษหมดไปหน้าหนึ่ง

“ของวันนี้จบแล้ว” เสียงนั้นว่า

“ของวันนี้อะไร เขียนให้ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ คนอื่นว่างๆ กันตั้งเยอะแยะนี่ ไปหาสิ” เขาบอกปัด ออกจะรำคาญอยู่พอสมควร

“คุณเป็นคนเดียวที่ได้ยินนี่นา”

“คิดว่าอยากได้ยินหรือไง” ทางนั้นเงียบไป ไม่ได้เซ้าซี้อีก เป็นว่าคืนนั้นเขาก็เข้านอนจริงๆ ได้สักที

หลังจากนั้นเขาหยิบมันกลับมาอ่าน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของคนชื่อเดียว รักเดียว ที่มีชื่อจริงว่าหนึ่งหทัย...แล้วทำไมถึงมาอยู่ในเรื่องเล่าของผีนั่นกันล่ะ

ไล่ไปเสียขนาดนั้น สุดท้ายพอเสียงนั่นกลับมาขอร้องให้เขียนอีก ก็จะหากระดาษปากกามาเขียนให้อยู่ดี แถมยังอุตส่าห์อุทิศซองใส่เอกสารให้ด้วยซองหนึ่ง อย่างน้อยเจ้าผีก็ไม่ได้มารบกวนตอนอยู่ในที่ทำงาน วันที่เขายุ่งจัดๆ ก็ไม่ได้ส่งเสียงให้รำคาญใจ พอว่างๆ ถึงจะออกมาสักที เลยยอมช่วยๆ มันไป ไม่อย่างนั้นก็คงจะมาตื๊ออีก

เย็นวันหนึ่ง เกิดข้อพิพาทเล็กๆ ขึ้น

“แก้ไม่ได้นะ” มันร้อง “อย่าแก้นะ”

“ก็เที่ยวใช้ชื่อใครเขาไปทั่วได้ยังไง ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ!” หงุดหงิด...มีอย่างที่ไหน ใช้ให้เขาเขียนให้ไม่พอ ยังยืมชื่อเขากับเพื่อนมาเขียนเรื่องรักประโลมโลก พอเปลี่ยนเป็นเอกับบี เจ้าผีก็ส่งเสียงคัดค้านเต็มที่

ความจริงเขาเปลี่ยนเป็นเอบีตั้งแต่แรกแล้วแหละ แต่ผีมัวเล่า เลยเพิ่งมารู้ตอนที่เขากวาดสายตาอ่านอีกรอบ เพราะตอนเขียนไม่ค่อยตั้งใจฟังเท่าไหร่ ต้องรีบเขียนตามให้ทันคำผี

นี่ก็เถียงกันมาจะครึ่งชั่วโมง แต่นิลรัตน์ก็ไม่ได้ตัดบทหนีไปนอนอย่างทุกทีด้วยเหนื่อยใจกับผีตนนี้เหลือทน นี่มันชื่อเขานะ เขาควรจะมีสิทธิ์ในชื่อตัวเองรึเปล่า แล้วหนึ่งหทัยก็ควรจะได้รับรู้ก่อนที่จะถูกเอาชื่อมาเขียนเรื่องแบบนี้มั้ย

มันอึดอัดนะ เวลาที่ตัวเองโดนจับคู่กับคนนั้นคนนี้ ไม่มีใครชอบหรอก หรือต่อให้มันเป็นเรื่องจริงก็ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะเอาไปขยาย ไปบอกต่อกันสนุกปาก สร้างเรื่องเติมแต่งโดยไม่สนใจอะไร ราวกับเรื่องความรักของคนอื่นเขาเป็นเรื่องของตัวเอง ทั้งที่มันไม่ใช่

ความรักไม่ใช่ของสาธารณะ ยิ่งถ้าสาธารณะที่ว่าอยู่ในสังคมคนไม่มีมารยาทเหมือนเช่นสังคมในที่ทำงานของเขาด้วยแล้ว

เขาคิดอยู่เสมอว่าถ้ามีความรักก็คงจะบอกให้รู้กันแต่คนที่สนิท แล้วก็ครอบครัวเท่านั้น

มีเสียงสะอื้นดังมา ตามด้วยเสียงพูดรัวเร็ว ดูจะทั้งโมโหและแค้นใจกับคำพูดของเขามาก “ไม่ได้ใช้ชื่อใครไปทั่วสักหน่อย ที่นี่ ที่ของเรา เรื่องเป็นแบบนี้จริงๆ นะ”

แล้วเสียงนั้นก็ร้องไห้ใหญ่เลย...ยุ่งยากจริงๆ

แต่บางที คราวนี้ฝ่ายที่ผิดอาจจะเป็นเขาก็ได้ บางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ผีเจอมาจริงๆ แล้วก็กลัวจะลืมไปจริงๆ เขาคงจะล้ำเส้นไปหน่อย

“นี่ เดี๋ยวแก้คืนให้ก็ได้ เลิกร้องไห้เถอะ” ได้ตามที่เรียกร้องแล้ว เสียงร้องไห้ถึงค่อยๆ เบาลง

นิลแอบคิดในใจ นี่เรามันไม่มีใครเอาจนต้องคว้าเสียงประสาทหลอนมาเป็นเพื่อนแล้วเหรอวะ แต่ผีนี่ก็ไม่ใช่พวกเลวร้ายอะไร อีกอย่างก็ใกล้จะถึงวันนัดแล้ว ใจดีด้วยสักหน่อยแล้วกัน

.

หลังจากนับวันรออย่างใจจดใจจ่อ ก็ได้เข้าพบจิตแพทย์สักที หมอถามอะไรอยู่พักใหญ่เพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่นิลกำลังเป็น ในตอนท้ายก็ขอให้มาอีกทีตามนัดเพื่อติดตามอาการ อีกทั้งแนะนำให้เขาเขียนบันทึกประจำวันด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการรักษา

ทีแรกเขาก็ไม่ได้จะเขียนจริงจังอะไรนัก แต่เขียนไปๆ ก็เริ่มลงรายละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มบรรยายความรู้สึกนึกคิด  อารมณ์ต่างๆ ในแต่ละวัน นัยว่าเขียนแล้วก็เพลิน รู้ตัวอีกทีก็หมดไปอีกหน้าหนึ่งแล้ว

ทว่าพอเขียนได้สักสองสัปดาห์ ก็เริ่มมีเรื่องราวบางอย่างแทรกเข้ามาเป็นภาพเคลื่อนไหวตอนที่เขาเขียน เหมือนถูกบังคับให้ดูหนังทั้งที่ไม่ได้อยากดู และถ้าไม่เขียนออกมา มันก็จะรบกวนจิตใจจนเขียนเรื่องของวันนั้นต่อไม่ได้

สุดท้ายนิลก็เลยใช้วิธีแยกประเภทก่อนว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง ตอนเขียนสมุดบันทึกประจำวันก็เขียนแค่เรื่องที่จริง นอกจากนั้นย้ายไปไว้ในอีกเล่มทั้งหมด

เล่มที่บันทึกเรื่องจากภาพเคลื่อนไหวเป็นเรื่องของเขากับนายหนึ่งหทัยล้วนๆ อีกแล้ว อ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ ชอบกล คันไม้คันมืออยากจะเปลี่ยนให้เป็นนายเอนายบีจริงๆ

ถึงตรงนี้เขาก็นึกถึงผีนั่น เงียบไปนานแล้วเหมือนกันตั้งแต่เริ่มกินยา บางทียาอาจจะทำให้ผีมาส่งเสียงไม่ได้เหมือนเดิม เลยออกมาในรูปแบบหนังแทนงั้นสิ?

บางขณะที่เขียนตามใจผีอยู่นั้น ก็มีภาพเคลื่อนไหวอีกชุดฉายทับ

รู้ว่าเป็นอีกชุดเพราะบรรยากาศต่างกันชัดเจน หนังของผีจะออกฟุ้งๆ ลอยๆ วนไปเวียนมาแถวหอพักกับมหาวิทยาลัย คบหาเที่ยวเล่นกันไปวันๆ ประหนึ่งการเรียนไม่ได้หนักหนาทั้งที่อยู่ปีสามปีสี่กันแล้ว ส่วนชุดที่ฉายแทรกมาบรรยากาศจะดูเหมือนเป็นคลิปถ่ายเล่นที่เอามาต่อๆ กัน ดูเรียลกว่า

ภายหลังก็พบว่าภาพเคลื่อนไหวอีกชุดนั่นคือความทรงจำของเขาเอง

ตั้งแต่นั้น การเขียนกลายเป็นประตูสู่ความทรงจำ เขาเขียนบันทึกต่อไปเรื่อยๆ จนคล้ายเป็นกิจวัตร ทั้งบันทึกประจำวัน และบันทึกภาพเคลื่อนไหวที่ฉายวนเวียนในหัว จนวันหนึ่ง กระทั่งคนชื่อเดียวที่เขาได้ยินแต่ชื่อมาตลอด เขาก็จำได้แล้ว

แรกๆ แทบไม่เคยได้คุยด้วยเพราะอยู่กันคนละกลุ่ม แต่ต่อมาด้วยความบังเอิญก็ได้มาทำโครงงานกลุ่มเดียวกัน เป็นคนเงียบๆ ที่ไม่ได้เงียบตลอดเวลา มีอะไรตลกๆ และคาดไม่ถึงให้ได้เห็นบ่อยๆ พอหลงไปสังเกตดูบ่อยเข้าก็ถอนตัวไม่ขึ้น

มดงานอย่างเขามีงานให้ทำล้นมือ แต่พอกลับถึงบ้าน ทานอาหาร อาบน้ำพร้อมนอนแล้ว มือกลับหยิบสมุดมาเปิด ปลายนิ้วคว้าเอาปากกามากด เสียงสปริงลั่นแผ่วเบา ตามด้วยเสียงของปลายปากกาขูดขีดกับหน้ากระดาษโดยมีหมึกเป็นสิ่งหล่อลื่น

จากความสนใจ กลายเป็นใส่ใจ ในที่สุดก็ขอเป็นคนรู้ใจ และเป็นพื้นที่สบายใจให้กัน มันรู้สึกอิ่มเอมอย่างไรชอบกลที่ได้หวนนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้น

เวลาเที่ยงคืนครึ่ง ภาพเคลื่อนไหวดับหายไปแล้ว ปากกาถูกเก็บกลับที่ แต่สมุดยังอยู่ในมือ

เรื่องราวในสมุดนี้สะสมกันมากขึ้นทุกที สายตากวาดอ่านเล่นๆ อย่างเพลิดเพลิน มันจะเพลิดเพลินได้นานอยู่หรอกถ้าเขาไม่เริ่มเอะใจ...หลายเรื่องในหนังของผี เหมือนบิดเปลี่ยนมาจากเรื่องจริงของเขากับเดียว

ดึกมากแล้ว แต่ชายหนุ่มยังนั่งเรียบเรียงเหตุการณ์ในความทรงจำที่ได้คืนมาเทียบกับเหตุการณ์ที่เขาเขียนแยกไว้ในสมุดแบบช็อตต่อช็อต

หนังของผีหยิบยกมาจากความทรงจำของตัวเขาเอง? บางทีผีอาจจะพยายามช่วยให้เขาจำได้?

มันก็แปลกดีที่เรื่องจริงอยู่ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยสองปีแรก แต่เรื่องของผีดันบอกไว้ว่าเกิดหลังขึ้นปีสามไปแล้ว ทั้งที่ช่วงหลังขึ้นปีสามนิลก็ไม่ได้อยู่กับเดียวสักหน่อย... ความคิดของนิลหยุดลงแค่นั้น

ไม่ได้อยู่กับเดียวหรือ ใช่ ตอนเรียนปีสามเขาไม่ได้ลืม เขาลืมเรื่องที่เกิดก่อนหน้านั้น เกิดอะไรสักอย่าง ทำให้เขาสูญเสียความทรงจำ ดีที่ไม่ได้ลืมเนื้อหาที่เรียนไปเลยยังจบในสามปีครึ่ง แต่ตลอดเวลาที่เขาเรียนจนกระทั่งจบออกมาทำงาน ไม่มีตอนไหนเลยที่นิลได้เห็นเดียวตัวเป็นๆ

คำถามหนึ่งดังระงมในหัว ทำไมตอนเขากลับไปเรียนปีสามถึงไม่เจอเดียว

เดียวอยู่ไหนแล้ว เลิกกันหรือ จะเลิกกันได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้น

โดนลักพาตัว? ไปเรียนต่างประเทศ? ยุ่งอยู่กับอะไร? ข้อสันนิษฐานของเพื่อนคนไหนล่ะที่จริง

ความสงสัยเติบโตหยั่งรากลงลึก กระตุ้นให้เขาออกค้นหา ถาม และตามไปถึงบ้านเดียว ทว่าครอบครัวของเดียวไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครอยู่ที่นั่น หญ้าขึ้นรกร้าง รั้วล็อกไว้ เขาไม่อยากบุกรุกเข้าไปจึงถามเอาจากบ้านข้างๆ แต่พวกเขาย้ายเข้ามาใหม่จึงไม่รู้เรื่องอะไร

เป็นความอยากรู้...ที่ทำให้นางมนุษย์ผู้นั้นเปิดกล่องออก กล่องที่ถูกกำชับมาแล้วว่าอย่าเปิด...

ในเวลานั้นนิลคิดแต่ว่าต้องเขียน คิดว่าเป็นทางเดียวที่จะได้รู้ว่านายหนึ่งหทัยและครอบครัวหายไปไหน เขาต้องจำให้ได้

จนกระทั่งวันที่ 10 เมษายน เขาก็ได้รู้ทุกอย่าง

ขากลับเกิดอุบัติเหตุ ไม่มีใครรอดเลยยกเว้นเดียว แต่จะเรียกว่ารอดก็พูดได้ไม่เต็มปาก...มะเหมี่ยวบอกว่า ‘เดียวอาการสาหัส ตอนนี้ยังไม่ได้สติ’ บอกไปก็ร้องไห้ไป เธอเองก็เพิ่งรู้และยังตกใจ แต่ก็นึกได้ว่าต้องบอกนิล เลยโทรมา

เดียวรอ...รออยู่หนึ่งเดือนเต็มๆ หนึ่งเดือนที่เขาเพิ่งจะได้รู้ข่าวคราว

ตอนไปถึง นิลทันได้เห็นวินาทีสุดท้ายบนโลกนี้ของคนที่เขารัก

หลังจากงานบุญของเดียว เขาก็ได้แต่คิดถึงอดีต ถ้ารู้ข่าวเร็วกว่านี้ก็คงดี บางทีถ้าเดียวรู้ว่าตื่นมาแล้วจะเจอเขา เดียวอาจไม่จากไป อาจตื่นมาคุยกัน อยู่ด้วยกันต่อไปอีกนานๆ

สายไปแล้ว และจะว่าไปก็เห็นแก่ตัวนัก แต่ตอนนั้นเขาไม่รู้หรอกว่าเห็นแก่ตัว คิดแต่ว่าเขาดูแลเดียวได้ ต่อให้ร่างกายเดียวเป็นยังไง เขาก็จะดูแลเอง จะป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดตัวให้ ต่อให้แย่แค่ไหน ก็ยังอยากให้อยู่ด้วยกัน

นั่นน่ะไม่ใช่เขาทำเพื่อเดียวหรอก

เป็นการทรมานเดียวเพื่อไม่ให้นิลรัตน์ต้องสูญเสียใครไป

นิลละอายในความคิดเก่าก่อนของตัวเองเหลือเกิน ละอายเสียจนต้องเขียนลงในบันทึก...บันทึกส่วนตัว ไม่ใช่เล่มของนิลและเดียวที่อยู่ในโลกของความสุขและความหวานชื่น

สองคนนั้นไม่ควรต้องมาแปดเปื้อนด้วยความรู้สึกนึกคิดของเขา ในสมุดเล่มนั้นทั้งนิลและเดียวกำลังเริ่มบทใหม่ของชีวิตด้วยกัน และเขาไม่เคยคิดให้ทั้งสองพบกับเรื่องร้ายใดๆ เลย แม้จะทะเลาะกันบ้าง จะโกรธกันบ้าง ก็ไม่เป็นไร สุดท้ายทั้งสองจะยังคงกลับมาพูดคุยทำความเข้าใจ รักและดูแลกันตลอดไปจนแก่เฒ่า แล้วก็หยุดค้างที่อายุนั้นไปชั่วนิรันดร์

นิลคิดจะเขียนเรื่องในสมุดต่อแม้จะไม่มีภาพเคลื่อนไหวที่ผีส่งมาให้แล้ว เขียนเพื่อเยียวยารักษาตัวเอง เขียนเพื่อหลอกตัวเองว่านี่ไง ยังมีนิลและเดียวที่มีความสุขอยู่ตรงนั้น เขียนเพื่อให้ลืมความจริงที่เพิ่งจำได้แม้ชั่วขณะสั้นๆ เขียนเพื่อหนีออกไปให้ไกลจากจักรวาลที่ไม่มีคำว่าตลอดนิรันดร์

ทว่าเขียนออกมาไม่ได้เลยแม้สักคำ

ตอนจบของนิลกับเดียวในสมุด จะต่างออกไปได้ยังไง ในเมื่อมันก็บรรจุแต่ถ้อยคำที่เขากับเดียวเคยพูดคุยกันไว้จริงๆ บรรจุรายละเอียดเหล่านั้นเอาไว้เต็มไปหมด แม้จะมีบางส่วนแปลกใหม่ แต่ที่นั่นก็ควรจะดำเนินเรื่องขนานกันไปกับที่นี่อยู่ดี

แต่เขาไม่อยากให้นิลในสมุดต้องเสียใจไปตลอดนี่ ไม่อยากให้เดียวในสมุดต้องจากไป อยากให้มีความสุขตลอดกาล แต่มันจะออกมาสภาพไหน จะยิ้มให้กันแบบไหน จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นต่อไป เขาไม่เห็นภาพ สิ่งที่คิดขึ้นมาเองและพยายามบีบบังคับให้เป็นไปก็มัวเลือนไม่ต่างจากหมอกควัน

ถ้าไม่ติดที่อยากให้เรื่องเต็มไปด้วยความสุขสันต์ เขาก็คงจะเขียนต่อได้ดีทีเดียว เพราะภาพที่ตรงกับความเป็นจริงนั้นชัดเจนมากพอจะเอาไปเขียนได้จนจบ มันติดอยู่ที่เขาไม่ต้องการให้ทั้งสองคนในสมุดพบเจอเรื่องเช่นที่เขาเจอ ติดอยู่แค่ตรงนั้น

เขาเลือกเก็บสมุดไว้ในลิ้นชัก ปิดล็อก ใจนึกอยากจะเอากุญแจไปโยนลงทะเลหรือที่ไหนไกลๆ แต่สุดท้ายก็แค่โยนมันไปนอกหน้าต่าง บอกตัวเองว่าจะไม่เขียนแล้ว และจะกลับไปตั้งใจทำงาน ลืมๆ ไปว่าในนั้นคืออะไร

เรื่องคงจบลงเพียงเท่านี้ ถ้าเจ้มุกไม่มาหาแล้วยื่นกุญแจนั่นมาตรงหน้า

มันควรจะนอนนิ่งอยู่ในบ่อปลา ถูกตะกอนทับตะไคร่ถม ไม่ควรมีใครสังเกตเห็นแล้วสนใจถึงขนาดพยายามเอามันกลับขึ้นมา แต่มันก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว พร้อมคำบอกเล่าแปลกประหลาด

เจ้มุกบอกเขาว่ามีคนมาเข้าฝัน มาขอให้เจ้ช่วยนิลด้วย มาบอกว่านิลแยกออกเป็นสองคน นิลฟังเจ้แล้วก็ได้แต่คิดว่ามันออกจะพิลึกกึกกือ เชื่อถือได้ยากอยู่สักหน่อย

“เอากุญแจนี่ไขลิ้นชักนั้นให้เจ้ดู ถ้าเปิดไม่ได้ หรือไม่มีสมุดที่ว่าอยู่ข้างใน ก็แปลว่าเจ้ฝันไร้สาระ”

นิลเม้มปาก สั่นศีรษะ คิ้วขมวดแทบจะชนกัน “ไม่ต้องพิสูจน์อะไรหรอกเจ้ มันคือกุญแจลิ้นชักอันนี้จริงๆ นิลโยนออกไปเอง แล้วสมุดข้างใน ก็เขียนเรื่องแบบนั้นไว้จริงๆ”

เขาไขเปิดเอาสมุดออกมา มือลูบบนหน้าปก ไม่รู้ทำไม แต่ก็สัมผัสได้ว่าคิดถึงเรื่องราวอันแสนสุขข้างในเหลือเกิน เขาเล่าที่มาของสมุดเล่มนี้ให้เจ้ฟัง ไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังกลับขมวดคิ้ว ท่าทางเป็นกังวล

“บางทีนี่อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษานะนิล เราเอาไปปรึกษาหมอภาดีมั้ย” คนที่บ้านรู้เรื่องที่เขาไปหาหมอ แต่ไม่ได้รู้จากทางนั้นหรอก เพราะเป็นจรรยาบรรณแพทย์ที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วย เขาเป็นคนเล่าเอง

เจ้อาจจะพูดถูกหลายอย่าง แต่เรื่องที่เขาแยกเป็นสองคน...ก็ยังเชื่อได้ยากอยู่ดี

มีแค่ส่วนนี้ที่เขาอยากจะเชื่ออย่างสนิทใจ...ส่วนที่เจ้บรรยายถึงคนที่มาเข้าฝัน เด็กหนุ่มอายุราวยี่สิบ ตาโต ตาชั้นเดียว ผมตรง ต่อให้ในโลกมีคนลักษณะอย่างนี้กี่ล้านคน ในหัวเขาก็ยังเห็นภาพของนายหนึ่งหทัยชัดเจน

“ถึงเสียงที่ได้ยินจะหายไปแล้ว แต่ลองไปดูก็ไม่เสียหายนี่นา ถ้าไม่มีอะไรก็จะได้สบายใจ” เสียงของเจ้ทำให้ภาพที่ปรากฏชัดนั้นเลือนหายไป เหมือนหยดน้ำตกต้องผิวกระจกใสทำให้เกิดระลอกคลื่น ทำลายภาพสะท้อนบนนั้นจนสิ้นสลาย

สุดท้ายนิลเลยมานั่งอยู่ในห้องนี้ เล่าเรื่อง ตอบคำถาม แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนจมลงไป ง่วงงุน กึ่งหลับใหล เขามองรอบตัวด้วยความเลื่อนลอย

ผนังสีครีม โต๊ะกินข้าวทำจากไม้มีเก้าอี้สองตัว เลยไปข้างหลังมีส่วนครัวเล็กๆ ทางซ้ายมองผ่านประตูกระจกใสออกไปเห็นระเบียงและภาพอาคารสูงเรียงรายเป็นฉากหลัง

ที่แท้ก็จมมาในหนังของผีนั่นเอง นี่คือหอพักของเขากับเดียว สถานที่ที่เรื่องส่วนใหญ่ในสมุดดำเนินไปหลังจากนิลในหนังของผีกลับมาเรียน

ชายหนุ่มหันหลังไป จึงเห็นโซฟาสีน้ำเงินที่คุ้นเคย มีเดียวนั่งรอเขาอยู่บนนั้น...สองคน

ถ้านิลอีกคนคือส่วนที่แบ่งภาคมาจากจิตใจเขาอย่างที่หมอภาอธิบาย แล้วเดียวอีกคนคืออะไร?

“เอ๋ เรามีไฝตรงนี้ด้วย” เดียวคนที่ไม่ได้ใส่แว่นสำรวจ มือซ้ายกดคนข้างใต้จมไปกับโซฟา อีกมือพยายามเลิกเสื้อขึ้น

แล้ว...คนไหนล่ะเดียวตัวจริง?

“นี่! ทำอะไรน่ะ!” เดียวว่า ออกแรงยื้อชายเสื้อไว้ไม่ให้เปิดเห็นอะไรมากไปกว่านี้ “นิลก็อยู่นะ!”

คนที่กำลังจะถอดเสื้อคนข้างล่างยิ้มสวย “ไม่เห็นต้องอายเลย นิลเค้าก็เห็นมาหมดแล้วไม่ใช่รึไง”

โอเค ตัวจริงคือคนข้างบนสินะ นิลคิดในใจ

เดียวคนข้างล่างนิ่งไป ก่อนจะยิ้มสวยบ้าง “หึงล่ะสิ”

คนรักตัวจริงของเขาก้มหน้าลง คลายแรงที่ใช้เลิกชายเสื้อ คนข้างล่างเลยได้จังหวะลุกกลับขึ้นมา รวบมืออันตรายไว้ด้วยกันไม่ให้ขยับทำอะไรแปลกๆ อีก ยินเสียงตอบกลับคำถามของตนว่า “...หึงสิ”

เดียวในสมุดหันมองนิลหนึ่งที เป็นการมองแค่แวบเดียว แล้วก็กลับไปวางสายตาไว้บนเดียวตัวจริงอีกครั้ง คลายมือปล่อยให้ข้อมือทั้งสองเป็นอิสระ เอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบโยน

“นี่ เรานะถูกสร้างมาจากนายทั้งนั้น รักเดียว เราเป็นแค่คนที่มาแสดงเป็นเดียวตามบทที่หมอนี่ยัดมาให้ ทุกอณูของเรา ไม่มีความเป็นตัวเราตรงไหนเลยที่นิลรัก มีแต่ส่วนที่เป็นของนายทั้งนั้น” ว่าพลางก็วางมือแปะบนหัวคนตรงหน้า

“เอาคืนไปเถอะ หรืออันที่จริงคือ รับเขากลับไปเถอะ อย่าได้คิดตัดสินใจแทนอีกฝ่าย นายก็รู้นี่นา รู้ใช่ไหมว่าเขารักมาก มากๆ เลยเหมือนกัน”

ผู้รับสารยกสองมือขึ้นปิดหน้า ก้มหัวลงนิดหน่อยเหมือนตอบรับ

“ไม่มีใครมาแทนที่นายได้ทั้งนั้น เหมือนแค่ไหนก็ไม่เหมือน ไม่มีวันแทนได้” เดียวในสมุดยิ้มอีก แต่คราวนี้เป็นรอยยิ้มที่มอบให้ด้วยความจริงใจ ส่งมือไปจับไหล่คนตรงหน้าทั้งสองข้าง เขย่าเบาๆ หนึ่งหน ก่อนจะลุกขึ้นหันมาทางนิลที่ออกอาการทำอะไรไม่ถูก

“ไปเสียก่อน ไปหานิลอีกคน จัดการให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับมา หรือจะปล่อยให้เดียวต้องตามคุยกับทั้งสองคนคนละครั้งก็ตามใจ”

“แต่เดียว...”

“เดี๋ยวเราจัดการให้ ไปเถอะน่า ทำตัวเชื่อฟังหน่อยไม่ได้หรือไง ให้ตายสิ เขียนบทห่วยแตกแล้วยังจะดื้อดึงอีก ไม่น่ารักเลยจริงๆ”

“ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องที่เราเขียนตามหนังของผีตนนั้นต่างหาก”

“ไม่ใช่ นายนั่นแหละที่คิดแล้วก็เขียน กินยาเข้าไปแล้วเสียงของเขาก็หายไปใช่มั้ยล่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องที่นายเขียนหลังจากนั้นทั้งหมดน่ะไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว อีกอย่างเขาเป็นคนนะไม่ใช่ผี แล้วก็ชื่อเดียวเหมือนกัน รู้จักไหมมิติคู่ขนานน่ะ” เห็นนิลจะอ้าปากถาม ก็เลยรีบดัก “ไม่ต้องรู้เรื่องยิบย่อยเยอะนักหรอกน่า เอาตัวเองให้รอดก็พอแล้ว รีบไปได้แล้วไป”

นิลรัตน์ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ก็โดนกระชากกลับไปที่โลกจริง...ไม่ ไม่ใช่ รู้สึกว่าเบากว่านิดหน่อย...เขาอาจจะเป็นแค่กระแสความคิด ไม่รู้เหมือนกันว่ารู้ได้ยังไง แต่ก็รู้ว่าตัวเองคือกระแสความคิด

แล้วเขาอีกคนก็คงเป็นเจ้าของร่างกายอยู่ตอนนี้

นิลคนนั้นกำลังอ่านเรื่องในสมุดที่คงจะเหมือนกับชีวิตที่ฝั่งนั้นทุกระเบียด อ่านจนจบ แล้วก็เงียบไป นิลที่อยู่ข้างนอกมาตลอดไม่รู้หรอกว่าคนที่เคยอยู่ข้างในจะคิดอะไรบ้างหลังจากอ่านจบแล้ว แต่ก็เริ่มเล่าเรื่องฝั่งของตัวเองให้ฟัง ให้รู้ว่ามีอะไรที่เขาไม่ยอมเขียน

ทางนั้นเงียบอยู่นานก็ตัดสินใจเล่าเรื่องกลับมาเหมือนกัน

เรื่องของทางนั้นแปลกไปมากเมื่อเขาหยุดเขียนอย่างนั้นหรือ? ถ้าเขาเป็นฝ่ายควบคุมร่างกาย ก็คงเลิกคิ้วขึ้นสูง

“นายว่าที่นายเขียนสมุดเล่มนี้ เหมือนเปิดกล่องแพนโดรา”

ก็จริง ใช่ เขาพูดอย่างนั้นออกไป แต่ตอนพูดไม่ได้คิดอะไรเลย

กล่องของแพนโดราเป็นกล่องรวมหายนะที่เมื่อเปิดออก สิ่งที่อยู่ข้างในก็จะถูกปลดปล่อยสู่โลกภายนอก ทว่านี่ไม่ใช่กล่องแพนโดรา มันไม่ได้บรรจุหายนะ หากแต่บรรจุความทรงจำ ทั้งจุดเริ่มต้น เรื่องราวระหว่างทาง และ...

“บางทีนะ...” นิลที่กำลังคุมร่างกายอยู่เผลอเคาะนิ้วกับโต๊ะ

เขาหัวเราะขื่น นี่คือตัวเขาสมัยก่อนนะ ทำไมจะไม่รู้ว่าเด็กคนนี้กำลังคิดอะไร...แค่ตั้งต้นก็เห็นไปถึงปลายทางแล้ว

คงจะเลี่ยงไม่ได้แล้วสินะ

ตามตำนาน กล่องถูกปิดโดยยังมีสิ่งหนึ่งค้างอยู่ข้างใน สิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็คือความสิ้นหวัง แต่สำหรับกล่องใบนี้แล้วมันต่างออกไป

ปลายนิ้วที่เคาะอยู่หยุดเคาะ เลื่อนไปหาบางสิ่ง “บางที...ถ้าการเขียนคือการเปิดกล่องนั่นออกมา ทำให้ได้รับรู้อดีตที่เป็นจุดเริ่มต้น ได้มีปัจจุบันอย่างที่ควรจะเป็น เราก็ต้อง...”

เขียนอีกครั้ง เพื่อจะได้รู้จุดจบของเรื่องราวทั้งหมดไงล่ะ

ปากกาที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นด้ามที่เดียวให้ หมึกหายไปเกินครึ่งแล้ว คงเพราะเขียนทีไรก็เป็นต้องหยิบปากกาด้ามนี้ทุกที

เขาใช้ชีวิตกับความทรงจำพวกนั้นมานานกว่า คงจะเห็นจุดจบของเรื่องในสมุดนี้ชัดกว่านิลในสมุดที่แหวกว่ายตามโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ อีกอย่าง...เรื่องที่บอกเล่าตลอดเล่มนี้ก็เริ่มต้นขึ้น และดำเนินมาด้วยความคิดฝันเฟื่องของเขาทั้งนั้น ฝ่ายบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เหลือจึงเป็นใครอื่นไปไม่ได้

นิลที่เคยอยู่ในสมุดสูดหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนออกช้าๆ จากนั้นก็บอกกับคนในกระแสความคิด “เราจะเขียนให้เอง เล่ามาเลย”

เวลาไหลเลื่อนผ่าน แต่ร่างกายของพวกเขาก็ไม่ได้เหนื่อยล้าหรือหิว มือที่เขียนก็ไม่ได้เกิดความเมื่อยอันควรจะเกิด

จรดปลายปากกาถึงอักษรตัวสุดท้าย น้ำหมึกก็หมดพอดี พอจะลงนามนิลรัตน์ ก็เลยมีแต่รอยกดไร้สีหมึก

“เขียนไม่ติดแล้วแฮะ ดีนะที่จบแล้...เอ๊ะ?”

ไม่มีนิลคนข้างในสมุด และคนข้างนอกสมุดอีกแล้ว ไม่มีนิลคนในความคิด และคนที่อยู่ข้างนอกความคิดอีก ความทรงจำและความเป็นตัวตนสองสายไหลเชื่อมเข้าหากันที่ปากทางสู่ห้วงมหรรณพ

ในความจดจำได้ นิลเอ่ยกับตัวเอง เป็นเสียงสุดท้ายของนิลคนในสมุด ก่อนที่ความเป็นนิลคนนั้นจะหลอมกลับเข้าหาเขาอย่างสนิทสมบูรณ์ “ขอบใจที่หวังดีกับเราเสมอมา ต่อจากนี้ก็มาเผชิญกับจุดจบของโลกข้างนอกนี้ด้วยกันเถอะ”

เมื่อเสียงนั้นสิ้นสุดลง ในพริบตาถัดมาเขาก็พบว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับโซฟาที่มีนายหนึ่งหทัยนั่งอยู่ก่อนแล้ว

“มานั่งนี่สิครับนิล เดียวมีอะไรจะบอก”


*****************
สวัสดีวันศุกร์ค่ะ วันนี้เรื่องน่าจะชัดขึ้นอีกหน่อยแล้วนะคะ

สัปดาห์หน้า เราจะได้ไปดูเฉลยปมอย่างละเอียดด้วยกันอีกครั้งค่ะ

ถ้าใครอ่านตอนนี้แล้วเอ๊ะกับอะไรหลายๆ อย่าง เราจะมีอธิบายละเอียดๆ อีกทีนะคะ ส่วนนี้จะมีการสร้างนั่นนี่ขึ้นมาเองค่อนข้างเยอะ แล้วมันยัดลงไปในเรื่องไม่ได้ QwQ

ยังไงถ้าสงสัยอะไร ถามมาได้นะคะ จะได้รวมไปตอบด้วยกันในนั้น

เราอาจจะตอบไม่ได้ทุกอย่างก็ได้ แต่ตอนเขียนก็พยายามสร้างนั่นนี่ขึ้นมาอย่างปวดหัวสุดๆ เลยค่ะ 555 ยังไงก็ต้องยอมรับว่าอาจยังมีจุดที่พลาดไป มีจุดที่คิดไม่ถึง และมีจุดที่ลากมันไปเหมือนกัน ตอนอธิบายเราก็น่าจะได้รู้ไปพร้อมๆ กันเลยว่าเผางานตรงไหนไว้บ้าง ^^'

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ :กอด1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-06-2020 11:52:18 โดย manarina »

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
สรุปเรื่องตั้งแต่ต้นจนถึงตอนที่ 15 ค่ะ

ได้รับคอมเม้นต์มา ทำให้รู้สึกว่าเราอาจจะสื่อสารได้ไม่ดีพอค่ะ แบบมือยังไม่ถึงก็มาเล่นกับอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกันแล้ว ต้องขอโทษด้วยนะคะ/โค้ง

ถึงแม้ตัวนิยายจะทำให้งงๆ แต่ก็อยากให้ทุกคนไปพร้อมๆ กันแบบไม่งงค่ะ ดังนั้นนน ต่อจากนี้คือเรื่องย่อและจุดที่น่าสนใจจนถึงตอนปัจจุบัน คือตอนที่ 15 นะคะ

สำหรับตอนทั้งหมดที่ผ่านมา สรุปคร่าวๆ คือ เดียวตายตั้งแต่ตอนปิดเทอมหลังจบปีสองแล้วน่ะค่ะ

ตอนนั้นที่เดียวไปทริปเยี่ยมญาติกับครอบครัว ประสบอุบัติเหตุตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทางเลยค่ะ แล้วก็โคม่าอยู่เดือนนึง ตลอดเวลาที่เดียวโคม่าอยู่ นิลไม่รู้และไม่ได้มาเจอกันเลยค่ะ

สัปดาห์แรกนิลคิดว่าเดียวไปเที่ยวอยู่ ก็จะไม่ได้คิดอะไร แต่พอเดียวไม่ได้โทรมาหาเลยก็เริ่มคิดมากแล้วค่ะ นิลโทรไปหาวันก่อนเดินทางกลับ (ตามที่เดียวบอกไว้) ก็ไม่มีใครรับ ลองโทรอีกทีวันถัดมาเดียวก็ยังไม่รับ

สุดท้ายก็ไปหาที่บ้าน เห็นสภาพเหมือนยังไม่กลับมาทั้งที่มันเลยกำหนดกลับแล้ว ติดต่อถามมะเหมี่ยวกับลิลิตก็ไม่มีใครรู้เรื่อง ก็ร้อนใจกันมากค่ะเพราะไม่รู้เดียวเป็นตายร้ายดียังไง แต่ถึงวันนึงมะเหมี่ยวก็ได้ข่าวมาเลยรีบโทรบอกนิล พอนิลรู้จากมะเหมี่ยวว่าเดียวนอนรพ.ที่ไหนก็รีบมา แต่ก็มาเห็นฉากเดียวตายต่อหน้าเลยค่ะ นับจากวันแรกที่โคม่าถึงวันที่ตาย ก็ประมาณ 1 เดือนค่ะ

แต่ด้วยเหตุใดไม่รู้ ในเวลาต่อมานิลกลับลืมช่วงเวลาระหว่างที่คบกันจนหมด

เพื่อนๆ จะยังจำเดียวได้ แต่ก็เหมือนลืมไปว่าเดียวตายแล้ว แต่ต่างคนต่างก็ไม่เอะใจค่ะ ตอนนิลถามว่าเดียวอยู่ไหนเลยตอบกันไปคนละทิศคนละทาง อย่างลิลิตก็ตอบว่าโดนลักพาตัวไปซึ่งเป็นเหตุผลที่ตลกมากแต่ลิลิตเองไม่รู้ตัวว่ามันตลกค่ะ

นิลจะรำคาญที่เจอเพื่อนกี่คนๆ ก็มาถามเขาถึงเดียวว่าจำไม่ได้จริงเหรอ เป็นแฟนกันไม่ใช่เหรอ นิลจะคิดแบบว่า 'ถ้าอยากคุยกับเดียวก็ไปคุยกับเดียวสิวุ้ยย จะมาถามตูทำม้าย แล้วก็ไม่ได้เป็นแฟนด้วย จำไม่เห็นได้!' (น้ำเสียงโมโหมากๆ เพราะเสียเวลาอ่านหนังสือเตรียมทำโปรเจกต์จบของพี่แกค่ะ)

นิลก็เรียนจนจบ ได้เข้าทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่แล้วจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเจ้าผี ทำให้ตัดสินใจไปหาหมอ เสียงผีอาจจะเงียบไป แต่ดันเห็นภาพหลอนขึ้นมาแทน เขาเลยเข้าใจว่าผีมาเซ้าซี้จะให้เขียนให้อีก ก็เลยยอมเขียน

พอเริ่มเขียนบรรยายตามหนังของเจ้าผี ก็กลายเป็นว่าได้ความทรงจำคืนมาด้วยค่ะ นั่นทำให้นิลจำได้ว่าเดียวตายไปแล้ว (วันที่จำได้ว่าเดียวตายไปแล้วคือวันที่ 10 เมษาค่ะ) พอรู้แล้วก็ไม่ยอมเขียนลงไป ทำให้นิลคนในสมุดไม่ได้รู้เรื่องนี้ แล้วเวลาก็ฟรีซอยู่ที่ 10 เมษา เรื่องที่ดำเนินไปบนมิติความฝันเริ่มตรรกะพังค่ะ

นิลคนในสมุด คืออีกบุคลิกนึงของนิลค่ะ เหมือนดินน้ำมันก้อนนึงโดนแบ่งครึ่งไรงั้นเลย สุดท้ายเขาก็รวมกันได้สำเร็จผ่านการเขียนค่ะ

คือนิลคนข้างนอกจำได้หมด แต่ไม่ยอมเขียนอยู่ราวๆ 1 เดือนเจ้มุกก็มาหาค่ะ แล้วนิลคนข้างในก็เลยได้หลุดออกมา ได้รู้เรื่องราวทั้งหมดตอนนั้น

เรามองว่านิลคนที่อยู่ในสมุดเพิ่งรู้เรื่อง ยังคิดอยากให้เป็นความฝันอยู่เลย ไม่เหมือนคนข้างนอกที่ผ่านมา 1 เดือนแล้ว น่าจะยอมรับได้มากกว่า แต่แค่ยังยอมรับได้ไม่เต็มที่เลยไม่ยอมเขียนเรื่องความตายของเดียวออกมา

การเขียนทำให้พวกเขายอมรับความสูญเสียที่เกิดได้อย่างแท้จริงทั้งคู่ค่ะ พอนิลแต่ละคน "ยอมรับความจริง" ได้เหมือนกัน ก็เลยมีจุดเชื่อมกัน ทำให้ดินน้ำมันสองก้อนกลับเป็นก้อนเดียวกันได้อีกครั้งค่ะ

พอรวมร่างกันได้เรียบร้อยแล้ว ก็โดนดึงกลับไปที่มิติความฝัน ซึ่งมีเดียวตัวจริงรออยู่ค่ะ

ทั้งนี้ คนที่มาจากโลกคู่ขนานจะมี

1. เจ้าผี จริงๆ เขาคือเดียวที่ยังมีชีวิตแต่เป็นโรคทางสมอง ทำให้มีปัญหาความจำค่ะ

2. เดียวที่มาสวมบทบาท แสดงเป็นเดียวต่อหน้านิลในสมุด เดียวคนนี้คือคนที่ต่อว่านิลว่าเขียนบทได้ห่วยแตกน่ะค่ะ

จะเห็นว่าเรื่องในสมุดทั้งหมด จะแทบไม่มีคนอื่นโผล่มาเลย ยกเว้นตอนต้นที่นิลยังอยู่โรงพยาบาลที่จะมีคนบ้านนิลโผล่มาบ้าง แล้วก็ตอนนิลพาเดียวไปกินข้าวจะได้เจอแม่ของเดียวบ้าง แล้วก็ตัดไปอยู่หอด้วยกันเลย เพราะตัวละครคนในครอบครัวไม่มีใครมาสวมบทค่ะ ถ้าปล่อยไว้นานก็จะเพี้ยนๆ ผิดกับนิลที่มีนิลอีกครึ่งมาสวมบท แล้วก็บทเดียวที่มีเดียวจากโลกอื่นมาแสดงให้

และที่จริง หนังของผี ผีไม่ได้คิดค่ะ เพราะผีกลับโลกตัวเองไปแล้วว เป็นนิลคนเขียนบทเองนั่นแหละที่ได้ความทรงจำมา แล้วเอาไปแต่งให้มันเป็นอย่างที่อยากให้เป็น คือให้ตัวเองมีเดียวอยู่ด้วยหลังขึ้นปีสามไปแล้ว

(ใช่ค่ะ เขาได้ความทรงจำคืนมาบางส่วนแล้วตั้งแต่ตอนนั้น แต่ยังไม่รู้ตัวว่าจำอะไรได้ เหมือนตอนที่เราอ่านหนังสือ จะไม่รู้เลยค่ะว่าจำได้แล้ว จนถึงเวลาสอบแล้วมันเห็นภาพหน้าหนังสือลอยมาเลย ถึงจะรู้ว่าเออ เราจำได้ด้วยแฮะ)

เรื่องทั้งหมดก็เป็นประมาณนี้ค่ะ ยุ่บยั่บมากกก

ณ จุดนี้คือนิลก็กำลังจะได้คุยกับเดียวตัวจริง เดียวนั่งรออยู่แล้ว แต่นิลยังไม่ได้นั่งและต้องยืนค้างท่านี้ไปอีกสองสัปดาห์ค่ะ 555 เพราะมีตอนแทรกที่เราจะพาทุกคนไปดูฝั่งเดียว ว่าเดียวเจออะไรมาบ้างกว่าจะได้มาถกเสื้อเดียวอีกคน แล้วก็นั่งรอบนโซฟาอย่างนี้ มีบทของเดียวสามตอนด้วยกัน สัปดาห์หน้าน่าจะลงให้สามตอนไปเลยค่ะจะได้ไม่ค้าง แล้วสัปดาห์หน้าๆ ก็จะได้มาดูสองคนนี้เขาคุยกัน(ตอนที่เราบอกว่าแก้ยากมากกน่ะค่ะ) 

16, 17, 18 อันนี้จะลงสัปดาห์หน้าค่ะ เดี๋ยวแบ่งลงพฤหัสตอนนึง อีกสองตอนลงวันศุกร์นะคะ

19, 20 ลงสัปดาห์ถัดไปจากนั้น

21(ตอนจบ), บทเสริม อันนี้ดูสถานการณ์ก่อนค่ะ ถ้าเราเช็กทัน ก็อาจจะลงพร้อม19,20 แต่ถ้าไม่ทันก็จะถัดไปอีกสัปดาห์นะคะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น 19จนถึงบทเสริม ยังไม่แน่ใจค่ะว่าจะมีอันไหนอยากตัดทิ้งมั้ย หรือเก็บรวบยังไงเผื่อมันสั้นไปยาวไป อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงนะคะ แต่จะพยายามให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ตอนนี้ค่ะ

พล็อตเรื่องโดยรวมมันดราม่าบ้างมั้ยคะ 555 ความงงกลบความดราม่าหมดเลยแง ต้องขอโทษด้วยค่า

ขอบคุณที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ พวกคุณทุกคนทำเราใจเต้นตึกตักก ยิ้มกว้างจนปวดแก้มเลยค่ะ รักก ต่อจากนี้ถ้ายังไหวเรามาเดินทางไปด้วยกันจนจบนะคะ ♥
เจอกันพฤหัสหน้าค่ะ :bye2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-06-2020 22:06:10 โดย manarina »

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2053
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
พอเข้าใจเรื่องมากขึ้นแล้วจ้า เป็นกำลังใจให้คนเขียนนะ ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆเขียนน๊าา สู้ๆ

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พอเข้าใจเรื่องมากขึ้นแล้วจ้า เป็นกำลังใจให้คนเขียนนะ ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆเขียนน๊าา สู้ๆ
ขอบคุณค่ะ o1

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 16 นกในกรง 1/3

คุณเคยใช้ที่อุดหูมั้ยครับ พอใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

มันคงจะเงียบ ใช่ครับ แต่สำหรับผม ผมยังได้ยินเสียง ผมเรียกเสียงนั้นว่าเสียงของความเงียบ

มันเป็นเสียงสูง สม่ำเสมอ ดังก้องอยู่ในหัวเบาๆ ตลอดเวลา และจะพลิกกลับมาเป็นเสียงดังที่สุดในเวลาที่ทุกสรรพเสียงเบาลง เช่นตอนเข้านอน หรือตอนอยู่ลำพัง

ก็ไม่เคยคิดหรอกว่าเสียงนั้นจะหายไปได้ มันอยู่กับผมมาทั้งชีวิต ผมไม่คิดเลยว่าวินาทีนั้นจะมาถึง

วินาทีที่ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย...จริงๆ

อะไรเย็นๆ ตกต้องใบหน้า ไหลระลงไปตามผิว ลงไปในเสื้อ ซึมหาย ผมรู้สึกแสบตามทางที่หยดเย็นๆ นั้นไหลผ่านไป...

ความแสบทำให้ผมลืมตาขึ้นมอง ผมหยีตาให้กับภาพที่เห็น แต่ก็ยังเห็นเป็นภาพมัวอยู่ดี แว่นสายตาของผมหายไป ผมงุนงง วงลวดลายประหลาดเรืองแสงสีส้มๆ ท่ามกลางพื้นหลังสีมืดนั้นดูคล้าย...คล้ายกับ...ไฟถนน? ชั่วขณะนั้นผมไม่ทราบว่าเกิดอะไร กะพริบตาอยู่สองสามครั้งจึงเรียบเรียงได้

ผมเพิ่งได้ยินเสียง เป็นเสียงดังมาก ดังสนั่นที่สุดในชีวิต แรงมหาศาลเหวี่ยงตัวผมไปชนกับกระจกข้างๆ แผ่นหลังโดนอะไรสักอย่างกระแทกเข้าในเสี้ยววินาทีถัดจากนั้น เสียงใครตะโกน ตื่นกลัว ตกใจ ห่วงหา

เสียงผู้ชาย เสียงผู้หญิง พ่อ...แม่...!

ผมเร่งสลัดพันธนาการหนาหนักออกจากตัว ตามแขนปวดแทบยกไม่ไหว ตามผิวรู้สึกเหมือนมีเศษอะไรแหลมๆ ฝังอยู่ แต่ผมไม่ได้ใส่ใจ พยายามมองหาพวกเขาด้วยสายตาที่เห็นชัดในระยะไม่ถึงสิบเซนติเมตร ขยับ ขยับ และขยับออกจากสิ่งที่ยังตามกดทับ

ไม่เจ็บครับ มันไม่เจ็บเลย ผมไม่รู้สึกอะไรกับขาข้างนั้น และไม่สนใจอะไรเหนียวๆ ที่เปรอะอยู่ตามร่างกาย แค่ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหาผู้ชายและผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผมให้พบ

ผมส่งเสียงดังที่สุดเท่าที่ทำได้ เรียกพ่อ เรียกแม่ แต่ถึงตะโกนสุดขั้วปอดก็ไม่ได้ยินเสียงตัวเอง

ผมยังคงออกห่างจากที่เดิมได้ไม่มากนัก แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนร่างกายเบาลงจนแทบไม่มีน้ำหนัก ความชาลามไปตามหนังศีรษะ แผ่เข้ามาจากปลายนิ้ว วงแสงรูปกลมสีส้มที่เรียงต่อเป็นเส้นๆ เหมือนภาพหลอนดับมืดลง ก่อนที่ทั้งร่างผมจะไม่รู้สึกอะไรอีก

เมื่อลืมตาขึ้นอีกที ผมเห็นสีขาว อะไรสักอย่างทำให้ผมรู้ว่ามันคือเพดาน

ความวุ่นวายรอบตัวเข้าสู่สายตา ผมยังคงไม่ได้ยินเสียงใด ร่างกายส่วนบนปวดร้าวทุกครั้งที่ขยับแม้เพียงเล็กน้อย ผมกลืนน้ำลายหนึ่งอึก และพบว่ามีบางอย่างแข็งๆ กดอยู่ข้างในคอ

แม้จะมีความเจ็บปวดคอยรบกวนทุกห้วงลมหายใจ แต่ผมก็หลับได้ในที่สุด

ที่นั่นผมได้พบกับความมืด ช่างเป็นความมืดที่ปรกติสุขเหลือเกิน ในความมืดนั้นเหมือนผมไม่มีร่างกาย จึงไม่เจ็บปวด ไม่ต้องหายใจ ไม่ต้องกลืนน้ำลาย ไม่ต้องสัมผัสความร้อนเหมือนไฟแผดเผา

ในฝันคืนหนึ่ง นอกจากความมืดแล้วผมเห็นเชือกเส้นยาว มันผูกตรึงผมไว้กับอะไรสักอย่าง สองมือพยายามแก้ปม แต่ปมไม่เคยคลาย ต่อให้พยายามวิ่งออกมา เชือกนั้นก็ยืดยาวออกเรื่อยๆ เรื่อยๆ ผมล้มลงในที่สุด เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะวิ่งต่อไป

เหนื่อย เจ็บ

ผมคู้ตัวอยู่ตรงนั้น มองแผลถลอกที่เริ่มมีเลือดซึมขึ้นมา ภาพเริ่มมัวและบูดเบี้ยวด้วยน้ำตาที่คลอเคลือบ สะอึกสะอื้นราวกับตัวเองเป็นเพียงเด็กชายน้อยๆ คนหนึ่ง อันที่จริงผมก็ไม่รู้แล้วว่าผมอายุเท่าไหร่ ร่างกายผมเล็กจ้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับเส้นเชือกที่ล่ามผมไว้

ในความมืดที่ผมเคยคิดว่าไม่มีใครทั้งสิ้นนอกจากตัวผมเอง กลับมีใครใช้มืออุ่นๆ ลูบไปตามแผลที่โดนเชือกบาด และแผลที่ได้จากการหกล้ม แผลเหล่านั้นสมาน เขากอดผมไว้แน่น กระซิบบอกถ้อยคำที่ผมไม่อาจได้ยิน แล้วก็ดึงให้ผมลุกขึ้น ออกวิ่งไปด้วยกัน ทว่าไม่นานสองขาที่อ่อนแรงก็ทรุดลงกับพื้นอีกครั้ง

ผมบอกกับเขาว่าพอแล้ว ผมเหนื่อย พอกันที ปล่อยผมไว้ตรงนี้เถอะ

พลันผมรู้สึกเหมือนโดนดึงขึ้นมาจากน้ำ แสงสว่างส่องลอดเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับความเจ็บป่วยที่คืนกลับมา

ผมกลืนน้ำลายไม่ได้แล้ว เมื่อผมคิดจะกลืนน้ำลายสักอึก ความเจ็บปวดที่คุ้นชินไม่เกิดขึ้น นั่นแปลว่าผมไม่อาจควบคุมร่างกายนี้ได้อีกแล้ว

ต้องทำยังไงถึงจะออกไปได้ ออกไปจากที่นี่ ออกไปจากร่างกายนี้ กรงขังนี้

ทันใดนั้นผมก็รู้สึกเหมือนเด็กชายที่ถูกเพื่อนผลักแรงๆ จนเซหงายหลัง

ผมจมไป จมไป และจมไป

เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ผมก็เห็นตัวเองอยู่ตรงนั้น ข้างหน้านั่น บนเตียงหมายเลขสิบ



เชือก...ถูกตัดแล้ว

รักเดียวมองความวุ่นวายที่เกิดด้วยใจที่หวั่นกลัว เจ้าหน้าที่ชุดขาวล้อมรอบร่างกายของเขา ไม่ต้องได้ยินเสียงก็รู้ว่ามีเสียงดัง เสียงบอกให้ทุกคนถอยออก สัมผัสอันน่ากลัวของไฟฟ้า เขาจดจำได้ดี เผลอยกมือขึ้นแตะอกโดยไม่รู้ตัว ผงะลนลานถอยหนี หลังจากปัดป่ายมือไปมาหาที่ยึดและหายใจเข้าออกหนักๆ จนเกือบสำลักอากาศ ร่างอ่อนแอปวกเปียกนั้นก็ลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล

สองมือยึดจับอะไรแถวนั้นไว้แน่นเพื่อพยุงตัว แล้วพอตั้งหลักได้รักเดียวก็วิ่ง วิ่งออกไป หนีไปที่ไหนก็ได้ เขาจะไม่กลับไปข้างในนั้นอีกแล้ว ไม่มีทาง

เวลาผ่านเลยไป แต่ไม่อยู่ในความรับรู้ของประสาทสัมผัสที่เขามี อยู่ข้างนอกนี้มานานเท่าไรแล้ว วันหนึ่งหรือ สองวันหรือ ไม่รู้เลย

เขาเที่ยวตามหา พ่อวิชัย แม่มาลินี แต่รู้อะไรไหม ไม่มีใครได้ยินเขา ไม่มีแม้แต่คนเดียว

เขารู้สึกราวกับตนเองเป็นวิญญาณเพียงตนเดียวในโลกนี้ ในจักรวาลนี้

เหงาเหลือเกิน แต่นอกจากความเหงา กับความว่างโหวงเหมือนภาชนะไร้ก้น เขาก็ไม่ได้รู้สึกแย่มากมาย

เขาเอามือแตะหน้าอกตัวเอง ไม่เจ็บอีกแล้ว หายใจเองได้ ขยับตัวได้แล้ว

นานๆ ทียังรู้สึกว่าหายใจติดขัดบ้าง กลืนน้ำลายแล้วเจ็บน้อยๆ บ้าง แต่เขาคิดว่ามันก็คงเป็นแค่ความฝังใจเท่านั้น เพราะอย่างน้อยขาเขาก็ไม่ชาแล้ว ไม่ชาอีกแล้ว และบางทีคงต้องพูดว่ามีขาแล้วมากกว่ากระมัง

แต่เขายังคงไม่ได้ยินอยู่ดี นับเป็นเรื่องแปลก ทำไมอย่างอื่นหายหมด กระทั่งสายตาก็กลับเป็นปรกติ เห็นชัดโดยไม่ต้องใส่แว่นแล้ว มีแต่หูที่ไม่ได้ยิน ไม่ได้ยินแม้เสียงลมหายใจของตัวเอง หรือเสียงสะอื้น หรือเสียงของหัวใจที่ไม่รู้สูบฉีดอะไรให้ไหลเวียนไปในเมื่อในร่างนี้ไม่น่าจะมีเลือดเนื้ออีกแล้ว

ใช่...เขายังหายใจ เขายังสัมผัสถึงจังหวะการบีบรัดของหัวใจได้ แต่วิญญาณจะมีอะไรพวกนี้ไปทำไม นี่เป็นหนึ่งในข้อสงสัยที่คงจะไม่มีวันได้คำตอบ

รักเดียวทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแถวนั้นเหม่อมองฟ้า นึกทวนในใจอย่างที่ทำมาตลอดตั้งแต่ออกจากร่างมาได้

เราชื่อรักเดียว ชื่อจริงชื่อหนึ่งหทัย พ่อตั้งให้ นามสกุลของเราคือเจริญไพศาลนันท์ เราอายุยี่สิบเอ็ด พ่อชื่อวิชัย นายวิชัย เจริญไพศาลนันท์ แม่ชื่อมาลินี นางมาลินี เจริญไพศาลนันท์ ตอนมอปลายเราสนิทกับพวกลิลิต ใช่ มีลิลิต มะเหมี่ยว คุณมะลิ แล้วใคร ใครอีกคน คนนี้คือใคร

เจ้าวิญญาณขดตัว หายใจเข้าออกช้าๆ ใจเย็นๆ เราจำได้ เราจำได้สิ คนนี้คือ...คือ...

จำไม่ได้ เดียวปาดน้ำตา ไม่ ต้องจำได้สิ ตอนนั้นเราก็ลืมชื่อแม่ เรายังนึกออก ค่อยๆ นึก รักเดียว ค่อยๆ นึก เขาเป็นใคร สำคัญกับเรายังไง

“เดียว!!” เสียงดัง ดังมากจนวิญญาณสะดุ้ง หัวโขกกับอะไรข้างบน อะไร?

เขาคลานออกมา ที่แท้เขามาอยู่ใต้เตียง เรามาอยู่นี่ได้ยังไง ก็เมื่อกี้... เดียวมองไปรอบๆ เห็นเตียงสีขาวๆ เรียงราย โรงพยาบาลหรือ

เด็กหนุ่มไม่รู้ตัว แต่เขาลืมหายใจไปชั่วขณะ หัวใจรัวระส่ำ ความรู้สึกอยากอาเจียนผุดพลุ่งขึ้น ไม่เอา ไม่เอา ไม่เอาโรงพยาบาล ต้องไป...ต้องออกไป...

แต่ก่อนที่สองขาจะออกวิ่งไม่รู้ทิศ ‘เสียง’ ก็หยุดเขาไว้ เสียงนั้นที่เรียกเขาเมื่อครู่ ตอนนี้แปรไปเป็นเสียงของคนร้องไห้ ระคนกู่ตะโกนราวเด็กน้อยๆ ที่ถูกผู้ใหญ่ใจร้ายแย่งของรักไป ของรักที่สุด...

รักเดียวหันหาต้นกำเนิดเสียงทั้งที่ยังรู้สึกคลื่นไส้ ภาพในลานสายตาค่อยๆ หายจากความพร่ามัว เขาได้ยินหลังจากไม่ได้ยินอะไรมาตลอด เสียงนี้ต้องพิเศษ เสียงใคร ใครเรียกเขามาที่นี่

เดียวเดินไปตามเสียงร้องไห้ เสียงน้ำตา หนึ่งหยด สองหยด เสียงสะอื้น เสียงสูดจมูก เสียงเรียกชื่อเขา เสียงนั้นดัง แต่ตอนนี้เริ่มมีเสียงอื่นดังขึ้นแทรก เสียงฝีเท้าขัดกันวุ่นวาย เสียงร้องห้าม เสียงอะไรอีกมากเริ่มถาโถมเข้าสู่โสตประสาท ทำให้รักเดียวร้อนใจ เร่งฝีเท้า ปะป่ายสายตาตามหาก่อนเสียงที่เขาสนใจจะถูกกลืนหายไปในมรสุมเสียงพวกนั้น

ต้นกำเนิดเสียงแรกอยู่ที่ไหน เหมือนจะถูกเสียงอื่นกลบไปแล้ว เขายังหาไม่เจอเลย ยังไม่เจอเลย...

“เดียว!!” ทุกความกังวลเหมือนถูกแช่แข็งไว้ หนึ่งหทัยหันไปข้างหลัง ตัวชาดิก

“ไม่ได้นะครับคุณ”

“ผมจะไปหาเขา เดียว! นิลมาแล้ว อย่าไปนะ เดียว!”

เดียวมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ผู้ชายคนนี้ คนนี้คือต้นเสียงแรก

นิล...ใช่แล้ว...นิล

นิลรัตน์ คุณพิวัฒน์ อายุยี่สิบเอ็ดปี ชอบสีฟ้า แต่บุคลิกของเขาน่ะเหมือนสีเหลือง

รอยยิ้มของเขาสดใสเหมือนแสงตะวัน เขาคุยสนุกจึงมักอยู่ท่ามกลางผู้คน โดดเด่นอยู่ในแสงสว่าง

เขาเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ เคยเป็นหัวหน้าห้องตอนมอห้า เคยซื้อน้ำเลี้ยงเพื่อนในงานวันรับน้อง เคยทำงานด้วยกัน เคยแข่งตอบคำถามด้วยกัน เขามักจะมาโรงเรียนแต่เช้า มากับน้องชายชื่อมรกต ชื่อของเขาจะถูกเสนออยู่ลำดับต้นๆ เสมอไม่ว่าเรื่องอะไร เขาคือ...

เดียวสืบเท้าเข้าไปหา ในที่สุดก็จดจำได้แล้ว

“นิล...นิล...เดียวอยู่นี่ เดียวอยู่ตรงนี้”

นาน...พอที่เสียงรอบข้างจะเงียบสงบลง “ผมเข้าไปได้รึยัง”

เดียวปราดไปขวางไม่ให้อีกคนเดินเข้าใกล้เตียงหมายเลขสิบที่ตนเข็ดขยาดหนักหนา “อย่านะ นิล เดียวอยู่นี่แล้วไง ห้ามมองนะ”

แต่เขาเป็นแค่วิญญาณ เป็นแค่อากาศเท่านั้นเองในโลกที่นิลอยู่

เมื่อการขัดขวางไม่สำเร็จ เจ้าวิญญาณรีบตามไป ไม่ทัน ไม่ทันแล้ว นิลเห็นคนบนเตียงแล้ว

เดียวมองร่างนั้น แล้วก็หันกลับมามองหน้านิล ทั้งที่รู้ว่าไร้ประโยชน์ แต่ก็ยกสองมือขึ้นบังไม่ให้นิลมอง “เดียวสบายดี ไม่เป็นอะไรเลย ไม่เจ็บแล้ว อย่าจำนะ อย่าจำภาพเดียวตอนนี้เลยนะ”

แน่ละว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจเขา นิลรัตน์ดึงมือกลับมาเกาะเหล็กกั้นข้างเตียงเอาไว้ ทรุดลงฟุบหน้ากับหลังมือ เดียวไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ นิลถึงได้ลุกขึ้น ก้มลงไหว้ป้ากับลุงของเดียวที่ยืนมองอยู่ก่อนแล้ว

นิลพูดอะไรที่เดียวไม่อาจจดจ่อฟังได้เลย เสียงของนิลเงียบหาย เสียงของทุกคนเงียบหาย เด็กหนุ่มสนใจแต่จะแตะนิ้วเช็ดรอยน้ำตาบนแก้มของคนที่ยังห่วงหา แม้จะรู้ว่าไม่เป็นผล

เวลาผ่านไป นิลกลับขึ้นรถ เดียวก็ตามนิลไปด้วย ขึ้นไปนั่งข้างๆ เห็นนิลโทรหาเจ้มุก ในลานจอดรถเงียบสงัด เดียวเลยได้ยินเสียงของเจ้ชัดทุกคำ

“ขับกลับไหวมั้ย ให้เจ้ไปรับมั้ย รถทิ้งไว้นั่นก่อน เดี๋ยวค่อยกลับไปเอาก็ได้”

“ไหวครับ นิลจะขับระวัง ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”

“งั้นค่อยๆ ขับไม่ต้องรีบร้อนล่ะ ถ้าขับไม่ได้โทรหาเจ้นะ ฟังอยู่ใช่มั้ย”

“ฟังอยู่ครับ นิลออกรถมาแล้ว เจ้วางสายได้เลย”

ถึงอย่างไรเดียวก็ยังได้ยินเสียงเบาๆ จากปลายสายอยู่ดี เดียวรู้โดยสัญชาตญาณว่านั่นคือเสียงของสัญญาณโทรศัพท์ เจ้มุกไม่ได้กดวาง เพียงแต่กดปิดไมค์เอาไว้

นิลตั้งใจขับรถ ไม่ได้ใส่ใจโทรศัพท์อีกเลย จนถึงบ้านลงจากรถแล้วก็ปิดประตูล็อกรั้ว พอนิลเดินเข้าบ้านเดียวก็เดินตามเข้าไปด้วย



*************
สวัสดีวันพฤหัสฯ ค่ะ ^^
ขอบคุณที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้มาตลอดนะคะ ♥

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 17 นกในกรง 2/3

ช่วงที่จัดงานเป็นช่วงใกล้เปิดเทอม บางมหาวิทยาลัยก็เปิดเทอมแล้ว เดียวทำใจว่าคงไม่ได้เจอเพื่อน โดยเฉพาะลิลิตที่เปิดเทอมเร็วกว่าใคร

ทว่าลิลิตก็มา มาอยู่สองคืนที่เป็นศุกร์เสาร์ มะเหมี่ยวก็มา เพื่อนของนิลมาไม่ครบทั้งกลุ่มแต่ก็มากันเกินครึ่ง แล้วยังมีเพื่อนมหาลัยมาอีกสามคนคืออุ้ม เจน แล้วก็ดิถี แต่สามคนนี้ก็มารวมตัวกันได้แค่คืนเดียวคือคืนที่สอง เพราะต่างก็อยู่กันคนละภาค เดินทางมาก็ไกลหลายชั่วโมงอยู่

ไม่อยากเชื่อเลยว่าที่เจอกันในวันสอบไฟนอล จะเป็นครั้งสุดท้าย เสียงในใจของอุ้มดังสะท้อนก้องอยู่ในใจของเจ้าวิญญาณ เราจะคิดถึงเดียวนะ ไปเกิดใหม่แล้วขอให้มีชีวิตที่ดี เป็นเด็กดีเหมือนเดียวในชาตินี้ ได้รับความรัก ได้กิ่นอิ่มนอนหลับ ให้ปลอดภัย ร่างกายแข็งแรงนะ

คืนนี้เป็นคืนที่ห้าแล้ว เป็นคืนสุดท้าย แต่เดียวยังจำเสียงของอุ้มที่ลอยมาพร้อมกลิ่นธูปได้ทุกคำ

“เห้ยนิล พวกกูกลับก่อน” แว่วเสียงคีนบอก นิลตอบอะไรไปเดียวไม่ได้สนใจ เพราะตอนนั้นเดียวกำลังอยู่กับมะเหมี่ยว ลิลิต แล้วก็มะลิ ซึ่งมารวมตัวนั่งอยู่ใกล้กันได้อย่างไรก็ไม่ทราบ...อ้อ ที่จริงก็เป็นไปได้อยู่ จะคุยกับเดียว ก็คงต้องมาตรงพรมข้างล่างนี่น่ะสิ

“โธ่คุณมะลิ ไหนว่าธูปทำให้เกิดฝุ่น ไม่ดีต่อสุขภาพ” เดียวหัวเราะ

แต่รู้ไหม ธูปก็ทำให้ได้ยินเสียงจริงๆ เสียงของอุ้มที่ดังอยู่ในความคิดสื่อมาถึงเดียวได้ก็เพราะเธอจุดธูปประคองไว้ด้วยสองมือ

ชาติหน้ามีจริงมั้ยไม่รู้ แต่ถ้ามีก็ขอให้คุณมีชีวิตที่มีความสุขสมบูรณ์ ไม่ต้องพบเจอเรื่องร้ายใดอีกเลยนะคะ

เดียวยิ้ม “แบบนั้นเดี๋ยวผมก็กลายเป็นเด็กอ่อนต่อโลกกันพอดี เรื่องร้ายเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้ไม่ใช่หรือไงครับ คุณพูดเองนะคำนี้ ย้อนกลับไปดูได้เลย” แต่ถึงพูดไป คุณมะลิก็ไม่ได้ยินหรอก

ลิลิตกับมะเหมี่ยวนั่งอยู่ตรงนี้นานแล้ว ไม่ได้จุดธูป เดียวก็เลยไม่รู้ว่าสองคนนี้คิดอะไร แต่ก็เห็นมองไปที่รูปของเขาตลอดเวลาไม่ต่างกัน คงจะชวนเขาคุยอยู่สิท่า คงไม่อยากให้เดียวเหงา ไม่อย่างนั้นคงไม่มานั่งอยู่ตรงนี้ทุกคืนที่มา

“ลิต เหมี่ยว คุณมะลิ เดียวก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อ ไม่รู้จะได้เจอกันอีกมั้ย แต่เดียวขอให้ทุกคนมีความสุข ปลอดภัย สุขภาพแข็งแรง ได้ใช้ชีวิตอย่างดี ถ้ามีโอกาส เรากลับมาเป็นเพื่อนกันอีกนะ” ตอนพูดถึงทุกคน เดียวหมายถึงเจน อุ้ม แล้วก็ดิถีด้วย ถึงแม้จะไม่อยู่ตรงนี้ แต่ก็หวังว่าจะส่งไปถึง

ขอบคุณนะ ที่มาเป็นเพื่อนกัน ถึงจะแค่ไม่กี่ปี แต่ก็เป็นไม่กี่ปีที่มีความหมายมากๆ สำหรับเรา

น้ำตาหยดนี้ มอบแด่มิตรภาพที่สถิตอยู่ในใจ


นิลมองส่งโลงไม้ที่ถูกนำเข้าไปวางไว้ในเตาเผาแล้ว ดอกไม้กระดาษสีนวลอยู่ข้างในแล้วเช่นกัน ยินเสียงปลอบโยนของคุณบุษราคัม เห็นขอบตาแดงเรื่อของมุกดาที่เข้ามากอดไหล่เขาไว้ และเห็นญาติใกล้ชิดของเดียว...ป้าแท้ๆ ของเดียวมองภาพตรงหน้าด้วยความอาลัย

ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้อยู่ในชีวิต นิลรู้สัจธรรมว่าทุกชีวิตไม่มีทางหนีพ้นความตาย แต่ลำพังแค่รู้ ไม่ได้ทำให้เขาพร้อมยอมรับความสูญเสีย ความสูญเสียที่แท้จริงไม่เหมือนกับที่เคยจินตนาการเอาไว้อย่างลวกๆ เลยสักนิด

แวบหนึ่งเขาอยากพาเดียวออกมา ไม่ให้เผาไป นี่ร่างของเดียว เดียวอาจจะกลับมา...แต่ไม่หรอก จะไม่มีใครกลับมา ไม่มีทาง

คนเรากลัวความตาย จึงทำลืมไปอยู่เรื่อยว่าสักวันจะต้องตาย ทั้งตัวเอง ทั้งคนที่รัก ทั้งคนที่ชัง ทั้งคนที่รู้จัก ทั้งคนที่ไม่รู้จัก เราหลงมัวเมาอยู่กับชีวิต จนลืมไปว่าความตายเองก็อยู่ตรงนั้นด้วยเหมือนกัน ลืมไปว่าชีวิตและความตายเดินเคียงข้างกันอยู่เสมอ

“พรุ่งนี้นิลขอมานะครับป้าน้ำ นิลอยากมาส่งเดียว” นิลรัตน์บอก

ชลธิราพยักหน้ารับ บอกว่ามาเถอะลูก แล้วก็รับปากกับครอบครัวของเด็กหนุ่มว่าจะดูแลให้ เธอพอจะเดาออกว่าเด็กคนนี้มีน้ำใจต่อเดียวในฐานะอะไร แค่ดูสีหน้าแววตาขณะไล้มือไปตามกรอบหน้าของหนึ่งหทัยในวันที่เจ้าของร่างจากไป ก็ทราบแล้วว่าผูกพันกันไม่ใช่ธรรมดา

หลังทราบข่าวว่าน้องสาวกับน้องเขยไม่อยู่แล้ว เธอก็เป็นคนดูแลหนึ่งหทัย ทว่าช่วงหนึ่งเดือนนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอดูแลหลาน เธอเห็นหลานคนนี้มาแต่อ้อนแต่ออก เคยป้อนนมเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับมือมาแล้ว คิดอยู่ว่าจะยากสักเท่าไรกัน

พอได้มาดูแล มันก็ยากจริงๆ กระมัง ไม่...ไม่ได้ยากด้วยตัวงานเลย แต่ยากตรงที่ต้องเห็นสภาพหลานทุกวันๆ ต้องเห็นว่าเขาทรมานแค่ไหน ต้องเห็นเขาร้องไห้ เห็นเขาหลับไปแล้วก็ถูกพากลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นสีหน้าของเขาในตอนที่ถูกขยับร่างกาย สามีเธอยังรำพึงว่าเขาคงเจ็บ คงกลัว

เธอสงสารสามคนพ่อแม่ลูก ถ้าเพียงแต่ไม่เกิดอุบัติเหตุในวันนั้น อีกไม่กี่ปีรักเดียวก็จะเรียนจบ ทำงาน มาลินีกับวิชัยคงมีความสุข อนาคตที่รออยู่ข้างหน้าควรจะสวยงามราวมวลดอกไม้ผลิบาน แต่กลับถูกตัดไปเสียแล้วอย่างนี้ น่าเสียดายเหลือเกิน สุดท้ายเธอก็ทำอะไรไม่ได้เลย ต้องมองดูน้องสาว น้องเขย แล้วก็หลานจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

ชลธิรามองแผ่นสีเทาๆ เลื่อนลงปิดปากเตาเผา รู้ในใจว่านี่เป็นเพียงพิธี การเผาจริงจะเกิดขึ้นในฤกษ์ที่เหมาะสมต่อไป ครอบครัวคุณพิวัฒน์กลับไปแล้ว ชลธิรากับสามีก็จะเดินทางกลับแล้วเช่นกัน พักผ่อนในคืนนี้ และกลับมาอีกทีในตอนเช้าตรู่


กลิ่นน้ำอบหอมกรุ่นลอยปนมากับกลิ่นอากาศยามเช้ามืด มันเย็นเยียบเสียดลึกเข้าในปอดขณะที่คนของทางวัดทำพิธีกรรมต่างๆ นิลจำพิธีกรรมเหล่านั้นได้ชัดเจน คงเพราะยังเป็นความจำใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามา และเป็นความจำที่ผูกโยงไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อนหลากหลาย

ร่างของเดียว...พอผ่านเปลวเพลิงแล้วก็เหลือเพียงนี้เอง

คนเราเกิดแต่ดิน โตแต่ดิน เมื่อตาย ก็กลับคืนสู่ดิน แต่ในเมื่อดินนี้คือคนที่เราจดจำได้ ดินนี้ก็ไม่เหมือนกับดินใดในโลก

นิลสัมผัสความรู้สึกและความคิดใหม่ที่เกิดขึ้นในใจ ล้วนเป็นความรู้สึกนึกคิดที่ยังไม่ผ่านการกลั่นกรอง บิดเปลี่ยน แปรปน หรือตกผลึก กลิ่นอายของมันอ่อนบางแต่ชัดกล้าเหมือนกลิ่นไอทะเล พัดสาดแล้วคลายซาเหมือนขอบฟองคลื่นสีขาวที่ริมหาด โอบล้อมไว้เหมือนหยาดน้ำที่แทรกตัวค้างอยู่ระหว่างเม็ดทรายแม้คลื่นจะถอยกลับคืนทะเลแล้ว

“ไปกันลูก” ชลธิราเรียกให้นิลขึ้นรถ แตะห่อผ้าที่บรรจุเถ้าอังคารอยู่ในนั้น “เดียว ไปเที่ยวกันนะลูก”

พวกเขาอยู่บนรถราวห้าชั่วโมงก็ถึงที่หมาย เดียวดูพวกเด็กๆ ฉีกขนมปังให้ปลาที่ท่าเรือกันสนุกสนาน คงเป็นครอบครัวที่มาลอยอังคารเหมือนกัน เดียวเที่ยวเล่นแถวนั้นไปเรื่อย ตอนที่ทุกคนขึ้นเรือกันเดียวก็ได้ยินป้าน้ำเรียกให้ตามขึ้นไปด้วย

เดียวก้าวขึ้นเรือไปในจังหวะที่ทุกคนขึ้นกันหมดแล้วและเรือกำลังจะออก พอเข้าไปในห้องโดยสารก็พบว่าภายในมีที่นั่งคล้ายที่นั่งในรถบัส มีหน้าต่างกว้างให้เห็นภายนอกได้ เดียวตื่นตาตื่นใจกับสีขาวสว่างของฟองอากาศที่ถูกตีด้วยใบพัดเรือ เมื่อเรือแล่นไปจนไม่เห็นท่าแล้วก็ลอยลำนิ่ง เสียงเครื่องยนต์เบาลงจนไม่อยู่ในความสนใจ

มีพิธีไหว้อังคารก่อนพิธีกรจะเริ่มกล่าวนำบทบูชาเจ้าแม่นทีและท้าวสีทันดร บรรยากาศในพิธีเหมือนมีบางอย่างกดเอาไว้ให้รู้สึกสงบ เมื่อมองไปนอกหน้าต่างไม่เห็นสิ่งใดนอกจากผืนน้ำราวกับบนเรือนี้ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

เดียวพนมมือขึ้น หูจดจ่อฟังเสียงหลายเสียงประสานรวมกัน จับใจความไม่ค่อยได้ และรู้สึกเย็นวาบทั่วทั้งตัว ก่อนที่ความรู้สึกจะค่อยๆ จางหายไปเมื่อบทบูชาจบลง

หลังจากนั้นเดียวก็ไม่ค่อยได้สนใจพิธีมากนัก เพราะกำลังตื่นเต้นกับสีฟ้าของน้ำที่รายล้อมรอบเรือ มันเป็นสีฟ้าที่เจือกับสีของแสงอาทิตย์อ่อนๆ ยามเช้า ประดับประดาด้วยประกายแดดชิ้นเล็กจิ๋วเรียงไล่กันตามพื้นน้ำ พอทุกคนพากันไปข้างนอกเพื่อประกอบพิธีลอยอังคาร เดียวย่อมตามออกไปด้วย

เถ้าสีขาวปะปนอยู่กับกองดินที่คงจะเคยเป็นร่างกาย เป็นเนื้อหนัง เป็นเส้นเอ็น เป็นกล้ามเนื้อ เป็นหลอดเลือด เส้นประสาท กระดูก เป็นเส้นผม เป็นสารหล่อเลี้ยงในร่างของเขา

ในตอนที่เถ้าอังคารเหล่านั้นแตะต้องผืนน้ำ ลอยอยู่ชั่วครู่ก่อนจะจมลงไปอย่างเอื่อยช้า เดียวก็กล่าวขอบคุณในใจ

ขอบคุณที่อยู่กับเรามานานถึงยี่สิบเอ็ดปี ขอบคุณที่ให้เราได้ลิ้มรสอาหารอร่อย ได้กลิ่นสดชื่นของอากาศ ได้ยินเสียงของแม่ ของพ่อ ของเพื่อนๆ ทุกคน ของนิล ได้ฟังเพลงเพราะๆ ได้ฟังครูอธิบายเข้าใจ ได้เห็นภาพอันงดงามเกินกว่าถ้อยคำจะบรรยายได้ ได้จดจำภาพอันน่าประทับใจ ได้อ่านหนังสือ ได้เห็นหน้าคนที่รัก ได้สัมผัสกอดอุ่นๆ ได้ฟังเสียงหัวใจในอ้อมอกมารดา ได้กอดกลับแน่นๆ ได้ออกแรงวิ่งไปจนเหนื่อยล้า ได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ ได้กู่ตะโกน ได้ยิ้มร่า

ขอบคุณเลือดเนื้อทุกอณู ที่ทำให้เรา...ได้มีชีวิต

เพราะแม้ไม่มีร่างกายแล้วจะไม่เจ็บปวดโหยหิว ก็ไม่ได้หมายความว่าวิญญาณจะได้อยู่อย่างอิ่มเต็ม

เชื่อเถิด นายหนึ่งหทัยผ่านมาแล้ว ขอยืนยันว่าในยามยังมีชีวิตนี่ล่ะ ที่จะอยู่อย่างอิ่มอร่อยได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นจงขอบคุณพวกเขา สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ทำงานเพื่อคุณ

กล้ามเนื้อมัดน้อยๆ ที่บีบรัดทำงานอยู่ทั้งในขณะที่คุณรู้และไม่รู้ ทำให้ร่างกายของคุณทำงานไปอย่างปรกติที่สุด ขอบคุณทุกกลไกอันซับซ้อนที่ทำให้คุณได้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกังวลว่าจะลืมหายใจ ลืมสูบฉีดเลือด ลืมขยับกล้ามเนื้อตรงไหน ลืมย่อยอาหาร

จงขอบคุณพวกเขาที่ทำงานอย่างหนักเสมอมา และหากยังไม่ถึงเวลา ก็ได้โปรด...ดูแลพวกเขาอย่างดี เพราะเขาทำงานถวายชีวิตเพื่อคุณจนตลอดชีวิตของเขา

เมื่อเถ้าอังคารทั้งหมดลงไปอยู่ใต้น้ำ เหลือไว้เพียงกลีบดอกไม้กระจายไปตามคลื่นแล้ว ก็เกิดกระแสเย็นสบายโอบล้อมรอบตัวเดียว เป็นความเย็นเหมือนตอนเอาน้ำลูบผิวแล้วนั่งใต้ต้นไม้ให้ลมพัดผ่านยามยังมีชีวิต เดียวโค้งศีรษะพนมมือไหว้ขอบคุณที่เจ้าแห่งผืนน้ำทั้งสองมีเมตตาแก่เขา

“ของของเดียวที่ยังอยู่ในห้องของนิล ป้าขอคัดพวกเสื้อผ้า ของใช้ไปบริจาคนะลูก” ขากลับเดียวได้ยินป้าน้ำบอกนิลอย่างนี้

“บอกเดียวเถอะครับ ผมไม่มีปัญหาอะไร พวกหนังสือเรียนเขาขนกลับไปเยอะแล้ว ส่วนที่เหลือน่าจะตั้งใจส่งต่อให้น้องรหัส คงจะเหลือเสื้อผ้าในตู้ พวกเครื่องเขียน สมุด แล้วก็ของใช้ทั่วไปนะครับ”

ชลธิราพยักหน้า ยิ้มจางๆ “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวป้านัดนิลอีกทีนะลูก คงยังไม่ใช่ช่วงใกล้ๆ นี้ เพราะป้าต้องกลับไปเคลียร์งานที่เพชรก่อน ทิ้งมาเป็นเดือนแล้ว”

เดียวนึกไปนึกมา ก็คิดว่ายังเหลือไมโครเวฟอีกเครื่องกับเตารีด เป็นไปได้อยากให้นิลเก็บไว้ใช้ พอย้ายออกจะทำยังไงก็ค่อยว่ากันอีกที

“ยังไงถึงตอนนั้นนิลช่วยป้าเลือกของหน่อยนะลูก บางอย่างที่ยังใช้ได้เดียวคงอยากให้นิลเก็บไว้ใช้ แล้วที่เหลือเราค่อยมาดูกันว่าอันไหนบริจาคที่ไหนได้บ้าง”

หลังจากนั้นลุงนพก็เอ่ยกับป้า “เดี๋ยวเราแวะทานที่ร้านเลยแล้วกันนะน้ำ ขากลับจะได้ตรงกลับบ้านเลย”

ป้าน้ำพยักหน้า แต่เพราะสถานการณ์จริงรถติด กว่าจะมาถึงร้านก็เลยเที่ยงไปแล้ว พอส่งนิลลง ป้ากับลุงก็หาที่จอดแล้วตามมาที่ร้าน รีบทานอาหารแล้วเตรียมตัวเดินทางกลับ

“เดินทางปลอดภัยนะครับป้าน้ำ ลุงนพ ขอให้ป้ากับลุงมีชีวิตที่ดี มีความสุข พ้นจากโรคร้าย ภัยทั้งปวง ขอบคุณมากนะครับที่จัดการเรื่องงานศพให้ผม แล้วก็พ่อแม่” รักเดียวกอดป้าน้ำหนึ่งที ก่อนที่ป้ากับลุงจะขึ้นรถกลับบ้านที่เพชรบุรี

ตลอดบ่ายนั้นนิลกลับไปทำงาน แล้วก็กลับบ้านในตอนค่ำ เวลาเดียวกับทุกวัน



เมื่อเช้านิลออกรถกลับหอไปจัดการเรื่องของบริจาคกับป้าน้ำ เดียวไม่ได้สนใจอะไรมากเลยรออยู่ที่บ้าน เดินเล่นดูต้นไม้ในสวนไปเรื่อย ตกเย็นก็เห็นนิลกลับมาพร้อมกับกล่อง ใส่อะไรมานะ? นายหนึ่งหทัยชะโงกหน้าเข้าไปดูเมื่อนิลวางกล่องนั้นที่ปลายเตียง คนเป็นนั่งลง ถอนหายใจ แล้วหยิบถุงบนสุดในกล่องขึ้นมา

เอะ...มันทิพย์? มันทิพย์! วิญญาณทำตาเป็นประกาย มองมันเนื้อขาวๆ ปั้นรวมกับข้าวโพดเป็นลูกกลมๆ โดนย่างจนหอมขึ้นริ้วสีน้ำตาล “ซื้อมาฝากเดียวเหรอ ทำไงดี จุดธูปมันจะมามั้ย อยากกินอะอยากกิน ส่งให้เดียวหน่อย” พูดไปก็น้ำลายสอ ไม่ได้กินอะไรมานานมากแล้ว แค่คิดถึงรสหวานๆ ท้องก็หิวขึ้นมา!

ทว่าในตอนที่เดียวกำลังตื่นเต้นนั้น นิลรัตน์ก็ทำในสิ่งที่เดียวยังคาดไม่ถึงด้วยการ...

หยิบชิ้นหนึ่งเอาเข้าปากเคี้ยวหงุบหงับ

ต่อหน้าเดียวที่อยากกินใจแทบขาด!

“นิล!!” เดียวร้อง กึ่งประหลาดใจ กึ่งโมโห รู้หรอกว่ากินไม่ได้แต่ก็ไม่ยอมเลิกดูเขากินหรอกนะ ยังนั่งจ้องอยู่ตรงนั้นแหละ “เดียวอยากกิน ได้ยินมั้ย เดียวอยากกินบ้าง!”

“อร่อย”

เดียวมุ่ยหน้า กินต่อหน้าไม่พอ ยังบอกว่าอร่อยอีกเนี่ย จิตใจทำด้วยอะไร

เอ้อ...แต่...นิลไม่เห็นเดียวนี่นะ แล้วจะพูดงี้ทำไมล่ะ


“แม่ง อร่อยชิบหาย”

เดียวอ้าปากค้าง มองนิลปาดน้ำตาทิ้งเป็นหยดๆ นิลร้องไห้หนักขึ้น...หนักขึ้น จนในที่สุดก็ร้องไม่ลืมหูลืมตาเหมือนกับตอนที่เห็นเดียวตาย

เวรกรรม...นี่ชีวิตเดียวมีค่าเท่ากับมันทิพย์เหรอวะ

เดียวทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ “ทำไมต้องร้องไห้ให้กับมันทิพย์ด้วย ไม่ได้อร่อยขนาดนั้นซักหน่อย” แล้วก็เข้าไปกอด กอดแน่นๆ เลย “เราก็อยู่นี่ไง” กอดไปไถหัวไป อยากให้อีกคนรู้สึกได้จังเลย อยากให้รู้ว่าเดียวกอดอยู่ “อยู่ตรงนี้” ไม่เคยไปไหนไกล

ฟังเสียงนิลร้องไห้ไป ก็เหม่อลอยคิดถึงเพื่อนๆ ไป มะเหมี่ยวจะร้องไห้มั้ยนะ คุณมะลิล่ะ ลิลิตล่ะ สามคนนั้นล่ะ จะร้องไห้แบบนี้มั้ย มีฝนตกในใจบ้างรึเปล่า

“เดียว นิลลืมเดียวไม่ได้” กระแสเสียงเผยให้เห็นความเจ็บปวดจากบาดแผลที่มองไม่เห็น

“ถ้าลืมสิจะโกรธให้” เดียวซุกหน้าลงกับเสื้อนิล ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “แต่จะให้ลืมก็ได้ เดียวอนุญาต”

“คิดถึง”

เดียวซุกหน้าค้างไว้ กะพริบตาไล่หยดร้อนๆ ออกไป พูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ

ก็ตัวเองตายไปแล้ว คิดถึงแล้วยังไง จะทำยังไงได้ล่ะ ต่อให้พูดออกไปว่าคิดถึงเหมือนกัน ก็ไม่มีใครได้ยิน

“มาหานิลนะ”

นิลหยิบปลอกหมอนขึ้นมาจากกล่อง ถอดปลอกหมอนตัวเองออก แล้วก็สวมอีกอันเข้าแทนที่ แล้วยังเอาอะไรต่อมิอะไรที่เหลือจากการคัดไปบริจาคมาวางไว้หัวเตียง แปรงสีฟันเอย ผ้าเช็ดตัวเอย ไหนจะนาฬิกาข้อมือ...เดี๋ยวนะ เดียวหาอยู่ตั้งนาน ลืมไว้ที่หอนี่เอง

เดียวมองภาพของต่างๆ กองสุมกันข้างหมอนที่สวมปลอกหมอนสีคุ้นตา ได้ยินเสียงนิลพูดกับอากาศ

“คืนนี้มาหานิลนะ” เพราะอยากให้เดียวมาเข้าฝัน เพราะอยากให้เดียวมาหาตอนกำลังหลับ ก็เลยลองทำแบบนี้ดู

เดียวรู้สึกตัวชาวูบตอนที่เข้าใจความคิดของคนตรงหน้า “นิล เอาของคนตายมาใช้แบบที่ไม่ผ่านการทำบุญมันไม่เป็นมงคลไม่ใช่เหรอ ทำแบบนี้เดียวก็เข้าฝันไม่ได้อยู่ดีมั้ย เดียวทำไม่เป็น ถอดออกเถอะ นะ แล้วไอ้พวกนี้ก็เอาไปทิ้งเลยนะ นี่ นิล นิล”

เขาไล่ตามคนที่หยิบถุงมันย่างเดินออกจากห้องนอน ลงบันไดไปชั้นล่างเพื่อเอามันทิพย์ให้มรกตที่กำลังหิวโหยและทุกข์ทรมานจากการอ่านหนังสือเตรียมสอบ จากนั้นก็อาบน้ำเข้านอนเร็วกว่าทุกวัน

เจ้าวิญญาณพูดไม่ผิด...ต่อให้พยายามเอาของคนตายมาวางไว้ที่หัวนอน สลับเอาหัวไปนอนที่ปลายเตียง หรือทำอะไรก็ตาม เดียวก็เข้าฝันไม่เป็นอยู่ดี

นิลหัวเราะกับตัวเองในเช้าวันหนึ่ง “กูทำอะไรอยู่วะเนี่ย”

เดียวมองนิล ไม่สบายใจเลย “นี่ อย่าทำแบบนี้เลยนะ ใช้ชีวิตไปอย่างเดิม เดี๋ยวนิลก็จะหายเสียใจแล้ว ให้เวลาเยียวยาไง เดี๋ยวก็ยอมรับได้เอง เดี๋ยวก็หาย”

เดียวพูดไปเยอะแยะ แต่นิลไม่ได้ยินเลยสักคำ หยิบนาฬิกาข้อมือมาถือไว้ นิ้วลูบไปตามผิวเรียบ ในหัวคิดคำนึงถึงอดีตแสนไกล คิดถึงเจ้าของของมัน ดวงตาเหม่อมองกล่องของขวัญที่เดียวเคยให้ตอนมอหก จนเดียวจากไปแล้วถึงมาเสียดายที่ไม่ได้ลองใช้ ไม่ได้อวดอ้างสรรพคุณของปากกาด้ามนี้ว่าดีสมกับที่เดียวซื้อให้

นิลเคยพูดว่านิลลืมเดียวไม่ได้...เดียวนึกย้อนไป

ถ้านิลลืมเดียว นิลจะไม่เป็นแบบนี้ใช่มั้ย ถ้านิลลืมเดียว...ถ้าเพียงแต่นิลลืมเดียว...

เดียวหลับตาลง แล้วอธิษฐาน

คนที่ต้องทรมานกับความคิดถึง ให้มีแค่เดียวก็พอแล้ว

ได้โปรด...


ไม่คิดเลยว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง...บ้านทั้งหลังของนิล...ไม่สิ ทั้งโลกจะหายไป

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด