#อรุณสวัสดิ์ช่างสัก NEVERTHELESS, GOOD MORNING
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: #อรุณสวัสดิ์ช่างสัก NEVERTHELESS, GOOD MORNING  (อ่าน 663 ครั้ง)

ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.เมื่อนิยายจบแล้วให้แก้ไขหัวกระทู้ต่อท้ายว่าจบแล้ว


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
 
Share This Topic To FaceBook

ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

 
คำแนะนำ : นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหารุนแรงและมีการใช้สารเสพติด*** 
 (โปรดอ่านคำเตือนข้างล่างสุด)

 

 

 

 

NEVERTHELESS, GOOD MORNING
#อรุณสวัสดิ์ช่างสัก

 

 

 

 

เขาเป็นดวงอาทิตย์

ที่...มอบความอบอุ่น

ที่...มอบความร้อนแรง

และแผดเผาในบางคราว

 

“ตื่นเต้นเหรอ”

“...”

“หายใจแรงเชียว”

 

แต่ก็น่าแปลกที่ผมยังเดินเข้าหา

ทั้งที่รู้ว่าอาจจะมอดไหม้จนเหลือเพียงเถ้าก็ตาม

 

 




 คำเตือน

18+
มีคำหยาบ
เพศสัมพันธ์
สารเสพติด
ความรุนแรง
นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่ง โดยบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องสมมติ
เนื้อหาในเรื่องมีความคิดและการกระทำที่ผิดกฏหมาย ศีลธรรมและจริยธรรม
ผู้เขียนมิได้เห็นชอบกับการกระทำและความคิดที่ผิดต่อหลักกฎหมาย ศีลธรรมและจริยธรรม
Happy end
โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อ

ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
อารัมภบท



...หนึ่งเดือนก่อนหน้า



‘คุณเคยคิดไหม...หากทานตะวันขาดแสงอาทิตย์จะเป็นอย่างไร’



ทางเดินสีสะอาดตา ผนังสองด้านถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลงานศิลปะ ผู้คนที่เดินสวนกันไปมาต่างก็จดจ้องไปตามภาพวาด สายตาฉายแววกำลังพินิจชิ้นงานที่แขวนบนผนังเรียบ



ผมเองก็เช่นกัน สักพักแล้วที่เดินทอดน่องหารูปวาดเพื่อนำไปทำงานวิชาศิลปะ ผมไม่ใช่พวกประเภทที่โรแมนติกหรือมีอารมณ์ศิลปินอะไรหรอกนะ กลับมองว่าของพวกนี้เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์สำหรับผมด้วยซ้ำ



“มึงได้ยัง ตั้งแต่เดินมากูยังไม่เจอที่เข้าตาสักรูปเลย” ผู้ชายในชุดยูนิฟอร์มนักเรียนเช่นเดียวกับผมเอ่ยขึ้น มันคือ ปิ๊ก เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผม ต้องยอมรับว่าเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน แต่มีเพื่อนน้อยก็ยังดีกว่าล้อมรอบไปด้วยกลุ่มก้อนความตลบตะแลง จริงไหม...?



“หารูปที่มันเขียนวิจารณ์ง่ายๆ อะ แล้วครูเขาให้ถ่ายรูปคู่กับรูปที่เราเลือกด้วยใช่ปะ ก็เดี๋ยวผลัดกันถ่าย”



“มึงๆ กูว่ากูเจอเพื่อนว่ะ ขอแยกไปแปบหนึ่งนะ มึงเดินดูไปก่อนเลย โอเค๊” จบคำอีกฝ่ายก็รีบเร่งฝีเท้าเดินออกไป ปล่อยให้ผมต้องเดินคนเดียว



ผมเดินดูนิทรรศการต่อไปเรื่อยๆ เส้นทางที่เลี้ยวมาไม่รู้กี่เลี้ยวก็มาพบกับมุมเงียบซึ่งไม่ค่อยมีคนมากนัก



เงียบเชียบ...



ไม่รู้อะไรดลใจให้สายตาของผมไปวางที่รูปวาดดอกทานตะวันกลางฤดูฝน บางดอกบานสะพรั่ง บางดอกกำลังตูม ในขณะที่บางดอกนั้นเหี่ยวเฉา



ผมล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเข้ากล้องถ่ายรูป ชะเง้อมองทางที่เดินผ่านเผื่อว่าปิ๊กจะตามมาแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างที่หวัง



ขณะที่กำลังตัดสินใจจะโทรหาฝ่ายนั้นก็ต้องชะงักเพราะเสียงทุ้มของบางคนที่ดังมาจากอีกทาง



“พี่ถ่ายให้มั้ย”



พอหันไปก็พบเจ้าของเสียงเป็นชายรูปร่างสูงในเสื้อยืดสีขาวกับยีนส์ขาขาด บนแขนทั้งสองข้างมีรอยสักประปรายราวกับลวดลายพวกนั้นถูกตัดแปะ ผมสีดำเหมือนถูกเซ็ตอย่างไม่ได้ตั้งใจ ใบหน้าและแววตามีเสน่ห์ราวกับพระเจ้าตั้งใจปั้นแต่ง เมื่อเขาก้าวเข้ามาใกล้ ทำให้คนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแบบผมกลายเป็นคนตัวเล็กไปเลย



“เอ่อ ...ครับ” สายตาของผมยังคงมองไปที่เขา พลางมือก็ส่งโทรศัพท์ไปให้ก่อนจะพาตัวเองไปยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างรูปวาด เหมือนว่าเลนส์กล้องจะถูกผมมองข้ามไปชั่วครู่



ผมละสายตาที่กำลังพินิจอีกฝ่ายไม่ได้ งดงาม แต่ก็ให้ความรู้สึกว่าไม่ควรเข้าใกล้ คงเป็นเพราะรอยสักพวกนั้นทำให้เขาดูน่ากลัว



เมื่อคนถ่ายยกโทรศัพท์ลงเหมือนการบอกเป็นนัยน์ว่าเสร็จแล้ว ผมจึงจะก้าวเดินออกจากมุมที่ถ่ายรูป แต่ทว่า...



แล้วคุณเคยลองนึกไหมว่า...หากทานตะวันกับดวงอาทิตย์ได้มาพบเจอกัน
มันจะเป็นอย่างไร



“เดี๋ยวก่อน พี่ขอกล้องนี้อีกรูปได้ปะ”



ธรรมชาติของทานตะวันจะหันหน้าไปตามทิศทางที่แสงอาทิตย์ส่อง ยามรุ่งเช้ามันจะหันไปทางตะวันออก เมื่อถึงเวลาลับขอบฟ้ามันก็จะหันไปทางตะวันตก



คำที่ถูกเอ่ยมาก่อนหน้าไม่ใช่ประโยคคำถาม ไม่ใช่ประโยคขอร้อง หากแต่เป็นเพียงประโยคบอกเล่า และน่าแปลกที่ผมดูจะคล้อยตามอย่างว่าง่าย



รูปที่สองถูกถ่ายด้วยกล้องฟิล์มขนาดเหมาะมือ



“ถ้ายังไงมาทวงรูปกับพี่ได้นะครับ” เขาบอกผมพลางหยิบนามบัตรจากกระเป๋าสตางค์ยื่นมาให้พร้อมคืนโทรศัพท์



/
ศรัณย์ อรรถอัครสกุล
Tattoo Artist & CEO
PILL NO.6 tattoo studio
/



ศรัณย์...

ช่างสัก...

และนี่คือครั้งแรกที่ทำให้ผมพบกับช่างสักยอดฝีมือผู้พ่วงตำแหน่งมือวางอันดับหนึ่งเรื่องการให้ความอบอุ่น ใครจะคิดว่าเรื่องราวหลังจากนี้ของเขากับผม มันช่าง ...อ่า






หากดาวฤกษ์ที่ให้แสงกับโลกเรียกว่า ดวงอาทิตย์
อย่างนั้น..ดาวฤกษ์ที่ให้แสงกับทานตะวันอย่างผม
คงมีชื่อว่า ‘ศรัณย์’









...

ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
บทที่ 1





ไม่คิดเหรอว่า บางทีเรื่องที่จะเกิดขึ้นนั้นต่างก็เป็นโชคชะตาที่สรรสร้างให้เราโดยเฉพาะ แต่น่าขันนะ ที่ดูเหมือนว่าบางครั้งโชคชะตาก็เป็นพวกทำอะไรไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าไร



กระดาษแผ่นบางเฉียบในมือชื้นเป็นรอยด่างดวงเพราะเหงื่อ เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนนั่งนิ่ง ในขณะที่นักเรียนคนอื่นทยอยกันออกจากห้อง เขามองไปยังกระดานไวท์บอร์ดที่ว่างเปล่า เม็ดเหงื่อผุดซึมตามไรผมทั้งที่เครื่องปรับอากาศยังทำงานของมันอย่างเต็มประสิทธิภาพ



หมึกสีดำบนกระดาษแสดงตัวเลขของผลการเรียนเทอมที่ผ่านมา เขาพยายามกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ก้มมองเลขลำดับเหมือนหวังอยู่ลึกๆ ให้มันเปลี่ยนไป



“ไอเจิน โอเคมั้ยวะ” เสียงปิ๊ก เพื่อนสนิทของเขาดังขึ้น พร้อมกับเจ้าตัวที่เดินมาอยู่ด้านหน้าโต๊ะ มือใหญ่ตบบ่าของเขาเป็นการให้กำลังใจ “ขนาดกูยังไม่อยากเชื่อเลยว่าปีนี้ปลาวาฬจะได้ที่หนึ่ง”



“ได้เพราะลอกมันน่าโมโหปะล่ะ กูพยายามแทบตายสุดท้ายหมาคาบไปแดก” เจินเสริมพลางเงยหน้ามองเพื่อนสนิท



ปิ๊ก เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เขาไว้ใจ เรียกว่าเป็นคนเดียวที่เขามั่นใจว่ามันจะไม่หักหลังหรือใช้ประโยชน์จากเขามากกว่า เขากับปิ๊กรู้จักกันตั้งแต่มอต้น ไปไหนไปกัน นั่งเรียนข้างกัน เรียนพิเศษที่เดียวกัน ปิ๊กมันเป็นคนเรียนเก่งนะ แต่ไม่ค่อยตั้งใจเท่าไหร่ จะไปใส่ใจพวกวิชาแนวศิลป์ซะมากกว่า แต่นั่นก็เป็นเอกลักษณ์ของมัน



“แอบรู้สึกแปลกๆ ว่ะที่มึงไม่ได้ที่หนึ่ง”



ปกติแล้วที่หนึ่งของห้องและของชั้นจะเป็นเจินเสมอ ตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลายจนตอนนี้ก็มอหกแล้ว เห็นจะครั้งแรกที่เขาได้ที่สอง



ยอมรับนะว่าบ้านเมืองนี้ก็ไม่ได้สะอาด แต่ไม่คิดว่าเพื่อนในห้องเดียวกันจะเล่นสกปรก ชนะเพราะโกง พ่อแม่รู้คงภูมิใจมาก



ถ้าถามว่าทำไมไม่แจ้งครู หนึ่ง ไม่มีหลักฐาน และสอง ครอบครัวของนักเรียนแต่ละคนในห้องนี้ก็ธรรมดากันซะที่ไหน บ้างก็เป็นหุ้นส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่ บ้างก็เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ขนาดพวกนักการเมืองยังมี



“คุณนายที่บ้านมึงนี่เขารู้ยังวะ” ปิ๊กถาม



“ยังอะ คิดอยู่ว่าจะบอกไงดี” เจินตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ขณะกำลังลุกออกจากโต๊ะ พลันมีเพื่อนในห้องสองคนตรงเข้ามาทักทาย



“เห้ยไงมึง ปิดเทอมเห็นไปเที่ยวมาอะ” ผู้ชายคนแรกเป็นฝ่ายเริ่มเปิดโดยมีเพื่อนอีกคนเออออตามไปด้วย



“ก็ดีอะ มึงก็ไปเที่ยวมาเหมือนกันไม่ใช่ไง”



“แหม ก็ไม่ดีเท่ามึงเปล่า โคตรหรู ห้องวิวอย่างสวย กูคงต้องสอบให้ได้ที่หนึ่งก่อนอะแม่คงให้ไ-” เพื่อนคนแรกพูดไม่ทันขาดคำ ก็ถูกเพื่อนอีกคนสะกิดให้รู้ว่าเรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรเอ่ยถึง



“ลืมๆ ไอนี่ไปนะมึง ปากมันก็งี้ ว่าแต่ เทอมนี้มึงลงคอร์สติวที่ไหนอะ คือ แม่กูอะดิ เซ้าซี้ให้มาถามมึงอะ”



“กูยังไม่ได้ลงเลยอะ ไว้ลงแล้วเดี๋ยวบอก” เจินตอบปัด เตรียมตัวเดินออกจากห้อง ตัวเขาเองลงคอร์สติวไว้เรียบร้อยหมดแล้ว แต่จะให้บอกไอ้พวกนี้ทำไม บอกไปให้โง่



เด็กหนุ่มสองคนเดินตรงดิ่งออกจากห้องเรียนอย่างไม่สนจะต่อความยาวสาวความยืด



ทิ้งไว้เพียงเพื่อนร่วมห้องสองคนและบทสนทนาลับหลัง



“หวงวิชาว่ะ ไอเรื่องที่เขาลือกันคงจริงอะกูว่า”



“เรื่องไรวะ”



“ก็ที่พ่อมันไม่รักแต่ไปรักลูกเมียน้อยไง”












ไอร้อนจากแดดช่วงสายของวันระอุเข้ามากระทบร่างเด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าเสี้ยวจีน เจินอยู่ในชุดว่ายน้ำสีดำแขนยาวกับกางเกงขาสั้นที่แนบลงกับเนื้อผิว สองแขนยันตัวขึ้นยืนแล้วสาวเท้าเดินไปที่ขอบสระ เสียงกระเพื่อมของน้ำคลอรีนที่ดังขึ้นไม่หยุดมาราวเกือบชั่วโมงตอนนี้เริ่มเบาลง



เรือนร่างนักกีฬาว่ายน้ำเข้าชิดขอบสระจนพื้นที่แห้งโดนความเปียกชื้นซัดขึ้นมา ปิ๊กวาดแขนขึ้นเกาะขอบก่อนอีกมือจะดึงแว่นตาว่ายน้ำลง ผมเปียกที่ลู่ลงแนบใบหน้าถูกเสยขึ้น



มือเล็กยื่นผ้าเช็ดตัวไปให้คนที่เกาะขอบสระ อีกฝ่ายรับไปอย่างเคยชินก่อนเช็ดหน้าตาแล้วส่งคืน



“หน้าอย่างงี้โดนแม่บ่นมาชัวร์”



“อือ”





เมื่อเกรดคุณออก คนที่จะรู้คนแรกนอกจากคุณคือใคร

สำหรับเขาคือ ‘แม่’ ...แต่ในขณะเดียวกัน ‘แม่’ ก็คือคนที่เขาไม่อยากให้รู้มากที่สุด

โดยเฉพาะเวลาที่มันไม่ออกมาอย่างที่แม่คาดหวัง



รถยนต์คันหรูแล่นมาจอดตรงหน้าบ้านหลังใหญ่โตโออ่าราวกับคฤหาสน์ เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนลงจากรถ ยานพาหนะที่มาส่งขับออกไปแล้ว แต่เขายังยืนนิ่งงันมองไปยังประตูบานใหญ่ที่เต็มไปด้วยลวดลายวิจิตร เจินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจก้าวไปเผชิญกับความจริงที่ไม่มีทางหลีกหนี



เขามุ่งตรงไปที่ห้องชั้นสองของบ้าน มันคือห้องทำงานของแม่ มือข้างหนึ่งปาดลงกับกางเกงนักเรียนเพื่อเช็ดเหงื่อที่ชื้นแฉะ ก่อนจะเคาะประตูบานนั้นแล้วเปิดเข้าไป



ประตูไม้บานสวยถูกปิดอย่างเบามือที่สุด ด้านในมีผู้หญิงวัยสี่สิบนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานกลางห้อง เธอแต่งตัวด้วยชุดสีเลือดหมู ตามตัวเต็มไปด้วยเครื่องประดับ



เสียงประตูทำให้เธอละสายตาจากกองเอกสาร ใบหน้าเรียบนิ่ง เย็นชา มองไปยังลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ “เกรดเป็นยังไง” มือเรียวสวยของหญิงวัยสี่สิบยื่นไปข้างหน้า



แม่เป็นแบบนี้เสมอ ไม่เหมือนกับแม่ของปิ๊กที่ชอบพูดหยอกล้อกับมัน แต่แม่เขากลับชอบพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา อย่าว่าแต่หยอกล้อเล่นกันเลย แค่พูดคุยเรื่องทั่วไป เขาก็แทบะไม่กล้า



เจินมองมือนั่นสลับกับมองตาแม่ของเขา ใบเกรดถูกวางลงที่มือผู้เป็นแม่อย่างเก้ๆ กังๆ เด็กชายชักมือกลับมากุมไว้อย่างกลัวมันจะสั่น



ผู้เป็นแม่หยิบไปดูเพียงครูเดียวก็เลิกคิ้วขึ้นมองไปยังใบหน้าลูกชาย “อยากอธิบายอะไรไหม”



“ก็...ที่เจินเคยบอกแม่ตอนสอบครั้งที่แล้ว ที่ว่า...เจินน่าจะคิดเลขผิดไปข้อนึง ละ แล้วคนที่มันได้ที่หนึ่งมันก็โกงด้วย” น้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ พยายามตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ



“ถ้าแค่คิดเลขยังทำไม่ได้ ชาตินี้จะไปทำอะไรกิน”



“...”



“แล้วใครมันโกงก็ไม่เกี่ยวอะไรด้วย ถ้าแกได้เต็ม ต่อให้มันโกง แกก็ได้ที่หนึ่งอยู่ดี”



“แต่...”



“ยังจะแก้ตัวอะไรอีก”











“เดี๋ยวกูไปตีแม่มึงให้มั้ย”



“มึงจะโดนเขาตีมากกว่ามั้ง” เจินว่า เเค่นหัวเราะพลางย่อตัวนั่งยอง



“ลงมาดิ เล่นน้ำ”



“ไม่เอา”



“เอา”



“ไม่เ—”



ร่างเล็กถูกดึงลงไปในน้ำ มือใหญ่วักน้ำสาดใส่อีกฝ่ายที่ดำผุดดำว่ายขึ้นมาจากน้ำ เจินลูบน้ำออกจากใบหน้าก่อนจะหันเอื้อมไปคว้าคนที่ดึงเขาลงมาหวังจะตีสักป๊าบ แต่เพื่อนตัวใหญ่ก็หลบซะก่อน



“มานี่เลยไอปิ๊ก มึงแม่ง” เพื่อนตัวเล็กว่า หากแต่ใบหน้าเหม็นเบื่อโลกเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มกว้าง



ไม่ถึงสิบห้านาที ความชุลมุนในน้ำก็เงียบลง ทั้งสองโดดขึ้นมานั่งบนขอบสระ ปล่อยขาทั้งสองข้างแกว่งไกวอยู่ใต้น้ำ



ไม่นานมานี้เจินคิดบางเรื่องอยู่ในหัวมาตลอด เป็นเหมือนการตัดสินใจครั้งใหญ่ก็ว่าได้สำหรับเด็กวัยนี้ มันเกี่ยวกับผู้ชายที่เจอในนิทรรศการงานศิลปะเมื่อตอนไปทำงานส่งครู



“มึง สมมุตินะ ถ้าต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราเลย มึงจะเลือกทำหรือไม่ทำ”



“มึงโอเคมั้ยเนี่ยเจิน อย่างมึงเนี่ยนะจะตัดสินใจอะไรแล้วมาถามกู”



“เออหน่ามึงลองตอบมา”



“ก็... ถ้ามันทำให้เรารู้สึกว่าอนาคตมันจะทำให้เราแฮปปี้ พาเราไปในทางที่ดีขึ้น มึงก็ทำไปเหอะ”



“นั่นดิ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า มึงไม่รู้ไงว่าในอนาคตมันจะเป็นยังไง”



“แต่ที่เป็นอยู่มันแฮปปี้ปะล่ะ ก็ต้องเลือกว่าจะอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ หรือจะลองทำอะไรใหม่ๆ”



...



“แล้วอีกอย่างนะ คนอย่างมึง ไม่มาลังเลอะไรแบบนี้ปะ”



“นั่นดิ” เจินว่าก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินไปที่โต๊ะซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสระ คว้ามือถือของตัวเองมากดนู่นนี่





วลีที่ได้ยินบ่อยๆ ‘อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด’
ก็มาดูกันว่าการตัดสินใจครั้งนี้ จะนำมาซึ่งรสชาติแบบไหน







J. : สวัสดีครับ

J. : สนใจจะสักต้องทำยังไงบ้างครับ










...

ออฟไลน์ toonsora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
โอ๊ยยยยย เปิดเรื่องมาคือชอบมากกกก ชอบแนวนี้ ติดตามนะคะ รอแบบจดจ่อเลย o13

ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
บทที่ 2





23:37 น.

ผมก้าวออกมาจากสถาบันกวดวิชา ท้องฟ้าที่เคยสว่างตอนนี้มืดสนิท เป็นเวลาห้าทุ่มกว่า นอกจากเสียงการจราจรบนท้องถนนแล้วก็ดูจะเงียบเหงา เด็กวัยไล่เลี่ยกับผมต่างทยอยพากันลงมาจากตึกสูงเพื่อกลับบ้าน วันนี้พิเศษหน่อย ติวเตอร์ต้องการรวบเนื้อหาจึงทำให้เลิกดึกกว่าปกติทั้งที่เป็นช่วงเปิดเทอม แต่ก็แค่วันนี้แหละ พรุ่งนี้ก็เลิกสามทุ่มเหมือนเดิมแล้ว



ใครว่าวัยมัธยมเป็นช่วงที่น่าหวนคิดถึงที่สุดยามเมื่ออายุมากขึ้น คงไม่ใช่สำหรับผม เพราะมันคือช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุด ลำบากใจที่สุด กังวลใจที่สุด และอยากตัดออกจากวงจรชีวิตที่สุด



ผมเดินมายังรถยนต์ส่วนตัวเมอร์เซเดสเบนซ์สีขาวที่ป๊าซื้อให้เมื่อวันเกิดปีที่แล้ว บอกไว้ก่อนว่าผมไม่ใช่คุณชายที่มีคนคอยขับรถรับส่งไปโรงเรียน หลังจากขึ้นมอห้า ผมก็ขอครอบครัวออกมาอยู่คอนโดคนเดียว ซึ่งแม่ก็เห็นด้วย เพื่อให้สะดวกเวลาเรียน และต้องเรียนเสริมหลังเลิกเรียนอีก การย้ายมาอยู่ใกล้ขึ้นก็เหมือนได้เพิ่มเวลานอนพักผ่อนไปในตัวด้วย



วันนี้ผมมีนัดหมายสำคัญ



เนื่องจากเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน การขับรถบนถนนในกรุงเทพจึงใช้เวลาไม่นานก็มาถึงที่หมาย พอหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าซอยจะเห็นตึกในสุดที่โดดเด่นกว่าเพื่อน แม้ทั้งตึกถูกทาด้วยสีเฉดกลางคืน ทว่าไฟสีวอร์มไลท์ก็ทำให้ชื่อสตูดิโอบนผนังเด่นหล้า ข้างหน้าค่อนข้างสว่างเพราะแสงไฟจากในตัวตึกที่ทะลุผ่านกระจกใสบานใหญ่



[PILL NO.6 tattoo studio]



ใช่



หลังจากวันที่ผมตัดสินใจทักไลน์จากนามบัตรที่ผู้ชายคนนั้นให้ไว้เพื่อจองคิวสัก ก็ผ่านมาสองอาทิตย์แล้ว ที่จริงผมเกือบได้คิวเป็นสองเดือนหน้าด้วยซ้ำ นอกจากช่างสักไม่ว่าง ตัวผมเองก็ไม่ว่างด้วย แต่โชคดีที่มีคิวถูกยกเลิก ผมเลยได้คิวนั้นตอนดึกดื่นแบบนี้



ผมจอดรถห่างถัดไปสองตึกเพราะหน้าร้านมีคนจับจองที่ไว้แล้ว ตอนลงรถก็ไม่ลืมหยิบไอแพดและหนังสือติดไปด้วยเผื่อต้องรอนาน เพราะมาถึงก่อนเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงได้



เมื่อผลักประตูกระจกเข้าไป ภาพตรงหน้าไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก ผมคิดว่าร้านสักต้องเป็นที่อับๆ ดูน่ากลัว แต่สิ่งที่เห็นคือเป็นร้านที่ออกแบบมาอย่างมีสไตล์ เรียบง่าย จริงๆ ก็ดูเข้ากับCEOของที่นี่ดี



เรียบง่าย แต่มีสไตล์ งี้ปะ



หลังจากพ้นประตูเข้ามาก็จะพบกรอบรูปเล็กใหญ่ที่แขวนลวดลายศิลปะเข้าใจยากติดอยู่บนผนังสีเทาเข้ม โซฟาหนังสีดำขนาดกลางใหญ่กลางเล็ก ตามมุมมีต้นไม้สีเขียวให้มองสบายตา ถัดจากโซฟาไปเป็นโต๊ะไม้ประดู่แผ่นบางสำหรับตั้งคอม ลึกเข้าไปด้านในเห็นจะเป็นโซนสำหรับสัก ซึ่งถูกแบ่งเป็นมุม แต่ละมุมก็จะมีเตียงสำหรับสักและอุปกรณ์สักลายต่างๆ ถูกจัดเรียงอย่างเรียบร้อย



ผมเงยหน้ามองด้านบน แม้ว่าสีผนังจะทึบแต่เพดานห้องที่สูงโปร่ง บวกกับโคมไฟที่ห้อยร้อยเรียงลงมาไม่เพียงทำให้ห้องไม่คับแคบ ยังทำให้ดูหรูหราสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้าน



เสียงลงเข็มจากเครื่องสักดังขึ้นเป็นระยะชวนให้ผมหันไปมอง ผู้ชายหัวทองนอนคว่ำหน้าบนเตียงปล่อยให้ช่างสักที่กำลังตั้งใจกับงานตรงหน้าลงเข็ม ผมไม่กล้าเข้าไปขัดจังหวะเพราะกลัวว่าจะไปทำลายสมาธิ จึงพาตัวเองไปนั่งบนโซฟาหนังแล้วหยิบไอแพดขึ้นมาทบทวนสิ่งที่เรียนมาในวันนี้อย่างเงียบๆ



ไม่ถึงสิบนาทีเสียงเครื่องสักก็เงียบลง ตามมาด้วยเสียงพูดคุยกันเป็นภาษาอังกฤษระหว่างช่างสักกับลูกค้า ก่อนที่คนหัวทองจะออกจากร้านไป



“ไงน้อง นัดคิวกับใครไว้กี่โมง” ช่างสักผู้ตั้งอกตั้งใจเมื่อครู่เดินเข้ามาซักถามผม



คนนี้ไม่ใช่คนที่ผมเคยเจอ นอกจากรอยสักที่เยอะพอกันแล้ว ก็แทบต่างกันทุกอย่างเลย เขาดูสูงผอม ผมสีชมพูแสบตา มีจิวสีเงินอยู่ทั้งจมูกและปาก หน้าตาเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด



“ช่างศรัณย์ครับ สี่ทุ่มครึ่ง” ผมตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ



“จริงดิ ไหนมันบอกอาทิตย์นี้จะไม่รับงานหลังสี่” อีกคนพึมพำกับตัวเองก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนที่วางแขนของโซฟา ซึ่งนั่นใกล้กับเขาเอาซะมากๆ “อืม... ช่างศรัณย์อาบน้ำอยู่ เดี๋ยวคงลงมา ว่าแต่น้องชื่ออะไร เรียกพี่ พี่เวย์ก็ได้”



“เจินครับ” ผมบอก



“น้องเจินมาสักชั้นสองรึเปล่าเอ่ย” อีกคนเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่น่าไว้ใจ ซึ่งผมไม่ชอบ



“ไม่ทราบครับ ช่างศรัณย์ไม่ได้แจ้งรายละเอียดเรื่องนั้นไว้” ผมตอบไปตามตรงพลางมองขึ้นไปชั้นบนแต่ก็ไม่รู้ว่าชั้นสองหมายถึงอะไร มีห้องสักที่อยู่ชั้นสองอีกเหรอ



“หว้า..น่าเสียดาย งั้นลายหน้าจองคิวมาให้พี่ลงเข็มให้เอามั้ย” ไม่พูดอย่างเดียว แขนที่เต็มไปด้วยรอยสักวาดมาพาดบนพนักพิงจนทำให้ระยะห่างระหว่างผมกับเขาร่นลง



การกระทำนั้นทำให้ผมขมวดคิ้วแล้วมองอีกคนด้วยสายตาบ่งบอกว่า ‘ผมกำลังไม่พอใจ’ และคุณควรถอยออกไปให้ห่าง ในขณะที่ผมกำลังจะพูด ทว่าต้องหยุดเพราะเสียงทุ้มของบุคคลที่สามซึ่งดังมาจากด้านบนขัดขึ้นซะก่อน



“สุภาพกับลูกค้าหน่อยไอเวย์” เสียงนั้นปรากฏพร้อมกับร่างสูงที่กำลังเดินลงบันไดมา



ใบหน้าราวกับพระเจ้าคัดสรรที่ผมไม่ลืมง่ายๆ ผู้ชายแปลกหน้าในวันนั้น วันนี้สวมใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงวอร์มสีดำ การแต่งตัวธรรมดาดูจะทำให้เขาดูน่าดึงดูดมากกว่าซะอีก



“น้องเป็นลูกค้ากู” เสียงทุ้มของเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาย้ำอีกครั้ง



คำพูดนั้นทำให้คนที่อยู่ข้างผมจิ๊ปากและลุกออกไปโดยง่าย “ก็ได้วะ ตามสบาย”



“เราคือคนที่นัดกับพี่ไว้เที่ยงคืนใช่มั้ย” เขาเอ่ยถามแล้วมองมาที่ผม



“ใช่ครับ”



“คิดไว้ยังว่าอยากสักตรงไหน” ช่างศรัณย์เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์ก่อนจะหยิบกระดาษเปล่ากับปากกามาส่งให้ “เขียนลายที่จะสักมาให้พี่ เดี๋ยวพี่เอาลงคอม”



มือเรียวเล็กหยิบปากกามาร่างลายที่เขาเคยคุยกับช่างไว้ มันไม่ใช่ลายจำพวกหัวกะโหลก ไม้กางเขน หรืออะไรที่ดูน่ากลัว เป็นเพียงประโยคภาษาอังกฤษกึ่งสั้นกึ่งยาวเท่านั้น



ที่ผมตัดสินใจมาสัก อย่างแรกคืออารมณ์ชั่ววูบที่เป็นไฟจุด สองคือความอยากริอยากลองของผมเอง ถามว่าในเมื่อกว่าจะถึงคิวก็นานทำไมไม่ยกเลิก นั่นคือสาม เพราะยังไงมันก็ใต้ร่มผ้า ครูไม่เห็น แม่ไม่เห็น ไม่มีใครเห็นถ้าผมไม่บอก



“เสร็จแล้วครับ” ผมบอกช่างสัก



คนตัวโตเดินมาหยิบแผ่นกระดาษขึ้นไปดู “ได้เลือกฟอนต์ไว้รึเปล่า”



ผมส่ายหน้า จากนั้นเขาจึงพยักพเยิดหน้าไปทางโต๊ะคอม “เดี๋ยวเรามาเลือกฟอนต์ในคอม”



ผมเดินตามเขาไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งหน้าคอมพิวเตอร์ ส่วนอีกฝ่ายยืนตัวสูงอยู่ด้านหลัง แขนแกร่งยื่นผ่านผมมาเลื่อนเมาท์เพื่อเปิดฟอนต์ให้เลือก



“เราลองเลือกไปเรื่อยๆ ก่อนแล้วเดี๋ยวพี่ปริ้นต์ออกมาให้เทียบดูอีกที”



หลังจากเลือกฟอนต์เสร็จ ช่างสักก็ปริ้นต์ลายใส่กระดาษมาให้ผมลองเทียบเพื่อเลือกขนาด “เอาเทียบตรงหน้ากระจกก็ได้ เอาให้ชัวร์ที่เราถูกใจ”



ผมเดินไปหน้ากระจกบานใหญ่ที่สามารถสะท้อนให้มองเห็นได้ทั้งตัว แล้วเอากระดาษมาวางเทียบบนร่างกายส่วนที่ตั้งใจลงลาย สักพักผมก็เห็นกายสูงเดินเข้ามาด้านหลัง นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นมองผมผ่านกระจกเงา



“จะสักตรงไหน”



“ประมาณตรงนี้ครับ” ผมชี้ไปบริเวณซี่โครงใต้หน้าอก “ตรงกลางค่อนไปทางขวาหน่อยอะครับ” ผมพยายามบอกให้ช่างสักเข้าใจมากที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด



“...อืม” คนตัวสูงมองตามมือผมที่กำลังอธิบาย



“เจ็บนะ เราไหวเหรอ”



“ครับ?”



“ตรงนั้นเนื้อมันบาง”



“อ่อ ไม่เป็นไรครับ” ผมตอบกลับไป ผมเตรียมใจไว้แล้ว การเอาเข็มมาจิ้มบนร่างกายอย่างไงก็ต้องเจ็บ จากที่หาข้อมูลมา มีแต่คนบอกว่า ‘เจ็บแต่ก็ทนได้’ กันทั้งนั้น



แล้วถ้าคนอื่นทนได้ คนอย่างผมก็ทนได้เหมือนกัน



ช่างสักหยิบกระดาษใบเดิมแล้วไปขีดๆ เขียนๆ บางอย่าง ก่อนจะพาผมไปที่เตียงหนังสีดำตัวในสุดซึ่งมีพลาสติกใสหุ้มอยู่ ผมขึ้นไปนั่งบนเตียงอย่างรู้งาน อีกคนปรับพนักพิงให้ผมอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน แล้วลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ พร้อมกับเลื่อนโต๊ะซึ่งมีอุปกรณ์ต่างๆ วางอยู่



มือใหญ่สวมถุงมือสีดำขลับก่อนหยิบอุปกรณ์มาถอดนู่นใส่นี่ ผมที่กำลังรอ สายตาจึงไปวางอยู่บนเรือนร่างของช่างสัก ลวดลายที่ผมเคยเห็นแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ได้มองมันใกล้ๆ ผมไม่รู้ความหมายของมันหรอก แค่รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องราวการผจญภัยอันโลดโผนงดงาม หมึกสีดำตัดกับผิวสีออกแทน เส้นเลือดปูดโปนขึ้นเส้นไปตามแขนแกร่ง



สิ่งเหล่านั้น..



บนร่างกายของเขา...



ดึงดูดผม...ให้มองอย่างไม่วางตา



“ถอดเสื้อออกสิครับ”



เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดึงผมออกจากภวังค์ “คะ..ครับ?”



“ถอดเสื้อนักเรียนออก จะได้เริ่มกันเลย” ร่างสูงหันมามองผมที่ยังอยู่ในชุดนักเรียนเรียบร้อย



“ทำไมต้องถอดด้วยครับ แค่ถกเสื้อขึ้นก็พอ”



“จะถอดเองหรือให้พี่ถอดให้”



เขามองมาที่ผม ไม่รู้ทำไมถึงไม่เถียงออกไป ไม่รู้ทำไมถึงยอมง่ายๆ เหมือนกับตาคู่นั้นกำลังสะกดผมอยู่



ผมเลื่อนมือปลดกระดุมเสื้อนักเรียนจนหมด ถอดเสื้อออกจากแขนขวาเพียงข้างเดียว แล้วปล่อยให้เสื้ออีกฝั่งยังอยู่ดี “แค่นี้ก็พอใช่มั้ยครับ”



ช่างศรัณย์ยกยิ้มเล็กน้อย ผมมองไม่ออกว่าทำไม พลันมือใหญ่จับเสื้อนักเรียนให้ไปกองอยู่ที่หลังคงให้มีพื้นที่สะดวกลงมือมากขึ้น แล้วจึงดันไหล่ผมให้พิงหลังลงไปกับเบาะ



ผมทำได้แค่นอนมองขั้นตอนต่างๆ ของเขาช่างสักเช็ดทำความสะอาดผิวก่อนนำน้ำยาลอกลายทาลงบนผิวผมหมาดๆ จากนั้นแปะกระดาษที่มีลายอยู่ทับลงไป มือใหญ่ที่สวมถุงมือดำกดทับมันค้างไว้ ช่วงตัวผมดูเล็กลงทันทีพอมีมือของอีกคนมาวาง



หัวใจที่อยู่ๆ ก็เต้นแรงขึ้นมา ผมคิดว่าคงเป็นเหมือนกับตอนพยาบาลเช็ดแอลกอฮอล์ก่อนฉีดยาล่ะมั้ง



“ตื่นเต้นเหรอ” ช่างสักยกยิ้มขึ้นแล้วเหลือบมองมาที่ผม



“...”



“หายใจแรงเชียว”



“นิดหน่อยครับ”



“ปกติคนที่สักครั้งแรกจะพาเพื่อนมาด้วยนะ กำลังใจ” อีกฝ่ายคงพยายามชวนผมคุย มือก็พลางดึงแผ่นกระดาษออก ปรากฏเป็นลายทิ้งไว้บนผิว



ผมหัวเราะกับประโยคนั้น “ไม่จำเป็นหรอกครับ ผมไม่ได้กลัว”



“ไปดูลายอีกรอบ ถ้าโอเคแล้วได้สักเลย” ช่างสักพเยิดไปทางกระจกบานเดิม ผมทำตามที่เขาบอก แค่มองลายที่ผิวผมก็จินตนาการถึงตอนที่มันเสร็จแล้ว



“ผมโอเคแล้วครับ”



“เอากำลังใจพี่ไปแล้วกัน พี่ให้”



จู่ๆ ก็พูด แถมยัดเยียดเฉย ใครเขาไปขอกันครับคุณช่างสัก



วาสลีนเนื้อลื่นถูกป้ายลงบนผิวผมทำให้รู้สึกเย็นวาบ ก่อนที่คุณช่างสักจะหันไปคว้าเครื่องสักพร้อมทิชชูมาไว้ในมือ “พี่จะทำเบาๆ ถ้าเจ็บก็บอกนะ”



ผมพยักหน้า พลันเสียงเครื่องสักก็ดังขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเจ็บจี๊ดบนเนื้อผิวจนผมเผลอเม้มปาก ในใจตอนนี้ท่องสูตรคูณสองหนึ่งสองสองสองสี่ไปแล้ว



เพียงเริ่มลงเข็มไปครู่เดียว เสียงฝนด้านนอกก็เทลงมาห่าใหญ่เคล้าคู่กันไปกับเสียงเครื่องสัก คนที่กำลังตั้งอกตั้งใจลงเข็มบนร่างกายผมทำเหมือนไม่ได้รับรู้สายฝนด้านนอก เขาลากปลายเข็มไปตามลายเส้น ทุกอย่างเป็นไปอย่างธรรมชาติ



“ชอบเหรอ” เสียงทุ้มต่ำเว้นระยะก่อนพูดต่อ “รอยสักของพี่”



“ก็ชอบครับ สวยดี”



“เห็นมองไม่วางตาเลย สงสัยมันจะสวยมาก”



คุณยิ้มทำไมวะ มีไรให้ยิ้ม



ผ่านไปไม่นาน งานชิ้นตรงหน้าของช่างสักเสร็จไปเกินครึ่ง แต่ผมที่นอนเกร็งหน้าอยู่บนเตียงได้แต่กำกางเกงนักเรียนระบายความเจ็บจนเนื้อผ้ายับยู่ยี่ ในหัวผมตั้งคำถามว่า



‘ไอที่บอกเจ็บแต่ทนได้นี่มันมาตรฐานไหนวะ?’



ขนาดนี้แล้วเอามีดมากรีดเนื้อผมเหอะ



หลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงสวรรค์..



“เรียบร้อย” เสียงเครื่องสักเงียบลงเหลือเพียงเสียงของเม็ดฝนที่กระหน่ำลงมา



น้ำตาจะไหล ฮือ



พอผมชะเง้อลงไปมองก็เห็นฟองท่วมเต็มบริเวณ ก่อนที่ช่างศรัณย์จะเช็ดปาดมันออกในทีเดียว พลางพูดถึงวิธีดูแลหลังการสัก “ห้ามโดนน้ำ ทาวาสลีน ตกสะเก็ดก็อย่าไปแกะไปเกา”



สาบานเลยว่านี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมสัก



แม่ง... โคตรเจ็บ



“เดี๋ยวพี่ขอถ่ายรูปไว้ก่อนนะ” พูดก่อนเดินไปชั้นสองแล้วลงมาพร้อมมือถือกับกล้องฟิล์มอีกตัวในมือ



ผมลุกขึ้นนั่ง ขยับตัวให้ได้ที่ ก่อนนิ่งเพื่อให้อีกฝ่ายถ่ายรูป



ช่างศรัณย์ยกโทรศัพท์ขึ้น โฟกัสไปเพียงแค่รอยสักเท่านั้น เหมือนกับการเก็บผลงานของเขา เพียงแปบเดียวก็เสร็จ



“ขอบคุณนะครับ” เจินว่า แล้วกำลังจะสอดแขนใส่เสื้อ แต่...



“พี่ขอกล้องตัวนี้อีกรูปนะ”



เหมือนกับตอนนั้น



ผู้ชายที่ยกกล้องฟิล์มขึ้นมาถ่ายผมในงานนิทรรศการศิลปะ



ผมคิดว่าช่างศรัณย์คงจะจำผมไม่ได้ ผมไม่ได้คิดจะทวงรูปเมื่อตอนนั้นด้วยซ้ำ บางครั้งรูปนั้นอาจจะถูกล้างออกมารวมกับรูปอื่นๆ ซึ่งคนถ่ายก็ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือไม่ อาจจะถูกวางทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่งซึ่งถูกลืมไปแล้ว เพราะใครเขาจะไปสนใจกับรูปคนแปลกหน้าที่เจอกันไม่ถึงห้านาที แค่ชื่อยังไม่รู้เลย



“เราจะกลับยังไง ฝนยังตกอยู่เลย” เขาถาม มือพลางเอาแผ่นฟิล์มลายตารางสีเขียวมาแปะทับบนรอยสัก “ไว้กันน้ำ แล้วก็เชื้อโรค” จากนั้นค่อยลอกออกเหลือแค่แผ่นใสๆ ติดเนียนไปกับผิว



“ผมขับรถยนต์มาครับ” ผมตอบในขณะกำลังใส่เสื้อนักเรียนกลับเหมือนเดิม



“ตกแรงแบบนี้ ขับรถดึกๆ อีก มันอันตราย”



“ไม่เป็นไรครับ ผมขับได้” ผมยืนกราน



“เราจอดรถไว้ไกลรึเปล่า ถ้าต้องลุยฝนไปเดี๋ยวรอยสักจะติดเชื้อเอาง่ายๆ ถึงพี่จะแรปไว้แล้วแต่เซฟไว้ก่อนจะดีกว่า คงไม่อยากให้แผลติดเชื้อหรอกใช่มั้ย”



“คือผม...”



“รอฝนหยุดก่อนค่อยไป”



ผมกำลังจะบอกว่าต้องกลับไปอ่านหนังสือ แต่ดูเหมือนจะปฏิเสธไม่ได้ง่ายๆ อย่างไรก็เถอะ ผมก็เอาไอแพดกับหนังสือที่ต้องอ่านติดมาอยู่แล้ว ก็อ่านมันซะที่นี่เลยแล้วกัน



หลังจากที่ผมตัดสินใจรอฝนหยุด พวกเราก็จัดการเรื่องจ่ายเงิน ราคาเป็นไปตามที่ตกลงไว้ก่นหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน



“ตามสบายนะ” คนตัวสูงบอก จากนั้นเดินไปดึงม่านลงปิดกระจกใสหน้าร้าน ปิดไฟบริเวณโซนเตียงสัก แล้วมานั่งที่โต๊ะคอม ตัวผมเองก็กลับไปนั่งที่โซฟาตัวเดิมแล้วเปิดหนังสืออ่าน



การอ่านหนังสือของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บ้างชอบการอ่านไปฟังเพลงไป บ้างชอบออกไปอ่านตามคาเฟ่ร้านกาแฟ บ้างชอบนัดอ่านกับเพื่อน แต่สำหรับผมแล้ว ผมชอบความสงบ ไม่ชอบมีคนอื่นอยู่ด้วยตอนอ่าน



ซึ่งน่าประหลาดที่ผมสามารถอ่านหนังสือได้อย่างไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง



ทั้งที่มีช่างศรัณย์อยู่ใกล้ๆ แบบนี้












เสียงคนคุยกันดังเข้ามาในโสตทำให้เจินรู้สึกตัวตื่นหลังจากเผลอหลับไป เป็นเสียงผู้ชายที่ไม่คุ้นหูกับเสียงช่างศรัณย์ เด็กหนุ่มหลับตาเอาไว้ไม่ให้พวกเขารู้ว่าเด็กคนนี้กำลังแอบฟังสิ่งที่พวกเขาคุยกัน เจินจะไม่ใส่ใจเลย ถ้ามันไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเขา


“แล้วเด็กนี่ใครวะ”



“อะไร”



“ก็นี่ไง ตัวเล็กๆ ขาวๆ หลับอยู่เนี่ย ท่าทางลูกผู้ดีฉิบหาย ใส่นาฬิกาซะแพง”



“ลูกค้า”



“ให้จริง บ้านช่องไม่มีให้กลับว่างั้นเหอะ ใจแตกหรอวะ”



“ฝนมันตก”



จู่ๆ เสียงพูดคุยก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่เสียงชายคนที่เจินไม่รู้จักจะทิ้งท้ายไว้ก่อนไป



“คนอย่างมึงนี่นะไอรัณย์”



คนแบบศรัณย์เหรอ? เป็นคนแบบไหนล่ะ



เจินรอให้เวลาเดินไปสักพักก่อนจะทำท่าบิดขี้เกียจแล้วค่อยลุกขึ้นนั่งอย่างที่เห็นบ่อยๆ ในหนังจะได้ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งตื่นจริงๆ



ว่าแต่... หมอนกับผ้าห่มนี่มันมาตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย



เขาเหลือบไปมองช่างสักที่ยังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ คงเป็นผู้ชายคนนั้นแหละที่เอาผ้าห่มมาให้ ไม่เห็นจะต้องทำแบบนี้เลย ขนาดพ่อยังไม่เคยทำให้เขาด้วยซ้ำ มองอีกฝ่ายได้เพียงครู่เดียว คนตัวใหญ่ก็พลันหันมามองเขากลับแทบจะทันที



คงไม่รู้ว่าหรอกว่าเมื่อกี้เขาแอบฟัง เจินว่าเขาก็เนียนอยู่นะ



“นอนต่อก็ได้นะ เพิ่งจะตีสี่เอง” เสียงทุ้มพูดพลางถอดหูฟังไอโฟนออก



เด็กหนุ่มบนโซฟาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินตัวเลขเวลา เขารีบล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู ปรากฏกว่าตีสี่อย่างที่ได้ยินจริงๆ นั่นทำให้เขารีบลุกเก็บข้าวของ



“จะรีบไปไหน”



“วันนี้ผมต้องไปโรงเรียนนะ ทำไมปล่อยให้ผมหลับแบบนี้เนี่ย” เด็กหนุ่มบ่นอุบพลางทำหน้าหงุดหงิด ไหนกว่าจะขับรถกลับถึงคอนโด ไหนเขาจะต้องกลับไปอาบน้ำ ไปเตรียมหนังสือที่จะต้องเรียน แล้วถ้าออกสายรถก็จะติดจนแทบไม่เขยื้อน



“เดี๋ยวก่-”



คนในชุดนักเรียนรีบผลักประตูออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีการบอกลาด้วยซ้ำ ศรัณย์ลุกมาหยิบของบนพื้นบริเวณโซฟา ร่างสูงผลักประตูชะเง้อออกไปมองข้างนอก ไม่มีวี่แววของเด็กหนุ่มแล้ว เขาก้มมองหนังสือในมือแล้วอดจะถอนหายใจไม่ได้



จะบอกว่าน้องลืมของก็แค่นั้นเอง



หนังสือที่ยับเยินเล่มนี้คงต้องอยู่ที่นี่สักพัก เจ้าของมันคงจะติดต่อมาเองในไม่ช้า เขาเดินเข้าไปในร้านวางหนังสือไว้บนโต๊ะคอม เป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนของเขาเดินลงมา



“อะไรวะนั่น กลับไปแล้วอ่อ” มันถาม



“เออ ลืมของไว้ด้วย” ศรัณย์ยกหนังสือขึ้นให้เพื่อนดู



เพื่อนที่กำลังเดินลงมาไหวไหล่ มันมาหยิบกระดาษไปสองสามแผ่นจากบนโต๊ะคอมแล้วจึงกลับขึ้นไปอย่างเดิม



ศรัณย์เอาหนังสือมาเปิดอ่านผ่านๆ คาดว่าหนังสือเล่มนี้คงอยู่กับเจ้าของมันมานานพอตัว เขาไล่สายตามองไปตามรอยขีดเขียนด้วยดินสอบ้าง ปากกาแดงบ้าง มีบางหน้าที่เต็มไปด้วยสีสัน



คงจะเป็นเด็กเรียนน่าดู แต่งตัวก็เรียบร้อย ขนาดมาสักยังหอบเอาหนังสือมาอ่านได้ คิดแล้วก็ขำ อะไรก็ตั้งใจขนาดนั้น



ช่างสักยกยิ้ม อ่านโน้ตที่เขียนด้วยลายมือค่อนข้างเป็นระเบียบ เขาเปิดกลับไปกลับมา ก็นึกสงสัยว่าเจ้าของลายมือน่ารักพวกนี้ ใช่คนที่มาสักลายนั้นกับเขาจริงๆ เหรอ



เป็นข้อความที่ดูไม่เข้ากันนักกับเด็กมัธยมที่ดูเพียบพร้อมไปหมดซะทุกอย่าง





/

In the end, I am gonna be alright.

/







...

ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
บทที่ 3







เสียงขาโต๊ะเรียนขูดไปกับพื้นกระเบื้องดังก้อง เด็กหนุ่มผิวขาวตัวเล็กถูกผลักไปชนกับมัน เสื้อนักเรียนตัวเรียบโดนดึงคอเสื้อขึ้นจนยับ ปลาวาฬสบตากับคนตรงหน้าอย่างไม่คิดถอย



“มึงจะรับผิดชอบคะแนนกูยังไง” เจินกดเสียงต่ำ ตาวาวโรจน์จดจ้องไปยังอีกฝ่าย



วันนี้ครูแจ้งคะแนนรายงานพร้อมแจกตัวเล่มคืน แต่มีแค่ของเจินที่ถูกระบุว่าไม่ได้ส่งงาน ใช่ รายงานเขาหาย แล้วคนที่รวบรวมไปส่งก็คือ ปลาวาฬ





‘ปลาวาฬ แกทำรายงานเราหายใช่ปะ’



...



‘เราจะไม่ถามซ้ำ’



‘...เราเปล่านะ ก็ครูบอกให้ห้าโมงเอาไปส่ง ก่อนหน้านั้นเราก็ไปซ้อมหลีด แล้วก็กลับมาเอาไปส่งเลยนะ’







“ก็บอกแล้วว่า ไม่ ได้ ทำ” ปลาวาฬยังคงยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมรับ



การมีปากเสียงเกิดขึ้นที่มุมหลังห้อง เพื่อนส่วนใหญ่เข้ามารุมดูเหตุการณ์ ในใจหวังไม่ให้เกิดเรื่องชกต่อย ทุกคนในห้องต่างรู้ว่าสองคนนี้ไม่ถูกกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ฝ่ายเจินเป็นคนไม่ยอมใคร ส่วนปลาวาฬที่เห็นทำตัวซื่อๆ ก็ใช่ว่าซื่ออย่างที่คิด ทุกคนรู้ แค่ไม่มีใครพูดออกมา



สองคนนี้เขม่นกันอยู่บ่อย แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่เห็นเจินอารมณ์รุนแรงถึงขั้นกระชากคอเสื้อปลาวาฬแบบนี้



“กูขอพูดไรหน่อยนะ บอกก่อนว่ากูเป็นกลาง ไม่ได้เข้าข้างใคร” จู่ๆ เสียงโปเต้ หัวหน้าห้องก็ดังขึ้นทำให้คู่ที่กำลังมีปากเสียงหันหน้ามาทางเขา



“คือเย็นวันนั้นอะ กูลืมของไว้ที่ห้องเลยกลับมาเอา ตอนนั้นประมาณสี่โมงครึ่ง กูก็เห็นปลาวาฬกำลังเปิดดูรายงานของใครอยู่ไม่รู้แล้วก็รีบร้อนถือรายงานออกไปเลย เห้ย บอกก่อนนะว่ากูไม่รู้รายงานอันนั้นของใคร กูก็มีเรื่องจะบอกแค่นี้แหละ”



“มึงบอกมาเอาตอนห้าโมง แล้วทำไมหัวหน้าห้องถึงเห็นมึงตอนสี่ครึ่งได้ มึงมีอะไรจะแก้ตัวมั้ย” เจินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่มือกำคอเสื้ออีกฝ่ายแน่น



“มึงออกไปตามไอปิ๊กมาเร็ว” หัวหน้าห้องรีบไปกระซิบบอกเพื่อนที่ยืนข้างๆ จากนั้นคนโดนใช้จึงต้องรีบกุลีกุจอวิ่งไปตามคนที่ว่า



ปิ๊กที่กำลังซ้อมว่ายน้ำอยู่โดนเสียงตะโกนเรียกให้ขึ้นมา พอรู้เรื่องจากนั้นก็รีบคว้าเสื้อคลุมนักกีฬาแล้วรีบวิ่งมาถึงห้องเรียนเลย



“กูว่าแล้ว สองคนนี้แม่งตั้งเคล้ามาตั้งแต่คาบก่อน” ปิ๊กว่าก่อนจะรีบแทรกตัวเข้าไปให้กลุ่มเพื่อน ภาพที่เห็นก็เป็นเจินเพื่อนสนิทเขากับปลาวาฬยืนทะเลาะกันอยู่



แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนที่ผ่านมา ว่าแล้วก็ไม่แปลกที่ถึงกับต้องมีคนมาตามเขาด่วนแบบนี้ สภาพเพื่อนสนิทเขาหน้าแดงหูแดง ในดวงตาก็มีน้ำเอ่อจะล้นออกมาให้จนได้ ดูท่าเขาคงต้องจับแยกให้ไวก่อนมันจะฟิวขาดซะก่อน



“วาฬ พอก่อน ก็รู้ว่าเจินมันหัวเสียอยู่”



“ให้เราพอได้ไงอะ เพื่อนของปิ๊กใส่ความเราอยู่นะ”



“ใส่ความเหรอห้ะ ได้..” เจินกำลังจะพุ่งตัวใส่ปลาวาฬ แต่เป็นปิ๊กที่คว้าเอาไว้ซะก่อน “มึงไม่ต้องห้ามกู กูทนมาพอแล้วกับความเหี้ยของมัน กูทนมาจะสามปีแล้ว”



“พอได้ที่สองแล้วโง่ลงเหรอไงเจิน ก็บอกว่าไม่ได้ทำ”



เนื้อตัวที่เกร็งไปหมดเพราะความโกรธค่อยๆ คลายลง “ไม่ต้องจับกู” ว่าแค่นั้นก็สะบัดแขนออกจากปิ๊ก ก่อนจะเดินออกจากตรงนั้นก็ทิ้งประโยคก่อนไป



“แล้วที่โง่น่ะ กูว่ามึงมากกว่านะ ปลาวาฬ แค่ชื่อก็โง่แล้วมั้ย วาฬไม่ใช่ปลา ตั้งใจเรียนบ้างนะ ไม่ใช่มัวแต่ลอกคนอื่น อ่อ หรือควรบอกพ่อแม่มึงมากกว่าที่ให้ตั้งใจเรียน จะได้ไม่ออกลูกโง่ๆ แบบมึงมาให้เดือดร้อนสังคม”













“พวกมึง พวกมึงนั่นแหละ ไปเข้าที่อื่น” เสียงทุ้มของปิ๊กดังขึ้นก้องห้องน้ำ นักเรียนชายสองคนที่กำลังเดินเข้ามาเลิ่กลั่กก่อนจะรีบหันหลังกลับออกไป



ร่างสูงนั่งอยู่บนหน้ากระจก เสียงสูดน้ำมูกและเสียงสะอื้นไห้ที่พยายามกั้นของเพื่อนสนิทเขาดังรอดมาจากห้องน้ำที่บานประตูถูกปิดอยู่เพียงห้องเดียว



เขามาอยู่เป็นเพื่อนเจิน



อีกฝ่ายไม่ชอบให้ใครได้ยินหรือเห็นด้านไม่ดีของตัวเอง โดยเฉพาะเวลาร้องไห้ เพื่อนสนิทอย่างเขาถึงต้องมานั่งเฝ้าไม่ให้คนอื่นเข้ามา ดีที่เป็นช่วงระหว่างคาบเรียนไม่ใช่เที่ยง ไม่งั้นคนคงเยอะน่าดู



เพื่อนสนิทของเขาไม่ใช่คนเพอร์เฟ็กแบบที่คนอื่นคิดหรอก



เจินมันก็แค่แบกคำว่าสมบูรณ์แบบไว้ ทั้งที่ตัวมันแหว่งวิ่นไม่มีชิ้นดี



เรียนเก่ง เย่อหยิ่ง มั่นใจ นั่นอาจเป็นคำนิยายที่ผู้คนมอบให้มัน ทว่าสิ่งที่เห็นก็เป็นได้แค่เปลือก ข้างในช้ำๆ คงไม่มีใครเคยได้เห็นหรอก



มันไม่ใช่คนเรียนเก่งหัวดีแบบที่คนอื่นเข้าใจ มันแค่พยายามหนักกว่าคนอื่นเป็นสองสามเท่า ไม่สิ สิบเท่าได้มั้ง พื้นเดิมมันหัวไม่ดี เรียกกว่าถึงขั้นแย่มาก ถ้าคนปกติต้องอ่านหนังสือหนึ่งถึงสองรอบ มันต้องอ่านหกเจ็ดรอบ



เจินเป็นลูกชายคนโตของบ้าน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนที่มันต้องแบกไว้ แต่มันยังต้องออกงานสังคม และที่เพื่อนๆ เห็นว่าไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ ที่จริงมันไม่เคยได้เที่ยวพักผ่อนเลย แต่เป็นหน้าที่มันที่ต้องเป็นตุ๊กตาพูดได้ตามพ่อแม่ไปคุยงาน



มันไม่ใช่คนอ่อนแอหรอกนะ เป็นคนฮึดสู้คนหนึ่งเลย แต่การไม่ยอมแพ้และยึดติดกับความสมบูรณ์แบบของมันนี่แหละที่เพื่อนอย่างเขาเป็นห่วง เพราะบางครั้งสิ่งนี้ก็กลับมาทำร้ายมันเอง



บางทีทั้งอ่านหนังสือทั้งต้องออกงานสังคม ฝืนทำทุกอย่าง หนักเข้าก็ป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล แล้วอะไรน่าน้อยใจที่สุดรู้ปะ คือพ่อแม่มันไม่มีใครมาเยี่ยมมันเลยสักคน มีแค่เพื่อนสนิทอย่างเขากับอาม่ามันที่คอยเข้าไปดูแล



มันก็เด็กขาดความอบอุ่นคนหนึ่งแหละ เพื่อนก็ไม่ค่อยจะมีกับเขา พ่อก็รักน้องชายต่างแม่มากกว่าจนไม่เคยมาสนใจมันเลย เพราะแบบนั้นมันเลยเกลียดน้องชายเข้าไส้



เรียกได้ว่าครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด



ผ่านไปแทบจะยี่สิบนาทีได้ คนที่เข้าไปร้องไห้ถึงออกมา น้ำตาถูกเช็ดจนไม่เหลือคราบให้เห็น แต่ขอบตาแดงก็เป็นสิ่งที่ปิดไม่มิด เพื่อนตัวเล็กของเขาเดินมายังหน้ากระจกก่อนวางโทรศัพท์ไว้ตรงหน้าแล้วกวักน้ำขึ้นล้างใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อ



“เอาไป” ปิ๊กพูดพลางส่งผ้าเช็ดหน้าให้



“สกปรก” ถึงเจ้าตัวจะบ่นอุบแต่รับมันเอาไปใช้



“แล้วโอเคขึ้นยัง”



“อือ” เจินตอบอู้อี้ไม่เต็มเสียง ขณะที่ปิ๊กก็วางมือไปยีหัวอีกฝ่ายเพราะรู้ว่าเพื่อนคนนี้ไม่เป็นไรแล้ว เนี่ย เจินเพื่อนของเขา พอลุกได้แล้วก็กลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิม



ครืดด



...

ครืดด



“อะ ปล่อยโทรศัพท์มึงสั่นอีกรอบคือตกละนะ”



“อือ รู้แล้ว” คนตัวเล็กว่าก่อนจะหยิบขึ้นมาดู “กลุ่มไลน์มาตามงาน กูก็ลืมเอาไปให้พวกมันเฉย ไปรถกันมึง”









“เหี้ยแล้วไง แผ่นซีดีหายแน่เลยว่ะ”

ผมบอกปิ๊กอย่างหัวเสีย ในขณะที่กำลังมุดค้นของในรถตัวเอง ตอนนี้กำลังนึกอยู่ว่าเอาไปไว้ที่ไหน ถ้าไม่อยู่ในกระเป๋านักเรียน ไม่อยู่ในรถ แสดงว่าต้องอยู่ที่คอนโด แล้วทำไมผมถึงพลาดกับการลืมของสำคัญแบบนี้ได้ล่ะเนี่ย



“กูจำได้ว่าสอดไว้ในหนังสือสังคมเล่มสีชมพูอะ”



ครูก็ดันเรื่องมากให้ทำวิดีโออัดใส่แผ่นซีดี สมัยนี้เขาก็ให้เอาลงยูทูปกันหมดแล้วเปล่า ง่ายๆ เลย แต่ก็ต้องโทษความสะเพร่าของผมแหละที่ไม่ทำสำรองไว้ เมื่อเช้าก็ดันรีบๆ ร้อนๆ มาโรงเรียนด้วยเพราะเมื่อคืนไปเผลอหลับเอาที่ร้านสัก



ใช่ เมื่อคืนผมเอาหนังสือสังคมไปอ่านที่นั่น



การแก้ปัญหาก็ไม่ยากเลย เพราะพวกผมออกจากโรงเรียนไม่ได้ในตอนนี้ ทางออกเดียวก็คือแค่ไลน์ไปบอกให้ช่างศรัณย์เอามาให้ จะไปยากอะไรล่ะ



จะไปยากอะไรล่ะ!



“สรุปเอาไงอะ ไม่มีวิดีโอคือเพื่อนในกลุ่มโวยกันแน่”



“เออหน่า เดี๋ยวกูจัดการให้” จัดการให้อะไรล่ะเจิน ช่างศรัณย์ก็ไม่ได้ไปรู้จักมักจี่อะไรกับเขา เป็นลูกค้านะเว้ย ไม่ใช่ลูกเค้า



แต่จะว่าไปแล้ว ช่างศรัณย์คนนั้นเขาก็ดูใจดีอยู่นะ ตอนที่เจอเขาครั้งแรกก็เป็นฝ่ายยื่นมือมาช่วยเหลือเราเองด้วยซ้ำ แต่ทำไมรู้สึกมีลางสังหรณ์แปลกๆ ชอบกล



J : ช่างศรัณย์ครับ รบกวนช่วยอะไรผมหน่อยได้มั้ยครับ



ผมไม่อ้อนวอนร้องขอใครง่ายๆ หรอกนะ เนี่ย คุณคือคนที่ได้รับสิทธินั้นเลยนะคุณช่างสัก



J : สวัสดีครับ อยู่มั้ยครับ พอดีเรื่องด่วนน่ะครับ



หรือเขายังไม่ตื่นอะ เออน่าคิด เพราะตอนผมออกจากร้านมาเขาก็ยังไม่นอนด้วยซ้ำ งั้นโทรเลยละกัน ว่าแค่นั้นล้วงเอานามบัตรจากกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา



เสียงสัญญาณดังขึ้นเป็นระยะ ไม่ปล่อยให้รอนาน ปลายสายก็รับ ผมก็รีบพูดเลย “ฮัลโหลครับ ช่างศรัณย์รึเปล่าครับ”



มีเสียงกุกกักๆ ดังขึ้นก่อนที่เสียงทุ้มต่ำออกจะแหบเล็กน้อยกรอกเข้ามาแทน “..ครับ”



ยังไม่ตื่นชัวร์!



ผมนี่เห็นภาพเลย ตอนนี้ร่างสูงคงยังอยู่บนเตียงแล้วก็หยิบโทรศัพท์มารับพร้อมกับพึมพำทั้งที่ตายังปิดอยู่แน่



“ผมเจินนะครับ เมื่อวานเหมือนว่าผมจะลืมหนังสือเล่มสีชมพูไว้ ในหนังสือมีแผ่นซีดีสอดอยู่ ผมต้องใช้มันด่วนน่ะครับ” ผมเว้นไว้อึดใจก่อนจะพูดต่อ “ช่างศรัณย์...ว่างเอามาให้ผมตอนนี้ได้มั้ยครับ”



เสียงกุกกักดังขึ้นมาอีกรอบ พร้อมกับเสียงลมหายใจที่ฟังแล้วชวนขนลุกยังไงไม่รู้



แม่ง ไม่ได้แน่นอนอะ ยิ่งคนเพิ่งตื่นด้วย



“อือ ได้”



เกมพลิกว่ะคุณ



“อยู่ไหน”



“โรงเรียนครับ โรงเรียนX”



“แต่มีข้อแลกเปลี่ยน”



ว่าแล้วไง ว่าแล้ววววว ลางสังหรณ์ผมมันไม่ธรรมดาเสียจริง



“อะไรหรอครับ”



“เดี๋ยวบอกตอนถึง” เสียงกุกกักเหมือนอีกฝ่ายกำลังขยับตัวอยู่บนเตียงดังขึ้นเป็นการเว้นระยะแล้วจึงพูดต่อ “แล้วนี่เบอร์เราใช่ปะ”



ผมขานรับไปก่อนจะขอบคุณและเป็นคนวางสาย ผมมั่นใจว่าเขาต้องมา ผมดูคนออก เขาเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง อย่างน้อยๆ อายุก็น่าจะถือได้ว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว










ผมออกมายืนรออยู่ที่ประตูโรงเรียน ตอนนี้ก็ปาไปครึ่งชั่วโมงได้ ขาผมก็อยู่ไม่สุขก้าววนไปวนมา ส่วนปิ๊ก ผมให้มันไปรออยู่ห้อง ทำไมผมต้องพามันมาเห็นด้วยว่าผมลืมของไว้กับช่างศรัณย์



บรื้นน



มอเตอร์ไซค์สีดำคันใหญ่เลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าประตูโรงเรียน ผมมองอย่างไม่ละสายตา คนขับอยู่ในเสื้อยืดสีขาวสบายๆ กับยีนส์สีดำ รอยสักที่แขนชี้ให้เห็นว่าไม่น่าใช่ใครอื่น



ช่างศรัณย์



หมวกกันน็อกถูกถอดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นตา มือใหญ่เลื่อนไปจัดทรงผมลวกๆ ก่อนจะลงมาเปิดเบาะรถหยิบของที่ผมกำลังต้องการ



ผมสาวเท้าเข้าไปหาเขา “ขอบคุณนะครับ” แล้วยื่นมือไปรับหนังสือ



“เดี๋ยว” หนังสือถูกรั้งไว้ด้วยมือแกร่ง “เราทำธุรกิจกันอยู่นะ”



“ช่างศรัณย์อยากได้อะไรล่ะครับ”



“พี่ เรียกพี่ศรัณย์”



“โอเคครับพี่ศรัณย์” ผมดึงหนังสือมา แต่คนตรงหน้าก็ยังไม่ปล่อยมือ



“พี่ยังไม่ได้บอกเลยว่าอยากได้อะไร”



“อะไรล่ะครับ”



“งั้น” อีกฝ่ายเว้นจังหวะเหมือนกำลังคิดแล้วพูดต่อ “เก็บไว้ก่อน”



“โอเคครับ จะเอาไรก็บอกแล้วกัน ไลน์ก็มี เบอร์ก็มี” กว่าจะปล่อย ของตัวเองก็ไม่ใช่ พอได้มาก็รีบเปิดดูของข้างในเป็นอันดับแรก โล่งใจที่แผ่นซีดีงานกลุ่มไม่ได้ตกหล่นไปไหน ไม่งั้นเพื่อนทั้งกลุ่มได้ฆ่าผมแน่



“พี่ศรัณย์หวัดดีพี่ มาทำไรที่นี่ครับ” เป็นเสียงของไอ้ปิ๊ก ไหนว่าไปห้องแล้วไง มาอยู่อะไรตรงนี้วะ แต่เดี๋ยว นี่สองคนนี้รู้จักกันหรอ



“เอาของมาให้เพื่อนมึง” ไม่ว่าเปล่าพเยิดหน้ามาทางหนังสือที่ผมถืออยู่



“อ๋ออออ” อ๋อยาวไปไหมมึง



“เดี๋ยวกูกลับละ พี่กลับก่อนนะ” ร่างสูงพูดกับปิ๊กก่อนจะหันหน้ามาพูดกับผม แล้วขึ้นไปสตาร์ตรถ ก่อนจะหันมาพูดกับปิ๊กอีกครั้งก่อนขับไป “เออ ไอปิ๊ก แล้วลายมึงอะกูโยนคิวไปให้ช่างเชคนะ”



พอหลังจากพี่ศรัณย์ขับรถออกไป ผมก็รีบเดินกลับไปห้องอย่างไม่รีรอเพราะเห็นครูรีนวิชาศิลปะกำลังเดินไปทางห้องพอดี แต่จะหนียังไงพ้น ปิ๊กก็เข้ามาโอบไหล่ผมแล้วแซวจนได้



“แหน๊ ยังไงวะเพื่อนรัก ไปรู้จักกับพี่เขาตอนไหน”



“ไม่บอก”



“กูไม่เป็นแล้วนะบทเพื่อนสนิท กูจะเป็นเครื่องซักผ้า”



“อะไรมึงวะ”



“เพราะกูจะ ‘ซัก’ มึงให้สะอาดยังไงล่ะไอน้องเจิน”








...


“โห ใครจะเชื่อว่าจู่ๆ มึงจะคิดไปสักได้ แล้วสรุปจะไม่บอกกูจริงดิว่าสักลายอะไร”



“ไม่” ผมยืนกราน “แล้วทำไมกูต้องไปกับมึงด้วย”



“กำลังใจไง กูเลยเลือกมึงเพื่อนรัก ให้ไปเชียร์กูสู้ๆ”



“ปัญญาอ่อน”





“งั้นเอากำลังใจพี่ไปแล้วกัน พี่ให้”





แล้วจะไปนึกถึงเขาทำไมเนี่ย โว้ยย หงุดหงิด





วันนี้เช่นเคยผมก็ไปเรียนพิเศษอย่างเคยจนถึงสามทุ่มถึงได้เวลากลับห้อง แต่กว่าจะกลับถึงห้องก็นู่น เกือบสี่ทุ่ม การจราจรในกรุงเทพก็แบบนี้ นี่ขนาดย้ายมาอยู่ใกล้ๆ แล้วนะ ถ้าผมยังไปกลับบ้านกับโรงเรียนเหมือนเมื่อก่อน ไปถึงบ้านผมก็คงไม่ต้องนอนละ อาบน้ำแต่งตัวและออกมาเรียนของวันถัดมาได้เลย



ยืนรอสักพักลิฟต์ก็ลงมา ไม่มีคนเลย ลิฟต์ตอนช่วงเวลานี้บ่อยครั้งที่ผมได้ขึ้นคนเดียว นั่นเป็นข้อดีนะ เพราะผมจะได้เอนหัวพิงกับผนังลิฟต์และแอบพักสายตาได้แปบหนึ่ง วันๆ ของผมก็แบบนี้ พอหมดวันก็สภาพเหมือนซอมบี้หอบสังขารกลับห้อง



ผมรูดคีย์การ์ดไปที่ประตูจะมีเสียงดนตรีเบาๆ ดังขึ้น ผมรักเสียงนี้มาก เหมือนร่างกายผมเมมโมรี่ไว้ว่าเมื่อใดที่ได้ยินเสียงนี้คือสัญญาณแห่งพักผ่อน



ผมผลักประตูเข้าไปอย่างล้าๆ ถึงห้องก็โยนกระเป๋าลงบนโซฟา ดึงชายเสื้อออกจากกางเกง ก่อนจะล้มตัวนอนบนโซฟาตัวนุ่มนิ่ม



มือคว้าเอากระเป๋ามาเปิดทั้งที่ตัวยังนอนอยู่ หยิบหนังสือเล่มสีชมพูเจ้าปัญหาของวันนี้ออกมา ผมเปิดดูผลงานความอดทนอ่านของตัวเองไปคร่าวๆ จนกระทั้งมาถึงหน้าล่าสุดที่เป็นแบบฝึกหัดหลังบท มีกระดาษโน๊ตใบหนึ่งแปะไว้พร้อมกับลายมือตวัดอ่านค่อนข้างยาก แน่นอนว่าก็ต้องเป็นฝีมือของคุณช่างสักที่อุตส่าห์ใจดีหอบมันมาคืนให้



สายตาของผมไล่อ่านข้อความบนกระดาษโน๊ต

แล้วผมจะยิ้มทำไมเนี่ย...



/

สู้ๆ นะครับน้องเจินคนเก่ง

                             S.
/






...







talk with writer

สวัสดีค่ะ อ่านถึงตอนนี้แล้วเป็นยังไงกันบ้างคะ








ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
พี่รันย์​ต้องเป็นกำลังใจให้น้องนะคะ
เป็นกำลังใจให้นะคะ​ สู้ๆนะคะนักเขียน

ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
บทที่ 4







หลังจากเรียนพิเศษเสร็จตอนสามทุ่มปิ๊กก็มารับผม วันนี้ผมไม่ได้ขับรถมาเองเพราะยังไงเลิกเรียนก็ต้องไปเป็นเพื่อนปิ๊กที่จะไปสักอีก ให้มันพาไปจะดีกว่าแยกกันไป คืนนี้ผมก็เลยได้ซ้อนมอเตอร์ไซค์คันใหญ่อย่างควายของมันอีกครั้งหลังจากไม่ได้ขึ้นมานาน



ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง ถ้าเป็นรถยนต์คงถึงสักพรุ่งนี้ พอมาถึงก็โชคดีมีพื้นที่ให้จอดหน้าร้าน เมื่อสาวเท้าเข้าไปด้านใน ดูต่างไปจากครั้งก่อนที่ผมมามากทีเดียว ทั้งลูกค้าที่กำลังสักอยู่บนเตียงสองเตียง ไหนจะช่างสักที่อยู่กันอีกสองสามคน แถมยังเปิดเพลงคลอไปกับบรรยากาศด้วย



ทันทีที่เข้าไปคนที่อยู่ในร้านก็มองมาที่พวกเรากันเป็นตาเดียว



“พี่เชค พี่เวย์ หวัดดีครับ” ปิ๊กไหว้ผมก็ไหว้ตาม ส่วนอีกคนที่อยู่ด้านในสุดเหมือนเพื่อนผมก็ไม่ได้รู้จักแต่ก็ไหว้ทักทายพอเป็นพิธี



“เออๆ ไหว้พระเถอะมึง” คนนี้น่าจะเป็นพี่เชค เพราะอีกคนคือพี่เวย์ที่ผมเคยเจอมาแล้ว



“พระเหี้ยไร ศาสนาเขาเสื่อมเสียหมด” เป็นพี่เวย์



“ผมก็พระนะพี่” ปิ๊กว่า



“อะ มึงว่ามา กูยกเข็มรอเลย” พี่เชคละจากการสักจ้องมาที่เพื่อนตัวสูงของผม



“พระปิ๊กคะเนตร~”



“มาให้กูสักหรือมาให้กูถีบให้ทาย”



“โห พี่เชค เอ้อพี่ๆ นี่...” และในที่สุดปิ๊กก็หันมาจะแนะนำผม



“น้องเจิน” <<< พี่เชค

“น้องเจิน” <<< พี่เวย์



พวกพี่ๆ เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนรู้จักกันมาแต่ปางก่อน พี่เวย์นี่พอเข้าใจก็ว่าเจอกันแล้ว แต่พี่เชคนี่ผมยังไม่เคยเห็นหน้าเลย



“อ่าว รู้จักกันแล้วหรอกหรอ”



“แหม มึงดูพี่รัณย์มึงก่อน หน้ามันฟ้องไปถึงศาลแล้ว เขาโทรมากริ๊งเดียวแหกขี้ตาขับรถเอาหนังสือไปให้เขาแต่เช้า ปกติมากมั้งควาย” พี่เชคว่า แต่ผมว่าตอนนั้นมันตั้งเก้าโมงแล้วนะ ไม่เช้าแล้ว!



“มึงตื่นเช้าขนาดนั้นเลยหรอไอเชค”



“เปล่า กูเพิ่งกลับ”



“โอ้โหเพื่อนกู ก็ว่าอยู่”



“เอ้อ น้องเจิน ขึ้นไปตามไอรัณย์ลงมาหน่อยสิบอกมันว่าพี่ให้ตาม ส่วนมึงปิ๊กคะเนตรมึงมานี่กูมีไรให้ทำ”



ปิ๊กทำท่าว่ามันจะไปแทนผมแต่โดนพี่เชคขัด ผมก็มองขึ้นไปด้านบ้านอย่างงงๆ พี่เชคเลยพูดต่อ “ขึ้นไปห้องริมในสุดนะ อย่าเข้าผิดห้องล่ะเดี๋ยวตกอกตกใจ”



“ใช่น้องเจิน ถ้าผิดไปห้องไอพี่เชคเข้าจะเจอของลงของเล่นเยอะหน่อยนะ มัน—”



“ไอ้เหี้ยย เดี๋ยวน้องมองกูไม่ดี เกิดกลัวกูขึ้นมาทำไง”



“แหม อยู่กับไอรัณย์ได้ มีหรออย่างมึงจะกลัว”



ผมค่อยๆ ย่องขึ้นไป ไม่ได้มัวแต่สนใจบทสนทนาไร้สาระของพวกช่างสักทั้งหลาย สองเท้าย่ำเดินขึ้นบันได้ไปอย่างช้าๆ อืม ห้องในสุด ก็น่าจะห้องนี้ ผมเคาะประตูแล้วเรียกพี่เขา แต่เหมือนจะไม่มีเสียงตอบรับอะไรมาเลย เลยถือวิสาสะเปิดเข้าไปดู



“ไม่เห็นมีใครอยู่แฮะ”



ห้องของพี่ศรัณย์ดูจะเรียบร้อยกว่าที่ผมคิดเยอะ ไม่สิ เนี๊ยบมากทีเดียว ของถูกจัดเป็นสัดส่วน แต่เข้ามาแล้วรู้สึกตาบอดสี มีแต่ขาวดำเทา ดีนะมีผ้าปูเตียงสีน้ำเงิน ไม่งั้นผมต้องรีบไปเช็คสายตาละ



ผมถือวิสาสะอีกครั้งหยิบรูปทีโต๊ะทางหัวเตียงขึ้นมาดู เป็นรูปของพี่ศรัณย์ตัวน้อย มองยังไงพี่ศรัณย์ก็คนกลาง หน้าดุแต่เด็ก ทว่าจริงๆ เขาเป็นคนใจดีนะ จากที่เคยเจอเขามา



เสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้นทำให้ผมรีบหันขวับไปมองยังต้นเสียง เป็นร่างสูงของพี่ศรัณย์ที่เปลือยท่อนบนและส่วนเอวถูกพันรอบผ้าขนหนูสีน้ำเงินเข้มไว้อย่างหมิ่นเหม่ เรือนกายที่พรมไปด้วยหยดน้ำมีลวดลายของรอยสักอยู่ประปราย ดูน้อยกว่าที่ผมคิดไว้ ตอนแรกคิดว่าภายในร่มผ้าต้องมีแต่รอยสักจนไม่มีพื้นที่ว่างแน่เลย ทว่ากลับไม่ใช่ ผมไล่สายตาจากข้างบนลงมา นอกจากรอยสักลายใหญ่ตรงอกซ้ายและข้างเอวแล้วดูจะไม่มีอีก นอกจาก...รอยสักสุดท้ายบริเวณเชิงกรานซึ่งจมหายลงไปในผ้าขนหนูที่พันเอวสอบไว้



ผมพยายามมอง มันคือลายอะไรอะ มองไม่ออก



“ใครอนุญาตให้ขึ้นมา” เป็นเจ้าของห้องที่กดน้ำเสียงต่ำ



“พี่เชค...ครับ”



ตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้กลิ่นอายของพี่เขาก็ชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งมีเจ้าตัวยืนอยู่ตรงหน้าด้วยแล้ว ปกติไม่ค่อยจะรู้สึกแบบนี้เท่าไหร่นัก แต่ผมแอบรู้สึกกดดันและประหม่านิดหน่อย ตาคมมองมาที่ผมอย่างพิจารณา เขาคงไม่พอใจล่ะมั้งที่มีคนนอกเข้ามาพื้นที่ส่วนตัวแบบนี้ เป็นผมเองก็เหมือนกัน เอาจริง ถ้าเป็นผมคงด่าอีกฝ่ายไปแล้ว



“อย่าไปเข้าห้องคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้อีก”



นัยน์ตาสีดำลึกราวกับหุบเหวไล่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า



“ถ้าทำให้พี่ไม่พอใจ ผมก็ขอโทษด้วยแล้วกัน ไม่ได้อยากขึ้นมานักหรอก”



ผมหัวเสียนะที่ขึ้นมาแล้วเจออีกฝ่ายพูดแบบนี้ใส่ ถ้าไม่โดนใช้ให้ขึ้นมาแบบงงๆ คนอย่างผมก็ไม่มีวันคิดจะขึ้นมาหรอก



ว่าขอโทษอย่างไม่เต็มใจก่อนจะเดินไปเปิดประตู ทว่าเสียงทุ้มต่ำด้านหลังก็ดังขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย



“ไม่ใช่ไม่พอใจ”



...



“แต่เป็นห่วง”











ผมเดินลงมายังชั้นล่างที่เป็นโซนของร้านสัก แล้วเนื่องจากไม่รู้จะเอาตัวเองไปไว้ตรงไหนจึงเลือกไปนั่งอยู่ข้างๆ เตียงสักซึ่งมีเพื่อนตัวสูงของผมนั่งอยู่ มันถามผมว่าขึ้นไปเป็นยังไงบ้าง แต่ผมบอกไปว่าก็แค่ไปบอกพี่ศรัณย์เฉยๆ แล้วก็ลงมา มันก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรอีก



ปิ๊กถอดเสื้อยืดสีดำออกโยนมาฝากผมไว้ แล้วลุกออกจากเตียงไปหาพี่เชค ดูเหมือนกำลังเทียบไซส์และหาตำแหน่งที่จะสักกันอยู่ ผมที่ไม่รู้ว่าจะเอาสายตาไปวางไหนก็เลยจดจ้องไปที่สองคนนั้นอย่างเดียว



“มึงว่าตรงนี้ดีปะ” ปิ๊กหันมาถามพร้อมกับเอากระดาษเอสี่ที่มีลายมาเทียบบนผิวบริเวณหน้าอกซ้าย บนกระดาษแผ่นนั้นเป็นรูปเพชรเม็ดเท่าหัวใจถูกพันธนาการโดนลวดหนามแหลมคม ...เท่ดี



“อื้อ ก็ดี”



ผมว่ากลับไป ในขณะเดียวกันสายตาก็ปรายไปมองเจ้าของเรือนร่างสูงที่กำลังเดินลงบันได้มา เจ้าตัวใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงวอล์มสบายๆ



“ไอเชค มีเหี้ยไรถึงกลับต้องให้เด็กไปตามกูยันห้องห้ะ”



“มีใจเป็นห่วงเธอได้ปะ”



“เสือก”



“เลี้ยงเหล้ากูเลย”



“เออ งานเสร็จพรุ่งนี้ว่ากัน” พี่ศรัณย์ปรายตามองมาทางผมเพียงครู่เดียวก็เดินไปนั่งที่โต๊ะคอม “แล้วปรินต์ลายไอปิ๊กยัง”



“เรียบร้อย กำลังจะลอกลาย”



ปิ๊กกลับมานั่งบนเตียงอีกครั้งพร้อมกับพี่เชคที่มามานั่งข้างๆ เตียงซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามกับผม หลังจากทำความสะอาดผิวเสร็จกระดาษลอกลายถูกนำมาแปะสักพักก็ดึงออกเผยให้เห็นลายที่จะลงสีหมึกชัดเจน จากนั้นพี่เชคก็ไล่ให้ปิ๊กไปส่องกระจกดูอีกครั้ง



สักพักมือถือของปิ๊กที่วางอยู่ปลายเตียงก็ดังขึ้น ผมชะเง้อหน้าไปดู หน้าจอแสดงชื่อ ‘ปลาวาฬ’ ทำให้ผมต้องกลอกตามองบน ผมเรียกให้ปิ๊กที่อยู่หน้าจกรู้มันเลยบอกให้ผมรับแทน



เมื่อก่อนปลาวาฬของโทรมาปรึกษาเรื่องงานกับผม แต่พอไม่ลงรอยกันหนักเข้า พอมีงานกลุ่มเลยมีปิ๊กเป็นคนกลาง จากนั้นปิ๊กเลยรับหน้าที่คุยกับปลาวาฬแทน



“ฮัลโหล”



(อะ..อ่าว ปิ๊กไม่อยู่หรอ)



“ไม่ว่าง”



(งั้นเดี๋ยวโทรไปใหม่ก็ได้) ว่าแค่นั้นอีกฝ่ายก็ตัดสายทันที



ปิ๊กเดินกลับมาถามว่าปลาวาฬว่าไง ผมก็บอกไปตามตรงว่าเดี๋ยวมันโทรหามึงใหม่ มันไม่อยากคุยกับกู ปิ๊กก็หัวเราะออกมา



“เจินครับกูจะสักแล้วนะขอกำลังใจหน่อย”



“กำลังใจอะไรวะ อย่ามาทำใจเสาะ มึงจะมาสักเอง”



“ขอมือหน่อย” ปิ๊กนอนเอนลงกับเตียงหนังสีดำก่อนจะเอามือยื่นมาข้างหน้าผม “น้องเจินอย่าใจร้ายกับปิ๊กเลย”



ไอปิ๊กก็เป็นแบบนี้ตลอด บทจะอ้อนหรือกวนตีนก็จะเรียกผมน้องเจินแล้วแทนตัวเองด้วยชื่อ ส่วนใหญ่จะใช้มุกนี้ตอนขอลอกการบ้าน แล้วก็ติวสอบ แล้วผมก็แพ้มุกนี้มันเสมอ ก็มีเพื่อนอยู่คนเดียวนี่นะ



ผมยื่นมือไปจับมือใหญ่ “อะ พอใจยังคุณปกรณ์”



“กลัวเจ็บขนาดนี้ให้กูเปลี่ยนเป็นช่างเวย์ให้เอามั้ย” เป็นเสียงทุ้มของพี่ศรัณย์ที่พูดขึ้นขณะเดินผ่านเตียงสักไปหยิบของในตู้



“ม่ายยยยย ไม่เอาพี่ พี่เชคดีแล้วว พี่เวย์เขาไม่ค่อยว่าง” ปิ๊กร้องอดครวญจนผมหลุดขำออกมาเล็กน้อย



“ทำไมเหรอ พี่เวย์เขาสักเจ็บอ่อ” ผมถามปิ๊ก



“เปล่าหรอก แต่ถ้าเป็นไอปิ๊กจะเจ็บพิเศษ ปิ๊กมันทำวีรกรรมไว้” พี่เชคเข้ามานั่งเตรียมเครื่องมือเป็นฝ่ายตอบแทนเจ้าตัว



“วีรกรรมอะไรหรอครับ”



“ก็...”



“พี่เชค! ผมฟ้องน้องฝ้ายนะว่าพี่จะฟันแล้วทิ้งอะ”



“เออๆ ไม่พูด”



เดี๋ยวนี้หัดมีลับลมคมในนะเพื่อนสนิทผม แต่อย่างว่าแหละ ถ้าเป็นเรื่องน่าอายใครเขาจะอยากให้เล่าจะจริงมั้ย



เข็มนาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มครึ่ง ลายที่ปิ๊กสักก็เพิ่งมาได้แค่ครึ่งเดียว ท้องผมก็เหมือนเริ่มจะเรียกหาอาหารซะแล้ว ปกติพอกลับจากเรียนพิเศษก็ได้กินเลย อีกทั้งเมื่อเย็นก่อนเรียนก็ไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเสียด้วย



“มึงหิวหรอ กูยังไม่เสร็จเลยอะ”



“นิดหน่อย เดี๋ยวค่อยกลับไปกินที่ห้อง”



“ไอรัณย์! น้องเจินหิวข้าว พาน้องไปเซเว่นดิ” พี่เชคที่กำลังลงหมึกบนตัวปิ๊กพูดขึ้นเสียงดัง คนถูกเอ่ยถึงกำลังทำงานอยู่หน้าคอมละสายตาแล้วมองมาที่ผม



แล้วทำไมต้องตะโกนวะพี่เชค!



“เดี๋ยวผมไปเองก็ได้ครับ” ผมเอ่ยอย่างเกรงใจเพิ่งรู้ว่าแถวนี้มีเซเว่น ทำไมไม่บอกแต่แรกจะได้เดินไปตั้งนานแล้ว ไม่ต้องมานั่งทนหิวจนจะปวดท้องแบบนี้หรอก



ผมลุกขึ้นเตรียมจะเดินไป ไม่ลืมถามว่าปิ๊กอยากกินอะไรรึเปล่า มันบอกม่เอา ผมเลยสาวเท้าจะเดินออกแต่คนตัวสูงก็รีบลุกจากโต๊ะคอมแล้วขายาวๆ ก็รีบขึ้นบันไดไป “เดี๋ยวพี่ไปเอาของก่อน อย่าเพิ่งไป”



ผมเปิดประตูออกไปยืนรอหน้าร้าน ตึกส่วนใหญ่ปิดไฟเงียบคงจะเข้านอนกันหมดแล้ว รอไม่นานนักพี่ศรัณย์ก็ออกมา



พี่เขาพาผมเดินลัดมาซอยข้างๆ ก็เห็นว่ามุมเลี้ยวด้านหน้ามีเซเว่นอยู่ เสาไฟข้างถนนทำงานของมันได้ดี แต่ที่ทำให้ผมไม่ชอบใจคือตึกข้างทางมีผู้ชายสามสี่คนท่าทางเหมือนขี้เมานั่งกินเหล้าโวยวายเสียงดังกันอยู่



ชายขี้เมาหันมามองที่ผม ก็คงไม่แปลกเพราะชุดนักเรียนคงจะไม่ค่อยเหมาะที่จะเดินอยู่แถวนี้ พลันคนตัวสูงที่เดินมากับผมก็จับตัวผมให้ออกมาเดินด้านนอก เหมือนใช้ตัวเขากันสายตาพวกนั้นให้ผมไม่มีผิด ผมขอบคุณเขาในใจแต่ไม่พูดออกไป



มาถึงเซเว่นผมก็เข้าไปเดินเลือกขนมปังชิ้นหนึ่งกับนมอีกกล่อง แค่นี้ก็เพียงแล้วสำหรับผม ส่วนพี่ศรัณย์ก็ยืนรออยู่ด้านหน้า ผมรู้สึกผิดนิดหน่อยเหมือนเป็นภาระให้เขา



“พี่ไม่มีคิวสักเหรอ” หลังจากคิดเงินเสร็จแล้วออกมาผมจึงถาม “ปกติคิวพี่แน่นตลอดเลยนี่”



“ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยรับงาน สามเดือนที่แล้วรับคิวเยอะเลยเบาๆ ลงหน่อย”



ผมพยักหน้า ดูเป็นอาชีพที่สบายดีนะ เลือกได้อีกว่าจะรับงานหรือไม่ แต่คงเพราะเขามีชื่อเสียงระดับหนึ่งด้วยรึเปล่า เลยทำแบบนี้ได้



“งี้ถ้าผมจะจองคิวพี่ให้สักให้ผมพี่จะรับปะ”



“จะสักอีกหรอ ที่สักไปยังไม่ทันหายดีเลย”



“ก็ เพิ่งจะตกสะเก็ด แต่อยากลองสักแบบสี เห็นในไอจีร้านพี่แล้วคิดว่าสวยดี” ตอนที่นั่งรอปิ๊กอยู่ในร้านไม่มีไรทำผมเลยเปิดไอจีร้านเขาดูเล่น ร้านก็ลงรูปลายสักต่างๆ เอาไว้ ทั้งแนวแบบน่ากลัวๆ แนวจีนก็มี แต่ที่สะดุดตาผมสุดก็แนวมินิมอลที่ลงหมึกสีนี่แหละ เห็นบางคนสักรูปต้นไม้ พระอาทิตย์ ภูเขา ไม่ก็พวกรูปการ์ตูนด้วย



“อืม ถ้าลงสีก็น่าจะเข้ากับเรานะ”



“เหรอครับ ทำไมอะ”



“น่ารักดี”



“...”



“แต่ว่าคนที่ถนัดลายแนวมินิมอลจะเป็นช่างเชคนะ ไม่ลอง—”



“แล้วเป็นช่างศรัณย์ไม่ได้เหรอครับ” ผมทอดสายตามองไปหลังจาดพวกเราเดินทะลุซอยมาแล้ว ก็เห็นไฟในร้านที่สว่างจ้า “ผมอยากให้พี่เป็นคนสักให้”



ไม่มีอะไรมากเลย ผมใว้ใจพี่ศรัณย์ เพราะเคยสักให้ผมรอบหนึ่งแล้ว เขาน่าจะรู้ใจผมมากกว่า แล้วลายครั้งนี้ผมก็จะให้เขาเป็นคนออกแบบให้ด้วย เหมือนที่ปิ๊กให้พี่เชคออกแบบให้



“โอเค ถ้าจะสักเมื่อไหร่ก็มานัดพี่ไว้ก่อนแล้วกัน” เจ้าของกายสูงคลี่ยิ้ม ก่อนจะเดินผลักประตูให้ผมเข้าไปก่อน



เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว ผมยกนาฬิกาขึ้นมาดู หลังจากปิ๊กเพิ่งปลุกผมที่เผลอหลับแล้วหน้าฟุบลงกับเตียงหนังสีดำ ปิ๊กเดินไปจ่ายเงินและลาพี่ๆ ของมัน แต่ผมยืนรอหน้าตางัวเงียเพราะเพิ่งตื่นและเหมือนนอนไม่พออีก เลยไม่ได้ไปลาพวกเขา



ปิ๊กขึ้นไปนั่งบนตำแหน่งคนขับก่อนจะหันมาจับผมใส่หมวกกันน็อกแล้วบอกให้ขึ้นรถแล้วเกาะดีๆ แหงสิ เกาะไม่ดีก็ตกชัวร์



“ปิ๊ก เจินจะสักอีกลายนะ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ปิ๊กชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะขานรับเหมือนเอออตาม จากนั้นรถก็พุ่งทะยานไปบนท้องถนนยามเที่ยงคืนอย่างรวดเร็ว












“เอาพี่ศรัณย์เหอะไอเจิน เชื่อกู”



“ไม่เอา มันยุ่งยาก”



“ช่วงนี้เขาว่างบ่อย แล้วก็นะ ถ้าได้คนมีชื่อเสียงก็ทำให้งานเราเด่นกว่าของคนอื่นได้นะเว้ย เผลอๆ ได้คะแนนพิเศษขึ้นมาอะ”



สองมือของผมเลอะสีดำของดินสำหรับปลูกต้นไม้ เหงื่อที่ผุดซึมค่อยๆ ไหลลงตามกรอบหน้า กระถางสีดำขนาดกลางเล็กกลางใหญ่ถูกผมยกย้ายไปข้างๆ กระถางของปิ๊ก



ผมมองปิ๊กทำแล้วทำตาม หยอดเมล็ดลงไปห้าเมล็ด เอาดินกลบแค่บางๆ ผมไม่สันทัดการทำงานแนวนี้สักเท่าไหร่ ต่างจากเพื่อนผมที่ชำนาญอะไรพวกนี้มาก ผมยังหวั่นใจอยู่เลยว่าจะปลูกมันรอดมั้ย



ทานตะวันต้นนี้เนี่ย



ขณะผมล้างมืออยู่ข้างโรงเพาะปลูกของโรงเรียน ปิ๊กที่ล้างเสร็จแล้วก็กดมือถือโทรหาใครสักคน พอมันเอ่ยชื่อปุ๊บผมก็ไม่ต้องสงสัยอีกเลย



“ฮัลโหล พี่ศรัณย์ เจินมีเรื่องจะคุยด้วยอะพี่ พี่ว่างเปล่า”



ไม่กี่วิปิ๊กเอามือถือมาแนบกับหูผม เพราะมือเปียกอยู่เลยถือเองไม่ได้ จะด่ามันที่โทรไปโดยไม่ปรึกษาก็ไม่ทันจะซะแล้ว ถ้าด่าตอนนี้เสียงคงกรอกเข้าโทรศัพท์ไปเต็มๆ



“ครับ พี่ศรัณย์ คือ..”



(เรื่องสักใช่มั้ย เราเข้ามาพรุ่งนี้สักสี่ทุ่มก็ได้) เสียงทุ้มต่ำของปลายสายกรอกเข้ามา ทำให้ใจผมมันสั่นแปลกๆ ยังไงไม่รู้ คือผมต้องขอความช่วยเหลือจากเขาหรอ ซึ่งมันไม่ค่อยเกิดขึ้นกับผมเท่าไหร่นักไอการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเนี่ย



“ไม่ใช่ครับ คือครูที่โรงเรียนให้ทำสัมภาษณ์และติดตามชีวิตของคนที่ทำอาชีพต่างๆ อะครับ ปิ๊กกับผมได้คู่กัน มันเลยเสนออยากให้สัมพี่ แต่ไม่รู้พี่จะสะดวกรึเปล่า เลยขอมาถามก่อน”



“อืม...” เขาเว้นระยะไปครู่หนึ่ง “ได้นะ วันไหนล่ะ”



“เดี๋ยวผมให้ปิ๊กแจ้งพี่ไปอีกทีก็ได้ครับ”



พอเราตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็วางสายไป ผมก็ฟาดมือลงกับแขนไอปิ๊กแรงๆ ไปทีหนึ่ง มาโยนให้ผมเป็นคนคุยทั้งที่ตัวเองสนิทกับพี่เขามากกว่าผมอีก



“เห็นมะ กูบอกแล้วว่าได้ ถ้าเป็นมึงอะได้เสมอ” มันยิ้มร่า “แต่เมื่อกี้กูเจ็บน้าเจิน ต้องเอาคืนแล้วมั้ง”



“เป็นนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียน แค่นี้ไม่เจ็บหรอก มึงมันสำออย”









CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

บทที่ 5







วันนี้ผมกับปิ๊กมาที่ร้านสักอีกรอบเพื่อถ่ายคลิปชีวิตการทำงานของพี่ศรัณย์ ปิ๊กไม่ได้เอามอเตอร์ไซค์คันโปรดของมันมา แต่พวกเราเอารถยนต์ผมมาแทน แดดตอนเที่ยงวันร้อนขนาดนี้ใครจะไปทนนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ให้เกรียม



ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะมาถึง ต้องจอดรถเลยไปอีกตึกหนึ่งเพราะว่าหน้าร้านมีมอเตอร์ไซค์ที่คล้ายๆ กับของปิ๊กจอดไว้สามคัน



พอรถจอดนิ่งปิ๊กก็เอื้อมไปหยิบกระเป๋ากล้องด้านหลัง ส่วนผมก็ดับเครื่องยนต์แล้วเดินมาเปิดประตูหลังหยิบถุงกระดาษถุงใหญ่พอสมควรซึ่งข้างในมีขนมร้านดังอยู่ แวะซื้อก่อนมาถึงเพราะมาใช้สถานที่ร้านเขาก็ควรมีของติดไม้ติดมือมาบ้างตามมารยาท



ปิ๊กผลักประตูกระจกของร้านเข้าไปมันก็ชะงักทำให้ผมเกือบชนเข้ากับหลังมัน ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเลยเอนหัวชะเง้อไปดูว่าด้านในมันมีอะไรรึเปล่า



“โหพี่ เอาจริงดิ” ปิ๊กว่าก่อนจะค่อยๆ ก้าวเข้าไปในร้านโดยที่ผมก็เดินตามไปด้วย พวกเราไหว้ทักทายช่างที่อยู่ในร้านทุกคนรวมถึงพี่ศรัณย์ แต่ทำไมพอถึงพี่ศรัณย์แล้ว ผมไหว้เขาแล้วรู้สึกเขินๆ ไม่ชินไงไม่รู้แฮะ



“อะไร ก็ปกติว่ะ ธรรมดามากบอกเลย” เป็นพี่เชคที่พูดขึ้น ผมไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่แต่จากที่เห็น...



“จะไปเดินรันเวย์กันเหรอพี่ ผมแค่มาถ่ายคลิปโว้ย”



“เออกูอะบอกแม่งเชคแล้วว่าไม่ต้องแต่งไรมาก กูเลยใส่เสื้อผ้าสบายๆ พอว่ะ” พี่เวย์ว่า แต่พี่อะไม่เยอะกว่าชาวบ้านเขาเลยเหรอ เสื้อหนังสีดำ กางเกงยีนส์ เซ็ตผมขึ้นอีก ต่างหูบวกกบสร้อยข้อมือ แถมนาฬิกาประโคมเข้าไป “แหมก็นะมึง นานๆ ทีจะมีกล้องเข้าร้านเราบ้าง ไอรัณย์ดิไม่ยอมให้ใครมาถ่ายเลย”



“ทำไมมึงอยากในร้านวุ่นวายกันหรอไง” เจ้าของดวงตาคมพูดขึ้น ก่อนมองมาที่ผมซึ่งถือถุงขนมอยู่



“รบกวนด้วยนะครับ นี่ขนมครับ ร้านนี้เจ้าดังเลย อาม่าผมชอบกินมาก” ผมยื่นถุงขนมไป พี่เชคก็ดันๆ ให้พี่ศรัณย์ออกหน้ามารับ



“เนี่ยนานๆ ทีที่ร้านจะมีคนมาถ่ายนู่นนี่บ้าง มีคนติดต่อมาหลายคนเลยนะน้องเจิน แต่ไอรัณย์มันไม่ให้ถ่าย น้องเจินคนแรกเลย ก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันนนน” พอพี่ศรัณย์รับถุงขนมไปจากมือผม พี่เชคกับพี่เวย์ก็รีบชะเง้อมาดู



“เพื่อการศึกษาของเด็กเว้ย” พี่ศรัณย์ว่าก่อนจะหันมาถามผม “พี่ต้องทำไรบ้าง”



“ก็ทำงานแบบที่พี่ทำปกติเลยครับ เดี๋ยวปิ๊กจะตามถ่ายเอง”



“โอเค แต่ตอนนี้ไม่มีไรนะ รอลูกค้าที่นัดไว้”



“เดี๋ยวผมไปถ่ายด้านนอก แล้วเข้ามาถ่ายว่าในร้านมีอะไรบ้างจากนั้นพี่ก็เป็นคนแนะนำร้าน”



พอโอเคแล้ว ผมกับปิ๊กเลยออกมาหน้าร้านที่แดดร้อนๆ เพื่อถ่ายเปิดคลิปวิดีโอ ปิ๊กมันเสนอให้ทำแนวยูทูเบอร์มา Vlog ผมก็คิดว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลว เวลานำเสนอหน้าห้องะได้ดูไม่หน้าเบื่อ



“สวัสดีครับ ตอนนี้พวกเรามาอยู่กันที่ร้าน PILL NO.6 Tattoo studio เป็นร้านสักชื่อดังในย่านนี้ และช่างสักที่ประจำอยู่ที่นี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเขาคนนี้มีชื่อเสียงในวงการสักทั้งในและต่างประเทศ....”



ผมฉีกยิ้มให้กล้องและพูดด้วยน้ำเสียงน่าตื่นเต้นอย่างที่เตรียมมาตั้งแต่เมื่อคืน เป็นการพูที่ใช้พลังงานเยอะจริงๆ “เราเข้าไปดูในร้านกันเลยดีกว่า”



“เห้อ” ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะการดึงพลังงานออกมาใช้ในการพูดให้ดูยิ้มแย้มแจ่มใสมันเหนื่อยจริงๆ แม้จะแค่แป๊บเดียวก็เถอะ



พอเข้าไปถ่ายในร้าน เป็นผมที่คอยถามนู่นนี่จากสคลิปที่เตรียมมา แล้วพี่ศรัณย์ก็มีหน้าที่ตอบและอธิบายเพิ่มเติม ไล่ตั้งแต่แนะนำตัวพี่เขา การตกแต่งสไตล์ของร้าน ไปจนถึงสีหมึกที่ร้านเลือกใช้ รวมถึงผลงานในถ่ายใส่กรอบแปะตามผนัง



พอลูกค้ามาก็เหมือนวิดีโอจะเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เพราะได้เห็นพี่เขาทำงานแบบจริงๆ ทั้งตอนที่เทียบลาย ตอนลอกลาย การเลือกกระดาษ และตอนลงมือสัก



เจ้าของกายหนาที่สองแขนเต็มไปด้วยรอยสักก้มหน้าตั้งใจลงเข็มให้บนช่วงเอวของสาวหุ่นเพรียว ผมชอบเขานะ ดูมืออาชีพดี ไม่มีการล่วงเกินอย่างที่คนอื่นชอบคิดว่าช่างสักจะเป็น



มือเรียวใหญ่ตอนนี้สวมถุงมือสีดำอย่างเคย เสียงเครื่องสักทำงานไม่หยุดมาเกือบสิบนาทีได้แล้ว ผมที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาก็จดจ้องไปตามเข็มที่ลงหมึกลากตามเส้น นัยน์ตาที่ดูลึกเหมือนหุบเหวคู่นั้นเปล่งประกายขณะกำลังจับเครื่องมือ



ดูมีชีวิตชีวาแบบที่ผมไม่สามารถเป็นได้



และความมีชีวิตชีวานั้น... ผมก็เผลอมองมันอย่างไม่ละสายตา



ภารกิจของวันเสร็จสิ้นเมื่อเข็มนาฬิกาบ่งบอกเวลาหกโมงเย็น ด้านนอกยังสว่างอยู่ ทว่าแดดจ้าเมื่อตอนเที่ยงจางหายไปแล้ว ผมกับปิ๊กแวะกินข้าวเย็นก่อนจะกลับไปที่คอนโดผมเพราะมันเอารถไปจอดไว้ที่นั่น



ช่วงนี้ชีวิตผมดูมีคุณช่างสักเข้ามาอยู่ไม่ห่างเลย แต่หลายครั้งมันก็ความจำเป็นแหละ ก็แปลกดี ทั้งที่คนแบบผมดูไม่เข้ากับวงการที่เขาอยู่เลย ทว่าเราก็เจอกันบ่อยๆ และการเจอเขาบ่อยๆ เหมือนจะทำให้ชีวิตผมไม่ได้จำเจอยู่แบบที่หลายปีผ่านมานี้เป็น














“แล้วขึ้นไปได้อ่อไม่รอให้เจินลงมารับ”



“ได้ดิพี่ ผมมีคีย์การ์ดห้องมัน”



ร่างสูงของศรัณย์ถอดหมวกกันน็อกก่อนจะหิ้วมันเดินไปกับพร้อมกับปิ๊ก สองคนนี้คงจะสนิทกันมาก ไม่งั้นเด็กที่ดูไม่ค่อยไว้ใจใครแบบเจินคงไม่ให้คีย์การ์ดกับปิ๊ก



เป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม พระอาทิตย์เริ่มจะลับขอบฟ้า ศรัณย์ต้องมาอัดคลิปสัมภาษณ์ที่คอนโดเจิน เนื่องจากเขาไม่อยากรบกวนลูกค้าที่ร้าน และลูกค้าที่ร้านก็อาจจะรบกวนกล้องด้วย เมื่อคราวก่อนที่ไปถ่ายทำกันได้ก็เพราะเป็นวันที่พวกช่างรับลูกค้าน้อยพอดี



ประตูลิฟต์เลื่อนเปิดออก ทั้งคู่ก้าวขายาวมุ่งตรงไปที่ห้องเกือบริมสุดของชั้น คีย์การ์ดถูกแตะและเปิดเข้าไปอย่างเป็นธรรมชาติ



“เอ้ยพี่ เจินมันฝากซื้อของอะผมลืม เดี๋ยวผมลงไปเซเว่นข้างล่างแป๊บนึง พี่เข้าไปก่อนเลย” พูดจบ กระเป๋ากล้องก็ถูกยัดใส่มืออีกข้างของศรัณย์ เขาไม่ได้ว่าอะไร พอร่างของปิ๊กหายวับไปก็เดินเข้ามาในห้อง



ภายในห้องดูสะอาดสะอ้าน ข้าวของวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ กายสูงเดินเอากระเป๋ากล้องกับหมวกกันน็อกไว้ที่โต๊ะหน้าทีวี ก่อนจะมองหาเจ้าของห้อง สายตาก็ไปสะดุดอยู่ที่กระจกใสที่มองออกไปเป็นระบียง



เด็กหนุ่มเจ้าของห้องยืนเท้าแขนอยู่ที่นั่น เจินอยู่ในชุดเสื้อยืดสีอ่อนกับกางเกงขาสั้นใส่สบาย ศรัณย์ตัดสินใจเดินไปเลื่อนเปิดประตูกระจกเพื่อจะเรียกอีกคนที่เหมือนจะไม่รู้ตัวว่าเขามาถึงแล้ว แต่คงเพราะศรัณย์กับปิ๊กมาก่อนเวลาครึ่งชั่วโมงด้วยแหละมั้ง



“อ่าว มากันแล—” ร่างบางที่ยืนหันหลังเอ่ยพลางหันมาทางเขา



ประโยคก่อนหน้าขาดตอนเมื่อเจินเห็นว่าคนตรงหน้าคือศรัณย์ สีหน้าร่างเล็กตกใจอย่างเก็บไม่มิด คงคิดว่าเขาเป็นปิ๊ก



แต่ศรัณย์ก็ต้องประหลาดใจไม่แพ้กัน



ที่ในมือเล็กนั่นคีบบุหรี่อยู่



เจินท่าทางทำตัวไม่ถูก เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เลือกเก็บเอาไว้ เขาเลยตัดสินใจเป็นคนทำลายความอึดอัดตรงหน้า



“สูบบุหรี่ด้วยเหรอเรา” ศรัณย์ว่า ก่อนจะเดินออกไปเอาแขนพิงราวระเบียง ดวงตาเหม่อมองออกไปข้างหน้า ไม่อยากมองไปยังคนตัวเล็กข้างๆ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากเขามาเห็นอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่นัก



เขาแปลกใจก็จริง เพราะเจินดูเป็นเด็กเรียน เรียบร้อย แล้วหน้าตาก็ดู... น่ารัก ถ้าไม่เห็นกับตา เขาก็ไม่นึกว่าบุหรี่กับคนตัวเล็กจะอยู่ด้วยกันได้ อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้อคติกับเรื่องบุหรี่ แล้วไม่อยากให้เจินคิดว่าเขามองว่าอีกฝ่ายไม่ดี



“พี่คงคิดว่า ไม่น่าเลย หรือ ที่แท้ก็เป็นเด็กแบบนี้เองหรอ อย่างงี้ใช่ไหม” น้ำเสียงกังวลอย่างเห็นได้ชัด



“บุหรี่ไม่ได้ตัดสินว่าใครดีใครเลวสักหน่อย ไม่คิดแบบนั้นเหรอ”



“สายตาพี่มันบอก”



ร่างสูงขยับหันมาทางคนตัวเล็กที่กำลังจ้องเขาไม่วางตา “สายตาพี่บอกแบบนั้นหรอครับ”



“แล้วเราล่ะ เห็นรอยสักพี่แล้วคิดบ้างรึเปล่าว่าพี่อาจเป็นคนไม่ดีก็ได้”



ความเงียบทอดตัวลงมาปกคลุม ศรัณย์กลับไปมองวิวนอกระเบียงเช่นเดิม ก่อนที่เจินจะกลับไปยืนในจุดเดิมเหมือนก่อนที่ร่างสูงจะมา



เถ้าสีเทาที่ปลายถูกทำให้ร่วงไปกองอยู่ในที่ของมัน blueriver menthol ถูกเลื่อนขึ้นมาจรดริมฝีปากบาง ไฟสีแดงที่ปลายวาบขึ้นและดับลง กลุ่มควันถูกพ่นออกมาลอยหายไปกับสายลมเอื่อยยามฟ้ามืด



“เอามั้ยครับ” เจินว่า ก่อนจะยื่นบุหรี่มวนนั้นให้กับคนตัวสูงที่ยืนข้างๆ



อีกฝ่ายหันมามอง นิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนจะตัดสินใจรับมันมาสูบ



“อ่า สายเย็นเหรอเรา”



“ครับ?” เจินเลิกคิ้วขึ้น



“ก็สูบสายเย็นไง แบบ ไม่ใช่พวก Marlboro red หรือ l&m filter อันนั้นสายร้อน” พูดไปมือก็ส่งมวนบุหรี่คืนให้ร่างเล็ก



“อ๋อ”



ช่างสักคนนี้เป็นคนที่ไม่เหมือนใครจริงๆ

ต่างจากที่ชีวิตของเจินเจอมาทั้งหมด



...

“แล้วก็... ถึงจะมีรอยสัก แต่ผมไม่ได้คิดว่าพี่ไม่ดีหรอกนะ”



“แล้วเราคิดยังไงกับพี่ล่ะ”



...

“ก็...”



“สองคนนี้จะมายืนตากยุงข้างนอกกันทำไมห้ะ” เสียงปิ๊กดังขึ้นทำให้บทสนทนาหยุดชะงัก สองคนที่ระเบียงหันมาให้ความสนใจกับต้นเสียง “อะไร มาจู๋จี๋กันเหรอ มองผมอย่างกับผมไปแย่งเมียพี่ว่างั้นเหอะ”



“เออ”



เจ้าของเสียงเข้มว่าก่อนจะแทรกตัวเดินเข้าไป เจินบี้ก้นบุหรี่ลงกับที่เขี่ยหินอ่อนก่อนที่จะเข้าไปบ้างแต่โดนปิ๊กเอาแขนมาขวางหน้าไว้ก่อน



“ยังไงๆ”



“ไร”



“กับพี่ศรัณย์เนี่ยยังไง”



“ก็ไม่ยังไง อะไรของมึงเนี่ย”



“เนี่ยพวกมึงมีดูมีพิรุธกันอะ เซนส์กูมันบอก” แขนแกร่งโดนมือเล็กของเพื่อนปัดลงก่อนที่ร่างบางจะเดินเข้าไปอย่างทำทีไม่สนใจถ้อยคำพวกนั้น



“เดี๋ยว แล้วนี่มึงสูบบุหรี่แบบนี้ พี่ศรัณย์ก็เห็นอะนะ มึงไม่ว่าอะไรเหรอวะ”



“พี่ศรัณย์เขาก็เป็นคนสูบบุหรี่เหมือนกัน อีกอย่างก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย”



“บ้า พี่ศรัณย์เขาไม่สูบบุหรี่”



“...”



เจินชะงักก่อนจะถามย้ำว่าเขาฟังไม่ผิดใช่ไหม ก็แล้วเมื่อกี้ ทำไมคนตัวสูงถึงรับบุหรี่ที่เขายื่นให้ไปสูบล่ะ ถ้าไม่สูบก็น่าจะปฏิเสธไปสิ แล้วคนไม่สูบบุหรี่จะรู้เรื่องสายร้อนสายเย็นอะไรนั่นได้ยังไง ขนาดเจินเองยังเพิ่งจะรู้จากเขาด้วยซ้ำ



ถ้าไม่สูบก็น่าจะบอกกัน...



การสัมภาษณ์เริ่มขึ้นอย่างไม่รีรอ พี่ศรัณย์นั่งลงบนโซฟากล้องถูกตั้งไว้ข้างหน้าเขา ส่วนเจินกับปิ๊กนั่งอยู่หลังกล้อง คนตัวเล็กคอยอ่านคำถาม ส่วนคนหน้ากล้องแค่ตอบมันให้ครบก็แค่นั้น



มีคุยเล่นบ้างระหว่างศรัณย์กับปิ๊กในบางคำถามที่เข้าไปสู่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นเจินที่ดึงกลับมาตลอด ถึงแม้ปิ๊กจะบอกว่าตัดออกได้ก็เถอะ แต่เจินกลัวจะเสียเวลาแล้วยืดเยื้อจนมันดึก



คำตอบของคนที่อยู่หน้ากล้องเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเจินพอสมควร ไม่ใช่เพราะงาน อย่างเช่นถามว่าคิดยังไงกับรอยสัก ร่างสูงตอบว่ารอยสักก็คือศิลปะประเภทหนึ่งเท่านั้น พอเจินถามกลับว่าแค่นั้นหรอ ศรัณย์ก็บอกว่า ก็แค่นั้น เพราะศิลปะมีคำอธิบายในตัวของมันอยู่แล้ว จากคำตอบก็เรียกได้ว่าติสท์เข้าขั้น



ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง กล้องก็ถูกปิดเก็บเข้ากระเป๋า ปิ๊กกับศรัณย์ลาเจ้าของห้องก่อนจะกลับ ลิฟต์เคลื่อนตัวลงมาถึงชั้นล่างสุด ขายาวกำลังจะก้าวออกจากลิฟต์ก็นึกขึ้นได้ว่าเขาลืมของสำคัญไว้บนห้องที่เพิ่งจากมา



“ปิ๊ก กูลืมหมวกกันน็อกไว้ข้างบนว่ะ”



“โหพี่ ขี้เกียจขึ้นไปอะ พี่ขึ้นไปคนเดียวได้ปะ เดี๋ยวไปรออยู่โซฟาข้างหน้า” น้ำเสียงเหนื่อยอ่อนว่าก่อนจะล้วงคีย์การ์ดจากกระเป๋ายีนส์ให้ศรัณย์



กายสูงขึ้นลิฟต์ไปอีกรอบ ถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะการรอลิฟต์กว่าจะขึ้นไปถึงห้องเจินก็นานอยู่ เพราะอยู่ตั้งชั้นยี่สิบห้า



พอมาถึงก็ถือวิสาสะเปิดเข้าไปทันที พอสาวเท้าเข้าไปในห้องก็รู้ว่าเจ้าของห้องไม่อยู่แล้ว เสียงน้ำกระทบพื้นดังก้องออกมาข้างนอก ร่างสูงเข้าไปคว้าเอาหมวกกันน็อกใบโปรดก่อนจะหันหลังเดินกลับอย่างไม่ให้เสียเวลา



ตุบ!



เสียงบางอย่างจากห้องน้ำดังขึ้นเรียกให้ศรัณย์หันไปมอง ขายาวค่อยๆ ชะลอจนกระทั้งหยุด เขาคิดในใจว่าควรจะเข้าไปดูหน่อยรึเปล่า เผื่อมีอะไรเกิดขึ้น เพราะเสียงนั้นทำให้เขากังวล



“เจิน” เสียงทุ้มตะโกนเรียกคนที่อยู่ในห้องน้ำ แต่ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา มีเพียงเสียงน้ำจากฝักบัวเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่



“เจิน ได้ยินรึเปล่า” ศรัณย์ตะโกนเรียกพร้อมกับเข้าไปเคาะประตู แต่ก็ไม่มีเสียงของคนที่อยู่ด้านในบอกกลับมา



เขารู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ



พอเคาะดังขึ้นพร้อมกับบเรียกแล้วเจินไม่ตอบ ศรัณย์เลยตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป “งั้นพี่เข้าไปนะ” กอนประตูไม่ได้ล็อก ก็ไม่แปลก เพราะเด็กหนุ่มอาจจะชินกับการอยู่คนเดียวเลยไม่คิดจะล็อกอะไรมัน



!!!



“เจิน!”



ภาพตรงหน้าคือร่างเล็กของเจินที่เปลือยเปล่านอนแน่นิ่งกองอยู่บนพื้นกระเบื้อง สายน้ำอุ่นจากฝักบัวไหลสาดลงมา ศรัณย์รีบเข้าปิดหัวก๊อกก่อนที่แขนแกร่งจะช้อนร่างอีกคนขึ้น



คนไม่ได้สติถูกนำมาวางไว้บนเตียง ศรัณย์รีบควักมือถือโทรหาปิ๊กที่รอยู่ด้านล่าง รอไม่นานปิ๊กก็มาถึงห้อง เพื่อนของเด็กหนุ่มเข้ามาด้วยสีหน้าตกใจ



“มึงไปหยิบกุญแจรถน้องมา เดี๋ยวกูอุ้มลงไปเอง”



ต้องเป็นแบบนั้น เพราะทั้งเขาและปิ๊กต่างก็ขี่มอเตอร์ไซค์มา ขณะปิ๊กไปหยิบกุญแจรถ ศรัณย์ก็อุ้มช้อนเจินที่เขาเพิ่งจะเอาเสื้อคลุมอาบน้ำมาใส่ให้ขึ้นมาไว้บนอ้อมแขน ได้จังหวะพอดีที่ปิ๊กวิ่งไปเปิดประตูให้













เสียงอื้ออึงน่ารำคาญรอบข้างทำให้ผมรู้ลืมตาขึ้น ภาพที่เบลอค่อยๆ ปรับชัด ผมจะไม่ถามว่าที่นี่คือที่ไหน เพราะมันคุ้นตา ถึงจะไม่ได้เหมือนกันมากนัก แต่มันคือโรงพยาบาลแน่ๆ



“แล้วได้โทรบอกพ่อแม่เจินยัง”



“โหพี่ ไม่ต้องโทรหรอก โทรไปก็ไม่มา”



ตัวผมนอนอยู่บนเตียง ถุงน้ำเกลือถูกแขวนไว้ข้างๆ ผมรายตามองรอบเตียงเห็นปิ๊กกับพี่ศรัณย์ยืนคุยกันอยู่ ก่อนที่พี่ศรัณย์จะเห็นว่าผมตื่นแล้ว จึงเดินเข้ามาหาข้างเตียงมาตามด้วยปิ๊ก



“ไงมึง อีกแล้วนะเว้ย กูบอกว่าโหมมาก ให้กูไปด่าแม่มึงให้เอามั้ย”



“อีกแล้วหรอ”



“เออ หมอบอกมึงพักผ่อนน้อยแล้วก็ก็เครียดจัด ที่มึงสูบบุหรี่อีกก็เพราะเครียดอีกแล้วใช่ปะล่ะ”



อย่างที่เพื่อนผมบอก ผมไม่ได้ติดบุหรี่หรอกนะ แค่ใช้มันเป็นครั้งคราว เคยอ่านเจอว่าช่วยให้เครียดน้อยลง ไม่รู้จริงเปล่า ทว่าพอใช้มันทีไรก็รู้สึกเบาขึ้นไปไม่มากก็น้อย



แล้วเรื่องแม่ผม คือนอกจากเรื่องเรียนแล้ว เรื่องออกงานสังคมหรือพบปะคนในแวดวงธุรกิจก็เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่ผมต้องทำ และมันมักจะไม่ใช่การไปพบปะเฉยๆ ผมต้องเตรียมตัวก่อน บางครั้งอาจแค่ศึกษาข้อมูลทั่วไป ความชอบไม่ชอบของอีกฝ่าย อย่างคนล่าสุดเป็นแฟนหนังสือรางวัลซีไรต์ ผมก็ต้องไปหาอ่านพวกสิงโตนอกคอก แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะหนังจิบกาแฟ แล้วก็พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ...ชื่อแม่งก็โคตรจะยาว บางครั้งหนักเข้าก็ถึงกับต้องไปเรียนเป็นจริงเป็นจัง เช่น พวกไวน์ ต้องไปเรียนจังหวะการเทไวน์ นับหนึ่งสองสาม เท หนึ่งสองสาม เท ชีวิตผมก็แบบนี้ มีแม่คอยยัดงานมาให้ตลอด



“สูบเพราะเครียด?”



“ใช่พี่ เป็นงี้ตลอดตั้งแต่ขึ้นมอสี่มา แล้วพอเข้าโรงบาลก็ไม่มีใครมาดูหรอกนะ นอกจากอาม่ามัน แต่ตอนนี้อาม่าไปบ้านต่างจังหวัดไง แล้วเนี่ย ถ้ารู้สึกไม่ดีจะเข้าไปอาบน้ำทำไมวะ ถ้าเกิดล้มไปหัวกระแทกตายห่ากูจะสมน้ำหน้าให้ ดีนะคราวนี้พี่ศรัณย์ไปเจอ ไม่งั้นก็แห้งตายคาห้องอะกูว่า”



“บ่น” บ่นอีกแล้วปิ๊ก



“ดูแลตัวเองบ้าง”



“พี่ไม่ต้องไปบอกให้มันดูแลตัวเอง ประโยคนั้นผมพูดบ่อยยิ่งกว่าสวดอะระหังสัมมาหน้าเสาธงอีก มันยังไม่เคยจะฟัง”



“จริงเหรอเรา”



เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพลางหันหน้ามาหาผม ผมเลยเอาสองมือใต้ผ้าห่มเลื่อนมาดึงผ้าห่มปิดขึ้นมาครึ่งหน้าและหลบตาไม่มองทั้งเขาทั้งปิ๊ก



“งั้นเดี๋ยวพี่ช่วยดูแล”




...

มุดผ้าห่มแล้ว



“ใครเป็นผู้ปกครองเด็กหรอคะ” เสียงพยาบาลสาวพูดขึ้น



“ผมเองครับ”



และเป็นเขาที่ตอบ



ที่ถามว่า ‘แล้วเราคิดยังไงกับพี่’ ที่ผมไม่พูดอะไรออกไป ที่จริงผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำตอบในหัวเป็นยังไง อาจเพราะไม่รู้จริงๆ ..หรือไม่ อาจเพราะความรู้สึกมัน ...คลุมเครือล่ะมั้ง









...

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :katai2-1:



ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
บทที่ 6







06:00 น.



เสียงนาฬิกาปลุกที่ทำหน้าอย่างแข็งขันทุกเช้าดังขึ้น ผมลุกขึ้นโดยไม่อิดออด จากนั้นสาวเท้าเดินไปเลื่อนผ้าม่านออกเปิดให้เห็นท้องฟ้าสลัวที่ดวงอาทิตย์ยังนอนขลุกอยู่ในผ้าห่ม



หลังจากชำระล้างร่างกายเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้วมาสวมชุดคลุมอาบน้ำออกไปเช็คของในกระเป๋านักเรียนว่าวันนี้คงไม่ลืมอะไร



จากนั้นก็เดินไปที่โซนเคาน์เตอร์ครัวเพื่อชงโกโก้ร้อนจากเครื่อง ซึ่งอาหารเช้าเพียงอย่างเดียวในทุกวัน และมักทำให้กระเพาะงอนผมอยู่บ่อยครั้ง



ครั้นกำลังจะเดินเข้าห้งนอนอีกครั้งเพื่อไปใส่ชุดนักเรียนก็ได้ยินเสียงกริ่งหน้าห้อง จึงเดินไปเปิดประตู ตอนแรกคิดว่าเป็นเพื่อนสนิทขี้บ่นแน่ๆ



พี่ศรัณย์?



เจ้าของร่างสูงที่เต็มไปด้วยรอยสักอยู่ในเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงสีดำ ในมือหิ้วถุงอาหารชูขึ้น ผมเปิดประตูให้เขาเข้ามา



“มาทำไรแต่เช้าเนี่ย”



“มากินข้าว” เสียงทุ้มว่า พลางมือก็หยิบจานชามออกมาจากเคาน์เตอร์แล้วเทอาหารใส่



“ผมไม่กินข้าวเช้า”



“ใช่ ปิ๊กมันบอกละ มันเลยฝากพี่ซื้อข้าวมาบังคับให้คนป่วยกินวันนี้”



“เพื่อนตัวดี”



“ไปแต่งตัวก่อน อยู่แบบนี้นานๆ พี่จะไม่ไหวเอานะ”



ผมก้มมองตัวเองที่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำ ก่อนจะรีบเดินเข้าห้องนอนแล้วปิดประตู



ก็บอกว่าไม่กินข้าวเช้า ถ้าผมกินผมก็ไปเรียนสาย ยิ่งไปด้วยรถยนต์ถ้าไม่ออกไปก่อน รถจะติดเอาได้ แล้วหลังจากนั้น ไม่ต้องพูดถึง



ผมรีบแต่งตัวเพราะไม่อยากให้แขกที่อยู่ด้านนอกรอนาน พอผมออกไป บนเคาน์เตอร์อีกตัวที่วางแยกออกมาจากเคาน์เตอร์ล้างจาน ผมเรียกมันว่าเคาน์เตอร์หั่นผัก ถึงผมจะไม่เคยใช้มันหั่นผักก็ตาม ก็ถูกใช้เป็นโต๊ะอาหารอย่างที่มันไม่เคยเป็น เก้าอี้ถูกนำมาวางไว้สองฝั่งกับชามข้าวต้มสำหรับสองที่



“ผมจะไปเรียนไม่ทัน เดี๋ยวรถติด”



“มากิน เดี๋ยวไปส่ง”



“แล้วตอนกลับผมจะกลับยังไง ให้นั่งบีกลับหรอไง” ผมบ่นอุบ แต่ก็ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขา ข้างชามข้ามต้มที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นมีแก้วโกโก้ที่ผมชงวางตั้งอยู่พร้อมกับน้ำเปล่าข้างกัน



“เดี๋ยวไปรับ”



ผมตักข้ามต้มเข้าปาก ที่บอกจะไปรับก็ให้จริงเหอะ ไม่ใช่เล่นมุกติดงานแล้วไปไม่ได้แบบป๊าผมหรอกนะ แบบนั้นเจษฎาคนนี้จะไปเผาร้านสักให้



“สายตาสั้นเหรอ”



“ครับ?”



“เห็นเมื่อกี้ใส่แว่น”



“อ๋อ ใช่ครับ ปกติใส่คอนแทกเลนส์”



คนนั่งตรงข้ามพยักหน้า มือตักเอาข้ามต้มเข้าปาก หน้าตาเขาดูเหมือนคนอดหลับอดนอนไม่มีผิด หรือเมื่อคืนมีคิวดึกกันนะ



“ใครบอกไปเรียนสาย แต่มานั่งจ้องหน้าพี่”



เขาว่าแบบนั้นผมเลยหันมาใส่ใจกับข้าวต้มร้อนๆ ตรงหน้าแทน







มอเตอร์ไซค์ ducati แล่นไปบนท้องถนนยามเช้าในกรุงเทพ ลมจากความเร็วของรถทำให้เสื้อนักเรียนกระพือไปตามแรง เป็นเวลาเจ็ดโมงเศษๆ รถเลยยังขับได้สะดวกอยู่บ้าง เอาจริงคือคล้ายกับเวลาผมซ้อนท้ายปิ๊กเลย แต่ก็ต่างนิดๆ เพราะเบาะเหมือนจะแคบกว่า พอนั่งแล้วไม่เหลือที่ว่างให้อากาศแทรกระหว่างคนขับกับคนซ้อนเลย มีแต่กระเป๋าแบนๆ นี่แหละที่แทรกกลางเอาไว้



ไม่เลวนักหรอกสำหรับการซ้อนพี่ศรัณย์ครั้งแรก



เครื่องยนต์ชะลอความเร็วลงพร้อมกับเลี้ยวเข้าไปจอดบริเวณหน้าประตูโรงเรียน ริมฟุตบาตมีรถของผู้ปกครองมาส่งลูกหลานหลากหลาย ผมวาดขาลงไปยืนบนทางเท้า หนีบกระเป๋าไว้กับแขนแล้วพยายามปลดหมวกกันน็อกอย่างยากลำบาก ผมแม่งมีปัญหากับมันจริงๆ ขนาดใส่ของปิ๊กผมก็ปลดไม่ได้สักที



พี่ศรัณย์คงเห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของผมแล้วมันรำคาญตา เขาเลยหันมาปลดและถอดมันออกให้ ผมรีบจัดทรงผมให้ดีๆ ก่อนจะกล่าวขอบคุณ



“เจิน”



...



“ตั้งใจเรียนนะครับ”









หยดน้ำฝอยร่วงหล่นบนดินสีดำจนชุ่ม กระถางสีดำถูกวางเรียงรายไว้พร้อมกับชื่อและเลขที่เขียนติดอยู่ หลายกระถางมีต้นอ่อนงอกขึ้นมาแล้ว รวมถึงของผม ต้นทานตะวันที่หยอดเมล็ดไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเริ่มมีต้นอ่อนงอกขึ้นมา มีใบเล็กๆ ดูท่าทางแข็งแรงอีกสองใบ ผมภูมิใจกับมันมาก ตอนแรกคิดว่าผมจะปลูกมันไม่รอดซะแล้ว ก็คนอย่างผมนี่นะ ทว่าดีที่มีปิ๊กคอยแนะให้



“แล้วงี้มึงก็ซ้อมว่ายน้ำไม่ได้ไปอีกจนกว่าแผลจะตกสะเก็ดหมดดิ”



“ก็ใช่ แต่ก็ต้องไปดูรุ่นน้องซ้อมอยู่ดี แล้วของมึงอะ”



“หายละ สะเก็ดหลุดหมดเรียบร้อย กูว่าจะไปลงลายต่อไปอยู่เนี่ย คุยกับพี่ศรัณย์ไว้บ้างแล้ว”



“แหม่ กูนี่เบะปาก แล้วเมื่อเช้านี่เขามาส่งถูกมะ”



“หูตาไวเหลือเกิน เพื่อนหรือหมาอะงง”



“ไอสัด คนเขาเห็นกันทั้งโรงเรียน เด็กมอหนึ่งยังรู้”



“เว่อร์”



“ไอเจิน”



ในเรือนปลูกเหลือเราแค่สองคน ปิ๊กหันมาเรียกผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง ผมขำออกมากับการกระทำของมันที่นานๆ ทีผมถึงจะได้เห็นมุมนี้ ผมขานรับในลำคอก่อนมันจะพูดต่อ



“พี่ศรัณย์เขาเป็นพี่ที่กูเคารพและสนิทด้วยก็จริง แต่กูก็ไม่ได้สนิทกับเขาขนาดรู้ไส้รู้พุงทุกอย่าง”



“อ่าห้ะ”



“มึงคิดกับเขาแค่พี่ใช่เปล่าวะ”



“ก็เออสิ ให้คิดว่าเป็นพ่อเหรอไง”



“งั้นก็ดี เพราะข่าวของเขาเรื่องพวกชู้สาวมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แบบยังไงดี เขาเยอะอะ มึงเก็ตปะ คนที่เขานอนด้วยก็ทั้งหญิงทั้งชายอะ เขาหล่อไง คารมดี เป็นคนเข้าใจพูดว่างั้น แล้วมึงเนี่ย ไม่ทันเขาหรอก”



“เห้ยๆ เดี๋ยวๆ มาโยงกูทำไมวะ กูไม่ได้ไปนอนกับเขาซะหน่อย”



“มึงไม่ได้คิดกับเขาก็จริง แต่มึงไม่รู้สึกบ้างหรอวะว่าพี่เขาคิดยังไงกับมึง”



“คิดมากนะนายปิ๊ก”



“ไม่รู้ว่ะ แต่เขาก็อาจจะเอ็นดูมึงเหมือนเป็นเด็กตัวเล็กๆ ก็ได้ เพราะกูก็ยังเทกมึงแบบนั้นเลย”



“อ่าวไอนี่ ว่ากูเด็กเหรอ เดี๋ยวมึงเจอเด็กต่อย”



“เออ สรุปว่ากูบอกเพราะกูเป็นห่วง นั่นก็พี่ นี่ก็เพื่อน เกิดไรขึ้นกูคงปวดหัวตาย” ปิ๊กทำท่าเอามือบีบขมับสองข้าง



นั่นสิมึง

แต่ขากูก็ก้าวเข้าไปในนั้นแล้วข้างหนึ่งว่ะ

ถ้ามึงถามกูว่าจะดึงกลับมั้ย





/

ทั้งที่แอปเปิลแดงอยู่ตรงหน้า
แล้วทำไมต้องปฏิเสธน้ำใจคนอยากให้ด้วยวะ ...ก็น่าอร่อยขนาดนั้น

/






“ก็พอแค่นี้แหละ กลับไปนอนกันนะจ๊ะเด็กๆ พรุ่งนี้เจอกัน”



เสียงแหลมๆ ของติวเตอร์ชื่อดังเอ่ยบอกว่าถึงเวลาที่บทเรียนของวันจบลง ผมพับไอแพดเก็บเข้ากระเป๋า Jacob แล้วเดินไหลออกประตูห้องพร้อมๆ กับนักเรียนคนอื่น นาฬิกาข้อมือบอกเวลาสามทุ่มสิบนาที ผมย่ำเท้าเดินออกมาจากตึก ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว



ผู้ปกครองต่างนั่งคอยยืนคอยลูกหลานที่กำลังลงมาจากตึก ผมเสยหน้าม้าที่เริ่มยาวทิ่มตาขึ้น ก่อนจะเดินไปริมฟุตบาตรแล้วกวักมือเรียกแท็กซี่ที่กำลังจะขับผ่านไป ผมเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับเพื่อจะบอกปลายทาง พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นผู้ชายรูปร่างสูงกับรถมอเตอร์ไซค์คันคุ้นตา



พี่ศรัณย์ยืนพิงรถของเขาอยู่บนฟุตบาตรอีกฝั่ง ก้มหน้าก้มตาพิมพ์บางอย่างบนมือถือ ผมเผลอยิ้มออกมากับภาพตรงหน้า ผลักประตูแท็กซี่ตรงหน้าปิด สองขาข้ามถนนไปหาอีกฝ่าย



ทว่ามือใหญ่ก็เอามือถือมาแนบหู ครั้นเงยหน้ามาเห็นผมพอดี เขายกมือเป็นทีว่าแป๊บนึงนะ ขอคุยโทรศัพท์ก่อน ก่อนขายาวจะก้าวเดินออกไปเว้นระยะให้ห่างจากผม



“ถึงแล้วหรอครับ...มาธุระ...ได้สิครับ...อยากกินอะไรมั้ย...ก็เดี๋ยวรัณย์แวะซื้อก่อนเข้าไปไง... โอเคครับ...คิดถึงเหมือนกัน...เจอกันครับ”





รอยยิ้มที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไป



ถึงแม้จะเดินไปคุยห่างๆ ทว่าคนตรงนี้ก็ได้ยินอยู่ดี คำพูดของปิ๊กเมื่อกลางวันวนกลับเข้ามารีรันในหัวอีกครั้ง ‘งั้นก็ดี เพราะข่าวของเขาเรื่องพวกชู้สาวมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แบบยังไงดี เขาเยอะอะ มึงเก็ตปะ...’



ปลายสายเป็นใครผมไม่รู้ แต่ที่รู้คือความสัมพันธ์ของพวกเขาคงไม่ธรรมดา เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินพี่ศรัณย์แทนตัวเองด้วยชื่อ ทั้งกลับประโยคที่ดูเป็นห่วงเป็นใย ทั้งประโยคคิดถึงนั่น



หงุดหงิดว่ะ



“เลยไม่ได้พาเราไปกินข้าวเย็นเลย พอดีพี่มีธุระ” ร่างสูงว่า พลางมือก็ส่งหมวกกันน็อกมาให้ผม เขาวาดขาขึ้นไปอยู่บนตำแหน่งคนขับก่อนจะใส่หมวกกันน็อก ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติ



“ไม่จำเป็นครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขึ้นไปนั่งคร่อมบนมอเตอร์ไซค์ตรงหน้า พี่ศรัณย์หันมาคล้ายจะมองผม ก่อนที่สองล้อจะเคลื่อนออกไปบนถนน









กระเป๋านักเรียนถูกโยนลงบนโซฟาตัวโปรด ผมดึงชายเสื้อออกนอกกางเกงก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเอาหลังพิงพนักนุ่มของโซฟา โต๊ะหน้าทีวีและบนพื้นเต็มไปด้วยหนังสือและชีตเรียน หลังจากวันที่พี่ศรัณย์เข้ามาถ่ายคลิปสัมภาษณ์มันก็กลับมารกดังเดิม



ผมใช้ปลายเท้าเขี่ยชีตเรียนภาษาอังกฤษให้พ้นทาง มันดูเกะกะสายตาไปหมดทั้งที่ปกติก็สภาพเป็นแบบนี้ ตรงพื้นที่ส่วนนี้เป็นส่วนที่ผมใช้เวลาอยู่กับมันมากกว่าห้องนอนเสียอีก เพราะวันๆ ส่วนมาก ไม่อ่านหนังสือก็ทำงานบ้าน แล้วอุปกรณ์ทุกอย่างมันก็กองรวมกันอยู่นี่อยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะย้ายไปย้ายมาทำไม



เสียงสั่นครืดของมือถือดังมาจากกระเป๋ากางเกงนักเรียน ผมล้วงมันออกมาดู หน้าจอสว่างวาบขึ้นแสดงแจ้งเตือนจากไลน์





Saran : อย่าลืมกินข้าวเย็นนะครับ





ผมกลอกตากับข้อความตรงหน้าอย่างไม่รู้ตัว เลื่อนนิ้วเปิดเข้าไปอ่าน แต่ไม่ตอบ...

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ไม่อยากตอบ

แล้วโทรศัพท์ก็ถูกโยนลงบนพื้นพรมอย่างไม่ใส่ใจอีก









“ทำหน้าเบื่อโลกอีกละ”



“จะให้กูยิ้มรับแล้วบอกอิรัชชัยมาเซเหรอไง กูได้คะแนนรายงานแค่ครึ่งเดียวในขณะที่ทั้งห้องได้กันเกือบเต็ม”



จานอาหารถูกวางลงบนโต๊ะขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผมนั่งลงอย่างหมดแรง เซ็งกับคะแนนที่เสียไปโดยใช่เหตุ ถ้าไม่ใช่เพราะปลาวาฬ ผมคงไม่ต้องมาคิดมากกับคะแนนวิชานี้แล้วแท้ๆ แค่เครียดกับคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์เคมีก็พอแล้วไหม



ขณะผมเหม่อมองจานข้าวอย่างไม่คิดจะแตะ ช้อนของเพื่อนตัวดีก็มาตักเอาชิ้นไก่ไป ประจำ! ถึงกระนั้นผมก็ไม่เคยว่าอะไรมันหรอก เพราะยังไงแล้วผมก็กินไม่หมดอยู่ดี



ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่



“เออมึง พี่ศรัณย์กับพวกพี่ๆ เขาให้ชวนมึงไปงานวันเกิดพี่ศรัณย์”



“ไม่อะ กูขี้เกียจ”



“กูว่าละ”



ปิ๊กส่ายหัวก่อนจะตักข้าวคำใหญ่เข้าปาก มันรู้อยู่แล้วว่าถ้างานที่เลี่ยงไม่ไปได้ผมก็จะไม่ไป เพราะออกงานบ่อยจนเอียนนั่นแหละ ออกงานทีหนึ่งก็ใช้พลังงานไปไม่รู้เท่าไหร่ ถ้าไม่โดนแม่บังคับก็เอาเวลาไปพักผ่อนจะดีกว่า



คาบเรียนช่วงบ่ายผ่านพ้นไปด้วยดี วันนี้มีเรียนพละแต่ครูประจำวิชาบอกไม่ต้องใส่ชุดมาเพราะเรียนในห้อง เป็นเรื่องดีๆ ของวัน หลังจากไปอยู่กับปิ๊กที่สระว่ายน้ำ ผมขับรถออกจากสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่าโรงเรียน แล้วมุ่งหน้าไปเรียนพิเศษอย่างที่เคยเฉกเช่นทุกวัน



ผมไม่ได้ติดต่อพี่ศรัณย์ไปอีก เขาไม่ได้มารับมาส่งแล้ว เมื่อวานที่ทำคงเพราะปิ๊กขอร้องเรื่องที่ผมป่วยนั่นแหละ ขับรถมาเองก็ไม่ได้แย่อะไร ทำอยู่ทุกวันอยู่แล้ว



หลังจากเรียนพิเศษเสร็จ ผมขับรถออกมาได้สักพักฝนห่าใหญ่ก็ซัดลงมา ที่ปัดน้ำฝนดูจะต้องทำงานหนัก ถนนคืนนี้ดูวิสัยทัศน์จะแย่ ผมเลยตัดสินใจหักเลี้ยวเข้าเข้าสตาบัคเพื่อหาที่หลบฝนสักครู่ ผมยอมรับว่าไม่ค่อยสันทัดในการขับรถตอนฝนตกหนักๆ จนมองไม่ค่อยเห็นท้องถนน



วนรถอยู่รอบหนึ่งปรากฏว่าที่จอดใกล้ๆ กับร้านไม่มีว่างเหลือ ผมจึงจำใจเอาไปจอดตรงที่ไกลสักหน่อย เห้อ ร่มไม่ได้เอามาซะด้วย ผมคว้ากระเป๋าก่อนจะเปิดประตูและรีบปิด จากนั้นก็กดล็อก ทุกอย่างถูกทำอย่างรวดเร็ว



สายฝนกระหน่ำลงมา ผมเอากระเป๋านักเรียนกอดไว้ในอ้อมอกอย่างกลัวมันจะเปียก แล้วจึงรีบวิ่งเข้าไปในร้าน



หนาวแฮะ...



สัมผัสได้เลยว่าตอนนี้แผ่นหลังของผมคงเปียกไปหมด ผมยกมือขึ้นจักผมที่เปียกฝนดีๆ ก่อนจะเข้าไปสั่งช็อกโกแลตร้อนและยื่นบัตรเครดิตเพื่อจ่ายมัน



ผมเลือกที่นั่งเดี่ยวหันหน้าออกกระจกใสไปเห็นฝนที่เทลงมา เสื้อนักเรียนบางๆ ที่เปียกจนแนบแผ่นหลังเย็นวาบขึ้นเมื่อระคนไปกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศภายในร้าน



ไอแพดและเมาท์ปากกาถูกหยิบขึ้นมาขีดเขียนตัวเลข พยายามจะคำนวณคะแนนว่าผมต้องทำคะแนนตรงส่วนไหนเพื่อมาชดใช้กับส่วนที่ขาดหายไป



เมื่อพนักงานขานชื่อผม สองขาก็รีบเดินไปหยิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่สั่งไว้ ผมยกแก้วอุ่นนั้นจรดริมฝีปาก ความอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในร่างกาย สายตาปรายมองหน้าจอไอแพดที่เขียนคะแนนเอาไว้ ผมวางแก้วลงก่อนที่จะฟุบหน้าลงกับโต๊ะตรงหน้า



พรึ่บ!



แผ่นหลังที่เมื่อครู่เย็นเฉียบตอนนี้กลับอุ่นขึ้นเป็นเท่าตัว สัมผัสหนักๆ จากเสื้อคลุมทิ้งลงบนแผ่นหลังผม และเพราะมันตัวใหญ่กว่าพอควรจึงทำให้เสื้อคลุมหนังสีดำตัวนี้คลุมผมได้ทั้งตัว



ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้น กะจะหันไปมองต้นสายปลายเหตุ พลันมีกายสูงของผู้ชายที่เต็มไปด้วยรอยสักซึ่งผมแสนจะคุ้นตาเป็นอย่างดี เขาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ หันหลังให้กับกระจกใสซึ่งมีหยดน้ำฝนเกาะ



“มานั่งโชว์หลังขาวๆ อะไรอยู่แถวนี้” เสียงทุ้มต่ำพูดด้วยท่าทีราบเรียบไม่รีบร้อน



“เรื่องของผม”



“เสื้อนักเรียนก็บาง”



“ยุ่ง”



“เจ้าของเสื้อก็ดื้อ”



ผมยู่หน้าเหลือบตาหันไปมองสายฝนข้างนอก ไม่อยากจะเจอนักหรอก จะมาทำไม



“พี่ไปสั่งกาแฟก่อนนะ” เขาบอกก่อนที่ขายาวนั่นจะก้าวไปที่เคาน์เตอร์สั่งกาแฟ



เพียงครูเดียวผมตัดสินใจลุกเดินตามไปทั้งที่เสื้อตัวโคร่งเขายังคลุมอยู่บนตัว อีกฝ่ายกำลังล้วงเอากระเป๋าสตางค์ที่กระเป๋าหลังของกางเกง แต่เป็นผมที่ยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานไปซะก่อน



เขาหันมามองผมด้วยสีหน้าตั้งคำถาม



“ค่าที่อุตส่าห์พาไปโรงพยาบาลแล้วก็เรื่องเมื่อวาน จะได้ไม่ต้องติดหนี้บุญคุณ” ผมว่า แล้วหันหลังกลับเดินไปที่เก้าอี้ตัวเดิม ถึงมันจะแค่ร้อยกว่าสองร้อยก็เถอะ ก็ถือว่าผมตั้งใจชดใช้ให้ละกัน



เขาเดินตามหลังมาพร้อมกับนั่งที่เดิมของเขา “เราลืมอะไรรึเปล่า”



“อะไรครับ”



“ข้อแลกเปลี่ยนหนังสือตอนนั้น”



...



“พี่อยากได้อะไรก็ว่ามา”



“พรุ่งนี้วันเกิดพี่ มาสิ”



“ผมบอกผ่านปิ๊กไปแล้วว่าผมไม่ไป”



ผมยกแก้วเครื่องดื่มของตัวเองขึ้นจิบ ความหนาวเริ่มหายไปแล้ว เหลือไว้แค่ความอบอุ่น



“ถึงมาเองไง ของขวัญด้วยนะอย่าลืม ... แล้วก็ นี่ไม่ใช่การชวนแต่เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ติดไว้”



“แต่สายหน่อยนะ ผมเลิกเรียนดึก”



ผมว่าด้วยน้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่เต็มใจจะไป สนิทกันแค่ไหนถึงมาให้ไปงานวันเกิด เจอกันนับครั้งได้ด้วยซ้ำ



เจ้าของนัยน์ตาคมจดจ้องมาทางผมอีกครั้ง



“สามทุ่มปาร์ตี้เพิ่งจะเริ่มเอง”










ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0




คำเตือน : มีเนื้อหาเกี่ยวกับสารเสพติด โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อ







บทที่ 7







“มึงจะใส่ชุดนี้ไม่ได้!”



“ก็ไปงานวันเกิดก็ต้องแต่งแบบนี้ กูรู้กูเรียนมา”



“แต่ไม่ใช่กับวันเกิดพี่ศรัณย์! มึงต้องทำความเข้าใจใหม่นะไอน้องเจิน งานวันเกิดรัฐมนตรีกับวันเกิดพี่ศรัณย์มันไม่เหมือนกัน”



ปิ๊กทำหน้าเอือมขณะไล่สายตามองชุดที่อีกคนใส่ เพื่อนสนิทเขาอยู่ในชุดสูทที่อีกนิดแทบจะผูกหูกระต่ายได้แล้ว ร่างสูงตัดสินใจดันเจินเข้าไปด้านหน้าตู้เสื้อผ้าอีกครั้ง



มือใหญ่เปิดตู้แหวกดูเสื้อผ้าต่างๆ ก่อนจะเลือกหยิบเสื้อเชิ้ตสีกรมท่าลายทางสีขาวออกมา แล้วดึงกางเกงสแลคที่โชว์ข้อเท้าเรียวได้เป้นอย่างดีซึ่งเขาเคยเห็นเจินใส่ไม่ค่อยบ่อยนัก ร่างสูงเดินออกจากห้องให้เวลาในการเปลี่ยนเสื้อผ้าของเพื่อนตัวเล็ก



“ค่อยดูเข้ากับงานเขาหน่อย”



เจินมองตัวเองหน้ากระจกเพียงครู่เดียวก่อนจะหยิบนาฬิกาเรือนสีเงินมาสวมและตามด้วยฉีดน้ำหอม ทว่าปิ๊กห้ามไว้ก่อนละอองจากขวดจะกระจายออกมา



“คืนนี้ Versace pour homme”



ขวดแก้วรูปทรงแบนที่บรรจุของเหลวสีฟ้าน้ำทะเลถูกนำมาวางตรงหน้า คนตัวเล็กจิ๊ปากมองคนข้างๆ ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาฉีด



“เอารถกูไปนะ”



เจินบอกปิ๊ก สองขารีบเดินไปหน้าลิฟต์เพราะนี่ก็สามทุ่มครึ่งได้แล้ว ดีที่ไปซื้อของขวัญตอนก่อนเรียนพิเศษไว้แล้ว ไม่งั้นคงไม่ทันแน่ “แต่กูไปแค่แป๊บเดียวนะ ให้ของขวัญก็กลับเลย พรุ่งนี้กูมีเรียนอิ้งตอนแปดครึ่ง”









“อ่าวไอปิ๊ก กว่าจะมานะมึง เห้ย พาใครมาด้วยวะ ...โคตรน่ารักอะแม่ง แฟนใหม่อ่อ”



ขณะที่เจินกับปิ๊กกำลังเดินเข้างานก็มีผู้ชายคนหนึ่งดูจะรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าของวันเกิดได้เข้ามาทักจากด้านหลัง กลิ่นบุหรี่ แอลกอฮอล์ และน้ำหอมชัดเจนมาจากกายอีกฝ่าย



“หวัดดีพี่ นี่เจิน เพื่อนผม ไอเจิน นี่พี่ไวน์ เพื่อนพวกพี่ศรัณย์อะแหละ”



คนตัวเล็กก้มหัวให้ตามมารยาท



“กูกำลังกลับโต๊ะเนี่ย มึงก็เข้าไปนั่งโต๊ะไอเวย์กับกูดิ เห็นมันถามหามึงอยู่” ไวน์ว่า ก่อนจะโอบไหล่ปิ๊กพาเข้าไป ปิ๊กก็ไม่ลืมที่จะพเยิดหน้าให้เพื่อนสนิทตามมาด้วย



ในงานก็ต่างจากงานวันเกิดที่เจินไปบ่อยๆ จริงนั่นแหละ เทียบง่ายๆ ที่นี่ก็เหมือนผับหรือร้านเหล้าอะไรเทือกนั้น แสงสี ลูกโป่ง เสียงดนตรีedm แล้วคนก็เยอะพอตัว หรือไม่เขาอาจจะเช่าร้านนี้ไว้ทั้งหมดเพื่อจัดงานล่ะมั้ง



พอเข้ามาข้างในกลิ่นบุหรี่คละคลุ้งกับกลิ่นแอลกอฮอล์ไปหมด จะเดินก็ต้องหลบซ้ายหลีกขวาไม่ให้ชนคนอื่น ปิ๊กถูกลากให้ไปนั่งโต๊ะริมเกือบติดข้างหน้าที่มีดีเจท่าทางทะมัดทะแมงกำลังทำหน้าที่อยู่ ที่โต๊ะก็มีเวย์ เชค แล้วอีกคนหนึ่งที่เจินไม่เคยเห็นหน้า



ทุกคนต่างก็เรียกให้เขากับปิ๊กนั่งก่อนจะเรียกพนักงานให้ชงเครื่องดื่มให้กับผู้มาใหม่ พลันก็ปรากฏตัวร่างสูงที่เจินรู้จักเป็นอย่างดี



เจ้าของงานวันเกิดอยู่ในชุดที่แปลกตาจากที่เคยเห็น เสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงสีดำ รวมถึงเครื่องประดับไม่ว่าจะสร้อยหรือนาฬิกาเรือนแพง ทั้งหมดทำให้ศรัณย์ดูแตกต่างจากปกติที่เขาเคยเจอ



ดู...น่าดึงดูดมากขึ้นล่ะมั้ง



“ดีใจนะที่เรามา” ศรัณย์พูดพลางยื่นมือมาข้างหน้าเจิน “ของขวัญ”



กล่องของขวัญขนาดไม่ใหญ่มากถูกยื่นไปให้ “สุขสันต์วันเกิดนะครับ” พร้อมกับคำพูดมาตรฐานที่เจอได้ทั่วไปในงานวันเกิด



เจ้าของวันเกิดรับแก้วเครื่องดื่มจากคนหนึ่งในโต๊ะไปกระดกลงคอก่อนจะยิ้มกลับไป “แล้วนี่พี่จะกลับเมื่อไหร่ รัณย์ได้ไปส่งที่สนามบิน” เขาว่า



นี่คงเป็นคนในปลายสายที่ศรัณย์คุยโทรศัพท์ด้วยในวันที่มารับเจิน คนนั้นก็แต่งตัวดูภูมิฐานเหมือนกันแม้จะอยู่ในเสื้อผ้าที่ดูสบายๆ ก็เถอะ



“แล้วน้องคนนี้ใคร ไม่คิดจะให้พี่รู้จักหน่อยหรอ”



“อ่อ นี่เจิน น้องที่รู้จักกัน” ศรัณย์ว่าพลางมองมายังผม “แล้วเจิน นี่พี่ณอน พี่ชายพี่เอง นานๆ ทีจะเจอกันเพราะย้ายไปอยู่เมกาตั้งแต่เรียนจบ”



“น้องที่รู้จัก เค๊ ทีพี่ชายนี่อธิบายซะยาว คนเราอะรัณย์” เจินหันไปทักทายคนที่ศรัณย์เพิ่งแนะนำไป ตอนนี้ในหัวที่เคยหมกมุ่นคิดแต่เรื่องคนในปลายสายของศรัณย์ก็เหมือนได้ปลดล็อก ที่แท้ก็พี่ชาย ว่าแล้วทำไมถึงแทนตัวเองว่ารัณย์ อยากเรียกบ้างอะ พี่รัณย์งี้ จะแปลกรึเปล่า



“งั้นนั่งกันไปก่อน เดี๋ยวกูมา” ศรัณย์ขอตัวแยกไป ก็เจ้าของวันเกิดอะเนอะ ต้องไปคอยรับแขก คุยกับคนนู้นคนนี้เป็นเรื่องปกติ



“เออแล้วมึงคิดไงเนี่ยปิ๊กพากวางตัวน้อยๆ มา” เป็นไวน์ที่พูดขึ้นขณะยกแก้วขึ้นจิบแล้วมองมาทางเด็กหนุ่มที่ดูไม่ค่อยเข้ากับงานแบบนี้นัก



“ก็พวกเพื่อนพี่นั้นแหละให้ชวนมา มันก็ไม่ค่อยอยากมาหรอก”



“พวกมึงนี่ก็ช่างคิดเนอะ เอาของขวัญพิเศษมาให้เพื่อนหรอวะ”



“ไอสัส อย่าเหมารวมกู ไอเชคตัวต้นคิด” เวย์เจ้าของหัวชมพูว่าก่อนชี้ไปที่คนที่กำลังกลั้วหัวเราะ



“มึงพูดไรไม่ดูเลยเจ้าตัวเขาก็นั่งอยู่นี่” เชคบอก ใช่! เขานั่งอยู่นี่นะ นั่งสงบเสงี่ยมไม่รู้จะทำตัวยังไงแล้ว



“แล้วน้องเจินกินเหล้าได้เหรอ” ไวน์พูดขึ้นขณะยกแก้วส่งให้ทางปิ๊กกับเจิน



“โหพี่ เห็นหน้าแบบนี้มันก็ไม่ใช่เด็กแล้วนะ ไวน์มันยังกินเลย ออกงานกับที่บ้านบ่อยอะพี่ แต่อย่าให้มันกินมาก มันไม่ได้คอแข็งอะไร ถ้าพอเป็นพิธีอะได้” ปิ๊กสาธยาย เจินยิ้มบางรับแก้วเหล้าขึ้นมาจิบ จริงอย่างที่ปิ๊กว่า เขาออกงานบ่อย แต่นานปีทีครั้งจะเจอเหล้าเบียร์ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกไวน์ซะมากกว่า



“แล้วน้องเจินชอบกินไวน์หรือเปล่าครับ” อีกฝ่ายว่าแซวเล่นพลางส่งสายตามายังเขาซึ่งนั่งเกาะติดกับปิ๊ก อยู่



“อย่ายุ่งเชียวหนามึง คนนี้ละไว้กรณีพิเศษเว้ย” เชคปรามอีกฝ่าย



“กูก็ล้อเล่นมั้ยล่ะ ก็อยากให้น้องคุยหน่อย นั่งเงียบอย่างเดียวเลย”



ในขณะที่บทสนทนาบนโต๊ะกำลังดำเนินไป พลันผู้หญิงผมยาวหยักศกหน้าตาสวยเดินเข้ามาเรียกปิ๊ก “ศรัณย์ให้มาตาม เห็นว่ามึงอยากเจอพี่อเล็กซ์ เขาเลยชวนมางานด้วย” เจินไม่รู้หรอกว่าพี่อเล็กซ์ที่ว่าคือใครแต่ดูปิ๊กจะตื่นเต้น คงเป็นไอดอลมันอะไรเทือกนั้น ปิ๊กหันมามองผมอย่างห่วง แต่วิญญาณมันอะลอยไปกับเขาแล้ว คนตัวเล็กเลยบอกว่าอยู่ได้ ปิ๊กเลยวางใจขึ้นมานิดนึง เจ้าตัวบอกจะรีบกลับมา



เสียงพูดคุยกันในโต๊ะไม่มีหยุดพัก เจินนั่งฟังอยู่เงียบๆ มีบ้างที่หนึ่งในนั้นหันมาคุยกับเขา ทว่าก็ตอบกลับไปสั้นๆ เพราะไม่รู้เรื่อง แต่ละเรื่องพวกเขาคุย เหมือนเจินจะอยู่นอกจักรวาล เรื่องมอเตอร์ไซค์ เรื่องแข่งรถ ซึ่งพวกเขาดูจะสนิทกันมากเลยทีเดียว



แก้วที่สี่ของเจินเริ่มหายไปครึ่งค่อน คนตัวเล็กตัดสินใจลุกขึ้น เขาว่าจะไปเข้าห้องน้ำสักหน่อย พวกพี่ๆ ที่โต๊ะบอกจะพาไปเพราะเห็นตอนลุกเขาเซหน่อยๆ ทว่าเขาบอกว่าไม่ต้อง เขาไปเองได้



เขาหาป้ายห้องน้ำซึ่งค่อนข้างจะหายากเนื่องจากแสงสีที่วิบวับไปทั่วบริเวณ จึงถามพนักงานชายคนหนึ่งที่กำลังถือถาดเครื่องดื่มเดินผ่าน สองขาก้าวไปตามทางที่อีกฝ่ายบอกครู่เดียวก็เจอ



เป็นสถานที่ที่ไม่น่ามาเลยจริงๆ



พอก้าวเข้าประตูที่เปิดอ้าไว้ก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนัวเนียกันเหมือนลืมโลก เจินพยายามเดินออกห่าง ในหัวก็ปวดตุ้บไปหมด ตอนนั่งอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่พอเดินมาห้องน้ำ ความรู้สึกร้อนวูบวาบที่เกิดขึ้นในร่างกายก็ปรากฏชัดขึ้นมา



ในห้องน้ำมีคนเข้าออกค่อนข้างมาก มีคนเดินไปเดินมาตลอด เขาเลือกเข้าไปปลดทุกข์ในห้องส้วมแม้จะเป็นแค่การปวดเบาเพราะสถานที่ไม่น่าไว้ใจจริงๆ



หลังจากแล้วเสร็จ ก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาไลน์หาเพื่อนสนิทที่หายไปสักพักใหญ่ ไว้แค่นั้นก็รอมันตอบ มือเล็กดึงประตูเปิดออก ภาพตรงหน้าทำเขาชะงักเล็กน้อยเพราะอีกคนที่ยืนพิงกำแพงตรงข้ามเขา



“พี่ไวน์”



“เสร็จแล้วหรอ พี่มาเป็นเพื่อนเฉยๆ น่ะ”



“อ่อครับ”



“น้องเจิน”



“ครับ” เจินเดินไปล้างมือที่อ่างก่อนจะเอามือรองน้ำแล้วพรมเข้าที่ใบหน้า คนตัวโตก็ย้ายมายืนพิงเข้าที่หน้ากระจก หยิบบุหรี่มาคาบไว้ที่ริมฝีปากก่อนที่ไฟจะถูกจุดที่ปลายมวน ควันสีขาวพ่นออกมาคลุ้งไปทั่ว



“สักหน่อยมั้ย”



“บุหรี่หรอครับ”



“หมายถึงไอนี่” เจินมองอีกคนผ่านกระจก ไวน์ที่ท่าทางใจเย็น ในมือหยิบซองพลาสติกขนาดเล็กออกมาจากในเสื้อ ข้างในมีผงสีขาวกองก้นอยู่



“ตัวอื่นก็มีนะ แบบไหนดีล่ะ” สายตาของคนตัวสูงมองไปที่เด็กหนุ่ม วายรู้ว่าเซนต์เขาไม่ผิดแน่นอน เด็กแบบนี้แหละที่จะเป็นลูกค้าเขาในอนาคต



ถึงจะพยายามแต่งองค์ทรงเครื่องให้เข้ากับที่นี่ ทว่าแววตาและท่าทางของกระต่ายน้อยยังไงซะก็แค่เด็กอ่อนต่อโลกคนหนึ่ง



“ไม่อะครับ” คนตัวเล็กดึงกระดาษมาเช็ดมือก่อนทิ้งมันลง สองขารีบก้าวหันหลังเดินออก ทว่าไวน์คว้าข้อมือไว้ก่อน ถูกดึงง่ายๆ เลยเหมือนร่างกายไม่คิดจะบังคับตัวเองให้ต่อต้านสักหน่อยเลย



ไวน์รู้อยู่แล้วว่ากระต่ายจะต้องปฏิเสธ



“อยากรู้เรื่องศรัณย์มั้ย ไม่ใช่ว่าขายเพื่อนหรอกนะ แต่เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้กันทั่ว” และนั่นทำให้ร่างเล็กหยุดชะงัก แต่ไม่ได้หันหลังกลับไปหาไวน์ พอใช้ความคิดในหัวมันก็ปวดหนึบหนักอื้อขึ้นอีกรอบ



ร่างสูงยกยิ้ม ใช่ซะด้วย เด็กคนนี้ชอบไอ้รัณย์



“ว่ามาสิครับ”



“รีบร้อนจริง อืม... ยังไงดี” เสียงของไวน์เว้นระยะครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เราคงเป็นเด็กมันถูกมะ”



“ขอโทษนะ แต่ผมไม่ใช่” เจินหันไป อีกฝ่ายยกมือถือขึ้นเลื่อนเล่น ส่วนอีกมือคีบมวนบุหรี่ไว้



“พิสูจน์สิ” เสียงทุ้มพูดขึ้นก่อนจะเก็บมือถือเข้ากระเป๋าหลัง เจินไม่เข้าใจสิ่งที่อีกคนพูด พลันมือใหญ่ก็คว้าตัวเขาดึงไปจนระยะห่างระว่างสองคนเหลือไม่ถึงคืบ



“ไม่...” คนตัวเล็กเงยหน้ามองอีกคนอย่างไม่ยอมให้ตัวเองตกเป็นรอง อย่าคิดว่าอายุมากกว่าแล้วจะมาข่มเขาได้



คนตัวสูงพลิกให้เด็กหนุ่มหลังชนติดกำแพงกระเบื้องของห้องน้ำ “เมาแล้วเหรอ”



ตัวนุ่มนิ่มจนไวน์เองก็นึกเสียดาย ถ้าได้สักครั้งก็อยากจะลอง



“พูดมาสิว่าพี่รัณย์ทำไม” เด็กหนุ่มพยายามพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ



“ยังไงดีล่ะ” อีกฝ่ายว่าทำท่าเป็นกำลังคิดบางอย่างในหัว “ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนสักหน่อยมั้ย” แล้วฉีกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์



จะลองนิดๆ หน่อยๆ เพื่อนของเขาก็คงจะไม่ว่ากันหรอกมั้ง

อีกอย่าง... ก็คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น

เพราะกระต่ายน้อยทะนงตนตัวนี้คงไม่เอ่ยออกไปหรอก



“อะไ— อื้อ!”



เสียงเด็กหนุ่มขาดหายไปหลังจากไวน์กดจูบลงที่ริมฝีปากเขา ร่างบางเบิกตากว้าง มือเลื่อนมาหวังจะดันอีกฝ่ายออก ทว่าไม่รู้ว่าเป็นตัวเองที่แขนปวกเปียกหรืออีกคนที่มีแรงมากกว่ากันแน่



ลิ้นร้อนรุกเข้ามาให้โพรงปากอย่างชำนาญ เสียงอื้ออึงในลำคอไม่ได้ช่วยให้ทุกการกระทำชะลอลงแต่อย่างใด คนที่เดินเข้าออกในห้องน้ำเองก็ไม่ได้สนใจ ราวกับสองคนนี้ก็แค่กำลังหาความสุขในงานปาร์ตี้เฉกเช่นคนอื่นๆ



สัมผัสจากลิ้นที่เข้ามาทำให้รู้สึกถึงผงละเอียดบางอย่างที่มันพาเข้ามาด้วย ความขมปร่าคละคลุ้งทั่วโพรงปาก เขาไม่รู้ว่าควรจะหายใจทางไหน เหมือนกับคนที่จะจมน้ำ จนกระทั้งลำคอกระเดือกกลืนเอารสขมนั้นเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า จนแทบจะไม่เหลือรสชาตินั้นจากลิ้นอีกคนที่ส่งเข้ามาอีก



เจินผลักอีกฝ่ายออกด้วยแรงที่หลงเหลืออยู่ตอนนี้ คงเป็นเพราะไวน์ยอมปล่อยเขา ถึงดันออกมาง่ายดายแบบนี้ ร่างสูงยกยิ้มให้กับคนตรงหน้าที่กำลังกอบโกยลมหายใจ



“อืม.. เรื่องศรัณย์น่ะเหรอ เดี๋ยวคืนนี้ก็รู้เอง รู้กับตัวคงง่ายกว่าล่ะมั้ง”



“พี่เอาอะไรใส่ปากผม”



“เย็นสุดขั้ว” ไวน์ว่าอย่างเล่นหูเล่นตาพร้อมเงยหน้าขึ้นเพดานแล้วกลั้วหัวเราะ ก่อนจะพเยิดหน้าไปทางประตู เป็นนัยน์ว่าให้เจินกลับโต๊ะได้แล้ว











ปิ๊กกลับมาที่โต๊ะแล้ว เจ้าของวันเกิดเองก็มานั่งแล้วเช่นกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้ดึกแค่ไหน เขาพยายามเพ่งมองนาฬิกาแต่ก็เปล่าประโยชน์เพราะรู้สึกมึนหัวไปหมด



ร่างบางกลับมานั่งที่เดิม ศรัณย์มองมาทางเขาก่อนจะถามว่าไหวรึเปล่า เขาตอบกลับไปว่าไหว ปิ๊กเองก็เหมือนเริ่มห่วง ทว่าเจินที่เห็นปิ๊กกำลังคุยสนุกอยู่กับพี่ๆ ก็ไม่อยากจะขัดโดยการตื๊อชวนกลับ แล้วคิดว่าเพื่อนสนิทเองก็ยังไม่ได้เปิดไลน์อ่านแน่ๆ



เรื่องในห้องน้ำเจินไม่ได้ตัดสินใจจะบอกใคร ไม่อยากให้ใครรู้ ถ้าไม่มีคนรู้เรื่องก็จะจบอยู่แค่ในนั้น ไม่ต้องรื้อฟื้นอะไรอีก



เจินเม้มริมมฝีปากเข้าหากัน



ตั้งแต่โดนคนคนนั้นทำอะไรแปลกๆ ใส่ก็ผ่านไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงได้



จู่ๆ ก็รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ตามตัวขึ้นมา ความรู้สึกปวดหัวหรือเบลอๆ เมื่อครู่หายไปหมดแล้ว มันแปลกก็จริง แต่รู้สึกโอเคขึ้นเยอะ



เสียงดนตรีedmที่ดังกระหึ่มเหมือนช่วยปลุกให้ร่างกายเขาตื่นตัวอย่างประหลาด มือเล็กเลื่อนไปยกแก้วเหล้าขึ้นจิบพลางเหลือบไปที่นั่งหัวโต๊ะ ก็ยังเห็นเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาของศรัณย์มองมาที่เขาอยู่



ปึก



เจินวางแก้วลง เขาลอบกุมมือของตัวเองที่เริ่มสั่นระริก



“ผมขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะครับ” น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำพูดขึ้น ก่อนที่ร่างเล็กจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คำพูดที่ว่าเวลากินเหล้า ถ้าได้ไปห้องน้ำรอบหนึ่งมันจะมีรอบต่อไปตามมาเรื่อยๆ ก็คงจะจริง



“เดี๋ยวพี่พาไป”



ศรัณย์ลุกขึ้นก่อนที่ขายาวจะก้าวไปหาเจินแล้วเดินตามไป ไม่รู้ทำไมถึงคิดว่าการเข้าห้องน้ำเป็นเรื่องใหญ่นัก ทำเหมือนเป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงกันไปได้



คู่รักชายหญิงที่นัวเนียกันก่อนหน้านี้หายไปแล้ว กลายเป็นคู่ใหม่ที่เข้ามาแทนที่ เจินปรายตาไปมองแค่ชั่วครู่ จู่ๆ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมา



เจินรีบพุ่งตัวเข้าห้องน้ำแล้วปิดประตู เขาหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยทำธุระจนแล้วเสร็จ เลื่อนมือไปลูบตามแขนเรียว รู้สึกเหมือนจะหนาว แต่ข้างในกลับร้อน ปลายนิ้วของเขาสั่นระริก บานประตูตรงหน้าเหมือนมีแสงวาววับอย่างแปลกตา



มือเล็กยันประตูดังปัง รู้สึกเนื้อตัวไม่เป็นตัวเขาเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากข้างนอกล่อดวงตาเรียวรีจ้องมองไปที่ต้นเสียง มันก้องเข้ามาในหัวไม่หยุด เสียงดนตรีก็เช่นกัน ทั้งที่อยู่ในห้องน้ำ แต่กลับได้ยินเหมือนมีลำโพงมาตั้งอยู่ข้างหู



“เจินเป็นอะไรรึเปล่า”



เสียงของคนคนนั้น...



“ผมอยากกลับ... อยากกลับห้อง” ริมฝีปากพูดออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่ว “เจินอยากกลับแล้ว” โชคดีที่คนด้านนอกได้ยินมัน



“เปิดประตูสิครับ เดี๋ยวพี่พากลับ”



ได้ยินแค่นั้นก็เลื่อนมือมาปลดล็อกแล้วค่อยๆ ดึงเปิด เจ้าของร่างสูงจดจ้องมาที่คนตัวเล็ก เจินเดินออกมาจากห้องน้ำ รู้สึกตัวล่องลอยอย่างบอกไม่ถูก



มือแกร่งเข้ามาจับแขนเขา เขาก้มมองมัน ศรัณย์อยู่ใกล้เขามาก ...มากๆ



ศรัณย์เลื่อนมือลงไปจับข้อมือเล็กก่อนจะพาเดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วแวะไปที่โต๊ะเพื่อให้ปิ๊กพาเพื่อนมันกลับได้แล้ว



“ไอปิ๊กไปไหน”



“นู้นน โดนลากไปแล้ว” เวย์ตอบพร้อมกลับยื่นหน้าไปทางที่บอก



“งั้นเดี๋ยวกูไปส่งน้องก่อนนะ เดี๋ยวกลับมา”



“เออๆ ไปดีมาดีมึง กลับมาแดกเหล้าให้หมดนะเว้ยของแพง”



ศรัณย์กับคนตัวเล็กหายเข้าไปในฝูงชน เวย์หันมองเชคและไวน์ ทั้งกลุ่มก็มองหน้ากันอย่างเงียบๆ ก่อนเชคจะเป็นคนเปิดฉากพูด



“กูวาง 2,000 ไม่กลับ”

“กูให้ 5,000 เลยอะ”

“กูให้หมื่นหนึ่งเลย”









ภาพห้องที่คุ้นตาปรากฏขึ้นอีกครั้ง เจินเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำเปล่ามาส่งให้ศรัณย์ที่ยืนอยู่แถวโซฟา เขาเอ่ยขอบคุณที่อุตส่าห์มาส่งถึงบนห้อง



“เราไม่สบายรึเปล่า หรือเพราะกินเหล้า” ศรัณย์มองคนตัวเล็กที่หน้าขึ้นสีระเรือ ก่อนมือแกร่งจะสอดใต้ผมที่ปกลงหน้าอีกฝ่ายเพื่อวัดอุณหภูมิ



เจินรีบปัดมือศรัณย์ออก



“ขอโทษ ไม่รู้ว่าเราไม่ชอบ”



ไม่ใช่ไม่ชอบ...



ก้อนเนื้อที่อกข้างซ้ายของเจินเต้นแรงขึ้นอีกครั้งตอนที่สัมผัสจากมือของศรัณย์มาแตะที่ผิว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร อาจเป็นเพราะเหล้าที่ดื่มเข้าไป หรืออาจเป็นเพราะผงขมๆ ที่โดนยัดให้กิน



“เปล่าครับ” ร่างเล็กมองสภาพโต๊ะและพื้นหน้าทีวีซึ่งเต็มไปด้วยชีตและหนังสือเรียน ก่อนจะไปเปิดลิ้นชักที่ใต้ทีวีเพื่อหยิบซองบุหรี่และไฟแช็กซึ่งอยู่คู่กันออกมา



ประตูกระจกถูกเลื่อนเปิด ร่างบางเดินแทรกเข้าไปยืนที่ระเบียงอย่างเคยชิน ไม่รู้ว่าศรัณย์ที่อยู่ในห้องจะยังไงต่อ แต่คิดว่าคงจะกลับไปที่งานนั้นแหละ



นิ้วชี้กับนิ้วโป้งคีบบุหรี่ไว้ก่อนจะใช้อีกมือจุดไฟที่ปลายมวน blueriver menthol ถูกจรดริมฝีปาก เขาไม่ได้สูบบุหรี่บ่อยนัก ทุกครั้งที่หยิบมันออกมาจะรู้เหตุผล ทว่าครั้งนี้มันต่างออกไป



ไม่รู้ว่าทำไม แต่แค่ต้องการมันก็เท่านั้น



“คิดว่ากลับมาแล้วจะนอนเลย ยังออกมาสูบบุหรี่ได้อีกนะ” เจ้าของเสียงทุ้มต่ำพูดขึ้นดังมาจากทางข้างหลังก่อนที่เจ้าตัวจะมาปรากฏอยู่ข้างๆ



เห็นแล้วก็นึกถึงตอนที่จู่ๆ ช่างสักคนนี้ก็มารู้ว่าเด็กอย่างเขาสูบบุหรี่ ทั้งที่ไม่อยากให้ใครรู้แท้ๆ แค่ปิ๊ก คนเดียวก็พอแล้ว



ตอนนั้นทำไมถึงรับบุหรี่ที่เขายืนให้ล่ะ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่คนสูบบุหรี่



“เอามั้ยครับ” เจินยื่นมวนบุหรี่ให้กับอีกคน ...แล้วครั้งนี้จะรับรึเปล่า



เจ้าของใบหน้าที่พระเจ้ารักคลี่ยิ้มบางในขณะที่มองเขา มือแกร่งมาหยิบบุหรี่จากมือเขา



ทว่ามือเล็กกลับชักมันหนี



“พี่ไม่สูบบุหรี่ไม่ใช่เหรอ”



ศรัณย์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่จะหันหน้าไปทางวิวยามค่ำคืนแทน นัยน์ตาคมลึกทอดมองออกไป ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่... “เคยสูบ แต่เลิกสูบไปเพราะมีคนขอไว้”



แต่... มันเจือความเศร้าอย่างที่ไม่เคยปรากฏตัวให้เขาเห็น



เจินเปลี่ยนบุหรี่ไปไว้ที่มืออีกข้าง ก่อนที่มือเล็กจะเลื่อนไปจับมือแกร่งของอีกคนที่กำลังเท้าแขนพิงกับราวระเบียง นิ้วโป้งเกลี่ยไปตามหลังมือที่มีรอยสักอยู่ เจินไม่รู้ว่าทำถูกไหม แต่มันคือวิธีที่อาม่าชอบทำตอนที่เห็นว่าเขาเศร้า



มือใหญ่จังเลยนะ คนนี้น่ะ



ศรัณย์หันมามอง มือเอื้อมไปหยิบบุหรี่จากมืออีกข้างของเจินมา “ยื่นให้แล้วใครเขาให้ชักกลับ” ศรัณย์ยิ้มก่อนที่มวนบุหรี่จะไปอยู่ที่ริมฝีปากอีกคน เจินมองมัน จากนั้นควันสีขาวก็ถูกพ่นออกมายาวๆ “รสชาติดีอยู่นะ บุหรี่ของเราน่ะ”



เจินดึงมือที่จับมือศรัณย์กลับมา ทว่าอีกฝ่ายก็คว้ามันกลับไปจับ แล้วดูเหมือนจะแน่นกว่าเดิม



“อันนี้ก็เหมือนกัน จับแล้วห้ามปล่อย”



ร่างสูงดึงเด็กหนุ่มให้หันมาตรงหน้า จากนั้นมือใหญ่เลื่อนไปอยู่บนกรอบหน้าของคนตัวเล็ก ในขณะที่อีกมือก็คีบบุหรี่ค้างไว้



ศรัณย์ยื่นใบหน้าไปใกล้เจิน จนคนตัวเตี้ยกว่าแทบจะสัมผัสลมหายใจของอีกฝ่ายได้ กลิ่นน้ำหอมชัดมาก ระคนไปกับกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ยังติดกายอยู่



ดวงตาอีกฝ่ายปรายมองที่ริมฝีปากสวยของเจิน



ร่างกายเขามันร้อนวูบวาบอีกแล้ว



...


“จูบสิครับ พี่จะรออะไร”


...



ไม่รู้ว่าคำที่แค่คิดในหัวจะพ่นออกไปเร็วราวกับแสง ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดจากปากไป ริมฝีปากของคนสูงกว่าก็ทาบทับลงมาที่ผิวปากเขา เพียงแค่นั้นบริเวณท้องก็รู้สึกปั่นป่วนไปหมด



ริมฝีปากบางเผยอออกอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ลิ้นอุ่นร้อนของอีกฝ่ายล้ำเข้าไปได้อย่างง่ายดาย กอบโกยเอารสของบลูรีเวอร์เมนทอลอย่างกลัวจะมีใครอื่นมาแย่ง



บุหรี่ในมือถูกยื่นออกไปที่นอกระเบียง ศรัณย์วางข้อมือไว้ที่ราว เพราะกลัวมันจะมาถูกตัวเด็กตรงหน้า จากนั้นอีกมือซึ่งเปื้อนรอยสักเลื่อนลงไปโอบเอวบางแล้วดึงมาแนบชิดกาย



เจินยกมือขึ้นจับแขนเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายแล้วตอบรับจูบอย่างสะเปะสะปะ ทว่านั่นทำให้ศรัณย์รู้สึกว่า ...ช่างไร้เดียงสา



ศรัณย์ค่อยๆ ผละออก เพราะกลัวเด็กหนุ่มจะขาดอากาศหายใจไปซะก่อน



เปลือกตาของคนตัวเตี้ยกว่าลืมขึ้นอย่างช้า หอบหายใจกอบโกยออกซิเจน ริมฝีปากฉ่ำยังเผยออยู่อย่างนั้น ดวงตามองอีกฝ่ายราวกับล่องลอย หัวใจเต้นแรงจนตัวเขาเองยังกังวลว่าศรัณย์จะได้ยินเสียงมันหรือเปล่า รวมถึงท่อนร่างของเขา... ที่มัน...



อ่า...



“พี่ว่า พี่กลับก่อนดีกว่า” ศรัณย์ว่าพลางบี้ก้นบุหรี่กับที่เขี่ยบุหรี่หินอ่อน แล้วเดินกลับเข้าไปข้างใน เจินเดินตามอีกฝ่ายไปด้วย ร่างเล็กนั่งลงที่โซฟา มองแผ่นหลังอีกฝ่ายที่ยกน้ำขวดเดิมขึ้นดื่ม



ไม่รู้ว่าทำไม แต่แค่ต้องการมันก็เท่านั้น



“พี่รัณย์”



คนนั่งบนโซฟาเอนหลังพิงพนักอย่างไม่รีบร้อน วาดขาขึ้นไขว้อีกข้าง มองไปที่อีกฝ่ายซึ่งหันแผ่นหลังกว้างให้กับเขา มือเล็กเสยผมที่ลงมาปกหน้า ก่อนจะเลื่อนลงมาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวเองทีละเม็ด ...ทีละเม็ด



“...นอนกับเจินมั้ย”



ศรัณย์ไม่ได้หันไปทันที มือแกร่งปิดฝาขวดน้ำอย่างใจเย็น ก่อนที่มุมปากข้างหนึ่งจะยกยิ้มเหมือนอย่างรู้อยู่แล้วว่าฉากนี้จะต้องเกิดขึ้น



และใช่...

เจินคงไม่รู้ว่า...





/

The devil is coming

/
















talk with writer

***สิ่งที่พี่ไวน์เอาใส่ปากน้องเจินคือยาไอซ์นะคะ***

ยาไอซ์ เป็นสารเสพติดประเภทกระตุ้นประสาทค่ะ

เมื่อเสพจะมีอาการร่างกายตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น มือสั่น เป็นต้น

ส่วนอาการทางเพศ ผู้เสพจะกล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยกล้า มีความพึงพอใจและความตื่นเต้นต่อเซ็กซ์มากขึ้น รวมถึงยืดระยะเวลาในการมีเซ็กซ์ด้วยค่ะ

*โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :katai1:

ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

บทที่ 8










“พี่รัณย์”

“...”

“...นอนกับเจินมั้ย”



ผมยกมือขึ้นปลดกระดุมเสื้อทีละเม็ด พี่ศรัณย์วางขวดน้ำลงที่โต๊ะแล้วหันมามองที่ผม เสื้อถูกเปิดให้เห็นผิวด้านใน ผมเอียงคอสบตากับเขาแล้วยิ้มนิดๆ ให้



พี่จะรออะไรอยู่ล่ะ



“อ่อย” เขาบอก แล้วก้าวขายาวๆ นั่นมาหาผม โซฟานุ่มยุบฮวบเนื่องจากร่างสูงที่ขึ้นมาคร่อม ท่อนแขนแกร่งเท้าลงกับมันเพื่อยันตัวไว้ ใบหน้าคมคายก้มลงมาใกล้กับหน้าผม



ผมคลี่ยิ้มบาง ปรายมองริมฝีปากอีกคนที่เพิ่งได้ลิ้มชิมไป ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นสบมองดวงตาอีกฝ่าย



ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองเอาความกล้าพวกนี้มาจากไหน



แต่ผมหยุดตัวเองไม่ได้



“ก็อ่อย แล้วเมื่อไหร่จะกินเจินล่ะค—”



ไม่ทันจบประโยค คนด้านบนก็กดริมฝีปากลงมา ผมหลับตา ก่อนจะวาดแขนขึ้นโอบรอบคอเขา พี่ศรัณย์ขบริมฝีปากล่างผมเล่นอย่างหยอกล้อ ผมยกยิ้มขึ้นแล้วส่งปลายลิ้นเลียไปที่ผิวริมฝีปากอีกคนอย่างไม่ยอม



เหมือนกับการไปยั่วเขาล่ะมั้ง พี่ศรัณย์เลยกดจูบลงมาอย่างดูดดื่ม ...ทว่านั่นผมกลับชอบมันมากกว่า ชอบให้เขาเลิกหยอกล้อแล้วใส่เข้ามาสักที



ผมเลื่อนมือลงไปปลดกระดุมเชิ้ตสีเข้มของเขาจนกระทั่งเม็ดสุดท้ายอย่างรู้งาน เขาผละออกจากจูบผมแล้วถอดมันออก ก่อนจะกดซ้ำลงมาอีกครั้งราวกลับกลัวตัวผมจะหายไป



ร่างกายของผมเห่อร้อนไปทั่ว ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์สุราหรือผงขมๆ นั่น แต่มันทำให้ผมต้องการคนตรงหน้าอย่างปฏิเสธไม่ได้



ไม่รอช้าผมลงมือปลดเข็มขัดเขา ปลดกระดุมกางเกงตัวดำออกแล้วรูดซิปลง เสียงของมันทำให้ผมแทบคลั่ง



พี่ศรัณย์ละออกจากริมฝีปากผมแล้วเลื่อนลงมาที่ลำคอ สันจมูกโด่งลากไล่ไปตามซอกคอ ก่อนที่ริมฝีปากอุ่นๆ จะประทับลงไปผิว เขาจูบมัน ขบกัดมัน และดูดมันจนผมเผลอร้องคราง



คนแก่กว่าส่งลิ้นร้อนลากลงผิวบริเวณคอ ก่อนจะจูบไล่ลงไปที่แผ่นอก มืออีกข้างเขาเปิดเสื้อของผมออกเป็นนัยน์ว่าให้ถอดมันออกซะเถอะ เสื้อเชิ้ตของคืนนี้เลยลงไปกองที่โซฟา



ในหัวผมตอนนี้มันโล่งไปหมด ผมแหงนเงยมองเพดาน เสียงวาบหวามที่เขาทำมันดังก้องเข้ามาในหู ภาพเพดานดูซ้อนกันไปหมด ถ้าเทียบมันกับภาพวาด ลายเส้นเหล่านั้นดูสั่นเบลอไร้ซึ่งจุดโฟกัส



“พี่รัณย์ ...ผมไม่ไหวแล้ว”



พี่ศรัณย์ลงไปจากโซฟา เขาคุกเข่าลงบนพื้นพรม มือใหญ่ปลดตะขอกางเกงผมออก ผมเองก็ยกสะโพกขึ้นเพื่อให้เขาดึงมันลง



เหลือเพียงอันเดอร์แวร์สีขาวขอบดำ ผมก้มลงไปมองก็เห็นท่อนล่างที่มันแข็งตัวจนดันเนื้อผ้าสีขาวให้นูนขึ้นเป็นรูปร่าง



ใบหน้าหล่อเหลานั่นกำลังเลื่อนลงไปที่กางเกงผม เขาก้มลงขบเม้มมัน ผมตกใจที่เขาทำแบบนั้น มันเป็นเรื่องปกติหรือเปล่า



“มะ..ไม่สิ พี่รัณย์ มันสกปรก”



เหมือนคำปรามของผมจะไม่เป็นผล เขาดึงอันเดอร์แวร์ลง เผยให้เห็นของผมที่ตั้งขึ้นต่อหน้าเขา ผมยกมือขึ้นปิดตา ไม่รู้ทำไมจู่ๆ รู้สึกกระดากอายขึ้นมา



“พี่รัณย์... ไม่เอา.. มัน... มัน...”

...

“.... อ่าา~”



ใบหน้าของผมเชิดแหงนขึ้นเพดานพลางส่งเสียงครางออกมาครั้นเมื่อริมฝีปากเขาครอบลง ลิ้นชื้นร้อนนั่นโลมเลียมันจนความรู้สึกเสียวแล่นขึ้นมาบริเวณท้องน้อย ผมยกแขนขึ้นปิดหน้า อีกข้างเอาวางลงบนศีรษะอีกฝ่าย



ริมฝีปากพี่ศรัณย์เลื่อนขึ้นลง ผมเม้มปากกลั้นเสียงไม่ให้เล็ดลอด นิ้วมือสอดไปตามเส้นผมของเขา เมื่อเขาละปากของจากส่วนล่างของผม ลิ้นที่ชื้นแฉะของเขาก็ส่งมาแตะลงบนปลายยอดจนน้ำที่เยิ้มออกมายืดติดปลายลิ้นของอีกฝ่าย



ตอนนี้ใบหน้าผมต้องดูไม่ได้แน่ๆ



เขาลุกขึ้นยืมเต็มความสูง เผยให้เห็นกล้ามเนื้อช่วงไหล่และหน้าท้องที่งดงาม ลวดลายหมึกสีดำสวยราวกับใช้พู่กันแต่งแต้มลงบนผิวออกแทนทำให้เขาดูดุมากขึ้น



เขาก้มมองกางเกงที่ผมปลดไว้ มือแกร่งดึงเข็มขัดเส้นนั้นออก เขาทิ้งมันลงไปอยู่กับชีตเรียนชีวะบนพื้น ผมมองมันอย่างหวั่นๆ กับปลายลำท่อนที่โผล่มาหมิ่นเหม่ที่ขอบอันเดอร์แวร์ น้ำลายอึกใหญ่ถูกกลืนลงคออย่างยากลำบาก



นั่นเขาจะไปไหน



เขาเดินไปเปิดลิ้นชักใต้ทีวีช่องล่างริมสุดที่ผมไม่เคยใช้ ของบางอย่างถูกหยิบมาไว้ในมือ เป็นขวดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่กับกล่องสี่เหลี่ยมที่ผู้ชายคงคุ้นตาเป็นอย่างดี



ผมมองมันอย่างอึ้งๆ เอาไปใส่ไว้ตอนไหน?



เขาเดินมาดึงเอวผมให้หมิ่นไปอยู่ที่ขอบโซฟา ก่อนที่ตัวเองจะคุกเข่าลงอีกรอบ



“เอาไปใส่ไว้ตอนไหน”



“พี่มาห้องเราตั้งกี่ครั้งแล้วล่ะ”



“...”



“อย่าให้ใครเข้าห้องแบบนี้อีก”



“ทีพี่ยังเข้าเลย”



“ก็นี่พี่ไง แต่คนอื่นไม่ได้ หวง”



“...”



“อ้าเร็ว” เสียงทุ้มต่ำพูดก่อนมือใหญ่จะสอดมาที่เข่าผมทำทีแหวกมันออก แล้วผมเองก็เป็นใจด้วยไง ผมค่อยๆ อ้าขาออก พี่ศรัณย์ก็ส่งมือมายกตรงข้อพับผมขึ้นทั้งสองจนเท้าขึ้นมาวางเหยียบบนโซฟาจนตั้งฉาก



เจลหล่อลื่นใสๆ ถูกบีบใส่มือใหญ่ ก่อนที่นิ้วเขาจะแตะลงมาที่ปากของช่องทางผม ความรู้สึกเย็นวาบทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนนิ้วชี้เรียวยาวจะสอดเข้าไป มันไม่เหมือนอย่างที่ผมคิดไว้ เพราะรู้สึกอึดอัด



พี่ศรัณย์ชักเข้าออกจนรู้สึกว่าช่องทางของผมค่อยๆ เริ่มปรับตัวจึงสอดนิ้วกลางเข้ามาอีก ผมนิ่วหน้าเพราะเหมือนจะเจ็บนิดหน่อย



สองนิ้วถูกดันเข้าไป ปลายนิ้วงอขึ้นอย่างตั้งใจจนไปโดนผนังด้านใน ความรู้สึกเสียวแล่นผ่านจนสิ่งที่แข็งตั้งกระดกปลายขึ้น



“อืม ตรงนี้จริงๆ สินะ” เขาว่า ริมฝีปากฉีกยิ้มอย่างพอใจ “แล้วมีตรงไหนอีกรึเปล่า” เขาย้ำปลายนิ้วให้ไปโดนตรงจุดนั้นซ้ำๆ จนสะโพกผมเด้งตอบ



“พี่รัณย์ เจินอยากแล้ว ใส่มันเข้ามา”



ผมร้องขอ ผมไม่ไหวแล้ว ร่างกายมันร้อนๆ หนาวๆ ไปหมด



“รู้แล้ว ตอดขนาดนี้”



เขาลุกขึ้นถอดกางเกงออกจนหมด เผยให้เห็นส่วนใหญ่โตที่ชูชันขึ้น ผมหายใจหอบหนัก หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ “พี่รัณย์คร้าบ...” แล้วส่งเสียงออดอ้อนอีกฝ่ายอย่างไม่เหลือคราบของภาพลักษณ์ที่เคยสร้างไว้



“หันหลังมาหน่อยเด็กดี” ผมลุกขึ้น เขาช่วยจัดท่าให้ผมขึ้นไปคุกเขาอยู่บนโซฟา แล้วหันหน้าไปเกาะพนักพิงหลัง จากนั้นนั้นมือใหญ่มาแตะต้นขาด้านในให้ผมถ่างออก



ผมหันไปเห็นพี่ศรัณย์ยืนแกะซองถุงยางอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะโยนซองที่หมดประโยชน์ทิ้งไปกองกับหนังสือเรียนผม ถุงยางบางเฉียบถูกรูดไปกับแกนกายที่ชูชัน จากนั้นเขาก็ขยับตัวมาใกล้จนยอดปลายแก่นกายชนเข้าไปใกล้ๆ ช่องทางของผม



เจลหล่อลื่นถูกบีบลงบนมืออีกครั้งเขาลูบจนทั่วลำแกน แล้วจึงเอาส่วนหัวมันมาถูที่หน้าช่องทาง



“ปีนี้อายุเท่าไหร่”

“18”

“น่ารัก”



แล้วผมก็ต้องแหงนหน้าอีกครั้งพร้อมเสียงที่หลุดออกมาจากลำคอ ความอึดอัดค่อยๆ ถาโถมเข้ามาจนสุด



ความจุกเข้าครอบคลุมจนผมนิ่วหน้าแล้วซุกลงกับพนักโซฟา ขณะเขาค่อยๆ ขยับเอวเข้าออกช้าๆ ผมส่ายหน้าไม่ไหว



“เจ็บ...”



“อย่าเกร็ง เราเกร็งพี่ก็เจ็บเหมือนกัน” เขาโน้มตัวลงมาจนแผ่นอกแกร่งแนบชิดกับแผ่นหลังของผม ความอุ่นแผ่เข้ามา มือเลื่อนมาโอบจับมือผม ใบหน้าของเขาเลื่อนมาใกล้ๆ ก่อนจะกระซิบข้างหูผม “ผ่อนคลายนะครับ”



“อ้า พี่รัณย์ เจิน..อ๊ะ”



จังหวะเข้าออกถูกเร่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พี่ศรัณย์ปล่อยมือจากมือแล้วขึ้นไปยืนเต็มความสูง ก่อนจะจับสะโพกผมแล้วกระแทกมันเข้ามา



“ซี๊ด...” เข้าเว้นจังหวะก่อนจะกระแทกปึกเข้ามาอีกครั้งจนตัวผมโยกไปข้างหน้าตามแรง



“ยังเจ็บอยู่รึเปล่า”

“เจ็บ”

“เจ็บก็ต้องทนนะครับ”



เสียงทุ้มต่ำว่าก่อนจะกระแทกเอวเข้ามาถี่ๆ ผมต้องเกาะโซฟาแน่นเพราะตัวโยกหัวสั่นหัวคลอน



“ตรงนี้ใช่เปล่า”



ผมส่ายหน้า เขาจึงเปลี่ยนจังหวะ



“แล้วตรง—”



“อ๊ะ!”



“ตรงนี้สินะ”



จากนั้นส่วนหัวของแก่นกายก็กระแทกกระทุ้งเข้ามาย้ำๆ จนผมรู้สึกเหมือนปวดฉี่ขึ้นมา



ผมเอื้อมมือไปชักรูดแก่นกายตัวเอง ทว่ามือของพี่ศรัณย์ปัดมันแล้วคว้าดึงไปด้านหลังจนตัวผมแอ่นขึ้น ผมเสียวจนบิดตัว เข่าที่อยู่บนโซฟาหล่นลงมาทำให้เท้าข้างหนึ่งแตะพื้นเพื่อช่วยพยุงตนเองในท่าเหมือนคนสะบักสะบอม



ใครคือพี่ศรัณย์คนอบอุ่นวะ

แม่ง... กระแทกจนหัวสั่นหมดแล้ว



ไม่พอ คนตัวใหญ่ก็จับผมให้เปลี่ยนเป็นท่ายืนหันหน้าไปหาทีวี เขาดันหลังผมลงไปจนหน้าท้องขนานกับพื้น พอเงยหน้าขึ้นผมก็เห็นตัวเองที่สะท้อนอยู่ในหน้าจอทีวีดำโดยมีพี่ศรัณย์ดึงรั้งแขนสองข้างไว้



“อ่ะ..อ๊ะ อ๊า พี่รัณย์อย่าเพิ่ง ไม่เอา อ้ะ..”



ผมรีบปรามเมื่อเขาเริ่มขยับเอว ส่วนที่ชูชันของผมกระดกหัวขึ้นเพราะความเสียวที่ถูกจี้จุด พี่ศรัณย์ย้ำที่ผนังในช่องทางตรงนั้นของผมซ้ำๆ เขารู้... รู้ว่าทำยังไง



“มะ..ไม่ไหว เจินจะ—”



อยู่ในท่านี้ไม่ทันไรของเหลวสีขาวขุ่นก็พุ่งออกจากปลาย ผมตัวกระตุกเกร็งเล็กน้อย พี่ศรัณย์ค่อยๆ ชะลอการสอดเข้าออกให้ช้าลง น้ำกามถูกปลดปล่อยลงไปเปรอะกองชีตเรียนซึ่งอยู่บนโต๊ะหน้าทีวี



“แฮ่ก.. แฮ่ก เลอะชีตผม”

“น้ำใครทำเลอะ”

“ก็พี่เล่นกระทุ้งๆ เอาจะไม่ให้พุ่งได้ไง”

“แบบนี้เหรอ”

“อ๊ะ! พี่ศรัณย์”

“แล้วชอบมั้ยคะ”

“อือ...ชอบ”



หลังจากผมพูดเหมือนพึมพำกับตัวเอง ก้มมองส่วนแก่นกายของตัวเองที่ยังชูชันอยู่ ที่ปล่อยไปเมื่อกี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลยหรอ



“เคยช่วยตัวเองมั้ย”

“เคยสิ”

“ล่าสุดเมื่อไหร่”

“... จะ..จำไม่ได้หรอก”

“ว่าแล้ว ถึงแตกเยอะขนาดนี้”



พลันช้อนตัวผมอุ้มแล้วย่อก้มให้ผมหยิบขวดเจลบนโซฟากับกล่องถุงยางมา พี่ศรัณย์บิดประตูแล้วดันมันเข้าไป วางผมลงบนเตียง เขามองหารีโมตแอร์และเปิดมัน



ผมกึ่งนั่งกึ่งนอน เอาข้อศอกยันตัวเองกับเตียง ยกมือขึ้นเสยหน้าม้าที่ปกลงมา ทำให้รู้ว่าเหงื่อออกเยอะแค่ไหน สายตาก็เหลือบไปมองร่างสูงที่ก้าวมาที่เตียง



เรือนร่างของพี่ศรัณย์เหมือนเบลอออกเป็นสองคน แล้วกลับเข้ามาเป็นคนเดียวปกติ ใบหน้าของเขาดูงดงามกว่าที่ผมเคยจำได้



ผมส่ายหัวไล่อาการแปลกๆ นี่ออกไป



“เราเสร็จไปแล้ว แต่พี่ยังคไม่เสร็จนะ”



“อือ ก็เข้ามาสิครับ” ผมยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายพูดแบบนั้น ก่อนจะค่อยๆ อ้ามันออกเล็กน้อย ไม่รู้ว่าผมไปเอาความกล้าในเรื่องพวกนี้มาจากไหน



พี่ศรัณย์โคลงหัวพลางยิ้ม แล้วกระโจนขึ้นมาบนเตียง



เขาดึงสะโพกของผมเข้าหาตัว ทำให้ผมที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่แผ่นหลังราบไปกับเตียง พี่ศรัณย์จับขาผมแยกออก ก่อนจะหยิบเจลมาบีบลงที่แก่นกายที่มีถุงยางอยู่แล้วรูดมันอีกครั้ง



ผมเอาลืมลูบไปบริเวณปากทาง ทำให้รู้ว่าเนื้อมันบวมยุ่ยออกมา พี่ศรัณย์ดึงมือผมออก ก่อนจะดึงเอวเข้าไปแล้วเสียบส่วนใหญ่โตของเขาเข้ามา



เขาเริ่มจากความถี่เบาๆ ก่อนจะไต่ระดับขึ้นไป มันทำให้ผมปรับตัวได้ พี่ศรัณย์ก้มลงมาจูบที่อกผม ขณะเอวเขาก็ยังขยับเข้าออก



“รอยสักหายดีแล้วนี่” เขาว่า พลางมือที่จับอยู่ที่เอวบีบเค้นมัน แล้วนิ้วโป้งก็ไล้ไปตามรอยหมึกสีดำที่อยู่บนผิวผม



“อื้อ หายแล้ว อ๊ะ..จะสักใหม่”

“อืม เดี๋ยวพี่สักให้”

“อ๊ะๆๆ บะ..เบา”

“ตอนนี้ขอกินเราก่อน”



เขาก้มลงมากดจูบริมฝีปากผม แขนที่จับเอวเปลี่ยนมาโอบกอดตัวผมเอาไว้ จังหวะส่วนล่างเร่งถี่ขึ้นจนผมรู้สึกได้

เขาผละจากกอดเงยหน้าขึ้นแล้วสบถ

ผมชอบตอนเห็นเขารู้สึกเหมือนคลั่งแบบนี้จริงๆ



มือผมกำผ้าปูเตียงจนยับ เนื่อจากรู้สึกเหมือนตัวเองจะถึงจุดสุดยอดอีกรอบ มือใหญ่จับเอวผมบีบเค้น เขากัดปากแล้วกระแทกมันเข้ามาไม่หยุด



น้ำสีขาวขุ่นพุ่งออกมาอีกครั้งจนเลอะหน้าท้องตัวเอง ในขณะเดียวกันพี่ศรัณย์ชักแก่นกายออก มือแกร่งรีบดึงส่วนปลายของถุงยางทิ้งแล้วของเหลวของเขาก็แตกใส่หน้าท้องผม



ใบหน้าคมคายก้มลงมา สันจมูกไล้ไปตามลำคอแล้วขึ้นมากอบโกยความหอมจากแก้มของผมฟอดใหญ่ ก่อนจะกระซิบข้างใบหูด้วยเสียงทุ้มต่ำออกจะแหบ



“ขออีกรอบนะคะเด็กดี”










...

เสียงนาฬิกาปลุกที่หัวเตียงแผดเสียงดังขึ้นบ่งบอกว่าเป็นเวลาหกโมงเช้า ผมที่ถูกร่างสูงจับนอนคว่ำหัวโยกหัวสั่นเอื้อมมือไปหยิบมันมาจากหัวเตียงแล้วปิดก่อนจะวางส่งๆ ไปบนเตียง ผมหยิบมาตั้งไว้ก่อนที่พี่ศรัณย์จะต่อรอบสองของเขา เพราะมือถือที่ใช้ประจำน่าจะไปกองอยู่กับกางเกง แล้วกลัวตัวเองไม่ตื่นเลยตั้งเผื่อไว้



ทว่าความจริงคือยังไม่ได้นอน




“วันนี้มีเรียนพิเศษเหรอ”



“อื้อ แต่อ๊ะ เดี๋ยวค่อยว่า อ้าพี่รัณย์ ตรงนั้น เอาตรงนั้น”



แล้วผมก็ทำที่นอนเลอะอีกรอบแล้ว



ครั้งนี้พี่ศรัณย์ปล่อยใส่ในถุงยาง เขาดึงมันออกมาทิ้งลงบนพื้น ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างๆ มือหนาดึงผ้าห่มมาคลุมตัวพวกเรา เขาสอดแขนมาที่ท้ายทอย กดหัวผมลงกับอกที่หอบหายใจกระเพื่อม



“เจินยังอยากทำอีก”



“พอแล้ว เปิดกล่องสองไปแล้วเราจะไปเรียนไม่ไหวเอา”



“อื้อ งั้นเรียนเสร็จแล้วทำอีกได้มั้ย”



“ได้สิครับเด็กดี” เขาจูบที่หน้าผากผมก่อนจะลูบผมอย่างแผ่วเบา ผมสอดมือจากผ้าห่มไปตั้งนาฬิกาปลุกอีกครั้งก่อนจะหลับตาลง









นาฬิกาปลุกแผดเสียงอีกครั้ง ทั้งที่รู้สึกเหมือนหลับตาไปได้แค่ห้านาที ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวถาโถมเข้ามาประกอบกับความปวดร้าวตามร่างกาย



แสงอาทิตย์เล็ดลอดผ่านประม่านเข้ามาส่งลงบนผ้าปูสีเข้ม ตัวผมยังอยู่ในอ้อมกอดของอีกคน มือเอื้อมไปคว้านาฬิกาปลุกที่ดังจนรู้สึกรำคาญหู ผมยกแขนหนักๆ ที่เต็มไปด้วยรอยสักของคนตัวโตออก สองขาค่อยๆ ก้าวลงเตียง



ร่างกายอย่างกับโดนจับทุ่มมาร้อยรอบ



ผมยกมือขึ้นนวดขมับทั้งสองข้าง ทอดสายตามองสภาพบนพื้นในห้องนอนที่เต็มไปด้วยซองขยะและซากถุงยางใช้แล้วที่มีน้ำสีขุ่นกองอยู่ข้างใน



เมื่อคืนเป็นบ้าอะไรเนี่ย



ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแอลกอฮอล์หรือไอผงขมๆ ที่พี่ไวน์ยัดมา หรืออาจเป็นเพราะพี่ศรัณย์ หรือไม่ก็คงโทษอะไรไม่ได้นอกจากตัวผมเอง



หยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาใส่ลวกๆ ไม่อยากจะปล่อยให้ตัวเองเปลือยในอากาศตอนเช้าสักเท่าไหร่นัก เงาสะท้อนของตัวเองในกระจกดูไม่ได้เอาซะเลย คอนแทกเลนส์ที่ใส่ตั้งแต่เมื่อคืนก็แห้งจนถอดยากจนต้องเอายาหยอดตามาช่วยก่อนจะเปลี่ยนไปใส่แว่นสายตา ผมคาบแปรงสีฟันแล้วเดินออกไปที่หน้าทีวีเพื่อหากางเกงตัวที่ใส่เมื่อคืน



โล่งใจที่มือถือก็อยู่ในนั้นไม่ได้กระจายหายไปไหน สายตาเหลือบมองบนโต๊ะตัวเตี้ยที่เปรอะคราบน้ำเมื่อคืน ชีตเรียนเสียหายหมด อุตส่าห์โน้ตไว้ซะดิบดี



จะอ่านยังไงเนี่ยคาวขนาดนี้



พอดูเวลาที่หน้าจอมือถือก็คิดว่าตัวเองน่าจะรีบกระตือรือร้นได้แล้ว ทว่าก็แปลกที่ยังเอื่อยเฉื่อยแบบนี้



วันนี้ไม่ได้เดินไปชงโกโก้ร้อนซึ่งเป็นมื้อเช้าอย่างเคย คิดว่าไปแวะซื้อเอาน่าจะประหยัดเวลาได้มากกว่า อีกอย่างก็ไม่ได้รู้สึกหิวเลยด้วยซ้ำ



ผมเข้าไปบ้วนปากแล้วล้างหน้า แล้วเดินมาหยิบผ้าเช็ดตัวจากตู้ก็พลันได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง น่าจะเป็นปิ๊ก แล้วมาทำอะไรแต่เช้า



สองขาย่ำเดินออกจากห้องนอน หางตาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวรุ่นป้ากับหญิงชราหัวโกรกสีดำกำลังหอบข้าวของเดินเข้ามา



อาม่า!



ผมรีบหันขวับกลับไปปิดประตูปัง เพราะจะให้อาม่าเห็นไม่ได้ว่าพี่ศรัณย์มานอนอยู่นี่ นึกภาพคนเฒ่าคนแก่เห็นผู้ชายเปลือยแถมเนื้อตัวยังเต็มไปด้วยรอยสักมานอนอยู่ห้องหลานตัวเองคงได้ช็อกตายกันไปข้างหนึ่ง



“เสียงดังอะไรขนาดนั้นอาเจิน”



ผมค่อยๆ หันหลังกลับไปจากที่เพิ่งปิดประตู ผมเข้าไปกอดอาม่าเป็นเชิงอ้อน “ม่ามาทำไรแต่เช้าอะ อั๊วเพิ่งตื่นเองเนี่ย แล้วกลับมาจากบ้านนู้นเมื่อไหร่ไม่เห็นบอกอั๊วเลย”



“อั๊วเพิ่งกลับมาเมื่อวาน ก็รีบมาหาอาเจินแล้วไง”



“น่าจะบอกกันก่อนนี่ม่า”



ในระหว่างที่เราสองคนคุยกัน แมวที่หอบถุงต่างๆ ก็นำมันไปวางไว้ที่เคาน์เตอร์ครัว อ่อ ที่ผมเรียกแมวเพราะติดมาจากอาม่า แมวเป็นเหมือนคนดูแลประจำตัวอาม่ามาตั้งแต่ผมจำความได้ ตอนนั้นเด็ก เห็นผู้ใหญ่เรียกอะไรก็เรียกตาม จะมาเปลี่ยนเอาตอนโตก็ไม่ชินปาก



“คุณหนูใหญ่ห้องยังรกเหมือนเดิมเลยนะคะ เดี๋ยวแมวทำความสะอาดให้ดีกว่านะคะ”



“แฮะๆ ขอบคุณนะคร— เอ้ย! ไม่ต้องครับแมว ไม่ต้อง เดี๋ยว...อั๊วทำเองได้”



ผมหันขวับไปที่โต๊ะบนโซฟา รีบตรงดิ่งไปเก็บชีตเรียนที่เปรอะของเมื่อคืนบนโต๊ะซ้อนไว้ใต้ชีตวิชาอื่น อย่างไรก็ตาม แมวก็ยังมาช่วยเก็บอยู่ดี ผมนี่กลืนน้ำลาย ดีนะที่เก็บทัน



“นี่กางเกงใครคะเนี่ยคุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่ไม่ใส่แนวนี้นี่ แล้วไซส์นี้อีก” แมวว่าก่อนจะหยิบกางเกงสีดำตัวใหญ่โชว์ขึ้นมา



แล้วมันจะของใครเล่า ก็ของไอคนที่หลับไม่รู้เรื่องของในห้องผมไง!



“ของไอปิ๊ก!”



“ไม่เห็นต้องเสียงสูงเลยนะคะ”



“ปิ๊กมันเอามาทิ้งไว้ ขี้เกียจเก็บเลยเอาไว้แบบนั้น”



แมวพยักหน้าแล้วเอากางเกงพาดบนแขน ตามด้วยเสื้อ เข็มขัด ... และ...และ!



“คุณหนูใหญ่จะขี้เกียจใหญ่แล้วนะคะ ขนาดกางเกงในยังต้องให้แมวมาเก็บก็เหมือนตอนเด็กๆ”



อาม่าขำกับประโยคของแมว ผมยู่หน้า เท้าก็พลางคีบกางเกงในพี่ศรัณย์เอายัดไปใต้โซฟา ทำไมตื่นเต้นขนาดนี้วะ เหมือนเด็กทำไรผิดมาเลย แล้วเรื่องเมื่อคืนมันผิดไหม ก็ธรรมชาติเปล๊า



“ม่ากลับไปก่อนมั้ย อั๊วต้องไปเรียนเนี่ย จะแปดโมงแล้วด้วย เดี๋ยวค่อยมาใหม่นะม่านะ”



“อะไรกัน มาถึงก็ไล่อั๊ว”



“ไม่ได้ไล่ แต่อั๊วจะไปเรียนสาย”



“ไม่รักอั๊วแล้วใช่มั้ยอาเจิน”



ผมเข้าไปโอบกอดหญิงชราร่างท้วม อาม่า คือคนที่รักผมมากที่สุด และผมก็รักอาม่าเช่นกัน เป็นคนเดียวในครอบครัวที่คอยดูแล เป็นห่วงเป็นใยผม ตอนเด็กเวลาโดนแม่ตีก็เป็นอาม่าที่คอยมาห้ามแล้วมาปลอบ อาม่าก็เหมือนเป็นโลกอีกใบของผม รักสุดเลยคนนี้



“ไม่รักคนนี้จะให้รักใคร เนี่ยรักกกก” ก่อนจะกดจมูกลงกับแก้มอาม่าแล้วหอมฟอดใหญ่ กลิ่นโคโรญสมุนไพรประจำกายของอาม่าทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นเสมอ



“ก็ได้ๆ อั๊วกลับก็ได้ ไปแมว เดี๋ยวเย็นนี้ค่อยมาทำกับข้าวให้อาเจิน”



“น่ารักที่สุดอาม่าใครเนี่ย”



ผมคล้องแขนอาม่ากำลังจะแล้วเดินพาท่านเพื่อไปส่งที่หน้าประตู แมวเดินตามมาอย่างรู้งานไม่เคยต้องให้อาม่าพูดซ้ำ



พลันเสียงประตูห้องนอนผมก็เปิดออก ดึงความสนใจของทุกคนในห้องไปที่มัน



“...”

“...”

“...”

“... เอ่อ ...สวัสดีครับ”



ร่างสูงของพี่ศรัณย์อยู่ในผ้าขนหนูพันเอวเดินออกมาจากห้องนอน มือยกเสยหัวที่ยุ่งเหยิงก่อนจะหยุดชะงักที่เห็นเราสามคน



ทุกคนอึ้ง! อึ้งกันหมด!!



ยังจะยิ้มอีกโว้ย



“เพื่อนคุณหนูใหญ่เหรอคะ”



“ครับ! เพื่อนครับ”



“อาเจินมีเพื่อนคนอื่นนอกจากอาปิ๊กด้วยเหรอ อั๊วควรดีใจใช่มั้ยแมว”



“แมวว่า... เอ่อ คงจะน่าดีใจนะคะ”



“...คุณหนูใหญ่?”



ในใจผมด่าอิพี่ศรัณย์ไปแล้วเจ็ดชั่วโคตร ออกมาจังหวะมาก บอกสิว่าแอบไปเพิ่มบทตัวเองใช่มั้ย ซีนนี้มันผิดไปหมด



“ม่าแมวนี่พี่ศรัณย์ แล้วพี่ศรัณย์ นี่อาม่ากับแมว”



“สวัสดีครับ” พี่ศรัณย์ยกมือไหว้ ก่อนจะเกาหัวงงๆ



“รู้จักกันแล้วก็กลับเนอะ เนอะม่าเนอะ”



“อั๊วจะกลับแล้วหน่า ไล่อยู่ได้ ไปๆ กลับกันแมว” ผมเดินไปเปิดประตูให้อาม่าก่อนจะจุ๊บแก้มท่านทีหนึ่งแล้วรีบปิดประตูหลังจากเห็นท่านเดินหายลับไปแล้ว



จากนั้นก็กลับมาเท้าเอวจ้องอีกฝ่าย



“มองอะไร”



“จะออกมาทำไม”



“ก็ไม่รู้ว่าครอบครัวมา”



“เสียงดังขนาดนี้ไม่รู้ได้ยังไง”



“แล้วไม่รีบไปเรียนแล้วเหรอเรา”



เออว่ะ ผมชี้หน้าฝากไว้ก่อน จากนั้นก็รีบก้าวพรวดๆ ไปอาบน้ำแต่งตัว แว่นสายตาถูกแทนที่ด้วยคอนแทกเลนส์ใสอย่างเคย มือคว้าเอาไอแพดใส่กระเป๋าเป้ก่อนจะคว้ากุญแจรถแต่ก็ลืมไปว่าออกไปเวลานี้คงรถติดแน่ เลยตัดใจเปลี่ยนไปนั่งรถไฟฟ้าแทน









คำว่า ‘หอบ’



ผมพยายามหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ จับเสื้อผ้าให้คิดว่าดูดีแล้วก่อนจะเปิดประตูห้องเข้าไป ติวเตอร์ที่กำลังอธิบายข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษอยู่หยุดชะงัก ก่อนจะทักทายผมที่เดินเข้าไปเป็นเชิงแซวเล่น



เพื่อนทั้งห้องละสายตาจากสิ่งที่จดหันมามองเป็นตาเดียว ก็แน่ล่ะสิ คงแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นเจษฎาคนนี้มาสาย ทว่าทำไมจ้องกันแปลกๆ วะ หรือผมบนหัวไฟฟ้าสถิต



ผมนั่งลงในโต๊ะที่ว่าง ก่อนจะรีบหยิบไอแพดมาเปิดไฟล์ชีตของวันนี้ ก่อนออกจากคอนโดมาก็บอกพี่ศรัณย์แล้วว่าให้ปิดไฟปิดแอร์ให้เรียบร้อย ดูพูดเข้าสิ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนอะไรรู้สึกอะไรเลย



ผมแอบห่วงนิดหน่อยกับเรื่องที่เปิดขึ้นเมื่อคืน ไม่สิ กังวลกับมันมากๆ ต่างหาก ผมไม่ค่อยเข้าใจนักว่าอะไรมันผลักให้ผมพลั้งปากเชิญชวนเขาด้วยตัวเอง อนาคตที่ผมคิดไว้ไม่ได้เป็นแบบนี้ คิดแค่ว่าเรียนจบก็ไปช่วยป๊าบริหารงาน (ถ้าเขาให้ผมทำอะนะ) แม่เองก็คงหาผู้หญิงดีๆ ให้สักคน อยู่กันไปอาจมีลูกสักคนไว้สืบสกุล ทว่าเรื่องเมื่อคืนมันดูผิดไปจากแผนในหัวเอามากๆ



ผมไม่ได้ต่อต้านหรือรังเกียจอะไรกับรักร่วมเพศหรอกนะ เพราะตอนมอต้นปิ๊กเองก็เคยคบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง มันชินแล้ว เว้นแต่ว่าทางครอบครัวผมนี่สิคงไม่ค่อยจะเข้าใจนัก



ฮ่าๆ



นี่ผมคิดอะไรอยู่ เมื่อคืนมันมีความหมายอะไรขนาดนั้นเลยเหรอ ผมยอมรับว่ามันสนุกมาก เขาทำให้ผมมีความสุขอย่างที่ไม่เคยได้รับในชีวิต ราวกับเขาเทความสำคัญทั้งหมดมาให้ที่ผมซึ่งอยู่ต่อหน้าเขา



ไม่เคยได้กอดแบบนั้นจากใคร ไม่เคยได้จากแม่ หรือแม้กระทั้งจากป๊า



ไม่เคยที่จะมีใครคอยดึงผมเข้าไปในอ้อมกอด



ผมตัดใจจะเลิกคิดเรื่องที่เกิด หูฟังติวเตอร์ที่กำลังอธิบายข้อสอบ ตาสลับมองข้างหน้าและก้มมองจอไอแพดที่จดเป็นระยะ



พลันเสียงสั่นครืดจากโทรศัพท์ที่วางไว้ข้างกันก็ดังขึ้น เรียกให้สายตาผมเหลือบไปมอง ผมยกมันขึ้นก่อนหน้าจอสแกนใบหน้าจะปลดล็อกแสดงข้อความที่เพิ่งเข้ามาเมื่อครู่



เรียวคิ้วผมขมวดมุ่นมองมันอย่างไม่เข้าใจ



‘เลิกยุ่งกับศรัณย์’
















คุณเคยได้ยินคำนี้รึเปล่า ‘วันไนท์สแตนด์’ เป็นรูปคำที่ห่อหุ้มความหมายเข้าใจง่ายไว้ หากแต่คุณเป็นรึเปล่าที่บางครั้งก็ไม่อยากจะเข้าใจมัน



วันที่สาม... นับตั้งแต่คืนนั้น ใช่ เขาหายไป ไม่มีการติดต่อกัน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนไม่เคยตัวตน เหมือนแค่ฝันดีในคืนหนึ่งเท่านั้น

หยดน้ำจากฝักบัวรดน้ำร่วงโรยราวกับสายฝนขนาดย่อม ต้นทานตะวันโตขึ้นอีกแล้ว เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนยืนเหม่อมองใบเล็กๆ ที่เพิ่งงอกขึ้นมาใหม่ ใบหน้าไม่ได้ยินดียินร้าย



“มึง... เป็นไร”



“...”



“เจิน เป็นไร”



“...ห้ะ”



คนตัวเล็กสะดุ้งหันมองต้นเสียง เป็นเพื่อนสนิทของเขาเอง ไม่ใช่ใครอื่น มือใหญ่เอื้อมมาหยิบฝักบัวรดน้ำมือของเขาออกไป



“แบบนั้นก็แฉะพอดี เดี๋ยวมันก็ตายเอา”



“เหรอวะ”



“เออดิ”



“แต่วันนี้ไม่มีแดดเลย แบบนี้มันจะโตมั้ย”



“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มี หรืออาจจะเป็นตอนบ่ายก็ได้”



...

“แล้วถ้าพรุ่งนี้ยังไม่มีแดดอีก มันจะตายมั้ย” เสียงเรียบถามเหมือนพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันหน้าไปมองต้นอ่อนที่กำลังโตในกระถางสีดำ



“เห้ยเจิน หันมาดิ๊” ร่างสูงว่า จับตัวเพื่อนหันมา ดวงตาจดจ้องไปที่รอยช้ำบนผิวขาวใกล้ปกเสื้อ มือแกร่งจับเสื้อเปิดออกเล็กน้อย “ไอเจิน นี่มึง ...กับพี่ศรัณย์ถูกมะ”



“ทำไมต้องเป็นพี่ศรัณย์ด้วย”



“ก็คืนนั้นพี่เชคบอกพี่เขาไปส่งมึง”



“อือ คงงั้นมั้ง”



“นี่เขาข่มขืนมึงเหรอ”



“จะบ้าเหรอไง”



“กูเนี่ยจะบ้า เชี่ยเอ๊ย... เดี๋ยวกูจะไปคุยกับเขา”



“ไม่ได้หรอก”



“ทำไมวะ”



“กูติดต่อเขาไม่ได้หลายวันแล้ว”



“มึงโอเคปะเนี่ย”



“กูไม่ใช่เด็กอนุบาล”





ทานตะวัน... ชีวิตมันวันๆ ก็มีแค่มองดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ทว่ามันเองก็ไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งดาวฤกษ์ดวงนั้นจะหายวับไป ไม่รู้ว่าโคจรไปอยู่ที่ไหน กับดาวเสาร์รึเปล่า หรือพระจันทร์







/

ไม่แน่หรอก...
ดวงอาทิตย์อาจไม่เคยมีอยู่แต่แรกแล้วก็ได้

/










...



ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0




คำเตือน : ตอนนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับสารเสพติด โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อ








บทที่ 9








“เชี่ยเจินๆๆๆๆๆๆๆๆ”



“จะเรียกอะไรขนาดนั้น”



“แย่แล้วเว้ย เรื่องด่วน มึงวางหนังสือก่อนแล้วฟังกูให้ดี”



เป็นเวลาหลังจากเพิ่งเคารพธงชาติเสร็จ คาบแรกของวันนี้เป็นวิชาศิลปะ ทว่าไม่ค่อยได้เรียนวาดรูประบายสีอะไรหรอก ส่วนมากเรียนกับครูคนนี้มักจะให้วิจารณ์งานศิลปะซะมากกว่า เลยไม่ต้องใช้สมุดวาดรูปอย่างห้องอื่นแต่เป็นหนังสือเรียนที่ครูเขาบอกให้ซื้อโดยเฉพาะ



“รีบมากมึงไม่ไลน์มาตั้งแต่เมื่อวาน”



“ก็กูเพิ่งจะรู้เมื่อเช้า โคตรช็อกเลยไอเหี้ย”



“เรื่องไร”



“เรื่อง! พี่! ศรัณย์!”



“พูดปกติก็ได้ปะ”



“พี่ศรัณย์เขามีแฟนอยู่แล้ว เป็นผู้หญิง”



“...”



“และที่สำคัญ....มึงรู้จักด้วย”




ผมหันขวับไปมองเพื่อนสนิทที่นั่งโต๊ะคู่กัน หนังสือศิลปะถูกเปิดหน้าเรียนล่าสุดทิ้งไว้ ผมขมวดคิ้วมองอย่างไม่เชื่อ



“จริงๆ มึง แล้วคนๆ คนนั้นก็คือ...”



“เลิกคุยแล้วหยิบหนังสือเรียนขึ้นมาได้แล้วปกรณ์” ครูรีน ครูสาวสวยประจำวิชาศิลปะเดินมาจากทางด้านหลังวางมือลงบนโต๊ะดังปังจนปิ๊กสะดุ้ง



“เชี่ย..”



“พูดกับครู?”



“เปล่าคร้าบบ”



จากนั้นในห้องเรียนก็กลับมาพร้อมเรียนอย่างที่เป็น ครูรีนเปิดรูปภาพก่อนจะสุ่มเรียกให้พวกเราตอบทีละคน



เรื่องที่ว่าพี่ศรัณย์มีแฟนแล้วมันวนเวียนในหัวผมไม่หยุด ที่สำคัญคือเธอคนนั้นผมกลับรู้จักด้วยอีก ไม่รู้ว่าตอนนี้จะรู้สึกยังไงก่อนดี มีแฟนทว่าก็ยังนอนกับผม มีแฟนก็ไม่เคยเอ่ยถึง หรือจริงๆ แล้ว พี่ศรัณย์คนที่ผมรู้จักไม่ใช่ตัวจริงของเขากันแน่



“อันนี้เป็นเจษฎาแล้วกัน” เธอพูด ก่อนจะชี้มาที่ผม



ผมยืนขึ้น ดึงสติกลับมาโฟกัสที่คำถามของครูรีนแล้วจึงตอบ มันเป็นคำถามที่ง่ายมากเพราะผมอ่านเรื่องนี้มาเรียบร้อยแล้ว



“บาปราคะ หรือ lust ในภาษาอังกฤษ ตามความเชื่อของนิกายโรมันคาทอลิกบอกว่าหมายถึงการคิดหรือมีพฤติกรรมที่หมกมุ่นในเรื่องทางเพศมากเกินไป สัญลักษณ์ที่คุ้นเคยกันดีคืองูครับ”



เธอพยักหน้าอย่างคิดตาม ปิ๊กดึงผมให้นั่งลง



“เดี๋ยวก่อนสิคะ แต่นอกจากที่เจษฎาบอกแล้วก็ยังรวมถึงการร่วมเพศกับคนในครอบครัว การข่มขืน และชู้สาว”



ปิ๊กกระตุกกางเกงนักเรียนผม ผมปัดมือมันออก



“ครูเลยอยากถามความคิดเห็นว่า คิดยังไงกับเรื่องชู้สาว เพราะอะไร”



“ก็ไม่ใช่เรื่องดีครับ อย่างแรกคือผิดบาปตามความเชื่อ และที่สำคัญคือทำให้ครอบครัวคนอื่นต้องมีปัญหาแตกแยก” ผมพูดที่คิดว่านักเรียนควรจะตอบ แม้จริงๆ ประโยคหลังจะมาจากในใจก็ตาม ครอบครัวผมเองก็ความสัมพันธ์ย่ำแย่เพราะเรื่องนี้



ทว่าผมก็อดขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำถามที่โยงมาไกลโพ้นไม่ได้



“อะไร” ผมก้มหน้าไปมองเพื่อนสนิทที่สะกิดผมไม่เลิก มันเขียนบางอย่างใส่ในสมุดเรียนตัวหนังสือใหญ่เท่าบ้าน





จู่ๆ ความชาก็แล่นขึ้นบนผิวหน้า



หัวใจผมกระตุกวาบจนต้องตั้งสติแล้วเพ่งมองอีกครั้ง ผมอ่านไม่ผิดแน่...



“แล้วถ้าเป็นเธอ คิดจะทำมันรึเปล่า”




ในห้องเงียบกริบ น้ำเสียงของครูรีนเปลี่ยนไป เพื่อนในห้องหันมองกันเลิ่กลั่ก ทุกคนอาจไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ในห้องนี้มีแค่ผม ปิ๊ก และครูศิลปะที่อยู่หน้ากระดานเท่านั้นที่เข้าใจ



‘แฟนของพี่ศรัณย์คือครูรีน’







หลังจากเสียงกริ่งเปลี่ยนคาบเรียนดังขึ้น ขาครูรีนก้าวพ้นห้องไปแล้ว ผมกับปิ๊กก็หันหน้ามาหากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ผมอยากพูดอะไรสักอย่างทว่าก็เรียบเรียงสิ่งที่อยู่ในหัวไม่ได้



“เจิน มึง ฟัง เลิกยุ่งกับพี่ศรัณย์เหอะนี่คือสิ่งที่กูต้องการจะบอกมึง”



“ก็รู้...”



“เสียงมึงไม่มั่นใจอะ เพื่อตัวมึงเองนะเว้ย”



“เออๆ ไม่ยุ่ง พอ ครั้งแรกกูที่เสียไปก็ช่างแม่ง พอใจมึงยัง”



“กูขำ เรื่องนั้นเดี๋ยวนี้ใครเขามากังวลอยู่ แค่ซิงเอง” ปิ๊กหัวเราะพรวดหน้าจะทิ่ม ผมพูดเหมือนตลกก็จริง เรื่องแบบนี้ใครไม่คิดแต่ผมก็ให้ความสำคัญ แล้วอีกอย่างผมก็เป็นฝ่ายโดนกระทำนะ ไม่ใช่ไปทำคนอื่นเขา



ผมไม่ได้บอกปิ๊กเรื่องที่มีข้อความแปลกๆ ส่งเข้ามา ทว่าตอนนี้ก็คงไม่ต้องเดาแล้วว่าเป็นใคร ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องพีคแบบนี้ในชีวิตตัวเอง นอกจากคนที่ผมเพิ่งนอนด้วยจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว แฟนคนนั้นดันเป็นครูในโรงเรียนอีก หวังว่าเขาจะไม่ระรานถึงเรื่องเกรดของผมหรอกนะ











21:42

เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนเอนหัวพิงกับผนังลิฟต์ เลขที่แสดงอยู่บนขอบประตูรันลำดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกล่องสี่เหลี่ยมหยุดจอดที่ชั้นประจำ สองขาก้าวออกจากลิฟต์อย่างไม่รีบร้อนพลางมือล้วงหาคีย์การ์ด



ปึก!



“ขอโทษค..”



“อ้าว น้องเจิน ไม่ได้เจอกันเลยนะ”



“...พี่ไวน์”



ใบหน้าที่เจินจำได้ดีฉีกยิ้มกว้าง วันนี้เขาใส่เสื้อยืดธรรมดาทำให้เห็นว่ารอยสักบนแขนก็เยอะพอกับพวกช่างที่ร้านพี่ศรัณย์



“ดีใจนะที่จำพี่ได้”



“ขอตัวนะครับ”



“เดี๋ยวสิ” คนตัวใหญ่กว่าคว้าแขนไว้ก่อนจะยัดซองบางอย่างใส่ให้มือเล็ก “ของขวัญ”



“อะไร” เจินปรายมองของในมือ



“ยาแก้ง่วง [1] ” ก่อนมือใหญ่จะปล่อยแล้วเอาวางบนหัวเขาแทน “เด็กมหาลัยชอบใช้กันนะ อ่านหนังสือได้ทั้งคืน”



“อย่ามาหลอกให้ผมติดยาให้โง่หน่อยเลย”



“น้องนี่มัน...” ไวน์หัวเราะพลางเอามือกุมท้องราวกับประโยคก่อนหน้าเป็นมุกตลกน่าขัน



“มีอะไรน่าขำ”



“เด็กหนอเด็ก โรงเรียนคงไม่เคยสอนสินะ” ไวน์เอื้อมมือไปกดลิฟต์ก่อนจะยืนพิงผนังหน้าลิฟต์ “ของแบบนี้มันไม่ได้ติดกันง่ายๆ หรอกน้อง”



“หมายความว่าไง”



ร่างสูงยกยิ้มอย่างพอใจ



“จะบอกให้เป็นความรู้ ในฐานะที่เรารู้จักกัน”



“...”



“ไม่มีใครติดมันตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้หรอก ยกเว้นแต่น้องจะฉีดมันเข้าเส้นเลือด”



“คิดว่าผมจะเชื่—”



“น้องก็เคยพิสูจน์มันแล้วนี่ ตอนวันเกิดไอรัณย์”



“...”



“สนุกรึเปล่า นั่นตัวแพงเลยน้า”



เจินนิ่งไปกับคำพูดของคนตรงหน้า เขาปฏิเสธไม่ได้เพราะมันคือความจริง ตั้งแต่วันนั้นเขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกอยากกลับไปใช้มันอีกอย่างที่หนังสือชอบบอกไว้ ตื่นมานอกจากจะเพลียๆ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะกิจกรรมบนเตียง นอกนั้นก็ปกติทุกอย่าง บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่เคยสอนเราก็ได้



“จะโยนทิ้งก็ได้นะ แต่พี่คงเสียใจแย่” น้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อนราวกับซานต้าให้ลูกอมเด็กแล้วหายไปพร้อมกับประตูลิฟต์ที่ปิดลง



เจินมองซองพลาสติกใสที่บรรจุไปด้วยเม็ดกลมแบนปั๊มรูปดาวตรงกลางอยู่สองเม็ด พลันประตูลิฟต์ก็เปิดออกอีกครั้งพร้อมผู้หญิงอายุราวสี่สิบที่เขาเห็นบ่อยๆ เพราะอาศัยอยู่ชั้นเดียวกัน เห็นแบบนั้นมือก็รีบเก็บซองใส่กระเป๋ากางเกงแล้วก้าวฉับเข้าห้อง ใครจะสบายใจกันกับการถือของผิดกฎหมายแบบนี้ในที่สาธารณะ



ความรู้สึกที่เหมือนทำผิดร้ายแรงนี่มันอะไร เขาเป็นคนโดนยัดใส่มือนะ ไม่ใช่คนขายสักหน่อย มือเล็กล้วงเอาซองพลาสติกนั่นออกมาปาใส่พื้นอย่างหงุดหงิด ไม่รู้เป็นเจ้ากรรมนายเวรอะไรกับอีกคนถึงเจอกันบ่อยยิ่งกว่าหน้าพ่อแม่อีก



ชุดนักเรียนถูกถอดกองบนไว้กับพื้นก่อนที่ร่างเปลือยเปล่าจะเข้าไปอาบน้ำและเปลี่ยนเป็นชุดนอนสีน้ำตาลเบสตัวเดิมๆ เมื่อแล้วเสร็จก็ออกมานั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะตัวเตี้ยหน้าทีวีอย่างเคย



มือถือบนโซฟาสั่นครืดเรียกความสนใจจากคนที่กำลังจับปากกาแดงวงข้อสอบ บนหน้าจอแสดงชื่อที่เขาไม่คิดว่าจะเห็นมันอีก



พี่ศรัณย์




เขาตัดสินใจกดล็อกครั้งหนึ่งเพื่อให้เสียงสั่นเงียบไปแต่สายที่โทรเข้ามายังคงดำเนินต่อจนจบ เขาวางมันไว้ที่เดิมพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย



หลังจากคืนนั้นก็หายไปเกือบสัปดาห์ แล้วโทรมาเอาตอนนี้ ไม่ง่ายไปหน่อยหรือไงคุณช่างสัก

พลันเสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น เจินกลอกตามองบนก่อนจะลุกไปที่ประตู เขาส่องตาแมวดูก็พบว่าไม่ใช่ใครที่ไหนเลย ก็คนที่โทรเข้ามาเมื่อกี้นั่นแหละ



มีแฟนอยู่แล้วทำไมถึงยังทำกับเขาแบบนี้อีก ถึงไม่เห็นใจเขาก็ควรจะเกรงใจแฟนตัวเองบ้าง ตอนแรกก็คิดว่าเป็นคนดี ตอนนี้ก็ถอนคำพูดแล้วปาลงเหวไปแล้วกัน



เจินชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดึงประตูเปิด ไม่ใช่อะไร ทว่าการบอกไปตรงๆ เคลียร์ไปให้จบๆ ทีเดียวเลยน่าจะเป็นวิธีที่เซฟที่สุด ไม่ใช่เซฟอีกคน ...แต่เซฟใจของเขาเอง



เมื่อประตูเปิดออกไป ร่างสูงก็หันมามองที่เขา



"ผมคิดว่าเราควร-"



ทว่าเจินกลับต้องชะงักงันที่อีกฝ่ายโผเข้ากอดเขา



ไอคำพูดที่คิดไว้น่ะ หายไปหมดสิ้น เขาไม่กล้ากระดิกตัว ไม่กล้าใช้สองมือดันออกแล้วบอกว่าเขาไม่ต้องการอ้อมกอดนี้อีกแล้ว



อ้อมกอดงั้นเหรอ...

ขนาดพ่อยังไม่เคยทำกับเขาด้วยซ้ำ



ศรัณย์รวบตัวคนในชุดนอนมากอดแน่น ใบหน้าของเจินซุกเข้าไปกับอกแกร่ง เขาอยู่แบบนั้นสักพักก่อนจะเลื่อนหน้าลงไปกระซิบข้างหูอีกคน



“พี่คิดถึงเจินนะคะ”



...

แล้วทุกอย่างก็พังลงตรงนั้น



กำแพงหินอะไรเหรอที่หวังจะสร้างขึ้น ดูจากซากปรักหักพังตอนนี้คงจะเป็นกำแพงกระดาษมากกว่า โดนลมสะกิดหน่อยเดียวก็พังระเนระนาด

.

.

.

.

01:15



เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ล้มตัวลงนอนหลังจากเสร็จสมกับกิจกรรมยามค่ำคืน แสงสลัวจากด้านนอกส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่เข้ามาในห้องมืด



ข้างกายมีเด็กหนุ่มร่างเปลือยเปล่านอนหอบหายใจอกกระเพื่อม เจินนอนหงายอยู่ในท่านั้น ดวงตาฉ่ำน้ำเหม่อมองเพดานที่วางเปล่าในความมืด



ไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วศรัณย์มาที่นี่ นอกจากประโยคบอกคิดถึงนั่น ก็ไม่มีบทสนทนาอะไรอีก มีเพียงเสียงความวาบหวามที่ระคนไปกับความต้องการ



ติ้ง!



เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นพร้อมกับแสงหน้าจอที่สว่างวาบ มือเล็กคว้ามันมาดู เป็นข้อความไลน์ รูปโปรไฟล์คุ้นตาของผู้หญิงคนหนึ่ง ไลน์นี้ไม่ค่อยดังตอนช่วงเวลานี้หรอก ทว่าเขาไม่ได้แปลกใจเลยที่จะเห็นเธอทักมาตอนนี้



Rine : เจษฎา

Rine : ครูเตือนเธอไปแล้วนะ

Rine : เธอไม่มีทางรั้งเขาให้อยู่กับเธอได้หรอก ครูหวังดีกับเธอนะ สำหรับรัณย์เธอเป็นแค่ของเล่นที่เขาอยากลอง สุดท้ายเขาก็จะทิ้งเธอเหมือนกันของเล่นชิ้นอื่นๆ ของเขา



ไม่มีการตอบกลับ เพียงอ่านผ่านหน้าจอล็อกเท่านั้นเขาก็ปิดมันลง แล้วเอาวางไว้บนหัวเตียงที่เดิม



สายตาหันไปหาคนข้างกายที่นอนหลับตาอยู่ไม่ไกล คนตัวเล็กเขยิบไปหาอีกคน จากนั้นยกศีรษะขึ้นไปวางซบเข้ากับอกแกร่ง พลางแขนเรียววาดกอดคนตัวใหญ่ราวกับงูที่หวงไข่ ครั้นคนที่ยังไม่หลับก็ยกแขนขึ้นโอบคนอายุน้อยที่เข้ามากอด



ขอแค่นิดเดียวก็ยังดี



ในชีวิตนี้เขาเคยอ้อนวอนต่อคนบนฟ้าแค่ครั้งเดียว คือการร้องขอให้ได้ความรักจากผู้เป็นพ่อบ้าง สักนิดเดียวก็ยังดี ทว่าราวกับเบื้องบนไม่ยักจะสนใจ คำขอก็เลยไม่เคยสมหวังสักที ครั้งนี้ เขาขอแค่ได้อยู่กับคนคนนี้ให้นานที่สุด



จะให้กันได้รึเปล่า



ต่อให้สุดท้ายจะต้องเจ็บปวด ทว่าเขาก็ไม่อยากจะให้พระอาทิตย์ดวงนี้โคจรไปที่ไหนอีกแล้ว



เสียงสั่นของมือถือดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าไม่ใช่ของเจิน เป็นของร่างสูงที่กำลังนอนกอดเขาอยู่ แขนแกร่งเอื้อมไปหามัน ก่อนจะกดรับ



“ฮัลโหล .... รีนเป็นอะไรนะ ..... โอเค ..... รออยู่ที่นั่นก่อน .... กำลังไป”



ศรัณย์ผละออกจากร่างบางในอ้อมแขน เขาลุกไปใส่กางเกงและสวมเสื้ออย่างลวกๆ ก่อนจะคว้ากระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์



เจ้าของผิวขาวเนียนที่เปลือยเปล่าใช้แขนยันตัวนั่ง ทอดสายตามองการกระทำทั้งหมดตรงหน้าด้วยแววตาและสีหน้าเรียบเฉย



ศรัณย์หันมาสบตากับเขา ถึงจะไม่ชัด แต่แสงสลัวในห้องก็พอเห็นว่าดวงตาคู่นั้นของร่างสูงฉายแววเป็นห่วงอย่างถึงที่สุด แต่ไม่ใช่กับเขาหรอก เป็นคนคนนั้นของเจ้าตัวต่างหาก



“พี่ไปก่อนนะ”



ครั้นร่างสูงกำลังหันจะเดินออกไป มือเล็กของเจินก็คว้าข้อมือแกร่งเอาไว้ เด็กหนุ่มเงยมองอีกฝ่าย ศรัณย์หันมาหาเขา ก่อนจะเข้ามาทิ้งจูบไว้บนหน้าผาก แล้วสุดท้ายก็เดินออกไป



เขาไม่ได้ต้องการจูบนั่น

สิ่งที่เขาต้องการคือรั้งอีกคนเอาไว้



เด็กหนุ่มใบหน้าเสี้ยวจีนเหม่อมองไปยังประตูที่เปิดอ้าออก ไร้ซึ่งแผ่นหลังกว้างของอีกคนแล้ว มีแค่แสงไฟในห้องนั่งเล่นเท่านั้นที่สาดส่องเข้ามา นอกนั้นก็เหลือเพียงห้องที่ว่างเปล่าและก้อนเนื้อตรงอกซ้ายที่ถูกประดับประดาด้วยรอยช้ำ





/
เขาอยากถามระบบสุริยะว่า
‘เขาต้องจ่ายเท่าไหร่สำหรับดวงอาทิตย์’
ดาวฤกษ์ดวงนั้นจะได้เป็นของเขา...แค่คนเดียว
/












[1] ยาแก้ง่วง เป็นหนึ่งในคำเรียกเฉพาะวงการยาเสพติด หมายถึง แอมเฟตามีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่เร่งความเร็วการส่งสารเคมีระหว่างสมองกับร่างกาย





talk with writer

เรื่องนี้มีแท็กในทวิตเตอร์นะคะ #อรุณสวัสดิ์ช่างสัก



***เรื่องคำพูดพี่ไวน์***

“ไม่มีใครติดมันตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้หรอก ยกเว้นแต่น้องจะฉีดมันเข้าเส้นเลือด”

ยาเสพติดไม่สามารถติดได้ในครั้งแรกนั้นเป็นเรื่องจริง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นแบบนั้น ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคนด้วย

*โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อ

ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
บทที่ 10







ควันสีขาวลอยฟุ้งขึ้นบนอากาศก่อนจะสลายตัวไปกับสายลมยามค่ำคืน บลูรีเวอร์เมนทอลถูกคีบในมือ ท้องฟ้ายามเป็นสีรัตติกาลฉายเด่นชัดผ่านเลนส์แว่นเข้ามา



เขาคนนั้นมีเจ้าของอยู่แล้ว

นั่นคือสิ่งที่ผมรู้



นิโคตินวิ่งผ่านเข้าปอดอีกครั้ง ผมมองปลายเถ้าบุหรี่ที่ขึ้นสีแดงวาบ ในหัวคิดเรื่องพี่ศรัณย์ไม่ตกมาหลายวันแล้ว ความสัมพันธ์ของผมกับอีกฝ่ายตอนนี้เหมือนเป็นแค่คู่นอน



ร่างสูงแวะเข้ามา เมื่อเสร็จสมก็กลับไป สามในสี่ครั้งที่เขาออกไปกลางดึกเพราะโทรศัพท์เข้า และคงไม่ต้องเดาว่าปลายสายคือใคร



และผมตัดสินใจแล้ว

ผมจะไม่ถามอะไรทั้งสิ้น



ถ้านี่คือวิธีเดียวที่ทำให้ศรัณย์อยู่กับผม ผมจะอดทน จะไม่ถามว่าปลายสายนั่นคือใคร จะไม่ถามว่าครั้งนั้นเขาหายตัวไปไหน



เพราะถ้าถามออกไปผมกลัวเหลือเกิน กลัวว่าวันต่อไปจะไม่มีคนคนนี้อีกแล้ว



“ออกมาสูบบุหรี่เหรอหื้ม”



เสียงทุ้มต่ำดังมาจากข้างหลัง ก่อนสัมผัสของแขนแกร่งจะเข้ามาโอบรอบเอวหลวมๆ พี่ศรัณย์วางคางเกยบนไหล่ผม กลิ่นกายที่น่าดึงดูดของอีกฝ่ายกระทบเข้าปลายจมูก



ถ้าวันหนึ่งผมจะไม่ได้กลิ่นนี้อีกแล้ว

...ไม่หรอก ไม่มีทาง



“วันนี้ไม่มีงานเหรอครับ” ผมระบายยิ้มบางพลางถาม



“ครับ ถึงมาหาเราไง”



“ใจดีอีกแล้ว”



พี่ศรัณย์เป็นแบบนี้เสมอ คำพูดของเขา ไม่ว่าจะจริงหรือปลอมยังไง ทั้งหมดนั่นมันหล่อเลี้ยงผม



“คืนนี้มีอ่านหนังสือรึเปล่า”



“อ่านเสร็จไปแล้วครับ”



ก่อนสันจมูกโด่งของเขาจะกดลงไปกับซอกคอผม เขากอบโกยเอาความหอมหวานที่เขาต้องการ และผมก็เอียงคอเปิดทางให้ จากนั้นก็ปิดเปลือกตาแล้วยกยิ้มให้กับความสัมพันธ์ที่ไม่แน่ไม่นอน

.

.

.

.

นาฬิกาปลุกจากมือถือเรียกให้ผมตื่นทั้งที่แสงยามเช้ายังไม่มี ผมรีบพลิกตัวหันไปดูเตียงอีกฝั่งก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ...เขายังนอนอยู่ นอนอยู่ข้างๆ ผม



เกือบทุกคืนที่พี่ศรัณย์ออกไปกลางดึก แล้วทิ้งผมให้นอนอยู่คนเดียว ผมได้แต่เอาผ้าห่มคลุมตัวเองที่เปรอะสัมผัสของเขา



ทว่าวันนี้ถือเป็นเช้าที่แจ่มใสจริงๆ



ผมก้าวลงจากเตียงก็เดินเก็บซากถุงยางกับขยะของเมื่อคืนไปทิ้ง จากนั้นค่อยทำกิจวัตรตอนเช้าอย่างเคย ก่อนจะมายืนที่หน้ากระจกแล้วติดกระดุมเสื้อนักเรียน เงาจากกระจกสะท้อนให้เห็นคนตัวใหญ่ที่นอนเปลือยท่อนบนหลับอยู่บนเตียงของผม



ผมชอบภาพนี้จริงๆ



หลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็เข้าไปหาคนที่นอนอยู่ หย่อนตัวนั่งริมเตียงแล้วก้มลงไปฝังจมูกลงแก้มอีกคน คนที่โดนหอมแก้มค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองผม



“ผมไปเรียนแล้วนะครับ”



“ให้พี่ไปส่งมั้ย”



“พี่นอนต่อเถอะ ผมขับรถไปเองได้”



“เคครับ ตั้งใจเรียนนะ”













หลังจากผ่านการเรียนมาทั้ง เจินกำลังจะขับรถไปที่ตึกติวเตอร์เพื่อเรียนเสริมอย่างเคย พลันเสียงสายเรียกเข้าจากเลขาพ่อก็ดังขึ้น



“ฮัลโหลครับพี่ใจ”



(คุณเจินคะ ท่านประธานให้ให้มาแจ้งว่าวันนี้ต้องการคุณเจินไปงานวันเกิดท่านรัฐมนตรีแทนคุณเหยาค่ะ)



“คราวนี้เป็นอะไรอีกล่ะครับ ปวดท้อง? ปวดหัว? เป็นลม?”



“คุณเหยาไม่สบาย ป่วยหนักค่ะ”



“กี่โมงล่ะครับ”



หลังจากเลขาพ่อแจ้งรายละเอียดคร่าวๆ เจินก็ถอนหายใจก่อนจะหักพวงมาลัยกลับรถข้างหน้าแล้วมุ่งไปที่บ้านทันที



พอลงจากรถมาก็เห็นแม่บ้านคนหนึ่งกำลังเดินยกถาดอาหารเดินไปทางบ้านอีกหลัง เขาจึงเรียกเธอก่อนจะเดินเข้าไปถาม



“อะไรเหรอครับ จะยกไปไหน”



“น้ำเต้าหู้ค่ะ คุณท่านให้ยกไปให้คุณหนูรองค่ะ”



“เดี๋ยวผมเอาไปให้เอง”



“แต่ว่า... คุณหนูใหญ่คะ”



“ส่งมาให้ผม” คุณหนูใหญ่ของบ้านกดเสียงต่ำ สาวใช้จึงจำยอมยกถาดที่มีถ้วยน้ำเต้าหู้ให้



ลูกชายคนโตของบ้านเดินเข้าในบ้านอีกหลังที่อยู่ข้างกัน เป็นบ้านหลังเล็กที่แยกออกมา เป็นบ้านหลังเล็กที่อบอุ่นกว่าบ้านหลังใหญ่ราวคฤหาสน์ที่เขาอยู่



เขาเดินไปโดยไม่มีการเคาะประตู ไม่มีการขออนุญาตใดๆ เรียวขาก้าวอย่างใจเย็นเข้าไปที่โซนห้องนั่งเล่นของบ้าน



ภาพที่เห็นคือเด็กผู้ชายอายุน้อยกว่าเขาสามปี หน้าตาคล้ายกัน ส่วนสูงไล่เลี่ยกัน สายเลือดเดียวกัน แต่เขาไม่เคยนับมันเป็นน้องชาย



เหยา น้องชายต่างแม่ของเจิน ควบตำแหน่งบุคคลที่เจินเกลียดที่สุด คนที่แย่งทุกอย่างไปจากเขา



“ไหนว่าป่วยจะตาย คนป่วยเขามีแรงมานั่งเล่นเกมเหรอไง” เมื่อน้ำเสียงประชดประชันดังขึ้น เรียกให้คนที่นั่งเล่นเกมอยู่หน้าทีวีหันมาหาต้นเสียง



“...”



“เมื่อไหร่จะเลิก ไอนิสัยโยนงานให้คนอื่น” เจินว่าพลางเดินไปหาคนที่นั่งถือจอยอยู่บนพื้นหน้าทีวี



“ก็ขี้เกียจ เบื่อ ไม่อยากไป เฮียก็ไปแทนผมแล้วกัน ยังไงป๊าก็ตามใจผมอยู่แล้ว”



พลันของเหลวอุ่นร้อนที่อยู่ในถ้วยก็ถูกสาดไปที่คุณหนูรองของบ้าน ก่อนอีกฝ่ายจะส่งเสียงร้องออกมาดังลั่น



“เฮียเจิน!!”



“มึงไม่ต้องมาเรียกกูว่าเฮีย กูไม่ใช่พี่มึง”



“แค่ไปงานแทนมันจะอะไรนักหนา! เคยทำมาตั้งกี่ครั้งแล้ว ยังไม่ชินอีกเหรอไง” เหยาปัดเศษถั่วเหลืองลูกเดือยต่างตามชุดนอนออก ริมฝีปากเบะคว่ำไม่พอใจ



“กูไม่ใช่ตัวแทนของใคร”



“งั้นก็ให้ป๊ารักมากกว่าผมให้ได้สิ จะได้ไม่ต้องมาทำตัวหมาบ้าแบบนี้ใส่ผม” คนตัวเล็กกว่ายืนขึ้นปัดเสื้อผ้า ก่อนจะเงยหน้าเหยียดยิ้มมอง



“อวดดีเหลือเกินนะ” สิ้นเสียงลอดไรฟันของเจิน ถาดอาหารถูกปล่อยทิ้งแล้วไปคว้าคอเสื้อของเหยากระชากมา เจินง้างกำปั้นอยู่กลางอากาศ ทว่าเขาต้องหยุดชะงัก



“เจิน! ปล่อยเหยาเดี๋ยวนี้!”



เจินหันขวับทันทีที่เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น ผู้เป็นพ่อกำลังยืนทำสีหน้าไม่พอใจอยู่ไม่ห่างจากเขา ข้างๆ มีเรือนร่างผู้หญิงผอมสูงยืนถือถุงใส่ของจากแบรนด์หรูอยู่



“เฮียเจิน... อย่าทำผม ผมขอโทษ ผมจะไปงานเอง ฮึก.. ปล่อยผมเถอะนะ”



ลูกคนโตของบ้านหันกลับไปขมวดคิ้วมองน้องชายที่น้ำเสียงและท่าทางพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เจินกำคอเสื้ออีกฝ่ายแน่นจนมือสั่นเพราะแรงบีบรัด



“เจิน! ฉันจะบอกแกอีกครั้งเดียว ปล่อยน้อง” คนเป็นพ่อขึ้นเสียงใส่ ทำให้ลูกชายคนโตจำใจต้องปล่อยมือ หลังจากนั้น ผู้หญิงข้างๆ พ่อก็วิ่งเข้าไปหาลูกชายอย่างเป็นห่วง



“ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย แล้วไปงานกับฉันคืนนี้”



“ป๊า...”



“ฉันสั่ง”



เจินสีหน้าเจื่อนลง เขาไม่เถียงพ่อของเขาเลย ไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงออกความเห็นของตัวเอง เป็นแค่หุ่นยนต์ที่ทำงานตามคำสั่งเท่านั้น ...เป็นแค่หุ่นยนต์ที่มีไว้สำรอง



สุดท้ายก็เป็นเขาที่แพ้แล้วเดินออกมา



“เหยา เป็นไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนมั้ย”

“ฮึก... ไม่ครับป๊า เดี๋ยวไปงานเองก็ได้ เฮียเจินจะได้ไม่โกรธเหยา”

“ไม่ต้อง ป๊าบอกแล้วว่าเหยาป่วยอยู่ก็ต้องพักผ่อนร่างกาย ส่วนเจินเป็นพี่ยังไงก็ต้องทำแทนน้อง”

“คุณคะ อย่าตามใจเจ้าเหยามากเกินไปเลยนะคะ เดี๋ยวจะเคยตัวเอา”

“ไม่หรอก มันน้อยไปด้วยซ้ำ”



มันคือการพูดคุยของครอบครัวสินะ...

ครอบครัวเหรอ.... น่าอิจฉาจริงๆ







เมื่อรถแล่นมาถึงที่หมาย ภาพข้างหน้าก็ปรากฏเป็นบ้านสไตล์ชนชั้นสูงของอังกฤษที่ท่านรัฐมนตรีภูมิใจนำเสนอเป็นพิเศษ ที่จัดงานที่บ้านแทนโรงแรมคงเป็นเหตุผลนี้ด้วย



พอขาก้าวลงจากรถก็มีพนักงานเดินมาต้อนรับและพาเข้าไปยังโซนจัดงานทันที งานถูกจัดที่สวนหลังบ้านของเจ้าของวันเกิด



เป็นงานที่จัดเน้นความอลังการอย่างทุกปีจริงๆ



“สวัสดีครับท่าน” ผู้เป็นพ่อเดินเข้าไปทักทายเจ้าของงานวันเกิด ซึ่งเป็นคุณลุงพุงพลุ้ยที่เจินคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี เพราะทั้งสองติดต่อธุรกิจกันมาหลายปีแล้ว



“สวัสดีครับคุณลุง” เจินยกมือไหว้อย่างนอบน้อมก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาคลี่ยิ้มบาง



“โถคุณทินกร ไม่ได้เจอกันนาน” สองคนเข้าไปจับมือทักทายกันก่อนท่านรัฐมนตรีจะเข้ามาคุยกับเขา “ไงหลานลุง โตเป็นหนุ่มแล้ว” แล้วเข้ามามองเด็กหนุ่มอย่างพินิจ “นาฬิกาอันนี้ ลุงจำได้ ลุงเลือกให้เองกับมือ”



คนตัวเล็กยกมันขึ้นมามองก่อนบอก “คุณแม่เคยดุผมที่เห็นผมเอาแต่ใส่ไปโรงเรียน คุณแม่บอกว่านาฬิกาเรือนสวยแบบนี้ให้เอาไว้ใส่โอกาสสำคัญอย่างเดียว ผมเสียดายมากเลยครับคุณลุง”



และใช่... เจินไม่เคยหยิบมันมาใส่เลย



“แม่เรานี่ก็! ของมันเอาไว้ใส่ก็ต้องใส่สิ มาว่าหลานลุงได้ยังไง”



“คุณลุงต้องช่วยแอบไปกระซิบคุณแม่ให้ผมแล้วล่ะครับ” ไม่ว่าอย่างเดียวทำท่าเข้าไปแกล้งกระซิบกับอีกฝ่าย



“ได้สิ และเดี๋ยวลุงจะซื้อให้อีกเรือนนึงเลย”



“งั้นวันเกิดผมปีหน้าคุณลุงต้องมานะครับ”



มันเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์และสร้างความน่าเชื่อถือ



“อ๊ะ... ขอโทษครับ” พลันตอนเขาเดินถอยออกมาจากเจ้าของงานวันเกิดก็บังเอิญไปชนเข้ากับผู้ชายร่างสูงคนนหนึ่ง และเมื่อเขาเงยมองใบหน้านั้น มันทำให้ดวงตาของเบิกกว้าง



“ไม่หรอกครับ ฝ่ายผมต่างหากที่เป็นคนเดินชน ต้องขอโทษด้วยนะครับ” ฝ่ายนั้นกล่าวขอโทษทันที



“พี่ศรัณย์?”



พี่ศรัณย์มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?



“ครับ?” ดวงตาคมคู่นั้นมองมาที่เจิน ใบหน้าที่คุ้นเคยขมวดคิ้วเป็นเชิงสงสัย



“สวัสดีครับ คุณรุต ต้องขอโทษจริงๆ ที่ลูกชายผมซุ่มซ่าม” เป็นพ่อเจินที่เดินมาไขข้อสงสัย คุณรุตที่ผู้เป็นพ่อเรียกหันมาจับมือกับคนที่เข้าไปทักทายและขอโทษขอโพย



“ลูกชายคุณทินกรหรอกเหรอครับ” คนตัวสูงในชุดสูทราคาแพงหันกลับมาพินิจเด็กชายคนเดิม แววตารอบนี้เหมือนกำลังพยายามล้วงเอาบางสิ่งบางอย่างจากเจิน เหมือนกับการมองหาบางอย่าง “เป็นเด็กที่น่าสนใจดีนะครับ”



“ครับ ลูกชายคนโตของผมเอง ชื่อเจิน ตอนนี้เพิ่งอายุ18เองครับ”



“ยังเด็กอยู่เลยนะครับ แต่ดูเป็นคนเก่งมาก”



“คุณรุตก็พูดเกินไปครับ” คนเป็นพ่อดูตื่นเต้นกับการเจอคนคนนี้มาก จากประสบการณ์ที่เขาออกงานกับพ่อมา คนนี้คงเป็นคนที่มีอำนาจไม่ธรรมดา หรือไม่ก็มีผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เรียกได้ว่าคว้าได้ก็ควรคว้า



“หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันในอนาคตนะครับ” เป็นการพูดตัดบทเพื่อจบการสนทนาและปิดท้ายด้วยการจับมือเชื่อมสัมพันธ์



จากนั้น มือใหญ่ก็ยื่นมาตรงหน้าเจิน เขามองมันอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะรีบจับมือตอบกลับ แววตาคู่นั้นดูเย็นชาและอันตรายจริงๆ



“แล้วเจอกันนะครับ น้องเจิน”















talk with writer

น้องเจินอย่าไปยอมตะพี่มัน!

ปล.สามารถติดตามเราได้ที่ ทวิตเตอร์นี้นะคะ @ajisaiwriter

และสามารถไปหวีดเล่นในแท็ก #อรุณสวัสดิ์ช่างสัก ได้เลยค่ะ









ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0




บทที่ 11




เทศกาลคริสต์มาสเวียนมาถึงอีกครั้ง ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีการฉลองอย่างต่างประเทศทว่าที่โรงเรียนของเจินให้ความสำคัญกับมันพอสมควร เพื่อให้นักเรียนได้แสดงความสามารถและสนุกไปกับเทศกาล



หลังจากโรงเรียนเลิกเขาไปอยู่กับปิ๊กที่ซ้อมว่ายน้ำเพียงครู่เดียวก็ขอตัวออกมาก่อน เขาไม่ได้บอกปิ๊กว่าจะไปไหน แล้วอีกคนก็คงคิดว่าเขาไปเรียนพิเศษอย่างเคย ไปเรียนน่ะใช่ ทว่าก่อนไปเรียนเขาก็แวะเข้าห้างใกล้ๆ แถวนั้นเพื่อไปเลือกซื้อของขวัญให้ใครบางคน



คนที่คุณก็รู้ว่าใคร



ช่วงหลังๆ มานี้ศรัณย์เข้ามาหาเจินที่คอนโดแทบทุกวันจนกลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรไปแล้ว แต่ส่วนมากจะมาแค่ทำกิจกรรมบนเตียงแล้วก็จากไปในตอนเช้า



คนในชุดนักเรียนถือกระเป๋าย่ำเท้าเข้าไปในร้านนาฬิกาหรูที่หลายคนรู้จักกันดี Rolex พนักงานหญิงเดินเข้ามาทักทายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพเพื่อถามเขาว่าต้องการดูรุ่นไหนเป็นพิเศษ เด็กหนุ่มบอกออกไปแต่เหมือนว่าที่นี่จะไม่มีเพราะเป็นรุ่นที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมจึงขาดตลาด ถ้าจะเอาก็ต้องทำ waiting list [1] ไว้ซึ่งรอไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี



ได้ยินแบบนั้นเลยตัดสินใจเดินออกมาแล้วกดโทรศัพท์โทรหาเลขาพ่อที่สนิทกับเขามากกว่าที่เขาสนิทกับพ่อซะอีก เวลามีงานอะไรพ่อก็จะสั่งผ่านเลขาคนนี้มา จำนวนประโยคที่คุยกับเธอมากกว่าที่คุยกับพ่อทั้งปีด้วยซ้ำ



“พี่ใจ ผมเจินนะ พอดีผมมีเรื่องอยากให้พี่ช่วยหน่อย”

(ค่ะคุณเจิน มีอะไรให้พี่ช่วยคะ)

“ผมอยากได้นาฬิกาอยู่เรือนนึงแต่พอดีที่ช็อปมันไม่มี พี่ช่วยหาให้ผมหน่อย ขอภายในพรุ่งนี้นะครับ”



(ให้พี่ส่งไปที่บ้านใหญ่หรือที่คอนโดดีคะ)



“คอนโดครับ”







รถยนต์สีขาวเข้าเทียบทางเท้าเพื่อจอด ร่างเล็กในชุดพลศึกษาที่เจ้าตัวเกลียดก้าวลงมาจากรถพร้อมในมือที่ถือถุงกระดาษซึ่งด้านในเป็นกล่องของขวัญที่ตั้งใจแวะเอามาให้ศรัณย์



เขาผลักประตูเข้าไปก็ต้องตกตะลึงกับร้านสักที่เปลี่ยนโฉมไปนิดหน่อย ไม่คิดว่าเจ้าของร้านจะชื่นชอบในการจัดงานเทศกาลด้วย ต้นคริสต์มาสสูงท่วมหัวถูกวางตั้งไว้กลางห้อง ช่างเวย์และช่างเชคกำลังช่วยกันตกแต่งอยู่สองคน



ร่างเล็กชะเง้อหาศรัณย์แต่เหมือนจะไม่อยู่ที่นี่



“ไอ้รัณย์อยู่บนห้องอะน้องเจิน ขึ้นไปได้เลย” เป็นช่างเชคที่มือกำลังแหวนกล่องของขวัญขนาดจิ๋วบนต้นพูดขึ้น



เจินเพียงพยักหน้าแล้วเดินขึ้นไป เขาเคาะประตูเป็นมารยาทก่อนจะเปิดเข้าไปแล้วค่อยๆ ปิดมันลง สภาพภายในห้องก็ดูจะเรียบร้อยอย่างที่เคยเข้ามาครั้งหนึ่ง



เจ้าของร่างสูงซึ่งนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ที่โต๊ะเงยหน้าขึ้นแล้วหันหลังมามองทางเขา ศรัณย์เปลือยท่อนบนเหลือแค่กางเกงวอร์มสีเข้มเท่านั้น ดูเหมือนอีกฝ่ายจะกำลังทำงานอยู่เพราะมีกระดาษที่ขีดเขียนลายเต็มโต๊ะไปหมด



“ผมแวะเอาของมาให้น่ะครับ”



น้ำเสียงที่ดูฉะฉานมั่นใจซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น ศรัณย์ทอดสายตามองอีกคนที่ดูต่างไปนิดหน่อยจากที่เคยเห็น อาจเพราะชุดพละที่เขาไม่เคยเห็นเจ้าตัวใส่ ปกติแล้วเห็นเด็กมัธยมจะใส่ชุดพละแบบเชิ้ตแขนสั้นที่ต้องรีดจนเรียบกริบ กับกางเกงสีเข้มขายาวซะส่วนใหญ่



“อ๋อ วันนี้เรียนพละที่ต้องไปยิม ก็เลยใส่ชุดนี้น่ะครับ แปลกใช่มั้ย”



ทว่าเด็กตรงหน้ากลับเป็นเสื้อทีเชิ้ตสีขาวดูทะมัดทะแมง ขอบแขนเสื้อเป็นสีแดงตัดสีขาวให้ดูโดดเด่น ท่อนล่างเป็นกางเกงขาสั้น เนื้อผ้าดูใส่สบาย ขอบกางเกงสั้นเหนือขึ้นจากเข่ามาเกือบหนึ่งคืบเผยให้เห็นเรียวขาขาว



“แล้วนั่นอะไร”



“ของขวัญคริสต์มาสไงครับ”



“ไม่เห็นจะต้องลำบากเราเลย”



มือแกร่งวางดินสอไว้บนโต๊ะ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเข้ามารับของในมืออีกฝ่าย เขาแกะมันออกมาเปิดดู ของข้างในทำให้ศรัณย์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำหน้าตั้งคำถามกับเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ถือวิสาสะหย่อนก้นนั่งบนเตียงเขาไปแล้ว



“นาฬิกาไงครับ ตอนแรกผมอยากให้Patekมากกว่า แต่เห็นพี่ชอบแต่งตัวแบบพวกเสื้อยืดกางเกงยีนส์แนวพวกนี้ เลยคิดว่า Rolex น่าจะเหมาะกว่า”



“ไม่เห็นต้องซื้อของแพงขนาดนี้ให้พี่เลย”



“ผมรวย”



ศรัณย์โคลงศีรษะพลางยิ้ม เขาก็พอรู้อยู่แล้วว่าที่บ้านเจินฐานะไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าจะซื้อของแพงหกหลักแบบนี้ให้เขาได้ หมายถึง ไม่คิดว่าจู่ๆ มาซื้อของอะไรแบบนี้ให้



“เดี๋ยวผมใส่ให้”



ไม่พูดเปล่าคนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนเตียงก็ยื่นแขนมาคว้าข้อมือเขาไปพร้อมกับหยิบถุงและกล่องนาฬิกาไปวางบนเตียง จากนั้นจึงหยิบนาฬิกาเรือนสวยใส่เข้ากับข้อมือของเขา



“พี่ไม่ได้เตรียมของขวัญอะไรไว้ให้เราเลย”



“ไม่เป็นไรครับ”



“เราอยากได้อะไรรึเปล่า”



มือเล็กจับมือข้างที่เจ้าตัวเป็นคนใส่นาฬิกาให้ไปคลึงเบาๆ ศรัณย์ยืนมองการกระทำของเด็กหนุ่มเงียบๆ นิ้วเรียวเล็กลูบไปตามรอยสักบนหลังมือเขา เขามองมัน มองนิ้วเล็กๆ นั่นที่ไล้เบาๆ บนรอยสักของเขา ก่อนที่ใบหน้าเสี้ยวจีนนั้นจะเงยขึ้นประสานสายตา แล้วริมฝีปากสวยก็ขยับยิ้มขึ้น



“I want you”

“...”

“to hug me”

“...”

“...hard”









เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้งก่อนที่คนด้านนอกจะตัดสินใจเปิดแง้มเข้ามา เชคมองดูภายในห้องหวังจะหาตัวceoแต่กลับต้องตะลึงตาค้างกับร่างเล็กที่นอนอยู่บนเตียงโดยมีผ้าห่มคลุมอยู่



และเพราะเสียงประตูคงทำให้เจ้าตัวตื่นแน่ๆ เจินที่หลับสลบไสลอยู่บนเตียงเลยกำลังยันแขนลุกขึ้น ตาปรือมองมาทางเชค



โอ้โห... ก็ว่าทำไมไอ้เพื่อนเขามันติดงอมแงม



พอยันตัวขึ้นมานั่ง ผ้าห่มผืนหนาที่คลุมอยู่จึงร่นลงไปกองที่ตัก เผยให้เห็นผิวขาวจัดที่ช้ำด้วยรอยแดงประปราย รวมถึง ...



“กูกำลังจะลงไป มึงจะเสือกขึ้นมาทำไม”



ก่อนต้องขนลุกขนชันเมื่อเสียงเพื่อนสนิทของเขาดังขึ้นพร้อมกับร่างอีกฝ่ายที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ สายตาพิฆาตอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อมองจ้องมาทางเขา



“กูไม่เห็นอะไรเลย สาบาน” และปิดประตูปังออกไป



ศรัณย์เพิ่งอาบน้ำเสร็จอยู่ในเสื้อยืดสบายๆ กับกางเกงวอร์ม เดินมานั่งบนเตียง ก่อนจะฝังสันจมูกลงกับแก้มนิ่มแล้วไล้ลงมาที่ซอกคอขาว “นอนต่อนะคะ เดี๋ยวพี่ลงไปทำงานก่อน” จากนั้นคนตัวเล็กก็มุดตัวลงนอนอีกรอบ









“ไอ้เหี้ยเวย์! เมื่อกี้เว้ย น้องเจิน”



“ทำไม”



“น้องเจินแม่งโคตรขาว ขาวสัดๆ ขาวเหี้ยๆ”



“อ่าห้ะ”



“แล้วแบบ มึงเก็ตปะ น้องไม่ได้ใส่เสื้ออะ แล้วแบบ... แบบ ชมพูอะมึง ชมพูสัดเลย”



“มึงเกริ่นมาซะกูเห็นภาพ”



“เห็นภาพน้องเลยใช่มะ”



“เห็นภาพมึงโดนไอรัณย์กระทืบเนี่ยไอ้ควาย”



จากนั้นเชคหันไปมองด้านหลังก็ต้องสะดุ้งโหยงโดดไปเกาะหลังเก้าอี้เวย์ ศรัณย์ยืนพิงราวบันไดมองมาด้วยสายตาเย็นยะเยือก



“เค้าเป็นห่วงกลัวลงมาเลท เค้าเลยขึ้นไปตาม อย่าโกรธเค้าเลย”



“มึงไม่ต้องเอาคิวน้องเฟรนแล้ว กูจะส่งให้ไอเวย์”



“เยส ดีมากเพื่อน ใจมากนะเว้ย เพราะมึงเลยเชคกูเลยได้ลงเข็มน้องเฟรน”



“เพื่อนนนนนนนนนนนน เพื่อนกันเขาทำกันแบบนี้หรอออออออออออ”



“แต่ไอรัณย์ กูเตือนไว้ก่อนนะ เรื่องรีนอะ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คนที่เดือดร้อนจะไม่ใช่แค่มึงคนเดียว”



“อือ กูรู้”



“กูเป็นห่วงเด็ก”









ร่างเล็กรู้สึกตัวตื่นเป็นเวลาเกือบจะหกโมงเช้า วันนี้เขาไม่ต้องไปโรงเรียนเพราะว่ามีคนใหญ่คนโตมาจัดประชุมเลยไม่อยากให้เด็กไปวุ่นวาย



กายเปลือยเปล่ายันตัวลุกขึ้นขึ้นยืดแขนเล็กน้อยก่อนจะมองหาศรัณย์



คนที่เขามองหาไม่อยู่เลยตัดสินใจลุกขึ้นไปอาบน้ำแปรงฟัน แปรงสีฟันเหมือนว่าศรัณย์จะออกไปซื้อให้เพราะมันวางอยู่บนหัวนอนพร้อมใบเสร็จแล้วก็เศษเหรียญนิดหน่อย



พอออกมาจากห้องน้ำกำลังจะหาเสื้อผ้าใส่ก็เห็นมีเสื้อผ้าแขวนอยู่ที่หน้าตู้เรียบร้อย แน่นอนแหละ ไม่พ้นเสื้อยืดกับกางเกงวอร์ม



แล้วเจินก็เดาได้เลยว่าทั้งตู้ก็คงมีแต่ชุดพวกนี้ไม่ต่างกัน



พอใส่ออกมาก็ตามคาด เสื้อดูโอเวอร์ไซส์ไปเลย ส่วนกางเกงก็พับขามาสองสามทบดีที่เอวเป็นแบบมีเชือกผูก



นี่ศรัณย์แอบเหยียดเขาทางอ้อมปะเนี่ย



เนื่องจากเมื่อคืนใช้พลังงานไปไม่น้อย เช้ามาพุงน้อยๆ เลยร้องประท้วงจะเอามื้อเช้า หลังมือคว้ากระเป๋าสตางค์กับมือถือ สองขาก็จ้ำออกจากห้อง



ขณะเดินลงบันไดก็ครุ่นคิดถึงเมนูในเซเว่นว่าเช้านี้เขาควรจะเลือกอะไรดี ทว่า... กำลังจะก้าวลงบันไดขั้นสุดท้ายก็ต้องชะงักซะก่อนที่เห็นคนๆ หนึ่งอยู่ด้านล่าง



“มึงมาทำอะไรที่นี่ ...เจิน”



“...”



ปิ๊ก...



“กูไม่น่าถามเลยนะทั้งที่สภาพมึงก็บอกอยู่แล้ว”



“ปิ๊ก ฟังกูก่อน”



“กูเคยบอกมึงแล้ว กูพูดกูบ่นก็เพราะเป็นห่วง แต่อย่างว่า กูก็รู้อยู่แก่ใจว่านิสัยดื้อรั้นของมึงไม่มีใครห้ามได้”



“ปิ๊ก”



“เค ในเมื่อมึงตัดสินใจแล้ว กูก็จะไม่ยุ่ง”



ขายาวหันหลังย่ำก้าวออกจากร้านไปไม่รีรอให้เพื่อนสนิทได้ทันคิดข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น ช่างเวย์มองมาทางเขาพร้อมกับไหวไหล่ก่อนจะกลับไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำแล้วเดินผ่านเขากลับขึ้นไปบนห้อง



นั่นสินะ เช้าแบบนี้ช่างแต่ละคนคงยังอยู่ในช่วงเวลาพักผ่อนของเขา เรียกได้ว่าเป็นเหมือนกลางดึกของคนปกติ ช่างประจำร้านก็นอนเวลาช่วงนี้กัน กว่าร้านจะเปิดก็ตั้งบ่ายโมง



เจินย้ายตัวเองมานั่งบนโซฟาตัวเดิมประจำร้าน กดมือถือโทรหาปิ๊ก ทั้งที่รู้ว่าเพื่อนคงจะไม่รับสาย ทั้งไลน์ไปหา ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายก็คงไม่เปิดอ่าน



ปิ๊กเตือนเขาแล้ว

แต่เขาเองที่มันทำไม่ได้

เขาเองที่ยอมให้เหตุการณ์มันเป็นแบบนี้



เจินสาบานได้ว่านับครั้งได้เลยที่ปิ๊กจะโกรธเขา และการที่เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวโกรธเขาเพราะเรื่องศรัณย์ มันทำให้รู้สึกเหมือนมีอะไรมาหน่วงมาในอก







ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปนานเท่าไหร่ ทว่าตื่นมาก็เพราะเสียงกระดิ่งคริสต์มาสที่แขวนไว้ตรงประตูดังขึ้น เจินรีบลุกเพราะคิดว่าศรัณย์คงกลับมาแล้ว



ตั้งแต่ปิ๊กออกไปเขาก็นอนครุ่นคิดเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับอีกฝ่าย การได้ถามไถ่ฝ่ายศรัณย์บ้างอาจทำให้เขาคิดหาทางออกได้ดีกว่านี้



บางทีคำตอบของศรัณย์อาจไม่ได้แย่ขนาดนั้น

และมันอาจทำให้ปิ๊กเข้าใจเขามากขึ้น



“...ครูรีน”




แต่เหมือนว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้ตัดสินใจทำอะไรแล้วล่ะ



ผู้หญิงรูปร่างดีหน้าตาสะสวยยืนหิ้วถุงพลางติสมองเขาอย่างไม่ลดละ แววตานั่นวาวโรจน์อย่างไม่ปิด มือเรียวกำของในมือแน่นขณะไล่สายตามองร่างกายเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า



“ฉันไม่คิดเลยว่าจะเจอเธอที่นี่นะ”



“...”



“เราคงได้เคลียร์กันจริงๆ แล้วล่ะเจษฎา”



เธอว่าพลางเดินไปลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามกับโซฟา วางของในมือลงบนโต๊ะด้านหน้า ขาเรียวสวยวาดซ้อนขึ้นไขว่ห้าง



“ตรงประเด็นเลยนะ เลิกยุ่งกับรัณย์ได้แล้ว”



...



“คงไม่ต้องบอกเหตุผลหรอกนะว่าทำไม เพราะเธอก็คงจะรู้อยู่แก่ใจดี”



...



“กินของคนอื่น มันอร่อยมากมั้ยล่ะ”



“...”



“เธอเองก็น่าจะรู้นี่ ความรู้สึกของครอบครัวที่ต้องแตกหักเพราะมือที่สาม”



“ครูรีน...”



“เธอมันหัวรั้นเจษฎา ทั้งที่ฉันเตือนไปก็หลายครั้ง ทำให้ดูก็หลายหน ตอนที่เขานอนกับเธอ แค่ฉันโทรหาเขาก็พร้อมจะทิ้งเธอแล้วมาหาฉัน”



“ไว้ครูรีนไปคุยกับเขาเองเถอะครับ” เจินลุกออกจากโซฟา ก้าวขารีบเดินออกจากตรงนั้น ทว่าครูรีนก็รีบลุกตามมากระชากแขนของเขาไว้ก่อน



“จะไปไหน! ถ้าหน้าด้านเอากับผัวคนอื่นได้ ก็ต้องทนฟังให้ได้” แรงบีบมือบนแขนเด็กหนุ่มแรงขึ้นตามน้ำเสียงที่พูนความโมโหลงไป



เอากับผัวของคนอื่นเหรอ...



“ไปคุยกับพี่รัณย์เองเถอะครับ”



“เธองงอะไรรึเปล่าเจษฎา เธอมันเป็นต้นเหตุ ฉันก็ต้องจัดการกับมันให้รู้เรื่อง”



“ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าแฟนครูจะมานอนกับผมทำไมทั้งที่เขาก็มีแฟนอยู่แล้ว!” เจินเริ่มเป็นฝ่ายขึ้นเสียงอย่างทนไม่ได้ ใช่.. เขาก็อยากรู้เหมือนกัน

“ครูบอกผมมาสิว่าทำไม!” เจินเหมือนคนที่จู่ๆ ก็ฟิวขาด เขาโมโหจนเลือดขึ้นหน้า โมโหที่ตัวเองยอมอดทนเป็นตัวแทนของคนอื่นตลอด เป็นตัวสำรอง ไม่เคยได้เป็นคนที่ใครๆ ก็ให้ความสำคัญ



“เพราะอารมณ์ชั่ววูบของผู้ชายไง”



“ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าความสัมพันธ์ของครูรีนกับแฟนครูเป็นแบบไหน” เด็กหนุ่มสะบัดข้อมือให้หลุดจากการบีบของอีกฝ่าย พยายามปรับสีหน้าดูปกติที่สุด



“...”



“ดูจากกระเป๋าแล้ว เงินเดือนครูคงไม่มีทางซื้อได้หรอกมั้งครับ คิดได้อยู่สองอย่าง ไม่เช่ามา ก็คงเป็นพี่รัณย์ที่ซื้อให้”



“...”



“แต่ผมจะบอกอะไรให้ ว่าผมน่ะไม่ต้องร้องขอให้เขาซื้ออะไรให้หรอก แต่ผมเป็นฝ่ายซื้อให้เขาเองด้วยซ้ำ”



รอยแดงเป็นรอยนิ้วมือจากการโดนบีบปรากฏชัดบนแขนขาว เขาต้องการออกไปจากที่นี่ เขาไม่อยากจะอยู่ที่นี่แล้ว



ทว่าคิดจะหนี ร่างเด็กหนุ่มหันมาตามแรงดึง เสียงฝ่ามือที่ตบเข้าที่ใบหน้าฉาดใหญ่ดังขึ้นกลางความเงียบของภายในร้าน เจินตกใจเพราะไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดว่าคนที่ขึ้นชื่อว่าครูจะทำแบบนี้กับเขา



“หุบปาก! แกมันแค่ของเล่นชั่วคราว! อย่ามาทำพูดอวดดี!” เหมือนกับว่าคำพูดต่างๆ ก่อนหน้าของเด็กหนุ่มไปสะกิดโดนแผลครูสาว



“ครูไม่มีสิทธิ์มาตบผม”



“ทำไมจะไม่มี ฉันมีสิทธิ์ตบพวกอีตัวอย่างเธอที่มายุ่งกับคนของฉัน”



“ผมไม่ใช่อีตัว!” เจินใช้สองแขนผลักคนตรงหน้าออกอย่างแรง เพื่อจะจ้ำเท้าหนี



“จะไปไหน! เที่ยวตามมาเสนอตัวให้เขาถึงที่ จะให้เรียกว่าอะไร ห้ะ!”



เพี๊ยะ



ฝ่ามือเรียวสวยตบเข้าที่หน้าของเจินอีกครั้ง เจินไม่กล้าโต้ตอบด้วยความรุนแรงเพราะเห็นว่าสถานะของคนตรงหน้าคือครูของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นผู้หญิง ถ้าเขาลงมือไป เขาเองที่จะดูแย่ลงไปอีก



“เขามาหาผมเอง! เขามานอนกับผมเองได้ยินมั้ย!”



“ถ้าเธอไม่ทอดสะพานอ่อยเขา แล้วเขาจะถ่อไปหาถึงที่ทำไม!” สติที่ขาดกระจุยบันดาลให้โทสะเข้าครอบงำรีน รีนแค่อยากจะระบายความอัดอั้นออกมา ศรัณย์เป็นของเขาแล้วทำไมเด็กตรงหน้าถึงกล้ามายุ่งเขาคนของเขาได้



เจินผิดงั้นเหรอ...

ทำไมเขาต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้

เพราะเขาแค่อยากมีศรัณย์เป็นของตัวเองเหรอ

หรือแค่เพราะเขาอยากจะได้ความรักจากใครสักคนบ้าง



เวย์ที่กำลังเดินลงบันไดมาเพราะได้ยินเสียงโวยวายก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะปรี่เข้าไปยืนกันรีนออกจากเจิน



“รีน ทำไมทำน้องแบบนี้ แกเป็นครูนะเว้ย!”



“เป็นครูแล้วไม่ใช่คนหรอเวย์ เวย์เห็นมั้ยล่ะตอนที่เด็กนี่มันทำอะไร เวย์เห็นบ้างมั้ย!”



“รีนรู้ตัวดีอยู่แล้วว่ากำลังทำอะไรอยู่ อยากให้เราย้ำหรอไง”



“...”



“จะกลับไปดีๆ หรือจะให้เราโทรตามไอรัณย์”



“เราไม่กลับ จนกว่าจะเคลียร์กับอิเด็กนี้ให้จบ”



“รีนน่าจะรู้นะ ถึงไอรัณย์มันจะใจดี แต่มันก็ไม่ได้ใจดีได้ตลอด แล้วถ้าเรื่องนี้ถึงหูมันเมื่อไหร่ เราว่าไม่จบแค่นี้แน่”



“เวย์เข้าข้างใครกันแน่!”



“เราอยู่ข้างน้อง”



“จะหลบหลังคนอื่นอีกนานแค่ไหน อิเด็กเหลือขอ ครอบครัวเป็นแบบนั้นไงเชื้อมันเลยลาม แกทำให้รัณย์ต้องแปดเปื้อนไปด้วย!”



“รีน!”



“...”



“แม่เป็นยังไง ลูกก็เป็นแบบนั้น ไปแย่งผัวคนอื่นทำให้ครอบครัวเขาต้องแตกแยก”



“...”



“เชิดหน้าชูตาว่าเป็นเมียหลวง ทั้งที่ไปแย่งผัวคนอื่นมา ลูกมันก็คงไม่ต่างกันหรอก แม่เธอก็ได้แต่นอนคนเดียวเพราะพ่อหนีไปนอนกับคนของเขา พ่อเธอไม่เคยให้ความสำคัญกับแม่เลยหรอก”



“...”



“เหมือนกับที่พ่อเธอไม่เคยให้ความสำคัญกับเธอไง”



“...”



“สุดท้ายพ่อเธอก็ไม่รักเธออยู่ดี”



“...”



“ขาดความอบอุ่นมากจนต้องมาแย่งของคนอื่นเลยเหรอไง! ”



แล้วนั่นเป็นประโยคที่ทำให้ความอดทนของเขาหมดลงในที่สุด

พอสักที...

พอกับความรู้สึกที่ต้องอยู่ในความสัมพันธ์ห่วยๆ นี่สักที











ศรัณย์ที่กำลังถือถุงข้าวต้มจากร้านหน้าหน้าปากซอย ระหว่างทางกลับก็เห็นปิ๊กเดินออกมาจากทางร้านพอดี เด็กนั่นมองเขาด้วยสายตาเหมือนจะฆ่าแกงกันให้ได้ จากนั้นก็ตรงดิ่งเข้ามา หมัดหนักซัดเข้าที่หน้าเขาอย่างจัง ศรัณย์นิ่งอึ้งอย่างคิดอะไรไม่ออกว่าจู่ๆ ปิ๊กจะมาหาเรื่องตนทำไม



“นี่อะไรของมึง”



“พี่ทำแบบนี้กับเพื่อนผมทำไม”



“กูคิดว่ามึงรู้อยู่แล้วว่ากูกับเจิน...”



“ในเมื่อพี่ก็มีแฟนอยู่แล้ว แล้วพี่จะมาทำแบบนี้ทำไม พี่จะให้เพื่อนผมเป็นชู้รึไง!”



“เห้ย เดี๋ยวนะ”



“แค่นี้ชีวิตมันก็แทบจะไม่เหลือใครอยู่แล้ว พี่จะเข้าไปทำลายชีวิตมันอีกทำไม พี่ก็รู้ว่ามันยังเด็ก ทุกอย่างที่พี่ทำก็เหมือนขนมหวานที่มันไม่เคยได้กิน แต่สุดท้ายพี่ก็ให้มันได้แค่เป็นคู่นอนของพี่หรอ”



“ไอปิ๊ก ฟังกู กูว่าเรื่องมันไปกันใหญ่ละ”



หลังจากนั้นศรัณย์กับปิ๊กก็ออกไปนั่งร้านกาแฟใกล้ๆ นี่ เพื่อเคลียร์ปัญหาที่เป็นอยู่ กาแฟไม่ทันได้ถูกเสิร์ฟ บทสนทนาก็เริ่มเปิดขึ้นอีกครั้ง



“พี่จะพูดอะไรก็รีบพูดมา”



“อย่างแรก กูไม่มีแฟน



“...”



“ต้องให้ย้ำมั้ย”



“เดี๋ยวดิ พี่จะปั้นน้ำเป็นตัวซึ่งๆ หน้าแบบนี้เหรอ แล้วครูรีนล่ะ”



“เราเลิกกันนานแล้ว สามดือนได้แล้วมั้ง”



“อ่าวก็...”



“ก็ไร และก็ต่อยกูซะเกือบเลือดซิบ” ศรัณย์เลื่อนมือขึ้นแตะมุมปากที่ช้ำสีแดงจางๆ ดีเท่าไหร่ฟันไม่หัก “จะเสพข่าวอะไรก็คิดให้ดีๆ หน่อย รู้ว่าข่าวลืมกูมันเยอะ แต่ช่วยใช้รอยยักในสมองมึงคิดบ้าง”



“ขอโทษพี่” ปิ๊กหน้าเสีย ขอโทษเสียงแผ่ว ถ้าศรัณย์เป็นฝ่ายออกปากพูดแบบนี้เองก็แสดงว่าเรื่องจริง “ใครจะไปรู้เล่า ก็ไปสืบมา ใครๆ ก็บอกพี่คบกับครูรีนมาตั้งแต่มหาลัย”



“ทีหลังก็ดูดีๆ”



“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมขอพูดเรื่องไอเจินให้พี่ฟังแล้วกัน เผื่อถ้าพี่ไม่คิดจะจริงจังอะไรกับมันได้เห็นใจมันบ้าง”



“อะไร”



ระหว่างนั้นกาแฟร้อนสองแก้วก็ถูกเสิร์ฟไว้บนโต๊ะหน้าสองคน ปิ๊กเริ่มทำสีหน้าจริงจังขึ้นมาอีกรอบ



“ผมเป็นเพื่อนมันมาตั้งแต่ยังจำความได้ เพราะทางบ้านพวกเราไปมาหาสู่กันบ่อย ทำให้ผมได้รู้จักชีวิตไอเจินแทบจะทุกอย่าง”



...



“เจินมันเป็นลูกชายคนโตของบ้าน มีน้องชายต่างแม่คนหนึ่ง เอาตรงๆ ก็คือเรื่องมันเกิดจากครอบครัวมันที่มีสองบ้านเนี่ยและ ป๊ามันรักกับผู้หญิงอีกคนแต่โดนบังคับให้แต่งงานกับแม่มัน แต่ถึงจะแต่งงานกับแม่มันแต่ป๊ามันไปอยู่กับครอบครัวที่เขารักนะ มีบ้างที่กลับมาบ้าน แต่น้อยอะพี่”



“อ่า”



“ที่นี้ประมาณผมกับมันอยู่ประถมต้นได้มั้ง ครอบครัวมันก็แย่ลงเรื่อยๆ เดิมที่ป๊ามันก็ไม่เคยสนใจแม่มันอยู่แล้ว แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นทำให้สองคนนี้เกลียดกันเข้าไส้ พาลให้เจินกับน้องมันเกลียดกันไปด้วยอีก แรกๆ ป๊ามันก็ดูแลมันดีนะ เพราะผมจำได้ว่าเคยไปกินข้าวกับมันกับป๊า ก็ดูรักกันดี แต่อย่างว่า พอผู้ใหญ่เกลียดกันมันพาลมาถึงเด็ก”



“...”



“ปัจจุบันป๊ามันก็ไม่เคยสนใจใยดีกับไอเจินอีกเลย ไปอยู่แต่กับอีกครอบครัว ไอเจินก็ทำงานงกๆ ไปดิ ทั้งออกงานสังคม ทั้งต้องตามไปคุยงานต่างประเทศ ไหนจะต้องเรียนให้ได้ตามเกณฑ์ที่แม่ตั้งไว้อีก เทอมที่ผ่านมามันเกรดตกนี่โดนยับเลย”



พอได้ยินปิ๊กพูดแบบนั้นศรัณย์ก็นึกถึงชีวิตเจินจากที่เขารู้จักมา มาสักกับเขาครั้งแรกก็ยังหอบเอาหนังสือมาอ่าน ที่ห้องก็มีแต่ชีตเรียนและข้อสอบ เลิกเรียนก็ต้องไปติวจนถึงสามทุ่ม ไม่พอเสาร์อาทิตย์ยังต้องเรียนพิเศษอีก ไม่มีวันได้พักเลยสินะ



“เห็นมันเข้มแข็ง ดูมีความมั่นใจในตัวเอง บางคนก็ว่ามันหยิ่ง แต่เห็นมันแบบนั้น ข้างในมันช้ำฉิบหายเลยนะพี่”



“อือ กูก็พอดูออก”



“คนที่มันรักและคอยดูแลมันก็มีกี่คนหรอก หลักๆ ก็อาม่าแล้วก็ผม”



“อ๋อ อาม่า”



“เคยเจออาม่ามันแล้วหรอพี่”



“เคยแล้ว”



“นั่นแหละ อาม่านี่โอ๋มันสุดแล้ว ถ้าไม่มีอาม่าผมก็ไม่รู้ว่าจะมีมันเหมือนอย่างทุกวันนี้รึเปล่า”



“บ้านแตกสาแหรกขาดสินะ”



“ใช่พี่ ทุกวันนี้ที่มันทำทุกอย่างก็เพราะอยากให้ป๊ามันมารักมันบ้าง มันก็เด็กขาดความอบอุ่นคนหนึ่งอะ” ปิ๊กยกแก้วกาแฟขึ้นจรดริมฝีปาก ก่อนจะพูดต่อ



“ถ้าพี่ไม่จริงจังก็พอแค่นี้เถอะ”

“รู้ได้ไงว่ากูไม่จริงจัง”

“เอ้า”

“กูเอามาตั้งกี่รอบละ ไม่จริงจังมั้ง”



“ก็.. มันบอกผม ว่าครั้งแรกที่พี่ได้มันพี่ก็หายไปเลย”



“กูมีงานลายใหญ่ เสร็จงานก็ไปหาเพื่อนมึงก่อนคนแรกเลย แต่กูก็ผิดด้วยล่ะมั้งที่ไม่ได้บอกเจินไว้ก่อน”



“อะ ไอคนทางนี้ก็เข้าใจไปไกลล้านแปด”



ศรัณย์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจู่ๆ ไปรู้สึกกับเด็กคนนั้นได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็ไม่อยากปล่อยมือจากเขาแล้ว



“นาฬิกาใหม่เหรอพี่ ปกติไม่เห็นใส่ ซื้อทีซะแพงด้วยนะ”



“เพื่อนมึงเป็นคนให้”



“จริงดิ” ปิ๊กทำหน้าตาตื่นตกใจ “เห้ย บ้าไปแล้ว”



“ทำไมวะ”



“มันซื้อของให้ใครที่ไหนล่ะไอเจินอะ นอกจากแม่มันบังคับให้ซื้อให้แขกหรือพวกคู่ค้าธุรกิจกับครอบครัวงี้ ขนาดผมยังได้ยากเลย ถ้าไม่ตื๊อมันก็ไม่ไปซื้อให้หรอก การที่มันอุตส่าห์เจียดเวลาไปเดินเลือกให้พี่เนี่ยแต้มบุญสูงมาก”



“เหรอวะ”



“ห้ามทิ้งเพื่อนผมนะเว้ย”



“ทิ้งแล้วกูจะไปเอาใคร”



“ไอ้พี่ศรัณย์ เบาโว้ยยยย”







/

บางครั้ง...พระอาทิตย์ก็รีบลุกจากเตียง
อาจเพราะอยากจะเห็นทานตะวันต้นน้อยโตไวๆ ก็ได้นะ

/









[1] การลงชื่อเพื่อสั่งจองสินค้า







talk with writer


นี่เป็นนิยายเรื่องแรกของเราเลยค่ะ อยากฟังความคิดเห็นของทุกคนที่เข้ามาอ่านเพื่อเอาไปปรับปรุงแก้ไขในอนาคต ติชมได้เสมอนะคะ แต่ติอย่างอ่อนโยนหน่อยนะคะ เราใจบางค่ะ

ถ้าทุกคนชอบก็ช่วยคอมเม้นหรือไปรีวิวบอกต่อให้เราหน่อยนะคะ


#อรุณสวัสดิ์ช่างสัก







ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
 :katai1:ฮึ่มฮั้มๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ​ โอ้ยยยยยย​ ปวดไปทั้งหัวใจจจจจจจจจจจจจจจ 555​ The devil coming มาเถอะค่ะ​ ขอแบบจัดหนักจัดเต็มมมมมม​ (แต่อย่าทำร้ายความรู้สึกน้องก็พอนะคะ​ ในอนาคตกลัวอิพี่ทำร้ายความรู้สึก​น้องมาก)​ สู้ๆนะคะนักเขียน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: #อรุณสวัสดิ์ช่างสัก NEVERTHELESS, GOOD MORNING
« ตอบ #19 เมื่อ: 10-05-2020 00:10:49 »





ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
ครูรีนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน​ Death ได้​ Death  ไปก่อนเลยค่ะ​ ชิ้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ​ ส่วนน้องงงงงงง​ ฮือ​ กอดปลอบบบบบบ​ เรียนดีมากค่ะ​ ภาษาสวย​ อ่านลืน​ นึกภาพตามได้ง่ายมาก(มโนศาสตร์​ 555) ปมครอบครัวนี้ปัญหาใหญ่เลยนะ​ เชื่อว่าพี่ต้องพาน้องข้ามผ่านมันไปได้​ สู้ๆนะคะนักเขียน​ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0





บทที่ 12

 

 

 

เจ้าของร้านสักเดินกลับมาที่ร้านมือเปล่า ทว่าเป็นปิ๊กที่เดินถือถุงข้าวต้มมาแทนเพราะถูกใช้ ศรัณย์ปรายตามองเข้าไปในร้าน เห็นเหตุการณ์ท่าทางดูไม่น่าไว้วางใจ พอเดินไปใกล้ๆ ก็เห็นเป็นเจิน เวย์ และรีนกำลังมีปากเสียงกันอยู่ เขาจึงรีบผลักประตูเข้าไป

 

“สุดท้ายพ่อเธอก็ไม่รักเธออยู่ดี”

“...”

“ขาดความอบอุ่นมากจนต้องมาแย่งของคนอื่นเลยหรอไง!”

 

เสียงกระดิ่งที่ดังขึ้นส่งผลให้ผู้หญิงที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีหันขวับมามอง แต่ศรัณย์ไม่ได้มองเธอ สายตาของเขาตรงดิ่งไปที่เด็กหนุ่มซึ่งอยู่หลังเพื่อนสนิทเขา

 

แววตาวาวโรจน์เจือความโกรธอยู่อย่างเห็นได้ชัด นัยน์ตาแดงก่ำ บนขอบตามีน้ำใสๆ พร้อมจะเอ่อล้นลงมาได้ตลอดเวลา อีกทั้งบนใบหน้าขาวเนียนยังมีรอยแดงขึ้นเป็นรูปทำให้เห็นว่าก่อนที่เขาจะมาถึงเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้บ้าง

 

“เจิน...”

 

ศรัณย์ค่อยๆ เดินเข้าไปหาอีกฝ่าย น้ำเสียงทุ้มพยายามเอ่ยอย่างนุ่มนวล

 

“ไม่ต้องมายุ่งกับผม”
ทว่าเจินปรายตามามองที่เขาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกดต่ำ “จากนี้พี่ก็ไปดูแลคนของพี่ดีๆ”

 

“ไอเจิน...” ปิ๊กวางถุงข้าวต้มลงกับโต๊ะใกล้ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหา

 

“มึงเองก็ทิ้งกูไปอีกคนแล้วนี่ สุดท้ายแม้แต่มึงก็ไม่อยู่กับกูอยู่ดี”

 

“ไม่เลยมึง กูไม่ได้ทิ้งมึงไหนไหน อยากกลับมั้ย เดี๋ยวกูไปส่ง” ปิ๊กคิดว่าทางที่ดีคือพาเจินออกจากสถานการณ์ในเร็วที่สุด

 

“มึงไม่โกรธกูแล้วหรอ” เจินมองไปยังเพื่อนสนิทที่แววตากลับมาอ่อนโยนอย่างเคย ไม่เหมือนกับคนที่โกรธเขาเมื่อตอนเช้า

ปิ๊กคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่เจินมี และเขาก็อยากให้เพื่อนคนนี้อยู่กับเขาแบบนี้ตลอดไป

 

“ไม่ กูไม่ได้โกรธมึง นะ เรากลับกัน”

 

ปิ๊กเห็นสภาพเพื่อนก็รู้ว่าตอนนี้คงรับอะไรแทบจะไม่ไหวแล้วจึงตัดสินใจพาเจินกลับ

 

เมื่อทั้งสองคนเดินออกจากร้านไป รีนที่ยื่นอยู่ก็เตรียมจะพุ่งตัวออกไปตาม หากแต่เป็นศรัณย์ที่เรียกเอาไว้

 

“รีน พอได้แล้ว”

 

“รัณย์เองก็อยู่ข้างมันใช่มั้ย มันมีดีตรงไหน หรือรัณย์เปลี่ยนรสนิยมไปชอบผู้ชายแล้ว”

 

“มันไม่เกี่ยวกันเลยรีน”

 

“เพราะมันใช่มั้ย รัณย์ถึงไม่ยอมกลับมาหารีน เพราะอิเด็กขาดความอบอุ่นนั่นใช่มั้ย”

 

“รัณย์จะกลับไปหาคนที่ไม่ซื่อสัตย์ คนที่ไปนอนกับคนอื่นไปทั่วทำไม”

 

“แต่รัณย์ก็ทำเหมือนกัน”

 

“เปล่าเลย รัณย์ไม่เคยทำ เราคบกันมากี่ปี รัณย์ไม่เคยคิดนอกใจแฟนตัวเองเลย แต่กลับเป็นรีนที่ทำ”

 

“แต่รีนคิดได้แล้ว รีนจะไม่ทำอีก เรากลับมาคบกันไม่ได้เหรอ” เจ้าของหุ่นผอมเพรียวเข้ากอดเข้าไปเกาะแขนร่างสูง แววตาอ้อนวอนสบเข้ากับเขา

 

ศรัณย์แกะมือของอีกฝ่ายออก

 

“อยากให้ผมพูดใช่มั้ย”

 

น้ำเสียงและสรรพนามที่ศรัณย์ใช้เปลี่ยนไป... ห่างเหิน... ใจร้ายกับอีกฝ่าย...

แต่นั่นมันก็เหมาะสมแล้วหรือเปล่า

 

เวย์ที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์มองแววตาของศรัณย์ออก เขารู้ว่าเพื่อนเขาพยายามเข้มแข็งมากแค่ไหนกับการตัดใจกับผู้หญิงที่คบกันมาเกือบจะสิบปี ไม่ใช่ว่าเพื่อนเขาไม่รู้สึกอะไร มันแค่ไม่ได้แสดงความอ่อนแอของมันออกมาให้เห็นก็เท่านั้น

 

แววตาของเพื่อนเขายังมีความรู้สึกที่ให้กับอีกฝ่ายอยู่

แววตาของคนที่ยังไม่สามารถลืมอีกฝ่ายได้

รวมถึงแววตาของคนที่เจ็บแค้นจากการโดนหักหลัง...

 

“คุณจะมาร้องขออะไร”

“...”

“ในเมื่อผมไม่ใช่คนที่มีรสนิยมชมชอบคนที่เที่ยวไปนอนถ่างขาให้คนอื่น”

 

“รัณย์!”

 

“ที่เราเลิกกัน ที่เราไม่กลับมาคบกัน เพราะคุณไม่ซื่อสัตย์เอง และผมก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปใช้ของร่วมกับผู้ชายคนอื่น”

 

“กลับไปเถอะรีน เราว่าไอรัณย์มันเริ่มอารมณ์ไม่ดีแล้ว” เป็นเวย์ที่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มแย่ลงหนักกว่าเก่า

 

“อย่ายุ่งเรื่องคนอื่นหน่อยเลยเวย์”

 

“รีนคงไม่รู้สินะ ว่าเราไม่ได้ใจดีเหมือนไอรัณย์ แล้วก็ไม่ได้ยินดีให้คนที่ทำเพื่อนเราเจ็บมาเหยียบอยู่ที่ร้านนี้ด้วย”

 

“กูฝากมึงด้วยนะ กูจะไปดูเจิน”

 

 

 

 

 

 

 

 

พอกลับมาถึงห้องเจินก็เดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวผืนขาวเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้ปิ๊กนั่งจมจ่อมอยู่บนโซฟา

 

ปิ๊กไม่อยากเห็นเพื่อนเขาเป็นแบบนี้ ทว่ามันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ในระหว่างที่เขากำลังคิดว่าควรจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไงให้เซฟใจเพื่อนสนิทเขาที่สุด พลันเสียงเสียงปลดล็อกประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับคนที่คุ้นหน้ากันดี

 

ปิ๊กยกมือขึ้นยีหัวลวกๆ ทั้งสองคนมองตากันอย่างเข้าใจโดยไม่ต้องพูด คนอายุน้อยกว่าเดินไปคว้ากุญแจรถและหมวกกันน็อกบนเคาน์เตอร์

 

“คุยกันดีๆ นะพี่”

 

ทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินออกไป ปล่อยให้คนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องอยู่ในห้องคนเดียว

 

ครั้นประตูห้องน้ำเปิดออก เด็กหนุ่มที่กำลังก้าวออกมาหยุดชะงัก ดวงตาคู่นั้นมองมาที่เขา มันแดงก่ำจนปิดไม่มิดว่าเจ้าตัวผ่านการร้องไห้มาไม่มากก็น้อย

 

“ออกไป”

 

น้ำเสียงเรียบเฉยเอ่ยด้วยท่าทีเย็นชา ก่อนจะเดินผ่านศรัณย์ไปเหมือนเขาเป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในห้อง

 

"ผมบอกให้ออกไป"

 

“เจิน พี่อยากให้เราคุยกัน”

 

เด็กหนุ่มแค้นยิ้มกับประโยคก่อนหน้า ต้องให้เขารับรู้อะไรอีก ต้องย้ำให้เขาเจ็บปวดไปอีกสักเท่าไหร่

 

“คุยอะไรอีกละ ผมฟังมาพอแล้ว แฟนของพี่เขาพูดให้ฟังพอแล้ว”

 

“ไม่ใช่นะเจิน”

 

“พี่อยากให้ผมทำอะไรอีก ทุกวันนี้ผมเป็นอะไรสำหรับพี่ผมก็รู้ตัวดี ที่ผ่านมา พี่แค่มานอนกับผม ไม่มีความรู้สึกอะไรเกินเลยผมรู้ ผมถึงเงียบ” น้ำเสียงก็สั่นเครือคิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ดวงตาคู่สวยตอนนี้มีความอุ่นร้อนที่เห่อขึ้นมาในขณะเดียวกัน

 

  “ทุกคืน... ทุกคืน พอเสียงโทรศัพท์ดัง พี่ก็จะออกไปหาเขา พี่จะทิ้งให้ผมอยู่คนเดียว มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง แต่ผมก็เงียบตลอด พี่รู้มั้ยว่าทำไม”

 

เสียงโทรศัพท์กลางดึกกลายเป็นความหวาดกลัวของเด็กหนุ่ม

กลายเป็นความกลัวที่จะโดนทิ้ง

เมื่อไหร่ที่มันดังขึ้นกลางความมืด ...อีกคนจะไป

 

“เพราะผมกลัวว่าวันถัดมาอาจไม่มีพี่มาอยู่กับผมอีกแล้ว”

 

ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิด ก็ยังทำ

 

“ผมมันเห็นแก่ตัวที่อยากได้ของของคนอื่น”

 

ทั้งที่รู้ว่าเห็นแก่ตัว แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อย

 

ในชีวิตนี้เขาไม่เคยได้มีอะไรอย่างคนอื่น ไม่เคยได้อ้อมกอดจากพ่อ ไม่เคยได้คำพูดแสนอ่อนโยนจากแม่ แต่ศรัณย์ให้สิ่งเหล่านั้นกับเขา

 

ตอนอยู่บนเตียง ศรัณย์จะมองเขาแค่คนเดียว ให้ความสำคัญกับเขาเพียงคนเดียว มันเป็นช่วงเวลาเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า

 

“ไม่เจิน...”

 

“ผมเลยต้องมาเป็นชู้แบบนี้! ต้องหน้าด้านอยู่แบบนี้!” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาดังราวกับในลำคอจะขาดวิ่น หยดน้ำตาร่วงเผาะลงบนใบหน้าขาว

 

“จนแฟนเขามาตบ! มาชี้หน้าด่า! มา— ฮึก...”

 

ประโยคที่กำลังจะพูดออกมาถูกเสียงสะอื้นกลืนกินเข้าไป ริมฝีปากสีระเรื่อบิดเบี้ยวราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งรู้จักการร้องไห้ น้ำอุ่นร้อนที่กองอยู่บนแพขนตาร่วงหล่นลงมาเหมือนหยดน้ำฝนกลิ้งผ่านบนกลีบบัว

 

สิ่งเหล่านั้นสะท้อนเข้ามาในดวงตาของศรัณย์

 

ความไร้เดียวสาของเด็กน้อยที่ไม่เคยรู้จักความรักความอบอุ่นทำให้ใจดวงน้อยร้าวแตกไม่เป็นชิ้นดี

 

ภาพนั้น... เสียงนั้น...

 

ใจของคนพี่มันปวดไปหมด

 

ท่อนแขนที่เต็มไปด้วยรอยสักวาดโอบคนอายุน้อยกว่ามาซบอยู่ในอ้อมอก เรือนร่างเล็กคล้อยไปตามแรงอีกคนเหมือนตุ๊กตาที่ไร้ชีวิต หยดน้ำตาที่ร่วงเผาะไม่ยอมหยุดเปรอะเสื้อศรัณย์จนชื้น

 

เขาอดไม่ได้ที่จะเอามือใหญ่ข้างหนึ่งส่งไปลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวมันจะแตก

 

“ผม... ต้องทำ อึก...ยังไง”

 

“...”

 

“ต้องทำยังไง... ฮือ ให้พี่อยู่กับผม”

 

ศรัณย์ลูบหัวคนในอ้อมกอดไปมา เขาพรูลมหายใจออกพลางเปลือกตาปิดลง ...ควรจะทำยังไงกับเด็กคนนี้ดี เสียงสะอึกสะอื้นนั่นทำให้เขาใจหายไปหมด

 

หยดน้ำตาพวกนั้นทำให้พี่คนนี้อยากจะเจ็บแทน

 

“พี่ขอโทษนะคะ ขอโทษที่ทำให้เราต้องทนกับอะไรแบบนี้”

 

เขาไม่เคยรู้เลยว่าทุกคืนที่เขาลุกออกไป เด็กคนนี้มองมันตลอด

 

“ทำไมต้องใจร้ายกับผม ฮึก.. ทำไมต้องเป็นพี่ อึก...ฮื่อ”

 

เขาไม่เคยคิดเลยว่ามือที่จับเขาไว้พยายามจะรั้งให้เขาอยู่

 

“เพราะพี่คนเดียว ..ฮื่อ มันเป็นเพราะพี่”

 

สีหน้าไร้เดียงสาที่เขาคิดว่าต้องการแค่การบอกลา ทว่าไม่ใช่เลย เด็กคนนี้ต้องการเขา...

 

‘เจินมันก็เด็กขาดความอบอุ่นคนนึงแหละพี่’

 

“พี่ผิดเอง ผิดทุกอย่าง”

 

คนที่สะอึกสะอื้นร่างสั่นเทิ้มอยู่เงยหน้าที่ซุกอกแกร่งอยู่ขึ้นมอง ศรัณย์ก้มสบกับอีกคน นิ้วเรียวยาวปาดเช็ดหยดน้ำตาที่กำลังไหลลงมาบนแก้มเนียน จากนั้นริมฝีปากหนาก็กดจูบลงบนหน้าผากที่ชื้นเหงื่อ

 

เขาไม่เคยเห็นเจินร้องไห้ ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายตอนอ่อนแอ เจินในความคิดเขาคือเด็กที่เข้มแข็งและมั่นใจในตัวเอง ไม่เคยคิดว่าเขาจะเห็นภาพแบบนี้ ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายที่เหมือนกำลังทรมานขนาดนี้

 

“อย่าร้องเลยนะเด็กดี”

...

“พี่คนนี้เจ็บไปหมดแล้ว”

 

 

 

 

 

ความรู้สึกนอนมากเกินไปไม่ได้เกิดขึ้นกับผมบ่อยนัก ผมตัดสินใจลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตาก็ยังปรืออยู่ ควานหามือถือ... จะบ่ายสองแล้วหรอเนี่ย ผมเสียเวลาอ่านหนังสือสอบมิดเทอมไปเยอะเลยนะ แถมช่วงนี้แม่ก็โทรตามให้ไปงานกับเขาบ่อยๆ อีกด้วย จะเอาเวลาที่ไหนไปอ่านให้ครบ

 

พอผมยันตัวขึ้นนั่ง หันไปข้างๆ ก็เห็นพี่ศรัณย์พิงหัวเตียงเล่นเกมในมือถืออยู่ พอเห็นว่าผมตื่นแล้วเขาก็ละสายตาจากหน้าจอมาที่ผม

 

ผมกับเขาเคลียร์ปัญหาเรื่องครูรีนที่ค้างคาเสร็จไปแล้ว สุดท้ายกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่ผมคิดไปเองโดยมีครูรีนเป็นคนมาจุดไฟ

 

“ตื่นแล้วหรอ” เขาถาม ผมแค่พนักหน้าตอบ จากนั้นจากนั้นมือใหญ่ก็มาหยีหัวผมเบาๆ “เดี๋ยวออกไปซื้อของกัน”

 

“ครับ?” ผมมองอีกคน

 

“ไปซื้อของไง ไปอาบน้ำก่อนไป”

 

ผมเข้าห้องน้ำไปชำระล้างร่างกาย พอส่องกระจกก็เห็นเปลือกตาที่บวมหนาขึ้นมาอย่างรู้สึกได้ ผมไม่ค่อยชอบมันนัก วันนี้คงต้องใส่แว่นแทนซะแล้ว ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่การใส่แว่นทำให้ผมรู้สึกว่าคนอื่นจะมองไม่ค่อยเห็นตาบวมๆ ของผม

 

พอใส่เสื้อผ้าเสร็จเดินออกมาจากห้องก็เห็นคนตัวสูงกำลังเปิดตู้เย็น ทำท่ายืนเท้าเอวเหมือนกำลังใช้ความคิดกับวัตถุตรงหน้า ผมจึงเอ่ยปากถาม

 

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

 

“น้ำ ...ขนม น้ำ ...ขนม น้ำ ...และขนม”

 

“ครับ” ผมเข้าไปอยู่ข้างๆ เขา ชะเง้อหน้ามองในวัตถุสี่เหลี่ยมที่สูงพอๆ กับผม ผมเอื้อมแขนผ่านเขาเข้าไปหยิบกระปุกเยลลี่หมีซึ่งเป็นขนมขอโปรดในตู้เย็นออกมา

 

“หยุดเลยนะ” พี่ศรัณย์ตีมือผม

 

“อะไรของพี่เนี่ย” ผมขมวดคิ้วไม่เข้าใจ

 

“ทำไมในตู้มีแต่ขนมเยอะขนาดนี้ แล้วของอย่างอื่นไม่คิดจะเอาใส่ไว้บ้างหรือไง ปกติเรากินอะไรห้ะเจิน”

 

ก็ต้องมีแต่เยลลี่หมีสิ ก็ปกติกินแต่เยลลี่หมี ผมติดเคี้ยวมันตอนอ่านหนังสือมาก แล้วก็ซื้อมาตุนไว้ในตู้เย็นเยอะๆ ทั้งแบบถุงเล็ก ถุงใหญ่ และก็แบบกระปุก เพราะผมก็ไม่ได้มีเวลาไปซื้อมันได้บ่อย

 

“ก็กินเยลลี่ไง แต่ ...แต่ก็กินข้าวด้วย”

 

“แน่ใจ”

 

“แน่ใจสิ”

 

“ข้าวอะไร”

 

“ข้าว... ก็ มาม่า...ไง”

 

ผมฉีกยิ้มแหย มือชี้ไปที่ตู้ของเคาน์เตอร์ซึ่งเป็นแหล่งเสบียงตุนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไว้หลากหลายรสชาติ พี่ศรัณย์เดินไปเปิดมันออก เขาหยิบถ้วยบะหมี่ขึ้นมาจากนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

ผมรู้ว่ากินบ่อยๆ มันไม่ดี แต่มันจำเป็นนี่ คนเราไม่ได้มีเวลาเยอะขนาดนั้นสักหน่อย อีกทั้งเวลากินก็ไม่ค่อยตรงกับชาวบ้านชาวช่องอีก กว่าจะกลับมาถึงปกติก็เกือบสี่ทุ่ม ร้านใต้คอนโดก็ปิดไปแล้วจะกินข้าวที่ไหน ถึงแม้หลักๆ สาเหตุจะเป็นความขี้เกียจก็เถอะ

 

พอพี่ศรัณย์เข้าไปอาบน้ำ ระหว่างรอ ผมเลยมาจัดการเขียนตารางอ่านหนังสือช่วงสอบมิดเทอมไปพลางๆ เพราะเหมือนว่าสอบรอบนี้จะไม่ค่อยมีเวลาได้อ่านหนังสือมากนัก อ่านครบอะแน่นอน แต่คนแบบผมต้องอ่านซ้ำย้ำหลายรอบไง ไม่งั้นก็จำไม่ได้

 

หลังจากเตรียมตัวพร้อมจะออกไปซื้อของ พวกเราก็ลงลิฟต์มาจนถึงชั้นล่าง แต่ดันลืมไปว่ารถผมมันอยู่ที่สตูดิโอพี่ศรัณย์

 

คนพี่เลยโทรวานให้พี่เชคขับมาให้หน่อย เรานั่งรอที่ลอบบี้ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ รถมาจอดที่ด้านหน้าประตูคอนโด พอพี่เชคลงมา พี่ศรัณย์ก็เอากุญแจรถมอเตอร์ไซค์ของเขาให้ ส่วนผมที่กำลังจะเปิดประตูขึ้นไปนั่งตำแหน่งคนขับ ทว่าร่างสูงก็บอกว่าเขาจะขับเอง

 

ผมเข้ามานั่งรอพี่ศรัณย์คุยกับเพื่อนเขาในรถก่อนที่ร่างสูงจะขึ้นมนั่งตำแหน่งคนขับ ที่จริงเขาก็ดูทะมัดทะแมงกับการขับรถยนต์อยู่นะ ดูเป็นธรรมชาติมากด้วย แค่เมอซิเดสเบนซ์สีขาวดูจะไม่ค่อยเข้ากับเขาเท่าไหร่นัก ถ้าเปลี่ยนเป็นบีเอ็มสีดำก็ว่าไปอย่าง

 

รถออกตัวมาได้ยังไม่ทันจะพ้นหน้าคอนโด เสียงโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น เป็นแมวที่โทรมา ผมกดรับสายทันที

 

“ครับแมว”

 

(คุณหนูใหญ่คะ ท่านเข้าโรงพยาบาลอีกแล้วค่ะ)

 

“อาม่าเป็นไรเหรอครับ”

 

(หน้ามืดแล้วล้มอยู่ที่บ้านน่ะค่ะ)

 

“ครับ? แล้วทำไมปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้ คนในบ้านเยอะแยะทำไมไม่คอยดู”

 

(แมวขอโทษค่ะ พอดีแมวออกสั่งงานคนสวนที่หลังบ้านเลย...)

 

“ไม่เป็นไรครับ ทีหลังก็คอยดูแลม่าดีๆ ล่ะครับ เดี๋ยวสักครึ่งชั่วโมงผมคงถึงไปถึงที่นั่น”

 

พี่ศรัณย์หันมามองที่ผมเป็นระยะ หลังจากวางสายแล้วผมก็บอกเขาให้แวะไปที่โรงพยาบาลก่อน ที่จริงผมก็ไม่ได้ตกใจอะไรมาก อาจมีห่วงนิดหน่อย แต่อาม่าเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว คงเพราะอายุมากขึ้นเลยป่วยบ่อย ทว่าจริงๆ พอๆ ได้ออกจากโรงพยาบาลมาก็แข็งแรงเหมือนเดิม

 

ผมกับพี่ศรัณย์แวะซื้อกระเช้าผลไม้ที่ร้านในโรงพยาบาลก่อนจะขึ้นไปที่ห้องผู้ป่วย ตอนแรกพี่ศรัณย์บอกว่าจะรออยู่ข้างนอก แต่ผมอยากให้พี่เขาเข้าไปด้วยกัน ผมยัดกระเช้าผลไม้ใส่มือคนตัวสูงแล้วเปิดประตูเข้าไป

 

ห้องของโรงพยาบาลประจำที่ครอบครัวผมมักมาใช้บริการยังคงจัดห้องสวยหรูและสะอาดสะอ้านเช่นเคย บานเลื่อนกระจกใสที่ระเบียงทำให้เห็นวาเมืองหลวงด้านนอก เป็นบรรยากาศเหมาะกับการให้ผู้ป่วยมาพักฟื้น

 

ผมเข้าไปสวัสดีแมวและคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียง

 

“อาม่า นี่พี่ศรัณย์ จำได้เปล่า”

 

“สวัสดีครับ”

 

“จำได้สิ อั๊วจะลืมได้ยังไง เพื่อนอาเจินทั้งคน” น้ำเสียงของอาม่าไม่ได้ดูแย่อะไรมาก มาอยู่โรงพยาบาลคราวนี้คงอีกวันสองวันก็ได้ออกแล้ว “แมว ไปรับของเพื่อนอาเจินเร็ว”

 

แมวมารับกระเช้าจากมือคนตัวสูงข้างผม พี่ศรัณย์ก็พูดกับอาม่าว่าขอให้หายเร็วๆ ตามธรรมเนียม ผมลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียงแล้วพูดคุยกับอาม่าสักพัก พี่ศรัณย์ก็ขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์เพราะมีสายเข้ามา

 

“เขาเป็นคนดีมั้ย” น้ำเสียงอบอุ่นของคนบนเตียงพูดขึ้น ดวงตาสีขุ่นมัวมองตรงมาที่ผม ผมทำหน้าตั้งคำถามกลับไป “พี่รัณย์ของลื๊อน่ะ เขาเป็นคนดีใช่มั้ย”

 

ผมนิ่ง ไม่ได้สบตากับอาม่า กำลังเหม่อคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา ถามว่าเขาดีไหม เขาดีมาก ทว่าบางมุมเขากลับมีกลิ่นอายความน่ากลัวที่ผมเองก็อธิบายมันไม่ได้ มันไม่ได้แสดงออกมาชัดเจน แต่ผมรู้สึกได้ว่ามันแฝงอยู่ในตัวเขา

 

อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมก็ได้เห็นอีกมุมที่ไม่เคยได้เห็นจากเขา

 

เขาดึงผมเข้าไปกอด เป็นอ้อมกอดที่ผมไม่เคยได้ ตอนนั้นน้ำตาที่เหือดหายไปกลับมาอีกระลอกหนึ่ง ผมสะอื้อไห้เสียงดังยามสัมผัสที่มือใหญ่ๆ ของเขาลูบแผ่วเบาบนหัวของผม มันอบอุ่นจนน้ำในตารื้นขึ้นมาอย่างหยุดไม่อยู่

 

ผมระบายยิ้มบางออกมา พยักหน้าเป็นคำตอบของคำถาม อาม่ายกมือขึ้นมาจับมือของผม ก่อนผมใช้สองมือกอบกุมมือนั้นของอาม่าไว้ นิ้วโป้งเกลี่ยตามผิวหนังเหี่ยวย่นประดับรอยกระสีน้ำตาลเข้มอ่อนประปราย มันเหมือนดาวบนฟ้าสำหรับผม

 

“ถ้าเขาทำให้อาเจินของม่ามีความสุขได้”

“...”

“...ก็ดีแล้ว”

 

“ม่า...” รอยยิ้มของผมเมื่อครู่หุบลง ดวงตาของอาม่ามองมาที่ผม เป็นแววตาที่บ่งบอกว่าเขารู้ รู้ความสัมพันธ์ของผมกับพี่รัณย์

 

ริมฝีปากบางสีซีดของคนป่วยคลี่ยิ้มบางที่แสนจะอบอุ่น ผมไม่กล้าสบตากับอีกคน จึงเลือกก้มลงวาดแขนกอดคนที่นอนบนเตียงแล้วซุกหน้าลงไปไม่รู้ด้วยความอายหรือความไม่ชิน

 

“สงสัยเราจะไม่ต้องกังวลแล้วล่ะแมวว่าอาเจินเราจะไปทำใครเขาท้องรึเปล่า”

 

“จริงค่ะ”

 

ผมเงยหน้าขึ้นทำฟึดฟัด แมวกับอาม่าก็หัวเราะคิกคักกันใหญ่ นี่ถ้าไม่ติดว่าป่วยอยู่ ผมจะตีให้ ป่วยอยู่ยังจะแกล้งผมได้อีก

 

ครั้นเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ผมรีบหันไปพลางเตรียมลุกเพราะคิดว่าพี่รัณย์น่าจะกลับมาแล้ว ทว่าคนที่เข้ามากลับไม่ใช่แค่พี่รัณย์คนเดียวน่ะสิ

 

“...เหยา”

 

“สวัสดีครับเฮียเจิน ดีใจจังที่ได้มาเจอเฮียเจินที่นี่ด้วย”

 

คนตัวเล็กเจ้าของน้ำเสียงเจื้อยแจ้วเดินเข้ามาพร้อมกับพี่รัณย์ ในมือถือช่อดอกไม้ขนาดกลางเล็กกลางใหญ่เข้ามาด้วย

 

ใบหน้าปั้นยิ้มอย่างทุกทีก็มองมาที่ผม

 

“พี่รัณย์ ทำไม...” ผมหันไปมองคนตัวสูงที่อยู่ข้างๆ

 

“ตอนพี่ลงข้างล่างแล้วเจอน้องเขาพอดีเลยขึ้นมาพร้อ—”

 

“พี่รัณย์น่ะสิครับ จู่ๆ เข้ามาโอบไหล่เหยาเฉยเลย ตอนแรกก็คิดว่าใคร พอพี่รัณย์บอกว่าคิดว่าเป็นเฮียเจิน เหยาก็รู้เลยว่าคงเจอคนทักผิดอีกแล้ว” เสียงหวานเอ่ยด้วยหน้าตายิ้มแย้ม เดินเอาดอกไม้ไปส่งให้แมว “แล้วก็เลยรู้ว่าเฮียเจินก็อยู่กับอาม่าด้วย”

 

รู้จักกันได้กี่นาทีถึงได้เรียกพี่เขาอย่างสนิทสนมแบบนั้น

 

“กำลังจะกลับแล้วล่ะ”

 

“รีบกลับจังเลยนะครับ เราไม่ค่อยได้เจอกันเลย ที่โรงเรียนก็พักเที่ยงคนละเวลาอีก”

 

“ถือเป็นเรื่องที่ดี”

 

“เหยาก็คิดถึงพี่ชายเป็นนะครับ”

 

น้องชายต่างแม่ที่ผมเกลียดเข้าไส้ปั้นหน้ายิ้มตาหยี พูดเสียงอ่อนเสียงหวาน น่าขันที่เป็นที่โปรดปรานของป๊าที่สุด แต่ทุกอย่างที่เป็นมัน ผมไม่ชอบทั้งสิ้น

 

“พี่รัณย์ กลับกันเถอะครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ตามองจ้องไปที่หน้าน้องชายต่างแม่ อีกคนสบตากลับมาไม่ต่างกัน แต่ผมเป็นฝ่ายตัดสินใจหันหนีเพื่อไปบอกลาอาม่ากับแมว แล้วรีบย่ำเท้าออกจากห้อง

 

ทว่าไม่พ้นได้ยินเสียงน่ารำคาญอีก

 

“แล้วเจอกันนะครับพี่รัณย์”


 

 

 





 

 

talk with writer

น้องเจินเคลียร์กับตะพี่แล้วนะคะ มิสชั่นแรกผ่านไปแล้ว

คอมเม้นแชร์ความรู้สึกกันหน่อยค่ะว่าอ่านถึงตอนนี้แล้วเป็นยังไงบ้าง

ปล. เราอ่านทุกคอมเม้นทั้งบนเว็บและบนทวิตเตอร์เลยนะคะ มีบางคนเดาทางเรื่องออกด้วย











ออฟไลน์ ajisai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0



บทที่ 13









/

ทานตะวันยามเมื่อดอกบานสะพรั่ง
เปี่ยมด้วยความระเริง
คุณพายุ...อย่าเพิ่งซัดสาดเข้ามาเลย

/






ในเช้าพฤหัสบดีภายใต้อากาศแจ่มใสเนื่องจากมีแพคเกจพระอาทิตย์ทอแสงมาพร้อมกับสายลมโชย



เป็นวันที่น่ายินดีเพราะทานตะวันที่อาจารย์ให้ปลูกตอนนี้ออกดอกแล้ว ถึงแม้ว่ากว่าจะมาสำเร็จจะต้องใจฝ่อกับต้นเล็กต้นน้อยที่ทยอยกันตายเรื่อยๆ ก็ตาม



วนมาถึงคาบสุดท้ายของวัน หลังจากไปตรวจดูทานตะวันเสร็จก็กลับมาเข้าคาบแนะแนวซึ่งดูจะเหมือนคาบว่างซะมากกว่า



“มึง สรุปงานกลุ่มไปทำที่คอนโดมึงนะ”



เพื่อนผู้หญิงสองคนเดินมาหาผมที่โต๊ะเรียนพร้อมกับปลาวาฬที่ยืนอยู่หลังสองคนนี้ ผมรับฟังและพยักหน้าตอบกลับ ทว่าประโยคถัดมานั่นทำให้ผมอารมณ์ผมฉุนขึ้นมาครั้งแรกของวัน



“อีกเรื่องคือ พวกกูคิดว่าปลาวาฬไม่ต้องมาช่วยก็ได้ งานไม่ได้ใหญ่อะไร ทำกันเองวันเดียวก็เสร็จ”



“ทำไมปลาวาฬถึงไม่ต้องมาทำ”



“ปลาวาฬมันเป็นหลีด”



นี่คือเหตุผล?



“แล้วยังไง”



“แค่เป็นหลีดก็เหนื่อยแล้วอะ นี่ก็ใกล้กีฬาสีแล้วด้วย พวกหลีดซ้อมกันหนักมาก”



“แล้วไง?”



“ไอเจิน นี่มึงฟังกูรู้เรื่องมั้ยเนี่ย แล้วไงอะไรของมึง”



“คนเป็นหลีดนี่มีสิทธิพิเศษเหรอวะ”

...

“เลยไม่ต้องทำงานกลุ่ม?”



“มันเสียสละอุตส่าห์เหนื่อยเพื่อสีเรานะเว้ย” เพื่อนคนนั้นพยายามอธิบายเหตุผลที่แสนจะไร้สาระ



“ทำเพื่อสีหรือทำเพื่อตัวเอง? ถ้ารู้ว่าเป็นหลีดแล้วแขนขามันง่อยจนทำงานกลุ่มไม่ไหวจะเสือกไปเป็นทำไม” ผมตวัดสายตาไปมองคนด้านหลัง “ว่าไงหลีด แขนขามันง่อยรึยัง”



“ไม่เป็นไรหรอกชมพู่ เราไปทำงานได้” คนที่ถูกเอ่ยถึงจับแขนเพื่อนพลางตีหน้าเจื่อน



“ถ้ารู้สึกเป็นง่อยเมื่อไหร่ก็บอก กูจะได้ตัดชื่อมึงออกจากกลุ่ม”

...

“กูไม่ต้องการสมาชิกกลุ่มที่กินแรงคนอื่น”



“ไอเจิน เบาพ่อเบา”



ผมไม่ได้ด่ามันแรงไปเลย คนอย่างมันแค่นี้ยังไม่พอด้วยซ้ำ สามปีที่ผมทนกับมันมา สร้างเวรสร้างกรรมให้ผมได้ตลอด ไม่รู้ผมไปทำไรให้มัน ได้ทีแทงข้างหลังเป็นว่าเล่น



“แค่ต้องอยู่กลุ่มร่วมกับมึงก็เสนียดมากพอละ”

...

“อย่าเอาเสนียดของมึงมาฉุดคะแนนกู”



.

.

.

.

ผมขับรถออกจากโรงเรียนมาก็ตรงดิ่งไปยังสตูดิโอพี่ศรัณย์ เพราะวันนี้ติวเตอร์งดคลาสจึงกลายเป็นช่วงเวลาว่างของผม



แล้วผมก็มีแพลนแล้วว่าวันนี้จะทำอะไร



พอเปิดประตูร้านเข้าไปก็เจอพี่เวย์กับพี่เชควุ่นอยู่กับงานตัวเอง พี่เวย์กำลังรับโทรศัพท์ลูกค้าส่วนพี่เชคกำลังสักให้กับลูกค้าคนนึงอยู่



ช่างเป็นรูปร่างที่คุ้นจริงๆ



“ไอปิ๊ก”



คนที่เปลือยท่อนบนกำลังนอนคว่ำอยู่พลิกหน้ามาทางผมที่ยืนเท้าเอวมองมัน ลายที่มันเพิ่งสักไปอะหายดียังเถอะมาสักเพิ่มอีกแล้วเนี่ย



“ว่าไงเพื่อนรัก”



“ถึงว่า เลิกเรียนก็หนีกูเลย ระวังโค้ชจะบ่นมึงหูชาพ่อนักกีฬา”



“นักว่ายน้ำก็ต้องมีศิลปะบนเรือนร่างสิครับคุณ ใครเห็นก็ต้องใจสั่นอะ” มันทำหน้ายิ้มหล่อกวนโอ๊ยใส่ผม ผมที่กำลังจะเดินออกไป ก็เหลือบไปเห็นรอยสักแปลกๆ บนช่วงเอวของปิ๊ก



เป็นจุดสีน้ำเล็กๆ เท่าขี้แมลงวันและเส้นดำบางๆ ลากหายไปใต้กางเกง ผมพอรู้ว่ามันเป็นรหัสมอส ทว่าไม่รู้หรอกว่าอักษรอะไรเป็นจุดหรือขีดแบบไหน แล้วต้องยอมรับว่าผมเพิ่งเคยสังเกตเห็นจริงๆ ทั้งที่ก็เคยว่ายน้ำกับมันหลายรอบ ผมก็ไม่ได้สังเกต แต่อาจเพราะอยู่ในจุดที่แขนบังด้วยมั้ง



“มึงสักอันนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่อะ”



“อ๋อ นานละ ตั้งแต่มอสี่ เพิ่งเห็นเหรอไง”



“มอสี่ก็สักละเหรอ รีบไปไหน”



“เอ้อน้องเจิน” พี่เชคที่ก้มหน้าก้มตาสักอยู่ก็เอ่ยขึ้น “คืนนี้ว่างก็ไปดูพี่แข่งรถเปล่า ไอรัณย์ก็ไป”



“แข่งรถเหรอครับ”



“มันไม่ไปหรอกพี่ คนอย่างไอเจิน ยิ่งที่แบบนั้นยิ่งแล้วใหญ่”



“ไปครับ เย็นนี้ผมไม่มีเรียน”



“อั๊ยยะ! ทำกูหน้าแตกมั้ยล่ะ” แล้วไอปิ๊กก็พลิกหน้ากลับไปทำเหมือนงอนผม



“ไปปลุกไอรัณย์ดิ มันหลับอยู่บนห้อง”



หลังจากผมพยักหน้ารับพี่เชคก็ขึ้นมาที่ห้องพี่ศรัณย์ มือค่อยๆ เปิดประตูเข้าไป ไอเย็นของแอร์ที่เหมือนอยู่ขั้วโลกใต้กระทบผิวจนผมขนลุก ไฟห้องนอนก็ไม่เปิด มีแค่แสงที่เล็ดลอดจากผ้าม่านมาเท่านั้น



“พี่รัณย์ครับ”



ผมเข้าไปนั่งที่ริมเตียงแล้วเรียกเขาเบาๆ ก่อนจะส่งมือไปเปิดผมที่ปกเกือบถึงตาของอีกคนแล้วก้มลงทาบริมฝีปากบนหน้าผากของคนที่นอนไม่เสื้อ



พี่ศรัณย์ขมวดคิ้วเข้าหากันเพราะโดนปลุกแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองผม



“เมื่อวานผมไลน์บอกแล้วนะครับว่าวันนี้จะพาไปทำธุระ ตื่นได้แล้วครับจะหกโมงเย็นแล้ว”



พอผมเดินไปเปิดไฟจนห้องสว่าง พี่ศรัณย์ก็ลุกขึ้นนั่งหน้าตางัวเงียสมกับคนเพิ่งตื่น เวลาการพักผ่อนของช่างในร้านแทบจะเหมือนกันหมด คือ... ไม่เคยเป็นเวลาเลย



คนปกตินอนกลางคืน พวกพี่เขานี่นอนเช้า



“ง่วง...”



“ลุกเลยครับ” ผมเข้าไปดึงแขนแกร่งลากให้ลุกจากเตียง คนตัวสูงใหญ่ก็ยอมตามมาเหมือนเด็กน้อยขี้เซาที่ไม่อยากตื่นไปโรงเรียน



“คิดถึง...” เสียงทุ้มแหบของคนเพิ่งตื่นเอ่ยขึ้นพลางโถมตัวมากอดผม แล้วซุกหน้าลงกับซอกคอจนผมห่อไหล่



“ไปอาบน้ำ พี่รัณย์”



“คร้าบแม่”



พอพี่ศรัณย์เข้าไปอาบน้ำ ผมก็ทิ้งตัวลงนอนเล่นมือถือบนเตียงอีกคน กลิ่นพี่ศรัณย์ติดอยู่ทุกทีเลย บนหมอน บนผ้าห่มผืนหนา ในแอร์เย็นๆ ...ทุกที่เลย



ผมนอนเล่นมือถือไม่เท่าไหร่ ร่างสูงที่กล้ามเนื้อเกาะพราวไปด้วยหยดน้ำก็ออกมาพร้อมผ้าขนหนูพันรอบเอว เขาเดินมาเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบมาทีละชิ้นใส่ต่อหน้าผม



“เอาไปใส่ในห้องน้ำสิ!”



“ก็เห็นกันมาหมดแล้ว”



“แต่มันไม่ใช่แบบนี้!”



ระหว่างเถียงคำไม่ตกฟากกับผมเขาก็ใส่เสื้อผ้าจนเสร็จ เจ้าตัวเซ็ตผมลวกๆ แล้วฉีดน้ำหอมก่อนจะหยิบกระเป๋าเงิน มือถือและกุญแจรถ



“ไม่ต้องเอารถไปนะครับ เดี๋ยววันนี้ไปรถผม ผมขับเอง”



“แปลกนะเรา เซอร์วิสเหรอ”



“บ้าบอ ไปได้แล้วครับ”

.

.

.

.

ผมลงมาจากรถพร้อมกับอีกคนที่คิ้วขมวดตั้งคำถาม ผมพาเขาเดินมายังตึกสีขาวที่ดูสะอาดตา กลิ่นแอลกอฮอล์และยาระคนไปกับกลิ่นเครื่องปรับอากาศ กลิ่นซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่หนึ่ง แน่นอนว่าที่นี่คือ...



“พามาโรงพยาบาลทำไม”


“มาตรวจโรคกัน”


“พี่ก็ใส่ถุงยางตลอด”


“ก็ผมไม่อยากให้พี่ใส่”



“ฮ่าๆ โอเค ปะๆ” พี่ศรัณย์เอ่ยพลางขำ นั่นทำให้ผมทำหน้างอจนเขาเข้ามาวาดโอบคอผมแล้วลูบหัวเป็นเชิงปลอบลูกหมาลูกแมว



ผมพาเขามาตรวจแบบ NAT [1] และ STD [2] ถึงแม้ว่าเขาและผมจะมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เป็นโรคอะไร แต่ผมก็อยากใช้ผลตรวจมายืนยันอีกครั้งเพื่อไม่ให้พลาด



ไม่ใช่แค่ผมหรอกที่จะชอบ

พี่ศรัณย์เอง... หลังจากนี้ก็คงพอใจไม่เบา













เสียงโห่ร้องของผู้คนดังออกมาจนถึงบริเวณลานจอดรถ เป็นเสียงโหวกเหวกที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์นัก หลังจากผมกดล็อกรถเรียบร้อยก็จ้ำเท้าเดินตามพี่ศรัณย์ไปทันที



พี่ศรัณย์ไม่ได้เดินไปที่สนามแข่งในทันทีเขาเข้าไปในห้องที่คล้ายว่าจะเป็นห้องเก็บตัวนักแข่งก็ว่าได้ รถมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันถูกตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลางโดยมีช่างสองคนรุมตรวจเช็กอะไรบางอย่าง



“อ่าวมาแล้วเหรอวะ ... ไงน้องเจิน” พี่เชคที่อยู่ในชุดนักแข่งรถเอ่ยทักทายพวกเรา ส่วนพี่เวย์หันมาเป็นเชิงว่ามากันแล้วเหรอ ก่อนจะกลับไปวุ่นกับตัวรถอีกครั้ง



“เออ จองที่นั่งตรงไหนไว้”



“เห็นชัดแน่นอน วีไอพีสุดแล้ว ไอเวย์เป็นคนจอง” ไม่ว่าเปล่าพี่เชคก็ส่งกระดาษแผ่นเท่าฝ่ามือมาให้พี่ศรัณย์สองใบ



“เดี๋ยวกูพาน้องไปนั่งก่อนเดี๋ยวมา”



“น้องเจินไม่พูดเลยว่ะ ฮ่าๆ ไม่ชอบแนวนี้อะดิ” คนพูดหัวเราะกับท่าทางของผมที่ดูยังไงก็ไม่เข้ากับสถานที่แบบนี้เลย



“ไม่หรอกครับ ก็ถือว่าไม่แย่” ผมว่าอย่างฉะฉานก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับพี่ศรัณย์



เขาพาผมเดินไปหาที่นั่งด้านบนอัฒจันทร์ที่ถูกยกพื้นสูงขึ้นมาจากสนามเยอะพอสมควร ตรงนี้คงเป็นส่วนวีไอพีเลยไม่ค่อยมีคนเดินพลุกพล่านไปมาอย่างโซนอื่น นั่นถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับผม



“เรานั่งรอแปบนึงนะ เดี๋ยวไปช่วยทางช่างเช็ครถก่อน”



ผมพยักหน้าตอบ หันมาเปิดมือถือดูความเคลื่อนไหวของสังคมทวิตเตอร์ไปเรื่อยๆ แค่เล่นให้เวลาผ่านไปก็เท่านั้น แข่งรถผมก็ดูไม่ค่อยเป็นหรอก แต่ถ้าพูดการวางเดิมพันทางธุรกิจก็อีกเรื่อง



ผมเคยมาสนามแข่งรถบ้างสองสามครั้งกับป๊ากับแม่ แน่นอนว่าเป็นเรื่องของธุรกิจและผลประโยชน์ ทว่ามากี่รอบก็ไม่เคยชอบใจเสียงดังๆ เลย ทั้งเสียงเครื่องยนต์เสียงคนเชียร์



อย่างไรก็ตาม ยกเว้นถ้าได้มากับพี่ศรัณย์อะนะ



นั่งเอื่อยเฉื่อยได้ไม่นานเท่าไหร่ผมก็อดไม่ได้จะนึกถึงสอบมิดเทอมที่กำลังจะมาถึง เลยตัดสินใจใส่หูฟังเปิดคลิปสรุปบทเรียนของที่กวดวิชาส่งให้ดูไปเพลินๆ



ทว่าก็ไม่ได้อยู่เป็นสุขจนได้



“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มติดจะหยอกล้อดังขึ้นข้างหู เรียกให้ผมเงยหน้าหันไปมอง ปรากฏเป็นร่างสูงสองคนกำลังยืนยกยิ้มกรุ้มกริ่มส่งมาให้ผม



หากแต่ผมหันหน้ากลับมาทำเป็นไม่สนใจ



“หยิ่งว่ะคนเรา” สิ้นเสียง โทรศัพท์ในมือผมก็ถูกคว้าเอาไปต่อหน้า ด้วยสัญชาตญาณผมก็รีบคว้ากลับ แต่อีกฝ่ายเอายื่นออกไปให้ห่างจากผม



“คืนของของผมมา” ผมพูดเน้นน้ำเสียงไม่พอใจขณะดึงหูฟังออกจากหู



“โห มาสนามแข่งรถแต่มานั่งเรียนเหรอวะ” ผู้ชายคนที่เอามือถือผมไปเอ่ยพลางหัวเราะ “ขยันจังเลย อยู่ม.ไหนแล้วเอ่ย”



“บอกให้เอาคืนมา” ผมลุกขึ้นยืนแล้วเอื้อมมือไปคว้า ทว่าได้กลับมาเพียงอากาศ



“เดี๋ยวสิ กำลังแอดไลน์พี่ให้นะ มาเอาหรอไง”



“ไปอยากได้ตอนไหนไม่ทราบ”



“นี่จีบอยู่ไม่รู้เหรอ”



“พวกมึงอะ”



จนกระทั้งน้ำเสียงที่คุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง



“เด็กคนนี้มากับกู”



น้ำเสียงนั้นดังอีกครั้งก็มีร่างสูงของพี่ศรัณย์เดินมาโอบไหล่ผมเอาไว้



“ก็..ก็แค่มาชวนคุยด้วยเฉยๆ” ผู้ชายคนนั้นหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด พลางน้ำเสียงหยอกล้อนั่นก็เหมือนถูกกลืนกินไปจนหมดไม่เหลือ



“ถ้าไม่อยากมีปัญหา เอามือถือของเด็กกูคืนมา”



ผมคิดไปเองหรือเปล่า

คิดไปเองหรือเปล่า... ว่าน้ำเสียงของพี่ศรัณย์มันเหมือเป็นคนละคนกับที่ผมรู้จัก

การแสดงสีหน้าท่าทางกระวนกระวายรีบคืนโทรศัพท์ให้ผมนั้น ไม่ได้เกินจริงเลย ถ้าเทียบกับบรรยากาศน่าอึดอัดเมื่อครู่



เหมือนพี่ศรัณย์สร้างความกดดันให้เกิดขึ้นกับสองคนนั้น



ผมไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม

...ว่าเขาดูน่ากลัว



“เป็นอะไรรึเปล่าเจิน”



“ปะ..เปล่าครับ” ผมได้มือถือคืนมาก็กลับไปนั่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากว่าพี่ศรัณย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ เอาแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยลวดลายนั่นมาคอยโอบไหล่ผมไว้ตลอดขณะที่สายตาก็มองไปยังสนามด้านล่าง



“เราไม่ชอบมาที่นี่ใช่มั้ย”

“ไม่ชอบ”

“แล้วทำไมถึงอยากมา”

“ก็เพราะพี่ชอบ”



ผมอยากลองมาสัมผัสชีวิตอีกมุมหนึ่งของพี่ศรัณย์ อยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มันอาจทำให้ผมรู้จักตัวตนจริงๆ ของเขามากขึ้น













บริเวณถนนในโรงเรียนที่ลากยาวไปถึงประตูรั้วต่างก็มีนักเรียนหญิงชายเดินออกกันให้ขวักไขว่ เป็นเวลาสี่โมงเศษๆ และเจินเองก็กำลังเดินออกเช่นกัน



วันนี้ศรัณย์อาสารับเด็กหนุ่มไปส่งที่โรงเรียนกวดวิชาและจะไปรับอีกทีตอนเรียนเสร็จ เจ้าตัววางแผนจะพาคนตัวเล็กไปหาอะไรกิน



ครั้นเจินก้าวมาถึงหน้าโรงเรียนก็เห็นศรัณย์ยืนกดโทรศัพท์นั่งพิงมอเตอร์ไซคันใหญ่อยู่บนฟุตบาท สองขาเรียวจ้ำเท้าเข้าไปหาอีกคน พอฝ่ายนั้นเห็นก็ขยับขยายเตรียมขึ้นรถกัน



ทว่าในขณะที่รอรถว่างเพื่อขับออกไป รถยนต์คันหนึ่งก็ขับออกมาจากประตูโรงเรียนแล้วชะลอความเร็วเพื่อรอจังหวะออกตัวหลังถนนว่างพอ



และถึงแม้กระจกรถคันนั้นจะเป็นสีชาแต่เจินก็มองเห็นคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย



เธอมองเขา



ครูรีนเธอจ้องมองมาที่เขา...



แล้วเด็กหนุ่มก็คงยังไม่รู้ว่า...





/

ทะเลที่สงบเงียบ...มันเป็นการก่อตัวของคลื่นลูกใหญ่

/



















[1] NAT หรือ Nucleic Acid Testing เป็นการตรวจเชื้อ HIV ที่สามารถชี้วัดผมร่างกายย้อนหลังไปประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังจากได้รับความเสี่ยง การตรวจรูปแบบนี้จะแม่นยำกว่าการตรวจแบบอื่น



[2] STD คือการตรวจกาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ เชื้อHIV เชื้อซิฟิลิส เชื้อหนองในแท้ หนองในเทียม





talk with writer

ตอนนี้เบาๆ ค่ะไม่ค่อยมีอะไรมาก

ตอนหน้าจะเริ่มก้าวเข้าสู่ดาร์กโซนแล้วนะคะ

ฝากคอมเม้นติชมด้วยนะคะ



#อรุณสวัสดิ์ช่างสัก










ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :katai2-1:

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
ครูรีนนี่ไม่จบไม่สิ้นจริงๆ​ จะแล้วมั้ยคะครูรีน​ ส่วนน้องเจิน  หือ​ กอดปลอบนะคะ​ เหมือนจะเห็นความวุ่นวายเกิดขึ้นหลังจากนี้​ทั้งครูรีน​ เหยา สู้ๆนะคะเจิน​ ส่วนพี่รันย์​ So หลัวมากค่ะซิส  เป็นกำลังใจให้นักเขียนนะคะ​ สู้ๆค่ะ

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 821
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
ครูรีนนี่พฤติกรรมไม่ควรเป็นครูเลย
อย่าบอกนะว่าไปรวมหัวกันกับเหยามาจัดการเจิน
ชีวิตเจินนี่น่าาาา ทำไมมีแต่ศัตรูไปหมดแบบนี้
น่าสารและเป็นห่วง หวังว่าพี่รันย์จะดูแลและปกป้องน้องได้ตลอดทุกเรื่องนะ  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
 :3123:
 :L2:
 :L1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด