ชอบ "ก็" จีบ #ชอบก็JEEB l จีบสุดท้าย l 10/8/63 l P.9 [EnD]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ชอบ "ก็" จีบ #ชอบก็JEEB l จีบสุดท้าย l 10/8/63 l P.9 [EnD]  (อ่าน 30766 ครั้ง)

ออฟไลน์ [Karnsaii]

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 323
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +523/-17
- จีบที่ 8 -



มื้อดึกวันนั้นไอ้พี่เซียนซัดข้าวไข่เจียวไปสองจานระหว่างนั้นสาวน้อยที่อาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้วก็เดินกระมิดกระเมี้ยนมาทรุดตัวนั่งลงที่โซฟาแล้วนั่งเงียบกริบ

“กินอะไรหรือยัง หิวมั้ย”

น้องซอเงยหน้าสบตาพี่ชายก่อนจะเหลือบตามาทางผมที่ส่งยิ้มให้กำลังใจนั่นทำให้สีหน้าน้องผ่อนคลายมากขึ้น

“กลัวพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ”

น้องยิ้มแหยก่อนที่คนตัวโตจะขยับไปใกล้แล้วแตะมือที่ศีรษะเด็กสาวก่อนจะโยกเบาๆ

“ตัวแสบ”

“...”

“รู้มั้ยที่เราทำวันนี้ทำให้ทุกคนที่บ้านเป็นห่วงมากนะ”

ผมสะดุดใจกับน้ำเสียงที่อ่อนโยนของพี่มันทันที

“หนูขอโทษ”

น้องพูดเสียงสั่นก่อนจะผวากอดพี่ชายตัวเองเสียแน่น ไม่ต่างจากคนถูกกอดที่ลูบแผ่นหลังสาวน้อยเบาๆ หลังจากนั้นผมก็ได้ยินสูดน้ำมูกอยู่พักหนึ่งก่อนจะเงียบไป

“หนูจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”

“ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว”

พี่เซียนส่ายหัวไปมาจังหวะนั้นเหมือนโปรแกรมสื่อสารจากไอแพดที่นอนนิ่งอยู่ตรงโซฟาดังขึ้น พี่เซียนกดยิกๆ ที่ไอแพดก่อนจะปรากฏภาพวีดีโอคอล

“ไงเจอน้องมั้ย”

ปลายสายทางไกลจากใครคนหนึ่งพูดขึ้น ภาพที่ปรากฏนั่นทำเอาผมต้องอุทานทันที ใบหน้าคมคายของผู้ชายคนหนึ่งไม่บอกก็รู้ว่ามีส่วนเกี่ยวกับไอ้พี่เซียนแน่ๆ ก็โขลกมาพิมพ์เดียวกัน แต่ฝ่ายนั้นมีความเป็นผู้ใหญ่และบุคลิกดูสุภาพมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่อยู่ในชุดสูทเต็มยศแบบนี้

“พี่ซัน”

น้องซอร้องทักคนในจอนั่นทำให้ผมเดาไม่ยากว่าผู้ชายเจ้าของใบหน้าหล่อเหลานั่นคือพี่ชายคนโตที่น้องเคยพูดถึง

“ไงยัยตัวดี งานมีทสนุกมั้ย”

น้องซอทำหน้างอค้อนให้พี่ชายตัวเองจนฝ่ายนั้นขำเล็กน้อย

“ไอ้เซียนรับศึกหนักเลยนะ อยู่ไทยคนเดียวคงวิ่งพล่านหาเราแทบแย่”

“งั้นพี่กลับมาก็มาทำหน้าที่รับส่งน้องแล้วกัน”

พี่เซียนพูดกับคนในจอ

“เออๆ อีกสองสามวันก็กลับแล้ว อยากได้อะไรเป็นของฝากมั้ย”

พี่เซียนส่ายหัว

“แล้วพ่อกับแม่ล่ะ”

“ตอนแรกว่าจะกลับพร้อมกันนะ แต่พอเจอน้องแล้วเห็นว่าจะไปทำธุระที่สวิตฯ กันต่อ”

ผมฟังบทสนทนานั่นไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก จนกระทั่งที่หน้าจอไอแพดมีสัญญาณว่ามีใครอีกคนที่กำลังเข้าร่วมการแชทครั้งนี้ด้วย

นั่น

นั่นมัน

ผมยืนอึ้งตอนที่เห็นภาพคนในจอชัดๆ

เหมือนมาก

ผมอ้าปากพะงาบๆ ตอนที่เห็นใบหน้าผู้ชายคนนั้นแล้วสลับไปมองหน้าพี่เซียน ใบหน้าที่เหมือนกันราวกับส่องกระจกอยู่ก็ไม่ปาน

ฝาแฝดที่เหมือนกันราวกับแกะ เพียงแค่ฝ่ายนั้นทำผมสีน้ำตาลเท่านั้นเอง ผมทำหน้าตื่นไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอขยับปลายเท้าไปยืนอยู่เบื้องหลังน้องซอเพื่อที่จะได้พิจารณาใบหน้านั้นให้ชัดเจนขึ้น

“นั่นใครอ่ะ”

คนในจอพยักพเยิดมาทางผม พี่เซียนเลยเหลือบตามองผมก่อนจะหันกลับไปคุยกับแฝดตัวเอง

“ไม่เสือกดิ”

“ฮั่นแน่”

ฝ่ายนั้นหรี่ตามองก่อนจะหัวเราะน้อยๆ

“ไอ้เซนต์”

“หยาบคายว่ะเซียน”

“หุบปาก”

พี่เซียนทำเสียงหงุดหงิด

“พอเลยทั้งคู่”

พี่ซันไร้บทสนทนาอยู่นานเอ่ยปรามทั้งคู่อย่างไม่จริงจัง สีหน้าเหนื่อยอ่อนนั่นเหมือนจะคุ้นชินกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อน

“พวกมึงเป็นแฝดกันประสาอะไร ตั้งแต่เกิดมาไม่เห็นสามัคคีกันสักเรื่อง”

คำพูดของพี่ซันทำเอาน้องซอที่ทำหน้าหงอยอยู่ตั้งนานเผลอขำออกมา

“จริงค่ะพี่ซัน ตั้งแต่จำความได้พี่เซียนกับพี่เซนต์ตีกันเป็นประจำ”

“น้อยๆ หน่อยยัยแสบ”

พี่เซียนแกล้งเคาะศีรษะน้องสาวจนร้องโอดโอย

“ก็จริงนี่ค่ะ พี่เซนต์เป็นพี่ชายแท้ๆ ชอบเอาชนะพี่เซียน ส่วนอีกคนก็โดนปั่นประสาทไม่ได้ ต้องเอาคืนตลอด”

“มันเกิดก่อนพี่แค่2วิเอง ไม่ต้องนับเป็นพี่หรอก”

“ยังไงกูก็เกิดก่อนมึงเซียน”

พี่เซียนดูหัวเสียไม่น้อย ขณะที่พี่น้องคนอื่นๆ พากันหัวเราะร่วน

“ไม่ต้องขำพวกพี่เลยน้องซอ”

พี่ชายคนที่สองของน้องซอหรี่ตามองน้องสาวคนสุดท้ายที่ทำเนียนลืมเลือนความผิดของตัวเองจนสาวน้อยสะดุ้งโหยง

“ถ้าพี่อยู่ใกล้ๆ รับรองมะเหงกลงหัวแน่”

“งั้นพี่เซนต์ก็รีบกลับมาจากอังกฤษไวๆ สิคะ”

“ต้องโทษไอ้เซียนแล้วงานนี้”

“เกี่ยวอะไรกับกูวะ”

พี่เซียนไหวไหล่

“ก็มึงไม่ยอมเรียนบริหาร ดื้อด้านจะเข้าวิศวะฯ ให้ได้กูถึงต้องถ่อมาเรียนถึงนี่”

ผมหูผึ่งทันที

“ช่วยไม่ได้”

คนในจอที่อยู่อีกซีกโลกทำหน้าเอือมระอาอย่างไม่จริงจังนัก

“นี่ไงเพราะมึงอยู่ไทย ฉะนั้นหน้าที่ดูแลน้องซอเป็นของมึงเต็มๆ”

“ไอ้เซนต์มันบอกพี่อ่ะพี่ซัน”

พี่เซียนโบ้ยให้พี่ชายคนโต

“กูมาประชุมที่ต่างประเทศ งานนี้มึงรับผิดชอบเต็มๆ ว่ะเซียน”

คนดังของภาคยานยนต์ถอนหายใจเฮือกใหญ่

“พี่ๆ พูดเหมือนรักหนูมากเลยนะคะ เกี่ยงกันรับผิดชอบเนี่ย”

น้องซอพูดขึ้นน้ำเสียงดูน้อยอกน้อยใจเกินจริงไปโข

“ไม่ต้องทำเสียงอย่างนั้นยัยแสบวันนี้เราผิดเต็มๆ นะ” พี่ซันทำเสียงดุ “เดี๋ยวพ่อกับแม่กลับมาคงต้องคุยกันสักหน่อย”

“ทราบแล้วค่ะ”

“ไม่ต้องทำหน้าหงอยเลย ครั้งนี้เราผิดจริงๆ ผิดก็ว่าไปตามผิด”

“หนูขอโทษพวกพี่ๆ ทุกคนค่ะ สัญญาว่าจะไม่มีครั้งต่อไปอีก”

“คำไหนคำนั้นนะซอ”

พี่ชายคนที่สองทำหน้าจริงจัง

“อย่ารับปากส่งๆ เหมือนให้เรื่องพ้นตัว หากวันนี้เกิดอันตรายกับเราจริงๆ แล้วพวกพี่ติดต่อไม่ได้หรือไปช่วยไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น”

น้องซอทำตาซึมจนผมต้องเอื้อมมือไปลูบบ่าอีกฝ่าย

“โตแล้วนะทำอะไรก็คิดให้มากๆ เราเคยสัญญากันไว้ว่าจะไม่มีความลับต่อกันไง คราวหลังมีอะไรน้องต้องบอกพวกพี่นะ ถ้าเราอธิบายด้วยเหตุผลมีหรือพวกพี่จะไม่รับฟัง พวกพี่เคยใจร้ายกับซอด้วยเหรอ”

น้องส่ายหน้าน้ำตาคลอ

“ไม่ต้องร้องยัยแสบ”

พี่เซียนลูบหัวน้องเบาๆ

“แล้วก็แล้วไป จำไว้เป็นบทเรียนก็พอว่าครั้งหน้าอย่าทำแบบนี้อีก แม่ตกใจมากนะซอ ตกใจเกือบจองตั๋วกลับวันนี้แล้ว ส่วนพ่อคงไม่ต้องบอกว่าหวงลูกสาวสุดที่รักมากแค่ไหน ซอจะทำอะไรคิดให้มากๆ นอกจากพวกพี่ๆ แล้วพ่อกับแม่จะเสียขนาดไหนถ้าเราเป็นอะไรไป”

“หนูผิดไปแล้ว”

น้องสะอึกสะอื้นจนผมต้องลูบหัวไหล่นั่นเบาๆ

“ไม่เอาไม่ร้อง ไหนยิ้มหวานๆ ให้พี่ดูหน่อย”

ฝาแฝดของเซียน ศกัณฐ์พูดเสียงอ่อนโยน หลังจากนั้นพวกพี่ชายของน้องซอก็ดุกึ่งปลอบก่อนที่จะวางสายไป ยกเว้นเพียงฝาแฝดของไอ้พี่เซียนก็หันมามองผมอีกครั้ง

“ว่าแต่คนของมึงแต่ชื่ออะไรวะ น่ารักดี”

“เสือก”

นอกจากจะไม่ตอบแล้วพี่เซียนยังสบถใส่ฝ่ายนั้นก่อนจะปิดหน้าจอไอแพดตัดขาดบทสนทนา

“ไปล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอนได้แล้วเรา ดึกแล้ว”

พี่เซียนดุนหลังน้องสาวให้เข้าไปนอนที่ห้องพักห้องหนึ่ง ผมจึงเพิ่งได้สังเกตว่าคอนโดพี่เซียนมีสองห้องนอน พูดถึงห้องนอนผมก็ชักเพลียๆ เพราะวันนี้ลุ้นระทึกทั้งวันไม่รู้ป่านนี้พี่ดลไปส่งเพื่อนสนิทผมถึงหอรึยัง หลังจากไอ้พี่เซียนเดินไปส่งน้องสาวที่ห้องๆ หนึ่ง ตอนนั้นแอบเห็นพี่มันลูบศีรษะน้องซอเบาๆ

ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายแบบพี่เซียนจะทำอะไรที่อ่อนโยนแบบนั้น

ผมมองภาพนั้นแล้วเผลอยิ้มก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อฝ่ายนั้นผินใบหน้ามองทางนี้แล้วสาวเท้าออกมาจากห้องน้องซอมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมกลับก่อนนะพี่”

“มึงนอนนี่แหละ”

“หือ”

พี่มันบุ้ยปากไปที่นาฬิกาตรงฝาผนัง

“ตีหนึ่งแล้ว”

“แต่ว่า..”

“กูเหนื่อย ไม่มีแรงขับรถไปส่งมึงที่หอหรอกนะ”

“ผมเรียกแท็กซี่กลับเองก็ได้พี่”

“ผ้าเช็ดตัวผืนใหม่มีในห้องน้ำ ส่วนชุดนอนใส่ของกูไปก่อน”

พี่เซียนไม่ได้สนใจในสิ่งที่ผมพูดเลยแม่ง

“ทำไม”

ผมยังนั่งนิ่งเพราะทำตัวไม่ถูก

“ถ้ามึงยังไม่ง่วง คุยกันหน่อยมั้ย”

ผมพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเดินไปทรุดตัวนั่งที่โซฟาแล้วแอบเหลือบตามองพี่มัน

“สงสัยอะไร”

ผมทำหน้าเหวอทันทีเพราะในใจมีคำถามมากมายเกี่ยวกับฝาแฝดของพี่มัน

“ถ้าสงสัยก็ถามมาเลย”

“ผมไม่รู้ว่าพี่มีฝาแฝดด้วย”

“ไม่แปลก”

พี่มันยักไหล่

“เพื่อนที่ภาคกูบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำ”

สมกับเป็นคนโลกส่วนสูงชะมัด มิน่า เรื่องส่วนตัวพี่มันไม่มีเล็ดลอดออกมาให้รู้เลยนอกจากเรื่องที่คบหากับเหมียว มาริสา

คบกับพี่เหมียวงั้นเหรอ

‘กูไม่เคยพูดว่ากูเป็นแฟนกับเหมียว’

ถ้าพี่มันไม่ได้เป็นอะไรกับพี่เหมียว นั่นหมายความว่า

“พี่ไม่ได้คบกับพี่เหมียว”

ผมพูดเสียงแผ่ว

“งั้นพี่เซนต์กับพี่เหมียว”

“มึงคิดว่าไงล่ะ”

พี่มันยักไหล่ท่าทางกวนๆ แบบนั้นเป็นคำตอบของทุกอย่าง

“มิน่า”

ผมพึมพำ

“มิน่าอะไร”

“ก็รูปที่โพสในเพจนั่น ผมสีน้ำตาลไม่ใช่สีดำ”

พี่เซียนกอดอกกดยิ้มมุมปากทันที

“มึงสังเกตขนาดนั้นเลยเหรอ”

อีกแล้ว

สายตาแบบนี้อีกแล้ว แม่ง หยุดมองผมแบบนี้เลยนะเว้ย

“ขี้เสือกใช่เล่นนะเนี่ย”

ผมเบะปากใส่อีกทันที

“แล้วทำไมถึงไม่ปฏิเสธตรงๆ ล่ะครับว่าพี่กับพี่เหมียวไม่ได้คบกัน”

ไม่รู้รึไงว่าคนเข้าใจผิดไปทั่วจะสร้างเพจนั่นขึ้นมา

“จำเป็นด้วย”

พี่มันถามขึ้น

“ใครจะพูดหรือเข้าใจอะไรมันก็เรื่องของเขา ขืนกูออกมาพูดความจริงทุกเรื่องก็ประสาทแดกตายพอดี ข่าวลือหรือเรื่องไม่จริงแม่งเกิดขึ้นทุกวัน อย่างนั้นกูคงไม่ต้องทำอะไรแล้ว วันๆ คงต้องมานั่งเคลียร์เรื่องไร้สาระ กูรู้ตัวกูเองดีว่าเป็นใครและเคยทำหรือไม่เคยทำอะไร กูคิดเสมอว่าถ้าสิ่งที่กูทำอยู่ถ้ามันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนทำไมกูต้องใส่ใจเรื่องที่ไม่จริง”

ผมมองอีกฝ่ายเหมือนไม่เคยรู้สึกคนตรงหน้ามาก่อน ผู้ชายปากร้ายดูกวนตีนในบ้างครั้งและรักความเป็นส่วนตัวนี่คือภาพลักษณ์ภายนอกที่ทำให้คนทั่วไปนิยมชมชอบ แต่ใครจะรู้ว่าภายในของอีกฝ่ายจะมีทัศนคติและวิธีที่เป็นข้อเท็จจริงโดยในสังคมปัจจุบันจริงๆ

เป็นความจริงของโลกใบนี้

ให้ตายเถอะ ผมต้องมองพี่มันใหม่แล้วจริงๆ ว่ะ

“ปากกูย้ายไปอยู่บนหน้าผากเหรอ”

พี่หรี่ตามองนั่นทำให้ผมรู้สึกตัวว่าเผลอจ้องมองอีกฝ่าย

“แบบนั้นก็ไม่ใช่คนแล้ว”

“แล้วเป็นอะไร”

ฝ่ายนั้นถามยิ้มๆ

“ตัวประหลาด”

“งั้นคงเป็นตัวประหลาดที่ทำให้มึงเสียอาการ”

“พูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่อง”

“มึงรู้”

พี่เซียนจ้องหน้าผมนิ่ง

“เพราะมึงหน้าแดง”

“มันร้อน”

“กูเปิดแอร์แค่ 20”

ไอ้สัดเอ้ย เกลียดมึงว่ะพี่เซียน

“ผมจะไปอาบน้ำ”

“นั่นประตูทางออก”

ไอ้เหี้ยเอ๊ย หลงทิศหลงทางไปหมด

“ผมแค่อยากเดินออกกำลังกาย”

คำตอบของผมทำให้พี่มันขำพรืด ตอนที่ผมผละไปทางห้องน้ำเสียงพี่เซียนก็ดังตามหลังมา

“ขอบใจที่ไปส่งและจะรอรับซอกลับนะ”

“...”

“ซอบอกกูแล้วว่าจริงๆ แล้วมึงไม่เห็นด้วยที่น้องโดดเรียน”

“...”

“ถึงมึงจะมีส่วนผิดที่รู้เห็นเป็นใจกับน้อง แต่เพราะมีเหตุผลที่ทำให้มึงจำใจยอม ขอบใจที่อย่างน้อยไม่ปล่อยให้สาวๆ ไปกันตามลำพัง”

“ถึงน้องซอจะไม่ใช่น้องแท้ๆ ของผม ผมก็เป็นห่วงน้องพี่เหมือนน้องผม”

ผมสาวเท้ามาหยุดตรงหน้าอีกฝ่าย

“ขอโทษพี่จริงๆ ที่ปิดบังแล้วยังอนุญาตให้น้องโดดเรียน”

ผมเม้มปากแน่น

“และต้องขอบคุณพี่ด้วยที่ไม่ดุน้องอย่างไม่มีเหตุผล อย่างน้อยซอก็รู้ความผิดตัวเองแล้ว ตอนแรกผมนึกว่าพี่จะโหดกว่านี้ซะอีก ที่ไหนได้เป็นใจดีกว่าที่ผมคิดซะอีก”

พี่เซียนกดยิ้มมุมปากแล้วพูดว่า

“มึงไม่รู้เหรอว่า...”

พี่มันกอดอกผมผมตรงๆ

“ผู้ชายดีๆ ถ้าไม่เรียนเครื่องกลก็เรียนยานยนต์นี่แหละ”

พูดจบก็ยักคิ้วให้มองทีหนึ่ง

ฉิบหายแล้ว

หัวใจผมสั่นระรัวเลยว่ะ


.


.


“กูเรียนวิศวะฯ เครื่องกล สาขายานยนต์นะ”

“...”

“เผื่อมึงไม่รู้”

รู้แล้ว

ไอ้สัดรู้แล้ว

อย่าพูดเยอะ ผมเกร็งหน้ากลั้นยิ้มจนเจ็บหน้าแล้วเนี่ย



- J E E B -


กลั้นยิ้มเป็นเพื่อนน้อง อิอิ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเราไม่สบายค่ะ แพ้ฝุ่นกับเป็นหวัด (ตอนนี้หายแล้ว) ช่วงที่ป่วยเราทำงานไม่ได้
ช่วงนั้นเลยดาวน์นิดๆ เพราะรู้สึกยังว่ายังเขียนไม่ดีพอจนแอบคิดว่าจะมีคนสนับสนุนผลงานเรามั้ย ต้องขอบคุณความคิดเห็นดีๆ ใต้เมนต์นิยายนะคะ อยากให้คนอ่านรู้ไว้ว่าเราอ่านทุกความคิดเห็น ในทุกแฟลตฟอร์มที่ลงนิยาย แม้จะไม่ได้ตอบ แต่เราเห็นค่ะ ขอบคุณมากๆ มันสำคัญกับใจเราจริงๆ ในวันที่แย่ๆ เรากลับไปอ่านแล้วมีกำลังใจทำงานเขียนให้ดีขึ้นค่ะ

หวีดในทวิตติดแท็ค #ชอบก็Jeeb ให้ด้วยนะคะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-02-2020 20:30:17 โดย [Karnsaii] »

ออฟไลน์ sompong

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ยังฟินเลยอ่าา จบชะงั้น รีบมาต่อเลยไม 5555

ออฟไลน์ Plakhem

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :katai2-1: สั้นแต่ฟินนะ

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
พี่คะ พูดซะขนาดนี้ก็ประกาศคบกันไปเลยค่ะ

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1816
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
ผู้ชายดีๆ พี่เซียนอบอุ่นมาก,,,

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
จ้าพ่อคนดี หล่อมาเลยพาร์ทนี้

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4568
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
แหม พี่เซียน อ่อยแรงนะ   

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
มาถึงขนาดนี้แล้วเหลือแค่ขอเป็นแฟนแล้วล่ะมั้ง

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1975
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
หยอดเก่งมากกกก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ PharS

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
พบคนขี้อ่อยหนึ่งอัตตา

ออฟไลน์ [Karnsaii]

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 323
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +523/-17
- จีบที่ 9 -




[อ๋อง]

ผมนั่งหันซ้ายหันขวาแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อมองหาเพื่อนสนิทที่ก่อนหน้านี้หน้าตื่นรับโทรศัพท์แล้วหันมาบอกผมอย่างรีบร้อนว่า

‘เดี๋ยวกูมา’

เดี๋ยวของไอ้เปียวกินเวลาไปเกือบชั่วโมงแล้วตอนนี้ พอโทรหามันก็ดันไม่รับโทรศัพท์ สุดท้ายผมจึงตัดสินใจเดินกะเผลกๆ มาเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นร่างสูงใหญ่คุ้นตาของใครบางคนเดินกึ่งวิ่งมาทางนี้พอดี ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกรอกตาไปมาเมื่อใครคนนั้นมาหยุดอยู่ตรงหน้า

“รอพี่นานมั้ย”

“ใครรอมึง”

ผมขมวดคิ้วทันที

“เมื่อกี้เราพูดว่ายังไงนะ”

ผมชะงักไปทันทีที่ฝ่ายนั้นกอดอกมองสำรวจผมตั้งแต่หัวศีรษะจรดปลายเท้า นั่นทำให้ผมเม้มปากแน่นเพราะจำได้ดีว่าพี่มันไม่ชอบให้ผมเรียกแทนตัวเองว่ามึงกู

“มาทำไม”

ผมเปลี่ยนเรื่องทันทีเมื่อเจอสายตากดดันจากอีกฝ่าย ท่าทางแบบนั้นทำให้ผมเดาได้ไม่ยากว่าพี่มันกำลังรอให้ผมเปลี่ยนสรรพนามแทนตัว

“น้องเปียวโทรไปบอกพี่ว่าเรารถล้ม”

ผมสบถในลำคอทันทีนึกโทษเพื่อนสนิทที่ปากมากไปบอกคนตรงหน้า

“...”

“เปียวมีธุระต้องรีบไปทำ เลยโทรให้พี่มาดูเรา”

“ดูทำไมวะ...”

ผมเงียบปากทันทีหลังจากลงหางเสียงที่ไม่รื่นหูนัก

“ผมก็มีตา จมูก ปากเหมือนคนอื่น ไม่ใช่ตัวประหลาดให้พี่...”

ไอ้พี่ดลหลุดยิ้มน้อยๆ

“เรียกพี่ให้ชิน”

ผมเบะปากทันที

“เราไม่ใช่ตัวประหลาดหรอก ถึงแม้สภาพตอนนี้จะดูไม่ต่างจากที่ว่าก็ตาม”

ผมเม้มปากแน่นทำท่าฮึดฮัดเพราะสภาพตัวเองซึ่งถูกใส่พันผ้ายืดบริเวณข้อเท้าด้านซ้าย ส่วนหัวเข่าซึ่งเป็นแผลฉกรรจ์หมอทำความสะอาดและเย็บแผลให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต่างจากข้อศอกด้านขวาที่เจ็บทุกครั้งที่ขยับเคลื่อนไหวจนต้องใส่เฝือกอ่อนประคองไม่ให้บาดเจ็บกว่าเดิม แน่นอนว่าสภาพผมตอนนี้คงดูไม่จืดเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นฝ่ายนั้นคงไม่มองสำรวจผมอย่างนี้หรอก

“กลับเถอะเดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“ผมกลับเองได้”

“พี่ไม่อยากดูถูกเรานะ แต่สภาพเราตอนนี้ พี่ไม่คิดว่าเราจะกลับเองได้”

ผมสบถในลำคอทันที

“อ๋อ ส่วนรถมอ’ไซค์เราที่จอดอยู่โรงพัก พี่ให้คนลากไปซ่อมที่อู่แล้ว”

ผมหันขวับมามองหน้าอีกฝ่ายทันที เพราะก่อนหน้าที่ผมจะถ่อมาโรงพยาบาลนั้น ผมกับคู่กรณีที่ขับรถตัดหน้าจนทำให้เสียหลักหักหลบแล้วพลิกคว่ำลงข้างทางนั้นไปเจรจาความกับที่โรงพัก ดีว่าคู่กรณียอมรับผิดและขอรับผิดชอบค่าเสียหาย จบการเจรจาคู่กรณีก็มาส่งที่โรงพยาบาลก่อนจะขอกลับไปก่อนเพราะมีธุระต่อ ส่วนมอ’ไซค์ผมได้รับความเสียหายก็ถูกจอดทิ้งอยู่ที่โรงพักนั่นแหละ

“ยุ่งอะไรด้วยวะ”

ผมทำหน้ายุ่งยากใจเพราะดูเหมือนว่าไอ้พี่ดลมันจะจัดการเรื่องต่างๆ ให้ผมจนเสร็จสรรพ แม่งโคตรน่ารำคาญ

“นี่กุญแจรถ”

ร่างสูงชูกุญแจมอ’ไซค์ขึ้นมาตรงหน้าผม ผมทำหน้าตื่นก่อนจะรีบคว้ากุญแจคืนแต่อีกฝ่ายโยกหลบอย่างรวดเร็ว

“พี่คงต้องยึดเอาไว้ก่อน”

“อะไรวะ”

ผมทำหน้าไม่พอใจ

“จนกว่าแผลเราจะหาย”

พี่ดลกอดอกมองหน้าผมนิ่ง

“พี่ไม่อนุญาตให้เราขับรถ”

“แล้วพี่เสือกอะไรด้วยวะ”

“ความจริงพี่ไม่อยากให้เรากลับไปขับมอ’ไซค์ด้วยซ้ำ”

“มากเกินแล้วนะเว้ย”

“เลือกเอา ว่าช่วงนี้จะหยุดขับรถหรืออยากให้เรื่องนี้ถึงหูแม่เรา”

ผมกำหมัดแน่นถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง

“ทำไมพี่ถึงชอบยุ่งเรื่องของผมนักวะ”

“น้าดุจฝากฝังเรากับพี่ไว้ แล้วพี่ก็รับปากแม่เราแล้วว่าจะดูแลเราให้ดี”

“เหอะ”

ผมแค่นยิ้ม

“แม่จะห่วงผมทำไม”

“...”

“ห่วงผมหรือผลักภาระให้คนอื่นกันแน่”

“อ๋อง”

พี่ดลขยับมาใกล้หมายจะแตะหัวไหล่แต่ผมขยับถอยหลัง อารามรีบร้อนถอยหลังมันถึงสะเทือนแผลจนเผลอนิ่วหน้าเพราะรู้สึกเจ็บ

“เป็นยังไงบ้าง”

สุดท้ายพี่มันก็ขยับมาประคองผมเอาไว้อยู่ดี ผมยืนอึ้งก่อนจะขยับตัวหนี

“อย่าขยับ ไม่เจ็บแผลรึไง”

“อย่ามายุ่ง”

พี่ดลถอนหายใจเฮือกใหญ่

“กลับเถอะเดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“...”

“พี่เคยบอกเราแล้วไง ว่าถ้าไม่ไหวให้ขอความช่วยเหลือ”

“...”

“พี่กับแม่พี่ยินดีช่วยเหลือเราเสมอ”

“หุบปาก”

ผมเม้มปากแน่นก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

“น้าดุจเองก็ห่วงเรามากนะอ๋อง พี่ไม่รู้หรอกว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้แม่เราต้องไปไกล แต่เขาห่วงเราเสมอ และจำเอาไว้นะ ว่าเราไม่ใช่ภาระของพี่”

พี่ดลพูดไปก็ดุนแผ่นหลังผมให้ออกเดินอย่างช้าๆ แม้ว่าผมจะขัดขืนแต่สุดท้ายเพราะทนเจ็บข้อเท้าไม่ไหวผมจึงหยุดยื้อยุดกับพี่มันแล้วจำใจเดินตามแรงจูงของอีกฝ่าย สุดท้ายผมเข้ามานั่งอยู่ในห้องโดยสารภายในรถของพี่มัน พี่ดลหันมามองผมก่อนจะเอื้อมมือมาดึงที่คาดเข็มขัดหมายจะเสียบเข้าล็อกให้ แต่ผมยื้อเอาไว้แล้วคว้ามาเสียบเข้าล็อกเอง

“ทำเองได้”

พี่ดลส่ายหัวก่อนจะผละถอยหลังไปสตาร์ทรถแล้วหันไปสนใจถนนเบื้องหน้า

“หิวมั้ย”

ผมไม่ตอบทำทีเป็นสนใจบรรยากาศภายนอกตัวรถ

“ห้องพี่ไม่มีอะไรติดเลย แวะซื้ออะไรเข้าไปกินสักหน่อยเถอะ เราจะได้กินข้าวและกินยา”

ผมหรี่ตามองอีกฝ่ายเขม็ง

“เกี่ยวอะไรกับห้องพี่”

ผมพอจะรู้ว่าพี่มันอาศัยอยู่คอนโดหรูติดบีทีเอสแถวๆ หอผมนั่นแหละ

“คืนนี้เราต้องนอนห้องพี่”

“เรื่องอะไรวะ”

ผมร้องโวยวาย

“เราเป็นแบบนี้ คืนนี้อยู่คนเดียวไม่ได้หรอก”

“ผมอยู่ได้ อีกอย่างไอ้เปียวก็อยู่ข้างๆ ห้องผม”

“น้องเปียวโทรบอกพี่ว่าคืนนี้ไม่ได้กลับมานอนหอ ฉะนั้นคืนนี้เราต้องไปนอนกับพี่ก่อน”

“ไม่มีทาง”

พี่ดลไม่พูดอะไรนอกจากหันกลับไปสนใจถนนเบื้องหน้า การที่อีกฝ่ายเงียบเหมือนตัดบทไปทำให้ผมนึกโมโหไม่น้อย ยิ่งตอนที่ฝ่ายนั้นจอดแวะข้างทางที่เป็นบริเวณตลาดแล้วบอกให้ผมรออยู่บนรถก่อนจะผละออกไป

“รอให้โง่น่ะสิ”

ผมตาขวางพูดเสียงลอดไรฟัน จังหวะที่ฝ่ายนั้นหันหลังนั่นแหละผมจึงมาดหมายว่าจะหนีลงจากรถให้ได้ แต่เหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเอาซะเลย

“แม่งเอ้ย”

ผมสบถเสียงดังลั่นเพราะรถมันโดนล็อกจากข้างนอกแน่นอนว่าคนล๊อกเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าของรถยุโรปคันนี้ ผมทนนั่งฮึดฮัดอยู่พักนึงก่อนที่เจ้าของรถจะเดินถือของกินพะรุงพะรังเต็มมือเข้ามา พี่ดลเลิกคิ้วมองผมเป็นเชิงถามเมื่อเห็นผมทำตาเขียวใส่ ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะพูดเสียงเรียบขึ้นว่า

“โทษทีลืมบอกว่าพี่ล๊อกรถเอาไว้”

สีหน้าของคนขอโทษคือขยับรอยยิ้มตรงมุมปากแบบนี้เหรอวะ

“ผมโคตรเกลียดพี่เลย”

“เอาน่า ถือว่าไปเปลี่ยนบรรยากาศนอนห้องพี่สักคืนแล้วกัน”

ฝ่ายนั้นพูดด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนขยับเข้าเกียร์รถแล้วหันไปสนใจถนนเบื้องหน้าทันที แล้วผมจะทำอะไรได้นอกจากนั่งกำหมัดสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อกดกลั้นอารมณ์ที่อยากตะบันหน้าใครสักคนเพื่อระบายอารมณ์ขัดข้องในใจของตัวเองตอนนี้

ผมว่าไอ้พี่ดลเป็นคนที่มีความอดทนสูงมากเพราะตลอดการเดินทางในห้องโดยสารที่ไร้บทสนทนาจนกระทั่งมาถึงคอนโดของพี่มัน ผมยังนิ่งเงียบถึงแม้จะอารยะขัดขืนด้วยการไม่ยอมออกจากรถ พี่มันก็นั่งติดเครื่องยนต์อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเป็นผมเองที่หมดความอดทน

“นึกว่าวันนี้จะได้นอนในรถซะอีก”

ฝ่ายนั้นพูดขึ้นตอนที่ผมขยับตัวออกจากรถ แต่เพราะไม่ระวังถึงได้รู้สึกเจ็บแผลไม่น้อย

“ระวังหน่อย เดี๋ยวแผลก็อักเสบหรอก”

พี่ดลดับเครื่องยนต์ก่อนจะเดินมาเปิดประตูรถให้ผมแล้วยื่นมือมาช่วยประคองให้ผมลุกขึ้น แต่ผมยังดื้อแพ่งเบี่ยงตัวจากการเกาะกุม

“อย่าดื้อ”

พี่ดลพูดเสียงเรียบ ผมนิ่วหน้าเพราะรู้สึกเจ็บเหมือนพี่มันจะรู้ถึงได้แตะบ่าแล้วค่อยดุนหลังให้ออกเดิน

“พักรบกันสักวันเถอะ”

ฝ่ายนั้นพูดยิ้มๆ

“หายเจ็บแล้วค่อยมาทะเลาะกับพี่ต่อก็ได้ แต่วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว ขึ้นไปกินข้าวอาบน้ำพักผ่อนเถอะ”

ผมหลับตานิ่ง

ไม่อยากได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนแบบนั้น

ไม่อยากได้ยินเพราะมันทำให้ผมรู้สึกอ่อนแอ

ผมเหลือบตามองคนข้างๆ ที่ถือของกินสารพัดและถุงยาเดินเคียงข้างผมมาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผมจะถือว่าเพราะพิษไข้และอาการบาดเจ็บที่เป็นอยู่นี่ ถึงทำให้ผมอ่อนไหวเดินขึ้นคอนโดของพี่มัน

“คืนเดียวเท่านั้น”

ผมพึมพำบอกตัวเองอย่างหนักแน่น

“ค้างอีกหลายคืนพี่ก็ไม่ว่าหรอก”

ฝ่ายนั้นก็ช่างหูดีเหลือเกิน

“ไม่มีทาง”

พี่ดลโคลงศีรษะแล้วยิ้มบางๆ มองผมคล้ายจะกวน

“ตามใจเราเถอะ”

“เหอะ”



- J E E B -

[เปียว]



“ทำไมเหมือนขโมยชุดพ่อมาใส่วะ”

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะที่สำรวจร่างกายตัวเองในกระจกหลังจากอาบน้ำ ผมอยู่ในสภาพเสื้อยืดตัวโคร่งขณะที่ว่าความกว้างของคอเสื้อทำให้ไหล่ตกไปไกล ยังดีว่าท่อนล่างที่เป็นกางกางบอลนั่นเป็นยางยืดแต่ความยาวของขากางเกงก็ยาวเลยเข่าทั้งๆ ที่หากเจ้าของที่แท้จริงใส่คงเป็นแค่กางเกงขาสั้นธรรมดา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าขนาดตัวของผมกับไอ้พี่เซียนเจ้าของชุดนอนบนตัวผมต่างกันลิบลับ

ผมใช้เวลาสำรวจร่างกายตัวเองสักพักก่อนจะออกมาจากห้องน้ำ คอนโดของพี่เซียนมีห้องน้ำสองห้อง ห้องหนึ่งอยู่ในห้องนอนพี่มัน ส่วนอีกห้องอยู่ด้านนอกใกล้ๆ เคาน์เตอร์โซนครัว ก่อนหน้านี้เราแยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่ผมต้องสะดุ้งโหยงตอนที่เปิดประตูออกมาเห็นเจ้าของห้องในสภาพเปลือยท่อนบนมีผ้าเช็ดตัวพาดบ่าอยู่ ขณะที่ท่อนล่างเป็นกางเกงวอร์มสีดำสนิท คาดว่าก่อนหน้าอีกฝ่ายน่าจะซิทอัพหรือออกกำลังกายมาอย่างแน่นอนสังเกตจากเม็ดเหงื่อที่เกาะพราวบริเวณแผงคอเลื่อยมาจนถึงแผ่นอก

จังหวะที่สายตาเผลอกวาดไปทั่วร่างกายส่วนบนนั่นผมรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที เจ้าของห้องหรี่ตามองแล้วขยับเข้ามาใกล้เล่นเอาผมทำหน้าตื่น

“เป็นอะไร”

“เอ่อ”

ผมทำหน้ายุ่งๆ รู้สึกว่ามือไม้เกะกะไปหมดตอนที่กล้ามเนื้อหกลูกเน้นๆ ตรงหน้าท้องมาหยุดอยู่เบื้องหน้าในระยะเผาขน

ลายกล้ามเนื้อแม่งโคตรสวย

ผมเม้มปากแน่นแล้วเบือนหน้าไปทางอื่นทันที

“ทำไมพี่ยังไม่อาบน้ำอีกอ่ะ”

ตั้งครึ่งชั่วโมงตอนที่ผมและพี่มันแยกย้ายกันไปอาบน้ำ

ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ที่เด็กวิศวะฯ ภาคยานยนต์อวยตัวเองจนผมเผลอใจสั่น

“ห้องน้ำในห้องกูเสีย”

“หือ?”

ก่อนหน้านี้น้องซอเข้าไปอาบน้ำยังไม่เห็นพูดอะไรเลย

“อาบเสร็จแล้วก็ไปนอนได้แล้ว กูเปิดแอร์ในห้องไว้แล้ว จะนอนมุมไหนก็เรื่องของมึง หมอนอีกใบอยู่ในชั้นเก็บของบนสุด ส่วนผ้าห่มมึงห่มกับกูก็ได้ กูขี้ร้อนปกติไม่ติดผ้าห่มหรอก”

“ผมนอนที่โซฟาห้องนั่งเล่นก็ได้พี่”

ผมพูดรัวๆ เพราะประโยคก่อนหน้านี้ของพี่เซียนไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพี่มันคงให้ผมนอนห้องพี่มัน แน่นอนว่าผมไม่มีทางนอนเตียงเดียวกับพี่เซียนแน่ๆ

ไม่มีทาง

ยิ่งรู้สึกว่าตอนนี้ผมมีปฏิกิริยาแปลกๆ เวลาอยู่ใกล้พี่เซียน ไม่มีทางที่ผมจะหาภาระให้หัวใจต้องทำงานหนักมากไปกว่านี้หรอก

“ทำไม”

ฝ่ายนั้นกอดอกถาม

“ก็..” ผมเกาหัวแกรกๆ “ผมไม่ชินเวลานอนกับคนอื่น”

“แล้ว”

“อีกอย่างผมนอนดิ้น กลัวจะรบกวนพี่”

พี่เซียนพยักหน้ารับ

“แล้วแต่มึงแล้วกัน”

ผมพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ตอนที่พี่มันผละออกไปแล้วหยุดก่อนจะหันมาทางผมทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

“วันนี้มึงได้ใส่พระมามั้ย”

“หา”

พี่เซียนลูบคางตัวเองอย่างใช้ความคิด

“ไอ้เดี่ยวมันเคยนอนที่โซฟา มันบอกว่าตอนกลางคืนเหมือนมีคนมาเขย่าโซฟาทั้งคืนเลย อีกอย่างมันเห็นผู้หญิงมานอนกับมันด้วย”

ฉิบหาย

ผมทำตาโตอ้าปากเคืองก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

“พะ พี่พูดเล่นใช่มั้ย”

พี่เซียนกดยิ้มมุมปากทันที

“อืม”

ค่อยยังชั่ว

“จริงๆ มันเห็นผู้หญิงมากกว่าหนึ่ง”

ไอ้สัด

ผีสาวแอนด์เดอะแก๊งเหรอวะ มาคนเดียวก็ผวาจะแย่แล้วเสือกมีน้ำใจชักชวนเพื่อนมาอีกรึไง

“มึงคงไม่กลัวเนอะ”

ฝ่ายนั้นถามเสียงเหมือนห่วงใยแต่เปล่าเลยแววตาคู่นั้นมีประกายล้อเลียน

“มะ ไม่กลัว”

ผมพูดเสียงสั่นก่อนจะมองไปรอบๆ ห้องอย่างหวาดระแวง

“ดี”

พี่เซียนมองเลยไหล่ผมไปแล้วโคลงศีรษะกดยิ้มมุมปากนั่นทำให้ผมนึกผวาแล้วกลั้นใจหันหลังกลับไปมองโซฟาที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้อง

ผมผุดลุกผุดนั่งอยู่นานทั้งๆ ที่ปรับโซฟาเบดเป็นที่นอนพร้อมกับถือวิสาสะไปขนหมอนกับผ้าห่มในห้องนอนพี่มันออกมาแล้ว ผ่านไปเกือบครั่งชั่วโมงผมเงี่ยหูฟังเสียงน้ำไหลด้วยใจไม่เป็นสุขเท่าไหร่ ก่อนนี้พยายามข่มตาให้หลับแต่จนแล้วจนรอดเรื่องที่ไอ้พี่เซียนเล่าให้ฟังเมื่อกี้ยังสลัดให้ออกจากหัวไม่ได้เลย

ผมยอมรับว่ากลัวสิ่งลี้ลับ ตอนที่มาอยู่หอคนเดียวยังแอบกังวลไม่น้อยดีว่าไอ้อ๋องมันมาอยู่ห้องข้างๆ และตั้งแต่อยู่หอมาผมยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ประหลาดอะไร มันเลยทำให้ผมลืมเลือนเรื่องนี้ไปจนกระทั่งถูกไอ้พี่เซียนแกล้งเล่าเรื่องผีให้ฟังเมื่อกี้นี้แหละ

แม่ง

ยอมรับแบบแมนๆ เลยว่าผมโคตรระแวงทุกครั้งที่เอนตัวลงนอน ทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องที่พี่มันเล่าเป็นเรื่องจริงหรือกะจะแกล้งผมกันแน่ แต่คนตาขาวแบบผมแอบเชื่อไปไม่น้อยแล้ว

“ยังไม่นอนอีกเหรอ”

พี่เซียนที่เดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำเอ่ยถามขึ้น

“ก็กำลังจะนอน”

“นอนไม่หลับ?”

“...”

“หรือกลัวผี”

ฝ่ายนั้นเลิกคิ้วถาม

“พี่แม่งถามจะย้ำทำไมวะ”

“ก็มึงบอกไม่กลัว”

“เออไม่กลัว”

ผมเม้มปากแน่น

“งั้นก็ราตรีสวัสดิ์”

“เดี๋ยวพี่”

ผมผุดลุกขึ้น

“ผมเปิดไฟนอนได้ป่ะ”

พี่เซียนกอดอกมองผมนิ่ง

“เพื่อ?”

“ก็ผมไม่ชินอ่ะ”

“กลัวก็บอกว่ากลัว”

ผมเม้มปากแน่นสุดท้ายแล้วอดพยักหน้าขึ้นลงไปมาไม่ได้

“กลัวกูกับกลัวผี มึงกลัวอะไรมากกว่ากัน”

“ใครกลัวพี่”

“ทำไม”

พี่เซียนขยับเข้ามาใกล้

“อะ อะไร”

“ทำไมถึงไม่กล้านอนกับกู”

ผมหน้าแดงวาบทันที

“นอนบนเตียงเดียวกันกับพี่ พูดให้ครบด้วย นอนกับพี่อะไรเล่า”

พี่เซียนยักไหล่

“ก็นอนเหมือนกัน”

“ไม่เหมือน”

ผมเอ่ยท้วงจนฝ่ายนั้นทำตาวาวระยับ

“แล้วมันต่างกันยังไง”

ผมยืนอึ้ง

“ต่างยังไง ไหนอธิบายมาสิ”

“ทำไมผมเหมือนถูกพี่ไล่ต้อนแบบนี้วะ”

ผมขยี้ศีรษะตัวเองแรงๆ

“สรุปไม่ยอมตอบ”

“...”

“ถ้าไม่ตอบงั้นกูไปนอนก่อนนะ ง่วงจนตาจะปิดแล้ว”

พี่เซียนบุ้ยปากที่ห้องตัวเอง ผมมองตามแผ่นหลังกว้างไปจนลับตาก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเดินหงอยๆ ไปข่มตานอนที่โซฟา แต่จนแล้วจนรอดก็นอนไม่หลับอยู่ดี ผ่านไปพักใหญ่ๆ ผมรู้สึกว่าถึงฝีเท้าของใครสักคนก้าวหนักๆ มาใกล้จะถึงตัว ผมหรี่ตามองอย่างใจสั่นก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นพี่เซียนหอบหมอนกับผ้าห่มมาปูนอนกับพื้นติดกับโซฟาเบดที่ผมนอนอยู่

“พี่ทำอะไร”

“มึงกลัวผีไม่ใช่เหรอ”

ผมยิ้มแหย

“มึงกลัวนอนเตียงเดียวกับกูด้วย”

ผมส่ายหน้าหวือ

“ไม่ใช่สักหน่อย”

พี่เซียนยักไหล่ก่อนจะทรุดตัวนอนบนผ้าห่มที่ปูกับพื้น ฝ่ายนั้นนอนหลับตานิ่งเหมือนตัดบทสนทนาแต่นั่นทำให้ผมทำอะไรไม่ถูก เพราะผมรู้ดีว่าพี่มันทำแบบนี้ทำไม

ไอ้เซียนมานอนเป็นเพื่อนผม

“ถ้ามึงจะนอนแล้วลุกไปปิดไฟด้วย แสงมันแยงตากู”

ฝ่ายนั้นพูดทั้งที่ตาปิดสนิท ผมถอนหายใจแรงๆ ก่อนจะเดินไปปิดไฟแล้วมาทรุดตัวนอน ในอกเกิดความรู้สึกประหลาดที่บอกไม่ได้เหมือนกันว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร

“ผมไม่ได้กลัวที่จะนอนเตียงเดียวกับพี่”

“...”

“แต่ผมกลัวใจตัวเอง”

“ทำไม”

เสียงทุ้มดังขึ้นในความเงียบ

“ไม่รู้เหมือนกัน”

ผมส่ายหัวไปมาตอนที่ซุกใบหน้าไปกับผ้าห่ม

“งั้นตอบคำถามกูหน่อย”

“...”

“มึงไม่อยากอยู่ใกล้ชิดกู เพราะมึงกลัวหัวใจทำงานหนักหรือเพราะมึงกลัวหวั่นไหวกับกูกันแน่”

 ผมทำอะไรไม่ถูกตอนที่พี่มันเอื้อมมือมาคว้าข้อมือข้างหนึ่งแล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางกดไปที่ข้อมือคลำหาชีพจร

“หัวใจมึงเต้นแรง”

“พี่รู้ได้ไง”

“แม่กูเป็นพยาบาลเก่า”

ผมนอนนิ่งปล่อยให้พี่มันจับชีพจรอยู่อย่างนั้น

“เขาเคยสอนกูจับชีพจรง่ายๆ แต่จริงๆ กูไม่อยากใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางจับชีพจรเลย”

พี่มันพูดแล้วขยับเปลี่ยนเป็นเอานิ้วนางแตะที่ข้อมือผม

“กูกำลังใช้นิ้วนางจับชีพจรมึง”

ผมส่ายหัวเพราะนั่นเป็นวิธีการที่ผิดอย่างแน่นอน

“รู้มั้ยเพราะอะไร”

“...”

“เพราะเส้นเลือดดำที่นิ้วนางโดยเฉพาะข้างซ้ายมันเชื่อมต่อโดยตรงเข้าหัวใจ”

ผมกลั้นยิ้มทันที

“งั้นพี่คงได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง”

การใช้นิ้วนางจับชีพจรคนอื่นอาจเป็นไปได้ว่าคนที่จับชีพอาจได้ยินเสียงหัวใจตัวเองและมันคงทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้เพราะนั่นคือวิธีที่ผิด

“จับนิ้วนางกูสิ”

“...”

“มึงได้ยินเสียงหัวใจกูมั้ยล่ะ”

ไม่ได้ยิน...แต่หัวใจผมเต้นแรงมากๆ

ตึก

ตึก

ตึก

เพราะผมกำลังจับนิ้วนางข้างซ้ายของพี่มัน

“คำตอบล่ะ”

“อะไร”

“ข้อแรกมึงกลัวหัวใจตัวเองทำงานหนัก ข้อสองมึงกลัวหวั่นไหวกับกู”

“ผมตอบข้อสาม”

ผมพูดเสียงแผ่ว

“ข้อสามคืออะไร”

“พี่ไม่ได้ยินเหรอ”

“จะได้ยินยังไงในเมื่อมึงไม่ได้พูด”

“ก็ผมตอบในใจ”

พี่เซียนหลุดเสียงหัวเราะในลำคอ ผมเลยแกล้งสะบัดมือจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายแต่พี่มันคว้าข้อมือผมเอาไว้แล้วเริ่มจับชีพจรที่ข้อมือผมอีกครั้ง

“ขอฟังคำตอบมึงก่อน”

พี่เซียนพูดขึ้น

“ผมตอบแล้วจริงๆ นะพี่”

“อื้ม”

“...”

“กูว่ากูได้ยินแล้ว”

ผมหลุดยิ้มน้อยๆ ในความมืดนั่นผมไม่รู้หรอกว่าพี่มันมีสีหน้ายังไงตอนที่ได้ยินคำตอบของผม เหอะ พี่เซียนไม่มีทางรู้คำตอบที่แท้จริงของผมหรอก

คำตอบของคนอ่อนไหว

คำตอบข้อที่สามคือ ‘ถูกทุกข้อ’




- J E E  B -

ดึกดื่นไม่หลับไม่นอน มานอนจับชีพจรกันอยู่ได้ ก๊ากกก
หวีดในทวิตติดแท็ค #ชอบก็Jeeb ให้ด้วยเด้อ


ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4

ออฟไลน์ PharS

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
แหนนนน มานอนจับข้อมงข้อมือกัน นังเด็กพวกนี้

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1879
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
พี่เซียนนี้ของจริงง

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1816
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
นอนจับชีพจรกันก็ได้หรอ,,,

ออฟไลน์ kenghan

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1447
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-2
หลงรักเรื่องเรื่องอ่านรวดเดียว จบ
ไม่ได้อ่านนิยายมานานเรื่องนี้เรื่องแรกที่กลับมาเลย
เลิฟๆๆๆๆ (เมื่อไหร่เขาจะคบกัน)

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
อิคู่สองนี่จะมานอนจับนอนจีบอะไรกันนัก เหม็นฟามรักไปหมดแล้ว

ส่วนคู่แรกเจอหน้ากันต้องตีกันตลอด


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1975
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
อ่ยยยย ขนาดนี้แล้วอ่ะน้องงงง คือไม่ต้องรู้ว่าเป็นพี่ที่เคยรู้จักน้องก็ชอบเขา  :hao5:

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2284
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-6
อะไรกันเด็กพวกนี้นี่

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9328
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ Plakhem

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :katai2-1:  เขิลกันไปมา รอตอนต่อไปจ้า

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1195
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
่น่ารักกกก

ออฟไลน์ ราเมง(^3^)

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
น่ารัก เริ่มรุกหนักล่ะ  :L2:

ออฟไลน์ [Karnsaii]

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 323
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +523/-17
- จีบที่ 10 -

 

เสียงแจ้งเตือนจากแอพพลิเคชั่นในมือถือดังขึ้นติดๆ กันปลุกให้คนที่เพิ่งข่มตาหลับสนิทไปช่วงใกล้รุ่งสางเช่นผมงัวเงียตื่นมาควานหาต้นกำเนิดของเสียง ภาพข้อความจากโปรแกรมแชทปรากฏตรงหน้าจอโทรศัพท์เรียกความสนใจจากผมได้ทันที

ไอ้โต้งไลน์หาผมแต่เช้า

มันส่งภาพเงาคนกับทะเลยามเช้ามาให้ดูก่อนจะพิมพ์มาบอกว่าช่วงเย็นๆ วันนี้มันจะแวะมาหาผมที่หอเพื่อนำของฝากมาให้ จำได้ลางๆ ว่าเมื่อวานเห็นมันพูดอยู่ว่าจะไปทะเลแต่ไปทำไม หรือไปกับใครอันนี้ผมก็ไม่ได้ถามเพราะปกติมันมักจะมีทริปปุบปับแบบนี้กับครอบครัวเป็นประจำ

ผมคงจะผ่านเลยความสงสัยนั่นไป ถ้าหากว่าในเงาแสงแดดยามเช้าในภาพนั่นไม่ใช่มีแค่มันคนเดียวนี่สิ ผมซูมภาพถ่ายนั่นอย่างข้องใจแล้วเห็นเหมือนปกเสื้อกีฬา แน่นอนว่ามันคุ้นตาผมมากในเมื่อรูปแบบและปกเสื้อสีส้มอ่อนๆ นั่นคือแบบฟอร์มชุดกีฬาคณะของผมชัดๆ

ปกติชุดกีฬาของทางมหาวิทยาลัยจะมีปกสีชมพูตามสีประจำมหาวิทยาลัย ต่างจากคณะของผมจะมีแบบฟอร์มชุดกีฬาที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองคือสีปกเสื้อจะเป็นสีส้มอ่อนๆ หรือส้มหมีพูร์ตามสีประจำคณะ แน่นอนว่าโดยทั่วไปหากไม่ใช่นิสิตคณะผมไม่มีทางที่จะใส่เสื้อกีฬาแบบนั้น เพราะเสื้อดังกล่าวมีขายที่คณะที่เดียวไม่ได้วางขายตามสหกรณ์ทั่วไป ดังนั้นคนที่จะซื้อหาและสวมใส่เนื้อกีฬาแบบนี้ต้องเด็กนิสิตคณะผมอย่างไม่ต้องสงสัย

แล้วทำไมเสื้อกีฬาคณะผมถึงอยู่ในเฟรมเดียวกับเด็กคณะวิศวะฯ อย่างไอ้โต้งได้

ผมเก็บความสงสัยนั่นเอาไว้ก่อนเพราะคิดหัวแทบแตกก็คิดไม่ออกว่าตัวเองเคยไปลืมเสื้อกีฬาไว้ที่ไอ้โต้งตอนไหน หลังจากนั่งครุ่นคิดแล้วไม่ได้คำตอบสักทีผมเลยผุดลุกขึ้นพับผ้าห่มและเก็บหมอน ระหว่างนั้นระลึกขึ้นได้ว่าบนพื้นใกล้ๆ กับโซฟานั้นเจ้าของห้องมาปูผ้านอนอยู่ แต่บัดนี้ทั้งหมอนและผ้าห่มถูกพับเก็บวางอยู่ชิดกับโซฟา ส่วนคนนอนนั้นไม่รู้หายไปไหนแต่เช้า

พอกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วผมก็ไม่เห็นคนที่ทำให้ผมนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน ทั้งที่เหนื่อยและเพลียมากๆ แต่ข่มตายังไงก็ไม่สามารถหลับได้จนกระทั่งเกือบรุ่งสางที่เผลอม่อยหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย

‘มึงกลัวหัวใจทำงานหนักหรือมึงกลัวหวั่นไหวกับกูกันแน่่’

เจ้าของคำพูดนั้นที่หลับสนิทจนน่าหมั่นไส้

ผมรู้ได้ไงน่ะเหรอ ก็แอบชะโงกดูหน้าพี่มันทั้งคืนน่ะสิ

แม่งเอ๊ย

ผมเบะปากก่อนคว้าเอาหมอนแล้วผ้าห่มเดินลากเท้าไปยังห้องนอนของพี่เซียนเพื่อเก็บอุปกรณ์การนอนให้เรียบร้อย ไหนๆ ก็มาอาศัยห้องพี่มันนอนทั้งคืนแล้ว ถึงจะนอนไม่หลับก็เถอะ ยังไงในฐานะคนอาศัยผมควรเก็บข้าวของเหล่านี้ให้เป็นระเบียบเหมือนเดิม

ตอนที่เข้าไปในห้องพี่มันผมเพิ่งสังเกตว่าห้องชายโสดนั่นมันตกแต่งได้ดิบเถื่อนจริงๆ ผนังเป็นปูนเปลือย เฟอร์นิเจอร์แทบทุกชนิดเป็นโทนสีดำไม่ก็น้ำเงินเข้ม ผนังติดโปสเตอร์มือกีต้าร์ระดับโลกอย่าง Eric Clapton บนพื้นมุมห้องมีกีต้าร์โปร่งตั้งอยู่ ข้างๆ กันนั้นมีตู้กระจกเล็กๆ ด้านในโชว์โมเดลกีต้าร์หลายๆ แบบ บ่งบอกว่าเจ้าของห้องคงชื่นชอบกีต้าร์ไม่น้อยเลยทีเดียว

ไม่น่าเชื่อว่าห้องพี่เซียนเป็นระเบียบขนาดนี้ ไม่มีของวางระเกะระกะ เห็นเพียงกองหนังสือที่มุมหัวเตียงนั่นแหละที่ดูไม่เป็นระเบียบสักเท่าไหร่ ผมยักไหล่ก่อนจะเดินไปเปิดตู้ฝั่งหนึ่งเพื่อเก็บพวกผ้าห่มและหมอนเสริม จังหวะนั้นผมเห็นกรอบภาพอันหนึ่งซึ่งถูกวางคว่ำหน้าอย่างหมิ่นเหมกลัวว่าจะร่วงตกผมเลยหยิบขึ้นมาหมายจะวางไว้ในจุดที่ปลอดภัยกว่านี้ ตอนที่พลิกกรอบรูปนั่นขึ้นมาผมอดยิ้มกับภาพตรงหน้าไม่ได้

พี่เซียนและพี่เดี่ยวในชุดนักเรียนมัธยมชายล้วนชื่อดังนั่งอยู่บนเก้าอี้ม้าหินอ่อน ระหว่างคนทั้งคู่มีผู้หญิงหน้าตาสะสวยสวมเสื้อช๊อปที่หน้าอกด้านหนึ่งมีตราพระเกี้ยว เดาได้ว่าไม่ยากว่าเจ้าของรอยยิ้มสดใสในรูปนั่นคงเรียกวิศวะฯ อย่างไม่ต้องสงสัย

ถ้าให้เดาอีกคาดว่าภาพนั้นคงถ่ายไว้หลายปี ตอนนั้นทั้งพี่เซียนและพี่เดี่ยวยังหัวเกรียนๆ กันอยู่เลย 

“หล่อมาตั้งแต่เด็กเลยเหรอวะ”

ผมแลบลิ้นให้คนในรูปอย่างหมั่นไส้ ดูเอาเถอะว่าขนาดหัวเกรียนยังดูดีใช่ย่อย คาดว่าสมัยเรียนคงจะดังน่าดู ว่าแต่ผู้หญิงในรูปเป็นใครกันนะ คงสนิทไม่ใช่เล่นไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถแตะบ่าพี่เซียนอย่างสนิทสนมขนาดนั้นได้

“พี่เปียว”

“หวา”

ผมสะดุ้งโหยงจนเผลอปล่อยกรอบรูปนั่นตกพื้น 

“เชี่ย” ดีว่าไม่ใช่กรอบกระจกไม่อย่างนั้นมันคงเสียหายจากการความประมาทของผมแน่ๆ

“ขอโทษค่ะพี่เปียว”

น้องซอทำหน้าแหยรีบยกมือไหว้ขอโทษขอโพยผมทันที ก่อนจะรีบกุรีกุจอช่วยเก็บกรอบรูปนั่นขึ้นมา เด็กสาวมุ่นหัวคิ้วก่อนขยับรูปยิ้มน้อยๆ กับกรอบรูปในมือ

“พี่เซียนตอนม.5นี่คะ”

“หือ”

“หนูจำได้ค่ะ”

น้องชี้ไปที่รูป

“ช่วงนี้พี่เซียนหนีไปนอนบ้านพี่เดียวแทบทุกวัน”

“ทำไมเหรอ”

ผมทำหน้าสนใจ

“ก็ทะเลาะกับคุณพ่อบ้านแทบแตก พี่เซียนเลยหนีไปนอนบ้านพี่เดี่ยว จริงๆ ก็ไม่เชิงหนีหรอกค่ะ ช่วงนั้นพี่เซียนฟอร์มวงไปแข่งดนตรีเลยถือโอกาสหลบหน้าคุณพ่อไปด้วย”

“แล้วพี่ชายน้องซอทะเลาะกับพ่อเรื่องอะไรเหรอครับ”

ผมเลียบๆ เคียงๆ ถาม

“อ๋อ”

น้องซอยิ้มตาหยี

“พี่เซียนอยากเรียนวิศวะฯ แต่คุณพ่อไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะอยากให้เรียนบริหารหรือไม่ก็ไปเรียน Business ที่ต่างประเทศเหมือนพี่ซัน”

ถ้าจำไม่ผิดเมื่อคืนนี้ผมได้ยินฝาแฝดพี่เซียนพูดถึงประเด็นนี้

“แล้วอีท่าไหนไม่รู้พี่เซนต์ขอไปเรียนต่างประเทศแทนแลกกับการที่พี่เซียนได้เรียนวิศวะฯ”

ผมพยักหน้าหงึกหงัก

ทำไมพี่เซียนถึงอยากเรียนวิศวะฯ ขนาดนั้นกันนะ 

คงเพราะมีแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างซะละมั้ง

“อีกอย่างนะคะถึงพี่เซนต์ไม่ยอมไปเรียนต่างประเทศ ยังไงพี่เซียนก็ต้องดึงดันจะสอบเข้าวิศวะฯ ให้ได้อยู่ดี คุณแม่บอกว่าพี่เซียนน่ะดื้อเงียบ ตั้งแต่เล็กจนโตไม่มีใครบังคับให้ทำอะไรได้หรอก คุณพ่อเองก็ทราบดีพอเห็นพี่เซียนยืนยันจะเรียนให้ได้เลยปล่อยเลยตามเลย” น้องซอยิ้มตาหยี 

“ทั้งดื้อทั้งขี้หงุดหงิดมาตั้งแต่เด็ก คุณปู่เลยชอบเรียกว่าเจ้ายักษ์ทศกัณฐ์”

ทศกัณฐ์งั้นหรือ

ผมนิ่งไปทันที

‘คนอะไรชื่อยักษ์’

‘พี่ชายไม่ได้มีเขี้ยวเหมือนยักษ์ทศกัณฐ์สักหน่อย’


“ชื่อจริงๆ ของพี่เซียนก็มาจากคำว่าทศกัณฐ์ค่ะ”

บังเอิญมาก

บังเอิญเกินรึเปล่า

ผมเม้มปากแน่น

“แต่ตอนไปแจ้งเกิดเขียนตก ท. ไป สุดท้ายเลยได้แต่คำว่าศกัณฐ์ แต่คุณปู่ก็ชอบใจใหญ่นะคะเพราะหลานๆ มีชื่อจริงขึ้นต้นด้วยศ. กันทุกคน”

“ชื่อเล่นก็ขึ้นต้นด้วยซ. ส่วนชื่อจริงก็ขึ้นต้นด้วยศ.งั้นหรือ”

ผมถามน้อง

“ใช่ค่ะ ศรุต ศรัณย์ ศกัณฐ์ และศริญค่ะ”

“ศกัณฐ์”

ผมทวนชื่อไอ้พี่เซียนแล้วเผลอขำออกมาเมื่อรู้ที่ไปที่มาของชื่อฝ่ายนั้น

ยักษ์ทศกัณฐ์ ชื่อสมตัวจริงๆ นั่นแหละภายนอกดูเงียบๆ ดื้อดึงใช่เล่นนั่นแหละ แต่บทจะแพรวพราวก็ร้ายสมชื่อเจ้าแห่งยักษ์นั่นแหละ

“ไอ้พี่ยักษ์”

ผมยืนนิ่งไปเมื่อพูดคำนั้นออกมา

“เมื่อกี้พี่เปียวพูดว่าอะไรนะคะ”

‘ไอ้พี่ยักษ์ หน้าบึ้งเหมือนยักษ์ หนูกลัวนะ’

ไม่จริงหรอกน่า

ผมขบริมฝีปากตัวเองแรงๆ

ไม่มีทางที่พีเซียนจะเป็นคนๆ เดียวกับไอ้พี่ยักษ์

‘หายไวๆ แล้วกูจะพาไปกินไอศกรีมมิ้นท์ของโปรดมึง’

ไม่มีทาง 


.


.


ผมเดินเหม่อลอยออกมาจากห้องนอนพี่มันมาหยุดที่เคาน์เตอร์ครัวแล้วเห็นโน้ตแผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะพร้อมธนบัตรสีเทาหนึ่งใบ

“สงสัยพี่เซียนไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสคอนโดแน่เลยค่ะ”

น้องซอยื่นหน้ามาอ่านโน้ตแผ่นนั้น จริงอย่างที่น้องว่าพี่เซียนเขียนบอกไว้ว่าพี่มันลงไปวิ่งถ้าหากพวกผมหิวข้าวให้ไปหาซื้ออะไรที่ตลาดเช้าตรงซอยใกล้ๆ คอนโด สงสัยคงต้องฝากท้องกับตลาดนั่นแหละเพราะเช็คของในตู้เย็นคงไม่พอสำหรับมื้อเช้าของสามคน หลังจากนั้นผมก็แยกกับน้องไปทำธุระส่วนตัว 

ตลาดเช้าตอนนี้คนเริ่มบางตาเพราะเกือบจะแปดโมงแล้ว ผมสังเกตว่ามีคนไปยืนรอคิวที่ร้านโจ๊กแล้วนึกสนใจไม่น้อย แต่เพราะผมไม่ค่อยอาหารที่ค่อนข้างเหลวหรืออาหารอ่อนเท่าไหร่ ผมเป็นคนคอแข็งตั้งแต่เด็กเวลากินอาหารพวกนี้มักจะอาเจียนเพราะมันหยึยๆ ยังไงก็ไม่รู้ แต่เพราะน้องซอทำหน้าสนใจผมเลยไปชวนน้องไปต่อแถวซื้อ

“โจ๊กพิเศษสองถุงครับ”

ผมหันไปสั่งอาแปะเจ้าของร้าน 

“ทำไมสั่งแค่สองล่ะคะ พวกเรามีกันตั้งสาม”

ผมส่ายหน้าหวือก่อนจะป้องปากบอกน้อง

“พี่ไม่ค่อยถูกโรคกับโจ๊กเท่าไหร่”

“แล้วพี่เปียวชอบกินอะไรคะ ห้ามตอบว่ามิ้นท์นะคะ”

“จริงๆ ก็กินได้เกือบทุกอย่างนะยกเว้นพวกอาหารอ่อนๆ หรืออาหารเหลว”

“เวลาป่วยที่ทำยังไงคะเนี่ย”

“ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ขอเป็นข้าวต้มที่เป็นเม็ดๆ สักหน่อย ไอ้พวกที่เละจนไม่เห็นว่าเป็นเม็ดข้าวมาก่อนนี่พี่คงต้องขอบายจริงๆ”

น้องยิ้มขำ

“พี่เปียวชอบกินข้าวต้มแบบเป็นเม็ดๆ เหมือนพี่เซียนเลยค่ะ”

“พี่กินง่ายกว่าพี่ชายน้องซอเยอะ”

ผมยักไหล่แล้วหวนนึกถึงครั้งหนึ่งที่พี่มันเคยพูดเอาไว้

“พี่ชายซอน่ะข้อจำกัดเยอะ”

“...”

“ชอบไข่เจียวใส่หอม ไม่ชอบกินเค็ม กินเผ็ดได้นิดหน่อย และเกลียดมิ้นท์สุดๆ”

“พี่เปียวรู้เรื่องพวกนี้ด้วยเหรอคะ”

ผมชะงักกึกรีบหุบปากฉับทันทีเมื่อเจอสายตาสงสัยของน้องเข้าไป สงสัยอย่างเดียวไม่เท่าไหร่แต่เล่นมองกันตรงๆ แบบนี้ด้วยสายตาแปลกๆ เล่นเอาผมวางหน้าไม่ถูก

“โจ๊กได้แล้วพ่อหนุ่ม”

เสียงอาแปะเหมือนระฆังช่วยชีวิตให้ผมออกจากสถานการณ์ชวนอึดอัดตรงหน้าผมทำทีเป็นแก้เก้อด้วยการสอดส่ายสายตามองหาร้านอื่นๆ ท่ามกลางรอยยิ้มแปลกๆ ของน้องซอ สุดท้ายเลยได้ข้าวเหนียวหมูปิ้งกับน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋เกลียวติดมือมาด้วยอีกถุง

“พี่เปียวกินเก่งเหมือนกันเนี่ย”

ผมยิ้มแก้เก้อเพราะสัมผัสได้ถึงความนัยของประโยคนี้จากน้องซอ เด็กสาวพูดยิ้มๆ แต่ประโยคนี้คล้ายกับเอ่ยแซวผมที่กลบเกลื่อนอาการประหลาดของตัวเองด้วยการซื้อของกินสารพัด

“แหะ”

“จริงๆ ตอนเช้าพี่เซียนชอบกินข้าวสวยกับอาหารทั่วไปเพราะติดกินแบบนี้มาจากที่บ้าน” สาวน้อยเอ่ยปากเล่า “บ้านเราชอบทำกับข้าว คุณแม่บอกว่าเพราะตอนเย็นต่างคนต่างมีภารกิจส่วนตัว ทำให้บางครั้งไม่มีโอกาสทานข้าวร่วมกัน คุณแม่เลยชอบจัดมื้อเช้าหนักท้องซะหน่อย อีกอย่างทุกเช้าเป็นช่วงเวลาที่คนในครอบครัวจะมีโอกาสพูดคุยกัน”

“...”

“แต่ตั้งแต่พี่เซียนย้ายมาอยู่คอนโด พี่เซนต์ไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนพี่ซันก็งานยุ่งๆ หลังๆ คุณแม่จะทำแค่ข้าวต้มง่ายๆ และแอบบ่นทุกครั้งว่าพวกพี่ๆ ไม่อยู่ติดบ้านกันสักคน”

ผมฟังแล้วอดยิ้มตามไม่ได้ ความสัมพันธ์ของครอบครัวนี้คงจะอบอุ่นและสนิทสนมกันไม่น้อย มันทำให้ลูกคนเดียวแบบผมอดอิจฉาไม่ได้

“งั้นเวลาที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันบ้านน้องซอคงคึกครื้นไม่น้อยเลยนะ”

“วุ่นวายมากกว่าค่ะ”

สาวน้อยส่ายหน้าหวือ

“พวกพี่ๆ ชอบเล่มเกม รวมตัวกันทีเสียงดังโหวกเหวกโวยวาย เนี่ยนะหนูจำได้ว่าตอนเด็กๆ ของเล่นชิ้นแรกที่พวกพี่ๆ ซื้อให้คือรถบังคับ ไอ้พวกตุ๊กตาหรือของเล่นน่ารักๆ ไม่มีหรอกค่ะ”

นึกภาพไอ้พี่เซียนเลี้ยงน้องแล้วนึกขำ

ผู้ชายกวนๆ แบบนั้นเวลาอยู่กับน้องสาวตัวเล็กคงจะพิลึกน่าดู

ไม่สิ

คงจะน่าดูไม่น้อย

ผมไพล่นึกถึงตอนที่พี่เซียนปลอบน้องสาวเมื่อคืน ผู้ชายตัวโตๆ อบอุ่นและอ่อนโยนกับน้องสาวจนเผลอยิ้ม

“อาจจะดูไม่ใส่ใจเพราะไม่เคยซื้อของเล่นหรือตามใจอะไร แต่เวลามีใครมารังแกหนู สามคนนั้นก็ทำหน้าที่พี่ชายดีได้มากๆ ดีชนิดที่เข้าห้องปกครองจนอาจารย์จำหน้าได้”

น้องซอหัวเราะน้อยๆ

“โดยเฉพาะพี่เซียนที่เคยตีกับเด็กที่มารังแกจนฝ่ายนั้นฟันหลุดมาแล้ว”

“โหด”

ผมทำหน้าสยอง

“โหดจริงๆ ค่ะพี่เปียว”

สาวน้อยยิ้มกว้างหรี่ตามองผม

“แต่พี่เซียนเป็นคนดีนะคะ”

“หือ?”

“โสดด้วย”

เดี๋ยวนะ!

ผมเกาหัวแกรกๆ ทำหน้าไม่ถูกเลยทีนี้เลยตัดสินใจจ้ำอ้าวกลับคอนโดท่ามกลางเสียงหัวเราะน้อยๆ ที่ดังตามติดๆ  ตอนที่เปิดประตูเข้าไปในห้องพี่เซียนกำลังซิทอัพโดยการถอดเสื้อเปลือยแผ่นอก ท่อนล่างมีเพียงกางเกงวอร์มที่เข้มที่สวมใส่ 

“เอ่อ”

ผมทำหน้าไม่ถูก

“ผมซื้อข้าวมาฝากครับ”

พี่มันพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเดินไปคว้าเสื้อยืดแถวนั้นมาสวมแล้วเดินตามพวกผมไปยังโซนครัว

“มึงซ้อนมอ’ไซค์เป็นป่ะ”

“ทำไมครับ”

ผมทำหน้าสงสัยตอนที่เทโจ๊กใส่ชามแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเจ้าของห้อง

“วันนี้กูลืมไปว่าต้องเอามอ’ ไซค์เข้าศูนย์ คงต้องเอามอ’ไซค์ไปส่งมึงที่หอก่อน””

“ผมกลับเองก็ได้พี่”

“กูไม่ได้ถามว่ากลับเองได้มั้ย”

“ซ้อนได้ครับ”

“ก็เท่านั้น”

ผมเบะปากใส่อีกฝ่ายทันที ก่อนจะหุบปากฉับเมื่อหางตาเหลือบเห็นน้องซอแอบมองอยู่ มื้อนั้นจึงจบไปอย่างรวดเร็วเพราะผมรีบกินรีบอาบน้ำเตรียมตัวกลับ น้องซอเดินมาโบกมือลาถึงหน้าห้องก่อนที่ประตูจะปิดลงนั่นผมเห็นแววตาน้องซอแล้วเสียวสันหลังแปลกๆ

“อ่ะ”

ตอนที่ลงลิฟต์มาถึงชั้นจอดรถพี่เซียนยื่นหมวกกันน็อคในมือให้ผม ส่วนอีกใบนั่นพี่มันสวมใส่ศีรษะตัวเอง

“นี่รถพี่เหรอ”

ผมยืนจ้องดูคาติสีแดงเพลิงไม่วางตา จำได้ว่าผมเคยเห็นรถคันนี้มาก่อน คันที่ว่าก็คันเดียวกับที่ไอ้อ๋องออกปากชมไม่ขาดปากตอนนั้น พูดถึงเพื่อนสนิทข้างห้องป่านนี้ไม่รู้มันเป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเห็นพี่ดลพาไปค้างที่คอนโดพี่แกไม่รู้ป่านนี้ม้าพยศอย่างเพื่อนผมจะออกฤทธิ์ออกเดชขนาดไหน

“อืม”

“ถ้าไอ้อ๋องเพื่อนผมรู้ว่าพี่เป็นเจ้าของรถคันนี้นะ มันคงมาขอลูบๆ คลำๆ เป็นบุญมือ”

พี่เซียนส่ายหัวก่อนจะขยับไปคร่อมทับมอ’ไซค์

“มึงลูบๆ คลำๆ ไปเผื่อเพื่อนมึงสิ”

“ได้เหรอพี่”

ผมตาเป็นประกายก่อนจะยื่นมือไปแตะๆ ตัวถังรถ

“ลูบแต่รถ ไม่เผลอยื่นมือมาลูบเจ้าของรถบ้างเหรอ”

ไอ้สัดพูดหน้าตายมาก

พูดไม่พอจ้องหน้าผมทำซากอะไรวะ

“เอาไว้อ่อยสาวๆ คนอื่นที่ซ้อนท้ายรถพี่เหอะ”

“ไม่มี”

“ไม่มีอะไรวะ”

ผมยักไหล่ก่อนจะสวมหมวกกันน็อคแล้วปีนขึ้นซ้อนท้ายพี่มัน

“ไม่มีใครเคยซ้อน”

“...”

“มึงคนแรก”

โคตรพ่อโคตรแม่อ่อย

แต่ให้ตายเถอะ...ผมใจสั่นว่ะ

“ขี้อ่อย”

ผมงึมงำในลำคอ

“กูได้ยิน”

“หูดีจังวะ”

“กูไม่ได้อ่อย”

“...”

“ไม่ได้อ่อย...แต่ค่อยๆ ทำให้มึงเผลอใจ”


.

.


.


ที่ดันใจเต้นแรงไปกับพี่มัน


 
- J E E B -

 

“นั่งดีๆ”

พี่เซียนหันมาพูดกับผมตอนที่รถติดไฟแดง นั่นทำให้ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะทนนั่งเกร็งมาพอสมควรแล้ว ไม่ต้องพูดถึงมือไม้ที่เกะกะไปหมดไม่รู้ว่าควรจับวางไว้ที่ใด

“เกร็งแบบนั้นเวลาเข้าโค้งเดี๋ยวมึงก็ร่วงหรอก”

“ก็ผมนั่งไม่ถนัด”

“กอดกูสิ”

“อะไรนะ”

ผมทำหน้าเหวอทันที

“การนั่งของคนซ้อนมีผลกับการขับ มึงเกร็งแบบนั้นกูขับยาก”

“งั้นผมจับชายเสื้อพี่ก็ได้”

พี่เซียนยักไหล่ก่อนจะหันไปสนใจถนนเบื้องหน้า ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าที่รู้สึกว่าความเร็วของรถมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนนึกหวาดเสียว สุดท้ายผมเลยขยับกอดเอวอีกฝ่าย เมื่อรถติดไฟแดงอีกครั้งคราวนี้พี่เซียนเปิดกระจกหมวกกันน็อคหันมามองผม

“นั่งสบายขึ้นมั้ย”

ผมพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้นั่นทำให้พี่มันกดยิ้มมุมปากทันที

“ยิ้มอะไรวะ”

พี่เซียนไม่ตอบแต่ปิดกระจกหมวกกันน็อคลงเพื่อจบบทสนทนา

“บอกไว้เลยนะ”

“...”

“ผมไม่ได้อ่อยพี่”

“...”

“แต่พี่เต๊าะบ่อยๆ ผมก็ใจลอยเป็นนะ”

.

.

.

แรดมาก

มึงแรดมากเปียว


- J E E  B -


ใครอ่อยใครตอบ!!!!!
หายไป 1 อาทิตย์ค่ะ พอดีคุณแม่ไม่ค่อยสบายเราเลยยุ่งๆ
ฝากคอมเมนต์และรบกวนติดแท็ค #ชอบก็Jeeb ให้ด้วยน้า


ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
พอกันแหละคู่นี้ ขยันอ่อย

ปล.ขอให้คุณแม่หายไวไวนะคะ

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2646
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1195
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
ชอบๆ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด