O U T S I D E #ดอกไม้ป่าที่ริมหน้าต่าง (Mpreg) #12 up06.11.62
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: O U T S I D E #ดอกไม้ป่าที่ริมหน้าต่าง (Mpreg) #12 up06.11.62  (อ่าน 9094 ครั้ง)

ออฟไลน์ PKT

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 184
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
55555น่ารัก อยากอ่านอีก
แวนกัสนี่มาจากแวนโก๊ะรึเปล่า วาดรูปกับบ้านไม้เป็นกระท่อม นี่นึกถึงแวนโก๊ะคนแรก55555
รออ่านต่อออ รีบมาเด้ออ

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa
55555น่ารัก อยากอ่านอีก
แวนกัสนี่มาจากแวนโก๊ะรึเปล่า วาดรูปกับบ้านไม้เป็นกระท่อม นี่นึกถึงแวนโก๊ะคนแรก55555
รออ่านต่อออ รีบมาเด้ออ
ในที่สุดก็มีคนพูดถึงชื่อน้องแล้ว เราตั้งใจให้คนนึกถึงแวนโก๊ะเอง 55555

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa


#ดอกไม้ป่าที่ริมหน้าต่าง

ตอนที่ ๗

รถบรรทุกข้าวของเครื่องใช้ใหม่ ๆ ตามมาในอีกหนึ่งวันให้หลัง ขณะที่ยืนกอดอกมองเหล่าพนักงานจัดเรียงให้เข้าที่อยู่นั้น เชนก็รีบปรี่ไปหาเพื่อนรักที่กำลังออกมาจากกระท่อม หลังจากที่เขาเจอะกับตาแล้วว่าวิลที่เคยเห็นมาตั้งแต่เล็กน้อยนั้นเปลี่ยนไป ราวกับเป็นคนละคน

“นายจะเอายังไงต่อ ตอนนี้ทุกคนแตกตื่นกันไปหมดแล้ว ฉันมัวแต่คิดเรื่องของลูก ๆ นายจนนอนไม่หลับ ตอนนี้คลิปที่ถ่ายวิลตอนที่อยู่ในร่างนั้นว่อนไปทั่วอินเตอร์เน็ตแล้วด้วย ดูนี่...” ชายหนุ่มยื่นสมาร์ทโฟนไปให้แวนกัสดู “ยอดวิวส์ไม่ใช่น้อย ๆ เลยด้วย”

“ฉันถึงพาพวกเขาหนีมาอยู่ในป่าอย่างนี้ไง”

“พวกนายต้องซ่อนตัว”

“ฉันรู้เชน ฉันรู้วิธีซ่อนพวกเขาแล้ว” แวนกัสตอบ น่าแปลกที่เชนเห็นว่าเจ้าตัวไม่แตกตื่นเลยทั้งที่เรื่องของลูกกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปหมดแล้ว “เดี๋ยวอีกหน่อยเรื่องก็ซาไปเอง”

“นายแน่ใจนะว่าจะเอาอยู่”

“เชื่อใจฉันเถอะ เรามาไกลขนาดนี้ไม่มีใครรู้ตัวตนของพวกเขาหรอก”

“นายไม่รู้อะไร ตอนนี้มีพวกบ้าที่มันกำลังออกไล่ล่าสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่” เชนเล่า

“อะไร”

“พวกนั้นมันจ้องจะหาผลประโยชน์จากความอยากรู้อยากเห็นของคนอื่นเพื่อเงินไงล่ะ ฉันเกรงว่าพวกมันจะได้กลิ่นครอบครัวนายแล้วตามมาจนเจอ” เชนทำหน้าไม่สบายใจ แล้วฉุกนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน เขาขับรถนำแวนกัสไปที่โรงเรียนก่อน เห็นเหล่าคนกำลังถือโทรศัพท์ถ่ายผู้ชายตัวโตคนหนึ่งที่พยายามอย่างที่สุดที่จะหลบซ่อนอยู่หลังเหล่าน้อง ๆ

เป็นเคลที่กันผู้คนออกจากพี่ชายให้เพราะตัวที่โตไล่เลี่ยกันกับพี่ เห็นแล้วเชนก็ร้องเรียกให้เคลพาพี่ ๆ มาทางทิศนี้ กว่าจะฝ่าฝูงนักเรียนที่กำลังแตกตื่นแวนกัสก็มาถึงพอดี ชายหนุ่มช่วยต้อนลูกและกันผู้คนออกจากรถ แล้วพากันบึ่งกลับมาเก็บข้าวของที่จำเป็นขึ้นรถมาก่อน ซึ่งในเวลานั้นเองเป็นตอนที่เชนได้เห็นวิลครั้งแรก ท่าทางของวิลไม่ได้ดูตื่นกลัวหรืออะไร นอกจากมีความกังวลเรื่องย้ายบ้านเท่านั้นเอง

วินาทีที่เชนเห็นวิล จำได้ว่าชายหนุ่มตกใจจนค้าง วิลตัวโตขึ้นเยอะ เส้นผมสีเงินสว่าง มีเขาและเขี้ยว รวมถึงนัยน์ตาที่เป็นสีแดงกำลังจ้องมองมาที่เขา นั่นทำให้ลำขาของเชนต้องชะงักเพราะไม่อาจมองสิ่งมีชีวิตตรงหน้าเป็นหลานชายได้อีกต่อไปแล้ว แต่ก็เป็นความคิดแค่ช่วงวินาทีสั้น ๆ เท่านั้นเอง

‘ลุงเชน’

เขาได้ยินวิลเรียกชื่อ แม้เสียงเจ้าตัวจะต่ำพร่า แต่นั่นก็บอกเชนได้ว่าตรงหน้าคือวิล

“ขอถามหน่อย” เชนหรี่ตามองเพื่อนรัก “ก่อนหน้านี้นายบอกฉันว่าเคลเองก็เปลี่ยนร่างได้ งั้นร่างที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ยังไม่ใช่ร่างจริงของเด็ก ๆ งั้นสิ”

“อืม” แวนกัสหันไปมองเหล่าคนงานที่กำลังยกของ

“งั้นอะไรเป็นตัวแปรที่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนร่าง”

ผู้ถูกถามทำเป็นกระแอม ไม่อยากตอบ “มันมีอยู่”

“แล้วถ้าเด็ก ๆ อยู่ในร่างที่สมบูรณ์แล้ว พวกเขาจะเปลี่ยนไปมั้ย”

“หืม...” แวนกัสทำเป็นหรี่ตามองเพื่อนกลับบ้าง “นายกลัวเหรอ กลัวหลานตัวเองที่เลี้ยงมาตั้งแต่ไข่เล็กเท่านกกระทา จนโตมาเท่าไข่นกกระจอกเทศ นายกลัวพวกเขาลงเหรอ”

“เปล๊า...กลัวเกลอที่ไหน ฉันก็แค่อยากรู้” เชนยักไหล่

“งั้น...คืนนี้ก็ระวังตัวให้ดีล่ะ”

“อะ...อะไร!” เชนถลึงตาถามอย่างเอาจริง บนใบหน้ามีแววหวาดระแวง

“ก็ระวังเด็ก ๆ จะลุกขึ้นมา หักคอนาย แล้วก็จับกินไงล่ะ!”

“อ้ากกกก กัส!” ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าแวนกัสตั้งใจจะพูดยั่วอารมณ์เพราะอยากแกล้งไปเท่านั้นเอง เชนก็พุ่งตัวกอดแขนเพื่อนเสมือนวัยเด็กเพิ่งผ่านมาไม่นาน ทั้งที่ตอนนี้ต่างคนต่างมีลูกโตเป็นหนุ่มสาวกันหมดแล้ว ชายหนุ่มยังทำเป็นเด็ก เดินตามติดแวนกัสไม่ยอมให้ห่าง “เด็ก ๆ ไม่มีทางทำร้ายว่าที่พ่อตาได้ลงคอหรอก ฉันรู้จักพวกเขาดี”

“เฮอะ ก็ไม่แน่ ถ้าได้รู้ว่านายปฏิเสธพวกเขา แถมด่าว่าโง่อีกต่างหาก”

“ใครพูด ฉันไม่ได้ว่าลูกนายอย่างนั้นเลย ฉันหมายถึงอยากให้พวกเขาได้เอจริง ๆ”

“นายนี่ตลกชะมัด” แวนกัสหัวเราะคิกเมื่อแกล้งเพื่อนได้สำเร็จ “ทำดีกับฉันไว้ถ้านายยังรักชีวิต โอเค๊”

“โอ้ ลูกเขย ทำอะไรกันอยู่” ผู้เป็นพ่อกอดอกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย มองตามเพื่อนเบี่ยงประเด็นไปหาไคล์กับไวน์ที่กำลังดวลเกมกันอยู่บนโซฟาอีกมุม ยังดีหน่อยที่ไฟฟ้ามาถึงที่นี่กันถ้วนหน้าแล้ว ขณะที่หันไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายกับพนักงานส่งของ แวนกัสก็เพิ่งมานึกได้ว่าลูกชายคนโตกับคนเล็กไม่ได้อยู่แถวนี้

คิดได้ดังนั้นแวนกัสก็เดินวนรอบบ้าน ไร้ร่างของวิลกับเคล ชายหนุ่มมองออกไปยังหลังบ้านอันเป็นบริเวณที่เคยคุ้นชิน เห็นธารน้ำไหลเอื่อย หากทว่าไร้ร่างของลูกชายที่คิดว่ากำลังสำรวจแถวนี้ หรือจะเดินเข้าไปในป่ากันแล้ว เพราะเห็นว่าที่นี่เป็นป่าที่เขาเคยอยู่

เด็กดื้อ!

“ฮัดชิ้ว!” เคลยกหลังมือถูที่จมูกของตัวเอง รู้สึกเหมือนโดนใครต่อว่าหรือนินทา ขณะพากันเดินไต่ขึ้นไปตามธารชั้นที่สองเพื่อสำรวจป่า หัวใจของสองพี่น้องตื่นเต้นจนแทบจะหลุดจากอกเพราะความกว้าง ความอุดมสมบูรณ์บริเวณนี้มันน่าวิ่งเล่น ไหนจะเหล่าสัตว์ที่หลากหลายกว่าเขาลูกน้อยที่เคยวิ่งเล่นเมื่อสมัยยังเด็ก

“ดูสิเคล ตรงหน้ามีน้ำตกเล็ก ๆ แถวนี้น่ามานอนเล่นนะ ว่ามั้ย”

“อยากพาไคล์กับไวน์มาด้วย ปะป๊าก็ด้วย”

“นายคิดว่าปะป๊าไม่เคยมารึไง ใกล้บ้านออก” วิลที่สวมฮู้ดยิ้มหน้าบาน ไม่ได้กังวลเรื่องร่างกายของตัวเองเลยเพราะรู้ดีว่าจะไม่มีใครเห็น พวกเขาอพยพหนีผู้คนมาอยู่ในป่า และนี่ก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนฝันและเป็นอิสระกว่าทุกครั้ง “ทำไมฉันรู้สึกสบายใจอย่างนี้นะเคล ฉันอยากอยู่ที่นี่ตลอดไปเลย”

“ฉันก็ด้วย” น้องว่า แล้วหน้าเศร้า “แต่ปะป๊าคงไม่ยอม ถ้าเรื่องซาลงไปเมื่อไหร่เราคงต้องย้ายกลับไปอยู่ในเมืองอยู่ดี ฉันไม่อยากย้ายเลยจริง ๆ”

“งั้นฉันก็จะไม่กลับคืนร่างเหมือนนาย” วิลว่า

ผู้เป็นน้องตาโต “ไม่ได้ ปะป๊าโกรธแน่”

“ฉันจะแกล้งไม่รู้วิธีคืนร่างเดิมไง”

เคลได้ฟังแล้วก็นึกขัน “นายไม่รู้จริง ๆ ก็บอกมาเถอะ ขนาดทำไมพวกเราถึงกลายร่างเป็นแบบนี้นายเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร ถูกมั้ย” คนกล่าวเดินลงไปจุ่มเท้าในน้ำเล่น ซึ่งคำพูดเหล่านั้นทำให้วิลรู้สึกใจแป้วลง

“บางทีคนที่รู้ทุกอย่างน่ะ อาจจะเป็นปะป๊าก็ได้”

“ฉันก็คิดเหมือนกัน” เคลตอบ แล้วเบิกตาขึ้น “แต่ตอนที่ฉันเปลี่ยนร่าง ฉันฝันเห็นกวางตัวสีขาว”

วิลแปลกใจ “นายก็ฝันเหรอ ฉันฝันว่าเขาเรียกฉันว่าเด็กที่น่าสงสาร” เด็กหนุ่มเล่า ได้ยินผู้พี่บอก เคลก็พยักหน้ารับฟังต่อ “แล้วเขาก็ถามฉันว่าอยากได้อะไร ฉันตอบไปว่าอยากเจอแม่ กวางตัวนั้นก็ตอบมาว่ายินดีที่จะให้ฉันเจอแม่อย่างที่ฉันหวัง ฉันจำได้ว่ามันเหมือนจริงมาก แล้วฉันก็เห็นน้ำตาจากกวางตัวนั้น ให้ตายสิ...มันชักจะแปลกกันไปทุกทีแล้ว”

“ในหนังสือ ฉันอ่านถึงหน้าที่เล่ารูปพรรณสัณฐานร่างแยกของเทพเจ้า ว่าเป็นกวางตัวสีขาวทรงสง่างาม แต่มันก็เป็นแค่เรื่องเล่า แล้วเรื่องที่เราฝันก็แค่อุปทานหมู่ มันอาจจะบังเอิญก็ได้” เคลสะบัดมือไล่น้ำออกจากตัว เห็นน้ำทีไรเด็กหนุ่มต้องลงมาเล่นทุกทีไป

“เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว ถึงขั้นฉันเปลี่ยนร่างขนาดนี้นายจะว่ามันเป็นอุปทานหมู่ได้ยังไงไอ้บ้า”

“ชู่...”

“อะไร” วิลระงับอารมณ์ของตัวเองเมื่อถูกเคลปราม เด็กหนุ่มผละหันไปมองตามสัญชาตญาณ เห็นร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่งชะโงกมองมาที่พวกเขาพอดี วิลรีบยกฮู้ดปกปิดตัวเองแล้วเดินหลบอยู่หลังน้องชาย ในขณะที่จุดหมายกำลังเดินไต่โขดหินข้ามมาหาพวกเขาทันทีที่เห็น “เฮ้ พวกนายคือคนที่ย้ายมาเมื่อวานสินะ”

บนมือคนถามถือสมุดสเก็ตภาพติดมาด้วย คาดว่าจะมานั่งวาดรูปอยู่ที่นี่ได้พักใหญ่แล้ว เคลกลืนน้ำลายมองผู้มาใกล้แล้วทำได้เพียงยกยิ้มเล็กน้อยพอเป็นพิธี ยิ่งเห็นว่าคนที่ทักทายเป็นรุ่นพี่แล้วก็ได้เพียงแค่มองโดยที่ทำตัวไม่ถูก มาถึง อีกฝ่ายก็ยื่นมือมาจับ “ฉันวิคเตอร์ อยู่บ้านป้ามีญ่า เธอสนิทกับพ่อของพวกนายนะ”

คนฟังเลิกคิ้ว “พวกเขาสนิทกันเหรอ”

“ใช่” วิคเตอร์ลอบสำรวจคนที่ยืนหลบอยู่ข้างหลัง แล้วมองคู่สนทนา “ดูท่านายจะรุ่นเดียวกับฉันนะ เรียนที่ไหน  สาขาอะไร ฉันวิคเตอร์นะ ยินดีที่ได้รู้จัก แต่ดูเหมือนคนข้างหลังนายจะไม่ค่อยยินดีเท่าไหร่ ถูกมั้ย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ฉันเคลนะ ใช่...เราน่าจะอายุเท่า ๆ กันแหละดูท่าแล้ว แล้วเอ่อฉันไม่ได้เรียนล่ะตอนนี้ ดรอปอยู่ แบบว่าเรากำลังมีปัญหาอะนะ แต่ไม่ใช่เรื่องเงิน แบบว่าเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องยากที่จะเล่าให้ใครฟังได้เลยขออุบไว้ดีกว่า”

เคลตอบไปบางส่วนอย่างจำใจ ด้วยสภาพร่างกายตอนนี้บอกไปใครจะเชื่อว่าพวกเขาอายุเพียงสิบห้าเท่านั้น เด็กหนุ่มยักไหล่แล้วรีบพูดต่อ “เอ่อ ส่วนข้างหลังฉัน...ไม่ใช่ว่าเขาไม่ยินดีที่ได้รู้จักนายหรอกนะ วิลน่ะเป็นพวกเขาถึงยาก เขาไม่ค่อยชินกับการพบปะผู้คนเท่าไหร่ แต่นายไม่ต้องห่วงหรอกนะ นายเห็นหน้าฉันก็เหมือนได้เห็นหน้าวิลแล้วล่ะ”

วิคเตอร์ยิ้มขึ้น “อะไรของพวกนาย”

“ก็เราเป็นแฝดไง หน้าเราเหมือนกัน” เคลชี้ที่หน้าตัวเอง

“อ๋อ งั้นก็ไม่เห็นต้องปิดหน้าปิดตาขนาดนั้นเลยนี่ถ้าเหมือนนาย”

“เขาคงไม่อยากให้นายเห็นคนหล่อแบบคูณสองไง”

คนฟังกอดอก แล้วส่ายหน้า “เขาควรจะมั่นหน้าเหมือนนายบ้างซักนิด”

“ใช่ บายนะ” เคลยิ้มรับแล้วมองตามร่างสูงของอีกฝ่ายจนหายลับไป ครั้นสิ้นร่างของวิคเตอร์แล้วผู้น้องก็ถูกตีมาฉาดหนึ่งเพราะคำพูดน่าอายที่เผลอพูดไป “นายพูดบ้าอะไรของนาย น่าอายชะมัด”

“อะไร เมื่อกี้วิคเตอร์ยังชมอยู่เลยว่าฉันมั่นใจในตัวเอง”

“โง่ เขาหมายถึงนายหลงตัวเองต่างหาก” วิลพูดจบก็เดินนำต่อไป

“เฮ้ นายอย่ามาทำตัวเป็นคนฉลาดหน่อยเลย ใคร ๆ ก็บอกว่าฉันหล่อทั้งนั้น”

“หุบปากไปเลยเคล”

เสียงสองพี่น้องที่กำลังไต่เดินไปยังต้นน้ำดังก้องอยู่ในป่า วิคเตอร์ที่เดินแยกมาชะงักฝีเท้า มองกลับไปเห็นทั้งสองกำลังกึ่งทะเลาะกึ่งกระเซ้ากันอยู่อีกฝั่ง วิคเตอร์ส่ายหน้าเมื่อเห็นแล้วว่าท่าทางของเคลกับวิลดูไม่ได้แปลกอะไรมากมายนัก หนำซ้ำยังออกจะซื่อบื้อเสียด้วย บางทีเขาเองก็ควรจะเข้าหาสองคนนั้นเพื่อที่จะได้รู้จักแวนกัสมากขึ้น

แล้วชายหนุ่มจะได้ลองถามไถ่แวนกัสดู ว่าเคยพบเจอเรื่องประหลาดในป่าหรือไม่ อย่างเช่นเรื่องยักษ์ตัวใหญ่ผมยาว ตัวที่เขาเคยพบเจอคืนนั้น คืนที่วิคเตอร์ต้องเสียพ่อกับแม่ไป

เดินขึ้นมาได้พักใหญ่แล้ว ธารน้ำดูเหมือนจะลึกและไหลเชี่ยวกรากแรงขึ้นด้วย เคลเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของตัวเองพักหนึ่ง รับรู้ได้ว่าจะถึงน้ำตกใหญ่อยู่ไม่ไกลจากนี้ เมื่อได้ยินเสียงน้ำกระทบหิน ทั้งสองก็มองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม เป็นเด็กหนุ่มที่กำลังตื่นเต้นจนอดไม่ไหวที่จะวิ่งนำไปก่อน “ต้องสวยมากแน่ ไปละ”

“เฮ้ นายนี่มันเห็นน้ำไม่ได้เลย!” วิลวิ่งตามน้องชาย ทั้งสองหัวเราะคิกคักผ่านต้นไม้ใบหญ้าว่องไวอย่างที่เคยทำ แล้วไปหยุดกึกอยู่ที่โขดหินใหญ่ตรงหน้าน้ำตกสูง ด้านบนมีต้นไม้มหึมา น่าปีนขึ้นไปเล่นยิ่งนัก ไม่ว่าอย่างไรที่นี่มันก็มหัศจรรย์กว่าที่สองพี่น้องคิด “เจ๋งโคตร! ฉันว่าที่นี่อย่างกับดินแดนมหัศจรรย์แหนะ ดูรากต้นไม้นั่นสิใหญ่กว่าตัวเราอีก โน่นตรงโน้นมีรูปปั้นคนด้วย!”

“นายมั่วแล้ว ก็แค่หินรูปร่างเหมือนคน” เคลยิ้มแล้วถอดเสื้อเตรียมจะกระโดดลงน้ำลึก อยากจะเล่นน้ำเต็มแก่ ครั้นเหลือบไปเห็นวิลกำลังด้อม ๆ มอง ๆ แถวรากไม้ เด็กหนุ่มก็ดิ่งลงน้ำ

ด้านใต้เป็นน้ำลึกพอสมควร เสียงน้ำที่ตกจากด้านบนยังสะท้อนถึงในนี้ ขณะที่มองตามเหล่าฝูงปลาแหวกว่าย รู้สึกเหมือนมีแสงวิบวับอะไรแยงมาที่ตา เคลหรี่มองที่ผืนดินใต้น้ำ เขาเห็นเหมือนลูกแก้วดวงหนึ่งกำลังล่อให้เด็กหนุ่มดำลงไปหยิบขึ้นมาดู มันสวย มีหลายหลากสีเหมือนห้วงอวกาศ ขณะจะเอาขึ้นไปอวดพี่ชายเด็กหนุ่มก็ผวา เมื่อหันไปเจอะเขากับรูปปั้นหนึ่งอยู่ด้านหลัง

หน้าตามันน่ากลัวเพราะตะไคร่น้ำ เคลตกใจขวัญหาย แม้เจ้ารูปปั้นนั้นจะอยู่เฉย ๆ แต่มันก็น่ากลัวประหลาด มันตัวใหญ่เกินจะเป็นรูปปั้นคน เด็กหนุ่มรีบว่ายขึ้นไปด้านบนอย่างนึกตกใจ “ข้างล่างมีรูปปั้นเหมือนกัน ฉันตกใจหมดเลย!”

“ไหนบอกว่าฉันคิดไปเองไง นี่...อยู่นี่อีกตัวนึง ถูกดินโคลนทับมาครึ่งตัวแล้ว เหมือนว่าเรากำลังมาเจออารยธรรมของอะไรเข้าสักอย่างแล้วล่ะ ดูสิ ทางนั้นมีทางให้เราเดินเข้าไปด้วย นายอยากจะไปมั้ย”

“รึว่านี่จะเป็นเมืองยักษ์ เมืองบิ๊กฟุต หรือเมืองลับแล” เคลย้อน

“เหลวไหล”

“นายจะเอายังไงแน่ เมื่อกี้นายยังบอกอยู่เลยว่าไม่ใช่อุปทานหมู่ อย่าทำเป็นฉลาดหน่อยเลย!”

วิลบุ้ยปากแล้วพยักเพยิดให้มองไปยังรากไม้ “จะเข้าไปมั้ย”

“อะไร”

“ก็ข้างในนั้นไง เหมือนมันเป็นถ้ำอะไรสักอย่าง บางทีเข้าไปแล้วเราอาจเจอสมบัติก็ได้”

“เหลวไหล ฉันว่ารังสัตว์ป่าธรรมดามากกว่า” เคลว่าแล้วเดินนำไปด้อมมองแถวใต้ต้นไม้ใหญ่ น่าแปลกที่มองดูจากภายนอกมันเหมือนจะเข้าไปได้ยากเย็น หากทว่าเมื่อลองมุดเดินเข้าไปแล้วกลับพอดีตัวอย่างประหลาด “ตามเข้ามาซี่ นายป๊อดรึไง แค่เห็นความมืดก็ขาสั่นแล้วเหรอน้องสาว”

“นายไม่ว่ามันแปลกรึไง รังสัตว์ตัวไหนถึงได้ใหญ่กว้างแบบนี้” วิลสำรวจปากทางเข้า “ดูนี่นะ มีดินที่ถูกน้ำซัดมาเกาะขอบทางเข้ากว่าครึ่ง พอเดินเข้ามามันกว้างมาก แสดงว่าเจ้าของถ้ำนี่ต้องตัวใหญ่ขนาดไหน แล้วทำไมปากทางเข้าถึงถูกกลบด้วยดิน ก็เพราะว่าเจ้าของไม่ได้อยู่ดูแลป้องกันแน่นอน”

“ก็ดีสิ เราจะได้ยึดที่นี่เป็นฐานลับของเราไง”

“เราจะมาหลบในนี้ ถ้าเกิดมีใครเห็นเรา ตกลงไหมเคล”

“อา...อยากชวนไคล์กับไวน์มาดูจัง โอ้ถึงแล้ว...” เดินมาได้สักพักทั้งสองก็เจอเข้ากับโถงกว้าง แต่ที่น่าแปลกก็คือมีแสงสว่างสาดเข้ามาทั้งที่เคลกับวิลเดินเข้ามาลึกพอควร ทั้งสองมองหน้ากัน ด้านหน้าเห็นเป็นม่านเครือไม้ปกคลุม เป็นเคลที่ใจกล้าเดินไปแหวกออกให้ความสว่างเพิ่มขึ้นอีกนิด หากทว่าใจเด็กหนุ่มหลุดวูบ เมื่อเปิดม่านเหล่านั้นแหวกกว้างออกให้เห็นภาพเบื้องหน้า

“อา...นี่มันสวรรค์รึไง”

“อะไร ขอดูด้วยหน่อย” วิลตามไปหยุดยืนข้าง

“ระวังตก” ผู้น้องเอื้อมแขนมาปราม ทำให้วิลต้องใจเย็นลงแล้วสำรวจว่าที่พวกเขายืนอยู่คือริมขอบผาที่มีม่านเครือไม้ปกคลุม ด้านนอกมองเห็นทิวทัศน์ทั้งป่า ไกลสุดลูกหูลูกตา และเมื่อความสว่างสาดเข้ามาด้านใน ทำให้วิลต้องแปลกใจอีกครั้ง เมื่อพบว่านี่ไม่ใช่รังของสัตว์แต่อย่างใด มันมีร่องรอยของมนุษย์อาศัยอยู่ไม่ผิดแน่

“เคล เราเจอบางอย่าง”

วิลกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นนัก เมื่อเดินสำรวจภายในพบฟูกนอน หมอน เสื้อผ้า รวมไปถึงของใช้จิปาถะของมนุษย์เพศชายคนหนึ่ง แม้มันจะดูเก่ากรังไปหมดแล้วก็ตาม นิ้วมือเรียวหยิบจับวิทยุเครื่องหนึ่งขึ้นมาพิศ ความเก่าของมันน่าจะบ่งบอกได้ กระทั่งเหลือบไปเห็นถุงช็อกโกแลตที่ยังไม่ถูกแกะวางทิ้งไว้อยู่ ตัวเลขที่ระบุบอกเด็กหนุ่มแล้วว่าของเหล่านี่มาจากยุคไหน

“เคล ช็อกโกแลตนี่ผลิตตั้งแต่สิบหกปีก่อน”

“วิล ฉันเจอบางอย่างที่มันแปลก”

“มีอะไรแปลกว่านี้อีกเหรอ” วิลหมุนตัวไปมองผู้น้อง แล้วเด็กหนุ่มก็จำต้องตัวชาไปเสียดื้อ ๆ เมื่อเห็นในมือของเคลถืออะไรบางอย่างอยู่ มันเหมือนกับสิ่งที่พวกเขาสวมไว้ตั้งแต่จำความได้ บิดาบอกพวกเขาว่าเป็นของสำคัญที่ควรพกติดตัวไว้ตลอดเวลา

วิลกับน้องชายมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ หรือมนุษย์เจ้าของถ้ำใหญ่นี้เป็นแวนกัสบิดาของพวกเขากันหนอ วิลกับเคลคิดขณะที่ก้มมองสร้อยนั้นอย่างไม่วางตา มันมีอยู่หลายเส้นห้อยทับกันบนผนัง เหตุใดแวนกัสถึงบอกพวกเขาว่าของพวกนี้มีแค่สี่ชิ้น และพ่อแท้ ๆ ของพวกเขาเป็นคนทิ้งไว้ให้

มันไม่ชอบมาพากลแล้ว แล้วสรุปพวกเขาเป็นใคร

บางที...คำตอบอาจจะอยู่กับแม่ของพวกเขาก็เป็นได้

หรือเขาควรไปตีสนิทกับวิคเตอร์เพื่อหลอกถามป้ามีญ่า ว่ารู้เห็นแวนกัสแปลกไปในช่วงที่มาอาศัยหรือเปล่า เพราะหากคาดเดาไม่ผิด ของพวกนี้อยู่ที่นี่ก่อนที่พวกเขาจะเกิดด้วยซ้ำ วิลกับเคลอยากรู้เหลือเกิน ว่าอะไรเปลี่ยนใจบิดาที่ชอบป่าไม้ให้พาพวกเขาหนีออกไปอยู่ในเมืองกัน

พวกเขาจะต้องหาคำตอบให้จงได้

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-10-2019 09:30:59 โดย noonaaRP »

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa

(ต่อ)

๑๖ ปีก่อน

อาจเป็นเพราะรูปร่างหน้าตาของเคลวินน์ดูสะอาดสะอ้านกว่าแต่ก่อนมาก ทำให้แวนกัสรู้สึกภาคภูมิใจในฝีมือของตัวเองอยู่ไม่น้อย ผิดกันกับผู้ที่ถูกจับล้างเนื้อล้างตัว มันก้มลงดอมดมที่ผมตัวเองฟุดฟิดอยู่ตลอด ก่อนจะยกผมยาวของตัวเองมาจับสัมผัส

“นายคงไม่คิดว่าผมตัวเองจะนุ่มขนาดนั้นล่ะสิ”

เคลวินน์ยิ้มจนเห็นเขี้ยวยาว “หอม เหมือน แฟนเกิซ”

“อาใช่ ก็เราใช้แชมพูยี่ห้อเดียวกันนี่นา”

“แต่ แฟนเกิซ น่ากิน กว่า”

“หืม อะไรนะ” ชายหนุ่มกอดอก รู้สึกถึงความร้อนผะผ่าวที่แก้ม

ยังไงก็ยังไม่ชิน ยามที่นิ้วใหญ่เอื้อมมาจิ้มจมูกเขาแสดงถึงความเอ็นดู “แฟนเกิซ ดี ที่สุด”

“นายเป็นปิศาจที่ปากหวานที่สุดเลยนะ”

“ปาก หวาน” มันเอียงคอ

“ขี้เกียจอธิบายแล้ว ไปหาอะไรกินกันเถอะ” มนุษย์น้อยปัดสีหน้าเขินที่ถูกชมทิ้งไป แล้วเปลี่ยนเรื่องด้วยการเก็บข้าวของใส่ถุงผ้าเดินกลับไปยังที่บ้านพัก โดยมีเจ้าตัวใหญ่เดินตามหลังต้อยไม่ยอมห่าง ระหว่างทาง แวนกัสแอบเห็นเจ้ายักษ์ร้ายแวะหยุดดูต้นไม้ที่มีรอยหัก ตั้งใจจะปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่ในเวลาส่วนตัวสักครู่ หากทว่าเห็นวิธีการที่เคลวินน์ทำกับเจ้าต้นไม้นั้นเสียก่อน

อสูรกายยักษ์ใหญ่ค้อมลงต่ำ จับปอยผมม้วนรอบที่บริเวณกิ่งไม้นั้น ครู่เดียวก็เกิดแสงเรืองรองขึ้นมาฉับพลัน กิ่งที่หักก็ต่อติดได้ดังเดิมราวเสกมนต์ แวนกัสเบิกตาด้วยความทึ่ง แล้วยกกำไลข้อมือที่ตัวเองใส่ขึ้นมาดูครู่หนึ่ง

“จริงด้วย เหมือนเส้นผมของเคลวินน์” ชายหนุ่มลูบมันอยู่เช่นนั้น ขณะมองยักษ์ที่เสร็จกิจก็ยิ้มแฉ่ง วิ่งไม่สนขนาดตัวของตนเองด้วยรอยยิ้มสดใสปรี่มาหาเขาราวกับสัตว์เลี้ยงแสนอ้อน แวนกัสเองก็เพิ่งทราบ ว่าที่เขาไม่มีอาการเจ็บป่วยที่เคยเป็นอยู่ก่อนหน้า ก็เพราะเส้นผมของเคลวินน์นี่เอง

“นายเท่จัง”

“เท่” มันโพล่ง

“ใช่ นายช่วยเหลือต้นไม้ นายดูแลป่านี้ทั้งหมดเลยงั้นเหรอ”

“ไม่” เคลวินน์ส่ายหน้า “ไม่ได้ ดูแล”

“อ้าว แล้วทำไมนายถึงต้องทำ มีใครสั่งให้นายทำด้วยงั้นเหรอ”

“บ้าน ต้อง รักษา”

“อ้อ” แวนกัสดีดนิ้วเข้าใจ “ที่นายทำไม่ใช่หน้าที่ แต่เพราะอาศัยอยู่ที่นี่นายก็เลยดูแลเพราะมันคือบ้านของนาย ฉันนี่มันโง่จริง ๆ คนเรามีบ้านก็ต้องคอยทำความสะอาดเช็ดถูตลอดเหมือนกัน ฉันพูดถูกมั้ย ถ้าถูกก็มาไฮไฟว์กันหน่อยสิ” ชายหนุ่มยกมือให้แตะ เจ้ายักษ์ทำหน้างงเสียแวนกัสเริ่มรู้สึกว่ามีมุมน่ารักเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยแล้ว ชายหนุ่มคลี่ยิ้มขัน จับมือหนาของเคลวินน์มาแปะตอบตัวเอง “แบบนี้ไง”

“แบบนี้ ไฮฟาบฟ์”

“ฉันล่ะชอบสำเนียงนายจริง ๆ” แวนกัสส่ายหน้า

“ข้า ก็ชอบ แฟนเกิซ ที่สุด”

“ชอบฉันตรงไหนล่ะ ตอบได้รึเปล่า”

ผู้ถูกถามพยักหน้า “พูดกับข้า รู้เรื่อง”

“ฮ่า...” คนฟังหัวเราะ “หรือฉันจะเป็นบ้า ถึงพูดจากับนายรู้เรื่อง”

“ไม่ แฟนเกิซเก่ง ข้ารัก แฟนเกิซ!” แวนกัสรู้สึกเหมือนกำลังถูกลวนลามทางสายตามากกว่าการถูกแตะต้อง หลังจากที่เจ้านี่พูดออกมาอย่างหน้าตาเฉยแล้วนั้นก็เอื้อมมาแตะที่ตัวของเขา ด้วยฝ่ามือที่วางไว้บริเวณสะโพก ไม่ได้ลูบคลำ ไม่ได้ตั้งใจจับต้องไปมากกว่าวางไว้เช่นนั้น แต่แวนกัสกลับรู้สึกประหลาดและรับรู้ว่าที่มันกำลังกล่าวนั้นเหมือนจะเอาจริง

ชายหนุ่มอึกอัก “น..นายพูดอะไร เข้าใจรึไงว่ารักคืออะไร”

“เข้าใจ!”

“เข้าใจอะไรของนาย”

“แฟนกัส จับคู่ กับข้า”

“หา...” ชายหนุ่มย้อน “นายพูดอะไรของนาย”

“ข้า รัก แฟนเกิซ”

“เดี๋ยว...” แวนกัสยกมือปราม “มันคนละประเด็นนะ ฉันว่านายอาจจะเข้าใจผิด ฉันเป็นผู้ชายนะโอเค๊ เราสองคนรักกันไม่ได้ แล้วฉันก็ไม่ได้อยากจับคู่กับนายเลยด้วย เราเป็นได้แค่เพื่อนกันนะเข้าใจมั้ย”

“เข้าใจ”

“ดีมาก”

“จับคู่ กับข้า”

“ไม่ ก็บอกแล้วไงว่าฉันเป็นผู้ชายเข้าใจมั้ย”

“เข้าใจ” มันพยักหน้า แล้วยิ้มกว้าง “จับคู่ กับข้า”

“อ๊ากกกก ไอ้ยักษ์บ้า พูดไม่รู้เรื่องรึไง ฉันไม่มีทางจับคู่กับนายโอเค๊”

“โอเค จับคู่กัน” เคลวินน์ยิ้มเผล่เดินตามต้อย

แวนกัสทึ้งหัวตัวเองเดินหนีเข้ามาในบ้าน ปล่อยให้เจ้ายักษ์หัวดื้อยืนเก้กังรออยู่ข้างนอกเช่นนั้นพักหนึ่งอย่างตั้งใจจะเอาคืน ข้อหาพูดจาไม่รู้เรื่อง แต่แล้วอาจเป็นเพราะนิสัยขี้ใจอ่อน แวนกัสลุกไปหยิบข้าวของที่เตรียมไว้พักใหญ่ก่อนหน้านั้นมาถือ เดินซังกะตายออกไป เคลวินน์ยังคงสดใสวิ่งมาหาเขาดังเก่า ไม่รู้ว่าตัวเองได้สร้างความปวดประสาทแก่แวนกัสเท่าไร

“น้ำชา น้ำชา”

“จำได้ด้วยเหรอ” แวนกัสถามขณะปูเสื่อ อดจะยิ้มทั้งที่หงุดหงิดไม่ได้ ชายหนุ่มเปิดกล่องสเต๊กแซลมอนไปวางไว้ให้อีกฝ่าย ก่อนจะตบที่เสื่อเรียกให้เคลวินน์มานั่งด้วยกัน เจ้ายักษ์เอียงคอ ค่อย ๆ คลานมาทรุดนั่งแล้วมีสีหน้าชอบใจกับความอ่อนนุ่ม มันกระโดดดึ๋งบนเสื่อจนเศษผ้าที่ปกปิดแทบจะปลิวหายไปจากเอว

“นายเอานี่ไปคลุมสิ” ผ้าขนหนูผืนเก่าที่เขาเคยใช้ ชายหนุ่มยื่นให้ แต่ที่ทำให้แวนกัสตกใจคือเจ้ายักษ์เจ้าเล่ห์มันหยิบขึ้นไปสูดดมต่อหน้าต่อตาเขา “อ๊ะ ห้ามทำแบบนั้น นายจะเลิกคุกคามทางเพศฉันเมื่อไหร่น่ะหา!”

“หอม”

ทั้งที่โดนดุแต่เคลวินน์กลับลอยหน้าลอยตา มันไม่ได้กลัวชายหนุ่มจริง ๆ ด้วย บางทีชายหนุ่มก็คิดว่าเจ้ายักษ์ร้ายนี่อาจไม่ประสีประสาแท้ก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้นแวนกัสก็ไม่ได้มองในแง่ร้าย ชายหนุ่มไม่ใช่คนอ่อนต่อโลกถึงขนาดจะมองอะไรไม่ออก คิดแล้วก็ยกยิ้ม ยามเคลวินน์หยิบชิ้นปลาขึ้นกัดอย่างเต็มปากเต็มคำจนเลอะแก้ม ท่าทางของมันแลดูอร่อยจนคนทำอดภูมิใจไม่ได้

“ถึงนายจะแข็งแรงกว่าฉัน กินอะไรก็ไม่เจ็บไม่ป่วย แล้วนายก็กินของพวกนั้นมาตั้งแต่นายจำความได้ แต่อย่างน้อยเวลาอยู่ต่อหน้าฉัน นายก็อย่ากินพวกมันเลยนะ สัตว์พวกนั้นไม่เหมาะสำหรับเป็นอาหารหรอก”

“ดี ปลาดี” เคลวินน์แทบจะพ่นเนื้อปลาออกมาใส่หน้าแวนกัสอยู่แล้ว

“นี่ เวลากินใครเขาอ้าปากพูดกัน”

“อ้า...”

“ก็บอกว่าไม่ให้ทำไง นายอายุสองร้อยกว่าปีจริงมั้ยเนี่ย”

“จริง”

“เอ หรือว่านายยังไม่โตเต็มวัย สายพันธุ์ของนายอายุเท่าไหร่ถึงเป็นหนุ่มเต็มตัวกันนะ”

“ข้า โตแล้ว” ไม่ว่าเปล่า มันยกผ้าขนหนูที่ควรวางคลุมตักขึ้นมาให้เห็น

“อ๊าก! ฉันเชื่อแล้ว วางลงเถอะวางลง” แวนกัสเอามือปิดหน้าตัวเองอย่างตกใจ ไม่ใช่ว่ายกขึ้นแล้วชายหนุ่มจะไม่เห็น คนถูกแกล้งหน้าร้อนผ่าว ผิดกันกับเคลวินน์ที่หัวเราะคิกคักพอใจ มันกินมูมมามสมกับความอยาก ครู่เดียวก็นั่งเรอเอิ้กใหญ่ แล้วก้มลงมองที่มือเปื้อน ๆ ของตัวเอง “ไม่ดี สกปรก!”

“ใช่ นายควรล้างมือทุกครั้งนะรู้มั้ย”

“ไม่สะอาด แฟนเกิซ ไม่รัก” มันยิ้มเผล่

“ฉันจะพูดกับนายยังไงดีวะ ฉันไม่ชอบ ผู้ชายด้วยกัน โอเค๊”

“โอเค” เคลวินน์ตอบจริงจังด้วยการยกนิ้วชี้แตะปลายนิ้วโป้งอย่างที่แวนกัสทำ และดูท่าทางคราวนี้เหมือนเจ้าตัวจะเข้าใจ หากทว่าเหมือนหางตาของเจ้ายักษ์ใหญ่ไปเจอะกับอะไรเข้า มันเดินไปค้อมตัวดอมดมดอกไม้ป่าที่ขึ้นริมธาร แวนกัสแปลกใจ เป็นภาพที่แลดูเหนือจินตนาการอีกขั้นหนึ่งก็ว่าได้ ยักษ์ตัวใหญ่รูปงาม ผมเงินยาวกำลังปลิวไสวตามแรงลม ก้มงุดลงดอมดมดอกไม้

ขนอันสั้นของเคลวินน์สีน้ำตาล อาจเป็นเพราะเจ้านี่ทำให้กลิ่นของอีกฝ่ายมีความสาบสางเหมือนสัตว์ป่า แต่เมื่อได้ทำความสะอาดแล้ว มันเงาและดูสวยงามน่าลูบประหลาด

นี่เขา...นึกอยากลูบขนยักษ์อย่างนั้นหรือ แวนกัสหลุบตามองตักเมื่อถูกจับได้ว่ากำลังมอง เคลวินน์ฉีกยิ้มจนเห็นเขี้ยวทั้งสอง มันเด็ดยอดดอกไม้เล็ก ๆ นั้นมุ่งตรงมายื่นให้อย่างเคย “ให้ แฟนเกิซ”

“ให้ทำไม” คนรับมาถือแปลกใจ

“ขอบคุณ”

แวนกัสถึงกับยิ้มออก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดขึ้นมา “อา นายนี่น่ารักเป็นบ้า”

“จับคู่ กับข้า”

“ฉันกำลังจะอารมณ์ดีอยู่แล้วเชียว ไอ้ยักษ์บ้า”

“แฟนเกิซบ้า”

“นี่นายว่าฉันเรอะ!”

“ฮิฮิ” อีกนานเท่าไรไม่รู้ที่แวนกัสจะเคยชินกับการถูกเอื้อมมาจิ้มที่ปลายจมูก ก็คงจะเป็นเร็ว ๆ นี้กระมัง ชายหนุ่มคิดด้วยร้อยยิ้มพราว ยามเอื้อมไปแตะกับอีกฝ่ายตอบกลับไปบ้าง เจ้ายักษ์ค้อมหัวมารับ ให้ชายหนุ่มได้รับรู้ว่าสองเขาที่ตีนผมนั้นใหญ่ไม่หยอก ด้วยความอยากรู้อยากเห็น มือยาวจึงเคลื่อนไปแตะ สัมผัสดูว่ามันแข็งแรงถึงเพียงไหน

เจ้ายักษ์เข่าทรุดขึ้นมาเสียเฉย ๆ มันเอียงคอรับสัมผัสของเขาเงียบเชียบเท่านั้น

“อะไร นายเป็นอะไร”

“ดี”

“เมื่อกี้นายคราง นายรู้สึกด้วยเหรอ” คนถามผละมือออก กลับกันที่ถูกเจ้ายักษ์จับมือไปลูบใหม่

“เอาอีก”

“ไม่เอา มันแปลก”

“แฟนเกิซ ชอบ เขา ของข้า”

“ไม่ได้ชอบ นายพูดเรื่องอะไรของนายน่ะหา!”

“แฟนเกิซ ชอบ เรา จับคู่” คนฟังเบิกตา เมื่อเห็นอะไรภายใต้ผ้าเตี่ยวโผล่ขึ้นมาเป็นรูปร่างยาวเหยียด มันใหญ่ยิ่งกว่าท่อนแขนของเขา ทั้งที่ก่อนหน้าเคลวินน์ไม่ได้มีอาการเช่นนี้ ร่างโปร่งถูกตะครุบให้นอนหงายบนอยู่เสื่อที่ยังไม่ได้จัดเก็บจานชามหรือเศษอาหาร ใบหน้าของเคลวินน์ฟุบลงที่เป้ากางเกงของชายหนุ่ม ดอมดมสำรวจ และกำลังงับบางอย่างในนั้นจนแวนกัสสะดุ้ง

“เฮือก นาย!"”

นึกเข้าใจขึ้นมาแล้วว่าไอ้การจับคู่ที่เคลวินน์กล่าวอยู่บ่อยครั้งนั้น หมายความว่าอย่างไร มันไม่ใช่การขอแต่งงานหรือขอใช้ชีวิตร่วมกันอย่างคนรัก ที่เคลวินน์พูดมาตลอดทั้งวันนั้น มันก็แค่อยากจะขอมีอะไรกับเขาอย่างเดียวด้วยสัญชาตญาณของสัตว์เท่านั้นเอง

“หยุด เคลวินน์”

“แฟนเกิซ ลูบ เขาข้า” เจ้ายักษ์ตัวใหญ่กั้นอาณาเขตไม่ยอมให้แวนกัสหนีไปได้ด้วยลำแขน ชายหนุ่มตาเหลือกเท่าไข่ห่าน ไม่เข้าใจว่าตัวเองมาตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ได้อย่างไร มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่

“เคลวินน์ ถ้านายชอบฉันจะลูบเขาให้นายอีกก็ได้ ปล่อยฉันก่อน”

มันส่ายหน้า “จับคู่”

“ไม่ ก็บอกว่าไม่ไง” ชายหนุ่มเสียงดัง

“แต่ แฟนเกิซ ลูบ เขาข้า!”

“ลูบแล้วมันยังไงเล่า ก็แค่ลูบเขาเองมันจะเป็นไร ถอยไป!”

เสียงเคลวินน์ต่ำลง “ต้อง จับคู่”

“นายพูดไม่รู้เรื่องรึไง ฉันไม่มีทางจับคู่กับนายเข้าใจมั้ย ถอยไป!” เจ้ายักษ์ถอยกรูดเพราะแรงผลัก อาจไม่ใช่ว่าแวนกัสแข็งแรง แต่ฝ่ายมันต่างหากที่ยอมปล่อยชายหนุ่มออกจากเงื้อมมือทันทีที่รู้ว่าชายหนุ่มกำลังไม่พอใจ เมื่อได้อิสระแล้วแวนกัสก็ลุกขึ้นยืนอย่างนึกโมโห “ขืนนายยังเอาแต่คิดจะจับคู่กับฉันโดยไม่สนใจอะไรเลย ฉันจะไม่ออกมาเจอนายอีก แล้วฉันก็จะไปจากที่นี่เพราะนายทำตัวน่ารำคาญ เข้าใจมั้ย”

“แต่...”

“ปล่อย ห้ามมาแตะตัวฉันอีก”

“ข้า...”

“นายล้ำเส้นเกินไปแล้วนะ!”

แวนกัสถอยออกห่างไม่ยอมให้จับอย่างเอาจริง คิดว่าควรเด็ดขาดกับเจ้ายักษ์ตรงหน้า ดูเหมือนเคลวินน์จะซึมลงไปทันทีที่เขาใช้เสียงดัง และเว้นระยะห่าง ไหล่ของมันตกและเงียบเสียงไป ระหว่างที่จ้องตากัน แวนกัสได้ยินเหมือนเสียงรถยนต์ของเชนอยู่ที่หน้าบ้านพักพอดี จึงไม่ทันได้พูดคุยอะไรต่อให้เข้าใจ หยิบจับข้าวของแล้วย่ำเดินออกมาเลย ได้ยินเสียงของเคลวินน์เรียกอยู่เบา ๆ

“แฟน..”

“ไม่ต้องตามฉันมา อย่ามากวนฉันตอนรับแขก”

นั่นแหละ คือคำสุดท้ายที่เขาพูดกับเคลวินน์ และเพราะเชนมาเยี่ยม ชายหนุ่มจึงต้องคอยเอาใจใส่เพื่อนจนลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองเคืองใจเจ้ายักษ์ร้ายถึงเพียงไหนที่ถูกจู่โจม ใช่...วินาทีนั้นแวนกัสคิดว่าตัวเองจะไม่รอด แต่แล้วเมื่อใจเย็นลง ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าบางทีตัวเองอาจมีส่วนผิดที่ทำให้เคลวินน์เข้าใจผิดไปก็ได้

หรือไอ้การลูบเขาของยักษ์มันจะมีความหมายแฝง ชายหนุ่มครุ่นคิด พลิกตัวนอนหงายในเวลารุ่งสาง ได้ยินเหมือนฝีเท้าของเคลวินน์อยู่แถวหน้าต่าง เดินไปดูดอกไม้ที่ถูกวางทิ้งไว้แล้วก็มุ่นคิ้ว ชะเง้อออกไปก็ไร้ร่างใหญ่ของอีกฝ่ายแล้ว

สามสี่วันแล้วที่เคลวินน์ยอมทำตามคำสั่ง ไม่เดินมากวนเขากับเชน หายไปเหมือนไม่มีตัวตน หลงเหลือไว้เพียงดอกไม้ป่าที่ยังคงวางอยู่ริมหน้าต่าง ยืนยันกับแวนกัสว่าอีกฝ่ายนั้นยังคงอยู่แถวนี้ และยังคงยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ตลอด

แวนกัสไม่อยากคิดเลย ว่าดอกไม้พวกนี้ที่เคลวินน์หามาให้ จะมีความหมายอยู่ด้วย

แล้วมันคงไม่ได้หมายความว่าอยากจับคู่กับเขาหรอกนะ ไอ้ยักษ์หื่น



--------------------------------------------------

ทุกคนอ่านแล้วคงเข้าใจความหมายของการลูบเขาพี่ยักษ์แล้วแหละ

ทำไงอะ ช่วยด้วยน้องผิดผีแต่ไม่รับผิดชอบพี่ยักษ์ ทำพี่ยักษ์ระทวยแบบไม่รู้ตัว อิอิ

อธิบายว่าเขาพี่ยักษ์ก็คือใหญ่ ยาว แข็งแรง เอาไว้อวดสาว ความสำคัญของมันไม่ได้มีแค่นั้นนะคะ ถ้าให้เปรียบกับร่างกายผู้หญิงก็คือเหมือนหัวนมค่ะ 5555 มันสามารถกระตุ้นอารมณ์ทางเพศเวลาโดนลูบได้ ละอิคนน้องก็มือบอนไง 5555

ขอโทษที่หายไปนานนะคะ บ้านเพิ่งเสร็จและย้ายของเรียบร้อย หลังจากนี้คือมีเวลาอัพแล้ว

เจอกันตอนหน้าจ้า

ออฟไลน์ คุณซี

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
แง้เด็กๆได้กลับบ้านแล้ววววว เมื่อไรจะเจอคูมพ่อ

ออฟไลน์ sang som

  • เจ็บจิต!!
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-6
จุดอ่อนไหวอยู่ที่เขาสินะ ผิดผีแล้ว รับผิดชอบด้วย!!!

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa
แง้เด็กๆได้กลับบ้านแล้ววววว เมื่อไรจะเจอคูมพ่อ
อาจเป็นตอนหน้าก็ได้นะคะ อิอิ

ออฟไลน์ PKT

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 184
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
55555แวนโก๊ะจริงด้วยย ตอนนึกชื่อนี้คือตลกมาก จับเขาขนาดนี้แล้ว ต้องช่วยแล้วป่ะะ อิๆ

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa
55555แวนโก๊ะจริงด้วยย ตอนนึกชื่อนี้คือตลกมาก จับเขาขนาดนี้แล้ว ต้องช่วยแล้วป่ะะ อิๆ
รอดูตอนหน้าก่อนนนนน อิอิ

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
 :katai1: รอค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Funnycoco

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 252
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa

ออฟไลน์ Fuzz

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 118
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
อยากให้เจอคุณพ่อแง้ววว

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa
อยากให้เจอคุณพ่อแง้ววว
แน่ใจหรอว่ายังไม่ได้เจอ อิอิ

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa

#ดอกไม้ป่าที่ริมหน้าต่าง

ตอนที่ 8

เสียงเปาะแปะจากด้านนอกทำเอาคนสวมหูฟังต้องผละหันไปยังด้านหลัง วิคเตอร์ผุดลุกจากโต๊ะหนังสือเดินวนไปแหวกผ้าม่านออกดู น่าแปลกที่เห็นเป็นเคลกับน้องชายกำลังยืนแหงนหน้า กวักมือเรียกชายหนุ่มให้ลงไปหา หรือไม่ก็ขอขึ้นมาด้านบนด้วย

ทำไมเหยื่อถึงได้เสนอตัวมาถึงที่กันได้เสียเล่า วิคเตอร์คิดแล้วยิ้ม เดินกึ่งวิ่งตั้งใจไปเปิดประตูหาด้านล่าง ระหว่างทางเจอเข้ากับป้ามีญ่า “อ้าว จะออกไปไหนเสียล่ะวิค”

“เปล่าฮะ ผมนัดกับเคลไว้”

“เคล” นางย้อน

“ลูกของคุณแวนกัสที่ย้ายมาเมื่อวันก่อนไงฮะ”

คนฟังยิ้มกว้าง “หลานสนิทกับพวกเขาไวดีนี่ ว่าง ๆ ชวนมาเล่นที่บ้านสิ”

“ได้ฮะ” คนขานรับรีบตอบแล้วเปิดประตู

“ดูแลตัวเองด้วยล่ะ อย่าชวนกันซนนัก”

“ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ” เสียงไล่หลังด้วยความห่วงใยของป้ามีญ่าทำเอาชายหนุ่มยิ้มขัน รีบก้าวเท้าวนออกไปยังหลังบ้านบริเวณที่เคลกับน้องชายรออยู่ ไปถึง วิคเตอร์รู้สึกแปลกใจกับสองพี่น้องนี้ที่แลดูเหมือนเป็นแฝดเสียมากกว่า หรือจะเป็นวิล “ไงเคล นั่นวิลใช่มั้ย วันนี้เขาดูตัวเล็กลงนะ”

“ไม่ใช่ นี่ไคล์ต่างหาก เขาก็เป็นแฝดของฉัน”

“แฝดเหรอ พวกนายมีแฝดกี่คนกันเนี่ย”

“สี่คน นายยังไม่ได้เจอกับไวน์ เดี๋ยวคงได้เจอ”

คนฟังส่ายหน้า “ฉันว่าเข้าเรื่องเลยดีกว่า พวกนายมาหาฉันมีเรื่องอะไร”

“นายอยากไปเที่ยวบ้านพวกฉันมั้ย”

คนฟังแปลกใจ “เที่ยวบ้านนาย หมายถึงกระท่อมหลังนั้นน่ะเหรอ”

“เย็นนี้เรามีปาร์ตี้ ถ้านายอยากไปก็ไปได้เลย” เคลบอก

“แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ”

“คนอื่น” ไคล์รีบแทรก แล้วส่ายหน้า “เราไม่ได้ชวนคนอื่น”

“ฮะ!”

“เราหมายถึง เรารู้จักแค่นาย ก็เลยมาชวนแค่นายน่ะ” เคลรีบว่า “แล้วตกลงนายจะมามั้ย ฉันจะไปบอกปะป๊าว่านายจะมา เราจะเตรียมมื้อเย็นเผื่อ นายไม่คิดว่านี่จะเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้รู้จักกันมากขึ้นเหรอ” เคลถามด้วยรอยยิ้มพราวและยังไม่ทิ้งลายหน้าตาซื่อบื้อ

วิคเตอร์กอดอก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน แต่สิ่งที่พูดก็ไม่เลว ชายหนุ่มจะหาเวลาเหมาะเจาะที่ไหนเท่าตอนนี้อีกเล่า กับการตีสนิทเข้าหาแวนกัส คิดแล้ววิคเตอร์ก็ยกยิ้มขึ้น “ตกลง ทำไมจะไม่ไปล่ะพวกนายมาชวนขนาดนี้ ว่าแต่...พวกนายรู้จักบ้านฉันได้ยังไง”

“เรื่องนั้น”

“ก็นั่นไง จักรยานของนาย” ไคล์ยื่นปากไปยังอีกฝั่ง

“แล้วพวกนายรู้ได้ยังไงว่านั่นจักรยานของฉัน ไหนจะห้องข้างบนอีก”

สองพี่น้องมองหน้ากัน “ฉันว่า พวกเราหายมานานแล้ว เดี๋ยวปะป๊าถามหา”

“เฮ้ เดี๋ยว...”

“เจอกันตอนเย็นนะพวก” ว่าแล้วเคลก็รีบออกตัววิ่ง ขืนอยู่ต่อมีหวังได้หลุดปากออกไปแน่ว่าพวกเขาแอบมองแล้วก็สืบดูอยู่ตลอดว่าวิคเตอร์ทำอะไรที่ไหนบ้าง ตั้งแต่เจอของน่าสงสัยในถ้ำใต้ต้นไม้ ทั้งสี่ก็พากันแอบมาวิ่งเล่นและใช้ที่นั่นเป็นฐานลับกัน รวมถึง มีจุดมุ่งหมายคือการสอบถามป้ามีญ่าด้วยว่าสมัยสิบหกปีก่อนนั้น แวนกัสทำตัวอย่างไร แต่ก่อนจะได้พูดคุยกับนาง

พวกเขาต้องตีสนิทกับวิคเตอร์ก่อน

กลับมาถึงบ้าน เคลก็ไปนั่งรวมกับพี่น้อง บอกเล่าว่าวิคเตอร์ยอมมาที่บ้านตามแผน ท่าทางการซุบซิบพูดจานั้นอยู่ในสายตาของแวนกัสอยู่ตลอด ชายหนุ่มกระแอม เรียกให้ทั้งสี่ต้องรีบผละออกจากกัน แลดูมีพิรุธกันที่สุด คิดแล้วผู้เป็นพ่อก็เดินวนไปทรุดนั่งร่วมวงด้วย “พวกลูกกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่”

“อ๋อ” เคลรีบออกตัว “พวกเราชวนวิคเตอร์มาที่บ้านฮะ ปะป๊าช่วยทำสเต็กเนื้อเผื่อเขาทีได้มั้ย”

“วิคเตอร์ หลานป้ามีญ่าน่ะเหรอ” แวนกัสหรี่ตา “พวกลูกไปสนิทกันตอนไหน”

“เราบังเอิญเจอเขาที่ธารหลังบ้าน เลยได้ทักทายกัน เขาคุยสนุกดี”

“พวกลูกไม่กลัวเขาจะเห็นวิลรึไง”

วิลยักไหล่ “ผมซ่อนตัวก็ได้ฮะ”

“แต่เคลบอกไปแล้วว่าเราเป็นแฝดสี่ ถ้าวิลหายตัวไปไม่ผิดสังเกตแย่เหรอ” ไคล์รีบแย้ง

“คงไม่เป็นไร วิคเตอร์เคยเห็นผมแล้วฮะ” วิลว่า “เขาเข้าใจว่าผมค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร”

“เอางั้นเหรอ” แวนกัสมองลูกชายคนโตอย่างไม่ค่อยไว้ใจ

“เราย้ายมาอยู่ที่นี่ เรามีเพื่อนได้ใช่มั้ยฮะ”

คำถามของลูกชายทำเอาแวนกัสรู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาทันใด อดคิดไม่ได้ว่าที่ทุกคนต้องสูญเสียชีวิตวัยรุ่นไปเป็นเพราะตนเองไม่ยอมบอกความจริงกับลูก ความรู้สึกผิดเล่นงานชายหนุ่มทันทีทันใด “งั้นก็ได้ ลูกสามารถมีเพื่อนกันได้เท่าที่อยากมี เราจะอยู่ที่นี่อย่างน้อยก็สองสามปี จนกว่าไอ้วิดีโอที่แพร่อยู่บนอินเตอร์เน็ตนั่นจะถูกลืมไป หรือจนกว่าทุกคนจะมองเรื่องนั้นว่าเป็นเรื่องไร้สาระหลอกลวง”

“ผมอยากอยู่ที่นี่ตลอดไป” วิลออกความเห็น

“ทำไมลูกพูดอย่างนั้นล่ะ”

“ไม่รู้เหมือนกันฮะ” ลูกชายคนโตตอบด้วยเสียงอ่อนลง “เหมือนที่นี่เป็นสิ่งที่ผมรอคอยมาทั้งชีวิต”

“วิล ลูกแค่กำลังเห่อเท่านั้นเอง พ่อก็เคยเป็น ไม่นานลูกก็เบื่อแล้ว”

“ไม่จริงฮะ ผมไม่เคยเบื่อเลย ผมอยากอยู่ที่นี่จริง ๆ” คนกล่าวก้มหน้าลง “ผมรู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน”

พี่น้องทุกคนเงียบไป อาจเป็นเพราะคำพูดที่อยากเอ่ยออกไปวิลทำให้ทั้งหมดแล้ว ผู้ฟังอย่างบิดารู้สึกใจหาย ทำได้เพียงขยับไปนั่งข้าง สวมกอดทั้งสี่ในความเงียบงันเท่านั้นเอง “พ่อขอโทษที่ทำให้ลูกคิดแบบนั้น” แวนกัสกล่าวเสียงเบา ไม่รู้เขาขอโทษทำไม รู้เพียงว่าควรพูดอะไรออกไปบ้างให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดไปมากกว่านี้

ขอโทษ ที่ช่วงชิงชีวิตของพวกเขา ขอโทษ ที่เห็นแก่ตัวห่วงเพียงแค่ความรู้สึกของตัวเอง

ขอโทษ ที่ไม่เคยเล่าความจริงอะไรให้ฟัง ขอโทษ ที่ไม่เคยทำหน้าที่พ่อที่ดีอย่างที่ควร

“ปะป๊าทำดีที่สุดแล้วฮะ” คำปลอบโยนของลูกชาย ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกมีความหวัง แวนกัสยกยิ้ม ขยี้หัวคนกล่าวอยู่สองสามที ไม่อยากร้องไห้หรือแสดงความอ่อนแอให้เด็ก ๆ เห็นไปมากกว่านี้ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ปล่อยให้ทั้งสี่อยู่ด้วยกันต่อ แล้วเดินแยกออกไปทำธุระส่วนตัวในห้องครั้วอีกฝั่ง

ครั้นร่างของบิดาห่างออกไปแล้ว เป็นไคล์ที่เริ่มกระซิบกระซาบ “ฉันว่าปะป๊ามีเรื่องปิดบังเราจริง ๆ”

“เห็นด้วย”

“เขาดูเศร้าที่เล่าให้เราฟังไม่ได้” เคลมุ่นคิ้ว “เราพักเรื่องนี้กันก่อนดีมั้ย ฉันไม่อยากเห็นปะป๊าเศร้าเลย ยิ่งเราพูดเรื่องอดีตเท่าไหร่ ปะป๊าก็ยิ่งดูเศร้ามากขึ้นเท่านั้น มันจะดีจริง ๆ เหรอถ้าเราได้รู้ความจริง”

“ฉันว่าที่ปะป๊าไม่ยอมบอก ก็คงเพราะปกป้องเรา” วิลว่า

“งั้นเราจะสืบหาความจริงกันทำไม แกล้งไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปไม่ได้เหรอ”

“เพราะเราจะเป็นฝ่ายปกป้องปะป๊าบ้างยังไงล่ะ”

เคลงุดหน้ามองตักตัวเอง “แน่ใจนะ ว่านี่คือการปกป้องปะป๊า ไม่ใช่ทำร้าย”

“ฉันไม่อยากให้ปะป๊าจมอยู่กับอดีต”

“ฉันเข้าใจเคลนะ นายคงกลัวว่าถ้าปะป๊าโดนสะกิดแผลเก่า ปะป๊าจะเจ็บปวด” ไวน์ลูบบ่าน้อง

“ฉันเข้าใจนายนะเคล” วิลออกความเห็น “แต่เรื่องนี้เราจำเป็นต้องรู้ ถ้าไม่อยากให้ปะป๊าเจ็บปวด เราก็แกล้งไม่รู้ในสิ่งที่ปะป๊าปกปิดก็ได้นี่นา ฉันว่าอาจจะมีวันที่เขาพร้อมเล่าให้เราฟังก็ได้ ว่าสุดท้ายแล้วพวกเราคือใคร ทำไมเราถึงไม่เหมือนมนุษย์คนอื่น รวมถึง ทำไมเขาถึงได้ไปอาศัยอยู่ในโพรงไม้นั่น เขาอยู่กับใคร แล้วทำไมถึงปกปิดที่มาที่ไปของพวกเราด้วย”

“ฉันไม่อยากรู้ความจริงเลย” เคลส่ายหน้า “ฉันกลัวว่าฉันจะไม่ใช่ลูกปะป๊า ถ้าเราเป็นลูกคนอื่นจะทำยังไงล่ะ ฉันรักปะป๊าแล้ว ฉันไม่อยากตัดใจจากเขานี่นา”

“ไม่เห็นต้องทำอย่างนั้นเลย เราเป็นลูกเขา ฉันเชื่อว่าเราเป็นลูกของเขานั่นแหละ”

แต่กับใครกันล่ะ กับมารดาที่อยู่ในรูปใบนั้นน่ะหรือ วิลครุ่นคิดแล้วก็ลูบบ่าน้องเล็กที่ตัวไม่เล็กเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะเห็นว่าน้องชายพากันทำหน้าซึมลงไป เด็กหนุ่มก็ผุดลุกขึ้นยืนเปลี่ยนเรื่อง “เราออกไปวิ่งเล่นข้างนอกกันมั้ย เลิกทำหน้าซังกะตายแบบนั้นเถอะน่า”

ไคล์พยักหน้า “ดีเหมือนกัน ฉันอยากไปที่น้ำตกอีก ไปฐานลับของเรากัน”

“ไปเถอะ เผื่อจะเจอข้อมูลอะไรเพิ่ม”

“ไปเคล โถ่...เลิกทำหน้าเป็นหมาหงอยได้แล้วพวก” วิลหัวเราะ โยกหัวคนตัวโตเท่า

“ใครถึงคนสุดท้ายวันนี้ล้างจานนะ”

เคลเบิกตา วันนี้มีปาร์ตี้ คงมีจานพะเนินเทินทึกให้เขาล้างหากเด็กหนุ่มแพ้ “งั้นฉันไปล่ะ”

“ได้ไง ขี้โกงนี่นา!” ทั้งสามประสานเสียงกันเมื่อเห็นน้องสุดท้องวิ่งนำไปแล้ว ไม่นานบ้านที่มีเสียงหนุ่ม ๆ ก็เงียบลงไป ไม่เหลือความวุ่นวายในบรรยากาศเหมือนก่อนหน้า

ท่ามกลางเสียงหัวใจและแรงสะอื้นของพ่อที่ยืนเงียบฟังอยู่อีกฝั่งของกำแพง แวนกัสเช็ดน้ำตา ไม่คิดเลยว่าความผิดของตัวเองจะร้ายแรงถึงขนาดทำให้ลูกชายเป็นห่วงกันขนาดนั้น

“เด็ก ๆ พวกนายไม่ได้ซื่อบื้อเหมือนพ่อเลยนี่นา” มือยาวเอื้อมเกาะกำแพงเพราะรู้สึกยืนไม่ไหว เดินกลับออกมาทั้งน้ำตา รับรู้ว่าเหล่าลูกชายนั้นกำลังห่วงและทำเพื่อตนขนาดไหน “ไอ้ยักษ์เลว ทิ้งลูก ๆ ที่น่ารักได้ลงคอ ฉันจะให้พวกเขารู้ยังไงว่าเป็นลูกยักษ์อย่างนาย”

พ่อที่ไม่มีความรับผิดชอบ พ่อที่ทอดทิ้งลูกน้อยอย่างไม่ใยดี ให้เขารออยู่ที่โพรงไม้นั่นอยู่คนเดียวในคืนเบ่งคลอด ชายหนุ่มต่อว่าอีกฝ่ายอยู่ในใจ แต่แล้วแวนกัสก็ชะงักมือที่เช็ดน้ำตา ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเมื่อครู่เขาได้ยิน ว่าเด็ก ๆ เจอโพรงไม้นั่นแล้ว แล้วก็รู้ว่าเขาอยู่ที่นั่นเมื่อสิบหกปีก่อน

“เด็ก ๆ” กลับมาก่อน “รอพ่อด้วย...”

เขาไม่อยากให้หนุ่ม ๆ รู้ความจริงด้วยตัวเอง แวนกัสจะเป็นฝ่ายเล่าทั้งหมด

อีกไม่นาน เหล่าลูกชายก็คงรู้ว่าตัวเองเป็นใครจริง ๆ แน่ และเขาก็ไม่อยากถูกเกลียด คิดแล้วร่างโปร่งก็ผุดลุกขึ้นยืน เช็ดน้ำตา เดินไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมแล้วรีบเดินตามออกไปยังหลังบ้าน โดยไม่รู้ตัวเลยว่า ท่าทางรีบร้อนของตนนั้น อยู่ในสายตาของวิคเตอร์ที่เพิ่งมาถึงพอดิบพอดี

“รีบร้อนไปไหนของเขา” ชายหนุ่มจอดจักรยานของตัวเอง คิดว่าเคลหรือพี่น้องยังคงอยู่ในบ้านก็ตรงไปเคาะประตู หากทว่าทุกอย่างเงียบกริบ ไร้การตอบรับ หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน เห็นแล้วมือใหญ่ก็ลองหมุนลูกบิดเปิดดูด้วยความใคร่ทราบ และน่าแปลกที่มันไม่ได้ล็อกไว้

“มีใครอยู่มั้ย” ชายหนุ่มหยั่งเชิง ชะโงกหน้าเข้าไปด้านใน “เฮ้ เคล นายอยู่ข้างในรึเปล่า วิล...ไคล์...”

ทุกอย่างเงียบกริบ ไม่มีเสียงใครตอบรับ

วิคเตอร์พ่นลมหายใจ จะเป็นอะไรหรือไม่ ถ้าเขาจะลองเข้าไปสำรวจภายในว่ามีความลับอะไรอยู่...

สบโอกาสถึงเพียงนี้แล้ว คงไม่เป็นไรมั้ง

เพราะความรวดเร็วที่มีกันอยู่ทำให้ถึงที่หมายกันได้ภายในไม่กี่นาที เคลมาถึงก่อนพี่ ๆ แล้วกระโดดโลดเต้นดีใจที่วันนี้ชนะ ลืมอารมณ์เศร้าเมื่อก่อนหน้านี้ไปแล้ว ทั้งสามหัวเราะท่าทางนั้นแล้วพากันถอดเสื้อผ้าเพราะอยากเล่นน้ำ ด้วยความที่อยู่กันเฉพาะหนุ่ม ๆ ทำให้ไม่อายในการสวมเพียงชั้นในกันเท่านั้น ไม่นาน ละแวกนี้ก็ได้ยินเสียงเสียงน้ำดังตูมตามกันยกใหญ่

“ดูท่ากระโดดของฉันซะก่อน” วิลปีนอยู่บนรูปปั้นตัวใหญ่ที่นอนแอ้งแม้งจมดินริมตลิ่งไปครึ่งตัว แล้วหมุนตีลังกาลงน้ำ น้อง ๆ เห็นแล้วต่างพากันทำตามเสียยกใหญ่ เอาเสียตะใคร่น้ำที่เกาะหลุดลุ่ยเปลี่ยนมาสะอาดตา

เสียงหัวเราะคิกคักในป่าของทั้งสี่ ทำให้อะไรบางอย่างที่กำลังมองอยู่รู้สึกถึงได้ วิลถอดชั้นในของตัวเองหลังจากพอใจกับการเล่นน้ำจนเหนื่อยแล้ว เอาไปพาดฝากที่หัวรูปปั้นหินตัวนั้น “ขอตากกางเกงในหน่อยน้า เดี๋ยวมาเอาคืน”

“วิล นายอยากขึ้นไปดูวิวข้างบนกับเรามั้ย” พี่น้องทั้งสามชี้ที่ยอดต้นไม้ใหญ่

“ไม่ล่ะ ฉันขอนอนพักอยู่ตรงนี้ก่อน”

“เดี๋ยวเรากลับมานะ”

“โอเค” เด็กหนุ่มยกมือสะบัดไล่แล้วเอนหลังพิงโคนต้นไม้ใหญ่ แหงนมองออกไปเห็นท้องฟ้ากำลังมีเมฆครึ้มแล้วนึกถึงประโยคในหนังสือบุตรของเทพเจ้าที่ว่า บุตรของเทพเจ้านั้นสามารถบันดาลลมและฝน รวมถึงมีอิทธิฤทธิ์ในการรักษาด้วย ทั้งที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะมีพลังอันแรงกล้าจากความดี แต่มีอิทธิฤทธิ์เหมือนเทพ ช่างน่าอิจฉา...

คิดแล้วเด็กหนุ่มก็ยกยิ้ม “อยากเป็นแบบนั้นบ้างจัง ฉันอยากมีพลังทำให้ปะป๊ามีแต่ความสุข”

ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน วิลรู้สึกงัวเงียตื่นเพราะรู้สึกได้ถึงสัมผัสเหนอะหนะของอะไรบางอย่างที่กำลังเลียหน้า ครั้นรู้สึกตัวดี เด็กหนุ่มก็อ้าปากหวอเมื่อเห็นเป็นเจ้ากวางตัวเดิมที่เคยมาหาในความฝันคราวก่อน “นายอีกแล้วเหรอ นายมาได้ยังไง”

“ข้าอยู่กับเจ้าตลอด” เจ้ากวางตาแป๋วตอบ

เด็กหนุ่มลูบขนสีขาวนั้น ยกยิ้มหวาน “นายเป็นเทพเจ้าใช่มั้ย”

“เด็กน้อย เทพเจ้าไม่ปรากฏตัวง่าย ๆ หรอก ยกเว้นในกรณีพิเศษ”

“ฉันเชื่อในเทพเจ้าและพระเจ้านะ อย่ามาโกหกเสียให้ยาก”

“ข้าไม่ได้โกหก” เจ้ากวางเลียหน้าของเด็กหนุ่มเสียหยาดเยิ้ม “ข้าไม่ใช่เทพเจ้า”

“งั้นนายจะให้พรกับฉันได้ยังไง”

เจ้ากวางสบตาวิลวินาทีหนึ่ง กล่าวด้วยเสียงเบาว่า “เพราะเจ้าน่าสงสาร...”

“เดี๋ยวก่อน หมายความว่านายจะให้ฉันเจอแม่จริง ๆ ใช่มั้ย” วิลร้องถาม เมื่อเจ้ากวางที่เขากำลังลูบขนให้หมุนตัวเหมือนตั้งใจจะเดินไปไหนสักที่ “นายตอบได้มั้ยคุณกวาง ว่าพวกเราเป็นอะไร นายมาหาเราเพราะนายรู้ใช่มั้ย”

“เด็กน้อย อีกไม่นานหรอกพวกเจ้าจะรู้คำตอบที่ถามข้าวันนี้ รอก่อน”

“จริงนะ”

“ข้าไม่โกหก”

“ทำไมถึงบอกตอนนี้ไม่ได้” วิลร้องตาม

“เพราะมันผิดกฎ”

“กฎ กฎอะไร...” วิลตั้งใจจะลุกขึ้นเดินตามไป หากทว่าเด็กหนุ่มกลับสะดุ้งตื่นเสียก่อน แปลกใจที่เห็นน้องชายทั้งสามลุมล้อมเขาไว้ หน้าตาต่างฉงนงุนงงกันเป็นแถบ ราวกับเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นมา “พวกนาย...”

“นายโอเคมั้ย พวกเราเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น ตกใจหมดเลย นึกว่าจะนอนจมรากไม้ไปแล้ว”

“พูดเรื่องเหลวไหลอะไรกัน” ทำท่าจะลุกก็รู้สึกเจ็บหนังหัวปลาบขึ้นมา เกิดอะไรขึ้น วิลไม่อาจทราบได้ พยายามจะลุกขึ้นนั่งก็รู้สึกเหมือนมีอะไรฉุดรั้งหนังหัวไว้ ท้ายที่สุดเคลก็บอกเล่าว่า “ก็ดูผมนายสิ ผมนายมีต้นไม้ดอกไม้เกิดเต็มไปหมดแล้ว ขืนพวกเรากลับมาช้ากว่านี้ นายได้กลายเป็นมนุษย์ต้นไม้เดินได้แน่ ฮึบ!”

“เด็ก ๆ ทำอะไรกันอยู่” ขณะช่วยกันถอนต้นไม้เล็ก ๆ ออกจากหัวพี่ชาย ทั้งสี่ได้ยินเสียงของบิดาขึ้นมาเสียก่อน ไม่รู้ว่าแวนกัสทราบได้อย่างไรว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ “ปะป๊า มาได้ยังไงฮะ ที่นี่ไกลนะ”

“ก็พวกลูกหายไปนี่” แวนกัสเดินปนหอบไปหา

“เราแค่ออกมาวิ่งเล่นกันน่ะ”

“วิลล่ะ”

“อยู่นี่ฮะ” คนกล่าวผุดลุกขึ้น บนหัวเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้อ่อน ๆ เกาะแซมอยู่ตามเรือนไหมสีเงิน แม้จะเจ็บหนังหัวเพราะเส้นผมที่ขาดวิ่นเกาะแน่นอยู่บนดิน แต่เด็กหนุ่มกลัวว่าบิดาจะเป็นห่วงมากกว่า อีกอย่างคือ พวกเขาไม่คิดว่าไกลขนาดนี้บิดาจะกล้าเดินตามมา

ราวกับรู้ว่าแถวนี้มีที่แบบนี้อยู่ก่อนแล้ว ราวกับคุ้นชินเส้นทางเป็นอย่างดี พวกเขาวิ่งมาไม่กี่นาที แต่คนธรรมดาอย่างแวนกัสใช้เวลาเป็นชั่วโมง

เส้นทางนี้มันไกล หากไม่รู้จุดหมาย ก็คงไม่มีใครรู้ว่าที่นี่มีจริง

วิลมั่นใจแล้ว ว่าเจ้าของโพรงไม้นั่น คือแวนกัสไม่ผิดแน่




ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa

(ต่อ)

๑๖ ปีก่อน

เชนกลับไปได้สองวันแล้ว แต่เคลวินน์ยังไม่กล้าออกมาเจอชายหนุ่มอย่างเคย แวนกัสรู้สึกตัวตื่นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายเดินอยู่บริเวณหน้าต่าง ลำขายาวรัวก้าวออกไปเกาะชะเง้อมอง ไม่ได้สนใจดอกไม้ที่วางอยู่เลย สนแค่ว่าเจ้าของของมันอยู่ไหน เห็นแผ่นหลังและเส้นผมสีเงินยาวของอีกฝ่ายอยู่ลิบ ๆ ไม่รู้เหตุใดเขาถึงได้ร้อนอกร้อนใจนัก

“เคลวินน์!”

ชายหนุ่มตะโกนเรียก เห็นอีกฝ่ายชะงักเท้า แล้วก็หมุนตัวกลับมา สีหน้าของมันยังคงหม่นหมองรู้สึกผิดอยู่เลย เช่นนั้นแวนกัสเองก็ใจหาย รู้สึกผิดที่เผลอใช้อารมณ์กับอีกฝ่ายไป

“นายกลับมาได้แล้ว” ชายหนุ่มบอก “เพื่อนฉันกลับไปแล้ว”

แวนกัสเห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายกลับมาสงบเสงี่ยมเหมือนช่วงเจอกันใหม่ ๆ หนำซ้ำบนใบหน้าก็ยังคงมีความระแวงว่าตัวเองจะทำให้เขาโกรธอีก ชายหนุ่มเดินไปหยิบของที่เชนนำมา ยื่นให้เจ้ายักษ์เกือบเปลือยด้านนอก “เอ้า เอากางเกงพวกนี้ไปใส่สิ”

“ไม่เอา”

คนฟังแปลกใจ “ทำไมล่ะ”

“ไม่ใช่ ของ แฟนเกิซ”

“ของเพื่อนฉันไง ฉันอุตส่าห์ให้เขาซื้อมาฝากนายนะ”

“ข้า ไม่ชอบ กลิ่น”

“เหม็นเหรอ แต่มันยังใหม่ ๆ อยู่เลยนะ” ชายหนุ่มก้มลงดมให้ดูเป็นตัวอย่าง

“อย่าดม!”

“อ๊ะ” เจ้ายักษ์นิสัยไม่ดี แวนกัสกระเถิบหลบฝ่ามือตั้งใจจะปัดกางเกงที่เขาถือทิ้ง “นายทำอะไรของนาย!”

“มันมี กลิ่น คนอื่น!”

“ก็แค่กลิ่นที่มาจากมอลล์นี่นา เอาไปใช้นะ กางเกงพวกนี้สวมสบายกว่าเศษผ้านั่นตั้งเยอะ”

“ไม่ จะเอา ของ แฟนเกิซ!”

“ก็นี่ไง” แวนกัสยื่นให้ “นี่ก็ของฉันเหมือนกัน”

“ไม่!”

“เคลวินน์ นายเป็นยักษ์งี่เง่ารู้ตัวมั้ย” แวนกัสถอนใจ

“แฟนเกิซ งี่เง่า!”

“เอ๊ะ! ไอ้ยักษ์นี่ยอกย้อนเก่งจังเลยนะ” ชายหนุ่มเสียงดัง “จะเอารึไม่เอา”

“ไม่เอา!” มันตอบเสียงต่ำกังวานบอกอารมณ์เช่นกัน พร้อมทั้งปัดกางเกงวอร์มขาสั้นไซซ์ใหญ่พิเศษที่เขาถือลงพื้นโคลน เท่านั้นยังไม่พอ มันยังกระทืบย่ำให้เปรอะเปื้อนไปกับโคลนกว่าเก่าอีกด้วย เห็นแล้วแวนกัสก็ตาถลน ความโมโหพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด วิ่งออกไปหาอีกฝ่าย

“นายทำบ้าอะไรของนายน่ะหา!” คนเขาอุตส่าห์ซื้อมาให้

“ไม่เอา!” มันร้องตอบ “จะเอา ของ แฟนเกิซ!”

“ก็นี่ไง ฉันฝากเชนซื้อมาให้นายไง”

“ไม่เอา จะเอาของ แฟนเกิซ!”

“ไอ้ยักษ์โง่ พูดจาไม่รู้เรื่อง”

“แฟนเกิซโง่!” ไม่พูดเปล่า มันเหยียบที่ผ้าซ้ำตามอารมณ์ตัวเองอีกด้วย

แวนกัสร้องว้าก ผลักมันออกแล้วทุบเป็นกระท้อนอย่างนึกโมโห “ฉันหมดความอดทนกับนายแล้วนะเคลวินน์ ไม่เอาก็ไม่ต้องเอา จะไปไหนก็ไป!”

“ข้า จะอยู่ กับแฟนเกิซ” เจ้ายักษ์รีบว่า “จับคู่ กับข้า!”

“ไม่ เลิกพล่ามเรื่องจับคู่ เรื่องกลิ่นอะไรของนายสักที ฉันจะบ้าตาย”

“แฟนเกิซ รัก ข้า!”

“ไปให้พ้นเลยนะเคลวินน์ ฉันรู้ว่านายกำลังกวนโมโหฉัน” ชายหนุ่มพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่อารมณ์ร้อนกับเจ้ายักษ์ซื่อบื้อ แต่บางทีก็เหลืออดเหลือทน “ตั้งแต่ไอ้ลูบเขาบ้า ๆ นั่นแล้วนะ แค่ฉันแตะนายก็จู่โจมฉัน ไม่เชื่อฟังฉันแล้ว ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าฉันทำอะไรผิดลงไปถ้านายไม่เล่า หรือบางทีเราจะไม่ควรรู้จักกันตั้งแต่แรกวะ”

ได้ฟัง เจ้ายักษ์ก็คอตก สงบเสงี่ยมกว่าเก่า “แฟนเกิซ ไม่รู้ ลูบเขา คือ จับคู่”

“พอเถอะเลิกพล่ามภาษาต่างดาวของนายได้แล้ว กลับเข้าป่าไปเลย!”

“ไม่!”

“นายไม่ไปฉันไปเอง”

“เคลฟินน์ ขอโทษ” นิ้วมือยาวตั้งใจจะเอื้อมมาจิ้มที่ปลายจมูกของเขาอย่างเคย แวนกัสไม่รู้ว่าทำไมถึงเลือกจะถอยหนี แต่ครั้นทำลงไปแล้วก็รู้สึกได้ว่าไม่ควรเลย เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเคลวินน์ดูเศร้าลงไปอย่างฉับพลัน มันห่อไหล่ คอตก ใบหน้ารูปหล่อนั้นมุ่นหมองที่เขาปฏิบัติต่อมันไม่เหมือนก่อน

ที่เขาทำ อาจจะเป็นการปฏิเสธกระมัง “เคลวินน์ มนุษย์ซับซ้อนนะ นายไม่เข้าใจหรอก”

“เข้าใจ” มันตอบเสียงพร่าต่ำ “ข้า รัก แฟนเกิซ”

“ทำไมถึงรัก ทำไมถึงเข้าใจ เพราะแค่พูดออกมานายยังพูดไม่รู้เรื่องเลย นายจะมั่นใจได้ยังไงว่าความรู้สึกของนายที่มีต่อฉันคือความรัก” ชายหนุ่มย้อน “อธิบายมาสิ ความรู้สึกของนายที่นายมีต่อฉัน เดี๋ยวฉันจะตัดสินใจเองว่ามันคือความรักรึเปล่า”

อยากรู้ว่าคำตอบจากยักษ์ที่โตมาในป่านั้น จะสรรค์หาคำไหนมาอธิบายกับเขาได้ ครั้นได้ฟัง สีหน้าของเจ้ายักษ์ก็เปลี่ยนไป มันอึกอักราวกับอยากจะพูดเป็นร้อยเป็นพันคำ แต่สุดท้ายก็คอตกลงไป “ข้าพูด ไม่เป็น”

“หึ...” ไม่รู้ทำไมแวนกัสถึงหัวเราะขึ้นมา อาจเป็นเพราะเขารู้อยู่ก่อนแล้วกระมังว่าเจ้ายักษ์ตัวใหญ่ตรงหน้านั้นจะตอบเช่นนี้ “เพราะงั้นนายไม่มีทางได้จับคู่กับฉันหรอก ความคิดของฉันซับซ้อน นายไม่มีทางเข้าใจ”

เคลวินน์หน้าเศร้า “ข้ารัก...”

“นายอย่าดื้อ กลับไปในป่าได้แล้ว”

“ไม่ ข้าจะหา ดอกไม้ มาให้ อีก”

“ต่อให้นายหามาหมดทั้งป่า ฉันก็ไม่รักนายหรอก”

“เคลฟินน์จะหา ดอกไม้ ที่หอม ที่สุด” วินาทีที่บอกอีกฝ่ายไป แวนกัสรู้สึกผิดขึ้นมา แต่เมื่อได้ยินคำตอบนี้ เขาควรจะขอบคุณในความซื่อบื้อของอีกฝ่ายดีไหมหนอที่ยังไม่รู้สึกเจ็บ และยึดมั่นในความต้องการของตัวเองโดยไม่สนคำพูดร้ายกาจที่เขากล่าว เพราะหากเขาลองได้ยินคำพูดนี้จากปากของคนที่ตัวเองรักบ้าง ป่านนี้คงวิ่งหนีเข้าห้อง นอนร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่เป็นแน่

ชายหนุ่มกระแอม “ไอ้ยักษ์โง่” เก็บผ้าที่เปื้อนแล้วเดินหนีกลับเข้ามาในบ้าน

นายน่ะสิโง่...

แวนกัสต่อว่าตัวเองที่ดันเข้าใจความรู้สึกอสูรร้ายไปเสียได้ แต่ทั้ง ๆ ที่ทำเหมือนกำลังโกรธอีกฝ่ายมากเพียงไหน สิ่งที่ทำกลับเป็นตรงกันข้าม ชายหนุ่มเดินมาหยุดที่เครื่องซักผ้า ล้างทำความสะอาดดินโคลนออก แล้วจัดการซัก กว่าจะแล้วเสร็จก็ไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่แถวนี้แล้ว แล้วจึงทำทีเดินออกไปตากผ้า เผื่อว่าเจ้ายักษ์หัวรั้นจะยังอยู่แถวนี้ หากมันเห็นเขาคงจะรีบวิ่งมาคอยตามต้อย ๆ อย่างเคย

หากทว่าเคลวินน์ไม่ได้อยู่แถวนี้

หรือจะกลับเข้าไปในป่าอย่างที่เขาไล่ไปแล้วจริง ๆ แวนกัสคิดแล้วชะเง้อคอจนยาว

“ช่างสิ ใครง้อกันล่ะ” นิสัยเสียถึงเพียงนั้น

ชายหนุ่มเดินกลับเข้าบ้านพัก ตั้งใจทำงาน วินาที่ที่นั่งลงสีใส่แผ่นกระดาษ หัวของแวนกัสไม่แล่นเอาเสียเลย เขาปล่อยให้เวลากินไปอย่างว่างเปล่ากว่าสามชั่วโมง ท้ายที่สุดชายหนุ่มก็ทึ้งหัวตัวเอง เอาแต่ครุ่นคิดว่าที่พูดออกไปมันรุนแรงเกินไปหรือเปล่า ไหนจะเผลอไปตีเคลวินน์อีก

ต่อให้อีกฝ่ายเป็นอสูร แต่ดูเหมือนเจ้านั่นจะมีหัวใจ มีความรู้สึกไม่ต่างจากมนุษย์อย่างเขา คิดแล้วแวนกัสก็วางพู่กัน เดินออกไปบิดขี้เกียจอยู่ด้านนอก เห็นกางเกงของอีกฝ่ายที่อุตส่าห์ซื้อให้แห้งแล้วก็เดินไปเก็บพับ ไหนจะผ้าขนหนูผืนเก่าที่เขาเตรียมไว้ให้อีก

ไปหาเคลวินน์ดีไหมนะ ไปขอโทษแล้วก็ลองใจเย็นดูก่อน

แวนกัสสะบัดหน้า ทำไมเขาถึงได้ใส่ใจความรู้สึกเจ้านั่นขนาดนี้กัน ถ้าเป็นเชน เขาคงจะรีบไปขอโทษตั้งแต่วินาทีที่รู้ตัวว่าปากไม่ดีแล้ว แต่นี่ก็แค่อสูรที่เพิ่งรู้จักได้ไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง

ก็แค่อสูร...

อสูรที่พักนี้ทำให้ชีวิตของเขามีสีสัน มีรอยยิ้มขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

เฮ้อ เขาล่ะเกลียดความเป็นคนดีของตัวเองเหลือเกิน!

ตั้งแต่โดนแวนกัสดุแล้วหนีหายเข้าไปในบ้าน เจ้ายักษ์ตัวใหญ่ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง คิดขึ้นมาได้ว่าหากยังอยู่เช่นนี้แวนกัสจะไม่ออกมาหาเหมือนเมื่อหลายวันก่อนแน่ ต้องหลบมาสำนึกผิดอยู่คนเดียวแล้วรอให้อีกฝ่ายเรียกหา เวลาผ่านไปแต่ละนาทีเหมือนเป็นปี มันนอนตะแคงอยู่บนกองหญ้าแห้งในรังของตัวเอง นอนอยู่เช่นนั้นราวกับถูกสาป

แวนกัสบอกว่ามันไม่เข้าใจความรัก มันปฏิเสธอย่างที่สุดว่าไม่จริง จนถึงวินาทีที่อีกฝ่ายยอมฟังเหตุผลที่มันรู้สึกรัก กลับเป็นมันเสียเองที่หาคำตอบไม่ได้ เจ้ายักษ์ร้องฮึ่มฮั่ม จิกทึ้งตัวเองอย่างนึกหงุดหงิด ไม่ว่าจะนอนหาคำพูดเท่าใดก็ไม่สามารถเอ่ยออกไปได้

หากมันตอบไปได้ ไม่แน่...มนุษย์น้อยของมันอาจยอมตกลงจับคู่ด้วย

มันอุตส่าห์หลงดีใจ ที่มือน้อย ๆ ลูบมาที่เขา แต่กลับเป็นว่าแวนกัสไม่เข้าใจเอาเสียเลย ว่าลูบเขาของมันนั้น หมายความว่าได้ตกลงจับคู่กับมันเรียบร้อยแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น เคลวินน์ก็ยังจะรอจนกว่ามนุษย์น้อยจะเข้าใจ แล้วได้จับคู่กันจริง ๆ สักที

“เคลวินน์ เคลวินน์ ช่วยด้วย อ๊ากกกก!”

เจ้ายักษ์ตัวใหญ่ลุกนั่งราวกับเป็นสัญชาติญาณ มันได้ยินเสียงของแวนกัสอยู่แถวนี้ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อที่พักของมนุษย์น้อยอยู่อีกฝั่งฟากของป่า “เคลวินน์ ช่วยด้วย!”

“แฟนเกิซ แฟนเกิซ!”

ไม่ผิดแล้ว เป็นเสียงมนุษย์น้อยของมันที่กำลังได้รับอันตราย!

“เคลวินน์ เคลวินน์!”

รู้แน่แล้วว่าแวนกัสอยู่ที่ไหน มันกระโจนไปหาไวสุดชีวิต เห็นมนุษย์น้อยกำลังนั่งตัวสั่นอยู่ต่อหน้าเสือดำตัวใหญ่ ยักษ์ร้ายมุ่งไปขวางทางนั้นด้วยร่างของตัวเอง ส่งเสียงขู่คำรามใส่ศัตรูตัวสีดำตรงหน้าอย่างไม่ยินยอม ยิ่งยามมือน้อยเกาะหลังเขาแนบแน่นเท่าไร เคลวินน์ก็ส่งเสียงดังให้เจ้าเสือร้ายเกรงกลัวมากขึ้นเท่านั้น

ศัตรูตรงหน้าเป็นเสือที่เคลวินน์ไม่เคยเจอในป่านี้มาก่อน ท้ายที่สุดนัยน์ตาสีเหลืองทองของมันก็หลบหนี ยินยอมกับความน่าเกรงขามของยักษ์ตัวใหญ่ เสือดำส่งเสียงขู่เล็กน้อยอย่างไม่อาจยอมแพ้โดยง่าย แต่แล้วท่าทางก็เปลี่ยนไป “แฮ่ ฮะ ฮะ ฮ่า...”

เสียงหัวเราะงั้นหรือ

เคลวินน์เบิกตากว้าง เมื่อรับรู้ว่าเจ้าเสือดำที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนตัวนี้มาจากไหน เจ้าตัวสีดำหัวเราะ ยกมือโบกลาอย่างอารมณ์ดี แล้วจู่ ๆ ก็สลายหายไปกับสายลม หลงเหลือเพียงร่างใหญ่ของเคลวินน์ และมนุษย์ที่กำลังฟุบหลบซ่อนอยู่ข้างหลัง เกาะกอดมันเสียแนบแน่นด้วยตัวสั่นเทาเหมือนลูกนก

ที่แท้ก็นางนี่เอง ที่ออกมากลั่นแกล้งมนุษย์ตัวน้อยของเขาให้กลัวเสียตัวสั่นอย่างนี้

นางที่คอยดูแลมันตั้งแต่ยังเป็นยักษ์น้อย ทำไมถึงได้ทำอย่างนี้กับแวนกัส ยักษ์หนุ่มตัวใหญ่เชื่อว่าต้องมีเหตุผลบางอย่างเป็นแน่



---------------------------------------------------

ดูเหมือนกำลังมีคนหวั่นไหวแต่ไม่ยอมรับนะเคอะ อิอิ

ส่วนพี่ยักษ์น้านนน น่ารักจังเล้ยยย อยากได้น้องทำเมียจะแย่แต่น้องไม่รู้บ้างเลย

ตอนหน้า เด็ก ๆ จะรู้มั้ยน้าว่าพ่อเป็นพี่ยักษ์ รออ่านด้วยเน้อ แล้วเจอกันจ้า

ฝากคอมเม้นเป็นกำลังใจด้วยนะคะ

ออฟไลน์ tanatmm

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
แงงงง สนุกมาเลยมาต่อไวๆนะคะ

ออฟไลน์ sang som

  • เจ็บจิต!!
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-6
พ่อยักษ์โดนลงโทษให้กลายเป็นรูปปั้นเหรอ?

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa
พ่อยักษ์โดนลงโทษให้กลายเป็นรูปปั้นเหรอ?

 :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Funnycoco

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 252
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
น้องวิลพาดกางเกงในบนหัวพ่อใช่ไหมนั่น  :laugh:

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa
น้องวิลพาดกางเกงในบนหัวพ่อใช่ไหมนั่น  :laugh:

 :hao3: :hao3: :katai2-1:

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa

#ดอกไม้ป่าที่ริมหน้าต่าง

ตอนที่ ๙

แวนกัสไม่อาจเข้าใจได้ว่าเขาเกรงกลัวอะไร เหตุใดถึงไม่ยอมบอกความจริงว่าลูกชายทั้งหมดนั้นเป็นใครมาจากไหน กระทั่งเริ่มรู้สึกว่าหากเขาไม่ยอมบอกอะไรเด็ก ๆ แล้วปล่อยให้ทุกคนรู้ความจริงเอง มันจะสายไป แล้วชายหนุ่มจะต้องเสียเหล่าลูกชายไปอย่างแน่นอน

แวนกัสเดินไปหาทั้งสี่ที่กำลังสนุกสนาน ระหว่างทางเขารู้สึกประหม่าและกลัว คิดไปต่าง ๆ นานาว่าหากเล่าความจริงแล้วสายตาของลูกจะเปลี่ยนไป เขาจะเป็นผู้ชายแบบไหนกันหนอ หากทุกคนทราบว่าจริง ๆ แล้วพ่อของเจ้าตัวไม่ใช่มนุษย์ และแวนกัสไม่ใช่พ่อ แต่เป็นคนเบ่งคลอดต่างหาก

เรื่องที่เขาเคยรัก เคยร่วมหลับนอนกับอมนุษย์เป็นความจริงที่น่าละอาย แม้นช่วงเวลาเหล่านั้นแวนกัสมีความสุข เป็นความสุขที่ไม่เคยวาดฝันเลยว่าจะได้เจอะปัญหาเช่นนี้ แต่เขาก็ต้องก้มหน้ายอมรับไปว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ในรอบสิบหกปีที่ผ่านมา แวนกัสได้กลับมาเหยียบที่แห่งนี้อีกครั้ง คราวนี้โดยรอบไม่เหมือนก่อนโดยสิ้นเชิง รังที่เคยเงียบสนิทมีเสียงหัวเราะของเหล่าลูกน้อย น้ำตกที่เขากับยักษ์ตนนั้นแหวกว่ายหยอกเย้า บัดนี้เต็มไปด้วยร่างของเด็ก ๆ กำลังสนุกสนาน

ไม่รู้เพราะเหตุใด แวนกัสรู้สึกว่าขาดเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่แห่งคงสมบูรณ์แบบ แบบที่เขาเคยฝันถึง

ภาพตรงหน้า เป็นภาพความสุขที่เขาวาดฝันในคืนนั้น เขาวาดฝันว่าบริเวณรังแห่งนี้จะต้องเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนานของเหล่าลูก และเขากับพ่อของเด็ก ๆ จะต้องอยู่กันอย่างมีความสุขมากกว่าครอบครัวไหน

แวนกัสไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าเคลวินน์จะหายไป จะทอดทิ้งเขา คำสัตย์สาบานที่อีกฝ่ายมีให้ก็เพียงแค่ลมปากเท่านั้นเอง คิดแล้วอกให้หนุ่มเจ็บ ก้มลงมองที่ข้อมือต่อว่าตัวเองที่ไม่ยอมลบอีกฝ่ายทิ้งได้สักที

“ปะป๊า พักก่อนฮะ” ไวน์มาหา พาแวนกัสเดินไปทรุดนั่งที่รูปปั้นหิน “ทำไมถึงได้กล้าเดินมาคนเดียวล่ะ”

“หรือว่าปะป๊าเคยมาที่นี่แล้ว” วิลถาม

“ใช่ พ่อเคยมาที่นี่ เมื่อสมัยที่พวกลูกยังไม่เกิด”

ทุกคนหันขวับมาจ้อง “จริงเหรอฮะ”

“เป็นอย่างที่คิดเลย ฉันบอกแล้ว” วิลทำหน้าดีใจได้ครู่เดียวเท่านั้น เมื่อเห็นสายตาของเหล่าน้องที่กำลังจับจ้องบิดา พวกเขาเห็นว่าแวนกัสไม่แปลกใจหรือตกใจที่พวกเขารู้เรื่องนี้ เห็นเช่นนั้นวิลก็ไม่เข้าใจ “ปะป๊า ไม่ตกใจที่พวกเรารู้เหรอ”

แวนกัสยักไหล่ “ไม่ พ่อได้ยินที่พวกลูกพูดกันหมดแล้ว”

“พวกนายพูดเสียงดัง”

“นายนั่นแหละเคล มัวแต่งอแงเป็นเด็ก”

“ไม่ใช่ซักหน่อย!” เคลกอดอกทำหน้ามุ่ย “ฉันเป็นห่วงปะป๊าก็เท่านั้นเอง”

“เด็ก ๆ” แวนกัสคั่นบทสนทนาระหว่างทั้งสี่ เรียกให้หันมามองว่าตอนนี้ชายหนุ่มกำลังคิดหนักถึงเพียงไหน แต่หากยิ่งเก็บงำเอาไว้ มีแต่ผู้เป็นพ่อเท่านั้นจะต้องเสียใจ

“ลูกคงรู้แล้วว่าพ่อเคยอาศัยอยู่ในนั้น” ชายหนุ่มพยักเพยิดเข้าไปทางปากถ้ำ ที่บัดนี้รก เต็มไปด้วยต้นหญ้าแซมขึ้น แล้วกล่าวต่อ “คงสับสนกันไปหมดว่าทำไมพ่อถึงเคยอยู่ที่นี่ แล้วทำไมพวกนายถึงไม่เหมือนคนธรรมดา พวกนายพิเศษกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ”

วิลกระเถิบมานั่งตรงกันข้าม “ปะป๊า พวกเราจะอยู่ข้างปะป๊าเอง”

“วิล หนังสือที่ลูกเอาให้น้องอ่านน่ะ” ผู้เป็นพ่อโยกหัวพี่ใหญ่ “พ่อรู้จักกับเขานะ”

“ใครฮะ หมายถึงบุตรของเทพเจ้าน่ะเหรอ” เด็กหนุ่มย้อนถาม “ผมนึกว่านั่นหมายถึงพวกเราซะอีก”

แวนกัสยกยิ้มน้อย ๆ “ไม่ใช่ นั่นหมายถึงพ่อของพวกนายต่างหาก”

“ไม่จริง” เคลส่ายหน้า น้ำตาหยดแหมะ “หมายความว่าเราไม่ใช่ลูกปะป๊าใช่มั้ยฮะ”

“เอาอีกแล้ว ไม่เห็นต้องแคร์เลยว่าเราใช่ลูกปะป๊ารึเปล่า เพราะยังไงเราก็ยังรักปะป๊าเหมือนเดิม ขอบคุณที่เลี้ยงดูพวกเรามาอย่างดีนะฮะ ผมรักปะป๊าที่สุด จะตอบแทนปะป๊าทุกอย่างเลยยกเว้นตั้งใจเรียน” ไวน์คุกเข่าตรงหน้า ซบแก้มกับตักผู้เป็นพ่อหาความอบอุ่น เห็นแล้วผู้ถูกกระทำก็รู้สึกร้อนที่กรอบดวงตา ส่ายหน้าให้กับความใสซื่อของเหล่าลูกชายทั้งสี่

“แล้วใครบอกว่าพ่อไม่ใช่พ่อของพวกนายกันล่ะเด็กโง่”

ทั้งหมดแหงนมาสบตา มีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด “พวกเราไม่เข้าใจ ก็ไหน...”

“พ่อหมายถึง...” แวนกัสพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่รู้สึกกระดากอาย เล่าให้ลูกชายฟังออกไปว่า “หมายถึงว่าเขากับพ่อ มีพวกนายด้วยกัน”

“หา”

“ทำไมถึงไม่เข้าใจล่ะ” แวนกัสย้อน “วัยลูกน่าจะเข้าใจอะไรแบบนี้แล้วนะ”

“ยังไงฮะ”

อาวุโสสุดรู้สึกอึดอัดใจที่จะเล่า “ก็นั่นไง แบบที่คนอื่นเขาทำกันนั่นแหละ”

“หมายถึง มีเซ็กส์กันแล้วก็ท้อง...”

แวนกัสยกมือกุมหน้าตัวเอง “พ่ออุตส่าห์พูดอ้อม ๆ แล้วนะ”

“อ้าว งั้น ปะป๊ากับเขาทำ...”

“อ่า รู้แค่ว่าพวกนายเกิดขึ้นมาจากความรักของเราก็พอแล้ว พ่อว่าอย่าไปลงลึกถึงเรื่องพวกนั้นเลยนะ ไม่ได้สำคัญอะไรหรอก พวกนายคงอยากรู้มากกว่าว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่” แวนกัสกระแอม ทำเป็นเปลี่ยนเรื่องท่ามกลางสายตางุนงงสี่คู่

“เดี๋ยวก่อน ในเมื่อเป็นพ่อกันทั้งคู่ แล้วสรุปใครเป็นคนคลอดพวกเราล่ะฮะ”

คนถูกซักรู้สึกร้อนที่หน้า “พ่อว่าเรื่องนั้นเราค่อยคุยดีกว่ามั้ย”

“อย่าบอกนะว่าเป็นปะป๊า ปะป๊าคลอดเราใช่มั้ยฮะ” ไคล์อ้าปากหวอ

“เด็ก ๆ คือว่าพ่อ...”

“ฮื่อ ทำไมไม่บอกเราตรง ๆ ล่ะ เราทำปะป๊าเจ็บมากมั้ย”

ทั้งสี่กระโดดกอดแวนกัสราวลูกแมวตัวน้อยกระโจนหาแม่เพราะหิว ชายหนุ่มเบิกตา ตัวโยนเยนเพราะแรงมหาศาลของลูกชายที่กำลังรุมทึ้งให้ความรัก ความรู้สึกผิดต่าง ๆ หายไป พร้อมกับน้ำตาที่รินไหลอย่างไม่รู้ตัว “รู้มั้ย พอมารู้อย่างนี้แล้วพวกเราเป็นลูกที่แย่มากเลย เอาแต่พูดว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของปะป๊า พูดจาทำร้ายจิตใจปะป๊าตลอด”

“พ่อไม่โกรธเลย เพราะพ่อผิดเองที่ไม่กล้าบอก”

“ยังไงเราก็ผิด” วิลจับมือแวนกัสแน่น แหงนมาสบตาด้วยภาพลักษณ์เดียวกันกับบิดาตัวโต “ไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่รักปะป๊านะฮะ ปะป๊าเก่งที่สุดเลยที่เลี้ยงพวกเรามา ช่วยเล่าได้มั้ยว่าพ่อของเราหน้าตายังไง เขาใจดีมั้ย”

นั่นเป็นความปรารถนาของลูก แวนกัสไม่อยากขัด “เขาก็เหมือนอย่างที่พวกลูกอ่านนั่นแหละ”

เคลรีบออกความเห็น “งั้นก็ต้องหล่อมากน่ะสิ ในหนังสือบอกว่าหล่อเหมือนเทวดา”

“ใช่ เขาหล่อมาก”

“แล้วอะไรอีกฮะ” ไวน์ตั้งใจฟัง

“เขาค่อนข้างไปทางซื่อ แล้วก็มีเซ้นส์ตลก เหมือนลูก ๆ ไม่มีผิดเลย”

“ปะป๊าฮะ” เคลเอ่ยเสียงอ่อนลง คิดว่าจะถามไม่ถามดี “ปะป๊าคิดถึงเขามั้ย ทำไมถึงพาพวกเราย้ายหนีไปละฮะ ปะป๊าไม่รักพ่อของพวกเราแล้วเหรอ”

คำถามของเคลทำผู้เป็นพ่อถึงกับนิ่งไป แม้ว่าแวนกัสกำลังยกยิ้ม หากทว่าดวงตาเลื่อนลอย จิตวิญญาณเลือนหายไปที่ไหนสักแห่งไม่อาจกู่กลับได้ ครั้นเห็นท่าทางเปลี่ยนไปของบิดาแล้วนั้น ทั้งสี่ก็หันสบตากัน ทราบแล้วว่าเพราะอะไรคนเป็นพ่อถึงไม่อยากเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

เด็ก ๆ ทราบดีว่าตอนนี้ แม้จะผ่านมาสิบหกปีแล้ว หัวใจของแวนกัสยังไม่เคยได้รับการเยียวยาเลย ทั้งสี่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากกระเถิบไปกอด ให้ตัวเองเป็นยาชนิดหนึ่งที่มอบความรักให้แวนกัส แทนพ่อที่แท้จริงของพวกเขา

“ปะป๊ายังมีพวกเรานะ”

“อืม มีแค่พวกนายพ่อก็พอใจแล้ว”

“บอกเราได้มั้ย ว่าเกิดอะไรขึ้น”

ผู้ถูกรุมกอดยกยิ้ม “คืนนั้น พ่ออยู่กับพวกนายจนเช้า รอให้เขากลับมา”

“เขาไปไหนฮะ”

“ไม่รู้ บอกแค่ว่ามีคนเรียกให้ออกไป” แวนกัสก้มหน้าลงมองตัก “เขาผูกพันกับป่าแห่งนี้มาก เขาดูแลทุกอย่าง ก็แค่ออกไปทำเหมือนทุกวัน คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวง ท้องของพ่อเริ่มหนักขึ้นจนเดินไม่ไหว พวกลูกอยากออกมาลืมตาดูโลก แต่แล้วพ่อก็ได้ยินเสียงดังปังจากอีกฟากของป่าสองครั้ง พ่อสะดุ้ง แล้วก็ปวดท้องขึ้นมาเหมือนกำลังจะตาย”

แวนกัสสูดลมหายใจ นึกย้อนกลับไปคืนนั้นแล้วจำได้ทุกวินาทีว่ามันผ่านยากขนาดไหน ชายหนุ่มปวดท้องหนักจนยืนไม่อยู่ ไม่มีแรงแม้กระทั่งเปล่งเสียงเรียกให้เคลวินน์มาช่วย มือควานหาของยึดเหนี่ยวได้ก็เกาะแน่น ตัวสั่น เหงื่อออกเป็นยางตาย ท้ายที่สุดในรังของพวกเขาก็เต็มไปด้วยเสียงเด็กร้องระงม

ชายหนุ่มรู้สึกกลัว ภายนอกได้ยินเสียงฝีเท้าของสัตว์ เขาหวาดระแวงทั้งคืนว่าจะมีสิ่งอื่นเข้ามา มิใช่พ่อของเหล่าลูกน้อย เขาจะทำอย่างไรดี ไม่อาจหาญจะทิ้งลูกแล้วออกไปตามหาเคลวินน์ ไหนจะต้องให้นมทั้งสี่และคอยดูแลยุงไม่ให้ไต่ ไม่ให้แมลงชนิดไหนกล้าเข้าใกล้

จำได้ว่าแวนกัสดูแลเด็ก ๆ เพียงคนเดียวในรังอยู่หลายวัน กระทั่งอาหารที่เคลวินน์หามาให้หมดแล้ว ชายหนุ่มจึงนำลูกใส่ตะกร้า หอบขนทั้งสี่กลับมาที่กระท่อม ระหว่างทางเขากลัวว่าจะเจอกับสัตว์ร้าย ระเเวงไปหมด ไหนจะร่างกายเจ็บปวดจากการคลอดอีก

เพราะความวุ่นวายกับการต้องเลี้ยงลูกคนเดียวสี่คน ทำให้แวนกัสลืมความเคืองใจต่ออีกฝ่ายไป

รู้แต่ว่าหลังจากนี้ เขาจะมีแค่ลุกชายทั้งสี่เท่านั้น

ปิศาจก็คือปิศาจ มันจะรู้สึกรักหรือผูกพันจริง ๆ ได้อย่างไร เขาไม่เชื่ออีกต่อไปแล้ว

“ที่ปะป๊าเล่ามา หมายความว่าเขาทิ้งพวกเรางั้นเหรอ”

แวนกัสนิ่งไป “พ่อไม่ได้อยากให้ลูกเกลียดเขาหรอกนะ”

“เขาไม่มีความรับผิดชอบอย่างที่ปะป๊าพูดจริง ๆ ด้วย ทั้งที่ปะป๊ากำลังท้องแก่ ทำไมถึงได้กล้าทิ้งให้ปะป๊าอยู่ที่นี่คนเดียว มันมีอะไรสำคัญกว่าลูกเมียตัวเองหรือไง ยักษ์เลว” วิลบ่น แล้วประโยคที่ว่านั้นทำเอาแวนกัสไม่ชินสักที

“เขาเป็นพ่อลูกนะ”

“ผมไม่สนแล้ว ต่อไปนี้พวกเราจะใช้ชีวิต เลิกสนใจที่จะตามหาความจริงแล้วฮะ” ไวน์ว่า

“เห็นด้วย พวกลูกควรโฟกัสเรื่องเรียนมากกว่า”

“ปะป๊า เราลองเข้าไปในถ้ำกันดีมั้ยฮะ ปะป๊าอยากเห็นมั้ยว่ามันยังเหมือนเมื่อก่อนรึเปล่า”

“อื้ม ไปสิ”

แม้จะรู้ทันว่าเจ้าตัวดีกำลังตั้งใจเปลี่ยนเรื่อง หากทว่าแวนกัสก็ยินยอมที่จะทำตามใจ ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินตามแรงจูงของเหล่าลูกชาย สถานการณ์ตอนนี้ เป็นสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เจอหลังบอกเล่าความจริงกับเด็ก ๆ ออกไป อาจเป็นเพราะเขาบอกลูกได้ถูกเวลาด้วยกระมัง เพราะตอนนี้ทุกคนโตขึ้นและพร้อมรับฟังกันหมดแล้ว

มีแต่เขาเองที่ย่ำอยู่กับที่ จมอยู่แต่กับความโกรธ

ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีอย่างน่าเหลือเชื่อ หลังจากที่ลูกชายรู้แล้วว่าตัวเองเป็นใครมากจากไหน ภาพที่แวนกัสเห็นก็คือเด็กหนุ่มทั้งสี่กำลังนั่งสุมหัวกันอ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้จะบอกว่าไม่อยากเจอพ่อที่แท้จริงแล้ว แต่ทว่าการกระทำกลับตรงกันข้าม

แวนกัสยกยิ้ม มองลูกชายอย่างนึกเอ็นดู ชายหนุ่มไม่เคยคิดอยากให้ทั้งสี่เกลียดพ่อของพวกเขาเลย ก็แค่ความรู้สึกของเขาเองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้ลูกรู้สึกด้วย หนุ่ม ๆ โตกันพอจะคิดเองได้แล้ว

เช้าวันนี้แวนกัสได้ยินเสียงลูกชายตื่นกันแต่เช้า เห็นบอกเขาว่าอยากไปทำความสะอาดที่ฐานลับนั้นอีกครั้ง ไม่รู้เพราะอะไร อาจเป็นความหวังน้อยนิดจากเหล่าลูกชายก็ได้ที่คิดว่าพ่อตัวเองจะกลับมา แวนกัสถอนใจ เขาไม่ห้ามหากลูกจะทำเช่นนั้น แต่คิดแค่ว่าหากเจ้ายักษ์นั่นจะกลับมา คงไม่ปล่อยให้นานถึงสิบหกปี

เขาไม่คิดว่าเคลวินน์ตาย เคลวินน์เป็นอสูรที่อายุยืน อาวุธของมนุษย์ไม่สามารถทำร้ายร่างกายของมันได้ ไหนจะมีเส้นผมแสนวิเศษที่สามารถรักษาทุกอย่างได้ด้วยเพียงวินาทีสั้น ๆ อีก หนำซ้ำ ฤทธิ์ของเส้นผมนั้นยังอยู่ได้นานแสนนานอีกด้วย เขาถึงได้ให้ลูกชายใส่ไว้อย่างนี้

แค่พลังของเส้นผม ยังกดพลังที่แอบซ่อนของเด็ก ๆ ได้ถึงเพียงนี้ ไม่มีอะไรฆ่าให้เคลวินน์ตายได้อย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นฝีมือของพวกเดียวกัน และผู้ที่มีพลังเหนือกว่า

เขาครุ่นคิดมาตลอดสิบหกปี อย่างไรก็ไม่ใช่ฝีมือเทพที่ให้กำเนิดแน่นอน ไม่ใช่แน่นอน

เคลวินน์ต้องอยู่ที่ไหนสักที่บนโลกใบนี้แน่ ๆ

ลำขายาวก้าวไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง น่าแปลกที่เมื่อคืนเขากลับมาฝันอย่างเดิมอีกครั้ง ฝันเห็นตัวเองเดินร่างเปลือยเปล่าไปทั่วป่า แล้วไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายผมสีเงินสั้นผู้หนึ่งที่กำลังหลับใหล และท้ายที่สุดอีกฝ่ายก็ลืมตา แต่คราวนี้แปลกกว่าทุกครั้ง อีกฝ่ายพุ่งมาจับตัวเขา เขย่ารุนแรงพร้อมทั้งตะโกนต่อว่า

“เจ้าทิ้งข้า เจ้าพาลูก ๆ หนีไปจากข้า

เอาหัวใจของข้าคืนมา เอาลูกที่น่าสงสารของข้าคืนมา!”

น่าแปลกที่คราวนี้แวนกัสเห็นหน้าค่าตา และจำได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายเหมือนใคร มันเหมือนกับตัวเขาเองในสภาพเศร้าโศกระทมทุกข์ ชายหนุ่มรู้สึกหวิวไหวในอกเมื่อนึกถึงความฝันที่ผ่านมา เดินกลับเข้ามาด้านในของห้อง ยกเปิดหน้าต่างตั้งใจจะสูดอากาศให้ความรู้สึกแปลก ๆ เหล่านี้จางไป

หากทว่าหางตาเหลือบไปเห็นดอกไม้ป่าช่อหนึ่ง ที่วางไว้ริมหน้าต่าง หัวใจคนมองระทึกไหว สิ่งที่ทำต่อไปคือรีบชะโงกมองหาเจ้าของของมันทั้งน้ำตา คิดว่านี่ไม่ใช่แค่เพียงลมพัดเท่านั้น ต้องมีใครสักคนตั้งใจเอามาวางไว้ให้แวนกัส เหมือนสมัยก่อนไม่ผิดแน่...

นายเหรอ นายกลับมาแล้วเหรอ...

 

 

 

 

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa
(ต่อ)

๑๖ ปีก่อน

ไม่คิดว่าในป่าลึกจะอันตรายถึงขนาดนี้ แวนกัสกอดถุงผ้าของตัวเองแน่นหลังจากถูกช่วยชีวิตอย่างหวุดหวิด รอบกายเป็นป่าหนาใบ ธารน้ำที่เริ่มเชี่ยวกรากขึ้น เดินขึ้นมาตามรอยน้ำไหลด้วยเกรงว่าหากหาเคลวินน์ไม่เจอ จะเดินกลับไปตามลำธารได้ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเจอเข้ากับเสือดำตัวใหญ่ และตัวเองจะมาไกลถึงเพียงนี้

ดูนาฬิกาที่ข้อมือบอกเวลาบ่ายแก่แล้ว แวนกัสกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกเจ็บแผลที่เกิดขึ้นระหว่างวิ่งหนีเสือ หกขะล้มเกลือกกลิ้ง ชายหนุ่มก้มลงมองที่ร่างกายตัวเอง ตามฝ่ามือมีรอยหนามขีดข่วน หัวเข่าแตกจนเลือดอาบถึงข้อเท้า

ไม่รู้ว่าตัวเองกลัวขนาดไหน แต่ถึงขนาดตัวสั่นและเกาะเคลวินน์แน่นขนาดนี้ แวนกัสยอมรับเลยว่าตัวเองแทบจะฉี่ราดอยู่รอมร่อ ซึ่งหมายความว่าเขากลัวตายสุด ๆ “น..นายอยู่แถวนี้เหรอ”

“ตรงโน้น” มันชี้ไปที่ด้านหลังแวนกัส

“ไกลมั้ย ฉันอยากพัก” อยู่แถวนี้คงไม่ปลอดภัยนัก แวนกัสอยากไปจากที่นี่เต็มแก่

“ไม่ไกล ข้า พาไป”

“บ้านของนายเป็นยังไง ไม่สิ น่าจะเป็นถ้ำ”

“รัง ของข้า วิเศษมาก” คนฟังเบิกตา ดูเหมือนเคลวินน์จะรู้ว่าตอนนี้เขากลัวจนยืนไม่ไหว มันจับเขาขึ้นอุ้มอย่างง่ายดายราวกับอุ้มเด็กคนหนึ่งด้วยแขนข้างเดียว แวนกัสผวาเกาะบ่าใหญ่นั้นในทันที แล้วรู้สึกโล่งใจขึ้นมา ว่าเจ้ายักษ์นี่แข็งแรงพอที่จะสามารถอุ้มเขาไปส่งที่บ้านได้

แต่ไอ้รังที่อีกฝ่ายจะพาไป มันเป็นยังไงล่ะหนอ

“ฉันเอากางเกงมาให้นายด้วยนะ” คนถูกอุ้มด้วยท่าอุ้มเด็กแหงนมองภาพรอบกาย เห็นต้นไม้และน้ำตก ไม่นานเคลวินน์ก็หยุดอยู่หน้าต้นไม้ขนาดมหึมาต้นหนึ่ง อย่าบอกแวนกัสว่าเจ้าตัวอาศัยอยู่ที่แสนวิเศษเช่นนี้ ชายหนุ่มคิดแล้วอ้าปากหวออย่างตื่นตาตื่นใจ “ไหนล่ะ บ้านของนาย ฉันอยากเห็นจะแย่”

เขาถูกพาเดินเข้าไปมุดอยู่ใต้รากไม้ต้นนั้น ข้างน้ำตกที่ดูเหมือนไม่มีรูอะไร ภายในมืดสนิทไม่เห็นอันใดนอกจากนัยน์ตาสีแดงเพลิงของเคลวินน์ ทว่าอาจเป็นเพราะมากับเจ้านี่นั่นแหละ ทำให้ชายหนุ่มไม่รู้สึกกลัว

ทั้งสองมาถึงโถงขนาดใหญ่ ด้านบนเป็นรากไม้พันกันเป็นทรงคล้ายผลิตภัณต์จักสานรูปโดมกว้าง ด้านล่างเป็นพื้นโล่ง มีก้อนหินให้นั่งเสมือนเก้าอี้ มีเศษเขาของสัตว์ที่ตายจนแห้งแต่งผนัง ติดกับพวงผลไม้ห้อยอยู่หลายชนิด อีกฟากมีกองฟางขนาดใหญ่กองอยู่ และร่างของเขาก็ถูกวางไว้ตรงนั้น

ในความสลัวมืด เขาเห็นเคลวินน์เดินไปอีกฝั่งที่มีแสงจากด้านนอกส่องมา มีใบไม้สีเขียวและเถาวัลย์สาดมาปิดเสมือนเป็นหน้าต่าง สามารถมองออกไปเห็นทิวทัศน์ด้านนอกได้กว้างนัก

แวนกัสอ้าปากค้าง ดูภาพเบื้องหน้าอย่างอดที่จะตะลึงไม่ได้ “นายอยู่ที่นี่ ได้มองภาพพวกนี้ทุกวันเลยเหรอ”

เคลวินน์เดินมาทรุดคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “ทุกวัน”

“น่าอิจฉานายจัง”

“แฟนเกิซ มาอยู่ กับข้า” เจ้ายักษ์ว่า จับมือเขาไปดอมดมเสมือนเป็นดอกไม้

“นายไม่เข้าใจรึไง ว่าฉันทำแบบนั้นไม่ได้”

“ทำไม”

“ก็นายเป็นยักษ์ ฉันเป็นคน”

เคลวินน์ส่ายหน้า ยิ้มขึ้น “ข้ารัก แฟนเกิซ” ก้มดมตามลำแขนของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า “จับคู่ กับข้า”

“ไม่ได้”

ผู้ฟังหน้าเศร้า “แฟนเกิซ กลัวข้า”

“ไม่ใช่ นายไม่น่ากลัวเลย นายหล่อจะตายไป”

“จับคู่ กับข้า” หากฟังไม่ผิด น้ำเสียงของเคลวินน์อ่อนโอนและเว้าวอนนัก “ได้โปรด”

“เคลวินน์ นายไม่เข้าใจว่าเรื่องของเราเป็นไปไม่ได้ มีคนที่ไหนเขาแต่งงานอยู่กินกับยักษ์บ้าง เอ้อ...” ชายหนุ่มดึงมือที่ถูกจับอยู่ออก แล้วฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ หรือนัยน์หนึ่งก็แค่หาเรื่องเฉไฉไปคุยกันเรื่องอื่น มือยาวจับกระเป๋าผ้าที่สะพายมาด้วยของตัวเองขึ้นเปิด หยิบผ้าขนหนูยื่นให้เคลวินน์ด้วยรอยยิ้ม “นี่ผ้าขนหนู นายเอาไว้เช็ดตัวเวลาอาบน้ำ เช็ดผมให้แห้งด้วยนะ”

เจ้ายักษ์ตรงหน้าขยับมาสูดดมผ้าที่ถือ มันยิ้มกว้างพออกพอใจ “ของ แฟนเกิซ!”

“อันนี้ด้วย” กางเกงวอร์มสองสามตัวที่เขาเอาไปซัก แล้วใช้ผลิตภัณฑ์เดียวกันกับตัวเองจนเป็นกลิ่นเดียวกัน เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียเจ้ายักษ์หื่นนี่จะต้องลองดมที่ผ้าก่อนแน่ อย่างที่คิดไว้ เคลวินน์ดมกางเกงในมืออย่างละเอียดก่อนจะยิ้มร่า “หอม เหมือน แฟนเกิซ!”

รู้อย่างนี้ซักก่อนให้ก็ดี จะได้ไม่เถียงกันให้ต้องถ่อสังขารมาถึงที่นี่ จนเกือบเป็นอาหารเสือไปแล้ว ชายหนุ่มคิดแล้วยกยิ้มขึ้น มองเจ้ายักษ์กำลังลองสวมกางเกงผ้านิ่มนั้นได้พอดิบพอดี มันทำท่าอึดอัดจะถอด หากทว่าชายหนุ่มไม่ยอม “ใส่ไปเถอะเคลวินน์ เดียวก็ชินเอง เหมือนฉันเลย”

เจ้ายักษ์เพ่งมองที่กางเกงชายหนุ่ม เพ่งเสียคนถูกมองรู้สึกแปลก

“แฟนเกิซ ไม่ต้อง ใส่”

“หา” ชายหนุ่มย้อน

“ไม่ใส่ ดีกว่า”

“เลิกทำตัวหื่นกับฉันซักทีเถอะน่า!”

“แฟนเกิซ แก้ผ้า ดีกว่า”

“หยุดพูดเลยนะไอ้ยักษ์ทะลึ่ง”

เจ้ายักษ์ตัวใหญ่ทำท่าขยับของกางเกง ส่ายหน้า “ไม่ดี”

“ดี แค่ถอดผ้าเตี่ยวนั่นออก” ชายหนุ่มชี้

“ถอด ไม่ได้” เคลวินน์ส่ายหน้าอีกครั้ง อยากจะมีมีดหรือกรรไกรเสียเหลือเกิน แวนกัสจะได้ตัดให้มันขาด เจ้ายักษ์ร้ายตรงหน้าจะได้ไม่ต้องหยิบผ้าชิ้นนี้ขึ้นมาสวมอีก ชายหนุ่มคิดแล้วก็ยื่นมือบอก “มานี่ ฉันจะช่วยเอง”

“แวนกัส ถอด ตัวเอง ข้าจะถอด ของข้า”

คนฟังชะงัก “ถ..ถอดของฉันทำไม” พูดจาไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย ยิ่งอยู่กันสองต่อสอง

“นอน ไม่ต้องใส่”

หูคนฟังรู้สึกร้อนจนไม่อาจสบตากับเคลวินน์ได้ “ใครบอกฉันอยากจะนอนที่นี่ล่ะ เนี่ย...เสร็จธุระแล้วฉันก็จะกลับบ้านเหมือนกัน”

“หือ...” เจ้ายักษ์ย้อนเสียงหลง “แฟนกัส มา รังข้า”

“มาแล้วยังไงล่ะ ก็แค่แวะมาเยี่ยมบ้านเพื่อนไม่ได้รึไง”

“จับคู่กับข้า จับคู่กัน”

“ไม่ บอกว่าไม่ไงเคลวินน์” ตั้งใจจะลุก พลันรู้สึกเจ็บแผลขึ้นมา “อูย..นายไปส่งฉันเลย ฉันจะกลับบ้านแล้ว ไม่อยากอยู่เถียงกับไอ้ยักษ์สมองฝ่ออย่างนาย พูดไม่รู้เรื่อง เอะอะก็ขอนอนด้วย” คนพูดลุกขึ้นยืนเอาจริงเพราะหมดธุระแล้ว แม้จะเจ็บแผลก็ตามที แต่แล้วเมื่อพูดถึงการกลับบ้าน ไม่รู้เพราะเหตุใดเสียงน้ำก็ดังเปาะแปะ ไม่นานห่าฝนก็สาดลงจากท้องฟ้าเสียยกใหญ่ ทั้งที่ก่อนหน้าฟ้ายังโปร่งใส มีแดดออกจนแสบตา แวนกัสไม่เข้าใจเอาเสียเลย

“ฝนตกเนี่ยนะ!” ชายหนุ่มกอดอก ทรุดลงนั่งที่กองฟางอย่างเดิมด้วยความหงุดหงิด

“ไปส่ง ไม่ได้ แล้ว” เจ้ายักษ์ว่าเสียงอ่อนลง ก้มหน้าก้มตามองพื้นรู้สึกผิด

“ไม่ได้ก็ไม่ได้สิ ทำไมทำหน้าเหมือนเป็นความผิดของนายด้วย เดี๋ยวอีกหน่อยฝนก็ซาแล้ว” แวนกัสยักไหล่ เบิกตาเล็กน้อยเมื่อเห็นเคลวินน์ก้มลง ถดร่างกายหนีเมื่อยักษ์ใหญ่เดินมาทรุดกายนั่งตรงหน้า จับมือของเขาไปดอมดม แล้วใช้วิธีการที่เขาเคยเห็นอีกฝ่ายทำกับต้นไม้ นำผมยาวมาพันรอบขา

ไม่นาน แสงเรืองรองก็โผล่วาบขึ้น ให้เห็นใบหน้ารูปงามที่กำลังงุดมองแผลเขาในระยะใกล้

หัวใจแวนกัสเต้นตึก รู้สึกถึงความอันตรายแปลก ๆ ความอันตรายของหัวใจตัวเอง

เมื่อไรกันหนอฝนจะหยุดตกสักที เขาไม่อยากอยู่ในนี้สองต่อสองกับเคลวินน์อีกต่อไปแล้ว เจ้าบ้านี่ทำตัวน่ารักกับเขาขึ้นทุกวัน แล้วหัวใจของเขาก็เริ่มแกว่งมากขึ้นทุกวันด้วย

“หายเจ็บ” มันช้อนดวงตาสีแดงเพลิงมาสบกับแวนกัส

ทำไมรู้สึกดี กับการที่ถูกเจ้ายักษ์ร้ายตรงหน้าปฏิบัติดูแลกันนัก แวนกัสคิด ขณะมองที่ดวงตาแดงของอีกฝ่าย แต่ไม่นานที่เจ้ายักษ์ใหญ่หลุบมองที่แผลเขา ความเจ็บปวดบริเวณขาของชายหนุ่มหายไป “อือ หายแล้ว”

“ดี”

“นายเก่งที่สุดเลย” คำชมเพียงแค่กล่าวมาแก้เก้อของเขา ทำเคลวินน์ยิ้มจนเห็นเขี้ยวทั้งสอง แต่กลับกัน คนทางนี้หัวใจเต้นระส่ำขึ้นมากมายกว่าเก่า โดยเฉพาะยามที่เคลวินน์ผละมาสบด้วยสายตาหยาดเยิ้มตรงหน้า มองว่าเขาเป็นของน่ารักอย่างเคย

ไม่รู้อะไรดลใจ ให้มือยาวของชายหนุ่มเอื้อมไปแตะที่เขาใหญ่ของอีกฝ่าย ลูบจับมันอย่างแผ่วอ่อนทั้งที่รู้ว่าไม่ควร

“ฮือ...”

เคลวินน์เอียงคอรับอย่างพอใจ ดวงตาคมพริ้มรับราวกำลังรู้สึกดีที่ถูกแตะต้อง ลมหายใจของมันสะดุดจนร่างใหญ่โอนเอนมาซบที่ซอกคอของเขาราวกับลูกแมวน้อย แวนกัสรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะบ้า อาจเป็นเพราะความเงียบและเสียงฝนก็ได้ที่ทำให้เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง มือชายหนุ่มอีกข้างเกาะลำคอแกร่งของยักษ์ตรงหน้า ยามมันพ่นลมหายใจเข้าออกฟืดฟาดรดอกเขา

หัวใจของมนุษย์น้อยกำลังสั่นไหว เต้นรุนแรงจนยักษ์ใหญ่ที่ซบกอดสัมผัสได้ มันดอมดมตามอกแวนกัส สูดเอากลิ่นกายหอมกว่าดอกไม้ป่าทุกชนิดที่เคยดม ลากมือใหญ่สัมผัสใต้สาบเสื้ออย่างจงใจสำรวจ

เสียงมนุษย์น้อยหอบเฮือกยามมือมันแตะ ทว่าไม่มีเสียงปรามอันใด นอกจากมือเล็กที่คล้องกอดคอมันแน่น แต่ท้ายที่สุดเคลวินน์ก็เอียงหัวหลบไป ลุกขึ้นไปทรุดตัวนั่งอยู่อีกมุมของรังอย่างไม่พูดไม่จาราวกับรู้ดีว่า การยับยั้งชั่งใจนั้นควรทำอย่างไร

เจ้ายักษ์ใหญ่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไหล่ของมันตก และท่าทางราวกับเศร้าหนัก

“เคลวินน์” แวนกัสกลืนน้ำลายลงคออย่างงุนงง อารมณ์หวามไหวในท้องน้อยยังคงหลงเหลือ

สรุปแล้วเขาเข้าใจเคลวินน์ผิดไปหรอกหรือ

เจ้านี่ ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาจับคู่กับเขาเพียงเพราะแค่อยากผสมพันธุ์เหมือนสัตว์ตัวอื่น ๆ แล้วเมื่อครู่แวนกัสเป็นบ้าอะไร เหตุใดถึงเป็นฝ่ายเริ่มก่อนทั้งที่รู้อยู่ว่าอีกฝ่ายเป็นยักษ์ ไม่ใช่มนุษย์

“ฉันขอโทษ เมื่อกี้ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ชายหนุ่มกล่าวฝ่าความเงียบ “ฉันแค่อยากรู้”

“แฟนเกิซ ไม่รัก ข้า” อีกฝ่ายตอบ “ไม่รัก ก็อย่า ลูบเขา”

คนฟังรู้สึกผิดไปยิ่งกว่าเก่า รีบแก้ตัว “ฉันไม่รู้ว่ามันจะส่งผลต่อจิตใจนายด้วย ฉันขอโทษ ฉันไม่รู้ว่าการลูบเขาของนายมันหมายความว่ายังไง ต่อไปฉันจะไม่แตะสุ่มสี่สุ่มห้าอีก ฉันสาบานเลย” ชายหนุ่มยกมือให้คำสัตย์กับอีกฝ่าย บรรยากาศตอนนี้ทำให้ชายหนุ่มรำลึกถึงตอนที่ตัวเองต่อว่าเคลวินน์ในความไม่รู้เรื่องนั้น ผิดกันกับเขาที่ไม่ถูกอีกฝ่ายตำหนิอันใดเลยเมื่อทำผิด

แวนกัสยกมือสางผม เดินไปหยุดยืนอยู่ข้างคนงอนที่กำลังนั่งคอตกในมุมมืด “ไม่เอาน่า ฉันขอโทษที่ทำตัวแย่ ๆ กับนาย เคลวินน์ หันมาคุยกันหน่อย”

“ข้า กำลังคิด”

“คิดอะไร”

“ที่ แฟนเกิซ ถาม” เคลวินน์ยอมหันมาสบตากันแล้ว ด้วยสีหน้าที่กำลังโศก “ถามว่า ข้าจะบอก ความรู้สึก ที่มี ต่อ แฟนเกิซ ยังไง”

“นายพูดยาว ๆ ได้นี่นา”

“ข้า...” เจ้ายักษ์มองมนุษย์น้อยตรงหน้า เอื้อมจับมือของแวนกัสไปหอมครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วยอมเอ่ยปากบอกความคิดของตนเองออกมา ท่ามกลางเสียงห่าฝน “แฟนเกิซน่ารัก ข้าอยากเห็น แฟนเกิซ มีความสุข ข้าอยากปกป้อง ให้แฟนเกิซปลอดภัย ข้าไม่อยาก อยู่ห่าง จากแฟนเกิซสักนาที ความรู้สึกของข้า คืออยากให้ แฟนเกิซ มาอยู่กับข้า ตลอดไป อยากเห็นแฟนเกิซ ตั้งแต่รุ่งสาง จนตะวันลับก็ยังได้เห็น”

คนฟังนิ่งไป ทำได้เพียงแค่กะพริบตาไล่ความร้อนออกไป ไม่คิดว่า เคลวินน์จะเอ่ยคำเหล่านี้ออกมา เจ้าตัวคงใช้ความพยายามมากมายเพื่อให้เขาเข้าใจ

“แฟนเกิซ คิดว่า สิ่งที่ข้ารู้สึก เรียกว่า ข้ารักแฟนเกิซ หรือไม่”

แล้วทำไมถึงพูดเก่งเป็นต่อยหอยเลยเล่า

ไม่รู้เพราะความหนาวเย็นของฝน หรือเพราะกำลังประหม่ากันแน่ ทำให้แวนกัสต้องกอดอกตัวเอง ขณะที่ยังสบตากับเจ้ายักษ์ตรงหน้า และไม่รู้ว่าห่าฝนจะหยุดตกลงเมื่อใด เพราะยามนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลงไปแล้ว ชายหนุ่มอยากจะหนีคำถามของเคลวินน์ไปเสียเหลือเกิน ไม่อยากตอบออกไปตามตรงว่าอีกฝ่ายนั้นเข้าใจคำที่เอ่ยกับเขามาตลอดจริง ๆ

มีแต่เขาเท่านั้น ที่เข้าใจไปเองว่าเคลวินน์ไม่ประสีประสา

“น..นายเข้าใจถูก” ชายหนุ่มบอก

เจ้าตัวใหญ่ยกยิ้มขึ้น “แฟนเกิซ จะ จับคู่ กับข้า!”

“ไม่ใช่ ใครบอกว่าฉันจะจับคู่กับนาย ยังก่อน...”

เจ้าตัวใหญ่ไหล่ตกอีกรอบ “โกหก ไม่ดี”

“ฉันไม่เคยพูดเลยนะว่าฉันจะจับคู่กับนาย แล้วฝนบ้านี่เมื่อไหร่จะหยุดตกสักที ฉันอยากกลับบ้านจะแย่อยู่แล้ว” ชายหนุ่มเดินวนอยู่ในโถงอย่างนึกอึดอัด “นายช่วยออกไปส่งฉันทั้งที่ฝนตกได้มั้ย”

“กลางคืน มี สัตว์ป่า”

หน้าคนฟังถอดสี “อา...” แวนกัสพยักหน้า เดินกลับไปทรุดนั่งบนกองฟาง “ฉันว่าค้างที่บ้านนายก็ไม่เลว เดินทางกลางคืนมืด ๆ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เนอะ”

เจ้ายักษ์ลอบยิ้ม รู้ทันว่ามนุษย์เกรงกลัวสัตว์ตัวใหญ่ถึงเพียงไหน มันเอียงคอ มองร่างน้อยเอนตัวลงนอน หนุนกองผ้าที่ตนเองพกมาอย่างไม่นึกรังเกียจกองฟางของมัน เป็นภาพที่เคลวินน์จินตนาการไว้แล้วเกิดขึ้นจริงอย่างไม่น่าเชื่อ ว่าภายในรังของมัน บนกองฟางที่มันเคยนอนอยู่ทุกวี่วัน จะมีเรือนร่างบอบบางของมนุษย์ที่มันรัก นอนอยู่

“แฟนเกิซ กอด เคลฟินน์”

คนนอนเบ้ปาก ไม่อยากยอมรับ “เมื่อกี้ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น นายกำลังล่อลวงฉัน นายใช้เวทมนต์กับฉันแน่ ๆ”

“เคลฟินน์ ไม่มี”

“นายโกหก เมื่อกี้ฉันไม่รู้ตัวเลย นายต้องใช้เวทมนต์กับฉันแน่ ๆ”

เจ้ายักษ์ส่ายหน้า “เคลฟินน์ ไม่มี ถ้ามี คงทำให้ แวนกัสรัก ตั้งแต่แรก”

“เฮอะ” คนฟังนอนกอดอก ทำเป็นหลับตา “เถียงเก่งขึ้นนะเรา”

มนุษย์น้อยรู้ว่าเถียงคืนไม่ได้เลยทำเป็นง่วงนอนเสียแล้ว เจ้ายักษ์ยกยิ้มเล็กน้อย นิ้วมือยาวจิ้มลงที่ปลายจมูกเล็กอย่างนึกหวงแหน ไม่นานคนที่พริ้มตาหลับก็ลืมขึ้นมาสบกัน วินาทีที่ดวงตาทั้งคู่สบประสาน เคลวินน์ก็ยกยิ้มให้ร่างน้อยเบื้องหน้า สัมผัสแตะหลังมือเรียวเล็กที่วางพาดบนกองฟางนั้นอย่างต้องการสำรวจ “แฟนเกิซ นอน”

“ฉันนอนยังไม่หลับหรอก แค่เอนหลังพักเฉย ๆ ดวงอาทิตย์เพิ่งตกเอง”

“แฟนเกิซหิว” เจ้าตัวใหญ่เดินไปหยิบผลไม้มากองให้ ท่าทางการเอาอกเอาใจนั้นแลดูน่ารักจนต้องผุดยิ้มขึ้นมา ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบขึ้นมาพิศดูแล้วยอมกัดกิน เพียงเห็นเขางับไปคำเดียว ท่าทางของเคลวินน์แลดูภูมิใจมากที่ได้หาอาหารมาให้เขากินประทังชีวิต ดู ๆ ก็เหมือนผัวกำลังดูแลเมียอยู่เหมือนกัน

“อืม อร่อย” ชายหนุ่มพยักหน้า ยกแขนกอดอกเพราะรู้สึกว่าอากาศเย็นขึ้นยามฝนตก

“ปลาของแฟนเกิซ อร่อย!”

“ฉันจะทำให้นายกินอีก โอเค๊”

เจ้าตัวใหญ่พยักหน้า “ดี!”

“นายก็จับปลามาให้ฉันบ้างสิ นายจับปลาเป็นรึเปล่า”

“ข้าจะ จับปลาให้แฟนเกิซ ทั้งหมด”

“ไม่เอาหรอก เอาทีละตัวสองตัวสิ” ชายหนุ่มยกยิ้ม “เอามาเยอะขนาดนั้นบ้านฉันไม่มีที่เก็บหรอก”

“ข้าจะ กินให้หมด”

“ไอ้ยักษ์ตะกละเอ๊ย”

“แฟนเกิซตะกละ!”

“อีกแล้วนะ ยอกย้อนเก่งจริงเชียว”

“ฮิฮิ” มันหัวเราะคิกคักชอบใจ เป็นเสียงหัวเราะที่สดใส ผิดกันกับเจ้ายักษ์ร้ายแสนมืดมนที่เอาแต่คอยมองแวนกัสฝ่ายเดียวเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มละรอยยิ้ม ยิ่งอยู่ด้วยกันก็ยิ่งเห็นความน่ารักของอีกฝ่าย บางที่เขากำลังอาจจะใจอ่อนให้กับยักษ์จอมตื๊อตรงหน้าไปแล้วก็เป็นได้ แค่ยังไม่ยอมรับตัวเองเท่านั้น

เป็นใครก็ต้องเสียศูนย์กันทั้งนั้น เคลวินน์น่ารักและทรงสเน่ห์ออกปานนี้

ชายหนุ่มละรอยยิ้มของตัวเองลง ทำยังไงดีล่ะ หรือจะยอมรับดีหนอ “นี่...”

ผู้ฟังเลิกคิ้ว “แฟนเกิซ หนาว ฝนตก”

“อืม หนาวนิดหน่อย” คนตอบตกใจ ทันทีที่ยอมรับ ฝ่าเท้าของชายหนุ่มก็ถูกมือใหญ่ยกขึ้นไปกอบกุม ภาพฝ่าเท้าเล็ก ๆ ของเขาในอุ้งมือสองข้างนั้นทำเอาหัวใจแวนกัสเต้นไหวแรงขึ้น หนักกว่านั้นคือใบหน้ารูปหล่อของอีกฝ่าย เคลื่อนมาจรดที่เท้าของเขา แล้วเป่าลมอุ่นให้อย่างบรรจงประคบประหงมอยู่เช่นนั้น

ในอนาคต เขาอาจไม่ได้เจอคนแบบนี้อีกก็ได้ คนที่คอยดูแลเขาอย่างกับไข่ในหิน ราวกับเขาเป็นสิ่งที่มีค่าสิ่งเดียวของอีกฝ่าย “เห็นนายพยายามอย่างนี้ ฉันให้โอกาสนายซักหน่อยก็ได้”

คนฟังเอียงคอ “อุ่น”

“ไม่” แวนกัสส่ายหน้า “นายต้องนอนกอดฉันสิ ฉันถึงจะอุ่นกว่านี้”

เท้าน้อย ๆ หล่นปุลงพื้น เมื่อมือเจ้ายักษ์เหมือนจะอ่อนแรงขึ้นมาเสียเฉย ๆ หลังได้ยิน ดูเหมือนประโยคก่อนหน้านั้น มันจะไม่เข้าใจถึงความหมายของ ‘โอกาส’ ที่แวนกัสหมายถึง

“ฉันหนาว กอดฉันหน่อย” ชายหนุ่มจึงเลือกจะใช้คำพูดที่ฟังง่ายกว่านั้น ระหว่างที่สองคู่สายตาสบกัน ไม่นานเจ้ายักษ์ไม่เดียงสากระกระเถิบขึ้นมานอนอยู่บนกองฟางเดียวกัน ทันทีที่เห็นแวนกัสเอนหลังนอนเปิดโอกาสให้ มันโอบกอดเขาไว้ทั้งตัว มือสั่น ๆ ลูบจับตามลำตัวของเขาราวกับไม่เชื่อ

แบบนี้น่ารักดี

แวนกัสหนุนต้นแขนใหญ่ เขารองหัวของตัวเองด้วยย่ามผ้าที่ถือติดมือมา น่าประหลาดที่ตะวันเพิ่งตกลงดินได้ไม่นาน แต่ทั้งสองกลับไม่อยากลุกออกจากกัน อาจเป็นเพราะความเย็นชื้นเพราะฝนตก อาจเป็นเพราะรอบกายมีแต่เสียงหยาดน้ำ อาจเป็นเพราะแสงจันทร์ที่สาดผ่านม่านแมกไม้เข้ามาให้ได้เห็นหน้ากัน หรือเป็นเพราะความน่าหลงใหลของใบหน้าฝ่ายตรงข้าม ทำให้อดไม่ได้ที่จะอยากกระเถิบเข้าหากัน

นิ้วมือเรียวยาวน้อยแตะที่ริมฝีปากอันมีเขี้ยว มันงับนิ้วของชายหนุ่มเล่นขณะที่นอนจ้องตากัน ส่วนมือใหญ่ของเคลวินน์เองก็สำรวจเรือนร่างของแวนกัสด้วย ต่างฝ่ายต่างอยากรู้จักร่างกายฝ่ายตรงข้าม แวนกัสพริ้มตา เมื่อเจ้ายักษ์ตรงหน้าไม่อยากใช้มือสำรวจอีกต่อไปแล้ว มันก้มลงลากลิ้นเลียตามไหปลาร้า ชิมรสชาติที่แก้มของเขา แล้วเลิกสาบเสื้อขึ้น

ให้ตายซี เมื่อกี้เขาบอกว่าหนาว ไหงเจ้ายักษ์เจ้าเล่ห์ถึงได้เลิกเสื้อเขาขึ้นเช่นนี้กัน ไม่ยุติธรรมเลย

คนถูกกระทำพริ้มตา ยกหลังมือพาดที่หน้าผากราวกับคิดหนัก ยามลมหายใจร้อนของยักษ์ตัวใหญ่ไล่ไปตามหน้าท้อง มันขูดลากเขี้ยวเล็กทั้งสองลากลงต่ำผ่านหน้าท้องจนคนนอนตัวโก่งงอ อารมณ์วาบไหวแล่นปราดไปทั่ว ลมหายใจติดขัดจนต้องเกาะกุมไหล่ใหญ่นั้นไว้ ท้ายที่สุดกางเกงแวนกัสก็หลุดลอยไป

นัยน์ตาสีแดงเพลิงช้อนขึ้นมาสบเป็นเชิงขออนุญาต แวนกัสรู้สึกเหมือนตัวเองเริ่มจะมียางอาย ชายหนุ่มเอียงหน้าหลบ ได้ยินเสียงสากของกองฟาง แต่ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมีมากกว่า ยกขาอ้าออก ยินยอมให้เคลวินน์เรียนรู้ร่างกายอย่างง่ายดายขึ้นกว่าเก่า

“อือ...”

เพราะความเหงาที่ถูกเคลวินน์มาแทนที่ ทำให้แวนกัสไม่คิดหน้าคิดหลัง หรือเพราะการกระทำที่อีกฝ่ายปฏิบัติต่อชายหนุ่มอย่างดีนั้นทำให้ใจอ่อน จนต้องยอมเสพสังวาสกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ แวนกัสไม่สน ชายหนุ่มจิกเท้าของตัวเองยามความรู้สึกแปลกใหม่สาดซัดเข้ามา สัมผัสลิ้นสากรุมร้อนจนไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองกำลังไข้ขึ้นหรือไม่

แวนกัสส่งเสียงครวญลั่นท่ามกลางฝนพรำ ไม่อายดินฟ้า ลำขาขาวยกขึ้นแตะที่เขายาวของอีกฝ่ายอย่างจงใจ ได้ยินเสียงครางฮึ่มฮั่มขู่ หรือไม่ก็กำลังแสดงออกว่ามันรู้สึกดี ลิ้นขนาดยาวก็เพิ่มน้ำหนักไล้อวัยวะซ่อนเร้นของชายหนุ่มกว่าเก่า ได้ยินเสียงชื้นแฉะน่าเกลียดแต่กลับยิ่งเร้าอารมณ์แปลก ๆ

เสียงสากของกองฟางขยับตามสองร่างที่เคลื่อนไหว คนนอนอ้าขารู้สึกเหมือนกำลังจะตาย สบเข้ากับท่อนไม้แข็งขึงในกางเกงที่เพิ่งเห็นอีกฝ่ายใส่ชี้เด่ออกมา เดี๋ยวก่อน หากจะทำกันถึงขั้นนั้นเขากับเคลวินน์ควรตกลงกันก่อน มนุษย์น้อยกลืนน้ำลายส่ายหน้า

ร่างใหญ่บดเบียดก่ายเกยบนตัวชายหนุ่ม สัมผัสได้ถึงความแข็งขึงใหญ่โตนั้น ไม่นานสิ่งที่เร้นซ่อนในกางเกงของเคลวินน์ก็ถูกควักดึงออกมาให้เห็น แม้จะกลัวว่าตัวเองเจ็บ แม้จะคิดว่าการร่วมหลับนอนกับยักษ์เป็นสิ่งที่ไม่น่ายอมรับ แต่ในหัวของแวนกัสก็ท้วงเถียงว่าใครกันที่เขียนกฏขึ้นมาว่ามนุษย์ไม่มีสิทธิ์ ชายหนุ่มพริ้มหลับตา เป็นฝ่ายเปิดไฟเขียวให้ยักษ์ใหญ่ตรงหน้าด้วยการขยับขากว้าง ลูบจับสิ่งนั้นให้นำเข้ามา

ลมหายใจของเคลลวินน์พ่นผ่านหู มันจูบคางเขา ลากไล้มาจูบแลกลิ้นราวกับกลัวว่าเขาจะส่งเสียงร้องปราม ทั้งสองประสานลมหายใจขณะไม่ปล่อยให้ริมฝีปากเป็นอิสระ วินาทีนั้นความเจ็บรื้นก็เคลื่อนชำแรกเข้ามาอย่างยากเย็น รู้สึกได้ถึงการฉีกขาดบริเวณปากทางทีละเล็กน้อย

“ฮ้า...เจ็บ ๆ ๆ” แวนกัสร้องเสียงดัง ขาที่ว่าอ้าก็หุบกั้นฉับอย่างเป็นสัญชาตญาณ สองมือจิกทึ้งเส้นฟางแน่นจนสั่นไหว เจ้ายักษ์ใหญ่ชะงัก เห็นสีหน้าของแวนกัสแล้วหยุดการกระทำทุกอย่างอย่างนึกห่วงใย มันก้มลงมาจูบหอมที่หน้าผากของชายหนุ่ม ซาบซับความเจ็บปวด “แฟนเกิซ ไม่เป็นไร”

“อะ..อือ”

“ข้าหยุด” เคลวินน์ผละออก มันกลัวว่าเขาจะเจ็บจนตัดสินใจหยุดไป แล้วทิ้งตัวลงกอดก่ายกันโดยไม่สวมอาภรณ์ใดปิด ท่อนไม้ใหญ่กว่าแขนพาดเด่แข็งขึงไม่ยอมลดทอนลง

น่าเสียดาย...

ทุกอย่างพังเพราะความปอดแหกของเขา ชายหนุ่มคิดแล้วทำได้เพียงแค่ยิ้มแห้ง แม้บรรยากาศสุดแสนโรแมนติกจะหายไปแล้ว ในท้องของแวนกัสยังหลงเหลือมวลความรู้สึกนั้นอยู่ ราวกับในนั้นได้มีดอกไม้ป่าหลายร้อยดอกกำลังเบ่งบานออกสวยงาม พร้อมผีเสื้อเป็นหมื่นแสนบินฉวัดเฉวียน

แวนกัสยังติดอยู่ในห้วงอารมณ์หวามไหวนั้น ลากนิ้วตามหน้าท้องร่างใหญ่ที่นอนก่ายกอดกัน ยังคงสำรวจต่อไปอย่างไม่อยากหยุด “รอตอนฉันพร้อม” ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร ทั้งที่คิดว่าวันนี้ตัวเองพร้อมที่สุดแล้วแวนกัสยังเกิดป๊อดขึ้นมาเสียได้ “นายรอได้ใช่มั้ย”

เจ้ายักษ์พยักหน้า “เคลฟินน์รอ”

“นายวิเศษมากเลยรู้มั้ยเคลวินน์” คนกล่าวสบตา ขยับมือทั้งสองไปแนบกันให้เห็นขนาดที่ต่างถึงสองเท่า

“แฟนเกิซ วิเศษที่สุด”

“นอกจากจะน่ารักแล้ว ปากนายก็หวาน”

“แฟนเกิซ ร่างกาย หวาน”

เจ้ายักษ์ร้าย ร้ายสมชื่อ ในเมื่อคุ้นชินกับปลายนิ้วที่เอื้อมมาจิ้มจมูกของแวนกัสได้แล้ว จากนี้ไป ชายหนุ่มคงต้องทำตัวให้เคยชินกับคำพูดจาตรงเถรเกินไปเช่นนี้ด้วยกระมัง แวนกัสยกยิ้ม แล้วทำเป็นเอียงตัวหันหลังให้ ไม่อาจเก็บงำความรู้สึกขัดเขินภายในใจได้ต่อไปแล้ว

เจ้ายักษ์ข้างกายของเขานั้น มีพลังทำลายล้างสูงเกินไป ใครจะไปทนไหวกัน...



-------------------------------------------------------

มีใครจับคนเจ้าเล่ห์ได้มั้ยน้าาาาา ไม่อยากให้เค้ากลับบ้านอะเนอะ อิอิฝนตกเฉย

เกือบได้กันแล้ว ล่ะอิพี่ด้วยความโตมาตัวเดียว ต่างคนต่างไม่เคยทำ ก็เลยล่มก่อน นอนจับมือกันไปก่อนนะคะ ส่วนอิคนน้อง เอ๊ะๆ อ่อยเก่ง

แบบนี้ถือว่ายังไม่ NC สำหรับเรา ไว้คราวหน้าละกัน ส่วนฉากที่เรทมาก ๆ เราจะตัดไปลงบล็อกให้ แล้วก็จะใส่ลิงค์ให้ด้วยนะคะ ไปฟอลทวิตหรือเเฟนเพจรอเลย ฝากทุกคนช่วยคอมเม้น ช่วยดันนิยายด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ปล. เรื่องให้นมลูกเราตั้งใจเขียนให้น้องสามารถให้นมลูกเองได้ค่ะ ความท้องได้อะเนอะ แต่หลังจากที่กลับมาอยู่กระท่อมกัสก็เลือกที่จะให้นมผงเพราะต้องปิดบังความจริง แล้วนมมันก็ฝ่อไปเอง

 

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa

ออฟไลน์ sang som

  • เจ็บจิต!!
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-6
ฟินนนนน

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa
ฟินนนนน
ตอนหน้าฟินกว่านี้อีกกกก

ออฟไลน์ Funnycoco

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 252
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
รอบหน้าแฟนเกิชต้องเตรียมเควายไว้นะ  :hao6: :haun4:

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
    • fanpage Noonaa
รอบหน้าแฟนเกิชต้องเตรียมเควายไว้นะ  :hao6: :haun4:
555555 สงสัยคงต้องทำแบบนั้นแหละค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด