สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๔ ◆ ๑๙/๔/๖๓
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๔ ◆ ๑๙/๔/๖๓  (อ่าน 4370 ครั้ง)

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ

เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
   
เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17




เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม




◆ ◆ ◆ ◆ ◆ ◆ ◆ ◆




หายไปนานเรื่องเลยโดนลบไป ยังไงก็ต้องกราบขออภัยคนอ่านทุกคนเป็นอย่างสูง
หนนี้คนเขียนขอกลับมาแก้มือใหม่ และสัญญาว่าจะอัพต่อจนจบแน่นอนจ้าา




Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-04-2020 20:37:07 โดย ก่อนเหมันต์ »

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
... ปฐมบทแห่งสาป



เมื่อกลียุคแห่งเหล่ากินรามาถึง


   เผ่าพันธุ์ครึ่งคนครึ่งนกกำลังประสบชะตากรรมที่แสนโหดร้าย เมื่อถูกมนุษย์รุกราน เหล่ากินราต่างก็ถูกจับไปยังเมืองมนุษย์ ถอดปีกถอดหางไปสุมไฟเผา บีบบังคับให้เป็นเครื่องมือสนองตัณหาราคะและความโลภของมนุษย์ เหตุเพราะเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีรูปโฉมงดงามแค่นั้น


   เหล่าพี่น้องกินรีทั้งหลายถูกส่งไปเป็นนางสนมน้อยใหญ่ของมหากษัตริย์ ยศน้อยศักดิ์น้อยฤาก็นางบำเรอให้เจ้าเมืองแลเหล่าเสนาอำมาตย์เล็กใหญ่ กินนรที่เคยเป็นช้างเท้าหน้าในเผ่าพันธุ์ ก็ถูกนำไปเป็นข้าทาสบริวารประดับบารมี ร้ายแรงสุดก็ถูกจับไปเป็นที่ระเริงกามให้กับผู้เป็นนาย หรือถูกขายให้กับซ่องโสมมนางโลมนายโลม อยู่ในโรงระบำโรงละครฤาก็มี ทำลายศักดิ์ศรีย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี


   เมื่อเห็นท่าไม่ดี เจ้านครกินรีที่เป็นใหญ่ในเชิงเขาไกรลาศก็ได้ร้องขอความช่วยเหลือไปยังพระอิศวรผู้ปกครอง เมื่อรู้ดังนั้นก็เนรมิตม่านพรางตาล้อมรอบกำแพงเมืองไว้ ให้หลบซ่อนจากสายตามนุษย์


   กล่าวถึงกินรีน้อยนางหนึ่ง นามว่า บุหรงมาศ เป็นธิดาองค์เล็กสุดจากโอรสธิดาทั้งหมดห้าคนในพระเจ้าทวิชานฤบดีกับนางศรีสุหรัดพัชฎา แม้จะมีรูปโฉมงดงามชดช้อยยากจะหากินรีนางใดในเขาไกรลาสเปรียบได้ ว่ากันว่าแม้แต่นางมโนราห์ก็ยังมิอาจเทียม แต่กลับมีนิสัยที่เป็นที่รู้ดีว่าแก่บิดามารดาและเหล่านางรับใช้ว่านางนั้นดื้อรั้น แก่นแก้วกระโดกกระเดก เอาแต่ใจแต่ไหนแต่ไร แม้จะถูกกล่าวเตือนจนปากเปียกปากแฉะอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยเข้าหู


   จนเมื่ออายุย่างได้ 200 ปี หรือหากเทียบกับอายุขัยของมนุษย์ก็น่าจะสัก 20 กระมัง เพราะความไร้เดียงสา อยากรู้อยากเห็นไปเสียหมด จึงตัดสินใจฝ่าฝืนคำสั่งบิดาหนีออกจากเขตกำแพงเมืองเป็นครั้งแรก ข้างนอกที่ว่าอันตรายนั้น จริงๆ แล้วจะเช่นนั้นจริงหรือ สระอโนดาตที่ว่างดงามและกว้างใหญ่ ก็อยากเห็นสักครั้ง  เมื่อสบโอกาสรอดพ้นจากสายตาเหล่านางกำนัลและองครักษ์ก็หนีผ่านม่านพรางตาออกไป



   “ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ผีนั่นแลจะลากลงหม้อนรก”

   กินรีน้อยได้เตร็ดเตร่ท่องไปเที่ยวไปในพงไพร จนลืมวันลืมคืน เล่าว่าข้างนอกนี้น่ากลัว นั่นคงเป็นเพียงคำโกหกจากผู้ใหญ่เสียกระมัง ข้างนอกนี้มันช่างตื่นตาตื่นใจไปเสียหมด  ผลหมากรากไม้ฤาก็รสดียากจะหาที่ไหนเปรียบ กลิ่นหอมของหิมพานต์ไพรรัญจวนใจอยู่ทุกขณะที่โผบิน จนถึงสระอโนดาตก็ถอดปีกถอดหางลงเล่นน้ำ หารู้ชะตากรรม


   สิเน่หาของบุรุษเพศนั้นน่ากลัวยิ่งนัก

   มานพหนุ่มคนหนึ่ง ยศศักดิ์ฤาก็โอรสของมหากษัตริย์เมืองมนุษย์ จับนางไป เผาปีกเผาหาง ต้องการได้นางมาเป็นภรรยาเอก แต่ตัวนางกินรีนั้นไม่ยอมแม้ตัวตายก็จักไม่ยอมตกเป็นเมียมนุษย์ใจอำมหิตที่เผาปีกเผาหางตนเองเด็ดขาด เมื่อไม่ได้ใจมา ก็ต้องใช้วิธีบีบังคับ จับนางไปขังไว้ในกรงทอง เมื่อไหร่ที่ใจอ่อนจำยอมแล้ว ถึงจะปล่อยออกมาใช้ชีวิตอิสระอีกครั้ง เป็นเช่นนั้นแล้วไซร้ตายเสียยังจะดีกว่า นางไม่ยอมกินไม่ยอมนอน เฝ้านึกถึงแต่หน้าพ่อแม่ในทุกลมหายใจ ป่านนี้คงรุ่มร้อนดั่งไฟลนรบเร้าเหล่าทหารกินนรออกตามหากันจ้าละหวั่น ปีกหางฤาก็กลายเป็นเถ้าธุลีไปเสียแล้ว มองหาหนทางจะกลับไปเองก็อับจน


   ตรอมใจเพราะความโศกเศร้าเหลือคณา กว่ามานพหนุ่มผู้นั้นจะรู้ตัวก็เมื่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายของนางมาถึง ก่อนตายนางได้เอ่ยปากสาปให้ชีวิตมนุษย์ผู้นั้นประสบชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน ถูกจองจำในชีวิตนี้เป็นนิรันดร์ ไม่อาจเกิดไม่อาจตายในทุกภพชาติไป เฝ้าทุกข์ทรมานมองคนรักพลัดพรากจากไปอยู่อย่างนั้น ทางเดียวที่จะจะล้างคำสาปได้คือความรักจากนางนั่นเอง



        อันตัวข้าทำผิดฤาก็หาไม่           เหตุอันใดจึ่งได้จำเลยขัง
เผาปีกหางเป็นเถ้าต่างดินดัง      สิ้นจีรังกลิ่นชาติกินรี
อยู่ไปภพนี้ไซร้ไร้แล้วศักดิ์      ขอกระอักเลือดตายให้หายหนี
คนเช่นเจ้าทรราชเสียสิ้นดี      ราคีนี้จงหมดสิ้นจรมลาย
ขอเจ้านั้นทนทุกข์ชั่วกัปกัลป์      นิจนิรันดร์ในเขตขัณฑ์เดียวดาย               
ไม่อาจเกิดหรือแม้นแต่จะตาย           หลุดพ้นได้คือรักจากใจเรา


   เมื่อนางกินรีสาปได้ก็กระอักเลือดสิ้นใจตายในกรงทองนั้น ส่วนองค์ชายที่มองคนที่เฝ้ารักมาตลอดตรอมใจตายในอ้อมแขนก็ปานจะขาดใจไม่ต่างกัน ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนเองทำจะนำมาซึ่งชีวิตของนาง จึงได้เอ่ยออกมาทั้งน้ำตา


        น้องเอยน้องรัก              พี่ก็รักเจ้าปานจะขาดใจ
อันตัวพี่ทารุณฤาก็หาไม่              เหตุไฉนจึ่งได้อาฆาตกัน
ในเมื่อสาปให้รอพี่จะรอ              นวลลออตรึงใจมิหายหัน
พี่ยอมโศกปางตายในจาบัลย์      ชั่วนิรันดร์รอเพียงบุหรงนาง



   ส่วนนางบุหรงมาศเมื่อหมดสิ้นอายุขัยก่อนกาลอันควรแล้ว ในภพที่แล้วถูกย่ำยีจิตใจด้วยมนุษย์ผู้ชาย จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อพระมหาเทพว่าชาติหน้าฉันใดหากได้เกิดขอให้ได้เกิดเป็นบุรุษในทุกภพชาติไป เพื่อหมายให้คำสาปของนางนั้นเป็นนิรันดร์ เพราะอย่างไรเสียบุรุษก็ไม่อาจรักบุรุษได้

   
   ส่วนองค์ชายองค์น้อยองค์นั้นก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับคำสาปของนางกินรี แม้นจะเป็นอมตะแต่ก็หาได้มีซึ่งความสุขไม่ เหมือนถูกกักขังไว้ในกรงหากแต่ไม่ใช่กรงทอง แต่เป็นกรงที่ร้อนดั่งไฟสุมเรื่อยมานับหมื่นนับแสนปี เฝ้ามองคนรักตายจากไปคนแล้วคนเล่าอยู่อย่างนั้น เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้ก็รังแต่จะเจ็บปวดไม่เสื่อมคลาย จึงได้ตัดสินใจปลีกวิเวกไปบำเพ็ญเพียรภาวนาฝึกวิชาอยู่ในถ้ำกับฤๅษี


   ในโลกมนุษย์ยุคที่กินรีเป็นเพียงเรื่องเล่าในวรรณคดี นางบุหรงมาศก็ได้มาเกิดเป็นผู้ชายสมใจปรารถนา ความทรงจำในชาติที่แล้วฤาก็ทิ้งไว้ในชาติที่แล้ว แต่ใครบางคนสิ ที่ไม่เคยลืมว่านางเป็นใคร






#สาปกินรา #เดชาธรพนรัญชน์ #เดชป่า




... ก่อนเหมันต์ ...


ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1048
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
เราหาอ่านไม่เจอตามอยู่โดนลบนี่เอง

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7742
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
มาๆ

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
... บทที่ ๑



   อะแฮ่ม เอากำปั้นปิดปากทำตาล่อกแล่ก เรียกร้องความสนใจกันหน่อย

   ก็ผมจะแนะนำตัวนี่นา

   ผมชื่อพนรัญชน์ครับ เขียนก็ว่ายากแล้วแต่ถ้าให้ใครมาอ่านชื่อผมครั้งแรกส่วนใหญ่ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อ่านว่าอะไรวะ พร้อมกับเครื่องหมายปรัศนีกางหน้าผาก จริงๆ มันอ่านว่า พะ-นะ-รัน บางคนไม่รู้ก็อ่านว่า พะ-นะ-รัน-ชะ บ้าง พน-รัน บ้าง เอาเถอะ ขนาดตัวผมเองกว่าจะเขียนชื่อตัวเองถูกก็ปาเข้าไป ป.3 แล้วเชื่อไหม ใครรู้เขาก็ตราหน้าว่าผมทึ่มหมด

   ผมเคยถามแม่ว่าหมายความว่าอะไร แม่บอกว่ามันแปลว่า เสน่ห์แห่งป่า ฟังดูดี(จีบปาก) แต่ก็ทำให้หัวคิ้วผมย่นเข้าหากันเมื่อได้ยิน ผมไม่เข้าใจว่าหน้าผมเหมือนป่าหรือพ่อกับแม่มีความผูกพันอะไรกับป่าหรือเปล่า คิดว่าไม่น่าใช่ ผมเกิดในป่าหรือก็ไม่ แต่เอาเถอะ ถ้าบอกว่าพระตั้งให้ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดี

   ก็พยายามคิดแบบนั้นมาเกือบจะยี่สิบปีแล้ว ไม่แน่ใจว่าดีจริงหรือเปล่า ทุกวันนี้ผมก็แค่เด็กธรรมดาคนหนึ่ง อายุอีกไม่กี่วันก็ 20 ใช้ชีวิตปอนๆ ตามสไตล์คนบ้านไม่รวย เรียนมหา’ลัยไปด้วยทำงานไปด้วย ผมทำงานพาร์ทไทม์ในร้านกาแฟสีเขียวชื่อดัง เป็นทั้งบาริสต้าแล้วก็เด็กเสิร์ฟ เช็ดโต๊ะบ้าง เก็บช้อนแก้วจานชามไปล้างบ้าง รองรับอารมณ์ลูกค้าบ้าง เอาง่ายๆ คือทำทุกอย่างแหละ ถามว่าคุ้มกับเงินที่ได้ไหม ก็ดีกว่าแบมือขอแม่อย่างเดียว ได้มาก็กินบ้างใช้บ้างตามประสา เหลือก็เอาไปซื้อของที่อยากได้ ที่บ้านจะดูแลให้แค่ค่าเทอมกับค่าหอ ยกเว้นว่าเดือนไหนผมช็อตจริงๆ จึงจะขอค่ากินด้วย

   ส่วนชื่อเล่นของผมคือ ‘ป่า’ ก็ยังคงไม่หลุดคอนเซ็ปต์นะ แต่ถ้าเพื่อนเรียกแล้วไม่หันหน่อยก็สัตว์ป่ามาแน่นอน แต่เพื่อนผู้หญิงหรือผู้ฉิงส่วนใหญ่จะเรียกผมว่า ‘รัน’ มันฟังดูทันสมัยกว่าพวกเธอว่างั้น


   
   วันนี้ไม่มีเรียน ผมจึงแวบมาบ้านตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น มาฝากท้องไว้ที่นี่ ประหยัดไปได้ตั้งหลายมื้อแหนะ หลังกินมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำ ก็หิ้วพุงน้อยๆ มานั่งเอกเขนกดูทีวีอยู่หน้าบ้าน

   “ยังไม่กลับอีกเหรอ ไหนว่าต้องเข้ากะสี่โมง”

   หญิงวัยเกือบจะกลางคนที่ต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมาตั้งแต่ผมเข้ามัธยมต้น แต่หุ่นเธอยังคงสะบะระฮึ่ม ยิ่งอยู่ในชุดพยาบาลด้วยแล้วยิ่งดูดีไปใหญ่ จึงไม่แปลกที่จะมีหมอมีคนไข้มาจีบอยู่บ่อยๆ แต่ก็ต้องข้ามศพผมไปก่อนนะ ผมหวงแม่ยิ่งกว่าหมาแม่ลูกอ่อนหวงลูก บอกเลย

   ผมนั่งเงียบ จ้องทีวี แต่ก็ไม่อาจสยบยิ้มแบบเขินๆ

   “จะเอาเท่าไหร่”

   เบื่อคนรู้ทัน ก็มันไม่พอใช้อ่ะ ให้ทำไงได้

   “พันเดียวก็พอ อีกไม่กี่วันเงินเดือนก็ออก”

   ผมสำหรับแม่แล้วแค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ เธอล้วงเข้าไปในกระเป๋าพกส่วนตัวก่อนจะควักแบงค์สีเทาออกมาสองใบ แล้วยื่นให้ผม


   “ใช้ให้มันประหยัดๆ หน่อยนะ ช่วงนี้แม่ก็เหนื่อยหลายอย่าง”

   ผมใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จีบแบงค์พันมาแค่แบงค์เดียวเท่านั้น ผมเป็นลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น บอกว่าขอพันเดียวคือพันเดียว

   “จ้าคนสวย” พูดพลางก็ยกมือขึ้นเหนือหัว “ช่วงนี้มีจ่ายค่าอุปกรณ์เยอะหน่อย เลยไม่พอใช้”

   “อืม แม่จะออกไปทำงานแล้ว จะกลับเลยไหม”

   “แม่ไปเถอะ เดี๋ยวอีกหน่อยผมถึงจะกลับ”

   “งั้นก็ล็อกบ้านล็อกช่องดีๆ” พูดจบเธอก็เดินพาร่างสะโอดสะองในชุดวิชาชีพของเธอออกไปหน้าบ้าน

   แม่ผมเป็นพยาบาล ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลรัฐไม่ไกลบ้านมากนัก ในแถบจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพเมืองศิวิไลซ์ และนี่แหละคือรายได้หลักของบ้านผม

   ส่วนตัวผมเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ ถึงจะโง่ แต่ก็เรียนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศนะเออ จากบ้านไปมหาวิทยาลัยก็ไกลโข เปลืองค่าเดินทางแถมเสียเวลาอีกต่างหาก เลยต้องไปเช่าหอถูกๆ อยู่ เพราะมันใกล้ทั้งที่เรียนทั้งที่ทำงาน


   
   พวกเข้ากะบ่ายก็ต้องต้องอยู่จนดึก ความจริงร้านผมก็คนคึกคักแทบจะตลอดเวลาแหละ ร้านกาแฟอันดับหนึ่งของคนทั้งโลกนี่ แต่ช่วงใกล้เวลาปิดร้านซึ่งก็คือเที่ยงคืนลูกค้าจะเริ่มบางตา หรือบางวันก็แทบไม่มีเลย

   พวกผมก็ดูเอาจากสถานการณ์จริง ถ้าหากดูท่าจะไม่มีลูกค้าแล้วพี่ผู้จัดการก็จะให้เริ่มเคลียร์ร้านเร็วหน่อย เพื่อที่เมื่อถึงเวลาเลิกงานก็จะได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนเลย

   วันนี้ก็เช่นกัน

   อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะได้เวลาปิดร้านแล้ว นโยบายประหยัดพลังงาน ในร้านไม่มีลูกค้านั่งอยู่แล้ว ไฟในร้านก็จะปิดไปบางดวง จนบรรยากาศสลัวหน่อยๆ ร้านของผมไม่ได้อยู่ในห้างเสียทีเดียว บริเวณรอบนอกร้านก็เป็นต้นไม้ประดับหนาตา คนจึงไม่ค่อยจะพลุกพล่านสักเท่าไหร่ พนักงานก็ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเองไป ผมเองล้างแก้วอยู่ที่ซิงค์หลังเคาเตอร์ ทำงานเพลินจนลืมสังเกตไปว่าเหลือแค่ตัวเองคนเดียวตรงนี้

   ผมเริ่มรู้สึกตัวว่าร้านเงียบลงจนน่าตกใจ ไม่รู้คนอื่นหายไปไหนกันหมด หันซ้ายแลขวาก็เหลือแค่โต๊ะเก้าอี้กับบรรยากาศทึมๆ

   ก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือก็ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานนี่หว่า หรือจะอยู่หลังร้านกัน


   เมื่อล้างแก้วใบสุดท้ายเสร็จเลยกะจะเดินไปดูเสียหน่อย เพิ่งมาสังเกตก็วันนี้แหละ ว่าร้านนี้เวลาไม่มีคนแม่งแอบน่ากลัวอยู่เหมือนกัน

   หรือผมป๊อดเกินไป

   ก้าวขาไปยังไม่ถึงประตูที่เชื่อมไปหลังร้านก็ต้องชะงัก เพราะไฟในร้านดับพรึบลง มืด มืดสนิทเลย ผมค้างอยู่อย่างนั้น ในใจนี่เต้นเหมือนจังหวะอีดีเอ็ม


   
“แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ทูยู...”


   มีแสงเทียนวับๆ แวมๆ สว่างออกมาจากประตูบานนั้น ห่างจากผมไม่ไกล ภายใต้แสงเทียนที่ปักเค้กนั้นที่ส่องสว่างนั้นก็คือใบหน้าเปื้อนยิ้มพลางร้องเพลงอวยพรของบรรดาพี่ๆ เพื่อนๆ พนักงานในร้านนั่นเอง

   เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้วันเกิดตัวเอง

   มองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ยิ้มแก้มแทบแตก น้ำตาจะไหล ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครเซอร์ไพร์สวันเกิดไอ้พนรัญชน์เลย
   ผมเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันสักเท่าไหร่ บางครั้งผ่านมาหลายวันแล้วผมเพิ่งนึกขึ้นได้ก็มี อันที่จริงผมคิดว่าวันเกิดไม่สำคัญหรอก มันก็เหมือนกับวันอื่นๆ

   แม่ผมเป็นพยาบาลแผนกสูติฯ เธอบอกอยู่เสมอว่าวันเกิดลูกก็คือวันที่แม่เจ็บปางตาย ยิ่งสมัยก่อนเทคโนโนยีทางการแพทย์ไม่ได้ก้าวหน้าแบบปัจจุบัน วันเกิดลูกนี่ชี้เป็นชี้ตายชีวิตแม่เลยนะ ที่บ้านผมไม่มีใครให้ความสำคัญกับวันหรือเทศกาลอะไรนัก จริงอยู่ว่าปัจจัยด้านการเงินอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมว่าเอาเข้าจริงๆ เงินไม่น่าจะใช่ปัญหาหากอยากให้มันมี

   พอ ขี้เกียจดราม่าแล้ว เอาเป็นว่าวันนี้มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามทำให้วันเกิดมันเป็นโอกาสพิเศษสำหรับผม ผมถึงได้รู้ว่า เออ มันก็เป็นความรู้สึกดีๆ อีกแบบแหะ

   ผมกล่าวขอบคุณก่อนจะเข้าไปเป่าเทียนหลังเสียงเพลงจบลง จังหวะที่ผมเงยหน้าขึ้นเมื่อแสงเทียนลงแล้วถูกแทนที่ด้วยแสงไฟในร้าน ช่วงเวลาก้ำกึ่งระหว่างนั้นปรากฏใบหน้าของใครบางคนที่ผมไม่คุ้นเคยยืนยิ้มให้ผมอยู่ข้างหลังกลุ่มพนักงานที่ผมรู้จักดีทุกคน ก่อนจะหายไปในชั่วพริบตา

   คิดว่าตาฝาด

   “เป็นไรวะไอ้ป่า พวกกูแค่มาเซอไพร์สวันเกิด ต้องซาบซึ้งอึ้งกิมกี่อะไรเบอร์นั้น” เสียงของพี่ปอง ผู้จัดการร้านกาแฟทำเอาผมสะดุ้งหวาม

   รีบกะพริบตาไล่ภาพจำใบหน้านั้นออกไป

   “เปล่าพี่”

   “เอ้อไอ้นี่ มาๆ กินเค้กกัน”


   
   กว่าจะได้กลับออกมาจากร้านก็ตีหนึ่งแล้ว โชคดีที่ระยะทางจากร้านกาแฟกลับไปหอไม่ได้ไกลมากนัก เดินประมาณยี่สิบนาทีก็ถึง อันที่จริงมันมีทางลัดที่ใช้เวลาน้อยกว่าตั้งครึ่งนึงแหนะ แต่เป็นซอยเปลี่ยวเล็กๆ ข้างทางเป็นกำแพงวัด มีตึกร้างกับพงหญ้าสูงชันด้วย แถมมืดอีกต่างหาก ถ้าเป็นตอนกลางวันจะมีคนสัญจร มีมอเตอร์ไซวิ่งผ่านไปมาบ้าง แต่เวลานี้อย่าว่าแต่คนเลย ผมว่าผีก็ไม่เทียว

   ออกตัวก่อนเลยนะ ถึงผมจะเป็นคนขวัญอ่อน แต่ก็ใช่ว่าผมจะตาขาวพร่ำเพรื่อนะ ถามว่ากลัวผีไหม ก็กลัว แต่กลัวโจรมากกว่า ได้ยินข่าวว่าเคยมีผู้หญิงโดนลากไปข่มขืนแถวนั้นด้วย

   เพราะฉะนั้นผมจะไม่กลับทางนั้นเช่นเดียวกับวันอื่นๆ ที่กลับดึก ผมจะเดินอ้อมไปตามถนนใหญ่แล้วเข้าหน้าปากซอยหลัก อย่างน้อยซอยนั้นก็มีร้านสะดวกซื้อ มีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ได้กลัวผีนะ ผมไม่ได้กลัวโดนลากไปข่มขืนด้วย ผมกลัวโดนปล้นต่างหาก มีติดตัวอยู่พันเดียว หมดนี่ก็รับประทานแกลบต่างข้าวแน่นอน

   
   อ่า... ในที่สุดก็ถึงหน้าปากซอย เล่นเอาเหงื่อซึมไปเหมือนกัน ตรงนั้นมีร้านสะดวกซื้อเจ้าดัง ไฟสว่างจ้าเลย มองเห็นไปถึงกลางซอย เดินไปอีกนิดก็เป็นหอผมแล้ว

   ผมเดินทอดน่องไปเรื่อยริมทาง แต่แปลกแหะ ไม่มีรถวิ่งสวนไปมาเลย คนก็เงี๊ยบเงียบ แต่จะว่าไปก็ตีหนึ่งแล้วนี่หว่า
   เดินต่อไปได้ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าเดินตามหลังมา ผมนี่ค่อยโล่งอกหน่อย อย่างน้อยก็มีเพื่อนเดิน แล้วคนที่เดินอยู่ข้างหลังผมก็ผิวปากขึ้นมา ดูท่าอารมณ์ดีเสียด้วย

   เสียงฝีเท้าเดินตามผมใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงผิวปากก็ดังใกล้เข้ามา ส่วนผมยังคงเดินเรื่อยๆ ตามปกติ ไม่นานนักเสียงเดินของคนๆ นั้นก็เดินมาตีคู่ผมเหมือนกำลังจะเดินแซงไป

   ผมหันมองข้างๆ เผื่อจะได้ยิ้มทักทายกันเสียหน่อย ตามประสาคนนอนดึก

   ว่างเปล่า

   ตอนนั้นคือผมได้ยินเสียงเต้นตูมตามของหัวใจตัวเองเลยแหละ ผมหันไปมองข้างหลัง ข้างหน้า ข้างๆ มันก็ไม่ได้มืดขนาดที่จะคลาดสายตาไปได้นะ แต่ไม่มีใคร ไม่มีเลยจริงๆ ผมสาบาน

   คนอย่างไอ้พนรัญชน์ก็ใส่เกียร์หมาสิครับ ผีหลอกแน่ๆ


   ถึงห้องก็เล่นเอาเหงื่อไหลโทรมตัวไปหมด ปาดเหงื่อแล้วจึงโยนกระเป๋าไปไว้บนโต๊ะ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งพักหายใจบนเตียง

   ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีสัมผัสพิเศษขึ้นมาได้ แต่ไหนแต่ไหนมาไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย จนแทบจะไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับต่างๆ นาๆ อย่างที่ใครเขาเล่ากันเสียแล้วด้วยซ้ำ

   หรือเป็นเพราะวันเกิด


   กว่าจะได้นอนก็เกือบเช้า อาบน้ำเสร็จผมก็มาเปิดดูตำราเรียนอีกนิดหน่อย เผื่อพรุ่งนี้อาจารย์นึกสนุกสอบย่อยขึ้นมาดื้อๆ เหมือนครั้งก่อนๆ

   อาจารย์คนนี้ชอบแกล้งเด็ก โดยเฉพาะเด็กอย่างแก๊งผม โดดเรียนเมื่อไหร่ ไปเรียนคาบต่อไปมีทดสอบย่อยเก็บคะแนนแน่นอน แกหมั่นไส้พวกผม คงเพราะเป็นเด็กหลังห้อง ชอบหนีเรียน ชอบแซวแก (อาจารย์มึงก็ยังไม่เว้น) แต่เสือกเรียนเก่งไง ผลคะแนนออกมาไม่เลว เหมือนแกอยากเอาชนะพวกผม

   อ้อ ลืมบอกไป ผมเรียนสถาปัตย์ หรือเรียกเก๋ๆ ว่าเด็ก’ถาปัตย์น่ะแหละ  เพิ่งขึ้นปีสามหยกๆ แต่ละวิชาก็หินๆ ทั้งนั้น เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยนี่ไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะ

   
   ผมหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้แค่ว่าตอนนี้ผมฝัน ฝันว่าใครบางคนกำลังเดินเข้ามาหาผม ใบหน้านั้นมันคุ้นเสียเหลือเกิน แล้วผมก็ได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างแว่วมาในสายลม


“...ไม่อาจเกิดหรือแม้นแต่จะตาย  หลุดพ้นได้คือรักจากใจเรา”


   เสียงนั้นมันฟังทุ้มและเยือกเย็นจนน่าขนลุก เหมือนบทร้องในละครหรือโขนอะไรสักอย่าง ผมรู้สึกตัวทันที่จะได้รู้ว่ามันไม่ใช่แค่เสียงจากความฝัน เสียงนั้นดังอยู่ข้างๆ หูผม เป็นเสียงผู้ชาย ใครสักคน ผมตกใจตาเหลือกรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง ฝืนมองไปข้างตัว และมันมี! มันมีคนนอนอยู่ในความมืดข้างตัวผมจริงๆ



   มึงตามมาถึงห้องกูเลยเรอะ!


   ผมกระโจนไปยังสวิทซ์ไฟ ภาวนาในใจให้มันเปิดติด กลัวจะเหมือนในหนังผีที่ไฟแม่งชอบมาเสียตอนผีโผล่มาทุกที
   แต่ไฟห้องผมติด กราบขอบพระคุณในความซื่อสัตย์ต่อเจ้านายที่จ่ายค่าไฟตรงทุกเดือน

   ไฟในห้องสว่างพรึบขึ้น ผมมองกลับไปยังที่ตรงนั้น แต่เตียงผมว่างเปล่าตามแบบฉับลับหนังผี ม่านหน้าต่างตรงหัวนอนปลิวไสวตามแรงลมที่โชยเข้ามาทำเอาผมสะดุ้งไปเหมือนกัน ผมเปิดหน้าต่างทิ้งไว้

   ทำใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งลงที่ข้างขอบเตียง บนเตียงตรงที่ผมนอนจะเป็นรอยยับย่นจากตัวผม และข้างกัน มีรอยยับที่แทบจะเป็นรูปร่างของคนปรากฏอยู่เช่นกัน

   ผมไม่ได้ตาฝาดและหลอนไปเอง แม้ลึกๆ อยากให้มันเป็นแบบนั้นก็เถอะ


   ผมรีบกระโดดไปเลื่อนปิดหน้าต่าง ไม่รู้ล่ะ ตรงไหนที่คิดว่าไม่ปลอดภัย ผมกันไว้ก่อน มองดูนาฬิกาอีกไม่เท่าไหร่ก็เช้า เอาเป็นว่าไม่ต้องนงต้องนอนมันแล้วคืนนี้ ผมเปิดไฟในห้องไว้อย่างนั้นจนข้างนอกสว่างคาตา






#สาปกินรา #เดชป่า #เดชาธรพนรัญชน์




... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #5 เมื่อ07-03-2019 18:46:50 »

... บทที่ ๒



ผมนั่งซึมกะทือรอไอ้สามหน่ออยู่ในโรงอาหารมหาวิทยาลัยตามที่มันบอก เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง นัดกันทีไรก็ต้องเป็นผมที่มาก่อนทุกที

ผมนั่งหาวแล้วหาวอีกมาจะครึ่งชั่วโมงแล้ว อีกไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องเข้าห้องเรียน แต่พวกมันยังไม่โผล่หางโผล่หัวมาสักตัว

เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ตีสาม หลังจากที่โดนผีหลอกก็ไม่ได้นอนอีกเลยจนตอนนี้ ท้องผมมันก็ประท้วงเรียกท้องอาหารเช้าอยู่อย่างนั้น จะกินก็ไม่ได้ เพราะไอ้เพื่อนเวรมันขู่ว่าถ้าไม่รอมันมันจะให้ผมจ่ายค่าข้าวให้



เห้อ มีเพื่อนกับเขาทั้งที ก็หาดีไม่ได้สักตัว



ผมเปิดหนังสือวิชาภาษาอังกฤษสำหรับงานสถาปัตยฯ ที่จะต้องเรียนในอีกไม่กี่นาทีนี้กางไว้บนโต๊ะตั้งแต่มาถึง เปิดหน้าไหนไว้ก็ค้างอยู่หน้านั้น ไม่ได้อ่านหรอก เพราะสติผมตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนไม่มีวิญญาณน่ะแหละ ง่วง



ไม่ทันไรก็มีฝ่ามือพิฆาตฟาดเพี๊ยะเข้าที่ท้ายทอยผมจนตาสว่าง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร



“กว่าจะมาได้นะไอ้เวร” ผมสบถด่ามัน แต่หน้าผมก็ไม่ได้มีอารมณ์โกรธหรอก เพราะตอนนี้เหมือนสติสตังผมล่องลอยไปมาอยู่แถวนั้นมากกว่าจะอยู่กับตัว มันเดินอ้อมมานั่งลงตรงข้าม มองหน้าผมแล้วก็หัวเราะเยาะ

“มึงไปทำอะไรมาวะไอ้ป่า เมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอ” มันยื่นหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อเข้ามาใกล้ ผมจะอยากจะถุยน้ำลายรดหน้ามันจริงๆ แต่ไม่มีอารมณ์สู้รบปรบมือ “บอกว่าอย่าหักโหมไงวะเพื่อน” มันล้อเลียน

หักโหมที่มันว่าผมรู้ดีว่ามันจะสื่อถึงอะไร คนจิตใจสกปรก

ผมมองบน ก่อนจะมีมือของใครบางคนลูบหัวผมเบาๆ เหมือนเป็นการปลอบประโลมจากการที่โดนไอ้คนแรกตบจนสมองแทบเคลื่อน

“รอนานยังวะ” คนที่เพิ่งเดินตามมาถึงถามขึ้นเสียงนุ่ม คนหน้าตาเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้าน ตัวขาวสว่างแถมสูงกว่าผมเป็นสิบเซ็นเดินมานั่งลงข้างๆ

กชอินทร์ หรือไอ้อิน ในบรรดาเพื่อนสามคนมันเป็นคนที่อ่อนโยนกับผมที่สุดแล้ว นิสัยมันก็ทั้งดีทั้งอ่อนโยนพอๆ กับหน้าตาแหละ รุ่นพี่ก็เหมือนจะเห็นด้วยกับผมนะ มันเลยถูกเลือกให้เป็นเดือนคณะ

ส่วนอีกตัวที่เพิ่งตบผมน่ะคือไอ้นน ชื่อของมันคือนนทัช ผมเรียกมันนนทก เพราะแม่งร้ายเหมือนยักษ์ไม่มีผิด หนุ่มเซอร์ ไว้ผมยาวรุงรังมัดบ้างไม่มัดบ้าง แต่งตัวสมถะกากเดนไปวันๆ เหมือนหยิบอะไรมาใส่ได้ก็ใส่ๆ ไป เสื้อนักศึกษาที่มันใส่น่ะยับเหมือนไปรื้อออกมาจากตะกร้าผ้ารอบที่สามร้อยหกสิบ

“ไม่นานมั้ง” ผมตอบอารมณ์ขุ่น “แล้วนี่ไอ้วินไม่ได้มาพร้อมพวกมึงหรอ กูหิว”

“มันไปหาที่จอดรถ ให้พวกกูลงมาก่อน” ไอ้นนทกตอบ

“อือ งั้นกูไปหาอะไรกินแล้วนะ จะสายแล้ว”

พูดจบผมก็ลุกขึ้นเดินไปร้านขายอาหารที่เล็งไว้นานแล้ว กลิ่นข้าวไข่เจียวมันช่างยั่วยวนน้ำย่อย



ผมสี่คนเป็นนักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมไทย เพิ่งจะเรียนปีสามมาได้ไม่ถึงเดือนดี ตอนนี้ก็เริ่มเรียนอะไรที่มันเป็นรูปเป็นร่างของสาขาตัวเองมากขึ้น หลังจากที่สองปีก่อนหน้าต้องเรียนวิชาศึกษาทั่วไปแล้วก็เรียนวิชาหลักร่วมกับพวกสถาปัตฯ ปกติ ไปจนถึงเริ่มฝึกปรือฝีมือในการเขียนองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยและลายไทยบ้างเพื่อให้ชินกับงานไทยในปีต่อๆ มา



“เออ” กินข้าวอยู่ดีๆ ปวินท์มันก็โพล่งขึ้น

“อะไรของมึงไอ้วิน” กชอินทร์เอ่ยถาม

“ที่อาจารย์ให้ไปวาดลายไทย คิดออกกันยังว่าจะวาดอะไร”

“หึ ยังไม่ได้คิดอะ” ไอ้ยักษ์เซอร์ส่ายหัว พลางยัดข้าวคำโตใส่ปาก กินมูมมามไร้อารยธรรม “ที่มาถามพวกกูเนี่ย มึงยังไม่ได้คิดใช่ไหมละเอ๋อ”

เอ๋อ คือสรรพนามที่ไอ้ยักษ์ปากเสียมันใช้เรียกเพื่อน ปวินท์เป็นอีกคนที่หน้าตาดีมาก เรียกได้ว่าในบรรดาสี่คน กชอินทร์กับปวินท์คือสูสีตีคู่กันมาเลย แต่ไอ้นี่จะออกไปทางสติเลื่อนลอยหน่อยๆ หาความไม่ได้กับมันสักเท่าไหร่ ตลกหน้าตาย ความรู้สึกช้า แต่บ้านรวยฉิบหาย รถที่มันขับก็หลักสิบล้านแล้ว สาวจึงค่อนข้างจะติด แต่ก็ได้แค่ติดอยู่ฝ่ายเดียวนะ ส่วนกชอินทร์ก็พ่อเป็นถึงท่านทูต มันเองก็เก่งใช่ย่อย มีรายได้จากการเดินแบบ ถ่ายโฆษณาเดือนๆ หนึ่งรับมากกว่าผมหาเองทั้งปีอีก

ผมยังคิดไม่ตกจนมาถึงทุกวันนี้ว่าสองคนนี้มาหลงคบกับผมไปได้ยังไง ถ้ากับไอ้ยักษ์นนทกยังพอถูไถไปกันได้ เพราะศีลเสมอกัน

“เริ่มวาดได้ครึ่งนึงแล้ว” มันตอบหน้านิ่ง ทำเอาคนนั่งข้างๆ แทบสำลักข้าว

หึ สมน้ำหน้า จะมีใครขี้เกียจเหมือนมัน ผมเผลอหัวเราะเยาะ

“หัวเราะกู มึงเริ่มรึยัง” มันพยักพเยิดหน้ามาถามผม

“เรื่องของกู”

“ยังไม่ได้วาดอะดี๊”

“เสือก”

“พอๆ จะกัดกันไปถึงไหน” อินเอ่ยห้าม นั่งฟังอยู่นานมันคงรำคาญ “มีกันอยู่แค่นี่รักๆ กันหน่อย” นายกสมาคมหนุ่มหัวโบราณเทศน์ยกแรก

กลุ่มผมถูกขนานนามจากพวกเด็กสถาปัตย์หลักว่าเป็น ‘สมาคมหัวโบราณ’ อาจจะเป็นเพราะพวกผมเรียนสาขาไทย จริงๆ ผมว่าไม่ มันอิจฉาในความหล่อพวกผมต่างหาก ไม่ได้โม้เข้าข้างพรรคพวกตัวเองนะ วัดได้จากเดซิเบลเวลาสาวๆ กรี๊ด

พวกนั้นก็มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเราแบบชัดเจน เจอกันที่ไหนเป็นต้องแยกเขี้ยวยิงฟันใส่กันตลอด พวกมันก็มีกันสี่คนเหมือนกันเป๊ะ พวกผมก็เรียกพวกมันว่า ‘ลักปิดลักเปิด’ เหมือนกัน มาจากคำว่า ‘หลัก’ หลังคำว่าสถาปัตย์



ส่วนเรื่องงานที่อาจารย์สั่ง อันที่จริงผมเริ่มร่างแล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด กะว่าหาช่วงว่างๆ อารมณ์ดีๆ หน่อยจะเอาให้มันเสร็จภายในวันเดียวเลย จะได้จบๆ ไป ลายไทยเป็นสิ่งที่ผมถนัดอยู่แล้ว





วิชาแรกวิชาเดียวของวันง่วงฉิบหาย ผมไม่ได้เกลียดภาษาอังกฤษนะ ให้ฟ้าเป็นพยาน แต่มันไม่เป็นมิตรกับผมเองต่างหาก ยอมรับนะว่าผมโง่ภาษามาแต่ไหนแต่ไร แต่วิชาอื่นผมทำได้ดี เลยทำให้ได้เป็นเด็กสถาปัตฯ อยู่จนถึงทุกวันนี้

ผมฝืนนั่งมองกระดานที่แสนลายตา กับอาจารย์หญิงวัยกลางคนที่เสียงก็ช่างชวนให้ไปเฝ้าพระอินทร์เสียเหลือเกิน แอร์ก็แสนเย็นสบาย



ผมนั่งกอดอกกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ในห้องเรียนสักพัก ก็มีใครบางคนเดินเข้ามาในห้อง เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ในชุดแต่งองค์ทรงเครื่องแบบเต็มยศ ท่อนบนไร้อาภรณ์เผยมัดกล้ามเนียนละเอียดสมส่วนคล้องสังวาล ในมือถือคันธนูทองใหญ่โต ผมคิดว่านิสิตนาฏยศิลป์เข้าห้องผิดแน่ๆ แต่แปลกที่ไม่มีใครสนใจไอ้คนๆ นั้นเลย

ผู้ชายคนนั้นกวาดสายตาไปทั่งห้องเหมือนกำลังมองหาอะไรสักอย่าง ก่อนจะหยุดทันทีที่มองมาเจอผม ผมมองตอบมันไป พยายามนึกย้อนกลับไปว่าไปเหยียบตาปลาใครไว้หรือเปล่า ก็ไม่เคยนี่นา สายตาชวนพิศวงนั้นจ้องผมอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงเข้ามา ผมก็มองมันตลอดทุกฝีก้าวนะ เผื่อมันจะเข้ามาหาเรื่องจริงๆ จะได้ตั้งตัวทัน แต่มันก็เดินเข้ามาเฉยๆ แหละ ไม่มีทีท่าก้าวร้าวอะไร จนเกือบจะถึงตรงที่ผมนั่ง

ร่างกายนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นชายแก่ในชุดขาวที่หนวดยาวเฟื้อย แสยะยิ้มให้ผม

ผมตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ มันตามมาหลอกผมถึงในห้องเรียนกลางวันแสกๆ !

“ออกไปไอ้ผีเหี้ย!” ผมตะโกนด่าสุดเสียงพร้อมกับปัดป่ายมือสุดแรงเกิด

ทุกอย่างเงียบสนิท ผีชรานั้นหายไป ก่อนจะมีเสียงหัวเราะขรมขึ้น ผมรู้สึกตัวตื่นเต็มตา



รู้ว่าฝัน ก็สายไปเสียแล้ว



ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผม คุณนึกภาพออกไหม ห้องเรียนใหญ่มีที่นั่งแบบสโลปเป็นแถวลดหลั่นกันลงไปยังหน้าห้องเหมือนในโรงหนังอ่ะ ในขณะที่ผมกับเพื่อนนั่งอยู่แถวหลังสุด

ซ้ำร้ายไปกว่านั้นผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองยืนอยู่บนเก้าอี้ด้วย บรรลัยเหอะ



“เธอด่าอาจารย์ว่าผีเหรอนิสิตพนรัญชน์”

นั่นยังไง

อาจารย์ก็ดันมาจำชื่อกูได้แม่นอะไรตอนนี้ นั่นยิ่งเรียกเสียงหัวเราะให้ดังขึ้นหนักกว่าเดิมอีก รวมถึงไอ้สองตัวที่นั่งอยู่ข้างผมด้วย มีแค่ไอ้ปวินท์ที่นั่งมองผมเงียบๆ มันคงยังตามสถานการณ์ไม่ทันแหละว่าเกิดอะไรขึ้น

ถ้าเลือกได้ ผมจะแทรกแผ่นดินหนีให้มันรู้แล้วรู้รอด กชอินทร์กระตุกขากางเกงผมให้นั่งลง ผมถึงรู้สึกตัวว่าต้องทำอะไรต่อจากนี้

“ดิฉันถามได้ยินไหมนิสิตพนรัญชน์”

อาจารย์ไม่ยอมจบกับผมใช่ไหม “เอ่อ... เปล่าครับ”

“จะเปล่าได้ยังไง เขาได้ยินกันทั้งห้อง” เธอว่า

ผมอ้ำอึ้ง เพิ่งตื่นนอน สมองเหมือนจะยังไม่ทำงาน

“อะ-อ๋อ เพื่อนผมคงอินกับละครน่ะครับ เห็นนั่งเปิดดูอยู่เมื่อกี้” ไอ้ยักษ์นนทกแก้ตัวแทนผม ไม่รู้จะเรียกว่าช่วยซ้ำเติมหรือช่วยให้ดีขึ้นกันแน่

“ไร้สาระ” เธอว่า จากที่ไม่ชอบขี้หน้าผมอยู่แล้ว จากนี้ไปเธอคงเกลียดแล้วอคติกับผมไปเลย เวรกรรม “ดิฉันสอนอยู่ มันใช่เวลาดูละครเหรอคะ ดิฉันขอเตือนไว้ตรงนี้เลยนะ” เธอชี้หน้าอาฆาต “ถ้าไม่ผ่านวิชานี้ขึ้นมาจะไม่ช่วยเลยแม้แต่น้อย” แล้วบ่นด่าต่อ เมื่อสาแก่ใจก็หันไปที่หน้ากระดาน เช่นเดียวกับสายตาของคนอื่นๆ



“ดังแล้วมึงไอ้ห่าป่า” ไอ้นนแสดงความเห็นพลางยิ้มเยาะผม

โอ้ละพ่อ ผมก้มหน้ากุมขมับ มันเกิดอะไรขึ้นกับมึงหนอพนรัญชน์ ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย





“เป็นอะไรของมึงวะป่า” กชอินทร์เอ่ยถามพร้อมกับมองหน้าผมเมื่อเดินพ้นประตูห้องเรียนออกมา

“เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร” ผมตอบแบบขอไปที

“สีหน้ามึงไม่ดี”

“ก็มันนอนน้อย” ไอ้นนเดินตามมาเอ่ยแทรกขึ้น

ผมขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียง

“แล้วนี่จะไปไหนต่อ” ไอ้เดือนคณะเอ่ยถามอีกครั้งหลังจากที่เดินตามผมต้อยๆ

“ทำงาน”

“วันนี้ก็ทำหรอ”

“อือ”

“ให้กูไปส่งที่ร้านไหม”

“ส่งห่าไร โน้น” ผมโบ้ยหน้าไปทางสาวสวยรุ่นน้อง หุ่นแซ่บ ดีกรีดาวมหาวิทยาลัยที่กำลังเดินตรงมาที่เพื่อนผม

“พี่อิน” เธอร้องเรียก

เธอคนนั้นชื่อ ปกธิดา เป็นนิสิตปีสอง สวยชนิดที่ผู้ชายแย่งกันจีบ แต่เธอชอบมาเกาะแกะกับกชอินทร์ ผมไม่รู้หรอกกว่าเพื่อนผมมันคิดยังไง รายนั้นน่ะ ใครเข้ามาก็เล่นด้วยหมดแหละ เสน่ห์แม่งก็แรงพอๆ กับความเจ้าชู้น่ะแหละ

นี่ จะเล่าให้ฟัง ผมก็ไม่อยากจะขายเพื่อนหรอกนะ ไอ้นี่น่ะ เอาจริงๆ ผู้ชายมันก็เอา แต่ต้องสเปคมันนะ เพราะก่อนหน้าจะมากุกกิกกับปกธิดาเห็นยังไปคั่วกับน้องณัฏ เด็กคฑากรอยู่เลย ผมก็งงเหมือนกันว่ารสนิยมมันคือยังไงกันแน่

“ไปเถอะว่ะ ปล่อยให้ผัวเมียเขาได้คุยกัน” ไอ้นนพูดพลางเดินมาเบียดไหล่ผมแล้วเดินนำออกไป



“กูจะไปเอารถ กลับด้วยกันไหม” เดินมาได้สักพักปวินท์ก็ถามขึ้น นนทัชก็หันมามองหน้าผมเชิงถาม มันสองคนต้องกลับด้วยกันอยู่แล้วเพราะอยู่คอนโดเดียวกัน แต่คนละห้อง

“พวกมึงไปกันเถอะ กูจะรีบไปเข้างาน”

“เออๆ งั้นไว้เจอกัน”

“อืม” ผมยกมือลา

“ป่า” แต่ยังไม่ทันจะได้แยกจากันไปไหน ไอ้วินก็เรียกผมเสียงเบา

“อะไร”

มันไม่ตอบ แต่จ้องตาผมเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง ก่อนจะยกมือขึ้นตบไหล่ผมเบาๆ แล้วเดินจากไป

ผมมองตามสองคนนั้นไป เห็นไอ้นนพูดอะไรกับมันไม่รู้ แต่มันไม่ตอบ ผมก็ได้แต่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก ปกติปวินท์จะไม่ใช่คนแบบนี้ มันมีอะไรมันก็พูดออกมาตรงๆ ไม่ค่อยมีลับลมคมในอะไรกับพวกผมหรอก แต่ครั้งนี้มาแปลก ท่าทีแบบนั้นมันทำให้ผมกลัว กลัวว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตผม









... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #6 เมื่อ07-03-2019 18:48:28 »

... บทที่ ๓



เดินไปจนเกือบจะถึงหน้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แต่เหมือนมีอะไรมาสะกิดลูกตาให้ต้องหันไปมอง ผมมองไปยังหน้าอาคารเรียนหลังหนึ่งในระยะสายตาไม่ใกล้ไม่ไกล ด้านหน้าอาคารจะมีทางขึ้นแบบลาดชันที่มีไว้สำหรับรถเข็นอะไรพวกนั้น

สัญชาตญาณผมไม่เคยพลาด ผู้ชายคนหนึ่งกำลังจ้องมองมาที่ผม ใบหน้าของเขาทำให้ผมขนลุกกราวไปทั้งตัว เพราะผมเคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แค่อาจจะวับๆ แวมๆ หรือในฝันเท่านั้น แต่ครั้งนี้คือมาปรากฏให้เห็นแบบตัวเป็นๆ ถ้าเป็นเพราะคิดไปเอง แสดงว่าบนโลกนี้มีคนที่หน้าเหมือนกันมากชนิดที่ยิ่งกว่าแฝดอยู่แน่ๆ

ชายร่างสูงใหญ่ หุ่นเกินมาตรฐานชายไทย ถ้ามายืนเทียบกับผม ผมก็คงแคระลงไปเยอะเลย ผิวสีแทนอ่อนค่อนไปทางขาวขับเสื้อผ้าที่สวมใส่ให้ดูดีมากเป็นพิเศษ เสื้อแน่นตึงพอดีเพราะกล้ามเนื้อ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขน เหมือนหนุ่มออฟฟิศเพิ่งเลิกงาน ท่อนล่างเป็นกางเกงสแล็คสีกรมท่าแบบที่ไม่ต้องสวมเข็มขัด ดูไปก็อดจะชื่นชมในใจไม่ได้ว่าต้องทำยังไงถึงจะใส่เสื้อผ้าให้มันเรียบหรูดูแพงได้ขนาดนั้น

ชายคนนั้นยืนค้ำราวเหล็กกั้นทางเดินจ้องมาที่ผมอย่างไม่ละสายตา สีหน้าที่นิ่งขรึมทำให้ดูน่าเกรงขามพิกลๆ มองได้ไม่นานผมก็หันไปทางอื่น ทำเป็นไม่สนใจ ไม่รู้ไม่เห็น เพราะยิ่งดูยิ่งรู้สึกกลัว



พอเดินพ้นประตูมหา’ ลัยออกมาได้ไม่นาน ก็ต้องจ๊ะเอ๋กับพวกที่ผมไม่อยากจะเดินเฉียดเข้าไปใกล้เป็นที่สุด ไอ้สี่หน่อลักปิดลักเปิดนั่นเอง ให้ตายเถอะ ครั้งนี้ผมอยู่คนเดียวเสียด้วย ไม่มีหน่วยเสริม

ผมกำลังจะเดินอ้อมไปอีกทาง แต่สายตาประดุจเหยี่ยวของหนึ่งในนั้นหันมาเจอผมพอดี ทันทีที่มองเห็นผมก็เหมือนมันเจอสมบัติ ไม่ใช่สมบัติประเภทผลัดกันชมนะ ไอ้ตัวที่หันมาเห็นผมรีบหันไปสะกิดเพื่อนมันด้วยสีหน้าตื่นเต้น ผมรู้แล้วว่ากำลังจะโดนรุม จึงรีบสาวเท้าอ้อมไปอีกทางอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ทัน



“อุ อุ อุ ดูสิใครเอ่ย”

ผมหยุดก้าวทันที ในเมื่อมันตามมาราวีขนาดนี้ ก็ต้องหันมาเผชิญหน้า เดินหนีเดี๋ยวก็ได้ถูกมันเอาไปล้อว่าใจตุ๊ดอีก อันที่จริงผมไม่ค่อยอยากจะมีเรื่องหรอก เพราะต้องรีบไปทำงาน

“กูไม่มีอารมณ์เล่น ต้องรีบไปทำงาน” ผมหันมา

“จุ๊จุ๊จุ๊” มันคนหนึ่งจุปาก “ไม่เอาน่ากระบี่ คนเขาหาเช้ากินค่ำ” มันทำเป็นปรามเพื่อน แต่สายตามันบอกว่ากำลังถากถางผมต่างหาก

“ญาติส่วนไหนมึงเป็นจิ้งจกหรอ” ผมรำคาญ

“ว๊าย ตายแล้ว มันด่ามึงว่าเป็นจิ้งจกว่ะเนศ” เรื่องสันดานนายว่าขี้ข้าพลอยต้องยกให้พวกนรกนี่

ผมตัดรำคาญหันหลังกลับ แต่เดินไปยังไม่ทันจะกี่ก้าว ก็มีมือใครบางคนมาคว้าแขนผมไว้

“ถ้ามึงแตะตัวกูอีก กูเอาเลือดหัวพวกมึงออกแน่” ผมเริ่มจะเดือด คนนะโว้ย ไม่ใช่พระอิฐพระปูน เป็นนิสิตกันหมดแล้ว แต่ทำนิสัยเหมือนพวกกุ๊ยอันธพาล

ไอ้คนที่เพิ่งจะจับแขนผมคือไอ้ธเนศ พวกผมเรียกมันว่า ไอ้ทุเรศ มันทำท่ายกแขนสองข้างขึ้นเหมือนท่าจำนนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไงยังงั้น จริงๆ มันตอแหล

“เห็นไหมวะเพื่อน อยู่คนเดียวก็เปรี้ยวได้” ไอ้บัลลพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อนเบื้องล่าง

“เฮ้ย ได้ยินมาว่าผัวมึงไปยุ่งกับน้องธิดาหรอวะไอ้ป่า” คนที่มันหมายถึงคือกชอินทร์ ในบรรดาแก๊งผมสี่คน ผมกับกชอินทร์จะชอบไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ เลยถูกพวกมันจับคู่ให้ แต่ผมกับไอ้อินมันก็ไม่สนใจคนจิตใจอกุศลอย่างพวกแม่งหรอก

นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็เรื่องผู้หญิง ถุ้ย ไม่มีปัญหาทำให้ผู้หญิงเขาสนใจ ก็ยกพวกหมาหมู่มาหาเรื่องคนอื่นเขา “กูจะไปตรัสรู้ไหม มึงอยากรู้มึงก็ไปถามไอ้อินมันเองสิ” พวกนี้มันก็เก่งแต่กับผมแหละ เห็นว่าตัวเล็กบอบบางหน่อยไม่ได้ ถ้าพวกนั้นอยู่ด้วยมันไม่กล้ากร่างขนาดนี้หรอก เพราะเพื่อนผมตัวโตกว่าพวกมันหลายขุม อย่างมากก็แค่แซะกันไปมา

“ปากดี” ไอ้เพทายชี้หน้าผม มันน่ะหัวหน้าแก๊ง พูดน้อยแต่น่ากลัว ใช่ ฟังไม่ผิด ในกลุ่มนี้ผมกลัวมันที่สุด เคยได้ยินสำนวนหมาเห่าไม่กัดไหม ไอ้นี่น่ะไม่ค่อยเห่า

“ปากดีก็ดีกว่าปากไม่ดีอย่างพวกมึงแล้วกัน”

“เอาไงดีทายสร้างรอยจารึกไปฝากผัวมันหน่อยดีไหม” ไอ้ลพตัวยั่วยุเสนอ

ไอ้เพทายไม่พูดอะไร แต่มันมองผมตาขวางเลย ก่อนจะย่างสามขุมเข้ามา ผมถอยหลัง รักษาระยะห่างไว้ เผื่อมันโจมตีจะได้ป้องกันตัวได้ทัน

อันที่จริงผมไม่กลัวมันนะ ลองมาตัวต่อตัว ยังไงผมก็สู้ได้ แต่มันดันยกโขยงกันมาตั้งสี่คน ยังไงก็โดนรุมกินโต๊ะจีนแน่

จังหวะที่ผมกำลังคิดว่าต้องโดนรุมกระทืบแน่ๆ แต่เปล่าเลย อยู่ๆ มันสี่ตัวก็เบิกตากว้างท่าทางลนลาน ไอ้เพทายจากที่กำลังสาวเท้าจี้ผมมา ก็ถอยหลังตัวสั่น ยกแขนสองข้างขึ้นเหมือนกำลังโดนปืนจ่อ สามตัวข้างหลังก็อยู่ในอาการหวาดกลัวไม่แพ้กัน มันถอยจนสุดจะถอยสุดท้ายก็กระโจนไปคนละทิศละทาง เหมือนแมวหนีน้ำร้อน

ทิ้งให้ผมยืนงงอยู่ตรงนั้น พวกมันกลัวอะไร ดูจากอาการไม่น่าจะกลัวผม พอหันไปมองข้างหลังก็ว่างเปล่า ไร้ซึ่งเงาผู้ใด





ผมทำงานสัปดาห์ละสี่วัน หลังจากได้หยุดไป วันนี้เป็นวันแรกที่ได้เปลี่ยนมาทำกะเช้าแปดโมงเป็นต้นไปจนเวลาชนกับกะบ่ายนั่นคือเวลาเลิกงานของผม เฉลี่ยก็วันละ 8 ชั่วโมงโดยประมาณ

ผมจะเลือกทำเสาร์-อาทิตย์เป็นหลัก แล้วระหว่างสัปดาห์อีกสองวันก็จะเลือกทำกะบ่ายหรือไม่ก็ทำเฉพาะวันที่ไม่มีเรียน ทุกต้นเทอมผมจะต้องเอาตารางเรียนมาให้คนที่จัดตารางดูก่อนเสมอ



ได้เข้าเช้าเสียที หลังจากที่เข้ากะบ่ายมาเกือบเดือน มันก็ไม่เป็นปัญหาอะไรหรอก ถ้าไม่ต้องเดินกลับที่พักดึกๆ คนเดียว ยิ่งหลังๆ มามักจะเจอเหตุการณ์ประหลาดๆ อยู่ตลอด

ปกติแปดโมงเช้าคือเวลาเปิดร้าน แต่พนักงานส่วนใหญ่จะมาถึงก่อนแล้วเริ่มจัดการร้านให้พร้อมบริการสำหรับลูกค้าคนแรกในตอนแปดโมงเช้าเลย วันนี้ผมมาสายหน่อย เพราะเมื่อคืนอ่านหนังสือแล้วก็ทำการบ้านดึก กว่าจะมาถึงร้านก็เกือบจะแปดโมงแล้ว แต่น่าแปลก ที่มีลูกค้านั่งอยู่ในนั้นแล้ว

ผมเดินเข้าไปในร้าน เมื่อพี่ปองมองเห็นผมก็กระหืดกระหอบมา

“กว่าจะมา” แกว่า สีหน้าร้อนรน

“ผมตื่นสายน่ะพี่ โทษที” แต่ยังไม่ถึงเวลางานนี่นา ปกติคนที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยอย่างผม พี่ๆ ก็จะเข้าใจดี เพราะฉะนั้นมาสายบ้างหรือตรงเวลางานเป๊ะ เขาก็จะหยวนๆ ไม่เข้มงวดมากนัก ถ้าเยอะหน่อย สายไปเท่าไหร่ก็หักเงินไปตามระเบียบแค่นั้นเอง

“มีลูกค้ามารอพบ ท่านบอกว่าห้ามใครเสิร์ฟ ถ้าไม่ใช่พนักงานที่ชื่อพนรัญชน์”

ท่านเลยเหรอ? แล้วคนอย่างไอ้พนรัญชน์เนี่ยนะที่สำคัญขนาดลูกค้าเจาะจงให้เสิร์ฟ แถมรู้ชื่อผมอีกด้วย แล้วปกติลูกค้าส่วนใหญ่จะต้องเดินมารับเครื่องดื่มที่บาร์เองด้วยซ้ำไป คนนี้ใหญ่มาจากไหนกัน ขนาดที่พี่ปองเรียกว่า ท่าน

ผมจัดแจงเก็บกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์ ก่อนจะสวมผ้ากันเปื้อนแล้วเดินมาที่หน้าร้าน เข้าไปในบาร์ มองหาลูกค้าที่ว่า



ทั้งร้านมีแค่คนเดียว นั่งอยู่ในโต๊ะที่ห่างจากบาร์พอสมควรในมุมที่ดีที่สุดของร้าน ลืมบอกไปว่าผมสายตาสั้น 300 กว่า แล้วคอนแทคเลนส์ดันหมดอายุ แว่นก็ลืมไว้ที่บ้านแม่ จึงมาทำงานทั้งอย่างนั้น มองไปจึงไม่รู้หรอกว่าใคร รู้แค่ว่าเป็นคน เขานั่งหันหลังให้บาร์ น่าจะสวมชุดสีเข้มๆ ซึ่งผมแยกไม่ออกว่าสีดำ เทาเข้ม หรือกรมท่า สักสีหนึ่ง

แปงกานต์ บาริสต้าสาวรุ่นแรกของร้านรีบหันมาทางผมเมื่อได้ยินเสียงประตูหลังร้านเปิด สายตาร้อนรนไม่ต่างกันกับพี่ปอง

“มีอะไรหรือเปล่าครับพี่แป้ง”

“รีบเลยแก กว่าจะมา ถ้ามาช้ากว่านี้หรือแกเบี้ยวนี่ มีหนาวกันทั้งร้านแน่”

ปกติร้านก็หนาวอยู่แล้วนะ เล่นเปิดแอร์ฯ ไม่บันยะบันยัง นึกว่าเปิดให้เพนกวินออกมาเดินเล่น

“ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“เออนะสิ แกรู้ไหมนั่นใคร”

เออนั่นสิใคร ผมก็อยากรู้เหมือนกัน สำคัญอะไรขนาดนั้น

“คุณเดชาธร หุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทที่จ่ายเงินเดือนแกอยู่นี่ไง”

คุณพระ! แหม อย่าว่างั้นว่างี้เลยนะ ผมทำงานอยู่บริษัทเขาก็จริง แต่คนใหญ่คนโตของบริษัท เอาจริงๆ นะ ผมไม่รู้จักใครเลยสักคน



“เขารู้จักชื่อผมได้ไง” เกือบลืมถามไปแหนะ

“รีบเถอะน๊า อย่ามัวถาม ก่อนแกจะไม่มีเงาหัว”

มองไปบนเคาเตอร์ไร้ซึ่งเครื่องดื่มอะไรเตรียมไว้ จึงพอรู้ว่านอกจากเสิร์ฟแล้ว ผมยังต้องทำเครื่องดื่มนั้นด้วย ผมเดินไปหยุดอยู่ที่เครื่องชง แล้วหันมองหน้าเธอ

“ด๊อปปิโอ” เธอบอก

ผมจึงลงมือชงกาแฟตามที่ว่าทันที มันคือการสกัดหัวกาแฟเข้มข้นหรือเอสเปรสโซอะแหละ แต่เพิ่มช็อตเป็นสองเท่า ส่วนมากพวกที่กินแบบนี้คือคอกาแฟที่ดื้อต่อคาเฟอีนแล้ว

เมื่อได้กาแฟที่ว่า ผมก็จัดแจงยกใส่ถาดพร้อมน้ำตาลก้อนเดินไปที่โต๊ะนั้น ในใจลึกๆ ก็แอบหวั่นนะ ก็ตำแหน่งเขาขนาดนั้น ขืนไปทำอะไรให้ไม่พอใจก็เท่ากับฮาราคีรีตัวเอง

พอเดินเข้าไปใกล้ผมก้มหน้าแล้วกล่าวขออนุญาตก่อนจะเข้าไปเสิร์ฟอย่างพินอบพิเทาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอาจริงๆ ผมไม่กล้ามองหน้าเขา เกรงกลัวในบารมี น่ากลัวตรงที่เขาจำชื่อผมได้นี่แหละ แล้วยังเจาะจงให้ผมไปเสิร์ฟอีก หากคิดในแง่ร้ายเขาอาจจะหมั่นไส้มาจากที่อื่นแล้วแอบมากลั่นแกล้งผมก็เป็นได้



ในขณะที่ผมนำถ้วยกาแฟวางไว้บนโต๊ะเตี้ยๆ ตัวนั้น เกรงก็เกรงอยู่นะ แต่ความอยากรู้อยากเห็นมันมากกว่า สายตาขี้เสือกของผมก็ลอบมองไปยังบุคคลที่นั่งอยู่ตรงนั้น ซึ่งในระยะสายตาก็เห็นแค่ช่วงขาเท่านั้นเอง

เขาสวมสูทพอดีตัวสีน้ำตาลเข้ม ดูเนี๊ยบสุดๆ ส่วนเนื้อผ้านั้นแม้ยาจกอย่างผมมองก็พอดูออกว่าคงเกรดดีและแพงชนิดที่ว่าหาไม่ได้ตามร้านทั่วไป นั่งไขว่ห้างวางมาดแบบคนรวยเขาทำกัน ช่วงที่ผมก้มเสิร์ฟ ก็กระดิกตีนข้างที่ยกขึ้นมาไขว่ห้างอย่างอารมณ์ดี ตัวเขามีกลิ่นหอมแบบผู้ชายเบาๆ ที่แค่ได้กลิ่นก็อยากหาน้ำหอมนั้นมาใช้บ้าง แต่จะให้ซื้อคงต้องเก็บเงินทั้งชาติ

พอเสิร์ฟเสร็จ ผมก็ค้อมตัวถอยออกมาทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่อย่างนั้น พูดตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม ผมป๊อด ผมไม่กล้ามองหน้าคนใหญ่คนโต ผมกลัวเขาจะไม่พอใจ ตอนนี้ยังต้องพึ่งเงินเดือนจากงานนี้ แม้มันจะเล็กน้อยเท่าเศษเงินคนรวยก็เถอะ



“ไหนเงยหน้าให้ดูหน่อย”





โปรดติดตามตอนต่อไป...





◆◆◆



มาแล้วจ้า พระเอกของเรา ตอนนี้มาแบบเป็นรูปเป็นร่างแล้วเนาะ

แม้จะมาแบบมีกายหยาบแต่ก็ยังน่ากลัวสำหรับนุ้งป่าของเราอยู่ดี

เพราะพี่แกดันมาพร้อมกับตำแหน่งที่ไม่ธรรมดา งานนี้คนใจป๊อดมีหนาวๆ ร้อนๆ แน่นอน








... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #7 เมื่อ07-03-2019 18:51:04 »

... บทที่ ๔



ผมชะงักที่ได้ยินคำนั้น ไม่ใช่เพราะที่เขาสั่ง แต่เป็นเพราะน้ำเสียง มันทุ้มเย็นแต่นุ่มนวลในขณะเดียวกัน สมแล้วที่เป็นคนใหญ่คนโต หากเอ่ยวาจาใดออกมา ลูกน้องคงต้องยอมสยบอย่างว่าง่ายในเสียงที่ทรงพลังอำนาจแบบนั้น แม้แต่ผมเองที่เพิ่งจะได้ยินเป็นครั้งแรก และที่สำคัญมันคุ้นหูมากแบบก.ไก่ล้านตัว

ครั้งแรกที่รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองขนาดนี้ ผมเงยหน้าขึ้นให้เขาได้ดูหน้าตามที่เขาบอกพร้อมกับมองหน้าเขาไปด้วย ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันอยู่อย่างนั้น ทันทีที่ได้เห็นหน้าเขาแบบชัดๆ ผมก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว เหมือนเลือดหยุดไหลเวียนชั่วขณะ ขณะที่เขานิ่งเฉย

ผู้ชายคนนี้คือคนที่ผมคิดว่าได้พบหน้ามาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ใบหน้าของผู้ชายที่ยืนยิ้มให้ผมที่ร้านกาแฟนี้ในคืนวันเกิด ผู้ชายในชุดไทยโบราณที่มาปรากฏตัวในฝันของผมที่ห้องเรียน และใบหน้าของผู้ชายที่ยืนมองผมจากอาคารเรียนในขณะที่ผมเลิกเรียนในวันนั้น เหมือนกับผู้ชายคนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน ผมจำไม่ผิดแน่ แม้จะเจอเพียงไม่กี่ครั้งแต่ผมจำมันได้ขึ้นใจ

มันเกิดอะไรขึ้นกับผม เหตุการณ์ก่อนหน้าไม่ใช่เพราะบังเอิญหรอกเหรอ สำหรับผมเขาเป็นคนแปลกหน้า แต่ผมกลับคุ้นหน้าเขาแบบยากจะอธิบาย แม้ครั้งนี้จะเป็นการเผชิญหน้าแบบจังๆ เพียงครั้งแรกก็เถอะ



ผมยิ้มเจื่อนๆ

เขานั่งจ้องหน้าผมอยู่ครู่หนึ่งแล้วละสายตาไปที่แก้วกาแฟ ยกมันขึ้นมาจิบ ก่อนจะเงยมองผมอีกครั้ง คราวนี้หัวจรดตีน ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย เป็นรอยยิ้มที่หากไม่สังเกตดีๆ จะไม่เห็น เพราะเขาหน้านิ่งมาก แต่ผมเห็น ไม่ทันไรใบหน้านั้นก็กลับไปนิ่งขรึมเช่นเดิม

เขาคือคนๆ เดียวกับผู้ชายที่ผมเจอตอนเลิกเรียนวันนั้นไม่ผิดแน่ๆ รูปร่างหน้าตาไม่แตกต่างเลยแม้แต่น้อย ที่ผมมั่นใจเพราะครั้งนี้ผมได้มองเขาจากที่ๆ ใกล้ขึ้นแค่นั้นเอง

คนที่พี่ปองภพและพี่แปงกานต์เรียกว่าคุณเดชาธร คือผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่และสมส่วน ในชุดสูทเนี๊ยบ แม้นั่งอยู่ก็ดูสง่า สีผิวรับกับใบหน้าที่มีคางเรียวเป็นโครงชัดเจน ผมแอบเห็นว่าบางครั้งเขาแอบขบฟันจนเด่นชัดที่สันกราม น่าจะเป็นลักษณะเฉพาะอีกอย่างหนึ่ง จมูกโด่งเป็นสันสูง ดวงตาเฉี่ยวคมเหมือนเหยี่ยว ดุดันดูลึกลับ คิ้วดกเข้ม มีไฝเล็กๆ ที่สันจมูกและหางคิ้วข้างหนึ่ง ปากบางสีอ่อนภายใต้หนวดเครา ผมยาวสีดำขลับราวกับปีกกามัดรวบตึงไว้แบบแมนบัน ดูจากสภาพน่าจะสักสามสิบหรือไม่ก็เกือบๆ แต่คงไม่เกินนั้น

ที่พูดไปผมไม่ได้กำลังชมเขานะ แค่อยากจะให้ทุกคนเห็นภาพเหมือนกับผม คือผมไม่เคยเห็นผู้ชายที่ไหนที่วางมาดน่าเกรงขามและดูลึกลับขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต



“เอ่อ ผมขอตัวนะครับ”

เขาไม่ตอบ นั่งนิ่งแล้วหันมองไปทางอื่น พอหันข้างยิ่งทำให้เห็นว่าผู้ชายคนนี้มีสันกรามที่เรียวได้รูปและสวยมาก เกิดชาติหน้าหากเลือกได้ ขอเกิดมาเป็นชายที่ดูแมนสมชายแบบนี้ทีเถอะ

เพราะพอมานึกย้อนมองดูตัวเองแล้ว จากที่เห็นในกระจกล่าสุดคือ ผู้ชายที่สูงแค่ร้อยเจ็ดสิบเลยครึ่งไปนิดๆ ผิวขาวซีดเหมือนไม่เคยโดนแดด กล้ามก็ไม่มี ดีที่ไม่ถึงกับผอมกะหร่อง เรียกให้ดูดีก็คือบางๆ ลีนๆ ตามสไตล์เด็กหนุ่มผู้ไม่เคยมีคำว่าฟิตเนสอยู่ในหัว

ผมเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงนั้น แต่เหมือนสถานการณ์เป็นใจ จังหวะนั้นมีลูกค้าเดินเข้ามาพอดี ผมจึงอาศัยช่วงนั้นเดินออกมา



“เขารู้จักชื่อแกได้ยังไงวะป่า” พี่แป้งถามขึ้น

“อ้าว ผมนึกว่าพี่รู้ซะอีก” ผมตอบขณะก้มหน้าก้มตาชงกาแฟให้ลูกค้าอีกคนอยู่

“แล้วทำไมต้องเป็นแกวะ”

“ผมก็อยากรู้เหมือนที่พี่อยากรู้น่ะแหละ”

“แต่ฉันรู้มานะว่า เขานะเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทเรา ชนิดที่ว่าหากไม่มีเขาบริษัทเราก็เดินหน้าไม่ได้เลยนะ แสดงว่าตอนอบรมพนักงานใหม่ แกไม่ได้ใส่ใจที่ฝ่ายบุคคลพูดเลย”

ผมไม่หลับก็บุญเท่าไหร่ ลืมไปหมดแล้ว

“นอกจากบริษัทเราที่เป็นธุรกิจร้านกาแฟที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยแล้ว เห็นว่าเขายังมีบริษัทของตัวเองอีกหลายที่ด้วยนะ แต่ละที่ก็ไม่ใช่เล็กๆ ระดับประเทศทั้งนั้น ธุรกิจใหญ่ๆ ในไทยหลายที่ ก็ได้ว่าเขาเข้าไปถือหุ้นเกือบทุกที่เลยด้วย”

ผมได้ฟังก็อดจะรู้สึกอิจฉาอยู่ลึกๆ ไม่ได้ สาวนาคนเรามันต่างกันจริงๆ คนรวยนี่มันก็รวยซะ คนจนก็จนแบบไม่ได้ผุดได้เกิด จะใครก็ตามที่สร้างพวกเราขึ้นมา ในเมื่อสร้างมนุษย์โลกมาแล้ว ทำไมไม่สร้างให้มันเสมอภาคกัน ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน คิดเรื่องนี้ทีไรเป็นต้องถอนหายใจให้อายุสั้นเล่นๆ ตลอด

“ต้นตระกูลเขาคงไม่ธรรมดาอยู่แล้วมั้งพี่”

“นั่นน่ะสิ แต่คุณเดชาธรเขาดูลึกลับมากเลยนะ ทั้งที่ทั้งดังและรวยขนาดนี้ รูปร่างหน้าตาก็หล่อลากดิน แต่ไม่เคยปรากฏในสื่อไหนๆ เลย นี่จะว่าไป ฉันก็เคยไปแอบค้นประวัติเขาเล่นๆ ในกูเกิลเหมือนกันนะ แต่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย”

“ขนาดนั้นเลย?”

“ก็แหม เขาหล่ออะแก”

“จ๊ะ” พูดจบผมก็เรียกลูกค้ามารับเครื่องดื่ม แต่มองไปเขายังคุยกันอยู่ ผมไม่อยากขัดจังหวะ ก็เลยยกกาแฟออกไปเสิร์ฟ โชคดีที่โต๊ะนั้นอยู่ห่างจากโต๊ะคุณเดชาธรเขาพอสมควร ผมเลยไม่ลังเลจะยกไปเอง ระหว่างเดินออกมาจากบาร์สายตาก็ไปสะดุดกับใครบางคนที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าร้าน ผมคิดว่าลูกค้าคงยืนรอใครสักคนหรือไม่ก็คงจะออกไปดูดบุหรี่

จนผมเดินกลับมาก็ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างนั้น คนๆ นั้นสวมสูทดำ เขายืนหันหลังให้ผม แดดตอนสายๆ อย่างนี้ก็ธรรมดาเสียที่ไหน แต่เขายืนรับเหมือนจะไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

“ลูกค้าไปยืนทำอะไรตรงนั้น” ผมลองถามดู

“ลูกค้าที่ไหน นั่นคนติดตามคุณเดชาธร”

อื้อหือ มิน่า ยืนนิ่งเป็นตอเชียว

“มาร้านกาแฟแค่นี้ต้องมีคนติดตามด้วยเหรอ”

“แกก็ เขาไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนเรานะ รวยระดับประเทศ ศัตรูทางธุรกิจมีแน่นอน มีแค่คนเดียวสิแปลก”

“แปลกดีนะ ตอนเข้ามาไม่ยักเห็น”

ผมสงสัยอีกอย่างนะ ทำไมต้องเป็นร้านเรา สำนักงานใหญ่เราอยู่ไกลจากที่นี่มาก และก่อนจะมาถึงที่นี่ ต้องผ่านร้านกาแฟของบริษัทอีกนับสิบนับร้อยร้าน แต่ถ้าหากคุณเขาพักอยู่ใกล้ร้านเรา ผมทำงานที่นี่มาก็นาน ทำไมถึงเพิ่งเห็นมาที่นี่เป็นครั้งแรก

ช่างเถอะ เขาอาจจะแค่มาสุ่มสำรวจดูสถานการณ์ร้านก็ได้ ผมคงคิดมากไปเองแหละ





วันจันทร์ผมกลับมาเรียน พร้อมกับเห็นว่าไอ้อินขอบปากเขียว

“มึงไปฟัดกับหมาที่ไหนมา” ผมถามขณะนั่งลงตรงข้ามมัน มันทำท่าเหมือนไม่อยากบอกผม

“จะฟัดกับหมาที่ไหน ก็พวกไอ้เหี้ยทายไงล่ะ” ไอ้นนตอบแทนมัน

“พวกมันไปหาเรื่องมึงหรอ เมื่อไม่กี่วันก่อนกูก็เกือบโดนพวกแม่งล่อไปเหมือนกัน”

“ก็เพราะมึงนั่นแหละไอ้อินมันถึงได้หน้าเขียวอยู่นี่ไง”

ผมทำหน้างง

ไอ้นนมันเลยเล่า ว่าไอ้อินดันไปได้ยินรุ่นน้องคุยกันว่าพวกนั้นมันแอบมาหาเรื่องผม มันเลยบุกไปถึงรังศัตรูเองเลย ตอนพวกนั้นกำลังกินข้าวอยู่ในโรงอาหารคณะ ตัวยังไม่ถึง มันร่อนหนังสือลงไปกลางวงก่อนเลย ก่อนจะแจกหมัดให้ไอ้พวกนั้นไปจนหมอบไปตามๆ กัน

พอได้ฟังผมก็ไม่แปลกใจ ไอ้นี่ฆ่าได้หยามไม่ได้ ใครกล้าแตะต้องเพื่อนกูต้องข้ามศพกูไปก่อนประมาณนั้น แต่ผมนับถือน้ำใจมันนะ นับถือฝีมือมันด้วย ห้าวยังไงถึงได้กล้าเอาสองหมัดไปแลกแปดหมัด เพื่อนฝูงไม่ต้อง กูลุยเอง ถ้าไม่ติดว่าเป็นนักกีฬายูโดคงได้นอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น

มันเหลือบมองผมเหมือนกลัวว่าผมจะด่าเอาว่าทำอะไรสิ้นคิด

“วันนั้นพวกมันไม่ได้ทำอะไรมึงใช่ไหม” มันถาม

“ถ้าทำกูคงมานั่งลอยหน้าลอยตาอยู่ตรงนี้หรอกนะ ป่านนี้คงไอซียูแน่ๆ ยกมากันทั้งแก๊งขนาดนั้น กูไม่ได้เทพเหมือนมึงนะ”

“แล้วมึงจะเอาไง” นนทัชหันไปถามมัน

“เอาอะไร”

“ก็เรื่องน้องธิดาคนสวยของมึงไง”

“กูไม่ได้อะไรกับน้องเขาเลย” มันลากเสียง

“ไม่ได้อะไร แต่ไปนอนกับเขาเนี่ยนะ” ไอ้ปวินท์มันออกความเห็นครั้งแรก ไอ้นี่ถ้าไม่เหลืออดมันไม่พูดนะ เอาจริงๆ

“ก็น้องเขาเสนอกูเลยสนอง”

“รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา” ผมชักของขึ้น ไม่ชอบผู้ชายที่ดูถูกพี่หญิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผมอยู่กับแม่มาตลอด เลยอาจจะเข้าใจหัวอกผู้หญิงเป็นพิเศษ “น้องเขาเป็นผู้หญิง ให้เกียรติเขาหน่อย” หล่อแต่นิสัยไม่ดี มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร เป็นเพียงผู้ชายเหี้ยๆ คนหนึ่งแค่นั้นเอง

มันไม่เถียงผม คงเพราะที่ผมพูดก็ไม่ผิดเสียทีเดียว

“เออๆ” มันไม่สบตา

เอาจริงๆ เรื่องแย่งผู้หญิงนี่มันไม่ควรจะเกิดขึ้นกับคนวัยนี้ ที่เป็นถึงนิสิตที่ได้ชื่อว่าเป็นปัญญาชนแล้วด้วยซ้ำนะ ไร้สาระ

แต่เอาเถอะ ในฐานะเพื่อนผมก็พูดได้แค่นี้ มันจะเอายังไงต่อไปก็เรื่องของมัน สุดท้ายเจ้าตัวก็คือคนที่ตัดสินใจทุกอย่างเองอยู่ดี





วันจันทร์ผมมีเรียนเช้ากับบ่ายอย่างละวิชาก็ถือว่าจบสิ้น วันนี้หลังเลิกเรียนผมก็ไม่ต้องไปทำงาน เมื่อเห็นว่าว่างตรงกันทุกคน พวกมันเลยชวนผมไปกินข้าวที่ร้านประจำ เป็นร้านข้าวที่รู้เลยว่าถ้าไปแล้วจะไม่จบลงแค่มื้อเย็น แต่มันจะยาวถึงดึกดื่น เพราะร้านนั้นเป็นร้านนั่งดื่มด้วย พวกนิสิตมอผมชอบไปนั่งชิลกันหลังเลิกเรียน

ถึงแม้ผมจะไม่ชอบนักก็เถอะ ทำงานกับเรียนไปพร้อมๆ กันคือความเหนื่อยที่พวกมันคาดไม่ถึง เมื่อมีเวลาว่างก็อยากจะพักผ่อนนอนเอาแรงเยอะๆ เพื่อเก็บไปใช้ในวันใหม่ ประเด็นคือข้ออ้างว่าผมต้องประหยัดใช้กับพวกแม่งไม่ได้ด้วยนะ เพราะไปสังสรรค์กันทีไรไม่ไอ้อินก็ไอ้วินแหละที่อาสาจ่ายเอง

ก็บ้านมันรวยอ่ะ แค่นี้ไม่สะเทือนขนหน้าแข้งมันหรอก ในเมื่ออยากจ่ายนักก็ให้มันจ่ายไป ไม่ใช่ว่าผมเกาะเพื่อนกินนะ พยายามปฏิเสธแล้ว แต่พวกมันเองที่โชว์ป๋า คะยั้นคะยอผมนักก็เลยสนอง





ร้านที่ผมมาเป็นร้านบรรยากาศสบายๆ ในร้านตกแต่งด้วยไฟสีส้มให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง แต่ละโต๊ะก็จะจัดให้ห่างๆ กันเพื่อความรู้สึกสบายและเป็นส่วนตัว พวกผมนั่งโต๊ะนอกร้าน ไม่ชอบข้างในเพราะแอร์มันเย็น ไม่ค่อยได้บรรยากาศด้วย กชอินทร์มันบอก

เมื่อกินข้าวกินปลาเสร็จ ก็ตามคาด มันสั่งเบียร์นอกมาคนละขวด ผมบอกไม่อยากกินเบียร์ แค่มานั่งเป็นเพื่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นมาทำงานเช้า บ่ายเรียน ไม่มีเวลาพักร่าง

ปฏิเสธพวกนี้ได้คือเก่ง มันบอกว่าถ้าผมไม่กิน ก็ไม่ต้องเรียกพวกมันว่าเพื่อน เป็นไงล่ะ ไม้ตายเพื่อนผม สิ้นคิดสุดจะหาสิ่งใดเปรียบ

ผมก็อยากจะอวดเก่งพูดออกไปนะว่า เออ! แล้วแต่พวกมึงเลย ตัดภาพมาที่ความจริง ผมได้แต่นั่งมองมันสั่งเด็กเสิร์ฟยกเบียร์แก้วโตมาให้ผม ทำไงได้ ผมมีเพื่อนอยู่แค่นี้ ขืนมันเลิกคบผม ผมก็ต้องอยู่คนเดียวแล้วล่ะ เวลาเผชิญหน้ากับไอ้พวกลักปิดลักเปิด ใครจะมาเป็นแบ็คให้ผม

แต่คิดมากไปก็เท่านั้น ให้ตายมันก็ไม่เลิกคบผมหรอก ผมมีประโยชน์กับพวกแม่งจะตาย ไหนจะเรื่องเรียน แล้วเรื่องอะไรอีกวะ เออ มีแค่นี้ แต่นิสัยอย่างพวกมัน อยู่ด้วยกันมาสามปี ผมรู้ว่ามันไม่ทิ้งผมหรอก เพราะฉะนั้นมันขออะไร ถ้าผมไม่เห็นด้วย ผมก็แค่ลองปฏิเสธไปเบื้องต้นเท่านั้นแหละ เผื่อมันจะอนุญาต แต่ถ้าพวกมันไม่เห็นด้วยก็ต้องยอมพวกมัน ให้ใจมาให้ใจตอบ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ค่อยดื่มคือเวลาผมเมาแล้วเป็นยังไง พวกมันรู้ดี แต่มันก็ไม่เคยเข็ด





โปรดติดตามตอนต่อไป...










... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #8 เมื่อ07-03-2019 18:52:14 »

... บทที่ ๕



เผลอแปบเดียวก็มีแก้วเปล่าตั้งอยู่บนโต๊ะจนแทบไม่มีที่ว่างแล้ว เด็กเสิร์ฟก็เสิร์ฟอย่างเดียว ไม่ว่างมาเก็บคืน ผมเข้าใจนะ ทำงานประเภทเดียวกัน เวลาลูกค้าเยอะๆ เอาเท่าที่ได้ก่อน

เท่าที่นับได้ผมซัดเบียร์โรเซ่ไปสามแก้วใหญ่แล้ว กินง่ายแต่เมาฉิบหาย ตอนนี้ก็มึน หน้าร้อนผ่าวๆ ยังไงชอบกล จึงลุกเดินไปห้องน้ำ เห็นตัวเองในกระจกหน้าแดงเหมือนตูดลิงเลย แดงลงมาถึงคอด้วย อีกหน่อยก็คงกลายเป็นภาระให้สามตัวนั่น สมน้ำหน้ามัน ชอบนักบังคับเนี่ย



หลังจากที่กลับมาหย่อนก้นลงนั่ง มันสามคนก็ทำสีหน้ามีเลศนัยมองกันเลิ่กลั่ก

“อะไร” ผมถาม

ไอ้วินพเยิดหน้าไปทางหนึ่ง ผมหันมองตามมันไป แล้วรีบหันกลับมา

ไอ้หมอ แฟนเก่าผมเอง มันมากับเพื่อนนิสิตแพทย์ของมัน ครั้งหนึ่งผมกับมันเคยรักกันดี รักกันปานจะกลืนกินประมาณนั้น อยู่ได้ปีกว่าๆ ลายมันเริ่มออก แอบไปมีอะไรกับรุ่นน้องคณะมัน ผมรู้เลยตัดเลย ผมเป็นคนเด็ดขาดอยู่แล้ว มันบอกว่ามันเมาไม่รู้เรื่อง และรักผมคนเดียว ตามมาง้อขอคืนดีอยู่เป็นเดือน แต่เพื่อนผมไม่ยอม

ไอ้อินมันยื่นคำขาดเลยว่าเลือกเอา จะเพื่อนหรือมัน ผมเลือกเพื่อนดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่เคยทำให้ผมเสียใจ ดูเหมือนพวกมันจะเห็นแก่ตัวหรือเผด็จการ แต่ผมเข้าใจนะ มันคงเห็นอะไรบางอย่างแหละ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นยุ่งเรื่องส่วนตัวของผมเลย



“เรื่องมันแล้วไปแล้ว” ผมพึมพำ ทำเป็นไม่สนใจ ก่อนจะยกเบียร์ขึ้นซดรวดเดียวหมดแก้ว ผมทำใจได้แล้วจริงๆ นะ



นั่งต่อมาได้สักพัก จากมึนๆ ตอนนี้ผมเมาแล้วล่ะ เริ่มรู้สึกว่าตัวเบาๆ ทรงตัวไม่ค่อยจะอยู่

มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เพราะรู้จักรับผิดชอบชั่วดีไม่เหมือนเดรัจฉาน แต่พอน้ำเมาเข้าไปละลายความรู้รับผิดชอบชั่วดีนั้น ก็จะเผยจิตใต้สำนึกที่เคยเก็บซ่อนไว้ออกมา

พอเห็นหน้ามัน ก็นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต หันกลับไปมองตรงนั้น ผมยังเห็นไอ้หมอมันนั่งมองผมอยู่ ตั้งแต่มันนอกใจผมผมยังไม่เคยได้แก้แค้นมันให้สาแก่ใจเลย ผมลุกขึ้น ตัวโงน จึงกำขอบโต๊ะไว้ รู้สึกพื้นดินไม่เสมอกันเท่าไหร่ หัวก็หมุนๆ ด้วย ไอ้นนนั่งอยู่ข้างๆ มันคว้าแขนผมไว้ ผมสะบัดมือมันออก ก่อนจะหอบสติไม่สมประกอบมุ่งหน้าไปทางโต๊ะไอ้อดีตแฟน คืนนี้ผมต้องเอาเลือดหัวมันออก



“เฮ้ยมึงจะไปไหน” เสียงนนทัชเรียกไล่หลังผมมา

“ไปเอามันกลับมา” ได้ยินเสียงไอ้อินพูดขึ้นเบาๆ



ไอ้คนที่เป็นเป้าหมายมองผม พอเห็นผมเดินไปมันทำหน้าสงสัยก่อนจะลุกขึ้นยืน ผมกำแก้วในมือแน่น แล้วทุกอย่างก็ดับวูบ ผมไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลยนับจากนั้น





ผมฟื้นขึ้นมาเพราะเสียงโทรศัพท์ หัวนี่เต้นตุบๆ เหมือนจะระเบิดให้ได้ นั่งจูนสติอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ต้องไปทำงานกะเช้า ผมลนลานคว้าโทรศัพท์มาดู

8 สายที่ไม่ได้รับ โดยพี่ปอง

เห็นความฉิบหายอยู่รำไร มองดูนาฬิกาในโทรศัพท์ยังไม่ถึงเวลางานหรอก แต่ก็ไม่ทันอยู่ดีถ้าจะอาบน้ำแต่งตัวไปตอนนี้ ขณะที่กำลังงงๆ กับชีวิตว่าจะเอาไงต่อไปดี เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง จากพี่ปอง



“ไอ้ป่า” ผมนี่เตรียมใจรอรับระเบิดลูกแรกเลย

“ครับพี่”

“ทำไมยังไม่ถึง”

“ผมกำลังไปพี่ อีกห้านาทีถึง”

“แน่ใจ? เสียงมึงเหมือนคนเพิ่งตื่น”

“เอาน่าพี่ ไม่เกินสิบห้านาทีถึง”

“อ้าวไหนมึงบอกห้านาที”

“ผมเพิ่งตื่น แต่ถึงแน่”

“กูจะหักเงินเดือนมึง”

“โถพี่ สงสารผมเถอะนะ เมื่อวานผมอ่านหนังสือดึก”

“ไม่สน วันนี้คุณเดชาธรมาที่นี่อีกแล้ว”

พอได้ยินชื่อนั้นผมนี่ตาสว่างเหมือนเห็นนิพพานเลย นิพพานหมายถึงการดับสนิทแห่งกิเลสและกองทุกข์ และชีวิตผมกำลังจะดับ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง

“เขาเรียกหามึง รอมึงมาชงกาแฟให้เขาอยู่”

“พี่ก็ให้คนอื่นเสิร์ฟไปก่อนสิ ใครก็ได้ ในร้านมีตั้งหลายคน”

“ก็ถ้ามันง่ายแบบมึงว่ากูจะโทรหามึงไหม เร็วๆ ” พี่แกกระแทกเสียงใส่ผม คงเริ่มเหลืออดกับความเหลาะแหละของผมแล้วล่ะ

ผมเงียบ ระหว่างนั้นแอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ถ้าไม่ไป หรือไปช้า ชะตาผมขาดแน่ อีตาหุ้นส่วนนั่นก็เป็นโรคอะไรถึงมาเอาวันที่เขาไม่เต็มร้อย กะว่าจะขอลาแล้วไปทำชดเชยวันอื่นซะหน่อย

“กูให้เวลาสิบห้านาที ไม่ถึง กูไม่รับประกันความปลอดภัยมึง บราย” สิ้นเสียงสุดท้ายพี่แกก็กดวางแบบไร้ซึ่งเยื่อใย

ผมกระโดดลงจากเตียงไปเข้าห้องน้ำทันที





ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีในการอาบน้ำแต่งตัว ผมเป็นคนทำอะไรไวอยู่แล้ว ใช้เวลาที่เหลือวิ่งตาเหลือกไปที่ร้าน



เมื่อถึง ผมมองผ่านผนังกระจกเข้าไปในร้าน มีเพียงลูกค้าคนเดียวนั่งอยู่มุมเดิมตรงนั้น คนที่รอผมอยู่นั่นแหละ วันนี้ใส่คอนแทคเลนส์มา จึงมองได้ชัดทุกรายละเอียด วันนี้ผิดจากวันนั้น เขาไม่ได้สวมสูทเต็มยศอะไร สวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าลินินคอจีนสีขาวพับแขนสบายๆ กางเกงขาสั้นรองเท้าผ้าใบ



ไม่มีงานมีการทำหรือยังไง ตื่นก็เช้า มาตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาร้านเปิด แล้วสาขาอื่นมีเยอะแยะทำไมไม่ไป แล้วทำไมต้องเป็นสาขานี้ และต้องเป็นผมที่ต้องมาชงต้องมาเสิร์ฟ อย่างงี้ก็เท่ากับผมต้องเริ่มงานก่อนเวลาทุกครั้งที่เขามาสิ จริงไหม

หงุดหงิด



ผมเดินอ้อมไปเข้าทางหลังร้าน จัดแจงเก็บสัมภาระสวมผ้ากันเปื้อนแล้วออกมา วันนี้พี่แป้งเข้าบ่าย เป็นพี่ปองแทนที่ต้องมาบอกผมว่าต้องทำอะไร ส่วนเมนูก็เหมือนเดิมกับวันก่อนน่ะแหละ



ผมชงเสร็จก็ยกออกไปเสิร์ฟ ก็เดินระวังอยู่นะ แต่เพราะผีห่าซาตานอะไรกลั่นแกล้งไม่รู้ ผมสะดุดขาตัวเองครับคุณผู้ชม จังหวะนั้นคือผมอยู่ห่างจากคุณเดชาธรเพียงแค่คืบ

ผมเสียการทรงตัวทันที กาแฟในมือลอยใบยังคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ผมหลับตาปี๋ไม่อยากเห็นความหายนะ นรกมาเยือนเร็วกว่าที่คิด ลืมตาขึ้นผมจะต้องเจอคุณเดชาธรเปียกไปด้วยกาแฟร้อนที่ผมเอามาเทใส่แน่ๆ

แต่เปล่าเลย

ผมลืมตาขึ้น พร้อมกับภาพของถ้วยกาแฟและจานรองวางสวยงามดังเดิมอยู่ในถาดเสิร์ฟ โดยมีมือของใครบางคนมาคว้ามันไว้ได้พอดิบพอดี คนๆ นั้นประคองถาดกาแฟไว้ห่างจากหน้าคุณเดชาธรเพียงนิดเดียว ส่วนคนที่เกือบจะโดนกาแฟลวกหน้านั้นสะทกสะท้านที่ไหน ยังคงนั่งจ้องหนังสือที่กางไว้ในมือเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมมองคนที่มาช่วยชีวิตคุณเดชาธรให้รอดจากการเสียโฉมและช่วยผมให้รอดจากการถูกไล่ออกไว้ได้อย่างหวุดหวิดด้วย คงเป็นบอดี้การ์ด แต่แปลก เพราะก่อนจะมาเสิร์ฟกาแฟ ผมไม่เห็นเขาอยู่แถวนั้นเลย ทำไมถึงได้ไวขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นบอดี้การ์ดที่คนรวยอย่างคุณเดชาธรไว้ใจ



“ขอโทษครับ” ผมถอยห่าง ก่อนจะก้มหน้าขอโทษ ชะตาเกือบขาดหรืออาจกำลังจะขาด

ไร้เสียงตอบ ผมยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นสักพัก เงยหน้าขึ้นก็ไม่เห็นบอดี้การ์ดคนนั้นแล้ว เห็นแค่เจ้าตัวนั่งจิบกาแฟอย่างสบายอุรา

“เมื่อคืนสนุกไหม” เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นทั้งที่ไม่มองหน้าผมเช่นเดิม เข้าใจ หน้าผมคงน่าสนใจน้อยกว่าหน้าหนังสือ เลยไม่แน่ใจว่าเขาถามผมหรือเปล่าหรือต้องตอบดีไหม หนักไปกว่านั้น เขารู้ได้ไงว่าผมไปทำอะไรมา



“ตรงนี้มีแค่ผมกับคุณ คิดว่าถามใคร”

“!!!”

ผมอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินมาก มันเหมือนเขาอ่านความคิดผมได้ยังไงยังงั้น คิดแบบไม่งมงาย บางทีเขาอาจจะแค่จับทางได้ เพราะผมเว้นช่วงที่ต้องตอบไปนาน



“เมื่อคืน เมื่อคืนอะไรเหรอครับ”

“เมื่อคืนไปดื่มกับเพื่อนมาไมใช่เหรอ” เขาเหลือบมองผมแวบนึง แล้วก้มอ่านหนังสือ

“คุณเดชาธรรู้ได้ยังไงครับ” อดไม่ได้จริงๆ ที่จะถาม

ผมยืนรอยู่ตรงนั้น คิดว่าเขาจะตอบ แต่เขาไม่ตอบผมอีกแล้ว เป็นคนที่เข้าถึงยากจริงๆ เห็นว่ากำลังมุ่งความสนใจไปที่หนังสือที่มีอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กจิ๋วเป็นพรืดเต็มหน้ากระดาษ เลยเดินออกมา อ่านเข้าไปได้ยังไง แค่เห็นผมก็แทบอ้วกละ





วิชาเรียนวันนี้เริ่มตอน 5 โมงเย็น เมื่อเสร็จจากงานร้าน ผมก็เข้ามาในมหาวิทยาลัยต่อ มองหาไอ้สามตัวนั่น ตามที่นัดกันไว้ เห็นมันนั่งสุมหัวคุยกันอยู่ในสวนหน้าตึก ผมจึงเดินเข้าไปหา

ระหว่างนั้นก็มีสายตาแปลกๆ กับเสียงซุบซิบๆ ลอยมา คงไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก ก็คงเรื่องที่ผมละเมอตะโกนในห้องเรียนวันนั้นแหละ ยังไม่ยอมจบยอมสิ้น



“ว่าไงป่า วันนี้จะไม่ด่าอาจารย์อีกใช่ไหม” ไอ้คนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวนั้นถามขึ้นเสียงดังเยาะเย้ยผม พร้อมกับเสียงหัวเราะขบขันของพวกพ้องมัน



ผมรู้ว่าช่วงนี้ชื่อเสียงผมไม่ค่อยจะดีนัก จากเหตุการณ์วันนั้น พวกมันก็ปากต่อปากกันไปจนผมถูกตราหน้าว่าเป็นคนปากไม่ดีด่าครูบาอาจารย์ ตอนนี้เลยไม่อยากทะเลาะเบาะแว้งให้เป็นคดีซ้ำอีก ผมมองไอ้คนพูด แล้วยิ้มแห้งๆ ให้มัน

ค่อยมาระบายอารมณ์กับเพื่อนเอา



ผมเดินเข้าไปแทรกตรงกลางระหว่างกชอินทร์กับปวินท์ แล้ววางหนังสือลงบนโต๊ะเสียงดัง “ขยับ!” ตะโกนใส่หูมันสองคนเหมือนได้ระบาย



“อ้าว หัวร้อนๆ” ไอ้อินว่าเสียงขำ ก่อนจะขยับหลบก่อนที่ผมจะนั่งทับหัวมัน

“กูไม่ใช่เพื่อนเล่น ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนร่วมสาขากูด่าแม่งไปละ”

“มึงก็อย่าไปถือสาพวกมันเลย มีปากก็ให้มันพูดไป ศัตรูมึงไม่ใช่เพื่อนร่วมสาขา เพื่อนร่วมคณะโน้น” ไอ้นนออกความเห็น พาดพิงถึงพวกลักปิดลักเปิด ว่าแต่ช่วงนี้ไม่เจอหน้าพวกมันเลย คงไปเลียแผลที่ถูกไอ้อินถล่มอยู่ที่ไหนสักที่ หรือไม่ก็วางแผนหาทางแก้แค้นอยู่



“เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกับกูวะ” ผมลองถามดู หลังจากกลับมาจากห้องน้ำ นั่งกินอยู่สักพัก ผมก็จำอะไรไม่ได้แล้ว

“มึงกำแก้วเปล่าไปที่โต๊ะผัวเก่ามึง” ไอ้นนเล่า

“น้ำหน้าอย่างมึงเชื่อไม่ได้” ผมเนี่ยนะจะลดตัวลงไปยุ่งเกี่ยวกับไอ้หมอ

“เอ๊า ถามไอ้อินดู” มันหาพวก

“อือ” ไอ้อินตอบหน้านิ่งโดยที่ผมไม่ทันได้อ้าปากถามด้วยซ้ำ “เมาแล้วไม่รั่วไม่ใช่มึง” มันเสริม

“ช่วยไม่ได้ กูขอกลับก่อนมึงไม่ให้กูกลับเอง”

“มึงกลับแล้วใครจะอยู่ทำตัวเด๋อๆ ให้พวกกูดู”

อ้าว เพื่อนชั่ว เห็นกูเป็นตัวตลกในโรงเหล้าซะงั้น

ผมรู้สึกหน้าร้อน จะว่าไปก็อายนะ ถ้าเป็นอย่างที่พวกมันว่าจริงๆ อุตส่าห์ถือตัวไว้ลายไม่สนใจไม่ยุ่งเกี่ยวมันมาตั้งนาน

“ว่าแต่กูกำแก้วเปล่าไปทำไมวะ”

“จะรู้ไหม เพิ่งลุกออกจากโต๊ะไปได้ไม่เท่าไหร่ วิญญาณมึงก็ทิ้งร่างซะแล้ว” นนทัชพูดไปก็มองผมด้วยหางตาแบบเหยียดๆ “ภาระกูต้องไปเก็บซากมึงกลับ”

“หึ” กชอินทร์หัวเราะในลำคอ “รู้ตัวไหมเมื่อคืนมึงทำอะไรลงไปบ้าง”

ผมส่ายหน้า แต่ผมว่าผมก็ไม่ได้เรื้อนเท่าไหร่นะเมื่อคืน เห็นสีหน้าไอ้อินแล้วผมชักจะใจไม่ดี

“มึงเยี่ยวใส่ชั้นวางรองเท้า” ไอ้นนยื่นจมูกมาตอบให้

“เล่นอ้วกตัวเองในห้องน้ำด้วย” ไอ้อินเสริม

ขอห่างเหล้าเบียร์สักสามชาติแล้วกัน นี่ผมเป็นได้ขนาดนี้เลยเหรอ ทำไมผมไม่รู้ตัวเลยล่ะ

“พวกมึงอำกู กูรู้” ผมยิ้มเจื่อน “เมื่อเช้าออกจากห้องมาก็ปกติดีนี่หว่า”

“มีคนตามเช็ดตามล้างให้มึงไงล่ะ” ไอ้นนบอก

“ใคร”

“กูเอง” ปวินท์ตอบด้วยหน้านิ่งน้ำเสียงเฉยชาตามสไตล์มัน สายตาจับจ้องหนังสือตรงหน้า มันคงชินกับความเละเทะของผมเวลาเมา



“ภาระฉิบหาย” ไอ้นนว่าผม จากนั้นมันก็เล่าทุกอย่างเป็นฉากๆ ตอกย้ำความเมาเหมือนหมาของผม

เชื่อไหมว่าเถื่อนๆ อย่างไอ้สองตัวเนี้ยจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผม ปะแป้งพร้อม ผมยังไม่ปักใจเชื่อ ถ้าเป็นไอ้ปวินท์ยังพอเชื่อได้

มันบอกว่าพอพวกมันพาผมที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้กลับไปที่ห้อง ผมบ่นว่าปวดฉี่ แต่ยังไม่ทันได้ถอดรองเท้าผมก็ถอดกางเกงออกแทน แล้วฉี่ใส่ชั้นวางรองเท้า ห้ามก็ไม่ทัน ไอ้นนเลยปล่อยให้ผมจัดการธุระจนเสร็จ จึงลากเข้าไปในห้องน้ำ พอเข้าห้องน้ำไป ผมก็บ่นว่าอยากอ้วก แต่ยังไม่ทันจะกดหัวลงคอห่าน ผมก็ปล่อยอาหารเย็นนองเต็มพื้นห้องน้ำ พอหมดไส้หมดพุงก็นอนเล่นอ้วกตัวเองเหมือนเด็กเล่นหิมะอะ เคยเห็นมะ ที่นอนกางขนกางขาขยับไปมา ไอ้อินเป็นคนจับผมแก้ผ้าอาบน้ำโดยมีไอ้ยักษ์เซอร์คอยช่วย จากนั้นไอ้ปวินท์ก็คอยตามทำความสะอาด มันเล่าไปหัวเราะไป ซ้ำร้ายมันบอกว่ายังมีอีกนะ แต่ผมบอกให้มันพอ ถ้าขืนฟังต่อไป ผมอาจจะละเรื่องทางโลกแล้วไปบวชไม่สึกอีกเลยก็ได้

แค่นี้ก็แทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองตายไปให้พ้นๆ ความบัดสีบัดเถลิงนี้แล้ว





อย่าเพิ่งรังเกียจผมนะ ผมเมาไม่รู้เรื่องจริงๆ ผมบอกแล้วว่าถ้าผมกินเหล้าผมจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำอะไรไปไม่รู้ตัว ผมเลยพยายามเลี่ยงไง พวกมันเองก็รู้ แต่ก็ยังไม่เข็ดกัน อันที่จริงก่อนหน้านี้ผมเคยรั่วเคยเรื้อนก็จริง แต่ไม่ได้รุนแรงขนาดนี้ เมื่อคืนไม่รู้เพราะอะไรผมถึงได้เป็นขนาดนั้น แต่พอเจอแบบนี้ไปไม่คิดว่าพวกมันยังทนผมได้อีก นับถือใจจริงๆ



“นี่กูยังสงสัย ว่าตอนนั้นไอ้หมอทนมึงได้ยังไง” จะมาตั้งข้อสงสัยทำไมตอนนี้ ไอ้หมอก็ส่วนไอ้หมอ ปล่อยให้มันเป็นอดีตไปเถอะ

แต่ก็เออเนอะ ตอนที่ผมคบกับไอ้หมอวีนะ เวลาเมาผมหาเรื่องทะเลาะกับมันได้ตลอดแหละ แต่มันก็ไม่เคยโกรธ หายเมาผมก็ขอโทษมัน สุดท้ายก็คงสุดจะทนแหละ มันก็มนุษย์คนหนึ่งนี่นะ ไม่ใช่พระอิฐพระปูน เลยอาจจะเป็นเหตุผลให้มันไปลองหาอะไรที่มันใหม่ๆ เผื่อจะดีกว่าเดิม



“ไม่อยากให้กูเป็นภาระก็ห้ามบังคับกูกินเหล้าอีก” ผมได้โอกาสจึงใช้บทเรียนครั้งนี้มาเป็นยื่นข้อเสนอ ไม่กล้ามองหน้าพวกมัน เอาตรงๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นได้ขนาดนี้ เรื้อนจริงไม่ติงนัง



โปรดติดตามตอนต่อไป










... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #9 เมื่อ07-03-2019 18:53:31 »

... บทที่ ๖


วันนี้เป็นวันที่ผมลงเรียนวิชาบังคับเลือกไว้ ซึ่งเป็นตัวสุดท้ายของหมวดศึกษาทั่วไปทั้งหมดของผมแล้ว วิชาหลักการจัดการ ซึ่งเด็กสถาปัตยกรรมอย่างพวกผมก็ต้องเรียนด้วย



เลยเวลาเริ่มเรียนจริงๆ มานับสิบนาทีแล้ว ยังไม่มีคนสอนหน้าไหนโผล่เข้ามาเลย

ตั้งแต่เปิดเรียนมาวิชานี้สอนโดยอาจารย์นพพล แต่เห็นพวกหน้าห้องมันคุยกันเมื่อกี้ว่าอาจารย์แกมาสอนชั่วคราวแทนคนสอนตัวจริงเท่านั้น และเหมือนว่าวันนี้คือวันแรกที่อาจารย์ตัวจริงคนนั้นจะเข้ามาเริ่มสอน ประหลาดดี

ดูจากสภาพการณ์วันนี้แล้ว เขาคงตารางคิวแน่นเอี๊ยดแบบยุ่งจริงๆ แหละ หรือถ้าไม่ ก็คงเป็นคนไม่รักษาเวล่ำเวลาเอาเสียเลย





ขณะนั่งคิดอะไรเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงประตูห้องเรียนเปิดออก คงมาแล้วละ ผมไม่ได้มองไปที่หน้าห้องเพราะมัวแต่ปลุกไอ้นน จนได้ยินเสียงฮือฮาของพวกผู้หญิงที่นั่งแถวหน้าๆ จึงหันไปมอง



โลกนี้มันช่างกลม กลมจนน่ากลัว



ผมเห็นคุณเดชาธรยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หลังโต๊ะคอมพิวเตอร์หน้าห้องเรียน เข้าใจแล้วว่าทำไมผู้หญิงกลุ่มนั้นถึงได้ดี๊ด๊ากันจัง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนปลดกระดุมคอแบบสบายๆ ใส่ชายเสื้อไว้ในกางเกงสแล็คสีกรมท่าดูเรียบร้อยทะมัดทะแมง

เหมือนว่าสายตาดุๆ ของเขากำลังมองภาพรวมในห้อง มือสองข้างจับปากกาหมุนไปมาเหมือนกำลังใช้ความคิด แล้วแวบนึงที่ผมเห็นว่าเขามองมาที่ผมแล้วก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะก้มลงไปใส่ใจหน้าจอโน๊ตบุ๊คราคาแพงที่เพิ่งจะกางขึ้นมา

ภาพในฝันมันชัดเจนขึ้นทันที คุณเดชาธรนี้แหละที่ใส่ชุดไทยมาหลอกผมในห้องเรียนตอนที่ผมหลับวันนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยพบกันมาก่อนแต่มาปรากฏตัวในฝันผมได้นี่ มันชักจะยังไงๆ แล้วล่ะ

อีกอย่าง ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาชอบเกาะแกะผมทางสายตาจัง ผมว่าผมไม่ได้คิดไปเองจริงๆ นะให้ฟ้าผ่า

เขายืนใช้นิ้วเลื่อนๆ เคาะๆ ไปบนแทรคแพดสองสามครั้งแล้วเงยหน้าขึ้น บนหน้าจอโปรเจคเตอร์สีขาวข้างหลังก็แสดงข้อมูลบางอย่างจนเต็ม



“สวัสดีนิสิตทุกคนนะครับ” เขาเอ่ยทักทายหน้านิ่งหลังจากยืดตัวขึ้นยืนตรง

บางทีก็สงสัยว่าเขาจะยิ้มดีๆ เหมือนคนอื่นเป็นไหม

“ผมชื่อเดชาธร เกียรตินครินทร์ เป็นอาจารย์พิเศษ ที่ได้รับเกียรติจากทางมหาวิทยาลัยเชิญให้ผมมาสอนที่นี่ ส่วนประวัติของผม ก็ตามด้านหลังนะครับ” เขาเบี่ยงตัวไปข้างหลังเล็กน้อยพร้อมกับชี้ปากกาไปบนหน้าจอนั้น ก่อนจะหันกลับมา

“อันที่จริงทางมหาวิทยาลัยขอให้ผมมาสอนที่นี่ตลอดทั้งภาคเรียนนี้ แต่พอดีก่อนหน้านี้ผมติดธุระนิดหน่อย เลยเพิ่งได้มาสอนในวันนี้เป็นวันแรก...”

พอแนะนำตัวเล็กๆ น้อยๆ จบลง เขาก็เริ่มเข้าสู่เนื้อหาวิชาเรียนต่างๆ มีการสอบถามพวกหน้าห้องว่าเรียนยังไง ถึงตรงไหนแล้วบ้าง

ส่วนสิ่งที่ผมสนใจคือบนหน้าจอโปรเจคเตอร์นั่น เป็นรายละเอียดของประวัติการศึกษาและประสบการณ์คร่าวๆ ที่ผ่านมาของเขา

มันเยอะจนผมลายตาไปหมด แต่ผมจับใจความได้คร่าวๆ ว่า เขาเรียนจบด็อกเตอร์จากอังกฤษและอเมริกาทางด้านการจัดการและการตลาดตามลำดับ เขาเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ มากมายในประเทศไทย และหุ้นส่วนของบริษัทข้ามชาติอีกหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทแม่ของร้านกาแฟที่ผมทำอยู่ด้วย

ผมไม่เคยเห็นประวัติอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหรือวิทยากรคนไหนโชคโชนได้ขนาดนี้ ดูจากหน้าตาแล้วอายุเขาไม่น่าจะเกินสามสิบเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมประวัติและประสบการณ์มันถึงได้สวนทางกับอายุเหลือเกิน ถ้าข้อมูลนี้ไม่เมคขึ้นมา ผมนับถือในความสามารถพี่เขาจริงๆ

ไม่แปลกใจทำไมมหาวิทยาลัยผมที่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศถึงได้ไว้วางใจให้เขามาบรรยาย



“นิสิตพนรัญชน์ครับ” เขาเรียกผม หลังจากที่สอนมาได้สักระยะ คุณเดชาธรเขามีปัญหาอะไรกับผมนักหนา ตั้งแต่เรื่องที่ร้านแล้ว ผมสาบานนะว่าไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลย นอกจากที่ร้าน

“คะ-ครับ” จากที่นั่งเอกเขนกฟังบรรยายสบายๆ พลางเลคเชอร์ไปบ้างประปราย ผมก็ยกตัวขึ้นหลังตรงเพื่อให้เกียรติเขา

“ไหนบอกผมสิว่าการจัดการเกี่ยวข้องยังไงกับงานสถาปัตยกรรม”

ผมอึ้งจนไม่รู้จะอึ้งยังไงกับคำถาม ก็ที่เขาพูดมาก่อนหน้านี้มันไม่ได้มีเนื้อหาตรงไหนใกล้เคียงกับที่ผมต้องตอบเลยด้วยซ้ำ ผมทำอะไรให้เขาหมั่นไส้ตอนไหน หรือเป็นเพราะท่าทางของผม

ขณะที่ทำหน้าเหลอหลาอยู่นั้น ไอ้นนก็กระซิบ “ฉิบหายแล้วมึงไอ้ป่า” เออ ไม่ต้องมาย้ำ กูรู้แล้ว ได้ขายขี้หน้าเขาทั้งห้องอีกครั้งก็ทีนี้แหละ

ผมมองไปที่เขา เขายังคงจ้องมองผมเหมือนรอคำตอบ ใครก็ได้ ช่วยกูที

จนตรอก แถเท่านั้น ไม่รู้ก็ต้องแถ ตอบอะไรก็ได้ที่ดูดี คิดไปคิดมาก็แค่อาจารย์ถามน่า ไม่ใช่วาระแห่งชาติซะหน่อย

ผมเคยอ่านเจอมาบ้างในบทความของพวกรุ่นพี่สถาปนิกมืออาชีพที่ผมติดตามเขาอยู่ในเฟสบุ๊ค

“เอ่อ” ผมกำลังเรียบเรียงในหัว “กะ-การเป็นสถาปนิกที่ดีได้จะต้องมีหลายทักษะประกอบเข้าด้วยกันไม่ใช่แค่ทักษะด้านการออกแบบหรือสถาปัตยกรรมครับ” ผมมั่ว

“เช่นอะไรบ้าง” เขาถามต่อ

“เอ่อ” โว้ย เมื่อไหร่จะจบจะสิ้น “มี...” ผมเหลือบมองเขา เขาพยักหน้าให้ผมพูดต่อ “นอกจากจินตนาการและความไวในการออกแบบแล้ว ทักษะการนำเสนอ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคต่างๆ รวมไปถึงทักษะการจัดการ ล้วนจำเป็นครับ” ผมลอกเขามาทั้งดุ้น และอะไรไม่รู้ที่ทำให้ผมดันจำมันได้

เสียงปรบมือดังขึ้น ดังสุดก็เห็นจะเป็นไอ้นน เหมือนมันทึ่งในสิ่งที่ผมพูดออกไป

เขาเบ้ปากพยักหน้าเหมือนจะชื่นชม “ตอบได้ดี” ก่อนก้าวกลับไปที่โน๊ตบุ๊คของเขา “แต่ไม่ค่อยตรงประเด็น มันกว้างไป และที่สำคัญไม่ควรลอกความคิดเห็นของคนอื่นมา มันไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด” ซะงั้น

โหย ตอบได้แค่นี้ก็ดีแค่ไหนแล้วพ่อคู๊ณณณณ





เมื่อจบคาบ ทุกคนต่างก็ทยอยกันออกจากห้องไปรวมถึงผมกับเพื่อนด้วย เดินพ้นตึกออกมาก็เห็นไอ้สี่ตัวลักปิดลักเปิดนั่งสุมหัวรวมฝูงกันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล มันคนหนึ่งหันมาเห็นพวกผมพอดี

ผมหรี่ตามองชัดๆ หลายวันไม่ได้เจอ พอเห็นถึงรู้ว่าสภาพมันสาหัสขนาดไหนหลังกินยำตีนไอ้อินไป

คนอื่นไม่เท่าไหร่หรอก มีไอ้เพทายหัวหน้าแก๊งแหละที่ดูจะหนักสุด แม้จะผ่านมาหลายวันแล้วขอบตาข้างหนึ่งมันยังเขียวปี๋อยู่เลย ข้างปากมีพลาสเตอร์ยาแปะอยู่

กชอินทร์เพื่อนผมนี่ก็เกินมนุษย์ มันเอาแรงที่ไหนนักหนามาสู้กับคนสี่คน แถมชนะอีกต่างหาก



ไม่ทันไรพวกมันทั้งสี่ก็หันมาทางพวกผม ไอ้ตัวที่เห็นคนแรกคงหันไปบอกเพื่อนมันแหละ

“โอ๊ะโอ” นนทัชเอ่ยสีหน้าตื่นเต้น พร้อมกับทำท่าทำทางกันพวกผมไว้ข้างหลังมัน “ดูสิ ใครเอ่ย” มันว่า

กชอินทร์ยืนมองพวกมันนิ่งๆ ก่อนจะครางหัวเราะในลำคอเหมือนเวทนา ไอ้เพทายหันกลับไปด้วยสีหน้าฉุนๆ

“เฮ้ยไอ้อิน วันนั้นที่มึงบุกไปตีป้อมมัน มึงคงไม่ได้ตีโดนต่อมปากหมาพวกมันแตกหรอกนะเว้ย” ไอ้นนออกความเห็น

เออ จริงแหะ ดูพวกมันสงบๆ พิกล

“กูก็เพิ่งเห็นแม่งวันนี้ ดูหน้าไอ้ทุเรศดิ ยังมีรอยแผลอยู่เลย” มันพเยิดหน้าไปทางไอ้ธเนศ พวกมันมีฉายาที่ไอ้นนปากหมาตั้งให้ทุกคนยกเว้นไอ้เพทาย ไอ้บัลลพนั้นคือบรรลัย ส่วนประเวศคือไอ้เปรต

อันที่จริงการเรียกแบบหยาบๆ แบบนี้มีที่มาที่ไป พวกนั้นเรียกพวกผมไม่ดีก่อน มันเรียกผมว่าเป็นเมียไอ้อิน เรียกไอ้นนว่าลิงปากเปราะ

“เรื่องมันแล้วไปแล้วก็จบๆ เถอะ อย่าไปสนใจแม่งเลย ทางใครทางมัน” ไอ้ปวินท์ออกความเห็น ไอ้นี่เรื่องการทะเลาะเบาะแว้งหรือมีปากเสียงเลี่ยงได้คือเลี่ยง แต่ถ้าทำมันก่อนหรือทำเพื่อนมัน หัวเด็ดตีนขาดยังไงมันก็ไม่ยอมเหมือนกัน

ต่างจากกชอินทร์ ไอ้นั่นเห็นนิ่งๆ ขรึมๆ ภายนอกดูสุภาพอ่อนโยนก็จริง แต่มันนี่แหละคือตัวแทนของสำนวน ‘น้ำนิ่งไหลลึก’ เลยล่ะ ใครทำมันโกรธมันก็พร้อมจะประทุขึ้นมาเชือดอย่างเลือดเย็นได้ทุกเมื่อ ส่วนไอ้นนจะเน้นปากเก่ง แต่ถ้าจวนตัวมันก็ลุย ส่วนผม ก็อย่างที่เห็นวันนั้น เน้นป้องกันตัว ตัวต่อตัวพอไหว ถ้าหมาหมู่ก็เรียกรถพยาบาลได้

นี่ยังคาใจผมอยู่เลยนะ ทำไมวันนั้นรอดตีนมาได้



พวกผมสี่คนทำเป็นเดินผ่านไป ก่อนไอ้เพทายจะลุกเดินมาทางพวกผมพร้อมกับเพื่อนมัน ทีแรกคิดว่ายังไงก็มีปะทะแน่ๆ พวกมันคงแค้นอยู่พอตัว แต่ท่าทีพวกมันกลับดูเฉยๆ เดินมาเงียบๆ เชิดมองไปทางอื่นกัน ขอให้แม่งสะดุดหินล้มหัวแตกตาย

พวกผมก็เดินต่อไปในทางของพวกผม ไม่สนใจพวกมันเหมือนกัน แต่จากการคำนวณด้วยสายตาของผม หากไม่มีอะไรผิดพลาดน่ะนะ ยังไงก็เดินไปบรรจบกันตรงแยกตรงนั้นพอดี

นึกภาพออกไหม พวกผมสี่คนเดินออกมาจากอาคารและกำลังตรงไปที่ถนนหลักของมหาวิทยาลัย ขณะที่พวกมันสี่คนเดินอยู่บนทางเดินเล็กๆ ที่เชื่อมจากบริเวณที่พวกมันนั่งเมื่อกี้มายังเส้นทางหน้าอาคารที่พวกผมเดินอยู่



และก็เกือบจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ไอ้อินที่เดินนำหน้าพวกผมอยู่หยุดเดินทันที คงดูว่าพวกมันจะเอายังไงต่อไป

“อย่าคิดว่าพวกกูจะยอมนะ” เสียงพูดลอยๆ ของไอ้เพทายดังขึ้นเบาๆ ขณะที่มันเดินโฉบหน้าไอ้อินไป

“สี่คนยังสู้กูคนเดียวไม่ได้ ไม่ยอมก็ควรยอมเปล่าว่ะ” ไอ้อินโต้กลับ แต่ไม่ใช่พูดลอยๆ มันพูดเสียงดังฟังชัดทีเดียว

นี่ผมสาบานได้นะว่าทั้งแปดคนตรงนี้เนี่ย เป็นนิสิตกันทุกคน ไม่ใช่กุ๊ยข้างถนนที่ไหน ผมมองมันแล้วละเหี่ยใจ เมื่อไหร่จะเลิกเป็นแบบนี้กันสักที

“ชอบข้างหลังก็ไม่ควรมายุ่งกับผู้หญิงปะว่ะ” ไอ้เพทายยอมซะที่ไหน

คราวนี้ไอ้อินไม่เสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับมัน มันกำหมัดแน่นเข้าไปดึงคอเสื้อไอ้นั่นมากำไว้ ผมกับไอ้วินวิ่งตามเข้าไปหมายจะห้าม แต่พวกของมันอีกสามตัวก็เดินเข้ามากันพวกผมไว้ มันคงคิดว่าพวกผมจะเข้าไปเสริมทัพ เลยกะจะมาปะทะ

“ใจเย็นอิน” ผมเกลี้ยกล่อม แต่มันหันกลับมาตะคอกผม ผมเข้าใจ คนมันโกรธคงแยกอารมณ์ไม่ได้ คุยกับใครก็พาลไปหมด

ผมยืนมองไอ้เพทายที่โดนกำคอเสื้อไว้แน่นจนขาแทบลอย แม้ไอ้อินจะสูงกว่ามันเยอะ แต่หน้ามันกับหน้าไอ้อินก็จะถึงกันอยู่แล้ว ไอ้เพทายยังคงนิ่งเฉยไม่ทุกข์ร้อน แถมยังยักคิ้วหลิ่วตายั่วยวนกวนอารมณ์อีก



“ระวังมึงจะได้เป็นเมียกูอีกคน”

!!!

ผมช็อก

และผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ช็อกเหมือนผม รวมถึงไอ้เพทายด้วย จากสีหน้ากวนอารมณ์แปรเปลี่ยนเป็นอีกแบบทันที มันจ้องไอ้อินเขม็ง ขบกรามแน่น หน้าเริ่มแดง ทีแรกผมนึกว่ามันคงเขิน แต่พอเห็นมันกำหมัด ผมว่าไม่น่าใช่

ไม่คาดคิดว่ากชอินทร์มันจะใช้ไม้นี้ นี่มันเหยียดหยามซึ่งๆ หน้าเลยนะเว้ย คนที่เป็นผู้ชายแท้ๆ โดนพูดข่มแบบนี้ ร้อยทั้งร้อย เลือดขึ้นหน้ากันทั้งนั้น



ผมลุ้นว่าไอ้เพทายจะต่อยไอ้อินไหม ถ้าต่อยคือเป็นการเปิดสงครามสี่ต่อสี่แน่นอน และตอนนี้เป็นไอ้อินแทนที่แสดงสีหน้ายั่วยวน มันจ้องหน้าไอ้อินอยู่สักพักสุดท้ายก็ผลักอกคนที่กำคอเสื้อมันออกเสียงดังแล้วเดินจากไป

เออ มันจบง่ายๆ แบบนี้เลยเว้ยเฮ้ย










... ก่อนเหมันต์ ...

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
« ตอบ #9 เมื่อ: 07-03-2019 18:53:31 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #10 เมื่อ07-03-2019 18:54:30 »

... บทที่ ๗


กลับออกมาจากมหาวิทยาลัยพวกผมก็มานั่งกินข้าวกันก่อนจะแยกย้ายกันกลับ เกือบทุ่มแล้ว เป็นเวลาที่ร้านก๋วยเตี๋ยวริมทางเจ้าประจำเปิดพอดี

กชอินทร์ดูอารมณ์ดีแปลกๆ คงเพราะเอาชนะอริมือหนึ่งได้ทั้งทางกายและทางความรู้สึกด้วยละมั้ง เพทายคงเจ็บใจหนักอยู่ที่โดนหยามหน้าไปซะขนาดนั้น

ผมเดาว่าที่มันไม่กล้าทำอะไรไอ้อิน คงเพราะแผลเก่ายังไม่หาย ขืนยังบ้าดีเดือดอีก รอบนี้คงได้แอดมิดไปอยู่ไอซียู



เมื่ออิ่มหนำพวกมันชวนผมไปต่อร้านเดิมอีกนะ เห็นบอกว่ามีโปรฯ ไปสี่จ่ายสาม แต่ผมเบรกควันโขมงเลย พัก! ยาวๆ เลยด้วย เลยปล่อยให้พวกมันไปนั่งเผาตับกันเล่นเลยสามคน ผมขอตัวไปนอนตีพุงอยู่ห้องดีกว่า อีกอย่างเงินเดือนเพิ่งออก ขอใช้นานๆ หน่อย ขี้เกียจฟังแม่บ่น

ผมเลือกที่จะเดินกลับหอพักเอง กลัวว่าถ้าพวกแม่งไปส่งแล้วจะหาเรื่องบังคับให้ผมไปกินเหล้าจนได้อีก จากหน้ามหาวิทยาลัยไปก็ไม่ได้ไกลมากนักหรอก เดินไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พอให้เหงื่อได้ซึม เดินชมวิวยามค่ำไปเรื่อยๆ ก็เพลินดี

ทางกลับต้องผ่านหน้าร้านที่ผมทำงานด้วย ผมเลยแวะเอาเครื่องดื่มฟรีหน่อย สำหรับพนักงานจะมีสิทธิ์ได้เครื่องดื่มฟรีวันละแก้ว สำหรับผมที่เป็นพนักงานรายชั่วโมงจะได้เฉพาะวันที่ทำงาน ผมจำได้ว่าวันนี้ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ ได้อะไรเย็นๆ ดูดระหว่างทางกลับคงชุ่มคอคลายกระหายได้ดีทีเดียว





ขณะเดินเพลินๆ กำลังจะเลี้ยวเข้าซอยหอพักตัวเอง ก็ต้องชักขากลับแทบไม่ทัน รถตู้สีดำเงาติดฟิล์มดำสนิทเลี้ยวเข้ามาตัดหน้าผมในระยะกระชั้นชิดมาก อีกนิดเดียวคือเหยียบหัวแม่เท้าผมแน่นอน

ดูจากยี่ห้อรถแล้ว ไม่ใช่รถตู้แบบที่วิ่งกันดาษดื่น ราคาคงไม่เบา คนรวยนี่แปลก เห็นคนเดินดินใช้ชีวิตข้างถนนเป็นผักปลาหรือไง ไม่มีความเกรงอกเกรงใจ

ซ้ำร้ายไปกว่านั้นตัดหน้าผมเสร็จก็จอดอยู่ตรงนั้นด้วย ไปวิ่งต่อออกไป ผมนึกว่าจะจอดแต่ยังไม่ดับเครื่องยนต์เสียทีเดียว และแล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งสวมแว่นดำ ชุดดำ ผมเผ้าแบบชอร์ทเวฟสีดำสนิทฟูๆ ดูติสต์แตก ก้าวลงมาจากตรงที่นั่งคนขับ ผมกำลังจะเดินอ้อมไปอีกทาง ผู้ชายคนนั้นเข้ามาขวางผมไว้

ฉากในหนังฆาตกรรมโผล่เข้ามาในหัวผมเลย ทั้งรถตู้ทั้งคนขับ ดูลึกลับพอกัน

ผมถอยออกห่าง เงยมองชายร่างสูงใหญ่ดูน่ากลัวชะมัด หากจะฆ่าผมก็คงไม่อยาก แค่จับผมแรงๆ ครั้งเดียว ผมคงกระดูกร้าวไปทั้งตัว

“ได้โปรดไปกับผมด้วยครับ” พูดซะเพราะเชียว ขัดกับบุคลิก

ตลก! ใครจะไปกับมึง อะไร ไม่ได้รู้จักมักจี่กันสักหน่อย อยู่ๆ กระโดดลงมาขวางแล้วมาบอกให้ผมไปด้วย



ผมเริ่มถอยออกทีละก้าว แล้วหันหนี แต่ชายแปลกหน้าคนนั้นเหมือนมีความสามรถพิเศษในการใช้ความเร็วเหนือเสียงอะ แวบเดียวเขามายืนอยู่ตรงหน้าผมอีกรอบ ผมหยุดกึก

“ได้โปรดขึ้นรถไปกับผมด้วยครับ” เหมือนพูดเป็นอยู่ประโยคเดียว ฝันไปเถอะมึง จังหวะนั้นบอกได้คำเดียว กลัวตายมากกว่าสิ่งอื่นใด

“แม่สอนไม่ให้ไปไหนกับคนแปลกหน้า” ผมก้าวหนี แต่ก็เช่นเดิม ผู้ชายคนนั้นเหมือนหายตัวไปโผล่ที่ไหนก็ได้ยังไงยังงั้น ผมไม่เห็นเขาเดินนะ แต่ผมเห็นเขาอีกทีตรงหน้าผมตลอด หรือผมกระพริบตานานไป

“คุณครับ...” มันชักมือมาขวางทางผมไว้

“หลีก ไม่งั้นผมจะเรียกให้คนช่วย” ผมทำท่ามองซ้ายขวา

มันคนนั้นชักมือกลับ ยืนมองผมนิ่งสงบ เห็นท่าไม่ดีจึงจะอ้าปากตะโกน แต่ยังไม่ทันที่เสียงจะได้หลุดออกมาจากลำคอ ทุกอย่างก็มืดไปหมด





ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้น สิ่งแรกที่ทำคือสำรวจสภาพตัวเอง ยังครบสมบูรณ์ดีทุกอย่าง ผมนั่งอยู่บนรถ ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นรถตู้คันนั้น ส่วนคนขับผมเห็นแค่หลังมัน มองแค่ทรงผมก็รู้แล้วว่าคนเดียวกับไอ้คนเมื่อกี้แหละ

“จะพาผมไปไหน” ผมสุภาพก่อน กลัวมันจะโมโห ตอนนี้ผมเหมือนลูกไก่ในกำมือแล้ว แต่มันก็ไม่ตอบผม ยังคงตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไป

“นี่ถ้าไม่บอก ผมจะกระโดดลงจากรถนะ” มองออกไปข้างนอกรถไม่ได้วิ่งเร็วมากนัก สองข้างถนนเป็นต้นไม้ดูอึมครึมในความมืด มีเสาโคมไฟที่ให้แสงสว่างอยู่ข้างถนนเป็นระยะ เหนือโคมไฟเป็นรูปปั้นสัตว์ประหลาดมากมายที่เหมือนหลุดออกมาจากในวรรณคดี

ถนนนี้ไม่น่าจะใช่ถนนหลัก น่าจะเป็นถนนภายในสถานที่ใหญ่ๆ สักสถานที่หนึ่ง

“คุณเปิดประตูไม่ได้หรอกครับ” มันตอบผมน้ำเสียงเฉยชา

ผมลองเปิดดู เออแหะ ในเมื่อเขาลงทุนจับมึงมาขนาดนี้ เขาคงโง่ไม่ล็อกรถหรอกนะ จะขู่อะไรเขาก็ไม่ดูสถานการณ์



เมื่อพ้นเหล่าแมกไม้รกครึ้มมา รถก็เลี้ยวเข้าไปในถนนที่เป็นทรงโค้งที่ทอดสู่อาคารหลังใหญ่โต หน้าอาคารคนละฝั่งถนนมีสระน้ำพุที่กว้างมาก ชนิดที่น่าจะกว้างกว่าพื้นที่บ้านผมอีก ในสระมีรูปปั้นสัตว์ในวรรณคดีครึ่งคนครึ่งนกสีทองหลายตัวกำลังเล่นน้ำ ดูออกว่าเป็นกินรี เพราะผมชอบเจ้าตัวนี้เป็นพิเศษ และมันเป็นรูปปั้นที่งดงามมาก งดงามแบบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน



เมื่อรถจอดสนิท ไอ้คนขับกระโดดลงจากรถแล้วเดินมาเปิดประตูให้ผม แวบแรกผมคิดว่ามันต้องมาฉุดกระชากลากถูผมออกไปเหมือนในหนังแน่ๆ จากนั้นสิ่งที่จะตามมาก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น ถ้าเหมือนในหนังน่ะนะ

สงสัยอยู่อย่างหนึ่ง ตัวผมมีค่าให้คนมาตามจับหรอ ถ้าจะจับมาเรียกค่าไถ่ มึงคิดผิดมาก เป็นโจรที่กระจอกมาก จะหาเหยื่อทั้งทีมึงไปเช็คให้ดีเลยเหรอว่าบ้านเขาฐานะเป็นยังไง อีกประเด็นหนึ่งคือ ผมคิดว่ามันจับผิดตัว

เพราะฉะนั้นผมต้องแสดงตัวตนของผมให้มันรู้กันไปเลย

“พี่ครับ” ผมพูดกับมันดีๆ “ผมชื่อพนรัญชน์นะ พนรัญชน์ เวหะพงศ์ แม่ผมเหลือแค่ผมคนเดียว ปล่อยผมไปเถอะนะครับ ผมไม่มีอะไรให้พี่หรอก บ้านผมจนมาก” ผมพยายามอธิบายลิ้นพัน

ผลปรากฏว่า มันไม่สนใจที่ผมพูดเลย ยืนนิ่งเป็นหุ่นลองเสื้ออยู่ข้างประตูนั่น เหมือนรอให้ผมลง และถ้าผมไม่ลงไปดีๆ คราวนี้มันได้เข้ามาดึงผมแขนหลุดแน่ๆ

“เชิญครับคุณพนรัญชน์” หนำซ้ำมันเรียกชื่อผมด้วย เหมือนตอกย้ำว่า ใช่ กูรู้แล้วว่ามึงชื่อพนรัญชน์ แล้วยังไงหรอ พร้อมกับเอียงคอถาม

ผมมองมันยังคงยืนนิ่งเป็นตออยู่ตรงนั้น เลยก้าวลงไป และเพิ่งเห็นตรงนั้นเองว่า อาคารหลังใหญ่โตนี้คือบ้าน ไม่ใช่สิ คฤหาสน์ มันใหญ่โตมโหฬารชนิดที่ผมไม่คิดว่ามีเห็นได้ในประเทศนี้และชาตินี้

คฤหาสน์สีขาวแทบทั้งหลัง หลังคาสีอะไรไม่แน่ใจเพราะกลางคืน กะคร่าวๆ น่าจะสี่ห้าชั้น ดูปลอดโปร่งด้วยหน้าต่างกระจกมากมายล้อมรอบ ส่วนที่สูงที่สุดของอาคารเป็นโดมสูง แสงสว่างสีนวลจากดวงไฟในตัวบ้านส่องลอดออกมาดูอลังการมาก เมื่อกระทบกับเหล่ากินรีทองในสระน้ำ ทำให้เหมือนรูปปั้นเหล่านั้นมีชีวิตยังไงยังงั้น ถัดไปจากสระน้ำพุเป็นโรงจอดรถที่มีรถหรูรุ่นต่างๆ จอดอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบคันแน่นอน

ผมนี่อดจะหู้วในใจไม่ได้จริงๆ

“เชิญด้านในดีกว่านะครับ คุณท่านรออยู่”

อ้าว มีคนรออยู่หรอ

ผมเก็บอาการกระต่ายตื่นตูมไว้ รู้สึกเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงยังไงไม่รู้ เข้าใจความรู้สึกที่พจมานมาถึงบ้านทรายทองครั้งแรกก็คราวนี้



ผมเดินขึ้นบันไดไปตามการนำทางของพี่หัวกระเซิงคนนั้น แม้เดินก็ดูสุขุมและเยือกเย็นไปในเวลาเดียวกัน มันเดินนำไปแบบไม่หันมามองผมเลยด้วย คงรู้ว่าให้ตายยังไงผมก็หนีไม่พ้น ก็จริง ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าทางออกจากบ้านอยู่ตรงไหน มองซ้ายมองขวา มองหน้ามองหลัง ถัดจากบริเวณส่วนหน้าคฤหาสน์ที่เป็นลานกว้างสลับกับสวนหย่อมก็เป็นป่าไม้หนาทึบ

แต่เอาเป็นว่าแค่มันไม่ทำร้ายผม ผมก็วางใจไปเปราะนึง หากจะจับมาขังก็ค่อยหาทางหนีทีไล่อีกที หรือหากจะจับมาซ้อม ถ้าไม่ตายก็ค่อยคิดหาทางรอด ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป



เดินขึ้นไปถึงบริเวณหน้ามุขที่มีหลังคาสูงครอบอยู่ เพดานมีโคมไฟขนาดใหญ่ดูสวยงาม แค่ราคาโคมไฟอันนั้นก็คงแพงกว่าชีวิตผมแน่ๆ เดินขึ้นบันไดไปอีกไม่กี่ขั้นก็เป็นบริเวณหน้าประตูบ้าน ประตูทำจากไม้เนื้อแข็งลงทอง สีสันแวววาวสะกดสายตา สถาปนิกที่ออกแบบบ้านหลังนี้ต้องระดับมือพระกาฬแน่ๆ

บริเวณนี้เอง ผมสังเกตเห็นรูปปั้นช้างสีขาวขนาดสูงพอๆ กับผมอยู่หนึ่งตัว ก็น่าจะของตกแต่งแหละ ผมจึงไม่ได้สนใจมากนัก

มีผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูบ้านใหญ่นั้น เขาดูร่างสูงระหงในชุดสูทสีดำกับเนคไทสีเดียวกัน ผมตัดสั้นเซ็ตเป็นทรงเรียบร้อยสะอาดตา เช่นเดียวกับใบหน้าและการแต่งกายที่สะอาดสะอ้านเรียบแปล้ไปเสียทุกอย่าง สีผิวน้ำผึ้งเนียนเรียบ สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดคือไปหูของเขา ปลายหูของเขาทั้งสองข้างแหลมขึ้นไปเล็กน้อย น่าจะเป็นลักษณ์ทางพันธุกรรมอย่างหนึ่ง



“ยินดีต้อนรับครับคุณพนรัญชน์” เขายิ้มให้ผมอย่างสุภาพ ผมค้อมหัวตอบ เป็นอีกคนแปลกหน้าที่รู้จักชื่อผม

เห็นท่าทีของเขาแล้วผมค่อยรู้สึกคลายกังวลหน่อย แต่ก็ไม่แน่ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นในที่ๆ ผมไม่รู้จักใครเลยสักคน

“เชิญด้านในเลยนะครับ คุณเดชรออยู่”

คุณเดชนี่น่าจะเป็นคนเดียวกับที่ชายคนเมื่อกี้เรียกว่าคุณท่าน เพราะฉะนั้นสองคนนี้น่าจะศักดิ์ต่างกัน ผมหันกลับไปมองคนที่ขับรถพาผมมาเมื่อกี้ ปรากฏว่าไม่มีใครแล้ว ทำไมเขาถึงได้ไปไวมาไวกันจัง

แต่เดี๋ยวนะ คุณเดช นี่อย่าบอกว่า...



ผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้ให้มันเฉลยทีเดียว เดินตามชายคนนั้นไปเงียบๆ กวาดสายตามองในบริเวณบ้านที่แค่ห้องแรกห้องเดียวนี้ก็ใหญ่กว่าบ้านผมสองหลังรวมกันเสียอีก พร้อมของประดับตกแต่งที่หรูหราเกินจะประเมินราคาได้ด้วยสายตา



ผู้ชายที่ดูสุภาพเรียบร้อยคนนั้นนำผมเดินไปยังห้องโถงขนาดย่อมรายล้อมด้วยกระจกใส มองทะลุออกไปด้านนอกเป็นสวนที่มืดสลัวในยามค่ำคืน

แต่ภายในบริเวณห้องนี้กลับสว่างจ้าด้วยโคมไฟระย้าเหนือเพดาน ผมลองแหงนมองขึ้นไป มันมีภาพวาดสีน้ำมันประหลาดๆ เหมือนจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวในวรรณคดีที่เคยเห็นตามผนังโบสถ์

ตรงกลางห้องมีชุดรับแขกไม้สลักเสลาลวดลายงดงามสีขาวบุด้วยผ้าไหมปักลายสีอ่อน ใครคนหนึ่งนั่งหันหลังให้ผมจากชุดรับแขกนั้น ผมเห็นแค่ไหล่กับหัวเขาที่โผล่พ้นพนักพิงมา แต่ทรงผมแมนบันนั้นทำให้ผมตงิดๆ

คนที่เดินนำมาเมื่อก้าวพ้นเขตประตูเขาก็เบี่ยงตัวไปยืนข้างๆ เขายิ้มให้ผมแล้วผายมือเข้าไปในนั้น น่าจะให้ผมเดินเข้าไปเอง

หัวใจเต้นแรงมาก จะว่าตื่นเต้นก็ใช่ จะว่าหวั่นวิตกก็ไม่เชิง อยู่ๆ ก็ถูกดักพาขึ้นรถตู้มาที่ไหนก็ไม่รู้ เป็นคุณจะทำใจได้ไหม ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะดีจะร้ายหรือก็ไม่มีวันรู้ ตอนนี้ผมต้องตามน้ำไว้ก่อน

ผมเดินไปหยุดอยู่ข้างโซฟาตัวที่อยู่ตรงกันข้ามคนๆ นั้นด้วยท่าทีเจี๋ยมเจี้ยมเจียมตัวเป็นที่สุด เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กมากในที่แห่งนี้ พอมองหน้าชัดๆ เท่านั้นแหละ

เดชาธร





โปรดติดตามตอนต่อไป








... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #11 เมื่อ07-03-2019 18:55:21 »

... บทที่ ๘


นี่ก็ไม่รู้จะอะไรกับผมนักหนา ไปวางมาดถึงที่ทำงาน ที่เรียนก็เป็นอาจารย์ เห็นๆ ว่าที่ผมโดนจับมาที่นี่ ก็คงไม่ใช่ฝีมือใครที่ไหน มีอะไรทำไมไม่บอกกันดีๆ

ครั้งแรกที่ผมเจอเดชาธรคือวันที่เขามาที่ร้านวันนั้น นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักเขา รู้ว่าเขาชื่อเดชาธร รู้ว่าเขาเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทร้านกาแฟที่ผมทำอยู่ แค่นั้น ก่อนหน้านั้นไม่เคยเห็นที่ไหนเลย

แต่มาลองนึกย้อนกลับไปดูดีๆ ที่ผมตาฝาดเห็นภาพผู้ชายที่ยืนยิ้มให้แล้วจู่ๆ ก็หายไปในวันเกิดผม ต่อมา ผมฝันเห็นผู้ชายใส่ชุดไทยประหลาดๆ เดินเข้ามาหาในห้องเรียน และครั้งล่าสุดคือผู้ชายที่ยืนมองผมจากตึกเรียนตอนกำลังจะกลับออกมาจากมหาวิทยาลัย เชื่อไหมว่าเหล่านั้นล้วนเหมือนคุณเดชาธรยังกับคนๆ เดียวกัน

มันแปลกดีนะ กับการจินตนาการเห็นภาพคนๆ หนึ่งได้โดยที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาก่อนสักครั้งเดียว

ผมควรจะกลัวตัวเองหรือกลัวเขาดี



“นั่งสิ” เขาเอ่ย ขณะที่ผมกำลังยืนอมพะนำอยู่

ผมสะดุ้งเล็กน้อยจากน้ำเสียงทรงอำนาจของเขา ก่อนจะค่อยๆ ก้าวไปนั่งลงด้วยท่าทีนอบน้อม ซึ่งสันดานจริงๆ ของผมเนี่ย ความสุภาพนอบน้อมไม่ค่อยมีหรอก แต่นี่อยู่ต่อหน้าคนที่เป็นถึงเจ้านายพ่วงตำแหน่งอาจารย์ ถ้าไม่อยากตกงานหรือติดร.วิชาลืม ก็จงรักษามารยาทไว้

พอนั่งลงผมมองกลับไปที่ประตูปรากฏว่าผู้ชายใส่สูทคนนั้นไม่อยู่แล้ว ผมเลยมองไปที่คุณเดชาธรแทน

“ขอโทษนะที่คนของผมทำแบบนั้น” เขาวางแก้วไวน์ลง แต่ไม่ได้กำลังดื่มมันอยู่ แค่ยกขึ้นหมุนแก้ววนไปมาแล้วก็ทำท่าดมๆ บนโต๊ะมีขวดไวน์ยี่ห้อแปลกๆ ตั้งอยู่มากมาย ลักษณะนี้น่าจะของสะสมหรือไม่ก็กำลังเทสต์ตัวอย่างไวน์อะไรสักอย่างแบบที่คนรวยเขาชอบทำกัน “เพราะถ้าพูดดีๆ คุณคงไม่ยอมมา” สายตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองมาแวบหนึ่ง ทำเอาผมตัวเย็นไปเหมือนกัน

ไม่เถียง ก็ถ้าอยู่ๆ มีคนที่ดูเหมือนมือปืนรับจ้างเดินมาบอกว่า คุณเดชาธรต้องการพบ ผมก็ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าไปนะ เพราะถ้าคนมันบริสุทธิ์ใจอยากพบจริงๆ ที่ร้านหรือที่มหา’ ลัยหลังเลิกเรียนก็ได้ จริงไหม ทำไมถึงต้องทำให้มันยุ่งยากซับซ้อนขนาดนี้ผมไม่เข้าใจ

“มะ ไม่เป็นไร ครับ คุณเดชาธรมีอะไรกับผมหรือเปล่า” สุดท้ายก็ต้องเลือกพูดในสิ่งที่คนฉลาดเขาทำกัน

“ผมอยากให้คุณออกแบบบ้านให้ผมหน่อย”

ถ้าผมไม่ได้หูฝาด ก็ดูท่าตานี่จะไม่เต็มแล้วล่ะ

บ้านที่มีอยู่ก็หลังเท่าปราสาทเข้าไปแล้ว หน้าที่การงานก็ไม่ธรรมดา หน้าตาทางสังคมก็คงไม่ต้องเดา รวยล้นฟ้าขนาดนี้ ไปหาสถาปนิกมือหนึ่งของโลกมาทำให้ยังง่ายกว่าเลย มาวุ่นวายอะไรกับผมที่เป็นแค่นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมที่เพิ่งจะขึ้นปีสาม ยังไม่ได้เริ่มเรียนอะไรที่เกี่ยวกับสาขาอาชีพจริงๆ จังๆ เลยด้วย

“เอ่อ...”

“ไม่ต้องพูด ผมไม่อยากได้ยินคำปฏิเสธ”

รู้ดีไปอีก เหมือนอ่านใจคนได้

“ที่ผมให้คนของผมพาคุณมาที่นี่ คิดว่ามันจะเป็นแค่การขอความสมัครใจเหรอ”

อ้าว ทำไมพูดงั้นล่ะ งี้ก็จะบังคับจิตใจกันอะดิ มิน่า ดูท่าทางก็ไม่น่าไว้ใจตั้งแต่แรกแล้ว คนอะไรดูลึกลับน่ากลัวชะมัด

“แต่ผมเพิ่งจะเรียนปีสามเองนะครับ คุณเดชาธรเองก็คงรู้ ทำไมไม่หาสถาปนิกมืออาชีพดีๆ มาทำเลยล่ะ” ผมยกเหตุผลในใจมาอธิบายดีๆ

“ดูท่าทางไม่น่าจะเข้าใจอะไรยากนะ”

อ้าว ผมเดาว่าเขาแอบด่าผมอ้อมๆ ว่าโง่

ถ้าผมไม่ได้คิดไปเองอะนะ ผมว่าเขามองผมเหยียดๆ ด้วย พูดจบก็ดึงบุหรี่ออกมาจากตลับหรู ใช้ปากคีบไว้ ก่อนที่ผู้ชายใส่สูทคนนั้นจะมายืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับจุดบุหรี่ให้

เฮ้ย ทำไมรวดเร็วอะไรปานนั้น โผล่มาตอนไหน นี่ผมยังไม่ได้กระพริบตาเลยนะ



“ก็ผมพอใจจะใช้คุณ” เขาดึงผมจากภวังค์ความงงงวย เอนหลังลงพิง

ผมจนปัญญาจะอ้าปาก พูดมาขนาดนี้ ผมก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดอีกแล้ว



“ถึงเวลานั้น”

เวลาไหน เกี่ยวกับผมหรอ

“ผมก็คงอยากจะใช้ชีวิตสงบๆ อยู่ที่ไหนสักที่ ห่างไกลผู้คน ห่างไกลความวุ่นวาย ชื่อเสียง อำนาจ เงินทองตอนนั้นคงไม่มีอะไรมีความหมายกับผม มีเพียงคนที่ผมรักและเฝ้ารอมาอยู่ข้างกาย” เขาอธิบายอย่างใจเย็น สลับกับการดึงบุหรี่ที่คีบไว้ในมามาสูดเอาควันเข้าไปเผาปอด “บ้านหลังนั้นน่ะ ผมจะสร้างไว้ที่ต่างจังหวัด หลังไม่ใหญ่มากหรอก ผมไม่ได้รีบให้มันเสร็จในเร็วๆ นี้ รอให้คุณเรียนจบ มีความรู้ มีประสบการณ์ ค่อยช่วยสร้างให้ผมก็ได้ แต่อยากจะให้คุณเริ่มคิดมันเสียแต่ตอนนี้เลย”

ฟังยังไงก็ทะแม่งๆ เขาจะรอให้ผมเรียนจบ เพื่อมาสร้างบ้านหลังที่ว่าให้เขาไปเพื่ออะไร

“ไม่ต้องอยากรู้อะไรนักหรอก” ใบหน้าคมโน้มลงมาใกล้ผม สายตาเจ้าเล่ห์จับจ้อง พูดเหมือนอ่านใจผมได้ยังไงยังงั้น “ทำตามที่ผมสั่งก็พอ ใช้สมองที่มีอยู่น้อยนิดของคุณตรองเอา ถ้าขัดคำสั่งผม อะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตคุณ”

ขู่เป็นจงอางเลย แต่ถ้าได้กัด ผมว่าน่าจะพิษแรงกว่าจงอางชนิดที่ผมคาดไม่ถึงเลยล่ะ

พูดจบก็ลุกหนีไปอย่างไม่ใยดี ทำไมถึงได้เผด็จการขนาดนี้ ไม่น่าเลย เกือบจะให้ความเคารพนับถือในฐานะอาจารย์และเจ้านายอยู่แล้วเชียว

สิ่งที่เขากึ่งสั่งกึ่งบังคับให้ผมทำนั้น มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอก แต่การออกแบบบ้านหลังหนึ่งให้คนใหญ่คนโตอย่างเดชาธร มันก็เหมือนขึ้นไปบนหลังเสือนะ ขึ้นแล้วห้ามลง แต่ผมเลือกที่จะไม่ขึ้นไม่ได้ด้วยไง

มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ ถ้าผมทำมันออกมาได้ดี มันก็อาจจะเป็นเครดิตดีๆ ติดตัวผมไปตลอด แต่ถ้าทำออกมาได้ไม่ถูกใจ มันก็จะกลายเป็นคำครหาที่มีต่อผมในสายอาชีพนี้ไปชั่วชีวิต เมื่อถึงเวลานั้น ยังไงฝีมือผมก็คงไม่หนีระดับเด็กจบใหม่ แต่คนที่สั่งงานคือใคร เผลอๆ อาจจะมีความรู้เรื่องพวกนี้มากกว่าผมด้วยซ้ำ แล้วคิดว่าโอกาสที่คนอย่างคุณเดชาธรจะถูกใจงานผม มีอยู่กี่เปอร์เซ็นกันเชียว

ตีลังกามองก็ดูออกว่าเขาหนักไปทางอยากจะหาเรื่องผมมากกว่า

แต่ถ้าขัดใจเขา ก็อาจจะเสียทั้งงาน เสียการเรียนไปหนึ่งวิชา หรืออาจจะทั้งหมด อำนาจคือสิ่งที่น่ากลัวเหนือสิ่งอื่นใด





ผมถูกทิ้งให้นั่งอยู่คนเดียวตรงนั้นครู่ใหญ่ ใคร่ครวญตรึกตรองถึงชะตากรรม ผมถอนหายใจฟืดใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้น เห็นผู้ชายคนนั้นยืนยิ้มรออยู่ตรงประตู

“คุณเดชรอทานข้าวอยู่ครับ”

ห๊ะ!

นึกว่าจะได้กลับบ้านแล้วซะอีก

“ผมกินมาแล้วครับ”

“เชิญที่ห้องรับประทานอาหารครับ”

เหมือนพูดภาษาคนไม่รู้เรื่องกันอะ “กินมาแล้ว ผมอยากกลับ” ถ้าคนที่มาสั่งผมไม่ใช่เดชาธร ผมก็ไม่กลัวหรอกนะ จะบอกให้

“เชิญที่ห้องรับประทานอาหารครับ”

คงถูกตั้งโปรแกรมมาให้พูดเป็นอยู่อย่างเดียว เห็นรอยยิ้มไม่หืออือของหมอนี่แล้วผมชักจะหมั่นไส้

ที่ไม่ยอมง่ายๆ คงรู้ดีอยู่แหละว่านายตัวเองเป็นยังไง ถึงไม่กล้ายืดหยุ่นอะไรกับผมเลย มีหน้าที่รับคำสั่งมาให้ปฏิบัติตาม แค่นั้น

ที่ผมทำตามไม่ใช่เพราะว่าสงสารหมอนั่นหรอกนะ แต่ผมห่วงความปลอดภัยตัวเองต่างหาก ถ้ายังอยากกลับบ้านดีๆ ก็ตามน้ำไปก่อน

ผมเป็นใคร เขาเป็นใคร ถ้าเขาฆ่าผมแล้วเอาไปฝังไว้ในสวนข้างๆ คฤหาสน์นี้คงไม่มีใครหาศพผมเจอ



ระหว่างทางเดินไปห้องที่ว่า ผมคิดไว้อยู่แล้วแหละว่ามันต้องใหญ่โตอลังการ ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

ห้องรับประทานอาหารที่เป็นโถงขนาดใหญ่ ประดับตกแต่งด้วยสิ่งของล้ำค่าต่างๆ นานา น้องๆ พระราชวังเห็นจะได้ โต๊ะนั่งทานอาหารตัวยาวตั้งอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยเก้าอี้อีกนับสิบ ผมเห็นคุณเดชาธรนั่งอยู่คนเดียวตรงหัวโต๊ะนั่น

คนรวยก็คงมีชีวิตประมาณนี้แหละ รายล้อมด้วยเงินทองเยอะแยะมากมายจนกันคนที่อยู่ข้างกายถอยห่างออกไปหมด

มีเพียงชีวิตที่โดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงา หึ คิดไปก็แอบสมน้ำหน้า เรื่องเงินทอง โอเคผมยอมแพ้ แต่เรื่องสายใยความรักของคนในครอบครัวและมิตรรอบตัวที่จริงใจ ผมว่าผมชนะ

เขานั่งดื่มเงียบๆ เหมือนผมไม่มีตัวตนในห้องนั้น เอาจริงๆ ไม่ว่าจะเจอกันกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เขาไม่ค่อยมองหน้าผมนะ หรือถ้ามองก็แปบสองแปบ ไม่รู้เพราะไม่สบชะตาหรืออะไร แต่ก็วุ่นวายกับกูจัง

เก้าอี้ตัวที่อยู่อีกฟากหนึ่งกับตัวที่เดชาธรนั่ง ซึ่งห่างกันประมาณโยชน์หนึ่งเห็นจะได้ถูกผู้ชายใส่สูทคนนั้นเลื่อนออกมาจากใต้โต๊ะเป็นการเชื้อเชิญให้ผมไปนั่งลง คงเป็นเรื่องปกติ ถ้าหากมีแขกมาร่วมทานอาหารสองต่อสอง เก้าอี้ตัวนั้นคงถูกเตรียมไว้ใช้ในการลักษณะแบบนั้น คนอย่างเดชาธร คงยากที่จะมีใครเข้าถึงตัวได้ง่ายๆ ดูจากแค่ไปร้านกาแฟยังต้องมีคนติดตาม

“ให้เขามานั่งข้างผม”

“ครับคุณเดช”

คนถูกสั่งรีบสอดเก้าอี้ตัวนั้นเก็บไว้ดังเดิม ก่อนจะเดินสับเท้ามาที่เก้าอี้ตัวที่อยู่ซ้ายมือเดชาธรแล้วทำแบบเดิม ผมกล่าวขอบคุณก่อนจะหย่อนก้นลงนั่ง



ผมยังอยู่ในชุดนักศึกษาอยู่เลย ตอนนี้รู้สึกอึดอัดเหนียวตัวไปหมดแม้จะอยู่ในห้องที่มีแอร์เย็นฉ่ำ

หลังจากที่ผมนั่งลงได้ไม่ถึงนาทีก็มีผู้หญิงสามคนเดินออกมาพร้อมถาดอาหาร ก่อนจะนำมันมาวางลงตรงหน้าคุณเดชาธรบ้าง หน้าผมบ้างทีละอย่าง

ผมมองดูอาหารในจานแรกก็ไม่รู้แล้วว่ามันคืออะไร ผมไม่เคยเห็นที่ไนหมาก่อน ผมตักชิมคำเดียว มันอร่อยอย่างน่าเหลือเชื่อนะ แต่ผมก็ไม่กินต่อหรอก ท้องผมยังเต็มอยู่เลย ขืนยัดลงไปอีก กรดไหลย้อนเล่นงานผมแน่

เมื่อเดชาธรกินอาหารจานนั้นหมด ทั้งของผมและของเขาก็ถูกแม่บ้านยกออกไป จากนั้นจานใหม่ก็ถูกนำมาวางลงแทน อันนี้ดูแล้วน่าจะเป็นจานหลัก ผมได้แต่นั่งมองมันเฉยๆ ผมจะไม่กิน กลัวท้องเสีย มันอาจจะดีเกินไปสำหรับท้องยาจกอย่างผม



“ไม่อร่อย?”

เห็นก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียว นึกว่าไม่ได้สนใจจะมอง

“ผมกินมื้อเย็นไปแล้วครับ”

“หึ” คนฟังอมอาหารไว้แล้วครางหัวเราะในลำคอ พอเคี้ยวกลืนไปแล้วจึงพูด “ก๋วยเตี๋ยวข้างถนนน่ะเหรอ” น้ำเสียงดูแคลนสุด

คนระดับล่างอย่างผม ก๋วยเตี๋ยวอะคือชีวิต ว่าแต่ไปรู้มาได้ยังไงอีกว่าผมกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง



ผมนั่งมองเขากินเหมือนวันทั้งวันยังไม่ได้กินอะไรเลยอย่างนั้นแหละ พอของคาวหมดก็ตามด้วยของหวาน ละเมียดละไมอะไรเบอร์นั้น เห็นแล้วหงุดหงิดลูกตา ผมนั่งรอให้เขากินให้เสร็จ อันที่จริงนั่งรอเวลาให้เขาอนุญาตให้ผมกลับ ตอนนี้เหนื่อยและง่วงมาก





ผมกำลังจะสัปหงกอยู่แล้วเชียว ถ้าไม่ได้ยินเสียงกระแอมดังขึ้นที่หัวโต๊ะข้างๆ เดชาธรยืดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ผมเงยมองหน้าเขา แอบส่งสายตาง่วงนอนด้วย เผื่อเขาจะสงสาร

“ผมกลับได้รึยัง”

“กร”

ไม่ตอบผม แต่หันไปเรียกใครก็ไม่รู้ ไม่นานผู้ชายใส่สูทคนนั้นก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามา ตอนนี้รู้แล้วว่าชื่อกร แปลกดีนะ ตากรนั่นอยู่ตั้งข้างนอก เรียกก็ไม่ได้ดังอะไรเลย เหมือนกระซิบซะด้วยซ้ำ แต่ได้ยินกันได้ยังไง ตรงนี้กับข้างนอกนั้นก็หางกันโขอยู่นะ

“บอกสิงห์ไปเตรียมรถให้ผม”

“คุณเดชจะไปไหนครับ”

“เรื่องของผม”

อ้าว คนเขาอุตส่าห์ถาม ทำไมไร้มารยาทแบบนี้ล่ะครับคุณเจ้านาย ผมด่าแทนคนชื่อกรในใจ แต่สิ่งเดียวที่หมอนั่นทำคือยิ้มแล้วรีบถอยหลังออกไปจากห้อง

เขาจะไปไหน แล้วผมล่ะ



ไม่ถึงสามวินาทีได้มั้งนายกรอะไรนั่นก็โผล่กลับเข้ามาอีกรอบ ผมนึกว่าเขาลืมถามอะไรแล้วกลับเข้ามาใหม่ ที่ไหนได้ มาบอกว่ารถพร้อมแล้ว ทำไมบ้านนี้เขาทำอะไรกันรวดเร็วดุจลมพายุช่วงมรสุมกันขนาดนี้ หายตัวได้กันใช่ไหม

เหมือนลืมไปว่ามีผมอีกคนนั่งอยู่ตรงนั้น ผมนั่งมองเดชาธรเดินออกไปโดยไม่พูดอะไร แต่ไม่ทันไรเขาก็หันกลับมาหาผม

“จะกลับไหมบ้าน”

สรุปที่เรียกให้คนเตรียมรถคือจะไปส่งผมนี่เอง อย่างน้อยสถานการณ์ก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่จินตนาการไว้ก่อนหน้านี้แหะ



โปรดติดตามตอนต่อไป








... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #12 เมื่อ07-03-2019 18:56:55 »

... บทที่ ๙


ผมนั่งตัวเกร็งอยู่ข้างคนขับบนรถซูเปอร์คาร์มาเซราติรุ่นอัลเฟียรีสีเทาเงิน น่าจะเป็นคันแรกและคันเดียวในประเทศไทยในตอนนี้ ราคานั้นไม่ต้องพูดถึง ผมไม่รู้แน่ชัดแต่ผมรู้ว่ามันไม่น้อย และที่พอเดาได้ก็เพราะไอ้อินกับปวินท์มันคุยกันออกจะบ่อย บารมีตูดผมจริงๆ ที่ได้นั่ง

ที่เกร็งไม่ใช่เพราะรถแพงนะ นั่นอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ที่เกร็งเพราะคนขับคือเดชาธร เรียกได้ว่าเป็นทั้งเจ้านายเป็นทั้งอาจารย์ ความรู้สึกเหมือนกำลังไต่เส้นด้ายข้ามหน้าผายังไงยังงั้น ทำอะไรเปิ่นๆ ออกไปหัวขาดแน่



เขาคิดบ้าอะไรของเขาอยู่ที่มาเสียเวลากับเด็กหาสาระไม่ได้อย่างผม

“คุณเดชาธรครับ หอผม-” “รู้”

เอ๊า รู้ได้ไง ยังไม่ทันจะพูดจบก็ดักซะผมแทบกลืนคำพูดกลับลงไม่ทัน ไม่มีมารยาทจริงๆ ถ้าไปผิดที่นะอย่ามาโทษผมแล้วกัน



เขารู้จริงๆ ด้วยครับ รถจอดลงตรงหน้าหอผมแม่นเหมือนจับวาง ทั้งที่ตลอดทางผมไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปเลยแม้แต่คำเดียว ผมสาบานได้ ผมกลัวเสียงจะไปรบกวนสมาธิเขา แล้วดูท่าทางเขาไม่อยากจะคุยกับผมนักหรอก แต่ก็เลือกที่จะมาส่งผมแทนที่จะให้ลูกกะจ๊อกเขามาส่ง ย้อนแย้งตัวเองดี



พอผมลงรถปุบ ปิดประตูแบบเบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้เสร็จเรียบร้อย ผมก็โค้งให้เขาเป็นการขอบคุณ แต่เหมือนผมจะเก้ออยู่นิดๆ เพราะเขาไม่ขับออกไปแต่ลดกระจกลงแล้วบอกผมว่า “รออยู่ตรงนี้”

เขาหักพวงมาลัยเอารถเข้ามาจอดในหอของผมเฉยเลย

เขาคิดจะทำอะไรของเขาอีก วันนี้ทั้งวันยังวุ่นวายกับผมไม่พอหรือยังไง



เผลอแปบเดียว คุณคนประหลาดเขาก็มานั่งกระดิกตีนอยู่บนเตียงของผมแล้ว สอดส่องสายตาไปทั่วห้องเหมือนกำลังพินิจพิจารณาอะไร

ผมก็สังเกตเขาเหมือนกัน มันเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อคนอย่างเดชาธรมานั่งอยู่ท่ามกลางความมอซอของห้องผม มันดูเหมือนพระอินทร์ลงมานั่งบนกองขยะอะ นึกออกไหม

“เอ่อ... คุณเดชา-” “เรียกผมเดชเฉยๆ ก็ได้”

“คุณเดชมีอะไรจะคุยกับผมหรือเปล่าครับ” ผมพูดออกไปแบบเจี๋ยมเจี๊ยม ในใจนั้นกำลังตะโกนดังเชียวล่ะว่า ปล่อยกูไปเสียที

เขาไม่ตอบผม แต่กำลังจ้องไปที่อะไรบางอย่าง ผมมองตามสายตาเขาไป อ๋อ ภาพวาดนางมโนราห์ของผม ที่ต้องส่งวิชาลายไทย ตอนนี้วาดเสร็จแล้ว ผมเลยตั้งชันผนังไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ

สายตาเขาจ้องไม่จ้องเปล่า เหมือนผมเห็นประกายในนั้นด้วย รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจไม่เบา ที่ภาพวาดฝีมือผมเองสะกดสายตาคนอย่างเขาได้

มองอยู่สักพักก็ลุกเดินไป คงอยากดูใกล้ๆ เขายืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปลูบคลำมัน ตอนนี้ผมไม่รู้แล้วว่าเขารู้สึกยังไงกับภาพนั้นเพราะเขาหันหลังให้



“วาดเองเหรอ” น้ำเสียงเปลี่ยนไปแปลกๆ จากกระด้างๆ ก็ฟังดูนุ่มทุ้มขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“ครับ”

“งดงาม”

ไม่รู้เขาชมภาพที่ผมวาดหรือเปล่านะ แต่เขายืนหันหลังให้ผมอยู่ ผมเลยแอบยิ้ม ชมก็เป็นด้วย



“พี่ยอมโศกปางตายในจาบัลย์ ชั่วนิรันดร์รอเพียงบุหรงนาง” หืม? เขาพึมพำบางอย่างที่ผมพอจับใจความได้ ผมหุบยิ้มทันที ขนลุกซู่ตั้งแต่หัวยันตีน ผมเคยได้ยินอะไรทำนองนี้ และที่น่าตกใจคือมันมาจากเสียงนี้ด้วย

เริ่มรู้สึกไม่ดียังไงไม่รู้

“คุณเดชครับ” จึงเอ่ยเรียก เขายังคงยืนหันหลังให้ผมนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น ดูจากองศาหน้าคงกำลังจ้องรูปนั้นอยู่ ผมจึงถอยไปตั้งหลักเงียบๆ ที่ประตู ขืนเขาแปลงร่างขึ้นมาผมจะได้วิ่งหนีทัน คนอะไรพอบทจะน่ากลัวมองยังไงก็ไม่ใช่มนุษย์



“คะ-คุณ-เดชครับ”



“คุณรู้ไหมนางกินรีที่คุณวาดหน้าตาเหมือนใคร” เออ ค่อยพูดจาเหมือนมนุษย์ขึ้นมาหน่อย ผมลอบถอนหายใจเบาๆ

แต่ภาพวาดผมจะไปเหมือนใครได้ ผมวาดออกมาจากจินตนาการล้วนๆ

“ผมไม่รู้หรอกครับ”

“อันกินรีนางหนึ่ง นามบุหรงมาศ์ธิดาหาว” เขาหันกลับมามองผม แล้วยกยิ้มมุมปาก “เคยได้ยินไหม” จะไปเคยได้ยินยังไงละวุ้ย ไอ้ที่เขาพูดมาผมยังไม่รู้เลยว่าไอ้หาวๆ ที่ว่ามันแปลว่าอะไร ผมมองกลับไปยังคนที่กำลังยืนกอดอกหันหลังนั่งเกยขอบโต๊ะ ก่อนจะส่ายหัว

“ช่างเถอะ” เขามองผมอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูง “เดี๋ยววันหนึ่งก็รู้เอง”





ผมนอนนิ่งๆ มองเพดานในความมืด หลังจากเดชาธรกลับไปผมก็ชำระร่างแล้วกระโดดขึ้นเตียง ทั้งที่ทั้งล้าทั้งง่วง แต่กลับไม่หลับเสียอย่างนั้น ยังคงนึกถึงคำพูดแปลกๆ ที่เดชาธรพูด สายตาเขามันแฝงอะไรไว้มากมายที่คนสมองทึ่มอย่างผมไม่มีวันมองออก แต่แค่ดูรู้ว่ามันต้องมีอะไร

พี่ยอมโศกปางตายในจาบัลย์ ชั่วนิรันดร์รอเพียงบุหรงนาง

ผมได้ยินประโยคทำนองคำกลอนแปลกๆ แบบนี้มาสองครั้งแล้ว ก่อนหน้านี้คือ

...ไม่อาจเกิดหรือแม้นแต่จะตาย หลุดพ้นได้คือรักจากใจเรา

แต่เป็นสองครั้งที่ติดหูเหมือนได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน มันคืออะไร ล่าสุดที่ได้ยินมันแน่ชัดว่าคนพูดคือเดชาธร แต่ก่อนหน้าที่ได้ยินในความมืดคืนนั้นคือเสียงของใคร ทำไมถึงได้เหมือนเสียงของเขาไม่มีผิดเพี้ยนเลย





ตลอดหลายวันมานี้ผมเริ่มรู้สึกว่าเจอหน้าไอ้บัลลพบ่อยขึ้น ทีแรกก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เรียนคณะเดียวกันมันก็ต้องเจอกันบ้าง เดี๋ยวนี้ดีอยู่อย่างคือมันไม่ค่อยมาวอแวกับผมแล้ว จากแต่ก่อนที่เจอหน้าผมก็เหมือนมันเจอลูกหมา ต้องคอยแวะเวียนเข้าเอาตีนมาเขี่ยหยอกอยู่ตลอด ถ้าไม่เป็นเพราะยอมแพ้ต่อความดิบของไอ้อิน ก็คงเพราะกำลังซุ่มวางแผนโจมตีพวกผมอยู่

แต่พักหลังมาผมเริ่มรู้สึกว่ามันมองผมแปลกๆ มองด้วยสายตาที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เดินผ่านกันมันจะจ้องหน้าผมตาขวาง ทำหน้าเหมือนหมาสงสัย จนบางทีผมก็แอบกลัวว่ามันจะโดนผีเข้าหรือเปล่า กะจะไปเตือนเพื่อนมันอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงจะได้ไปนิมนต์เกจิอาจารย์วัดดังมาไล่ได้ทัน

แต่จะยังไงก็ช่างมันเถอะ ผมไม่กลัวหรอกไอ้บัลลพ แน่จริงก็ตัวต่อตัว





ผมเพิ่งเลิกเรียนช่วงเช้า บ่ายว่าง ส่วนพรุ่งนี้เป็นเสาร์-อาทิตย์ผมต้องทำงานลากยาวเช้าถึงเย็นทั้งสองวัน วันนี้แม่หยุดงาน ผมเลยกะจะกลับบ้านเสียหน่อย คิดถึงแม่ยังไงไม่รู้

ผมยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายหน้ามหาวิทยาลัย สักพักผมเห็นไอ้บัลลพมันก็เดินมาหยุดนิ่งอยู่ข้างๆ จ้องมองไปอีกฟากของถนน ผมก็พยายามไม่สนใจมัน เฉยมาก็เฉยกลับ ร้ายมาก็ร้ายกลับ

แล้วมันก็เริ่มมีท่าทีแปลกๆ ทำจมูกฟุดฟิดเหมือนกำลังดมหากลิ่นอะไรสักอย่าง แล้วก็หันมาทางผม ก่อนจะก้มลงดมตั้งแต่หัวผมลงมาตามคอเรื่อยๆ จนถึงไหล่ ทำท่าเหมือนกำลังล้อเลียนกลิ่นตัวผม ผมเอียงตัวออกห่าง ลืมบอกไป มันสูงกว่าผมหน่อยนึง

“กูอาบน้ำ” ผมบอก แต่ก็ไม่ได้หันไปมองหน้ามันหรอก ไม่อยากเสวนา มันเงียบ แต่รู้สึกว่าใบหน้ามันยังค้างอยู่ข้างซอกคอผม ผมจึงต้องรีบหันไปมอง มันจ้องมองผมด้วยดวงตาแดงก่ำเหมือนมีถ่านร้อนๆ อยู่ในนั้นเลย

“เห้ย!” ผมผงะถอยออกห่างอย่างตกใจ ปกติตาไอ้บัลลพไม่ใช่สีนี้ ตามันสีดำ แม้จะไม่ได้ใกล้ชิดอะไรกัน แต่ก็ไม่ถึงกับไม่รู้ว่ามันมีตาสีอะไร

ผมถอยล่นด้วยความตกใจ จังหวะนั้นเหมือนคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวไม่สนใจพฤติกรรมประหลาดของผมและมันเลยสักนิด

ก่อนที่มือข้างหนึ่งของมันจะล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ถ้าเดาไม่ผิด มันกำลังจะหยิบอาวุธแน่นอน

ฉิบหายแล้วไอ้ป่า

ผมเหงื่อตก ถ้ามีอาวุธผมแพ้แน่ๆ เผลอๆ อาจจะไปนอนจมกองไส้อยู่ที่พื้นในสวบเดียว



“มึงจะทำอะไร!” เสียงดังเกรี้ยวกราดดังมา ผมหันไปมองพร้อมกับไอ้คนที่กำลังตั้งท่าจะทำร้ายผม เดชาธรชี้หน้ามันด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจัง เขายืนอยู่ข้างประตูรถฝั่งคนขับ ไม่รู้มาตอนไหน เสียงดุของเขายังติดหูผมอยู่เลย มันกังวานมาก

ไอ้บัลลพวิ่งหางจุกตูดออกไปทันที



เกือบไปแล้วป่าเอ๊ย ผมปาดเหงื่อ

“ขึ้นรถ” เขาบอกผม

ผมไม่กล้าขัดเขา เพราะสีหน้าตอนนี้จริงจังมาก แบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน คนอะไรบทจะดุก็น่ากลัวชะมัด





เดชาธรมาส่งผมที่บ้าน ส่งเสร็จเขาก็ไม่กลับด้วยนะ ขอเข้าไปในบ้านผมเฉยเลย ตอนนี้นั่งอยู่กับแม่ของผมที่โซฟารับแขกหน้าทีวี

เชื่อไหมว่าเขารู้จักกับแม่ผม



ผมเข้าไปในครัวรินน้ำใส่แก้วมาให้เขาตามที่แม่บอก ตอนเดินออกมาจากในครัวผมเห็นเขาสองคนคุยอะไรกันไม่รู้ พอเห็นว่าผมเดินเข้าไปใกล้เขาก็หยุด



ตอนผมวางแก้วน้ำลงให้เขา ผมลอบมองหน้าแม่สลับกับหน้าเดชาธรที่ตอนนี้เป็นแขก เห็นเครียดๆ กันกันอยู่ รู้สึกอึดอัดเกินไป พอเสร็จธุระตัวเองผมเลยกะจะปลีกตัว

“เดี๋ยวป่า”

แม่เรียกผมหลังจากที่หันหลังเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว ผมหันกลับไปช้าๆ สองคนนั้นมองหน้าผมเหมือนมีอะไร

“นั่งก่อนสิ” เธอว่า

ผมว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ ตุ๊มๆ ต่อมๆ มากตอนนี้ รู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง



ผมจำใจต้องเดินกลับมาหย่อนก้นลงนั่งตรงข้ามเดชาธร เขาสีหน้าไม่ดีเท่าไหร่

“รู้จักกับคุณเดชาธรก็ดีแล้ว แม่จะได้ไม่ต้องแนะนำอะไรมาก” เธอกล่าวขึ้น

ทำไมผมรู้สึกไม่ชอบใจเลยเวลาที่เดชาธรมองแม่ผม แล้วแม่ผมพูดออกมาแบบนี้ คือยังไง คือมีอะไรลึกซึ้งกันแล้วใช่ไหม แต่ผมก็ได้แค่คิด ไม่กล้าพูดออกมาหรอก

“ครับ” ผมตอบสั้นๆ ไม่มองหน้าใครทั้งนั้น แสดงออกให้รู้ไปเลยว่าผมไม่พอใจ

ถ้าหวังจะใช้ความรวยมาเคลมแม่ผม ให้ตายยังไงผมก็ไม่เห็นด้วย ผมพอจะเดาออกว่าเดชาธรเป็นคนยังไง คนอย่างเขาจะจริงจังกับใครได้สักกี่น้ำ แม่ผมอายุมากกว่าเขาตั้งไม่รู้กี่ปี เผลอๆ อาจจะกลายเป็นของเล่นแปลกๆ ชิ้นหนึ่งให้คนอย่างเดชาธรเท่านั้น แม่ผมไม่ใช่คนใจง่ายหรอก แต่ทั้งรูปร่างหน้าตาและฐานะระดับเดชาธรอะไรก็เกิดขึ้นได้กับคนที่โสดมานานอย่างเธอ

เขาชักจะมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตผมมากเกินไปแล้ว เขาเพิ่งช่วยชีวิตผมไว้ก็จริง แต่นั่นมันก็อีกเรื่อง ผมจะชดใช้ให้ด้วยตัวเองทันทีที่มีโอกาส แต่ไม่เกี่ยวกับแม่ ผมจะไม่ยกแม่ให้ใครทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่ไว้ใจไม่ได้อย่างเดชาธร



“แม่เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าคุณเดชาธรเขาเป็นหุ้นส่วนบริษัทที่เราทำงานอยู่ แล้วยังเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยด้วย”

แล้วยังไง

“อือ” ผมตอบหน้าตาย หันมองไปทางอื่น

“ป่า” แม่ผมเรียก คงเริ่มสังเกตเห็นท่าทีไม่รับแขกของผมแล้วล่ะ

“เอาเถอะครับคุณกลิ่น” เดชาธรกล่าวขึ้น “งั้นผมไม่รบกวนแล้วครับ ยังไงลองคิดดูดีๆ อีกทีนะครับ” เขาพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไป โดยมีแม่ผมเดินออกไปส่ง

ที่เดชาธรบอกว่าให้คิดดูดีๆ อีกทีคือเรื่องอะไร ผมรู้สึกหน้าร้อนๆ ยังไงไม่รู้ ผมไม่พอใจอ่ะ ไม่พอใจมากๆ เลยด้วย เพราะเหมือนเขาทั้งสองกำลังทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาผมที่เป็นลูกแท้ๆ ผมไม่อยากให้เดชาธรมาเกี่ยวข้องกับชีวิตผมมากไปกว่านี้แล้ว ผมบอกตรงๆ



ผมเดินขึ้นไปบนห้องแล้วปิดประตูเสียงดัง ทิ้งตัวลงบนเตียง แล้วขังตัวเองอยู่ในนั้น 








... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #13 เมื่อ07-03-2019 18:58:12 »

... บทที่ ๑๐


[เดชาธร]

ผมรอมานับแสนนับล้านปี กว่าบุหรงมาศจะกลับมาเกิด แต่พอมาเกิดดันมาเกิดเป็นผู้ชายเสียอย่างนั้น ตอนแรกผมก็แอบสองจิตสองใจ ไหนๆ ก็รอมาขนาดนี้แล้ว รอไปอีกสักชาติจะเป็นไรไป เผื่อชาติต่อไปเธอจะมาเกิดเป็นผู้หญิง

อย่าหาว่างั้นงี้เลยนะ อดีตชาติของเธอคือกินรี ภาพจำของผมคือกินรีที่ชื่อบุหรงมาศ ผู้ที่มีรูปโฉมงดงามที่สุดในเขาไกรลาศ ผมคงทำใจลำบากหากชาตินี้ต้องตามง้อขอความรักจากบุรุษ

จนตอนที่ผมได้เห็นหน้าเขาครั้งแรก เขาเป็นทารกเพศชายที่หน้าตางดงามพิมพ์เดียวกับบุหรงมาศกินราไม่มีผิดเพี้ยน แค่เป็นในเวอร์ชั่นผู้ชายก็เท่านั้น

ในวันที่เขาเกิด ผมรู้ได้เพราะผมถูกฟ้าผ่า มนุษย์อมตะอย่างผมต่อให้ภูเขาถล่มทับ จับจมลงใต้ก้นมหาสมุทรก็ไม่มีสิ่งใดระคายผิวผมได้ แต่ในวันนั้น สายฟ้าสร้างรอยแผลเป็นแตกกิ่งก้านขนาดย่อมๆ ให้ผมที่สะบักขวา ผมรู้ได้ทันทีว่า หัวใจของผม กลับมาแล้ว

จะกลับมาทั้งทีก็ยังสร้างรอยแผลและความเจ็บปวดให้ผมได้ คิดดูเอาแล้วกัน นิดๆ หน่อยๆ ก็ยังจะเอา



ชาติที่แล้วสาปผมไว้ ว่าถ้าไม่ได้รับความรักด้วยใจจริงจากนาง ก็อย่าหวังว่าจะหลุดพ้น ผมจะต้องครองชีวิตอมตะไปอย่างนี้ตลอดกาล

เมื่อคำสาปเธอสัมฤทธิ์ผล ผมจึงต้องครองสถานะมนุษย์มานับปีไม่ถ้วนอย่างเธอว่า ชาติแล้วชาติเล่า ภพแล้วภพแล้วภพเล่า

ตอนแรก ผมยังคงหลงระเริงในความเป็นอมตะ กว่าจะมาสำนึกได้ก็เมื่อญาติมิตรอันเป็นที่รักข้างกายต่างก็ทยอยตายกันไปทีละคนสองคน จนไม่เหลือใคร

ผมเคยลองมีคู่ครองมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่พบว่าผมไม่สามารถมีทายาทได้ จนแล้วจนรอดก็ไม่เหลือใครข้างกายอยู่ดี นั่นยิ่งทำให้ผมเริ่มตระหนักว่าคำสาปของบุหรงมาศมีผลต่อชีวิตมากขนาดไหน

ท้ายที่สุด จึงตัดสินใจหันหลังให้กับโลกที่แสนเจ็บปวด ไปบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่นับพันปี ก่อนจะกลับออกมาเผชิญโลกภายนอกอีกครั้ง ดังนั้นนอกจากจะมีความเป็นอมตะอยู่ในตัวแล้วผมยังมีวิชาอาคมและความสามารถพิเศษติดตัวมาในแบบที่มนุษย์คนอื่นๆ ไม่มีด้วย

แต่ก็นั่นแหละ ผมไม่กล้ารักใครอีกแล้ว



ในอดีต ฐานะของผมคือโอรสของกษัตริย์เมืองหนึ่ง มีอำนาจ มีเงินทอง แต่เพราะความคึกคะนองในวัยหนุ่มและลุ่มหลงมัวเมาในกามรส จนเผลอทำนางซึ่งเป็นกินรีในตอนนั้นตายคามือ และโดนสาปตอนอายุ 27 จึงต้องดำรงชีวิตด้วยอายุเท่านั้นตลอดมา

ท่านอาจารย์บอกผมว่า หากเมื่อคำสาปเสื่อมฤทธาลง เมื่อนั้นอายุของผมถึงจะกลับมาดำเนินไปตามปกติเฉกเช่นคนอื่นๆ

จากโอรสของกษัตริย์ที่ทรงอำนาจ สถานะของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา จนกลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งในโลกยุคปัจจุบัน



แต่ผมไม่เหมือนมนุษย์คนอื่นๆ ตรงที่ผมผ่านร้อนผ่านหนาว เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกมนุษย์มามากกว่าคนเหล่านั้น

นับเป็นความโชคดีที่ผมเห็นอะไรต่อมิอะไรมามากมายเกินกว่ามนุษย์คนอื่นๆ จะได้สัมผัส ผมสามารถกอบโกยสิ่งต่างๆ ให้ชีวิตผมได้มีมากกว่าคนอื่นๆ ตักตวงผลประโยชน์จากสิ่งต่างๆ เพื่อมาเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ทดแทนความเจ็บปวดทรมานที่ได้รับ แต่คงจะมีความสุขไปไม่ได้ ถ้าหากยังไร้ซึ่งรักที่ผมโหยหา



ในทุกขณะที่ผมรู้สึกทุกข์ ผมก็จะนึกถึงใบหน้าคนที่ผมรอทุกครั้ง มันทำให้ผมกล้าที่จะตัดสินใจทนครองชีวิตที่ปราศจากความรักนั้นเรื่อยมา เพื่อรอเพียงรักแท้เพียงหนึ่งเดียวจากคนที่สาปผม







เอาล่ะ เล่าอดีตมาซะยาวเฟื้อย มาเข้าเรื่องเจ้าตัวแสบกัน

อย่างที่บอกไป ในวันที่เขากลับมาเกิด ผมถูกฟ้าผ่า แล้วผมก็เห็นในนิมิตว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ลูกเต้าเหล่าใคร อยู่แห่งหนตำบลใดบนโลกใบนี้

วินาทีแรกที่ผมรู้ว่าเขาเป็นผู้ชายก็ใจแป้วไปเหมือนกัน แต่พอเห็นใบหน้าของเขาเข้าจริงๆ ผมรู้เลยว่าผมไม่จำเป็นต้องรออีกแล้ว ต่อให้หนทางข้างหน้าจะยากลำบากแค่ไหนที่จะได้หัวใจเขามา ผมก็จะทำ



แม้จะเป็นอย่างนั้น ผมเองจะมีพลังเหนือมนุษย์แค่ไหนก็ตาม ผมก็ไม่อาจใช้สิ่งเหล่านั้นในการเข้าไปก้าวกายชีวิตเด็กน้อยคนนั้นได้เลย จนเขาอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ถ้าจำไม่ผิด นั่นคืออายุตอนที่ผมทำให้เขาตายเมื่อชาติที่แล้ว เป็นวันแรกที่ผมถอดจิตไปปรากฏตัวให้เขาเห็นได้ครั้งแรก และเป็นสัญญาณบอกเป็นนัยๆ ว่า ชะตาของเด็กคนนี้เปิดทางให้ผมแล้ว





ผมกลับมาที่บ้าน หลังจากไปส่งพนรัญชน์และมั่นใจแล้วว่ามันจะปลอดภัยดีที่นั่น ผมยอมรับว่าใจหล่นวูบไปเหมือนกัน ตอนที่เห็นมันกำลังจะถูกทำร้ายโดยพรานหิมพานต์

ต่อไปนี้ผมคงจะละสายตาจากมันไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที พวกอมนุษย์เหล่านั้นเริ่มระแคะระคายในตัวตนจริงๆ ของมันแล้ว



ผมสามารถล่องหนหายตัวหรือถอดจิตไปปรากฏตัวที่ไหนก็ได้ตามใจปรารถนา และเป็นเพราะชะตามันผูกกับผม ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับมันนิมิตจะบอกผมได้ในทันที ดังนั้นต่อให้ใครก็ตามที่จะทำร้ายมันจากมุมไหนของโลก ผมก็ไปทัน หรือถ้าผมไปไม่ทัน ผมก็ยังมีสิงหชาติกับชาตนรการที่เป็นองครักษ์ฝั่งซ้ายและขวาของผม พลังเขาทั้งคู่ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน

สิงหชาติเป็นราชสีห์จากหิมพานต์ประเภทไกรสรสีหะ ส่วนชาตนรการเป็นช้างแก้วจากตระกูลฉัททันต์ ที่ตามมารับใช้ผมตั้งแต่ตอนบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำกลางป่า สองคนนี้เป็นสัตว์หิมพานต์ที่ผมทำให้แปลงร่างเป็นมนุษย์ได้

อย่างตอนที่ไอ้เด็กป่านั่นเกือบจะโดนรุมกินโต๊ะจีนโดยคู่อริมัน ก็ได้สิงหชาตินี่แหละไปช่วยไว้ได้ทัน ไม่งั้นก็คงได้เห็นคนนอนใส่เฝือกอยู่ที่โรงพยาบาล

แต่ชีวิตสี่คนนั้นก็ไม่เหลือแน่นอน ถ้ากล้าทำอะไรคนของผมเลือดตกอย่างออก

กฎของชาวหิมพานต์คือห้ามแตะต้องมนุษย์เลือดบริสุทธิ์ หมายถึงในทางอันตรายนะ แต่ผมไม่ใช่ชาวหิมพานต์ ผมเป็นอมนุษย์ ผมจะทำยังไงกับคนที่ขัดใจผมก็ได้ และที่สำคัญ สี่คนนั้นไม่ใช่ชาวมนุษย์เสียด้วย





“นิลไปไหน” ผมถามถึงหมาป่าตัวสีดำสนิทที่ผมเลี้ยงไว้ เพราะปกติที่ผมกลับมาถึงบ้านมันจะรีบออกมาต้อนรับ

“อยู่ในสวนหลังบ้านครับ”

นิล เป็นหมาป่าที่ผมได้มาจากเพื่อนนักธุรกิจชาวรัสเซียตั้งแต่ยังตัวเท่าแมว จนตอนนี้ถ้ามันยืนสองขาก็คงสูงกว่าผม นอกจากผมมันก็ไม่เป็นมิตรกับใครหรอก ถ้าไม่ติดว่าคนสนิทผมมีวิชาอาคมก็คงได้ถูกขย้ำกันไปแล้ว จะเชื่องหน่อยก็คงกับสิงหชาติ เพราะเป็นราชสีห์จากติรัจฉานภูมิ ไกรสรสีหะถือเป็นเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวงในหิมพานต์

“กับใคร”

“อยู่กับสิงหชาติครับ พอคุณเดชไม่อยู่มันก็ลนลานอยู่ไม่สุข”

“อืม”



เอกกรณ์ก็เหมือนหัวหน้าพ่อบ้านทั่วไปๆ ที่ต้องคอยดูแลทุกสิ่งอย่างในบ้าน นั่นคือมุมที่ผมและเขาอยากให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเห็น แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆ แล้วเขาคืออมตะมนุษย์อีกคนหนึ่งที่อดีตเคยเป็นทหารเอกประจำตัวผม ผู้ที่ความซื่อสัตย์มีมากพอๆ กับความจงรักภักดี ผมไปไหนเขาจะติดตามไปในทุกๆ ที่

ในตอนนั้นเขามีชื่อว่า หัตถเอกา เมื่อรู้ว่าผมถูกสาป เขาก็ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองเป็นอมตะเพื่อให้ได้อยู่ติดตามรับใช้และพิทักษ์ผม โดยความช่วยเหลือของฤๅษีองค์หนึ่ง ทำให้เขาบรรลุเป้าหมายของตัวเอง ผมนับถือในความพยายามเขานะ

หัตถเอกาเป็นเพื่อนเล่นผมมาตั้งแต่เด็ก เป็นบุตรของอำมาตย์ท่านหนึ่ง เติบโตมาด้วยกัน และขอถวายตัวรับใช้ผมตอนที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม เขาเป็นคนเดียวที่เข้าใจผมมากกว่าใครอื่น มีความอดทนเวลาที่ผมโกรธ โมโห หรือไม่พอใจ เขาก็จะเป็นเพียงคนเดียวที่กล้าเข้าหน้าผม



“พนรัญชน์เป็นอย่างไรบ้างครับ”

“ปลอดภัย ดีที่ไปทัน”



“พรานหิมพานต์จะไม่ได้กลิ่นครึ่งมนุษย์ถ้าไม่มีเราขะ...”

ผมเหลือบมองเขา คนที่ทำท่าจะขัดจึงรีบก้มต่ำ



การที่ผมยิ่งเข้าใกล้พนรัญชน์มากเท่าไหร่ สถานะที่แท้จริงของเขาก็จะยิ่งเด่นชัดขึ้นในสายตาพวกหิมพานต์และศัตรูมากเท่านั้น ผมเข้าใจดี แต่ผมไม่มีทางเลือก



“ถ้าไม่แลกเสียแต่ตอนนี้ ก็ไม่รู้จะต้องรอไปอีกกี่ภพชาติ อยากเห็นผมทรมานไปมากกว่านี้หรือหัตถเอกา”



เขาเป็นคนเดียวที่กล้าพูดขัดผม ยามที่บุ่มบ่ามจะทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง หรือในตอนที่เขาคิดว่าผมกำลังเดินในทางที่ไม่ถูกต้อง ถึงผมจะดื้อรั้นแค่ไหน แต่บางครั้งผมก็เลือกจะฟังเขานะ

แต่ถ้าผมยังดึงดัน เขาก็ทำได้แค่เตือน





[เอกกรณ์]

ผมโตมาพร้อมๆ กับเขา ทำไมผมจะไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไร นับจากที่นางกินรีตนนั้นตายไป เขาทรมานแค่ไหนผมทราบดี นานเท่าไหร่แล้วที่เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตลอด แต่หากเขาทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังอีกละก็ เขาอาจจะเผลอทำกินรีตนนั้นตายอีกรอบก็ได้

ศัตรูของพวกครึ่งมนุษย์คือพรานต์หิมพานต์ พวกนี้คือพวกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกวาดล้างเผ่าพันธุ์ต้องห้ามโดยเฉพาะ หากครึ่งมนุษย์คนใดที่เลือดฝั่งมนุษย์รุนแรง และตลอดชีวิตไม่ค่อยได้ใกล้ชิดหรือมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอมนุษย์หรือชาวหิมพานต์เลย ก็อาจจะปิดซ่อนตัวตนที่แท้จริงจากพวกนั้นได้

และตอนนี้เดชาธรกำลังนำชีวิตของเด็กผู้ชายคนนั้นก้าวเข้าสู่จุดเสี่ยงอย่างถาวร



แต่ก็อย่างที่เห็น พอผมเอ่ยปากเตือนอะไรออกไปไม่ถูกใจเขา ผมก็เป็นได้แค่เศษฝุ่นในอากาศเท่านั้น

ผมเห็นท่าทีไม่พอใจนั่น จึงก้มหน้าหลบตา ปล่อยให้เขาเดินกลับขึ้นไปชั้นบน





ผมได้กลิ่นสาปหมาป่าจึงเดินเลี่ยงออกมาเงียบจากเส้นทางที่มันจะเทียวผ่าน

เดชาธรรักมันมาก นั่นยิ่งทำให้มันเหิมเกริมกับผม เรื่องทำร้ายมันมองข้ามไปได้เลย แม้ผมจะทำอย่างนั้นได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วก็เถอะ

ผมแอบไปฉี่ใส่ที่นอนมันก็หลายครั้ง เพื่อข่มให้รู้ว่าใครเป็นนายกันแน่ สัตว์หน้าขนไว้ใจได้ที่ไหน ผมอยู่ที่นี่เพื่ออารักขาเจ้านาย ไม่ได้มาเพื่อผูกมิตรกับใครหน้าไหน



ดึกมากแล้ว ผมเดินสำรวจทั่วทั้งบ้านเป็นครั้งสุดท้าย กว่าจะครบทุกห้องทุกชั้นก็ทำเอาเหงื่อซึมไปเหมือนกัน อันที่จริงผมทำได้โดยการใช้ญาณเพียงแค่เสี้ยววินาที แต่มันก็ไม่สบายใจเท่าเดินดูด้วยตาตัวเอง

ผมเดินผ่านหน้าประตูบ้านที่เปิดอ้าอยู่ เห็นชาตนรการประจำอยู่ที่เดิมเป็นช้างหินอ่อน คงหลับอยู่ การเฝ้ายามไม่ควรหลับ แต่สำหรับชาตนรการแล้วผมวางใจ แค่เสียงจิ้งหรีดเดินอยู่ห่างออกไปเป็นกิโลฯ เขาก็ได้ยิน

ส่วนสิงหชาตหลังจากไปส่งนิลที่ห้องของมันแล้ว เขาก็คงวนเวียนอยู่แถวนี้ เขาเป็นพวกที่ไม่ชอบหลับชอบนอน ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาผมเห็นเขางีบแค่เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น นานๆ จะมาแปลงร่างเป็นรูปสลักหินเฝ้ายามแทนชาตนรการ



ก่อนจะกลับไปอาบน้ำนอน ผมแอบไปแง้มประตูดูนาย เห็นเขานอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง เอาจริงๆ คือมีแค่ร่างน่ะแหละ คงไม่ต้องบอกเนาะว่าจิตไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวไหน

ไม่รู้อะไรนักหนา ชอบเหลือเกินกับการไปด้อมๆ มองๆ ต่อให้วันทั้งวันอยู่ด้วยกัน หรือแม้แต่เพิ่งจะแยกจากกันเมื่อหัวค่ำนี่เอง แต่ก็ยังจะไป ผมละเหนื่อยแทนจริงๆ



โปรดติดตามตอนต่อไป







... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #14 เมื่อ07-03-2019 18:59:21 »

... บทที่ ๑๑


[พนรัญชน์]



แม่ตามมาเคาะเรียก

ผมถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้แล้วกลับมาล้มตัวลงนอนดังเดิม



“แม่มีอะไร” ผมถามขึ้นหลังจากที่เสียงประตูปิดดังขึ้นนานแล้ว แต่เธอยังคงเงียบ

“ถามตัวเองดีกว่าไหม”

ผมนอนเอาคางเกยหมอนรอฟังเผื่อเธอพูดอะไรต่อ แต่ก็ไม่

“แม่กับเดชาธรคบกันเหรอ”

ผมรู้สึกว่าเตียงมันยวบลง เธอคงมานั่งลงข้างผม แต่ผมก็ไม่ได้หันไปมอง

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม”

นั่นยังไง เรื่องนี้มันต้องมีอะไรในกอไผ่ ลางสังหรณ์ผมไม่เคยผิดหรอก

“หน้าเป็นตูดเลย” เธอคงเห็นว่าผมชักสีหน้าไม่พอใจ ก่อนที่จะยื่นมือสวยของเธอมาลูบหัว

ผมค้อนมองเธอ ก็จริง ตอนนี้ผมไม่พอใจกับเรื่องนี้เอามากๆ

“นานเท่าไหร่แล้ว”

“ก็ตั้งแต่ลูกยังไม่เกิด”

“แม่!”

ผมหันกลับไปมองเธอตาขวาง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแสดงว่าเดชาธรเป็นชู้กับแม่ผมแล้วล่ะ แต่เธอยิ้มตอบอย่างเจ้าเล่ห์

“เดชาธรเขาเป็นเจ้านายพ่อเรานะรู้ยัง”

แล้วยังไง?

เป็นเจ้านายไม่ได้หมายความว่าจะมาเคลมเมียลูกน้องได้นะ

“แม่คบกับเดชาธรได้ยังไง”

“ก็ทำไมจะคบไม่ได้ล่ะ คบค้าสมาคมในฐานะผู้มีพระคุณ ใครๆ เขาก็ทำกัน คุณเดชน่ะ เขาเป็นเจ้าของบริษัทที่พ่อเราเคยเป็นวิศวกรอยู่ แล้วโรงพยาบาลที่แม่ทำงานอยู่ รู้ไหมว่าคุณเดชาธรนี่แหละผู้สนับสนุนรายใหญ่ ปีหนึ่งๆ เขาบริจาคให้โรงพยาบาลไม่รู้ตั้งกี่สิบล้าน”

อ้าวหรอ แล้วก็ไม่บอกแต่ทีแรก ให้ผมคิดไปเองอยู่ได้ตั้งนาน

เดชาธรนี่เหมือนผีบ้านผีเรือนของครอบครัวผมเลย รู้สึกจะเยอะเกินไปแล้ว ไหนจะที่ทำงานพ่อ ที่ทำงานแม่ ที่ทำงานผม เหมือนเขาวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวผมนี่เอง นานแล้วด้วย



บางอย่างทำให้ผมแปลกใจ ถ้ามาลองคำนวณดูอายุดูแบบโง่ๆ เลยนะ เดชาธรเป็นเจ้านายพ่อผมตั้งแต่ผมยังไม่เกิด แสดงว่าตอนนี้เขาต้องอายุเลยวัยกลางคนไปแล้วนะ ถ้าเขาไม่ทำงานตั้งแต่ยังเป็นเด็กประถมน่ะนะ

“ผมถามอะไรหน่อยสิแม่ แม่พอจะรู้ไหมว่าคุณเดชาธรเขาอายุเท่าไหร่”

“ไม่รู้สิ เอาจริงๆ จะว่าไปแม่ก็อดจะอิจฉาเขาไม่ได้นะ ตั้งแต่ครั้งแรกที่แม่เจอเขาเมื่อยี่สิบปีก่อน จนตอนนี้ หน้าตาเขายังไม่มีอะไรเปลี่ยน แม้แต่ผมหงอกสักเส้นก็ไม่มีให้เห็น”

เธอตอบพลางลูบหัวผมไปพลาง

“ว่าแต่ที่โกรธแม่นี่เพราะอะไร หวงแม่ หรือหวงคุณเดชาธรเขา”

อ้าวแม่ “ผมเนี่ยนะจะหวงตาลุงประหลาดนั่น”

“เอ๊า ก็เห็นกระฟัดกระเฟียดตอนเขาคุยกับแม่”

“ผมกลัวว่าแม่จะโดนเขาหลอกต่างหาก เขายิ่งโสดๆ อยู่ด้วย”

“ก็ดีออกไม่ใช่เหรอ เขารวยนะ”

“รวยแล้วไง ผมไม่อยากให้ใครมานินทาว่าแม่มีสามีคราวลูก”

“ป่า” เธอมองผมตาขวาง “เดี๋ยวเถอะ”

“ก็ดูแม่พูดเข้าสิ ไม่ให้ผมคิดได้ยังไงไหว”

“แม่ก็พูดเล่นไปอย่างนั้นแหละ ดูว่าคนบางคนจะมีปฏิกิริยายังไง” เธอหรี่ตามองผม

แปลกๆ อยู่นะ

“แล้วเขาคุยอะไรกับแม่บ้าง” ผมลุกขึ้นนั่ง

หลังจากที่ผมถาม สีหน้าเธอก็เปลี่ยนไป จากที่กำลังยิ้มร่าเพราะพอใจที่ได้แกล้งแหย่ผมก็เปลี่ยนเป็นอีกแบบ เธอหลบตา ผมได้ยินเสียงถอนหายใจเหมือนกำลังมีเรื่องหนักอก



“คนที่คุณเดชาธรเขาต้องการ จริงๆ แล้วไม่ใช่แม่หรอก”

สีหน้าและคำพูดแปลกๆ นั่นต้องยอมรับนะว่าทำให้ผมหวั่นๆ อยู่เหมือนกัน มันต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน ไม่อย่างนั้นแม่คงไม่ทำหน้าแบบนี้

แต่ช่างเถอะ เอาเป็นว่าสิ่งที่ผมสงสัยได้ถูกเฉลยแล้ว ค่อยโล่งใจหน่อย ผมยอมให้แม่ไปเดทกับหมอที่โรงพยาบาลก็ได้เอา ขอแค่อย่าไปยุ่งกับเดชาธรเป็นพอ



“ป่าน่าจะพอจำได้ ก่อนพ่อของลูกจะเสีย เขาป่วยหนักอยู่นานสองนาน สมบัติที่เป็นมรดกตกทอดทั้งหมดที่เรามีก็จำเป็นต้องขายบ้าง จำนองจำนำไปบ้าง เพื่อเอาเงินมารักษาพ่อ หวังว่ามันจะช่วยเยียวยาเขาให้กลับมาอยู่กับเราได้ แต่สุดท้ายก็... อย่างที่เห็น บ้านเราเป็นหนี้ธนาคารก้อนใหญ่ แต่ก็ได้คุณเดชาธรเขายื่นมือเข้ามาช่วย ไม่งั้น ตอนนี้แม่กับป่าก็คงไม่ได้อยู่สบายแบบนี้”

พูดมาซะขนาดนี้ ผมสำนึกผิดยังทันไหม

“แต่ก็อย่างว่า โลกใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ หรอกนะ”

อ้าว ไหงงั้น ไหนบอกว่าช่วย แต่เดชาธรก็ไม่ผิด เป็นหนี้ก็ต้องใช้ ก็ถูกแล้ว

“งั้นเราต้องใช้หนี้เขาถึงเมื่อไหร่ แม่ใช้เขาไปเท่าไหร่แล้ว ไม่เห็นบอกผมเลยว่าบ้านเรามีหนี้” ตายๆ นี้เรียนจบไป ผมก็ต้องทำงานใช้หนี้ก่อนหรอกเหรอ อุตส่าห์วางแผนไว้ว่าจะเก็บเงินสักก้อนให้ได้ไวที่สุดหลังเรียนจบ มาทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เป็นของตัวเอง ชีวิตนี้ผมไม่ได้อยากจะเป็นขี้ข้าใครไปจนตายหรอก

แต่แล้ว ฝันนั้นก็สลายไปในพริบตา

“แม่ยังไม่ได้ใช้เขาสักบาทหรอก”

โหแม่ ผมมองหน้าเธอ “ไม่เป็นไร ขอผมเรียนจบ มีงานทำ ผมจะช่วยแม่ใช้เอง ตอนนี้ขอผ่อนผันคุณเดชาธรเขาไปก่อน” ผมเข้าใจนะ ไหนจะค่ากินค่าอยู่ ทั้งที่บ้านและบางเดือนต้องส่งเสียให้ผมอีก ค่าเทอมค่าหอผมก็ปาไปเท่าไหร่แล้ว ลำพังเงินเดือนจากอาชีพอย่างแม่จะให้มาใช้หนี้ด้วยก็คงยังหมุนไม่ทัน ดีนะท่าทางตานั่นไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไร หรือเปล่า

“ถ้าเขาต้องการเป็นเงินแม่คงใช้เขาไปนานแล้วล่ะ”

อ้าว ไม่เอาเงิน แล้วจะเอาอะไร พิลึกคน

ผมหันไปมองหน้าเธอ แต่เธอไม่มองตอบผม

“เขาต้องการตัวป่า”

ตลกร้ายนะแม่ผมเนี่ย จะมามีอารมณ์ขันอะไรตอนนี้ “ผมไม่ขำด้วยนะ”

พยายามมองหาความล้อเล่นจากสีหน้าเธอตอนนี้เหมือนกัน แต่มันไม่มี มันไม่มีแม้แต่วี่แววจนผมเริ่มกลัว

“แม่ก็อยากให้มันเป็นแบบนั้นเหมือนกัน”

“…”

ผมมองหน้าเธออยู่ครู่ใหญ่ ยอมรับว่าสิ่งที่ได้ยินมันเกินความสามารถของคนสมองฝ่อๆ อย่างผมจะประติดประต่อเหตุและผลได้ภายในระยะเวลาอันสั้น

“เขาจะอยากได้ผมไปทำไม ไร้ประโยชน์จะตาย” ใจดีสู้เสือ ด้านนอกแสดงออกเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรนัก แต่ภายในนั้นอ่อนระทวยไปหมด

“เขาไม่เคยบอกแม่ถึงจุดประสงค์ เขาบอกแค่ว่าให้แม่หาโอกาสมาคุยกับป่าเอง ว่าทางเราจะพร้อมเมื่อไหร่”

จะยกผมให้ใครง่ายๆ เหมือนผักปลาแบบนี้เลยจริงๆ เหรอ ลูกทั้งคนเลยนะ อีกอย่างผมเป็นผู้ชายนะ จะเอาไปขัดดอกเหมือนผู้หญิงได้ยังไงกันเล่า เขาเลิกทาสกันตั้งแต่สมัยไหนแล้วด้วย

“เอางี้ดีกว่า แม่ติดหนี้เท่าไหร่ ผมจะหาใช้เขาเอง ผมสัญญา”

“แม่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินเลยป่า มันติดตรงที่ตอนพ่อเขายังอยู่ เขาก็ไปตกลงบางอย่างกับฝ่ายนั้นไว้แล้ว เขียนสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย แม่เองก็เพิ่งรู้เหมือนกัน แม่หมดหนทางช่วยลูกจริงๆ”

“สัญญาเขียนได้ ก็ฉีกทิ้งได้ แค่กระดาษแผ่นเดียว” ผมบอกเลยตอนนี้อารมณ์ผมเริ่มประทุ ถ้าไอ้ลุงนั่นอยู่ใกล้ๆ ได้มีไม่ไว้หน้ากันบ้างแหละ

ผมลุกขึ้น เหลือบกลับไปมองเธอ เธอรู้สึกผิดผมรู้ แต่ความรู้สึกผมล่ะ ผมไม่ได้รู้เห็นอะไรด้วยสักหน่อย แล้วทำไมต้องเอาผมมาเกี่ยวข้อง

“ถ้ายังเห็นผมเป็น อย่าให้เดชาธรมายุ่งกับผมอีก” พอเลือดขึ้นหน้า ผมก็ห้ามความคิดด้านมืดในใจไว้ไม่อยู่

พูดจบผมก็เดินดุ่มๆ ออกมา ได้ยินเสียงเธอร้องเรียกไล่หลัง แต่ผมก็ไม่สนใจ ผมคว้ากระเป๋าแล้ววิ่งออกมาจากบ้านเลย





เดชาธรเหมือนคนบ้า ที่ผ่านมาเข้ามาวุ่นวายกับผมแค่นั้นไม่พอ นี่เล่นใหญ่กะจะเอาผมไปเป็นสมบัติส่วนตัวเลยด้วย ผมเพิ่งจะเคยเห็นหน้าเขาเมื่อไม่นานมานี้เอง ไม่เคยเอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับเขาเลยด้วย แต่ทำไมเขาถึงมาเล่นงานผมแบบนี้ ล้อมผมไว้ทุกทางเลย

ที่สิ้นหวังไปกว่านั้นคือคนที่รู้เห็นเป็นใจด้วยคือบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแท้ๆ ของผม

ตอนที่พ่อเสีย ผมยังเด็กมาก แล้วคิดดูว่าแอบไปทำสัญญากันตั้งแต่พ่อยังไม่ตาย นั่นหมายความว่าเขาและเขาเห็นผมเป็นเพียงสิ่งของแลกเปลี่ยนแทนเงินตราตั้งแต่ผมยังตีนเท่าฝาหอยเลยหรอ นี่มันอาชญากรรมชัดๆ



มาถึงขนาดนี้ ผมจะคุยกับเขาให้รู้เรื่อง จะเอายังไงกับผมกันแน่ ผมก็คนๆ หนึ่งนะ จะไม่มีโอกาสในการให้อิสระกับชีวิตตัวเองเลยเหรอ

ผมไม่สนใจสัญญาบ้าบอที่พ่อทำไว้กับเดชาธรหรอก ถึงแม่จะไม่ใช้หนี้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ยังไงผมก็จะใช้คืนเป็นเงินด้วยตัวเองให้ได้ แค่อาจจะต้องรออีกสักสองสามปี ให้ผมหาเงินได้ด้วยตัวเองก่อน หมายถึงที่เยอะกว่าเงินจากงานในร้านกาแฟปัจจุบันนะ

ให้ตายผมก็ไม่เอาตัวเองไปผูกกับคนที่มีความคิดประหลาดแบบนั้นแน่นอน วิธีใช้หนี้มีเยอะแยะ นี่มันปี 2018 แล้ว อีกอย่างใช่ว่าบ้านผมจะสิ้นไร้ไม้ตอกกับการใช้หนี้แล้วเสียหน่อย ถ้าเขาไม่ตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะป่วนผม

เป็นเพราะพ่อแหละไปทำงานกับมัน เลยเข้าทางคนแบบนั้น



ผมออกมาจากบ้านกลางดึก กลับมานอนที่หอ ผมไม่เคยทำตัวแบบนี้กับแม่นะ แต่ครั้งนี้ผมต้องการแสดงให้เธอเห็นว่าผมไม่พอใจจริงๆ

นอนฟึดฟัดมานานสองนานแล้ว ข่มตายังไงก็ไม่หลับ ในหัวทั้งโกรธทั้งกังวล กลัวไปซะทุกอย่าง ถ้าตัวตนจริงๆ ของเดชาธรเป็นอย่างในหนังล่ะ ยิ่งดูลึกลับพิกลอยู่ด้วย เกิดเขามีด้านมืดแบบที่ชอบเอาใครสักคนไปกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ พร้อมกับทรมานเพื่อสนองความชอบส่วนตัว ผมไม่เท่ากับหมูที่กำลังจะถูกส่งไปโรงฆ่าสัตว์ตัวหนึ่งแค่นั้นเหรอ

แม่นะแม่ พ่อก็ด้วยอีกคน อย่าให้รู้นะว่าไปสัญญาอะไรกับไอ้บ้านั้นไว้ ถ้าผมเกิดตายขึ้นมาเพราะน้ำมือเดชาธรอย่างไร ผมจะตามไปเคลียร์กับพ่อให้สาแก่ใจ

แต่ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าอย่างไรผมก็จะสู้ สู้เท่าที่แรงมี เพื่อไม่ให้เดชาธรได้ตัวผมไป

ต่อไปนี้จะไม่พยายามเจอหน้าเขาอีก







ผมตื่นเช้ามาพร้อมกับมองดูสายที่ไม่ได้รับที่แสดงอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ จากแม่น่ะ ผมไม่โทรกลับหรอก ให้รู้กันไปเลยว่าผมโกรธ ผมไม่เห็นด้วย



วันนี้คือวันที่ผมจะไปทำงานที่ร้านกาแฟนั้นเป็นวันสุดท้าย ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปลาออกจากงาน จะได้ไม่ต้องเจอเดชาธรอีก แล้วไปหาร้านอื่นทำที่เดชาธรไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนวิชาที่ต้องเรียนกับเขาผมจะไปดรอปไว้ แล้วย้ายไปเรียนปีหน้าพร้อมรุ่นน้อง บอกเลยว่างานนี้ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เจอเดชาธรอีกเด็ดขาด

ในเมื่อไม่มีพันธะอะไรกับเขาแล้ว เขาก็ไม่มีข้อต่อรองอะไรที่จะเอามาใช้ขู่ผมในเรื่องการออกแบบบ้านเพ้อฝันอะไรนั่นอีก ผมได้ทั้งขึ้นทั่งล่อง



ผมเดินเข้ามาในร้าน วันนี้เป็นวันเสาร์ คนแรกที่ผมมองหาคือเดชาธร ถ้าเขาอยู่การลาออกของผมอาจจะมีอุปสรรค ผมจะต้องทำตามแผนอย่างเงียบที่สุด และเหมือนโชคเข้าข้าง เขาไม่อยู่ในร้าน



“พี่ปอง” ผมพูดขึ้นเบาๆ หลังจากที่เดินเข้าไปใกล้พี่แกที่อยู่ในบาร์

“อืม มีอะไร” พี่ปองกำลังง่วนอยู่กับเครื่องคิดเงินเช่นทุกเช้าที่เขามาทำงาน

“ผมจะลาออก”

เขาหันมามองผมเหมือนผมบอกว่าผมท้องได้งั้นแหละ ก็แค่ลาออก ผมคงไม่ใช่คนแรกของร้านหรอก

“มึงเป็นบ้าอะไร อยู่ๆ ก็นึกอยากจะลาออก ใครทำมึงไม่พอใจบอกกูมาดีกว่า”

“ไม่มี ผมแค่อยากออก อ้อ ผมขอมาทำงานวันนี้วันสุดท้ายนะ”

“เฮ้ย มันปุบปับไปเปล่าวะไอ้ป่า” เขามองหน้าผมด้วยสายตาที่ดูจะไม่ยอมง่ายๆ

“ผมคิดมาดีแล้วพี่”

“ได้ ไปคุยกับคุณเดชาธร” เขาผายมือไปภายในร้าน “ถ้าเขาอนุมัติ มึงจะออกก็ออก”

คุณเดชาธร? !

“ตอนนี้ในร้านคนที่ตำแหน่งใหญ่สุดคือเขา เขานั่งอยู่ตรงนั้นพอดี ไปบอกเขา”

พัง พังพินาศหมด เดชาธรอยู่ในร้านตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนเข้ามาก็มองดูทุกตารางนิ้วแล้ว ไม่มีเงาหัวใครสักคน

ผมเหงื่อซึมมองเข้าไปในร้านอีกครั้ง เดชาธรนั่งอยู่ตรงนั้นจริงๆ ด้วย ที่เดิมเขาเลย เขาใช้วิธีไหนในการเล่นกลหลอกตาผมได้ทุกวี่วันนะ



ผมขาแข็งยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น หลังจากที่ได้บอกประสงค์ของตัวเองออกไป เขาทำท่าเหมือนไม่ได้ยินที่ผมพูดเสียด้วยซ้ำ

ผมได้แต่ยืนน้ำลายหนืดคออยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่ เพื่อรอคำตอบ รอจนเขาละสายตาจากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในมือ จากนั้นก็ยกกาแฟขึ้นดื่ม วางลง ทุกสิ่งอย่างเป็นไปอย่างเนิบช้าใจเย็น

“ไม่ให้ออก” เขาพูดโดยที่ไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำ ก่อนจะทิ้งหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง เหยียดตัวลุกขึ้นเต็มความสูง

“ถ้าคิดว่าเรื่องสิ้นคิดแค่นี้จะทำให้หนีผมพ้นก็เอาเลย”

ใช้คำว่า เรื่องสิ้นคิด ปากคอเราะรายมากผู้ชายคนนี้

“ผมจะใช้หนี้เป็นเงิน” ผมรวบรวมความกล้าตะเบ็งเสียงใส่เขา พี่ปองถึงกับเงยหน้าขึ้นมองมาทางผม



“ก็ลองดูว่าผมกับคุณใครจะแน่กว่ากัน”

เขากล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้ผมยืนเป็นตอไม้ไร้ค่าอยู่ตรงนั้น





โปรดติดตามตอนต่อไป







... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #15 เมื่อ07-03-2019 19:00:19 »

... บทที่ ๑๒


“เป็นอะไรวะ พักหลังมานี่สีหน้าไม่ค่อยสดชื่น”

ผมสะดุ้งเล็กน้อย หลังจากเสียงทุ้มของไอ้อินที่นั่งอยู่ข้างๆ ดังขึ้น

หลังเรียนจบคาบเช้าไป ผมก็มานั่งกินข้าวที่โรงอาหารกับพวกมันสามคน รอเรียนตอนบ่ายอีกหนึ่งวิชา

“เปล่า”

“เปล่าอะไร ทำหน้าเหมือนแมวที่บ้านป่วย” ไอ้นนเสริม “กูสังเกตมาหลายวันแล้ว”

ผมมองหน้าไอ้นนอย่างไม่เชื่อหู อาการผมน่าจะชัดเจนอยู่ ถึงขนาดคนอย่างนนทัชยังจับสังเกตได้

“พวกไอ้ลักปิดลักเปิดมันตามมาทำอะไรมึงอีกหรือเปล่า”

ผมส่ายหัว ถึงแม้หลายวันก่อนไอ้บัลลพมันจะเกือบฆ่าผมตายก็เถอะ ดีนะเรื่องไปแดงถึงหูพวกมัน ผมไม่อยากมีเรื่องให้ปวดหัวมากไปกว่านี้แล้ว เรื่องที่ผมกำลังจะถูกยกให้เดชาธรสิน่าปวดหัวกว่าตั้งหลายเท่า ขืนบุ่มบ่ามอยากจะได้ผมวันนี้พรุ่งนี้มะรืนนี้ ผมจะทำไง หาเงินที่ไหนมาไถ่ตัวเองได้ทัน



เลิกเรียนก็มุ่งตรงกลับหอ ปฏิเสธทุกคำเชิญชวน ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์ไปเที่ยวเล่นหรอก ยิ่งคิดยิ่งห่อเหี่ยวใจ

ระหว่างทางผมยกโทรศัพท์เครื่องละไม่ถึงพันใส่หู หลังจากที่ชั่งใจอยู่นาน

“แม่” ผมพูดขึ้นเมื่อสิ้นเสียงสัญญาณรอสาย

“ว่าไงลูก” น้ำเสียงของเธอฟังดูเบิกบาน อาจจะเพราะไม่คิดว่าผมจะเป็นฝ่ายโทรหา หลังจากวันนั้นผมไม่ได้ติดต่อเธออีกเลย

“เดชาธรไปที่บ้านหรือเปล่า”

จากนี้ไป ผมต้องเช็คเป็นระยะแล้วล่ะ เผื่อเดชาธรไปรบเร้าอะไรแม่ ผมจะได้ไหวตัวทัน

“ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่เห็นนะ มีอะไรหรือเปล่า”

“เปล่า”



ใช่ เขาไม่ไปที่บ้านแน่ เพราะเขาอยู่ที่นี่

ผมวางหูลงทันทีที่เงยหน้าขึ้นแล้วเห็นเจ้าตัวยืนพิงรถหรูของตัวเองอยู่หน้าหอผม สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงวางมาด สายตาคมจับจ้องผม ทีแรกผมก็ทำตัวไม่ถูก แต่ทันทีที่ตั้งตัวได้ผมก็ทำเป็นไม่เห็นเขา แล้วเดินต่อ



“โกรธอะไร”

เสียงเขาเหมือนกำลังเดินตามหลังมา โกรธอะไร ผมไม่ได้โกรธ ผมเงียบ ทำให้เห็นว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับผม แม้แต่ความรู้สึกแบบไหนก็แล้วแต่

แล้วมือหนาก็คว้าแขนผมจากด้านหลัง ผมสะบัดออกสุดแรงแต่ก็ไม่หลุด

“อย่าแตะต้องตัวผมนะ” ผมจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง

“ไปดรอปวิชาที่ผมสอนเหรอ”

รู้เร็วทุกเรื่อง

ผมไม่ตอบ ไม่มองหน้าด้วย

“เอาเลย” เขาปล่อยแขนผม “ถ้าคิดว่าทำเรื่องสิ้นคิดพวกนี้แล้วจะหนีผมพ้นก็เอา” เขาขู่ผม

รู้นะว่าอำนาจในการตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้จากเซ็นขอพักการเรียนในครั้งนี้อยู่ที่ปลายปากกาอาจารย์ประจำวิชาด้วยส่วนหนึ่ง แต่ผมก็ยืนยันจะทำให้เขาเห็นว่าผมจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่าง

ผมเดินกลับขึ้นไปที่ห้องโดนไม่สนใจเดชาธรอีก และคิดว่าเขาไม่ตามมาเพราะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า แต่ก่อนจะเปิดประตูห้อง ผมก็หันไปเช็คอีกรอบเพื่อความมั่นใจว่าเขาจะไม่ตามมา แล้วค่อยเปิด



แต่พอประตูเปิดออกเท่านั้น ยังไม่ทันจะก้าวขา ตัวผมก็ถูกร่างของใครบางคนดันเข้าไปในห้องตัวเองจากข้างหลัง ผมพยายามดันตัวไม่ให้บุคคลนั้นเข้ามาได้ แต่ก็ไม่สำเร็จ แรงผมไม่สู้เขา

ผมถูกดันจนตัวปลิวไปในห้อง หันกลับมามอง ปรากฏว่าเป็นเดชาธรยืนอยู่พร้อมกับรอยยิ้มแห่งชัยชนะ

“คุณเป็นอะไรกันแน่” ผมถามด้วยความตระหนก เมื่อกี้สาบานได้ว่าไม่มีเขาอยู่ในโถงทางเดินเลย ผมมองซ้ายแล้วขวาแล้ว หน้าหลัง มองหมด

สังเกตมานานแล้วถึงความผิดปกติของเดชาธร แต่ครั้งนี้มันชัดเจนเกินกว่าจะพยายามทำใจว่าเป็นเรื่องบังเอิญ หูแว่ว ตาฝาด หรืออะไรก็แล้วแต่

“แล้วคิดว่าไง”

“คุณเล่นกลได้หรอ”

“ไม่เชิง” เขายักไหล่ใส่ผม

จะยังไงก็เถอะ การเข้าห้องคนอื่นแบบนี้มันไร้มารยาท “คุณจะเข้าห้องผมสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ”

“ทำไมจะเข้าไม่ได้”

เป็นถึงเจ้าคนนายคน เรื่องแค่นี้คิดไม่ตกจริงๆ เหรอ

“เชิญครับ ผมต้องการความเป็นส่วนตัว” ผมออกปากไล่ อย่างสุภาพที่สุดแล้วนะ

“ในห้องนี้นะเหรอ” เขาเบะปากขณะกวาดมองห้องผมตั้งแต่เพดานจรดพื้น “ถ้าอยากได้ความเป็นส่วนตัว ไปอยู่บ้านผมดีกว่านะผมว่า”

“ไม่ไป” จะใช้สายตาดูถูกแค่ไหน แต่นี่ก็ห้องผม คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก เคยได้ยินไหม “ผมบอกแล้วว่าจะใช้หนี้เป็นเงิน” ผมยื่นคำขาด

“คิดว่าผมสนเหรอ สิ่งเดียวที่ผมสนคือคำขอจากจิรัญ พ่อของคุณ”

พ่อผมไม่มีทางขอร้องคุณอะไรแบบนั้นแน่ “คำโกหกน่ะสิไม่ว่า”

สีหน้าไม่แยแสสิ่งที่ผมพูดแสยะยิ้ม “เด็กเมื่อวานซืนอย่างคุณจะไปรู้อะไร”

“รู้ว่าต้องปกป้องศักดิ์ศรีตัวเอง แบบที่ผู้ใหญ่ที่เห็นแต่ผลประโยชน์ตัวเองอย่างคุณไม่รู้ไงล่ะ”



“ปากดีให้ตลอดรอดฝั่งนะ” เสียงเขาสั่นซ่าเหมือนคลื่นสัญญาณวิทยุที่กำลังถูกรบกวน แค่ผมกระพริบตา ร่างสูง ของเขาก็มายืนประชิดตัวผมแล้ว จึงไม่เห็นหรอกว่าเขาวิ่ง เขาลอย หรือเขาหายตัวมา แต่มันไวจนผมคาดเดาไม่ออกจริงๆ ว่าต้องใช้วิธีไหนถึงได้เร็วขนาดนั้น

ผมพยายามถอยออกห่าง เพราะความกลัวในความไม่ปกติ

“ทีแรกผมกะว่าจะใจดียืดเวลาให้เรียนให้จบก่อนแล้วเอามาอยู่ด้วย มาคิดดูอีกที...” เขาย่างสามขุมตามผมมา

ท่าทีเย็นชาลงจนน่ากลัว

“มะ หมายความว่าไง”

“ผมไม่ชอบให้ใครมาท้าทายอำนาจ”

“แล้วจะอยากได้ตัวผมไปทำไมนักหนา” ผมตะเบ็งเสียงใส่เขาอย่างหมาจนตรอก ซึ่งตอนนี้สภาพผมก็ไม่ต่างจากนั้นนัก ถอยหลังมาจนชิดกำแพง ขณะที่ร่างสูงคร่อมผมไว้ มือที่กำแน่นข้างหนึ่งของเขาค้ำอยู่บนผนังเหนือหัวผม

ผมเห็นเขาขบกรามแน่น จ้องผมปานจะกินเลือดกินเนื้อ ผมอาจจะไปกระตุกหนวดเสือเข้าจริงๆ

แต่ต่อให้เป็นพญาเสือผมก็ไม่กลัว ผมจ้องหน้าเขาตอบ



แทบจะเห็นไฟลุกอยู่ในตาเขา “โอหัง” แต่ก็ดับมอดไป เขาปล่อยผมเป็นอิสระ

เมื่อด้ายที่ขึงตึงสองเส้นตัดผ่านกัน ก็ต้องมีเส้นหนึ่งที่ยอมผ่อนปรน ไม่งั้นก็อาจจะมีเส้นใดเส้นหนึ่งที่ขาด หรือไม่ก็ขาดทั้งสองเส้น ในกรณีนี้ถ้าเดชาธรไม่ยอมผมจริงๆ เส้นที่ขาดน่าจะเป็นชะตาผม

แต่ใจผมมันเล็กพริกขี้หนูไง เสียชีพไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้



ผมยืนมองจนมั่นใจว่าเดชาธรได้เดินพ้นประตูห้องออกไปแล้ว ก่อนจะเดินมานั่งลงที่เตียง คิดไปคิดมาก็แอบเกลียดความไม่ยอมลดราวาศอกของผมเหมือนกันนะ เถียงคำไม่ตกฟาก ถ้าเขาโมโหขึ้นมาจริงๆ ผมก็คิดภาพไม่ออกเหมือนกันว่าจะรอดไปจากตรงนี้ไหม แต่ตานั่นดันมีขันติมากกว่าที่คิด



เพล้ง!



ผมสะดุ้งโหยงเมื่อมีเสียงกระจกแตก รีบหันไปยังที่มาของเสียง ใครบางคนยืนจังก้าอยู่ติดกับหน้าต่างห้อง มันทะลุผ่านกระจกเข้ามา แต่ห้องผมอยู่ชั้นห้า ห่างจากพื้นเป็นสิบๆ เมตร

“ไอ้บัลลพ”

มันไม่พูดไม่จา สีหน้าไม่ปกติ ดวงตาแดงก่ำแข็งกร้าว มันชูมือขึ้นก่อนกำไรสีเงินที่ข้อมือมันจะเริ่มขยับ เลื้อยเหมือนงูเข้าไปในในกำมือ แปรเปลี่ยนเป็นวงเหมือนแส้ที่ม้วนไว้ แต่เส้นใหญ่กว่ามาก แถมเปลี่ยนจากสีเงินเป็นเกร็ดสีดำ

“เฮ้ย!” กลางวันแสกๆ ผมบอกตรงๆ ว่าตอนนั้นผมกลัวมาก สับสนไปหมด ไอ้บัลลพเปลี่ยนไป

ผมถอยออกมาที่ประตู มันแสยะยิ้มแต่ยังยืนนิ่งอยู่ท่านั้น ผมลนลานควานหาลูกบิดประตู

แต่แล้วก็มีบางอย่างรัดเข้าที่คอผม มันรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนผมหายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนหัวจะระเบิดออกในไม่ช้า ผมล้มพับลงบนพื้นเพราะตัวไร้เรี่ยวแรงลง มองเห็นลางๆ ว่าไอ้บัลลพกำลังเดินเข้ามาหาผม

“มะ มึง” ผมพยายามอ้าปากพูด แค่เพราะไอ้ที่รัดคออยู่จึงทำให้ติดๆ ขัดๆ “มึง จะ- จะ ทะ-ทำ อะไร กู” มือหนึ่งพยายามไขว่คว้าไปที่มัน ผมไม่มีแรงจะยกมือด้วยซ้ำ

เสี้ยววินาทีก่อนที่ผมจะหมดลมก็ได้ยินเสียงโครม ไอ้บัลลพลอยละลิ่วกลับไปชนเข้ากับผนังห้องก่อนจะร่วงลงกองบนพื้น มันลุกขึ้นได้ก็กระโจนออกหน้าต่างไป

คอผมโล่งขึ้น ไอออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะกลับมาหายใจได้สะดวก แต่ก็ยังไม่มีแรงพอจะลุกขึ้น

เดชาธรเดินอ้อมจากข้างหลังผมมานั่งลงตรงหน้า สีหน้าเขาไม่เหมือนกับตอนออกไป

“เป็นไงบ้าง” เขาจะเข้ามาพยุงผม แต่ผมขยับตัวถอยออกจากเขา ไปนั่งพิงกำแพง แล้วลอบมองสายตาคนตรงหน้า เหมือนคนละคน จากแต่ก่อนที่เห็นแต่ความเฉยชากับความบ้าอำนาจ



ผมนั่งเงียบอยู่บนเตียง เดชาธรนั่งอยู่ข้างๆ

“บัลลพไม่ใช่คนหรอกนะ”

ผมรอฟังคำอธิบายจากเขา เพราะน่าจะรู้เรื่องนี้ดี ไม่งั้นคงไม่บังเอิญกลับมาช่วยผมไว้ได้ทันหรอก แต่พอเขาพูดออกมาประโยคแรก ยอมรับว่าผมอึ้งไปเหมือนกัน ไม่อยากเชื่อหรอก แต่สิ่งที่เพิ่งประสบมันเป็นหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวนั้นได้เป็นอย่างดี

“ในโลกที่คุณอยู่ไม่ได้มีแค่มนุษย์หรอกนะพนรัญชน์”

ผมยังคงนิ่งฟัง

“ในโลกนี้จริงๆ แล้วมีทุกอย่างที่ในวรรณคดีมี มนุษย์ ยักษ์ ลิง เทพ นาค ครุฑ อสุรกาย สัตว์หิมพานต์ แต่เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปด้วย เขาเหล่านั้นสามารถจำแลงมาปะปนอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ตราบใดที่ได้รับอนุญาตจากผู้คุมพงศ์พันธุ์ บัลลพเองคือพรานหิมพานต์ เพียงแต่แตกต่างจากในวรรณคดีอยู่หน่อย อาจจะเคยได้ยินมาใช่ไหมว่าพรานต์คือคนที่ไปตามจับนางมโนราห์เพื่อเอาไปถวายพระสุธน แต่ในความเป็นจริง พวกนั้นคือคนที่ได้รับอนุญาตให้ตามเก็บพวก- เอ่อ... คนบางจำพวกน่ะ”

“พวกไหน” ผมถามขึ้นหลังจากที่นั่งฟังสิ่งเหล่านั้น อยากจะลองหยิกตัวเองดูนะว่าฝันไปหรือเปล่า แต่กลัวคนข้างๆ จะเห็น

“เอาไว้ถึงเวลาคุณจะรู้เอง”

“แล้วคุณล่ะเป็นอะไร” พอเห็นสิ่งที่เขาทำกับบัลลพ ผมมั่นใจได้ทันทีว่าเดชาธรก็ไม่ใช่มนุษย์ และฝีมือก็ไม่ธรรมดาแน่นอน

“เอาไว้ผมจะบอกคุณทีหลัง ตอนนี้คุณต้องไปกับผม” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดูจากร่างกายหนาที่สูงชะรูดกำยำน่าเกรงขาม ผมเดาว่าไม่ยักษ์ก็สัตว์หิมพานต์สักประเภทที่ตัวโตๆ อาจเป็นช้าง หรือไม่ก็พญาครุฑ น่าตื่นเต้นชะมัด ขณะเดียวกัน น่ากลัว

“ทำไมผมต้องไป”

“เห็นแล้วนี่ว่าเกิดอะไรขึ้น คิดว่าบัลลพมันจะจบแค่นี้เหรอ ถึงไม่ใช่บัลลพ ก็ยังมีพรานต์หิมพานต์อีกนับไม่ถ้วนที่แฝงกายอยู่รอบตัวคุณ”

พอได้ยินแบบนั้นก็ชักหวั่นเหมือนกันแหะ มองดูหน้าต่างที่กระจกแตกกระจายเกลื่อนอยู่บนพื้น ก็รู้แล้วว่าการอยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยอย่างที่เดชาธรว่า

“ผมขอกลับไปอยู่กับแม่ได้หรือเปล่า”

“อยากเป็นต้นเหตุให้แม่ตกอยู่ในอันตรายด้วยก็เอา”

เออว่ะ ถ้าเป็นซีนอารมณ์รุนแรง คงโดนด่าว่าโง่ไปแล้ว



ผมจำใจเสื่อผืนหมอนไป หนักกว่านั้น ผมมีแค่เสื้อผ้าติดตัวชุดเดียวไปกับเดชาธรอย่างว่าง่าย เขาดูเร่งรีบเป็นพิเศษ ผมเลยไม่ทันได้เตรียมกระเป๋าเสื้อผ้า

เป็นไงเป็นกัน ไปตายเอาดาบหน้า ขอแค่ตอนนี้ชีวิตมีคนคุ้มกะลาหัวก่อนก็พอ ผมยังต้องมีชีวิตอยู่เพื่อดูแลแม่ เธอไม่เหลือใครแล้วนอกจากผม

จะว่าไปก็น่าขันตัวเอง ก่อนหน้ายังผลักไสเขา กระแดะเล่นตัว ไม่ทันไรก็ติดสอยห้อยตามเขามาเสียอย่างนั้น

“ทำไมหน้าแดง ร้อนเหรอ” เสียงคนที่กำลังขับรถเอ่ยถาม พลางยื่นมือไปปรับแอร์ในรถให้

ไม่ได้เขินนะ แต่มันรู้สึกกระดากอ่ะ ทำเป็นเก่งแต่ก็ไม่พ้นเขาอยู่ดี ทำไงได้ ผมไม่ได้มีพลังมาปกป้องตัวเองนี่หว่า ศัตรูของผมไม่ใช่ระดับเดียวกับผมด้วย หรือหากมีใครอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย ผมคงไม่ง้อเดชาธรหรอก

“ทำไมพวกนั้นถึงเพิ่งมาตามล่าผมเอาตอนนี้”

“มันเพิ่งจะ-” เขาเกาคิ้ว “เอ่อ เพิ่งจะได้กลิ่น”

“ผมก็อาบน้ำทุกวันนะ” ผมง้างจักแร้ขึ้นแล้วดมซ้ายดมขวา

“ไม่ใช่กลิ่นตัว”

“แล้วกลิ่นอะไร”

“ก็ไม่เชิงหรอก แต่มันเป็นกลิ่นพิเศษที่พวกหิมพานต์เท่านั้นถึงจะรู้”

“ขอถามอีกข้อได้ไหม”

เขาไม่ตอบ เพราะกำลังจดจ่ออยู่กับถนนที่แออัดข้างหน้า พอรถติดไฟแดงจึงหันมาพยักหน้าให้ผม

“ทำไมพวกหิมพานต์ถึงเพิ่งได้กลิ่นผม”

เขาอึ้งไป

“บอกไม่ได้”







... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #16 เมื่อ07-03-2019 19:01:19 »

... บทที่ ๑๓




ก็ตามคาด เขาคงไม่พาผมไปไหนหรอกนอกจากคฤหาสน์ของเขา



ผมนั่งอมพะนำอยู่ในห้องๆ หนึ่ง เดชาธรยืนกอดอกพิงประตูอยู่

“ในบ้านนี้มีใครเป็นคนเหมือนผมบ้าง” ผมถาม

เขาส่ายหัว

สิ้นหวัง นี่อย่าบอกนะว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังจะถูกกลืนกินโดยพวกที่มาจากอีกมิติ ต่อไปนี่ผมคงต้องอยู่อย่างระแวง เผลอๆ คนที่เห็นหน้าค่าตากันอยู่ทุกวี่วันอาจไม่ใช่อย่างที่ผมคิดก็ได้

“ต่อไปนี้ก็อยู่ที่นี่แหละ ถึงผมไม่อยู่ก็ยังมีกรกับลูกน้องผมคอยดูแลอยู่”

“ผมยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ”

“ที่มหาวิทยาลัยน่ะแหละแหล่งรวมพวกนั้นเลย”

“แล้วจะให้ผมทำยังไง”

“เอางี้” เขาเหยียดตัวขึ้นยืนตรง เดินไปลากเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามผม

“จะให้สิงห์กับชาติผลัดเปลี่ยนกันตามไปเฝ้า ส่วนงานที่ร้านกาแฟน่ะไม่ต้องไปทำแล้ว”

รู้สึกไม่มีอิสระยังไงไม่รู้ นี่ชีวิตผมกำลังจะเปลี่ยนไปจากเดิมจริงๆ เหรอ ใจหาย

“แล้วแม่...”

เขาลอบถอนหายใจ คงรู้อยู่แล้วว่ายังไงผมก็ต้องพูดถึงเธอ “ให้แม่มาหาที่นี่ บอกว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำตามสัญญา พี่กลิ่นคงจะพอเข้าใจ”

ผมพยักหน้า มันไม่มีทางเลือกมากมายอะไร

ถ้าคนที่ตามล่าผมมีอยู่ทุกที่เหมือนที่เดชาธรว่า ไปทางไหนก็มีแต่ตายกับตาย ถ้ามันตามล่าผมด้วยหมัด ด้วยมีด ด้วยปืน ก็คงจะพอหลบเลี่ยงหรือโต้กลับให้พอเอาตัวรอดได้

แต่ไอ้บ่วงๆ ที่รัดคอนั่นทำให้ผมเห็นแล้วว่า มันสามารถปลิดลมหายใจผมได้ในไม่กี่วินาทีเท่านั้น

ผมอาจจะตายไปแบบไม่มีใครพบร่างอีกเลยก็ได้ เพราะไอ้บัลลพเองก็กระโดดเข้ามาทางหน้าต่างที่อยู่ชั้นห้าของตึกหอพัก บ่งบอกความเหนือมนุษย์ของพวกนั้นได้เป็นอย่างดี

“ทำไมต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้น”

เสียงเดชาธรพูดขึ้นตอนเขาลุกขึ้น

สถานการณ์ตอนนี้คงมีแต่คนบ้าที่ยิ้มออก

ผมมองร่างสูงเดินไปที่ประตู

“ผมจะต้องอยู่อย่างนี้ถึงเมื่อไหร่”

“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น” เขาตอบผมไม่เต็มเสียงก่อนจะเดินออกไป





[เดชาธร]



ผมมองตาละห้อยคู่นั้นตอนเดินออกมาแล้วก็อดจะสงสารไม่ได้ คนเคยเป็นอิสระ เดินเหินไปไหนตามใจปรารถนาประสาวัยอย่างเขา

เพื่อนพ้องรอบกายที่เคยมีก็อาจจะใกล้ชิดไม่ได้เหมือนที่เคยเป็น ไหนจะแม่ผู้ให้กำเนิดแท้ๆ อยากเจอเมื่อไหร่ก็ได้เจอ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่ายๆ แล้ว



ไอ้เด็กนั่นดันมีพ่อเป็นชาวหิมพานต์ที่ถูกสาปให้มาเป็นมนุษย์ไร้ฤทธิ์ เพราะทำผิดกฎมาอยู่กินกับมนุษย์ผู้หญิง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่กลิ่นลูกครึ่งของพนรัญชน์เริ่มรุนแรงขึ้นจนเป็นที่รับรู้แก่พรานหิมพานต์นั้นเป็นเพราะผมเอง ยิ่งเข้าใกล้กันเท่าไหร่กลิ่นนั้นก็ยิ่งจะเพิ่มเท่าทวีคูณ ขืนมันรู้เรื่องนี้เข้าคงโกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟแน่ๆ เผลอๆ อาจจะหนีออกไปตายเอาดาบหน้า

แต่ผมถอยไม่ได้ จะชาติกินรีหรือชาตินี้ พนรัญชน์คือคนที่ทำให้ผมหลงเสน่ห์จนหักห้ามใจอะไรไม่ได้เลย ไม่งั้นชาติที่แล้วผมคงไม่ขังเขาจนตรอมใจตายหรอก

เลวร้ายไปกว่านั้นคือ หนทางเดียวที่พนรัญชน์จะสิ้นกลิ่นลูกครึ่งหิมพานต์ได้ คือต้องเป็นของผมโดยสมบูรณ์ นั่นหมายถึงอะไรคงรู้ดี และที่สำคัญเขาต้องมีใจรักผม เพราะเขาเป็นคู่ของผมตั้งแต่ชาติที่แล้ว ชะตาเขาผูกกับผมเพราะคำสาปตัวเอง ผมคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถปลดเปลื้องและปกป้องเขาจากชาติกำเนิดแบบครึ่งๆ กลางนั้นได้

มันน่าเศร้าตรงที่ผมยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลย ถ้าจะบอกความจริงไปตรงๆ คนแบบนั้นผมว่ามีสิทธิ์สูงที่จะยอมเสี่ยงฝืนใจมีอะไรกับผมเพื่อที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติโดยที่ปราศจากผม

แต่มันไม่รักผมไง ซึ่งก็เปล่าประโยชน์ มันไม่สำเร็จหรอกหากไม่ได้เกิดจากรักด้วยใจจริงๆ ยิ่งถ้ามันรู้ความจริงทั้งหมดเข้า ผมว่าร้อยเปอร์เซ็นเด็กนั่นจะยิ่งทำใจรักผมไม่ได้ สู้ผมปล่อยให้เขาไม่รู้แล้วค่อยๆ รักผมเองดีกว่า จะเป็นไปได้ไหมก็อีกเรื่อง

ความรักมันสร้างกันไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นเองจากคนทั้งสองหากถึงเวลา ตอนนี้สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะผมรักเขาอยู่แล้ว



ผมเดินไปหานิลที่ห้อง วันทั้งวันมันไม่ได้เจอผมเลย เลยกระโดดโลดเต้นยกใหญ่ ชอบยืนสองขาปีนป่ายผมถ้าเป็นมนุษย์ทั่วไปอาจจะสู้แรงมันไม่ไหว เพราะขนาดผมยังเกือบเซเวลามันยืนเอาสองขาหน้าค้ำผม

ห้องที่นิลอยู่เป็นห้องที่กว้างที่สุดในบ้านหลังนี้แล้ว ผมตกแต่งภายในให้เป็นไม้ทั้งหมด ปูพื้นด้วยปีกไม้ไม่เลาะเปลือกแบบหยาบๆ จากธรรมชาติ มันจะได้ไม่ลื่นเวลาวิ่งหรือเดิน เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มีช่องระบายอากาศมากพอจะให้กลิ่นในห้องระบายเข้าออก

อาหารของมันคือเนื้อสดวันละมื้อเท่านั้น ตามธรรมชาติหมาป่าจะกินจนอิ่ม เมื่อย่อยแล้วค่อยออกหาอาหารใหม่ คนที่ให้อาหารมันได้มีเพียงสิงหชาติ ไกรสรสีหะย่อมเป็นที่ยำเกรงแก่สัตว์ในหิมพานต์รวมถึงสัตว์ป่าทั่วไปด้วย

ทุกวันถ้าไม่ใช่ผมก็เป็นสิงหชาติที่พามันออกไปวิ่งเล่นในสวนรอบๆ บ้าน

ผมเคยมีความคิดจะเอามันกลับไปปล่อยยังแหล่งเดิมของมันหลายครั้ง เพราะความสงสาร แต่ก็ทำไม่ได้ ผมรักและผูกพันกับมันมาก และมันคงจะเอาตัวรอดได้ยากเพราะโตมากับการเลี้ยงดูจากผม



ผมกลับมาอาบน้ำที่ห้อง ตอนกลับออกมาจากห้องน้ำเห็นเอกกรณ์ยืนอยู่ตรงประตู

“เกิดอะไรขึ้น คุณถึงเอาเด็กคนนั้นเข้ามาในบ้าน”

“ปกติติดตามผมได้ทางจิตไม่ใช่เหรอ”

“พักหลังมาผมตามคุณเดชไม่ได้เลย ภาพที่เห็นขาดๆ หายๆ”

คงเป็นเพราะผมเปิดทางจิตให้พนรัญชน์มากเกินไป ผมต้องคอยตามดูเขาตลอด หากเราเพ่งจิตไปที่ใครคนใดคนหนึ่งมากๆ เข้า จิตที่จะสื่อกับคนอื่นอาจจะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม หรืออาจจะถูกปิดช่องทางจิตไปอย่างถาวร

“พรานต์เกือบฆ่าเขาด้วยบ่วง”

เอกกรณ์พยักหน้าเชิงเข้าใจ

“พระโอรสจะทานมื้อเย็นเลยไหมครับ ผมจะได้ให้นางรับใช้ขึ้นโต๊ะให้” บางครั้งเขาก็จะใช้คำเหล่านี้กับผม คงติดปากมาตั้งแต่สมัยก่อนนู้น

ผมพยักหน้า “ไปตามพนรัญชน์ลงมาด้วย”





ผมมานั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารได้ไม่นาน เอกกรณ์ก็เดินเข้ามา เห็นสีหน้าเขาก็รู้แล้วว่าผลเป็นยังไง

“พนรัญชน์ไม่ยอมลงมาครับ”

เด็กนั่นงอแงอีกแล้ว เข้าใจว่าเพิ่งเจออะไรแบบนั้นมาคงยังไม่มีกระจิตกระใจอยากจะกินอะไร แต่ผมไปรับเขามาตั้งแต่ยังไม่เย็น แน่นอนว่าข้าวเย็นยังไม่ตกถึงท้อง จะไม่กินไม่ได้

“เขาบอกว่าไง”

“บอกว่าไม่หิวครับ ผมพยายามแล้ว แต่เขาดื้อกว่าที่คิด”

ผมถอนหายใจ แล้วลุกขึ้น

“จัดสำรับไปที่ห้องพนรัญชน์ ผมจะทานที่นั่น”





ผมเคาะประตูแล้วรอแต่ก็เงียบ ไม่มีใครมาเปิดไม่มีเสียงตอบกลับ เลยลองเปิดดูปรากฏว่าห้องไม่ได้ล็อก เห็นเจ้าตัวนอนตะแคงหันหลังให้อยู่บนเตียง

พอผมไปนั่งลงข้างๆ มันก็หันกลับมามอง

“อิ่มทิพย์เหรอ”

“ไม่หิว อยากนอน” มันพูดเหมือนไม่อยากให้ผมเข้ามาวุ่นวาย

“ไม่หิวไม่ได้ ลุก”

มันอิดออด แถมยังพึมพำบ่นผมด้วย หาว่าผมจู้จี้จุกจิก ขี้บังคับ

“ถ้าไม่ฟังกัน งั้นเรื่องให้แม่มาหาที่นี่คงต้องคิดดูใหม่” ต้องขู่ซะบ้าง เอาแต่ใจเกินไป อย่างน้อยที่นี่ก็บ้านผม อาณาเขตของผม เคารพกันบ้าง

พอเอาเรื่องแม่มาอ้างเห็นมันรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งไวเชียว





[พนรัญชน์]



ผมไม่มีอารมณ์อยากจะกระเดือกอะไรลงคอทั้งนั้นแหละ อยากนอนเฉยๆ ไม่ต้องมีใครมาวุ่นวายมารบกวน เหมือนตอนอยู่หอคนเดียว

แต่ตอนนี้ เดชาธรให้บรรดาแม่บ้านแม่ครัว ยกอาหารมาวางไว้บนโต๊ะที่ระเบียงใหญ่เต็มไปหมด

เขานั่งอยู่ตรงข้าม ไม่ใส่เสื้อ สวมเพียงกางเกงสะดอสีขาวแบบที่คนเหนือเขาชอบใส่กัน ผมเห็นว่าที่ไหล่เขามีรอยแผลเป็นประหลาดๆ อยู่ด้วย เป็นรอยสีชมพูจางๆ แตกกิ่งก้านสาขาเหมือนต้นเฟิร์นหรืออะไรสักอย่าง เหนืออกขวามีรอยสักขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ผมดูไม่ออกว่ามันเป็นลายอะไร

เขายกไวน์ขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ เหลือบมองผมบ้างด้วยสายตาแบบเดิมๆ แต่ผมรู้สึกไม่ชอบยังไงไม่รู้ มันอึดอัด

ผมเลยนั่งหน้าไม่รับแขก แสดงออกให้เห็นว่าเขากำลังบังคับจิตใจผม



“ไวน์หน่อยไหม จะได้อารมณ์ดี”

ผมส่ายหัว

พูดจบเขาก็หั่นสเต็กเนื้อชั้นดีใส่ปาก ดูเจริญอาหารดีนะ แต่ผมไม่รู้สึกอยากจะกิน เขาหั่นเนื้อในจานเขาอีกคำทั้งที่ในปากยังเคี้ยวไม่หมด แล้วใช้ส้อมจิ้มเนื้อชิ้นนั้นยื่นมาจ่อปากผม ผมเบือนหน้าหนี เขาก็จ่อมันไว้อย่างนั้น

“ไม่กิน”

สุดท้ายเขาก็ต้องเอามันไปกินเอง

“ตอนเด็กๆ แม่เคยบอกไหมว่าเลี้ยงยาก”

เหมือนจะเคยพูด แต่ผมไม่สนใจ เพราะมั่นใจว่าผมไม่ได้เป็นแบบนั้น

จากนั้นเดชาธรก็ไม่สนใจผมอีก นั่งกินของเขาต่อจนหมด ผมลอบมองเขาเป็นระยะ สลับกับทอดมองออกไปจากระเบียง รอบตัวบ้านมีแสงไฟส่องสว่างอยู่ทั่วบริเวณ ถัดออกไปเป็นป่าไม้ขนาดย่อมรกครึ้มในความมืด ห้องนี่อยู่ชั้นที่สูงจากพื้นดินพอสมควร



“ทำไมถึงไว้ผมยาว” เอาจริงๆ ผมเป็นเด็กศิลป์นะ เพื่อนรอบตัวส่วนมากก็ไว้ผมยาวแต่งตัวเซอร์ เน้นง่ายสบายตามประสาเด็กอาร์ต ใกล้ตัวสุดก็คงเห็นจะเป็นนนทัช ก็เหมาะกับมันดี ถึงผมจะด่ามันเรื่องความสะอาดอยู่บ่อยๆ

แต่สำหรับเดชาธรเขาเป็นนักธุรกิจ มีหน้าที่การงานใหญ่โตมากมาย ซึ่งผมก็มองว่ามันไม่แปลกอะไรหรอก แต่คนแบบเขาส่วนมากจะเน้นวางมาดเนี้ยบเรียบร้อยสะอาดตา เพราะต้องเจรจางานการต่างๆ อยู่ตลอด ผมคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับการสร้างความเชื่อมั่นนะ เลยหายากหน่อยที่จะมีสไตล์แบบเขา

“ทำไม”

“เปล่า แค่ถามดู”

“ไม่ชอบเหรอ”

“เปล่า”

“ผมไม่ค่อยมีเวลาตัดน่ะ เลยปล่อยให้มันยาว มัดเอาก็เรียบร้อยแล้ว”

“ทำไมไม่ไปที่ร้าน ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ”

“ไม่ชอบให้ใครมาจับหัว”

เออ มีงี้ด้วยเว้ยเฮ้ย

“จะไม่กินจริงๆ เหรอ”

“อือ”

“งั้นถ้าดึกๆ หิว หรืออยากได้อะไร เรียกสิงห์ได้เลยนะ เขาจะเฝ้าอยู่หน้าห้องทั้งคืน”

เพิ่งรู้ว่าเขาให้คนมาเฝ้าที่หน้าห้องผมด้วย รู้สึกเหมือนเป็นนักโทษกรายๆ



ทีแรกก็กำลังจะหลับอยู่แล้วเชียว เดชาธรก็เข้ามากวนให้ตื่น หลังจากเขาออกไป ผมก็เข้าไปอาบน้ำจะได้หลับง่ายขึ้น ออกมาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเอาชุดมาให้ผมเปลี่ยน พอลองสวมดูมันพอดีตัวผมเลย เดาไม่ออกว่าเอาของใครมาให้ ไม่น่าจะใช่ของเดชาธรหรือคนในบ้าน เพราะดูจากลักษณะของแต่ละคนแล้ว เหมือนผมเป็นคนแคระหลงเข้ามาในถ้ำยักษ์เลย



ไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่เหมือนมีลมเย็นๆ ปะทะหน้า ผมปรือตาขึ้น จึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้นอนอยู่ แต่นั่งอยู่ นั่งห้อยขาอยู่บนที่สูงๆ สักที่ ในความมืดของยามค่ำคืน และผมไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว มีใครคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ตอนรู้สึกตัวพบว่าผมหลับซบร่างๆ นั้นอยู่จึงรีบดึงตัวกลับมานั่งตรง แล้วพยายามเพ่งมองใบหน้านั้น แต่เพราะความมืด มองยังไงก็ไม่อาจระบุใบหน้านั้นได้ชัดเจน

ผมอยู่ในที่โล่งแจ้ง มองขึ้นไปบนฟ้ามีหมู่ดาวเต็มท้องฟ้า แต่ไร้ซึ่งพระจันทร์ ความสว่างอันน้อยนิดนั้นไม่ได้ช่วยให้ผมเห็นใบหน้านั้นได้มากขึ้นจากเดิมเลย

“คุณเป็นใคร” ผมเอ่ยถาม “ที่นี่ที่ไหน” ผมไม่กล้าขยับตัวมากเพราะมันมืด เพราะถ้าหากอยู่บนที่สูง อาจจะพลัดตกลงไปได้

“คือคำตอบของคุณ” เขาตอบเสียงเบากลับมา ผมว่าเสียงเขาฟังดูเหมือนคนใกล้ๆ ตัวผมนี่แหละ เหมือนเดชาธร

“คำตอบ คำตอบอะไร”

ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงมือที่เย็นเฉียบเอื้อมมากุมมือผม ผมพยายามจะดึงมือกลับแต่มือนั้นกลับกำแน่นไม่ยอมปล่อย

ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว ร่างนั้นก็ถลาลงสู่เบื้องล่างในทันที ดึงผมที่นั่งหมิ่นเหม่ตกลงไปในทันที ผมร้องลั่นเพราะตกใจ ขณะที่กำลังร่วงลงไปนั้นผมเห็นคนหน้าคนที่จับมือผม บัดนี้เขาพลิกตัวหงายหันหน้ามาประชันกับหน้าผม

เขาคือเดชาธร

เดชาธรยิ้มให้ผม ขณะที่ร่างเราทั้งสองกำลังตกลงสู่พื้นที่รออยู่เบื้องล่าง สองมือเขาประสานมือผมไว้แน่นทั้งสองข้าง ตัวเขาขนานกับผมอยู่อย่างนั้น

ทำไมเดชาธรถึงทำแบบนี้ ผมหลับตาเพื่อรอพบกับหายนะในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

ไม่ทันไรผมก็ได้ยินเสียงดังพรึบ พร้อมกับตัวผมที่ลอยขึ้นเล็กน้อย ผมได้ยินเสียงบางอย่างปะทะกับลมดังอยู่บนหลังผม

เมื่อหันไปก็พบว่ามันคือปีก ปีกที่คล้ายกับปีกนกขนาดใหญ่สองข้างกำลังกระพือสู้ลมอยู่ ผมดึงร่างเดชาธรไว้ก่อนที่จะถึงพื้น ปีกคู่นั้นทำงานโดยที่ผมไม่ได้ออกแรงอะไรเลย เหมือนมันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของผมทั้งที่มันติดอยู่กับหลังผม



“สาปให้รอ พี่จะรอ” เดชาธรพูดประโยคนั้นด้วยรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็น บนใบหน้าเปื้อนยิ้มมีน้ำตา น้ำตาที่ผมเดาไม่ออกว่ามันเกิดจากความรู้สึกแบบไหน

พูดจบเขาก็ปล่อยมือทั้งสองข้างออกจากมือผม

“ไม่” ผมพูดขึ้น

ผมคว้าเขาไม่ทัน ร่างของเขาหายไปในความมืดมิดต่อหน้าต่อตา










... ก่อนเหมันต์ ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-03-2019 19:09:01 โดย ก่อนเหมันต์ »

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑ ◆ ๖/๓/๖๒
«ตอบ #17 เมื่อ07-03-2019 19:05:41 »

... บทที่ ๑๔


ผมสะดุ้งตื่น ผุดลุกขึ้นนั่งเหงื่อโทรมตัวไปหมด รู้สึกเหมือนกำลังจะหมดลมหายใจ

เมื่อตั้งสติได้ ก็พบว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน ความฝันที่เหมือนจริงเอามากๆ แม่เคยบอกว่านอนเยอะฝันเยอะ เรื่องราวในความฝันมันมาจากจิตใต้สำนึกเราน่ะแหละ เท่าที่สังเกตมามันก็จริง คิดอะไรก็ฝันแบบนั้นเสียส่วนมาก

แต่เหตุการณ์แบบนี้มันไม่เคยอยู่ในหัวผมมาก่อนน่ะสิ

ผมนั่งนิ่งอยู่บนเตียงครู่ใหญ่ ก่อนจะลุกเดินมาที่ประตู เปิดออกมาไม่เห็นใคร ไม่อยากนอนต่อแล้ว เหตุการณ์ในความฝันมันทำให้ผมหดหู่ใจแปลกๆ

สองครั้งที่มาสถานที่แห่งนี้ นอกจากห้องที่ผมใช้หลับนอนอยู่ตอนนี้ ห้องที่เคยไปพบกับเดชาธรครั้งแรกแล้วก็ห้องกินอาหาร ผมก็ไม่เห็นอะไรอีกแล้วในคฤหาสน์แห่งนี้ ไหนๆ ก็นอนไม่หลับแล้ว ขอเดินสำรวจสักหน่อย

เขาไม่ห้ามก็แสดงว่าทำได้ ผมเดินไปเรื่อยเปื่อยตามระเบียงทางเดินหน้าห้อง ทั่วบริเวณจะเปิดไฟไว้หมด แต่จะไม่ใช่ไฟที่สว่างมาก เป็นเพียงแสงในโทนทึมๆ

เดินเอ้อระเหยไปเรื่อย แต่ก็ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปในห้องนั้นห้องนี้โดยพลการนะ มันออกจะเกินไปหน่อย ก็แค่เดินดูพื้นที่รายรอบบ้านในแต่ละชั้น



แต่พอเดินผ่านประตูห้องหนึ่ง จู่ๆ ก็มีเสียงแกร๊กดังขึ้น แม้เสียงมันจะไม่ดังมาก แต่ในความเงียบของพื้นที่อันโอ่โถ่งและไร้ผู้คนมันก็ดังพอจะทำให้ผมหันกลับไปมอง

ปรากฏว่าประตูบานที่อยู่ใกล้ๆ กับที่ผมยืนมันเปิดแง้มอยู่ มีแสงไฟสลัวๆ ส่องลอดออกมา ไอ้ความอยากรู้อยากเห็นมันก็ไม่ใครออกใครด้วยสิ เลยก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ชะเง้อมองเข้าข้างใน เห็นเดชาธรอยู่ในนั้น

เขานั่งอยู่ตรงกลางห้อง บนฐานไม้ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสลดหลั่นเป็นขั้นบันไดลงมานับได้สามชั้น แต่ละมุมมีเสาไม้สลักลายคดเคี้ยวพันกันเหมือนเถาวัลย์ เหนือขึ้นไปบนเพดานตรงกึ่งกลางห้องมีผ้าแพรสีขาวผืนบางห้อยลงมาคลุมเสาทั้งสี่ไว้เหมือนกระโจม

แสงสว่างนั้นมาจากแสงเทียนในถ้วยดินเผาเล็กๆ ที่ตั้งเรียงรายเป็นระเบียบในแต่ละชั้นของฐานที่เหมือนขั้นบันไดนั้น

แม้จะมีผ้าเป็นเหมือนม่านพรางตา แต่มันบางเสียจนมองเห็นแบบทะลุปรุโปร่ง เดชาธรนั่งหันหลังมาทางผม เขานั่งขัดตะหมาดนิ่งเหมือนหุ่น

มันดูเหมือนห้องที่ใช้ประกอบพิธีกรรมบางอย่าง ที่เห็นแล้วชวนให้นึกถึงหนังที่เกี่ยวกับคนเล่นของยังไงไม่รู้ ของแบบนี้ไม่ยุ่งเกี่ยวเป็นดีที่สุด



ผมกำลังจะเดินออกมาจากตรงนั้น แต่พอหันกลับมาก็จ๊ะเอ๋กับเขาที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมในตอนนี้แทน

อีกนิดเดียวจมูกของผมก็จะชนเข้ากับแผงอกเขาแล้ว เสื้อก็ไม่ใส่ ถ้าชนเข้าไปคงสยิวกิ้วน่าดู ผมถอยออกมาเงยมองหน้าเขา

“ฝันร้ายเหรอ”

รู้อีกว่าผมฝัน

“อือ”

“ขอโทษนะ”

เขาขอโทษผมเรื่องอะไร อย่าบอกนะว่าที่ผมฝัน เขาเป็นคนทำ นี่กะจะเสนอหน้าไปในทุกที่ๆ ที่ผมไปเลยเหรอ ทั้งในโลกความเป็นจริงและโลกความฝัน

“จะไปไหน ทำไมไม่อยู่ในห้อง”

“นอนไม่หลับ ก็เลยออกมาเดินเล่น”

“ที่นี่ไม่เหมาะให้ใครมาเดินเล่นหรอก”

นิยามการเดินเล่นของผมก็คือเดินได้ทุกที่ๆ อยากเดินแหละ

“ไปหาอะไรที่เป็นประโยชน์ทำดีกว่า”

“ทำอะไร” ผมเงยหน้าถามเขา คุยกับคนที่สูงกว่าเอามากๆ นี่ปวดต้นคอชะมัด

เขาไม่ตอบ แต่เดินทำตัวเป็นกำแพงต้อนผมเข้าไปในห้องนั้น

แล้วพาผมไปนั่งลงบนฐานสี่เหลี่ยมตรงที่เขาเคยนั่ง จัดท่าทางให้ผมอย่างดิบดี

อย่าบอกนะว่าสิ่งที่มีประโยชน์ที่ว่าคือการพาผมมานั่งสมาธิ ตอนนี้เนี่ยนะ

“ทีนี้หลับตา”

ผมยังจ้องเขาตาแป๋ว ก็ทำไงได้ คนมันไม่ไว้ใจนี่นา ตอนผมหลับตาไป เขาจะทำอะไรผมก็ไม่รู้ ในห้องนี้บรรยากาศโคตรไม่น่าไว้ใจ ให้อารมณ์เหมือนเดินเข้าไปในตำหนักร่างทรงหรือหมอผียังไงไม่รู้

“หลับตา” เขาทำเสียงจริงจังขึ้น

หลับก็หลับ

ผมหลับตาทำสมาธิตามที่บอก ภาพสุดท้ายที่เห็นคือเขานั่งในท่าเดียวกันอยู่ตรงข้ามกับผม

ในห้องนั้นเงียบเสียจนผมแทบจะได้ยินเสียงกระพริบของเปลวเทียน รู้สึกเหมือนรอบตัวมีลมเบาพัดอยู่ตลอดเวลาทั้งที่ภายในห้องนั้นทึบ





รู้สึกตัวอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกเหมือนปอดกำลังไหม้เพราะขาดออกซิเจน เหมือนเพิ่งฟื้นจากความตาย เหมือนเพิ่งพ้นขึ้นจากผิวน้ำในเฮือกสุดท้ายที่กำลังจะหมดลมหายใจ นั่นคือสิ่งที่อธิบายได้ จึงพยายามหายใจหอบเอาอากาศเข้าไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตัวโงนเงนเหมือนจะล้ม แต่มีคนคว้าไว้ได้ทัน

“ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไร”

ผมลืมตาขึ้นขณะเดชาธรอยู่ใกล้ๆ หน้าเขาเกือบจะชิดกับหน้าผม สองแขนหนารั้งไหล่ผมไว้ ดวงตาคู่นั้นมองมาเหมือนทั้งเป็นห่วงและเป็นกังวลในคราวเดียวกัน

แต่ผมกลับกลัวเขา สิ่งที่ผมเพิ่งเห็นมามันทำให้ผมกลัวเจ้าของใบหน้านี้ เดชาธรมีส่วนเกี่ยวข้อง เดชาธรคือคนที่ทำให้ผมตาย

ผมถีบเขาแล้วพยายามจะถอยออกมา แต่เขาก็ไวกว่า เข้ามาคว้าผมไปกอด ท่อนบนที่เปลือยเปล่าของเขาส่งความอุ่นมาถึงตัวผมที่กำลังสั่นเทา

“ขอโทษ พี่ขอโทษ”

แม้ผมจะดึงดันแค่ไหนก็ไม่อาจสู้แรงเขาได้ เขาขอโทษผมด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน มันเป็นเสียงเดียวกับเสียงคร่ำครวญของผู้ชายอกสามศอกในแว่วสุดท้ายในชาติที่แล้วของผม

ผมเคยเป็นกินรี



ทั้งหมดที่เห็นคือ ผมเคยเกิดเป็นนางกินรี แล้วถูกมนุษย์ซึ่งก็คือเดชาธรในตอนนั้นจับมา เขาบังคับให้นางกินรีซึ่งก็คือผมในตอนนั้นเป็นของเขา แต่ผมไม่ยอม จึงเผาปีกและหางของผมจนเป็นเถ้าถ่านไปต่อหน้าต่อตา แล้วจับผมไปขังไว้ในกรงทอง ถ้าหากผมไม่ยอมเป็นเมียเขา ก็จะไม่มีวันได้ออกมาเผชิญโลกภายนอกอีก ท้ายที่สุด ผมก็ฆ่าตัวตาย นั้นคือทั้งหมดที่ผมรู้

ตอนนี้ผมกระจ่างแล้วว่าทำไมเดชาธรถึงต้องการตัวผมนัก ตลอดมาก็วนเวียนอยู่รอบๆ ตัวผม



ผมนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงนอนของตัวเอง

เดชาธรไม่ใช่สัตว์ประหลาดอะไร เขาเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง หากแต่เขาไม่ได้เกิดแล้วตายเช่นคนอื่นๆ เขาเป็นอมตะ จะด้วยเหตุผลอะไรผมไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือ เขายังคงไม่ละทิ้งความพยายามที่จะครอบครองตัวผม



ที่ผ่านมาทั้งหมดที่ทำไปไม่ใช่เป็นห่วงเพราะกลัวว่าผมจะถูกพรานหิมพานต์ฆ่าหรอก เพราะหวังผลนี่เอง แล้วไอ้สัญญาที่ไปทำไว้กับพ่อ ผมพอรู้สาเหตุแล้ว แต่ทำไมพ่อถึงยอม

แล้วอย่างนี้เดชาธรจะต่างอะไรกับพรานหิมพานต์ ไม่มีฝ่ายไหนหวังดีกับผมสักฝ่าย งั้นผมก็ขอเลือกทางของตัวเองแล้วกัน



ผมเก็บของใส่กระเป๋าแล้วย่องออกมาเงียบๆ ไม่มีใครเฝ้าอยู่หน้าห้องเช่นเคย หลังจากที่ออกมาจากห้องพิศวงนั้นผมก็หนีเข้ามาในห้องนอนแล้วล็อกไม่ให้เดชาธรเข้ามา จริงๆ ก็รู้แหละว่าถ้าเขาจะเข้ามาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เขาไม่ทำ คงคิดว่ายังไงผมไม่กล้าไปไหน

ผมเดินออกมาจากคฤหาสน์หลังโต แต่พอเข้าไปอยู่กลับทำให้รู้สึกอึดอัด ก็มันไม่ใช่ที่ของผม

เดินลัดเลาะไปตามเงามืดเพื่อจะได้ไม่เป้นจุดเด่นนัก จนออกมาถึงถนนเส้นเล็กๆ ที่สองข้างรายล้อมไปด้วยป่าไม้รกทึบ

เดินตามถนนออกมาไกลพอสมควรก่อนจะถึงประตูรั้วเหล็กดัดขนาดมหึมา แต่มันดันปิดอยู่ มองออกไปด้านนอกเป็นถนนใหญ่ที่มีแสงไฟส่องสว่าง นานๆ ทีจะมีรถวิ่งผ่านไปมาสักคัน

ผมเดินมาเขย่าดูประตูเล็กๆ อีกบาน น่าเหลือเชื่อมากว่ามันไม่ได้ล็อก แต่ก็นะ ใครจะกล้าเข้าไปในนั้น ดูลึกลับน่ากลัวชะมัด



มองหาแท็กซี่ก็ไร้วี่แวว วินมอเตอร์ไซค์แถวนี้ก็ไม่มี คงเพราะว่ามันก็ดึกมากแล้ว เลยไม่แปลกใจเท่าไหร่ ผมจึงจำใจเดินฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ เผื่อจะเจอสิ่งที่กำลังมองหา

ตลอดทางที่เดินมา ผมแทบไม่เจอสิ่งมีชีวิตชนิดไหนเลย หมาจรก็ไม่เห็นสักตัว ไม่งั้นก็คงชวนให้เดินไปเป็นเพื่อนกันเสียหน่อย เจอร้านสะดวกซื้อจะแวะซื้อไส้กรอกให้เป็นรางวัลเลยเอา



ไม่นานนัก แสงไฟจากรถสักชนิดก็สาดจ้าไล่หลังมา ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย ขอให้เป็นแท็กซี่ที่เปิดไฟว่างสักคันเถอะ แล้วก็อย่าเพิ่งไปส่งรถหรือเติมก๊าซเอาตอนนี้นะ มันไม่ใช่เวลา

ผมหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเป็นเพียงรถส่วนบุคคลคันหนึ่งเท่านั้น จึงหันกลับมาด้วยความผิดหวังหน่อยๆ

รถคันนั้นชะลอลง เมื่อวิ่งเข้ามาใกล้

“จะไปไหน”

เดชาธรเปิดกระจกถาม

ผมไม่ตอบเขาหรอก ไม่มองหน้าด้วย

“โกรธน่ะโกรธได้ แต่ก็ต้องมีเหตุผลด้วย ออกมาเดินคนเดียวแบบนี้มันอันตราย”

ผมก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินของผมไปเรื่อยๆ ทำเหมือนเขาเป็นอากาศ

เดชาธรขับรถเลยตรงที่ผมเดินอยู่ไปนิดนึงแล้วจอด ก่อนเจ้าตัวจะเดินลงมา ผมรู้แล้วว่าเขาจะเข้าชาร์จผมอีกแล้ว จึงหันหลังแล้ววิ่ง



“หนีผมไม่พ้นหรอก”

ไม่ทันจะได้วิ่งถึงสามก้าวมือหนาก็คว้าหมับเข้าที่แขนผมซะแล้ว เขาเร็วยิ่งกว่าลมพายุซึ่งผมก็รู้ดี แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้วิ่งก่อน เผื่อเขานึกเบื่อจะใช้พลังขึ้นมา

ผมหันกลับมองเขาตาขวาง ขู่ด้วยสายตาให้เขาปล่อย แต่ยิ่งกำแน่นขึ้นกว่าเดิมอีก แถมยังทำหน้าแสดงความเหนือกว่าใส่ผมด้วย

“ปล่อยดิวะ”

“บอกก่อนว่าจะไปไหน”

“ไปไหนมันก็เรื่องของผม”

“มีเหตุผลหน่อยไม่ใช่เด็กๆ แล้ว รู้แล้วนี่ว่าตัวเองไม่เหมือนคนอื่นๆ ศัตรูก็มีอยู่รอบทิศ จะเดินไปให้เขาฆ่าทิ้งเหรอ”

“ต่างอะไรกับอยู่กับคุณ ที่ช่วยก็ไม่ใช่เพราะหวังผลจากตัวผมเหรอ”

ผมเห็นเขาอึ้งไปแปบนึง

“เอาเลย” เขาปล่อยมือผม คงจี้ใจดำ “อยากทำอะไรก็ทำ”

ดีที่ยังพูดรู้เรื่องอยู่บ้าง ยื้อมาได้ตั้งนาน เสียเวลาฉิบหาย

เดินออกมาได้ไม่ทันไรก็แทบหัวใจวาย เมื่ออยู่ๆ ตัวผมก็ลอยละลิ่วขึ้นจากพื้นด้วยแรงยกอันมหาศาล เดชาธรมันอุ้มผมครับ

“ทำบ้าอะไร” ผมมองดูหน้าที่กระหยิ่มยิ้มย่องนั้น

“คุณทำตามใจคุณ ผมก็ทำตามใจผมไง”

“ปล่อย”

“ไม่ปล่อย”

อยากเกิดมาเป็นผู้ชายตัวโตๆ บางก็เพราะอย่างนี้ เดชาธรยกผมเหมือนยกนุ่นเลย

ไม่ทันไรเขาก็จับผมยัดเข้าไปในรถตรงข้างคนขับ ทำเหมือนผมเป็นตุ๊กตาหมีโง่ๆ ตัวหนึ่ง ที่อยากจับไปตั้งไว้ตรงไหนก็ตั้ง อยากทำอะไรกับผมก็ทำ



“ทีนี้ไหนบอกหน่อยว่าจะไปไหน”

เมื่อรถวิ่งออกมาได้ไม่นาน เขาก็เอ่ยถาม

ผมก็ได้แต่แสดงท่าทีต่อต้านแบบเงียบๆ โดยการไม่คุยกับเขา

“ไม่บอก งั้นก็ไม่ต้องไป”

“กลับบ้าน”

เขาถอนหายใจอย่างปลง เมื่อได้ยินสิ่งที่ผมบอก คงรู้อยู่แล้วแหละ ว่าคนอย่างผมมีอยู่ไม่กี่ที่หรอกที่จะไป

“สัญญาก่อนว่าถ้าพาไปแล้วจะไม่ดื้ออีก”

เอาไงดีล่ะ ตั้งรับไม่ทัน ไม่นึกว่าจะให้ผมไปจริงๆ

“จะทำให้ผมสักเรื่องโดยที่ไม่มีข้อแม้ได้ไหม”

“บนโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ หรอกนะพนรัญชน์ ความรักยังต้องแลกมาด้วยความเจ็บเลย”

มันก็จริง

ตลอดเวลาที่อยู่บนรถกับเดชาธร ผมมองทุกอย่างที่ไม่ใช่หน้าเขา

“ถ้าผมคิดไม่ดีกับคุณจริงๆ น่ะนะ สู้ผมไม่ทำให้คุณเห็นเรื่องราวเหล่านั้นไม่ดีกว่าเหรอ ปิดหูปิดตาคุณไปเลย”

เรื่องราวที่ผมเห็นคือฝีมือเดชาธรนี่เอง

“แต่ที่ผมอยากให้คุณเห็นสิ่งเหล่านั้น เพราะผมอยากจะแสดงความบริสุทธิ์ใจที่ผมมีต่อคุณ ผมหวังดีกับคุณ”

“หวังดีกับผมไปแล้วได้อะไร บอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ”

“เพราะรักไงล่ะป่า”





◆◆◆


บทที่ 15 ซึ่งเป็นบทใหม่จะตามมาพรุ่งนี้จ้า หลังจากที่นักเขียนหยุดตั้งสตินานไปหน่อย

คนละเม้นก็ดีใจแล้ววว

ในทวิตอย่าลืมติดแท็ก #สาปกินรา หรือ #เดชป่า ก็ได้ ตามส่องอยู่







... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +161/-1
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๔ ◆ ๗/๓/๖๒
«ตอบ #18 เมื่อ08-03-2019 16:18:53 »

 o13 :really2:

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๔ ◆ ๗/๓/๖๒
«ตอบ #19 เมื่อ08-03-2019 19:47:10 »

... บทที่ ๑๕



รักเหรอ?

จากที่กำลังมองหน้าเขาผมรีบหันหนีทันที ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองขึ้นมาดื้อๆ รู้สึกเหมือนท้องไส้ปั่นป่วนเหมือนมีทอร์นาโดหลายลูกกำลังหมุนกันสนุกสนานอยู่ในนั้น ไม่ใช่แบบผีเสื้อบินนะ ไม่ใกล้เคียงเลยด้วย

ผู้ชายกับผู้ชายรักกันได้ด้วยเหรอ หมายถึงผู้ชายแบบผมนะ แล้วความรักมันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ ผมกระพริบตาถี่ขึ้นเพราะใช้ความคิด

ฮัลโหล ผมไม่ใช่กินรีแสนงามนางนั้นแล้วนะ “แต่ชาตินี้ผมไม่ใช่ผู้หญิง ผมไม่ใช่กินรีที่คุณหลงรักแบบในชาติที่แล้วนะ”

“ความรักมันมีข้อแม้ด้วยเหรอ รักก็คือรัก”

แต่ผมไม่ได้รักด้วยไงประเด็น

“ชาติก่อนนู้นเขาทำกันแบบนี้หรอ” ผมเริ่มสับสน

“ไม่หรอก มีก็แต่ทำเพื่อความสัมพันธ์ทางบ้านเมือง”

ผมพยักหน้า อาจจะเหมือนในหนังประวัติศาสตร์ที่กษัตริย์เมืองนี้ส่งลูกสาวไปตบแต่งกับกษัตริย์เมืองนั้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตไรงี้ แต่นี่มันยุคไหนแล้ว

จากนั้นผมก็ปิดปากเงียบ



รถของเดชาธรจอดลงที่หน้าบ้าน ผมมองผ่านกระจกออกไปก็พบว่าบ้านมืดมาก ปกติแม่จะเปิดไฟหน้าบ้านไว้เสมอ หรือเพราะวันนี้ลืม ผมพยายามคิดในแง่ดีแม้ลึกๆ ในใจจะไม่ใช่ ก็แหม ช่วงนี้ชีวิตผมมันปกติเหมือนเมื่อก่อนซะเมื่อไหร่

เมื่อเดชาธรดับเครื่องยนต์ผมก็รีบเปิดประตูออกไป พอเดินเข้าไปใกล้จึงพบว่าประตูบ้านแง้มไว้ แม่เป็นคนรอบคอบมากเรื่องปิดเปิดประตูบ้าน เธอย้ำกับผมเสมอเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่มีทางที่เธอจะลืมปิด

ผมวิ่งเข้าไปในบ้านแล้วเปิดไฟ ภาพที่ผมเห็นคือแม่ถูกมัดไว้กับราวบันไดบ้าน คราบน้ำตาเปื้อนหน้าผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เธอเบิกตากว้างเมื่อเห็นผม พยายามเรียกผมด้วยปากที่ถูกปิดด้วยเทปกาว



“น้ำครับ” ผมวางแก้วน้ำลงตรงหน้าเธอที่ตัวสั่นเทา ยิ่งเห็นผมยิ่งโกรธไอ้คนที่ทำ ป่าเถื่อนฉิบหายเลย

“ป่าลูก” ยังไม่ทันจะได้หย่อนก้นลงถึงเก้าอี้ แม่ผมก็กระวนกระวายรวบมือผมไว้ “ป่าต้องไม่อยู่ที่นี่ ป่าต้องไม่กลับมาที่นี่อีก”

“ทำไมล่ะครับ นี่มันบ้านป่านะ”

“ไม่ป่า พวกมันมาตามหาป่า ท่าทางพวกมันน่ากลัวมากเลยลูก” แม่ผมพูดเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า เธอดูหวาดระแวงกับทุกอย่าง

“พวกมันคือใคร” ผมขึ้นเสียง บอกตรงๆ ยิ่งเห็นสภาพแม่เป็นแบบนี้ผมยิ่งโคตรจะโกรธเลย

“ไอ้บัลลพใช่ไหม”

“แม่คุณรู้จักบัลลพเหรอ” เดชาธรแทรกขึ้น

เออจริง ผมคลายท่าทีขึงขังลงเล็กน้อย

“แม่ไม่รู้ว่ามันคือใคร แต่พวกมันน่ากลัวมากป่า มันถามหาป่า ท่าทางมันคงเอาถึงตายแน่ๆ”

“ผมไม่กลัว บอกมันมาหาป่าเลย ถ้ามันกล้าทำกับแม่แบบนี้ ไอ้ป่าคนนี้ก็ไม่ยอมเหมือนกัน”

“ใจเย็นๆ ฟังที่แม่บอกบ้าง” เดชาธรดึงอารมณ์ผมอีกละ

“ป่า” แม่ดึงมือผมไปกุมไว้ คราวนี้สัมผัสได้ว่าเธอดูลุกลี้ลุกลนน้อยลง “แม่ฝัน”

ผมนิ่งรอฟัง สายตาแม่ดูจริงจังมาก มากเสียจนผมรู้สึกหวั่นๆ

“พ่อมาหาแม่ และบอกว่าป่ากำลังมีอันตราย แล้วก็บอกแม่ว่า” เธอผละจากมือผมแล้วหันไปทางเดชาธรแทน จากที่เคยเป็นคนนิ่งๆ ตอนนี้แม่ผมเหมือนศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ยังไงยังงั้น สั่นๆ รนๆ เหมือนสติเธอหลุดหายไปกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

เธอดึงมือเดชาธรมากุมไว้แล้วจ้องตาเขาเขม็ง

“คุณเดชคะ เอาป่าไปอยู่ด้วยนะคะ อย่าทิ้งเขานะคะ”

“แม่”

“นะคะคุณเดช ฉันฝันเห็นจิรัญ เขาบอกว่าถึงเวลาแล้ว”

ถ้าผมไม่ได้คิดไปเองผมว่าผมเห็นเดชาธรแอบยิ้มมุมปาก แต่ผมนั่งฝั่งเดียวกับเขาเลยไม่ทันได้เห็นชัดนัก

คนตัวสูงใหญ่โน้มตัวไปข้างหน้า ส่งสายตามั่นเหมาะให้แม่ผม “ผมต้องทำแบบนั้นอยู่แล้วครับ ว่าแต่คุณกลิ่นล่ะครับ อยู่ที่นี่คนเดียวเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ไปอยู่ที่บ้านผมก่อนดีกว่าไหมครับ”

“ไม่ละคะ ชีวิตเดียวที่พวกนั้นต้องการคือลูกชายของกลิ่น กลิ่นไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับพวกมัน ที่มันบุกมาที่นี่ก็เพราะต้องการหาตัวป่า”

“แม่ แต่ป่า-” “ไม่มีแต่ป่า ถ้าป่าไม่ไปอยู่กับคุณเดชเขาทั้งป่าและแม่ไม่มีใครปลอดภัยเลย” เธอสวนทันควันโดยที่ผมไม่ทันจะได้พูดจบ

“กลิ่นไปไหนไม่ได้หรอกคะ กลิ่นมีหน้าที่ๆ ต้องทำอีกมากมาย กลิ่นจะเป็นจะตายไม่สำคัญแล้วตอนนี้ ขอแค่ตาป่าไม่เป็นอะไรก็พอ”

แม่ก็คือแม่ ผมเข้าใจนะว่าห่วงชีวิตผมมากกว่าตัวเอง แต่ถ้าแม่ไม่อยู่แล้วผมล่ะ

เหมือนรู้ว่าผมกำลังจะขัด เธอเลยรีบหันมาทางผม ดึงมือผมไปกุมไว้มั่นเหมาะ “ฟังแม่ดีๆ นะ ถ้าไม่ไปทั้งแม่และป่า ตาย แต่ถ้าป่าไป อย่างน้อยป่าก็รอด ในเมื่อป่าอยู่ในความดูแลของคุณเดชเขา แม่ก็หมดประโยชน์จากพวกนั้น”

ทำไมเธอถึงได้มั่นใจจังว่าเดชาธรจะคุ้มกะลาหัวผมได้



ผมกอดแม่แน่นสุดเท่าที่จะแน่นได้พร้อมกับคำพูดของเธอที่ยังก้งออยู่ในหู “จำไว้ อย่ากลับมาที่นี่อีก”

ผมไม่อยากจากเธอไปไหนเอาจริงๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมอยู่กับเธอผมก็มั่นใจว่าจะปกป้องเธอได้บ้าง แต่ทำไมถึงไม่มีใครเข้าใจผมเลย โดยเฉพาะเดชาธร แม่งไอ้ผู้ชายเอาแต่ได้

“ไปเถอะ”

เดชาธรยืนเปิดประตูรถฝั่งคนนั่งรอผม ท่าทีเขาดูร้อนรนแปลกๆ

“คุณกลิ่นไม่ต้องเป็นห่วงอะไรนะครับ พวกนั้นจะไม่กลับมาทีนี่อีก”

ผมเข้ามานั่งในรถแล้วได้ยินเสียงเขาพูดกับแม่ น้ำเสียงฟังดูน่าเชื่อถือชวนให้อุ่นใจระดับหนึ่ง



“พรานหิมพานต์มีกฎว่าห้ามฆ่ามนุษย์นะ เผื่อคุณไม่รู้” เขาพูดขึ้นขณะโถมตัวโตๆ ของเขาเข้ามานั่งในรถ

“ผมก็ห่วงแม่อยู่ดี”

“ไม่ต้องห่วงหรอก ลืมไปแล้วเหรอว่าผมคือใคร คนรอบตัวผมคือใคร” คำพูดของเขาทำให้ภาพใบหน้าบุคคลต่างๆ ในคฤหาสน์ผีสิงนั้นลอยมา “ผมจะให้สิงหชาติมาเฝ้าดูแม่คุณอยู่ที่นี่ตลอด วางใจได้”

สิงหชาติคือใคร ไว้ใจได้แค่ไหน พลังเยอะไหม “เป็นตัวอะไร”

เดชาธรแค้นหัวเราะในลำคอ ก็ผมไม่รู้จริงๆ อะ มันน่าขำตรงไหน

“ไกรสรสีหะจากติรัจฉานภูมิ”

อะไรภูมิๆ บอกแล้วไงว่าผมโง่ แต่จะเป็นตัวอะไรก็แล้วแต่ ฟังจากชื่อคงไม่ธรรมดา เอาเป็นว่าผมวางใจไปเปราะหนึ่ง อย่างน้อยแม่ก็มีคนที่ไม่ใช่คนคอยดูแลอยู่



เดชาธรเร่งรถผ่านเข้าไปในประตูรั้วขนาดมหึมา ตลอดทางเขาไม่เจาะแจะกับผมเลยซึ่งมันก็ดีแต่ผมกลับรู้สึกเกร็งๆ ยังไงไม่รู้ ดูท่าทางเหมือนเขาจะมีเรื่องอะไรในใจ

ผมเดินตามเขาเข้าไปในบ้าน ซึ่งก็มีพ่อบ้านคนนั้นยืนรออยู่แล้ว เขาค้อมหัวในเดชาธรเล็กน้อยก่อนจะหันมายิ้มให้ผม ดูออกว่าเป็นยิ้มตามมารยาท ผมก็ยิ้มตอบไปตามมารยาทเหมือนกัน

“กำชับเวรยามให้ระวังตัวมากขึ้น พวกพรานดูท่าจะหนักข้อขึ้นทุกวัน บอกให้ชาตนรการไปที่บ้านจิรัญด้วยและไม่ต้องปรากฏตัวให้ใครเห็น” เวลาเขาสั่งเขาดูมีอำนาจน่าเกรงขามมากเลยนะเดชาธรอะ ผมยังแอบหวั่นๆ เลย นึกถึงถ้ามีลูกค้าแบบนี้ที่ร้านกาแฟทีไร พนักงานต๊อกต๋อยเป็นต้องหัวหดเข้ากระดองให้ผู้จัดการร้านออกไปรับหน้าแทนทุกที

“ครับคุณเดช” นายท่าทีสุภาพคนนั้นค้อมหัวรับทราบ ก่อนจะรีบเดินออกไป

“อ่อเดี๋ยว ต่อไปนี่พนรัญชน์จะนอนที่ห้องผม”

ชะงัก

คนที่ชะงักน่ะผมเอง มันต้องขนาดนั้นเหรอ คฤหาสน์ก็ออกจะหลังใหญ่หลังโต ความปลอดภัยก็ดูแน่นหนาดี ทำไมต้องไปนอนห้องเดียวกันด้วย

“ผมนอนห้องเดิมก็ได้น-” เขาหันขวับกลับมาหาผมแค่เสี้ยวหน้า เหมือนเห็นรังสีบางอย่างกระจายอยู่รอบตัวเขา “นะครับ” ผมผ่อนเสียงเบาทำทีเฉไฉกลบเกลื่อน

“ไม่ได้”

เออ ไม่ได้ก็ไม่ได้สิ ทำไมต้องทำเสียงดุ ผมรู้ว่าผมอยู่ในสถานะที่เลือกอะไรด้วยตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว แค่อยากแสดงจุดยืนว่า ฉันก็คนเหมือนกันนะ ฉันโตแล้วนะ ฉันออกความเห็นได้ด้วยนะ

“ถ้าผมดูแลคุณได้ไม่ดีจะสู้หน้าแม่คุณได้ยังไง”



ผมนั่งจับเจ่าอยู่ที่ปลายเตียง ส่วนเจ้าของห้องยืนแก้เสื้อรับลมอยู่นอกระเบียง ผมของเขาที่เคยมัดแมนบันไว้ตลอดบัดนี้ปล่อยทิ้งให้สยายอยู่ท่ามกลางลมโกรกข้างนอก เขาออกไปอยู่ตรงนั้นได้สักพักแล้ว เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมเองเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้สบายใจนัก ดูอึดอัดพิกล

อีกไม่นานฟ้าก็คงถึงรุ่งสางแล้ว คืนทั้งคืนวิ่งวุ่นไปทั่ว นี่ถ้าผมไม่ดื้อดึงจะกลับบ้านก็คงไม่รู้ว่าแม่ถูกพวกนั้นบุกไปข่มขู่

ทีแรกกะจะให้เดชาธรหลับไปก่อนแล้วผมค่อยนอน ผมไม่ไว้ใจเขาเลยสักนิด ตัวก็โตกว่าผมเป็นไหนๆ คิดจะทำมิดีมิร้ายขึ้นมาผมจะเอาแรงไหนมาสู้ แถมยังแสดงจุดยืนออกมาโต้งๆ ขนาดนั้นว่าคิดยังไงกับผม ชาติที่แล้วก็จะจับผมทำเมียอีก ผมยังไม่อยากเสียซิงให้ใครนะ แต่ตอนนี้ตาลุงนั่นยังยืนนิ่งอยู่ที่ระเบียงนั้น

ผมนั่งอยู่จนสัปหงกไม่รู้ตัว ความง่วงไม่เข้าใครออกใคร เกินกว่าจะต้านไหวแล้วผมเลยล้มตัวลงนอนให้มันรู้แล้วรู้รอด ถ้าตาลุงนั่นจะเปิดซิงผม ผมก็ขอแช่งให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศในเร็ววัน



ผมได้กลิ่นสาบๆ จากอะไรบางอย่าง ก่อนจะรู้สึกเหมือนมีของเหลวอุ่นๆ ข้นหยดลงบนใบหน้า ฉิบหาย

ผมรีบลืมตาทันที แต่สิ่งที่เห็นมันชวนช็อกกว่าสิ่งที่คาดไว้เป็นไหนๆ

คุณเคยดูหนังมนุษย์หมาป่าไหม ใช่ ตอนนี้มันอยู่ตรงหน้าผม หายใจรดผมอยู่เนี่ย เดชาธรเป็นมนุษย์หมาป่าหรอกหรือ

ผมไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกหูสู้มัน เคยดูหนังเกี่ยวกับพวกนี้ถ้ามันแปลงร่างขึ้นมาจะควบคุมตัวเองไม่ได้จำใครไม่ได้ใช่ไหม งั้นผมก็คงเป็นมื้อเช้าให้เดชาธรแล้วล่ะ

เจ้าตัวขนขนาดมหึมาที่จ้องผมตาไม่กระพริบเลียลงมาที่หน้าผม ผมหลับตาปี๋ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ลิ้นสากๆ กับ อี๋ ปากเหม็น

ผมเสร็จมันแน่ ลิ้นมันก็เกือบจะเท่าหน้าผมแล้ว

“นิล!” เสียงคุ้นหูดังมาจากประตู ไอ้ตัวที่ยืนคร่อมผมอยู่กระโจนออกไป ผมรีบดันตัวลุกขึ้นมองออกไปตรงที่มาของเสียง

อ้าว หมาป่าตัวนั้นไม่ใช่เดชาธรหรอกเหรอ

ผมมองดูเจ้าหมาป่ายักษ์กระโจนไปมาเมื่อเห็นเดชาธรเหมือนลูกหมาตัวเล็กๆ ที่ตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าของ

“มันทำอะไรคุณรึเปล่า” เดชาธรเดินหน้าตั้งเข้ามาหาผมทันที

“ก็เกือบเป็นอาหารเช้า” ผมปัดน้ำลายออกจากหน้า

“นิลอยู่กับคุณเดชหรือเปล่าครับ” มีเสียงของใครอีกคนดังลอดผ่านประตูห้องเข้ามา ไม่นานพ่อบ้านคนนั้นก็วิ่งหน้าตื่นมา พอเห็นหมาป่าตัวนั้นก็หยุดหอบแฮ่กๆ

นึกว่าพวกเหนือมนุษย์จะหอบไม่เป็น ขำ

“คงเดินหาสิงหชาติน่ะ” เดชาธรบอก

เลี้ยงตัวเขมือบคนไว้ในบ้านแล้วปล่อยให้เดินเล่นเหมือนอยู่กลางป่าไซบีเรียเนี่ยนะ ถ้าผมถูกมันงาบหัวขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ

“นิล มานี่มา” นายพ่อบ้านกวักมือเรียกเจ้าตัวที่ยืนโบกหางไปมาเบาๆ พอเขาทำท่าจะเดินเข้ามาใกล้มันก็กระโจนเข้ามาทางผมทันที กระโดดขึ้นมานอนหมอบอยู่ข้างๆ ตัวผม หางก็ยังส่ายไม่หยุด มองไปก็เหมือนเหมือนไซบีเรียนฮัสกีดื้อๆ ตัวหนึ่งที่กำลังท้าทายเจ้าของเลย แค่ตัวเบิ้มกว่าแค่นั้น

เขามองเจ้าหมาป่าที่กำลังเอาคางมาเกยบนตัวผม

“ดูท่าทางมันชอบคุณนะ ปกติมันไม่เอาใครเลยนอกจากผมกับสิงหชาติ”

เหรอ ถ้าช้าก็นี้ก็ไม่แน่น่ะสิไม่ว่า “แล้ว...” ผมมองไปที่พ่อบ้านคนนั้น

“ใช้มนต์”

“มันเป็นแค่หมาป่าปกติใช่ไหม ไม่ใช่พวกที่มาจากแบบ..”

“หมาป่าธรรมดานี่แหละ”

ไม่ธรรมดาก็ตรงเอามันมาเลี้ยงไว้ในบ้านนี่แหละ “แล้วมันไม่เป็นอันตรายกับคนอื่นในบ้านเหรอ”

เขาส่ายหัวแล้วก็ยิ้มแปลกๆ ก่อนจะตีก้นหมาป่าตีนั้นปี้บหนึ่ง มันจึงกระโดดลงจากเตียงไปหาพ่อบ้านหน้าหวานคนนั้น

ผมหาวแล้วล้มตัวลงนอนใหม่ ยังนอนไม่เต็มอิ่มเลย ว่าไปที่นอนห้องเดชาธรนี่สบายชะมัด เหมือนนอนอยู่บนปุยนุ่นเลย

“เดี๋ยวผมลงไปรอข้างล่าง อาบน้ำอาบท่าซะ แล้วตามลงไปกินมื้อเช้า”

อ้าว ว่าจะนอนต่อซะหน่อย “ไม่กินได้ไหม ยังไม่หิว”

“อยากอยู่กับนิลสองต่อสองอีกก็ตามใจ”

ใครจะบ้าอยู่ต่อ สัตว์หน้าขนไว้ใจได้ที่ไหน ที่มันมาทำท่าออดอ้อนออเซาะผมอยู่นี้อาจจะเป็นเพราะกำลังวัดขนาดเหยื่ออยู่ก็ได้







ตอนใหม่ร้อนๆ มาเสิร์ฟแล้วจ้า หลังจากที่นักเขียนหยุดตั้งสตินานไปหน่อย

หลังจากเคลียร์กับตัวเองได้ก็ตัดสินใจกลับมาใหม่ด้วยไฟที่ลุกโชนโชติช่วงชัชวาล(เว่อร์)


#สาปกินรา #เดชาธรพนรัญชน์ #เดชป่า





... ก่อนเหมันต์ ...




CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๔ ◆ ๗/๓/๖๒
« ตอบ #19 เมื่อ: 08-03-2019 19:47:10 »





ออฟไลน์ PAtxxkMxxn

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
... บทที่ ๑๖



[เมืองพราน]



“ท่านคิดว่าการปล่อยให้พวกเลือดไม่พึงประสงค์คนหนึ่งหลุดรอดไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่ามันเล็กน้อยเหรอเอกคณินทร์” ท่านดิลกนฤบาลลุกขึ้นตบโต๊ะใส่พ่อผมซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายปราบปรามประจำประเทศไทย

ผมเป็นเลขาฯ พ่อ วันนี้เลยต้องติดสอยห้อยตามมาที่นี่เพื่อประชุมประจำปี เป็นการประชุมที่พวกยศใหญ่ๆ จากทั่วโลกกลับมารวมตัวกันที่เมืองพราน

เห็นท่าทีของราชาเราแล้วผมได้แต่ก้มมองต่ำ พ่อออกตัวแทนผมเรื่องที่ได้รับมอบหมายให้ไปตามล่าลูกครึ่งเทวกินราคนหนึ่งแต่ก็คว้าน้ำเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า

“แล้วนี่อะไร” ท่านดิลกนฤบาลโยนกระดาษปึกหนึ่งลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น เล่นเอาสะดุ้งไปตามๆ กัน “ปีนี้จำนวนพวกเลือดไม่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วสามเปอร์เซ็น ในขณะที่ยอดการปราบปรามได้สำเร็จดิ่งลงเหว!”

พ่อผมนั่งเงียบ ขณะที่ตาดุคู่นั้นฉายวาบมาที่เขา ทุกสายตาของผู้ที่นั่งอยู่ที่นี่ก็หันตามมา

“ที่เรากล่าวไปมันอยู่ในส่วนความรับผิดชอบของท่านเอกคณินทร์”

คนไม่ใช่ทำอะไรก็ผิด

ยอดเพิ่มขึ้นแค่สามเปอร์เซ็นมันเล็กน้อยหอยเม่นแคระมาก แต่ที่พ่อผมโดนถอนหงอกกลางที่ประชุมบ่อยๆ เพียงเพราะไม่ใช่คนโปรดท่านดิลกะต่างหาก

“เห็นว่าพวกเลือดไม่พึงประสงค์ชอบหนีไปซ่อนตัวอยู่ในที่ผีไม่ท่องคนไม่เทียว โดยเฉพาะแถบขั้วโลก สงสัยจะต้องส่งท่านเอกคณินทร์ไปอยู่ที่นั่นเสียกระมังองค์นฤบาล เผื่อจะได้ปราบปรามง่ายขึ้น” สิ้นเสียงไอ้แก่หน้ายับสุคณธีมันกระแหนะกระแหนพ่อผม ก็มีเสียงขำขรมขึ้นในห้องประชุม

นายว่าขี้ข้าพลอยจริงๆ

“ก็ดีนะ รอบตัวคงรายล้อมไปด้วยน้ำแข็ง อย่างน้อยมันก็ไม่ชอบยื่นจมูกมายุ่งเรื่องชาวบ้านเหมือนพวกเดียวกัน”

“หนอยแน่ะท่านเอกคณินทร์” ตาเฒ่าสุคณธีลุกขึ้นชี้หน้าพ่อผม ตาลุกโชนเป็นฟืนเป็นไฟ คงเพราะจี้ใจดำ

พรานสุคณธีเป็นหัวหน้าฝ่ายปราบปรามอาวุโสอยู่ที่หิมพานต์นี่แหละ แก่จนจะลงโลงเป็นได้แค่หัวหน้าอาวุโส บ่งบอกว่าไร้ฝีมือ เก่งแต่ประจบสอพลอไปวันๆ

“ต่อหน้าเรายังกล้าต่อล้อต่อเถียง สงสัยเราจะใจดีเกินไปเสียกระมัง”

สิ้นเสียงทรงพลังก้องโถงประชุม ทุกคนต่างก็ก้มหัวลงต่ำทันที

“ท่านเอกคณินทร์ ในดินแดนของท่านน่าจะมีพวกนั้นเหลืออยู่มากที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับบรรดาเขตอื่นๆ เราให้เวลาท่านถึงขวบการประชุมหน้าปราบปรามพวกชั้นต่ำนั้นให้สิ้นซากในดินแดนของท่าน เจอกันครั้งหน้าหากยังไม่ได้ผลงานเป็นที่น่าพอใจ เห็นทีเราคงต้องทำบางอย่างกับท่าน”

“น้อมรับคำสั่งองค์ท่าน”

“เรียนองค์ท่าน” ผมลุกขึ้น ทนไม่ไหวแล้วที่ต้องให้คนอื่นมารับสารผิดๆ เกี่ยวกับตัวพ่อผม

“นั่งลงบัลลพ” พ่อผมหันมาทำตาขวางใส่ ตาพ่อผมเป็นสีแดงเพลิงเวลาแผลงฤทธิ์หรือจริงจังกับเรื่องอะไร

“นั่นบุตรท่านรึเอกคณินทร์”

“ครับองค์ท่าน”

พอหันไปรับคำท่านดิลกะจบพ่อก็หันกลับมาจ้องหน้าผมพยักหน้าให้นั่งลง “ไอ้บัลลพ”

เห็นท่าทีจริงจังของเขาผมก็ชักจะลังเล

“ปล่อยให้เขาพูด”

ใครหรือจะกล้าขัดคำสั่งราชาเรา ได้ทีผมก็เริ่ม

“อันที่จริงเขตความรับผิดชอบของท่านเอกคณินทร์เหลือพวกเลือดไม่พึงประสงค์อยู่น้อยที่สุดต่างหากเล่าท่าน”

หลังจากที่ผมทำใจกล้าหน้าด้านพูดออกไปก็มีเสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นทั่วโถง ใครแคร์ ผมพูดความจริง ผมต้องแก้ต่างให้พ่อผม

“เป็นเช่นนั้นจริงรึท่านอธิ” ท่านดิลกะทำท่าลังเลก่อนจะหันไปถามข้อมูลจากเลขาคนสนิทของท่าน

“จริงครับท่าน”

“อืม” เขาหันกลับมาทางผมกับพ่อ “งั้นก็ดี แต่ถึงจะอย่างไร จะเหลือน้อยเหลือมากก็คือเหลือ ใช้ความกล้าของเธอให้เป็นประโยชน์ หากทำงานได้ดี เรามีรางวัลพิเศษให้เอ่อ...”

“บัลลพครับท่าน”

“เรามีรางวัลพิเศษให้บัลลพพราน แต่หากเก่งแต่ปากเราจักไม่เอาไว้”

!!!

หาเหาใส่หัวตัวเบ้อเร่อ ท่านดิลกนฤบาลขึ้นชื่อเรื่องสัตย์ที่มีมากพอกับความไร้เมตตาปราณี ไม่น่าถือดีสอดเรื่องผู้ใหญ่เลยผม

“เอาล่ะ เป็นที่รู้ดีว่าพวกเลือดไม่พึงประสงค์นั้นเป็นจุดด่างพร้อยเดียวนับตั้งแต่พวกเราถูกอนุญาตให้ไปที่โลกนั้นได้อย่างเสรี หากเราไม่กำจัดรอยด่างนั้นเสียให้หมดไปในเร็ววัน อนาคตเราก็อาจจะถูกปิดกั้นจากโลกนั้นไปตลอดกาล”

ท่านดิลกนฤบาลกล่าวปิดท้ายเรื่องนี้ ก่อนจะเข้าสู่เรื่องอื่นๆ



ผมโคตรจะเจ็บใจเลยที่กำจัดไอ้พนรัญชน์ไม่ได้สักที ปกติไม่มีใครรอดเงื้อมมือผมไปได้เกินครั้งเดียวหรอก แต่ที่มันรอดไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่าก็เพราะมีมันมีแบ็คดี ซึ่งตอนนี้ผมสืบรู้มาหมดแล้วว่าคนที่คอยช่วยมันอยู่ตลอดคือใคร กลับไปเมื่อไหร่เห็นดีกัน จะเก่งแค่ไหนผมก็ไม่กลัว รู้จักเจ้าของเหรียญพรานเพชฌฆาตดีเด่นสิบปีซ้อนอย่างผมน้อยไป

ผมเป็นพรานไพร เกิดและเติบโตมาในเมืองพรานแห่งนี้ ซึ่งที่มีประชากรอยู่ราวๆ ล้านเศษรวมพวกที่ไปแฝงตัวทำภารกิจอยู่ในอีกโลกด้วย พรานไพรไม่ใช่พวกหิมพานต์โดยทางนิตินัย แต่ก็ไม่เชิงมนุษย์หรอกนะ พวกเราคือมนุษย์พิเศษที่เป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่ในหิมพานต์มาแต่ครั้งโบราณกาล และมีบางอย่างที่เหนือมนุษย์

เมื่อครบแปดขวบทุกคนจะถูกฝึกให้เป็นพรานเพชฌฆาต และเริ่มล่าเมื่ออายุครบสิบสองปีบริบูรณ์

เผ่าพันธุ์ที่เป็นเป้าหมายของเราคือพวกลูกครึ่ง หรือที่พรานเรียกกันจนติดปากว่า ‘พวกเลือดไม่พึงประสงค์’ เป็นพวกที่เกิดจากพวกหิมพานต์ใจแตกไปสมสู่กับมนุษย์โลกนั้น หลังจากที่เบื้องบนเขาอนุญาตให้เราไปหาหาสู่กับพวกนั้นได้

ผมออกไปปฏิบัติภารกิจที่โลกนั้นหลายปีแล้ว โดยเป้าหมายหลักของผมคือเด็กของมหาวิทยาลัยหนึ่ง

หลายคนอาจจะคิดว่าพวกเรานั้นโหดร้าย ไร้เมตตาปราณี ไร้หัวจิตหัวใจ ดังนั้นในหิมพานต์จึงไม่มีใครชอบขี้หน้าเผ่าเราสักเท่าไหร่ นับตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ พรานบุญที่เป็นเพียงคนธรรมดาแต่ตานั่นก็ทำตัวเองจนได้เป็นเหมือนตัวแทนแห่งความโลภของมนุษย์เลยนะ แต่ที่เราทำไปทั้งหมดเราก็ไม่ใช่คนเริ่ม หากแต่เป็นบัญชาจากเบื้องบนต่างหาก

ในสังคมๆ หนึ่งจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่มีคนที่เอาไว้ควบคุมพวกแหกกฎ คงวุ่นวายน่าดูจริงไหม ดังนั้นผมผิดอะไร



เมืองพรานอยู่ชายป่าหิมพานต์ ซึ่งมันก็ไม่ได้กันดารและโบราณเหมือนที่ทุกคนคิดหรอกนะ เรามีไฟฟ้าใช้ มีน้ำประปา มีตึกรามบ้านช่อง มีรถไฟฟ้า มีสายการบิน และกลางเมืองจะมีวังพรานซึ่งเป็นที่อยู่ของท่านดิลกนฤบาลและขุนนางรับใช้ ซึ่งตอนนี้ก็ปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น มีลิฟต์มีบันไดเลื่อน

เวลาผมไปโลกนั้นผมไม่ได้หายตัวข้ามไปข้ามมาหรอกนะ มันดูไร้อารยฯ และที่สำคัญคือมันผิดกฎหมาย มันควบคุมไม่ได้โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ใครริอาจหายตัวไปมาโดนรวบแน่ ถ้าไม่ถูกจับขังคุกก็ตาย

ดังนั้นเราจะผ่านด่าน ตม. ในสนามบิน แล้วนั่งเครื่องบินออกจากสนามบินหิมพานต์ ซึ่งมีสายการบินหลักให้บริการอยู่คือ อินทิราแอร์ แต่เครื่องบินของเราจะพิเศษหน่อยคือมีระบบวาร์ปข้ามมิติได้ เมื่อไปยังโลกนั้นสายการบินเราจะรู้จักกันในนามสายการบินประจำชาตินั้นๆ หนังสือเดินทางของเราก็จะเป็นของชาตินั้นๆ ที่เราจะไปแฝงตัวอยู่

ถามว่าง่ายไหมถึงจะบินไปยังโลกนั้นได้ ไม่ง่ายไม่ยาก ก็เหมือนเดินทางข้ามประเทศปกติ ต้องมีเงินและไม่มีประวัติเสียแค่นั้น อ่อ อีกอย่างคือถ้าไม่ใช่พวกที่เดิมเป็นพงศ์พันธุ์มนุษย์อยู่แล้วจะต้องสอบแปลงกายและภาษามนุษย์ด้วยนะ ยกตัวอย่างเช่น พวกครุฑ นาค วานร ยักษ์ เงือก สัตว์หิมพานต์ต่างๆ แต่พวกผมสบายหน่อยคือมีโฉมเป็นมนุษย์และพูดภาษามนุษย์อยู่แล้วเลยง่ายหน่อย



พรุ่งนี้ผมถึงจะกลับไปที่โลกนั้น ตอนนี้ขอนั่งจิบชาเบาๆ ที่หิมพานต์นี้ก่อน

ผมนั่งเอาขาสองข้างวางพาดบนราวระเบียงห้อง ทอดมองไปยังวังพรานที่เด่นเป็นสง่าอยู่กลางเมือง คำขู่ของท่านดิลกะยังก้องอยู่ในหูผม ถึงจะเก่งแค่ไหนแต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่กลัวพลาดนะ สี่เท้ายังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แล้ววาฬเพชฌฆาต เอ๊ย พรานเพชฌฆาตอย่างผมจะเหลือเหรอ

“ยังไม่กลับอีกเหรอ”

แม่ผมเดินเข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียง

“กลับพรุ่งนี้แม่”

“พ่อเรียกลงไปหา”

เห็นท่าทีของแม่กับคำว่าพ่อเรียกลงไปหาผมก็ชักจะใจไม่ดี



ผมเดินลงมาเห็นพ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์หิมพานต์เดลี่อยู่ คงเป็นข่าวสถิติเกี่ยวกับพวกลูกครึ่งนั่นแหละ เป็นอย่างเดียวที่พ่อผมสนใจ

“พ่อมีอะไร”

พอได้ยินเสียงผมเขาก็มองลอดแว่นมา แล้วพับหนังสือพิมพ์วางลงก่อนจะดึงแว่นออกพับขามันวางทับหนังสือพิมพ์ไว้ คงมีเรื่องอยากจะคุย ผมจึงเดินไปเลื่อนเก่าอี้ตัวตรงข้ามออกแล้วนั่งลง

“จะกลับเมื่อไหร่”

“พรุ่งนี้ครับ เที่ยวบินแปดโมงเช้า”

“รู้ใช่ไหมว่าถ้าแกฆ่าลูกเทวกินราคนนั้นไม่ได้แกจะถูกฆ่าแทน”

ผมผ่อนลมหายใจอย่างปลงตก ก่อนจะก้มหน้าลง “ก็พอรู้”

“คิดยังไงถึงกล้าไปออกสิทธิ์ออกเสียงในที่ประชุม”

“ก็ผมไม่ชอบเห็นพวกพรานเฒ่าพวกนั้นมันดูถูกพ่อ”

“แล้วเป็นไง เอามีดมาจ่อคอตัวเองแท้ๆ”

“พ่อไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า ไอ้นั่นน่ะฆ่าไม่ยา-” “ไม่ยากแต่แกก็พลาดมากี่รอบแล้ว นอกจากจะพลาดแล้วก็เกือบไม่มีชีวิตรอดกลับมาอีกต่างหาก” เขาเน้นเสียงพูดแทรกขึ้นก่อนที่ผมจะทันได้พูดจบ

“ลูกโง่” เขาย้ำ

เออยอมรับ ก็ได้ ผมก้มหน้ายอมรับผิด

ผมรู้ว่าเขาเป็นห่วงแหละ เพราะผมเป็นลูกคนเดียว และแม่ก็รักผมมากด้วย ถ้าผมถูกสมุนของท่านดิลกะสังหารทิ้ง แม่ก็คงใจสลาย เผลอๆ ถ้าผมทำไม่สำเร็จแล้วเธอรู้เรื่องเข้าอาจจะวิ่งโล่ไปที่วังพรานเพื่อขอแลกชีวิตตัวเองกับผม

“หื้อ” พ่อผ่อนลมหายใจ แล้วหยิบแว่นไปสวมก่อนจะกางหนังสือพิมพ์ออก “พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปที่วัง แล้วขอให้ราชาเราปลดแกออกจากพรานเพชฌฆาต อย่างน้อยแกจะไม่ต้องมาเสี่ยงว่าจะเป็นหรือตาย”

“ท่านคงยอม” อีกอย่างผมเองนี่แหละที่จะไม่ยอม วัยอย่างผมถูกปลด เหอะ ขายขี้หน้ามาก หาเมียก็คงไม่ได้ จะมีพรานหญิงที่ไหนอยากได้ไอ้พวกไร้น้ำยาไปทำผัว พรานเพชฌฆาตถูกปลดก่อนวัยเกษียณก็เหมือนเสือที่ถูกถอดเขี้ยวเล็บ

“อาจจะต้องแลกกับตำแหน่งของฉัน”

“พ่อ!” นอกจากจะหาเหาใส่หัวตัวเองแล้วยังหาเหาใส่หัวพ่อด้วย โง่เง่าจนพาลเดือดร้อนกันไปทั้งบ้าน

“ผมจะฆ่ามันเสียพรุ่งนี้ พ่อไม่ต้องห่วง” ผมดันเก้าอี้ลุกพรวดขึ้น ก่อนจะเดินสะบัดก้นออกมา “แล้วไม่ต้องไปที่วังนะ” ผมหันกลับไปกำชับ



โปรดติดตามตอนต่อไปในวันที่ ๑๒.๓.๒๕๖๒








เลือกให้กำลังใจไม่ถูกเลยทีนี้

แต่นักเขียนขอเอนเอียงไปทางฝั่งหนุ่มน้อยพนรัญชน์ของเราแล้วกัน ไม่ชอบคนใจร้าย

#สาปกินรา #eternalcurse #เดชาธรพนรัญชน์ #เดชป่า





... ก่อนเหมันต์ ...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-03-2019 00:10:35 โดย ก่อนเหมันต์ »

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๖ ◆ ๙/๓/๖๒
«ตอบ #22 เมื่อ09-03-2019 22:02:53 »

พวกพรานร้ายกาจจริงๆ  :fire: :angry2:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3245
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๖ ◆ ๙/๓/๖๒
«ตอบ #23 เมื่อ09-03-2019 23:56:35 »

หน้าที่ใครหน้าที่มัน  แต่จะมาสู้กับพระเอกหรอ 
บัลลพน่าโดนราชาจับปล่ำซะ5555

ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +161/-1
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๖ ◆ ๙/๓/๖๒
«ตอบ #24 เมื่อ10-03-2019 12:33:11 »

 o13 :really2:

ออฟไลน์ BitterCucumber

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 138
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๖ ◆ ๙/๓/๖๒
«ตอบ #25 เมื่อ10-03-2019 14:21:17 »

โอ้โห นี่มัน  Supernatural กว่าที่คาดไว้ 555555

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๖ ◆ ๙/๓/๖๒
«ตอบ #26 เมื่อ12-03-2019 20:30:55 »

... บทที่ ๑๗


เดชาธรไม่ให้ผมไปไหนทั้งนั้น แม้แต่บ้านตัวเองผมยังกลับไปไม่ได้แล้วนับประสาอะไรกับมหาวิทยาลัย ผมติดต่อหาแม่ไม่ได้หลายวันแล้ว คงเป็นเพราะเธอเปลี่ยนเบอร์หรือไม่ก็อะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้ใครแกะรอยตามผมมาได้ เดชาธรแอบเปลี่ยนมือถือผมด้วย คงกันไม่ให้ผมติดต่อหาเพื่อน

ไม่รู้ว่าเขากลัวผมได้รับอันตรายจากพวกพราน หรือเขาแค่ต้องการขังผมไว้เหมือนชาติที่แล้วกันแน่

ผมนั่งอุดอู้อยู่ในบ้านหลังใหญ่โตนี้ทั้งวัน ไม่รู้จะทำอะไร มันน่าเบื่อหน่ายไปหมด เจ้าของบ้านเองก็ไม่รู้ออกไปไหนตั้งแต่เช้า น่าจะออกไปสอนหนังสือหรือไม่ก็คงไม่สะสางธุระปะปังที่รัดตัวของเขา

ผมนอนนิ่งๆ แหงนมองเพดานอยู่บนพื้นห้อง มีโทรศัพท์ที่ไร้ความหมายไม่ต่างกับที่ทับกระดาษวางอยู่ใกล้ๆ พลิกซ้ายก็แล้วขวาก็แล้ว ลุกขึ้นเดินไปรอบห้องก็แล้ว โคตรจะเบื่อ

จะว่าไปมาอยู่นี้ตั้งนานยังไม่เคยออกไปสำรวจรอบบ้านเลย ลองหน่อยแล้วกัน

ผมเดินย่องมาที่ประตูที่แง้มไว้ โผล่หน้าออกมามองไปรอบๆ ไม่มีใครอยู่แถวนี้เลย จึงย่องๆ เดินออกไป

สถานที่แรกที่ผมไปคือโรงจอดรถของเดชาธร ผมเดินไล่ดูทีละคันๆ ต้องรวยขนาดไหนถึงจะมีขนาดนี้ได้ รถพวกนั้นส่วนใหญ่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ

“คุณพนรัญชน์ออกมาเดินแบบนี้เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยเอานะครับ” ผมสะดุ้งโหยงจากเสียงใครดังขึ้นที่ข้างหลัง พอหันไปดูจึงพบว่าเป็นพ่อบ้านสุดเนี๊ยบคนนั้น

“โทษทีครับ อยู่แต่ในห้องก็เบื่อ เลยออกมาเดินเล่น”

“อืม” เขาทำท่านิ่งคิด “งั้นให้ผมนำไปแล้วกันนะครับ”

ไม่อยากให้เขาเสียน้ำใจ อีกอย่างที่นี่ก็ไม่ใช่ถิ่นผม เลยพยักหน้ารับไป



“เดิมทีที่แห่งนี้เคยเป็นปราสาทโบราณ เก่าแก่เกินกว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันจะจินตนาการ ก่อนจะถูกรื้อทิ้งไปเมื่อหลายร้อยปีก่อนแล้วสร้างเป็นราชวังแบบใหม่แทน ตลอดมาไม่มีใครเข้าถึงเราได้หรอก เว้นเสียแต่ว่าเราจะต้องการให้เป็นแบบนั้น ส่วนบ้านหลังปัจจุบันที่เห็นอยู่นี้ก็เพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วโดยคุณเดชเองพร้อมกับการเปิดตัวสู่โลกภายนอกมากขึ้น เขาอยากให้การดำเนินชีวิตของเขาเป็นไปตามยุคสมัยของมัน”

“เมืองลับแล” ผมเอยขึ้นลอยๆ

“ประมาณนั้น”

ไม่อยากจะนึกภาพถ้าคำสาปเสื่อมลง เขาจะแก่ได้น่ากลัวขนาดไหน มีอายุข้ามปีข้ามชาติมาขนาดนี้

“ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ”

เขาที่เดินนำผมอยู่หยุด ก่อนจะหันกลับมาเพียงเสี้ยวหน้า “ครับ”

“คุณเองก็เป็นเหมือนกับเขาหรือเปล่า”

เขานิ่งอยู่สักพักก่อนจะออกเดินต่อ “ผมกับคุณเดชไม่มีอะไรแตกต่าง นอกจากบรรดาศักดิ์ คุณเดชเกิดจากกษัตริย์ ส่วนผมเกิดจากขุนนาง”

“คนในบ้านนี้คนอื่นๆ ล่ะ”

“บ้านหลังนี้มีมนุษย์อมตะแค่สองคนเท่านั้น ที่เหลือเป็นเผ่าพันธุ์จากหิมพานต์ ที่ติดสอยห้อยตามมารับใช้เพราะเลื่อมใสในบารมี”

เลื่อมใสในบารมี ผมแอบเบ้ปากพยักหน้าโงนๆ อยู่หลังเขา

“เดชาธร เกียรตินครินทร์มีอะไรมากกว่าที่คุณจะเข้าใจ”

แหนะ รู้อีก แล้วเปรยมาซะผมดูโง่ไปเลย

“คุณโชคดีมากที่เป็นคนที่เขารัก”

โชคดีกับผีอะดิ รักกันจำเป็นไหมว่าต้องทำร้ายกัน เอาปีกเอาหางกินรีไปเผาก็เหมือนเผาอวัยวะของเขา ทำให้นางต้องกลั้นใจตายหนีมาเกิดใหม่เป็นผมเพราะใคร เขาเองก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะเขาทำตัวเองหรอกเหรอ

“วันหนึ่งคุณจะเข้าใจ”

เอาเป็นว่าผมจะไม่คิดอะไรแล้ว ผู้ชายคนนี้อ่านความคิดผมได้ทุกอย่างเลย ระบบความคิดมีให้เลือกระดับความเป็นส่วนตัวเหมือนตอนตั้งสเตตัส Facebook ไหม ผมจะได้ตั้งให้ผมเห็นแค่คนเดียว มองบนแปบ

“ทำไมต้องมีป่ารอบบ้านแบบนี้ด้วยล่ะครับ”

“คุณเดชเขารักความสงบ ต้องการให้บ้านอยู่ห่างไกลจากสายตาผู้คน และอีกอย่างปราสาทราชวังในอดีตกาลต่างก็ถูกล้อมรอบด้วยป่าเช่นนี้”

กะจากสายตาผมในฐานะนักศึกษาสถาปัตย์ฯ ที่ความรู้น้อยนิดน่าจะหลายสิบไร่อยู่นะบริเวณบ้านเขา เท่าที่สังเกตชั้นนอกสุดเป็นรั้วที่ก่อด้วยซีเมนต์สูงเหนือระดับสายตาแล้วเสริมด้วยเหล็กดัดขึ้นไปอีก ถัดเข้ามาล้อมรอบด้วยป่าไม้รกทึบ แล้วถึงจะเป็นบริเวณบ้านที่มีสภาพปกติเหมือนกับบ้านคนรวยหลังอื่นทั่วๆ ไป แค่ทางเข้าจากประตูรั้วมาถึงบริเวณบ้านก็น่าจะมากกว่าหนึ่งกิโลเมตรนะผมว่า

แล้วเขาเลือกทำเลได้ดีมากเลยนะ ด้วยความที่มันอยู่นอกเมืองเลยไม่มีตึกสูงอยู่ใกล้ ดังนั้นถ้าไม่มองลงมาจากเครื่องบิน ก็ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ภายในอาณาจักรของเดชาธรได้เลยแน่นอน

ความเป็นส่วนตัวผมให้สิบเต็ม ส่วนความลึกลับนั้นผมให้ร้อย เต็มสิบนะ

เดินอ้อมมาที่หลังคฤหาสต์ ผมเพิ่งรู้ว่ามันเป็นสนามกอล์ฟ เป็นสนามกอล์ฟที่กว้างมาก มากแบบก.ไก่ล้านตัว

“มีแค่ที่นี่หรือเปล่าครับ”

“คุณเดชมีที่ดินอยู่แทบทุกจังหวัดในประเทศไทยครับ”

รวยมาก รวยแบบฉิบหายวายป่วง



เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่อยตามที่พ่อบ้านคนนั้นนำไป คุยกันมาก็ตั้งนาน มาอยู่บ้านนี้ก็หลายวันแล้ว ผมยังจำชื่อเขาไม่ได้เลย

“ว่าแต่คุณชื่ออะไรครับ”

“เอกกรณ์ครับ เอกกรณ์ ราชองคุลี เรียกผมว่าพ่อบ้านกรก็ได้”

“ไม่ยักรู้ว่าคนโบราณเขาตั้งชื่อเหมือนคนสมัยนี้”

“หึ” เขาหัวเราะในลำคอ “เปล่าหรอกครับ เดิมทีผมชื่อหัตถเอกา”

เท่ห์โคตร

แล้วดูชื่อผมสิ จากนิมิตที่เดชาธรพาผมไป ชื่อของผมชาติที่เป็นกินรีคือ บุหรงมาศ ชื่อสวยจนอยากสะบัดบ๊อบ โว๊ะ

“ผมว่าเราควรจะกลับเข้าบ้านกันดีกว่าครับ คุณเดชกำลังกลับมา”



ผมหยุดยืนอยู่ลานกลางแจ้งหน้าคฤหาสน์ เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถดังก้องใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมหันกลับไปยังถนนทางเข้าเห็นรถของเดชาธรเร่งเครื่องเข้ามา ขณะเดียวกันก็มีเสียงบางอย่างดังแทรกมาด้วย ผมไม่รู้ว่ามันคือเสียงอะไร แต่เสียงเหมือนกิ่งไม้ที่ถูกลมพัดกิ่งก้านแตกหักระเนระนาดยังไงยังงั้น

ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า มีหมู่มวลใบไม้และเศษซากต่างๆ ปลิวคละคลุ้งหมุนวนเหมือนถูกลมหมุนหอบขึ้นไป ยอดไม้เหล่านั้นก็เอนไหวอย่างรุนแรง

“เข้าไปในบ้าน!” พ่อบ้านกรหันกลับมาตะโกนบอกผม สีหน้าเขาดูตกอกตกใจมาก

รถของเดชาธรเบรกเสียงดัง จอดลงทั้งที่ยังไม่ถึงโรงรถ ผมยังคงงงงวยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

มันคืออะไร เกิดอะไรขึ้นเหรอ

เดชาธรผลักประตูรถเปิดออกก่อนจะวิ่งตรงมาที่ผม เสียงอื้ออึ้งทำให้ผมแทบไม่ได้ยินเสียงเขา เห็นเพียงท่าทีของเขาที่ชี้นิ้วสั่งผมให้ทำอะไรสักอย่าง ใบหน้าของเขามีแต่ความดุดันขณะเดียวกันก็ตื่นตระหนก

ก่อนจะพบว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่เหนือยอดไม้พวกนั้น เคยได้ยินแต่มาเหนือเมฆ นี่มาเหนือยอดไม้

ถ้าผมตาไม่ฝาด สิ่งที่กำลังกระโดดลอยตัวมาตามยอดไม้คือคน หรือมีรูปร่างเหมือนคน

พราน!

กระจ่างเลยว่าทำไมพ่อบ้านตะโกนบอกผมแบบนั้น และเดชาธรบอกให้ผมทำอะไร ผมออกตัววิ่งจะเข้าไปในบ้าน แต่มีธนูดอกหนึ่งลอยละลิ่วมาเสียบลงตรงที่ผมเกือบจะก้าวไป อีกก้าวเดียวก็คงจะโดนธนูเจาะหัวทะลุแน่นอน ผมเอียงหลบลูกธนูจนเสียหลักล้มลงตรงนั้น ข้างหลังผมเสียงดังอื้ออึงขึ้นเรื่อยๆ จึงหันมองกลับไปมองอีกครั้ง

จำที่ผมเคยบอกได้ไหมว่าทางเข้ามาจะมีเสาโคมไฟจะมีรูปปั้นแปลกๆ อยู่บนยอดเสาแต่ละต้น นั่นล่ะครับ มันไม่ใช่แค่รูปปั้น

สัตว์หิมพานต์ที่เป็นโลหะสีทองเริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนกาย รูปปั้นมนุษย์โก่งคันศรแล้วปล่อยลูกดอกออกไปเป็นห่าฝนใส่พวกนั้น รูปปั้นครุฑกระพือปีกออกก่อนจะถลาตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน ได้จังหวะก็หุบปีกแล้วทิ้งตัวหมุนควงลงใส่ศัตรู รูปปั้นนาคตวัดหางยาวฟาดดักทางเคลื่อนไหว รูปปั้นยักษ์ง้างกระบองแล้วขว้างขึ้นไปใส่ศัตรู ตัวแล้วตัวเล่าๆ ไม่อาจคณนามือเจ้าสามคนที่กำลังโลดแล่นมาตามยอดไม้นั้นได้

ผมมองดูจนแน่ใจว่ามันคนหนึ่งคือไอ้บัลลพ ในมือของพวกนั้นทุกคนมีอาวุธ พวกเหนือมนุษย์สี่คนมีวงบ่วงสีเงินวาววับพาดคล้องไว้กับไหล่ด้วย

“หนี!” เดชาธรตะโกนบอกผม

พวกนั้นฝ่าด่านรูปปั้นเสาโคมไฟเข้ามาได้ ผมตะเกียกตะกายลุกขึ้น แขนขาอ่อนแรงไปหมดเพราะสิ่งที่เห็นมันเกินจะบรรยาย

หันกลับมายังหน้าคฤหาสน์ กินรีสีทองที่เคยมีหน้าที่แค่ตกแต่งน้ำพุอยู่หน้าบ้าน บัดนี้เริ่มกระพริบตา ก่อนจะเคลื่อนกายกระพือปีก โบยบินขึ้นสูง รวมตัวตั้งท่าเป็นปราการก่อนจะง้างสายธนูเพื่อเตรียมยิงใส่ศัตรู

นี่มันหนังสงครามชัดๆ

“พวกเลือดไม่พึงประสงค์เป็นเสนียด” ไอ้บัลลพตะโกนมา ผมจำเสียงมันได้ เสียงโลหะกระทบกันก็ดังไม่แพ้กัน “มันต้องตาย” เสียงไอ้สามคนที่เหอะเหินอยู่บนฟ้าคอยใช้อาวุธฟาดฟันกับลูกธนูจากเหล่ารูปปั้นกินรีมีชีวิต

“มึงสิต้องตาย” ผมได้ยินเสียงเดชาธรตะโกนตอบ เสียงเขาก้องกังวานจนผมทึ่ง ผมรีบวิ่งหนีเข้ามาหลบหลังพุ่มไม้แล้วแอบมองออกไปยังตรงนั้น

ปัง!

เสียงปืนดังก้องขึ้นหนึ่งนัด ก่อนร่างหนึ่งจะร่วงตุบลงฟาดกับพื้น ถ้าเป็นคนธรรมดาคงสมองกระจายไปแล้ว แต่มันคนนั้นกลับลุกขึ้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมเห็นใครคนหนึ่งง้างปืนอยู่อีกฟากหนึ่งของสนามหน้าบ้าน เขาคนนั้นเมื่อเห็นว่าเป้าหมายไม่เป็นอะไรก็โถมตัวเข้าไปทันที เขามีรูปร่างเป็นมนุษย์ แต่ลักษณะท่าทางการเคลื่อนไหวของเขาเหมือนสัตว์สี่เท้ายังไงยังงั้น

ชายคนนั้นกระโดดถีบอีกฝ่ายที่กำลังโซซัดโซลุกขึ้นจนล้มคะมำไปก่อนจะถึงตัวด้วยซ้ำ พร้อมกับจ่อปืนที่ถืออยู่ไปที่หัวศัตรู ก่อนจะมีเสียงปืนดังขึ้นอีกหนึ่งนัด

พ่อบ้านเอกทำท่าเหมือนกำลังร่ายมนต์บางอย่างก่อนอากาศเหนือพื้นที่ที่เขายืนอยู่จะกลายเป็นเหมือนผืนผ้าสีแดงแล้วจางหายไป น่าจะเป็นม่านพรางตาหรืออะไรสักอย่าง เพราะลูกธนูจากทั้งข้างในและข้างนอกร่วงหล่นลงเมื่อพุ่งไปโดนตรงนั้น

พวกนั้นกระโดดลงมาบนพื้นดินก่อนจะกรูเข้าหาเดชาธรกับเอกกรณ์ ตาของพวกมันแดงฉานเหมือนเพลิงที่กำลังลุกไหม้ถึงขีดสุด

จังหวะนั้นผมเห็นว่าพ่อบ้านกรกระโดดเข้าใส่มันคนหนึ่งอย่างไม่เกรงกลัว เขากระโดดขึ้นขี่คอแล้วใช้มือของเขาดึงหัวมันจนหลุดออกมา ง่ายดายเหมือนเปิดฝาขวด และผมก็อึ้งมาก ไม่เคยคาดคิดว่าคนท่าทีเรียบร้อยพูดน้อยแบบนั้นจะใจโหดได้ขนาดนี้

พรานอีกคนกระโจนเข้าหาเดชาธร จังหวะนั้นเองเขาก็คว้าขามันไว้แล้วเหวี่ยงร่างมันลงจนหัวฟาดกับพื้นแหลกละเอียด

ผมช็อกกับสิ่งที่เห็นจนน้ำตาที่คลออยู่ไหลออกมาไม่รู้ตัว

เดชาธรไม่รอช้า เมื่อกำจัดคนแรกได้เขาก็กระโจนเข้าใส่บัลลพทันที มันเองก็ใช่ว่าจะกลัว พุ่งตัวเข้าใส่เดชาธรเช่นกัน ใครจะเหนือกว่าก็คงได้เห็นคราวนี้ เดชาธรโถมตัวเข้าใส่ไอ้บัลลพจนเสียหลักล้มลง เขาขึ้นคร่อมตัวมันไว้แล้วรัวหมัดต่อยไปที่หน้าหลายต่อหลายที กะเอาถึงตายแน่เลย

ครั้งหนึ่งบัลลพคือเพื่อนร่วมคณะผม มันจะเป็นตัวประหลาดอะไร จะอยากฆ่าผมแค่ไหน สุดท้ายผมทนเห็นมันตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้หรอก

“พอ!” ผมรวบรวมความกล้าวิ่งออกไปตรงนั้นอย่างไม่คิดชีวิต

“หยุด คุณเดชครับหยุด”

เขากระหน่ำหมัดใส่ไอ้บัลลพที่นอนอยู่อย่างไม่ยั้งมือ ในเมื่อคำพูดขอร้องใช้ไม่ได้ผล ผมก็ต้องใช้ตัวเข้าห้ามแทน ผมวิ่งเข้าไปกอดรัดตัวเดชาธรไว้จากข้างหลัง รวบแขนเขาไว้ไม่ให้ขยับได้อีก

“ผมขอนะครับ ถือว่าผมขอ” ผมเอ่ยขอร้องเขา น้ำตาที่ไหลออกมาโดยที่ผมไม่ได้ร้องไห้เปียกชุ่มบนหลังเดชาธร

จากที่เหมือนจะเอาไม่อยู่ เขาก็หยุดในที่สุด



ในห้องห้องหนึ่ง ผมยืนมองไอ้บัลลพที่หน้าตาเยินเหมือนถูกรุมกระทืบมา ซึ่งจริงๆ ก็ใช่นั่นแหละแต่แค่ไม่ได้รุม นับเป็นหนึ่งต่อหนึ่ง เหนือมนุษย์มาเจอเหนือมนุษย์กว่าสภาพก็อย่างที่เห็น ตัวไอ้บัลลพเองแน่นิ่งด้วยเชือกเส้นใหญ่ที่เอกกรณ์เอามามัดมันไว้

ตรงข้ามกัน เดชาธรนั่งเอียงตัวไขว่ห้างแบบสบายๆ ศอกข้างหนึ่งเท้าอยู่บนที่พักแขน นิ้วชี้เขี่ยริมฝีปากเล่นอย่างใช้ความคิด เขาจ้องมันตาไม่กระพริบ สันกรามที่ขบแน่นเด่นชัดออกมาให้เห็น สีหน้าเขาโคตรเอาเรื่อง ผมยังหวั่นๆ เลย

“แล้วจะให้ผมทำยังไงกับมัน”

จริงๆ ก็อยากให้ปล่อยไป แต่คิดว่าเดชาธรไม่มีทางยอมแน่ เห็นฤทธิ์พรานกันแล้วว่าน่ากลัวขนาดไหน เหาะเหินเดินอากาศพวกมันยังทำได้

“พรานหิมพานต์จะสิ้นฤทธิ์หากดื่มเลือดเดรัจฉานที่มีชีวิต” พ่อบ้านกรที่เดินเข้ามาสมทบเอ่ยขึ้น

ผมพอนึกหาหนทางออกแล้ว

“ไม่อยากให้ผมฆ่ามันจริงๆ เหรอ” เขาเงยมองผมพร้อมกับถามย้ำความประสงค์

ผมส่ายหน้า “อย่างน้อยมันก็คือคนที่ผมรู้จัก” ผมมองไปยังไอ้บัลลพที่นั่งคุกเข่าหมดสภาพผมเผ้าปกหน้าตา “ผมทนเห็นมันตายไม่ได้จริงๆ” ผมแอบเห็นว่าตัวมันที่นิ่งมาตลอดขยับเขยื้อนเล็กน้อย

“มันยังไม่เห็นหัวคุณเลย”

พ่อสอนไว้ว่าเมตตาไม่จำเป็นต้องได้รับก่อนแล้วค่อยคืนให้ “ถ้าเขาไม่มีพลังก็คงทำอะไรผมไม่ได้แล้ว”

“พรานเพชฌฆาตไม่ได้มีหนึ่งเดียว”

“แต่บัลลพคงไม่ใช่แล้ว ใช่ไหม” ผมหันไปขอความเห็นจากเอกกรณ์

เขาพยักหน้า

เดชาธรผ่อนลมหายใจก่อนจะกางนิ้วกุมขมับ “มีวิธีไหนที่จะเอาเลือดนิลมาโดยที่ไม่ทำให้มันเจ็บไหม”

“มนต์ทำได้ทุกอย่างครับคุณเดช”

“ดี งั้นจัดการให้ผมหน่อย”






บุกเข้ามาถึงในอาณาจักรเขา ไม่ตายก็บุญเท่าไหร่

ส่วนลุงเดชเราก็จะโกรธหนักหน่อยๆ ถึงขั้นสามารถล้มศัตรูได้แค่แรงเหวี่ยง แตะอะไรแตะได้ ห้ามแตะต้องเมียในอนาคตพี่เขาเด็ดขาด 

งั้นขอแตะกล้ามนะ///สะกิด

#สาปกินรา #เดชาธรพนรัญชน์ #เดชป่า




... ก่อนเหมันต์ ...


ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1048
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๗ ◆ ๑๒/๓/๖๒
«ตอบ #27 เมื่อ12-03-2019 20:34:32 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3245
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๗ ◆ ๑๒/๓/๖๒
«ตอบ #28 เมื่อ13-03-2019 01:52:41 »

เอ๊ะหรือบัลลพจะโดนคุณพ่อบ้านจับกดนะ555

ออฟไลน์ G-NaF

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 843
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๗ ◆ ๑๒/๓/๖๒
«ตอบ #29 เมื่อ13-03-2019 04:23:17 »

ถ้าบัลลพได้สติไม่โกรธหนักกว่าเดิมหรอถ้ารู้ว่าตัวเองหมดพลัง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด