สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๔ ◆ ๑๙/๔/๖๓
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๔ ◆ ๑๙/๔/๖๓  (อ่าน 4232 ครั้ง)

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 743
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๗ ◆ ๑๒/๓/๖๒
«ตอบ #30 เมื่อ13-03-2019 07:09:55 »

สนุกกกก ทำไมป่าใจดีจัง เป็นเราต้องฆ่า ๆๆๆ  :ling1: กลัวมาแว้งกัด

ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +161/-1
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๗ ◆ ๑๒/๓/๖๒
«ตอบ #31 เมื่อ13-03-2019 16:10:23 »

 o13 :really2:

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๗ ◆ ๑๒/๓/๖๒
«ตอบ #32 เมื่อ13-03-2019 20:35:39 »

 :pig4:

ออฟไลน์ BitterCucumber

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 138
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๗ ◆ ๑๒/๓/๖๒
«ตอบ #33 เมื่อ14-03-2019 00:28:16 »

ตอนแรกนึกว่าเดชาขี่เฮลิคอปเตอร์กลับมา555555
ฉากบู๊มาแบบไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียง เอาเลือดหมาให้กินแบบนี้ เดี๋ยวบัลลพก็หัวร้อนอีก :hao7:

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๗ ◆ ๑๒/๓/๖๒
«ตอบ #34 เมื่อ23-03-2019 18:37:40 »

... บทที่ ๑๘




ดึกมากแล้ว ตาผมก็เริ่มปรือหลังจากอาหารเย็นที่ล่วงเลยมาจนแทบจะเป็นมื้อเด็กเริ่มย่อย ผมรอเวลาให้เดชาธรไม่อยู่ในห้องถึงเข้าไปอาบน้ำ

ด้วยความที่เขาเป็นคนนิ่งมาก ผมเลยดูไม่ออกหรอกว่าเขามีความรู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่ หรือมีแผนอะไรในใจ นอกเสียจากตอนที่เขากังวลใจหรือไม่สบายใจผมจะสัมผัสได้ คงเพราะสีหน้าตอนนั้นของเขามันใกล้เคียงกับสีหน้าช่วงเวลาปกติของเขาละมั้ง หรือเพราะผมคิดไปเองว่าเขามีเรื่องไม่สบายใจก็ไม่รู้ เพราะหน้าเขาเป็นแบบนั้นซึ่งจริงๆ อาจจะไม่มีอะไรในใจเลยก็ได้

ผมเข้าไปนอนแช่น้ำอุ่นอยู่ในห้องน้ำที่กว้างกว่าห้องนอนที่บ้านผม ตั้งแต่เกิดจนโตมาขนาดนี้เพิ่งเคยสัมผัสอะไรแบบนี้ ยอมรับตรงๆ ว่ามันฟินไม่หยอกเลยนะ

ผมเอนตัวเอาหัวหนุนผ้าขนหนูที่วางอยู่บนขอบอ่าง กลิ่นกุหลาบจากเทียนหอมกรุ่นอยู่ในห้องน้ำ ผมเข้ามาทีไรก็เห็นมันจุดไว้ตลอด ไม่รู้เป็นอมตะเหมือนเจ้าของบ้านหรือเปล่า หรือเพราะความขยันของแม่บ้าน แต่จะว่าไปผมก็อยู่ในห้องแทบจะตลอดเวลานะ แม่บ้านก็เข้ามาแค่ช่วงเช้า จะอะไรก็ช่างเถอะ ยังไงทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านนี้มันเกินกว่าจะทำให้ผมแปลกใจได้แล้ว น้อยสิ่งที่จะเป็นปกติ

เดชาธรให้บัลลพดื่มเลือดหมาป่าของเขาที่เอกกรณ์ไปเอามาด้วยวิธีไหนก็ไม่รู้ หวังว่ามันจะไม่เป็นอะไรมาก จากนั้นเขาก็ให้คนพามันออกไป ผู้ชายที่โผล่ออกมายิงพวกพรานน่ะแหละ เอกกรณ์บอกว่าเขาเป็นบอดี้การ์ดฝั่งซ้ายของเดชาธรคู่กับสิงหชาติที่ตอนนี้ไปเฝ้าแม่ผมอยู่ ชาตนรการเป็นช้างแก้วตระกูลฉัททันต์จากติรัจฉานภูมิเหมือนกัน มิน่าถึงได้เคลื่อนไหวแบบนั้นตอนจู่โจมศัตรู

บัลลพนั้นพอได้ดื่มเลือดนิลแล้วก็สลบไป เอกกรณ์บอกว่าอาคมเขาจะเลื่อมลงหลังจากฟื้นขึ้นมา จากนั้นก็คงทำอะไรเหนือมนุษย์ไม่ได้แล้ว สถานะพรานเพชฌฆาตก็จะหลุดไป แต่ถ้ายังอาฆาตและมุ่งมั่นในอุดมการณ์ก็ล่าได้แบบมนุษย์ทั่วไป แต่ถ้าไม่ใช่พรานเพชฌฆาตการล่าถือว่าผิดแน่นอน

ว่าแต่ผมสงสัยมากว่าทำไมเขาถึงล่าผม เพียงเพราะชาติที่แล้วผมเป็นกินรีเหรอ แล้วเกี่ยวอะไรกับชาตินี้ มันนานมามากแล้วนะ แล้วผมมีกลิ่นอะไรที่พวกมันไม่ชอบกันแน่

ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเสียงเปิดประตู รีบลืมตาแล้วยกตัวมองไปที่ตรงนั้น เดชาธรเดินเข้ามาประหนึ่งไม่รู้ว่ามีผมอยู่ในนี้

ผมมั่นใจล้านเปอร์เซ็นว่าผมล็อกประตูห้องน้ำแล้วด้วย

“ผมอยู่ในนี้นะ” เลยตะโกนผ่านผนังกระจกออกไปหาเขาเผื่อเขาไม่รู้ หรือระบบลงกลอนประตูมันไม่ดี

“รู้”

รู้แล้วจะเข้ามาทำไมไอ้ลุง “ออกไปก่อน ผมโป๊อยู่” ผมรีบปัดฟองสบู่ที่ลอยอยู่เหนือน้ำให้มาปิดท่อนล่างผมที่ชิอยู่ภายใต้น้ำในอ่างนี้

“ผมก็โป๊” เสียงพูดนั้นช่างฟังดูไร้ความรู้สึกใดๆ พูดจบคนแปลก 2019 ก็กระชากผ้าขนหนูสีขาวของเขาออกเอาไปแขวนไว้ใกล้ๆ ก่อนจะเปิดน้ำแปรงฟันอยู่ที่อ่างล้างหน้าซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของกระจกใสติดกับอ่างอาบน้ำที่ผมแช่อยู่ตอนนี้

ห้องน้ำในบ้านหลังนี้มีไม่ต่ำกว่าสิบห้องแน่นอน แล้วเหตุไฉนถึงได้ขวางโลกขวางโลกาอย่างนี้ล่ะพ่อคุณ

ผมได้แต่มองดูผ้าขนหนูของตัวเองที่แขวนอยู่อีกฟากหนึ่ง ไม่กล้าคิดแม้แต่จะลุกไปหยิบ ทำได้แค่นั่งเกร็งตัวอยู่อย่างนั้น ระแวงอยู่ทุกชั่วขณะ พอเห็นว่าเขากระชากผ้าขนหนูออกแล้วผมไม่แม้แต่จะกล้าหันไปมองเขาอีกเลย ก็เล่นยืนโทงเทงโชว์ทุกอณูอย่างไม่อายฟ้าอายดินซะขนาดนั้น เขาไม่อาย แต่ผมโคตรอาย

“งั้นออกไปข้างนอกก่อนดิ ผมขอหนึ่งนาที” ผมยื่นข้อเสนอ ถ้าเขาดึงดันจะใช้ห้องนี้ ผมขอไปใช้ห้องอื่นก็ได้ แล้วถ้ารู้ว่าเขาจะเข้ามาโดยไม่สนใจว่าประตูจะล็อกไม่ล็อกแบบนี้ ผมก็คงไม่มานอนแช่อยู่อย่างนี้ให้เสียวสันหลังเล่นๆ หรอก

“ไม่” เสียงไม่เต็มคำที่ตอบไปพร้อมกับแปรงฟันไปดังมา

“แล้วเข้ามาได้ไง ผมล็อกประตูแล้วนะ ไม่คิดว่ามันเสียมารยาทไปหน่อยเหรอ”

“บ้านหลังนี้บ้านผม ห้องน้ำนี่ก็ของผม จะเสียมารยาทหรือไม่ผมคิดเองได้”

อ้าว ทำไมพูดจาหมาๆ แบบนี้ล่ะ “งั้นก็ปล่อยให้ผมกลับไปอยู่บ้านผมสิ” ขึ้นเลย

ผมได้ยินเสียงปิดน้ำ แล้วก็เสียงสะบัดผ้าขนหนู จากนั้นเดชาธรก็เดินออกจากห้องน้ำไป “เออ ง่ายดีแหะ”

รอจนได้ยินเสียงเปิดประตู ผมจึงลุกขึ้นจะไปหยิบผ้าขนหนู แต่ยังไม่ทันจะได้เอามันมาทาบตัว เดชาธรก็เดินกลับเข้ามาอีกรอบ

ผมรีบดึงผ้ามาขนหนูมาพันรอบเอวด้วยความเร็วแสงแล้วรีบเดินผ่านหลังเขาออกมา

“ตูดงอนดีจัง”

“นอกจากเป็นอมตะแล้วยังจิตด้วยเหรอ” ผมว่าเขาทิ้งท้ายแล้วก็รีบชิ่งออกมา



สรุปผมลงมาอาบต่อที่ห้องน้ำนอกห้องนอน เห็นสายตาเดชาธรที่มองผมในห้องน้ำแล้วผมยิ่งวางใจเขาไม่ได้เด็ดขาด ไม่งั้นคงได้เสียตัวเข้าจริงๆ สักวัน

“ทำไมออกมาอาบข้างนอกล่ะครับ” ผมหันไปเห็นเอกกรณ์ยืนอยู่ล่างบันได เขายังคงอยู่ในชุดสูทเรียบร้อย ตานี่เลิกงานกี่โมงผมก็ชักอยากรู้

“เอ่อ... ผมอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศน่ะครับ”

เขายิ้มเหมือนไม่เชื่อผมเท่าไหร่

“คุณเดชก็แบบนั้นล่ะครับ อย่าถือสา”

รู้อีก



พอกลับเข้าห้องมาก็เห็นเดชาธรนอนไขว่ห้างอยู่บนเตียง ผมเลยทำเฉไฉไปนั่งลงที่โซฟาแล้วเปิดทีวีดู หรี่เสียงลงต่ำสุดเผื่อจะกล่อมให้เขาหลับไปก่อน

ยังไม่ทันจะได้นั่งก็ได้ยินเสียงเขาตบเตียงเรียก พอผมหันไปมองเขาจึงพยักหน้าเรียกให้ผมขึ้นไปนอนข้างๆ แต่ผมทำเป็นไม่สนใจ

“มาเถอะน่า”

“ไม่ ผมจะดูทีวี”

“นอนดูบนนี้ก็ได้”

“ผมจะนั่งดู”

“หรือจะให้ผมไปอุ้มขึ้นมา” เขาทำเสียงแข็งใส่ผม

คิดว่าจะได้ผลเหรอ ผมทำหูทวนลมใส่

“พูดดีๆ ไม่ชอบใช่ไหม” เดชาธรก็ลุกพรวดพราดขึ้นจากเตียงทันที ผมรีบกระโดดหนีออกให้ห่างจากตรงนั้นไว้เป็นดี

“จะขึ้นไปดีๆ ไหม” เขายืนจังก้าจ้องผมอย่างเอาจริงเอาจังมาก

ยอมๆ อะไรก็ได้ ขออย่าให้เขามาถูกเนื้อต้องตัวผมก็พอ ผมกลัว เลยเลือกที่จะเดินในท่าระวังตัวขึ้นไปนั่งบนเตียง ถิ่นพี่เขา แข็งมากเกินไปเดี่ยวจะหักเอาได้

“ก็แค่นั้น”

เขาเดินกลับมาทิ้งตัวลงนอนตะแคงเท้าหัวข้างๆ ผม “เหงาไหมอยู่คนเดียว”

“คนเดียวที่ไหน บ้านนี้คนเป็นร้อย”

“หมายถึงเวลาผมไม่อยู่”

“ดีออก เงียบดี”

“อืม” เขาผ่อนลมหายใจก่อนจะพลิกตัวนอนหงาย

เดชาธรไม่ใส่เสื้อเวลานอน ผมไม่ค่อยอยากมองไปทางเขาหรอก ไม่ใช่เพราะเคอะเขินอะไรหรอกนะ แต่กลัวคนบางคนจะหลงตัวเองคิดว่าผมพิศวาส

“ผมคงไม่มีอะไรดีสำหรับคุณหรอก”

รู้ว่าที่เขาพูดแบบนั้นคือเปรยอยากจะให้ผมสำนึกในบุญคุณที่เขาช่วยชีวิตผมครั้งแล้วครั้งเล่าอะไรประมาณนั้น

“ไงก็ขอบคุณนะ เรื่องวันนี้”

เขายกแขนไปหนุนศีรษะ ยังไม่ได้ตอบอะไรมา นอนนิ่งๆ มองเพดานอยู่อย่างนั้น “ปกป้องคนรักเป็นสิ่งที่ผมต้องทำอยู่แล้ว”

ผมหันกลับมาจ้องทีวี

เหมือนเขาจะเป็นคนเดียวนะที่ผมรู้สึกว่าเขากล้าพูดคำว่ารักต่อหน้าคนที่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่รู้สึกกระดากอาย

แต่ก็นับถือใจเขา ต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนที่ต้องอยู่มาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นปีเพียงเพราะรอคนๆ เดียว ความผิดเขาไม่ได้ใหญ่หลวงอะไรเลย เพียงเพราะเขาตกหลุมรักใครคนหนึ่งมากเกินไปแค่นั้นเอง และเขาขาดซึ่งสติไปหน่อย ถ้าใจเย็นสักนิด หรือมีเหตุผลสักหน่อย ไม่เอาอารมณ์ความรู้สึกเป็นใหญ่ ก็คงไม่เกิดความผิดพลาดจนต้องจบลงแบบนี้

และถ้ามันจบลงในแบบที่กินรีคนนั้นรักเดชาธรตอบ เธอจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีมากเลยนะผมว่า มีสามีที่รักเธอมากคอยอยู่ข้างๆ เดชาธรก็คงจะซื่อสัตย์มั่นคงในรักเอามากๆ เช่นกัน รักมากแค่ไหน เอาเป็นว่าขนาดผมเกิดมาเป็นผู้ชายทั้งแท่ง แต่พอเขารู้ว่าผมคือกินรีนางนั้นเขาก็ยังกล้าที่จะบอกว่ารักผมไม่อายปาก ตามหาผม หาเรื่องจนได้ผมมาอยู่ด้วย อันที่จริงเขาจะรอไปอีกสักชาติก็ยังได้ ไม่แน่ผมอาจจะกลับมาเกิดมาเป็นผู้หญิงในสักชาติหนึ่ง ไหนๆ ก็รอมาขนาดนี้แล้ว รอต่อไปอีกหน่อยก็ไม่มีอะไรเสียหาย

แม้หลังจากเหตุการณ์นั้นที่นางกินรีตายไป เดชาธรจะไปรักใครบ้างหรือเปล่าผมก็ไม่ถือว่าเป็นการนอกใจหรอก เพราะชีวิตเขาไม่ได้เกิดขึ้นและจบลงภายในระยะเวลาร้อยปีหรือมากกว่านิดหน่อยเช่นคนอื่นทั่วไป แต่มากกว่านั้นหลายร้อยหลายพันเท่านัก การอยู่โดยไม่มีใครข้างกายเลยคงเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ที่มีหัวใจคนหนึ่ง

“ขาดเหลืออะไรบอกผมได้นะ” อยู่ๆ เขาก็ถามขึ้น “อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”

“ผมอยากกลับไปเรียน”

คิดว่าจะได้ยินคำตอบอะไรกลับมาแต่ก็เปล่า ไอ้ลุงแม่งชิ่งหลับหนีเปล่าวะ ผมหันกลับไปมองหน้าเจ้าของร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่ข้างๆ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น “มีอะไรมาแลกเปลี่ยนเปล่าล่ะ”

ไม่มีอะไรเลย จะมีก็คงแค่ตัว แล้วก็ไม่แลกด้วย “ทำไมต้องแลกด้วย”

“พ่อคุณเซ็นสัญญายกคุณให้กับผม นั่นหมายความว่าสิทธิ์ขาดทุกอย่างในตัวคุณเป็นของผมโดยสมบูรณ์”

ไอ้เผด็จการ “ผมไม่มีอะไรให้หรอก”

“คิดดูดีๆ”

เสียงเขาทำเอาผมขนลุกขนชันขึ้นมาดื้อๆ ไม่คิด ไม่พยายามจะคิดด้วย แล้วที่ว่ามาถ้าหมายถึงตัวผม ก็ลองดูสิ ผมจะกัดลิ้นตัวเองตายให้ดูอีกรอบ

ก็แค่คิดถึงเพื่อน คิดถึงชีวิตอิสรเสรีแบบที่เคยเป็น คิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ ผมผิดอะไรทำไมชีวิตต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย

“พรานไม่ได้มีแค่บัลลพคนเดียวนะป่า” เขาย้ำให้ผมเห็นวัตถุประสงค์ คงกลัวผมจะลืม

ไม่ได้ลืม แต่จะดีกว่าไหมถ้ามันยืดหยุ่นอะไรได้บ้าง ผมไม่ตอบเขา ยกรีโมทขึ้นปิดทีวีไว้แล้วก็นั่งเงียบๆ อยู่ที่ปลายเตียงอย่างนั้น ผมแค่ยี่สิบเองนะ จะให้ผมอยู่แบบนี้ไปทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ของผมเหรอ

สักพักผมได้ยินเสียงเขาถอนหายใจแล้วก็ลุกขึ้นนั่ง

“อาจจะต้องให้ชาติตามไปเฝ้าตลอดนะ”

ผมหูผึ่งขึ้นมาทันที “พูดจริงนะ”

“อืม”

“เอาไว้ผมจะตั้งใจออกแบบบ้านให้คุณนะ” อะ ผมได้สิ่งที่จะตอบแทนบุญคุณอันใหญ่หลวงเขาแล้ว

“ทีนี้จะมานอนได้รึยัง”

ผมขยับขึ้นไปทิ้งตัวลงนอนข้างๆ เขา พยายามจะหุบยิ้มแต่มันหุบไม่ลง ก็คนมันดีใจนี่นา

พอผมนอนลงเขาก็ทิ้งตัวลงนอนบ้าง แล้วพลิกตัวตะแคงข้างหันหลังให้ผม ผมจึงหันไปหาเขาแล้วสะกิดแขนแน่นๆ นั่น

“หาเรื่องเสียตัวเหรอสะกิดแบบนี้”

ผมชักมือกลับแทบไม่ทัน “ถามไรหน่อยสิ”

“อือ”

“ถ้าสมมติว่าวันหนึ่งคำสาปเสื่อมลง คุณจะกลายเป็นคนแก่เลยไหม”

“ก็คงแก่ไปพร้อมๆ กับคุณ เพราะนาฬิกาชีวิตผมจะกลับมาเดินได้ตามปกติอีกครั้ง”

ผมงงนิดหน่อย “คือตอนนี้อายุคุณถูกหยุดไว้ใช่ไหม”

“ตัวผมก็ด้วย อายุขัยผมถูกหยุดไว้ที่ 28 และมันจะกลับมาเป็นปกติก็ต่อเมื่อคำสาปที่คุณเคยสาปผมไว้เสื่อมลง”

รู้สึกผิดนิดหน่อย ชาติที่แล้วไม่รู้โกรธอะไรขนาดนั้น แล้วแทนที่จะสาปอย่างอื่น ดันไปสาปให้ดวงชะตาเขามาผูกกับตัวเอง โยนงูไม่พ้นคอจริงๆ

“แล้วเอกกรณ์ล่ะ”

“รู้แล้วสินะว่าพ่อบ้านกรก็เป็นอมตะ”

“เขาบอกผม”

“เอกกรณ์จะไม่เหมือนผม เขาไม่ได้ถูกสาปแต่เลือกเอง เห็นอย่างนั้นเชื่อไหมว่าเขาไม่มีหัวใจ”

“เขาก็ดูใจดีออก”

“ไม่มีหัวใจในที่นี้คือไม่มีหัวใจที่เต้นตุบๆ เหมือนที่คุณมีหรือผมมี”

ห๋า? “แล้วมันอยู่ที่ไหน”

“เขาให้ฤๅษีองค์หนึ่งทำพิธีถอดกล่องดวงใจออกเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอมตะ”

คุ้นๆ “เหมือนทศกัณฐ์เหรอ”

“วิธีเดียวกัน”

“เขาดูซื่อสัตย์ต่อคุณมากเลยนะ” ผมว่าคนที่เขาควรรักไม่ใช่นางบุหรงมาศหรือผมหรอก แต่น่าจะเป็นคนข้างกายเขานั่นแหละ ต้องยอมเสียสละขนาดไหนเพื่อให้ได้ติดสอยห้อยตามเดชาธรมาจนป่านนี้ การที่คนๆ หนึ่งทำเพื่อคนๆ หนึ่งได้มากขนาดนี้ถ้าไม่ใช่เพราะรักแล้วเพราะอะไร

อันที่จริงผมมีเรื่องอยากจะถามเขาอีกหลายเรื่อง แต่วันทั้งวันเขาคงเหนื่อยกับงานมามากแล้ว ไหนจะต้องมาเหนื่อยกับการต่อกรกับพวกนั้นอีก เลยอยากจะให้เขาหลับ ผมพลิกตัวกลับมานอนหงายเงียบๆ มองบรรยากาศที่มืดสลัวในห้อง







[เดชาธร]



จะยังไงผมก็ไม่วางใจอยู่ดี พรานกับสัตว์ป่าคุณคิดว่าใครจะเหนือกว่าล่ะ จริงอยู่ที่ชาตนรการไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา แต่อย่าลืมว่าฝ่ายนั้นก็ไม่ใช่พรานป่าล่าสัตว์ธรรมดาเช่นกัน

แต่ที่ผมต้องยอมเพราะผมทนเห็นพนรัญชน์มันอยู่แบบไร้ญาติขาดมิตรแบบนี้ไปตลอดไม่ได้ เขายังอยู่ในวัยที่ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิต ต้องเจริญเติบโตไปตามวัยของเขา ยังต้องการสังคมเฮฮาปาร์ตี้เหมือนเด็กวัยนี้ทั่วไป

เฮ้อ เอาเป็นว่าถ้าผมว่างผมจะแอบดอดไปดูมันบ่อยๆ เอาแล้วกัน ตราบใดที่พนรัญชน์ยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับผม พลังของผมก็ยังมีอยู่เต็มร้อย จะทำอะไรก็ไม่ยาก ตอนนี้ผมได้ตัวเขามาแล้ว เหลือแค่ต้องซื้อใจกันหน่อย

แต่ตราบใดที่ยังมีพรานเพชฌฆาตแฝงตัวอยู่ทุกหนแห่งบนโลกใบนี้ ผมก็คงจะปล่อยเขามากไปไม่ได้ เอาตรงๆ ที่ผมไม่อยากให้เขาตายไม่ใช่เพราะหวังผลในการสลายคำสาปอย่างเดียวหรอกนะ เป็นเพราะผมรู้สึกว่าพนรัญชน์กับบุหรงมาศมีสิ่งเดียวกัน นั่นคือความรักที่ผมต้องการ








... ก่อนเหมันต์ ...



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-03-2019 18:26:37 โดย ก่อนเหมันต์ »

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๘ ◆ ๒๓/๓/๖๒
«ตอบ #35 เมื่อ27-03-2019 18:25:31 »

... บทที่ ๑๙


เดชาธรมาส่งผมถึงหน้าตึกเรียนเลยครับ ผมบอกให้เขาส่งแค่ที่หน้ามหาวิทยาลัยก็พอ แต่เขาก็ไม่ยอมท่าเดียว ก่อนลงรถยังดึงมือผมไว้แล้วเอาเศษผ้าสีแดงเส้นเล็กๆ มามัดไว้ที่แขนผม ก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่เขาย้ำว่าห้ามถอดออกโดยเด็ดขาด คิดว่าน่าจะเป็นเครื่องรางอะไรสักอย่าง

“ชาตนรการจะคอยดูแลคุณอยู่แถวนี้แหละ เลิกเรียนเดี๋ยวผมมารับ”

“ตอนเย็นไปหาแม่ด้วยได้ไหม” ผมเอ่ยขอ เขาทำท่าอึกอักอยู่ชั่วขณะแต่สุดท้ายก็ตกลงแต่ เหมือนว่าพอไอ้บัลลพสิ้นฤทธิ์ไป เดชาธรก็ดูจะวางใจกับสถานการณ์มากขึ้น

ผมเดินออกมาจากรถพร้อมกับหลายสายตาจับจ้องมา นาทีนี้อยากจะได้หน้ากากมาใส่ไว้สักอัน เป็นแค่นักศึกษาธรรมดาๆ แต่มีรถหรูขนาดนี้มาส่งถึงหน้าตึกเรียน ถ้าคนไม่คิดว่าบ้านรวยก็คงมีเสี่ยเลี้ยง ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ไง ผมเลยรู้สึกกระดากอยู่นิดหน่อย

ผมรอจนรถของเดชาธรวิ่งออกไปจึงวิ่งขึ้นไปที่ห้องเรียน เปิดประตูเข้าไปในห้องยังไม่มีใคร แต่ที่หลังห้องมีไอ้อินไอ้วินแล้วก็ไอ้นนนั่งหยอกกันอยู่ ไม่เจอกันไม่นาน ไม่คิดว่าจะขยันขึ้นเป็นกอง ถึงขั้นมาถึงห้องเรียนเป็นคนแรกๆ ปกติไม่สายไม่ใช่พวกมัน

พวกนั้นหันมาเป็นสายตาเดียวเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด พอเห็นว่าเป็นผมพวกมันก็ถึงกับสตั๊นไปตามๆ กัน

“อะ-ไอ้ป่า” ไอ้อินเอ่ยขึ้น

ไอ้นนวิ่งหน้าตื่นมาหาผมที่หน้าห้องทันที มันมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม จ้องหน้าผมอยู่อย่างนั้น ผมก็จ้องมันตอบแบบงงๆ และแล้วมันก็ยื่นมือสองข้างมาบีบหน้าผมจนยู่เข้าหากัน

“อื้อ ปล่อย” ผมปัดมือเปียกเหงื่อของมันออกจากหน้า

“มึงจริงๆ ด้วย”

“ก็กูอะดิ”

“ไอ้ป่า” ไอ้นนลิงโลดแถมไม่หยุดแค่บีบแก้มผม มันย่อตัวลงรวบขาผมไว้แล้วยกตัวผมจนลอยละลิ่วขึ้น ทำเหมือนจะแห่นาค

“ไอ้นนปล่อยกู”

มันส่ายหัวก่อนจะอุ้มผมโยกไปมาเหมือนตุ๊กตา “คิดถึงมึงมากเลยรู้ไหมเพื่อน”

แหม พอตอนอยู่ด้วยกันก็ขยันกัดผมจัง

“ปล่อยกู เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะหาว่ามึงบ้า”

ผมสู้แรงมันอยู่นานกว่าไอ้หัวหยอยจะปล่อยให้ผมเป็นอิสระ

แม้ตอนอยู่ด้วยกันจะปากหมาหาเรื่องกันอยู่ไม่ได้ขาด ไม่คิดว่าคนอย่างมันจะคิดถึงผมเป็นเหมือนกัน แต่คิดว่าอีกไม่นานก็คงกลับมาเข้าสู่โหมดเดิม

“หายไปนานเลยนะ ติดต่อก็ไม่ได้” ไอ้อินเดินเข้ามาสมทบ

“มีเรื่องนิดหน่อย”

มันพยักหน้า ทีแรกผมนึกว่าพวกมันจะสงสัยอะไรมากกว่านี้ซะอีก อุตส่าห์เตรียมตอบคำถามมาอย่างดี

“ปลอดภัยก็ดีแล้ว” ไอ้ปวินท์พูดขึ้น ผมมองหน้ามัน มันไม่มองผมตอบ มันพูดเหมือนรู้อะไร

“ปะๆ ไปนั่ง” กชอินทร์ช้อนเอวผมให้เดินไปที่เก้าอี้ข้างมัน





หลังเลิกเรียนผมเดินกลับออกมาพร้อมพวกมันสามคน ถ้าไม่ติดว่าเดชาธรจะมารับ และชีวิตผมไม่ได้มีศัตรูอยู่รอบทิศผมก็กะจะไปนั่งย้อนรำลึกความหลังกับพวกมันสักหน่อย

ก่อนหน้านี้แอบกังวลอยู่ว่าขาดเรียนมากขนาดนี้อาจจะโดนตัดสิทธิ์สอบได้ แต่พอไปไล่เช็ควิชาที่ลงเรียนทั้งหมดกลับไม่เป็นอย่างนั้น มันก็ดูผิดวิสัยอยู่นะ

ผมคงต้องหาเวลาว่างสักวันให้พวกมันสามคนช่วยติวเรื่องเรียนที่ผ่านมาให้หน่อย ใช้เวลาสักวันหนึ่งก็น่าจะพอ ที่เหลือเดี๋ยวผมไล่อ่านเองก็น่าจะพอไหว โชคดีที่เทอมนี้ไม่ได้มีงานชิ้นใหญ่หรือโปรเจ็คอะไร

“มองหาใคร” ไอ้นนทักขึ้น

“ช่วงนี้พวกมึงเห็นไอ้บัลลพบ้างเปล่าวะ”

“ไอ้บรรลัยนะเหรอ ไม่สังเกตเห็นแม่งหลายวันแล้ว” นนทัชโพล่งขึ้น บ่งบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างมันกับพวกนั้นไม่ต่างจากเดิมตอนที่ผมอยู่

“ว่าแต่มึงถามหามันทำไม” กชอินทร์ถามผม

“เอ่อ... เปล่า ถามดู”

“เห็นแค่สามคนน-” “มึงทำอะไรเพื่อนกู”

กชอินทร์ยังพูดไม่ทันจบก็มีเสียงแทรกขึ้นพร้อมกับมือหนักๆ ของใครบางคนกระชากไหล่ผมอย่างแรงจากข้างหลัง

เพทายกับพรรคพวกของมัน พูดถึงปุบก็มาปั๊บ ตายยากจริงๆ

“เฮยๆ” นนทัชเห็นดังนั้นก็เดินอกตั้งเดินเข้ามาขวางพวกมันทันที “มันเพิ่งกลับมาวันแรกมึงก็จะมาหาเรื่องมันเลยเหรอ”

“ถามเพื่อนมึงดีกว่าไหมว่าไปทำเหี้ยอะไรไว้” ไอ้ธเนศขึ้นเสียงคอเป็นเอ็น

กชอินทร์เหลือบมองหน้าผมก่อนจะเดินเข้าไปหาพวกมัน “อะไรของพวกมึง”



ผมอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่คิดว่าบัลลพจะอาการหนักขนาดนี้ มันนอนซมอยู่บนเตียง แววตาแข็งทื่อของมันสั่นระริกเมื่อเห็นผมแล้วมันก็เบือนหน้าหนีไป มันคงอยากจะลุกขึ้นมาบีบคอผมใจจะขาดเพียงแต่ร่างกายไม่เอื้ออำนวย

แววตาของมันทำให้ผมรู้ว่าบัลลพโกรธแค้นผมมากแค่ไหน แต่ก็อดที่จะสงสารมันไม่ได้เหมือนกัน พรานหิมพานต์ที่สิ้นฤทธิ์ก็คงอารมณ์เดียวกันกับกินรีที่ไร้ปีกหางนั่นแหละมั้ง

ต่างกันที่ที่มาที่ไป การที่มันต้องมานอนเป็นผักอยู่แบบนี้เพราะมันทำตัวเอง ชีวิตใครๆ ก็รัก ผมไม่ได้ผิดอะไรมันต่างหากที่อยากจะฆ่าผม

ผมออกมานั่งเงียบๆ อยู่หน้าห้อง ปล่อยให้พวกนั้นมันคุยกันไป ผมบอกไปแล้วว่าผมไม่รู้เห็นอะไร พวกนั้นแค่เดาว่าเป็นผมเป็นคนทำเพราะผมเองก็หายไปช่วงเดียวกับที่บัลลพหายตัวไป

โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ผมไม่ได้รับมันก่อนหน้านี้หลายต่อหลายครั้ง



ผมนั่งเงียบมาตลอดทางที่อยู่บนรถกับเขา เดชาธรเองก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าหันมามองผมเป็นระยะ

จากนั้นเขาก็พอผมแวะไปหาแม่ตามที่สัญญาไว้ แม่ยังคงใช้ชีวิตปกติดี เดชาธรตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าให้เธอฟังเพื่อให้เธอสบายใจ แต่ก็ไม่ถึงกับเล่าเรื่องเหนือธรรมชาติทั้งหมดทั้งมวลให้เธอรู้ แต่ถึงอย่างไรผมก็คงกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับเธอเหมือนเดิมไม่ได้ ตามสัญญาที่พ่อทำไว้กับเดชาธร เธอเองก็เห็นด้วย





ผมนั่งอยู่ที่ระเบียงห้อง เหม่อมองผ่านยอดไม้ออกไปภายนอก ชีทเรียนยังคงเปิดค้างอยู่ในมือ

“ไว้ใจคนมากเกินไปจะนำภัยมาให้ตัวเองรู้ไหม” ผมสะดุ้งจากเสียงเขาเล็กน้อย เดชาธรลูบหัวผมเบาๆ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ

“คุณว่าเขาจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง”

เขาถอนหายใจ “กรรมใดใครก่อ... ถ้าไอ้เด็กนั่นไม่เป็นแบบนั้น คุณเองน่ะแหละที่ต้องตาย”

ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าเดชาธรไปตัดผมมา เฮ้ย ตอนไหน ตอนกลับเข้ามาผมเขาก็ยังเป็นทรงเดิมอยู่เลย

“ไปตัดผมมาเหรอ”

“อืม” เขาเสมองไปทางอื่น “ก็บางคนบอกว่าไม่ชอบ”

ถ้าหมายถึงผมล่ะก็ “ไม่ใช่ผมใช่ไหม” ผมยิ้มขำในท่าทีของเขา “แล้วใครตัดให้ครับ”

“ตัดเอง”

“โห เด็ดว่ะ”

“อยู่มาก็ขนาดนี้แล้ว แค่ตัดผมเองมันจะไปยากอะไร”

แล้วตัดโคตรเนี๊ยบ ผมนึกว่าไปร้านตัดผมมืออาชีพราคาแพงๆ เลยนะเนี่ย

เขาเอนหลังลงบนเก้าอี้กึ่งเตียงแบบสานขนาดใหญ่ที่ปูด้วยเบาะผ้านุ่มๆ มองท้องฟ้าที่กำลังมืดลง ผมวางชีทเรียนลงแล้วนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ ขาที่เหยยีดยาวไว้ของเขา

“เลือดไม่พึงประสงค์คืออะไร”

เขายังไม่ตอบ ผมเลยหันกลับไปมอง สายตานิ่งคู่นั้นทอดมองออกไปไกล แสงสีส้มของท้องฟ้ายามเย็นส่องสะท้อนอยู่ในนั้น

“อยากรู้จริงๆ เหรอ”

“ผมแค่อยากรู้ว่าผมผิดแปลกจกคนอื่นตรงไหนทำไมถึงไม่ควรจะมีชีวิตอยู่”

“คุณควรจะมีชีวิตอยู่” เขาลุกเดินอาดๆ ไปยืนค้ำราวระเบียง “พวกบ้าที่คิดกฎไร้สาระนี้ขึ้นมาต่างหากล่ะที่ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่”

“ผมไม่เหมือนคนอื่นตรงไหนหรอ”

“ตรงที่คุณมีครึ่งหนึ่งไม่ใช่มนุษย์”

ผมเหมือนถูกโยนขึ้นไปบนอากาศแล้วปล่อยให้ร่วงลงมาฟาดกับพื้นดังตุบ และนี่หรือคือความจริง ความจริงที่แม่ผมไม่เคยพูดถึง ความจริงที่คนนอกอย่างเดชาธรต้องมาเป็นฝ่ายบอกความจริงซึ่งเป็นตัวตนของผมเอง

“คุณเดชอำผมหรือเปล่า”

“พ่อคุณเป็นเทวกินรา เขาถูกอัปเปหิออกจากชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเองเพราะมาหลงรักมนุษย์ ซึ่งก็คือกลิ่นขจรแม่ของคุณ”

“ทำไมแม่ไม่บอกผมตรงๆ”

“เธอเองก็ไม่รู้ว่าแท้จริงจิรัญไม่ใช่มนุษย์”

“แล้วตอนนี้พ่อของผม...”

“เขายอมสละทุกอย่างเพื่อมาครองรักกับแม่ของคุณ ในวันที่เขาจากไปก็จากไปในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งแค่นั้นเอง”

“งั้นก็หมายความว่าค-ครึ่งหนึ่งของผมเป็นกินราเหรอ” แท้จริงแล้วผมไม่เคยหนีชาติกำเนิดเดิมพ้นหรอกหรือ

“เป็นเทวกินรา เลือดของพ่อคุณหมุนวนอยู่ในตัวของคุณ นั่นเป็นเหตุให้คุณถูกล่าจากพวกพรานเพชฌฆาต ซึ่งถูกสั่งมาให้ล่าพวกลูกครึ่งเช่นคุณ”

“ทำไม”

“มันผิดกฎ”

ในเมื่อผมเกิดจากความไม่ถูกทำนองคลองธรรม แสดงว่าบัลลพเองก็ทำถูกแล้ว อย่างน้อยเขาก็ได้ทำในสิ่งที่เป็นหน้าที่ของเขา

“หรือผมไม่ควรจะอยู่บนโลกใบนี้จริงๆ”

ตาดุคู่นั้นหันมามองผม “อย่าพูดแบบนั้นให้ได้ยินอีกนะ”

เขามองผมอยู่อย่างนั้นจนผมต้องเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีเอง เขาจึงหันกลับไป ร่างสูงที่ยืนค้ำราวระเบียงเหยียดขึ้นยืนตรง

“พ่อคุณยอมสละทุกอย่างเพื่อใคร ไม่ใช่เพราะให้คุณได้มีชีวิตขึ้นมาลืมตาดูโลกนี้เหรอ แล้วจะยอมยกชีวิตที่เขาอุตส่าห์เฝ้าทะนุถนอมมาให้คนอื่นเอาไปฆ่าทิ้งง่ายๆ น่ะเหรอ” ให้ความรู้สึกเหมือนพ่อกำลังดุลูก

เทศนาผมจบเขาก็เดินกลับเข้าห้องไป ดูท่าจะหัวเสียอยู่เอาการอยู่ ซึ่งก็ไม่รู้จะอารมณ์เสียขนาดนั้นไปทำไม

ผมนั่งตากลมอยู่สักพักจึงกลับเข้าไปนอน เดชาธรไม่อยู่ในห้องแล้วไม่รู้ไปไหน

แต่แล้วยังไง ดีเหมือนกัน เตียงกว้างขึ้น นอนสบายไร้ระแวง



ผมสะดุ้งตื่น มองดูนาฬิกาคือเวลาเช้าตรู่ ฟ้าข้างนอกยังไม่สว่างดี ไร้เงาเดชาธร

ผมขยับลุกขึ้น ก่อนจะเดินงัวเงียเข้าไปฉี่ ฉี่เสร็จก็เดินเกาตูดออกไปนอกห้อง มองลงไปข้างล่างเห็นเอกกรณ์ใส่ชุดนอนเดินไปเดินมาอยู่ ผมเลยเดินลงไปหาเขา

“คุณเดชไปไหนครับ”

“ไม่ได้อยู่ในห้องเหรอครับ”

“เปล่าครับ เขาไม่ได้ออกไปข้างนอกใช่ไหม”

“ไม่น่าใช่นะครับ รถก็ยังอยู่ครบทุกคัน”

อ้าว แล้วตานั่นไปไหน หรือจะหนีไปนอนห้องอื่น

“ตามผมมาครับ” เอกกรณ์ทำหน้าเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้

ผมเดินตามเขาไปยังห้องๆ หนึ่ง เอกกรณ์แง้มประตูเปิดออกให้ผม ก่อนจะมีกลิ่นสาบโชยออกมาเบาๆ ผมจำได้ว่าเป็นกลิ่นหมาป่าของเขา

ห้องนั้นค่อนข้างจะมืดทึมหน่อย แต่เพราะมีรูระบายอากาศเยอะมากเลยพอจะมีแสงไฟจากข้างนอกส่องลอดเข้ามาบ้าง

ผมกวาดสายตามองไปทั่วห้องที่กว้างประมาณห้องนอนเดชาธรสามห้องรวมกัน ที่มุมห้องมีโซฟาหนังเก่าๆ ขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ครับ ไอ้ลุงนั่นนอนอยู่บนนั้นกับหมาป่าของเขา ในนี้มีกลิ่นเลือดแห้งจางๆ มองไปอีกฟากหนึ่งของห้องมีเบาะรองนอนเหมือนของสุนัขทั่วไปแต่ขนาดใหญ่กว่าหลายเท่านัก

ผมเดินกลับออกมาเห็นเอกกรณ์ยกยิ้มให้ผมพร้อมสายตามีเลศนัย ผมเลยย่นคิ้วเชิงถาม แล้วเขาก็เดินนำผมออกมา

“คงงอนน่ะครับ ปกติเวลามีเรื่องไม่สบายใจก็จะหนีมานอนในห้องนิลนี่แหละ”

“งอนแล้วหนีมานอนกับหมาเนี่ยนะ”

“ครับ”

พิลึกคน

ว่าแต่เขางอนใคร หรืองอนผม แล้วงอนอะไรผม



“วันนี้ให้ชาติไปส่งที่มหา’ ลัยนะ”

ผมว่าตาลุงนี่โกรธผมจริงๆ นั่นแหละ สีหน้าแสดงออกชัดเจนมาก แต่ก็ดี ถือโอกาสนี้ใช้ชีวิตให้อิสระบ้าง

ผมลอบมองเขาที่นั่งตั้งหน้าตั้งตากินอาหารเช้าโดยไม่มองหน้าผมเลย เลยลองตักไข่ดาวใส่จานให้เขาฟองหนึ่ง เขาตักคืนให้ผมด้วยว่ะ

หัวก็ไม่ได้ล้านทำไมขี้น้อยใจจัง “วันนี้ผมกลับดึกนะ ต้องไปให้เพื่อนติวหนังสือให้”

เขาไม่ตอบผม เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตากินต่อไป

“ผมกลับเองก็ได้ หรือถ้าไม่ให้กลับเดี๋ยวไปค้างกับเพื่อน”

เขาหยุดเคี้ยวไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงไม่สนใจผมอยู่ดี ปล่อยให้ประโยคบอกเล่าจากปากผมจางไปกับอากาศ





ตอนต่อไปเร็วๆ นี้จ้าาา




... ก่อนเหมันต์ ...

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๙ ◆ ๒๗/๓/๖๒
«ตอบ #36 เมื่อ27-03-2019 21:15:26 »

โดนคนแก่งอน5555

ออฟไลน์ BitterCucumber

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 138
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๙ ◆ ๒๗/๓/๖๒
«ตอบ #37 เมื่อ11-04-2019 18:22:24 »

งอนเข้าไป เดี๋ยวรู้เลยว่าจะไม่ง้อ :hao7:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2002
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๙ ◆ ๒๗/๓/๖๒
«ตอบ #38 เมื่อ11-04-2019 18:26:25 »

 :mew1:
 :3123:
 :pig4:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๙ ◆ ๒๗/๓/๖๒
«ตอบ #39 เมื่อ13-04-2019 01:27:17 »

หายไปนานจังเลย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๙ ◆ ๒๗/๓/๖๒
« ตอบ #39 เมื่อ: 13-04-2019 01:27:17 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Seilong2

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๙ ◆ ๒๗/๓/๖๒
«ตอบ #40 เมื่อ13-04-2019 03:34:17 »

รอจ้า เนื้อเรื่องสนุกน่าติดตาม

ออฟไลน์ everlastingly

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 476
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๙ ◆ ๒๗/๓/๖๒
«ตอบ #41 เมื่อ14-04-2019 11:49:45 »

 :pig4: รออ่านตอนต่อไปนะ สนุกๆ รอลุ้น

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๑๙ ◆ ๒๗/๓/๖๒
«ตอบ #42 เมื่อ14-04-2019 16:20:27 »

... บทที่ ๒๐




ผมอยู่ติวกับพวกไอ้อินที่มหาวิทยาลัยจนถึงหกโมงกว่าๆ ไอ้วินบ่นหิวจึงชวนกันกลับ คืนนี้พวกผมสามคนว่าจะนอนค้างที่คอนโดของกชอินทร์เพื่อจะได้อยู่อ่านหนังสือกันต่อ

ก่อนกลับพวกผมสี่คนแวะร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำที่เหมือนว่าผมห่างหายจากการลิ้มรสชาติมันมาแสนนาน เพียงเดินเข้าไปในร้านแค่ได้กลิ่นน้ำซุบพวยพุ่งมาปะทะจมูก จากที่ไม่ค่อยหิว ท้องผมก็ร้องขึ้นมาทันที

“ไม่บอกกูจริงๆ เหรอว่าหายไปไหนมา” อยู่ๆ ไอ้นนก็ถามขึ้น ผมยกแก้วน้ำแสตนเลสขึ้นมาดูด จริงๆ ก็เพื่อถ่วงเวลาขณะใช้ความคิดว่าจะตอบมันว่าอะไรดี คิดว่าจะรอดจากคำถามเหล่านี้แล้วเสียอีก

“ไม่ต้องรู้หรอก” ขี้เกียจโกหก

“ยิ่งพูดแบบนี้กูยิ่งอยากรู้”

“มึงจะไปยุ่งเรื่องของมันทำไมนักหนา” ไอ้อินนิ่วหน้ามองมัน ทำเอาไอ้ลิงเผือกหดหัวไปเลย

“ทุกคนมีเรื่องที่เล่าไม่ได้นะ” ปวินท์เสริม

“แหมพวกมึงก็ กูรู้สึกผิดจนอยากกระโดดลงไปฆ่าตัวตายในหม้อก๋วยเตี๋ยวเลย”

“ว่าแต่คืนนี้แน่ใจเหรอว่ามึงไปนอนบ้านกูได้” ดักคอให้นนจบกชอินทร์มันก็หันมาถามผม ถามเหมือนรู้อะไรสักอย่างอยู่แก่ใจ ก่อนนี้ผมไม่ได้ไปไหนมาไหนกับมันเป็นเรื่องปกติหรอกเหรอ

“แล้วทำไมกูจะไปไม่ได้”

“เปล่า ก็เผื่อมึง...” “เออ ช่างมันเถอะ” มันตัดบท



“เฮ้ยไอ้ประเวศมันวิ่งหนีตายอะไรมาวะ”

ผมมัวแต่ก้มหน้าก้มตากินก๋วยเตี๋ยวจนไม่ทันได้เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งนนทัชมันพูดขึ้น ผมเงยมองหน้ามันก่อนจะหันตามสายตามันไปข้างหลัง

ไอ้ประเวศวิ่งหน้าตื่นตรงมาทางที่พวกผมนั่งอยู่ เสื้อผ้ามันหลุดลุ่ย สภาพเหมือนเพิ่งถูกรุมข่มขืนมายังไงยังงั้น

พวกผมสี่คนจ้องไปที่มันเป็นสายตาเดียวอย่างไม่อาจละสายตา เพราะมันกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ สีหน้าหนีตายของมันดูมีความหวังเมื่อมองเห็นพวกผม

ประเวศวิ่งมาฟุบลงนั่งตรงข้างๆ ไอ้อิน “ชะ-ช่วย ช่วยไอ้ลพด้วย มันกำลังจะถูกฆ่า” มันพูดแทบไม่เป็นภาษาคน ถึงขนาดวิ่งมาขอความช่วยเหลือจากศัตรูขนาดนี้ ผมว่าเรื่องราวมันต้องไม่ธรรมดา

สายตาอ้อนวอนของมันจ้องไอ้อินอย่างเอาจริงเอาจังขณะร้องขอความช่วยเหลือ สองมือเขย่าขามันที่นั่งอยู่

เห็นท่าไม่ดี ไอ้อินลุกพรวดขึ้นทันที มันวิ่งตามประเวศออกไป ไอ้วินควักเงินแบงค์ห้าร้อยออกมาสอดไว้ใต้ถ้วยก๋วยเตี๋ยว ก่อนที่พวกผมสามคนจะวิ่งตามออกไป

ก่อนหน้าจะตีกันให้ตายยังไง เขม่นกันแค่ไหนก็ไม่เคยคิดว่าจะให้ถึงชีวิต แต่การจะฆ่าจะแกงเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งโต้งๆ ขนาดนี้ มันก็เกินไป

ผมวิ่งตามไอ้ประเวศกับไอ้อินเพื่อนผมไปในซอยแคบๆ หลังโรงเรียนแห่งหนึ่ง จนพบกับกลุ่มชายแปลกหน้าสี่ห้าคนกำลังรุมสกัมไอ้บัลลพอยู่ ชายร่างยักษ์คนหนึ่งกำลังบีบคอมันจนตัวลอยหลังชิดกำแพง

“มึงหยุด” ไอ้อินตะโกนไปเสียงดังอย่างไม่ลังเล พร้อมกับชี้หน้ามัน โดยไม่กลัวเลยสักนิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีอาวุธหรือฝีมือขนาดไหน

และคิดว่าคนพวกนั้นจะกลัวนักศึกษาหน้าอ่อนเช่นพวกผมเหรอ ถูกครับ มันไม่กลัว

จากนั้นการตะลุมบอนก็เกิดขึ้น ระหว่างที่ผมแลกหมัดอย่างเอาเป็นเอาตายกับมันคนหนึ่งอยู่นั้น ก็มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด

ทุกคนหยุดชะงัก พอหันไปก็เห็นมันคนหนึ่งนอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่บนพื้นเสียแล้ว จากนั้นทุกคนก็หันไปยังที่มาของเสียงปืน ชายสวมแว่นตาดำกำลังเล็งกระบอกปืนไปที่มันอีกคน เรียกได้ว่าควันที่ปลายกระบอกปืนยังไมทันจางเขาก็เหนี่ยวไกลั่นนัดที่สองตามมาทันที กระสุนเจาะเข้าที่กลางศีรษะจังๆ ทั้งเลือดทั้งสมองกระจายออกไปเหมือนระเบิดผลส้ม ไอ้ผู้ชายตัวใหญ่ยักษ์คนนั้นกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้น ชักดิ้นชักงออยู่ไม่นานก็แน่นิ่งไป

พวกผมอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนแทบจะลืมหายใจ แต่เหมือนจะได้ผล ไอ้พวกที่ยังมีชีวิตเหลือรอดเหล่านั้น วิ่งกระเจิดกระเจิงกันออกไป แต่พวกผมกับพวกไอ้บัลลพยังคงยืนนิ่ง คงเพราะสัญชาตญาณทุกคนบอกด้วยสถานการณ์ว่าชายถือปืนคนนั้นอยู่ฝั่งเดียวกับเรา

แต่ถึงแม้พวกฝั่งตรงข้ามจะวิ่งหนีหายไปกันหมดแล้ว แต่ชายคนนั้นก็ยังคงง้างปืนค้างไว้อย่างนั้น เขานิ่งประหนึ่งรูปปั้น ก่อนปลายปืนจะชี้มาทางผมแทน

“ไปจากตรงนี้” เสียงทุ้มเย็นสั่ง

ผมยังอ้ำอึ้ง ขานี่เป็นตะคริวไปหรือยังก็ไม่รู้

“ไป!” เสียงตวาดเขาดึงผมออกจากภวังค์เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ใครมันจะไม่กลัวปืน เห็นแล้วนี่ว่าเจ้าของมันยิงได้แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ไอ้ประเวศวิ่งไปพยุงเพื่อนมันขึ้นมาแล้วพาออกไปอีกทาง พวกผมสี่คนก็รีบกลับออกมาด้วย



เหตุการณ์นั้นยังสร้างความคลางแคลงใจให้ผมได้เป็นอย่างดี ผมสงสัยว่าชายผู้มาพร้อมกับปืนคนนั้นอาจจะเป็นชาตนรการ ส่วนไอ้พวกที่มารุมประชาทัณฑ์สองคนนั้นน่าจะเป็นพวกพราน เพราะผมสังเกตเห็นว่าเป้าหมายหลักไม่ใช่ประเวศ แต่คือไอ้บัลลพคนเดียวเท่านั้น ไม่งั้นไอ้หมอนั่นก็คงไม่มีโอกาสได้วิ่งออกมาขอความช่วยเหลือจากพวกผม



ผมกับไอ้วินนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นห้องสุดหรูของไอ้อินทร์ พร้อมกับหนังสือและชีทเรียนอีกเป็นปึกวางกระจัดกระจาย ส่วนเจ้าของห้องนั่งกระดิกตีนเล่นแมคบุ๊คโซฟาใกล้ๆ คนฮอตต้องเข้าใจ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการตอบแชท ตอบไลน์ แม้ตอนนี้ปากกับหน้าผากจะแหกจนต้องแปะปลาสเตอร์ไว้ก็ยังไม่อาจลบล้างความหล่อได้

ไม่นานนักนั้นก็มีเสียงเคล้งดังมาจากอีกห้องหนึ่ง

“นนมึงทำอะไร” ไอ้อินตะโกนถาม

“กูหิว” มีเสียงตะโกนกลับมาจากในครัว

ไม่นานนักมันก็ยกข้าวไข่เจียวพูนจานออกมานั่งลงข้างๆ ผม “แดกไหม” มันยื่นจานข้าวมาล่อผมก่อนจะดึงกลับไปตักข้าวใส่ปากคำโต

“นั่นข้าวหรือปิงซู พูนจานขนาดนั้นมึงยกหม้ออกมาเลยก็ได้” ผมว่ามัน

“หึ เกรงใจไอ้อิน”

“ไอ้อินมันใจดี ถ้าเป็นกูนะ มึงต้องซื้อมาคืนทุกเม็ด”

มันหยุดเคี้ยวแล้วหันมาค้อนผม



ผมติวจนจะจบอยู่สิ่งที่อาจารย์สอนไปทั้งหมดแล้ว อยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ไอ้อินด้วยความที่เป็นเจ้าของห้องเลยลุกไปเปิด ไม่นานมันก็เดินหน้านิ่งกลับมา

“มีคนมาตามมึงกลับบ้าน”

ผมเงยมองหน้ามัน ไอ้อินดูงงๆ “ใครวะ”

“ไม่รู้” มันเดินลากเท้ากลับไปนั่งที่เดิม “เขาบอกว่าเป็นพ่อมึง”

“เดี๋ยว พ่อกูตายไปจนเกิดใหม่แล้วมั้ง”

“เออ ใครวะไอ้อิน มึงไม่ถามเขาดีๆ” ปวินท์เสริม

“อาจารย์สอนแมเนจเมนท์”

ชัดครับ เดชาธรมาตามผมถึงที่นี่

แต่ทำไมกชอินทร์มันถึงพูดด้วยท่าทีนิ่งเฉยเหมือนไม่แปลกใจอะไรที่มีใครก็ไม่รู้มาหาเพื่อนมันถึงหน้าห้อง “แล้วเขาไปไหนแล้ว”

“รออยู่หน้าห้อง”

ผมลุกเดินไปเปิดประตู เดชาธรยังคงยืนนิ่งรออยู่อย่างนั้น น่าจะเพิ่งเลิกงานดูจากสภาพ

“กลับบ้าน”

“ยังติวไม่จบเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้กลับเอง”

“ไม่ได้”

เอาแต่ใจฉิบหาย

“ก็ผมถามแล้วนี่เมื่อเช้า”

“ไม่ตอบไม่ได้หมายความว่าอนุญาต”

“มีอะไรรึเปล่า” ไอ้อินเดินแทรกมายืนอยู่ข้างๆ ผม

เดชาธรจ้องผมเขม็ง อาการนี้ ผมว่าผมปฏิเสธไปก็คงเปลาประโยชน์ “อิน คืนนี้กูคงไม่ได้ค้างที่นี่แล้วนะ”

“อ้าว ทำไมวะ”

ผมไม่ได้ตอบ แต่มันดูจากสายตาผมและคนข้างนอกก็คงจะพอเดาออก มันพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะตบไหล่ผมเบาๆ อย่างเข้าใจ



ตลอดทางที่นั่งมาบนรถผมไม่แม้แต่จะหันไปมองเขา

“กินอะไรหรือยัง”

คงอยากหาเรื่องคุย ฝันไปเถอะ แม่งไร้เหตุผลสิ้นดี

“เอาแต่ใจ”

“คุณดิเอาแต่ใจ” ผมหันไปเถียง “อิสระแค่นี้ยังให้ผมไม่ได้ ทำกรงใส่ผมไว้เลยสิ เหมือนชาติที่แล้วที่คุณทำ”

เขาเงียบไปเลย คงจี้ใจดำ ผมไม่ได้พูดแรงไปใช่ไหม อารมณ์มันขึ้น

“ถ้าวันนี้ไม่วิ่งเข้าไปหาพรานระดับท็อปพร้อมกันตั้งห้าหกคนผมก็คงปล่อยให้อยู่ข้างนอกนี้ได้อยู่หรอกนะ”

ผมเรียบเรียงคำพูดเขา อืม สิ่งที่ผมคิดไว้ถูกต้องทั้งหมด ชาตนรการคงไปบอกนายหรือไม่ก็ไอ้เศษผ้าสีแดงบนแขนนี่



ผมนอนจ้องเศษผ้าสีแดงที่ข้อมืออยู่สักพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจดึงออกแล้วโยนทิ้งไป ไม่ทันเห็นว่าเดชาธรเดินเข้ามาพอดี เขาก้มหยิบเศษผ้านั้นขึ้นมา พลิกมองมันแล้วเดินมานั่งลงที่ปลายเตียง

“แกะออกทำไม”

“คุณจะได้เลิกตามผม”

“คิดว่าผ้าแดงผืนนี้นำทางให้ผม?”

“ผมอยู่มามากกว่าแสนปีพนรัญชน์ การตามคนๆ หนึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เศษผ้านี้หรอก”

“แล้วมันคืออะไร”

“ผมใส่ให้ เพื่อเป็นตัวแทนว่าผมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอไม่ว่าจะเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้น และที่สำคัญมันป้องกันคุณจากพวกพรานระดับล่างไม่ให้ได้กลิ่นคุณ”

“งั้นคุณรู้ได้ไงว่าผมอยู่ที่ไหน”

“ผมผูกจิตไว้กับคุณ”

“ตั้งแต่ตอนไหน”

“ก็ตั้งแต่ที่ผมพาคุณย้อนกลับไปดูภาพในอดีต”

ถือวิสาสะ

“ทีนี้ก็เอาไปใส่ไว้เหมือนเดิม”

“ไม่ อึดอัด”

“เลือกเอาว่าจะผูกผ้านี้หรือไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย”

ผมแกล้งทำเป็นหลับ ขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด จนได้ยินเสียงเขาขยับขึ้นมาบนเตียง ทีแรกก็คิดว่าจะขึ้นมานอนเป็นปกติเหมือนทุกครั้ง แต่ไม่ครับ

ผมรู้สึกว่ามีรังสีความอุ่นแผ่ทับตัวผมอยู่ในขณะนี้ รู้สึกว่าลมหายใจของเขากำลังรดหน้าผมอยู่ พอรู้ว่ามันมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลจึงหรี่ตามอง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเหมือนไข่ห่านเมื่อเห็นว่าเดชาธรกำลังทำท่าหมาคร่อมตัวผมอยู่ในขณะนี้ เขาจ้องผมด้วยสายตามีเลศนัย ยิ่งพอรู้ว่าจริงๆ แล้วผมแกล้งหลับก็แสยะยิ้มมุมปาก

“พูดดีๆ ด้วยไม่ชอบ เห็นทีต้องใช้ไม้แข็ง”

ชัดขนาดนี้ว่าไอ้ลุงแม่งคิดไม่ซื่อกับผมแล้วล่ะ ผมรีบสไลด์ตัวลอดใต้ท้องเขาออกมาแต่คิดว่าจะทันความเร็วของเดชาธรไหม ไม่ ยังไม่ทันจะขยับไปไหนได้ไกลเขาก็คว้าตัวผมลงมานอนแอ้งแม้งใต้อาณัติเหมือนเดิม

“จะทำอะไรผม” ผมพยามบีบตัวให้ลีบที่สุด เพื่อไม่ให้ไปโดนตัวเดชาธร

“ไม่รู้สิ” เขายกมือขึ้นมาเขี่ยแก้มผม “อาจจะ...” ผมรีบสะบัดหน้าหนีออกจากมือน่ารำคาญ

“ผมกัดลิ้นตัวเองตายจริงๆ ด้วย”

“หึ” เขาแสยะยิ้มท้าทาย เหมือนคำขู่ผมจะไม่ได้ซึมไปถึงต่อมความกลัวในสมองเขาเลยสักนิด “ข่มขืนศพก็น่าจะได้อารมณ์ไปอีกแบบ”

!!!

ผมรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีผลักอกเขาจนดังตุบ แต่ร่างหนาก็ไม่สะเทือนเลยสักนิด เดชาธรผ่อนลมหายใจก่อนจะหุบยิ้มลง แล้วก็ผละออกจากตัวผมไปทิ้งตัวนอนหงายอยู่บนที่ของเขา

ผมยังคงนอนนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อนตัว เหมือนหลุดพ้นออกมาจากความตายได้อย่างหวุดหวิดยังไงยังงั้น

“กลัวเหรอ”

ใครจะไม่กลัววะ คนจะถูกข่มขืนคงมานั่งดีใจอยู่หรอก

เอาจริงๆ ผมก็เหมือนเนื้อก้อนหนึ่งที่ถูกโยนมาไว้ในกรงเสือน่ะแหละ ถ้ามันเลือกจะกินก็คงไม่ใช่เรื่องยาก ไม่มีใครมานั่งสนใจเนื้อก้อนนั้นหรอกว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง ก็มันถูกกำหนดให้มาเป็นอาหารของเสือแล้ว อยู่ที่ว่าเสือตนนั้นจะหิวขึ้นมาเมื่อไหร่

เขาคงอยากข่มขวัญผมเพื่อย้ำเตือนให้รู้ว่าสถานการณ์ทุกอย่างในตอนนี้ใครอยู่เหนือกว่าแค่นั้น

ผมไม่ได้อยากซ่ามากนักหรอก แต่ผมก็ไม่ใช่ของตายซะทีเดียว ไม่ใช่ตุ๊กตาหุ่นกระบอกที่จะจับเชิดยังไงก็ได้ ผมยังยืนยันว่าอยากมีชีวิตของตัวเองบ้าง จะเป็นจะตายยังไง ผมเชื่อว่าชะตาเป็นคนกำหนด เมื่อถึงคราว ต่อให้ไม่ใช่พรานฆ่าผม ผมก็คงต้องตายด้วยสาเหตุอื่น แต่ถ้าชะตาชีวิตผมยังต้องอยู่ต่อไป ต่อให้พรานสักร้อยตนก็คงทำอะไรผมไม่ได้

ผมลุกขึ้นนั่ง ปาดเหงื่ออกจากหน้าผาก ก่อนจะหยิบเศษผ้าแดงที่วางอยู่ข้างๆ เดชาธรมามัดไว้ที่ข้อมือเหมือนเดิม

“ที่ถูกชาตนรการฆ่าไปสองคนวันนี้ คนหนึ่งเป็นบุตรของท้าวดิลกะ ราชาพราน”

เหยียบตอเข้าอีกแล้วสิผม ถึงว่าทำไมเขาถึงไปตามผมถึงคอนโดกชอินทร์มืดๆ ค่ำๆ

“ต่อไปก็ระวังตัวให้มากๆ นะ”







ลุงของเราคงต้องเหนื่อยหน่อยนะ เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม

เด็กดื้อก็ขยันหาเรื่องใส่หัวจริงๆ





... ก่อนเหมันต์ ...




ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๐ ◆ ๑๔/๔/๖๒
«ตอบ #43 เมื่อ14-04-2019 18:11:50 »

เด็กมันดื้อ~

ออฟไลน์ ikou

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๐ ◆ ๑๔/๔/๖๒
«ตอบ #44 เมื่อ14-04-2019 20:19:38 »

เริ่มเบื่อนิสัยนายเอก นิสัยเหมือนเด็กผู้หญิง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-04-2019 22:58:15 โดย ikou »

ออฟไลน์ everlastingly

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 476
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๐ ◆ ๑๔/๔/๖๒
«ตอบ #45 เมื่อ14-04-2019 23:30:54 »

ความแฟนตาซีบวกกับการบู๊ สนุกดี

ออฟไลน์ BitterCucumber

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 138
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๐ ◆ ๑๔/๔/๖๒
«ตอบ #46 เมื่อ20-04-2019 13:52:43 »

ยิ่งอ่านยิ่งมั่นใจว่ากชอินทร์ไม่ใช่มนุษย์
ลุงเดชมีความน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ สมแล้วที่มีชีวิตอยู่มานาน5555 เอาใจช่วยน้องป่านะคะ  :katai2-1:

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +129/-5
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๐ ◆ ๑๔/๔/๖๒
«ตอบ #47 เมื่อ21-04-2019 10:50:04 »

อิน ปวินทร์ ไม่ใช่มนุษย์ แน่นวน ส่วนนนเป็นคนซกมกถึงขั้นโสโครก ที่เป็นมนุษย์แท้ๆ น้องป่า ดื้อที่สุด ส่วนคุณลุงเดช ดื้อคูณสิบ

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๐ ◆ ๑๔/๔/๖๒
«ตอบ #48 เมื่อ21-04-2019 20:27:01 »

... บทที่ ๒๑



ผมเหม่อจ้องผ้าแดงที่ข้อมือตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีตอนที่มีเสียงเก้าอี้ครูดพื้นดังขึ้นพร้อมๆ กันพร้อมกับเสียงพูดคุย ผมหันมองไอ้นน หนักกว่าผมคือมันหลับไม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ผมเลยผลักหัวมันทีหนึ่งเพื่อปลุก

“เลิกแล้วหรอวะ” มันงัวเงียขึ้น ปาดคราบน้ำลายบูดออกจากข้างปาก

“เออดิ”

วันนี้ผมมาเรียนกับนนทัชสองคน กชอินทร์กับปวินท์ลา มันไม่ได้บอกว่าไปไหนกัน ไปด้วยกันหรือเปล่า บอกแค่ว่าพรุ่งนี้จะกลับมาเรียน

“มึงไปอดหลับอดนอนมาจากไหน”

“เมื่อคืนดูบอลดึก”

“จะสอบอยู่แล้วยังมีอารมณ์มาดูบอล ฟาย”

“เอ้า นัดสำคัญพลาดได้ไง”

ผมคว้ากระเป๋าได้ก็ลุกทำท่าจะเดินออกมา

“รอกูหน่อยก็ได้” มันกระโดดมาเดินอยู่ข้างๆ ก่อนจะตัดพ้อ “หิวว่ะ” พูดพรางลูบท้องป้อยๆ

นี่ก็เกือบเที่ยงแล้ว ผมกับไอ้นนเลยมาแวะกินข้าวที่โรงอาหารคณะก่อน กะว่าหลังจากนั้นค่อยแยกย้ายกันกลับ

ขณะที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาสูดก๋วยเตี๋ยวใส่ปาก จู่ๆ ก็มีเสียงก้นถ้วยกระทบกับพื้นโต๊ะดังขึ้นเบาๆ ข้างผม

“มาทำอะไร”

“มาเฝ้าคุณไง”

เดชาธร คุ้มดีคุ้มร้ายอะไรถึงได้ตามผมมาถึงนี่

“แล้วพี่ชะ- “ผมลอบมองไอ้นนที่นั่งอยู่ตรงข้าม เกือบหลุดชื่อชาตนรการออกไป ถ้ามันได้ยินเข้าก็คงได้ซักผมไม่หยุด “คนของคุณล่ะ”

เขาไม่ตอบผมได้แต่อมยิ้มมุมปาก ก่อนจะตักลูกชิ้นลูกหนึ่งให้ผม

“อื้อหือ มีตักลูกชิ้นให้กันด้วย” มีเสียงแซวไร้มารยาทดังจากคนตรงข้าม ผมเหลือบมอง มันทำเป็นเฉไฉมองไปทางอื่นก่อนจะยกน้ำลำไยขึ้นดูด

“กินสิ ผมอุตส่าห์ขอเพิ่มพิเศษให้คุณเลยนะ”

ทีแรกว่าจะรอให้นนทัชมันเผลอค่อยกิน กลัวจะเป็นประเด็น ขี้เกียจจะวุ่นวายกับมัน แต่คนข้างๆ ก็จ้องเหมือนกลัวผมจะคีบมันทิ้ง

ผมคีบมันยัดใส่ปากในที่สุด เคี้ยวได้สองสามทีก็เห็นชาตนรการปรากฏตัวขึ้นไม่ไกลพร้อมกับวิ่งหน้าตื่นเข้ามา ผมรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นที่หน้าอก ก่อนที่ในหัวผมจะร้อนแล้วก็ปวดบีบเหมือนจะระเบิดให้ได้ ของเหลวอุ่นบางอย่างทะลักออกมาจากปากและจมูกของผมอย่างรวดเร็ว นนทัชเบิกตากว้างเหมือนมันอยากจะพูดอะไรแต่พูดไม่ออก ผมเอานิ้วแตะดูที่จมูกปรากฏกว่ามันเป็นสีแดง สีของเลือด ผมหันไปทางเดชาธรปรากฏว่าไร้ซึ้งเงาของผู้ใดตรงนั้น ชาตนรการกระโดดเข้าหาผมแล้วทุกอย่างที่มืดสนิท ผมไม่ได้ยินเสียงของสิ่งใด หรือมองเห็นอะไรนอกจากความมืดมิด





[เดชาธร]

ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่มุมหนึ่งของห้อง จ้องมองร่างที่ไร้ลมหายใจบนเตียง

พนรัญชน์ถูกพรานเล่นงานเข้าจนได้ หากแต่ครั้งนี้ไม่ใช่พรานต็อกต๋อยทั่วไป แต่เป็นถึงราชาของเหล่าพรานหิมพานต์ทั้งปวง เป็นเพชฌฆาตที่น่ากลัวที่สุดในบรรดานักล่าเหล่านั้น ผมไม่คิดว่าทุกอย่างจะรวดเร็วจนชาตนรการตั้งรับไม่ทัน ครั้งนี้ผมเองก็ช้าเกินไป เพราะความชะล่าใจแท้ๆ

ใครจะไปคาดคิดว่าดิลกะจะตามมาสังหารในสถานการณ์ที่รายล้อมด้วยมนุษย์หลายคนรวมถึงเพื่อนของเขาคนหนึ่งก็อยู่ตรงนั้นด้วย แต่คนอย่างถูกดิลกะก็คงไม่สะเพร่าจนลืมสะกดคนพวกนั้นไว้ไม่ให้เห็นเหตุการณ์หรอก เว้นก็แต่เพื่อนของพนรัญชน์คนนั้น ที่ดันไม่มีผลกับมนต์ของดิลกะ ชาตนรการเลยต้องใช้มนต์ลบความจำแทน

ก่อนหน้าชาตนรการพาพนรัญชน์ไปที่โรงพยาบาลทันทีหลังจากเกิดเรื่อง ยาพิษนั้นไม่ใช่ยาพิษที่หาได้ในโลกนี้ มันถูกปรุงขึ้นพิเศษในโลกหิมพานต์ แพทย์จึงไม่อาจรักษาหรือวินิจฉัยอะไรได้เลย ต่างก็ลงความเห็นว่าเขาเสียชีวิตแล้ว แต่ผมยังเชื่อว่าเขาไม่ตาย ผมไม่ให้โรงพยาบาลเก็บร่างเขาไว้ ผมเอาเขากลับมาที่บ้านผมทันทีหลังจากนั้น

ผมกำหมัดแน่นไม่รู้ตัว รู้แค่ว่าตอนนี้หน้าผมร้อนรุ่มไปหมด ผมโกรธ โกรธที่ตัวเองโง่เกินไป โกรธไอ้ราชาพรานอำมหิตนั่น ฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กตาดำๆ แม้แต่พนรัญชน์เองผมก็โกรธ โกรธที่เขาไม่เชื่อฟังผมเลย หาเรื่องให้ตัวเองถูกพรานทำร้ายเข้าจนได้

ผมยังไม่บอกเรื่องนี้ให้กลิ่นขจรแม่ของเขารู้ รอให้สถานการณ์อะไรมันแน่นอนเสียก่อน อีกอย่างผมก็ยังทำใจไม่ได้ที่จะบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ตอนนี้

หลังจากเกิดเหตุผมสั่งให้เอกกรณ์ไปที่หิมพานต์ทันที เพื่อสืบหาหนทางรักษา ผมเชื่อว่าการที่ร่างเขาไม่สูญสลายไปในทันทีอาจจะเพราะสาเหตุบางอย่าง ดังนั้นผมยังมีความหวังอยู่เต็มอกว่าเขาจะไม่จากผมไปไหน

คำว่าต่างคนต่างอยู่คงใช้ไม่ได้กับพวกใจบาป ไม่ช้าก็เร็ว ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่งที่ผมต้องกำจัดพวกพรานนี้ให้สิ้นซาก คนแรกที่ผมหมายหัวคือไอ้พรานเฒ่าดิลกะ



“นายท่าน มีพรานมาขอพบ” ชาตนรการเดินเข้ามากระซิบ

“มันเป็นใคร!” ผมลุกพรวดขึ้น ได้ยินคำนี้ผมก็เลือดขึ้นหน้าจนสติแทบระเบิด

พร้อมกันนั้นร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าประตู จากนั้นก็เดินดุ่มๆ เข้ามาโดยไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวผมด้วยซ้ำ ผมผิวปาก นิลที่นอนอยู่ข้างๆ กระโจนใส่มันผู้นั้นทันที

เสียงขู่คำรามดังก้อง ขณะที่ร่างอันทรงพลังคร่อมเหยื่อที่นอนไร้พิษสงไว้ใต้ท้อง

ผมเดินเข้าไปหย่อนตัวลงข้างๆ ก่อนจะเห็นว่าเป็นบัลลพ พรานสิ้นฤทธิ์ผู้นั้นน่ะเอง

แต่ที่ผมแปลกใจคือเขาไม่ได้มีท่าทีตื่นกลัวหรือแสดงความรู้สึกอะไรออกมาให้รับรู้เลยนอกเสียจากรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นตอนที่ใบหน้านั้นหันมามองผม

“รนหาที่ตาย กล้ามากนะ”

“ชีวิตผมมีอะไรต้องเสียอีกหรือเดชาธร ท่านผู้เป็นอมตะ”

สีหน้าไม่ทุกร้อนเอ่ยตอบ

ผมพยักหน้าให้ชาตนรการมาดึงนิลออกไป ไอ้พรานเด็กนี่หน้าตาโทรมลงจากที่เห็นเมื่อครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด มันค่อยดันตัวลุกขึ้นนั่ง

“มีอะไรก็ว่ามา”

พูดจบผมก็ลุกเดินกลับไปนั่งที่เดิม มันค่อยๆ ลุกขึ้นปัดก้น ก่อนจะเดินไปยืนมองร่างของพนรัญชน์นิ่งๆ ชาตนรการคงระแวงเลยเดินเข้าไปประกบ

“เสียดายที่ไม่ตาย” มันว่า

ผมรอดูว่ามันจะทำอะไร หรือถ้าได้ยินพูดไม่เข้าหูอีกคำ ผมดับอนาคตมันแน่

“และก็เสียดายที่กูเปลี่ยนมาเห็นใจคนอย่างมึง”

ผมย่นคิ้วเข้าหากัน

“พนรัญชน์มีสายเลือดสูงศักดิ์กว่าราชาพราน ยาพิษนั้นเลยทำงานได้แค่ครึ่งเดียว”

“จะสื่ออะไร”

“คนของคุณยังไม่ตายหรอก แค่อยู่ในภาวะกึ่งเป็นกึ่งตาย” มันหยุดพูดแล้วจ้องมองพนรัญชน์อยู่เงียบๆ ผมเดาใจมันไม่ออกหรอก พลังอ่านใจผมไม่เก่งเท่าเอกกรณ์ ผมผูกจิตได้แค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งผมผูกไว้กับพนรัญชน์แล้ว เลยเดาไม่ออกเลยว่ามันมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์ใด

แววตาเย็นชาคู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็นสั่นระริกที่หากไม่สังเกตให้ดีก็คงไม่เห็น

“พนรัญชน์เกิดจากความรักที่เป็นต้องห้าม ดังนั้นจะต่อชีวิตให้ดำรงไปได้ก็ต้องใช้ของที่มาจากรักที่เจ็บปวดเช่นกัน อีกสิบห้าวันข้างหน้าร่างของมันจะเริ่มสูญสลายไปทีละน้อย เมื่อถึงตอนนั้นจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว ให้ไปที่หิมพานต์เอาไข่หงส์หม้ายมาหนึ่งใบเพื่อใส่ร่างนี้ไว้ จะช่วยให้ร่างยังคงสมบูรณ์จนกว่าจะหาทางรักษาได้ จากนั้นให้ไปเอาน้ำตาการวิก อย่างที่ท่านรู้ว่านกการวิกจะพลอดรักกับคู่แท้บนกิ่งปาริชาติที่พระอินทร์ปลูกไว้กลางนันทอุทยานบนสวรรค์ หากคู่ตายไปมันก็จะกลับมาหลั่งน้ำตาไว้ในกลีบดอกปาริชาติต้นนั้น สิ่งที่สองคือสายรุ้งบนยอดเขาไกรลาศที่มีฤทธิ์เหมือนยาเสน่ห์ สิ่งสุดท้ายคอมะเดื่อหิมพานต์ต้นที่พระยาฉัททันต์มอบให้นางจุลพัตราจนเป็นเหตุให้นางกลั้นใจตายไปพร้อมคำสาปแช่งที่นางทิ้งไว้”

ผมบอกตรงๆ ว่าอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินทั้งหมด พรานที่ถูกตั้งโปรแกรมมาว่าต้องฆ่าลูกครึ่งระหว่างมนุษย์กับชาวหิมพานต์เท่านั้น แต่เหตุใดถึงได้พลิกลิ้นกลับมาช่วยเสียอย่างนั้น

แต่ผมก็พอจะรู้สาเหตุที่ไอ้พรานเด็กสิ้นฤทธิ์คนนี้มาที่นี่แล้ว อย่างน้อยความโหดร้ายที่ถูกปลูกฝังมาตลอดก็ไม่ได้ลบล้างสามัญสำนึกไปทั้งหมดเสียทีเดียว พนรัญชน์เคยช่วยชีวิตมันไว้ถึงสองครั้งทั้งที่เกือบจะถูกมันฆ่าเสียด้วยซ้ำ นั่นคงเป็นเหตุผลที่มันเลือกมาที่นี่ในวันนี้

ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยปากขอบคุณ รู้ตัวอีกทีมันก็เดินผ่านประตูออกไปแล้ว

เอาไว้ผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมคงจะมีโอกาสได้ไปขอบคุณมันพร้อมพนรัญชน์ ให้เขาเห็นด้วยตัวเองว่าความเมตตาที่เขาทำไปมันมีผลต่อตัวเขาจริงๆ



ผมกลับมาทอดตัวลงนั่งที่เดิม เอนหลังลงพิงพนัก นิ้วหนึ่งเคาะเบาๆ ที่ขอบหน้า

ของที่ว่ามาทั้งหมดมันคือของที่ใช้ถอนพิษ อย่างที่รู้กันว่าของเหล่านั้นขึ้นชื่อเรื่องหายาก และเป็นสิ่งต้องห้ามแห่งหิมพานต์ จะได้มาง่ายๆ ก็คงไม่ใช่

แต่ถ้าจะให้นั่งเฉยๆ ดูคนตรงหน้าจากไปผมก็คงไม่ทำ แม้ชีวิตผมก็ให้เขาได้ บาปที่ผมทำไว้กับเขาเมื่อชาติที่แล้วมันหนักหนาสาหัสกว่าอีก ดีแค่ไหนที่เห็นหนทางชัดเจนขนาดนี้ จะได้ไม่ต้องเดาทางกันไปไม่รู้ถึงเมื่อไหร่ อีกอย่าง ตราบใดที่พนรัญชน์ยังไม่ได้รักผมด้วยกายและใจ ความอมตะของผมก็ไม่มีอะไรมาทำลายลงได้หรอกนะ

มาลองเหนื่อยดูกันสักตั้ง ชีวิตจะได้ไม่น่าเบื่อจนเกินไป



ผมเรียกให้เอกกรณ์กลับมาดูแลบ้านแทนระหว่างที่ผมจะไม่อยู่ และสิ่งสำคัญที่สุดที่ห้ามให้คลาดสายตาเลยคือพนรัญชน์

ไม่มีวันที่ผมจะกลับมาพบแต่ความว่างเปล่าในห้องนั้นหรอก



ผมมาที่สนามบินในเย็นวันนั้นเลย ผมมาแทบจะตัวเปล่ากับกระเป๋าลากเล็กๆ ใบเดียว อันที่จริงผมมีคอนโดอยู่ในเมืองหนึ่งใกล้ๆ กับหิมพานต์นั่นแหละ มีทุกอย่างพร้อมสรรพที่นั่น ผมซื้อรถไว้ที่นั่นคันหนึ่งด้วย

มาถึงสนามบิน คนทั่วไปก็คงจะเดินไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ของสายการบินต่างๆ ที่ตัวเองเลือกเดินทางด้วย แต่สำหรับผมไม่ใช่แบบนั้น เพราะเคาน์เตอร์เช็คอินสำหรับคนที่จะไปหิมพานต์จะซับซ้อนหน่อย คือจะมีเพียงเคาน์เตอร์เดียวคนทั่วไปอาจจะมองเห็นเป็นโลโก้ของสายการบินประจำชาติ แต่ชาวหิมพานต์หรือมนุษย์อย่างผมจะเห็นเป็นโลโก้ของสายการบินอินทิราแอร์หราเลยล่ะ

ให้เดินเข้าไปเลยครับ แล้วบอกว่าไปหิมพานต์ พนักงานก็จะยิ้มให้คุณทันที แต่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะคิดว่าคุณบ้านะครับ ช่องนั้นพนักงานเป็นคนของหิมพานต์และทำงานให้สายการบินมนุษย์ด้วย ผมก็ไม่เข้าใจความซับซ้อนของระบบงานของเธอหรอก เอาเป็นว่าถ้าเข้าถูกช่องคุณได้เดินทางแน่นอน



“คุณเดชาธร เกียรตินครินทร์ เดินทางวันนี้ตอนสองทุ่ม ที่นั่งหนึ่งเอชั้นหนึ่งนะคะ”

“ครับ”

“รบกวนขอบัตรอินทิราเฟิร์สด้วยคะ”

“อ้อ ลืมไปเลย” ผมเปิดกระเป๋าสตางค์ก่อนจะควักบัตรแข็งสีทองส่งให้เธอ อันที่จริงผมไม่ได้อยากใช้หรอก นอกจากแค่สะสมไมล์สะสมคะแนนแล้วก็สิทธิพิเศษเหนือผู้โดยสารคนอื่นๆ อีกนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่มีผลอะไร ผมวางแผนไว้แล้วว่าผมจะไม่เดินทางกลับหิมพานต์อีก เพราะวันหนึ่งผมก็ต้องกลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในหิมพานต์ ถ้าเกิดว่าผมกับพนรัญชน์ไปกันได้สวยในชาตินี้น่ะนะ

“เรียบร้อยคะ เลาจน์สายการบินอยู่ชั้นสี่ผู้โดยสารขาออก ผ่านจุดเอ็กซเรย์ ฝั่งซ้ายมือเลยนะคะ” เธอแนะนำพร้อมกับส่งพาสปอร์ต บอร์ดดิ้งพาสต์พร้อมกับแท็กสำหรับเข้าใช้ห้องรับรองและไม่ต้องต่อคิวขึ้นเครื่องให้ผม





สัญญาณแจ้งรัดเข็มขัดดับลงหลังจากเครื่องเทคออฟมาได้สักระยะ อีกหน่อยก็คงวาร์ปข้ามมิติ ผมขอเบียร์มาดื่มกระป๋องหนึ่ง

จะว่าไปก็นานมากแล้วที่ผมไม่ได้กลับไปที่หิมพานต์เลย ในยุคก่อนโน้นโลกนี้กับโลกนั้นไม่ได้แบ่งแยกกันหรอกนะ ไม่ต้องข้ามมิติไปมาอย่างนี้ สถานที่ๆ ผมอยู่ปัจจุบันก็เคยเป็นเมืองๆ หนึ่ง ชาวเมืองทุกคนรู้จักเทพรู้จักป่าหิมพานต์ มนุษย์เทพและชาวหิมพานต์ก็ไปมาหาสู่กันได้ปกติ จนมันแบ่งออกในที่สุด มนุษย์ก็อยู่ส่วนมนุษย์และความทรงจำเกี่ยวกับอีกโลกหนึ่งก็กลายเป็นแค่ความเชื่อและเรื่องเล่าปรัมปราเท่านั้น

แต่สำหรับผมไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ความทรงจำเกี่ยวกับโลกนั้นยังอยู่ครบ มีพลังมีอิทธิฤทธิ์ไม่แพ้ชาวหิมพานต์ เลยได้อภิสิทธิ์ในการข้ามไปโลกนั้นได้ไม่ต่างกับมนุษย์อีกเผ่าพันธุ์หนึ่งคือ พรานหิมพานต์ ซึ่งยังคงอาศัยอยู่ในโลกนั้น

ในตอนนั้นผมก็มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งนี่แหละ เพียงแต่มีอำนาจบารมีเพราะเกิดมาเป็นลูกของกษัตริย์เมืองหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้ว สูญสลายไปตามกาลเวลา ตอนเจอพนรัญชน์ชาติที่เป็นกินรีก็เพราะไปเที่ยวหิมพานต์ เจอของสวยงามใครจะไม่ชอบ ก็เลยจบลงอย่างที่เห็น เป็นกรรมให้ผมต้องมาชดใช้อยู่จนถึงตอนนี้

พูดถึงพนรัญชน์ผมก็ใจห่อเหี่ยว ไอ้เด็กนั่นทำให้ผมหลงมากกว่าชาติที่แล้วเสียอีก ให้เสียเขาไปอีกสู้ตายเสียดีกว่า แต่ก็ตายไม่ได้อีก ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเหตุการณ์มันจบลงแบบเลวร้าย ผมก็คงจะอยู่แบบทรมานมากกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายเท่าตัวนัก

แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่มีทางจะให้มันจบลงแบบนั้น พนรัญชน์จะต้องกลับมาหาผม กลับมาอยู่กับผม



ผมยกกระป๋องเบียร์ขึ้นจะดื่ม แต่ก็พบว่ามันไม่เหลือสักหยดแล้ว เลยวางมันไว้ดังเดิมแล้วปรับเอนเบาะลงราบ แกะผ้าห่มกับที่ปิดตาของสายการบินออกมาใช้ รัดเข็มขัดทับผ้าห่มไว้ เพื่อไม่ให้แอร์ปลุกตอนเสิร์ฟ

ผมไม่ชอบกินอาหารบนเครื่องเท่าไหร่

เจอกันหิมพานต์









มาร่วมส่งกำลังแรงใจให้ลุงเดชของเรากัน ว่าจะช่วยชีวิตไอ้เด็กดื้อได้หรือไม่

บอกได้เลยว่า การผจญภัยของลุงเขานี่ เกินจะคาดคิดเลยล่ะ



#สาปกินรา #เดชาธรพนรัญชน์ #เดชป่า





.... ก่อนเหมันต์ ...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-05-2019 18:49:06 โดย ก่อนเหมันต์ »

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 834
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๑ ◆ ๒๑/๔/๖๒
«ตอบ #49 เมื่อ21-04-2019 22:11:35 »

 อย่างเก๋เลยค่ะ อ่านแล้วอยากตีตั๋วไปหิมพานต์บ้างจัง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๑ ◆ ๒๑/๔/๖๒
« ตอบ #49 เมื่อ: 21-04-2019 22:11:35 »





ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๑ ◆ ๒๑/๔/๖๒
«ตอบ #50 เมื่อ22-04-2019 01:49:12 »

สู้ๆนะ

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๑ ◆ ๒๑/๔/๖๒
«ตอบ #51 เมื่อ22-04-2019 06:12:38 »

 :pig4:

ออฟไลน์ BitterCucumber

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 138
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๑ ◆ ๒๑/๔/๖๒
«ตอบ #52 เมื่อ05-05-2019 11:46:39 »

ไปถึงต้องเช็คอินหิมพานต์เลย :hao7:
น้องป่าชะตาอาภัพ ตีกะลูกเค้าเมื่อคืน อีกวันพ่อตามมาล้างแค้นเลย ปลอมตัวเสร็จสรรพ ลูกชิ้นผสมยาพิษก็มาเลยทีนี้

ออฟไลน์ ก่อนเหมันต์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๑ ◆ ๒๑/๔/๖๒
«ตอบ #53 เมื่อ13-05-2019 19:38:56 »

... บทที่ ๒๒



ผมเอาของที่ติดตัวมาเพียงน้อยนิดนั้นกลับมาไว้ที่คอนโด แล้วกะจะงีบสักหน่อยค่อยออกเดินทางต่อ แต่พยายามข่มตายังไงก็ไม่สำเร็จ ความคับอกคับใจมันมีเยอะกว่า

แม้รายรอบหิมพานต์จะเจริญรุดหน้าไปไม่แพ้เมืองมนุษย์ แต่ใจกางหิมพานต์จริงๆ ก็ยังคงสภาพความสมบูรณ์ของป่าเขาลำเนาไพรไว้อยู่ เพราะฉะนั้นการเดินทางเข้าไปในนั้น ถึงผมจะมีพลังเหนือมนุษย์คนอื่นเขาแค่ไหนก็ไม่ใช่ง่ายเหมือนเดินเข้าไปในห้างแน่นอน



อยากได้ลูกเสือก็ต้องเขาถ้ำเสือ

ผมนอนเอามือก่ายหน้าผากเหม่อจ้องเพดานห้อง ในหัวคิดหาหนทางที่จะได้ไข่หงส์หม้ายมาให้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นความหวังที่พนรัญชน์จะรอดพ้นจากความตายก็คงริบหรี่ และหากเมื่อนั้นมาถึงจริงๆ ชีวิตผมเองต่อจากนั้นก็คงเหมือนคนจรที่ชีวิตไร้ความหมาย ไร้ค่าเสียไม่มี

ชีวิตผมอยู่อย่างไร้จุดหมายปลายทางมานานแสนนาน การเจอพนรัญชน์ในครั้งนี้ผมเริ่มรู้สึกว่าชีวิตของผมมีสีสันมากกว่าที่เคยเป็น และผมมองเห็นจุดหมายปลายทางที่มีแสงสว่างรออยู่

ผมมีเวลาที่นี่แค่สิบห้านั่นคือมากที่สุด



หลังจากที่บนเครื่องไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากเบียร์กระป๋องเดียว ตอนนี้ท้องผมก็เริ่มลั่นครืดคราด ผมเดินออกไปยืนอยู่ที่ระเบียงห้อง ทอดมองเมืองใหญ่ที่เจริญไปกว่าครั้งล่าสุดที่ผมเห็นไปอย่างผิดหูผิดตา มีตึกสูงเพิ่มขึ้นหลายตึก ขณะเดียวกันบริเวณชายป่าหิมพานต์ก็ถูกลุกล้ำเข้าไปอีกพอสมควร

ที่นี่ตอนเช้าอากาศหนาว หมอกหนาปกคลุมไปทั่วบริเวณ ผมเดินเข้าไปหยิบแจ็คเก็ตในตู้มาใส่ กะว่าจะลงไปหาอะไรกินแก้หิวเสียหน่อย



เมืองนี้มีชื่อว่าคตุลา เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ป่าหิมพานต์มากที่สุด และเป็นหนึ่งในเมืองที่เจริญเร็วที่สุดในโลกนี้เพราะชาวหิมพานต์ใช้เป็นทางผ่านเมื่อต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา ผู้คนที่อาศัยอยู่เมืองนี้ส่วนใหญ่คืออมนุษย์เช่นผม และเหล่าชาวหิมพานต์พงศ์พันธุ์ต่างๆ หรือแม้แต่พรานหิมพานต์เองก็มีมาอาศัยอยู่ที่นี่

ผมนั่งสูดเส้นก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสชาติเดียวกันกับที่เมืองมนุษย์ พลางเลื่อนหาเบอร์ของใครคนหนึ่ง

“วริทธิ์เองครับผม”


“นี่เดชาธรนะ”

“เฮ้ย คุณเดช นี่คุณมาหิมพานต์เหรอ ทำไมไม่บอกผม ...”



ผมนั่งฟังน้ำเสียงตื่นเต้นของคนปลายสาย

วริทธิ์เป็นทายาทของฤๅษีที่ผมเคยไปอาศัยฝึกวิชาด้วย ผมจำไม่ได้แล้วว่าเขาเป็นทายาทรุ่นที่เท่าไหร่ของพระอาจารย์ผม รู้แค่ว่าเขาเป็นทายาทที่ไม่ใช่สายตรง คือไม่ได้เกิดจากสายเลือดโดยตรง แต่ต้นบรรพบุรุษเขาเกิดจากเวทมนต์ วริทธิ์เป็นพวกอวิชชา อวิชชาในที่นี้ไม่ใช่พวกที่เกี่ยวข้องกับไสยมืดเหมือนที่โลกนั้นเข้าใจนะ อวิชชาในที่นี้คือพวกที่อาศัยอยู่ที่นี่ แต่ไม่มีพลังอำนาจอะไรเลย

คิดแล้วก็น่าสงสาร บรรพบุรุษแก่กล้าวิชาอาคม แต่มันดันไม่ได้รับการสืบทอดอะไรมาเลย ทำให้ชีวิตที่นี่ลำบากไม่น้อย

ผมเจอมันที่นี่เมื่อหลายปีก่อนตอนกลับมาเที่ยวพักผ่อน เจอครั้งแรกที่ลานกลางเมือง กำลังเล่นแสดงปาหี่ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก ก็อย่าลืมว่าที่นี่คือที่ไหน เวทมนต์คือเรื่องน่าเบื่อ ยิ่งเป็นเวทมนต์ปลอมๆ ที่แสดงโดยพวกอวิชชายิ่งน่าขัน

ตอนนั้นชีวิตมันก็ไม่ต่างอะไรกับขอทาน อดมื้อกินมื้อ ผมเจอมันอีกครั้งตอนกำลังจะถูกกระทืบตายเพราะถูกพวกทวงหนี้ไล่ทัน ผมเห็นแล้วสงสารเลยจัดการให้ หมอนี่มีบางอย่างที่ทำให้ผมนึกถึงพระอาจารย์ เลยสืบสาวราวเรื่องจนได้รู้ว่าแท้จริงแล้วมันคือสายทายาทของพระอาจารย์ผมจริงๆ

ผมเลยหางานให้มันทำที่แดนหิมพานต์ เป็นพวกตรวจตั๋วผ่านแดน พร้อมกับให้เงินไปตั้งตัวก้อนหนึ่ง จนเมื่อไม่นานมานี้ผมรู้จากเอกกรณ์ที่กลับมาทำธุระที่นี่ว่ามันกลายเป็นหนึ่งในคนนำทางวิชาชีพมือฉมังชนิดหาตัวจับยากไปเสียแล้ว



ผมนั่งตากอากาศหนาวเหน็บอยู่ที่ลานกลางเมือง ชนิดที่หายใจออกมาเป็นไอเลยทีเดียว ขนาดสวมเสื้อคลุมเอาฮูดคลุมหัวก็ยังแทบไม่ช่วยอะไร จนต้องเอามือสองข้างซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุม

ไม่นานนักก็มีมือหนึ่งมีแตะที่ไหล่ เด็กหนุ่มตัวสูงกระโดดอ้อมมายืนจังก้าอยู่ตรงหน้าผม เจ้าตัวยิ้มให้ผม แต่ผมแอบเห็นว่านัยน์ตามันรื้นขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“อากาศเป็นแบบนี้มากี่วันแล้ววะ ขมุกขมัวไปหมด”

“เกือบอาทิตย์แล้วครับ หน้าหนาวกำลังจะมา” มันตอบทั้งที่ยังยืนอยู่อย่างนั้น วริทธ์เอาเข้าจริงๆ มันเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาไม่ธรรมดาเลยนะ ถ้าอยู่ในโลกนั้นก็คงเป็นนายแบบหรือนักแสดงระดับแถวหน้าได้ไม่ยาก ถ้าไม่ติดว่าผิดกฎโลกนี้ ผมก็อยากจะพามันไปอาศัยหาอยู่หากินที่โลกนู้นให้สิ้นเรื่อง คงจะง่ายสำหรับมันมากกว่าที่นี่

มันเดินมาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ ผม

“มานั่งข้างอ่างน้ำพุอย่างนี้จะยิ่งหนาวนะป๋า”

“ไม่รู้จะไปรอที่ไหนที่มันจะหากันเจอง่ายๆ”

“รอที่ไหนผมก็หาคุณเดชเจอหมดแหละ อย่าลืมสิว่าผมเป็นใคร”

“เด็กจรจัด”

“แหม่ พูดซะเสีย นั่นมันอดีต ตอนนี้ผมเป็นคนนำทางระดับพรีเมี่ยมแล้วนะครับท่าน”

“เป็นไงบ้างชีวิตมึง”

“ก็เรื่อยๆ มีงานเข้ามาบ้างประปราย แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่เจอป๋า” มันก้มหน้า

แม้ภายนอกจะเป็นคนร่าเริงหรือโปกฮาเหมือนจะหาสาระไม่ได้ไปวันๆ แค่ไหน สุดท้ายทุกคนก็ไม่อาจหลีกหนีความเจ็บปวด ซึ่งบางครั้งพยายามจะซ่อนไว้แค่ไหนก็ไม่มิด

“ขอโทษที่สะกิดแผล”

“ขอทงขอโทษอะไรกันท่าน ไม่คิดมากน่า” มันเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วพอๆ กับเปลี่ยนหน้ากากที่เคยใช้แสดง

ครั้งที่แล้วที่เจอกัน ผมเป็นเหมือนอัศวินขี่ม้าขาวสำหรับมัน เท่าที่มันบอกผมราวสามร้อยรอบน่ะนะ คราวนี้กลับกัน ผมต้องการความช่วยเหลือจากอัศวินขี่ม้าขาวที่ได้ชื่อว่า วริทธิ์บ้าง ผมก้มหน้าลง ในหัววกวนไปหมด ลึกๆ ผมกลัว กลัวว่าผมจะทำไม่สำเร็จ



“ไข่นางหงส์หม้าย”

ผมพยักหน้า

“น่าจะหาไม่ได้ในร้านขายของหายากแถวนี้” มันทำสีหน้าคิดหนัก

มันก็แหงอยู่แล้ว ไข่นางหงส์นะเว้ย เอาออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าโดนตามเล่นงานกันฉิบหายแน่นอน

“กูถึงต้องการความช่วยเหลือจากมึง ได้ยินมาว่าเป็นคนนำทางผู้หาตัวจับยาก” ผมตบบ่ามัน

“เมืองหงส์อยู่กลางหิมพานต์ ได้ยินมาว่าเพิ่งจะอพยพจากถ้ำทองออกมาอยู่กลางพญาตะแบกยักษ์ที่ใจกลางป่าเมื่อไม่นานมานี้” สายตามันมองตรงไปทางทิศเหนือ ถัดจากเขตเมืองเป็นความเชียวชอุ่มที่ตอนนี้กลืนไปกับความขมุกขมัวของอากาศ ทอดสูงขึ้นไปถึงแนวเขาที่สูงลิบลับ เป็นอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่มหาศาลจนยากจะวัดเทียบ

“เชื่อมือผม” มันพูดน้ำเสียงมุ่งมั่นขณะที่ลุกพรวดขึ้น

ผมมองมันขยิบตาพร้อมกับโบกมือให้สาวสามสี่คนที่เดินผ่านไป เดาไม่ผิดน่าจะพวกครุฑสาวออกมาช็อปปิ้งกันเต็มไม้เต็มมือ

เมื่อกี้ยังซีเรียสอยู่แหมบๆ คิดจะฝากผีฝากไข้ไว้กับมัน หวังว่าจะไม่คิดผิด

“ท่านจะออกเดินทางวันไหน” พอมองสาวเดินผ่านไปจนลับตา มันถึงหันมาสนใจผม

“เร็วที่สุด” ผมลุกขึ้นท่าทีขึงขัง ให้มันเห็นว่าผมจริงจังแค่ไหนกับเรื่องนี้



ผมผ่านแดนเข้าป่ามาในบ่ายของวันนั้นเลย พร้อมกับเป้ติดตัวมาคนละใบกับวริทธิ์ ระยะทางไปถึงใจกลางป่า เดินเท้าธรรมดาก็คงใช้เวลาหลายเดือนหรือนับปี ไหนจะอุปสรรคมากมายที่ไม่เหมือนเดินตามถนนคอนกรีตในเมือง ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นก็คงไม่ทันการ

คงต้องขอบคุณความเป็นอมนุษย์ของผม ที่ทำให้เรื่องทุกอย่างมันง่ายขึ้นมาหน่อย

หากผมจะหายตัวไปโผล่ที่กลางป่าเลยก็พอทำได้ อาจใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่าวริทธิ์มันไม่มีอำนาจวิเศษอะไรเลย มันเชี่ยวชาญการเดินป่านี้ก็จริง แต่ลูกค้าของมันคืออมนุษย์ที่ล่องหนหายตัวไม่ได้เหมือนกับมัน อาจจะฟังดูแปลกแต่มีพวกนี้อยู่จริง หรือไม่ก็ชาวหิมพานต์ที่มีข้อบกพร่องทางเวทมนต์ อาจจะได้รับบาดเจ็บหรือด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ และพวกอวิชชาทั้งหลายแหล่

หากจะเปรียบกับอาชีพสักอาชีพบนโลกนั้นก็คงพวกเจ้าหน้าที่นำเที่ยวในอุทยานละมั้งผมว่า

เพราะฉะนั้นการที่ผมจะล่องหนหายตัวโดยเอามันติดตัวไปด้วยในครั้งนี้มันมีลิมิตของมันอยู่ เพื่อความปลอดภัยของตัวมันเอง โดยจะย่นเวลาลง แต่ก็ไม่ได้ไวไปเสียทีเดียว

แต่ถ้าถามว่าแล้วจะพกมันไปทำภาระอะไร อย่างที่บอกว่าเมื่อถึงตรงนั้นแล้ว ผมไม่รู้อะไรเลย แต่คนที่รู้คือวริทธิ์ มันอยู่ที่นี่ มันรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับป่าหิมพานต์



ผมนั่งก้มตัวลงใกล้ขอบตลิ่ง ใช้มือวักน้ำขึ้นล้างหน้าล้างตาให้วริทธิ์ที่สภาพอิดโดยเต็มทน ผลจากการหายตัวมายี่สิบกว่าชั่วโมง มันหายใจหอบอยู่นาน ก่อนจะขยับตัวไปนั่งพักอยู่บนขอนไม้ใกล้ๆ ผมจึงจัดการล้างหน้าล้างตาตัวเองต่อ

น้ำที่นี่น่าจะไหลมาจากสระสักสระในหิมพานต์ ล้างหน้าล้างตาเสร็จผมก็ใช้สองมือกอบน้ำที่ทั้งใสและเย็นฉ่ำใส่ปากสองสามอึก

นั่งมองสายธารที่ไหลเอื่อยอยู่นานหันกลับไปอีกทีก็เห็นว่าวริทธิ์มันกางเต้นสองหลังจนเสร็จแล้ว และกำลังเริ่มก่อไฟ

“พักก่อนสักสองสามชั่วโมงนะท่าน ค่อยเดินทางต่อ”

ผมพยักหน้าให้มัน ดูจากสีหน้าก็เข้าใจมันอยู่ ขืนยังเดินทางด้วยการล่องหนต่อ ผมว่ามันอ้วกออกมาเป็นเลือดแน่ หน้าตามันตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนเมารถ

“เช้าเลยก็ได้ อีกไม่กี่รอบก็น่าจะถึงที่นั่นแล้วล่ะ” ผมว่า

“หิวไหม” เมื่อก่อไฟเสร็จมันก็ถามขึ้น ก่อนจะเดินไปเปิดกระเป๋าเป้ หยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาสองกระป๋อง

“กินนี่ไปก่อน ถ้าหมดแล้วค่อยหาอะไรจากในป่านี้กิน”



มื้อเย็นของผมจึงจบลงที่บะหมี่ต้มโง่ๆ ที่วริทธิ์มันพกมา แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันอร่อยอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ก่อนหน้าผมไม่เคยคิดจะแตะมันเลยด้วยซ้ำ

กินข้าวกินปลาจนอิ่ม ผมกับมันก็สลับกันลงไปอาบน้ำแล้วแยกย้ายกันเข้านอน ผ่านมาหลายชั่วโมง ผมก็ยังคงนอนพลิกไปมาในเต้นเล็กๆ แทบจะไม่พอดีตัวนี้ ข้างนอกมีเสียงแปลกๆ มากมายดังขึ้นและเงียบลงสลับกันไปมา ไหนจะเสียงกิ่งไม่พัดไหว และแมลงกลางคืนที่หวีดระงม

บรรยากาศกลางคืนในป่าปกติน่ากลัวขนาดไหน กลางหิมพานต์น่ากลัวกว่าร้อยเท่า ผมไม่อยากจะนึกถ้าไอ้เด็กป่ามันมาอยู่ในที่แบบนี้ จะขวัญเสียแค่ไหน

ผมขยับนอนหงาย เอามือก่ายหน้าผาก



ไปวุ่นวายอยู่ที่ไหนนะไอ้เด็กดื้อ อดทนหน่อยนะเดี๋ยวพี่จะพาเรากลับบ้าน



ขณะกำลังจะเคลิ้มหลับก็มีเสียงเหมือนใครกำลังลุยน้ำเข้ามาใกล้ ผมเงี่ยหูฟัง และมันก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงที่เหมือนกับน้ำไหล แต่ทำไมถึงดังเข้ามาใกล้เต้นที่ผมนอนอยู่ได้ ผมเลยลุกขึ้นนั่ง

“อย่าออกจากเต้นนะท่าน ข้างนอกนั่นมีนางพราย” ผมกำลังจะลุกขึ้นไปเปิดเต้นก็มีเสียงของวริทธิ์ดังมาจากเต้นข้างๆ

พร้อมกันนั้นก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้น ฟังดูเหมือนเสียงขับกล่อม และมันโหยหวนและเยือกเย็นเหมือนสายลมที่พัดหวิวไปทั่วบริเวณ

จะว่าไป ผมก็แทบจะลืมเสียงนางพรายไปแล้วนะเนี่ย อันที่จริงผมเจอมาแทบจะทุกอย่างแล้วล่ะ นับตั้งแต่ตอนที่ผมไปบำเพ็ญเพียรภาวนากับฤๅษีเมื่อครั้งก่อนโน้น

นี่คงจะเป็นพรายน้ำ ที่หลอกล่อให้คนไปออกไปติดกับ แล้วลากลงน้ำไป

แต่วิธีเอาตัวรอดจากพวกพรายไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่มีสติ และหาอะไรอุดหูซะ แล้วอย่าไปสนใจมัน

รู้สึกตัวอีกทีตอนที่วริทธิ์มาปลุก ผมลุกมาล้างหน้าล้างตา กลับไปก็เห็นว่ามันเตรียมข้าวเช้าไว้แล้ว มีปลากระป๋องกับขนมปัง เป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ที่โคตรจะวริทธิ์

ผมมองมันนั่งกินอาหารเช้าที่มันเตรียมเองอย่างเอร็ดอร่อย เลยหยิบมาชิ้นหนึ่ง ลองหน่อย ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ท้องเสียเอา





เข้าสู่เช้าวันที่หก ในที่สุดผมกับวริทธิ์ก็มาโผล่ที่บริเวณชะง่อนผาหิน มองลงไปเป็นบริเวณป่าที่รกครึ้มสุดลูกหูลูกตา และตรงนั้นมีต้นไม้ใหญ่ ขนาดของมันที่แผ่กึ่งก้านสาขาออกไปกินอาณาบริเวณกว้างขวาง ถัดไปเป็นทิวผาหินที่กำลังมีแสงอาทิตย์โผล่พ้นขึ้นมา แสงอาทิตย์ยามเช้ากระทบกับต้นไม้ต้นนั้นสอดแทรกไปตามกิ่งก้านสาขาจนเป็นลำแสงนับร้อยนับพันเส้น

“นั่นไงต้นตะแบกยักษ์ ที่อยู่ของพวกหงส์”

ผมละสายตาจากภาพตรงหน้าหันกลับมามองมัน หนาตาที่เคยหล่อเหลาบัดนี้มอมแมมจนเห็นแล้วแทบจะกลั้นขำไม่ไหว ขอบตาที่ลึกโบ๋และดำคล้ำ เสื้อผ้าเปื้อนเปรอะมีขาดบ้างบางจุดบ่งบอกว่าผ่านอะไรมามากมาย ซึ่งก็ไม่ใช่ความสะดวกสบายอย่างสิ้นเชิง และแน่นอน สภาพผมเองก็คงไม่ต่างกัน

หกวันกับอีกห้าคืนที่บุกบั่นฝ่ามาที่นี่ ฝ่าลมฝน ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเป็นผ่านตาย ไม่เสียใจที่มีไอ้เด็กหนุ่มคนนี้ติดสอยห้อยตามมาด้วย

“จากตรงนี้ไปที่นั่นคงใช้วิธีล่องหนหายตัวไม่ได้แล้ว พวกหงส์มีวิธีการป้องกันศัตรูที่ซับซ้อนเกินกว่าเราท่านจะเข้าใจ ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือแบบโต้งๆ”



ครับ โต้งๆ ครับ

ผมกับมันเลยถูกโยนลงมากลางโถงใหญ่จนคางไถไปกับพื้นท่ามกลางสายตานับร้อย ขายขี้หน้า

“บอกสิท่านคือใคร” เสียงนุ่มละมุนหูดังขึ้น ผมค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังจุก เงยมองขึ้นไปบนบัลลังก์สูงชันบุด้วยขนนกสีเงิน ท่ามกลางรัศมีเปล่งประกายนั่นคือสตรีในอาภรณ์แปลกตาที่พลิ้วไสวอยู่ตลอดเวลาท่ามกลางแสงระยิบระยับเหล่านั้น

ผมบอกไปตามความจริงทุกอย่าง เพราะเวลาที่เหลืออยู่ก็ไม่มากแล้ว

เธอนิ่งเงียบไปชั่วขณะเมื่อได้ยินประสงค์ของผม

“อันที่จริงเธอเป็นหม้าย” ไอ้คนคุกเข่าอยู่ข้างๆ ผมกระซิบกระซาบ

“ไม่ใช่มารยาทที่ดี” นางพูดขึ้น เป็นโทนเสียงปกติแต่ช่างฟังดูก้องกังวาน เหล่าข้าราชบริพารหงส์ที่อยู่ในโถงแห่งนี้ต่างก็ก้มหัวแสดงความขามเกรงในบารมี

“ขอโทษครับๆ” มันผู้ไม่รู้ประสีประสาก้มหัวพินอบพิเทาขึ้นมาทันที

“ไม่คิดว่ามันง่ายไปหน่อยหรอ”

ก็กะไว้แล้วล่ะ ผมเงยหน้าขึ้นมองเธออีกครั้ง เธอเชิดหน้าคอระหงบ่งบอกว่าใครเหนือกว่าในสถานการณ์นี้ ตาเรียวงามใต้ขนตายาวได้รูปสีเหมือนปีกหงส์กระพริบไหวอย่างเชื่องช้า

“แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไร คนรักของข้ากำลังจะจากข้าไปตลอดกาลในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้”

“มันก็เรื่องของท่าน”

“ข้าเข้าใจว่ามันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของท่านที่จะต้องมาเป็นเดือดเป็นร้อนกับข้า แค่เพียงข้านึกว่าท่านจะเข้าใจหัวอกคนอย่างข้าดีก็เท่านั้น”

“เอาเรื่องว่ะ เธออึ้งไปเลย” วริทธิ์กระซิบ ผมล่ะอยากจะลุกขึ้นตบหัวมันสักฉาด จากที่สถานการณ์เลวร้ายอยู่แล้วจะยิ่งแย่เพราะความปากพล่อยของมัน

เธอมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก แล้วลุกพรวดขึ้น

“ทหาร”

เสียงขานรับกึกก้องดังขึ้นทันทีที่เธอเอ่ยปาก ก่อนที่ทหารหงส์สามสี่นายจะตีขบวนออกจากห้องโถงไป ผมนี่เสียวสันหลังวาบ นึกว่าจะเอาชีวิตมาทิ้งในดงหงส์ซะแล้ว



นอกจากผมกับวริทธิ์แล้ว สายตาทุกสายตาในโถงนี้แทบจะมองไปที่สิ่งๆ หนึ่งนั้นพร้อมๆ กัน ไข่ใบสีขาวเหลือบฟ้าขนาดสองอุ้งมือโอบเห็นจะได้ มีรัศมีเปล่งประกายบนฐานรองที่ทำจากเถาวัลย์ถักทอปูด้วยหุ้มขนนก

ไข่ใบนั้นถูกนำขึ้นไปยื่นไว้ให้เธอผู้อยู่บนบัลลังก์สูงนั้น

“ไข่ใบนี้เป็นไข่จากบุตรเพียงคนเดียวของข้าที่ไม่อาจลืมตามาดูโลกได้”

เศร้าจริงๆ ด้วยแฮะ สามีก็ตาย ลูกก็ดันมาตายอีก

“แล้วท่านมีสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนรึ” เธอเอ่ยถาม

“ท่านต้องการสิ่งใดก็ย่อมได้”

เธอเผยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ความรักที่ท่านมีต่อคนๆ นั้น”

“แต่ท่าน-”

“ครึ่งของครึ่งหนึ่ง... จะไม่ยอมก็ย่อมได้ หากแต่วันนี้ท่านต้องกลับไปมือเปล่า”

ผมเคยได้ยินมาบ้างว่าคนจากโลกนี้สามารถแบ่งความรักกันได้เหมือนแบ่งขนม เธอคงเห็นแล้วว่าสิ่งที่ผมกำลังทำเพื่อพนรัญชน์อยู่มันยิ่งใหญ่แค่ไหน คนที่เจ็บช้ำจากความรักมาตลอดเช่นเธอ ก็คงต้องการความรักแบบนี้บ้าง

ครึ่งของครึ่งหนึ่ง ผมตรึกตรองคำๆ นั้นอยู่ในหัวหลายต่อหลายรอบ

ผมทำทุกอย่างเพื่อพนรัญชน์ เป้าหมายคือให้เขาฟื้นจากความตายแบบถาวร จริงอยู่จะรักหรือไม่รักแล้วมีความหมายอะไร แต่สิ่งที่ผมกลัวคือ ถ้าหากว่าผมหมดรักจากพนรัญชน์แล้ว ผมจะไม่หยุดทุกสิ่งที่ทำอยู่นี้เพื่อต่อชีวิตพนรัญชน์หรอกหรือ

แต่พอคิดดูดีๆ แล้ว ได้คุ้มกว่าเสีย ครึ่งของครึ่งไม่ได้หมายความว่าทั้งหมด ผมไม่รู้ว่าความรักที่ผมมีต่อพนรัญชน์มันมากน้อยแค่ไหน แต่ผมมั่นใจว่าที่รักที่เหลือจากที่เธอแบ่งไปก็ไม่น้อยเช่นกัน

“ข้ายอมรับ”

“ท่าน” วริทธ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนพยายามจะเตือนสติผม

แต่ผมตัดสินใจแล้ว



โปรดติดตามตอนต่อไปเร็วๆ นี้






ด่านแรกผ่านไปแล้ว เหลืออีกสามอย่างที่พ่อพระเอกเราต้องออกตามหาเพื่อมาชุบชีวิตไอ้ดื้อ

#สาปกินรา #EternalCurse #เดชาธรพนรัญชน์ #เดชป่า





... ก่อนเหมันต์ ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-05-2019 21:59:24 โดย ก่อนเหมันต์ »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๒ ◆ ๑๓/๕/๖๒
«ตอบ #54 เมื่อ13-05-2019 20:56:52 »

ความรักจะต้องชนะทุกสิ่ง สู้ๆ

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๒ ◆ ๑๓/๕/๖๒
«ตอบ #55 เมื่อ13-05-2019 20:59:49 »

 :pig4:

ออฟไลน์ Plakhem

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๒ ◆ ๑๓/๕/๖๒
«ตอบ #56 เมื่อ15-05-2019 10:38:26 »

 :katai2-1: รอตอนต่อไปอยู่นะคับ o13

ออฟไลน์ BitterCucumber

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 138
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๒ ◆ ๑๓/๕/๖๒
«ตอบ #57 เมื่อ21-05-2019 21:15:52 »

ว้าย คือเอาความรักไป1/4เลยเหรอ แบบนี้ลุงเดชก็รักป่าน้อยลงอ่ะดิ  แล้วถ้า1ส่วนที่ให้ไปมันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ป่าไม่รักลุงล่ะ? แง  ภาวนาให้ลุงเอาความรู้สึก1ส่วนนั้นกลับมาให้ได้นะคะ รอให้น้องป่าฟื้นอยู่ :hao5:

แต่แบบ ตอนนี้เรียกป่าไอ้เด็กดื้อ  แทนตัวเองว่าพี่ ทีตอนนั้นเรียกป่าว่ามัน ชั้นละอยากจะแหมมมมมมมมมมมมมมมมมมม ไปถึงดาวอังคารจริงๆกับความขี้เก๊กของพี่แก55555 :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1047
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๒ ◆ ๑๓/๕/๖๒
«ตอบ #58 เมื่อ21-05-2019 23:50:24 »

 :pig :pig4:

ออฟไลน์ Plakhem

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: สาปกินรา ◆ บทที่ ๒๒ ◆ ๑๓/๕/๖๒
«ตอบ #59 เมื่อ01-06-2019 20:42:10 »

 :katai5: คนแต่งหายไปอีกแล้ว???

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด