≈⊰Not Dictate⊱≈ มิอาจบงการใจ ⊰:บงการ:วันที่18:⊱ 24/3/62 P.4
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ≈⊰Not Dictate⊱≈ มิอาจบงการใจ ⊰:บงการ:วันที่18:⊱ 24/3/62 P.4  (อ่าน 4546 ครั้ง)

ออฟไลน์ minicabbage

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ชอบเขาแล้วยังปากแข็งอีก

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +357/-0
⊰บงการ:วันที่15:⊱



การฝึกทักษะในการต่อสู้ให้กับวิณณ์ผ่านมานานนับปี เริ่มแรกแค่จะยกดาบขึ้นยังทำแทบไม่ได้แถมด้วยความซุ่มซ่ามนั่นผมเลยต้องบอกให้ฝึกเพียงการต่อสู้มือเปล่าเพราะขืนใช้อาวุธจริงคงได้มีเผลอเจ็บตัวในไม่กี่วัน ดีไม่ดีคงไม่กี่นาทีด้วยซ้ำไป ผู้ที่ผมให้ฝึกสอนวิณณ์เป็นถึงผู้นำทัพซึ่งมีความสามารถในการต่อสู้ในระดับแนวหน้า


ฝีมือของวิณณ์ค่อนข้างน่ากังวลและน่าเป็นห่วงในตอนแรกแต่พอผ่านไปสักระยะก็เริ่มเข้าที่มากขึ้น มาจนถึงตอนนี้นอกจากจะจับอาวุธสู้ได้แล้วยังมีการฝึกการใช้พลังปิศาจร่วมด้วย


ดวงตาสีทองสว่างของผมมองภาพของวิณณ์ยามเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของคู่ฝึกซ้อมการต่อสู้ที่ไม่ใช่เตโช เขาคงจะให้วิณณ์ได้ฝึกกับคู่ต่อสู้หลายๆ แบบก็เป็นได้


การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ค่อนข้างรวดเร็วทว่าวิณณ์กลับหลบทุกการจู่โจมนั้นได้โดยไม่ยากเย็นอะไร ดวงตาสีอ่อนใต้เลนส์แว่นจับจ้องไปยังคู่ต่อสู้อย่างไม่ละสายตา เมื่อเพ่งสมาธิไปกับการมองส่งผลให้สามารถเห็นการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วได้ชัดเจนขึ้น


การเคลื่อนไหวของวิณณ์ไม่ใช่แค่หลบแต่กำลังรอคอยช่องว่างหรือโอกาสในการสวนกลับอย่างใจเย็น อาวุธสีเงินหรือก็คือดาบในมือตวัดจากด้านล่างขึ้นไปด้านบนเพื่อให้อีกฝ่ายที่เข้ามาโจมตีชะงักและล่าถอยไปเล็กน้อยซึ่งวิณณ์ดูเหมือนจะรอจังหวะนั้นอยู่แผ่พลังปิศาจออกมาแต่ให้เพียงแค่รอบตัวก่อนพลังนั่นจะค่อยๆ เคลื่อนที่ไปปกคลุมดาบทั้งเล่ม


ทั้งจังหวะเวลาหรือแม้แต่คู่ต่อสู้ที่กำลังชะงักอยู่ล้วนเปิดโอกาสสู่หนทางแห่งชัยชนะทว่าในจังหวะที่กำลังก้าวเข้าประชิดคู่ต่อสู้กลับสะดุดบนพื้นโล่งจนหน้าคะมำลงบนพื้นปูนเต็มแรง บรรยากาศของการต่อสู้เมื่อครู่ปลิวหายไปอย่างรวดเร็วขนาดคู่ต่อสู้หรือปิศาจรอบๆ ที่กำลังฝึกเองยังทำหน้าเจ็บแทนเลย


วิณณ์ก็ยังคงเป็นวิณณ์  เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงนี่เป็นเรื่องปกติ


แต่ใครจะคิดล่ะว่าจะเป็นได้ขนาดนี้


“...” ผมยืนนิ่งเงียบมองภาพเจ้าตัวที่กำลังใช้มือลูบใบหน้าตัวเองไปมา จากการมองอาการคงไม่เป็นอะไรนอกจากรอยแดงบริเวณหน้าปากกับปลายจมูก


“ฝีมือของเขาพัฒนาขึ้นมากแต่อาจยังมีบ้างที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น” เตโชซึ่งยืนมองภาพการต่อสู้อยู่ข้างผมตั้งแต่เริ่มพยายามพูดช่วยวิณณ์


“เจ้าควรเปลี่ยนคำพูด นั่นไม่ใช่เหตุการณ์ไม่คาดฝันแต่เป็นเหตุการณ์ปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา” อยู่ด้วยกันมาตั้งเท่าไหร่ทำไมจะไม่รู้นิสัยของอีกฝ่าย


“...ถึงจะแบบนั้นแต่การที่สามารถควบคุมพลังปิศาจได้ระดับนี้ไม่ใช่ธรรมดาเลย”


“ข้อนี้ข้าเห็นด้วย” การควบคุมพลังปิศาจของวิณณ์หลังจากมาถามทริกผมก็ผ่านไปเพียง 2 ปี เป็นระยะเวลาอันน้อยนิดสำหรับปิศาจอย่างพวกเรา หากเป็นปกติแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะควบคุมพลังปิศาจให้ออกมาได้ตามความต้องการแต่นี่ยังเคลื่อนย้ายพลังไปไว้ที่อาวุธ


พลังปิศาจถือเป็นสิ่งที่แผ่ออกมาจากร่างกายดังนั้นการจะใช้มันส่วนมากจะเป็นการปล่อยออกไปรวดเดียวเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างปีกหรือกรงเล็บที่ติดกับร่างกายเนื่องจากการคงพลังปิศาจไว้ห่างตัวจะต้องใช้ความชำนาญสูงมากและความผิดพลาดก็เยอะ ในกรณีที่จะโจมตีระยะไกลก็จะรวบรวมพลังไว้ที่ฝ่ามือแล้วใช้แรงผลักออกไปอย่างรวดเร็วเพราะหากช้าพลังปิศาจจะสลายไปได้


ส่วนกรณีของวิณณ์คือการควบคุมพลังที่อยู่รอบกายคลอบคลุมอาวุธตามรูปร่างนั้นๆ เพื่อเพิ่มพลังการโจมตี ถ้าควบคุมการไหลเวียนของพลังผิดไปแม้แต่นิดเดียวพลังก็สามารถสลายไปได้ง่ายๆ อย่างน้อยๆ ก็ต้องฝึกควบคุมให้ชำนาญสัก 50-100 ปีถึงจะกล้าลองทำแต่วิณณ์กลับทำได้ในเวลาแค่ 2 ปี


พรสวรค์เหรอ


หรือจะเป็นเพราะสายเลือดกันแน่


“สมกับเป็นลูกของชารอน” เตโชเอ่ยเสียงเบาระหว่างมองไปยังวิณณ์ที่ลุกขึ้นมาพร้อมขอฝึกใหม่อีกครั้ง


“ชารอนไม่ซุ่มซ่ามแบบนี้” ชารอนหรือแม่ของวิณณ์เป็นผู้หญิงที่นอกจากสวยแล้วยังมีความเป็นผู้นำสูงมากกว่าใคร ต่อให้คนที่ยืนตรงหน้าจะเป็นผู้ชายร่างยักษ์แต่เธอก็สามารถจัดการก้าวข้ามไปได้ด้วยการควบคุมพลังปิศาจที่เหนือกว่าปิศาจตนอื่น ภาพของชารอนจัดการปิศาจร่างยักษ์ได้ด้วยมือเปล่ายังติดตาอยู่เลย


“ก็จริง เพียงแต่การควบคุมพลังในระดับนั้นในเวลาแค่ 2 ปีบอกตามตรงข้าเพิ่งจะเคยเจอ”


“พรสวรรค์รวมกับสายเลือดละมั้ง” ผมเอ่ยลอยๆ


“อีกไม่กี่ปีจะไม่มีใครเป็นคู่ซ้อมต่อสู้กับเขาได้” คำพูดของเตโชไม่ได้ใช้น้ำเสียงล้อเล่นแต่เป็นเสียงที่เหมือนกำลังกังวลซึ่งผมเข้าใจสิ่งที่เตโชกำลังคิดอยู่ หากมองทักษะและความสามารถของวิณณ์ในตอนนี้และมองไปในอนาคตอีกสัก 100 ปีคงไม่ใช่ระดับธรรมดา


พลังที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของจิตใจได้ง่ายๆ ในตอนนี้วิณณ์อาจไม่ได้คิดอะไรแต่ในอีก 100 ปีอาจเกิดความคิดที่จะขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดของโลกปิศาจก็ได้ ทุกอย่างมีโอกาสเป็นไปได้หมด


โคร่ม!


ผมที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ รีบหันกลับไปมองตามเสียงที่ดังขึ้นซึ่งเสียงนั้นดังมาจากวิณณ์ที่ทรุดลงไปนั่งอยู่บนพื้นปูนโดยมีคู่ฝึกซ้อมยืนยกดาบป้องกันค้างไว้กลางอากาศคล้ายมั่นใจว่าดาบของวิณณ์ต้องปะทะลงมาแน่ๆ แม้จะไม่ได้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นแต่ผมสามารถอธิบายสถานการณ์นี้ได้โดยไม่ต้องถามใครด้วยซ้ำ


วิณณ์กับคู่ต่อสู้เข้าปะทะกันเป็นรอบที่ 3 ตั้งแต่ผมมายืนดู และไม่รู้ว่าเข้าปะทะกันท่าไหนวิณณ์ที่ควรจะเหวี่ยงดาบลงมากลับหงายหลังก้นจ้ำเบ้า ให้เดาคงเพราะยกดาบสูงเกินไปทำให้น้ำหนักถ่ายเทไปอยู่ด้านหลัง พูดง่ายๆ คือหงายหลังล้มเพราะดาบหนัก


“ข้าว่าไม่จำเป็นต้องกังวลหรอก” ต่อให้มีฝีมือระดับสูงแค่ไหนแต่นิสัยซุ่มซ่ามซึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิดนี่ไม่มีทางหายแน่


ผมขอเอาตำแหน่งราชาของโลกปิศาจเป็นเดิมพันเลย



“...เห็นด้วยกับท่าน จะว่าไปอีกไม่นานจะถึงวันพิเศษขององค์ราชาแล้ว” เตโชเปลี่ยนเรื่องคุย


“ใกล้ถึงแล้วสินะ” วันพิเศษที่เตโชพูดถึงคืองานฉลองวันเกิดของผม เป็นงานยิ่งใหญ่ที่จะเปิดปราสาทให้เหล่าปิศาจเข้ามาร่วมงานเลี้ยงได้ ภายในงานจะมีทั้งอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ คอยต้อนรับอยู่ไม่ขาด


“ปีนี้อยากได้อะไรเป็นพิเศษรึเปล่าองค์ราชา”


“ข้าไม่มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษ” พูดถึงสิ่งที่อยากได้ไม่ใช่ไม่มีแต่คงไม่มีใครสามารถหามาให้ได้ ผมต้องเป็นคนช่วงชิงมาด้วยตัวเอง


“แปลว่าต้องปรึกษาเรื่องของขวัญกับแกรนอีกแล้วสิเนี่ย” เตโชพึมพำเสียงเบา


“อะไรก็ได้” การมอบของขวัญเหมือนเป็นธรรมเนียมที่เจ้าของงานอย่างผมจะได้รับ ยิ่งตำแหน่งราชาของที่จะให้ก็ควรจะเป็นสิ่งที่มูลค่าทัดเทียมกัน ไม่รู้ว่าใครที่สร้างความเชื่อแบบนั้นขึ้นมา


สำหรับผมของขวัญไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลยสักนิด


“ครับ แกรนบอกว่าวันนี้จะมีร้านมาวัดตัวเตรียมตัดเสื้อผ้าสำหรับวันสำคัญ”


“เข้าเรื่องเถอะ” ผมเบยสายตาไปหาเตโช รู้จักกันมาไม่รู้กี่ร้อยปีทำไมผมจะไม่รู้ล่ะว่าประโยคนั้นเป็นคำเกริ่นก่อนจะเปิดเข้าเรื่องอะไรสักอย่าง เตโชไม่ใช่พวกชอบพูดมากหากพูดนั่นแปลว่าต้องมีเรื่องอะไร


“ทรงมองออกจริงๆ ด้วย ข้าแค่อยากขอบังอาจเสนอบางอย่าง”


“ลองว่ามา”


“ข้าว่าพระองค์น่าจะออกไปวัดตัวที่ร้านจะดีกว่าให้คนของร้านมานี่” คำพูดของเตโชทำให้ผมนิ่งไป


“ทำไม” ให้ร้านมาวัดที่นี่สบายกว่าเดินไปร้านเป็นไหนๆ


“ข้าเพียงแค่เสนอ...”


“เตโช” ผมกดเสียงต่ำเป็นเชิงกดดันให้อีกฝ่ายตอบคำถามมาเดี๋ยวนี้


“...ท่านวิณณ์เอ่ยช่วงพักว่าอยากออกไปข้างนอกปราสาทบ้าง” เมื่อทนสายตาและน้ำเสียงไม่ไหวเตโชจึงยอมบอกเรื่องทั้งหมดมา


“ฮืม” จะว่าไปก็นานมากแล้วที่ผมไม่ได้พาวิณณ์ออกไปข้างนอกตัวปราสาท อย่าว่าแต่นอกปราสาทเลยแค่นอกสายตายังแทบนับครั้งได้ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ผมจะไม่ปล่อยให้วิณณ์ไปไหนไกลสายตา


มันคงไม่ใช่แค่ความหวงหรือห่วงแต่พ่วงไปด้วยความกังวลและกลัวว่าถ้าอยู่ไกลสายตาจะเกิดอะไรขึ้นกับวิณณ์ สถานการณ์ของผมยังไม่ปลอดภัยเพราะตัวปัญหาอย่างบักเก็ตยังอยู่ การให้วิณณ์ถอยออกไปอยู่ไกลตัวอาจปลอดภัยกว่าแต่ผมก็ไม่สามารถปล่อยเขาไปได้


ความรู้สึกนี้ภายในอกนี้เป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถหาคำพูดไหนมาบรรยายได้ แต่หากเป็นคำที่ใกล้เคียงที่สุดก็คงเป็นคำว่ารัก
ก่อนหน้านี้ไม่นานผมได้กดดันออกแนวบังคับให้วิณณ์บอกเหตุผลที่ทำหน้าเศร้าในวันดูตัว บอกตามตรงว่าตอนนั้นผมไม่คิดว่าจะได้ยินคำว่าชอบออกมาจากปากของอีกฝ่าย ภายในอกสั่นไหวราวกับกำลังดีใจและถูกเติมเต็มจนแทบปั้นหน้าไม่ถูก


ชอบ


คำสั้นๆ พยางค์เดียวที่ผมได้ยินมานับร้อยปีแต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่หัวใจจะตอบรับเหมือนตอนที่ได้ยินคำพูดนั้นจากวิณณ์ ทั้งที่เป็นคำเดียวกันแต่มันช่างแตกต่าง


“วิณณ์วันนี้พอแล้ว มานี่!” ผมส่งเสียงเรียกคนที่เตรียมเดินเข้าไปขอฝึกอีกรอบ เสียงเรียกของผมส่งผลให้วิณณ์หันมามองเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปพูดอะไรสักอย่างกับคู่ฝึกต่อสู้แล้ววิ่งเหยาะๆ มาหา ให้เดาคงขอบคุณที่เป็นคู่ซ้อมให้วันนี้ชัวร์


บางครั้งผมก็คิดนะว่านอกจากนิสัยแล้วมารยาทนี่ก็เป็นอีกอย่างที่ผมค่อนข้างแปลกใจ ด้วยสรรพนามที่คนในปราสาทเรียกนำหน้าว่าท่านน่าจะบ่งบอกถึงระดับฐานะได้อย่างดีแต่เจ้าตัวยังติดที่จะพูดเพราะ ก้มหัวขอบคุณและอื่นๆ อีกมากมายไม่ได้สนใจฐานะนั้นเลยสักนิด


“วันนี้ให้ผมเลิกเร็วเหรอ ยังไม่ถึง 11 โมงเลยนะ” นี่คือคำทักทายแรกเมื่ออีกฝ่ายก้ามมาหยุดอยู่ตรงหน้า


“เหงื่อชุ่มไปทั้งตัวแล้ว” ผมไม่ตอบแต่เลือกที่จะเช็ดเหงื่อบริเวณหน้าผากไล่ลงมายังพวงแก้มสีแดงระเรื่อบ่งบอกถึงการผ่านการออกกำลังมา


“ผมเช็ดเองได้เดี๋ยวมือคุณก็เลอะหรอก” วิณณ์ก้าวถอยหลังหลบมือผมซึ่งไล่ไปยังแก้มอีกข้าง


“ช่างสิ” กับไอ้แค่เช็ดเหงื่อจะเลอะขนาดไหนกันเชียว


“อ๊ะ! พอแล้วเบียทรีซ สรุปมีเรื่องอะไรถึงได้ให้ผมเลิกเร็วล่ะ” อีกฝ่ายยอมยืนนิ่งให้เช็ดได้ไม่นานก็เปิดหัวข้อสนทนาใหม่


“จะพาไปข้างนอก...”


“ข้านอก? หมายถึงนอกปราสาทน่ะเหรอ” ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคเสียงใสๆ ก็เอ่ยแทรกขึ้นมา หากเป็นคนอื่นคงได้โดนผมลงโทษไปแล้วแต่อย่างที่รู้กันวิณณ์ถือเป็นข้อยกเว้นไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ยิ่งได้เห็นประกายของความดีใจที่สื่อผ่านมาทางสายและรอยยิ้มยิ่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะยิ้มตามไปแต่ก็ต้องรีบดึงตัวเองกลับมาเพราะรอบๆ มีพวกเตโชยืนมองสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล


แค่การการแสดงออกที่ผ่านมาก็มากพอที่แกรนและเตโชจะล่วงรู้ถึงความรู้สึกของผมที่มีต่อวิณณ์แล้ว นอกจากจะไม่แปลกใจแล้วยังออกแนวเป็นห่วงเพราะเจ้าตัวที่ผมรู้สึกด้วยนั้นคล้อยตามคนอื่นไปได้ง่ายๆ แถมยังไม่รับรู้ถึงความรู้สึกผมทั้งที่แสดงออกมามากขนาดนี้อีก


‘เบียทรีซก็ชอบผมเหรอ’


คำถามนั้นผมอยากจะดึงอีกฝ่ายเข้ามาจูบหนักแล้วตอบกลับไปเหลือเกินว่า...


ไม่ได้ชอบแต่รัก!


แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงแค่ความคิดในสมองไม่ได้เกิดขึ้นจริง ผมไม่จำเป็นต้องรีบร้อนบอกอีกฝ่ายว่าความรู้สึกตรงกันเพราะต่อให้ไม่ตรงผมก็จะทำให้ตรงเอง จะทำให้วิณณ์ต้องการผมให้มากกว่านี้ ชอบให้มากกว่านี้ รักให้มากกว่านี้ โหยหาให้มากกว่านี้...ให้มากจนไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีผม


“อืม...จะไปไหมนอกปราสาทน่ะ” ผมถามต่อโดยสายตายังคงจับจ้องไปยังใบหน้าเปื้อนยิ้มของวิณณ์


“ไปสิ ไปแน่นอนเลย” คนถูกถามพยักหน้าขึ้นลงรัวๆ


“งั้นก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ซะ” เพิ่งฝึกเสร็จให้ออกไปเดินเลยคงไม่สบายตัว


“อืม รอผมอยู่นี่นะ แป๊บเดียวผมขอแค่ 15 ไม่สิขอแค่ 10 นาทีเท่านั้น” บอกเสร็จเจ้าตัวก็วิ่งเข้าไปในปราสาทราวกับเด็กๆ ที่ดีใจยามได้ออกไปเที่ยว


“วิ่งแบบนั้นเดี๋ยวก็ได้ล้ม...”


“โอ๊ะๆ ไม่เป็นไรไม่ได้ล้ม” ยังพูดไม่ทันขาดคำวิณณ์ก็สะดุดขอบประตูจนเซเกือบล้มโชคดีที่ทรงตัวได้เลยไม่บาดเจ็บ แถมยังมีหันมาโบกมือให้ผมอีก


“นี่ข้ากำลังเลี้ยงเด็กอยู่รึไง” ผมพึมพำเสียงเบา


“ท่านวิณณ์ยังถือว่าเด็กมากถ้าเทียบกับพวกเรา” เตโชบอกพร้อมรอยยิ้มเอ็นดูยามมองภาพวิณณ์เมื่อครู่


“ก็จริง” ต่อให้ผ่านมาหลายปีแล้วตั้งแต่มาอยู่นี่แต่ด้วยอายุแค่เลขสองหลักยังถือว่าเป็นเด็กอยู่ดี


“องค์ราชาได้บอกท่านวิณณ์หรือไม่ว่าอาทิตย์หน้าเป็นวันเกิดของพระองค์”


“ไม่จำเป็นต้องบอกนี่” ผมยกยิ้มพลางก้าวตามหลังวิณณ์เข้าไปภายในตัวปราสาท


รออยู่ไม่ถึง 10 นาทีวิณณ์ในชุดใหม่ก็เดินออกมาจากห้องน้ำ แววตาของเขาตอนเห็นผมนั่งรออยู่ที่โซฟาในห้องดูจะสงสัยว่าผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงซึ่งผมปล่อยให้อีกฝ่ายทำหน้างงต่อไปโดยไม่พูดอะไรเดินนำวิณณ์ออกจากห้องไปจนถึงนอกปราสาทผ่านถนนสายหลักที่ได้ชื่อว่าเป็นตลาดที่ยาวที่สุดของโลกปิศาจ


ร้านค้าสองข้างทางของถนนคึกคักมากในช่วงดึกทว่าในช่วงสายๆ แบบนี้จะมีคนน้อยกว่ามาก การมาเยือนของผมสร้างความแตกตื่นให้แก่ปิศาจโดยรอบค่อนข้างมาก พวกเขาเปิดทางให้ผมเดินได้โดยไม่มีอะไรมาขวางแม้กระทั่งเดินเข้าไปในซอยเปลี่ยวเจ้าของร้านที่วางกล่องไว้ปิดทางยังต้องรีบมายกของออกด้วยความนอบน้อม


“นี่เบียทรีซ” เสียงเรียกจากด้านหลังมาพร้อมชายเสื้อผมที่ถูกกระตุกเล็กน้อย


“อะไร”


“เราจะไปไหนกันเหรอ” วิณณ์ก้าวเร็วขึ้นให้มาเดินขนาบข้างผมที่ไม่หยุดรอ


“ไม่รู้สิ”


“ไม่รู้? หรือคุณแค่อยากเดินตลาด ถ้าแบบนั้นไม่เห็นต้องเข้ามาในซอยลึกๆ แบบนี้เลย”


“ข้าอยากมา” ผมตอบเสียงเรียบ ในซอยนี้ไม่เหมือนด้านหน้าถนนอันเต็มไปด้วยร้านค้าทั้งสองข้างมีเพียงผนังและกำแพงของบ้านเรียงรายกันอยู่


“อย่ามาโกหกนะ”


“นั่นคำพูดข้า” ผมหันไปสบดวงตาสีน้ำตาลอ่อนระหว่างพูด


“ก็ใช่ที่คุณชอบพูดแต่ไม่ใช่คำพูดของคุณคนเดียวสักหน่อย”


“เจ้าอยากออกมานอกปราสาทไม่ใช่”


“...ทำไมคุณถึงรู้ล่ะ” อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยิน


“เตโชบอก” ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังหรือโกหก


“คุณเลยพาผมออกมา? ขอบคุณนะเบียทรีซที่ตามใจผม” วิณณ์เอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงมีความสุข


“ใครบอกว่าข้าตามใจเจ้าโดยการพาออกมากัน”


“ไม่ใช่เหรอ”


“ก็ไม่ใช่น่ะสิ” ต่อให้ผมพาอีกฝ่ายออกมาเพราะคำพูดของเตโชจริงแต่ผมก็ไม่คิดจะบอกความจริงให้ได้รู้หรอก นิสัยอย่างผมเนี่ยนะจะตามใจใคร...มีแต่คนต้องมาตามใจผมสิถึงจะถูก


“คุณโกหก ทั้งที่ตามใจผมแท้ๆ ทำไมต้องปฏิเสธด้วยล่ะ”


“ข้าไม่ได้ปฏิเสธ”


“ที่คุณทำนั่นแหละที่เรียกว่าปฏิเสธ”


“วิณณ์!” ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงแข็ง ความรู้สึกเหมือนถูกไล่ต้อนคล้ายอีกฝ่ายจะรู้ความจริงแบบนี้ผมไม่ชอบเอาซะเลย


“ก็ได้ๆ งั้นคุณมีธุระสินะ”


“ประมาณนั้น” ถึงธุระนั่นจะรออยู่ที่ปราสาทได้ก็ตาม


“บอกได้ไหมว่าเป็นอะไร”


“ถึงร้านแล้ว เข้าไปดูละกัน” ระหว่างพูดคุยกันมาเรื่อยๆ ในที่สุดก็มาถึงจุดหมาย ประตูไม้สีน้ำตาลเข้มดูหรูหราเช่นเดียวกับกำแพงรอบๆ ที่ถูกทาด้วยสีครีม เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับบรรยากาศสีทองอ่อนของกระเบื้องและผนังสีเข้าคู่กัน ชุดนับร้อยแขวนเรียงกันแยกชายหญิงอยู่คนละฝั่ง


ร้านเสื้อผ้านี้เป็นร้านที่ดังที่สุดในโลกปิศาจ ด้วยการตัดแสนประณีต คุณภาพของเนื้อผ้าและการบริการที่ใครได้มาลองเป็นต้องติดใจ ตั้งแต่ขึ้นมาเป็นราชาผมไม่เคยตัดชุดร้านอื่นเลยนอกจากที่นี่


“ยินดีต้อนรับสู่ร้านฟีล์เกลองค์ราชา” พนักงานของร้านเอ่ยต้อนรับด้วยน้ำเสียงสุภาพ


“เป็นเกรียติอย่างยิ่งที่ทรงมาเยือนด้วยตนเองเช่นนี้” เจ้าของร้านเป็นปิศาจระดับกลางที่มีความสามารถในการตัดเย็บชุดมากโดยพนักงานต้อนรับเป็นภรรยาของเขา ทั้งร้านมีกันอยู่แค่ 2 คนทำให้การตัดชุดแต่ละชุดใช้เวลานานพอสมควร


“อืม”


“ความจริงให้พวกเราไปหาพระองค์ที่ปราสาทตามนัดก็ได้นะครับ ทางมายังร้านค่อนข้างซับซ้อนข้าเองก็เกรงว่าจะทรงหลง” คำอธิบายจากเจ้าของร้านที่ผมห้ามไม่ทันนั้นเรียกรอยยิ้มกวนๆ จากวิณณ์ที่เดินตามมาได้เป็นอย่างดี เรื่องที่อยากให้รู้ต้องให้อธิบายซ้ำถึงจะเข้าใจแต่พอเป็นเรื่องที่ไม่อยากรู้ล่ะกลับเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย


“คุณยกเลิกนัดเพื่อจะได้พาผมมานอกปราสาท?”


“คิดไปเอง ข้าแค่อยากมาเดินออกกำลังกาย”


“คิก...ขอบคุณนะ” รอยยิ้มของวิณณ์ทำให้ผมรู้เลยว่าคำโกหกมันใช้ไม่ได้


“วัดตัวเขา” ในเมื่อโกหกไม่ได้ผมเลยต้องรีบเปลี่ยนเรื่องให้เร็วที่สุดโดยหันไปบอกเจ้าของร้านให้มาวัดตัววิณณ์


“รับทราบเชิญด้านในเลยครับ ฟี” เจ้าของร้านพาพวกเราเดินเข้ามาในห้องส่วนตัวด้านในแล้วพยักหน้าให้ภรรยาเข้ามาทำหน้าที่วัดตัว


“ได้ค่ะ ขออนุญาตนะคะขอวัดช่วงไหล่ก่อนนะคะ” เธอกางสายวัดวัดแต่ละส่วนของร่างกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป


“วัดตัวผมทำไม” คนถูกสายวัดขึงไปตามร่างกายเอ่ยคำถามสิ้นคิดออกมา ทีเรื่องง่ายๆ น่ะไม่เข้าใจ พอเรื่องที่ผมไม่อยากให้เข้าใจก็ดันเข้าใจซะอย่างงั้น


“ลองคิดเองสิวิณณ์”


“...จะตัดชุดให้ผม?”


“ก็รู้นี่”


“แต่ชุดในห้องก็มีอยู่ตั้งเยอะแล้วนะ” วิณณ์พูดต่อ


“นี่เป็นชุดออกงาน” ผมบอก


“ออกงานอะไร...จะมีงานอะไรเหรอ” ท่าทางแบบนั้นคงยังไม่มีใครบอกเจ้าตัวว่าอาทิตย์หน้าจะเป็นวันเกิดผม


“มีงานแต่ข้าไม่บอกว่าเป็นงานอะไร”


“ฮะ...ทำไมล่ะ”


“ก็ไม่ทำไม” ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่อยากบอก


ไม่ใช่แค่ไม่อยากบอกแต่ยังไม่อยากให้รู้ด้วย


“งั้นผมจะถามคนอื่น”


“ข้าสั่งทุกคนไว้แล้วว่าห้ามบอกเจ้าเด็ดขาด”


“เบียทรีซ”


“อยู่นิ่งๆ แล้ววัดตัวไป” ผมเปลี่ยนประเด็น


“คุณใจร้าย”


“เข้าใจถูกแล้ว”


“...” ใบหน้าหงุดหงิดปนไม่พอใจนั่นดูตลกมากในสายตาผม


“พระองค์ให้ชุดเป็นโทนสีอะไรดีครับ” เจ้าของร้านถามพร้อมเตรียมจดข้อมูลใส่สมุด


“โทนสีสว่างทอง น้ำตาลแก่” ผมหันไปมองวิณณ์พร้อมจินตนาการสีชุดที่น่าจะเหมาะกับอีกฝ่าย สีผิวของวิณณ์ค่อนข้างขาวสามารถใส่สีอะไรก็ได้ทั้งสีผมและสีตาเองก็เป็นโทนน้ำตาลผมเลยคิดว่าพวกสีทองหรือตาลแก่น่าจะเข้ากับเขาได้ดี


“แล้วพวกกระประดับตกแต่ง”


“ไม่ต้องมี” วิณณ์ไม่เหมาะกับชุดที่ตกแต่งอะไรมากมาย ชุดเรียบๆ ไม่ต้องมีอะไรก็มากพอจะให้โดดเด่นได้


“รับทราบ ข้าจะทำให้ตามประสงค์”


“วัดตัวเรียบร้อยแล้วค่ะ ขออนุญาตวัดของพระองค์” วัดวิณณ์เสร็จเธอจึงเปลี่ยนมาวัดขนาดตัวผมต่อถึงจะเป็นลูกค้าประจำและมีขนาดตัวอยู่แล้วแต่การวัดซ้ำจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดชุด


“อืม” ผมพยักหน้าอนุญาต


“ชุดของพระองค์อยากได้โทนได้ดีครับ” เจ้าของร้านถามต่อ


“ให้ผมเลือกได้ไหม” อยู่ๆ วิณณ์ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น


“จะแกล้งข้ารึไง”


“ผมไม่ใช่คุณนะ ในเมื่อคุณเลือกโทนสีชุดให้ผม ผมก็ควรจะเลือกให้คุณบ้างจะได้เท่าเทียมไง”


เท่าเทียม?


กับราชาปิศาจอย่างผมน่ะเหรอ


“หึ...เอาสิ” ที่โลกปิศาจถามหาความเท่าเทียมไม่ได้หรอกนะเพราะทุกอย่างล้วนอยู่ในกฎของพลังซึ่งใครแข็งแกร่งก็จะอยู่เหนือกว่า ดังนั้นผมเพิ่งจะเคยได้ยินคำว่าความเท่าเทียมกับตัวเองก็ครั้งนี้


อยากรู้เหมือนกันว่าวิณณ์จะเลือกโทนสีไหนให้ผม


“สีเงิน สีเทาเข้ม สีทอง” สามเฉดสีดังขึ้นทันทีที่ผมยอมให้อีกเลือกคล้ายกับมีคิดไว้ในหัวแล้ว


“สามสีเยอะไปมั้ง” ผมพูด


“สีเงินกับสีเทาเป็นเฉดเดียวกันถือเป็นสีเดียวก็ได้นี่ ให้สีเทาเป็นหลักแล้วค่อยใช้สีเงินกับทองมาเข้าคู่”


“ทำไมต้องเป็นสามสีนั้นด้วย” สีมีตั้งเยอะแยะผมเลยสงสัยว่าทำไมถึงต้องเป็นสามสีนี้


“เส้นผมของเบียทรีซเป็นสีดำดังนั้นสีเทากับสีเงินจะช่วยทำให้คุณเด่นขึ้น ส่วนสีทองจะเข้ากับสีของดวงตาคุณ นั่นเป็นเหตุผลที่คิดไว้แต่ความจริงผมแค่คิดว่าอยากเห็นคุณใส่ชุดสีพวกนี้จังนะ คงจะหล่อมากๆ เลย” ไม่จำเป็นต้องอธิบายยืดยาวแค่ประโยคสุดท้ายประโยคเดียวก็มากพอให้ผมเลือกโทนสีตามนั้นแล้ว


วิณณ์มีหลายๆ อย่างที่ชักจูงและดึงดูดให้ผมคล้อยตามอยู่เสมอ เหมือนถูกหลอกล่อให้เป็นไปตามที่อีกฝ่ายต้องการโดยที่เจ้าตัวเองยังไม่รู้เพราะแบบนั้นถึงได้หงุดหงิดที่มีเพียงผมคนเดียวที่หลงไปกับเสน่ห์ดึงดูดนั่นจนไม่อาจถอนตัวได้


แบบนี้ไม่ดี...ผมทำไรสักอย่างให้อีกฝ่ายถูกผมดึงดูดบ้าง


“วิณณ์” ผมเรียกขณะกำลังเดินกลับไปยังปราสาท


“ฮะ? อุ๊บ!...อื้ออ~” ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ถามอะไรอะไรอาศัยจังหวะตอนหันหน้ามาดึงอีกฝ่ายเข้ามาใกล้แล้วกดจูบหนักๆ ลงไป เพราะยังไม่ทันได้ตั้งตัวผมจึงฉวยโอกาสนั้นรุกล้ำเข้าไปมากขึ้น


ความเปียกชื้นยามเรียวลิ้นสัมผัสและสอดประสานปลุกอารมณ์และความต้องการในส่วนลึกให้ตื่นขึ้นทีละนิด ความรู้สึกดีแล่นเข้าจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ทั้งที่อีกฝ่ายกำลังบอกให้หยุดผ่านการทุบเข้าที่แผ่นอกแต่ผมกลับเลือกที่จะไม่สนใจแล้วริ้มรสสัมผัสนั้นอย่างมัวเมา


ผมเคยจูบมาหลายครั้งแต่ผมกล้าพูดเลยว่าจูบที่ดีที่สุดคือตอนที่ได้จูบกับวิณณ์


อยากจะจูบกับอีกฝ่ายให้นานกว่านี้แต่ผมก็รู้ดีว่าวิณณ์ใกล้ถึงขีดจำกัดเลยจำต้องค่อยๆ ผละจูบออกมาแม้จะยังรู้สึกไม่พอก็ตามที
“หายใจเสร็จข้าจะได้จูบต่อ”


“ฮะ...จะจูบอีก?”


“ใช่”


“มะ...ไม่เอาแล้ว คุณทำอะไรในที่สารธารณะกัน” วิณณ์ใช้สองมือยกขึ้นมาปิดปากตัวเองแน่น


“จูบไง”


“ผมไม่ได้ถามเรื่องนั้นสักหน่อย!” ใบหน้าเห่อแดงนั่นมาจากการความโกรธหรือเขินอายกันนะ ไม่ว่าจะมาจากไหนก็น่าดูจริงๆ นั่นแหละ


“ไม่ชอบ?”


“ใช่...ผมไม่ชอบให้จูบในที่แบบนี้”


“แปลว่าที่อื่นได้” ผมสรุปออกมาตามที่เข้าใจ


“ไม่ใช่ ทำไมชอบแกล้งผมนักนะ”


“ไม่ชอบให้แกล้งสินะ”


“ก็รู้นี่”


“แปลว่าไม่ชอบข้าแล้วเหรอ” ผมเอ่ยถามขณะขยับหน้าเข้าไปใกล้ วิณณ์ก้าวถอยหลังหนีได้ไม่นานแผ่นหลังก็ติดกับกำแพงด้านหลัง ใบหน้าของวิณณ์แดงก่ำกว่าเมื่อครู่อีกสาเหตุคงเป็นเพราะคำถามของผมล่ะนะ


“...ไม่ใช่แบบนั้น” อีกฝ่ายพึมพำตออบเสียงเบาขณะหลบสายตา


“สรุปยังไงชอบหรือไม่ชอบข้า”


“...ชอบ”


“ชอบอะไร” ขออีกนิดเถอะ ให้ผมได้มองใบหน้าเขินอายของเขาอีกนิดเถอะแล้วจะเลิกแหย่แล้ว


“ชอบคุณ”


“คุณที่ว่าคือใครล่ะ” คำถามนี้ทำเอาดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใต้เลนส์แว่นมองค้อนขึ้นมาทันควัน


“...เบียทรีซ”


“พูดให้เต็มประโยควิณณ์”


“ชอบ...ชอบเบียทรีซ อื้ออ~” สิ้นคำสารภาพผมมอบจูบอันหนักหน่วงแทนของขวัญที่อีกฝ่ายพยายามได้ดีมาก เป็นของขวัญที่ผมมอบให้โดยไม่ถามความสมัครใจใดๆ ทั้งสิ้น



(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +357/-0
(ต่อนะคะ)


อาทิตย์ต่อมาบรรยากาศภายในปราสาทที่เงียบสงบกลายมาเป็นเสียงอึกทึก เสียงขนย้ายและเสียงสั่งการณ์ดังขึ้นเป็นระรอกขนาดนั่งอยู่ในห้องอาหารบนชั้น 5 ยังได้ยินเสียงด้านดังขึ้นมาเลย วันนี้เป็นวันงานคงต้องมีการเตรียมพร้อมหลายๆ อย่างจึงเสียงดังกว่าวันอื่น


“เบียทรีซ นี่เบียทรีซ” วิณณ์เรียกผมเป็นรอบที่ร้อยตั้งแต่เริ่มต้นวันใหม่ได้แล้ว


“อะไร” ผมถามกลับทั้งๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายจะถามอะไร นอกจากจะเรียกชื่อผมมาเป็นร้อยรอบแล้วคำถามนั้นยังเป็นคำถามเดิมแทบทุกครั้ง


“สรุปวันนี้เป็นวันอะไรกันแน่น่ะ” เป็นไปตามคาดคำถามเดิมจริงๆ ด้วย ความจริงวิณณ์ถามเรื่องนี้มาหลายวันแล้วว่าสรุปงานที่กำลังจัดนี่คืองานอะไร และทุกครั้งคำตอบผมก็คงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน


“ไม่บอก”


“คุณชอบแกล้งผม นอกจากคุณจะไม่บอกแล้วยังบอกคนอื่นไม่ให้บอกเรื่องนี้กับผมอีก”


“เจ้าพูดผิดไปข้าไม่ได้บอกพวกเขาแต่สั่ง” เพียงคำพูดเดียวจากราชาอย่างผมก็มากพอที่ปิศาจทุกตนในปราสาทจะปิดปากเงียบไม่บอกอะไรกับวิณณ์


“ก็นั่นแหละ ทำไมต้องปิดผมด้วย”


“เลิกพูดแล้วกินอาหารให้หมด”


“อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะ”


“...” รู้ทันอีกนะวิณณ์


“มีเหตุผลที่จะให้ผมรู้ไม่ได้เหรอ” วิณณ์ถามเสี่ยงเบา ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใต้เล่นแว่นที่ช้อนขึ้นมาสบทำเอาหัวใจผมสั่นไหวโดยไม่รู้ตัว


“ประมาณนั้น”


“แต่ผมอยากรู้นี่” อีกฝ่ายยังพูดไม่หยุด


“ไว้เย็นนี้ก็รู้แล้ว” หากถึงเวลาเริ่มงานต่อให้ไม่อยากให้รู้ยังไงก็ต้องรู้อยู่ดี


“...ก็ได้” น้ำเสียงปลงๆ นั่นน่าเอ็นดูชะมัด


“รีบกินให้หมด เดี๋ยวต้องขึ้นไปเตรียมแต่งตัวอีก” ผมบอกพลางตักเนื้อคำสุดท้ายเข้าปาก


“แต่นี่เพิ่งบ่ายโมงเองต้องใช้เวลาแต่งตัวขนาดนั้นเลย?”


“งานใหญ่ในรอบ 5 ปีก็แบบนี้” งานวันเกินของโลกปิศาจไม่ได้จัดขึ้นทุกๆ ปีเพราะอายุไขของพวกเรามีได้หลายร้อยปี ขืนจัดให้ผมทุกปีได้หงุดหงิดในงานตัวเองแน่ ถึงจะเป็นราชาแต่ไม่ได้ชอบออกงานสังคมหรือเที่ยวจัดงานเทศกาล มีบ้างนิดหน่อยก็พอรับได้แต่หากมาเยอะๆ ผมจะตัดทิ้งให้หมด


เรื่องระยะเวลาในการจัดการเป็นที่ถกเถียงกันมาหลายสิบปีเพราะปิศาจหลายตนคิดว่าเป็นเหมือนการแสดงอำนาจของราชาแต่ผมรำคาญตอนแรกเลยบอกให้จัด 10 ปีครั้ง คนแรกที่ค้านไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นแม่ของวิณณ์ชารอนนั่นเองตามมาด้วยแกรนและอีกมากมาย ด้วยความรำคาญเลยตัดปัญหายอมลดลงมาที่ 5 ปีตามปัจจุบันนี่แหละ


“งานใหญ่ขนาดนี้แต่คุณไม่ยอมบอกว่าผมเป็นงานอะไรเนี่ยนะ”


“ตามนั้น กินเสร็จก็ไปกัน”


ต่อให้ผมไม่ชอบงานเลี้ยงหรือการพบปะอะไรแบบนี้แต่ในเมื่อมีจัดงานก็ต้องทำให้ออกมาให้ดี ชุดจากร้านฟีล์เกลที่ลงทุนไปวัดตัวถึงร้านถูกส่งมาให้ตั้งแต่เมื่อเช้า


หลังจากอาบน้ำเสร็จผมเปลี่ยนมาใส่ชุดซึ่งวิณณ์เป็นคนเลือกโทนสีชุดให้ คิดอยู่เหมือนกันว่าจะออกมาเป็นยังไง สีออกมาตัดกับเส้นผมสีเข้มและเข้ากับดวงตาสีทองของผมเป็นอย่างดี ต้องชมว่าเลือกได้ดีสินะ


ผมแต่งตัวเสร็จจึงออกมานั่งรอวิณณ์ที่น่าจะกำลังอาบน้ำต่อจากผมยังโซฟาตัวยาวภายในห้อง ข้าวของในห้องมีน้อยชิ้นลงกว่าตอนแรกด้วยเหตุผลง่ายๆ คือเพื่อลดความซุ่มซ่ามของวิณณ์ เฟอร์นิเจอร์ตั้งอยู่ของมันดีๆ ไม่ได้มีขาขยับเองแต่วิณณ์กลับเดินสะดุดขอบโต๊ะได้น่าชื่นชมนัก


แกร็ก!


เสียงเปิดประตูเรียกดวงตาสีทองสว่างของผมให้หันไปตามเสียงก่อนจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยยามเห็นวิณณ์ในชุดทางการเต็มยศเป็นครั้งแรก ชุดของวิณณ์มีสีน้ำตาลแก่เป็นหลักและถูกตกแต่งด้วยสีทองประปราย ความเรียบง่ายของชุดส่งให้ใบหน้าของวิณณ์ดูเด่นขึ้นมา


“...แปลกเหรอ” วิณณ์ถามด้วยสีหน้ากังวล เป็นครั้งแรกที่ใส่ชุดแบบนี้คงจะรู้สึกไม่มั่นใจ


“ไม่นี่”


“แปลว่าเหมาะใช่รึเปล่า”


“มั่นใจในตัวเองหน่อย ปกเสื้อจัดให้ดีๆ” ผมลุกจากโซฟาเดินเข้าไปจัดปกเสื้อที่พับอยู่ให้


“ผมไม่ได้หล่อเหมือนคุณนี่จะได้มีความมั่นใจขนาดนั้น” วิณณ์บ่นอุบอิบ


“ข้าหล่อสินะ” ผมยกยิ้มระหว่างถาม


“...อืม ยิ่งใส่ชุดนี้ยิ่งหล่อ ผมนี่เลือกสีชุดได้เข้ากับคุณมากเลย”


“จะบอกว่าข้าหล่อเพราะเจ้าเลือกสีชุดให้?” ผมยิงคำถามต่อ


“ก็เปล่า...คุณหล่ออยู่แล้ว” วิณณ์ที่ก้มลงเล็กน้อยนั่นไม่สามารถซ่อนใบหน้าแดงระเรื่อให้พ้นสายตาผมได้


“ข้าหล่อก็มองข้าสิจะมองพื้นทำไม” ระหว่างพูดผมใช้มือจับปลายคางอีกฝ่ายให้เงยขึ้นมาเปิดเผยใบหน้าแดงก่ำอันน่าสัมผัสต่อหน้าต่อตา


“...” คนถูกแหย่เม้มปากแน่นด้วยใบหน้าเห่อแดงกว่าเดิม


“ลงไปกันเถอะ” ผมปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระแล้วเดินนำออกไปข้างนอก


ขืนอยู่มองนานมากกว่านี้ได้เผลอคว้าวิณณ์มาจูบก่อนเริ่มงานแน่


เรื่องความอดทนผมคิดว่าตัวเองมีมากนะ ไม่รู้ทำไมพออยู่ต่อหน้าวิณณ์ทีไรเหมือนความอดทนจะปลิวหายไปทุกที


บันไดสูงจากชั้นสองลงมาชั้นหนึ่งจะเปิดโล่งอยู่บริเวณห้องโถงหน้าประตูปราสาท สัมผัสของพลังปิศาจที่ผมปล่อยไปทำให้ทุกคนเงียบเสียงตั้งแต่ชั้นสาม  เมื่อเดินผ่านทางเชื่อมชั้นสองมาจนถึงบันไดไฟที่สว่างจ้าก็ดับลง แสงไฟด้านบนฉายลงมายังผมและวิณณ์ที่ก้าวจากชั้นสองค่อยๆ ลงมาด้านล่างท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับจากทุกคน


“บะ...เบียทรีซ เกิดอะไรขึ้น” วิณณ์ก้าวเข้ามาประชิดหลบด้านหลังผมพร้อมเอ่ยถามเสียงเบา


“ไม่เป็นไรอยู่ข้างๆ ข้าไว้” ผมตอบกลับ


เมื่อก้าวลงมาถึงด้านล่างไฟก็ดับลงแล้วเปิดสว่างทั้งห้องโถงอีกรอบ บรรยากาศภายในห้องโถงมีของประดับตกแต่งทอประกายความหรูหราพร้อมป้ายทองบนผนังเขียนอักษรตัวยักษ์ไว้ว่า ‘ฉลองวันเกิดครบรอบ 235 ปี’


กำหนดการณ์เป็นเหมือนทุกๆ ปีคือผมจะพูดขอบคุณเหล่าผู้ที่มาร่วมงานพอเป็นพิธีก่อนจะให้เริ่มงานเลี้ยงได้ โต๊ะของผมและวิณณ์ถูกจัดไว้ในจุดที่สามารถมองเห็นการแสดงได้ชัดที่สุดแถมยังมีปิศาจรับใช้มาคอยอำนวยความสะดวกตั้งแต่วางเครื่องดื่มไปจนถึงตักอาหารให้


“สุขสันต์วันเกิดองค์ราชา พวกข้าร่วมกันหาของขวัญชิ้นนี้มาให้พระองค์” แกรนและเตโชก้าวเข้ามาอวยพรพร้อมยื่นกล่องของขวัญสีน้ำเงินมาให้ ต่อมาคือสก๊อตที่มอบของขวัญกล่องเล็กให้แต่มูลค่าของสิ่งที่อยู่ด้านในคงไม่น้อยตามขนาดแน่


“ขอบคุณ”


“ดะ...เดี๋ยวก่อนนะ วันนี้วันเกิดคุณ?” วิณณ์ที่เหมือนจะเพิ่งประมวลผลเสร็จรีบหันควับมาขอคำตอบผมกับพวกแกรนที่มองท่าทีตกใจนั่น


“องค์ราชาไม่ยอมบอกเขาจนถึงวินาทีสุดท้ายเลยเหรอ” เตโชพึมพำให้แกรนกับสก๊อตได้ยินกันสามคน


“เหมือนจะเป็นแบบนั้น”


“ข้าก็เดาไว้อยู่”


“เบียทรีซ!” น้ำเสียงแบบนั้นคงจะปิดไม่อยู่แล้วล่ะ ความจริงอีกฝ่ายน่าจะเดาได้ตั้งแต่เห็นป้ายทองบนผนังแล้วด้วยซ้ำ


“ตามที่เข้าใจ วันนี้วันเกิดข้า”


“ทำไมเพิ่งมาบอกผมเล่า! อยู่กับมาตั้งหลายปีผมก็ลืมนึกถึงวันเกิดไป แบบนี้ก็มีผมคนเดียวที่ไม่ได้เตรียมของขวัญให้น่ะสิ” วิณณ์เริ่มแสดงอาการร้อนรน


“ไม่เห็นต้องเตรียม”


“ได้ที่ไหนกัน ผมขอตัวสักพักนะ” พูดจบเจ้าตัวก็ลุกจากเก้าอี้วิ่งกลับเข้าไปในปราสาท


“อย่าวิ่งเร็วเดี๋ยวก็ได้ล้ม” อยากจะถอนหายใจออกมาดังๆ


“ทำไมถึงไม่ทรงบอกทั้งที่พระองค์น่าจะอยากได้ของขวัญจากท่านวิณณ์มากกว่าใคร” แกรนเอ่ยพลางมองแผ่นหลังวิณณ์ที่วิ่งจากไป


“เพราะข้าอยากรู้ว่าถ้ารู้วันนี้เป็นวันเกิดข้า ในเวลาไม่นานเขาจะหาของขวัญอะไรมาให้” ผมบอกคนสนิทที่มีท่าทีสงสัยตามตรง
การจะบอกเป็นเรื่องง่ายๆ และด้วยนิสัยของวิณณ์แน่นอนว่าเขาต้องหาของขวัญมาให้แต่ผมไม่ได้อยากได้ของขวัญที่ต้องใช้เวลาคิดนานหลายวันแต่อยากได้ของที่คิดได้ในเวลาอันสั้น


อยากรู้ว่าของขวัญนั้นจะเป็นอะไร


ไม่เพียงแค่พวกแกรนที่เข้ามาให้ของขวัญแต่ยังมีปิศาจอีกมากมายเข้ามาแสดงความยินดีพร้อมให้ของขวัญซึ่งผมก็รับไว้ตามมารยาทโดยมีแกรน เตโชและสก๊อตคอยยืนอาลักขาอยู่ข้างๆ


“จะว่าไปท่านวิณณ์ดูจะเก่งเรื่องดึงดูดสายตาคนอื่นกว่าเมื่อตอนเป็นลูกครึ่งนะครับ” สก๊อตเปิดบทสนทนาหลังใช้สายตามองไปยังวิณณ์ที่เดินกลับเข้ามาภายในห้อง สายตานับสิบคู่จับจ้องไปยังวิณณ์คล้ายอยากทำความรู้จักและสานต่อความสัมพันธ์ ปกติวิณณ์ค่อนข้างเด่นอยู่แล้วพอมาอยู่ในชุดแบบนี้เลยยิ่งเด่นเข้าไปใหญ่


“น่ารำคาญ วิณณ์!” ผมลุกขึ้นส่งเรียกเรียกอีกฝ่ายดังก้องไปทั่วห้องโถง


“เสียงดังไปแล้วเบียทรีซ อ๊ะ!” ไม่รอให้อีกฝ่ายพูโจบผมคว้าเอวอีกฝ่ายมากอดไว้หลวมๆ ก่อนจะกดจูบเบาๆ ลงบนเส้นผมสีน้ำตาลแดงแสดงความเป็นเจ้าของให้กับทุกสายตาที่กำลังสนใจวิณณ์


ประกาศให้รู้กันไปเลยว่าห้ามแตะต้อง เจ้าของดุมาก!


“หาอะไรมาเป็นของขวัญให้ข้าล่ะ” ผมถามเข้าประเด็นทันที ในระยะเวลาแค่นี้เหรอ...ดอกไม้ อาหารหรือจะเป็นพวกต้นไม้ นึกออกได้ไม่กี่อย่างหรอก


“แล้วคนอื่นให้หมดแล้วเหรอ” วิณณ์ถามกลับ


“ใช่ เหลือเจ้าคนเดียว” เป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ผมอยากเห็นและอยากได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม


“...ถ้าผมขอเวลาถึงพรุ่งนี้ได้รึเปล่า”


“ไม่ได้” ผมไม่คิดจะยืดเวลาออกไปมากกว่านี้หรอกนะ ไม่งั้นก็ไม่มีความหมายที่จะปิดตั้งแต่แรกสิ


“...เวลามีน้อยแถมผมก็ไม่รู้จะให้อะไร ที่คิดได้มีแค่สิ่งนี้ สุขสันต์วันเกิดนะเบียทรีซขอให้มีความสุขมากๆ” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใต้เลนส์แว่นของวิณณ์ประสานมายังดวงตาสีทองของผมพร้อมยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาตรงหน้า


เครื่องหมายคำถามที่ไม่ใช่แค่หนึ่งแต่มากนับสิบอันปรากฏขึ้นตามมาด้วยคิ้วสองข้างที่ขมวดเข้าหากันจนแทบจะไม่เหลือช่องว่าง พวกแกรนที่ยืนแอบมองอย่างโจ่งแจ้งอยู่ด้านหลังยังหันไปสบตากันเพื่อหาคำตอบเลย


“นี่คืออะไร...” ประโยคที่กำลังจะเอ่ยถามหยุดลงยามยกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านเนื้อหาภายใน ตัวอักษรภาษาปิศาจเขียนบนหัวว่าสุขสันต์วันเกิดซึ่งคำนั้นไม่ใช่ประเด็น ประโยคต่อมาต่างหากที่ทำเอาผมถึงกับพูดไม่ออก


‘ตั๋วให้วิณณ์ทำอะไรก็ได้ 1 อย่าง’


นั่นคือประโยคที่เขียนอยู่ตรงกลางกระดาษ


“...ผมไม่ได้ถามว่าคุณอยากได้อะไร แถมตลอดเวลาที่ผ่านมาผมก็ทำให้คุณปวดหัวมาหลายๆ เรื่องเลยคิดว่าอย่างน้อยก็อยากทำอะไรให้คุณบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพราะงั้นก็ให้เบียทรีซเป็นคนตัดสินใจละกันนะ” คำอธิบายผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาแทบจะทันที


“คิดจะทดสอบความอดทนกันใช่ไหมวิณณ์” ผมพยายามข่มใจควบคุมน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติ


พริบตาแรกที่เห็นผมอยากจะคว้าตัวอีกฝ่ายเหวี่ยงลงบนเตียงซะเดี๋ยวนั้นเลย


“ฮะ? ความอดทนอะไร” อีกฝ่ายทำหน้างง


“จัดการที่เหลือด้วย วิณณ์ขึ้นห้อง” ผมลุกขึ้นเตรียมกลับขึ้นห้อง


“อะ...อืม” ถึงจะทำหน้างงแต่ก็ยอมพยักหน้าตามมาโดยดี


“พรุ่งนี้หยุดฝึกก็ได้นะท่านวิณณ์” เตโชพูดกับวิณณ์แต่สายตาหันมามองทางผม เช่นเดียวกับแกรนและสก๊อตที่มองมาราวกับจะบอกว่าถนอมวิณณ์หน่อย


ทำตัวเองขนาดนี้คงจะถนอมได้หรอก


“ฮะ?...”


“วิณณ์!” ผมเอ่ยเร่ง


“รู้แล้ว”


ทันทีที่ขึ้นมาบนห้องผมไม่รอช้าก้าวไปเปิดประตูห้องน้ำโดยมีจุดหมายอยู่ที่อ่างน้ำวงกลมขนาดใหญ่ใจกลางห้องน้ำ กลิ่นหอมของดอกไม้อ่อนๆ บวกกับไออุ่นจากน้ำดูจะเป็นบรรยากาศที่เหมาะแก่การแช่ สิ่งแรกที่ผมทำคือก้าวลงไปแช่ในบ่อทั้งที่ใส่เสื้อผ้า


“เอ่อ...ให้ผมออกไปก่อนไหม” วิณณ์เอ่ยเสียงติดขัดเมื่อเห็นผมลงมานั่งแช่ คนที่ดึงแขนอีกฝ่ายให้ตามเข้ามาไม่ใช่ใครอื่นแต่คือผมเองนี่แหละ ขืนไม่แช่น้ำเพื่อสงบอารมณ์ได้เหวี่ยงวิณณ์ลงเตียงจริงๆ แน่


“ลงมานี่”


“...ฮะ?” ดูเหมือนว่าคำพูดผมจะทำให้อีกฝ่ายชะงักไป


“ลงมานี่วิณณ์” ผมพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง


“ไม่เป็นไรคุณแช่เถอะ ผมจะไปรอข้างนอก...”


“ข้าจะใช้ตั๋วนี่ ลงมานี่วิณณ์” กระดาษหลักฐานในมือถูกชูขึ้น วิณณ์มีท่าทีลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนจะค่อยๆ ก้าวขาลงมาในอ่างน้ำกล้วขยับพาตัวเองไปอยู่ชิดอีกฝั่งของอ่าง


เข้าใจของเสียของการมีอ่างใหญ่ก็วันนี้เอง


“...เราจะแช่กันทั้งเสื้อผ้าแบบนี้เหรอ”


“ก็ถอดสิ” ผมไม่ขัดอยู่แล้ว


“มะ...ไม่เป็นไร”


“ขยับมานี่” ผมสั่ง


“อยู่ตรงนี้ดีแล้ว”


“วิณณ์”


“อึก...ผมไม่ อ๊ะ!” วิณณ์ถึงกับหลุดร้องยามถูกผมคว้าแขนพร้อมกับดึงตัวอีกฝ่ายให้ขึ้นมานั่งอยู่บนตักในสภาพที่หันหน้าเข้าหากัน อารมณ์ที่คิดว่าน่าจะดับลงเมื่อได้แช่น้ำกลับทยานขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า


ภาพของวิณณ์ที่เปียกโชกไปด้วยน้ำตั้งแต่เส้นผมมาถึงชุดที่แนบไปกับผิวจนเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งกว่าปกติ แถมใบหน้าแดงๆ คล้ายกำลังเขินอายยิ่งกระตุ้นความต้องการให้มากขึ้นไปอีก


“วิณณ์” น้ำเสียงที่ใช้เรียกไม่ได้อ่อนลงแต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ใกล้ปะทุ


“...เบียทรีซ...อ๊ะ! ทำไมมันถึง...” วิณณ์เอ่ยประโยคติดขัดสลับกับก้มมองลงมายังบริเวณที่สะโพกตัวเองกำลังนั่งทับอยู่


“เพราะเจ้านั่นแหละ”


“เพราะผม? มะ...ไม่ใช่สักหน่อย” อีกฝ่ายส่ายหน้ารัวๆ ไม่ยอมรับ


“ใช่สิ เพราะเจ้านั่นแหละทำตัวน่ารักจนข้าทนไม่ไหว” ระหว่างพูดผมเงยหน้าขึ้นไปถอดแว่นที่เป็นฝ้าจากไอน้ำไปวางไว้ข้างๆ ใบหน้ายามปราศจากเลนส์แว่นบวกกับหยดน้ำประปรายนี่ผมไม่มีวันยอมให้ใครได้เห็นนอกจากตัวผมเองแน่


“ผมเปล่า...อื้ออ~” คำพูดของวิณณ์ถูกกลืนหายไปด้วยริมฝีปากของผมที่มอบจูบอันดูดดื่มพานให้หลงใหลไปกับห้วงของอารมณ์ที่ทะยานไม่หยุด


ในระหว่างริมฝีปากประสานกันแนบชิดฝ่ามือก็ไม่ได้เว้นว่างปลดกระดุมชุดของวิณณ์เผยให้เห็นผิวขาวที่กำลังเห่อแดงไปทั้งตัว แผ่นอกถูกผมลูบไล้และบดเบียดจนร่างกายเกร็งขึ้นอันโนมัติ มืออีกข้างเลื่อนลงไปสัมผัสกับส่วนร้อนที่กำลังตื่นตัวขึ้นตามอารมณ์


“อ๊ะ! ไม่ อย่าจับ อ๊า!” ผมไม่ฟังเสียงห้ามรูดรั้งกระตุ้นสร้างอารมณ์เปิดเปิงให้อีกฝ่ายรู้สึกดี


“วิณณ์...อึก” เสียงครางหวานหูส่งผลให้ส่วนล่างตื่นตัวเต็มที่ แต่เพราะมือข้างหนึ่งกับริมฝีปากกำลังไล้เลียแผ่นอก ส่วนมืออีกข้างก็กำลังยุ่งกับการสัมผัสส่วนอ่อนไหวจึงไม่สามารถช่วยให้อารมณ์ตัวเองปลดปล่อยออกมาได้


“อื้ออ~ หยุดเลีย ผมไม่ไหว อ๊ะ! อึก...เบียทรีซ” วิณณ์จิกเล็บลงกับบ่าผมตามอารมณ์ที่ทยานสูงขึ้น


“ไม่ไหวก็ปล่อยออกมา” ผมกระซิบข้างใบหูก่อนจะขบเบาๆ ทุกสัมผัสที่ผมมอบให้ทำเอาร่างของวิณณ์กระตุกแล้วปลดปล่อยออกมาแทบจะทันที


“...อ๊ะ!...ผมบอกให้หยุดไง” เสียงหอบมาพร้อมกับคำบ่น


“รู้สึกดีไหม”


“...” อีกฝ่ายไม่ตอบแถมยังซุกหน้าลงมาบนไหล่ผม


“วิณณ์”


“...ผมไม่ยอมอายคนเดียวหรอกนะ”


“ยังไง...อึก” ผมถึงกับสะดุ้งยามวิณณ์ปลดซิปกางเกงแล้วลูบไล้ความแข็งขืนที่หลบซ่อนอยู่ภายใน มือของวิณณ์ขยับขึ้นลงในจังหวะที่รู้เลยว่าไม่เป็น ทว่าแค่นั้นก็มากพอที่จะกระตุ้นอารมณ์ผมได้


“เร็วกว่านี้ไหม” วิณณ์ถามเสียงอู้อี้เพราะยังซุกหน้าอยู่ที่ไหบ่ผมอยู่


“เงยหน้าวิณณ์ มองข้า” ผมสั่งและไม่รอให้อีกฝ่ายขานรับใช้ลิ้นปลุกเล้ายังยอดอกที่กำลังชูชันอีกรอบ


“อ๊า! เบียทรีซ อ๊ะ...”


“อย่าหยุดมือสิ”


“ก็หยุดเลีย อื้ออ~” เล่นกับแผ่นอกเสร็จก็เปลี่ยนมาประกบจูบอีกฝ่ายโดยไม่ให้รู้ตัว ความร้อนของร่างกายในเวลานี้ทำเอาน้ำอุ่นภายในอ่างเหมือนกำลังเดือด ผมสัมผัสกับส่วนร้อนของวิณณ์อีกรอบ ต่างฝ่ายต่างปรนเปรอให้กันไม่นานก็ปลดปล่อยออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน


เสียงหอบหายใจดังก้องห้องน้ำส่วนตัว ร่างกายของวิณณ์ขยับหายใจขึ้นลงด้วยความเหนื่อยล้าจากกิจกรรมเมื่อครู่ ต่างฝ่ายต่างเงียบทว่าภายใต้ความเงียบพวกเรากลับกอดกันแน่น


“วิณณ์...เจ้าชอบข้าสินะ” ผมพูดขณะขยับตัวเล็กน้อย


“...อืม ผมชอบเบียทรีซ”


“แต่ข้าไม่ได้ชอบเจ้า” ความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความชอบ


“...เบียทรีซ” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสั่นระริกประสานกับดวงตาของผมนิ่งๆ


“ข้าไม่ได้ชอบแต่รัก ข้ารักเจ้าวิณณ์” ทั้งที่ยังไม่อยากเปิดเผยความรู้สึกนี้ให้อีกฝ่ายรู้แต่เพราะอะไรหลายๆ อย่างทำให้สุดท้ายผมต้องเอ่ยคำว่ารักออกไปจนได้


“...รักผม จริงเหรอ” วิณณ์ดูจะไม่แน่ใจกับสิ่งที่ได้ยินนัก


“จะจริงหรือไม่จริงเจ้าก็ลองหาคำตอบด้วยตัวเจ้าเองสิ” ผมไม่ปล่อยให้วิณณ์ได้สงสัยหรือถามอะไรมากไปกว่านี้จับปลายคางอีกฝ่ายกดลงพร้อมมอบจูบอันลึกล้ำให้อีกครั้ง

.........................................
จบกันไปอีกหนึ่งตอน

ตอนที่แล้วมีคนมองบนเบียทรีซเยอะมาก

พ่อคนปากแข็ง พ่อคนซิน พ่อคนขี้แกล้ง

มาตอนนี้เป็นฉากสารภาพของเบียทรีซแถมยังอยู่ในอ่างน้ำพร้อมกับวิณณ์ด้วย

แค่จินตนาการก็ฟินแล้ว

ดูท่าถ้าเบียทรีซได้ของขวัญแบบนี้คงอยากจะจัดงานวันเกิดทุกปีเป็นแน่ 555

อ่านจบแล้วรู้สึกยังไง คอมเม้นท์บอกกันได้นะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
ขี้แกล้งจริงๆด้วยสินะ เบียทรีซ


ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
อันนี้คือใช้แล้วหรอ นึกว่าจะ :jul1: ซะอีก แต่หวังว่าปีต่อไปจะจัดทุกปีนะคะ55555


ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 143
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
โอ้ย  ละลายยยย

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2793
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
อื้อหือ แบบนี้ก็ได้เปรียบเลยสิ ให้วิณณ์ทำอะไรก็ได้ 1 อย่าง
แต่เบียทริซ ทำมากกว่า 1 ไปแล้วนะ วิณณ์ต้องทวงคืนสิ

วิณณ์ตามไปแบบงงๆ แล้วก็จะโดนกินแบบงงๆ ด้วยจ้า
เอ็นดูวิณณ์มาก เจอเบียทริซอยากลองใจ
แล้วดูวิณณ์ทำ น่ารักดีค่ะ มีต่อรองและยังไงก็ไม่รอดจ้า

วิณณ์ ความซุ่มซ่ามนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะ ดีที่ดาบไม่ทิ่มคนอื่น 5555

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6921
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
กริ้ววววววววว

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +357/-0
⊰บงการ:วันที่16:⊱




“เอกสารทั้งหมดของวันนี้ครับ” แกรนยื่นเอกสารปึกหนึ่งให้กับเบียทรีซซึ่งนั่งทำหน้านิ่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เบียทรีซรับเอกสารเหล่านั้นมาเปิดอ่านด้วยใบหน้าเฉยเมยคล้ายไม่สนใจ


“ปฏิเสธซะ” ใช้เวลาอ่าน ไม่สิ ควรพูดว่าใช้เวลาเปิดผ่านไม่ถึงนาทีเอกสารปึกเดินก็ถูกยืนกลับไปให้แกรนที่ยืนรออยู่ตรงหน้า


“ท่านวิณณ์” แกรนยังไม่รับเอกสารคืนแต่หันมาเรียกผมที่แม้จะใช้หูฟังบทสนทนาอยู่ทว่ามือข้างนึงกำลังเปิดบันทึกส่วนมืออีกข้างก็กำลังจดตัวเลขลงไปในตาราง การช่วยงานเบียทรีซเป็นเรื่องปกติหลังจากฝึกกับเตโชเสร็จช่วงหลังมานี่การฝึกค่อนข้างจริงจังมากขึ้นเหมือนเตโชจะอยากขัดเกลาฝีมือผมให้สูงขึ้นไปอีก


“ครับ” ผมขานรับแล้ววางมือจากงานที่ทำอยู่ เรียกแบบนี้แปลว่าต้องมีเรื่องอะไร


“ที่โลกมนุษย์มีทะเลรึเปล่าครับ”


“มีครับ ที่อยู่ผมก่อนหน้านี้ก็อยู่ไม่ไกลจากทะเลเวลาเหนื่อยจากงานมากๆ บางครั้งผมจะไปขับรถเล่นดูทะเลเพื่อคลายเครียด” นึกถึงตอนที่เริ่มเข้าทำงานใหม่ๆ เลย ความเครียดและแรงกดดันที่ไม่เคยเจอการได้มองทะเลที่ไกลสุดสายตาช่วยผมได้มาก


“ข้าขอเดาว่าท่านชอบทะเล” แกรนถามต่อ


“ครับ ชอบมากเลย จะว่าไปก็หลายปีแล้วที่ไม่ได้ไปเลย” ว่าแต่ทำไมถึงเกริ่นเรื่องทะเลขึ้นมากันนะ


“เคยเห็นทะเลที่โลกปิศาจรึยังครับ” คำถามใหม่มาพร้อมกับรอยยิ้ม ส่วนเบียทรีซที่นั่งอยู่ก็กำเอกสารในมือแน่นขึ้น


“ทะเล?” ผมถึงกับตาลุกวาวด้วยความดีใจเมื่อได้ยินคำพูดของแกรน ตั้งแต่มาอยู่นี่ก็เคยไปแค่ตลาดกับป่าเลยนึกว่าไม่มีทะเลซะอีก จะว่าไปตอนถูกจับตัวไปครั้งก่อนผมก็อยู่บนเรือนี่นะแต่เพราะสถานการณ์เลยไม่มีกระจิตกระใจไปสนใจทะเลนัก


“ครับ ทะเลของโลกปิศาจจะเปลี่ยนสีไปตามแสงอาทิตย์ที่สะท้อนลงมา อย่างเวลาเที่ยงแบบนี้จะเห็นเป็นสีส้ม ช่วงเย็นจะเป็นสีแดงและช่วงค่ำจะเป็นสีน้ำเงิน ในตอนเช้าจะเห็นเป็นเหลืองนวล ช่วงสายหน่อยจะเป็นสีฟ้า เป็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามมากครับ”


“ที่โลกมนุษย์เองก็มีช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกที่น้ำทะเลจะถูกย้อมด้วยสีแดงเหมือนกัน แม้จะมองแล้วแสบตาแต่ภาพนั่นก็งดงามจนละสายตาไม่ได้”  เพิ่งรู้ว่าทะเลที่โลกปิศาจจะเปลี่ยนสีไปตามแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ได้หลายสีแบบนี้


“ความจริงแล้วองค์ราชาได้รับเชิญให้เป็นผู้กล่าวเปิดงานเทศกาลซึ่งจัดขึ้นริมทะเล...”


“แกรน!” เบียทรีซกดเสียงต่ำเรียกคนสนิทของตัวเอง


“เทศกาลนั้นเป็นเทศกาลขึ้นชื่อของโลกปิศาจที่จะจัดขึ้นทุก 10 ปีจะมีปิศาจจากทั่วทุกพื้นที่มาเข้ามาร่วมงานเทศกาลนี้ด้วยครับ” แกรนไม่สนใจเสียงเรียกห้ามของเบียทรีซอธิบายต่อจนจบประโยค


“เทศกาลเหรอ...เบียทรีซผมขอไปด้วยได้ไหม” ผมหันควับไปหาเบียทรีซที่สะดุ้งเล็กน้อยยามถูกเรียก


“...เจ้าอยากไป?” เบียทรีซถามกลับ


“อืม ผมอยากลองไปเห็นทะเลที่เปลี่ยนสีได้ แล้วก็อยากลองเดินงานเทศกาลดูด้วย ผมสัญญาว่าจะเดินตามหลังคุณดีๆ ไม่หลงไปไหนแน่นอน” ครั้งล่าสุดที่เคยเข้าร่วมงานเทศกาลคงเป็นวัยเด็กที่อายุประมาณ 10 ขวบ...เหมือนตอนนั้นคุณพ่อจะพาผมเดินเที่ยวงานวัดที่จัดขึ้นใกล้บ้านละมั้ง


ยังไงเบียทรีซก็ต้องไปอยู่แล้วผมเลยอยากขอตามไปด้วยหวังว่าคงอนุญาตนะ


“เรื่องนั้นต้องน่าเดียดาย ดูเหมือนองค์ราชาจะปฏิเสธการเข้าร่วมงานเทศกาลนั้นแล้ว” แกรนอธิบายพร้อมหันไปมองเบียทรีซที่เริ่มแผ่รังสีหงุดหงิดออกมา


“คุณปฏิเสธเหรอเบียทรีซ ทำไมถึงปฏิเสธล่ะงานเทศกาลครั้งเดียวในรอบ 10 ปีเลยนะ”


“...เจ้าจงใจสินะแกรน” เบียทรีซใช้ดวงตาสีทองจ้องไปยังแกรนที่โค้งศีรษะลงเล็กน้อยราวกับน้อมรับคำพูดนั้น


“ขออภัยองค์ราชา”


“ชิ...งานเทศกาลเต็มไปด้วยปิศาจหลายพันชีวิต ทั้งเสียงดัง ทั้งแออัดแถมยังต้องอยู่ถึงดึกอีก รู้แบบนี้แล้วก็ยังจะไปอีกรึเปล่า” เบียทรีซเบนสายตามาทางผมแทน


“อืม ผมอยากไป” ได้ชื่อว่างานเทศกาลถ้าคนน้อยและเงียบคงไม่ใช่ ต้องคนเยอะและครึกครื้นสิถึงจะเรียกว่างานเทศกาล เรื่องอยู่ดึกเองก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ยิ่งอยู่ดึกยิ่งได้ซึมซับวัฒนธรรมของเทศกาลมากขึ้นไปอีก


“อยากไปก็ไป จัดการซะแกรน” เอกสารในมือถูกโยนให้แกรนโดยไม่ทันตั้งตัวจนเกือบรับไม่ทัน


“รับทราบ ข้าจะเตรียมการให้”  ก่อนออกจากห้องไปแกรนหันมาโค้งคล้ายจะขอบคุณผมด้วย


“ผมทำให้คุณหงุดหงิดเหรอ” ผมถามพลางลุกจากเก้าอี้เดินไปหาเบียทรีซที่ทำหน้าหงุดหงิดอยู่


“เปล่า”


“แต่คุณทำหน้า...”


“ไม่ใช่หงุดหงิดเจ้าแต่กำลังหงุดหงิดตัวเองต่างหาก”


“หงุดหงิดอะไร อ๊ะ!...” เบียทรีซดึงแขนผมให้เซลงไปนั่งบนตักของอีกฝ่าย


สภาพหันหน้าเข้าหากันแบบนี้ทำเอาภาพความทรงจำเมื่อหลายเดือนก่อนหลังงานวันเกิดของเบียทรีซผุดขึ้นมา...รสจูบและสัมผัสที่ปลุกเล้าจนร่างกายไม่อาจทานทนได้แต่ปล่อยตัวไปกับความรู้สึกดีที่ถูกมอบให้นับครั้งไม่ถ้วน ภาพเหล่านั้นพานให้เลือดฉูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าอย่างฉับพลัน


ผมคิดผิดเองที่ให้ของขวัญเป็นตั๋วสั่งให้ทำอะไรก็ได้


ใครจะคิดล่ะว่าเบียทรีซจะใช้มันบังคับให้ผมลงไปแช่น้ำด้วยแถมยังเกินเลยกว่าคำว่าแช่น้ำไปไกลอีก ถ้อยคำหวานหูที่กระซิบบอกรักนั้นแม้จะไม่แน่ใจแต่ก็คาดหวังว่าจะเป็นความจริง


“ทำไมข้าถึงได้อาการหนักขนาดนี้กัน”


“ฮะ? อาการอะไร คุณไม่สบายเหรอ” ผมรีบใช้ฝ่ามือวัดไข้บริเวณหน้าผากด้วยความร้อนรน


“หรือเป็นเพราะเจ้าข้าถึงได้เป็นแบบนี้ ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วว่าต้องจะไม่ไปแต่พอเจ้าบอกว่าอยากไปข้ากลับพลิกคำพูดตัวเองได้ในทันที นี่เจ้าอีกอิทธิพลกับข้าขนาดไหนกันวิณณ์” คำถามนั้นผมไม่รู้ว่าเบียทรีซต้องการให้ผมตอบรึเปล่า แต่ถ้าต้องการคำตอบเขาคงไม่ปิดปากผมด้วยปากตัวเองแบบนี้หรอก


“...คุณไม่อยากไปทะเลเหรอ” ผมถามต่อด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ไม่มีทางที่จะเอ่ยน้ำเสียงปกติได้หลังจากถูกจูบหรอก


“ใช่ ข้าไม่ชอบทั้งวุ่นวายและเสียงดัง”


“ผมขอโทษ ให้ผมไปบอกปฏิเสธแกรนให้ก็ได้นะ” เหมือนผมเป็นคนบังคับให้เบียทรีซต้องทำในสิ่งที่ไม่ต้องการเลย


“เจ้าอยากไปไม่ใช่”


“ก็ใช่แต่ถ้ามีแค่ผมคนเดียวที่อยากก็ไม่ดีหรอก ต้องอยากไปทั้งคู่สิถึงจะสนุก”


“แค่เจ้าอยากไปก็พอ”


“...ตามใจผมแบบนี้จะดีเหรอ”


“แล้วไม่ดี?”


“เปล่า มันเหมือนผมได้สิทธิพิเศษยังไงไม่รู้” เพราะบอกว่าอยากไปเบียทรีซก็ยอมพาไปทั้งที่เขาไม่ได้อยากไป


“ไม่ใช่เหมือนแต่เจ้ามีสิทธิพิเศษจริงๆ พิเศษมากว่าใคร”


“...เบียทรีซ”


“สิ่งที่แลกกับความพิเศษที่ข้ามอบให้มันมากนะวิณณ์ เตรียมใจไว้รึยัง” เบียทรีซพูดต่อ ดวงตาคู่งามจ้องประสานผ่านเลนส์แว่นมา ไม่ว่าจะกี่ครั้งผมก็ไม่เคยชินยามถูกดวงตาสีทองนี่จับจ้องมา


“...ผมไม่เข้าใจ” สิ่งที่แลกอะไร


“จะทำให้เจ้าหลงข้าชนิดที่ขาดข้าไม่ได้เลย” อีกฝ่ายตอบพร้อมยกยิ้มเจ้าเล่ห์


ไม่กี่วันต่อมาพวกเราเดินทางมาถึงยังพื้นที่จัดงานริมทะเล บริเวณชายหาดกว้างทอดยาวไปนับร้อยกิโลเต็มไปด้วยปิศาจที่เริ่มมาเดินเที่ยวงานแม้จะเป็นช่วงบ่ายของวันก็ตาม ร้านค้ามากมายเปิดเรียงรายอยู่ตามชายหาด จากที่แกรนอธิบายเหมือนงานเทศกาลที่แท้จริงจะเริ่มในช่วงค่ำ เพราะงั้นผมและเบียทรีซเลยสามารถเดินเที่ยวได้ในช่วงนี้


ทะเลสีฟ้าครามเปลี่ยนเป็นสีส้มสว่างราวกับบ่อของน้ำผลไม้ ตลอดการเดินสำรวจเห็นทั้งปิศาจที่นอนอาบแดดและลงไปเล่นน้ำเหมือนอย่างโลกมนุษย์ไม่มีผิด ที่แตกต่างคือรูปลักษณ์ภายนอกอันมีเอกลักษณ์ของแต่ละตน ถึงจะอยู่มานานหลายปีแต่ก็มีหลายครั้งที่เผลอตกใจเวลาเห็นปิศาจที่มีใบหน้าและรูปร่างเป็นสัตว์


“ร้อน” เสียงบ่นดังขึ้นเป็นรอบที่ล้านจากสัตว์ตัวยักษ์ขนสีดำสนิทแถมยังมีเขางอกออกมาสองข้างอีก เบียทรีซในร่างสัตว์ไม่ได้เห็นมาหลายปีแล้ว เหมือนว่าถ้ามาเดินในร่างของราชาปิศาจอาจทำให้แตกตื่นได้เลยต้องจำใจมาอยู่ในร่างนี้


“ก็ขนคุณยาวนี่นา” ผมซึ่งอยู่ในร่างมนุษย์ยังมีเหงื่อไหลยามโดนแสงอาทิตย์อันร้อนแรงเลยประสาอะไรกับขนสีดำสนิทที่นอกจากจะดูดแสงแล้วยังกักเก็บความร้อนไว้


“จะกลับรึยัง”


“เราเดินมาได้ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลยนะ” ที่พักในช่วงก่อนถึงเวลาเริ่มงานเป็นเหมือนบ้านพักตากอากาศติดกับทะเลและใกล้กับบริเวณจัดงานเทศกาล ตอนที่มาถึงเบียทรีซก็ตรงไปยังห้องนอนทันทีแต่พอผมขอออกมาเดินเท่านั้นแหละเจ้าตัวก็ยอมลุกตามมาจนถึงตอนนี้


“ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ”


“คุณกลับไปพักที่ห้องก่อนก็ได้นี่”


“เจ้าจะเดินคนเดียว?”


“อืม ผมจำทางกลับได้นะ” บ้านพักไม่ได้จำยากอะไรเลยแค่ตรงไปหลังแรกที่เจอนั่นแหละ


“ข้าจะเดินด้วย”


“คุณไม่ต้องห่วงผมขนาดนั้นก็ได้ทักษะการต่อสู้ ใช้อาวุธหรือแม้แต่พลังปิศาจผมก็พอมี” แม้จะยังไม่เก่งแต่ถ้าแค่ปกป้องตัวเองผมว่าสามารถทำได้


“ทักษะในการสะดุดบนพื้นราบก่อนจะปิดฉากการโจมตีนั่นน่ะเหรอ ทักษะพิเศษที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้” เบียทรีซบอกพลางเงยหน้าขึ้นมามองผม


“...มันก็ต้องมีพลาดกันบ้าง”


“หึ...อยากเดินก็เดินไป”


“ขอบคุณที่มาเป็นเพื่อนนะ โอ๊ะ...นั่นพวกเขาทำอะไรกันน่ะ” ผมชี้นิ้วไปทางหาดทรายที่มีเหล่าปิศาจกำลังยืนมุงดูบางอย่างภายใน ผมก้าวเข้าไปมองภาพปิศาจสองตนกำลังยกอาวุธวิ่งเข้าปะทะกันด้วยความสงสัย จะบอกว่าเป็นการต่อสู้ก็คงใช่แต่ดูเหมือนจะมีอะไรมากกว่านั้น


“นั่นเป็นหนึ่งในกิจกรรมขึ้นชื่อของงานเทศกาล ปิศาจ 2 ตนจะต่อสู้กันผู้ชนะคือฝ่ายที่ล้มลงก่อน” เบียทรีซเดินเข้ามาใกล้ระหว่างอธิบาย


“แปลว่าไม่บาดเจ็บมากใช่ไหม” ผมถามต่อ


“ประมาณนั้น หากล้มลงพื้นแล้วกรรมการจะบอกให้หยุดการต่อสู้...เจ้าจะทำอะไรน่ะวิณณ์?!” เบียทรีซส่งเสียงเรียกผมที่เดินเข้าไปหาปิศาจตนหนึ่งซึ่งกำลังส่งเชิญชวนให้มาเข้าร่วมการต่อสู้นี้


“ขอผมสมัครได้ไหมครับ” ผมเอ่ยถามโดยไม่สนเสียงห้ามของเบียทรีซที่ไล่หลังมา


“ได้สิ แต่เจ้าจะไหวเหรอตัวเล็กแค่นี้เดี๋ยวก็บาดเจ็บเอาหรอก ไม่สิ...พวกระดับสูงรึ” ใบหน้าของผู้รับสมัครฉายแววกังวลอยู่ไม่น้อยยามมองรูปร่างผม ก็นะ ถ้าเทียบกับปิศาจร่างใหญ่สองตนที่พึ่งปะทะกันเสร็จผมก็ทั้งเตี้ยกว่าและรูปร่างบางกว่ามาก ความกังวลที่ฉายอยู่บนใบหน้านั้นหายไปยามรู้ถึงตัวตนของผม


“ไหวครับ”


“งั้นรอคิวที่ 48 ได้เลย ตอนนี้ถึงคิว39-40อยู่”


“ครับ” ผมรับบัตรคิวแล้วเดินกลับมายืนดูการแข่งท่ามกลางเสียงบ่นของเบียทรีซ


“วิณณ์” เบียทรีซเรียกเป็นรอบที่สิบ


“ผมไม่เป็นหรอก” ผมย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อจะได้คุยอยู่ในระดับเดียวกับเบียทรีซในร่างนี้


“จะไม่เป็นไรได้ยังไง คิดอะไรถึงลงต่อสู้แบบนี้”


“ผมอยากแสดงฝีมือที่ก้าวหน้าขึ้นนิดหน่อยให้คุณเห็น”


“ก็ไม่เห็นต้องตอนนี้นี่ กลับปราสาทไปค่อยให้ลูกน้องเตโชมาเป็นคู่ซ้อมก็ได้”


“ผมอยากรู้นี่ว่าตอนนี้ฝีมือผมพอจะปกป้องตัวเองได้รึยัง ตอนฝึกที่ปราสาทผมคิดอยู่หลายครั้งว่าพวกเขาออมมือให้ผมรึเปล่านะ อาจเพราะผมเป็นคนของเบียทรีซพวกเขาเลยไม่เอาจริง” ผมคิดมานานแล้วเรื่องนี้ ทุกคนดูจะแสดงออกว่าผมอยู่ในระดับที่เหนือกว่า ก็เลยเกิดความไม่แน่ใจว่าฝีมือที่คิดว่าน่าจะปกป้องตัวเองได้นั้นมันจริงรึเปล่า


นี่ถือเป็นโอกาสดี


“เจ้าคิดมากไป ตอนฝึกก็คือฝึกต่อให้เป็นข้าพวกเขาก็ต้องเอาจริง”


“ยังไงผมสมัครไปแล้วนี่”


“ไปยกเลิกซะ”


“ไม่เอา”


“ดื้อ”


“แฮะๆ”


“ไม่ต้องมาแฮะเลย”


“คิวที่47-48เตรียมตัวครับ” คุยกันได้ไม่นานเสียงประกาศหมายเลขของผมก็ดังขึ้น


“เอาล่ะ”


“ระวังตัวด้วย ถ้าใครกล้าทำเจ้าเจ็บข้าไม่ปล่อยไว้แน่”


“คิก...คุณห่วงผมเกินไปแล้ว นี่เบียทรีซ” ก่อนจะก้าวเข้าไปในเขตการต่อสู้ผมเรียกชื่ออีกฝ่ายพลางใช้แขนสองข้างกอดเส้นขนสีดำสนิทแน่นๆ แทนการขอกำลังใจ


“อะไร”


“เชียร์ผมด้วยนะ” ส่งยิ้มให้เสร็จผมจึงก้าวเข้าไปยืนตรงกลางของพื้นที่การต่อสู้


คู่ต่อสู้ของผมเรียกเสียงฮือฮาจากรอบสนามได้จากขนาดของร่างกายที่ใหญ่กว่าผมประมาณ 3 เท่า รูปร่างของเขาเหมือนปูแต่ยืนด้วยสองขา ที่บอกว่าเหมือนปูคือส่วนของแขนสองข้างที่มีกล้ามปูงอกออกมาแทน ส่วนของมือนั้นเป็นอาวุธที่แค่มองก็รู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว


“นี่ดาบของแต่ละท่านครับ” กรรมการยื่นดาบยาวสีเงินส่งมาให้ผม ด้วยน้ำหนักประมาณนี้ผมค่อนข้างคุ้นชินเพราะดาบที่ฝึกก็คล้ายๆ กัน


“ข้าไม่ต้องการอาวุธ แค่มือสองข้างนี้ก็มากพอแล้ว” คู่ต่อสู้ของผมบอกกรรมการที่ยื่นดาบไปให้สลับกับมองมาทางผม


“ถ้าเช่นนั้นก็ขอเริ่มการต่อสู้!” กรรมการถอยไปยืนวงนอกก่อนจะประกาศเริ่ม


ก้ามปูสีส้มแดงเหวี่ยงเข้าใส่ผมทันทีหลังสัญญาณเริ่ม โชคดีที่ประสาทสัมผัสการเคลื่อนไหวผมค่อนข้างดีเลยสามารถหลบการจู่โจมนั้นได้ ซึ่งอีกฝ่ายไม่หยุดแค่การโจมตีเดียวก้ามปูอีกข้ากางออกแล้วพุ่งเข้าใส่ผมอย่างรวดเร็วจนหลบไม่ทันผมเลยต้องยกดาบขึ้นป้องกัน


ด้วยขนาดของร่างกายก็เป็นตัวบ่งบอกถึงพละกำลังของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ผู้ที่ร่างกายใหญ่กว่าย่อมมีพลังมากกว่าตามกฎของธรรมชาติ แต่นั่นหมายถึงต้องเป็นเผ่าเดียวกันเพราะมีไม่น้อยเลยที่รูปร่างเล็กแต่พละกำลังนั้นมีมากกว่า ในกรณีผมไม่ได้พละกำลังทัดเทียมคู่ต่อสู้ต่อให้ใช้สองขาพยายามยัน ร่างกายเองก็ค่อยๆ ถอยไปตามแรงผลัก


ผู้ที่ชนะนอกจากจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามล้มแล้วการให้ออกนอกเขตก็เป็นอีกวิธีที่สามารถนำชัยชนะมาให้กับตัวเองได้ อีกฝ่ายคงคิดจะดันผมให้ออกนอกเขตไปทั้งแบบนี้เลยสินะ


ผมหายใจเข้าตั้งสมาธิรวบรวมพลังปิศาจไว้ที่ปลายเท้าก่อนจะฉวยโอกาสตอนอีกฝ่ายกำลังจะเพิ่มแรงผลักเบี่ยงตัวหลบออกมาส่งผลให้อีกฝ่ายเกือบล้มลงไป ด้วยความอับอายที่ถูกคนผอมบางอย่างผมทำให้เสียท่าบวกกับเสียงเชียร์รอบข้างหันมาเชียร์ผมมากขึ้น นั่นคงเป็นเหตุทำให้คู่ต่อสู้เริ่มโมโห ดวงตาสีแดงก่ำกับพลังปิศาจที่แผ่ออกมานั่นแปลว่าจะทุ่มทุกอย่างในการโจมตีนี้


“วิณณ์!” เสียงเรียกจากเบียทรีซเรียกดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใต้เลนส์แว่นของผมให้หันไปสบก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ให้ ไม่บ่อยนักที่น้ำเสียงของเบียทรีซจะดูเป็นกังวลแบบนี้


“ต้องทำได้สิน่า” ผมพึมพำพร้อมปลดปล่อยพลังปิศาจออกมา ปิศาจโดยรอบเริ่มส่งเสียงว่าปิศาจระดับสูงมาครู่ใหญ่แล้ว ดูเหมือนตัวตนของผมจะเป็นที่สนใจมากพอดู


“ปิศาจระดับสูงก็มีดีแค่พลังปิศาจแหละน่า รับพลังของข้าไปซะ!” คู่ต่อสู้รวบรวมพลังมาไว้ยังแขนขวา คงจะทุ่มทุกอย่างในการปะทะนี้


พลังปิศาจที่ผมปล่อยออกไปโดยรอบถูกดึงกลับมาพร้อมกับใช้พลังนั่นปกคลุมดาบทั้งเล่มไว้แล้วเหวี่ยงดาบเข้าปะทะกับก้ามปูที่พุ่งเข้าใส่ เสียงแตกหักพร้อมร่างยักษใหญ่ล้มลงดังก้องไปทั่วบริเวณสร้างความตกตะลึงแก่ผู้ชมจนเกิดความเงียบเข้าปกคลุม สิ่งที่แตกไม่ใช่ดาบของผมแต่เป็นเปลือกของก้ามปูสีส้มแดงที่ปะทะกับดาบที่เคลือบไปด้วยพลังปิศาจจนแตกออกเป็นเสี่ยง แม้ทางนั้นจะใช้พลังปิศาจเหมือนกันทว่าความแตกต่างยังเห็นได้ชัดอยู่ดี


“ชนะ?...ผมชนะแหละเบียทรีซ!” ผมหันไปหาเบียทรีซซึ่งก้าวยาวๆ เข้ามาใกล้พร้อมใช้อุ้งเท้าสีดำตปบหัวผมเบาๆ


“จะทำให้ข้าห่วงไปถึงไหนฮะ”


“คุณยอมรับว่าห่วงผมด้วย โอ๊ย! ผมขอโทษ” ผมรีบเอ่ยขอโทษทันทีที่อุ้งเท้านั่นออกแรงกดลง


“ถือเป็นโชคดีที่ไม่สะดุดอะไรเข้า” เบียทรีซพูดต่อ


“นั่นสิ ผมก็กังวลอยู่” เวลาฝึก 10 ครั้งจะมีประมาณ 8 ครั้งที่ผมพลาดเลยค่อนข้างดีใจที่วันนี้สามารถทำได้โดยไม่พลาดเหมือนทุกที โชคดีจริงๆ


“แก...อย่าคิดว่าทำให้ข้าอับอายแล้วจะปล่อยให้กลับไปได้ง่ายๆ นะ!” คู่ต่อสู้ของผมดูเหมือนจะยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ผลักกรรมการที่เข้ามาห้ามกระเด็นไปไกลแล้วก้าวเข้ามาเผชิญหน้ากับผม


“การต่อสู้นี่คุณแพ้แล้วยอมรับผลเถอะ” ผมบอกอีกฝ่าย


“มาสู้กันอีกครั้ง ครั้งนี้แหละข้าจะขยี้เจ้าซะ!”


“ไม่ล่ะ ถ้าสู้อีกครั้งผมแพ้แน่ขอโทษด้วยที่ทำให้คุณบาดเจ็บ” สถานการณ์ในตอนนี้ผมไม่คิดจะเสี่ยงสู้อีกรอบหรอก ในสภาพที่อีกฝ่ายเปิดโหมดการต่อสู้คงได้มีการบาดเจ็บเกิดขึ้นแน่และผมไม่คิดว่าตัวเองจะโชคดีเหมือนก่อนหน้านี้ อาจเผลอไปสะดุดอะไรเข้าก็ได้


“คิดจะหนีรึไง” อีกฝ่ายพยายามยั่วอารมณ์


“อืม ผมขอหนีละกัน” โชคร้ายหน่อยที่ผมไม่หลงไปกับการยั่วอารมณ์นั่น


“ใครจะยอมให้หนีกัน อั๊ก!...” ร่างขนาดยักษ์วิ่งเข้าใส่พร้อมเหวี่ยงกล้ามปูอีกข้างใส่ผมทว่าพลังปิศาจเข้มข้นสูงถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างขนสีดำสนิทด้านข้างเข้าโจมตีฝ่ายนั่นด้วยความเร็วจนแทบมองไม่ทัน กลุ่มก้อนของพลังสีดำทมึนล้อมรอบอีกฝ่ายสักพักจึงสลายไป


เมื่อหันไปมองรอบข้างเหล่าปิศาจพากันถอยหนีคงเพราะพลังของเบียทรีซทำให้ทุกคนสัมผัสถึงอันตรายได้โดยสัญชาตญาณเลยขยับถอยหนีกันไปก่อนหน้านี้


“ไม่เห็นต้องทำรุนแรงขนาดนี้เลย” ผมบอกเบียทรีซ


“ข้าบอกเจ้าไว้ว่ายังไง”


“ฮืม? บอกอะไร”


“ขี้ลืม”


“แฮะๆ” ปฏิเสธไม่ออกเลย


“ข้าพูดไว้นี่ว่าถ้าใครกล้าทำเจ้าเจ็บข้าไม่ปล่อยไว้แน่” เบียทรีซพูดประโยคเดียวกันกับก่อนหน้าเริ่มการต่อสู้ให้ผมฟังอีกครั้ง


“เขาไม่ได้ทำผมเจ็บสักหน่อย” ตรงกันข้ามผมต่างหากที่ทำเขาเจ็บ


“มองแขนตัวเองหน่อยวิณณ์” คำพูดนั้นเรียกสายตาผมให้ก้มลงมองแขนตัวเองก่อนจะเห็นว่าแขนข้างขาวมีเลือดซึมออกมาเป็นแนวยาว แต่ขนาดของแผลให้เทียบก็เหมือนรอยแมวข่วน เล็กจนแทบมองไม่เห็น


ไม่รู้สึกเจ็บด้วยซ้ำ


“แผลแค่นี้เอง” ไม่ใช่แผลใหญ่ที่ถึงขนาดต้องทำขนาดนั้นเลย


“สำหรับข้ามันไม่ใช่แผลแค่นี้” เบียทรีซพูดพร้อมกับเลียเลือดบริเวณปากแผลให้


“สรกปก” ผมรีบชักมือกลับทันที


“เจ้ากล้าบอกว่าข้าสรกปก?”


“เปล่า...ที่บอกว่าสรกปกคือที่คุณเลียเลือดผมต่างหากทั้งฝุ่นทั้งทรายเดี๋ยวก็ท้องเสียหรอก” ผมอธิบายเพิ่ม


“หึ...ข้าชักอยากให้เจ้าบาดเจ็บทั้งตัว”


“ฮะ?...ทำไมล่ะ” เมื่อครู่ยังห่วงผมอยู่เลยทำไมถึงมากลับคำเอาตอนนี้


“ข้าจะได้เลียเจ้าทั้งตัวเลย”



(มีต่อค่ะ)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +357/-0
(ต่อนะคะ)



จบจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่อสู้ด้วยอาวุธผมและเบียทรีซเดินเล่นกันอีกสักพักใหญ่ก่อนจะกลับไปที่พักซึ่งถูกจัดเตรียมไว้ให้ บรรยากาศภายในราวกับกำลังพักอยู่ในบ้านพักตากอากาศหรูหราในหนังสักเรื่อง เครื่องเรือนเฟอร์นิเจอร์โทนสีน้ำตาลเข้ากับผนังสีอ่อนมองแล้วให้ความรู้สึกเรียบหรู


“คุณจะนอนเลยเหรอ” ผมถามเบียทรีซที่บัดนี้ทิ้งตัวลงบนเตียง ร่างสัตว์ขนฟูเปลี่ยนกลับมาอยู่ในร่างมนุษย์ตามเดิมแล้ว


“เจ้าจะออกไปไหนอีก?” เบียทรีซพลิกตัวเลิกคิ้วขึ้นระหว่างถาม


“ก็...เปล่า”


“จะให้บอกอีกกี่ครั้งว่าโกหกไม่ได้ก็อย่าพยายาม”


“...รู้ทันอีก” ผมแอบบ่นเสียงแผ่ว ทั้งที่คิดว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้แท้ๆ คิดผิดเหรอเนี่ย


“ว่ามาก่อนที่ข้าจะลากเจ้ามานอนด้วย”


“ผมอยากเล่นน้ำทะเล” ความต้องการที่แท้จริงถูกเอ่ยออกไปให้เบียทรีซฟัง


มาทะเลทั้งทีแถมยังเป็นทะเลเปลี่ยนสีจะแค่เดินตามชายหาดแล้วกลับมานอนแบบนี้ไม่ได้ อย่างน้อยต้องขอเอาขาสัมผัสกับน้ำทะเลสักหน่อย ตอนแรกผมกะจะเดินลงไปเล่นน้ำหลังจากเดินเที่ยวเสร็จแต่พอหันไปมองสีหน้าเบียทรีซที่รำคาญกับบรรยากาศวุ่นวายผมก็จำต้องเดินกลับมาโดยยังไม่ได้เล่นน้ำ


“ตอนนี้?”


“อืม...ระเบียงนั่นเชื่อมกับทะเลขอไปเล่นได้ไหม” ตั้งแต่มาถึงผมเดินสำรวจที่พักนี่จนทั่วแล้ว ภายในที่พักหรูหราก็จริงแต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาได้คือประตูระเบียงขนาดใหญ่ที่พอเปิดออกไปจะเป็นระเบียงไม้ที่ยื่นไปในทะเล มองจากด้านบนน้ำไม่ลึกมากน่าจะเหมาะกับการลงไปเล่น


“พลังงานเหลือล้นเหมือนเด็กไม่มีผิด อ้อ...ก็เด็กอยู่นี่นะ” เบียทรีซพูดพร้อมเด้งตัวลุกขึ้นมานั่งบนเตียง


“ขอไปเล่นนะ ที่นี่ไม่มีคนอื่นเพราะงั้นคงไม่มีอันตรายอะไรหรอก”


“เจ้าว่ายน้ำเป็น?”


“เป็นสิ ผมฝึกว่ายตั้งแต่ 7 ขวบค่อนข้างว่ายแข็งทีเดียว” ถึงจะไม่ได้ว่ายมาสักพักใหญ่แล้วก็ตามที การว่ายน้ำก็เหมือนขับรถถ้าเป็นแล้วก็ไม่มีวันลืม


“แล้วถ้าเกิดเป็นตะคริวตอนว่ายขึ้นมาล่ะ”


“คุณคิดมากไปแล้ว ผมจะยืดกล้ามเนื้อก่อนลงไปเล่นละกัน” ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะคิดมากขนาดนี้


“ข้าจะไปด้วย”


“แต่คุณควรจะพัก...”


“ไม่มีแต่ มาได้แล้ว” เบียทรีซสรุปพร้อมก้าวไปเปิดประตูระเบียง ไอเค็มของทะเลถูกสายลมพัดพาเข้ามาด้านในตัวที่พัก เป็นไอเค็มที่แตกต่างกับโลกมนุษย์อยู่พอสมควร


“คุณจะลงไปว่ายด้วย?” ผมถามระหว่างเตรียมยืดกล้ามเนื้อ


“ไม่ ข้าจะนั่งดูอยู่นี่”


“หรือเบียทรีซว่ายน้ำไม่เป็น”


“ข้าว่ายเป็น” อีกฝ่ายสวนกลับทันควัน


“ไม่เห็นต้องทำเสียงดุขนาดนั้นเลยนี่ ผมขอลงไปเล่นก่อนล่ะ” พูดจบผมก็นั่งลงบนระเบียงหย่อนขาลงไปสัมผัสกับผิวน้ำแล้วค่อยๆ พาร่างตัวเองลงสู่ผืนน้ำด้านล่าง


น้ำทะเลไม่ได้เย็นอย่างที่คิด ตรงกันข้ามน้ำค่อนข้างอุ่นมากทีเดียวหรือจะเป็นเพราะถูกแสงอาทิตย์ฉายลงมากันนะ สีของน้ำเป็นสีส้มเข้มกว่าช่วงบ่ายที่เห็นชัดมากขนาดใช้มือช้อนขึ้นมายังเห็นเป็นสีส้มเลย ความลึกของน้ำอยู่ในระดับมิดหัวผม น่าจะประมาณ 2 เมตรได้


“อย่าไปไกล เล่นอยู่แค่แถวนี้” เบียทรีซชี้นิ้วให้ผมว่ายเข้ามาใกล้บริเวณที่ตัวเองนั่งมองอยู่


การบังคับให้ทำตามผมไม่รู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกอึดอัดหรือรำคาญไหมแต่สำหรับผมรู้สึกดีทุกครั้งที่เบียทรีซแสดงออกแบบนั้น ถ้าเขาไม่ห่วงเขาคงไม่บอกหรือบังคับหลายๆ อย่าง เพราะตัวผมค่อนข้างซุ่มซ่ามทำอะไรบางทีก็ไม่ได้คิดให้ดีเลยทำให้เขาเป็นห่วงอยู่ตลอด ไม่แปลกที่จะอยากให้ผมอยู่ในสายตา


“อืม คุณไม่ลงมาว่ายด้วยเหรอ” ผมถามซ้ำอีกรอบ


“ไม่ อยากว่ายเล่นก็ว่ายไป”


“อืม” พยักหน้าเข้าใจเสร็จผมก็สูดอากาศเข้าจนเต็มปอดแล้วมุดตัวลงไปใต้น้ำทะเลสีส้ม แว่นสายตาที่แกรนเรียกช่างมาตัดให้สามารถใช้ได้แม้จะอยู่ในน้ำทะเล ดวงตาผมละคายเคืองเล็กน้อยยามลืมตาใต้ผิวน้ำทว่าภาพของวิวทิวทัศน์ด้านใต้นี่ทำเอาความรู้สึกละคายเคืองหายไป


ยามมองจากใต้น้ำสีของน้ำทะเลเป็นเหมือนสีส้มใสๆ ไม่ได้เข้มเหมือนตอนอยู่เหนือผิวน้ำ ใต้ทะเลอันสงบนิ่งชวนให้รู้สึกดีอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานาน น่าเสียดายที่ว่ายไปไกลไม่ได้ ถ้าว่ายไปได้อาจเห็นพวกสัตว์ทะเลของโลกปิศาจก็เป็นได้


เวลาที่ผมใช้กลั้นหายใจนั้นไม่ได้นานมากแต่ดูเหมือนด้วยระยะเวลาไม่กี่นาทีที่ผมพาตัวเองลงมาใต้ผืนน้ำก็มากพอให้ราชาของโลกปิศาจซึ่งนั่งรออยู่ด้านบนปรากฎตัวจากเหนือผิวน้ำว่ายลงมาดึงแขนผมขึ้นไปถึงด้านบน


“ไหนว่าว่ายน้ำเป็นทำไมจมเล่า!” เสียงบ่นแรกดังขึ้นทันทีที่โผล่พ้นน้ำ ทั้งใบหน้าและน้ำเสียงดูจะร้อนรนปนเป็นห่วงมาก


“จมอะไร” ผมขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยิน


“ก็จมน้ำไง”


“ผมไม่ได้จมสักหน่อย”


“ไอ้ที่อยู่ใต้น้ำนานเป็นนาทีเนี่ยไม่ได้เรียกว่าจมรึไง”


“ผมแค่กำลังเพลินกับการดำน้ำแค่นั้นเอง” อากาศเองก็ยังเหลืออยู่ ขาก็ไม่ได้เป็นตะคริวสามารถพาตัวเองขึ้นมาได้ก่อนอากาศหมดแน่นอน


“ดำน้ำ? วิณณ์เจ้านี่นะ ถ้าจะดำน้ำก็บอกข้าก่อนสิ เห็นหายไปตั้งนานก็นึกว่าเกิดอะไรขึ้น” เบียทรีซหันมาบ่นพร้อมใช้มือเสยเส้นผมสีดำสนิทที่ปิดใบหน้าอยู่ไปข้างหลัง


“ขอโทษ ผมนึกว่าคุณรู้”


“ข้าไม่ได้อ่านความคิดเจ้าได้ทุกเรื่องนะ”


“ไหนๆ ก็ลงมาแล้ว ว่ายน้ำเล่นกันเถอะ” ผมเปลี่ยนเรื่องคุย เวลาแบบนี้ไม่อยากมาฟังคำบ่นหรอกนะ


“ไม่ ข้าจะขึ้น” ไม่พูดเปล่าเบียทรีซว่ายตรงไปยังระเบียง


“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งขึ้นเลย” ผมรีบคว้าแขนอีกฝ่ายไว้แต่ด้วยพละกำลังที่ต่างกันทำให้ผมถูกลากให้ลอยตามไปด้วย


รู้สึกสนุกไปอีกแบบแฮะ


“ทำหน้าสนุกนะที่ถูกข้าลากมาเนี่ย” แค่หันกลับมามองอีกฝ่ายก็สามารถอ่านความคิดในหัวผมออก


“อืม สนุกจัง ว่ายลากผมไปอีกสิ”


“ข้าจะขึ้น”


“ไม่ให้ขึ้น” ครั้งนี้ผมฉวยโอกาสตอนเบียทรีซจะกลับขึ้นไปบนระเบียงกระโดดกอดคออีกฝ่ายจากด้านหลังจนพวกเราหงายหลังร่วงลงน้ำ


หลังจากหงายหลังเบียทรีซสามารถพาตัวเองกลับขึ้นมาเหนือน้ำได้อีกครั้งโดยมีผมเกาะหลังไม่ยอมปล่อย เรียกว่าติดหนึบเป็นปลาหมึกเลยก็ไม่ผิด โอกาสดีๆ ที่จะได้ว่ายน้ำกับเบียทรีซแบบนี้ใครจะปล่อยไปง่ายๆ เล่า


ต้องทำให้ยอมมาว่ายด้วยกันให้ได้!


“วิณณ์ เดี๋ยวก็ได้สำลักหรอก” เบียทรีซตวาดเสียงดังในเรื่องที่ผมไม่คิดว่าจะถูกดุ


ไม่ได้โกรธที่ผมกระโดดใส่จนหงายหลังตกน้ำแต่กลัวผมจะสำลักน้ำงั้นเหรอ


“คุณสำลักน้ำรึเปล่า” ผมถามกลับ


“ข้าไม่เป็นไร เจ้าเถอะ”


“ผมก็ไม่เป็นไร ขอโทษที่กระโดดใส่นะผมแค่อยากให้คุณมาเล่นน้ำด้วยกันเลยพยายามหาทางรั้งไว้แต่ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ แล้วก็ขอบคุณที่เป็นห่วงผมนะเบียทรีซ” แม้เสียงที่เอ่ยออกไปจะเบาหวิวสักแค่ไหนแต่ระยะห่างเพียงไม่กี่เซ็นแบบนี้เบียทรีซได้ยินมันแน่ ระหว่างพูดผมเผลอกอดอีกฝ่านแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวมารู้อีกทีร่างกายของผมก็แนบชิดอยู่กับแผ่นหลังนั่นแล้ว


“...ไม่เป็นไรก็ดี”


“ว่ายน้ำด้วยกันอีกแป๊บนะ” ผมลองขออีกครั้ง


“ถ้าแค่แป๊บเดียวละก็...”


“อืม แค่แป๊บเดียวเท่านั้น น้ำทะเลว่ายนานๆ ไม่ดีหรอก ว่ายเลยเบียทรีซ” เมื่ออีกฝ่ายตอบตกลงผมก็ยิ้มร่าทันที


“เจ้าสั่งข้าได้ตั้งแต่เมื่อไหร่วิณณ์” เบียทรีซกดเสียงต่ำระหว่างถาม


“ไม่ได้สั่งสักหน่อย ผมอยากกอดคุณแบบนี้อีกหน่อยแค่นั้นเอง...อ๊ะ!” พูดยังไม่จบประโยคดีเบียทรีซก็เริ่มว่ายน้ำโดยมีผมกอดคออีกฝ่ายจากด้านหลัง


“ตอนนี้ข้าให้เจ้ากอด ถ้าขึ้นไปเมื่อไหร่เป็นฝ่ายเจ้าต้องยอมข้าบ้างล่ะ”


“ยอมอะไร”


“ก็ยอมให้ข้ากอดเจ้าไง”


“...ก็ยอมตลอดอยู่แล้วนี่” ผมบ่นอุบอิบ พูดเหมือนผมไม่ยอมให้กอดทั้งที่ทุกครั้งยามถูกสวมกอดผมแทบจะไม่เคยขัดขืนเลย ยิ่งรู้ถึงความรู้สึกที่มีต่อเบียทรีซยิ่งพานให้ร่างกายเกร็งขึ้นกว่าเดิมอีก


“พูดอะไรนะ เสียงอู้อี้ข้าฟังไม่ถนัด” เบียทรีซถามกลับ


“ไม่มีอะไร”


“ข้าต้องเชื่อคำโกหกเจ้าไหม”


“เชื่อหน่อยก็ดีนะ” ผมไม่อยากเอ่ยคำพูดน่าอายไปมากกว่านี้หรอก แต่การได้กอดอีกฝ่ายไว้แบบนี้แม้จะมีเสื้อผ้ากั้นกลางทว่าความร้อนที่แผ่ออกมานั้นราวกับร่างกายกำลังสัมผัสกันโดยตรง


แค่คิดก็รู้สึกว่าใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาซะแล้ว


“เสียใจ ข้าไม่เชื่อ บอกมา”


“ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปไม่ได้เหรอ ว่ายน้ำเล่นกันเถอะ”


“อย่ามาเปลี่ยนเรื่องวิณณ์”


“...ก็ได้” พอเดาได้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ


“บอกมา”


“ผมแค่พูดว่าก็ยอมให้กอดตลอดอยู่แล้วแค่นั้นเอง” สุดท้ายก็จำต้องเอ่ยประโยคหน้าอายออกไปอีกครั้งจนได้


“หึ...จะยอมหรือไม่ยอมก็มีค่าเท่ากัน”


“ค่าเท่ากัน?”


“ต่อให้เจ้าไม่ยอมคิดว่าข้าจะทำตามรึไง”


“...ไม่” ตอนนี้ผมเข้าใจความหมายของคำว่าค่าเท่ากันแล้ว


“เข้าใจก็ดี ต่อให้เจ้าไม่ยอมให้ข้ากอดแต่ข้าก็ยังจะกอดเข้าอยู่ดี”


“...กอดผมแล้วรู้สึกดีเหรอ” ว่าจะไม่แตะเรื่องนี้นะ ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ถึงได้เอ่ยปากออกไปแบบนั้น


“ถามอะไรแปลกๆ นะวิณณ์”


“แปลกตรงไหนกัน”


“แปลกสิ ใช้หัวคิดหน่อยวิณณ์”


“คิดไม่ออก” ตอนนี้คิดอะไรไม่ออกทั้งนั้นแหละ


“จะให้ข้าเฉลย?”


“อืม เฉลยมาเถอะ” ถึงจะให้เวลามากกว่านี้คำตอบคงยังเหมือนเดิมคือคิดไม่ออก


“ถ้าไม่รู้สึกดีข้าคงจะกอดเจ้าหรอก”


“...หมายถึงรู้สึกดี?” คำตอบกำกวมเกินไปแล้วนะเบียทรีซ


“คงงั้นมั้ง”


“อย่ามั้งสิ” แบบนี้มันก็เหมือนผมคิดเอาเองน่ะสิ


“แล้วเจ้าล่ะ ที่กอดข้าแบบนี้รู้สึกดีไหม” คำถามเดิมแต่ถูกเปลี่ยนจากฝ่ายถามมาเป็นฝ่ายตอบแทน


“นั่นคำถามผม”


“ไม่มีกฎข้อไหนบอกว่าห้ามถามซ้ำนี่” เบียทรีซย้อน


“กวนผมชัดๆ”


“อย่ายื้อเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เลย ตอบมา”


“คุณบังคับผมไม่ได้”


“แปลว่าจะไม่ยอมตอบ”


“...ได้ไหมล่ะ” ผมลองขอ


“ไม่ได้” อีกฝ่ายตอบทันควัน


“ใจร้าย”


“พูดถูกแล้ว ข้าใจร้ายมากนะวิณณ์ถ้าไม่รีบตอบ...”


“ถ้าไม่รู้สึกดีผมคงไม่กอดคุณหรอก” ผมรีบตอบก่อนอีกฝ่ายจะเอ่ยจบประโยค ไม่รู้หรอกว่าจะโดนอะไรแต่ผมไม่อยากฟัง ถ้าตอบแล้วก็คงไม่โดนหรอกใช่ไหม


“...นั่นมันคำตอบข้า”


“ก็ไม่มีกฎบอกว่าห้ามใช้คำตอบซ้ำนี่” ในเมื่อเบียทรีซใช้ได้ผมก็ไม่ผิดที่จะใช้ด้วยนี่


“กล้าย้อนข้า?”


“เปล่าสักหน่อย ผมชอบเวลาที่ได้กอดคุณและถูกคุณกอด อ้อมกอดของคุณทั้งอบอุ่นและอ่อนโยนผมรู้สึกดีมากๆ เลย” ถึงจะอายที่ต้องพูดประโยคพวกนี้แต่ผมก็อยากให้เขารู้ถึงความรู้สึกของผมไว้


สำหรับคนที่ไม่มีความสัมพันธ์และความรู้สึกรักชอบมาก่อนอย่างผมค่อนข้างยากที่จะให้พูดทุกอย่างตามที่คิดออกมาได้หมด หลายสิ่งหลายอย่างผมทั้งไม่เคยและไม่ชิน ต่างจากเบียทรีซที่แทบไม่ต้องพูดอะไรทว่าการกระทำของเขาหลายๆ อย่างกลับบ่งบอกถึงความพิเศษที่มอบให้ผม...ให้ผมเพียงคนเดียว


การเป็นคนพิเศษของใครสักคนช่างรู้สึกดีอย่างที่ไม่เป็นรู้สึกมาก่อน


“วิณณ์ปล่อยข้า” หลังจากหยุดว่ายน้ำแล้วนิ่งไปสักพักเบียทรีซจึงพูดออกมา


“มีอะไรเหรอ” อยู่ๆ ก็มาบอกให้ปล่อย


“ข้าบอกให้ปล่อยก็ปล่อยสิ”


“...อืม” ผมทำตามโดยไม่คิดอะไรคลายแขนสองข้างที่กอดรอบคออีกฝ่ายออกแล้วทรงตัวให้ลอยอยู่เหนือน้ำ ทันทีที่คล้ายวงแขนออกเบียทรีซหันกลับมาหาผมพร้อมกระชากตัวผมเข้าไปในอ้อมกอด แขนทั้งสองข้างกระชับตัวผมให้เข้าไปแนบชิด ลมหายใจของเบียทรีซรดต้นคอสร้างความรู้สึกแปลกๆ ให้ผมที่กำลังประมวลผลของเหตุการณ์ตรงหน้านี้อยู่


“ชอบให้กอดแบบไหน แน่นๆ แบบนี้หรือว่ากอดหลวมๆ ด้วยมือข้างเดียวแล้วใช้อีกมือทำแบบนี้” เบียทรีซคลายอ้อมกอดจนเหลือเพียงมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างเอื้อมขึ้นมาสัมผัสแก้มผมที่บัดนี้กำลังขึ้นสีแดงก่ำ


ผมไม่สามารถควบคุมหัวใจที่เต้นรัวนี้ได้เลยสักนิดราวกับร่างกายไม่ใช่ของตัวเองแต่กำลังถูกชักจูงและดึงดูดให้หลงไปกับเสน่ห์ของเบียทรีซจนไม่อาจถอดตัวได้


“...เบียทรีซ”


“ฮืม ชอบแบบไหน”


“...ชอบทุกแบบ” จะกอดแน่นหรือกอดหลวมขอแค่คนที่กอดผเป็นเบียทรีซผมก็ชอบ


ความรู้สึกของผมในตอนนี้แค่คำว่าชอบมันอาจไม่เพียงพอแล้วก็เป็นได้


“หึ...ตอบได้ดี หลงข้าขึ้นมาบ้างรึยังวิณณ์” เบียทรีซถามต่อ


“...อืม”


“ข้าจะทำให้หลงมากกว่านี้อีก จะทำให้รู้ว่าโทษของการมาทำให้ข้ารักมันเป็นยังไง” พูดจบริมฝีปากของเบียทรีซก็กดทับลงมาโดยมีฉากหลังเป็นดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า ท้องทะเลสีแดงเพลิงช่างดูร้อนรุ่มเหมือนความรู้สึกของผมยามถูกมอบจูบอันดูดดื่มให้จนแทบสิ้นลมหายใจ


งานเทศกาลถูกจัดขึ้นในช่วงค่ำหลังพระอาทิตย์ตกไปประมาณ 2 ชั่วโมง บริเวณชายหาดซึ่งก่อนหน้านี้เป็นหาดทรายและร้านค้าตั้งเรียงรายอยู่บัดนี้กลับมีท่อนไม้ขนาดใหญ่วางซ้อนทับสูงขึ้นไปประมาณ 4 เมตรจากพื้น ดูแล้วเหมือนพิธีก่อกองไฟเลย


เบียทรีซเป็นผู้กล่าวเปิดงานเทศกาลโดยมีผมยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อกล่าวเสร็จบรรยากาศที่ควรจะครึกครื้นจากการเปิดงานกลับเงียบสงบกว่าปกติ ไม่กี่วินาทีต่อมาเบียทรีซปลดปล่อยพลังปิศาจออกมารอบกาย ผมที่อยู่ข้างๆ หันไปมองด้วยความตกใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามสัมผัสของพลังปิศาจจากทั่วบริเวณชายหาดก็ปรากฏขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน


“เบียทรีซ...”


“อยากเข้าร่วมงานเทศกาลไม่ใช่รึไง ปล่อยพลังปิศาจออกมาสิ” เบียทรีซหันมากระซิบบอก


“จะเกิดอะไรขึ้นเหรอ” พลังปิศาจของปิศาจนับพันแผ่กระจายไปทั่ว ทั้งที่พลังปิศาจเหล่านี้น่าจะส่งผลกระทบต่อปิศาจในระดับต่ำกว่าแต่ผมกลับไม่รู้สึกถึงพลังที่หมายจะทำร้าย เพราะแบบนั้นมั้งปิศาจที่มีระดับต่ำจึงได้สามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ล้มลง


“งานเทศกาลนี่เหล่าปิศาจจะมารวมตัวกันปลดปล่อยพลังและเผาไหม้ซุ้มเพลิงให้มอดไหม้พร้อมกับปล่อยพลังของตนขึ้นสู่ท้องฟ้า แค่ทำตามข้าก็พอ”


“อืม” ผมพยักหน้าเข้าใจทำตามเบียทรีซที่ควบคุมพลังนั้นส่งไปยังบริเวณซุ้มที่ถูกสร้างจากท่อนไม้ขนาดใหญ่ พลังปิศาจของทุกตนรวมไปอยู่ยังจุดเดียวกัน หล่อหลอมท่อนไม้ให้ส่องแสงสว่างสีเงิน เป็นเปลวเพลิงที่ดึงดูดสายตายิ่งกว่าสีแดงหรือสีไหนๆ


ผ่านไปสักระยะเปลวเพลิงก็ลุกไหม้ต่อเองโดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังปิศาจช่วยอีก งานเทศกาลที่ดูเหมือนจะจบกลับเริ่มเข้าสู่ช่วงต่อไป ปิศาจแต่ละตนไม่เว้นแม้แต่เบียทรีซต่างรวบรวมพลังและควบแน่นจนเกิดเป็นกลุ่มพลังที่มีความเสถียร ต่อให้ปล่อยออกไปก็ยังคงรูปร่างอยู่ได้


ผมเองทำเลียนแบบเบียทรีซโดยแบมือทั้งสองข้างเป็นฐานแล้วรวมพลังให้ลอยอยู่ด้านบนของฝ่ามือ ขนาดของมันขยายตามพลังที่ส่งไป เบียทรีซสร้างก้อนพลังออกมาได้สำเร็จนานแล้วแต่ยังปล่อยไว้นิ่งๆ คล้ายรอคอยบางอย่างอยู่ และเมื่อถึงเวลาอีกฝ่ายผลักกลุ่มของพลังที่ควบแน่นเป็นทรงกลมขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่ใช่แค่เบียทรีซที่ทำแต่ปิศาจทุกตนที่อยู่โดยรอบต่างปล่อยพลังของตัวเองให้ลอยขึ้นด้านบนแม้รูปร่างจะไม่ได้กลมสวยหรือบางอันเป็นเหมือนสายใยของพลังซะมากกว่า


ภาพของพลังปิศาจลอยขึ้นสู้ท้องฟ้าในยามราตรีนั้นสะท้อนกับแสงจากดวงจันทร์สีเหลืองนวลส่งให้พลังนั้นดูเหมือนดวงดาวที่กำลังกลับคืนสู่ท้องนภา งดงามจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้


“ปล่อยพลังของเจ้าออกไปสิ” เบียทรีซหันมาบอกเมื่อเห็นพลังบนฝ่ามือผมยังอยู่


“อืม” มัวแต่ตกตะลึงกับภาพนั่นเลยลืมของตัวเองไปเลย ผมใช้มือสองข้างผลักพลังของตัวให้ลอยขึ้นไปด้านบนและมองพลังตัวเองที่ลอยขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยรอยยิ้ม


“มีความเชื่อว่าผู้ที่สามารถส่งพลังของตัวเองไปได้สูงที่สุดจะได้พบเจอแต่ความสุข”


“เรื่องนั้นจริงเหรอ”


“ข้าก็บอกอยู่ว่าเป็นความเชื่อ”


“แต่ผมว่าไม่จริงนะ”


“อะไรที่ทำให้คิดแบบนั้น” เบียทรีซถามต่อ


“ก็ขนาดผมที่เพิ่งลอยพลังขึ้นไปยังรู้สึกมีความสุขเลย ผมว่าไม่ใช่แค่คนที่ลอยได้สูงสุดแต่เป็นทุกคนที่มาเข้าร่วมงานเทศกาลนี้จะได้เจอแต่ความสุข คุณเองไม่คิดแบบนั้นเหรอเบียทรีซ” ผมถามกลับพร้อมรอยยิ้มกว้าง


มันไม่เกี่ยวหรอกว่าพลังของใครจะลอยสูงที่สุดแต่เป็นเพราะพวกเราได้มารวมกันเพื่อทำบางสิ่ง นี่ต่างหากล่ะคือความสุข


“หึ...นั่นสิ ดูเหมือนข้าจะต้องเห็นด้วยกับเจ้าซะแล้ว” คนยิ้มยากอย่างเบียทรีซครั้งนี้กลับเผยรอยยิ้มออกมา ดวงตาสีทองสว่างเลื่อนมาประสานกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใต้เลนส์แว่นของผม


ทั้งที่มีเพียงดวงตาที่สอดประสานแต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่าตัวเองได้เชื่อมต่อทุกสิ่งทุกอย่างกับชายที่ชื่อว่าเบียทรีซ

....................................................

มีใครให้หวานกว่านี้อีกไหมมม

ตอนนี้เบาหวานขึ้นตาเลยทีเดียว 555

แต่งไปก็คิดว่า เอ...หวานขนาดนี้จะดีจริงๆ เหรอ

ถ้ายังเพิ่มระดับความหวานขึ้นไปเรื่อยๆ พอถึงตอนจบคงพากันน้ำตาลขึ้นทั้งคนแต่งทั้งคนอ่านเป็นแน่

เรื่องนี้ยังจำเป็นต้องมีตัวร้ายอยู่อีกไหม?

คำผิดอาจมีเยอะจะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ นะคะ

ขอบคุณทุกคนที่ติดและคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ

แม้คอมเม้นท์จะไม่มีแต่เราก็ดีใจที่ยังเห็นว่ามีคนชอบเรื่องนี้อยู่

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ qtrtara

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
สำลักความหวานตายไปเลยค่าาาา  :m3:

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
หวานมาก ชอบมากค่ะ โอ๊ย จะเป็นลม

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
ทะเลนี่หวานจนกลายเป็นน้ำเชื่อมเลยเจ้าค่ะ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
ใครหลอกล่อใครกันแน่  o18

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2793
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
จ้า เปิดใจเปิดตัว มีความสุขมากเลยเนาะ

ชอบความซื่อตรง สดใสของวิณณ์นะคะ
ทำเบียทริซแพ้ทางมาก แต่ทำปากแข็งไปงั้น

ตอนไปลงแข่งสู้ คือวิณณ์กล้ามากขึ้นด้วย
อยากลองว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น สู้ได้มากขึ้น

เบียทริซห่วงมาก หวงมาก ตามติดประชิดตลอด

อยากเห็นพลังเต็มๆ ของวิณณ์เลยค่ะ น้องจะพัฒนาขนาดไหน


ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6921
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
เรื่องนี้หวานมากกกกกกกก ทะเลจืดไปเลย
ไม่จำเป็นต้องมีตัวร้ายละค่า
ตัวร้ายโผล่มาทีไรกลายเป็นตัวตลกทุกที ฮ่าาา

ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 411
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-0

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2966
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +110/-2
หวานต่อไม่รอแล้ว o18

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +357/-0
⊰บงการ:วันที่17:⊱




ยามความมืดเข้าปกคลุมเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงเวลาที่ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือปิศาจกำลังอยู่ในช่วงหลับใหล หลายคนเข้าใจว่าปิศาจจะออกมาในช่วงกลางคืนซึ่งในความจริงก็ไม่ผิดแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด การใช้ชีวิตของปิศาจที่ผมเจอไม่ได้แตกต่างกับมนุษย์เลย เริ่มตั้งแต่ตื่นขึ้นพร้อมกับดวงดวงอาทิตย์และหลับไปพร้อมกับดวงอาทิตย์เช่นกัน แต่ก็มีปิศาจอีกไม่น้อยที่อาศัยช่วงกลางคืนในการทำหลายๆ สิ่ง เช่นเดียวกับเหล่าปิศาจที่กำลังตีเข้ามาประชิดผม


ตัวผมก่อนนี้นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงและตื่นขึ้นมาเพราะสัมผัสได้ถึงพลังปิศาจที่คืบคลานเข้ามาใกล้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี่เอง บนเตียงขนาดใหญ่นี้มีเพียงผมนอนอยู่คนเดียวต่างจากทุกวันเนื่องจากเบียทรีซมีประชุมด่วนเลยบอกให้ผมนอนหลับไปก่อนได้เลย
ผมอยากจะมองโลกในแง่ดีว่าปิศาจประมาณ 6 ตนที่อยู่รอบๆ นี่แค่หลงทางมาเลยจะเข้ามาปลุกผมเพื่อถามหาทางออก อยากจะคิดแบบนั้นแต่ดูยังไงสถานการณ์ในตอนนี้ก็ผิดปกติ


มีความเป็นไปได้มากที่พวกเขาอาจรอโอกาสที่ผมกับเบียทรีซแยกห่างออกกัน พอสบโอกาสเลยเข้ามาล้อมรอบเตียงผมแบบนี้ ปัญหาคือผมจะทำยังไงกับสถานการณ์ตรงหน้าดี สิ่งที่ผมทำอยู่คือนอนนิ่งเหมือนคนกำลังหลับสนิทแต่หากเปิดไฟมองดีๆ คงจะเห็นเหงื่อไหลซึมลงมาจนเปียกหมอนไปหมด


ฉึก!


เสียงของปลายมีดปักลงมายังเตียงอย่างแรงบริเวณที่ผมนอนอยู่ หากไม่พลิกตัวหลบมีดเล่มนั้นคงปักอยู่แถวๆ แผ่นอกผมแน่ ข้อดีของการหลบคือรอดพ้นจากอาการบาดเจ็บได้ทว่าข้อเสียคืออีกฝ่ายจะรู้ตัว สายตากว่า 6 คู่จับจ้องมายังผมท่ามกลางความมืด


“เอ่อ...พวกคุณเป็นใคร” ผมส่งเสียงเพื่อถ่วงเวลาในการควานหาแว่นตา ปิศาจมีสายตาดีเวลาอยู่ในความมืดก็จริงแต่ผมที่สายตาสั้นไม่ได้รับข้อดีนั้นด้วยจึงถ้าไม่ได้ใส่แว่น


ถือเป็นโชคดีของผมในวันนี้สามารถหาแว่นมาสวมได้เร็ว พอใส่แว่นภาพอันเรือนรางก็ชัดเจนขึ้นมา ทว่าหลังจากสวมแว่นเสร็วไม่ถึงวินาทีปลายมีดอันแหลมคมก็พุ่งเข้าใส่ผมอีกรอบ และรอบนี้ไม่ได้มีแค่เล่มเดียวแต่ถึง 5 เล่ม สัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดช่วยให้ผมขยับเคลื่อนไหวร่างกายจนรอดพ้นการโจมตีนั้นมาได้


ขาทั้งสองข้างของผมเหยียบลงบนพื้นได้สำเร็จ การสำเร็จนั้นผมยังไม่สามารถแสดงความดีใจได้เพราะอีกฝ่ายตีวงล้อมเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ


การฝึกต่อสู้ผมได้เตโชและปิศาจอีกหลายตนช่วยฝึกให้เลยไม่ประหม่ากับการต่อสู้นัก ถึงอย่างนั้นใช่ว่าผมจะไม่กังวล ปกติฝึกต่อสู้แบบ 1 ต่อ 1 แต่พอมาเจอของจริงดันกลายเป็น 1 ต่อ 6 เป็นจำนวนที่ต่อให้ไม่ใช่ผมก็ยังรับมือลำบากเลย


ถ้าสู้แล้วไม่น่ารอดก็เหลือทางเลือกอีกอย่างคือหนี


เพียงแค่ผมก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลักเตรียมหนี ปิศาจสองตนที่อยู่ด้านข้างรีบก้าวไปยืนขวางอยู่หน้าประตูคล้ายเดาได้ถึงการกระทำต่อไปของผม ทางหนีเดียวถูกขวางไว้ซะแล้ว จะให้หนีออกทางหน้าต่างจากชั้น 10 ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก


ปิศาจตนหนึ่งอาศัยจังหวะที่ผมกำลังคิดพุ่งเข้าใส่พร้อมเหวี่ยงมีดหมายจะฟันผมให้โดน เรื่องการหลบหลีกเตโชชมผมไว้ว่ายอดเยี่ยม อาจเพราะมีสัมผัสที่ดีกว่าคนอื่นอยู่นิดหน่อยเลยรับรู้ได้เร็วถึงสิ่งที่เข้ามาใกล้ นั้นส่งผลให้ผมสามารถเบี่ยงตัวหลบมีดได้
เมื่อคนเดียวไม่สามารถสร้างบาดแผลให้ผมให้ปิศาจอีกสามตนจึงได้เข้ามาร่วมวงด้วยเลยให้ที่เหลืออีกสองคอยเฝ้าหน้าประตูและหน้าต่างกันผมหนี


ช่างเป็นแผลที่แยบยลเหลือเกิน


“ทำไมต้องทำร้ายผมด้วย” ผมส่งถามถามขณะก้มตัวหลบ อีกฝ่ายใช้ความเงียบนั้นเป็นคำตอบพร้อมใช้หมัดโจมตีสลับกับมีด
ไม่ว่าจะด้วยทักษะ ความสามารถในการต่อสู้หรือแม้แต่จำนวนผมนั้นแพ้หลุดลุ่ย จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะชนะ แต่ถึงไม่ชนะแต่ผมก็จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก


ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบในด้านกำลังลังหรือจำนวนวิธีแก้ไขน่ะมีง่ายๆ แค่จัดการลดจำนวนคนของคู่ต่อสู้ลงให้เหลือเท่ากันซะก็จบแล้ว เป็นวิธีแก้แสนง่ายและสามารถทำได้จริงเพียงแค่ฝีมือผมในตอนนี้จะสามารถจัดการไปได้สักกี่คนกัน


อาวุธในมือก็ไม่มี แถมอีกฝ่ายยังไม่ปล่อยให้ผมได้มีช่องว่างในการคิดแผนเลยสักนิดผลัดกันลุกเข้ามาไม่หยุดหย่อน ความล้าจากการใช้สมาธิหลบการเคลื่อนไหวของทางฝ่ายนั้นเริ่มออกฤทธิ์ส่งผลให้ประสาทสัมผัสอ่อนลงและตามมาด้วยปลายมีดแหลมที่เฉี่ยวผ่านต้นคอผมไป


ผมไม่มีเวลามาสนใจดูบาดแผลนักเหวี่ยงหมัดซ้ายปะทะใบหน้านั้นอย่างจังพร้อมกับหมุนตัวหลบมีดที่พุ่งมาจากด้านหลัง หมัดที่ปล่อยใส่ถูกผมใช้มือยกขึ้นปัดป้องในระยะประชิด เมื่อเล็งเห็นถึงโอกาสผมไม่รอช้าขัดขาอีกฝ่ายให้ล้มลง


การกระทำของผมดูเหมือนจะทำให้อีกฝ่ายเข้าโหมดต่อสู้เต็มตัว พลังปิศาจอันเข้มขนแผ่กระจายออกมารอบบริเวณ พลังปิศาจของพวกเขากำลังประสานเข้าด้วยกันสร้างแรงกดดันส่งมาถึงผมได้ ถ้าให้เดาในหมู่พวกเขาต้องมีปิศาจระดับสูงรวมอยู่แน่ แรงกดดันระดับนี้ผมจำได้ว่าเคยสัมผัสจากเตโชมาก่อน ส่วนเบียทรีซแม้จะได้ชื่อว่าเป็นปิศาจระดับสูงเหมือนกันทว่ากลับมีความพิเศษมากกว่า พิเศษในที่นี้หมายถึงด้านพลังอำนาจที่ใครได้เจอเป็นต้องยอมถอย


สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาของโลกปิศาจ


ในเมื่อทางนั้นใช้พลังปิศาจผมเองก็คงไม่มีทางเลือกนอกจากจะใช้บ้าง


ถึงการควบคุมพลังปิศาจของผมจะอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีมากตามที่เบียทรีซและคนอื่นๆ บอกแต่ใช่ว่าผมจะสามารถควบคุมพลังให้ได้ดั่งใจได้ทุกครั้ง ผมก็คงทำได้แค่ภวนาในครั้งนี้ตัวเองสามารถควบคุมพลังได้ตามต้องการล่ะนะ


พลังปิศาจภายในกายค่อยๆ ปรากฏออกมาตามการตั้งสมาธิและควบคุมให้โอบล้อมร่างกายไว้ ต่อให้ปราศจากอาวุธแต่พลังปิศาจสามารถช่วยป้องกันการโจมตีได้ระดับหนึ่ง ความจริงตอนปะทะกันก่อนหน้านี้ผมน่าจะใช้พลังปิศาจ...มาคิดได้ตอนนี้คงสายไปแล้ว


“จัดการ!” เสียงออกคำสั่งดังก้องห้องก่อนปิศาจสี่ตนจะพุ่งเข้าใส่ผม หนึ่งในนั้นรวมพลังไว้บริเวณฝ่ามือและใช้มือนั่นโจมตีมาจากด้านหลัง ผมที่ไม่สามารถหลบทันเพิ่มพลังปิศาจของตัวเองเพื่อป้องกันแต่พลังของอีกฝ่ายกลับมากกว่าที่คาดนอกจากจะกันไม่อยู่แล้วร่างผมยังกระเด็นไปกระแทกกับขอบเตียง


“อึก...” ความเจ็บแล่นเข้ามาภายในร่างอย่างรวดเร็ว ร่างกายทรุดลงไปกองบนพื้นไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ในขณะนี้


ดูเหมือนว่าจุดประสงค์ของอีกฝ่ายจะไม่ได้ต้องการเพียงแค่ทำให้ผมเจ็บแต่เป็นอย่างอื่นที่มากกว่านั้น ปิศาจทั้งหกตนก้าวเข้ามาหาผมที่พยายามพยุงร่างกายตัวเองให้ลุกขึ้นด้วยความยากลำบากก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุดคือการปลดปล่อยพลังปิศาจภายในออกมา


พลังปิศาจที่ทะลักออกมาจากร่างผมนั้นทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถก้าวเข้ามาใกล้ได้ ถึงจะใช้พลังปิศาจเพื่อหักล้างกันแต่พลังของผมกลับมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด จริงอยู่การปลดปล่อยพลังออกมาในปริมาณมหาศาลสามารถช่วยผมให้รอดพ้นจากการโจมตีได้แต่ทุกอย่างล้วนมีข้อจำกัดเช่นเดียวกับพลังนี้ หากปลดปล่อยพลังออกมาในระดับนี้คงทนได้เพียงไม่นาทีเท่านั้น


“รอให้พลังมันหมดแล้วฆ่าทิ้งซะ” ทางฝ่ายนั้นเองรู้ถึงข้อจำกัดของผมซึ่งพอจะเดาได้ไม่ยาก แต่ที่น่าตกใจคือคำว่าฆ่านั่นต่างหาก


คิดจะฆ่าผมจริงๆ ด้วยสินะ


“ทำไมต้องฆ่าผมด้วย” ผมส่งเสียงถามกลับไป อาการมึนหัวเริ่มมาแล้วแสดงว่าผมคงทนได้อีกไม่นานก่อนพลังจะหมดลง


“...” ทางฝ่ายนั้นไม่ยอมให้คำตอบ พวกเขาถอยถ่างออกไปเพื่อเว้นระยะไม่ให้ถูกพลังของผม และรอโอกาสในการฆ่าผมในจังหวะที่หมดแรง


ยามพลังในกายไหลออกไปจนหมด ภายในอกกำลังกู่ร้องขอความช่วยเหลือตามสัญชาตญาณ และแน่นอนว่าผู้ที่ปรากฏขึ้นมาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเบียทรีซเพียงคนเดียว


“...เบียทรีซ!” ผมส่งเสียงเรียกเบียด้วยพลังทั้งหมดที่มีพร้อมหลับตาลงยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น


ตึง!


เสียงของบานประตูที่ถูกเปิดอย่างแรงมาพร้อมกับพลังปิศาจอันทรงอำนาจไหลทะลักเข้ามาภายในห้อง พลังปิศาจที่ส่งผลให้ปิศาจที่มีระดับต่ำกว่าต้องยอมสิโรราบในพลังอันน่ายำเกรงแต่ตัวผมยามรู้สึกถึงพลังนั้นทั้งร่างกลับอุ่นวาบคล้ายกำลังถูกโอบอุ้มและปกป้องอยู่จากเจ้าของพลัง ต่อให้ไม่ลืมตามองผมก็สามารถบอกได้ว่าพลังนี้เป็นของใคร


เบียทรีซ


“วิณณ์!” ไม่เพียงแค่พลังที่โอบอุ้มตัวผมอยู่แต่เสียงของเบียทรีซซึ่งดังขึ้นพร้อมเข้ามาช่วยพยุงร่างผมไม่ให้ทรุดลงไปกองบนพื้น


“เบียทรีซ...”


“อยู่นิ่งๆ ไม่ต้องพูดอะไร เตโช แกรนจัดการ!” เบียทรีซบอกผมและหันไปทางหน้าประตู ผมเพิ่งเห็นว่าไม่ใช่แค่เบียทรีซแต่ยังมีแกรนและเตโชรวมไปถึงลูกน้องอีกหลายคนอยู่หน้าห้อง


“น้อมรับคำสั่ง!” พวกเขาก้มหัวลงเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้ามาในห้องอย่างไม่รีบร้อนเพราะเหล่าผู้บุกรุกบัดนี้พากันตัวเกร็งเมื่อถูกพลังของเบียทรีซตรึงไว้จึงสามารถจัดการจับกุมได้ไม่อยากนอกจากปิศาจระดับสูงที่สามารถทนต่อพลังของเบียทรีซได้ลุกขึ้นแล้วพุ่งไปทางกระจกคล้ายจะหนีแต่ตรงด้านหน้ากระจกที่ปราศจากเงาของสิ่งมีชีวิตกลับปรากฏร่างของเตโชยืนอยู่ ตวัดดาบเพียงครั้งเดียวร่างนั้นก็ล้มลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้นทันที


หลังจากเห็นเหตุภาพเหตุการณ์ด้วยตาของตัวเองตอนนี้ผมได้รู้แล้วว่าฝีมือตอนเป็นคู่ฝึกซ้อมให้ผมนั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของพลังที่แท้จริงเท่านั้นเอง


สุดยอดไปเลยเตโช


“องค์ราชา จะให้ทำเช่นไรต่อไปดี” แกรนหันมาถามเบียทรีซหลังจับกุมทุกคนได้หมดแล้ว


“เค้นหาความจริง”


“แล้วถ้าไม่ยอมเปิดปาก...”


“ทำวิธีอะไรก็ได้จนกว่าจะยอมเปิดปาก แต่ถึงจะยอมเปิดปากแต่โทษของการมาแตะต้องคนของข้าต้องทำยังไงคงรู้ใช่ไหม” เบียทรีซตอบคำถามโดยที่แกรนยังถามไม่จบแถมยังกวาดสายตามองไปทั่วห้อง


“รับทราบ ข้าจะลงมือเอง” เตโชตอบรับคำพูดของเบียทรีซ


“แกรน ตามกริซ” พยักหน้าให้เตโชเสร็จก็หันไปพูดกับแกรนต่อ


“ผมไม่เป็นไร...ไม่ต้องตามหมอก็...โอ้ย!” ยังไม่ทันพูดจบประโยคก็ต้องร้องลั่นเพราะถูกเบียทรีซกดนิ้วลงบนแผลบริเวณลำคอ


“ข้าไม่เรียกสภาพเจ้าในตอนนี้ว่าไม่เป็นไร” สายตาที่จับจ้องมานั้นทำเอาผมไม่กล้าเถียงกลับ


เบียทรีซในตอนนี้กำลังโกรธและหงุดหงิดอยู่ เพราะเบียทรีซเหมือนกำลังอารมณ์ไม่ดีนักผมเลยปิดปากเงียบไม่ได้พูดอะไรกวนใจมากไปกว่านี้ แม้ตอนถูกอีกฝ่ายอุ้มขึ้นไปนั่งบนเตียงจะมีอาการตกใจเล็กน้อยก็ตาม


กริซซึ่งเป็นหัวหน้าของหน่วยแพทย์แทบจะวิ่งเข้ามาในห้องเมื่อถูกเรียก บาดแผลของผมนอกจากรอยถูกมีดถากบริเวณลำคอแล้วก็มีรอยช้ำตรงแขนและขาอีกนิดหน่อย ถึงร่างกายจะเหนื่อยล้าจากการใช้พลัง แต่โดยรวมก็ไม่ใช่อาการสาหัสอะไร ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าที่เบียทรีซอารมณ์ไม่ดีเป็นเพราะคิดว่าผมอาการหนักแต่พอได้ยินกริซอธิบายอารมณ์ก็ไม่ได้ทุเลาลง แปลว่าไม่ใช่เรื่องนี้


ถ้าไม่ใช่เรื่องอาการบาดเจ็บของผมก็มีอีกอย่างนึงคือกำลังโกรธผม จะไม่ให้โกรธได้ยังไงในเมื่อให้ฝึกทักษะการต่อสู้กับผู้ที่เป็นถึงหัวหน้านำทัพอย่างเตโชมานับปีแต่แค่ปกป้องตัวเองยังทำแทบไม่ได้ ต้องให้เบียทรีซที่ยุ่งกับการประชุมมาช่วยถึงห้อง


“...ขอโทษนะ” ผมเอ่ยเสียงเบาทำลายความเงียบที่กำลังดำเนินอยู่ ตอนนี้ผมนอนนิ่งอยู่บนเตียงโดยมีเบียทรีซนั่งหลังพิงหัวเตียงด้วยใบหน้าหงุดหงิด


“เจ้าจะขอโทษทำไม” ใบหน้าของเบียทรีซดูเหมือนไม่เข้าใจคำพูดผมนัก


“ก็ผมทำให้คุณโกรธ ทำให้คุณโมโห หงุดหงิดและอารมณ์ไม่ดี...”


“เดี๋ยว ข้าบอกตอนไหนว่าเป็นเพราะเจ้า” เบียทรีซพูดแทรกระหว่างขยับตัวเข้ามาใกล้


“ก็เพราะผมไม่มีฝีมือแค่จะปกป้องตัวเองยังทำไม่ได้ทั้งที่คุณอุตส่าห์ให้เตโชมาช่วยฝึกผมแล้วแท้ๆ แถมผมยังทำให้คุณที่กำลังประชุมต้องมาช่วยแบบนี้อีก ขอโทษนะเบียทรีซ...ครั้งผมจะพยายามมากว่านี้” ผมบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด


“เจ้านี่นะ คิดโมเมไปเองตลอด”


“...หมายถึงไม่ใช่เหรอ” ที่ผมพูดไปหลายบรรทัดนั่นไม่ถูก?


“จะใช่ได้ยังไงกันเล่า ต่อให้ข้าสั่งเตโชให้ฝึกเจ้าจริงแต่เจ้าเพิ่งจะเรียนรู้มาได้แค่ไม่กี่ปี พลังปิศาจเองก็เพิ่งจะควบคุมได้ ดังนั้นฝีมือเจ้าในตอนนี้จะสู้พวกที่ฝึกมานับร้อยปีแล้วไม่ได้มันไม่ใช่เรื่องแปลก รอเจ้าฝึกอีกสัก 50 หรือ 100 ปีสิถ้าสู้ไม่ชนะข้าจะบ่นเจ้า ส่วนเรื่องประชุมลบออกจากสมองเจ้าทิ้งไปเลยคิดว่าการประชุมบ้าๆ นั่นจะสำคัญเทียบกับเจ้าได้รึไงวิณณ์” คำอธิบายจากเบียทรีซค่อนข้างเร็วแต่ผมก็จับใจความได้ประมาณนึง


“ไม่ได้โกรธผม?”


“ก็ไม่ได้โกรธน่ะสิ”


“งั้นทำไมถึงดูอารมณ์ไม่ดีล่ะ” ผมถามต่อ


“ไม่เกี่ยวกับเจ้า”


“...ถ้าบอกว่าไม่เกี่ยวแปลว่าเป็นเพราะผมจริงๆ สินะ” เพราะถ้าไม่ใช่เพราะผมก็น่าจะบอกเหตุผลกันได้


“ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ใช่เพราะเจ้า”


“งั้นก็บอกเหตุผลมาสิ”


“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า” เบียทรีซยังคงย้ำคำตอบเดิม


“เป็นเพราะผมจริงๆ ด้วย” ผมเม้มปากแน่นพลางเบนหน้าหนีไปอีกฝั่ง


“ก็ข้าบอกว่าไม่เกี่ยวกับเจ้าไง!” น้ำเสียงของเบียทรีซเริ่มดังขึ้นคล้ายกำลังจะหมดความอดทน


“ถ้าไม่เกี่ยวจริงก็น่าจะบอกผมได้ใช่ไหม”


“ฮึ้ย! ก็ได้ อยากรู้นักใช่ไหม ที่ข้าโกรธ โมโหและหงุดหงิดนี่ไม่ได้เป็นเพราะเจ้าแต่เป็นตัวข้าเอง เท่านี้พอใจรึยัง!” น้ำเสียงหงุดหงิดนั่นราวกับจะไม่อยากบอกเรื่องนี้ออกมา


“...ทำไมถึงเป็นตัวเองล่ะ” จะว่าผมโง่หรือประมวลช้าก็ได้ ก็ผมไม่เข้าใจความหมายที่เบียทรีซบอกว่าโกรธตัวเองนี่นา มีเหตุผลอะไรที่ต้องโกรธตัวเองงั้นเหรอ


“ข้าน่าจะรู้ว่าไม่ควรปล่อยเจ้าไว้ตามลำพังแต่กลับคิดว่าแค่แป๊บเดียวคงไม่เป็นไรแล้วไปเข้าร่วมการประชุมบ้าๆ นั่นก่อนนอนจนทำให้เจ้าต้องมาเจ็บตัว ข้าโกรธตัวเองที่คิดว่าไม่เป็นไร โมโหตัวเองที่ทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตรายและหงุดหงิดตัวเองที่ทำให้เจ้าต้องบาดเจ็บ” คำขยายความที่ได้ยินนั้นอธิบายข้อสงสัยทุกอย่างที่มี


น่าแปลกที่อยู่ๆ ใบหน้ากลับร้อนทั้งที่อากาศกำลังเย็นสบายแถมหัวใจที่สงบนิ่งกลับเต้นเร็วขึ้นมา


“เบียทรีซ” ผมหันหน้ากลับไปหาอีกฝ่าย ผิวของเบียทรีซค่อนข้างขาวทำให้สามารถเห็นสีแดงระเร่อบริเวณแก้มที่ปรากฏขึ้นมาได้ชัดเจน


“...อะไรอีก”


“หน้าคุณแดงอยู่น่ะ”


“คิดไปเอง ตาพล่าจนมองไม่ชัดรึไง”


“แต่มันแดงจริงๆ นะ” ตอนนี้ผมใส่แว่นอยู่อีกอย่างไฟในห้องก็เปิดด้วย ไม่มีทางที่จะดูผิดแน่นอน


“วิณณ์” อีกฝ่ายเริ่มกดเสียงต่ำ


“ผมตามกริซให้ไหม”


“ไม่ต้อง จบเรื่องนี้ซะ”


“แต่...”


“ไม่มีแต่ นอนซะวิณณ์” เบียทรีซตัดบทสนทนาให้จบลง


“...ผมมีอีกเรื่องที่ต้องบอก”


“รีบๆ ว่ามา”


“คือ...ทำเตียงขาดซะแล้ว ขอโทษนะ” ผมบอกพลางใช้มือข้างซ้ายถกผ้านวมขึ้นจนเห็นบริเวณหนึ่งที่ปริขาดจนใยด้านในล้นออกมา ตอนแรกก็ลืมไปแล้วว่ามีดปักลงบนเตียงด้วยแต่พอนอนอยู่มือดันโดนบริเวณที่รุ่ยพอดีเลยนึกออกขึ้นมา


“ช่างมัน ไว้พรุ่งนี้ข้าจะให้เอาอันใหม่มาเปลี่ยน” แลเบียทรีซจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่


“อืม...งั้นผมนอนนะ”


“เจ้าควรนอนตั้งนานแล้ว” เบียทรีซสวนกลับ


“ทีคุณยังไม่นอนเลย” ผมบอก เห็นเอาแต่นั่งทำหน้าหงุดหงิด


“ข้ามีเรื่องให้คิดอยู่”


“คิดเรื่องผม?”


“...บทจะเข้าใจก็เข้าใจจริงๆ นะ”


“ฮะ?”


“ช่างเถอะ ข้าจะนอนแล้ว” ทันทีที่พูดจบไฟในห้องก็ดับลง


“เดี๋ยว ผมยังไม่ได้ถอดแว่น อ๊ะ!” ผมถึงกับสะดุ้งเมื่อถูกมือของเบียทรีซเอื้อมมาสัมผัส


“อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวก็ได้กลิ้งตกเตียงหรอก” เบียทรีซบอกก่อนจะดึงแว่นที่ผมสวมอยู่ออกให้ ความมืดไม่ใช่ปัญหาสำหรับปิศาจอย่างพวกเรา


“ไม่ตกหรอก ห่างตั้งเยอะ”


“ที่จะตกเพราะถูกข้าถีบนี่แหละ เลิกพูดแล้วนอนพักซะ”เสียงทิ้งตัวลงนอนของบียทรีซมาพร้อมกับอ้อมแขนที่คว้าตัวผมเข้าไปใกล้ ลมหายใจที่เป่ารดเส้นผมอยู่นี่ทำเอาใจเริ่มสั่น


“เอ่อ...จะนอนแบบนี้เหรอ” ผมถามแม้จะพอเดาคำตอบได้ก็ตาม


“อืม ทำไม” อีกฝ่ายย้อนถาม


“เปล่า...ฝันดีนะ”


“ฝันดี”


หลายสัปดาห์ผ่านไปตั้งแต่เหตุการณ์มีปิศาจบุกเข้ามาหาผมถึงในห้องนอน กิจวัตรทุกอย่างยังคงปกติเว้นแต่เรื่องเดียวคือเบียทรีซแทบจะไม่ปล่อยให้ผมห่างสายตา ก่อนหน้านี้หลายปีเบียทรีซก็เคยเป็นแบบนี้แต่พอปล่อยให้ผมอยู่ตามลำพังเพียงไม่กี่ชั่วโมงกลับเกิดเรื่อง จากนี้คงไม่ปล่อยให้ผมห่างสายตาอีกแน่


จะว่ารู้สึกปลอดภัยก็คงใช่แต่ก็มีบางเรื่องที่ผมไม่อยากให้เบียทรีซรู้อย่างวันนี้...วันที่ 14 กุมภาพันธ์


ปฎิทินของโลกปิศาจใช้แบบเดียวกับของลกมนุษย์แต่พวกวันสำคัญหรือเทศกาลต่างๆ จะไม่เหมือนกัน แน่นอนว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้สำหรับโลกปิศาจไม่ได้ถือเป็นวันสำคัญแต่อย่างใด ซึ่งแม้จะเป็นวันเดียวกันหากเป็นโลกมนุษย์วันนี้ถือเป็นหนึ่งในวันสำคัญที่ผู้คนทั่วโลกต่างรอคอย...วันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์นั่นเอง


วันที่เหล่าชายหญิงจะได้แสดงออกถึงความรักให้กับคนที่ตนรักเห็นด้วยการให้ช็อคโกแลต ดอกไม้ ของขวัญและอื่นๆ ผมยังจำความรู้สึกในวันวาเลนไทน์สมัยเรียนได้อยู่เลย บรรยากาศช่วงเช้าที่เหล่านักศึกษาไม่อยากออกมาเรียนนั้นกลับเต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงพูดคุยพร้อมบรรยากาศหวานละมุนตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่ผมไม่ได้มีประสบการณ์บอกชอบหรือให้ของขวัญโดยตรงหรอก จะว่าเอาแต่เรียนหรือไม่สนใจรอบตัวก็ไม่ผิด


สำหรับผมวันวาเลนไทน์ก็เปรียบเหมือนวันปกติที่ออกจากเสียงดังกว่าปกติเล็กน้อย ยิ่งในตอนนี้ผมเองย้ายมาอยู่โลกปิศาจอย่างเป็นทางการแล้ววันวาเลนไทน์ก็ไม่ส่งผลอะไรกับผมนัก...นั่นหมายถึงตอนที่ยังไม่รู้ความรู้สึกตัวเองที่มีเบียทรีซ พอรู้ว่าชอบอีกฝ่ายก็อดคิดไม่ได้ว่าควรจะทำอะไรสักอย่างในวันแห่งความรักนี้ ซึ่งอะไรบางอย่างที่ว่าผมคิดออกแล้วเพียงแต่มีปัญหาหรืออุปสรรค์ใหญ่อยู่ตรงหน้า...


“ไม่ให้ข้าตามไปทุกที่? เจ้าอยากโดนเล่นงานเหมือนครั้งก่อนอีกรึไง” แค่ผมเปิดประโยคว่าเบียทรีซไม่ต้องตามผมไปทุกที่ก็ได้นะ คำตอบพร้อมน้ำเสียงไม่พอใจของเบียทรีซก็ดังขึ้นแทบจะทันที


“ช่วงกลางวันแบบนี้ผมว่าไม่เป็นไรหรอกนะ” ถ้าเป็นช่วงดึกๆ อาจน่ากังวลแต่ตอนกลางวันผมว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร


“คิดว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปเพราะคำพูดคาดเดานั่นรึไง”


“...ก็ไม่”


“รู้ดีนี่ เลิกคิดเรื่องนี้ซะ”


“แต่ผมอยากขอเวลาสักพักนึง” ผมเอ่ยเสียงเบาพลางดูท่าทีของเบียทรีซที่เงยหน้าขึ้นมามอง อีกฝ่ายกำลังอ่านเอกสารในมือโดยมีผมยืนอยู่หน้าโต๊ะยื่นเอกสารที่พึ่งทำเสร็จให้


“เวลา? เจ้าจะไปก็แค่บอกมาข้าจะไปด้วย” เบียทรีซไม่ได้บังคับให้ผมต้องอยู่ในห้องตลอด ผมสามารถออกไปไหนก็ได้ตราบเท่าที่อีกฝ่ายตามไปด้วย


“ผมอยากไปคนเดียวได้รึเปล่า” ขืนให้ไปด้วยความก็แตกกันพอดีสิ


“จะไปไหน” ดวงตาสีทองสว่างจ้องประสานมายังดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทันทีที่ได้ยิน


“...ผมอยากไปห้องครัว” ผมคิดอยู่นานว่าควรจะโกหกหรือบอกความจริงกับเบียทรีซดี หากผมเลือกที่จะโกหกผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเขาสามารถจับได้เลยเลือกที่จะบอกความจริงไป


“หากาเนอร์?”


“อืม ได้รึเปล่า”


“แล้วไปห้องครัวข้าไปด้วยไม่ได้รึไง” เบียทรีซถามกลับ


“ก็ไม่ใช่ไม่ได้แต่คุณไม่ค่อยชอบนี่” ผมพยายามหาเหตุผลเหมือนจะจำได้ว่าเบียทรีซไม่ค่อยชอบเข้าห้องครัวเห็นบอกว่าเป็นห้องอบๆ


“ไม่ชอบใช่ว่าไปไม่ได้”


“...ก็จริงแต่คุณมีงานรออยู่เยอะ...”


“ดูเหมือนเจ้าไม่อยากให้ข้าไปด้วยนะ” สมกับเป็นเบียทรีซแค่ไม่กี่ประโยคสามารถเดาความคิดผมได้แล้ว


“เอ่อ...”


“ข้าไม่ตามไปก็ได้แต่จะให้เตโชตามเจ้าไป” เมื่อเห็นผมพูดไม่ออกอีกฝ่ายก็ยอมถอยให้


“ได้” ผมพยักหน้าตกลงทันที


ตราบใดที่คนตามไปไม่ใช่เบียทรีซผมก็ไม่มีปัญหาหรอก


“เตโชตามไปได้ทำไมข้าถึงไม่ได้” เบียทรีซจ้องเขม็งมาทางผม


“เรื่องนั้น...” จะให้บอกว่าจะแอบทำบางอย่างให้เนื่องในวันวาเลนไทน์ก็ไม่ได้อีก


คิดเข้าสิ เหตุผลที่ฟังขึ้นน่ะ


“ช่างเถอะ รอเตโชมาแล้วค่อยไป” อีกฝ่ายสรุปให้


“อืม” แม้จะยังคราแครงใจอยู่บ้างแต่ก็ตัดสินใจเดินกลับไปนั่งทำงานต่อในระหว่างรอเตโช



(มีต่อ)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +357/-0
(ต่อนะคะ)



พอเตโชเข้ามาหาเบียทรีซจึงสั่งให้เขาคอยตามดูแลผมในช่วงบ่าย สถานที่ที่ผมมาคือด้านในของชั้น 5 ซึ่งเป็นห้องครัวขนาดใหญ่มีอุปกรณ์และวัตถุดิบเพียบพร้อมสำหรับการทำอาหารและขนมอย่างครบครัน เมื่อผมเปิดประตูเข้าไปสิ่งแรกที่เห็นคือแววตาตกใจก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มต้อนรับไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าเชฟอย่างกาเนอร์หรือปิศาจตนอื่นๆ เองต่างวางมือจากงานที่ทำอยู่เดินเข้ามาตีวงล้อมผม


“ท่านวิณณ์ไม่มาซะนานเลย”


“ข้าได้ยินมาว่ามีใครบุกมาตอนกลางดึกท่านไม่เป็นไรใช่ไหม”


“วันนี้จะมาทำอาหารของโลกมนุษย์แบบไหนให้พวกเราชิมอีกล่ะท่านวิณณ์”


คำทักทายมาพร้อมกับคำถามมากมายที่ผมเอ่ยตอบไม่ทัน แค่กำลังจะอ้าปากตอบคำถามแรกคำถามที่สองก็ดังขึ้นตามมาติดๆ ไม่มีช่องว่างให้ได้พูดแทรกเลย


“พอก่อน ท่านวิณณ์ข้ายินดีที่ท่านมาเยือนสถานที่นี้อีก ไม่ทราบที่ท่านมาเพราะมีธุระบางอย่างใช่หรือไม่” กาเนอร์ช่วยหยุดพวกลูกน้อยก่อนจะถามกลับมาตามที่คิด เขาคงเดาได้ว่าการที่ผมมานี่ไม่ใช่แค่พราะจะมาเที่ยวเล่นอย่างเดียว


“อืม ผมอยากขอยืมครัวหน่อยได้ไหม” มาถึงขั้นนี้คงไม่ต้องเกรงใจแล้วล่ะ


“ห้องครัว? ได้แน่นอนครับ ท่านต้องการให้พวกข้าช่วยอะไรไหม”


“ที่โลกปิศาจมีช็อคโกแลตรึเปล่าที่เป็นสีน้ำตาลเข้มๆ” ผมถาม ถ้าพูดถึงวันวาเลนไทน์สิ่งแรกที่นึกถึงก็คงไม่พ้นช็อคโกแลต


“ช็อคโกแลต...ปีเต้” กาเนอร์ส่งเสียงเรียกหนึ่งในลูกน้อง


“ครับ” เจ้าตัวขานรับชื่อตัวเองก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องเก็บวัตถุดิบ และออกมาพร้อมกับของทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า


“ใช่นี่ไหมครับ” กาเนอร์ยื่นของที่ปีเต้วิ่งไปหยิบส่งมาให้ ผมแกะส่วนที่ม้วนทบกันอยู่ออกแล้วเปิดดูของที่อยู่ด้านใน เนื้อสีน้ำตาลแก่กับกลิ่นแบบนี้


“ใช่ครับ นี่แหละที่ผมตามหาอยู่”


“ดีแล้วที่เป็นอันเดียวกับที่ต้องการ ถึงชื่อจะเหมือนกันแต่บางอย่างชื่อในโลกมนุษย์กับโลกปิศาจจะไม่เหมือนกัน” เป็นอย่างที่กาเนอร์พูดแหละ ต่อให้ชื่อเหมือนแต่ก็มีไม่น้อยที่จะเป็นของคนละอย่างกัน


“ของหวานมื้อเย็นจะเป็นไรไหมถ้าผมอยากจะลงมือทำด้วยตัวเอง” ผมถามกาเนอร์


“ไม่มีปัญหาครับ ของหวานมื้อเย็นข้าเตรียมเป็นไอศกรีมไว้แต่สามารถเก็บไว้เสิร์ฟมื้อต่อไปได้”


“งั้นของหวานมื้อเย็นผมขอจัดการนะ ขอยืมครัวด้วยกาเนอร์”


“ตามสบายเลยครับ เป็นครั้งแรกที่ท่านวิณณ์ลงมือทำอาหารให้องค์ราชาทานนะครับ” กาเนอร์พูดถูกตั้งแต่มาอยู่นี่ผมทำอาหารอยู่หลายครั้งแต่ทุกครั้งถ้าเบียทรีซไม่ได้เข้ามาหาผมก็จะทำเองและกินเองร่วมกับพวกกาเนอร์นี่แหละ


ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ผมตั้งใจทำอาหารให้เบียทรีซ จะพูดให้ถูกต้องบอกว่าทำขนมล่ะนะ


“อืม วันนี้เป็นวันพิเศษน่ะ” ผมส่งยิ้มกว้างให้กับทุกคนก่อนจะเริ่มลงมือทำขนมโดยมีช็อคโกแลตเป็นส่วนประกอบหลัก


การทำช็อคโกแลตแม้จะดูเหมือนง่ายแต่ความจริงค่อนข้างยากตั้งแต่การละลายแล้ว ยิ่งผมแทบไม่ได้ทำขนมหวานเลยยิ่งทำยาก โชคดีที่มีกาเนอร์และผู้ช่วยอีกจำนวนหนึ่งมาคอยช่วยสอนเลยทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้นเยอะ


พวกเขาไม่ได้มาทำให้แต่จะถามก่อนว่าผมต้องการที่จะทำออกมาให้เป็นแบบไหนแล้วจึงค่อยสอนวิธีที่จะทำออกมาให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการกะอุณหภูมิหรือแม้แต่วิธีการใช้ไม้พายผสม


ใช้เวลาไปร่วมหลายชั่วโมงในที่ที่สุดขนมหวานที่ผมต้องการก็เสร็จในเวลาก่อนถึงมื้อค่ำไปแบบฉิวเฉียด ขั้นตอนในการทำค่อนข้างล่าช้าเพราะผมเองที่มีความสามารถไม่พอ ยังดีที่ทำเสร็จทันแบบนี้แต่ก็ยังเหลืออุปสรรคอยู่อีกอย่าง


“แบบนี้จะเย็นทันไหมนะ” ผมพึมพำด้วยความกังวลระหว่างมองดูขนมที่เพิ่งทำเสร็จ จะว่าทำเสร็จก็ยังไม่ถูกนัก ต้องพูดว่าเกือบเสร็จเพราะเหลือการนำไปเข้าตู้แช่เย็น


“ทันสิครับ ข้าจะนำไปแช่ให้ วันนี้ข้าจะเสิร์ฟอาหารคาวก่อนหลังจากนั้นจะนำขนมหวานที่ท่านทำไปเสิร์ฟให้ภายหลังถ้าทำแบบนั้นจะมีเวลาพอให้ขนมเย็นและเซ็ตตัวทัน” กาเนอร์อธิบายขณะยกถาดใส่ขนมฝีมือผมขึ้น


“มีวิธีแบบนั้นด้วยนี่นา รบกวนด้วยนะครับ” ปกติกาเนอร์จะเสิร์ฟอาหารพร้อมกับขนมโดยจะกะระยะเวลาให้ขนมสมบูรณ์ที่สุดพอดีกับตอนกิน อย่างน้ำผสมเนื้อผลไม้แช่แข็งจะค่อยๆ ละลายระหว่างมื้ออาหารคาวพอจัดการอาหารคาวเสร็จผลไม้ลอยแก้วก็ได้ที่พอดี


“ได้ครับ แต่ท่านวิณณ์ควรรีบไปห้องอาหารก่อนที่องค์ราชาจะมาตามด้วยตนเองดีกว่านะครับ”


“อ่า...ได้เวลามื้อเย็นแล้วนี่ วันนี้ต้องขอโทษทุกคนที่ต้องสละเวลามาคอยช่วยสอนผมนะครับเลยทำอาหารเสร็จช้าเลย ขอบคุณทุกคนมากๆ สำหรับวันนี้นะครับ” ผมเดินไปด้านหน้าพร้อมกับโค้งศีรษะลงระหว่างเอ่ยความในใจ ถ้าเป็นเรื่องทำอาหารผมค่อนข้างคล่องแต่พอเป็นขนมแล้วดันไม่ใช้ไม่ได้เลย สงสัยต้องหาเวลามาฝึกเพิ่มสักหน่อยแล้ว


“เรื่องอาหารพวกเราเตรียมไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว อย่าได้ขอโทษพวกเราเลยท่านวิณณ์ ห้องครัวนี้ยินดีต้องรับท่านเสมอ” กาเนอร์หันไปมองลูกมือที่พากันส่งยิ้มมาให้ผมก่อนจะเป็นตัวแทนพูดกลับมา


“ครับ” ผมบอกลาทุกคนพร้อมกับก้าวยาวๆ ออกมาจากห้องครัวมุ่งหน้าสู่ห้องอาหาร เวลาประมาณนี้เบียทรีซน่าจะมานั่งรอแล้ว ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะต้องใช้เวลาทำนานขนาดนี้ไม่งั้นคงมาตั้งแต่ช่วงสาย


ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปผมหยุดยืนนิ่งแล้วหันไปหาเตโชที่เดินตามหลังมาติดๆ ระหว่างทำขนมผมได้อธิบายให้ทุกคนฟังถึงความหมายของวันที่ 14 นี้ แน่นอนว่าเตโชต้องได้ยินผมจึงอยากขอไม่ให้เขาบอกเรื่องนี้เบียทรีซ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเบียทรีซต้องถามเตโชว่าผมทำอะไรบ้างแน่


“ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่พูดอะไร” อีกฝ่ายส่งยิ้มบางๆ มาให้ก่อนจะเปิดประตูให้ผมก้าวเข้าไปด้านใน


แม้จะยังสงสัยแต่ในเมื่อประตูเปิดผมก็จำต้องเดินเข้าไปในห้อง ดวงตาสีทองสว่างของเบียทรีซไม่ได้หันมามองเพราะดูเหมือนว่าจะมองมาตั้งแต่ก่อนเปิดประตูแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยเบียทรีซมีสัมผัสที่เยี่ยดยอดแค่จับสัมผัสพลังปิศาจจากตัวผมไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย


“ขอโทษที่มาช้านะ” ผมบอกอีกฝ่ายแล้วนั่งลงยังที่ของตัวเอง


“รู้ตัวว่ามาช้าด้วย?” เบียทรีซเลิกคิ้วเล็กน้อยระหว่างถาม


“ก็...นิดหน่อย แฮะๆ”


“ไม่ต้องมาแฮะ ทำอะไรอยู่ในห้องครัวตั้งหลายชั่วโมงน่ะ”


“แค่ทำขนมนิดหน่อย” รู้ว่าโกหกไปก็ป่วยการเลยบอกคำจริงไปบางส่วน


“เตโช รายงานมา” เป็นไปตามคาดเบียทรีซหันไปถามเตโชเรื่องความเคลื่อนไหวตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมาของผมจริงๆ ด้วย


“ครับ ท่านวิณณ์ลงมาถึงห้องครัวตอน 13.04 และทักทายพวกกาเนอร์ก่อนจะลงมือทำขนมขนถึง 17.30 จึงเดินมายังห้องนี้ครับ” เตโชโค้งศีรษะระหว่างอธิบาย ผมอยากจะถอนหายใจออกมาดังๆ ที่เตโชไม่ได้บอกรายละเอียดมากมาย


“อยู่แต่ในห้องครัว?”


“มีไปเข้าห้องน้ำครั้งนึงครับ”


“อืม วันนี้ขอบใจมาก ไปพักเถอะ” เบียทรีซบอกเตโช


“ครับ” เตโชน้อมรับคำสั่งแล้วเดินออกจากห้องอาหารไป


บรรยากาศเงียบๆ พานให้ผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย ยังดีที่ความอึดอัดมีได้ไม่นานอาหารคาวก็ถูกยกมาเสิร์ฟถึงบนโต๊ะ อาหารวันนี้เป็นสเต็กพันเบค่อนราดด้วยซอสสีออกแดง ทานเคียงกับมันฝรั่งและผัก ถึงเป็นอาหารแบบเดียวกันแต่จานของเบียทรีซใหญ่กว่าผมประมาณ 3 เท่าได้


อยู่กันมาตั้งหลายปีผมรู้ว่าอีกฝ่ายชอบกินเนื้อ ปกติผมคงไม่คิดอะไรเรื่องเนื้อชิ้นยักษ์บนจานของเบียทรีซทว่าวันนี้ต่างออกไป ถ้าเขาอิ่มขนมที่ผมอุตส่าห์ทุ่มเวลาไปเกือบครึ่งวันในการทำก็กลายเป็นหมันน่ะสิ


“เบียทรีซถ้าอิ่มไปจะแบ่งเนื้อมาให้ผมก็ได้นะ” เสียงมีดกระทบกับจานที่ดังขึ้นระหว่างตัดชิ้นเนื้อหยุดลงทันทีที่ได้ยิน ไม่ใช่แค่หยุดแต่อีกฝ่ายยังหันมามองผมด้วยท่าทีแปลกใจ


“เจ้าว่าอะไรนะ”


“เอ่อ...ถ้าอิ่มไปจะแบ่งเนื้อมาให้ผมก็ได้นะ” ผมเอ่ยซ้ำประโยคเดิมอีกรอบ


“ทำตัวแปลกๆ มีอะไรวิณณ์” แค่สองประโยคอีกฝ่ายก็สามารถสรุปออกมาได้ตรงเผง


“...เปล่าแปลกสักหน่อย”


“เลิกเสียเวลาโกหกเถอะ มันเปล่าประโยชน์”


“อึก...” ผมถึงกับสะดุ้ง


“มีอะไรก็ว่ามา”


“แค่ไม่อยากให้คุณอิ่มไปแค่นั้นเอง” ผมพึมพำเสียงเบา


“ทำไม” เบียทรีซถามต่อ


“ก็...เดี๋ยวจะกินของหวานต่อไม่ไหว” สุดท้ายก็จำต้องยอมเผยเรื่องของหวานออกมาจนได้


“ถ้ากินไม่ไหวเจ้าก็จัดการไปสิ ชอบของหวานนี่” ที่เบียทรีซพูดก็ไม่ผิดหรอกนะ มีหลายครั้งที่อีกฝ่ายไม่กินของหวานแล้วยกให้ผมเป็นคนจัดการแทน ส่วนตัวผมชอบของหวานอยู่แล้วเลยไม่มีปัญหาอะไร


ใช่ วันอื่นน่ะไม่มีปัญหาแต่วันนี้น่ะ มีแน่นอน


“ชอบก็ใช่แต่...”


“เลิกแต่แล้วบอกมาว่าคิดจะทำอะไรกันแน่”


แกร็ก!


“ขออนุญาตินำของหวานมาเสิร์ฟครับ”


เสียงเปิดประตูดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา กาเนอร์เดินเข้ามาพร้อมกับจานขนมหวานสีขาวสะอาดและวางจานนั้นลงด้านหน้าของเบียทรีซ ตรงกลางจานมีขนมทรงกระบอก 3 ชั้นวางอยู่โดยด้านล่างสุดหรือฐานเป็นแคร็กเกอร์บดกับเนย ชั้นกลางเป็นส่วนที่เยอะที่สุดคือมูลช็อคโกแลต และปิดท้ายด้วยซอสดอร์กช็อคโกแลตประดับไวท์ช็อคโกแลตด้านบนสุด รอบๆ จานมีดอกได้วางประดับเคียงคู่กับผลไม้อยู่พองาม


เบียทรีซมองขนมหวานในจานสลับกับกาเนอร์ที่ยกมาเสิร์ฟคล้ายกำลังวิเคราะห์อะไรหลายๆ อย่าง


"ทำไมมีจานเดียว" เบียทรีซถามกาเนอร์


"เรื่องนั้นทรงไม่ถามคนทำเองดีกว่าหรือองค์ราชา"


"เจ้าไม่ได้ทำ?"


"ครับ"


"งั้นใครทำ" เบียทรีซถามต่อ


"..." กาเนอร์ไม่ตอบแต่ยิ้มพลางเหลือบมองมาทางผมที่เกร็งร่างขึ้นเล็กน้อย


"...ฝีมือเจ้า?" เบียทรีซหันมาถามผม


"เอ่อ...ใช่ ฝีมือผมทำเอง" ไหนๆ เรื่องก็มาถึงนี่แล้วจะให้ปิดต่อไปคงไม่เหมาะ


"ทำให้ข้า?"


"อืม ผมทำให้คุณ" ผมพยักหน้าตอบไปตามจริง กาเนอร์โค้งบอกลาผมและเบียทรีซก่อนจะกลับออกไปปล่อยให้ภายในห้องเหลือเพียงผมและเบียทรีซสองคน


"...วันนี้ไม่ใช่วันเกิดข้า" เบียทรีซนิ่งไปสักพักใหญ่ถึงจะเอ่ยขึ้นมา


"อืม" ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมกระพริบติดกันหลายรอบ เรื่องวันเกิดของเบียทรีซผมรู้อยู่แล้ว


"ถ้าไม่ใช่วันเกิดข้าแล้วเป็นวันอะไร" ผมว่าผมเข้าใจสิ่งที่เบียทรีซต้องการจะสื่อแล้วล่ะ เขาคงสงสัยว่าผมทำขนมให้เนื่องในวันอะไร


"วันที่ 14 นี้ในโลกปิศาจไม่ได้เป็นวันสำคัญอะไรใช่ไหม"


"อืม...หรือที่โลกมนุษย์วันนี้เป็นวันสำคัญ?" สมกับเป็นเบียทรีซแค่ฟังก็เดาออกแล้ว


"ใช่ วันที่ 14 นี้ในโลกมนุษย์จะเรียนว่าวันวาเลนไทน์"


"...วาเลนไทน์?"


"วันวาเลนไทน์เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวันแห่งความรัก เป็นวันที่จะแสดงออกถึงความรักให้กับคนที่ชอบ ซึ่งของที่ขาดไม่ได้เลยก็คือช็อคโกแลต ผมอยากจะให้ช็อคโกแลตนี่กับเบียทรีซ...ช่วยรับไว้แล้วชิมได้ไหม" ผมอธิบายทุกอย่างให้เบียทรีซฟังพร้อมใช้มือขยับเลื่อนจานขนมไปตรงหน้าเบียทรีซมากขึ้น ความรู้สึกตื่นเต้นแล่นเข้ามา


"หึ...แปลว่าที่ไม่อยากให้ไปห้องครัวด้วยเพราะจะแอบทำสินะ"


"...อืม"


"ข้านึกว่าเจ้าจะรำคาญที่ข้าตามติดซะอีก" เบียทรีซพูดต่อ


"รำคาญ? ผมไม่รำคาญคุณหรอกเบียทรีซ" ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะคิดไปในทางนั้น


"ก็ดี"


"แล้วคำตอบล่ะ" ผมถามต่อ


"คำตอบอะไร" แค่ฟังก็รู้ว่าเบียทรีซกำลังแหย่ผมอยู่ เขาจำคำถามนั่นได้แน่แต่แกล้งทำเป็นจำไม่ได้


"...ช่วยรับช็อคโกแลตนี่ไปแล้วชิมได้ไหม" นี่ผมต้องถามคำถามน่าอายถึงสองครั้งเลยเหรอ


"จะรับไว้ก็ได้..."


"จริงเหรอ งั้นรีบชิมเลยๆ" ผมยิ้มแป้นเลื่อนจานขนมเข้าไปใกล้เบียทรีซมากขึ้น


"ข้ายังพูดไม่จบ"


"ฮืม?" อะไร


"ข้าจะรับไว้แต่ไม่ชิม"


"ทำไมล่ะ" รับไว้แต่ไม่ชิมคืออะไร


"ถ้าอยากให้ชิมเจ้าก็มาป้อนสิ"


"..." ความเงียบบังเกิดขึ้นทันทีที่ฟังประโยคเมื่อครู่จบ


คือจะให้ผมป้อน?


"ว่ายังไง ถ้าเจ้าไม่ป้อนข้าก็จะไม่แตะ" เบียทรีซเร่งลัดเอาคำตอบ


"...ถ้าแค่ป้อนละก็..."


"ขยับเก้าอี้มานี่ หรือจะตักข้าก็ไม่ว่าหรอกนะ" อีกฝ่ายสั่งพลางตบบริเวณตักตัวเองสองสามครั้ง


"ขอนั่งเก้าอี้เถอะ" ผมบอกก่อนลุกขึ้นลากเก้าอี้ตัวเองไปอยู่หัวโต๊ะข้างเบียทรีซ


ใครจะไปนั่งตักกัน...แค่นี้ก็แทบแย่แล้ว


เมื่อขยับตัวนั่งได้ที่ผมจึงใช้ช้อนเล็กตักมูสที่ถูกราดด้วยดาร์กช็อคโกแลตโดยมีด้านล่างเป็นแครกเกอร์ยื่นไปยังปากของเบียทรีซที่อ้าออกรับเอาของหวานฝีมือผมเข้าไป ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใต้เลนส์แว่นของผมจ้องมองไปยังใบหน้าของเบียทรีซด้วยหัวใจที่ลุ้นระทึก


จะอร่อยไหม


จะชอบรึเปล่า


อยากรู้ว่าเบียทรีซจะบอกว่าอะไร


"คำต่อไปล่ะ"


"ฮะ อืม...แป๊บนะ" ผมรีบตักคำต่อไปส่งให้อีกฝ่าย คำแล้วคำเล่าก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการสักที


"มีอะไร" เบียทรีซสงเกตถึงสายตาผมที่จับจ้องไปอยู่นานจนทนไม่ไหวต้องถามกลับ


"เป็นไง...อร่อยไหม"


"..." อีกฝ่ายไม่ตอบแต่เบนสายตาไปทางจานขนมที่บัดนี้ว่างเปล่าคล้ายจะสื่อคำตอบมาให้ผมโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ


"อร่อยเนอะ" ผมตัดสินจากจานที่ว่างเปล่า ถ้าไม่อร่อยเขาคงไม่กินหมดจานแบบนี้


"พูดเองเออเอง"


"งั้นคุณก็บอกมาสิว่าอร่อยรึเปล่า" ก็จริงที่ตอนนี้เหมือนผมกำลังพูดเองเออเองอยู่คนเดียวเพราะเบียทรีซไม่ได้บอกอะไรแค่สื่อมาทางสายตาเท่านั้น แต่ถึงจะแบบนั้นผมค่อนข้างมั่นใจว่าพูดไม่ผิด


เบียทรีซกินขนมได้แต่ไม่ค่อยชอบนัก เหมือนเป็นการกินเพื่อล้างปากจากของคาวซะมากกว่า มีหลายครั้งที่กินเหลือเพราะงั้นที่กินฝีมือของผมหมดนี่ก็แปลความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วนอกจากอร่อย


"จำเป็นต้องบอก?" อีกฝ่ายถามกลับ ดูท่าแล้วคงจะสนุกที่ได้แหย่ผมเล่น


"จำเป็นสิ"


"หึ"


"ไม่เอาหึ"


"...อร่อยดี" แม้จะเป็นเสียงเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยินแต่ผมกลับส่งยิ้มกว้างกลับไปให้เบียทรีซ


"ดีใจจัง" ได้ยินแบบนี้ดีกว่าเป็นไหนๆ


"ยิ้มมากไปแล้ว สรุปวันนี้ของโลกมนุษย์คือวันวาเลนไทน์สินะ"


"ใช่ๆ ถ้าคุณไปโลกมนุษย์จะเห็นทั้งดอกไม้ทั้งช็อคโกแลตเต็มไปหมดเลย"


"เห็นบอกว่าเป็นวันแห่งความรัก?"


"อืม เป็นวันที่เราจะมอบช็อคโกแลตให้กับคนที่ชอบ" ผมบอกกลับ


"ฮืม...แค่ชอบงั้นเหรอ"


"หมายถึงยังไง"


"จะมอบช็อคโกแลตให้คนที่ชอบ งั้นถ้าไม่ได้ชอบล่ะ" เบียทรีซถามต่อ


"...ถ้าไม่ได้ชอบก็ไม่มีใครเขาให้อะไรหรอกนะ" ถามแปลกๆ นะเบียทรีซ


"แต่ข้าจะให้"


"ให้อะไร...อื้ออ~" คำพูดถูกกลืนหายไปจากริมฝีปากที่กดทับลงมา รสชาติยามปลายลิ้นเข้ามาพัวพันต่างจากปกติ รสชาติแบบนี้มัน...


ช็อคโกแลต


เบียทรีซกดย้ำสัมผัสมอบจูบอันแสนดูดดื่มให้ผมจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนจะหมดลมหายใจ ความร้อนยามริมฝีปากนั้นทาบทับหรือรสชาติของช็อคโกแลตที่ส่งผ่านมานั้นไม่ทำให้ผมอายเท่าน้ำเสียงทุ้มๆ ที่กระซิบคำพูดบางอย่างข้างใบหู...


"ช็อคโกแลตนี่ข้าไม่ได้มอบให้คนที่ชอบแต่เป็นคนที่ข้ารัก...สุขสันต์วันวาเลนไทน์วิณณ์"

..................................................

มาต่อกันค่ะ

จากหลายๆ ตอนที่ผ่านมาตัวร้ายไม่โผล่เลย วันนี้เลยให้โผล่มาสักหน่อย

เรื่องนี้ดำเนินมาได้เกินครึ่งเรื่องแล้ว

ดีใจมากๆ ที่ช่วงมีคนคอมเม้นกันเข้ามามากมาย

ขอบคุณมากๆ เลยะคะ

มีคนถามมาว่าตอนนี้วิณณ์อยู่โลกปิศาจมาได้กี่ปีแล้ว

ขอตอบค่ะว่าอยู่มาได้สิบกว่าปีแล้วค่ะ

แม้เปิดมาจะไม่หวานแต่ปิดท้ายตอนกันแบบหวาน

เรานั่งอัพก็นั่งจิบโกโก้ด้วยความอิจฉา // อยากมีแบบนี้บ้าง 555

ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นและทุกๆ กำลังใจที่มีให้เสมอนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6921
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
ใครกล้ามาทำร้ายถึงห้องนอนเนี่ย

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
 :katai5: เขินนนนนนน ฮือออ ใจน้องบาง

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
หวานกว่าเค้าช็อคโกแลตของวิณณ์ ก็เบียทรีซนี่แหละ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
หวานเกินไปแล้วนะ อิจฉาาาาาาาาาา  :m16:

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +357/-0
⊰บงการ:วันที่18:⊱




“องค์ราชาขออภัยที่ครั้งนี้ข้ามาส่งรายงานช้าไป” เสียงของสก๊อตดังขึ้นทันทีหลังจากเบียทรีซอนุญาตให้ผู้ที่อยู่ด้านนอกเข้ามาในห้องทำงาน


สก๊อตก้าวเข้ามาโค้งทำความเคารพเบียทรีซซึ่งนั่งอยู่ก่อนจะหันมาทักทายผมที่ผมโค้งหัวกลับไป เอกสารปึกใหญ่ในแฟ้มถูกยื่นไปตรงหน้า เบียทรีซรับแฟ้นนั้นไปพร้อมเอาเอกสารด้านในออกมาไล่เปิดดู


“ปกติเจ้าไม่ใช่คนที่ทำงานล่าช้าแบบนี้” เบียทรีซพูดต่อระหว่างใช้มือไล่เปิดเอกสาร ด้วยความที่ผมแอบหันไปมองเลยรู้ว่าการเปิดเอกสารนั่นเป็นการเปิดแบบผ่านๆ ไม่ได้อ่านตัวอักษรภายในเลยสักตัวเดียว


“มีปัญหาเล็กน้อยครับ”


“ปัญหาอะไร”


“พวกปิศาจที่เข้าไปในโลกมนุษย์มีเพิ่มขึ้นทำให้ข้าต้องกระจายกำลังคอยเฝ้าตรวจสอบและจัดการความผิดปกติมากกว่าเมื่อก่อน ปัญหาคือพอส่งพวกลูกน้องออกไปคนที่ช่วยในการรวบรวมสถิติและวิเคราะห์จุดต่างๆ เลยขาดไป”


“ก็ให้คนเดิมที่เคยทำ ทำควบคู่ไปสิ” เบียทรีซบอกวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ


“ข้าให้ทำอยู่แต่ด้วยงานที่มีมากขึ้นสปีดในการทำเลยช้ามาก ข้าเองก็ช่วยเร่งทำจนเสร็จได้ถึงจะช้ากว่าปกติไปเป็นเดือน ขออภัยจริงๆ” สก๊อตก้มหัวลงอีกรอบ


“จะเอาพวกปิศาจรับใช้ไปเพิ่มไหมล่ะ” เบียทรีซคิดสักพักก่อนเสนอความเห็น


“พวกปิศาจรับใช้สามารถทำงานทั่วๆ ไปได้ก็จริงทว่ากับงานที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะทางคงไม่เหมาะนัก”


“งั้นจะให้ยืนพวกปิศาจระดับกลางไป...”


“ขออภัยองค์ราชาเรื่องนั้นเกรงว่าจะไม่ได้” เสียงของแกรนมาพร้อมกับบานประตูที่เปิดอ้าออก ร่างของแกรนในชุดสีเทาก้าวเข้ามายืนขนาบข้างสก๊อตพร้อมเอ่ยทักทายและขอโทษที่ถือวิสาสะเข้ามาทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาต


“เหมือนอาทิตย์ก่อนเจ้าจะบอกว่าขาดกำลังในการจัดแจงเอกสารสินะ” เบียทรีซพูดหลังจากนึกเรื่องเมื่ออาทิตย์ก่อนออก ผมก็จำได้ลางๆ ว่างแกรนเคยพูดอะไรแบบนั้นเหมือนกัน


“ใช่ครับ ในการประชุมครั้งก่อนพระองค์เห็นด้วยกับการให้ผู้นำแต่ละเผ่าในโลกปิศาจมีสิทธิ์การยื่นเรื่องร้องเรียนพร้อมหามาตรการแก้ไขด้วยตนเองได้ซึ่งการจะทำได้แบบนั้นจำเป็นต้องให้พวกเขาเรียนรู้ถึงระบบการทำงานรวมไปถึงขั้นตอนในการดำเนินงานอย่างถ่องแท้ เพื่อตอบสนองนโยบายนั้นข้าจึงส่งพวกปิศาจที่มีความรู้มากพอไปยังเผ่าต่างๆ ส่งผลให้ตอนนี้บุคลากรของเราแทบไม่เพียงพอ” แกรนอธิบายด้วยใบหน้าครุ่นคิด เขาคงกำลังพยายามหาทางออกอยู่ละมั้ง


“ส่วนใหญ่พวกปิศาจที่มีทักษะความรู้มากพอจะอยู่ในพวกระดับกลางซึ่งการจะสอนให้เป็นและเชี่ยวชาญไม่ใช่เวลาน้อยๆ ต่อให้คัดคนเข้ามาเพิ่มแต่ก็ต้องใช้เวลาติวไปจนถึงทดลองทำงานอีกหลายปี” เบียทรีซพูดต่อจากแกรน


“อีกอย่างงานที่เจ้าทำเป็นข้อมูลตัวเลขเชิงลึกว่าด้วยเรื่องอัตราเข้าออกโลกมนุษย์ของปิศาจตลอดจนอัตราการเกิดภัยคุกคามต่อมนุษย์ในแต่ละเดือน ปิศาจที่อยู่นี่มีแค่หยิบมือที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นได้ คงไม่ลืมว่าครั้งก่อนข้าเพิ่งของยืมลูกน้องเจ้ามาช่วยงานเพราะถ้าพูดถึงความสามารถในการวิเคราะห์เชิงลึกคนของเจ้าเก่งกว่า” แกรนหันไปบอกกับสก๊อตที่ยืนกอดอกด้วยใบหน้าคิดหนัก


“ก็จริง ที่เก่งกว่าคงเป็นเพราะข้าส่งให้ไปทำงานในหลากหลายรูปแบบมาเป็นร้อยปี โลกมนุษย์น่ะมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละวันไปอย่างรวดเร็วปิศาจที่ปรับตัวและตามการเปลี่ยนแปลงนั้นทันเลยได้ทักษาะทางด้านการวิเคราะห์ติดมาด้วย” สก๊อตพยักหน้าเห็นด้วยกับแกรน


“เหมือนข้าจะเคยบอกให้ส่งปิศาจไปให้สก๊อตฝึก?” เบียทรีซมองหน้าแกรนสลับกับสก๊อต


“ครับ แต่ยังไม่สามารถวางใจให้ทำงานได้ทั้งหมด ข้าเองก็ไม่มีเวลาที่จะมาตรวจทุกบรรทัด”


การถกเถียงถึงปัญหายังคงดำเนินต่อไป ตัวผมถึงแม้จะเอี้ยหูฟังแต่มือก็ไม่ได้หยุดการเคลื่อนไหว ผมค่อนข้างเข้าใจถึงปัญหาทางด้านบุคลากรและความสามารถ จริงอยู่ที่ปิศาจอาจมีจำนวนน้อยกว่ามนุษย์ที่โลก หากดูจากสถิติแบบง่ายจะเป็นปิศาจระดับต่ำมากถึงร้อยละ 70 ซึ่งปิศาจระดับต่ำส่วนมากจะมีรูปร่างผสมผสานกับสัตว์ต่อให้มีบางตนที่ฉลาดแต่การจะให้รูปลักษณ์แบบนั้นไปหาประสบการณ์โดยตรงที่โลกมนุษย์เป็นเรื่องยากมาก


สำหรับปิศาจระดับกลางมีอยู่ร้อยละ29.9999999 เรียกว่าค่อนข้างน้อยแถมไม่ใช่ว่าปิศาจระดับกลางทั้งหมดจะฉลาด ระดับที่ใช้แบ่งอาจเป็นตัวบ่งบอกถึงรูปลักษณ์และพลังปิศาจแต่ไม่ได้บอกถึงระดับของสมองว่าจะเท่ากันตามไปด้วย ผมเคยเห็นแกรนคัดเลือกคนเข้ามาฝึกในจำนวนปิศาจระดับต่ำและกลาง 100 ตน จะมีเพียงแค่10ตนที่ผ่านการคัดเลือกโดยจะเป็นปิศาจระดับต่ำและกลางอย่างละครึ่งๆ


และสุดท้ายจำนวนประชากรของปิศาจระดับสูงคิดเป็นร้อยละ 0.0000001 แถมตัวเลขนี่ยังเป็นแบบปัดแล้วเพื่อให้ง่ายแก่การทำความเข้าใจไม่งั้นตัวเลขจริงจะเป็นทศนิยมมากกว่านี้อีก ถ้าแปลแบบแปลกๆ คือในปิศาจ 100 ตนจะพบปิศาจระดับสูงเพียงเศษเสี้ยวเดียว แต่หากเป็นความหมายที่แท้จริงก็คือเราจะพบปิศาจระดับสูง 1 ตนต่อปิศาจระดับกลางและสูงเกือบสิบล้านตน
ปิศาจระดับสูงที่ผมรู้จักในตอนนี้ก็มีเบียทรีซ สก๊อต เตโช แกรน กาเนอร์และบักเก็ตถ้ารวมผมไปด้วยก็จะเป็น 7 คน หากดูจากสถิติก็จะต้องมีปิศาจระดับต่ำและระดับกลางประมาเจ็ดสิบล้านตน เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน่าตกใจ


ปิศาจระดับสูงไม่เพียงแค่มีจำนวนน้อยแต่ยังมีทั้งพลังปิศาจและสติปัญญาเหนือกว่าปิศาจระดับอื่นอย่างเห็นได้ชัด การปกครองจึงต้องให้ปิศาจระดับสูงเข้ามาช่วยจัดการในส่วนต่างๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ด้านจำนวนที่ไม่เพียงพอแต่เป็นทักษะหรือความสามารถเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยและถือเป็นปัญหาใหญ่เลยด้วย


หากใครกำลังเรียกภาพข้อมูลตัวเลขและแผนภูมิที่ใช้แสดงค่าเหล่านั้นว่าสถิติล่ะก็ขอให้เปลี่ยนความคิดซะเพราะในโลกปิศาจมีการคำนวณด้วยการใช้สูตรรวมไปถึงเทคนิคพิเศษที่มนุษย์ยากจะทำความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ยากกว่าแต่ยังซับซ้อนกว่าด้วย


จำได้ว่าตอนแรกที่เห็นของจริงในเอกสารที่แกรนยื่นให้ดูผมเบิกตากว้างจนแทบจะทะลุออกมานอกเลนส์อยู่แล้ว เคยถามเบียทรีซอยู่ว่าทำไมถึงต้องใช้การคำนวณและการเก็บข้อมูลในรูปแบบนั้นด้วย คำตอบที่ได้กลับมาคือ...


‘ถ้าตกไปอยู่ในมือของมนุษย์จะได้อ่านไม่ออก’


นั่นแหละคือคำตอบ เพราะงั้นปิศาจอย่างพวกเราก็เลยต้องรับเคราะห์ในการคำนวณต่อไป กว่าผมจะสามารถคำนวนและจัดเก็บข้อมูลด้วยวิธีนั้นได้คล่องก็ใช้เวลาเป็นปี ทุกวันนี้ผมก็ใช้อยู่ตลอดอย่างเอกสารในมือตอนนี้ จะมีแค่ข้อมูลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์เท่านั้นที่จะใช้วิธีนี้คำนวณถ้าเป็นข้อมูลของโลกปิศาจก็จะเป็นการคำนวณแบบปกติ


สงสัยคงกันไว้ตอนเปิดทางเชื่อมมิติแล้วเอกสารเผลอปลิวไปละมั้ง


“ถ้างั้นข้าจะช่วยทำต่อไปก่อนจนกว่าจะหาใครมาช่วยได้” สก๊อตบอกกับทุกคนที่ช่วยคิดหาทางออก


“แบบนั้นจะใช้เวลานานเกินไป เลทกว่าเดิมเป็นเดือนแบบนี้ข้าคนนึงที่รับไม่ได้” แกรนหันไปบอกสก๊อต


“ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่ จะมีใครที่สามารถมาช่วยคำนวณค่าพวกนี้ได้ล่ะถ้าไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์มาก่อน”


ฮืม?...เดี๋ยวนะ


จะว่าไปก็มีอยู่นี่คนที่สามารถช่วยได้น่ะ


“เอ่อ...ให้ผมช่วยไหมสก๊อต” ผมเอ่ยแทรกบทสนทนาซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาร่วมชั่วโมงแต่ยังไม่สามารถหาทางออกได้ ปัญหานี้ไม่สามารถจัดการได้ในเวลาอันสั้นหรอก อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลานับสิบปีในการฝึกจนชำนาญในกรณีผมที่เป็นเร็วกว่าคงเพราะมีพื้นฐานด้านบัญชีแถมค่อนข้างชอบพวกตัวเลขเลยใช้เวลาไม่นาน


“ท่านวิณณ์?”


“จริงสิ ถ้าเป็นท่านวิณณ์มีทักษะและความสามารถมากพอในการคำนวณและจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบนั้น อีกอย่างท่านวิณณ์สามารถบริหารเวลาในการทำงานได้รวดเร็วแถมยังมีความละเอียดรอบครอบรวมไปถึงเคยอยู่โลกมนุษย์มาก่อนการทำงานคงราบลื่น...”


“ไม่ได้” เสียงอันทรงอำนาจของเบียทรีซดังขึ้นแทรกระหว่างแกรนกำลังอธิบาย


“ทำไมไม่ได้ล่ะ” ผมลุกขึ้นจากโต๊ะเดินไปหาเบียทรีซเพื่อเอาคำตอบ หรือเพราะประสบการณ์ผมยังน้อยถ้าให้ไปทำอาจเกิดความผิดพลาดได้ ถึงอย่างนั้นผมค่อนข้างมั่นใจเรื่องการคำนวณของตัวเองพอสมควรเหมือนกันนะ


“เจ้ามีงานที่ต้องทำอยู่แล้ว”


“งั้นผมจะทำงานที่นี่ให้เสร็จก่อนค่อยไปช่วยสก๊อต” ผมตอบเบียทรีซ


“คิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าอยู่ห่างสายตารึไง” เบียทรีซบอกเสียงนิ่ง


“คุณไม่ต้องเป็นห่วงผมขนาดนั้นก็ได้” พอรู้ว่าอีกฝ่ายห่วงน้ำเสียงผมก็ค่อยๆ อ่อนลงทีละน้อย


“ถ้าไม่ห่วงเจ้าแล้วจะให้ข้าห่วงใครล่ะ”


“เบียทรีซ...”


“เลิกพูดเรื่องนี้ หาวิธีอื่นยังไงข้าก็ไม่คิดจะให้เจ้าไปโลกมนุษย์แน่”


“คุณมีเหตุผลอื่นนอกจากห่วงผมใช่ไหม” ฟังจากคำพูดหลายๆ คำดูเหมือนจะมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่อีก


“ไม่เกี่ยวกับเจ้า” อีกฝ่ายเลือกที่จะหันหน้าหนี


“จะไม่เกี่ยวกับผมได้ยังไง” คุยเรื่องผมอยู่แบบนี้ยังจะบอกว่าไม่เกี่ยวอีกนะ


“บอกว่าไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยวสิ”


“เบียทรีซ”


“...” ความเงียบนั้นทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับเรื่องให้ผมไปช่วยงานสก๊อตที่โลกมนุษย์แน่


“ผมมีเวลามากกว่าคนอื่นที่กำลังยุ่งแถมยังมั่นใจว่าสามารถคำนวณค่าพวกนั้นออกมาได้ สก๊อตมีงานเยอะอยู่แล้วถ้าคุณให้เขาทำเรื่องนี้อีก อีกไม่นานเขาได้ป่วยเพราะพักผ่อนไม่พอแน่ ผมอยากช่วยไม่ใช่แค่สก๊อตแต่อยากช่วยแบ่งเบาภาระของคุณมากกว่านี้...สักนิดก็ยังดี” ผมเอ่ยความจริงที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาจนหมดเปลือก


คนที่ทำงานหนักสุดไม่ใช่สก๊อตหรือแกรนแต่เป็นเบียทรีซ ต่อให้ส่วนมากจะนั่งอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงานแต่ใช่ว่าจะไม่มีงานอื่น ต้องเข้าร่วมประชุมบางครั้งต้องออกไปนอกปราสาท ผมคิดมาตลอดว่าอยากช่วยเบียทรีซให้มากกว่านี้ ปัญหาในคราวนี้ผมเป็นตัวเลือกที่ดีในการช่วยเพราะงั้นผมจะไม่ยอมตัดใจจนกว่าจะได้ช่วย


“ถึงเจ้าจะบอกเหตุผลมาแค่ไหนคำตอบก็เหมือนเดิม”


“ทำไมล่ะ”


“...” เบียทรีซให้คำตอบเป็นความเงียบอีกครั้ง


“ข้าคิดว่าองค์ราชาคงกำลังกังวลว่าพอท่านวิณณ์ไปโลกมนุษย์แล้วจะเกิดคิดถึงที่นั่นขึ้นมาจนไม่อยากกลับมาที่โลกปิศาจแล้ว...”


“แกรน หุบปาก!” พลังปิศาจภายในร่างแผ่ขยายออกมารอบบริเวณทว่าไม่มีใครที่หวาดหวั่นต่อพลังนั่นเลยเพราะเบียทรีซไม่ได้กำลังโกรธแต่เหมือนกำลังเขินเมื่อถูกรู้ทันมากกว่า


“จริงเหรอเบียทรีซ” ผมเดินเข้าไปถามใกล้มาขึ้น พออีกฝ่ายเบนหน้าหนีผมก็ก้าวไปหาอีกฝั่งเพื่อจะได้เผชิญหน้ากันโดยตรง


“ไม่จริง”


“แต่ผมว่าจริงนะ”


“เจ้าเชื่อแกรนมากกว่าข้า?”


“อืม” ผมพยักหน้าโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด


“...บทจะรู้ดีก็รู้ดีจริงๆ เลยนะ” เบียทรีซบ่นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด


“นี่เบียทรีซ” ผมคุกเข่าลงตรงหน้าเบียทรีซก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบดวงตาสีทองที่จ้องประสานมา


“...อะไรอีก”


“จริงอยู่ที่ผมมีคิดถึงโลกมนุษย์และคิดถึงบ้านที่เคยอยู่บ้างแต่แค่นั้นไม่ได้ทำให้อยากจะกลับไปอยู่โลกมนุษย์หรอกนะ ตั้งแต่ถูกสก๊อตไล่ออกแล้วได้เบียทรีซพามาที่โลกปิศาจ ได้มาอยู่ในปราสาทแห่งนี้ บ้านที่ผมจะกลับมาไม่ใช่บ้านที่โลกมนุษย์แต่เป็นที่นี่ ที่ที่ผมจะกลับมาคือที่ที่มีคุณ เพราะงั้นให้ผมไปช่วยสก๊อตเถอะนะ” ผมพูดพร้อมส่งยิ้มให้เบียทรีซ ดวงตาของเบียทรีซกำลังสั่นไหวคล้ายคำพูดผมมีอิทธิพลบางอย่างต่อจิตใจ


“...ให้ไปได้แค่บางวัน แต่ละวันที่ไปต้องไปเกิน 3 ชั่วโมง ทุกครั้งที่จะออกไปไหนต้องมีใครคอยตามไปด้วย ถ้าเรียกต้องรีบกลับมาและข้อสุดท้ายห้ามค้างคืนที่โลกมนุษย์ถ้าไม่มีข้าอยู่ด้วย” ทุกประโยค ทุกถ้อยคำรวมไปถึงน้ำเสียงที่ใช้นั้นพานให้ผมยิ้มกว้างจนหุบไม่อยู่


ความรู้สึกดีใจนั้นทำให้ร่างกายขยับไปเองโดยไม่ผ่านกระบวนการคิดผ่านสมอง รู้ตัวอีกทีผมก็โผลเข้ากอดเบียทรีซเต็มแรงแล้ว


“อืม ผมสัญญา”


“ข้าให้วิณณ์ไปช่วยอาทิตย์ไม่เกิน 3 วัน” คำถามนี้เบียทรีซหันไปบอกสก๊อตขณะตรึงร่างผมให้นั่งอยู่บนตักพร้อมใช้วงแขนกอดรัดไว้


“แค่นั้นก็เพียงพอครับ ฟังจากที่แกรนเล่าแค่ 3 วัน วันละไม่เกิน 3 ชั่วโมงก็น่าจะช่วยเบาแรงไปได้มากแล้ว ขอบคุณท่านวิณณ์” สก๊อตพูดประโยคสุดท้ายกับผมด้วยรอยยิ้ม


“ยินดีช่วยครับ ผมมีงานทุกวันแต่ก็มีหลายวันที่ผมทำเสร็จก่อนเวลาแล้วนั่งว่างๆ ถ้าว่างเมื่อไหร่ผมจะติดต่อไปหา อ๊ะ...ปล่อยผมนะเบียทรีซ” พูดยังไม่ทันจบประโยคอ้อมแขนของเบียทรีซก็กระชับแน่นขึ้น


“ไม่” เป็นคำตอบที่สมกับเป็นราชาของโลกนี้จริงๆ


“ผมอึดอัด ปล่อยก่อน” ถ้าเป็นตอนอยู่กันสองคนคงไม่เป็นอะไรเพราะการถูกกอดถือเป็นเรื่องปกติ ต่างจากตอนนี้มีทั้งแกรนและสก๊อตยืนมองอยู่แถมยังมองมาด้วยสายตาแปลกใจอีก


น่าอายเกินไปแล้ว เขินจนหัวใจเต้นรัวแทบจะหลุดออกมาจากอกซะให้รู้แล้วรู้รอด


“สก๊อต”


“จะดูแลท่านวิณณ์ให้ดีที่สุดครับองค์ราชา” เพียงคำเดียวที่เบียทรีซเรียกสก๊อตก็ตอบกลับคล้ายสามารถเข้าใจความหมายของคำเรียกชื่อนั้นได้


จากวันที่ตกลงกันไม่กี่วันผมก็ได้หาจังหวะในช่วงที่จัดการงานเสร็จเรียบร้อยให้เบียทรีซติดต่อสก๊อตแล้วเปิดทางเชื่อมขึ้นตรงหน้าผม ในวันแรกของผมเหมือนเป็นการเริ่มต้นงานในบริษัทใหม่เลยต้องทำความเข้าใจและจดจำตำแหน่งห้องต่างๆ สถานที่อีกฝากของทางเชื่อมมิติเหมือนจะเป็นหนึ่งในตึกของสก๊อตซึ่งผมได้รับห้องส่วนตัวตรงกลางทางเดินในชั้นบนสุดของตึกพร้อมด้วยคนรับใช้สองคนและปิศาจระดับต่ำที่คอยพรางกายเฝ้าดูแลผมตลอด


การทำงานสลับไปมาทั้งโลกมนุษย์และปิศาจดำเนินมาจนถึงปัจจุบันก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว เบียทรีซกำหนดทั้งจำนวนวันและจำนวนชั่วโมงในการไปช่วยงานสก๊อตผมจึงมักเลือกวันที่ทำงานของแกรนให้เสร็จในช่วงบ่ายแล้วค่อยไปต่องานที่โลกมนุษย์จนถึงมื้อเย็น อาจเพราะใช้พลังงานไปกับการใช้สมองมากผมเลยเริ่มกินข้าวเยอะขึ้นและไม่รู้ว่ากาเนอร์อ่านใจผมได้หรือยังไงถึงเพิ่มอาหารแต่ละมื้อขึ้นนิดหน่อย


“เบียทรีซ ติดต่อสก๊อตให้หน่อย” ผมหันไปบอกเบียทรีซหลังจากจัดเรียงเอกสารที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว


“จะไปช่วยสก๊อต?” เบียทรีซละมือออกจากเอกสาร


“อืม”


“เมื่อวานเพิ่งไปนี่” จริงอย่างที่พูด เมื่อวานผมเพิ่งไปช่วยงานมา ปกติผมจะไปวันเว้นวันมากกว่าไปติดๆ กันแบบนี้


“ก็ใช่ พอดีมีจุดที่ผมคิดว่าน่าจะทำผิดเลยจะรีบไปแก้แล้วก็ทำต่อให้เสร็จเลย” การคำนวณเหลืออีกไม่มากก็จะได้บทสรุปออกมาแล้วเลยไม่อยากให้ค้างคา


“แต่นี่มันจะ 5 โมงแล้ว”


“...งั้นผมกินมือเย็นกับคุณก่อนค่อยไปทำต่อได้ไหม” ผมลองคิดแล้วเสนอไป


“ดูจะชอบนะงานนั่น”


“ไม่ถึงกับชอบมากแต่ก็ชอบแหละ สนุกดี”


“เพิ่งเจอคนบอกว่าการคำนวณนั่นสนุก”


“สรุปไปได้ไหม” ผมถามซ้ำ


“ถ้าบอกว่าไม่ได้?”


“จะขอจนกว่าจะยอมให้ไป”


“เจ้า เดี๋ยวนี้กล้าดื้อเหรอวิณณ์” เบียทรีซยิ้มมุมปากระหว่างหันมามองทางผม


“ผมไม่ดื้อสักหน่อย”


“ที่เจ้าทำมันเรียกว่าดื้อ”


“เปล่า...ก็ได้ ผมแค่ดื้อนิดหน่อยก็ได้” พอถูกดวงตาสีทองนั่นจับจ้องมาผมก็ต้องยอมถอยให้


“ไม่ใช่นิดหน่อยแต่ดื้อมากต่างหาก”


“เบียทรีซ” คำก็ดื้อสองคำก็ดื้อ ตั้งแต่เด็กจนโตเพิ่งจะเคยถูกบอกว่าดื้อนี่แหละ ทั้งพ่อแม่ คุณครูหรือแม้แต่ที่ทำงานยังไม่เคยมีใครใช้คำว่าดื้อกับผมเลยสักคน ผมค่อนข้างมั่นใจเกินครึ่งว่าตัวเองไม่ได้ดื้อ


"ข้าให้เวลาถึงสามทุ่ม ถ้าเกินแม้แต่วินาทีเดียวข้าจะไปรับ” เบียทรีซสรุปก่อนจะก้าวนำออกจากห้องทำงานไปยังห้องอาหาร


“คุณห่วงผมไปแล้ว ต่อให้กลับดึกก็ไม่อันตรายหรอกสก๊อตเปิดทางเชื่อมมาส่งผมถึงที่อยู่แล้ว” แค่ก้าวเดินผ่านทางเชื่อมนั้นก็สามารถกลับมาถึงห้องได้ในเวลาไม่ถึงนาทีแถมตอนช่วยงานอย่างที่บอกสก๊อตสั่งให้ทั้งคนและปิศาจมาดูแลผม


การป้องกันขนาดนี้ผมไม่คิดว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นหรอกนะ


“...มันใช่แค่ห่วงที่ไหนเล่า”


“ว่าอะไรนะ” ผมก้าวเข้าไปถามเมื่อไม่ได้ยินเสียงพึมพำเมื่อครู่


“เปล่า”


“โกหก ผมได้ยินว่าพูดอะไรสักอย่างแน่ๆ ”


“ไม่เกี่ยวกับเจ้า”


“ถึงไม่เกี่ยวก็อยากรู้นี่”


“เดินดีๆ เดี๋ยวก็ได้สะดุดบันได” เบียทรีซบ่นยามเห็นผมก้าวลงบันไดโดยสายตาไม่ได้มองไปยังขั้นของบันไดแต่เป็นใบหน้าของเบียทรีซ


เปลี่ยนเรื่องตลอด


“ไม่สะดุดหรอกผมขึ้นลงมาตั้งหลายปี อ๊ะ!” ยังไม่ทันเอ่ยจบร่างผมก็เกือบจะไถลกลิ้งลงไปตามขั้นบันไดถ้าไม่ได้เบียทรีซคว้าแขนไว้ น่าอายจริงๆ เลยทั้งที่กำลังพูดว่าไม่มีทางสะดุดแท้ๆ


“ยังพูดไม่ทันขาดคำ เป็นไงล่ะ”


“...ขอโทษ ขอบคุณที่คว้าผมไว้” ถ้ากลิ้งตกลงไปคงไม่จบแค่แผลถลอก


“ระวังตัวหน่อย อย่าลืมว่างานอดิเรกเจ้าคือความซุ่มซ่าม”


“ใครมีงานอดิเรกแบบนั้นกัน?” งานอดิเรกคือความซุ่มซ่ามเนี่ยนะ


ถกเถียงกันไม่นานก็มาถึงยังห้องอาหาร และเมื่อเสร็จจากมื้อเย็นเบียทรีซติดต่อสก๊อตให้เปิดทางเชื่อมพาผมไปยังห้องทำงานส่วนตัว ข้อมูลที่รวบรวมมาแต่ละพื้นที่ถูกนำมาวางเรียงใส่ตู้ไว้ด้านข้างให้ผมสามารถเดินไปหยิบได้สะดวกต่างจากช่วงแรกที่ต้องเดินไปหยิบอีกห้อง ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย


ว่ากันว่าเราสามารถทำงานออกมาได้เร็วและดีที่สุดคือยามที่มีสมาธิไม่ฟุ้งซ่าน ในหัวคิดเพียงสิ่งที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า ถ้าทำแบบนั้นไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็สามารถทำออกมาได้ดีและใช้เวลาน้อย ยิ่งทำงานในสภาพแวดล้อมแสนเงียบสงบแบบนี้เพียงแค่ชั่วโมงเดียวงานตรงหน้าก็เสร็จเรียบร้อย


ในเมื่องานเสร็จหมดแล้วผมจึงเดินออกไปนอกห้องเพื่อหาสก๊อตทว่าพอเปิดประตูออกใบสก๊อตที่ผมกำลังจะออกไปหากลับยืนอยู่ข้างห้องในชุดสูทสีเลือดนกดูหรูหราต่างจากสูทที่เห็นอีกฝ่ายใส่ยามปกติ


หรือว่ามีไปงานต่อรึเปล่านะ


“...ถ้าเกิดปัญหาก็รีบไปจัดการซะไม่ต้องมา เดี๋ยวข้าจะไปเอง” สก๊อตคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก หลังจากวางสายแล้วยังมีอาการถอนหายใจอีก


“มีปัญหาอะไรเหรอครับ” ผมเข้าไปถามตามตรง


“ท่านวิณณ์? ถ้าอยากพักข้าแนะนำระเบียงด้านนั้นเห็นวิวของเมืองในมุมสูงด้วย”


“เปล่า ผมทำงานเสร็จหมดแล้วเลยว่าจะกลับ ว่าแต่มีอะไรรึเปล่า” ผมถามซ้ำอีกรอบ จากที่มองคงมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นแน่


“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เลขาที่ต้องไปออกงานด้วยกันติดธุระต้องจัดการกับปัญหานิดหน่อยข้าเลยต้องไปร่วมงานคนเดียว”


“แบบนั้นไม่เหมาะมั้ง ให้ผมไปแทนไหม” บุคคลแนวหน้าของโลกอย่างสก๊อตจะไปงานโดยปราศจากเลขาหรือคนติดตามที่เป็นเหมือนหน้าตาของบริษัทได้ยังไง การออกงานก็เหมือนขายของอย่างหนึ่งต้องเลือกคนติดตามที่มีทักความรู้และความสามารถรวมไปถึงหน้าตาและบุคลิกด้วย


“ข้าไม่รบกวนท่านหรอก ข้าจะเปิดทางเชื่อมให้ท่านกลับไปปราสาท”


“ผมช่วยคุณได้นะ โอ๊ะ...จะว่าไปผมไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรของบริษัทเลยแถมทั้งบุคลิกและหน้าตาเองก็คงสู้คนอื่นไม่ได้” นี่ผมลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ได้ยังไง ขืนให้ผมไปได้ขายหน้ามากกว่าให้สก๊อตไปคนเดียวแน่


“นี่ท่านคิดแบบนั้นจริงๆ น่ะเหรอ”


“ครับ?” คิดอะไร


“ไม่ว่าจะเป็นด้านความสามารถหรือบุคลิกท่านสามารถสู้กับคนอื่นได้สบาย ยิ่งกับภาพลักษณ์ในตอนนี้ เชื่อเถอะว่าทุกสายตาต้องจับจ้องมาแน่” สก๊อตบอกพร้อมมองผมตั้งหัวจรดเท้า


“...เพราะเป็นปิศาจระดับสูงสินะ” รูปลักษณ์ของปิศาจระดับสูงจะดูดีและงดงามกว่ามนุษย์หรือปิศาจระดับอื่น ซึ่งจะใช้ภาพลักษณ์นั่นในการล่อหลอกหรือแม้แต่ดึงดูดให้เข้ามาตกหลุม แต่นั้นเป็นปิศาจตนอื่นไม่ใช่ผม...อย่าว่าแต่หลอกล่อเลยแค่จะโกหกยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ


“นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ข้าให้ท่านไม่ด้วยไม่ได้หากองค์ราชารู้เข้าข้าจะโดนโกรธได้”


“แต่เบียทรีซให้เวลาผมถึง 3 ทุ่ม ถ้ามกลับก่อนเวลาไม่น่ามีปัญหา” เวลาตอนนี้เพิ่งจะทุ่มกว่าเท่านั้นมีเวลาอีกชั่วโมงครึ่ง


“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวลาแต่เป็นตัวท่านต่างหาก”


“ตัวผม?”


“ท่านไม่รู้หรือว่าตัวตนของท่านนั้นสำคัญเพียงใดกับองค์ราชา” สก๊อตถามกลับ


“...ผมเป็นคนรับใช้ของเบียทรีซ” นั่นถือฐานะที่ได้ตั้งแต่วันแรกที่ไปโลกปิศาจ


“...ลองถามกับท่านเบียทรีซเองดีกว่า ข้าจะเปิด...”


“ให้ผมไปด้วยเถอะสก๊อต” ผมคว้าแขนอีกฝ่ายไม่ให้เปิดทางเชื่อม


“ข้าขอรับแค่ใจที่ท่ายอยากช่วยแต่หากมีอะไรเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ข้าที่จะโดนแต่มนุษย์ที่เข้าใกล้ท่านจะโดนลูกหลงไปด้วย” สก๊อตให้เหตุผล


“ไม่มีใครเข้าใกล้ผมหรอก ถ้ามีผมจะเดินออกห่างเอง ตอนนี้ผมก็เหมือนเป็นพนักงานคนหนึ่งที่อยากช่วยบริษัทที่ทำงานอยู่”


“ท่านคิดว่าการช่วยข้าเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยองค์ราชาใช่หรือไม่” คำถามนั้นทำเอาผมชะงัก เหมือนโดนลูกศรแทงใจเข้าอย่างจัง


“...ถ้าช่วยเพราะเหตุผลนั้นไม่ได้เหรอ” ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่าทั้งหมดที่ผมทำก็เพราะอยากช่วยเบียทรีซ


“ได้ ข้าจะพาท่านไปด้วย”


“ขอบคุณสก๊อต” ไม่คิดว่าเขาจะรับเหตุผลแบบนี้ได้นะเนี่ย


“แต่ข้าอยากบอกท่านไว้ก่อน ตัวท่านไม่จำเป็นต้องพยายาม ไม่จำเป็นต้องช่วยแบ่งเบา ไม่จำเป็นต้องทำอะไรก็ได้เพียงแค่คอยอยู่เคียงข้างองค์ราชา...แค่นั้นก็ช่วยได้มากแล้ว”


ทันทีที่สก๊อตพูดจบประตูทางเชื่อมก็เปิดอ้าออก ผมก้าวเดินเข้าไปตามหลังสก๊อตก่อนจะโผล่ไปยังร้านเสื้อผ้าสุดหรู ตัวผมถูกแปลงโฉมให้อยู่ในชุดสูทสีฟ้าครามกับกางเกงสีเดียวกันอีกทั้งยังจัดผมและอื่นๆ มากมายก่อนสก๊อตจะเปิดทางเชื่อมและพาไปยังงานที่ถูกจัดขึ้นในชั้นบนสุดของตึกที่ไหนสักแห่ง


มีหลายครั้งผมคิดว่าอยากลองให้สก๊อตสอนการเปิดทางเชื่อมให้ มันคงดีไม่น้อยหากสามารถไปได้ทุกที่ที่อยากไปในเวลาไม่กี่นาที การมาทำงานสายคงไม่มีถ้าสามารถเปิดทางเชื่อมนี้ได้ แม้จะเป็นสิ่งแสนสะดวกมากแค่ไหนแต่กว่าจะฝึกจนสามารถทำได้คงไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีอาจต้องเป็นพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ขนาดในโลกปิศาจเองก็มีจำนวนเพียงหยิบมือที่สามารถเปิดทางเชื่อมมิติได้แบบสก๊อต


“พอเข้าไปในงานแล้วห้ามเดินห่างจากข้าเข้าใจนะ” สก๊อตหันมาบอกก่อนพนักงานจะเปิดประตูบานใหญ่ให้พวกเราเดินเข้าไปด้านใน


“เข้าใจแล้ว” ผมพยักหน้าตกลง


บรรยากาศภายในเป็นไปตามที่คิดไว้ ความหรูหราในระดับที่คนธรรมดาคงไม่มีทางได้สัมผัส ถ้าเป็นผมเมื่อก่อนคงจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งรอบตัวที่ทั้งทอประกายแวววาวและหรูหราทว่าผมในตอนนี้ต่างออกไป การอยู่กับเบียทรีซทำให้ผมเข้าใจคำว่าอยู่อย่างราชาอย่างแท้จริง แค่ห้องนอนของเบียทรีซก็กว้างพอๆ กับบ้านผมทั้งหลัง นี่ยังไม่รอมห้องน้ำที่มีแยกทั้งฝักบัว แช่อ่างรวมไปถึงอบไอน้ำอีก ยิ่งกว่ามหาเศรษฐีอีกมั้ง


เพราะมีภูมิต้านทานผมจึงสามารถวางตัวให้เหมาะกับการเป็นเลขาชั่วคราวของสก๊อตได้ดีทีเดียว ถึงจะสัมผัสได้ว่าทุกสายตาจับจ้องมายังพวกเราทุกย่างก้าวของการเดินก็ตาม


คงจะมองสก๊อต


ผมคิดพลางยืนมองคู่ค้าหลายคนที่เข้ามาทักทายพร้อมพูดคุยฉันท์มิตร เลขาของฝั่งนั้นส่งยิ้มทักทายมาให้ผมซึ่งผมก็ส่งยิ้มกลับแทนคำทักทายเช่นเดียวกัน ไม่อยากเชื่อว่าพอผมยิ้มกลับไปอยู่ๆ อีกฝ่ายก็หน้าแดงขึ้นมาซะอย่างงั้น


“อย่ายิ้มให้ใคร” สก๊อตกระซิบบอกผมก่อนจะมีคนอีกกลุ่มมาทักทาย


“...ถ้าไม่ยิ้มมันจะดูเสียมารยาท” จะให้ผมยืนทำหน้านิ่งตลอดงานคงไม่ไหว


“ยังดีกว่ามีคนมาสนใจท่าน องค์ราชาได้ตัดคอข้าแน่”


“เบียทรีซไม่ได้โหดขนาดนั้น”


“โหดกว่านั้นแน่ถ้าเป็นเรื่องของท่านละก็” สก๊อตหยุดบทสนทนาหันไปทักทายกลุ่มต่อไปที่เข้ามาทักทาย


(มีต่อนะคะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +357/-0
(ต่อค่ะ)


ผมทำตามที่สก๊อตบอกคือไม่ยิ้มให้กับใครทั้งนั้นแต่จะใช้การผงกหัวทักทายกลับไปแทน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนตั้งแต่เข้ามารู้แค่ว่าผมรู้สึกหิวน้ำกันขึ้นมาเลยก้าวถอยหลังเดินห่างจากสก๊อตไป ตอนแรกผมกะจะบอกอีกฝ่ายแต่เห็นว่ากำลังยุ่งกับการสนทนากับคนประมาณ 5 คน


ในเมื่อผมเป็นคนขอตามมาก็ไม่ควรให้อีกฝ่ายเดือดร้อน


เครื่องดื่มภายในงานมีพนักงานเสิร์ฟคอยเดินถือถาดไปทั่วงาน ผมเลือกน้ำที่ดูจะไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอร์ยกขึ้นจิบบเล็กน้อย รสชาติแบบนี้เป็นเลม่อนสินะ ต่อให้เครื่องดื่มมีส่วนผสมของแอลกอฮอร์ก็ไม่ส่งผลต่อผมเท่าไหร่หรอก เห็นแบบนี้ผมค่อนข้างคอแข็ง


“สวัสดีครับ” เสียงทักทายดังขึ้นพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีส้มอิฐ ใบหน้านั้นอาจหล่อเหลาแต่ถ้าเทียบกับปิศาจระดับสูงหน้าตาของเขากลับธรรมดาไปเลย


“...ครับ สวัสดี” ผมทักทายกลับตามมารยาท


“คุณเป็นคนของคุณสก๊อตสินะ” เขาถามต่อ


“ครับ” ไม่แปลกที่เขาจะรู้เพราะผมกับสก๊อตเดินวนแทบจะรอบงานอยู่แล้ว


“ขอบอกแบบไม่อ้อมค้อมเลยละกัน ผมสนใจคุณ”


“ฮะ?...เอ่อ ขอบคุณสำหรับความรู้สึกครับ”


“คำพูดนั่นแปลว่ามีคนรักแล้วสินะ”


“...ประมาณนั้น” ถ้าพูดให้ถูกคือมีคนที่รักแล้ว ต่อให้ผมบอกความรู้สึกให้เบียทรีซฟังแต่ฐานะในตอนนี้มันยังไม่ชัดเจน เขาไม่ได้บอกว่าผมเป็นแฟนหรืออะไร


“ไม่เป็นไร แค่คืนเดียวก็ได้ ลองมานอนกับผมดูไหม”


“...ไม่ครับ” บอกตามตรงว่าผมค่อนข้างตกใจที่ถูกรุกแบบนี้


“งั้นเป็นฉันไหมล่ะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมข้อมือผมที่ถูกดึงไป


“ปล่อยผม!” ด้วยความที่ออกกำลังกายทุกวันเลยมีพละกำลังมากพอในการสะบัดมือที่ถูกฉกฉวยไป


“อย่าเล่นตัวน่า จะสองคนพร้อมกันก็ไม่ถือนะ” ชายคนแรกพูดแล้วเดินเข้ามาใกล้ขึ้น


“ฉันเล็งไว้ก่อน อย่ามาแย่งสิ”


ไม่ใช่สองแต่ตอนนี้ผมกำลังถูกผู้ชายล้อมหน้าล้อมหลังอยู่จนไม่เหลือช่องว่างให้หนี ด้วยระยะที่ค่อนข้างใกล้เลยมีหลายมือที่เอื้อมมาแตะแถมบางคนยังมาลูบก้นผมอีก ตกใจจนสะดุ้งหนีแทบไม่ทันเลย


สถานการณ์แปลกๆ นี่มันอะไรกัน


ตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้ก็เพิ่งเคยถูกผู้ชายล้อมรอบจนขยับไปไหนไม่ได้เป็นครั้งแรก หรือจะเป็นเพราะรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปดึงดูดให้คนอื่นเข้ามาหา แบบนี้ท่าจะแย่แล้ว


“ถอยออกมาจากเขา!” เสียงของสก๊อตทำให้มือที่จับไปทั่วหยุดชะงักไปชั่วครู่ ทุกสายตาหันไปมองยังสก๊อตที่ทำหน้าหงุดงหงิดอยู่ และต้นเหตุของอารมณ์นั่นคงเป็นผมสินะ


“เด็กนาย? แบ่งให้ฉันสักคืนเรื่องการค้าเป็นอันตกลง” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งยื่นข้อเสนอให้สก๊อต


“เรื่องนั้นคงไม่ได้ ถอยไป” สก๊อตดันกลุ่มชายที่ล้อมตัวผมให้ถอยห่าง


“ปฏิเสธแบบนี้ไม่ใช่เรื่องฉลาดเลยนะ ไม่ใช่แค่ฉันที่อยากได้เด็กนั่นแต่คนอื่นๆ เองก็คิดเหมือนกัน เสียสละแค่คนเดียวเธอจะได้สิ่งที่คุ้มค่ากลับไปแทนแน่ แต่ถ้ายังตอบไม่อยู่พวกเราก็ไม่รับประกันว่าต่อจากนี้จะเป็นยังไง”


“สก๊อต” ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงเบา เป็นเพราะผมมาเหรอสก๊อตเลยโดนกดดันแบบนี้


“ก็ลองสิ ถ้ากล้าแตะต้องเขาเรื่องไม่จบง่ายๆ แน่” สก๊อตไม่มีทีท่าหวั่นไหวกับคำขู่พวกนั้นสักนิดเดียว


“หวงรึไง หรือคิดจะเก็บไว้กินคนเดียวล่ะ”


“ถ้าอยากลองดีนักก็จัดหน่อยสิสก๊อต” เสียงอันทรงอำนาจดังก้องห้องจัดงาน ประตูทางเข้าออกถูกเปิดอ้าพร้อมร่างของเบียทรีซในชุดทำงานตัวเดิมเดินก้าวเข้ามา แรงกดดันของเบียทรีซพานให้พวกผู้ชายที่ตีวงล้อมผมอยู่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว


“เบียทรีซ...”


“ข้าว่าคงได้เวลาที่เจ้าจะต้องเลือกสีโซ่แล้วล่ะวิณณ์” น้ำเสียงนั้นไม่ได้ล้อเล่น ดูเหมือนจะให้เบียทรีซหงุดหงิดมาก


“ขอโทษ”


“ไม่ให้อภัย สก๊อต” เบียทรีซใช้ดวงตาสีทองของตัวเองประสานไปยังดวงตาสีฟ้าของสก๊อต


“ครับ จะจัดการให้ ต้องขออภัยจริงๆ ที่เกิดเรื่องแบบนี้” สก๊อตก้าวเข้ามาโค้งศีรษะขอโทษ


“ไม่ใช่ความผิดเจ้า วิณณ์กลับ”


“แต่สก๊อต...” จะปล่อยให้สก๊อตจัดการทั้งหมดแบบนี้ไม่ได้นะ ทั้งเรื่องผมทั้งเรื่องการปรากฎตัวของเบียทรีซ มันไม่ใช่สถานการณ์ที่จะอธิบายได้ง่ายๆ


“ไม่มีแต่ จะอยู่โปรยเสน่ห์ให้หลงอีกเท่าไหร่ถึงจะพอล่ะ”


“ไม่ได้โปรย...”


“แค่ข้าหลงคนเดียวยังไม่พอรึไง” คำพูดนั่นไม่ได้แค่ทำให้ผมเงียบแต่ยังส่งผลต่อบรรยากาศโดยรอบ เบียทรีซไม่สนใจอะไรอีกคว้าแขนผมดึงให้เดินตามไป พอผ่านบานประตูโต๊ะลงทะเบียนที่ควรจะอยู่ด้านหน้ากลับกลายเป็นห้องนอนแสนคุ้นเคย


ทางเชื่อมมิติ?


ยังไม่ทันได้สงสัยอะไรร่างผมก็ถูกเหวี่ยงลงไปกลางเตียงก่อนจะมีร่างของเบียทรีซตามขึ้นมาคร่อมไว้ ความมัวของแว่นไม่ได้ทำให้ความหมายที่อีกฝ่ายพยายามสื่อมาเพี้ยนไป


“เบียทรีซ...อื้ออ~!” จูบหนักๆ ทาบทับลงมาโดยไม่ทันให้ตั้งตัว ปลายลิ้นของเบียทรีซลุกล้ำเข้ามาตอกย้ำตามแรงอารมณ์ที่กำลังปะทุอยู่


รสสัมผัสของจูบในครั้งนี้ต่างจากทุกๆ ครั้ง ความหนักหน่วงยามกดย้ำสัมผัสรุนแรงและเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เด่นชัดขึ้นมาโดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใดๆ เบียทรีซกำลังบอกว่าผมเป็นของเขา


อาการขัดขืนในตอนแรกเพราะความตกใจหายไปในเวลาไม่กี่วินาทีก็กลายเป็นคล้อยตาม ยินยอมให้ถูกสัมผัสโดยปราศจากการขัดขืน เป็นจูบที่ยาวนานกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยจูบมา ก่อนอากาศจะหมดเบียทรีซถึงยอมปล่อยให้ผมได้มีโอกาศกอบโกยลมหายใจทว่าได้หายใจเพียงไม่นานก็ถูกริมฝีปากนั้นประกบลงมาอีกครั้งหนึ่ง กว่าจะหยุดจูบร่างกายผมก็อ่อนแรงจนแทบขยับไม่ได้แล้ว


“คิดจะทำอะไรวิณณ์” คำถามแรกหลังจากจูบมรทอนดังขึ้น


“...ทำอะไร ผมไม่เข้าใจ”


“ไปร่วมงานเลี้ยงท่ามกลางผู้คนในสภาพนี้ เริ่มอยากลองใช้เสน่ห์ตัวเองดึงดูมนุษย์แล้วรึไง” เบียทรีซขยายความเพิ่มให้


“ไม่ใช่นะ ผมได้ยินมาว่าเลขาสก๊อตติดจัดการปัญหาเลยไปร่วมงานด้วยไม่ได้ ผมคิดว่าให้ประธานบริษัทไปออกงานคนเดียวมันดูไม่ดีผมเลยอาสาที่จะช่วย” ใช้เสน่ห์อะไรผมใช้เป็นที่ไหนกัน


“ช่วย? โดยการดึงดูดให้ทุกสายตาจับจ้องมายังเจ้างั้นสิ หัดรู้ตัวหน่อยวิณณ์ตัวเจ้าในตอนนี้มีรูปลักษณ์ที่ดึงดูดไม่ใช่แค่มนุษย์แต่ดึงดูดพวกปิศาจด้วย ยิ่งนิสัยเจ้าชอบเปิดช่องว่างปล่อยให้เข้าถึงตัวได้ง่ายๆ ไม่ได้ระวังตัวเลยสักนิด ถ้าไม่ได้ข้าจัดการเจ้าพวกน่ารำคาญให้เจ้าไม่รอดจนถึงตอนนี้หรอกรู้ไว้ด้วย” หมายถึงเพราะผมเปิดช่องเลยทำให้ถูกรุกเข้ามาได้ง่ายสินะ


“...ครั้งหน้าผมจะระวัง”


“คิดว่าข้าจะให้มีครั้งหน้าอีกรึไง ต้องทำให้ข้าแสดงความเป็นเจ้าของขนาดไหนถึงจะพอกัน” เบียทรีซพูดต่อด้วยใบหน้าหงุดหงิด น่าแปลกที่ผมกลับรู้สึกใจเต้นขึ้นมาทั้งที่อีกฝ่ายกำลังทำหน้ามุ่ย


ความรู้สึกของการเป็นคนสำคัญเป็นแบบนี้นี่เอง


“เบียทรีซ...”


“เจ้าน่ะเป็นของข้าวิณณ์”


“อืม...ผมเป็นของเบียทรีซ” เรื่องนี้ผมรู้ดี


“ถ้ารู้ตัวก็อย่าห่างสายตาข้าไปไหนอีก”


“แต่ว่างาน...”


“ให้สก๊อตเอางานมาให้เจ้าทำที่นี่”


“แต่...”


“ไม่มีแต่วิณณ์ ดีแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่จัดการพวกมนุษย์ที่กล้ามาแตะของๆ ข้า” อีกฝ่ายจบเรื่องนี้โดยไม่ถามความสมัครใจ


“ให้สก๊อตจัดการจะไม่เป็นไรเหรอ ต้องมีหลายคนที่สงสัยแน่” ผมถามต่อ


“สก๊อตมีวิธีจัดการ คิดว่าเขาอยู่ที่โลกมนุษย์มาเท่าไหร่ล่ะ”


“...สัก 50 ปีมั้ง”


“หึ 200 ปี คือเวลาที่สก๊อตอยู่ที่โลกมนุษย์ ธุรกิจที่เจ้าเห็นก็เป็นแค่ธุรกิจฉากหน้าเล็กๆ เท่านั้นแหละเพราะถ้าทำตัวเป็นจุดสนใจเกินไปมันจะลำบาก” คำอธิบายนั่นทำเอาผมอึ้งไปเลย อยู่มานานหลายศัตวรรตเลยเหรอเนี่ย


“แปลว่าจัดการได้สินะ”


“ตามนั้น เจ้าไม่ได้โดนทำอะไรใช่ไหม” เบียทรีซถามกลับเสียงแข็ง


“...แค่โดนแตะๆ นิดหน่อย”


“คงปล่อยไปไม่ได้แล้ว”


“ใจเย็นก่อนเถอะเบียทรีซ ผมไม่เป็นไรสักหน่อย” แค่โดยจับนิดๆ หน่อยๆ เอง


“วิณณ์ ข้ารู้ว่าเจ้าอยากจะช่วยข้าในหลายๆ เรื่อง แต่ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ามาทำอะไรพวกนี้หรอกนะ” เบียทรีซเปลี่ยนเรื่องพูด


“...สก๊อตก็บอกว่าคุณไม่ได้ต้องการให้ผมทำแบบนี้”


“แล้วเจ้านั่นพูดอะไรอีก”


“บอกว่าแค่ผมคอยอยู่ข้างๆ คุณก็พอแล้ว” นั่นเป็นคำพูดที่สก๊อตบอก


“รู้แล้วก็ทำตามซะ”


“แต่ผมอยากช่วยนี่”


“การที่มีเจ้าอยู่ถือเป็นการช่วย”


“...เข้าใจแล้ว...ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ” ผมอยากบอกขอโทษอีกสักครั้ง


“อย่าทำอีกก็พอ”


“ยกโทษให้ผมรึยัง” ก่อนหน้านี้เห็นบอกว่าไม่ให้อภัย


“แค่ครั้งนี้” เบียทรีซมองผมสักพักก่อนจะยอมยกโทษให้


“ขอบคุณนะ” แบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย


“รีบไปอาบน้ำแล้วมานอน”


“คุณอาบแล้ว?” ผมถามกลับ


“อาบแล้ว” เห็นอีกฝ่ายใส่ชุดเดิมนึกว่ายังไม่อาบซะอีก


ผมพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจแล้วเดินเข้าไปอาบน้ำและแต่งตัว หลังจากผ่านการใช้สมาธิทำงานกับการออกงานสังคมทำให้รู้สึกอ่อนล้ากว่าปกติ แม้จะรู้สึกว่าสาเหตุจริงๆ จะมาจากจูบมรทอนที่เบียทรีซมอบให้ก็ตามที


พอออกมาจากห้องไฟดวงใหญ่ก็ดับลงเหลือเพียงไฟหัวเตียงเสียงสองข้างที่ส่องสว่างอยู่ ร่างของผมถูกคว้าเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดทันทีที่ขึ้นมานอนบนเตียง แสงไฟสลัวดับลงพร้อมกับความเงียบสงบยามค่ำคืนที่จะพาทุกคนไปสู่การหลับใหลทว่าในหัวผมกลับมาเรื่องนึงที่คาใจอยู่เลยส่งผลให้นอนไม่หลับ


“นอนไม่หลับ?” เบียทรีซรู้สึกถึงการขยับของผมในอ้อมกอดเลยเอ่ยถาม


“นิดหน่อย...นี่เบียทรีซ ผมมีเรื่องอยากถามได้ไหม” ผมลองขอ


“ว่ามา”


“คือ...ผมน่ะจะเรียกว่าเป็นแฟนคุณได้รึเปล่า” ใช้เวลาสักพักใหญ่เลยกว่าผมจะสามารถเอ่ยคำถามนั้นออกไปได้ มันเป็นเรื่องที่ผมอยากรู้มาตลอดแล้วตอนนี้ดูเหมือนความอยากรู้นั่นจะมาถึงขีดจำกัดแล้ว


อยากรู้ว่าสำหรับเบียทรีซผมเป็นอะไรกันแน่


ฐานะของพวกเราในตอนนี้คืออะไร


คนรับใช้เหรอ


“ไม่ได้” คำตอบของเบียทรีซดังขึ้นแทบจะทันทีหลังถามจบ


“...” ความเงียบเริ่มเข้ามาปกคลุมห้องเช่นเดียวกันกับหัวใจผมที่เหมือนกำลังจะหยุดเต้น คำปฏิเสธของเบียทรีซแปลว่าเขาไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับผมแต่การกระทำของเขาบอกว่าผมเป็นคนพิเศษ


สรุปแล้วความจริงคืออะไรกันแน่


“วิณณ์ หลับแล้วเหรอ” เบียทรีซถามบ้าง สงสัยเห็นผมเงียบเลยคิดว่าหลับไปแล้ว


“...มีแค่ผมคนเดียวเหรอที่ชอบ ไม่สิ รัก มีแค่ผมคนเดียวเหรอที่รักคุณ” แม้จะติดขัดแต่ก็สามารถเอ่ยออกไปตามที่คิดได้สำเร็จ


“อะไรที่ทำให้คิดแบบนั้น”


“...คุณบอกเองนี่ว่าเราไม่ได้เป็นแฟนกัน”


“ใช่ ข้ากับเจ้าไม่ได้เป็นแฟนกัน”


“...” พอมาฟังซ้ำอีกรอบแล้วเจ็บเหมือนกันแฮะ นี่คือความรู้สึกของคนอกหักเหรอ


“ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้ามันไม่ได้เปราะบางเหมือนคำว่าแฟนที่มนุษย์ใช้เรียกความสัมพันธ์ในระยะดูใจนั่นหรอกนะ เพราะข้ามั่นใจในความรู้สึกนี้...เจ้าเป็นของข้า...และจะเป็นตลอดไปด้วย”


“...เบียทรีซ” มีคำพูดมากมายที่อยากจะเอ่ยแต่กลับพูดไม่ออกเลยสักคำ


“ถ้าเจ้าอยากได้ฐานะ ข้าจะมอบให้เพียงแต่ถ้าเจ้ารับไปแล้วก็ไม่มีสิทธ์คืนตลอดชีวิต ซึ่งเจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” ผมถึงกับหลุดขำออกมาเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย


ตอนแรกเหมือนจะเป็นคนใจกว้างแต่ยังไงเบียทรีซก็ยังคงเบียทรีซ


“ผมไม่ปฏิเสธหรอก บอกผมได้ไหมว่าจะให้ผมเป็นอะไร”


“คนรัก...เจ้าเป็นคนรักของข้าวิณณ์”


แทนที่จะโล่งใจในความสัมพันธ์ที่พัฒนาแบบก้าวกระโดดกลับกลายเป็นว่าเพราะคำพูดนั้นของเบียทรีซทำให้ผมนอนไม่หลับไปตลอดทั้งคืน

...............................................

อ่านจบกันแล้วเป็นยังไงกันบ้างคะ

เราชอบมากเลยเวลาแต่งช่วงที่เบียทรีซออกอาการหึงหวงวิณณ์

ทุกคนคงได้ยินกันแล้วว่าสถานะของวิณณ์คือคนรักของเบียทรีซ

ในที่สุดก็เป็นได้บอกจนได้หลังจากบอกรักกันไปตั้งหลายตอน

เรื่องนี้อาจหวานมากแต่งบอกเลยว่ามีจุดที่เรียกน้ำตาด้วย

ตอนหน้าเจอกันค่ะ

ขอบคุณที่คอยติดตามมาเสมอนะคะ

ปล.อาทิตย์หน้าเราจะมีเปิดนิยายเรื่องใหม่ฝากติดตามด้วยน้าาา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
ใจเต้นแรงกับฉากจูบ เขาหึงงงงงงงงงงงง :o8:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
หึง ห่วง หวง ห้าม ตายแน่ ๆ วิณณ์ แก้ตัวเอาเองนะ  o18

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด