≈⊰Not Dictate⊱≈ มิอาจบงการใจ ⊰:บงการวันสุดท้าย:⊱ 20/4/62 P.5 -จบ-
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ≈⊰Not Dictate⊱≈ มิอาจบงการใจ ⊰:บงการวันสุดท้าย:⊱ 20/4/62 P.5 -จบ-  (อ่าน 15516 ครั้ง)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +361/-0
⊰บงการ:วันที่6:⊱



ยามเช้าของวันใหม่มาพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่เล็ดลอดเข้ามาผ่านผ้าม่านสีทองอร่าม ด้วยความที่เตียงนอนขนาดใหญ่ยักษ์นี่อยู่ไม่ไกลจากหน้าต่างส่งผลให้แสงนั้นแยงตาจนดวงตาสีทองอร่ามของผมค่อยๆ ลืมขึ้นแม้จะยังง่วงอยู่ไม่น้อย เมื่อคืนกว่าจะได้เข้ามาหลับในห้องก็ปาไปเกือบตี 1


ไม่รู้จะเอะอะอะไรกันนักกับไอ้แค่ผมซึ่งเป็นราชาของโลกปิศกลับมา


หึ...อยากรู้จริงว่าบักเก็ตจะทำหน้ายังไงถ้าเห็นผมกลับมาแบบนี้


จะจัดการให้สาสม...


“อื้อ~...” เสียงครางจากข้างกายดังขึ้นพร้อมกับร่างนั้นพลิกตัวเข้ามาซุกผมตามความเคยชิน


วิณณ์ คือชื่อของลูกครึ่งปิศาจซึ่งสืบสายเลือดมาจากชารอนปิศาจคนสนิทของผม ไม่คิดว่าไม่เจอกันแค่ไม่กี่สิบปีอีกฝ่ายจะไม่อยู่ซะแล้วแถมยังมีลูกกับมนุษย์อีก สายเลือดของปิศาจที่ไหลเวียนอยู่แม้จะมีเพียงครึ่งเดียวก็มากพอให้มีชีวิตยืนยาวเหมือนปิศาจตนอื่นๆ แต่เจ้าตัวดูเหมือนจะใช้เวลานานกว่าจะยอมรับชาติกำเนิดของตัวเองแถมนิสัยทั้งซุ่มซ่ามออกแนวเอ๋อๆ นั่นไม่เข้ากับสายเลือดปิศาจอันแข็งแกร่งสักนิด


น่าแปลกที่นิสัยแบบนั้นกลับดึงดูดให้ผมมองอยู่ตลอด


“เช้าแล้ววิณณ์” ผมเรียกอีกฝ่ายพลางสำรวจตั้งแต่เส้นผมสีน้ำตาลแดงมาจนถึงใบหน้าขาว ริมฝีปากสีออกแดงนั่นส่งเสียงเคี้ยวน้ำลายออกมาไม่ขาด นอกจากนี้ยังขยับหน้ามาแนบกับเสื้อผมจะเปลอะน้ำลายไปเป็นแถบ


ไม่อยากคิดเลยว่าตอนผมอยู่ในร่างสัตว์สีดำจะถูกน้ำลายเปื้อนขนาดไหน


ตั้งแต่เป็นราชามาก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ได้นอนร่วมเตียงกับคนอื่น ด้วยฐานะที่มีผมมีพร้อมทั้งห้องขนาดยักษ์และเตียงขนาดใหญ่พิเศษ การเบียดกันนอนบนเตียงเล็กๆ ในห้องแสนแคบไม่เคยมีอยู่ในหัวผมมาก่อน จะว่าไปตัวผมยังถูกใช้แทนหมอนหนุนด้วยซ้ำ ถ้าเป็นคนอื่นได้โดยขย้ำคาเขี้ยวไปแล้ว


ไม่รู้เพราะอะไรพอเป็นวิณณ์ผมกลับคิดว่ามันก็ไม่ได้แย่อะไร


การขยับตัวเข้ามาซุกพร้อมทั้งถูไถใบหน้าตามแผงคอและหน้าของผมด้วยรอยยิ้มทำเอาผมที่จะหันไปบ่นถึงกับกลืนคำบ่นนั้นลงคอไปแทบจะทันที


“ฟรี้~...” นอกจากจะไม่ตื่นแล้วยังกรนเบาๆ กลับมาแทนคำตอบอีก


“...เจ้านี่นะ” ไม่บ่อยนักที่ผมจะยิ้ม อยากรู้ว่าทำไมตัวเองก็เผลอยิ้มออกกับไอ้แค่ได้ยินเสียงกรนของลูกครึ่งปิศาจที่นอนหลับสนิทอยู่นี่


“...อื้อ” คิ้วทั้งสองข้างของวิณณ์ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อถูกผมใช้นิ้วชี้จิ้มแก้มนั่นเล่น


“วิณณ์ตื่น” ผมส่งเสียงปลุกอีกครั้ง และดูเหมือนครั้งนี้จะได้ผลเพราะดวงตาสีน้ำตาลที่ปิดสนิทค่อยๆ ลืมขึ้นทีละนิด ดูจากสายตาก็รับรู้ได้ถึงความง่วงปนงัวเงีย


“เบีย...ทรีซ?”


“อะไร” น้ำเสียงที่ดูเหมือนไม่แน่ใจนั่นคืออะไร


“แว่นผมล่ะ” พออีกฝ่ายพูดถึงได้นึกออกว่าวิณณ์เป็นคนสายตาสั้นมาก ต่อให้อยู่ในระยะไม่กี่สิบเซ็นก็ยังมองเห็นเป็นภาพเบลอ


“อยู่บนหัวเตียง” ผมไม่หยิบให้แต่บอก วิณณ์ทำท่าทางงงๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปทางหัวเตียงแล้วแตะเบาๆ ไล่หาแว่นตาของตัวเองอยู่สักพักใหญ่แต่ก็ยังไม่เจอ


สาเหตุที่ไม่เจอก็เพราะหัวเตียงของผมไม่ได้เหมือนในห้องของมนุษย์ปกติที่คับแคบ ขนาดของหัวเตียงนี้กว้างพอที่จะวางเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ครบชุด ดังนั้นแค่แตะตรงขอบหัวเตียงแบบนั้นไม่ทำให้หาเจอหรอก


ผมมองอีกฝ่ายที่พยายามเอื้อมมือควานหาแว่นมาเรื่อยๆ ด้วยความขบขัน


จะให้บอกตำแหน่งก็ได้แต่ผมเลือกที่จะไม่ทำด้วยเหตุผลง่ายแค่อยากมองท่าทางแบบนั้นอีกหน่อย


“เบียทรีซ ผมหาแว่นไม่เจอ” ใช้เวลาในการหาด้วยตัวเองสักพักใหญ่อีกฝ่ายจึงหันมาถามผม


“อยู่แถวนั้นแหละ”


“แถวนั้นที่ว่าคือแถวไหนล่ะ”


“เอื้อมมือออกไปอีกสิ” นี่ถือว่าผมบอกให้มากแล้วนะ


“เอื้อมอีก? โอ๊ะ! เจอแล้วๆ” วิณณ์ส่งเสียงดีใจเมื่อเจอสิ่งที่กำลังตามหาอยู่ เจ้าตัวเช็ดแว่นด้วยปลายเสื้อพอเป็นพิธีก่อนสวมมันพร้อมเงยหน้าขึ้นมามองผม


“ตื่นแล้วก็...”


“เฮ้ย!” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคคนฟังก็ถอยหลังกรูดไปจนถึงขอบเตียง ดวงตาสีน้ำตาลใต้เลนส์แว่นเบิกกว้างพลางใช้นิ้วชี้มาทางผมด้วยใบหน้าตกใจราวกับเจอคนแปลกหน้า


“ตกใจอะไร” ผมขมวดคิ้วแน่นมองอีกฝ่ายด้วยอารมณ์ที่เริ่งหงุดหงิด


การถูกถอยห่างแบบนั้นทำให้ผมไม่สบอารมณ์เอาซะเลย


“...เบียทรีซเหรอ”


“นี่เจ้าความจำสั้นรึไง” คำถามนั้นคืออะไร เพิ่งเห็นร่างผมไม่เมื่อคืนแท้ๆ


จะบอกว่าจำไม่ได้?


“เอ่อ...เดี๋ยวนะ เมื่อคืนผมอยู่ทำงาน ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินจากนั้นก็ถูกสก๊อตไล่ออกแล้วก็...โลกปิศาจ ใช่ ตอนนี้ผมอยู่โลกปิศาจ!”


“แล้วข้าเป็นใคร” เหตุการณ์ยังจำได้ถือว่าดีผมเลยขอดูหน่อยว่าอีกฝ่ายจะจำผมได้ไหม


“เบียทรีซไง...ไม่ใช่เหรอ” วิณณ์กระพริบตาปริบๆ ระหว่างตอบ


“ไม่ใช่มั้ง”


“...แต่เสียงเป็นเบียทรีซนี่ สีตาก็เหมือนกันด้วย...เอ่อ...” ผมอยากจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ ยามเห็นใบหน้าหนักใจปนคิดหนักนั่น


นี่คิดจริงจังกับคำพูดผมอีกแล้วสิเนี่ย


เพิ่งจะเคยเจอนิสัยแปลกๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก


จะเรียกว่าเป๋อเหรอหรือว่าซื่อตรงจนเซ่อดีล่ะ


“หึ เลิกเล่นแล้วไปอาบน้ำซะ” ผมเปลี่ยนเรื่องก่อนก้าวลงจากเตียง


“เดี๋ยวสิ สรุปคุณคือเบียทรีซจริงๆ ใช่ไหม”


“ข้า อาร์ชีมาร์ก้า เบียทรีซ ตรีเชลโรณา ราชาปิศาจอันดับที่ 97 ของโลกปิศาจ ชัดพอไหม” ผมก้าวเข้าไปใกล้ยื่นหน้าไปจนหน้าผากเกือบจะแนบสนิทกันระหว่างเอ่ยแนะนำชื่อตัวเองพร้อมตำแหน่งอีกรอบ


“อ่า...ชัดพอแล้ว” อีกฝ่ายขยับตัวถอยหนีด้วยใบหน้าเห่อแดงขึ้นเป็นปฏิกิริยาปกติยามอยู่ใกล้ผม ตัวตนของราชาปิศาจไม่เพียงแค่เป็นปิศาจระดับสูงแต่รูปลักษณ์ภายนอกยังสูงส่งกว่าปิศาจในระดับเดียวกันมาก ไม่แปลกที่วิณณ์จะมีปฏิกิริยาแบบนั้น


การล่อลวงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของปิศาจ ผู้ที่ถูกหลอกก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาจากความอ่อนไหวหรือความอ่อนแอของตนเอง ในโลกปิศาจการถูกล่อลวงอาจหมายถึงความตายได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกับคนที่ไร้เกราะป้องกันตัวอย่างวิณณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงเข้าไปใหญ่


สงสัยผมคงต้องหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อกันไว้แล้วสิ


“ไปอาบน้ำ” ผมย้ำประโยคเดิมอีกครั้ง


“อืม จะไปอาบเดี๋ยวนี้แหละ ว่าแต่ห้องน้ำอยู่ไหน” อีกฝ่ายพยักหน้ารัวแล้วลุกขึ้นจากเตียงแต่ก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหันกลับมาถามหาตำแหน่งเพราะถัดออกไปนั้นมีประตูอยู่ถึง 4 บาน


“ทางนั้น” ผมชี้ไปยังบานประตูสีทองลายคาดน้ำตาล


“...แล้วเสื้อผ้า”


“ในห้องน้ำมีประตูเชื่อมกับห้องแต่งตัว เลือกใส่สักชุดละกัน” การพาวิณณ์มานี่อาจเป็นเรื่องที่คิดไว้เพียงแต่ยังไม่ได้เตรียมการบอกใครนอกจากสก๊อต


จะตะโกนเรียกคนใช้มาก็น่ารำคาญอีกเดี๋ยวค่อยไปสั่งอีกที


ระหว่างคิดอะไรเพลินๆ ประตูห้องน้ำสีทองคาดน้ำตาลก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของวิณณ์ ทว่าอีกฝ่ายที่ควรจะก้าวเข้าไปในห้องน้ำกลับยืนนิ่งอยู่หน้าประตูโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน


“บะ...เบียทรีซ”


“อะไร” ผมก้าวตามอีกฝ่ายไปติดๆ


“นี่ห้องน้ำเหรอ” น้ำเสสียงไม่แน่ใจนั่นผมเข้าใจได้ทันที ขนาดพื้นที่ประมาณ 30 เมตรคูณ 30 เมตรนี่คือห้องน้ำของผมซึ่งภายในถูกแบ่งออกเป็นห้องน้ำกับห้องอาบน้ำอีกสี่ห้อง ห้องแรกเป็นฝักบัว ห้องที่สองเป็นอ่างน้ำ ห้องที่สามเป็นแบบมีน้ำตกไหลและห้องสุดท้ายเป็นแบบอ่างกลางแจ้งที่สามารถเงยหน้ามองดูดวงดาวจากกระจกใสด้านบนได้


“อืม เลือกอาบสักห้องไป” ผมผลักแผ่นหลังวิณณ์ให้เข้าไปแล้วหันหลังเดินกลับออกมา


วิณณ์ใช้เวลาในการอาบน้ำและแต่งตัวอยู่ประมาณ 15 นาทีได้ ชุดที่อีกฝ่ายเลือกใส่เป็นชุดของผมสมัยก่อนเลยไม่ดูใหญ่โคร่งเกินไปนัก ผมเองก็เข้าไปอาบน้ำต่อเช่นกัน ด้วยตำแหน่งราชาชุดที่ใส่จึงมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครสีพื้นของชุดเป็นสีทองตัดกับสีดำสนิทซึ่งเป็นสีที่ผมชอบ ไม่ว่าจะเป็นชุด ผ้าปูที่นอน พื้น กำแพงหรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องต่างมีสีทองเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น


“ว้าว...นี่เป็นชุดของราชาสินะ” วิณณ์ถึงกับทำตาโตเมื่อเห็นผมก้าวออกมาจากห้องแต่งตัวในชุดเต็มยศ


“ข้าดูดีใช่ไหมล่ะ” มันไม่ใช่คำยกยอตัวเองแต่เป็นความจริงล้วนๆ บางทีคำว่าหล่ออาจน้อยไปด้วยซ้ำถ้าจะบรรยายถึงภาพลักษณ์ของผม


“อืม...หล่อสุดๆ เลย” คำพูดพร้อมใบหน้าที่ผงกขึ้นลงด้วยรอยยิ้มประทับใจนั่นช่างน่าดึงดูดกว่าใคร


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกชม รูปลักษณ์นี้ถูกชื่นชมและหลงใหลมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แต่พออีกฝ่ายเป็นวิณณ์ผมกลับรู้สึกว่าพิเศษขึ้นมาซะได้


“หิวแล้ว ตามข้ามา” ผมใช้มือข้างนึงวางบนหัวอีกฝ่ายแล้วขยี้ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไปตามทางเดินโดยมีวิณณ์ก้าวตามมาติดๆ


บรรยากาศภายในปราสาทในชั้นบนสุดค่อนข้างเงียบเนื่องจากทั้งชั้นเป็นห้องส่วนตัวของราชาปิศาจ พูดง่ายๆ ก็ห้องส่วนตัวของผมนั่นเอง นอกจากจะมีห้องนอนแล้วยังมีห้องอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน ห้องอาหารนั้นตั้งอยู่ในห้องโถงชั้น 5 ระหว่างทางเหล่าปิศาจระดับต่ำและระดับกลางพอเห็นผมต่างก็ก้มหัวแสดงความเคารพต่อผมไม่ขาดสายยกเว้น...


“องค์ราชา ได้ยินว่าท่านกลับมายังปราสาทแล้วข้ารู้สึกยินดีเหลือเกิน” น้ำเสียงเสแสร้งนั่นน่าโมโหจนอยากกระชากอีกฝ่ายแล้วเหวี่ยวใส่ผนังปราสาทซะเดี๋ยวนี้เลย


ปิศาจระดับสูงตรงหน้าเป็นหนึ่งในผู้ทำหน้าที่ดูแลโลกปิศาจแห่งนี้ ขึ้นชื่อว่าปิศาจระดับสูงหน้าตาไม่ต้องพูดถึงเส้นผมสีเขียวขี้ม้ากับดวงตาสีเขียวสดอีกทั้งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นไม่รู้ว่ามีปิศาจกี่ร้อยตนที่ตกเป็นเหยื่อ


“หึ...เลิกเสแสร้งซะทีบักเก็ต” ดวงตาสีทองสว่างของผมจับจ้องไปยังดวงตาสีเขียวสดของบักเก็ต ปิศาจที่วางยาผมจนสูญเสียพลังปิศาจไปเกือบหมดแถมยังกล้าฉวยโอกาสนั้นลอบทำร้ายผมต้องถอยไปตั้งหลักที่โลกมนุษย์อีก


ไม่คิดว่าจะกล้ามาเผชิญหน้ากับผมตรงๆ ราวกับไม่รู้ความผิดที่ก่อไว้


“ข้าไม่เสแสร้งอะไรนี่องค์ราชา แบบนี้สิถึงจะสนุก” สายตาของอีกฝ่ายแค่มองก็รู้ว่ากำลังคิดวางแผนบางอย่างไว้


“คิดว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปง่ายๆ รึไง”


“ปล่อยสิ ก็ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดนี่”


“เจ้า...”


“อีกอย่างท่านไม่มีหลักฐานอะไร”


“ด้วยฐานะข้าหลักฐานไม่มีความจำเป็น” คำตัดสินจากผมถือเป็นที่สุด หลักฐานอะไรนั่นไม่จำเป็นสักนิดเมื่ออยู่ต่อหน้าผม ถ้าผมบอกว่าผิดต่อให้อีกฝ่ายมีหลักฐานแค่ไหนก็คือผิด


“ก็สุดแล้วแต่ท่าน โอ๊ะ! เจ้าสินะลูกครึ่งที่ลือกันอยู่ในปราสาทว่าราชาพาเข้ามาด้วยตนเอง” บักเก็ตหันไปสนใจวิณณ์ซึ่งเดินตามหลักมาด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่อออก


“...” วิณณ์ไม่ได้ตอบกลับอะไรแต่ใช้มือข้างนึงกำชายเสื้อผมแน่นคล้ายไม่ไว้ใจ ตั้งแต่เหตุการณ์ในป่าอเมซอนผมก็คิดไว้แล้วว่าอีกฝ่ายมีเซ้นต์ด้านนี้ค่อนข้างดี มองภาพลวงตาออกได้แปลว่ามีประสาทสัมผัสถึงพลังปิศาจได้ดีกว่าปกติ ตรงจุดนี้เหมือนกับชารอนแม่ของเขาไม่มีผิด


คงจะรับรู้ได้ถึงความอันตรายบางอย่างที่แผ่ออกมา


“ไม่เปิดปากถ้าไม่ได้รับคำสั่งงั้นสินะ เป็นทาสที่ซื่อสัตย์ดีนี่” คำพูดนั่นเป็นคำเหยียดหยามมากกว่าคำชมในสายตาผม


“...” คนถูกหยามยังคงปิดปากเงียบพลางเงยหน้าขึ้นมาหาผมคล้ายกับจะขอความช่วยเหลือ


ไม่ต้องมองมาผมก็ไม่คิดจะปล่อยให้เจ้าบักเก็ตพูดไปมากกว่านี้หรอก


“อย่ามายุ่งกับคนของข้าถ้าเจ้ายังอยากมีชีวิต” ผมบอกพร้อมดันวิณณ์ให้ไปอีกฝั่งหนึ่ง


“ท่านดูสนใจเขาน่าดูนี่ ระวังของใกล้ตัวจะหันมาแว้งกัดจนหมดลมหายใจละกัน”


“หมายถึงตัวเจ้าเองรึไงบักเก็ต” ผมย้อนถาม ถ้าความหมายของประโยคนั่นหมายถึงวิณณ์อาจได้เห็นราชาปิศาจอย่างผมหัวเราะลั่นปราสาท


วิณณ์เนี่ยนะจะแว้งกัด แค่ให้วิ่งเข้ามาหาตรงๆ โดยไม่สะดุดก็ต้องปรบมือให้แล้ว


“แล้วแต่ท่านจะคิด ข้าขอตัว” พูดจบอีกฝ่ายก็เดินจากไปโดยสายตาสุดท้ายหันไปมองวิณณ์ที่อยู่ข้างผม


“...เบียทรีซ” พอบักเก็ตไปวิณณ์จึงยอมเปล่งเสียงออกมา


“เป็นอะไรรึเปล่า”


“เปล่า ผมแค่รู้สึกแปลกๆ คนคนนั้นอันตราย”


“อย่างน้อยเจ้าก็ไม่บื้อเรื่องนี้ล่ะนะ” สายตาที่บักเก็ตมองวิณณ์ทำเอาผมรู้สึกถึงอันตรายบางอย่างที่อาจคืบคลานเข้ามาในเวลาไม่นาน


“เขาเป็นคนทำร้ายเบียทรีซสินะ”


“ใช่ เพราะงั้นห้ามเข้าใกล้เจ้านั่นเชียว” ผมเอ่ยเตือนวิณณ์


“อืม” อีกฝ่ายพนักหน้ารับคำ


ถึงวิณณ์จะพยักหน้าแต่ใช่ว่าผมจะสบายใจได้ทั้งหมด อยากรีบจัดการไล่ออกไปแต่การไล่ออกไปอาจส่งผลในแง่ลบมากกว่าให้อยู่ข้างตัวแบบนี้ ผมคิดหลายเรื่องในหัวขณะเดินเข้ามาในห้องโถงขนาดใหญ่ยักษ์ซึ่งเป็นห้องอาหารส่วนตัวของผม โต๊ะยาวขนาดนั่งกินอาหารได้กว่า 10 คนตั้งอยู่ตรงกลางของห้อง แน่นอนว่าทั้งโต๊ะและเก้าอี้ล้วนตกแต่งด้วยสีทองตามความชอบของผู้เป็นราชา


ปิศาจระดับสูงซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเชฟเดินเข้ามาพร้อมโค้งตัวลงทำความเคารพด้วยความนอบน้อมผมจึงบอกให้นำอาหารมาเสิร์ฟได้ ไม่จำเป็นต้องบอกว่าจัดมาสองที่เพราะกาเนอร์หรือหัวหน้าเชฟเพียงแค่เห็นผมพาวิณณ์เดินเข้ามาก็รู้แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง


ผมชอบคนหัวไวแบบนี้


ไม่ต้องมานั่งอธิบายขยายความให้ยืดยาวน่ารำคาญ


“อาหารอย่างแรกเป็นซุปใสซึ่งผ่านการเคี่ยวมา 10 ชั่วโมง ส่วนจานหลักเป็นเนื้อยัดไส้เครื่องเทศทานคู่กับขนมปังปิ้งและสลัดทะเล ของหวานเป็นเลือดของกรีซมัลแช่แข่งครับ ขอให้พระองค์ทรงพอพระทรัยกับอาหารมื้อนี้” อาหารทุกอย่างถูกบรรยายระหว่างปิศาจรับใช้ 6 คนช่วยกันยกจานมาเสิร์ฟบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน


“อืม ออกไปได้” ผมสะบัดมือเบาๆ บอกให้ทุกคนออกไป โดยส่วนตัวผมไม่ชอบให้ใครมาจับจ้องเวลากินอาหารมันเหมือนการโดนละเมิดความเป็นส่วนตัว เมื่อทั้งกาเนอร์และเหล่าปิศาจรับใช้เดินออกไปจนหมดผมจึงเริ่มลงมือจัดการอาหารตรงหน้า


“เบียทรีซ” เสียงเรียกเบาๆ จากที่นั่งด้านข้างโดยมีผมนั่งอยู่ในตำแหน่งหัวโต๊ะ


“อะไร อยากได้เพิ่ม?”


“เอ่อ...ผมต้องใช้ช้อนอันไหน” อาจฟังดูเป็นคำถามแปลกๆ แต่ถ้าได้เห็นเหล่าอุปกรณ์ในการกินบนโต๊ะที่มีเกือบ 10 ชนิดการจะถามคงไม่ใช่เรื่องแปลก ทั้งช้อน ส้อมหรือแม้แต่มีต่างก็มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่วางเตรียมไว้ในตำแหน่งให้หยิบจับได้ง่าย


“จะตักซุปก็ใช้อันนี้” ผมหยิบช้อนสำหรับตักซุปให้วิณณ์ดู


“อันนี้?” อีกฝ่ายพยายามมองแล้วหยิบช้อนอันเล็กขึ้นมา


“ไม่ใช่ นั่นช้อนสำหรับของหวาน”


“เยอะไปหมดเลย” วิณณ์ทำหน้างงระหว่างเปลี่ยนช้อนให้ถูกคันแล้วเริ่มตักซุปเข้าปาก จากนั้นเสียงอื้มยาวพร้อมดวงตาสีน้ำตาลที่ทอประกายใต้เลนส์แว่นออกมานั่นแสดงออกถึงความอร่อยจนผมต้องส่ายหัวเบาๆ เพื่อซ่อนรอยยิ้มุมปากที่เกิดขึ้น


อาหารในมื้อเช้าจะทำให้เบากว่ามื้ออื่นเพราะร่างกายยังไม่ตื่นเต็มที่ ยิ่งเป็นปิศาจการตื่นเช้าเลยค่อนข้างส่งผลต่อความอยากอาหารเป็นพิเศษ ดังนั้นอาหารบนโต๊ะเลยน้อยกว่าอีกสองมื้อที่เหลือ บางครั้งที่ผมหิวมากๆ ก็จะสั่งให้มาเสิร์ฟเพิ่มแต่ดูเหมือนผู้มาใหม่จะไม่เป็นแบบนั้น


จานอาหารของวิณณ์มีสิ่งที่พร่องไปคือซุปกับสลัดและขนมปังอีกหนึ่งแผ่นแต่จานหลักอย่างเนื้อห่อเครื่องเทศกลับแหว่งไปแค่ส่วนเดียวจากทั้งหมด คงกินไปแค่คำเดียวถึงได้แหว่งแค่นั้น


“ข้าจะให้ทำอย่างอื่นมา” ผมบอกพลางเตรียมเรียกเหล่าปิศาจรับใช้ที่อยู่รอหน้าประตู


“ไม่ต้องๆ ผมไม่กินแล้ว” วิณณ์รีบห้าม


“ไม่อร่อย?” ผมถามกลับ จากที่ผมกินก็ว่ารสชาติมันดีนะ


“เปล่า ไม่ใช่ว่าไม่อร่อยแต่มื้อเช้าผมไม่กินที่มันหนักๆ น่ะ” อีกฝ่ายตอบกลับตามตรง


“ในจานนั่นหนักตรงไหน” แค่เนื้อชิ้นเล็กๆ ยาวไม่ถึงครึ่งไม้บรรทัด ผมกินมันหมดใน 3 คำด้วยซ้ำไป


“เพราะเป็นเนื้อกับเครื่องเทศมั้ง กินแล้วมันหนักไปสำหรับมื้อเช้า” จะว่าไปดูเหมือนก่อนหน้านี้เคยพูดคล้ายๆ กันไว้นี่นะว่าชอบกินผักมากกว่า


“เป็นพวกกินพืชรึไงกัน”


“ผมกินเนื้อได้นะ ชอบด้วยแต่แค่กินไม่เยอะ”


“...งั้นก็กินของหวานไป” การบังคับให้กินคงไม่ดีเท่าไหร่ ต้องสั่งกาเนอร์ให้ทำของวิณณ์คนละอย่างกับผม ขนาดเนื้อเบาๆ ในมื้อเช้ายังบอกว่าหนักเนื้อในมื้อถัดไปคงไม่ต้องพูดถึง


เป็นลูกครึ่งปิศาจที่ไม่เหมือนปิศาจสักนิด


“...ผมไม่กินเลือด” วิณณ์มองถ้วยใส่ของหวานที่ด้านในมีก้อนน้ำแข็งทรงกลมสีแดงใส่ไว้ ระหว่างกินอย่างอื่นน้ำแข็งสีแดงก็จะค่อยๆ ละลายทำให้ไม่ต้องเสียเวลายกของหวานมาเสิร์ฟอีกรอบ


“เลือด? อ้อ...เลือดของกรีซมัล ถึงจะบอกว่าเป็นเลือดแต่ก็เป็นเหมือนน้ำจากต้นกรีซมัลไม่ใช่สัตว์หรอก” ผมอธิบายให้อีกฟัง


“เป็นพืช?”


“ใช่ เป็นพืชขึ้นชื่อในการทำของหวาน น้ำของมันมีสีแดงเลยติดปากเรียกกันว่าเป็นเลือดของกรีซมัล”


“แบบนี้เอง...จะลองกินดู...” ผมมองอีกฝ่ายตักของเหลวสีแดงสดเข้าปากอย่างเชื่องช้าคล้ายกลั้นใจกลืนด้วยเอ็นดู คิ้วสองข้างซึ่งขมวดเข้าหากันเริ่มคลายออกและแทนที่ด้วยรอยยิ้มกว้างเมื่อกลืนลงคอไป


“อร่อยใช่ไหมล่ะ”


“อืม อร่อยสุดๆ เลย หวานมาก” วิณณ์ตอบสลับตักของหวานขึ้นมากินต่อ


“เข้ามาสิแกรน” ผมเอ่ยเรียกคนหน้าประตูเมื่อสัมผัสถึงพลังปิศาจของคนสนิทได้


“ขออนุญาต ข้าเกรงว่าจะรบกวนเวลาอาหารเลยจะรอจนกว่าท่านจะทานเสร็จ” ประตูสีทองอร่ามถูกเปิดออกพร้อมชายหนุ่มผมสีฟ้าครามจะเดินตรงเข้ามาทำความเคารพผม แกรนเป็นเหมือนเลขาของผมคอยจัดการเรื่องต่างๆ ให้ แน่นอนว่าเขาเป็นปิศาจระดับสูง


ผู้ที่ทำหน้าที่คอยดูแลโลกปิศาจส่วนใหญ่จะเป็นปิศาจระดับสูงทั้งนั้นเพราะไม่ว่าจะเป็นด้านพลัง อำนาจหรือแม้แต่ความนึกคิดก็ล้วนมีมากกว่าปิศาจระดับอื่น ซึ่งทั้งหมดนั้นจะอยู่อำนาจของราชาปิศาจอย่างผมอีกที อย่างแกรนผมก็เป็นคนเลือกให้มาเป็นเลขา ทางสก๊อตก็ไม่ต่างได้รับการแต่งตั้งให้คอยดูแลและจัดการพวกปิศาจในโลกมนุษย์


จะให้พูดตรงๆ ก็เป็นคนสนิทล่ะนะ


“ไม่เป็นไร มีอะไรว่ามา” ผมไม่คิดว่าแกรนจะมาหาโดยไม่มีเรื่องสำคัญหรอกนะ


“ให้ข้าจัดการบักเก็ตแถอะองค์ราชา” แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่มันแฝงไปด้วยอารมณ์ความไม่พอใจอยู่ไม่น้อย


“หึ คิดจะแย่งเหยื่อข้ารึไง”


“ไม่บังอาจ เพียงแต่เรื่องแค่นี้ไม่ควรถึงมือท่าน”


“ข้าจะปล่อยให้บักเก็ตอยู่ที่นี่ต่อ” ผมบอก


“องค์ราชา ท่านไม่ควรเก็บศัตรูไว้ใกล้ตัว” แกรนมีสีหน้าร้อนรนทันทีที่ได้ยิน


“การกำจัดให้ไปอยู่ไกลตัวอาจสร้างความเดือดร้อนได้มากกว่าก็เป็นได้นี่ ถ้าอยู่ที่นี่เราสามารถดูการเคลื่อนไหวของฝ่ายนั้นได้ง่ายๆ” การจัดการให้ไปอยู่ไกลตัวอาจลดอันตรายในระยะเวลาอันสั้นลงไปได้แต่หากจะนำพาอันตรายในระยะยาวมาก็เป็นได้เช่นกัน


“งั้นให้ข้ากำจัดมันไหมองค์ราชา” แกรนถามเสียงเย็น ผมสังเกตเห็นวิณณ์ที่นั่งเงียบๆ ถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยิน


“แค่จับตาดูก็พอ แล้วถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นข้าจะเป็นคนลงมือเอง” จะให้กำจัดไม่ใช่เรื่องยากเพียงแต่ผมอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะกล้าเคลื่อนไหวอีกไหมหลังจากถูกผมเฝ้าระวังอยู่แบบนี้ ด้วยความสามารถที่อีกฝ่ายมีหากไม่คิดจะทรยศผมอาจจะปล่อยไปก็เป็นได้


“รับทราบ ยินดีที่ได้รู้จักข้าชื่อแกรนเป็นเลขาขององค์ราชา” ก้มหัวให้ผมเสร็จแกรนจึงหันไปทักทายวิณณ์ที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม


“ครับ? ผมวิณณ์ กวินทร์ ปริณญาณนันท์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ เอ่อ...แกรน” เหมือนวิณณ์จะลังเลว่าจะเรียกแกรนด้วยสรรพนามแบบไหน ถ้าเติมคุณนำหน้าคงได้โดนผมบ่นอีกสักรอบ


“องค์ราชา จะให้ข้าและคนในปราสาทปฏิบัติเขาในฐานะอะไรดี” แกรนยิ้มตอบเล็กน้อยแล้วหันมาถามผมต่อ


ฐานะเหรอ


นั่นสิ ในเมื่อผมพาวิณณ์เข้ามาก็มีการกำหนดฐานะให้ซึ่งฐานะที่กำหนดก็เปรียบเหมือนจะให้คนอื่นปฏิบัติต่อวิณณ์ในระดับไหนนั่นเอง ดวงตาสีทองสว่างของผมหันไปประสานกับดวงตาสีน้ำตาลใต้เลนส์แว่นของวิณณ์ที่จับจ้องมาคล้ายกำลังลุ้นกับคำตอบที่ผมจะเอ่ย


สำหรับฐานะของวิณณ์ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้


“คนรับใช้...ของข้า” ผมเน้นคำสุดท้ายเพื่อสื่อให้แกรนรู้ว่าต่อให้อยู่ในสถานะคนใช้แต่คนอื่นนอกจากผมไม่มีสิทธิ์ที่จะสั่งให้เขาทำอะไร


คนเดียวที่มีสิทธิ์นั้นคือผม


“รับทราบองค์ราชาข้าจะปฏิบัติตามนั้น”


“มีงานด่วนอะไรไหม” ผมถามต่อ


“ช่วงนี้ยังไม่มีครับ ทุกคนกำลังดีใจที่พระองค์กลับมาหากมีเวลาควรออกไปให้พวกเขาเห็น...”


“ถ้าอยากเห็นก็ดูรูปเอา” ผมตัดบทด้วยกันลุกขึ้นแล้วก้าวออกจากห้องอาหาร


“เอ่อ...เบียทรีซ” เสียงเรียกจากด้านหลักทำเอาขาที่กำลังก้าวชะงัก เมื่อหันไปมองก็เห็นวิณณ์ยังนั่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเหมือนคนทำอะไรไม่ถูก


“จะนั่งอีกนานไหม รีบตามมา”


“อืม” สิ้นคำพูดผมอีกฝ่ายลุกขึ้นก้าวยาวๆ เข้ามาหาผมโดยก้มหัวบอกลาแกรนเล็กน้อย


ผมเดินนำจากชั้น 5 ลงมาจนถึงชั้น 1 ผ่านห้องโถงขนาดใหญ่ไปยังส่วนของสวนด้านข้างตัวปราสาทซึ่งเป็นพื้นที่ในการฝึกซ้อมของเหล่ากองกำลังเพื่อเตรียมออกไปจัดการความวุ่นวาย แม้จะมีราชาปกครองแต่ใช่ว่าจะไม่มีการก่อการร้ายหรือสงครามในแถบชายแดน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือปิศาจก็ไม่ต่างกันมีพวกที่ต้องการจะแย่งชิงอำนาจด้วยกันทั้งนั้นจึงต้องมีการคัดเลือกเหล่าปิศาจมาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ


หัวหน้าของกองทัพมีชื่อว่าเตโชคอยดูแลปิศาจกว่า 30,000 ตนให้อยู่ในอานัด ด้วยความแข็งแกร่งและน่าแกรงขามทำให้ไม่มีใครกล้าลองดีแย่งตำแหน่งหัวหน้า ถึงมีผลก็ออกมาไม่เปลี่ยนหรอก ในเมื่อถูกผมเลือกมาเองกับมือจะแพ้ได้ยังไงล่ะ


“องค์ราชาเสด็จ ทำความเคารพ” เสียงตะโกนสั่งปิศาจทั้ง 30,000 ตนดังขึ้นพร้อมกับเหล่าปิศาจที่ก้มหัวทำความเคารพด้วยความพร้อมเพรียง


“...พาผมมาที่ไหนน่ะ” วิณณ์ถึงกับก้าวมาหลบอยู่ด้านหลังผมด้วยความตกใจ ความจริงผมเห็นอีกฝ่ายทั้งเรียกทั้งพยายามถามอยู่หลายรอบแต่ผมเลือกที่จะไม่ตอบ


“ลานนี่เป็นสถานที่ฝึกของกอพทัพปิศาจของข้า” ผมอธิบายตามตรง


“องค์ราชา ทรงต้องการให้ข้ารับใช้เรื่องใดโปรดออกคำสั่ง” เตโชหัวหน้ากองทัพคุกเข่าลงข้านึงบนพื้นเพื่อรอรับคำสั่งจากผม


“ให้พวกนั้นกลับไปฝึกแล้วมาหาข้าที่สวนด้านนั้น” ผมบอกพลางมองไปยังสวนที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล


“น้อมรับคำสั่ง”



(มีต่อ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +361/-0
(ต่อนะคะ)


ระหว่างรอเตโชจัดการทุกอย่างผมเดินมายังสวนขนาดกลางซึ่งคั่นกลางระหว่างลานฝึกสองลานไว้ ภายในสวนนี้ถูกปูด้วยพื้นหญ้าตกแต่งด้วยต้นไม้สูงเตี้ยสลับกันไป ดูเหมือนสวนนี้จะเรียกความสนใจจากผู้มาเยือนครั้งแรกได้มาก ต้นไม้ในโลกปิศาจคล้ายคลึงกับโลกมนุษย์แต่มีความพิเศษมากกว่าอย่างต้นไม้ที่วิณณ์เดินเข้าไปดูใกล้ๆ ในตอนนี้ดูเผินๆ ก็เป็นแค่ต้นไม้ที่ออกดอกเป็นสีชมพูธรรมดาแต่เมื่อวิณณ์ยื่นนิ้วเข้าไปใกล้ดอกไม้สีชมพูกลับขยายใหญ่ขึ้นแถมยังพุ่งเข้าโจมตีจนวิณณ์ถึงกับก้าวถอยหลังแทบไม่ทัน


“เบียทรีซ...ต้นไม้นั่น...”


“นั่นคือต้นเมจิสก้าเป็นพืชกินปิศาจถ้าเข้าไปไกลอาจโดนจับกินได้” ผมอธิบาย


“งั้นก็บอกกันแต่แรกสิ! ผมเกือบโดนกินแล้วนะ”


“ไม่เป็นไร เมจิสก้ากินได้แค่ปิศาจตัวเล็กๆ ตัวเจ้าใหญ่ไปถึงจะถูกกินแล้วก็โดนคะย่อนออกมาอยู่ดี”


“น่ากลัวเกินไปแล้ว คุณพาผมมาดูสวนเหรอ” วิณณ์ถามบ้าง


“เปล่านี่” ทำไมผมต้องถ่อมาถึงนี่เพื่อจะให้ดูสวนด้วย


“งั้นมาทำไม...”


“องค์ราชา มีเรื่องอะไรให้ข้ารับใช้” เตโชก้าวเข้ามาผมที่ยืนรออยู่ด้วยความคล่องแคล่วพร้อมรับคำสั่ง


“ฝึกหมอนี่ที” คำพูดจากปากผมทำเอาวิณณ์ที่ฟังอยู่หันควับมามองหน้าผมด้วยสีหน้าตกใจ เช่นเดียวกับเตโชเองเมื่อฟังคำพูดผมแล้วก็เบนสายตาไปมองวิณณ์ตั้งแต่หัวจรดเท้า สำรวจร่างกายแต่ละส่วนผ่านทางสายตา


เตโชมีประสบการณ์ในการคุมทัพมาเป็นร้อยปีดังนั้นแค่มองก็สามารถประเมินทักษะของอีกฝ่ายคร่าวๆ ได้ไม่ยาก ใช้เวลาสังเกตสักพักเตโชเบนดวงตาสีเทามาสบผมนิ่งๆ คล้ายจะถามว่าเอาจริงเหรอกับประโยคที่พูดไป


“เบียทรีซ จะให้ผมฝึกสู้?”


“ใช่ การมาอยู่ที่นี่ทักษะในการต่อสู้เป็นสิ่งจำเป็น” ไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ต้องกันไว้ก่อนโดยการฝึกอีกฝ่ายนี่แหละ


“ไม่ไหวหรอก” วิณณ์ส่ายหารัวๆ พร้อมเอ่ยปฏิเสธชัดถ้อยชัดคำ


“ก็ลองดู เตโชให้เขายืมดาบแล้วลองปะทะกันดู”


“...ตามบัญชา” แม้จะมีความลังเลฉายบนแววตาแต่เตโชก็ยื่นดาบซึ่งเหน็บอยู่ข้างเอวส่งให้วิณณ์ที่ยืนตัวสั่นมองดาบสลับกับหน้าผม


“รับดาบแล้วสู้กับเตโชดู”


“...อืม” อีกฝ่ายคงรู้ว่าคำพูดผมไม่ใช่ประโยคบอกเล่าแต่เป็นคำสั่งที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธจึงทำได้แค่ยื่นมือสั่นๆ ไปรับดาบสีดำมาถือไว้ในมือ ด้วยความหนักของดาบกับกำลังของผู้ใช้ไม่สมดุลกันส่งผลให้ปลายดาบปักลงบนพื้นหญ้า


“องค์ราชา...เอาจริงหรือ” เตโชที่เห็นท่าทางแบบนั้นหันมาสบตากับผมอีกครั้งว่าจะให้ฝีมือระดับหัวหน้านำทัพสู้กับเด็กน้อยที่ยังถือดาบไม่ขึ้นแบบนี้จริงเหรอ


“แค่ยืนเฉยๆ ก็พอ” ผมเอ่ยเสียงเบาระหว่างก้าวไปยืนมองอยู่ด้านข้าง


ผิวของวิณณ์ค่อนข้างขาวทำให้ใบหน้าแดงก่ำได้ง่ายยามออกแรงยกดาบขึ้นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด ปลายดาบชูขึ้นเหนือฟ้าพร้อมกับเจ้าตัวออกแรงก้าวและเหวี่ยงดาบ ทว่าด้วยความหนักของตัวดาบเรี่ยวแรงที่ยกขึ้นไม่เพียงพอให้ฟาดฟัน ผลที่ตามมาเลยกลายเป็นดาบนั่นปักลงบนพื้นหญ้าตามแรงดึงดูดตามมาด้วยใบหน้าของวิณณ์ที่กระแทรกกับด้ามดาบจนเกิดเป็นรอยแดง


บรรยากาศโดยรอบเกิดความเงียบงันขึ้นทันที ตัวผมที่พอจะรู้ผลอยู่แล้วไม่ได้แสดงอาการตกใจออกมามากนักแต่ทางด้านของเตโชนั้นมองวิณณ์ที่ทรุดตัวลูบหน้าผากแดงๆ ของตัวเองด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก คล้ายจะมีความสงสารปนตกใจและไม่อยากเชื่อปะปนกันไป


“โอ้ย...เจ็บ เจ็บจัง” วิณณ์นั่งกุมหน้าผากตัวเองด้วยน้ำเสียงโอดครวญ


“พอจะฝึกเขาได้ไหม” ผมเดินเข้าไปถามเตโชตามตรง ถ้าพูดถึงฝีมือในการฝึกการต่อสู้คงไม่มีใครเก่งไปกว่าเขาเลยอยากให้ดูทักษะอันน้อยนิดที่วิณณ์มีก่อนค่อยถาม


“...องค์ราชาจะให้เขาเป็นองครักษ์ประจำพระองค์?”


“ให้ปกป้องตัวเองให้ได้ก่อนเถอะค่อยมาปกป้องข้า” ผมพึมพำตอบกลับไป ไม่ได้หวังให้ฝึกมาแล้วฝีมือเก่งกาจขนาดปกป้องผมได้หรอกแค่ให้สามารถปกป้องตัวเองได้ก็พอแล้ว


“เขาไม่เหมาะกับการใช้ดาบ” เตโชบอกระหว่างมองวิณณ์ที่ลุกขึ้นแล้วพยายามออกแรงดึงดาบขึ้นจากพื้นอีกครั้ง


“อืม หนักไป ต้องเป็นอาวุธเบาๆ เจ้ามีความเห็นยังไง” ผมถามกลับ ตัวผมเองก็คิดว่าดาบไม่เหมาะกับวิณณ์เหมือนกันต่อให้ปรับขนาดดาบให้เล็กหรือบางลงแต่ด้วยอะไรอะไรหลายๆ เขาไม่เหมาะกับดาบ


“ถ้าเป็นอาวุธเบาๆ มีมีด กริชหรือพวกธนูแต่...” ดูเหมือนเตโชจะคิดเหมือนผม ไม่ว่าจะเป็นมีด กริชหรือแม้แต่ธนูก็ไม่เหมาะกับวิณณ์ทั้งนั้น ลองคิดภาพวิณณ์จับธนูสิต่อให้มีส่วนแหลมคมแค่ตรงปลายแต่ด้วยนิสัยและความสามารถพิเศษในการเจ็บตัวตลอดนั่นต้องหาทางทำตัวเองให้ได้เลือดแน่


“เอาแบบไม่มีคม” ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุดก็ต้องไม่มีคม ถึงจะโดนอย่างมากก็แค่เจ็บ


“...องค์ราชาอาวุธที่ไม่มีคมเกรงว่า...”


“ไม่มีใช่ไหมล่ะ” ผมเดาคำตอบได้ตั้งแต่ถามแล้ว ต่อให้เป็นค้อนก็ยังมีส่วนมุมที่คมอยู่ดี


“ถ้ายังไงให้เขาเรียนรู้การต่อสู้ด้วยมือเปล่าน่าจะดีกว่าอาวุธ” เตโชออกความเห็น


“นั่นสิ เอาตามนั้นละกัน” มือเปล่าถือว่าดีทีเดียว


“น้อมรับบัญชา”


“วิณณ์ พอแล้ว มานี่” ผมเรียกอีกฝ่ายที่พยายามดึงดาบขึ้นจากพื้น ให้คะแนนความพยายามเต็มละกัน


“...แฮ่ก ผมว่าไม่ไหวหรอก” คนถูกเรียกก้าวมาหาผมด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า


“อืม ดูก็รู้แล้ว” ส่งไปสู้คงไม่ตายเพราะถูกศัตรูจัดการแต่เป็นหมดแรงในการดึงอาวุธ


“...ผมไม่เก่งต่อสู้ แต่ถ้าเป็นกระบองผมพอได้นะ ตอนเด็กเคยเรียนวิชากระบี่กระบองจับจีบ ย่อ ยก ชิด จ้วง แทง” วิณณ์บอกพร้อมพยายามทำท่าให้ดู


“จะแทงก็แทงสิจะย่อยกอะไรอีก” ผมถามกลับเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีหลายขั้นตอนด้วย จะจัดการศัตรูก็แทงให้หมดลมไปเลยขืนมัวลีลาเราอาจเป็นฝ่ายโดนซะเอง


“มันเป็นหลักสูตร ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” อีกฝ่ายทำหน้าคิดหนัก


“เอาเถอะ นี่เตโช จากนี้ข้าจะให้ฝึกการต่อสู้ให้เจ้า”


“ผมวิณณ์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ความนอบน้อมของวิณณ์ดูจะเป็นที่แปลกใจกับเตโชพอสมควร


“ข้าเตโช เจ้าเป็นลูกครึ่งสินะ”


“เบียทรีซบอกแบบนั้นแต่ผมคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์”


นี่ยังไม่เลิกคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์อีกเหรอเนี่ย!


ฝ่ายเตโชเหลือบมองมาทางผมเล็กน้อยเมื่อได้ยินวิณณ์เรียกชื่อผมห้วนๆ แต่เพราะผมไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรเตโชเลยปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป


“ข้าจะฝึกการต่อสู้มือเปล่าให้เจ้า”


“...ครับ” วิณ์ตอบรับด้วยน้ำเสียงไม่เต็มใจนัก


“ข้าจะให้เขามาฝึกด้วยช่วงเช้าทุกวัน วันละ 2 ชั่วโมงก็พอมั้ง” ผมมองร่างกายของวิณณ์ระหว่างบอกเตโช 2 ชั่วโมงนี่อาจมากเกินไปด้วยซ้ำสำหรับวิณณ์


“ตามบัญชาองค์ราชา”


“วันนี้พอก่อน การฝึกจริงจะเริ่มพรุ่งนี้” บอกเสร็จผมก็ก้าวออกจากสวนทันที


“นี่เบียทรีซ” สัยงจากด้านหลังเรียกให้ขาที่ก้าวเร็วๆ ชลอลง


“อะไร”


“ทำไมต้องให้ผมฝึกต่อสู้ด้วยล่ะ”


“โลกปิศาจไม่ได้เงียบสงบเหมือนโลกมนุษย์หรอก ถ้าแค่ต่อสู้ยังทำไม่ได้เจ้าจะตกอยู่ในอันตราย” ยิ่งกับพวกลูกครึ่งที่พลังปิศาจนอกจากยังไม่ตื่นแล้วก็ยังใช้ไม่เป็นยิ่งตกเป็นเหยื่อได้ง่ายเข้าไปใหญ่


“...ห่วงผม?” ไม่พูดเปล่ายังมีการเอียงคอถามอีก


“พูดเองเออเอง” ผมก้าวต่อโดยไม่สนใจอีกฝ่ายที่วิ่งตามมา


“ห่วงผมก็พูดมาตรงๆ สิเบียทรีซ”


“ทำไมข้าต้องห่วงเจ้ากัน” ผมถามกลับเสียงเข้ม


“...นั่นสิ ไม่มีเหตุผลนี่นะ” วิณณ์ทำท่าคิดสักพักก่อนเอ่ยเสียงเบา


“เลิกไร้สาระได้แล้ว” ผมใช้มือขยี้เส้นผมสีน้ำตาลแดงแรงๆ แล้วเดินต่อไปตามทางในปราสาท


ตลอดช่วงบ่ายผมพาวิณณ์เดินไปแทบทุกชั้นของปราสาท การมานี่ครั้งแรกคงยังไม่ชินกับสภาพแวดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยพื้นฐานโลกมนุษย์กับโลกปิศาจไม่ได้ต่างกันแต่ด้วยวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตนั้นแตกต่างกันสุดขั้ว จากการพาเดินไปเรื่อยๆ ผมได้รู้ว่าอีกฝ่ายค่อนข้างเกร็งเวลาเจอกับพวกปิศาจระดับล่างอยู่มากโดยเฉพาะที่มีรูปร่างคล้ายแมลง


ตกเย็นอาหารมื้อค่ำถูกนำมาเสิร์ฟถึง 6 อย่าง แต่ละอย่างล้วนเป็นเมนูเนื้อตามความชอบของผมและปิศาจปกติ แต่ดูเหมือนอาหารพวกนี้จะไม่ถูกใจวิณณ์ เขามองอาหารตรงหน้าด้วยสีหน้าอึดอัดแต่ก็ยังฝืนทนกินเนื้อพวกนั้นเข้าไปคำแล้วคำเล่า


ผมไม่ได้เอ่ยห้ามหรือขัดเพราะอยากรู้ถึงลิมิตของเจ้าตัวว่าสามารถกินได้ขนาดไหน


“พอ ไม่ต้องฝืนกินแล้ว” ทั้งที่ตั้งใจจะไม่ขัดแล้วแท้ๆ เล่นทำใบหน้าเหมือนกล้ำกลืนฝืนทนขนาดนั้นคนมองก็หมดความอยากอาหารกันพอดี


“แต่...ยังเหลืออยู่เยอะเลย” วิณณ์หันไปมองอาหารบนโต๊ะที่ยังเหลืออยู่มากกว่าครึ่ง


“คิดจะกินหมด?”


“...อืม”


“เจ้านี่...บ้ารึไง ไม่ได้บอกว่าต้องกินให้หมดสักหน่อย” เป็นคำตอบที่เหนือความคาดหมายสำหรับวิณณ์...ตัวก็แค่นั้นยังจะกล้ากินให้หมดอีกนะ


“ก็ใช่ที่ไม่บอก แต่มันรู้สึกผิดต่อคนทำนี่ ทั้งที่อร่อยขนาดนี้แต่ผมกลับกินเหลือตั้งเยอะ ตอนเช้าก็เหลือตอนเย็นยังเหลืออีกมันดูไม่ดี” วิณณ์บอกตามที่คิด


“คิดมาก กาเนอร์!” ผมตะโกนเรียกหัวหน้าเชฟที่ยืนอยู่หน้าประตู


“ครับองค์ราชา” กาเนอร์เข้ามาตามคำสั่งผมทันที


“ได้ยินที่หมอนี่พูดแล้วสินะ ว่ายังไงล่ะ” ผมถาม ต่อให้มีประตูคั่นแต่ประสาทสัมผัสของปิศาจสามารถได้ยินเสียงในระยะแค่นี้ได้สบายมาก


“ท่านวิณณ์ไม่ต้องฝืนกินหรอกครับ ข้าดีใจที่ท่านชอบรสชาติอาหาร มื้อถัดไปข้าจะลดปริมาณเนื้อลงแล้วเพิ่มในส่วนของผักแบบนี้ดีไหมครับ” สมกับเป็นกาเนอร์เข้าใจถึงความต้องการของคนกินได้อย่างรวดเร็ว


“...ขอบคุณครับ เอ่อ...อาหารของผมไม่ต้องเยอะมากก็ได้ครับแค่จานเดียวก็พอแล้ว” วิณณ์บอกด้วยน้ำเสียงเกรงใจ


“ได้ครับ” กาเนอร์ก้มหัวเล็กน้อยรับคำ


“ออกไปได้ แล้วบอกให้แกรนเข้ามา” ผมสัมผัสได้ถึงแกรนที่ยืนอยู่หน้าห้องอาหารมาเกือบ 20 นาทีแต่ไม่ยอมเข้ามาสักที สงสัยคงกลัวจะมาขัดเวลามื้ออาหารของผมมั้ง กาเนอร์เดินออกไปด้านนอกเรียกแกรนให้เข้ามาแทนตามคำสั่ง


“ขออภัยที่มารบกวนมื้ออาหาร”


“มีเรื่องอะไร” ผมเข้าเรื่อง


“ข้ามาแจ้งว่าจัดห้องให้กับท่านวิณณ์เรียบร้อยแล้วครับ อยู่ชั้น 8 ห้องตรงมุมติดผนัง องค์ราชาประสงค์ให้คนพาไปส่งหรือไม่”
ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาภายในอกยามได้ยินประโยคนั้นเพียงแต่ผมก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร


“ข้าพาไปเอง” ผมบอกแกรน


“ครับ วันพรุ่งนี้ขอทรงไปห้องทำงานด้วย”


“ได้” ระหว่างที่ผมหายไปแกรนกับคนอื่นๆ คงทำงานแทน พอผมกลับมาเลยมีหลายเรื่องต้องจัดการ


หลังจบมื้อเย็นผมพาวิณณ์ขึ้นไปยังชั้น 8 ภายในปราสาทนี้มีทั้งหมด 10 ชั้น ซึ่งชั้นบนสุดเป็นชั้นของราชา ส่วนชั้น 9 เป็นชั้นของเหล่าปิศาจระดับสูงที่ทำหน้าที่ช่วยปกครองโลกปิศาจอีกที ชั้น 8 จึงเป็นห้องของปิศาจระดับล่างลงมาอีกขั้นนึงแต่สูงกว่าทาสหรือคนใช้ในปราสาทมาก ถ้าเป็นคนใช้ในปราสาทจะมีตึกแยกให้พักไม่ใช่พักรวมในปราสาท


“โห ห้องกว้างจัง” ขนาดของห้องบนชั้น 8 นี่พอๆ กับห้องรับแขกสักห้อง ใหญ่กว่าห้องของอีกฝ่ายในโลกมนุษย์ซะอีก น่าจะถูกใจไม่น้อย


“พรุ่งนี้ข้าจะให้พวกปิศาจมายกเฟอร์นิเจอร์ออก” เฟอร์นิเจอร์ในห้องค่อนข้างเยอะไม่ว่าจะเป็นชุดโซฟา ชั้นวางของ โต๊ะตัวเล็กตลอดจนโทรทัศน์และเครื่องคอมพิวเตอร์รวมไปถึงชั้นวางประดับเครื่องแก้ว ขืนให้วิณณ์อยู่ในห้องนี้ได้มีเจ็บเพราะเดินชนไม่ก็สะดุดจนได้แผลแน่น


ขนาดห้องโล่งๆ ยังสะดุดได้ประสาอะไรกับห้องนี้กัน


“แฮะๆ ขอบคุณนะ ผมก็กำลังจะบอกเลย” เจ้าตัวดูจะรู้ดีว่าตัวเองนั้นมีความสามารถพิเศษอะไร


“อืม”


“เอ่อ...คุณไม่กลับห้องเหรอ” วิณณ์หันมาถามผมที่ยังยืนอยู่หน้าประตูโดยไม่ขยับไปไหน


“เจ้ากล้าไล่ข้า?”


“เปล่า ผมไม่ได้ไล่แค่ถามเฉยๆ” อีกฝ่ายส่ายหัวไปมายืนยันคำพูดตัวเอง


“หวังว่าจะไม่ชนข้าวของพังหรอกนะ” ผมรู้ตัวว่าควรจะกลับห้องตัวเองได้แล้วแต่ไม่รู้อะไรดลใจให้ต่อบทสนายืดเวลาออกไปอีกนิด


“ผมก็ห่วงอยู่ พวกแจกันนั่นแพงไหม” ระหว่างถามวิณณ์ก็ชี้นิ้วไปทางแจกันสีฟ้าสดมุมตู้หนังสือ


“ถ้าเปรียบกับเงินของโลกมนุษย์คงสักสิบล้านมั้ง”


“สะ...สิบล้าน?!”


“เสียงดังไปแล้ว”


“ผมว่าให้คนของคุณมาเอาของออกไปวันนี้เลยเถอะ ผมมั่นใจว่าต้องทำแจกันพวกนั้นแตกแน่” วิณณ์บอกผมด้วยน้ำเสียงมั่นใจ


“มีแค่เจ้ามั้งที่มั่นใจในเรื่องนี้น่ะ” ปกติมีแต่จะมั่นใจว่าไม่ทำแตกเพิ่งจะเคยได้ยินมั่นใจว่าต้องทำแตกก็ครั้งนี้


“ผมจริงจังนะ...แต่มันก็ดึกแล้วไม่ควรรบกวน งั้นผมจะพยายามอยู่ให้ห่างที่สุดละกัน”


“พูดเองตอบเอง”


“เบียทรีซวันนี้ขอบคุณที่พาเดินรอบปราสาทนะ”


“ข้าแค่อยากเดินเล่น ส่วนเจ้าแค่เป็นส่วนห้อยตามมาแค่นั้นเอง”


“คิก! คุณนี่โกหกไม่เนียนเลย ราตรีสวัสดิ์นะเบียทรีซ เจอกันพรุ่งนี้” วิณณ์โบกมือลาก่อนจะบานประตูจะปิดลง


ผมยืนนิ่งๆ หน้าประตูห้องนั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าคืออะไร มันคล้ายกับความไม่อยากปนกับความไม่พอใจแปลกๆ ผมใช้เวลายืนอยู่ค่อนข้างนานและอาจนานกว่านี้ถ้าไม่สัมผัสถึงปิศาจรับใช้ที่ขึ้นบันไดมาซะก่อน


ห้องบนชั้น 10 เป็นห้องขนาดยักษ์ แค่ห้องนอนก็ใหญ่พอๆ กับบ้านของวิณณ์ทั้งหลัง ห้องอาบน้ำเองก็สามารถอาบได้หลายคนโดยไม่เบียดกันเหมือนห้องน้ำบ้านวิณณ์ ผมอาบน้ำโดยในหัวคิดเรื่องเปรียบเทียบห้องนี้กับบ้านวิณณ์อยู่ตลอด


ไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องการให้บทสรุปของความคิดออกมายังไงกันแน่


เตียงสีทองอร่ามยุบลงจากแรงทิ้งตัวลงไปกลางเตียง ผ้าปูและผ้านวมสีทองตัดกับสีดำให้ความรู้สึกหรูหราผิดกับผ้าปูสีเหลืองลายสุนัขตัวเล็กกันคนละขั้ว


“อีกแล้ว...นึกถึงอีกแล้ว” ผมพึมพำระหว่างนอนอยู่กลางเตียง ห่างกับวิณณ์มาประมาณ 2 ชั่วโมงทว่ากลับเป็น 2 ชั่วโมงที่ยาวนานอย่างไม่เชื่อ และที่ไม่น่าเชื่อกว่าคือตัวผมที่นึกถึงอีกฝ่ายตลอดตั้งแต่ห่างกันมา


ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่อยู่ด้วยกันมามันไม่ได้มีเรื่องให้น่าจดจำเลย ห้องก็เล็ก เตียงก็แคบ อาหารก็มีน้อยแถมยังถูกใช้เป็นหมอนหนุนอยู่ทุกคืนอีก เป็นการหยาบเกีรยติของราชาปิศาจขั้นสูงสุดเลยนะการมาหนุนตัวผมแทนหมอนเนี่ย


ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่รอดมาจนถึงตอนนี้หรอก


ข้อยกเว้นในกรณีที่เป็นวิณณ์มันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ


มาถึงวันผมยังหาเหตุผลที่พาวิณณ์มาโลกปิศาจด้วยไม่ได้เลย


สงสาร เอ็นดูหรือว่าอะไรก็ไม่รู้หรอก รู้แค่ว่าจะให้ปล่อยเขาไว้ที่โลกมนุษย์ผมคงทำไม่ได้


ยามความมืดเริ่มกลืนกินเป็นสัญญาณของการหลับใหล ปิศาจจะมีพลังเพิ่มขึ้นในเวลากลางคืนแต่ใช่ว่าจะไม่ต้องการการพักผ่อน เหตุผลที่พวกมนุษย์มีความเข้าใจว่าปิศาจต้องออกล่ากลางคืนก็เป็นเพราะเหตุผลงง่ายๆ อย่างตอนกลางคืนมันจัดการกับสถานการณ์ได้ง่ายและมีคนพบเห็นน้อยกว่าแค่นั้นเอง


เจ้าตัวที่จ้องเล่งงานวิณณ์ให้คืนนั้นเองก็เหมือนกัน คงจะออกมาหาเหยื่อ


“เมื่อไหร่จะเลิกคิดสักที” เผลอทีไรเป็นต้องคิดตลอด


อาการกระวนกระวายคล้ายไม่สามารถสงบใจได้นี่เป็นเพราะลูกครึ่งปิศาจเป๋อเหล๋ออย่างวิณณ์ไม่ผิดแน่ แต่ผมไม่เข้าใจว่าความรู้สึกนี่คืออะไร


ต้องการให้อยู่ในสายตาหรือว่าอย่างอื่น


ทั้งที่เตียงก็ทั้งนุ่มและใหญ่ แถมยังพลิกไปไหนได้โดยไม่จำกัดแต่ผมก็ยังหลับไม่ลง เหมือนมีบางอย่างที่มันขาดหายไป ถ้าได้สิ่งนั้นมาผมอาจจะหลับสนิทได้ในไม่กี่วินาทีก็เป็นได้


แล้วสิ่งนั้นมันคืออะไรเล่า!


“กลิ่นนี่” ผมถึงกับเด้งตัวขึ้นมานั่งเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของวิณณ์ที่ก้าวมาอยู่หน้าประตูห้อง ปิศาจแต่ละตนจะมีทั้งกลิ่นและสัมผัสแตกต่างกันไปหากฝึกฝนดีๆ สามารถแยกแยะได้โดยไม่ต้องใช้ตามองด้วยซ้ำ


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


“เบียทรีซ...อ๊ะ!” แทบไม่ต้องรอให้เสียงเคาะประตูหรือเสียงเรียกดังขึ้นผมก็ก้าวไปถึงประตูพร้อมเปิดอ้าออกกว้างอย่างแรงจนคนที่เกาะถึงกับชะงักมือที่กำไว้


ในความมืดส่งผลต่อการมองเห็นซึ่งสำหรับปิศาจไม่ใช่ผลเสียแต่เป็นผลดี พวกเราสามารถมองเห็นในความมืดได้ดีเหมือนกับสัตว์ออกหากินกลางคืน ดังนั้นผมจึงมองเห็นวิณณ์ท่ามกลางความมืดได้ชัดเจนแม้จะไม่เปิดไฟ


“...มีอะไร” ผมบังคับตัวเองให้เอ่ยน้ำเสียงนิ่งๆ ออกไปได้สำเร็จ


“เอ่อ...คือผมมีเรื่องอยากรบกวนหน่อย”


“ว่ามา”


“ขอนอนด้วยได้ไหม เอ่อ...คือผมรู้ว่าไม่ควรมากวนคุณแต่ผมเป็นพวกไม่ชินเวลาเปลี่ยนที่เลยนอนไม่หลับ ผมคิดว่าถ้าอยู่กับเบียทรีซผมคงจะหลับได้เหมือนตอนอยู่บ้าน” วิณณ์พยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก


“...เข้ามาสิ” ผมหลีกทางให้อีกฝ่ายได้ก้าวเข้ามา


“ได้เหรอ” ดวงตาสีน้ำตาลใต้เลนส์แว่นเงยขึ้นมาสบดวงตาสีทองของผมด้วยประกายดีใจ


“ถ้าไม่ได้คงบอกให้เข้ามาหรอก” แค่นี้ยังต้องให้พูดซ้ำด้วยรึไง


“อืม ขอรบกวนด้วยนะ” วิณณ์เดินเข้าไปในห้องและก้าวตรงไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงโดยมีผมก้าวตามไปติดๆ


ความมืดยังคงมืดอยู่เหมือนเดิม เตียงเองก็ยังคงนิ่มและกว้างไม่เปลี่ยน แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้ผมสามารถจมดิ่งไปอยู่ในห้วงนิทราได้ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พยายามมาเป็นชั่วโมง ถ้าให้หาเหตุผลหรือความแตกต่างก็มีอยู่อย่างเดียวคือตอนนี้ข้างผมมีวิณณ์นอนอยู่


กลิ่นไอที่แสนคุ้นเคยกับไออุ่นที่แผ่ออกมายามร่างกายขยับเข้าใกล้ ทุกอย่างเป็นความเคยชินตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมทำได้แค่หวังให้เป็นเป็นความเคยชินไม่ใช่ความต้องการ


เพราะหากมันเป็นความต้องการ...


วิณณ์คงไม่มีสิทธิ์ได้ไปนอนห้องอื่นอีก

............................................................

มาต่อแล้วค่าา

ได้แต่พาทของเบียทรีซครั้งแรกกับฉากของปิศาจค่อนข้างใช้หัวเยอะทีเดียว

จากที่แต่งมาจนจบตอนมีความรู้สึกว่าเบียทรีซนี่นะ...อะไรของนายเนี่ย! 555

แต่ก็เป็นการรู้ความรู้สึกของเบียทรีซที่มีต่อวิณณ์

คู่นี้ช่างน่ารัก เป็นคาแร็กเตอร์พระเอกในแบบที่เราไม่เคยแต่งมาก่อน

เนื้อเรื่องเองก็ไม่หนัก อ่านสบายๆ ตามแนวที่เรามักแต่ง

หวังว่าตอนนี้จะทำให้ทุกคนเข้าใจเบียทรีซกันมากขึ้นนะคะ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจนะคะ

Happy new yearsล่วงหน้าค่ะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5203
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
ติดกลิ่นกันและกันแล้วละซิเนี่ย  :hao3:

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2919
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-0
55555 วิณณ์เป็นคนเด๋อมาก ซื่อมากด้วย
แบบใช้ชีวิตเรื่อยๆ ไม่รู้สึกว่าขาดอะไร
แต่พอมีเข้ามา ก็รู้สึกขาดไม่ได้ซะงั้น
น่ารักดี สมควรแล้วที่เบียทริซจะยอมให้

เบียทริซแพ้ทางวิณณ์มาก คือแต่พูดปกติ
ไม่ต้องทำไรมาก ด้วยท่าท่างซื่อๆ สยบจ้า
แล้วแน่ใจนะ ว่าจะไม่ต้องการ รอดูคืนต่อๆ ไป
 
เอ็นดูความเป็นวิณณ์หนักมากจ้า
ขนาดคุณปู่ที่ไม่กลัวราชาเลยยังชอบ
แล้วราชาจะไม่ชอบได้ยังไง



ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +268/-2
วิณณ์เอ๋ย เสร็จแน่

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
น่ารักจัง hny ค่า

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2346
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
ชอบวิณณ์มากๆ เลย คือจะมีวันไหนที่ไม่ซุ่มซามบ้างนะ


ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +361/-0
⊰บงการ:วันที่7:⊱




กิจวัตรประจำวันในช่วงเช้าของผมมักเริ่มต้นจากการอาบน้ำ ทำอาหารและทานมื้อเช้าก่อนจะออกไปทำงานด้วยรถยนต์ทว่าตอนนี้หลังจากอาบน้ำในห้องน้ำใหญ่ยักษ์เสร็จก็ลงมากินมื้อเช้าฝีมือเชฟกาเนอร์ซึ่งพูดได้คำเดียวว่าอร่อยมาก ในวันแรกอาหารค่อนข้างหนักไปสำหรับผมโดยเฉพาะมื้อเย็นแต่พอวันต่อมากลับทำให้ในปริมาณที่พอดีกับความต้องการของผมได้อย่างน่าทึ่ง


เมื่อมื้อเช้าผ่านพ้นไปสิ่งต่อมาที่ผมต้องทำไม่ใช่การทำงานอันแสนคุ้นเคยแต่เป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าในชีวิตจะต้องมาทำด้วย สิ่งนั้นก็คือ...


“ไม่ใช่การใช้ดวงตาแต่ใช้ประสาทสัมผัสในการรับรู้การเคลื่อนไหว” คำสอนมาพร้อมกับหมัดหนักๆ เวี่ยงผ่านใบหน้าผมไปเพียงไม่กี่มิล ชายร่างกำยำคนนี้คือเตโชเป็นหัวหน้ากองทัพปิศาจกว่า 30,000 ตนที่ทำหน้าที่ฝึกการต่อสู้ให้ผมตามคำสั่งของเบียทรีซซึ่งเป็นราชา


“แฮ่ก...ครับ” ผมหอบเหนื่อยพร้อมพยักหน้าเข้าใจแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการใช้ประสาทสัมผัสแทนการใช้ตาก็ตาม


“บุกเข้ามาบ้างไม่ใช่เอาแต่หลบ” เตโชบอกในจังหวะเตะสูงใส่ผมที่เอาแต่ถอยหลังเบี่ยงตัวหลบอยู่ตลอด


“ครับ” ผมเบี่ยงตัวหลบหมัดก่อนจะสวนกลับด้วยหมัดขาวตรง แน่นอนว่าอีกฝ่ายสามารถหลบได้สบายๆ ราวกับรู้การเคลื่อนไหวของผมอยู่แล้ว


การฝึกต่อสู้นี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 11 โมงของทุกวัน ในช่วงแรกของการฝึกแค่หลบหมัดหนักๆ นั่นก็พานให้ผมล้มก้นกระแทรกพื้นไปไม่รู้เท่าไหร่ ไม่รู้ว่าพักหลังเป็นเพราะเริ่มชินหรือเตโชออมมือให้ผมเลยสามารถหลบการจู่โจมได้มากขึ้นทีละนิด


เมื่อถึงเวลา 11 โมงเสียงนาฬิกาจับเวลาจะดังขึ้นซึ่งสัญญาณนั่นเป็นเหมือนการช่วยชีวิต ผมทรุดตัวลงนั่งบนพื้นหญ้าอย่างหมดสภาพ ทั้งตัวต่างเต็มไปด้วยเหงื่อไหลชุ่มโชก ตัวผมไม่ใช่คนชอบออกกำลังกายนักถ้าไม่ใช่วิชาพละก็อย่าหวังว่าผมจะเคลื่อนไหวร่างกายเลย ครั้งนี้เป็นเพราะดวงตาสีทองสว่างที่จับจ้องมาของเบียทรีซทำให้ผมไม่สามารถปฏิเสธได้จึงต้องมาทนฝึกอยู่ทุกวันแบบนี้


“ใช้สายตามองมากไป การเคลื่อนไหวดูออกง่ายและการโจมตีไร้ซึ่งกำลัง” นี่คือคำแนะนำของเตโชหลังจากจบการฝึกต่อสู้มา 2 ชั่วโมงเต็ม


“...ผมไม่เหมาะกับการต่อสู้จริงๆ ด้วย” ขนาดฝึกมาหลายอาทิตย์แล้วยังไม่มีการพัฒนาเลย


จะว่าไปผมก็รู้ตัวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มฝึกแล้วว่าตัวเองคงไม่ไหว


“ไม่ใช่ไม่เหมาะแต่ตัวเจ้าไม่คิดจะสู้มากกว่า” คำพูดนั่นราวกับล่วงรู้ถึงความรู้สึกภายในของผม


“...ก็ผมไม่ได้อยากทำให้คนอื่นต้องเจ็บนี่” ผมสารภาพไปตามตรง การฝึกต่อสู้มันเหมือนการฝึกเพื่อทำร้ายคนอื่นให้เจ็บตัวซึ่งผมไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น


“การฝึกนี่ไม่ใช่เพื่อให้เจ้าทำร้ายคนอื่นแต่เพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกคนอื่นทำร้าย องค์ราชาบอกไว้เช่นนั้น” เตโชบอกพลางเงยขึ้นขึ้นมองท้องฟ้าที่ดวงอาทิตย์ลอยอยู่เกือบจะเหนือศีรษะพอดี ดวงอาทิตย์ของโลกปิศาจไม่ได้ต่างจากของโลกมนุษย์ ทั้งรูปร่างหรือขนาดก็ใกล้เคียงกัน...ความต่างเดียวที่สัมผัสได้คือแสงจากดวงอาทิตย์ไม่ได้ร้อนเหมือนตอนอยู่โลกมนุษย์


ควรจะใช้คำว่าให้ไออุ่นมากกว่าให้ความร้อนล่ะนะ


“...จะมีใครทำร้ายผม?”


“มีโอกาสเป็นไปได้เพราะเจ้าอยู่ข้างกายองค์ราชาตลอด”


“เบียทรีซยังถูกจ้องเล่นงานอยู่สินะ” นึกว่าพอพลังกลับมาจะไม่มีใครคิดทำร้ายเบียทรีซแล้วซะอีก


“เป็นเรื่องปกติของผู้ครองตำแหน่งราชา ไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นจากที่ใด รู้แค่เมื่อถึงเวลาราชาองค์ต่อไปจะถือกำเนิดขึ้นเองจึงมีปิศาจไม่น้อยที่ไม่ยอมรับและพยายามหาวิธีขึ้นครองตำแหน่งแทน และช่วงที่เพิ่งขึ้นครองตำแหน่งได้ไม่นานนี่แหละเป็นโอกาสดี” เตโชเล่าค่อ


“หมายความว่ายังไง” โอกาสดีเหรอ


“พลังปิศาจในตัวขององค์ราชาตอนนี้ยังไม่ใช่พลังที่แท้จริง ยิ่งอายุมากขึ้นพลังก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ดังนั้นช่วงที่อายุแค่นี้จึงถูกจ้องเล่งงาน”


“อายุแค่นี้? เบียทรีซบอกว่าเขาอายุ 230 ปีแล้วนะ” จะเรียกอายุกว่า 200 ปีว่าอายุแค่นี้?


“230 ปีสำหรับปิศาจถือว่าเป็นวัยรุ่น”


“เอ่อ...งั้นเตโชอายุเท่าไหร่” ผมเอ่ยถามสิ่งที่คาใจออกไป ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกอายุคงราวๆ 30-40 ปีของมนุษย์แต่ถ้าเป็นปิศาจอาจจะอยู่ราวๆ 300-400 ปีได้


เอาล่ะ เมื่อคาดการได้ผมจะไม่ตกใจกับอายุที่ได้ยินแน่นอน


“ปีนี้ข้าอายุ 515 ปี”


“515 ปี?! ขอบโทษที่หยาบคายมาตลอดครับ” ผมเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นนอบน้อมทันที


ว่าจะไม่ตกใจแล้วนะ สุดท้ายก็อดไม่ได้อยู่ดี


พระเจ้า! ปิศาจอายุ 500 ปีอัพหน้าตายังดีขนาดนี้เลย?


“พูดตามปกติเถอะ แล้วเจ้าล่ะอายุเท่าไหร่” พอถูกถามกลับผมก็สะดุ้งเล็กน้อย


ถ้าเป็นที่โลกมนุษย์หากเราอายุน้อยกว่าก็เป็นเรื่องน่าอวดแต่พอมาอยู่ในโลกปิศาจผมกลับไม่อยากบอกอายุตัวเองออกไปเลย แต่ในเมื่อผมเป็นฝ่ายเปิดถามเรื่องอายุก็ควรจะต้องบอก


“...30 ปีครับ” ผมตอบเสียงแผ่วแล้วลอบสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่าย


“เข้าใจเลยว่าทำไมองค์ราชาถึงเป็นกังวลเรื่องเจ้านัก” เตโชเงียบไปไม่นานก็ส่งยิ้มบางๆ กลับมาให้


“เบียทรีซกังวลเรื่องผม?”


“ใช่...ข้าก็เพิ่งเคยเห็นองค์ราชาทำสีหน้ากังวลเช่นนั้น ถ้าหายเหนื่อยแล้วก็ไปหาองค์ราชาก่อนพระองค์จะกริ้วเถอะ”


“กริ้ว? หมายถึงโกรธผมผม?” ทำไมต้องโกรธด้วย


ระหว่างนึกหาคำตอบผมก็ลุกขึ้นยืนบอกขอบคุณและบอกลาเตโชก่อนจะเดินเข้าไปในตัวปราสาท ได้ชื่อว่าเป็นปราสาทขนาดคงไม่เล็กอยู่แล้วแต่นี่ก็ใหญ่เกินกว่าที่ผมเห็นในหนังหลายเท่า ด้วยความสูง 10 ชั้นและขนาดของพื้นที่ทั้งหมดอาจเทียบเท่าอำเภอนึงของไทยเลยด้วยซ้ำ ในวันแรกที่เบียทรีซพาเดินชมยังไม่ใช่ทั้งหมดของปราสาทแต่เป็นการเดินชมคร่าวๆ ถ้าขืนพอเดินให้ครบผมคงสลบคาพื้นกระเบื้องนี่


“สวัสดีครับท่านวิณณ์”


“มีอะไรให้รับใช้บอกได้นะคะท่านวิณณ์”


เสียงทักทายดังขึ้นตลอดทางที่ผมเดินผ่าน บอกตรงๆ ว่าผมไม่รู้เหตุผลที่พวกเขาทักทายผมด้วยน้ำเสียงสุภาพนี้ ตอนเบียทรีซแนะนำฐานะของผมกับแกรนซึ่งเป็นเหมือนเลขาว่าเป็นคนรับใช้ผมเลยค่อนข้างแปลกใจที่ถูกเรียกว่าท่านนำหน้า


สถานที่ที่ผมกำลังเดินไปคือห้องทำงานของเบียทรีซบนชั้น 10 ของปราสาท แทบไม่อยากเชื่อว่าทั้งชั้นจะเป็นของเบียทรีซทั้งหมด ขนาดห้องน้ำยังใหญ่กว่าห้องนอนผมไม่รู้ตั้งกี่เท่า...ไม่แปลกใจเลยที่เขาบอกว่าห้องน้ำบ้านผมแคบ ความจริงห้องน้ำผมก็ขนาดปกติแค่ห้องน้ำของเบียทรีซมันใหญ่เกินกว่าปกติต่างหาก


ห้องทำงานของเบียทรีซอยู่ห้องแรกติดกับบันไดทางลงทำให้หาง่าย ก่อนเข้าไปในห้องผมเคาะประตูไปได้เพียงครั้งเดียวเสียงของคนด้านในก็ดังขึ้นซะแล้ว...


“เข้ามาวิณณ์” เสียงเรียกจากด้านในทำเอาผมแปลกใจได้ทุกครั้ง ทั้งที่ผมไม่ได้ส่งเสียงเรียกแล้วทำไมอีกฝ่ายถึงได้รู้ว่าเป็นผมที่ยืนอยู่กันนะ


“นี่...”


“ทำไมมาช้า” อีกฝ่ายไม่เปิดโอกาสให้ผมได้เอ่ยยิงคำถามมาทันที


“ช้า? พอเลิกผมก็รีบขึ้นมาเลยนะ” ไม่ได้ไปเดินเล่นหรือโอ้เอ้ที่ไหนเดินตรงมาห้องนี้อย่างเดียว


“ใช้เวลา 20 นาที นานไป ครั้งหน้าห้ามเกิน 10 นาที” เบียทรีซมองนาฬิกาบนโต๊ะก่อนเงยหน้าสบตากับผม


คำพูดนั่นไม่ใช่คำเตือนแต่เป็นคำสั่ง


“จะเร่งอะไรผมขนาดนั้น ให้ผมคุยกับเตโชอีกแป๊บไม่ได้เหรอ” ที่มาช้าวันนี้เป็นเพราะคุยกับเตโชนานไปหน่อย


“...สนิทกันแล้ว?” น้ำเสียงเบียทรีซฟังดูนิ่งกว่าปกติชอบกล


“อืม ก็สนิทอยู่ เขาให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพี่ชายเลย” พออยู่ด้วยแล้วรู้สึกพึ่งพาได้


“แล้วข้าล่ะ”


“ฮืม?”


“แล้วข้าให้ความรู้สึกเหมือนอะไร” ดวงตาสีทองสว่างของเบียทรีซจ้องประสานมายังดวงตาสีน้ำตาลใต้เลนส์แว่นของผมเป็นเชิงคาดคั้นเอาคำตอบ


ความรู้สึก...เบียทรีซ?


“...คนเอาแต่ใจ...ละมั้ง” ผมพึมพำหลังจากใช้เวลาคิดสักพัก


“เจ้า!” เสียงตบโต๊ะนั่นทำเอาผมถึงกับสะดุ้ง


“...ตบโต๊ะทำไม”


“ข้าควรปรบมือดีใจงั้นสิ”


“ก็คุณถามเอง...ผมแค่พูดความจริง”


“ไม่มีคำตอบอื่นที่ดีกว่านี้แล้วรึไง” คำพูดนั่นแปลได้ว่าเบียทรีซไม่พอใจกับคำตอบของผมสินะ


“ก็มี...” มั้ง


“รีบว่ามา” เบียทรีซไม่ปล่อยเวลาให้ผมคิดนานนัก


“...เหมือนสุนัขผสมแมว” ตัวใหญ่ ขนฟูนิ่ม อารมณ์ร้อน เอาแต่ใจ เอาใจไม่ถูกทว่าแฝงไปด้วยความอ่อนโยน ใจดีและออดอ้อนในบางครั้ง เหมือนส่วนผสมอันลงตัวระหว่างสุนัขกับแมว


“วิณณ์ เจ้าจะเอาดีในด้านการกวนอารมณ์ข้ารึไง”


“ตอบแบบนี้ก็ยังไม่พอใจเหรอ”


“ข้าดูเหมือนพอใจไหมล่ะ”


“งั้นคุณอยากให้ผมตอบยังไงล่ะ” ผมถามออกไปตามตรง อยากรู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายคาดหวังคำตอบจากผมนั้นคืออะไรกันแน่


“...” ไม่เพียงไม่ได้คำตอบแต่เบียทรีซยังแผ่บรรยากาศแปลกๆ ออกมาอีก อีกฝ่ายทำหน้าคล้ายหงุดหงิดก่อนจะทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ทำงานอีกครั้ง


ท่าทางแบบนั้นหรือว่าเบียทรีซเองก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกันรึเปล่านะ


ไม่รู้ว่าต้องการคำตอบแบบไหนกันแน่


“นี่เบียทรีซ” ผมเรียกอีกฝ่ายที่ถือกระดาษแผ่นยาวขึ้นมาอ่าน


“ไปนั่งเงียบๆ อย่ากวนข้า”


“ผมจะได้กลับไปโลกมนุษย์เมื่อไหร่เหรอ”


กึก!


แผ่นกระดาษในมือยับยู่ยี่ด้วยแรงของมือที่เกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมของราชาปิศาจหันมามองผมพร้อมแผ่บรรยากาศหนักๆ ออกมากว่าเดิมหลายเท่า ความไม่พอใจปนหงุดหงิดสื่อผ่านสายตาออกมาได้โดยไม่ต้องพึ่งคำพูดใดๆ ด้วยซ้ำ


“เจ้าพูดว่าอะไรนะ” น้ำเสียงเย็นๆ นั้นทำเอาผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกแช่แข็ง


“เอ่อ...ผมถามว่าจะได้กลับโลกมนุษย์เมื่อไหร่เหรอ” ตั้งแต่มายังโลกปิศาจนี่ก็ผ่านไปหลายอาทิตย์แล้ว ผมมาที่นี่โดยไม่รู้เรื่องอะไรนักซึ่งผมคิดว่าเบียทรีซอยากให้ผมมาเห็นโลกปิศาจในฐานะที่มีเลือดของปิศาจอยู่ครึ่งนึง ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าจะได้เวลาที่ผมจะต้องกลับไปแล้ว


“จะกลับทำไม”


“...คุณไม่ได้แค่พาผมมาดูโลกปิศาจเหรอ”


“ข้าพูดแบบนั้น?” อีกฝ่ายถามกลับ


“ก็เปล่า” ผมส่ายหน้า เบียทรีซไม่ได้พูดจริงๆ นั่นแหละ


“ตราบใดที่ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าไป เจ้าก็ต้องอยู่” คำสั่งจากเบียทรีซเป็นเรื่องปกติทว่าครั้งนี้น้ำเสียงกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย คล้ายจะอ่อนลงก็ไม่เชิง


“แต่ผมต้องกลับไป...”


“ข้าถึงถามไงว่าจะกลับไปทำไม!” เบียทรีซตะหวาดลั่นคล้ายหมดความอดทน พลังปิศาจของเบียทรีซแผ่กระจายออกมาเต็มห้องสร้างความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก


“...คุณโกรธอะไร”


“ตอบคำถามข้า” อีกฝ่ายกดเสียงต่ำเมื่อไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ


“ผมต้องกลับไปทำงาน...”


“สก๊อตไล่เจ้าออกแล้ว” เบียทรีซพูดแทรก


“เรื่องนั้นผมรู้ ผมเลยต้องกลับไปหางานอื่นทำ...คุณก็รู้ว่าผมมีหนี้อยู่ต้องทำงานเพื่อจะหาเงินมาใช้หนี้ให้หมด” ดังนั้นผมจึงต้องกลับไป ถ้าอยู่ที่นี่แล้วผมจะหางานและหาเงินไปใช้หนี้ได้ยังไงล่ะ


“เหตุผลที่จะกลับไปมีแค่หนี้ใช่ไหม”


“...ใช่” ผมคิดสักพักก่อนพยักหน้าตอบไปตามตรง เพราะต้องใช้หนี้เลยจำเป็นต้องกลับไปแต่ถ้าไม่มีหนี้ผมอาจจะขออยู่ที่โลกปิศาจนี่อีกสักพักไม่ก็จนกว่าเบียทรีซจะบอกให้กลับ


ผมไม่มีครอบครัวเหลืออยู่อีกแล้ว และไม่มีเพื่อนที่สนิทถึงขนาดให้มานั่งนึกถึง ถ้าจะนึกถึงคงเป็นพี่ๆ ในที่ทำงานซึ่งคอยดูแลผมมาตลอด สำหรับผมในตอนนี้คนที่สนิทด้วยที่สุดคงเป็นเบียทรีซ พวกเราอยู่ด้วยกับทุกวันเรียกว่าแทบจะ 24 ชั่วโมงก็ไม่ผิด


ความผูกพันแปลกๆ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีครอบครัวอีกครั้ง


ครอบครัว?


จริงด้วย


“ครับครัวไง!” ผมหลุดปากออกไปเมื่อคิดคำตอบได้


“ฮะ? อะไรของเจ้า” อีกฝ่ายทำหน้างงทันทีที่ได้ยิน


“เบียทรีซถามใช่ไหมว่าคุณให้ความรู้สึกเหมือนอะไร...ครอบครัว คุณเป็นเหมือนครอบครัวของผม” คำตอบของไม่รู้ว่าจะทำให้เบียทรีซพอใจได้ไหมแต่พลังปิศาจที่ทรงพลังหายไปหมดในพริบตาเดียว ทั้งห้องเลยรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาทันตา


“หึ...ก็ยังดีกว่าหมาแมวกับคนเอาแต่ใจละกัน” ใบหน้าอันหล่อเหลาเบนไปอีกฝั่งทำให้ผมไม่อาจเห็นสีหน้าของเบียทรีซได้


“อืม” ผมหลุดยิ้มออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่สงบลงของเบียทรีซ


“เจ้าบอกว่าจะกลับไปใช้หนี้สินะ”


“ใช่...ยังเหลือหนี้อยู่อีกเยอะเลย”


“ถ้าเหตุผลเป็นเรื่องหนี้ก็เลิกพูดซะ ข้าใช้หนี้ให้หมดแล้ว”


“ฮะ?!” ผมถึงกับทำหน้าเหว๋อยามได้ยินประโยคนั้น


ใช้หนี้ให้หมดแล้ว?


หมายถึงหนี้ของผมน่ะนะ


“ต้องให้ข้าอธิบายขยายความอีกเหรอวิณณ์” เบียทรีซถามกลับ


“คุณใช้หนี้แทนผม?”


“ใช่ ตามนั้น เพราะงั้นเลิกพูดเรื่องกลับโลกมนุษย์” พูดจบอีกฝ่ายก็หยิบกระดาษใบเดิมที่มีรอยยับอยู่ตรงขอบกระดาษขึ้นมาอ่าน


“เดี๋ยวก่อน คือ...ผมขอบคุณที่ใช้หนี้ให้นะ แต่แบบนี้มันไม่ได้นะ ไม่ถูกด้วย” ผมพยายามเรียบเรียงคำพูดในหัวแต่สุดท้ายก็เอ่ยออกมาแบบไม่ประติดประต่อซะงั้น


“อะไรที่ไม่ได้ และอะไรที่ไม่ถูก” เบียทรีซหมุนเก้าอีกมาเผชิญหน้ากับผมตรงๆ อีกครั้ง


“ก็ที่คุณมาใช้หนี้ให้ไง มันเป็นหนี้ที่ผมสร้างขึ้นเพาะงั้นผมควรจะเป็นคนรับผิดชอบใช้จนกว่าหนี้นั้นจะหมด อีกอย่างจำนวนมันได้น้อยๆ ด้วย”


“แค่เศษเงินสองล้าน ยังไงเรื่องนี้สก๊อตก็จัดการให้เรียบร้อยไปแล้ว” ผมถึงกับเบิกตากว้างภายใต้เลนส์แว่น เพิ่งจะเคยเจอคนที่บอกว่าเงินสองล้านเป็นแค่เศษเงินก็คราวนี้แหละ


“ถึงคุณจะบอกแบบนั้นแต่ผม...ผมจะใช้คืนคุณ” ผมเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อคิดหาทางออก ทางเดียวที่คิดได้คือต้องใช้หนี้เบียทรีซนี่แหละ


“ใช้คืนข้า? ยังไง” อีกฝ่ายดูจะสนใจกับคำว่าใช้คืนมากทีเดียว


“...ผมจะหางานทำเพื่อใช้หนี้”


“ได้ จากนี้เจ้าเป็นคนรับใช้ข้าอย่างเป็นทางการ”


“ดะ...เดี๋ยว...”


“อะไรอีก ไม่ต้องห่วงถ้าเจ้าทำหน้าที่ได้ดีข้าจะให้ค่าแรงเพิ่ม”


“ผมไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นแต่ให้ผมทำงานที่นี่เหรอ”


“แล้วเจ้าอยากทำที่ไหน คนรับใช้ข้าถ้าไม่อยู่กับข้า เจ้าจะอยู่ในคอกม้ารึไง” เบียทรีซเท้าคางระหว่างพูด


“ก็เปล่า...ขอฝากตัวด้วยครับ” ผมบอกพร้อมก้มหัวลง ในเมื่อเป็นโอกาสที่จะได้ทำงานแถมยังได้เงินใช้หนี้ผมก็ไม่ควรเรื่องมาก


“ดี”


“เอ่อ...แล้วจะให้ผมทำอะไร” คนรับใช้นี่คือให้คอยรินน้ำชา ปัด กวาด เช็ด ถูแบบนี้ใช่ไหมนะ


“เจ้าทำอะไรได้บ้างล่ะ”


“ผมไม่ค่อยมั่นใจเรื่องการชงชาหรือทำความสะอาดสักเท่าไหร่...”


“หึ ข้ารู้อยู่แล้ว ขืนให้เจ้าชงชา ยกมาคงได้ตกแตกตั้งแต่ชั้นแรก ให้ทำความสะอาดเดี๋ยวก็ได้มีลื่นล้มหน้าคะมำไปถังน้ำหกนองเต็มพื้นเสียเวลาทำความอีกรอบเปล่าๆ”


ผมถึงกับสะอึกเพราะเบียทรีซพูดได้แทงใจมาก เขาคงสังเกตจากการอยู่ด้วยกันมาเป็นเดือน ช่วงทำความสะอาดจะเป็นช่วงที่เหนื่อยมากเนื่องจากผมเป็นคนที่ซุ่มซ่ามเป็นทุนเดิมพอต้องมาถูกบ้านที่ลื่นๆ ก็จะจบลงด้วยการลื่นล้มอยู่ทุกครั้งไป


“แต่ถ้าเป็นงานพวกตัวเลขผมทำได้นะ อย่างการลงบัญชีหรือเปรียบเทียบข้อมูลเชิงสถิติ” ผมรีบบอกงานที่ตัวเองสามารถทำได้ดีออกไป เบียทรีซอยู่ด้วยกันกับผมแค่ที่บ้านเลยไม่เห็นตอนที่ผมทำงานถ้าเป็นงานตัวเลขผมค่อนข้างมั่นใจมากทีเดียว


“ฮืม งั้นลองอธิบายนี่ได้ไหมล่ะ” เบียทรีซหยิบกระดาษสองใบบนโต๊ะยื่นมาให้ผม เมื่อก้มมองกระดาษในมือก็เป็นตารางตัวเลขเปรียบเทียบแต่ละรายการตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ส่วนอีกใบเป็นบัญชีเกี่ยวเนื่องกับใบแรก


“เป็นตารางการเปรียบเทียบผลผลิต...ดูจากชื่อน่าจะเป็นผลผลิตทางการเกษตร ในไตรมาสแรกมีการซื้อพวกเมล็ดและต้นอ่อนมาเพื่อทำการเพาะปลูกแต่ดูจากอัตราการเติบโตจนกระทั่งสามารถมาขายได้คิดเป็นอัตรา 1 ต่อ 3 นั่นหมายความว่าต้องมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้มีเพียงพืชส่วนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถเติบโตได้” ผมอธิบายให้เบียทรีซฟังหลังมองกระดาษสองใบในมือได้ไม่นาน


“ใช้ได้นี่ ดีเลยข้ายิ่งเบื่อที่ต้องมานั่งพลิกไปพลิกมา จากนี้ข้าจะให้เจ้าจัดการสรุปเอกสารเกี่ยวกับตัวเลขทั้งหมดปะหน้ามาให้ข้า”


“ได้ ผมจะทำให้ โอ๊ะ...นั่นเป็นถนนเหรอเบียทรีซ” สายตาผมเหลือบไปเห็นหมู่บ้านด้านล่างปราสาทผ่านทางกระจกใส บนชั้น 10 ของปราสาทนี่สามารถมองเห็นหมู่บ้านที่อยู่ถัดลงไปได้ครอบคลุมเกือบทั้งหมด มองจากตรงนี้เห็นเพียงเงาของปิศาจลางๆ


“นั่นเป็นตลาดที่ยาวที่สุดของโลกปิศาจ” เบียทรีซลุกขึ้นมามองยังจุดที่ผมสงสัยก่อนจะตอบ


“ตลาดเหรอ” คงคล้ายกับถนนคนเดินของโลกมนุษย์ละมั้ง


น่าไปจัง


“เสียงดัง วุ่นวาย ปิศาจเยอะ น่ารำคาญด้วย” พูดจบอีกฝ่ายก็เดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม


“งั้นผมขอออกไปเดินดูได้ไหม”


“...เจ้าจะไป?”


“อืม ผมชอบเดินพวกตลาด อีกอย่างหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาผมอยู่แต่ในปราสาทอยากลองออกไปข้างนอกดู อ๊ะ...ไม่ต้องห่วงนะผมจะทำงานให้เสร็จก่อนแล้วค่อยออกไปเดินเย็นๆ” ผมรีบอธิบายเพราะนึกได้ว่าตัวเองมีงานต้องจัดการอยู่


“เจ้าคิดจะไปคนเดียว?” เบียทรีซถามอีก


“อืม คุณดูไม่ชอบนี่หรือผมชวนคนอื่นไปด้วยดี...”


“ข้าจะไป” ไม่รอให้ผมพูดจบประโยคเบียทรีซพูดแทรกขึ้นมาทันที


“...แต่เมื่อกี๊” บ่นมาซะขนาดนั้น


“ให้เจ้าไปคนเดียวได้ถูกคาบไปกินแน่”


“ผมไม่ใช่กระดูกนะ”


“หึ กระดูกอ่อนน่ะสิ...เด็กน้อยเพิ่งหัดคลานอย่างเจ้าน่ะ”


“ก็ถึงบอกว่าผมจะชวนคนอื่น...”


“ข้าบอกแล้วไงว่าจะไป” เป็นอีกครั้งที่อีกฝ่ายพูดขัดผมด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด


หรือว่าความจริงเบียทรีซจะชอบเดินตลาด?


“เข้าใจแล้ว ไปด้วยกันเถอะ ต้องสนุกแน่เลย”


ได้เดินตลาดกับเบียทรีซด้วย


หลังจากนั้นผมตั้งหน้าตั้งตาสรุปเอกสารบนโต๊ะของเบียทรีซอยู่หลายชั่วโมงทว่าแกรนซึ่งเป็นเหมือนเลขาของเบียทรีซกลับให้ปิศาจรับใช้เอาเอกสารบึกใหม่มาวางเพิ่ม กะด้วยสายตาไม่มีทางที่ผมจะทำเสร็จได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ต่อให้ผมสามารถทำเสร็จแต่กว่าเบียทรีซจะอ่านและจัดการต่อคงจะใช้เวลานานพอดู


สงสัยคงต้องไปตลาดพรุ่งนี้แล้วสิ


“...วิณณ์ วิณณ์!”


“ครับ? ผมทำเอกสารนี้ใกล้เสร็จแล้วรอแป๊บนะ” ผมรีบรวมรวมสติให้กลับมามีสมาธิกับงาน เอาแต่คิดฟุ้งซ่านแบบนี้งานคงจะเสร็จให้กรอก


“หยุดทำแล้วลุกขึ้น” คำพูดนั้นทำให้ผมที่นั่งทำเอกสารอยู่ตรงชุดโซฟาด้านในของห้องหยุดมือแล้วลุกตามที่อีกฝ่ายสั่ง


“ผมทำช้าเหรอ”


“ข้าบอกแบบนั้นรึไง”


“ก็เปล่าแต่...”


“เลิกแต่ จะไปไม่ใช่รึไงตลาดน่ะ” เบียทรีซพูดตัดบท


“แต่งาน...”


“ข้าบอกว่าเลิกแต่ไงวิณณ์”


“...อืม” ผมเม้มปากตัวเองแน่นไม่ให้เผลอพูดคำว่าแต่ออกไปอีก


“จะไปก็รีบมา” เบียทรีซเดินไปเปิดประตูระหว่างเรียกผมที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่


“คุณจะไปทั้งแบบนี้เหรอ” ผมก้าวเข้าไปหาพร้อมเอ่ยถาม


“หมายถึงอะไร”


“เอ่อ...อยู่ในรูปร่างเหมือนก่อนหน้านี้ได้ไหม” พอจบคำพูดผมคิ้วทั้งสองข้างของเบียทรีซก็ขมวดเข้าหากันแน่น


“คิดจะให้ข้าอยู่ในร่างแสนอ่อนแอนั่น?”


“...ไม่ได้เหรอ” ผมถามเสียงเศร้าพลางประสานสายตากับเบียทรีซ


“...” ความเงียบจากอีกฝ่ายทำเอาผมไปต่อไม่ถูก


“เอ่อ...ถ้าคุณไปเดินในร่างนี้ทุกคนต้องรู้ว่าคุณเป็นราชาแน่ คือผมอยากเดินตลาดแบบปกติ แบบว่าอยากซึบซับวัฒนธรรมของโลกปิศาจ” เพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบไปมากกว่านี้ผมจึงอธิบายเหตุผลทุกอย่างออกมาโดยหวังว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจคำพูดงงๆ ของผม


“หยุดพูดแล้วไปสักที” นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายก่อนเบียทรีซจะเดินนำผมลงไปจนถึงชั้น 1


ชั้นแรกของปราสาทไม่ได้มีห้องย่อยมากมายเหมือนชั้นอื่นแต่เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ยักษ์กับบันไดหรูหราเชื่อมขึ้นไปยังชั้น 2 ประตูของปราสาทเองถ้าเปิดเข้ามาก็จะเห็นบันไดอยู่ด้านใน ผมเดินตามเบียทรีซก้าวผ่านทางเดินอันขนาบข้างไปด้วยสวนสีเขียวขจีจนถึงประตู้รั้วของปราสาท


รั้วซี่เล็กๆ นี่มองเผินๆ อาจดูเหมือนสามารถบุกเข้ามาได้ง่ายๆ ทว่าความเป็นจริงกลับไม่ใช่ หน้าหน้ารั้วปราสาทมีคน ไม่สิ...ต้องบอกว่ามีปิศาจยืนคอนตรวจตราอยู่ 24 ชั่วชั่วโมง พวกเขาเป็นปิศาจในทัพของเตโชที่ผลัดเวรกันเฝ้าปราสาทแห่งนี้ พวกเราสามารถเดินออกไปได้ง่ายๆ เพราะมีเบียทรีซ แถมเหล่าทหารยังจะของตามมาคอยอาลักขาอีก แน่นอนว่าถูกเบียทรีซปฏิเสธไป


ด้านล่างของปราสาทเป็นทางเดินทอดยาวลงไปถึงตัวเมือง ระหว่างเดินอยู่เบียทรีซในร่างหนุ่มสุดหล่อเหลาก็กลายร่างกลับเป็นสัตว์ขนยาวสีดำตัวยกษ์ที่มีเขาสองข้างงอกขึ้นมาจากหัวท่ามกลางความตกใจของผม


นึกว่าจะไม่ยอมอยู่ในร่างนี้ซะอีก


“คิดถึงจังเลย” ผมเอ่ยพร้อมโผลเข้ากอดขนสีดำยาวแสนนุ่มนิ่ม ซุกไซร้ใบหน้าลงบริเวณแผงคอแล้วถูไถจนแว่นเกือบตก


“เจ้านี่...รู้สึกจะชอบร่างนี้ของข้าเหลือเกินนะ” เรียวปากสีดำยาวบ่นผมเสียงเอือม


“อืม ชอบที่สุดเลย” ผมพยักหน้าขณะซุกหน้าอยู่


“...จะไปไหมตลาดน่ะ” นิ่งไปไม่นานอีกฝ่ายก็ถามเสียงนิ่ง


“ไปสิ แต่ขออีกแป๊บ...”


“แป๊บของเจ้ามันเชื่อไม่ได้”


“คิก...” ผมหลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ยิน


“หัวเราะอะไร”


“ไม่ได้ยินมาตั้งนานแล้วประโยคนี้” เมื่อก่อนได้ยินเกือบทุกวันแต่พอมาอยู่ที่โลกปิศาจนี่ก็ไม่ได้ยินเลย


“ปล่อยข้า แล้วเดินสักที”


“ขี่หลังได้ไหม” ผมต่อรอง


“อยากถูกข้าขย้ำนักใช่ไหมวิณณ์”


“คิก ครับๆ เลิกแล้วก็ได้” ผมยอมผละออกมาจากขนสีดำฟูฟ่องด้วยความเสียดาย



(มีต่อ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +361/-0
(ต่อนะคะ)


ถัดจากเส้นทางลาดลงจากปราสาทก็เข้าตัวเมือง ถนนเส้นเดิมที่ปราศจากผู้คนจนถึงก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยร้านค้าขนาบยาวเต็มสองข้างของถนนยาวจนสุดสายตา ขนาดในโลกมนุษย์ยังหาตลาดที่ยาวขนาดนี้ไม่ได้เลย เหล่าปิศาจพากันเดินจับจ่ายซื้อของไม่ต่างกับมนุษย์ถ้าไม่ติดที่รูปลักษณ์ภายนอกละก็นะ


ร่างของสัตว์ขนฟูสีดำไม่ได้ดูดโดนเด่นแต่กลืนไปกลับฝูงปิศาจที่มีรูปลักษณ์เป็นเอกลักษณ์ต่างกันไป อย่างร้านขายเมล็ดพรรณพืชที่ผ่านมาเจ้าของร้านเป็นกระรอกยักษ์ที่สามารถพูดตอบโต้กับปิศาจอีกตนได้อย่างคล่องแคล่ว


“จะว่าไปปิศาจนี่พูดและเขียนภาษามนุษย์เหรอ” อาจดูช้าไปที่เพิ่งมาเอะใจทั้งที่นั่งอ่านเอกสารสรุปให้เบียทรีซมาครึ่งค่อนวัน


“ก็ไม่ผิดแต่ก็ไม่ถูก...ทำหน้างงแบบนั้นข้าต้องอธิบายเพิ่มสินะ” เบียทรีซสังเกตสีหน้าผมเพียงชั่วครู่ก็รู้ได้ทันควัน


“อืม” ผมพยักหน้ารัวๆ


“พวกข้ามีภาษาเป็นของตัวเองแต่ตอนคุยกับมนุษย์สามารถปรับให้เข้าใจกันได้”


“ปรับอะไร ผมก็ทำไม่เป็นนะแต่สามารถเข้าใจที่คุณพูดรวมถึงอ่านได้ด้วย”


“พวกลูกครึ่งอย่างเจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ด้วยสายเลือดของปิศาจสารสามารถสื่อสารกับพวกเดียวกันได้โดยไม่ต้องฝึกเขียนหรืออ่าน อักษรที่เจ้าเขียนสรุปให้ข้าก็เป็นอักษรของปิศาจ ไม่รู้ตัวเลยรึไง” เบียทรีซหันมามองผม


“แฮะๆ ไม่ทันสังเกตเลยแหละ”


“มันเป็นการทำด้วยสัญชาตญาณ”


“...อืม” สรุปคือทำไปโดยไม่รู้ตัวสินะ


“เจ้าห้ามเดินไปไกลจาก...วิณณ์!” เสียงเรียกชื่อดังก้องทางเดินเมื่อผมที่ควรจะอยู่ข้างเบียทรีซกลับเดินตรงไปยังร้านขายผลไม้...รึเปล่านะ


ที่ผมไม่แน่ใจเพราะรูปร่างแม้จะดูคล้ายผลไม้บ้านเราแต่มีความแปลก อย่างลูกสีน้ำเงินคล้ายบูลเบอร์นี่มีขนาดเท่าส้มแถมยังมีจุดสีขาวๆ อีก


“อันนี้ลูกอะไรเหรอครับ” ผมเอ่ยถามแม่ค้าที่มีหัวเป็นมนุษย์แต่แขนสองข้างเป็นปีกคล้ายนก


“เป็นลูกเบอร์บลูน่า รสชาหวานอมเปรี้ยว ถ้าได้ลองชิมรับรองจะติดใจ” แม่ค้าตอบด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร


“น่าอร่อยจัง เท่าไหร่ครับ”


“50 ปิซาจ้า”


“ปิซา? เอ่อ...เบียทรีซ” ผมหันกลับขอความช่วยจากเบียทรีซที่เดินทำหน้าตึงในร่างสัตว์สี่เท้าเข้ามาใกล้


“ถ้าไม่ฟังข้า ครั้งหน้าข้าจะล่ามโซ่เจ้า” เบียทรีซพูเสียงแข็ง


“ได้สิ ให้ผมจูงใช่ไหม”


“...” สายตาเอือมๆ ถูกส่งมาให้แทบจะทันหลังจากผมพูดจบประโยค


“ขอยืมเงินหน่อยได้รึเปล่า” ผมถามเสียงค่อย รู้ว่าไม่ดี...เป็นหนี้อยู่ตั้งเยอะแล้วยังจะมาขอเงินอีก


“หยิบในเสื้อข้า” อีกฝ่ายพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ระหว่างพูด คงจะปลงกับผมละมั้ง


เบียทรีซอยู่ในร่างเหมือนตอนอยู่ในโลกมนุษย์ก็จริงแต่นอกจากจะมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าแล้วบนตัวยังสวมเสื้อกั๊กสีดำขลิบทองอยู่ด้วย ผมเอื้อมมือไปล้วงตรงบริเวณกระเป๋าและหยิบแบ็งค์ออกมาหนึ่งใบ


“ขอบคุณนะ เดี๋ยวผมจะรีบใช้คืน ขอลูกนึงครับ” ผมบอกเบียทรีซเสร็จก็หันไปหยับผลไม้รูปร่างแปลกตาขึ้นมาหนึ่งลูกพร้อมยื่นแบ็งค์หนึ่งพันส่งไปให้ เมื่อได้รับเงินทอนผมเอาคืนไว้ในกระเป๋าเสื้อของเบียทรีซ ผลไม้ลูกสีน้ำเงินลายจุดสีขาวถูกงับเข้าไปคำใหญ่ ความหวานอมเปรี้ยวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก


ช่างเป็นรสชาติที่กลมกล่อมอะไรขนาดนี้


“ทำหน้าฟินเชียว”


“อร่อยมาเลย คุณลองสักคำไหม” ผมถามพลางยืนผลไม้ไปตรงหน้า


“ไม่”


“คุณไม่ชอบเหรอ”


“แค่ไม่อยากกิน”


“งั้นคุณชอบกินอะไร” ผมเปลี่ยนคำถาม


“เนื้อ” เป็นคำตอบที่พอจะเดาได้อยู่แล้ว


“นอกจากเนื้อล่ะ ที่โลกปิศาจมีของขึ้นชื่อไหม” ผมถามต่ออีก ตอนนี้พวกเราเดินไปเรื่อยๆ ตามถนนซึ่งทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา


“เนื้อมนุษย์ไหมล่ะ”


“ไม่เอาแบบนั้นสิ” นี่กะแกล้งผมชัดๆ


“มีอันนั้น” เบียทรีซหันหน้าไปยัง้านอาหารซึ่งพ่อครัวกำลังผัดของบางอย่างบนกระทะส่งกลิ่นหอมยั่วยวนลอยมาแต่ไกล ปริมาณลูกค้าที่รอคิวอยู่นั้นยาวจนหาปลายแถวไม่เจอ


“คนเยอะจัง แต่กลิ่นหอมน่ากินมากเลย” ผมรับรู้ได้โดยกลิ่นว่าอาหารนั้นต้องอร่อยมากแน่


“เป็นร้านขึ้นชื่อ”


“คุณเคยกิน?”


“แน่นอนสิ”


“เบียทรีซก็ต้องมาต่อแถวด้วยเหรอ” ลองนึกภาพราชาปิศาจมาต่อแถวรออาหารก็เป็นภาพที่น่าดูไม่เลวทีเดียว


“ระดับข้าไม่ต้องมารอต่อหรอก ถ้าข้าอยากกินข้าต้องได้กิน เดี๋ยวนั้นด้วย” ช่างเป็นความเอาแต่ใจ สมกับที่เป็นราชาเลยน่ะนะ


“แปลว่าอร่อยมากใช่ไหม” ผมถามอีก


“ประมาณนั้น”


“งั้นผมจะไปต่อคิวนะ” เดินไปได้ไม่ถึงสิบก้าวก็ต้องวกกลับมาหาเบียทรีซอีกรอบ


“ลืมเงินล่ะสิ” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงรู้ทัน


“แฮะๆ อืม”


“ถ้าอยากกินเดี๋ยวข้าจัดการให้ ไม่ต้องเสียเวลารอด้วย”


“ไม่ต้องหรอก การรอน่ะจะทำให้อาหารอร่อยขึ้นนะ” ผมปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม จริงอยู่ถ้าเป็นเบียทรีซคงจะสามารถซื้อมาได้โดยไม่ต้องรอต่อคิวยาวเหยียดแต่ถ้าเราได้มาง่ายๆ คงไม่รู้สึกอิ่มเอมยามลิ้มรสหรอก


“จะแปลกไปถึงไหนวิณณ์”


“ถูกเบียทรีซชมด้วย”


“เจ้าฟังยังไงว่าเป็นชมเนี่ย”


“ไม่ใช่เหรอ”


“ก็ไม่ใช่น่ะสิ จะไปต่อคิวก็ไปซะ ข้าจะรออยู่หัวคิวนี่ ขี้เกียจเดิน” เบียทรีซบอกพลางนั่งรอบนพื้น


“ได้เลย!”


ท้ายแถวอยู่ห่างจากร้านไปพอสมควรแต่ดูจากความเร็วในการขยับน่าจะใช้เวลาไม่นานนักกว่าจะถึงคิวผม เสียงเอะอะดังขึ้นจากทางด้านหลังซึ่งผมไม่ได้สนใจอะไรนักเนื่องจากที่นี่เป็นตลาด ถ้าเงียบกริบนี่สิค่อยหน้าหันไปมองหน่อย คิดแบบนั้นได้ไม่กี่วินาทีคอผมก็ถูกล็อคจากทางด้านหลังพร้อมมีดด้ามเงินที่จ่อเข้าบริเวณลำคอแล้วลากผมไปด้านหลัง


ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าเรื่องเป็นมายังไงผมจึงได้แต่เงียบเผื่อจะรับรู้สถานการณ์ได้มากขึ้น ปิศาจที่จับผมน่าจะเป็นพวกครึ่งสัตว์รับรู้ได้จากขนสีน้ำตาลที่ปกคลุมท่อนแขนระหว่างล็อคคอผมไว้


“ถ้าไม่อยากให้เด็กนี่ตายก็ไปตามราชามาซะ!” คนด้านหลังตะโกนลั่นตลาดท่ามกลางความตกใจของปิศาจโดยรอบ


“เอ่อ...ถ้าจะหาราชาทำไมไม่ไปที่ปราสาทล่ะครับ” ผมพึมพำถามเสียงเบา


มาตะโกนตรงนี้คนในปราสาทก็ไม่รู้ด้วยหรอก


“คิดว่าข้าไปมากี่รอบแล้วล่ะ ไอ้พวกยามเฝ้าประตูนั่นไม่ยอมให้เข้าไปสักที”


“...คุณเลยจะใช้ตัวประกัน?” เพราะไม่ยอมให้พบเลยต้องหาวิธีเรียกราชาออกมาสินะ


“ไม่ได้จะทำให้บาดเจ็บหรอก อดทนจนกว่าราชาจะออกมาละกัน” อีกฝ่ายกระซิบบอกเสียงเบาคล้ายจะไม่ให้ปิศาจตนอื่นได้ยิน
หรือว่าปิศาจตนนี้ไม่ได้คิดจะทำร้ายแต่มีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับเบียทรีซจริงๆ


“นี่...คือว่า...”


“คิดจะทำอะไร” เสียงอันทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมร่างของเบียทรีซที่ก้าวออกมายืนเผชิญหน้ากันตรงๆ รูปลักษณ์ของสัตว์สี่ขาก่อนหน้านี้กลับมาเป็นร่างหล่อคมคายเหมือนเดิมแล้ว


“องค์ราชาเสด็จ!”


“องค์ราชามานี่?!”


เสียงปิศาจโดยรอบดังอื้ออึงก่อนปิศาจเหล่านั้นจะก้าวถอยหลังไปให้ห่างจากเบียทรีซมากขึ้นราวกับรับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิด ดวงตาสีทองสว่างจับจ้องไปยังปิศาจที่จับผมไว้เป็นตัวประกันนิ่งๆ ความนิ่งนั่นมาพร้อมกับพลังปิศาจค่อยๆ แผ่ออกมาจากร่างของเบียทรีซปกคลุมบริเวณโดยรอบจนรู้สึกอึดอัด


“ออกมาก็ดีแล้วราชา ข้ามีเรื่องจะพูด” แม้จะเอ่ยออกไปได้จบประโยคแต่ไม่สามารถซ่อนอาการสั่นของร่างกายได้ พลังของเบียทรีซทำให้ปิศาจทุกตนรู้ถึงความแตกต่างของพลังได้โดยไม่ต้องสู้


“ข้าไม่คิดจะฟังเจ้า ปล่อยหมอนั่น” เบียทรีซก้าวเข้ามาใกล้มาขึ้น


“ไม่ปล่อย ข้าจะปล่อยต่อเมื่อท่านฟังเรื่องที่ข้าจะพูด” ฝ่ายถูกกดดันก้าวถอยหลังพร้อมกระชับวงแขนที่ล็อคคอผมแน่นกว่าเดิม การกระทำนั่นส่งผลให้พลังปิศาจอัดแน่นเป็นทวีคูณ ปิศาจระดับต่ำล้มทรุดตัวลงกับพื้นคล้ายไม่อาจต้านทานพลังอันมหาศาลได้


“ข้าจะพูดอีกแค่ครั้งเดียว ปล่อยเดี๋ยวนี้” สิ้นประโยคสุดท้ายแขนสั่นๆ ของคนด้านหลังก็คลายออก เบียทรีซคว้าแขนผมแล้วดึงเข้าหาตัวทันที


“เบียทรีซ...”


“ข้าไม่ปล่อยมันแน่” น้ำเสียงแบบนั้นแปลว่าเอาจริง


“หยุดก่อนเบียทรีซ ฟังที่เขาพูดหน่อยเถอะ” ผมพยายามใช้ร่างตัวเองขืนไม่ให้เบียทรีซได้ก้าวต่อ ร่างของปิศาจที่จับผมเมื่อครู่ทรุดลงไปกองอยู่บนพื้นด้วยร่างกายสั่นเทิ้มอย่างน่าสงสาร


“ทำไมข้าต้องฟังคนที่กล้ามามาให้คนของข้าได้เลือดด้วย” เบียทรีซบอกพลางใช้นิ้วเกลี่ยเบาๆ บริเวณลำคอ หยาดเลือดสีแดงซึ่งติดปลายนิ้วคงมาจากมีดที่จ่อคอผมจนถึงเมื่อครู่ จะบอกว่าเป็นความผิดทางนั้นก็ไม่ถูกคงเพราะความกลัวร่างกายเลยสั่น พอสั่นจึงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้จนเผลอโดนผมเข้า


“เขาไม่ได้ตั้งใจ”


“เจ้าเอาอะไรมาวัดกัน”


“เขาเป็นคนบอกเองว่าแค่อยากพบคุณ ถ้าได้เจอคุณก็จะปล่อยผม เชื่อผมเถอะ...นะ” ผมใช้มือดึงเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่นแล้วเงยหน้าขึ้นสบดวงตาสีทองสว่างอย่างร้องขอ


“...เจ้าเชื่อคนง่ายไป” เบียทรีซเงียบไปสักพักก่อนจะพูดต่อ


“เบียทรีซ...”


“ก็ได้แค่ครั้งนี้ เจ้ามีอะไรรีบว่ามา” เบียทรีซหันไปพูดประโยคสุดกับปิศาจตรงหน้า รูปร่างกำยำกับขนสีน้ำตาลปกคลุมนั่นคล้ายกับมนุษย์หมาป่าในนิทานหลายๆ เรื่อง


“...ราชา หมู่บ้านของข้าอยู่บริเวณชายแดนซึ่งตอนนี้กำลังลำบากเนื่องจากไม่มีฝนตกลงมาเป็นเวลานานทำให้แม้แต่การเพาะปลูกก็ไม่สามารถทำได้ ถ้าจะกรุณาช่วยส่งเสบียงให้หมู่บ้านของข้าสักนิดได้หรือไม่ราชา” ฝ่ายนั้นอธิบายพร้อมก้มหัวลงจนแทบจะติดกับพื้น


“เบียทรีซ” ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงเบา อยากรู้ว่าเบียทรีซจะจัดการกับสถานการณ์นี้ยังไง


“เรื่องร้องเรียนต้องเขียนเป็นลายลักอักษรเข้ามาอย่าบอกว่าไม่รู้ล่ะ”


“เรื่องนั้นข้าทราบ และข้าเขียนส่งไปแล้วแต่ท่านก็ทราบว่าหมู่บ้านของพวกข้าอยู่ไกลกว่าท่านจะรับเรื่องและดำเนินการหมู่บ้านของข้าก็อาจ...”


“ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้ เพียงแต่โทษที่เจ้าทำข้าไม่คิดจะละเว้นให้หรอกนะ” อีกฝ่ายถอนหายได้แค่ประโยคแรกก็ต้องกลับมาเกร็งตัวอีกครั้งนึง แผลบริเวณต้นคือผมถูกเกลี่ยคล้ายจะบอกโทษของอีกฝ่ายมาจากเรื่องอะไร


“เบียทรีซผมไม่เป็นไรสักหน่อย อย่าทำโทษเขาเลย” ผมบอกเบียทรีซ


“คนที่จะตัดสินว่าเป็นหรือไม่เป็นคือข้าไม่ใช่เจ้าวิณณ์”


“...ขอโทษ” ผมก้มหน้าลงเพื่อหลบสายตานั่น


เบียทรีซในตอนนี้น่ากลัว


ผมไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เขาโกรธได้ขนาดนี้


“เสบียงเจ้าเข้าไปเอาในปราสาทได้ตามที่ต้องการ และโทษของเจ้าคือขนกลับไปด้วยตัวเองข้าจะไม่ให้คนไปช่วยเจ้า” พูดจบเบียทรีซก็หมุนตัวเดินกลับ แถมยังดึงแขนผมให้ตามไปติดๆ


“ขอบคุณท่านมาก ราชาที่ทรงเมตตา!” เสียงขอบคุณดังแว่วมาจากด้านหลัง


“คุณใจร้ายเกินไปรึเปล่า” ผมเอ่ยถามขณะเดินตามเบียทรีซกลับปราสาท


“ใจร้าย?”


“ให้เขาคนเดียวแบกเสบียงของคนทั้งหมู่บ้านจะไหวได้ยังไง” เป็นโทษที่หนักเกินไป


“เจ้ารู้ไหมว่าเจ้านั่นเป็นปิศาจ”


“รู้สิ” แค่รูปลักษณ์ภายนอกก็รู้แล้ว


“งั้นรู้รึเปล่าว่าปิศาจเผ่าจูการ่าเป็นเผ่าที่มีพละกำลังมาที่สุดในหมู่ปิศาจระดับกลาง”


“...” ผมเงียบลงเพราะเริ่มเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อทีละนิด


“ด้วยพละกำลังนั่นสามารถเอาเสบียงไปได้หลายสิบตันซึ่งเพียงพอที่จะอยู่ได้นับเดือน” เบียทรีซอธิบายต่อ


“เบียทรีซ” รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นทันทีที่ได้ยินความจริง


“ยิ้มอะไร”


“คุณใจดีที่สุดเลย”


“หึ ก่อนหน้านี้ยังบอกว่าข้าใจร้ายอยู่เลย”


“ก็...ตอนนั้นผมยังไม่รู้ความจริงนี่”


“ความจริงโทษแค่นั้นยังน้อยไปด้วยซ้ำ” เบียทรีซพูดเสียงนิ่ง


“เบียทรีซ”


“อะไรอีก”


“ขอบคุณนะ” ผมบอกพร้อมรอยยิ้มกว้าง


“เรื่องอะไร”


“หลายเรื่องเลยล่ะ” แค่วันเดียวมีเรื่องให้ต้องขอบคุณเบียทรีซอยู่ตั้งหลายอย่าง


“ขี้เกียจฟัง กินนี่ไปแล้วเดินเงียบๆ ซะ” พูดจบกล่องอาหารกล่องหนึ่งก็ถูกโยนมาให้


“โอ๊ะ! ร้อน...นี่มันหรือว่า...” กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ผัดกับเครื่องเทศและผักแบบนี้เหมือนร้านที่ผมกำลังยืนต่อคิวอยู่เลย


“เงียบแล้วกินไป” อีกฝ่ายเดินก้าวยาวนำขึ้นไปปล่อยให้ผมยืนยิ้มกว้างอยู่คนเดียว เมื่อได้สติผมวิ่งตามเบียทรีซพร้อมตะโกนคำพูดนึงออกไป


อยากให้ปิศาจทุกตนในโลกปิศาจได้ยินคำพูดนี้ของผม...


“เบียทรีซใจดีที่สุดเลย!”

...........................................

ใจดีแค่กับเจ้าแหละวิณณ์!!

ขอตะโกนต่อท้ายสักนิด

ตอนนี้เป็นเนื้อหาเบาๆ ความจริงก็เบาแทบทุกตอนอยู่แล้ว 555

ยิ่งแต่งยิ่งรู้สึกชอบเบียทรีซขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

นิสัยแบบนี้ทำให้ตอนต่อๆ ไปชักเริ่มยากแต่งยากขึ้นทุกที

ขอกำลังใจด้วยน้าาา

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่ะ

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +268/-2
ลู๊กกกกกกกกกกก ทำไมน่ารักงี้ล่ะวิณณ์

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5203
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
เปลี่ยนจากล่ามโซ่เป็นให้ขี่หลังตัวเองดีกว่าไหม

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2346
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
หนูวิณณ์ จะน่ารักเกินไปแล้ว

แอบขำตอนเบียทรีซถามเรื่องตัวเองสำคัญกับวิณ์แบบไหน

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2919
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-0
ตลกเบียทริซ คือหวงไง ห่วงด้วย
ห่างนานก็ไม่ได้ หายไปก็ไม่ได้ งานก็แทบไม่ให้ทำ
มีข้ออ้างให้หมดแล้ว ต้องอยู่ด้วยกันที่นี่นะวิณณ์

วิณณ์ก็เป็นคนซื่ออะเนาะ และเป็นคนจิตใจดีด้วยไง
ทำเบียทริซยอมได้ตลอดเลย สมควรแล้วที่ปู่บอกอย่าปล่อย


ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1162
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +277/-0

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +361/-0
⊰บงการ:วันที่8:⊱



การใช้ชีวิตอยู่ในโลกปิศาจของผมนั้นผ่านมาหลายเดือนแล้ว แต่ละเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วจนพอมานั่งนึกย้อนก็ต้องตกใจ วิถีชีวิตหรือกิจวัตรประจำวันค่อนข้างต่างกับตอนอยู่โลกมนุษย์ค่อนข้างมาก ในยามเช้าภาพแรกที่เห็นคือหนุ่มหล่อหน้าตาระดับเทพนอนอยู่ข้างๆ เป็นภาพที่ผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่เคยจะชินสักที มีหลายวันที่ผมถอยหลังจนเกือบตกเตียง


ถัดการนั้นคือการลงมากินมื้อเช้าและต่อด้วยการฝึกต่อสู้กับหัวหน้าผู้นำทัพปิศาจกว่า 30,000 ตนอย่างเตโช ไม่รู้ว่าเพราะมีอาจารย์สอนดีหรือว่าตัวผมมีความสามารถจึงได้หลบการหมัดของอีกฝ่ายได้เกือบหมดทุกหมัด แต่แค่หมัดนะถ้าเตโชใช้ลูกเตะร่างผมก็ปลิวไปติดต้นไม้ได้เลยล่ะ


ไม่ได้โม้หรือพูดเกินจริงแต่อย่างใด...มีครั้งนึงเตโชคิดว่าผมที่หลบหมัดได้น่าจะหลบลูกเตะได้จึงใช้ขาวาเตะสูงเข้าบริเวณลำตัวส่งผลให้ผมที่หลบไม่พ้นปลิวไปใส่ต้นไม้อย่างแรง จำได้ว่าวันนั้นเบียทรีซลงมาเห็นฉากนั้นเข้าพอดี นอกจากจะไม่เข้ามาช่วยผมแล้วยังส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจแรงใส่อีก เหมือนถูกด่าทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงเลย


การฝึกต่อสู้ตลอด 2 ชั่วโมงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หน้าที่ต่อไปของผมคือการช่วยงานเบียทรีซ เอกสารที่มีตัวเลขไม่ว่าจะเป็นบัญชีหรือสถิติถูกแยกออกมาต่างให้ผมอ่านและเขียนสรุปก่อนจะส่งกลับไปให้เบียทรีซอ่านอีกรอบ เท่าที่สังเกตเบียทรีซไม่ค่อยเก่งเรื่องการมองตัวเลขซึ่งมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ขืนหน้าตาดีแล้วยังทำได้ทุกอย่างคงจะเฟอร์เฟ็กเกินไปจนคนธรรมดาอย่างผมไม่มีที่ยืนกันพอที


งานวิเคราะห์สรุปตัวเลขไม่ได้มีเยอะ บางวันมีแค่ไม่กี่ฉบับก็หมดแล้วทำให้ทุกครั้งที่ผมมีเวลามักจะแอบลงมายังชั้น 5 สถานที่นั้นคือห้องครัวของปราสาทนั่นเอง


เสียงกระทะกระทบตะหลิวเป็นจังหวะผัดเนื้อสัตว์ด้านในให้ส่งกลิ่นหอมปิดท้ายด้วยการใส่ใบกระเพราลงไปแล้วปิดเตาในระหว่างนั้นเพื่อไม่ให้ผักที่ใส่นั้นสุกเกินไป จากนั้นก็เทใส่จานหลุมสีขาวสะอาดเป็นอันเสร็จการทำผัดกระเพราด้วยฝีมือผม


ช่วงเวลาก่อนมื้อเที่ยงนั้นในครัวไม่ได้ยุ่งเหมือนอย่างที่หลายคนคิดเพราะมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว พอถึงเวลาก็นำไปเข้าเตาไม่ก็ลงกระทะพร้อมเสิร์ฟได้เลย ดังนั้นตอนนี้เหล่าปิศาจที่ประจำอยู่ในครัวจึงมายืนล้อมหน้าล้อมหลังผมไม่เว้นแม้แต่หัวหน้าเชฟอย่างกาเนอร์


“นี่ก็เป็นอาหารของโลกมนุษย์สินะท่านวิณณ์” ปิศาจในชุดเชฟด้านหลังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตาตื่นใจ


“ใช่แล้ว เป็นอาหารขึ้นชื่อของประเทศที่ผมมาเลยนะผัดกระเพราเนี่ย” ผมหันไปบอกอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม ตั้งแต่วันที่เดินผ่านห้องครัวแล้วเกิดสนใจก้าวเข้ามาก็เกิดการแลกเปลี่ยนวิธีทำอาหารของมนุษย์กับปิศาจขึ้น


“ท่านมีฝีมือในการทำอาหารไม่น้อยเลย” คำชมจากกาเนอร์ที่เป็นหัวหน้าเชฟทำให้ผมยิ้มกว้างเข้าไปอีก


“ผมแค่ทำกินเองเลยพอทำได้บ้าง”


“ข้าชื่นชมในการทำอาหารของท่าน ครั้งหน้าลองมาเป็นลูกมือข้าไหม”


“ฝีมือผมยังเทียบกับคนอื่นๆ ไม่ได้หรอกครับ จะทำให้ช้ากันเปล่าๆ” ผมอาจทำอาหารได้แต่นั่นเป็นเพียงเบสิคของอาหารไทยไม่ใช่อาหารขั้นแอดวานส์ของโลกปิศาจ แค่มองส่วนผสมหลายสิบอย่างที่เตรียมไว้ผมก็รู้สึกปวดขึ้นมาแล้ว ขืนให้ลงมือทำคงได้มีหยิบส่วนผสมผิด ดีไม่ดีอาจทำให้อาหารจานนั้นกินไม่ได้


“ท่านถ่อมตัวเกินไปแล้ว”


“ผมพูดจริงนะ อีกอย่างอาหารของพวกคุณทำยากกว่าเยอะ” พวกเขายังไม่เคยเห็นความซุ่มซ่ามของผมแบบจะๆ ตา


“ฝึกอีกสักห้าสิบปีท่านจะชินไปเอง” ถ้ามนุษย์ปกติได้ยินคงจะคิดว่าดูถูกซึ่งในความจริงนั้นไม่ใช่ สำหรับปิศาจเวลาห้าสิบปีไม่ได้นานอะไรเลย


“ขอบคุณนะกาเนอร์ ว่าแต่ข้าวเย็นลงรึยัง” ผมเปลี่ยนคำถาม ก่อนหน้าสาธิตทำผัดกระเพรากาเนอร์สอนผมทำอาหารบางอย่างซึ่งต้องรอข้าวที่หุงเสร็จเย็นลงก่อน


“ได้ที่แล้ว ใส่ส่วนผสมเหล่านี้ลงไปในข้าวแล้วคน” ส่วนผสมประมาณห้าอย่างเทใส่ลงในถ้วยผสมกับข้าวโดยมีผมเป็นคนผสมแต่ละอย่างให้เข้ากัน


“คล้ายกับข้าวซูชิเลย” ทั้งเมล็ดข้าวที่กลมกว่าปกติกับน้ำปรุงรสที่มีกลิ่นเปรี้ยวแถมยังมีงาผสมด้วย วัตถุดิบที่ผมเห็นในคลังไม่ได้มีแค่วัตถุดิบในโลกปิศาจอย่างเดียวมีไม่น้อยเลยที่วัตถุดิบคุ้นตาในโลกมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นซิอิ๋วขาวหรือแม้แต่กิมจิ


“ซูชิ? ข้าเคยได้ยินชื่อนี้มา เป็นการนำขาวคลุกกับน้ำส้มปั้นเป็นก้อนแล้ววางหน้าด้วยปลาดิบต่างๆ ใช่ไหม” กาเนอร์หันมาถาม


“ใช่เลย นั่นแหละซูชิ” อาหารของโลกมนุษย์นี่ดูจะมาไกลถึงแดนปิศาจเลยแฮะ


“ที่ท่านกำลังทำก็คล้ายอยู่ ข้าวที่ผสมแล้วให้พักไว้จากนั้นก็นำเนื้อไปผสมกับน้ำมันเล็กน้อยใส่พริกกับกระเทียมปิศาจ ในมือท่านคือหอมไม่ใช่กระเทียม” เสียงเตือนดังขึ้นทันทีที่ผมหยิบวัตถุดิบผิด


การทำอาหารดำเนินไปอย่างไม่รีบร้อน กาเนอร์ค่อยๆ สอนผมทำวัตถุดิบแต่ละอย่างช้าๆ รูปร่างของวัตถุดิบต่างจากเดิมที่เคยเห็นจนไม่อยากเชื่อว่ามันเป็นอย่างเดียวกันจริงๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็กระเทียม กระเทียมในปกติเป็นหัวขนาดเล็กและมีขาวทว่าในโลกปิศาจกลับมีขนาดเท่าฟักทองแถมเป็นสีเหลือง


ใช้เวลาทำเกือบชั่วโมงในที่สุดก็เสร็จ ข้าวคลุกเนื้อเนียนถูกห่อด้วยเนื้อหมักแผ่นบางแบบพอดีคำคล้ายซูชิแต่มีรสชาติหลากหลายกว่า ได้ชิมคำแรกผมถึงกับตาลุกวาวด้วยอร่อยในรสชาติ


“ทำอะไรอยู่น่ะ” เพียงประโยคเดียวที่ดังขึ้นก็ทำเอาเหล่าปิศาจที่ยืนตีวงล้อมอยู่กระจายตัวกันกลับไปยืนหน้าเคาน์เตอร์เตรียมอาหารตามเดิมยกเว้นกาเนอร์ที่ก้มหัวลงพร้อมเอ่ยทักมายผู้มาเยือนอันทรงอำนาจอย่างเบียทรีซ


“คุณมาได้จังหวะเหมาะเลย” ผมส่งเสียงบอก


“อะไร” คิ้วสีดำสองข้างของเบียทรีซขมวดแน่นคล้ายไม่เข้าใจว่าผมต้องการสื่ออะไร


“กาเนอร์เพิ่งสอนผมทำอาหารเสร็จพอดี ลองกินไปชิ้นนึงแล้วอร่อยมากก” ผมลากเสียงคำสุดท้ายนานเป็นพิเศษ


“แล้ว?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นข้างนึง


“คุณก็ลองชิมดูสิ” ผมยื่นจานแบนสีขาวสะอาดตาไปตรงหน้าเบียทรีซที่ก้มมองอาหารบนจานด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใดๆ


พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือไม่สนใจนั่นเอง


“ไม่ เดี๋ยวก็จะได้เวลามื้อกลางวันแล้ว”


“กินแค่ชิ้นเดียวไม่ทำให้คุณกินข้าวเหลือหรอกน่า” ผมพยายามคะยั้นคะยอ


“ไม่”


“เบียทรีซ”


“ข้าบอกว่าไม่ไง”


“งั้นผมป้อนก็ได้ อ้าม~” ผมตัดสินยุติเรื่องนี้ด้วยการหยิบชิ้นนึงขึ้นแล้วเดินเข้าไปใกล้ยื่นอาหารหนึ่งชิ้นนั้นจ่อปากอีกฝ่ายที่ไม่ยอมอ้าตาม


ดวงตาสีทองสว่างประสานกับดวงตาสีน้ำตาลใต้เลนส์แว่นของผมนิ่งๆ ราวกับกำลังแข่งขันความอดทนซึ่งผมไม่ยอมแพ้ยืนนิ่งในท่ายื่นอาหารจ่อปากต่อไปจนกล้ามเนื้อบริเวณแขนเริ่มเมื่อยล้า ในจังหวะที่ผมกำลังจะทนไม่ไหวเบียทรีซค่อยๆ อ้าปากรับอาหารฝีมือผมเข้าไปเคี้ยวพอเป็นพิธีแล้วกลืนลงคอไป


“...” ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากเบียทรีซ มีเพียงสายตาที่สื่อความหมายมาว่าพอใจรึยัง


“อร่อยเนอะ” ผมพูดพร้อมรอยยิ้ม


“คิดไปเอง”


“จะบอกว่าไม่อร่อยเหรอ”


“ข้าไม่ได้พูดนะ”


“งั้นสรุปว่าอร่อยหรือไม่อร่อยล่ะ” คำพูดกำกวมแบบนั้นผมไม่ยอมรับหรอกนะ


“ให้แค่พอใช้” พูดจบก็หยิบอาหารฝีมือผมเข้าปากอีกชิ้น


“คนโกหก” ถ้าแค่พอใช้เขาคงไม่หยิบกินอีกชิ้นหรอก


“ข้าไม่ใช่มนุษย์”


“ได้ ปิศาจโกหก”


“ข้าต้องขำไหม” อีกฝ่ายใช้สายตาเอือมๆ มองกลับมา


“ไม่ต้องก็ได้”


“เช็ดซอสออกจากแว่นแล้วไปห้องอาหารได้แล้ว” เบียทรีซบอกก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องครัวไป พอผมลองถอดแว่นมาดูใกล้ๆ ก็เจอตรงมุมที่มีซอสเลอะอยู่


“องค์ราชามาตามถึงที่แบบนี้รีบตามไปเถอะท่านวิณณ์” กาเนอร์บอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ


“ตาม? ผมว่าเขาน่าจะเพิ่งลงมาจากห้องทำงานมากกว่า”


“ห้องครัวนี่อยู่เกือบด้านในสุดของชั้นถ้าไม่ตั้งใจเดินมาไม่มีทางผ่านหรอก”


“...ก็จริง” อย่างที่กาเนอร์บอก ห้องครัวนี้อยู่ไกลจากบันไดขึ้นลงแต่ละชั้นมากถ้าไม่เจาะจงเดินมาห้องครัวไม่มีทางที่จะผ่านได้
แปลว่าเบียทรีซมาตามผมจริงน่ะสิ


ผมบอกลากาเนอร์และทุกคนในครัวจึงเดินเข้าไปในห้องอาหารที่มีเบียทรีซนั่งรออยู่ประจำหัวโต๊ะแล้ว ห้องอาหารนี่เหมือนจะเป็นห้องส่วนตัวของเบียทรีซเพราะผมไม่เคยเห็นใครที่เข้ามากินด้วยเลยสักครั้งยกเว้นตัวผม รอไม่กี่นาทีอาหารมื้อกลางวันก็ถูกยกมาเสิร์ฟโดยอาหารของผมนั้นมีปริมาณน้อยกว่าเบียทรีซกว่าครึ่งซึ่งผมต้องขอบคุณกาเนอร์ที่เข้าใจผมเป็นอย่างดี


ถึงจะเป็นมื้อกลางวันหรือแม้แต่มื้อเย็นปริมาณอาหารที่ผมสามารถกินได้นั้นแทบไม่ต่างกัน ว่ากันตรงๆ คือผมเป็นคนกินน้อย ถ้าพาไปกินบุฟเฟ่ผมกล้าพูดว่าตัวเองจะอิ่มก่อนใคร


“เบียทรีซมีงานของผมมาเพิ่มอีกรึเปล่า” ผมถามระหว่างใช้ส้อมจิ้มเนื้อปลาเข้าปาก


“ยังไม่มี”


“งั้นช่วงบ่ายผมไปเดินเล่นในสวนได้ไหม” ผมถามต่ออีก ในเมื่อไม่มีงานผมก็ไม่อยากจะเข้าไปนั่งอยู่เฉยๆ ในห้อง


“ในสวนมีอะไรน่าสนใจ ร้อนจะตาย” เบียทรีซบอกพลางตัดเนื้อเข้าปาก


“อากาศที่นี่นับว่าเย็นแล้วนะ ผมอยากเดินเล่นในสวนน่ะ มีต้นไม้แปลกๆ เยอะดี” เรื่องอากาศเป็นอย่างหนึ่งที่ผมค่อนข้างถูกใจเป็นพิเศษ ประเทศไทยในช่วงเวลาประมาณเที่ยงถึงประมาณบ่ายสามจะเป็นช่วงที่ร้อนระอุทว่าในโลกปิศาจไม่ใช่ อาจมีแสงแดดส่องอยู่เหนือหัวแต่ไม่ได้ทำให้ร้อนขนาดเหงื่อท่วม


ผมชอบอากาศแบบนี้นะ


“เดินไปมั่วๆ เดี๋ยวก็ถูกย่อยเป็นปุ๋ยหรอก”


“ไหนคุณบอกว่าต้นไม้ในสวนไม่อันตรายขนาดนั้นไง”


“มีบางชนิดที่ปลูกเพื่อจับผู้บุกรุกโดยเฉพาะ”


“...แปลว่าผมไปเดินเล่นไม่ได้เหรอ” ผมเอ่ยเสียงเศร้า


นึกว่าจะได้ดูพวกต้นไม้แล้วเชียว


“อยากไปก็ไป อย่าเข้าใกล้อะไรแปลกๆ ก็พอ”


“เข้าใจแล้ว” ผมพยักหน้ารับคำจนแว่นเกือบตก


“ให้เวลาชั่วโมงนึง”


“หมายถึงอะไร”


“ข้าให้เวลาเจ้าเดินเล่นในสวนหนึ่งชั่วโมง ชัดพอไหม” เบียทรีซพูดซ้ำอีกรอบ


“ขอสักสามชั่วโมง...”


“จะไปเดินเล่นหรือจะไปนอนฮะสามชั่วโมงน่ะ” เบียทรีซพูดแทรก


“ไม่เห็นจะนานตรงไหนเลย” ผมคิดว่าเวลาสามชั่วโมงสำหรับปิศาจไม่ได้มากมายอะไรเลยนะเพราะเวลาของปิศาจนั้นมีเยอะเป็นไม่รู้กี่เท่าของมนุษย์


“...นานสิ”


“พูดอะไรนะ” ได้ยินเสียงพึมพำเบาๆ มาจากอีกฝ่ายแต่ได้ยินไม่ชัดเท่าไหร่


“เปล่านี่”


“สรุปสามชั่วโมงเนอะ” ผมถามสรุปอีกรอบ


“จะเอาสามชั่วโมงให้ได้ใช่ไหม” เบียทรีซถามเสียงหน่าย


“อืม”


“ตามใจ”


“ขอบคุณนะ แล้วจะรีบขึ้นไปหา”


“ให้มันจริงเถอะ เถลไถลไปเรื่อย เดี๋ยวอยู่ห้องครัว เดี๋ยวอยู่ลานฝึก อีกหน่อยอาจอยู่ห้องน้ำ”


“คิก!” ผมหลุดขำออกมาเพราะคำพูดของอีกฝ่าย


คิดได้ไงเนี่ยไปอยู่ในห้องน้ำ


“ข้าไม่ขำด้วยวิณณ์” สีหน้าของเบียทรีซทำเอาผมรีบตะครุบปากตัวเองไม่ให้ส่งเสียงออกไปมากกว่านี้


“...อารมณ์ไม่ดีเหรอเบียทรีซ” ผมถามออกไปตามตรง


“หึ...” อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรแต่ก้มหน้าจัดการอาหารบนโต๊ะต่อ


“ขอโทษนะ” ปล่อยให้บรรยากาศเงียบไปสักพักผมจึงพูดขึ้น


“...ขอโทษเรื่องอะไร”


“ไม่รู้”


“เจ้านี่นะ...ข้าไม่ได้โกรธ” เบียทรีซหันกลับมามองหน้าผมอีกรอบ


“หงุดหงิด?” ผมเปลี่ยนคำตอบ


“คงใช่มั้ง”


“มั้งเหรอ”


“ก็มั้งไง จะถามอะไรนัก”


“...ไม่ถามก็ได้” ทำไมต้องขึ้นเสียงด้วยล่ะผมแค่สงสัยเอง


 “ดี กินไปเงียบๆ ซะ”


“แล้วหงุดหงิดอะไร” ผมตักอาหารอีกคำเข้าปากแล้วถามต่อ


“เมื่อกี๊ใครบอกจะไม่ถามแล้ว?”


“ก็ไม่ถามเรื่องมั้งแล้วไง” นี่ผมทำอะไรผิดไปอีกรึเปล่านะ ยิ่งเป๋อๆ อยู่ด้วย


“นิสัยเจ้าก็เป็นซะแบบนี้”


“...?”


“ฐานะของเจ้าคืออะไร” อยู่ๆ เบียทรีซก็เปลี่ยนเรื่อง


“...คนรับใช้ของคุณ” ผมเงียบเพื่อใช้ความคิดสักพักก่อนจะตอบกลับไป


ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน นอกจากไม่เปลี่ยนแล้วผมยังยอมรับในฐานะนี้ด้วย เบียทรีซช่วยใช้หนี้ให้แถมยังหางานให้ทำเพื่อใช้หนี้ต่ออีกทีด้วย


“อืม ยังดีที่รู้ตัว แล้วคนรับใช้มีหน้าที่ยังไง” อีกฝ่ายถามต่อ


“ก็ต้องคอยช่วยงาน คอยดูแลอยู่ข้างๆ”


“แล้วที่เจ้าทำตอนนี้คือ?”


“ผมช่วยคุณทำงานนะ” ผมเถียงใจขาด


“เจ้าช่วยงานแต่ไม่ได้ทำอีกอย่างที่พูด”


“...คอยดูแลอยู่ข้างๆ ?”


“ใช่ ตอนเช้าฝึกต่อสู้ติดลมคุยจนมาทำงานช้า พอทำงานเสร็จก็ลงไปขลุกอยู่ในห้องครัว ใครเป็นนายเจ้าวิณณ์” น้ำเสียงของเบียทรีซดูจะใกล้หมดความอดทนเต็มที


แค่เพราะผมเผลอคุยกับเตโชนานไปนิดแล้วอยู่ในห้องครัวนานไปหน่อยทำให้ไม่ได้อยู่ข้างๆ เบียทรีซ สาเหตุที่หงุดหงิดเพราะเรื่องนี้เองเหรอ


“คุณบอกผมเป็นเด็กเพิ่งหัดคลานแต่ตอนนี้คุณเหมือนเด็กตัวเล็กๆ เลย”


ทั้งเอาแต่ใจ ไม่พอใจในสิ่งที่ไม่ต้องการรวมทั้งเรียกร้องความสนใจ


“เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้า” อีกฝ่ายกดเสียงต่ำลงยามไม่ได้รับคำตอบ พลังปิศาจแผ่อัดแน่นอยู่รอบห้องอาหารส่งผลต่อความอยากอาหารทันที


“ครับๆ นายของผมคือเบียทรีซ” ผมตอบกลับไปตามจริง และคำตอบนั้นเรียกเอาความอยากอาหารคืนมา...พลังปิศาจกระจายหายไปอย่างรวดเร็ว


“ถ้าเข้าใจก็ปรับปรุงตัวซะ ไม่งั้นข้าจะไล่เจ้าออก” ดูเหมือนคำขู่ของเบียทรีซจะได้ผลเพราะผมเกร็งตัวขึ้นหลังจากได้ยิน


“...เข้าใจแล้ว งั้นช่วงบ่ายผมจะไม่ไปสวน”


“ข้าไม่ได้บังคับเจ้านะ”


“ผมรู้” โดนพูดมาขนาดนั้นจะให้ไปเดินเล่นชมพืชได้ยังไงกัน


“ไปซะ ข้าให้ 2 ชั่วโมง” เบียทรีซยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบก่อนจะอนุญาตให้ผมไป


“...ไปได้จริงเหรอ”


“ข้าไม่พูดโกหก”


“อืม ถ้าแบบนั้นผมจะอยู่ช่วยงานคุณก่อนแล้วประมาณบ่ายสามกว่าค่อยลงไปเดินแล้วจะกลับมาตอนอาหารเย็น ประมาณนี้ได้ไหม” ผมแจกแจงสิ่งที่คิดจะทำให้อีกฝ่ายรับรู้


“อืม”


คำอนุญาตนั้นเรียกรอยยิ้มผมได้ตลอดช่วงบ่าย ในห้องทำงานของเบียทรีซมีชุดโต๊ะเก้าอี้ถูกยกมาวางไว้ไม่ไกลจากโต๊ะของเบียทรีซนักในวันที่สองของการทำงาน เขาคงเห็นใจที่เห็นผมนั่งพื้นใช้โต๊ะตรงโซฟานั่งสรุปงานเลยหาโต๊ะมาให้นั่งทำดีๆ ละมั้ง แกรนเองช่วงหลังมานี้จะให้ปิศาจคัดแยกเอกสารแบ่งมาวางไว้ทั้งโต๊ะผมและโต๊ะของเบียทรีซ


ในช่วงบ่ายมีงานสรุปอีกไม่แผ่นที่ต้องต้องอ่านและทำความเข้าใจก่อนจะสรุปออกมา การสรุปย่อจากบัญชีไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องอาศัยความเข้าใจอย่างมากจึงจะสามารถเขียนสรุปออกมาได้ตรงประเด็นมากที่สุด เมื่อถึงเวลาประมาณบ่ายสามครึ่งผมนำเอกสารที่วิเคราะห์เสร็จพอดีไปวางไว้บนโต๊ะของเบียทรีซพร้อมขอตัวออกไปเดินเล่นในสวนก่อน


“หวังว่าจะตรงต่อเวลานะวิณณ์” นี่เป็นประโยคสุดท้ายที่ดังไล่หลังมา


ผมไม่คิดว่าแค่เดินชมสวนจะมีอะไรให้โอ้เอ้ได้หรอกนะ ถ้าใกล้ถึงเวลานัดผมจะเดินกลับตัวปราสาทก่อนเผื่อเวลาไว้ดีกว่าไปช้า จะได้แสดงให้เบียทรีซเห็นด้วยว่าผมมาถึงก่อนเขาตั้งนาน


บริเวณสวนด้านหลังกินพื้นที่กว้างกว่าด้านข้างปราสาทหลายเท่า มองไปสุดสายตาก็ยังมองเห็นต้นไม้สีเขียวขจีอยู่ รู้สึกว่าด้านหลังจะเป็นป่าของจริงมากกว่าจะเป็นแค่สวน ผมเริ่มต้นจากการเดินเข้าไปตามแนวหินซึ่งวางเรียงต่อเป็นทางยาวเข้าไปด้านใน สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ ทางเดินเองแยกออกเป็นหลายเส้นให้เดินดูสวนได้อย่างทั่วถึงซึ่งผมเลือกที่จะเดินตรงเพียงอย่างเดียวด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ...


กลัวหลง


ผมเป็นพวกหลงทางได้ง่ายถ้าไม่ใช่เส้นทางที่คุ้นชินเลยกันไว้ก่อนดีกว่า เดินตรงไปอย่างเดียวคงไม่ทำให้หลงได้ ต่อให้หลงก็เดินตรงกลับคงไปถึงตัวปราสาทได้เอง


โซนพุ่มไม้เตี้ยๆ ผ่านพ้นไปจนถึงต้นไม้ขนาดกลางและใหญ่ตามลำดับจนมาถึงสุดเขตรั้วของปราสาทที่ปราศจากคนยืนคุมดูแลเนื่องจากถัดจากรั้วไปนั้นเป็นป่าผืนใหญ่ คงไม่มีใครกล้าบุกเข้ามาทางนี้เป็นแน่ถ้าไม่มั่นใจในฝีมือตัวเองจริงๆ


รั้วนี้มองยังไงก็เป็นรั้ว แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกแปลกๆ แล้วคิดว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่รั้ว


“อะไร...มันคืออะไร” ผมพึมพำออกมาพร้อมกับขาที่ก้าวตรงไปยังรั้วบริเวณที่ให้สัมผัสแปลกๆ มือที่เอื้อมออกไปควรจะติดเพราะมีรั้วกั้นอยู่ทว่าในความเป็นจริงมือผมกลับทะลุผ่านรั้วนั้นไปได้ราวกับไม่มีสิ่งกีดขวาง


ด้วยความสงสัยปนอยากรู้อยากเห็นผมก้าวเข้าไปผ่านภาพรั้วซึ่งตามองเห็น ทันในนั้นบรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ภาพวิวทิวทัศย์ตรงหน้าคือป่าที่มีเพียงต้นสนเติบโตอยู่เต็มไปหมด พอหันกลับไปมองด้านหลังก็เป็นภาพป่าสนเช่นเดียวกัน รอบตัวผมในตอนนี้มีเพียงต้นสนต้นใหญ่ขึ้นเรียงรายอยู่นับไม่ถ้วนทั้งสี่ทิศ


แล้วปราสาทหายไปไหน?!


ผมพยายามใช้ดวงตาสีน้ำตาลของตัวเองมองผ่านเลนส์แว่นหาปราสาทหลังยักษ์ของเบียทรีซอยู่นานแต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงาของสิ่งก่อสร้าง อาจเป็นเพราะความสูงของต้นสนมันบดบังทศนียภาพเลยมองไม่เห็นก็เป็นได้



(มีต่อ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +361/-0
(ต่อค่ะ)


เดินไปอีกสักหน่อยไม่แน่ว่าจะพอเห็นอะไรมากขึ้น


เมื่อคิดได้แบบนั้นผมจึงออกเดินโดยไร้ทิศทาง วิชาลูกสื้อที่ร่ำเรียนมาแทบไม่มีประโยชน์ต่อผมในขณะนี้เลย จำได้ว่าเราสามารถรู้ทิศทางจากตำแหน่งของพระอาทิตย์ แต่ความสูงของต้นสนทำให้มองไม่เห็นพระอาทิตย์แต่อย่างใด ต่อให้ฟลุกมองเห็นแล้วหาทิศได้ผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่าปราสาทของเบียทรีซต้องเดินไปทางไหน


การเดินทางอันไร้จุดหมายได้เริ่มต้นขึ้น ผมทำได้เพียงเดินไปข้างหน้าแม้จะรู้ตัวว่าเข้ามาลึกขึ้นทุกที แสงจากดวงอาทิตย์กำลังหายไปเช่นเดียวกับเงาขนาดใหญ่ที่ลากผ่านมา ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียผมเลยเดินเข้าไปใกล้จนพบเข้ากับหน้าผาหินยักษ์อยู่ตรงหน้า


“สูงกว่าต้นสนอีก” พอเงยหน้าขึ้นมองด้านบนก็พบว่าต้นสนนั้นดูเตี้ยไปเลยเมื่อเทียบกับหน้าผานี่


ให้ความสนใจกับความสูงของผาหินไม่นานเสียงคล้ายการขุดเจาะบางอย่างที่แว่วมาเรียกความสนใจให้ผมก้าวตรงไปหาต้นเสียงทันที เมื่อเสียงนั้นเริ่มดังขึ้นภาพของสิ่งมีวิตกำลังยกเสียมเจาะลงบนผิวหน้าผาไม่น่าตกใจเท่าขนาดร่างกายที่ไม่ใช่ใหญ่โตกำยำแต่เป็นเล็กและเตี้ย ใบหน้าสีคล้ำเปื้อนฝุ่นและดินมีปลายจมูกยาวกว่าปกติบวกกับขนาดรูปร่างผมไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้นอกจาก...


“คนแคระ?” สิ้นเสียงผมคนแคระเกือบ 10 คนก็หันมาจับจ้องผมเป็นตาเดียว


“เจ้าเข้ามาในอาณาเขตของพวกข้าได้ยังไง!” เสียงทุ้มต่ำของคนแคระในชุดสีเขียวขี้ม้าดังขึ้น


“อาณาเขต? คือผมไม่รู้...ตอนแรกผมอยู่ที่ปราสาทดีพอเดินผ่านรั้วมาก็กลายมาเป็นป่าสนที่นี่ซะแล้ว...”


“รั้วปราสาท?...นี่เจ้ามองภาพลวงตาของพวกข้าออกงั้นรึ?!” คนแคระเครายาวอีกสองคนก้าวเข้ามาหาผมใกล้ๆ คล้ายจะทำการสำรวจ


“เจ้าไม่ใช่ปิศาจ...และก็ไม่ใช่มนุษย์”


“น่าจะเป็นพวกลูกครึ่ง” คนแคระอีกคนสรุป


“พวกครึ่งปกติมองภาพลวงตาพวกเราไม่ออกหลอก ขนาดปิศาจสายเลือดแท้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ” พวกเขาถกเถียงกันในสิ่งที่ผมไม่เข้าใจนึกจึงทำเพียงยืนฟังอยู่เงียบๆ


“เจ้าบอกมาซิว่ามองภาพลวงตาของพวกข้าออกได้ยังไง” ถกเถียงกันสักพักใหญ่หนึ่งในคนแคระก็หันมาถามผม


“ผมไม่ได้มองออกแค่รู้สึกว่าตรงนั้นมันแปลกแค่นั้นเอง” ผมอธิบายไปตามตรง


“ช่างเป็นความสามารถที่หากได้ยากนัก”


“ขอบคุณครับ...แล้วพวกคุณปู่กำลังทำอะไรอยู่เหรอ” ดูจากรูปประโยคผมน่าจะถูกชมเลยขอบคุณกลับไป


“นี่เจ้าไม่รู้จักผายักษ์ของเหล่าคนแคระผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านการขุดหาและเจียรไนอัญมณีรึเจ้าหนู” คนแคระหลายคนถึงกับทำหน้าตกใจที่ผมไม่รู้จัก


“เอ่อ...ผมเพิ่งมาโลกปิศาจได้ไม่กี่เดือนเลย...”


“อ้อ เพิ่งมาคงไม่แปลกที่จะไม่รู้ งั้นพวกเราจะบอกให้ อัญมณีที่มีชื่อเสียงและเปี่ยมไปด้วยพลังมากที่สุดในโลกปิศาจคืออัญมณีที่ถูกขุดและเจียระไนด้วยฝีมือพวกเรา”


“แปลว่าพวกคุณปู่เป็นสุดยอดฝีมือสินะครับ” เดินมามั่วๆ ได้มาเจอสุดยอดฝีมือนี่อาจเป็นโชคดีก็ได้


“อะแฮ่ม! จะว่าแบบนั้นก็ได้ แต่พวกเราน่ะไม่ได้จะขายอัญมณีให้ใครง่ายๆ หรอกนะ ส่วนใหญ่จะส่งให้ทางปราสาทส่งต่อให้ผู้เหมาะสมอีกที แต่จากที่นี่ไปปราสาทใช้เวลาเดินทางเป็นอาทิตย์พวกเราเลยแอบสร้างภาพลวงตาแล้วเปิดทางเชื่อมระหว่างที่นี่กับปราสาทไว้โดยไม่ให้ใครรู้” คำอธิบายต่อมาทำเอาคนฟังอย่างผมถึงกับตาโต


แอบเปิดทางเชื่อมโดยไม่ให้ใครรู้?


แปลว่าเบียทรีซเองก็ไม่รู้เรื่องนี้สินะ


“แต่ไม่คิดว่าจะมีใครมองออก เจ้านี่สายตาแหลมคมไม่เบา อายุเท่าไหร่ล่ะ”


“...30ครับ”


“โอ้! เด็กน้อยเพิ่งหัดคลานรึนี่ น่าดีใจจริงๆ ที่มีความสามารถแต่เด็กแบบนี้”


“เอ่อ ผมขอเสียมารยาทถามอายุได้ไหมครับ” ไหนๆ ก็มีโอกาสเลยไม่อยากปล่อยไป


“ข้า 1,082 ปี”


“อะไร เจ้าอย่ามาโกงอายุ เท่าที่ข้านับ 1,130 ปีนี่”


“ข้า 1,000 ปีพอดี”


“1,500 น่ะสิเจ้า!” เหล่าคุณปู่คนแคระพากันบอกอายุพร้อมถกเถียงกันอย่างครื้นเครงผิดกับผมที่ยิ้มค้างไปแล้วเมื่อได้รู้อายุจริงๆ ของเหล่าคนแคระ


อายุห่างจากผมไม่รู้กี่สิบรอบ ดีไม่ดีอาจเป็นร้อยรอบด้วยซ้ำ


“พวกคุณปู่ยังแข็งแรงเหมือนอายุยังไม่ถึง 1,000 เลยนะครับ” ความสดใสร่าเริงนี่ดูเหมือนวัยรุ่นที่มารวมตัวในงานวันเลี้ยงรุ่น พอมองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม


“เจ้านี่ตาแหลมจริงๆ ด้วย”


“ชักถูกใจแล้วสิ”


“ทำเจ้านั่นให้ดีไหม” หนึ่งในกลุ่มคนแคระพูดขึ้น


“เอาสิๆ เป็นเด็กที่ควรค่าแก่การทำให้”


“ทั้งบริสุทธิ์ ใสซื่อและเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ”


“เห็นด้วย เจ้าหนู บอกวันเกิดมาซิ” เมื่อความเห็นกันเสร็จก็หันมาถามผม


“ครับ...ผมเกิดวันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคมครับ” ผมตอบไปตามตรง


“สิงหา...เดือน 8 รึ ใช้เจ้านั่นที่เพิ่งขุดได้ละกัน”


“เลข 2 กับ 4 ก็ต้องนี่”


“เอาล่ะ เจียระไนกันเถอะ” สิ้นคำพูดนั้นพลังปิศาจจากเหล่าคนแคระทั้งสิบก็แผ่ขยายออกมากินบริเวณไม่กี่เมตรราวกับสามารถควบคุมพลังของตนเองให้อยู่ในขอบเขตที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ


วัตถุหลากสีถูกโยนขึ้นเหนือพลังปิศาจก่อนจะหลนลงมาท่ามกลางกระแสของพลังที่บีบอัดจนเกิดการผสมและแปรเปลี่ยนรูปร่างในชั่วพริบตา ภาพอันน่าตกตะลึงปรากฎขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีวัตถุสีขาวใสทอประกายสีน้ำตาลแดงก็ถูกยื่นมาตรงหน้าผม


“...พวกท่านให้ผมเหรอครับ” ผมถามด้วยความไม่แน่ใจ


“ใช่ พวกเราให้สิ่งนี้กับเจ้า”


“แต่ผมไม่ได้ทำอะไร...” อยู่ๆ ก็มาให้แบบนี้มันแปลก


“ทำสิ กี่ร้อยปีแล้วนะที่ไม่มีใครมาเยือนที่แห่งนี้ แถมเจ้ายังสามารถภาพลวงตาของพวกเราได้อย่างง่ายดายอีก นี่ถือเป็นของขวัญตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ”


“แต่ผมแค่หลงเข้ามา”


“มีใครเคยบอกให้เจ้าเลิกแต่ไหม”


“...มีครับ” ผมนึงถึงเบียทรีซขึ้นมาทันที


จำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยถูกบอกว่าให้เลิกแต่


หรือผมจะพูดแต่เยอะไปจริงๆ


“เวลาผู้ใหญ่ให้ของรับ เข้าใจนะ” คุณปู่คนแคระสอน


“ครับ ขอบคุณคุณปู่ทุกท่านนะครับ ผมจะรักษาอย่างดีเลย” ผมรับอัญมณีสีน้ำตาลแดงโปร่งใสขนาดเล็กมากำไว้ในมือแน่น


“มันจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าแน่ เอาล่ะ คงถึงเวลาที่จะคลายภาพลวงตาที่ปกคลุมอาณาเขตนี้สักที”


“นั่นสิ ถ้ามากกว่านี้พวกเราก็ทนไม่ไหวแล้ว”


“หมายถึงอะไรเหรอครับ” ผมถามด้วยความอยากรู้


ไม่เข้าใจว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไรอยู่


“เหมือนจะมีคนมารับเจ้า” คำตอบนั่นเรียกคิ้วสองข้างของผมให้ขมวดเข้าหากันแน่นทันที


“มารับผม?”


“มาเยือนตัวตนเองแบบนี้พวกข้าเตรียมการต้อนรับไม่ทันนะองค์ราชา” สิ้นคำพูดของคุณปู่ท้องฟ้าสีส้มก็เกิดรอยร้าวขึ้น พริบตาต่อมาเสียงคล้ายกระจกแตกดังก้องพร้อมเศษเล็กๆ คล้ายแก้วที่ล่วงหล่นแล้วสลายไป


นั่นคงเป็นภาพลวงตาสินะ


ภาพลวงตาที่ว่าน่าตกใจแล้วยังไม่เท่ากับร่างสูงสง่าในสุดสีทองขลิบดำที่ปรากฏตัวอยู่บนท้องฟ้าด้วยปีกสีดำคู่ใหญ่ ดวงตาสีทองสว่างไม่ได้สนใจเหล่าคุณปู่คนแคระแต่จับจ้องมาทางผม เพียงแค่สบสายตาร่างกายก็ก้าวถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณโดยอัตโนมัติ


“...เบียทรีซ...”


“เจ้าจะทำให้ข้าหงุดหงิดขนาดไหนถึงจะพอฮะวิณณ์!” เบียทรีซลงมาบนพื้นพร้อมก้าวมาประชิดผมที่ไม่อาจขยับร่างกายได้


“ขอโทษ...”


“เจ้าขอโทษเรื่องอะไร” อีกฝ่ายชิงถามต่อทั้งที่ผมยังพูดไม่จบ


“ขอโทษที่ทำให้คุณหงุดหงิด”


“ถ้ารู้ก็อย่าทำอีก เข้าใจไหม!” น้ำเสียงของเบียทรีซในเวลานี้ผมไม่สามารถตอบอย่างอื่นได้นอกจากพยักหน้า


“เข้าใจแล้ว”


“ต่อให้สัมผัสเจ้าดีแต่ใช่ว่าต้องอยากรู้อยากเห็นไปซะทุกที่ ถ้าทางเชื่อมไม่ได้เป็นที่นี่แต่เป็นสถานที่อันตรายขึ้นมาเจ้าจะทำยังไงวิณณ์”


“...เบียทรีซ”


“ถ้ามีครั้งหน้าอีกข้าจะล่ามโซ่เจ้า!” ผมถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากปากเบียทรีซ


อีกฝ่ายเอาจริงแน่...ไม่ใช่คำขู่


ผมสัมผัสได้


เบียทรีซในตอนนี้อาจดูทั้งหงุดหงิดและน่ากลัวจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้แม้แต่ผมเองในตอนแรกยังถอยหนีแต่พอผ่านไปสักพักผมกลับเป็นฝ่ายก้าวเข้าหาเบียทรีซแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อให้หน้าผากสัมผัสกับอกอีกฝ่าย เบียทรีซสะดุ้งกับการกระทำของผมเล็กน้อยแต่ไม่ผละออก


“ขอบคุณที่เป็นห่วงผมนะ” ผมบอกเสียงเบาแต่ด้วยระยะห่างเพียงไม่กี่เซนเบียทรีซต้องได้ยินแน่


“...ชอบคิดไปเองเรื่อยเลยนะ”


“อืม คิดไปเองก็ได้” แต่ไม่ว่าจะคิดอีกกี่รอบคำตอบก็ไม่เปลี่ยนไปอยู่ดี


คนที่ไม่เป็นห่วงจะมาหาผมที่นี่ได้ยังไง


คนที่ไม่เป็นห่วงจะบ่น เตือนด้วยน้ำเสียงแบบนั้นไปทำไม


มันไม่ใช่การคิดไปเอง เบียทรีซเป็นห่วงผมถึงได้มาอยู่ที่นี่เพื่อพาผมที่หายตัวไปกลับปราสาท


“พวกเจ้าแอบเปิดทางเชื่อม แถมยังสร้างภาพลวงตาปิดไว้ในปราสาทของข้าอีก” เบียทรีซพูดระหว่างหันไปมองเหล่าคุณปู่คนแคระทีละตน


“เรื่องนั้นเป็นเพราะพวกข้าอายุมากแล้วจะให้เดินทางหลายวันเพื่อเอาอัญมณีไปส่งให้ถึงมือมันก็ลำบากเกินไป” คุณปู่ให้เหตุผล


“พวกหนุ่มสาวก็มีเยอะนี่ ในหมู่บ้านน่ะ”


“ท่านก็รู้กฎของพวกเราดี คนแคระที่อายุไม่ถึง 800 ปีจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปจากอาณาเขตหมู่บ้านเพื่อป้องกันภัยจากปิศาจตนอื่นๆ”


“แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ข้าจะปล่อยไป”


“ถ้าเช่นนั้นพวกข้าจะปิดทางเชื่อมและเปิดเฉพาะตอนที่จะเดินทาง แบบนี้ได้หรือไม่องค์ราชา” ใช้เวลาคิดไม่นานก็ตอบเบียทรีซกลับไป


“พวกเจ้าควรทำแบบนั้นตั้งนานแล้ว ไม่รู้มีปิศาจเท่าไหร่ที่เผลอผ่านทางเชื่อมมาหลงอยู่นี่!” เบียทรีซเริ่มบ่นอีกรอบ


“เรื่องนั้นขออย่าได้เป็นกังวล ภาพลวงตาของเผ่าคนแคระมีพลังมากที่สุดในหมู่ปิศาจเผ่าอื่น ต่อให้เผลอสัมผัสภาพลวงตาก็จะให้ความรู้สึกเหมือนของจริงไม่สามารถผ่านทางเชื่อมมาได้”


“แต่หมอนี่ก็ผ่านมาได้แล้ว” เบียทรีซพูดถึงผม


“เขาเป็นข้อยกเว้นพิเศษ สัมผัสของเขาไม่เพียงแค่ดีมากแต่ยังสามารถมองทะลุผ่านภาพลวงตาได้อย่างง่ายดาย ปิศาจตนอื่นหรือแม้แต่ท่านซึ่งเป็นราชายังต้องใช้พลังปิศาจเพื่อทำลายไม่ใช่ทะลุผ่านเข้ามา” คุณปู่คนแคระให้คำอธิบาย


“ยังไงก็ต้องปิดไว้”


“ท่านกังวลว่าเขาจะมาหาพวกเราแล้วท่านต้องมาตามด้วยตัวเองใช่หรือไม่”


“หุบปาก! เปิดทางเชื่อมข้าจะกลับแล้ว” เบียทรีซรีบเปลี่ยนเรื่องท่ามกลางรอยยิ้มกรุ๋งกริ่มของบรรดาคุณปู่คนแคระ


ทางเชื่อมกลับไปยังปราสาทถูกเปิดขึ้นตรงหน้าของพวกเรา ผมบอกลาคุณปู่คนแคระทุกคนแล้วเดินตามหลังเบียทรีซเข้าไปด้านในทางเชื่อมจนทะลุออกมายังสวนบริเวณเดิมกับที่ผมเผลอก้าวเข้าไป


“เบียทรีซ ขอบคุณที่ไปรับผมนะ” ผมวิ่งไปขนาบข้างอีกฝ่ายระหว่างบอก


“ถ้าข้าไม่ไปเจ้าจะเดินกลับมาเองรึไง”


“แฮะๆ ไม่รู้เหมือนกัน” บอกตรงๆ ว่าถาเบียทรีซไม่มารับผมก็คงยืนงงๆ อยู่พักใหญ่กว่าจะหาทางกลับได้ วิธีง่ายๆ อย่างให้พวกคุณปู่เปิดทางเชื่อมกลับมายังปราสาทไม่ได้อยู่ในหัวเลยสักนิดเดียว


“ข้าควรจะทำยังไงกับเจ้าดี”


“อย่าล่ามโซ่ผมเลย” ขอแค่นี้แหละ


“หึ งั้นใส่ปลอกคอแทนละกัน”


“แบบนั้นก็ไม่เอา”


“เขียนป้ายชื่อติดไว้เวลาหลงจะได้ให้คนพามาส่งถูก”


“...ก็ไม่เลวนะ” ผมชักเห็นด้วยกับข้อเสนอนนี้ของเบียทรีซซะแล้ว ที่โลกมนษย์เองก็มีเยอะที่มีนามบัตรติดตัวเด็กไว้เผื่อเกิดหลงทางจะได้พาไปส่งถูก


“บางทีข้าก็เริ่มกลัวความซื่อปนบื้อของเจ้า” เขาหยุดหันมามองหน้าผมสักพักจึงกลับไปเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“ฮะ? โอ๊ะ! ผมมีเรื่องจะบอกกับคุณเบียทรีซ” ผมพูดพลางก้าวยาวๆ ให้ทันอีกฝ่าย


“ว่ามา เร็วๆ หน่อยข้าหิวจนจะกินเจ้าได้อยู่แล้ว”


“ผมว่าจะกลับไปนอนห้องที่แกรนเตรียมให้ที่ชั้น 8”


กึก!


พอผมพูดจบประโยคเบียทรีซที่กำลังก้าวหยุดเดินแทบจะทันทีแถมยังหันมาเผชิญหน้ากับผมตรงๆ อีก ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรนหาที่ ทั้งที่บรรยากาศเริ่มดีขึ้นแต่ผมทำให้มันเย็นลงซะงั้น


“เจ้าเป็นคนมาเคาะประตูห้องข้าเพื่อขอนอนด้วย” เบียทรีซเอ่ยเสียงเย็น


“ก็ใช่...คือผมไม่ชินกับการเปลี่ยนแปลง ตอนนั้นเลยนอนต่างที่ไม่ไหว”


“แล้วตอนนี้นอนได้แล้ว?”


“อืม...คิดว่าได้แล้ว” อยู่มาตั้งหลายเดือน ผมชินกับชีวิตความเป็นอยู่ในโลกปิศาจแล้วเพราะงั้นก็น่าจะนอนคนเดียวได้


จะให้ไปกวนเบียทรีซทุกคืนแบบนี้คงไม่ดี


ดูจากนิสัยก็เดาได้ว่าเขาไม่ชอบให้ใครมาลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว


ชอบความสะดวกสบายและไม่แออัด


การมีผมเข้าไปอยู่ในห้องด้วยมันคงไม่เหมาะสมนัก นี่ยังไม่นับเรื่องฐานะราชาของเบียทรีซอีกนะ


ดวงตาสีน้ำตาลของผมมองผ่านเลนส์แว่นเงยขึ้นไปสบดวงตาสีทองสว่างเพื่อรอคอยความตอบอย่างไม่เร่งรัดนัก ใบหน้านิ่งๆ ของอีกฝ่ายทำเอาผมเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในหัวกันกันแน่


“วิณณ์”


“ฮืม?” ผมขานรับเสียงเรียก


“เจ้าบอกว่านอนคนเดียวได้?” เบียทรีซถามย้ำอีกครั้ง


“อืม ผมนอนได้” แม้จะไม่ค่อยเข้าใจว่าถามซ้ำไปทำไมแต่ผมก็ยอมตอบ


“เจ้านอนได้แต่ข้าไม่ จบเรื่องนี้แล้วอย่าขุดมันขึ้นมาให้ข้าได้ยินอีก” พูดจบเบียทรีซก็เดินต่อโดยทิ้งผมไว้กับความงงงวยและสงสัยที่ตีกันวุ่นอยู่ภายในหัว


ผมไม่รู้ว่าคำพูดของเบียทรีซหมายถึงอะไรแต่ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ พรุ่งนี้หรือวันถัดไปผมก็ไม่ได้กลับลงไปนอนที่ห้องชั้น 8 อีกเลย

....................................................

มาต่อกันค่ะ

จบไปแล้วอีกตอน

ความเอาแต่ใจของเบียทรีซยังคงระดับอย่างต่อเนื่อง

ค่อนข้างชอบนิสัยแบบนี้ของเบียทรีซโดยเฉพาะฉากจบที่คุยกันเรื่องห้องนอน

แต่งเองก็ชอบเอง 555

หวังว่าทุกคนก็็จะชอบนะคะ

ไว้้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2346
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
แหมท่านเบียทริซ ไม่ค่อยจะเป็นห่วงเลยนะท่าน 555

หนูวิณณ์ น่ารักทุกตอนที่อ่านเลย ดูเป็นคนไม่มีผิดภัยอ่ะ ชอบ

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +268/-2
เอ็นดูองค์ราชา วิณณ์หายไปแป๊บเดียว ก็รีบไปตามถึงที่เลยนะ

ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 372
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5203
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
ติดเด็กแล้วนะราชา  :hao3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +361/-0
⊰บงการ:วันที่9:⊱



เสียงของคลื่นที่แว่วเข้ามาให้ได้ยินเรียกดวงตาสีน้ำตาลของผมให้ลืมขึ้นพร้อมความมึนหัวแล่นเข้ามา แว่นที่สวมอยู่นั้นมีอาการพล่ามัวทำให้มองเห็นได้ไม่ชัด อาการโครงเครงนี่คงไม่ใช่ในหัวผมแต่เป็นสภาพแวดล้อมรอบกาย สัมผัสแบบนี้คงอยู่บนเรือไม่ผิดแน่


ประเด็ดสำคัญคือทำไมผมถึงมาอยู่บนเรือนี้ได้ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมกำลังจะเดินไปหาแกรนเพื่อถามถึงตัวเลขในบัญชีอยู่เลย


ระหว่างเดินอยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนถูกคนด้านหลังใช้ผ้าปิดปากและจมูก สูดดมกลิ่นแปลกๆ ได้เพียงไม่กี่วินาทีสติก็ดับวูบลง และพอรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว

สภาพผมในตอนนี้ถูกมัดข้อมือสองข้างไว้ติดกันแน่น ถือเป็นโชคดีอยู่ไม่น้อยที่ตรงเท้าและปากไม่ได้ถูกพันธนาการไปด้วย บริเวณที่ผมอยู่นี้เป็นเหมือนห้องใต้ท้องเรือซึ่งไม่มีแสงสว่างมากนัก แม้จะมีแสงสว่างน้อยทว่าผมกลับมองเห็นว่ามีอีกหลายคนที่นั่งกระจายกันอยู่ภายใน


ความเงียบแสนอึดอัดนี่ผมไม่ชอบมันซะเลย


นอกจากความเงียบผมยังได้ยินเสียงสะอื้นปนร้องไห้อยู่ไม่ไกล ผมพยายามที่จะใช้หัวเพื่อมองสถานการณ์ในตอนนี้ให้ออก แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้ผมก็ยังคิดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว


ทำไมผมถึงมาอยู่นี่


ใครเป็นคนจับผม


พวกที่นั่งอยู่ในห้องเดียวกันเป็นใคร


เรือลำนี้เป็นอะไรกันแน่


ถ้าผมมีทักษะด้านการใช้สมองสักหน่อยก็ดีสิ


แกร็ก!


คิดอะไรเพลินๆ ได้ไม่นานเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมร่างของปิศาจประมาณสามตนก้าวเข้ามาภายใน ใบหน้าของพวกเขามีหูแหลมและผิวสีแทนเข้มนอกนั้นเป็นเหมือนมนุษย์ปกติ พอมีแสงสว่างรอดเข้ามาผมจึงสามารถมองเห็นเหล่าผู้ที่ถูกมัดรวมไว้ด้วยกันชัดเจนขึ้น ดูจากใบหน้าแล้วอายุน่าจะไล่เลี่ยกันกับผมอยู่ แถมยังไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นปิศาจด้วย


นี่อาจเป็นผลจากการฝึกหนักและคลุกคลีอยู่กับปิศาจหลายๆ แบบทำให้สามารถแยกแยะสัมผัสได้ว่าเป็นมนุษย์หรือปิศาจ จะว่าไปที่โลกปิศาจคงไม่มีมนุษย์มาอาศัยอยู่หรอก


จากภาพรวมผมคงถูกจับมารวมกับปิศาจตนอื่นๆ แล้วพาขึ้นเรือมุ่งหาไปที่ไหนสักแห่ง


“ตื่นกันหมดแล้วนี่หว่า” เสียงของปิศาจตนแรกพูดระหว่างไล่มองพวกเราทีละคน


“สินค้าล๊อตนี้แจ่มๆ ทั้งนั้นเลย” ปิศาจอีกตนพูดก่อนคว้าแขนสาวคนนึงดึงขึ้นมา


“ว้าย!...” เธอพยายามขัดขืนยามถูกขยับเข้าใกล้จนเข้าข่ายลวนลาม


“พวกเศรษฐีต้องชอบแน่ปิศาจเอ๊าะๆ แบบนี้ ราคาน่าจะอัพขึ้นอีกหลายเท่า”


“แบบนี้พวกเราก็ต้องได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นด้วยสิ”


“เรื่องส่วนแบ่งลองไปถามนายเองละกัน”


“แกก็ไปถามให้หน่อยดิ”


“ข้ายังไม่อยากคอขาดนี่หว่า”


“ไหนๆ ก็มีสินค้าดีๆ มา ขอลองสักหน่อยคงไม่ผิดหรอกเนอะ” พวกนั้นเถียงกันได้ไม่นานก็วกกลับมาเรื่องสาวที่โดนดึงขึ้นไปหาเมื่อครู่ด้วยสายตาอันตราย เธอเองก็เหมือนจะรับรู้ได้ถึงความอันตรายเลยพยายามดิ้นขัดขืนสุดแรงทว่าการกระทำเหล่านั้นมันเปล่าประโยชน์


“...ปล่อย ได้โปรดปล่อยข้า...” สาวผมลอนสีทองเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาคู่งานหันมาสบเพื่อขอความช่วยเหลือโดยหวังว่าจะมีใครสักคนลุกขึ้นช่วย ซึ่งในความจริงนั้นปิศาจตนอื่นๆ ก้มหน้าหลบสายตาขอความช่วยเหลือกันเป็นแถบ


สงสัยคงไม่อยากมีปัญหาละมั้ง


ตัวผมเองก็ไม่ใช่พระเอกที่จะเข้าไปช่วยทำเท่จัดการปิศาจทั้งสามตนให้หมอบได้ในสภาพถูกมัดมือ ต่อให้มือไม่ถูกมัดแค่ล้มไปแค่ตนเดียวก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว ถึงจะไม่ใช่พระเอกแต่ก็ไม่ใช่ตัวร้ายที่จะปล่อยอีกฝ่ายถูกล่วงเกินต่อหน้าต่อตาได้


“...ผมว่าพวกคุณหยุดเถอะ” ผมกลั้นใจพูดประโยคนั้นออกไปท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่หันมาสบ


“ว่าไงนะไอ้หนู” ดวงตาสีดำของอีกฝ่ายหรี่ลงแสดงถึงความไม่พอใจอย่างมาก


“พวกคุณคิดว่าสินค้ามีตำหนิจะขายได้งั้นเหรอ ต่อให้ขายได้ราคาคงไม่สูงเท่าที่ต้องการหรอกนะ” คำพูดต่อมาของผมทำให้ปิศาจทั้งสามตนชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองหน้ากันคล้ายปรึกษาผ่านทางสายตาอยู่


“ถ้าผู้หญิงมามีตำหนิแล้วเสียราคา งั้นถ้าเป็นผู้ชายอย่างแกก็ไม่เป็นไรสินะ!” หญิงสาวถูกเหวี่ยงลงไปกองอยู่บนพื้นก่อนพวกเขาทั้งสามจะเดินเข้ามาล้อมผมไว้


“...” ดูเหมือนผมจะหาเรื่องให้ตัวเองซวยอีกแล้วสิ


“ดูเด็กขนาดนี้จะทำให้สนุกได้รึเปล่าเนี่ย แต่กลิ่นหอมเป็นบ้า” ไม่พูดเปล่าผมถูกหนึ่งในนั้นใช้มือจับคอผมพร้อมออกแรงบีบบังคับให้เงยหน้าขึ้นไป


ถ้าผมมีมืออย่างแรกที่ทำคือจะหยิบแว่นมาเช็ดให้หายมัว


มองไม่ชัดแบบนี้มันแย่นะ


“ของแบบนี้มันต้องลอง” ปิศาจอีกตนบอก


“หึ...อยากเป็นฮีโร่ช่วยสาวนักก็ต้องเจอแบบนี้”


“ผิวขาวชะมัด!” เพราะถูกดึงเสื้อด้วยแรงมหาศาลกระดุมเสื้อจึงกระเด็นหลุดเผยให้เห็นผิวภายใต้ราวกับจงใจ


“ชักสนุกแล้วสิ”


“เริ่มกันเถอะ...”


“เฮ้ย! พวกแกน่ะอย่ามัวแต่มายุ่งกับสินค้า นายเรียกรวมตัว!” เสียงตะโกนจากหน้าประตูเป็นเหมือนสัญญาณช่วยชีวิตผมให้รอดพ้นจากอันตราย


“รอดตัวไปนะแก!” หนึ่งในนั้นหันมามองผมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องพร้อมปิดประตูลง


ความมืดเข้ามาเยือนภายในห้องอีกครา ไม่มีเสียงพูดคุยหรือร้องไห้สะอื้นเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว อาจทำใจได้แล้วไม่ก็คงเหนื่อย ผมเองเห็นนั่งเงียบทำตัวสบายๆ แบบนี้แต่ในหัวก็กำลังคิดหาวิธีออกไปจากที่นี่อย่างหนัก จริงอยู่ผมอาจไม่ได้รู้เส้นทางในโลกปิศาจหรือรู้จักใครมากมายแต่ผมเชื่อว่าหากหนีออกจากนี่ได้ผมก็จะได้กลับไปหาเบียทรีซอีกครั้ง


ป่านนี้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นยังไงบ้าง อยู่กันมาตั้งหลายเดือนทำไมจะไม่รู้นิสัยของเบียทรีซ ปากก็บอกว่าไม่สน ไม่ห่วง สารพัดจะไม่แต่พอผมมีปัญหาคนที่เข้ามาหาก่อนใครก็คือเขานั่นแหละ


บอกตามตรงว่าผมแอบหวังให้เบียทรีซมาช่วย ต่อให้รู้ว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้เลยก็ตามที เขาจะหาผมเจอได้ยังไงทั้งที่ออกนอกทะเลมาแล้วดังนั้นที่ผมต้องทำคือหาทางหนีและขึ้นฝั่งให้ได้ เพราะถ้าขึ้นฝั่งได้หนทางที่จะกลับปราสาทก็ไม่ใช่ 0 แค่อาจใช้เวลานานอยู่สักหน่อย


ผมไม่ใช่คนที่จะรอให้การช่วยเหลือมาหาอยู่เฉยๆ เพราะจากการใช้ชีวิตกว่า 30 ปีความช่วยที่เรารออาจไม่มีก็เป็นได้ อะไรที่ทำได้เลยต้องลองทำไปก่อน อีกอย่างผมอยากช่วยทุกคนที่ถูกจับมา แค่มองก็รู้ถึงความเศร้าโศกและเสียใจที่ถูกพลัดพรากมาจากคนสำคัญ


ให้เดาเรือลำนี้ต้องทำการค้ามนุษย์ ไม่สิ ต้องเรียกว่าการค้าปิศาจน่าจะตรงกว่า เพราะถ้ายินยอมมาเองคงไม่ร้องไห้ระงมกันขนาดนี้ คงจะหาโอกาศล่อลวงจับปิศาจมารวมกันและส่งออกไปขายในที่ต่างๆ เงินค่าตอบแทนน่าจะสูงพอดูด้วย


ปัญหาใหญ่ในตอนนี้คือผมจะออกไปสถานการณ์นี้ยังไงดี


ต่อให้หาทางแก้เชือกและหลุดไปจากห้องนี้ได้แต่การจะหนีจากเรือที่อยู่บนทะเลนั้นโอกาสเป็น 0


แกร็ก!


ผ่านไปอีกสักพักใหญ่ประตูห้องก็เปิดอ้าออกอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่ปิศาจสามตนก่อนหน้านี้แต่เป็นปิศาจร่างท้วมหน้าตาคล้ายค้างคาวก้าวเข้ามาภายในโดยด้านหลังมีปิศาจกลุ่มเดิมยืนอยู่ ดวงตาสีเหลืองของเขาไล่มองตั้งแต่ฝั่งซ้ายมือของห้องไปถึงอีกฝั่งหนึ่งแล้วจึงเลื่อนมามองยังผมนิ่งๆ


“...เจ้าสินะ”


“...” ผมใช้ความเงียบเพราะไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยอะไรออกไปดี


ประโยคนั้นหมายถึงอะไรกันล่ะ


“หน้าตาเข้าขั้นคงขายได้ราคาดีแถมกลิ่นแบบนี้คงยังเยาว์วัยนัก ถึงสเป็กข้าเป็นหญิงสาวกะจะเลือกสักสองสามคนแต่ถ้าเป็นเจ้าอาจไม่เลวก็ได้” น้ำเสียงที่ใช้พูดนั่นทำเอาผมถึงกับสะดุ้งเขยิบถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ แต่แล้วสายตาผมก็เหลือมไปมองทางประตูซึ่งเปิดอ้าออกพร้อมบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัว


ในเมื่อตอนนี้ไม่สามารถหนีออกจากเรือได้ก็หนีมันอยู่ในเรือซะสิ สร้างความปั่นป่วนจนกว่าเรือจะเทียบท่า ต่อให้ผมถูกจับในระหว่างนั้นก็ไม่เป็นไรเพราะเหมือนได้ช่วยซื้อเวลาให้ปิศาจตนอื่นๆ ปลอดภัย จากคำพูดเมื่อครู่เขาคิดจะเลือกผู้หญิงไปหลายคนแต่ถ้าผมยังป่วนอยู่เขาคงไม่มีเวลาไปเลือกสาวๆ หรอกจริงไหม


เมื่อตัดสินใจได้ผมไม่รอช้ายันตัวเองลุกขึ้นพร้อมใช้ส่วนหัวกระแทกไปยังปลายคาอีกฝ่ายอย่างแรงจนร่างอวบอ้วนนั้นเซล้ม ผมอาศัยโอกาสที่เหล่าปิศาจด้านนอกกำลังตกใจวิ่งหลบหนีออกจากประตูไป แน่นอนว่าพวกเขาต้องวิ่งตามผมมาเพื่อจับกลับ


ผมวิ่งขึ้นบันไดสูงไปด้านบนของเรือ กลิ่นของไอเค็มจากน้ำทะเลลอยมาแตะจมูกซึ่งผมไม่มีเวลาให้ผ่อนคลายนานนัก ปิศาจที่เฝ้าอยู่ด้านบนตนหนึ่งวิ่งเข้าใส่ผมแต่ด้วยทักษะที่ฝึกมาเกือบปีทำให้ผมสามารถเบี่ยงตัวหลบได้ทัน การโจมตีจากปิศาจนับสิบพุ่งเป้ามายังผมเป็นจุดเดียวถึงจะหลบหลีกได้และใช้หัวกระแทรกกลับไปไม่น้อยแต่จำนวนก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง


มีดสีเงินพุ่งเฉี่ยวแก้วผมไปปักอยู่บนผนัง ในเวลาคับขันผมไม่มีเวลาให้คิดนานเลยทำตามความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาก่อน ผมใช้มีดที่ปักผนังอยู่ตัดเชือกในจังหวะเดียวกับเบี่ยงตัวหลบการโจมตีจากสามทาง การใช้อาวุธนั้นทักษะผมเป็น 0 เนื่องจากเตโชสอนผมแค่การหลบและต่อสู้ดด้วยมือเปล่าไม่ใช่การใช้อาวุธ แต่ในสถานการณ์แบบนี้การถืออาวุธไว้ก็ทำให้อุ่นใจกว่า


การถ่วงเวลาของผมสิ้นสุดเร็วกว่าที่คาดไปมากเนื่องจากคู่ต่อสู้มีมากเกินและผู้ที่เป็นหัวหน้าซึ่งหน้าคล้ายค้างคาวนั่นแอบหลบอยู่ในมุมบอดพอผมเผลอก็คว้าข้อมือทั้งสองข้างของผมไว้แน่นพร้อมออกแรงบีบจนมีดในมือตกลงบนพื้น


“กล้ามานะที่หลบหนีออกมา!” น้ำเสียงเย็นๆ จากด้านหลังดังขึ้น


“อึก...ปล่อย” ทั้งที่รู้ว่าแทบไม่มีหวังในการหลุดแต่ผมก็ยังพยายามออกแรงขัดขืนอย่างถึงที่สุด


“ข้าปล่อยเจ้าแน่ ไม่ใช่ที่นี่แต่เป็นบนเตียง!” อีกฝ่ายดันผมไปติดกับผนัง แผ่นหลังผมกระทบกับความแข็งจนต้องส่งเสียงร้องออกมา


ตอนนี้ไม่ใช่แค่แผ่นหลังที่เจ็บ ส่วนอื่นๆเองต่างก็เจ็บและระบมไม่ต่างกัน


“...อึก” ผมข่มกลั้นความเจ็บปวดซึ่งแล่นเข้ามา ริมฝีปากสากๆ ก้มลงมาขบลำคอ...สัมผัสนั้นทำให้ผมถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจพร้อมความรู้สึกไม่ดียามลิ้นสากๆ ลากผ่านบริเวณลำคอ


ผมที่กำลังจะหมดความอดทนคิดจะใช้ฟันกัดอีกฝ่ายจนกว่าจะปล่อยทว่าพลังปิศาจอันทรงอำนาจกลับแผ่ขยายไปทั่วตัวเรือในชั่วพริบตาหลังทางเชื่อมมิติถูกเปิดออกเหนือตัวเรือ


ร่างของเบียทรีซก้าวออกมาจากทางเชื่อมมิติใช้ดวงตาสีทองสว่างมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงชั่วพริบตาพลังปิศาจที่ปล่อยออกมาอยู่แล้วกลับทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกหลายเท่า เหล่าปิศาจโดยรอบเซล้มลงไปกองบนพื้นเมื่อไม่สามารถต้านทานพลังอำนาจอันมหาศาลได้ ขนาดหัวหน้าที่จับผมไปยังแสดงอาการตัวสั่นออกมาเลย


“ปล่อย” เพียงคำเดียวแรงบีบบริเวณข้อมือทั้งสองข้างก็ถูกคลายออก ร่างอ้วนท้วนทรุดตัวลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้นขณะเบียทรีซก้าวยาวๆ ตรงมาหาผม


“เบียทรีซ...”


“นี่เจ้าคิดจะทำให้ข้าว้าวุ่นไปถึงไหนถึงจะพอใจฮะวิณณ์!” น้ำเสียงไม่สบอารมณ์มาพร้อมกับมือที่ดึงร่างผมเข้าไปหาก่อนจะถูกแขนทั้งสองข้างโอบกอดไว้แน่น ไออุ่นจากร่างของเบียทรีซสลายทั้งความกังวลและความกลัวที่แอบซ่อนอยู่ตลอดหลายชั่วโมงให้หายไปจนสิ้น


“เบียทรีซ” ผมไม่สนว่าจะน้ำเสียงตัวเองจะสั่นมากไหนกอดตอบอีกฝ่ายด้วยร่างกายสั่นๆ


“...กลับกันเถอะ” นิ่งไปสักพักเสียงของเบียทรีซก็อ่อนลงอย่างมาก


“อื้อ...เบียทรีซ” ผมรั้งอีกฝ่ายไม่ให้ก้าวต่อ


“อะไร”


“มีคนอื่นถูกจับมาอยู่ข้างใต้นี่ ช่วยพาพวกเขากลับด้วยนะ” พวกเขาเองต้องอยากกลับไปเหมือนกันแน่ จะให้ผมกลับไปคนเดียวโดยปล่อยพวกเขาไว้คงทำไม่ได้


“แกรน”


“ได้ครับองค์ราชา ข้าจะจัดการให้” สิ้นเสียงเรียกแกรนซึ่งเป็นเลขาและคนสนิทของเบียทรีซก็ก้าวออกมาจากทางมิติ การโค้งตัวเล็กน้อยสื่อความหมายว่าจะทำตามบัญชา


“อืม ไป...นี่อะไร” เบียทรีซกดเสียงต่ำยามมองมายังลำคอผม


“อะไรเหรอ อ๊ะ!” ผมยกมือถึงสัมผัสคอตัวเองซึ่งพอแตะก็นึกออกว่าตัวเองเพิ่งถูกทำอะไรมา เบียทรีซจับแขนผมพร้อมดึงเข้าไปและไม่กี่วินาทีต่อมาสัมผัสของริมฝีปากก็ประทับแนบลงมาบนลำคอ ความเจ็บจากการถูกขบเม้มนั้นทำให้ผมดิ้นขัดขืน อีกฝ่ายเหมือนจะรู้เลยผละออกด้วยใบหน้านิ่งๆ คล้ายเรื่องที่เกิดขึ้นนี่เป็นเรื่องปกธรรมดาผิดกับผมที่ยืนอึ้งทำตัวไม่ถูกแถมหัวใจก็เต้นแรงเอาๆ


“จับมันไปทรมานจนกว่าจะยอมบอกข้อมูลแกรน”


“ตามบัญชาองค์ราชา”


“...เบียทรีซ”


“เก็บเสียงเรียกชื่อข้าไว้อธิบายทุกอย่างเถอะ” อีกฝ่ายชายตามองมาก่อนจะจัดการอุ้มผมแล้วกลับขึ้นไปยังทางเชื่อมมิติที่เปิดรออยู่ อีกฝากของทางเชื่อมคือบริเวณลานกว้างด้านข้างตัวปราสาทที่บัดนี้มีเตโชกับเหล่ากองกำลังยืนรอคำสั่งอยู่


“ต้องการให้ข้าทำอย่างไรต่อองค์ราชา” เตโชก้าวเข้ามาหาพลางมองผมที่อยู่ในสถาพไม่สู้ดีนัก


“จัดการจับให้หมด ถ้าขัดขืนก็ไม่จำเป็นต้องปราณี”


“น้อมรับคำสั่ง”


“แล้วก็หลังจากนี้ให้ฝึกวิณณ์ใช้อาวุธ” ผมเงยหน้าขึ้นมองเบียทรีซทันทีที่ได้ยิน


ให้ฝึกผมใช้อาวุธ?


“ตามประสงค์ของพระองค์” เตโชก้มหัวรับคำสั่งโดยไม่มีข้อสักถามอะไรผิดกับผมที่อยากอ้าปากถามแต่กลับถูกดวงตาคมๆ นั่นจับจ้องมาคล้ายจะสื่อว่าอย่าพูดอะไร


เบียทรีซอุ้มผมเดินเข้าไปในปราสาทตรงขึ้นไปยังชั้นบนสุด ประตูห้องนอนสีทองถูกเปิดด้วยการใช้เท้าถีบ ร่างผมถูกวางลงบนเตียงขนาดใหญ่ยักษ์ก่อนกล่องปฐมพยาบาลจะถูกหยิบออกมาจากลิ้นชักด้านข้าง ถ้าถามถึงสาเหตุที่ในห้องนอนมีกล่องปฐมพยายามก็ง่ายๆ เป็นเพราะผมเอง


ต่อให้มาอยู่โลกปิศาจก็ใช่ว่าความซุ่มซ่ามหรือความเป๋อเหรอจะหายไป ผมยังคงเจ็บตัวเล็กๆ น้อยๆ อยู่เป็นกิจวัตรประจำวัน


“บอกข้ามาว่าเกิดอะไรขึ้น” เบียทรีซเปิดประเด็นระหว่างนั่งลงข้างๆ เปิดกล่องปฐมพยาบาลอันเต็มไปด้วยยาและอุปกรณ์ทำแผล


“...ไม่รู้”


“ไม่รู้?” คนได้ยินหันควับมามองผมด้วยสายตาคมกริบ


“ก็ผมไม่รู้จริงๆ นี่นา” ไม่ได้โกหกนะ


“ต้องมีที่รู้บางสิน่า บอกมาเท่าที่รู้”


“ที่รู้เหรอ...เหมือนจะมีคนโปะยาสลบผมตอนอยู่ในปราสาท พอรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกจับมัดอยู่บนเรือนั้นแล้ว” ผมบอกสิ่งที่พอรู้ออกไปจนหมด


“แค่นี้?”


“อืม...ผมรู้แค่นี้แหละ”


“แล้วทำไมถึงโดนเจ้านั่นจับไว้แบบนั้น” แรงกดดันจากเสียงดูจะมากกว่าประโยคก่อนหน้านี้


“ผมเพราะหนีออกมา...”


“เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นทั้งที่อยู่กลางทะเลรึไง!” เบียทรีซบ่นพร้อมแตะยาลงบนบาดแผลบริเวณแขนอย่างแรง


“โอ๊ย! เจ็บนะ” ผมรีบชักแขนกลับทันที


“ก็ให้เจ็บน่ะสิจะได้รู้ว่าไม่ควรทำแบบนี้อีก ถูกจับอยู่บนเรือแบบนั้นมีใครคิดหนีบ้างล่ะ...มันหนีไม่พ้นอยู่แล้ว” อีกฝ่ายยังคงบ่นต่อโดยดึงแขนที่ผมชักกลับไปใส่ยาต่อ แม้จะพยายามยื้อแต่ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าพละกำลังของผมกับเบียทรีซนั้นแตกต่างกันมาก


“ผมคิดว่าต่อให้หนีออกจากเรือไม่ได้ก็หนีอยู่ในเรือซะ พอถึงฝั่งผมจะได้หนีออกไปในจังหวะนั้นอีกอย่างผมไม่อยากถูกพวกนั้นปล้ำนี่” ผมเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยเสียงเบาหวิว อายุก็ปาไป 30 แล้วทำไมผมจะแปลความหมายของพวกเขาไม่ได้ล่ะว่าต้องการอะไรจากตัวเอง


ที่น่าแปลกใจคือผมไม่คิดว่าตัวเองมีอะไรดึงดูดให้ผู้ชายด้วยกันหันมาสนใจหรอกนะ


ระหว่างคิดหลายๆ อย่างในหัวเบียทรีซที่เปลี่ยนมาทายาตรงแก้มผมก็นิ่งไป ผมเลยเงยหน้าขึ้นไปหาอีกฝ่ายแต่แล้วร่างผมกลับถูกผลักจนนอนหงายราบไปเตียงโดยมีเบียทรีซขึ้นคล่อมอยู่ ดวงตาสีทองสว่างจับจ้องมาด้วยประกายของความหงุดหงิดและพยายามข่มอารมณ์ที่ดูเหมือนจะใกล้ปะทุ


“ใคร!”


“...อะไร” เอ่ยมาแค่ประโยคเดียวผมไม่เข้าใจหรอกนะว่าต้องการอะไร


“ก็คนที่มันคิดจะปล้ำเจ้าไง!” เบียทรีซขยายคำถามให้เข้าใจง่ายขึ้น


“เอ่อ...ก็มีหัวหน้าของพวกนั้น...”


“ก็มีนี่หมายความว่าไม่ใช่แค่คนเดียว?!” ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคอีกฝ่ายก็พูดแทรกด้วยน้ำเสียงค่อนข้างน่ากลัว


“...อืม ยังมีอีก 3...”


“บอกหน้าตามาข้าจะจะได้เอ็นดูพวกมันเป็นพิเศษ” น้ำเสียงของเบียทรีซไม่ได้สื่อไปในทางเดียวกับคำว่าเอ็นดูเลย เหมือนจะไปทรมานพวกเขามากกว่าอีก


“...ผมไม่เป็นไร อย่าทำพวกเขาเลย” ถ้าผมบอกไปเบียทรีซต้องไม่ปรานีแน่ผมสัมผัสได้แบบนั้น


“เจ้าคิดจะปกป้องพวกมัน?”


“เปล่า ผมแค่ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่”


“เรื่องไม่ใหญ่หรอกแค่ลูกน้องของพ่อค้าปิศาจหายไปสักสิบยี่สิบคน”


“ผมไม่เป็นไรคุณก็เห็น” ผมพยายามเปลี่ยนเรื่อง


“นี่คือสภาพของคนไม่เป็นไร?” เบียทรีซถามกลับพร้อมกับใช้ฝ่ามือทาบลงบนแก้มฝั่งที่เป็นแผลแรงๆ จนผมถึงกับหลุดร้องออกมา


“คุณก็อย่าโดนสิ” ไปกดมันก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว


“ข้าไม่เรียกสภาพนี้ว่าไม่เป็นไรวิณณ์” อยู่ๆ น้ำเสียงของเบียทรีซก็นิ่งลงแต่เป็นความนิ่งที่ไม่ใช่ความหงุดหงิดหรือโกรธ มันมีอะไรมากกว่านั้นเพียงแค่ผมไม่สามารถรู้ได้ด้วยกันฟังเสียงหรือการมอง


“...เบียทรีซ” ดวงตาที่สอดประสานมาจากด้านบนฉายแววห่วงใยออกมาอย่างชัดเจนพานให้หัวใจรู้สึกอุ่นวาบ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้สัมผัสถึงความรู้สึกแบบนี้...คงตั้งแต่พ่อจากไปละมั้ง


ความห่วงใยผมเคยได้รับจากพี่ๆ ร่วมงานมาเยอะแต่กับเบียทรีซมันไม่เหมือนกัน ลึกล้ำกว่า เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกกว่าคล้ายกับตอนที่อยู่กับครอบครัว ผมรู้สึกดียามถูกห่วงใยจากคน ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นความห่วงใยจากราชาปิศาจที่แทบจะไม่แสดงความรู้สึกนี้ออกมาให้เห็นตรงๆ เท่าไหร่ ถ้าโดยทางอ้อมผมสัมผัสและรับรู้ได้มานานแล้ว


ใครจะมองว่าเขาเป็นคนแข็งๆ ขี้หงุดหงิด เอาแต่ใจหรือแม้แต่เจ้าอารมณ์ ผมคงไม่เถียงแต่จะบอกให้พวกเขารู้ว่าภายใต้นิสัยเหล่านั้นมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ในทุกๆ การกระทำ ยิ่งได้อยู่ด้วยกันมากเท่าไหร่ยิ่งสัมผัสถึงสิ่งนั้นได้มากขึ้นเรื่อยๆ



(มีต่อ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +361/-0
(ต่อนะคะ)


“ยิ้มอะไรของเจ้า ข้ากำลังโกรธอยู่วิณณ์” เบียทรีซขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นว่าผมหลุดยิ้มออกมา


“คุณพูดผิดแล้วเบียทรีซ”


“ผิดอะไร”


“คุณไม่ได้โกรธแต่กำลังห่วงผมอยู่ต่างหาก” ผมแก้คำพูดอีกฝ่าย


จากการกระทำหลายๆ อย่างนี่ไม่ใช่โกรธผมแต่เป็นห่วงแถมยังห่วงมากด้วย


ถูกห่วงขนาดนี้ทำไมผมจะไม่ดีใจล่ะจริงไหม


“ข้าไม่ได้ห่วง”


“คุณโกหกคนอื่นได้แต่โกหกผมไม่ได้หรอกนะ” ถ้าเทียบเวลาที่อยู่ด้วยกันผมอาจไม่เท่ากับปิศาจตนอื่นๆ ทว่าผมคลุกคลีอยู่กับเบียทรีซมาตลอดแทบจะไม่ห่างกันเลยด้วยซ้ำ


เพราะงั้นผมถึงรู้ดี


“เจ้า...”


“เบียทรีซ...ขอบคุณที่มาช่วยผมนะ” ผมเอ่ยสิ่งที่อยากจะบอกที่สุดออกไป ความจริงอยากบอกตั้งแต่ตอนอีกฝ่ายมาช่วยแล้วแต่เหมือนจังหวะไม่เหมาะ


“...”


“ไม่พูดเหรอว่าไม่ได้มาช่วยผม” ได้โอกาสจากความเงียบของเบียทรีซผมเลยขอกวนกลับสักหน่อย


“ข้าไม่ได้ช่วยเจ้า แค่ไปพาคนรับใช้ของข้ากลับมาแค่นั้น” ใช้เวลาสักพักใหญ่เลยกว่าอีกฝ่ายจะคิดหาคำพูดตอบกลับมาได้


“อืม” ผมพยักหน้ายิ้มรับกับคำตอบที่พยายามคิดมา


ยังดีที่ไม่บอกว่ามาเดินเล่นแล้วบังเอิญเจอผม


“ยิ้มอะไรอีก”


“ก็ผมมีความสุขนี่” คนมีความสุขจะให้ทำหน้าบึ้งคงไม่ใช่


“ชอบความเจ็บปวดรึไง”  เบียทรีซคงหมายถึงบาดแผลบนร่างกายนี่ละมั้ง


“ไม่ได้ชอบสักหน่อย แค่การมีคนคอยห่วงมันทำให้ผมทั้งดีใจและมีความสุขแค่นั้นเอง” ไม่ใช่เหตุผลสวยหรูแต่เป็นเพียงเหตุผลง่ายๆ


“คิดไปเอง ข้าไม่ได้ห่วงเจ้า อีกอย่างข้าไม่ใช่มนุษย์” อีกฝ่ายบอกเสียงนิ่ง


“ผมอาจไม่ได้พูดถึงคุณก็ได้”


“วิณณ์!”


“คิก...ผมดีใจที่ได้เจอคุณนะเบียทรีซ” ความรู้สึกที่เอ่ยออกไปมันเป็นของจริงที่ไม่ได้ผ่านการคิดประโยคให้ดูน่าฟังด้วยซ้ำ


“...ข้าเองก็...”


“ก็?” ผมมองใบหน้าอีกฝ่ายที่เริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย ปากเองก็ขยับอยู่แต่ไม่มีเสียงออกมา


“นอนพักซะ เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ระหว่างพูดเบียทรีซก้มหน้าลงมาจนหน้าผากของพวกเราสัมผัสกัน ระยะที่ใกล้จนแทบแนบชิดไปทั้งหน้านั้นพานให้ใบหน้าร้อนผ่าว


อยากจะผลักแต่ไม่มีแรงแม้แต่จะขัดขืนด้วยซ้ำ


เบียทรีซอยู่นิ่งๆ ให้หน้าผากของพวกเราแนบชิดกันอีกสักพักจึงเปลี่ยนมาทิ้งตัวนอนลงข้างๆ แถมยังคว้าตัวผมาไปกอดไว้แนบอกอีก หัวใจเต้นรัวขึ้นเช่นเดียวกับความร้อนที่ปะทุโดยอัตโนมัติยามถูกสวมกอดอย่างไม่ทันตั้งตัวแถมยังกอดซะแน่นอีก


ตั้งแต่มาอยู่ที่โลกปิศาจและนอนห้องเดียวกับเบียทรีซพวกเราต่างแยกกันนอนคนละมุมไม่เหมือนตอนอยู่ห้องผมที่ได้หนุนหมอนส่วนตัวซึ่งผมก็เข้าใจน่ะนะว่าในร่างอันหล่อเหลานี่จะให้นอนหนุนคงไม่ใช่เรื่องดีต่อใจเท่าไหร่


ภาพลักษณ์ของปิศาจระดับสูงโดยเฉพาะราชาอย่างเบียทรีซต่อให้เป็นผู้ชายด้วยกันก็ยังส่งผล ผมเองก็ใจเต้นไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่เวลาลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นอีกฝ่ายนอนอยู่ข้างกาย เพราะงั้นผมเลยยิ่งไม่ชินเวลาถูกกอดแบบนี้


“...เบียทรีซ...”


“เงียบแล้วนอนไป”


“แต่ว่าแบบนี้มันแปลก...”


“ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน” ไม่พูดเปล่าอ้อมแขนนั่นกระชับให้ตัวผมขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น


แปลกสิ...แปลกทุกตรงแหละ


“...เบียทรีซ”


“อะไรอีก”


“เอ่อ...มื้อเย็น...”


“ตื่นมาค่อนลงไปกิน”


“แต่...”


“ถ้ายังไม่หยุดส่งเสียงข้าจะอยู่แบบนี้ไปถึงเช้า” เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ผมเม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้เสียงเล็ดรอดออกมาได้


ถึงจะรู้สึกแปลกและไม่ชินทว่าพอเวลาผ่านไปสักระยะความรู้สึกเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยความง่วง คงเป็นเพราะผมใช้พลังงานไปกับการหลบหนีร่างกายเลยเหนื่อยล้า คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปได้ไม่นานสติอันน้อยนิดก็เลือนรางและดับไปพร้อมไออุ่นที่ปกคลุมร่างไว้จนกะทั่งหลายชั่วโมงต่อมา


หลายวันต่อมาบาดแผลของผมหายเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่ล่องลอยใดๆ บนผิว ในแต่ละวันผมยังทำงานตามปกติที่แตกต่างไปคือเวลาผมจะไปไหนเบียทรีซมักจะตามไปด้วยไม่ก็ให้ปิศาจสักตนตามผมมาด้วย อย่างวันนี้เองผมกำลังเดินผ่านห้องโถงในชั้นแรกเพื่อไปยังสวนด้านหลัง การเดินเล่นเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันซึ่งทุกคนต่างรู้ดี แต่วันนี้ปิศาจหลายๆ คนที่เห็นผมมีท่าทีต่างไปจากปกติแต่ผมก็เดาไว้อยู่แล้ว


ราชาปิศาจลงมาเดินตามหลังผมแบบนี้จะไม่สนใจคงไม่ใช่ล่ะ


“เบียทรีซ ผมไปคนเดียวได้นะ คุณไปพักอยู่บนห้องไม่ดีกว่าเหรอ” ผมตัดสินใจหันไปบอกคนด้านหลัง ตอนนี้พวกเรามาหยุดยืนอยู่หน้าสวนด้านหลังปราสาทเรียบร้อย


“ได้ถ้าเจ้าไปด้วย” คำตอบของราชาแห่งโลกปิศาจทำเอาคนฟังอย่างผมเอ๋อไปชั่วขณะ


“...ผมเพิ่งมาถึงกะว่าจะเดินอีกสักพัก”


“ก็เดินไปสิ”


“...อืม” ในเมื่อขัดอะไรไม่ได้อีกผมจึงพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในสวน


อย่างที่เคยบอกไปว่าสวนด้านหลังนั้นใหญ่มากแถมถัดออกจากรั้วยังเป็นป่ากว้างไปสุดสายตา แน่นอนว่าบริเวณหนึ่งของรั้วยังมีมิติซึ่งเชื่อมกับหน้าผาของเหล่าคุณปู่คนแคระที่ปิดอยู่ บ้างครั้งพวกท่านเหมือนจะรู้ว่าผมมองทางเชื่อมนั่นอยู่เลยเปิดให้ผมเข้าไปคุยเล่นด้วยเป็นบางครั้ง


“เจ้านี่ท่าจะชอบพวกต้นไม้นะ” เบียทรีซพูดลอยๆ ระหว่างมองดูเหล่าต้นไม้


“อืม ผมชอบพวกธรรมชาติน่ะ ทั้งต้นไม้และสัตว์ผมชอบหมดแหละ จะว่าไปวันก่อนผมมองจากห้องทำงานคุณเห็นเตโชฝึกคนในกองทัพขี่ม้าอยู่ที่นี่มีม้าด้วย?” ผมหันไปถามด้วยความสนใจ


“มีอยู่ถัดจากสวนนี่ไป...จะไปดูรึเปล่าล่ะ” อีกฝ่ายนิ่งไปแป๊บหนึ่งก่อนจะถามต่อ


“ได้เหรอ”


“ถ้าข้าอนุญาตไม่ว่าอะไรก็ได้หมด”


“ผมอยากไปดู” เห็นจากด้านบนชั้น 10 ไกลลิบๆ แต่ลักษณะแปลกๆ ของม้าผมยังจำติดตาอยู่เลย


“งั้นก็ตามมา” เบียทรีซเดินนำผมออกไปจากสวน ถัดไปอีกไม่กี่เมตรมีทุ่งหญ้าสีเขียวชอุ่มที่มีการทำรั้วล้อมรอบพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ ภายในพื้นที่นั้นมีม้านับร้อยตัวกำลังกินหญ้า สีของม้านั้นเหมือนของโลกมนุษย์รูปร่างเองก็เช่นกัน ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือม้าของโลกปิศาจนั้นมีเขางอกออกมากลางหน้าผาก ภาพลักษณ์นั้นทำให้ชื่อยูนิคอร์นผุดเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว


สัตว์เทพในตำนาน หลายคนบอกว่ายูนิคอร์นมีอยู่จริงและเคยเห็นมากับตาแต่ส่วนมากนั้นจะรู้กันดีว่าเป็นสัตว์ในตำนานซึ่งมีอยู่ในจินตนาการเท่านั้น ทว่าวันนี้ได้เห็นสัตว์ในจิตนาการนั้นตัวเป็นๆ แบบมีชีวิตและหายใจ เป็นไปได้ว่าคนที่เคยเห็นนั้นอาจเจอม้าของโลกปิศาจซึ่งหลุดออกไปก็เป็นได้


“สุดยอดเลย” ไม่คิดว่าจะได้เห็นสัตว์ในตำนานกับตาตัวเองแบบนี้


“ก็แค่ม้า ไม่เห็นสุดยอดตรงไหน” เบียทรีซทำหน้าคล้ายไม่สนใจสักเท่าไหร่


“สุดยอดจะตายไป คุณรู้ไหมว่าที่โลกมนุษย์เรียกม้านี้ว่ายูนิคอร์นเป็นสัตว์ในตำนานเชียวนะ” ผมบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น


“ตำนาน? พวกมนุษย์นี่เวอร์กันซะจริง”


“ก็ม้าปกติไม่มีเขานี่”


“ม้าที่นี่ถ้าไม่มีเขาก็เรียกว่าไม่ปกติเหมือนกัน”


“เป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่ต่างกันสินะ ขนเป็นแบบนี้เองเหรอ” ผมพึมพำสัมผัสยามลูบเส้นขนสีเทาของม้าที่อยู่ใกล้สุดด้วยความสนใจ นึกว่าขนม้าจะนุ่มกว่านี้ซะอีก


“เป็นไงเหมือนม้าที่โลกมนุษย์ไหม” เบียทรีซก้าวเข้ามาพร้อมเอ่ยถาม


“ผมว่าเหมือนนะ”


“ว่าเหรอ”


“ก็ผมไม่เคยจับม้านี่นา” เป็นครั้งแรกเลยวันนี้


“เจ้ายังเด็กอยู่ไม่เหมาะที่จะขี่หรอก”


“ผมโตแล้วเหอะ” ถูกบอกว่าเด็กทั้งที่อายุ 30 ทีไรรู้สึกโมโหแปลกๆ ทุกทีสิน่า


“โตแล้วแต่เพิ่งเคยจับม้า?”


“ผมไม่ได้สนใจขนาดนั้น ไหนๆ ก็มาแล้ว ขอลองขี่ได้ไหม” ผมถามต่อ การขี่ม้าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมรู้สึกสนใจทว่าไม่มีโอกาสได้ทำ


“อันตรายไป” อีกฝ่ายบอกทันทีที่ได้ยิน


“แค่นิดเดียวก็ได้ คุณอยู่ด้วยคงไม่อันตรายหรอก” ผมพยายามหาเหตุผลหลายๆ อย่างมาลองรับ


“ท่าจะสนใจมากนะ”


“อืม ขอแค่แป๊บเดียวนะ”


“ก็ได้ วิ๊ว!” เสียงผิวปากเบาๆ ของเบียทรีซเรียกม้าตัวสีดำสนิทตั้งแต่เส้นขนไปจนถึงดวงตาให้วิ่งเข้ามาหา เพียงแค่มองตาม้าตัวนั้นก็กระโดดออกมานอกรั้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้าราวกับคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี


“ม้าตัวนี้เป็นของคุณเหรอ” ผมถามพลางมองม้าตัวสีดำสนิทตรงหน้า เขาของมันเองก็เป็นสีดำซึ่งแตกต่างกับตัวอื่นอย่างชัดเจน


“ใช่ ชื่อโคว์”


“สวีสดีโคว์ เชื่องไหม” ผมถามต่ออีก


“เชื่อง...กับข้าน่ะนะ” เว้นวรรคสักพักจึงเอ่ยต่อ


“...ให้ผมลองขี่ตัวอื่นดีกว่ามั้ง” ทำไมฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยยังไงก็ไม่รู้


“ตัวอื่นอาจขี่ยากกว่าก็ได้ ม้าแต่ละตัวจะฟังแค่นายของตัวเองเท่านั้น” เบียทรีซอธิบาย


“แปลว่าผมขี่ไม่ได้?”


“ก็คงใช่และไม่ใช่”


“ฮะ?” สรุปยังไง ผมเริ่มงงแล้วนะ


“เจ้าขี่ได้เพียงแต่ต้องมีข้าอยู่ด้วย” เบียทรีซพูดจบก็ขึ้นไปบนหลังม้าสีดำขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเว้นให้เหลือพื้นที่ด้านหน้ามากขึ้น


“อย่าบอกนะว่า...” คงไม่ใช่อย่างที่ผมคิดใช่ไหม


“ถ้าอยากลองขี่ก็ขึ้นมานั่งนี่” เป็นไปตามคาดเบียทรีซเว้นพื้นที่ด้านหน้าให้ผมนั่งจริงๆ ด้วย


“เอ่อ...ผมว่ามันไม่ดีมั้ง”


“ไม่ดียังไง”


“ก็แบบ...ให้ขึ้นไปนั่งแบบนั้น” เคยเห็นอยู่ในละครช่วงค่ำนะ...ฉากขี่มาด้วยกันเนี่ย


“สรุปไม่อยากลองขี่ม้า?”


“เปล่า...ก็อยาก”


“งั้นก็รีบขึ้นมา”


“แต่...”


“ไม่มีแต่วิณณ์ ขึ้นมานี่”


“เดี๋ยว อ๊ะ!...” ผมถึงกับสะดุ้งยามถูกเบียทรีซดึงตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าโดยมีอีกฝ่ายนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง


ความรู้สึกแปลกๆ แล่นเข้ามาไม่ว่าจะเป็นความประหม่าบนหลังม้า ความตื่นเต้นหรือแม้แต่ความเขินเนื่องจากถูกแขนทั้งสองนั้นขนาบข้างอยู่


“ทรงตัวดีๆ ข้าจะพาเดินรอบๆ” พอพูดเสร็จเจ้าโคว์ม้าสีดำสนิทก็ค่อยๆ ก้าวเดินไปรอบรั้วไม้


“ว้าว....ความรู้สึกเป็นแบบนี้เองเหรอ” เพิ่งเคยขี่ม้าครั้งแรกรู้สึกดีไม่เลวเลย


“ข้าจะให้โคว์วิ่ง” เบียทรีซก้มลงมากระซิบข้างหูก่อนจะจับเชือกที่ใช้คุมมาแน่นขึ้น


“โอ๊ะ!...วิ่งแล้ว” ความรู้สึกตอนม้าวิ่งคล้ายเรากำลังกระดอนขึ้นลงไปเรื่อยๆ ความเร็วของม้าทำให้ใบหน้าผมปะทะเข้ากับแรงลมจังๆ จนแว่นเกือบหลุดไปหลายรอบ


“วิณณ์ข้าน่ะ...”


“ฮะ? อะไรนะเบียทรีซ” ผมพยายามเอนตัวไปด้านหลังเพื่อจะได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายชัดเจนขึ้น กระแสลมในตอนนี้เป็นอุปสรรคในการสนทนาอย่างมาก


“ข้าบอกว่า...”


“อีกรอบ ผมขออีกรอบ” ครั้งนี้ผมพิงตัวไปยังแผ่อกของเบียทรีซซึ่งอยู่ด้านหลังพร้อมเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายในจังหวะเดียวกับดวงตาสีทองสว่างที่ก้มลงมามองพอดี ดวงตาสองคู่สอดประสานกันอยู่สักพักเบียทรีซขยับหน้าลงมาใกล้พร้อมกระซิบประโยคที่ทำเอาความร้อนมารวมตัวกันผมใบหน้าผมจนแทบจะระเบิดกลายเป็นไอ...


“ข้าเองก็ดีใจที่ได้เจอเจ้าวิณณ์”


ผมสนใจการขี่ม้าแต่ในตอนนี้ผมเริ่มไม่ชอบมันแล้ว เพราะตอนขี่ม้าแบบนี้ไม่มีที่ให้หลบหรือหนีจากความเขินอายนี่ได้เลย ผมต้องทนอยู่กับใบหน้าร้อนๆ ไปจนกว่าเบียทรีซจะยอมหยุดและปล่อยผมลงจากหลังมานั่นแหละ

.............................................

อร๊ายยยย

"ข้าเองก็ดีใจที่ได้เจอเจ้า..."

ช่างเป็นประโยคที่ทำเอาเราแทบจะกรีดร้องเมื่อแต่งจบ

ความหวานของคู่นี้กำลังเพิ่มขึ้นจนมดไต่เต็มตัวไปหมดแล้ว

คันไปหมด 555

ความจริงไม่คิดว่านิสัยของวิณณ์กับเบียทรีซจะสามารถเข้ากันได้ดีขนาดนี้ ยิ่งแต่งก็ยิ่งตกใจกับความน่ารักของทั้งคู่

หวังว่าทุกคนเองก็จะรักทั้งคู่เช่นเดียวกับเรานะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +268/-2
ทำไมคนมาจับวิณณ์ได้ถึงในปราสาทเลยเนี่ย
แต่ก็นะราชาปิศาจตามตัวได้อยู่แล้ว ว่าแต่เค้าหวานกันจังเลยค่ะ 5555

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5203
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
หวงและห่วง แถมพ่วงหึงมาอีกด้วย  o18

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
ความโหดของพี่แกและความหวง เขินนน

ออฟไลน์ ashbyipcet

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
น่าล๊าคคคคมีความห่วงแต่ปากแข็งนิสัยคือน้องที่สุด  :hao7:

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +361/-0
⊰บงการ:วันที่10:⊱



ราชาปิศาจอย่างผมได้พาลูกครึ่งปิศาจมาอยู่ด้วยเป็นระยะเวลากว่าหนึ่ปี เป็นช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านไปเร็วมาก เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นทำให้ผมไม่อยากจะปล่อยวิณณ์ให้ออกไปไหนตามลำพัง ขนาดมีผมตามไปด้วยยังถูกจับไปเป็นตัวประกัน ให้อยู่ในปราสาทก็ดันเดินเข้าทางเชื่อมมิติไปถึงหมู่บ้านของคนแคระซึ่งอยู่เกือบจะใต้สุดของโลกปิศาจ เท่านั้นยังไม่พอเดินอยู่ในปราสาทดีๆ ยังถูกโปะยาสลบพาไปลงเรือเตรียมขายอีก


กิตติศัพท์มากขนาดนั้นจะให้ผมปล่อยไว้ตามลำพังได้ที่ไหนกัน เพราะงั้นในช่วงหลังผมจึงให้อีกฝ่ายทำงานใกล้ตัวตลอด หากมีเรื่องจำเป็นต้องออกไปผมก็จะตามไปด้วยไม่ก็ให้ลูกน้องตามไปแทน เรื่องที่วิณณ์ถูกโปะยาสลบผมสังหรณ์ว่าต้องเป็นฝีมือของบักเก็ต


และถ้าใช่เจ้านั่นคงไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ


กลิ่นไอของปิศาจแต่ละตนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน สำหรับผมสามารถแยกแยะปิศาจแต่ละตนได้ผ่านกลิ่นไอเหล่านั้น เช่นเดียวกับวิณณ์ที่เป็นลูกครึ่ง...ผมสัมผัสถึงกลิ่นไอของเขาตลอดเวลาที่ห่างไป ช่วงก่อนหน้านี้ผมมีบางเวลาคลายการสัมผัสนั้นลงพอรู้ว่ามีเหตุแบบนี้เกิดขึ้นผมจึงปรับสัมผัสของตัวเองไปไว้ที่วิณณ์ตลอด


ลูกครึ่งปิศาจมีกลิ่นไออันเป็นเอกลักษณ์เนื่องจากมีกลิ่นของมนุษย์ปะปนเข้ามาทำให้เหล่าปิศาจแยกแยะพวกลูกครึ่งกับมนุษย์ได้ง่ายมาก แม้จะเป็นเวลานอนผมยังคงลับประสาทให้เฉียบคมอยู่เสมอเพียงการเคลื่อนไหวหรือขยับตัวเล็กน้อยผมก็สามารถจับได้ อย่างครั้งนี้ดวงตาสีทองสว่างของผมลืมขึ้นไม่เพียงเพราะสัมผัสถึงการขยับแต่ยังมีกลิ่นไอของวิณณ์ที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป


สัมผัสของความเป็นมนุษย์ที่เจือปนอยู่เสมอปลิวหายไปและถูกแทนที่ด้วยกลิ่นของปิศาจโตเต็มไว ไม่เพียงแค่นั้นสัมผัสแบบนี้ไม่ใช่ปิศาจระดับต่ำหรือกลางแต่เป็นระดับสูง...


“วิณณ์?” ผมพึมพำเรียกอีกฝ่ายเสียงเบาขณะใช้ดวงตาจับจ้องไปยังลูกครึ่งซึ่งนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงเดียวกันทว่ารูปลักษณ์ภายนอกเองก็แปรเปลี่ยนไปเช่นเดียวกับกลิ่นไอ เส้นผมสีน้ำตาลแดงของวิณณ์นั้นมีสีแดงชัดเจนขึ้นแถมยังยาวประมาณบ่า อีกทั้งเคร้าของใบหน้ายังได้รูปกว่าแต่ก่อน


“...อื้อ...อะไรเบียทรีซ” เสียงเรียกของผมทำให้คนที่กำลังหลับปรือตามขึ้นมา ดวงตาสีน้ำตาลบัดนี้สีอ่อนลงจนกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนเข้ากับสีของเส้นผมที่เข้มขึ้น เจ้าตัวใช้มือควานหาแว่นเหมือนปกติโดยไม่รู้เลยว่าสภาพตนเองในตอนนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมากแค่ไหน


“...” ผมมองอีกฝ่ายใช้มือเอื้อมหาแว่นอย่างไม่วางตา รูปลักษณ์ของวิณณ์เมื่อก่อนไม่ได้แย่ออกไปแนวดูดีด้วยซ้ำแต่ตอนนี้กลับเพิ่มความสง่าเข้าไป ดึงดูดให้จับจ้องอยู่ตลอด


“หน้าผมมีอะไรติดเหรอ” อีกฝ่ายถามหลังจากใส่แว่นแล้ว


“...เจ้าไม่รู้สึกว่ามีอะไรแปลกไปบ้างเหรอ” ผมถามกลับ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายขนาดนี้ในคืนเดียวเจ้าตัวต้องรู้สึกบ้างสิน่า


“แปลก? โอ๊ะ! ทำไมเส้นผมถึงยาวขนาดนี้” พอผมบอกอีกฝ่ายก็เริ่มรู้ตัวใช้มือจับเส้นผมสีน้ำตาลแดงที่ทั้งเข้มและยาวขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ


“ไม่ใช่แค่ผมหรอกนะ”


“มีอย่างอื่นอีก? กระจกๆ” วิณณ์ทำหน้าโตพลางลุกออกจากเตียงเดินไปหากระจกบานใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก เพียงไม่กี่วินาทีหลังมองตัวเองในกระจกร่างของอีกฝ่ายก็ยืนนิ่งไม่ขยับ


“วิณณ์...”


“นะ...นี่มันอะไรกัน?!” นอกจากจะใช้มือสองข้างจับเส้นผมของตัวเองแล้วยังลูบไปตามโครงหน้าและดวงตาเหมือนกำลังสำรวจใบหน้าของตัวเองอยู่


“ใจเย็นๆ”


“เกิดอะไรขึ้นเบียทรีซ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ มันจะแปลกเกินไปแล้ว!” วิณณ์ก้าวมาถามผมที่เตียงอีกรอบ


“มันไม่ใช่เรื่องแปลก”


“หมายถึงการที่เส้นผมสีเข้มแถมยาวเองรวมไปถึงสีตาที่อ่อนลงกับหน้าผมที่เปลี่ยนไปนี่เป็นเรื่องปกติเหรอ” อีกฝ่ายยิงคำถามต่อด้วยน้ำเสียงร้อนรน


“ใช่ มันเป็นเรื่องปกติ”


“คุณเองก็เคยเป็นแบบผมเหรอ”


“ข้าไม่เคย” ผมส่ายหน้าตอบไปตามจริง ช่วงที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืนเหมือนของวิณณ์ผมไม่เคยเป็นหรอก


“...แต่คุณบอกว่ามันเป็นเรื่องปกตินี่”


“อืม”


“สรุปยังไงกันแน่ ผมเริ่มงงแล้วนะ”


“เจ้างงตั้งแต่ตื่นมาแล้วมั้งวิณณ์”


“ผมซีเรียสนะเบียทรีซ” ใบหน้าจริงจังนั่นดูตลกในสายตาผมซะเหลือเกิน


“มันเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้มีสายเลือดปิศาจอยู่ครึ่งนึง” ว่ากันตามตรงคือพวกครึ่งปิศาจจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ


“ผมไม่ค่อยเข้าใจ”


“สำหรับปิศาจสายเลือดแท้อย่างข้าเมื่อเกิดมาก็จะรู้ถึงระดับของตัวเองว่าอยู่ในระดับต่ำ กลางหรือสูงซึ่งจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่ในกรณีของลูกครึ่งอย่างเจ้าในช่วงแรกที่เกิดมาด้วยสายเลือดของมนุษย์ทำให้มีรูปลักษณ์เหมือนคนธรรมดาแต่เมื่อถึงช่วงอายุหนึ่งร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น” ผมอธิบาย


“หมายถึงทุกคนที่เป็นลูกครึ่งจะเปลี่ยนมาเป็นอย่างผมหมดเลย?”


“ไม่ใช่หรอก การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ 4 แบบสำหรับพวกลูกครึ่งอย่างแรกคือเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์เป็นเคสที่หาได้ยากมากในช่วงหลายร้อยปีจะมีสักคน แบบที่สองคือกลายเป็นปิศาจระดับต่ำมีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์เป็นพวกสัตว์หรือครึ่งสัตว์ แบบที่สามคือเป็นปิศาจระดับกลางรูปร่างคล้ายคลึงมนุษย์ซึ่งแบบที่สองและสามมีอยู่เยอะมาก ส่วนแบบสุดท้ายก็คือเจ้า” ผมบอกพลางมองไปยังคนตรงหน้าที่นั่งเอียงคอมองมาทางผมนิ่งๆ


“ผมเหรอ”


“แบบสุดท้ายคือกลายเป็นปิศาจระดับสูง รูปลักษณ์จะเปลี่ยนไปเพื่อดึงดูดทั้งมนุษย์และปิศาจโดยรอบ เช่นเดียวกันกับพลังปิศาจที่เข้มข้นขึ้น เป็นรูปแบบที่หายากยิ่งกว่าแบบแรกซะอีก อัตราความเป็นไปได้อยู่ที่ 800 ปีต่อคนละมั้ง” พูดตรงๆ คือผมค่อนข้างตกใจกับการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนี้


ผมรู้ตั้งแต่พาเขามาแล้วว่าต้องมีช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงดังนั้นผมไม่ได้ตกใจในเรื่องนี้ ทว่าเรื่องที่น่าตกใจคือการเปลี่ยนจากลูกครึ่งมาเป็นปิศาจระดับสูง ผมนึกว่าวิณณ์จะเป็นปิศาจระดับกลางไม่ใช่ระดับสูงแบบนี้ ด้วยความเป็นไปได้อันแสรริบหรี่จนเข้าขั้นหายากนี่ผมตกใจพอสมควรเลย


สาเหตุที่ความเป็นไปได้แทบไม่มีก็เพราะปิศาจระดับสูงจะเป็นผู้สืบสายเลือดแท้ของปิศาจซึ่งไม่เพียงแค่พลังปิศาจแต่ยังมีความพร้อมด้านอื่นๆ อีกมากมาย ต่อให้แม่ของวิณณ์คือชารอนที่เป็บปิศาจระดับสูงแต่สายเลือดที่ผสมกับมนุษย์อยู่ครึ่งนึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในการเปลี่ยนแปลงให้เขาเป็นปิศาจระดับสูงได้


“ผม...เป็นปิศาจระดับสูง?” ดูสิ ขนาดเจ้าตัวเองยังทำหน้างงอยู่เลย


“ประมาณนั้น”


“เหมือนเบียทรีซ?”


“อย่ามาเปรียบกับข้า ตัวข้าน่ะยิ่งใหญ่กว่าปิศาจระดับสูงนัก” ตัวตนของราชาปิศาจนั้นอยู่สูงกว่าปิศาจตนอื่นมาก เป็นตัวตนที่แค่มองหรือสัมผัสถึงพลังก็สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างได้ทันที


“...ผมยังไม่ค่อยเข้าใจ คือผมจะเป็นแบบนี้ไปตลอดใช่ไหม” อีกฝ่ายถามอีก


“ตามที่เข้าใจแหละ” เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ไม่สามารถย้อนกลับไปได้


“ไม่ชินเลย...กับอะไรแบบนี้” วิณณ์บอกพร้อมช้อนตาขึ้นมามองผม


“...” อยากจะบอกเหลือเกินว่าไม่ใช่แค่เจ้าตัวที่ไม่ชิน ผมเองก็ไม่ชินเหมือนกันแหละ


เสน่ห์ดึงดูดของปิศาจระดับสูงมีมากกว่าปิศาจปกติหลายเท่าแต่ไม่เคยมีปิศาจตนไหนดึงดูดให้ผมมองได้เลยสักคน ไม่สิ ตอนนี้ต้องเปลี่ยนคำพูดแล้วเพราะว่าเด็กตรงหน้านี่แหละที่เป็นคนแรก ความจริงตอนยังไม่เปลี่ยนแปลงก็สามารถดึงดูดสายตาผมได้อยู่แล้วแต่พอวันนี้กลับรู้สึกเหมือนละสายตาออกมาไม่ได้


ถูกตรึงให้ต้องจับจ้องอยู่ตลอดเวลาราวกับต้องมนต์ เพิ่งจะเคยเป็นแบบนี้ครั้งแรก


วิณณ์ใช้เวลาอาบน้ำมากกว่าวันอื่นสงสัยจะไม่ชินกับรูปลักษณ์ใหม่นี่ละมั้ง มื้อเช้าของพวกเรามีผมเดินนำไปจนถึงห้องอาหารชั้น 5 ตลอดทางเดิงปิศาจแทบทุกตนหันมามองทางวิณณ์เป็นตาเดียว ไม่เพียงแค่รูปลักษณ์แต่กลิ่นไอปิศาจของวิณณ์เหมือนจะดึงดูดพวกปิศาจเข้ามาหาได้ง่าย ซึ่งนั่นไม่เรียกว่าเป็นข้อดีสักนิด


ความหงุดหงิดที่มีส่งผลต่อพลังปิศาจในกายโดยตรง พลังปิศาจแผ่ขยายไปรอบบริเวณระหว่างทางเดินส่งผลให้ปิศาจที่หันมามองวิณณ์รีบหันหน้าหนีและเดินผ่านไปเร็วๆ ที่ผมทำอยู่ไม่ต่างกับการแสดงความเป็นเจ้าของอีกฝ่าย ยิ่งนึกก็ยิ่งรู้ตัวว่าผมชักเริ่มผิดปกติเข้าไปทุกที


“หงุดหงิดอะไรเบียทรีซ” วิณณ์เอ่ยถามขณะเริ่มจัดการมื้อเช้า


“เปล่านี่” จะให้ผมตอบอะไรออกไปได้ล่ะ ตัวผมเองยังไม่รู้เลยว่าทำไมถึงต้องแสดงท่าทางเป็นเจ้าของขนาดนี้ จะบอกว่าเพราะผมเป็นราชาก็ไม่ใช่เพราะผมไม่ได้ทำแบบนี้กับปิศาจตนอื่น


มีแค่กับวิณณ์


“ตอนเดินมามีแต่สายตาจับจ้องมาตลอดเลย”


ไม่จ้องก็แปลกละ


ผมแอบตอบอีกฝ่ายในใจด้วยรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปขนาดนั้นไม่มีทางที่จะไม่เป็นที่สนใจ


“ช่างเรื่องนั้นเถอะ เจ้าน่ะเป็นอะไรรึเปล่า” ผมเปลี่ยนเรื่อง


“...เป็นอะไรคือ?”


“กินน้อยกว่าปกติ แถมยังรู้สึกเหมือนฝืนๆ อยู่” อาหารของวิณณ์ได้กาเนอร์คอยจัดการให้เช่นเดียวกับผมแต่รูปแบบและปริมาณของอาหารจะต่างกัน จานผมจะเน้นเนื้อส่วนวิณณ์จะเน้นผัก


ปิศาจหรือเต่าเนี่ยกินแต่ผัก


“ผมไม่เป็นอะไร เบียทรีซกินต่อเถอะ” อีกฝ่ายหันมาบอกพร้อมรอยยิ้ม


“บอกตัวเองเถอะ” ผมน่ะกำลังกินแต่ฝ่ายคนพูดน่ะหยุดกินไปแล้ว อาหารเหลือเกินกว่าครึ่งอีก


มื้อเช้าได้ผ่านพ้นไปอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นก็กลับขึ้นไปบนห้องทำงานตามปกติ โต๊ะทำงานของวิณณ์ถูกผมสั่งให้ขยับเข้ามาใกล้กว่าในตอนแรกที่ตั้งอยู่เกือบชิดโซฟาด้านในห้อง ตอนนี้โต๊ะของพวกเราห่างกันอยู่ประมาณสามเมตร แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปจึงถามมาว่าทำไมต้องขยับติดขนาดนี้ซึ่งผมก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ว่าเป็นคำสั่ง แค่นั้นอีกฝ่ายก็ไม่เอ่ยถามอะไรต่อแล้ว


เห็นวิณณ์เป็นคนเป๋อๆ ออกแนวซุ่มซ่ามแต่การทำงานนั้นไม่ได้เหมือนนิสัยเลย ทั้งละเอียดและรอบคอบจนน่าตกใจแถมยังสามารถทำความเข้าใจตัวเลขในเอกสารได้โดยที่ผมแทบไม่ต้องอธิบายเพิ่ม ช่วยให้การทำงานราบลื่นขึ้นเยอะ งานเอกสารส่วนมากจะเป็นพวกเอกสารคำร้องขอความช่วยเหลือผสมกับเรื่องเศรษฐกิจของโลกปิศาจ


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


“เข้ามาแกรน” ผมบอกคนหน้าห้องโดยไม่ต้องถามว่าเป็นใคร


“ขออนุญาตองค์ราชา” แกรนก้าวเข้ามาภายในห้อง สิ่งแรกที่อีกฝ่ายมองวิณณ์ที่ก้มหัวทักทายเล็กน้อยตามปกติ แกรนมองวิณณ์ด้วยสายตาสงสัยไม่นานก็หันกลับมามองผมตามเดิม


คงจะรู้เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงแล้วละมั้ง


“มีเรื่องอะไร”


“ทางตอนกลางมีกลุ่มโจรกำลังก่อความเดือดร้อนอยู่ไม่ทราบองค์ราชาต้องการให้ทำอย่างไรดี” แกรนเข้าเรื่องทันที


“ให้เตโชจัดกองกำลังไปจัดการ หากไม่ยอมสวามิภักก็จัดการอย่าให้เหลือ วิณณ์เป็นอะไรปวดหัวเหรอ” ผมหันไปถามวิณณ์ระหว่างพูดกับแกรนเนื่องจากสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ


“ฮะ? ไม่ ผมไม่เป็นไรสักหน่อย นี่งานส่วนที่เหลือจากเมื่อ...” ยังพูดไม่จบประโยคร่างกายที่กำลังก้าวตรงมาหาก็ทรุดตัวลงไปต่อหน้าต่อตาผม ยังดีที่หัวไม่กระแทรกเพราะผมเข้าไปรับร่างนั้นไว้ได้ซะก่อน


“วิณณ์!” ผมเรียกพลางมองใบหน้าขาวซึ่งบัดนี้มีเหงื่อไหลซึมออกมาจำนวนมาก ลมหายใจเองก็แรงกว่าปกติแถมความร้อนยามเอามือแตะหน้าผากยังเหมือนเป็นไข้สูง หลังรับรู้อาการไม่กี่วินาทีต่อมาผมรีบหันไปหาแกรน


“รับทราบ ข้าจะตามหมอมาเดี๋ยวนี้” ไม่จำเป็นต้องพูดหรือบอกอะไรแกรนรีบขอตัวออกไปตามหมอของปราสาทมาทันที


ในระหว่างรอผมอุ้มวิณณ์ไปนอนพักบนโซฟาตัวยาวด้านในของห้อง ผ่านไปไม่นานประตูห้องก็ถูกเปิดอีกครั้งโดยไม่มีการเคาะซึ่งผมไม่ได้โกรธตรงกันข้ามยังเร่งให้หมอมาตรวจดูวิณณ์เร็วๆ ในโลกปิศาจเองมีหมออยู่เหมือนโลกมนุษย์แม้พวกเราจะเป็นปิศาจที่มีอายุยืนแต่ใช่ว่าจะไม่เจ็บป่วย หน่วยแพทย์ประจำปราสาทเตรียมความพร้อมอยู่ที่ชั้น 2 ตลอด 24 ชั่วโมงเผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้น

หัวหน้าของหน่วยแพทย์คือกริซ เขามีทั้งความสามารถในการใช้ยารวมไปถึงการหาสาเหตุของอาการป่วยได้แม่นยำกว่าใคร


ร่างของวิณณ์กำลังนอนนิ่งพลางส่งเสียงหอบหายใจมาเป็นระยะนั้นนมีแสงสีน้ำตาลอ่อนๆ ปรากฏขึ้นจากสร้อยคอที่ได้มาจากเผ่าคนแคระ อัญมณีที่ได้ผ่านฝีมือของเผ่าคนแคระนั้นไม่ได้แค่มีมูลค่าสูงลิบแต่ยังมีพลังสูงตามไปด้วย ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นพลังด้านไหนแต่ก็เดาได้ว่าสิ่งนั้นกำลังพยายามปกป้องวิณณ์อยู่


“เขาเป็นอะไร” ผมรีบถามเมื่อเห็นว่ากริซใช้เวลาไปพอสมควรแล้วในการตรวจ


“อาการของท่านวิณณ์คือมีไข้สูงและดูเหมือนจะปวดไปตามร่างกาย” กริซหันมาอธิบาย


“ป่วย?”


“ข้าไม่แน่ใจแต่มีความเป็นไปได้มากที่จะป่วย ข้าจะจัดยาแก้ปวดและยาลดไข้ให้...”


“คิดว่าข้าจะให้คนที่แม้แต่ยังไม่แน่ใจในอาการมาจัดยาให้ยังเหรอ” ผมพูดเสียงนิ่ง


“ขออภัยองค์ราชา ข้าไม่เคยเห็นอาการแบบนี้มาก่อน” กริซก้มหัวลงน้อมรับความอ่อนหัดของตัวเอง


“เป็นไปได้ไหมที่จะเป็นโรคของมนุษย์” ผมถามต่อ เห็นน้ำเสียงผมนิ่งๆ ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวล


“ข้าไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น ปิศาจอย่างพวกเรามีภูมิต่อโรคขอมนุษย์ต่อให้เป็นเพียงลูกครึ่งก็ตาม”


“...ให้จัดยาตามที่เจ้าเห็นสมควร” ในเมื่อไม่มีทางเลือกคงต้องให้รักษาตามอาการที่เป็นไปก่อน


“ครับ...”


“ถ้าจัดยาตามนั้นเด็กนั่นได้ตายในสามวันแน่” เสียงของผู้มาเยือนดังขึ้นก่อนทางเชื่อมมิติจะถูกเปิด ร่างของชายชราเดินออกมาจากทางเชื่อมมิติด้วยการใช้ไม้เท้าพยุง บุคคลที่ถือเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจของราชาองค์ก่อน


“ปู่วาเกน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาที่ว่ากันว่าในรอบพันปีจะมีมาสักคน แกรนก้มหัวเอ่ยทักทายพร้อมขยับตัวไปยืนอยู่ข้างห้องด้วยความนอบน้อม ส่วนกริซมีสีหน้าตกใจมากที่เห็นอาจารย์ของตัวเองมาหาถึงที่ เจ้าตัวรีบเข้าไปพยุงร่างนั้น


“อาจารย์” กริซช่วยพาร่างของปู่วาเกนไปหาวิณณ์ซึ่งนอนหอบอยู่


“วิเคราะห์ส่งเดชแบบนั้นเดี๋ยวข้าจะลงโทษเจ้า” ไม้เท้ายาวเขกเข้ายังหัวของกริซเต็มแรง


“...ข้าขออภัย แต่อาการของเขาไม่ตรงกับโรคใดมีทางเดียวคือรักษาตามอาการ” กริซให้เหตุผล


“ดูท่านจะแปลกใจนะที่เห็นข้ามาที่นี่” ปู่วาเกนหันมาถามผม


“ข้าไม่สนใจเรื่องนั้น รักษาวิณณ์ให้ข้า” ตอนนี้ผมไม่สนใจหรอกว่ามาทำไมที่ผมสนใจตอนนี้คือปิศาจที่เก่งเรื่องการรักษาที่สุดมาอยู่ตรงนี้แล้ว


“ร้อนรนน่าดูนะราชา”


“...” ผมไม่ปฏิเสธคำพูดนั่นเพราะมันเป็นความจริง


“ไปเตรียมห้องยา ข้าจะลงมือเอง” ปู่วาเกนหันไปบอกกริซ


“ได้ครับอาจารย์”


“เจ้าต้องรักษาวิณณ์ให้หาย” มันไม่ใช่ประโยคบอกเล่าแต่เป็นคำสั่ง


“เรื่องนั้นข้าไม่รับปากราชา ท่านรู้หรือไม่ว่าเขาเป็นอะไร”


“เจ้าจะบอกว่ารู้เหรอ” ผมถามกลับ


“ใช่ ข้ารู้และเคยรักษาอาการแบบนี้มาก่อนทว่าน่าเสียดายที่คนที่ข้าเคยรักษานั้นไม่อาจรอดชีวิตได้”


“เจ้าหมายความว่ายังไง” ที่ว่าไม่รอดหมายถึงตายงั้นเหรอ


แล้ววิณณ์ที่มีอาการเดียวกัน... หัวใจมันบีบตัวแน่นจนเจ็บแปล๊บไปทั่วทั้งร่าง


“เขาเพิ่งจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนถ่ายสินะ”


“ใช่ อธิบายให้ข้าเข้าใจ” ช่วงเปลี่ยนถ่ายที่พูดคือการเปลี่ยนแปลงจากลูกครึ่งปิศาจไปเป็นหนึ่งในสี่แบบตามที่เคยบอกไป มนุษย์ ปิศาจระดับต่ำ ปิศาจระดับกลาง และปิศาจระดับสูง


“การเปลี่ยนถ่ายโดยปกติจะไม่มีอาการอะไรมากหากเป็นรูปแบบที่ 1-3 แต่ในกรณีของเขาเป็นแบบที่ 4 นับว่าอันตรายที่สุด พลังปิศาจระดับสูงขนาดพวกเราที่สืบสายเลือดโดยตรงบางครั้งยังไม่สามารถควบคุมพลังนั้นได้ แล้วประสาอะไรกับลูกครึ่งปิศาจที่ไม่เคยสัมผัสถึงพลังอันยิ่งใหญ่ ร่างกายเปรียบเหมือนภาชนะที่ใช้บรรจุพลังต่อให้เขาจะเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพียงใดแต่ด้วยพลังมหาศาลของปิศาจระดับสูงจะถาโถมใส่ร่างจนทนไม่ไหวและทรุดลงอย่างรวดเร็ว” คำอธิบายจากปู่วาเกนทำเอาผมถึงกัดฟันแน่น


ตอนนี้ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว สายเลือดของชารอนที่เป็นปิศาจระดับสูงส่งผลต่อลูกโดยตรง การรับพลังอันยิ่งใหญ่เกินไปร่างกายที่มีส่วนเป็นมนุษย์ไม่อาจทนต่อพลังนั้นได้ พลังเหล่านั้นจะโถมใส่ร่างกายซึ่งวิณณ์ที่ไม่เคยใช้พลังปิศาจจึงไม่สามารถควบคุมมันได้ ผลที่ตามมาคือร่างกายถูกกัดกินด้วยพลังที่มากเกินกว่าร่างกายจะรับไหว


“เจ้าต้องรักษาได้” ผมบอกปู่วาเกน


“ข้าบอกแล้วนี่ราชา ข้ารักษาได้เพียงแต่เขาจะรอดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวของเขาเองว่าจะทนรับพลังนั่นได้จนหมดหรือเปล่า ภายในหนึ่งอาทิตย์ถ้าเขาทนได้และไข้ลดลงก็จะรอดแต่หากทนไม่ไหวก็ต้องขอให้ทรงทำใจราชา” ประโยคเหล่านั้นสร้างความเจ็บปวดให้โดยไม่ต้องใช้อาวุธใดๆ


“โชคยังดี อัญมณีนี่จากเผ่าคนแคระสินะ มีฤทธิ์ช่วยในการควบคุมพลังได้” ปู่วาเกนพูดต่อเมื่อสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ส่องสว่างอยู่


“...พวกเจ้ารีบไปทำยา ข้าจะพาเขาไปที่ห้อง” ผมตัดสินใจปล่อยให้ปู่วาเกนและกริซออกไปทำยา หากรีบรักษาโอกาสอาจจะมากขึ้นก็เป็นได้


“ให้ข้าอุ้มเขา...”


“ไม่ต้อง ข้าอุ้มเอง” ผมปฏิเสธแกรนที่ทำท่าจะเข้ามาอุ้มวิณณ์แล้วจัดการอุ้มอีกฝ่ายพาไปยังห้องนอนด้วยตนเอง พอถึงห้องผมวางร่างนั้นลงบนเตียงโดยมีแกรนช่วยจัดผ้าห่มให้ แว่นตาที่สวมอยู่ถูกถอดเก็บไว้ข้างหัวเตียง


ใบหน้าของวิณณ์นอกจากมีเหงื่อไหลตลอดแล้วยังซีดลงเรื่อยๆ เสียงลมหายใจแรงๆ ดังมากกว่าเดิม ตอนนี้เขากำลังกอบโกยอากาศผ่านทางปาก อุณหภูมิภายในร่างสูงกว่าปกติหลายเท่าแค่ตอนอุ้มมาผมยังสัมผัสได้ถึงไอร้อนผ่านทางเสื้อผ้า


“แกรน เตรียมน้ำกับผ้าขนหนู เสื้อผ้าชุดใหม่ด้วย”


“รับทราบ ข้าจะเตรียมให้เดี๋ยวนี้” แกรนก้มหัวรับคำสั่งก่อนจะก้าวไปยังห้องน้ำ


“วิณณ์...เจ้าต้องไม่เป็นไร” ผมบอกพลางใช้มือข้างนึงแนบลงบนแก้มขวาของคนบนเตียง


จากนั้นไม่นานแกรนก็เดินออกมาพร้อมของทุกอย่างที่ผมต้องการ เสร็จสิ้นจากการเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าปู่วาเกนและกริซก็ยกถ้วยยาเข้ามาประมาณ 3 ถ้วยตั้งไว้บนหัวเตียง ปู่วาเกนให้กริซและแกรนพยุงวิณณ์ขึ้นมานั่งแล้วพยายามให้ดื่มยาทว่าวิณณ์กลับปิดปากแน่นไม่ยอมท่าเดียว


“ท่านลองไปป้อนยาเขาดูไหม” ปู่วาเกนหันมาพูดกับผม


“ข้า?”


“ถ้าเป็นท่านเขาน่าจะยอมกิน”


“อะไรที่ทำให้ท่านคิดแบบนั้น” ผมถามกลับ


“ช่วงที่อ่อนแอแบบนี้การรับรู้จะมาจากความเคยชิน ทั้งกริซและแกรนต่างไม่ใช่คนที่วิณณ์เคยชินจึงไม่ยอมกินยาแต่ถ้าเป็นท่านซึ่งเป็นเหมือนครอบครัวแล้วละก็ น่าจะทำให้เขายอมดื่มยาได้”


ผมไม่ได้เชื่อคำพูดนั้นเต็มร้อยแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าไปพยุงร่างของวิณณ์แทนแกรนและกริซพร้อมรับถ้วยยามาไว้ในมือ ความร้อนของร่างกายแผ่ออกมาพร้อมเหงื่อบริเวณขมับที่ไหลจนเปียกชุ่ม พอเปลี่ยนมาเป็นผมที่พยุงวิณณ์เอียงหัวเข้ามาซบด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นจังหวะดีผมเลยค่อยๆ ให้อีกฝ่ายดื่มยาเข้าไปจนหมดแล้วพาร่างนั้นนอนลงบนเตียงอีกครั้ง


“ดูเหมือนวิณณ์จะผ่อนคลายเวลาอยู่กับท่านมากอย่างที่คิด” ปู่วาเกนหันมายังผมและวิณณ์ที่นอนหลับอยู่บนเตียง


“ต้องดูแลเขายังไง” ผมยิงคำถามต่อ


“ยาที่ข้าเตรียมไว้ให้จะช่วยในการควบคุมพลังปิศาจที่เอ่อล้นออกมาควรกินวันละ 2 ครั้ง การเช็ดตัวจะช่วยลดไข้ได้ ระหว่างนี้ท่านควรอยู่ใกล้ๆ เขา”


“ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าบอก” เพราะผมไม่คิดจะห่างไปไหนอยู่แล้ว


“ข้าจะไปเตรียมยาไว้ให้ หวังว่าเจ้าจะทนต่อพลังปิศาจอันสูงส่งนี่ได้นะวิณณ์” ประโยคสุดท้ายปู่วาเกนเดินเข้าไปใช้ฝ่ามือวางทาบบนหน้าผากของวิณณ์สักพักก่อนจะผละออก แม้ดวงตาจะมองไม่เห็นแล้วแต่ประสาทสัมผัสกับพลังปิศาจที่มีนั่นสามารถใช้แทนสายตาได้


“ดูจะเอ็นดูวิณณ์มากพอดูเลยนะ” ผมพึมพำเสียงเบา ปู่วาเกนออกจากโลกปิศาจไปหลายร้อยปีและไม่กลับมาอีกตั้งแต่ตอนราชาองค์ก่อนเสียชีวิตไปทว่าครั้งนี้กลับยอมกลับมาเพียงเพราะวิณณ์


“เขาเป็นเด็กที่แปลกกว่าใครแม้จะได้พูดคุยกันไม่นานกลับรู้สึกเหมือนรู้จักกันมานับร้อยปี ท่านเองก็รู้สึกเช่นนั้นจึงได้พาเขามาอยู่ที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือ” ปู่วาเกนถามกลับคล้ายรู้ทันในความคิดผม


ก็ไม่ปฏิเสธว่าไม่จริงหรอกนะ ระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่อยู่ด้วยกันมาทำให้เกิดความเคยชินจนไม่อยากแยกจาก อะไรบางอย่างในตัววิณณ์ดึงดูดให้ผมไม่สามารถปล่อยเขาไว้ที่โลกมนุษย์ได้ถึงขนาดต้องให้สก๊อตไล่วิณณ์ออกและจัดการเรื่องหนี้ให้ ทำทุกอย่างไม่ให้เหลือเยื่อใยต่อโลกมนุษย์ ทั้งบีบบังคับและฝืนใจให้มาอยู่นี่ตามใจตัวเองโดยไม่สนว่าเจ้าตัวจะรู้สึกยังไง


จะอยากอยู่หรือไม่อยากผมไม่รู้ แต่ผมไม่คิดจะปล่อยให้เขาไปแน่


ในคืนแรกอาการของวิณณ์ยังคงทรงตัว วันต่อมาผมจึงเปลี่ยนสถานที่ทำงานมาเป็นในห้องนี้เพื่อจะได้คอยดูอีกฝ่ายอยู่ตลอดแม้จะมีปิศาจรับใช้คอยมาเปลี่ยนแผ่นลดไข้ให้ตลอดก็ตาม มาถึงประมาณวันที่ 5 อุณหภูมิภายในตัววิณณ์สูงขึ้นมาก ขนาดให้ดื่มยาลดไข้ยังไม่ช่วยอะไร เจ้าตัวไม่รู้สึกตัวตลอดหลายวันที่ผ่านมาเอาแต่นอนหลับสนิทด้วยท่าทางทรมานจนต้องมีการต่อสายน้ำเกลือและให้ยาทางนั้นแทน


“อื้อ!...อื้อ!...” เสียงครางในยามราตรีเรียกผมที่นั่งสัปหงกอยู่ที่โต๊ะทำงานรีบลุกขึ้นเดินไปยังเตียงซึ่งอยู่ไม่ไกล วิณณ์ยังคงหลับตาสนิทแต่กลับส่งเสียงเหมือนกำลังทรมานออกมา


“ไม่เป็นไร” ผมบอกอีกฝ่ายพลางเปลี่ยนผ้าชุบน้ำใหม่อีกรอบ


“...อื้อ เบีย...เบียทรีซ” มือที่กำลังใช้ผ้าเปียกเช็ดตามลำคอถึงกับชะงักเมื่อได้ยินชื่อตัวเองหลุดออกมาจากปากของคนที่หลับสนิทมากกว่า 5 วัน


“มีอะไรวิณณ์” แม้จะรู้ว่าเป็นคำถามที่ไม่อาจได้คำตอบแต่ผมก็ยังจะเอ่ยออกไป ผมนั่งลงบนเตียงข้างๆ วิณณ์ระหว่างนั้นก็เช็ดตัวเพื่อลดอุณหภูมิภายในร่างกายทว่าดวงตาที่ปิดสนิทกลับค่อยๆ ปรือลืมขึ้นมาท่ามกลางความมืด


“...เบียทรีซ” เสียงเรียกมาพร้อมกับดวงตาที่มองมา


“รู้สึกยังไงบ้าง”


“ปวดหัว...ปวดไปทั้งตัวเลย รู้สึกแย่มาก” อีกฝ่ายบอกด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก


“หิวไหม”


“ไม่หิว...นี่เบียทรีซ”


“อะไร”


“ขออะไรหน่อยได้ไหม” ท่าทางอ่อนแรงนั่นทำเอาใจคนมองอย่างผมรู้สึกไม่ดีเลย


“ว่ามา” อะไรที่ต้องการผมสามารถหามาให้ได้แน่ ไม่ว่าจะเป็นของที่มีมูลค่าหรือหายากแค่ไหนถ้าอีกฝ่ายต้องการผมจะเอามาให้ เพราะงั้นช่วยกลับมายิ้มด้วยใบหน้าเอ๋อๆ นั่นอีกครั้งเถอะ


“มือ...ขอมือคุณหน่อยได้รึเปล่า”


“...มือข้า?” แม้จะสงสัยและไม่เข้าใจแต่ผมก็ยื่นมือไปตรงหน้าอีกฝ่าย วิณณ์ขยับใบหน้าเข้ามาแนบชิดกับฝ่ามือผมก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา


“เย็นจัง”


“ตัวเจ้าร้อนไปต่างหาก” อุหภูมิในร่างขนาดนั้นไม่แปลกที่จะบอกว่าผมเย็น ผมไม่ให้อีกฝ่ายต้องขยับมากไปกว่านี้จึงเป็นฝ่ายขยับมือเข้าไปแนบและลูบแก้มของวิณณ์แทน คนลูบอย่างผมสัมผัสถึงความอ่อนโยนที่แผ่ออกไปได้ชัดเจน


ช่างน่าอายนักกับตำแหน่งราชาปิศาจแต่ดันมาแสดงความอ่อนโยนขนาดนี้



(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +361/-0
(ต่อนะคะ)


“...ผมรู้สึกเหมือนตัวเองจะไม่ไหวเลย”


“วิณณ์ ฟังข้า” ทันทีที่ได้ยินคำพูดตัดเพ้อผมขยับตัวเข้าไปพร้อมก้มลงไปประสานกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนด้านล่าง


“อื้อ...ผมฟังอยู่”


“เจ้าเป็นรับใช้ของข้า”


“...อืม” อีกฝ่ายสบตานิ่งๆ คล้ายไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ


“เจ้าต้องหาย”


“คิก...เป็นคำสั่งสินะ” ดวงตาคู่สวยที่สอดประสานมาสั่นระริกยามเข้าใจความหมายของประโยคที่ผมเอ่ยออกไป


มันไม่ใช่ประโยคบอกเล่าแต่เป็นประโยคคำสั่งที่ผมไม่ยอมให้ใครขัดหรือปฏิเสธโดยเฉพาะวิณณ์ ถ้าผมบอกว่าต้องหายเขาก็ต้องหาย


“ห้ามขัดคำสั่งข้า”


“...คุณนี่นะ เป็นห่วงผมและอยากให้หายเร็วๆ ก็บอกมาตรงๆ สิ”


“นอนพักไป” ผมเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่อง


“ผมมองไม่เห็น ขยับเข้ามาหาผมหน่อย” วิณณ์ใช้มือข้างที่ต่อสายน้ำเกลือจับแขนผมแล้วพยายามออกแรงดึง แน่นอนว่าด้วยเรี่ยวแรงของคนป่วยไม่มีทางเลยที่จะทำให้ผมขยับ


“พอไหม” ผมยอมจะขยับเข้าไปหาด้วยตัวเอง


“อื้อ...คิดถึงขนนุ่มๆ ของคุณจัง” คนนอนซมพยายามขยับหัวมาหนุนตักผมแทนหมอน การกระทำของวิณณ์ดูเหมือนกำลังออดอ้อน เสียงหอบหายใจยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับเหงื่อที่ไหลซึมออกมาแทบตลอดเวลา ช่วงเวลาที่อ่อนแอคงต้องการใครสักคนละมั้ง


ผมไม่ใช่พวกใจอ่อน และไม่ใช่พวกที่จะตามใจใครง่ายๆ ด้วย แต่ทุกอย่างล้วนมีข้อยกเว้นในกรณีนี้เองก็เช่นกัน ร่างของสัตว์ขนสีดำยาวมาแทนที่ร่างเดิมจัดการขยับตัวเพื่อไม่ให้ไปทับสายน้ำเกลือ วิณณ์เองก็ดูเหมือนจะตกใจไม่น้อยที่ผมกลับมาอยู่ในร่างนี้ มือทั้งสองข้างกำขนผมแน่นระหว่างซุกบหน้าลงบริเวณท้องด้วยความคุ้นเคย


“...นุ่มจัง คิดถึงสัมผัสแบบนี้จัง”


“เลิกพูดมากแล้วนอนซะ” หลับมาตั้งหลายวันพอตื่นมาก็เอาแต่พูดเดี๋ยวอาการก็ยิ่งแย่ลงกว่าเดิมพอดี


“อืม...ขอบคุณนะเบียทรีซ”


หลังจากนั้นวิณณ์ก็นอนหลับสนิทยาวอีกครั้ง ในช่วงเช้ามีปิศาจหลายตนที่ตกใจเมื่อเห็นร่างสัตว์ขนดำสี่เท่าของผมนอนอยู่บนเตียงแถมยังเป็นถูกใช้แทนหมอนอีก ปู่วาเกนมองไม่เห็นก็จริงแต่สัมผัสได้ว่าผมอยู่ในสภาพแบบไหน


เวลาที่ปู่วาเกนบอกคือเจ็ดวันหรือหนึ่งอาทิตย์นั่นเอง แต่แล้วในวันที่เจ็ดอาการของวิณณ์กลับไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นจนมาถึงวันนี้ก็ปาเข้าไปวันที่สิบแล้ว นอกจากนี้พลังปิศาจยังทะลักออกมาจากร่างพานให้เหล่าปิศาจรับใช้ซึ่งมีทั้งปิศาจระดับล่างและปิศาจระดับกลางถึงกับทนไม่ไหวผมจึงให้ออกไปแล้วคอยดูแลวิณณ์เอง


พลังปิศาจของวิณณ์อยู่ในระดับสูงดังนั้นพวกปิศาจที่มีระดับต่ำกว่าย่อมมีความเกรงกลัวและยอมจำนนต่อพลังนั้น โดยปกติปิศาจอย่างพวกเราจะแสดงพลังปิศาจออกมาเพื่อแสดงอำนาจบอกว่าตัวเองเหนือกว่าทว่าในกรณีของวิณณ์นั้นเขาปล่อยพลังออกมาโดยไม่รู้ตัว ขนาดกริซซึ่งเป็นปิศาจระดับสูงเหมือนกันยังแสดงอาการประสาอะไรกับปิศาจระดับต่ำกว่า


“อธิบายมาว่าเกิดอะไรขึ้น” ผมหันไปถามปู่วาเกนที่เอื้อมมือไปแตะตามร่างกายของวิณณ์ ในห้องตอนนี้นอกจากผมและปู่วาเกนยังมีกริซและแกรนยืนนอยู่ด้านข้างด้วย


“เรื่องนี้ข้าไม่ไม่สามารถตอบได้”


“หมายความยังไง”


“ในตำรามีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่ซึ่งระยะเวลาคือเจ็ดวัน และตัวข้าเองเคยเห็นลูกครึ่งที่แปรเปลี่ยนมาเป็นปิศาจระดับสูงและจากไปก่อนจะครบเจ็ดวัน”


“เจ้าจะบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีลูกครึ่งอยู่เกินเจ็ดวัน?”


“ตามที่ท่านเข้าใจ ข้าคงทำอะไรไม่ได้นอกจากให้ยารักษาตามเดิม และหวังว่าเขาจะหายในเร็ววัน”


“เจ้าเป็นถึงตำนานที่ยังมีชีวิตในโลกปิศาจ จะบอกว่าทำอะไรไม่ได้เลยรึไง!” ผมพูดเสียงแข็ง ในตอนนี้เหมือนผมกำลังหาที่ระบายความอัดอั้นนี่ออกไป


“แฮ่ก...แฮ่ก...” เสียงหอบหายใจแรงๆ ที่ดังขึ้นเรียกทุกสายตาให้หันไปมองยังเตียง วิณณ์นอนหอบหายใจอย่างรุนแรงจนผมต้องรีบก้าวเข้าไปหาในจังหวะนั้นเองพลังปิศาจก็ทะลักออกมาจากร่างนั้นอย่างรุนแรง กระจกหน้าต่างด้านข้างร้าวและแตกในจังหวะเดียวกัน


พลังอันรุนแรงของวิณณ์ทำให้ปิศาจระดับสูงทั้งสามตนอย่างปู่วาเกน กริซและแกรนถึงกับถูกผลักออกไป สำหรับผมได้รับอิทธิพลจากพลังนั่นอยู่ไม่น้อยแต่ยังสามารถก้าวเข้าใกล้ได้ ใบหน้าของวิณณ์ดูทรมานกว่าทุกครั้งผมทำได้เพียงสัมผัสใบหน้านั่นแทนการให้กำลังใจ


“วิณณ์” ไม่รู้ว่าเพราะเสียงเรียกของผมหรืออะไรแต่พลังปิศาจที่ปลดปล่อยออกมากนั้นพุ่งกลับเข้าใส่ร่างของวิณณ์ที่นอนอยู่บนเตียง ความกดดันจากพลังปิศาจเมื่อครู่หายไปในพริบตาเช่นเดียวกับเสียงหอบหายใจอันรุนแรงที่ค่อยๆ เบาลงและกลับมาเป็นจังหวะการหายใจปกติ


ปู่วาเกนใช้ไม้เท้าพาตัวเองเข้ามาตรวจดูวิณณ์ซึ่งบัดนี้ใบหน้าซีดเซียวเริ่มกลับมามีสีชมพูจางๆ เหงื่อที่ไหลอยู่เกือบตลอดเวลาเองก็ลดน้อยลงจนแทบไม่เหลือ วิณณ์ในตอนนี้เหมือนกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงตามปกติไม่ใช่เพราะป่วยเหมือนก่อนหน้านี้


“ปู่วาเกน” ผมเรียกอีกฝ่ายเพราะต้องการคำอธิบาย


“ไข้กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว พลังปิศาจเองก็ไม่ได้กัดกินร่างนี้อีกแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะเอาชนะพลังอันยิ่งใหญ่ได้แล้วล่ะ เก่งมากวิณณ์” ปู่วาเกนอธิบายพลางเอ่ยชมคนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง


“หมายถึงเขาหายแล้ว?”


“ตอนนี้ยัง คาดว่าไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้น่าจะหายดี” คำพูดนั่นเหมือนยกเอาตะกั่วภายในจิตใจเหวี่ยวทิ้งไป ผมมองวิณณ์ซึ่งหลับตาพริ้มด้วยท่าทางสบายใจก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้เส้นผมสีน้ำตาลแดงแทนการลงโทษที่ทำให้ผมเป็นห่วงมาตลอดสิบวันที่ผ่านมา


“โทษที่ทำให้ข้าห่วงมันหนักนะวิณณ์”


และก็เป็นอย่างที่ปู่ว่าเกนบอกในวันต่อมาวิณณ์ลืมตาตื่นขึ้นในสภาพที่เหมือนตื่นนอนไม่ใช่ฟื้นจากอาการป่วย ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัวหรืออะไรล้วนหายไปหมด คล้ายกับเป็นความฝันที่ยาวนานงั้นแหละ วิณณ์ยังคงเป็นวิณณ์แม้จะผ่านช่วยเปลี่ยนถ่ายมาจนกลายเป็นปิศาจระดับสูงนิสัยซุ่มซามและยังเป๋อเหรอนั่นยังคงมีอยู่และดูเหมือนจะมากกว่าแต่ก่อนอีก อย่างตอนนี้...


แกร๊บ!


เสียงแตกหักดังขึ้นข้างหู พอผมหันไปมองก็พบกับวิณณ์ที่กำลังยกเท้าขึ้นโดยใต้เท้านั้นมีแว่นที่เจ้าตัวใส่อยู่ในสภาพหักครึ่ง ไม่ต้องถามสถานการณ์ผมก็สามารถเดาได้ วิณณ์กำลังยกเอกสารปึกใหญ่มาให้ผมที่โต๊ะซึ่งไม่รู้ว่าทำอีท่าไหนแว่นที่ใส่ถึงตกลงไปบนพื้นในจังหวะก้าวขาพอดี บทสรุปคือแว่นหักคาที่


ผมว่าแล้วต้องมีสักวันที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น


“ก้าวถอยหลังไปวิณณ์” ผมบอกอีกฝ่ายที่ทำท่าเงอะงะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ


“อ่า ได้ๆ โอ๊ะ โอ้ย!” เจ้าตัวก้าวถอยหลังตามที่ผมบอกแต่เพราะถอยมากไปเลยไปชนกับขอบโต๊ะนั่นทำให้เอกสารในมือกระจายพร้อมร่างของวิณณ์ที่หน้าคะมำลงบนพื้นพรหม


“...” ผมมองภาพนั่นด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก แค่ไม่กี่วินาทีหลังไม่มีแว่นก็เป็นซะขนาดนี้แล้ว ไม่สิ ต่อให้มีแว่นก็มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอยู่ดี


“เบียทรีซ ผมอยู่ไหน” วิณณ์พยายามใช้มือเพื่อหาหลักยึดแถมยังหันมาเอ่ยถามผมราวกับมั่นใจว่าผมนั่งอยู่ทางที่หันไปแน่


“เจ้าคุยกับโซฟาอยู่รึไง” ทางที่อีกฝ่ายหันไปตรงกันข้ามกับที่ผมนั่งคนละโยดเลย


“คุณไปอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่”


“ข้าอยู่นี่มาตั้งแต่เช้าแล้ว” ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมไม่ได้ขยับไปเลยสักนิด มีแต่อีกฝ่ายนั่นแหละที่ใช้มือคลำทางจนตอนนี้กำลังหมุนรอบตัวเองอยู่


“เบียทรีซ”


“อยู่เฉยๆ ข้าตามปิศาจมาทำความสะอาดแล้ว ข้าบอกให้อยู่เฉยๆ ไงวิณณ์!” ผมขึ้นเสียงพร้อมก้าวยาวๆ ไปดึงมืออีกฝ่ายที่เกือบจะตะบบลงไปบนเศษแว่นตา


“ก็ผมมองไม่เห็น...”


“ถึงบอกให้อยู่เฉยๆ ไง มานี่” ผมจับมือวิณณ์พามานั่งบนเก้าอี้ทำงานผมระหว่างนั้นแกรนก็เข้ามาพร้อมปิศาจรับใช้ที่เข้ามาเก็บกวาด


“องค์ราชา” แกรนมองกองเอกสารที่กระจายเกลื่อนอยู่ทั่วพื้นสลับกับวิณณ์ที่นั่งอยู่โดยปราศจากแว่นตา


“ไปตัดแว่นมาให้ด้วย” ผมสั่งแกรน


“ให้ข้าพาไปร้านแว่นหรือยังไงดีครับ” แกรนถามต่อ ถึงจะให้ไปตัดแว่นแต่แกรนคงไม่รู้ว่าวิณณ์สายตาสั้นเท่าไหร่


“พาร้านแว่นมา” ผมไม่เสี่ยงให้วิณณ์ออกนอกห้องไปตอนนี้หรอกนะ


“รับทราบ ข้าจะรีบไปพามา”


“เจ้าทำอะไรน่ะวิณณ์” ผมถามเสียงเอือมเมื่อหันไปเห็นวิณณ์ถือเอกสารขึ้นมาใบหนึ่งแล้วขยับหน้าเข้าไปใกล้ ไม่สิ ไม่ใช่ใกล้ต้องพูดว่าขยับหน้าเข้าไปติดกับแผ่นกระดาษเลยจะถูกกว่า


“ผมกำลังอ่านอยู่”


“อ่าน เจ้าสายตาสั้นขนาดไหนเนี่ย” ผมชักสงสัยแล้ว ดูจากสภาพตอนอ่านเอกสารก็เดาได้ว่าไม่น้อย


“เกือบพันอยู่”


“เกือบพันเลย?” สั้นเกินไปแล้ว


“อืม...ตอนเด็กๆ ไม่ได้สั้นนะเพิ่งมาเริ่มสั้นประมาณม.ต้นมั้งแล้วก็สั้นยาวจนถึงตอนนี้เลย”


“ไม่ลองใส่คอนแทคเลนส์ล่ะ” ถ้าเป็นคอนแท็คเลนส์น่าจะหมดปัญหาเรื่องเหยียบแตก


“ผมเคยลองแต่มันเจ็บเวลาใส่แถมผมไม่ชอบให้อะไรมาโดนตาด้วยเลยใส่แว่นมาตลอด ฟังจากเสียงคุณอยู่ตรงนั้นใช่ไหม” วิณณ์ชี้นิ้วมาทางที่ผมยืนอยู่ ความจริงผมยืนหาจากอีกฝ่ายยังไม่ถึงสองเมตรเลยนะ


“แค่รางๆ ก็มองไม่เห็น?” ถึงจะสายตาสั้นขนาดไหนอย่างน้อยก็น่าจะมองเห็นเงารางๆ ได้


“เห็นนะ แต่ต้องใกล้ๆ หน่อย”


“แปลว่ามองไม่เห็นข้าสินะ”


“อืม เห็นแต่ภาพเรือนราง มองไม่ออกเลยว่าเป็นอะไร” วิณณ์หรี่ตามองมาทางผมเหมือนกำลังพยายามมองมา


“ต้องใกล้ขนาดไหนถึงจะเห็น” ผมถามต่อ


“ใกล้ขนาดไหนเหรอ....ประมาณนี้มั้ง” อีกฝ่ายลุกขึ้นเดินมาหาผมตามเสียง ใช้มือสองข้างจับชายแขนเสื้อผมไว้ขณะเงยหน้าขึ้นมาหา ใบหน้าขาวเนียนขยับเข้ามาประชิดจนเกือบแนบสนิท ในจังหวะเขย่งริมฝีปากของวิณณ์แตะโดนปากผมพอดิบพอดีเช่นเดียวกับดวงตาสีทองสว่างของผมประสานกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของวิณณ์นิ่งๆ


ความรู้สึกแปลกๆ ยามริมฝีปากสัมผัสกันอย่างแผ่วเบายังคงวนเวียนอยู่ในความคิด และคงเป็นเพราะเหตุนั้นที่ทำให้ผมคว้าเอววิณณ์ให้ขยับเข้ามาชิดพร้อมก้มลงกดริมฝีปากของตัวเองทาบทับลงไปอีกครั้ง ความนุ่มละมุลยามสัมผัสกันยังไม่รู้สึกดีเท่าความรู้สึกภายในอกนี่


ไม่อยากผละออก


นั่นคือสิ่งที่ผุดเข้ามาภายในหัวทว่าดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั่นเบิกกว้างเหมือนกำลังตกใจแถมยังใช้มือทุบแผ่นอกผมให้ล่าถอยออกไปผมจึงต้องยอมผละออกมาด้วยความเสียดาย


“คุณ...ทำอะไรน่ะ” วิณณ์ยกมือสองข้างขึ้นปิดปากตัวเองระหว่างถาม ใบหน้าของอีกฝ่ายเห่อแดงก่ำด้วยความรู้สึกหลายหลายปะปนกันอยู่


“...ปากแตะปาก”


“เขาเรียกว่าจูบ” อีกฝ่ายส่งเสียงพลางก้าวถอยหลังแต่ดันไปชนขอบโต๊ะจนเซล้มอีกรอบ ด้วยความหวังดีผมเลยเข้าไปรับร่างที่กำลังจะล้มกระแทกพื้น


“สำหรับข้ามันไม่ใช่จูบ”


“ฮะ?” ใบหน้างงๆ นั่นมองกี่ทีก็ไม่เคยเบื่อสิน่า


“แค่ปากแตะกันมันไม่เรียกว่าจูบหรอกนะ อยากลองไหมล่ะว่าจูบจริงๆ มันเป็นยังไง” ถ้าอยากรู้ผมจะสาทิตให้ดูแบบตัวต่อตัวเลย


“มะ...ไม่อยาก ปล่อยผมนะ”


“ถ้าปล่อยเดี๋ยวเจ้าก็ชนนู้นนี่อีก”


“แต่แบบนี้มันไม่...”


“ไม่อะไร” ผมจับวิณณ์ให้นั่งลงบนตักผมพลางกอดเอวอีกฝ่ายไว้หลวมๆ


“มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ”


“ไม่นี่ ข้าไม่อยากต้องเรียกใครมาเก็บกวาดอีก เพราะงั้นอยู่นิ่งๆ อย่าดื้อ เข้าใจนะวิณณ์” ผมกระซิบบอก เสียงหัวใจของคนบนตักดังมากกว่าเดิมอีก ผมเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาเมื่อรู้ว่าไม่ใช่แค่ตัวเองที่กำลังใจเต้นอยู่แบบนี้


อาการผมในตอนนี้น่าจะหนักมากจนแทบจะหันหลังกลับไปไม่ทันแล้วละมั้ง


“ให้ผมนั่งพื้นก็ได้” วิณณ์พยายามจะไถลตัวเองลงไปนั่งกับพื้นถ้าไม่ติดว่าผมรั้งสะโพกไว้แน่นจนไม่สามารถขยับไปไหนได้


“ถ้ายังไม่ฟังข้าจะจูบ”


“...” เพียงคำพูดเดียวอาการดิ้นหรือพยายามหนีกลายเป็นอาการเกร็งตัวแทบจะทันที ถ้าเป็นคนอื่นไม่มานั่งเกร็งเพราะจะถูกผมจูบหรอกคงจะหันมาคว้าคอผมไปจูบเองเลยมากกว่า


ไม่ว่าใครต่างก็ต้องการให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าคนอื่น ดังนั้นตัวผมที่เป็นราชาเลยตกเป็นเป้านั้นได้ง่าย แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้หลงไปกับกามอารมณ์ ยิ่งตอนนี้ต่อให้ถอดเสื้อผ้ามายั่วยวนตรงหน้าผมคงไม่เกิดอารมณ์ด้วยซ้ำไป


ภายในใจตอนนี้กำลังถูกรุกล้ำด้วยลูกครึ่งปิศาจนิสัยซุ่มซ่ามจนทำอะไรไม่ถูก ทั้งยิ้มออกกับท่าทางเป๋อๆ ทั้งหัวเราะกับนิสัยแสนซุ่มซ่ามนั่น ต้องการให้อีกฝ่ายมาอยู่ข้างกายตลอดเวลาและจะไม่ยอมยกเขาให้ใคร อาการนี้ไม่จำเป็นต้องถามใครผมก็สามารถบอกได้


ราชาของโลกปิศาจอย่างผมกำลังตกหลุมรักลูกครึ่งมนุษย์ที่บัดนี้กลายเป็นปิศาจเต็มตัวอย่างวิณณ์เข้าให้แล้ว

.....................................................

มาแล้วค่ะ

ครั้งนี้มาช้าไปมากเลยยย

ขอโทษด้วยการอัพตอนยาวๆ ให้นะคะ

ตอนนี้เป็นบทที่สำคัญมากสำหรับวิณณ์หรือก็คือช่วงเปลี่ยนถ่ายสำหรับลูกครึ่ง

แต่งตอนนี้ให้ความรู้สึกแฟนตาซีที่สุดและเป็นตอนที่เราชอบมากในเรื่องนี้เลย

หวังว่าทุกคนเองก็จะชอบนะคะ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังที่มีให้

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
 :katai5: กลายร่างแล้ววว

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5203
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
มีการพัฒนาพลังปีศาจ แต่ไม่มีการพัฒนาสายตาปีศาจบ้างหรอ  :hao4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด