[รวมเรื่องสั้น] Animalia บนโลกสีเทา [EP 3 หิมะร่วงหล่น : UP]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [รวมเรื่องสั้น] Animalia บนโลกสีเทา [EP 3 หิมะร่วงหล่น : UP]  (อ่าน 474 ครั้ง)

ออฟไลน์ Omekiin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************

สวัสดีครับ คุณนักเดินทาง
ผมรู้มาว่าคุณก็อยู่ในอาณาจักร Animalia
และอยู่ไฟลัม Chordata เหมือนกันกับผม
แต่คนละซับไฟลัม คนละคลาส คนละแฟมิลี่ คนละจีนัส และคนละสปีชี่ส์
ถ้าคุณไม่เข้าใจ อยากให้ลองย้อนกลับไปค้นหาเกี่ยวกับ "อนุกรมวิธาน" ดูนะ เชื่อผมสิ
มันเข้าใจไม่ยากหรอก

ผู้รู้ว่าคุณเป็น Homo sapiens สิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิ
มีวิวัฒนาการมากที่สุด และที่ยังถือครองโลกใบโตสีฟ้าจนทั่วไปหมด
เปลี่ยนแปลงมันตามความต้องการของคุณ เพื่อการดำรงอยู่ของคุณ

ถ้าถามว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องพวกนี้น่ะหรอ

พอจะมีเวลาสักหน่อยมั้ยล่ะ
ถ้าคุณอยากรู้จักผมและเหตุผลของผม

ผมก็จะเล่าเรื่องราวของผมในวันที่รู้จักกันกับเขา
จนกลายเป็นเรื่องราวของ "เรา" ให้คุณฟัง

หวังว่าคุณจะยอมรับฟัง
และเปลี่ยนมัน ...


_ _ _ _ _ _ _ _
รวมเรื่องสั้น ของเหล่าสัตว์ในอาณาจักร Animalia
ใต้คลื่นสีฟ้า [ปลาฉลามหัวค้อนกับปลากระเบนนก] STATUS : จบ
ชายพนาป่าฝน [ช้างตัวโตกับช้างตัวเล็ก] STATUS : กำลังอัพ
_ _ _ _ _ _ _ _

Twitter #บนโลกสีเทา  @Inomekii




Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-04-2019 20:41:20 โดย Omekiin »

ออฟไลน์ Omekiin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ใต้คลื่นสีฟ้า


   ณ ที่แห่งหนึ่งห่างไกลจากพื้นดิน ห่างไกลจากชุมชนมนุษย์ ผืนฟ้าสีฟ้าตัดกับน้ำทะเลทอประกายระยิบระยับตามต้องแสงแดดยามบ่ายลึกลงไปใต้ท้องทะเลสีฟ้าครามเหล่าฝูงปลาแหวกว่ายท่ามกลางกระแสน้ำอุ่นอย่างร่าเริง บ้างว่ายวนเวียนไปมาเป็นฝูง สร้างเส้นริ้วราวกับแพรไหมยามต้องลม บ้างมุดไปหลบซ่อนในปะการังหลากสียามเมื่อมีศัตรูตัวฉกาจเข้าใกล้ ถามว่าศัตรูจำพวกไหนน่ะหรอ 
   
    ปลาฉลามน่ะสิ! ศัตรูตามธรรมชาติ คู่อาฆาต คู่เวรคู่กรรม   
 
    เมื่อฉลามมาพวกปลาตัวอื่น ๆ ก็หลบเข้าไปแอบอยู่ในปะการัง ตัดภาพมาที่ตัวผม ครีบสั่นขวัญแขวนหมด! ดูทรงปะการังแล้วไม่มีทางที่ตัวผู้ร่างบอบบางแบบผมจะยัดตัวเข้าไปหมด เลยได้แต่เอาตัวมุดใต้ผืนทรายนุ่มช่วยพรางตัวไว้แทน 
   
    ถามว่าผมเป็นตัวอะไรน่ะหรอ... เอ ผมรูปร่างดีเชียวล่ะ ตัวบาง ๆ ผมมีหางแหลมยาวมากเหมือนพ่อกับแม่ซึ่งบางทีมันก็น่ารำคาญอยู่หน่อย ๆ อ่านะ แล้วที่สำคัญคือผมมีครีบพลิ้วไหวเหมือนปีกนกด้วยล่ะ อ๊ะ ที่รู้ว่าเหมือนปีกนกเพราะเคยหนีแม่ขึ้นไปดูวิวเหนือผิวน้ำน่ะสิ แม่บอกว่าเราเป็นปลากระเบนนก เพราะได้ยินปลากระเบนอาวุโสบอกมาว่ามนุษย์เรียกพวกเราแบบนั้น     
    แล้วสาเหตุที่ทำไมผมต้องหวั่นวิตกเมื่อเจอฉลามน่ะหรอ... ก็ฉลามพวกนี้ไม่ใช่ฉลามธรรมดา แต่เป็นฉลามหัวปูดที่มีก้อนอะไรไม่รู้พาดขวางตรงหน้าทำให้หน้าดูยาวแปลก ๆ ไอ้เจ้าพวกนี้มันยิ่งชอบกินปลากระเบนแบบพวกผมเป็นอาหารด้วยน่ะสิ 
      
    ฮือ ผมเกลียดพวกมันที่สุดเลย!       
 
    ทุก ๆ วันพวกผมที่ว่ายรวมกันเป็นฝูงจะต้องมีตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัวที่โดนพวกมันงาบไปกินเป็นมื้อเที่ยง  วันก่อนนู้นพี่ชายที่เพิ่งรู้จักกันก็เพิ่งโดนมันจัดการไปซะ  เมื่อวานพ่อผมก็เกือบโดนมันจัดการแต่ดีว่าพ่อเก่งเลยใช้หางที่แหลมคมเป็นอาวุธป้องกันด้วยก่อนแผ่นแน่บหนีมาได้ กลับมาก็ย้ำอยู่นั่นแหละว่าถ้าเจอพวกมันให้รีบแผ่นให้เร็วที่สุดก่อนจะโดนกิน 
   
    ไม่อยากจะคิดภาพว่าถ้าเป็นตัวเองนี่คงเละแบบเหลือแต่หางแน่นอน ผมมันพวกไม่เหมือนชาวบ้าน ร่างกายไม่แข็งแรง อ่อนแอ เซ่อ ๆ ซ่า ๆ เป็นปลากระเบนจืดชืด ทำไมผมอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้ก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกัน ฮึก   
     
    นอกจากพวกปลาฉลามพวกนั้น พ่อกับแม่เล่าให้ฟังว่าหลายปีมานี้มีสัตว์ประหลาดบนผิวน้ำออกอาละวาด มันตัวใหญ่มาก ไม่มีหน้าไม่มีตา ลำตัวยาวใหญ่ราวกับปลาวาฬ มันทำให้ผิวน้ำปกคลุมไปด้วยสีดำทะมึน สัตว์ประหลาดพวกนี้มีหนวดที่ใหญ่มาก มันเป็นช่อง ๆ รู ๆ หลายร้อยรูคอยดักไม่ให้พวกเราหนีไปมัน จากนั้นมันก็ลากปลาทั้งหลายที่ว่ายหนีไม่ทัน แล้วดึงขึ้นไปเหนือผิวน้ำ ปลาหลายร้อยตัวหายสาบสูญไป

    ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันหายไปที่ไหน แต่ทุกตัวที่เคยเห็นเหตุการณ์แล้วกลับมาเล่าให้ฟังต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกมันถูกลากขึ้นไปเหนือผิวน้ำที่นั่นมีปลาทุกตัวที่ติดมาด้วยกันดิ้นไปมาอย่างทุรนทุรายแทบขาดอากาหายใจ ตัวที่ทนไม่ไหวก็ตายเป็นกองสูง พวกที่รอดกลับมาคือมันพยายามดิ้นกระเสือกกระสนจนตกลงมาในทะเล แล้วกลับมาเล่าปากต่อปากว่าถ้ายังอยากมีชีวิตรอด เมื่อเห็นสัตว์ประหลาดเหนือท้องทะเลมาให้รีบหนีไปให้ไกลที่สุด 
       
    หลายครั้งที่ผมแอบนึกน้อยใจสงสัยว่าผมจะเกิดมาทำไมนะ ต้องอยู่เป็นปลากระเบนไปวัน ๆ   แบบนี้น่ะหรอ ไม่เห็นสนุกเลยชีวิต วัน ๆ วนเวียนอยู่กับการนอน กิน หาอาหารและหลบหนีไม่ให้ไปเป็นอาหารผู้ล่าตัวอื่น รวมทั้งต้องพยายามหนีจากพวกสัตว์ประหลาดอีก วงจรก็มีอยู่แต่แบบนี้แหละ 
   
    เป็นไงชีวิตผม  น่าตื่นเต้นดีมั้ยล่า         
   โอ๊ะ! เจ้าฉลามมันว่ายไปจัดเหยื่อการตัวอื่นแทนผมแล้ว งั้นก็ออกจากทรายนี่ได้สักที        
    ว่าแล้วก็หิวแล้วง่า คุณหอย คุณกุ้ง คุณปู ขอผมกินหน่อยน้า         
    งั่ม~
 




    อา เจ้าปลาน้อยของผม วันนี้ก็น่ารักเหมือนเดิมอีกแล้ว
     
    ผมหลบอยู่หลังหินก้อนใหญ่ มีปะการังหลากสีช่วยพรางสายตา ฝูงปลาเล็กปลาน้อยทั้งหลายต่างตัวสั่นแล้วรีบพากันว่ายหนีไปอย่างรวดเร็วเมื่อผมเข้ามาหลบอยู่ตรงนี้     

    ผมจ้องมองไปที่ปลากระเบนร่างบางที่กำลังง่วนกับการไล่จับบรรดาสัตว์ตัวเล็กที่อาศัยอยู่บนพื้นทรายใต้ทะเลเป็นอาหาร ร่างสีขาวนวลตาตัดกับสีเทาแต้มลายกลมสีขาวทำให้ดูมีเสน่ห์ ดวงตากลมโต จมูกเล็กและปากด้านล่างยิ่งทำให้ดูน่ารักขึ้นเหมือนกับเป็นใบหน้าที่มีรอยยิ้มเล็ก ๆ ประดับอยู่เสมอ ยามเมื่อร่างบางแหวกว่ายครีบทั้งสองข้างขยับขึ้นลงช้า ๆ ท่ามกลางสายน้ำสีฟ้าครามเหมือนกับปีกนกที่โผบินบนท้องฟ้ายิ่งชวนให้ดูน่าหลงใหล ยากที่จะละสายตาไปได้ ยิ่งตอนกำลังก้มหน้าตั้งใจกับการกินยิ่งน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากจะว่ายเข้าไปฟัดแก้มกลม ๆ กับครีบที่ขยับไปมาอย่างมีความสุขนั่นตอนนี้เลย         

    จะว่าผมมันเป็นไอ้บ้าขี้ขลาดก็ได้ ถึงแม้ว่าจะเก่งกับเรื่องอื่นจะอย่างเก่งก็เถอะ         

    แหม ใครมันจะกล้าว่ายเข้าไปบอกกับน้องเขาตรง ๆ ว่า ผมชอบคุณนะ คุณดูดีมากเลย แค่คิดก็
ขนลุกแล้ว เจ้าตัวเล็กนั่นคงกลัวจนว่ายไปร้องไห้กับพ่อจ๋าแม่จ๋าแน่ ๆ         
    ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย เป็นแค่ฉลามน้อยน่ารักน่าเอ็นดูเท่านั้นเอง ฮือ   
 
    ...เอ่อ จริง ๆ ก็ไม่ได้น่าเอ็นดูเท่าไหร่หรอก ยอมรับอย่างลูกผู้ชายเลยว่าตระกูลผมมันหน้า...แปลก เพราะนอกจากตัวโตเทอะทะแล้ว ตระกูลพวกผมมันมีคำสาปเป็นไอ้ก้อนบ้า ๆ อะไรก็ไม่รู้ งอกออกมาพาดตรงหน้า ตาขวาอยู่ข้างนึง ตาซ้ายอยู่อีกข้าง ทำให้หน้าดูโคตรตลกเลย (จริงๆ ก็ไม่เคยเห็นหน้าตัวเองหรอก แต่หน้าพ่อแม่พี่น้องผมเป็นแบบนี้เหมือนกัน หน้าผมก็คงตลกแบบนั้นเหมือนกันแหละ เฮ้อ)  แล้วรู้มั้ยว่ามันลำบากมากเลยนะ แถมยังเกะกะชิบ! ไหนจะฟันแหลมคมพวกนี้อีก ใครมันจะกล้าเสนอหน้าไปยิ้มหล่อโชว์ฟันกันวะ!     

    แล้วนอกจากเรื่องหน้าตา ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือ...ตระกูลผมกับตระกูลน้องมันเป็นศัตรูกันตามธรรมชาติ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนกำหนด แต่ฉลามแบบพวกผมนี่โคตรชอบกินเนื้อปลาพวกเดียวกับน้องมันเลย ให้ตายสิ!

    เจ้าพวกนั้นยังมีหน้ามาบอกว่าผมมันเป็นพวกประหลาดแหกคอก ที่ไม่ยอมล่าเนื้อที่แสนอร่อยหวานฉ่ำมากิน ไม่ให้เรียกว่าโง่ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว แถมยังมีหน้าไปขู่ไม่ให้บรรดาพรรคพวกไปล่าเอาน้องมากินอีกต่างหาก

    จะว่าไป ผมก็อยากลองกินน้องเหมือนกันแหะ     
    แต่อยากลองกินในความหมายอื่นอ่านะ     
    ดูแล้วน่าจะต้องหวานมากแน่ ๆ หึหึ   

   
    วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันธรรมดาของปลากระเบนน้อยแบบผม     
    ชีวิตก็ยังคงเหมือนเดิมเหมือนทุกวันตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาเกือบปี    
    กิน กิน ว่ายไปมาให้อาหารย่อย แล้วก็กลับมากินต่อ     
    อา จะว่าผมเป็นปลากระเบนเห็นแก่กินก็ได้ แหม จริง ๆ ต้องกราบขอบคุณพวกคุณปู คุณกุ้งที่เสียสละยอมให้ผมกินเป็นอาหาร ยิ่งคุณกุ้งนะ ของโปรดผมเลย!     

    ถามถึงพ่อกับแม่น่ะหรอ นู่น ว่ายจู๋จี๋ไปเที่ยวกันอยู่สองตัว ไม่สนใจลูกเต้าแล้วปล่อยให้ผมว่ายรวมอยู่กับฝูงอย่างไม่มีอะไรทำนอกจากว่ายน้ำเล่นแล้วก็กลับมาหาอะไรกิน  วันนี้ฝูงของพวกผมว่ายไปเที่ยวเล่นเกือบ ๆ ผิวน้ำ บางตัวที่เก่งหน่อยก็ชวนกันกระโดดโผขึ้นไปสูงเหนือผิวน้ำอย่างสนุกสนาน ส่วนผมนั้นทำได้แค่ชูหน้าเหนือผิวน้ำมองดูพวกเขากระโดดเล่นกันอยู่แบบนั้นแหละ ทำไงได้ ก็ผมมันกระโดดไม่ขึ้นนี่นา มองพุงขาวตัวเองแล้วก็อนาถใจ ถ้าให้เลือกการกระโดดไปบนท้องฟ้ากับการกิน ยังไงผมก็เลือกอย่างหลังอยู่ดีแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย!    

    วันนี้อากาศดีมากท้องฟ้าแจ่มใสเป็นสีฟ้าสด มีเมฆก้อนสีขาวปุกปุยลอยอยู่ ซึบซับภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักเพราะปกติพวกผมจะอยู่ใต้น้ำทะเลลึก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่นานก็จะว่ายขึ้นมาแบบนี้บ้าง ผมว่ายช้า ๆ พลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะหันไปเห็นเจ้าก้อนกลม ๆ สีเทาลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ที่ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้น ผิวน้ำที่เคยมีเพียงระลอกคลื่นกับรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่าง มาพร้อมกับความรู้สึกที่ไม่ดีบางอย่างพุ่งขึ้นมา ผมและตัวอื่น ๆ รีบมุดตัวเองลงใต้ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว    

    ครืนนน     
    นั่นมันบ้าอะไร!    
    สัตว์ประหลาดสีดำทะมึน รูปร่างใหญ่โตมโหฬารเหมือนที่เคยได้ยินค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ลำตัวของมันค่อย ๆ ใหญ่โตขึ้น สีดำเข้มตัดกับสีของท้องฟ้าและน้ำทะเลอย่างชัดเจน มันเคลื่อนที่ฝ่ากระแสน้ำทำให้ใต้ผิวน้ำเริ่มปั่นป่วนเพราะมีเจ้าสัตว์ประหลาดรูปร่างเหมือนใบหมุนตัวโตที่มาด้วยกัน    

    ผมรีบว่ายดิ่งลงมาใต้ผิวน้ำอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ว่ายได้ พร้อมกันนั้นก็มีปลาหลายตัวที่เริ่มรู้สึกและว่ายตามกันลงมา รอบข้างรู้สึกได้ถึงความปั่นป่วนวุ่นวายเป็นอย่างมาก ผมว่ายดำดิ่งลงมาหลบอยู่ที่ด้านหลังก้อนหินปะการังที่มีโพรงใหญ่แอบมองพวกมันจากระยะไกล พลางซุ่มมองทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเริ่มสับสน    

    สัตว์ประหลาดตัวโตพ่นหนวดแปลกประหลาดออกมาใต้พื้นน้ำ เจ้าหนวดนี้มันพุ่งลงมารอบด้านกันให้สัตว์น้ำตัวเล็กตัวใหญ่ทั้งหลายที่ว่ายอยู่บริเวณนั้นหนีไม่ทัน พวกมันไม่สามารถหาทางออกได้และยิ่งว่ายวนไปมาด้วยความสับสนและตื่นตระหนกตัวอื่น ๆ ที่อยู่ด้านนอกพยายามหาทางช่วยเหลือพวกมันออกมาแต่ก็สุดความสามารถ ใต้พื้นน้ำเต็มไปด้วยความอลหม่าน เสียงร้องระงมของสัตว์ทั้งหลายชวนให้ผมรู้สึกแย่

        พวกมันร้องโหยหวน ร้องไห้ ตะโกนแข่งกันระงม เพียงเวลาแค่ไม่นานสัตว์ประหลาดสามารถดักปลาจำนวนมากไว้พร้อมทั้งค่อย ๆ ลากพวกเขาทั้งหมดขึ้นสู่ผิวน้ำ ทุกอย่างเริ่มเงียบลง ไม่มีเสียงใด ๆ ... ผมเห็นแค่ภาพที่ทุกตัวมองตามด้วยความเศร้าโศก...    

    เรารู้...ว่าพวกเขาจะไม่มีวันกลับมาอีก    

    เมื่อทุกอย่างเริ่มสงบลง ผมมองเจ้าสัตว์ประหลาดที่ยังคงทอดกายเหนือผิวน้ำอยู่นิ่ง ๆ หลังจากที่มันกินปลาทั้งหลายไปเป็นจำนวนมาก จากนั้นผมก็นึกขึ้นได้จึงมองไปรอบตัว ผมยังมองไม่เห็นเงาของพ่อกับแม่!
   
    ผมรีบว่ายออกมาจากที่ซ่อน ว่ายขึ้นมาด้วยความเร็วเท่าที่ครีบทั้งสองจะรับไหว     
    ในใจเกิดความรู้สึกกลัวสุดขีด ผมกลัวที่จะสูญเสียครอบครัวไป ผมไม่อยากอยู่คนเดียว    
    ผมว่ายขึ้นไปเกือบใกล้ถึงเจ้าสัตว์ประหลาด แต่มันยังคงนิ่งสงบทำให้ผมพอรวบรวมความกล้าไว้ได้ ก่อนจะว่ายวนสอดส่ายสายตามองหาพ่อกับแม่ ครั้งสุดท้ายก่อนที่เจ้าสัตว์ประหลาดจะมาผมเห็นพ่อกับแม่ว่าย อยู่เหนือผิวน้ำบริเวณนี้ ผิดที่ผมเองที่ไม่ทันได้สังเกต ผมหาพวกเขาไม่เจอ     

    ตู้ม!    

    ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงดังบริเวณไม่ไกลจากตัวเอง เมื่อหันไปมองพบว่าเจ้าสัตว์ประหลาดตัวเดิมเริ่มอาละวาดอีกครั้ง มันคงยังไม่อิ่ม หนวดยักษ์พุ่งลงมาจากเหนือผิวน้ำเหมือนดังเช่นครั้งแรก ผมได้แต่นิ่งตะลึงอยู่กับที่เนื่องจากทำอะไรไม่ถูก มันเริ่มใหญ่ขึ้นช้า ๆ จนบดบังสายตาทำให้เห็นท้องน้ำตรงหน้าเป็นเส้น ๆ  พาดขวางไปมาทำให้ผมไม่สามารถฝ่ามันออกไปได้
    
    พ่อฮะแม่ฮะ เหมือนผมกำลังจะได้ตามพ่อกับแม่ไปเดี๋ยวนี้แหละ…    

    ผมค่อย ๆ ก้มตัว ยอมรับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง อย่างน้อย ๆ ผมก็ไม่ได้อยู่ตัวเดียว ยังมีปลาเล็กปลาใหญ่อีกฝูงที่กำลังจะหายไปพร้อมกับผมด้วย เดี๋ยวผมก็คงเจอพ่อกับแม่แล้ว    

    ทันใดนั้นผมรู้สึกเหมือนถูกดึงกระชากออกก่อนที่จะเจ้าหนวดประหลาดจะไหวตัวทันลากผมขึ้นไปกิน เมื่อลืมตาขึ้นผมเห็นพ่อกับแม่มองมาด้วยสายตาเป็นห่วง แม่ดูเศร้ามากแต่ก็ยิ้มดีใจที่เห็นผมปลอดภัย ส่วนพ่อนั้นผมแทบแยกไม่ออกว่าโมโหหรือเป็นห่วงมากกว่ากัน พวกเขาคงจะว่ายไปแอบอยู่ที่ไหนสักที่ก่อนจะตามผมขึ้นมาทีหลัง    
    พ่อกับแม่มาช่วยผม! พวกเขาไม่ได้ถูกจับขึ้นไปตั้งแต่รอบแรก    
    ผมโล่งใจที่เห็นพวกเขายังอยู่ แต่ทำไมพวกเขาไปอยู่ตรงนั้นแทนผมล่ะ     
    แม่ยิ้มออกมาเล็กน้อยแต่ดูก็รู้ว่ามีสีหน้ากังวลใจ แม่คงเป็นห่วงผมมาก แน่ล่ะ พ่อก็เหมือนกัน พ่อดูโกรธน้อยกว่าตอนแรก ตอนนี้เขาทำหน้าโล่งใจที่เห็นผมปลอดภัย    

    สัตว์ประหลาดยักษ์เริ่มขยับกายอีกครั้ง มันค่อย ๆ ขยับลากเหยื่อขึ้นไปอย่างช้า ๆ
    
    ผมนิ่งค้าง มองเห็นร่างพ่อกับแม่ค่อย ๆ ลอยขึ้นไป     

    ทั้งคู่ติดอยู่ในนั้น  ...ทั้งคู่มองผม ยิ้มให้ผม     
    ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยเสียงแผ่วเบาผ่านมากับสายน้ำ

    หนีไป อย่าลืมดูแลตัวเองดี ๆ    
    พ่อกับแม่รักลูกนะ    


    ทำไมต้องทิ้งผมไว้ที่นี่    
    ...ทำไมให้ผมอยู่ตัวเดียว




    วันนี้เจ้าปลาน้อยของผมดูไม่ร่าเริง   

    ปกติเมื่อลงมาที่ผืนทรายด้านล่างเจ้าปลาน้อยจะชอบทำตัวน่ารักโดยกินเหล่าสัตว์เล็ก ๆ ทั้งหลาย พลางทำหน้าเหมือนมีความสุขเสียจนผมรู้สึกเหมือนจะอิ่มไปด้วย แต่วันนี้เขากลับดูเหมือนร่างที่ไม่มีชีวิต เขาทิ้งตัวลงนอนนิ่ง ๆ บนผืนทรายอยู่อย่างนั้นเงียบ ๆ ผมรู้สึกเหมือนกับเขาสูญเสียอะไรไป ไม่ร่าเริง ไม่มีชีวิตชีวา ดูราวกับว่าจะแตกสลายไปได้ทุกเมื่อ แต่ภาพตรงหน้าก็สะกดให้ผมเผลอแอบจ้องดูอย่างหลงใหลเช่นเคย
   
    เขานอนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนเวลาผ่านไปนานจนผมรู้สึกได้    
    กินอะไรไปบ้างหรือยังนะ เป็นห่วงจัง    

    “เฮ้ย ว่าไง มาซุ่มดูอะไรตรงนี้ฮะมึง” เสียงแหบประหลาดดังขึ้นจากด้านหลัง ไม่ต้องหันไปมองผมก็เห็นว่าเป็นปลาฉลามตัวหนึ่งในฝูงที่ผมไม่รู้จักเพราะไอ้เจ้าตาสองข้างที่อยู่ห่างกันนี่แหละทำให้มองเห็นได้เกือบทั่วทั้งตัว    
    “เรื่องของกูน่า”    
    “โอ๊ะ! เหยื่อนี่นา ท่าทางน่าอร่อย แถมนอนนิ่งๆ ดูว่าง่ายเชียว” มันว่าเสียงเหี้ยมก่อนแสยะยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยวคม    
    “อย่ายุ่งกับตัวนี้ นี่ของของกู!”    
    “จะเก็บไว้กินเองคนเดียวว่างั้น ไม่คิดจะแบ่งเพื่อนฝูงเลยนะไอ้นี่”   
    “เออ! รู้แล้วมึงก็ไสหางกลับไปหาตัวอื่นมากินซะ!” ผมว่าอย่างหัวเสีย หงุดหงิดที่เจอมันกวนประสาท อีกอย่างผมไม่รู้จักมันสักหน่อยเป็นแค่ไอ้พวกปลายแถวทำกร่างยังมีหน้ามาบอกว่าเป็นเพื่อน เฮอะ ตลก    
    “แล้ว....ทำไมกูต้องฟังมึงด้วยวะ!”   
    สิ้นคำมันก็พุ่งตัวว่ายออกไปด้วยความรวดเร็วจากหลังโขดหินที่ผมใช้ซุ่มดูเจ้าปลาน้อยอยู่
ผมตกใจค้างไปชั่วครู่จากนั้นรีบตั้งสติว่ายพุ่งตามออกไปทันทีด้วยความเป็นห่วง บ้าชิบ! ถ้าเจ้าปลาน้อยของผมเป็นอะไรไปนะมึง กูกัดยับแน่!    



   ผมลงมานอนนิ่ง ๆ ใต้พื้นทราย ปล่อยให้เวลาและกระแสน้ำไหลผ่านตัวไป    

    รู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ทุกอย่างมันวูบโหวงไปหมดจนไม่อยากจะทำอะไร
   
    ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหน จนกระแสน้ำรอบตัวผมเริ่มรู้สึกปั่นป่วน    
    เมื่อหันตัวไปมองด้านข้าง ลมหายใจผมต้องสะดุดทันทีที่เห็นปลาฉลามตัวโตกว่าผมเกือบสองเท่าว่าย พุ่งมาด้วยความรวดเร็ว! แค่ตัวเดียวก็สามารถฉีกให้ผมกลายเป็นเศษชิ้นเนื้อได้แล้ว นี่ยังอุตส่าห์พาเพื่อนมาด้วยอีกตัว! ผมเห็นภาพเพื่อนตัวอื่นที่เคยถูกฉลามจับกินทันที    
    ทางรอดหรอไม่ต้องพูดถึง หวังว่าการถูกกินมันคงจะไม่เจ็บมากนะ     
   ผมค่อยๆ ปิดตาลง ยอมรับชะตากรรม...   

   พ่อฮะ แม่ฮะ ผมขอโทษที่รักษาสัญญาไม่ได้    

    เหมือนผมจะได้ไปอยู่กับพ่อและแม่แล้วนะ   




    อ่า... ทำไมยังไม่รู้สึกเจ็บล่ะ    
    ผมรับรู้ได้ถึงกระแสน้ำรอบตัวที่ปั่นป่วนขึ้นกว่าปกติ น่าจะมาจากฉลามทั้งสองตัวนั้น อีกทั้งรู้สึกได้ว่า เหมือนมีฝุ่นทรายและเศษหินเล็กๆ กระจัดกระจายมาโดนตัวราวกับทั้งสองตัวนั้นกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดแล้ว..จะมาสู้กันข้าง ๆ ผมทำไม หรือจะแย่งชิงอาหาร ใครชนะคนนั้นได้ผมไปกิน    

    เข้าใจแล้ว ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ เลย   
 
    เวลาผ่านไปสักพักจนทุกอย่างเริ่มสงบลง ก็ยังคงไร้วี่แววถึงความเจ็บปวดที่คิดว่าจะเกิดขึ้น    
    แล้ว...สรุปว่านี่ผมตายแล้วหรือยังเนี่ย หรือว่าเวลาตายมันจะไม่เจ็บปวดเลยสักนิด 
   
    ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ภาพที่เห็นยิ่งทำให้ร่างกายตื่นตะลึงและตัวสั่นหนักกว่าเดิม
   
   ฉลาม! ฉลามตัวโตกำลังจ้องหน้าผม! ใกล้มาก! ใกล้ไปแล้ว หัวรูปร่างแปลกประหลาดห่างจากหน้าผมเพียงแค่ไม่เท่าไร    อีกนิดปากนี่จะทิ่มหน้าผมแล้วนะ    
    แง จะกัดก็กัดเลยเซ่ อย่ามากดดันกันนะ!    

    “นี่” เสียงทุ้มจากร่างเหนือหัวดังขึ้นทำให้ผมสะดุ้งสุดตัวแล้วก้มตัวหนี ฮือ กลัวแล้ว    
    “ตัวเล็กเป็นอะไรหรือเปล่า”     
    ... เอ๊ะ จะถามทำไม จะกินก็กินเลยสิ   
   “เอ่อ..บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เสียงจากร่างด้านบนกว่ายังคงถามย้ำ นี่มันไม่น่าใช่แล้วนะ
    ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองดูปลาฉลามตัวโตด้วยความงุนงง    
    “....ไม่กินหรอ”    
    “ฮะ! กิน? กินอะไร”   
    “กินผมไง” ก็มีเหยื่ออยู่ตรงหน้านี่ไง อุตส่าห์ยอมทำใจพลีชีพแล้วนะ   
    “อ๋อ ยัง..” เขาตอบแล้วแสยะยิ้ม... น่า เอ่อ ขนลุก    
    “ยังไม่กินตอนนี้?”     
    “ยังไงก็ไม่กินหรอก” ยังคงแสยะยิ้มอยู่        
    “จะเก็บไว้กินทีหลังหรอ”   
    “ตอนไหนก็ไม่กินทั้งนั้นแหละ”     
    สรุปว่าผมจะเชื่อเขาได้มั้ยเนี่ย!     
    “ตกลงว่าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนใช่มั้ย เมื่อกี้นายคงตกใจแย่เลย” ไม่พูดเปล่าฉลามว่ายวนไปมารอบตัวผม พลางใช้สายตาเหมือนกำลังจับจ้องเหยื่อมองสำรวจผมทั้งตัว    
   นี่จะมองหาบาดแผลหรือจะหามุมเล็งว่าจะงับผมตรงไหนดี!    
    “เอ่อ... ฮะ”    
    “ไม่มีแรงหรอ เห็นยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า หิวหรือเปล่า รอที่นี่เดี๋ยวนะ ห้ามไปไหน อย่าขยับ เดี๋ยวมา” เขาถามคำถามมาเป็นชุดพร้อมทั้งพูดเองเสร็จสรรพ จากนั้นก็ว่ายออกไปด้วยความรวดเร็ว ทิ้งให้ผมนิ่งอึ้งอยู่บนพื้นทรายแบบงง ๆ
     
    ฉลามประหลาด...
   
    แต่จะให้ว่ายหนีไปตอนนี้ก็ไม่มีแรงแล้ว ไม่น่าอดอาหารเลยโว้ย แง    

    ฉลามตัวโตหายไปสักพักก่อนจะกลับมา เขาว่ายเข้ามาใกล้ผมก่อนจะวางบรรดาคุณกุ้งกับคุณปูของโปรดลงบนพื้นทรายตรงหน้า พลางพยักหน้าประหลาด ๆ เหมือนจะให้ผมกินพวกมัน    
    นี่กะจะขุนให้ผมตัวโตก่อนสินะ!    
    ก็ได้ อย่างน้อยผมก็ได้กินของอร่อยก่อนตาย    
 
    “ไม่กินหรอ กินสิ ของโปรดนี่... ถ้าไม่กินเราจะกินแล้วนะ”    
    ผมเริ่มตัวสั่นอีกครั้งเมื่อรับรู้ได้ว่ากำลังจะถูกกิน ในที่สุดก็เผยธาตุแท้แล้วสินะ ฉลามบ้า!   
    “อ้า~”   
   ผมมุดทรายหนี เห็นภาพฉลามตัวโตกำลังอ้าปากกว้าง ฟันแหลมคมกำลังจะเข้ามาฉีกกระชากครีบของผมออกเป็นชิ้น ๆ    
    “จะหนีทำไมเนี่ย เอ้า อ้าปาก จะป้อน”   
    ฮะ! ตกใจรอบสอง ที่จะกินนี่คือหมายความว่าให้เรากิน?   
   “เร็ว ๆ อ้าม”    

    ภาพฉลามตัวโตคาบกุ้งตัวเล็กไว้ในปากจ่อมาใกล้ปากผม ตัวไหนมันว่ายผ่านไปผ่านมาคงจะงงน่าดู  เอ่อ.. ผมก็งงเหมือนกัน แต่ก็ยอมอ้าปากรับกุ้งมากินแต่โดยดี    

   สารภาพว่าตอนแรกก็กะจะอดอาหารจะได้ตาย ๆ ไปซะอยู่หรอก    
    แต่พอเห็นหน้าฉลามนี่ ไม่รู้ทำไมถึงยอม อา... ผมน่าจะเสียสติไปแล้วแน่ ๆ   
    หรือเพราะแพ้กุ้งที่เขาป้อนมากันนะ ไม่สิ คงเพราะท้องผมมันประท้วงที่ผมไม่ยอมแตะอาหารเลยห่างหาก    


     หลังจากที่กินไปได้สักพักจนร่างกายรู้สึกดีขึ้น สมองน้อย ๆ ของผมก็เริ่มประมวลผลหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์ตรงหน้านี้ คำสอนของพ่อกับแม่ลอยเข้ามาย้ำอยู่เสมอว่าให้อยู่ห่างจากฉลาม อีกทั้งถ้าจะตายจริง ๆ ให้เลือกได้ผมก็อยากตายไปตามอายุขัยมากว่าต้องมาตายอย่างทรมานเพราะความเจ็บปวดล่ะนะ    

    ผมค่อย ๆ เงยหน้ามองฉลามตัวโตตรงหน้า แล้วเอ่ยออกมาเสียงเบา “เอาอีก”    

    เจ้าฉลามทำตาโตแล้วดูเหมือนตื่นเต้นดีใจที่เห็นผมยอมกินอาหาร เขากำชับผมให้อยู่นิ่ง ๆ ที่เดิมอีกครั้งก่อนที่จะหันตัวว่ายออกไปจับอาหารมาให้ผม    
    จังหวะนี้แหละ! ผมค่อย ๆ หันหลังแล้วพุ่งตัวว่ายหนีออกมาด้วยความรวดเร็วโดยไม่หันหลังกลับไปมอง อาศัยความสูงของปะการังและโขดหินใต้ทะเลช่วยพรางตัว    
    จะมาขุนเราให้อ้วนแล้วจับกินสิท่า เหอะ!


    ชีวิตผมวนเวียนกลับมาที่จุดเดิมเหมือนเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ต่างที่ข้าง ๆ ไม่มีใครมาคอยดูแลเหมือนเดิม ผมอยู่ตัวคนเดียวโดยปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับฝูง ไม่คบหายุ่งเกี่ยวกับตัวไหนทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าอยากอยู่คนเดียว แต่ผมไม่อยากพบกับความเสียใจจากการสูญเสียคนที่รักไปอีก มันเจ็บปวดจนยากที่จะรับไหว

    จากเหตุการณ์ครั้งก่อนที่เจอฉลามตัวโตในระยะประชิด เหมือนอยู่ใกล้กับความตายเพียงปลายจมูก ผมตัดสินใจแล้วว่ายังไงซะ การกินก็สำคัญเป็นอันดับสองรองจากครอบครัว ในเมื่อไม่มีพวกเขาแล้วที่ผมทำได้คือต้องกินเพื่อรักษาร่างกายให้มีแรงฝ่าฟันชีวิตใต้ท้องทะเลที่บ้าคลั่งนี้ต่อไป รอวันที่จุดจบจะมาถึง


    เมื่อผมออกว่ายห่างจากแหล่งชุมชนมาสักระยะ ว่ายออกมาตัวคนเดียวกะจะหาที่สงบ ๆ ไม่มีอันตราย ไม่มีฉลาม ดูเหมือนจะหาที่แบบนั้นยากเหลือเกิน   
   แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ยังเป็นผม นิสัยชอบปลีกวิเวกแบบนี้นับวันยิ่งทำให้รู้สึกว่าเป็นอันตรายต่อตัวเองขึ้นทุกทีเมื่อผมว่ายน้ำมาอย่างเหม่อลอย อยู่ ๆ หน้าผมก็มาติดกับเส้นอะไรบางอย่าง     
    เมื่อลองเพ่งมองดี ๆ ตัวมันเป็นสีขาวใส มีเส้นเล็ก ๆ จำนวนมากขึงไว้เป็นรูพอให้มีช่องแค่ปลาตัวเล็กลอดผ่าน มันขึงยาวไปตลอดแนวท้องทะเลที่สายตาผมพอจะมองเห็น 
   ผมพลิกตัวไปมาพยายามบิดตัวเพื่อให้ใบหน้าหลุดออกจากช่องนั้น แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไร ครีบและหางเหมือนจะยิ่งไปเกี่ยวกับมันมากขึ้น     
    ผมดิ้น ดิ้น แล้วก็ดิ้นไปมา พยายามอีกครั้งซ้ำ ๆ จนเริ่มท้อและหมดแรง ค่อย ๆ ทิ้งตัวลง ปล่อยให้ตัวเองติดกับสิ่งแปลกประหลาดอยู่แบบนั้น    
    ดูเหมือนจุดจบจะใกล้กว่าที่คิด...    
    หิวจัง... จะอดตายหรือเปล่านะ




ออฟไลน์ Omekiin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
     ไม่นานนักแรงกระชากมหาศาลทำให้ทั่วทั้งร่างผมกระตุกครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งแปลกปลอมที่พันธนาการอยู่รอบตัว
เริ่มคลายลง ผมค่อย ๆ รู้สึกตัวขึ้นก็พบกับร่างโตที่คุ้นตา...ฉลามประหลาด   

    เขาใช้ฟันแหลมคมนั่นพยายามกัดและฉีกซ้ำไปซ้ำมา จนในที่สุดตัวผมก็หลุดออกมาเป็นอิสระ

    “เฮ้อ ให้ตายเถอะ  อย่าทำให้เป็นห่วงนักจะได้มั้ยฮะ!” เขาตวาดผมเสียงดัง    
    “ถ้ารู้ว่าจะดูแลตัวเองไม่ได้ก็อย่ามาอยู่ตัวคนเดียวสิ!” 
   
     ผมนิ่งเงียบฟังฉลามตัวโตที่บ่นไม่หยุด
    รู้สึกแย่ชะมัด จู่ ๆ ผมก็ควบคุมร่างกายไว้ไม่ไหว ความเสียใจ ความกลัว ความวิตกวังวลต่าง ๆ  เหมือนถูกปล่อยออกมาพร้อมกันในคราวเดียว    

   “เฮ้ย! ไม่ต้องร้องดิ ไม่เอาไม่ร้อง เป็นอะไรเนี่ย”   
    “ฮึก ...ดุ”   
    “ก็ทำผิดไง ก็ต้องดุ รู้มั้ยว่าเป็นห่วง ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมานี่แย่เลยนะ อยากตายแบบทรมานหรอ”
    ผมส่ายหน้าช้า ๆ พยายามอดทนไม่แสดงความรู้สึกออกมา   
    “...ขอบคุณ...ที่ช่วย”    
    “เอาเถอะ นายไม่เป็นอะไรไปก็ดีเท่าไรแล้ว กลับกัน เดี๋ยวไปส่ง”   
    ผมฝืนตัวเองให้ว่ายน้ำออกมาได้เพียงไม่เท่าไรก็ขยับต่อไปไม่ไหวเพราะรู้สึกแสบที่บาดแผลเมื่อฉลามตัวโตหันมาเห็น เขารีบว่ายเข้ามาอยู่ใต้ร่างผมและพยุงผมไว้บนร่างกายใหญ่โตของเขา     
   ฉลามแบกปลากระเบนไว้บนหลังงั้นหรอ ถ้าเกิดใครมาเห็นเข้านี่ไม่อยากจะคิดเลย คงเป็นภาพที่ประหลาดมากแน่ ๆ
      “ทำอะไรเนี่ยปล่อยผมลง!”   
   “ถ้าว่ายเองไม่ได้ก็เกาะไว้แน่น ๆ หรือจะให้ฉันแบกนายไปให้ฉลามตัวอื่นกิน เลือกเอาสิ”    
    “ใจร้าย”   
    “ใช่ เพราะงั้นอย่าดื้อ”   

    ชิ ผมยอมว่าง่ายนอนนิ่ง ๆ ให้เขาว่ายพาไป แปลกที่ผมเริ่มเลือกที่จะเชื่อใจฉลามประหลาดตัวนี้ขึ้นมาหน่อย ๆ ว่าเขาจะไม่พาผมไปทิ้งไว้เป็นอาหารกลางฝูงฉลามแบบที่พูดหรอก ถ้าเขาจะทำถึงขนาดนั้นจริง ๆ สู้ให้ปล่อยผมไว้ที่นี่แล้วจัดการกินให้เรียบร้อยดูจะเป็นทางเลือกที่ง่ายดายกว่าตั้งเยอะ    

    ผมเห็นสายตาของพวกปลาที่ว่ายผ่านมามองผมด้วยความสงสาร เหมือนเห็นภาพที่เหยื่อผู้จนมุมกำลังจะถูกผู้ล่าจัดการ แต่ก็ไม่มีตัวไหนกล้าบ้าบิ่นพอที่จะว่ายมาช่วยผม    

    ต่างคนต่างอยู่ มีแต่ผู้ล่ากับผู้ถูกล่า กินกับถูกกิน ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ   

     “นี่ ทำไมคุณไม่กินผมสักทีล่ะ”    
    “แล้วทำไมฉันต้องกินนายล่ะ”   
    “ก็..เอ่อ เห็นปกติชอบกินกัน” พวกปลากระเบนแบบผมโดนฉลามจับไปกินทุกวัน ทำไมจะไม่รู้   
    “ก็นะ...เห็นทุกตัวบอกว่าอร่อยดี”   
    “แล้ว...คุณชอบมั้ย” เขาก็คงชอบกินเนื้อปลากระเบนเหมือนกันสินะ    
    “ฮะ! เอ่อ.. ก็... ชะ...ชอบ” อยู่ ๆ ก็หยุดว่ายปุบปับจนผมเกือบร่วงลงมาจากหลัง แล้วเขาก็ตอบออกมาเสียงเบา อาการแบบนี้คงชอบกินเหมือนกันแน่ ๆ   
    “อะแฮ่ม เอ่อ...จริง ๆ แล้วอาหารโปรดของฉันคือพวกปลาอย่างอื่นน่ะ รับรองว่าไม่กินกระเบนแบบนายแน่นอน” ยังมีหน้ามาเลือกกินอีก ใช่สิ พวกผู้ล่านี่มันสบายจังเลย มีอาหารเต็มไปหมดให้เลือกกินอย่างสบาย ๆ    
   “นี่ เจ้าปลาน้อย ทำไมไม่ร่าเริงเหมือนเมื่อวันก่อน ๆ แล้วล่ะ” จู่ ๆ ฉลามตัวโตเอ่ยถามขึ้น    
    เขาเคยเห็นผมตอนก่อนหน้านี้ด้วยหรอ   
    ผมนิ่งไปสักพัก ก่อนจะตอบออกมา “เพราะพ่อกับแม่ไม่อยู่แล้ว”   
    “ไปไหน? เขาทิ้งนายไว้หรอ”    
    “ไม่รู้สิ โดนสัตว์ประหลาดจับกินไปน่ะ พวกเขาช่วยฉันไว้” ภาพตอนนั้นยังคงติดตา ความสับสนอลหม่าน เสียงตะโกน เสียงร้องระงมไปทั่วท้องทะเลชวนให้รู้สึกคลื่นไส้   
    “อ่า...เสียใจด้วยนะ”   
    “...ขอบคุณนะ ผมไม่เป็นไร”   
    “นายแน่ใจจริง ๆ น่ะหรอว่าไม่เป็นไร”   
    “...”   
    “นายอาจจะหลอกคนอื่นได้ แต่นายหลอกตัวเองไม่ได้หรอกนะ”   
    “ผม...ผมคิดถึงพวกเขา ผมอยู่ตัวเดียว... ไม่เหลือใครแล้ว ทุกคนทิ้งผมไปหมด”   
    “นายไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวสักหน่อย นี่ไง ฉันอยู่ตรงนี้”   
    “คุณไม่ได้เป็นเหมือนผมสักหน่อย คุณเป็นฉลาม”   
    “ฉันเป็นฉลามแล้วมันทำไมล่ะ”   
    “ทุกคนบอกว่า...ฉลาม...อันตราย แล้ว...คุณก็ดูเหมือนจะ..อะ..อันตราย”   
    “แล้วทำไมนายต้องตัดสินฉันจากแค่การฟังจากปากตัวอื่นเขาบอกมาหรือแค่ดูฉันจากรูปร่างภายนอกด้วยล่ะ ตัวจริงฉันอาจจะไม่เหมือนแบบที่นายคิดก็ได้นะ ถามหน่อย ตอนนี้นายกลัวการที่ต้องอยู่กับฉันหรือเปล่า”    
    “ไม่” ก่อนหน้านี้ผมกลัวเขา แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อได้รู้จักเขามากขึ้น เจ้าฉลามตัวโตนี้ไม่ได้น่ากลัวแบบที่คิด แต่เขาก็ดูอันตรายในแบบของฉลามอยู่ดี   
    “โอเค แค่นี้ก็พอรับได้ แค่นายไม่กลัวฉันก็พอ ไม่เป็นไร...ฉันจะอยู่ข้าง ๆ นายตลอดไปเอง”   
    ผมรู้ว่ามันเป็นแค่คำปลอบใจ แต่ทำไมผมถึงได้รู้สึกดีนะ    
    “ตลอดไปงั้นหรอ...” มีจริงหรือเปล่านะ   
    “อื้ม ฉันจะอยู่เคียงข้างนายและจะคอยปกป้องนายเอง สัญญา!”   





   ชีวิตประจำวันผมเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่มีปลาฉลามตัวโตคอยวนเวียนอยู่ข้าง ๆ หลังจากที่เขาช่วยผมไว้อีกครั้งแล้วพาผมกลับมาที่นี่ ที่โพรงหินปะการังขนาดใหญ่ที่พอจะจุลำตัวโตเข้าไปได้อย่างไม่อึดอัด ไม่มีฝูงปลาฉลามกระหายเหยื่อว่ายวนไปมาเหมือนอย่างที่ผมจินตนาการไว้    

    ผมได้นอนพักฟื้นบาดแผลโดยมีปลาพยาบาลที่ฉลามตัวโตพามาค่อยช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าตอนที่เขาพามาจะทำให้เจ้าปลาพวกนี้ต่างก็กลัวกันตัวสั่นเพราะคิดว่าจะโดนจับมากินเป็นอาหารเย็น    

    ในทุก ๆ วันเขาจะคอยดูแล หาอาหารมาให้เช้า กลางวัน เย็น และทุกเวลาที่ผมบอกว่าหิวโดยไม่ปริปากบ่น ทำให้อาการของผมดีขึ้นตามลำดับ ถึงแม้ว่าจะแอบบ่น ๆ เรื่องน้ำหนักของผมนิดหน่อย ว่าตอนที่แบกกลับมานี่ปวดหลังเลย    
    ปลาขี้โม้! โกหกไม่เนียนเลย แบกของใต้น้ำมันไม่หนักสักหน่อย ที่รู้เพราะผมเคยทำไง
    
    “ว่าไง อ้วนน้อย แอบนินทาอะไรเรา” ตายยากชะมัด พูดถึงหน่อยก็มาเลย มาพร้อมของกินด้วย เย้!    “เปล่าสักหน่อย มั่วหรือเปล่า ...หิวแล้ว ป้อนด้วย อ้า~” ผมใช้สายตาอ้อนวอนเขาให้ส่งกุ้งที่จับมาให้พลางอ้าปากรอ    
    “เจ้าปลาอ้วนตัวแสบนี่” เขาบ่นเบา ๆ แต่ก็ยอมคาบกุ้งมาป้อนส่งให้ผมอยู่ดี “ระวังพุงระเบิดนะ”
    ชิ เสียมารยาท พุงขาว ๆ นี่มันออกจะน่ารักจะตาย รู้มั้ยว่ากว่าจะได้ขนาดนี้ต้องใช้ความพยายามขนาดไหน ก็คุณกุ้ง คุณปู คุณหมึก อร่อยทั้งนั้น ใครมันจะอดใจไหวฮะ! พ่อแม่เคยสอนว่าให้มีมารยาทไม่ให้กินอาหารเหลือ ผมก็ต้องฟาดให้เรียบสิ!
   
      “กินอิ่มแล้วขึ้นไปดูท้องฟ้ากัน” เขาเอ่ยปากชวน จะว่าไปครั้งสุดท้ายที่ผมว่ายขึ้นไปเหนือผิวน้ำก็เป็นตอนที่สัตว์ประหลาดยักษ์สีดำบุกมาสินะ คิดแล้วก็เริ่มใจหายเบา ๆ    

    “เห็นนายมัวแต่พักอยู่ในนี้กลัวจะเบื่อ ออกไปเปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง มีฉันคอยดูแลอยู่ไม่เป็นไรหรอก ...นะ นะ ไปนะ ๆ ไปเที่ยวกันน้า” คิก ผมหลุดขำเบา ๆ เมื่อเห็นปลาฉลามตัวโตดีดดิ้นตีหางไปมา เอ่อ...จริง ๆ มันก็ไม่ค่อยเข้ากับรูปร่างหน้าตาเขาเท่าไรหรอกนะ แต่เมื่อเห็นความพยายามขนาดนี้จะให้ปฏิเสธก็จะยังไงอยู่    

    “อื้ม ไปก็ไป” จากที่ไม่กล้าขึ้นไปเหนือผิวน้ำตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งก่อน คราวนี้ผมจะลองพยายามเอาชนะความกลัวนี้ให้ได้สักที    




    ภาพเดิมที่คุ้นเคยปรากฏแก่สายตาเมื่อขึ้นมาบนผิวน้ำ ท้องฟ้ายังคงเป็นสีฟ้าเข้มสดใส ตัดกับทะเลสีฟ้าอ่อนที่เส้นขอบฟ้าไกล รอบข้างมีแต่ผืนน้ำทะเลสุดสายตา     
     ต่างจากเดิมตรงที่ผมขึ้นมาเล่นเหนือผิวน้ำกับฉลามตัวโตตัวหนึ่งที่กำลังว่ายน้ำเล่นไปมา วนเวียนอยู่รอบตัวผม    
    ผมว่ายอยู่กับที่นิ่ง ๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นนกนางนวลหลายตัวบินวนเวียนไปมา บ้างก็โผลงมาจับปลาคาบไปกิน เห็นพวกเขาได้บินบนท้องฟ้าอย่างอิสระแบบนั้นผมก็อยากลองบ้างจัง ถึงจะรู้ดีว่าสามารถทำได้แค่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ  ก็ตาม

    ดำดิ่งลงไปใต้ทะเลสักเล็กน้อย รวบรวมกำลัง ทำตามสัญชาติญาณของเผ่าพันธุ์  จากนั้นก็โผขึ้นจากผิวน้ำด้วยความรวดเร็ว    

    ลมที่ปะทะใบหน้ายามที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำแม้เพียงชั่วครู่ก็ให้ความรู้สึกแปลกประหลาด ปนเปไปกับความตื่นเต้นที่ได้ลองทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ ก่อนจะกลับลงสู่ผิวน้ำดังเดิม 
   
    ผมลองกระโดดขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้งให้สูงขึ้นกว่าเดิม จากแต่ก่อนที่ไม่เคยลองกล้ากระโดดแบบนี้เลยสักครั้ง คงผิดที่ตัวเองที่ไปตัดสินตัวเองว่าทำไม่ได้จนไม่กล้าลองทำ    

    ตู้ม! ผมกระโจนลงในน้ำด้วยความรู้สึกที่สดชื่นกว่าเดิม ทันใดนั้นเองสายตาก็เห็นว่าตรงหน้ามีฉลามหน้าตาแปลกประหลาดตัวโตอ้าปากโชว์ฟันแหลมรอที่จะงับตัวผมอยู่เบื้องล่าง 
   
    เมื่อผมเริ่มตั้งสติได้ประกอบกับที่เขาว่ายพุ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว ผมจึงอาศัยจังหวะและลำตัวที่ปราดเปรียวกว่าพลิกตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว แล้วใช้หางแหลมที่พอจะป้องกันตัวได้ฟาดไปที่หลังของมันทันที!   

    “โอ๊ย เจ็บน้า” ฉลามตัวโตหน้าง้ำแล้วบ่นโอดครวญ เว่อร์จริง ๆ   
    “สมน้ำหน้า อยากแกล้งกันดีนัก ฉลามบ้า!”     
     “ก็กำลังหิว ๆ อยู่งาย อยากกินเนื้อปลากระเบนหวาน ๆ จังเลย หึหึ” เขาว่ายเข้ามาใกล้ผมอย่าง
ช้า ๆ ก่อนแสยะยิ้มอวดฟันแหลมคม     
   “อย่าเข้ามา ไปกินปลาตัวอื่นนู่นไป๊ ฉลามโรคจิต!”    

    ผมว่ายหนีเขาด้วยความรวดเร็ว รู้หรอกว่าเจ้าตัวโตนี่ไม่กินผมแน่ ๆ แต่สายตาแปลก ๆ นั่นดูไม่น่าไว้วางใจจนผมกลัวว่าจะถูกจับฟัดเข้าจริง ๆ เมื่อลองหันกลับไปดูก็พบว่าเขาว่ายตามผมมาเช่นกัน นี่จะเล่นว่ายไล่จับหรือไงเนี่ย 
   
    “ฉลามบ้า ไม่เล่นนะโว้ยยยย”    

    “หมั่นเขี้ยว มาให้งับหน่อย ขอทีนึงงงง”     

    ครีบและหางกระทบกับคลื่นเหนือผิวน้ำทำให้กระเซ็นเป็นฝอย ภาพปลาฉลามไล่จับปลากระเบนเมื่อมองจากภายนอกก็ปรากฏเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในธรรมชาติของท้องมหาสมุทร ผู้ล่าย่อมต้องการล่าอาหาร การไล่ล่าถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต ต่างแค่ตรงที่ไม่มีใครรู้ว่าภาพที่เห็นนี้มันต่างออกไปจากที่คิดอยู่มากโข ใครจะไปคิดว่าปลาฉลามจะมาเล่นไล่จับกับปลากระเบนกัน    



    “ดร. ครับ เราลองตามปลากระเบนกระโดดเหนือผิวน้ำเมื่อครู่นี้จนเจอเป้าหมายแล้วครับ”   
    “ไหนดูซิ เจ้าตัวโตมันอยู่ไหน”   
    “ดูท่าเหมือนจะกำลังล่าปลากระเบนอยู่ครับ ดูท่าว่ามันคงกำลังหิว”    
    “ถ้าอย่างนั้นใช้แผน B ล่อด้วยหุ่นปลากระเบน แล้วอย่าลืมปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ กระตุ้นด้วย ส่วนพวกที่เหลือให้เตรียมเชือก ถ้ามันเข้าระยะมาเมื่อไรให้จัดการได้ทันที คล้องไปที่ cephalofoil ตรงส่วนหัว มันจะได้หนีไม่ได้แล้วจะได้รีบจัดการให้เรียบร้อยซะ”    
    “รับทราบครับ!”



    เจ้าตัวเล็กนี่นับวันยิ่งน่าหมั่นเขี้ยวจริง ๆ เลย! ยามที่เขากระโดดโผบินขึ้นไปเหนือน้ำอย่างร่าเริงนั้น มันช่างเป็นภาพที่สวยงามมากจนผมเผลอมองอย่างหลงใหล น่ารักจนอยากจะเก็บไว้ดูคนเดียวใต้ทะเลลึกไม่ให้ใครมาเห็นทั้งนั้น      
   
    แต่จะว่าไปผมก็หิวอยู่นิดหน่อยจริง ๆ แหละ มัวแต่ว่ายเล่นกับเจ้าตัวเล็กจนลืมหาอาหารกินไปเลย

    จากที่วิ่งไล่ตัวเล็ก ผมหยุดชะงักนิ่งกับที่เมื่อประสาทสัมผัสสามารถรับรู้ถึงกระแสไฟฟ้าจาง ๆ จากระยะไม่ไกลเท่าไร สัญชาติญาณบอกผมว่าตรงนั้นมีเหยื่ออันโอชะกำลังว่ายอยู่กับที่ มันอาจจะกำลังบาดเจ็บจนไม่มีแรงหนีก็เป็นได้   

    “เดี๋ยวเรามานะ รอตรงนี้ล่ะ” ผมบอกเจ้าปลาน้อยตรงหน้าที่มองผมอย่างสงสัยเมื่อเห็นผมทำท่าทีแปลกไป แล้วรีบว่ายออกมาพุ่งตรงไปยังทิศทางของเป้าหมายที่ประสาทสัมผัสรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว แน่ล่ะ ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองชอบมาเห็นสภาพตอนกำลังกินเหยื่ออย่างดุเดือดบ้างกันล่ะ     

    ทันทีที่เข้าไปใกล้ ผมเห็นปลากระเบนตัวน้อยลอยนิ่ง ๆ ลึกลงมาจากผิวน้ำไม่เท่าไร มันคงกำลังบาดเจ็บและใกล้ตายเต็มทีเพราะผมยังสามารถสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ที่ออกมาจากร่างนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นปลาชนิดเดียวกับเจ้าตัวน้อยของผมก็เถอะนะ แต่ไหน ๆ จะตายแล้ว ขอจัดการเลยแล้วกัน  ผมอ้าปากใช้ฟันอันแหลมคมกัดกระชากร่างเล็กตรงหน้า แต่ดูท่าจะลำบากกว่าที่คิด เจ้าตัวนี้มีร่างกายที่แข็งแบบที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน มันดิ้นรนใช้แรงเฮือกสุดท้ายพยายามโผล่ขึ้นไปเหนือผิวน้ำ
ผมจึงกระโจนตามขึ้นมาด้วยหมายจะให้เป็นการโจมตีครั้งสุดท้าย     

      จู่ ๆ ตรงหน้าของผมก็มีสัตว์สองเท้าพุ่งเข้ามา มันใช้อาวุธและสิ่งแปลกปลอมรูปร่างยาว มัดบริเวณหัวของผมแน่น ผมพยายามดิ้นรนใช้หางปัดพยายามต่อสู้กับฝูงสัตว์พวกนี้ ผมพยายามเอาตัวรอดเพื่อที่จะกลับลงไปสู่ทะเล กลับไปหาเขา แต่ติดที่ว่าผมไม่สามารถทำได้ ยิ่งดิ้นรนยิ่งหมดแรง    

     “ปล่อย ปล่อยนะเว้ย!” ผมส่งเสียงร้องบอก แต่ดูเหมือนพวกมันคงไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับที่ผมไม่เข้าใจภาษาแปลกประหลาดที่พวกมันที่รุมล้อมผมพูดออกมา ผมทำได้แค่เพียงนอนนิ่ง ๆ อยู่กับที่ มองสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งเข้ามาใกล้และพร้อมกับแท่งแหลมยาว     

    “อย่าเข้ามานะมึง! กูบอกให้ปล่อยไง!!” อีกครั้งที่ความพยายามของผมไม่ได้ผล พวกมันยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่ผมต้องการบอก ร่างตรงหน้าใช้สองขาของมันเดินไปด้านข้างลำตัวผม มันใช้สิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กที่ผมไม่รู้จัก ติดเข้ากับครีบหนึ่งบนลำตัวของผม    

     เจ็บ... ผมเจ็บที่บาดแผลนั้น แต่ยังไม่เท่าเจ็บที่ใจ  ผมไม่สามารถทำอะไรพวกมันได้เลยแม้แต่น้อย ถ้าผมไม่อยู่แล้วใครจะดูแลเจ้าปลาน้อยล่ะ...





        
    ฉลามประหลาดหายตัวไปไหนของเขา เมื่อกี้เรายังเล่นกันอยู่ดี ๆ จู่ ๆ เขาก็ทำหน้าแปลก ๆ ก่อนจะบอกให้ผมรอ ส่วนตัวเองนั้นรีบว่ายหายไปไหนไม่รู้    
    ผมลองว่ายขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ใช้สายตาสอดส่องหาครีบฉลามที่อาจจะพอมองเห็น แต่แล้วสายตาก็ไปปะทะกับสัตว์ประหลาดรูปร่างใหญ่โต ลักษณะคล้ายกับพวกที่เคยมาจับฝูงปลาทั้งหลายขึ้นไป
    เหมือนหัวใจจะหยุดเต้นไปชั่วครู ลางสังหรณ์บางอย่างบอกผมว่าเขาอาจจะอยู่บนนั้น ทำให้ผมตัดสินใจรีบว่ายพาตัวเองมุ่งตรงไปที่เจ้าสัตว์ประหลาดที่ลอยอยู่บนผิวน้ำนั่นทันที     



       

ออฟไลน์ Omekiin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

    “ดร. ผมติดเครื่องส่งสัญญาณเรียบร้อยแล้วครับ”    
    “โอเคทุกคน ทำได้ดีมาก ปล่อยเจ้าตัวโตนี่ไปได้แล้ว เตรียมเก็บของแล้วไปตำแหน่งอื่นต่อ
ทีนี้เราก็จะได้เก็บข้อมูลการดำเนินชีวิตของมันมาวิเคราะห์ได้แล้วล่ะ ก่อนที่เจ้าพวกนี้จะสูญพันธุ์
เราต้องพยายามหาวิธีอนุรักษ์ไว้ให้ได้”
   



    ตู้ม! เสียงของบางอย่างกระทบน้ำดังลั่นอยู่ด้านหน้า     

    เมื่อลองดูให้ดี ๆ ก็เห็นหน้าเป็นปลาฉลามตัวโตที่คุ้นตา ผมรีบว่ายเข้าไปใกล้เขา พอดีกับที่เขาเริ่มตั้งสติได้จึงว่ายหนีออกมาจากเจ้าสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ได้     
      ให้ตายสิ หัวใจผมเหมือนจะหยุดเต้นไปแล้ว
    
    “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แค่แอบหนีขึ้นไปเที่ยวเอง”    
    โกหกไม่เนียนเลยนะ ผมลอบมองสำรวจเขาทั้งตัว ร่างกายไม่มีบาดแผล แต่มีสิ่งประหลาดแปลกปลอมชิ้นเล็กติดอยู่ที่ครีบหลังบนตัว     
    “เจ็บมากมั้ย”     
    “เจ็บน้อยกว่าตอนถูกหางนายฟาดอีก ไม่เป็นไรหรอก”    
    “สัตว์ประหลาดพวกนั้นจะพานายไปใช่มั้ย”   
    “ไม่หรอก นี่ไงฉันกลับมาหานายแล้ว อีกอย่างพวกเราสู้มันไม่ไหวหรอกนะ” ข้อนี้ผมรู้ดี พวกมันต่างจากปลาทุกตัวที่ผมเคยเจอ   
    “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าขึ้นไปเหนือผิวน้ำอีกเลย”   
   “เราหนีพวกมันตลอดไปไม่ได้หรอกนะ จะให้หลบอยู่แต่ใต้พื้นน้ำใต้ปะการังไปจนกว่าจะตายหรอ”   
        “ฮึก ครั้งนี้โชคดีที่พวกมันปล่อยนายกลับมา ถ้าไม่อย่างนั้น... ถ้าไม่....”     
    ถ้าเขาไม่กลับมา...ผมก็ต้องอยู่คนเดียวอีกเหมือนเคย   
    “ฉันกลับมาแล้วไง ฉันอยู่ตรงนี้ข้าง ๆ นายไง บอกแล้วว่าจะไม่หายไปไหน จะปกป้องนายเอง”   
    
        ผมหันหลังกลับไปหาเขาจากนั้นทิ้งตัวลงนอนนิ่ง ๆ บนตัวของฉลามตัวโต ให้ร่างของเขาค่อย ๆ ว่ายช้า ๆ ประคองผมไว้      
    จะบอกว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ ผมยอมรับว่าตัวเองกลัว... กลัววันที่ผมจะไม่มีเขาแล้ว   

    “...อย่าหายไปไหนอีกนะ” ผมกระซิบแผ่วเบา และปล่อยให้กระแสน้ำไหลผ่านไปพร้อมกับความเงียบระหว่างเรา      
    




    “ไงจ๊ะ ได้ข่าวว่าโดนพวกสัตว์ประหลาดจับขึ้นไปหรอ”     
   ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงแหลมประหลาดแว่วดังมาจากปากโขดหิน พร้อมกับที่มีร่างหนึ่งว่ายเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็ว   

    โอ้โห! ฉลามบุก!    

    เมื่อตั้งสติได้ผมรีบหาที่หลบภัยไปซ่อนตัวใต้พื้นทราย แต่ฉลามเพศเมียร่างโตกลับหันมาเห็นผมเสียก่อน ตายแน่ ๆ     
    “กรี๊ด! อย่าบอกนะว่าที่หายหัวมาหลายวันนี่คือแอบมานอนซุกอยู่กับปลากระเบนซื่อบื้อนี่น่ะฮะ!”
    “หนวกหูน่า จะมาโวยวายบ่นอะไรแต่เช้า” ร่างโตว่ายออกมาจากด้านในสีหน้าหงุดหงิดเมื่อเห็น
ผู้ที่บุกเข้ามาแต่เช้า     
    “จะไม่ให้บ่นได้ยังไง แกเล่นทิ้งครอบครัวไว้แล้วหายหัวไปไม่บอก นึกว่าตายไปแล้วซะอีก”    
    “ก็เห็นแล้วนี่ว่ายังไม่ตาย มีธุระอะไรรีบ ๆ พูดมาน่า”    
    “เรื่องด่วนคอขาดบาดตายก็แล้วกัน บอกให้เจ้าหนูนั่นเฝ้าบ้านไว้แล้วนายมากับฉันนี่”    
    เมื่อเขาหันมาส่งสายตามองผมเชิงขออนุญาต ผมจึงพยักหน้าแล้วหันหลังกลับมุดลงไปใต้ทราย หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ แอบมองดูเขาว่ายน้ำตามฉลามสาวออกไปจนลับสายตา    




    “วันนี้ก็ต้องออกไปข้างนอกอีกแล้วหรอ...”    ผมถามร่างโตที่ตั้งท่าจะว่ายออกไปข้างนอกอีกครั้ง
เมื่อวันก่อนเขากลับเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ครั้นผมถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่มีวี่แววว่าจะยอมบอกอะไร    “ไปไม่นานหรอก อยู่ในนี้ดูแลตัวเองดี ๆ นะ อย่าออกไปหาอาหารไกลล่ะ”
   
    เขายิ้มให้ผมเล็กน้อย ก่อนที่จะว่ายออกไปหาฉลามสาวตัวโตที่อยู่ด้านนอก     
    เป็นอีกครั้งและอีกครั้งที่ผมเห็นพวกเขาว่ายออกไปด้วยกัน  จนกลายเป็นภาพที่ชินตา

   กลายเป็นว่าช่วงนี้ผมต้องอยู่คนเดียว มองดูเขาว่ายน้ำออกไปแต่รุ่งเช้า กลับมาพร้อมสีหน้าเหน็ดเหนื่อยและแววตาที่อ่อนล้าในตอนค่ำ ไม่ว่าจะพยายามถามอย่างไร เขาก็ไม่ยอมบอกผมแม้แต่น้อยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น     

    “นี่ได้ยินข่าวมาว่าช่วงนี้เจ้าพวกสัตว์ประหลาดออกอาละวาดอีกแล้วล่ะ” เสียงเล็ก ๆ ของหนึ่งในฝูงปลาน้อยที่แวะเวียนมาแถวปะการังไม่ไกลลอยเข้ามา     
   “ศพที่เท่าไรแล้วไม่รู้ พูดแล้วก็น่ากลัวเนอะ”   
    “วันก่อนฉันเห็นกับตา สภาพดูไม่ได้เลย เลือดไหลนอง สยดสยองจนติดตามาก”   
    “น่ากลัวจนฉันไม่กล้าจะออกไปไหนแล้วเนี่ย”   
    “พวกปลาเล็ก ๆ แบบเราอาจจะรอดนะ เพราะดูจากเป้าหมายแล้วพวกที่ตายมีพวกผู้ล่าตัวโต ๆ ทั้งนั้นเลย”
   
    จากที่ได้ฟังผมก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวคร่าว ๆ ได้ พวกสัตว์ประหลาดออกล่าอีกครั้ง แต่คราวนี้พวกมันเน้นพุ่งเป้าไปที่ปลาตัวโตแทน แถมยังทิ้งร่างลงมาใต้น้ำอีก
   
    “เฮ้ย! เมื่อกี้ฉันเพิ่งเจอฉลามอีกตัว นอนจมกองเลือดอยู่ที่ปะการังทิศใต้โน้น ดูท่าแล้วจะไม่น่ารอด”
    ไม่นะ ไม่ ... ผมรีบว่ายออกไปข้างนอก เจอกับฝูงปลาที่ว่ายคุยกันเมื่อสักครู่   
   “พาฉันไปที! เร็วเลย ขอร้องล่ะ”   
    แค่ได้ยินคำว่าฉลาม ร่างกายผมเหมือนจะหายใจไม่ออกทันที ขอร้องล่ะ ขอแค่อย่าให้เป็นเขา...

    เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ยิ่งทำให้ผมรู้สึกอยากจะอาเจียน ความรู้สึกแย่พุ่งขึ้นมาทันทีจากการได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง น้ำบริเวณนั้นมีสีแดงของเลือดปะปนเป็นจำนวนมาก   

   ฝูงปลานำทางผมว่ายมาเจอพบกับร่างร่างหนึ่ง ถ้าไม่ดูให้ดีก็ไม่มีทางรู้เลยว่าเขาเป็นปลาฉลาม
ผมพยายามจ้องดูสำรวจร่างกายเขา เพื่อดูลักษณะว่าใช่ฉลามตัวเดียวกับที่ผมรู้จักหรือเปล่า แต่บอกได้ยากเหลือเกินเมื่อทั้งร่างกายถูกตัดครีบต่าง ๆ ไปหมด จนเหลือแต่เพียงส่วนของลำตัว กลายเป็นก้อนเนื้อบ้างอย่างที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ นอนหายใจระรินใกล้ตายอยู่บนซากปะการัง         

    ฉลามตัวนี้ยังไม่ตาย แต่ก็คงเหลือเวลาแค่อีกไม่นาน
   
    ผมเห็นแก่ตัวอีกแล้วที่ดีใจว่าอย่างน้อยก็ไม่ใช่เขา .... ขอบคุณพระเจ้าที่ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า




    “กลับมาแล้วหรอ...” ผมเอ่ยทักเขาที่ค่อย ๆ ว่ายเข้ามาในโพรงอย่างอ่อนเพลียแล้วทิ้งตัวลงนอน บนพื้นทราย “เรารู้เรื่องแล้วนะ ตั้งแต่พรุ่งนี้ไม่ออกไปแล้วได้ไหม”   
    เขารีบผุดลุกขึ้นมามองสบตาผมทันทีที่ผมพูดจบ “นายไปรู้อะไรมาจากไหน”    
    “เห็น... ผมเห็นแล้ว สภาพปลาฉลามที่นอนตายจมกองเลือด และผมก็ไม่อยากเห็นนายเป็นแบบนั้นเหมือนกัน”   
    “...นายไม่เข้าใจ พี่น้องฉัน คนรู้จักฉันถูกจับขึ้นไปและกลับลงมาในสภาพนั้น ถ้าเป็นนาย..นายจะทำยังไง”   
    “ผมจะไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงจนกลายเป็นแบบพวกเขา”   
    “แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ทุกคนก็จะตายกันไปหมด!!!”   
     “มันไม่ใช่หน้าที่ของนายสักหน่อย นายไม่ผิด ที่ผิดคือเจ้าพวกสัตว์ประหลาดพวกนั้นต่างหาก”
    “ไม่! เพราะพวกมันไม่ยอมหยุดไง!! ฉันออกไปดูอยู่ทุกวัน พยายามเตือนฉลามตัวอื่น ๆ ให้ระวังตัวแต่ก็ไม่ได้ผล มีฉลามตายเพิ่มขึ้นทุกวัน วันละหลายสิบตัว ทุกตัวถูกทิ้งลงทะเลมาในสภาพเดียวกันหมด...ครีบถูกตัดไป! เหมือนที่นายก็เห็น!”    
    “นายก็รู้ว่านายสู้พวกมันไม่ได้...”    
    “ใช่ ฉันรู้ ฉันทำอะไรพวกมันไม่ได้เลย”   
    “ขอร้องล่ะ... อย่าออกไปเสี่ยงเลยอีกนะ” ผมลงไปนอนบนตัวเขา อยากให้ร่างตัวเองหนักเหมือน
ก้อนหินจะได้ทำให้เขาไม่สามารถว่ายไปไหนได้ “...รับปากเราสิ”
   
   ... ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมาท่ามกลางความเงียบ




    ผมรู้สึกตัวขึ้นในยามที่ร่างโตด้านล่างเริ่มค่อย ๆ ขยับตัวเพื่อปล่อยให้ผมลงกับพื้นทราย หลังจากนั้นเขาจึงว่ายอย่างช้า ๆ ออกไปด้านนอกเมื่อถึงเวลาเดิม ผมแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกตัวจนกระทั่งเห็นว่าเขาว่ายออกไปด้านนอกแล้วจึงลุกขึ้นว่ายตามออกไปห่าง ๆ     

    ลางสังหรณ์ของผมบอกว่าเขากำลังจะมุ่งหน้าไปหาพวกมันอีกครั้ง...
 



    หลังจากที่แอบเจ้าปลาน้อยออกมา ผมว่ายมาถึง ณ จุดเดิมที่มักจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นเป็นประจำ วันก่อนผมกับพี่สาวพยายามที่จะมาดักรอและคอยเตือนฉลามที่ผ่านเข้ามาในบริเวณนี้ แต่พวกมันก็ถูกจับขึ้นไปขณะที่กำลังล่าเหยื่อ และกลับลงทะเลมาในสภาพที่ครีบหลัง ครีบหูสองข้างรวมทั้งครีบหางถูกตัดจนหมด พวกมันจึงไม่สามารถว่ายน้ำและล่าเหยื่อหาอาหารได้...จากนั้นจึงค่อย ๆ ตายอย่างทรมานในที่สุด   

    ร่างใหญ่โตสีดำทะมึนลอยมาเหนือผิวน้ำเช่นเคย ผมรับรู้ได้ว่าวันนี้จะต้องมีฉลามที่ตายลงอีกครั้ง พวกมันไม่ยอมหยุดล่า ส่วนพวกเราทำได้แค่เพียงระวังตัวไม่ให้ถูกจับขึ้นไป   

    เนื้อปลาชิ้นโตหลายชิ้นถูกปล่อยลงมาชิ้นแล้วชิ้นเล่า ดูเป็นสวรรค์สำหรับพวกปลาฉลามที่หิวโหย  ใช่ ผมรู้...มันเป็นกับดัก เพราะหลังจากที่สังเกตดูทุกครั้งที่มีฉลามตัวใดตัวหนึ่งว่ายเข้าไปกินเหยื่อ มันจะติดอยู่ตรงนั้น และถูกดึงขึ้นไปเหนือผิวน้ำ พร้อมกลับลงมาในสภาพที่ใกล้ตาย ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงว่ายวนเวียนอยู่ด้านล่าง คอยพยายามกันไม่ให้มีฉลามหิวโซตัวใดหลงขึ้นไปกินเหยื่อเพชฌฆาตที่อยู่ด้านบนนั้น

    “ไร้สาระ!”   
     “พ่อ! อย่าเข้าไปนะ!” ผมรีบว่ายตามพ่อที่มุ่งหน้าขึ้นไปเพื่อที่จะกินเหยื่อนั้น    

    เราต่อสู้กัน ผมพยายามใช้ลำตัวกระแทกเขา ไม่ให้ขึ้นไปข้างบนได้ แต่ก็ถูกโต้ตอบกลับมาด้วยแรงที่ไม่เบานัก ผมชะงักไปชักครู่เมื่อถูกกัดก่อนที่พ่อจะว่ายมุ่งหน้าขึ้นไปและกระชากเหยื่อที่ลอยอยู่มากิน

    ผมเตือนเขาแล้ว... เขาติดอยู่ในท่าที่กำลังกินเหยื่อ ไม่สามารถว่ายกลับลงมาได้   

    “ฝากทางนี้ด้วยนะ” หันไปบอกพี่สาวก่อนที่จะว่ายขึ้นไปสำรวจเจ้าสิ่งที่อยู่ด้านบน    

    เมื่อลองมองดูใกล้ ๆ สิ่งแปลกประหลาดที่ใช้เกี่ยวเหยื่อไว้มีลำตัวยาวและโยงเข้าไปหาเจ้าสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ ผมพยายามรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีและใช้ฟันอันแหลมคมกัดกระชากซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้มันขาดออกจากกันแต่ก็ไม่เป็นผลเนื่องจากมันแข็งแรงมาก ผมลองทำซ้ำ ๆ กระชากเจ้าเส้นประหลาดนี่พลางหันไปมองหน้าพ่อ ...เขายังไม่ตาย ยังสามารถรับรู้ได้ แต่ไม่สามารถคายเหยื่อในปากออกไปได้

    “บ้าเอ๊ย! หลุดสิวะ!” ผมใช้ฟันแหลมคมกัดมันอีกครั้งและอีกครั้งด้วยแรงทั้งหมดเท่าที่มี ขณะเดียวกันก็รับรู้ได้ว่ากำลังมีบางอย่างตกลงมาในน้ำและพุ่งเข้ามาที่ตัวด้วยความรวดเร็ว   

   ผมพลิกกลับเลี้ยวตัวหลบ แต่ก็ไม่ทันเห็นวัตถุประหลาดอีกชิ้นที่พุ่งเข้ามา ความรู้สึกชาเกิดขึ้น....ก่อนจะเจ็บแปลบที่กลางลำตัว   

    ทั่วทั้งร่างกายเริ่มเจ็บปวดมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถสลบไปจากตรงนี้ได้... ผมกัดฟันพยายามหันไปมองพ่อ เราทั้งคู่กำลังถูกยกขึ้น ...ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจนกระทั่งเหนือผิวน้ำ   

    ขึ้นมาอยู่บนลำตัวของสัตว์ประหลาดสีดำ
   
    ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นใต้น้ำทะเลสีฟ้าคือเจ้าปลาน้อยที่ว่ายขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าตื่นตกใจ

   .... ขอโทษนะ ขอโทษ   





    บนร่างของเจ้าสัตว์ประหลาดมีฉลามมากมายนอนเรียงกันอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย มีทั้งปลาฉลามทั้งพวกเดียวกันและฉลามคนละพวกกับผม บางตัวยังคงมีร่างกายเหมือนเดิม แต่บางตัวเริ่มมีสภาพเหมือนที่ผมเคยเห็นร่างที่ไร้ลมหายใจมีเลือดสีแดงไหลย้อมเต็มไปหมด    

    ผมมองเห็นพ่อถูกง้างปากขึ้นดึงเอาเหยื่อออกมาแล้วถูกย้ายไปวางไว้อีกที่หนึ่ง ส่วนตัวเองทำได้แค่เพียงนอนพักฟื้นร่างกายจากอาการบาดเจ็บที่ทำให้ขยับตัวอย่างยากลำบาก   

    สัตว์ประหลาดสองเท้าหลายตัวต่างก็กำลังใช้อาวุธมีคมบางอย่าง ค่อย ๆ เฉือนเข้าที่ครีบบนลำตัวของฉลามที่นอนเรียงรายอยู่ พวกมันตัดเฉือนครีบหลัง ครีบหูสองข้าง รวมทั้งครีบหางออก โยนชิ้นส่วนพวกนั้นไปกองรวมกัน หลังจากนั้นพวกมันก็พากันลากซากฉลามที่หมดประโยชน์โยนทิ้งกลับลงไปในทะเล   

    ผมถูกบังคับให้ต้องมองภาพนั้นซ้ำไปซ้ำมา...
     
    บาดแผลที่ถูกโจมตีคราวแรกเริ่มเจ็บปวดจากการถูกจับเคลื่อนย้ายให้มานอนรอถัดจากฉลามตัวอื่น ๆ ...เหมือนจะรับรู้ได้ถึงชะตากรรมตรงหน้า...   

    อยากจะพยายามดิ้นรนเพื่อหาทางหนี แต่รอบด้านมีแต่ผนังสูงกั้นไว้ ทางเดียวที่จะสามารถกลับลงไปหาเขาที่ใต้ทะเลได้... มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้น    

   ในที่สุด สัตว์ประหลาดสองขาตัวหนึ่งเดินมาถึงตรงหน้าผม...    
    ...รอก่อนนะเจ้าปลาน้อย

        .
        .
        .

    ใบมีดคมก็เฉือนเข้ามาที่ครีบบนลำตัวให้ค่อย ๆ ขาดออกจากกัน เลือดสีแดงฉานไหลออกมารอบบาดแผล ยังไม่ทันทีความเจ็บปวดในคราวแรกจะหายไป ครีบทั้งสองข้างก็ถูกเฉือนซ้ำไปซ้ำมาอีกครั้งและอีกครั้งเกิดความรู้สึกเจ็บปวดเจียนตาย ร่างกายดิ้นกระตุกอย่างรุนแรงเพราะความเจ็บปวด ก่อนที่จะถูกยกขึ้นสูงก่อนจะถูกใบมีดแหลมคมค่อย ๆ กรีดเฉือนครีบหางออกจนมันขาดออกจากตัว ความทรมานจากคมมีดหายไปเหลือทิ้งไว้แต่ความทรมานจากบาดแผลทั่วทั้งตัว หมดสิ้นภาพอันน่าเกรงขามของฉลามนักล่าแห่งท้องทะเล
    


    อา... จบลงแล้วสินะ   


    นอกเหนือจากความเจ็บปวดที่ไม่สามารถบรรยายได้ ผมรู้สึกได้ว่าร่างกายกำลังลอยขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ ตกลงสู่ท้องทะเลเบื้องล่างอย่างช้า ๆ และค่อย ๆ จมลงสู่ท้องทะเลเบื้องล่าง
   
    ผมรู้ว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อ... ผมรู้ดี     

    ทันทีที่เริ่มปรับสายตาได้ ผมเห็นเจ้าปลาน้อยมองอยู่ไกล ๆ อย่างตกตะลึง ก่อนจะค่อย ๆ ว่ายพาร่างของตัวเองเข้ามาหาผม... ถึงจะไม่อยากให้เจ้าปลาน้อยเห็นสภาพน่าอเนจอนาถนี้ แต่ไม่มีทางเลือก

    ...เมื่อไม่มีครีบ ผมก็ไม่สามารถขยับตัวได้ดังใจ เมื่อพยายามจะขยับ ร่างกายยิ่งทรมานแทบขาดใจ

    เขาว่ายมาถึงตัวผม สีหน้ายิ่งดูเจ็บปวดและโศกเศร้า เพราะผม..
    
    “ฮึก ไหน...ไหนว่าจะอยู่ดูแลผม ...ไหนว่าจะคอยอยู่ข้าง ๆ ผมไง ทะ...ทำไม...”   
    “...กลับมาหานายแล้วนี่ไง” ผมฝืนพูดขึ้นอย่างเหนื่อยล้า   
    “ไม่! ทำไมต้องเป็นแบบนี้ นายกำลังจะ... ฮึก” สีหน้าของเขาดูยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น ถึงเขาจะยังพูดไม่จบ...ผมก็รู้ตัวเองดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น    

    ในที่สุดร่างกายของผมก็จมดิ่งลงมาจนหยุดที่แนวปะการังสีสันสวยงามใต้ท้องทะเล ข้างกายยังคงมีเจ้าปลาน้อยตัวเดิมที่ผมเฝ้ามองมาตลอดคอยอยู่เคียงข้างในวาระสุดท้าย
   
    ...อย่างน้อยก็เป็นภาพสุดท้ายที่น่าประทับใจ
   
    ขอร้องต่อเทพหรืออะไรก็ตาม ขอให้ผมจดจำได้...ผมจะไม่มีวันลืมภาพตรงหน้านี้เลย
   
    “ฮึก หิวมั้ย? ดะ...เดี๋ยวจะไปหาอาหารมาให้” เจ้าปลาน้อยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่น ผมส่ายหัวปฏิเสธ อยากจะใช้ช่วงเวลาตรงนี้ให้คุ้มค่ามากกว่า...    

   “....อยู่ตรงนี้แหละ” จนกว่าจะถึงเวลานั้น... “อึก... อยากฟังเรื่องเล่าหน่อยมั้ย...”   

    “เรื่องอะไรล่ะ ... เล่าสิ แต่ถ้าเล่าแล้วต้องเล่าให้ผมฟังทุกวันต่อจากนี้ไปเลยนะ”   

    “เป็นเรื่องสั้น ๆ ... มีฉลามตัวโตหน้าตาแปลกประหลาดตัวหนึ่งใช้ชีวิตของมันตามปกติ ของโปรดมันคือปลากระเบน วันนึงมันไปเจอปลากระเบนน้อยจนทำให้ละสายตาไม่ได้ หลังจากนั้น...มันจึงไม่ล่าปลากระเบนกินแบบเดิมอีกต่อไป...” ผมหยุดเล่าเมื่อรู้สึกเจ็บปวดที่บาดแผลจนร่างกายแทบจะทนไม่ไหว

    ....มากกว่านี้... อยากมีเวลามากกว่านี้
   
    “ฮึก...แล้วยังไงต่อ”
   
    “มันคอยแอบดูปลากระเบนอยู่ห่าง ๆ คอยกันไม่ให้มีฉลามตัวไหนเข้ามาทำร้ายได้ เฝ้ามองทุก ๆ การกระทำ จนในที่สุดก็ได้รู้ทำความรู้จักเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ....มันสัญญาไว้ว่าจะดูแลเขา ...คอยปกป้องเขาในยามที่มีอันตราย... อยากจะอยู่เคียงข้างไปในทุก ๆ วัน”
   
    “อยู่กับผมสิ! อย่าไปไหน...นายสัญญาแล้วไง!”   

    “ขอโทษนะ...” ผมรู้ดีว่าจะรักษาสัญญานั้นไว้ไม่ได้อีกแล้ว
   
    “ถ้ารู้ว่าจะผิดสัญญา... ก็อย่ามาสัญญากันไว้ตั้งแต่แรกสิ..ฮึก”   

   “...ดูแลตัวเองดี ๆ  อย่าให้ถูกใครจับไปกินเข้าล่ะ”   

     “ฮึก.. ไม่นะ... ไม่เอาสิ ไม่เอาแบบนี้!!”
   
     “ไม่งอแงสิ... ยิ้มให้ดูหน่อยนะ”




    “ไว้เจอกันใหม่นะ”
    .
        .
        .
        .
        .
        .






    “เฮ้ย! เบน มึงรู้จักรุ่นพี่ที่ยืนข้างเสาคนนั้นหรือเปล่าวะ เห็นเขาจ้องมึงตาขวางตั้งแต่เดินเข้าหอประชุมมาแล้วเนี่ย ไปหาเรื่องอะไรเขาไว้หรือเปล่า” เพื่อนใหม่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นแล้วสะกิดให้ผมมองตาม

    “ไหนหรอ เรายังไม่รู้จักรุ่นพี่คนไหนเลยนะ”    ก็เพิ่งเข้าปีหนึ่งมาหยก ๆ จะรู้จักรุ่นพี่ที่ไหนกัน
    
    “นั่นไง ตัวสูง ๆ ผิวขาวหน้าตาโคตรดีแต่สายตาดูดุชิบโคตรโหด....เห็นยังมึง สิบนาฬิกา ๆ”
   
    “....อึก”    

   “รู้สึกว่าจะชื่อพี่ชาร์คมั้งนะ ภาคมารีนเหมือนเรา อยู่ปีสาม ...เฮ้ย! เป็นอะไรมึง เดี๋ยว ๆ ร้องไห้ทำไมเนี่ยไอ้เบน ใจเย็น ๆ ดิมึง”    

    จู่ ๆ ผมก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ร่างกายรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมาเมื่อเห็นหน้าของรุ่นพี่คนนั้น... รู้สึกว่าผมไม่ต้องรอคอยอีกต่อไปแล้ว... เมื่อมองผ่านน้ำตาที่เอ่อคลอรับรู้ได้ว่ามีคนเดินเข้ามา ร่างสูงนั้นสวมกอดผมช้า ๆ มือหนึ่งกอดปลอบประคองร่างกายผมไว้ และอีกมือหนึ่งคอบซับน้ำตาที่ยังคงไหลออกมา   


    “ไม่งอแงสิ....ยิ้มให้ดูหน่อย”   





   
    กลับมาแล้วนะ ... เจ้าปลาน้อย   



    _________________ E N D _______________________
       


    แรงบันดาลใจจากนั่งดูสารคดีสำรวจโลกช่วงกินข้าว ที่มีเรื่องราวของฉลามหัวค้อนกับปลากระเบน
        เมื่อลองเข้าไปหาข้อมูลต่าง ๆ เจอคลิปการล่าปลาฉลามยังคงเป็นภาพติดตาอยู่จนถึงตอนนี้ จึงเกิดเป็นตอนจบอย่างที่เห็น
        และขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากเว็บไซต์ http://www.bbc.com/thai/thailand-40639939     
         
        เซต Animalia เป็นรวมเรื่องสั้นหลายคู่ค่ะ จะทยอยมาเรื่อย ๆ
        ขอบคุณที่สนใจค่ะ


        ติดตามได้ที่ Twitter  #บนโลกสีเทา   @Inomekii

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1232
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
ประทับใจมากค่ะ เขียนดีมาก

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +126/-4

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2754
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0
แอบน้ำตาคลอ..ชอบมากๆ ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆ รอตอนต่อไปจ้า  o13 o13 o13

ออฟไลน์ THE,MaY

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
แอบมีน้ำตาเหมือนกันค่ะ ตอนเขาจากกัน แต่ดีใจที่เขาได้เจอกันอีก เคยคิดนะว่าจะมีคนแต่งแนวนี้ไหม ชอบค่ะ จะรอเรื่องต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ mamamamuay

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ง่า น้ำตาคลอเลย ฮือ ได้เจอกันแล้ว
ไม่ต้องแยกกันแล้วน๊าาา
ตัวเองเขียนดีมากเลยอ่ะ

ออฟไลน์ มนุษย์บิน

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 319
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ท้ายที่สุดสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือมนุษย์ ฮืออออแต่ดีอย่างน้อยก็ได้กลับมาเจอกัน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Omekiin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ก่อนอื่นต้องขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์และทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านเลยนะคะ
เป็นนิยายวายเรื่องแรก ธีมสีเทาหม่น ๆ ตามชื่อเรื่อง
ดีใจที่มีคนชอบ ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ^^
ป.ล. มีข้อแนะนำ ติชม วิจารณ์บอกได้เลยนะคะ จะได้นำไปปรับค่ะ
ที่เหล่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ในเรื่องพูดมาก แสดงกริยาต่าง ๆ ส่วนใหญ่เมไปหาข้อมูลมาได้
ประกอบกับจินตนาการเอาเองว่าถ้าพวกนั้นพูดได้ล่ะ (แต่มนุษย์อย่างเราไม่เข้าใจ)
เลยเกิดเป็นเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาค่ะ
 :mew4: :mew4:

________________________________________________________________________________________________________________________________
ชายพนาป่าฝน

            ครืน!     
            เสียงฟ้าร้องสะท้อนก้องไปทั่วผืนป่า พายุฝนกระหน่ำเทลงมาอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางป่าดิบชื้น ต้นไม้เอนตามแรงลมกระโชก ใบไม้ปลิวว่อนร่วงลงสู่พื้นดิน ในยามที่ทุกสรรพสิ่งเงียบสงัดมีเพียงเสียงหยดฝนกระทบกับใบไม้ดังอย่างต่อเนื่อง ปะปนกับเสียงแมลงและสัตว์ป่าแว่วมาจากที่ไกล ๆ         
            ในความมืดมิดมีเพียงแสงไฟสีส้มจากวัตถุประหลาดสาดแสงผ่านหมอกสีจางพร้อมกับมีสัตว์ประหลาดบางอย่างปรากฏตัวเคลื่อนที่เข้ามาด้วยความรวดเร็วและผ่านไปพร้อมกับหายลับไปกลางสายหมอกโดยมีต้นไม้สูงช่วยอำพราง             
           ตึก ๆ เสียงฝีเท้าหนักพร้อมกับต้นไม้ต้นเล็กที่ถูกหักโค่นลงดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พอดีกับที่วัตถุประหลาดปรากฏกายท่ามกลางความมืดมิดด้วยความรวดเร็วอีกครั้ง แต่คราวนี้เห็นเป็นสัตว์ประหลาดรูปร่างใหญ่ยักษ์กว่าตัวก่อน ดวงตาของมันมีสีเหลืองสุกสว่างวาวโรจน์ท่ามกลางความมืดสาดส่องมาทำให้ตาพร่ามัวมองไม่เห็นสิ่งอื่นนอกจากแสงจ้า ทันใดนั้นมันส่งเสียงร้องแหลมสูงเมื่อเห็นช้างป่าเพศเมียตัวโตตรงหน้า
            ปี๊น!!!!!
            โครม!   
            ช้างป่าไม่ทันได้ตั้งสติและระวังตัวจึงถูกเจ้าเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นพุ่งเข้าชนอย่างรุนแรง 
         สัตว์ประหลาดตัวนั้นชะงักเพียงชั่วครู่ ก่อนจะออกตัววิ่งต่อไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว ราวกับไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นและหายไปด้วยความรวดเร็วท่ามกลางกลุ่มหมอกจาง ๆ ที่ปกคลุมทั้งภูเขา           

            ต้นไม้และภูเขาเริ่มถูกย้อมเป็นสีน้ำเงิน แสงสีส้มอ่อนจากพระอาทิตย์เริ่มปรากฏขึ้นบริเวณขอบฟ้าฝูงนกเริ่มต้นชีวิตประจำวันออกโบยบินไปหาอาหาร
            ทิ้งไว้เพียงเจ้าของร่างไร้วิญญาณที่ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางคราบเลือกที่ค่อย ๆ ย้อมพื้นสีเทา
ให้แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีแดง     

 



            ฮึก ๆ แง~

            เสียงแหลมเล็กของบางอย่างสะท้อนแว่วเข้ามา ท่ามกลางป่าเขากว้างใหญ่   
            “แม่ ๆ ได้ยินเสียงอะไรมั้ย” ผมยืนงวงเล็กไปเกี่ยวหางแม่ที่อยู่ตรงหน้าพลางกระตุกซ้ำ ๆ ให้แม่
ที่กำลังสาละวนอยู่กับการหาผลไม้ป่ากินหันมาสนใจหน่อย 
             แม่จะเห็นของกินสำคัญกว่าลูกแบบนี้ไม่ได้เส่!       
            “อะไรของแกฮะเนี่ย” แน่นอนว่าแม่หันมาดุผมที่บังอาจไปขัดจังหวะการกินอย่างสุขสำราญนั้น   
            “ได้ยินเสียงอะไรก็ไม่รู้ จากตรงนั้น” ผมรีบใช้งวงเล็กชี้ไปที่ในป่าทึบบริเวณไม่ไกลจากที่ยืนอยู่
            “ไม่เห็นได้ยินอะไรสักหน่อย ใครสั่งใครสอนให้ริหัดโกหกฮะ เดี๋ยวปั๊ดฟาดด้วยงวงเลยนี่!”           
             แง แม่จ๋า อยู่ไหน~        
            “เอ๊ะ แม่แกก็อยู่นี่ไงเล่า! ถ้ายังเล่นพิเรนทร์อะไรอีกแม่จะไม่หาอาหารให้แล้วนะ” แม่หันมาตวาดใส่ผม...
ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้เป็นคนพูดประโยคเมื่อกี้สักหน่อย   
            “แม่ตีได้ แต่แม่ห้ามไม่ให้ผมกินไม่ได้นะ”     
            “ไอ้เจ้าลูกคนนี้นิ! ถ้าเผลอนะโดนเอาไปปล่อยในป่าแน่”       
            แม่จ๋า~
            คราวนี้แม่น่าจะได้ยินเหมือนผมสักที เพราะมันก็เห็นอยู่ว่าผมไม่ได้เป็นคนพูดสักหน่อย 
            “อย่าซนนะดิน รอตรงนี้นิ่ง ๆ เดี๋ยวแม่ไปดูเอง”         
            ผมพยักหน้าหงึก ๆ แต่เรื่องอะไรจะยอมรอเฉย ๆ ตรงนี้เล่า รู้สึกได้ว่าข้างหน้ามีเรื่องคนอื่นที่น่ารู้กว่าตั้งเยอะ ... อย่าเรียกว่าเสือกเลย ผมแค่ขี้สงสัยเองน่า         
            แม่ใช้ร่างกายใหญ่โตกระชากเถาวัลย์ที่ขวางทางเดินในป่ารก ก่อนจะค่อย ๆ มุ่งหน้าไปตามเสียงเล็กที่ยังคงดังมาต่อเนื่อง ยิ่งเข้าใกล้ผมก็ได้ยินเสียงร้องไห้แหลมดังขึ้น แม่หยุดนิ่งชะงักก้มมองเจ้าตัวประหลาดในพุ่มไม้ ผมจึงอาศัยจังหวะนี้มุดแทรกตัวเข้าไปแล้วก้มดูเจ้าตัวประหลาดให้เห็นเต็มตา         
          ลูกช้างตัวผู้อายุประมาณไม่ถึงปีตัวเล็กร่างกายมอมแมมเปรอะเปื้อนดินทั่วไปนอนขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่
ก่อนที่เจ้าตัวจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา เขาสบตาผมทำให้มองเห็นว่าดวงตาเล็กกลมโตใสแจ๋วมีน้ำตาคลอ       
            “แฮ่ หวัดดี” ผมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสามแบบกันเองสุด ๆ           
            มันมองผมตาปริบ ๆ แต่เมื่อตั้งสติได้ “...ฮึก แง๊!” กลับแหกปากร้องลั่นป่าเหมือนเดิม                 
            โว้ย! ไอ้เด็กบ้านี่!!!   


            ผมเป็นลูกชายตัวเดียว... ลูกดินของแม่ดาว เป็นช้างน้อย พูดน้อย น่ารัก แม่บอกว่าผมลืมตาเกิดมาเป็นภาระแม่ได้จะสี่ปีแล้ว จนกระทั่งถึงเมื่อวันก่อน ผมกลับมีน้องชายเพิ่มอีกตัว   
            แม่ผมไม่ได้ออกลูกมาอีกตัว...แต่แม่พามันมาอยู่ด้วยโดยไม่ถงไม่ถามสุขภาพผมสักคำ 
            ไอ้เจ้าช้างตัวเล็กเสียงแหลมปวดหูนั่น!       
            ผมเลยกลายเป็นพี่ชายจำเป็น ที่มีน้องชายโคตรน่ารำคาญอีกตัวให้ตามดูแล!

            ส่วนแม่น่ะหรอ นู่น กำลังออกไปกับสมาคมแม่บ้านช้าง เข้าป่าไปหาอาหารกินกันเหมือนเดิม
           พอท้องอิ่มถึงจะกลับมาป้อนนมให้ตัวแสบข้าง ๆ ผม มันยังไม่หย่านมแม่ โชคดีที่ผมเพิ่งหยุดกินนมไม่นานมานี้เอง แต่กลายเป็นว่าแม่มีคำสั่งประกาศิตให้ผมเป็น “แม่รับ” ดูแลเจ้าตัวน่ารำคาญนี่แทน           
            อยากจะตะโกนดัง ๆ บอกแม่จังว่า “ช้างกำลังขอร้องอ้อนวอนเธออย่าไป!”     
          ยังอีกจะมามองทำไมไอ้ตัวแสบ ปั๊ด ฟาดด้วยงวงเลยนี่! โว้ยยย  คิดผิดจริง ๆ ไม่น่าบอกแม่หลังจากที่ได้ยินเสียงมันร้องเลย ให้ตายสิ ผิดที่ต่อเสือกของกูล้วน ๆ สินะเนี่ย       
            “ฮึก แม่...” ผมหันไปมองไอ้ตัวเล็กที่กำลังก้มหน้าเหมือนจะร้องไห้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด   
            “แม่มึงไม่อยู่ ไม่มี ตายไปแล้วหรือเปล่าเหอะ เหลือแต่แม่กูกับกูที่ต้องมาดูแลมึงอยู่เนี่ย”             
            “...แง๊!” เสียงเล็กแผดร้องแหลมเหมือนที่เจอกันครั้งแรก       
            อ้าวชิบ กลายเป็นว่าแม่งแหกปากร้องหนักกว่าเดิมอีก           


            “ก้อน อ้าปาก! หัดกินนี่เข้าไป” ผมเรียกไอ้เจ้าตัวปัญหาให้มันเดินมาหัดกินหญ้าอ่อน ๆ เป็นอาหารที่ให้ชื่อว่าก้อนก็เพราะตอนที่เจอกันครั้งแรกมันนอนขดจนตัวเป็นก้อนกลม ๆ เลยน่ะสิ ดูเหมือนจะเสียใจที่หาแม่ตัวเองไม่เจอจนไม่อยากกินอะไร ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าเจ้าตัวจะยอมทำตามที่บอก   
            ด้วยขนาดของเผ่าพันธุ์เรามีรูปร่างใหญ่โตกว่าสัตว์อื่น ๆ ปริมาณการกินในแต่ละวันจึงเยอะตามไปด้วย
เอาเป็นว่าเรื่องสำคัญที่สุดในแต่ละวันก็คือการกินเนี่ยแหละ         
            ไอ้ตัวแสบเดินเข้ามาดม ๆ หญ้าที่ผมใช้งวงเด็ดยื่นไปป้อนให้ มันเบ้หน้าหนีเล็กน้อยแต่เจอผมเอางวงยัดปาก บังคับให้มันกิน ๆ หญ้าเข้าไปจึงยอมอ้าปากเคี้ยว ๆ รู้ว่าไม่ค่อยอร่อย แต่มีให้กินก็กิน ๆ ไป อย่าเรื่องมากน่า!
            หลังจากนั้นก็ผมก็พามันไปหาอาหารจำพวกหญ้าอ่อน ๆ กินตามประสา พร้อม ๆ กับอาหารให้ตัวเองกินไปพลาง   
            แต่เหมือนจะลืมเรื่องสำคัญไปเรื่อง....       
            แผละ ๆ ...  เหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างตกลงสู่พื้นดินถี่ ๆ         
            พรืด!     
            ในระหว่างที่ผมกำลังเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยตามหลังไอ้ก้อน เท้าหน้าได้สัมผัสกับก้อนนุ่มลื่น
ของบางสิ่งบางอย่าง ก่อนที่ตั้งตัวจะลื่นเสียหลักล้มลงกะทันหัน...     
            เมื่อลืมตาขึ้นมา สิ่งที่เห็นคือก้อนสีเขียว...   พร้อมกับกลิ่นตุ ๆ
     ไอ้ตัวต้นเหตุที่วางระเบิดยังมีหน้าหันกลับมามองด้วยสีหน้าสงสัยว่าผมจะลงไปนอนเล่นดมกองขี้อยู่ทำไม...       
            โว้ยยยย ถ้าไม่ติดว่ากลัวงวงตัวเองจะเปื้อน นี่จะคว้าเอาขี้ปาหน้ามันแม่ง!       
            ถุย! แหวะ ขี้เข้าปาก!!                 
           

            “อ้า~” งวงเล็กคว้าผลไม้ป่าชนิดหนึ่งกำลังจะเข้าปาก           
          “ไอ้ก้อนนนนนนน! นั่นมันกินไม่ได้โว้ยยยยย!!!” ผมพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็วก่อนจะฟาดงวงเข้าที่หัวไอ้เด็กบ้านี่เต็มแรง จนเห็ดพิษกระเด็นหลุดออกจากปากมัน           
             ฟู่ว เกือบไปแล้วมั้ยล่ะมึ๊งงงง!!!   
            มันหันมามองผมด้วยสีหน้างอง้ำ สงสัยจะเคืองที่ผมเอางวงฟาด       
            นิสัยไอ้เจ้าเด็กเห็นแก่กินนี่คือแค่มันเห็นอะไรที่เป็นสี ๆ แล้วใช้งวงคว้ามาได้ มันก็หยิบใส่ปากหมดอ่ะ!!   
           “อ้า~”    ยังอีก...ยังไม่หยุดอีกนะมึง ผมหันไปเห็นไอ้ตัวปัญญาพยายามตะเกียกตะกายจะปีนขึ้นไปเด็ดกล้วยป่าจากบนต้นที่ไม่สูงมากนะด้านหลังผม  เมล็ดก็เยอะ ยังจะพยายามอีกนะมึงเนี่ย         
            เปาะ!    ต้นกล้วยเริ่มรับน้ำหนักจากลูกช้างไม่ไหวจึงค่อย ๆ เอน และหักลงมาในที่สุด   
            ผมจ้องตาค้าง ก่อนที่จะตั้งสติได้แล้วก้าวหนีด้วยความรวดเร็ว ทั้งต้นกล้วยทั้งตัวมันล้มมาจะทับผมแล้วเนี่ย เชี่ยยยยย! หวิดตายในสภาพอนาถแล้วกู เมื่อหันไปมองไอ้ตัวปัญหา...   
            ยังมีหน้ามาก้มเด็ดกล้วยกินสบายใจเฉิบ ...ไม่ได้สลดเลยสักนิด!       
           

            “ก้อน มานี่!”       
            ยัง ยังอีก มันยังไม่มา… มันวิ่งกระโดดด๋องแด๋งไล่ตามผีเสื้อป่าห่างออกไปจากผมเรื่อย ๆ
น่ารักตายเลยพ่อคุณ       
            “เฮ้ยยยย ไอ้ก้อนนน กลับม้า!” ผมตะโกน เมื่อเห็นว่าไอ้เจ้าบ้านี่มันตามผีเสื้อเข้ามาโดยไม่ได้มองทางเลยว่าข้างหน้ามันเป็นทางหุบชันลึกลงไป มึงไม่ได้บินได้แบบผีเสื้อพวกนั้นนะโว้ยยยยย!!           
            เหมือนมันจะไม่ได้สนใจเสียงเรียกของผม เท้าเล็กนั่นยังคงก้าวต่อไปข้างหน้า อีกแค่ก้าวเดียว
ร่วงแน่ ๆ มึง!     
            พรึ่บ! เท้าเล็กก้าวไปในความว่างเปล่า ลำตัวร่วงเสียหลักตามลงไป แต่มันยังโชคดีที่ผมตัดสินใจ
รีบพุ่งเข้าใช้งวงคว้าขาหลังของมันเอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนทีมันจะร่วงลงไปข้างล่าง แล้วดึงมันขึ้นมา
หนักชิบหาย! ไม่ได้อยากจะช่วยหรอก แต่ถ้าแม่รู้กูโดนงวงฟาดระบมแน่

 

            “ฟ่อ~”   
            “แหะ ๆ เอิ้ก”     
            ผมปล่อยให้ไอ้ก้อนอยู่ตัวเดียว แล้วปลีกมาหาอะไรใส่ปาก แต่แค่หันมาเคี้ยวยังไม่ทันหมด
เหมือนจะได้ยินมันกำลังคุยเล่นหัวเราะกับใครอยู่แว่ว ๆ       
            “แฟ่~!”  ช้างไม่ได้ร้องแบบนี้นี่หว่า...           
           เมื่อหันหลังกลับไปดู ก็เหมือนอย่างที่คิดไว้ ไอ้ตัวปัญหากำลังนั่งเล่นกับงู งูธรรมดาจะไม่ว่า งูเห่า!!         
           “ไอ้ก๊อนนน ออกมานี่! จะนั่งอยู่ให้พ่อฉกหัวไง!!!”         
            “แหะ ๆ” ยังมีหน้ามาหัวเราะ! อยากจับหัวมันโขกต้นไม้ให้รู้แล้วรู้รอดจังว่ะ!     
           
            หึหึ แล้วหลังจากวันนั้นน่ะหรอ
            วัน ๆ ของผมก็มีแต่แบบนี้แหละ...                       
            “ไอ้ก้อน! อย่าไปยุ่งกับรังผึ้ง!”       
            “ไอ้ก้อน!! อย่าขึ้นไปบนหน้าผา ลงม๊า!!”     
            “ไอ้ก้อนน!! ออกมาจากถ้ำเสือ! วิ่งดิวิ่งงงง!!”         
            “ไอ้ก๊อนนนน!! ขึ้นมาจากน้ำ จระเข้พ่อมึงมาโน่นแล้ว!!!!”     
            ดูท่าแล้วไม่น่าจะได้แก่ตายนะมึงเนี่ย!!!! กูเหนื่อยที่ต้องมาคอยดูมึงนะโว๊ยยยย อ๊ากกกกก
            ทำไมนี่ต้องมาเป็นแม่รับคอยดูแลไอ้ตัวปัญหานี่ด้วยวะเนี่ยยยยย  ช้างจะบ้าตาย!!       
           เฮ้อ แม่ไม่รู้หรอกว่าวัน ๆ ผมต้องเจออะไรบ้าง..ก่อนจะเหลียวไปมองตัวปัญหาที่อยู่ด้านหลัง             
            ลำบากกูนี่ไง ลำบากกูนี่ ฮ่วย!!   

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
*แม่รับ = ประมาณว่าแม่เลี้ยงคอยดูแลลูกช้างแทนแม่ ลูกช้างที่ยังไม่หย่านมจะซนมาก อิพี่เลยต้องเหนื่อยหน่อยเน้อออ

ออฟไลน์ Omekiin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
            “ผมไปแล้วนะแม่”           

            ในที่สุดก็ถึงวันนี้... ช้างที่เริ่มแข็งแรงพอจะดูแลตัวเองได้จะต้องแยกจากแม่ไปมีชีวิตของตัวเอง
ในที่สุดผมจะได้หลุดพ้นสักที จะได้เดินทางเที่ยวเล่นใช้ชีวิตไปตามประสาตามใจชอบแบบไม่ต้องมาคอยดูแลเจ้าเด็กนี่อีกแล้ว จริง ๆ ยังไม่ถึงเวลาหรอก ด้วยความที่ผมไม่ชอบอยู่ในโขลงใหญ่วุ่นวายด้วยแหละ  แถมยังอยากปลีกตัวจากไอ้ตัววุ่นวายนี่เต็มแก่ ไหน ๆ มันก็จะหย่านมแล้ว คงไม่ต้องให้ผมเป็นแม่รับคอยดูแลแล้วมั้ง
       
            ตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่มีเรื่องชวนปวดหัว จนผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะกลายเป็นลุงช้างแก่ ๆ ขี้บ่นไปแล้ว   ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเพิ่งอายุแค่เจ็ดปี     

         ส่วนเจ้าตัวต้นเหตุที่ป่านนี้โตเป็นควาย เอ๊ย โตเป็นช้าง แม้เพิ่งจะหย่านมแม่ได้ไม่นาน แต่กลับยังไม่ยอมสื่อสารอะไรออกมาเลย ความจริงเขาจะต้องพูดนั่นนี่โน่นได้แล้ว แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่ยอมพูดออกมาสักที

            “อย่าได้เจอกันอีกเลยนะไอ้ตัวป่วน” ผมก้มลงไปบอกมันที่สูงเพียงแค่ปากผม   ก่อนจะเดินหันหลังไปจะมุ่งหน้าไปตามทางของตัวเอง   
            กึก! จู่ ๆ หางผมก็ถูกกระตุกด้วยแรงที่รับรู้ได้ ทำให้ต้องหันกลับไปมอง
            ไอ้เจ้าตัวแสบมันดึงหางผมไว้ไม่ยอมปล่อย 
            “มะ...” 
            “อะไรของมึงเนี่ย ปล่อย!” ผมหันไปดุ พยายามดึงหางออกจากงวงเล็กของมัน
            ผมเดินหนีไปทางซ้าย ..มันเกาะหางเดินตามมา       
            เดินไปทางขวา... มันก็ยังคงเกาะหางเดินตามมา     
            “ปล่อยนะโว้ย!” เริ่มหงุดหงิดแล้วนะเนี่ย เดี๋ยวปั๊ด!   
            มันเงยหน้าช้อนสายตามองผม ดวงตากลมโตใสแจ๋วเหมือนจะมีน้ำตาเอ่อคลอ           
            “แมะ ...ไปด้วย” 
            เดี๋ยวนะ... นี่ไม่ใช่แม่มึงไง ไม่ใช่โว้ยยย กูจะมีลูกทั้งที่ยังไม่มีเมียไม่ด้ายยยยย   



            “ก้อน” ผมทดสอบเรียกชื่อมัน ไม่นานนักเจ้าตัวก็ลุกเงยหน้าขึ้นมามองแล้วสะบัดหูเล็กน้อย
       
            “ก้อนยืนดิ” มันเอียงคอมองผมด้วยแววตาสงสัย ก่อนจะค่อย ๆ ยกขาแล้วยืนขึ้น         

           “ชูงวงขึ้นแล้วหมุน ๆ ดิ” มันมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ แต่ก็ค่อย ๆ ชูงวงขึ้นแล้วหมุนเป็นวงกลม 

           “โบกงวงไปมาล่ะ” อ่ะ โบก ๆ โบกซ้ายโบกขวา     

            “ไหนส่ายก้นให้ดูหน่อย” มันมองค้อนผมก่อนสะบัดหัวด่อกแด่กไปมา “เร็ว ๆ ส่ายก้นหน่อย”     
 
            มันถอนหายใจฟึดฟัด หันหลังให้ผม หางปัดไปมาอย่างหงุดหงิด แต่ก็ยอมยักก้นส่ายไปส่ายมา

            “ฮ่า ๆ เออ ๆ พอแล้ว นั่งลงได้แล้ว” มันมองค้อนผม ก่อนนอนหมอบลงไปตามเดิม     
 
            “ก็พูดรู้เรื่องนี่หว่า แล้วทำไมไม่พูด!”  ผมดุแล้วมองไอ้เจ้าตัวปัญหานี่พลางถอนหายใจ
   
            หลังจากที่เจอลูกอ้อนมารยาของมัน แม่ทำแค่ยิ้มด้วยความปลื้มปิติพลางหันมาบอกผมว่า “ไหน ๆ น้องก็หย่านมแล้ว ลูกทำหน้าที่แม่รับที่ดีคอยดูแลน้องมาตลอด ต่อจากนี้แม่ก็ฝากดูแลน้องด้วยนะ  รักลูกทั้งสองคนจ้ะ” แล้วก็หันหลังเข้าป่าไปหาของกินทันที...     
         
            แม่! แม่จะเห็นของกินสำคัญกว่าลูกแบบนี้ไม่ได้ดิ! 
 
            แต่ไหน ๆ ตอนนี้แม่ก็ไม่อยู่แล้ว แต่ข้างกายผมกลับมีภาระเพิ่มมาอีกหนึ่งตัว โอกาสจะหาเมียสวยแจ่ม ๆ นี่จะยังมีอยู่มั้ยนะ ในเมื่อต้องคอยดูแลไอ้เจ้าเด็กตัวปัญหานี่ตลอดเวลาเนี่ย!     

           ผมค่อย ๆ ปลีกตัวกะจะออกไปหาดินกินที่โป่งคนเดียว ปล่อยให้ตัวแสบมันนอนอยู่นี่คงไม่มีตัวอะไรมายุ่งกับมันหรอก           
            แต่เมื่อเหลียวหลังไปดูก็เห็นพุงเล็ก ๆ วิ่งตามดุ๊ก ๆ มาอยู่ดี ให้มันได้แบบนี้เส้!
          เมื่อไปถึงโป่งดิน ที่เป็นพื้นที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับสัตว์ต่าง  ๆ โชคดีที่วันนี้ยังไม่มีตัวไหนมาจับจองพื้นที่             

            “ก้อนมานี่” ผมเรียกไอ้ตัวป่วนที่กำลังกลิ้งไปกลิ้งมาคลุกฝุ่นจนตัวเต็มไปด้วยดินสีส้มแดง       
   
            เมื่อมันวิ่งส่ายหางด่อกแด่กมาถึงข้าง ๆ ตัว ผมก็จัดการใช้งวงคว้าก้อนดินโป่งก้อนเล็ก ๆ ขึ้นมา “อ้าปากดิ” มันส่ายหัวไปมา จนผมต้องส่งเสียงดุ ก่อนจะยอมอ้าปากเล็ก ๆ นั่น ผมจึงจัดการใช้งวงยัดดินเข้าปากมันไป
           
            “เคี้ยว ๆ แล้วกลืนซะ ห้ามคายทิ้ง” ผมบอก ก่อนจะจัดการหยิบเข้ามาใส่ปากตัวเองบ้าง
           
            จริง ๆ แล้วแม่ก็เคยพาผมกับมันไปที่โป่งที่อื่นมาแล้วแหละ ตัวผมไม่มีปัญหา ไอ้ดินนี่ก็เค็ม ๆ อร่อยดี แต่เจ้าตัวปัญหาคือไอ้ตัวแสบที่ไม่ค่อยชอบกิน วัน ๆ จะกินอยู่แต่ผลไม้หวาน ๆ ผลก็คือกว่าจะยอมมากินดินโป่งนี่แต่ละที ก็ต้องให้บังคับ
       
            “เมื่อไรจะกินดินเองได้สักทีนะมึงเนี่ย” ผมบ่นพลางดุมันอีกรอบ ก่อนจะคว้าดินโป่งอีกก้อนเข้าปากมันไป

            มันมองผมก่อนจะมาดม ๆ ที่ตัวผมแล้วส่ายหัวไปมา “แค่ก ไม่กิน...ดิน”       
   
            เดี๋ยวนะ... มึงเข้าใจว่ายังไงเนี่ย!   

            “ไม่ได้หมายถึงกินกู หมายถึงให้กินไอ้ก้อน ๆ นี่โว้ย”   

            “ฮึก ดินจะกินก้อน...” ไอ้ตัวแสบมองผมอย่างหวาดหลัวพลางน้ำตาเริ่มคลอ   
 
            เดี๋ยวนะ กูชักจะปวดหัวแล้ว ไอ้นี่มันเข้าใจไปแบบไหนวะเนี่ย 

            “เอาใหม่! กูหมายถึงให้กินดินก้อน ๆ นี่ ชัดยัง ไม่อธิบายซ้ำแล้วนะโว้ย ไม่ได้จะกินมึ้ง!” 

            “ดิน...ก้อน ก้อน...ดิน” มันก้มมองดูดินที่อยู่ในโป่ง สลับกับเงยหน้ามองผม     
 
            “เออ หัดมากินก้อนดินนี่เองซะบ้างจะได้ไม่  ต้องลำบากกูนี่” สาบานได้เลยว่าผมจะไม่มีลูกเด็ดขาดถ้ามันจะต้องมาสอนลูกแต่ละอย่างเหมือนสอนมันเนี่ย!             

            “คิก ๆ ดินก้อน ๆ” ไอ้ตัวแสบยืนขำ แล้ววิ่งกระโดดโลดเต้นไปมารอบตัวผม   
   
            “อะไรของมึงอีกล่ะเนี่ย หยุด! เวียนหัวโว้ย!”
            อยากจะบ้าตาย!

 _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _


         “ดิน ดินนนนนนน ตื่น! หิวแล้ว ไปกินกัน!” ผมรับรู้ได้ถึงแรงที่ตีมาที่ลำตัว และใช้งวงปัดออกด้วยความเคยชินที่ต้องตื่นมาด้วยอารมณ์หงุดหงิดแบบนี้ทุกวัน 

            “ฟ้ายังไม่สว่างเลยมึง อย่าเพิ่งปลุก กูจะนอน!”
       
            “แต่ก้อนหิวแล้ว! ดินลุก ตื่น มาหาอะไรกินเร็ว” งวงเล็กเริ่มตีมาที่ลำตัวถี่ ๆ อย่างแรงขึ้น

            “โอ๊ย! เออ หยุด! ลุกแล้ว ตื่นแล้ว พอใจหรือยัง เจ็บนะเนี่ย”   ผมพูดอย่างหงุดหงิดก่อนที่จะยันตัวลุกขึ้นยืน ทำไมจากไอ้ช้างน้อยไม่พูดในวันนั้นกลับกลายมาเป็นช้างจู้จี้ในวันนี้วะ เผลอแป๊บ ๆ ก็ผ่านมาสิบกว่าปี สิบกว่าปีที่โคตรปวดหัวสำหรับผม สิบกว่าปีที่ต้องอยู่กับไอ้เจ้าตัวปัญหานี่ที่พอเปิดปากพูดได้นี่ก็สั่ง ๆ ตลอด บ่นฉอด ๆ จนนึกว่าแม่ตามมาอยู่ด้วย   

            ช้างอายุจะยี่สิบปีอย่างผมควรจะได้โลดแล่นออกไปสู่ขอเมียแล้วมั้ยอ่ะ ไม่ใช่ติดแหงกกับอยู่แต่กับไอ้เด็กบ้านี่ ที่โตจนป่านนี้ยังขยันทำตัวน่าปวดหัวอยู่เลย มิหนำซ้ำตัวเมียทุกตัวที่เจอเป็นอันต้องส่ายหน้าหนี เมื่อเห็นว่าผมมีเจ้ากรรมนายเวรตามเกาะติดชีวิตอยู่ตลอดเวลาไม่ยอมไปไหน

ทั้ง ๆ ที่ผมออกจะ หน้าตาดี หล่อ สูง สมส่วน พุงอ้วนกลมน่ากอดรัดฟัดเหวี่ยงออกขนาดนี้ แถมมีงาอย่างเท่ด้วยเอ้า! 

            เออจะว่าไป มันก็ตัวผู้แบบผมนะ ไอ้นั่นก็มี ไม่รู้ทำไมไอ้ก้อนมันไม่มีงาสักที แต่ก็นะ..ไม่มีงามันก็เรื่องของมันสิ ไม่ว่าเรื่องไหนพอจะต้องใช้งาตัด แงะ แกะ ทึ้ง มันก็เรียกดิน ๆ ให้ไปช่วยทุกทีสิน่า   
     
            เอ๊ะ มันเรื่องของกูด้วยนี่หว่า ลำบากชีวิตกูเนี่ย!       
            พอพยายามจะไล่ไอ้ตัวปัญหาไปที่อื่น มันกลับบอกอยู่ประโยคเดียว “จะอยู่กับดิน” ฮ่วย!   
 
            ผมเดินลงคลำทางออกจากภูเขามาโดยมีตัวปัญหาตามหลังมาติด ๆ

          ที่ต้องลงมาหาของกินด้านล่าง เพราะหลายปีมานี้พื้นที่ป่าที่พวกผมอาศัยใช้หาอาหารเริ่มน้อยลงไปเรื่อย ๆ เพราะถูกพวกสัตว์ประหลาดบุกรุกเข้ามาถางป่าไป ผืนป่าใช้ยึดหน้าดินและซับน้ำไหลบ่า เมื่อป่าหายความชุ่มชื้นก็หาย เมื่อถึงฤดูฝนก็มีน้ำหลากรุนแรง พวกที่ไม่ระวังก็ถูกน้ำพัดไปตาย นอกจากนี้ความอุดมสมบูรณ์ต่าง ๆ ก็น้อยลง หาอาหารยากขึ้น ที่มีให้กินก็แทบจะไม่เพียงพอ ยิ่งพวกช้างอย่างผมตัวโต ร่างกายก็ต้องการอาหารจำนวนมากในแต่ละวันเพื่อการดำรงชีวิต   

            แหล่งอาหารที่ผมค้นพบโดยบังเอิญอยู่ด้านล่างภูเขา เป็นพื้นที่ราบที่มีสวนผลไม้ปลูกไว้เรียงราย
ให้เลือกกินได้ตามใจชอบ ทั้งกล้วย สัปปะรด ข้าวโพด อ้อย แล้วแต่จะโชคดีว่ามีอะไรให้กิน       

            แต่มันก็เสี่ยงหน่อยตรงที่...อาหารพวกนี้เป็นของเจ้าสัตว์ประหลาดสองเท้า     

       ถ้าแอบมากินในปริมาณมากจนพวกมันรู้ตัวก็อาจจะถูกจับได้... และต้องชดใช้โดยการตกเป็นทาสทำงานอย่างหนักให้พวกมัน ผมเคยได้ยินมาจากตัวอื่นว่าญาติของพวกมันหลายตัวก็โดนจับไปและไม่ได้กลับเข้าป่าไปอีกเลย

            ด้วยเหตุนี้ผมกับเจ้าก้อนจึงต้องระมัดระวังตัว และพยายามกินอย่างไม่มากนัก อาศัยเก็บลูกที่ร่วงใต้ต้นมากินบ้างพอประทังความหิว ก่อนที่จะรีบกลับเข้ามาในป่าเมื่อใกล้รุ่งสางและขึ้นไปหากินบนภูเขาต่อ แม้อาหารที่มีจะไม่อร่อยเท่าผลไม้ในสวนของสัตว์ประหลาด แต่ก็ยังดีกว่าต้องอดตายละน่า       

            นอกจากอาหารที่เป็นพืชผักผลไม้ทั่วไปก็ต้องเดินไปหาลานดินที่เรียกว่าโป่งเพื่อเสริมแร่ธาตุให้ร่างกาย
รวมทั้งเข้าไปหาแหล่งน้ำเพื่อดื่มและชำระล้างร่างกายด้วย     
     
            ชีวิตวนเวียนไปแบบนี้ในแต่ละวัน... ถึงจะน่าเบื่อไปบ้างแต่ก็ยังดีที่มีตัวป่วนอีกตัวคอยอยู่ข้าง ๆ
ในวันที่ไม่มีใคร นาน ๆ ทีจะเจอเพศเมียแวะเวียนชะม้อยชะม้ายชายตาผ่านไปผ่านมาบ้าง
..แต่ก็นะ ผมยังไม่เจอตัวที่ถูกใจเท่าไร  แหม จะหาเมียทั้งทีก็ต้องเลือกดี ๆ นิดนึงมั้ยล่ะ       

            ฟู่! จู่ ๆ ก็มีน้ำซัดพ่นเข้ามาเต็มหน้า พอหันไปก็เห็นตัวก่อกวนยืนหัวเราะร่าอยู่   

            หนอย...ไอ้ตัวแสบ ผมใช้งวงดูดน้ำขึ้นมาแล้วพ่นกลับไปใส่มันทันที ขอถอนคำพูดเมื่อกี้โว้ย!   

   
          เราซัดน้ำใส่กันไปมาสักพักจนรับรู้ได้ว่ามีช้างตัวอื่นกำลังจะลงมาที่ลำธาร เมื่อหันไปดูก็พบว่าเป็นช้างสาว หุ่นแซ่บซะด้วย จนผมละสายตาไม่ได้แล้วเผลอจ้องมองอยู่อย่างนั้น     
 
            ซ่า! ผมหันขวับไปจ้องตัวต้นเหตุที่พ่นน้ำใส่หน้าอีกรอบทันที

            “ไอ้พี่ดินหื่น!” มันว่า ก่อนจะหันหลังสะบัดหางแบบงอน ๆ ผมถอนหายใจอย่างหัวเสีย เมื่อมองกลับไปที่ช้างสาวตัวนั้นก็เห็นเธอแอบมองมาทางพวกผมแล้วยืนยิ้มขำ           

          ผมสบตากับเธอ จากนั้นร่างกายก็เหมือนได้รับแรงกระตุ้นบางอย่างจากกลิ่นหอมแปลกประหลาด
จึงลุกพรวดขึ้นจากน้ำอย่างไร้สติและก้าวเดินตามช้างสาวที่นำหน้ามุ่งเข้าไปในป่าโดยไม่สนใจสายตา
ของก้อนที่มองตาหลังมาอย่างตัดพ้อ         

            ช้างสาวตัวนั้นเดินนำผมเข้ามาหาพื้นที่ในป่าไม่ไกลจากลำธารเท่าไร เธอค่อย ๆ หันมาสบตาผมอย่างเขิน ๆ พลางใช้งวงยื่นมาเกาะเกี่ยวลูบไล้ไปกับงวงและงาของผม 
       
            ไร้ซึ่งเหตุผลใด ๆ ผมหลงลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ยื่นงวงเขาไปหยอกล้องวงเล็กที่เกาะอยู่และรัดรึงไว้
ร่างตรงหน้ายิ้มอ่อน ส่งสายตาเย้ายวนเชิญชวนผม ยิ่งกระตุ้นบางสิ่งบางอย่างให้พองโตขึ้นมาอย่างระงับไว้ไม่ไหว   

            เธอค่อย ๆ ก้าวออกไปด้านหน้าและหันหลังมาให้ผม เราสบตากันอย่างเร่าร้อน ก่อนที่จะมีกลิ่นบางอย่างโชยออกมาเชิญชวนให้สติผมขาดกระเจิงจนเผลอยกเท้าหน้าทั้งสองขึ้นไปบนหลังของร่างตรงหน้า ที่ส่ายสะโพกไปมาเล็กน้อยอย่างเชิญชวนให้ผมรีบรุกรานเข้าไปเสียที   

            “ฮึก... ดิน....”     
            เสียงแผ่วเบาที่คุ้นเคยเรียกชื่อของผมลอยมาตามลมทำให้ทั้งร่างกายชะงักไปชั่วครู่ แต่กลิ่นหอมรุนแรงจากร่างตรงหน้ากลับกระตุ้นร่างกายจนชาหนึบไปหมด     
   
            “ดิน” เสียงเรียกชื่อผมอย่างสั่นเครือดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ 
     
          เมื่อหันกลับไปก็เห็นร่างที่คุ้นเคยเริ่มใกล้เข้ามาตามแนวป่า ผมสะบัดหัวฝืนร่างกายดึงสติกลับคืนมา จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความลังเล ก่อนจะถอนหายใจแรงแล้วรีบผละออกจากร่างกายและกลิ่นหอมที่เย้ายวนตรงหน้า จากนั้นจึงค่อย ๆ พาตัวเองหันหลังกลับเดินไปหาใครอีกคนหนึ่งทันที ทิ้งไว้ให้ร่างตรงหน้าพาลมองมาอย่างโกรธเคืองและหงุดหงิด   
         
            ผมก็หงุดหงิดตัวเองเหมือนกัน... นึกโทษอะไรบางอย่างที่อยู่ภายใน    ให้ตายเถอะ!     

            หงุดหงิดเป็นบ้า!




             “ดิน ๆ อ้าม” ไอ้ตัวปัญหาพยายามง้อผมที่ดูจะหงุดหงิดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ มันคว้ามะขามลูกนึงเข้ามาจ่อที่ปากผม           
            ผมเหลือบตาดูเล็กน้อย  ก่อนจะเบนหน้าหนี       
   
            “กินเร็ว อร่อยนะ” มันยังคงคะยั้นคะยอให้ผมกิน   
   
            “กูไม่กิน อย่ายุ่งน่า!” ผมว่าอย่างหงุดหงิดและเผลอตวาดใส่มัน รู้สึกได้ว่าร่างกายไม่ปกติเท่าไร
ยิ่งเจอมันมาป้วนเปี้ยนวุ่นวายก็ยิ่งรำคาญ   

            เมื่อมันได้ยินจึงชะงักดูหน้าสลดไปเล็กน้อย นัยน์ตาเล็กกลมโตเหมือนจะมีน้ำตาคลอ   
 
            “น่ารำคาญ! ออกไปห่าง ๆ ไปให้พ้นหน้าเดี๋ยวนี้เลย” มันสะดุ้ง ก้มหน้าไม่กล้าสบตามองผม
ก่อนจะค่อย ๆ ถอยหลังแล้ววิ่งหนีหายเข้าไปในป่า   

            ผมถอนหายใจออกมาเล็กน้อย รู้สึกยิ่งหงุดหงิด ร่างกายมันเหมือนจะแปรปรวน ร้อนไปหมดทั้งตัวสัญชาติญาณบอกว่าผมคงใกล้จะถึงเวลานั้นแล้ว ร่างกายต้องการการปลดปล่อยเพื่อให้พ้นจากความทรมาน เมื่อมองดูจนแน่ใจแล้วว่าไอ้ตัวปัญหาไม่อยู่ให้เป็นอันตราย ผมจึงตัดสินใจลุกขึ้นและออกเดินเข้าป่าไปเผื่อจะเจอตัวเมียตัวอื่น ๆ ที่เดินเข้ามาแถบนี้

 




       “อย่าเข้ามานะ!”  ผมตะโกนร้องบอกช้างเพศผู้ที่ดูตัวโตกว่าพี่ดินขณะที่มันกำลังมุ่งหน้าเข้ามา พลางสอดส่ายสายตาหาทางหนีทีไล่ ขณะเดียวกันก็กระชับผลไม้ที่ไปเก็บมาได้ไว้ในอ้อมกอดแน่น     

          “หยุด! บอกว่าอย่าเข้ามาไง ดิน! พี่ดิน! ช่วยก้อนด้วย!” มันยังคงมุ่งหน้าเข้ามาอย่างไม่ลดละอย่างไม่ล้มความตั้งใจจนผมรับรู้ได้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ       

         อึก กลิ่นเหม็นสาบรุนแรงโชยเข้ามาเมื่อมันเข้ามาใกล้ ที่หัวของมันสองข้างมีน้ำสีขาวบางอย่างไหลออกมา 
ผมรับรู้ได้ตัวสัญชาตญาณทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น         

            ช้างตัวผู้ที่กำลังตกมัน...   ยิ่งคลุ้มคลั่งแสดงอาการดุร้ายกว่าปกติหลายเท่า   
             
         ผมค่อย ๆ เขยิบตัวถอยหลังหนีมัน แต่สุดท้ายก็ต้องจนตรอกเพราะด้านหลังเป็นแนวลาดชันลงไป
แม้จะดูลึกไม่มาก แต่ด้วยรูปร่างอย่างผมนี่ก็ไม่น่ากลับขึ้นมาเองไหว 
       
        “ไม่!! ดิน!!” น้ำตาผมค่อย ๆ ไหลออกมาเมื่อไม่เห็นหนทางรอด มันก้าวเข้ามาพร้อมกับชูงวงใหญ่ขึ้นสูง
เสียงร้องดังข่มขู่พาลให้ผมตัวสั่น จากนั้นมันจึงยกงวงมาพาดและลูบบนลำตัวผม พยายามเกาะเกี่ยวและลูบไล้
ไปทั่วทั้งร่างกาย จากนั้นก็ยกขาหน้าทั้งสองยืนขึ้นคร่อมที่ด้านหลัง

            อึก ไม่เอานะ ไม่มีทาง!     

            ผมตัวสั่นมากกว่าเดิมและขยะแขยงสัมผัสนั้นเนื่องจากรับรู้ถึงสิ่งที่มันต้องการ ก่อนจะพยายามถอยหลังหนีจนหลังชนกับต้นไม้ ไม่มีทางยอมให้มันรังแกผมเด็ดขาด!
       
            เปาะ! ดูเหมือนต้นไม้มันจะรับน้ำหนักผมไม่ไหว ผมเริ่มเซถอยหลังและร่วงลงไปตามทางลาดชันในที่สุด
            ....ดิน ก้อนเจ็บ ช่วยก้อนด้วย         
           




            จู่ ๆ ผมก็ได้กลิ่นเหม็นสาบตัวผู้ลอยมาตามลม ร่างกายพลันรู้สึกหงุดหงิดจนต้องหันหลังกลับมุ่งหน้าเข้าป่าไปจัดการสู้กับมันตามสัญชาตญาณ   

            ไม่นานนักสายตาก็เห็นช้างเพศผู้ผัวโตประมาณผม  ยืนจด ๆ จ้อง ๆ มองลงไปด้านล่างแนวป่า มันหันขวับมาทันทีที่รับรู้ได้ว่าผมเข้ามาใกล้ จากนั้นก็พุ่งตัวเข้ามาใส่เต็มแรง 
 
            ร่างของมันเป็นช้างตัวโตเต็มวัยเหมือนผม จึงมีงาแข็งแกร่งที่ทำให้ผมต้องออกแรงใช้งาตัวเองต้านไว้ ผมใช้หัวดันมันให้ถอยหลัง พร้อมโจมตีด้วยงาแทงซ้ำเข้าไป มันโต้ตอบรุนแรงพร้อมใช้งาดันเข้ามาอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน ฝุ่นฟุ้งตลบตามแรงกระแทก ผมสะบัดหัวก่อนจะใช้งาผลักงัดมันออกไปอีกครั้ง พร้อมกับปรี่เข้าไปใช้งวงแกร่งรัดที่งาของมันพร้อมกับออกแรงบีบ สร้างความเจ็บปวดทรมานให้คู่ต่อสู้ จากนั้นจึงร้องข่มขู่เสียงดังจนทำให้มันเริ่มยอมถอยหลังด้วยความกลัวจนวิ่งหนีออกไปในที่สุด   

            หลังจากนั้นไม่นานประสาทสัมผัสของผมได้ยินเสียงเล็ก ๆ ที่คุ้นเคยดังลงมาจากด้านล่าง ผมจึงลองมองลงไปเบื้องล่าง ก่อนจะนิ่งงันจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นร่างคุ้นตานอนหมอบอยู่ที่พื้นป่า     
       
            “ก้อน!”  ผมลุกลี้ลุกลนหาทางที่จะเดินลงไปหาตัวเขาได้ จนมาเจอกับทางที่ไม่ชันมากนักที่อยู่ไม่ไกล
ก่อนจะรีบเดินลงมาสำรวจดูร่างกายของเขา ถึงแม้จะรู้ดีว่าเวลานี้ผมไม่ควรมาอยู่ใกล้กับเขาเลยก็ตาม
แต่ลึก ๆ แล้วความเป็นห่วงกลัวว่าร่างตรงหน้าจะเป็นอะไรไปมีมากกว่าสิ่งนั้นที่ผมพยายามต่อต้านมัน

            ผมใช้งวงพลิกสำรวจดูบาดแผลบนตัวก้อน ร่างเล็กกว่ามีแค่เพียงรอยช้ำและรอยแผลที่ครูดกับกิ่งไม้เล็กน้อย
แต่ที่ใบหน้ามีน้ำตาเปรอะชุ่มไปหมด เมื่อดูท่าว่าไม่น่าจะเป็นอันตรายมากจึงพยายามใช้งวงสะกิดให้เขาลืมตาขึ้นมา           

            “ก้อน ก้อน ฟื้นสิ!”           
            เขายังคงไม่ตอบสนอง ผมจึงตัดสินใจใช้งวงปัดฝุ่นดินตามตัวพลางพลิกจัดท่าทางให้เขารู้สึกสบาย
ก่อนจะพบว่าที่งวงของก้อนกำผลบางอย่างจำนวนหนึ่งซุกไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จึงค่อย ๆ ลองแกะออกมาดู

            ... ผลหมาก       

            ไม่นานนัก เขาเหมือนจะพยายามฝืนลืมตาขึ้นมา ผมได้ยินเสียงเขาเบา ๆ “หะ...ให้ ดิน”
ก่อนที่ร่างตรงหน้าจะหลับลงไปอีกครั้งหนึ่ง ดูท่าว่าจะไม่เป็นอะไรมากจริง ๆ น่ะแหละ คงจะเพลียมาก
ผมจึงปล่อยให้เขาได้พักฟื้นร่างกาย ลุกออกห่างจากตัวก้อนและหลบมาอยู่ห่าง ๆ ในระยะที่พอมองเห็นตัวเขาแทน เพราะดูเหมือนว่าบางสิ่งในตัวผมเริ่มจะควบคุมเอาไว้ไม่อยู่จนผมกลัวที่จะเผลอทำร้ายเขาเข้า พลางหยิบลูกหมากที่ติดมาด้วยใส่เข้าปาก

 หึ ไอ้ตัวปัญหานั่น กะจะให้กินลูกหมากแก้หงุดหงิดหรือไงกัน

            หาเรื่องแท้ ๆ เลย





            “ดิน... ดิน ฮึก” เสียงเล็กแว่วมาจากที่ไกล ๆ พร้อมกับกลิ่นความรู้สึกที่คุ้นเคย   

            “แฮ่ก ๆ เฮือก” ผมขยับตัวกระสับกระส่ายไปมา เนื่องจากร่างกายเริ่มรู้สึกแปลกประหลาด
ราวกับเป็นไข้ เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยความทรมานและพบว่าด้านข้างตัวมีร่างของเจ้าก้อนก้มหน้ามาดูพลางส่งสายตาเป็นห่วงมาให้  อา... โชคดีที่เขาไม่เป็นอะไรมาก     

            “ดิน... ไหวมั้ย”   

            “ถอยไป...อยู่ห่าง ๆ” ผมตอบอย่างไม่ค่อยมีแรง เหมือนร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ให้ได้
แต่ก็พยายามใช้งวงดันตัวของก้อนออกไปให้ห่างจากตัวเอง   

            รู้สึกได้ว่าวันนี้จะอาการเลวร้ายกว่าเมื่อวานอีก ข้างขมับเหมือนมีน้ำอะไรสักอย่างไหลเปียกชุ่ม
กลิ่นสาบแปลกประหลาดโชยเข้ามาอย่างแรง จนได้สินะ...
 
            “อย่ามายุ่ง! ออกไปห่าง ๆ!” ผมรวบรวมแรงตวาดใส่เขาแล้วพยายามเก็บความต้องการอย่างรุนแรงนี้ไว้ไม่ให้มันอาละวาดออกมาทำร้ายคนตรงหน้า           

            “ไม่! ก้อนจะอยู่กับดิน ก้อนไม่เป็นไร” เขาก้มหน้าลงมาสบตาผมอย่างแน่วตา สายตาดูราวกับรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายผมแล้วตอนนี้ผมต้องการอะไร ก่อนจะค่อย ๆ ยืนขึ้น...แล้วหันหลังให้ผม พลางมองด้วยสายตาเว้าวอน ไม่หนีไปไหน

            ...นายเลือกเองนะ           

            ผมค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าไปหาร่างที่เล็กกว่าก่อนจะค่อย ๆ ยกงวงขึ้นไปลูบไล้ที่หลังเขา รับรู้ได้ถึงแผ่นหลังที่สั่นเทา จนต้องฝืนร่างกายชะงักชั่วครู่...  ก้อนหันตัวกลับมามองผมแทบจะทันที เขายกงวงตัวเองขึ้นมาเกาะเกี่ยวไว้กับงวงของผม ก่อนจะยิ้มออกมาจาง ๆ       
 
            “ไม่เป็นไร กอดก้อน...”   
 
            เหมือนสติจะหลุดไปทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของร่างตรงหน้า ผมจัดการหันกลับมาค่อย ๆ ยกเท้าหน้าทั้งสองเกาะเกี่ยวกับร่างเล็กตรงหน้าแล้วยกตัวขึ้นสูง... เหมือนสติทั้งหมดจะหลุดลอยออกไปทันที 

             หลังจากนี้จะย้อนกลับไปไม่ได้อีกแล้ว สำหรับพวกผมมันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ผิดปกติ มีช้างหลายคู่ที่เป็นแบบนี้ มีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน แต่ใจจริงผมไม่อยากพาเขาให้เข้ามาอยู่จุดนี้เลย

            แต่ไม่ว่าจะพยายามปฏิเสธตัวตนของเขาเท่าไร...กลับอยากยิ่งฝังลึกให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นเท่านั้น

            “อึก... ดิน .. เดี๋ยว ช้า ๆ” ร่างเล็กกว่าส่งเสียงร้องออกมาเมื่อผมจัดการโถมแรงพายุอารมณ์ไปตามสัญชาตญาณ 

            ผมใช้งวงค่อย ๆ ลูบปลอบหลังก้อนให้ผ่อนคลายลง อาการที่ผมเป็นอยู่ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้น
เหมือนไฟที่ยังคงโหมกระหน่ำแม้จะได้รับน้ำมาบ้างแล้ว   
   
            “...อา ” ผมกอดรัดร่างเล็กก่อนจะส่งแรงและปลดปล่อยความต้องการออกมาจนหมด
ทำให้ร่างกายพอจะทุเลาอาการนี้ลงไปบ้าง

            “อึก แฮ่ก..ก้อน... ดิน...”   

          เสียงบางอย่างแผ่วเบาออกมาจากปากร่างเล็กกว่า แต่ความคลุ้มคลั่งที่เกิดขึ้นทำให้เขาไม่ได้มีสติรับรู้อะไรอื่นนอกเหนือไปจากการสัมผัสร่างกายตามที่สัญชาตญาณดิบร่ำร้องโหยหาเพียงอย่างเดียว

            จำได้แค่ว่ามันเกิดขึ้นอีกครั้ง..อีกครั้ง และอีกครั้ง     

            พระอาทิตย์ลับหายไปและกลับขึ้นมาใหม่   

            บางอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2754
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0
หืม..มมมมม น้องก้อนน่าเอ็นดู  :ling1: :ling1: :ling1:

ออฟไลน์ Omekiin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
           รุ่งเช้า ผืนป่าพอจะมีแสงนำทาง ผมรู้สึกตัวได้สติขึ้นก่อนจะค่อย ๆ หันมองไปรอบด้าน
ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ยังคงฝังแน่นราวกับเพิ่งเกิดขึ้น ผมก้มลงไปมองเจ้าตัวที่นอนซุกอยู่ข้าง ๆ ทบทวนความรู้สึกที่ค่อย ๆ ทะลักออกมาก่อนจะกดมันลงไปอีกครั้งแล้วจึงสะกิดปลุกให้มันตื่นขึ้น จากนั้นจึงเดินนำหน้าหาทางกลับออกไปข้างนอก ...มุ่งหน้ากลับไปหาโขลงที่มีพรรคพวกอยู่จำนวนไม่มาก   
     
            เราเดินออกไปท่ามกลางความเงียบ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงแมลงร้องระงมในป่า     
     
            ความรู้สึกผิดและสับสนตีตื้นขึ้นมาทันทีที่เห็นหน้าของมัน ทำให้ผมพยายามเลี่ยงไม่สบตามัน
ไม่อยากให้ความสัมพันธ์นั้นเป็นตัวต้องมาผูกมัดกันแบบนี้โดยที่ไม่อาจปฏิเสธได้         
 
            อาการนั้นของผมก็ยังคงอยู่ แม้ฝืนกดมันไว้ได้จนพอจะทุเลาลงไปบ้าง แต่ในส่วนลึกแล้วก็เหมือนจะยังโหยหาสัมผัสเมื่อคืนอยู่เช่นกัน     

            ผมพาเขาเดินออกมาจนเจอกับช้างโขลงหนึ่ง มีจำนวนสิบกว่าตัวกำลังรวมตัวกันอยู่บริเวณโป่งดิน แม่ผมก็น่าจะเป็นตัวใดตัวหนึ่งอยู่ในกลุ่มนี้แหละ

             ถ้าจะให้ตอบว่ารู้ได้ยังไงว่าโขลงรวมตัวอยู่ที่ไหน...บอกได้แค่ว่ามันมีธรรมชาติเป็นตัวกำหนด             
            จริง ๆ เรารับรู้ได้ สื่อสารกันได้แม้มีระยะห่างหลายกิโลเมตรเลยทีเดียว พวกสัตว์ประหลาดตัวอื่น แม้กระทั่งสัตว์ประหลาดสองเท้ายังไม่อาจจะรับรู้ได้         

            “อยู่กับฝูงนี่ไป ไม่ต้องตามมา” ผมหันหลังกลับไปบอกเขานิ่ง ๆ             
            “แล้วดินจะไปไหน”         
            “...ไปหาอาหารแถวนี้เนี่ยแหละ”   
            ดูเหมือนเขามองผมด้วยสายตาไม่ไว้ใจปนสงสัย ผมยกงวงขึ้นไปลูบหัวเขาเบา ๆ พลางโยกไปมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยน 

            ใช่...ผมโกหก... ผมกะจะปลีกไปอยู่ตัวคนเดียว ไม่ต้องสนใจเขาอีกต่อไป   
     
            ถ้าเขาไม่อยู่ใกล้ผม... ก็จะไม่ต้องมาเสี่ยงเจอกับเหตุการณ์แบบครั้งก่อน จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอีก

         “ดิน! ก้อน!” ผมกับเจ้าก้อนหันไปเมื่อได้ยินเสียงเรียกคุ้นหู แม่ผมรีบสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้พวกผมอย่างรวดเร็วพลางใช้งวงลูบกอดไปตามตัวสลับกัน   
   
        เจ้าก้อนดูดีใจที่เจอแม่ผม ทำให้ผมนึกโล่งใจว่าอย่างน้อยอยู่กับโขลงเขาก็จะปลอดภัยในระดับหนึ่ง มีหัวหน้าที่แข็งแรงคอยดูแล พาไปหาอาหารกิน ใช้ชีวิตเรียบง่ายไปตามประสา โดยที่ไม่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงอยู่กับผม     
     
            “เป็นไงบ้างฮึเจ้าตัวเล็กของแม่ พี่แกดูแลเราดีมั้ยเนี่ย”           
            เขาพยักหน้าพลางยิ้มน้อย ๆ แล้วเอาหัวเข้าไปถูตัวแม่ผมไปมา           
            ส่วนผมได้แต่ยืนนิ่งตอบไม่ถูกเลยทีเดียว... ผมทำร้ายเขา ผมทำร้ายเขาด้วยตัวผมเอง   
            “ผมฝากดูแลก้อนด้วยนะแม่ เดี๋ยวมา” ผมบอกแม่ก่อนจะหันตัวกลับเตรียมก้าวเข้าป่า   
            “แล้วแกจะไปไหนอีกล่ะเนี่ยเจ้าดิน”           
            “ก็...ไปหาผลไม้ป่าแถวนี้กินน่ะแหละแม่” ถ้อยคำโกหกออกมาจากปาก   
            “ตามใจแล้วกัน โตจนงายาวขนาดนี้แล้วคงไม่อยากมายุ่งกับคนแก่ ๆ แบบฉันแล้วนิ หายหัวกันไปตั้งหลายปีไม่ยอมกลับมาหาบ้างจนนึกว่าตัวเองไม่มีลูกมีเต้าแล้ว”       
            “โถ่ มันก็เรื่องธรรมดาน่าแม่”         
            “ไปเถอะก้อน เราไปหาของกินทางนู้นดีกว่า ปล่อยเจ้าตัวโตงี่เง่านี่เอาไว้คนเดียวนี่แหละ” แม่พูดพลางดันตัวก้อนให้เดินออกห่างไป เจ้านั่นพยายามหันหลังกลับมามองผมจนผมต้องหลบสายตาในที่สุด
            “อ่ะ..แต่พี่ดิน...”             
            “ไม่ต้องไปเป็นห่วงมันหรอก ขนาดตัวมันเองยังไม่ห่วงเลยแล้วลูกจะไปห่วงมันทำไมฮะ”             
            “ก็ ...ก้อน ห่วง” มันพูดแล้วได้แต่แอบมองผมพลางก้มหน้าส่ายไปมาทำท่าทางเหมือนจะเขิน     
            เมื่อแม่เห็นอาการของก้อนมันก็หันขวับส่งสายตาอาฆาตมาที่ผมทันที
            “ไอ้ดิน! แกทำอะไรน้องแกเนี่ย” ไม่พูดเปล่า คุณนายยังสาวเท้าเดินเข้ามาหาผม
แล้วใช้งวงฟาดที่ตัวซ้ำ ๆ มันเจ็บนะแม่!           
            “แม่อย่าตีดิน” เจ้าตัวเล็กพยายามเข้ามาขวาง แต่แม่ก็ยังไม่ยอมหยุดสักที       
            “แก อย่าบอกนะว่า....” แม่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามาสบตากับผมแล้วดูเหมือนสีหน้า
จะเปลี่ยนไปเมื่อเห็นร่องรอยบางอย่างที่บริเวณด้านข้างหัวของผม     
            ผมหยักหน้ารับแต่โดยดีอย่างลูกผู้ชาย       
            “...ฉันจะเป็นลม ถึงจะเห็นตัวอื่นทำกันเป็นเรื่องปกติแต่ไม่คิดเลยว่าลูกชายฉันทั้งสองตัวจะ...”
แม่ผมถอนหายใจบ่นงึมงำ จริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีแค่ผมตัวแรกที่ทำแบบนี้ ตัวผู้หลายตัวก็ทำ จะบอกว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติได้มั้ยนะ พวกมันบอกว่าความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้คือ “มิตรภาพ” แต่เรื่องของผมนั้น

          ...ผมรู้ตัวเองดีว่าเรื่องของผมกับเขา...มันลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ถึงแม้มันจะเป็นสิ่งที่พยายามปฏิเสธมาโดยตลอดก็ตาม

            ทั้ง ๆ ที่พยายามจะหลีกเลี่ยง ทั้ง ๆ ที่พยายามจะปฏิเสธความรู้สึกนี้ แต่มันกลับลบออกไปไม่ได้เลย

            “ก้อน ...แม่ขอโทษแทนดินด้วยนะลูก” แม่ว่าพลางจะยกงวงขึ้นไปลูบหัวเขา   
            มันส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะหันหน้ามาสบตาผมแล้วยิ้มกว้าง “ก้อนชอบดิน”       
            ดวงตาเล็กกลมโตแวววาวระยิบระยับชัดเจนยิ่งกว่าดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
 
            ความรู้สึกแปลก ๆ ทำให้หัวใจเหมือนจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ...

                       




            “อ้าม” ร่างเล็กกว่ายื่นงวงมาสะกิด ก่อนจะอ้าปากรอคอยบางอย่าง     

            ผมใช้งวงคว้าผลไม้ป่าที่ไปเด็ดมาป้อนให้เจ้าตัวเล็กที่ก็ไม่เล็กแล้ว   
   
            “เอาอีก” แล้วก็ใช้งวงสะกิดผมยิก ๆ เหมือนเดิม     
            ปากเล็กนั่นขยับไปมาเคี้ยวผลไม้หวานฉ่ำอย่างเอร็ดอร่อย เขาหลับตาหยี แก้มกลมขยับขึ้นลงจนผมหมั่นเขี้ยวอดไม่ได้จนต้องยื่นงวงออกไปจิ้มเจ้าแก้มกลมตรงหน้า

            ขืนกินมาก ๆ แก้มมันจะแตกออกมามั้ยนะ  ...ไหนจะพุงกลม ๆ นี่อีก ถึงตัวเองจะมีเหมือนกันก็เถอะ แต่ผมอยากเอาหน้าเข้าไปฟัดพุงนั่นให้หายป่องเลย     

            โง้ย! หมั่นเขี้ยวโว้ย! 
       
            “ฮ่า ๆ ดิน จั๊กกะจี๋ หยุดก่อน ฮ่า ๆ โอ๊ย” เจ้าตัวพุงกลมหัวเราะดังลั่นเมื่อผมเอาหน้าถู ๆ ไปมาที่
ลำตัวเขา งาทั้งสองข้างปัดไปตามท้องกลมอย่างไม่แรงนัก
   
            ก็ใครใช้ให้มันน่ารักน่าฟัดขนาดนี้เล่า!       

            ถูมันเข้าไปกลิ่นของผมจะได้ติดไปที่ตัวมัน หึ้ย! 
     
           ตั้งแต่กลับมาที่ฝูงมันก็โดนรุมร้อม แถมยังมีตัวผู้หลายตัวส่งสายตากรุ้มกริ่มมาไม่ขาด               
           แม่ง! ลำบากผมนี่ต้องคอยกันท่าไม่ให้ไอ้ตัวไหนเข้ามายุ่ง จะไปหาอาหารกินก็ต้องไม่ให้คลาดสายตา
แค่ปล่อยให้มันยืนอยู่ลำพังแค่ไม่นานไอ้พวกตัวอื่น ๆ ก็เข้ามาหาจนผมต้องคอยไล่ให้ไปห่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ผมจึงสั่งให้เจ้าก้อนติดกับผมแจ ห้ามออกห่าง ห้ามพูดกับคนแปลกหน้าเด็ดขาด พวกที่พยายามจะเข้ามาจะได้รับรู้เป็นพยานไปเลยว่าผมกับมันจับคู่กันแล้ว ห้ามใครยุ่ง!   

            ไม่ได้หวงสักหน่อย แต่นี่ของกูเว้ย ของกู!? 
   
            อย่างที่บอกไปว่าไอ้พวกตัวผู้มันไม่สนใจหรอกว่าจะเป็นเพศไหน ถ้ามันกดได้มันก็กด ยิ่งตอนนี้เจ้าก้อนมันกำลังอยู่ในวัยน่ารักน่าฟัดขนาดนี้ หน้าตาน่ารักเป็นพิเศษแถมยังแปลกก็ตรงที่ไม่มีงาแหลมมาเกะกะเป็นอาวุธด้วยถึงแม้ว่าจะโตจนใกล้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวก็เถอะ พวกที่มันจ้องจะงาบยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ยังดีที่ผมไม่ต้องมาคอยกันพวกเพศเมียตัวอื่น ๆ เพราะเมื่อเทียบกับตัวผู้อื่น ๆ ที่มีให้เลือกแล้ว ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกจึงไม่แปลกที่ทำไมตัวเมียถึงไม่สนใจ   
           
            น่ารำคาญตรงที่พวกตัวเมียชอบมาเกี้ยวมาอ่อยผมแทนนี่แหละ ฮ่วย! 

            ยัง... ยังไม่ทันขาดคำขณะที่ผมปลีกตัวออกมาหาผลไม้ใกล้ ๆ โดยมีร่างเล็กของเขาเดินตามหลังมาต้อย ๆ แต่พอหันกลับไปก็เห็นร่างโตของช้างพลายเพศผู้ไม่คุ้นหน้าเข้ามาเกาะแกะดูเหมือนจะพยายามชวนหมอนี่คุยนู่นนี่ แถมช้างของผมมันยังมีหน้ามาหัวเราะคิกคักดูสนุกสนานเสียเต็มประดา 
   
       ผมรีบสาวเท้าเข้าไปอย่างรวดเร็วแล้วกระชากร่างเล็กให้ออกห่างมาจากไอ้หมอนั่น พลางมองมันด้วยสายตาราวกับอยากจะใช้งานี่แสบมันให้พรุน     
            “โอ๊ย ก้อนเจ็บ” ผมลอบมองงวงเล็กที่ถูกผมรัดไว้แน่นด้วยความโมโห ก่อนจะค่อย ๆ คลายออกมา                           
            “เห็นคุยกันคิกคัก สนุกมากมั้ง”
            “ดิน! หยุดสักที! อย่างี่เง่าน่า พี่ปลายเขาก็แค่เอาผลไม้นี่มาให้ก้อนลองชิมเอง”
            เฮอะ มีการมาเรียกพี่ปงพี่ปลาย ทีกับผมไม่เห็นมีเรียกพี่สักคำ           
            “คิดมากไปหรือเปล่า ก้อนไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย! ดินอย่ามาบ้านะ” มันเริ่มขึ้นเสียงกับผม อย่าว่าเลยนะแต่ผมก็ชักจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน     
            ทำไมแม่งไม่ห่วงตัวเองบ้างเลย ไม่ได้รู้เลยว่าคนอื่นเขาเป็นห่วงมันขนาดไหน   
            “ใจคอมึงจะไม่ให้น้องเขาคุยกับคนอื่นเลยหรือไงวะ” ไอ้ตัวโตที่มันเข้ามาวุ่นวายกับก้อนพูดขึ้น
ก่อนจะแสยะยิ้มหัวเราะเบา ๆ พลางมองผมอย่างสมเพศ     
            ผลั่ก! ผมรู้สึกหมั่นไส้จึงเริ่มเปิดฉากใช้งาเสยหน้ามันไปแบบไม่ทันให้มันได้ตั้งตัว         
            “ดิน! ไปทำบ้าอะไรเขา” ก้อนตะโกนแล้วหันมาถลึงตาใส่ผมอย่างโกรธเคือง     
            “มึงมันบ้าไปแล้ว” มันว่า แต่ก็พยายามเก็บอาการไว้ไม่ยอมตอบโต้ผมคืน         
            “เรื่องของกูมั้ยล่ะ ก้อนกลับ!” ผมตวาดใส่มันก่อนจะผละไปดันหลังก้อนให้เดินนำหน้าออกห่างมาจากมันอย่างหงุดหงิด             
            “หึ  ฝากไว้ก่อนเถอะมึง”   
            “อย่านานแล้วกัน กูจะรอ”             



             ตุบ ๆ  เสียงย่ำเท้าผ่านดงหญ้าของสัตว์ร่างโตบางตัวกำลังใกล้เข้ามา ทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้นทันทีด้วยสัญชาตญาณและปรับสายตาให้คุ้นชินกับความมืดท่ามกลางแสงจันทร์สีเหลืองนวล 
   
            ไอ้ช้างตัวเมื่อกลางวันมันก้าวเข้ามาใกล้พวกผมอย่างไม่เกรงกลัว   
   
            ผมมองไปด้านข้างตัวก็เห็นแม่กับก้อนกำลังหลับสนิทอยู่ไม่รู้สึกตัว จากนั้นจึงตวัดหันไปมองมัน แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนจ้องหน้ากับมัน ก่อนจะยอมเดินตามหลังมันไปให้ห่างจากแม่กับก้อนพอสมควร   
       
            “มึงจะเอาไง” ผมถามพลางถอนหายใจด้วยความรำคาญ     
            “มึงกับกู เหลือใครอยู่คนนั้นได้ไอ้เด็กนั่นไป”             
            “มึงไปหาตัวอื่นสนองตัณหาดีกว่า นี่ของกู”
            “เหอะ ของมึงงั้นหรอ ได้ข่าวว่าน้องชายมึงนี่ แม่งจับน้องกินว่างั้น”     
            “แล้วมึงเสือกอะไรด้วยวะ”           
            “ก็แค่อยากได้น้องมึงไง สนใจรับกูเป็นน้องเขยมึงมั้ย หึ”       
            “มึงอย่าฝัน!” เมื่อสิ้นคำผมก็จัดการพุ่งเข้าไปขวางมันทันที   
 
            มันเริ่มเอาคืนผมโดยการใช้งาใหญ่เข้ามาดันหน้า ผมรีบยกงาตัวเองขึ้นเสยเข้าตอบโต้ ก่อนที่จะพยายามดันมันถอยหลัง ด้วยความที่ขนาดพอ ๆ กัน มันจึงสามารถยันไว้ ก่อนจะเสยกลับทำให้ผมเสียหลักเซไปเล็กน้อยแต่ก็ตั้งตัวได้โดยใช้เท้าหลังยึดยันไว้กับต้นไม้ต้นโต

            ผมสะบัดหัวให้หายมึนก่อนจะตั้งท่าโจมตีคู่ต่อสู้มันอีกครั้ง ผมปรี่เข้าไปใช้งวงพยายามเกี่ยวงาของมันแต่ก็ทำได้ลำบากเพราะมันเองพยายามจะทำแบบเดียวกัน ถ้าหากถูกบีบด้วยแรงมหาศาลที่งาล่ะก็ ตรงนั้นเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ทรมานได้น่าดูเลยทีเดียว เราฝืนต้านกันไปมาสักพักอย่างไม่มีใครยอมใคร

            แปร๋น! มันร้องออกมาเสียงดังก้องป่าท่ามกลางความเงียบ เมื่อผมรวบรวมแรงผลักมันจนถอยหลังเซไปได้ พร้อมกับบาดแผลตรงหางคิ้วจากการที่โดนงาของผมกระแทกเข้าไป ก่อนจะลุกขึ้นยืนตั้งหลักเตรียมพุ่งเข้ามาหาผมอีกรอบ

            หึ ดูท่าว่าน่าจะอีกสักพักกว่าจะล้มเจ้านี่ได้ อึดไม่ใช่เล่นเหมือนกันนี่หว่า
           

            “ตรวจเช๊คอุปกรณ์ให้พร้อม ใกล้ถึงระยะเป้าหมาย คราวนี้ต้องได้ของครบตามใบสั่งจากผู้ใหญ่ ห้ามขาดแม้แต่อย่างเดียว!” 
          “ครับนาย”                 
          “ถ้าเป็นไปได้ก็ทำลายหลักฐานด้วย พวกแม่งจะได้สาวไม่ถึงตัวเรา นายกูอุตส่าห์เคลียร์ทางให้บางส่วนแล้ว แต่ถ้างานนี้พลาดกูก็ไม่เอาพวกมึงไว้แน่”


 
          ผมกับมันพลัดกันสู้กันอย่างดุเดือดโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ต่างก็ได้รับบาดแผลพอสมควรทั้งคู่ งาและงวงเริ่มล้าจนยกแทบจะไม่ไหว แต่ด้วยศักดิ์ศรีบางอย่างทำให้ผมไม่อยากยอมแพ้ ไม่มีทางยอมยกก้อนให้มันเด็ดขาด     
       
          จังหวะที่มันสลัดงาผมหลุด ร่างตรงหน้ามันก็ก้มหัวแล้วยกเสยขึ้นโดนที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว ขาหน้าทั้งสองถูกยกขึ้นสูงจนต้องยืนประคองร่างกายอันใหญ่โตด้วยขาหลังเพียงสองข้า ก่อนจะต้องประคองตัวเองให้ค่อย ๆ ก้าวถอยหลังไปเมื่อมันใช้แรงมหาศาลผลักเข้ามา       

         โอกาสชนะเหมือนจะหลุดลอยออกไปจากผมเต็มที่ เมื่อรู้สึกได้ว่าร่างของผมถูกดันจนไปกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านหลังจนเจ็บไปหมด มันยังคงไม่หยุด โจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ให้ได้มีเสี้ยวเวลาพัก ชั่วขณะที่เผลอคิดว่าตัวเองอาจจะแพ้ให้มันแล้ว ตรงหน้าเหมือนจะเห็นภาพของก้อนลอยเข้ามาทันที     

            ปัง!       

            เสียงแปลกประหลาดแผดร้องก้องไปทั้งป่า ฝูงนกที่อยู่บนต้นไม้ต่างพากันบินฮือหนีขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เริ่มมีสีน้ำเงินเข้ม             
            ปลายยอดหญ้าถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน...



         

ออฟไลน์ Omekiin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
             ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังก้องขึ้นมากลางป่าพร้อมกับเสียงช้างร้องด้วยความเจ็บปวด ในทิศที่กำลังมุ่งหน้าเข้าไปพลางในใจเกิดความรู้สึกไม่ดีแย่ยิ่งกว่าเก่า           
            ก่อนหน้านี้ผมได้ยินเสียงช้างร้อง จึงสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าข้างกายไม่มีร่างของดินที่ปกติผม จะนอนซุกอยู่เป็นประจำในทุกวัน เมื่อมองหาแถวนั้นก็ไม่เห็นมีเงาของคนที่ว่า จึงลองพยายามเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังมาเป็นระรอกกลางป่าก่อนจะมุ่งหน้าตามเข้ามาโดยไม่ลังเลทันที 

...................................






            ร่างใหญ่ที่กดทับตัวผมไว้ส่งเสียงร้องก้องไปทั้งป่า ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายหันกลับไปทางอื่น ผมลอบสูดหายใจอย่างโล่งอกได้อีกครั้งเมื่อคู่ต่อสู้ตัวฉกาจมันผละออกไปจากร่างของผมแล้วหันหลังพุ่งกลับไปหมายจะทำร้ายพวกที่โจมตีมันจากในเงามืดทันที 

            ปัง! เสียงดังก้องขึ้นมาอีกครั้งจากทิศทางเดิม   
     
            ผมเห็นมันแผดเสียงร้องดังเมื่อถูกสัตว์ประหลาดในเงามืดโจมตีอีกครั้งโดยที่มันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างกายใหญ่โตค่อย ๆ ล้มลงกับพื้นมันร้องทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด เลือดสีแดงฉานจำนวนมากไหลทะลักออกมาจากบาดแผลที่เป็นบนตัว ไม่นานนักเสียงร้องก็ค่อย ๆ เบาลง

            และเงียบหาย...พร้อมกับร่างกายที่แน่นิ่งไปในที่สุด   
   
            ผมได้แต่ยืนมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง ก่อนจะรวบรวมสติเตรียมพร้อมรับมือกับคู่ต่อสู้ที่มองไม่เห็นตรงหน้า       

            ไม่ว่ามันจะเป็นตัวอะไรก็ตาม ผมจะต้องรอดจากมันไปให้ได้ ...เพื่อที่จะกลับไปหาเขา
 
            ปัง! สัตว์ประหลาดจู่โจมมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นผมที่รู้สึกเจ็บแปลบที่ต้นขาด้านหน้า เลือดเริ่มไหลซึมออกมาจากบาดแผลที่ไม่ลึกมานัก ทำให้ร่างกายยังคงพอประคับประคองตัวเองให้เดินต่อไปได้บ้างแม้จะไม่เร็วเท่าปกติก็ตามที
         
            ดูจากสถานการณ์ตรงหน้าแล้ว ...ผมตัดสินใจที่จะหันหลังหนีกลับเข้าไปซ่อนตัวในป่า สัตว์ประหลาดที่มองไม่เห็นตัวยังคงซุ่มโจมตีจากระยะไกล ทำให้ผมทำอะไรมันไม่ได้เลย     
     
            “ดิน... อยู่ไหน” เสียงคุ้นหูดังแว่วมาจากด้านหน้าไม่ไกลนัก ผมรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงของก้อนความกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ กลัวว่ามันจะพลอยได้รับอันตรายจากเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ไปด้วย 
         
            เสียงฝีเท้าของเจ้าสัตว์ประหลาดหลายตัวเริ่มใกล้เข้ามาจากด้านหลังด้วยความรวดเร็ว ดูท่าแล้วมันคงตามผมมา คงจะต้องการกำจัดผม...เหมือนกับที่ทำกับไอ้ช้างตัวนั้น 
 
            “ก้อน! หยุด! อย่าเข้ามา” ผมส่งเสียงดังร้องบอก แม้จะยังไม่เห็นตัวก้อนก็ตาม หวังว่าครั้งนี้เขาจะฟังและทำตามที่บอกแต่โดยดี ก่อนจะค่อย ๆ หันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่รู้สึกได้ว่ามันกำลังอยู่ล้อมรอบตัวผมในทุกทิศทาง
   
            ผมตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่าจะอยู่ตรงนี้ อยู่เผชิญหน้ากับมัน สู้กับมันโดยจะไม่ก้าวออกไปเด็ดขาด
เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันเจอตัวก้อน   
       
            แปร๊น! ผมแผดเสียงร้องดังระบายความเกรี้ยวกราด ก่อนจะรวบรวมพละกำลังที่มีทั้งหมดมุ่งหน้าเข้าไปหาหนึ่งในสัตว์ประหลาดพวกนั้นทันที   

            ปัง! เสียงอาวุธของเจ้าสัตว์ประหลาดดังขึ้น แต่ครั้งนี้ร่างกายผมไม่ได้รับบาดเจ็บเพราะเป็นผมที่สามารถปัดอาวุธของมันทิ้งจนกระเด็นออกไปด้านข้าง ก่อนที่จะบุกจู่โจมเข้าไปถึงตัวมันแล้วใช้งวงและงาปัดไปที่ตัวมันอย่างรุนแรงด้วยความโมโห ตอบแทนสิ่งที่มันทำกับผมจนมันแน่นิ่งไปโดยที่ไม่รู้ว่ามันตายหรือยัง       

            ปัง! คราวนี้เสียงดังมาจากอีกทาง ทำให้ผมรับรู้ได้ว่ามันยังมีพรรคพวกซุ่มโจมตีอยู่อีกด้าน โชคดีที่มันโจมตีมาโดนต้นไม้ด้านข้างผมแทน ทำให้ร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม   
     
            ผมรู้สึกได้ว่ามันมีอย่างต่ำสี่ห้าตัว ผมจัดการจนมันนอนหมอบไปแล้วหนึ่ง เหลืออีกสามสี่ตัวที่ยังหามันไม่เจอ       
            “ดิน! แฮ่ก เกิด..เกิดอะไร” เสียงก้อนดังมาจากด้านหลังทำให้ผมต้องรีบหันกลับไปด้วยความตกใจ ไอ้เด็กบ้านี่ ไม่ฟังกันเลยสินะ 

            “ออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ไป!”  ผมรีบบอกมันก่อนพลางหันไปดูรอบด้านอย่างระแวดระวัง  ก่อนจะพยายามดันตัวของก้อนให้รีบเดินกลับออกไปทางเดิม

            “แล้วดิน...”       
 
            “เดี๋ยวตามไปน่า ไม่เป็นไรหรอก” ผมยื่นงวงไปลูบหัวมันแล้วโยกไปมาเหมือนที่เคยทำ รอดูจนแน่ใจว่าร่างเล็กหลบไปจนมองไม่เห็นจึงโล่งใจไปได้อย่างหนึ่ง
           
             เขาจะต้องปลอดภัย.... 
 
            ปัง!       

           ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้กลับออกไปอีกแล้วก็ตาม         







          “ฮ่า ๆ รอบนี้โชคดีว่ะ ของดีซะด้วยได้มาสี่กิ่งค่อยคุ้มหน่อย ไม่ต้องเดินหาให้เหนื่อย แล้วอีกตัวนึงล่ะ”   
          “ไอ้ตัวเล็กที่เห็นเมื่อกี้นี้มันช้างสีดอครับนาย”   
          “เออ งั้นช่างแม่งมัน ปล่อยไปไม่ต้องยุ่ง พาไปตอนนี้ก็ตัวถ่วงเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ งาก็ไม่มี เอ็งมาจัดการไอ้ตัวโตนี่ให้เรียบร้อยดีกว่าก่อนที่พ่อเอ็งจะมาดีกว่า”

 




            เสียงดังแปลกประหลาดดังขึ้นอีกครั้งก่อนจะเงียบหายไปไหนที่สุด...ดูเหมือนว่ามันจะจบลงแล้ว

            ผมหันหลังกลับไปมองดินที่น่าจะเดินตามหลังมาไม่ไกล แต่ก็ยังไม่เห็นเงาของเขาสักที จนตัดสินใจย้อนเข้าไปหมายจะตามเขาออกมา   

            แต่แล้วร่างกายชาวาบไร้เรี่ยวแรง เมื่อผมมองเห็นสัตว์ประหลาดสองเท้าหลายตัวตัวค่อย ๆ ก้าวออกมาจากที่ซ่อน แสงสีส้มของพระอาทิตย์ที่เพิ่งขึ้นยิ่งทำให้ผมมองเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจน ก่อนจะพยายามกลั้นน้ำตาและเสียงสะอื้นไม่ให้เล็ดลอดออกมาจากปาก

            ...สิ่งที่เห็นท่ามกลางป่ากลับทำให้ผมแทบหยุดหายใจ ร่างของพี่ดินล้มลงกับพื้น เลือดเริ่มไหลออกมาจากบาดแผลที่บริเวณลำตัวย้อมพื้นหญ้าสีเขียวอ่อนจนกลายเป็นสีแดงเข้ม

            ผมยืนนิ่งค้าง...ขาสั่น ไม่สามารถขยับไปไหนได้เลย  ไม่จริง...ไม่จริงใช่มั้ย     
 
            หันหลังกลับไปซะ หนีไป 

            ผมได้ยินเสียงแผ่วเบาดังออกมาจากร่างที่อยู่ตรงหน้าไม่ไกล แต่ผมยังคงมองเขาอยู่ที่เดิม ร่างกายไม่ขยับไปไหน ผมจะรอเขาอยู่ตรงนี้ จนกว่าเขาจะกลับออกมาแล้วเราจะหนีไปด้วยกัน   

            แปร๊น! เสียงร้องของเขาดังก้องขึ้นมากลางป่าอีกครั้งหนึ่ง...   

            และไม่มีเสียงอะไรดังขึ้นมาอีกเลย

            เขายิ่งทำให้ผมร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม... ไหนบอกว่าจะตามมาไงล่ะ   


       
          สองมือมนุษย์เงื้อขวานจามเข้าไปที่เนินเนื้อเหนืองาใหญ่ ก่อนจะใช้เลื่อยคมจะค่อย ๆ ตัดงาแกร่งของร่างกายที่แน่นิ่งไปให้ขาดออกจากกัน ไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ ไม่มีเสียงร้องอ้อนวอน จากร่างกายที่ไร้ลมหายใจและไร้ซึ่งวิญญาณไม่นานนัก..งาสีครีมซึ่งเป็นราวกับอาวุธคู่กายของสัตว์ตัวโตถูกน้ำมือของมนุษย์เพียงแค่หยิบมือตัดออกอย่างง่ายดาย เลือดไหลออกจากเส้นประสาทและบาดแผลอย่างช้า ๆ ย้อมทั้งมือของผู้ล่าและงาสีครีมให้กลายเป็นสีแดงฉาน



         โหดร้ายเป็นคำเดียวที่ผมนึกออก...     
       
        ผมยังคงฝืนมองพวกสัตว์ประหลาดสองเท้าพวกนั้นแทะเล็มกัดกินเขาจนจบ แล้วยกเก็บเอางาใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์อะไรออกไป...           

            มันจะไปมีประโยชน์อะไร ในเมื่อเจ้าของงามันไม่สามารถใช้ทำอะไรได้อีกแล้ว 
 
            ภายในกำลังตะโกนถามดัง ๆ ไม่รู้ว่าจิตใจของพวกมันทำด้วยอะไร... ทำไมต้องทำกันขนาดนี้     

            ผมเฝ้ามองเขานิ่ง มองภาพเขาจมกองเลือด ใบหน้าแปรเปลี่ยนไปจนแทบจะไม่เหลือเค้าเดิม ยืนมองเขาเนิ่นนานจนตะวันลับหายไปจากท้องฟ้าและความมืดกลับเข้ามาเยือนอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ รวบรวมแรงที่เหลืออยู่พยุงร่างตนเองเข้าไปหาเขา เข้าไปนอนซุกอยู่ข้างร่างกายที่ไม่หลงเหลือความอบอุ่นอีกต่อไป     
 
            ...มีเพียงร่างกายที่เย็นชืด และไร้ซึ่งวิญญาณ     
     
     
           รุ่งอรุณกลับมาเยือนอีกครั้ง แสงสีส้มจับที่ขอบฟ้าก่อนจะค่อย ๆ สว่างจ้าลอดผ่านปุยเมฆสีขาวและทอประกายสีเหลืองทอง มองเห็นผืนป่าและภูเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีอ่อน สลับกับสีส้มแดงของผืนดินบางส่วนที่หายไป   
   
            ผมลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ก้มมองดูภาพเขาอย่างอาลัยอาวรณ์เป็นครั้งสุดท้าย
         
            นึกถึงเรื่องราวระหว่างเราตั้งแต่ที่จำความได้ จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายที่เพิ่งผ่านพ้นไป   
 
            จากนั้นผมจึงค่อย ๆ หันหลังให้ภาพตรงหน้ารีบวิ่งหนีเข้าไปในป่าลึก   
 
            หนีไปให้ไกล... ตามคำขอสุดท้ายของเขา 
               
            หวังแค่ว่าในที่สุดปลายทางของเราจะได้กลับมาบรรจบกันอีกในสักวันหนึ่ง     



            “พี่ดิน ก้อนรักพี่ดิน”

 



             ................









            กริ๊ง!     

            เสียงออดดังบอกเวลาโรงเรียนเลิก ทำให้นักเรียนมัธยมต่างพากันกรูออกมาจากอาคารเรียนอย่างพร้อมเพรียง บ้างคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน บ้างนัดหมายไปเตะบอลกับเพื่อน บ้างพากันเดินออกไปซื้ออาหารว่างกินข้างโรงเรียน ...แต่ผมไม่เหมือนเจ้าพวกนั้น       

            “เฮ้ยไปก่อนนะพวกมึง” ผมบอกลาเพื่อนแล้วรีบวิ่งปลีกตัวออกมาอย่างรวดเร็ว

            วิ่งไปที่นั่น ..สถานที่ลับของผม     

            “อีกแล้วนะไอ้นี่ ทิ้งเพื่อนฝูงไปส่องสาวที่ไหนวะ” มีเพียงเสียงของเจ้าพวกบ้าตะโกนไล่ตามหลังด้วยความเคยชิน 
           
            จุดหมายของผมอยู่ที่โรงเรียนที่มีรั้วโรงเรียนติดกัน เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงประถม   
     
            ผมมาที่นี่ทุกวัน ทุกเย็น ตั้งแต่เริ่มย้ายมาเข้าม. 5 ที่นี่ และเจอกับเขาด้วยความบังเอิญ     
            ผมไม่รู้จักเขามาก่อน ... แต่บางอย่างบอกว่าผมกับเขา เราเคยรู้จักกันมาก่อน   
 
            ...ถ้าไอ้พวกเพื่อนกลุ่มเดียวกันรู้ แม่งมีหวังพวกมันคงล้อผมจนเกษียณแน่ ๆ   

            “ปี๊จ๊าง!” เสียงเล็กของเด็กผู้ชายในชุดประถมกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ตะโกนออกมาดั่งลั่นอย่างร่าเริง ก่อนจะวิ่งพาร่างกลมน่าฟัดนั่นเข้ามายืนเกาะริมรั้วที่ประจำพลางส่งรอยยิ้มจ้าสว่างสดใจพร้อมกับยื่นมือเล็กมากำรอบชายเสื้อผมอย่างเช่นทุกวัน
           
            เออ! แปลกมากหรือไงวะที่พี่ม.5 แบบกูจะมาหาน้องชายป. 1 น่ะฮะ!

            ถึงแม้จะไม่ใช่น้องชายตัวเองก็เถอะ ก็เอ็นดูอ่ะเอ็นดู้ว!   
       
            ไม่ได้ผิดกฎหมายข้อไหนด้วย ไม่ได้พรากผู้เยาว์ด้วยเพราะยังไม่ได้ทำการ “พราก”! โอเค๊!       
   
            “จ๊าง ๆ เล่นกัน”  ร่างเล็กยังคงกระตุกชายเส้นผมย้ำ ๆ เหมือนเช่นทุกวัน   
       
            โอ๊ย ไอ้เจ้าแก้มซาลาเปากลม ๆ แม่งโคตรน่ากัดเลย อ๊าก!     
 
            “มาจ๊างอีกละ บอกแล้วว่าไม่ได้ชื่อช้างโว้ย..เอ๊ย ครับ นี่พี่เชน ชอ-เอ-นอ เชน ไหนเรียกสิครับ”     
 
            ยุบหนอ พองหนอ ใจดีหนอ จริง ๆ ชื่อเต็มผมคือ “คเชนทร์” แหละ แต่น่าจะออกเสียงยากและจำยากไปสำหรับไอ้ตัวน่าฟัดตรงหน้านี่ล่ะมั้ง ถึงความหมายมันจะแปลว่าช้างเหมือนที่เจ้าเด็กนี่มันเรียก
            ..แต่ผมไม่ได้ชื่อช้างสักหน่อย มันไม่เท่! ไม่เอา!

            “จ๊างเจน~” 
       
           “ก็บอกว่า..” ผมกะจะดุแต่พลันสายตามองเห็นตัวเล็กว่าก่อนจะยิ้มกว้างรอคำชม แววตาระยิบระยับเป็นประกาย 

            ฮือ เห็นรอยยิ้มนั้นแล้วทำใจเกรี้ยวกราดไม่ลงเลยโว้ย! 
         
            ดวงตากลมโตใสแจ๋วเงยหน้ามาจ้องมองผมอย่างคาดหวัง ก่อนปากเล็กจะพูดเจื้อยแจ้วอีกครั้ง

            “จ๊างเจน~ จุ๊บ ๆ” ...ฮะ! อะ...ไอ้เด็กนี่!   
   
            “ไอ้เด็กแก่แดด! ใครมันสอนวะ ไม่จ๊งไม่จุ๊บ ไม่! ไม่โว้ย ทำไม่ได้ อ๊าก!” เออ ผมสติแตกยืนทึ้งหัวพูดกับตัวเองอยู่ข้างรั้วลูกกรงโรงเรียนประถม ...ผู้ปกครองที่มารับลูกรีบจูงลูกเขากันให้ออกห่างจากผมทันที ฮ่วย!

            “ม๊าสอน รักกัน จุ๊บ ๆ กอดกัน ๆ” ไม่ว่าเปล่า ยังยื่นมือกลมป้อมน่ากัดน่าฟัดออกมาจากรั้วลูกกรงพลางทำมือชูขึ้นเหมือนจะให้กอดอีก

            โอ๊ย! เดี๋ยวอดใจไม่ไหวพี่เอากระสอบมาใส่ห่อกลับบ้านนะ     
       
            “อยากให้กอดหรอ” ผมนั่งยอง ๆ แล้วยื่นหน้าไปถามเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะยักคิ้วเล็กน้อยและอมยิ้มขำ 
     
            เขาหยักหน้าหงึกหงัก แก้มป่องสีชมพูยิ้มอย่างคาดหวัง     
   
            “อยากให้กอดก็รีบ ๆ โตสักที” ผมว่าพลางยื่นมือเข้าไปดึงแก้มกลมอย่างหมั่นเขี้ยว 

            งู้ยยย อยากบีบให้แก้มเละละลายคามือเลยเว้ย   
 
            เชี่ยยย ลืม! แถวนี้มีกล้องวงจรปิดหรือเปล่าวะเนี่ย!   
     
            “จารักจ๊างน้า” เจ้าตัวเล็กยกมือขึ้นมากุมมือผมที่จับอยู่ที่แก้มเขา แล้วส่งยิ้มสดใจพาลให้ตาพร่ามัว

            พี่จะรอนะครับ น้องคชา   


            เฮ้อ... ว่าแต่ จะติดคุกมั้ยวะกู       


            _ _ _ _ _ _ _ E  N D _ _ _ _ _ _ _ _ _ _



           ::ขอพื้นที่คุยเล่น::
           ก่อนอื่นขอบคุณทุกยอดวิวกับคอมเม้นต์อีกครั้ง ทั้งที่ตั้งใจและหลงเข้ามา 55555
           จบแบบเกือบปวดใจเล่นอีกแล้ว หวังว่าจะไม่เคืองกันนะคะ หลายคนอาจจะพอเดาทางได้ แต่เซตนี้วางแพลนไว้ประมาณนี้แหละค่ะ สตอรี่ทุกคู่มันก็จะเทา ๆ หน่อย จะให้ดำไปเลยไม่ได้ ไม่เอา! แค่นี้ก็ปวดใจเขียนไปกุมหัวใจไปแล้ว 
อย่าทำน้องงงงง

          ตอนหาข้อมูลมีภาพที่เห็นที่ยิ่งกว่าสิ่งที่บรรยายไปอีก มีเวอร์ชั่นที่ทารุณกว่านี้แต่ตัวเมเองที่รับไม่ไหว (กลัวคนอ่านจะรับไม่ไหวเช่นกัน + เว็บจะแบนมั้ยนะ 5555) มันจุกไปหมด ความรู้สึกของก้อนคือความรู้สึกที่ตอนเห็นภาพนั้นแหละค่ะ 
ไม่รู้ว่าบรรยายฉากจบโหดร้ายไปด้วยมั้ยอ่ะ กลัวใจ

           แต่เจตนาที่แต่งคือต้องการสื่อให้เห็นปัญหาที่มันมีเกิดขึ้นจริง ๆ ผ่านมุมมองชาววายที่ถนัด แฮ่

           หวังว่าจะเอ็นดู้ว เอ็นดูทั้งอิดินและน้องก้อนนน (รวมทั้งพิฉลามและน้องเบน)
           ป.ล. อย่าแจ้งตำรวจจับอิพี่คดีพรากผู้เยาว์นะคะ ถือว่าได้ดูสารคดีสัตว์โลกเน้อออ จะไม่โดนแบนใช่มั้ยนะ...

          ตอนหาข้อมูลมานี่ฟินมาก แบบเฮ้ยย มีจริงดิ! (เพิ่งรู้) ช้างตัวผู้จะมีคู่ขาส่วนตัวเป็นเพศเดียวกันไว้ด้วย โอ้มาย
          บังเอิ๊ญ บังเอิญได้ดูคลิปสารคดีในยูทูปด้วย ทั้งที่ต่อสู้กันแล้วก็นั่นแหละค่ะคุณผู้ชม
          กุมใจ! 
          เผลอเขียนเวิ่นไปมากมายแล้ว .... ลืมตัว งื้ออออออ
          เอาเป็นว่าเซตนี้ยังมีอีกนะคะ เหลืออีกสองคู่หลัก กับคู่อื่น ๆ ที่ยังอยากเล่าเพิ่ม
          แต่หลังจากนี้น่าจะทยอยมาลงช้า เนื่องจากเมติดภารกิจของที่ทำงานอีกแล้ว .__.
          ป.ล. 2 จริง ๆ เรื่องนี้เป็นนิยายวายเรื่องแรกที่แต่ง มีข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำอะไรมาทักมาบอกได้เลยนะคะ
         
          ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านจนถึงบรรทัดนี้เลยค่ะ 
          #บนโลกสีเทา

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2754
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0
แอบปาดน้ำตาอีกแล้ว..ยังดีที่มาอมยิ้มได้ในพาร์ทพรากผู้เยาว์ ชอบอ่ะ เป็นกำลังใจให้จ้า  :L2:

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +126/-4

ออฟไลน์ Omekiin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
   “เดี๋ยวฉันกลับมานะ ฝากคุณดูแลลูกด้วย”
    “อืม..”

    ผมมองร่างของคู่ครองตัวเมียค่อย ๆ หันหลังเดินออกไป ก่อนจะละสายตาเมื่อร่างของเธอมุดดำลงไปในทะเลที่อยู่ห่างออกไปพร้อมกับตัวเมียตัวอื่น ๆ เพื่ออาหาร  หลังจากนี้อีกสักพักใหญ่เธอจึงจะกลับมาหาพวกเราสองพ่อลูกพร้อมอาหาร

    ผมก้มหน้าลงมองเจ้าก้อนไข่สีขาวอวบอ้วนที่วางซุกในอุ้งถุงหน้าขาของตัวเอง ไม่รู้กว่าทำไมธรรมชาติต้องกำหนดให้เราต้องทำแบบที่ทำอยู่ แต่ทุกครอบครัวในฝูงก็ล้วนทำแบบนี้เหมือนกัน

    หลังจากที่เราจับคู่กัน เมื่อตัวเมียวางไข่ออกมาแล้ว เธอจะใช้เวลาสักพักใหญ่เพื่อออกไปหาอาหารที่ทะเล พร้อมกับฝากไข่ที่ยังไม่ฟักให้ตัวผู้อย่างพวกผมดูแลแทน รอคอยวันที่คู่กลับมาพร้อมกับอาหารและช่วยกันดูแลไข่จนกว่าจะฟักออกมาต่อไป
    การเดินทางของเราเพิ่งเริ่มขึ้น...



    ฤดูหนาวคราวนี้เหมือนกับทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา หนาวจนทรมานจิตใจแต่เราทุกตัวในฝูงรู้ดีด้วยสัญชาตญาณที่ธรรมชาติให้มาว่าพวกเราจะสามารถผ่านพ้นความทรมานนี้ไปได้อย่างไร ลมหนาวครั้งแล้วครั้งเล่าพัดเข้ามาอย่างรุนแรง พาให้ร่างกายหนาวสะท้าน  ไม่มีตัวไหนกล้าเดินออกห่างหรือปลีกตัวออกไปอยู่ตัวเดียวข้างนอกฝูง เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมันก็เหมือนกับการเดินเข้าไปหาจุดจบของชีวิตนั่นเอง แทบไม่ต้องถามหาโอกาสรอดท่ามกลางแผ่นสีขาวกว้างไกลอันแสนเปล่าเปลี่ยวเดียวดายแห่งนี้

    พ่อนกเพนกวินทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองจะเบียดตัวกันเป็นวงกลม หันหลังให้กับความหนาวเหน็บอันโหดร้ายทารุณพร้อมกับใช้ขากกกอดไข่ใบโตของตัวเองเอาไว้ พลางสลับหมุนเวียนกันเข้ามาอยู่ในวงเพื่อไขว่คว้าความอบอุ่นอันน้อยนิดที่จะช่วยให้ร่างกายสามารถอดทนต่อความหนาวเย็นของดินแดนแห่งนี้ได้จนกว่าพายุอันรุนแรงจะหายไป

    วันแล้ววันเล่า ... ช่วงเวลาแห่งความหวังที่ทุกตัวรอคอยก็มาถึง

      รอคอยเวลาที่เจ้าก้อนไข่ฟักออกมา

    และรอเวลาที่ตัวเมียจะกลับมาจากทะเลพร้อมกับอาหาร



    เสียงกู่ร้องเรียกตามหาคู่ของตัวเองดังระงมไปทั้งฝูง ทุกตัวต่างก็พยายามตามหาคู่ของตัวเองให้เจอจนมองเห็นเป็นคลื่นสีดำขยับเคลื่อนไหวไปมา ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนี้ ผมเองก็ทำแบบเดียวกัน เพื่อความอยู่รอดตามสัญชาตญาณที่ธรรมชาติกำหนดไว้

    ผมประคองไข่ใบโตที่หน้าขาก่อนจะออกเดินอย่างช้า ๆ วนรอบฝูงเพื่อตามหาตัวเมียของตัวเอง จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เจอเธอเชื่อเถอะว่าท่ามกลางบรรดาตัวเมียที่ดูเหมือนกันไปหมดเหล่านี้ พวกเรามีความสามารถพอที่จะแยกแยะได้ว่าคู่ของตัวเองคือตัวไหนกันแน่

    เวลาผ่านไป ตัวเมียเกือบทั้งหมดต่างก็พบคู่ของตัวเองแล้ว บ้างก็เริ่มป้อนอาหารที่จับมาได้ให้ลูกที่ฟักออกมาก่อน ส่วนตัวเมียส่วนที่เหลือนั้นก็มุ่งหน้าไปหาคู่ของตัวเองและไม่มีตัวไหนเดินเข้ามาหาผมทางนี้

     ผมก้มหน้ามองไข่สีขาวที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะฟักออกมาเมื่อไรพลางเหม่อมองออกไปยังเส้นขอบสีขาวตัดกับสีเข้มของทะเล

    สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดตอนนี้ที่ผมนึกออกคือ..เธอไม่ได้กลับมา

    ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับพวกเรา เรารู้ดีว่าโอกาสที่จะมีชีวิตรอดท่ามกลางสภาพธรรมชาติอันโหดร้ายและแวดล้อมไปด้วยเหล่าผู้ล่าที่จ้องจะหาอาหารมันน้อยขนาดไหน

     ธรรมชาติก็แบบนี้แหละ ไม่กิน ก็ถูกกิน
    ถึงไม่เป็นผู้ล่า ก็เป็นผู้ถูกล่า

    ผมไม่ได้เศร้าเสียใจกับการที่เธอหายไป เราคู่กันเพียงแค่เพราะธรรมชาติกำหนดว่าเราต้องมีคู่เพื่อสืบพันธุ์
สิ่งที่ผมรู้สึกในเวลานี้มีแค่ความไม่มั่นใจในการที่ต้องประคับประคองเลี้ยงดูอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะเกิดมาเผชิญหน้ากับโลกอันโหดร้ายนี้ตามลำพัง



    นอกจากความหนาวที่กำลังทรมานร่างกายอยู่นี้ ความหิวก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราทรมานได้ไม่แพ้กัน หลังจากที่กัดฟันอดทนมาหลายวัน ร่างกายผมเริ่มรู้ดีว่ามันเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว

    ไข่สีขาวยังคงนิ่งสนิท เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมกังวลใจไม่แพ้กัน แต่ลึก ๆ แล้วก็แฝงใบด้วยความยินดีถ้าหากว่าเขาไม่ต้องออกมาเผชิญหน้ากับโลกอันโหดร้ายนี้

    เมื่อไม่กี่วันก่อนมีตัวเมียตัวหนึ่งเห็นผมกำลังยืนนิ่งหลบกระแสลมหนาวท่ามกลางคู่อื่น ๆ เธอเดินมาบอกเรื่องที่เหมือนกับผมคาดไว้ก่อนหน้านี้ ระหว่างที่ออกไปหาอาหารคู่ของผมก็กลับกลายเป็นอาหารของผู้ล่าตัวอื่นไปแล้ว

    อย่างที่เคยบอกว่าผมไม่ได้รู้สึกเสียใจหรืออยากตายใด ๆ ทั้งสิ้น เรามันก็แค่สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ต้องอดทนเพื่อใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ผ่านพ้นไป    แต่สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มหนักใจกลับกลายเป็นว่าผมจะไม่สามารถเลี้ยงดูลูกพร้อมกับการหาอาหารไปด้วยอย่างแน่นอน

    แต่วันนี้ความหิวเริ่มทำให้ผมทรมานอย่างหนักหน่วงขึ้นทุกที ตอนแรกผมคิดว่าจะรอให้เจ้าตัวเล็กในไข่ฟักออกมาก่อน ถึงจะออกไปหาปลามาให้เขาและตัวเองกินเป็นอาหาร แต่จนแล้วจนรอดเจ้าจอมดื้อนี้ก็ยังไม่ฟักออกมา

    ผมหันหลังกลับไปมองฝูงที่ยืนอยู่รายรอบตัว ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเดินออกมาจากฝูงพลางประคองไข่ไม่ให้หลุดออกจากตัว เดินมุ่งหน้าไปทางทะเล รู้ดีว่าตัวเองกำลังทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายและบ้าบิ่นขนาดไหน แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้สุดท้ายก็ต้องตายเพราะความอดอยากอยู่ดี

    บางตัวในฝูงที่เห็นผมเดินปลีกแยกออกมาต่างก็หันมามองด้วยความสงสัย ระคนแปลกใจ แต่ไม่มีตัวไหนออกมาห้ามเพราะต่างก็ไม่ได้มีความจำเป็นหรือสนิทกันเท่าไร เพียงแค่อาศัยรวมกันเป็นฝูงเพื่อบรรเทาความหนาวตามสัญชาตญาณเท่านั้น

    ในที่สุดผมก็เดินประคองไข่อย่างช้า ๆ จนมาถึงสุดขอบน้ำแข็งสีขาว  เบื้องหน้าไม่ไกลกันนักเป็นผืนน้ำสีฟ้าใส แหล่งอาหารอยู่ตรงหน้าไม่ไกล แน่นอนว่าก็มีโอกาสที่จะเจอผู้ล่าเช่นกัน

    ผมค่อย ๆ ดันเจ้าก้อนไข่สีขาวออกจากหน้าขา แล้วกลิ้งมันซุกไว้ในข้าวปุยหิมะหนานุ่ม ไม่รู้ว่าเคยมีพวกผมตัวไหนทำแบบนี้บ้างมั้ย แต่ถ้าจะให้ประคองไข่ลงไปขณะหาอาหารคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน หวังแค่ว่าเจ้าตัวเล็กในไข่นั้นจะแข็งแรงพอที่จะทนความหนาวโดยไม่ต้องพึ่งไออุ่นจากร่างกายผมสักชั่วครู่หนึ่ง




    ถ้าเกิดว่าผมโชคดีได้กลับมาหาเขาพร้อมกับอาหารล่ะก็นะ...




***  INTRO มากดดันตัวเองให้เขียนต่อให้จบ ***
เป็นเรื่องสั้นจบในตอนเหมือนเดิมค่ะ

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2754
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด