Memorable "เธอ ที่ รัก" อัพเดท ตอนพิเศษ (12/04/18)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Memorable "เธอ ที่ รัก" อัพเดท ตอนพิเศษ (12/04/18)  (อ่าน 24692 ครั้ง)

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************




Memorable “เธอ ที่ รัก”


รักเหมือนรูปถ่าย วิดิโอ กระดาษ
เหมือนรูปถ่ายที่เป็นความทรงจำที่สวยงาม
เหมือนวิดิโอตรงที่แม้มันจะเหมือนยังมีชีวิตอยู่ แต่มันก็มีชีวิตอยู่แค่ในอดีต
เหมือนกระดาษที่แม้ว่าจะพยายามลบเท่าไหร่ มันก็ไม่มีวันเป็นกระดาษสีขาวเหมือนเดิม
 รักทั้งหมดนั้นที่ผมพูดมา
หมายถึง คุณ
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-04-2018 09:33:14 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
บทนำ
คุณเป็นทุกอย่าง









คุณเคยชอบใครสักคนไหม?

ชอบตั้งแต่แรกเหมือนเปิดอ่านหนังสือเล่มหนึ่งแล้วหลงรักตั้งแต่วรรคแรกของบทนำ ทั้งที่ยังอ่านไม่จบ แต่คุณก็เชื่อว่าเนื้อในหนังสือเล่มนั้นมันช่างแสนวิเศษ

ชอบเหมือนเวลาที่ลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าตรงหน้าคือแสงสว่างของวันใหม่ ที่ฉาดฉายให้ทั้งโลกสว่างไสว ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับโลกนี้จะไม่มีวันจมอยู่กับความสิ้นหวังหรือความเศร้า

ชอบราวกับสามารถใช้เวลาทั้งชีวิตนึกถึงภาพเขาแล้วยิ้มออกมาได้เหมือนคนบ้า แม้ว่าตอนนั้นจะร้องไห้อยู่ จะทำกระเป๋าตังหายหรือหลงทาง แค่นึกถึงเขาก็รู้สึกว่าในสถานการณ์เลวร้ายแบบนั้นเราคงทำอะไรได้สักอย่าง

ชอบเหมือนที่ชอบมาตลอดชีวิต ชอบมาตั้งแต่ที่ได้พบหน้ากันครั้งแรก ไม่ว่าเวลาจะสั้นแค่ไหน แต่มันก็สำคัญเหลือเกิน

ความรู้สึกที่ผมมีต่อคนที่ผมชอบก็เป็นแบบนั้นล่ะ





ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
#1
คุณคือรอยยิ้ม





“ใครให้มาอ่ะ”

“กิม วิทยา”

“ใคร?”

“กิตติพัทธ์ แซ่โง้ว บ้านอยู่รัชดา ซอยสี่ เอาอะไรอีก เบอร์เลยไหม?”

“นี่ถึงขนาดขอเบอร์กันเลยเหรอ!”

“เฮ้อ” ว่าแล้วก็ยื่นมือมาจิ้มหน้าผากคนที่เอาแต่ซักถามเขามาตลอดตั้งแต่เจอหน้ากันแล้วพูดต่อ “ประชดโว้ย ประชด! นี่โง่หรือฉลาดน้อย”

“เลือกฉลาดน้อยได้ไหม ฟังดูไม่ค่อยโง่อ่ะ”

“ตามใจเลยจ๊ะ เอาที่สบายใจนะ”

“ไม่ประชดเทียนดิวะ”

“มึงก็อย่ากวนตีนกูสิวะ” สิงห์ลอบถอนหายใจชุดใหญ่ใส่เด็กแถวบ้านที่วันนี้มาร่วมงานรับปริญญาของเขา ไอ้เด็กนี่ยังคงกวนประสาทและทำให้เขานึกปวดหัวได้ตลอดเวลาเหมือนเดิม ไม่ใช่ว่ามันพูดไม่รู้เรื่องนะ ปกติมันก็ดูฉลาดพูดจารู้เรื่องหรอก แต่พอมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของเขาเข้ามาเอี่ยวเมื่อไหร่ ไอ้เด็กบ้านี่ก็พร้อมจะไม่มีเหตุผลและไม่เข้าใจทันที ไม่รู้มันเป็นประธานนักเรียนได้ยังไงมาตั้งสามสมัย! ใครเลือกมึง!

“ในมือพี่ต้องมีแต่ดอกไม้ของเทียนดิวะ เอาของคนอื่นมาถือทำไม?”

“เรื่องของกูป่ะ หื้อออ! ใช่เรื่องที่กูจะต้องมาขออนุญาตมึงไหมล่ะ ไอ้เด็กบ้า”

“เรียกเทียนว่าเด็กบ้าอีกแล้ว ไม่เพราะเลย”

“เรื่องของกูเถอะ”

“ทีพูดกับคนอื่นละเพราะเชียว ทำไม? อยากให้เทียนพิเศษสุดก็ไม่เห็นต้องหยาบคายใส่คนเดียวเลยนี่”

“โอ๊ย คิดเข้าข้างตัวเองไม่กลัวหน้าแตกเลยเว้ย โตมายังไงฮึ? เทียน แม่ไม่ว่าเหรอทำตัวแบบนี้”

เทียนในชุดนักเรียนเกงเกงน้ำเงินชื่อดังเท้าคางมองหน้าพี่แถวบ้านที่เขาเฝ้ามองมาตลอด พลางยิ้มหวาน “แม่บอกว่า ถ้าจีบพี่ติดจะให้เพิ่มหมื่นหนึ่งไปทำนม”

“เพ้อเจ้อล่ะ แดกวีต้าแล้วไปอ่านหนังสือสอบไป จะสอบเข้ามหาลัยแล้วยังจะมานั่งชิว”

“วันนี้วันพิเศษของพี่ทั้งที ให้เทียนนั่งอยู่บ้านได้ไง ต้องมาแสดงความยินดีดิ”

“ไม่ได้อยากให้มาเลย”

“ไม่ต้องเขินหรอก แล้วก็วางสักทีดิช่อนั้นอ่ะ ถือดอกไม้ของเทียนบ้าง น้อยใจนะ”

สิงห์เลื่อนสายตามามองดอกกุหลาบสีเหลืองช่อเล็กในอ้อมแขนที่ถือมาตั้งแต่เช้า สลับกับมองดอกลิลลี่สีชมพูที่เด็กตรงหน้าซื้อมาให้ ก่อนจะส่ายหน้า “ถือของมึงก็บ้าล่ะ ใหญ่อย่างกับจะเอามาทำเป็นพวงหรีด เดินถือก็สะดุดล้มหน้าแหกพอดี”

“พี่สิงห์!”

“เรียกทำไม”

“ใจร้าย!”

“ก็ใจร้ายมาตั้งนานแล้วไม่ชินหรือไง”

“รู้งี้นะ เทียนไม่สารภาพรักกับพี่หรอก ปล่อยให้โง่โดนเทียนเนียนจีบไปเรื่อยๆ ดีกว่า”

“ไม่ต้องมาสารภาพ กูก็รู้”

เทียนหันมามองคนตัวสูงในชุดครุยเต็มยศพลางเบิกตากว้างหลังจากได้ยินคำพูดนั้นของสิงห์ “เฮ้ย ได้ไง รู้ได้ไง!”

“ไม่รู้เลยมั้ง แจกกุหลาบให้กูทุกวาเลนไทน์ ไล่ตบอดีตแฟนกูนั่นก็ด้วย ไม่รู้เลยยยย!”

“เขินจัง นี่พี่ตามติดชีวิตเทียนมานานหรือยังเนี่ย”

“เพ้อเจ้อล่ะ” ว่าแล้วก็ผลักหน้าผากมนๆ ที่ไม่เข้ากับลุกแมนๆ ของมันหนึ่งที ความจริงภาพลักษณ์ของมันไม่เหมาะมานั่งกระบิดกระบวน พิรี้พิไรแบบนี้เลยด้วยซ้ำ เทียนมันก็แมนๆ ตามประสาเด็กม.ปลายแสบๆ แต่ไหงเวลามันอยู่ต่อหน้าเขาถึงเหมือนแปลงร่างเป็นตุ๊ดเด็กหัวโปก ตามตื้อไม่เลิกรา จากรำคาญ เป็นระอา จนเหนื่อยจะไล่ให้มันไปชอบคนอื่นแล้วตอนนี้

เขาจะทำยังไงกับมันดี ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่รู้

อีกอย่างใช่ว่าเขาอยากจะมองความรู้สึกที่มันมีต่อเขาเป็นเรื่องเล่นๆ ของเด็กที่แอบปลื้มใครสักคนหรอกนะ แต่หากให้จริงจังคิดปฏิเสธไปก็สงสาร เพราะเด็กคนนี้เขาก็คอยรับดูแลมาอยู่บ้างตอนพ่อแม่มันไม่อยู่บ้าน ยิ่งตอนนี้พ่อกับแม่มันหย่ากันไป โดยไม่มีใครรับเลี้ยงมัน เขาก็ยิ่งทิ้งมันไปไม่ได้ บ้านของเขาแทบจะรับเทียนมาเป็นลูกบุญธรรมอยู่แล้ว ถ้ามันไม่สะเออะไปบอกแม่ของเขาก่อนว่าขอเป็นลูกสะใภ้ดีกว่าน่ะนะ -_-

ทุกวันนี้มันก็เดินเข้าเดินออกบ้านเขาเป็นว่าเล่น เรียกพ่อแม่เขาเหมือนพ่อแม่ตัวเองได้อย่างคล่องปาก ตรุษจีนยังได้เงินอั่งเปาเหมือนเป็นคนในครอบครัวไม่มีผิด แถมได้เยอะกว่าเขาอีก (แค้นตรงนี้แหละ เวรเอ้ย!)

ถึงจะเป็นแบบนั้นมาหลายปี แต่ท่าทีที่มันมีต่อเขาก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน มันคงเดินตามเขาต้อยๆ และประกาศความรักอย่างไม่อาย ทำเหมือนกับว่าคำว่ารักของมันที่มีต่อเขาต้องประกาศให้ทั้งโลกรับรู้ถึงจะพอใจ ไม่ได้สนใจเขาเลยว่าจะรู้สึกยังไง

เทียนยังคงพูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อยตามประสาเด็กที่มักจะติดตามข่าวสารมากมายให้ทันคนอื่น (จนบางทีก็มากเกินคนอื่นไปเยอะ จนพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง) ส่วนตัวเขากลับมองเหม่อออกไปนอกร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในมหาลัยของเขา มองบรรยากาศแสนสุขของผู้คนที่มาร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ มองรอยยิ้มของพ่อแม่คนอื่นๆ มองชุดครุยจากหลากหลายคณะ มอง...คู่รักที่ยืนเคียงข้างกัน

เพื่อนของเขาและ...คนที่เขารัก

สิงห์มองตามฝ่ามือของเพจที่ไล่เกลี่ยเส้นผมที่ปรกดวงตาของคนรัก แม้จะไม่ได้ยินสิ่งที่ทั้งสองพูดกัน แต่สิงห์พอจะเดาได้ว่าเพจน่าจะไล่ให้คิงไปตัดผม เพราะเด็กคนนั้นจับเส้นผมของตัวเองม้วนกับปลายนิ้ว บ่นพึมพำอยู่คนเดียว ภาพนั้นทำให้เขายิ้มออกมา ทั้งยิ้มให้กับคนที่ไม่มีวันเห็นรอยยิ้มนี้และยิ้มหยันให้แก่ตัวเองที่ชักจะรู้เรื่องของเด็กคนนั้นดีเกินไป ดีจนไม่นึกถึงหัวใจตัวเองว่ารับความเจ็บปวดได้มากแค่ไหน

ต่อให้มันต้องจบแค่นี้ ต่อให้มันพัฒนาไปมากกว่านี้ไม่ได้และทำใจมามากแค่ไหน แต่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไรเลยเวลาเห็นทั้งสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน

เขารักรอยยิ้มที่มีความสุขนั่นของคิง แต่ในขณะเดียวกันในใจหนึ่งก็ร้องบอกว่า อยากให้คนที่ทำให้รอยยิ้มนั้นระบายเต็มใบหน้าของคิงเป็นเขา...

“...เรื่องหมีขาวมันตลกยังไงอ่ะพี่สิงห์ ยิ้มอะไร?”

“พูดอะไรของมึง”

“เทียนต่างหากป่ะที่ต้องถามคำนั้น ก็เทียนเล่าเรื่องหมีขาวจะจมน้ำตายที่ขั้วโลก อยู่ๆ พี่ก็ยิ้ม เลยสงสัยว่าเรื่องน่าเศร้าแบบนี้พี่ยังยิ้มออกได้ยังไง โคตรเลือดเย็นเลย ต่อให้มันเป็นแค่หมี แต่ก็มีชีวิตจิตใจนะพี่สิงห์!”

“มึงพูดซะเหมือนกูเป็นคนฆ่าหมีขาวหมดโลก”

“การไม่ใส่ใจปัญหาโลกร้อนของพี่ก็มากพอแล้วที่จะพูดกล่าวหาว่าเป็นคนฆ่าหมีขาว!”

“ฆ่ากูเลยไหมล่ะ?”

“ไม่เอา พี่ตายแล้วเทียนจะอยู่ยังไง ขาดใจตายตามพอดี”

สิงห์หลุดยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ “เพ้อเจ้อใหญ่แล้วนะมึงอ่ะ”

“เทียนพูดจริงต่างหาก”

“จ้า จ้า แล้วจะไปถ่ายรูปได้หรือยัง นั่งแช่ในนี้มานานแล้วนะ”

“รอพ่อแม่ก่อน” เทียนหยิบกล้องขึ้นมาเช็กแสงเงา พลางส่องกล้องไปยังคนตรงหน้า ภาพในกล้องฉายใบหน้าหล่อเหลาของหัวหน้าวง Merci ในชุดครุยของคณะกำลังหันหน้ามาทางเขา ในแววตาคู่นั้นฉายชัดถึงความอ่อนใจแต่มันก็เต็มเปี่ยมไปเงาของความสุขในวันที่ประสบความสำเร็จก้าวหนึ่งในชีวิต เมื่อกดชัตเตอร์จนพอใจแล้วจึงกล่าวต่อ “วันแบบนี้จะไม่มีรูปครอบครัวได้ยังไง”

“...วันนี้วันปัจฉิมมึงไม่ใช่หรือไง”

“อุ้ย จำได้ด้วยอ่ะ เขินจัง”

“ไม่ตลก” สิงห์เคาะหน้าผากอีกครั้ง “ทำไมไม่ไปโรงเรียน”

“ไม่อยากไป”

“เทียน”

“...ไปก็ไม่มีใครไปสักหน่อย จะให้เทียนไปทำไม”

“มึงไม่มีเพื่อนหรือไง”

“พี่สำคัญที่สุดสำหรับเทียน”

“...”

“ไม่มีเพื่อน แต่มีพี่ เทียนก็พอแล้ว”

“แล้วถ้าวันหนึ่งไม่มีกูล่ะ?”

“ก็ไม่มีเทียน”

“เทียน กูอยู่กับมึงไปตลอดชีวิตไม่ได้นะ”

“เทียนรู้” เด็กหนุ่มวางกล้องตัวโปรดลงบนโต๊ะ พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง มองบรรยากาศชื่นมื่นและรอยยิ้มของคนมากมายที่คล้ายกับแสงสว่างกลืนกินความมืดมิดให้หายไปจากโลกนี้ ภาพนั้นดูราวกับทุกคนบนโลกมีความสุข ยกเว้นตัวเขา...

“ถึงจะเป็นแบบนั้น เทียนก็อยากมีพี่ในชีวิตไปตลอดชีวิตเหมือนเดิม”

“...”

“จะมาพูดเรื่องเศร้าในวันดีๆ แบบนี้ทำไมเล่า ไปถ่ายรูปกันพี่สิงห์! พ่อแม่มาโน่นแล้ว” เทียนรีบลุกจากเก้าอี้ หอบเอาดอกไม้และตุ๊กตาทั้งหลายที่สิงห์ได้รับจากเพื่อนและพี่คนอื่นๆ วิ่งออกไปหาบุพการีเขาที่เพิ่งมาถึงในงานรับปริญญาของเขา สิงห์มองตามแผ่นหลังผอมแห้งของเด็กคนนั้น เหมือนย้อนกลับไปยังวันที่เด็กคนนี้ยิ้มกว้างบอกเขาว่าไม่เป็นไรแล้วกลับบ้านไป ในวันเดียวกับที่เขาได้ยินว่าพ่อกับแม่ที่แท้จริงของเทียนหย่ากันและต่างคนต่างไปมีครอบครัวใหม่ แสดงความจำนงกันทั้งสองคนว่าไม่ต้องการรับเลี้ยงเด็กที่เกิดขึ้นคนนี้ โดยจะรับผิดชอบเพียงค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายให้แต่ละเดือนร่วมกันเท่านั้น

สิงห์ถอนหายใจแล้วลุกขึ้นตามไปยังสามคนที่ยืนอยู่ด้วยกัน โดยที่ในมือถือดอกกุหลาบที่ได้รับมาจากคิง แต่ก่อนจะก้าวออกไปจากร้านสายตาเขาก็พลันไปสะดุดอยู่กับดอกลิลลี่ช่อโตของเทียน ตอนแรกก็คิดว่าเด็กคนนั้นจงใจเหลือให้เขาถือ แต่เมื่อมองข้าวของมากมายในมือของเทียนแล้ว เขาก็ทิ้งความคิดนั้นไปทันทีและฉวยเอาดอกไม้นั้นขึ้นมาถือ

“...นั่นไงครับ พี่สิงห์มาแล้ว ถ่ายรูปกันเลยครับ”

“เอาสิ แล้วจะให้ใครถ่ายดี”

“เดี๋ยวผมถ่ายให้ครับ” เพจรับอาสาพร้อมกับกวักมือเรียกเพื่อนสนิทของตัวเองให้รีบวิ่งมารวมกับคนอื่นๆ ในกล้องฉายภาพครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกในใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ในวินาทีที่เพจจะกดชัตเตอร์สิงห์กับยกมือห้ามเข้าเสียก่อน แล้วกวักมือเรียกใครที่เอาแต่ยืนยิ้มเหมือนว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องอยู่ข้างเพจ

“เทียน มานี่”

“เรียกทำไม”

สิงห์รั้งแขนของเทียนให้เข้าเฟรม พลางพยักหน้าให้เพจ “ถ่ายเลย”

“เฮ้ย! พี่สิงห์นี่รูปครอบครัวไม่ใช่เหรอ”

เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแต่ฉวยมงกุฏดอกไม้ที่เพื่อนเอามาให้สวมลงที่บนหัวของเทียน ยื่นมือโอบไหล่ให้อีกคนขยับเข้ามาชิด จนคนที่เอ่ยปากโวยวายเงียบเสียงลงและยอมถ่ายแต่โดยดี

“ถ่ายแล้วนะครับ หนึ่ง สอง...”

ชั่ววินาทีนั้น สิงห์ก็พูดขึ้นต่อ

“ยินดีด้วยที่เรียนจบม.ปลายแล้ว”

“...”

“สาม!”

แชะ

“เก่งมาก”

เทียนเม้มปากแน่นขณะพยายามจะไม่ให้ใบหน้าของตัวเองบู้บี้ต่อหน้ากล้อง แต่มันก็ช่างทำได้ยากเหลือเกิน ยิ่งมือของสิงห์ที่วางบนผมของเขายีเส้นผมของเขาเบาๆ คล้ายจะปลอบโยน น้ำตาที่อดกลั้นมาเนิ่นนานก็ไหลออกมาเหมือนจะไม่มีวันหยุดไหล

เขารู้ดีว่าคนข้างกายคนนี้ไม่มีวันมองเขา

รู้ดีเลยล่ะว่าทุ่มเทไปยังไงก็ได้แค่นี้

แต่จะให้เขาเลิกรักยังไงดี

จะให้เลิกคิดถึงและก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าได้ยังไง เมื่อไม่ว่าเมื่อไหร่มือคู่นี้ของสิงห์อบอุ่นที่สุดในใจของเขาเสมอเช่นนี้

เหมือนเขาถูกกำหนดมาแล้วว่าไม่มีวันหลุดออกจากบ่วงรักนี้ได้ เหมือนถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องพ่ายแพ้ แต่กระนั้น...

เทียนยิ้มออกมาทั้งน้ำตาขณะตอบกลับ “ขอบคุณนะพี่สิงห์”

...ความเจ็บปวดนี้กลับแสนสุขใจเหลือเกิน


















อ่านต่อข้างล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-10-2017 21:58:17 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
เขาและพี่สิงห์เจอกันครั้งแรกเมื่อเกือบสิบปีก่อน ตอนนั้นพี่สิงห์ยังอยู่ป.หก ส่วนเขาอยู่ป.สอง เพราะบ้านของพวกเขาอยู่ทางเดียวกัน ดังนั้นพี่สิงห์จึงรับขันอาสาคอยรับและส่งเขากลับบ้านแทนพ่อแม่ของเขาที่ยุ่งกับงานจนไม่มีเวลามารับลูกของตัวเองกลับบ้าน แม้จะชินแล้วกับการทำอะไรคนเดียว แต่เขาก็อดยอมรับไม่ได้ว่า การได้เดินกลับบ้านกับพี่สิงห์เป็นสิ่งที่เขารอคอยตลอดทั้งวัน แม้ว่าสุดท้ายจะต้องกลับไปนั่งกินข้าวคนเดียวในบ้านก็ตาม

พี่สิงห์ไม่ได้มีท่าทีเอ็นดูเขาไปมากกว่าเด็กแถวบ้าน แต่เขานั้นมองพี่สิงห์เป็นเหมือนทุกอย่าง เป็นต้นแบบ เป็นเป้าหมาย เป็นความสุข เป็นทุกอย่างเท่าที่เขาจะนึกออก ในความรู้สึกเขาแม้ว่ามันจะดูอกตัญญูไปหน่อยก็ตาม แต่ในสายตาของเขาที่ไม่ค่อยได้พบกับพ่อแม่ พี่สิงห์มีความสำคัญมากกว่าพวกท่านทั้งสองคนเสียอีก

ยิ่งในวันที่ทั้งสองคนหย่ากันแล้วทิ้งเขาเอาไว้กับกองเงินที่เขาไม่ต้องการ พี่สิงห์ก็กลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เขาอยากตื่นขึ้นมาพบแสงตะวันในเช้าวันถัดไป โดยไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน

เขาอยู่ข้างพี่สิงห์มาตลอด ไม่ว่าจะในวันที่พี่สิงห์เศร้าหรือดีใจ ในวันที่จีบหญิงติดหรือวันที่ต่อยกับคนอื่นจนหน้าช้ำ เขาก็ไม่เคยห่างไปไหน คอยซื้อของให้พี่สิงห์ไปง้อหญิง คอยทำแผลให้เสมอ ต่อให้พี่มันจะมองว่าการกระทำของเขาน่ารำคาญไปหน่อยก็ตาม

แต่ก็ไม่เคยไล่เขาไปไหนจริงๆ จังๆ สักที

คงเพราะสงสารและพี่สิงห์เองก็รู้ ว่าต่อให้ไล่เขากลับบ้านไปยังไง เขาก็อยู่คนเดียวอยู่ดี ไม่มีคนให้ต้องห่วงหากกลับบ้านดึก ไม่มีคนต้องให้โทรหารายงานว่าตอนนี้อยู่ตรงไหนของโลก

เขาไม่มีคนที่ต้องห่วงใยคนไหน นอกจากพี่สิงห์ เรื่องนี้พี่สิงห์รู้ดีที่สุด

ดังนั้น

“ไอ้เทียน! เป็นเด็กเป็นเล็กห้ามกินเหล้า”

“เทียนว่าพี่ไม่มีสิทธิ์พูดคำนี้นะพี่สิงห์” เขาว่าพร้อมกับจิบเหล้าที่เพื่อนคนหนึ่งของพี่สิงห์ชงให้ “พี่กินเหล้าตั้งแต่ม.ห้า ตอนนี้เทียนม.หกและกำลังจะเข้ามหาลัยแล้ว พี่ห้ามเทียนไม่ได้หรอก” ว่าแล้วก็จิบไปอีกหนึ่งอึก ท้าทายสายตาของผู้ปกครองจำเป็นที่นั่งข้างๆ ไปด้วย

“เออ จะดุอะไรนักหน้าวะสิงห์ น้องมันโตแล้วก็ปล่อยๆ มันบ้าง” พี่ที่น่าจะชื่อนินว่าพร้อมกับยื่นแก้วเหล้าที่ชงแล้วส่งต่อให้กับพี่ที่นั่งอยู่ถัดกันไป ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะชื่อเกมหรือไงนี่แหละ

“วันนี้ไม่ได้มาฉลองแล้วล่ะ กูว่ามันมาเป็นพ่อคุมลูก” พี่เพจว่า

“ไม่ค่อยเห็นพี่สิงห์ดุเลยนะเนี่ย ท่าทางจะหวงจริง” แฟนของพี่เพจ พี่คิงว่าแล้วหัวเราะเบาๆ ไปด้วย ในมือของพี่เขาเป็นคนเดียวที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ เหมือนว่าคนข้างกายพี่คิงจะไม่อยากให้พี่เขาแตะเหล้าเท่าไหร่ เขามองท่าทางกระหนุงกระหนิงเหมือนทั้งโลกมีแค่สองคนแล้วก็ได้แต่แอบยิ้มอยู่หลังแก้วเหล้า

อิจฉานิดๆ แฮะ

“ทำร้ายคนโสดเกินไปล่ะ ไอ้สัสเพจ” พี่ทีมว่าพร้อมกับปาน้ำแข็งไปใส่ทั้งสองคน แม้ว่าตัวเองจะมีแฟนสาวนั่งอยู่ข้างกายก็ตาม แต่ใช่ว่าพี่เพจจะยอม ทันทีที่ปัดเศษน้ำแข็งพ้นตัว ก็หยิบถั่วที่เป็นกับแกล้มปาใส่เพื่อนของตัวเองทันที โดยระวังไม่ให้ไปโดนแฟนสาวของอีกฝ่าย แต่แม้จะเป็นแบบนั้นมันก็แค่การหยอกล้อเล่นในกลุ่มเพื่อน สุดท้ายทั้งสองคนก็กอดคอจิบเหล้า หัวเราะเฮฮาไปตามเรื่อง

“ว่าแต่วันนี้วันปัจฉิมของน้องเทียนป่ะ เห็นไอ้สิงห์มันพูด” เมื่อเห็นเขาพยักหน้า พี่นินจึงยื่นขนมที่วางอยู่บนโต๊ะมายังเขา “ยินดีด้วยๆ มา พี่ป้อนขนมแสดงความยินดี...โอ๊ย! ไอ้สัสสิงห์ ตบหัวกูทำไม”

“ลามปามละมึงอ่ะ”

“โธ่! ไอ้ขี้หวง เวรเอ้ย มึนกว่าดื่มเหล้าอีก”

“พี่นินต้องทำใจหน่อยนะ พี่สิงห์ขี้หึง”

“มึงก็อีกคน” สิงห์ว่าพร้อมกับผลักหัวเทียนเบาๆ “เพ้อเจ้อใหญ่ล่ะ จะกินเหล้าก็อย่าให้เมา กูขี้เกียจแบกกลับบ้าน”

“ก็แบกไปนอนห้องพี่สิงห์ จะได้ไม่เหนื่อย”

“เรื่องอะไร ห้องก็ห้องกู เตียงก็เตียงกู กูก็ต้องได้นอนสิ”

“ตอนพี่สิงห์อยู่หอ เทียนก็ไปนอนห้องพี่ออกบ่อย...”

“ไอ้เทียน ใครอนุญาต...”

“แม่พี่อ่ะ” เทียนว่าพร้อมกับยัดผักทอดเข้าปากของสิงห์ที่อ้าหมายจะว่าเขาเช่นที่ทำมาตลอด แล้วพูดต่อ “เวลาเทียนเหงาๆ ไม่ก็เตรียมสอบ ก็ไม่นอนห้องพี่ตลอดแหละ แม่ไม่เห็นว่าอะไรเทียน แถมปั๊มกุญแจให้ด้วยหนึ่งดอก”

“ฮ่าๆๆๆ ไอ้สิงห์ เตรียมทำกุญแจใหม่ไม่ก็ทำโซ่คล้องได้เลย”

“ฮิ้ววว ต้องอย่างนี้ดิวะ ถึงจะเอาไอ้สิงห์อยู่”

“-_- ถามกูบ้างไหมล่ะ ว่าเอามันไหม เพื่อนเวร เชียร์ไม่ดูตาม้าตาเรือ”

“จะไปว่าเพื่อนทำไมอ่ะพี่สิงห์ ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ”

“ความจริงอะไรของมึงครับ”

“ความจริงที่ว่า วันหนึ่งพี่ก็ต้องเป็นของเทียนไง”

“...”

“อิอิ”

“อิอิพ่อง ตลกตายอ่ะ” เทียนหัวเราะเบาๆ ขณะมองคนตัวสูงเอนหลังพิงพนักโซหาอย่างเคืองๆ ที่เถียงกลับไม่ได้หรืออาจจะเหนื่อยที่จะเถียงเขาก็ได้ ก่อนจะเท้าคางเอียงคอมองอีกคนพูดคุยกับเพื่อน กินเหล้าไปเงียบๆ ไม่ปฏิเสธหรอกว่าการได้คุยกับพี่สิงห์เป็นเรื่องที่เขาชอบ แต่การได้มองอีกคนพูดคุย โต้เถียง หัวเราะกับหมู่เพื่อนก็เป็นความสุขอีกอย่างของเขาเหมือนกัน ขณะที่กำลังหันมาเติมน้ำแข็ง เทียนก็พลันชะงักค้างไปกับแววตายิ้มๆ ของพี่คิงที่มองมา อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรเลยสักนิด แต่แค่ยักคิ้วเหมือนรู้ทันมาทางเขา แก้มของเขาก็พลันร้อนผ่าวยิ่งกว่าดื่มเหล้าแรงๆ เสียอีก

“มองอะไรน้องเทียน หวงนะเนี่ย”

“มองเฉยๆ น่ารักดี”

“คิง”

“คิงหมายถึง ตอนน้องเขาแอบมองพี่สิงห์น่ารักดีไง”

“แล้วไป...เออ แต่เห็นด้วยนะ สิงห์ ไม่สนใจหน่อยหรือวะ” พี่เพจว่าพร้อมกับเบนหัวข้อสนทนาไปยังเพื่อนของตัวเองที่ยังคงทำตัวเหมือนทองไม่รู้ร้อน จิบเหล้าเงียบๆ คล้ายไม่ได้ยินคำถามนั้น จนเมื่อทนสายตาที่เขามองไปไม่ไหวนั่นล่ะ พี่สิงห์ถึงได้ยอมพูด “ไม่สนใจ”

“ทำไมวะ? แฟนก็ไม่มี จีบใครก็ไม่ได้จีบ ทำไมไม่ลองมองน้องมันหน่อย”

“...กูมีคนที่ชอบแล้ว”

“ห๊ะ!”

“ใครวะ”

พี่สิงห์เบือนหน้าไปมองพี่นินที่แสดงออกว่าอยากรู้จนออกหน้าออกตา “เสือก”

“กูก็แค่อยากรู้ไหมล่ะ....โอ๊ะ! รู้แล้ว”

เทียนมองบรรยากาศในวงเหล้าที่เหมือนจะเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาเฮฮาอีกครั้งด้วยฝีมือของพี่เกมที่หยิบยกเรื่องตลกสมัยเรียนขึ้นมาเล่า กระนั้นความสงสัยก็ยังอยู่ในใจของเทียน ใช่ว่าเขาจะไม่เอะใจเลยว่าพี่สิงห์มีใครอยู่ในใจ แค่พี่สิงห์แปลกไปแค่เล็กน้อยเขายังรู้ นับประสาอะไรกับการแสดงออกในช่วงไม่กี่วันที่พี่สิงห์ย้ายกลับมาอยู่บ้าน เขาจะไม่รู้ได้ยังไงว่าพี่สิงห์แปลกไป

บางครั้งก็เหม่อลอย บางครั้งก็ยิ้มอยู่หน้าจอมือถือ บางครั้งก็ทำหน้าเศร้าๆ

ทั้งหมดนั้นมันต่างอะไรกับใบหน้าและท่าทางของตัวเขาเองที่มองตัวเองผ่านหน้ากระจกกัน

ภาพของพี่สิงห์ซ้อนทับตัวเขาเองขนาดนี้ เขาจะไม่รู้ได้ยังไงว่าอีกคนมีความรักและคงเป็นความรักที่ยากจะบอกออกไป ไม่ก็ไม่มีวันเป็นไปได้

“ว่าแต่พี่สิงห์ได้งานที่ไหนอ่ะ? ที่เดียวกับพี่เพจไหม”

“ไม่ใช่ แต่ก็ไม่ไกลกันมากนะ”

“จริงดิ ไว้เดี๋ยววันไหนพี่ว่าง นัดกันมากินข้าวเย็นด้วยกันดีไหม?” รอยยิ้มของพี่คิงขยายกว้างขับเน้นให้ใบหน้าที่เหมือนจะธรรมดานั่นน่ารักขึ้นเป็นกอง เมื่อเขามองรอยยิ้มนั้นของพี่คิง เขาก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่เพจถึงได้ชอบคนคนนี้

และคงไม่ใช่แค่พี่เพจที่หลงรักรอยยิ้มนี้

เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆ เผยรอยยิ้มกว้างแบบที่น้อยครั้งจะปรากฏบนใบหน้า วินาทีนั้นเทียนก็รับรู้ได้ทันทีว่า บางทีอีกคนที่หลงรักรอยยิ้มนี้คงเป็นตัวพี่สิงห์เองด้วย

“เอาสิ”

เพราะแบบนั้นแววตาจึงได้อ่อนโยนถึงขนาดนี้

“เอาไว้เรามานัดกินข้าวด้วยกัน”

เพราะแบบนั้นน้ำเสียงจึงเจือกระแสอันอ่อนหวาน...แบบที่เขาไม่เคยได้ยินจากอีกคนแบบนี้

รอยยิ้มที่มักจะมีอยู่บนใบหน้าของเทียนหายไปแล้ว จริงอยู่ว่าวันนี้ต้องมาสักวัน แต่มันก็ทำใจไม่ได้ง่ายๆ สักหน่อย ที่ต้องมารับรู้ว่าคนที่ชอบแอบรักใครอยู่ แล้วดันเป็นคนที่คนที่เขารักไม่อยากตัดใจเองด้วยแบบนี้ เทียนจึงตัดสินใจเอ่ยปากขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แล้วเดินเตร่ไปทั่วบริเวณร้านเหล้าที่มาดื่มฉลองกันอย่างไร้จุดหมาย

เขาเดินสะเปะสะปะไปเรื่อยจนหยุดอยู่แถวอ่างเลี้ยงปลาของร้าน ทิ้งตัวลงนั่งยองๆ เอานิ้ววนเล่นในบ่อไปเรื่อย ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปไกล นึกย้อนถึงความทรงจำก่อนเก่าที่ย้อนกลับคืนมาไม่ได้แล้วเทียนก็ได้แต่ยิ้ม

แม้ในอดีตพี่สิงห์จะมีแฟนเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ แต่มันก็แค่อดีตแฟน เมื่อเลิกกัน ผู้หญิงเหล่านั้นก็ถูกลบออกไปจากใจของพี่สิงห์ น้อยครั้งที่เขาจะได้ยินชื่อเรียกของพวกหล่อนออกจากปากของอีกฝ่าย

แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่

เพราะไม่สมหวัง เพราะไม่อยากสูญเสีย ความรักนั้นจึงไม่เคยได้เปิดเผย ไม่ได้บอกสู่คนที่เป็นเจ้าของมัน เพราะแบบนั้น...มันจึงยังอยู่ในใจของพี่สิงห์ตลอดเวลา กระทั่งตอนนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ในแววตาของพี่สิงห์ที่มองไปยังอีกฝ่าย

แววตาที่เขาเฝ้ารอและหวังว่าสักวันจะมองมายังเขาบ้าง

น่าเสียดาย

มันไม่มีวันมาถึง

“มานั่งโง่อะไรตรงนี้”

“จะมีสักครั้งไหมที่พี่จะพูดจาภาษาดอกไม้กับเทียนอ่ะ”

สิงห์ยักไหล่เหมือนไม่แคร์ใส่แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นข้างๆ ในมือของอีกคนมีขวดนมอยู่ ซึ่งต่อมาขวดนมนั้นก็มาอยู่ในมือของเขา คงเพราะพี่สิงห์เห็นว่าเขาดื่มมากเกินไป จึงไม่อยากให้เมา แต่ดื่มนมมันช่วยให้สร่างเมาตรงไหนไม่ทราบ ขณะที่กำลังคิดว่าส่วนประกอบไหนในนมจะช่วยให้เขาสร่างเมา เสียงพูดของพี่สิงห์ก็ดังขึ้นเสียก่อน

“เป็นอะไรอีก”

“จะเป็นอะไรได้อีก นอกจากคนที่รักพี่”

“อย่ามาเล่นตอนนี้ พี่จริงจังไหมล่ะ”

“เทียนก็จริงจัง ทำไมถึงคิดว่าเทียนล้อเล่นตลอดเลยวะ”

“...”

“หรือเพราะพี่คิดว่าเทียนล้อเล่น ที่ผ่านมาถึงได้มองว่าความรู้สึกเทียนไม่มีค่าอะไรเลย”

“ใช่แบบนั้นที่ไหนล่ะ...”

“แล้วแบบไหนอ่ะ ความรู้สึกไหนล่ะที่พี่มีให้เทียน สงสาร? สมเพซ? เห็นใจ? ความรู้สึกไหนบอกมาดิ”

“มึงเมาแล้วเทียน”

“เทียนไม่ได้เมา” ทั้งที่ปากพูดแบบนั้น แต่เหมือนกับรสนมที่ดื่มอยู่จะขมขึ้นมาชั่วครู่ ตอนแรกเขานึกว่าเขาคิดไปเอง แต่ต่อมาถึงได้เข้าใจ คงเพราะน้ำตามันไหลออกมาปะปนไปกับนมในปาก จึงทำให้รสนมจืดๆ พลันขมขึ้นมา “ถ้าเทียนเมา เทียนจะจับพี่ปล้ำ ไม่มานั่งร้องไห้ตัดพ้อเป็นนางเอกแบบนี้หรอก”

มุมปากของพี่สิงห์ยกขึ้นเล็กน้อยจนถ้าไม่สังเกตคงไม่เห็น ก่อนที่มือข้างหนึ่งของพี่สิงห์จะเลื่อนมาเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้ม สายตาที่มองมาเอ็นดูราวกับเด็กคนหนึ่ง ทำให้เทียนไม่ชอบใจเอาเสียเลย แต่เขาก็ดันเสพติดความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายแสดงออกมาเนี่ยสิ จึงได้แต่นิ่งให้อีกคนเช็ดน้ำตาแบบนั้น

“เนี่ยนะไม่เมา ถ้าไม่เมาแล้วร้องไห้ทำไม”

“ไม่เมาแล้วเสียใจไม่ได้หรอ”

“...”

“ถ้าเทียนไม่เมา เทียนจะร้องไห้ออกมาไม่ได้หรือไง”

“จะดีที่สุดถ้ามึงไม่ร้องไห้”

“เสียใจก็ต้องร้องไห้ดิวะ จะให้เทียนหัวเราะหรือไง”

“เทียน”

“พี่คิงใช่ไหม?” เทียนว่าพลางสูดน้ำมูก ซุกใบหน้าตัวเองกับเข่าทั้งสองที่ชันขึ้นเป็นฐานวาง โอบแขนรอบตัวเหมือนจะสร้างภาพลวงตาว่าตัวเองถูกโอบกอดจากใครสักคน ทั้งที่จริงๆ แล้วคนที่โอบกอดตัวเขาก็มีแต่ตัวเอง เป็นเช่นนั้นเสมอมา “คนที่พี่ชอบน่ะ”

“รู้ดี”

“อือ ชอบพี่นี่ จะไม่รู้ใจพี่ได้ยังไง”

“...”

“ทำไมถึงชอบ”

“จะไปรู้หรือไง รู้อีกทีก็ชอบแล้ว”

“เหมือนเทียนเลย”

“...”

เทียนเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาที่เขาจับจ้องมาตลอดตั้งแต่เด็ก แล้วพลันยิ้มออกมา “รู้ตัวอีกที เทียนก็ตัดใจไม่ลงมาสิบปีกว่าแล้ว”

“นี่กำลังพูดให้กูรู้สึกผิด?”

“อือ ถ้ารู้สึกผิดมากจนยอมคบกับเทียนได้ก็ดี”

“แล้วมึงจะโอเคหรือไง กูไม่ได้ชอบมึงนะ”

เขาสะอึกไปนิดหน่อยตอนที่ได้ยินคำว่าไม่ได้ชอบเต็มปากเต็มคำจากปากของพี่สิงห์ แต่ก็ยังพยายามที่จะรั้งรอยยิ้มเอาไว้ให้ได้นานมากที่สุด กลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอแล้วพูดต่อด้วยเสียงสั่นๆ ฟังออกได้ทันทีว่ากำลังจะร้องไห้

“โอเคสิ อย่างน้อยๆ เทียนก็จะสามารถจับมือของพี่ กอดพี่ได้เท่าที่อยากทำ”

“...”

“ถ้ามีพี่อยู่ข้างๆ จะอะไรเทียนก็โอเคหมดแหละ”

“แล้วทุกวันนี้ไม่ดีหรือไง? มึงก็มีกูอยู่ข้างๆ แบบนี้อยู่แล้วนี่เทียน”

“...”

“จะดันทุรัง...ให้ตัวเองเสียใจไปทำไม”

“อย่าถามคำถามที่พี่เองก็ตอบตัวเองไม่ได้ได้ไหม?”

“...”

เทียนเงยหน้าเปื้อนน้ำตา ยิ้มมองอีกฝ่าย “อย่าถามแบบนั้น ทั้งที่ตัวเองยังมีความรักที่ทำให้พี่เองเสียใจอยู่สิ”

“...”

เทียนหันกลับไปมองอ่างเลี้ยงปลาแล้วทิ้งให้ความเงียบครอบงำพวกเขา ไม่มีใครยอมพูดอะไรขึ้นมาอีก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเลือกที่จะลุกหนีหายไปไหน สุดท้ายเทียนก็รับรู้ได้ถึงน้ำหนักสายหนึ่งที่กดทับบนไหล่ แรงเบาบางจนเหมือนไม่มีนั่นทำให้น้ำตาที่อุตส่าห์กลั้นเอาไว้ไหลออกมาอีกจนได้

“ถ้าพูดแบบนั้น พี่ก็คงไม่มีคำพูดอะไรจะห้ามเทียนไม่ให้ชอบพี่แล้วล่ะ”

“...”

“เพราะถ้าพี่ไล่เทียนให้ไปชอบคนอื่น... คนอื่นที่ชอบเทียน พี่ก็ต้องไล่ตัวเองให้ไปชอบคนอื่นเหมือนกัน”

“...คนอื่นที่ว่าเป็นเทียนได้ไหม?”

“...”

“เป็นเทียน...ไม่ได้จริงๆ เหรอพี่สิงห์”

ดวงตาฉ่ำน้ำเบือนสบกับนัยน์ตาที่ไม่เคยสั่นไหวกับสิ่งใดๆ ยกเว้นในยามที่ได้ยลรอยยิ้มกว้างของใครคนนั้นเมื่อครารู้ใจตัวเอง ก่อนจะเสหลบไปอีกทาง เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่อาจทนมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกคู่นั้นได้อีกต่อไป

"พี่มองเทียนเป็นน้องมาตลอด”

“...”

“พี่ไม่อยากทำร้ายเทียนหรอก”

“...แล้วพี่ไม่คิดบ้างหรอว่าความใจดีนี่ที่พี่คิดว่ามันดีต่อเทียน ก็กำลังทำร้ายเทียนอยู่เหมือนกัน”

“...”

“ทำไมไม่ลองให้เทียนได้คบกับพี่ ได้เจอความจริงสักครั้งละพี่สิงห์”

“...”

เทียนหันไปยิ้มให้กับคนข้างกาย เค้นความกล้าอันน้อยนิดเลื่อนมือเข้ากุมมือข้างหนึ่งของสิงห์ ก่อนจะบีบแน่นเหมือนไม่อยากปล่อยให้หลุดมือ “ไม่คิดว่าการที่ให้เทียนได้เผชิญกับความจริงที่ว่าพี่ไม่มีวันรักเทียนได้เร็วเท่าไหร่ มันก็ดีกับเทียนบ้างเหรอ”

“...”

“พี่สิงห์ ถ้าพี่หวังดีกับเทียนจริงๆ ก็ช่วยให้เทียนได้คบกับพี่เถอะ”

“...”

“เทียนแค่อยากได้อยู่ข้างพี่ด้วยฐานะอื่น ไม่อยากเป็นแค่น้องแล้ว”

“...”

“แล้วหลังจากนี้ ถ้าหากมันถึงวันที่เทียนต้องยอมรับว่าเรื่องของเรามันไม่มีวันเป็นไปได้ เทียนจะไปเอง”

สิงห์มองใบหน้าที่เขาคุ้นเคยตั้งแต่เล็ก มองรอยยิ้มที่เขาไม่เคยลืม มองดวงตาที่ไม่เคยละสายตาไปจากเขา ก่อนจะเลื่อนไปมองฝ่ามือที่สั่นระริกและไร้เรี่ยวแรง ทว่าก็ยังพยายามที่จะยึดรั้งเขาไว้ข้างกายแล้วหลับตาลง หวนนึกถึงคำพูดที่เด็กคนนี้เคยพูด...คำพูดที่เอ่ยมาแล้วแสนนาน จนเขาแทบหลงลืมมัน

‘กูทำให้มึงร้องไห้ขนาดนี้ ทำไมยังไม่ตัดใจสักที’

‘...’

‘เทียน มึงเลิกดึงดันเถอะ กูก็ดูแลมึงมาตลอด ใช่ว่ากูอยากจะเห็นมึงร้องไห้แบบนี้สักหน่อย’


‘การที่เทียนร้องไห้ ถ้าไม่เพราะสิ่งนั้นคือสิ่งที่เทียนอยากจะหนีไปจากมัน...มันก็เป็นสิ่งที่เทียนอยากอยู่กับมันไปตลอดชีวิต’ น้ำตาของเทียนที่อาบแก้มในวันนั้นคล้ายจะซ้อนทับในวันนี้ ใบหน้านั้นทั้งยิ้มและร้องไห้ไปพร้อมกัน แต่กลับทำให้คนมองเจ็บปวดไปด้วย น้ำตาของเทียนทำให้เขาทั้งสงสารและจนใจได้เสมอ

ทั้งนี้...คำพูดในวันนั้นก็ทำให้เขาลืมความรู้สึกที่เด็กคนนี้มีต่อเขาไม่ลงเช่นกัน

‘มันอาจจะเป็นโชคร้ายของพี่สิงห์ก็ได้ที่เทียนดันอยากอยู่กับพี่ไปตลอดชีวิต’

‘...’

‘ดังนั้น อย่าไล่เทียนหรือบอกให้เทียนตัดใจเลยนะ’

‘...’

‘เพราะนอกจากพี่แล้ว บนโลกนี้ก็ไม่มีใครสำคัญสำหรับเทียนอีกแล้ว’


“...ถึงวันนั้นอย่าเสียใจแล้วกัน” สิงห์พูดออกมาเบาๆ ขณะที่เด็กตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง แสงไฟประดับสวนส่องแสงกระทบเข้ากับหยาดน้ำตาที่ยังคงหลั่งรินจนเกิดประกายแสงแวววาว แต่ในวินาทีที่เขาเงยสบกับนัยน์ตาตรงหน้าอีกครั้ง มันกลับไม่มีความเศร้าหลงเหลืออีกแล้ว กลับพบแต่เงาของความสุขเลือนรางและความรัก...ที่เหมือนไม่เคยถูกกาลเวลาทำให้ลบเลือนหายไปจากใจอีกคนเลย

“เทียนรักพี่นะ”

“รู้แล้ว”

“รักมากจริงๆ”

“รู้ตั้งนานล่ะ จะบอกอะไรนักหนา”

“ที่ผ่านมา เทียนได้แต่บอกในฐานะน้องคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว”

“...”

“เทียนบอกในฐานะของคนคนหนึ่งที่รักพี่ จะเหมือนกันได้ยังไงเล่า”

“...บ้าบอ”

เทียนเผยยิ้มกว้าง พยักหน้ารับตามเขาเหมือนคนโง่ “อืม เทียนบ้าไปแล้วแหละ”

“...”

“ที่คิดว่าต่อให้สุดท้ายพี่ไม่มีวันรัก เทียนคงตัดใจไม่ลงอยู่ดี”









เปิดๆ ปิดๆ สุดท้ายหวยก็มาออกที่พี่สิงห์
ใครยังจำพี่สิงห์จาก Rule of secret love "กฎของคนแอบรัก" ได้บ้าง
มาเป็นพระเอกแล้วนะ แต่ยังคงคอนเซ็ปท์ทำร้ายนายเอกเสมอ 5555
เรื่องนี้จะเริมช่วงหลังสิงห์และเพื่อนๆ รับปริญญาไม่นาน เป็นเรื่องราวก่อนตอนพิเศษในกฎของคนแอบรัก
ส่วนเรื่องนี้จะจบดีหรือไม่นั้น...ไม่แน่ใจค่ะ ฮ่าาาาา (ไม่ได้สปอยหรอก แต่มันก็เหมือนสปอยไปแล้วในตอนพิเศษน่ะนะ TT)
ต้องดูว่าน้องเทียนของเราจะเปิดใจพี่สิงห์ได้ไหม

ฝากเรื่องนี้ด้วยนะคะ ^^ :NAVY
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-10-2017 22:00:13 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ ป้ากิ่งkingkarn

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 316
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตามมาจากเพจคิงค่ะ
จริงๆนะบนโลกใบนี้ความพอดีมันอยู่ที่ไหน???
รักเขาเขาไม่รัก ที่มารักก็ไม่รักเขา เจ็บกันวนๆไป ทั่วถึงดีค่ะ^^
ชอบความแอบรักของคิงมากๆแอบรักของคิงเป็นแบบไฮอีคิวจริงจัง
รักแบบไม่ต้องครอบครอง ขอเพียงเธอยิ้มก็สุขใจพอแล้ว แม้จะไม่ได้ยิ้มเพราะเราหรือให้เราก็ตามที

พอมาอ่านเรื่องนี้ แอบรักของเทียนช่างแตกต่างตรงกันข้าม
แอบรักแบบไม่แอบ และต้องการทุกอย่างทั้งหมดโดยไม่เกี่ยงวิธีและไม่เว้นแม้แต่มโนเอาเอง
ดูเหมือนจะเป็นแอบรักที่อีคิวสูงกว่า แต่น่าจะเจ็บกว่าคิงเห็นๆ
ยังไงก็เชียร์เทียนอยู่นะ ไม่ว่าจะทำให้พี่เขาตอบรักได้จริงๆ(มองไม่เห็นทางเท่าไร)หรือจะจบเเบบเจ็บๆก็ตาม
รออ่านต่อจ้า ขอบคุณนะคะ :กอด1:

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
#2
คุณคือความสุข








เขามีแฟนแล้ว

เมื่อมองนิ้วนางข้างซ้ายที่รับแหวนจากใครคนหนึ่งมาใส่ ก็พลันรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง ทว่าท่าทางและแววตาดีใจที่เทียนมองมายามที่สวมแหวนวงนี้ด้วยมือของอีกฝ่ายเอง ทำให้เขาไม่อาจถอดมันลง ได้แต่มองอีกคนยิ้มและยื่นแหวนอีกวงคู่กันมาตรงหน้า เอ่ยปากให้เขาสวมมันบนนิ้วให้

มันเป็นแค่แหวนทองคำขาวเรียบๆ วงหนึ่ง เหมือนจะไม่ได้สลักอะไรเป็นพิเศษ เพราะไม่คิดอะไรเขาจึงรับมา ต่อให้ตอนนี้พวกเขาจะขึ้นชื่อว่าคบกันอยู่ แต่นอกจากพวกเขาสองคนแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาพวกเขาคบกัน แม้แต่พ่อแม่ของเขาเองก็ไม่รู้ เพียงคิดเหมือนเดิมว่าเทียนเป็นฝ่ายตามตื้อตามจีบเขาเช่นเดิม

สิงห์ไม่ได้ชอบสถานการณ์แบบนี้เลยสักนิด แต่หากจะต้องหักใจทำแบบที่แล้วๆ มา ยื้อเวลาให้เด็กคนนี้ที่เขารักและเอ็นดูเหมือนน้องให้เสียใจต่อไป ก็ทำให้เขารู้สึกแย่ไม่แพ้กัน ถ้าหากต้องทำแบบนั้น สู้ยอมให้เทียนได้พบกับความเจ็บปวดจากความจริงไปเลยทีเดียวคงดีกว่า

ความจริงที่ว่าเขาไม่อาจตอบสนองความรู้สึกนั้นได้...เพราะตัวเขานั้นก็มีคนที่รักหมดหัวใจเช่นเดียวกัน

“แหวนอะไรวะสิงห์”

สิงห์เงยหน้ามองเพื่อนสนิทที่คบกันมาเกือบห้าปีแล้วส่ายหน้า “ไม่มีอะไร”

“ไม่มีอะไรอะไรล่ะ” เพจว่าพร้อมกับใช้ตะเกียบเคาะไปที่นิ้วนางข้างซ้ายของเขา “มึงเคยสวมแหวนที่ไหน บอกมา ใครให้มา”

“...”

“สิงห์?”

ตอนแรกเขาก็อ้าปากตั้งใจจะคุยหรอก แต่หางตาดันเหลือบไปเห็นเสียก่อนว่าคิงที่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำเมื่อครู่กำลังเดินกลับมาที่โต๊ะ จึงทำได้แค่ส่ายหน้าแสดงท่าทีว่าไว้ค่อยคุยทีหลัง เพจจึงยอมเงียบอย่างไม่เต็มใจนัก เพราะแทนที่เพื่อนของเขาจะมีสีหน้าชื่นมื่นกับความหมายของนิ้วที่สวมใส่แหวนนั่น อีกฝ่ายกลับดูซึมๆ ไปอย่างที่ไม่ควรเป็น

มื้ออาหารจบลงไปด้วยบรรยากาศชวนอึดอัดไม่น้อย แม้ว่าเพจอยากจะอยู่คุยกับเพื่อนรักมากเท่าไหร่ แต่ด้วยต้องไปส่งคนรักและตัวเพื่อนของเขาแสดงออกว่าอยากอยู่คนเดียว จึงไม่อยากจะคาดคั้นอะไรมากนัก ได้แต่มองส่งแผ่นหลังกว้างที่ดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูกของเพื่อนไปจนสุดสายตา

สิงห์เดินเรื่อยเปื่อยไร้จุดหมายมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ร้านอาหาร เดินผ่านกลุ่มคนที่แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบสามทุ่มแล้วก็ยังคงเดินเล่นนอกบ้านมากกว่าจะอยู่ที่บ้าน เดินมาสักพักเขาก็หยุดถอนหายใจ เมื่อรู้สึกว่าต่อให้เดินทอดน่องไปเรื่อยยังไงก็ไม่ได้ทำให้เขาสบายใจขึ้น จึงตั้งใจว่าจะกลับบ้านแทน

แต่ไม่คิดเลยว่าเมื่อมาถึงบ้านจะพบกับใครบางคนที่รอเขาอยู่

เทียนอยู่ตรงนั้นบนโซฟากลางบ้านของเขา ตรงที่เทียนนั่งมีแสงสว่างเลือนรางเพียงแห่งเดียวจากโคมไฟข้างโซฟา บ้านเงียบกริบเสียงที่ดังที่สุดคงเป็นเสียงลมหายใจของเทียน พ่อกับแม่ของเขาคนหลับไปแล้วสินะ สิงห์เกือบจะอ้าปากเรียกให้คนที่หลับตื่นและกลับไปนอนดีๆ ที่บ้าน แต่เมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยอ่อนและไม่สบายตัวจากการนอนที่โซฟาเขาก็พูดไม่ออก ได้แต่กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอและทิ้งตัวลงนั่งอยู่ข้างร่างที่หลับใหล

เขามองเสี้ยวด้านข้างของใบหน้าเด็กข้างกายแล้วเลื่อนมือไปเกลี่ยเส้นผมอ่อนนุ่มเบาๆ เผยให้เห็นหน้าผากมนและผิวกระจ่างใสเหมือนเด็กๆ ตามประสาคนที่ดูแลตัวเอง ครีมทั้งหลายบนห้องของเขาก็ได้มาจากเด็กนี่แหละ คอยซื้อ บังคับให้เขาใช้อยู่ทุกครั้งที่พบกัน บ่นว่าหน้าเขาแห้งบ้างล่ะ หน้าเขาฝ้าขึ้นบ้างล่ะ จนการทาครีมมันดันกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่เขาเคยชินไปเสียแล้ว บางคืนลืมทาครีมยังต้องลุกขึ้นมาทั้งที่ง่วงแทบตามเพื่อทาครีมให้ครบ

สิงห์ค่อยประคองศีรษะที่ห้อยเอียงหลับใหลของเทียนให้มาพิงไหล่ของตัวเองเบาๆ ระวังไม่ให้คนที่หลับตื่นขึ้นได้ ทิ้งให้บรรยากาศเงียบงันของพวกเขาดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ขณะที่เข็มนาฬิกายังคงเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สายตาเขากวาดมองบนโต๊ะที่มีแก้วนมวางเอาไว้ อุณหภูมิห้องที่สัมผัสได้ผ่านแก้ว ทำให้เขาเดาได้ว่าเทียนคงจะอุ่นเอาไว้ให้เขา แต่เขากลับไม่กลับมาเสียที ความร้อนในนมจึงค่อยๆ หายพร้อมกับที่เจ้าตัวเผลอหลับไป

เขาเคยบอกแล้วแท้ๆ ว่าเขาโตแล้ว ไม่ใช่วัยที่จะมาดื่มนมอุ่นก่อนนอนอีกแล้ว แต่เวลาที่เขากลับบ้านมาเจอเทียนทีไร เด็กคนนี้ก็ชอบจะอุ่นนมให้เขาหนึ่งแก้ว พร่ำบอกเขาเสมอว่าดื่มอะไรอุ่นๆ ก่อนนอนจะทำให้นอนหลับสบาย ซึ่งเขาก็ได้แต่แค่นหัวเราะใส่ทุกครั้ง เพราะเขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าการนอนหลับสบายเป็นอย่างไร มีแต่หลับเป็นตายเพราะเหนื่อยมาก ไม่ก็เพราะเมามากที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีเสียมากกว่า

ใครหลายคนมักบอกเขานั้นขี้เป็นห่วงและคอยดูแลคนอื่นเสมอ หาได้รู้ไม่ว่านิสัยเหล่านั้นมันถูกเพาะขึ้นเพราะการได้ใกล้ชิดเด็กคนนี้ มือเล็กๆ ที่เขาจับจูงตั้งแต่เด็ก ร่างที่เคยโอบกอดตอนที่อีกคนร้องไห้งอแง ทำให้เขาชินกับการดูแลคนอื่นๆ ไปด้วย แต่กระนั้นคนที่เขาสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเขาสามารถดูแลได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นอกจากพ่อและแม่แล้ว ก็มีแต่เทียน

เพราะมองเป็นน้องคนสำคัญ เป็นเหมือนคนในครอบครัวมาตลอด เพราะแบบนั้นเขาจึงไม่อยากทำร้ายจิตใจอีกคนแม้แต่นิดเดียว

ทว่าบนโลกนี้มีทางไหนบ้างที่เราจะได้ดั่งใจเสียทุกอย่าง

สุดท้ายคนที่เขาอยากจะดูแลไม่ให้ต้องเสียใจ ก็กลายเป็นว่าคนที่ทำให้เด็กคนนี้ต้องร้องไห้เสมอ คือตัวเขาเอง

“พี่กลับมาเมื่อไหร่”

“เมื่อกี้...” สิงห์ว่าพร้อมกับเลื่อนสายตาไปหยุดที่ฝ่ามือของตัวเองที่มีมือของใครบางคนเลื่อนมาจับเอาไว้อย่างถือวิสาสะ เงาวิบวับของแหวนแบบเดียวกันบาดตาจนเขามองมันต่อไปไม่ได้ ได้แต่เบือนหน้าหนี “ทำไมไม่กลับไปนอนบ้านดีๆ”

“เทียนรอพี่อยู่”

“ก็บอกแล้วว่าวันนี้กลับดึก”

“อืม ไปกินข้าวกับพี่คิง”

“...”

“...”

“กินข้าวหรือยัง”

“กินแล้ว วันนี้แม่ทำต้มจืดสาหร่ายให้ด้วย”

“เหรอ” ความอบอุ่นบางเบาที่โอบล้อมฝ่ามือ แม้จะไม่ชินอยู่บ้าง แต่สิงห์ก็ไม่ได้ปัดมันออก อาจเพราะชั่วพริบตาก่อนจะเบือนสายตาหนี เขาได้เห็นรอยยิ้มน้อยๆ บนเรียวปากของคนที่อิงแอบข้างกายเข้า จึงไม่อาจใจร้ายหักใจดึงมืออกมา

แต่ถึงหักใจได้ เขาก็คงไม่ทำอยู่ดี

“อึดอัดใช่หรือเปล่า?”

“...ไม่ใช่สักหน่อย”

“โกหกเทียนไม่ได้หร๊อก เป็นแค่พี่สิงห์ อย่าริอาจมาโกหกเทียนนะ!” แม้จะพยายามทำให้น้ำเสียงดูร่าเริงแค่ไหน แต่สิงห์ก็ยังรับรู้ได้อยู่ดีว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่แสดงออกเลย เทียนผละออกจากไหล่ของเขา หันหน้ามามองเขาด้วยรอยยิ้มที่เขาคุ้นเคย รอยยิ้มที่มักประดับอยู่บนใบหน้าของเด็กคนนี้ แม้แต่วินาทีที่ร้องไห้ ใบหน้าที่คล้ายจะเจือจางไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้งทุกครั้งที่มองเขา มันมักจะทำให้ใจเขาพลันอ่อนยวบ ไม่ใจแข็งพอจะพูดจาหรือทำอะไรที่มันจะทำร้ายจิตใจคนตรงหน้า

“ถ้าอึดอัดก็พูดกันตรงๆ ก็ได้ ถึงคำเรียกที่เทียนต้องการจะเปลี่ยนความสัมพันธ์เรา แต่ระหว่างก็ยังเหมือนเดิมนะพี่สิงห์”

“...”

“ทำตัวแบบเดิมเถอะ ไม่ต้องสนใจเทียนขนาดนั้นจนตัวเองอึดอัดหรอก”

“...มีแฟนที่ไหนทำตัวแบบนั้นบ้างเล่า”

“...”

“ไม่ว่าจะเป็นไปได้นานแค่ไหน แต่ในเมื่อพี่อยู่ในสถานะนี้แล้ว จะทำตัวแบบเดิม มันคงไม่ยุติธรรมสำหรับเราเท่าไหร่”

เทียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดยิ้มที่กว้างกว่าเดิมออกมา ครั้งนี้ไม่มีความเศร้าเจืออยู่แล้ว มันสดใสและคล้ายปนไปด้วยความเขินอายระลอกหนึ่ง เพราะแก้มของเทียนที่กระจ่างล้อแสงไฟปรากฏริ้วแดงเรื่อออกมา ทำให้เขาได้เห็นใบหน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนและเผลอคิดไม่ได้ว่าเป็นแบบนี้ เด็กตรงหน้าเขาคนนี้ก็น่ารักดีเหมือนกัน

“พี่กำลังทำให้เทียนเขินนะ”

“ก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือไง เป็นแฟนกันแล้ว จะไม่เขินเลยหรือไง?”

“ไม่ได้หวังมากขนาดนั้น แค่พี่ยอมให้เทียนพิงไหล่แบบนี้เทียนก็พอใจแล้ว ไม่ได้หวังให้พี่เทคแคร์อะไรมากมายหรอก แต่...” คล้ายเทียนลังเลที่จะเงยสบตากับเขา นั่นทำให้เขาเผลอประหม่าไปด้วย “...ที่พี่พูดเมื่อกี้ ทำให้เทียนดีใจมากเลยล่ะ”

“...เด็กบ้า” ว่าแล้วก็เผลอเขกหน้าผากอีกฝ่ายไปอีกที แล้วเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่ามองอะไรอยู่ แต่เขามองตาเทียนตอนนี้ไม่ได้จริงๆ

“อีกล่ะ เขกหัวเทียนอีกแล้ว”

“ไม่พอใจ?”

เทียนยิ้มตาหยี จับมือที่เขกหัวตัวเองเอียงคอแนบแก้มด้วยท่าทางอ้อนๆ ชวนให้ใจอ่อน “ไม่ใช่สักหน่อย พี่สิงห์ทำอะไร เทียนก็ชอบทั้งนั้นแหละ”

“...”

“เทียนชอบให้พี่สิงห์ดุเทียน เพราะเทียนรู้ว่าพี่สิงห์ห่วง”

“...”

“เทียนชอบให้พี่สิงห์ลูบหัวของเทียน เพราะเทียนรู้ว่าพี่กำลังชมเทียนว่า เทียนเก่งมาก”

“...”

เด็กตรงหน้าลังเลชั่วอึดใจ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจยกฝ่ามือนั้นที่สวมแหวนขึ้นจรดริมฝีปากเบาๆ เหมือนชั่วพริบตานั้นปลายนิ้วของเขาสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าสายหนึ่ง เมื่อริมฝีปากของเทียนแตะลงมา เทียนอมยิ้มเขินอายแล้วพูดต่อ “เทียนชอบตอนที่พี่สิงห์เขกหัวเทียนด้วย เพราะเทียนรู้ว่าพี่สิงห์กำลังเอ็นดูเทียนอยู่”

“คิดเข้าข้างตัวเองไปหน่อยไหม”

“ก็มันคิดแบบนี้แล้วเทียนมีความสุขนี่นา แล้วมันไม่จริงหรอกเหรอที่เทียนพูดไปแบบนั้น”

“...”

“พี่สิงห์...ไม่ได้คิดอย่างนั้นเหรอ”

“เออ พ่อคนเก่ง อ่านใจคนเก่งล่ะเกิน”

“เทียนจะถือว่านั่นเป็นคำชมนะ ฮี่ๆ”

เสียงหัวเราะประหลาดของเทียนทำให้สิงห์หลุดยิ้มออกมาและหันกลับมามองใบหน้ายิ้มแย้มของคนข้างกายได้เต็มตา ไม่รู้ว่าเขาอินกับสถานะใหม่เกินไปหรือเปล่าหรืออาจจะมีอะไรที่ดลใจเขาให้ทำมันลงไปก็ได้ เมื่ออยู่ดีๆ เขาก็เลื่อนใบหน้าให้เข้าไปใกล้ใบหน้าของเทียนมากขึ้น มากขึ้นจนเห็นได้ชัดถึงความประหลาดใจที่ฉายชัดบนใบหน้าของเทียน ก่อนที่เขาจะจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากที่เขามักจะเขกลงไปเบาๆ

การกระทำราวกับปีกแมลงปอสัมผัสผิวน้ำ แต่ความรู้สึกนั้นราวกับคลื่นทะเลสาดกระทบชายฝั่ง

เมื่อเขาผละใบหน้าออกมา ก็ได้แต่หัวเราะเมื่อเห็นว่าใบหน้าของเทียนแดงเถือก ทั้งยังคล้ายคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว บางทีเจ้าตัวอาจจะไม่ทันคิดก็ได้ว่าเขาจะทำแบบนี้ ใช้เวลาอยู่หลายนาทีกว่าเทียนจะกลับมามีปฏิกิริยาอีกครั้ง มือทั้งสองของเทียนแตะลงบริเวณที่เขาหอมพลางเม้มปากแน่น ท่าทางของเทียนเหมือนอยากจะร้องออกมา แต่ไม่กล้าเพราะทั้งบ้านคนที่ตื่นอยู่ก็มีแต่พวกเขา ดังนั้นคนตัวเล็กจึงทำได้แต่เม้มปากกลั้นเสียงตะโกนเอาไว้จนใบหน้าดูตลกมากขึ้นทุกที ทำให้เสียงหัวเราะของสิงห์จากตอนแรกเพียงแค่เบาๆ เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

“ฮ่าๆ ทำหน้าอะไรของเราฮะ?”

“พี่สิงห์! จะหัวเราะอะไรเสียงดัง”

“ก็มันตลก”

“เดี๋ยวพ่อกับแม่ก็ตื่นหรอก”

“ฮ่าๆๆๆ”

“พี่สิงห์!”

เทียนตัดสินใจยื่นมือทั้งสองขึ้นปิดปากคนตัวสูง ถลึงตาใส่คล้ายจะต่อว่าที่สิงห์ไม่ฟังสิ่งที่ตัวเองพูดเลยแม้แต่น้อย ทว่าสิงห์ทำเพียงแค่เลิกคิ้วใส่ ก่อนจะจะทำในสิ่งที่เทียนไม่คิดว่าอีกคนจะทำ เทียนชักมือออกมาจากใบหน้าของสิงห์แทบไม่ทัน เมื่อฝ่ามือสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มที่เดาได้ทันทีว่าเป็นอะไร

ไอ้พี่สิงห์มันเลียมือเขา!

ไอ้บ้าเอ๊ย! ฟหกดเสวง T_T//

“ทำบ้าอะไรเนี่ยพี่สิงห์! มาเลียมือเทียนทำไม”

“เค็มว่ะ -_-“

“เออ เข้าห้องน้ำแล้วไม่ได้ล้าง ทำไม?”

“สกปรก”

“สมน้ำหน้า”

“กลับบ้านไปเลยไป”

“ชิ กลับก็ได้” เทียนว่าพร้อมกับลุกขึ้นทันทีโดยไม่มีการอิดออด ที่จริงวันนี้เขาตั้งใจจะแกล้งขอค้างบ้านอีกฝ่ายเสียหน่อย แต่ดูจากสิ่งที่เขาโดนกระทำในวันนี้ แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ใจของเขาที่เต้นรัวในอกจนกลัวว่าพี่สิงห์จะได้ยินมันรับไม่ไหวแล้ว หากโดนแกล้งอีกเขาคงหัวใจวายตายกันพอดี

สิงห์พยักหน้าและเดินตามไปจนถึงหน้าบ้าน เทียนมองอีกคนงงๆ เมื่อสิงห์ใส่แม่กุญแจที่รั้วหน้าบ้านแล้วมาหยุดยืนอยู่ด้านข้างเขา อดถามออกไปไม่ได้

“พี่สิงห์จะไปไหน”

“ไปส่งแฟน”

“...”

สิงห์ยิ้มมุมปากแล้ววาดแขนโอบคนที่เอาแต่ยืนใบ้ให้เดินไปข้างหน้า วินาทีนั้นเขาพลันคิดขึ้นมาว่าการแกล้งเด็กคนนี้ให้ได้อายมันก็สนุกดี

“ทำไม? ไม่อยากให้ไปส่ง”

“อยาก! ใครบอกว่าไม่อยาก”

“เออ ก็เดินดิถ้างั้น”

“...”

“เป็นไรอีก”

เทียนส่ายหน้าเบาๆ “เปล่าพี่สิงห์ แต่หลังจากนี้มาส่งเทียนแบบนี้อีกนะ”

“...”

“เทียนอยากเดินกลับบ้านกับพี่แบบนี้ทุกวันเลย”
















อ่านต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-10-2017 20:01:09 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
“สรุปแล้วแหวนนั่น?”

ไม่นึกว่าสุดท้ายเขาก็ต้องมาตอบคำถามนี้ของเพื่อนสนิทจนได้ สิงห์ลอบถอนหายใจชั่วครู่ก่อนจะเลือกตอบคำถามของเพจด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าเรียบเฉยที่สุด “แฟน”

“มีตอนไหน?”

“สองสามวันก่อน”

“น้องเทียน?”

“อืม” สิงห์ว่าพร้อมกับจิบเหล้าในมือ วันนี้เขาเลิกงานเร็วกันทั้งคู่ ฉวยโอกาสตอนที่คิงยุ่งอยู่กับงานที่มหาลัย รับคำชวนของเพจที่ชวนเขามาดื่มที่บ้าน โชคดีที่วันพรุ่งนี้คือวันหยุด ดังนั้นเขาจึงไม่คิดมากอะไรหากจะเมากันให้เละไปข้างหนึ่งที่บ้านของเพจ เพจแสดงออกอย่างชัดเจนว่าตกใจ ก่อนจะพูดต่อ

“ตอนนั้นพวกกูแค่แซวเล่นๆ นะ นี่มึงเอาจริงดิ ไหนว่าไม่คิดไรไงวะ”

“เพราะไม่คิดอะไรนี่แหละ ถึงได้คบ”

“ทำไม? แม่มึงเชียร์”

สิงห์ส่ายหน้า “เปล่า ให้มันตัดใจ”

“...”

“ให้มันรู้ว่ากูดีได้แค่พี่ชายมัน ไม่ใช่คนรักที่ดี มันจะได้เลิกชอบกูสักที”

“ไม่สมกับเป็นมึงเลยนะ ปกติมึงออกจะทำเรื่องที่ชัดเจนมากกว่าอ้อมค้อมแบบนี้ไม่ใช่หรือวะ”

เมื่อถึงดวงตาดื้อรั้นและใบหน้าที่แสดงออกถึงความรักชัดเจนไม่เปลี่ยนของเทียนแล้วสิงห์ก็ได้แต่หัวเราะ “ถ้ากูทำแบบนั้นแล้วมันตัดใจได้ง่ายๆ กูไม่กลุ้มใจมาจนป่านนี้หรอก กูพูดแล้วพูดอีก พูดจนขี้เกียจพูด มันก็ยังมายืนตรงหน้ากู บอกว่าชอบกูเหมือนเดิมอยู่ดี”

“...”

“มึงจะให้กูทำยังไงวะ? ถ้าไม่ยอมลองคบไปให้มันรู้ว่าสุดท้าย มันก็ไม่มีหวังอะไรทั้งนั้น มันเสนอทางนี้มาเองด้วย กูก็จนปัญญาแล้วเหมือนกัน”

“มึงนี่...เหี้ยดีเนอะ”

“สัส” สิงห์นึกอยากจะปาแก้วเหล้าในมือใส่หน้าหล่อๆ ของเพื่อนตัวเองเสียจริง “ใช่ว่ากูจะอยากเหี้ยแบบนี้ไหมล่ะ”

“แล้วไม่หวั่นไหวเลย”

“ถ้ากูจะหวั่นไหวนะ กูหวั่นไหวไปนานล่ะ ไม่อยู่โสดมาจนวันนี้หรอก”

“แล้วคนที่มึงบอกว่าชอบที่ว่าใครวะ?”

“...มึงจะอยากรู้ไปทำไม” สิงห์ชะงักไปแต่พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรด้วยการหันไปเติมเหล้าลงแก้ว แต่เพจหรือจะปล่อยให้เขาเลี่ยงคำถามไปได้ง่ายๆ

“ชอบคิงใช่ไหม”

“นี่เอาหัวแม่ตีนคิด -_-?“

“มึงคิดว่าหน้ากูเหมือนส้นตีนสินะ ถึงได้คิดแบบนั้น”

“ตลกตายอ่ะ”

“จริงไหมล่ะ?”

“...”

“ว่าล่ะ” เพจว่าแล้วกระดกเหล้าที่เหลือจนหมด แล้วเดินไปหยุดข้างเพื่อนของตน เติมเหล้าในแก้วจนเต็ฒ พิงกำแพงระเบียงห้องมองออกไปด้านนอกที่มืดสนิท แม้จะมีแสงไฟวับแวมจากถนนก็ตาม “ทุกอย่างที่มึงทำ สายตา การแสดงออก ไม่รู้ดิ แต่กูว่ามึงใส่ใจน้องมันเกินไปหน่อย ก็เลยเดาได้”

“...”

“แต่กูก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ เพราะถ้ามึงจะแย่งไปจริงๆ มึงคงทำไปแล้ว”

“น้องไม่ได้ชอบกู”

“...”

“เหมือนที่กูไม่มีทางชอบเทียน”

“ระวังจะกลืนน้ำลายตัวเอง กูขอเตือน”

“คิดว่ามันจะทำให้กูเปลี่ยนใจได้?”

เพจมองใบหน้าที่เหมือนจะหยันๆ ของเพื่อนรักแล้วยิ้มออกมา เป็นครั้งแรกที่สิงห์เดาความหมายของรอยยิ้มของเพจไม่ออก เมื่อมองนานเข้ามันก็ทำให้เขาหวั่นใจขึ้นมา ทั้งที่เพจยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ

“ยิ้มเชี่ยไร”

“น้องมันอาจจะไม่ได้ทำให้มึงเปลี่ยนใจได้ บางทีอาจจะถอดใจแล้วไปจากมึงด้วยเวลาไม่นานก็ได้ แต่ว่านะสิงห์...”

“...”

“มึงแน่ใจเหรอ ว่าไม่มีน้องมันในนั้นจริงๆ” นิ้วของเพจชี้มาที่อกของเขา คล้ายจะชี้ลึกลงมาที่กลางใจของเขา เขาเงียบไปแล้วค่อยๆ ส่ายหน้าช้าๆ

“ก็บอกไปแล้วว่าถ้ามีมัน กูคงไม่ได้โสดมาจนวันนี้...”

“ความรักบางครั้งมันก็ไม่ได้ต้องการสถานะมารองรับหรอกเว้ย”

“...”

“เหมือนที่ชอบใครสักคน เรามีสิทธิ์ว่าจะเก็บมันเอาไว้ที่ตัวเองไปตลอดชีวิตอย่างที่มึงทำหรือแสดงมันออกมา เสี่ยงหนึ่งในล้านว่าจะสำเร็จทำให้อีกคนรู้สึกเหมือนกัน แบบที่เทียนทำกับมึง แต่ในขณะที่เป็นแบบนั้นก็ไม่ได้มีสถานะไหนมาบังคับให้น้องกับมึงเป็น นอกเสียจากมึงจะบังคับสถานะให้ตัวเอง”

“...”

“มึงบังคับให้ตัวเองมองแค่พี่ชาย แค่คนแถวบ้าน แค่นั้นมาตลอดเองจนกลายเป็นว่ามึงปิดใจตัวเองหรือเปล่า?”

“...ความรู้สึกที่กูมีต่อเทียนมันคือความเป็นห่วง แต่กับที่เกิดกับคิง มันต่างออกไป”

“...”

“กูห่วงน้องมัน ไม่อยากให้เสียใจ ไม่อยากให้น้องมันร้องไห้ แต่ก็รู้แหละว่ากูทำได้แค่ปลอบใจ ได้แค่ให้กำลังใจให้น้องมันกล้าที่จะสู้เพื่อตัวเองต่อไป ทั้งที่จริงแล้วๆ กูอยากให้สายตานั้น คำพูด ความเข้าใจทั้งหมดนั้นที่น้องมีให้มึง มาเป็นของกู”

“...”

“มันต่างตรงนี้เว้ยเพจ”

“...”

“กับเทียนกูไม่ได้คิดอยากจะให้มันมาเคียงข้างกูมากขนาดนี้ แต่กับคิง พูดตามตรง ถ้ามึงไม่ใช่เพื่อนกู บางทีวันนี้กูอาจจะไม่ยอมแพ้”

“ฟังแล้วคันไม้คันมือยังไงก็ไม่รู้ว่ะ...” เพจบ่นออกมาขณะโคลงแก้วเหล้าในมือเล่น สิงห์หัวเราะออกมาเบาๆ กับคำพูดล้อเล่นของเพื่อน แต่แม้จะเป็นแบบนั้น เสียงหัวเราะนั่นก็คล้ายจะฝืดเฝื่อนเต็มที เมื่อต้องพูดความจริงที่ต้องการจะเก็บเอาไว้ออกมา มันก็เหมือนการเหยียบซ้ำที่แผลเดิม จนปากแผลที่คิดว่ามันสมานแล้วค่อยๆ เปิดออก อดไม่ได้ที่จะดื่มเหล้าไปซ้ำๆ ราวกับหวังว่าแอลกอฮอล์จะเข้าไปรักษาแผลนั้นในใจเขาได้

หวังว่าวันหนึ่งมันจะตกสะเก็ด กลายเป็นแผลเป็นที่แตะแล้วไม่เจ็บอีกได้ มีไว้เพียงเตือนใจถึงวันคืนเหล่านั้นก็พอ

“กูเข้าใจที่มึงพูดนะสิงห์ แต่...ไม่รู้ว่ะ อาจเพราะกูขี้หวงก็ได้ แต่กูเชียร์น้องเทียน กูเชื่อว่าน้องเขาเปลี่ยนมึงได้”

“เดี๋ยวได้หน้าแหก”

“รอจนถึงวันนั้นเดี๋ยวก็รู้ว่าใครจะหน้าแหก”

“เหอะ”

“สิงห์”

“อะไรอีก” เขาตอบรับเหมือนจะรำคาญ แต่เมื่อมองใบหน้าจริงจังของเพื่อนก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก

“ที่มึงบอกว่ามึงไม่เคยหวังให้น้องมันมาเคียงข้าง นั่นเพราะลึกๆ แล้วมึงรู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไงว่าน้องมันไม่มีวันไปจากมึง น้องมันจะอยู่ข้างๆ มึงเสมอ ตราบเท่าที่มึงหันกลับมา เพราะแบบนั้นมึงถึงไม่ได้รู้สึกว่าการมีอยู่ของเทียนมันสำคัญเท่าคนที่อยู่ตรงหน้ามึงอย่างคิง”

“...”

“แต่ว่านะสิงห์...กูอาจจะอวดภูมิไปหน่อย ตามประสบการณ์กู กูขอเตือนมึงเอาไว้ดีกว่า”

“...”

“อย่าปล่อยให้มันถึงที่สุดแล้วรู้ตัว”

“...”

“เพราะพอถึงตอนนั้นที่มึงเข้าใจตัวเอง เข้าใจน้อง เข้าใจเรื่องทั้งหมด พอมึงหันไปแล้ว...คนที่มึงคิดว่าไม่มีวันจากไปไหน อาจจะไม่อยู่คอยมึงแล้วก็ได้”

“...”

“หัวใจคนเรามันเปราะบางมากนะสิงห์ ให้ทนรับความเจ็บปวดแบกรับคำสัญญาที่อีกฝ่ายไม่มีวันจำแบบนั้นไปไม่ได้ตลอดหรอก”

“...”

“สักวันหนึ่ง เมื่อถึงวันที่ความอดทนมันหมดลง เขาก็จะเก็บเศษหัวใจที่พังแล้วหันหลังจากมา จากมา...เพื่อรักตัวเอง”

“...”

“กูได้แต่หวังว่าถ้าวันนั้นมาถึง... มึงจะไม่หันกลับไปมองแล้วเสียใจเหมือนคนบ้าแล้วกัน”











จากครั้งที่ผ่านๆ มา พี่เพจจะรบกวนพี่สิงห์เป็นศิราณีมาตลอด
คราวนี้เปลี่ยนมาให้พี่เพจผู้มากประสบการณ์เป็นผู้ให้คำปรึกษาพี่สิงห์บ้างค่ะ ฮาาาา
แววน้องเทียนดราม่ารำไร แต่อย่าเพิ่งหนีไปไหนนะคะ รอก่อน!
ฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ ^^

ปล.หายไปนานหน่อยอย่าว่ากันนะคะ ช่วงสอบพอดี แงงงง
NAVY
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-10-2017 20:06:07 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ yakkaru

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 98
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เตรียมทิชชู่ซับน้ำตา

ออฟไลน์ panpang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 536
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
แง

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
เรื่องนี้จะไม่สมหวังหรอ
เชียร์เทียนกับพี่สิงห์คู่กัน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ pim14

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
อยากให้เรื่องนี้สมหวังอ่ะค่ะ น้องเทียนก็น่ารัก ถ้าอิพี่สิงห์จะค่อยๆรู้ตัวช้า ก็ยังดีกว่าแบดเอนนะคะ ให้เหมือนกับที่พี่เพจเตือนไว้ว่ากว่าจะรู้ใจตัวเองก็สาย ดราม่าก่อน แล้วค่อยไปง้องอนทีหลังก็ได้เนอะ สงสารน้องเทียนจุง

ออฟไลน์ มะเขือม่วง

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 457
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
#3
คุณคือเสียงหัวเราะ










“ปวดหัวไหมพี่สิงห์?”

“อืม”

“ลุกไหวไหม? เทียนทำข้าวต้มมาให้ ตื่นมากินข้าวกินยาก่อนแล้วค่อยนอนต่อ” เสียงอันคุ้นเคยปลุกให้เขาลืมตาขึ้นมอง เปลือกตาหนักอึ้งเหมือนมีอะไรมาถ่วงเอาไว้ค่อยๆ เปิดรับแสง คราแรกทุกอย่างมัวไปหมดจนแยกไม่ออกว่า มือที่ประคองให้เขาลุกนั่งพิงหัวเตียงและเจ้าของน้ำเสียงห่วงใยคือใคร แต่เมื่อดวงตาของเขาปรับแสงและความชัดเจนได้ เขาก็พลันรู้ทันทีว่าคนตรงหน้าของเขาคือใคร

“เทียน...มาได้ยังไง”

“พี่คิงบอกทางเทียนมา ทั้งพี่ทั้งพี่เพจเมาเละกันทั้งคู่ ในบ้านพี่เพจก็ชวนกันไปทำบุญกันหมด เลยไม่มีใครช่วยพี่คิงดูพี่สองคน พอดีกับที่เทียนโทรหาพี่ พี่เขาเลยขอให้เทียนมาช่วย”

“...เหรอ”

“อยากให้พี่คิงมาดูมากกว่าอ่ะดิ” เทียนบ่นด้วยน้ำเสียงเหมือนจะน้อยใจ แต่สุดท้ายก็กลับมาเป็นแบบเดิม “เสียใจ! พี่เพจก็ต้องการคนดูแล แถมยังดื้อมากกว่าพี่ร้อยเท่า พี่คิงทิ้งมาดูพี่ไม่ได้หรอก”

“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยสักคำไหมล่ะ”

“คิดว่าเทียนเดาไม่ได้หรือไง”

“...”

“กินข้าวก่อนเร็ว ไม่ปวดหัวหรือไง”

สิงห์ยันตัวขึ้นมาจากเตียงนอนยับยุ่งหลับตาปรับให้สามารถมองภาพตรงหน้าได้ชัดขึ้นว่าแรกลืมตา แล้วอ้าปากรับข้าวต้มอุ่นๆ ที่เด็กตรงหน้าตั้งใจป้อนให้คำแล้วคำเล่า ไม่มีท่าทีประหม่าเขินอายหรือปัดป้องยามที่ถูกดูแลเอาใจใส่ เพราะเอาจริงๆ หากเขากล้าพูดว่าที่ผ่านมาเขาดูแลเทียนได้ดีที่สุด เขาก็ไม่กล้าค้านเช่นกันว่า คนที่เข้าใจเขาและรู้ใจเขาดีคนหนึ่งคือเทียน ไม่ว่าจะยามเขาป่วย ไม่สบายใจหรือเกิดเรื่องเล็กใหญ่ในชีวิต ไม่เคยเลยครั้งใดที่เขาจะหันกลับมาแล้วไม่พบเทียนยืนอยู่ตรงข้างกาย ดังนั้น ภาพที่เทียนทำกับข้าวหรือป้อนอาหารให้เขา ถือเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมากไปแล้ว

สิงห์มองไปมาทั่วห้องเหมือนจะทบทวนว่าเมื่อคืนเขาได้ทำอะไรหรือปากมากเผลอพูดอะไรไม่ดีออกไปหรือเปล่า ตอนนั้นเองเขาก็พลันสังเกตเห็นกลุ่มผมของใครบางคนที่หน้าประตูห้องที่เปิดเอาไว้ เมื่ออีกฝ่ายชะโงกหน้าเข้ามามากขึ้น สิงห์ผุดรอยยิ้มน้อยๆ ออกมา คิงนั่นเอง เด็กคนนั้นมองบรรยากาศในห้องและภาพของเทียนที่กำลังก้มเป่าข้าวต้มในชามให้เขา ก่อนจะยิ้มล้อเลียน ดูท่า...คงจะได้ยินเรื่องจากเพจมาบ้างแล้วสินะ คิงยิ้มล้อเลียนอยู่อีกสักพัก ก่อนจะหายไป ซึ่งเขาจะทำอะไรได้นอกจากยิ้มไปตามการล้อเลียนที่แสนน่ารักของอีกคน ทั้งที่จริงไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลย

ความรู้สึกตอนโดนที่ชอบเชียร์ให้ลงเอยกับคนอื่นมันเป็นแบบนี้สินะ

“เดี๋ยวพี่สิงห์กินยาด้วยนะ อยากเช็ดตัวหน่อยไหม?”

เขาส่ายหน้า “เช็ดหน้าก็พอ”

เทียนพยักหน้าแล้วเดินหายไปพักหนึ่ง ก่อนกลับมาพร้อมผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดกลับมาด้วย แรงที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไปเช็ดตามใบหน้าและลำคอระบายความร้อนและไม่สบายตัวให้เพราะฤทธิ์เหล้า สิงห์ฉวยโอกาสตอนที่เทียนตั้งใจอยู่กับการดูแลเขา มองไล่สีหน้าตั้งใจของอีกคนไปเงียบๆ

เมื่อเทียนไม่ได้หลุดพูดจาล้อเล่น ตั้งใจทำอะไรสักอย่าง เทียนคล้ายจะเป็นเทียนคนที่เขาไม่รู้จักขึ้นมาเสียอย่างนั้น เพราะแบบนี้หรือเปล่าถึงได้เป็นที่นิยมที่โรงเรียนหรือบรรดาครูอาจารย์ ก็อย่างที่เขาได้พูดเอาไว้ว่า หากไม่รวมน้ำเสียงหรือท่าทางแปลกๆ ที่เทียนชอบทำต่อหน้าเขาแล้ว เทียนในอิริยาบถอื่นๆ ก็ดูเหมือนผู้ชายทั่วไป ไม่ได้ดูเหมือนจะชอบผู้ชายได้เลย เขายังคิดว่าสักวันหนึ่งน้องคนนี้จะพาแฟนมาให้เขารู้จักเสียอีก

ใครมันจะไปรู้ว่าแฟนที่ว่าของเทียน จะเป็นคนที่เขายืนมองอยู่หน้ากระจกมาร่วมยี่สิบกว่าปีซะงั้น

“ถ้าปวดหัวอีก เรียกเทียนได้นะ เทียนอยู่ในห้องนี่แหละ”

“ไม่ออกไปไหนหรือไง?”

เทียนส่ายหน้า “เทียนไม่อยากไปไหนสักหน่อย อยู่เฝ้าพี่สิงห์ดีกว่า” มือของเทียนวางทาบลงบนหน้าผากของเขา อีกข้างวางทาบบนหน้าผากของตัวเองเหมือนวัดไข้ “ไม่ร้อน แต่เดี๋ยวกินพาราดักเอาไว้ดีกว่า เผื่อไข้ขึ้น”

“ทำเหมือนพี่เป็นเด็กๆ ไปได้”

“เด็กไม่เด็กไม่รู้ แต่พี่ต้องกินยา”

เขามองยาในมือของเทียนที่ยื่นมาแล้วถอนหายใจ แต่สุดท้ายก็ยอมกินมันแล้วดื่มน้ำตามอย่างว่าง่ายอยู่ดี เทียนมองแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอยู่ปลายเตียง ในมือคือหนังสืออ่านเล่นที่เจ้าตัวชอบอ่าน นั่งพักหนึ่งจึงค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนอ่าน จนทำให้สิงห์ที่เกือบเคลิ้มหลับสะดุ้งขึ้นมาเอ็ดเสียงเข้ม

“เทียน นั่งอ่านดี”

“ไม่เอา เมื่อยอ่ะ”

“นอนอ่านแบบนี้สายตาเสียพอดี”

“พี่สิงห์ขี้บ่นอ่ะ หลับไปดิ”

“เทียน”

“เฮ้อ” เทียนโคลงศีรษะเหมือนเหนื่อยใจกับเขา ทั้งที่ท่าทางแบบนั้นเขาต่างหากที่ต้องทำใส่อีกคน ไม่นานเทียนก็ขยับตัว ย้ายกองหนังสือให้มาวางอยู่ข้างตัวเขา ส่วนตัวเองทิ้งศีรษะหนุนบนหน้าท้องของเขาต่างหมอน ทิ้งให้สิงห์มองการกระทำกระทันหันของเทียนอย่างอึ้งๆ สุดท้ายก็ยอมแต่โดยดี เพราะรู้ว่าต่อให้ห้ามยังไง เทียนก็ยังจะทำแบบนี้อยู่ดี อย่างน้อยๆ ก็ยังดีว่านอนราบกับพื้นแล้วอ่านหนังสือให้สายตาเสียน่ะนะ

ไม่นาน เปลือกตาเขาก็หนักอึ้งแล้วทิ้งสติจมดิ่งไปกับความมืดมิดไปในที่สุด

















ในชีวิตของเขา คนที่สามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเพื่อนนั้นมีนับจำนวนคนได้เลยทีเดียว

ซึ่งหนึ่งในคนเหล่านั้นคือผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคนนี้ ตามตะวัน

“ดูหนังเรื่องไร?”

“มีเรื่องไรน่าดูอ่ะ หนังเข้าใหม่เหรอ?”

ตามขมวดคิ้วแล้วผลักหัวเขาเบาๆ “หนังใหม่มีแต่หนังผี กูคงยอมเสียเวลาไปนั่งฟังมึงกรี๊ดหรอก”

“ทำอย่างกับมึงไม่กรี๊ด”

“ก็ไม่กรี๊ดแต๋วแตกแบบมึงแล้วกันน่า... ดูนี่ไหม?”

เทียนเงยหน้ามองโปสเตอร์หนังที่เป็นหนังแนวโรแมนติคคอมเมดี้แล้วส่ายหน้า ชี้ไปอีกโปสเตอร์ที่เป็นหนังตลกแทน “ดูเรื่องนั้นดีกว่า”

“แต่เขารีวิวกันเยอะนะว่าเรื่องนี้สนุก”

“จะเอาไว้มาดูกับพี่สิงห์”

“...ครับๆ มีแฟนแล้วลืมเพื่อน จำไว้เลยนะ” แม้ปากจะว่าแบบนั้น แต่ตามก็ยังเดินไปกดบัตรดูหนังสองที่นั่งในเรื่องที่เทียนเลือกมาสำหรับพวกเขาสองคนอยู่ดี

ปกติแล้วเทียนมาดูหนังน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย นานๆ ทีจึงจะเข้าห้างมาดูหนังสักเรื่อง ซึ่งก็แล้วแต่อีกว่าอยากจะดูเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่ได้เพาะนิสัยที่ชอบทานอะไรระหว่างดูหนัง ในมือของเทียนและตามจึงมีแค่น้ำเปล่าคนละขวด ไว้ดื่มดับกระหายเท่านั้น

พวกเขาเดินเข้าไปรอในโรงเป็นกลุ่มแรกๆ ยืดขาเอนพิงมองโฆษณาที่ฉายไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้เบื่อ แม้ว่าระหว่างพวกเขาจะไม่มีใครพูดขึ้นแม้แต่คำเดียวก็ตาม ทว่ากลับไม่มีบรรยากาศอึดอัดออกมาให้เห็น ราวกับว่านี่คือเรื่องปกติที่หากไม่มีอะไรจะพูดระหว่างกันก็ไม่ต้องฝืนพูดเพื่อทำให้ระหว่างกันและกันไม่เงียบจนเกินไป แม้จะไม่ได้สนิทจนรู้ทุกอย่างเช่นที่เทียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพี่สิงห์ กระนั้นความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนก็ถือว่าใกล้กว่าเพื่อนคนอื่นๆ ที่เทียนมี

เทียนเคยมีโอกาสได้ไปบ้านตามครั้งสองครั้งตามงานที่ได้รับ จึงได้รู้จักครอบครัวของตามมาเล็กน้อย บ้านของตามมีฐานะเล็กน้อยด้วยเป็นลูกหลงจากพี่ชายค่อนข้างมาก บรรดาพี่ๆ ของตามจึงทำงานกันหมดแล้วในขณะที่น้องคนเล็กเพิ่งจะเข้ามหาลัย ทำให้ฐานะทางการเงินของบ้านตามไม่ขัดสน แถมยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกเสียด้วย

แต่บรรยากาศของคนในครอบครัวกลับไม่ได้ห่างเหิน พวกเขามักจะมีเรื่องให้พูดคุยกันเรื่อยๆ สนิทสนมรักใคร่แบบที่เทียนไม่เคยเห็นในบ้านของตัวเอง เมื่อครั้งที่พ่อและแม่ยังไม่หย่ากัน

คงเพราะเขาเป็นลูกคนเดียวและไม่ชินกับบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น ทุกครั้งที่ไปบ้านของตาม เทียนจึงมักเก็บตัวอยู่ในห้องของตาม ทำงาน อ่านหนังสือไปตามเรื่องตามราว ตามจึงต้องคอยมานั่งเป็นเพื่อนเสมอ

จริงก็รู้สึกผิดนิดหน่อยที่ทำให้ตามต้องมาคอยดูแลเช่นนี้ แต่จะให้เทียนไปนั่งอึดอัดใจท่ามกลางบทสนทนาที่ตัวเองไม่มีวันรู้เรื่องเขาก็อดทนไม่ไหวเช่นกัน ตามเองก็เข้าใจเรื่องนั้นเป็นอย่างดี จึงไม่เคยบังคับให้เทียนไปพูดคุยเฮฮากับครอบครัวของเขา ตามอดทนรอวันหนึ่งที่เทียนจะเข้าใจและยอมรับครอบครัวของเขาเสมอ

จนวันนี้ที่มิตรภาพของพวกเขาดำเนินมาเกือบหกปี แม้จะยังไม่สนิทสนมเท่าครอบครัวของพี่สิงห์ แต่เทียนก็สามารถพูดคุยกับครอบครัวของตามได้แล้วอย่างไม่ขัดเขิน

นอกจากความเป็นเพื่อนแล้ว ตามยังมักพ่วงเป็นที่ปรึกษาของเทียนในเรื่องความรัก ตามประสาคนเพื่อนน้อย ยิ่งคนที่ไว้ใจจนให้รับฟังได้ทุกๆ เรื่องนั้นยิ่งน้อยกว่า ตามจึงเป็นเกือบทุกอย่างให้เทียน เป็นเพื่อนให้เทียน บางครั้งก็เป็นพี่คอยให้คำปรึกษา หากเทียนดื้อรั้นก็แปลงร่างเป็นพ่อ คอยดุเทียนและหากเทียนเสียใจ ตามก็เป็นได้แม้กระทั่งทิชชู่ให้เทียนได้ซับน้ำตา แน่นอนว่าเรื่องที่เทียนจะเสียน้ำตาให้นั้น จะเป็นเรื่องอะไรไปได้ หากไม่ใช่เรื่องของผู้ชายที่ชื่อว่าสิงห์

“สนุกดีนะ แต่จบงงๆ ไปหน่อย”

“รู้เรื่องด้วยหรือไง เห็นหัวเราะอย่างเดียว”

“รู้เรื่องดิ”

“แล้วนี้จะกินข้าวไหม? แม่ชวน”

“ไม่เอาอ่ะ ง่วง จะกลับไปนอนแล้ว ไม่งั้นก็ว่าจะแวะไปหาพี่สิงห์ก่อน เมื่อเช้าเมาเละเลย ไม่รู้จะหายปวดหัวยัง” เทียนว่าพร้อมกับยกโทรศัพท์ออกมาเช็กข้อความ ทั้งเปิดแอพลิเคชั่นไลน์เพื่อพิมพ์ข้อความหาใครคนนั้นที่พูดถึงไม่หยุดปาก ทิ้งให้ตามคอยดูแลกันเจ้าตัวที่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์อย่างตั้งใจไม่ให้โดนใครชนจนล้มกระเด็นไปเสียก่อน

“งั้นกลับแท๊กซี่แล้วกัน ยืมจักรยานบ้านมึงปั่นกลับนะ”

“เออ เอาไปปั่นเหอะ ทิ้งไว้จนสนิมจะกินหมดคันละ”

ตามมองเพื่อนรักที่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความ แต่ยิ่งพิมพ์ก็ยิ่งหน้านิ่วคิ้วขมวด จนสุดท้ายก็พ่นลมหายใจคล้ายจะหงุดหงิด ปิดหน้าจอแชททิ้งแล้วยืนหน้าบูดอยู่ข้างเขาเงียบๆ ระหว่างรอรถแท๊กซี่ที่หน้าห้าง ตามจึงถาม

“เป็นอะไรอีก”

“พี่สิงห์ไม่กลับบ้าน”

“ก็เรื่องของพี่เขา”

“ที่ไม่กลับบ้านเพราะบ้านเพื่อนมีคนคนนั้นมากกว่า...”

ท้ายเสียงของเทียนที่กล่าวคล้ายจะปนไปด้วยความเศร้าใจจนคนฟังชักจะไม่สบายใจขึ้นมา ตามกระชับเป้ที่สะพายอยู่ก่อนจะโบกมือเรียกรถแท๊กซี่ เมื่อบอกปลายทางเรียบร้อยก็รีบยัดเพื่อนของตัวเองเข้าไปนั่ง ก่อนมันจะหลุดร้องไห้ริมถนนเป็นที่อับอายคนอื่น

ไม่ทันไร ทิ้งตัวลงนั่งไม่ถึงสิบวิ ดวงตาของเทียนก็เริ่มคลอไปด้วยน้ำตา เสียงสะอื้นเล็กๆ ในลำคอทำให้ตามอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ เขาเปิดกระเป๋าเป้หยิบผ้าเช็ดหน้าลายหมีปัญญาอ่อนที่พกไปไหนมาไหนตลอดขึ้นซับน้ำตาและน้ำมูกให้กับเพื่อนขี้แยของตัวเอง แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นไปอย่างอ่อนโยนนัก แต่อย่างน้อยบนใบหน้าของเทียนก็สะอาดขึ้นบ้าง “ร้องไห้อีกแล้ว มึงไม่เบื่อบ้างไง ตาบวมจนจึงเป็นไข่เป็ดอยู่แล้ว”

“ก็กูห้ามไม่ได้นี่”

“แล้วร้องไห้ออกมา เขารู้ไหมว่ามึงเสียใจ”

“...” เทียนเงียบไปแล้วส่ายหน้า ก่อนเริ่มต้นร้องไห้อีกครั้ง ลำบากผ้าเช็ดหน้าผืมเดิมซับลงที่แก้มและหัวตาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาของเทียน

“กูจะไม่มีโอกาสเลยหรอวะ?”

“...”

“ไม่มีทางที่คนแอบรักจะสมหวังจริงๆ เหรอวะ”

“กูไม่รู้หรอก กูรู้แค่มึงเสียใจกับไอ้รักเวรครั้งนี้มานานเกินไปแล้ว จนกูอดสงสัยไม่ได้ว่า ไอ้รักที่มึงอยากได้นักอยากได้หนาจากคนคนนั้น มันคุ้มแล้วเหรอวะ กับความเสียใจที่เขาไม่เคยรู้เลยตลอดหลายปีมานี้”

“...”

“...”

“คุ้ม” เทียนสูดลมหายใจแล้วปาดน้ำตา ขณะตอบ “สำหรับกู การที่ต้องเสียใจแล้วสุดท้ายเขายอมมาอยู่ข้างกูในที่สุด มันคุ้มเว้ย”

“กูว่ามึงขาดทุนมากกว่า” ตามว่าเสียงเขียว ทั้งเหนื่อยทั้งระอาที่จะพูดเตือนเพื่อนตัวเองว่าให้เผื่อใจเอาไว้บ้าง แต่เขาก็รู้ดีอีกนั่นแหละว่า ถ้าเพื่อนของเขามันเผื่อใจได้จริงๆ วันนี้มันคงไม่ร้องไห้และไม่เอาความรู้สึกตัวเองเป็นเดิมพันให้เขาทรมานเล่นเช่นนี้

“เลิกร้องไห้ได้แล้ว ขี้มูกเกรอะไปหมดล่ะ”

“เว่อร์”

“กูเว่อร์ที่ไหน นี่รอยใครสั่งขี้มูกตอบ!”

“ทีเดียวเอง”

“นอนเงียบๆ ไปเลยไป วุ่นวายนักนะมึงอ่ะ”

เทียนเบ้ปากใส่ตามก่อนจะกระแทกศีรษะเข้าที่ไหล่ของเพื่อนรักเป็นการลงโทษ แต่สุดท้ายกลับหลับไปจริงๆ เมื่อการจราจรในท้องถนนติดขัดจนยืดเวลาการเดินทางกลับบ้านของเขาให้ยาวนานขึ้นกว่าเดิม

ตามเหลือบสายตาไปมองใบหน้ายามนอนหลับของเทียนสลับกับภาพการจราจรข้างหน้า ก่อนจะเปิดกระเป๋าเป้อีกครั้ง ล้วงเอาเสื้อกันหนาวที่เขาสวมก่อนเข้าโรงหนังมาคลุมร่างของเทียนเอาไว้ เพราะเขารู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ขี้หนาวขนาดไหน ก่อนจะนั่งให้นิ่งที่สุด ด้วยกลัวรบกวนคนที่หลับไปแล้วจนสะดุ้งตื่น

เพราะคอยดูแลมาตลอด จึงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคนที่นอนพิงไหล่เขาคนนี้และอดที่จะไม่ทำไม่ได้

ทั้งที่มันเป็นแค่สิ่งที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ทว่ากับคนคนนี้...

เขาทำราวกับทั้งหมดนั้นคือหน้าที่...และเขาไม่เคยบกพร่องเลยแม้แต่ครั้งเดียว













อ่านต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
“เข้าบ้านแล้วล๊อกด้วยนะเทียน มึงอ่ะ หลายทีแล้วนะที่เข้าแล้วลืมล๊อกหน้าบ้าน”

“ขี้บ่น” เทียนว่าพร้อมกับอ้าปากหาวไปด้วย เมื่อถูกปลุกให้ตื่นขึ้นระหว่างที่กำลังหลับฝันดี “บ่นแบบนี้มาเป็นพ่อกูดีกว่าไหมอ่ะ”

“ถ้าไม่บ่นแบบนี้มึงจะรู้จักดูแลตัวเองไหมล่ะ”

“...จิ๊!”

ตามอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อมองใบหน้าบูดบึ้งติดเอาแต่ใจคล้ายเด็กๆ นั่นของเทียน ก่อนที่จะล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้ที่อุตส่าห์แบกมาวันนี้ เพื่อจะมอบอะไรบางอย่างที่เขายังไม่ได้ให้เทียนในวันปัจฉิมที่เพื่อนเขาโดดไปงานรับปริญญาของพี่สิงห์ ในมือตามคือหนังสือปกหนังเล่มหนึ่ง ไม่มีอะไรเขียนบนหน้าปกแม้แต่คำเดียว เทียนรับมันมาแล้วมองงงๆ

“อะไรอ่ะ? เดธโน้ตเหรอ”

“-_- ถ้าเป็นเดธโน๊ตจริงกูจะเขียนชื่อมึงคนแรกเลย”

“โหดร้ายสุด”

“เลิกพูดไร้สาระแล้วรีบเปิดๆ ดิ๊”

“จะเร่งทำไม...” ต้นประโยคน้ำเสียงเขาหงุดหงิดแท้ๆ แต่เมื่อเปิดสมุดนั้นมาเจอกับหน้าแรก ความไม่พอใจก็พลันสลายไปกลายเป็นรอยยิ้มสายหนึ่งที่มุมปาก ก่อนจะขยายกว้างยกมุมปากขึ้นราวกับพระจันทร์เสี้ยว

“เฟรนด์ชิพแบบใหม่เหรอ? อย่างกับโฟโต้บุ๊คเลย”

“เสียเวลาทำอยู่ตั้งนาน เก็บดีๆ ล่ะ”

เทียนยังไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพราะยังอยู่กับการเปิดสมุดหน้าแล้วหน้าเล่าอย่างใจจดจ่อ ในนั้นไม่ได้มีข้อความซึ้งอะไรมากมาย เขียนแค่บอกวันเวลาและรูปภาพเท่านั้นเอง แต่ที่ทำให้เขายิ้มออกมา คงเพราะรูปทั้งหมดแทบเรียกได้ว่า มันคือความทรงจำทั้งหมดของเขาและตาม

พวกเขาที่ทักกันระหว่างเตรียมสอบเข้า ไปกินข้าวด้วยกันและลากันด้วยการถามชื่ออีกคน เมื่อพบกันอีกครั้งที่หน้าบอร์ดประกาศรายชื่อคนที่สอบผ่าน ก็เพียงแค่ยิ้มให้กัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพพวกเขา

ผ่านเพียงชั่วพริบตา พวกเขาก็เดินเคียงข้างกันมากว่าหกปีแล้วและเทียนก็ได้แต่หวังว่า มันจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป

แม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะทำเป็นไม่แคร์เรื่องที่ถูกพ่อและแม่ของตัวเองทิ้งเพียงไร ทว่าในใจลึกๆ นั้นมันกลับเต็มไปด้วยบาดและกลัวการจากลา โดยเฉพาะคนสำคัญที่ในชีวิตเขาไม่อาจขาดหายได้แม้คนใดคนหนึ่ง เขากลัวที่สักวันจะทำได้แค่มองแผ่นหลังของคนสำคัญเหล่านั้นเดินจากไป โดยไม่สามารถห้ามหรือทำอะไรเพื่อรั้งเอาไว้ได้เลย

“ขอบใจเว้ย ตาม”

“เออ ยินดีด้วยที่เรียนจบ”

แชะ!

“มาถ่ายอะไรตอนนี้วะ! แสงก็ไม่มี หน้าดำแน่เลย” หลังพูดจบ ตามก็กดชัตเตอร์ของกล้องโพลารอยด์ที่พกมาทันที ซึ่งรูปที่ออกมานั้นก็เรียกรอยยิ้มแก่เจ้าของกล้องเป็นอย่างดี เพราะมันคือรูปหน้าเหวอๆ ของเทียนยามที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูกแอบถ่ายนั่นเอง

“เลว”

“เอาสมุดมาดิ๊ เปิดหน้าสุดท้ายด้วย”

เทียนทำตามอย่างว่าง่าย มองเพื่อนของเขาติดรูปใบหน้าลงที่หน้าสุดท้าย มองอีกคนเขียนข้อความสั้นๆ ที่ชวนให้ยิ้มทั้งน้ำตาและหัวเราะออกมาเหมือนคนบ้าไปด้วย

‘Always’

“ไม่รู้ว่ามึงยังคิดบ้าๆ แบบนั้นอยู่ไหม แต่ช่วยฟังกูให้จบโอเค?”

“...”

“อย่าพูดว่า ถ้าไม่มีคนคนนั้น ถ้าไม่มีพี่สิงห์อะไรนั่นแล้วมึงจะไม่เหลือใครเลย”

“...”

“ถ้ามึงลืมกูก็จะพูดซ้ำอีก ต่อให้มึงจำไม่ได้ทั้งชีวิต กูก็จะพูดย้ำให้มึงฟังไปทั้งชีวิต ว่ามึงยังมีกูอยู่”

“...”

“ถึงวันนั้นมึงจะไม่ต้องการเพื่อนอย่างกูแล้ว กูก็จะคอยเดินตามหลังมึง คอยระวังเวลามึงหกล้มหรือไม่เหลือใครสักคน”

“...”

ตามยื่นมือมาปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของเทียน ดีดหน้าผากจอมดื้อรั้นไปหนึ่งที ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก “เพราะงั้น ถ้าสุดท้ายแล้วคนคนนั้นทำให้มึงเสียใจ ก็กลับมาหากู เข้าใจไหม?”

“อือ เข้าใจแล้วพ่อ”

“พ่อเชี่ยไรล่ะ”

“ตาม”

“?”

“ขอบใจนะ”

“...จะขอบใจทำเตี่ยไร กูเต็มใจอยู่แล้ว”

“...”

“มึงก็สำคัญกับกูไม่แพ้ที่คนคนนั้นสำคัญสำหรับมึงนั่นล่ะ เทียน”












ตัวละครใหม่ค่า น้องตาม ตามตะวันสุดหล่อออ
ไม่ต้องเดาก็รู้ใช่ไหมคะ ว่ายังไงวังวนนี้ก็ยังต้องมีต่อไป แอบรักอีกแล้ว เง้อออ
เรื่องนี้จะเศร้าไหม คิดว่าก็น่าจะเศร้า แต่ก็หวังกับตัวเองอยู่ว่าจะไม่เศร้าเกินไปจนไล่คนอ่านฮ่าาา
ฝากติดตามเช่นเคย เรื่องนี้จะไม่ค่อยมีฉาก ปะ ฉะ ดะ ระหว่างพี่สิงห์กับน้องตามสักเท่าไหร่ แต่เกี่ยวข้องกันแน่นอน โฮ่ -.-
ฝากทุกคนเอ็นดูและติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ

เลิ้บๆ NAVY ผู้ยังสอบไม่เสร็จและไม่เจียมตัว 55555
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-10-2017 18:50:30 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
อินจนร้องไห้ไปกับเทียนเลยอะ หวังว่าคนเขียนจะไม่ใจร้ายกับเทียนไปมากกว่านี้นะ (อย่างน้อยถ้าไม่นับพี่สิงห์ เทียนยังมีตามนะ) ประโยคสุดท้ายของตามนี่น่าคิด

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
#4
คุณคือปลายทางของผม










“พี่สิงห์ไปดูหนังกัน”

“ไม่เอา”

“พี่สิงห์อ่ะ!” เทียนเกาะโซฟา บ่นเสียงอ้อนเมื่อคนที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดทำงานอยู่ข้างๆ ภายในบ้านยังคงไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับเขาอยู่ดี ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าทำงาน แต่เทียนก็อดน้อยใจไม่ได้ที่อีกคนทำราวกับเขาไม่มีตัวตนและเมื่อเปิดปากพูดออกมาก็แสนน่ารำคาญจนต้องพูดห้วนๆ ใส่

สิงห์เหลือบตามองเด็กเจ้าปัญหาที่นั่งหงอยอยู่ข้างๆ พลางถอนหายใจ เขากดเซฟงานแล้วหันไปพูดกับเทียน

“พี่ไม่ว่าง”

“เทียนรู้ ว่าพี่งานยุ่ง”

“แต่เย็นวันพรุ่งนี้ว่าง”

“จริงน่ะ!”

“อืม”

“งั้น...ไปดูหนังกับเทียนนะ”

“ถ้ารอบหนังไม่ดึกมากนะ มะรืนพี่ยังต้องทำงาน...” ยังไม่ทันจะพูดจบประโยค สิงห์พลันสัมผัสได้ถึงแรงกดที่ผิวแก้มข้างขว้าเบาๆ กว่าจะรู้ว่าโดนเด็กลักขโมยหอมแก้ม เด็กที่ว่าก็ปีนไปยังโซฟาอีกที่แล้วก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์หารอบหนังด้วยใบหน้าที่เจือความดีใจและขัดเขินที่แสนน่ารักเสียแล้ว

พอเห็นแบบนั้นสิงห์หลุดยิ้มและส่ายหน้าให้กับการกระทำของอีกคนไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าทำแล้วตัวเองจะเขินแท้ๆ ยังจะทำอีก แต่แม้จะคิดแบบนั้น ในตอนที่กลับมาพิมพ์งานต่อ ความเคร่งเครียดที่แต่แรกก็พลันเจือจางแล้วหายไปในที่สุด ในเย็นวันนั้นสิงห์ทำงานที่ค้างจนเสร็จพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา















คนบางคนว่าเอาไว้ว่าบนโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นดั่งใจเราไปทุกอย่าง

คงหมายถึงชีวิตเขาในช่วงนี้

“สิงห์ เอาเอกสารนี้ไปให้ฝ่ายบัญชีเซ็นหน่อย พี่ต้องทำรายการเบิกวันนี้ให้หัวหน้าดู ด่วนเลยนะ”

“ครับ” เขารับแฟ้มงานมาแล้วตรงไปยังฝ่ายบัญชีด้วยร่างกายที่อ่อนล้าสุดๆ ไม่คิดเลยว่างานวันนี้จะยุ่งถึงขนาดที่เขาไม่มีเวลากินข้าว เมื่อส่งแฟ้มที่ได้ลายเซ็นเรียบร้อยสิงห์อดเงยหน้ามองนาฬิกาที่แขวนอยู่ผนังห้องไม่ได้ ไม่รู้ว่าตอนนี้เทียนจะรออยู่ไหม เพราะเลยเวลานัดมาแล้วร่วมครึ่งชั่วโมง

ระหว่างเก็บข้าวของเขาก็ตัดสินใจว่าจะบอกให้เทียนกลับบ้านไปก่อน เพราะดูจากการจราจรในวันนี้ เขาคงไม่อาจไปดูหนังกับอีกคนได้แล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้กดโทรออก สายโทรเข้าจากเพื่อนสนิทของเขาก็โทรเข้ามาเสียก่อน

“ว่าไงเพจ”

(สิงห์ มึงเลิกงานยังวะ!)

“เลิกแล้ว มีอะไรหรือเปล่า ทำไมเสียงมึงไม่ค่อยดี...”

(คิงโดนรถชน)

“...!!” มือที่หยิบเอกสารเข้ากระเป๋าพลันชะงัก เขาเริ่มให้ความสนใจกับสายโทรเข้าอย่างจริงจังมากขึ้น “แล้วตอนนี้คิงอยู่ไหน เจ็บมากหรือเปล่า?”

(มีคนบอกว่ารับไปโรงพยาบาล K แล้ว แต่ตอนนี้กูติดคุยกับลูกค้านอกสถานที่ กว่าจะเลิกแล้วไปโรงพยาบาลน่าจะนาน มึงไปดูน้องแทนดูหน่อย แม่งเอ้ย! ถ้าไม่ติดว่างานนี้สำคัญนะ กูโดดไปแล้ว) เพจบ่นอุบอิบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าร้อนใจมากแค่ไหน แต่กลับจนปัญญาที่จะไปหาคนรักอย่างที่ใจอยาก ด้วยหน้าที่การงานรัดรึงเอาไว้ สิงห์ฟังสถานที่ที่คิงอยู่อีกครั้ง ก่อนจะรีบเก็บข้าวของตรงไปที่รถของตัวเอง ขับไปยังโรงพยาบาลทันที โดยพยายามใช้เวลาให้น้อยที่สุด

เขาร้อนใจและเป็นห่วงจนลืมหมดแทบทุกอย่าง ลืมว่าต้องระวังความเร็ว ลืมว่าต้องคาดเข็มขัดนิรภัย

ลืมทุกอย่างจนหมดสิ้น

ลืม...ว่ามีใครคนหนึ่งกำลังรอเขาด้วยเช่นกัน

















ฝนตกแล้ว แต่คนที่เขารอก็ยังไม่มา

เทียนวางสายเป็นรอบที่ร้อยเมื่อปลายสายที่ติดต่อไป ไม่มีการตอบรับกลับมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว พลางมองออกไปด้านนอกห้างที่ผู้คนเริ่มบางตาและมีสายฝนโปรยปรายไปทั่ว มีคนแล้วคนเล่าที่วิ่งเข้ามาหลบฝนด้านในตัวห้าง แต่ในบรรดาคนเหล่านั้นกลับไม่มีคนที่เขารออยู่เลยแม้แต่คนเดียว

พี่สิงห์ไปไหน? ติดธุระอะไรหรือเปล่า? ทำไมถึงไม่ได้ติดต่ออะไรกลับมาเลย?

ถึงจะไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง แต่เทียนกลับไม่สามารถไปไหนได้เลย เขาไม่กล้าแม้แต่จะไปห้องน้ำ เพราะกลัวว่าหากเขาหายไป พอพี่สิงห์มาอาจจะไม่เห็นเขาก็ได้ เพราะอย่างนั้นเขาจึงยืนรออยู่ตรงนี้ ในที่ที่พี่สิงห์จะต้องเห็นเขาในทันที โดยไม่ต้องกวาดสายตาไปไหน

แค่มองมาเท่านั้น ก็จะพบเขาที่รออยู่

เสียงเรียกเข้าดังขึ้น แว่บแรกเทียนเผยรอยยิ้มกว้างเพราะนึกว่าเป็นคนที่รอ แต่สุดท้ายรอยยิ้มก็จางลง แต่ทว่าก็ไม่หายไปเสียทีเดียว เพราะเขารู้ถึงความห่วงใยที่คนปลายสายมีให้เขาเสมอ

“ไง”

(ดูหนังเสร็จยัง)

“ดูอะไรล่ะ ยังไม่ได้เข้าโรงเลย ซื้อตั๋วก็ยังไม่ได้ซื้อ”

(อ้าว หนังรอบสุดท้ายมันจะเริ่มแล้วนะเทียน)

เทียนมองไปยังจอแอลอีดีที่อยู่ไม่ไกลแล้วมองรอบหนังที่เลื่อนไปเรื่อยๆ กระทั่งหยุดที่หนังที่เขาต้องการดูกับพี่สิงห์ เรื่องเกี่ยวกับโรแมนติคคอมเมดี้ที่ครั้งที่แล้วตามอยากจะดูเรื่องนั้น มองเวลาในรอบสุดท้ายที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่ถึงยี่สิบนาทีเทียนก็ได้แต่ถอนหายใจ

“ก็พี่เขายังไม่มา...”

(แล้วมึงก็จะรอแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ น่ะนะ)

“อืม”

(ถ้าเขาไม่มาล่ะเทียน?)

“...”

(เทียน นี่มันจะสามทุ่มครึ่งแล้วนะเว้ย มึงจะรอแบบนั้นไปเรื่อยๆ ได้ยังไง)

“รอได้ดิ”

(ห้างปิดสี่ทุ่ม มึงจะรอยังไง)

คราแรกเทียนเกือบจะหลุดหัวเราะกับน้ำเสียงดุคล้ายอ่อนใจของเพื่อนอยู่แล้วเชียว แต่ต่อมาเสียงหัวเราะนั้นก็พลันฝืดเฝื่อนจนฝืนแม้แต่จะยิ้มต่อไปก็ยังไม่ไหว คนเริ่มทยอยออกจากห้างจนบริเวณหน้าประตูทางเข้าเหลือเพียงแค่เขาคนเดียว เสียงประกาศบอกเวลาห้างปิดเริ่มดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง แต่กระนั้นขาของเขาก็ยังไม่ขยับอยู่ดี

“เขา...จะไม่มาจริงๆ เหรอวะ”

(...)

“ทั้งที่รู้ว่ากูรออยู่น่ะเหรอ”

(เทียน เชื่อกูสักครั้ง กลับบ้านเถอะ)

“...”

(มาถึงขนาดนี้แล้ว มึงยังจะหลอกตัวเองต่อไปให้มันได้อะไรขึ้นมาวะ)

“...กูแค่อยากให้สักครั้ง แค่ครั้งเดียวก็ยังดี”

(...)

“อยากให้เขานึกถึงกู ใจของกูบ้างสักครั้ง...เท่านั้นเอง”

ไม่รู้เมื่อไหร่ที่น้ำตามันไหลออกมาบดบังทุกอย่างจนเขามองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากหยาดน้ำตาที่เหมือนม่านฝนบังสายตาของเขาจากทุกสิ่ง คล้ายว่าสีใสจางของน้ำตากำลังจะย้อมโลกของเขาให้กลายเป็นสีขาว ไร้สีสันที่เรียกว่าความสุข เหมือนมันต้องการจะย้อมให้โลกทั้งใบของเขาจมอยู่กับความเศร้าโศกและเจ็บปวดไปตลอดชีวิต เช่นที่เขาเคยพบเจอ

เมื่อวันที่เฝ้ารอ แต่กลับไม่เคยมีใครกลับมายังบ้าน ทิ้งให้เขาในวัยแปดปียืนมองประตูจนรุ่งสางและสำนึกรู้เองในที่สุดว่า เขาเป็นฝ่ายถูกทิ้งและต้องเฝ้ารอเช่นนี้ตลอดกาล

ไม่นึกว่าจะต้องได้พบความรู้สึกนั้นอีกครั้ง ทว่าหากจะบอกว่าความรู้สึกเมื่อครั้งยังเด็กนั้นเจ็บปวด แต่ความผูกพันในครอบครัวของเขามันช่างเบาบางจนนึกถึงความเจ็บปวดได้ไม่นานมันก็จางหายไปเสียแล้ว แต่กับพี่สิงห์...กับผู้ชายคนนั้นที่อยู่ในสายตา อยู่ในหัวใจจนคล้ายเป็นเลือดเนื้อเป็นกระดูกของเขาไปแล้วคนนั้น ความเจ็บปวดที่กำลังได้รับ ช่างหนักหนาจนเหมือนว่าเข่าทั้งสองจะรับน้ำหนักร่างกายไม่ไหว แล้วทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ

เขาวางสายโดยไม่คิดจะฟังอะไรต่อ เก็บโทรศัพท์เขากระเป๋าแล้วเดินจ้ำออกไปด้านนอกอย่างไม่กลัวว่าจะเปียก ไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่วิ่งหนีฝนกับอุตลุด จนทำให้ภาพที่เขาเดินตัวเปียกกลายเป็นความแปลกแยกเพียงหนึ่งเดียว

จะรอต่อไปคนก็คงไม่มาแล้ว งั้นเขาก็กลับบ้านดีกว่า

โชคดีที่พอเดินมาถึงป้ายรถเมล์ รถเมล์สายที่จอดแถวบ้านเขาก็มาพอดี คนบนรถต่างมีเสื้อผ้าแห้งสนิท มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยืนเสื้อชื้นฝนจนพื้นไม้กระดานเป็นด่างดวงเพราะหยดน้ำ ทว่าเขากลับไม่มีท่าทีสนใจอะไรกับสารรูปที่ดูไม่ได้ของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว กระทั่งความมีน้ำใจของกระเป๋ารถเมล์ที่ยื่นผ้าขนหนูมาให้เช็ดหน้า เขายังปฏิเสธไป

ไม่ใช่เพราะเกรงใจ แต่เกรงว่าหากเช็ดไป เขาคงไม่มีปัญญาไปตอบว่า ทำไมเขาจึงได้ร้องไห้เป็นบ้าแบบนี้

ฝนด้านนอกซาลงบ้างแล้ว แต่ทำไมฝนที่หลั่งรินอยู่ที่หน่วยตาของเขากลับไม่มีท่าทีว่าจะหยุดบ้างเลย ทำไมมันยังไหลเหมือนว่าชั่วชีวิตนี้มันจะไม่หยุดอีกต่อไป เทียนจึงอดหวั่นใจไม่ได้ว่า ในตอนที่เขาแก่ตัวไป ตาของเขาจะแห้งกว่าคนวัยเดียวกันหรือไม่ ในเมื่อในวัยรุ่นเช่นนี้กลับสังเวยช่วงเวลาทั้งหมดไปกับการร้องไห้ที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้

ทำไมถึงไร้ประโยชน์น่ะเหรอ? เพราะร้องไปยังไง คนที่เห็นและรับรู้ถึงความเสียใจนี้ก็มีแต่เขานี่นา...

คงเพราะวันนี้ทุกคนคาดการณ์กันได้ว่าฝนจะตก ทำให้ถนนยามค่ำคืนมีรถบางตาไปมาก รถเมล์จึงดำเนินมาถึงบ้านเขาด้วยเวลาที่ไม่นานนัก เขาก้าวลงมาหยุดอยู่ที่ป้ายรถเมล์แถวบ้านและเช่นเดิมที่เขาไม่สนใจว่าจะมีสายฝนหยดมาตามเนื้อตัวหรือใบหน้า เขายังคงก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป จนกระทั่งรู้สึกว่าฝนที่ตกกระทบไหล่จางหายไป

มันถูกแทนด้วยเงาและร่างใครคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา

หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความหวัง แต่ในใจลึกๆ ก็ได้แต่เตือนตัวเองว่าไอ้เทียน อย่าหวังอะไรเลย อย่าคาดหวังอะไรทั้งนั้น เพราะไม่งั้นยามที่มันไม่ใช่อย่างที่หวังขึ้นมา หัวใจดวงนี้ที่เจ็บทรมานอยู่ จะเจ็บซ้ำอย่างเปล่าประโยชน์อีกครั้ง

เทียนเงยหน้าขึ้นมองสบตากับคนที่ยืนถือร่มให้เขา จนตัวเองต้องยืนเปียกอยู่ด้านนอก ก่อนจะเลื่อนมือขยับร่มให้มันบังพวกเขาทั้งคู่ แม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรแล้วในตอนนี้ก็ตาม

ตามมองสภาพดูไม่ได้ของเพื่อนรักแล้วถอนหายใจ ก่อนจะรวบตัวเทียนเข้ามากอดแน่น แน่นที่สุดเท่าที่แขนของเขาจะมีแรงกอด ขณะที่คิ้วเรียวเริ่มขมวดหนักขึ้นเมื่อรับรู้ถึงแรงกอดตอบกระทั่งเสียงลมหายใจที่ขาดห้วงของคนในอ้อมกอด เสื้อของเขาเริ่มเปียกชื้นเป็นวงกว้างด้วยน้ำอุ่นๆ และเสียงร้องไห้ของเทียนก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

เสียงร้องไห้ที่ช่างบาดหัวใจ เศร้าโศกเช่นคนที่กำลังจะขาดใจ

ทั้งที่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เทียนโดนทำแบบนี้ ทั้งที่มันเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนแล้วแท้ๆ

แต่ทำไมในทุกครั้งที่มันจบแบบนี้ ไม่เคยเลยสักครั้งที่ความเจ็บปวดนั้นจะลดลง

ทำไมเพื่อนของเขาจะต้องเป็นคนที่ต้องร้องไห้เสียใจทุกครั้งด้วย

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรนะ”

“มึง กูก็แค่...”

“ไม่ต้องพูดแล้วเทียน ไม่เป็นไร” แค่ฟังคำเริ่มต้นเขาก็รู้แล้วว่าเพื่อนเขาจะพูดว่าอะไร มันก็คงจะโทษตัวเองตามเคย เคยมีครั้งไหนบ้างล่ะที่มันกล่าวโทษสุดที่รักของมัน เอาแต่แก้ตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเขาเบื่อจะฟัง ดังนั้นก็อย่าพูดอีกเลย “ไปค้างบ้านกูเถอะ กูไม่ไว้ใจให้มึงอยู่คนเดียวเลยจริงๆ”

“แล้วถ้าพี่เขามาหากู...”

“เทียน”

เทียนพยายามกลั้นเสียงสะอื้น บังคับเสียงกระท่อนกระแท่นของตัวเองให้มั่นคง แม้มันจะยากแค่ไหนก็ตาม

“ถ้าหากเขาไม่เจอกูล่ะ”

“ก็ช่างแม่ง มึงจะสนใจมันทำไมนักหนาวะ”

“...”

“มันเคยมาสนใจมึงบ้างไหม เวลาที่มึงร้องไห้แบบนี้ มันหายหัวไปไหน”

“ตาม...”

“มึงเสียใจขนาดนี้ มันหายหัวไปไหนทำไมไม่มาหา!”

มือที่กำชายเสื้อตามกำแน่นจนยับย่น พร้อมกับที่น้ำตาระลอกใหม่ไหลอาบแก้ม ตามเม้มปากแน่นเมื่อรู้ว่าคำพูดของตัวเองคงไปทำร้ายจิตใจเพื่อนเข้า ตามจึงเงียบแล้วจูงมือเทียนให้เดินมายังรถมอเตอร์ไซต์ของตัวเองที่รออยู่ริมทาง เขาและเทียนขึ้นซ้อน ก่อนแขนทั้งสองข้างของเทียนจะถูกมือของตามบังคับให้โอบเอวเอาไว้ เพราะกลัวว่าเพื่อนจะหลับแล้วหงายหลังตกรถ เทียนอิงแผ่นหลังของเพื่อน ขณะที่มือกอดเอวตามแน่นตอนที่อีกฝ่ายขี่รถออกห่างจากซอยบ้านเขาไกลขึ้นทุกที

จนตอนนี้ในสมองเขาก็ยังถามอยู่คำถามเดียวและคงเป็นคำถามที่ไม่มีวันได้คำตอบ

ทำไม...ทั้งที่เทียนรอพี่อยู่ตลอด

แต่ทำไม...

...ทำไมพี่ไม่มา

















อ่านต่อด้านล่าง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-10-2017 01:37:36 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1



“เลยทำพี่สิงห์ตกใจเลย”

“ตกใจดิ ทั้งพี่ทั้งเพจน่ะแหละ แต่ดีแล้วที่ไม่เป็นอะไรมาก”

คิงแลบลิ้นพลางยกแขนที่ซ้นของตัวเองขึ้น “ดีที่กระโดดลงจากรถทันทั้งผมทั้งพี่มอไซต์รับจ้าง ไม่งั้นนะคงสาหัสกว่านี้”

“คราวหน้าคราวหลังก็ระวังๆ หน่อย ไอ้เพจเกือบเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ เมื่อกี้”

“พี่เพจอ่ะเว่อร์ ดีที่พี่สิงห์มา ไม่งั้นน่ะ แค่กรอกประวัติผู้ป่วยพี่เพจก็ยังทำไม่ได้แหง” คิงบ่นอุบอิบก็จะเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม เมื่อแฟนหนุ่มเดินตรงมาหาพร้อมกับถุงยา สิงห์มองคนทั้งสองคุยกันก่อนจะโบกมือลาเมื่อคู่รักประคองกันจากไป ตอนนั้นเองที่เขาเห็นแผ่นหลังของใครคนหนึ่งซ้อนทับแผ่นของคิง

เทียน

“พี่สิงห์ไปดูหนังกัน”

เสียงที่ดังขึ้นร้องเตือนให้เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าวันนี้มีนัดกับเทียนที่ห้างเพื่อดูหนัง แต่แล้วสิงห์ก็ต้องสบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อมองนาฬิกาข้อมือแล้วพบว่า มันเลยเวลานัดไปหลายชั่วโมงแล้ว ดีไม่ดีตอนนี้ห้างก็ปิดไปแล้วด้วยซ้ำ แต่กระนั้นเขาก็ยังวิ่งตรงไปที่รถและขับตรงไปที่ห้างที่ได้นัดไว้กับเทียน อย่างน้อยๆ หากได้พบเด็กคนนั้น ความไม่สบายใจอาจจะหายไป แต่เมื่อไปถึงหน้าห้างที่ร้างผู้คนและไร้วี่แววของเทียน ใจของเขาก็พลันร้อนรนกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า

สิงห์โทรหาเทียนเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ครั้งแรกถูกตัดไปโดยที่ไม่มีคนรับ โชคดีที่ครั้งนี้รอเพียงไม่นาน เจ้าของเสียงที่เขากำลังห่วงก็เอ่ยทักขึ้นจากปลายสาย

(ครับ)

“เทียน? อยู่ไหน? กลับบ้านไปหรือยัง”

(...กลับแล้วพี่สิงห์ ทำไมเหรอ?)

สิงห์ลอบถอนหายใจ “ขอโทษนะที่พี่ไม่ได้ไปหา ไว้คราวหน้านะ”

(อืม ไม่เป็นไร)

“พอดีเพจมันโทรมาหาว่าคิงรถชน แต่มันไปหาไม่ได้ พี่เลยต้องไปแทน ไม่ได้ตั้งใจจะเบี้ยวนัดหรอกนะ”

(...อ้อ)

“...มีอะไรหรือเปล่า?”

(เปล่า พี่สิงห์ ไม่มีอะไร) ทั้งที่เสียงของเทียนก็ยังเป็นเหมือนเดิม แม้จะแหบไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นน้ำเสียงของเทียน แต่ทำไมกันนะเขาถึงได้รู้สึกว่ามันเปลี่ยนไป แม้จะเล็กน้อยจนยากจะสังเกต แต่เขาที่แทบจะได้ยินเสียงของเทียนมาตลอดหลายปี จะแยกไม่ออกเชียวหรือว่าอะไรที่มันแปลกไป

เสียงของเทียนในตอนนี้ราวกับ...เสียงของเครื่องแก้วที่มีรอยร้าว

“ขอโทษนะ”

เสียงที่เจือปนความเศร้าเบาบางนั่นบีบหัวใจเขาจนหายใจไม่ออก จนได้แต่หลุดขอโทษไปอีกครั้ง ทั้งที่รู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย

 (ไม่เป็นไร คนทั้งคน...พี่เขาเจ็บ ก็ควรแล้วล่ะที่พี่จะไปหา)

“งั้น... พี่ไม่กวนแล้ว ไว้เจอกันนะ”

(...พี่สิงห์)

“ครับ?”

(เทียนรักพี่นะ)

“...”

(...ฝันดีครับ)

เทียนวางสายไปแล้ว แต่มือของสิงห์ยังคงถือโทรศัพท์อยู่ในท่าเดิม เทียนมักมีนิสัยอย่างหนึ่งตอนวางสายโทรศัพท์ หากคุยกับเขา เจ้าตัวมักจะบอกรักก่อนวางสายทุกครั้งด้วยน้ำเสียงขี้เล่นช่างอ้อนนั่น ให้เขาได้แต่ยิ้มขันและระอาไปในคราเดียวกัน

แต่ครั้งนี้คำว่ารักนั้น ทำไมถึงได้เศร้าแบบนี้

เขาไม่สบายใจเลยสักนิด

สิงห์ขับรถออกจากหน้าห้างแล้วตรงกลับไปยังบ้าน ไม่รู้ว่าอะไรดลใจเขาจึงได้เลี้ยวไปยังซอยบ้านของเทียน แทนที่จะเลี้ยงเข้าซอยบ้านตัวเองอย่างที่ควรเป็น กระทั่งมาจอดอยู่ตรงหน้าบ้านที่เห็นจนชินตา เขาก้าวขาลงมาแล้วกดกริ่ง ทว่ากลับไม่มีการตอบรับใดๆ จากคนในบ้านเลย

มันแปลก แต่ถึงอย่างนั้นสิงห์ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่า บางทีน้องมันอาจจะนอนไปแล้วก็ได้ บางทีมันอาจจะเพลียมากจนไม่ได้ยินเสียงกริ่ง บางทีมันอาจจะเป็นแบบนั้น

บางทีเทียนมันอาจจะไม่ได้ตั้งใจไม่ได้ยินจริงๆ

แต่ทำไมลึกๆ เขากลับไม่เชื่อคำพูดที่บอกตัวเองเหล่านั้นเลย

ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกเคว้ง จนไม่อาจยืนอยู่ตรงหน้าบ้านของเทียนได้อีก สิงห์กลับไปที่รถแล้วขับไปยังบ้านของตัวเองด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง หินที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดถ่วงรั้งหัวใจของเขาเอาไว้ให้หยุดอยู่ที่หน้าบ้านของเทียน อยู่กับความไม่สบายใจที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ขจัดออกไปจากใจไม่ได้

ทำไมก็ไม่รู้ จู่ๆ เขาก็นึกถึงคำพูดของเพจที่พูดกับเขาไปเมื่อวันก่อน

“หัวใจคนเรามันเปราะบางมากนะสิงห์...”

คำพูดที่เหมือนมีดแหลมคมใบหนึ่งค่อยๆ กรีดลงที่ผิวเหวอะหวะของหัวใจเขาช้าๆ

“...ให้ทนรับความเจ็บปวดแบกรับคำสัญญาที่อีกฝ่ายไม่มีวันจำแบบนั้นไปไม่ได้ตลอดหรอก”

“...”

“สักวันหนึ่ง เมื่อถึงวันที่ความอดทนมันหมดลง เขาก็จะเก็บเศษหัวใจที่พังแล้วหันหลังจากมา จากมา...เพื่อรักตัวเอง”


รอยแผลใหม่ที่กรีดซ้ำคล้ายจะลบเลือนรอยแผลเก่าจนมองแทบไม่เห็นว่าเคยมีอยู่

แต่โชคร้ายที่แผลใหม่นี้กลับเจ็บกว่าตอนแรกเสียเหลือเกิน...



















“ร้องไห้อีกแล้ว”

“...”

ตามหยิบทิชชู่ไม่รู้ชิ้นที่เท่าไหร่ แตะซับที่หางตาของเพื่อนที่นั่งกอดเข่าตัวเองบนเตียงของเขา หลังจากที่อาบน้ำเรียบร้อย พอเขาขึ้นมาที่ห้องก็พบว่าเพื่อนเขาที่อุตส่าห์หยุดร้องไห้ไปแล้ว พลันปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอีกครั้งจนได้ เทียนไม่ได้ห้ามอะไร เขาแค่เอนตัวกระทั่งหัวพิงเข้าที่ไหล่ของตาม ปล่อยน้ำตาแสนไร้ค่าไหลไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าน้ำตาที่ไร้ค่ากับใครคนหนึ่ง มันกลับสำคัญและทรมานใจใครอีกคนด้วยเช่นกัน

“เขาบอกว่าพี่คิงเจ็บ เขาเลยต้องไปหา”

“...”

“เขาบอกว่าเขาต้องไปดูแล...ไปดูแลคนในใจเขา”

“...”

“แล้วเขาจะมีกูไปทำไมวะ”

“...มีให้มึงรู้ว่าคนที่เขาจะขับรถไปหาทันทีไม่ว่าจะเจ็บแค่ไหน ไม่ใช่มึง”

“...”

“เขามีมึง ใส่แหวนที่มึงให้ เพื่อให้มึงรู้ว่า ให้พยายามไปอีกทั้งชีวิต คนที่เขามองด้วยสายตาเป็นห่วงเพราะรักก็ไม่มีวันเป็นมึง”

“...”

“นี่ไม่ใช่สิ่งที่มึงอยากให้เขาทำหรอกเหรอเทียน”

“...”

“รู้ไหม กูไม่เคยเห็นด้วยเลยนะที่มึงทำแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้ว”

ถึงคำพูดของตามจะทำร้ายหัวใจของเทียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่การกระทำที่อีกคนโอบเขาเข้าไปกอด มันกลับอ่อนโยน จนคนที่ได้แต่ร้องไห้อย่างเขาโกรธไม่ลง เพราะเขาทำตัวของเขาเอง จะโดนตามว่าเพราะห่วงและเคยเตือนแล้ว มันก็สมควรโดน

“กูรู้ ว่าทำแบบนี้มันโง่”

“มึงไม่ได้โง่เทียน สิ่งที่มึงทำมันก็แค่การรักใครสักคน มึงแค่พยายามเพื่อสิ่งที่มึงต้องการ มึงแค่ต้องการความรักจากผู้ชายคนนั้น มึงไม่ได้โง่”

“...”

“แต่ถ้ามึงจะโง่ ก็เพราะมึงทำโดยที่ไม่คิดจะรับรู้ว่ามันมีค่าหรือมีประโยชน์อะไรไหมที่จะทำ”

“...”

“เทียน ความพยายามกับดันทุรังมันต่างกันแค่นิดเดียวนะ”

“...”

“และตอนนี้ที่กูกำลังเห็น มึงกำลังดันทุรัง...ไม่ได้กำลังพยายามให้ผู้ชายคนนั้นรัก”

“...”

“...พอดีไหมเทียน? เหนื่อยพอหรือยัง”

“เหนื่อยแล้ว ฮึก...กูเหนื่อย”

“...”

“แต่ตาม...กูไม่รู้เลยจริงๆ ว่าต้องทำยังไง กูถึงจะลืมเขาไปได้”

“...”

“กูไม่ได้อยากจะเจ็บแบบนี้”

“...”

“แต่การมีเขาอยู่ข้างๆ กู มันมีความสุขเกินไป จนกูลืม...ว่าตอนที่เขาหายไปมันเจ็บยังไง”

“...”

“กูทำไม่ได้ กูตัดใจไม่ได้จริงๆ ตาม...”














ต้องมีสักคนที่เมื่อเรารัก เรารู้ว่าสักวันจะต้องเสียใจเพราะเขา แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังอยากรักอยู่ ยังรักอยู่ แม้จะเจ็บก็ตามที
บางคนอาจจะรักคนผิดเพราะไม่รู้ แต่บางรู้ก็ยังจะรัก เพราะรู้สึกว่าต่อให้เสียใจเพราะเขามันคุ้มค่า
เทียนก็เป็นแบบนั้น

ยังแค่สี่ตอนเองอ่ะแง ดาร์กสุดอะไรสุด
จะเป็นไงต่อน้อ ต่อให้แต่งเองก็ยังรู้สึกเลยค่ะว่า ลุ้นตัวเองเหมือนกันว่าจะแต่งอะไรต่อไป
น้ำตาน้องเทียนจะหมดก๊อกแล้ว

วันนี้มาซะเช้าวันใหม่เลย ฮ่าๆๆ ฝากติดตามเช่นเคยค่ะ
ไม่เคยมีแท๊กอ่ะ แต่แอบเห็นเรื่องที่แล้วมีคนทำแท๊ก #กฏของคนแอบรัก ไว้ไปแอบส่องมาด้วย อิอิ

เจอกันตอนหน้าค่ะ ^^
NAVY
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-10-2017 22:56:19 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ panpang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 536
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
 รู้ไหม ว่าต้องมาหลบในห้องน้ำเพื่อร้องไห้

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
น้ำท่วมจอ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
#5
คุณคือสมบัติล้ำค่าของผม










กาลครั้งหนึ่ง องครักษ์ผู้ต้อยต่ำได้หลงรักผู้สูงศักดิ์องค์หนึ่ง

คงไม่เคยได้ยินกันล่ะสิ? เพราะที่ผ่านมานิทานแสนหวานมักจะเริ่มต้นด้วยความรักของคนสองคนที่ต่างตกหลุมรักกันและกัน ก่อนจะจบด้วยความสุขชั่วนิรนดร์ ปิดเรื่องราวไปอย่างสวยงาม หล่อหลอมให้ใจคนคาดหวังว่าสักวันหนึ่ง ชีวิตของตนจะจบลงอย่างสวยงามเช่นในนิทาน

ในความเป็นจริงมันเคยมีเรื่องเช่นนั้นที่ไหน?

มีใครคนไหนบนโลกบ้างที่พบแต่ความสุข ไม่เคยพบความเจ็บปวด?

มีใครบนโลกที่ยิ้มหัวเราะท่ามกลางทุ่งดอกไม้และท้องฟ้าอันแสนงดงาม โดยไม่เคยค้นพบความหนาวเหน็บของสายฝนและรสชาติขมปร่าของหยาดน้ำตาที่อาบแก้ม

มีใครบ้างหรือ? ที่จะไม่เคยพบกับสิ่งที่เรียกว่าความเจ็บปวด

ในนิทานเรื่องนั้นที่มีองครักษ์เป็นตัวเอก สุดท้ายมันก็จบลงตรงที่องครักษ์ทำได้เพียงแค่เฝ้ามองแผ่นหลังคนที่รักเข้าพิธีวิวาห์กับใครอีกคนที่ตรงใจและสูงศักดิ์เทียบเท่าเป็นคราสุดท้าย ก่อนจะออกศึกและไม่ได้กลับมาอีกเลย

นิทานเศร้าๆ ที่คนไม่ชอบ นิทานที่จบลงอย่างผิดหวัง ไม่ตราตรึงใจเช่นรักแสนหวานที่เจ้าชายและเจ้าหญิงครองคู่กันอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์

แต่ใครเล่าจะรู้...ว่าเพราะความเศร้าไม่ใช่หรือ? ที่ทำให้คนเรารู้คุณค่าของรักที่คว้าได้ในฝ่ามือและทะนุถนอมมันให้ได้ดีที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้

ใครจะรู้ว่า เพราะมีคนผิดหวัง มันจึงได้มีคนอีกสองคนสุขสมหวัง

ใครเล่าจะรู้ว่าเบื้องหลังความสุขของใครบางคน ล้วนเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ของใครคนที่เต็มใจจะหลั่งมัน เพื่อปูเส้นทางที่งดงามเพื่อคนในใจให้ก้าวเดินสู่ความสุขที่เฝ้าคอยตลอดมา...












สิ่งที่ยากที่สุดคือการปิดสิ่งที่อยากจะพูดและแสดงออกในสิ่งที่ไม่ได้อยากทำ

ใครมันอยากจะฝืนตัวเองแบบนั้น...หากไม่ได้หวาดกลัวอะไรสักอย่าง

เขาเองก็เป็นเช่นนั้น

เขาเพียงหวาดกลัวว่าจะสูญเสีย...จนทำให้สูญเสียโอกาสที่จะพูดความจริงไปในที่สุด

“...ไม่เป็นไร” ตามเงียบไปครู่หนึ่งกับคำตอบที่มาพร้อมกับเสียงสะอื้นของเทียนที่ย้ำหลายต่อหลายครั้งว่า สุดท้ายแล้วพยายามไปเท่าไหร่ ก็ไม่อาจจะตัดใจจากผู้ชายคนนั้นได้

คงเพราะมันสำคัญจนเกินไป คงเพราะวันเวลามันยาวนานเกินไป มันนานจนมันไม่ใช่แค่ความผูกพัน...มันเป็นสิ่งที่เข้มแข็งกว่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ช่างเปราะบางเสียจนหากไม่ระวัง วันหนึ่งมันจะพังทลายในคราเดียว

“ไม่เป็นไร ตัดใจไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องร้องไห้แล้ว”

“ฮืออ...”

“พอแล้วเทียน หยุดร้องไห้นะ”

“...” ใบหน้าเปื้อนน้ำตาส่ายไปมากับอกของเขา มันน่ารัก...แต่ตามกลับยิ้มไม่ออกเอาเสียเลย

ถ้าหากเป็นไปได้

หากแลกกันได้...เขาก็อยากจะเจ็บแทนและเป็นฝ่ายร้องไห้แทนอีกคนยังจะดีกว่า

ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ ตามจึงได้หลุดปากออกไป ...หลุดในสิ่งที่เขาอุตส่าห์เก็บงำท่าทีตลอดมาเพราะความหวาดกลัว

ราวกับหากเขาไม่พูดตอนนี้ เขาจะไม่มีวันได้พูดอีกต่อไป

“เลิกร้องเถอะเทียน กูจะขาดใจแล้ว”

“...”

“กูไม่ชอบเห็นมึงร้องไห้แบบนี้เลย ต่อให้มึงจะร้องไห้แค่เฉพาะต่อหน้ากูเท่านั้นก็เถอะ”

“...”

ตามประคองใบหน้าของเทียน ใช้นิ้วไล้ปาดน้ำตาไปตามใต้ตาแดงช้ำ ก่อนจะวกมาบีบจมูกรั้นที่แดงเรื่อเบาๆ มองใบหน้าเศร้าหมองด้วยความสงสาร เอ็นดูและรักใคร่

“มึงไม่เคยรู้หรอกว่าเวลาที่มึงร้องไห้เพราะคนอื่น ใจกูมันเจ็บมากแค่ไหน”

“...ตาม”

“โดยเฉพาะเวลาที่มึงร้องไห้เพราะผู้ชายคนนั้น กูเกลียดมากที่สุด เพราะมึงจะร้องไห้ไม่หยุดจนตาบวม บางครั้งก็ร้องจนไม่สบาย มึงไม่รู้เลยว่ากูโกรธตัวเองแค่ไหนที่ได้แต่คอยดูแลมึงในช่วงเวลาเหล่านั้น แต่กลับไม่สามารถทำให้มึงเลิกเพราะไอ้เวรนั่นได้สักที”

“...”

“มึงไม่เคยรู้...” ตามมองใบหน้าที่ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ตัวเองไม่อาจละสายตาออกห่าง ไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่...ที่เขาพูดได้เต็มปากว่านี่ คือคนสำคัญของเขา คือคนที่เป็นทั้งเพื่อน ทั้งคนที่รักหมดหัวใจ “...ว่าไม่ได้มีแค่มึง ที่รอให้ใครคนนั้นมองกลับมา”

“ไม่ได้...ล้อกันเล่นใช่ไหม”

“มาถึงขนาดนี้จะล้อเล่นทำไมล่ะ” แม้จะพยายามให้มันดูไม่หนักจนเกินไปสำหรับเทียนที่เพิ่งร้องไห้ แต่ตามก็ไม่อาจเล่นมากจนอีกฝ่ายไม่รับรู้ถึงความจริงจังในความรู้สึกที่เขาได้พูดออกไป

“กูชอบมึงจริงๆ”

“...”

“ชอบเหมือนที่มึงชอบมองผู้ชายคนนั้น มีความสุขเวลาที่เห็นมึงยิ้ม รู้สึกทรมานจนเหมือนจะตายตอนที่เห็นมึงร้องไห้ แถมวันๆ หนึ่งกูแทบจะตายไปนับครั้งไม่ถ้วน เพราะมึงไม่เคยมีความสุขจริงๆ เลยนับตั้งแต่เรารู้จักกันมา”

“...”

“แม้กระทั่งตอนนี้ที่มึงได้เป็นแฟนกับคนที่มึงรอมานาน มึงก็ยังไม่พ้นต้องเสียใจเพราะเขา คนที่ชอบมึงอย่างกู ก็ทรมานใจตามไปด้วย เวลาที่มึงถูกเขาทำร้ายจิตใจกลับมา”

“...”

“ดังนั้นที่ผ่านมาสิ่งที่กูภาวนาไม่ใช่ให้มึงหันมามองกู เพราะคงหวังสูงเกินไป กูแค่หวัง...ให้มึงมีความสุขเพิ่มสักวันหนึ่งก็ยังดี ร้องไห้น้อยลง ยิ้มที่ยิ้มเพราะมีความสุขมากขึ้นก็พอ”

“...”

“แต่เวลาที่ผ่านมาทั้งหมด จนกระทั่งวันนี้มันทำให้กูรู้ว่า สิ่งที่กูภาวนามันโคตรจะไร้สาระและไม่มีวันเป็นจริง”

“...”

“มึงยังต้องเสียใจเพราะผู้ชายคนนั้น มึงยังยิ้มมีความสุขตอนที่เขาอยู่กับมึงแล้วแอบร้องไห้อยู่คนเดียว มึงทำแบบนั้นจนเหมือนกับ...มันกลายเป็นสิ่งที่มึงต้องทำ ทั้งที่มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น”

“...” เทียนมองมือของตามที่ยังคงอุ่นเหมือนครั้งที่เขายังไม่รู้ว่าเจ้าของมือนี้ฝากความรู้สึกของตัวเองมาทุกครั้งที่วางมันบนไหล่ยามปลอบใจ ยามที่จับมือเขาข้ามถนนด้วยความเป็นห่วง ทุกครั้ง...ที่จับมือของเขาเอาไว้ในวันที่เขารู้สึกเหมือนตัวคนเดียว
ในช่วงเวลาที่ความสุขบางครั้งเขาก็หลงลืมความอบอุ่นจากมือคู่นี้ แต่ในวันที่เขาเจ็บปวดเช่นในวันเช่นนี้ ความอบอุ่นจากมือของตามกลับคอยกุมมือของเขาอยู่เสมอ

ทุกครั้งที่มองไปข้างหน้าแล้วเห็นเพียงแผ่นหลังที่เย็นชาของพี่สิงห์ เมื่อเขาหันกลับมา ก็จะพบกับตามที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาและส่งยิ้มใจดีให้เสมอ ความรู้สึกเช่นนั้นทำให้ความเจ็บปวดที่มีจางลง

จางลง

และหายไปในที่สุด

“ชื่อของกูคือตามตะวัน แต่ตะวันของกูไม่ใหญ่ดวงใหญ่หรืองดงามเหมือนตะวันของคนอื่นๆ”

“...”

“เป็นแค่แสงเทียนเล็กๆ ที่คนเขาต้องการแค่วันที่ไฟฟ้าดับ เป็นแค่ของสำรองที่คนจะให้ความสำคัญเป็นอันดับสองเสมอ”

“...”

“แต่สำหรับกู แสงเล็กๆ แสงนั้นคือทั้งหมดที่กูต้องการ”

“...”

“เทียน นับตั้งแต่วันที่รู้ใจตัวเอง ชื่อของกูมันก็มีไว้หมายถึงมึงเสมอ”













จำไม่ได้แล้วว่าคำแรกที่ทักกันคือคำว่าอะไร

แต่ตอนนี้คำที่เขาพูดมากที่สุด เห็นจะเป็นคำว่า

‘ไม่เป็นไร’

‘อย่าร้องไห้’

‘มึงยังมีกูอยู่เสมอ’


ทั้งๆ ที่เกลียดแสนเกลียดยามที่ต้องพูดประโยคเหล่านี้ แต่ทุกครั้งที่เทียนร้องไห้และทำเหมือนโลกนี้มันกว้างคนอยู่ได้เพียงแค่คนเดียว เขาก็อดพูดคำที่เกลียดเหล่านี้ไม่ได้เลย

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่เขาลืมไปว่ายิ้มที่มีความสุขของเทียนเป็นแบบนั้น

ตอนนี้เขาจำได้แค่รอยยิ้มแกนๆ รอยยิ้มเหงาๆ รอยยิ้มแสนเศร้าที่คล้ายหมายถึงใครคนหนึ่งเสมอ

รอยยิ้มที่เขาเกลียด เกลียดพอๆ กับคนที่ทำให้เทียนต้องยิ้มออกมาแบบนั้น แม้จะไม่เคยพบกันแม้แต่ครั้งเดียวก็ตาม

เทียนหลับไปแล้ว หลับไปพร้อมกับความเหนื่อยอ่อนหลังจากที่ร้องไห้ติดต่อกันนานเกินไป ส่วนตัวเขาในตอนนี้กลับยืนอยู่หน้าบ้านของใครบางคน ใครที่เขาคิดว่าเทียนคงไม่อยากให้เขาเจอ

บ้านของคนที่ชื่อสิงห์

เขาเหลือบมองเบอร์โทรศัพท์ที่แอบเอามาจากเครื่องของเทียน แล้วกดโทรออก รอไม่นานเสียงทุ้มที่ทำให้นึกเกลียดตั้งแต่แรกได้ยินก็ดังขึ้น มันตอกย้ำภาพที่เทียนร้องไห้ในสมองของเขา จนมือที่กำเข้าหากันกำแน่นจนปวดไปหมด

แต่มันคงไม่เท่าใจของเทียน

(ครับ?)

“คุณคือสิงห์ พี่สิงห์ของเทียนใช่ไหม?”

(...ใครครับ)

“ผมเป็นเพื่อนของเทียน ผมคิดว่า...คุณควรลงมาพบผมเพื่อคุยกันหน่อย”

(...)

“เรื่องของเทียน”

ไม่นาน ผู้ชายคนที่เขาไม่คิดจะมีวันที่ต้องมายืนคุยกันสองต่อสองก็มาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านอีกฝ่ายด้วยชุดที่บ่งบอกได้ว่าเขากำลังมากวนเวลาพักผ่อนของอีกคน แต่ใครสนใจกันล่ะ หมอนี่เป็นแค่คนที่เขารู้จักชื่อเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรสำคัญไปมากกว่านั้น หากมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทียน เขาไม่มีวันมาเจอหน้าหรอก

แล้วก็เป็นอย่างที่คิดมาตลอด แม้จะไม่เคยได้เจอกันแต่ตามก็มักจะจินตนาการภาพของสิงห์ในสมองเสมอ เวลาที่เทียนพร่ำเพ้อหาถึงและเมื่อมาพบต่อหน้า เขาถึงได้รู้ว่าไอ้สิ่งที่เคยคิดมันเทียบอะไรไม่ได้เลยกับคนตัวจริงๆ ตรงหน้า ไม่แปลกแล้วว่าทำไมเทียนถึงไม่เคยตัดใจได้เลย

“มีอะไรหรือเปล่า?”

“วันนี้ทำไมคุณถึงไม่ไปตามนัด”

“...ฉันคิดว่านี่มันไม่ใช่เรื่องของนาย”

“แต่ผมคิดว่าผมมีสิทธิ์ถาม”

“...”

“ผมได้ยินมาจากเทียน ว่าคุณไปหาแฟนของเพื่อนคุณ จริงหรือเปล่า?”

“เขาประสบอุบัติเหตุ เพื่อนฉันไม่ว่างไปดูแล เลยให้ฉันไปดูแลก่อน ก็เท่านั้น”

“สำหรับคุณมันอาจจะแค่นั้น” ตามเงียบไปครู่หนึ่ง เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น แต่เขากลับรู้สึกราวกับภาพที่เทียนร้องไห้มันยาวนานจนเกินไปแล้ว และเขาไม่ต้องการเห็นมันอีกต่อไป “แต่สำหรับเทียนมันไม่ใช่”

“...”

“คุณรู้บ้างไหมว่ากี่ครั้งแล้วที่มันเป็นแบบนี้ กี่ครั้งแล้วที่เทียนต้องรอคุณแล้วมันจบลงที่ต้องร้องไห้”

“...”

“มันยืนรอคุณเหมือนคนโง่ๆ คนหนึ่งที่ห้าง เพียงแค่หวังว่าคุณจะมา ไม่ได้หวังว่าคุณจะทำตามสัญญา เทียนมันแค่อยากเห็นว่าคุณมา...แค่คุณมาเท่านั้น”

“...”

“แต่คุณก็ไม่มา”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะผิดนัดกับเทียน”

“แต่คุณก็ทำไปแล้ว!”

สิงห์อึดอัดใจไม่น้อยกับคำพูดของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ออกตัวว่าเป็นเพื่อนของเทียน แม้ว่าจะไม่เคยเห็นตัวจริงๆ  มาก่อน แต่จากรูปถ่ายที่เทียนเคยถ่าย เขาก็พอจำได้ว่ามีเด็กคนนี้อยู่และมักเป็นคนที่คอยยืนข้างๆ เทียนเสมอ ใบหน้าของเด็กตรงหน้าตอนนี้เย็นชาและมองออกว่ามันเต็มไปด้วยความไม่พอใจ บางทีนี่อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กคนนี้อยากจะวิ่งโร่มาเคลียร์กับเขาอย่างนี้ บางทีมันอาจจะไม่ใช่ครั้งเดียวที่เขาทำให้เทียนเสียใจ...

“เพื่อนของผม...ที่ผ่านมาก็มีแค่คุณ กี่ครั้งที่คุณรำคาญ กี่ครั้งที่คุณทำเหมือนไม่เห็นความรู้สึกของเขา กี่ครั้งที่คุณลืม คุณไม่รู้หรอกว่าเทียนมันเสียใจแค่ไหน”

“...”

“คุณที่มีครอบครัว มีเพื่อนฝูง มีคนที่รักมากมาย แต่กับเทียนนอกจากคุณที่มันรักที่สุด เพื่อนมันก็มีแค่ผม...แล้วคุณจะให้เทียนมันทำยังไง ในเมื่อคุณเป็นแค่คนเดียวที่มันอยากจะแชร์ทุกความสุขด้วย”

“...”

“ผมรู้ว่าสิ่งที่เทียนขอจากคุณมันโง่มากๆ กับการที่อยากจะลองให้คนที่ไม่คิดอะไรเลยกับตัวเองให้มองในฐานะคนๆ หนึ่ง แต่เพราะมันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เพราะมันชอบคุณมากจริงๆ มันก็แค่นั้น ถ้าคุณรักมันไม่ได้ ก็ช่วยถนอมใจหน่อยได้ไหมวะ!”

“...”

“ถ้ามันหมดทางแล้วจริงๆ ที่คุณจะเปลี่ยนใจไปชอบเทียน คุณก็ช่วยบอกมันทีว่าครั้งนี้ อย่ากลับมารักคุณอีก ผมไม่อยากเห็นมันร้องไห้แล้ว”

“...เธอดู เป็นห่วงเทียนมากเลยนะ”

ตามเบือนสายหนีหลบอาการรู้ทันของคนอายุมากกว่า กระนั้นเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะความจริงมันก็เป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ อีกอย่าง เขาในตอนนี้ก็สารภาพความจริงกับเทียนไปหมดแล้ว หากมันจะมีคนอื่นรู้เพิ่มมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรอีก ตอนนี้เขาขอเทียนมันมีเรื่องที่ต้องเสียใจน้อยลงก็พอ

เรื่องของเขากับเทียนจะสามารถเป็นไปได้ไหมนั้น เขาไม่หวัง...และหมดหวังไปนานแล้ว

จะให้เป็นเพื่อน เขาก็จะเป็นเพื่อน

หากอยากให้ดูแลในยามที่เสียใจ เขาก็จะทำ

หรือหากอยากให้เขาหายไป เขาก็จะไป

มันน่าขำเหมือนกันที่ในสายตาคนอื่น การกระทำของเทียนดูน่าตลกที่พยายามจนเหมือนคนบ้า แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาทำลงไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา บางทีคนที่โง่ที่สุดคงเป็นเขา...

เขาที่หลงรักเพื่อนตัวเอง

เขาที่ไม่คิดจะฝืนใจตัวเองให้มองแค่เพื่อนและปล่อยให้มันเลยเถิด กัดกินมิตรภาพของเราทั้งสองคน จนมันเหลือเพียงแค่ครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งนั้นได้กลายเป็นความรักที่ไม่มีทางสมหวังไปแล้ว

“ผมรู้ว่าคุณจะถามว่าอะไร ใช่ ผมชอบเทียนและผมไม่ได้ต้องการที่แย่งเทียนจากคุณ เพราะผมรู้ดีว่าเทียนไม่มีวันชอบผม ในใจของเขามีแต่คุณมาตลอด”

“ถ้าเธอชอบเทียนจริงๆ ทำไมถึงไม่เคยอยากจะคบเด็กคนนั้น มันตลกเกินที่จะบอกว่าเธอไม่เคยหวังอะไรกับความรักครั้งนี้เลย”

“ผมหวัง ผมเคยหวังมาตลอดว่ามันจะมองมาที่ผมบ้าง”

“...”

“ผมหวังว่าสักวันในดวงตาของมันจะสะท้อนภาพของผมแทนคุณและยิ้มเพราะผมเป็นต้นเหตุสักครั้ง”

“...”

“ผมหวังให้คนที่มันคิดแทบเป็นแทบตายในวันเกิดว่าจะซื้ออะไรให้คือผม หวังให้คนที่มันยอมอดหลับอดนอนไปเฝ้าไข้เป็นผมบ้าง หวังเหมือนคนโง่ให้มันเข้าใจว่าทั้งหมดที่ผมทำอยู่เพราะผมรัก...ไม่ใช่เพราะมันเป็นเพื่อนผม”

“...”

“แต่เพราะเทียนมีความสุขเหลือเกินกับการรักคุณอย่างไม่มีจุดหมาย ต่อให้ต้องร้องไห้ ต่อให้ต้องรอนานแค่ไหนหรือต่อให้สุดท้ายจะต้องเสียใจ มันก็ยังยืนยันว่าต้องเป็นคุณ หลังจากนั้นความหวังของผมก็เปลี่ยนไป”

“...”

“ผมหวังให้มันมีความสุข”

“...”

“หากการที่คุณรักทำให้มันมีความสุขผมจะทำ หากว่าการช่วยให้มันสมหวังคือสิ่งที่ทำให้มันยิ้มได้ ผมจะทำทุกวิถีทางให้คุณหันมามองมันสักครั้ง แต่ทุกอย่างมันพังไปหมด เพราะในวันนี้คุณได้ชื่อว่าแฟนมันแท้ๆ แต่ก็กลับยังทำให้มันต้องร้องไห้ เพราะแบบนั้น...ผมถึงได้มาพูดกับคุณในวันนี้”

“...”

“ถ้าหากสุดท้ายแล้วคุณจะปฏิเสธ ก็ขอให้ปฏิเสธไปซะตั้งแต่วันนี้เถอะครับ”

“...”

“เพื่อนของผม...คนที่ผมรัก เจ็บเพราะคุณมามากเกินพอแล้วจริงๆ”








รู้สึกเหมือนตอนนี้จะมีแต่บทสนทนาแฮะ 5555 น่า ให้ตามเขาบ่นหน่อย พี่สิงห์ใจร้ายเอ้อออ
เจอกันตอนหน้าค่ะ รักเสมอออ ฝากติดตามด้วยนะคะ ^^
NAVY
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-10-2017 16:33:48 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
ตามเท่ห์เลยอ่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆ
รอเทียนหันแสงไปทางอื่นบ้าง

ออฟไลน์ panpang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 536
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ Fasai25448

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 52
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ตามสุดยอดมากเลยอะ

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1583
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
มันดียยยย์ มันดีฟฟฟฟ

ออฟไลน์ twinmonkey0311

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5700
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-9

ออฟไลน์ uyong

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 383
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
น้ำตาไหลเลย  :sad4: :sad4:

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
#6
คุณคือความสุขของผม







เรื่องน่าตลกที่สุดในวันนี้ เห็นจะเป็นใครบางคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านของเขา ส่งรอยยิ้มที่เขาหลงรักมาให้ เอ่ยชวนด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติว่า ‘ไปเที่ยวด้วยกันไหม?’

เขาที่อาจยังไม่ฟื้นตัวดีกับความเสียใจเมื่อวาน ได้แต่ตอบตกลงไปอย่างไม่รู้ตัว เดินขึ้นรถของพี่สิงห์ติดสอยห้อยตามไปจนถึงที่ปลายทาง ยืนรับลมทะเลกับคนที่เขาคิดว่าชั่วชีวิตนี้ หากไม่ใช่ตัวเขาเองเป็นคนเอ่ยปาก ก็ไม่มีวันได้มาเที่ยวเช่นนี้ด้วยกันสองคน ต่อให้เป็นแค่ไปเช้าเย็นกลับก็ตาม

เทียนยืนเหม่อให้เท้าเปลือยของตัวเองโดนคลื่นทะเลซัดสาด เหมือนว่าคลื่นเหล่านั้นจะนำพาความทุกข์ใจของเขาลอยหายไป หลับตารับไออุ่นและสายลมเจือกลิ่นทะเลเจือจาง ให้ธรรมชาติรอบตัวปลบประโลมดวงใจที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอด ราวกับนี่คือการเยียวยาที่ดีที่สุดของเขา

แต่ในตอนนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นบางเบาที่วางลงบนศีรษะ พร้อมกับน้ำเสียงห่วงใยดังขึ้นเสียก่อน

“คิดอะไรอยู่?”

“คิดว่า...ทำไมพี่สิงห์ถึงได้พาเทียนมาที่นี่”

“...”

“ถ้าแค่จะปลอบใจหรือไถ่โทษ ก็ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้” รอยยิ้มของเทียนยังสดใสเหมือนเดิม แต่สิงห์กลับมองว่ามันบาดตาเหลือเกิน ยิ่งรอยยิ้มนั้นขับเน้นให้ดวงตาช้ำของเทียนชัดเจนขึ้น บ่งบอกกว่าจะผ่านมาถึงเช้าวันนี้ เทียนต้องพบเจอกับความรู้สึกอย่างไรเพียงลำพัง

“ไม่ใข่สักหน่อย แค่อยากพามา”

“แต่ต้องลางาน...”

“ช่างมันเถอะน่า แค่วันเดียวเอง”

“...ขอบคุณครับ”

สิงห์ยิ้มกับเสียงขอบคุณอ่อยๆ เหมือนรู้สึกผิดของเทียน แล้วขยี้เส้นผมนุ่มแรงๆ “จะขอโทษทำไม พี่ต่างหากที่ต้องขอโทษเรา เมื่อวานต่อให้ทำเหมือนไม่มีอะไรก็จริง แต่ก็รอพี่นานเลยใช่ไหม”

“...”

“คราวหลัง...ถ้ามันนานเกินไป ก็อย่ารอเลยนะ”

“...”

สิงห์ละมือออกจากเส้นผมของเทียน เบนสายตาไปยังพระอาทิตย์ที่เปล่งแสงสว่างงดงามท่ามกลางผืนฟ้ากว้าง ไร้เมฆมาบดบังความงดงามของมัน เหม่อมองคลื่นลูกแล้วลูกเล่าที่ซัดเข้าชายฝั่ง ฟังเสียงหัวเราะของผู้คน ปล่อยให้บรรยากาศของพวกเขาสองคนที่ยังเจือความอึดอัด ถูกธรรมชาติรอบตัวกลืนไปเรื่อยๆ

ขณะที่สายตาของสิงห์ลอบมองออกไปไกลแสนไกล นัยน์ตาของเทียนที่ทำเหมือนไม่ได้ใส่ใจคนข้างกายกลับค่อยๆ หันมามองคนข้างๆ มองดวงตาและจมูก มองริมฝีปากที่เหยียดขยายเป็นรอยยิ้มบางๆ มองใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยในคราเดียว เนิ่นนานจนเหมือนอยากจะสลักใบหน้านี่ไว้ในใจ

ไม่ให้ลบเลือนไปตลอดชีวิต

“เทียนไม่รับปากนะ”

“หืม?”

“ที่ว่าอย่ารอน่ะ เทียนรับปากไม่ได้หรอกนะ”

“...”

“เพราะถ้าถึงเวลาที่ต้องรอจริงๆ จนกว่ามันจะถึงที่สุดจริงๆ เทียนก็อยากรออยู่ดี”

“...”

“มันจะดูเหมือนคนโง่ๆ เหมือนคนที่หลงพี่หัวปักหัวปำ ไม่มองความจริงหรือจะยังไงก็ตาม เทียนก็ยังอยากรอ”

“...”

“เทียนแค่อยากเห็นพี่มาสักครั้งเท่านั้นเอง”

“...ขอโทษ”

“จะขอโทษเทียนอีกทำไมเล่า” เทียนว่า น้ำเสียงเศร้าๆ เจือด้วยท่าทางขี้เล่น มือยื่นไปผลักไหล่ของสิงห์ เตรียมจะเอ่ยปากหยอกล้อ่บรรยากาศหม่นๆ ออกไป แต่เขาไม่คิดว่าพี่สิงห์ที่ยืนข้างๆ จะเอื้อมมือมารวบตัวเขาเข้าไปกอดอย่างไม่เกรงใจสายตาคนอื่น แม้จะรู้ดีว่าบางทีคนอื่นที่ว่าคงไม่สนใจจะมอง แต่เทียนก็อดตระหนกไม่ได้ มือทั้งสองจึงพยายามดันแผ่นอกของสิงห์พัลวัน

“พี่สิงห์ ทำอะไร...”

“คราวหน้าไม่ต้องรอพี่นะ”

“...”

“พี่จะไป จะไปหาเราอย่างแน่นอน”

ปากที่อ้าหมายจะเอ่ยถ้อยคำเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นการพยักหน้ารับเบาๆ แขนทั้งสองตกลงข้างลำตัวก่อนเลื่อนโอบกอดคนตรงหน้าแทน ทว่าแทนที่คำพูดนั้นจะทำให้เขายิ้มได้ ไล่ความทุกข์ ทำไมก็ไม่รู้ ลึกๆ ในใจของเทียน มันถึงได้สั่งให้น้ำตาไหลออกมา

บางทีมันคงจะดีกว่านี้ ถ้าไม่พูดออกมา

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่สัญญา เมื่อนั้นเขาคงจะคาดหวัง

กลัวเหลือเกินว่าสุดท้ายแล้ว เมื่อเขาหวังในคำสัญญามากเกินไป

สุดท้าย...คำสัญญานั้นจะทำลายความหวังของเขาจนปนปี้...หมดหนทางจะฟื้นคืน












(เป็นยังไงบ้าง? เที่ยวสนุกไหม)

“มึงสินะ”

(ไม่ดีหรือไง? จะได้คุยกันให้เคลียร์ไง)

“ถามกูสักคำยัง”

(แล้วจะบอกว่าไม่ดี?)

เทียนเงียบไปกับคำถามนั้นของตาม เขาเบือนหน้าออกไปมองแผ่นหลังกว้างของพี่สิงห์ที่ยืนรับลมทะเลอยู่ด้านนอกห้อง ก่อนจะกลับมาให้ความสนใจกับปลายสายที่เงียบรอให้เขาตอบ

“ไม่รู้ มีมั้ง”

(จะบอกว่าไม่รู้ได้ยังไง ได้เที่ยวกับคนที่ชอบก็ต้องมีความสุขสิวะ)

“ก็ต้องไม่ใช้หลังจากที่เขาทำกูร้องไห้มาทั้งคืนดิวะ”

(...)

“ตาม กูเหนื่อยจัง”

(...)

“ทั้งที่พี่เขาก็อยู่ตรงนี้...” น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้ม พร้อมรอยยิ้มเศร้าสร้อย “...แต่ทำไมกูรู้สึกว่าแม่งโคตรไกลจากกูจังเลยวะ”

(เทียน)

“มือก็จับกันอยู่ ทำไมกูไม่รู้สึกว่ามันอุ่นเลย”

(...)

“มึง ทั้งที่เขาบอกว่าเขาจะมาหากู ทำไมกูถึงรู้สึกว่าเขาไม่มีวันมาหาแบบนี้วะ”

(เทียน กูขอโทษ)

“ขอโทษทำไม” เทียนหัวเราะออกมาสลับกับปาดน้ำตาออกจากแก้ม ใช่ ตามจะขอโทษเขาทำไมในเมื่อทั้งหมดที่อีกคนทำไป ก็เพราะหวังให้เขามีความสุขมาตลอด มีแต่เขาเองนี่แหละที่ดื้อรั้น เอาหัวใจไปให้คนอื่นเขาเหยียบเล่นจนช้ำไปหมด

ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยเข็ดแม้แต่ครั้งเดียว

วิ่งตามจนเหนื่อย หลอกตัวเองไปวันๆ ว่าคนที่ไล่ตามจะหยุดรอและเดินปพร้อมกันสักวัน ทว่าวันนั้นก็ยังไม่มาถึงสักที

นานเข้า เขาก็ได้แต่ถามตัวเองว่าเขากำลังวิ่งตามอะไรอยู่? วิ่งตามความรักตัวเองหรือความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ไม่มีวันเป็นจริงกัน?

(...อยากกลับบ้านไหม? กูจะไปรับ)

“ไม่ต้อง ดึกแล้ว อันตราย”

(ถ้าไม่โอเคก็บอกกู กูยิ่งไม่โอเคยิ่งกว่าถ้ามึงไม่สบายใจแล้วยังต้องอดทนอยู่กับเขาแบบนั้น)

“ห่วงกูเกินไปป่ะ? คิดอะไรกับกูป่ะเนี่ย”

(เออ กูห่วง)

“...”

(มึงมีอยู่คนเดียว ไอ้เทียนขี้แยอย่างมึงโคตรน่าเป็นห่วงสำหรับกูเสมอแหละ)

“ไม่เป็นไรเว้ย กูโอเค”

(แน่นะ?)

“อืม นอนเถอะตาม ดึกแล้ว”

(รู้ใช่ไหมว่ามึงโทรมาหากูได้เสมอ)

“...อืม”

(ดูแลตัวเองด้วย ฝันดีไอ้ดื้อ)

“อ่า ฝันดี...ขอบใจนะ”

ตามวางสายไปแล้ว แต่ถ้อยคำที่ได้พูดคุยกันกลับทำให้ใจของเขาที่วูบโหวงคล้ายมีอะไรอุ่นๆ เข้ามาเติมเต็ม มันอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือเติมช่องว่างในหัวใจของเขาได้เต็มเช่นสิ่งที่เขาคาดหวังมาตลอด แต่ในช่วงเวลาเช่นนี้ กำลังใจและความห่วงใยเล็กๆ ที่ตามมีให้เขานั้น ช่างแสนสำคัญและมีค่ามากมายเหลือเกิน

“ง่วงหรือยัง?”

“นิดหน่อยครับ”

“ร้องไห้เหรอ?” นิ้วเรียวของสิงห์เกลี่ยที่ใต้ตาแดงช้ำของเทียน ราวกับอยากจะกวาดเอาความโศกเศร้าออกไปจากนัยน์ตาของเด็กตรงหน้า เทียนไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทำเพียงแค่ส่ายหน้าและเดินมายจะไปอาบน้ำ ถ้าไม่ติดว่าแขนของเขาโดนพี่สิงห์รั้งเอาไว้เสียก่อน

เขามองกลับไปยังคนที่รั้งตัวเองเอาไว้แต่กลับไม่พูดอะไรออกมา สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่อดทนกับความเงียบที่น่าอึดอัดนี้ไม่ได้และยอมเป็นคนพูดขึ้นทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนี่เอง

“มีอะไรหรือเปล่าพี่สิงห์ เดี๋ยวเทียนจะไปอาบน้ำแล้ว”

“...”

“พี่สิงห์?”

“คุยกับตามเหรอเมื่อกี้”

“อือ พี่สิงห์รู้จักตามด้วยเหรอ”

“เขามาหาเมื่อคืน...มาบอกว่าเทียนร้องไห้”

“...” ทั้งที่รู้อยู่แล้ว ทำไมยังเจ็บอยู่นะ เทียนคิดขณะที่มุมปากขยับเป็นรอยยิ้มเล็กๆ คล้ายจะยิ้มเยาะตัวเองมากกว่า จะคิดเข้าข้างตัวเองไปได้ยังไงว่าคนตรงหน้ารู้ว่าเขาเสียใจ ถ้าไม่เพราะคนอื่นบอก พี่สิงห์ไม่มีวันรู้หรอก

ทั้งที่รู้แบบนั้น ทำไมยังหวังอีกนะ?

“เพราะงั้นเลยพามาเที่ยวเหรอ”

“อืม”

“ไม่เห็นต้องลำบากขนาดนั้นเลย”

“ไม่ลำบาก”

“...แต่มันลำบากเทียน”

“...”

“เทียนอึดอัด”

อย่าพูดมันออกไป เขาพูดกับตัวเองเช่นนี้ แต่ทำไมปากของเขามันยังขยับไปเรื่อย เอาแต่พูดสิ่งที่เขาไม่ต้องการให้คนตรงหน้ารู้กันนะ

พอแล้ว อย่าพูดมันออกไปอีกนะ

เทียน ไอ้โง่ แกอยากเสียพี่เขาไปจริงๆ ใช่ไหม?

“ถ้ามันทำให้พี่ต้องลำบากขนาดนั้น ก็อย่าทำเลยพี่สิงห์ เทียนไม่อยากได้”

“เทียน พี่ก็เพิ่งบอกไปว่าไม่ได้ลำบาก...”

“อยากไปอยู่กับเขาไม่ใช่เหรอ”

“...”

“รักเขาไม่ใช่หรือไง?”

“...”

“แล้วทำไมไม่ไปหาล่ะ”

“แล้วใครมันบอกว่าจะทำให้พี่มาชอบวะ! ใครมันพูด”

“เทียนพูด! เทียนพูดเอง พอใจหรือยัง!! แต่แม่งเอ๊ย!! ต่อให้เทียนพยายามจนตายพี่ก็ไม่ชอบป่ะวะ” เทียนหลุดตะโกนลั่นห้องพัก พร้อมๆ กับน้ำตาที่หลั่งออกมาอีกรอบ มือกำแน่นจนปวดไปหมด แต่มันกลับปวดไม่เท่าหัวใจของเขาที่ไม่อาจกักเก็บความรู้สึกมากมายได้อีกแล้ว

ราวกับหัวใจของเขาคือแก้ว แก้วที่ปริร้าวใส่อะไรลงไปก็รั่วไหลออกมา

ความน้อยใจ เจ็บปวด เหนื่อยล้า ความรัก

ทั้งหมดค่อยๆ รินหลั่งออกมาอย่างไม่มีทางหยุดยั้ง ความเสียใจเองก็ด้วย

“เทียนก็คิดว่าจะยังอดทนต่อไปได้อีก มันต้องมีสักวันที่พี่มองเห็นเทียนจริงๆ ในสายตา มันเพิ่งจะเริ่ม...ทั้งที่มันเป็นแบบนั้น การที่เราใกล้กันถึงขนาดนี้ กลับทำให้เทียนเหนื่อยยิ่งกว่าตอนที่พี่คอยไล่เทียนไปไกลๆ มากกว่าเสียอีก”

“...”

“เทียนนึกว่าถ้าเราได้ใกล้กัน พี่อาจจะมองเห็นในสิ่งที่พี่ไม่คิดจะมองในตัวเทียน แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งใกล้กัน เทียนก็ยิ่งเข้าใจ เข้าใจว่าสิ่งที่เทียนอยากได้จากพี่มันไม่มีวันได้มาจริงๆ”

“...”

“พี่สิงห์ เทียนอยากจะตัดใจจากพี่จริงๆ นะ”
“...”

“ไม่อยากรักแล้ว แม่งโคตรเหนื่อยอ่ะที่เป็นอยู่ตอนนี้”

“...”

“แต่จะให้เทียนทำยังไงวะ ในเมื่อพยายามกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังกลับมาชอบพี่เหมือนเดิมอยู่ดี”

“...”

“พี่จะให้เทียนทำยังไง จะให้มารักพี่ก็ไม่รัก ให้ตัดใจ แม่งก็โคตรยาก พี่จะให้เทียนทำยังไง”

เทียนทิ้งตัวลงกับที่นอน ปิดหน้าด้วยมือทั้งสองข้างที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น แต่น้ำตายังคงไหลไม่หยุด โดยที่สิงห์ทำได้แค่ยืนมองอยู่แบบนั้น คำพูดทุกคำพูดของเทียนเหมือนหมัดที่มองไม่เห็นต่อยเข้าที่เขา แต่กลับโต้ตอบอะไรกลับไปไม่ได้เลยสักครั้ง เพราะทั้งหมดมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนนี้กับพวกเขาสองคน

เขาไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าพวกเราจะรักกันได้ ในใจเขายังรักใครคนหนึ่งหมดใจ

ได้แต่ให้ความหวังไปวันๆ เพราะตัวเขาเองก็มีความสุขเวลาที่มีเด็กคนนี้คอยยิ้มและหัวเราะอยู่ใกล้ๆ

แต่กลับไม่เคยรู้เลยว่า มันต้องแลกมากี่น้ำตาที่หลั่งออกมาของเทียน

เด็กคนนี้เสียใจเพราะเขามามากเหลือเกิน

“ถ้ามันเหนื่อยแบบนั้น...”

หรือมันควรจะต้องจบแบบนี้จริงๆ

“แล้วทำไมไม่ไปล่ะ?”

“...”

“...”

“...”

สิงห์นึกอยากจะต่อยตัวเองขึ้นมาเมื่อคำพูดนั้นหลุดออกจากปาก ชั่วพริบตาที่เหมือนความรู้สึกมากมายตีตื้นขึ้นมา ผลักดันให้เขาพูดออกไปโดยที่ไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง ภาพของเทียนที่เงยหน้ามองทั้งน้ำตา ในดวงตาทั้งตกใจ เสียใจ ความรู้สึกมากมายที่ซ่อนอยู่ในดวงตาที่วาววามไปด้วยน้ำตากำลังบาดใจเขาช้าๆ

เขาทำอะไรลงไป

เขาพูดอะไรออกไป

“สุดท้ายก็อยากไปให้จริงๆ ใช่ไหม”

“ไม่ใช่...”

“อ่า แล้วทำไมไม่บอกเทียนตั้งแต่แรกวะว่ารำคาญ ปล่อยให้เทียนทำตัวน่ารำคาญมาตั้งนานแบบนี้ทำไม”

“...”

“พี่ทำให้เทียนโคตรสมเพซตัวเองตอนนี้ชิบหายเลยว่ะ”

“...”

“แต่ก็ดีนะ ที่พี่พูดช่วยเทียนได้เยอะเลย”

“...”

“ไอ้ที่บอกว่าตัดใจยากเมื่อกี้ เทียนขอคืนนะ”

“...”

“เทียนจะตัดใจจากพี่ แล้วก็จะทำให้ได้ด้วย จะไม่กลับมาชอบแล้ว จะไม่กลับมาหาแล้ว”

“...”

“พอกันที”

“...”

“เราสองคน เป็นแค่ความทรงจำไปก็ดีแล้วล่ะ”








หายไปนานมากกกกก แงงง ขอโทษค่ะ ช่วงสอบนี่บูมมาก ติดรีไรต์เรื่อง Rule of secret love ยาวเลย
สรุปเพิ่มตอนพิเศษไปอีกสามตอนค่ะ ฮ่าาาาา TT ฝากติดตามถ้ารูปเล่มออกมาด้วยนะคะ

จะบอกว่าาาา เรื่องของพี่สิงห์จะไม่ยาวมากนะคะ ตอนนี้ตัดสินใจละ ถ555 ว่าจะจบยังไงหลังจากที่ลังเลมานาน
ฝากติดตามทีนะคะ อีกไม่กี่ตอนล่ะ เหมือนเป็นพาร์ทเสริมนิดๆ หน่อยๆ
คิดถึงและขอบคุณที่ติดตามเช่นเคยค่ะ :):NAVY

ออฟไลน์ Fasai25448

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 52
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ร้องไห้ตามเทียนอีกแล้ว :sad4:

ออฟไลน์ พันธุ์ไทย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด