... สิ บ ส อ ง เ ศ ร้ า ... l (III) ดุจนกในกรงขัง l up : 14/09/17 [END]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ... สิ บ ส อ ง เ ศ ร้ า ... l (III) ดุจนกในกรงขัง l up : 14/09/17 [END]  (อ่าน 248592 ครั้ง)

ออฟไลน์ smilepengy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 145
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
รอพี่คิน น้องน้ำเงิน  :กอด1:

ออฟไลน์ yok_devil

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
รอนะค้าาาาาาาา คิดถึงน้องน้ำเงินกับพี่คีน  :o8: :-[ :impress2: :katai2-1:

ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



ตอนที่ 1
คีน



เจ้าเด็กบ้านั่นกำลังอ่อยผมอยู่เหรอ

ชุดของน้ำเงินยังเป็นชุดเดิมอยู่เลย ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันอาบน้ำหรือยัง ตอนนี้มันดูโทรม อ่อนระโหยโรยแรง และไร้ซึ่งความสดใส ผมไม่แน่ใจว่าสาเหตุนั้นมันเป็นเพราะผมหรือเปล่า

น้ำเงินแค่ขอมาอยู่ด้วยและไม่ได้พูดอะไรอีกเลยหลังจากนั้น

ที่บ้านมีปัญหาเหรอ หรือเพิ่งไปเจอเรื่องแย่อะไรมา ลักษณะแบบนี้ยังไงก็น่าจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่อย่างอื่นแน่ๆ

“ผมขอไปอาบน้ำกับเปลี่ยนชุดได้มั้ย”

ผมพยักหน้าตอบ “ได้สิ”

อุตส่าห์เก๊กไปแล้วว่าไม่ได้สน ไม่ได้คิดต่ออะไรใดๆ ทั้งสิ้น แต่แล้วเจ้าตัวกลับมาหาผมถึงที่ อีกทั้งยังอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาจนผมทนดูไม่ได้อีกต่างหาก เหมือนมันตะลอนไปนั่นไปนี่ทั้งวันทั้งๆ ที่สภาพร่างกายไม่ค่อยสู้ดี

ผมไม่เคยใจร้ายกับ ‘เด็กผม’ ขนาดนี้มาก่อน

ถ้าเรื่องนี้ถูกแพร่กระจายไปถึงเด็กหอสี่ล่ะก็...รู้ถึงไหนอายถึงนั่น

ผมสั่งให้แม่บ้านทำกับข้าวรอน้ำเงินเพราะตอนนี้เป็นเวลาหัวค่ำแล้ว กลิ่นครีมอาบน้ำลอยออกมาจากห้องน้ำด้านในห้องนอนของผม ผมแอบมองเข้าไปเล็กน้อย รู้สึกแปลกๆ ที่ต้องแบ่งพื้นที่ส่วนตัวให้กับใคร แต่เพราะสภาพน้ำเงินนั้นดูแย่มากจริงๆ อีกทั้งผมยังไม่ได้ให้อะไรตอบแทนมันเลย

เพราะงั้นแค่คืนนี้อยู่ด้วยกันอีกคืน...คงจะไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง

ไม่นานนักหลังจากนั้นน้ำเงินก็ออกมาจากห้อง มันดูเก้ๆ กังๆ เล็กน้อยเพราะอยู่ในเสื้อผ้าที่ไม่ใช่ของตัวเอง

“ขอยืมชุดหน่อยไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ”

ผมยักไหล่ แม้เสื้อผ้าผมจะไซส์ใหญ่ไปหน่อยสำหรับน้ำเงิน แต่ก็ใช่ว่ามันจะใส่แล้วดูไม่ได้เลย

“นั่งสิ มากินข้าวก่อน”

“ผมเกรงใจมากเลย”

“โทรมาขอขนาดนั้นไม่ต้องเกรงใจแล้วมั้ง”

“เฮ้อ” มันถอนหายใจขณะทิ้งตัวนั่ง ทำสีหน้าเขินแม่บ้านที่คอยดูแลปรนนิบัติ “ไม่เป็นไรครับ พอแล้วครับ พอแล้ว”

“มีปัญหากับไอ้ดลเหรอ” ผมถามไปแบบเดาสุ่ม เพราะข้อมูลที่จำได้ก็คือน้ำเงินเป็นเด็กรับใช้ของบ้านนี้ ถ้าจะมีปัญหา ก็ต้องมีปัญหากับเจ้านาย ไม่น่าจะมีปัญหากับคนอื่น

“ทำนองนั้น”

“เป็นเด็กรับใช้ที่ตลกดีนะ” ผมยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม

“จะเรียกว่าเป็นเด็กรับใช้ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ผมก็แค่ต้องดูแลคุณดลต่อจากคุณปู่”

“...”

“และเขาก็บอกผมเสมอว่าไม่ต้องคิดว่าตัวเองเป็นคนรับใช้เขา ให้ผมคิดว่าผมเป็นน้องเขา”

เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงทำตัวราวกับงอนและกล้าออกมาจากบ้านไอ้ดลแบบนี้ สำหรับผมแล้วดลมันเป็นเพื่อนห่างๆ ที่รู้จักกันแบบผิวเผิน มันอยู่หอหกเพราะมันชอบเล่นดนตรีมาก ได้ข่าวมาว่ามันชอบทะเลาะกับที่บ้านเรื่องอยากทำงานในสายนักดนตรีมากกว่าสายนักการเมืองแบบครอบครัว

“ถ้าพี่อึดอัดผมไปนอนที่อื่นก็ได้นะ” น้ำเงินพูดด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดา ผมส่ายหน้าพรืด

“ไม่เป็นไร นอนที่นี่ได้”

“ให้นอนอย่างเดียวเหรอ”

“...”

“ให้ทำอย่างอื่นด้วยมั้ย”

ผมได้ยินเสียงถาดในมือของแม่บ้านสั่น ผมจึงกระแอมออกมาเบาๆ เพื่อเตือนสติน้ำเงิน แทนที่มันจะอาย แต่ทำไมกลับเป็นผมที่อายมากกว่าวะ

“เรื่องนี้ไว้คุยกันทีหลัง”

สภาพตัวเองก็แย่มากอยู่แล้ว ยังจะมาถามเรื่องทำร้ายร่างกายของตัวเองอีก ผมไม่เข้าใจเด็กคนนี้จริงๆ

หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ น้ำเงินก็นั่งสงบเสงี่ยมเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ในห้องนั่งเล่น ท่าทางของมันเหมือนเด็กที่ขี้เกรงใจเป็นที่สุด มันพาตัวเองไปหลบอยู่ตรงมุมของโซฟาแทบจะเนียนไปกับหมอนอิง ทั้งๆ ที่โซฟาในคอนโดผมก็ไม่ใช่เล็กๆ

หากเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายคนอื่นๆ ...ป่านนี้คงต้องเข้ามาคลอเคลียผมที่กำลังนั่งทำงานอยู่ตรงนี้เป็นแน่ ต้องเข้ามาอ้อนเพราะต้องการอะไรบางอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่ผมก็ให้ได้ถ้ามันไม่มากจนเกินไป แต่สำหรับน้ำเงิน...มันขอแค่ที่พักพิงในคืนนี้และก็คงจะมีแค่นั้น

รู้สึกแปลกๆ จนอึดอัด...ไม่ได้เปย์แล้วมันรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายกับจะจับไข้ ผมเกิดมาเพื่อเปย์จริงๆ ครับ เพราะคิดว่าถ้าผมได้อะไรมาผมก็ต้องตอบแทนอีกฝ่ายกลับ

สำหรับน้ำเงินแล้ว มันควรจะได้อะไรมากกว่าที่พักอ้างแรมเพียงแค่หนึ่งคืน ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ ไม่เคยมีใครทำให้ผมปลดปล่อยจากการอดกลั้นมานานแล้วรู้สึกฟินมากมายขนาดนี้

หรือเพราะผมรู้ว่าผมได้เป็นคนแรกของน้ำเงินกันแน่วะ

ที่จริง...ผมไม่เคยเป็นคนแรกของใครมาก่อนเลย

โทรศัพท์ของผมสั่น หน้าจอโชว์ชื่อคนโทรเข้าว่า ‘ลลิล’ ผมรู้สึกใจกระตุกวาบนิดหน่อย ปรายตาไปมองดูน้ำเงินผู้ซึ่งไม่สนใจว่าผมจะมีชีวิตความเป็นอยู่ในตอนนี้อย่างไร

ลลิลก็ถือว่าเป็นเด็กผมคนหนึ่ง แต่จะใช้คำว่าเด็กก็คงจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เพราะเธออายุเยอะกว่าผม ปีนี้เธอย่าง 27 ปีแล้ว
ผมเลือกที่จะไม่รับสายนี้เพื่อตัดปัญหา กลัวว่า ‘เด็กผม’ ที่อยู่กับผมขณะนี้จะเกิดอารมณ์น้อยใจ แม้ผมจะรู้ว่าน้ำเงินคงไม่มีวันรู้สึกแบบนั้นก็ตาม

“ไม่ง่วงนอนเหรอ” ผมถามน้ำเงินที่ยังคงมองจอทีวี

“ผมไม่กล้านอนตอนที่พี่ทำงานอยู่หรอก”

“เดี๋ยว นี่คิดจะนอนที่โซฟานี่จริงๆ เหรอ”

“มันเหมาะกับการเป็นที่ของผมมากที่สุดแล้ว”

ผมไม่เคยเดาใจน้ำเงินออก ไม่เคยเลยจริงๆ ทั้งๆ ที่สิ่งรอบข้างมันแสดงออกให้เห็นว่าผมมีทุกอย่างพร้อมมากขนาดไหน แต่ทำไมน้ำเงินกลับไม่ต้องการอะไรเลย

หรือเพราะมันมีเงินหลายสิบล้านรออยู่ในบัญชีกันแน่ แม้ท่าทางอย่างมันดูไม่กร่างและไม่สนใจที่จะทำตัวรวยเลย

“จริงๆ ห้องนอนแขกก็มี แต่...ยังไงน้ำเงินก็ต้องนอนห้องพี่”

ผมมีกฎอยู่มากมายหลายอย่างในชีวิต และการที่ผมไม่เคยนอนคนเดียวก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้จะเป็นนอนข้างกันเฉยๆ หรือนอนหลังจากมีความสัมพันธ์ทางกายก็ตามที

“งั้น...ผมขอไปนอนรอได้มั้ยครับ”

ผมกลืนน้ำลายดังเอื้อก ร่างในชุดหลวมนิดๆ เดินผ่านหน้าผมไป ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดทางหรืออ่อยแต่อย่างใด แต่สัญชาตญาณความต้องการของผมมันพุ่งทะยานในแบบที่ผมควบคุมมันไม่ได้

ผมคงแพ้ทาง...เจ้าเด็กลีลาอนุบาล

น้ำเงินเดินเข้าไปในห้องนอนแล้ว ทิ้งให้ผมต้องพยายามมีสมาธิอยู่กับงานตรงหน้าที่กองเป็นภูเขาเลากา ผมไม่มีสมาธิเลย เป็นครั้งแรกที่มีคนทำลายสมาธิผมอย่างสิ้นเชิง ห้างร้านของที่บ้านจะมียอดขายดิ่งลงเหวหรือพุ่งทะยานขึ้นฟ้าก็ไม่ได้มีผลอะไรกับผมอีกแล้วในตอนนี้

เด็กมันไม่ได้ยั่ว...แต่ผมนี่แหละที่อยากไปซุกไซร้คลอเคลียเอง

ผมตัดสินใจทิ้งงานแล้วเดินเข้าไปในห้องนอนของตัวเองในที่สุด







ห้องนอนของผม

น้ำเงินนอนหันหลังให้ผมที่เพิ่งเดินเข้ามา แต่ไม่ได้ห่มผ้าห่ม มันพลิกตัวหันมาดูว่าใครกันที่เข้ามาในห้อง ผมเอื้อมมือไปปิดประตูก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง

“ผมคงไม่ถึกถึงขนาดที่จะให้พี่ทำหลายรอบแบบเมื่อคืนหรอกนะครับ”

“...”

“แค่รอบเดียวได้มั้ย”

เสียงของอีกฝ่ายไม่ใช่เสียงออดอ้อน แต่ก็ถือว่าแผ่วเบาราวกับต้องการอ้อนวอนพอสมควร ผมยอมรับว่าคำขอนั้นมันทำอารมณ์ผมพุ่งขึ้นมานิดหน่อย แต่เมื่อเห็นสภาพของน้ำเงิน...ผมคิดว่าคืนนี้ผมไม่ทำอะไรมันน่าจะดีกว่า

เป็นอีกครั้งที่ผมคิดว่า...ตัวผมเองนั้นยอมเด็กคนนี้มากเกินไป

“ไม่ทำอะไรหรอก นอนเฉยๆ ไปเถอะ”

ผมรู้ว่าดวงตาภายใต้ความมืดของน้ำเงินคงเต็มไปด้วยความสงสัย มันคงสมยอมผมหากผมตั้งใจจะทำอะไร ขอโทษทีเถอะ ผมมันไม่ใช่พวกหื่นกามไร้เหตุผล สภาพร่างกายอีกฝ่ายเหมือนจะหักอยู่รอมร่อ มิหนำซ้ำยังเดินเหินไปมาตลอดอีก ผมไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้นหรอกนะ

อีกฝ่ายนอนมองเพดาน ขณะที่ผมนั่งเหลือบมองดูอยู่ ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ในตอนนี้ช่างเป็นอะไรที่แปลกประหลาด รู้จักกันเมื่อคืนและคืนต่อมาก็มาอยู่บนเตียงข้างๆ กัน

แปลกที่ผมไม่อึดอัด ทั้งๆ ที่ปกติแล้วผมหวงพื้นที่ส่วนตัวของผมมากนะ

“พี่คิดว่าผมเป็นคนยังไง” น้ำเงินเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงซีเรียสนิดหน่อย “ผมง่ายมากเลยใช่มั้ย”

“เปล่าหรอก แค่เป็นคนที่เข้าใจยากคนหนึ่ง”

“...”

“ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นเด็กขาย แต่ที่ไหนได้กลับเป็นเด็กที่ไม่รู้เรื่องห่าอะไรเลยว่าควรทำยังไง คงทำไปเพราะต้องการประชดชีวิตหรือไม่ก็ประชดใครสักคน”

คิ้วน้ำเงินกระตุกเล็กน้อย นี่ผมจี้ถูกจุดเหรอ

“ผมจะไม่บอกหรอกนะว่าสิ่งที่พี่พูดมันถูกหรือผิด แต่ผมชอบตอนนี้”

“...”

“พี่ไม่ถามเซ้าซี้ พี่ปล่อยให้ผมได้นอนอยู่เฉยๆ โดยที่พี่ไม่สร้างความอึดอัดหรือเรียกร้องอะไรจากผมเลย ผมคิดว่าพี่แม่งคูลว่ะ”

ผมหรี่ตามอง “รู้ใช่มั้ยว่าถ้าไปกับคนอื่นจะไม่ใช่แบบนี้” สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับพวกหอสี่มาตลอดการเรียนปริญญาตรี มีน้อยคนมากที่จะใจดีแบบผม พวกมันต้องได้ในสิ่งที่พวกมันควรได้ เมื่อเด็กมันขอของแพงก็ต้องทำอะไรเพื่อแลกให้สมกับราคาที่มันต้องจ่ายไป แต่ผมไม่ใช่คนแบบนั้น

อย่างน้อยก็กับน้ำเงินคนนี้...

“เพราะรู้ไงครับผมถึงโทรมาหาพี่”

“นอนเถอะ” ผมเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มมาคลุมตัวอีกฝ่าย “ปวดมั้ย เอายาหน่อยมั้ย”

“ผมไหว”

อีกฝ่ายบอกว่าไหวแต่สภาพไม่น่าจะไหวแล้ว ผมปล่อยให้น้องมันค่อยๆ หลับตาลงอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งลมหายใจที่สม่ำเสมอเข้ามาแทนที่

นึกไปนึกมา...ผมจะจ้องหน้ามันทำไมนานขนาดนี้

เวลาเป็นเงินเป็นทองนะเว้ยคีน

ผมรีบออกมาจากห้องนอนเพื่อไปทำงานต่อ ไม่ได้รู้สึกแย่และเสียดายที่ไม่ได้ทำอะไรเด็กผู้ซึ่งมานอนอยู่เฉยๆ เพียงแต่รู้สึกดีกับตัวเองนิดหน่อยที่ไม่หน้ามืดไปปู้ยี่ปู้ยำคนอ่อนแอในสภาพร่างกายไม่เต็มร้อย

เฮ้อ...ถ้าไอ้เบสรู้คงล้อผมตายห่า ผมไม่รู้ว่าทำไมต้องให้สิทธิพิเศษกับน้ำเงินมากมายขนาดนั้น อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่เรียกร้องอะไรเลยแหละมั้ง จึงทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่เคยผ่านมา

น้ำเงินแม่งมีอะไรพิเศษหลายอย่างแล้วนะ...







“เบาเสียงหน่อยสัด”

“ครับคุณคีน” ไอ้เบสรับคำอย่างประชดประชัน มันมาที่คอนโดผมกลางดึก จากนั้นก็นอนกระดิกเท้าดูซีรี่ส์ใน Netflix สบายใจเฉิบ

“ไม่ได้ไปเที่ยวไหนหรือไงวันนี้” ผมพลิกกระดาษไปมา รู้สึกเซ็งและก็เหนื่อยเป็นบ้าที่ต้องมาเจอกับกองงานในเวลากลางดึกแบบนี้ ปกติแล้วผมจะเคลียร์งานเสร็จตั้งแต่หัวค่ำ แต่วันนี้งานผมเสร็จช้าลงเพราะอะไรผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

หรือเพราะรู้ว่าตอนนี้ที่คอนโดไม่ได้มีแค่ผมกับไอ้เบสวะ

“โหมึง อาทิตย์นี้กูเที่ยวมาแล้วหกวัน ให้ตับกูได้พักบ้างเหอะ”

“กูว่ามึงคงไม่ได้อยากพักแค่ตับอ่ะ” ผมแซวยิ้มๆ เพื่อนผมทำปากเบ้เบื่อคนรู้ทันเช่นผม

“ตอนนี้ดึกมากแล้วนะ” มันเลิกสนใจทีวีแล้วหันมามองหน้าผมอย่างจริงจัง

“ทำไมวะ”

“วันนี้ใครจะนอนกับมึง”

ผมไม่ได้ตอบมัน ทำเป็นสนใจงานตรงหน้าจนเพื่อนต้องเอ่ยปากพูดกับผมอีกครั้ง

“เจ๊ลลิลเหรอ”

“ไม่ใช่”

“เออเนอะ ถ้าเป็นเจ๊ ป่านนี้เจ๊คงมาแล้ว”

“...”

“มึงไม่ได้เจอเจ๊มานานมากแล้วตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพฯ ไม่คิดถึงเจ๊เขาหน่อยเหรอ”

“ถามมากเดี๋ยวมันจะเรียกว่าเสือกไม่ใช่เป็นห่วงนะครับ”

“สัด ก็กูเสือก”

ยอมใจไอ้เบส แม่งพูดออกมาได้เหมือนเป็นเรื่องสามัญธรรมดา...ผมไม่เห็นมันจะสนใจเรื่องของตัวเองเท่าเรื่องของผมเลย

“ก็...มีคนนอนอยู่ในห้องกูแล้วอ่ะ” ผมพูดเบาๆ พยายามเลี่ยงไม่ให้มันโฟกัสเรื่องนี้มากจนเกินไป ลองทายดูสิครับว่ามันจะได้ผลมั้ย

แน่นอนว่าไม่ได้ผลครับ

“ใครวะ เฮ้ย เชี่ยคีนปล่อยให้เด็กตัวเองนอนรออยู่ในห้องเฉยๆ ด้วยเหรอ เหลือเชื่อ!”

ผมบอกแล้วว่ามันต้องล้อเลียนผมแน่ๆ เพราะสิ่งที่ผมทำกับน้ำเงินมันไม่เหมือนกับสิ่งที่ผมทำกับคนอื่นเลย

“น้ำเงินเหรอวะ” เบสลองเดาทั้งๆ ที่น่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ผมพยักหน้าเบาๆ “แม่เจ้า นี่มึงชอบน้องมันจริงๆ ใช่มั้ย”

“ไม่ได้ชอบเว้ย”

“กูหมายถึงชอบแบบ...ถูกใจในลีลา ชอบที่จะนอนด้วยซ้ำๆ งี้”

“มึงมันกามเหี้ยๆ”

“มึงกับกูไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์ให้กันดูแล้วมั้ง”

“ไม่รู้ว่ะ กูว่ามันแม่งน่าสงสาร” ผมพูดตรงๆ “ตั้งแต่แยกจากกูมันก็เหมือนไม่มีบ้านให้กลับ โทรมาหากูขอมาอยู่ด้วยอีกคืนแบบโซซัดโซเซ มึงจะให้กู ‘ปฏิบัติกาม’ กับน้องมันตอนนี้หรือไง”

“อืม”

“... ”

“ที่ผ่านมามึงไม่สนใจใครแบบนี้นะเพื่อน”

“...”

“มึงคงสนใจน้องน้ำเงินเขาจริงๆ อ่ะ”

“หุบปาก” ผมโบกมือปัดราวกับต้องการให้มันเปลี่ยนเรื่อง

“เจ๊ลลิลกูตกกระป๋องแล้ว” มันแกล้งทำหน้าร้องไห้

ผมส่ายหน้าอย่างระอา นึกไปถึงลลิลที่ผมยังไม่รับสายของเธอเลยในวันนี้ ลลิลเป็นอดีตเด็กของพ่อผมที่โดนเทแล้วแต่ผมดึงตัวมาชุบเลี้ยงต่อเพราะเธอเป็นคนที่เข้าใจผม ตั้งแต่ที่ผมรู้จักการนอนกับผู้หญิง ลลิลเป็นบุคคลที่มีสถิติการนอนกับผมสูงที่สุด เป็นเด็กผมที่แม้แต่ไอ้เบสยังรู้จักและสนิทสนม

เธอมาในตอนที่ผมเสียแม่ไป...และเธอก็เป็นคนที่ทำให้ผมเคยชินกับการที่ต้องมีคนนอนด้วยทุกคืน

แม้หลังๆ ลลิลจะง่วนอยู่กับการบริหารบาร์แห่งหนึ่งที่ผมเป็นคนเปิดให้แถวทองหล่อ แต่เธอก็จะคอยหาเวลามาอยู่ด้วยเสมอ วันนี้เธอคงจะว่างจากการดูแลร้าน แต่ผมกลับไม่ว่างที่จะอยู่กับเธอ

เพราะคืนนี้ผมมีน้ำเงินแล้ว

ลลิลเป็นเด็กที่ผมค่อนข้างจะให้เกียรติอยู่หน่อยๆ ไม่สิ ผมยกเธอให้เป็นที่หนึ่งในบรรดาเด็กผมทั้งหมดเลยมั้ง เธอสอนผมทุกอย่างตั้งแต่การหลับนอนลามไปจนถึงการใช้ชีวิต ไออุ่นของเธอมาเติมไออุ่นที่ขาดหายจากแม่ที่ผมสูญเสียไป แม้ผมจะรวยผมก็โหยหาความอบอุ่นจากครอบครัวที่พ่อผมไม่สามารถให้ได้ แต่ลลิลให้ผมได้

เบสชอบลลิลเพราะเธองามงดหยดย้อยจนผู้ชายต้องน้ำลายไหลกันเป็นแถบๆ แต่ถึงจะมีผู้ชายแวะเวียนเข้ามาแจกขนมจีบอีกทั้งยังมีเสี่ยเข้ามาเสนอเลี้ยงดูเธอตลอดทั้งชีวิต แต่เธอก็ปฏิเสธผู้ชายเหล่านั้นทั้งหมด

เธอยกให้ผมเป็นที่หนึ่งของเธอ

“คืนนี้มึงจะนอนนี่ป่ะ” ผมถามไอ้เบส

“ก็คงต้องนอนนี่อ่ะ กูขี้เกียจขับรถกลับแล้ว”

“อืม”

“ทำไม จะทำเสียงดังเหรอ” รู้เลยว่ามันคิดเรื่องบนเตียงอยู่

“บอกแล้วไงว่ากูไม่ทำ”

“กูไม่เชื่อ”

เชี่ยเบส...แม่งคิดว่าผมเป็นคนหื่นขนาดนั้นเลยหรือไงนะ









ใช่ ผมหื่น

ในห้องนอนของผมมีเพียงสิ่งเดียวที่น่ามองในขณะนี้ หลังจากที่ทำงานเสร็จผมก็มานั่งมองน้ำเงินที่กำลังหลับปุ๋ยไม่รู้ว่าผมต้องกัดฟันอดทนมากมายเพียงใดเพื่อไม่ให้ตัวเองจับมันพลิกตัวมาแล้วคร่อมเสีย

ไม่เคยต้องเกรงใจใครขนาดนี้ ไม่เคยต้องห่วงร่างกายของใครมากขนาดนี้

ผมคงเป็นบ้าไปแล้ว

“หืม” น้ำเงินส่งเสียงงัวเงีย หันมามองผมซึ่งนั่งอยู่อีกฟากฝั่งของเตียง “จะเข้านอนแล้วเหรอครับ”

“เอ่อ...อืม”

น้ำเงินเปิดผ้าห่มออก ตบที่ว่างข้างๆ แล้วร้องเรียกให้ผมไปนอนด้วย “มาสิครับ”

พระเจ้าช่วยกล้วยของผมด้วยเถอะ(?) ผมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเชิญชวนให้ไปนอนข้างๆ เฉยๆ หรือว่าชวนให้ผมทำอะไร ผมรู้จักน้ำเงินมาได้สองวัน ผมไม่มีทางรู้แน่ๆ ว่าน้ำเงินเป็นคนยังไง

ผมมองอย่างชั่งใจ แต่แล้วก็ตัดสินใจขยับตัวเข้าไปนอนข้างๆ น้ำเงินอย่างช้าๆ อีกฝ่ายยกผ้าห่มมาคลุมผม จากนั้นก็นอนจ้องหน้า
อะไรกัน...อย่ามาทำแบบนี้นะเว้ย

“ยังไงดีครับ” น้ำเงินถามเสียงเบา

“อะไรยังไง”

“พี่จะทำมั้ย”

ถามแบบนี้แปลว่าอนุญาตเหรอวะ...ผมเหลือบไปมองน้ำเงินที่กำลังกระพริบตาปริบๆ มองผม

“ได้เหรอ” ผมเลิกคิ้วสูง

“ปกติถามคนอื่นก่อนทำแบบนี้ป่ะครับ”

“ก็ไม่ทุกคนนะ”

“เกรงใจผมทำไมเนี่ย”

ถ้ามียาดมหรือไม่ก็พิมเสนน้ำวางอยู่แถวนี้ผมคงใช้บริการมันไปแล้ว

“ขอถามหน่อยดิ” ผมกระแอมเล็กน้อย

“หืม”

“ปกติได้อ่อยทุกคนแบบนี้ป่ะ”

น้ำเงินพ่นลมก่อนจะส่ายหน้า “ไม่เลย”

“ทำไมถึงเป็นพี่ล่ะ พี่แค่ให้ที่นอนน้ำเงินคืนนี้แค่นั้นเองนะ”

“ไม่รู้สิครับ”

“...”

“ตัวพี่อุ่นดีมั้ง”

ผมมองหน้าอีกฝ่ายแล้วกลืนน้ำลาย การที่ผมขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ช้าๆ และมันไม่ปฏิเสธหรือเบี่ยงตัวเลี่ยง ก็แสดงว่าคืนนี้มันคงยอมเป็นของผมอีกคืนจริงๆ

“อยากลองจูบมั้ย” ผมกระซิบเสียงแผ่ว เคลื่อนลำตัวขึ้นไปคร่อมน้ำเงินอย่างเนิบนาบ อีกฝ่ายตัวสั่นเล็กน้อยก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมตัวผมกับมันดีๆ ราวกับว่าไม่อยากให้มีใครเห็นช่วงลำตัวที่เบียดเสียดกัน

“ไม่เอา” เสียงของน้ำเงินไม่ได้รังเกียจ แต่ดูกระเง้ากระงอดมากกว่า “จูบมันศักดิ์สิทธิ์นะ...พี่ควรทำกับคนที่พี่รักดิ”

“ตามใจ” ปากของผมเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นซอกคอของน้ำเงินแทน “เจ็บหรือไม่ไหวก็บอกนะ”

มือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายโอบรอบคอผมแทนคำตอบ นั่นทำให้ผมรู้สึกอยากกลืนกินมันมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ผมควรจะยับยั้งชั่งใจ

“กลัวแฮะ” น้ำเงินบ่นเสียงอ่อยข้างๆ ใบหูผม

“กลัวอะไร”

“กลัวจะเคยชินกับการมีพี่”

ผมยิ้มขณะที่ยังไม่ลดละกับการซุกไซร้ “แปลกแฮะ”

“อะไรแปลกครับ”

“พี่กลับอยากให้น้ำเงินเคยชินมากกว่า”








เลว

เลวอีกแล้วผม...

ภาพที่อยู่ตรงหน้าเหมือนกับเดจาวู น้ำเงินเปลือยไปทั้งตัวโดยมีเพียงผ้าห่มคลุมกายอย่างหมิ่นเหม่ ตอนนี้เป็นเวลาเช้าและแสงแดดก็เริ่มสาดส่องเข้ามา ผมนั่งจ้องร่างน้ำเงินที่อยู่ตรงหน้ามานานมากแล้ว สภาพของมันดูอ่อนระโหยโรยแรงมากกว่าเมื่อวาน รู้สึกราวกับว่าถ้าเข้าไปแตะเพียงนิดเดียว ร่างบนเตียงนั้นก็จะหักพังอะไรทำนองนั้นเลยทีเดียว

มันไม่ใช่แค่รอบเดียว

แต่มันคือสาม...สามเชียวนะ!

ผมคงเหี้ยมากจริงๆ แต่เหนือกว่าความเหี้ยของผมคือความอึดถึกทนของน้ำเงินครับ เมื่อนึกไปถึงเสียงครางและรอยจิกที่แผ่นหลังของผม (ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่ามีหลายรอยแน่ๆ) เราทั้งคู่ร้อนแรงกันมากเหมือนผูกพันกันมานานหลายปีในทางความรักไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางกาย ทั้งๆ ที่เพิ่งรู้จักกัน

น้ำเงินทำผมใกล้จะเป็นบ้า

“ตื่นหรือยังสัดคะ...อุ้ย แม่มึงเอ๊ย!” เบสยกมือขึ้นมาปิดใบหน้า ผมรีบหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวน้ำเงินเอาไว้

หากจะถามว่าทำไมผมไม่คลุมตัวน้ำเงินตั้งแต่แรกน่ะเหรอ...ผมก็จะตอบว่าก็ผมนั่งมองดูอยู่น่ะสิถามได้!

“เงียบ”

“น้องดูร่างพังไปเลย”

“อย่าล้อเชียวนะ”

“จะล้ออะไรล่ะ มึงก็ยังเป็นมึงอยู่นี่” เบสอยู่กับผมมานาน มันรู้สไตล์การใช้ชีวิตของผมดีมาก

“กูนึกว่ากูจะฆ่าน้องมันแล้ว”

“เพื่อนเอ๊ย” เบสเอื้อมมือมาแตะไหล่ผม “ทั้งมึงและก็น้องดูไม่ได้กันทั้งคู่...น้องมันก็คงเกือบฆ่ามึงไปแล้วเหมือนกัน”

ผมมองดูกระจกเงาที่ตั้งอยู่มุมห้อง ใต้ตาผมคล้ำเหมือนผมพักผ่อนน้อย อีกทั้งยังดูไม่ค่อยมีแรงอีกต่างหาก

“เสียน้ำเยอะก็ไม่รู้จักพักผ่อน...ไอ้เหี้ยเอ๊ย”

“มึงออกไปได้แล้ว” ผมกลัวน้ำเงินจะตื่นเอาน่ะ

“เดี๋ยวบอกแม่บ้านให้ทำกับข้าวไว้ให้นะ”

“ขอบใจมาก”

“แล้วก็...กูคิดว่ามึงควรจะเปย์อะไรน้องบ้างว่ะ แม่งใช้งานหนักขนาดนี้กลับให้แค่ที่ซุกหัวนอน มึงคือคมิก ภารกรนะเว้ย จำใส่หัวเอาไว้”

“รู้แล้ว รู้แล้ว กำลังคิดอยู่เนี่ย” ผมโบกมือไล่

“เออ คิดได้ก็ดี”

หลังจากที่เบสออกไปได้ไม่กี่วินาที หัวของผมก็จมอยู่กับความคิดอีกครั้งขณะที่ตายังจ้องไปที่เดิม

สาบานได้ว่าผมไม่เคยต้องมาจ้องเด็กตัวเองหลังจากเสร็จกิจมาก่อน และยิ่งเหตุการณ์เมื่อคืนซึ่งตอกย้ำชัดเจนว่าน้ำเงินแม่งไม่ ‘เคย’ กับใครเลยนอกจากผม ทำให้ยิ่งคิดหนักว่าผมควรจะเอาไงดีเรื่องเด็กคนนี้

เวลาผมซื้อที่ดิน ถ้าผมเจอที่ที่ผมถูกใจ ถึงแม้ว่ามันจะแพงหูฉี่แต่ผมก็จะซื้อมันเอาไว้ไม่ว่าราคามันจะเกินเหตุมากแค่ไหนก็ตาม ในกรณีน้ำเงินผมคิดว่าน่าจะใช้วิธีนั้นเช่นเดียวกัน

เมื่อถูกใจแล้ว...ก็ไม่ควรจะปล่อยไป หากที่ดินที่ซื้อไปแล้วสามารถทำให้เรามีกำไรที่งอกเงยได้ ก็ควรจะคว้าเอาไว้อย่าได้รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว

ในสถานการณ์นี้ต้นทุนก็คือตัวน้ำเงิน

ส่วนกำไรก็คือความสุขของผมนั่นแหละ

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า...เจ้าตัวจะว่ายังไง ผมจำได้ดีว่าน้ำเงินมันเป็นเด็กบ้านไหน แถมยังเป็นมาตั้งแต่เกิดด้วยมั้งเพราะปู่ของมันเองก็เป็นคนของบ้านนั้นด้วยนี่

ถ้ามีคนอยากได้สิ่งที่เรากำลังอยากได้อยู่พอดี...เราก็ต้องหาอะไรมาพนันหรือไม่ก็ประมูลเพื่อแย่งชิง ผมคือเด็กหอสี่จึงโคตรเคยชินกับการคิดแบบนี้ และผมก็ไม่รู้ว่าเด็กหอหกที่ไม่สนอะไรใดๆ อย่างดลมันจะสนใจน้ำเงินมากพอหรือเปล่า

ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น...เห็นทีคงจะต้องมีการแย่งชิงกันบ้าง




[มีต่อนะคะ]

ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12





น้ำเงิน




ชีวิตพังกับร่างพังแบบไหนมันดีกว่ากัน

หลายเสียงคงจะตอบว่าร่างพังดีกว่า เพราะร่างพังยังไงก็สามารถฟื้นตัวคืนกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ไม่เหมือนชีวิตพัง มันต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว บางคนอาจจะใช้เวลากอบกู้ให้ชีวิตดีขึ้นทั้งชีวิตด้วยซ้ำ

นี่ผมกำลังเพ้อเจ้อบ้าอะไรอยู่เนี่ย...

ผมยกตัวอันหนักอึ้งของตัวเองขึ้นมานั่งบนเตียง ร่างพังชนิดที่ว่าแค่ขยับก็ถือว่าเสียพลังกายแล้ว ผมคิดว่าผมเป็นคนที่แข็งแรงมากคนหนึ่งแต่การที่โดนพี่คีนทำอะไรแบบนั้น ร้อยทั้งร้อยก็คงจะพังเหมือนผมล่ะวะ คิดอย่างขมขื่นก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าลงบนพื้น

กลิ่นอาหารพร้อมกับคนถือถาดซึ่งเดินเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาผมสะดุ้งโหยง แม่บ้านของพี่คีนแลดูไม่สนใจว่าผมจะมีเสื้อผ้าอยู่บนตัวหรือเปล่า แต่ผมสน...ผมรีบคว้าผ้าห่มมาปิด ทำตัวเหมือนนางเอกละครไทยหลังจากเสร็จกิจกับพระเอกเด๊ะๆ จนรู้สึกอายตัวเอง

“ถ้าอาหารไม่ถูกใจบอกได้นะคะ ทางเราทำให้ใหม่ได้ค่ะ” เธอโค้งตัวอย่างนอบน้อมอีกทั้งริมฝีปากยังยักยิ้ม ไม่มีท่าทีเขินอายว่ามีผู้ชายเปลือยอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย

สงสัยจะชินเสียยิ่งกว่าชิน

“ขอบคุณครับ ทานได้ครับ”

“ค่ะ” แม่บ้านทำท่าจะออกไป ผมจึงรีบรั้งเธอไว้

“เดี๋ยวครับ”

“คะ”

“พี่คีนไม่อยู่เหรอครับ” ผมถามอย่างเก้อเขิน

“ท่านออกไปข้างนอกเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วค่ะ ท่าทางจะมีประชุมงาน”

อายุเท่านี้แต่โดนเรียกว่าท่านซะแล้ว...แต่ผมก็เข้าใจนะ คนบ้าอะไรจะรวยห่ารวยเหวขนาดนี้ตั้งแต่อายุยี่สิบสอง ปล่อยให้เขาเป็นท่านไปเถอะ

“โอเคครับ”

“ท่านยังบอกอีกด้วยว่าให้คุณน้ำเงินรออยู่ที่ห้องก่อนค่ะ เดี๋ยวท่านกลับมา”

“เอ่อ...ได้ครับ”

ผมมองดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงเช้าแล้ว ผมยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากจะกลับไปที่บ้านคุณดลมั้ย จะว่าไปแล้วผมนี่ช่างเป็นเด็กรับใช้ที่โคตรไม่เอาไหน...มีอย่างที่ไหนที่เด็กรับใช้หนีหน้าเจ้านายตัวเอง

ถึงจะเป็นอย่างนั้น...คุณดลก็ไม่เห็นโทรตามผมเลยสักสาย

ก็ดีแล้วล่ะ หากเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สักพักผมคงจะตัดใจได้ ดีไม่ดีอาจจะภายในเร็ววันนี้ด้วยซ้ำ ผมทำงานอยู่คนเดียวอย่างแข็งแกร่งมาตั้งแต่เด็กๆ สภาพแวดล้อมหลายแบบหล่อหลอมให้ผมแคร์คนอื่นน้อยลงและแคร์ตัวเองให้มากขึ้น

อย่างน้อยพี่คีนก็คือความสุขของผมในตอนนี้

ผมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วก่อนจะมาจัดการกับอาหารที่ถูกวางไว้ก่อนหน้านี้ ไม่นานนักโทรศัพท์ที่ใครก็ไม่รู้นำไปชาร์จแบตให้ก็สว่างวาบขึ้นเพราะแจ้งเตือนข้อความไลน์อันใหม่

คนทักมาคือพี่คีน ผมไม่คิดว่าเขาจะแอดไลน์ผมเอาไว้ด้วย

KEEN : ทานอะไรหรือยัง

ผมกดถ่ายรูปส่งไปให้

BLUE : /แนบรูป ‘อาหารมื้อสาย’
KEEN : ทานเยอะกว่านี้สิ ทำไมดูไม่มีอะไรพร่องลงไปเลย
BLUE : เพิ่งทานเดี๋ยวนี้เองครับ
KEEN : อืม พี่อาจจะเข้าไปช้าหน่อย รอก่อนได้มั้ย ผู้ใหญ่พวกนี้พูดอะไรไม่รู้ เวิ่นเว้อฉิบ
BLUE : ผมก็ไม่ได้คิดจะไปไหนอยู่แล้ว
KEEN : ย้ายมาบ้านพี่เลยมั้ย
BLUE : ได้เหรอ
KEEN : เฮ้ย ใจเย็น
BLUE : 555


ผมยิ้ม พี่คีนไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก อาจเป็นเพราะงานเข้าพอดิบพอดี ผมคิดว่าผมมีอะไรจะคุยกับพี่คีนหลายอย่าง ที่แน่ๆ ก็คือคำขอบคุณที่ให้ผมพักค้างอ้างแรมด้วยนี่แหละ แม้จะไม่ได้นอนเฉยๆ อีกทั้งยังเจ็บตัวนิดหน่อยก็ตาม แต่โดยรวมก็ถือว่าดีอยู่

ถามจริง...นี่คือความรู้สึกของคนอกหักดังเป๊าะจริงๆ เหรอวะ ทำไมผมถึงนั่งยิ้มกริ่มเหมือนคนกำลังอินเลิฟอยู่ได้

ไม่ได้ ผมกับพี่คีนไม่ได้มีความสัมพันธ์กันแบบนั้น แม้ผมจะรู้สึกดีและพี่คีนก็ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์ผม แต่ผมจะทำให้มันมากเกินไปกว่านี้ไม่ได้ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เราแค่มีความสัมพันธ์กันสองคืนแค่นั้น

และคงเป็นได้เท่านั้น...








12.15 น.

เสียงรองเท้าส้นสูงทำเอาผมที่นั่งดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่นถึงกับหันขวับ ไม่มีสัญญาณเตือนหรือเสียงเคาะประตูนำมาก่อน คนที่มาเยือนคือผู้หญิงที่จัดได้ว่าสวยมากคนหนึ่งอีกทั้งยังสูงชะลูดชนิดที่ว่าถอดรองเท้าส้นสูงออกก็ยังสูง

สวยอะไรขนาดนั้นวะ

“อ้าว” เธอมองหน้าผมอย่างแปลกใจ “มีคนอยู่เหรอเนี่ย”

ผมยกมือไหว้เธอทั้งๆ ที่ยังประหลาดใจอยู่

“สวัสดีจ้ะ” เธอยิ้มสวยจนผมเคลิ้ม “คีนไม่อยู่สินะเนี่ย ว้า มาเสียเที่ยวเลย”

เธอจัดแจงให้แม่บ้านนำกับข้าวที่เธอซื้อมาไปวางให้เรียบร้อย

“ตั้งโต๊ะเลยมั้ยคะคุณลลิล” แม่บ้านถามอย่างคุ้นชินในตัวผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างดี

“ได้เลยค่ะ” คุณลลิลยังคงยิ้มให้ผมอยู่ “ทานอะไรหรือยังจ๊ะ มาทานด้วยกันสิ นี่ก็เที่ยงแล้ว”

“เอ่อ...” ผมเพิ่งทานไปจนอิ่ม รู้สึกยังไม่หิวด้วยซ้ำ แต่เพราะเป็นมารยาท ผมจึงตอบรับไปโดยไม่ลืมทำสีหน้าเกรงใจ “ขอบคุณครับ”

“ไม่มีปัญหา” คุณลลิลวางกระเป๋าถือแล้วเข้าไปช่วยแม่บ้านจัดสำรับ ผมเห็นคนช่วยกันอยู่ประมาณสามสี่คนเห็นจะได้จึงไม่กล้าที่จะเข้าไปช่วยอีก เหมือนมันไม่มีที่สำหรับผม

ผมใช้เวลาว่างในขณะนี้มองสำรวจคุณลลิล เธอไม่ใช่ญาติพี่คีนแน่ๆ ผมมั่นใจได้ พี่คีนเป็นมนุษย์หล่อแบบหน้ามีเอกลักษณ์จนผมเชื่อว่าคงจะเป็นเหมือนกันทั้งตระกูล ถ้าเธอไม่ใช่ญาติพี่คีน แล้วเธอเป็นใครกันแน่

กูเกิ้ลสิครับรออะไร...

ผมพิมพ์ชื่อลลิล ภารกรและก็ไม่พบผลการค้นหา ลองพิมพ์ชื่อลลิลเฉยๆ ก็เห็นแต่ชื่อคนนั้นคนนี้แต่ก็ไม่ใช่พี่คนสวยซึ่งกำลังจัดโต๊ะอาหารในตอนนี้

แม่ง...โคตรลึกลับเลยว่ะ

“เสร็จแล้วจ้ะ มาทานสิจ๊ะหนุ่มน้อย”

“เอ่อ...ครับ”

ตลอดการทานอาหารผมยอมรับว่าผมอึดอัดจนลำไส้เล็กบิดเป็นเกลียว บนโต๊ะอาหารมีเพียงคุณลลิลกับผมเพียงสองคนเท่านั้น เธอเหมือนเจ้านายของพวกแม่บ้านอีกทีแต่ก็ไม่ใช่คนในครอบครัวของพี่คีน

นั่นหมายความว่าเธอกับผมอาจจะอยู่ในสถานะเดียวกัน...เป็นเด็กของเจ้าของห้องนี้ และผมค่อนข้างแน่ใจว่าคุณลลิลคนนี้คงอยู่มานานกว่าผมมากแน่ๆ เพราะแม่บ้านของพี่คีนทุกคนรู้จักเธอ อีกทั้งยังเกรงใจเธออีกด้วย

ทำไมผมต้องรู้สึกเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางก็ไม่รู้

และเจ้าตัวต้นเหตุก็หายจ๋อม...ทำไมปล่อยให้รถไฟชนกันเองแบบนี้ นายสถานีหายหัวไปไหนวะ

“ออกไปก่อนได้มั้ยจ๊ะ” คุณลลิลบอกกับแม่บ้านและผู้ช่วย ทุกคนน้อมรับคำสั่งเป็นอย่างดี หลังจากที่คนเหล่านั้นออกไป เธอก็หันมายิ้มแล้วเท้าคางบนโต๊ะทันที

รู้สึกเหมือนกำลังจะถูกสอบสวน

“ไม่เคยเห็นหน้าเลย มาใหม่เหรอ”

“ครับ” ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหก

“ตั้งแต่เมื่อไหร่”

ผมกระพริบตาปริบๆ ไม่แน่ใจว่าควรจะรับมือกับเธอคนนี้ยังไง ไม่รู้ว่าเธอดีหรือเธอร้าย ผมไม่รู้จริงๆ

นึกแล้วรู้สึกอยากหยิกไอ้พี่คีนยังไงก็ไม่รู้ว่ะ ผมรู้ว่าผมมาทีหลังนะ แต่ผมโคตรไม่อยากเผชิญสถานการณ์แบบนี้เลย ให้ตายสิ

“เมื่อคืนวานครับ”

“หลังจากที่คีนไปดูคอนเสิร์ตน่ะเหรอ”

รู้ลึก รู้จริง...คนคนนี้คงเป็นเบอร์หนึ่งแน่นอน ดูจากความสวยและความใกล้ชิด ผมมั่นใจว่าไม่มีใครเกินหน้าเกินตาเธอไปได้

“ครับ”

“เจอกันที่คอนเสิร์ต”

“ประมาณนั้นครับ”

เธอหรี่ตามองผมอย่างพินิจพิเคราะห์ “ไม่คิดว่าเธอจะอยู่ในงานแบบนั้นนะ ปกติแล้วคนอย่างเธอไม่หาลูกค้าในที่แบบนั้นนี่ คอนเสิร์ตเสียงดัง คนเยอะแต่ก็เต้นกันจนเหนื่อยและก็หมดแรง ไม่ค่อยมีลูกค้าหรอก”

รู้สึกฉุนอย่างไร้เหตุผล...หาลูกค้าห่าอะไรล่ะ ผมไม่ได้เป็นเด็กขายสักหน่อย

“ผมไม่ได้ขายครับ”

“ยังไงนะจ๊ะ”

“ผมไม่ได้ขาย นอกจากให้นอนด้วยแล้ว พี่คีนยังไม่ให้อะไรผมเลย” ผมมองไปที่กระเป๋าของเจ๊ลลิล (สรรพนามเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ) การที่ผมรู้จักแบรนด์เสื้อผ้าแนวสตรีทมากมายทำให้ผมรู้ว่าไอ้กระเป๋าถือหนังอะไรไม่รู้ใบนี้สามารถซื้อรถได้เป็นคันๆ “กระเป๋าก็ไม่ได้ให้ เงินก็ไม่ได้ให้”

เจ๊ชักสีหน้า ดูก็รู้ว่าผมจี้ถูกจุดเต็มๆ

“เห็นทีว่าพี่ควรโทรตามคีนสักหน่อยแล้ว”

ผมยิ้มเบาๆ จะฟ้องอะไรก็แล้วแต่เจ๊เลยก็แล้วกัน...ผมหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม แม้ปากจะยิ้มแต่ในใจรู้สึกขมขื่นยังไงบอกไม่ถูก สถานะของผมไม่ได้เป็นแม้กระทั่งเด็กของพี่คีนเพราะผมเพิ่งมีความสัมพันธ์กับเขาแค่สองวันเอง แต่นี่ผมกลับ ‘วอร์’ กับเจ๊คนที่น่าจะเป็นตัวเอ้ของเด็กพี่คีนทั้งหมด ผมทำไปทำไมวะเนี่ย

“โทรมาทำไมเหรอ ผมอยู่นี่” นายสถานีต้นเหตุที่ทำให้รถไฟชนกันกลับมาแล้ว ผมมองพี่คีนด้วยสายตาเฉยเมย ส่วนเจ๊ลลิลนั้นก็โผตัวไปเอาอกเอาใจพี่คีนใหญ่ด้วยการช่วยถือของและควงแขนอย่างสนิทสนม

จะอวดว่างั้นสินะ...

“ทำไมจะมาแล้วไม่บอกก่อนล่ะ” พี่คีนเป็นคนเสียงนุ่มทุ้ม พอพูดกับผู้หญิงก็เป็นอีกเสียงหนึ่ง...ที่นุ่มทุ้มมากขึ้นไปกว่าเดิม
หมั่นไส้โว้ย

“อยากมาเซอร์ไพรส์น่ะค่ะ ไม่คิดว่าคีนจะมีเด็กอยู่ด้วย” เจ๊ปรายตามองผมเหมือนผมเป็นส่วนเกิน

“เรื่องปกติอยู่แล้วนี่” พี่คีนแกะมือเจ๊ออก ก่อนจะเดินอ้อมมานั่งใกล้ๆ ผมเพื่อเตรียมตัวทานอาหาร “เป็นไงบ้าง”

ผมกระพริบตามอง “ถามผมเหรอ”

“พี่มองใครอยู่ล่ะ”

หันซ้ายหันขวาแล้วก็เหลียวกลับไปมองข้างหลังเพื่อความแน่ใจ “ถามผมสินะ”

“น้ำเงินเป็นตลกเหรอ” พี่คีนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตักอาหารให้ผม “ทานเยอะๆ ล่ะ เหนื่อยแย่เลยสิ”

เจ๊ลลิลกลับไปนั่งที่เดิม ยังคงมองจ้องเขม็งมาที่ผม

“ใช่ พี่คีนทำผมเหนื่อยมากเลย”

เจ๊กำช้อนแน่นในขณะที่ผมแอบขำในใจ นี่ผมกำลังแกล้งผู้หญิงอยู่เหรอ ทำไมผมไม่แมนอย่างงี้ล่ะ

“คีนไม่สนใจลลิลเลย”

คำพูดของเจ๊ทำเอาผมกับพี่คีนต้องหันกลับไปมองต้นเสียง เป็นการพูดตรงๆ ที่ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปหมด น้ำเสียงที่เธอใช้ไม่ใช่กระเง้ากระงอดหรือง้องอนน่าหมั่นไส้ แต่เป็นเสียงที่แบบตั้งข้อสังเกตอีกทั้งยังแข็งกร้าว

ผมเดาว่าพี่คีนคงไม่สนใจเธอ แต่แล้ว...ผมก็เดาผิด

“ขอโทษที เด็กเพิ่งโดนมา จะไม่ให้ผมใส่ใจเลยหรือยังไง”

“นี่ถ้ารับสายลลิลเมื่อคืนก็คงไม่ต้องลำบากน้องเขาแล้ว”

“ขอโทษนะครับ”

สีหน้าของเจ๊ลลิลเปลี่ยนไป ขณะที่พี่คีนมองไปทางเธออย่างเกรงอกเกรงใจ นี่มันอะไรกัน...จากที่ชนะทำไมจู่ๆ ผมก็พลิกกลับมาแพ้เฉยเลย

คนมาทีหลังยังไงก็แพ้งั้นสินะ

แล้วนี่ผมแข่งไปทำไม...ในเมื่อแข่งไปก็ไม่มีวันได้อีกฝ่ายอยู่แล้ว...และผมคิดว่าคงจะไม่มีวันนั้นอย่างแน่นอน









[มีต่อนะคะ]




ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



หลังจากที่เจ๊ลลิลกลับไป ผมก็มีโอกาสได้อยู่กับพี่คีนตามลำพัง ผมกำลังดูทีวีอยู่ ขณะที่เจ้าของคอนโดกำลังนั่งเช็กอะไรไม่รู้ในไอแพดอยู่อีกฟากของโซฟาคล้ายกับเป็นคนที่งานยุ่งตลอดเวลา

ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มบทสนทนายังไงดี

“มีอะไรจะถามก็ถามมา” พี่คีนเป็นฝ่ายพูดก่อน ตายังคงจ้องอยู่ที่หน้าจอไอแพดแม้ว่าจะพูดกับผม ตอนนี้แม่บ้านคงอยู่ที่ไหนสักที่แต่ยังไงก็ไม่มีทางมารบกวนอย่างแน่นอน

“ไม่มีอะไรจะถามครับ แค่จะขอบคุณ”

พี่คีนวางไอแพดแล้วหันมามองผมอย่างจริงจัง “จริงเหรอ ไม่มีอะไรจะถามเลยเหรอ”

“ถ้าเกี่ยวกับเจ๊...” ผมรีบเปลี่ยนคำพูดตอนเห็นสายตาของอีกฝ่าย “เอ่อ พี่ลลิล ผมพอจะเดาได้ ไม่ได้สงสัยอะไร”

“...”

“คงมีเด็กในสต็อกเยอะเลยสินะ”

“ไม่เยอะหรอก” พี่คีนยักไหล่ “ตอนนี้ก็มีแต่ลลิล กับคนอื่นๆ ก็แค่ครั้งเดียวและก็แยกทางกันไป”

ผมกระพริบตาถี่ๆ ราวกับพยายามทำความเข้าใจ แสดงว่าตอนนี้เจ๊คือนัมเบอร์วันของพี่คีนงั้นสินะ มิน่าล่ะ ถึงแสดงความเป็นเจ้าของใหญ่เลย

“จริงๆ แล้วลลิลไม่ได้เป็นคนที่ทำตัวแย่แบบนั้น เธอเป็นผู้ใหญ่และมีเหตุผล เพียงแต่หลังๆ พี่ไม่ค่อยได้รับโทรศัพท์เธอเท่าไหร่ พี่ยุ่งมาก เธอก็เลยงอนๆ หน่อยน่ะ”

ผมต้องฟังเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอเนี่ย “ครับ”

“นี่” พี่คีนเรียก “เอาไปสิ”

กล่องสีแดงสวยถูกเลื่อนมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม ผมจำยี่ห้อนี้ได้ เป็นเครื่องประดับราคาแพงหูฉี่ที่ผมได้แต่มองตาละห้อย พวกฝรั่งชอบใส่กันและก็ถ่ายรูปอวดลงอินสตาแกรม!

มันคือกำไลยี่ห้อ Cartier ครับพี่น้อง

“พี่ให้” พี่คีนพูดเหมือนของตรงหน้าคือไอศกรีมถ้วยละห้าบาทยังไงยังงั้น

“ไม่เอาครับ” แม้ว่าจะชอบแต่ผมก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่รับอะไรจากพี่คีนทั้งสิ้น

“ทำไมล่ะ ไม่ชอบเหรอ”

“ชอบครับ แต่ไม่เอา”

คนรวย (ฉิบหาย) ถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย “น้ำเงินจะไม่เอาอะไรจริงๆ เหรอ ไม่ต้องการอะไรจากพี่สักหน่อยเหรอ นี่พี่รู้สึกผิดมากนะ เหมือนพี่เอาเปรียบน้ำเงินอยู่ฝ่ายเดียว”

“เอาเปรียบอะไรกันครับ พี่ให้ที่อยู่ผมก็ถือว่าให้ผมมากมายแล้ว ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

“คือว่า...”

“ครับ”

“ถามหน่อยได้มั้ยว่ากับไอ้ดลนี่ยังไง”

“อะไรนะครับ”

“นอกจากมีสถานะเป็นหลานคนใช้กับเจ้านายกันแล้ว ได้เป็นอะไรมากกว่านั้นป่ะ”

ผมกระพริบตาปริบๆ ก่อนที่จะส่ายหน้า “เปล่าครับ”

“ไม่ใช่เด็กมันด้วย?”

“ไม่ใช่ครับ”

“งั้นพี่ต้องจ่ายเท่าไหร่ ถ้าพี่จะให้น้ำเงินมาเป็นเด็กพี่” พี่คีนพูดเหมือนสิ่งที่กำลังพูดเป็นเรื่องสามัญธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่ของใครบางคนเลย ผมอ้าปากค้างเติ่งอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ทำไมเหรอ พี่พูดในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้เหรอ”

“ผมไม่เข้าใจ”

“เป็นเด็กพี่ก็เหมือนลลิลนั่นแหละ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันพี่จัดการให้ทั้งหมด เช่นเสื้อผ้า ของกินของใช้ ค่าอาหาร”

“...”

“แค่ต้องมาหาพี่ตอนที่พี่เรียกเท่านั้น”

“พี่คีน”

“ครับ”

“พ่อมึงตาย” ผมพูดเสียงแข็งและตอนนี้ใบหน้าของผมก็นิ่งไปหมด

พี่คีนทำสีหน้าไม่เชื่อหูตัวเอง “ว่าพี่เหรอ”

“ใช่ไง”

“พี่พูดอะไรผิดวะ” อีกฝ่ายชักฉุน ผมเองก็ฉุนเหมือนกัน ยังไงเรื่องนี้เราสองคนก็ต้องปะฉะดะกัน

“ผมขอโทษที่ทำให้พี่เข้าใจผิด ที่ผมยอมพี่ตลอดสองคืนผมไม่ได้ต้องการเป็นเด็กพี่ ผมไม่ใช่เด็กขายครับ ผมแค่ต้องการที่พึ่งและก็หาความสุขให้กับตัวเอง ถ้าพี่จะคิดแบบนั้นพี่ก็ไม่ผิดหรอก แต่อย่ามาพูดกับผมแบบนั้น ผมไม่ชอบ”

พี่คีนกระพริบตาปริบๆ ปากอ้าค้างนิดหน่อยเพราะคงผิดจากที่คิดไปทั้งหมด

“ขอบคุณมากครับสำหรับที่ผ่านมา”

“...”

“ผมขอตัว”

รู้สึกมึนงงและสับสน ผมต้องการที่เงียบๆ เพื่อทบทวนความคิดของตัวเองสักพัก แต่แล้วก็มีมือของใครไม่รู้มารั้งผมเอาไว้ ใครบางคนที่คงไม่ยอมปล่อยผมไป

“ถ้างั้น...น้ำเงินอยากเป็นอะไรสำหรับพี่ล่ะ”

แค่สองคืนทำให้คนสองคนต้องคิดหนักเรื่องความสัมพันธ์ขนาดนี้กันเลยเหรอครับ

“ผม...ผมก็ไม่รู้”

“...”

“ที่แน่ๆ ผมไม่อยากเป็นอย่างคุณลลิล”

มือที่จับผมถูกปล่อยไปแล้ว ผมไม่รู้ว่าพี่คีนทำหน้าแบบไหนหรือต้องการที่จะพูดอะไรต่อ ผมไม่ได้เหลียวหลังกลับไปมองเลย
คงถึงเวลาที่ผมคงต้องกลับไปที่บ้านสักที ไปนั่งคิดทบทวนกับตัวเองว่าไอ้ความรู้สึกทั้งหลายแหล่นี่มันคืออะไร









ผมล้อเล่น

ผมมาที่ห้างใกล้คอนโดพี่คีนห้างเดิมแทนที่จะกลับบ้าน ทุกอย่างยังคงดำเนินไปเหมือนเมื่อวานเด๊ะๆ เพียงแต่ผมปวดตัวมากกว่าก็เท่านั้น

นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้นกับผม

ชื่อของคุณดลเริ่มจางหาย กลายเป็นชื่อของพี่คีนเข้ามาแทนที่ซะอย่างนั้น

เป็นไปไม่ได้ นี่ผมกำลังหลงใหลพี่คีนเพียงเพราะเรามีความสัมพันธ์ทางกายกันอย่างนั้นเหรอ ให้ตายเถอะ รู้ถึงน่านอายถึงนราธิวาส(?) มันต้องไม่ใช่แบบนี้ดิ ผมต้องไม่ใช่คนที่หลงใครสักคนเพราะเรื่องนั้น มันดูฉาบฉวยไร้ความรู้สึกเกินไปหน่อย ผมไม่ได้ศรัทธาอะไรแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้วครับ ผมจึงมีความคิดต่อต้าน

ผิดที่ผมไปเขียนภาคต่อเรื่องของเราแทนที่จะตัดจบ ผิดที่ผมโทรไปหาพี่คีนเพื่อให้เราอยู่ด้วยกันเป็นคืนที่สอง เป็นความผิดของผมเองทั้งนั้น

นี่ถ้าพี่เบสเดินมาแถวนี้ผมคงจะหัวเราะให้กับโชคชะตาเสียงดัง ‘ฮ่าๆๆ’

“อ้าว น้องน้ำเงิน” พี่เบสมาจริงๆ ด้วยครับ แม่เจ้า...ผมไม่คิดว่าเดจาวูมันจะเกิดซ้ำหลายเรื่องติดกันขนาดนี้ “อยู่คนเดียวอีกแล้ว”
คราวนี้พี่เบสมีคนควงมาด้วย เป็นสาวน่ารักคนหนึ่งที่ไม่ค่อยสบตาผมเท่าไหร่ ผมคงไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเธอใช่มั้ย

“ครับ”

“นี่ถ้าไม่มีบ้านให้กลับก็ขอไอ้คีนได้นะ มันมีปัญญาซื้อให้ได้อยู่แล้ว”

ผมหัวเราะเบาๆ พี่เบสเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายจริงๆ “ผมมีบ้านครับ แต่ผมไม่กลับเองนี่แหละ นี่ก็ว่าจะกลับแล้ว”

“อย่ากลับเลย เดี๋ยวคีนมันเสียใจ”

พี่มันพูดเล่นหรือพูดจริงวะเนี่ย

“เดี๋ยวพี่ไปก่อนนะ ไว้ว่างๆ ค่อยคุยกัน”

“ครับพี่” ผมรับคำไปอย่างนั้น ดูยังไงไลฟ์สไตล์ของผมกับพี่เบสคงไม่มีวันได้มาเจอกันง่ายๆ อีกแน่

ผมนั่งกินไอศกรีมต่อพลางคิดไปเรื่อยเปื่อย พยายามสร้างกราฟแท่งขึ้นมาระหว่างชื่อของคุณดลกับพี่คีนในจินตนาการ จากนั้นก็เปรียบเทียบกันว่าผมรู้สึกกับใครมากกว่า

แม่งบ้าบอมาก...ผมให้คำตอบตัวเองไม่ได้ เหตุการณ์เรื่องพี่คีนมันเพิ่งเกิดและมันสดใหม่จนเกินไป ผมไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าใจผมมีแต่คุณดล ผมพูดไม่ได้จริงๆ

“ร้านเดิมเลยนะ” ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น พี่คีนก็มาปรากฏตัวให้ผมเห็น

เอาเลย เอาให้สุด...ถ้าจะ Copy เหตุการณ์เมื่อวาน ก็คงต้อง Paste ให้มันเหมือนกันไปหมดทุกอย่าง

“กลับห้องพี่ไปพักผ่อนเถอะ”

“เป็นอะไรกับผมเหรอถึงได้มาสั่ง”

พี่คีนเลิกคิ้ว “น้ำเงินต้องการอะไร”

“พี่แหละต้องการอะไร”

“พี่ไม่รู้”

“ผมก็ไม่รู้”

“แต่พี่รู้ว่าพี่อยากให้เราอยู่กับพี่ พี่รู้แค่ความต้องการของพี่ตอนนี้ พี่ตอบได้แค่นั้น”

ผมอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าพี่คีนจะยอมเสียเวลามาคุยกับผมในเรื่องที่เราเองก็ให้คำตอบไม่ได้

“ทำไมถึงมาที่นี่ได้”

“มีคุยงานต่อ และไอ้เบสโทรมาพอดีว่าน้ำเงินอยู่ที่นี่ด้วย”

“แล้วนี่ไม่ไปคุยงานแล้วเหรอครับ”

“นักธุรกิจต้องจัดการให้เสร็จไปทีละเรื่องสิ ตอนนี้พี่คุยเรื่องน้ำเงินอยู่” พี่คีนตบโต๊ะเบาๆ “ว่ามาตรงๆ เลยว่าอยากได้อะไร พี่ไม่มีเวลามาตามตื๊อเราขนาดนั้นนะ”

ผมอยากได้อะไรงั้นเหรอ...ตวัดสายตาไปมองหน้าพี่คีน คำตอบมันอยู่เต็มสองตาของผม

“มองอะไร”

“สิ่งที่ผมต้องการไง”

พี่คีนทำสีหน้าเก้อเขินนิดหน่อย เขาคงตะลึงมั้งที่เห็นผมทำอะไรตรงๆ “พี่เหรอ”

“...”

“ห้องน้ำมั้ยล่ะ”

“ไม่ใช่ ไอ้บ้า” ผมอดที่จะด่าไม่ได้ นี่มึงจะสิบแปดบวกตลอดกาลนานเทอญเลยหรือยังไง “อยู่กับพี่ก็สบายใจดี ผมแค่ไม่อยากถูกปฏิบัติเหมือนผมเป็นแบบคุณลลิล เพราะผมไม่ใช่แบบนั้น”

“เราแค่อยากอยู่กับพี่...แค่นั้นใช่มั้ย”

ผมยักไหล่ “งั้นมั้ง”

“ให้ตายเถอะน้ำเงิน เกิดมาก็เพิ่งเคยพบเคยเจอคนแบบนี้” พี่คีนทำสีหน้าปลงตก “เอาไงก็เอา อยากอยู่กับพี่ก็อยู่ ถ้าอยากได้อะไรก็ขอมาแล้วกัน”

เฮ้ยยยยย...ผมเพิ่งรู้ว่านี่คือสิ่งที่ผมหาคำตอบมานาน เหมือนได้แก้ปมปัญหาภายในจิตใจที่กำลังสับสนในตอนนี้ ทำไมถึงเป็นพี่คีน ทำไมถึงไม่ใช่คุณดล

ความต้องการของผมมันไม่มีอะไรมากเลยครับ

แค่ผมได้อยู่กับพี่คีนแค่นั้น

“อนาคตจะเล่าให้พี่ฟังมั้ยว่าทำไมถึงไม่ยอมกลับบ้าน” พี่คีนดูเหนื่อยกับผม แต่ก็ดูสนุกผสมปนเปกันไปด้วย

“จริงๆ มันก็มีหลายเหตุผล แต่ก็มีเรื่องที่เล่าได้เลยเหมือนกัน”

“ไหนลองว่ามา”

“ผมคงติดพี่อ่ะ”

คนฟังกระพริบตาปริบๆ กุญแจรถบนโต๊ะถูกมือใหญ่จับพลิกไปพลิกมา นี่คือท่าทางของคนเขินเหรอ จะเขินทั้งทีก็ยังต้องมีมาดคนรวยเนอะคนเรา (รถพี่มันแพงเองต่างหาก)

“ขยายความที”

“พี่ดูไม่อะไรกับผมดี”

“ไม่อะไรคืออะไร”

“ไม่เยอะ”

“...”

“แม้จะ ‘ทำ’ อย่างนั้นเยอะ”

“แถวนี้มีเด็กนะ” พี่คีนกระซิบ

“ไม่รู้ดิ อยู่กับพี่ผมไม่ต้องฝืนตัวเองเลยสักอย่าง”

“ไม่เกี่ยวกับตอนอยู่บนเตียงใช่มั้ย”

“ใช่ ไม่เกี่ยว อย่างตอนนี้ผมก็เป็นตัวของผมเองอย่างเต็มที่”

“...”

“เดี๋ยวนะ ใครเพิ่งบอกว่าแถวนี้มีเด็กวะ”

คนรวยหัวเราะพร้อมกับมองหน้าผมไปด้วย ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดก็มีคำตอบที่สามารถแก้ปริศนาในใจที่ผมกำลังกังวลอยู่ได้

อย่างน้อยก็แก้ได้ในตอนนี้...







พี่คีนตอนทำงานต่างจากตอนที่อยู่บนเตียงลิบลับ

ขอโทษที่คำพูดของผมอาจจะทำให้ทุกท่านกระแอม หรือไม่ก็เงยหน้าขึ้นมามองซ้ายมองขวาว่ามีใครแอบอ่านอยู่ข้างหลังด้วยหรือเปล่า ก็จะไม่ให้เปรียบกับเรื่องบนเตียงได้ยังไงล่ะครับ ผมกับพี่คีนมีโมเมนต์ด้วยกันหนักสุดก็คือเรื่องนั้น ตอนทำงานพี่คีนจะจริงจังสมกับคำว่า ‘ท่าน’ เป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ตอนอยู่บนเตียงอะไรที่ละมุนตุ้นได้พี่คีนก็ละมุนไปหมดแทบทุกสิ่งอย่าง

เจ็บมั้ย...พอก่อนมั้ย...ไม่ไหวบอกนะ...อะไรเทือกๆ นั้น

จะไม่ให้ผมติดผู้ชายคนนี้ได้ยังไง ใครจะหาว่าผมแรดหรืออะไรก็ตามแต่ใจท่านเถอะ ตั้งแต่เล็กจนโตผมไม่เคยได้รับความอบอุ่นผ่านทางวาจาหรือไออุ่นจากการโอบกอด ใช้เวลาเพียงแค่สองวันพี่คีนก็สามารถมอบสิ่งเหล่านั้นให้กับผมได้มากกว่าที่ผมควรได้รับมาทั้งชีวิต

ปู่ไม่เคยให้อะไรแบบนี้กับผม ส่วนพี่ดล...ก็คงต้องละไว้ในฐานที่ทุกท่านเข้าใจ

ผมคอยแอบมองตอนที่พี่คีนคุยงาน เขานัดคนอื่นๆ ในร้านกาแฟที่หรูดูดีมีระดับ ผมนั่งอยู่มุมหนึ่งคล้ายกับมาคนเดียว ส่วนพี่คีนนั้นตอนนี้เหมือนมีมนุษย์นักธุรกิจเข้าสิง จริงจังจนลืมไปแล้วมั้งว่าเขาหิ้วเด็กอย่างผมมาด้วย ผมไม่ว่าอะไรเขาสักคำหรอก คนที่มาคุยกับพี่คีนทำเอาผมรู้สึกอายจนอยากเดินออกไปจากร้าน มีแต่คนดูดีและก็ดูร่ำรวยทั้งนั้น ท่าทางจะกำลังลงทุนทำอะไรสักอย่างกัน

ตอนนี้ผมมีเงินอยู่ในมือค่อนข้างมาก แต่ผมยังไม่มีความคิดจะทำอะไรกับเงินนั่นทั้งนั้น มันเป็นเงินที่เกิดจากโชคของคุณปู่ซึ่งไม่ใช่เงินผมโดยตรง นอกจากจะนำไปใช้ส่งตัวเองเรียนแล้ว ผมก็ไม่คิดจะใช้ทำอย่างอื่นอีกเลย ทั้งๆ ที่ผมก็เป็นคนที่ชอบแต่งตัวคนหนึ่ง

ที่ผ่านมาผมทำงานแทบตายเพื่อส่งตัวเองและก็เจียดเงินบางส่วนไปซื้อของที่อยากได้ ผมชอบแต่งกายแนวสตรีทเพราะผมรู้สึกว่าใต้ความเรียบง่ายของมันมีความเท่แฝงอยู่ กว่าผมจะได้มาแต่ละชิ้นเลือดตาผมแทบกระเด็นเลยแหละครับ

จะว่าไปก็ขอดูในอินสตาแกรมสักหน่อยดีกว่าว่าเทรนด์ตอนนี้เป็นยังไง คานเย่ เวสต์จะออกรองเท้าแบบใหม่ออกมาอีกหรือไม่ ถ้าออกมาอีก ผมก็คงไม่มีเงินซื้อหรอก แต่ถึงจะมี...ไอ้รองเท้าบ้านี่ก็หาซื้อได้ยากเหลือเกิน โดนอัพราคาบ้างล่ะหรือไม่ก็โซลด์เอาท์บ้างล่ะ

“ทำอะไรอยู่” พี่คีนทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามพร้อมๆ กับส่งเสียงถาม นึกภาพคนใส่เสื้อผ้าสบายๆ ตัวหลวมโคร่งสะดุ้งเฮือกเมื่อมีหนุ่มหล่อแต่งตัวเรียบหรูดูแพงมานั่งด้วยนะครับ นั่นคือภาพของผมกับพี่คีนในตอนนี้ “เบื่อมั้ยเนี่ย พี่คุยไปตั้งสองชั่วโมงกว่า”

“ไม่เบื่อหรอกครับ”

“จะให้พี่โทรบอกเด็กให้ไปขนของวันไหน”

หา อะไรนะ “พูดอีกทีสิครับ”

“ไหนบอกอยากอยู่กับพี่ เราก็ต้องย้ายมาอยู่กับพี่สิ”

“ต้องขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“แสดงว่ายังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับตัวพี่เลยใช่มั้ย”

นอกจากหล่อแบบมีเอกลักษณ์ มีความเป็นผู้ดีเพราะสุภาพและมีมาด รวยชนิดที่ว่าน่าจะมีเครื่องบินส่วนตัวได้หลายลำ (แต่ไม่รู้พี่มันจะซื้อหรือเปล่า) ผมก็นึกไม่ออกอีกเลยว่าคนตรงหน้าผมเป็นคนยังไง

“พี่นอนคนเดียวไม่ได้”

ผมมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ

“ตั้งแต่อายุสิบแปดแล้ว พี่นอนคนเดียวไม่ได้ ทุกคืนต้องมีคนนอนกับพี่” สายตาของผมดูหลุกหลิกเพราะงงงัน อีกทั้งยังนึกไปต่างๆ นานา พี่คีนจึงใจดีขยายความให้ต่อ “รู้นะว่าคิดอะไรอยู่ พี่ไม่ได้ทำเรื่องนั้นทุกวันหรอกนะ”

“...”

“แค่มีคนนอนด้วยก็พอ”

“พี่มีอาการทางจิตเหรอครับ”

“คิดว่าไม่...แต่ถ้ามีก็คงอ่อนมาก พี่เป็นพวกขี้เหงามากกว่าน่ะ”

“เพราะงี้ผมจึงต้องไปอยู่กับพี่เหรอ”

“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”

นี่มันนิยายของหลานคนใช้หนีเจ้านายตามผู้ชายไปชัดๆ ผมยังรู้สึกอึน มึนงง และก็ไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อ สิ่งที่ผมคิดคืออยู่กับพี่คีนไปเรื่อยๆ เท่าที่จะอยู่ได้ ไม่ใช่ต้องอยู่ไปตลอดแบบนี้ มันค่อนข้างเป็นข้อเสนอที่รวบรัดและจำกัดชีวิตของผมมากจนเกินไปหน่อย
อีกอย่าง...สถานะหลานคนใช้ของผมแม่งก็ยังค้ำคออยู่

พี่คีนคงมีนิสัยคนรวยมาทั้งชีวิต อยากได้อะไรก็ต้องได้ และคงคิดว่าทุกอย่างมันง่ายไปหมดเพียงแค่พี่มันเอ่ยปากบอก ผมอยากไปอยู่กับเขาครับ ยอมรับจากใจตรงๆ เลย เพียงแต่ว่ายังไงผมก็ต้องไปเคลียร์กับคุณดลก่อน อย่างน้อยก็แค่บอกเขา...

“ถ้ายังติดเรื่องไอ้ดล เอาเบอร์มันมา เดี๋ยวพี่คุยเอง”

“พี่คีนใจร้อนไปหรือเปล่า”

“อยากได้อะไรก็ต้องลุย อยากได้วันนี้ก็ต้องลุยวันนี้ ถ้าเป็นวันอื่นมันจะได้วันนี้มั้ยล่ะ”

“ทำไมผมรู้สึกว่าทุกอย่างในหัวของพี่เป็นธุรกิจไปหมดเลย”

“ขอโทษทีนะ”

“...”

“มันเป็นสันดานพี่ไปแล้ว”

แนะนำให้ท่านคีนไปเขียนหนังสือ ‘วัยรุ่นสอนรวย’ น่าจะเหมาะ ผมคิดในใจเล่นๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดรายชื่อมองดูเบอร์คุณดลอย่างลังเล

พี่คีนดึงมือถือจากไปผม หลังจากนั้นก็กดโทรออกแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู ดวงตาที่เป็นเอกลักษณ์คู่นั้นจ้องเขม็งมาที่ผมขณะที่รอให้ปลายสายกดรับ

“เปิดลำโพงได้มั้ยครับ”

อีกฝ่ายจิ๊ปากเล็กน้อย เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะจากนั้นก็ก้มหน้าลงไปใกล้ๆ เหมือนกันกับผม ท่าทางเราสองคนเหมือนลักลอบคุยกับลูกสาวประธานาธิบดีประเทศไหนสักประเทศยังไงยังงั้น

[ไงน้ำเงิน อยู่ไหนน่ะ]

เสียงปลายสายของคุณดลทำเอาหัวใจของผมเต้นแรงขึ้นมานิดหน่อย

“ไม่ใช่น้ำเงิน กูคีน”

[อะไรนะ]

“คีน”

[หอสี่เหรอ]

“เออ”

[เหี้ย ทำไมถึงใช้มือถือน้ำเงินโทรมาวะ] คุณดลดูไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังเสียงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมก้มหน้าก้มตาเอามือนวดหน้าตัวเองไปมา รู้สึกว่าคำพูดคนคนนี้มีอิทธิพลกับผมไม่ว่าจะเป็นเรื่องหัวใจหรือเรื่องการใช้ชีวิต [เกิดอะไรขึ้น]

พี่คีนเงียบไปจนผมหวั่นใจ เงยหน้าขึ้นมามองหน้าอีกฝ่ายเห็นว่าเขากำลังใช้ความคิดก่อนที่จะพูดอยู่

“กูจะคบกับน้ำเงิน”

เฮ้ยยยยยยยยยย...พูดออกไปอย่างงี้เลยเหรอ!

“มึงมีปัญหาหรือเปล่า ถ้ามีก็พูดมา เคลียร์กันตรงนี้”

[มึงไปเจอกันตอนไหนวะ ทำไมกูไม่รู้เรื่อง]

“ชีวิตน้องไม่ได้เป็นของมึง มึงจะรู้ทุกอย่างได้ยังไง”

[อย่ากวนตีน]

“กูพูดความจริง”

อยู่คนละหอมักจะไม่ค่อยถูกกัน...เห็นทีเรื่องนี้คงจะจริง ผมห่อไหล่ รู้สึกตัวลีบลงอย่างเห็นได้ชัด ในใจมันทั้งรู้สึกแปลกๆ และก็อึดอัด ถ้าจะให้ผมชั่งตวงวัดว่าผมแคร์ใครมากกว่าระหว่างคุณดลกับพี่คีน ตอนนี้ก็น่าจะยังเป็นคุณดลอยู่...

แต่หลังจากนี้ผมไม่รู้ครับ

“กูจะให้น้องย้ายมาอยู่กับกู”

[อาทิตย์หน้าก็เปิดเทอมแล้ว ย้ายไปทำขนแมวอะไร]

“ถ้าไม่ย้าย มึงก็ต้องให้น้องมานอนกับกูบ่อยๆ”

[เชี่ยคีน] เสียงของคุณดลเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด [เด็กคนนี้มึงไม่เอาไม่ได้เหรอวะ เงินมึงออกจะเยอะแยะ ไปหาคนอื่นได้มั้ย ทำไมต้องคนนี้]

พี่คีนเหลือบมามองผม ผมไม่กล้าสบตาเขาเลยครับ

“ไม่รู้ดิ ตอนนี้อยากได้คนนี้”

[...]

“กูอยากได้อะไรก็ต้องได้อยู่แล้ว มึงก็น่าจะรู้”

[ค.เอ๊ย]

“เอาเป็นว่ากูกับน้องคบกันอยู่ ถ้าช่วงนี้น้องไม่ค่อยได้กลับบ้านมึงก็อย่ามีปัญหาก็แล้วกัน”

[น้ำเงินจะไม่พูดอะไรกับกูหน่อยเหรอ ทำไมต้องให้มึงมาพูดกับกูแทน]

“...”

[แบบนี้ดูไม่เป็นน้ำเงินเลย]

“พูดสิ” พี่คีนพูดกับผม “พูดออกไปเลย”

สีหน้าของผมดูห่อเหี่ยวลงแม้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือโทรศัพท์ ไม่ใช่คุณดล ทางที่ผมเลือกในตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าผมเลือกถูกหรือไม่ สำหรับคุณดลผมต้องการจะตัดใจ และสำหรับพี่คีน...ผมไม่ได้คาดหวังอะไรเลยนอกจากได้ต่อเวลาในการอยู่กับเขาไปเรื่อยๆ ก็เท่านั้น

เฮ้อ ผมคงแรดจริงๆ นั่นแหละ

ดวงตาของผมมองไปที่พี่คีนผู้กำลังรอคอยให้ผมกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ ตัวตนของเขาในตอนนี้ทำให้ผมรู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้นที่จะพูดในสิ่งที่ผมเลือก

แม้ว่ามันจะเป็นคำพูดที่ดูวันทองสองใจมากก็ตามที

“คุณดลครับ”

[...]

“เพราะผมชอบคุณดล ผมถึงอยากอยู่กับพี่คีน”

[...]

“ผมอยากตัดใจจากคุณดล และพี่คีนในตอนนี้คือความสบายใจของผม”

สีหน้าของพี่คีนเปลี่ยนไปแทบจะในทันที และผมก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้นี่เองว่าคำพูดของผมนั้นมันเป็นอาวุธที่ทำร้ายจิตใจคนที่กำลังฟังอยู่มากมายเพียงใด

ผมได้ทำเหี้ยอะไรลงไปเนี่ย…







TBC*


คนเขียนเคาะเรื่องนี้ว่าเป็นสายละมุนตุ้นนนน
เรื่องนี้มีแค่ 18 ตอนนะคะ แต่ละตอนยาวมากกกกก เพราะบรรยายสลับ : )
คืนนี้ (13/09/17) เจอกันน้า
ไม่รู้จะมีแรงอัพจนจบหรือเปล่า 555 เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ


ออฟไลน์ colorofthewind21

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1645
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-1
อื้อหืออ เป็นตอนที่ยาวมากกก

ออฟไลน์ DraCo_SLa13

  • I swear that, will love Super Junior forever..........
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2123
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +314/-3
รอ ร๊อ รอ

ออฟไลน์ kredkaew26

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 88
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1
คือออออ อาร้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย   อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก  อยากอ่านต่ออ่ะ T T      :hao5: :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ มาชิ มาชิ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ว๊ายยยยยยยย
รอ
รอ
รอ
รอ
รอ

ออฟไลน์ kaokorn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 903
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-2
ส่งกำลังใจให้ด่วนๆเลยฮะ  :L2: :กอด1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ brave

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 52
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ดีต่อใจจริงงๆ เขินนนน :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ yok_devil

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
งื้อออออออ น้ำเงินกับพี่คีนมาแล้วววววววว เย้ๆๆๆ

ตอนยาวมากก ชอบบบบบบ

สู้ๆๆนะน้ำเงิน

สู้ๆๆนะคะคนเขียน

ออฟไลน์ mmello07

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เอาแล้ววววววว

ออฟไลน์ Apinnoolek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
โอ้โห คำพูดช่วงสุดท้ายน้ำเงิน ทำร้ายจิตใจมากกกกก  :sad4:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7518
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
OMG  น้ำเงินนนน..........พูดอะไรตรงเป็นไม้บรรทัด ปานนั้น
นี่เป็นคำพูดที่จะไปอยู่กับคนที่บอกว่าอยู่ด้วยแล้วสบายใจ
ตายๆๆๆๆๆ......แล้ว

แต่มันชัดเจน รับรู้กันทั้งสามคนไปเลย
คุณดล ก็คง  o22
พี่คีน ก็คง  :a5:
ส่วนน้ำเงิน ก็   :serius2: :serius2: :serius2:
รอตอนใหม่ อย่างค้างงงงง  :ling1: :ling1: :ling1:
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
เาื่องนี้ละมุมตุ้นจริงๆใช่ไหมคะคุณเค้กทำไมชื่อเรื่องกับฉากสุดท้ายตอนแรกมันเหมือนจะส่อดราม่าละคะ

ออฟไลน์ Bffubbru

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :impress2: รอรอรรอรอ

ออฟไลน์ BExBOY

  • กัญชาเป็นยาเสพติด โปรอ่านฉลากก่อนสูบ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
คนจริง ตีป้อม 55555

ออฟไลน์ Jthida

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1549
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-3
พูดตรงและเจ็บ โอ้ยหนูลูก

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 767
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ pktherabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ปักป้ายรอด้วยคน ขอแบบยาววววๆ เลยน๊า

ออฟไลน์ gackmanas

  • I Remember your Eyes..
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 645
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
พี่เค๊ก ที่รัก.. รอนะคะ..
 :katai2-1:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ A_Narciso

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 879
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2
:mew2: นู๋น้ำเงินลูกก  ทำไมพูดตรงยังงี๊
 พี่คีน..น่าสงสารเลยอ่ะ คงจะเสียความรู้สึกอยู่หน่อยๆ

ออฟไลน์ klaew

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-2
ท่านคีนของบ่าวววว

ออฟไลน์ krayfanxing

  • เออนั่นล่ะ
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 88
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ก็ยังคงหลงรักน้ำเงินกับพี่คีน มันแปลกแหวกจากสองเรื่องก่อนอ่ะ อยากรู้ว่าถ้าเขารักแล้วจะเป็นยังไงปัญหาแต่คนนี่พูดยากโดยเฉพาะเด็กของท่านคีน แต่ของน้องมีความรู้สึกว่าอีคุณดลจะมาเป็นปัญหาต่อเนื่องให้คู่นี้เคลียร์กันยาก บรรยากาศรอบตัวสองคนนี้แค่เขาพูดกันหรืออยู่ด้วยก็จับความรู้สึกลึกซึ่งโดยที่ไม่ต้องพูดออกมาได้แล้วอ่ะ

ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3704
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
รอตอนต่อไป  :pig4:

ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12


ตอนที่ 2
คีน



เสียหน้า อับอาย และก็โมโหฉิบหาย

คีน คมิก ภารกรผู้ที่ทุกคนจะต้องให้เกียรติและยกย่องว่าเป็นบุคคลสำคัญกลับถูกเด็กของบ้านไหนไม่รู้จับมาเป็นตัวคั่นเวลา เพื่อต้องการตัดใจจากคนที่มันแอบรัก นี่มันบ้าบอคอแตกสิ้นดี

หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นเริ่มทำให้ผมปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาถาม

คอนเสิร์ต edm ในวันนั้นไอ้ดลเองก็ไปด้วย ผมจำได้ว่าแอบเห็นมันอยู่ในโซนวีไอพีแวบๆ แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย เนื่องจากวันนั้นผมโคตรเบื่อ ดนตรีเพราะครับ สาวๆ ก็เยอะเจริญหูเจริญตา แต่ผมกลับรู้สึกเบื่อ อาจเป็นเพราะผมเห็นสิ่งนี้มาบ่อยจนชินไปแล้วมั้ง พวกเพื่อนมันก็นัวเนียสาวให้ผมดูกันใหญ่ รวมไปถึงไอ้ดลที่วันนั้นมันน่าจะได้ของดีของเด็ดที่สุดไป

ไอ้เด็กนี่คงจะเห็นโดยบังเอิญ และคงอยากประชดชีวิตด้วยการไปนอนกับใครสักคนล่ะมั้ง คนคนนั้นก็คือผมนี่แหละ ผมคือคนโง่คนนั้นนั่นเอง!

ที่น่าหงุดหงิดมากไปกว่าการเป็นคนคั่นเวลาก็คือทำไมผมต้องหงุดหงิดจนเกินเหตุแบบนี้ล่ะครับ เพราะผมรู้สึกเสียหน้าเหรอ หรือเพราะผมรู้สึกอิจฉาไอ้ดลที่ได้ใจน้ำเงินไป

น้ำเงินคนที่รูปร่างหน้าตาอาจไม่ได้ดึงดูดเพศผู้สักเท่าไหร่...แต่เรื่องบนเตียงก็ถือว่าทำเอาเสือผู้ชำนาญการในสนามรบอย่างผมถึงกับยอมศิโรราบ ความเอียงอาย ความไร้เดียงสาแบบเป็นธรรมชาติ ทำเอาผมเป็นบ้าจวนเจียนจะคลั่ง

ตอนนี้ในหัวผมเริ่มมีตารางเปรียบเทียบกันระหว่างผมกับไอ้ดลขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

เดี๋ยวก่อนนะ มึงใจเย็นดิ กูยังไม่ได้อนุญาตเลยนะเว้ย



สิ่งที่จะเปรียบเทียบ            ผม...คีน (เด็กหอสี่ผู้มั่งคั่ง)                        ไอ้เหี้ยดล (เด็กหอหกสุดติสต์แตก)

ความหล่อ                                ก็มีหลายคนชมผมอยู่                                   หน้าตาดี ตี๋พิมพ์นิยม

ความรวย                                    ผมชนะใสๆ                                                      แพ้อย่างหมดรูป

นิสัย                           ผมเป็นคนที่โคตรเปย์และก็ชอบเอาใจ                       มันคงชอบให้อีกฝ่ายสบายใจ

ข้อดี                                       รวย...นั่นแหละมั้งครับ                             ตาเจ้าชู้ คนมองแล้วต้องหลงเสน่ห์

ข้อเสีย                                นอนคนเดียวไม่ได้                                           ไม่รู้กับมัน ผมไม่ได้ใส่ใจ

ร่างกายน้ำเงิน                    ได้มาแล้วโว้ย ชอบมากด้วย                                 มันยังไม่ได้ อันนี้ผมมั่นใจมาก

หัวใจน้ำเงิน                              เอ่อ...ผมไม่ได้ว่ะ                                              เชี่ยดลแม่งได้ไปเต็มๆ



แม้จะยังไม่อนุญาตให้หัวของตัวเองสร้างตารางนี้ แต่เมื่อคิดๆ ดู...สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหัวใจน้ำเงิน และผมก็รู้สึกว่าตัวเองโคตรเสียเปรียบและก็โคตรแพ้ไอ้เชี่ยดล

ทำไมต้องมารู้สึกแคร์เรื่องอะไรแบบนี้กับคนที่เพิ่งรู้จักแค่สองวันวะ ใช่เรื่องป่ะ

“คิดอะไรอยู่เหรอครับ” น้ำเงินที่เดินอยู่ข้างๆ มองผมด้วยสายตาหวาดหวั่น “ตั้งแต่ออกมาจากร้าน พี่คีนก็ยังไม่พูดอะไรเลย”

กูจะพูดอะไรได้อีกล่ะ...ไอ้เด็กร้ายกาจ

“พี่ให้ผมพูด ผมก็พูดไง แม้มันจะทำร้ายจิตใจพี่เกินไปหน่อย”

กูรู้สึกเหมือนกูโดนเหยียบหน้าอ่ะ

“ผมขอโทษ”

รู้ตัวว่าผิดก็ดี...แต่กูยังไม่ยกโทษให้หรอกนะ

“ผมนี่มันแย่จริงๆ โคตรเห็นแก่ตัวอ่ะ”

คำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจของมันทำเอาผมเหลือบไปมองนิดหน่อย

“แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องพี่ดล...เรื่องของเราก็คงไม่มีวันเริ่มต้นขึ้นนะครับ”

แม่ง...พูดอีกก็ถูกอีกอ่ะ แม้ว่าเรื่องหัวใจผมจะแพ้ แต่ตอนนี้ ณ ปัจจุบันขณะนี้ น้ำเงินอยู่ตรงหน้าผมและต้องการที่จะอยู่กับผม ผมควรดีใจใช่มั้ยครับ

เด็กคนนี้เป็นตัวป่วนที่ทำให้หลักเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตของผมรวนเรไปหมด แทนที่ผมจะคิดกับมันว่าเป็นแค่เด็กผมคนหนึ่ง แต่ผมกลับคิดลึกมากไปกว่านั้น

ความปรารถนาของผมที่มีต่อมัน...ไม่ใช่แค่เรื่องร่างกายแล้ว

เชี่ยคีน มึงนี่ก็อย่าใจร้อนดิ

“ผมต้องทำไงเพื่อให้พี่รู้สึกดี”

“...”

“คืนนี้พี่จะไม่พักเรื่องนั้นก็ได้นะ”

“อย่าพูดแบบนั้น” ผมสวนกลับ รู้สึกว่าผมบอกไปแล้วนะเรื่องที่ว่าเด็กผมไม่ใช่คนที่ต้องรองรับอารมณ์ปรารถนาของผมเพียงอย่างเดียว

“แล้วผมต้องทำยังไง”

ผมมองไปรอบๆ สินค้ามากมายลอยเข้ามาในสายตา มีเพียงเรื่องเดียวที่น้ำเงินชอบขัดใจผม และนั่นก็เป็นเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกเสียหน้านิดๆ

เรื่องเปย์ยังไงล่ะครับ

“ตามใจพี่” เสียงแข็งๆ ของผมทำเอาน้ำเงินหันขวับ

“ครับ?”

“อย่าปฏิเสธพี่ พี่ซื้ออะไรให้ น้ำเงินต้องรับเอาไปทั้งหมด”

น้ำเงินอ้าปากค้างเติ่ง...คงไม่คิดว่าผมจะขอมันด้วยเรื่องนี้ล่ะมั้ง คนที่ไม่ชอบถูกเปย์ VS คนที่ชอบเปย์ ศึกครั้งนี้คิดว่าใครจะชนะครับ

ที่อีกฝ่ายไม่ชอบคงเพราะคิดว่าถ้ายอมก็จะดูเหมือนเป็นเด็กขาย ผมอยากจับตัวน้ำเงินมาเขย่าสองสามครั้งแล้วตะโกนดังๆ กรอกหูมันไปเลยว่า ‘ผมไม่เคยคิดว่ามันเป็นคนแบบนั้น’

เรื่องบนเตียง...ผมเป็นคนแรกของมัน

ผมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้มันเป็นกังวล อีกอย่างถ้าผมได้เปย์น้ำเงินบ้าง อย่างน้อยก็จะได้รู้สึกว่าผมมีเรื่องเหนือกว่าไอ้ดลที่อยู่ในใจของน้ำเงินอยู่บ้าง

ให้ตายเถอะ นี่มันคือชีวิตของท่านคีนอย่างผมจริงๆ น่ะเหรอ...








ร้านแบรนด์เนมแห่งหนึ่ง

“พี่คีน”

“เอาหมดนี่ ใส่ถุงให้ด้วยนะครับ” ผมพูดกับพนักงาน

“ซื้อสีดำไปแล้วนี่” น้ำเงินโอดครวญ

“สีน้ำเงินก็ดูเท่ดี”

“มันแบบเดียวกัน”

“แต่มันคนละสีไงครับ”

ได้จ่ายเงินแล้วมันมีความสุขอย่างนี้นี่เอง ผมถูกปลูกฝังและใช้ชีวิตในบรรทัดฐานความคิดที่ว่า ‘หาเงินได้ยิ่งเยอะยิ่งดี’ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมแอบเพิ่มเติมเข้าไปโดยไม่ได้บอกให้พ่อหรือคนในครอบครัวรู้นั่นก็คือ ‘มีเงินเยอะยิ่งใช้เยอะยิ่งดี’

ผมไม่ได้ช็อปปิ้งมานานมากแล้วเพราะทำงานหนัก ทุ่มเทเวลาตลอดช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปีสี่ของผมให้กับการทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ทำให้ไม่มีเวลาซื้อของให้ตัวเองแม้แต่น้อย พวกข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ส่วนใหญ่ผมจะฝากไอ้เบสซื้อ ส่วนเรื่องเสื้อผ้านั้นผมไม่ได้อัปเดตคอลเลกชั่นใหม่ๆ ให้ตัวเองมานานมากแล้วครับ

ถุงในมือตอนนี้จึงเต็มไปด้วยข้าวของของน้ำเงินและก็ของผม

“จะแสนแล้วนะครับพี่คีน” น้ำเงินทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “เงินแสนนึงผมใช้ได้เป็นปีเลยนะครับ”

“นั่นมันน้ำเงิน ไม่ใช่พี่ไง”

“...”

“มีสิทธิ์โวยวายอะไรได้ด้วยเหรอเราน่ะ ได้ข่าวว่าง้อพี่อยู่ไม่ใช่เหรอครับ”

น้ำเงินทอดถอนใจ ผมสงสารมันอยู่นะครับแต่จะให้ทำยังไงได้ คำพูดเหล่านั้นยังคงวนเวียนมาทำร้ายจิตใจผมทุกครั้งที่นึกถึง เพราะฉะนั้นอะไรที่ผมสบายใจในตอนนี้ผมก็จะทำทุกอย่าง เช่น การช็อปปิ้ง เป็นต้น

“คุณดลยังไม่ช็อปหนักขนาดนี้” น้ำเงินพึมพำ

“อะไรนะ” ผมชักสีหน้าหงุดหงิด “นี่ยังกล้าพูดถึงไอ้นั่นต่อหน้าพี่อยู่อีกเหรอครับ”

“เอ่อ...”

“ให้ตายเถอะน้ำเงิน” ของในมือผมถูกส่งไปให้น้ำเงินทั้งหมด “เอาไปถือให้หมดเลยไป”

“ครับๆ”

นึกว่าจะสำนึกผิดสักนิด ที่แท้ก็ไม่เลยนี่หว่า การที่ผมทำในสิ่งที่น้ำเงินฝืนใจและไม่ชอบไม่ได้ช่วยให้น้ำเงินสำนึกขึ้นมาแม้แต่น้อย
รู้สึกฉุนจนสีหน้าเริ่มเปิดเผยออกมา

“ซื้อไปเลยครับ ซื้อไปเลยยยยย” น้ำเงินประชดประชันแบบไม่จริงจัง ติดจะฮามากกว่า “พี่คีนพอใจที่จะทำอะไร พี่คีนทำไปเลยครับ แต่ผมขออย่างเดียวคือเลิกซื้อของให้ผมได้แล้ว ซื้อแค่ของพี่คีนพอ”

“พี่พอแล้ว นี่ก็เยอะแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันดีมั้ย”

ผมมองน้ำเงินอย่างประเมิน “นี่มันยังไม่สาแก่ใจพี่”

“ต้องทำอะไรอีกครับเนี่ย”

“ไปหาอะไรกินกัน”

“ข้างบนนี่เลยมั้ยครับ ใกล้ดี”

ท่าทางน้ำเงินเหมือนคนที่เหนื่อยล้าอยู่หน่อยๆ ผมถอนหายใจก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจิ้มไปสองสามครั้ง คนที่อยู่ใกล้ตัวมองดูผมด้วยสายตาประหลาดใจ

[ไงมึง]

“เชี่ยเบสมาหาหน่อยดิ อยู่ชั้นล่างอ่ะ”

[มึงยังไม่กลับอีกเหรอ]

“กูรู้ด้วยว่ามึงก็ยังไม่กลับ ห้างคือบ้านหลังที่สองของมึง”

[เออๆ เดี๋ยวลงไป]

“ของเยอะนะ”

[ช็อปเหรอวะวันนี้]

“ใช่”

[เยอะมากป่ะ]

“ก็ขนคนเดียวเหนื่อย”

[เดี๋ยวนะ...] ผมเกลียดเสียงนี้ของไอ้เบสเป็นบ้า มันมักจะทำเสียงแบบนี้ตอนที่มันกำลังจะจับผิดผม [มึงซื้อของให้น้ำเงินด้วยแน่ๆ]

“เลิกพูดแล้วก็มาหาได้แล้ว”

ผมกดวางสาย ก่อนจะแย่งของในมือน้ำเงินทั้งหมดมาถือแทน จากนั้นก็ยืนรอไอ้เบสนิ่งๆ

“ท่าทางจะสนิทกับพี่เบสมากนะครับ” น้ำเงินตั้งข้อสังเกต

“หึงหรือไง”

“จะบ้าเหรอ”

ถ้าน้ำเงินหึงคงเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจ แต่ที่น่าอัศจรรย์ใจกว่าก็คือผมหงุดหงิดที่ตัวเองเป็นได้แค่คนคั่นเวลาระหว่างรอน้ำเงินมันตัดใจจากไอ้ดล...ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ทำไมผมต้องอินอะไรขนาดนั้น ผมรู้จักกับมันได้ไม่กี่วัน แต่ผมก็รู้สึกเสียหน้าเหมือนโดนใครสักคนมาแย่งของสำคัญไปทั้งๆ ที่ผมมาทีหลัง

สรุปก็คือการที่ผมช็อปแหลกอย่างไม่แคร์ตัวเลขของเงินที่เสียไป มันไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาเลย

“ผมไม่คิดว่าคนเป็นเพื่อนกันเขาจะใช้งานกันอะไรอย่างงี้ไง”

ผมหันไปมองคนพูดเพราะอยากทำความเข้าใจ “จริงๆ แล้วพ่อเบสเป็นเลขาของพ่อพี่”

น้ำเงินทำสีหน้ากระจ่างขึ้นมาในทันทีทันใด “มิน่า”

“ไอ้ดลใช้งานน้ำเงินหนักเหมือนที่พี่ใช้งานไอ้เบสป่ะ” ขอถามข้อมูลหน่อยนิดนึง ผมรู้จักไอ้ดลแบบผิวเผินมากเพราะผมได้เจอมันเวลามันร้องเพลงในร้านแถวมอตอนกลางคืนเท่านั้น นอกนั้นผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับมันเลย

น้ำเงินส่ายหน้า นั่นทำให้ผมรู้สึกขัดเคืองนิดหน่อย “คุณปู่จะใกล้ชิดกับคุณดลมากกว่าผมครับ ผมเพิ่งมาใกล้ชิดคุณดลจริงๆ ช่วงหลังคุณปู่เสียนี่เอง คุณดลไม่ค่อยใช้งานผมหนักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็มักจะวางตัวให้ผมเป็นเหมือนน้องชายคนสนิท”

นี่กูถามให้ตัวเองหัวร้อนนิดๆ ทำไมวะเนี่ย

“สนิทกันแค่ไหน”

“ก็...” อีกฝ่ายครุ่นคิด “แทบไม่ได้ใช้งานผมเลย ส่วนใหญ่ก็ให้ผมดูทีวีเป็นเพื่อน กินข้าวเป็นเพื่อน ไปเที่ยวเป็นเพื่อน”

“นอนเป็นเพื่อนด้วยมั้ย”

น้ำเงินส่ายหน้า “ยังไม่ถึงขั้นนั้นนะครับ”

ผมยังมีเรื่องชนะไอ้เชี่ยดลอยู่โว้ยยยยยยย...เมื่อคิดได้ผมก็อดยิ้มมุมปากเล็กๆ ไม่ได้

“พี่คีนเปลี่ยนอารมณ์ได้ง่ายดีเนอะ”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไร ไอ้เบสก็เดินมาหาผมพอดี ผมส่งถุงทุกอย่างในมือไปให้ไอ้เบส น้ำหนักของมันทำเอาไอ้เบสถึงกับยืนเซ ผมเห็นน้ำเงินรีบกุลีกุจอเข้าไปช่วย ดูเป็นเด็กที่กระตือรือร้นดี

“กูจะไม่ถามว่าหมดไปกี่ล้านนะ” ไอ้เบสพึมพำ

“หลายแสนเลย” น้ำเงินกระซิบเซ็งๆ

“ไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่”

เบสมองหน้าน้ำเงิน ทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันเป็นเชิงรู้ๆ กัน เดี๋ยวก่อนนะ...ผมจำได้ว่าไอ้เบสเป็นคนสืบประวัติน้องมันมาให้ผม แล้วทำไมมันถึงทำเหมือนรู้จักมักจี่กับน้องมันมานานอย่างนี้ด้วยล่ะ

มีแต่ผมคนเดียวสินะที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับน้ำเงินมากเท่าไหร่

“ไปได้แล้วไป” ผมไล่ไอ้เบส

มันพยักหน้าเป็นเชิงลาน้ำเงิน ส่วนน้ำเงินก็ยกมือไหว้อย่างมีสัมมาคารวะ ผมพ่นลมก่อนจะดันหลังน้ำเงินให้เดินออกห่างไปจากไอ้เบส

“เสือคีนคงจะสิ้นลายก็คราวนี้” เบสรำพึงตามหลังผม








ร้านอาหารญี่ปุ่น

ผมไม่ได้พาน้ำเงินขึ้นไปทานอาหารบนห้างตามความต้องการของเจ้าตัว แต่ผมพามายังอีกร้านหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากห้างนั้นพอสมควร น้ำเงินดูเหนื่อยล้ามากอีกทั้งยังคิดว่าต้องตามใจผมให้ถึงที่สุด น้องจึงไม่โวยวายสักคำตอนที่ผมพามาทานข้าวไกลถึงขนาดนี้

จะว่าไปก็เป็นเรื่องน่าสงสัยอยู่เหมือนกันนะ ผมถูกใจเด็กคนนี้อะไรขนาดนั้น ถ้าเป็นเรื่องลีลากับร่างกายผมไม่มีอะไรจะเถียง เด็กหนุ่มที่ยังซิงมันเป็นอะไรที่แซ่บและน่าลอง แม้กระทั่งชายแท้อย่างไอ้เบสยังต้องน้ำลายหกเมื่อพบเจอ แต่แค่นี้มันไม่ได้เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้ผมพาน้ำเงินมาไกลถึงจุดนี้ มิหนำซ้ำยังสถาปนาให้เป็นเด็กที่ใกล้ตัวผมที่สุดอีกต่างหาก

อาจเป็นเพราะน้ำเงินยอมผมง่าย

อาจเป็นเพราะผมเห็นแววตาขี้เหงาในบางมุมของอีกฝ่าย ซึ่งก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อนเงาของผมเอง

และก็อาจเป็นเพราะผมเป็นคนหวงของ อะไรที่เป็นของผม มันก็ต้องเป็นของผมคนเดียว แม้จะรู้ว่าใจน้ำเงินอยู่กับไอ้เหี้ยดลในตอนนี้ แต่ถึงอย่างนั้นตัวของน้ำเงินก็อยู่กับผม ถ้าคุณรู้จักผมมานานคุณจะรู้ว่าผมเป็นพวกไม่ชอบเสียหน้า ยกตัวอย่างกรณีที่น้ำเงินไม่อยากได้ของอะไรจากผม แต่ผมก็ดึงดันที่จะให้ของน้อง นั่นก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งแล้ว

ไอ้ดลต้องไม่ได้เด็กคนนี้ไป...ถ้าผมพ่ายให้กับเด็กหอหกที่ไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวอะไร ผมคงไม่มีหน้าไปสู้กับพวกหอสี่ที่แข่งขันและดูถูกกันเป็นว่าเล่น ถ้าอยากรู้ว่าหอไหนเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวน่ะเหรอครับ หอสามโน่น ไม่ก็หอสอง ไอ้พวกหอสามมันหน้าตาดี(ฉิบหาย) เป็นอาวุธที่ถือว่าเหนือกว่าอะไรใดๆ ทั้งปวง (แม้แต่น้ำหนักเงินก็ยังสู้ไม่ค่อยจะได้) และพวกหอสองมันเป็นพวกที่เอาชนะด้วยพละกำลังรวมไปถึงความจริงใจ ผู้หญิง(ไม่ก็ผู้ชาย) สมัยนี้ใครๆ ก็ชอบความจริงใจ

บางอย่างเงินซื้อได้ แต่บางอย่างเงินก็ซื้อไม่ได้นะครับ

“กินเยอะๆ” ผมพูดกับน้ำเงินที่ไม่รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ในใจ

“ครับ”

“ก่อนเปิดเทอมคงจะมีวันนึงที่พี่ปล่อยให้น้ำเงินกลับไปเก็บของสำหรับไปมหา’ลัย”

น้ำเงินเงยหน้าขึ้นมามองผม “เหรอครับ”

“ไปด้วยกัน เดี๋ยวพี่พาไปเอง”

“ผมรู้สึกเหมือนมีเจ้านายคนใหม่เลย” อีกฝ่ายพูดตามประสาเด็กง่ายๆ ไม่ปิดบังความรู้สึก “ถึงแม้ว่าเจ้านายใหม่ของผมคนนี้จะขี้บังคับไปหน่อยก็เถอะ”

“ไหนบอกอยู่ด้วยแล้วสบายใจ”

“ก็สบายใจไง ยังไม่ได้บอกเลยว่าไม่สบายใจ”

ช่างต่อปากต่อคำ ไม่มีท่าทีของคนที่เคยก้มหัวให้คนที่รวยกว่ามาก่อน นี่เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ในตัวน้ำเงินที่ผมชอบ น้องเป็นเด็กเคยจน แต่น้องไม่ยอมแพ้ให้คนอื่นง่ายๆ แม้จะยอมมาขึ้นเตียงกับผมง่ายๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิญญาณของความเป็นผู้ชายแมนๆ สิงอยู่เลย

เด็กคนนี้มันน่าสนใจ

ผมมองน้ำเงินด้วยสายตาค้นหาระคนถูกใจ จนกระทั่งหางตาของผมไปเจอเข้ากับอะไรบางอย่างที่ทำให้สายตาของผมเปลี่ยนไป
ลลิลควงหนุ่มที่ไหนไม่รู้เดินผ่านโต๊ะของผมกับน้ำเงิน

สายตาของผมหรี่ลงจนคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรู้สึกได้ น้ำเงินมองตามสายตาผมไปจนกระทั่งเจอเข้ากับลลิลกับผู้ชายที่มาด้วย อย่างที่บอกผมไม่ชอบเสียหน้า และตอนนี้ลลิลกำลังทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นเต็มๆ

คำพูดที่ว่าเธอยกให้ผมเป็นที่หนึ่งนั้นเปลี่ยนไปแล้วงั้นเหรอ

น้ำเงินดูอึดอัดอีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมา ส่วนผมนั้นบีบตะเกียบอย่างแรงนิ่งๆ ผมไม่แน่ใจว่า ‘เด็ก’ ของผมคนนั้นจะเห็นผมมั้ย แต่ถ้าเห็นผมคงมีเรื่องต้องพูดกับเธอยาวหน่อย

ผมไม่ชอบใช้ของร่วมกับใคร

“พี่ไปเข้าห้องน้ำนะ” ผมบอกน้ำเงิน

รู้สึกหงุดหงิดจนต้องหาอะไรสักอย่างมาระบาย ผมคงไม่เข้าไปกระชากแขนลลิลแล้วถามเธอแน่ๆ ว่าผู้ชายที่มากับเธอเป็นใคร เธอไม่ใช่แฟนผม แต่ที่ผมรู้สึกขัดเคืองใจก็คือเธออยู่กับผมมานาน เธอไม่รู้เลยหรือไงว่าผมไม่ชอบอะไรแบบนี้

อีกสาเหตุหนึ่งที่ผมลุกขึ้นหนีจากโต๊ะเพราะผมไม่อยากหงุดหงิดคนอื่นให้น้ำเงินเห็น









คอนโดผม

“คนนั้นเป็นแค่ลูกค้าที่ร้านจริงๆ นะคะคีน”

“...”

“คีนไม่ฟังลิลหน่อยเหรอ ลิลพูดความจริงอยู่นะ”

“...”

“แล้วทำไมเด็กคนนี้ยังไม่กลับบ้านกลับช่องอีกล่ะคะ”

ผมดันไหล่น้ำเงินให้เข้าไปข้างใน น้ำเงินต้องทนฟังเสียงผมกับลลิลทะเลาะกันมาเกือบชั่วโมงแล้ว ตอนนี้ใบหน้าของน้องดูอึดอัดถึงขีดสุด และที่แน่ๆ มันทำท่าเหมือนจะบอกลาผมกลับบ้านหลายต่อหลายครั้ง

กลับได้ไงล่ะวะ...ในเมื่อเราตกลงกันแล้วนี่

“เข้าไปอาบน้ำก่อนไป”

ลลิลชักสีหน้าหงุดหงิดตอนที่น้ำเงินเดินผ่านเธอไป ผมมองหน้าเธอด้วยสายตาโมโหอยู่ภายในเมื่อเราสองคนอยู่กันตามลำพัง
 
“แบบนี้ลิลคิดอย่างอื่นไม่ได้นะคะ นอกจากว่าคีนหึง” เธอกอดอกอย่างเย่อหยิ่ง

“ไม่ใช่อย่างนั้น”

“เอ๊ะ”

“ผมรู้ว่าผมสำคัญกับลิลยังไง ถ้าคิดจะหักหน้าผมด้วยการทำแบบนี้ เราสองคนก็ควรเลิกแล้วต่อกันดีกว่า”

“คีน” ริมฝีปากของลลิลสั่นระริก

“ผมไม่เคยเห็นลิลเป็นได้ถึงขนาดนี้นะ”

“ก็เพราะเด็กนั่นยังไงล่ะคะ” นิ้วเรียวๆ ของเธอชี้ไปทางห้องซึ่งน้ำเงินอยู่ข้างใน “คีนไม่เคยถูกใจใครขนาดนี้ ไม่เคยให้ความสำคัญใครขนาดนี้”

“...”

“เบื่อกันแล้วหรือยังไง เราอยู่ด้วยกันมานานนะคะ”

“ถ้าผมอยู่กับน้ำเงินแค่คืนเดียวแล้วก็จบ ลิลคงไม่เป็นอย่างนี้ใช่มั้ย”

“ก็ใช่น่ะสิคะ” ลิลเอามือทั้งสองข้างคล้องคอผม “ขอโทษที่ลิลทำตัวเด็กไป ช่วงนี้เป็นวันนั้นของเดือนด้วย ก็เลย...แหะ อารมณ์พลุกพล่านมากเกินไปหน่อย”

ผมพ่นลมใส่ก่อนจะสะบัดแขนเธอทิ้ง

“คีนคะ ลิลจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว อย่าเบื่อลิลเลยนะ” เธอวิ่งตามมาง้อตอนที่ผมถอดเครื่องประดับออกวางลงบนโต๊ะ

“...”

“คืนนี้ลิลอยู่เป็นเพื่อนคีนได้มั้ย เราไม่ได้นอนด้วยกันมานานมากแล้วนะ”

“ไม่รู้สิ” ผมปรายตามองไปที่ห้องของผม “ผมมีคนนอนด้วยแล้ว”

ลิลทำหน้าบึ้งอย่างปิดไม่มิด

“อีกอย่างหนึ่งอย่าใช้คำว่าผมหึง ผมไม่เคยรู้สึกกับคุณแบบนั้น”

“เอ๊ะ”

“คุณมาตอนที่ผมเสียแม่ไปนะ คุณอย่าลืมนึกถึงจุดยืนของตัวเอง”

ลลิลอ้าปากค้างเติ่ง ผมรู้ว่าผมทำร้ายจิตใจเธอ แต่ผมก็เป็นอย่างนี้ ถ้าคิดจะเป็นเด็กผมก็ไม่ต้องไปยุ่งกับคนอื่น เด็กผมใช่ว่าจะมีหลายคน เพราะผมเลือกจะตายห่า

วันนี้เธอทำผมหงุดหงิดจริงๆ

“ตกลงค่ะ” ลลิลยืดตัวขึ้น จัดเสื้อตัวเองให้เรียบร้อย มองดูผมด้วยสายตาที่แปลกใหม่ไปจากเดิม เธอมั่นอกมั่นใจขึ้นจนผมเผลอกลืนน้ำลาย “คีนไม่ชอบบทสาวขี้วีน ลิลเล่นบทใหม่สำหรับคีนก็ได้” เธอเอียงใบหน้ามาหอมแก้มผมเบาๆ “แล้วเจอกันนะคะ”

ผมลูบใบหน้าของตัวเองอย่างตกตะลึง...ลลิลรู้จุดอ่อนผม ผมแพ้ทางตอนที่เธอวางตัวเป็นผู้ใหญ่และทำตัวสวยหรูดูแพง องค์แบบนั้นของเธอได้กลับสู่ร่างอีกครั้ง และนั่นก็ทำให้ผมเกิดหวั่นใจขึ้นมา

เพราะน้ำเงินเห็นฉากนั้นเต็มๆ





[มีต่อนะคะ]




ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12




น้ำเงิน



เสียงทะเลาะกันของพี่คีนกับเจ๊ลลิลยังดังก้องอยู่ในหัวของผม แม้ว่ามันจะผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม ผมนอนไม่ค่อยหลับเนื่องจากบทสนทนานั้นยังวนเวียนหลอกหลอน พี่คีนนอนหลับไปแล้วฟังจากเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ ท่าทางของเขาเหมือนคนไม่มีเรื่องให้กังวลใจอะไร ต่างจากผมที่มีเรื่องคิดเต็มหัวไปหมด

ผมพาตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ยังไง ไหนบอกแค่อยากอยู่กับเขาและไม่ต้องการอะไรอย่างอื่น แต่หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของพี่คีนกับเจ๊คนงาม ผมก็รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมา

บทสนทนาดุเดือดนั้นสรุปได้ว่าหากจะเป็นเด็กพี่คีนต้องรู้จุดยืนของตัวเองและก็ไปยุ่งกับใครไม่ได้เลย

อาจเป็นเวรเป็นกรรมของผมที่มาหาพี่คีนเพราะอยากตัดใจจากคุณดล ทำให้พี่คีนก็ไม่ต่างจากตัวตายตัวแทนอะไรทำนองนั้น เพราะเหตุนั้นผมจึงต้องติดแหงกอยู่กับเขาต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะเบื่อ สิ่งที่ผมกำลังกังวลและสงสัยก็คือผมพร้อมที่จะใช้ชีวิตอยู่แบบนั้นแล้วเหรอ ผมรู้จักกับพี่คีนแค่ไม่กี่วันเองนะ

ผมมองใบหน้าหล่อๆ ของอีกฝ่ายที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่ได้คิดเลยสักนิดว่าทำใจใครเขาปั่นป่วน ดวงตาน้อยอกน้อยใจและคำพูดเสียดแทงของพี่คีนยังคงลอยเข้าหัวผมอย่างต่อเนื่อง ถ้าถึงวันที่พี่คีนเบื่อผม ผมจะมาตามตื๊อเขาเหมือนที่เจ๊ลลิลทำมั้ยนะ พี่คีนจะด่าหรือต่อว่าผมด้วยคำพูดแบบนั้นหรือเปล่า

ผมรู้ดีว่าการที่คิดล่วงหน้าไปนั้นมันก็เจ็บไปเปล่าๆ แต่ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนทำผมสับสนกับชีวิตของตัวเองได้ขนาดนี้ แค่นอนด้วยกันสองสามคืนก็ทำผมคิดหนักขนาดนี้แล้ว แม้กระทั่งคุณดลยังทำไม่ได้เลย

มันช่างน่าดีดหน้าผากเล่นนัก...

เสียงนาฬิกาปลุกทำให้นิ้วมือที่เตรียมดีดหน้าผากพี่คีนของผมหยุดชะงัก พี่คีนลืมตาขึ้นมาแล้วคว้ามือผมหมับ จากนั้นก็เอาไปซุกไว้ต่างหมอน

ผมอ้าปากค้างอย่างประหลาดใจ พี่คีนไม่แตะตัวผมเลยมาตลอดทั้งคืนจนกระทั่งตอนนี้

“นาฬิกาปลุกแล้วนะครับ”

“วันนี้ไม่มีงาน” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย “ปิดนาฬิกาให้ด้วยครับ”

ผมทำตามคำพูดของพี่คีน จากนั้นก็ลองขยับมือที่พี่คีนขโมยไป

“อยู่นิ่งๆ และก็นอนซะนะ ไม่ได้นอนเลยไม่ใช่เหรอเราน่ะ”

แม่งรู้เฉยยยยยยย...พี่มันมีตาวิเศษซ่อนอยู่ที่ไหนหรือเปล่าวะเนี่ย

“พี่คงทำเราสับสนมากเลยสินะ”

ผมกระพริบตาปริบๆ ไม่แน่ใจว่าควรตอบกลับไปว่าอะไร

“พี่ก็สับสน” พี่คีนซุกหน้าลงกับฝ่ามือของผมแนบชิดยิ่งขึ้น “ตอนนี้เราอยู่กันไปแบบสับสนๆ ได้มั้ย”

คำพูดของอีกฝ่ายทำเอาผมยิ้มมุมปากเล็กๆ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดและมีความสุขที่สุดดูท่าว่าจะใช้ได้จริงในสถานการณ์ตอนนี้ ผมใช้มืออีกข้างลูบใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา นึกสงสัยว่าคนเราจะหน้าเรียวอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ผ่านการศัลยกรรมได้ขนาดนี้เชียวเหรอ ชาติที่แล้วทำบุญมาด้วยอะไรวะเนี่ย

พูดถึงเรื่องทำบุญคงไม่ต้องสงสัยให้เหนื่อยใจไป การที่พี่คีนรวยขนาดนี้ชาติที่แล้วคงสร้างวัดหลายสิบแห่งล่ะมั้ง เพราะงั้นเศษเสี้ยวบุญตรงนั้นคงแบ่งมาให้ในส่วนของหน้าตาด้วยแน่ๆ แม้พี่คีนจะหล่อแบบแปลกๆ แต่ก็ถือว่าหล่อมากอยู่ดี

แทนที่จะถามพี่คีน ผมควรถามตัวเองด้วยว่าผมทำบุญมาด้วยอะไรถึงได้นอนเคียงข้างคนคนนี้มาตั้งสามคืน

“มองอยู่นั่นแหละ นอนได้แล้ว”

ไอ้เรื่องบุญที่ว่านั่นคงแบ่งมาให้ในส่วนตาวิเศษของคนคนนี้อีกด้วย

หลับตาก็ยังเสือกรู้อีกว่ามีคนมอง กูล่ะยอมใจจริงๆ







ตอนสาย

“เหี้ยแม่ง แดงเถือก” พี่เบสยกแท็บเลตโชว์หุ้นให้พี่คีนดู “พังหมดแล้ว ชีวิตกู”

“พังห่าอะไร ไหนดูซิ” คนที่นั่งหัวโต๊ะกวาดตามองรายชื่อหุ้นที่ราคาตกอย่างรวดเร็ว “คุณวิฑูรย์เป็นผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ เสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ เชื่อเหอะปัญหานี้ไม่เกินอาทิตย์นึงเดี๋ยวหุ้นก็ราคาขึ้น แม้ว่าจะขึ้นนิดๆ ก็ตาม”

“เหรอวะ” พี่เบสกลืนน้ำลายดังเอื้อก

“ถ้าราคาขึ้นแล้วก็อย่าลืมขายเลยก็แล้วกัน เพราะกูคิดว่าปัญหาเดิมน่าจะตามมาอีกไม่จบไม่สิ้น”

“มึงรู้ได้ไง”

“บริษัททีดีซีเลย์ออฟพนักงานออกไปเยอะแล้ว มึงรู้ข่าวมั้ยเนี่ย”

คนฟังอย่างพี่เบสส่ายหน้าดิก “ทำไมกูไม่รู้ล่ะ”

พี่คีนยักไหล่ “สงสัยแหล่งข่าวกูดีเกินไป”

“กราบเทพคีน”

“กูขอน้ำแดงด้วย ช่วงนี้กูกระหาย”

แม่งคุยอะไรกันวะเนี่ย ผมมองสองคนสลับกันอย่างไม่เข้าใจ ไม่มีใครใจดีช่วยอธิบายให้ผมฟังสักคน

“เรื่องของผู้ใหญ่น่ะ” พี่คีนพูดยิ้มๆ

“สิบเก้านี่ก็ไม่เด็กแล้วมั้ง” ผมพูดแข็งๆ

“อยากรู้หรือไง น่าเบื่อออกนะ”

“ก็มีบ้าง”

“พี่ว่าจะถามอยู่เหมือนกัน” พี่คีนวางช้อนลงก่อนจะเช็ดมือด้วยท่าทางผู้ดีๆ “จะทำยังไงกับเงินหกสิบล้านนั่น จะปล่อยไว้อยู่อย่างนั้นน่ะเหรอ”

ผมถึงกับสำลักออกมาเบาๆ จนไอ “ไม่คิดว่าจะถามเรื่องนี้”

“ก็อยากรู้น่ะครับ”

“ไม่รู้สิ ยังไม่คิดที่จะทำอะไร”

“ถ้าอยากหุ้นอะไรกับพี่ก็บอกนะ พี่มีโปรเจ็กต์ล้านแปดรออยู่”

“มันลงทุนอะไรมันจำได้หมด” พี่เบสเสริม “มันกับบ้านมันเป็นพวกบ้าคลั่งอยากครองโลก ธุรกิจที่บ้านต้องมีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ น้องน้ำเงินเคยไปจังหวัด B หรือยัง”

ผมส่ายหน้า

“ลองไปถามตาสีตาสาแถวนั้นดู ถ้าไม่มีคนรู้จักตระกูลภารกรพี่ให้เหยียบหน้า”

“เชี่ยเบส โม้สัด” พี่คีนโยนผ้าเช็ดมือไปใส่พี่เบส “รีบแดกได้แล้ว วันนี้กูกับน้ำเงินจะไปดูหนังกัน”

เดี๋ยวสิ...ถามผมหรือยังว่าผมอยากดูหรือเปล่า

“น้องมันดูไม่อยากไปกับมึงนะ”

“จริงเหรอน้ำเงิน”

ฉิบหาย...แล้วกูควรจะตอบว่าอะไรดีเนี่ย “ยังไม่ได้พูดอะไรเลย”

พี่เบสส่งยิ้มให้พี่คีน “กูชอบเด็กคนนี้ น้องดูจริงใจดี ไม่ตอบเอาใจมึงด้วยนะ”

คนถูกส่งยิ้มให้ดูเคืองนิดๆ ที่ผมไม่ได้เอาใจ ทำไงได้ล่ะ ก็ผมยังไม่ได้พูดจริงๆ นี่ว่าจะไปหรือไม่ไป แต่เชื่อมั้ยครับ...ท้ายที่สุดผมก็ไปอยู่ดีนั่นแหละ

“เหยดเข้” พี่เบสที่เล่นมือถืออยู่ขยับหน้าจอไปให้พี่คีนดู “พี่อ้ายกับพี่สงครามแม่งเอาเรื่องว่ะ ฮ่าๆๆ”

“ไหน”

“นี่ไง เพิ่งจบหมาดๆ ก็ตัดชุดครุยมาถ่ายรูปกันซะแล้ว จบถึงสองเดือนยังวะเนี่ย”

“เดี๋ยวก่อนนะ สองคนนี้คบกันเหรอวะ”

“ดูจากรูปไม่รู้เหรอ”

“ไม่รู้หรอกไอ้ห่า อย่างกับเพื่อนกันถ่ายด้วยกัน”

พี่เบสทำท่าครุ่นคิด “พี่ตั้มก็บอกอยู่นะว่าสองคนนี้อาจจะคบกัน พี่มันดูนอยด์ไปช่วงหนึ่งเลย เห็นว่าสนใจพี่อ้ายอยู่เหมือนกัน”

“พี่อ้ายเลยนะ ใครบ้างที่ไม่สนครับ”

“ใช่มั้ยล่ะ พี่สงครามเองยังสนเลย”

“ถูกครับผม”

เป็นอีกครั้งที่ผมต้องตั้งคำถามขึ้นมาในหัวของตัวเองว่า...พี่สองคนนี้แม่งคุยอะไรกันวะ แต่ชื่อพี่อ้ายทำเอาผมสะดุด คนคนนี้ต้องดูดีขนาดไหนนะถึงทำให้พี่คีนบอกว่าสนอย่างออกนอกหน้าขนาดนี้ได้ จะสวยเท่าเจ๊ลลิลมั้ย

ใครจะรู้ว่าผมจะได้รับคำตอบนั้นภายในวันเดียวกันกับที่ผมสงสัย







ห้างสรรพสินค้า

แม้วันนี้พี่คีนจะไม่มีงาน แต่มือของเขาก็ติดอยู่กับโทรศัพท์มากอยู่ดี ผมไม่แน่ใจว่าพี่คีนเปิดแอปอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ คงเป็นไลน์ซึ่งผมแอบเห็นว่ามีข้อความเด้งขึ้นมาตลอด อีกทั้งยังมีกรุ๊ปอีกเป็นล้าน

อายุเท่านี้แต่ก็ทำงานหนักขนาดนี้...น่านับถือเขานะครับ

ผมเดินตามหลังพี่เขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านร้านแห่งหนึ่ง มีคนสองคนที่หน้าตาหล่อโดดเด้งกำลังนั่งคุยกันกับเพื่อนอีกสองคน สองคนนั้นเตะตาผมเพราะว่าหนึ่งในนั้นออร่าจับฉิบหายจนผมต้องหันไปมอง ทั้งคู่อยู่ในชุดนักศึกษาที่ไม่ค่อยเนี้ยบอาจเป็นเพราะร้อน ที่วางอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพวกเขาก็คือชุดครุย

ถ้าผมจำไม่ผิด นี่มันคือชุดครุยของมอ B ที่ผมกำลังจะไปเข้านี่ และตอนนี้มันก็กำลังจะหล่นลงพื้น ชุดอะไรแบบนี้ไม่ควรจะหล่นลงพื้น ผมรีบวิ่งเข้าไปเตรียมคว้ามันส่งให้พี่ๆ โต๊ะนั้น แต่แล้วพี่คีนก็ร้องห้ามเสียงดังลั่น

“อย่า!”

ผมสะดุ้งพอๆ กับพี่ๆ โต๊ะนั้น ทั้งหมดหันมามองผมกับพี่คีนอย่างประหลาดใจ พี่คีนทำหน้าอึ้งไปเล็กน้อยก่อนที่จะยกมือไหว้คนเหล่านั้น ผมก็ยกมือไหว้ตามแบบงงๆ

“ร้องดังมากเลยสัด” คนที่หล่อแต่ไม่ออร่าจับเท่าคนข้างๆ พูดกับพี่คีน ผมเพิ่งเห็นหุ่นของคนคนนี้ใกล้ๆ ขนาดใส่ชุดนักศึกษายังรู้เลยว่าหุ่นคนนี้แม่งดีขนาดไหน “น้องมันจะเข้ามอ B เหรอ”

“ใช่ครับ” พี่คีนตอบ

“ไหนๆ เดินเข้ามาใกล้ๆ ซิ” พี่เขากระดิกนิ้วเรียกผม คนคนนี้น่ากลัวมากจนพี่คีนเองก็ยังหวั่นๆ พี่เขาทำให้พี่ออร่าที่อยู่ข้างๆ ดูใจดีขึ้นมาเป็นล้านเท่า “ขอดูหน่อยว่าจะได้อยู่หอไหน”

ผมเดินเข้าไปใกล้อย่างลังเล พี่คีนมองผมอย่างเป็นห่วง บอกเลยว่าคนทั้งโต๊ะมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับกำลังแสกนอะไรบางอย่าง

เป็นแบบนี้กันทั้งมอเลยหรือไงฟะ พี่คีนเองก็เคยมองผมแบบนี้

คนอีกสองคนที่หน้าตาไม่ได้โดดเด้งมากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กข่าวอะไรบางอย่าง จนในที่สุดก็พูดออกมาระหว่างที่พี่คนหล่อสองคนกำลังจ้องมองผม

“ไม่ต้องคิดแล้วไอ้พวกอดีตประธาน กูจำหน้าน้องมันได้เพราะเคยเห็นแวบๆ ในข่าว น้องชื่อน้ำเงิน มีทรัพย์สินส่วนตัวคนเดียวไม่ต่ำกว่าหกสิบล้าน เพราะเพิ่งได้มาจากการถูกล็อตเตอรี่ชุดใหญ่”

ไอ้ข่าวนั่นมันทำให้ผมเป็นที่รู้จักพอสมควรแต่ก็เพียงแค่ชั่วคราว เพราะผมไม่ใช่พวกที่หน้าตาเด่นโดดเด้งอะไร อีกอย่างหนึ่งประเทศไทยมีดราม่ามากมายให้ติดตามอยู่แล้ว คนให้ความสนใจผมเพียงแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นแหละ แต่ถึงจะเลิกสนใจไปแล้ว ข่าวเก่ามันก็ยังพอมีอยู่ ชื่อของผมเลยถูกเสิร์ชเจอได้ง่ายๆ

พี่คีนมองหน้าผมราวกับขบคิดอะไรบางอย่างอยู่ จากนั้นก็ดึงตัวผมให้ไปอยู่ใกล้ๆ

“หอสี่สินะ” พี่คนโหดกระซิบ

“ครับ เพราะสมบัติส่วนตัวเกินสามสิบล้าน” พี่คีนตอบเสียงเรียบ ผมหันขวับไปมองคนข้างๆ เพราะตกใจกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินมากถึงมากที่สุด

“เรทขั้นต่ำของคนในหอมึงหรือไงคีน” พี่ออร่าพูดบ้าง

“ครับ”

ผมเผลอมองหน้าพี่ออร่าอย่างเหม่อๆ คนอะไรจะขาวและก็ดูสง่าไปหมดขนาดนี้ นี่ถ้าบอกว่าเป็นเทพลงมาเดินบนโลกผมก็เชื่อนะ อะไรจะดูดีได้ขนาดนี้วะ

“เชี่ย นี่แฟนกูเว้ย” พี่คนโหดเสียงดังทันที “คุมเด็กมึงหน่อยดิ๊คีน”

อีกนิดผมก็จะยกมือไหว้เหนือหัวอยู่แล้ว พี่คนนี้แม่งน่ากลัวฉิบหาย

แต่เดี๋ยวก่อนนะ...เขาเป็นแฟนกันเหรอวะ

เหยดเข้!

ถ้าจะให้พูดตรงๆ พี่คนโหดแม่งโชคดีมากที่ได้แฟนระดับนี้นะ หล่อออร่าจับไม่พอ แถมยังดูใจดีมากอีก ต่างจากพี่คนโหดลิบลับ

“ไม่ใช่เด็กผมครับพี่”

เสียงของพี่คีนทำเอาผมอึ้ง ผมอยู่กับพี่เขามาสามวันแล้วนึกว่าเขาจะยอมรับออกมาตรงๆ ซะอีก สถานะของผมมีเพียงแค่พี่เบส เจ๊ลลิล และก็แม่บ้านของพี่คีนเท่านั้นที่รู้ แล้วพี่คีนพอใจที่จะให้มันหยุดอยู่แค่นั้นเหรอ

แล้วนี่ผมจะน้อยใจทำไม...ผมเป็นเด็กพี่คีนเฉยๆ ไม่ใช่แฟนพี่เขาสักหน่อย

บทสนทนาระหว่างพี่คีนกับเจ๊ลลิลลอยเข้ามาในหัวอีกครั้ง การจะเป็นเด็กพี่คีนต้องรู้จักจุดยืนของตัวเองจริงๆ งั้นสินะ

ผมเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นพี่ออร่ายิ้มให้ผมแล้ว รอยยิ้มนั้นทำเอาผมเคลิ้มและก็ลืมความเจ็บนิดๆ ของใจไปได้ขณะหนึ่ง

“ไปกันเถอะ” พี่คีนไหว้พี่ๆ ก่อนกระซิบบอกผม “อยู่ไปนานๆ อาจจะเจอเท้าพี่สงคราม”

เดี๋ยวก่อนนะ...ถ้าพี่คนโหดชื่อพี่สงคราม งั้นก็แสดงว่าพี่ออร่าคนนี้ก็ชื่อพี่อ้ายงั้นสิ ที่ผมจำได้เพราะคำพูดบนโต๊ะอาหารระหว่างพี่คีนกับพี่เบสมันจำง่าย น้อยคนนักจะตั้งชื่อลูกว่าสงคราม...

เข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนต้องสนพี่อ้าย เพราะพี่อ้ายคือสิ่งดีงามบนโลกใบนี้แน่แท้เลยทีเดียว








ผมมองหน้าพี่คีนด้วยความสับสนงงงวย

ตอนนี้เราทั้งคู่นั่งอยู่ในเลานจ์สำหรับพวกถือตั๋วหนังวีไอพี พี่คีนจ่ายเงินค่าตั๋วหนังในราคาใบละพันกว่าบาทโดยไม่ได้สะดุ้งสะเทือนใจอะไรสักนิด ขณะที่ผมนั้นนั่งเกร็งอยู่ฝั่งตรงข้ามพี่คีนอย่างหวาดหวั่น ปกติแค่นั่งที่นั่งฮันนีมูนในโรงธรรมดาก็ถือว่าหรูมากแล้ว นี่เรียกว่าข้ามขั้นแบบสุดๆ เพราะราคาตั๋วแม่งเป็นกี่เท่าของที่นั่งฮันนีมูนธรรมดาก็ไม่รู้ นี่สินะวิถีชีวิตของคนรวยอย่างแท้จริง

อันที่จริงแล้วการที่ผมนั่งเกร็งไม่ใช่เพราะเรื่องตั๋วหนังหรอก แต่เป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อกี้ ความสงสัยของผมมันพุ่งทะยานไปดาวอังคาร แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่ผมก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม คำว่าผมไม่ใช่เด็กพี่คีนทำให้ความกล้าของผมลดลง

จะพูดว่าน้อยใจก็พูดได้ไม่เต็มปาก แต่ถ้าหากจะบอกว่าผิดหวังล่ะก็...ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยทีเดียว

อยู่กันอย่างสับสนๆ แบบนี้มันดีจริงๆ เหรอวะ

ชื่อคุณดลเริ่มจางหายไปทีละเล็กละน้อยโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัว

“หนังจะเริ่มในอีกยี่สิบนาที” พี่คีนคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับโต๊ะข้างหน้า “น้ำเงินมีอะไรจะพูดกับพี่มั้ย”

ผมไม่ใช่คุณลลิล...ถ้าพี่คีนบอกว่าผมไม่ใช่เด็กเขากับคนอื่นผมก็จะไม่ขยี้ ผมถามเรื่องอื่นที่น่าสนใจดีกว่า

“มีไอจีพี่อ้ายมั้ยครับ”

“หา”

“ปลื้มอ่ะ” ผมพูดจากใจจริง “คนอะไรแม่งโคตรดูดี”

พี่คีนกอดอก “อยากให้พี่สาธยายถึงพลังเท้าของแฟนพี่อ้ายมั้ย”

“อะไรกัน แค่จะตามไอจีเอง”

“แค่ไปกดติดตาม พี่สงครามก็เคืองแล้ว”

“...”

“ดีไม่ดีตามมาเอาเรื่องถึงหน้าบ้าน”

มันขนาดนั้นเลยเหรอวะ ผมดูไม่ออกว่าพี่คีนโกหกหรือเปล่า “พี่เขาทำอย่างนั้นจริงๆ เหรอ”

“คนในมออกสั่นขวัญแขวนหมดเพราะเขาคนเดียว”

โหดจังวะ...คนหรือเทพมารสะท้านยุทธจักร ผมนั่งคิดไปแป๊บหนึ่งก่อนจะถามพี่คีนต่อ “งั้นเอาไอจีพี่สงครามด้วยก็ได้ ติดตามคู่กันเขาจะได้รู้ว่าเราเจตนาดี”

พี่คีนทำหน้าเหมือนถ้าหงายเงิบได้คงทำไปแล้ว “นี่อยากตามจริงจังขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ใช่สิ หรือพี่หวงเอาไว้ตามคนเดียว”

“บ้าไปใหญ่แล้ว” พี่คีนกดเข้าไอจีก่อนจะส่งโทรศัพท์มาให้ผมดู “นี่ไงไอจีพี่สงคราม ส่วนไอจีพี่อ้ายก็หาเอาในรูปนั่นแหละ พี่สงครามแม่งแท็กแฟนทุกรูป”

จริงอย่างที่พี่คีนพูด รูปในไอจีพี่สงครามทุกรูปแท็กไอจีพี่อ้ายหมด แท็กตั้งแต่หน้าพี่สงคราม แก้วกาแฟ ลามไปถึงรองเท้า เดี๋ยวก่อนนะ รู้สึกแปลกๆ ที่แท็กตรงรองเท้า ผมแอบขำตอนเห็นคอมเมนต์พี่อ้ายที่ด่าออกสื่อ

‘ไม่แท็กที่ตีนมึงเลยล่ะไอ้ฟาย’

“พอใจแล้วใช่มั้ย” พี่คีนรับโทรศัพท์คืนตอนที่ผมจัดการติดตามไอจีพี่สุดหล่อทั้งสอง

“พอใจมากเลยครับ”

“เห็นนั่งทำหน้านิ่งๆ นึกว่าคิดมากอะไรอยู่ ที่แท้ก็อยากได้ไอจีคนหล่อ” ผมยักไหล่ระหว่างที่ฟังพี่คีนพูด “ว่าแต่ไม่อยากได้ไอจีพี่เหรอ”

คนถูกถามอย่างผมส่ายหน้าปฏิเสธ

“พี่หล่อไม่พอ?”

ผมยิ้ม ปล่อยให้อีกฝ่ายคิดเองเออเองไปเรื่อยๆ

“จริงมั้ยเนี่ย” อีกฝ่ายรีบยกโทรศัพท์เปิดกล้องหน้าขึ้นมาเช็กหน้าตาตัวเองทันที “ไม่หล่อจริงเหรอวะ”

ที่ผมไม่อยากได้ไอจีพี่คีนเพราะผมกดเข้าไปดูชื่อไอจีพี่เขาก่อนหน้าที่จะดูไอจีพี่สงครามซะอีก...







ตอนที่ดูหนังเสร็จพี่คีนขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างนั้นผมเช็กข้อความในโทรศัพท์เพราะมีใครบางคนส่งข้อความมาหาผม

Mr. Don : พี่กลับมอวันนี้
Mr. Don : น้ำเงินจะกลับบ้านก็ได้นะ เพราะพี่ไม่อยู่แล้ว


ข้อความของคุณดลทำเอาผมตัวแข็งไปชั่วขณะ ไม่รู้ตัวว่าพี่คีนยืนอ่านข้อความอยู่ใกล้ๆ

“ดลส่งข้อความมาเหรอ”

ผมสะดุ้งเพราะเสียงพี่คีนอยู่ใกล้ผมมาก “ตกใจหมด”

“ทำตัวเหมือนมีชู้เลยเราน่ะ”

“เหมือนตรงไหน”

“ก็อ่านข้อความแบบลับๆ ล่อๆ”

“ผมอ่านปกติ แต่พี่คีนมาส่องดูเองเหอะ”

“...”

“และนี่ก็ไม่ใช่ชู้ด้วย นี่คือเจ้านาย”

“ถ้าพี่เป็นเจ้านายน้ำเงินนะ ป่านนี้พี่เลิกจ้างแล้ว” พี่คีนแหย่เล่นๆ

“ถ้าเป็นผมผมก็คงเลิกจ้างตัวผมเองเหมือนกัน มีอย่างที่ไหน หนีตามผู้ชายมาเนี่ย” ผมใช้ศอกกระทุ้งสีข้างพี่คีนเล่นๆ

“แทนที่จะรู้สึกแปลกๆ แต่ทำไมพี่รู้สึกชอบประโยคเมื่อกี้จังวะ”

ผมส่งยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะดูหน้าจออย่างลังเลว่าจะเอายังไง

“ไปขนของวันนี้เลยสิ”

“หา”

“เดี๋ยวพาไป ของเยอะมั้ยล่ะ”

“เฮ้ย คือว่า...”

“พกของไปน้อยๆ นั่นแหละดีแล้ว อยากได้อะไรเดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่ จะอยู่หอสี่ทั้งทีตั้งตัวกากๆ ไม่ได้เลยนะ เพื่อนมันล้อนะ”

“เดี๋ยวก่อนสิครับ ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าจะอยู่หอนี้”

“พี่คิดว่าเราต้องได้อยู่แล้วล่ะ ไม่มีหอไหนที่เหมาะกับน้ำเงินเท่าหอนี้อีกแล้ว”

จากที่เคยได้ยินได้ฟังมา ไอ้หอนี้มันไม่เหมาะกับผมที่สุดแล้ว “หอที่มีแต่คนรวยเนี่ยนะครับ”

“มันไม่ได้เหมาะกับน้ำเงินเพราะเป็นหอที่มีแต่คนรวยหรอก”

“...”

“มันเหมาะเพราะมีพี่อยู่หอนี้ต่างหากล่ะ”







บ้านคุณดล

พี่คีนพาผมมาจริงๆ ด้วย มิหนำซ้ำยังกำชับให้ผมขนของไปเพียงแค่หนึ่งกระเป๋าใหญ่พอ ถ้าขาดเหลืออะไรพี่เขาซื้อให้ได้เสมอ ผมไม่คิดจะให้เขาซื้อให้ผมทุกอย่างหรอกครับ เพราะฉะนั้นไอ้ของในหนึ่งกระเป๋าใหญ่นี่จึงเป็นของที่จำเป็นกับผมมากที่สุด

รถของพี่คีนจอดรอผมอยู่ที่หน้ารั้วบ้าน อีกทั้งเจ้าตัวก็รออยู่ข้างนอกบ้านด้วย ผมเดินเข้ามาในบ้านคนเดียว ฝีเท้าของผมทำให้บ้านเสียงดังไปหมดเพราะไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ นี้เลย

เจ้านายไม่อยู่...ในบ้านจีงเงียบกันไปหมด

ผมสูดลมหายใจลึกๆ ความทรงจำระหว่างผมกับคุณดลลอยเข้ามาในหัวทุกครั้งที่ผมก้าวผ่านบริเวณต่างๆ ในบ้าน คุณดลดีกับผมมากเสียจนทำให้ลืมความเศร้าที่สูญเสียคุณปู่ไป แต่ทว่าความดีนั้นกลับถูกใบหน้าของพี่คีนเข้ามาแทนที่เรื่อยๆ ผมสารภาพว่าตอนนี้คนที่ผมโฟกัสก็คือคนที่จอดรถรอผมอยู่ข้างนอก ไม่ใช่คนที่มีความทรงจำระยะสั้นร่วมกันอีกต่อไปแล้ว

ใจกูนี่ก็เปลี่ยนง่ายจังเลย...

นี่ถ้าพี่คีนไม่ดีกับผมมากขนาดนี้ ผมคงไม่ได้รู้สึกแบบนี้หรอกจริงมั้ยครับ แม้ว่าตอนนี้ผมจะเป็นแค่เด็กพี่คีนก็เถอะ แต่ลองคำนวณชั่งตวงน้ำหนักความทุกข์ดูแล้ว ผมพบว่ามันมีน้อยกว่าตอนที่ผมอยู่กับคุณดลว่ะ

รักที่อาจเป็นไปได้ (แม้จะน้อยนิด) กับรักที่เป็นไปไม่ได้เลย...เป็นคุณคุณจะเลือกใครครับ

“น้ำเงิน”

“อ๊ากกกกกกก!” ผมร้องลั่นเพราะตกใจมาก คุณดลโผล่ออกมาจากมุมมืด ทำเอาผมสะดุ้งไปทั้งตัว สติหลุดจนร้องเสียงดังออกมา

“พี่ไม่ใช่ผีนะ”

“คุณดลยังไม่ไปอีกเหรอครับเนี่ย”

“ยังหรอก”

“...”

“ถ้าไม่โกหกไปแบบนั้น น้ำเงินก็คงไม่กลับ” คุณดลพาผมมานั่งโซฟาที่กลางบ้าน จากนั้นก็เปิดไฟสว่าง เขามองดูผมอย่างเป็นห่วงเป็นใยตั้งแต่หัวจรดเท้า “เป็นยังไงบ้าง ไอ้คีนมันไม่ได้ดีเหมือนหน้าตาหรือเงินของมันหรอกนะ พี่เป็นห่วงเรามากเลยรู้มั้ย”

นี่เขาจำไม่ได้เหรอว่าผมพูดอะไรกับเขาไป...ทำไมถึงได้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้

“ผมโอเคดีครับคุณดล ถ้ายังไงเดี๋ยวผมขอตัวไปเก็บของข้างบนก่อนนะ”

หมับ

มือของคุณดลจับมือของผมเอาไว้

“คุณดลปล่อยผมได้มั้ยครับ”

“น้ำเงินเป็นเกย์เหรอ”

ผมกลืนน้ำลายเบาๆ “ผมขอตัวได้มั้ย”

“ทำไมไม่บอกพี่ให้เร็วกว่านี้ ที่ผ่านมาพี่ไม่ทำอะไรเพราะพี่กลัวว่ามันจะเป็นไปไม่ได้”

ยะ ยังไงนะ

“เพราะพี่กลัวว่าน้ำเงินไม่ได้เป็นเกย์ พี่ก็เลยไม่กล้า”

“...”

“พี่ก็คิดแบบเดียวกันกับน้ำเงินนะ”

ผมรู้จักคุณดลมานานและก็เพิ่งได้ใกล้ชิดเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี่เอง ระยะเวลาแค่นั้นมันทำให้ผมไม่สามารถยืนยันกับตัวเองได้ว่าสิ่งที่คุณดลพูดนั้นมันจริงหรือไม่ แต่ภาพที่คุณดลนอนกับสาวสวยในห้องของผมก็ยังตามมาหลอกหลอน ไม่มีทางที่ผมจะรับได้ ผมรู้สึกเหมือนกับตัวเองถูกเหยียบหน้าเข้าอย่างจังจริงๆ นะ

“ช้าจังเลย” เสียงพี่คีนดังขึ้นขัดจังหวะ ผมรีบดึงมือตัวเองให้หลุดพ้นจากการเกาะกุมของคุณดล เจ้าของบ้านมองดูพี่คีนอย่างตกตะลึงเล็กน้อย “นี่ยังไม่ขึ้นไปเก็บของอีกเหรอ”

“ไปเดี๋ยวนี้แหละครับ” ผมรีบพาตัวเองหนีจากสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนนี้

“เดี๋ยว” คุณดลลุกขึ้นมาคว้าแขนผมไว้อีกครั้ง

“เฮ้ย” พี่คีนเข้ามาปัดมือคุณดลออก ทำให้ตอนนี้ผมยืนอยู่ระหว่างกลางของคนสองคน

ทำไมในหัวผมตอนนี้นึกออกแต่คำว่า...ฉิบหายแล้ว

“คุยกันหน่อยมั้ย” คุณดลพูดกับพี่คีน

“กูก็ว่าจะพูดอย่างนั้นเหมือนกัน”

“น้ำเงินขึ้นไปเก็บของ และก็ห้ามแอบฟัง”

“เอ่อ...ครับคุณดล” แม้จะเป็นคนที่ผมรู้สึกดีด้วย แต่ก็ยังถือว่าเป็นเจ้านายของผมอยู่ เพราะฉะนั้นผมจึงก้มหน้าก้มตาขึ้นไปเก็บของและทำตามคำสั่งคุณดลอย่างเคร่งครัด

ผมไม่ลืมที่จะหันไปมองทั้งคู่ก่อนเดินพ้นบันได

คงจะไม่มีการซัดกันเกิดขึ้นใช่มั้ย...

บ้าน่า...ผมไม่ได้น่าแย่งขนาดนั้นนะ






TBC*



น้ำเงินผู้เจียมเนื้อเจียมตัว
ส่วนสงคราม...สรุปเป็นคนหรือเทพมารสะท้านยุทธจักร?
  :ruready

ออฟไลน์ Kmiew

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :mew4:
ก็ยังคงหลงรักน้ำเงินกับพี่คีน มันแปลกแหวกจากสองเรื่องก่อนอ่ะ อยากรู้ว่าถ้าเขารักแล้วจะเป็นยังไงปัญหาแต่คนนี่พูดยากโดยเฉพาะเด็กของท่านคีน แต่ของน้องมีความรู้สึกว่าอีคุณดลจะมาเป็นปัญหาต่อเนื่องให้คู่นี้เคลียร์กันยาก บรรยากาศรอบตัวสองคนนี้แค่เขาพูดกันหรืออยู่ด้วยก็จับความรู้สึกลึกซึ่งโดยที่ไม่ต้องพูดออกมาได้แล้วอ่ะ
เราว่าแม่ลลิลน่าจะมีปัญหามากกว่าดลนะตาคีนเกรงใจขนาดนั้นเหมือนผูกพันมากอ่ะ แต่ถ้าแม่นี่ไม่สร้างปัญหาก็ดีไป55555

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด