10 CM : รักที่ส่วนต่าง 10 CM 3/5/2016 จบแล้วครับ + มีเวบตูนแล้วครับ ลิ่งอยู่เม้นสุดท้าย
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: 10 CM : รักที่ส่วนต่าง 10 CM 3/5/2016 จบแล้วครับ + มีเวบตูนแล้วครับ ลิ่งอยู่เม้นสุดท้าย  (อ่าน 75195 ครั้ง)

ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5947
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-16
Re: 10 CM : วันกีฬาสี (4) 3/5/2016 จบแล้วครับ
«ตอบ #300 เมื่อ24-04-2017 22:11:13 »

ยังหายใจอยู่และสู้ต่อไป
ตราบใดที่มีความหวัง
อิอิ

ออฟไลน์ Monet

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0
10 CM : ตอนพิเศษ
«ตอบ #301 เมื่อ07-11-2018 15:52:44 »

     
อากาศหนาวปีนี้มันยังคงยาวนานไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรงลง ผมใช้เวลาวันหยุดนี้นอนอยู่กับบ้าน คิดว่าทุกคนก็คงจะทำเหมือนกัน บ้านอื่นอาจจะกำลังฉลองเทศกาลคริสมาสอยู่ก็ได้ เอะไม่สินี่มันไม่ใช่วันหยุดของคนทั่วไปนี่ แน่นนอนว่าพ่อกับแม่ผมจะต้องออกไปทำงานบ้านหลังนี้กลับมาเป็นของผมคนเดียวอีกครั้ง
   ห้องนอนบนชั้นบนสุดของบ้านมีเสียงพัดลมครางหึ่งช่วยระบายอากาศ หน้าต่างบานเล็กปล่อยแสงลอดเข้ามาจากภายนอกอากาศขมุกขมัวยามนี้ถึงมันจะเป็นวันหยุดแต่ผมก็ยังคงตื่นเวลาเดิม นี่ละชีวิตนักเรียน มันคงเป็นความเคยชินที่ตื่นเวลาเดิมซ้ำๆมาตลอดปี ทีวีในห้องนอนกำลังฉายหนังวันหยุดเสียงเพลงคริสมาสลอยแผ่วมาก่อนจะกดรีโมทเปลี่ยนมันไปเป็นอย่างอื่น แน่นอนว่ามันจะเป็นอะไรไปได้นอกจาก เกม
   เกมที่ผมเล่นค้างเอาไว้ตั้งแต่ก่อนวันหยุด หลังจากเจอกับพวกเจแล้ววอะไรๆมันก็ดูจะเปลี่ยนไป ผมไม่ได้เล่นเกมบ่อยเหมือนอย่างเคยหากแต่เป็นการพูดคุยกับเจทางโทรศัพท์
   ทุกคืนมันมักจะโทรมาหา หัวข้อสนทนาดูน่าเบื่อเรื่องเดิมๆที่พวกเราคุยกันเป็นประจำในห้องเรียนถูกหยิบยกมาเป็นหัวข้อต่อยอดออกไป เรื่องนินทาครูนี่ก็เรื่องหนึ่งปีนี้มีครูคนหนึ่งในชั้นท้องก่อนที่แกจะลากลับบ้านไป เดิมครูแกก็ไม่ถูกกับไอ้เจสักเท่าไรพอเห็นแกเดินท้องโตมา แถมมีข่าวลือว่าหาตัวคนทำไม่เจอไ อ้เจเลยยิ่งจะดูชอบใจเป็นพิเศษ
   “เป็นไงละชอบว่ากูนัก” เจมันนั่งยิ้มอารมณ์ดี ผมไม่ชอบหน้าตามันเวลานี้เลยแต่ก็เข้าใจเหตุผล ครูแกสอนวิชาเคมีและชอบนักที่จะเรียกเจออกมาตอบคำถามบนกระดาน ถ้าตอบไม่ได้มักจะลงท้ายด้วยข้อความพิสดารอย่างเอาเวลาไปทำอย่างว่าเหรอเนี่ย อย่าเป็นเหมือนพี่ชายนะชอบพกถุงยางมาโรงเรียน แกว่าไปเรื่อยแต่เจเป็นคนเกลียดเรื่องแบบนี้มาก
   ผมเล่นต่อไปได้อีกหน่อยเดียวก็รู้สึกเบื่อ ของบางอย่างทิ้งไว้นานๆพอมาเริ่มที่จะต่อก็เหมือนกับเริ่มใหม่นั่นละ คงต้องใช้เวลารื้อฟื้นอยู่สักหน่อย
   ไม่รอช้า ขี้เกียจจะมานั่งหาวิธีเล่นแล้วผมโทรหาแมคทันที ป๋าอย่างมันต้องช่วยได้สิ “โหลมึงจำตรงนี้ได้ป่าววะเล่นไงอะ”
   แน่นอนว่าคนอย่างมันต้องทำเสียงลอดไรฟันออกมาก่อนทีหนึ่งถึงจะบอกได้ มันเป็นคนเกลียดอะไรที่ไม่มีปี่ขลุ่ยนัก ผมนึกจริงๆนะว่ามันเหมาะกับสถาปัตฯแล้ว ผมจินตาการไว้ว่าคนที่จะเรียนคณะนี้ได้ต้องเป็นคนที่ทำอะไรตามแต่อารมณ์ตัวเองแต่ก็มีหลักการคงเส้นคงวาพอควร แต่ฟังจากอัลบั้มเพลงจากดาวอังคารล่าสุดที่มันเปิดให้ฟังก็พอเข้าใจอยู่
   ศุกร์เย็นวันหนึ่งแกเปิดเพลงพร้อมนั่งเกากีต้าร์เสียงโหยหวนน่ากลัวมาก มันเป็นเพลงที่เดาอะไรไม่ได้เลยเดี๋ยวก็มีโซโลเดี๋ยวก็อยู่ๆเป็นการบรรเลงคลอแล้วเงียบไปก่อนจะดังตูมตามขึ้นมา ที่ห้องชั้นสองแหล่งมั่วสุมประจำของพวกผมไม่รู้ว่าพ่อแม่มันทนได้ไงที่แน่ๆไอ้ซันมันทนไม่ไหวคนนึงละ
   มันลุกกระโดดขึ้นมาก่อนจะถอดเสื้อโชว์หุ่นผอมแต่แน่นของคนเล่นกีฬาเหวี่ยงหมุนไปรอบไหนกางเกงสีน้ำเงินเอวต่ำจนเกือบจะหลุด หากกางเกงชั้นในนั้นมันหลุบหายไปในขอบยิ่งกว่า ยังกับไม่ได้ใส่มา มันร้องตะโกนขึ้นมาว่า“กูจะบ้าแล้วโว้ยไปไล่ฆ่าศัตรูกัน”
   เดี๋ยวนะตรงไหนของเพลงที่ทำให้นึกถึงสงครามได้วะหรือมันหมายถึงเกมวางแผนหุ่นรบอวกาศที่เราเล่นค้างกันเอาไว้ เกมที่ทุกคนใช้แรมในสมองช่วยกันยิ่งกว่าแก้โจทย์ฟิสิกส์ส่งครูเสียอีก
   ผมแอบเอามือล้วงกระเป๋าเป้ช้าๆก่อนจะหยิบหูฟังเส้นสีขาวขึ้นมาค่อยๆบรรจงใส่อย่างที่สุด ไม่ให้ไอ้แมคเห็น หวังใจมากว่าเพลงในรายการเล่นของผมจะช่วยผมบรรเทาได้บ้าง ไอ้ต้องเป็นคนที่เห็นก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้หันหลังบังให้ผมและผมมั่นใจว่าเห็นมันกลอกตามองบน ไอ้นี่คงใกล้ไปแล้วเหมือนกัน
   “ไอ้ต้องไม่ต้องบังกูเห็นนะ เก้าถอดหูฟังเดี๋ยวนี้ ทำไมพวกมึงไม่เข้าใจความยิ่งใหญ่ของมันวะ” แมคเอาขาถีบต้องจนตัวมันเซเข้ามาทางผมเนื่องจากเรานั่งกันอยู่ ตัวมันเลยยิ่งเหวี่ยงง่ายกลิ่นตัวหอมอุ่นๆของต้องโชยมาเตะจมูก มันเอื้อมมืออ้อมหลังผมไปยันพื้นเอาไว้ หน้าเราอยู่ติดกันจนเห็นแสงในดวงตามันชัดเจน ในนั้นมีภาพผมกำลังตกใจอยู่
   “ไอ้เหี้ยจะเตะกูทำไมแค่นี้ไปเตะไอ้เก้ามันสิ” ต้องเอามือมาอ้อมคอผมไว้ก่อนจะดันเข้าไปข้างๆไม่แน่ใจว่ามันจะดันผมออกไปข้างหน้าหรือดึงเข้าหาตัวมันกันแน่เสียงใจผมเต้นขึ้นมาตึกหนึ่ง ไอ้เจที่อยู่ข้างๆไม่ได้พูดอะไรมันยังหัวเราะเหมือนเคย ผมไม่ได้เป็นอะไรกับมันแต่... คำว่าไม่ได้เป็นอะไรมันใช้กับสิ่งที่เราสองคนทำมันบ่อยๆได้มั้ยนะ
   กลับมาเรื่องเกม สรุปว่าผมถามไอ้แมคเรียบร้อย มันบรรยายสรุปได้ดีจนผมจับใจความได้ว่ามันจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
   ผมนอนแผ่ลงไปกับพื้นกระเบื้องสีเขียวไข่กาอ่อนๆ มันเย็นวาบเพราะชุดอยู่บ้านผมมันเป็นแค่เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น ถึงจะหนาวแต่ผมก็ไม่ชินที่จะต้องใส่อะไรเยอะๆอยู่แต่ในห้องนอน
   เสียงโทรศัพท์ดังเบนความสนใจจากภาพหน้าจอ แสงสีน้ำเงินฟ้าวิ่งปลาบไปมาปล่อยแม่งไว้อย่างนี้แหละ ผมเผลอเอื้อมมือคว้ารับโทรศัพท์มาก่อนจะทันรู้ว่าเป็นไอ้เจ

   “เปิดประตูบ้านด้วย” ไอ้นี่จะมาก็ไม่บอกก่อน

   ผมจำใจเดินลงไปข้างล่างในชุดนี้ มันจะเหลืออะไรที่ยังไม่เห็นอีกสำหรับไอ้เจ เอะ ก็มีนะแต่อย่าไปนึกถึงเลยมันไม่อยากให้ดูแน่ๆแล้วเราก็ไม่เคยไปถึงขั้นนั้นกันด้วย

   “ไงมึง” มันอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ คนอย่างมันนี่ทนอากาศหนาวได้ดีจริงคงเพราะชั้นไขมันละมั้งผมสังเกตว่าตัวเจออกจะมีเนื้อเพิ่มขึ้นนิดหน่อย

   “นี่บ้านมึงจัดคริสมาสด้วยเหรอ” ต้นคริสมาสขนาดสูงเท่าหน้าอกผมตั้งอยู่มุมห้องรับแขกมีกล่องของขวัญเปล่าๆอยู่สองสามชิ้นเศษของตกแต่งอีกนิดหน่อยทั้งหมดเป็นฝีมือแม่ เค้าคงอยากทำบ้านใหดูอบอุ่นขึ้นดูเป็นครอบครัวขึ้นมาอีกนิด

   ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ผล   

   “ฝีมือแม่กูน่ะพ่อแม่กูเรียนโรงเรียนคริสต์มา” แต่มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาหรอก

   “มาก็ไม่บอก”

   “ทำไมต้องละในเมื่อมึงก็อยู่บ้าน” รู้ดีอีก

   เข้ามาในห้องนอนมันล้มตัวลงบนโซฟาทันทีก่อนจะถอดกางเกงยีนส์เข้ารูปออกพร้อมร้องเรียกหาอะไรที่มันสบายกว่านี้ ก้อนกลมในกางเกงในสีขาวแน่นตึงหันมาทางผม

   “ที่มานี่มึงอยากทำใช่มั้ย” พักหลังมันหายไปไม่ทำตัวรุ่มร่ามผมสักเท่าไร

   “นิดนึงแต่กูอยากมาเจอมึงมากกว่า” มันขยับตัวขาวๆไปนั่งเล่นเกมส์ มันเล่นจากที่ผมค้างไว้ดูเหมือนสำหรับมันจะเป็นเรื่องไม่ยากเย็น
   สองสามครั้งที่มันหันมามองผม ตัวผมเองได้แต่นั่งบนโซฟาดูมันผ่านไปอย่างเหลือเชื่อทันใดนั้นมันก็โยนที่บังคับทิ้ง กระโดดขึ้นมานั่งบนโซฟาข้างๆผมนั่นไงมาแล้ว
   ความคิดยังไม่ทันขาดมันดึงตัวผมเข้าไปกอดอย่างคุ้นชิน ก็แน่ละนะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผ่านมาเราเคยตัวใกล้กันมาก ผมยังจำรอยลมหายใจที่รดคอได้ ลมหายใจถี่ตอนมันใกล้เสร็จ เสียงครางเบาๆในลำคอ กลิ่นเหงื่อที่ซึมออกมาจากแผ่นหลังและที่ไรผมผสมกับกลิ่นเสื้อนักเรียน วันนี้มันต่างไปหน่อยเป็น กลิ่นน้ำหอมอ่อนติดตัวมันมา มันกอดผมนิ่ง มือลูบแผ่นหลังขึ้นลง

   “อะไร” ผมเอื้อมมือไปกอดกลับลูบหลังมันเบาๆก่อนจะแอบคว้าเข้าไปที่เป้า

   “นี่คือไม่อยาก” ดูเหมือนมันจะเป็นก้อนหยุ่นๆแต่ไม่เหมือนทุกทีไม่งั้นมันคงแข็งชี้ใส่หน้าไปแล้ว

   “ไปอาบน้ำไปมึงอะ” อ้าวอะไรวะ

   เจลุกขึ้นไปเปลี่ยนกางเกงก้อนบวมเป็นแท่งอยู่ใต้กางเกงในขาว มันกลับไปยัดเนื้อตัวเข้ากางเกงทรงพอดีตัว พอดีจนเกินไปอย่างรวดเร็ว“เร็วดิไปข้างนอกกัน”

   ลงท้ายผมก็ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะเหวี่ยงผ้าเช็ดตัวขึ้นหลังแล้วเดินหายเข้าห้องน้ำไปอะไรวะตัวเราเหม็นขนาดมันไม่มีอารมณ์เลยเหรอ
   น้ำเย็นสร้างความตื่นตัวได้ดี โดยเฉพาะท่อนล่าง เจอของเย็นๆเข้าเลยหดหายไปหมดผมรีบจัดแจงตัวเองอย่างรวดเร็ว นี่มันจะลากออกไปไหนกันเนี่ยนิสัยมันไม่เปลี่ยนเลย
   ออกจากห้องน้ำมาก็ต้องแปลกใจ กล่องสี่เหลี่ยมสีเหลืองอ่อนวางอยู่บนโต๊ะมันไม่มีริบบิ้นหรืออะไรทั้งนั้นแค่ห่อกระดาษสีเหลืองเรียบๆ“อะไรน่ะมึง”
   ลมเย็นพัดวูบเข้ามาทางหน้าต่างเสียผ้าม่านปลิวสะบัดผมต้องรีบไปหาเสื้อมาใส่

   “ของขวัญคริสมาสไงมึง”

   “เออขอบใจ” ผมหันไปมองที่กล่องอีกทีแบบงงๆมันคิดอะไรของมันอยู่กันแน่นะ

   “เดี๋ยวแมคกับซันมาด้วยนะ”

   “โทรไปชวนมันแล้วเหรอ” นี่ก็สมเป็นมันอีกเช่นกันทำอะไรรวดเร็วจริงไม่ถามกูเลยสักคำ
   เรายังใช้รถเมล์เป็นพาหนะเดินทางหลัก ห้างที่จะไปอยู่ไม่ได้ไกลจากตรงนี้เท่าไรลมเย็นพัดเข้ามา ผมกลัวว่าผมสั้นที่ตัดถูกกฎโรงเรียนจะเสียทรง ไอ้เจไม่สนใจอะไรนั่งเบียดเข้ามาทางผมเราไม่ได้นั่งตัวติดกันอย่างนี้มานานแล้ว หากแต่คราวนี้เป็นกางเกงยีนส์ผ้าแข็งไม่งั้นมันจะเอาขามาพาดแล้วสะกิดขาแกล้งผมเป็นแน่
   แสงแดดสีเหลืองทองส่องประกายสะท้อนกรอบกระจกรถเมล์แสตนเลสสีเงิน นี่เกือบเที่ยงแล้วคงเพราะอากาศที่ให้รู้สึกคล้ายบ่ายแก่ๆตอนเลิกเรียน นี่ถ้านั่งไกลกว่านี้สักหน่อยคงผลอยหลับไปแน่
   หน้าห้างนี่คนไม่เยอะผมเดินเข้าไปรอข้างในอากาศเย็นเยียบทำไมยังต้องเปิดแอร์อีกนะ อากาศก็ออกจะดีซะขนาดนี้ คนในห้างไม่พลุกพล่าน ผมเดินตามเจไปเงียบๆสายตาส่ายหาของที่จะฝากมันกลับ   ในเมื่อมันให้ของมาแบบไม่ตั้งตัวผมก็จะหาของให้มันแบบไม่วางแผนไว้ล่วงหน้าเช่นกัน
   ทรัพยากรในกระเป๋าผมก็มีน้อยนิดจะหาอะไรไปฝากมันดีวะคนอย่างเจนี่น่าจะชอบอะไร ผมพยายามนึกแต่ก็ไม่ออกซะที ในเมื่อยังไม่มีใครมา ผมเลยชวนมันขึ้นไปที่แผนกของเล่น คิดว่าจะหาตุ๊กตาที่หน้าคล้ายมันที่สุดให้ตัวนึง
   ที่มุมชั้นวางเหล่าขนนุ่มกำลังนอนเรียงรายรอคนหยิบเลือกดูน่าสงสารมันคงจะตะโกนร้องเรียกให้คนสนใจมันอยู่ หากว่ามีชีวิตไม่รู้ว่ามันจะเสียใจมั้ยถ้าตัวที่ผมเลือกมันต้องไปอยู่กับไอ้เจ
   เข้าไปใกล้ชั้นมันมีหมูป่าอยู่ตัวนึงเขี้ยวขาวทำจากก้อนนุ่นยัดเย็บแข็งผมคิดว่ามันน่าจะชอบ อีกอย่างดูคล้ายมันอยู่หน่อยๆ

   “อะไรอะมึงชอบตัวแบบนี้เหรอ”

   “กูว่ามันเหมือนมึง”

   “ตรงไหนวะ” มันเอามือลูบเขี้ยวหมูป่าเข้าออก

   “มันหื่นเหมือนมึงไงหมูป่ามันลูกดก”

   “อี๋ นี่ๆกูต้องตัวนี้” มันคว้าตุ๊กตาเสือขาวขึ้นมาตัวนึงหน้าตาดูวซื่อบื้อ เป็นตุ๊กตาที่ดูตลกที่สุด ลายขาวดำมันดูพาดมั่วไปหมด น่าจะเป็นม้าลายมากกว่า

   “ตรงไหนวะที่เป็นมึง”

   มันได้แต่ส่ายหัวหยิบขึ้นมาแล้วหมุนซ้ายขวาแล้วก็ซุกหน้าลงไปท่าทางมันดูเหมือนอยากจะฟัดตุ๊กตาตัวนั้นเต็มที่แล้ว ดูท่ามันคงจะหนำใจ ก่อนจะปาตัวขาวๆนั่นกลับลงไปที่เดิมแทรกตัวเบียดเข้ากลางหมู่ตุ๊กตาตัวอื่นๆ
   “นี่เอาหูฟังที่ให้มามั้ย” ผมส่ายหัว หูฟังสีเขียวที่มันใช้ออกจะพกลำบากไปซะหน่อยเวลาไปนอกบ้าน ผมจึงเลือกแบบยัดเข้าหูแทน
   “ดี เอามาฟังมั่งดิ” มันล้วงเข้าไปในกางเกงยีนส์ที่ผมใส่อยู่คว้าเอาหูฟังกับเครื่องเล่นไป มือแอบกำหมับเข้ากับอย่างอื่น

   “ทะลึ่งมึงนี่”

   “ไม่จับนานคิดถึง” ไอ้บ้านี่

   “ตกลงมึงชอบตัวไหน” มันเลือกมูมินสีขาวขึ้นมา

   “งั้นตัวนี้นะ” ผมรีบคว้าเดินไปที่เคาเตอร์เดี๋ยวไอ้บ้านี่เปลี่ยนใจพนักงานคิดเงินเสร็จราคาพอดีกับที่ตั้งใจไว้ ผมรับมาแล้วโยนใส่หน้าเจ

   “เมอรี่คริสมาส”

   “ไม่บอกวะจะได้เลือกตัวเล็กกว่านี้มันเอาไปด้วยยาก”

   “มึงก็เอาไว้บ้านสิวะ” คำตอบที่ได้กลับมาคือการยักไหล่จริงๆผมก็อยากให้อะไรที่มันดูดีกว่านี้นะแต่ผู้ชายเหมือนกันถ้าทำอะไรหวานแหววมากๆ มันจะผื่นขึ้นมั้ยนะ
   ซันเดินมาถึงคนแรก มันเองก็เก่งแฮะที่หาเจอ ไม่แน่ใจว่าเจมันบอกว่าเราอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ตอนไหน หลังจากนั้นต้องก็เดินตามมารูปร่างสูงของมันนี่สูงจนไม่ต้องหาเลยแฮะ มันยังคงใส่เสื้อแบบเดิมการแต่งตัวที่เรียบง่ายและดูจืดชืดอย่างนิสัยมัน
   “ซันนนนนนนนนคิดถึงจังเลย” เจมันถอดหูฟังออกแล้วโยนให้ผม พลางวิ่งกระโดดเข้าไปหาซันอย่างรวดเร็ว ผมมั่นใจว่าซันพยายามหลบนะแต่ดูจะไม่ทันแล้ว
        “นี่ฟังไรอยู่” ต้องหันมาถามผม

   “เมื่อไหร่มึงจะรู้ว่าเก้ามันชอบวะ นี่เอาไปฟัง” เจมันเบี่ยงตัวเข้ามาหา ปล่อยซันวิ่งไล่อย่างนั้นแล้วคว้าหูฟังยื่นให้ต้อง
   “กลับมานี่เลยอยากกอดกูนักใช่มะมานี่เลย” ซันทำท่าขยำนมละเดินดุ่มๆเข้ามาหาเจท่าทางมุ่งมั่นไอ้เจจึงตอบสนองด้วยการเอามือทาบอกละบิดเร่าๆ แผ่กระจายความทุเรศออกมา
   ต้องที่ยืนนิ่งอยู่ข้างผมคว้าหูฟังขึ้นมาใส่ร่างสูงของมันรั้งสายให้ตึง“ไม่สูงขึ้นหน่อยเหรอ”

   “สาบานนะว่านั่นคือคำถาม”

   “กูสูงขึ้นสองเซนต์นะเว้ย” มั่นใจมากว่าตอนนี้ผมขยับใกล้ 170 แล้ว

   “182” สัสมันพูดลอยๆขึ้นมาคล้ายกับว่าจะอ่านใจผมออกมันก้มหัวลงมายิ้มให้ รอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็น
   ระหว่างที่ยืนดูเด็กบ้าสองคนไล่จับกันผมเองไม่กล้าขยับไปไหนเพราะมันจะดึงสายหูฟังต้องไปด้วย สักพักผมรู้สึกคันยิกๆที่แขนอะไรสักอย่างมันยุกยิกที่ศอก เมื่อหันไปดูผมถึงได้เห็นนิ้วก้อยต้องมันขยับกระดิกตามจังหวะเพลง แต่ด้วยความสูงที่ต่างกันมันถึงไปชนกับศอก ช่างน่าอิจฉานัก
   แมคมาถึงเป็นคนสุดท้าย สภาพดูอิดโรย มันเดินเอามือล้วงเข้าไปใต้เสื้อเกาพุงไปด้วยแน่นอนว่าผมสังเกตมาสักพักแล้วว่าช่วงหลังแมคมันดูแปลกไป ในกลุ่มนี้ผมว่าแมคเป็นคนที่เข้าใจทุกคนที่สุดเราถึงได้เรียกมันว่าป๋า และด้วยความบ้าที่สุดเหมือนกันของมัน เราจึงไม่ค่อยรู้จนมาช่วงหลังนี่เองที่ผมคิดว่าแมคมันพยายามทำอะไรสักอย่างอยู่
   มันเดินเยื้องย่างเข้ามาใกล้แล้วยกมือขึ้นทักทายหลังจากตอบรับเสร็จ มันผลักผมกับต้องเข้าไปตัวติดกัน

   “เล่นเหี้ยไรเนี่ย” ผมโวยเดี๋ยวต้องก็หงุดหงิดอีก มันอุตส่าห์เชื่องขึ้นแล้วนะ

   “กูหิวแล้วนี่ตามออกมาทำไมกันตอนนี้วะ” นั่นไงมาถึงป๋าก็ออกอาการละ

   “น่านานทีคริสมาสไง” เจนี่มันเดินเข้าไปกอดทุกคนเลยวุ้ย

   “นานๆใช้เวลาอยู่กับเพื่อนบ้าง”

   “คร้าบๆถ้ากูจัดของไม่ทันนะ”

   “เออน่าไว้ทำทีหลังมาๆหิวกันละใช่มะอยากกินไร”

   “มึงจะเลี้ยงเหรอ” ความงกของต้องมาแล้ว

   “มึงอะไปเลี้ยงเก้าโน่นมันซื้อของคริสมาสให้กูน่าจะหมดตังค์ละ”

   “กูไม่ได้จนขนาดนั้น” ไอ้ต้องที่ยืนอยู่ข้างๆหันมามองควับ มันเหล่ตาจนผมรู้สึกแปลกๆ

   “อยากได้มั่งเหรอ” คนอย่างมันต้องอยากได้ของฟรีแน่ๆแต่มันก็ปากหนัก บุคคลิกนิ่งๆที่เดาไม่ถูกนี่ละทำให้ผมไม่รู้ว่ามันรังเกียจหรือว่ายังไงแน่ ข่าวลือของผมมันน่าจะแพร่ไปถึงค้องอย่างไม่ต้องสงสัย

   “อือ” หืออะไรนะ

   “เร็วๆๆๆๆๆๆกูหิวแล้วต้องเก้ามึงยังมีเวลา ไม่ต้องมาตอนนี้”

   “อาไร้กูป่าว” ต้องสวนกลับ

   “ปากแข็ง”

   อยากจะบอกพวกมันเหมือนกันว่าผมไม่เข้าใจเลยสักนิดเดียวพวกมันกำลังคุยอะไรกันอยู่คงเป็นเพราะผมเข้ากลุ่มมาทีหลังด้วยละมั้ง

   “จะกินไรอะ” ผมถามคนที่หิวที่สุด

   “จะกินเชสเตอร์ๆๆๆๆๆๆ” ทำไมมันต้องย้ำด้วยวะ

        “เออก็ได้ๆๆ” ในเมื่อทุกคนไม่มีปัญหาอะไรก็เป็นอันว่าตามนั้นเราเดินตามกันเป็นขบวนลงบันไดเลื่อนไปชั้นล่าง เสียงเพลงคริสมาสดังวนอยู่ในร้าน เดี๋ยวก็คงกลับมาเล่นเพลงเดิมอีก เพลงประจำปีที่เปิดทั้งเดือนธันวาของทุกๆปี
   กลิ่นของสายรุ้ง กลิ่นพลาสติคของแต่งบ้าน เสียงเขย่าของพุ่มช่อสีทอง ประกายจากสายคาดฟ้าอ่อนสลับแดง มันเป็นเทศกาลที่มีสีสันที่สุด กลิ่นของคริสมาส เสียงของคริสมาส
   ต้องเดินเกาะไหล่ผมไปติดๆ สายหูฟังไม่ยาวพอทำให้มันต้องเดินเกาะไหล่ผมไปเรื่อยๆ

   “ต้องอุ้มเก้าเลยก็ได้นะ” ไอ้เจหันมาแหย่

   ซันหันมายิ้มให้ทีหนึ่ง ส่วนแมคมันยังคงครึ่งหลับครึ่งตื่นเดินนำไปงงๆ
   ร้านเชสเตอร์นี้ไม่แน่ใจว่าพวกเราจะเคยมากินกันรึเปล่าแต่คิดว่าไม่ แมคเดินตรงเข้าไปสั่งอาหาร ผมเป็นคนแรกที่เป็นฝ่ายเดินไปจองโต๊ะแน่นอนว่าต้องมันก็ต้องเดินติดตามมาด้วยจน ตอนนี้มันก็ยังไม่ยอมถอดหูฟังออก

   “ต้องฝากซื้อหน่อยดิ” เดี๋ยวมันจะต้องว่ากลับมาแน่ๆ หากผมรอคำพูดถากถางแล้วละก็คราวนี้กลับไม่ได้ยินอะไร
   พวกเจโวยวายเสียงดังตามมา ทุกคนถือเข้ามาคนละถาด ทุกคนสั่งแค่จานเดียว มีไอ้เจเป็นข้อยกเว้นมันยกจานที่ใส่ไก่มาอีก 5 ชิ้นตามมาด้วยเสียงถาดกระแทกลงบนโต๊ะปึงปัง

   “ของมึงละเก้า”

   “ฝากต้องไปแล้ว”

   “มันรู้มะ” ผมส่ายหัว

   ไอ้ต้องเวลานี้เดินกลับมาที่โต๊ะ จานหนึ่งในนั้นเป็นของผม
   แล้วเสียงคุยกันก็เงียบเลยเป็นเสียงเคาะช้อนส้อมเข้ากับจานพลาสติคแทนการฟาดฟันซากไก่บนจานเป็นไปอย่างรวด แน่นอนว่าสิ่งที่ตายแล้วคงร้องขอชีวิตไม่ได้ พวกมันคงจะดีใจที่เห็นเรากินอย่างเอร็ดอร่อย

   “เอ้าเก้ากินเยอะๆจะได้โตๆไข่ใหญ่ๆ ที่ต้องซื้อมาเนี่ยมึงกินได้ใช่มั้ย” เจจิ้มเนื้อไก่ชิ้นขาวมาวางในจาน

   “ไอ้เตี้ยนี่กินไปก็ไม่สูงกว่านี้หรอก”

   “นี่ต้องมึงเคยรู้มั้ยว่าเก้ามันชอบอะไร”คราวนี้แมค

   “มันจะไปรู้ได้ไงว่าเก้ามันชอบอะไรโง่ขนาดนี้”

   “นี่พวกมึงอย่าเอากูเป็นหัวข้อทะเลาะกันได้มั้ย” แม่งใครจะไปจำได้ว่าชอบกินอะไร ผมยังไม่รู้เลยว่าเจชอบกินไร ไอ้ต้องนี่ยิ่งไม่ต้องถาม

   “มึงๆเอาซอสมะเขือเทศมาดิ” ซันเอื้อมมือไปจะคว้าเอาขวดบีบที่อยู่เลยออกไปอีกสักหน่อย

   มันเริ่มละเลงซอสลงจานสีแดงไปทั่วแล้วใช้ช้อนเกลี่ยให้บางก่อนจะกลับด้านใช้ด้ามวาดลงเป็นรูปอะไรสักอย่าง

   “เอ้ยๆเอานี่ด้วย” เจควักพริกเขียวขึ้นมาจากพริกน้ำปลา เอามาประดับ แมคเลยใช้กระเทียมทำเป็นดาวห้าแฉก

   “เล่นไรเดี๋ยวก็โดนเค้าด่าหรอก”

   “มานี่” ต้องจับมือผมจิ้มลงไปบนจานแล้วเขียนขื่อตัวเอง

   “เวลาเค้ามาเก็บจะได้รู้ว่าใครทำ”

   “อี๋สกปรกมึงงงง”
   “อะไรเก้ามึงไม่เคยดูดนิ้วเหรอ” เจทำให้ดูเสียงดังจ๊วบน่าขยะแขยง

   “คนอะไรสกปรกจริง” แมครีบผลักจานออกไปข้างหน้า กว่าอาหารมื้อนี้จบลงก็บ่ายกว่าแล้ว

   “แล้วไงเจ อยู่ๆมึงอยากออกมาอะไรตอนนี้ กูกำลังอยู่บ้านเพลินๆเลย” มือแมคยังละเลงจานเอาซอสมาบีบสาดเป็นรูปต่อไป ผมรู้สึกว่าพนักงานเริ่มมองแล้ว

   “ออกมาเจอเพื่อนไงมึงหยุดทั้งทีแถมเป็นคริสมาสด้วย ไม่คิดจะมาเพื่อนเหรอแมคคค”

   “เออๆออกมานี่แล้วไงว่าไปมันก็อีกไม่นานละนะ” คราวนี้มันเขี่ยพริกไปมาบนจาน เอากระดูกไก่มาเล่นแล้ว

   “อือไม่นานจริงด้วยเดี๋ยวก็ปีใหม่แล้ว” ผมพูดขึ้นบ้าง

   “นี่กูว่าเอารูปนี้ดีกว่า”

   “เดี๋ยวสิ เฮ้ย นั่นของกู”

   “อันเล็กๆของมึงไม่ต้องพูดแมค”

   “ใหญ่กว่ามึงอะซันเอามานี่” ความโกลาหลนี้มาแต่ใด บนโต๊ะเริ่มศึกแย่งของเล่นกันขวักไขว่ เสียงโต๊ะกระแทกกันพนักงานเริ่มมองตาขวาง ไอ้ต้องไม่ทำไรพยายามฟังเพลงจากหูฟังข้างเดียว

   “ว้าก อย่าทำลายผลงานกู”

   “งานห่วยๆมานี่”

   “อย่ามายุ่งงงงงง” เสียงพวกมันเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ



ออฟไลน์ Monet

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0
Re: 10 CM : วันกีฬาสี (4) 3/5/2016 จบแล้วครับ
«ตอบ #302 เมื่อ07-11-2018 15:53:44 »

        “อุ้ย” นั่นไงเสื้อกู น้ำเหนียวสีแดงกระจุยมาอยู่บนเสื้อสีดำของผม ผืนผ้าเป็นด่างแต้มด้วยสีแดง นี่เดี๋ยวได้เดินพกเอากลิ่นมะเขือเทศไปด้วยแน่

   “ต้องเช็ดให้มันหน่อยดิ” ต้องรับกระดาษจากแมค ไม่สิต้องใช้คำว่ากระชากจะถูกกว่า

   “กูทำเองก็ได้”

   “นั่งไป” ต้องสอดมือข้างนึงเข้าไปใต้เสื้อแล้วดันวงแดงนั้นขึ้นมาค่อยลูบวนจนจางลง

   “ไอ้ต้องป่านนี้ยังไม่รู้อีกเหรอมาเก้าชอบไรโง่จริง” นั่นสองคนนี้เอาอีกแล้วเจกับต้องนี่จะไม่ตีกันได้มั้ย

   “พออออออ พี่เค้าว่าแล้ว” ผมรีบห้ามก่อนมันจะลุกมาตีกัน

   ในกลุ่มไม่ใครพูดขึ้นอีกเสียงเพลงคริสมาสที่เล่นวนชักชวนให้รำคาญเสียแล้ว

   “เบื่อเพลงแล้ว” นั่นไงแมคทนไม่ได้จนได้

   “ดูหนังกันๆ” ซันชวนมันบอกว่าอาทิตย์นี้มีหนังเข้าเรื่องอะไรสักอย่างที่ผมไม่สามารถฟังสรุปได้เป็นหนังรักที่เกี่ยวกับทหารหนุ่มผู้พัดพรากและหญิงสาวที่เป็นพยาบาลซึ่งบังเอิญมาเจอเข้าเธอต้องเลือกระหว่างจะฆ่าเขาที่เป็นศัตรู หรือว่าจะปล่อยไปหนังรักดาษๆที่นิยมทำช่วงหนึ่ง

   “เดี๋ยวอารมณ์ไหนมาดูหนังรักกันเนี่ยนี่กลุ่มชายล้วนนะเว้ย”

   “น่าๆ นางเอกนมตูมมากเลยนะ” นั่นไงกูว่าแล้ว

   “มันมีรูปหลุดมาว่าเห็นฉาก18+เยอะด้วยนะ” นั่นเดาก็ถูกอีกแล้วก็คงไม่ต้องบอกด้วยว่าใครพูด
   จังหวะเดียวกับที่พนักงานกำลังชำเลืองมา คิดว่าคงรู้สึกรำคาญพวกเราก็แน่เล่นเด็กเปรต 5 คนกับต้นคริสมาสที่ทำจากซอสมะเขือเทศตกแต่งด้วยพริกน้ำปลา
   ที่นั่งในโรงหนังวันนี้มันไม่ได้แน่น ผู้นำเข้าหนังเรื่องนี้เสียใจแน่ รอบฉายมันพอดีทำให้เราไม่ต้องรอ ระหว่างที่ซื้อตั๋วไอ้เจมันหายหัวไปไหนไม่รู้ อีกทีก็เห็นมันกลับมาพร้อมกับถังป๊อปคอร์นใหญ่ในมือสองถัง

   นี่มันยังจะกินอีกเหรอ

   เสียงประกาศเรียกเข้าโรงหนัง ผมไม่เคยมาดูกับพวกมันส่วนมากจะเลือกเรื่องที่อยากดูแล้วก็ดูคนเดียวเลยเสียมากกว่า คนไม่มีเพื่อนก็อย่างนี้ละ
   ซันเดินนำเข้าไปคนแรก เดี๋ยวผมคงนั่งปิดท้ายคู่กัยไอ้เจแหง

   “นี่ขอเราเข้าก่อน” เจเอาตัวเองไปต่อจากซันแล้วก็ตามด้วยแมค ถ้าลงอีกหรอบนี้ผมคงต้องนั่งติดกับต้องละสิ อดคิดไม่ได้แฮะลึกๆผมก็ใจละอย่างน้อยในที่มืดๆก็ได้นั่งอยู่ติดกับต้อง หวังว่ามันจะไม่หงุดหงิดใส่อีกนะ
   มันยักไหล่เดินนำเข้าไปเหมือนไม่สนใจอะไรผู้คนในโรงหนังบางตาแสงไฟเริ่มมืด เสียงเพลงเริ่มขึ้นม่านเลื่อนออกเสียงดังแกรกไปด้านข้าง สุดท้ายต้องก็เอาหูฟังออกเส้นสีขาวที่เชื่อมผมเข้าเอาไว้กับมันถส่งคืนกลับมาให้เอาเหอะยังไงตัวก็ติดกันมานานแล้ว
   ครึ่งชั่วโมงแรกของหนังมันพอจะดึงความสนใจผมไปได้ ภาพสะท้อนบนพื้นจอสีขาวฉายเป็นโทนอุ่นผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเข้ากับหน้าหนาวปีนี้เท่าไรเสียงดนตรีบรรเลงเนิบนาบ มันชวนให้เคลิ้มฝัน นางเอกสวยอย่างที่พวกมันว่าสรีระที่ได้มาแต่กำเนิดดูจะยิ่งใหญ่เกินตัว พระเอกเล่นเป็นทหารผ่านศึกนอนแซ่วอย่างเดียว ไม่มีทีท่าว่าจะได้เห็นเค้าลุกไปไหน
   แมคดูจะให้ความสนใจมากออกนอกหน้า แน่นอนว่ามันชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ติสตัวพ่ออย่างมัน ถ้ามันบอกว่าดูไม่รู้เรื่อง ที่เหลือก็คงไม่สามารถให้คำอธิบายได้สมเหตุผลไปกว่ามันอีกแล้ว ไกลออกไปอีกที่นั่งซันกับเจยังหัวเราะคิกคักคงเป็นเพราะรูปร่างนางเอกหรืออาจจะเป็นคนอื่นในโรง เหล่าชายหญิงที่มากันเป็นคู่นั่งสวีทหัวติดกันไม่รู้ว่าท่อนล่างจะยุกยิกอะไรรึเปล่า ไอ้สองตัวนั่นคงคอยจับผิดอยู่แน่
   ต้องมันเอนตัวยาวๆพิงเบาะ ไม่พูดอะไร ผมไม่กล้าหันไปมองมันตรงๆ สักเดี๋ยวมันเริ่มเอนตัวลง ไหลมาทางผมเรื่อยๆ
   “หนาว” ในโรงหนังเราไม่ควรคุยกัน ผมจึงถอดเสื้อนอกออกเอามาคลุมตัวไว้ครึ่งหนึ่งส่งผ่านไปที่ต้อง มันมุดแขนสองข้างเข้าใต้เสื้อแจคเก็ตไออุ่นจากตัวมันลอยขึ้นมากลิ่นตัวอ่อนที่จำได้ดี มันซบหัวลงแล้วก็หลับไป
   ผมได้แต่นั่งนิ่งไม่กล้าขยับตัว ขืนทำอะไรลงไปเดี๋ยวมันจะพลิกตัวแล้วหนีออกจากท่านี้ แค่นี้มันก็รู้สึกดีมากแล้ว มือต้องวางอยู่บนพนักวางมือครึ่งนึง เป็นที่มือของผมกับมันอยู่ใกล้กัน ถ้าขยับนิ้วเข้าไปใกล้มันจะเป็นไรมั้ยนะมันไม่รู้สึกตัวหรอก แค่นิดหน่อยเอง ถ้ามันตื่นก็แค่บอกว่าไม่ตั้งใจคงไม่แปลกหรอกก็ในโรงหนังที่แคบแบบนี้
   รุ้สึกว่านิ้วก้อยผมจะเกร็งจนเป็นตระคริวเหงื่อชื้น หนังจะฉายไปถึงไหนก็ช่างมันเหอะ สมาธิจดจ่ออยู่กับปลายนิ้วขอแค่ขยับอีกนิดเดียวใกล้เข้าไปอีกหน่อย
   เสียงหัวเราะคิกคักจากไหนกัน หนังรักอารมณ์หดหู่แบบส่งเข้าประกวดนี่มันหัวเราะระรื่นได้แบบนี้เลยเหรอ
   ผมเงยหน้าขึ้นไปดูตอนนี้กลายเป็นว่าผมกับต้องกลายเป็นเป้าสายตาเหมือนตัวตลกโบโซ่กลางวงล้อมของผู้ชม ต้องมันหลับมุดอยู่ใต้เสื้อหนาว ไฟในโรงเปิดสว่างหนังน่าจะจบไปได้สักพักแล้ว คนในโรงว่างเปล่าเหลือแต่พวกเราเผลอหลับไปได้งั้นเหรอเนี่ย

   “ไรว้าไม่ไหวเลยเก้า แกดูหนังไม่เป็นเหรอไง” แมคยืนพิงพนักเก้าอี้แถวหน้า

   “นั่นดินางเอกออกจะดีเนอะเจ” เจพยักหน้ารับคำซัน

   “นี่จบนานแล้วเหรอ”

   “ไม่นานแต่ก็ยืนคุยกันสักแป๊บละ”

   “อ้าวพวกมึงทำไรกัน” ต้องงัวเงีย
   “ดูมึงหลับไงละไอ้ควาย ไอ้ไร้อารมณ์ มิน่าแข็งเป็นท่อนไม้” แปลกเวลาแมคว่าไอ้ต้องดูจะไม่ค่อยโกรธแฮะ

   “ไปๆออกๆ” แน่นอนว่าอันนี้ไม่ต้องเถียง ใครจะอยากอยู่ต่อในโรงหนังมืดๆคนเดียวละ

   “นี่หนังสามขั่วโมงเลยเหรอ” ผมเหลือบดูเวลาจากมือถือ

   “นานชิบใครมันจะอยากดูวะเนี่ย” ซันถาม

   “ไอ้เชี่ยเจไงเสือกอยากดูหนังรัก”

   “กูจะรู้มั้ยเล่าว่ามันเป็นงี้”

   “ต้องฟังอีกมั้ย” มันส่ายหัว เป็นว่าหมดช่วงเวลาเดินตัวติดกันละ

   ชั้นล่างจากโรงหนังมีชั้นวางขายพวกของประดับบ้าน ทุกอย่างเป็นสีทองดูจีนๆ มันตลกที่ถึงแม้สีจะเข้ากับคริสมาสแต่มันไม่ได้บรรยากาศเอาซะเลย ของพรรค์นี้ใครจะซื้อไปฝากกันราคาน่าจะแพงอยู่

   “นี่เจมึงเดินห่างๆเลยมึงยิ่งซนๆอยู่” แมคลากคอมันออกมา

   แป๊กๆตึงๆ

   เฮ้ยคงไม่ใช่มันทำตกแตกนะ

   “มึง ข้างล่างมีดนตรีสดวะ”

   “ไปฟังกันมะ”

   “กูยังไงก็ได้” สงสัยจริงว่าซันนี่นอกจากนมผู้หญิงแล้วมันสนใจอะไรอีกบ้าง

   “วงไรวะ” แมคถาม

   “มองไม่เห็นว่ะ” เจพยายามมองออกจากกระจกกั้นพวกเราอยู่ที่ชั้น4 ข้างนอกมืดแล้วก็หน้าหนาวละนี่เนอะ อากาศคงเย็น คนเริ่มมาหนาตาแล้ว ไอ้ต้องที่มาในชุดสุดประหยัดมันต้องบ่นแน่ เจไขมันมันหนาคงไม่เป็นไร

   “งั้นลงไปดูกัน” เจออกวิ่งรำไปก่อน

   “ใครช้าเลี้ยงเหล้านะเว้ย” ตามไปด้วยแมคแล้วก็ซันที่เหมือนจะรู้หน้าที่ มันพูดจบก็ออกตัวสตาร์ทไปเงียบๆ

   “เก้า คือว่า... กูอยากจะสารภาพ” ใจผมเต้นแรง ต้องจับไหล่ผมดันออกไปไกลสุด แล้วพูดว่า
 
   “กุไม่อยากเสียตังค์” นั่นไงมันผลักผมถอยไปเบาๆ แล้ววิ่งไปตามพวกนั้น บันไดเลื่อนอยู่ข้างหน้า นี่เด็กม.ปลายทำบ้าอะไรเนี่ย

   “เดี๋ยวเดะ เฮ้ยโกง” ผมรีบซอยเท้าตามไปอย่างเร็ว พวกมันไม่มีการหันมารอ หรือมองดู แต่อะไรสักอย่างทำให้ผมมั่นใจว่าพวกมันกำลังหัวเราะ พวกเรากำลังมีความสุขลมพัดหวีดเข้ามากระทบหู แอร์ในห้างน่าจะเย็นพอกับอากาศข้างนอก เสียงเพลงคริสมาสดังก้องวนอยู่ในห้าง อา... ช่างน่ารำคาญต้องฟังรอบที่เท่าไรแล้วเนี่ย
   หน้าห้างมีเวลาใหญ่กั้นขอบด้วยรั้วดำเรียงรายยาวไปจนสุดเขตห้างจริงๆแล้วห้างนี้ไม่ได้ใหญ่เทียบกับในเมืองแต่ก็ถือว่าทันสมัยสุดของฝั่งนี้แล้วโต๊ะเหล็กคลุมด้วยผ้าใบสีขาวสลับเหลืองเก้าอี้สีเหลืองแป๊ดโต๊ะละสี่ตัวนักร้องกำลังเซ็ทเครื่องข้างล่างเวทีคนเต็มไปหมดหวังว่าจะมีที่ว่าง
   ผมไม่เห็นป้ายหน้าเวทีแต่น่าจะเป็นนักร้องดัง ไม่งั้นคงไม่รีบมาหาที่นั่งกันแบบนี้
   “นี่เจเฮ้ย” มันเดินดุ่มเข้าไปหาพนักงานนุ่งสั้นคนนึง พูดคุยกันสองคำแล้วมันแบมือแล้วชูขึ้นเป็นเชิงบอกจำนวนคนที่มา ห้าคน

   พนักงานสาวเชียร์เบียร์กำลังมองหาโต๊ะ

   “ซันมึงช่วยหาดิ”

   “สัสคนยังกะหนอน” แมคสบถ

   “เอาน่าๆต้องอะ อยากเข้าไปป่าว” ผมหันไปถามมันจะรู้จักวงนี้มั้ยวะ

   “ยังไงก้ได้กูไม่มีตังค์” ผมรู้สึกคอตก นี่กูชอบมันตรงนี้รึเปล่าวะเนี่ย

   “ได้ที่ละ” เจเดินกลับออกมา

   “เนี่ยขอบรั้วตรงนี้เลยเห็นเวทีชัดดีมีขอบบันไดเป็นที่นั่งด้วย”

   “อ้าวแล้วที่เข้าไปเมื่อกี้ละ”

   “การ์ดไม่ให้ บอกอายุไม่ถึง”

   “ให้ก็แปลกละฟาย” แมคดูจะไม่แปลกใจ

   “มึงลองคุยยัง”

   “ลองแล้วซันกูบอกว่าหมอยขึ้นถือว่าโตแล้วเข้าได้” ผมฟังละอยากเอามือกุมหน้าผาก

   “สัสพูดงี้ได้ไงกูยังไม่มีกูยังใสๆเนียนๆ” เปลี่ยนเป็นตีนกุมขมับได้มั้ย

   “เอามาดูดิ”

   “พอสัสอุบาทว์” เออต้องงี้สิป๋า

   “งั้นพวกมึงจองที่เอามานี่คนละสองร้อย”

   “กูไม่มี” ต้องยืนพูดหน้าตายราวกับถามว่ามันสูงเท่าไรตอบฉะฉานทันควันและ... ไม่อาย

   “เออถือว่ากูทำบุญ” เจวิ่งหลังไวๆหายเข้าไปในห้างเหลือพวกผมเอาไว้
   นักร้องขึ้นแล้วเสียงกรี๊ดลั่นจนหนวกหูไม่รู้ว่าจะได้ยินเค้าร้องเพลงมั้ย
   เพลงแรกเป็นเพลงช้าๆเหมือนจะกำลังอุ่นเครื่องหายไปนานไอ้เจก็ยังไม่มาผมชักเป็นห่วง

   “ห่วงมันเหรอ” ต้องสะกิดถาม

   “เปล่า” ขืนตอบว่าห่วงยิ่งไปกันใหญ่

   เพลงค่อยๆเปลี่ยนทำนองเป็นเร็วขึ้นเรื่อยๆ หยอดด้วยมุกเสี่ยวๆของนักร้อง ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผมถึงไม่เคยขำกับอะไรแบบนี้เลยสักที จริงๆนะละครตลกยิ่งไม่ต้องพูดถึง
   “มาๆ” เจแจกกระติกน้ำให้คนละอันทั้งหมดสีเดียวกัน มันคงคิดว่าไม่อยากมาเสียเวลาให้พวกผมทะเลาะกันเพื่อเลือกละมั้ง ไอน้ำเกาะรอบกระติกจนเป็นหยด เสียงกรอกแกรกจากน้ำแข็งในแก้วพลาสติคสีดำขนาดใหญ่ ผมดูดเข้าไปเต็มอึกถึงกับสำลัก

   “ไฮเนเก้น” แมคหันมาส่งตาหวานเชื่อมใต้แว่นให้เจก่อนจะยื่นมือเข้าไปตีมือกันดูน่าจะเข้าขาได้ดีนะคู่นี้

   “ฮื้อเด็ด” อันนี้ไม่คิดว่าจะได้ยินจากซัน

   “เก้าเร็วๆๆๆๆ” ผมรีบดูดอักๆตามพวกมันต้องยืนอยู่ข้างๆเงียบๆแต่ดื่มยังกับน้ำหวานไอ้พวกนี้ก็น่ากลัว
   หมดไปครึ่งแก้วเจรีบเปิดกระเป๋าเทเติมอีกคนละกระป๋อง ที่หายไปนานนี่คือมัวไปเตรียมขอวพวกนี้สินะ แก้วนึงได้สองกระป๋อง มันซื้อมาสามดูแล้วคนละสองร้อยนี่น่าจะไม่พอนะทำไมมันใจดีจังพักนี้สรุปว่าถ้าเรากินหมดก็จะคนละสามกระป่องถ้วน
   ไม่รู้ว่าเสียงเพลงข้างนอกดังขึ้นหูพวกเราอื้อหรือเมา เด็กเปรตห้าคนที่เกาะริมรั้วเริ่มลุกขึ้นเต้นกระโดดไปมาตะโกนคุยกันเสียงดังใบหน้าเปื้อนยิ้ม ใช่แล้ว มันเป็นคริสมาสที่สนุกที่สุดในชีวิตเลย

   “ขอบใจพวกมึงนะ” เจ พูด

   “เออขอบใจมึงสำหรับเบียร์” สัส ต้องรีบเอามือเข้าไปปิดปากแมคเวลาเมานี่มันเริ่มไม่เหมือนเดิม ปากมันจะเริ่มพล่ามอะไรหมาๆ

   “เออขอบใจมึงว่ะเจ ว่าแต่ทำไมมึงต้องมาขอบคุณพวกกูด้วยววะ” ซันหันไปตะโกนข้ามหัว
   เวลานี้เจหันมามองหน้าพวกเราตรงๆเป็นครั้งแรกก่อนจะกระชากเสื้อทุกคนเข้ามาหายกเว้นต้องคงเพราะความสูงของมัน เราเข้าใกล้จนหัวติดกัน เส้นผมต่อเส้นผมกดทับกันจนรู้สึกร้อนเหงื่อ ต้องก้มหัวตามลงมา

   “ขอบใจที่เป็นเพื่อนกู” เจตะโกนเรียบๆเพราะเสียงตะโกนผมจึงจับน้ำเสียงไม่ได้

   ทีแรกผมว่าจะพูดออกไปว่าเหมือนกันแต่คิดอีกทีอย่าดีกว่าให้วันนี้เป็นวันของมัน
   มันยิ้มกว้างให้ส่วนแมคก็ทำหน้าเหมือนดูละครน้ำเน่าก่อนจะหัวเราะแล้วเอามือตบหัวเจ ไอ้ต้องยกแก้วขึ้นชนส่วนผมเหรอ... ผมได้แต่บีบไหล่มันเบาๆ มันจับมือผมแล้วบีบกลับทุกอย่างช่างดูเป็นธรรมชาติมันคือความจริงในชีวิตวัยรุ่นช่วงหนึ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียว เราไม่สามารถหวนคริสมาสของชั้นม.5 กลับมาได้อีก และผมโชคดีที่เลือกว่าจะออกมากับพวกมันไม่งั้นเวลานี้ผมคงนั่งมองจอทีวีอยู่บ้านนั่งเหงาเงียบอยู่คนเดียว
   “เพลงสุดท้ายแล้วครับมีใครกำลังพยายามอะไรอยู่มั้ย อย่าฝืนมากนักนะ” นักร้องตะโกนสุดเสียง ทะลุออกไมค์วิ่งผ่านกระฆหลกพวกเราไป
   ผมว่าผมเดาชื่อเพลงได้ถูกนะ
   **อย่าไปอยู่ใกล้เธอเตือนหัวใจตัวเอง
   อย่ามัวฝันถึงเธอ แล้วฉันจะทำได้มั้ย
   อย่าคอยส่งยิ้มให้เธอเธอคงไม่สนใจฉันสักนิดเลย**

   เมื่อถึงท่อนนี้เจจับมือผมชูขึ้นสุดแขน แมคกับซันก็ทำแบบเดียวกัน ต้องที่อยู่สูงกว่าต้องหดแขนลงนิดหน่อย

   **แล้วฉันจะฝืน ฝืนหัวใจตัวเองได้ไหม
   แล้วฉันจะฝืนความรู้สึกของฉันได้ยังไง
   ไม่อาจจะฝืนความรักที่มันเอ่อล้น**

   ผมแอบหันไปมองต้อง มันกำลังส่งยิ้มมาทางผม เจเลื่อนมือลงมาขยี้หัว นักร้องกำลังทิ้งเสียงยาว ลมเย็นพัดวูบเข้าปะทะหน้า พวกเรากำลังมีความสุขผมหวังว่ามันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ว่าปีหน้าหรือปีไหนๆ แบบนี้ห้าคนตลอด ไปเราแหกปากตะโกนแข่งกันเสียง ผมน่าจะหลงที่สุด

   “ไปแล้วมึงเดี๋ยวกูต้องไปต่อ”

   “เฮ้ยไรวะเจจะรีบไปไหน”

   “เออน่าพวกมึงกลับบ้านไปดึกแล้ว” พูดจบเจวิ่งสาวเท้าไปทางถนนจับแท๊กซี่คันแรกปล่อยพวกเรายืนงงอย่างนั้น
   แต่เอาเถอะคอนเสิร์ตเลิกแล้วมันก็ถึงเวลา
   ซันเป็นคนต่อไปที่หารถกลับบ้านตามมาด้วยแมคถึงแม้ว่าบ้านเราจะใกล้กัน แต่แมคยืนกรานว่าจะไปคนเดียว แล้วให้ต้องนั่งไปคันเดียวกับผม
   บ้านผมไม่ไกลจากห้างนั่งไปครู่เดียวมันเหมือนเวลาเปิดเทอม เปลี่ยนไปแค่เสื้อผ้าที่ใส่และสภาพอิดโรยแถมเมาหน่อยๆ
   “เก้ากูนอนบ้านมึงนะ”

   “อือเอาดิ” อะไรวะไอ้ต้องนี่จะนอนบ้านผมเหร ออะไรของมันใจผมเต้นโครมคราม ไม่ๆๆๆมันไม่ใช่คนอย่างเจ มันไม่เมาแล้วขี้เอาแน่ๆ ไม่ๆๆๆอย่าคิดลึกไม่ๆๆๆๆๆ ไม่ได้กันๆ
   พ่อแม่น่าจะหลับหมดแล้วสำหรับผู้ใหญ่ เทศกาลไม่ได้มีความหมายอะไรเท่าไร มันก็คงเป็นแค่วันนึงที่ผ่านไป ของขวัญที่เคยได้ในวัยเด็กกล่องมันเล็กลงทุกปี ทว่ามูลค่ามากขึ้น ก่อนจะหายวับไป
   เข้ามาถึงห้องนอนผมรีบผลักตัวเองเข้าห้องน้ำรู้สึกตัวเหม็นเหงื่อยังกับลูกเสือที่เพิ่งกลับจากเข้าค่ายนี่ไม่ได้เป็นอย่างนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ อ้ออีกอย่างนี่มันหน้าหนาวนะ
   ผมปล่อยไอ้ต้องไว้ในห้อง หลังจากผมแต่งตัวออกมาแล้วก็รีบโยนผ้าเช็ดตัวกับชุดนอนให้มันทันที ถ้าเป็นไอ้เจมันน่าจะหน้าด้านแก้ผ้าตามเข้ามาแล้ว ส่วนผมเองก็คงไม่อายที่จะโทงเทงออกมาใส่ข้างนอกเหมือนกัน
   ไอ้ต้องเวลานี้มันยืนงงอยู่ในห้อง จะว่าไปรู้สึกว่ามันจะไม่เคยมาด้วยสินะ
   “ต้อง” มันดูเมาและเหนื่อยเมื่อมันหันกลับมามันทำหน้าแปลกๆแล้วชี้ไปที่กล่องบนโต๊ะ

   “อ้อเจมันเอามาให้น่ะ” แย่ละ มันก็รู้สิว่าเจมา

   “เปิดดูรึยัง”

   ผมส่ายหัว

   “เอ้า” เออว่าไปเพิ่งสังเกตมันเอากระเป๋าใบเล็กมาด้วยเทียบกับตัวมันแล้วขนาดมันต่างกันมากผมเลยไม่ทันได้เห็น
   สองมือยาวๆของมันล้วงเอาวัตถุที่อยู่ในนั้นขึ้นมาแล้วยื่นให้วัตถุเรียบแบนสีขาวมันยัดใส่มือผมเสร็จแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
   “อะไรของมึง” ผมพูดไล่หลัง แอลกอฮอล์นี่ดูจะทำให้คนเรากล้าขึ้นอีกหน่อย

   “ของขวัญ” มันตะโกนกลับมา

   ผมวางลงบนโต๊ะข้างกล่องสีเหลืองอยากรู้ว่าคืออะไรแต่ขอเปิดของเจก่อนแล้วกัน มันใส่มาแบบนี้ยิ่งทำให้อยากรู้
   ข้างในนั้นเป็นซีดีสีเหลือง ปกเขียนว่าอัลบัมสำหรับคนอกหักหือ มันอกหักกับใครมาละเนี่ย เห็นมันดี๊ด๊ากับคนในโทรศัพท์จะตายด้านหลังปกเป็นรายชื่อเพลงทุกเพลงความหมายสื่อถึงคนที่กลายเป็นเพื่อน มันตั้งใจจะสื่ออะไรกันนะ
   ส่วนของต้องเป็นผ้าสีขาวทำไมมันดูเหมือนไม่ใหม่เลยวะ ผมลองคลี่ออกมาดูเอะนี่มันเสื้อยืดสีขาวที่ต้องมันใส่มาโรงเรียนในหน้าหนาวนี่ ซักยังอะ นี่มันงกขนาดเอาเสื้อใช้แล้วมาให้เลยเหรอ

   “เก้าจะนอนยัง”

   “อะอือ” ดึกขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ยผมรีบพับมันกลับไปที่เดิมหรือว่าจะเข้าใจผิดมันหมายว่าจะทวงของขวัญรึเปล่านี่อาจจะเป็นเสื้อที่จะใส่กลับก็ได้

   “อือนอนเถอะ”

   ผมให้มันอนบนโซฟาที่ติดอยู่กับเตียงมีพนักพิงโซฟาสูงทำจากหนัง กั้นระหว่างเราสองคนไว้ เสียงลมหายใจต้องดังเสียดทะลุเสียงพัดลม

   “เอ่อ กูไม่ได้เตรียมของขวัยมาให้โทษทีวะ”

   เสียงหนังยวบมันกำลังขยับตัว

   “งั้นลุกสิ”
   ผมทำตามว่าง่ายลุกขึ้นมานั่งบนเตียง

   “แลกกัน” อะไรนะ

   “มันเอื้อมมือมากระชากเสื้อยืดใส่นอนผมออก
   “เอ้ย หนาว อะไรวะ”

   “ก็กูให้เสื้อมึงละไง”

   “โห เสื้อนอนกูยังแพงกว่าเสื้อยืดมึงเลย”

   “อือ” เอาเหอะในใจผมกลับรู้สึกตรงข้าม ดีใจที่ได้เสื้อใส่ประจำของมันมา
   มันล้มตัวลงนอนพลิกมาทางด้านผมพาดมืออ้อมโซฟามา
   นิ้วมือขาวเรียวยาวมือที่ผมเห็นมาตลอดสองปีมือที่ปรารถนาจะจับสักครั้งแบบตั้งใจ ในโรงหนังคงพยายามมากไปสุดท้ายก็หลับไปก่อน
   เสียงพัดลมเงียบลง อากาศเย็นที่คล้ายจะกลายเป็นแค่คำบอกเล่าเพราะผมไม่รู้สึกอีก ผมขยับนิ้วเข้าไปใกล้ใกล้ขึ้น

   ปลายนิ้วนางแตะเข้ากับปลายนิ้วของมัน

   เสียงหัวใจเต้นโครมคราม ปลายนิ้วเย็นเยียบ

   ทันใดอีกฝ่ายก็เกี่ยวนิ้วกระหวัดเข้าหามันล็อคแน่น ทว่านุ่มนวล ต้องเวลานี้ดูอ่อนโยน ไม่มีคำพูดใดอีกปล่อยให้ห้วงเวลานี้เดินต่อไป เดินอย่างช้าๆ ติกต๊อก เพราะเวลามันไม่เคยหยุ ดผมไม่สามารถห้ามไม่ให้มีวันพรุ่งนี้ได้ แต่ตรงหน้านี้คือของจริงนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดของปีนี้ของขวัญคริสมาสล้ำค่า
   แสงจันทร์ส่องลอดผ้าม่านเข้ามาให้อากาศหนาวและแสงนวลอ่อนนี้เป้นพยานภาพตรงหน้านี้เกิดขึ้นจริง

   “เมอรี่คริสมาสต้อง”

   “เมอรี่คริสมาสเก้า”
   ...

ออฟไลน์ Monet

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0
Re: 10 CM : วันกีฬาสี (4) 3/5/2016 จบแล้วครับ
«ตอบ #303 เมื่อ11-02-2021 21:54:16 »

อ่านจบแล้วสนุกดีชอบมากๆ แต่ก็รู้สึกใจหายแปลกๆมากเช่นเดียวกัน เหมือนโดนตัดจบ อยากรู้เรื่องราวของ เอ็ม-ต่อ อีกหน่อยกำลังสนุกเลย // โลเคชั่น รร นี่ใช่ รร สห ป่ะครับ เพิ่งจบมาไม่นานเลย คล้ายๆดี  :-[ :hao3:

ขอโทษนะครับ ไม่ได้เข้ามาเลยมัวแต่ยุ่งกับเรื่องใหม่และอย่างอื่น

ถูกต้องครับ เป็น รร.สหครับ แต่ในเรื่องผมเปลี่ยนให้เป็นชายล้วนไป

ออฟไลน์ Monet

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0
สวัสดีครับ

ขออัพเดท วันนี้ เรื่องนี้ได้ถูกนำไปเขียนเป็นการ์ตูนลงเวบตูนแล้วนะครับ
https://m.webtoons.com/th/challenge/เสยงพลในคนฤดหนาว/list?title_no=833801
ฝากติดตามกันด้วยนะครับ

ขอบคุณครับ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด