[เรื่องสั้นตอนเดียวจบ] >:> Before Wedding Day--- คืนก่อนวันแต่งงาน <:< จบแล้ว
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [เรื่องสั้นตอนเดียวจบ] >:> Before Wedding Day--- คืนก่อนวันแต่งงาน <:< จบแล้ว  (อ่าน 9410 ครั้ง)

ออฟไลน์ St.Yawn™

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-0
ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม




----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-07-2015 20:49:08 โดย St.Yawn™ »

ออฟไลน์ St.Yawn™

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-0
Before Wedding Day ---- คืนก่อนวันแต่งงาน


    ผมมองไปที่กระจกเพื่อพยายามสำรวจสิ่งที่สะท้อนอยู่ในนั้น

    สภาพมึงตอนนี้แย่มากเลยนะ คนในกระจก เอ้ย

    ผมอยากจะพูดแบบนี้ กับสิ่งมีชีวิตตรงหน้า ที่ตอนนี้สภาพแย่ที่สุดตั้งแต่มันเคยเกิดมา หน้าตาหมองคล้ำ ขอบตาคล้ำและบวม เนื้อตัวก็ดูโทรมๆ  สำหรับผมซึ่งเป็นผู้ชายที่ดูแลตัวเองให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่หัวจรดเท้า นี้มันแย่มาก

    ไม่รู้ว่า เมคอัพพอจะสามารถ ลบร่องรอยเหล่านี้ได้แค่ไหน แต่ไม่ว่ายังไงก็คงต้องลองดู

    ผมลองยิ้มเพื่อสำรวจรอยยิ้มของตัวเอง เพราะในวันพรุ่งนี้ ผมจำเป็นจะต้องปั้นหน้าด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขตลอดทั้งวัน ในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว มาร์คขอร้องให้ผมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้เค้า จริงๆผมก็คิดว่ามันช่างเป็นคำขอที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ หากแต่หัวใจของผมไม่แข็งแกร่งพอที่จะปฏิเสธสายตาวิงวอนของมาร์คได้ สายตานั้นที่ปกติเค้าจะงัดมันออกมาใช้ในเวลาที่ต้องการขอร้องอะไรจากผมซักอย่าง และ ผมไม่เคยปฏิเสธมันได้เลย

    บางครั้งผมก็เบื่อหน่ายตัวเองเหลือเกิน ที่ไม่สามารถปฏิเสธไอ้สายตาบ้าๆนั้นได้

    พอสำรวจตัวเองในกระจกเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ชุดสูทสีขาวที่มาร์คเตรียมไว้ให้ผม แขวนอย่างโดดเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าสีดำสนิทที่เค้าเป็นคนเลือกเองกับมือ ผมดึงถุงกันเปื้อนออก เพื่อสำรวจดูสิ่งที่อยู่ข้างใน ชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์ สำหรับเพื่อนเจ้าบ่าว ที่เค้าเป็นคนเตรียมไว้ให้ในวันพิเศษของเค้า พร้อมด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว เน็ทไทสีขาว กางเกงสแลคสีขาว รวมไปถึงรองเท้าหนังสีขาว ชุดทั้งหมดนี้เป็นชุดที่เค้าเลือกไว้ให้ผม

     ไม่ต้องลองก็รู้ว่า ทั้งหมดผมน่าจะใส่ได้พอดีเป๊ะ

     เพราะทุกครั้งที่เค้าซื้อเสื้อผ้าให้ผม เค้าก็จะเลือกมันได้พอดีกับผมเสมอ ผมยังเคยสงสัยเลยว่า ดวงตาของเค้ามันอาจติดระบบแสกนเหมือนในหนังสายลับก็ได้ เพียงแค่มองเฉยๆก็รู้ไซส์เสื้อผ้าของผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

    แต่มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ

    ผมรู้ดีเสียยิ่งกว่าใคร

    เค้ารู้เพราะเค้า ใส่ใจผมเสมอต่างหาก

    ผมหลุดยิ้มให้ตัวเอง....เหมือนเรื่องเก่าๆระหว่างเราสองคนมันค่อยๆตีย้อนกลับเข้ามาในหัวผม ทั้งความทรงจำที่มีกับเค้า ตั้งแต่พบกันครั้งแรก ในวันมอบตัวมหาวิทยาลัย จนถึงวันคืนที่อยู่ร่วมกันแค่สองคน เหล่านั้นมันค่อยๆย้อนกลับมาในหัว ทั้งหมดเป็นความสุขที่แทบทำให้วิญญาณผมหลุดลอยออกจากร่าง

     ...............

     ไม่ได้สิ... เราจะมามัวคิดถึงเรื่องแบบนั้นอีกไม่ได้

     มันคงไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแล้ว!!!

    ผมส่ายหน้า เอาเสื้อสูทแขวนกลับไปยังที่เดิม นี้ผมกำลังคิดเรื่องบ้าบออะไรอยู่เนี้ย พอกันที! ช่างบ้าเหลือเกิน........

    ผมผละออกจากหน้าตู้เสื้อผ้า เดินที่โต๊ะเครื่องแป้ง เจ้าไอโฟนสีทองในเคสสีเหลือง รูปสนูปปี้ ที่เค้าเป็นคนซื้อให้ผม ขึ้นหน้าจอแจ้งเตือนว่ามีข้อความจากไลน์ส่งมา ผมหยิบมันขึ้นมากดดู

     ‘ รีบนอนนะครับ แล้วพรุ่งนี้เจอกัน ‘

     มาร์คนั้นเอง.... ไม่ใช่ใครอื่น ...

     ผมเลยพิมพ์ข้อความตอบกลับไป...

     ‘พึ่งอาบน้ำเสร็จนะ....เดี๊ยวทาครีมเสร็จจะนอนแล้ว.....”

     แล้ววางมือถือนั้นลง......

     ผมถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้.....

     บางครั้งผมก็อยากจะถามมาร์คเหลือเกิน ว่าผมไปทำอะไรให้เค้าเกลียดนักเกลียดหนาหรือไง ผมรู้ดีว่าบางที่ตอนที่เราอยู่ด้วยกัน ผมอาจจะเอาแต่ใจ เรื่องมาก .... แต่ผมคิดว่าผมก็ทำทุกอย่างอยู่ในขอบเขต พยายามสังเกตุเค้าอย่างดี พยายามดูทั้งอารมณ์  ทั้งความรู้สึก ทั้งความคิดความอ่าน ของเค้าอย่างหมดจด ผมเคยคิดว่าผมเป็นคนที่รู้จักเค้าทะลุปรุโปร่งที่สุดแล้ว แต่ทำไม... ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ได้ ผมหาคำตอบเรื่องนี้ไม่ได้เลยจริงๆ.....

     ผมพยายามเปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อหา คอนซีลเลอร์ และ รองพื้น ตัวที่ค่อนข้างช่วยเรื่องการปกปิด เพราะจำเป็นต้องใช้มันในวันพรุ่งนี้ ผมไม่ได้หยิบมันขึ้นมาใช้บ่อยนักหรอกครับ ผมค้นโต๊ะเครื่องแป้งแล้ว แต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอ จำได้ว่าครั้งล่าสุดผมน่าจะหยิบออกมาใช้แล้วเก็บมันไว้แถวนี้นี่ แล้วตอนนี้มันไปไหนกัน

     “กริ๊ก.....” เสียงข้อความไลน์ ดังขึ้นมาอีกครั้ง คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเค้า ผมกำลังหงุดหงิดกับการหาของไม่เจอพอดี เลยถือโอกาสจะพักเพื่อพยายามคิดทบทวนว่าไปเก็บมันไว้ที่ไหนกันแน่ ผมหยิบมือถือขึ้นมา เพื่ออ่านข้อความ เดาเอาว่าคงเป็นการบอกฝันดีอะไรซักอย่างตามที่เค้าชอบทำ

    ‘รองพื้น กับ คอนซิลเลอร์ อยู่ในตู้เก็บของตรงหัวเตียงนะครับ’

     หือ...นี้มันอะไรกัน?

  ผมเลยพิมพ์ถามกลับไปด้วยความสงสัย

    ‘รู้ได้ยังไงว่ากำลังหาสองอย่างนี้อยู่’

     หน้าจอไลน์ขึ้นเตือนว่ากำลังพิมพ์.... ในวินาทีนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังใจจดใจจ่อกับสิ่งที่เค้าจะพิมพ์ตอบมาจนเผลอหยุดหายใจเลยทีเดียว

    ‘มาร์คคิดว่าพี่ฟิวกำลังหามันอยู่...”

     .......................

    ‘มาร์ครู้ดีครับ มาร์ครู้............’

    ไม่ไหวแฮะ.. รู้สึกว่าไอ้น้ำใสๆที่ดวงตาชอบผลิตออกมาเองตามใจชอบมันจะค่อยๆเอ่อออกมาจนจะล้นทะลักออกมาข้างนอกอยู่แล้ว ผมพยายามขืนมันไว้ให้มากที่สุด ผมบอกตัวเองแล้ว สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ยอมให้มันไหลออกมาอีกครั้ง ผมพยายามขืนมันไว้อย่างไม่คิดชีวิต

     ‘อือ....ขอบใจนะ’

     ผมพิมพ์ตอบกลับไป และวางโทรศัพท์ลงแล้วทำท่าจะเดินออกไปในทันที แต่ทว่า...

    “กริ๊ก...”

     เสียงไลน์ดังขึ้นมา....เสียงเล็กจากโทรศัพท์มือถือที่ดังออกมานั้น สำหรับผมตอนนี้มันคงคลายกับเสียงสัญญาณเตือนอะไรบางอย่างที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหัวสมอง....

     จะอ่านดีไหม........ หรือ จะไม่อ่านดี..............

     ความคิดทั้งสองอย่าง ยกกำลังพลเข้าตะลุมบอนกันอยู่ภายในจิตใจของผม......

    เจ้าความคิดฝ่ายที่บอกให้อ่าน ก็ประกาศกร้าวราวกับต้องการจะพูดกับผมว่า

    “อ่านสิฟิว.... มันไม่มีอะไรหรอก......มันอาจเป็นสิ่งที่แกรออยู่ก็ได้ ไม่ว่ายังไงสุดท้ายแกก็ต้องอ่านใช่ไหมละ เพราะฉะนั้น หยิบมันขึ้นมาอ่านตอนนีัสิฟิว แกก็อยากอ่านใช่ไหม!!”

     ส่วนเจ้าความคิดที่บอกไม่ให้อ่าน ก็
   
    “ไม่ได้นะฟิว แกหลุดพ้นมาแล้ว อย่างทำให้ความพยายามทำใจของแกนั้นต้องสูญสลายไปกับไอ้ข้อความบ้าๆแค่ประโยคไม่กี่ประโยค เพราะฉะนั้น อย่าอ่านมันนะฟิว ลบมันทิ้งไปเลย!”

     มือเท้าแขนขา ผมสั่นไปหมด....

    แล้วเจ้ามือบ้าๆนั้น มันกลับเอื้อมออกไปเอง.......

    เหมือนสมองผมไม่สามารถสั่งการมันได้ เหมือนเจ้าหัวใจวายร้ายมันกำลังหวังจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่เค้าส่งมาให้ผม

     ไม่ได้นะ.....

     ไม่ได้นะ........

     ไม่นะ!!!!

     หยุดนะ ไอ้มือไม่รักดี แกจะไปหยิบมันมาทำไม แกจะทำแบบนั้นทำไม!!

     ผมหยุดตัวเองไม่ได้ ผมหลับตาปี๋ แต่เจ้ามือบ้านั้นก็ยังคงเคลื่อนตัวไปไม่มีท่าทีว่าจะหยุด มันคว้าเอามือถือของผมขึ้นมา ผมรู้สึกถึงแสงสะท้อนของมือถือที่มันมาจ่ออยู่ตรงหน้าผมแล้ว เจ้ามือไม่รักดีที่ปกติต้องเป็นลูกน้องที่ซื่อสัตย์ของสมอง กลับทรยศไปเจ้าข้างหัวใจ จนได้...

    ผมค่อยๆลืมตาขึ้น.....ผมภาวนาให้มันเป็นอย่างที่ผมคิด ขอให้มันเป็นแค่ ประโยคบอกฝันดีจากเค้า.... แล้วผมจะได้ไม่ต้องคิดอะไรอีก ผมจะได้ปล่อยให้มันจบไปแล้วลืมๆมันไปซะ

   แต่ก็นั้นละครับ....พระเจ้าที่แสนซุกซน พยายามเล่นตลกกับเราเสมอ

  ‘มาร์คขอโทษนะครับพี่ฟิว ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่มาร์คทำลงไป มาร์ครู้ดีว่าพี่ฟิวลำบากใจแค่ไหน พี่ฟิวตามใจมาร์คเสมอ พี่ฟิวยอมทุกอย่างเพื่อมาร์คเสมอ ถึงแม้มาร์คจะทำร้ายจิตใจพี่ฟิวมากมายแค่ไหน จะขอร้องให้พี่ฟิวทำสิ่งที่ขมขื่นจิตใจพี่ฟิวแค่ไหน พี่ฟิวก็ยอมทำให้มาร์คทุกอย่าง แม้แต่ไอ้คำขอบ้าๆที่ต้องการให้พี่ฟิวมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้งานแต่งงานของมาร์ค พี่ฟิวยังตอบกลับด้วยรอยยิ้ม มาร์คขอโทษจริงๆนะครับ’

    หมดกัน....

    ทุกอย่างที่พยายามมาทั้งหมด......

    สูญสลายไปกับไอ้ข้อความบ้าๆนี้จริงๆด้วย.......

    ข้อความนี้เหมือนไปกดสวิตส์ที่ผมคิดว่าตัวผมปกปิดมันไว้อย่างดีมาตลอด... ตั้งแต่วันที่ผมรู้ว่าเค้าจะแต่งงาน....

    น้ำตาผมไหลออกมา ผมทรุดลงกับพื้น.... ทำไมกัน? ทำไม? ผมไม่เข้าใจว่าทำไม เค้าต้องทำกับผมแบบนี้ด้วย ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าผมทำอะไรผิด ผมทำอะไรไม่ดี ถ้าผมทำไม่ดีจริงๆ ทำไมเค้าไม่บอกผมตรงๆ ทำไมเค้าไม่ด่าว่าผม เค้าจะลงไม้ลงมือกับผมก็ได้ถ้าผมทำอะไรผิด แต่ทำไมเค้าถึงเลือกที่จะทำแบบนี้ เค้าต้องการให้ผมตายทั้งเป็นหรือยังไง....

    “กริ๊ก”

    เสียงข้อความดังขึ้นอีกครั้ง....... พอดีกับสายตาของผมที่จ้องมองมือถืออยู่

    ‘มาร์ครักพี่ฟิวนะครับ..’

    ไม่ทันได้คิดอะไร ผมก็ปาไอโฟนของผมไปจนสุดแรง มันชนเข้ากับผนังดังสนั่นแล้วร่วงลงกับพื้น ผมปิดหน้าร้องไห้ ผมร้องไห้ให้กับตัวเอง ให้กับความรัก และ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างของผมที่มันพังทลายลง..... ผมคิดเสมอว่า ผมไปทำเวรทำกรรมอะไรมา ทำไมผมถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย.....

   
     พรุ่งนี้คือวันแต่งงานของมาร์ค......

     ผู้ชายซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผม……

     คนรักของผม....

   



   

     ผมเดินไปเก็บไอโฟน แล้วสำรวจดูความเสียหาย ไม่น่าใจร้อนไปลงกับข้าวของเลยจริงๆ แต่มันยังคงปลอดภัยดีราวกับปาฏิหาริย์ เหมือนว่าเจ้าเคสลายสนูปปี้นั้นได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ มันป้องกันความเสียหายที่ควรจะเกิดขึ้นจากการปาไอโฟนกระแทกกับกำแพงได้เกือบทั้งหมด ผมคงโชคดีจริงๆ ที่ปามันขนาดนั้นแล้วมันยังไม่เสียหายอย่างที่คิด....

    หลังจากนั้น ก็มีข้อความมาจากเค้าอีก

    “ฝันดีนะครับพี่ฟิว......”

     ข้อความนี้ ผมได้รับมันแทบทุกวัน... ช่วงหลังๆมานี้

     ทุกครั้งที่อ่านผมก็รู้แปลกๆ เหมือนมันหวิวๆยังไงไม่รู้

     เพราะสมัยก่อน ประโยคนี้ เป็นประโยคที่มาร์คกระซิบข้างๆหูผมทุกวันก่อนนอน และ ไม่รู้ว่าผมอุปทานไปเองหรือเปล่า ต่อให้อยู่ห่างไกลกันแค่ไหนถ้าผมได้ยินเสียงเค้าโทรมาบอกฝันดี ผมจะสามารถนอนหลับได้อย่างมีความสุข

     ผมทาครีมอะไรจนเสร็จเรียบร้อย สุดท้ายก็ไม่วายต้องมาร์สรอบดวงตา เผื่อมันจะช่วยให้ขอบตาที่บวมเป่งนั้นยุบลงได้บ้างก็ยังดี....

    ไม่น่าเลยจริงๆ ที่ผ่านมาผมคิดว่า ตัวเองเตรียมใจมาดีแล้ว แต่กลายเป็นว่าสุดท้าย ผมก็ยังอ่อนแอเหมือนเดิมไม่มีผิด กับไอ้แค่คำพูดบ้าๆนั้น กลับทำให้สับสนได้ถึงเพียงนี้ ผมไม่น่าจะไปโอนอ่อนกับอะไรพรรค์นั้นง่ายๆเลย.. ผมต้องพยายามทำใจให้มากกว่านี้ ไม่งั้นผมจะไม่สามารถทำตามความตั้งใจของตัวเองในวันพรุ่งนี้ได้

    ผมนอนลง ประคบดวงตาด้วยผ้าเย็นๆ ก่อนจะ วางมาร์สลงไปใต้ตา ภาวนาให้มันได้ผล อย่างน้อยที่สุด ผมก็ไม่อยากให้มาร์ครู้ว่า เมื่อคืนผมร้องไห้เพราะสิ่งที่เค้าพิมพ์มา

    พอนอนลงแล้วก็คิดไปเรื่อยเปื่อย

     มาร์คเป็นรุ่นน้องในเอกของผม ผมเจอเค้าครั้งแรก ในวันมอบตัวมหาวิทยาลัย ในวันนั้น ผมจำได้ว่า ผมยุ่งวุ่นวายกับการตอบคำถามเด็กๆที่มามอบตัว ด้วยความที่คณะผมเป็นคณะที่มีสาขาวิชาเอกเกือบ 20 สาขา ทำให้ผมต้องท่องจำว่า สาขาไหน มอบตัวที่ห้องไหน

    ตอนนั้นเป็นเวลา 7โมง 50กว่า ซึ่งใกล้จะได้เวลาเริ่มต้นมอบตัวแล้ว ผมเลยกำลังจะเก็บของ ผละออกจากโต๊ะประชาสัมพันธ์เพื่อขึ้นไปดูรุ่นน้องเหมือนคนอื่น แต่จู่ๆก็ปรากฏเด็กผู้ชายในชุดนักเรียน และ ทรงผมที่ดูยุ่ง วิ่งเข้ามาทางผมด้วยความรวดเร็ว

    “เดี๊ยวครับพี่ เดี๊ยวๆ....” น้องมันตะโกนสุดเสียง จนผมสะดุ้ง ก้าวขาไม่ออก ผมยืนตัวเกร็ง

    “อะ....อะไรคะ..ครับ”  ผมพูดตะกุกตะกัก มันดูแย่ชะมัด

    มาร์คก้มลงไปหอบแฮกๆ .....ทรงตัวแทบไม่อยู่ มือข้างหนึ่ง เกาะไหล่ผมเอาไว้..... มาร์คค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา....

    “เอ...เอก...บริหาร....ปะ...ไป....ไป...ทางไหน...คะ..ครับ...”

    “ น้อง...เอกบริหารหรอครับ” ผมถาม...ผมก็เอกบริหารเหมือนกัน

     มาร์คหอบอยู่อีกซักครู่....ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา.....

     “ครับ ปีหนึ่งครับ......ผมตื่นสายครับ....” ตอนนั้นผมคิดว่ามันน่ารักดี ผมยังไม่ได้ทันจะถามอะไรเลย แต่เจ้าตัวชิงแก้ตัวมาก่อน เหมือนเด็กน้อยที่โดนจับผิดได้ ผมแอบขำเบาๆ

    “งั้นเดี๊ยวไปพร้อมพี่...พี่ก็เอกบริหารเหมือนกันครับ.....” ผมตอบ

    “โชคดีจังเลย....ขอบคุณพี่นะครับ”

     มาร์คยิ้มให้ผม รอยยิ้มอันบริสุทธิ์นั้นทำให้ผมตกตะลึง ผมรู้สึกว่าตัวเองน่าจะโดนสไตร์คตั้งแต่ รอยยิ้มนั้นเลยละครับ..... ยอมรับว่ารอยยิ้มนั้นทำให้ผมหลงไหลตั้งแต่ครั้งแรกเลย แต่วินาทีนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็ถือว่าถูกใจนั้นละครับ เพราะตอนนั้น ผมกลับคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก... ผมยิ้มกับตัวเองคนเดียวในใจ



     “รักมหาลัยไหม”

     “รักครับ!!”

     “รักเพื่อนไหม...?”

      “รักครับ”


    “แล้วมึงรักรุ่นพี่ไหม....?” เพื่อนผมคนที่เป็นพี่ว๊ากตะโกนแทบจะสุดเสียง ผมยืนกลืนน้ำลายเอือกๆ เพื่อนผมมันแสดงบทพี่ว๊ากได้ดี จนผมเผลอกลัวมันขึ้นมาจริงๆ แต่ที่ผมกลัวมากกว่านั้น คือ คนที่ยืนโดนมันว๊ากอยู่ตอนนี้ คือเจ้ามาร์คนั้นเอง มันเป็นตัวแทนของเพื่อนๆ ที่โดนลากออกมาเชือดในพิธีว๊ากครั้งนี้

     “ร...ระ...รักครับ”

     “ทำไมมึงตอบช้า....มึงไม่รักรุ่นพี่จริงๆหรือไง”

     “เปล่าครับ...”

      “แล้วมึงจะอ้ำอึ้งทำไม....”

     “ผมไม่รู้ครับว่าพี่เค้ารักผมหรือเปล่า...”

     “มึงดูถูกพวกกูหรอ พวกกูรุ่นพี่มีที่ไหนที่จะไม่รักน้อง!!”

     “ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นครับ!! ผมหมายถึง ผมมีรุ่นพี่ที่ชอบ แต่ไม่รู้ว่าเค้าจะชอบผมหรือเปล่าครับ!!”


     มาร์คตะโกนเสียงดังฟังชัด.... มันทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น หันไปมองมันเป็นสายตาเดียว ไอ้เพื่อนผมคนที่เป็นพี่ว๊าก มันก็ตกใจไม่น้อยจนเงียบไปนาน มันเองก็คงไม่คิดว่า มาร์คจะกล้าพูดเรื่องแบบนี้ออกมาในสถานการณ์ที่โดนว๊ากกันรุนแรงอยู่อย่างนี้.....

    ตอนนั้นใจผมมันร่วงไปอยู่ตาตุ่มแล้ว มาร์คมันมีรุ่นพี่ที่มันชอบแล้ว... เฮ้อ ช่างเป็นการแอบรักที่จบลงอย่างรวดเร็วจริงๆ...

    สาวๆในเอก แต่ละคนทั้งปีผม ทั้งรุ่นพี่ คุยกันจ๊อกแจ๊ก พวกเธอดูมีความหวังๆ เธอคงหวังให้ไอ้รุ่นพี่ซักคนที่มาร์คพูดถึงเป็นตัวเองก็ได้ ก็อย่างว่าละครับ ถูกลากตัวไปประกวดเดือนคณะและรับตำแหน่งมาหมาด ตอนนี้เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาในหมู่สาวๆในคณะเลยละครับ กับเทพบุตรสุดหล่อจากเอกบริหารผู้นี้...

      “มึง....ชอบรุ่นพี่หรอ” เพื่อนคนว๊ากของผมเหมือนจะเริ่มตั้งสติได้

    “ครับ!!”

     “มึงแน่ใจนะ กูให้โอกาสอีกที”

     “ครับ... ผมชอบรุ่นพี่ครับ!!”

     “ถ้ากูให้มึงเดินไปบอกรุ่นพี่คนที่มึงชอบต่อหน้าตอนนี้ มึงกล้าไหม”

     “กล้าครับ”

     “ดี....งั้นมึงเดินไปเลย อยากบอกอะไรเค้ามึงบอกเลย บอกเสียงดังๆ ให้พวกกูและเพื่อนๆมึงได้ยินทุกคนด้วย....”

     “ครับ!!!”


     วินาทีที่มาร์คเดินออกมาจากแถวนั้น ทุกสายตามองตามมันออกมาเป็นจุดเดียว แม้แต่ในหมู่ปีหนึ่งที่พึ่งโดนว๊ากไปอย่างหนักหน่วงก็แอบสะกิดคุยกันจนสังเกตได้ ถ้าเป็นเวลาปกติ ไอ้เพื่อนผมคนนั้นคงตะโกนด่าไปสุดเสียงแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ดูเหมือนทุกคนกำลังให้ความสนใจว่ามาร์คกำลังจะเดินไปสารภาพรักกับรุ่นพี่คนไหน

    ผมเองมองตามมาร์คตลอด มาร์คมันค่อยๆ เดินเข้ามาทางกลุ่มผม ผมมองไปรอบ ผมเป็นหนึ่งในพี่พยาบาล ซึ่งหน้าที่นี้มีสาวๆหน้าตาดีรับทำหลายคน ผมคิดว่าคงเป็นใครซักคนจากในนี้ สายตาผมมองตามมาร์คที่ค่อยขยับเข้ามา ใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ..... เหมือนว่ามันจะใกล้เกินไปแล้ว...... เพราะมาร์คมันเดินมาหยุดที่หน้าผม

    “พี่ฟิวครับ...” มาร์คตะโกนเสียงดัง....

     “คะ...ครับ....”

    “ผมชอบพี่ครับ”

      “หะ...หา ?”

      “ผมขอจีบพี่ได้ไหมครับ....”

      เหมือนเวลารอบๆตัวผมในรัศมี 50 เมตร หยุดลงชั่วขณะ ผมกวาดสายตามองในรอบ... ผมไม่ใช่คนเดียวที่ตกใจ มีคนแสดงท่าทีตกใจกับสิ่งที่มาร์คทำอยู่ตอนนี้มีเต็มไปหมด ไอ้เพื่อนคนที่เป็นพี่ว๊ากเองก็ตกใจเสียจนอ้าปากหวอ บรรดาสาวๆที่ยืนอยู่รอบตัวผมก็ช๊อค ถอยกรูกันออกไปหมด จนผมกับมาร์ค กลายเป็นเป้าสายตาอยู่แค่ 2 คน

      “ได้ไหมครับ....”

      ครั้งนี้มาร์คไม่ได้ตะโกน... มันกลับพูดด้วยน้ำสายตาวิงวอน ลองคิดดูดีๆแล้วนั้นน่าจะเป็นการใช้สายตาวิงวอนนี้ครั้งแรกของมันเลย

      ตอนนั้นสมองผมโล่งไปหมด...... ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...... เหมือนสติมันหลุดลอยออกไปดื้อๆ....ปากมันก็ตอบกลับไปเอง

      “ละ..แล้วแต่สิ....”

      นั้นคือคำตอบของผม..........

     ผมจำได้ดี....... รอยยิ้มที่มีความสุขหลังจากได้ยินคำตอบของมาร์ค... มันยังคงตราตรึงอยู่ในใจผมมาจนถึงทุกวันนี้

     

    “พี่ฟิว” มาร์คมารอผมที่หน้าห้องเรียน ตั้งแต่วีรกรรมประกาศตัวเลื่อนลั่นว่าจะจีบผมครั้งนั้น โด่งดังออกไป ก็ทำให้ผมกับมาร์คถูกจับตามองทั้งคู่ มาร์คดูไม่สนใจอะไรเท่าไร แต่ไอ้ผมนี้สิไม่ชินกับสายตาพวกนั้นซะที

     “มาร์ค!! บอกแล้วไง ว่าไม่ต้องมารอที่ห้องเรียน” ผมดุ.... ทุกครั้งที่มาร์คมา ผมจะต้องกลายเป็นเป้าสายตาของคนรอบข้าง ทั้งเพื่อน ทั้งรุ่นพี่ ไม่เว้นแม้กระทั่งอาจารย์ ที่ชอบแซวผมออกไมค์ในห้องเรียนกันบ่อยๆ

     “ก็มาร์คคิดถึงพี่ฟิวนี้...” พอถูกดุ มาร์คก็ทำหน้าหงอย... พอเห็นแบบนั้นแล้วผมก็ส่ายหน้า... ผมแพ้มันอีกจนได้..

     “เออ ไม่ว่าแล้วก็ได้ ไม่ต้องมาทำหงอยเลย”

      พอได้ยินอย่างนั้น เจ้าตัวก็ยิ้มระริก ยืนมือมาหาผมเพื่อขอกระเป๋าไปช่วยสะพาย.... ผมส่งไปให้ตามปกติ

      “พอน้องมาร์คมา มึงก็ไม่สนใจเพื่อนฝูงเลยนะยะ แหมมมม” นังเพื่อนตัวดีหันมาแซวผม ผมหันไปยักคิ้วให้มัน แล้วก็เดินตามมาร์คลงไป

       จริงๆต่อให้มาร์คไม่มารับผมหน้าห้องเรียน เราก็เจอกันทุกวันอยู่ดี เพราะมาร์คมันบ้าดีเดือดถึงขนาด ไปเจรจากับคนที่เช่าห้องอยู่ข้างๆห้องผม และ จ่ายเงินเพื่อให้เค้าไปอยู่ห้องอื่น...เด็กปีหนึ่งใช้เงินอย่างบ้าบิ่นเพื่อให้ได้ย้ายมาอยู่ข้างๆคนที่ตัวเองกำลังจีบ บ้านมาร์ครวยมากครับ พ่อทำธุรกิจนำเข้าSuper Carแต่ถึงกระนั่นเจ้าตัวก็ขับแค่ ฮอนด้าแจ๊ซ บางทีนึกเล่นๆผมยังขำเลยครับ

     “พี่ฟิว” มาร์คมานอนตักผม ที่นั่งดูทีวีอยู่ หลังจากกินข้าวเสร็จ

     “อะไรอีก”

      “นี้ก็นานแล้วนะพี่......พี่ยังไม่ยอมเป็นแฟนผมอีกอะ..”

      เป็นคำถามที่ทำให้ผมฟังแล้วตัวค้างแข็งทื่อๆ ตอนนี้ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วหลังจาก วันนั้น ผมก็พยายามเลี่ยงและบ่ายเบี่ยง ที่จะตอบคำถามของมาร์คมาตลอด เพราะผมเขิน แต่หลังๆเหมือนเจ้าตัวพยายามรุกหนักขึ้นเรื่อยๆ

     “เป็นแฟนอะไรเล่า อยู่แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ”

     “ผมอยากได้สถานะที่แน่นอนกว่านี้นะ” มาร์คทำหน้าบึ้ง

     “แล้วแบบนี้มันไม่ชัดเจนตรงไหนวะ......แทบจะหนีตามกันมาอยู่แล้วเนี้ย....”ผมทำหน้าบึ้งกลับบ้าง ไม่รู้จะอะไรกันนักหนานะเนี้ย แค่นี้ผมก็คิดว่าผมก็ให้ใจมันทั้งหมดอยู่คนเดียวแล้ว.... มันจะมาเรียกร้องอะไรจากผมอีก!!

     “ก็แหม......” มาร์คลุกขึ้นมา รอบนี้เปลี่ยนจากหน้าบึ้ง เป็นมองผมด้วยสายตาน้อยใจแทน มาร์คหันหลังให้ผม แล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “ไม่เห็นต้องดุมาร์คเลยนี้....มาร์คก็แค่อยากฟังจากปากพี่ฟิวชัดๆแค่นั้นเองนะ”

    หึหึ.... อย่างนี้นี่เองหรอ....

    ที่ผ่านมาที่ผมไม่ยอมพูดอะไรก็เพราะว่าผมเขินตัวเอง....

    แต่ถ้ามาร์คมันอยากฟัง ผมจะยอมทนเขินพูดให้มันฟังก็ได้

    “เออ.......... เป็นก็เป็น “

     ผมพูดจบ ก็ลุกเดินออก ทำทีว่าจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อหยิบจับอะไรซักอย่าง แต่จริงๆแล้วก็แค่หนีออกมาเพราะความเขินเท่านั้นเอง มาร์คนั่งงงอยู่ซักแปป พอรู้สึกตัวแล้ว ก็รีบตามผมมา

     “พี่ฟิว...”

     “อะไรอีกวะ......เซ้าซี้อยู่ได้....เฮ้ย!”

     มาร์คสวมกอดผมเข้าข้างหลัง ผมพยายามสะบัดเจ้าตัวออก ขนาดตัวผมกับมาร์คก็ไม่ได้ต่างกันมาก แต่เรื่องเรี่ยวแรงนั้น จัดว่าคนละชั้นกันเลย มาร์คเป็นเด็กที่ออกกำลังกายเข้าฟิตเนส ในขณะที่ผมนี้จะดีจะแย่ก็นอนเล่นเกมส์ทั้งวัน

     “มาร์คปล่อย” ผมพยายามสะบัด จดหมดแรง เลยต้องนิ่งแล้วขอให้มาร์คปล่อยดีๆ

     “ไม่เอาอะพี่ฟิว มาร์คของอยู่แบบนี้อีกซักพักได้ไหมครับ” เสียงกระซิบที่แสนแผ่วเบาผ่านเข้ามาที่หูของผม..... ผมหยุดกึกลงทันที เสียงของมาร์คเหมือนมีมนต์สะกด มันทำให้ผมเคลิบเคลิ้ม จนไม่รู้สึกตัว มาร์คจับตัวผมหันมาจนใบหน้าของเราสองคนประจันกัน.... ผมประหม่าจนต้องหลบตา มั่นใจว่าตอนนี้ตัวเองคงแก้มแดงเป็นมะเขือเทศ

     “อย่าหลบสิครับ” มาร์คประคองหน้าของผม ให้ค่อยๆหันมา มองตาของเค้า ดวงตาใสแป๊วที่กำลังวิงวอนราวกับต้องการอะไรซักอย่าง ผมเข้าใจความต้องการของมาร์คดี ที่ผ่านมาไม่ว่าจะนอนกอดกันยังไง ไม่ว่าจะจับมือถือแขนกันแค่ไหน มาร์คก็ไม่เคยทำอะไรเลยเถิดมากกว่านั้น ผมรู้ว่าเค้ากำลังรอวันนี้ วันที่ผมตกปากรับคำเค้าจริงๆ มันทำให้ผมรู้สึกกลัวขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธสายตาวิงวอนนั้นได้อยู่ดี

     “พี่ฟิวครับ มาร์ค...”

     “หยุด!!”

     ผมปิดปากมาร์คก่อนที่มันจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ มาร์คมีสีหน้าสงสัย แต่ก็ยอมหยุดพูดแต่โดยดี

     “ไม่ต้องพูด......อยากทำอะไรก็ทำเลย” ประโยคหลังนี้เหมือนระบบเสียงมันติดๆขัดๆแฮะ ออกมาไม่ค่อยเต็มเท่าไร อาจเป็นเพราะพูดไปด้วยเขินไปด้วยก็ได้มั้ง....

      มาร์คยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วค่อยๆโน้มตัวเข้ามาเพื่อที่จะแลกจูบกับผมได้ถนัด

     จะมีซักกี่คนในโลกครับ ที่เสียตัวครั้งแรก...... ในห้องครัวแบบผม


(มีต่อ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-07-2015 23:19:20 โดย St.Yawn™ »

ออฟไลน์ St.Yawn™

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-0
     ด้วยความที่มาร์คหน้าตาสะดุดตาคนมากๆ ก็เป็นธรรมดาที่จะมีคนอื่นมาเกาะแกะด้วย มาร์คก็ไม่เคยสนใจใคร แต่มันก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจนได้ เรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่ผมอยู่ปี 4 มาร์คอยู่ปี 3 ปกติเราไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวในที่สาธารณะมากนัก ถึงคนส่วนใหญ่จะรู้ว่าเราคบกันในฐานะอะไร แต่เราก็เลือกที่จะไม่ป่าวประกาศ เพราะนั้นมันจะทำให้ชีวิตยากลำบากเสียเปล่าๆ

     “พี่ฟิวครับ.........มีรุ่นพี่นิเทศ เค้ามาขอให้มาร์คไปเป็นตัวแบบในทีสิสให้เค้านะ” มาร์คเล่าให้ผมฟัง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมต้องอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบไล่ ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงฝึกงาน ทำให้ผมค่อนข้างยุ่งจนแทบไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันเลย

     “หรอ...แล้วจะไปไหมละ” ผมถาม

     “มาร์คปฎิเสธไม่ได้นะครับ เค้าเป็นพี่ชายของเพื่อนมาร์คพอดี” มาร์คพูดเสียงอ่อยๆ ผมรู้ว่าที่จริงเจ้าตัวก็ไม่ค่อบชอบอะไรแบบนี้เท่าไร

     “แล้วเค้าจะให้ถ่ายอะไรบ้างละ”

     “ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ คือเป็นเซทแฟชั่นธรรมดา แต่ต้องไปถ่ายที่ปราณบุรี ประมาณสัปดาห์นึงแค่นั้นเอง......”

     “สัปดาห์นึงเลยหรอ......” ผมพูดขึ้น จริงๆยอมรับว่าตอนนั้นตัวเองก็ไมได้ใส่ใจเท่าไรเหมือนกัน เพราะ ผมคิดแต่เรื่องของตัวเองซะมากกว่า......

     “อือ....เข้าใจแล้ว จะไปเมื่อไหร่ละ....”

     “วันเสาร์นี้ครับ...กลับวันศุกร์หน้า”

     เสาร์นี้งั้นหรอ เป็นช่วงที่ผมน่าจะยุ่งสุดๆพอดี ก็ดีเหมือนกัน พอผมเสร็จช่วงยุ่งๆ ก็คงจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันพักก่อนผมจะเริ่มฝึกงานละนะ

     มาร์คเก็บกระเป๋าไปตั้งแต่เช้าวันเสาร์ ผมที่ยุ่งจนไม่มีเวลาทำอะไรเพราะต้องส่งรูปเล่มรายงานก่อนวันอังคาร และ สอบไล่ในวันพุทธ หลังจากการโหมงานอย่างหนัก จนทั้งรายงานและการสอบผ่านไปด้วยดี.... ผมนอนหมดสภาพอยู่ในห้องที่ตอนนี้เราสองคนย้ายมาอยู่ห้องเดียวกันแล้ว

     “ตี๊ดๆ.....” เสียง SMS ดังขึ้น มันทำให้ผมที่นอนกึ่งหลับกึ่งตื่น สะดุ้งตื่นขึ้นมา....

     “เปิดเมลล์สิ.....”

     ข้อความสั้นๆ ที่ถูกส่งออกมาจากเบอร์ที่ถูกปกปิดเอาไว้ ทำให้ผมฉงนใจ ผมคว้าโน๊ตบุ๊คขึ้นมา เปิดเครื่องและเข้าไปเช็คเมลล์ตามที่ข้อความนั้นบอก.....

    และเมลล์นั้นก็ทำให้ผม ตกใจเสียจนสติหลุดลอย.......

    ในเมลล์นั้น มีรูปถ่ายอยู่ประมาณ 10 รูป เป็นอาริยาบท ของหญิงสาวและชายหนุ่มที่สีหน้ากำลังดูมีความสุข ทั้งเดินจับมือกัน กอดกัน เดินควงกันไปที่นู้นที่นี้ หลากหลายอิริยาบถ มันคงเป็นรูปถ่ายที่ดูน่าอิจฉา ถ้าผู้ชายในรูปนั้น ไม่ใช่ มาร์ค...... มาร์คไปเที่ยวกับใครก็ไม่รู้ รูปถ่ายมีการลงวันที่ไว้ชัดเจนว่ามันคือช่วง วันสองวันที่ผ่านมานี้

    เหมือนน้ำตามันไหลออกมาเอง.....

    ผมนอนร้องไห้อยู่สองวัน...โดยไม่รู้จะทำยังไง ผมไม่กล้าโทรไปหามาร์ค ผมไม่รู้ว่านี้มันเรื่องอะไรกันแน่

    มาร์คกลับมาในคืนวันศุกร์....

    “กลับมาแล้วครับ....” มาร์ควางกระเป๋าลง แล้วนั่งถอดรองเท้า....

    “อือ กลับมาแล้วหรอ”

    ไม่มีเสียงตอบรับมาจากมาร์ค เค้านั่งถอดรองเท้าไปเงียบๆ บรรยากาศดูอึมครึมแปลกๆ จนกระทั่งผมเริ่มนึกกลัวขึ้นมา ผมเลยเดินหลบไปที่โซฟาก่อน ตั้งสติไว้กับตัวเองว่า จะไม่แสดงท่าทีแปลกๆ ออกไปเพราะเดี๊ยวมาร์คจะรู้สึกไม่ดี...

    มาร์คเดินตามเข้ามาในห้องหยุด อยู่ตรงหน้าผม ผมพยายามแกล้งทำเป็นสนใจทีวี ไม่ได้หันไปมองมาร์ค.....

    “กินอะไรมาหรือยัง....”

    “กินแล้วครับ”

     “เหรอ งั้นก็ไปอาบน้ำอาบท่าไป มาเหนื่อยๆ...”

     มาร์คนิ่งเงียบไม่ไหวติง..... จากที่ตั้งใจว่าจะไม่สนใจมัน ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นไปดู

     มาร์คกำลังร้องไห้อยู่

     “มาร์ค เป็นอะไร.....” ผมลุกพรวดขึ้นไปดูมันใกล้ๆทันที... ผมไม่เคยเห็นมาร์คร้องไห้มาก่อน อย่างน้อยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่อยู่ด้วยกันมา มาร์คก็ไม่เคยร้องไห้ให้ผมเห็นเลย สติของผมกระเจิดกระเจิงไปหมด ผมคิดว่าตัวเองเสียขวัญซะยิ่งกว่าคนที่กำลังยืนร้องได้เสียด้วยซ้ำ ผมสวมกอดมาร์ค เอามือลูบหลังเผื่อจะช่วยให้อะไรมันดีขึ้นได้ แต่ไม่เลย ผมรู้สึกว่ามาร์คสะอึกสะอื้นหนักกว่าเดิมเสียอีก

     “มาร์คไม่เอาไม่ร้องสิ....เป็นอะไรบอกมาสิ” ตัวผมเองก็เริ่มที่จะร้องไห้ตามมาร์คแล้ว ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ผมทนเห็นผู้ชายคนนี้ร้องไห้ไม่ได้

     “พี่ฟิว มาร์คขอโทษ.....” มาร์คพูดแค่นี้ซ้ำไปซ้ำมา โดยไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้ ตัวผมตอนนี้ลืมเรื่องไอ้รูปบ้าบอนั้นไปหมดสิ้น ตอนนี้ทั้งสมองและหัวใจผม มีพื้นที่ให้สำหรับคนตรงหน้าที่กำลังร้องไห้อย่างไม่ทราบสาเหตุเท่านั้น

      ผมพยายามฝืนตัวเองเอาไว้ และปลอบมาร์คจนนิ่งดีแล้ว... มาร์คยังคงมีอาการสะอึกสะอื้น พอมานั่งคิดดูแล้ว เวลามาร์คร้องไห้เนี้ย ดูแย่เสียยิ่งกว่าเด็กตัวเล็กๆอีก ผมคิดในใจ

     “พี่ฟิวครับ...” มาร์คเรียกผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

      “ว่าไง?”

       “มาร์ค....นอกใจพี่ฟิวครับ........”

       เปรี๊ยง !! ผมรู้สึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาดเข้ามาที่กลางหัว เหมือนร่างกายมันชาไปหมด โดยไม่ทันตั้งตัว เรื่องรูปภาพบ้าๆนั้นมันย้อนกลับเข้ามาในสมองผมอีกครั้ง.... มันเป็นเรื่องจริงสินะ...

      “มาร์คไปเที่ยวกับผู้หญิงคนนั้นมา........” มาร์คพูด

      “อือ...”

      “มาร์คอยู่กับเค้า เกือบสัปดาห์ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด...”

      “อือ...”

      “มาร์คนอนกับผู้หญิงคนนั้นด้วย.....”

       ผมสูดหายใจเข้าไปเล็กน้อยก่อนที่จะตอบไปว่า

      “อือ...แล้วไงต่อ....”

      มาร์คมีท่าทีฉงนใจ..... เค้าน่าจะกำลังแปลกใจกับการตอบสนองของผม....

     “พี่ฟิวไม่โกรธมาร์คเลยหรอครับ?”

      ผมส่ายหน้า....

      “แต่พี่รอฟังอยู่...”

       “รอฟังอะไรหรอครับ?”

       “รอฟังคำตอบของมาร์คนะ....”

      “คำตอบของผม?”

      ผมสูดหายใจเข้าเต็มปอดอีกครั้ง ......

      “พี่กำลังรอฟังอยู่ว่ามาร์คจะเลือกพี่หรือผู้หญิงคนนั้น......”

      น้ำตาที่กลั้นมาตั้งนาน มันก็ไหลออกมาเองในที่สุด เจ้าน้ำตาไม่รักดีที่ดื้อดึงจะไหลออกมาทั้งๆที่ผมพยายามแทบตายเพื่อให้มันอยู่ในที่ๆควรจะอยู่ มาร์คเอามือทั้ง 2 ข้างของตัวเองค่อยๆปาดน้ำตาที่ไหลอยู่กับผมออก.... เค้าส่งสายตาวิงวอนนั้นมาให้ผมอีกครั้ง.......

      “พี่ฟิวครับ.....มาร์คผิดเอง......มาร์คไม่ดีเอง.......มาร์คทำให้พี่ฟิวเสียใจ มาร์คขอโทษนะครับ” มาร์คพูดออกมาตอนนี้ผมที่ถูกดวงตาคู่นั้นสะกดก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากพยักหน้ารับสิ่งที่มาร์คทำ.....

      “มาร์คจะไม่ทำให้พี่ฟิวเสียใจอีก.....มาร์คสัญญาครับ”

      เค้าสวมกอดผมเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นจากตัวเค้ามาสู่ผม เรากอดกันอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน..... ตอนนั้นผมเชื่อในคำสัญญานั้นอย่างหมดใจ

      มาร์คเล่าให้ผมฟังว่า ผู้หญิงคนนั้น เป็นรุ่นพี่จากคณะนิเทศจริงๆ แต่ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพ แต่เรื่องด้านสื่อสารมวลชน เค้ารู้จักมาร์คผ่านเพื่อน ที่แรกตัวมาร์คเอง รู้สึกดีกับเค้าด้วย ประกอบกับเป็นช่วงที่ติดเรื่องการสอบพอดี ทั้ง 2 คนออกไปกินข้าวกันบ่อยครั้ง ไม่นานความสัมพันธ์ก็เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเลยเถิดไปในที่สุด ผมนั่งฟังนิ่งๆ เอาแต่นั่งสงสัยว่า ทำไมมาร์คจะต้องเล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นให้ผมฟังด้วย แต่ช่วงมันเถอะ ยังไงสุดท้ายมาร์คก็ยืนยันว่าเค้าเลือกผม มันก็คงจบแค่นั้น

     และที่สำคัญก็คือ.....นี้เป็นอีกครั้งที่ผมพ่ายแพ้ต่อสายตาวิงวอนคู่นั้น



    “แกกล้าดียังไง แก้กล้าดียังไงที่มาปฏิเสธชั้น ชั้นเทียบ ไอ้บ้านี้ไม่ได้ตรงไหน” หญิงสาวโกรธจนหน้าแดง ตะโกนโวยวายเสียงดังจนทุกคนที่ยื่นอยู่ใต้ตึกคณะนิเทศ จ้องมองที่เราสามคนมาเป็นสายตาเดียว มาร์คยืนนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย มือข้างหนึ่งจับมือของผมไว้แน่น ที่ต้องจับแน่นก็เพราะมาร์คกลัวผมจะหนี เพราะผมอีดออดไม่อยากมาในตอนแรก... ก็แน่ละครับ ผมคิดไว้แล้วว่าเรื่องมันต้องเป็นแบบนี้ ผมเลยไม่อยากมาไงละ....

     “ผมขอโทษครับ พี่ฝ้าย พี่เป็นผู้หญิงที่สวย รวย ชาติตระกูลเพียบพร้อม...... เพียงแต่ ผมไม่ได้รักพี่เท่านั้นเอง .. ผมรักพี่ฟิวคนเดียว....” มาร์คตอบด้วยใบหน้านิ่งเฉยๆ ผมเสียอีกที่หน้าเหวอไปกับคำตอบของมาร์ค
 
      “แก... แก!!

      “เพี๊ยะ....!!”

      เธอตบหน้ามาร์คเสียงดังสนั่น มาร์คยืนรับ ไม่ได้มีท่าทางว่าจะหลบแต่อย่างใด

    “พอใจหรือยังครับ......” มาร์คถาม หน้าของมาร์คแดงเป็นรอยมือของผู้หญิงคนนั้น เธอโกรธจนแทบระเบิด ถ้าไม่ติดว่ามีสายตานับร้อยคู่จ้องมองมาทางเธออยู่ตอนนี้ เธอคงอาละวาดออกมาแล้ว เธอคว้ากระเป๋าของเธอ แล้ววิ่งออกไปจากตึกทันที โดยมีเพือนๆของเธอรีบตามออกไป

     “เจ็บไหมมาร์ค” ผมรีบดึงหน้ามาร์คมาดู รอยมือสีแดงนั้นชัดเจน มาร์คยิ้มแฉ่งแล้วก็ส่ายหน้า

     “ไม่เลยครับ.... ไปกันเถอะครับพี่ฟิว คนมองเยอะแล้ว......”

     “อือ”

      มาร์คลากผมเดินออกมาจากตึกนิเทศ โดยมีดวงตานับร้อยคู่มองส่งพวกผมไปจนลับสายตา นับว่ากล้ามากที่มาร์ค บุกมาปฏิเสธผู้หญิงคนนั้นถึงคณะแบบนี้ เธอคงโกรธมาร์คมาก เหนือสิ่งอื่นใด เธอคงรู้สึกเสียหน้า เพราะผู้หญิงระดับที่ใครๆก็หมายปองอย่างเธอ กลับถูกผู้ชายปฏิเสธ เพราะอ้างว่าเค้ารักผู้ชายอีกคน มันคงเป็นความโกรธที่ยากจะจินตนาการจริงๆ

    “มาร์ค.....” ผมทักขึ้นขณะที่กำลังขับรถกลับบ้านกัน

    “ครับ...”

     “วันหลังอย่าไปทำกับใครแบบนี้อีกนะ....”

     “??”

     “มันเหมือนว่าแกไปฟันเค้าแล้วทิ้ง มันดูไม่ดี ผู้ชายไม่ควรทำกับผู้หญิงแบบนี้” ผมพูด

     พอมาร์คได้ยินสิ่งที่ผมพูดออกมา เค้าก็หัวเราะ แล้วยื่นมือมาโยกหัวผมเบาๆ

     “อย่าเล่นหัวดิวะ...” ผมปัดมือเจ้ามาร์คออก เจ้าตัวหัวเราะชอบใจ.....

     แต่ยอมรับว่า จากส่วนลึกของหัวใจ ผมรู้สึกดีกับสิ่งที่มาร์คทำในครั้งนี้ มันเป็นการประกาศให้ทุกคนรู้กลายๆว่า เค้ารักผมคนเดียว และ คงไม่มีใครมาแทนที่ผมได้ ผมเชื่ออย่างนั้นเสมอมา

     

      “อเมริกาหรอ” ใจผมร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่มอีกครั้ง

      “ครับ.....” มาร์คเองก็พูดด้วยเสียงที่ไม่สู้ดีนัก

      “แล้วต้องไปนานไหม” รู้สึกเหมือนว่า สิ่งที่พูดออกไปจากปากของผม มีแต่ลมเบาๆเท่านั้น

     “ประมาณ 2 ปีครับ....”

     “หรอ....อืม.....” ผมไม่มีคำพูดอะไรมากไปกว่านี้ ผมคิดไม่ออกจริงๆว่าตัวเองควรพูดอะไรออกไป มันบ้ามาก ทั้งๆที่ในหัวของผมมีเรื่องเป็นร้อยเป็นพันที่จะต้องถามมาร์คแท้ๆ..... แต่ไอ้ปากเจ้ากรรมกลับไม่มีคำพูดอะไรออกไปเลยซักอย่าง

    มาร์คสวดกอดผมไว้เงียบแล้วไม่พูดอะไร...... มันเกือบทำให้น้ำตาผมไหลออกมา แต่ผมตั้งสติทันแล้วฝืนมันไว้

    “มาร์คจะพยายาม เรียนให้จบให้เร็วที่สุด.......เพื่อที่จะได้กลับมาหาพี่ฟิวนะครับ...” มาร์คกระซิบข้างๆหูผม เสียงมาร์คเองตอนนี้ ก็ทำให้ผมรับรู้ได้เหมือนกันว่าเค้าเจ็บปวดและเสียใจกับการจากกันครั้งนี้ไม่น้อยไปกว่าผมเลย

    “อือ...” ไม่ไหวแฮะ ผมรู้ว่าน้ำตาของผมมันไหลออกมาเองอีกแล้ว

    “จนถึงตอนนั้น......พี่ฟิว รอมาร์คได้ไหมครับ” มาร์คดันผมออกมา สายตาวิงวอนของมาร์คจ้องมาที่ผม...... ซึ่งมันทำให้ผมอ่อนระทวยไปทั้งตัว เค้ากำลังอ้อนวอนให้ผมรอเค้า ไม่ทิ้งเค้าไปไหน.... ท้ายที่สุดผมก็พ่ายแพ้เหมือนเดิม ผมพยักหน้ารับไปอย่างช่วยไม่ได้

     ผมไปส่งมาร์คที่สนามบิน..... ได้เจอกับครอบครัวของเค้าที่ไม่ค่อยชอบผมเท่าไรนัก แต่ก็ไม่สามารถขัดใจลูกชายคนเล็กได้ ผมส่งมาร์คไปด้วยรอยยิ้ม และ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของผมก็อยู่แต่กับการนับถอยหลัง..... ผมคอยนับวันรอคอยวันที่มาร์คจะกลับมา วันแล้ววันเล่า พยายามลืมมาร์คด้วยการทำงาน ผมเสนอตัวรับโปรเจคใหญ่ของบริษัท เพื่อพยายามทำให้ตัวเองยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และ เหมือนโชคจะเข้าข้างผม ทุกอย่างมันสำเร็จอย่างง่ายดาย เพียงแค่ระยะเวลาไม่ถึงปี ผมได้รับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ทั้งๆที่อายุยังไม่ถึง25ปีดีด้วยซ้ำ ถือว่าประสบความสำเร็จในฐานะพนักงานบริษัทคนหนึ่งเลย แต่ถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิตการงานแค่ไหน มันก็ไม่สามารถทำให้ผมหยุดคิดเรื่องมาร์คได้เลย

    มาร์คคอยส่งข่าวมาเรื่อยๆ เค้าเข้าเรียน ปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อของอเมริกา เราโทรคุยกันเกือบทุกสัปดาห์ จนท้ายที่สุดก็ต้องพยายามเล่น Skype ทั้งๆที่ไม่เคยเล่น เพราะไม่สามารถแบกรับค่าโทรศัพท์มหาศาลในแต่ละเดือนได้ แต่ถึงผมจะได้คุยกับมาร์คเกือบทุกวัน แต่มันก็ยังรู้สึกว่าจิตใจไม่ได้รับการเติมเต็ม สำหรับบางคนการคุยผ่านหน้าจอหรือโปรแกรม อาจจะช่วยให้คลายความคิดถึงลงได้ แต่สำหรับผมนั้น มันไม่ใช่เลย ผมโหยหาอ้อมกอดอันอบอุ่นของมาร์คมากกว่า ผมยอมที่จะไม่คุยกับเค้าเลยก็ได้ แต่ผมขอกอดเค้าแค่วินาทีเดียวก็พอ อย่างน้อยความอบอุ่นจากร่างกายเค้าที่ถ่ายทอดมา คงทำให้ผมคลายความอ้างว้างไปได้ไม่น้อย

    พอผ่านไปได้ประมาณ ปีครึ่ง มาร์คขาดการติดต่อไปเฉยๆ ตอนแรกผมร้อนใจเอามาก แต่มันก็ดันมาติดช่วงการทำสัญญาคู่ค้ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ผู้จัดการฝ่ายขายต้องเป็นคนดูแลเรื่องทั้งหมด ทำให้ผมไม่สามารถผละตัวออกมาได้เลย ผมเลยกัดฟัน เคลียร์ทุกอย่างให้จบซะ หลังจากวันเซ็นสัญญา เราฉลองกันจนดึกดื่นๆ ผมปล่อยให้ลูกน้องผมได้ปลดปล่อยกันเต็มที่หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกันมาหลายเดือน ผมอยู่เคลียร์ที่โรงแรมจนเกือบตี 2 กว่าจะได้กลับบ้าน.... ผมขับรถกลับบ้านอย่างเหนื่อยกะว่าถ้ากลับถึงบ้าน ก็คงล้มฟุบไปกับเตียงโดยไม่ได้ทำอะไรแน่....

   ผมไขกุญแจเข้ามาในห้อง.......

   แล้วก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในห้องผม....

   มันมีอะไรบางอย่างแปลกๆไป.....

    อะไรที่ผมก็ไม่รู้....

    ผมกลืนน้ำลายเอือก... ในใจก็กลัวว่าจะเป็นโจรหรืออะไรซักอย่าง... ผมค่อยๆย่องเข้าไปอย่างระวังตัวทุกฝีก้าว

    “ไม่ต้องระวังอะไรขนาดนั้นก็ได้ครับพี่ฟิว.....”

     ผมสะดุ้งโหยง ที่อยู่ดีๆก็มีเสียงใครซักคนดังขึ้นมา.....แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่าเสียงๆนี้มันช่างคุ้นหูเหลือเกิน...

     ผมหันควับไปยังมุมห้องที่เป็นที่มาของเสียง...

    เงาตะครุ่มๆนั้นยืนอยู่ในความมืด แล้วเค้าก็ค่อยๆก้าวออกมา จนผมสามารถเห็นใบหน้าของเค้าได้อย่างชัดเจน

    มาร์คตัวเป็นๆยืนอยู่ตรงนี้......ผมเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น จนมาร์คต้องรีบพุ่งเข้ามารับตัวเองผม

    “โอ๊ะ ระวังหน่อยสิครับพี่ฟิว” มาร์คทำหน้าดุใส่ผม ผมเอามือทั้งสองข้อจับไปที่ใบหน้าของมาร์ค เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมไม่ใช่ภาพลวงตา มือของผมจำสัมผัสนี้ได้ดี ผิวหยาบๆของมาร์คที่ผมชอบลูบเล่นเวลาที่เค้ามานอนตักผม มันยังเหมือนเดิมไม่มีผิด มาร์คยังคงเป็นมาร์คคนเดิม คนที่ผมเฝ้ารอจะเจอกับเค้าเสมอ

    มาร์คยิ้มบางๆให้กับผม รอยยิ้มที่อ่อนโยนนั้น ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าจากการทำงานของผมหายเป็นปลิดทิ้ง

    “มาร์คกลับมาแล้วครับ” เค้าพูดเบาๆ มันทำให้ตัวผมทั้งตัวอ่อนระทวยลงในทันใด ผมสวมกอดมาร์คจนแน่นๆ เพื่อที่จะให้ความอบอุ่นที่ผมโหยหามาแรมปีซึมซับเข้าสู่ตัวผมให้มากที่สุด ตอนนั้นจำได้ว่าผมแทบสำลักความสุขที่ผมขาดหายไปยาวนาน ตอนนี้มาร์คคนนั้นมายืนอยู่หน้าผมแล้ว..... ผมไม่ต้องรอคอยอะไรอีกแล้ว......

    ผมลาออกจากบริษัท จริงๆทางเจ้าของบริษัทก็พยายามยื้อตัวผมไว้แทบแย่ๆ เค้าพูดตรงๆเลยว่าเค้าไม่อยากปล่อยผมออกไป และ ผมยังจำเป็นกับบริษัทของเค้า ผมไม่แปลกใจหรอกครับ จริงๆผมก็ไม่อยากลาออกจากบริษัทนี้ซักเท่าไร ตอนนี้ผมมีกิจการที่ทำทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนจบ เป็นร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องเกมส์ จำพวก PS3 PSP DS ซึ่งมันเป็นความสนใจส่วนตัวของผมมาตั้งแต่เด็กๆ ผมคิดว่าถ้าผมไปมุ่งทางนั้นเป็นหลัก ผมก็คงหาเลี้ยงตัวเองได้ไม่ยาก มันอาจเป็นเรื่องดีก็ได้ที่ผมไม่มีญาติพี่น้อง พ่อก็ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก แม่ผมเสียไปตั้งแต่ผมเรียนอยู่ปี 1 และ ท่านทิ้งทรัพย์สินไว้ให้ผมพอสมควร ต่อให้ผมใช้โดยไม่ได้คิดหาเพิ่มเลย ก็ยังสามารถอยู่ได้อีกหลายปี เพราะฉะนั้นเงินเก็บทีได้จากการทำงานในช่วง2ปีของผม ผมคงสามารถขยายกิจการร้านเกมส์ให้ครบวงจรมากกว่านี้ได้ และ ผมคิดว่าผมคงใช้ชีวิตโดยรายได้ที่ได้จากมันได้สบายๆ เพราะผมไม่มีภาระอะไรต้องดูแลอยู่แล้ว

    แต่จริงๆนั้นก็เป็นแค่ข้ออ้าง เหตุผลหลักที่ผมต้องการลาออกจากบริษัทเลยก็คือ การทำงานแบบนี้ ทำให้ผมไม่มีเวลาให้มาร์ค อย่างน้อยผมควรจะให้ความสำคัญกับคนที่ผมรักมากกว่า

     ตอนนั้นชีวิตผมถือว่าสมบูรณ์แบบมากตามความคิดของผม ออกจากบ้าน 9 โมง เปิดร้าน ทำงานต่างในร้านๆจนเรียบร้อย แล้วก็มานั่งเล่นเกมส์ที่ตัวเองอยากเล่น พอมีลูกค้าเข้ามาซื้อของก็ไปต้อนรับลูกค้า ประมาณ 2 ทุ่มก็ปิดร้าน กลับมาถึงมาร์คก็ทำกับข้าวรอไว้แล้ว วงจรชีวิตของผมก็วนอยู่แบบนี้ สำหรับบางคนอาจมองว่าน่าเบื่อ แต่ผมรู้สึกพอใจที่สุดกับชีวิตแบบนี้แล้วครับ



    “พี่ฟิวเคยคิดอยากจะมีลูกบ้างไหม” มาร์คถามขึ้นมาคืนหนึ่ง เราสองคนนอนกันอยู่บนเตียง ถ้าให้สารภาพกันตรงๆคงต้องบอกว่าเป็นการนอนเปลือยเปล่าหลังจากกิจกรรมเข้าจังหวะนี้ละ

    “ถามแปลกๆแฮะ มีอะไรหรอ...”

    “เปล่าครับ มาร์คก็แค่อยากรู้เฉยๆ..”

     ผมถอนหายใจ.....

    “คิดสิ ใครๆเค้าก็ต้องเคยคิดเรื่องนี้กันทั้งนั้นละ...........แต่มันช่วยไม่ได้นี้หน้า ก็กูเป็นของกูแบบนี้นิ......”

     “นั้นสินะครับ.... ก็เราเป็นของเราแบบนี้นี่หน่า” มาร์คพูดเหมือนกับว่ากำลังบ่นกับตัวเอง

     ผมไม่ได้สนใจสิ่งที่มาร์คพูดเท่าไร......ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าประโยคที่ฟังเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระนั้น มันจะเป็นสัญญาณอันตราย ที่ผมไม่เคยรู้สึกตัวมาก่อน


(มีต่อ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-07-2015 23:34:36 โดย St.Yawn™ »

ออฟไลน์ St.Yawn™

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-0
     จู่ มาร์คไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับผมเท่าไร....จากเดิมที่เคยอยู่ด้วยกันทุกวัน กลายเป็นว่า ในหนึ่งสัปดาห์เค้าจะมาหาผมแค่ หนึ่งหรือสองวันเท่านั้น ผมเริ่มมีความคิดฟุ้งซ่าน แต่การจะไปโวยวายหรือถามอะไรออกไปตรงๆมันก็ไม่ใช่นิสัยของผมอยู่ดี ผมเลยเลือกที่จะทำให้วันที่เค้ามาหาผม เป็นวันที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้แค่นั้นเอง ทั้งๆที่ในใจผมเป็นกังวลอยู่มากมายๆ.... คิดต่างๆนาๆ กลัวว่าเค้าจะไปมีคนอื่น แต่ก็ยังมีอารมณ์ที่จะคิดเข้าข้างตัวเองว่า ถ้าเค้าจะไปมีคนอื่นๆก็คงมีไปนานแล้ว ไม่ใช่พึ่งมามีเอาป่านนี้ เรารู้จักกันมา 8 ปี คบกันมานานขนาดนี้ เคยมีเหตุการณ์ตั้งหลายอย่างเกิดขึ้น แต่ทุกครั้งมันก็จบลงด้วยดี มันจบลงด้วยแค่ว่า มาร์คเลือกผมแค่นั้นเอง ผมยังเชื่อว่าต่อให้มีอะไรเกิดขึ้น มาร์คก็คงยังเลือกผมอยู่เหมือนเดิมนั้นละ

     แต่ก็อย่างที่บอก พระเจ้าเป็นสิ่งที่ซุกซนมาก ท่านพยายามจะเล่นตลกกับมนุษย์ที่ท่านสร้างขึ้นเสมอ

    “ มาร์คจะแต่งงานครับ.....”

     คุณเคยรู้สึกเหมือนมีค้อนอะไรซักอย่างหวดใส่หน้าคุณไม่ยั้งจนมันเละไม่มีชิ้นดีไหมครับ.... ตอนนั้นผมรู้สึกแบบนั้นเลย มันสับสนไปหมด ผมไม่รู้จริงๆว่ามาร์คต้องการอะไรจากสิ่งที่กำลังพูด มันเป็นประโยคคำถาม ประโยคบอกเล่า หรือ ประโยคคำสั่งกันแน่.... แล้วผมควรจะแสดงความรู้สึกอะไรออกไปดี ผมควรจะเสียใจร้องไห้ฟูมฟาย ผมควรจะแสดงความยินดีกับเค้า หรือ ผมควรจะนิ่งเฉยๆไม่พูดอะไรดี แต่ที่แน่ๆคือในตอนนั้นผมไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้

    “มาร์คไปเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นคนดีมาก เธอรู้ว่ามาร์คเคยคบกับผู้ชาย แต่เธอก็ไม่รังเกียจ เธอบอกว่าเธอพร้อมจะอุ้มลูกให้มาร์ค และ ดูแลลูกของมาร์ค รู้ตัวอีกทีมาร์คก็รักเธอจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว...... เธอก็รักมาร์คที่มาร์คเป็นมาร์ค สุดท้ายมาร์คก็เลยตัดสินใจที่จะแต่งงานกับเธอ มาร์คอยากมีลูก อยากมีครอบครัว.... อยากมีทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนที่คนปกติเค้ามีกัน.....”

     มาร์คพูดออกมาด้วยสีหน้านิ่งเฉย มันทำให้ผมย้อนคิดกลับไปถึงวันที่ มาร์คไปบอกปฏิเสธผู้หญิงที่ชื่อฝ้ายที่ใต้ตึกคณะนิเทศ สีหน้าในวันนั้นกับวันนี้ เป็นสีหน้าเดียวกัน มันเป็นสีหน้าที่ไม่มีความรู้สึกใดๆเจือปนเลย..... มันเหมือนว่าเค้าไม่รู้สึกอะไรซักอย่าง....

    “แล้ว ยังไงหรอ....” ผมกลั้นใจถามออกไป

    “มาร์คก็จะมาบอกให้พี่ฟิวรับรู้ไว้นี้ละครับ..... เดี๊ยวไว้มีเวลามาร์คจะไปขนของออกจากห้องพี่ฟิวนะครับ แล้วเดี๊ยวมาร์คจะโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของมาร์คให้พี่ฟิวไปเลย รถที่พี่ฟิวใช้อยู่ด้วยเดี๊ยวมาร์คจะโอนให้เป็นของพี่ฟิวไปเลย ร้านนี้ก็เหมือนกัน มาร์คจะเซ็นโอนสิทธิ์ทั้งหมดให้กลายเป็นของพี่ฟิว..... ทุกอย่างที่ตอนนี้เป็นชื่อของเราสองคน เดี๊ยวมาร์คจะทำเรื่องโอนให้มันเป็นของพี่ฟิวครับ ....ของพี่ฟิวคนเดียว”

     คำว่า “คนเดียว” ที่มาร์คพูดออกมาเหมือนก้อนหินก้อนใหญ่ที่บดขยี้ผมจนเละไม่มีชิ้นดี...

    “แค่นี้ใช่ไหม” ผมถามออกไป พยายามประคองสติตัวเองไว้

    “ครับ” มาร์คตอบเสียงดังฟังชัด.....

    “อือ....โอเค..... ไว้จะเอายังไงก็มาบอกแล้วกัน” ผมตอบกลับไป

    “ครับ.....งั้นมาร์คขอตัวก่อนนะครับ.....”

     มาร์คเดินไปที่ประตูชัตเตอร์หน้าร้าน ก่อนจะยกมันขึ้นนิดหน่อยพอให้เค้าก้มตัวลอดออกไปได้ ผมมองตามมาร์คอยู่ตลอดเวลา จู่ๆเค้าก็หยุดลง แล้วหันมาเหมือนจะพูดบางอย่างกับผม

    “พี่ฟิวครับ”

    “หือ?”

     “มาร์คขอบคุณทุกอย่างตลอดเวลาที่ผ่านมานะครับ.......”

     “.................”

     “ขอให้โชคดีนะครับ...” มาร์คก้มหัวให้ผม สายตาตอนที่มาร์คก้มหัว กับตอนที่เค้ายืนพูดอยู่ต่อหน้าผมเมื่อกี้มันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง มันเป็นสายตาที่ทั้งบ่งบอกให้ผมรู้ว่าเค้าทั้งเสียใจ ทั้งต้องการจะขอโทษผม ทั้งรู้สึกว่าตัวเองเลวจนไม่น่าให้อภัย.... ผมเห็นมันเพียงเสี้ยววินาที ผมก็รับรู้ได้ในทันที ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของมาร์คนั้นมันทำร้ายจิตใจตัวเค้าเองแค่ไหน มาร์ครีบลอดออกไปจากประตูชัตเตอร์อย่างรวดเร็ว

     ผมทรุดลงกับพื้น........ รู้สึกว่าตัวเองอยากจะร้องไห้เพื่อปลอดปล่อยทุกอย่างออกมา แต่ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน น้ำตาเจ้ากรรมของผมมันไม่ยอมออกมาซักหยด...

    ผมเสียใจมากจนแม้แต่น้ำตาก็ไม่สามารถหลั่งออกมาได้........



   ผมต้องไปจ้างให้รุ่นน้องที่สนิทกันมาดูแลร้านให้เกือบเดือน เพราะผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย วันๆก็เอาแต่มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง เฝ้าแต่นั่งถามว่า ทำไมกัน? ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้? ทำไมต้องเป็นผม? ผมผิดตรงๆไหน? ผมทำอะไรไม่ดี? ผมทำอะไรให้มาร์คไม่พอใจจนกระทั่งมันต้องมาบอกเลิกผมแบบนี้? ผมหาคำตอบไม่เจอจริงๆ เพื่อนๆผมบางคนที่รู้ข่าวก็แวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันดูแลผม มาร์คฝากให้พี่ชายมาร์คของเค้ามาขนของหลังจากเหตุการณ์ที่ร้านวันผ่านไปได้ประมาณสัปดาห์หนึ่ง พี่ชายของมาร์คที่มาเก็บของให้ ปกติเค้าจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าผมเท่าไร ครั้งกลับทำสีหน้าไม่สู้ดีนัก พอเก็บทุกอย่างจนหมด ก่อนจะออกไปเค้าก็พูดกับผมว่า

     “ถึงพี่จะไม่ค่อยชอบเรา แต่พี่ก็คิดว่ามาร์คมันทำร้ายจิตใจของเราแบบนี้มันออกจะโหดร้ายเกินไปเหมือนกัน พี่ขอโทษแทนน้องชายพี่ด้วยนะ แต่ฟิวอย่างเกลียดมาร์คมันเลยนะ.... มันก็อยากมีความสุขกับครอบครัวแบบที่คนทั่วไปเค้ามีกันบ้าง เข้าใจมันเถอะนะ“

     ผมอยากจะตะโกนใส่หน้าเค้าไปเหลือเกินว่า “แล้วกูละ” แต่ก็ได้แต่ร่ำร้องซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจ


    มาร์คไม่ติดต่อผมมาเลย มันทำให้ผมเริ่มทำใจได้แล้ว ไม่นานทนายของทางนั้นติดต่อมาเพื่อทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ทุกอย่างให้เป็นของผม ร้านขายเกมส์ที่ช่วยกันสร้างมา คอนโดที่ช่วยกันจ่ายมา รถที่ช่วยกันผ่อนมา แม้กระทั่งบัญชีธนาคารที่เปิดในนามของเราสองคนเพื่อเก็บเงิน มาร์คก็โอนทั้งหมดมาให้ผมโดยไม่เอาอะไรไว้เลย สิ่งเดียวที่มาร์คไม่ยอมคืนให้ผม ก็คือกุญแจห้อง... แต่ผมก็ไม่ได้ทวงถามอะไรไป เพราะยังไงหลังจากวันที่เค้าบอกลาผมในวันนั้น เค้าก็ไม่ได้ติดต่อผมมาอีกเลย เพราะฉะนั้นถึงกุญแจมันจะยังอยู่กับเค้าผมคิดว่ามันก็ไม่ได้มีผลอะไรเป็นพิเศษหรอก

     ผมเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ ไปเปิดร้านได้เองเหมือนเดิม ทำทุกอย่างเหมือนเดิม เริ่มใช้ชีวิตอยู่เองคนเดียวโดยไม่ได้สนใจอะไรเรื่องมาร์ค ผมพยายามลืมเรื่องของมาร์ค แต่ก็ยอมรับว่า บางครั้งก็ยังแอบร้องไห้คนเดียวอยู่...

     แล้วจู่ๆ มาร์คก็มาปรากฏตัวต่อหน้าผมอีกครั้ง....

     ผมไขกุญแจเข้ามาในห้องในวันธรรมดาๆวันหนึ่ง แล้วก็ต้องตกตะลึง เพราะมาร์คมานั่งรอผมอยู่ในห้องก่อนแล้ว

     ในขณะที่ผมมัวแต่ตกตะลึง มาร์คก็เดินเข้ามาจูงมือผมไปนั่งที่โซฟา

    เค้าเอาแต่มองหน้าผม ไม่ได้พูดอะไร......

    ผมก็เอาแต่มองหน้าเค้าโดยไม่พูดอะไรเหมือนกัน

    “มาทำไม.......” ผมเองที่เป็นฝ่ายทำลายความเงียบออกไปก่อน ผมต้องรวบรวมแรงใจทั้งหมด เพื่อประคับประคองให้ตัวเองไม่ร้องไห้ออกมาต่อหน้าคนๆนี้

    “มาร์คมาหาพี่ฟิวครับ.....”

    “มีอะไรหรือเปล่า ลืมของหรอ?”

    “เปล่าครับ มาร์คมาหาพี่ฟิวครับ” มาร์คย้ำอีกรอบ มันทำให้ผมมีสีหน้าสงสัย

    นี้มันอะไรกัน มาร์คมาหาผม มาร์คยังมีอะไรที่จำเป็นต้องคุยกับผมอีก..... เค้าไม่ได้มาด้วยท่าทีที่นิ่งเฉยๆเหมือนวันที่ไปหาผมที่ร้าน แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่ามาร์คกำลังพยายามจะทำทุกอย่างให้เหมือนกับสมัยที่เรายังอยู่ด้วยกันอยู่ ทั้งคำพูด ท่าทาง สีหน้า มันทำให้ผมนึกถึงอดีตอันแสนหวานออก มันทำให้หัวใจผมพองโตขึ้นมาอีกครั้ง

    “แล้วมาหากูมีอะไร......” ผมถามออกไปอีกครั้ง

    มาร์คจับมือผมทั้งสองข้างขึ้นมา ในวินาทีนั้นผมขนลุกไปทั้งตัว ผมไม่คิดว่ามาร์คจะทำแบบนี้

    “มาร์คมีเรื่องจะขอร้องพี่ฟิวนะครับ....”

    ผมมองหน้ามาร์คด้วยสีหน้านิ่งเฉยที่พยายามปั้นแต่งขึ้นมา ทั้งที่ในใจตอนนี้สับสนวุ่นวายไปหมด

    “มีอะไร”

    “พี่ฟิว ช่วยเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้มาร์คได้ไหมครับ....”

     ................

    ผมรู้สึกว่าสมองมันวิ่งวกวนไปหมด นี้มันบ้าอะไรกัน ล้อเล่นกันใช่ไหมเนี้ย.... จู่ๆผมก็รู้สึกโกรธมาร์คมันขึ้นมาทั้งๆที่ตั้งแต่รู้จักกันมาผมไม่เคยโกรธมันจริงจังเลย

    “มึงอย่ามาเล่นตลกกับความรู้สึกกูให้มันมากกว่านี้จะได้ไหม”

     ผมตะโกนออกไปด้วยความโกรธสุดเสียง และ ผละตัวออกจากมาร์ค มันเองก็มีสีหน้าตกใจ เพราะผมไม่เคยเป็นแบบนี้กับมันมาก่อน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมก็พยายามอดทน ไม่เป็นฝ่ายพูดก่อนมาตลอด มันเป็นความอดทนของผม ที่ผมจะทำเพื่อคนที่ผมรัก พยายามจะเข้าใจเค้าเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในวันนี้เหมือนทุกอย่างมันพังหมด

     “มึงพอซะทีเถอะมาร์ค กูขอละ มึงเลิกยุ่งกับกูซะที มึงจะไปไหนมึงก็ไป มึงอยากมีครอบครัวมึงก็ไป อยากทำเฮี้ยอะไรมึงก็ไป ไปเลยไป กูจะไม่รั้ง กูจะไม่ห้ามด้วย แต่กูขอมึงอย่าทำแบบนี้ มึงอย่ามาทำแบบนี้กับกู มึงเห็นกูเป็นอะไร มึงเห็นกูเป็นเฮี้ยอะไรซักอย่างที่มึงจะทำอะไรโดยไม่สนใจจิตใจกูก็ได้งั้นหรอ กูขอละ มึงออกไปจากชีวิตกูซะทีเถอะ”

     ผมหายใจหอบๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าการตะโกนออกไปแค่ไม่กี่ประโยคมันจะใช้แรงมหาศาลขนาดนี้ มาร์คยืนตกตะลึงค้างอยู่ มันก้มหน้าลง ผมรู้สึกได้ว่ามันน่าจะพยายามหลบตาผมมากกว่า

   “มาร์คขอโทษครับพี่ฟิว มาร์คขอโทษสำหรับทุกอย่าง.....มาร์คผิดเอง”

    มาร์คค่อยๆพูดออกมา ผมสังเกตได้ว่าตัวเค้าเองก็พยายามกลั้นน้ำตาไว้อยู่...... มันทำให้ผมอารมณ์เย็นลงมาก

    “มาร์ครู้ครับว่า คำขอของมาร์คมันค่อนข้างจะเห็นแก่ตัว แต่ไม่ว่ายังไง มาร์คก็อยากให้พี่ฟิวไปงานแต่งงานของมาร์คอยู่ดี ถ้าพี่ฟิวไม่สบายใจ มาร์คยอมเชิญเฉพาะคนรู้จักก็ได้ หรือ จะจัดงานแต่งงานรอบพิเศษที่มีแต่พี่ฟิวกับมาร์คแล้วก็เธอก็ได้ แต่ไม่ว่ายังไงมาร์คอยากให้คนสำคัญในชีวิตของมาร์ค ร่วมงานที่สำคัญของมาร์คครับ.....”

    มาร์คอธิบาย น้ำเสียงของเจ้าตัวก็ปวดร้าวไม่น้อย.....ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของมาร์คอยู่ มันไม่ใช่เรื่องบ้าๆอย่างที่ผมคิด เพียงแต่ก้มบึ้งของหัวใจของมาร์คบอกตัวเองว่า อยากให้ผมไปร่วมงานเท่านั้น มาร์คมองผมด้วยสายตาวิงวอน มันยังคงใช้งานได้ดี เพราะมันก็สะกดผมให้อยู่ในพวังค์ได้ไม่ยาก....

    “อย่างน้อย......ถ้าพี่ฟิวจะไม่มีเยื่อใยเหลือให้มาร์คสักนิด.... ก็อยากให้เห็นแก่ลูกในท้องของเธอเถอะนะครับ...”

     .......................

     ว่ายังไงนะ......

     ลูกในท้องงั้นหรอ.....

     พอพูดจบ มาร์คก็ทำทีจะเดินออกจากห้อง เค้าเดินไปที่หน้าประตูและนั่งลงเพื่อที่จะใส่รองเท้า

    “เดี๊ยว....”

    เสียงทักของผมทำให้มาร์คหันกลับมา

    “หลานกูกี่เดือนแล้ว....”

    “สี่เดือนครึ่งได้แล้วครับ...”

     “รู้เพศหรือยัง....”

     “อัลตราซาวน์ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เค้าบอกว่าผู้ชายครับ แต่เหมือนจะยังไม่แน่ใจเท่าไร...”

     “หรอ......”

     เพียงแค่ระยะเวลาไม่เจอกันเกือบครึ่งปี มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้เชียวหรอ ผู้ชายที่ผมเคยนอนกอดอยู่ทุกวันมาตั้งหลายปี วันนี้กลายเป็นพ่อคนซะแล้ว

     ผมคงปฏิเสธมันไม่ได้อีกแล้วสินะ

    “อือ.. กูเห็นแก่หลาน กูรับปาก เดี๊ยวกูเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้มึงก็ได้......”

    รอยยิ้มที่น่าคิดถึงฉายลงมาที่หน้าของมาร์ค มันเดินกลับมา... อ้าแขนออกเพื่อจะกอดผมอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ ผมยืนนิ่งไม่มีท่าทีตอบรับอะไร มันคงทำให้มาร์ครู้ตัว แล้วก็ลดมือลงไปเอง

    “ขอบคุณพี่ฟิวมากนะครับ”

    มาร์คหยิบกล่อง ขนาดเล็กสีขาว ออกมา...... เพียงมองเผินๆผมก็รู้ทันทีว่ามันคืออะไร

    “งั้นมาร์คฝากมันไว้กับพี่ฟิวนะครับ...จนกว่าจะถึงวันงาน”

     มันมีประเพณีความเชื่อว่า เพื่อนเจ้าบ่าวจะต้องเป็นคนเก็บแหวนแต่งงานไว้จนถึงวันแต่งงาน ผมเคยได้ยินมาร์คบ่นออกมาสมัยก่อนว่า ถ้าวันนึงมันมีโอกาสได้แต่งงานมันอยากจะทำแบบนี้ คิดไปคิดมาก็เหมือนเป็นการกลั่นแกล้งของพระเจ้าเลยนะครับ ตัวผมเองกลับต้องกลายมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว คนที่เก็บแหวนแต่งงานให้มันแบบนี้

    เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผมแพ้ต่อไอ้สายตานั้นอีกจนได้....


    หลังจากวันนั้น มาร์คมันก็แอบเข้ามาในห้องผมบ่อยๆ บางครั้งก็เอานู้นนี้มาวางให้ มาทำอาหารรอ แต่สิ่งที่แปลกเลย คือ เจ้าตัวไม่เคยรอเจอผมเลย พอผมกลับมาก็จะเห็นของที่มันเตรียมไว้ให้ วางอยู่พร้อมโน้ต แตกต่างกันออกไป... ผมรู้สึกแปลกๆ มันจะดีจริงๆหรอก ที่ผู้ชายที่กำลังจะมีครอบครัว มาทำแบบนี้กับคนรักเก่าของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ไอ้คนรักเก่าที่ว่านั้นดันเป็นผู้ชายเสียอีก ผมคิดสงสัยทุกครั้งว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้มาร์คต้องกลับมาทำดีกับผมแบบนี้ มันอาจเป็นความสงสาร ความเห็นใจ หรือ มันยังมีเยื่อใยกับผมอยู่ หลายๆครั้งที่ความคิดบ้าๆนี้ทำให้ผมหงุดหงิด จนกระทั่งไปลงกับข้าวของก็บ่อย บางครั้งก็รื้อของกระจัดกระจายเป็นการระบายอารมณ์ แต่สิ่งที่แย่ก็คือ ทุกครั้ง ผมกลับมาแล้วบ้านผมก็กลับสู่สภาพเดิม พร้อมกับโน้ตใบเล็กๆของมาร์ค

    ‘มาร์คเก็บให้เรียบร้อยแล้วนะครับ’

     ผมรู้สึกทุเรศตัวเองชะมัด

     



    ผมสะดุ้งตื่นมา.....พอมองไปที่นาฬิกา ตีห้าแล้วหรอเนี้ย.... ผมรีบลุกขึ้นมาทันที สิ่งแรกที่ทำก็คือส่องกระจก เพื่อจะได้ดูว่า การมาสก์ตาเมื่อคืนนั้น ได้ผลแค่ไหน เท่าที่ดูก็น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ถ้าเอาคอนซิลเลอร์โปะไปอีกหน่อยก็น่าจะพอกลบเกลื่อนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้

   ผมรีบอาบน้ำ ล้างตัวจนมั่นใจว่าสะอาดเอี่ยมร้อยเปอร์เซน

    สวมชุดที่มาร์คเอามาแขวนไว้ให้ แน่นอนว่าผมสวมใส่มันได้พอดีเป๊ะอย่างที่คิดเลยครับ ไม่หลวมไม่คับเลยแม้แต่น้อย ผมจัดชายเสื้อและแขนเสื้อจนเข้าที่ ก่อนที่มานั่งแต่งหน้าที่โต๊ะเครื่องแป้ง จริงๆผมก็ไม่ได้แต่งหน้าบ่อยหรอกครับ อย่างปกติไปร้านผมก็แค่ทากันแดดกับแป้งเด็กแค่นั้น แต่งานนี้เป็นงานใหญ่ยังไงผมก็คงต้องพยายามแต่งตัวให้ดีหน่อย อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้เจ้าบ่าวต้องอายนั้นละครับ

    ผมสำรวจตัวเองในกระจก ผมคิดว่า สภาพผมตอนนี้ก็คงดูดีพร้อมแล้ว....

   ผมสูดหายใจลึก แล้วลองยิ้มให้ตัวเองดู....

   ก็คงพอไปได้ละมั้ง




    “เจ้าสาวพร้อมจะรับเจ้าบ่าวเป็นสามี แล้วรักกันไปจนเเก่เฒ่า ดูแลกันต่อไปจนไม่มีอะไรจะมาแยกทั้งสองจากกันได้ไหม”

    “รับคะ” เจ้าสาวตอบรับ วันนี้เธออยู่ในชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ มันดูเหมาะกับเธอมาก ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าวันนี้ ชุดที่เธอใส่ดูหลวมนิดหน่อย มันอาจเป็นความตั้งใจของช่าง ที่แก้ให้ชุดดูหลวม เพื่อให้มันไม่รัดเกินไปจนกระทั่งมีผลกับเจ้าตัวน้อยในท้อง

    “แล้วเจ้าบ่าวละ จะรับเจ้าสาวเป็นภรรยา ดูแลกันไปจนแก่เฒ่า ไม่ว่าจะยามสุข ยามทุกข์ ยากดีมีจน ก็จะไม่ทอดทิ้งกันไหม”

    “รับครับ” มาร์คตอบ..... เค้ายิ้มให้เจ้าสาว แค่มองก็รู้ว่า วันนี้ที่มาร์คและเธอมีความสุขมากๆ.....

    “ถ้างั้น เจ้าบ่าวสวมแหวนให้เจ้าสาว”

    ผมในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว ที่ยืนรออยู่ข้างๆเค้าตั้งแต่แรก ผมส่งกล่องแหวนที่มาร์คฝากไว้ตั้งแต่วันนั้นให้กับเค้า เค้าเปิดมันออกมา หยิบแหวน ขึ้นมาแล้วสวมเข้าไปที่นิ้วนางข้างซ้ายของเจ้าสาว

    “ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าขอประกาศ ให้ทั้งสองเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้อง”

    พอสิ้นเสียงของบาทหลวง เสียงดนตรีก็ดังขึ้นมา ทุกคนที่มาร่วมงานก็ลุกขึ้นปรบมือ แม้แต่ผมที่ยืนอยู่ข้างๆมาร์คเองก็อดที่จะปลาบปลื้มไปกับเค้าไม่ได้ มันคงเป็นหนึ่งในวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของมาร์คเลย นับจากวันนี้ไปเค้าคงจะสมหวัง ทั้งครอบครัว และ ลูกที่เค้าใฝ่ฝันว่าจะมี ผมคงได้แต่ยิ้มส่งอย่างยินดีเท่านั้น

   จริงๆการปรากฏตัวของผมในงานนี้ก็เรียกเสียง ฮือฮาได้จากหลายๆคนที่รู้ว่าผมเป็นใคร ผมเองก็ไม่อยากปรากฏตัวในงานนี้ให้กลายเป็นหัวข้อให้มาร์คโดนนินทาหรอกครับ แต่ยังไงก็เลี่ยงไม่ได้ ผมรับปากกับมาร์คไว้แล้ว ผมคงผิดคำพูดกับเค้าไม่ได้

    งานดำเนินไปอย่างเรียบง่าย มีผู้คนมาร่วมงานในช่วงเช้าไม่มากเท่าไร ส่วนมากจะเป็นญาติสนิทกันเท่านั้น ถ้าเป็นแขกทั่วไปส่วนใหญ่คงจะไปในงานเลี้ยงช่วงเย็นกันหมด หลังจากผมทำหน้าที่ของผมในพีธีช่วงเช้าเสร็จแล้ว ผมก็ยืนอยู่วงนอกซะเป็นส่วนใหญ่ ยังโชคดีที่เจอกับรุ่นน้องสมัยเรียนที่มาร่วมงานบ้าง ซึ่งแต่ละคนก็พร้อมใจกันทำหน้าแปลกๆใส่ผม เหมือนเค้ากำลังเศร้ากันอยู่ ผมเข้าใจความรู้สึกพวกเค้าดี เค้าน่าจะจำวันรับน้องที่มาร์คประกาศตัวว่าจะจีบผมได้ดี พวกเค้ารับรู้ตลอดถึงความสัมพันธ์ของผมกับมาร์คด้วยซ้ำ มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ด้วย ผมเสียอีกต้องเป็นฝ่ายปลอบใจเธอ

    “ไม่เป็นไรหรอก พี่ไม่เป็นไร”

      ผมต้องดึงเธอมากอด ตลกเหมือนกันนะครับที่ผมต้องเป็นฝ่ายปลอบใจคนอื่นแบบนี้ แต่ผมก็นึกขอบใจเธอ อย่างน้อยเธอก็ได้ทในำสิ่งที่ผมอยากทำที่สุดแต่ไม่สามารถทำได้

      ผมพยายามอยู่ร่วมกับกลุ่มนั้น จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปสู่ช่วงของ After Party ที่เป็นช่วงฉลองอย่างแท้จริงๆ แต่ละคนสนุกสุดเหวี่ยง เพราะงานครั้งนี้พ่อมาร์คทุ่มสุดตัวครับ ทุกคนดูสนุกสนานกับงานครั้งนี้กันมาก จริงๆผมก็สนุกนะครับ แต่มันยังมีอะไรบางอย่างที่ติดใจผมอยู่ ผมนั่งจิบไวน์ไปเงียบๆ อยู่ที่มุมห้อง คอยโบกมือให้รุ่นน้องที่ดูสนุกสนานเฮฮากัน

     ซักพักก็รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ ผมเลยผละตัวออกมาจากงาน

    แล้วจู่ๆก็ถูกมือหนึ่งฉุดลากออกมา

    เค้าลากผมมาที่สวนด้านหลังโรงแรม เป็นจุดที่ไม่ค่อยมีคนเท่าไรนัก เพราะดึกแล้ว ผมวิ่งตามมา จนเค้าหยุดลง

    เป็น มาร์คนั้นเอง.....ไม่เกินจากที่ผมคาดคิดเท่าไร......

    “มึงลากกูออกมาทำไมเนี้ย...” ผมถาม

     “มาร์คอยากคุยกับพี่ฟิวนะครับ............แค่สองคน...”

     “มีอะไรอีกละ”

     มาร์คมองตาผม ถึงบรรยากาศโดยรอบจะมืดสลัว แต่ผมก็มองเห็นดวงตาที่สะท้อนออกมานั้นได้ชัดเจน มันอัดแน่น ไปด้วยความรู้สึกมากมายร้อยแปดที่เค้าอยากจะพูดกับผม จริงๆตัวผมเองก็มีคำถามมากมายอยากจะถามมาร์คเหมือนกัน แต่ครั้นจะมาถามตอนนี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ผมกับมาร์ค ไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว...

     “มาร์คขอบคุณนะครับพี่ฟิว ที่พี่ฟิวยอมตามใจมาร์คมาจนถึงวันนี้ มาร์คขอบคุณมากๆ..” น้ำตาไหลเอ่อออกมาจาก ดวงตาใสๆนั้น มันคือท่าที่ที่อ่อนแอที่สุดที่มาร์คเคยแสดงให้ผมเห็นเลยตั้งแต่รู้จักกันมา แม้แต่ในตอนที่เค้ามาสารภาพว่านอกใจผม เค้ายังไม่ดูอ่อนแอเท่าวันนี้เลย ผมเห็นแล้วก็ต้องถอนหายใจ...

    “เฮ้ มาร์ค วันนี้เป็นวันดีของมึงนะ มึงจะมาร้องไห้แบบนี้ได้ยังไง มึงจะเป็นพ่อคนแล้วนะ” ผมล้วงเข้าไปหยิบผ้าเช็ดหน้าที่พกมาเพื่อซับน้ำตาให้มาร์ค มันยังคงร้องไห้ไม่หยุด ผมไม่ค่อยแน่ใจในความรู้สึกมันเท่าไร แต่มันน่าจะกำลังเสียใจที่มันทำร้ายจิตใจผม เพราะฉะนั้นผมก็ควรจะปลอบใจในส่วนนั้น

    “ตลอดเวลาที่ผ่านมา 8 ปี กูมีความสุขมาก กูไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำ ว่าชาตินี้จะมีผู้ชายคนไหนที่ทำให้กูมีความสุขได้ขนาดนี้ พ่อกูก็หายไปตั้งแต่กูยังเด็ก ชีวิตกูอยู่กับแม่อยู่กับป้ามาตลอด กูไม่เคยคิด ว่ากูจะต้องรักกับผู้ชาย และไม่คิดเลยว่าท้ายที่สุดกูจะต้องมาตกลงปลงใจกับมึงแล้วอยู่กับมึงมายาวนานขนาดนี้ มึงเป็นผู้ชายที่กูรักที่สุดในชีวิตกูเลยนะรู้ตัวหรือเปล่า”

    มาร์คนิ่งเงียบฟังผม น้ำตายังคงไหลออกมาไม่ขาดสาย

    “กูเองก็ขอบคุณมึงเหมือนกัน ที่มึงเป็นความรักให้กูตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมา”

     ประโยคนี้ทำให้มาร์คที่ตอนแรกแค่น้ำตาไหล ฟูมฟายออกมาอย่างหมดท่า มาร์คปล่อยโฮ ผมเองต้องกอดประคองเจ้าตัวเองไว้ มาร์คร้องไห้ซบไหล่ของผม เค้าคงมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดออกมา แต่ไม่สามารถกลั่นกรองออกมาได้ ผมลูบหลังมาร์คไว้เพื่อเรียกขวัญ จนมาร์คค่อยๆนิ่งลงในที่สุด

    “มาร์ค....” ผมเรียกเจ้าตัว แล้วค่อยๆผละเจ้าตัวออกมาจากอ้อมแขนผม

    “ครับ...”

    “มึงสัญญากับกูได้ไหม ว่ามึงจะดูแลหลานกูอย่างดีที่สุด”

    “ครับ”

    “มึงต้องเลี้ยงให้เค้าเติบโตมาเป็นผู้ชายที่สง่าผ่าเผย ทั้งการศึกษา ชื่อเสียง เงินทอง หน้าที่การงาน หลานกูต้องไม่แพ้ใคร”

    “ครับ มาร์คจะเลี้ยงเค้าออกมาให้ดีให้ได้เลยครับ”

    “แล้วมึงก็ต้องให้ทั้งความรัก ความเอาใจใส่ มึงต้องทำเค้ารู้สึกว่าตัวเองพิเศษที่สุด พิเศษกว่าใครๆ”

     “ครับ มาร์คจะทำตามที่พี่ฟิวบอกครับ”

     “แล้วก็...........” ผมสุดหายใจเข้าลึกๆ “ไม่ว่าจะดีหรือร้าย มึงจะต้องสอนหลายกู.....ว่าเค้าจะต้องไม่ทำร้ายจิตใจใครแบบที่มึงทำกับกูเด็ดขาด.....มึงเข้าใจไหม.....”

     น้ำตาร่วงออกมาจากดวงตาของมาร์คทั้ง 2 ข้างอีกครั้ง…. ผมไม่ได้มีเจตนาจะว่ากล่าวอะไรมาร์ค เพียงแต่ผมไม่อยากให้หลานของผมต้องมีประสบการณ์ที่เจ็บปวด นั้นก็เพราะ ในการทำร้ายจิตใจคนอื่นนั้น หลายๆครั้งคนที่เจ็บปวดที่สุด ก็คือคนทำนี้ละ

    “ครับ มาร์คจะทำให้ได้ มาร์คสัญญาครับ” เค้ารับคำผม

     ผมยิ้มให้กับการรับคำของมาร์ค ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบหัวมาร์คเบาๆ ผมชอบทำแบบนี้กับมาร์คในเวลาที่เค้าทำอะไรถูกใจผม เป็นความรู้สึกที่ชวนคิดถึงดีชะมัดเลย

     “ดีมากคนเก่งของกู” ผมยิ้มให้มาร์ค ผมไม่รู้ว่าตอนนี้สีหน้าผมเป็นแบบไหน แต่มั่นใจว่า รอยยิ้มของผมที่ส่งผ่านไปให้มาร์คเป็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ที่ผมส่งผ่านมันมากจากก้นบึ้งของหัวใจ

    “สุดท้าย....กูขอให้ครอบครัวมึงมีความสุขนะ.......”

    นี้คือสิ่งสุดท้ายที่ผมพอจะอวยพรให้มาร์คได้ สิ่งสุดท้ายที่ผมพอจะทำให้ผู้ชายที่ผมรักที่สุดในชีวิตได้ ผมค่อยๆผละตัวออกจากมาร์ค มองเค้าด้วยรอยยิ้ม ผมสาบานกับตัวเองว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในงานวันนี้ผมจะต้องไม่พลาด ผมจะต้องไม่ร้องไห้ ผมจะต้องไม่เสียใจ ผมจะต้องแข็งแกร่งยืนหยัด เพราะถ้าผมไม่ทำแบบนี้ ไม่มีทางที่มาร์คปล่อยผมไปอย่างวางใจได้ ทั้งหมดก็เพื่อเค้า เพื่อมาร์คคนเดียวเท่านั้น

     “ดึกแล้วกูกลับก่อนนะ พรุ่งนี้ก็ต้องไปเปิดร้านอีก” ผมยิ้มให้มาร์คเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังให้มาร์คแล้วเดินออกไป

     “พี่ฟิวครับ....” มาร์คเรียกผมจนผมต้องหยุดชะงัก ผมหันหน้าไปหามาร์ค สิ่งที่กำลังรอผมอยู่ตรงนั้น คือ สายตาวิงวอนเจ้าเก่าที่มาร์คชอบใช้กับผม สายตาที่เคยเล่นงานผมเสียจนอยู่หมัดเมื่อก่อน ครั้งนี้เจ้าสายตานั้นมันก็กำลังต้องการเรียกร้องอะไรบางอย่างจากผมเหมือนเดิม

     “เรา.....จะกลับเป็นเหมือนเดิมได้ไหมครับ......เหมือนแต่ก่อน”

     ..............

     ผมคิดว่าผมพอเข้าใจสิ่งที่มาร์คกำลังจะสื่อ...

     ถ้ามาร์คพูดคำนี้ก่อนหน้านี้ ผมคงโผเข้ากอดมาร์คด้วยความดีใจไปเสียแล้ว เพราะไม่ว่ายังไงผมก็หวังลึกๆในจิตใจว่าท้ายที่สุดเค้าจะเลือกผม แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ผมรับไม่ได้ถ้าตัวเองต้องอยู่ในสถานะชู้ และเหนือสิ่งอื่นใด ผมคงทนทำร้ายเจ้าตัวเล็กที่กำลังจะเกิดมาไม่ได้......

     ผมคิดอยู่ชั่วครู่..... ผมคิดว่าคำตอบของผมคงดีที่สุดสำหรับทุกคนแล้ว

    “ไม่ได้หรอกมาร์ค........มันเป็นไปไม่ได้แล้วละ...” ผมตอบ

      เมื่อมาร์คได้ยินคำตอบเจ้าตัวก็คอตกด้วยความผิดหวัง ผมยิ้มให้มาร์คอีกครั้งก่อนที่จะเดินแยกออกมา ผมเดินเข้าไปลารุ่นน้องในงาน แล้วก็ตรงไปยังรถของตัวเอง ก่อนจะขับรถออกมา ผมก็มองตัวเองในกระจกมองหลัง ภาพของผมที่สะท้อนออกมาก็ดูไม่แย่เท่าไร...... อย่างน้อยก็เหมือนจะดูดีกว่าเมื่อวานละนะ....

    เหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือ

    นี้เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมสามารถปฏิเสธสายตานั้นของมาร์คได้



    หลังจากนี้ไม่ว่ายังไง ผมก็ภาวนาให้มาร์คมีความสุข กับครอบครัว กับลูก กับทุกสิ่งที่เค้าต้องการ

    ผมจะคอยเฝ้ามองเค้าห่างอยู่ตรงนี้เอง....

 
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฺBefore Wedding Days -- คืนก่อนวันแต่งงาน -------- 13/7/2558


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2015 20:52:38 โดย St.Yawn™ »

ออฟไลน์ St.Yawn™

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-0
คนเขียนขอเม้าท์นิดหนึ่ง

เคยประสบปัญหา คิด Prot ได้แล้วไม่รู้จะเอาไปใส่ตรงไหนไหมครับ?
ผมเป็นคนนึงที่ประสบปัญหาเรื่องนั้นอยู่
ในการที่เราแต่งนิยายเรื่องยาว เราต้องเค้นความคิดออกมามากมาย มีทั้งที่ดีและไม่ดี
บางอันเราก็รู้สึกว่าดีมาก แต่ก็ไม่สามารถนำมาใช้กับนิยายเรื่องหลักของเราได้
แล้วที่แย่ไปกว่านั้นคือ ถ้าเราไม่หยิบมันมาใช้ เรื่องของมันจะวนอยู่ในหัวเราจนเราสลัดไม่หลุดเลย

Before Wedding's Days เป็นเรื่องสั้นที่กลั่นกรองมาจากสิ่งที่คิดได้ระหว่าง เขียน ❤First-Second-Third❤ให้รักนำทางเรา
แต่ Point หลักของเนื้อเรื่อง เป็นเรื่องที่คิดอยู่ในหัวผมตั้งนานแล้วครับ น่าจะก่อน เรื่องยาวซะอีก
เพราะ ตอนที่ผมคิดคู่ 2nd คีย์เวิร์ดหลักที่ผม ใช้คิดเรื่องนั้นคือ "เมื่อนิยายจบแล้วตัวละครจะเป็นยังไงต่อ"
ซึ่งนี้เป็นไอเดียแรกที่ผมคิดออกมา
ถ้ามีคนตามมาอ่านจาก เรื่องหลัก ผมคงต้องบอกให้พวกเค้ารู้ว่า
คุณเคยเกือบจะได้เห็น พี่ยู เป็น ฟิว แล้วละครับ
แต่สุดท้ายผมก็ล้มเลิกไปแล้วนำไปเขียนเป็นแบบปัจจุบัน เพราะผมไม่สามารถคิดพล๊อตต่อจากนั้นได้
เพราะฉะนั้น อย่าเรียกว่า Before Wedding's Day เป็นของเหลือจากการเขียน 1st 2nd 3rd เลยนะครับ
เรียกว่ามันเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ผมเลือกสรรค์ขึ้นมา แต่ไม่สามารถนำใส่ลงไปใน 1st 2nd 3rd  ได้จะดีกว่า

สุดท้าย ถ้าคุณผ่านมาอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ผมขอฝากนิยายเรื่องหลักของผมไว้ในอ้อมใจด้วยครับ 

FIRST & SECOND & THIRD❤ ::  ให้รักนำทางเรา
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=45274.0

ขอบคุณคนอ่านทุกคน ทั้งที่ตั้งใจและหลงเข้ามาอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ครับ มีอะไรติชมกันได้นะครับ

 :mew1: :mew1: :mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2015 22:23:34 โดย St.Yawn™ »

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1353
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-43

ออฟไลน์ Veesi3

  • coHon3 {ต้นฝ้าย}
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
 :mew4: ฮืออ สงสารพี่ฟิวอ่ะ 8 ปีของกูววว

ออฟไลน์ koikoi

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4043
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +311/-13

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-6
อย่าว่าคนอ่านใจร้ายเลยนะ
คนอย่างมาร์คไม่ควรได้รักที่เลอค่าจากฟิวเลย
จริงๆ ไม่ควรจะได้รับรักจากใครเลยแหล่ะ
ชาติที่แล้วมาร์คคงทำบุญมาดีล่ะมั้ง

555 คนอ่านอินมากมายก่ายกอง

ออฟไลน์ mukmaoY

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4031
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +139/-7
ตันในอกมาก
อึดอัด อยากตบนังมาร์ค

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ MSeraph

  • This too shall pass
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2049
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-3
เกลียดมาร์คว่ะ ไม่น่าได้เจอพี่ฟิวเลยจริงๆอะ

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4282
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-7
มาร์คไม่ได้รักพี่ฟิวจริงๆใช่มั้ย หรือไม่ก็อาจจะรักไม่มากพอสินะ

ออฟไลน์ บูมพอส

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 72
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ชอบมากค่าาา  น้ำตาไหลไม่หยุดเลย ฮือออออ  มาร์คใจร้าย ใจร้ายเกินไปเเล้วววว :hao5: :hao5: :hao5:ำ สู้ๆนะพี่ฟิวว

ออฟไลน์ fuku

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4676
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +461/-19
ขอตบมาร์คซัก 8ครั้งนะคะ

เหตุผลเห็นแก่ตัวสัส และเป็นเหตุผลที่เจอบ่อยโคตรๆในสังคม ซึ่งมันห่วยแตก รักเมียที่แต่งไหมก็รัก แต่ก็รักคนเก่ามากกว่า แต่อยากได้ลูก อยากได้สังคม นั่นแน่
ทำร้ายคนอื่นเพราะความอยากตัวเอง มันชั่วมาก
ไม่รู้ดิ ผช. แบบนี้ไม่ควรค่าจะฝากชีวิตให้อ่ะ นี่สงสารฟิวนะ แต่นางรอดพ้นแล้ว
ส่วนคุณเมียที่ท้องนี่สิ หวั่นใจแทนว่า ถ้าวันนึงมันอยากได้อย่างอื่นจะทิ้งลูกเมียอีกไหม ความจังไรฟอลโล่อิ้งมัน

ออฟไลน์ ขนมโก๋

  • เป็ดหัวเน่า
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 758
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-0
เค้าไม่เห็นค่าก็อย่าไปรอเลยฟิว เดี๋ยวคนดีๆก็เข้ามาให้เราเลือกเอง เคืองมาร์คนะ ทำไมทำแบบนี้ว่ะ #แทบเควี้ยงโทรศัพท์ หื่ยยยย :katai1:

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1554
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-5
อ้ากกกกก ตึง
ควักหัวใจออกมา เอาออกมาพิสูจน์

ออฟไลน์ whitelavenders

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
โอ้ยย แต่งดีมากแต่ก็เศร้ามากกก พี่ฟิวเป็นผู้ชายที่เข็มแข็งและจิตใจดีมากๆเลย เรารู้สึกว่าพี่ฟิวนึกถึงความรู้สึกมาร์คเป็นหลัก ขนาดเขาเสียใจยังห่วงใยมาร์ค ทั้งนอกใจครั้งแรกและยังแต่งงานอีก บอกเลยว่ามาร์คพลาดมากที่เสียผู้ชายคนนี้ไปและความรักเลอค่าของพี่ฟิวไม่คู่ควรกับคุณเลย แล้วตอนสุดท้ายคุณยังจะมายัดเยียดฐานะชู้ให้เขาอีก อยากแช่งนะแต่สงสารหลานพี่ฟิว ฮึ้ยยย

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13955
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +412/-25
มันเหี้ย!!!!!!!!!! มากๆ น้ำตาจะไหล

ออฟไลน์ Pittabird

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 844
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
ฮือ.  น้ำตาไหลพราก.  สงสารฟิว.  มาร์ค. นายทำได้ยังไง.  นอกใจถึงสองครั้ง. ยังขอให้เป็นชู้อีก

ฟิว ลืมมันไปเถอะ.  เริ่มต้นชีวิตใหม่. เศร้าจัง.  น้ำตาท่วมเลย

ออฟไลน์ twinmonkey0311

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-9
มาร์คนี่แม่งสุดยอดของความเห็นแก่ตัวเลย โคตรเี้ย :z6:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Cc-kun

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 393
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-2
เกลียดมาร์ค คนประเภทนี้จิตใจทำด้วยอะไรวะ

ออฟไลน์ brave

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 54
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ St.Yawn™

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-0
ทำไมคนเกลียดมาร์คเยอะจัง

คนเขียนกลับสงสารมาร์คซะมากกว่า :z3:

ออฟไลน์ biizarre

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :hao5: โอ๊ย 8 ปีเชียวนะเว้ย

น้ำตาไหลหนักมาก  :o12:

ออฟไลน์ Pcrpk

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-07-2015 23:22:53 โดย Pcrpk »

ออฟไลน์ นอนกินแรง

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1469
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-4
มาร์คเป็นคนที่เห็นแก่ตัวจริงๆ ดีแล้วที่พี่ฟิวปฏิเสธไป

บ้าเปล่าวะ ใครเขาจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ ทำกันขนาดนี้

มางานแต่งให้ก็บุญล่ะเอาจริงๆ เกลียดมากเลยคนแบบมาร์ค

ตั้งแต่นอกใจฟิวครั้งแรกล่ะ เฮ้อ อินจัด จริงๆอยากให้แก้แค้นด้วย

แต่ช่างมันเหอะ แค่นี้พี่ฟิวก็เจ็บเยอะแล้ว

คนเขียนเก่งมากเลยที่ทำให้คนอ่านมีอารมณ์ร่วมได้ o13

ออฟไลน์ toevaey

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
มาร์คดูเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมาก เราไม่ชอบเลยค่ะ อ่านแล้วอิน จะกลับมาทำตัวเป็นพระเอกแสนดีเพื่อ?

ฟิวตอนจบเด็ดขาดดีนะคะ เราชอบมาก

ชอบเรื่องแนวนี้ค่ะ ไรเตอร์เขียนภาษาสวย อ่านเข้าใจง่าย ติดตามเรื่องต่อไปของไรเตอร์นะคะ

ออฟไลน์ มะปรางเปรี้ยว

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 351
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-2
ขอบคุณนะคะสำหรับนิยายดีๆ  :กอด1: :pig4:

ออฟไลน์ KKKwanGGG

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2
เฮ้อ เศร้าซะ ...... อะไรคือเหตุผลของมาร์ค ???

ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ kothan

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 128
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
มาร์คนี่โคตรเห็นแก่ตัวมากเลยเริ่มตั้งแต่บอกเลิก ก็เข้าใจว่าเจอคนใหม่แล้ว รักคนใหม่แล้ว แต่ไม่เข้าใจว่าจะให้ฟิวเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวทำไม ถ้าจะบอกว่า
อยากให้คนสำคัญอยู่ด้วยในวันสำคัญก็ไม่จำเป็นต้องให้มาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวก็ได้ให้มาเป็นแข็กในงานก็ได้นี่ ยิ่งตอนสุดท้ายขอให้เป็นเหมือนเดิมนี่คงคิดว่ายังไงก็ต้องยอมใช่ไหม แย่จัง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด