กานต์ & เพลิง : แหวนแต่งงานของมาเฟีย : ตอนที่ 2
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: กานต์ & เพลิง : แหวนแต่งงานของมาเฟีย : ตอนที่ 2  (อ่าน 446 ครั้ง)

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 284
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-10-2026 10:05:15 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 284
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เงิน อำนาจ ธุรกิจ และการล้างแค้น
ในเกมนี้ไม่มีใครได้ทุกอย่างโดยไม่เสียอะไร


สวัสดีครับทุกคน พาลูกชายคู่ที่ 2 มาแนะนำตัวครับ

กานต์ — กานต์ วรโชติเมธี
เพลิง — คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์

เจอกันตอนที่ 1 ในวันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. 69 นะครับ  :mew3:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2026 11:02:08 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 284
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนที่ 1 คืนจันทร์สีเลือด และ กรงขังเลี่ยมทอง



กลางดึกของคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ความเงียบสงัดถูกฉีกกระชากด้วยเสียงปืนและเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังลอดผ่านประตูไม้สักบานหนาเข้ามาในห้องนอนที่มืดมิด มีเพียงแสงเปลวเพลิงจากการเผาทำลายภายนอกเท่านั้นที่เล็ดลอดเข้ามาให้เกิดความสว่างวูบวาบเป็นจังหวะ

ราวกับสัญญาณเตือนถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา

ตึง!!!

บานประตูไม้สีเข้มสั่นสะเทือนรุนแรงจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากขอบวงกบ ผมสะดุ้งสุดตัว ถอยกรูดไปจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับหัวเตียง

ตึง!!!

หัวใจของผมเต้นรัวเร็วแข่งกับเสียงทุบประตูนั่น ไม่รู้ว่ากลอนประตูเก่าแก่นี้จะต้านทานแรงแห่งความบ้าคลั่งได้อีกกี่อึดใจ สติที่กระเจิดกระเจิงสั่งให้ผมหันไปกระชากลิ้นชักหัวเตียงออกอย่างรนลาน ปลายนิ้วที่สั่นระริกคว้าปืนพกกึ่งอัตโนมัติขึ้นมากำไว้แน่น

ตึง!!!

สิ้นเสียงกระแทกครั้งที่สาม รอยร้าวเริ่มปรากฏให้เห็นบนเนื้อไม้ กลอนประตูเก่าแก่นี้คงต้านทานความบ้าคลั่งได้อีกเพียงไม่นาน ความเย็นเฉียบของโลหะแผ่ซ่านเข้าสู่ฝ่ามือที่ชื้นเหงื่อ ความหนาวเหน็บจากความกลัวเกาะกุมจนหัวใจเหมือนจะถูกแช่แข็ง ทว่า... ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับรอยสลักรูปพยัคฆ์ตัวเล็กบนประกับด้ามปืน ความทรงจำและน้ำเสียงของใครบางคนก็ดึงสติผมกลับมา

ปัง!!!

ผมตัดสินใจลั่นไกยิงสวนออกไปหนึ่งนัด กระสุนเจาะทะลุบานประตูไม้จนเกิดรูโหว่ เสียงความวุ่นวายภายนอกเงียบลงไปเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะหยัน

โครม!!!

แรงกระแทกเฮือกสุดท้ายส่งผลให้กลอนประตูกระเด็นหลุดกระดอนไปบนพื้น พร้อมกับบานประตูที่เปิดอ้าออก วินาทีที่ความมืดและผู้บุกรุกกำลังจะคืบคลานกลืนกินทุกอย่าง ผมรู้ตัวทันทีว่าทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ได้พังทลายลงแล้ว ความรักตัวกลัวตายตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย แต่ศักดิ์ศรีค้ำคออยู่เหนือกว่าความกลัว

ในโลกของผมการตายนั้นง่ายกว่าการมีชีวิตอยู่

ผมตัดสินใจแน่วแน่ ขอตายอย่างมีเกียรติ ดีกว่าอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีเยี่ยงผู้แพ้ มือที่เคยสั่นเทากลับสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด ผมค่อย ๆ ยกปากกระบอกปืนขึ้นจ่อที่ขมับตัวเอง นิ้วชี้แตะลงที่ไกปืนเตรียมพร้อมจะปลิดชีพ

“หึ” ผมแค่นหัวเราะในลำคอให้กับโชคชะตาที่แสนจะตลกร้าย คนแรกที่จะต้องตายด้วยน้ำมือของผม กลับกลายเป็นตัวผมเองเสียอย่างนั้น

แต่ก่อนที่นิ้วจะได้ออกแรงเหนี่ยวไก วัตถุทรงกระบอกสีดำก็ถูกโยนกลิ้งเข้ามาหยุดแทบเท้า

กริ๊ก ... ตูม!!!

แสงสีขาวสว่างวาบระเบิดออกจนตาผมพร่ามัวไปหมด โสตประสาทถูกทำลายด้วยเสียงกัมปนาทจนหูอื้ออึงไปชั่วขณะ แรงอัดกระแทกทำให้ร่างของผมเสียหลักจนทรุดฮวบลงกับพื้น กระบอกปืนในมือกระเด็นหลุดไปไกล

“คุณใจเด็ดกว่าที่ผมคิดไว้ซะอีก ...” เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังก้องเข้ามาในโสตประสาทที่ยังทำงานไม่เต็มที่

“... แต่ผมบอกแล้วไง ว่าชีวิตนี้ คุณไม่มีวันจะหนีผมพ้น ...”

รองเท้าบู๊ตหนังแพงก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้า ก่อนที่สติของผมจะดับวูบไปพร้อมกับคำสั่งสุดท้าย

“... เอาตัวไป”

ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นผ่านม่านตาที่พร่ามัว คือชายร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทที่ยืนค้ำหัวผมอยู่ แสงไฟจากเปลวเพลิงสะท้อนเข้ากับวัตถุแวววาวที่นิ้วนางข้างขวาของเขา ... ‘แหวนทองชมพูฝังเพชร’



ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ หรือถูกพาตัวมาด้วยวิธีการใด ภาพความทรงจำขาดหายเป็นห้วง ๆ รู้ตัวอีกที ผมก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นหอมและความปวดร้าวที่แล่นริ้วไปทั่วร่าง เมื่อพยายามลืมตา ภาพตรงหน้ายังคงพร่าเลือนเป็นเพียงเงาดำตัดกับแสงไฟสลัวจากโคมระย้ากลางห้อง เสียง ‘วิ๊ง’ ยังคงดังรบกวนอยู่ในแก้วหู เมื่อสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้ ผมพบว่าตัวเองนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมกำมะหยี่ตัวหรู ข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยเชือกผูกเป็นเงื่อนตายไพล่ไว้ด้านหลัง แสงไฟส่องลงมาทิ้งเงาของผมให้ทอดยาวไปบนพื้นพรมราคาแพง

ตึก ... ตึก ... ตึก ...

เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากมุมมืดด้านหน้า ผมพยายามเพ่งมองฝ่าความมึนงง เงาร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งเผยให้เห็นใบหน้าของผู้ชายวัยกลางคนที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี

“คุณ...” ผมเค้นเสียงแหบพร่าถามออกไป

“... คุณทำแบบนี้ทำไม”

“อย่าโกรธอาเลยนะหลานรัก ...” ชายตรงหน้าเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดใด ๆ รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากดูเย็นชาจนน่าขนลุก

“... วงการของเรามันก็เป็นแบบนี้ ... ปลาใหญ่กินปลาเล็ก สมบัติผลัดกันชม คนอ่อนแอย่อมพ่ายแพ้ให้กับคนที่แข็งแกร่งกว่า” เขาเดินอ้อมมาด้านหลังผม ก่อนจะใช้มีดพกตัดเชือกที่ข้อมือผมออกให้อย่างง่ายดาย

“พ่อของเรา?” ผมถามเสียงสั่น

“หลานรัก ... หลานอย่าถามในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจแล้วเลย ...” คำตอบนั้นหนักอึ้งราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางศีรษะ ผมตัวชาวาบ ภาพความทรงจำเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนไหลย้อนกลับมา เรายังนั่งทานมื้อค่ำด้วยกัน พ่อยังหัวเราะและคุยเรื่องแผนขยายธุรกิจ

“... อาเก็บนี่ไว้ให้ ... คิดซะว่าเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายก็แล้วกัน” เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท หยิบวัตถุโลหะสีทองออกมาวางลงบนฝ่ามือของผม ... มันคือ ‘นาฬิกาข้อมือเรือนทอง’ ที่พ่อใส่ติดตัวตลอดเวลา

ผมประคองมันไว้ด้วยมือที่สั่นเทา ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามลวดลายสลักอย่างเหม่อลอย น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาบดบังทัศนวิสัย แต่แล้ว ... ลมหายใจผมก็ต้องสะดุดกึก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นคราบเลือดสีแดงที่แห้งกรังติดอยู่ตรงสายนาฬิกา

“คุณต้องการอะไรจากเรา” ผมเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น

“อาเห็นเรามาตั้งแต่ยังเด็ก กานต์ ... เราสองคนเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน แล้วอาจะทำร้ายหลานรักของอาได้ยังไง ... ถูกไหม? ...” เขาวางมือลงบนไหล่ผม บีบเบา ๆ ราวกับจะปลอบโยน แต่สัมผัสนั้นกลับทำให้ผมเย็นวาบไปทั้งตัว

“... วันนี้หลานเหนื่อยมามากแล้ว อาจัดห้องพักรับรองไว้ให้ ... พักผ่อนซะ ที่นี่หลานจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย...” เขาโน้มหน้าลงมากระซิบข้างหู ประโยคสุดท้ายฟังดูเหมือนคำอวยพร แต่แฝงไปด้วยคำสั่งขังลืม

“... แล้วเราค่อยคุยกันวันหลัง” เขายืดตัวขึ้น แล้วเดินหันหลังกลับออกไป ทิ้งให้ผมกำนาฬิกาเปื้อนเลือดไว้แน่น ท่ามกลางความเงียบงันที่กรีดร้องอยู่ในใจ





แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านผ้าม่านกำมะหยี่ผืนหนาเข้ามาในห้องนอนขนาดโอ่โถง เพดานสูงโปร่งกว่าสี่เมตรประดับด้วยโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกคัดสรรมาอย่างประณีตบรรจงเพื่อสะท้อนความหรูหราของผู้พักอาศัย ทว่าสำหรับผม ความหรูหราเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ผมนั่งชันขา กอดเข่ากอดตัวเองอยู่บนเตียงนอนหลังใหญ่ สายตาเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย นับตั้งแต่เกิดเรื่องในคืนนั้น ผมก็ถูกขังอยู่ที่นี่มาหลายสัปดาห์แล้ว

ใช่ครับ ... ‘ถูกขัง’ ... แม้จะมีอาหารรสเลิศเสิร์ฟครบสามมื้อ มีเสื้อผ้าเนื้อดีให้สวมใส่ และมีคนคอยรับใช้ไม่ห่าง แต่สถานะของผมในตอนนี้ ไม่ใช่ ‘หลานรัก’ อย่างที่อาพยายามกรอกหู ... แต่เป็น ‘ตัวประกัน’ ต่างหาก

ผมยอมรับอย่างคนโง่งมว่าเคยหลงเชื่อคำลวงของอา ว่าชีวิตจะกลับคืนสู่ปกติในเร็ววัน แต่ตอนนี้ผมรู้ซึ้งแล้วว่ามันคือความเพ้อฝัน ชีวิตดุจเจ้าชายในเทพนิยายจบลงไปตั้งแต่วินาทีที่พ่อหมดลมหายใจ สิ่งที่เหลืออยู่คือตัวผม ... ทายาทเพียงคนเดียวของอดีตนายใหญ่ ที่มีมูลค่ามหาศาลในฐานะเครื่องมือต่อรองอำนาจ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูอย่างมีมารยาทดังขึ้นสามครั้ง ก่อนที่บานประตูไม้แกะสลักจะถูกเปิดออก

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณกานต์ วันนี้ตื่นเช้าจังนะครับ” เสียงทักทายราบเรียบดังจากผู้มาเยือนคนเดิม เขาก้าวเข้ามาพร้อมถาดอาหารที่ส่งกลิ่นหอมฉุย

“เรานอนไม่หลับ” ผมตอบโดยไม่หันไปมอง

“เช้านี้มีกระเพาะปลาน้ำแดงของโปรดคุณกานต์ด้วยนะครับ” ถาดอาหารถูกวางลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง กลิ่นหอมกรุ่นของมันกระตุ้นให้น้ำย่อยทำงาน แต่ความขมขื่นในใจกลับทำให้ผมรู้สึกคลื่นไส้มากกว่า

“เจ้านายของปุณณ์รู้ใจเราดีจังเลยนะ ...” ผมแค่นยิ้ม พูดจาเหน็บแนมออกไปขณะก้าวลงจากเตียง

“... กลัวสินค้ามีตำหนิแล้วราคาจะตกหรือไง”

“เพราะคุณกานต์คือแขกคนสำคัญของนายท่านยังไงล่ะครับ ...” ปุณณ์ ตอบกลับด้วยรอยยิ้มการค้าที่ไม่เคยไปถึงดวงตา เขาคือผู้คุมที่อาส่งมาประกบผมตั้งแต่วันแรก ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ รูปร่างสมส่วน ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดูไร้พิษสง แต่ผมรู้ดีว่าภายใต้หน้ากากสุภาพนั่น คือน้ำตาลเคลือบยาพิษที่รายงานทุกความเคลื่อนไหวของผมให้เจ้านายของเขารับรู้

“... วันนี้คุณกานต์มีงานนะครับ” มือที่กำลังจะหยิบช้อนกระเบื้องชะงักกึก ผมหันขวับไปมองหน้าเขา

“งาน?”

“ครับ ... วันนี้มีงานเลี้ยงฉลองตำแหน่ง คุณท่านอยากให้คุณกานต์ไปร่วมด้วย ...”

“... อีกสักครู่แม่บ้านจะนำชุดมาให้เลือก เตรียมตัวด้วยนะครับ”



ผมนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ปล่อยให้ช่างแต่งตัวจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้ราวกับตุ๊กตาไขลาน ความรู้สึกโกรธแค้นแล่นพล่านอยู่ในอกจนอยากจะคว้าข้าวของปาให้พังพินาศ แต่สมองส่วนเหตุผลกลับสั่งให้ผมหยุดคิด ... ‘ใจเย็นไว้กานต์ ... นี่คือโอกาสที่แกจะได้เห็นโลกภายนอก โอกาสที่จะประเมินสถานการณ์ของศัตรู’

ไม่นานนัก ผมในชุดสูททักซิโด้สีขาวสะอาดตา ตัดกับหูกระต่ายสีดำ ถูกพาตัวเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ เสียงพูดคุยจอแจเงียบลงทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้าไป ผมนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งซ้ายของ ‘นายใหญ่’ ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่จับจ้องมาที่ผม ... สายตาจากคนที่เคยเรียกพ่อของผมว่า ‘นายใหญ่’ และเคยเรียกผมว่า ‘นายน้อย’ คนพวกนี้เคยให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดี แต่ในวันนี้ แค่สบตาผมตรง ๆ พวกเขายังไม่กล้า

“หึ!” ผมหัวเราะในลำคอให้กับความจอมปลอมของมนุษย์ ก่อนจะคว้าแก้วไวน์ตรงหน้าขึ้นมากระดกรวดเดียวจนเกือบหมดแก้ว

“หลานดื่มมากเกินไปแล้วนะ” น้ำเสียงนุ่มลึกแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากคนข้างกาย ฝ่ามือหนาเอื้อมมาดึงแก้วออกจากมือผมอย่างถือวิสาสะ แล้วส่งต่อให้ปุณณ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง

“ขอโทษครับ ... ไวน์รสชาติดีจนหลานลืมตัวไปหน่อย” ผมกัดฟันตอบ ปั้นหน้ายิ้ม

“ถ้าหลานชอบ อาจะให้ปุณณ์เตรียมไว้ให้ที่ห้อง”

“ขอบคุณครับ”

“เป็นไงบ้าง ... ได้ข่าวว่านอนไม่ค่อยหลับ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่า” คำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วทำเอาผมอยากจะสำรอก ชัดเจนแล้วว่าปุณณ์ไม่ใช่แค่คนดูแล แต่เป็นกล้องวงจรปิดที่มีชีวิต

“ไม่มีอะไรพิเศษครับ แค่ยังไม่คุ้นกับที่นี่ หลานเลยยังไม่ชิน”

“อาขอโทษนะที่ช่วงนี้ยุ่งจนไม่มีเวลาดูแลหลานเลย ทั้งที่ตั้งใจว่าจะใช้เวลาด้วยกันให้มากกว่านี้”

“ครับ ... หลานเข้าใจ”

“ขอบใจมากที่เข้าใจ ... หลานของอาน่ารักที่สุด...” มือของผู้เป็นอาวางลงบนศีรษะผม ออกแรงขยี้เบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ... หรืออย่างน้อยก็ทำให้คนในงานเห็นแบบนั้น

ฉากหน้าคืออาหลานผู้กลมเกลียว แต่ฉากหลังคือการประกาศศักดา เขาต้องการแสดงให้ทุกคนเห็นว่า ขนาดทายาทสายตรงอย่างผมยังยอมศิโรราบอยู่ใต้ฝ่าเท้าเขา ... แล้วคนอื่นจะกล้าหือได้อย่างไร

“... สัปดาห์หน้า อามีงานให้หลานทำ” เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ

“งานเหรอครับ?”

“อาอยากให้หลานเป็นตัวแทนของอา ... ไปเยี่ยม ‘สี่ตระกูลใหญ่’ ให้อาหน่อย”

“ทุกตระกูลเลยเหรอครับ?”

“ใช่ ... หลานคุ้นเคยกับพวกเขาดีอยู่แล้วนี่ อาไม่มีเวลา เลยต้องพึ่งหลานจริง ๆ”





ซ่า!!! ในห้องน้ำหรู ผมวักน้ำเย็นเฉียบขึ้นล้างหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า  มือทั้งสองข้างกำขอบอ่างแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ด้วยโทสะที่พยายามสะกดกลั้น

“คุณกานต์เสร็จหรือยังครับ” เสียงปุณณ์ดังลอดผ่านประตูเข้ามาเร่งยิก ๆ เหมือนเห็บไรที่สลัดไม่หลุด

“ใกล้แล้ว!!!” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเข้ม ๆ ไปอย่างเหลืออด เงยหน้ามองตัวเองในกระจก ผมรู้สึกถูกหยามเกียรติอย่างถึงที่สุด

‘ไปเยี่ยมสี่ตระกูลใหญ่’ งั้นเหรอ? อย่ามาพูดให้ดูดีหน่อยเลย ... อาไม่ได้จะส่งผมไปเป็นตัวแทนเชื่อมสัมพันธ์อะไรทั้งนั้น แต่ผมกำลังถูกปฏิบัติราวกับทรัพย์สมบัติมีค่าที่ยึดมาได้จากสงคราม และเมื่อถึงเวลาก็ต้องเอาออกไปเร่ขาย ร้องแรกแหกกระเชอให้คนอื่นได้ชื่นชม

การส่งผมไปตระเวนเยี่ยมสี่ตระกูลใหญ่ มันก็คือการ ‘เปิดประมูล’ ดี ๆ นี่เอง อากำลังโยนหินถามทาง ดูว่าตระกูลไหนจะเสนอผลประโยชน์ให้เขาได้มากที่สุด ... ไม่ว่าจะเงิน อำนาจ หรือสัมปทานธุรกิจ และใครที่จ่ายหนักที่สุด ... ก็จะได้ตัวผมไปครอบครองเป็นรางวัล การได้ครอบครองสายเลือดเพียงคนเดียวของอดีตนายท่าน ... มันก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘ตั๋วผ่านทาง’ สู่ความชอบธรรมในการนั่งบัลลังก์คนต่อไป ผมแสยะยิ้มให้กับเงาสะท้อนในกระจก ... นี่ชีวิตของผมเดินมาถึงจุดนี้ได้ยังไง

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 284
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
.

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 284
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
( :゚皿゚)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-10-2026 12:58:22 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 284
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนที่ 2 : สี่เสาหลัก และ ชนวนระเบิดเวลา



ครืดดดดดดดด

เสียงล้อเครื่องบินส่วนตัวสีดำสนิทบดเบียดกับรันเวย์ ก่อนจะจอดสนิทลง ณ โรงจอดเครื่องบินส่วนบุคคลของสนามบินนานาชาติขอนแก่น ทันทีที่บันไดเครื่องบินถูกกางออก บอดี้การ์ดในชุดโปโลสีดำนับสิบนายก็กรูกันลงมาตรึงกำลังรอบพื้นที่อย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ เมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างปลอดภัย ร่างสูงโปร่งของผมในชุดสูทลำลองจึงได้ก้าวลงมาเหยียบผืนดินอีสาน ภายในโรงจอดมีรถ SUV สีดำติดฟิล์มมืดสนิทหลายคันจอดติดเครื่องรออยู่

“คุณกานต์ คุณปุณณ์ เชิญที่รถคันที่สามครับ” หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยผายมือเชื้อเชิญอย่างสุภาพ ผมพยักหน้ารับรู้

ภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีดำ ผมกวาดสายตาประเมินสถานการณ์อย่างเงียบเชียบ เด็กอนุบาลยังดูออกว่าการคุ้มกันระดับนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อ ‘ดูแลความปลอดภัย’ เท่านั้น แต่มีไว้เพื่อ ‘คุมขัง’ ไม่ให้ผมหนี และเพื่อ ‘ป้องปราม’ ไม่ให้เจ้าถิ่นคิดจะแย่งชิงตัวผมไปได้ง่าย ๆ

เป้าหมายแรกของการเดินทางครั้งนี้คือ ‘ปฐพีไพศาล’ หนึ่งในสี่เสาหลัก ผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่กุมบังเหียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงงานอุตสาหกรรม และเส้นทางการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน

“คุณคินรออยู่ที่คาสิโนครับ” ปุณณ์กระซิบแจ้งเตือน

“อืม” ผมตอบรับสั้น ๆ ทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากทุ่งนาแห้งแล้ง เป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยปล่องควันและแสงไฟ ... จะมีฉากบังหน้าไหนดีไปกว่าการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ แล้วสอดไส้ ‘บ่อนคาสิโน’ เข้าไปเป็นหัวใจสำคัญ



ณ ห้องรับรอง VIP ชั้นบนสุดของคาสิโน

เป็นเวลาเกือบชั่วโมงที่ผมนั่งรอการมาถึงของเจ้าบ้าน ในบรรดาทายาทรุ่นใหม่ของสี่เสาหลัก ‘คิน’ หรือ ‘ภาคิน ปฐพีไพศาล’ คือตัวเต็งอันดับหนึ่งที่อาหมายตาไว้ ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูสุขุม เป็นผู้ใหญ่ และมีความเป็นนักธุรกิจเต็มตัว แต่เบื้องหลังกลับเลื่องลือเรื่องความโหดเหี้ยมและพร้อมจะแทงข้างหลังทุกคนเพื่อผลประโยชน์

แกร๊ก

ประตูบานหนาถูกเปิดออก คินเดินเข้ามาด้วยท่าทีสง่าผ่าเผยในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูป ผมสีดำสนิทถูกเซตเปิดหน้าผากเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉยไร้อารมณ์ ผมลุกขึ้นเตรียมจะทักทายตามมารยาท

ปึก!!!

ยังไม่ทันสิ้นคำ กำปั้นหนัก ๆ ก็เสยเข้าที่ลิ้นปี่ของผมเต็มแรง

“อั๊ก!!!” ความจุกแล่นปราดจนผมทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ตัวงอเป็นกุ้ง ลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที

“คุณคิน!!!” ปุณณ์ถลาเข้ามาประคองผมไว้ด้วยความตกใจ

“มึงอย่าเสือก ...”

พลั่ก!!!

คินใช้เท้าเขี่ยปุณณ์จนกระเด็นกลิ้งไปอีกทาง ก่อนจะย่อตัวลงมาใช้มือบีบคาง บังคับให้ผมเงยหน้าขึ้นสบตา

“... ไม่เคยคิดซินะ ว่าตัวเองจะตกต่ำได้ถึงขนาดนี้ ...” น้ำเสียงของเขาเย้ยหยันบาดลึกไปถึงกระดูกดำ

“... ศักดิ์ศรีที่เคยค้ำคอหายไปไหนหมด สายตาเย่อหยิ่งที่เคยใช้มองคนอื่นล่ะ ... หายไปไหนแล้ว”

ถุย!!!

ผมรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ถ่มน้ำลายใส่หน้าหล่อ ๆ ของคิน คนตรงหน้าหลับตาลงนิ่ง ๆ มือหนาปาดคราบน้ำลายออกจากแก้มช้า ๆ

เพี๊ยะ!!! ฝ่ามือหนักตบเข้าที่ใบหน้าผมจนหน้าหัน เลือดกลบปาก เค็มปร่าไปทั่วลิ้น

“คุณคิน!!! หยุดเถอะครับ! ถ้านายท่านรู้จะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ” ปุณณ์ตะโกนห้ามเสียงหลง

“มึงก็รู้ ...” คินไม่สนใจคำเตือนปุณณ์ จ้องหน้าผมเขม็ง

“... ว่าคุณค่าของมึงอยู่แค่เป็นหรือตาย จะครบสามสิบสองหรือแขนขาดไปสักข้าง ... มึงก็ยังมีค่าเท่าเดิม คือเป็นแค่ ‘เครื่องประดับ’ ”

ผมแสยะยิ้ม ทั้งที่มุมปากแตกยับ

“คุณคงกลัวมากสินะ ว่าจะทำเราหลุดมือไป ...” ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาอำมหิตคู่นั้น

“... คนอย่างคุณ นอกจากความเลวแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีพอจะสู้คนอื่นได้เลย” คินขบกรามแน่น ก้มลงมากระซิบข้างหูผมด้วยน้ำเสียงหื่นกระหาย

“ปากดีไปเถอะ ... เอาไว้กูได้มึงมาเป็นเมียเมื่อไหร่ ...”

“... กูก็อยากรู้เหมือนกันว่าหน้าสวย ๆ ของมึง จะยังปากดีได้อยู่ไหมตอนโดนกูเอา” เขาปล่อยมือจากคางผมอย่างแรง จนผมหน้าสะบัดไปอีกทาง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินหันหลังให้

“คุณคิดถูกแล้วที่รู้สึกกลัว ...” ผมพูดขึ้นไล่หลังเขา

“... ถ้าไม่ใช่เพราะไอเดียของเรา คุณก็คงไม่มีปัญญาคิดเอาคาสิโนมาซ่อนไว้ในนิคมฯ ได้เนียนขนาดนี้หรอก” เท้าที่กำลังจะก้าวพ้นประตูชะงักกึกไปชั่วครู่ คินไม่หันกลับมามอง แต่ไหล่ที่เกร็งขึ้นบ่งบอกว่าคำพูดของผมแทงใจดำเขาเข้าอย่างจัง ก่อนจะเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบและความเจ็บแสบในโพรงปาก





หลังจากการต้อนรับอันอบอุ่นที่อีสาน ผมก็ถูกพาเดินทางต่อขึ้นเหนือไปสัมผัสลมหนาวที่เชียงราย เพื่อพบกับวาโย เสาหลักต้นที่สองแห่งตระกูลเวหาภิรมย์

วาโยคือขั้วตรงข้ามกับคินอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มวัยสามสิบกลาง ๆ ดีกรีปริญญาเอกจากต่างประเทศถึงสองใบ เขาคือผู้ควบคุมดูแลอาณาจักรข่าวกรอง ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายแฮกเกอร์ระดับประเทศ วาโยคือมันสมองขององค์กร คือคนที่รู้ความลับทุกอย่างของทุกคน

“ยินดีต้อนรับครับน้องกานต์...”

วาโยต้อนรับผมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นในห้องกระจกใสที่มองเห็นไร่ชาสุดลูกหูลูกตา เขาเลื่อนถ้วยชากุหลาบราคาแพงที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาให้ผมตรงหน้า

“...อากาศเชียงรายเย็นนะครับ ชาอุ่น ๆ น่าจะช่วยไม่ให้รอยช้ำตามตัวปวดมากไปกว่านี้”

มือที่กำลังจะเอื้อมไปแตะหูแก้วชาของผมชะงักกึกทันที ผมตวัดสายตาขึ้นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของชายตรงหน้า

“พี่วาโย... หูตาไวเหมือนเดิมเลยนะครับ” ผมพยายามคุมเสียงให้นิ่งที่สุด

“ขอบคุณครับน้องกานต์ มันเป็นหน้าที่ของพี่ที่ต้องใส่ใจรายละเอียด”

เขาไม่ได้แสดงท่าทีอยากได้ตัวผมจนตัวสั่นเหมือนคิน ออกจะไม่สนใจเกมการเมืองแย่งชิงอำนาจด้วยซ้ำ ซึ่งผมไม่แปลกใจเลย เพราะคนฉลาดอย่างวาโยย่อมรู้ดีว่าการนั่งบนภูดูเสือกัดกัน คือจุดที่ปลอดภัยและได้ผลประโยชน์สูงสุด

สังเกตจากระบบ Server ใหม่ล่าสุดที่เขากำลังติดตั้ง ก็รู้แล้วว่างบประมาณมหาศาลที่ไหลเข้ามาในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจนี้ ... เข้ากระเป๋าใคร





จากเหนือล่องลงสู่แดนใต้ กลิ่นไอเค็มของทะเลอันดามันแตะจมูกทันทีที่ถึงภูเก็ต เสาหลักต้นที่สาม ‘ธีรานันท์ ชลธีรัตน์’ หรือ ‘นายหัวคราม’ เจ้าพ่อเมืองท่าผู้คุมเส้นทางเดินเรือและอาณาจักรการเงินสีเทาผ่านบัญชี Offshore และกระดานคริปโต

ครามเป็นคนเจ้าเสน่ห์ พูดจาไพเราะ และยิ้มเก่ง เขาไม่ได้พาผมไปที่ห้องเชือดหรือบ่อนคาสิโน แต่กลับพาผมมาพักที่พูลวิลล่าสุดหรูริมหน้าผาที่มองเห็นทะเลอันดามันกว้างไกลสุดสายตา ที่น่าประหลาดใจคือ... ไม่มีบอดี้การ์ดชุดดำยืนเฝ้าหน้าประตูห้องผมแม้แต่คนเดียว

“พี่เตรียมวิลล่าหลังนี้ไว้ให้น้องกานต์โดยเฉพาะเลยนะครับ อยากได้อะไรบอกคนของพี่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” ครามเดินนำผมออกมาที่ระเบียงกว้าง รับลมทะเลที่พัดมาปะทะใบหน้า

“พี่ไม่กลัวผมหนีเหรอครับ... ปล่อยให้ผมอยู่แบบไม่มีการ์ดเฝ้าหน้าประตูสักคนแบบนี้” ผมถามหยั่งเชิง

ครามหัวเราะร่วน เขาเดินไปเท้าแขนกับราวระเบียง แล้วชี้มือลงไปที่ท่าเรือส่วนตัวด้านล่าง ซึ่งมีสปีดโบ๊ทลำหรูจอดเทียบท่าอยู่

“น้องกานต์ครับ...” ครามปรายตามองผมด้วยรอยยิ้มหวานละมุน

“...ถ้าอึดอัดหรือเบื่อเกมแย่งชิงอำนาจพวกนี้แล้ว เรือลำนั้นเติมน้ำมันไว้เต็มถัง กุญแจเสียบคาไว้ น้องกานต์เดินลงไปสตาร์ทแล้วขับออกสู่ทะเลเปิดได้เลย พี่จะไม่ส่งคนตามแม้แต่คนเดียว”

ผมมองตามนิ้วของเขาไปที่เรือลำนั้น หัวใจกระตุกวูบกับข้อเสนอที่หอมหวาน... แต่อิสรภาพที่ได้มาง่ายขนาดนี้ มันมีอยู่จริงหรือ?

"พี่คิดว่าผมจะเชื่อประโยคหลอกเด็กของพี่เหรอครับ"

"ฮ่า ๆ ๆ ถึงจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ก็น่าเสียดายนะครับ พี่อุตส่าห์หวังว่าน้องกานต์จะลองดู ... งั้นพี่ไม่กวนแล้ว พักผ่อนให้สบาย แล้วเราค่อยคุยธุระกัน ถือซะว่ามาพักผ่อนละกัน..."

“... ระหว่างนี้น้องกานต์อยากได้อะไรบอกพี่นะครับ ... ทะเลที่นี่สวย แต่มันก็ลึกและอันตรายเหมือนกัน” คำพูดของเขาแฝงนัยยะเสมอ ครามไม่สนใจเรื่องนอกบ้าน ตราบใดที่เรือสินค้าของเขายังเข้าออกได้สะดวก และตัวเลขในบัญชียังเป็นสีเขียว

ใครจะนั่งบนบัลลังก์ ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะใส่ใจ แต่ถ้าใครกล้ามาแตะต้องผลประโยชน์ของเขา ... รอยยิ้มหวานละมุนนั่นจะเปลี่ยนเป็นใบมีดอาบยาพิษทันที





แล้วก็มาถึงสถานที่สุดท้าย ... ตระกูลที่เปรียบเสมือน ‘กำปั้นเหล็ก’ ขององค์กร ‘ศิรินฤเบศร์’ ตระกูลลูกชังที่ถูกกดไว้ให้อยู่ในเงามาตลอด แต่กลับเป็นขุมกำลังหลักที่ขาดไม่ได้ เพราะพวกเขาคือผู้ควบคุมกองกำลังติดอาวุธ คลังแสง และหน่วยลอบสังหาร ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยไหน ... ‘เพลิง คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์’ ก็มักจะถูกวางตัวไว้ใกล้สายตาของนายใหญ่เสมอ ในฐานะ ‘ดาบ’ ที่คมที่สุด

“จำเป็นด้วยเหรอครับ” ผมถามเสียงเรียบ ขณะจ้องมองผ้าปิดตาสีดำที่เจ้าหน้าที่ยื่นมาให้

“เป็นกฎของที่นี่ครับ เพื่อความปลอดภัยครับ” ชายชุดดำตอบเสียงแข็ง ผมถอนหายใจ พยักหน้ายอมให้คาดตาแต่โดยดี

ฐานบัญชาการของศิรินฤเบศร์ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหินปูนจังหวัดลพบุรี ลึกเข้าไปจากถนนหลักหลายสิบกิโลเมตร เพื่อให้เสียงปืนซ้อมรบกลมกลืนไปกับเสียงระเบิดหิน รถ SUV จอดสนิทหน้าโกดังขนาดมหึมาที่ถูกดัดแปลงเป็นสนามฝึกซ้อม

ผมถูกพาให้เดินลัดเลาะไปตามทางเดินซับซ้อน เสียงฝีเท้าดังก้องสะท้อนผนังปูนเปลือย จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่ง

“เชิญครับ ... คุณเพลิงรออยู่ข้างใน” เสียงปลดล็อคประตูดังขึ้น พร้อมกับผ้าปิดตาที่ถูกดึงออก

ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!

เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวทันทีที่ประตูปิดลง กลิ่นดินปืนลอยคลุ้งเตะจมูก ภาพตรงหน้าคือสนามซ้อมยิงปืนในร่มขนาดใหญ่ ที่ตอนนี้มีผู้ใช้งานเพียงคนเดียว ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวสีน้ำผึ้งเข้มจากการตากแดดตากลม อยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำพอดีตัวที่เผยให้เห็นมัดกล้ามและรอยสักรูปพยัคฆ์เหยียบเมฆที่ต้นแขนขวา เขายืนหันหลังให้ผม บรรจงเหนี่ยวไกใส่เป้ากระดาษที่อยู่ไกลออกไปอย่างใจเย็น

ปัง!!!

นัดสุดท้ายเจาะเข้ากลางหัวใจของเป้าหมาย

ป้ายดิจิทัลบอกคะแนนกระพริบโชว์ตัวเลข 97/100

เขาลดปืนลง ปลดแม็กกาซีนที่ว่างเปล่าออกแล้วบรรจุอันใหม่เข้าไปอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันกลับมา ... ดวงตาสีน้ำผึ้งคมกริบจ้องมองมาที่ผม

วินาทีที่สายตาเราประสานกัน ผมก้าวเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว ง้างมือขึ้นจนสุดแขน แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าคมเข้มนั้นเต็มแรง

เพี๊ยะ!!!

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นก้องสนามฝึก ใบหน้าของเพลิงสะบัดไปตามแรงตบ ปุณณ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังชะงักแข็ง ราวกับลืมไปแล้วว่าต้องหายใจเพราะไม่เคยมีใครกล้าทำแบบนี้กับ ‘มัจจุราชแห่งศิรินฤเบศร์’ มาก่อน

เพลิงนิ่งไปชั่วอึดใจ ... ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มที่เริ่มแดงเป็นรอยนิ้วมือจนเห็นได้ชัด เขาค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองผมช้า ๆ ก่อนจะ ยกปากกระบอกปืนขึ้นเล็งแสกกลางหน้าผากผมอย่างแม่นยำ ระยะห่างแค่นี้ ต่อให้ไม่ใช่เพลิง ผมก็ไม่มีทางรอด

บรรยากาศกดดันจนปุณณ์ที่ยืนอยู่ข้างหลังตัวเกร็งไปหมด แต่ผมกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด ผมขยับตัวเล็กน้อยจนปลายกระบอกปืนแทบจะสัมผัสหน้าผาก

“ถ้าคุณจะฆ่าเรา วันนี้เราคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก ...” มือเรียวของผมยกขึ้นจับที่ลำกล้องปืนร้อน ๆ แล้วค่อย ๆ ดันมันลงต่ำ

“... อีกอย่าง คุณไม่คิดว่าระเบิดแสงวันนั้นมันแรงไปหน่อยเหรอ ...” ผมเลิกคิ้วมองเขา

“... เล่นเอาเราหูอื้อ ตาพร่าไปเป็นอาทิตย์เลยนะ” เพลิงยอมลดปืนลง ปล่อยให้ผมดึงกระบอกบืนไปจากมือได้ง่าย ๆ

“ใครสอนให้คุณเยิงปืนทะเล่อทะล่าใส่ประตูแบบนั้น” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม

“หึ ...” ผมแค่นหัวเราะ ยกปืนขึ้นเล็งไปที่เป้ากระดาษแทน

“... ก็คุณไง”

ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!

ผมรัวกระสุนที่เหลือจนหมดแม็กกาซีนด้วยความคับแค้นใจ เมื่อเสียงปืนเงียบลง ผมหันไปมองป้ายคะแนน 46/100

เพลิงมองคะแนนแล้วแสยะยิ้มมุมปาก

“อย่าไปบอกใครเชียวนะ ว่าผมเป็นคนสอนคุณยิงปืน”





เสียงแก้วคริสตัลชนกันดังกริ๊งเบา ๆ เคล้าไปกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่ดังก้องอยู่ภายใต้เพดานสูงของห้องบอลรูมโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ แชนเดอเลียร์แก้วเจียระไนระย้าส่องแสงนวลตาสะท้อนกับเครื่องเพชรและนาฬิกาเรือนหรูของผู้ร่วมงาน โต๊ะยาวรูปตัวยู ถูกจับจองด้วยบุคคลระดับแนวหน้าขององค์กร

บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นกันเอง ... แต่สำหรับผม มันคือบรรยากาศของงานอัปมงคลของตัวเอง โดยมีพวกเขาเป็นแร้งที่มารอรุมทึ้ง ผมนั่งตัวตรงในชุดสูทกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม ขับผิวให้ดูขาวซีดยิ่งกว่าเดิม ดวงตาทอดมองเงาสะท้อนของตัวเองบนแก้วไวน์ ชีวิตของผมตอนนี้คงมีค่าไม่ต่างจาก ‘เครื่องประดับ’ ราคาแพงบนโต๊ะอาหาร ที่มีไว้เพื่อโชว์บารมีของเจ้าภาพเท่านั้น

ที่มุมหนึ่งของห้อง คิน นั่งเอนหลังด้วยท่วงท่าสบาย ๆ แต่ดวงตาคมกริบกลับฉายแววหิวกระหาย เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ สายตาโลมเลียจ้องมองมาที่ผมเป็นระยะ ราวกับมั่นใจเต็มร้อยว่า ‘สินค้า’ ชิ้นงามนี้จะต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน ถัดไปอีกฝั่ง

วาโย นั่งไขว่ห้าง กวนน้ำแข็งในแก้วด้วยปลายนิ้วอย่างใจลอย เมื่อสายตาเราสบกัน เขายิ้มทักทายตามมารยาท แต่รอยยิ้มนั้นว่างเปล่า ผมรู้ดีว่าคนอย่างวาโยไม่เคยเอาหัวใจมาวางในงานเลี้ยงแบบนี้ ในหัวสมองอันปราดเปรื่องของเขาคงกำลังคำนวณ ‘ความคุ้มค่า’ และหาทางหนีทีไล่มากกว่าจะสนใจเรื่องแย่งชิงตัวผม

ส่วน คราม กำลังหัวเราะร่ากับคู่สนทนา สีหน้าดูรื่นเริงเหมือนมาเที่ยวพักผ่อน แต่ผมมั่นใจว่าภายใต้ท่าทีสบาย ๆ นั้น สมองของเขากำลังชั่งน้ำหนักดีลและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่ตลอดเวลา

และคนสุดท้าย เพลิง เขานั่งอยู่ไม่ไกลจากอามากนัก แต่ระยะห่างทางความรู้สึกกลับดูไกลลิบ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำพอดีตัวนั่งนิ่งสงบเหมือนรูปปั้นหินผา กระดุมเสื้อเชิ้ตสองเม็ดบนที่ถูกปลดออกเผยให้เห็นรอยสักรูปพยัคฆ์เหยียบเมฆที่โผล่พ้นคอเสื้อออกมาวูบไหวทุกครั้งที่เขายกแก้วขึ้นดื่ม

“หลานคิดอะไรอยู่” เสียงทุ้มของอาดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะปั้นหน้ายิ้ม

“เปล่าครับ แค่กำลังมองบรรยากาศ” ผมยกแก้วไวน์ขึ้นจิบกลบเกลื่อนความประหม่า อายิ้มบาง ๆ ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ฝูงฉลามที่กำลังแหวกว่ายอยู่เบื้องล่าง

คืนนี้ เกมประมูลของอาคงจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ผมได้ยินข่าวลือหนาหูว่าคินทุ่มหมดหน้าตักเพื่อให้ได้ตัวผม แค่คิดถึงคำขู่ของมันในวันนั้น ขนแขนผมก็ลุกชันด้วยความรังเกียจและหวาดกลัว ถ้าคินชนะ ชีวิตที่เหลือของผมคงไม่ต่างจากตกนรกทั้งเป็น

กริ๊ง กริ๊ง

เสียงช้อนเคาะกับแก้วคริสตัลดังกังวานเรียกความสนใจจากทุกคน เสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลงจนเหลือเพียงความเงียบสงัด เจ้าของงานในชุดสูทสีเข้มลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย แก้วไวน์ในมือถูกชูขึ้นระดับอก

“ขอบคุณทุกคนที่มาในคืนนี้ ...” น้ำเสียงหนักแน่นทรงพลังสะท้อนก้องไปทั่วห้อง

“... ผมรู้ดีว่าทุกคนมีภารกิจรัดตัว แต่การที่พวกเรามารวมตัวกันได้ในค่ำคืนนี้ แปลว่าเรายังมีเป้าหมายเดียวกัน คือความยิ่งใหญ่ขององค์กร …” สายตาของอากวาดมองไปรอบโต๊ะอย่างช้า ๆ

“... ตั้งแต่วันที่พี่ชายของผมจากไป...” เขาหยุดเว้นจังหวะ เพื่อดึงอารมณ์ร่วม

“... ผมเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าจะทำยังไงให้เรือลำนี้อยู่รอดในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที ...” หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย บางคนแสร้งทำหน้าเศร้าโศกไว้อาลัย

“... ผมเห็นความพยายามของทุกคน...”

“... ปฐพีไพศาล ... ชลธีรัตน์ ... เวหาภิรมย์ ... ศิรินฤเบศร์ ...” สายตาเย็นเฉียบคู่นั้นไล่มองเจ้าของชื่อทีละคน ก่อนจะมาหยุดลงที่ผมเป็นคนสุดท้าย

“... และหลานรักของอา ...” อายกแก้วขึ้นสูงอีกนิด รอยยิ้มมุมปากกดลึกขึ้นจนดูน่ากลัว

“... ผมขอบคุณทุกข้อเสนอ ทั้งที่พูดออกมา และที่ไม่ได้พูดออกมา ...”

“... หลังจากไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผมค้นพบว่า หากเราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เราไม่ได้ต้องการแค่เงินทองหรืออำนาจ ... แต่เราต้องการ ‘สายสัมพันธ์’ ที่แข็งแกร่งพอจะผูกมัดเราไว้ด้วยกัน ...”

หัวใจผมเต้นรัวแรงจนแทบทะลุอก มือที่จับแก้วไวน์เริ่มชื้นเหงื่อ วินาทีตัดสินชะตาชีวิตมาถึงแล้ว

“... เพื่อเป็นเกียรติแก่พี่ชายของผม และเพื่อให้สายเลือดของเขายังคงอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจขององค์กร ...” อาเว้นจังหวะอีกครั้ง บีบหัวใจคนฟังจนแทบหยุดเต้น

“... ผมตัดสินใจจะวางข้อเสนอทั้งหมดลง และเลือกให้หลานรักของผม ...” สายตาทุกคู่พุ่งเป้ามาที่ผมเป็นจุดเดียว

“... กานต์ ... แต่งงานกับ...” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องจนได้ยินเสียงแอร์ทำงาน

“... คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์”

ชื่อของเพลิงร่วงหล่นลงมากลางห้องราวกับระเบิดลูกใหญ่ แก้วไวน์ในมือใครหลายคนชะงักค้างกลางอากาศ คินที่กำลังจะยกแก้วดื่มฉลองชัยชนะถึงกับมือแข็งค้าง นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง

ผมหันขวับไปมองอาด้วยความตกตะลึง ‘พูดเล่นใช่ไหม?’ แต่สายตาของคนตรงหน้ากลับนิ่งสงบและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก สายตาของผมค่อย ๆ เลื่อนไปหาชายร่างสูงใหญ่ที่เป็นเป้าสายตาของคนทั้งงาน เพลิงยังคงนั่งนิ่ง แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้สบาย ๆ ราวกับรู้อยู่แล้ว หรือไม่ก็ไม่ยี่หระต่อโลกใบนี้ ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มเหลือบขึ้นมาสบตากับอาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่ผม ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคิ้วขมวด ไม่มีแม้แต่เงาของความรู้สึกใด ๆ สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น จนกระทั่งเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่

“ผมขอขอบคุณนายท่าน ที่มอบหมายเกียรติอันสูงสุดนี้ให้กับผม …” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ แต่หนักแน่น

“... และผมขอสัญญาต่อหน้าทุกคนตรงนี้ ว่าจะดูแลและปกป้องคุณกานต์อย่างดีที่สุด ... ด้วยชีวิตของผม” เขายกแก้วไวน์ขึ้นก้มศีรษะทำความเคารพ ‘นายใหญ่’ ก่อนจะกระดกไวน์รวดเดียวหมดแก้ว แล้ววางลงบนโต๊ะเสียงดัง กึ๊ก เบา ๆ

“หลานรักของอา...” อาหันมาถามผมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกดดัน

“... พร้อมจะช่วยอาไหม” ผมกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ ลำคอแห้งผากราวกับทะเลทราย ทางเลือกของผมมีเพียงทางเดียว คือก้าวลงไปในนรกขุมนี้ด้วยความเต็มใจ

“พร้อมครับ” ผมตอบเสียงแผ่วแต่ชัดเจน

“ดีมาก ... หลานของอาน่ารักที่สุด” มือหนาวางลงบนศีรษะผม ออกแรงขยี้เบา ๆ อย่างพึงพอใจ

เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นรอบห้อง บรรยากาศเปลี่ยนจากความอบอุ่นเป็นความตึงเครียดทันที ผมเหลือบมองไปทางคิน เขาจ้องเขม็งมาที่ผม ก่อนจะเลื่อนสายตาอาฆาตไปที่เพลิง ก่อนที่เจ้าตัวจะกระดกแก้ววิสกี้ในมือลงคออย่างหงุดหงิด

เพลิงไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของใคร เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง เป็นกำแพงหินผาที่ไม่สะทกสะท้านต่อพายุอารมณ์รอบข้าง นิ้วมือหนาเคาะลงบนขอบโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังนับถอยหลังสู่สงคราม

ผมยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอีกครั้ง คราวนี้รสฝาดขมของมันบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ ผมเคยคิดว่าตัวเองถูกพาออกมาเร่ขายเพื่อแลกเงินทอง แต่ความจริง มันเลวร้ายกว่านั้น อาไม่ได้ต้องการทรัพย์สินหรืออำนาจ แต่อาต้องการ ‘อำนาจเบ็ดเสร็จ’ การยกผมให้เพลิง คือแผนการที่แยบยล เพราะสงครามระหว่าง ‘ปฐพีไพศาล’ กับ ‘ศิรินฤเบศร์’ จะปะทุขึ้น โดยมีอานั่งจิบไวน์ดูความพินาศของทั้งสองตระกูลอยู่บนบัลลังก์

ในเงาสะท้อนของแก้วไวน์ ผมเห็นภาพตัวเองไม่ใช่เจ้าสาวในงานวิวาห์ แต่เป็น ‘ชนวนระเบิด’ ที่ถูกจุดไฟทิ้งไว้ท่ามกลางกองดินปืน ... เพื่อรอเวลาที่จะทำลายล้างทุกอย่างให้เป็นผุยผง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด