ขอบใจนะอิน EP6: ตู้คาราโอเกะ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ขอบใจนะอิน EP6: ตู้คาราโอเกะ  (อ่าน 1139 ครั้ง)

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

********************************************************************************************
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-08-2026 20:30:54 โดย intouch »

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ขอบใจนะอิน EP0: แนะนำเรื่อง
«ตอบ #1 เมื่อ15-08-2026 23:42:57 »

ขอบใจนะอิน

ปีการศึกษา 2552 “อินทร” หรือ “อิน” เด็กหนุ่มจากสมุทรปราการ ย้ายตามครอบครัวมาเริ่มชีวิตใหม่ในวิทยาลัยเทคนิคต่างจังหวัด ทั้งที่ยังไม่คุ้นกับเสื้อช็อปที่สั้นเกินไป แผนกที่ตัวเองไม่ได้เลือก และยังไม่มีเพื่อนใหม่สักคน

จนกระทั่งอินได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่ง คนที่ในวันแรกเขาเผลอมองซ้ำ และหลังจากนั้นก็มีเรื่องให้จำเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“ขอบใจนะอิน” ไม่ใช่แค่เรื่องความรัก แต่เป็นเรื่องของมิตรภาพ ชีวิตเด็กช่าง และช่วงเวลาที่คนธรรมดาหลายคนค่อย ๆ มีความหมายต่อกัน โดยที่ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้เลยว่า วันหนึ่งพวกเขาจะจำเรื่องเหล่านี้ได้มากแค่ไหน

ตัวละคร สถานที่ เหตุการณ์ และบทสนทนาในเรื่องล้วนเป็นเรื่องสมมติ สร้างขึ้นเพื่ออรรถรสในการอ่านเท่านั้น

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ขอบใจนะอิน EP1: รั้วเทคนิค
«ตอบ #2 เมื่อ16-08-2026 11:10:36 »

บทที่ 1 รั้วเทคนิค

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552

เช้าวันเปิดเทอมวันแรก แดดออกดีเกินไป

ผมยืนอยู่หน้ากระจกที่บานตู้เสื้อผ้า ดึงชายเสื้อช็อปลงเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ มันยังสั้นเหมือนเดิม พอดึงลงชายเสื้อก็ลงมาได้นิดเดียว พอปล่อยมือ มันก็เด้งกลับขึ้นมาแถวหัวเข็มขัดเหมือนเดิม

ผมหันซ้าย หันขวา เสื้อช็อปตัวแรกในชีวิตควรทำให้ผมดูเป็นเด็กช่างขึ้นมาบ้าง แต่ในกระจก ผมเห็นแค่เด็กผู้ชายผอม ๆ คนหนึ่งที่ยืนเกร็งอยู่ในเสื้อที่สั้นเกินไป

กระเป๋าเป้โรงเรียนเก่าวางอยู่บนเตียง โลโก้โรงเรียนเดิมยังติดอยู่ด้านหน้า ผมหยิบมันขึ้นมาสะพาย สายกระเป๋าคุ้นมือกว่าเสื้อช็อปตัวใหม่เยอะเลย

“อินเอ๊ย! น้าอรมารอแล้ว!”

เสียงแม่ดังจากหน้าบ้าน

“ครับแม่!”

ผมดึงชายเสื้ออีกที มันไม่ยาวขึ้น ผมเลยเลิกดึง แล้วเดินออกจากห้อง

หน้าบ้าน แม่ยืนอยู่กับน้าอรเพื่อนของแม่ และเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่ง เขาใส่เสื้อช็อปคนละแบบกับผม ท่าทางดูไม่ลนเหมือนผมเลยสักนิด

“แม่ สวัสดีครับ น้าอร สวัสดีครับ”

ผมยกมือไหว้

“อิน นี่บีมนะ ลูกน้าอร รู้จักกันไว้ เรียนเทคนิคเหมือนกัน” แม่แนะนำ

ผมหันไปยิ้มให้บีม

“หวัดดี”

เสียงผมเบากว่าที่คิด

“อืม หวัดดี” บีมตอบสั้น ๆ แล้วเราก็เงียบใส่กัน

แม่มองผมกับบีมสลับกัน เหมือนอยากให้เราสองคนคุยอะไรกันต่อ แต่ผมไม่รู้จะเริ่มตรงไหน บีมเองก็ดูไม่ได้อยากเปิดบทสนทนาเท่าไหร่ เราเลยยืนเป็นเสาไฟฟ้าคนละต้นอยู่หน้าบ้าน

แม่หันไปมองเสื้อช็อปของบีม

“เสื้อบีมเขาตัดมาสวยดีนะอร พอดีตัวเลย”

ผมก้มมองเสื้อตัวเองทันที ทั้งที่ไม่ควรมองเลย

“ของอินนี่ร้านเขาตัดสั้นจริง ๆ ดูสิ เหมือนเด็กอนุบาลใส่เสื้อผิดไซซ์”

“แม่…”

ผมเรียกเบา ๆ

น้าอรหัวเราะ

“เดี๋ยวใส่ไปก็ชินพี่ เด็กผู้ชายมันไม่คิดมากหรอก”

ผมเม้มปาก อยากบอกว่าเด็กผู้ชายบางคนก็คิดมาก แต่ไม่ได้พูด

“ไป ๆ เดี๋ยวสาย”

“ครับแม่”

“ถึงแล้วโทรมาบอกด้วย”

“ครับ”

“ถ้าไม่รู้ห้องก็ถามครู เข้าใจไหม”

“ครับแม่”

แม่เอื้อมมือมาจัดปกเสื้อช็อปให้ นิ้วแม่กดปกเสื้อสองข้างให้เรียบ ผมยืนนิ่ง ปล่อยให้แม่จัด ทั้งที่บีมยืนอยู่ตรงนั้นด้วย

แม่มองผมตั้งแต่หัวลงไปถึงชายเสื้อ เหมือนยังมีอะไรไม่เข้าที่สักอย่าง ก่อนจะรีบเดินกลับเข้าไปในบ้าน หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมา พับครึ่งอีกที แล้วสอดใส่กระเป๋าเสื้อช็อปตรงอกซ้ายของผม

“เหงื่อออกก็เช็ดบ้าง อย่าเอาแขนเสื้อเช็ดหน้า เข้าใจไหม”

“ครับ”

ผมก้มมองกระเป๋าเสื้อตัวเอง ผ้าเช็ดหน้าทำให้กระเป๋านูนขึ้นมานิดหนึ่ง แม่ใช้นิ้วกดขอบผ้าให้จมลงไปอีกหน่อย เหมือนกลัวว่ามันจะหล่นตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากบ้าน

“ตั้งใจเรียนล่ะ”

“ครับ”

ผมยกมือไหว้แม่อีกครั้ง แล้วเดินตามน้าอรกับบีมไปที่รถเครื่อง

ตอนซ้อนรถออกจากบ้าน ผมใช้มือข้างหนึ่งจับท้ายรถ อีกข้างคอยดึงชายเสื้อไว้ตลอดทาง ลมเช้าพัดเข้าหน้า บ้านสองข้างทางค่อย ๆ ถอยหลังไปทีละหลัง

น้าอรไปส่งเราที่ปากซอย

“ขอบคุณครับน้า”

ผมยกมือไหว้

บีมก็ยกมือไหว้แม่ของเขา

“ตั้งใจเรียนกันนะ แล้วก็คุย ๆ กันบ้าง ทำความรู้จักกันไว้ ดอกพิกุลไม่ร่วงหรอกลูก” น้าอรมองเราสองคนแล้วหัวเราะเบา ๆ

ผมหันไปมองบีม บีมหันมามองผม

แล้วเราก็เงียบ

ดอกพิกุลของเราน่าจะเหนียวมาก

พวกผมเดินทางเข้าเมืองโดยรถสองแถว ระหว่างทางผมนั่งมองถนนข้างทาง มือจับสายกระเป๋าเป้ไว้แน่น กระเป๋าใบนี้ใช้มาตั้งแต่โรงเรียนเดิม ซิปช่องหน้าต้องดึงสองจังหวะถึงจะปิดสนิท คราบสนิมเขียวบนซิปเกาะอยู่ตรงมุมล่างเหมือนเดิม

อย่างน้อยมันก็เป็นของที่ผมรู้จัก

พอถึงในเมืองพวกผมต้องเดินไปขึ้นรถเมล์สีแดงสภาพเก่าที่จอดรออยู่ เบาะแข็ง หน้าต่างเปิดกว้าง ลมพัดเข้ามาตลอดเวลา ผมเลือกนั่งริมหน้าต่าง บีมนั่งลงข้างผม แต่เราก็ยังไม่มีอะไรจะคุย

บนรถมีเด็กนักเรียนหลายแบบ บางคนคุยเสียงดังกับเพื่อนเหมือนขึ้นรถสายนี้มาหลายรอบแล้ว บางคนหิ้วถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่ในมือ

ผมแอบมองพวกเขาเป็นพัก ๆ แล้วก็เผลอมองชายเสื้อของบางคน ทำให้โล่งใจขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะเสื้อบางคนก็สั้นเหมือนกัน

รถเมล์วิ่งออกจากตัวเมืองไปเรื่อย ๆ อาคารเริ่มน้อยลง ลมแรงขึ้น กลิ่นข้างทางเปลี่ยนจากกลิ่นควันรถเป็นกลิ่นดิน กลิ่นหญ้า แล้วก็กลิ่นเปรี้ยว ๆ หนัก ๆ ที่ลอยเข้ามาเต็มจมูก

ผมย่นหน้า

เด็กผู้ชายข้างหลังคนหนึ่งพูดขึ้น

“กลิ่นมาแล้วว่ะ ใกล้ถึงเทคนิคละ”

อีกคนหัวเราะ

“กลิ่นมันสำปะหลังรับน้อง ปวช.1”

ผมพยายามกลั้นหายใจ แต่คิดว่ากลั้นไปก็คงตายเปล่า เพราะกลิ่นมันติดอยู่ในลมจนผมต้องเบือนหน้าออกนอกหน้าต่าง

บีมหันมามองผม

“เหม็นใช่ไหม”

ผมพยักหน้า

“อืม”

แล้วเราก็เงียบต่อ แต่คราวนี้ความเงียบดูดีขึ้นนิดหนึ่ง

ไม่นาน รถเมล์ก็ชะลอ บีมลุกขึ้นก่อน

“ถึงแล้ว”

ผมรีบลุกตาม แล้วก้าวลงจากรถพร้อมนักเรียนอีกหลายคน

ป้ายวิทยาลัยเทคนิคอยู่ตรงหน้า เป็นป้ายหินอ่อนขนาดใหญ่ บนป้ายมีคำว่า “วิทยาลัยเทคนิคไร่มัน” สลักอยู่

ผมหยุดมองมันแวบหนึ่ง นักเรียนหลายคนเดินผ่านประตูเข้าไป บางคนเดินเป็นกลุ่ม บางคนเดินคนเดียว รุ่นพี่ยืนคุยกันใกล้รั้วเหมือนยืนรอเพื่อน ครูบางคนยืนดูความเรียบร้อยของนักเรียนที่เดินผ่านเข้าไป

ผมดึงชายเสื้อหนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินตามบีมเข้าไป

เมื่อพ้นประตูเข้าไป สนามหน้าเสาธงอยู่ไม่ไกล ด้านข้างเสาธงมีองค์พระวิษณุกรรมขนาดเท่าคนจริงตั้งอยู่ มือซ้ายถือไม้เมตร มือขวาถือลูกดิ่ง สีทองขององค์ท่านสะท้อนแดดเช้าอย่างระยิบระยับ

รอบตัวผมเต็มไปด้วยนักเรียนหลายคนที่ทยอยเดินตาม ๆ กันเข้ามา เสียงรอบ ๆ ตัวปนกันจนฟังไม่รู้เรื่อง ทั้งเสียงหัวเราะ เสียงเรียกชื่อ เสียงรองเท้ากระทบพื้น และเสียงเครื่องยนต์จากถนนด้านนอก

บีมหันมาพูด

“ไปไหนดี”

“ไม่รู้สิ”

เสียงเพลงมาร์ชดังขึ้นจากลำโพง นักเรียนรอบตัวเริ่มขยับไปทางสนามหน้าเสาธงเหมือนนัดกันมาตั้งแต่เมื่อคืน

“ถ้างั้นไปเข้าแถวกันก่อน เลิกเรียนโทรบอกด้วย”

“อ่า โอเค”

บีมเดินแยกไปอีกทาง ส่วนผมยืนอยู่คนเดียว และมองซ้ายมองขวา พยายามหาว่าตัวเองต้องเข้าแถวตรงไหน

“ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ปวช.1 ทางนี้!” เสียงครูคนหนึ่งเรียก

ผมรีบเดินไปตามเสียงนั้น

พอได้ยินคำว่า “ช่างอิเล็กทรอนิกส์” ผมก็ยังรู้สึกแปลก ๆ อยู่ดี ตอนสมัคร ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาอยู่แผนกนี้ตั้งแต่แรก แม่ให้ผมเลือกช่างเทคนิคสถาปัตยกรรมไว้ก่อน ผมก็เลือกตามแม่ เพราะในหัวผม สถาปัตย์คือโต๊ะเขียนแบบ ไม้ที เส้นตรง ๆ แล้วก็น่าจะเข้ากับคนที่ชอบวาดรูปเล่นในสมุดอย่างผมมากกว่า

แต่พอไปถึงห้องทะเบียน เจ้าหน้าที่บอกว่าสาขานั้นเต็มแล้ว

ผมยืนมองหน้าแม่ แม่ก็มองผม เอกสารวางอยู่บนโต๊ะ คนข้างหลังก็รออยู่

เจ้าหน้าที่ถามว่า

“งั้นเอาช่างอิเล็กทรอนิกส์ไหม”

ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบไปสั้น ๆ

“ครับ”

แล้วชื่อผมก็ถูกเขียนลงในแผนกช่างอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่วันนั้น

เช้าวันนี้ ผมเลยมายืนอยู่ตรงนี้

แถวของแผนกอิเล็กทรอนิกส์มีเด็กใหม่ยืนอยู่หลายคน เพลงมาร์ชจบรอบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มดังซ้ำอีกครั้ง ผมพยายามยืนให้เหมือนคนอื่น แดดเช้าเริ่มอุ่นขึ้นที่ท้ายคอ เด็กข้างหน้าคุยกันเสียงเบา

ผมอยากหันไปถามบ้าง แต่ปากไม่ขยับ

เมื่อเพลงมาร์ชจบลง ครูผู้ชายวัยประมาณห้าสิบ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทนเข้ม ผมบางจนเกือบล้าน สวมเสื้อซาฟารีสีกากีกับกางเกงสีกากีเดินขึ้นไปหน้าเสาธง ที่กระเป๋าหลังกางเกงมีวอเหน็บอยู่ ท่าทางของเขาดูเหมือนพร้อมออกล่าเหยื่อได้ทุกเวลา

แค่เห็นเขาเดินขึ้นไปหน้าเสาธง เสียงคุยรอบตัวก็ค่อย ๆ เบาลงเอง

ครูคนนั้นจับไมค์ มองนักเรียนใหม่ตั้งแต่แถวหน้าไปจนถึงแถวท้าย

“สวัสดีนักเรียน นักศึกษาทุกคน ผมครูพชร ครูฝ่ายปกครองของวิทยาลัย วันนี้เปิดเทอมวันแรก ผมขอต้อนรับนักเรียน นักศึกษาใหม่ทุกคนเข้าสู่วิทยาลัยเทคนิคไร่มัน”

เสียงครูดัง ชัด และแข็งพอให้ผมยืนหลังตรงขึ้นโดยไม่ต้องคิด

“มาอยู่ที่นี่แล้ว ต้องรู้จักกฎระเบียบของวิทยาลัยให้ดี เสื้อผ้า หน้าผม รองเท้า ต้องเรียบร้อยตั้งแต่หัวจรดตีน”

ผมก้มดูรองเท้าตัวเองแวบหนึ่ง แล้วรีบเงยหน้ากลับ

ครูพชรพูดต่ออีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องมาสาย เรื่องทะเลาะวิวาท เรื่องการแต่งกาย และเรื่องชื่อเสียงของวิทยาลัย บางประโยคผมฟังทัน บางประโยคไหลผ่านหูไป เพราะมัวแต่กังวลว่าแถวตัวเองยืนตรงหรือยัง

หลังทำกิจกรรมหน้าเสาธงเสร็จ นักเรียนแต่ละแผนกก็เริ่มแยกย้ายกลับไปพื้นที่ของตัวเอง

ผมเดินตามกลุ่มเด็กอิเล็กฯ ไปแบบไม่รู้ทาง

ตึกแผนกช่างอิเล็กทรอนิกส์เป็นอาคารสี่ชั้นที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรา ด้านหน้ามีสนามหญ้าเล็ก ๆ กับป้ายชื่อแผนกทำจากไม้ปักอยู่บนพื้น ป้ายยาวพอ ๆ กับคนแปดคนยืนเรียงกัน ที่ป้ายมีคำว่า “แผนกอิเล็กทรอนิกส์” สลักอยู่

ผมเงยหน้ามองขึ้นไป สีผนังบางส่วนซีดลงตามแดดและฝน บนระเบียงแต่ละชั้นมีรุ่นพี่ยืนคุยกันเป็นกลุ่ม ๆ บางคนก้มลงมองพวกเด็กใหม่แล้วอมยิ้มเหมือนเห็นของน่าสนใจ

ผมไม่ชอบสายตานั้นเท่าไหร่ เลยก้มมองพื้นแทน

หน้าแผนกมีป้ายประชาสัมพันธ์ซึ่งมีรายชื่อของพวกเราแปะอยู่ พร้อมกับตารางเรียนทุกชั้นปี ผมเดินเข้าไปใกล้พร้อมเด็กคนอื่น ๆ

ปวช.1 มีหลายกลุ่ม

ผมไล่หาชื่อตัวเอง

อินทร อยู่กลุ่ม 4

ผมอ่านซ้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ

กลุ่ม 4

มีเสียงคนอ่านดัง ๆ ว่าคาบแรกต้องไปเรียนที่แผนกช่างยนต์ วิชางานเครื่องยนต์เบื้องต้น

เพื่อน ๆ เริ่มเดินกัน ผมก็เดินตามไป ระหว่างทาง เสียงคุยดังขึ้นเรื่อย ๆ คนที่กล้าพูดเหมือนจะได้เพื่อนเร็วกว่า คนที่เสียงดังเหมือนมีพื้นที่มากกว่า ส่วนผมเดินอยู่เกือบท้ายกลุ่ม พยายามไม่ให้ตัวเองหลุดจากแถว

“เฮ่ย…ชื่ออะไรวะ”

เสียงหนึ่งดังขึ้นข้าง ๆ

ผมหันไปมอง เด็กผู้ชายตัวสูงกว่าผมนิดหน่อย ผิวขาว ไหล่กว้าง หน้าตาดีแบบคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง กำลังมองมาที่ผม

ผมชะงักครึ่งจังหวะ

มีคนทักแล้ว

“อ๋อ ข้า…ชื่ออินทร”

คำว่า “ข้า” หลุดออกมาก่อนที่ผมจะคิดทัน

คนตรงหน้าขมวดคิ้วนิดหนึ่ง แล้วหัวเราะ

“ชื่อเล่นดิ”

“อิน”

“กูเบสนะ”

“อ๋อ” ผมพยักหน้า

“แล้วมึงมาจากไหนวะ”

“สมุทรปราการ”

“ไกลว่ะ แล้วมาอยู่นี่ได้ไง”

“พ่อแม่ย้ายมาอยู่นี่ก่อนแล้ว ข้าเพิ่งตามมา”

“อ๋อ เออ ๆ” เบสพยักหน้าเหมือนพอใจในคำตอบ แล้วเดินต่อข้าง ๆ ผม

ผมไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ครั้งนี้ มือที่จับสายกระเป๋าไม่ได้กำแน่นเท่าเดิม

ห้องเรียนที่แผนกช่างยนต์มีกลิ่นแปลกกว่าห้องเรียนเก่ามาก กลิ่นน้ำมัน กลิ่นเหล็ก กลิ่นฝุ่น และกลิ่นอะไรบางอย่างที่ติดอยู่กับพื้น โต๊ะเก้าอี้วางไม่ค่อยเป็นระเบียบ กระดานหน้าห้องมีรอยชอล์กเก่า ๆ

ผมหาที่นั่งด้านหน้าโดยอัตโนมัติ เบสนั่งใกล้ ๆ

“มึงนั่งหน้าขนาดนี้เลยเหรอ”

ผมหันไปมอง

“ก็…ข้างหน้ามันว่าง”

“เออดี นั่งด้วยจะได้ลอกง่าย ๆ หน่อย”

“ยังไม่ได้เรียนเลย”

“เผื่อไว้ก่อน” เบสพูดหน้าตาเฉย

ผมหลุดยิ้มออกมานิดหนึ่ง

ครูเดินเข้าห้อง เสียงคุยค่อย ๆ เบาลง

“เป็นยังไงกันบ้าง เปิดเรียนวันแรก เปลี่ยนจากขาสั้นมาเป็นขายาว” ครูวางหนังสือลงบนโต๊ะ และหยิบใบรายชื่อขึ้นมา

“เอาละ เช็กชื่อกันก่อนเนอะ”

ผมนั่งตัวตรงขึ้นทันที

ครูหยิบใบรายชื่อขึ้นมา แล้วเงยหน้ามองพวกเราทั้งห้อง

“วันนี้ครูขานชื่อจริงแล้ว ให้ตอบว่ามา แล้วก็บอกชื่อเล่นด้วยนะ เพื่อนจะได้จำกันได้ ว่าใครเป็นใคร”

ผมก้มมองมือของตัวเองบนโต๊ะ

ดีเหมือนกัน

อย่างน้อยผมก็ไม่ต้องเดินไปถามชื่อใครเอง

“สิรภพ”

เบสที่นั่งข้างผมยกมือ

“มาครับ ชื่อเล่นเบสครับ”

ผมหันไปมองเพื่อนคนแรกของกลุ่มที่ผมรู้จัก

ครูจดชื่อเล่นของเบสลงไปในใบเช็กชื่อ และเริ่มเช็กชื่อเพื่อนคนต่อ ๆ ไป

“อินทร”

ผมสะดุ้งนิดหนึ่ง แล้วยกมือ

“มาครับ ชื่อเล่นอินครับ”

เสียงตัวเองเบากว่าคนก่อนหน้า ผมรีบลดมือลง แล้วมองโต๊ะ

ครูเช็กชื่อต่อไปเรื่อย ๆ บางชื่อผมฟังทัน บางชื่อผ่านไปเร็วเกินกว่าจะจับไว้ได้ พอผ่านไปไม่กี่คน ชื่อกับหน้าก็เริ่มปนกัน

ครูเงยหน้าจากใบรายชื่อ

“อ่า วันนี้ยังมาไม่ครบใช่ไหม เรียนวันแรกก็ขาดเลย จะไหวไหมเนี่ย”

ห้องเงียบไปแป๊บหนึ่ง แล้วประตูห้องก็เปิดออก มีเด็กผู้ชายสามคนวิ่งเข้ามาในสภาพหอบ ๆ

“ขออนุญาตครับครู”

ครูหันไปมอง

“อ้าว ทำไมมาสาย การเรียนวันแรกควรเตรียมตัวให้พร้อม วันหลังไม่เอาแบบนี้นะ”

“ครับครู พอดีหาห้องไม่เจอครับ” หนึ่งในนั้นตอบ อีกสองคนยืนหอบอยู่ข้าง ๆ

ผมหันไปมองตามคนทั้งห้อง

ครูก้มดูใบรายชื่ออีกครั้ง

“อ่า ๆ ไหน แนะนำตัวด้วย ชื่อจริงแล้วก็ตามด้วยชื่อเล่น เริ่มจากเอ็งก่อนเลย ไอ่มนุษย์ต่างดาว”

คนแรกตัวผอมเล็กมาก ยืนเกร็งเหมือนพร้อมจะปลิวหายไปกับอากาศ

“ชวิน ชื่อเล่นเชนครับ เฮอเฮ้อ~” เสียงหัวเราะแปลก ๆ ของเขาทำให้เพื่อนแถวหลังหลุดขำขึ้นมาทันที

ครูมองเชนอยู่ครู่หนึ่ง

“เออ ดี อย่างน้อยก็มาพร้อมเสียงประกอบ”

เชนรีบยืนตรงกว่าเดิม แต่ยังยิ้มค้างอยู่มุมปาก

ครูพยักหน้า แล้วเลื่อนไปคนต่อไป

“อธิปครับ ชื่อเล่นนัทครับ” คนนี้ตอบชัดกว่า สีหน้าดูไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่

แล้วก็มาถึงคนสุดท้ายที่ยืนอยู่ท้ายกลุ่ม

ผิวขาว ตัดผมรองทรงต่ำ ผมข้างหน้าปัดเป๋ เสื้อช็อปดูเหมือนเพิ่งรีบใส่มา ลมหายใจยังไม่เข้าที่ดี

หน้าตาดีแบบที่ผมไม่ต้องมองซ้ำ

แต่ผมมองซ้ำ

“อภิธัชครับ ชื่อเล่นตันครับ”

เสียงเขาไม่ดังมาก

แต่ชื่อเล่นของเขากลับชัดในหัวผมกว่าเสียงครู

ผมกะพริบตา รีบหันกลับมาก้มมองสมุด แล้วใช้นิ้วหมุนปากกาไปมา

ครูให้ทั้งสามคนไปนั่ง พวกเขาพูดขอบคุณแล้วเดินผ่านแถวหน้าไป

แกร๊ก!

ปากกาที่ผมหมุนเล่นหลุดมือตกลงบนพื้น ผมเอียงตัวก้มลงเก็บ

แต่มีอีกมือเอื้อมมาถึงปากกาพร้อมกับผม นิ้วชี้ของเราแตะกันเบา ๆ

ผมเงยหน้าขึ้น

ตัน

เขาหยิบปากกาขึ้นมายื่นให้

“อะ”

กลิ่นเปรี้ยวจาง ๆ ลอยตามคำพูดของเขามากระทบจมูกผมเต็ม ๆ ผมเผลอย่นจมูกก่อนจะนึกได้ว่าควรเก็บอาการ

“เอ่อ…ขอบใจ” ผมรับปากกามา ตันไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินตามเพื่อนไปนั่งอีกฝั่งของห้อง

ผมก้มลงเปิดสมุด หน้ากระดาษยังว่างเปล่า ผมจับปากกาเขียนวันที่ไว้ตรงมุมบน

ครูเริ่มพูดเรื่องวิชางานเครื่องยนต์เบื้องต้น บอกว่าเราต้องเรียนอะไร ต้องเตรียมตัวอย่างไร วิชาช่างไม่ใช่แค่นั่งฟัง แต่ต้องลงมือทำ

ผมพยายามฟัง คำว่าเครื่องยนต์ เครื่องมือ ความปลอดภัย ลอยผ่านเข้าหู แต่บางจังหวะ เสียงหัวเราะจากฝั่งที่เด็กมาสายนั่งอยู่ก็ดังขึ้นเบา ๆ

ผมเหลือบไปมอง

ตัน

กำลังคุยกับเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ เขายิ้มเหมือนไม่มีอะไรยากเกินไปในเช้าวันนี้

ผมมองแค่แวบเดียวแล้วรีบหันกลับมาทันที

มองกระดาน

จับปากกา

เบสเอียงตัวมากระซิบ

“มึงจดไรบ้างวะ”

“ยังไม่ได้จด”

“อ้าว เห็นจับปากกานานละ”

“จับเฉย ๆ”

เบสหัวเราะในคอ

“เด็กสมุทรปราการนี่แปลกดีว่ะ”

ผมไม่รู้จะตอบอะไร เลยยิ้มแห้ง ๆ แล้วมองกระดานต่อ

คาบแรกผ่านไปเร็ว ทั้งที่ผมยังไม่ทันตั้งหลัก เสียงเก้าอี้ลากพื้นดังพร้อมกันเมื่อครูปล่อยเลิกคาบ เพื่อน ๆ ลุกขึ้นคุยกันทันที บางคนเดินไปหากลุ่มที่ตัวเองเริ่มสนิท บางคนถามว่าจะไปไหนต่อ บางคนบ่นว่าหิวตั้งแต่ยังไม่ถึงเที่ยง

ผมเก็บสมุดใส่กระเป๋าช้า ๆ พร้อมกับหันไปมองทางประตูห้อง เขาเดินออกไปกับเพื่อนที่มาสายด้วยกัน เสียงหัวเราะของเขาปนอยู่กับเสียงคนอื่นจนแทบแยกไม่ออก

แต่ครั้งนี้ผมมองนานกว่าครั้งแรก

เบสเดินมาหยุดข้างโต๊ะ

“ไปกันยังวะ อิน”

ผมเงยหน้า

“ไปไหน”

“ไม่รู้ เดินตามเขาไปก่อน เดี๋ยวก็รู้เอง” เขาพูดเหมือนมันง่ายมาก

ผมพยักหน้าแล้วสะพายกระเป๋า เดินออกจากห้องเรียนแผนกช่างยนต์ตามเบสไป

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-08-2026 11:28:53 โดย intouch »

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ขอบใจนะอิน EP2: รู้จัก
«ตอบ #3 เมื่อ19-08-2026 21:55:04 »

บทที่ 2 รู้จัก
   

        คาบแรกของวันเปิดเทอมจบลงตอนที่ผมยังไม่ทันตั้งหลัก

   

   ผมเดินออกจากห้องตามเบสมา แต่พอถึงหน้าแผนกช่างยนต์ ทุกคนก็เริ่มแยกไปคนละทาง เบสเดินออกไปกับเพื่อนคนอื่น ๆ ผมจะเรียกแต่ก็ไม่ยอมเรียก จะเดินตามไปขาก็ไม่ยอมขยับ สุดท้ายผมจึงเดินไปคนเดียว

   

   ระหว่างทางมีเสียงคุยกันดังมาจากหลายทิศ ผมเดินผ่านเด็กต่างแผนก รุ่นพี่ที่ยืนรวมกันตรงมุมตึก และครูคนหนึ่งที่ถือแฟ้มเดินสวนมา ผมหลบตาแทบทุกคน เดินไปเรื่อย ๆ จนเจอที่นั่งอยู่ใต้ตึกอะไรไม่รู้

   

   จากในห้องใกล้ ๆ มีเสียงครูบรรยายดังออกมา ฟังอยู่พักหนึ่งพอจับใจความได้ว่าเป็นวิชาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ตรงนั้นไม่ได้คุ้นอะไรกับผมเลย เพียงแต่มีร่มเงา มีที่ให้นั่ง และดูเหมือนไม่มีใครสนใจว่าผมเป็นใคร

   

   ผมวางกระเป๋าไว้ข้างตัวแล้วนั่งลง ถอนหายใจเบา ๆ และผมหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ตกทอดมาจากที่บ้านออกมา

   

   Nokia 3200

   

   ตัวเครื่องมีรอยถลอกอยู่ตามมุม ปุ่มกดแข็งจนต้องกดให้ตรงถึงจะติด แล้วกดเบอร์หนึ่งที่จำได้ขึ้นใจ

   

   ตู๊ด ตู๊ด เสียงรอสายดังอยู่ในหู ไม่นานปลายสายก็รับ

   

   “โหล มิว” เสียงผมเบากว่าปกติ

   

   “ว่าไงเด็กเทคนิค เป็นไงมั่ง กูเรียนอยู่ว่ะ”

   

   แค่ได้ยินเสียงมัน ผมก็เผลอยิ้มออกมานิดหนึ่ง

   

   “คิดถึงว่ะมึง ที่นี่น่าเบื่อฉิบหายเลย”

   

   ผมพูดออกไปตามตรง ขณะที่มีนักเรียนกับครูเดินผ่านไปมา

   

   “เหรอ…เออมึง ไว้ค่อยคุยนะเว้ย กูเรียนก่อน ห้ามงอน” น้ำเสียงมันรีบ แต่ยังติดขำเหมือนเดิม

   

   “เออ ๆ บาย”

   

   สายตัดไป

   

   ผมลดโทรศัพท์ลงจากหู มองหน้าจอเล็ก ๆ ที่กลับมาเงียบเหมือนเดิม เวลาบนนั้นเพิ่งสิบเอ็ดโมง ส่วนคาบต่อไปเริ่มบ่ายโมง

   

   ผมหันไปมองทางโรงอาหาร นักเรียนเดินเข้าออกกันแน่น เสียงช้อนกระทบจานดังมาไกล ๆ สลับกับเสียงแม่ค้าตะโกนถามว่าจะเอาอะไร

   

   ท้องเริ่มหิว แต่ขาผมไม่ขยับ

   

   ผมไม่รู้ว่าต้องต่อแถวตรงไหน ไม่รู้ว่าร้านไหนขายอะไร ไม่รู้ว่าต้องพูดกับแม่ค้าว่ายังไง ไม่รู้ว่ากินเสร็จแล้วต้องถือจานไปเก็บที่ไหน และไม่รู้ว่าถ้านั่งคนเดียวจะมีใครมองหรือเปล่า

   

   ผมเลยนั่งอยู่ที่เดิม ทำเหมือนไม่หิว ทั้งที่ท้องร้องแล้ว

   

   เวลาผ่านไปช้ามาก ผมมองพื้นบ้าง มองรองเท้าตัวเองบ้าง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูรายชื่อในเครื่องแล้วก็เก็บลงไปอีก จะโทรหาแม่ก็ไม่อยากให้แม่เป็นห่วง จะโทรหามิวอีกรอบก็กลัวมันยังเรียนอยู่

   

   สุดท้ายผมจึงนั่งเฉย ๆ ปล่อยให้เสียงรอบตัวผ่านไปทีละเสียง

   

   ใกล้เที่ยงครึ่ง ฟ้าเริ่มหม่นลง ตอนแรกมีเพียงเมฆครึ้ม แต่ไม่นานลมก็พัดแรงขึ้น กลิ่นดิน กลิ่นปูน กลิ่นใบไม้ และกลิ่นความชื้นลอยปนกันมา นักเรียนที่อยู่ภายนอกอาคารเริ่มทยอยกันเข้ามาในอาคาร

   

   ผมรีบลุก สะพายกระเป๋าแล้วเดินกลับไปทางแผนกอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรอเรียนคาบบ่าย

   

   เมื่อขึ้นไปถึงระเบียงชั้นสอง เพื่อนหลายคนมานั่งรออยู่ตรงหน้าห้อง และตามระเบียงที่นั่งแล้ว ผมไม่ได้นั่งแต่ยืนอยู่บริเวณหน้าห้องเรียน มือยังจับสายกระเป๋าไว้เหมือนเดิม

   

   “เฮ่ย มึงไปนั่งอยู่แถวไหนวะ”

   

   ผมหันไปมอง เบสนั่งอยู่ไม่ไกล มันลุกเดินมาหาผม

   

   “อ๋อ ไม่รู้อะ ตึกที่เขาเรียนวิชาวิทยาศาสตร์กัน”

   

   เบสทำหน้าคิดแวบหนึ่ง ก่อนหัวเราะ “เออ แล้วชื่ออะไรนะ จำไม่ได้ว่ะ”

   

   “อินไง”

   

   “โอเค ๆ อิน แล้วบ้านอยู่แถวไหนวะ”

   

   ผมบอกชื่อหมู่บ้านตัวเองไป เบสทำหน้าเหมือนเพิ่งเจอญาติห่าง ๆ ของมัน

   

   “อ้าว ใกล้บ้านกูเลยนี่หว่า”

   

   “จริงดิ”

   

   “เออ มึงมาทางไหน”

   

   “นั่งสองแถวมาลงในเมือง แล้วต่อรถเมล์สีแดงมา”

   

   “เหมือนกัน งั้นตอนกลับก็กลับด้วยกันได้”

   

   “อืม ได้ ๆ”

   

   ผมพยักหน้ารับ มือที่จับสายกระเป๋าอยู่คลายลงนิดหนึ่ง

   

   เราคุยกันต่ออีกอีกสองสามเรื่อง เบสพูดง่าย ผมตอบเท่าที่ตอบได้ บางคำยังมี “ข้า” หลุดออกมาอยู่บ้าง แต่มันไม่ได้สนใจอะไร คุยกับผมเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ทั้งที่เมื่อกี้มันยังจำชื่อผมไม่ได้ด้วยซ้ำ

   

   แล้วฝนก็ตกลงมา

   

   จากเม็ดเล็ก ๆ กระทบหลังคาเป็นจังหวะแปะ ๆ ไม่นานเม็ดฝนก็ถี่ขึ้น เสียงกระทบหลังคาดังจนกลบเสียงคุยไปครึ่งหนึ่ง น้ำสาดเข้ามาตามช่องระเบียง ลมพัดแรงจนทุกคนต้องขยับเข้ามาชิดผนัง เสียงรองเท้าของคนที่วิ่งขึ้นบันไดดังปนกับเสียงฝน

   

   สักพักมีเพื่อนสามคนวิ่งขึ้นมาบนระเบียง นัท เชน และเด็กผู้ชายอีกคน ในสภาพเปียกที่ไม่มากเท่าไหร่

   

   “นี่ใช่กลุ่มสี่เปล่า” นัทถามรวม ๆ

   

   “ใช่ ๆ” เด็กผู้ชายคนหนึ่งตอบ

   

   นัทพยักหน้า ก่อนมองไปรอบ ๆ “กูนัทนะ นี่เชน แล้วพวกมึงชื่ออะไรกันบ้าง”

   

   “พงศ์” คนที่ตอบเมื่อครู่พูดเสียงยาน ๆ

   

   เด็กอีกคนที่นั่งอยู่บนราวบันไดที่สามคนนั้นวิ่งผ่านขึ้นมา ยกมือขึ้นนิดหนึ่ง “บาส”

   

   ผมพยักหน้าตามไปด้วย จำชื่อใหม่เพิ่มมาอีกสองคน

   

   “แล้วบ้านอยู่ไหนกัน เมื่อเช้าครูพูดอะไรบ้างก่อนที่กูจะเข้ามา” นัทถามต่อหลายคำถาม

   

   พอมีใครตอบ มันก็ถามต่อ หรือไม่ก็หยิบคำตอบนั้นมาแซว เสียงหัวเราะจึงเริ่มแทรกอยู่ระหว่างเด็กใหม่ที่ยังไม่ค่อยรู้จักกัน

   

   เชนนั่งอยู่ใกล้ผม มันหัวเราะเสียงประหลาด “เฮอเฮ้อ~” อยู่เป็นระยะ แค่เสียงนั้นดังขึ้น เพื่อนบางคนก็หันไปยิ้มแล้ว

   

   ผมนั่งฟังพวกมันคุยกัน ยิ้มและหัวเราะเล็กน้อย ตามจังหวะของมุกตลก อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าที่นั่งเงียบอยู่คนเดียวเหมือนเมื่อเช้าแล้ว

   

   “เปียกไปหมดเลยเว้ย เซ็ง…”

   

   เสียงผู้ชายอีกคนดังขึ้นตรงบันได ผมหันไปมอง

   

   ตันวิ่งขึ้นมาบนระเบียง เสื้อช็อปเปียกแนบตัว หัวเปียกจนผมลงมาปิดหน้าผาก น้ำหยดจากปลายผมลงบนพื้น ส่วนรองเท้าเปียกจนทุกก้าวมีเสียงน้ำกระทบพื้น

   

   “อ้าว ตัน เปียกซกไปทั้งตัวเลยว่ะ” นัททักแล้วหัวเราะ

   

   ตันยกมือปาดน้ำออกจากหน้า “ทำไงดีวะเนี่ย เข้าห้องไปโดนครูด่าชัวร์”

   

   มันขยี้ผมตัวเองแรง ๆ เหมือนจะทำให้แห้งขึ้นมาได้ทันที แต่ยิ่งขยี้ ผมก็ยิ่งยุ่ง

   

   ผมไม่ได้ตั้งใจจะมองนาน แต่ก็มองอยู่ดี

   

   “มีทิชชูไหมวะ” ตันถามพลางล้วงกระเป๋ากางเกง นัทล้วงตามแล้วส่ายหน้า

   

   “ไม่มีว่ะ”

   

   เชนหัวเราะ “เอาซองบุหรี่ไปเช็ดก่อนไหม เฮอเฮ้อ~”

   

   ตันถอนหายใจ แล้วขยี้ผมอีกครั้ง น้ำกระเด็นลงพื้นเป็นจุดเล็ก ๆ

   

   มือผมเลื่อนไปแตะกระเป๋าเสื้อช็อปตรงอกซ้าย ผ้าเช็ดหน้าที่แม่สอดไว้ให้เมื่อเช้ายังอยู่ตรงนั้น ตอนแม่ใส่ให้ ผมเพียงก้มมองมันแวบเดียว แต่ปลายนิ้วจับขอบผ้าไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

   

   ตันยังยืนเปียกอยู่ตรงนั้น และไม่ได้มองมาทางผมด้วยซ้ำ

   

   ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา กำไว้สองสามวินาที ก่อนค่อย ๆ ยื่นไปให้ ไม่ได้ยื่นสูงนัก และไม่ได้มองหน้ามันเต็มตา

   

   “เอาไหม” เสียงผมเบากว่าเสียงฝน

   

   ตันหันมามองผ้าในมือผม ก่อนจะมองหน้า

   

   “ของมึงเหรอ”

   

   “อืม”

   

   “เปียกนะ”

   

   “ไม่เป็นไร”

   

   ตันนิ่งไปแป๊บหนึ่ง ก่อนรับไป “ขอบใจ”

   

   ผมพยักหน้าแล้วรีบมองออกไปนอกระเบียง เชนยังหัวเราะอยู่ข้าง ๆ นัทยังแซวเรื่องตันเหมือนหมาตกน้ำ แต่ผมฟังไม่ค่อยชัดแล้ว

   

   ตันก้มลงเช็ดหน้า เช็ดผม แล้วขยี้ผ้าบนหัวตัวเองแบบไม่ถนอมเลยสักนิด ส่วนผมยืนมองมือของตันที่ขยี้ผ้าบนหัวตัวเองอยู่

   

   “สวัสดีครับครู” บาสที่นั่งอยู่บนราวบันไดลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นครูบุญธรรม ครูที่ปรึกษาของพวกเราเดินขึ้นมา จึงยกมือไหว้ ทุกคนรีบไหว้ตาม

   

   ครูบุญธรรมหันมามองพวกเรา “เรียนวิชาอะไรกัน”

   

   “วงจรไฟฟ้ากระแสตรงครับครู” บาสตอบ

   

   “เรียนกับครูดาวเรืองใช่ไหม วันนี้ครูเขาไม่สบาย ไม่ได้มา”

   

   ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่มีเรียนแล้วต้องนั่งรอ หรือมีครูคนอื่นมาสอนแทน หรือกลับบ้านได้เลยก็ไม่รู้ จนเชนถามขึ้น

   

   “อ้าว งั้นก็กลับได้เลยใช่ไหมครับ เฮอเฮ้อ~”

   

   ครูบุญธรรมมองหน้ามันนิ่ง ๆ “อืม...” พูดจบก็เดินเข้าไปในห้องข้าง ๆ ไป ส่วนพวกผมหันมามองหน้ากัน ก่อนเชนจะยกมือขึ้นเหมือนประกาศชัยชนะ

   

   “กลับบ้านแทงสนุ๊กเว้ย เฮอเฮ้อ~”

   

   เสียงหัวเราะดังขึ้นทันที

   

   “มึงจะกลับยังไง ฝนยังตกอยู่เลย” นัทถาม

   

   “กูก็รอฝนหยุดดิ ไม่ได้โง่ขนาดวิ่งออกไปให้เปียกรอบสองนะเว้ย”

   

   เพื่อนแถวระเบียงหัวเราะกันลั่น

   

   “เปิดเทอมวันแรก เรียนครึ่งวัน โคตรสบายเลยว่ะ” บาสพูด

   

   “แล้วพวกมึงไปไหนกันต่อ กินข้าวก่อนไหม หรือกลับเลย” นัทถาม

   

   “โรงอาหารไหม กูยังไม่ได้กินอะไรเลย” บาสพูด

   

   “คนเต็มแน่ ฝนตกแบบนี้ทุกคนแม่งไปรวมกันหมด” เบสตอบ

   

   เสียงคุยเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ส่วนผมยังยืนอยู่ที่เดิม ฟังพวกมันคุยกัน แต่บางจังหวะสายตาก็เผลอวกไปอีกทาง

   

   ตันยืนคุยกับนัทอยู่ไม่ไกล เส้นผมเปียกเริ่มยุ่งกว่าเดิม เสื้อช็อปยังชื้นตรงไหล่ ส่วนผ้าเช็ดหน้าของผมถูกมันกำไว้หลวม ๆ ในมือ

   

   ผมมองอยู่แวบหนึ่ง ก่อนหันไปทางอื่น

   

   “งั้นกลับเถอะวะ อิน” เสียงเบสดังขึ้นข้างตัว

   

   ผมหันไปมอง “เออ ๆ”

   

   ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาบีม เมื่อเช้าเรามาด้วยกัน ถ้าตอนกลับผมจะไปกับเบส อย่างน้อยก็ควรบอกมันไว้ก่อน

   

   รอสายไม่นาน บีมก็รับ

   

   “โหล บีม วันนี้เรากลับเองนะ มีเพื่อนอยู่หมู่บ้านใกล้ ๆ กัน ทางเดียวกันพอดี”

   

   บีมตอบว่าโอเค ไม่ได้ถามอะไรมาก ผมจึงเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า

   

   ไม่นานฝนก็หยุด เหลือเพียงกลิ่นเปียกของพื้นปูนกับลมเย็นที่พัดผ่านระเบียง วันแรกของเทคนิคดูเหมือนจะจบเร็วกว่าที่คิด ผมเดินตามเบสลงบันไดไป

   

   “เฮ่ย นาย…”

   

   เสียงหนึ่งเรียกจากด้านหลัง

   

   ผมหันกลับไป ตันยืนอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งยื่นผ้าเช็ดหน้ากลับมาให้

   

   “ผ้าเช็ดหน้า”

   

   ผมมองผ้าผืนนั้น มันเปียกนิดหน่อย ยับนิดหน่อย และไม่เหมือนตอนที่แม่สอดไว้ให้เมื่อเช้า

   

   “เออ เกือบลืม”

   

   ผมรับกลับมา ความชื้นจากผ้าติดอยู่ที่ปลายนิ้ว พับมันลวก ๆ แล้วใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อช็อป

   

   ตันยังมองผมอยู่

   

   “แล้วชื่ออะไร”

   

   ผมตอบช้ากว่าปกติไปนิดหนึ่ง

   

   “ข้าชื่อ…อิน”

   

   ตันพยักหน้า “นี่ตันนะ”

   

   ผมพยักหน้ากลับ ทั้งที่รู้อยู่แล้ว

   

   “ขอบใจนะ อิน”

   

   ผมมองเส้นผมเปียก ๆ ของมันอยู่แวบหนึ่ง ก่อนหลบตา

   

   “อืม”

   

   แล้วผมก็เดินออกจากแผนกไปกับเบส

   

   ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เบสค่อยแนะนำว่าหลังจากลงรถเมล์แล้วต้อง ไปต่อรถสองแถวตรงไหน หรือ ถ้าไม่ทันรถสองแถวให้ไปต่อรถเมล์คันไหนแทน และหมู่บ้านของผมอยู่ห่างจากบ้านมันขนาดไหน ผมฟัง พยักหน้า แล้วตอบบ้างเป็นบางคำ

   

   โดยที่

   

   ในกระเป๋าเสื้อ

   

   ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น

   

   ยังคงชื้นอยู่

   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-08-2026 10:37:26 โดย intouch »

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ขอบใจนะอิน EP3: กลุ่ม 3
«ตอบ #4 เมื่อ22-08-2026 16:35:45 »

บทที่ 3 กลุ่ม 3


พอถึงวันศุกร์ของสัปดาห์แรก ผมก็จำชื่อเพื่อนในกลุ่มได้ครบแล้ว



คำว่า “จำชื่อได้” ยังไม่ได้หมายความว่าสนิทกัน แค่เวลาครูเรียกชื่อใคร ผมก็พอหันไปถูกคน ไม่ได้นั่งทำหน้างงเหมือนเด็กหลงทางอยู่กลางห้องแบบวันแรกอีกแล้ว



แม้แต่คำว่า “ข้า” ที่เคยหลุดออกจากปากบ่อย ๆ ก็เริ่มหายไป หลังจากได้ยินเพื่อนพูด “กู” กับ “มึง” กันทั้งวัน ผมก็เผลอพูดตามไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้



เช้าวันนี้ก็เหมือนกัน หลังจากนักเรียนทุกแผนกเข้าแถวกันเรียบร้อย เสียงครูพชรก็ดังออกลำโพงไปทั่วบริเวณหน้าเสาธง



“ก็แจ้งให้ทราบตามนี้ เรื่องต่อไปก็เรื่องของห้องน้ำ…”



ผมยืนฟังอยู่ในแถว



“ไม่รู้เด็กที่นี่เป็นอะไรกันนัก ขี้เยี่ยวกันที คอห่านแตก คอห่านระเบิด ประตูพังฉิบหายหมด เขาอุตส่าห์สร้างขึ้นมาให้พวกมึงใช้ @#%%*&&(”



เสียงในแถวเริ่มขยุกขยิก ใครบางคนหลุดขำออกมาก่อน แล้วค่อย ๆ ลามไปตามแถว ผมก้มหน้ากลั้นขำจนไหล่สั่น โรงเรียนเก่าของผมไม่เคยมีอะไรแบบนี้แน่นอน



“อิน วันนี้เรียนวิชาอะไรบ้างวะ” เบสถามเบา ๆ ขณะเรายืนอยู่ในแถว



ไม่รู้ทำไม ผ่านไปไม่กี่วันมันก็เริ่มทำเหมือนผมเป็นคนถือตารางชีวิตของทั้งกลุ่มแล้ว



ผมก้มดูตารางเรียนในมือ “ช่วงเช้าอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สิบเอ็ดโมงถึงเที่ยงโฮมรูม บ่ายภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร แล้วก็คณิตศาสตร์ประยุกต์”



เบสทำหน้าเหมือนอยากกลับบ้านตั้งแต่ยังไม่เริ่มเรียน “ฉิบหาย ทำไมวันนี้แม่งดูเรียนเยอะจังวะ”



“เพิ่งเปิดเทอมเองนะมึง”



“รู้สึกวันนี้เรียนรวมกับกลุ่ม 3 ด้วยนะ” บาสพูดขึ้นจากหลังของเบส



ผมหันไปมองแถวข้าง ๆ โดยอัตโนมัติ กลุ่ม 3 เข้าแถวอยู่ใกล้กลุ่มผมมาตั้งแต่วันแรก บางคนถือสมุด บางคนคุยกันเบา ๆ



ผมหันกลับมา แล้วหันไปมองเพื่อน ๆ ข้างหลังผม...เบสบ่นให้บาสฟัง พงศ์ยืนเหมือนยังไม่ตื่น และนัทคุยกับเชน



“พวกมึงหันไปดูพวกมัน ไอ้พวกที่ชอบมาสาย!”



เสียงครูพชรดังขึ้นอีกครั้ง



ทุกคนหันไปทางประตูหน้าวิทยาลัย นักเรียนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามา ไม่ได้วิ่ง เดินเหมือนยังไม่รู้ว่าคนทั้งวิทยาลัยกำลังมองอยู่



“อ้าวเฮ่ย! ที่นี่วิทยาลัยไม่ใช่ที่เดินแคตวอล์ก ไม่เท่นะเฮ่ย มาสายอะ กูพูดขนาดนี้แล้วยังเดินอีก!”



ทั้งแถวหัวเราะกันอีก บางคนเริ่มเร่งฝีเท้า บางคนก้มหน้า และในกลุ่มนั้นผมเห็นตันกำลังเดินเร็วเข้ามา ผมด้านหน้ากระดกขึ้นเหมือนเพิ่งฝ่าลมมา



ผมมองแวบหนึ่งแล้วหันกลับไปข้างหน้า



“เฮ่ย มาสายจังวะ” นัทถามตอนตันเข้ามาในแถว



ตันยังหอบนิด ๆ “เหอะ ๆ”



ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นคำตอบไหม



หลังเลิกแถว พวกเราเดินไปตึกสามัญเพื่อรอเรียนวิชาแรก พอขึ้นไปถึงชั้นสาม ประตูห้องเปิดทิ้งไว้ ผมยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง



“เข้าไปนั่งรอข้างในกันไหม” ผมพูดแล้วเดินเข้าไปก่อน



สภาพห้องเก่ากว่าที่คิด กระดานชอล์กสีเขียวเข้ม เก้าอี้เลคเชอร์ถูกทิ้งไว้ไม่ค่อยเป็นระเบียบ เพดานมีรอยแตก บางจุดแผ่นฝ้าหายไปจนเห็นเส้นลวดกับเหล็กขึ้นสนิมอยู่ด้านบน



ผมเลือกนั่งแถวหน้าใกล้กระดาน วางกระเป๋าลงข้างตัว



“นั่งหน้าอีกแล้วเหรอวะ อิน”



เสียงตันดังขึ้นด้านหลัง



ผมหันไป มันเดินเข้ามาพอดี กระเป๋าสะพายอยู่ข้างเดียวเหมือนเดิม



“อืม จะได้ฟังชัด ๆ ไง”



ตันลากเก้าอี้เลคเชอร์ทางซ้ายมาให้อยู่ในแนวเดียวกับผมแล้วนั่งลง ส่วนเบสเดินมานั่งทางขวา ชิดพนังห้องด้านเดียวกับทางเข้า



ผมวางกระเป๋าแล้วนั่งลง หยิบสมุดออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนเงยหน้ามองเพดานอีกครั้ง



“มึงมองเพดานทำไมวะ” ตันถาม



“ดูว่ามันจะหล่นใส่หัวไหม”



ตันเงยหน้ามองตาม “เออ ถ้าหล่นจริง มึงโดนก่อนนะ มึงนั่งหน้า”



“ขอบใจมาก”



“ไม่เป็นไร เพื่อนกันต้องเตือน”



“แต่มึงนั่งข้างกูนะ”



เบสหลุดหัวเราะ ตันหัวเราะตาม ผมก็ขำไปด้วย



จากนั้นผมก้มลงเปิดสมุด ทั้งที่ครูยังไม่เข้าห้อง



“เฮอเฮ้อ~ เพื่อน ๆ”



เชนเดินเข้ามาพร้อมนัทกับบาส เสียงหัวเราะของมันมาก่อนตัวเหมือนเดิม ทั้งสามไปนั่งกันแถวหลัง



“อีกกี่นาทีกว่าครูจะมาวะ” บาสถาม



“กูจะรู้เหรอมาพร้อมมึง เฮอเฮ้อ~” เชนตอบ



บาสมองไปทางประตูแล้วลดเสียงลง “น่าจะยังมีเวลาไปห้องน้ำอยู่…มึงมีปะ”



เชนยิ้มทันที “มี ๆ”



“ปะ”



   "เอาอีกแล้วเหรอ ก่อนขึ้นมาเพิ่งแวะไปเองนะ"



"เออน่า"



"เค"



“กูไม่ไปนะ” นัทตอบ



บาสกับเชนจึงลุกออกจากห้อง



“ไปไหนวะ” ผมถาม



“ห้องน้ำ เดี๋ยวมา เฮอเฮ้อ~” เชนหันมาตอบก่อนหายออกไปตรงประตู



พอปล่อยกลุ่ม 4 ไว้ไม่ถึงห้านาที ห้องเรียนก็เริ่มเสียงดังขึ้น ทั้งเสียงแซว เสียงด่าเล่น เสียงเก้าอี้ลากพื้น และเสียงเคาะโต๊ะ ส่วนผมผมนั่งฟังพวกมันคุยกันไปเรื่อย ๆ



จนกระทั่งกลุ่ม 3 เดินเข้ามา



เสียงในห้องเบาลงแทบพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย



กลุ่ม 3 เดินเข้ามาหาที่นั่งเงียบ ๆ บางคนยิ้มทัก บางคนวางกระเป๋าแล้วเปิดสมุด ส่วนบางคนมองมาทางพวกเราแล้วก็หันไปคุยอะไรกันบางอย่าง



เบสเอนตัวเข้ามา “ทำไมพวกมันดูนิ่งจังวะ”



“ไม่รู้ดิ” ผมตอบ



ตันพูดเบา ๆ “อย่าไปสนใจพวกแม่งเลย”



“เออใช่เราก็อยู่ของเราไป” เบสตอบ



ไม่นานนัทก็เริ่มถามชื่อ พวกเกลุ่ม 3 และพวกผมก็เริ่มถามชื่อกันแบบเก้ ๆ กัง ๆ ชื่อหลายชื่อผ่านหูผมไปเร็วมาก บางชื่อจำได้ บางชื่อพอหันไปอีกทีก็ลืมแล้ว



ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่แถวหน้าเหมือนกัน ห่างจากแถวที่ตันนั่งอยู่ 1 ช่อง ผมได้ยินคนเรียกเธอว่าเกล เธอวางกระเป๋า เปิดสมุด แล้วนั่งมองไปรอบห้องเงียบ ๆ



“มาแล้วพวกมึง เฮอเฮ้อ~”



เชนวิ่งกลับเข้ามาพร้อมบาส



เกือบพร้อมกันนั้น ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินเข้าห้องมา



“คุยอะไรกันนักหนา เงียบ ๆ กันหน่อยดิวะ!”



ทั้งห้องเงียบกริบจนเสียงพัดลมบนเพดานดังขึ้นมาทันที ผมยืดหลังตรงโดยไม่รู้ตัว



เกลลุกขึ้น “นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ”



พวกเราลุกตามกันทันที



“สวัสดีครับ”



“โอเค สวัสดีค่ะ ครูชื่อสุดา”



ครูสุดาไว้ผมสั้นหยิก สวมกางเกงขาทรงกระบอก เดินเร็ว เสียงดังชัดจนไม่ต้องพึ่งไมโครโฟน แค่ยืนอยู่หน้าห้อง เบสที่ปกติปากไวยังนั่งนิ่ง



ครูสุดามองพวกเราทีละแถว



“วันนี้ครูมีธุระด่วน ลูกศิษย์ที่ครูเป็นที่ปรึกษาอยู่เกิดอุบัติเหตุรถล้ม ฉะนั้นสั่งงานเลยแล้วกัน”



ครูหยิบชอล์กขึ้นมาเขียนบนกระดาน



สิ่งที่ไม่ควรกระทำระหว่างทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม



“เขียนมา 20 ข้อ ห้ามซ้ำกัน และขออีกอย่าง" ครูสุดาหยุดพูด ทุกคนพยายามตั้งใจฟัง



"อย่ากวนตีน อยู่กันเงียบ ๆ เดี๋ยวครูมา”



พูดจบครูสุดาก็เดินออกไป ทั้งห้องยังเงียบต่อไปครู่หนึ่ง ก่อนทุกคนจะก้มหน้าทำงานแทบพร้อมกัน งานเขียน 20 ข้อฟังดูไม่เยอะ แต่พอมีเงื่อนไขว่าห้ามซ้ำกัน ทุกอย่างก็เริ่มยากขึ้นทันที



“กูจะเขียนยังไงดีวะ ตั้ง 20 ข้อ” ตันบ่นอยู่ข้าง ๆ



ตอนนั้นผมเขียนไปได้ประมาณสิบห้าข้อแล้ว



“ดูของกูไหมล่ะ”



“ไม่อะ แกไม่ให้ซ้ำนี่”



“ก็ไม่ได้ให้ลอก แค่ดูเป็นแนว”



“ไม่เอา เดี๋ยวเหมือน”



มันพูดแล้วก้มลงเขียนต่อ สีหน้าจริงจังจนน่าขำ



ผมหันกลับมาทำของตัวเองจนเสร็จ แล้วหยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่านรอเวลา เป็นเรื่องเกี่ยวกับยมทูต ดาบฟันวิญญาณ แล้วก็ตัวละครที่ผมตามอ่านมาหลายเล่มแล้ว

“อ่านเรื่องนี้ด้วยเหรอ”



ผมหันไปมอง เพื่อนผู้ชายจากกลุ่ม 3 ที่นั่งอยู่ด้านหลังตัน ผมเคยได้ยินคนเรียกเขาตอนเข้าแถวว่า “ก้อง”



“อ่า สนุกดีอะ”



“นี่ก็อ่านนะ ถึงเล่มไหนแล้ว”



“เล่ม 36 แล้ว” ผมพลิกปกให้ดู



ก้องโน้มตัวมอง “อ๋อ ภาคย้อนอดีต เราอ่านสปอยล์ในเว็บพันทิปผ่าน ๆ ละ”



“อ่า…นี่ก็อ่านเหมือนกัน แต่พอเล่มจริงออกก็อยากซื้อเก็บ”



ก้องพยักหน้า ก่อนจะก้มลงทำงานต่อ



ผมก้มอ่านหนังสือการ์ตูนต่อ อย่างน้อยตอนนี้ผมก็มีคนจากกลุ่ม 3 ที่รู้แล้วว่าคุยเรื่องอะไรด้วยได้



“เฮ่ยตัน มึงเขียนเชี่ยไรเนี่ย”



เสียงเบสดังขึ้นพร้อมหัวเราะ บาสเองก็ยืนขำอยู่ตรงหน้าตัน



“อ้าว แล้วมึงจะให้กูเขียนยังไงวะ ตั้ง 20 ข้อ แล้วห้ามลอกกัน”



“อะไรกันวะ” ผมหันไปถาม



“อะ มึงเอาไปดู”



ตันส่งกระดาษมาให้



ผมรับมาอ่าน แล้วเกือบหลุดขำ



ในนั้นมีทั้ง



“แคะหูในขณะทำงาน”



“แคะเล็บในขณะทำงาน”



“บีบสิวในขณะทำงาน”



ผมมองมัน “มึงเขียนจริงเหรอ”



“มันไม่ควรทำจริงไหมล่ะ”



“มันก็ไม่ควร แต่ครูน่าจะหมายถึงพวกความปลอดภัยอะ”



ตันยังทำหน้าจริงจัง “แคะหูแล้วไม่ปลอดภัยนะ ถ้าเครื่องจักรดูดสำลีเข้าไปทำไง”



"มึงแคะที่หู แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเครื่องจักรดูดสำลีเข้าไป" เบสถาม



ก้องที่นั่งอยู่ด้านหลังพูดขึ้นมา “ตันคิดไกลไปเปล่า”



เบสหัวเราะลั่น “ไอ้เชี่ยตัน มึงควรไปรับยาช่องสามนะ”



ตันเงยหน้ามอง “มึงเงียบไปเลย ไหนของมึงล่ะ”



“เสร็จแล้ว”



“ไหนดู”



“ไม่ให้ มึงบอกจะทำเองไม่ใช่หรอ”



“เพื่อนเวร”



“ขอบใจ”



เสียงหัวเราะเริ่มกลับมาในห้อง แต่ยังไม่มีใครกล้าดังมากนัก



ไม่นานเสียงฝีเท้าก็ดังมาจากหน้าห้อง ครูสุดากลับเข้ามา ทุกคนรีบแยกย้ายกลับที่อย่างเรียบร้อยเหมือนนักเรียนตัวอย่าง



“ใครเสร็จแล้วส่ง แล้วนั่งรอครูตรวจก่อน”



พวกเราทยอยเอางานไปส่ง บรรยากาศในห้องเหมือนตอนรอผลตรวจสุขภาพ ไม่มีใครรู้ว่าใครจะโดนเรียก ครูสุดาตรวจทีละแผ่น สามคนแรกโดนเรียกไปแก้ก่อน



“อันนี้ซ้ำ”



“อันนี้ไม่เกี่ยว”



“เขียนให้มันมีสาระหน่อยค่ะ”



แต่ละประโยคเหมือนค้อนทุบโต๊ะเบา ๆ คนที่โดนเรียกเดินออกไปแก้ด้วยสีหน้าเหมือนถูกส่งไปแนวหน้า



แล้วเสียงครูสุดาก็ดังขึ้น



“อภิธัช…”



ผมนั่งตัวตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว



ตันชะงัก เพื่อนหลายคนหันไปมอง ครูสุดาก้มอ่านกระดาษอีกครั้ง



“แคะหู…”



บ่าของเบสเริ่มสั่น



“แคะเล็บ…”



ตันเริ่มหน้าเสีย



ครูสุดายกกระดาษขึ้นอีกนิด



“บีบสิวในขณะทำงาน?”



เสียงหัวเราะแตกออกมาจากหลังห้อง ผมกัดริมฝีปากไว้แต่สุดท้ายก็หลุดขำออกมาเหมือนกัน



ครูสุดามองตันนิ่ง ๆ



“มึงลุกมานี่ เดี๋ยวกูจะให้มึงบีบให้พอ”



เท่านั้นแหละ ทั้งห้องแทบแตก บางคนก้มหน้าขำ บางคนเอามือปิดปาก ผมเองก็กลั้นไม่อยู่



ตันเดินออกไปหน้าโต๊ะครู ถือกระดาษอยู่ในมือ



“ใครสอนให้มึงเขียนแบบนี้คะ”



“คิดเองครับ”



“เออ กูเชื่อ คิดเองจริง ๆ”



เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกรอบ



“ไป แก้ใหม่ คิดข้อที่มันเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานจริง ๆ ไม่ใช่กิจกรรมส่วนตัวของมึง”



“ครับ”



ตันพยักหน้าแล้วถือกระดาษไปยืนเขียนอยู่ข้างโต๊ะครู



ตอนแรกผมก็ยังขำ แต่พอมองไปอีกที มันกำลังยืนขมวดคิ้ว เขียนหนึ่งข้อแล้วลบ ยกมือเกาหัว ก่อนเหลือบมาทางพวกเรา



เบสยังยิ้มอยู่ นัทชูนิ้วโป้งให้ ส่วนบาสทำปากว่า “สู้ ๆ”



ตันถอนหายใจ



ผมมองครูสุดา แกกำลังก้มตรวจงานอีกแผ่นอยู่



“ตัน”



ผมเรียกเบา ๆ



มันหันมา

ผมยกมือบังปากแล้วขยับช้า ๆ



หยอกล้อกันในขณะทำงาน



ตันขมวดคิ้ว ผมจึงทำปากซ้ำอีกครั้ง



หยอก-ล้อ-กัน-ใน-ขณะ-ทำ-งาน



คราวนี้มันเบิกตาขึ้นนิดหนึ่ง แล้วรีบก้มลงเขียน



ผมเหลือบมองครูสุดาอีกที ก่อนทำปากต่อ



ไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน



ตันเขียน



วิ่งเล่นในโรงงาน



มันก้มลงเขียนอีก



ใช้เครื่องมือโดยไม่ได้รับอนุญาต



ตันเงยหน้าขึ้นมองผมแวบหนึ่ง แล้วก้มลงเขียนต่อ ผมบอกให้มันอีกสองสามข้อ จนในที่สุดมันก็เอากระดาษกลับไปส่งครูสุดา



ครูกวาดตามองอยู่ครู่หนึ่ง



“เออ แบบนี้ค่อยโอเคหน่อย ไปนั่งได้”



ตันถอนหายใจยาว แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะ



“ฉิบหาย ปีศาจชัด ๆ” มันบ่นเบา ๆ



“มึงก็เขียนแคะหูเอง” เบสสวนทันที



“ก็ใครมันจะไปคิดได้วะ ตั้ง 20 ข้อ”



“คนปกติ”



“ไอ้สาส”



ตันหันมาหาผม “ขอบใจมากอิน ไม่มีมึงช่วยกูคงแย่”



มันตบไหล่ผมเบา ๆ



ผมก้มลงมองพื้นเหมือนมีของตกตก ทั้งที่ไม่มีอะไรตก



“เหอะ ๆ ไม่เป็นไร”



ตันหันกลับไปหาเบสทันที “พวกมึงแม่งไม่ช่วยเลย นั่งขำกูกัน”



“มึงไม่เคยได้ยินสุภาษิตเหรอวะ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนอะ”



ทุกคนหัวเราะ



พอคาบเช้าจบ ยังเหลือเวลาก่อนโฮมรูม พวกเราเลยแวะไปโรงอาหารด้วยกัน เสียงแม่ค้า เสียงช้อนกระทบจาน และคนที่เดินสวนกันไปมายังวุ่นวายเหมือนเดิม



“มึงกินอะไรอิน” เบสถาม



“ไม่รู้อะ ดูก่อน”



ตันชี้ไปทางร้านหนึ่ง “ร้านนั้นอร่อยไหมวะ”



“กินได้ ไม่ตาย” เบสตอบ



“งั้นไม่เอา”



“แล้วมึงจะเอาอะไร แกงฟักทองในห้องน้ำไหม”



พวกเราหัวเราะก่อนแยกกันไปซื้อข้าว



พอได้ข้าวกันครบ พวกเราก็หาที่นั่งแล้วนั่งกินด้วยกัน ตอนกินเสร็จ จานหลายใบวางอยู่บนโต๊ะ จานของตันอยู่ใกล้มือผมที่สุด ผมมองมันแวบหนึ่ง แล้วมองจานของคนอื่น ถ้าหยิบให้มันคนเดียวก็จะดูแปลก



“เดี๋ยวกูเอาไปเก็บให้”



เบสหันมาทันที “โห บริการดีว่ะ”



“เออ เอาของกูไปด้วย” นัทเลื่อนจานมาให้



ผมหยิบจานหลายใบซ้อนกัน รวมถึงของตัน



“ฝากด้วยนะอิน” ตันพูดแล้วยื่นจานมาให้



“อ่า”



ผมถือทั้งหมดไปคืนตรงที่เก็บจาน ตอนวางซ้อนลงไป ผมยังรู้ว่าใบไหนเป็นของมัน



ช่วงสิบเอ็ดโมง กลุ่ม 3 กับกลุ่ม 4 กลับไปที่แผนกเพื่อเข้าโฮมรูมกับครูบุญธรรม ซึ่งเป็นครูที่ปรึกษาของพวกเราทั้งสองกลุ่ม



ห้องสอนของครูบุญธรรมจัดโต๊ะเก้าอี้ไว้เป็นระเบียบ ผนังสีซีดมีรอยลอกอยู่หลายจุด ตู้เหล็กหลังห้องมีแฟ้มซ้อนกันจนบานปิดไม่สนิท



บนผนังด้านหนึ่งติดรูปถ่ายไว้หลายใบ ส่วนใหญ่เป็นภาพกิจกรรมของแผนกกับนักเรียนยืนรับเกียรติบัตร



แต่ตรงมุมใกล้ตู้เอกสารมีรูปอยู่ใบหนึ่งที่ผมหยุดมองนานกว่ารูปอื่น



กรอบไม้เก่าเล็ก ๆ มีฝุ่นเกาะตามขอบกระจก ในรูปเป็นเด็กผู้ชายสวมชุดฝึกสีขาว ยืนอยู่ข้างชายชราคนหนึ่ง เด็กคนนั้นยืนตัวตรง เกร็งนิด ๆ ส่วนชายชราหลังค่อมเล็กน้อย แต่ยังมองกล้องนิ่ง สีในภาพซีดจนเกือบเหลือแค่ขาวกับเทา



ผมไม่รู้ว่าเด็กในรูปนั้นเป็นใคร



“นั่งกันให้เรียบร้อยก่อน”



เสียงครูบุญธรรมดังขึ้นจากหน้าห้อง ผมหันกลับมาที่นั่ง



ครูเดินเข้ามาวางแฟ้มบนโต๊ะ ก่อนมองพวกเราทีละแถว



“อยู่ด้วยกันสองกลุ่มก็จำหน้าจำชื่อกันไว้หน่อย อยู่กันอีกนาน มีอะไรก็ช่วยกัน”



เสียงแกไม่ได้ดัง แต่ในห้องก็เงียบฟัง



ครูบุญธรรมหยิบกระดาษแจกให้คนละแผ่น



“เขียนชื่อ ชื่อเล่น เบอร์โทรศัพท์ แล้วก็ Hi5 ของตัวเอง ใครไม่มี Hi5 ก็เขียนว่าไม่มี”



เสียงคุยดังขึ้นทันที



ผมเขียนลงไปทีละบรรทัด



อินทร



อิน



เบอร์โทรศัพท์



แล้วก็ Hi5 ของตัวเอง



พอเขียนเสร็จ กระดาษถูกส่งต่อให้คนข้าง ๆ เขียนข้อมูลของตัวเอง แล้ววนไปเรื่อย ๆ ทั้งกลุ่ม 3 และกลุ่ม 4



กว่ากระดาษจะกลับมาถึงมือผมก็เต็มไปด้วยลายมือ บางชื่ออ่านแล้วนึกหน้าออกทันที บางชื่อยังต้องไล่มองหาเจ้าตัวในห้อง



แล้วผมก็เห็นบรรทัดหนึ่ง



อภิธัช



ตัน



เบอร์โทรศัพท์



Hi5



ผมมองอยู่แวบหนึ่ง ก่อนเลื่อนไปดูชื่ออื่นต่อ ปลายนิ้วแตะอยู่ตรงขอบกระดาษ แล้วค่อยขยับออก



“มึงเล่น Hi5 ด้วยเหรอ อิน”



ผมหันไป ตันมองกระดาษของตัวเองอยู่



“เล่นดิ”



“เดี๋ยวกูแอดไป” ตันพูดแล้วก้มลงดูรายชื่อในมือต่อ



“อืม”



ผมพับกระดาษเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ โดยตั้งใจพับกว่าปกตินิดหนึ่ง



 

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ 4 รายการรถศิษย์เก่า

คืนวันอาทิตย์

สองวันหลังจากครูบุญธรรมให้พวกเราแลกชื่อ เบอร์โทรศัพท์ แล้วก็ Hi5 กัน ตันก็แอดผมมาจริง ๆ

ผมกดเข้าไปดูหน้า Hi5 ของมัน ชื่อที่ใช้เป็นท่อนฮุกจากเพลง “เกลียดเพลงรัก” ของ Pancake ส่วนรูปโปรไฟล์กลับเป็นรูปรถเครื่องคันสีชมพู

หน้าตาก็ดี ทำไมไม่เอารูปตัวเองขึ้นวะ

ผมไล่ดูอยู่พักหนึ่งแล้วก็กดออก เราไม่ได้คุยอะไรกัน

“อิน มาลองเสื้อหน่อยลูก”

เสียงแม่ดังมาจากห้องนอน ผมปิดหน้า Hi5 แล้วลุกไปหาแม่

หลังเปิดเทอมมาได้หนึ่งสัปดาห์ แม่คงเห็นว่าผมยังดึงชายเสื้อช็อปอยู่บ่อย ๆ แกเลยลองเลาะตะเข็บตรงปลายเสื้อออกให้ ผลคือมันยาวขึ้นประมาณหนึ่งเซนติเมตร

ผมยืนหน้ากระจกตู้เสื้อผ้าในห้องนอนของพ่อกับแม่ ลองยกแขนขึ้นเหนือหัว ชายเสื้อยังเลิกขึ้นมาเหมือนเดิม เพียงแต่ช้ากว่าเดิมนิดหนึ่ง

“ยาวขึ้นแล้วนะ” แม่พูดอยู่ข้างหลัง

“อืม ดูดีขึ้น” พ่อพูดทั้งที่ยังนั่งดูโทรทัศน์อยู่กับอุ้ม น้องสาวของผม

ผมก้มมองชายเสื้ออีกครั้ง

คำว่า “ยาวขึ้นแล้ว” ของแม่กับของผม น่าจะหมายถึงคนละอย่างกัน

เช้าวันจันทร์

ตั้งแต่กลางสัปดาห์ก่อน ผมเริ่มนัดเจอพวกเบสที่ป้ายรถเมล์ในเมือง แทนการไปเทคนิคพร้อมบีมเหมือนช่วงแรก เช้านี้ผมนั่งสองแถวออกจากหมู่บ้าน แล้วลงตรงป้ายเดิมที่ใช้ต่อรถเมล์สีแดงไปวิทยาลัย

เบสยืนรออยู่ก่อนแล้ว ข้าง ๆ มีบาสกับพงศ์ บาสถือถุงน้ำแดงโซดา ส่วนพงศ์ยืนกะพริบตาช้า ๆ เหมือนยังตื่นไม่เต็มที่

“ไอ้สัส มาช้านะมึงอะ” เบสพูดทันทีที่เห็นผม

“รถมันแวะรับคน”

“มึงนี่ทุกวันเลยนะ”

“เพิ่งไม่กี่วันเองนะ”

“ไม่รู้ มึงช้า”

ผมถอนหายใจ

พงศ์ยกมือป้องปากหาว “ขึ้นรถกันเถอะ กูง่วง”

บาสหันไปมอง “มึงง่วงแล้วเกี่ยวอะไรกับขึ้นรถวะ”

“ยืนต่อ กูก็ง่วงต่อ”

เบสหัวเราะ ผมหัวเราะตาม แล้วพวกเราก็เดินไปขึ้นรถเมล์ด้วยกัน

ก้องขึ้นมาจากป้ายถัดไป ช่วงแรกพวกเรายังคุยกันเสียงดังอยู่เบาะหลัง แต่ไม่นานก็เงียบกันไปเอง เบสเอนหัวพิงหน้าต่าง บาสกอดกระเป๋าแล้วหลับตา พงศ์คอพับตั้งแต่รถยังไม่พ้นไฟแดง ส่วนก้องหยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่าน

ผมนั่งมองบรรยากาศข้างทางกับลมเย็น ๆ ที่พัดเข้ามา

ประมาณเจ็ดโมงยี่สิบนาที รถเมล์ก็มาจอดหน้าเทคนิค

แต่เช้าวันนี้ หน้าวิทยาลัยไม่เหมือนทุกวัน

มีกล้องตัวใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ประตู ทีมงานเดินถือสายไฟกับกระดาษไปมา รถตู้จอดอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนนักเรียนหลายคนยืนมองกันเต็มทางเข้า

“วันนี้เทคนิคเรามีงานอะไรวะ” ผมถาม

เบสหันมามองเหมือนผมเพิ่งถามเรื่องที่ทุกคนรู้กันหมดแล้ว

“ไอ้เชี่ย มึงไม่รู้จริง ๆ เหรอวะ”

“เออ ไม่รู้”

“เขาประกาศอยู่ปาว ๆ เมื่อวันศุกร์”

“กูฟังแต่ครูพชรด่าเรื่องห้องน้ำ”

พูดจบเบสก็ตบหัวผมดังป้าบ

“โอ๊ย! ตบกูทำไมเนี่ย” ผมยกมือลูบหัว

บาสชี้ไปทางกล้อง “รายการรถศิษย์เก่าไง เขามาถ่ายวันนี้”

“อ๋อ…”

“แล้วมึงรู้ไหมว่าดีกว่านั้นตรงไหน” เบสถาม

ผมส่ายหน้า

“พี่คนดังที่มา เขาเป็นศิษย์เก่าแผนกเราไง ไอ้ฟาย”

ดูเหมือนเบสจะมีความสุขมากเวลาได้รู้เรื่องที่ผมไม่รู้

“ไปเดินผ่านกล้องกัน” มันชวน “เผื่อได้ออกทีวี”

“ไม่เอา กูอาย”

“มึงจะอายทำเชี่ยไร ไปเร็ว พ่อแม่มึงจะได้ภูมิใจ”

ผมยังไม่ทันตอบ เบสก็เดินนำไปแล้ว พงศ์ตามไปโบกมือให้กล้องแบบง่วง ๆ บาสเดินผ่านด้วยหน้านิ่ง ส่วนก้องพยายามหลบอยู่ด้านหลัง และผมเดินตามพวกมัน พลางดึงชายเสื้อช็อปลงนิดหนึ่ง

ขออย่าให้กล้องจับตอนเสื้อมันเลิกขึ้นก็พอ

พอเข้าแถวกันเรียบร้อย เพลงมาร์ชก็ดังขึ้นทั่วบริเวณ หลังเพลงจบ ครูพชรเดินขึ้นหน้าเสาธงในเสื้อซาฟารีสีดำ กางเกงสีดำ และมีวอเหน็บอยู่ด้านหลัง

“สวัสดีนักศึกษาทุกคน วันนี้เป็นวันดีอีกวันหนึ่ง มีรายการรถศิษย์เก่ามาถ่ายทำ เนื่องจากศิษย์เก่าของเราไปได้ดิบได้ดีมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ก็ขอแสดงความชื่นชม”

วันนี้ครูพชรพูดเป็นทางการกว่าปกติ กล้องตัวหนึ่งหันมาเก็บภาพบริเวณหน้าเสาธง

“ส่วนอีกเรื่อง วันนี้ขอให้เก็บสันดานเลว ๆ ของพวกมึงไว้ก่อน เพราะวันนี้มีแขก เรื่องห้องน้ำ อย่าเข้าไปสูบบุหรี่ อันนี้อย่าให้กูเจอ”

ทั้งแถวเงียบไปครึ่งวินาทีก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะกระจายออกมา

หลังเลิกแถว ครูในแผนกเรียกพวกเราไว้

“ปวช.1 กับ ปวส.1 อยู่ก่อนนะ อย่าเพิ่งไปไหน”

พอแผนกอื่นแยกย้ายไปหมด เหลือเฉพาะนักเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ครูจึงพูดต่อ

“วันนี้ครูทำเรื่องขอเวลาเรียนไว้แล้ว ไม่ต้องเข้าเรียน เดี๋ยวสิบโมงมารวมกันหน้าตึกอำนวยการ”

คำว่า “ไม่ต้องเข้าเรียน” ทำให้เด็ก ปวช.1 หันมองหน้ากันทันที

เบสยิ้ม บาสชูนิ้วโป้ง ส่วนพงศ์พยักหน้าช้า ๆ เหมือนข่าวดีต้องใช้เวลาซึมเข้าสมอง

พวกเราไปนั่งรอกันแถวแผนก

“ทำไมวันนี้ไอ้ตันยังไม่มาอีกวะ” นัทถาม

เชนเพิ่งเดินมาถึง “เฮอเฮ้อ~ มันก็มาสายทุกวันอยู่แล้วนี่หว่า”

“บ้านมันอยู่ใกล้เทคนิคไม่ใช่เหรอ” บาสถาม “ทำไมมาสายทุกวัน”

เชนหันไปหาบาสแล้วพยักหน้าไปทางห้องน้ำ “ไอ้บาส ปะ”

บาสมองหน้ามันก่อนลุกขึ้น นัทลุกตามไปด้วย

“มึงไปไหนกัน” เบสถาม

“ห้องน้ำ เฮอเฮ้อ~”

ผมมองตามพวกมันไป

ห้องน้ำของเชนดูจะไม่เคยเป็นแค่ห้องน้ำจริง ๆ

ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของเบสดังขึ้น มันกดรับทันที

“โหลสัสตัน เออ… กูนั่งอยู่แถวแผนกเนี่ย”

เบสฟังอยู่ครู่หนึ่งแล้วหัวเราะ

“อ้าว มึงไม่รู้หรือไง วันนี้รายการรถศิษย์เก่ามา เออ… รายการรถศิษย์เก่าไง… มึงนี่โง่พอ ๆ กับไอ้อินเลย”

ผมหันไปมอง

“เกี่ยวไรกับกู”

เบสยักไหล่แล้วพูดต่อ “เออ ๆ รีบมา เขาให้อยู่กิจกรรม ไม่ต้องเข้าเรียน”

มันวางสายแล้วหันมาหาพวกเรา

“ไอ้ตันก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน”

เรานั่งกันไปสักพัก ไม่นานตันก็เดินดุ่ม ๆ เข้ามา

“โธ่ ไม่มีใครบอกกูเลยว่าวันนี้มีงาน”

“แล้วมึงจะมาสายทำไมล่ะ” เบสสวน

“แหม แค่นี้บอกกูสักนิดก็ได้”

“ประกาศทั้งวิทยาลัยแล้วไอ้ฟาย”

“กูไม่ได้ยิน”

“มึงมาสาย มึงจะได้ยินได้ไง”

ตันเงียบไปครู่หนึ่ง พวกเราหัวเราะ

เบสหันมาทางผม “มึงไปอยู่กับไอ้อินไป ขนาดมาเช้าทุกวันยังเสือกไม่รู้เหมือนมึง”

ผมหันขวับ คนเราอยู่เฉย ๆ ก็ถูกลากเข้าวงได้

ตันหันมามองผม “อ้าว เหรอวะ” มันยิ้ม

“เออ ยังดีที่มีพวก งั้นกูอยู่กับไอ้อินสองคนก็ได้ ใช่ปะไอ้อิน”

พูดจบมันก็มานั่งข้างผม แล้วพาดแขนลงบนบ่า

ผมนั่งหลังตรงขึ้นทันที แขนเสื้อช็อปของมันเสียดกับต้นแขนผมเบา ๆ ผมเลยได้แต่มองโต๊ะตรงหน้า

“เออ ๆ อืม”

“มึงตัวแข็งทำไมวะ”

ผมสะดุ้ง “เปล่า ๆ”

“เหมือนหุ่นยนต์เลยมึงอะ”

“กูไม่ได้เป็นหุ่นยนต์”

“เรียนอิเล็กไง เดี๋ยวก็เป็นได้”

ผมหัวเราะออกมา

พวกเรานั่งรอจนใกล้สิบโมง บางคนเดินไปซื้อน้ำ บางคนคุยกันเรื่องว่าจะได้ออกโทรทัศน์หรือเปล่า ส่วนตันยังนั่งอยู่ข้างผม บางช่วงมันยกแขนออกไปคุยกับคนอื่น แล้วสักพักก็กลับมาพาดไว้เหมือนเดิม

พอถึงเวลานัด พวกเราก็เดินไปหน้าตึกอำนวยการ ทีมงานจัดนักเรียนให้ยืนเป็นกลุ่ม กล้องตั้งอยู่ตรงหน้า ครูคอยคุมแถว ส่วนพวกผมคุยกันจนโดนหันมามองเป็นระยะ

“มึง ถ้ากล้องมา กูจะทำหน้านิ่ง ๆ แบบดารา” เบสพูด

“หน้ามึงนิ่งได้ด้วยเหรอ”

“สัส อย่าดูถูก”

พงศ์มองเบสตั้งแต่หัวจรดเท้า “มึงเหมือนตัวประกอบมากกว่า”

“ไอ้เชี่ยพงศ์!”

เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบกลุ่ม

ไม่นานรถตู้ของรายการก็แล่นเข้ามา พิธีกรสองคนลงจากรถ เสียงเฮกับเสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกัน

หลังเก็บภาพช่วงหน้าอาคาร ทีมงานพาพวกเราไปที่อาคารกิจกรรม อาคารเก่าหลังใหญ่วันนี้มีสายไฟลากเต็มพื้น กล้องตั้งอยู่หลายจุด และทีมงานเดินบอกคิวไปมา

พวกเราได้นั่งแถวค่อนไปทางกลาง

เบสนั่งหลังตรงผิดปกติจนบาสหันไปแซว

“มึงนั่งเหมือนนักเรียนตัวอย่างเลยว่ะ”

“เผื่อกล้องแพนมา”

“กล้องแพนมาก็เห็นหน้ามึงอยู่ดี”

“ไอ้สาด”

พงศ์นั่งนิ่งอยู่ข้าง ๆ เชนจึงชะโงกไปถาม

“ไอ้พงศ์ มึงมีชีวิตอยู่ไหมวะ เฮอเฮ้อ~”

“มี” พงศ์ตอบแบบง่วง ๆ

ทีมงานเดินมาบอกให้พวกเราปรบมือกับส่งเสียงตอนพิธีกรให้สัญญาณ พอถึงจังหวะ ทั้งอาคารก็เฮพร้อมกัน

“เฮ้!”

ทีมงานยกมือ “ขออีกทีนะครับ เมื่อกี้เสียงยังไม่เต็ม”

เบสหันมากระซิบ “เมื่อกี้กูแทบคอแตก ยังไม่เต็มอีกเหรอวะ”

ตอนถ่ายใหม่ เชนดันหลุด “เฮอเฮ้อ~” ขึ้นมาตอนเสียงรอบข้างกำลังเงียบ ทีมงานหันมามอง มันรีบยกมือไหว้ทันที

“ขอโทษครับพี่”

นัทก้มหน้าหัวเราะจนไหล่สั่น

กล้องตัวหนึ่งเริ่มแพนผ่านแถวนักเรียน หลายคนที่เมื่อครู่ยังนั่งง่วงเปลี่ยนเป็นยิ้มทันที ผมเองก็พยายามยิ้ม

“มึงก็ยิ้มหน่อยดิ” เสียงตันดังขึ้นใกล้ ๆ

ผมหันไป ไม่รู้มันขยับมาตั้งแต่เมื่อไร ตอนนี้นั่งเยื้องอยู่ด้านหลัง ใกล้พอให้เสียงของมันชัดกว่าคนอื่น

“กูยิ้มอยู่”

“ยิ้มเหมือนโดนบังคับ”

“ก็มันเขินกล้อง”

“ทำหน้าปกติหน่อย เดี๋ยวแม่มึงเห็นแล้วคิดว่าปวดขี้”

ผมหลุดขำตามมัน

พอกล้องผ่าน ผมพยายามทำหน้าปกติ แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งรู้สึกไม่ปกติ สุดท้ายเลยก้มมองพื้นไปครู่หนึ่ง

ตันหัวเราะเบา ๆ

“มึงนี่ตลกว่ะ”

ผมไม่ได้ตอบ แค่ดึงชายเสื้อช็อปลงโดยอัตโนมัติ

กิจกรรมดำเนินต่อไป พี่ศิษย์เก่าคนดังขึ้นเวที เล่าเรื่องสมัยเรียน เรื่องครู เรื่องเพื่อน และเรื่องความทรงจำในเทคนิค บางคำตอบทำให้ครูหัวเราะ บางคำตอบทำให้เด็กเฮ และบางคำตอบทำให้ครูพชรที่ยืนกอดอกอยู่ข้างเวทียกคิ้ว

พิธีกรถามว่า

“สมัยเรียนเคยโดนครูฝ่ายปกครองเรียกไหมครับ”

ทั้งอาคารส่งเสียงฮือ พี่ศิษย์เก่าหัวเราะแล้วมองไปทางครูพชร

เบสกระซิบ “คำถามนี้อันตรายสาด”

บาสพยักหน้า “ตอบผิดมีโดน”

พงศ์พูดนิ่ง ๆ “จบไปแล้วก็ไม่ปลอดภัย”

ผมหลุดขำ

หลังจากนั้นพิธีกรถามคำถามสลับกับเล่นเกม นักเรียนทั้งอาคารมีทั้งเฮทั้งหัวเราะตามเป็นระยะ

เบสยกมือแทบทุกครั้งที่ทีมงานหาอาสาสมัคร

“มึงอยากขึ้นขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมถาม

“เออดิ ได้ออกทีวีชัด ๆ”

“ถ้าเขาให้เต้นล่ะ”

เบสนิ่งไปครึ่งวินาที “กูก็เต้น”

แต่ทีมงานเดินผ่านไปเลือกอีกฝั่ง

ตันหัวเราะอยู่ด้านหลัง “มึงไม่ขึ้นแทนมันอะ อิน”

ผมหันไป “ไม่เอา”

“กลัวเหรอ”

“เออ”

ตันยิ้ม “ตอบตรงดี”

“แล้วมึงไม่ขึ้นเองอะ”

“กูก็กลัว”

มันตอบหน้าตาเฉย

ผมหัวเราะออกมา

ต่อมากล้องหันมาทางแถวเราอีกครั้ง มือผมเลื่อนไปจับชายเสื้อโดยไม่รู้ตัว

“มึงดึงเสื้อทุกครั้งที่กล้องมาเลยนะ”

ผมชะงักแล้วหันไปมองตัน

“จริงเหรอ”

“จริง”

“ก็มันสั้น”

ตันเหลือบมองชายเสื้อผมแวบหนึ่ง

“ก็ไม่ได้สั้นขนาดนั้น”

ผมก้มมองเสื้อตัวเอง กล้องยังเคลื่อนผ่านแถวนักเรียนไปเรื่อย ๆ มือผมค่อย ๆ ปล่อยออกจากชายเสื้อ

ช่วงท้ายกิจกรรม พี่ศิษย์เก่าหยิบไมค์ขึ้นมาร้องเพลงช้า เสียงในอาคารค่อย ๆ เบาลง เหลือเสียงดนตรี เสียงพัดลมเก่าบนเพดาน และเสียงเพื่อนพูดกันแผ่ว ๆ

ผมนั่งฟังอยู่พักหนึ่ง ก่อนเผลอหันไปมองตัน

มันกำลังมองเวที แสงจากด้านหน้าตกบนเสี้ยวหน้าไม่ชัดนัก แต่พอให้เห็นรอยยิ้มจาง ๆ

ผมมองอยู่นานกว่าที่ควร

นัทพูดอะไรบางอย่าง ตันหันไปฟังแล้วหัวเราะ

ผมรีบกลับมามองเวที

เพลงจบลงพร้อมเสียงปรบมือทั่วอาคาร ทีมงานให้พวกเราปรบมือซ้ำเพื่อเก็บภาพปิด จากนั้นพี่ศิษย์เก่าก็ถ่ายรูปกับครูและนักเรียนบางกลุ่ม ก่อนขึ้นรถตู้กลับไป

อาคารกิจกรรมที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงพิธีกรกับเสียงเฮ ค่อย ๆ กลับมาเป็นอาคารเก่าหลังเดิม

ระหว่างเดินกลับแผนก เบสยังพูดเรื่องกล้องไม่หยุด

“กูว่าเมื่อเช้าที่พวกเราเดินผ่านอะ ได้ออกแน่ ๆ”

“ออกไปซื้อข้าวอะเหรอ” ผมถาม

เบสหันขวับ “ไอ้เชี่ยอิน มึงนี่…”

“ก็มึงบอกได้ออก”

“ออกทีวี!”

“อ๋อ”

“อ๋อพ่อง”

พวกเราหัวเราะกัน พงศ์หัวเราะตามช้า ๆ ส่วนบาสบอกว่าถ้าได้ออกจริงจะบอกที่บ้านให้ดู

“บอกบ้านมึงให้ดูหน้ากูด้วยนะ” เบสรีบพูด

“บ้านกูน่าจะเปลี่ยนช่องหนี”

“ไอ้สาด”

ตอนเย็นผมกลับถึงบ้านตามปกติ หน้าบ้านเป็นร้านตัดผมเล็ก ๆ ของแม่ เสียงกรรไกรดังฉับ ๆ อยู่หน้ากระจกบานใหญ่ กลิ่นแป้ง กลิ่นเจลใส่ผม และกลิ่นผ้าขนหนูสะอาดลอยปนกันอยู่ในร้าน

แม่กำลังปัดเศษผมออกจากผ้าคลุมให้ลูกค้าคนหนึ่ง

“กลับมาแล้วเหรอ วันนี้เป็นไงบ้าง”

ผมวางกระเป๋าข้างเก้าอี้ตัดผมตัวที่สอง ซึ่งเป็นตัวที่พ่อใช้ช่วยแม่ในวันที่หยุดจากงานประจำ

“มีรายการมาถ่ายที่เทคนิคครับ”

แม่เงยหน้าขึ้น “รายการอะไร”

“รถศิษย์เก่าครับ”

แม่พยักหน้าเหมือนไม่แน่ใจว่ารู้จักหรือเปล่า

“แล้วได้ออกทีวีไหม”

ผมนึกถึงเบสที่ลากผมเดินผ่านกล้องตั้งแต่เช้า

“ไม่รู้ครับ น่าจะไม่ได้มั้ง”

แม่หันกลับไปทำงานต่อ เสียงกรรไกรดังขึ้นอีกครั้ง

ผมหยิบกระเป๋าแล้วเดินเข้าหลังบ้าน อุ้มยังนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา ผมวางกระเป๋าลง แล้วเผลอยกมือแตะบ่าตัวเองอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบกระเป๋าขึ้นไปเก็บในห้อง

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ 5 กลิ่นตะกั่วตอนห้าโมงเย็น


ช่วงนี้ชีวิตที่เทคนิคเริ่มมีทั้งงานที่ต้องส่ง และการบ้านที่ต้องตาม



เช้าวันนี้ ดร.อธิวัฒน์ เขียนวันที่ไว้ที่มุมขวาของกระดาน แล้วลากเส้นใต้สองครั้ง


“อีกสามสัปดาห์จะสอบปลายภาคนะครับ”


เสียงชอล์กครูดกระดานดังแกรก ๆ คนที่กำลังคุยกันอยู่หลังห้องค่อย ๆ เงียบลง


ครูวางกล่องเหล็กสีเทาใบหนึ่งบนโต๊ะ ขนาดใหญ่กว่ากล่องรองเท้าไม่มาก ด้านหน้ามีสวิตช์ วอลลุ่มสีดำ และมิเตอร์เข็มตัวเล็ก ๆ


“ก่อนถึงวันจันทร์ของสัปดาห์สอบปลายภาค ทุกกลุ่มต้องส่งงานชิ้นนี้”


แกหันกลับไปเขียนตัวโต ๆ กลางกระดาน


เครื่องจ่ายแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงแบบปรับค่าได้ 0–24V


ผมอ่านตามในใจช้า ๆ แค่ชื่อก็ยาวเกือบเต็มกระดานแล้ว

ดร.อธิวัฒน์ เป็นหัวหน้าแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ของพวกเรา อายุน่าจะราวสามสิบต้น ๆ รูปร่างสูงผอม ผิวขาว เวลาเดินสอนแกก้าวเร็ว พออธิบายเรื่องหนึ่งจบก็จะหยุดมองหน้าพวกเราทีละคน เหมือนคอยดูว่าใครเข้าใจจริง ใครแค่พยักหน้าตามเพื่อน


ผมเองก็พยักหน้าตามอยู่เหมือนกัน ทั้งที่บางทียังไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า


“งานนี้ทำเป็นกลุ่ม กลุ่มละสามคนนะครับ ตอนส่งเครื่องต้องปรับแรงดันได้จริง ไม่ใช่ทำกล่องสวย ๆ แล้วเอามาวางให้ครูดูเฉย ๆ”


เบสพึมพำจากโต๊ะข้าง ๆ “ทำไมช่วงท้ายเทอมงานแม่งเยอะจังวะ”


เชนหัวเราะ “เฮอเฮ้อ~ ตายแน่”


ครูเหลือบไปทางพวกมัน แต่ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนหยิบโครงลวดทองแดงทรงสี่เหลี่ยมขึ้นมาอีกชิ้น


“ส่วนอันนี้งานเดี่ยว ปอกลวดทองแดงแกนเดี่ยว ตัดให้ความยาวเท่ากัน แล้วประกอบเป็นโครงลูกกรง ทุกจุดต้องบัดกรีให้ติด แข็งแรง แล้วก็เรียบร้อย ส่งก่อนสอบเหมือนกัน”


ผมหันไปมองบาส มันก็มองผมพอดี


“งานกลุ่มยังไม่ทันเริ่ม งานเดี่ยวก็มาละ” มันกระซิบ


ครูเริ่มแจกใบงานให้ทีละโต๊ะ พวกเราขยับที่นั่งมารวมกลุ่ม กลุ่มผมมีเชนกับบาส ส่วนตันอยู่กับเบสและพงศ์ นัทไปอยู่กับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง


พอใบงานมาถึง ผมก้มดู บนกระดาษมีทั้งแบบวงจร รายการอุปกรณ์ และลายทองแดงที่คดไปคดมาเต็มแผ่น บางจุดเชื่อมกัน บางเส้นวิ่งผ่านใกล้กันจนแทบแตะ แต่กลับไม่ได้ต่อถึงกัน


“ศึกษาแบบก่อนนะครับ แล้วค่อยกำหนดขนาดแผ่นปริ้นท์ ใครไม่แน่ใจตรงไหนถาม อย่าเดาแล้วทำต่อ เพราะถ้าลายผิดตั้งแต่แรก ขั้นตอนที่เหลือก็ผิดหมด”


เชนใช้นิ้วลากตามเส้นหนึ่งบนแบบ


“อิน มึงว่าตรงนี้มันต่อกันไหมวะ”


ผมก้มมอง “น่าจะต่อ”


บาสเงยหน้าขึ้นทันที “คำว่า น่าจะ ของมึงนี่อันตรายนะ”


“กูก็ว่าอันตราย” เชนพยักหน้า “ถ้างานไม่ติด กูจะบอกครูว่ามึงบอกให้ต่อ”


“ไอ้สัส กูก็ยังไม่รู้ว่าถูกไหม ดูแบบก่อนสิวะ”


ผมดึงกระดาษกลับมาเทียบอีกครั้ง พอมองใกล้ ๆ เส้นที่เชนถามเหมือนแค่พาดผ่านกัน ไม่ได้เชื่อมอย่างที่ผมตอบตอนแรก


บาสเอาดินสอวงตรงนั้นไว้ “นี่ไง ถ้ามึงลากชนกันก็จบ”


ผมพยักหน้าแล้วหยิบปากกาหมึกถาวรขึ้นมา แต่ยังไม่เปิดฝา


แค่เส้นไม่กี่เส้นบนกระดาษ พอจะต้องย้ายลงแผ่นทองแดงจริง ๆ มือกลับไม่ค่อยกล้าลาก


เชนเลื่อนไม้บรรทัดมาให้ “เอ้า เริ่มเลยมึง”


“มึงจะรีบไปไหน รอครูดูก่อน”


มันหัวเราะ แล้วพวกเราสามคนก็นั่งจ้องแบบวงจรต่อ ไม่มีใครยอมลากเส้นแรกลงไปสักคน


********************


สัปดาห์ถัดมา ขันพลาสติกหลายใบวางเรียงอยู่บนโต๊ะยาวหลังแผนก กลิ่นน้ำยากัดลายฉุนจนผมต้องหันหน้าหนีตั้งแต่ยังไม่เข้าใกล้


ดร.อธิวัฒน์ ยืนอยู่ข้างถังพักน้ำยา ในมือมีคีมพลาสติกกับถุงมือยาง


“ใส่ถุงมือทุกคน ใช้คีมคีบแผ่นปริ้นท์ขึ้นมาดู ห้ามเอามือเปล่าจุ่มลงไป ไม่ว่าน้ำยาจะใหม่หรือใช้แล้ว”


แกชี้ไปที่ถังมีฝาปิดใต้โต๊ะ


“เสร็จแล้วเทน้ำยาลงถังพัก ห้ามเทลงท่อ ห้ามเทลงพื้น ถ้าหกหรือไม่รู้จะจัดการยังไง เรียกครู อย่าจัดการกันเอง เข้าใจไหมครับ”


“ครับ”


พอครูอนุญาต ทุกกลุ่มก็แยกไปประจำขันของตัวเอง บาสค่อย ๆ วางแผ่นปริ้นท์ลงไป เชนเทน้ำยาตาม ส่วนผมจับขอบขันแล้วขยับไปมาเบา ๆ


“แรงอีกนิดดิ” เชนบอก


“เดี๋ยวมันกระเด็น”


“เบาแบบนี้กว่าจะเสร็จก็สอบพอดี”


บาสยกมือกันหน้า “มึงสองคนอย่าเถียงกันจนทำน้ำยาหกใส่กูแล้วกัน”


รอบตัวมีเสียงคล้าย ๆ กัน บางกลุ่มเขย่าขันแรงจนคนข้าง ๆ ต้องถอยหนี บางกลุ่มคีบแผ่นขึ้นมาดูถี่ยิบ ส่วนพงศ์ยืนกอดอกมองขันของกลุ่มตัวเองนิ่ง ๆ


“พงศ์ มึงช่วยกูขยับหน่อย” เบสเรียก


พงศ์ส่ายหน้า “กลัวหก”


“แล้วกูไม่กลัวหรือไง”


ตันคีบแผ่นปริ้นท์ขึ้นมาดู “ยังออกไม่หมดเลยมึง”


“กูถึงให้ไอ้พงศ์ช่วยไง”


“มันช่วยยืนให้กำลังใจอยู่”


พงศ์พยักหน้าช้า ๆ “อืม”


เบสด่าพวกมันจนโต๊ะข้าง ๆ หัวเราะตาม


ผมหันกลับมาดูแผ่นของตัวเอง ทองแดงส่วนที่ไม่มีหมึกปิดค่อย ๆ จางหาย เหลือเส้นลายวงจรชัดขึ้นทีละนิด ผมคีบขึ้นมาดูอีกรอบ


บาสถอนหายใจ “มึงดูอีกแล้ว”


“ตรงนี้มันเหมือนยังไม่หมด”


“ก็วางลงไปต่อสิ มึงคีบขึ้นมามองมันจะหายได้ไง”


ผมวางแผ่นกลับลงในขัน บาสส่ายหน้า แต่ก็ช่วยจับขอบอีกด้านไว้ให้


พอล้างแผ่นสะอาด พวกเรายกของกลับเข้าห้อง กลุ่มผมเทอุปกรณ์ออกมาวางบนโต๊ะ มีทั้งตัวต้านทาน ไดโอด ตัวเก็บประจุ ไอซี หม้อแปลง สายไฟ และชิ้นส่วนเล็ก ๆ อีกหลายอย่าง


เชนเทียบตำแหน่งจากแบบ บาสแยกอุปกรณ์ ส่วนผมนั่งอยู่หน้าแผ่นปริ้นท์กับหัวแร้ง


“ตัวนี้หันด้านไหน” เชนถาม


“เอามาดูก่อน”


“กูดูได้”


“เดี๋ยวใส่กลับขั้ว”


ผมดึงอุปกรณ์จากมือมันมาเทียบกับแบบ พอเชนจะหยิบตัวต่อไป ผมก็เอามาดูก่อนอีก บาสที่กำลังปอกสายไฟเงยหน้าขึ้น


“อิน มึงแบ่งให้พวกกูทำบ้างก็ได้”


“กูก็ให้ทำอยู่นี่ไง”


“ตรงไหน”


มันชี้ของบนโต๊ะ แบบวงจร กล่องอุปกรณ์ หัวแร้ง แล้วก็แผ่นปริ้นท์ มากองอยู่ตรงหน้าผมแทบทั้งหมด


“กูกลัวใส่ผิด”


“แล้วถ้ามึงทำคนเดียวแล้วผิด มันก็ผิดกันหมดเหมือนกัน”



“อืม ใช่” เชนพยักหน้า


บาสยื่นคีมไปให้มัน “มึงเอานี่ไปดัดขาอุปกรณ์”


เชนรับไป ส่วนบาสดึงสายไฟกลับไปทำต่อ


ผมยังไม่ค่อยอยากปล่อย แต่สุดท้ายก็ขยับของบางส่วนออกจากหน้าตัวเอง


ปลายหัวแร้งร้อนจัด ผมแตะลงบนจุดต่อแล้วป้อนเส้นตะกั่วตาม ควันจากยางสนลอยขึ้นตรงหน้า ผมรีบเอียงหลบ


จุดบัดกรีที่ครูเคยสาธิตให้ดูทั้งเงาและเรียบ ส่วนของผมกลับโป่งเป็นก้อนกลมเหมือนเม็ดลำไย พอใช้ปลายคีมแตะ ขาอุปกรณ์ก็โยกตาม


ผมลองใหม่ ตะกั่วไม่ยอมไหล พอแตะนานขึ้นกลับรวมกันเป็นก้อนใหญ่กว่าเดิม


เด็กช่างมันเท่ตรงไหนวะ


ผมกำลังจะใช้คีมดึงก้อนตะกั่วออก ขาอุปกรณ์ก็ขยับหนีอีก


“เชี่ย…”


“มึงไม่ได้ดัดขาไว้เหรอ”


เสียงตันดังจากข้างหลัง


ผมหันไป มันยืนอยู่ข้างเก้าอี้ ไม่รู้เดินมาจากโต๊ะตัวเองตั้งแต่เมื่อไร


“ดัดแล้ว แต่มันยังขยับ”


“เอาคีมมา เดี๋ยวกูช่วย”


ผมวางหัวแร้งลงบนแท่นพักแล้วเอื้อมไปหยิบคีม ตันยื่นมือมาจังหวะเดียวกัน ปลายนิ้วชนกันเบา ๆ


ผมชักมือกลับ


ตันหยิบคีมขึ้นมา “มึงพลิกแผ่นมา”


ผมทำตาม มันใช้คีมดัดขาอุปกรณ์แยกออกนิดเดียว แล้วกดให้แนบกับแผ่น


“ทีนี้น่าจะทำง่ายขึ้นแล้ว ลองดู”


ผมหยิบหัวแร้งขึ้นมาอีกครั้ง


คราวนี้ขาอุปกรณ์อยู่นิ่ง ตะกั่วค่อย ๆ ไหลคลุมจุดต่อ แม้ไม่เรียบเท่าของครู แต่อย่างน้อยก็ไม่เป็นก้อนโตเหมือนเมื่อกี้


“เออ อันนี้ใช้ได้แล้ว” ตันก้มดูใกล้ ๆ “ทำต่อเลย อิน”


แล้วมันก็เดินกลับโต๊ะตัวเอง


“อิน สายเส้นนี้เอาไง” บาสถาม


ผมหันกลับมา “ไหน เอามาดู”


บาสชักสายกลับทันที “กูทำเอง มึงทำตรงนั้นไปเลย”


“กูแค่จะดู”


“ไม่ต้องดูทุกอย่างก็ได้”


เชนหัวเราะ “เฮอเฮ้อ~ ปล่อยบ้างก็ได้”


ผมหันไปด่ามัน ก่อนหยิบหัวแร้งขึ้นมาทำต่อ


****************************


วันศุกร์ในสัปดาห์เดียวกันตรงกับวันที่ ดร.อธิวัฒน์ นัดตรวจความคืบหน้าพอดี แต่แกดันไปราชการ


งานของแต่ละกลุ่มมีปัญหากันคนละอย่าง บางกลุ่มลายวงจรขาด บางกลุ่มต่อสายไม่ครบ บางกลุ่มใส่อุปกรณ์ลงแผ่นหมดแล้วแต่ยังไม่มีใครกล้าเสียบปลั๊ก


หลังเลิกเรียนคาบสุดท้ายตอนสามโมง พวกเราจึงนั่งทำงานกันตรงระเบียงหน้าห้องของ ดร.อธิวัฒน์ ชั้นสอง ทุกกลุ่มนั่งทำงานตามระเบียง ใครทำต่อได้ก็ทำ ใครติดตรงไหนก็เดินไปถามกลุ่มอื่น


นัทโทรหาครู พอปลายสายรับ มันรีบพูด


“ครูครับ วันนี้ครูจะกลับเข้าแผนกไหมครับ พวกผมจะรอปรึกษางานมินิโปรเจกต์ครับ”


มันตอบรับอยู่สองสามครั้ง ก่อนลดโทรศัพท์ลง


“พวกมึง ครูบอกว่าน่าจะกลับเย็น ๆ”


“เย็นแค่ไหนวะ” ใครคนหนึ่งถาม


ไม่มีใครตอบได้


"จะรอไหมละ"


“รอดิ ไม่รอแล้วงานจะเสร็จเหรอวะ” เบสพูด


เชนพยักหน้า “เออ ทำมาถึงขนาดนี้แล้ว”


บาสหันไปมอง “มึงอยู่กลุ่มเดียวกับพวกกูนะ”


“เออ กูรู้ ก็ช่วยกันพูดไง”


สุดท้ายพวกเรารอกันเกือบทั้งห้อง ผมนั่งกับเชนและบาสตรงเสาต้นสุดท้ายของระเบียง ซึ่งอยู่หน้าห้องครูพอดี บาสจัดสายด้านในกล่อง เชนเทียบตำแหน่งอุปกรณ์ ส่วนผมใช้ปลายคีมเขี่ยดูจุดบัดกรีทีละจุด


“ตรงนี้ให้กูทำ” บาสดึงสายเส้นหนึ่งออกจากมือผม “มึงจับทุกอย่างจนมือสั่นแล้ว”


“กูไม่ได้มือสั่น”


“สั่น”


ผมยกมือให้มันดู “ไหน ไม่เห็นสั่น”


บาสไม่สนใจ หันกลับไปจัดสายต่อ


เชนแตะไหล่ผม “ไม่เป็นไรนะมึง ช่วย ๆ กัน”


“มึงหยิบคีมตัดสายมาเลย”


มันลดมือลง “อยู่ไหนวะ”


“ข้างศอกมึงไง”


เสียงนักเรียนห้องอื่นค่อย ๆ หายไปจากตึก แสงที่ทอดลงบนพื้นระเบียงเปลี่ยนจากสีขาวจัดเป็นสีส้ม ลมเย็นพัดผ่านเป็นระยะ แต่กลิ่นควันตะกั่วบัดกรียังติดอยู่รอบตัว


ผมยกแขนเสื้อขึ้นใกล้จมูก


“เหม็นตัวเองเหรอ” ตันถาม


ผมหันไป มันนั่งอยู่กับเบสและพงศ์ตรงช่วงเสาถัดไป มือหมุนสายไฟเส้นหนึ่งเล่น


“กลิ่นมันติดเสื้อ”


ตันยกแขนตัวเองขึ้นดมบ้าง แล้วทำหน้าเบ้ “เออ เหม็นจริง”


“เพิ่งรู้เหรอวะ” เบสพูด “กลุ่มกูเหม็นเพราะมึงคนเดียวเลย”


“เกี่ยวอะไรกับกู”


“มึงบัดกรีจุดเดิมอยู่สามรอบละ กูก็คิดว่าไฟไหม้”


พงศ์พยักหน้าช้า ๆ


ตันหันขวับ “มึงไม่ต้องพยักหน้า กูรู้ว่ามึงเข้าข้างมัน”


พงศ์เอนตัวไปด้านหลังแล้วหลับตา เหมือนแค่พยักหน้าเมื่อครู่ก็ใช้แรงไปหมดแล้ว


ผมหัวเราะออกมา


ตันหันมาทางผม “ของมึงถึงไหนแล้ว”


“เกือบแล้ว เหลือเก็บรายละเอียดนิดหน่อย”


“ถ้าของมึงติดก่อนของกู กูยืมบุญหน่อยนะ”


“บุญอะไรของมึง”


“บุญเด็กขยันไง”


ผมไม่ได้ตอบ


ตันหัวเราะ ส่วนผมก้มกลับมาดูงาน แต่ยังหุบยิ้มไม่ลง


ผมนั่งทำต่ออีกพักหนึ่ง ควันตะกั่วบัดกรีลอยเข้าหน้า ผมจึงเอียงตัวหลบแล้วหันไปทางขวา ห่างออกไปหลายช่วงเสาเห็นครูบุญธรรมยืนอยู่ตรงระเบียง ผมหันไปสบตาแกพอดี แกยืนมองพวกเราอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนล้วงมือใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินลงบันไดไป เสียงรองเท้าค่อย ๆ เบาลง จนเหลือเพียงเสียงคีมตัดสายกับเสียงเพื่อนคุยกัน


“ครูบุญธรรมรอใครวะ” เชนถามเบา ๆ


“ไม่รู้”


ผมก้มทำงานต่อ


ลายวงจรสองเส้นตรงหน้ามันอยู่ใกล้กันเกินไป จะใช้คัตเตอร์ขูดก็กลัวลายขาด จะปล่อยไว้ก็กลัวมันแตะกันตอนจ่ายไฟ ผมเหลือบมองนาฬิกาในห้องของ ดร.อธิวัฒน์ เลยสี่โมงครึ่งมาแล้ว คนที่บ่นหิวเริ่มทยอยลงไปหาอะไรกิน ส่วนเบสกับพงศ์ฝากตันเฝ้างานแล้วลงไปโรงอาหาร


“เอาอะไรไหม” เบสถามก่อนลงบันได


ตันส่ายหน้า “ไม่เอา”


“เออดี ไม่เปลือง”


“สัส”


แล้วเบสกับพงศ์ก็เดินลงไปโรงอาหาร


ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ตันก็เริ่มชะโงกมองลงไปข้างล่าง


“หิวแล้วดิ” ผมถาม


“เปล่า กูดูว่าครูมาหรือยัง”


“เมื่อกี้มันถามมึงก็ไม่เอา”


“ก็บอกว่าไม่หิว แค่ดูครูเฉย ๆ”


“กูรู้ว่ามึงหิว”


ตันเงียบไป ก่อนหยิบสายไฟเส้นเดิมขึ้นมาหมุนเล่น


ผมหัวเราะจนมันปาเศษฉนวนสายไฟใส่


เกือบห้าโมง เสียงรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดใกล้แผนก นัทชะโงกหน้าลงไปดูแล้วตะโกน


“เฮ้ย ครูมาแล้ว!”


ระเบียงคึกคักขึ้นทันที บางคนเริ่มเก็บเศษสายไฟ บางคนจัดงานตัวเองใหม่ แล้วก็มีคนวิ่งลงไปตะโกนเรียกเพื่อนที่โรงอาหาร


ซึ่งคำว่าเพื่อนฟังเหมือนเยอะ จริง ๆ ก็มีแค่เบสกับพงศ์


ไม่นานสองคนนั้นก็วิ่งขึ้นบันไดมา พร้อมจานข้าวมันไก่ในมือ ช้อนยังคาอยู่ในจาน ข้าวของพงศ์กระเด้งตามจังหวะวิ่งจนผิดกับท่าทางง่วง ๆ ของมัน


“เฮ้ย ๆ ครูมาแล้วเหรอวะ!” เบสถามทั้งที่ยังหอบ


เชนมองจานในมือแล้วหัวเราะ “ มึงมาทั้งแบบนี้เลยเหรอ เฮอเฮ้อ~”


“ข้าวค่อยกิน เอางานก่อนดิวะ”


เบสวางจานลงบนที่นั่งระเบียง พงศ์วางตามแล้วพยักหน้า


“จริง”


ตันมองจานของเบส “มึงแดกไปกี่คำแล้ว”


เบสรีบยกจานหนี “เมื่อกี้ถามแล้วไม่เอา”


“กูแค่ถาม”


“หน้าอย่างมึงไม่ได้แค่ถาม”


ดร.อธิวัฒน์ ในชุดสีกากีสะพายกระเป๋าเป้เดินขึ้นมาถึงพอดี แกชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นพวกเราเกือบทั้งห้องยังอยู่ บางคนถือแผ่นปริ้นท์ บางคนถือกล่องชิ้นงาน และบางคนยังยืนเถียงกันอยู่ข้างจานข้าวมันไก่


“ยังไม่กลับกันอีกเหรอครับ”


บาสตอบแทนทุกคน “รอครูครับ”


ครูกวาดตามองงานที่วางอยู่ตามระเบียง


“รอกันตั้งแต่เลิกเรียนเลยเหรอ”


“ครับ” หลายคนตอบพร้อมกัน


นัทพูดต่อ “ตั้งแต่ที่ผมโทรหาครูเลยครับ”


แกถอนหายใจเบา ๆ แล้วล้วงกุญแจออกมา


“งั้นเอางานเข้าห้องครับ เดี๋ยวครูดูให้ทีละกลุ่ม”


เสียงกุญแจดังแกร๊ก พวกเราช่วยกันเก็บของแล้วทยอยเข้าไปในห้อง ครูเดินตรวจทีละกลุ่ม ชี้ว่าลายไหนขาด อุปกรณ์ตัวไหนกลับขั้ว และสายไฟตรงไหนควรจัดใหม่เพื่อให้ปิดฝากล่องได้


“ก่อนเสียบปลั๊ก ตรวจให้ครบอีกรอบ อย่าเพิ่งมั่นใจเกินไปนะครับ”


พอมาถึงกลุ่มผม ครูหยิบแผ่นปริ้นท์ขึ้นดู เชนกับบาสขยับเข้ามาข้าง ๆ ส่วนผมยืนอยู่หน้าโต๊ะ


“ใครเขียนลายครับ”


“ผมครับ”


แกพลิกดูอีกด้าน ก่อนชี้ไปยังลายสองเส้นที่ผมนั่งกังวลมาตลอดเย็น


“ฝีมือใช้ได้”


ผมเงยหน้าขึ้น


ครูใช้ปลายดินสอแตะช่องว่างระหว่างลาย


“แต่ตรงนี้ระวังนะครับ ใกล้กันเกินไปหน่อย ใช้คัตเตอร์ขูดออกอีกนิด แล้วใช้มิเตอร์ย่านโอห์มเช็กก่อนจ่ายไฟ”


“ครับ”


แกวางแผ่นคืนแล้วเดินไปยังกลุ่มถัดไป


ผมยังมองจุดเดิมอยู่ จนบาสยื่นสายไฟมาตรงหน้า


“อิน จับให้หน่อย”


ผมไม่ได้ยิน


“อิน” มันเรียกอีกครั้ง “มึงจับสายให้กูหน่อย”


“เออ ๆ”


ผมรับสายจากมัน เชนมองหน้าแล้วอมยิ้ม


“อะไร”


“ฝีมือใช้ได้ เฮอเฮ้อ~”


“หุบปากไปเลย”


มันหัวเราะ


ผมก้มหน้าขูดช่องว่างระหว่างลายตามที่ครูบอก เศษทองแดงเล็ก ๆ หลุดออกทีละนิด


ตอนหยิบหัวแร้งขึ้นมาอีกครั้ง มือยังเกร็งอยู่บ้าง แต่ปลายหัวแร้งไม่สั่นเท่าเดิม


********************


หนึ่งสัปดาห์ก่อนสอบปลายภาค กล่องเครื่องจ่ายแรงดันของแต่ละกลุ่มวางเรียงอยู่หน้าโต๊ะครู กล่องของกลุ่มผมไม่ได้สวยนัก รูตรงสวิตช์เบี้ยวไปด้านหนึ่ง เพราะตอนเจาะผมจับสว่านโยกจนบาสทนดูไม่ไหว มันแย่งไปหนีบกับปากกาจับงานหลังห้องแล้วเจาะให้เอง


ดร.อธิวัฒน์ เรียกแต่ละกลุ่มขึ้นทดสอบทีละชุด


กลุ่มก่อนหน้าพวกผมเปิดสวิตช์แล้วฟิวส์ขาดดังแป๊ะจนหลายคนสะดุ้ง เจ้าของงานรีบดึงปลั๊กออก ส่วนครูก้มลงดูด้านในให้


เชนกระซิบ “กูเริ่มเห็นอนาคตกลุ่มเราละ เฮอเฮ้อ~”


“มึงจะ เฮอเฮ้อ~ เชี่ยไรนักวะ” ผมบ่ม


“กลุ่มต่อไปครับ”


ผมยกกล่องขึ้นไปวาง เชนกับบาสยืนอยู่ด้านหลัง ดร.อธิวัฒน์เปิดฝาดูวงจรกับสายไฟอีกครั้ง ก่อนปิดกลับ


“เสียบปลั๊กครับ”


ผมเสียบ


“เปิดสวิตช์”


ผมกดสวิตช์แล้วจ้องกล่อง


ไม่มีเสียงแป๊ะ ไม่มีประกายไฟ ไม่มีควัน


“ยังไม่ตาย” เชนกระซิบ


บาสศอกใส่มันเบา ๆ


ครูต่อมัลติมิเตอร์เข้ากับขั้วเอาต์พุต แล้วชี้ไปที่วอลลุ่ม


“ลองปรับดูครับ”


ผมค่อย ๆ หมุนไปทางขวา


เข็มมิเตอร์ขยับ


ผมชะงัก แล้วลองหมุนกลับช้า ๆ เข็มก็เคลื่อนตาม


“เฮอเฮ้อ!”


เชนหัวเราะดังจน ดร.อธิวัฒน์ เหลือบมองมันนิ่ง ๆ


บาสถอนหายใจ ส่วนผมหันไปยิ้มให้พวกมัน ก่อนสายตาจะเลื่อนไปอีกฝั่งของห้อง


ตันนั่งอยู่กับเบสและพงศ์ มันมองมาทางผมแล้วชูนิ้วโป้งให้


ผมยิ้มตอบ


ตันยิ้มกลับ ก่อนเบสจะดึงมันให้หันกลับไปดูงานของกลุ่มตัวเอง


ผมหันกลับมาที่มิเตอร์ ครูก้มลงจดคะแนนอยู่หน้าโต๊ะ


ผมเม้มปากไว้ไม่ให้ตัวเองยิ้มกว้างเกินไป


งานเครื่องจ่ายแรงดันผ่านแล้ว แต่ยังเหลืองานเดี่ยวอีกชิ้นที่ต้องส่งก่อนสอบ


***********************


คืนก่อนส่งงานลูกกรง ลวดทองแดงวางกระจัดกระจายเต็มโต๊ะ ผมเพิ่งเริ่มทำมันจริงจังหลังมื้อเย็น ทั้งที่ครูสั่งมาตั้งแต่สามสัปดาห์ก่อน


ลวดเส้นหนึ่งสั้น อีกเส้นยาว จัดด้านซ้ายตรง ด้านขวาก็เอียง พอใช้คีมจับแน่น ฐานที่บัดกรีไว้ก่อนหน้าก็หลุด


ผมแตะหัวแร้งลงบนจุดต่อแล้วป้อนตะกั่ว แต่มันไม่ยอมติด พอแตะนานขึ้น ลวดก็ร้อนจนขยับหนี ส่วนจุดที่ติดกลับโป่งเป็นก้อนเหมือนเดิม


ผมขูดออกแล้วทำใหม่


ยิ่งแก้ โครงยิ่งเบี้ยว ปลายหัวแร้งเริ่มดำและทู่ ตะกั่วยิ่งไม่ยอมไหล


“เชี่ยเอ๊ย…”


ผมวางคีมแรงไปนิด เสียงกระทบโต๊ะดังขึ้น


แม่เพิ่งเก็บร้านเสร็จและเดินเข้ามา


“ยังไม่เสร็จอีกเหรออิน”


“ยังครับแม่ มันบัดกรีไม่ค่อยติด”


แม่ก้มดูโครงที่เอียงอยู่บนโต๊ะ แล้วหันไปเรียกพ่อ "เธอ ๆ มาดูงานลูกหน่อย"


พ่อเคยเป็นช่างไฟมาก่อน แกหยิบงานขึ้นดู ใช้นิ้วแตะตามจุดบัดกรีทีละจุด จุดหนึ่งหลุดออกทันทีจนลวดด้านข้างห้อยลงมา


ผมรีบดึงงานกลับ


“เดี๋ยวผมทำต่อครับ”


ผมพยายามประกบลวดชิ้นเดิมเข้าไป มือหนึ่งจับคีม อีกมือจับหัวแร้ง แต่พอแตะตะกั่ว ลวดอีกด้านก็หลุดตาม


แม่มองนาฬิกา “สี่ทุ่มแล้ว พอก่อนอิน ขึ้นไปนอน พรุ่งนี้ต้องไปเรียน”


“แต่มันยังไม่เสร็จครับแม่”


“เดี๋ยวพ่อกับแม่ดูให้”


“แต่มันเป็นงานของผมนะครับ”


“ก็รู้ว่างานเอ็ง” แม่ตอบ “แล้วตอนนี้เอ็งจะทำเสร็จกี่โมง”


ผมเงียบ


พ่อหยิบคีมอีกตัวขึ้นมา ลองดัดลวดเส้นที่หลุดให้ตรง แม่ดึงเก้าอี้มานั่งข้างโต๊ะ แล้วช่วยแยกลวดตามความยาว


“ขึ้นไปนอน” แม่บอกอีกครั้ง


ผมยังยืนอยู่ที่เดิม


พรุ่งนี้ครูต้องตรวจงาน แต่โครงตรงหน้าตอนนี้เอียงไปคนละทาง ถ้าฝืนทำต่อ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะเหลืออะไรให้ถือไปส่ง


ผมวางหัวแร้งลงบนแท่นพัก


“ถ้ามันไม่ติดก็พอแล้วนะครับ เดี๋ยวผมไปบอกครูเอง”


แม่ไม่ได้ตอบ พ่อก็ยังดัดลวดอยู่ ผมเดินไปล้างมือแล้วเดินขึ้นบันได เสียงคีมกระทบโต๊ะดังตามหลังมาเบา ๆ พอถึงครึ่งทาง ผมหันกลับไป พ่อกำลังจับลวดสองเส้นให้ชนกัน ส่วนแม่เลื่อนหัวแร้งเข้าไปใกล้จุดต่อ ผมยืนดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินขึ้นห้อง


ผมขึ้นมานอน แต่หลับไม่ลง ทุกครั้งที่พลิกตัว ภาพลวดเอียงกับตะกั่วก้อนใหญ่ยังติดอยู่ในหัว บางช่วงมีเสียงเก้าอี้ขยับมาจากข้างล่าง ผมดึงผ้าห่มขึ้นถึงอกแล้วหลับตา แต่เสียงจากชั้นล่างยังดังมาเป็นระยะ


เช้าวันต่อมา ผมรีบลงมาข้างล่างทั้งที่ยังติดกระดุมเสื้อไม่ครบ ผมเห็นถุงพลาสติกใบหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว ข้างในคือโครงลูกกรงที่ประกอบเสร็จแล้ว ผมหยิบออกมาดู รอยบัดกรีไม่ได้เรียบ บางจุดยังเป็นก้อน เส้นทองแดงก็เอียงอยู่บ้าง แต่ทุกด้านยึดติดกันจนเป็นรูปเป็นร่าง ผมใช้นิ้วแตะตรงมุมเบา ๆ มันไม่หลุด ข้าง ๆ กันนั้นมีหัวแร้งวางอยู่ข้างถุง ปลายดำและทู่กว่าเมื่อคืน


พ่อนั่งดื่มกาแฟอยู่ใกล้ ๆ มือข้างที่จับแก้วมีรอยดำติดตรงปลายนิ้ว แม่ยืนหันหลังล้างจาน ส่วนอุ้มนั่งกินข้าวเตรียมไปโรงเรียน


ผมมองมือพ่อ


“พ่อกับแม่ทำถึงกี่—”


“ไปตักข้าวมากินได้แล้ว เดี๋ยวสาย” แม่พูดแทรก


ผมมองแม่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บงานกลับลงถุง


“ครับ”


พ่อวางแก้วกาแฟ แล้วใช้นิ้วดันหูถุงเข้ามาหาผม


“จับดี ๆ เดี๋ยวมันเกี่ยวอะไรหัก”


“ครับพ่อ”


ระหว่างทางไปวิทยาลัย ถุงพลาสติกแกว่งอยู่ข้างตัว ผมสลับจากมือซ้ายไปมือขวาหลายครั้ง คอยระวังไม่ให้โครงข้างในกระแทกขา


หลังเลิกแถว พวกเราเดินขึ้นแผนก ผมขึ้นบันไดช้ากว่าปกติ ยกถุงให้พ้นขอบขั้นทุกครั้ง เพื่อนแต่ละคนถือโครงลูกกรงมาไม่เหมือนกัน บางชิ้นตรงจนเหมือนใช้ไม้บรรทัดทาบ บางชิ้นเอียงไม่ต่างจากของผม เชนกำลังยกของมันเทียบกับของบาสอยู่หน้าห้อง


“อิน เอาของมึงมาดูดิ”


ผมกำหูถุงแน่นขึ้น “เดี๋ยวเข้าไปดูในห้อง”


“หวงเหรอวะ”


“กลัวมันหลุด”


ผมเดินเข้าไปเลือกโต๊ะชิดผนัง ค่อย ๆ ยกโครงออกจากถุง แล้ววางลงเบาที่สุด


ผมแตะมุมล่างอีกครั้ง


ยังไม่หลุด


เชนกับบาสเดินตามเข้ามา เชนก้มดูของผม ก่อนหยิบของตัวเองขึ้นมาเทียบ


“ของมึงตรงกว่าของกูอีก”


“ตรงตรงไหน มึงดูข้างนี้ดิ”


ผมชี้ด้านที่เอียงให้มันดู


เชนหรี่ตามอง “เออ เบี้ยวพอกัน เฮอเฮ้อ~”


บาสส่ายหน้า แล้วจับงานของเชนวางลง


“มึงอย่าเทียบกันมาก เดี๋ยวหลุดก่อนส่งทั้งคู่”


หลังเสียงออดดังไม่นาน ดร.อธิวัฒน์ เดินเข้าห้องพร้อมสมุดบันทึกคะแนน แกวางกระเป๋าบนโต๊ะ แล้วมองงานที่พวกเราถือกันมา


“เอางานมาวางบนโต๊ะครูได้เลยครับ เดี๋ยวครูตรวจทีละชิ้น ดูทั้งรูปทรง จุดบัดกรี แล้วก็ความแข็งแรง”


ทุกคนทยอยนำงานขึ้นไปวาง ผมถือของตัวเองด้วยสองมือ ระวังไม่ให้มุมไปเกี่ยวเก้าอี้ ก่อนวางต่อท้ายของบาส ดร.อธิวัฒน์ ตรวจทีละชิ้น พลิกดูแนวลวด ลองขยับตามจุดบัดกรี บางชิ้นผ่านไปเร็ว บางชิ้นต้องเอากลับไปแก้ และงานของเพื่อนคนหนึ่งมีลวดหลุดออกมาตอนครูลองขยับ เจ้าของงานรีบเดินเข้าไปดู


ผมหันไปมองงานของตัวเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ชิ้นที่ยังเหลืออยู่บนโต๊ะ มือค่อย ๆ กำเข้าหากันใต้โต๊ะ


เมื่อถึงของผม ดร.อธิวัฒน์ หยิบงานขึ้นพลิกดูด้านหนึ่ง แล้วใช้นิ้วแตะตรงมุมที่ผมลองขยับมาตั้งแต่เช้า ลวดสั่นนิดหนึ่ง แต่ไม่หลุด ครูขยับอีกสองด้าน ก่อนก้มดูรอยบัดกรีที่โป่งตรงฐาน


“รูปทรงยังเอียงอยู่นิดหน่อยนะครับ”


“ครับ”


“ตะกั่วบางจุดเป็นก้อน ตอนบัดกรีความร้อนอาจไม่พอ หรือไม่ก็ปลายหัวแร้งไม่สะอาด ครั้งหน้าลองเช็ดปลายหัวแร้งบ่อย ๆ ตะกั่วจะได้ไหลดีกว่านี้”


“ครับ”


ครูลองจับมุมอีกครั้ง ก่อนวางงานลงข้างชิ้นที่ตรวจผ่านแล้ว


“แต่จุดบัดกรีติดครบแล้วก็โครงไม่หลุด ใช้ได้ครับ”


แกก้มลงจดคะแนน


ผมยกมือไหว้แล้วเดินกลับมานั่ง


เชนรีบขยับเข้ามา “ผ่านไหมมึง”


“ผ่าน”


“กูว่าแล้ว” มันหันไปมองงานตัวเอง “เหลือของกูนี่แหละว่าจะรอดไหม เฮอเฮ้อ~”


บาสส่ายหน้าให้มัน


ผมหันกลับไปมองโครงลูกกรงบนโต๊ะครู รอยบัดกรีตรงมุมล่างยังโป่งเป็นก้อน มีคราบดำติดอยู่เหมือนเดิม


ตอนเครื่องจ่ายแรงดันผ่าน ผมต้องเม้มปากไว้ไม่ให้ยิ้มกว้างเกินไป แต่ครั้งนี้ผมนั่งมองมันอยู่เฉย ๆ ภาพพ่อจับลวดสองเส้นให้ชนกันกับแม่ที่เลื่อนหัวแร้งเข้าไปใกล้จุดต่อกลับเข้ามาในหัว ตามด้วยปลายนิ้วเปื้อนดำข้างแก้วกาแฟเมื่อเช้า


ผมมองงานชิ้นนั้นอยู่จน ดร.อธิวัฒน์ หยิบงานชิ้นต่อไปขึ้นตรวจ


ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ขอบใจนะอิน EP6: ตู้คาราโอเกะ
«ตอบ #7 เมื่อ30-08-2026 20:30:21 »

บทที่ 6 ตู้คาราโอเกะ


ไม่กี่วันหลังจากส่งงานลูกกรงของ ดร.อธิวัฒน์ สัปดาห์สอบปลายภาคก็มาถึง ช่วงพักเที่ยงก่อนบ่ายโมง ผมนั่งเปิดสมุดวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสตรงอยู่ตรงระเบียงหน้าห้องครูดาวเรือง ทบทวนโจทย์ที่ทำมาตลอดทั้งเทอมไปแล้วสามรอบ ก่อนจะปิดสมุดลง ก็ยังไม่เข้าใจเหมือนเดิม


เบสยังกดเครื่องคิดเลขไล่สูตรอยู่ข้าง ๆ นัทชะโงกไปถามมันเป็นระยะ ตันถือสมุดอยู่เฉย ๆ ส่วนเชนกับบาสยังคุยกันเหมือนวันนี้ไม่มีสอบ


ผมกำลังจะเปิดสมุดอีกรอบ ครูดาวเรืองก็เดินถือข้อสอบออกมาจากห้อง เสียงคุยตรงระเบียงเงียบลงเองทันที


“เอาล่ะ ลุกขึ้นกันได้แล้ว เตรียมจัดที่นั่งสอบ เรียงกันไปจนสุดระเบียงเร็ว ๆ”


พวกเราขยับไปนั่งเรียงกันตามแนวระเบียงชั้นสอง ผมนั่งลงบนพื้น วางสมุดกับเครื่องคิดเลขไว้บนที่นั่งปูนตรงหน้า มีเชนนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างผมกับบาส


“ยังไม่พร้อมเลยว่ะ” ผมพูดเบา ๆ ทั้งที่ข้อสอบยังไม่ทันแจก


เชนหันมา “มึงอย่าเพิ่งท้อดิอิน”


ผมมองมัน “มึงทำเป็น?”


เชนยิ้มกว้าง “ไม่เป็น เฮอเฮ้อ~”


“สัส”


ตรงระเบียงอีกช่วงหนึ่ง ตันหันไปเรียกเบสที่กำลังเดินหาที่นั่ง


“ไอ้เบส มึงมานั่งนี่”


เบสมองหน้ามันเหมือนรู้ทัน “ทำไม?”


“เออหน่า มีมึงอยู่ใกล้แล้วอุ่นใจ”


“อุ่นใจพ่อง มึงจะรอลอกก็บอก”


มันบ่นแต่ก็ไปนั่งตรงกลางระหว่างตันกับนัท


“นี่แหละเขาเรียกเพื่อนไม่ทิ้งกัน” นัทพูด


เบสถอนหายใจ “พวกมึงอ่านหนังสือกันบ้างไหมเนี่ย”


“อ่านดิ” ตันตอบหน้าตาเฉย


เบสหรี่ตา “อ่านอะไร”


นัทพยักหน้าเหมือนพูดเรื่องจริงจัง “อ่านชื่อวิชาเมื่อเช้า”


ตันยกหน้าปกสมุดขึ้น “กูก็อ่าน วงจรไฟฟ้ากระแสตรง ชัดมาก”


เชนหัวเราะ “ความรู้อยู่ที่หน้าปก เฮอเฮ้อ~”


เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ครูดาวเรืองเงยหน้ามอง


“ถ้าตกลงกันไม่ได้ ฉันจะให้นั่งเรียงตามเลขที่นะ”


ทุกคนเงียบกันทันที คนที่ยังไม่มีที่รีบหาช่องว่างแล้วนั่งลง พอทุกอย่างเข้าที่ ครูดาวเรืองก็แจกข้อสอบทีละชุด


“ให้เวลาสามชั่วโมงนะ บ่ายโมงถึงสี่โมง ใช้เครื่องคิดเลขได้ ใครทำเสร็จแล้ว หรือถอดใจทำไม่ได้ ก็ส่งแล้วกลับบ้านได้เลย”


ครูมองพวกเราเรียงไปจนสุดระเบียง


“ถ้าไม่มีใครมีปัญหา...เริ่มได้”


ผมพลิกกระดาษข้อสอบขึ้นมาแล้วเจอโจทย์คำนวณเต็มหน้า ทั้งหากระแส หาแรงดัน กฎของเคอร์ชอฟฟ์ แล้วก็วงจรที่ลากเส้นกันไปมาเหมือนตั้งใจให้คนดูแล้วปวดหัว ผมนั่งมองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจรดปากกาลงไปเขียนสูตรแรกที่ยังจำได้


V = I × R


จากนั้นก็พยายามเอาตัวเลขในโจทย์ใส่ลงไปเท่าที่คิดว่าน่าจะเกี่ยวกัน


เวลาผ่านไปประมาณชั่วโมงครึ่ง ผมเริ่มแน่ใจว่าไม่ได้มีแค่ตัวเองที่กำลังจะตาย หลายคนเงียบผิดปกติ บางคนกดเครื่องคิดเลขซ้ำ ๆ บางคนเขียนแล้วลบ ส่วนบางคนเงยหน้ามองฟ้าเหมือนขอความช่วยเหลือจากอะไรสักอย่าง แต่ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น ยังมีเบสคนเดียวที่กดเครื่องคิดเลขติ๊ก ๆ ต่อเนื่อง


จังหวะนั้น ประตูห้องริมสุดก็เปิดออก ดร.อธิวัฒน์เดินออกมา พอเห็นครูดาวเรืองนั่งคุมสอบอยู่ แกก็ยกมือไหว้


“ครูครับ ได้เวลาตามที่นัดกันไว้แล้ว ไม่ลงไปกินเลี้ยงส่งน้องฝึกสอนเหรอครับ”


ครูดาวเรืองชะงักไปนิดหนึ่ง “เอ้อ ลืมไปเลย ไปสิ ไป ๆ”


พูดจบก็ลุกเดินลงบันไดไปกับ ดร.อธิวัฒน์


ผมมองตามทั้งคู่ เดินลงไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“ครูอธิวัฒน์ดูเกรงใจครูดาวเรืองจัง” ผมพูดเบา ๆ


เชนตอบโดยยังไม่เงยหน้าจากข้อสอบ “ก็ ดร.อธิวัฒน์เคยเป็นลูกศิษย์แกนี่”


ผมหันไป “จริงดิ”


“เออ ตอนนั้นครูดาวเรืองเป็นหัวหน้าแผนกด้วย” เชนทำหน้านึก “ถ้าจำไม่ผิดแกเกษียณแล้ว แต่ครูในแผนกให้กลับมาช่วยสอน”


“มึงรู้ได้ไง”


“พวกพี่ ปวส. เคยพูดตอนพวกกูไปดูดบุหรี่กันในห้องน้ำ”


“เออ กูจำได้อยู่” บาสเสริม


ตั้งแต่รู้จักเชนมา วันนี้ดูมันพูดมีสาระที่สุดแล้ว


ผมหันไปมองทางบันไดอีกครั้ง แต่ครูทั้งสองคนหายลงไปแล้ว


ไม่ถึงครึ่งนาที บรรยากาศบนระเบียงก็เปลี่ยน


“เฮ้ย ข้อสองทำไงวะ”


“เอาของไอ้เบสมาก่อน”


“มึงอย่าแย่งดิ กูก่อน”


กระดาษของเบสเริ่มถูกส่งต่อไปตามแถว ผมนั่งมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วก้มมองข้อสอบของตัวเอง


เชนหันมา “ไอ้อิน มึงจะเอาป่าว”


ผมมองกระดาษในมือมันอีกที “เอาดิ”


“เฮอเฮ้อ~ เมื่อกี้ทำหน้าเหมือนคนดีมีศีลธรรม”


“ไอ้เวร ส่งมาเร็ว ๆ”


ผมรับกระดาษมาเทียบกับของตัวเองแล้วรีบเขียนตามเท่าที่ทัน กระดาษของเบสถูกส่งต่อไปอีกคน เสียงถามคำตอบดังสลับกันไปตามระเบียง


ผมเพิ่งเขียนข้อสุดท้ายเสร็จ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากบันได


“ครูมา!”


ทุกอย่างกลับเข้าที่ภายในไม่กี่วินาที ผมนั่งก้มหน้าจับปากกาเหมือนกำลังคิดโจทย์อย่างหนัก ทั้งที่หัวใจยังเต้นจากเมื่อครู่


ครูดาวเรืองเดินกลับมานั่งที่เดิม มองพวกเราอยู่แวบหนึ่ง ก่อนปล่อยให้ทำข้อสอบต่อ


พอหมดเวลา พวกเราทยอยส่งกระดาษ สวัสดีครู แล้วเดินออกมาจากแผนกด้วยสภาพเหมือนเพิ่งรอดอะไรสักอย่างมา


“ไปร้องคาราโอเกะกันปะ” นัทถาม


หลายคนตอบตกลงแทบพร้อมกัน สุดท้ายมีผม เบส นัท ตัน เชน บาส และพงศ์ เดินออกไปรอรถเมล์หน้าเทคนิคด้วยกัน แดดบ่ายยังแรง แต่พอไม่มีข้อสอบอยู่ตรงหน้า ทุกอย่างก็ดูน่าอยู่ขึ้นเยอะ และไม่นานรถเมล์ก็มาถึง


ผมนั่งกับเบส ส่วนตันได้นั่งคนเดียวตรงเบาะอีกฝั่ง กระเป๋าของมันวางอยู่บนที่นั่งข้างตัว


“ลงไหนกันลูก” ป้าเก็บเงินเดินมาถาม


“ในเมืองครับ”


“คนละสิบสองบาทจ้า”


เบสยื่นเงินมาให้ “กูฝากด้วยอิน”


ผมรับแล้วส่งรวมให้ป้า


รถเคลื่อนออกจากหน้าเทคนิค เสียงคุยยังดังอยู่ตามประสา บางคนพูดเรื่องข้อสอบ บางคนด่าเบสว่าให้ลอกไม่ครบ เบสก็ด่ากลับว่าทำไมไม่อ่านเอง ผมนั่งฟังบ้าง มองออกไปข้างทางบ้าง จนรถจอดหน้าวิทยาลัยพาณิชยการแห่งหนึ่ง


ตันชะโงกมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วรีบยกกระเป๋าที่วางข้างตัวขึ้นมาบนตัก ก่อนขยับตัวไปชิดกระจก


ผู้หญิงคนหนึ่งเดินขึ้นรถมา


เธอผิวขาว ผมดำยาวถึงกลางหลัง หน้าตาน่ารักและดัดฟัน พอเดินมาถึงเบาะของตัน มันเงยหน้าขึ้นแล้วอมยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ผมไม่ค่อยเห็นเวลาอยู่กับพวกเรา


เธอนั่งลงตรงที่เมื่อครู่มีกระเป๋าของตันวางอยู่


เสียงเพื่อนดังขึ้นทันที


“ฮิ้วววว!”


คนบนรถหันมามองกันหลายคน ตันพยายามทำหน้านิ่งแต่ยังยิ้มอยู่ ผู้หญิงคนนั้นก้มหน้าขำแล้วตีแขนมันเบา ๆ


ผมหันไปหาเบส “ใครวะ”


เบสมองผมเหมือนผมถามเรื่องที่ควรรู้อีกแล้ว


“แฟนไอ้ตันไงสัส น่ารักฉิบหาย”


แฟน


ผมหันกลับไปมอง เธอนั่งอยู่ข้างตันพอดี


“เหรอวะ”


“เออดิ น่ารักฉิบหายเลย มึงดูดิ”


ผมมองตาม น่ารักจริง แต่มองได้ไม่นาน สายตาก็ไปหยุดที่ตันแทน


“อ้าว หรือมึงไม่รู้สึกวะ” เบสถาม


“เฉย ๆ ว่ะ”


ผมหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง เบสพึมพำอะไรสักอย่างว่าผมแปลก แต่ผมไม่ได้ตอบ


ลมจากหน้าต่างพัดเข้าหน้า ส่วนตรงเบาะอีกฝั่ง ตันยังนั่งคุยกับผู้หญิงคนนั้นอยู่


พอรถมาถึงห้าง พวกเราก็ลงพร้อมกัน ระหว่างเดินเข้าไป ผมได้ยินเพื่อนเรียกเธอว่า “ฝ้าย”


ตันเดินอยู่ข้างฝ้าย นัทเดินตามไปคุยด้วยเป็นระยะ ฝ้ายตอบบ้าง หัวเราะบ้าง ส่วนตันก็เดินอยู่ใกล้ ๆ ผมตามหลังอยู่ไม่กี่ก้าว ก่อนจะเดินช้าลงเอง


เชนกับบาสบอกว่าจะไปสูบบุหรี่ก่อนแล้วค่อยตามขึ้นมา ส่วนพวกเราที่เหลือเดินไปชั้นที่มีตู้คาราโอเกะ


พอเปิดประตูเข้าไป ผมก็เข้าใจทันทีว่าทำไมเรียกว่า “ตู้”


แคบฉิบหาย


โซฟาตัวเดียวกินพื้นที่เกือบครึ่ง มีทีวีหนึ่งจอ ไมค์สองตัว แฟ้มเพลงเล่มใหญ่ แล้วก็โต๊ะเล็ก ๆ ตรงกลาง ตันนั่งอยู่ริมซ้ายของโซฟา ฝ้ายนั่งข้างตัน นัทนั่งต่อจากฝ้าย ส่วนพงศ์เบียดอยู่ปลายสุด เหลือผมกับเบสที่ต้องยืน


“อิน มึงออกไปบอกเขาทีดิว่าเอาหนึ่งชั่วโมง” นัทพูดพร้อมรวบเงินส่งมาให้


ผมรับเงินมา


ไม่ได้นั่งแล้วยังโดนใช้ด้วย


“เบส ไปเป็นเพื่อนกูหน่อยดิ”


ผมลากเบสออกไปด้วย จ่ายเงินกับป้าที่ดูแลตู้ แล้วหยิบแฟ้มรายชื่อเพลงกลับเข้ามา


“อะ แฟ้ม”


นัทรับไปเปิดทันที ไม่นานเสียงดนตรีก็ดังขึ้น


เบสเป็นคนเดียวที่ร้องพอฟังได้ ส่วนที่เหลือร้องไม่ตรงบ้าง จำทำนองไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังแย่งไมค์กันเหมือนใครร้องดังกว่าเป็นคนชนะ ผมหัวเราะจนลืมเรื่องข้อสอบไปพักหนึ่ง


เชนกับบาสกลับเข้ามาทีหลัง กลิ่นบุหรี่ติดเสื้อจาง ๆ


เชนยืนเบียดอยู่ใกล้ประตู บาสพิงผนัง ส่วนผมยังยืนชิดผนังอีกด้าน ยืนไปสักพักขาก็เริ่มเมื่อย เชนทนไม่ไหวก่อน มันทรุดลงนั่งกับพื้นข้างประตู


“เมื่อยว่ะ” เชนบ่น


ผมยังยืนอยู่ ไม่รู้ว่าจะไปนั่งตรงไหน


“อิน มึงเมื่อยป่าว”


เสียงตันดังขึ้น


ผมหันไป มันนั่งอยู่ริมโซฟา ฝ้ายอยู่ข้างตัวเหมือนเดิม


“มานั่งนี่ดิ”


ตันขยับตัวนิดหนึ่ง อ้าขาออก แล้วชี้ลงไปตรงพื้นด้านหน้า


“ตรงนี้”


ผมมองตามนิ้วมัน


ตรงกลางระหว่างเท้าสองข้างของตันพอดี


เชี่ย


เอาจริงเหรอวะ


“เออ ๆ”


ผมเดินเข้าไปแล้วนั่งลงตรงพื้น ด้านหน้ามีโต๊ะตัวเล็กกับจอทีวี ด้านหลังเป็นเข่าของตัน ส่วนข้าง ๆ เพื่อนยังร้องเพลงกันต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ผมวางมือไว้บนเข่าแล้วนั่งหลังตรง


“เป็นไร นั่งได้ปะ”


ตันก้มลงถาม เสียงเพลงดังจนมันต้องโน้มตัวเข้ามาใกล้


“ได้ ๆ”


มันหัวเราะเบา ๆ “ตัวแข็งอีกแล้วมึงอะ”


ผมก้มหน้าลงนิดหนึ่ง “กูไม่ได้แข็ง”


“แข็งอยู่เนี่ย”


ฝ้ายหันมามองแล้วยิ้ม


“อินเขาเขินหรือเปล่า”


เสียงหัวเราะดังมาจากใครสักคน ผมหัวเราะตาม


“เขินอะไรล่ะ”


ฝ้ายไม่ได้ว่าอะไรต่อ เธอหันกลับไปหาตัน แล้วเอื้อมมือแตะไหล่มันเบา ๆ ตอนพูดอะไรสักอย่าง ตันเอียงหน้าเข้าไปฟัง ก่อนหัวเราะ


เพลงถัดไปดังขึ้น พงศ์ถือไมค์ร้องด้วยเสียงเหมือนยังไม่ตื่น เบสแย่งไมค์อีกตัวไปทันที นัทเปิดแฟ้มเลือกเพลงต่อ ส่วนเชนกับบาสช่วยกันตบมือมั่วจังหวะ


ผมนั่งมองจอทีวี ในเงาสะท้อนจาง ๆ บนกระจกด้านข้างตู้ ผมยังเห็นฝ้ายนั่งอยู่ข้างตัน มือเธอวางอยู่บนไหล่มัน


ผมขยับตัวไปข้างหน้านิดหนึ่งจนเกือบชิดโต๊ะ ตรงนี้อุ่นดี แต่ผมอยากให้เพลงจบเร็ว ๆ


หนึ่งชั่วโมงผ่านไปเร็วกว่าที่คิด พอหมดเวลา พวกเราทยอยออกจากตู้ อากาศข้างนอกเย็นกว่าอยู่ข้างใน ผมสูดหายใจเต็มปอดแล้วดึงเสื้อที่ชื้นติดหลังออกจากตัว


พวกเราเดินออกจากห้างไปด้วยกัน ก่อนค่อย ๆ แยกตามทางกลับบ้าน ผมกับเพื่อนบางคนยืนส่งตัน ฝ้าย นัท และเชนขึ้นรถก่อน ตันก้าวขึ้นไปแล้วหันกลับมาโบกมือ


“กลับดี ๆ นะเว้ย”


“เออ”


หลังจากนั้นบาสกับพงศ์ก็แยกไปขึ้นรถของตัวเอง สุดท้ายเหลือผมกับเบสที่กลับทางเดียวกัน


เราสองคนยืนเกาะท้ายรถสองแถว ลมเย็นตีหน้า บนรถมีทั้งเด็กนักเรียน คนเพิ่งเลิกงาน แล้วก็เด็กช่างจากที่อื่นอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครสนใจกันมากนัก


“เฮ้ย แป๊บเดียวก็ปิดเทอมละ ไวเนอะ” เบสพูด


“เออ ไวฉิบ”


มันเงียบไปพักหนึ่ง


“แฟนไอ้ตันน่ารักดีเนอะ”


ผมจับราวเหล็กอยู่เหมือนเดิม “อืม”


“ไอ้นัทแม่งก็ขยันคุยกับเขาเกิน” เบสว่า “แต่ไอ้ตันมันก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ”


ผมหันไปมองข้างทาง “ก็มันแฟนเขา เขาคงรู้กันเองมั้ง”


เบสหัวเราะ “เออก็จริง”


รถวิ่งผ่านไฟข้างถนนไปเรื่อย ๆ ลมจากท้ายรถดังจนบางช่วงต้องหรี่ตา แต่คำว่า “แฟนไอ้ตัน” ยังได้ยินชัดอยู่ในหัว


คืนนั้นผมนอนมองเพดาน ฟังเสียงพัดลมหมุนอยู่เหนือหัว


“เฮ้อ…ปิดเทอมตั้งเกือบเดือนเลยเหรอวะ”


ไม่ได้มาเทคนิค ไม่ได้เจอเพื่อน แล้วก็ไม่ได้เห็นตัน


ผมหยุดอยู่ตรงนั้น ก่อนพลิกตัวไปอีกด้านแล้วหลับตา


แต่พอหลับตา ภาพในตู้คาราโอเกะก็กลับมา ทั้งไฟสลัว เสียงเพลง พื้นตรงหน้าโซฟา เข่าของตันอยู่ข้างหลัง แล้วก็ฝ้ายที่นั่งอยู่ข้างมัน


“ตัวแข็งอีกแล้วมึงอะ”


จากนั้นเสียงเบสก็แทรกเข้ามา


“แฟนไอ้ตัน”


ผมลืมตาขึ้น ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง แล้วภาพบนรถเมล์ก็ผุดขึ้นมา กระเป๋าของตันวางอยู่บนเบาะข้างตัว ก่อนฝ้ายจะขึ้นมาแล้วมันยกกระเป๋าออก


ผมดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงคาง


ปิดเทอมยังไม่ทันเริ่ม


แต่ผมอยากให้มันจบเร็ว ๆ แล้ว


จบภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด