ขอบใจนะอิน EP3: กลุ่ม 3
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ขอบใจนะอิน EP3: กลุ่ม 3  (อ่าน 180 ครั้ง)

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ขอบใจนะอิน EP3: กลุ่ม 3
« เมื่อ15-08-2026 23:42:05 »

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

********************************************************************************************
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-08-2026 16:34:52 โดย intouch »

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ขอบใจนะอิน EP0: แนะนำเรื่อง
«ตอบ #1 เมื่อ15-08-2026 23:42:57 »

ขอบใจนะอิน

ปีการศึกษา 2552 “อินทร” หรือ “อิน” เด็กหนุ่มจากสมุทรปราการ ย้ายตามครอบครัวมาเริ่มชีวิตใหม่ในวิทยาลัยเทคนิคต่างจังหวัด ทั้งที่ยังไม่คุ้นกับเสื้อช็อปที่สั้นเกินไป แผนกที่ตัวเองไม่ได้เลือก และยังไม่มีเพื่อนใหม่สักคน

จนกระทั่งอินได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่ง คนที่ในวันแรกเขาเผลอมองซ้ำ และหลังจากนั้นก็มีเรื่องให้จำเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“ขอบใจนะอิน” ไม่ใช่แค่เรื่องความรัก แต่เป็นเรื่องของมิตรภาพ ชีวิตเด็กช่าง และช่วงเวลาที่คนธรรมดาหลายคนค่อย ๆ มีความหมายต่อกัน โดยที่ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้เลยว่า วันหนึ่งพวกเขาจะจำเรื่องเหล่านี้ได้มากแค่ไหน

ตัวละคร สถานที่ เหตุการณ์ และบทสนทนาในเรื่องล้วนเป็นเรื่องสมมติ สร้างขึ้นเพื่ออรรถรสในการอ่านเท่านั้น

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ขอบใจนะอิน EP1: รั้วเทคนิค
«ตอบ #2 เมื่อ16-08-2026 11:10:36 »

บทที่ 1 รั้วเทคนิค

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552

เช้าวันเปิดเทอมวันแรก แดดออกดีเกินไป

ผมยืนอยู่หน้ากระจกที่บานตู้เสื้อผ้า ดึงชายเสื้อช็อปลงเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ มันยังสั้นเหมือนเดิม พอดึงลงชายเสื้อก็ลงมาได้นิดเดียว พอปล่อยมือ มันก็เด้งกลับขึ้นมาแถวหัวเข็มขัดเหมือนเดิม

ผมหันซ้าย หันขวา เสื้อช็อปตัวแรกในชีวิตควรทำให้ผมดูเป็นเด็กช่างขึ้นมาบ้าง แต่ในกระจก ผมเห็นแค่เด็กผู้ชายผอม ๆ คนหนึ่งที่ยืนเกร็งอยู่ในเสื้อที่สั้นเกินไป

กระเป๋าเป้โรงเรียนเก่าวางอยู่บนเตียง โลโก้โรงเรียนเดิมยังติดอยู่ด้านหน้า ผมหยิบมันขึ้นมาสะพาย สายกระเป๋าคุ้นมือกว่าเสื้อช็อปตัวใหม่เยอะเลย

“อินเอ๊ย! น้าอรมารอแล้ว!”

เสียงแม่ดังจากหน้าบ้าน

“ครับแม่!”

ผมดึงชายเสื้ออีกที มันไม่ยาวขึ้น ผมเลยเลิกดึง แล้วเดินออกจากห้อง

หน้าบ้าน แม่ยืนอยู่กับน้าอรเพื่อนของแม่ และเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่ง เขาใส่เสื้อช็อปคนละแบบกับผม ท่าทางดูไม่ลนเหมือนผมเลยสักนิด

“แม่ สวัสดีครับ น้าอร สวัสดีครับ”

ผมยกมือไหว้

“อิน นี่บีมนะ ลูกน้าอร รู้จักกันไว้ เรียนเทคนิคเหมือนกัน” แม่แนะนำ

ผมหันไปยิ้มให้บีม

“หวัดดี”

เสียงผมเบากว่าที่คิด

“อืม หวัดดี” บีมตอบสั้น ๆ แล้วเราก็เงียบใส่กัน

แม่มองผมกับบีมสลับกัน เหมือนอยากให้เราสองคนคุยอะไรกันต่อ แต่ผมไม่รู้จะเริ่มตรงไหน บีมเองก็ดูไม่ได้อยากเปิดบทสนทนาเท่าไหร่ เราเลยยืนเป็นเสาไฟฟ้าคนละต้นอยู่หน้าบ้าน

แม่หันไปมองเสื้อช็อปของบีม

“เสื้อบีมเขาตัดมาสวยดีนะอร พอดีตัวเลย”

ผมก้มมองเสื้อตัวเองทันที ทั้งที่ไม่ควรมองเลย

“ของอินนี่ร้านเขาตัดสั้นจริง ๆ ดูสิ เหมือนเด็กอนุบาลใส่เสื้อผิดไซซ์”

“แม่…”

ผมเรียกเบา ๆ

น้าอรหัวเราะ

“เดี๋ยวใส่ไปก็ชินพี่ เด็กผู้ชายมันไม่คิดมากหรอก”

ผมเม้มปาก อยากบอกว่าเด็กผู้ชายบางคนก็คิดมาก แต่ไม่ได้พูด

“ไป ๆ เดี๋ยวสาย”

“ครับแม่”

“ถึงแล้วโทรมาบอกด้วย”

“ครับ”

“ถ้าไม่รู้ห้องก็ถามครู เข้าใจไหม”

“ครับแม่”

แม่เอื้อมมือมาจัดปกเสื้อช็อปให้ นิ้วแม่กดปกเสื้อสองข้างให้เรียบ ผมยืนนิ่ง ปล่อยให้แม่จัด ทั้งที่บีมยืนอยู่ตรงนั้นด้วย

แม่มองผมตั้งแต่หัวลงไปถึงชายเสื้อ เหมือนยังมีอะไรไม่เข้าที่สักอย่าง ก่อนจะรีบเดินกลับเข้าไปในบ้าน หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมา พับครึ่งอีกที แล้วสอดใส่กระเป๋าเสื้อช็อปตรงอกซ้ายของผม

“เหงื่อออกก็เช็ดบ้าง อย่าเอาแขนเสื้อเช็ดหน้า เข้าใจไหม”

“ครับ”

ผมก้มมองกระเป๋าเสื้อตัวเอง ผ้าเช็ดหน้าทำให้กระเป๋านูนขึ้นมานิดหนึ่ง แม่ใช้นิ้วกดขอบผ้าให้จมลงไปอีกหน่อย เหมือนกลัวว่ามันจะหล่นตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากบ้าน

“ตั้งใจเรียนล่ะ”

“ครับ”

ผมยกมือไหว้แม่อีกครั้ง แล้วเดินตามน้าอรกับบีมไปที่รถเครื่อง

ตอนซ้อนรถออกจากบ้าน ผมใช้มือข้างหนึ่งจับท้ายรถ อีกข้างคอยดึงชายเสื้อไว้ตลอดทาง ลมเช้าพัดเข้าหน้า บ้านสองข้างทางค่อย ๆ ถอยหลังไปทีละหลัง

น้าอรไปส่งเราที่ปากซอย

“ขอบคุณครับน้า”

ผมยกมือไหว้

บีมก็ยกมือไหว้แม่ของเขา

“ตั้งใจเรียนกันนะ แล้วก็คุย ๆ กันบ้าง ทำความรู้จักกันไว้ ดอกพิกุลไม่ร่วงหรอกลูก” น้าอรมองเราสองคนแล้วหัวเราะเบา ๆ

ผมหันไปมองบีม บีมหันมามองผม

แล้วเราก็เงียบ

ดอกพิกุลของเราน่าจะเหนียวมาก

พวกผมเดินทางเข้าเมืองโดยรถสองแถว ระหว่างทางผมนั่งมองถนนข้างทาง มือจับสายกระเป๋าเป้ไว้แน่น กระเป๋าใบนี้ใช้มาตั้งแต่โรงเรียนเดิม ซิปช่องหน้าต้องดึงสองจังหวะถึงจะปิดสนิท คราบสนิมเขียวบนซิปเกาะอยู่ตรงมุมล่างเหมือนเดิม

อย่างน้อยมันก็เป็นของที่ผมรู้จัก

พอถึงในเมืองพวกผมต้องเดินไปขึ้นรถเมล์สีแดงสภาพเก่าที่จอดรออยู่ เบาะแข็ง หน้าต่างเปิดกว้าง ลมพัดเข้ามาตลอดเวลา ผมเลือกนั่งริมหน้าต่าง บีมนั่งลงข้างผม แต่เราก็ยังไม่มีอะไรจะคุย

บนรถมีเด็กนักเรียนหลายแบบ บางคนคุยเสียงดังกับเพื่อนเหมือนขึ้นรถสายนี้มาหลายรอบแล้ว บางคนหิ้วถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่ในมือ

ผมแอบมองพวกเขาเป็นพัก ๆ แล้วก็เผลอมองชายเสื้อของบางคน ทำให้โล่งใจขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะเสื้อบางคนก็สั้นเหมือนกัน

รถเมล์วิ่งออกจากตัวเมืองไปเรื่อย ๆ อาคารเริ่มน้อยลง ลมแรงขึ้น กลิ่นข้างทางเปลี่ยนจากกลิ่นควันรถเป็นกลิ่นดิน กลิ่นหญ้า แล้วก็กลิ่นเปรี้ยว ๆ หนัก ๆ ที่ลอยเข้ามาเต็มจมูก

ผมย่นหน้า

เด็กผู้ชายข้างหลังคนหนึ่งพูดขึ้น

“กลิ่นมาแล้วว่ะ ใกล้ถึงเทคนิคละ”

อีกคนหัวเราะ

“กลิ่นมันสำปะหลังรับน้อง ปวช.1”

ผมพยายามกลั้นหายใจ แต่คิดว่ากลั้นไปก็คงตายเปล่า เพราะกลิ่นมันติดอยู่ในลมจนผมต้องเบือนหน้าออกนอกหน้าต่าง

บีมหันมามองผม

“เหม็นใช่ไหม”

ผมพยักหน้า

“อืม”

แล้วเราก็เงียบต่อ แต่คราวนี้ความเงียบดูดีขึ้นนิดหนึ่ง

ไม่นาน รถเมล์ก็ชะลอ บีมลุกขึ้นก่อน

“ถึงแล้ว”

ผมรีบลุกตาม แล้วก้าวลงจากรถพร้อมนักเรียนอีกหลายคน

ป้ายวิทยาลัยเทคนิคอยู่ตรงหน้า เป็นป้ายหินอ่อนขนาดใหญ่ บนป้ายมีคำว่า “วิทยาลัยเทคนิคไร่มัน” สลักอยู่

ผมหยุดมองมันแวบหนึ่ง นักเรียนหลายคนเดินผ่านประตูเข้าไป บางคนเดินเป็นกลุ่ม บางคนเดินคนเดียว รุ่นพี่ยืนคุยกันใกล้รั้วเหมือนยืนรอเพื่อน ครูบางคนยืนดูความเรียบร้อยของนักเรียนที่เดินผ่านเข้าไป

ผมดึงชายเสื้อหนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินตามบีมเข้าไป

เมื่อพ้นประตูเข้าไป สนามหน้าเสาธงอยู่ไม่ไกล ด้านข้างเสาธงมีองค์พระวิษณุกรรมขนาดเท่าคนจริงตั้งอยู่ มือซ้ายถือไม้เมตร มือขวาถือลูกดิ่ง สีทองขององค์ท่านสะท้อนแดดเช้าอย่างระยิบระยับ

รอบตัวผมเต็มไปด้วยนักเรียนหลายคนที่ทยอยเดินตาม ๆ กันเข้ามา เสียงรอบ ๆ ตัวปนกันจนฟังไม่รู้เรื่อง ทั้งเสียงหัวเราะ เสียงเรียกชื่อ เสียงรองเท้ากระทบพื้น และเสียงเครื่องยนต์จากถนนด้านนอก

บีมหันมาพูด

“ไปไหนดี”

“ไม่รู้สิ”

เสียงเพลงมาร์ชดังขึ้นจากลำโพง นักเรียนรอบตัวเริ่มขยับไปทางสนามหน้าเสาธงเหมือนนัดกันมาตั้งแต่เมื่อคืน

“ถ้างั้นไปเข้าแถวกันก่อน เลิกเรียนโทรบอกด้วย”

“อ่า โอเค”

บีมเดินแยกไปอีกทาง ส่วนผมยืนอยู่คนเดียว และมองซ้ายมองขวา พยายามหาว่าตัวเองต้องเข้าแถวตรงไหน

“ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ปวช.1 ทางนี้!” เสียงครูคนหนึ่งเรียก

ผมรีบเดินไปตามเสียงนั้น

พอได้ยินคำว่า “ช่างอิเล็กทรอนิกส์” ผมก็ยังรู้สึกแปลก ๆ อยู่ดี ตอนสมัคร ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาอยู่แผนกนี้ตั้งแต่แรก แม่ให้ผมเลือกช่างเทคนิคสถาปัตยกรรมไว้ก่อน ผมก็เลือกตามแม่ เพราะในหัวผม สถาปัตย์คือโต๊ะเขียนแบบ ไม้ที เส้นตรง ๆ แล้วก็น่าจะเข้ากับคนที่ชอบวาดรูปเล่นในสมุดอย่างผมมากกว่า

แต่พอไปถึงห้องทะเบียน เจ้าหน้าที่บอกว่าสาขานั้นเต็มแล้ว

ผมยืนมองหน้าแม่ แม่ก็มองผม เอกสารวางอยู่บนโต๊ะ คนข้างหลังก็รออยู่

เจ้าหน้าที่ถามว่า

“งั้นเอาช่างอิเล็กทรอนิกส์ไหม”

ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบไปสั้น ๆ

“ครับ”

แล้วชื่อผมก็ถูกเขียนลงในแผนกช่างอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่วันนั้น

เช้าวันนี้ ผมเลยมายืนอยู่ตรงนี้

แถวของแผนกอิเล็กทรอนิกส์มีเด็กใหม่ยืนอยู่หลายคน เพลงมาร์ชจบรอบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มดังซ้ำอีกครั้ง ผมพยายามยืนให้เหมือนคนอื่น แดดเช้าเริ่มอุ่นขึ้นที่ท้ายคอ เด็กข้างหน้าคุยกันเสียงเบา

ผมอยากหันไปถามบ้าง แต่ปากไม่ขยับ

เมื่อเพลงมาร์ชจบลง ครูผู้ชายวัยประมาณห้าสิบ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทนเข้ม ผมบางจนเกือบล้าน สวมเสื้อซาฟารีสีกากีกับกางเกงสีกากีเดินขึ้นไปหน้าเสาธง ที่กระเป๋าหลังกางเกงมีวอเหน็บอยู่ ท่าทางของเขาดูเหมือนพร้อมออกล่าเหยื่อได้ทุกเวลา

แค่เห็นเขาเดินขึ้นไปหน้าเสาธง เสียงคุยรอบตัวก็ค่อย ๆ เบาลงเอง

ครูคนนั้นจับไมค์ มองนักเรียนใหม่ตั้งแต่แถวหน้าไปจนถึงแถวท้าย

“สวัสดีนักเรียน นักศึกษาทุกคน ผมครูพชร ครูฝ่ายปกครองของวิทยาลัย วันนี้เปิดเทอมวันแรก ผมขอต้อนรับนักเรียน นักศึกษาใหม่ทุกคนเข้าสู่วิทยาลัยเทคนิคไร่มัน”

เสียงครูดัง ชัด และแข็งพอให้ผมยืนหลังตรงขึ้นโดยไม่ต้องคิด

“มาอยู่ที่นี่แล้ว ต้องรู้จักกฎระเบียบของวิทยาลัยให้ดี เสื้อผ้า หน้าผม รองเท้า ต้องเรียบร้อยตั้งแต่หัวจรดตีน”

ผมก้มดูรองเท้าตัวเองแวบหนึ่ง แล้วรีบเงยหน้ากลับ

ครูพชรพูดต่ออีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องมาสาย เรื่องทะเลาะวิวาท เรื่องการแต่งกาย และเรื่องชื่อเสียงของวิทยาลัย บางประโยคผมฟังทัน บางประโยคไหลผ่านหูไป เพราะมัวแต่กังวลว่าแถวตัวเองยืนตรงหรือยัง

หลังทำกิจกรรมหน้าเสาธงเสร็จ นักเรียนแต่ละแผนกก็เริ่มแยกย้ายกลับไปพื้นที่ของตัวเอง

ผมเดินตามกลุ่มเด็กอิเล็กฯ ไปแบบไม่รู้ทาง

ตึกแผนกช่างอิเล็กทรอนิกส์เป็นอาคารสี่ชั้นที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรา ด้านหน้ามีสนามหญ้าเล็ก ๆ กับป้ายชื่อแผนกทำจากไม้ปักอยู่บนพื้น ป้ายยาวพอ ๆ กับคนแปดคนยืนเรียงกัน ที่ป้ายมีคำว่า “แผนกอิเล็กทรอนิกส์” สลักอยู่

ผมเงยหน้ามองขึ้นไป สีผนังบางส่วนซีดลงตามแดดและฝน บนระเบียงแต่ละชั้นมีรุ่นพี่ยืนคุยกันเป็นกลุ่ม ๆ บางคนก้มลงมองพวกเด็กใหม่แล้วอมยิ้มเหมือนเห็นของน่าสนใจ

ผมไม่ชอบสายตานั้นเท่าไหร่ เลยก้มมองพื้นแทน

หน้าแผนกมีป้ายประชาสัมพันธ์ซึ่งมีรายชื่อของพวกเราแปะอยู่ พร้อมกับตารางเรียนทุกชั้นปี ผมเดินเข้าไปใกล้พร้อมเด็กคนอื่น ๆ

ปวช.1 มีหลายกลุ่ม

ผมไล่หาชื่อตัวเอง

อินทร อยู่กลุ่ม 4

ผมอ่านซ้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ

กลุ่ม 4

มีเสียงคนอ่านดัง ๆ ว่าคาบแรกต้องไปเรียนที่แผนกช่างยนต์ วิชางานเครื่องยนต์เบื้องต้น

เพื่อน ๆ เริ่มเดินกัน ผมก็เดินตามไป ระหว่างทาง เสียงคุยดังขึ้นเรื่อย ๆ คนที่กล้าพูดเหมือนจะได้เพื่อนเร็วกว่า คนที่เสียงดังเหมือนมีพื้นที่มากกว่า ส่วนผมเดินอยู่เกือบท้ายกลุ่ม พยายามไม่ให้ตัวเองหลุดจากแถว

“เฮ่ย…ชื่ออะไรวะ”

เสียงหนึ่งดังขึ้นข้าง ๆ

ผมหันไปมอง เด็กผู้ชายตัวสูงกว่าผมนิดหน่อย ผิวขาว ไหล่กว้าง หน้าตาดีแบบคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง กำลังมองมาที่ผม

ผมชะงักครึ่งจังหวะ

มีคนทักแล้ว

“อ๋อ ข้า…ชื่ออินทร”

คำว่า “ข้า” หลุดออกมาก่อนที่ผมจะคิดทัน

คนตรงหน้าขมวดคิ้วนิดหนึ่ง แล้วหัวเราะ

“ชื่อเล่นดิ”

“อิน”

“กูเบสนะ”

“อ๋อ” ผมพยักหน้า

“แล้วมึงมาจากไหนวะ”

“สมุทรปราการ”

“ไกลว่ะ แล้วมาอยู่นี่ได้ไง”

“พ่อแม่ย้ายมาอยู่นี่ก่อนแล้ว ข้าเพิ่งตามมา”

“อ๋อ เออ ๆ” เบสพยักหน้าเหมือนพอใจในคำตอบ แล้วเดินต่อข้าง ๆ ผม

ผมไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ครั้งนี้ มือที่จับสายกระเป๋าไม่ได้กำแน่นเท่าเดิม

ห้องเรียนที่แผนกช่างยนต์มีกลิ่นแปลกกว่าห้องเรียนเก่ามาก กลิ่นน้ำมัน กลิ่นเหล็ก กลิ่นฝุ่น และกลิ่นอะไรบางอย่างที่ติดอยู่กับพื้น โต๊ะเก้าอี้วางไม่ค่อยเป็นระเบียบ กระดานหน้าห้องมีรอยชอล์กเก่า ๆ

ผมหาที่นั่งด้านหน้าโดยอัตโนมัติ เบสนั่งใกล้ ๆ

“มึงนั่งหน้าขนาดนี้เลยเหรอ”

ผมหันไปมอง

“ก็…ข้างหน้ามันว่าง”

“เออดี นั่งด้วยจะได้ลอกง่าย ๆ หน่อย”

“ยังไม่ได้เรียนเลย”

“เผื่อไว้ก่อน” เบสพูดหน้าตาเฉย

ผมหลุดยิ้มออกมานิดหนึ่ง

ครูเดินเข้าห้อง เสียงคุยค่อย ๆ เบาลง

“เป็นยังไงกันบ้าง เปิดเรียนวันแรก เปลี่ยนจากขาสั้นมาเป็นขายาว” ครูวางหนังสือลงบนโต๊ะ และหยิบใบรายชื่อขึ้นมา

“เอาละ เช็กชื่อกันก่อนเนอะ”

ผมนั่งตัวตรงขึ้นทันที

ครูหยิบใบรายชื่อขึ้นมา แล้วเงยหน้ามองพวกเราทั้งห้อง

“วันนี้ครูขานชื่อจริงแล้ว ให้ตอบว่ามา แล้วก็บอกชื่อเล่นด้วยนะ เพื่อนจะได้จำกันได้ ว่าใครเป็นใคร”

ผมก้มมองมือของตัวเองบนโต๊ะ

ดีเหมือนกัน

อย่างน้อยผมก็ไม่ต้องเดินไปถามชื่อใครเอง

“สิรภพ”

เบสที่นั่งข้างผมยกมือ

“มาครับ ชื่อเล่นเบสครับ”

ผมหันไปมองเพื่อนคนแรกของกลุ่มที่ผมรู้จัก

ครูจดชื่อเล่นของเบสลงไปในใบเช็กชื่อ และเริ่มเช็กชื่อเพื่อนคนต่อ ๆ ไป

“อินทร”

ผมสะดุ้งนิดหนึ่ง แล้วยกมือ

“มาครับ ชื่อเล่นอินครับ”

เสียงตัวเองเบากว่าคนก่อนหน้า ผมรีบลดมือลง แล้วมองโต๊ะ

ครูเช็กชื่อต่อไปเรื่อย ๆ บางชื่อผมฟังทัน บางชื่อผ่านไปเร็วเกินกว่าจะจับไว้ได้ พอผ่านไปไม่กี่คน ชื่อกับหน้าก็เริ่มปนกัน

ครูเงยหน้าจากใบรายชื่อ

“อ่า วันนี้ยังมาไม่ครบใช่ไหม เรียนวันแรกก็ขาดเลย จะไหวไหมเนี่ย”

ห้องเงียบไปแป๊บหนึ่ง แล้วประตูห้องก็เปิดออก มีเด็กผู้ชายสามคนวิ่งเข้ามาในสภาพหอบ ๆ

“ขออนุญาตครับครู”

ครูหันไปมอง

“อ้าว ทำไมมาสาย การเรียนวันแรกควรเตรียมตัวให้พร้อม วันหลังไม่เอาแบบนี้นะ”

“ครับครู พอดีหาห้องไม่เจอครับ” หนึ่งในนั้นตอบ อีกสองคนยืนหอบอยู่ข้าง ๆ

ผมหันไปมองตามคนทั้งห้อง

ครูก้มดูใบรายชื่ออีกครั้ง

“อ่า ๆ ไหน แนะนำตัวด้วย ชื่อจริงแล้วก็ตามด้วยชื่อเล่น เริ่มจากเอ็งก่อนเลย ไอ่มนุษย์ต่างดาว”

คนแรกตัวผอมเล็กมาก ยืนเกร็งเหมือนพร้อมจะปลิวหายไปกับอากาศ

“ชวิน ชื่อเล่นเชนครับ เฮอเฮ้อ~” เสียงหัวเราะแปลก ๆ ของเขาทำให้เพื่อนแถวหลังหลุดขำขึ้นมาทันที

ครูมองเชนอยู่ครู่หนึ่ง

“เออ ดี อย่างน้อยก็มาพร้อมเสียงประกอบ”

เชนรีบยืนตรงกว่าเดิม แต่ยังยิ้มค้างอยู่มุมปาก

ครูพยักหน้า แล้วเลื่อนไปคนต่อไป

“อธิปครับ ชื่อเล่นนัทครับ” คนนี้ตอบชัดกว่า สีหน้าดูไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่

แล้วก็มาถึงคนสุดท้ายที่ยืนอยู่ท้ายกลุ่ม

ผิวขาว ตัดผมรองทรงต่ำ ผมข้างหน้าปัดเป๋ เสื้อช็อปดูเหมือนเพิ่งรีบใส่มา ลมหายใจยังไม่เข้าที่ดี

หน้าตาดีแบบที่ผมไม่ต้องมองซ้ำ

แต่ผมมองซ้ำ

“อภิธัชครับ ชื่อเล่นตันครับ”

เสียงเขาไม่ดังมาก

แต่ชื่อเล่นของเขากลับชัดในหัวผมกว่าเสียงครู

ผมกะพริบตา รีบหันกลับมาก้มมองสมุด แล้วใช้นิ้วหมุนปากกาไปมา

ครูให้ทั้งสามคนไปนั่ง พวกเขาพูดขอบคุณแล้วเดินผ่านแถวหน้าไป

แกร๊ก!

ปากกาที่ผมหมุนเล่นหลุดมือตกลงบนพื้น ผมเอียงตัวก้มลงเก็บ

แต่มีอีกมือเอื้อมมาถึงปากกาพร้อมกับผม นิ้วชี้ของเราแตะกันเบา ๆ

ผมเงยหน้าขึ้น

ตัน

เขาหยิบปากกาขึ้นมายื่นให้

“อะ”

กลิ่นเปรี้ยวจาง ๆ ลอยตามคำพูดของเขามากระทบจมูกผมเต็ม ๆ ผมเผลอย่นจมูกก่อนจะนึกได้ว่าควรเก็บอาการ

“เอ่อ…ขอบใจ” ผมรับปากกามา ตันไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินตามเพื่อนไปนั่งอีกฝั่งของห้อง

ผมก้มลงเปิดสมุด หน้ากระดาษยังว่างเปล่า ผมจับปากกาเขียนวันที่ไว้ตรงมุมบน

ครูเริ่มพูดเรื่องวิชางานเครื่องยนต์เบื้องต้น บอกว่าเราต้องเรียนอะไร ต้องเตรียมตัวอย่างไร วิชาช่างไม่ใช่แค่นั่งฟัง แต่ต้องลงมือทำ

ผมพยายามฟัง คำว่าเครื่องยนต์ เครื่องมือ ความปลอดภัย ลอยผ่านเข้าหู แต่บางจังหวะ เสียงหัวเราะจากฝั่งที่เด็กมาสายนั่งอยู่ก็ดังขึ้นเบา ๆ

ผมเหลือบไปมอง

ตัน

กำลังคุยกับเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ เขายิ้มเหมือนไม่มีอะไรยากเกินไปในเช้าวันนี้

ผมมองแค่แวบเดียวแล้วรีบหันกลับมาทันที

มองกระดาน

จับปากกา

เบสเอียงตัวมากระซิบ

“มึงจดไรบ้างวะ”

“ยังไม่ได้จด”

“อ้าว เห็นจับปากกานานละ”

“จับเฉย ๆ”

เบสหัวเราะในคอ

“เด็กสมุทรปราการนี่แปลกดีว่ะ”

ผมไม่รู้จะตอบอะไร เลยยิ้มแห้ง ๆ แล้วมองกระดานต่อ

คาบแรกผ่านไปเร็ว ทั้งที่ผมยังไม่ทันตั้งหลัก เสียงเก้าอี้ลากพื้นดังพร้อมกันเมื่อครูปล่อยเลิกคาบ เพื่อน ๆ ลุกขึ้นคุยกันทันที บางคนเดินไปหากลุ่มที่ตัวเองเริ่มสนิท บางคนถามว่าจะไปไหนต่อ บางคนบ่นว่าหิวตั้งแต่ยังไม่ถึงเที่ยง

ผมเก็บสมุดใส่กระเป๋าช้า ๆ พร้อมกับหันไปมองทางประตูห้อง เขาเดินออกไปกับเพื่อนที่มาสายด้วยกัน เสียงหัวเราะของเขาปนอยู่กับเสียงคนอื่นจนแทบแยกไม่ออก

แต่ครั้งนี้ผมมองนานกว่าครั้งแรก

เบสเดินมาหยุดข้างโต๊ะ

“ไปกันยังวะ อิน”

ผมเงยหน้า

“ไปไหน”

“ไม่รู้ เดินตามเขาไปก่อน เดี๋ยวก็รู้เอง” เขาพูดเหมือนมันง่ายมาก

ผมพยักหน้าแล้วสะพายกระเป๋า เดินออกจากห้องเรียนแผนกช่างยนต์ตามเบสไป

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-08-2026 11:28:53 โดย intouch »

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ขอบใจนะอิน EP2: รู้จัก
«ตอบ #3 เมื่อ19-08-2026 21:55:04 »

บทที่ 2 รู้จัก
   

        คาบแรกของวันเปิดเทอมจบลงตอนที่ผมยังไม่ทันตั้งหลัก

   

   ผมเดินออกจากห้องตามเบสมา แต่พอถึงหน้าแผนกช่างยนต์ ทุกคนก็เริ่มแยกไปคนละทาง เบสเดินออกไปกับเพื่อนคนอื่น ๆ ผมจะเรียกแต่ก็ไม่ยอมเรียก จะเดินตามไปขาก็ไม่ยอมขยับ สุดท้ายผมจึงเดินไปคนเดียว

   

   ระหว่างทางมีเสียงคุยกันดังมาจากหลายทิศ ผมเดินผ่านเด็กต่างแผนก รุ่นพี่ที่ยืนรวมกันตรงมุมตึก และครูคนหนึ่งที่ถือแฟ้มเดินสวนมา ผมหลบตาแทบทุกคน เดินไปเรื่อย ๆ จนเจอที่นั่งอยู่ใต้ตึกอะไรไม่รู้

   

   จากในห้องใกล้ ๆ มีเสียงครูบรรยายดังออกมา ฟังอยู่พักหนึ่งพอจับใจความได้ว่าเป็นวิชาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ตรงนั้นไม่ได้คุ้นอะไรกับผมเลย เพียงแต่มีร่มเงา มีที่ให้นั่ง และดูเหมือนไม่มีใครสนใจว่าผมเป็นใคร

   

   ผมวางกระเป๋าไว้ข้างตัวแล้วนั่งลง ถอนหายใจเบา ๆ และผมหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ตกทอดมาจากที่บ้านออกมา

   

   Nokia 3200

   

   ตัวเครื่องมีรอยถลอกอยู่ตามมุม ปุ่มกดแข็งจนต้องกดให้ตรงถึงจะติด แล้วกดเบอร์หนึ่งที่จำได้ขึ้นใจ

   

   ตู๊ด ตู๊ด เสียงรอสายดังอยู่ในหู ไม่นานปลายสายก็รับ

   

   “โหล มิว” เสียงผมเบากว่าปกติ

   

   “ว่าไงเด็กเทคนิค เป็นไงมั่ง กูเรียนอยู่ว่ะ”

   

   แค่ได้ยินเสียงมัน ผมก็เผลอยิ้มออกมานิดหนึ่ง

   

   “คิดถึงว่ะมึง ที่นี่น่าเบื่อฉิบหายเลย”

   

   ผมพูดออกไปตามตรง ขณะที่มีนักเรียนกับครูเดินผ่านไปมา

   

   “เหรอ…เออมึง ไว้ค่อยคุยนะเว้ย กูเรียนก่อน ห้ามงอน” น้ำเสียงมันรีบ แต่ยังติดขำเหมือนเดิม

   

   “เออ ๆ บาย”

   

   สายตัดไป

   

   ผมลดโทรศัพท์ลงจากหู มองหน้าจอเล็ก ๆ ที่กลับมาเงียบเหมือนเดิม เวลาบนนั้นเพิ่งสิบเอ็ดโมง ส่วนคาบต่อไปเริ่มบ่ายโมง

   

   ผมหันไปมองทางโรงอาหาร นักเรียนเดินเข้าออกกันแน่น เสียงช้อนกระทบจานดังมาไกล ๆ สลับกับเสียงแม่ค้าตะโกนถามว่าจะเอาอะไร

   

   ท้องเริ่มหิว แต่ขาผมไม่ขยับ

   

   ผมไม่รู้ว่าต้องต่อแถวตรงไหน ไม่รู้ว่าร้านไหนขายอะไร ไม่รู้ว่าต้องพูดกับแม่ค้าว่ายังไง ไม่รู้ว่ากินเสร็จแล้วต้องถือจานไปเก็บที่ไหน และไม่รู้ว่าถ้านั่งคนเดียวจะมีใครมองหรือเปล่า

   

   ผมเลยนั่งอยู่ที่เดิม ทำเหมือนไม่หิว ทั้งที่ท้องร้องแล้ว

   

   เวลาผ่านไปช้ามาก ผมมองพื้นบ้าง มองรองเท้าตัวเองบ้าง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูรายชื่อในเครื่องแล้วก็เก็บลงไปอีก จะโทรหาแม่ก็ไม่อยากให้แม่เป็นห่วง จะโทรหามิวอีกรอบก็กลัวมันยังเรียนอยู่

   

   สุดท้ายผมจึงนั่งเฉย ๆ ปล่อยให้เสียงรอบตัวผ่านไปทีละเสียง

   

   ใกล้เที่ยงครึ่ง ฟ้าเริ่มหม่นลง ตอนแรกมีเพียงเมฆครึ้ม แต่ไม่นานลมก็พัดแรงขึ้น กลิ่นดิน กลิ่นปูน กลิ่นใบไม้ และกลิ่นความชื้นลอยปนกันมา นักเรียนที่อยู่ภายนอกอาคารเริ่มทยอยกันเข้ามาในอาคาร

   

   ผมรีบลุก สะพายกระเป๋าแล้วเดินกลับไปทางแผนกอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรอเรียนคาบบ่าย

   

   เมื่อขึ้นไปถึงระเบียงชั้นสอง เพื่อนหลายคนมานั่งรออยู่ตรงหน้าห้อง และตามระเบียงที่นั่งแล้ว ผมไม่ได้นั่งแต่ยืนอยู่บริเวณหน้าห้องเรียน มือยังจับสายกระเป๋าไว้เหมือนเดิม

   

   “เฮ่ย มึงไปนั่งอยู่แถวไหนวะ”

   

   ผมหันไปมอง เบสนั่งอยู่ไม่ไกล มันลุกเดินมาหาผม

   

   “อ๋อ ไม่รู้อะ ตึกที่เขาเรียนวิชาวิทยาศาสตร์กัน”

   

   เบสทำหน้าคิดแวบหนึ่ง ก่อนหัวเราะ “เออ แล้วชื่ออะไรนะ จำไม่ได้ว่ะ”

   

   “อินไง”

   

   “โอเค ๆ อิน แล้วบ้านอยู่แถวไหนวะ”

   

   ผมบอกชื่อหมู่บ้านตัวเองไป เบสทำหน้าเหมือนเพิ่งเจอญาติห่าง ๆ ของมัน

   

   “อ้าว ใกล้บ้านกูเลยนี่หว่า”

   

   “จริงดิ”

   

   “เออ มึงมาทางไหน”

   

   “นั่งสองแถวมาลงในเมือง แล้วต่อรถเมล์สีแดงมา”

   

   “เหมือนกัน งั้นตอนกลับก็กลับด้วยกันได้”

   

   “อืม ได้ ๆ”

   

   ผมพยักหน้ารับ มือที่จับสายกระเป๋าอยู่คลายลงนิดหนึ่ง

   

   เราคุยกันต่ออีกอีกสองสามเรื่อง เบสพูดง่าย ผมตอบเท่าที่ตอบได้ บางคำยังมี “ข้า” หลุดออกมาอยู่บ้าง แต่มันไม่ได้สนใจอะไร คุยกับผมเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ทั้งที่เมื่อกี้มันยังจำชื่อผมไม่ได้ด้วยซ้ำ

   

   แล้วฝนก็ตกลงมา

   

   จากเม็ดเล็ก ๆ กระทบหลังคาเป็นจังหวะแปะ ๆ ไม่นานเม็ดฝนก็ถี่ขึ้น เสียงกระทบหลังคาดังจนกลบเสียงคุยไปครึ่งหนึ่ง น้ำสาดเข้ามาตามช่องระเบียง ลมพัดแรงจนทุกคนต้องขยับเข้ามาชิดผนัง เสียงรองเท้าของคนที่วิ่งขึ้นบันไดดังปนกับเสียงฝน

   

   สักพักมีเพื่อนสามคนวิ่งขึ้นมาบนระเบียง นัท เชน และเด็กผู้ชายอีกคน ในสภาพเปียกที่ไม่มากเท่าไหร่

   

   “นี่ใช่กลุ่มสี่เปล่า” นัทถามรวม ๆ

   

   “ใช่ ๆ” เด็กผู้ชายคนหนึ่งตอบ

   

   นัทพยักหน้า ก่อนมองไปรอบ ๆ “กูนัทนะ นี่เชน แล้วพวกมึงชื่ออะไรกันบ้าง”

   

   “พงศ์” คนที่ตอบเมื่อครู่พูดเสียงยาน ๆ

   

   เด็กอีกคนที่นั่งอยู่บนราวบันไดที่สามคนนั้นวิ่งผ่านขึ้นมา ยกมือขึ้นนิดหนึ่ง “บาส”

   

   ผมพยักหน้าตามไปด้วย จำชื่อใหม่เพิ่มมาอีกสองคน

   

   “แล้วบ้านอยู่ไหนกัน เมื่อเช้าครูพูดอะไรบ้างก่อนที่กูจะเข้ามา” นัทถามต่อหลายคำถาม

   

   พอมีใครตอบ มันก็ถามต่อ หรือไม่ก็หยิบคำตอบนั้นมาแซว เสียงหัวเราะจึงเริ่มแทรกอยู่ระหว่างเด็กใหม่ที่ยังไม่ค่อยรู้จักกัน

   

   เชนนั่งอยู่ใกล้ผม มันหัวเราะเสียงประหลาด “เฮอเฮ้อ~” อยู่เป็นระยะ แค่เสียงนั้นดังขึ้น เพื่อนบางคนก็หันไปยิ้มแล้ว

   

   ผมนั่งฟังพวกมันคุยกัน ยิ้มและหัวเราะเล็กน้อย ตามจังหวะของมุกตลก อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าที่นั่งเงียบอยู่คนเดียวเหมือนเมื่อเช้าแล้ว

   

   “เปียกไปหมดเลยเว้ย เซ็ง…”

   

   เสียงผู้ชายอีกคนดังขึ้นตรงบันได ผมหันไปมอง

   

   ตันวิ่งขึ้นมาบนระเบียง เสื้อช็อปเปียกแนบตัว หัวเปียกจนผมลงมาปิดหน้าผาก น้ำหยดจากปลายผมลงบนพื้น ส่วนรองเท้าเปียกจนทุกก้าวมีเสียงน้ำกระทบพื้น

   

   “อ้าว ตัน เปียกซกไปทั้งตัวเลยว่ะ” นัททักแล้วหัวเราะ

   

   ตันยกมือปาดน้ำออกจากหน้า “ทำไงดีวะเนี่ย เข้าห้องไปโดนครูด่าชัวร์”

   

   มันขยี้ผมตัวเองแรง ๆ เหมือนจะทำให้แห้งขึ้นมาได้ทันที แต่ยิ่งขยี้ ผมก็ยิ่งยุ่ง

   

   ผมไม่ได้ตั้งใจจะมองนาน แต่ก็มองอยู่ดี

   

   “มีทิชชูไหมวะ” ตันถามพลางล้วงกระเป๋ากางเกง นัทล้วงตามแล้วส่ายหน้า

   

   “ไม่มีว่ะ”

   

   เชนหัวเราะ “เอาซองบุหรี่ไปเช็ดก่อนไหม เฮอเฮ้อ~”

   

   ตันถอนหายใจ แล้วขยี้ผมอีกครั้ง น้ำกระเด็นลงพื้นเป็นจุดเล็ก ๆ

   

   มือผมเลื่อนไปแตะกระเป๋าเสื้อช็อปตรงอกซ้าย ผ้าเช็ดหน้าที่แม่สอดไว้ให้เมื่อเช้ายังอยู่ตรงนั้น ตอนแม่ใส่ให้ ผมเพียงก้มมองมันแวบเดียว แต่ปลายนิ้วจับขอบผ้าไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

   

   ตันยังยืนเปียกอยู่ตรงนั้น และไม่ได้มองมาทางผมด้วยซ้ำ

   

   ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา กำไว้สองสามวินาที ก่อนค่อย ๆ ยื่นไปให้ ไม่ได้ยื่นสูงนัก และไม่ได้มองหน้ามันเต็มตา

   

   “เอาไหม” เสียงผมเบากว่าเสียงฝน

   

   ตันหันมามองผ้าในมือผม ก่อนจะมองหน้า

   

   “ของมึงเหรอ”

   

   “อืม”

   

   “เปียกนะ”

   

   “ไม่เป็นไร”

   

   ตันนิ่งไปแป๊บหนึ่ง ก่อนรับไป “ขอบใจ”

   

   ผมพยักหน้าแล้วรีบมองออกไปนอกระเบียง เชนยังหัวเราะอยู่ข้าง ๆ นัทยังแซวเรื่องตันเหมือนหมาตกน้ำ แต่ผมฟังไม่ค่อยชัดแล้ว

   

   ตันก้มลงเช็ดหน้า เช็ดผม แล้วขยี้ผ้าบนหัวตัวเองแบบไม่ถนอมเลยสักนิด ส่วนผมยืนมองมือของตันที่ขยี้ผ้าบนหัวตัวเองอยู่

   

   “สวัสดีครับครู” บาสที่นั่งอยู่บนราวบันไดลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นครูบุญธรรม ครูที่ปรึกษาของพวกเราเดินขึ้นมา จึงยกมือไหว้ ทุกคนรีบไหว้ตาม

   

   ครูบุญธรรมหันมามองพวกเรา “เรียนวิชาอะไรกัน”

   

   “วงจรไฟฟ้ากระแสตรงครับครู” บาสตอบ

   

   “เรียนกับครูดาวเรืองใช่ไหม วันนี้ครูเขาไม่สบาย ไม่ได้มา”

   

   ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่มีเรียนแล้วต้องนั่งรอ หรือมีครูคนอื่นมาสอนแทน หรือกลับบ้านได้เลยก็ไม่รู้ จนเชนถามขึ้น

   

   “อ้าว งั้นก็กลับได้เลยใช่ไหมครับ เฮอเฮ้อ~”

   

   ครูบุญธรรมมองหน้ามันนิ่ง ๆ “อืม...” พูดจบก็เดินเข้าไปในห้องข้าง ๆ ไป ส่วนพวกผมหันมามองหน้ากัน ก่อนเชนจะยกมือขึ้นเหมือนประกาศชัยชนะ

   

   “กลับบ้านแทงสนุ๊กเว้ย เฮอเฮ้อ~”

   

   เสียงหัวเราะดังขึ้นทันที

   

   “มึงจะกลับยังไง ฝนยังตกอยู่เลย” นัทถาม

   

   “กูก็รอฝนหยุดดิ ไม่ได้โง่ขนาดวิ่งออกไปให้เปียกรอบสองนะเว้ย”

   

   เพื่อนแถวระเบียงหัวเราะกันลั่น

   

   “เปิดเทอมวันแรก เรียนครึ่งวัน โคตรสบายเลยว่ะ” บาสพูด

   

   “แล้วพวกมึงไปไหนกันต่อ กินข้าวก่อนไหม หรือกลับเลย” นัทถาม

   

   “โรงอาหารไหม กูยังไม่ได้กินอะไรเลย” บาสพูด

   

   “คนเต็มแน่ ฝนตกแบบนี้ทุกคนแม่งไปรวมกันหมด” เบสตอบ

   

   เสียงคุยเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ส่วนผมยังยืนอยู่ที่เดิม ฟังพวกมันคุยกัน แต่บางจังหวะสายตาก็เผลอวกไปอีกทาง

   

   ตันยืนคุยกับนัทอยู่ไม่ไกล เส้นผมเปียกเริ่มยุ่งกว่าเดิม เสื้อช็อปยังชื้นตรงไหล่ ส่วนผ้าเช็ดหน้าของผมถูกมันกำไว้หลวม ๆ ในมือ

   

   ผมมองอยู่แวบหนึ่ง ก่อนหันไปทางอื่น

   

   “งั้นกลับเถอะวะ อิน” เสียงเบสดังขึ้นข้างตัว

   

   ผมหันไปมอง “เออ ๆ”

   

   ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาบีม เมื่อเช้าเรามาด้วยกัน ถ้าตอนกลับผมจะไปกับเบส อย่างน้อยก็ควรบอกมันไว้ก่อน

   

   รอสายไม่นาน บีมก็รับ

   

   “โหล บีม วันนี้เรากลับเองนะ มีเพื่อนอยู่หมู่บ้านใกล้ ๆ กัน ทางเดียวกันพอดี”

   

   บีมตอบว่าโอเค ไม่ได้ถามอะไรมาก ผมจึงเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า

   

   ไม่นานฝนก็หยุด เหลือเพียงกลิ่นเปียกของพื้นปูนกับลมเย็นที่พัดผ่านระเบียง วันแรกของเทคนิคดูเหมือนจะจบเร็วกว่าที่คิด ผมเดินตามเบสลงบันไดไป

   

   “เฮ่ย นาย…”

   

   เสียงหนึ่งเรียกจากด้านหลัง

   

   ผมหันกลับไป ตันยืนอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งยื่นผ้าเช็ดหน้ากลับมาให้

   

   “ผ้าเช็ดหน้า”

   

   ผมมองผ้าผืนนั้น มันเปียกนิดหน่อย ยับนิดหน่อย และไม่เหมือนตอนที่แม่สอดไว้ให้เมื่อเช้า

   

   “เออ เกือบลืม”

   

   ผมรับกลับมา ความชื้นจากผ้าติดอยู่ที่ปลายนิ้ว พับมันลวก ๆ แล้วใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อช็อป

   

   ตันยังมองผมอยู่

   

   “แล้วชื่ออะไร”

   

   ผมตอบช้ากว่าปกติไปนิดหนึ่ง

   

   “ข้าชื่อ…อิน”

   

   ตันพยักหน้า “นี่ตันนะ”

   

   ผมพยักหน้ากลับ ทั้งที่รู้อยู่แล้ว

   

   “ขอบใจนะ อิน”

   

   ผมมองเส้นผมเปียก ๆ ของมันอยู่แวบหนึ่ง ก่อนหลบตา

   

   “อืม”

   

   แล้วผมก็เดินออกจากแผนกไปกับเบส

   

   ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เบสค่อยแนะนำว่าหลังจากลงรถเมล์แล้วต้อง ไปต่อรถสองแถวตรงไหน หรือ ถ้าไม่ทันรถสองแถวให้ไปต่อรถเมล์คันไหนแทน และหมู่บ้านของผมอยู่ห่างจากบ้านมันขนาดไหน ผมฟัง พยักหน้า แล้วตอบบ้างเป็นบางคำ

   

   โดยที่

   

   ในกระเป๋าเสื้อ

   

   ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น

   

   ยังคงชื้นอยู่

   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-08-2026 10:37:26 โดย intouch »

ออฟไลน์ intouch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ขอบใจนะอิน EP3: กลุ่ม 3
«ตอบ #4 เมื่อ22-08-2026 16:35:45 »

บทที่ 3 กลุ่ม 3


พอถึงวันศุกร์ของสัปดาห์แรก ผมก็จำชื่อเพื่อนในกลุ่มได้ครบแล้ว



คำว่า “จำชื่อได้” ยังไม่ได้หมายความว่าสนิทกัน แค่เวลาครูเรียกชื่อใคร ผมก็พอหันไปถูกคน ไม่ได้นั่งทำหน้างงเหมือนเด็กหลงทางอยู่กลางห้องแบบวันแรกอีกแล้ว



แม้แต่คำว่า “ข้า” ที่เคยหลุดออกจากปากบ่อย ๆ ก็เริ่มหายไป หลังจากได้ยินเพื่อนพูด “กู” กับ “มึง” กันทั้งวัน ผมก็เผลอพูดตามไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้



เช้าวันนี้ก็เหมือนกัน หลังจากนักเรียนทุกแผนกเข้าแถวกันเรียบร้อย เสียงครูพชรก็ดังออกลำโพงไปทั่วบริเวณหน้าเสาธง



“ก็แจ้งให้ทราบตามนี้ เรื่องต่อไปก็เรื่องของห้องน้ำ…”



ผมยืนฟังอยู่ในแถว



“ไม่รู้เด็กที่นี่เป็นอะไรกันนัก ขี้เยี่ยวกันที คอห่านแตก คอห่านระเบิด ประตูพังฉิบหายหมด เขาอุตส่าห์สร้างขึ้นมาให้พวกมึงใช้ @#%%*&&(”



เสียงในแถวเริ่มขยุกขยิก ใครบางคนหลุดขำออกมาก่อน แล้วค่อย ๆ ลามไปตามแถว ผมก้มหน้ากลั้นขำจนไหล่สั่น โรงเรียนเก่าของผมไม่เคยมีอะไรแบบนี้แน่นอน



“อิน วันนี้เรียนวิชาอะไรบ้างวะ” เบสถามเบา ๆ ขณะเรายืนอยู่ในแถว



ไม่รู้ทำไม ผ่านไปไม่กี่วันมันก็เริ่มทำเหมือนผมเป็นคนถือตารางชีวิตของทั้งกลุ่มแล้ว



ผมก้มดูตารางเรียนในมือ “ช่วงเช้าอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สิบเอ็ดโมงถึงเที่ยงโฮมรูม บ่ายภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร แล้วก็คณิตศาสตร์ประยุกต์”



เบสทำหน้าเหมือนอยากกลับบ้านตั้งแต่ยังไม่เริ่มเรียน “ฉิบหาย ทำไมวันนี้แม่งดูเรียนเยอะจังวะ”



“เพิ่งเปิดเทอมเองนะมึง”



“รู้สึกวันนี้เรียนรวมกับกลุ่ม 3 ด้วยนะ” บาสพูดขึ้นจากหลังของเบส



ผมหันไปมองแถวข้าง ๆ โดยอัตโนมัติ กลุ่ม 3 เข้าแถวอยู่ใกล้กลุ่มผมมาตั้งแต่วันแรก บางคนถือสมุด บางคนคุยกันเบา ๆ



ผมหันกลับมา แล้วหันไปมองเพื่อน ๆ ข้างหลังผม...เบสบ่นให้บาสฟัง พงศ์ยืนเหมือนยังไม่ตื่น และนัทคุยกับเชน



“พวกมึงหันไปดูพวกมัน ไอ้พวกที่ชอบมาสาย!”



เสียงครูพชรดังขึ้นอีกครั้ง



ทุกคนหันไปทางประตูหน้าวิทยาลัย นักเรียนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามา ไม่ได้วิ่ง เดินเหมือนยังไม่รู้ว่าคนทั้งวิทยาลัยกำลังมองอยู่



“อ้าวเฮ่ย! ที่นี่วิทยาลัยไม่ใช่ที่เดินแคตวอล์ก ไม่เท่นะเฮ่ย มาสายอะ กูพูดขนาดนี้แล้วยังเดินอีก!”



ทั้งแถวหัวเราะกันอีก บางคนเริ่มเร่งฝีเท้า บางคนก้มหน้า และในกลุ่มนั้นผมเห็นตันกำลังเดินเร็วเข้ามา ผมด้านหน้ากระดกขึ้นเหมือนเพิ่งฝ่าลมมา



ผมมองแวบหนึ่งแล้วหันกลับไปข้างหน้า



“เฮ่ย มาสายจังวะ” นัทถามตอนตันเข้ามาในแถว



ตันยังหอบนิด ๆ “เหอะ ๆ”



ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นคำตอบไหม



หลังเลิกแถว พวกเราเดินไปตึกสามัญเพื่อรอเรียนวิชาแรก พอขึ้นไปถึงชั้นสาม ประตูห้องเปิดทิ้งไว้ ผมยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง



“เข้าไปนั่งรอข้างในกันไหม” ผมพูดแล้วเดินเข้าไปก่อน



สภาพห้องเก่ากว่าที่คิด กระดานชอล์กสีเขียวเข้ม เก้าอี้เลคเชอร์ถูกทิ้งไว้ไม่ค่อยเป็นระเบียบ เพดานมีรอยแตก บางจุดแผ่นฝ้าหายไปจนเห็นเส้นลวดกับเหล็กขึ้นสนิมอยู่ด้านบน



ผมเลือกนั่งแถวหน้าใกล้กระดาน วางกระเป๋าลงข้างตัว



“นั่งหน้าอีกแล้วเหรอวะ อิน”



เสียงตันดังขึ้นด้านหลัง



ผมหันไป มันเดินเข้ามาพอดี กระเป๋าสะพายอยู่ข้างเดียวเหมือนเดิม



“อืม จะได้ฟังชัด ๆ ไง”



ตันลากเก้าอี้เลคเชอร์ทางซ้ายมาให้อยู่ในแนวเดียวกับผมแล้วนั่งลง ส่วนเบสเดินมานั่งทางขวา ชิดพนังห้องด้านเดียวกับทางเข้า



ผมวางกระเป๋าแล้วนั่งลง หยิบสมุดออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนเงยหน้ามองเพดานอีกครั้ง



“มึงมองเพดานทำไมวะ” ตันถาม



“ดูว่ามันจะหล่นใส่หัวไหม”



ตันเงยหน้ามองตาม “เออ ถ้าหล่นจริง มึงโดนก่อนนะ มึงนั่งหน้า”



“ขอบใจมาก”



“ไม่เป็นไร เพื่อนกันต้องเตือน”



“แต่มึงนั่งข้างกูนะ”



เบสหลุดหัวเราะ ตันหัวเราะตาม ผมก็ขำไปด้วย



จากนั้นผมก้มลงเปิดสมุด ทั้งที่ครูยังไม่เข้าห้อง



“เฮอเฮ้อ~ เพื่อน ๆ”



เชนเดินเข้ามาพร้อมนัทกับบาส เสียงหัวเราะของมันมาก่อนตัวเหมือนเดิม ทั้งสามไปนั่งกันแถวหลัง



“อีกกี่นาทีกว่าครูจะมาวะ” บาสถาม



“กูจะรู้เหรอมาพร้อมมึง เฮอเฮ้อ~” เชนตอบ



บาสมองไปทางประตูแล้วลดเสียงลง “น่าจะยังมีเวลาไปห้องน้ำอยู่…มึงมีปะ”



เชนยิ้มทันที “มี ๆ”



“ปะ”



   "เอาอีกแล้วเหรอ ก่อนขึ้นมาเพิ่งแวะไปเองนะ"



"เออน่า"



"เค"



“กูไม่ไปนะ” นัทตอบ



บาสกับเชนจึงลุกออกจากห้อง



“ไปไหนวะ” ผมถาม



“ห้องน้ำ เดี๋ยวมา เฮอเฮ้อ~” เชนหันมาตอบก่อนหายออกไปตรงประตู



พอปล่อยกลุ่ม 4 ไว้ไม่ถึงห้านาที ห้องเรียนก็เริ่มเสียงดังขึ้น ทั้งเสียงแซว เสียงด่าเล่น เสียงเก้าอี้ลากพื้น และเสียงเคาะโต๊ะ ส่วนผมผมนั่งฟังพวกมันคุยกันไปเรื่อย ๆ



จนกระทั่งกลุ่ม 3 เดินเข้ามา



เสียงในห้องเบาลงแทบพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย



กลุ่ม 3 เดินเข้ามาหาที่นั่งเงียบ ๆ บางคนยิ้มทัก บางคนวางกระเป๋าแล้วเปิดสมุด ส่วนบางคนมองมาทางพวกเราแล้วก็หันไปคุยอะไรกันบางอย่าง



เบสเอนตัวเข้ามา “ทำไมพวกมันดูนิ่งจังวะ”



“ไม่รู้ดิ” ผมตอบ



ตันพูดเบา ๆ “อย่าไปสนใจพวกแม่งเลย”



“เออใช่เราก็อยู่ของเราไป” เบสตอบ



ไม่นานนัทก็เริ่มถามชื่อ พวกเกลุ่ม 3 และพวกผมก็เริ่มถามชื่อกันแบบเก้ ๆ กัง ๆ ชื่อหลายชื่อผ่านหูผมไปเร็วมาก บางชื่อจำได้ บางชื่อพอหันไปอีกทีก็ลืมแล้ว



ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่แถวหน้าเหมือนกัน ห่างจากแถวที่ตันนั่งอยู่ 1 ช่อง ผมได้ยินคนเรียกเธอว่าเกล เธอวางกระเป๋า เปิดสมุด แล้วนั่งมองไปรอบห้องเงียบ ๆ



“มาแล้วพวกมึง เฮอเฮ้อ~”



เชนวิ่งกลับเข้ามาพร้อมบาส



เกือบพร้อมกันนั้น ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินเข้าห้องมา



“คุยอะไรกันนักหนา เงียบ ๆ กันหน่อยดิวะ!”



ทั้งห้องเงียบกริบจนเสียงพัดลมบนเพดานดังขึ้นมาทันที ผมยืดหลังตรงโดยไม่รู้ตัว



เกลลุกขึ้น “นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ”



พวกเราลุกตามกันทันที



“สวัสดีครับ”



“โอเค สวัสดีค่ะ ครูชื่อสุดา”



ครูสุดาไว้ผมสั้นหยิก สวมกางเกงขาทรงกระบอก เดินเร็ว เสียงดังชัดจนไม่ต้องพึ่งไมโครโฟน แค่ยืนอยู่หน้าห้อง เบสที่ปกติปากไวยังนั่งนิ่ง



ครูสุดามองพวกเราทีละแถว



“วันนี้ครูมีธุระด่วน ลูกศิษย์ที่ครูเป็นที่ปรึกษาอยู่เกิดอุบัติเหตุรถล้ม ฉะนั้นสั่งงานเลยแล้วกัน”



ครูหยิบชอล์กขึ้นมาเขียนบนกระดาน



สิ่งที่ไม่ควรกระทำระหว่างทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม



“เขียนมา 20 ข้อ ห้ามซ้ำกัน และขออีกอย่าง" ครูสุดาหยุดพูด ทุกคนพยายามตั้งใจฟัง



"อย่ากวนตีน อยู่กันเงียบ ๆ เดี๋ยวครูมา”



พูดจบครูสุดาก็เดินออกไป ทั้งห้องยังเงียบต่อไปครู่หนึ่ง ก่อนทุกคนจะก้มหน้าทำงานแทบพร้อมกัน งานเขียน 20 ข้อฟังดูไม่เยอะ แต่พอมีเงื่อนไขว่าห้ามซ้ำกัน ทุกอย่างก็เริ่มยากขึ้นทันที



“กูจะเขียนยังไงดีวะ ตั้ง 20 ข้อ” ตันบ่นอยู่ข้าง ๆ



ตอนนั้นผมเขียนไปได้ประมาณสิบห้าข้อแล้ว



“ดูของกูไหมล่ะ”



“ไม่อะ แกไม่ให้ซ้ำนี่”



“ก็ไม่ได้ให้ลอก แค่ดูเป็นแนว”



“ไม่เอา เดี๋ยวเหมือน”



มันพูดแล้วก้มลงเขียนต่อ สีหน้าจริงจังจนน่าขำ



ผมหันกลับมาทำของตัวเองจนเสร็จ แล้วหยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่านรอเวลา เป็นเรื่องเกี่ยวกับยมทูต ดาบฟันวิญญาณ แล้วก็ตัวละครที่ผมตามอ่านมาหลายเล่มแล้ว

“อ่านเรื่องนี้ด้วยเหรอ”



ผมหันไปมอง เพื่อนผู้ชายจากกลุ่ม 3 ที่นั่งอยู่ด้านหลังตัน ผมเคยได้ยินคนเรียกเขาตอนเข้าแถวว่า “ก้อง”



“อ่า สนุกดีอะ”



“นี่ก็อ่านนะ ถึงเล่มไหนแล้ว”



“เล่ม 36 แล้ว” ผมพลิกปกให้ดู



ก้องโน้มตัวมอง “อ๋อ ภาคย้อนอดีต เราอ่านสปอยล์ในเว็บพันทิปผ่าน ๆ ละ”



“อ่า…นี่ก็อ่านเหมือนกัน แต่พอเล่มจริงออกก็อยากซื้อเก็บ”



ก้องพยักหน้า ก่อนจะก้มลงทำงานต่อ



ผมก้มอ่านหนังสือการ์ตูนต่อ อย่างน้อยตอนนี้ผมก็มีคนจากกลุ่ม 3 ที่รู้แล้วว่าคุยเรื่องอะไรด้วยได้



“เฮ่ยตัน มึงเขียนเชี่ยไรเนี่ย”



เสียงเบสดังขึ้นพร้อมหัวเราะ บาสเองก็ยืนขำอยู่ตรงหน้าตัน



“อ้าว แล้วมึงจะให้กูเขียนยังไงวะ ตั้ง 20 ข้อ แล้วห้ามลอกกัน”



“อะไรกันวะ” ผมหันไปถาม



“อะ มึงเอาไปดู”



ตันส่งกระดาษมาให้



ผมรับมาอ่าน แล้วเกือบหลุดขำ



ในนั้นมีทั้ง



“แคะหูในขณะทำงาน”



“แคะเล็บในขณะทำงาน”



“บีบสิวในขณะทำงาน”



ผมมองมัน “มึงเขียนจริงเหรอ”



“มันไม่ควรทำจริงไหมล่ะ”



“มันก็ไม่ควร แต่ครูน่าจะหมายถึงพวกความปลอดภัยอะ”



ตันยังทำหน้าจริงจัง “แคะหูแล้วไม่ปลอดภัยนะ ถ้าเครื่องจักรดูดสำลีเข้าไปทำไง”



"มึงแคะที่หู แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเครื่องจักรดูดสำลีเข้าไป" เบสถาม



ก้องที่นั่งอยู่ด้านหลังพูดขึ้นมา “ตันคิดไกลไปเปล่า”



เบสหัวเราะลั่น “ไอ้เชี่ยตัน มึงควรไปรับยาช่องสามนะ”



ตันเงยหน้ามอง “มึงเงียบไปเลย ไหนของมึงล่ะ”



“เสร็จแล้ว”



“ไหนดู”



“ไม่ให้ มึงบอกจะทำเองไม่ใช่หรอ”



“เพื่อนเวร”



“ขอบใจ”



เสียงหัวเราะเริ่มกลับมาในห้อง แต่ยังไม่มีใครกล้าดังมากนัก



ไม่นานเสียงฝีเท้าก็ดังมาจากหน้าห้อง ครูสุดากลับเข้ามา ทุกคนรีบแยกย้ายกลับที่อย่างเรียบร้อยเหมือนนักเรียนตัวอย่าง



“ใครเสร็จแล้วส่ง แล้วนั่งรอครูตรวจก่อน”



พวกเราทยอยเอางานไปส่ง บรรยากาศในห้องเหมือนตอนรอผลตรวจสุขภาพ ไม่มีใครรู้ว่าใครจะโดนเรียก ครูสุดาตรวจทีละแผ่น สามคนแรกโดนเรียกไปแก้ก่อน



“อันนี้ซ้ำ”



“อันนี้ไม่เกี่ยว”



“เขียนให้มันมีสาระหน่อยค่ะ”



แต่ละประโยคเหมือนค้อนทุบโต๊ะเบา ๆ คนที่โดนเรียกเดินออกไปแก้ด้วยสีหน้าเหมือนถูกส่งไปแนวหน้า



แล้วเสียงครูสุดาก็ดังขึ้น



“อภิธัช…”



ผมนั่งตัวตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว



ตันชะงัก เพื่อนหลายคนหันไปมอง ครูสุดาก้มอ่านกระดาษอีกครั้ง



“แคะหู…”



บ่าของเบสเริ่มสั่น



“แคะเล็บ…”



ตันเริ่มหน้าเสีย



ครูสุดายกกระดาษขึ้นอีกนิด



“บีบสิวในขณะทำงาน?”



เสียงหัวเราะแตกออกมาจากหลังห้อง ผมกัดริมฝีปากไว้แต่สุดท้ายก็หลุดขำออกมาเหมือนกัน



ครูสุดามองตันนิ่ง ๆ



“มึงลุกมานี่ เดี๋ยวกูจะให้มึงบีบให้พอ”



เท่านั้นแหละ ทั้งห้องแทบแตก บางคนก้มหน้าขำ บางคนเอามือปิดปาก ผมเองก็กลั้นไม่อยู่



ตันเดินออกไปหน้าโต๊ะครู ถือกระดาษอยู่ในมือ



“ใครสอนให้มึงเขียนแบบนี้คะ”



“คิดเองครับ”



“เออ กูเชื่อ คิดเองจริง ๆ”



เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกรอบ



“ไป แก้ใหม่ คิดข้อที่มันเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานจริง ๆ ไม่ใช่กิจกรรมส่วนตัวของมึง”



“ครับ”



ตันพยักหน้าแล้วถือกระดาษไปยืนเขียนอยู่ข้างโต๊ะครู



ตอนแรกผมก็ยังขำ แต่พอมองไปอีกที มันกำลังยืนขมวดคิ้ว เขียนหนึ่งข้อแล้วลบ ยกมือเกาหัว ก่อนเหลือบมาทางพวกเรา



เบสยังยิ้มอยู่ นัทชูนิ้วโป้งให้ ส่วนบาสทำปากว่า “สู้ ๆ”



ตันถอนหายใจ



ผมมองครูสุดา แกกำลังก้มตรวจงานอีกแผ่นอยู่



“ตัน”



ผมเรียกเบา ๆ



มันหันมา

ผมยกมือบังปากแล้วขยับช้า ๆ



หยอกล้อกันในขณะทำงาน



ตันขมวดคิ้ว ผมจึงทำปากซ้ำอีกครั้ง



หยอก-ล้อ-กัน-ใน-ขณะ-ทำ-งาน



คราวนี้มันเบิกตาขึ้นนิดหนึ่ง แล้วรีบก้มลงเขียน



ผมเหลือบมองครูสุดาอีกที ก่อนทำปากต่อ



ไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน



ตันเขียน



วิ่งเล่นในโรงงาน



มันก้มลงเขียนอีก



ใช้เครื่องมือโดยไม่ได้รับอนุญาต



ตันเงยหน้าขึ้นมองผมแวบหนึ่ง แล้วก้มลงเขียนต่อ ผมบอกให้มันอีกสองสามข้อ จนในที่สุดมันก็เอากระดาษกลับไปส่งครูสุดา



ครูกวาดตามองอยู่ครู่หนึ่ง



“เออ แบบนี้ค่อยโอเคหน่อย ไปนั่งได้”



ตันถอนหายใจยาว แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะ



“ฉิบหาย ปีศาจชัด ๆ” มันบ่นเบา ๆ



“มึงก็เขียนแคะหูเอง” เบสสวนทันที



“ก็ใครมันจะไปคิดได้วะ ตั้ง 20 ข้อ”



“คนปกติ”



“ไอ้สาส”



ตันหันมาหาผม “ขอบใจมากอิน ไม่มีมึงช่วยกูคงแย่”



มันตบไหล่ผมเบา ๆ



ผมก้มลงมองพื้นเหมือนมีของตกตก ทั้งที่ไม่มีอะไรตก



“เหอะ ๆ ไม่เป็นไร”



ตันหันกลับไปหาเบสทันที “พวกมึงแม่งไม่ช่วยเลย นั่งขำกูกัน”



“มึงไม่เคยได้ยินสุภาษิตเหรอวะ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนอะ”



ทุกคนหัวเราะ



พอคาบเช้าจบ ยังเหลือเวลาก่อนโฮมรูม พวกเราเลยแวะไปโรงอาหารด้วยกัน เสียงแม่ค้า เสียงช้อนกระทบจาน และคนที่เดินสวนกันไปมายังวุ่นวายเหมือนเดิม



“มึงกินอะไรอิน” เบสถาม



“ไม่รู้อะ ดูก่อน”



ตันชี้ไปทางร้านหนึ่ง “ร้านนั้นอร่อยไหมวะ”



“กินได้ ไม่ตาย” เบสตอบ



“งั้นไม่เอา”



“แล้วมึงจะเอาอะไร แกงฟักทองในห้องน้ำไหม”



พวกเราหัวเราะก่อนแยกกันไปซื้อข้าว



พอได้ข้าวกันครบ พวกเราก็หาที่นั่งแล้วนั่งกินด้วยกัน ตอนกินเสร็จ จานหลายใบวางอยู่บนโต๊ะ จานของตันอยู่ใกล้มือผมที่สุด ผมมองมันแวบหนึ่ง แล้วมองจานของคนอื่น ถ้าหยิบให้มันคนเดียวก็จะดูแปลก



“เดี๋ยวกูเอาไปเก็บให้”



เบสหันมาทันที “โห บริการดีว่ะ”



“เออ เอาของกูไปด้วย” นัทเลื่อนจานมาให้



ผมหยิบจานหลายใบซ้อนกัน รวมถึงของตัน



“ฝากด้วยนะอิน” ตันพูดแล้วยื่นจานมาให้



“อ่า”



ผมถือทั้งหมดไปคืนตรงที่เก็บจาน ตอนวางซ้อนลงไป ผมยังรู้ว่าใบไหนเป็นของมัน



ช่วงสิบเอ็ดโมง กลุ่ม 3 กับกลุ่ม 4 กลับไปที่แผนกเพื่อเข้าโฮมรูมกับครูบุญธรรม ซึ่งเป็นครูที่ปรึกษาของพวกเราทั้งสองกลุ่ม



ห้องสอนของครูบุญธรรมจัดโต๊ะเก้าอี้ไว้เป็นระเบียบ ผนังสีซีดมีรอยลอกอยู่หลายจุด ตู้เหล็กหลังห้องมีแฟ้มซ้อนกันจนบานปิดไม่สนิท



บนผนังด้านหนึ่งติดรูปถ่ายไว้หลายใบ ส่วนใหญ่เป็นภาพกิจกรรมของแผนกกับนักเรียนยืนรับเกียรติบัตร



แต่ตรงมุมใกล้ตู้เอกสารมีรูปอยู่ใบหนึ่งที่ผมหยุดมองนานกว่ารูปอื่น



กรอบไม้เก่าเล็ก ๆ มีฝุ่นเกาะตามขอบกระจก ในรูปเป็นเด็กผู้ชายสวมชุดฝึกสีขาว ยืนอยู่ข้างชายชราคนหนึ่ง เด็กคนนั้นยืนตัวตรง เกร็งนิด ๆ ส่วนชายชราหลังค่อมเล็กน้อย แต่ยังมองกล้องนิ่ง สีในภาพซีดจนเกือบเหลือแค่ขาวกับเทา



ผมไม่รู้ว่าเด็กในรูปนั้นเป็นใคร



“นั่งกันให้เรียบร้อยก่อน”



เสียงครูบุญธรรมดังขึ้นจากหน้าห้อง ผมหันกลับมาที่นั่ง



ครูเดินเข้ามาวางแฟ้มบนโต๊ะ ก่อนมองพวกเราทีละแถว



“อยู่ด้วยกันสองกลุ่มก็จำหน้าจำชื่อกันไว้หน่อย อยู่กันอีกนาน มีอะไรก็ช่วยกัน”



เสียงแกไม่ได้ดัง แต่ในห้องก็เงียบฟัง



ครูบุญธรรมหยิบกระดาษแจกให้คนละแผ่น



“เขียนชื่อ ชื่อเล่น เบอร์โทรศัพท์ แล้วก็ Hi5 ของตัวเอง ใครไม่มี Hi5 ก็เขียนว่าไม่มี”



เสียงคุยดังขึ้นทันที



ผมเขียนลงไปทีละบรรทัด



อินทร



อิน



เบอร์โทรศัพท์



แล้วก็ Hi5 ของตัวเอง



พอเขียนเสร็จ กระดาษถูกส่งต่อให้คนข้าง ๆ เขียนข้อมูลของตัวเอง แล้ววนไปเรื่อย ๆ ทั้งกลุ่ม 3 และกลุ่ม 4



กว่ากระดาษจะกลับมาถึงมือผมก็เต็มไปด้วยลายมือ บางชื่ออ่านแล้วนึกหน้าออกทันที บางชื่อยังต้องไล่มองหาเจ้าตัวในห้อง



แล้วผมก็เห็นบรรทัดหนึ่ง



อภิธัช



ตัน



เบอร์โทรศัพท์



Hi5



ผมมองอยู่แวบหนึ่ง ก่อนเลื่อนไปดูชื่ออื่นต่อ ปลายนิ้วแตะอยู่ตรงขอบกระดาษ แล้วค่อยขยับออก



“มึงเล่น Hi5 ด้วยเหรอ อิน”



ผมหันไป ตันมองกระดาษของตัวเองอยู่



“เล่นดิ”



“เดี๋ยวกูแอดไป” ตันพูดแล้วก้มลงดูรายชื่อในมือต่อ



“อืม”



ผมพับกระดาษเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ โดยตั้งใจพับกว่าปกตินิดหนึ่ง



 

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด