[Omegaverse] #ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [Omegaverse] #ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย  (อ่าน 495 ครั้ง)

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************
Share This Topic To FaceBook

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0

"ธรรมชาติของนิยาย เป็นเพียงแค่เรื่องที่แต่งขึ้นเท่านั้น ตัวละครและบทบาททั้งหมดเกิดจากจินตนาการของนักเขียน"

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหา 18+ และ ความรุนแรง

ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

Omegaverse

Alpha x Omega

Ω

The Happy Reader :)


 

เรื่องย่อ

ซ้อเป่ยเปียน

 

เพราะเกิดเป็นโอเมก้าในตระกูลมาเฟียผมจึงอ่อนแอไม่ได้แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมอ่อนแอไม่เป็น

‘ซ้อ’ นั้นคือสรรพนามที่พวกอัลฟ่าตัวใหญ่ใช้เรียกโอเมก้าอย่างผม ในโลกที่เต็มไปด้วยการแบ่งแยกสถานะ และพละกำลัง โดยให้จุดบนสุดของห่วงโซ่อาหารเป็นอัลฟ่า รองลงมาเป็นเบต้า และปิดท้ายด้วยผู้ที่อ่อนแออย่างโอเมก้า

“คนที่เราจับได้วันนี้เป็นคนของเฮียอี้ครับ มันมาส่งยาที่ผับเปิดใหม่”

“หืม ทำไมคนของเราไม่เห็นรายงานเรื่องร้านเปิดใหม่”

“ที่พอรู้คือเจ้าของร้านเป็นคนจากที่อื่น คงไม่รู้ธรรมเนียมของที่นี่”

“งั้นผมวานเฮียสั่งคนให้เตรียมให้รถที เราจะไปเดินเล่นที่ร้านนั้นสักหน่อย”

 

 

เฮียกรรณ

 

ชีวิตผมไม่เคยต้องเครียด ไม่เห็นต้องจริงจังอะไรจนกระทั่งพ่อแม่ของผมเสีย แต่ผมยังมีน้องชายอีกคนที่ต้องดูแล

พ่อแม่ทิ้งมรดกสุดท้ายไว้ให้คือ ที่ดินทำเลทอง และเงินประกันชีวิตอีกจำนวนหนึ่ง ผมจึงตัดสินใจใช้เงินทั้งหมดที่มีทำร้านที่ดูจะเหมาะกับผมที่สุด 'ร้านเหล้า'

แต่ใครจะไปรู้ว่าจุดเริ่มต้นของร้านเหล้าโง่ ๆ จะทำให้ผมประสบพบเจอกับเรื่องราวที่ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปตลอดการ...


 

 

 

 

#ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย



-เปียกปูน-


ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0

ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

อินทะโรดักฉัน

The Happy Reader

 

“เฮ้ย เฮ้ย!”

เสียงอึกกระทึกครึกโครมดังอลหม่าน อัลฟ่าตัวใหญ่วิ่งกันให้วุ่นเต็มโกดัง สถานที่ที่เรามักใช้พูดคุยเจรจาธุรกิจ ไม่ก็...

“มึงไปปิดทางเข้าออกให้หมด ถ้ามึงจับมันไม่ได้ พวกมึงตาย!” คำสั่งเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงคนพูดหนักแน่นบ่งบอกถึงสถานะ และอำนาจที่มีอยู่ในมือ

“ครับซ้อ”

‘ซ้อ’ นั้นคือสรรพนามที่พวกอัลฟ่ากลุ่มนี้ใช้เรียกโอเมก้าอย่างผม ในโลกที่เต็มไปด้วยการแบ่งแยกสถานะ และพละกำลัง โดยให้จุดบนสุดของห่วงโซ่อาหารเป็นอัลฟ่า รองลงมาเป็นเบต้า และปิดท้ายด้วยผู้ที่อ่อนแอที่สุดอย่างโอเมก้า

เราดำเนินชีวิตด้วยสัญชาตญาณ แต่นั่นไม่ใช่กับทุกคน เช่น ผม...โอเมก้า ที่เกิดและเติบโตในครอบครัวของอัลฟ่า

แม้แต่แม่ของผม ท่านก็เป็นอัลฟ่ามาก่อน จนกระทั่งมาเจอป๊าที่เป็นทรูอัลฟ่า วันที่คนในครอบครัวรู้ว่าผมเป็นโอเมก้า แววตาของพวกเขามีเพียงความว่างเปล่า

แต่ผมก็เข้าใจแม่ กับป๊านะ ผู้นำตระกูลจะเป็นโอเมก้าได้ไงล่ะ ฉะนั้นผมต้องเป็นโอเมก้าที่ไม่เหมือนใคร ต้องแข็งแกร่ง และทรงอำนาจกว่าอัลฟ่า ถึงผมจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่ผมก็เลือกที่จะเป็นได้...

ผมชื่อ เป่ยเปียน [1]ลูกชายโอเมก้าคนเดียวแห่งตระกูลบูรพา คนอื่นอาจจะเรียกพวกเราว่ามาเฟีย แต่เราเรียกตัวเองว่าผู้ดูแลอาณาเขต

“ซ้อเป่ยครับ จับมันได้แล้วครับ” สิ้นสุดประโยค อัลฟ่าตัวโตกว่าก็เดินนำหน้าผมไป

คนพวกนี้คือเหล่าลูกน้องของป๊า พวกเขาถูกฝึกการต่อสู้มาเป็นอย่างดี นั้นก็เพื่อคุ้มกันผม ถึงแม้ว่าจริง ๆ ผมจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดีมาตลอด แต่ในสายตาของอัลฟ่าแล้ว โอเมก้ายังคงเป็นโอเมก้าอยู่ดี

ผมทิ้งตัวลงนั่งชันเข่ากับพื้นเพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกับคนที่ถูกคุมตัวนอนราบกับพื้น

“มึงมาจากกลุ่มไหนวะ ไม่รู้หรือไงว่าเขตนี้ใครดูแล” ฝ่ามือสวยค่อย ๆ สอดเข้ากับกลุ่มผมสีน้ำตาล ก่อนจะกระชากกลุ่มผมขึ้นเพื่อให้คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมอง

“ผ...ผมขอโทษครับ ผมไม่รู้ว่าเขตนี้ซ้อเป่ยดูแลอยู่ครับ” มันว่าเสียงสั่นเครือ

ฝ่ามือคลายออกช้า ๆ ปล่อยกลุ่มผมออกให้เป็นอิสระ เป่ยเปียนชันตัวลุกขึ้นยืน มุมปากกระตุกยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดของคนที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง

“ไม่รู้งั้นเหรอ ตลกสิ้นดี” สิ้นสุดประโยค ผมก็เตะเข้าหน้ามันอย่างจัง ใบหน้าคมสะบัดตามแรงกระทบ เลือดสีแดงฉานก็เริ่มไหลออกจากริมฝีปาก

“ผมขอโทษครับซ้อ ผมไม่รู้จริง ๆ”

“ซ้อครับ เจอแล้วครับ” ผมหันขวับไปยังคนที่เข้ามาใหม่ มันเดินเข้ามาพร้อมกับถุงกระดาษสีน้ำตาลบางอย่างในมือ “ยาครับซ้อ”

“หึ!” เสียงหึในลำคอสั้น ๆ ทำเอาคนที่นอนอยู่ตัวสั่นเทา คนที่กล้าเข้ามาทำเรื่องผิดกฎหมายในเขตของผม อย่าคิดว่ามันจะจบสวย

เท้าสาวกลับไปยังลูกน้องที่ยืนอยู่ เสื้อสูทสีดำถูกถอดออก เหลือเพียงเสื้อคอเต่าสีดำด้านใน ลูกน้องคนสนิทอย่างเฮียเหรียญส่งถุงมือหนังสีดำด้านให้ มันเป็นอันที่ผมใช้เป็นประจำ และทุกครั้งที่มันถูกสวม มักจะมีคนตายเสมอ

ผมหยิบไม้เบสบอลจากบอดี้การ์ดคนหนึ่ง แล้วเดินกลับมาหาคนที่ยังนอนอยู่กับพื้น มืออีกข้างมีปืนพกสีดำเงาวับพร้อมกระสุนบรรจุเต็มแม็ก ผมเรียกชุดนี้ว่าชุดรับแขก

“มึงเลือกเอาว่าจะตายแบบไหน”

“ซ...ซ้อครับ ฮือ ผมขอโทษอย่าฆ่าผมเลย ผมยอมทุกอย่างแล้ว” เสียงสะอื้นไห้หลุดออกมาจากอัลฟ่าตัวใหญ่ “ผ...ผม...ผมมีลูก ลูกผมยังเล็ก ผมขอร้อง”

“คนจะตาย แม่งก็พูดแบบนี้ทั้งนั้น”

“ผมขอร้อง ฮึก! ลูกผมเธอขาดแม่ไปแล้ว อย่าให้แกต้องขาดพ่อเลยนะครับซ้อ เธอเป็นโอเมก้า เหมือนกันกับซ้อนั่นแหละครับ ถ้าเขาไม่มีผมสักคน เขาจะอยู่ยังไง ที่ผมต้องทำแบบนี้เพราะต้องหาเงินไปรักษาแก ผมขอร้อง ฮือ”

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ อยากจะบ้าตาย นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องรู้ แต่เพราะผมดันเอาความรู้สึกเขาเข้ามาผูกไว้จึงเข้าใจความรู้สึกนั้นเป็นอย่างดี แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะให้คนทำผิดได้นี่

แม่งเอ้ย! ความคิดตีวนไปหมด

“ซ้อผมขอร้อง ฮือ... ผมเพิ่งส่งยาครั้งแรก ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าที่นี่ซ้อคุมอยู่ ผมไหว้ล่ะซ้อ ฮึก!”

“แม่งเอ๊ย!” ผมสบถออกมาเสียงดัง แล้วเตะเข้าที่หน้ามันอีกหนก่อนจะโยนไม้เบสบอลกลับไปที่ลูกน้อง “สั่งสอนมัน แต่ไม่ต้องถึงตาย ให้มันรู้ว่าอย่าเข้ามาทำเรื่องเหี้ย ๆ ในถิ่นกูอีก”

“ครับซ้อ แล้วยานี่ให้พวกผมทำยังไงดีครับ...”

“เอาไปทิ้ง มึงจะละลายน้ำเล่นที่ไหนก็ทำ แต่เอาไปทำนอกเขตกู”

“รับทราบครับ”

“เฮียเหรียญไปสืบมาว่ามันจะเอายาไปส่งที่ไหน ส่งให้ใคร ทำไมคนของเราไม่รู้”

“ครับซ้อ”

ผมถุงมือสีดำถูกถอดออก บอดี้การ์ดที่ถือเสื้อสูทตัวนอกไว้รีบเดินเข้ามา แล้วเอามันคลุมไว้ที่ไหล่เจ้าของเสื้อ

“สั่งคนเตรียมรถ แล้วให้คนเตรียมน้ำให้กูแช่ด้วย ปวดหัวฉิบหาย”

“ครับซ้อ”

จริง ๆ วันนี้มันต้องมีคนตายถึงจะถูก แต่เพราะอะไรกัน ทำไมผมถึงปล่อยเขาไป ผมต้องหาคำตอบ แต่ไม่ใช่เพื่อตอบคำถามตัวเอง

ทุกการตัดสินใจ มีผลตามมาเสมอ นี่แหละครับ เรื่องของโอเมก้าในตระกูลของอัลฟ่า ตระกูลที่คนในเขตเรียกเราว่ามาเฟีย...

 

 

 

 

 

 

สวัสดีรี้ดทุกคนครับ <3

-เปียกปูน-

#ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย

เดี๋ยวจะรีบมาอัปต่อนะครับ

-กำลังทยอยแก้คำผิดนะครับ-

เชิงอรรถ

^ 北边 běibiān เป่ยเปียน ทิศเหนือ

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

บทที่ 1

The Happy Reader





รถตู้สัญชาติญี่ปุ่นสีดำเงาวับพาผมกลับมาที่บ้าน เพียงแค่รถจอดนิ่งสนิทบอดี้การ์ดที่ยืนอยู่หน้าบ้านก็รีบวิ่งแจ้นมาเปิดประตูรถแทบจะทันที

“ซ้อครับ คุณท่านมารอที่ห้องรับแขกสักพักแล้ว”

“อืม” ผมตอบเพียงสั้น ๆ เพราะคิดเอาไว้แล้วว่าป๊าต้องมาที่นี่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้

จากตอนแรกที่ตั้งใจว่าจะกลับมาแช่น้ำให้สบายใจ ก็ต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นเดินไปที่ห้องรับแขกแทน

เท้าสาวไปอย่างไม่รีบร้อนนักไม่นานผมก็มาถึง ผู้ชายดูมีอายุนั่งรออยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อได้เห็นลูกชายเขาก็ลุกขึ้น แล้วเดินเข้าหาอย่างไวว่อง

เพียะ !

เสียงฝ่ามือใหญ่ฟาดเปรี้ยงบนใบหน้าเล็กอย่างหนักหน่วงจนใบหน้าหันตามแรงมือ ริมฝีปากเล็กแตกเลือดซิบออกมาตามมุมปาก มันคงไม่ใช่เรื่องปกติหากคนในครอบครัวจะลงไม้ลงมือจนถึงขั้นเลือดตกยางออก แต่สำหรับครอบครัวผมมันกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว

“แกปล่อยมันไปงั้นเหรอ”

“...เขามีครอบครัว” ผมว่าเสียงน้ำเสียงเรียบเย็น

“หึ! แล้วแกก็เชื่อมัน? นี่แกใจอ่อนกับเรื่องแค่นี้น่ะเหรอ”

“...”

“ถ้าแกยังอยากดูแลเขต แกต้องหนักแน่นกว่านี้ เพราะแบบนี้ไง ฉันถึงไม่ไว้ใจโอเมก้า”

“ป๊า...” เสียงเรียกผละแผ่วเบาลง ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงไม่ยอมพูดต่อ นั้นอาจจะเป็นเพราะรู้ดีว่ายังไงป๊าก็ไม่ยอมฟังสิ่งที่ผมพูดล่ะมั้ง

“เป่ย ถ้าแกยังอ่อนแอแบบนี้ แกจะตกเป็นเป้า จำเอาไว้!”

ว่าจบป๊าก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งผมให้ยืนนิ่งอยู่ในห้องรับแขกนานอยู่หลายนาที จนกระทั่งเฮียเหรียญเดินเข้ามา

“ซ้อครับ น้ำอุ่นพร้อมแล้ว”

“อืม...” ผมตอบสั้น ๆ แล้วเดินกลับมาที่ห้องของตัวเอง

เสื้อผ้าถูกถอดเปลี่ยนเหลือเพียงชุดคลุมอาบน้ำที่ปกปิดร่างกาย ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องน้ำกว้างสีขาวคลีน อ่างอาบขนาดใหญ่มีน้ำสีนมพร้อมกับกลีบดอกไม้สีแดง มีขวดแชมเปญกับแก้วทรงสวยวางอยู่ไม่ไกล

สายชุดคลุมอาบถูกรั้งให้คลายปม ผมถอดมันออกไปกองกับพื้น แผ่นหลังเล็กเต็มไปด้วยลายสักเถาวัลย์หนามพันเกี่ยวรอบตัว ลามไปถึงแขนซ้ายทั้งแขน และบริเวณลำคอระหง มันแทบไม่มีที่ว่างให้ได้เห็นผิวขาว ๆ ที่ซ่อนอยู่

เป่ยเปียนหย่อนปลายเท้ากับผิวน้ำอย่างเชื่องช้า ก่อนจะค่อย ๆ ลงไปนั่งในอ่าง น้ำอุ่นทำให้รู้สึกผ่อนคลายลงได้ แต่ความคิดของเขายังคงไม่สิ้นสุด

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เข้ามา” ผมตะโกนบอก หลังจากเสียงเคาะประตูสิ้นสุดลง “อ้าวเฮียเหรียญ”

“ผมมาแจ้งเรื่องที่ซ้อให้ไปสืบครับ” ไม่พูดพร่ำเฮียเหรียญก็เข้าเรื่องทันที

“นอกเวลางานเรียกธรรมดาเถอะครับ”

“ครับ...” สิ้นสุดเสียงรับคำ เหรียญก็เดินเข้ามาใกล้เป่ยเปียน เพื่อเทแชมเปญใส่แก้วทรงสวยอย่างรู้งาน “คนที่เราจับได้วันนี้เป็นคนของเฮียอี้ครับ มันมาส่งยาที่ผับเปิดใหม่ แต่ส่งให้ใครอันนี้ยังไม่ทราบครับ”

ผมรับแก้วทรงสูงบรรจุเครื่องดื่มจากเฮียเหรียญ ก่อนจะยกขึ้นจิบ “หืม? ทำไมคนของเราไม่เห็นรายงานเรื่องร้านเปิดใหม่”

“ที่พอรู้คือเจ้าของร้านเป็นคนจากที่อื่น คงไม่รู้ธรรมเนียมของที่นี่”

“งั้นผมวานเฮียสั่งคนให้เตรียมรถที เราจะไปเดินเล่นที่ร้านนั้นสักหน่อย”

“ครับ”

เครื่องดื่มในมือถูกยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดในคราวเดียว “เฮียเหรียญ... เฮียว่าที่เป่ยทำมันผิดมากไหม” ผมว่าน้ำเสียงผละแผ่วอ่อนลงเมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

“ถ้าเป็นพี่ พี่คงทำแบบเป่ยนั่นแหละ”

เป่ยเปียนฉีกยกยิ้มมุมปาก ผมรู้อยู่แล้วว่ายังไงเฮียเหรียญต้องเข้าข้างผม

“ขอบคุณนะเฮีย”

“ไม่เป็นไร เป่ยแช่น้ำไปก่อนนะ เดี๋ยวเฮียหายามาทำแผลที่ปากให้”

“ครับ”

หลังจากเฮียเหรียญเดินออกไป ภายในห้องน้ำก็กลับมาเงียบสนิท ความเงียบเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผม เพราะมันทำให้ผมใช้ความคิดมากเกินไป

เสียงสะท้อนที่พ่อพูดเอาไว้ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท การเป็นโอเมก้าคนเดียวในตระกูลมันไม่ง่ายเลย ผมต้องพิสูจน์ตัวเองให้ป๊าเห็น และวันนี้ผมก็ทำพลาดเพียงเพราะผมตัดสินใจไว้ชีวิตคนคนหนึ่ง

ถ้าเป็นป๊า ป๊าจะอ้อนวอนขอชีวิตเพื่ออยู่กับผมต่อหรือเปล่า ป๊าจะร้องไห้ฟูมฟาย และลดศักดิ์ศรีของตัวเองเพื่อผมไหม

หัวตาเริ่มร้อนผ่าว ผมแหงนเงยหน้าขึ้นเมื่อภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเบลอ น้ำตาเม็ดใสกำลังเอ่อขึ้นมา ผมหลับตาลงแล้วหย่อนตัวลงให้น้ำท่วมถึงหัวเพื่อปกปิดความอ่อนแอของตัวเอง มันเป็นวิธีเดียวที่จะไม่มีใครรู้ว่าผมร้องไห้

ผมเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยกับการที่ต้องเข้มแข็ง เจ็บปวดแค่ไหนก็แสดงออกมาให้ใครเห็นไม่ได้

สุดท้าย ผมก็เป็นแค่โอเมก้า โอเมก้าที่อ่อนแอ...



ผมสั่งให้เฮียเหรียญเตรียมรถกับคนไว้จำนวนหนึ่ง คืนนี้ผมว่าจะแวะไปผับที่เพิ่งเปิด ตั้งใจว่าจะแค่แวะไปทักทาย และเอาของขวัญสุดพิเศษไปให้ ถือว่ากล้าดีมากที่มาเปิดโดยที่ไม่แจ้งให้ผมรู้ ทำให้ผมต้องถูกป๊าดุเพราะมีคนมาส่งยาในเขต

ปกติแล้วหากมีร้านเปิดใหม่ จะมีการแจ้งมาทางพวกเราก่อนตามธรรมเนียม พวกเขาจะต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้กับเรา และเราจะส่งคนไปดูแลที่ร้าน ผมไม่รู้ว่ากลุ่มอื่นเขาดูแลเขตกันยังไง แต่กลุ่มของเราจะไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาทำเรื่องผิดกฎหมายเด็ดขาด ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่พวกเราทำก็ผิดกฎหมายเหมือนกันก็เถอะแต่นั่นก็แลกกับการคุ้มครองอย่างดีที่พวกเราดูแลให้

มันเป็นแบบนี้มานานก่อนที่ผมจะเกิด สืบต่อกันมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงรุ่นป๊า แต่รุ่นของป๊ามีการขยายอาณาเขตใหญ่ขึ้นจนต้องแบ่งกันรับผิดชอบออกไป เช่นผมที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลตรอกทางทิศเหนือ

“ซ้อครับรถพร้อมแล้ว”

บุหรี่สีขาวถูกจี้ลงกับที่เขี่ย ไฟสีส้มที่เคยสว่างวาบอยู่ที่ปลายก็พลันมอดดับ ปากพ่นควันสีขาวที่เหลือออกมาจนหมด ผมจึงลุกจากโซฟาตัวยาวเดินไปขึ้นรถที่เตรียมเอาไว้

วันนี้ผมพาคนไปไม่เยอะเพราะไม่อยากให้คนแตกตื่น แค่จะแวะไปทักทาย กับสั่งสอนนิดหน่อย เพราะถือว่ามันมีส่วนทำให้คนเข้ามาส่งยาได้ ถ้าผมรู้มาก่อนว่าจะมีร้านมาเปิดตรงนี้ เรื่องก็คงไม่วุ่นวาย

เราใช้เวลาเดินทางไม่นานอย่างที่คิด เราก็มาถึงหน้าร้านที่ตั้งอยู่กลางซอย ตัวตึกมีชื่อป้ายไฟนีออนสีชมพูที่คำว่า @Yes ส่วนไฟสีขาวนวลเป็นประโยคหลังเขียนว่า Bar

@Yes Bar

ผมจำได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนที่ตรงนี้ยังเป็นพื้นที่โล่ง ๆ อยู่เลย เคยลองให้คนติดต่อเจ้าของไปเพื่อซื้อขาย แต่ทว่าเขากลับตอบปฏิเสธมา ผมว่าที่ตรงนี้ค่อนข้างเป็นที่ทำเลทองเลยทีเดียว

“เฮียเหรียญให้คนอื่น ๆ รอหน้าร้าน ผมอยากนั่งชิล ๆ ก่อน”

เหรียญพยักหน้ารับหันกลับไปสั่งลูกน้องที่เหลือ เป่ยเปียนเดินนำเข้าไปก่อน พนักงานตรวจบัตรเพียงแค่เห็นหน้าเขาก็โค้งคำนับพอเป็นพิธี

“สวัสดีครับซ้อเป่ย”

“อืม จะก้มอีกนานไหม”

“ขอโทษครับ”

แล้วมันจะขอโทษทำไมวะ เฮ้อ! ผมพรูดลมออกจากปากอย่างเบื่อหน่าย

“เจ้าของร้านอยู่ไหม”

“อยู่ครับซ้อ”

“อืม” ว่าจบผมก็สาวเท้าเข้ามาในร้าน

ภายในร้านเปิดเพลง EDM บีทหนักจนรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ ลูกบอลกลมใต้เพดานฉายแสงหลากหลายสีสันราวกับมีหิ่งห้อยนับพันบินอยู่ ผู้คนแออัดพอสมควร นั่นอาจจะเป็นเพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดจึงทำคนมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก

“มีโต๊ะยังครับ”

นี่คงจะเป็นพนักงานสินะ ดูได้จากเสื้อยืดสีดำที่สกรีนชื่อร้าน “ยังครับ”

“งั้นเชิญทางนี้ครับ” พนักงานเดินนำหน้าผมไปไม่ไกลมาก เขาพาผมมานั่งในมุมลับตาคน ผมคงมาดึกเกินไป ทำให้ไม่ทันโต๊ะด้านหน้า “รับเป็นเครื่องดื่มอะไรดีครับ”

“น้องเจ้าของร้านอยู่ไหม” ผมว่า

“อยู่ครับ เฮียกรรณอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์” ว่าจบเขาก็ชี้นิ้วไป จากตรงนี้มองไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ แต่ก็พอรู้ว่าบาร์ต้องเดินไปทางไหน “ตกลงรับเครื่องดื่มอะไรดีครับ”

“เฮียเหรียญ สั่งเครื่องดื่มมาก่อนเลยนะ เดี๋ยวเป่ยมา”

“จะไปไหน! ห้ามไปคนเดียวนะครับ”

“เฮีย...เป่ยไม่ใช่เด็กนะ เป่ยดูแลตัวเองได้” ผมลุกมาจากโซฟาตัวสีแดง เดินเบียดเสียดผู้คนออกมายังหน้าเคาน์เตอร์บาร์

ภาพตรงหน้าชวนอึ้งอยู่ไม่น้อย บริเวณนี้เหมือนเป็นศูนย์รวมของโอเมก้า ผู้ชายสูงใหญ่หลังบาร์นั้นคงเป็นอัลฟ่าสินะ

ผมรอจังหวะให้คนลุกออกไป แล้วจึงเดินเข้าไปนั่งที่ที่ยังว่าง

“รับอะไรดีค่าบคนสวยขา” ประโยคแรกก็ทำผมขนลุกชันไปทั้งตัว ใบหน้าคมก็ฉีกยิ้มกว้างจนตาเป็นสระอิ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตรงนี้โอเมก้าถึงได้เยอะ แต่ใบหน้าของเขาก็ไม่สามารถทำอะไรผมได้อยู่ดี

“ผมมาหาเจ้าของร้าน ไปตามมาพบผมที”

“ได้เลยค่าบ” ว่าจบเขาก็ทิ้งตัวนั่งลงกับพื้นก่อนจะดีดขึ้นมาด้วยความไวจนผมสะดุ้งโหยง “สวัสดีค่าบ ผมเจ้าของร้านมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

ไอ้เวรนี้มันคิดว่ากำลังคุยกับใครกันฮะ!!!

“ผมอยากคุย...---”

“ชู่ ๆ” ยังไม่ทันเริ่มพูดเขาก็ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะกลางริมฝีปากของตัวเอง “ผมถูกใจคุณนะ แต่ถ้ายังไม่สั่งอะไรรอแป๊บนะคะ” เขาทิ้งให้ผมนั่งอึ้งกับเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงสี หรือเพราะฤทธิ์เครื่องดื่มที่ดื่มมาจากบ้าน ผมถึงได้รู้สึกมึนยังไงก็ไม่รู้

“รับอะไรดีคะคนสวยขา” แล้วเขาก็ถลาตัวไปหาโอเมก้าที่นั่งอยู่ห่างจากผมเพียงไม่ไกล พร้อมกับพูดแบบเดียวกันกับที่พูดกับผมเป๊ะ

WTF นี่มันบ้าอะไรฟะ!!!

เขาเป็นพวกอัธยาศัยดี หรือเจ้าชู้ประตูผีกันล่ะเนี่ย...

ผมว่าผมควรถอยไปตั้งสติสักพัก แล้วค่อยส่งคนมาลากตัวเขาในตอนเช้าน่าจะดีกว่านั่งอยู่ตรงนี้ จังหวะที่ผมตั้งใจจะลุกออกไป เขาก็แจ้นเข้ามารั้งผมเอาไว้

“จะไปไหนอ่า ผมบอกว่าผมถูกใจคุณนี่ แล้วจะทิ้งกันไปไหน”

“...” ผมเริ่มเกลียดหน้าไอ้หมอนี่ชะมัด เขาสามารถทำให้เส้นประสาทผมเต้นตุบ ๆ พร้อมปะทุ “ไอ้เฮงซวย!” ผมพูดออกมาเสียงแผ่วเบาอย่างหมดความอดทน

“หึงเค้าเหรอ เค้าทำงานนะตัวเอง”

ไอ้เปรต!

เส้นความอดของผมขาดผึ่งคว้าคอเสื้อของเขาไว้ในมือ กรรณยกมือทั้งสองข้างขึ้นในระดับหัวไหล่ในท่ายอมแพ้

“อยากตายหรือไง กูมีเรื่องจะคุยกับมึง!” ผมสบถคำหยาบออกมา แต่ทว่าเขากลับส่งยิ้มให้อย่างไม่สนหินสนแดด

“ชอบแบบนี้ก็ไม่บอก งั้นปล่อยผมก่อนสิ”

ฝ่ามือเรียวเล็กคลายคอเสื้อของคนตัวใหญ่ออก ก่อนเขาจะเดินหายกลับเข้าไปแล้วออกมาพร้อมกับอีกคน

“เฮียฝากบาร์แป๊บนะ” คนตัวเล็กพยักหน้า เขาก็เดินออกมานอกบาร์ตรงมายังผม “มาทางนี้สิ” ว่าจบเขาก็คว้าข้อมือผมให้เดินตามมา

เราเดินฝ่าผู้คนมากมายมายังชั้นสอง บริเวณนี้คนน้อยกว่าชั้นล่างอยู่มาก แต่ทว่าเขาก็ยังไม่หยุดเดิน

“จะไปไหน ปล่อยนะเว้ย”

“ใกล้ถึงแล้ว ๆ” เดินมาอีกหน่อยก็มีตรอกเล็ก ๆ เป็นขั้นบันได ผมคิดว่าที่นี่มีสองชั้นเสียอีก แต่เมื่อเดินขึ้นมามันมีประตูไม้สีดำ พอจะมองออกว่านี้เป็นห้อง

เขาไขกุญแจแล้วเดินเข้าไปก่อน ปกติผมไม่ไปไหนกับใครสองต่อสองหากไม่มีบอดี้การ์ดไปด้วย

“ยืนทำอะไรเข้ามาสิ”

หรือว่านี่จะเป็นกับดัก ข้างในอาจจะมีคนรออยู่แล้วก็ได้ ผมจ้องหน้าคนตัวใหญ่เขม็ง กวาดสายตาไปจนทั่วใบหน้าของเขา แล้วพยายามนึกคิดว่ามันมาจากแก๊งไหน เท้าพลางก้าวถอยหลังไปทีละนิด

แต่นั้นก็ไม่ไวเท่าความคิดของกรรณ เขาคว้าข้อมือเล็กให้เดินเข้ามาในห้อง ตามด้วยเสียงประตูปิดเสียงดังปัง!

ร่างของผมถูกเขาจับเหวี่ยงกระแทกกับประตูอย่างแรง ทันทีที่ผมไม่ทันตั้งตัว ดวงตาของผมก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ

ริมฝีปากนุ่มหยุ่นของอีกฝ่ายแนบประกบเข้ามาที่ริมฝีปากของเป่ยเปียนอย่างรุนแรง สถานการณ์ตรงหน้ามันต่างจากที่คิดเอาไว้ไปไกลหลายตลบ

จังหวะที่เขาผละริมฝีปากออกให้ได้หายใจหายคอ นั่นเป็นจังหวะเดียวที่ผมจะต้องรีบพูด

“อื้ม ดะ...เดี๋---” แต่ทว่าทำได้เพียงเก็บกลืนเสียงลงคอไปตามเดิม เมื่อเข้าจู่โจมเข้ามาอีกหน ผมไม่เคยรู้สึกว่าร่างกายตัวเองจะเกร็งได้ขนาดนี้มาก่อน แขนขาก็พลันไร้เรี่ยวแรง

ฝ่ามือเล็กจิกลงที่หัวไหล่ของคนตัวใหญ่อย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกหลังจากนั้นคือ ความฉ่ำแฉะภายในโพรงปาก ก่อนจะถูกเรียวลิ้นร้อนสอดเข้ามากวาดต้อนอย่างอุกอาจ

ทั้งมือทั้งริมฝีปากของเขารุ่มร่ามไปหมด หน้าท้องแบบราบถูกฝ่ามือสากลูบไล้เข้ามาใต้เสื้อ ปากก็เริ่มตะโบมจูบลงมาที่ซอกคอ ก่อนจะรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อเขาออกแรงดูดดึง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนสติพลันเตลิดหายไป

วันเฮงซวย! ไอ้คนเฮงซวย!

ผมเริ่มตั้งสติก่อนจะยกเท้าตัวเองขึ้นแล้วกระแทกลงฝ่าเท้าของเขาอย่างจัง

“โอ๊ย~” เขาร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด กระโดดหย็องกอบกุมฝ่าเท้าตัวเองไว้ “ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย”

นี่มันไม่รู้ตัวจริงดิ!

“มึงสิทำบ้าอะไร”

“อ้าว ก็คิดว่าชอบแบบรุนแรง เห็นกระชากคอเสื้อผม”

ผมแทบคลั่งกับคำพูดโง่ ๆ ที่เขาพ่นออกมา ผมยกมือขึ้นก่อนจะกำหมัดไว้แน่น ใจอยากจะถลาไปต่อยหน้ามันให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ไม่อยากเอาตัวเองไปสัมผัสกับเขาอีกแล้ว แค่นี้ก็ขนลุกไปทั้งตัว

“ไอ้โง่! ไอ้โรคจิต ไอ้เฮงซวย!” ว่าจบผมก็รีบเปิดประตูออกมาจากห้องเขาอย่างไวว่อง

มึงเจอกูแน่!

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมคิดก่อนจะวิ่งลงมายังชั้นล่าง เพื่อกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง ผมไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะนั่งดื่มอะไรให้สบายใจอีกต่อไป

“เฮียผมจะกลับ!” ผมว่าเสียงดังอย่างหัวเสียเมื่อพาตัวเองกลับมาที่โต๊ะได้แล้ว

เหรียญเห็นท่าทีของเป่ยเปียนไม่ดีจึงรีบสั่งให้ลูกน้องเอารถออกมารอรับ เขารู้ว่าเวลาซ้อของเขาโกรธมันน่ากลัวแค่ไหน แต่ทว่าทำไมซ้อถึงหูแดง มันต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ในระหว่างที่เขาหายไป

เป่ยเปียนเดินออกมาขึ้นรถด้านนอก ปล่อยให้เฮียเหรียญจัดการกับค่าเครื่องดื่มในร้านคนเดียว ไม่นานเขาก็เดินตามมาขึ้นรถที่จอดรออยู่ เมื่อคนครบแล้วรถก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากหน้าร้านของไอ้อัลฟ่าเวรนั่น

ผมกรี๊ดออกมาเสียงดังระบายอารมณ์

ค่อยดูสิ! ผมจะจับไอ้หน้าโง่นั้นมาถลกหนังออก แล้วเอาไปทาเกลือตากแห้ง หั่นมันเป็นชิ้น ๆ แล้วโยนให้ปลาสวายหน้าวัดกิน ผมจะตัดลิ้นมันออกมาแล้วก็สับ ๆ ๆ ๆ ให้ละเอียด แล้วก็ทุบซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น กล้าดียังไงมาจูบผมฮะ!!!

สิ้นสุดความคิดริมฝีปากก็เห่อร้อนผ่าว ราวกับสัมผัสนั้นยังคงอยู่ ใบหน้าก็พลันร้อนตามไปด้วย

“พวกมึงไม่ได้เปิดแอร์หรือไงวะ เร่งแอร์หน่อยดิกูร้อน!”

“ครับซ้อ”

แบบนี้มันก็แย่แล้วน่ะสิ ให้โดนป๊าตบจนเลือดจนกบปากยังจะดีกว่าเสียอีก











-เปียกปูน-

#ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย

-กำลังทยอยแก้คำผิดนะครับ-

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0

ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

บทที่ 2

 

The Happy Reader

 

 

 

[เดี่ยวกรกรรณ]

 

“ไอ้โง่! ไอ้โรคจิต ไอ้เฮงซวย!”

ปัง!

เสียงประตูปิดดังปังใหญ่ ทำเอาสะดุ้งตกใจอยู่ไม่นิดหน่อย

“อะไรของเขาวะ พูดดีก็ไม่ชอบ พอรุนแรงก็ไม่เอา” ผมบ่นอุบอิบ นั่งกุมฝ่าเท้าที่โดนเหยียบ

ผมไม่รู้จักโอเมก้าคนนั้น และก็ไม่ได้ชอบเขาด้วย แต่จุดเด่นของเขาก็ทำให้จำเขาได้เป็นอย่างดี นั่นคือผมสีแดงเพลิงดูร้อนแรง

มันเป็นเรื่องปกติที่ในบางวันผมจะพาใครขึ้นมาทำอะไรต่อมิอะไรที่ห้อง คุยถูกคอเราก็ขึ้นมาคุยกันต่อข้างบน ก่อนจะตกลงกัน และจบความสัมพันธ์กันในคืนเดียว

มันก็เป็นแบบนี้มาตลอด แต่กับครั้งนี้ผมว่ามันแปลก ๆ อยู่หน่อย ก็เขาบอกว่าอยากคุยกับผมนี่ แถมยังรุนแรงใส่ผมอีก ผมก็คิดว่าเขาจะชอบแบบ BDSM [1]ไม่ก็พวกซาดิสม์[2]-มาโซคิสม์[3] อะไรเทือกนั้นเสียอีก

แต่ผมกลับโดนเขาตะโกนใส่หน้าหาว่าเป็นโรคจิตซะได้

“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมคอจากด้านหลัง ดึงให้ผมหันกลับไป

“อ้าวไอ้สิงห์ มึงอยู่ข้างบนเหรอ” ผมเอ่ยทักเพื่อนน้องชายตัวเอง

“อืม เห็นเสียงดังเลยเดินออกมาดู ไม่คิดว่าจะเห็นหนังบู๊ล้างผลาญ”

“ใช่ก็เหี้ยล่ะ”

“ผมได้ยินเสียงพี่กรรณร้องเอ๋งดังลั่นเลย”

“เอ๋งพ่อง! กูไม่ใช่หมา เดี๋ยวมึงจะโดน” ผมลุกขึ้นสาวเท้าเข้าครัวเพื่อหาน้ำดื่มดับร้อน

“ทำไมโดนเขาด่าอะ” สิงห์เดินตามกรกรรณเข้ามาในครัวเพื่อถามต่อ

“ไม่รู้วะ กูก็งง” ผมว่าพลางรินน้ำใส่แก้วทรงสูง

“อ้าวแล้วไม่ได้คุยกันตั้งแต่อยู่ข้างล่างเหรอ”

“ก็คุยนะ พอเขาบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับกู กูก็ลากขึ้นมาเลย”

“โฮพี่มึง! เขาอาจจะหมายถึงมีเรื่องคุยจริง ๆ ก็ได้ ไม่ใช่มาทำเรื่องอย่างว่าไหมล่ะ”

ที่มันว่าก็มีเหตุผลวะ ผมลืมคิดถึงจุดนั้นไปสนิท อาจเป็นเพราะตอนนั้นดื่มไปเยอะด้วยเลยขาดสติยั้งคิดไปบ้าง

“ไม่หรอก...กูว่าเขาเขินกู”

“ผมล่ะยอมความมั่นของพี่จริง ๆ”

“เฮียครับ อยู่นี้ต้องเรียกเฮีย” ผมว่า

“กระแดะมาก ไทยแท้หลังอานขนาดนี้เอาอะไรมาเฮีย” สิงห์ถึงกับเบ๊ปากมองบน ไม่รู้พี่ชายของเพื่อนเขาไปเอาความมั่นพวกนี้มาจากไหน มันถึงได้ล้นเหลือขนาดนั้น

“กูเป็นเถ้าแก่ร้านแล้วนะเว้ย กูต้องเป็นเฮียแห่ง YesBar” ว่าจบผมก็ยกมือขึ้นพร้อมกับกำหมัดแน่น อย่างภาคภูมิใจ "เอ๊ะ เหมือนกูถูกด่า"

“ฮ่า ๆ ผมเปล่านะ เอาที่เฮียมึงสบายใจนะ ผมลงไปหากชก่อน”

เวร! ตกลงจะเฮีย หรือจะมึงวะ เอาสักอัน

“เออ ๆ เดี๋ยวกูตามลงไป ตีนหนักฉิบหายกระทืบเข้ามากลางตีนกูเลย เจ็บสัด”

“สมควร ดีเขาไม่ต่อยหน้าเอา ผมไปละรีบลงมาล่ะ” ว่าจบสิงห์ก็เดินหายออกไปจากห้อง เหลือเพียงผมที่ยังอยู่ภายในห้อง ผมว่าจริง ๆ เขาอยากจะต่อยผมนั่นแหละ เห็นยืนกำหมัดแน่นขนาดนั้น แต่จะว่าไปมือเขาเล็กนิดเดียว อย่างกับอุ้งมือสัตว์ตัวเล็ก ๆ ไม่มีผิด ต่อยจริงก็คงไม่เจ็บหรอก

ผมพาตัวเองไปที่โซฟา ทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาว ลมหายใจอุ่นพรูดออกมาจากจมูกอย่างสม่ำเสมอ เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้าครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา นี่ก็สองเดือนแล้วที่พ่อและแม่ของผมเสียไป ความโศกเศร้าก็ค่อย ๆ จางหาย หลงเหลือไว้เพียงความรู้สึกคิดถึง

ชีวิตมันสำหรับคนที่ยังอยู่นี่นะ

มรดกก้อนสุดท้ายที่พ่อแม่ทิ้งไว้มีเพียงที่ดินผืนนี้ กับเงินที่ได้จากการทำประกันชีวิต หลังจากหักค่าจัดงานศพ และหนี้ของที่บ้าน ผมก็เอามาลงทุนกับร้านนี้ทั้งหมด ซึ่งผลตอบรับมันดีเกินคาด

จากชีวิตที่ไม่เคยต้องจริงจัง หรือคิดอะไรมาก เหตุการณ์นี้ก็บีบให้ผมต้องโตขึ้นอีกระดับหนึ่ง เพราะผมมีน้องชายที่น่ารักหนึ่งคน เขาชื่อว่า ‘กชกร’ จริง ๆ การมาเปิดผับเปิดบาร์มันก็ไม่ควรให้เขาลงมาช่วยงานหรอก เพราะน้องผมยังอายุไม่ถึง แถมยังเป็นโอเมก้าอีกต่างหาก ถึงแม้ว่าเขาจะมียีนด้อยจนคล้ายกับพวกเบต้าก็เถอะ จะให้พูดตรง ๆ เลยก็คือ ผมห่วงน้องชายสุด ๆ

แต่ความดื้อดึงของกชกรมีมาก ผมเองก็ไม่อยากขัดใจเขาเช่นกัน จึงต้องปล่อยเลยตามเลย และหนึ่งในรายได้หลักของร้านก็มาจากพวกที่มานั่งทำหน้าหม้อใส่น้องผมนี่แหละ ถูกน้องผมจัดการเชียร์ให้ซื้อแต่เหล้าแพง ๆ ไปหลายราย แต่ถึงอย่างนั้น นาน ๆ ครั้งผมถึงจะให้เขาออกมาช่วยหน้าบาร์ ส่วนมากผมจะให้ช่วยงานพวกบัญชี เพราะเขาค่อนข้างจะมีหัวไปทางนั้นมากกว่า

ตอนนี้เราเหลือกันแค่สองคนพี่น้องแล้ว อะไรที่ให้เขามีความสุขได้ผมก็จะทำ ถ้าพ่อกับแม่มองลงมาเห็นผม ผมสัญญานะครับ ผมจะดูแลกชกรเป็นอย่างดีไม่ต้องเป็นห่วง...

02:00 น.

“นั่นไงกูว่าละ พี่มึงหลับอยู่ที่โซฟา บอกกับกูว่าจะรีบตามลงมาแท้ ๆ” สิงห์ว่า

“...” กชกรเดินกลับเข้าไปที่ห้องนอนของกรกรรณ ก่อนจะเอาผ้าห่มผืนหนาออกมาด้วย

“เป็นกูปล่อยให้นอนหนาวตายแม่งข้างนอก”

“มึงก็นะ มาช่วยกูจัดผ้าห่มที” กชกรว่า

“มึงก็ใจดีตลอด พี่มึงเสียคนหมดละ รู้จักไหม มีพี่เมื่อพร้อม”

“ห่า ก็มันออกมาก่อนกู จะให้กูทำยังไง” กชกรว่าพลางหัวเราะร่วน

กชกรยืนเท้าสะเอวมองหน้าพี่ชายที่หลับสนิท ที่ผ่านมามันคงจะเหนื่อยมากที่ต้องดูแลทั้งเขา และร้าน

หลังจากจัดการผ้าห่มเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่เขาต้องพักผ่อนบ้าง กชกรเดินปิดไฟในห้องเหลือเพียงไฟในห้องน้ำสาดส่องออกมา พอให้ไม่มืดจนเกินไป

“ฝันดีนะ... ขอบคุณเฮียมากนะที่ดูแลกช” เขาพูดด้วยเสียงผะแผ่ว ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไป

มุมปากกรกรรณกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขาได้ยินทุกอย่าง และเขาเองก็มีความสุขที่สุดในคืนนี้

ป.ล.ไม่รวมเรื่องที่โดนเหยียบเท้านะ นี่แค่นึกถึงก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่เลย أ‿أ

 

[จบเดี่ยวกรกรรณ]


 

*-*-*-*-*-*-**-*-*-*-*-*-*-

 

“ซ้อครับ”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

วันนี้บอดี้การ์ดจำนวนหนึ่ง มารวมตัวกันที่หน้าห้องของเป่ยเปียนโดยไม่ได้นัดหมาย ด้วยเหตุที่ว่าเขาไม่ยอมออกมาจากห้องอีกเลยหลังจากที่กลับจากร้านเหล้าเมื่อคืน

“กูบอกให้ออกไป พวกมึงอยากตายหรือไง” เป่ยเปียนตะโกนบอก

“แต่ซ้อไม่ออกจากห้องตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะครับ ออกมากินข้าวหน่อยก็ยังดี”

“เรื่องของกูสิโวย เลิกวุ่นวายหน้าห้องกูไม่งั้นกูยิงจริง ๆ นะ”

บอดี้การ์ดชะงักตัวถอยห่างออกจากประตูหนึ่งก้าว แล้วหันหน้ามองกันอย่างเลิ่กลั่ก เขารู้ว่าซ้อของเขาไม่เคยพูดเล่น

“พวกมึงมายืนทำอะไรกัน ไม่มีงานทำกันหรือไง” เหรียญที่เพิ่งกลับจากข้างนอกว่าขึ้น หลังจากที่เห็นกลุ่มบอดี้การ์ดยืนกันอยู่เต็มหน้าประตูห้อง

“เฮียเหรียญ ซ้อไม่ยอมออกมาจากห้องเลยครับ ข้าวปลาก็ไม่กิน พวกผมเป็นห่วง นี้ก็เริ่มค่ำแล้วด้วย”

“อืม... เดี๋ยวกูจัดการเอง พวกมึงไปเถอะ” สิ้นสุดคำสั่งพวกเขาก็พากันเดินห่างออกไป เหลือเพียงเหรียญที่ยังยืนอยู่หน้าห้องของคนตัวเล็ก

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ฝ่ามือใหญ่ยกมือขึ้นเคาะประตูห้อง ก่อนจะมีเสียงจากคนด้านในตะโกนออกมา

“นี่มึงอยากโดนจริง ๆ ใช่ไหม”

“เฮียเอง...”

“เฮียเองเหรอ ...เข้ามาสิ” สิ้นสุดคำอนุญาตประตูก็ถูกเปิดออก

เหรียญสาวเท้าก้าวเข้าไปด้านใน สายตาเขากวาดมองความผิดปกติภายในห้อง เขาถูกฝึกมาอย่างนั้น และเขาก็ทำแบบนี้ทุกครั้งจนเป็นนิสัย

ภายในห้องของเป่ยเปียนมักจะตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นควันของบุหรี่เป็นเอกลักษณ์ แต่ทว่าวันนี้กลิ่นมันแรงกว่าทุกวัน

“เป่ยเป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าไม่สบายตรงไหน” เหรียญว่า

ผ้าห่มถูกเปิดออกโดยคนที่ซ่อนตัวอยู่ด้านใน เขายื่นเพียงแค่หน้าออกมา “เปล่า”

“นี่สูบบุหรี่จัดกว่าเดิมอีกนะ ไหนว่าจะพยายามเลิก”

“เป่ยมีเรื่องให้คิดนิดหน่อย”

“เครียดหรือเปล่า จะให้เรียกหมอไหม หรือจะระบายกับพี่ได้นะ”

“ขอบคุณนะเฮีย แต่ไม่มีอะไรมากหรอก” เป่ยเปียนว่าพลางขยับผ้าห่มออก “แล้วเรื่องที่เป่ยให้ไปสืบล่ะ”

“อืม เขาอยู่กับลูกที่เป็นโอเมก้าแค่สองคนครับ ภรรยาเสียไปเมื่อปีก่อน ช่วงนี้ลูกเขามีอาการไม่คงที่ของระดับฮอร์โมน การรักษาต้องใช้เงินจำนวนมาก มันเลยไปส่งยาให้กับเฮียอี้”

“แล้วมันส่งให้ใคร ถ้าคนส่งไม่รู้ว่านี่เป็นเขตของเรา แล้วคนรับยาล่ะ มันไม่รู้ด้วยเหรอ หรือว่ามันมีแผนอะไรกัน”

“อันนี้พี่ไม่แน่ใจ คนของเราพยายามตามสืบอยู่ ดูเหมือนคนรับยาจะรู้ว่านี่เป็นเขตของเรา เพราะมันดูระวังตัวมากกว่าคนส่ง มันแทบไม่ทิ้งร่องรอยอะไรให้เราเลย จากวันที่เค้นถามไอ้คนส่ง มันเองก็ไม่รู้เหมือนกันบอกแค่ว่าจะมีคนมารอรับที่ร้านนั้น สวมฮูดสีดำรออยู่”

“ผมว่ามันต้องรู้แน่ ๆ ว่าร้านนั้นไม่มีคนของเราเฝ้าอยู่ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันครับ เฮียส่งคนไปตามดูคนส่งยาให้ผมที ผมว่าตอนนี้เฮียอี้ไม่เอาไว้แน่ งานแรกก็พลาดแล้ว แถมยาก็ยังไม่ถูกส่งต่ออีก ผมไม่ได้ไว้ชีวิตเขาเพื่อให้เขาไปตายหรอกนะ”

“ครับ... แล้วบาร์นั้นจะให้พี่ทำยังไงดี” เหรียญถามต่อ

เพียงแค่ได้ยินเรื่องร้านนั่น เป่ยเปียนก็รู้สึกร้อนขึ้นมาทันที เขารีบคว้ารีโมทแอร์ปรับอุณหภูมิให้เย็น เพื่อระบายความร้อนในร่างกาย

“ส่งคนไปจับตาดูที่ร้านไว้อย่าให้คลาด ผมว่ายังไงคนรับยาต้องวนเวียนที่นั่นแน่ มันคงคิดว่ายาอาจถูกซ่อนที่บาร์”

“ครับ”

“ส่วนเจ้าของร้าน...”

“...?”

“...เป่ย ...เป่ยขอคิดดูก่อน ว่าจะทำยังไง” สิ้นสุดประโยค เหรียญก็สังเกตเห็นความผิดปกติของโอเมก้าตัวเล็ก ผมไม่เคยเห็นเป่ยนิ่งไปขนาดนี้ เขาดูเหม่อเล็กน้อย

จังหวะที่เป่ยหันกลับไปหยิบมือถือที่หัวเตียง เหรียญก็สังเกตเห็นรอยคิสมาร์กสีแดงเชอร์รี่ที่ต้นคอสวย มันไม่ได้ขึ้นชัดมาก หากไม่สังเกตลายสักของเป่ยก็สามารถอำพรางได้ แต่เพราะเหรียญเป็นคนที่ค่อนข้างละเอียด เขาจึงเห็นแต่ก็เลือกที่จะเก็บเงียบไว้

ดูท่าเป่ยน่าจะยังไม่รู้ตัว

“จะเอายังไงบอกพี่ก็แล้วกัน”

“อืม ๆ” เป่ยครางรับในลำคอ เขาก้มหน้าง่วนอยู่กับมือถือ “เออเฮีย เป่ยเปลี่ยนใจล่ะ สั่งคนให้ไปพามันมา เดี๋ยวเป่ยจะไปรอที่ห้องทำงาน” ว่าจบผมก็ลุกลงจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัว

 

ใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิด ผมก็ออกมาจากห้องน้ำเพื่อแต่งตัว และทาครีมบำรุงด้านนอก ก่อนจะสังเกตเห็นเงาตัวเองที่สะท้อนในกระจก

รอย?

รอยอะไรวะ ผมลองเอาฝ่ามือถูกเบา ๆ มันไม่เจ็บ ไม่คัน... ยืนงุนงงอยู่กับรอยสักพัก ก็เริ่มหวนนึกถึงความรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อคืนก่อน

ไอ้เวร! นั่นมันดูดคอผมซะเป็นรอยเลย แบบนี้เฮียเหรียญจะเห็นไหมวะ

สิ้นสุดความคิด ผมก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเอาเสื้อคอเต่าที่มีอยู่สองสีคือ ขาว กับดำ ออกมา

“ใส่ตัวไหนดีวะ” ผมลองหยิบเสื้อคอเต่าสีขาวที่นาน ๆ ครั้งจะหยิบมันออกมาใส่ วางทาบกับตัว แล้วยืนหมุนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่เห็นเต็มตัว “ก็ดูดีนะ” ว่าจบผมก็ลองเอาสีดำออกมาลองทาบกับตัวบ้าง

พอได้มองตัวเองในกระจกก็ฉุกคิดได้ว่า ตัวเองจะคิดเยอะไปเพื่ออะไร มันก็แค่เสื้อคอเต่าโง่ ๆ ที่ปกติก็ใส่อยู่ทุกวัน แถมมันยังมีแค่สองสี

ในที่สุดเสื้อคอเต่าตัวสีขาวก็ถูกเหวี่ยงกลับเข้าตู้ไป กางเกงสแลคทรงลุงเอวสูงสีดำถูกหยิบออกมาสวมเข้าคู่กัน ตามด้วยเข็มขัดหนัง รอบเข็มขัดมีรูปงู Milk Snake สีแดงดำสลับขาวประดับอยู่ ผมชอบนะมันดูเข้ากับสีผมของผมดี

ผมสีแดงเพลิงถูกจัดทรงเซ็ทขึ้นเหมือนทุกวัน ก่อนจะปิดท้ายด้วยน้ำหอมกลิ่นแรง ๆ ผมมักจะใช้ฉีดเพื่อกลบกลิ่นฟีโรโมนของตัวเองอยู่เสมอ

หลังจากองค์ประกอบทุกอย่างครบแล้ว ผมก็ส่องกระจกเช็กความเรียบร้อยอีกหน “ดูโหดขึ้นเป็นกอง” ว่าจบผมก็หยิบชุดสูทตัวใหญ่ออกมาคลุมไหล่ตัวเองไว้ แล้วเดินออกมาด้านนอก

เปิดประตูออกมาผมก็พบกับบอดี้การ์ดอยู่จำนวนหนึ่งยืนกันหน้าสลอน

“นี่พวกมึงยังอยู่อีกเหรอ” ผมว่า

“ก็พวกเราเป็นห่วงซ้อนี่ครับ”

เฮ้อ! ไอ้พวกเวรนี่จริง ๆ เลย

“วันนี้ซ้อแต่งตัวเท่มากเลยนะครับ”

“เฮอะ พวกมึงก็พูดไป” ผมว่าพลางยกมือขึ้นแตะไหล่

นอกจากเฮียเหรียญแล้ว ผมก็ยังสนิทบอดี้การ์ดคนอื่น ๆ ถึงจะไม่เท่าเฮียเหรียญก็เถอะ

“หล่อขนาดนี่ หรือว่าซ้อมีนัดเดต”

“...!!!” ผมหลับตาลงแน่น เส้นเลือดแถบขมับเต้นตุบ ตุบ ริมฝีปากขยับเม้มเข้าหากัน ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่คนที่พูดโง่ ๆ ออกมา

"...ขอโทษครับซ้อ แฮะ ๆ" ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ พวกมันก็เหมือนจะรู้ตัว รีบก้มหน้าก้มตาหลบสายตาผมกันยกใหญ่

คนกำลังจะอารมณ์ดีอยู่แล้วเชียว

“ไปเอาบรันดีในห้องรับแขก แล้วตามกูไปที่ห้องทำงาน”

“ครับซ้อ”

 

 

 

เดี๋ยวจะรีบมาอัปต่อนะค่าบ

-เปียกปูน-

#ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย

-กำลังทยอยแก้คำผิดนะครับ-
เชิงอรรถ

^ B = bondage พันธนาการD = discipline การลงโทษS = sadism การมีความสุขจากการทำร้ายผู้อื่นM = masochism การมีความสุขจากการถูกผู้อื่นทำทารุณกรรม
^ ซาดิสม์ หมายถึงความสุขหรือความพึงพอใจในความเจ็บปวดและความทุกข์ของผู้อื่น
^ มาโซคิสม์ Masochism หมายถึงความสุขหรือความพึงพอใจทางเพศเมื่อได้รับความเจ็บปวดกับตัวเอง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-04-2022 14:22:58 โดย -Piagpun- »

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

บทที่ 3



The Happy Reader




“กช เฮียจะออกไปซื้อของกิน เอาอะไรไหม”

“เอาไส้กรอกอีสานร้านเดิม บอกป้าแกเอาขิงเยอะ ๆ หน่อยงกชะมัด”

“มึงอะสิงห์”

“ไม่เอาอะ กินดึก ๆ เดี๋ยวอ้วน” ผมเบ้ปากใส่มันไปหนึ่งที ก่อนจะรีบเดินออกจากร้านไป

วันหยุดลูกค้าจะเยอะกว่าปกติ แต่ช่วงหัวค่ำยังพอให้ผมได้มีเวลาออกไปทำอะไรอย่างอื่นได้บ้าง

หลังจากมาอยู่ที่นี่ได้สองเดือนกว่า ผมก็ได้รู้ว่าเวลากลางคืนร้านอาหารจะเยอะกว่าช่วงกลางวัน ส่วนใหญ่จะเป็นแบบกึ่งร้านเหล้า แสงสีจากร้านต่าง ๆ ดึงดูดแมลงเม่าที่บินเล่นไฟอยู่ข้างนอกให้หลงเข้าไป ร้านผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

แต่ที่น่าแปลกคือ ตั้งแต่มาอยู่ผมไม่เคยเห็นตำรวจแถวนี้เลย เรื่องทะเลาะวิวาทอะไรก็ไม่มี แถมยังไม่เคยเห็นเด็กที่อายุไม่ถึงเดินเฉียดมาที่ร้านเลยสักครั้ง ทั้งที่ตรอกนี้อยู่ใกล้กับมหา’ลัยแท้ ๆ ลองเป็นสมัยผมเรียนปีหนึ่งสิ เลิกเรียนก็วิ่งเข้าร้านเหล้ากันแล้ว

“ป้าเอาไอ้กลม ๆ สี่สิบบาท ผมขอซื้อขิงเพิ่มด้วย”

“ของน้องกชแน่เลย เอาขิงเยอะขนาดนี้” ป้าแม่ค้าว่า

“ครับ เอามาทั้งหัวก็ได้ป้า ให้มันเอาไปหันกินเอง”

“เราก็ชอบไปแกล้งน้อง เอา...เอาไปขิงป้าให้ฟรี”

“นี่ครับ ไม่ต้องทอน” ผมว่าพลางยื่นธนบัตรส่งไปยี่สิบบาท

“หนุ่ม... ตังค์ไม่ครบลูก”

“ผมล้อเล่น ฮ่า ๆ” ผมส่งธนบัตรอีกใบให้ป้าไป ก่อนป้าจะชวนคุยต่อ เม้าท์มอยตั้งแต่ท้ายซอยจนหน้าปากซอย บางจังหวะผมก็ช่วยแกตัดไส้กรอกขายไปด้วย คุยกันไปด้วย

ปกติผมเป็นคนคุยเก่งอยู่แล้ว น้องชายผมเขาเป็นคนไม่ค่อยพูด พอมีคนชวนผมคุยก็พลอยติดลมไปกับเขาตลอด รู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปเกือบยี่สิบนาที

ตายห่าไอ้กชด่าผมอีกแน่ออกมานาน

จังวะที่กำลังเดินกลับ ผมก็รู้สึกได้ถึงเงาดำทะมึนจากด้านหลัง ผมลอบชำเลืองมองด้วยหางตา “ตามกูเปล่าวะ” เสียงบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเริ่มเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ในตอนนั้นเองผมก็ได้รู้ว่า มันไม่ได้มีเพียงแค่ด้านหลัง ด้านหน้าของผมมีผู้ชายสูงใหญ่สวมชุดสูทสีดำยืนเรียงรายอยู่หน้าร้าน เท้าก้าวถอยหลังเองอัตโนมัติ แต่ทว่ามันถอยไปไม่ได้ เพราะติดคนที่เดินตามมาจากด้านหลัง

“เชิญไปกับพวกเราด้วยครับ”

“...” ผมกะพริบตาถี่มองคนที่ดูคล้ายกับนักฆ่า “เอาไส้กรอกไปแดก!” ผมฟาดถุงไส้กรอกร้อน ๆ ใส่หน้า ก่อนจะดีดตัววิ่งหนีออกมาให้ไกลจากตัวร้าน



ในตอนนั้นเอง ผมหวังว่าแง่งขิงอันใหญ่ในถุงจะช่วยชีวิตผมได้บ้าง แต่ยังไม่ทันก้าวเท้าได้ถึงสามก้าว ผมก็ถูกจับมัดแล้วใช้ผ้าปิดตาไว้ รู้ตัวอีกทีก็ถูลากขึ้นมานั่งอยู่ในรถตู้

แม่งเอ๊ย! หลวงปู่เค็มยังก้าวเยอะกว่ากูอีก

ระหว่างทางผมก็นั่งนึกว่าตัวเองไปก่อเรื่องอะไรไว้หรือเปล่า หรือเผลอไปล่อเมียใครเข้า ถึงได้ถูกจับอยู่แบบนี้ แต่คำตอบมันก็คือไม่ทุกครั้ง

“นี่ พี่จับผมทำไมอะ”

“...”

“ในรถเงียบจัง เปิดเพลงหน่อยไม่ได้เหรอ”

“...”

“นี่ ผมไม่มีเงินหรอกนะ ผมก็ให้ไส้กรอกพี่ไปแล้วไง ปล่อยผมเหอะ”

“เฮียมีอะไรปิดปากมันไหม มันพูดตลอดทางเลยอะ ผมหนวกหู” เสียงคนที่นั่งอยู่ด้านข้างพูดขึ้น

“หนวกหูก็ปล่อยผมสิ”

“ถึงบ้านแล้วเนี่ย” เสียงจากด้านหน้าว่า

“โฮ ใกล้แค่นี้โทรบอกผมก็ได้ เดี๋ยวผมเดินมา ปล่อยผมเถอะ” ผมว่าออกไปตามจริง ก็ขึ้นรถมายังไม่ทันห้านาทีเลยมั้ง แม่งมันบอกถึงแล้ว

เสียงประตูรถเปิดผมก็ถูกดึงลงมาจากรถ ใช้เวลาพอสมควรกับการเดินเข้าไปข้างในอย่างทุลักทุเล เดี๋ยวขึ้นบันได เดี๋ยวหลบสิ่งของ ตาก็มองไม่เห็น จนในที่สุดเขาก็สั่งให้ผมนั่งลง

ผิวก้นเนียน ๆ ของผมสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่งสบายตูด ผมได้กลิ่นบุหรี่ฉุนกึก ก่อนผ้าที่ปิดตาจะถูกเปิดออก

“...” นักฆ่าตัวเขื่องยืนอยู่ขนาบข้างจำนวนหนึ่ง พวกเขายืนกันนิ่งราวกับรูปปั้น ผมมองออกไปรอบห้อง มันก็แค่ห้องทำงานธรรมดา ตกแต่งด้วยไม้สีออกน้ำตาลติดแดงหน่อย ๆ ดูเก่าแก่แต่ก็คลาสสิก

คิดว่าจะพาผมไปที่บ้านร้างหรือป่าอะไรเทือกนั้นเสียอีก ต้นตอของกลิ่นฉุนจมูกมาจากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า แต่ทว่าผมไม่เห็นเขา เพราะเขานั่งหันหลังให้

“นี่จับผมมาทำไม ให้มานั่งดมควันบุหรี่เหรอ” ผมว่า

“นอกจากปากดีแล้วมีอะไรดีอีกไหม” เขาใช้โทนเสียงทุ้มต่ำเปล่งออกมา ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอะไรอยู่ แต่เสียงคุ้น ๆ แฮะ

"อื้มมม...นอกจากปากก็มีเอวนะ ให้ผมลองร่อนให้ดูมะ เผื่อไม่เชื่อ"

ตี๊ด!

ผมสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงแปลก ๆ บรรยากาศรอบตัวก็เริ่มเย็นลง

"เฮอะ! ก็แค่พวกอัลฟ่าหน้าหม้อ"

“พูดเหมือนรู้จักผมงั้นแหละ ทำไม ...หรือว่าเคยนอนกับผมเหรอ”

ตี๊ด!

เอ๊ยอะไรวะ!

“หรือผมเคยไปอึบเมียคุณเหรอ”

ตี๊ด!

เหี้ย!!! เสียงอะไรวะ เหมือนอากาศจะเย็นลงเรื่อย ๆ เลยแฮะ ขนแขนลุกซู่

“งั้นขอโทษก็แล้วกัน ก็พวกเธอบอกผมว่าโสดนี่ หายกันนะ ปล่อยผมเถอะผม”

ตี๊ด! ตี๊ด! ตี๊ด!

“เฮ้ยคุณ หยุดลดแอร์สักทีสิวะ แม่งหนาวจนปากเขียวหมดแล้ว”

เก้าอี้ตัวใหญ่ค่อย ๆ หมุนกลับมา ผมก็ได้เห็นหน้าเขาอย่างแจ่มชัด ผมสีแดงเพลิงเด่นสะดุดตา ผมก็ร้องอ้อในใจทันที

วันนี้กับคืนก่อนดูไม่มีอะไรต่างออกไปเลยแฮะ แล้วนี่รู้หรือเปล่าว่าเมืองไทยร้อนฉิบหาย ใส่เสื้อคอเต่าเพื่อ

“...ฟู่ว์” ควันบุหรี่ถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากอิ่ม ไอ้ร้อนฟุ้งกระทบกับผิวหน้าจนผมเผลอสูดมันเข้าไปเต็มปอด และไอสำลักออกมาเสียงดัง

“แค่ก แค่ก! ทำอะไรเนี่ย”

“มึงพล่ามจบหรือยัง” คนตัวเล็กว่าพลางเอาบุหรี่จี้กับที่เขี่ย ก่อนจะเอนตัวกับพนักพิง

“ต้องการอะไร หรือว่า...”

“มึงพูดให้มันดี ๆ นะ”

หน้าตาก็สวย พูดจาไม่น่ารักเอาซะเลย

“ผมจะไปรู้คุณเหรอ ก็เห็นจับผมมาจะให้คิดยังไง”

คนตัวเล็กถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดต่อ “มึงเพิ่งมาอยู่ที่นี่สินะ รู้หรือเปล่าใครจะเข้ามาอยู่ในเขตนี้ต้องมาแจ้งกูก่อน”

“ที่ก็ที่ผม ตอนพ่อแม่ผมซื้อ คุณเองก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้นี่ แล้วทำไมตอนผมจะมาอยู่ ผมถึงต้องแจ้งคุณด้วย” ผมว่าออกไปตามจริง คนที่ผมจะแจ้งก็มีแค่กระทรวงพาณิชย์ กับกรมสรรพสามิตเท่านั้นแหละ คิดว่าตัวเองใหญ่มาจากไหนกัน

“กูไม่รู้หรอกนะว่าที่ที่มึงมา ความเป็นอยู่มันเป็นยังไง แต่สำหรับที่นี่ใครจะเข้าจะออกต้องบอกกู แล้วถ้ามึงอยากทำธุรกิจอย่างราบรื่นมึงก็ควรมาหากูคนแรก”

“เฮ้ย! แบบนี้มันข่มขู่กันนี่หว่า!” ผมว่าเสียงดังดีดตัวลุกขึ้นพรวดจากเก้าอี้ ก่อนจะโดนผู้ชายตัวใหญ่กดให้นั่งลง “เป็นมาเฟียเหรอ!!!”

“ก็ไม่เชิง มาทำให้เรื่องมันง่ายขึ้นเถอะ มึงก็แค่จ่ายเงินให้กูทุกเดือน แล้วคนของกูจะไปดูแลร้านมึงทุกวัน แค่นี้คงเข้าใจไม่ยาก”

“กูจะแจ้งความ!” ในขณะที่ผมร้อนรนจนอยากถลาเข้าไปกระชากคอเสื้อ ดวงตาเขากลับสงบนิ่งราวกับผิวน้ำไร้แรงลมพัดให้สั่นไหว ทั้งที่เขาเป็นเพียงโอเมก้าตัวเล็ก แต่ทว่าผมกลับรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ภายใน

“เหรียญ” คนตัวเล็กว่าพลางกระดิกนิ้วเพียงครั้งเดียว ผู้ชายสูงใหญ่ด้านข้างก็เดินเข้ามาหา “ต่อสายหาตำรวจให้มันหน่อย” คนตัวเล็กว่า

“ครับซ้อ” สิ้นสุดประโยคเขาก็กดมือถือพร้อมกับกดสปีกเกอร์โฟน ถือสายไม่นานปลายสายก็รับในเวลาต่อมา

[ว่าไงเหรียญ]

“ซ้อให้โทรครับ”

[อา... ซ้อมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ] เสียงปลายสายว่า ผมชะโงกหน้ามองดูเบอร์ที่เขาโทรออกว่าเป็นเบอร์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงหรือเปล่า

หนึ่งเก้าหนึ่ง ฉิบหายเบอร์ตำรวจจริง ๆ ด้วยว่ะ

“นี่เป่ยเองครับ พอดีมีคนเขาอยากแจ้งความ ผมเลยต่อสายผู้กำกับให้เขาน่ะ”

[ว่ามาเลยครับ ระดับซ้อขอมาขนาดนี้ เดี๋ยวผมจะดูคดีนี้ให้เองเลย]

“เอาสิ จะแจ้งความไม่ใช่เหรอ” มุมปากคนพูดกระตุกยิ้มอย่างผู้ชนะ

“...” ผมไม่มีคำพูดใด ๆ โต้ตอบกลับไป น้ำเสียงของคนในสายมีความอ่อนน้อม เกรงอกเกรงใจเขาขนาดนั้น พูดอะไรไปผมก็แพ้ทุกทางอยู่ดี

คนตัวเล็กนั่งกอดอกมองผม แววตาสาดประกายของผู้ชนะ โอเค... เขาเหนือกว่าผมทุกอย่าง ทั้งอำนาจ และเงิน

เพียงแค่เขาใช้สายตาจ้องไปที่มือถือ เจ้าของเครื่องก็กดตัดสายแล้วเก็บใส่กระเป๋าดังเดิม

“กฎหมายใช้กับคนที่มีทั้งเงินและอำนาจไม่ได้หรอกนะ และคนอย่างพวกกูก็ไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว”

“...” ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงมดตัวเล็ก ๆ ที่เขาสามารถจะทำอะไรก็ได้ ต่อให้เขาฆ่าผมทิ้ง เขาก็คงใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ

“อาณาเขตนี้กูดูแลอยู่ กลุ่มอื่นกูไม่รู้ว่าเขาดูแลกันยังไง แต่ในเขตของกู กูไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาทำเรื่องผิดกฎหมาย ฉะนั้นใครจะเข้าจะออกกูต้องรับรู้”

“แต่ที่พวกคุณทำอยู่มันก็ผิดกฎหมายไม่ใช่เหรอ” ผมว่าออกไปตามตรง

“ใช่ แต่เรื่องนี้กูถือว่าวินทั้งคู่ กูได้เงิน มึงได้ความปลอดภัย อย่าลืมสิ กลุ่มแบบพวกกูไม่ได้มีกลุ่มเดียว มึงก็เห็นแล้วว่าแม้แต่ตำรวจก็ทำอะไรคนอย่างพวกกูไม่ได้”

“...” ที่เขาว่ามันเป็นความจริงทั้งหมด

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น บทสนทนาก็หยุดลง ผู้ชายอีกคนเดินเข้ามา แล้วกระซิบกระซาบกับคนตัวเล็ก มันเบาเกินกว่าผมจะได้ยิน

“ตอนนี้ร้านมึงกำลังจะเละ เลือกเอาว่าจะทำตามที่กูบอก หรือจะปล่อยให้ร้านพัง”

“กช! น้องกู” สิ่งแรกที่ผมคิดได้คือน้องของผม “พวกมึงทำอะไร!”

“กูไม่ได้ทำ แต่กูเตือนมึงแล้ว จะเอาไงก็ว่ามา แค่มึงตกลงคนของกูจะจัดการทุกอย่างเอง”

“ไอ้เหี้ย!!!” ผมนั่งกำหมัดแน่น ทั้งโกรธทั้งโมโหที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย ทำไมวะ ผมก็แค่ต้องการชีวิตเรียบง่าย ทำไมผมกับน้องถึงต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย “เออ กูตกลง”

คนตัวเล็กฉีกยิ้ม ก่อนจะดันกระดาษส่งมา “เซ็น แล้วเอานิ้วแต้มหมึกประทับตราให้กู”

ผมทำตามที่เขาสั่งอย่างเร็วรี่ นาทีนี้ผมเป็นห่วงน้องชายผมมากกว่า ถ้าน้องผมเป็นอะไรไป ผมจะไม่มีวันยกโทษให้ตัวเองเลย

“เสร็จแล้ว” ผมว่าพลางส่งกระดาษกลับไป

“เหรียญ สั่งคนของเราที่อยู่ในละแวกนั้นให้ไปที่ร้านก่อน จับตัวคนก่อเหตุมาให้ได้แล้วรอเป่ย คุ้มกันคนในร้านให้ดี ตอนนี้เขาอยู่ในความคุ้มครองของเป่ยแล้ว เดี๋ยวจะรีบตามไป”

“ครับซ้อ”

เข้... ทำไมโคตรเท่จังวะ เป็นแค่โอเมก้าเองนะเว้ย ต้องเท่ขนาดนี้เลยเหรอ

ผมมองคนตัวเล็กกระจายหน้าที่ให้กับแต่ละคนอย่างละสายตาไม่ได้เลย โอเมก้าที่ผมเคยมองว่าพวกเขาอ่อนแอ และเป็นได้แค่เครื่องสนองความต้องการของอัลฟ่า เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม เขาไม่เหมือนโอเมก้าคนอื่น ๆ

“ส่วนมึงตั้งสติ แล้วตามกูมา” ว่าจบเขาก็หยิบเอาของบางอย่างในลิ้นชักออกมา

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!

ปืน! ไอ้เหี้ยปืนของจริง แม่งเงาวับเลย

เขาดึงแมกกาซีนออกมาเช็กจำนวนกระสุนอย่างชำนาญก่อนจะกระแทกมันกลับเข้าไป ผมไม่เคยเห็นปืนใกล้ขนาดนี้มาก่อน ไม่คิดว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้ใกล้ชิดมาเฟียขนาดนี้ อย่างกับในหนังไม่มีผิด

“ยืนบื้ออะไร ไม่ไปช่วยน้องแล้วเหรอ”













-เปียกปูน-

#ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย

-กำลังทยอยแก้คำผิดนะครับ-

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

บทที่ 4



The Happy Reader





ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูรั้วสีทอง สายตาทอดมองออกไปยังถนนคุ้นเคย นี่มันทางเข้าร้านผมนี่หว่า มองจากตรงนี้ยังมองเห็นป้ายร้านอยู่เลย แต่พอลองมองย้อนกลับไปที่ตัวบ้านที่ผมเพิ่งเดินออกมา ระยะทางเข้าบ้านเขายังไกลกว่าไปร้านผมเสียอีก

คนเราจะมีบ้านหลังใหญ่ไปเพื่ออะไรวะ ดูเหมือนว่าบ้านหลังนั้นจะเป็นบ้านของบอดี้การ์ดเสียมากกว่า ดูสิ...ยืนเรียงกันเป็นตับขนาดนั้น แล้วไอ้พื้นที่สนามกว้าง ๆ หน้าบ้านนี่เอาไว้ทำอะไรล่ะ ปลูกผักสวนครัวงั้นเหรอ

เฮอะ! ให้ตายเถอะ ชีวิตน่าอิจฉาชะมัด TT.TT

ปี้น ปี้น~

เสียงแตรรถจากด้านหลังดึงให้คนที่กำลังคิดฟุ้งหันกลับไปมอง แสงไฟหน้ารถบิ๊กไบค์คันใหญ่สาดเข้าหน้าจนตาหยี เพียงชั่วอึดใจรถก็ขับมาจอดรถอยู่ข้างอัลฟ่าตัวใหญ่

“นี่มึงจะเดินไปจริงดิ” คนตัวเล็กว่า

“อืมก็ไม่ได้ไกล”

“ตกลงมึงห่วงน้องมึงจริงป่ะ”

“...”

“ขึ้นมาอย่าให้กูต้องพูดซ้ำ” ตาคู่คมฉายแววดุดันคล้ายต้องการสังหารผมให้ขาดเป็นสองท่อน ผมรีบก้าวเท้าขึ้นรถอย่างว่าง่าย ไม่ใช่เพราะกลัวหรืออะไรหรอกนะ แค่เกรงใจปืนที่เหน็บอยู่ที่เอว

“กอดได้ปะ ...กลัว” ผมว่าหยอกเอิน

“อยากกินกระสุนก็ลองดู”

“อุ้ย”

พันธุ์อะไรฟระ ดุฉิบหาย

รถเคลื่อนตัวออกจากเขตบ้านของเป่ย มุ่งหน้าไปยังร้านของผม ฝ่ามือเล็กบิดเร่งเครื่องยนต์ให้เคลื่อนตัวเร็วขึ้น ไม่นานเราก็มาถึง

ผมรีบก้าวเท้าลงจากรถวิ่งเข้าไปในร้านทันที ภายในร้านถูกรื้อ โต๊ะ เก้าอี้ล้มระเนระนาด เศษแก้วจากขวดเครื่องดื่มแตกกระจายเต็มพื้น โซฟาสีแดงถูกกรีดจนเห็นนุ่นสีขาวลอยไปทั่วร้าน

พัง...

มันพังหมดแล้วสิ่งที่ผมพยายามสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง มันประเมินความเสียหายทางความรู้สึกไม่ได้จริง ๆ

ผมเริ่มกวาดสายตามองหาน้องชายทว่าผมไม่เห็นเขา เห็นเพียงสิงห์ที่ยืนร้องไห้อยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ กับบอดี้การ์ดยืนกันเต็มร้าน

“สิงห์กชล่ะ”

“มันออกไปตามเฮีย ยังไม่กลับมาเลย ฮึก!” เสียงเบต้าตัวเล็กสะอื้น เนื้อตัวสั่นระริกด้วยความกลัว “เฮียสิงห์กลัว อยู่ ๆ คนพวกนั้นก็เดินเข้ามาแล้วถามหาเฮีย มันบอกว่าเฮียเอาของมันไป” ว่าจบสิงห์ก็กอดผมเอาไว้แน่น

“ไม่เป็นไรแล้ว เฮียขอโทษ”

จังหวะที่ผมกำลังปลอบสิงห์ให้สงบลง น้องชายผมก็เดินเข้ามา ผมปรี่เข้าไปเช็กดูว่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่า ก่อนจะพบว่าเขาปลอดภัยดี

ผมสั่งให้ทั้งสองขึ้นไปชั้นสาม ก่อนผมจะเดินไปยังจุดเกิดเหตุ ภาพตรงหน้าทำผมขนลุกไปทั้งตัว เสียงร้องโอดครวญดังออกมาราวกับกำลังถูกเชือด ผู้ชายสามคนถูกจับมัดรวมกันไว้ ใบหน้าบวมปูดจากการถูกทำร้ายจนดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

คราวแรกที่โมโหจนอยากวิ่งเข้าไปซัดสักหมัดพลันหายวับ เหลือเพียงความเวทนา สภาพพวกมันเละพอ ๆ กับร้านผมนั่นแหละ คงไม่ต้องถึงมือผม

“มึงมาจากกลุ่มไหน” น้ำเสียงเยือกเย็นชวนให้รู้สึกเสียวสันหลังวาบ

“ถุย!” น้ำลายที่ถมออกมามีสีแดงฉานของเลือดสด ๆ ออกมาด้วย “ซ้อ...แน่ใจเหรอว่าทำแบบนี้แล้วเรื่องจะจบ”

“ร้านนี้อยู่ในความดูแลของกู ตามกฎของผู้ดูแลอาณาเขตแล้วพวกมึงไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเขตกู”

“หึ หึ นั่นมันหลังจากที่มีเรื่องครั้งก่อนนะครับ ซ้อเองก็รู้อยู่แก่ใจ”

เรื่องอะไรวะ มีเรื่องที่ผมไม่รู้ด้วยเหรอ...

“นี่... ขอโทษนะที่ขัดจังหวะ แต่พวกมึงมาพังร้านกูทำไม กูไปทำอะไรให้พวกมึง” ผมว่า

“มึงคงเป็นเจ้าของร้านสินะ”

“...อืม”

“ของพวกกูอยู่ที่ไหน”

“ของเหี้ยอะไรวะ กูไม่รู้เรื่อง”

“คนส่งยาบอกว่าซ่อนไว้ที่ร้านก่อนจะหายหัว”

“...” ส่งยา หมายความว่ายังไงวะ มีคนส่งยาในร้านของผมเหรอ ผมเริ่มสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“แม่งเอ๊ย!!!” เป่ยสบถออกมาเสียงดัง เขาถลาเข้าไปบีบใบหน้าเปื้อนเลือด ก่อนจะถามซ้ำ “มึงว่ายังไงนะ!”

“คนส่งยามันหายหัวไปแล้ว มันบอกกับพวกผมว่ายาถูกซ่อนในร้าน”

“กูจะถามมึงเป็นครั้งสุดท้าย ...มึงมาจากกลุ่มไหน” คนตัวเล็กว่าพลางใช้ปืนที่พกมาจ่อที่หัวของผู้ชายคนหนึ่ง

“ผมบอกซ้อไม่ได้หรอกครับ แต่ต่อให้ซ้อไม่ยิงผม กลับไปตัวเปล่าผมก็ตายอยู่ดี”

“โอเค งั้นก็ตายซะ!!!”

เฮ้ย ๆ นี่มันเกินไปหน่อยไหม ผมไม่ได้อยากให้ใครมาตายในร้านผมหรอกนะ ผมรีบสาวเท้าเข้าหาคนตัวเล็กอย่างเร็วรี่ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปกอดเขาเอาไว้จากด้านหลัง

“มึงทำบ้าอะไรเนี่ย ปล่อยกู!”

“ไม่ปล่อย!!! นี่ถึงขนาดจะฆ่ากันเลยเหรอ มันเกินไปนะ”

“กูบอกให้ปล่อยกูไง” คนตัวเล็กพยายามดิ้นให้หลุดออกจากอ้อมกอด แต่ทว่าต่อให้เขาจะมีอำนาจแค่ไหน เขาก็ยังไม่สามารถสู้แรงอัลฟ่าได้ โดยเฉพาะกับทรูอัลฟ่าอย่างผม ปกติผมจะไม่ใช้สิ่งที่ตัวเองมีข่มใคร เพราะผมเองก็มีน้องที่เป็นโอเมก้า ผมรู้ดีว่ามันแย่แค่ไหนเวลาที่พวกเขาถูกไอข่มเหล่านั้น

เพล้ง!

หลอดไฟบนผนังแตกจากหลอดแรกก็ขยับไปหลอดที่สอง แสงสว่างในร้านพลันสลัวลง นั่นเพราะฟีโรโมนเข้มข้นกดดันที่ผมปล่อยออกมากระจายฟุ้งไปทั่วทุกอณูบรรยากาศ แม้แต่อัลฟ่าด้วยกันเองก็รู้สึกแย่กับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น

“พวกมึงยืนบื้ออะไร มาเอามันออกไปสิวะ” น้ำเสียงเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาคงอึดอัดจนทนไม่ไหวเช่นกัน

“อย่าเข้ามา ผมจะไม่ทำอะไรซ้อพวกคุณ ผมขอคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว” ดวงตาสีแดงจัดเปล่งประกายออกมา มันเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่สะกดข่ม

ว่าจบผมก็อุ้มคนตัวเล็กที่พยายามดิ้นออกมาจากตรงนั้นขึ้นมายังชั้นสอง ห้องเก็บเล็ก ๆ ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับสนทนาระหว่างเราสองคน

“มึงทำบ้าอะไร” แรงผลักน้อยนิดของเขาไม่สามารถทำให้ผมเจ็บ

“ผมรู้ว่าคุณจะฆ่าใครก็ได้ แต่มันต้องไม่ใช่ที่นี่”

“ที่นี่เป็นเขตของกู กูจะทำอะไรก็ได้!”

“แต่นี้มันร้านผม!!!” ผมเผลอปล่อยฟีโรโมนข่มเขาอีกแล้ว ให้ตายเถอะ เพราะแบบนี้ไงผมถึงไม่ชอบข่มใคร อารมณ์ผมกำลังแปรปรวน

“หยุด...” เป่ยทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น เขากำลังหาบางอย่างในเสื้อสูทตัวใหญ่ “หยุดปล่อยฟีโรโมนเดี๋ยวนี้” คนตัวเล็กเริ่มหายใจถี่ขึ้น ใบหน้าขาวเปลี่ยนเป็นซับสีเลือด เหมือนกับว่าอุณหภูมิในร่างกายของเขากำลังสูงขึ้น

“ผมขอโทษ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” ผมว่าพลางทิ้งตัวนั่งลง เพื่อดูว่าเขาเป็นอะไร

“อย่ามายุ่งกับกู ออกไป!” จังหวะที่เขาพยายามผลักผมออก ผมก็รู้สึกเหมือนได้กลิ่นหอมเย็น ๆ ออกมาจากตัวเขาแน่นอนว่ามันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมที่เขาฉีด

“นี่คุณกำลัง...”

“บอกว่าอย่ามายุ่งไง...” น้ำตาเม็ดใสไหลลงมาอาบสองแก้ม หัวใจผมก็พลันสั่นไหว ในมือเขาถือกล่องสีดำบางอย่างเอาไว้แน่น

“ผมขอโทษ...”

กลิ่นหอมเย็นแผ่คลุมทั่วห้อง ร่างกายผมเริ่มร้อนผ่าวไปทั้งตัว ราวกับมันกำลังถูกสัญชาตญาณดิบควบคุมจิตใจ

ใบหน้าของเราขยับใกล้กันเรื่อย ๆ คนตัวเล็กหลับตาพริ้มจนกระทั่งริมฝีปากของเราสัมผัสกัน มันเริ่มขยับจากจังหวะเชื่องช้าเนิบนาบ ก่อนจะสลับเปลี่ยนมาเป็นจูบดูดดื่ม กลีบปากนุ่มหยุ่นทำใจผมอ่อนยวบราวกับขี้ผึ้งถูกไฟลน

ลิ้นร้อนสัมผัสแผ่วเบาที่ริมฝีปากเป็นการขออนุญาต ก่อนเขาจะส่งเรียวลิ้นแตะกลับมาผมถึงได้สอดลิ้นเข้าไปในโพรงปากฉ่ำน้ำลายใส กลิ่นหอมเย็นยิ่งกระตุ้นให้ต่างฝ่ายต่างโหยหาซึ่งกันและกัน ฝ่ามือหนาปูดโปนไปด้วยเส้นเลือดจับประคองใบหน้าเล็กแหงนรับปรับองศาให้เราจูบกันถนัดขึ้น

หัวใจผมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ ลมหายใจอุ่นพรูดออกมาแลกเปลี่ยนอากาศ ก่อนที่สติจะพลันหาย เราค่อย ๆ ผละริมฝีปากออก ภาพตรงหน้าทำให้ผมชะงักไปชั่วขณะ

เข็มฉีดยา...อยู่ในกล่องที่เขาถือ มันปักลงมาที่ข้อพับแขนของคนตัวเล็ก ยาในหลอดค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ร่างกายตัวเองอย่างเชื่องช้า ผมพอรู้ว่าโอเมก้าบางคนใช้ยาระงับฮีทแบบฉีด แต่มันก็น้อยคนที่จะใช้ เพราะราคาของมันค่อนข้างสูง

“ผมจะไปรอข้างนอก ถ้าคุณโอเคแล้วออกมานะ” ว่าจบผมก็ลุกพรวดออกจากห้องเล็ก ๆ ทันที ก่อนที่ตัวเองจะควบคุมความต้องการของตัวเองไม่อยู่

ผมรู้สึกแย่ชะมัดที่ฉวยโอกาสในตอนที่เขากำลังอ่อนแอแบบนั้น...



-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*



[เดี่ยวเป่ยเปียน]



ยาระงับฮีทสีใสค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ร่างกายเมื่อผมปักเข็มฉีดยาที่ข้อพับแขนของตัวเอง ผมมักพกมันติดตัวไว้ตลอด เพราะกลัวว่าสักวันมันจะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น และมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ

การเป็นโอเมก้าเป็นสิ่งเดียวที่ผมเกลียดที่สุด มันแย่มากเวลาที่ร่างกายเริ่มเกิดความต้องการตามสัญชาตญาณ อาการคุมคลั่งกระสันอยากได้จนตัวสั่น เพราะแบบนี้ไงโอเมก้าถึงถูกมองว่าเป็นเครื่องระบายความใคร่ให้กับอัลฟ่า ทั้งที่พวกเรามีดีมากกว่าที่พวกเขาคิด

ผมนั่งรอให้ยาออกฤทธิ์อยู่ในห้องเก็บของโง่ ๆ นี่สักพักใหญ่ เมื่ออาการร้อนรุ่มทุเลาลงผมจึงเดินออกมาจากห้องทันที

“ดีขึ้นแล้วใช่ไหม” เพียงแค่เปิดประตูออกมา ผมก็พบกับไอ้คนเส็งเคร็งยืนรออยู่

“...” ผมไม่ได้ตอบกลับเขา ไม่แม้แต่จะมองด้วยว่าเขามีสีหน้าอย่างไร ก่อนจะเดินกลับลงมายังชั้นล่าง

ผมเดินกลับไปยังที่เดิม ก่อนจะสั่งให้เฮียเหรียญพาพวกมันสามคนกลับไปที่บ้าน

“คุณ...เดี๋ยวก่อนสิ” เสียงทุ้มต่ำรั้งให้ผมหยุดฝ่าเท้าที่กำลังก้าวออกจากร้าน “คุณจะไม่ฆ่าพวกเขาใช่ไหม” เขาว่าพลางสาวเท้าเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้า

“...นั่นไม่ใช่หน้าที่มึง”

“สัญญาสิว่าจะไม่ฆ่าพวกเขา ใช่ที่คนพวกนั้นผิด แต่เขาไม่สมควรตาย ผมไม่อยากให้คุณทำแบบนั้น มือของคุณไม่สมควรเปื้อนเลือดใคร” แววตาเขาประกายเงาวับเต็มไปด้วยความหวังดี ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาเสียงดัง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาจะมาเดือดร้อนอะไร หากว่าผมจะฆ่าใครสักคน

“เอาเป็นว่ากูมีวิธีจัดการในแบบของกู เรื่องนี้มึงไม่เกี่ยว อยู่เฉย ๆ” ว่าจบก็เดินออกมาอย่างเร็วรี่ ผมไม่อยากมองหน้าเขาแม้แต่วินาทีเดียว ตอนที่เขาออกมาจากห้องเก็บของก่อนผม เขาคงจะคิดว่าผมมันโคตรง่าย ครั้งแรกก็ตามเขาไปที่ห้อง หนนี้ผมก็หลับตาให้เขาจูบ ถึงแม้ว่าจะเพราะอาการฮีท แต่ใครจะไปสนล่ะ

ตั้งแต่รู้จักกับเขามา ทุกวันก็กลายเป็นวันเฮงซวย...

ผมสะบัดความคิดทั้งหมด ก่อนจะคร่อมรถบิ๊กไบค์คันโปรดกลับมายังบ้าน เท้าสาวเข้ามา บอดี้การ์ดที่ประจำอยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆ ก็เดินเข้ามาถอดเสื้อคลุมออกเหมือนอย่างเคย

กลางบ้านมีผู้ชายสามคนที่ผมเพิ่งสั่งให้เอาตัวกลับมานั่งรออยู่ เลือดที่หน้าพวกเขาเริ่มแห้งแล้ว ดวงตาแดงช้ำบวมปูดจากการถูกกระแทกอย่างรุนแรง

“กูมีสองทางให้พวกมึงเลือก”

“...”

“พวกมึงจะกลับไปตายกับกลุ่มมึง หรือจะอยู่ที่นี่ แล้วภักดีกับกู”

“ซ้อครับ ผมว่า...” เหรียญแย้งขึ้น ก่อนผมจะยกมือให้เขาหยุดพูดสิ่งที่คิด

ผมไม่ควรเอาศัตรูที่ไม่รู้ว่ามันมาดีหรือร้ายไว้ใกล้ตัว งูเห่ายังไงก็เป็นงูเห่าอยู่วันยังค่ำ ข้อนั้นผมรู้ดี

“ทำไมซ้อถึงเสนอให้พวกผม ทั้งที่พวกผมควรตายไปแล้ว” ผู้ชายคนหนึ่งว่าขึ้น ดูเหมือนมันจะเป็นตัวตั้งตัวตีของหนึ่งในสองคนที่เหลือ

“หึ ก็ถ้าพวกมึงอยากตายกูก็แค่ส่งพวกมึงกลับไป”

“ถ้าผมพวกผมเลือกอยู่ล่ะ”

“มึงก็แค่มอบความภักดี กูไม่รู้หรอกนะว่ามึงมาจากกลุ่มไหน แต่ก็เชื่อว่าบูรพาใหญ่ไม่แพ้นายเก่าของมึงแน่ มึงก็น่าจะรู้นี่ แต่ถ้าพวกมึงคิดจะแว้งกัด กูก็ไม่ลังเลที่จะกรอกกระสุนใส่กะโหลกหนา ๆ ของมึงทันที” ประโยคยาวเหยียดทำให้พวกมันทั้งสามตัดสินใจง่ายขึ้น

มันเลือกที่จะมีชีวิตต่อ ผมก็สั่งให้ลูกน้องจัดการยึดมือถือของพวกมัน แล้วทำลายทิ้ง เปลี่ยนให้มันใช้เครื่องใหม่แทน เครื่องที่ผมสามารถเช็กทุกการเคลื่อนไหวได้โดยที่ไม่พวกมันไม่รู้

ที่ผมไว้ชีวิตพวกมันไม่ใช่เพราะกรกรรณขอหรอกนะ แต่อย่างที่ผมบอก ผมเองก็มีวิธีการจัดการในแบบของผม มันอาจจะเป็นอย่างที่ป๊าชอบพูดก็ได้ เพราะผมเป็นโอเมก้า ต่อให้พยายามเข้มแข็งแค่ไหน ข้างในผมก็ยังอ่อนแออยู่ดี

“เป่ย เดี๋ยวสิ” เหรียญที่เดินตามเป่ยออกมาจากตัวบ้าน เขาตะโกนไล่หลังคนตัวเล็ก

"ครับเฮีย" ผมว่า

"แบบนี้จะดีเหรอเป่ย เราจะไว้ใจพวกมันได้เหรอ ถ้าพวกมันตั้งใจเข้ามาสืบล่ะ"

“เป่ยก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” ผมถอนหายใจออกมาเสียงดัง “เอาเป็นว่าฝากจับตาดูมันไว้ก่อน แต่ถ้ามันคิดจะหักหลังจริง ๆ เป่ยก็พร้อมระเบิดสมองพวกมันทันที”

“อืม แล้วเรื่องคนส่งยานั้นล่ะ”

“ทำไมคนของเราถึงปล่อยให้มันหนีไปได้”

“เห็นว่ามันรู้ตัวว่าถูกตาม เลยเตรียมการเอาไว้ก่อนจะหนีไป”

“งั้นก็ปล่อยมัน คิดว่าออกไปรอดก็ไป ยังไงเฮียอี้ก็ไม่ปล่อยมันไว้ เพราะยาไม่อยู่ที่ร้านตามที่มันอ้าง”

“ร้านนั้น กับเจ้าของร้านล่ะ”

“เป่ยฝากสั่งคนไปคุมที่ร้านเพิ่มหน่อย เป่ยว่ายังไงมันก็ต้องมาอีก ครั้งนี้เฮียเหรียญจัดการได้เลย”

“โอเค แล้วนี่เราจะไปไหนอีกดึกแล้ว”

“เป่ยจะไปนอนที่ร้าน พรุ่งนี้ให้คนส่งไอ้สามตัวนั้นที่ร้านด้วยนะ”

“โอเค เดี๋ยวเฮียให้คนตามไปเฝ้า”

“ไม่ต้อง เป่ยไปล่ะปวดหัวชะมัด”

“อืม...”

หมวกกันน็อกเต็มใบถูกสวมใส่ ฝ่ามือบิดกุญแจเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ให้ติด ไฟหน้าสีขาวหน้ารถบิ๊กไบค์คันใหญ่สาดส่องสว่างวาบไปทั่วบริเวณ เสียงท่อดังกระหึ่มบ่งบอกว่าพร้อมทะยานออกสู่ถนนกว้างแล้ว

รถเคลื่อนตัวออกไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภาพรอบตัวที่เคยคมชัดก็พลันพร่ามัวตามความเร็ว แรงลมปะทะผิวจนรู้สึกเย็นยะเยือก สมองที่เคยมีความคิดหนักอึ้งเหมือนได้ปลดปล่อยจนโล่งสบาย ทุกอย่างขาวโพลนไปหมด

ผมชอบความรู้สึกนี้...



[จบเดี่ยวเป่ยเปียน]







เดี๋ยวจะรีบมาอัปต่อนะค่าบบบ

:")

-เปียกปูน-

#ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย

-กำลังทยอยแก้คำผิดนะครับ-

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

บทที่ 5



The Happy Reader





หลังจากที่เหตุการณ์คืนนั้นจบลง ผมก็ให้ช่างมาประเมินราคาซ่อมร้านในสายของวันถัดมา บางส่วนต้องรื้อทิ้งซื้อใหม่ยกเซต นั่นทำให้ผมจำเป็นต้องดึงเอาบัญชีเงินเก็บออกมาใช้จ่าย ซึ่งมันก็ยังไม่พออยู่ดี ผมเปิดร้านนี้มาได้แค่สองเดือนกว่าเองนะ จะไปเอากำไรมาจากไหนเยอะแยะ

ปัญหานี้ทำให้ผมรู้สึกเครียดอยู่ไม่น้อย แต่ร้านก็ยังต้องเปิดต่อ ผมจึงปิดบางส่วนไว้ก่อน ช่วงนี้อาจจะรับคนได้น้อยลง คงค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปอีกรอบ นี่แหละที่เขาบอกว่า ชีวิตมันสำหรับคนที่อยู่

“ไอ้เหีย จะไปไหน”

ผมหันขวับไปยังต้นเสียงงัวเงีย กชกรเดินออกจากห้องด้วยสภาพเพิ่งตื่นนอน เขาเข้ามาในครัว เพื่อหยิบน้ำในตู้เย็นออกมา

“อย่าเรียกแบบนี้ดิ เหมือนมึงด่ากูเลย”

“เออ แล้วตกลงจะไปไหนยังไม่ตอบกูเลยนะ”

“วิ่ง” ผมว่าพลางทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น ค่อย ๆ ผูกเชือกรองเท้าผ้าใบ

“เฮียอย่าหักโหมนักล่ะ ไม่ต้องเครียดด้วย เดี๋ยวเราค่อย ๆ เริ่มใหม่กันก็ได้” ว่าจบเขาก็สาวเท้าเดินกลับเข้าห้องนอนพร้อมกับขวดน้ำในมือ

ทุกครั้งที่ผมมีเรื่องเครียด ผมมักจะระบายด้วยการออกไปวิ่งเสมอ ผมยังจำครั้งแรกที่ตัวเองวิ่งได้เลย มันเป็นงานวิ่งมาราธอนการกุศล ตอนนั้นที่ผมลงวิ่งเพราะผมอกหักจากรักแรก ประจวบเหมาะกับเพื่อนชวนด้วย วิ่งไปน้ำหูน้ำตาก็ไหลตลอดทาง จนกระทั่งรู้ตัวอีกทีผมก็วิ่งเข้าเส้นชัย ผมเป็นหนึ่งในห้าคนแรกของประเภทสิบกิโลเมตร ตอนนั้นคนคิดว่าผมร้องเพราะดีใจ แต่เปล่าเลยผมแค่เฮิร์ท

วันนั้นทำให้ผมรู้ว่า เราต้องวิ่งไปข้างหน้าเพื่อเข้าหาเส้นชัย ไม่ใช่วิ่งถอยหลังกลับไปเพื่อยืนจุดเดิม...

ผมออกมาวอร์มร่างกายนอกร้านอยู่ครู่หนึ่ง สายตาก็เหลือบไปเห็นบอดี้การ์ดยืนขนาบซ้ายขวาของร้าน บริเวณหลังร้านยังมีอีกกลุ่ม ตอนนี้ร้านผมกลายเป็นซ่องสุ่มนักเลงเป็นที่เรียบร้อย

“ไปออกกำลังกายเหรอครับ” บอดี้การ์ดคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น ดูท่าน่าจะเป็นมิตรที่สุดในกลุ่มแล้วล่ะมั้ง

“ครับ” ผมตอบกลับ

“ดีเลยครับ ไม่ไกลจากตรงนี้มีสวนสาธารณะ ออกไปหน้าปากซอยเดินเลี้ยวซ้ายไปหน่อยก็เจอ”

ได้ประโยชน์อยู่แฮะ “อา...ขอบคุณครับ” ว่าจบผมก็เริ่มวิ่งเหยาะ ๆ ออกมาจากร้านเพื่อตรงไปหน้าปากซอย แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามที่เขาบอก 

ไม่นานผมก็มาถึง สวนสาธารณะที่นี่ค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว บรรยากาศก็ร่มรื่น สงสัยช่วงปรับปรุงร้านผมคงต้องออกมาบ่อย ๆ แล้วล่ะ ถ้าร้านเปิดแล้วผมคงไม่มีแรง ไม่มีเวลาออกมาวิ่งแบบนี้

ผมใช้เวลาอยู่ในสวนนานนับชั่วโมง แสงแดดเริ่มแรงขึ้นเป็นอุปสรรคต่อกายออกกำลังสำหรับผม ผมไม่ค่อยชอบแดดเท่าไหร่ ระหว่างทางที่ผมเดินกลับ จังหวะหนึ่งสายตาผมก็เหลือบไปเห็นท้ายรถคุ้นตา มันคล้ายกับของเป่ยไม่มีผิด และสิ่งที่ยืนยันให้ผมมั่นใจคือผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าร้าน

ผมเงยหน้าขึ้นมองชื่อร้านก่อนจะพบว่ามันคือร้านสักลาย นี่เขามาสักเองหรือเป็นเจ้าของล่ะเนี่ย

“เป่ยอยู่ไหมครับ” ผมสาวเท้าเข้าไปถามผู้ชายตัวใหญ่ที่ยืนสูบบุหรี่อยู่

“ซ้ออยู่ด้านใน มีอะไรหรือเปล่า”

“ผมแค่จะมาหาเขา”

สิ้นสุดประโยคเขาก็จับผมหันหน้าเข้ากับกำแพง “เดี๋ยว จะทำอะไรผม” เขาใช้ฝ่ามือลูบไล้ตามลำตัวผมขึ้นลงอยู่อย่างนั้น ก่อนจะวน ๆ คลำ ๆ รอบเอวจนรู้สึกสยิว “เฮ้ย ๆ ๆ ใจเย็นพี่ไข่ผม”

“โอเค ปลอดภัยเข้าไปได้”

“โฮะ! นี่พี่ทำแบบนี้กับลูกค้าทุกคนเลยป่ะ” ผมว่าออกไปตามจริง

“ความปลอดภัยของซ้อต้องมาก่อน”

“...” เออ เอากับมันสิ พวกบอดี้การ์ดเนี่ยน่ากลัวกว่าอะไรแล้วนะ ยังมีน่ากลัวกว่านี้อีกเหรอ

ถ้าผมต้องมีชีวิตแบบนี้อึดอัดตาย เป่ยทนได้ไงกัน

ผมค่อย ๆ เลื่อนประตูกระจกชะโงกหน้าเข้าไปเพื่อสอดส่ายสายตาหาคนตัวเล็ก แต่ทว่าในนี่กลับว่างเปล่า “มีใครอยู่ไหมครับ” ผมตะโกนถาม เท้าสาวเข้าไปในร้านเต็มตัวก่อนประตูจะปิดลง

“ถ้าไม่ได้นัดไว้ก็กลับไป”

“ถ้าอยากเจอต้องทำนัดตรงไหนครับ”

ครืด!

ผ้าม่านสีดำถูกดันออกเผยให้เห็นคนตัวเล็กในลุคที่ผมยังไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ก็ไม่แตกต่างจากปกติเท่าไหร่นัก เพราะมันเปลี่ยนจากเสื้อคอเต่าแขนยาวเป็นแขนสั้นเท่านั้น แต่ที่น่าตกใจคือ แขนข้างซ้ายเขาเต็มไปด้วยสักลายรูปเถาวัลย์หนามทั้งแขน มันยิ่งเพิ่มความน่ากลัวให้กับคนตัวเล็กเข้าไปอีก

“มาทำไม” เขาถามเสียงห้วน

“ก็อยากเจอ”

“...”

“...”

เฮ้ย... อย่าเงียบงี้ดิ ใจไม่ดี สู้ให้เขาชักปืนขึ้นมาขู่ยังรู้สึกดีกว่าอีก

“ร้านเป่ยเหรอ” ความเงียบทำให้ผมหาคำถามใหม่

“อืม แล้วเรียกแบบนี้กูไปสนิทกับมึงตอนไหนไม่ทราบ”

“ก็เมื่อวานไง”

“...” คนตัวเล็กชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนี

แม่งเอ้ย! อยากตบปากตัวเอง พอนึกถึงเมื่อวาน ภาพที่เรากำลังจูบกันก็ฉายชัดเข้ามาในความทรงจำ

“กูไม่ว่างเล่นด้วยหรอกนะ มึงกลับไปเถอะ” ว่าจบเขาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไป

ทำไงวะ อยากขอโทษ...

“หิว” ผมพูดโพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่มันได้ผล เพราะเป่ยชะงักเท้าแล้วหันกลับมามองที่ผม

“บอกเพื่อ หิวก็ไปหาอะไรกินดิ”

“ไม่ได้บอก... ชวน” ผมว่าเสียงแผ่วในท้ายประโยค ก่อนเราจะต่างคนต่างเงียบอยู่พัก ความเงียบทำให้ผมรู้สึกกลัว “นะ ไปหาอะไรกินกันเถอะ มีเรื่องอยากจะคุยด้วย”

เป่ยหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกประหลาดปะปนตีวนมั่วไปหมด เขาควรไปหรือเปล่า หรือเขาควรปฏิเสธ แต่เขาบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วยนี่ ก็ไม่เห็นจะต้องคิดเยอะ

“ขอไปหยิบเสื้อก่อน” ว่าจบเป่ยก็เดินขึ้นไปยังชั้นบน

กรรณหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสีหน้าเขาเป็นอย่างไร จนกระทั่งเขาหันไปเห็นกระจกบานใหญ่ มันสะท้อนภาพทุกอย่างที่เป็นเขาชัดเจน

“ยิ้มอะไรวะ” กรรณบ่นอุบอิบ มองดูตัวเองแล้วจัดทรงผมให้เป็นระเบียบมากขึ้น

ไม่นานคนตัวเล็กก็ลงมาพร้อมกับเสื้อแขนยาวสีดำ มือข้างหนึ่งถือกุญแจรถ ส่วนอีกข้างถือหมวกกันน็อก

“จะไปชุดนี้จริงดิ” เป่ยว่า

“อืม” คนตัวเล็กพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินออกมา “เดี๋ยวสิ”

“...?”

“คือถ้าเราไปกินข้าวกัน คนหน้าร้านจะตามไปไหม”

“ก็คงตาม”

อึดอัดชะมัดเขาไม่ใช่เด็กสองขวบนะที่จะไปไหนต้องมีพี่เลี้ยงคอยตามติดไม่ห่าง

“งั้นเอางี้นะ เข้าไปหลบตรงนั้นก่อน”

“ทำไม”

“เฮอะนา”

เป่ยเดินเข้าไปหลบตรงมุมแคบตามที่กรรณว่า เขาไม่รู้หรอกว่ากรรณจะทำอะไร แต่ก็ดูจะเป็นเรื่องสนุกสำหรับคนที่อยู่แต่ในกรอบที่ป๊าจำกัดไว้

กรรณเดินออกมาหน้าร้าน เขาสะบัดมือตัวเองก่อนจะพรูดลมหายใจออกจากปากเฮือกใหญ่ เอาว่ะ! ผมตัดสินใจเปิดประตูพรวดออกไปอย่างหน้าตาตื่น “พี่ครับ ซ้อ ซ้อล้มอยู่ข้างบนเป็นอะไรไม่รู้”

อัลฟ่าตัวใหญ่ตกใจทิ้งบุหรี่ลงพื้นแล้วรีบปรี่เข้าไปในร้านอย่าบ้าคลั่ง

“ซ้อครับ”

เสียงวิ่งขึ้นบันไดตึงตังครึกโครม ผมวิ่งตามเข้าไปดูเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาขึ้นไปข้างบนกันหมด แล้วจึงกลับมาดึงคนตัวเล็กให้วิ่งออกจากร้าน “ไปเร็ว เดี๋ยวพวกเขาลงมา” เป่ยวิ่งออกมา ก่อนจะสตาร์ทรถเสียงดัง ผมเองก็รีบขึ้นคร่อมรถอย่างเร็วรี่

“ซ้อ!” บอดี้การ์ดวิ่งออกมาหน้าตื่น ก่อนจะเห็นว่าซ้อของพวกเขาขับรถออกไปเสียแล้ว

บิ๊กไบค์คันใหญ่ออกสู่ถนนกว้างอย่างปลอดภัย ความเร็วของเครื่องยนต์ทำให้กรรณจับชายเสื้อของเป่ยเอาไว้แน่น เขาไม่กล้ากอดคนตัวเล็ก เพราะเป่ยเคยขู่เขาเอาไว้ครั้งหนึ่ง

“กลัวเหรอ” แรงลมทำให้ผมไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด

“อะไรนะ ผมไม่ได้ยิน” รถชะลอความเร็วลง ก่อนเขาจะพูดซ้ำประโยคเดิม

“กลัวเหรอ”

“อืม มันเร็ว” สิ้นสุดประโยค ผมก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ฝ่ามือ เขากำลังจับมือผมแล้วดึงมันให้เข้ามากระชับที่รอบเอวคอดกิ่ว

“ถ้ากลัวก็กอดไว้”

แม่งโคตรเท่เลยวะ ถึงแม้มันจะดูสลับตำแหน่งไปหน่อยก็เถอะ ผมกระชับวงแขนแน่นขึ้นอีกนิด เพื่อให้ร่างกายใกล้ชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างเรา

ผมชักเริ่มไม่แน่ใจว่าจริง ๆ เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่ หยาบคาย น่ากลัว มาเฟีย หรืออาจจะเป็นแค่โอเมก้าธรรมดาคนหนึ่ง...



เขาพาผมมาที่สวนสาธารณะอีกแห่งที่อยู่ไกลจากละแวกบ้าน บริเวณนี้ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ แต่นั่นก็ไม่แปลก เพราะช่วงสายจะไม่ค่อยมีคนมาออกกำลังกาย ส่วนมากจะเป็นพวกเด็กนักศึกษา และคนทั่วไปมานั่งเล่นเสียมากกว่า

“นี่พามานั่งกินเบอร์เกอร์จริงดิ” เป่ยว่าพลางแยกส่วนขนมปังกับผักออกจากกัน

ระหว่างทางผมให้เขาแวะแมคโดนัลด์ เพื่อซื้อเบอร์เกอร์กับน้ำอัดลมมานั่งกิน

“ก็ถามแล้วว่าจะกินอะไร เป่ยบอกแล้วแต่ผมนี่”

“เฮ้อ เออๆ” ว่าจบเขาก็หันมาง่วนอยู่กับการแยกผักออกจากขนมปังต่อ

“ไม่กินผักเหรอ”

“แค่แตงกวาดอง มันเหม็น”

“อ้าว ก็เห็นเขี่ยผักออกนี่”

“ก็เห็นไหมล่ะ แตงกวาดองมันรวมกับผัก มันเหม็น!” เขาหันมาแหวใส่เสียงดัง จะว่าไปเขาก็ดูเหมือนลูกแมวนะ ตัวเล็ก ๆ ตาโต ๆ เวลาดุเขาจะชอบหันมาขึงตาใส่

“มานี่ เดียวทำให้” ว่าจบผมก็ดึงเอาส่วนของเขามารวมกับของผม แยกเอาขนมปังเปล่าออกมาหนึ่งแผ่น แล้วเอาหมูวางบนขนมปัง ก่อนจะเอาหมูส่วนของผมใส่เพิ่มลงไป

“เดี๋ยวดิ อันนั้นของมึง”

“ไม่เป็นไร ไม่ค่อยชอบกินหมู”

“อย่ามาตลกเอาคืนไป ชิ้นนั้นมึงกัดแล้วด้วย กูกลัวติดเชื้อบ้า”

“กิน ๆ ไปเฮอะนา ตัวก็แค่เนี่ยกินไปเยอะ ๆ ขับรถก็เร็วตัวไม่ปลิวได้ไงวะ” จัดแจงแฮมเบอร์เกอร์เสร็จผมก็หยิบขนมปังเปล่าอีกแผ่นปิดข้างบนไว้ แล้วส่งคืนเจ้าของ

“ขอบใจ” เป่ยรับขนมปังไว้ ก่อนจะกัดคำใหญ่ ปกติเขาอยู่คนเดียวมาตลอด จะทำอะไรก็ต้องทำด้วยตัวเอง มันก็รู้สึกแปลกอยู่หน่อย ที่จู่ ๆ ก็มีคนมาทำอะไรให้ โดยเฉพาะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างแยกผักออกจากขนมปัง

“นี่ขอถามอะไรหน่อยสิ” ผมว่า

“อาไอ” เขาพูดออกมาทั้งที่ยังมีขนมปังอยู่เต็มสองแก้ม 

“หึ หึ เคี้ยวให้หมดก่อนก็ได้”

“ก็มึงถาม” มือเล็กยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นดูดอึกใหญ่

“แค่สงสัยว่าทำไมชอบใส่เสื้อคอเต่า ไม่ร้อนเหรอ”

“...” เขาเลือกไม่ตอบด้วยการเงียบไปดื้อ ๆ

“ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร แต่ผมอยากรู้นะ”

“อยากรู้หรือเสือก”

ถ้าเป็นไอ้สิงห์พูด ผมเตะล้มไปแล้วนะ แต่ไม่รู้ทำไมพอเป็นเป่ยผมถึงไม่รู้สึกเคือง

“อะ ๆ อยากเสือกนี่แหละ” ผมตอบ

“หึ หึ” เป่ยหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพูดต่อ “แค่ไม่ชอบเวลาที่ถูกมองคอ”

นั้นสินะ โอเมก้าที่ถูกกัดหลังคอเพื่อทำพันธะจากคนที่ไม่ได้รัก เป็นเรื่องไม่ดีเท่าไหร่

“แล้วมึงอะ เป็นทรูอัลฟ่าเหรอ”

“อืม พ่อเป็นน่ะ”

“ป๊ากูก็เป็นทรูอัลฟ่า แม่ก็เป็นอัลฟ่า ไหงกูเป็นโอเมก้าซะได้” เขาว่าพลางกลั้วหัวเราะ แต่แววตาเขากลับเศร้าหมอง สวนทางกับริมฝีปากที่ฉีกยิ้มออกมา

“โอเมก้าแล้วยังไง ผมว่าพวกโอเมก้าเก่งมากนะ เพราะน้องผมก็เป็นโอเมก้า มันโดนเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งเป็นประจำ แต่มันก็ไม่เคยขอให้ผมช่วยเลยสักครั้ง ไม่ใช่เพราะมันยอมแพ้ แต่เพราะมันเข้มแข็งกว่าที่ผมคิด”

“...ก็คงงั้นมั้ง”

“ทำไมถึงเปิดร้านสัก รวยขนาดนั้นไม่เห็นต้องทำงานก็ได้นี่” ผมเลือกเปลี่ยนคำถาม เมื่อเห็นเขาเงียบไปเฉย ๆ

“แล้วมึงเปิดร้านเหล้าทำไมล่ะ ทำไมไม่ไปทำอย่างอื่น”

“ชอบกินเหล้ามั้ง เลยคิดว่าร้านเหล้านี้แหละเหมาะกับผม”

“อืม คนเราก็อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบกันทั้งนั้นใช่ไหมล่ะ กูเองก็มีสิ่งที่ชอบเหมือนกัน”

ก็จริงอย่างที่เขาว่านั่นแหละ...

นี่เป็นครั้งแรกที่เราคุยกันยาวกว่าเวลาปกติ ผมชอบวิธีการตอบคำถามของเขาจัง มันเหมือนผมได้รู้เรื่องของเขา และเขาก็ได้รู้เรื่องของผม

ผมว่าจริง ๆ เขาก็เป็นโอเมก้าธรรมดาคนหนึ่ง เพียงแค่หน้าที่สั่งให้เขาต้องเป็นอีกคนที่เข้มแข็งกว่าสัญชาตญาณ แต่เขาไม่รู้หรอกว่า ถึงใบหน้าเขาจะเปื้อนยิ้ม แต่ดวงตาเขาไม่อาจปกปิดความรู้สึกจริง ๆ ได้

“นี่ เรื่องเมื่อวานขอโทษนะที่ฉวยโอกาส” ผมพูดทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างเราอีกครั้ง

“ไม่เป็นไร มึงก็แค่ทำตามสัญชาตญาณ”

“...” งั้นถ้าผมจูบเขาตอนนี้ เขาจะยังคิดว่าเป็นเพราะสัญชาตญาณอยู่อีกหรือเปล่านะ ผมเก็บสิ่งที่คิดไว้ปล่อยให้มันเป็นความสงสัยของผมต่อไป

“แล้วร้านมึงอะเป็นไงบ้าง” เป่ยว่า

“ซ่อมไปครึ่งหนึ่งก่อนพอให้เปิดร้านได้ งบไม่พอต้องแบ่งไว้ซื้อของเข้าร้านอีก” ผมว่าไปตามจริง

“ไม่ลองคุยกับที่บ้านเอาเงินมาทำทุนก่อนล่ะ ร้านมึงคนก็เข้าเยอะนะ ไม่นานก็ได้ทุนคืนแล้ว”

“จริง ๆ ร้านนั้นเป็นเงินก้อนสุดท้ายน่ะ เงินที่ได้จากประกันชีวิตของพ่อกับแม่ที่ทำทิ้งไว้ให้...” ว่าจบผมก็หลุบตามองต่ำลง 

ผมไม่เศร้ากับเรื่องนี้แล้วล่ะ แต่ผมแค่อยากแกล้งคนตัวเล็กมากกว่า ตอนที่ผมพูดจบเขาทำหน้าจ๋อยจนอดไม่ได้ที่จะแกล้ง

“ขอโทษนะที่ถาม กูไม่รู้...” เขาว่าพลางวางมือลงที่หน้าขาของผมอย่างแผ่วเบา มันคงเป็นวิธีการปลอบของเขาสินะ

“ไม่เป็นไร เรื่องมันผ่านมาแล้ว”

“เอางี้ไหม เดี๋ยวกูจะเป็นหุ้นส่วนกับมึงเอง กูว่าร้านมึงทำดี ๆ ยังไงคนก็เข้า ชั้นสองทำเป็นโซน VVIP เผื่อว่ากูพาคนมาคุยธุรกิจ ชั้นล่างทำบาร์นั่ง กับผับแยกเป็นสัดส่วน”

“ถ้าแค่สงสารไม่ต้องหรอก ไม่เป็นไรจริง ๆ”

“ตลก กูพูดถึงเม็ดเงินที่จะไหลเข้ามา คนที่กูรู้จักมีแต่พวกกระเป๋าหนัก มึงคิดดูดี ๆ ว่าคืนคืนหนึ่งมึงจะมีรายได้เท่าไหร่”

“แต่---” ยังไม่ทันพูดจบเขาก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน ราวกับรู้ว่าผมกำลังจะพูดถึงอะไร

“ถ้ามึงจะพูดเรื่องทุนส่วนของมึง ไม่ต้องคิดมากเอาของกูออกไปก่อน ยังไงซะมึงก็หนีกูไปไหนไม่พ้นหรอก”

“...” ผมหยุดคิดตามที่เขาว่ามาทั้งหมด อย่างละเอียด เพราะมันเป็นการลงทุนระยะยาว

เรื่องกำไรอันนี้ผมไม่เถียง เพราะระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมาร้านผมได้กำไรทุกวัน ถึงไม่เยอะมากมาย แต่ก็ยังไม่ขาดทุน

พอมาคิดตามที่เขาว่ามามันก็จริง ถ้าร้านมันเพอร์เฟกต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่มีอะไรที่ผมต้องกลัวนี่

“โอเค งั้นผมตกลง”

“ก็แค่นั้น” เป่ยวางห่อกระดาษลงกับพื้น ก่อนจะเอามือมาเช็ดกางเกงผมอย่างลวก ๆ  “ยินดีที่ได้ร่วมงานครับเฮียกรรณ” ว่าจบคนตัวเล็กก็ฉีกยิ้มกว้าง

“เช่นกันครับซ้อเป่ย”











ᶘ○་།○ᶅ

-เปียกปูน-

#ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย



-กำลังทยอยแก้คำผิดนะครับ-

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0

ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

บทที่ 6

 

The Happy Reader

 

 

ตุบ! ตุบ! ตุบ!

เสียงตุ้บตั้บที่ได้ยินเกิดจากนวมที่คนตัวเล็กสวมไว้กระทบกับกระสอบทรายที่ดูจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเป่ยเสียอีก ตำแหน่งการวางมือ และเท้ามองแวบเดียวก็รู้ว่าเขาผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง

เหงื่อเม็ดโตผุดซึมตามร่างกายจนเสื้อกล้ามสีดำชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทุกวินาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าความคิดเขากลับวนเวียนอยู่ที่เดิม

ไม่รู้ผมกำลังคิดบ้าอะไรอยู่กันแน่ สงสารงั้นเหรอ?

‘จริง ๆ ร้านนั้นเป็นเงินก้อนสุดท้ายน่ะ เงินที่ได้จากประกันชีวิตของพ่อกับแม่ที่ทำทิ้งไว้ให้...’

ประโยคเดียวของเขายังดังก้องอยู่ในโสตประสาท รอยยิ้มเจื่อน ๆ กับแววตาที่หม่นลงทำใจที่นิ่งสงบวูบไหวได้ ราวกับว่าเขากำลังโยนก้อนหินลงบนผิวน้ำจนเกิดแรงกระเพื่อม หรือเพราะผมเป็นโอเมก้า ถึงได้อ่อนไหวกับอะไรง่าย ๆ

เฮ้อ~ เฮียกรรณอะไรกัน พูดออกไปได้ยังไงฮะเป่ย แกมันบ้าไปแล้ว!

“ซ้อครับ คุณกรรณมารอแล้วครับ”

เป่ยสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ ๆ เหรียญก็เดินเข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วเหรียญเคาะประตูอยู่สักพัก แต่เขาต่างหากที่ไม่ได้ยินเอง

เกือบลืมไปซะสนิท วันนี้ผมนัดเขาเพื่อเข้ามาคุยเรื่องสัญญา และนัดกับอินทีเรีย หลังจากเมื่อวานเราตกลงกันเรื่องหุ้นส่วนเสร็จสรรพ ผมก็เรียกทนายเข้ามาพบเพื่อคุยเรื่องรายละเอียดสัญญา

“บอกกี่ครั้งแล้วครับ อยู่กันสองคนเรียกให้เรียกปกติ”

“เดี๋ยวคนอื่นจะว่าซ้อสองมาตรฐานเอานะ”

“จำความได้ผมก็เห็นเฮียเหรียญแล้ว สำหรับผมเฮียคือคนในครอบครัวไม่ใช่คนอื่น” นวมถูกถอดวางเอาไว้ก่อนจะคว้าขวดน้ำดื่มขึ้นกระดก

“ขอบคุณนะเป่ย”

“ขอบคุณบ้าบออะไรกันครับ” ผมว่ายิ้ม ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปกอดคอกันเฮียเหรียญ เพื่อเดินออกจากยิม

“พี่ถามอะไรหน่อยสิ”

“ครับ?”

“เรามั่นใจแล้วใช่ไหม เรื่องหุ้นส่วนร้านน่ะ”

“...” ผมหยุดคิดอยู่ครู่ ไม่ใช่ว่าผมไม่มั่นใจหรอกนะ แต่ผมไม่เข้าใจตัวเองมากกว่า ว่าจริง ๆ แล้วผมรู้สึกอะไรกันแน่ “...มั่นใจสิ”

“เป่ยไม่ใช่คนที่ลังเลที่จะทำอะไร แต่ครั้งนี้เราตอบช้านะ”

“...”

“พี่ไม่ค่อยชอบหน้าไอ้กรรณอะไรนั้นเท่าไหร่ สายตามันดูเจ้าชู้ยังไงก็ไม่รู้ พี่เป็นห่วง”

“เฮียคิดมากเกินไปแล้ว ผมไม่ได้สนใจไอ้แง่งขิงนั่นสักหน่อย”

“แง่งขิง?”

“ฮ่า ๆ เป่ยเรียกตามอาหลงน่ะ วันที่ให้ไปพาตัวกรรณมาเขาเอาถุงไส้กรอกฟาดหน้าอาหลง ในถุงมีแง่งขิงอันใหญ่อยู่ มันเลยโดนตาจนเส้นเลือดฝอยตาแตก จากนั้นอาหลงก็เรียกกรรณว่า 'ไอ้แง่งขิง' ตลอดเลยครับ”

"พูดถึงเขาทีไรเป่ยยิ้มตลอดเลยนะ"

เป่ยหุบยิ้มชับทันที ผมยิ้มเหรอตอนไหนกันผมไม่เห็นจะรู้ตัว...

เหรียญเปิดประตูยิมออกกว้าง ภาพแรกตรงหน้าคืออัลฟ่าตัวโตวางมาดขรึมยืนรออยู่ แค่ได้เห็นหน้าตากวนประสาทของเขาผมก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

“มึงมาได้ไง!?” ผมโพล่งออกไปด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าเขาจะมาอยู่ตรงนี้

“เห็นออกมาช้าเลยจะมาตาม”

“อา...” ผมตอบเพียงสั้น ๆ แล้วหันไปคุยกับเฮียเหรียญต่อ “เฮียผมไปอาบน้ำก่อนนะ พาคุณกรรณกลับไปรอที่ห้องก่อน”

“ครับ ...ขึ้นไปอาบน้ำเถอะผมเตรียมน้ำไว้แล้ว” เหรียญยืนมองคนตัวเล็กเดินห่างออกไป ก่อนจะหันกลับมาคุยกับอัลฟ่าตรงหน้า “เชิญครับ”

“เดี๋ยวสิ” แต่ทว่ายังไม่ทันก้าวนำหน้า กรรณกลับรั้งเอาไว้ด้วยน้ำเสียงเย็นเหยียบ สันหลังเสียววูบเพราะฟีโรโมนของเขาปล่อยออกมาดูจะไม่ค่อยพอใจ “ที่พูดเมื่อกี้น่ะ หมายความว่าไง”

“ครับ?”

“ก็ที่บอกว่าผมสายตาเจ้าชู้น่ะ”

“ก็อย่างที่ได้ยินครับ”

มุมปากคนฟังกระตุกยิ้มเมื่อได้ยินอย่างนั้น “หึ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ที่ผมมองคุณ ก็หมายความว่าผมสนใจคุณสินะครับ” ว่าจบกรรณก็ใช้ปลายนิ้วชี้ดันปลายคางเหรียญให้เชิดขึ้น

เหรียญปัดมือกรรณออกก่อนจะเบือนหน้าหนี แล้วจึงหันกลับมาประจันหน้าอีกฝ่าย

“ถ้าคุณอยากลอง ผมไม่ติดนะที่คุณเป็นอัลฟ่า” กรรณว่า

“จะทำอะไรก็คิดดี ๆ นะครับ ผมเตือนในฐานะเพื่อนมนุษย์” ผมไม่รู้ว่าเขาไปพูดอะไรกับเป่ย เป่ยถึงได้ยอมเข้าไปเป็นหุ้นส่วนของร้าน แถมยังออกเงินในส่วนของกรรณให้ก่อนอีกด้วย

“หึ งั้นคุณก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินผม ทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกัน” ว่าจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงกลับออกไป ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“...”

ผมกับเป่ยโตมาด้วยกัน ผมรู้จักนิสัยของเขาดีกว่าใคร ถึงแม้ว่าภายนอกอาจจะดูเป็นคนแข็งกระด้างไปบ้าง แต่เนื้อแท้ของเขาอ่อนโยนกว่าที่คิด ทั้งยังขี้สงสาร ผมกลัวว่ากรรณจะรู้จุดอ่อนข้อนี้แล้วเอามาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหลอกใช้เป่ย

แต่ไม่ว่าเขาจะมาไม้ไหน ผมจะไม่ยอมให้เขาเข้ามาทำร้ายคนสำคัญของผมเด็ดขาด...

 

ผมใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่สำหรับจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะลงมายังห้องรับแขก อัลฟ่าตัวใหญ่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาหันมาฉีกยิ้มอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นคนที่รออยู่เดินเข้ามาก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยประโยคกวนประสาทอย่างทุกที

“ถ้ารู้ว่าจะลงมาช้าขนาดนี้ ผมคงขึ้นไปช่วยอาบน้ำ”

“เลิกกวนตีนสักห้านาทีจะตายไหม”

กรรณหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่รู้ทำไมเขาถึงชอบเวลาที่ถูกคนตัวเล็กด่า หัวใจมันคันยุบยิบไปหมด

“ก็เลิกทำตัวน่าแกล้งสิ” กรรณว่า

“ประสาท!”

ทำตัวน่าแกล้งอะไรกัน ผมว่าเขาน่ะโรคจิตมากกว่า เวลาถูกผมด่าถึงได้เอาแต่นั่งยิ้มแบบนั้น

...ผมเลือกที่จะไม่ลงไปเล่นกับสงครามประสาทกับเขา โดยการเลิกสนใจเขา แล้วหันมาสนใจข้อมูลที่อยู่ในไอเพดแทน ส่วนมากจะเป็นรายละเอียดเรื่องการรีโนเวทร้าน กับตัวอย่างที่อินทีเรียส่งมาให้ดูคร่าว ๆ

นั่งดูรายละเอียดอยู่ไม่ถึงสิบนาที เฮียเหรียญก็เดินเข้ามาพร้อมกับทนายที่นัดเอาไว้

“สวัสดีครับซ้อ” ทนายกล่าวทักทายตามปกติ ก่อนผมจะตอบกลับ

“สวัสดีครับคุณนิรุจน์ นี่คุณกรรณครับ” ผมว่าก่อนจะผายมือไปยังอัลฟ่าที่นั่งอยู่ด้านข้าง

“สวัสดีครับ” กรรณเอ่ยทักทายตามมารยาท

“เรามาเริ่มเลยดีกว่าครับ จะได้ไม่เสียเวลา” ผมว่า

ทนายเปิดกระเป๋าสี่ดำที่ถือเข้ามาด้วย พลางหยิบเอาเอกสารที่สั่งเอาไว้เมื่อวานออกมาสองฉบับ ฉบับแรกเขาส่งมาที่ผม ส่วนอีกฉบับเป็นของกรรณ

“อ่านรายละเอียดทุกบรรทัดก่อนเซ็นเอกสารนะครับ หากมีข้อไหนสงสัยสามารถสอบถามได้ทันที”

ผมไล่สายตาอ่านทุกตัวอักษรบนกระดาษเอสี่อย่างถี่ถ้วน ข้อตกลง และผลประโยชน์ทุกอย่างแบ่งสันปันส่วนกันอย่างยุติธรรม ผมจึงไม่มีอะไรที่ต้องคัดค้าน

“คุณกรรณมีปัญหาตรงไหนหรือเปล่าครับ” ผมถามออกไป เพราะเห็นว่าเขานั่งขมวดคิ้ว

“สัญญาเงินกู้น่ะ ข้อสุดท้ายสัญญาระบุว่า ผู้กู้ตกลงว่าจะผ่อนชำระคืนเงินให้กับผู้ให้กู้เป็นรายเดือน นับตั้งวันที่ร้านเปิดบริการ จนถึง 31/12/xx”

“ครับ?”

“คร่าว ๆ ก็ประมาณสามถึงสี่ปีเองนี่ครับ”

“ครับ ระยะเวลาน้อยไปเหรอครับ”

“น้อยไปครับ...”

“คุณสะดวกแบบไหนครับ ถ้ามันไม่นานไปผมก็พอจะยืดเวลาให้ได้”

“ทั้งหมด...” ว่าจบเขาก็หันมาสบตานิ่ง

“...?” ผมหรี่ตามองเขาอย่างสงสัย นี่เขาต้องการจะพูดอะไรกันแน่ หรือว่าจะแกล้งอะไรผมอีก

“ผมต้องการเวลาทั้งหมดของคุณ”

ไอ้เวรนี่!!! ตอนคลอดหมอทำมันหลุดมือหรือไง ถึงได้เอาแต่พูดจาพิลึกอยู่เรื่อย "...!?" หางตาผมเหลือเห็นทนายยกกาแฟขึ้นดื่ม ก่อนจะผินหน้าไปทางอื่นทำทีไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น

“คุณบอกเองนี่ครับ ยังไงผมก็หนีคุณไปไหนไม่พ้นอยู่แล้ว”

ท่ามกลางความเงียบดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องมาที่ผมราวกับจะบอกว่าสิ่งที่พูดออกมาเขาไม่ได้พูดเล่น

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก...

นี่ผมโมโหเขาจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงขนาดนี้เลยเหรอ ใบหน้ารู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาแปลก ๆ ชอบกล

“เลิกพูดเล่นสักที ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็มาทำให้จบเถอะครับ เรายังต้องคุยกับอินทีเรียต่อ” ว่าจบผมก็หยิบปากกาขึ้นเซ็นชื่อที่ช่องผู้ให้กู้ กรรณเองก็เซ็นของตัวเองเช่นกัน

ทนายตรวจเช็กความถูกต้องอีกรอบ เมื่อทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่น ผมจึงสั่งให้เฮียเหรียญออกไปส่งทนาย และให้คนเตรียมรถเอาไว้เพื่อไปคุยกับอินทีเรียต่อที่ร้านในเวลาต่อมา

ระยะทางจากบ้านผมไปยังกลางซอยไม่ไกลมาก แต่ก็เราก็เลือกเดินทางด้วยรถตู้ ภายในรถไม่มีใครพูดอะไรจนกระทั่งมาถึงที่ร้าน บอดี้การ์ดที่ผมสั่งให้มาเฝ้าร้านเอาไว้ยืนอยู่จำนวนหนึ่ง เมื่อเดินเข้ามา จะมีส่วนที่ถูกซ่อมไปบ้างแล้วแต่นั่นก็ยังไม่ถูกใจผมเท่าไหร่นัก

กรรณพาผมขึ้นมายังชั้นสามที่เป็นห้องพักของเขา ยังไม่ทันได้เปิดประตูเข้าไปมันก็ถูกเปิดออกมาเสียก่อน

คนตัวเล็กในชุดเสื้อยืดสีชมพูธรรมดา ๆ แต่ทว่ามันกลับดูเข้ากับเขาอย่างบอกไม่ถูก ผิวขาวเหลืองขัดรับกับผมสีบลอนด์ ดวงตากลมโตใสเป็นประกาย เขาดูน่ารักจนขนาดที่โอเมก้าอย่างผมยังต้องหยุดมอง

“อ้าวเฮีย” คนตัวเล็กว่า “หายไปเลยนะ ร้านก็ไม่ค่อยอยู่”

“ช่วงนี้มีงาน ว่าแต่จะออกไปไหน”

“นัดสิงห์ไว้ ช่วงนี้ใกล้สอบแล้ว” ว่าจบเขาก็หันมาสบตาผม ก่อนจะหันไปคุยกับกรรณต่อ “อย่าทำในครัวกับห้องน้ำเลอะ กูไม่อยากเดินเหยียบ”

“รู้แล้ว ๆ บ่นเป็นแม่กูเลย” ท่าทีของพวกเขาดูสบายกันมาก ๆ นี่คงเป็นน้องชายที่เคยพูดถึงสินะ คนตัวเล็กเดินออกจากห้องไป กรรณถึงได้ดึงผมเข้ามาก่อนประตูจะปิดลง

ผมเคยขึ้นมาที่นี่หนหนึ่ง แต่ก็แค่หน้าประตู รอบนี้ผมได้ขึ้นมาอีกครั้ง และจะไม่พลาดเหมือนครั้งก่อน

ผมกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องไม่ได้เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่ ภายในห้องคล้ายกับคอนโดฯ มากกว่า ห้องถูกแบ่งสัดส่วนเป็นโซนชัดเจน ไม่คิดว่าจะเรียบร้อยขนาดนี้

“ดื่มน้ำก่อนสิ” กรรณว่าพลางถือแก้วน้ำดื่มวางไว้ตรงหน้า ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวที่มีเพียงตัวเดียวภายในห้อง

“ขอบใจ...” ผมบอกออกไปตามมารยาท “คนนั้นน้องที่เคยเล่าให้ฟังเหรอ”

“ครับ น่ารักใช่ไหม”

“อืม...น่ารักจนคิดว่าพ่อกับแม่มึงอาจจะเก็บมึงมาเลี้ยง” ผมว่าออกไปตามที่คิด เป็นพี่น้องที่ดูต่างกันสุดขั้ว ทั้งรูปร่างหน้าตา และอาจจะรวมถึงนิสัยใจคอ

“ปากร้ายเหมือนกันนะเรา”

“...” ผมไหวไหล่ไปมาเป็นคำตอบ แล้วเริ่มเปิดประเด็น “นี่เป็นแบบร้านที่คุยกับอินทีเรียไว้คร่าว ๆ มึงลองเอาไปดู อยากปรับตรงไหนก็รอคุยกับอินทีเรียอีกที”

กรรณรับไอเพดเอาไว้ ก่อนจะเลื่อนดูรูปต่าง ๆ ระหว่างที่รออินทีเรีย

“คุณออกแบบเองเหรอ”

“ไม่ทั้งหมด”

“ผมชอบนะ แต่ในฐานะที่ผมช่ำชองกับแหล่งอโคจรที่สุด ผมว่ายังมีจุดต้องปรับอยู่บ้าง” เขาว่าอย่างภาคภูมิใจราวกับนั้นเป็นความสามารถพิเศษของเขา ใบหน้ามั่นใจของเขาทำให้ผมหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

ตอนเด็กแม่ป้อนความมั่นใจให้กินแทนซีรีแล็คเหรอ ถึงได้มั่นหน้าขนาดนั้น

กรรณค่อนข้างเป็นตัวเอง เขาดูสบาย ๆ กับทุกอย่างที่เข้ามา เวลาที่ผมอยู่กับเขาผมก็พลอยรู้สึกสบายใจไปด้วย ถึงแม้บางครั้งเขาจะทำให้ผมรู้แปลก ๆ ไม่เป็นตัวเองไปบ้าง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ซ้อครับอินทีเรียมาแล้ว”

“เข้ามาเลย ไม่ได้ล็อก” กรรณตะโกนบอกแทน

ประตูเปิดออกหลังสิ้นสุดคำสั่ง อาหลงบอดี้การ์ดอีกหนึ่งคนที่ผมสนิทก็เดินเข้ามาพร้อมกับเอาอินทีเรียเข้ามาส่ง

เรากล่าวทักทายกันตามมารยาท ก่อนจะเริ่มคุยเรื่องรายละเอียดอื่น ๆ กันอีกหลายชั่วโมง ยังมีจุดที่กรรณต้องการแก้เยอะกว่าที่คิดเอาไว้ แต่ที่ผิดคาดเลยคือผมได้เห็นอีกมุมของกรรณ

ลูกบ้าที่เขามีไม่มีอยู่ในระหว่างที่คุยงานกันเลยแม้แต่น้อย เขากลายเป็นอีกคนที่ผมไม่เคยรู้จัก รายละเอียดเล็ก ๆ เขาก็ไม่ปล่อยผ่านหรือมองข้ามไป พาร์ทของการทำงานจัดว่าดีใช้ได้เลยทีเดียว

“ผมอยากแกจุดนี้ มองด้วยตาเปล่าก็พอรู้ว่าคานรับน้ำหนักไม่ไหว” กรรณว่าพลางหันมาปรึกษาผม

“แต่ถ้าตรงนี้เอาออกไปมันจะไม่สวย” ผมว่า

“งั้นคุณลองเปลี่ยนแชนเดอเลียร์ให้เล็กลงมาหน่อย”

“อันนี้ผมเห็นด้วยกับคุณกรรณนะครับ คานตรงนี้รับน้ำหนักไม่ไหวแน่ ๆ” อินทีเรียว่า

“ก็ได้ เดี๋ยวผมจะลองส่งแบบอื่นไปคุณก็แก้กลับมาแล้วกัน” ผมว่า

“คุณกรรณนี่ก็เก่งเหมือนกันนะครับ หลาย ๆ จุดคุณมองแป๊บเดียวก็รู้เลย”

กรรณฉีกยิ้มเบา ๆ “ผมจบ’ โยธาน่ะครับ”

เขาหมายถึงวิศวะโยธาน่ะเหรอ อย่างหมอนี่เนี่ยนะ

“ถึงว่าล่ะ ว่าแต่คุณกรรณเรียนที่ไหนมาเหรอครับ เผื่อว่าโลกจะกลม”

“ผมจบจาก NMIT”

หืม... นั้นมันอยู่นิวซีแลนด์นี่ เด็กนอกหรอกเหรอ คำตอบของเขาทำให้ผมอึ้งไปไม่น้อย จู่ ๆ ความมั่นใจที่ว่าตัวเองรู้จักเขา กลับกลายเป็นว่าผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย

เขาเป็นใครกันแน่?

 

หลังจากตกลงเรื่องค่าใช้จ่าย และสัญญาเรียบร้อย ผมพาตัวเองกลับมาพักที่บ้านในเวลาต่อมา ความเมื่อยล้าทำให้ร่างกายต้องการปะทะกับเครื่องดื่มแรง ๆ สักแก้ว เพื่อจิบระหว่างนั่งทำบัญชีไปด้วย

เมื่อเครื่องดื่มรสร้อนไหลลงคอได้ที่ บุหรี่ม้วนสีขาวก็ถูกจุดจนไฟขึ้นสีแดงฉานที่ส่วนปลาย ริมฝีปากดูดเอาสารต่าง ๆ เข้าสู่ปอดลึกก่อนจะพ่นมันออกมาคละคลุ้งไปทั้งห้อง ตั้งใจว่าจะเลิกสูบจริง ๆ จัง ๆ แต่ก็ยังทำได้แค่ลดปริมาณลงมาเพียงเท่านั้น

ผมง่วนอยู่กับการเก็บเอกสารที่กองเท่าภูเขา การดูแลอาณาเขตไม่ได้มีเพียงแค่เก็บค่าคุ้มครองจากร้านค้าต่าง ๆ อย่างเดียว ยังมีเงินกู้นอกระบบป๊าทำเอาไว้ก่อนหน้า และร้านสักที่ผมใช้เงินของผมทุกบาทเปิดมันขึ้นมาตามความชอบของตัวเอง

“ซ้อครับ” เสียงเฮียเหรียญเรียก ผมก็วางปากกาลงก่อนจะเอ่ยรับ

“เข้ามาได้ครับ”

เหรียญเดินเข้ามาในห้องทำงานที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ถึงมันจะเบาบาง แต่ก็ยังมีกลิ่นโชยเข้ามาแตะจมูก บางครั้งเขาก็คิดว่ากลิ่นนิโคตินอาจจะเป็นกลิ่นฟีโรโมนของเป่ยไปเสียแล้ว

“สามคนนั้นที่เราส่งกลับไปแจ้งข่าวมาแล้วครับ ตอนนี้เฮียอี้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ดูท่าเรื่องจะยาวกว่าที่คิดครับ อีกไม่นานก็คงมาหาเราที่นี่”

“งั้นก็เตรียมคนเอาไว้รอต้อนรับแขกด้วย”

“แล้วสองพ่อลูกนั่นที่ให้ผมไปลากคอมาเอายังไงต่อ”

“คุ้มครองพวกมันไว้ เรื่องนี้จัดการจบเมื่อไหร่ค่อยปล่อยตัวมัน ตอนนี้เป่ยเป็นห่วงเด็ก เด็กไม่รู้เรื่องอะไรด้วย"

"แล้วถ้าคุณท่านรู้ล่ะครับ"

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกฝ่ามือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองไปมาก่อนจะพึมพำไม่เป็นภาษาอยู่คนเดียว ช่วงนี้ถึงมีแต่เรื่องให้ปวดหัวอยู่ตลอดเลยแฮะ

"เคลียร์เรื่องเฮียอี้ให้จบค่อยว่ากัน แล้วก็บอกไอ้สามตัวนั้นให้จับตาดูฝั่งนั้นไว้ก่อน ถ้ามันตุกติกก็ยิงทิ้งได้เลย” ผมว่า

สามคนที่ผมหมายถึงก็คือพวกที่ไปพังร้านกรรณจนเละนั่นแหละ ผมส่งพวกมันกลับไปพร้อมกับข้อความไปฝากเฮียอี้เรื่องยาที่ถูกทำลายทิ้ง และให้คอยสืบความเคลื่อนไหวของกลุ่มเฟิ่ง ที่ผมทำแบบนี้เพราะผมรู้ดี ไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่ากับการถูกคนในทรยศ

“ครับ ถ้ามีอะไรคืบหน้าผมจะรีบมารายงาน”

“เออเฮีย...ผมฝากอีกเรื่องสิ”

“...?”

“ช่วยสืบประวัติของกรกรรณทั้งหมดเท่าที่จะหาได้มาให้ผมที”

 

 

 

 

 

 

 


ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

บทที่ 7



The Happy Reader





สิ่งที่ผมได้จากเฮียเหรียญหลังให้เขาไปสืบเรื่องของกรรณคือเอกสารหนึ่งชุดใหญ่ ในนั้นมีข้อมูลมากมายที่ผมไม่เคยรู้ ภูมิหลังของคนที่แสนธรรมดา แต่ทว่าเขาไม่ธรรมดาอย่างที่คิด

พ่อและแม่เขาค่อนข้างเป็นที่รู้จักกันในวงการของนักธุรกิจ หลังจากจบโรงเรียนอินเตอร์ในไทยก็บินไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ และเขาก็อยู่ทำงานที่นั่นอีกหนึ่งปี จนกระทั่งเมื่อหลายเดือนก่อน พ่อและแม่ของเขาประสบอุบัติเหตุ จึงทำให้ต้องกลับมาที่ไทยเพื่อดูแลน้องชาย

มรดกที่พ่อกับแม่ทิ้งเอาไว้มันมากพอที่จะทำให้เขากับน้องชายอยู่สบายไปทั้งชีวิต แต่จำนวนหนี้สินก็มากเช่นกัน

เป็นถึงนักเรียนนอกแต่ทำไมถึงได้เปิดร้านเหล้ากันนะ

จากประวัติโดยรวม เขาสามารถหางานดี ๆ ไม่ยากเลย แต่ทำไมเขาถึงได้เลือกมาเปิดร้านเหล้าในซอยแบบนี้กัน มันไม่ดูแปลกไปหน่อยเหรอ...

“พี่ว่าเป่ยดูสนใจคุณกรรณเป็นพิเศษเลยนะครับ” เสียงทุ้มนุ่มของเฮียเหรียญช่วยเรียกดึงสติผมออกจากวังวนความคิด

“ครับ? ผมดูสนใจหมอนั้นเหรอ”

“ตั้งแต่ที่ได้เอกสารของเขามา พี่ยังไม่เห็นเป่ยลุกจากโต๊ะทำงานสักที”

“ไม่หรอกครับ ผมแค่มีเรื่องสงสัยนิดหน่อย” ว่าจบผมก็วางเอกสารของกรรณลงบนโต๊ะ สายตาลอบมองไปยังเอกสารอีกหลายแผ่นที่ยังเปิดอ่านไม่หมด

คนธรรมดา ๆ อย่างเขาทำไมถึงมีเรื่องให้ผมประหลาดใจอยู่เรื่อยเลยนะ

“ขอโทษครับซ้อ” บอดี้การ์ดยืนประจำหน้าห้องทำงานเดินเข้ามา เขาโน้มตัวเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “คุณกรรณขอเข้าพบครับ”

เฮอะ! หายหัวไปเป็นอาทิตย์ เพิ่งคิดจะโผล่หน้ามาเหรอ

“อืม ให้เข้ามา” สิ้นสุดประโยค ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออก

อัลฟ่าตัวโตเดินเข้าด้วยท่าทีสบายราวกับนี้คือบ้านของเขา ก่อนริมฝีปากหยักจะขยับพ่นคำพูดชวนหงุดหงิดออกมา

“Hi~ คนสวยขา”

“สวยหน้ามึงสิ!” ผมว่าออกไปโดยไม่ทันคิด

“ทำไมพูดกับผมไม่เพราะอยู่เรื่อย”

“กูก็เป็นของกูแบบนี้ มึงมีปัญหาก็รีบพูดรีบกลับไป กูมีงาน” เป่ยว่าพลางเก็บเอกสารที่เกี่ยวกับกรรณเข้าลิ้นชัก

“ใจร้ายชะมัด...ผมแวะเอานี่มาให้น่ะ” ว่าจบเขาก็ยื่นแผ่นกระดาษใบเล็ก ๆ ส่งมา

เช็ค?

“ทั้งต้นทั้งดอก ครบนะครับ”

“เดี๋ยวนะ ไหนมึงบอกว่าไม่มีเงิน” นี้เพิ่งผ่านไปแค่อาทิตย์เดียว เขาหาเงินหลักล้านมาให้ผมได้ยังไงกัน ไหนว่าเงินที่เอามาทำร้านเป็นเงินก้อนสุดท้าย

“ผมขายหุ้นน่ะ จริง ๆ ผมตั้งใจว่าจะเก็บไว้ให้กชเอาไปเรียนต่อเมืองนอก”

“...”

“แต่กชไม่ยอมเรียน ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงกับน้องชายดี เงินก็ได้มาแล้วเลยคิดว่าควรเอาเงินมาคืนคุณ”

“...”

มันก็ดีอยู่หรอก แต่ก็รู้สึกโหวงในอกแปลก ๆ ไม่กี่วันก่อนยังบอกว่าต้องการเวลาของผมอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ทำไมมันถึงได้เร็วแบบนี้กันล่ะ

“คุณพูดอะไรหน่อยสิ เงียบแบบนี้ผมกลัวนะ”

“อืม...ขอบใจ เดี๋ยวกูให้เฮียเหรียญจัดการเรื่องเอกสารต่อ” สิ้นสุดประโยคผมก็หันไปหาบอดี้การ์ดใกล้ตัว “ผมฝากด้วยนะครับ” ว่าจบก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่

“เดี๋ยวสิ จะไปไหนยังไม่ได้คุยกันเลย”

“วันนี้กูอารมณ์ไม่ดี” ผมสาวเท้าออกจากห้องทำงานอย่างไวว่อง จู่ ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิด บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร รู้แค่อะไรก็ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง

“สั่งคนเคลียร์ยิม อีกห้านาทีกูจะไป” ผมสั่งลูกน้องที่ยืนอยู่หน้าห้องทำงาน

“ครับซ้อ”

“จะไปยิมเหรอ ไปด้วยสิ” คนที่เดินไล่หลังมาว่าขึ้น

“อย่ายุ่ง...” ผมว่าเสียงเรียบ

“ต่อยมวยเหรอ?”

“...” ผมเลือกไม่ตอบคำถามของเขาด้วยการเงียบใส่ แล้วเดินหนีออกมา แต่ทว่าเขากลับเดินตาม แล้วเอาแต่พูดไม่หยุด

“ผมต่อยด้วยสิ”

“...”

“ผมน่ะเก่งมากเลยนะ ระดับซ้อเป่ยจะซ้อมกับบอดี้การ์ดได้ไง ต้องซ้อมกับคนเก่ง ๆ สิ”

“มึงหาเรื่องเองนะ” ไหน ๆ มันก็เป็นต้นเหตุที่ผมหงุดหงิดแล้ว ก็ขอซัดหน้ามันซักหมัดเถอะ

“กลัวที่ไหนละ”

...

..

.

ผมวอร์มร่างกายอยู่บนสังเวียนกับบอดี้การ์ดระหว่างรอกรรณไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่นานเขาก็เดินเข้ามาในยิม กรรณสวมเสื้อกล้ามสีขาวคอลึกจนเห็นแผงอกหนา ท่อนแขนขึ้นริ้วไลน์มัดกล้ามเนื้อชัด กว่าใครสักคนจะปั้นได้ขนาดนี้คงต้องใช้เวลานานเลยทีเดียว

ทุกครั้งที่เขาขยับแขน ผมสังเกตเห็นเส้นเลือดที่นูนขึ้นตามแขนของเขา มันชวนให้คนมองรู้สึกใจสั่นแปลก ๆ รู้ตัวอีกทีก็เผลอจ้องเขาไปเสียแล้ว

“จ้องแบบนี้ผมก็เขินเป็นนะ” ว่าจบเขาก็เดินเข้ามาที่ขอบเวทีก่อนจะหยิบเอานวมสีเดียวกับชุดบรรจงสวมที่มืออย่างไม่เร่งรีบ

“...” ผมเสหน้าไปทางอื่น รู้สึกเหมือนผมจะจ้องกล้ามเนื้อสวย ๆ มากเกินไป ไม่ใช่ว่าผมพิศวาสอะไรในตัวเขาหรอกนะ แค่มัดกล้ามเนื้อเขาสวยดีต่างหากล่ะ

กรรณยกเชือกกั้นขึ้นแล้วกระโดดขึ้นมาบนเวที บอดี้การ์ดที่เป็นคู่ซ้อมให้ผมก่อนหน้าจึงเดินลงไป

“นี่ถ้าแพ้ คงไม่ให้บอดี้การ์ดช่วยหรอกใช่ไหม”

“ไม่ว่ายังไง พวกมึงห้ามขึ้นมาช่วยกูเด็ดขาด” เป่ยหันไปสั่งลูกน้องที่ยืนกันหน้าสลอน ก่อนพวกมันหันมองหน้ากันตาปริบ

พวกบอดี้การ์ดไม่ต้องการให้ซ้อของพวกเขาเจ็บตัว ถึงจะรู้ว่าซ้อฝีมือดีแค่ไหน แต่ดูจากขนาดตัวของอัลฟ่าที่ยืนตรงหน้าแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้

“เกมนี้จะได้สนุกขึ้นนะ ถ้าเราเดิมพันกันนิดหน่อย” ผมยื่นข้อเสนอ เพื่อให้การระบายอารมณ์ของผมในครั้งนี้สนุกยิ่งขึ้น

“คุณก็ลองว่ามาสิ”

“ถ้ามึงเอาชนะกูได้ กูจะคืนเงินให้มึงครึ่งหนึ่ง”

“แล้วถ้าผมแพ้ล่ะ”

“ทำทุกอย่างที่กูต้องการ โดยไม่มีเงื่อนไข”

“ผมไม่อยากได้เงิน แต่ผมต้องการข้อเสนอเดียวกับคุณ” มุมปากคนพูดกระตุกยิ้มพรายอย่างเจ้าเล่ห์

“ตามนั้น”

ขนาดตัวผมกับกรรณต่างกันมาก รวมถึงพละกำลังก็ด้วย มันเป็นสิ่งที่โอเมก้าไม่มี แต่สิ่งที่พวกเรามีไม่แพ้อัลฟ่าคือทักษะ

“เป่ยโอเคนะ” เหรียญว่า

“เฮียไม่ต้องเป็นห่วงผม”

“เป็นห่วงกรรณต่างหาก เบามือหน่อยเฮียไม่อยากแบกมัน”

“หึ หึ” ผมหลุดหัวเราะออกมาในลำคอเบา ๆ

เหรียญเดินมากลางเวที วันนี้เขารับหน้าที่เป็นกรรมการผู้ชี้ขาด และมีความยุติธรรมในการตัดสินสูงสุด นั้นทำให้เขาต้องวางทุกความสัมพันธ์ลง แต่ถ้าถามว่าเขาเชียร์ใคร ก็คงไม่พ้นเป่ยแน่นอน

“ชก!” สิ้นสุดประโยค เหรียญก็ขยับตัวออก กรรณ และเป่ยเดินเข้าหา ต่างฝ่ายต่างดูท่าทีของกันและกันก่อนกรรณจะเป็นฝ่ายออกมัดแยบเพื่อหยั่งเชิง

“ตัวก็แค่เนี่ย คิดว่าจะสู้ผมได้เหรอ” กรรณว่า

“แล้วคิดว่ากูกลัวมึงหรือไง” ว่าจบเป่ยก็ออกหมัดสวนกลับไปบ้าง

กรรณโยกตัวหลบแล้วออกหมัดสวนกลับ จุดประสงค์ของเขาไม่ได้ต้องการให้โดนเป่ยหรอก เขาแค่ต้องการรวมทั้งตัวเป่ยเอาไว้ในอ้อมกอด

ก็หน้าตาเป่ยจริงจังจนน่าแกล้งซะขนาดนั้นใครจะไปอดใจไหว...

“ไอ้เหี้ยกรรณ!” เป่ยว่าเสียงดังอย่างตกใจ พยายามดันตัวเองให้หลุดจากอ้อมกอดของคนตัวใหญ่ ยิ่งดิ้นเขาก็ยิ่งกอดแน่นขึ้นจนใบหน้าบดเบียดไปกับแผ่นอกหนา “มึงกวนตีนกูเหรอ” จากที่หงุดหงิดอยู่ก่อนแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม

“อะไร มวยกอดกันแบบนี้ไม่เห็นแปลก”

กรรณน่ะขี้แกล้งที่หนึ่งจริง ๆ

“มึงจะไม่ปล่อยสินะ ได้!” สิ้นสุดประโยค ปากเล็กก็อ้ากว้างงับลงมาที่แผ่นอกอย่างรุนแรงจนคนตัวใหญ่ร้องเสียงหลง ยอมปล่อยตัวเป่ยให้เป็นอิสระจากอ้อมกอด

“เจ็บนะ”

“...” เป่ยไหวไหล่ไปมา ชักสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ใส่คนตัวโต

“กรรมการครับ เขากัดผมอะ แบบนี้มันฟาล์วนะ”

“ไม่รู้สิครับ ผมไม่เห็นตอนกัด” เหรียญว่า

“โหย~ รอยเขี้ยวขึ้นชัดขนาดนี้ไม่เห็นนี่ต้องไปเช็กตาได้แล้วนะ” เขาว่าพลางก้มมองหน้าอกตัวเอง ใช้มือที่ยังสวมนวมอยู่ลูบรอยฟันเบา ๆ “ยัยตัวแสบ เล่นพวกนะ ได้!”

ว่าจบกรรณก็ปรี่เข้าหาคนตัวเล็กโดยไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว สองมือคว้าใบหน้าเล็กไว้ในก่อนจะประกบริมฝีปากเข้าหา ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนสติหลุดลอย

เป่ยเบิกโพลงด้วยความตกใจ หัวใจเขาทำงานหนักอีกแล้ว มันเต้นเร็วจนแทบกระเด็นทะลุอกออกมา เสียงบอดี้การ์ดร้องเหี้ยออกมาพร้อมกัน พวกเขาเองดูจะตกใจไม่แพ้ผม

แต่ไม่กี่อึดใจต่อมา ผมก็ผลักกรรณออก “ไอ้กรรณ ไอ้บ้า!!!” ว่าจบผมก็สวนหมัดเสยคางคนตัวสูงลอยเชิดขึ้นกลางอากาศ

“อึก!” เสียงสั้น ๆ ดังในลำคอของอัลฟ่าก่อนเขาจะล้มตึงไปนอนกองอยู่ที่พื้น เลือดสีแดงไหลออกจากจมูกอย่างเชื่องช้า

“น...น...น็อค น็อค” เหรียญตะโกนบอก

ไอ้บ้าเอ๊ย! ผมพลั้งมือใส่ไปเต็มแรง

มันจะตายไหมวะนั้น... ไวกว่าความคิดผมก็รีบทิ้งตัวนั่งลง ช้อนใต้คอกรรณขึ้นไว้ แล้วลองใช้นิ้วสัมผัสที่จมูกของเขาก่อนจะพบว่า กรรณไม่หายใจ

ฉิบหาย!

“เฮียเหรียญ...กรรณไม่หายใจ” ว่าจบผมก็วางกรรณให้นอนราบกับพื้น แล้วโน้มตัวลองเอาหูแนบกับแผ่นอกของคนตัวใหญ่เพื่อฟังเสียงหัวใจ

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก...

“ผมยังไม่ตาย”

“...”

“ตัวแค่นี้หมัดหนักจังนะ” กรรณว่าพลางยกฝ่ามือหนาลูบที่แผ่นหลังเป่ยอย่างแผ่วเบา

“ไอ้บ้าเอ๊ย!” ผมว่า ถอดนวมของตัวเองออก แล้วโยนใส่หน้าท้องเขาก่อนจะเดินลงมาจากเวที

ทำตกอกตกใจหมด ตอนที่ผมเอานิ้วไปจ่อที่จมูกเขา เขากลั้นหายใจสินะ!

“เป็นห่วงผมเหรอ...” เสียงตะโกนไล่หลังว่า

ยังมีหน้ามาถามอีก ผมไม่คิดหันกลับไปมองเขาแม้แต่น้อย ทั้งที่ผมชนะแท้ ๆ แต่ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนตัวเองแพ้ หัวใจมันหวิวตอนที่เห็นเขาทิ้งตัวลงไปนอนกองอยู่กับพื้น ตอนที่รู้ว่าเขาไม่หายใจ มันเหมือนแขนขาผมจะไม่มีแรงซะอย่างนั้น

พอเห็นเขาตื่นมากวนตีนผมได้ อารมณ์ขุ่นเคืองก่อนหน้าก็พลันหายวับไปทันที นี่มันความรู้สึกบ้าอะไรกันฟะ!



ผมขึ้นมาอาบน้ำที่ห้อง เปลี่ยนกลับเป็นชุดที่ใส่ปกติแล้วจึงเดินลงไปข้างล่าง พร้อมกับถือสมุดเช็คลงไปด้วย ลูกน้องรายงานว่ากรรณถูกหิ้วมาทำแผลที่ห้องรับแขก ผมจึงตรงไปยังที่นั่นโดยไม่แวะไปที่อื่นก่อน ยืนรอให้กรรณทำแผลจนให้เสร็จ ผมก็เดินเข้าไปนั่งโซฟาฝั่งที่ยังว่างอยู่ข้างเขา

“เจ็บมากไหม” ผมว่า

“หมัดหนักใช้ได้นะ”

“ขอโทษ...”

“ขอโทษทำไม ผมขอเป็นคู่ชกกับคุณเองนี่”

“...” ผมไม่ตอบ แต่ดันกระดาษเช็คให้เขาแทน ตามที่ตกลงกันไว้คือถ้ากรรณชนะ เขาจะได้เงินจำนวนนี้ แต่เพราะผมรู้สึกผิดที่ทำเขาเลือดตกยางออก ผมจึงยกเงินที่เคยพูดไว้ก่อนหน้าให้เขาไป ถึงแม้ว่าเขาอาสาจะเป็นคู่ชกให้ผมเองก็เถอะ ผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี

“ให้ผมทำไม ผมแพ้นะ”

“รับไปเถอะ ไม่อย่างนั้นกูคงรู้สึกผิด”

“หึ หึ” กรรณหัวเราะในลำคอก่อนจะฉีกยิ้มเล็ก ๆ “ผมเป็นคู่ชกกับคุณเพราะเห็นว่าคุณอารมณ์ไม่ดีต่างหากล่ะ”

“...”

“ผมอยากให้คุณอารมณ์ดีนะ เวลาคุณยิ้มดูน่ารักกว่าเยอะเลย แต่พอเห็นคุณเป็นแบบนี้ผมรู้สึกแย่แฮะ”

นี่กรรณกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ เขาเป็นบ้าไปแล้วเหรอ ถึงได้ยอมเจ็บตัวเพียงแค่อยากให้ผมอารมณ์ดี...

“นี่กรรณถามอะไรหน่อยสิ”

“ครับ?”

“ถ้าชนะ จะขออะไรเหรอ...”

“อืม... คงให้คุณพูดกับผมดี ๆ บ้าง เรียกผมว่าเฮียเหมือนที่เรียกเหรียญ”

“...” เขาหวังกับผมแค่นี้จริง ๆ น่ะเหรอ เขาสามารถขอเงินทั้งหมดคืน ไม่ก็ขอมากกว่านี้ได้เลยนะ แต่เขากลับยอมเจ็บตัวเพื่อให้ผมพูดกับเขาดี ๆ แค่เนี่ย?

ประสาท!

ผมหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ผู้ชายตรงหน้าสามารถทำให้ผมหงุดหงิดแทบบ้า แล้วก็ยิ้มออกมาได้ในเวลาเดียวกัน นอกจากความกวนตีนแล้ว นั่นนับว่าเป็นความสามารถพิเศษของเขาหรือเปล่า

เวลาที่ผมอยู่กับป๊า หัวใจผมมักจะเต้นเร็วอยู่เสมอ แต่นั่นเป็นเพราะผมกลัว มันคล้ายกับตอนที่ผมอยู่กับกรรณ ทว่าความรู้สึกมันต่างออกไป มันหลากหลายจนบางครั้งผมก็สับสน ไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไรดี บางทีผมก็รู้สึกไม่เป็นตัวเองจนทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนถูกคนตรงหน้าผมตอนนี้ดึงมันออกมาจากตัวผมที่หลบซ่อนอยู่ข้างในอีกคน...













-เปียกปูน-

#ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย



-กำลังทยอยแก้คำผิดนะครับ-

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

บทที่ 8



The Happy Reader




“คุณเก็บเช็คไปเถอะ ผมไม่เอา”

“งั้นจะต่อยคืนก็ได้นะ” คนตัวเล็กว่า

ให้ตาย... น่ารักเป็นบ้า

ผมจ้องมองคนตัวเล็กที่กำลังช้อนตาขึ้นมองอย่างละสายตาไม่ได้ ใบหน้าขาวซีด กับดวงตากลมโตของเป่ยสามารถทำให้โลกทั้งใบของผมถล่มทลายได้จริง ๆ นะ

ริมฝีปากอิ่มสีสวยราวกับอมยิ้มแสนหวาน มันกำลังเชื้อเชิญให้ผมลิ้มรสชาติที่ยังติดอยู่ที่ปลายลิ้น ถ้าผมต้องโดนเขาต่อยอีก ผมว่ามันก็คุ้มที่จะแลก...

“เปลี่ยนเป็นจูบแทนได้ไหม...” ผมพูดสิ่งที่คิดไว้ออกมา

ใบหน้าขาวค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นซับสีเลือดลามไปจนถึงใบหู ก่อนจะผินหน้าหนีไปอีกฝั่ง

“ถ...ถ้า ให้จะจูบ...จะรู้สึกดีขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม” นั่นเป็นคำตอบที่เกินกว่าที่คิดไว้ ผมนึกว่าเขาจะโวยวาย ไม่ก็เอาปืนมาขู่ผมเหมือนทุกทีเสียแล้ว

“ก็ลองดูสิ” ว่าจบ ผมก็หลับตาลงอย่างเชื่องช้าเพื่อรอรับสัมผัส รออยู่เกือบสิบวินาที ผมก็รู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่มที่แตะเข้ามา เป็นจูบที่ไม่ได้ดูดดื่ม เพียงแค่แตะเท่านั้น

ลมหายใจอุ่นพรูดยาวออกมา ผมค่อย ๆ ขยับเปลือกตาขึ้นเพื่อมองคนตรงหน้าให้เต็มตา...

“ว้ากกกกกกกกก!” เสียงหวีดร้องออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ผมรีบกระถดตัวหนีเมื่อเห็นบอดี้การ์ดตัวเขื่องกำลังเอาริมฝีปากของเขาประกบลงมาที่ริมฝีปากของผม “เข้ามาตอนไหนเนี่ย!!!”

“ฮ่า ๆ อาหลงขอบคุณมากครับ” เป่ยว่าพลางกลั้วหัวเราะเสียงดัง

“ไม่เป็นไรครับซ้อ เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย”

“ดีขึ้นแล้วใช่ไหม”

“ดีกับผีสิ นี่คุณแกล้งผมเหรอ” ผมว่าพลางเอามือถูริมฝีปากตัวเองไปมา

“พูดแบบนี้ผมเสียใจนะ นั้นเป็นจูบแรกของผมเลยนะครับ”

คือยังไง? กูควรดีใจใช่ไหมเนี่ย หัวจะปวด!!!

“ขอบคุณนะครับที่ยกมันให้กับผม” ผมว่า

“ซ้อครับ คือว่า...” บอดี้การ์ดตัวเขื่องชำเลืองมองมาทางผม ผมจึงขอตัวกลับทันที

“งั้นผมกลับก่อนนะครับ”

“อืม เดียวพรุ่งนี้เช้าจะเข้าไปที่ร้านนะ”

ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินออกมาจากห้อง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผมกำลังเดินสวนกับเหรียญ

“คุณกรรณกลับยังไงครับ”

“เดิน” ผมไม่เข้าใจเหรียญเท่าไหร่ เขาดูไม่ชอบขี้หน้าผมเลย แต่กลับตีหน้าซื่อทักทายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเรา

“เดี๋ยวผมไปส่ง”

“ไม่ต้อง อยู่แค่นี้กลับเองได้” สิ้นสุดประโยคผมก็ไม่รอให้เขาตอบกลับ หมุนตัวเดินออกมาทันที

ทุกฝีเท้าก้าวเดิน ผมสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างตะคุ่ม ๆ อยู่ด้านหลัง หางตาลอบมองเห็นผู้ชายตัวใหญ่กำลังเดินตามมา

“คุณจะเดินตามผมทำไม” ผมว่าขึ้นลอย ๆ

“ก็ผมบอกว่าจะไปส่ง” ผมจำเสียงนั้นได้อย่างดี มันเป็นเสียงของเหรียญ

และสิ่งที่ผมคิดไว้มันก็จริง เมื่อผมหันกลับไปมอง

“มีอะไรก็พูดมา...” ผมว่าเสียงแข็งก่อนจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ “...หรือว่าคุณชอบผม” มือทั้งสองข้างยกมือขึ้นปิดหน้าอกตัวเองอย่างไวว่อง

“คุณกรรณเป็นประเภทที่หลงตัวเองดีนะครับ”

“อ้าว!”

“ผมแค่จะถามว่าคุณคิดอะไรอยู่กันแน่”

“เรื่อง?” ผมรู้อยู่เต็มอกว่าเขาหมายถึงอะไร ก็ครั้งก่อนเขาเคยเตือนผมเรื่องที่เข้าไปยุ่งกับเป่ยนี่ ยังไม่ทันพ้นเดือนผมก็เล่นจูบลูกพี่เขาต่อหน้าต่อตา

“กรรณ...คุณรู้ดีว่าผมหมายถึงอะไร ผมเตือนคุณแล้วนะ”

“ถ้าผมกับเป่ยจะชอบพอกัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ”

“คุณจะกลายเป็นจุดอ่อนของเป่ย ถ้าคุณชอบเป่ยจริง ก็ห้ามความรู้สึกตัวเองซะ!”

“ผมไม่เข้าใจ”

“คุณมันไม่เคยเข้าใจอะไรหรอก กลับไปใช้ชีวิตเหลวแหลกอย่างที่เคยเป็นเถอะครับ อย่ามายุ่งกับเป่ยอีก”

“คุณชอบเป่ย?” ผมว่าก่อนจะกระตุกยิ้ม

“คุณคงคิดออกแค่เรื่องเดียวสินะครับ ฟังดูไม่ต่างจากพวกขยะเปียกทั่วไปเท่าไหร่”

“หึ เหรอครับ งั้นผมจะบอกอะไรให้ นั้นไม่ใช่จูบแรกของเราหรอกนะครับ ก่อนหน้านั้นเราดูดดื่มกว่านี้อีก” มุมปากคนพูดกระตุกยิ้มเย้ยคนตรงหน้า แววตาที่เจือรอยยิ้มกลับชวนให้รู้สึกเสียวสันหลังวาบ

เหรียญกัดฟันเข้าหากันจนสันกรามขึ้นนูน ฝ่ามือกำหมัดแน่น ร่างกายพลันสั่นเทาด้วยความโมโห ดูจากไอดำรอบตัวที่เขาปล่อยออกมาก็รู้ได้ว่าเขาโกรธผมแค่ไหน

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมกลับก่อนนะ คุณบอดี้การ์ด” ผมจงใจเน้นย้ำประโยคสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกมา

ประโยคที่ว่า ‘ผมเป็นจุดอ่อน’ ยังคงวนเวียนซ้ำในโสตประสาท ผมพอเข้าใจว่าเหรียญหมายถึงอะไร แต่เขาไม่คิดเลยหรือว่า ผมเองก็ปกป้องเป่ยได้ ไม่แพ้บอดี้การ์ดอย่างเขาเช่นกัน

“หึ ชีวิตเหลวแหลกงั้นเหรอ” กรรณว่าออกเสียงพึมพำเพียงคนเดียว เท้าก็ยังคงก้าวต่อไปข้างหน้าโดยไม่หยุดหรือแวะที่อื่น

ที่ผ่านมาผมยอมรับว่าเมื่อก่อนชีวิตผมเละเทะมาตลอด แต่ผมยังเชื่อว่า คนที่ทำให้เราอยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นคือคนที่พิเศษ

ผมยังไม่แน่ใจว่าเป่ยคือคนนั้นหรือเปล่า เพราะผมเองก็ยังไม่เคยเจอใครสักคนที่ทำให้อยากเปลี่ยนตัวเอง...





แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา บ่งบอกเวลายามเช้า สะ...

แง้ดดดดด~

สะ เสียง...

ปัง! ปัง! ปัง!

โวยยยยย...มันควรเป็นเสียงนกน้อยร้องขับขานประสานเสียง ปลุกให้คนที่หลับใหลมาทั้งคืนตื่น แบบในสโนว์ไวท์อะไรแบบนี้สิวะ ไม่ใช่เสียงเครื่องเจาะ เครื่องเจียร

แต่เอาเถอะเสียงอะไรก็ตื่นได้ทั้งนั้นแหละ ผมดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงเดินเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการธุระของตัวเอง

วันนี้เป่ยบอกว่าจะเข้ามาดูร้าน คงจะเข้าร้านมาเพื่อตรวจเช็กความเรียบร้อยนั่นแหละ ก็ร้านใกล้เปิดแล้วนี่นะ

หลังจากหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ร้านก็เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ช่างทำงานผลัดเปลี่ยนกันแทบจะเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง เสียงจึงดังอยู่ตลอด นั่นทำให้ชั้นสามไม่มีใครอยู่นอกจากผม น้องชายย้ายไปอยู่กับสิงห์ชั่วคราว ส่วนผมน่ะ... หัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย

ใช้เวลาไม่นานผมก็เตรียมตัวออกมารอเป่ยด้านล่าง ทว่าผมกลับเห็นคนตัวเล็กเดินไปเดินมาอยู่ภายในร้านเสียแล้ว

ตื่นเช้าแฮะ...ผมสาวเท้าเดินเข้าหาเขาก่อนจะเอ่ยปากทักคนตัวเล็กในชุดนักฆ่า

“มาเช้าจัง”

เป่ยยกแขนขึ้นเพื่อมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ใกล้เที่ยง ไม่เรียกว่าเช้านะ” เป่ยว่าพลางส่ายหน้าเบา ๆ เท้ายังคงก้าวดูจุดต่าง ๆ ที่ทำเสร็จแล้วไปด้วย “นี่ยังนอนที่ร้านเหรอ”

“ใช่”

“เสียงดังจะตายห่า หลับได้ไงวะ”

“นั้นสิเนอะ แบบนี้ให้ผมไปนอนที่บ้านด้วยคนสิ” ผมว่าหยอกเอิน

เป่ยชะงักเท้าก่อนจะหันมามองผม เขาหรี่ตาลงครุ่นคิดสิ่งที่ผมพูดออกไป ผมไม่ได้คาดหวังในคำตอบของเขาเท่าไหร่นัก

แต่ทว่าสายตาจากบอดี้การ์ดที่เดินตามมาติด ๆ ดูจะคาดหวังในคำตอบของเป่ยเป็นอย่างมาก

“งั้นไปนอนที่ร้านสักผมก่อนไหม” เป่ยว่า

“เป่ย! ไม่ได้” เสียงคนด้านหลังโพล่งขึ้นมาเสียงแข็ง เป็นปฏิกิริยาที่ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าจะได้เห็นมัน

“เฮียเหรียญ อย่าใจแคบนา ไม่กี่วันเอง”

“แต่เรายังไม่รู้จักมันดีเลยนะ”

“เป่ยว่า...” เขาเว้นคำก่อนจะหันมาสบตาผมแล้วพูดต่อ “...เฮียกรรณแค่เหี้ย คงไม่ถึงกับเลวหรอก” ว่าจบเขาก็เดินห่างผมออกไป

เมื่อกี้ผมไม่ได้หูฟาดใช่ไหม เขาเรียกผมว่าเฮีย เฮียกรรณอย่างนี้เลย

โฮก~ น้ำตาแห่งความปลื้มปีติ ถึงแม้จะถูกด่าว่าเหี้ยก็เถอะ ผมตั้งท่าเดินเข้าหาคนตัวเล็กที่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ แต่ทว่าข้อมือผมกลับโดนคว้าเอาไว้ด้วยอัลฟ่าตัวใหญ่

“อย่าคิดว่าเป่ยใจดีด้วย แล้วคุณจะทำอะไรก็ได้”

“ก็ได้ยินแล้วนี่ครับ” ผมว่ายกไหล่ขึ้นเล็กน้อย ฉีกยิ้มหวานกรุบส่งไป ก่อนจะใช้มือที่ว่างอยู่ดึงมือเขาออก

จะไม่ให้ผมคิดว่าเขาชอบเป่ยได้ยังไง ก็ดูเขาทำตัวเป็นเจ้าชีวิตเป่ยเสียขนาดนั้น ไม่ว่าเป่ยจะเดินไปทางไหน เขาก็แทบจะแทรกกลางระหว่างผมกับเป่ยตลอด ทุกครั้งที่ผมเริ่มออกความเห็นเขาจะเริ่มขัด จนผมรู้สึกหงุดหงิด

หลังจากเดินดูร้านกันอยู่นานนับชั่วโมง เราก็แวะพูดคุยเพิ่มเติมกับคนคุมงาน ได้ความคร่าว ๆ ว่าอีกสองสามวันงานคงสมบูรณ์ และเปิดร้านได้

แต่เรื่องที่ให้ผมจะไปนอนร้านสักของเป่ยยังคงไม่เปลี่ยน ผมขึ้นมาเก็บของใช้จำเป็นบางส่วน แล้วเดินขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่หน้าร้าน

รถเคลื่อนตัวออกมาไม่นานเพียงไม่นานเราก็มาถึง เป่ยเดินนำเข้ามาในร้านก่อนจะพาผมขึ้นมายังชั้นสอง เพียงแค่ไฟของชั้นบนเปิด ผมก็เห็นเตียงเตี้ย ๆ ขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง คลุมโทนด้วยสีดำ บนที่นอนมีตุ๊กตากระต่ายตัวเล็ก ตัวใหญ่อยู่นับสิบ หัวเตียงมีไฟวอร์มไวท์กะพริบราวกับมีหิ่งห้อยอยู่ในห้อง มันดูโรแมนติกมาก ๆ

“นี่ห้องคุณจริง ๆ เหรอ” ที่ผมถามออกไปอย่างนั้นเพราะมันต่างจากที่บ้านเขาลิบลับ

“อืม” เป่ยตอบเพียงสั้น ๆ พลางเดินเก็บข้าวของที่ตกอยู่กับพื้น

ผมทิ้งตัวนั่งลงกับเตียง มองคนตัวเล็กเดินไปเดินมา ก่อนเขาจะเดินตรงมายังผม เป่ยเท้าแขนกับที่นอนจนยุบฮวบ แล้วค่อย ๆ คลานขึ้นมาอย่างเชื่องช้า สายตาคมจ้องมองผมตาไม่กะพริบ หัวใจผมก็พลันสั่นระริก ถึงเขาจะแต่งตัวด้วยลุคนักฆ่า แต่ท่านี้ก็ยั่วสายตาคนมองได้เป็นอย่างดี

นี่ผมไม่ได้เตรียมใจเพื่อมาทำเรื่องอย่างว่าเลยนะ แต่ระดับกรกรรณแล้วไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน ผมก็พร้อมเสมอ

จะจูบยังอะ...

“หลับตาทำไม” เป่ยว่า

ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นก่อนจะเห็นว่าเขากำลังล้วงหาบางอย่างใต้หมอน แล้วดึงออกมา

“ว๊ากกกกกก ปืน!”

“ก็เออดิ”

“นี่คุณเก็บปืนไว้ใต้หมอนเหรอ”

“...” เป่ยพยักหน้ารับ ก่อนจะคลานลงจากเตียง

“เก็บของแบบนี้ไว้บนเตียงเนี่ยนะ โหดร้ายเกินไปแล้ว”

“ก็ดีกว่านอนอยู่ แล้วโดนยิงตายบนเตียง” เขาว่าเสียงเรียบราวกับมันเป็นเรื่องปกติ

ทำยังไงผมก็ไม่ชินกับมุมมืดของเขาเสียที ภาพที่เขาเตะหน้าไอ้สามคนนั้นที่ร้านยังติดตาผมอยู่เลย มันน่ากลัวมาก แต่ต้องยอมรับว่าเท่เป็นบ้า เป็นโอเมก้าผู้ทรงอำนาจที่แท้ทรู

“มองอะไร!”

“เป่ย”

“อะไร?”

“เป่ย”

“อะไรของมึง ไม่พูดรอบนี้กูยิงจริงนะ”

“เป่ย... คุณสวยจัง...”

เขาสวยขึ้นหรือเปล่านะ ทำไมผมละสายตาจากใบหน้าของเขาไม่ได้เลย...














-เปียกปูน-

#ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย



-กำลังทยอยแก้คำผิดนะครับ-

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

บทที่ 9



The Happy Reader





ผมนั่งมองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ภายในห้องนอน ไม่คิดว่าตัวเองจะบ้าจี้ตามคำพูดปัญญาอ่อนของกรรณ “สวย ...เราเนี่ยนะสวย” ผมหันซ้ายหันขวาอยู่อย่างนั้น ทั้งที่รู้ว่ากรรณชอบพูดจาพิลึกเป็นปกติ

สำรวจใบหน้าของตัวเองจนพอใจ ผมก็สะบัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด ก่อนจะเดินไปยังห้องทำงานเพื่อเคลียร์งานที่ยังค้างเอาไว้

นั่งทำงานอยู่พักใหญ่ ผมก็รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ ในหัวเอาแต่คิดเรื่องไร้สาระที่กรรณพูด

สวย...

สวยของเขาคืออะไร สวยแบบไหน หน้าเราหวานเหรอ หรือว่าเขาชมแบบนี้กับทุกคนเป็นเรื่องปกติ

โอ๊ยยยยย!!!

ทำไมผมถึงเอาแต่คิดเรื่องกรรณอยู่ตลอดด้วยเนี่ย มันเป็นแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“นี่อาหลง” เป่ยว่าเสียงเรียบท่ามกลางความเงียบเฉียบในห้องทำงาน

“ครับซ้อ”

“มึงว่ากูสวยไหม” ผมถามสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวออกไป เพื่อให้หายค้างคาใจ

“อะ...เอ่อ คือ”

“มึงพูดตรง ๆ ได้เลย คิดซะว่ากูไม่ใช่ลูกพี่มึง”

“ได้เหรอครับซ้อ”

“...” ผมมองหน้าอาหลงนิ่ง ดวงตาคาดคั้นเอาคำตอบ เพราะคนตรงหน้าทำท่าลุกลี้ลุกลนจนอึดอัด

“ซ้อไม่สวยครับ”

“...” เฮ้อ! ทำไมเหมือนผิดหวังจังวะ

“แต่ซ้อโคตรเท่เลยครับ ไม่มีโอเมก้าคนไหนเท่เท่าซ้อแล้ว ขนาดผมเป็นอัลฟ่ายังไม่เท่เท่าซ้อเลย” อาหลงรีบพูดต่อทันที เมื่อเห็นว่าคิ้วทั้งสองข้างของซ้อขมวดเข้าหากันจนเป็นปม

แต่ที่เขาพูดมามันไม่ผิดเลย เขาไม่เคยมองว่าซ้อของเขาสวย แต่ซ้อคือโอเมก้าที่เท่ระเบิด

“หึ ตอบดีมากอาหลง พรุ่งนี้วันเปิดร้านใหม่ กูจัดให้หนัก ๆ เลย”

พอได้ยินคำตอบแบบนี้ก็ค่อยรื่นหูขึ้นมาหน่อย สวยเสยอะไรกัน ต้องเท่ต่างหากล่ะ คำนี้ฟังดูเหมาะกับผมมากกว่า เมื่อได้ยินคำตอบที่พึงพอใจผมก็ก้มหน้าตรวจเอกสารต่อ ไม่นานนักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเฮียเหรียญที่เดินเข้ามา

“ซ้อครับ แขกที่รอมาแล้ว”

“มาจนได้สินะ” ว่าจบผมก็วางปากกา แล้วลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมสวมไว้ที่ไหล่ เดินนำหน้าเฮียเหรียญไป ก่อนบอดี้การ์ดคนอื่น ๆ จะเดินตามมา

เป่ยเดินตรงไปยังห้องโถงอย่างไม่รีบร้อนนัก เท้าก้าวออกไปอย่างเชื่องช้าหนักแน่น สีหน้าและแววตาของเขาเปลี่ยนไปจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ไม่มีเคล้าของความเป็นโอเมก้าที่อ่อนแอหลงเหลือให้เห็นแม้แต่น้อย

ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกกว้าง ในห้องมีคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว คนที่เขาคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องโผล่มา

“สวัสดีครับเฮียอี้” ผมว่า

“เป็นถึงซ้อใหญ่ แต่ให้แขกรอแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ”

“ต้องขอโทษด้วยนะครับ เฮียอี้เองก็มาช้ากว่าที่คิดไว้นะครับ” มุมปากคนพูดกระตุกยิ้มออกมา

เป่ยเดินไปทิ้งตัวลงนั่งกับโซฟาตัวตรงข้ามกับอีกฝ่าย ขาทั้งสองไขว่ห้างวางท่าสบาย ๆ ก่อนจะยกแขนขึ้นกอดอกมองคนตัวใหญ่กว่าตรงหน้า

“แสดงว่ารอเฮียอยู่สินะ ถึงได้เตรียมคนไว้เยอะขนาดนี้” อี้กวาดสายตามอง ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เขาก็เห็นแต่บอดี้การ์ดยืนอยู่เต็มไปหมด

“ครับ ก็พอ ๆ กับคนที่ยืนรอเฮียอยู่ด้านนอกแหละครับ...ว่าแต่เฮียมาหาผมวันนี้เพื่อจะคุยเรื่องบอดี้การ์ดสินะครับ”

“ยังใจร้อนไม่เปลี่ยนเลยนะ” อี้กระตุกยิ้ม สายตาเข้าจ้องมองจนเป่ยแทบทะลุ “เป่ยก็น่าจะรู้ว่าเฮียมาที่นี่เพราะเรื่องอะไร”

“...”

“ยานั่นอยู่ที่ไหน”

“ของมันสกปรกน่ะครับ เป่ยก็เลยสั่งให้คนเอาไปล้างน้ำ”

“ราคามันแพงพอ ๆ กับรถที่ซ้อนั่งเลยนะครับ ซ้ออาจจะไม่รู้”

“ถ้าจะให้เป่ยจ่ายเงินค่าเสียหาย เป่ยคงต้องขอโทษจริง ๆ เพราะเงินของเป่ยใช้ซื้อของชั้นต่ำ แบบนั้นไม่ได้หรอกครับ”

ปัง!

“เป่ย!!!” อี้กระแทกฝ่ามือลงกับโต๊ะเสียงดัง แต่ทว่าคนตัวเล็กไม่มีท่าทีตกใจ หรือสะดุ้งให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

ความโมโหของอี้เกาะกลุ่มกระจายอยู่รอบตัว ไอข่มของพวกอัลฟ่าทำให้เป่ยรู้สึกอึดอัดจนเริ่มหายใจติดขัด

แก๊ก!

เหรียญชักปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวตัวเองขึ้นจ่อที่หัวอี้ เมื่อเห็นท่าไม่ดี นิ้วชี้เขาแตะอยู่ที่ไกปืนพร้อมยิงทุกเมื่อ หากว่าอีกฝ่ายยังไม่หยุดข่มซ้อของเขา

“ถ้าไม่อยากเสียใจก็หยุดเถอะครับ แล้วก็สั่งให้ลูกน้องเฮียลดปืนลงซะ ยังไงคนของเฮียก็น้อยกว่าอยู่แล้ว” เหรียญว่า

อี้ยอมหยุดข่ม แล้วสั่งให้ลูกน้องถอยออกไป

“ถ้าซ้อพูดแบบนั้น ก็คงต้องตามนั่นแหละครับ แล้วเจอกัน...” สิ้นสุดประโยคอี้ก็ลุกขึ้นสาวเท้าออกจากห้องไปอย่างเร็วรี่

มวลบรรยากาศโดยรอบก็เริ่มดีขึ้น เป่ยสูดเอาอากาศเข้าสู่ปอดลึก และยาว หัวใจผมเต้นเร็วจนเหงื่อเม็ดโตผุดซึมออกมาตามกรอบหน้า แขนขาพลันอ่อนแรงลง

เกลียดร่างกายอ่อนแอบ้าแบบนี้ที่สุด ต่อให้ข้างในเข้มแข็งแค่ไหน ก็แพ้สัญชาตญาณอยู่ดี

“ซ้อขึ้นไปพักก่อนเถอะครับ” เหรียญว่า

“สั่งกรรณอย่าเพิ่งเปิดร้าน พรุ่งนี้จะมีแค่พวกเราเท่านั้น ผมว่าเฮียอี้ต้องรู้เรื่องร้านแล้ว”

“รับทราบครับ”

“ถือว่าเป่ยเลี้ยงฉลองเปิดร้านใหม่ไปเลยแล้วกัน”

“ครับซ้อ”

ผมสั่งเฮียเหรียญจัดการคนให้พร้อม ก่อนวันพรุ่งนี้จะมาถึง ประโยคที่ว่า ‘แล้วเจอกัน’ ของเฮียอี้ดูท่าจะไม่จบแค่วันนี้แน่ ๆ





[เดี่ยวกรรณ]



จู่ ๆ แผนที่จะเปิดร้านก็ถูกเปลี่ยนกะทันหัน เป่ยให้เหตุผลว่าอยากเลี้ยงฉลองกันเองก่อนเปิดทำการจริง ผมเองก็ไม่ได้ขัดอะไร ดีเสียด้วยซ้ำ ถือว่าเป็นการวอร์มก่อนวันจริง

ผมเดินเช็กของที่เตรียมเอาไว้สำหรับปาร์ตี้คืนนี้อีกรอบ ก่อนจะเดินไปห้องเครื่องเสียงเพื่อเปิดเพลงคลอเบา ๆ ไม่ให้ร้านเงียบจนเกินไป

โซนผับเป็นโซนที่กว้างที่สุด ตรงกลางมีเวทีสำหรับดีเจ ถัดมาจะเป็นเคาน์เตอร์บาร์ ผมชอบมุมนี้ที่สุด เพราะเวลาที่ผมไปยืนชงเหล้า แล้วผมรู้สึกว่าตัวเองโคตรเท่เลย

มองขึ้นไปชั้นสองเป็นกระจกใส่ โซนนั้นเป่ยเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด มันค่อนข้างหรูหรา และมีความเป็นห้องส่วนตัว สามารถมองลงมาเห็นชั้นล่างได้ทั้งหมด

ผมยืนมองภาพรวมทั้งหมดรู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก มันดีกว่าที่ผมคิดเอาไว้เสียอีก ตั้งแต่เป่ยเข้ามาเป็นหุ้นส่วน ทุกอย่างก็ดูง่ายไปหมด ผมตัดสินใจไม่ผิดจริง ๆ

กลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูกโชยขึ้นมาแตะจมูกเบา ๆ ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเป่ยมาแล้ว และเมื่อหันหลังกลับไปผมก็เจอเขาอย่างที่คิด

เขามักฉีดน้ำหอมกลิ่นแรงเพื่อปกปิดกลิ่นของตัวเองอยู่บ่อย ๆ แต่นั่นก็ดีแล้วล่ะ เพราะผมไม่อยากให้ใครได้กลิ่นของเขา

ผมสีแดงเพลิงเป็นเอกลักษณ์เด่นมาแต่ไกล วันนี้เป่ยดูแปลกตาไปนิด เพราะเสื้อคอเต่าด้านในเป็นสีขาว ปกติแล้ววเขาจะคลุมโทนด้วยสีดำทั้งชุด เครื่องประดับก็มีมากกว่าทุกวัน แต่ที่ยังไม่เคยเปลี่ยนคือปืนที่เขาเหน็บเอาไว้ที่เอว

“มาก่อนเวลานะ” ผมว่า

“มาดูความเรียบร้อยน่ะ”

“สวยไหม”

“...” เขาชะงักไปนิด ก่อนจะก้มหน้างุดต่ำลง “ร้าน...สวยดี”

“ใส่สีขาวแล้วแปลก ๆ”

“แปลกนี่ดีหรือไม่ดี”

“ดีสิ...มันทำให้คุณดูสวยกว่าทุกวัน”

“...” เป่ยไม่ตอบ แต่ใบหูสีขึ้นสีแดงก็เป็นคำตอบได้อย่างดี

“ซ้อครับ คนมาครบแล้ว” บอดี้การ์ดที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ว่าขึ้น

“อืม เข้ามากันได้เลยข้างในพร้อมแล้ว” สิ้นสุดประโยคของเป่ยไม่นาน บอดี้การ์ดก็เดินเข้ามาเต็มร้าน ผับของผมกลายเป็นซ่องโจรเรียบร้อย มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนใส่ชุดสีดำ อย่างกับงานไว้อาลัยไม่มีผิด

เป่ยสั่งให้พนักงานยกน้ำผลไม้มาเสิร์ฟให้แก่ลูกน้อง แล้วผมจึงพามานั่งที่ที่ผมเตรียมเอาไว้

เขาถอดเสื้อสูทสีดำคลุมไหล่ตัวเองไว้ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง กล่องสีทองถูกหยิบออกมาจากด้านในของเสื้อคลุม เมื่อเปิดออกผมก็ได้รู้ว่ามันคือบุหรี่

เพียงแค่หยิบออกมา เหรียญที่ยืนขนาบข้างก็โน้มตัวลงมาจุดไฟให้ แก้วตรงหน้าที่เคยว่างเปล่าถูกเติมเต็มด้วยบรันดีสีอำพัน

เขาใช้มือข้างที่ถือบุหรี่หยิบแก้วบรันดีขึ้นดื่ม ทุกอย่างที่เขาทำ ทุกอย่างจริง ๆ ล้วนดูมีเสน่ห์ไปหมด ผมไม่สามารถละสายตาออกจากท่วงท่าเหล่านั้นได้

“ทำไมให้บอดี้การ์ดดื่มน้ำผลไม้ล่ะ” ผมว่า

“ยังไม่ถึงเวลา” ว่าจบควันสีขาวก็พวยพุ่งออกมาจากริมฝีปากอิ่ม

อา...เขารอให้ถึงฤกษ์งามยามดีอะไรแบบนี้แน่ ๆ ผมเห็นคนจีนแถวบ้านก็ชอบทำอะไรประมาณนี้แหละอยู่เหมือนกัน

ภายในร้านบอดี้การ์ดเดินเข้าออกกันอยู่ตลอด เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงสี่ทุ่มครึ่งก็มีบอดี้การ์ดคนหนึ่งเดินเข้ามากระซิบอะไรบางอย่าง ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มจัดแถวกันเป็นระเบียบ

“มีอะไรหรือเปล่า”

“หลบข้างหลังกู...” ว่าจบเป่ยก็ลุกขึ้นยืน

ผู้ชายแปลกหน้า กับบอดี้การ์ดอีกจำนวนมากเดินเข้ามาวางท่าอย่างครึ้มคระเมิม ผมไม่คุ้นหน้าพวกเขาเลยสักคน

“ร้านใหม่สวยดีนี่ เปิดร้านใหม่ทั้งทีไม่คิดจะเชิญกันเลยหรือไง”

“ผมรู้ต่างหากว่าต่อให้ไม่เชิญ ยังไงเฮียอี้ต้องมา” เป่ยว่าก่อนจะกระตุกยิ้ม “ถ้าเฮียคิดจะทำอะไรก็คิดดี ๆ นะครับ เพราะตอนนี้คนของเป่ยล้อมร้านไว้หมดแล้ว และต่อให้เป่ยชักปืนยิงเฮียตอนนี้ ลูกน้องเฮียก็คงทำอะไรเป่ยไม่ได้”

สิ้นสุดประโยคเป่ยก็ถอยหลังมาหนึ่งก้าว เหรียญที่ยืนอยู่ขนาบข้างดึงปืนออกมาพร้อมจ่อที่กลางหน้าผากของอีกฝ่ายในระยะประชิด

ซ้ายมือและขวามือของเหรียญเองก็ถูกอีกฝ่ายใช้จ่อเช่นกัน ก่อนบอดี้การ์ดของเป่ยจะยกปืนขึ้นอย่างพร้อมเพรียง มองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าใครเหนือกว่าใคร

ร้านเพิ่งเสร็จจะพังอีกแล้วเหรอวะ แล้วนี่มันเรื่องบ้าอะไรอีกล่ะเนี่ย ผมได้แต่คิดในใจอยู่เงียบ ๆ คนเดียว ปล่อยให้พวกหมาล่าเนื้อจัดการต่อ

“...”

“เงินแค่หกเจ็ดหลักหายไป คงไม่ทำให้กลุ่มเฟิ่งล่มจมได้หรอกนะครับ เป่ยว่าอย่าให้เรื่องนี้ต้องถึงหูป๊าเลยจะดีกว่า ไม่งั้นเรื่องคงไม่จบแค่ตรงนี้แน่”

คนตัวใหญ่กัดฟันเข้าหากันดังกรอด ฝ่ามือกำแน่นจนแขนทั้งสองสั่น ดวงตาของเขาเข้มขึ้นอย่างน่ากลัว อีกฝ่ายไม่อาจซ่อนไฟที่กำลังสุมอยู่ในอกได้ แต่ทว่าด้วยกำลังของเป่ยเป็นต่อมากกว่า เขาจึงทำอะไรได้ไม่มาก นอกจากพูดจาเสียดแทงความรู้สึกของคนตัวเล็ก

"หึ! ก็แค่โอเมก้าไร้ความสามารถ กับหมาอัลฟ่ารับใช้ ถ้าไม่ได้อิธิทพลจากพ่อคงไม่รอดถึงทุกวันนี้" ว่าจบเขาก็ชูมือขึ้นเพื่อให้ลูกน้องเก็บปืน "เห็นแก่มิตรภาพที่เคยมีมากับพ่อของเป่ยหรอกนะ นี่จะเป็นครั้งเดียวที่เฮียยอม!!!" ว่าจบเขาก็เดินกระแทกฝ่าเท้าออกไป

“...” สำหรับเป่ยสิ่งที่อี้ว่ามันคือเรื่องจริง แต่เขาไม่เคยมองว่าบอดี้การ์ดของเขาเป็นหมาเลยแม้แต่น้อย

“เป่ยโอเคไหม” เหรียญว่า

“อืม” ว่าจบเป่ยหันไปสั่งพนักงานยกเหล้ามาเสิร์ฟให้พวกบอดี้การ์ด

ผมคิดผิด เขาไม่ได้รอเวลาบ้าบออะไรนั่นหรอก แต่เขารู้อยู่แล้วว่าจะมีใครเข้ามา พวกมาเฟียเป็นแบบนี้ตลอดเลยหรือเปล่า แบบที่ชอบเข้ามายกปืนขู่ฟ่อ ๆ แล้วก็กลับไปเพราะตัวเองกำลังเสียเปรียบ

แล้วอย่างนี้จะมีวันที่คนคนนั้นจะกลับมาเอาคืนเป่ยหรือเปล่า ผมชักเป็นห่วงเขาเสียแล้วสิ

“เฮียเป็นไรหน้าซีด ๆ” กชกรว่า

“เปล่า”

“ขึ้นไปพักก่อนไหมค่อยลงมา”

“เฮียฝากข้างล่างแป๊บนะ” ว่าจบกรรณก็หันกลับไปมองคนตัวเล็กอีกหน

เขากำลังกระดกเหล้าในแก้วอย่างสบาย ๆ ราวกับว่านั่นคือน้ำเปล่า

ผมละสายตาจากเขาแล้วพาตัวเองขึ้นมายังชั้นสาม ก่อนจะสาวเท้าเข้าห้องน้ำ

สายน้ำเย็นฉ่ำไหลออกมาผ่านก๊อกน้ำที่ถูกเปิด สองมือวักน้ำขึ้นล้างหน้าให้รู้สึกสดชื่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตัวเองในกระจก

คำถามในใจมากมายพรั่งพรูเข้ามาไม่หยุด ผมต้องทำยังไงถึงจะปกป้องคนตัวเล็กได้งั้นเหรอ ในเมื่อทุกคนที่ต้องการจะหาเรื่องเขามีทั้งเงิน และอำนาจขนาดนั้น

ผมสะบัดความคิดฟุ้งซ่านแล้วพาตัวเองลงมายังชั้นล่าง เหมือนมีภาพเดิมฉายซ้ำ บอดี้การ์ดยืนอยู่ในร้านแน่นขนัดตา คราวนี้จำนวนคนมันเยอะกว่าหนก่อน ที่ต่างออกไปคือคนที่ดูเป็นหัวหน้ากลุ่ม เพราะเขาไม่ใช่คนเดิมจากตอนแรก

ผมไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกันอยู่ แต่ก็พอมองออกว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ ไอข่มครอบคลุมไปทั้งบริเวณ ผมกวาดสายตาดูพรรคพวกของเป่ย ทุกคนดูตกใจมาก เพราะนั้นไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่แรก

ผมจ้ำอ้าวสาวเท้ากว้าง ๆ เดินตรงไปยังจุดเกิดเหตุ ใครอีกคนกำลังคว้าแขนเป่ยไว้ แต่ทว่าไวกว่าความคิดผมก็แทรกตัวเขาไปกลางวงก่อนจะปล่อยไอข่มบ้าง

อย่าคิดว่าตัวเองจะทำได้คนเดียว เพราะถ้ากล้าแตะตัวเป่ยเมื่อไหร่ ได้เห็นดีกันแน่

“เอามือสกปรกนั่นออกไปให้ห่างจากเป่ย” ผมว่าเสียงเรียบ ดวงตาเปล่งประกายสีแดงก่ำ เป็นสัญลักษณ์ของอัลฟ่าระดับสูง

“ว้าว ๆ” เข้าว่าพลางปรบมือเสียงดัง “ซ้อของเรามีคู่แล้วสินะ ดูจะเป็นระดับสูงซะด้วย”

“...”

“ไม่มีอะไร ผมก็แค่จะมาแสดงความยินดีกับร้านใหม่ก็เท่านั้น ดูสิ...ผมพกช่อดอกไม้มาด้วยนะ”

“เก็บของทั้งหมด แล้วออกไปจากร้านผมซะเพราะผมไม่ได้เชิญ มาทางไหนก็กลับไปทางนั้น อย่าหาว่าผมไม่เตือน!”

“ดุซะด้วย โอเค ๆ เจ้าของร้านเขาไม่โอเคผมก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็อย่างที่ผมว่าไปก่อนหน้า ผมแค่มาแสดงความยินดี”

“...” ผมไม่ตอบกลับ แต่สะกดไอข่มออกมามากกว่าเดิม จนหลอดไฟในร้านเริ่มเกิดแรงสั่น

“พวกเรากลับ” มันว่าก่อนจะเดินออกไปจากร้านแต่โดยดี

ผมรีบหันกลับมายังคนตัวเล็กเพราะรู้ดีว่า เขาต้องรู้สึกแย่กับไอข่มที่ผมปล่อยออกมา

เป่ยทิ้งตัวลงกับโซฟาเนื้อตัวสั่นเทา เขารีบควานหากล่องยาที่ครั้งก่อนเขาเคยเอาออกมาฉีด

“เป่ยไปชั้นสองก่อนเถอะ” ว่าจบผมก็ช้อนคนตัวเล็กขึ้นในท่าอุ้มเจ้าสาวก่อนเหรียญจะเดินเข้ามาประกบ และพยายามจะแย่งเป่ยไปจากผม “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะทะเลาะกัน” ผมว่า



ประตูห้อง VVIP ถูกเปิดออกผมก็แทรกตัวเข้าไปด้านในทันที เมื่อวางคนตัวเล็กลงกับโซฟาตัวยาวผมก็ค้นหายาให้เขา ก่อนจะเจอกล่องสีดำกำมะหยี่

ผมถกแขนเสื้อของคนตัวเล็กขึ้น แล้วจึงเอายาที่อยู่ในกล่องออกมาฉีด

“ดีขึ้นไหม”

“...” เป่ยพยักหน้า

“งั้นคุณพักในนี้ก่อน แล้วค่อยลงไปนะ”

“โอเค”

ผมตั้งท่าเดินออกมาจากห้อง แต่กลับถูกมือเล็ก ๆ คว้าชายเสื้อเอาไว้จนแน่น

“ขอบคุณนะกรรณ”










-เปียกปูน-

#ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย



-กำลังทยอยแก้คำผิดนะครับ-

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
ขึ้ น อ ย่ า ง ห ง ส์ ล ง อ ย่ า ง เ ฮี ย

บทที่ 10



The Happy Reader




ผมปล่อยให้เป่ยนั่งพักในห้องที่ชั้นสองคนเดียว ก่อนผมจะลงมายังชั้นล่าง ขืนผมอยู่ต่อมีหวังผมได้พลาดเป็นหนที่สองอีกแน่ ก็กลิ่นฟีโรโมนของเขาน่ะ... มันช่างหอมเหลือเกิน ทุกครั้งที่มันโชยขึ้นมาแตะจมูกหัวผมก็พลันขาวโพลนไปหมด ผมเปรียบเทียบไม่ถูกเหมือนกันว่าคล้ายกับอะไร มันเป็นกลิ่นหอมเย็นทำให้ผมรู้สึกสบายใจ

เมื่อลงมายังชั้นล่าง บอดี้การ์ดคนอื่น ๆ ก็พากันดื่มกินกันตามปกติโดยมีเหรียญเป็นคนจัดการทุกอย่างแทนเป่ย

“กรรณ” เสียงทุ้มต่ำเรียกผมให้ชะงัก ก่อนผมจะหันกลับไปมองคนตัวสูงในระดับเดียวกัน

“ครับ?”

“ขอบคุณนะครับที่ช่วยซ้อเอาไว้”

“อืม” ผมพยักงึก ๆ

“ยังไงหลังจากนี้คุณก็ระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะครับ เพราะพวกมันเห็นหน้าคุณแล้ว”

“ครับ” หลังจากที่ได้เผชิญหน้า ผมก็รู้สึกว่า ผมไม่กลัวอะไรอีกแล้วล่ะ “ดื่มกับผมสักแก้วไหม” ผมว่าต่อ

“คือ...”

“ทำไม? กลัวผมใส่ยาพิษลงในแก้วของคุณเหรอ”

“แก้วเดียวนะครับ ผมดื่มไม่เก่ง” ว่าจบเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

ผมพาเขามานั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ ก่อนจะสั่งให้น้องชายของผมชงค็อกเทลให้

“นั่นน้องคุณเหรอ”

“ครับ น้องชายผมเอง”

“น่ารักดีนะครับ ไม่เหมือนคุณ”

“...” อ้าวไอ้เวรนี่ เมื่อกี้ยังดีอยู่เลยแท้ ๆ

“ผมจีบน้องคุณได้ไหม”

ผมเบิกตากว้างหันขวับไปทางเขาทันที ถือว่ากล้ามากเลยนะที่พูดคำนั้นออกมา น้องผมใครก็ห้ามแตะ

“อยากตายเหรอมึงอะ!” ผมโพล่งขึ้นเสียงดัง ก่อนจะลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ตัวสูง “มึงเป็นคนยังไงเนี่ย ชอบเป่ยอยู่แท้ ๆ แต่จะมาจีบน้องกู”

“ฮ่า ๆ” เหรียญหัวเราะจนตัวโยน นั้นยิ่งทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด “ผมเคยบอกคุณเหรอว่าผมชอบเป่ย”

อา...

มาคิด ๆ ดูแล้วมันก็ไม่เคยพูดนี่

“พ่อเป่ยมีพระคุณกับครอบครัวผมมาก และเราโตมาด้วยกัน ผมกับเป่ยก็ไม่ต่างอะไรจากคุณกับกชน้องคุณหรอก”

ไอ้ฟาย กูเข้าใจผิดมาตลอดเลยเหรอวะ!!!

“เออ!นั่นแหละ ยังไงกูก็ไม่ให้มึงจีบน้องกูอยู่ดี” ผมว่า

“ผมแกล้งเล่นน่ะครับ ผมมีคนที่ชอบแล้ว”

“...?” ผมมองหน้าเหรียญอย่างสงสัยใคร่เสือก ใครกันที่ทำให้หมีควายตัวเขื่องตรงหน้าผมยิ้มออกมาทั้งที่ยังไม่ได้พูดชื่อเลยแม้แต่นิดเดียว

“หน้าผมไม่มีคำตอบหรอกครับ ไม่ต้องจ้องขนาดนั้น” เหรียญว่าพลางยกเครื่องดื่มรวดเดียวจนหมด

“แล้---” ยังไม่ทันถามต่อเขาก็พูดตัดหน้าผมราวกับรู้ว่าผมจะเสือกเรื่องอะไร

“ไม่ต้องถามหรอกครับ ผมไม่บอก...”

แม่งเป็นอัลฟ่าเหมือนกัน แต่ทำไมมันดูฉลาดกว่าผมจังวะ ดูรู้ทันไปหมด สมแล้วที่เป็นคนที่เป่ยไว้ใจ

เรานั่งกันอยู่หน้าบาร์สักพักใหญ่ ผมก็เลิกสนใจเขา แล้วหันมาสนใจกับบรรยากาศที่เริ่มคึกคัก ก่อนอาหลงจะเดินเข้ามาดึงความสนใจให้ผมกลับไปโฟกัสที่พวกเขาอีกครั้ง

เขากำลังกระซิบบางอย่างที่ได้ยินกันเพียงสองคน ใบหน้าของเหรียญก็ขึ้นสีแดงระเรื่อ

หรือว่า...

เหรียญชอบอาหลงแน่ ๆ ทำไมต้องหน้าแดงขนาดนั้นเนี่ย ชอบแบบนี้ก็ไม่บอก

หลังจากอาหลงเดินห่างออกไปไม่นาน เสียงเพลงในร้านก็เงียบลงกะทันหัน ตามมาด้วยไฟในร้านดับลง ภายในร้านมืดสนิทก่อนเสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นจากเวทีของดีเจ ไฟดิสโก้พลันสว่างวาบราวกับหิ่งห้อยนับพันบินทั่วร้าน ในมือคนตัวเล็กมีขวดวอดก้าถืออยู่ ก่อนเขาจะยกขึ้นกระดก แล้วหยิบไมโครโฟนขึ้นพูด

“ฟังกูนะ วันนี้กูเปิดร้านวันแรก กูตั้งใจจะปิดร้านเลี้ยงโดยเฉพาะ เพราะงั้นใครไม่เมา ห้ามกลับไปเหยียบบ้านกูอีก” เป่ยลากเสียงยาวจนยานในช่วงท้ายประโยค

นิ้วชี้ของเขากดลงที่แล็ปท็อป เพลงที่อยู่ในนั้นก็ดังขึ้นทันที แผงไฟที่ถูกตั้งค่าให้เข้ากับจังหวะเพลงก็เริ่มทำงาน แสงสีสาดส่องกระจายวิบวับ จนผมรู้สึกมึนเมา

บอดี้การ์ดทุกคนดูจะสนุกและชอบใจกันเป็นอย่างมาก ทุกคนต่างโห่ร้องยกเครื่องขึ้นดื่มกันอย่างบ้าคลั่ง ภาพตรงหน้าคล้ายกับหนังสงครามซอมบี้ไม่มีผิด

“มึงว่าร้านจะเจ๊งก่อนเปิดหรือเปล่าวะ” เสียงสิงห์ถามกชกร

“กูก็ว่างั้น” กชกรตอบรับพยักหน้างึก ๆ อย่างเห็นด้วย

ผมหันไปหาเหรียญที่ยืนอยู่ด้านข้างก่อนจะกุมขมับตัวเอง แล้วส่ายหัวไปมา ดูจากสีหน้าเขาแล้วนี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่เป่ยทำแบบนี้

“เป่ยเป็นแบบนี้บ่อยไหมครับ” ผมว่า

“ก็เกือบทุกวัน”

โฮ~ นี่มันคนขี้เมานี่หว่า ถึงว่าล่ะ ครั้งแรกที่เจอกัน ในห้องทำงานของเขาก็มีขวดบรันดีวางอยู่ ที่ห้องนั่งเล่นก็มีอีกเพียบ ตอนแรกคิดว่าเขาเอาไว้โชว์เสียอีก

มีอะไรให้ผมทึ่งอยู่ตลอดเลยนะ...

“คุยอะไรกันน่ะ” ว่าจบเป่ยก็ยกขวดวอดก้าในมือกระดกดื่ม

แสงสลัว ๆ กะพริบจนผมไม่รู้ตัวเลยว่าเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่

“เปล่า” เหรียญว่า “แล้วขวดบรันดีไปไหน ทำไมเอาวอดก้ามาดื่มแบบนี้”

“เป่ยทำตกแตกน่ะ”

“เฮ้อ! อย่าดื่มเยอะนักสงสารตับบ้าง”

“งั้นเฮียเหรียญก็ดื่มบ้างสิ” เป่ยว่าพลางยื่นขวดวอดก้าส่งไป แต่ทว่าเหรียญกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ถ้าเฮียไม่ดื่ม ก็ไม่ต้องมาให้เป่ยเห็นหน้าอีก”

"แบบนี้อีกแล้วนะเป่ย" เหรียญดูฝืนใจอยู่หน่อย แต่เขาก็ยอมรับขวดไป

เหรียญยกดื่มไปเพียงนิดเดียว ก่อนจะส่งขวดกลับคืนเจ้าของ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเพราะรสชาติของมันขมบาดคอเกินกว่าเขาจะรับไหว

“อะ กรรณก็ดื่มด้วยสิ” ว่าจบเป่ยก็ส่งขวดวอดก้ามาที่ผม ผมมองที่ขวดวอดก้าที่เหรียญเพิ่งจะยกกรอกปากเมื่อสักครู่ นี่มันจูบทางอ้อมเลยนะ จะให้ผมจูบทางอ้อมกับเหรียญจริง ๆ เหรอวะ

“ใจหน่อยดิ หรือว่ากลัว” เหรียญเห็นกรรณลังเล เขาจึงพูดเหน็บไปเพื่อกลั่นแกล้ง เพราะเขารู้ว่ายังไงกรรณต้องยกดื่มแน่

“กระจอก” ว่าจบผมก็ดึงขวดวอดก้าขึ้นยกดื่มอึกใหญ่ รสขมร้อนค่อย ๆ ไหลลงคออย่างเชื่องช้า ผมรู้สึกอุ่นวาบที่ช่องท้องของตัวเองทันที

ผมส่งขวดสีใสคืนกลับไปให้เป่ย ก่อนเขาจะแทรกตัวเข้ามานั่งที่บาร์ด้วยกัน เสียงเพลงบีทหนักยังคงเล่นต่อไปเรื่อย ๆ บรรยากาศดูสนุกสนานกว่าก่อนหน้าเป็นเท่าตัว

"น้องครับ....มาร์ทีนีสามที่" เป่ยหันไปสั่งพนักงาน 

“เป่ยพี่ว่าพี่ดื่มไม่ไหวแล้ว” เหรียญพูดขึ้น แก้มของเขาขึ้นแดงจัด นี่แค่ดื่มไปไม่เท่าไหร่เองนะ แล้วแต่ละอย่างที่เขาดื่มก็ไม่ได้แรงขนาดนั้น

“โฮเฮีย ฉลองเปิดร้านใหม่ทั้งทีนะเฮีย พรุ่งนี้ตื่นสายได้เป่ยไม่ว่าหรอก” 

“งั้นแก้วสุดท้ายแล้วนะ”

“ครับ”

เป่ยดันแก้วที่พนักงานเพิ่งเอามาวางไว้ให้เหรียญ แล้วดันอีกแก้วให้ผม "Cheers!" เป่ยว่าจบเราสามคนยกมันขึ้นดื่มพร้อมกันรวดเดียว 

ทันทีที่วางแก้วลง เหรียญก็ทิ้งตัวฟุบหน้าลงกับเคาน์เตอร์ ไวกว่าความคิดเป่ยก็ใช้ฝ่ามือของเขาเองสอดเข้าไปรับไม่ให้หัวเหรียญกระแทกกับโต๊ะ 

"0.0" แค่นี้ถึงกับล้มเลยเหรอ

“ไม่ต้องตกใจ เฮียแค่เมา” เป่ยว่า

“ฮะ! ดื่มไปนิดเดียวน็อคเลยเหรอ”

“อืม ปกติ” สีหน้าของเป่ยดูไม่ได้ตกใจอะไรมาก  

“งั้นเอาเหรียญไปนอนห้องผมก่อน”

“เอางั้นเหรอ แล้วกรรณจะนอนไหน”

“ขอไปนอนที่ร้านก่อนได้ไหมล่ะ ยังไงวันนี้เป่ยก็กลับไปนอนบ้านนี่”

เป่ยเงียบคิดเพียงครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลง แล้วให้บอดี้การ์ดอีกคนมาช่วยหิ้วเหรียญขึ้นมายังชั้นสามที่ห้องของผม

หลังจากจัดการเหรียญเรียบร้อยผมก็ลงมานั่งข้าง ๆ คนตัวเล็กตามเดิม

“กินเป็นน้ำเปล่าเลยนะ” ผมเอ่ยแซว

“มึงก็เอาสิ วันนี้ฉลองวันเปิดร้านเชียวนะ” ว่าจบเป่ยก็หันไปขอแก้วจากพนักงานเพิ่มอีกใบ แล้วค่อย ๆ เทวอดก้าสีใส

“แด่ Yes Bar”

กริ๊ง!



...

..

.





ผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ผมเมาเละขนาดนี้คือช่วงเรียนมหา’ลัย ตอนนั้นเรียกได้ว่ากลับห้องมาก็แทบจะอาบน้ำแล้วไปเรียนต่อทันที เมาจนภาพตัดครั้งสุดท้ายคงเป็นช่วงปีสาม...

นาน ๆ ทีได้เมาจนภาพตัด มันก็ทำให้ความรู้สึกหนักอึ้งที่ผ่านเบาลงไปได้เยอะอยู่ไม่น้อย แต่ก็เพราะเปลือกตาหนักจึงทำให้ผมไม่สามารถลืมตาขึ้นได้เลย

ผมแทบจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ...

หลังจากที่ผมกับเป่ยซัดวอดก้ากันจนเกลี้ยง ผมจำได้ว่าเหมือนเป่ยจะสั่งวอดก้าเพิ่มอีกหนึ่งขวด ทั้งดื่มทั้งเต้นกันจนเหนื่อย หลังจากนั้นผมก็เหลือเพียงความทรงจำราง ๆ

“กรรณ” เสียงเล็ก ๆ นั่นใช่กชกรน้องผมหรือเปล่า รู้ทั้งรู้ยังจะปลุกแต่เช้าอีก

“อืมมม” ผมขานรับในลำคอ นอกจากไม่ตื่นแล้ว ผมยังพลิกตัวหลบไปอีกฝั่ง

“กรรณ!”

“อื้ออออ” หนนี้ผมลากเสียงยายิ่งกว่าเดิม

“ไอ้กรรณ!”

พลั่ก!!!

แรงส่งที่ไม่ต้องลืมตามองก็พอรู้ว่ามันคือบาทาพิฆาต ถีบเปรี้ยงเดียวผมก็กลิ้งหลุน ๆ ลงจากเตียง เปลือกที่เคยหนักก็พลันเปิดขึ้นอย่างง่ายดาย

“โอ๊ย!!! เจ็บนะเว้ยไอ้กช” ผมว่าพลางเอามือลูบเอวตัวเองป้อย ๆ

ทว่าสายตาดันสะดุดเข้าข้าวของที่กระจัดกระจายภายในห้อง ข้างเตียงมีกองเสื้อผ้าตกอยู่ที่พื้น ไล่สายตาขึ้นไปบนเตียง ผมก็ได้เห็นหายนะครั้งใหม่...

“Oh, shit!!!”












-เปียกปูน-

#ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างเฮีย



-กำลังทยอยแก้คำผิดนะครับ-

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด