Undivided รักนายไม่รู้ตัว (EP.3 / Updated 24.07)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Undivided รักนายไม่รู้ตัว (EP.3 / Updated 24.07)  (อ่าน 279 ครั้ง)

ออฟไลน์ thanap

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-07-2021 21:59:16 โดย thanap »

ออฟไลน์ thanap

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
UNDIVIDED อุ่นไอรัก #1
«ตอบ #1 เมื่อ21-07-2021 13:01:18 »

ขออนุญาตยังไม่ใส่ส่วนนำนิยายเพื่อหลีกเลี่ยงการสปอยเนื้อหา

บทนำ

          “มึง” เสียงที่คุ้นเคยดังลอดเข้าหูตั้งแต่ผมยังไม่ทันจะเปิดประดูเสียด้วยซ้ำ “กูลืมมือถือว่ะ”
          ไททัน เพื่อนสนิทที่เพิ่งแยกจากกันไปไม่ได้ครึ่งชั่วโมงดียืนส่งยิ้มพิมพ์ใจให้ผมอยู่หลังกรอบประตู
          “อือ แล้ว”
          “มึงช่วย…” น้ำเสียงมันเปลี่ยนเป็นออดอ้อนพร้อมทำท่าทางอึกอัก มือข้างหนึ่งยกขึ้นดันประตูราวกับทันรู้ว่าผมกำลังจะปิดใส่หน้า “ไปเอา… เป็นเพื่อนกูหน่อย… นะธาม”
           “ไม่” ผมปฏิเสธเสียงแข็ง “พรุ่งนี้เช้าไม่ได้เหรอ กูเหนื่อย จะนอน”
          “พอดี…. เออ พอดีกูต้องรีบโทรหาแม่”
          “ยืมเครื่องกูก่อน”
          “กูจำเบอร์แม่ไม่ได้” ไททันยิ้มแหย “อีกอย่าง ถ้าพรุ่งนี้เช้ามือถือกูหายจะทำไง กูว่าไปตอนนี้แหละ”
ไททันยังคงไม่ลดราวาศอก เอื้อมมือมาจับแขนผมด้วยสีหน้าอ้อนวอนสุดชีวิต “ถ้ามึงยอมไปเป็นเพื่อนกู กูสัญญาว่าพรุ่งนี้จะไปขอไอดีไลน์น้องพิมพ์คณะสถาปัตย์ฯมาให้”
          “กูไม่ชอบ
          “น้องฟ้าอักษร”
          “ไม่ชอบ”
          “น้องวาศึกษา”
          “รอกูแต่งตัวก่อน”

          ตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มกว่า ๆ เกือบสี่ทุ่ม ผมและไททันเดินลัดเลาะจากหอพักชายในมหาวิทยาลัยมุ่งหน้าไปทางคณะวิทยาศาสตร์ สืบสาวราวเรื่องได้ความว่ามันน่าจะลืมทิ้งไว้ในห้องแลปตั้งแต่เรียนวิชาเคมีในช่วงบ่ายที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็วุ่นจนไม่ได้จับโทรศัพท์มือถืออีกเลย เพิ่งมานึกได้ก็ตอนที่แยกกันกับผมเมื่อไม่นานมานี้เอง
   อากาศในคืนนี้ค่อนข้างเย็น ส่วนหนึ่งเพราะกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาวในอีกไม่นานนี้แล้ว ผมไม่เจอสื่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เดินสวนมาเลยสักคนเดียว มีเพียงสุนัขเจ้าถิ่นที่ประจำตึกเทียวเท่าไล่หลังเราเป็นทอด ๆ ไป จนในที่สุดเราสองคนก็เดินมาจนถึงจุดหมายปลายทาง ...คณะวิทยาศาสตร์ ตึกสีส้มอิฐที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า อย่างน้อยแสงไฟประดับที่เปิดอยู่รอบอาคารก็ช่วยให้ตึกนี้ดูไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่… มั้ง
   “สวัสดีครับพี่” ไททันเดินรี่เข้าไปหาพนักงานรักษาความปลอดภัยอาคารพร้อมยกมือไหว้ปะหลก ๆ “พอดีผมนึกได้ว่าลืมมือถือไว้ในห้องเรียน เลยจะขออนุญาตพี่ขึ้นไปหยิบมือถือหน่อยครับ แป๊บเดียว”
   ไททันเน้นหนักที่คำสุดท้ายพลางยื่นบัตรนักศึกษาส่งให้ รปภ. เพื่อยืนยันว่ามันเป็นนักศึกษาจริง ๆ พี่ รปภ. รับบัตรนักศึกษามาจ้องดูสลับหน้าทีรูปทีราวกับไม่เชื่อว่ามันคือเจ้าของบัตรตัวจริง
   “นึกได้ซะดึกเชียวนะเอ็ง แล้วนี่ลืมไว้ห้องไหนล่ะ”
   “204 ครับ”
   “อ๋อ...” พี่ยามลากเสียง ท่าทางสะดุ้งเล็กน้อย “เออ รีบไปรีบมา แล้วอย่าไปเที่ยวมือบอนหยิบจับอะไรต่ออะไรเข้าล่ะ เดี๋ยวจะมาหาว่าพี่ไม่เตือน เอ้านี่กุญแจ”
          พี่ยามดึงกุญแจดอกหนึ่งออกจากกุญแจพวงใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะสีเทาแล้วหยิบส่งให้ผม
   “อ้าว ไม่ไปด้วยกันเหรอพี่”
   ไททันยืนเกาหัวแกรก แต่สายตาม้นจับจ้องอยู่ที่ทางเดินขึ้นอาคารที่มีเพียงแสงไฟสลัว ๆ มัวราวกับไม่ได้เปิด ผมรับกุญแจมาถือด้วยความงุนงง
   “ข้าไปไม่ได้” พี่ รปภ พูดพร้อมผายมือไปยังโถงทางเดินด้านหลัง “เดี๋ยวใครผ่านไปผ่านมาไม่เห็นอยู่ตรงนี้เขาจะหาว่าข้าอู้งาน ไม่ได้ไม่ได้… แต่ข้าเตือนพวกเอ็งแล้วนะว่าอย่าเที่ยวหยิบจับอะไรมั่วซั่ว เด็กสมัยนี้มันขี้หลงขี้ลืมจริงจริ้ง...”
          ถึงแม้จะไม่ได้เดินมาส่ง แต่ผมก็ยังรู้สึกขอบคุณพี่แกที่บ่นกระปอดกระแปดส่งพวกเราไล่หลังมาเป็นระยะ ไททันก้มหน้าเดินนำผมไปยังห้อง 204 อย่างเงียบ ๆ ไร้ซึ่งบทสนทนาตลอดทางเดิน บรรยากาศโถงทางเดินบนชั้นสองช่างแตกต่างกับชั้นหนึ่งราวฟ้ากับเหว แสงไฟจากหลอดนีออนสลัว ๆ ยิ่งไปบางดวงกะพริบติด ๆ ดับ ๆ ยิ่งเสริมให้บรรยากาศตอนนี้ดูน่ากลัวขึ้นไปอีก 
          “ยืมมือถือหน่อย”
          ถึงหน้าห้อง มันหยุดเดินโดยที่ผมไม่ได้ตั้งตัวเลยชนกับฝ่ามือที่ยืนออกมารอมือถืออยู่ตรงหน้า ผมหยิบมือถือพร้อมเปิดไฟฉายส่งให้มันโดยไม่ได้พูดอะไร มืออีกข้างโบกกุญแจชี้ให้มันเปิดห้อง
          “เชี่ย!”
          ไททันสะดุ้งโหยงปล่อยมือจากลูกบิดประตูพร้อมโผตัวเข้าหาผม เป็นเวลาเดียวกันกับที่หลอดไฟทั้งชั้นกะพริบดับลง เรียกได้ว่าเราสองคนตกอยู่ในความมืดอยู่เสี้ยววินาที ...จังหวะนรกจริง ๆ
          “โถ่...แค่ไฟตก” ผมทำท่าเอื้อมมือไปลูบหัวมันเป็นการล้อเลียน “ขวัญเอ๊ยขวัญมานะครับ”
          “ไม่ใช่” มันร้องเสียงหลง มือยังคงชี้ไปทางประตูที่เปิดอ้าอยู่ด้วยความสั่นเทาจนผมต้องหันไปมองตาม ลูกกุญแจยังคงเสียบคาอยู่กับลูกบิดประตู แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นอยู่ถัดออกไป
          “เชี่ย!” ผมอุทานคำเดียวกับที่มันหลุดปากออกมาเมื่อสักครู่ ตอนนี้เราสองคนยืนเบียดกันแน่นจนแทบจะเป็นคนเดียวกัน เพราะสิ่งที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเราเบื้องหลังบานประตูสีฟ้ามีวัตถุขนาดใหญ่ขวางอยู่  ไม่ว่าจะคิดอย่างไรมันก็ไม่ควรมาตั้งอยู่ในสถานที่แบบนี้
          หลังธรณีประตูมีโต๊ะหมู่บูชาขนาดใหญ่สีดำสนิทที่ด้านบนมีวัตถุที่คล้ายกับหัวโขนหลากสีสันวางประดับอยู่ ผมไม่รู้หรอกครับว่ามันเรียกว่าอะไร แต่สิ่งเดียวที่ผมรู้คือมันไม่ควรมาตั้งอยู่ตรงนี้
          เราสองคนก็เช่นกัน!
          ดูเหมือนว่าไททันจะตั้งสติได้ก่อนผม มันสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ก่อนจะยกมือท่วมหัวไหว้สิ่งที่ตั้งอยู่ตรงหน้าแถมยังพึมพำอะไรไม่รู้อยู่ในลำคอ ผมเลยต้องรีบยกมือขึ้นไหว้ตามอย่างเสียไม่ได้ มันสาดแสงไฟฉายเข้าไปในห้องเพื่อไล่ความมืด จากนั้นจึงสอดแทรกตัวผ่านช่องว่างระหว่างโต๊ะหมู่และวงกบประตูเพื่อพาตัวเองเข้าไปอยู่ในห้อง
          แอด
          มันออกแรงเลื่อนโต๊ะหมู่บูชาไปด้านข้างเพื่อเปิดทางให้ผมเข้าไปในห้อง (ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เอ่ยปากว่าอยากเข้าไปด้วยก็ตามที) แรงเสียดทานทำพานดอกไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะหมู่เขยื้อนตกลงมากองอยู่แทบเท้าผม เสียงโลหะกระทบพื้นในความเงียบยิ่งทำให้ทำอย่างตรงนี้ดูน่ากลัวขึ้นไปอีก
          ผมก้มลงไปเก็บพานขึ้นมาวางบนโต๊ะหมู่ด้วยใจเต้นระทึกยิ่งกว่าจังหวะกลองก่อนจะยกมือไหว้ท่วมหัว สิ่งที่ผมควรจะตกใจกว่าคือความว่างเปล่าด้านข้างที่ไร้ซึ่งเงาของไททันอีกต่อไป
          แสงสว่างวาบปรากฎขึ้นกลางห้องทำให้ผมต้องสะดุ้งถอยหลังอีกครั้งอย่างไม่ทันตั้งตัว ไททันยืนโบกมือถือให้ผมเห็นเป็นนัยว่าเจอสิ่งที่ตามหาแล้ว ส่วนมืออีกข้างสาดไฟฉายจากมือถือผมเพื่อส่องแสงสว่างให้ตัวเอง
แอด… เสียงประตูหน้าที่เราเปิดค้างไว้ค่อย ๆ เลื่อนปิดก่อนกระทบวงกบประตู ปัง! ทำเอาผมสะดุ้งสุดตัวรีบวิ่งไปหาไททันที่กลางห้องทันที
          แต่ตอนนี้ไม่มีไททันยืนอยู่กลางห้องอีกแล้ว
          แสงไฟสลัวจากหลอดไฟที่ลอดผ่านกระจกเหนือบานประตูและสายตาที่ชินกับความมืดมิดภายในห้องทำให้ผมไม่ทันได้สังเกตว่าแสงจากไฟฉายที่เคยอยู่ตรงนี้อันตรธานหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมรู้เพียงว่าตอนนี้มีเพียงผมคนเดียวที่ยืนอยู่ในห้องนี้ แผงสวิตช์ไฟหลังหัองก็อยู่ไกลเกินกว่าจะเดินไปเปิด โทรศัพท์มือถือของตัวเองก็หายไปพร้อมไททัน
          สติ
          ผมพยายามเตือนตัวเองว่าต้องมีสติ
          “แฮ่”
          “เชี่ย!”
          ผมใช้สติที่เพิ่งรวบรวมมาได้เมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมาไล่เตะไททันไปรอบห้องด้วยความโมโห ก็อยู่ดี ๆ เล่นโผล่ขึ้นมาจากใต้โต๊ะแบบนี้ ผีก็ผีเถอะครับ
          “เดี๋ยว หยุด!” มันหยุดวิ่งเอามือกุมอก “ฉิบหายของจริงแล้วครับ”
          “อะไรของมึงอีกไอ้ทัน เลิกเล่นสักทีเถอะว่ะ”
          “กูไม่ได้เล่น แต่มึงดูโน่น “มันชี้มือไปทางประตูหน้าห้อง “โต๊ะหายไปแล้วโว้ย”
ที่ที่เคยมีโต๊ะหมู่บูชาทตั้งขวางทางเดินอยู่หน้าห้องเมื่อสักครู่บัดนี้มีแต่ความว่างเปล่า แสงไฟสลัว ๆ ที่เล็ดลอดเข้ามาในห้องเผยให้เห็นเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น ผมกับไททันไม่รอช้า เพียงคำว่า ‘วิ่ง’ คำเดียวของมันก็ทำให้เราสองคนวิ่งโลดออกมายืนหอบอยู่หน้าโต๊ะ รปภ ข้างล่างได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น
          “พวกเอ็งเจอผีกันมาเหรอ วิ่งหน้าตาตื่นขนาดนี้” พี่ รปภ ถามเสียงเรียบ มือกระดกเครื่องดื่มชูกำลังเข้าปาก
          “เจอผีก็ดีสิพี่ พวกผมเจออะไรมาก็ไม่รู้เนี่ย” ไททันตอบทั้งที่ตัวเองยังไม่หายจากอาการหอบดี
          “แล้วอะไรก็ไม่รู้ของพวกเอ็งมันคืออะไรกันล่ะวะ”
          “ก็ผมบอกว่าไม่รู้อยู่นี่ไงครับ”
          “เออ ๆ อย่างนั้นแล้วแต่เอ็งแล้วกัน” ชายตรงหน้าผมทำหน้าเหนื่อยใจ “แล้วนี่ไม่ได้มือซนหยิบจับอะไรกันมาใช่มั้ย”
          “ไม่มีครับพี่ ไม่มีเลย” ผมรีบตัดบท “ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอตัวก่อนนะครับ ขอบคุณมากเลยครับพี่”
แม้จะไม่รู้ว่าตัวเองจะขอบคุณเพื่ออะไรทั้ง ๆ ที่ต้องขึ้นไปหยิบเอง เจอก็เจอคนเดียว แต่ขืนปล่อยไว้นานกว่านี้คงได้มีการวางมวยรอบดึกแน่นอน แต่ก็ยังไม่วายบ่นไล่หลังเราสองคนดังมาเป็นระยะถึงความ ‘ไม่รู้เรื่อง’ ของ ‘เด็กสมัยนี้
          “เดี๋ยว! ไอ้น้อง” พี่ยามวิ่งไล่หลังพวกเรามาตั้งแต่ยังเดินไม่ทันถึงชานบันได “กุญแจ”
          ตายล่ะวา! ตั้งแต่หน้าประตูห้องนั้นไล่มาจนถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราเจอ ยังไม่มีใครสนใจดึงลูกกุญแจออกจากลูกบิดประตูเลยด้วยซ้ำ
          “แหะ ๆ” ผมยิ้มอ่อน “พอดีผมเสียบคาไว้กับประตูบ้านบน ยังไงผม ‘รบกวน’ พี่ขึ้นไปเก็บให้พวกผมด้วยนะครับ นี่ก็ดึกมากแล้ว...”
          ผมทำท่ากดดูนาฬิกาในโทรศัทพ์มือถือโดยไม่ได้สนใจเวลา ก่อนรีบคว้าแขนไอ้ไททันวิ่งออกมาจากตรงนั้นทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้พี่ยามได้พูดอะไรอีก ได้ยินเพียงเสียงก่นด่าที่ค่อย ๆ ไกลออกไป ระหว่างทางเดินกลับเงียบสงัดยิ่งกว่าขาไป ผมไม่เห็นสุนัขสักตัวออกมาวิ่งไล่เห่าเราเหมือนอย่างเคย ไททันเดินคอตกไม่พูดไม่จาเหมือนคนกำลังง่วนอยู่กับการใช้ความคิด เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันจนกระทั่งแยกกันตอนขึ้นบันไดหอพักชาย
          ผมกับไททันอยู่หอพักเดียวกันมาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อสองปีก่อน เรียนคณะ เดียวกัน ไปไหนด้วยกัน จีบหญิงด้วยกัน จะเรียกว่าซี้ยิ่งกว่าใครในมหาวิทยาลัยเลยก็ว่าได้ ห้องผมอยู่ชั้นสาม ส่วนไททันอยู่ชั้นสี่ ผมจึงต้องเป็นฝ่ายแยกออกมาก่อน เมื่อไขกุญแจเข้าห้องได้ผมก็เริ่มต้นปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่ใส่อยู่ เตรียมตัวออกไปอาบน้ำในห้องน้ำรวมที่อยู่ถัดไป
          “ครอก...ฟี้”
ผมค่อย ๆ หันหลังกลับไปหาต้นตอของเสียงช้า ๆ ด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูกว่าตัวเองกลัวหรือตกใจ รู้สึกว่าเสียงกรนที่ได้ยินมีดั หนึ่งเพราะผมไม่คุ้นกับเสียงที่เพิ่งได้ยิน และสองผมไม่มีรูมเมท! รูมเมทผมเก็บของอพยพไปอยู่กับแฟนมันเรียบร้อยตั้งแต่ปลายเดือนก่อน เลยกลายเป็นว่าผมเลยได้ครอบครองห้องนี้คนเดียวไปโดยปริยาย
          เบื้องหน้าผมมีแต่ความว่างเปล่า บนเตียงทั้งสองชั้นมีเพียงข้าวของของผมเองที่วางระเกะระกะไปทั่ว ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใด ๆ อยู่คลองสายตา บางทีผมอาจจะคิดไปเอง หรือคงเป็นเสียงกรนจากห้องข้าง ๆ ที่ดังลอดกำแพงมาก็ได้มั้ง สงสัยหลอนจนหูแว่ว
          คิดได้แบบนั้นผมก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วก้มหน้าก้มตาถอดกางเกงโยนลงตะกร้า แต่กางเกงเจ้ากรรมที่ถอดทิ้งไปกลับพุ่งเลยตะกร้ามุดเข้าไปอยู่ใต้เตียง ผมจึงเอาเท้าควานเข้าไปใต้เตียงเพื่อหวังจะคีบกางเกงออกมาด้วยความขี้เกียจ
          “โอ๊ย”
          “ผี! ผีหลอก!”
          เสียงร้องโอดโอยดังขึ้นใต้เตียงชั้นล่างจังหวะเดียวกันกับที่ผมรู้สึกได้ว่าเท้าตัวเองคีบโดนอะไรสักอย่างนิ่มเหมือนเนื้อคน ความกลัวสั่งให้ตัวผมเองผงะถอยหลังไปชนกำแพงโดยอัตโนมัติ วันนี้มันวันอะไรวะเนี่ย
          “ผี ไหนผี”
          ร่างนั้นค่อย ๆ เขยิบออกมาจนสุดขอบเตียงหากแต่ยังแอบอยู่ในเงามืด สายตาสะท้อนแสงจากหลอดไฟบนเพดานให้เห็นเป็นประกายเพียงเท่านั้น เว้นแต่ว่า… มันกำลังจ้องเป้ากางเกงผมอยู่! ผมรีบคลี่ผ้าเช็ดตัวออกมาพันรอบเอวตามสัญชาตญาณ ทันทีที่มันระลึกได้ว่าผมสังเกตว่ามันกำลังจ้องผมอยู่ สายมันก็เลื่อนมาสบกับผมแทน
          เสี้ยววินาทีที่สายตาเราบรรจบกันมันทำให้ผมรู้สึกราวกับตกอยู่ในภวังค์ อากาศรอบตัวหนาวขึ้นมาจับจิต เสียงเอะอะโวยวายที่ดังอยู่ในโสตประสาทดับลงราวกับมีคนปิดสวิตช์ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหยุดหายใจ
          “ไอ้ผีโรคจิต” คำแรกที่หลุดออกจากปากผมหลังจากตั้งสติได้ “แน่จริงมึงออกมาสิวะ”
          ไม่ทันขาดคำ หลอดไฟนีออนเหนือหัวก็ดับพรึบลงแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย รู้สึกเหมือนอากาศที่หนาวอยู่ก่อนหน้าแล้วยิ่งเย็นยะเยือกราวกับติดลบ ผมรู้สึกได้ว่ามีสายลมพัดผ่านคล้ายมีอะไรสักอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างตัว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาเตะจมูกในขณะที่มือหนานุ่มข้างหนึ่งจับเข้าที่เอวซ้าย และ ‘หอมจัง’ คือคำพูดที่ดังขึ้นอยู่หลังหูพร้อมลมหายใจรดต้นคอที่ทำเอาผมขนลุกชัน
          “ออกไป!” ผมแผดเสียงทันทีที่ได้สติ “ไอ้ผีบ้า”
          ไม่ว่าเปล่า ผมดันศอกขวาถองไปข้างหลังอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง คิดว่าคงได้ผลเพราะมันผละมือออกจากเอวผมแล้ว จากนั้นจึงรีบถลาไปทางสวิตช์ไฟขวามือเพื่อเรียกความสว่างกลับมาให้เร็วที่สุด ก่อนจะหันหน้ากลับมาทางทิศเดิมแล้วพนมมือท่วมหัว
          “ผมไม่ไหวแล้วครับ” ผมพูดเสียงสั่น น้ำตาเอ่อคลอเต็มสองเบ้า “ผมเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว... ให้ผมพักผ่อนหน่อยไม่ได้เหรอครับ พรุ่งนี้ค่อยมาหลอกผมใหม่ก็ได้ ผมขอร้องเถอะนะครับ”
          ไม่รู้เหมือนกันว่าผมกำลังพูดอยู่กับใคร คิดไปคิดมาก็เหมือนกำลังขอร้องผียังไงอย่างนั้น ต้องใช้เวลาสักครู่กว่าจะลืมตาแล้วปรับภาพสายตาให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง ตรงหน้าผมมีเพียงความว่างเปล่า ไร้วี่แววว่าเคยมีมนุษย์ยืนอยู่ตรงนั้น ก้มลงดูใต้เตียงก็ว่างเปล่าชั้นเดียวกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-07-2021 13:34:55 โดย thanap »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1
Re: UNDIVIDED อุ่นไอรัก
«ตอบ #2 เมื่อ21-07-2021 19:22:25 »

 :pig4:
 o22

ออฟไลน์ thanap

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Undivided รักนายไม่รู้ตัว #2
«ตอบ #3 เมื่อ22-07-2021 11:01:36 »

ตอนที่ 2

          ผมต้องเปิดไฟนอนทั้งคืนเพราะกลัวว่าตัวอะไรไม่รู้มันจะโผล่มาอีก สภาพผมตอนนี้ก็เลยไม่ต่างอะไรจากหมีแพนด้าเพราะหลับไม่สนิทตลอดทั้งคืน
          เช้านี้ผมชวนไททันลงมานั่งกินอาหารเช้าที่โรงอาหาร ข้าวมันไก่จานโปรดที่เคยสั่งกินอยู่บ่อย ๆ วันนี้กลับไม่อร่อยขึ้นมาเสียเฉย ๆ นี่แหละมั้งที่เขาเรียกไม่เจริญอาหาร
          “มึงว่าผีมีจริงมั้ยวะ”
          ผมเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนา ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนไหลยัอนเข้ามาในหัว นอนหลับตาคิดทั้งคืนก็ยังไม่รู้ว่าทั้งหมดที่ผมเจอเรียกว่าอะไร ส่วนไททันชะงักไปเล็กน้อยแต่พูดไม่ได้เพราะข้าวยังเต็มปาก
          “ก็แค่สงสัยว่าสิ่งที่เราเจอเมื่อคืนคืออะไร” ผมร่ายต่อ “หลังจากแยกกับมึงแล้วกูก็ยังเจอ นอนไม่หลับทั้งคืนเลยว่ะ พูดแล้วยังขนลุกไม่หาย”
          ผมเกาแขนทำท่าประกอบให้มันดูก่อนสาธยายเหตุการณ์ช่วงหลังที่ได้เจอ ภาพทั้งหมดยังคงแจ่มชัดอยู่ในหัว ผมจำได้ดีกระทั่งกลิ่นหอมประหลาดที่อบอวลอยู่ในห้อง ไททันนั่งฟังเรื่องที่ผมเล่าพลางตักข้าวเข้าปากสีหน้าไม่ยี่หระอะไรทั้งสิ้น
          “ทำยังไงผีมันถึงได้ยอมไปวะ แหนะ มึงซุ่มของดีนี่หว่า”
          ทำยังไง… คำถามนี้ทำเอาผมต้องย้อนกลับมาทบทวนเหตุการณ์ใหม่ให้ละเอียดอีกครั้ง ผมบอกมันไปว่าผมเหนื่อย… ผมอยากนอน…
          “พรุ่งนี้ค่อยมาหลอกใหม่!” ผมร้อง “ชิบหายแล้วกู กูบอกมันว่าคืนนี้มาหลอกกูใหม่นะ …ไอ้โง่เอ๊ย”
ผมมองออกว่าสายตาคู่ตรงข้ามมันกำลังกลั้นขำ สุดท้ายไททันก็ทนไม่ไหวต้องหัวเราะลั่นจนหลายคนแถวนี้หันมามองเราเป็นตาเดียว
          “มึงแม่ง” มันยิ้ม “ของดีจริงด้วยว่ะ”
          “เลิกแซวกูได้แล้วไอ้เพื่อนชั่ว ว่าแต่…” ผมยิ้มกริ่มในใจเพราะนึกอะไรดี ๆ ขึ้นมาได้ “คืนนี้กูไปนอนห้องมึงนะ”
          “เฮ้ย ไม่ได้! รูมเมทกูอยู่”
          “งั้นมึงมานอนห้องกู”
          “ไม่เอา!” มันตะโกนด้วยเสียงหนักแน่นกว่าเดิม
          “ไหนไลน์น้องวาที่สัญญาไว้”
          “…”
          ผมเถียงกับมันอยู่สักพักด้วยเสียงที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อระลึกได้ว่าสายตาหลายคู่กำลังจ้องมาที่เราอยู่ผมเลยต้องลดเสียงลงจนแทบจะกระซิบ
          “เพื่อนรัก… นอนกับกูสักคืนนะครับ” ผมเปลี่ยนมาใช้ลูกอ้อน มือหนึ่งคว้าแขนมันยกขึ้นมากุมไว้แนบอก จะว่าไปผมรู้สึกแปลก ๆ กับคำพูดตัวเองเหมือนกัน “ไม่เชื่อมึงลองฟังเสียงหัวใจกูดิ สั่นไปหมดทั้งตัวแล้วครับเพื่อน”
          “ถุย” ไททันชักมือกลับแทบจะทันที “เก็บลูกอ้อนไว้ใช้กับสาวเถอะครับเพื่อน”
          มันจงใจเน้นคำว่าเพื่อนเป็นพิเศษ กลอกตาไปมาเหมือนต้องการบอกผมว่าตอนนี้มันมีความสุขแค่ไหนที่เห็นเพื่อนกำลังเป็นบ้า
          ไอ้เพื่อนอกตัญญู!
          จนแล้วจนรอดไททันก็ยังคงยืนกรานหนักแน่นที่จะไม่มานอนเป็นเพื่อนผม ส่วนผมก็จนปัญญาจะหลอกล่อเพราะรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด จะเอาสาวมาล่อก็แพ้ทางตัวเอง ตั้งแต่คบกันมาไม่เคยเห็นมันสนใจใครเสียที่ไหน ชอบผู้ชายหรือเปล่าก็ไม่รู้
          “เฮ้ย” ไททันร้องเสียงหลง ตายังคงมองโทรศัพท์มือถือในมือ “คืนนี้หนังเด็ดมึงเข้าวันแรกนี่หว่า เรื่องที่มึงเคยบอกอยากดู”
          “เฮ้ย”
          ผมร้องตอบ ใจนึกไปถึงหนังแฟรนไชส์เรื่องหนึ่งที่เคยเอ่ยปากกับมันว่าอยากดู หนังเด็ดแบบนี้ มีหรือผมจะพลาด
          “ไททัน…”
          “หยุด! กูไม่ไป”
          “นั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ได้ มึงเพื่อนกูจริงมั้ยเนี่ย!?”

          วันทั้งวันผมแทบไม่มีสมาธิกับสองวิชาที่เข้าเรียนไปเพราะใจคอมัวแต่จดจ่ออยู่กับหนังรอบดึกที่เพิ่งกดซื้อตั๋วผ่านแอปพลิเคชั่นเมื่อไม่นานมานี้ อีกใจก็กระหยิ่มใจว่าอย่างน้อยผมก็ไม่ได้นัดผีไว้ในโรงหนัง!
          ท้ายที่สุดผมก็สามารถถ่อสังขารพาตัวเองมาถึงห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองด้วยเวลาฉิวเฉียดทันรอบฉายพอดิบพอดี
หลังจากยื่นตั๋วหนังให้พนักงานฉีกตั๋วตามระเบียบแล้ว ผมต้องทั้งเดินทั้งวิ่งเพื่อให้ทันได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์ก่อนหนังเริ่ม รอบที่ผมเลือกนี้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์หมายเลขเก้า ซึ่งตอนเลือกก็ลืมนึกไปว่ามันเป็นโรงที่ต้องเดินไกลที่สุด
          โรงภาพยนตร์หมายเลขเก้ามีผู้ชมนั่งอยู่แล้วหนาตา ด้วยเพราะเป็นหนังฟอร์มยักษ์แถมยังเป็นรอบดึกอีกต่างหาก ผมจึงต้องทำตัวให้ลีบที่สุดเพื่อเข้าไปนั่งตรงแถว B9 กลางจอ ส่วนที่นั่งหมายเลข 8 และ 10 มีคนนั่งอยู่แล้วก่อนหน้า ผมเลยต้องพยายามทำทุกอย่างให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนชาวบ้านเขา
          แม้จะเร่งฝีเท้าสุดชีวิตผมก็ยังพลาดตัวอย่างหนังเรื่องแรก ผมได้แต่นั่งดูตัวอย่างบนจอต่อไปด้วยอารมณ์จับต้นชนปลายไม่ถูก
          หนังค่อย ๆ ดำเนินเรื่องต่อไปเรื่อย ๆ จนกินเวลาเท่าไหร่ไม่ทราบได้ที่ผมมีอารมณ์ร่วมกับหนัง กระทั่งตอนหนึ่งที่ตัวละครขับรถจักรยานยนต์ตกหน้าผาอย่างไม่ทันตั้งตัว มือปริศนาจากเบาะหมายเลขสิบก็คว้าหมับเข้าที่มือซ้ายผมซึ่งวางอยู่บนที่วางแขนทำเอาผมต้องสะดุ้งไปตาม ๆ กัน
          เสียงผู้ชายเอ่ยคำขอโทษดังแว่วขึ้นที่ข้างหูผม หากด้วยใจที่ยังจดจ่อกับหนังในจอทำให้ผมไม่ได้หันไปมอง ผมเพียงแต่ยกมือขึ้นมาวางบนตักเท่านั้น
          “เฮ้ย”
          ชายคนเดิมร้องเสียงหลง ไม่เพียงเท่านั้น ตัวยังเหวี่ยงมาโดนไหล่ผมอีก ผมได้ยินเขากระซิบขอโทษขอโพยผมไม่ขาดปาก แม้ตาจะโฟกัสอยู่กับหนังแต่ตัวผมเริ่มเขยิบเบียดไปทางขวาทีละน้อยจนนึกได้ว่าจะไปชนกับอีกคนที่นั่งอยู่ทางขวา
แต่แล้วผมก็พบว่าขวามือของผมว่างเปล่า บางทีเขาอาจไปเข้าหัองน้ำ ความคิดไร้สาระทำให้ผมต้องละลายตาจากหน้าจอมามองทางขวามือโดยไม่รู้ตัว
          ห่างออกไปหนึ่งฝ่ามีตรงที่นั่งหมายเลขเจ็ด สายตาที่มองกลับมาทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว สายตาคู่ที่ผมจำได้ขึ้นใจ สายตาที่มองผมขึ้นมาจากใต้เตียง
          เป็นเวลานานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ผมตกอยู่ในภวังค์อีกครั้ง สายตาพยายามประมวลผลภาพที่อยู่ตรงหน้าถึงแม้ว่าจะมืดบ้างชัดบ้างก็ตามที สาบานว่าข้างหน้าผมคือใครไม่รู้ที่กำลังส่งยิ้มพิมพ์ใจมาให้ผม
ยิ้มที่เห็นอย่างไรก็ไม่ได้รู้สึกเย็นใจสักนิดเดียว!
          ราวกับต้องมนต์สะกด ผมตัวแข็งทื่อขยับเขยื้อนไม่ได้ หน้าย้งคงจ้องชายตรงหน้าค้างอยู่อย่างนั้น สิ่งที่ผมเห็นคือชายวัยไล่เลี่ยกันกับผมกำลังประสานสายตาตอบมา เห็นรายละเอียดใบหน้าไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นักเนื่องจากฉากในจอตอนนี้เป็นซีนกลางคืน
          สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่าไม่ผิดแน่คือกลิ่นน้ำหอมที่ติดตรึงอยู่ในใจลอยเข้ามาเตะจมูกอีกครั้ง ในขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในภวังค์อยู่นั้น ร่างตรงหน้าก็ค่อย ๆ โน้มตัวผ่านเก้าอี้ว่างมาทางผมช้า ๆ และ
          …ประกบปาก! มันจูบผม!
          “เฮ้ย!”
          ผมร้องเสียงหลงก่อนจะผงะถอยหลัง ความรู้สึกสุดท้ายก่อนภาพจะตัดคือผมสะดุ้งตัวโยนไปโดนคนข้างหลัง และภาพตัดมาที่ชายบนเบาะหมายเลขสิบและแปดต่างมองผมเป็นตาเดียว
          ผมฝัน!
          ผู้ชายบนเบาะหมายเลขแปดไม่ได้หายไปไหน และเก้าอี้หมายเลขเจ็ดก็เป็นผู้หญิง มีใครบางคนจากแถวข้างหน้าชะโงกหัวมามองผมด้วยสายตาคาดโทษที่ทำเสียงดัง แต่สติผมตอนนี้ได้หลุดลอยไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

          หนังเรื่องโปรดของผมแทบไม่มีฉากไหนตรึงอยู่ในความทรงจำของผมแม้แต่น้อย ตลอดครึ่งหลังมีเพียงความว่างเปล่าเป็นความประทับใจที่หนังฝากไว้เท่านั้น เพราะสมองเอาแต่ฉายซ้ำภาพฝันที่เพิ่งเกิดขึ้นตอนกลาวเรื่อง รสจูบปะแล่ม ๆ ยังตรึงอยู่ในใจ
          ผมฝันว่าจูบผู้ชายในโรงหนัง!
ไม่อยากจะนึกภาพไททันตอนมันหัวเราะผมจนตัวงอ ผู้ชายมาดแมนอย่างผมไปฝันได้ว่าจูบผู้ชายในโรงหนัง รู้ถึงไหนอายถึงนั่น มันได้ล้อผมยันลูกบวชแน่ ๆ
          ผมใช้สัญชาตญาณพาตัวเองกลับมาถึงหอพักได้ในเวลาเกือบเที่ยงคืน มีนักศึกษานั่งจับกลุ่มคุยกันบริเวณทางเดินบ้างประปราย ทั้งความง่วงและความเหนื่อยล้าสะสมทำให้รีบผมอาบน้ำทำธุระอย่างคนไม่มีสติ เป้าหมายเดียวของผมตอนนี้คือนอน
ด้วยอากาศคืนนี้ที่เย็นสบายบวกกับความง่วงที่ทำให้เตียงดูน่านอนเป็นพิเศษ ผมเดินไปปิดสวิตช์ไฟข้างประตูห้องก่อนจะกลับมาลอดตัวเข้าใต้เตียงชั้นล่างเพื่อเตรียมตัวนอน
          ผมพยายามปล่อยให้ร่างกายตกอยู่ในภวังค์โดยไม่หวนไปคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดเพื่อให้ตัวเองหลับ ๆ ไปเสียที
มาถึงถึงระยะสุดท้ายที่ผมรู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะหลับ ความรู้สึกหนักอึ้งที่ปรากฎขึ้นบนร่างกายผมค่อย ๆ เรียกสติที่กำลังขาดให้กลับมาต่อติดกันอีกครั้ง
          มันมาแล้ว!
          ตอนนี้สายตาผมกลับมาปรับตัวเองให้มองเห็นในความมืดได้อีกครั้ง รอยยิ้มพิมพ์ใจคู่เดิมที่ผมไม่มีวันลืมเผยขึ้นในความมืด ในขณะที่เจ้าของร่างกำลัง ‘สนุก’ กับการร่อนเอวบนขาผม
          ใช่ครับ มันกำลังนั่งทับช่วงล่างผมอยู่!
          ไอ้ผีโรคจิต!
          ผมตะโกนด่ามันในใจเพราะปากขยับไม่ได้ ถ้าจะพูดให้ดีคือทั้งตัวผมขยับไม่ได้เลยจะถูกกว่า มันยกนิ้วขึ้นจุ๊ปากเป็นาำนองให้ผมเงียบราวกับได้ยินสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่
          “มาแล้วไง ตามสัญญา”
          มึงไม่ต้องมารักษาสัญญา ไอ้ผีโรคจิต
มันยกมือขึ้นจุ๊ปากอีกครั้ง ผมรู้สึกหนักอึ้งไปทั่วร่าง กลายเป็นว่าตอนนี้ผมกำลังเถียงอยู่กับตัวอะไรไม่รู้ในความมืด ความง่วงมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง
          “จะพูดให้ฟังอีกครั้งเดียว บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ผี”
          ไอ้ผีโรคจิต
          “ไม่หยุดจูบนะ”
          มันโน้มตัวลงมาข้างหน้าจนหน้า ปากยิ้มร่าเหมือนมีความสุขที่ได้แกล้งผมเต็มประดา
          ไม่หยุดโว้ย ไอ้ผีโรคจิต!
ผมยังคงแหกปากในใจให้ดังขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะผมอยากโดนจูบหรืออะไร แต่เพราะผมทำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว ขาดคำพูดผม มันโน้มตัวลงมาอีก จนตอนนี้หน้าเราอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น ทำให้ผมได้มีโอกาสพิจารณาใบหน้าที่ลอยห่างเพียงแค่คืบ …จมูกเป็นสันคม ปากกระจับได้รูปที่ผมจำได้ไม่มีวันลืม ตาชั้นเดียวที่เต็มไปด้วยความทะเล้น
          นี่ผมกำลังเคลิ้มอะไรกับผี!
          ออกไป๊ ไอ้ผีโรคจิต
          ผมยังคงไม่ละความพยายามที่จะทะเลาะกับผีในความคิดตัวเอง มันผละออกจากหน้าผมด้วยท่าทีเอือมระอา
          “จะหยุดมั้ย” มันถามเสียงเรียบบ่งบอกว่าเหนื่อยกับผมเต็มที
          กูก็เหนื่อยเหมือนกันไอ้ผีบ้า
          “จำได้ไหมเมื่อคืนพูดอะไรไว้”
เมื่อคืน…? ผมทวนคำพูดมันอยู่ในใจ จำ…ไม่ด้าย
มันโน้มตัวลงมาจูบหน้าผากผมอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน แต่แปลก… ผมกล้บไม่รู้สึกเหมือนโดนจูบ ภาพเมื่อคืนในตึกคณะวิทยาศาสตร์หลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาในหัวผม
          …ภาพที่ผมเดินตามหลังไททัน
          …ภาพที่เราสองคนเดินขึ้นตึกไปด้วยกัน
          …ภาพโต๊ะหมู่บูชาที่ตั้งขวางประตู
          …ภาพพานดอกไม้ที่เลื่อนหล่นลงมาอยู่แทบเท้า
          …ภาพที่ผมอธิษฐานในใจตอนหยิบขึ้นไปวาง
          …‘ขอให้ผมมีแฟนสักที’…
          ความคิดเพ้อเจ้อแวบเข้ามาในสมองในวินาทีเดียวกันกับที่ผมยกดอกไม้ขึ้นไปวางบนพาน ไอ้บ้าเอ๊ย!
          ผมรู้สึกตลกตัวเองระคนสมเพช สาเหตุที่ต้องเจออะไรไม่รู้ตลอดสองคืนที่ผ่านมาก็เพราะตัวผมเอง ความทรงจำคืนนั้นค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นในหัว พร้อม ๆ กับหยดน้ำตาที่ค่อย ๆ รื้นขึ้นมาคลอเบ้า
          “กูไม่ไป!”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-07-2021 11:17:16 โดย thanap »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
Re: Undivided รักนายไม่รู้ตัว (Updated EP.2 / 22.7)
«ตอบ #4 เมื่อ24-07-2021 10:02:04 »

 :katai2-1:

ออฟไลน์ thanap

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Undivided รักนายไม่รู้ตัว (EP.3 / Updated 24.07)
«ตอบ #5 เมื่อ24-07-2021 21:58:41 »

ตอนที่ 3
         

          เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ แต่เท่าที่ผมรู้ตอนนี้ หนึ่งนาทีของผมยาวนานกว่าคนอื่นแน่นอน หลังจากที่ดิ้นรนขัดขืนแต่ทำอะไรไม่ได้จนหมดแรง ผมทำได้เพียงนอนไม่ไหวติงอยู่บนที่นอน หยาดน้ำตาค่อย ๆ รื้นผ่านหางตาลงขมับ เม็ดเหงื่อผุดขึ้นจากความร้อนอบอ้าวภายในร่างกาย อาการของคนโดนขืนใจมันเป็นแบบนี้นี่เอง ผมได้แต่นอนสมเพชตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง แถมเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ไอ้ที่ข่มขืนผมดันไม่ใช่คนอีกต่างหาก
          “แค่นี้ก็ยอมแล้วเหรอ ไม่หนุกเลยว่ะ”
          ผีตัวเดิมพูดเสียงเนือย ๆ ก่อนกะพริบหายไปจากผมในพริบตา รู้สึกได้ว่าแขนขากลับมามีความรู้สึกได้เหมือนเดิมอีกครั้ง แต่ใครสนุกกับคุณครับไอ้ผี
          “ไอ้ผีบ้า มึงกลับมานี่เลยนะ”
          ผมตะโกนด่าอากาศ ดันตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อปรับร่างกายให้ชินกับที่เคยโดนผีอำ
          “เรียกผีอีกทีกูกลับไปนั่งท่าเดิมนะ”
          “ก็มึงเป็นผี”
          ราวกับหนังผีก็ไม่ปาน กะพริบตาทีเดียว มันกลับมานั่งทับบนตัวผมอีกแล้ว! แต่คราวนี้กะพริบตาอีกที มันหายตัวขึ้นไปนั่งห้อยขาอยู่บนที่นอนชั้นสอง แสงสลัวจากหลอดไฟภายนอกสว่างพอให้ผมได้เห็นขาคู่หนึ่งไกวไปมาในอากาศ
          “กูชื่อภพ” อยู่ ๆ คุณผีก็เปลี่ยนโทนเป็นเสียงดราม่าขึ้นมาเฉย ๆ “เป็นตัวอะไรไม่รู้ แต่ที่รู้ ๆ กูไม่ใช่ผี อยู่ดี ๆ วันนึง กูก็พบว่าตัวเองตกลงมาจากที่สูง หล่นตุ๊บลงมาอยู่บนเตียงมึงในห้องเมื่อคืน…”
          “เชิญกลับฟ้ามึงไปเลย”
          “อย่าขัด!” ไอ้ผีตวาด “กูพยายามแล้ว แต่กูไปไหนไม่ได้ แค่ออกห่างจากมึงเกินสามเมตรกูยังทำไม่ได้เลย... ใครจะไปอยากอยู่กับมึง”
          มัดลดเสียงลงตรงประโยคสุดท้าย แต่ขอโทษทีที่ข้างนอกมันเงียบ ถ้าพูดกันตามจริงถ้าผีตดผมยังได้ยินเลย
          “...กูคิดว่ากูไม่ใช่ผี แต่กูก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่ากูเป็นตัวอะไร กูรู้แค่ว่ามึงไปไหนกูก็ต้องไปกับมึงด้วย มึงเดินกลางแดดเปรี้ยง ๆ กูก็ต้องตามมึงไป มึงกินอะไรน่าอร่อยกูก็ได้แต่นั่งดู มึงคิดว่ากูสนุกเหรอวะ ...ตั้งแต่ที่มึงเปิดประตูห้องเข้ามาคราวนั้น กูแค่คิดว่ากูต้องซ่อน กูเลยมุดลงไปอยู่ใต้เตียง”
          “...”
          ผมพูดอะไรไม่ออก
          “...วินาทีที่เราสบตากันครั้งแรก กูโครตดีใจเลยรู้ปะ ว่าอย่างน้อยกูก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกมืด ๆ ของกูตรงนี้”
          “ถ้ามึงไม่ใช่ผี ถ้างั้นทำไมมึงถึงหายตัวได้”
          “กูไม่รู้ แต่ต่อให้กูหายตัวได้ กูก็หนีมึงไปไหนได้ไม่เกินสามเมตรอยู่ดี ชีวิตกูแม่ง...บัดซบจริง ๆ”
          “ถ้ามึงไม่ใช่ผี ทำไมมึงถึงอ่านใจกูออก”
          “กูไม่รู้ มึงจะถามอะไรเยอะแยะวะ หมดมู้ดเลยเนี่ย ต้องให้กูบินให้ดูด้วยเลยมั้ย”
          “มึงบินได้ด้วยเหรอ”
          “กูประชด”
          ผมเอื้อมมือไปแหย่ข้อเท้ามันเล่นหวังให้มันจักจี้ คิดว่าตอนนี้ตัวเองสามารถปรับอารมณ์ได้ทันขึ้นมาหน่อย ๆ แล้วกับทุกอย่างที่ประดังเข้ามาเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา
          “อย่าเล่น มันจักจี้” ภพว่าพลางหดขาขึ้นไปไว้บนเตียง
          “แต่อย่างนึงที่กูคิดยังไงก็ไม่เข้าใจ ไอ้ภพ…”
          “ว่าไง”
          “ตะกี๊มึงนั่งขย่มกูทำไม”
          “อุ่ย นึกว่าลืมไปแล้ว”
          “กูไม่ลืมโว้ย” ผมร้อง “ยังไม่นับในโรงหนังอีกเรื่อง…”
          ก๊อก ก๊อก
          เสียงเคาะประตูทำเอาคนข้างบนสะดุ้งจนเตียงสั่น มันกระวีกระวาดกดสวิตช์ไฟจนสว่างโร่ทั้งห้องก่อนที่จะเงียบหายไป ผมเลยต้องลุกขึ้นออกมาเปิดประตูห้องอย่างทุลักทุเล
          “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง”
          ผมพึมพำคนเดียวก่อนหมุนลูกบิดประตูเปิดออก ไททันยืนยิ้มสายตากุ้มกริ่มอยู่หน้าประตู
          “มึงเป็นเชี่ยอะไรมาเคาะห้องคนอื่นตอนตีหนึ่งตีสองครับเพื่อน” ผมเอ็ดมันแต่ก็ยอมเปิดประตูให้มันเข้ามาในห้องแต่โดยดี
          “กูก็แค่…” ปากมันพูดแต่ตามันล่อกแล่กยังไงพิกล “มาดูว่ามึงโดนผีหักคอไปแล้วหรือยัง เห็นเงียบหายไปตั้งแต่เย็น”
          “อ้อ กูโอเค กูไหว แต่มึงพูดกับกูทำไมมึงไม่มองหน้ากูครับเพื่อน”
          “กูก็หาว่ามึงแอบซุกใครไว้ในห้องกันผีน่ะสิ กูเคาะอยู่นานสองนาน มัวแต่ขย่ม ๆ อะไรกันอยู่นั่น”
          “ขย่มอะไร ไม่มี้” ผมรีบปฏิเสธทันควัน แต่เสียงลงท้ายดันสูงไปหน่อย “กูอยู่คนเดียวเนี่ย สงสัยมึงหูแว่ว ผีหลอกแล้วเพื่อน”
          “สาบาน”
          “สาบานครับ”
.          ”ถ้ามึงโกหกกูขอให้...”
          “ก็มันไม่มีใครจริง ๆ ไม่เชื่อมึงดูนี่”
          ผมทำทีเป็นเปิดประตูตู้เสื้อผ้าทุกบานให้มันดูเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เท่านั้นยังไม่พอ ผมยังผลักให้มันก้มลงไปดูที่ใต้เตียงแถมอีก แต่หนนี้ผมเองก็ไม่เจอไอ้ภพแล้วเหมือนกัน ไม่รู้ตอนนี้มันหายตัวไปอยู่ไหน แต่เอ๊ะ! แล้วผมจะไปคิดถึงมันทำไมเนี่ย
          “เออไอ้ทั่น ถ้าสมมตินะ แบบสมมติเลยอะ” ผมดันให้มันนั่งลงบนเก้าอี้ “ถ้าสมมติกูมีผีตามอยู่ กูควรทำยังไงวะ”
          “ขนลุก”
          “อย่าลีลา ตอบกู”
          “มึงถามถูกคนแล้วครับ พระเด็ดอาจารย์ดังต้องกูนี่ เคสมึงกูแนะนำอาจารย์เฟือง เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้ากูจอง…”
          พรึบ
          ไม่ทันขาดคำ เกิดเสียงดังแก๊กที่สวิตช์ไฟ ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนเสียงแปีกจะดังขึ้นอีกครั้งและห้องกลับมาสว่างเหมือนเดิม สาบานว่าผมเห็นภพมันยืนป้องปากขำอยู่ข้างสวิตช์ไฟ
          “เออ ๆ ไว้ว่ากันพรุ่งนี้ คืนนี้มึงไปนอนก่อน เจ้าที่กูไล่แล้ว”
          “เจ้าที่อะไรวะ”
          “เออเรื่องของกู ไปนอน!”
          “อะไรของมึงวะธาม เมื่อเช้ายังคะยั้นคะยอให้กูมานอนด้วย ตกดึกมาไล่กูกลับห้องเฉย มึงมีอะไรในใจปะเนี่ย”
          “เออ ไม่มี ๆ ไปนอนได้แล้ว กูง่วง”
          ผมดันหลังเป็นสัญญาณไล่มันออกจากห้อง มันทำท่าอิดออดเล็กน้อยแต่ก็ยอมไปแต่โดยดี หลังจากนั้นผมก็รีบล็อกประตูแล้วเด้งตัวไปปิดไฟ แต่ปรากฎว่าภพหายไปแล้ว เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมออกมา ผมเลยต้องข่มตานอนทั้งที่ในหัวยังมีแต่เรื่องค้างคาเต็มไปหมด

          วันรุ่งขึ้นผ่านไปไวเหมือนโกหก ไททัน เพื่อนสนิทผู้หลงใหลในไสยศาสตร์จัดแจงนัดหมายครูบาอาจารย์ที่ตัวเองเคารพนับถือให้เสร็จสรรพ มันยืนยันหนักแน่นเหมือนพราวทูพรีเซนต์ว่ายังไงผมก็ต้องมาให้ได้ เกิดมาชาติเรื่องผีต้องอาจารย์เฟืองเท่านั้น พร้อมใช้จิตวิทยาไซโคว่าต้องรีบไล่ผีตัวนี้ออกไปให้เร็วที่สุด ไม่น่าไปจุดประกายเรื่องนี้กับมันเลย
ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่ได้เล่าเรื่องภพให้มันฟัง ใจนึงก็คิดว่ารอให้ตัวเองได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก่อน อีกใจก็กลัวมันจะหาว่าบ้า คุยกับผีเป็นวรรคเป็นเวร
          ไททันเป็นคนอาสาขับรถพาผมมาเองถึงที่ บ้านอาจารย์คงทำด้วยไม้ทั้งหลัง ข้างล่างยกพื้นเป็นใต้ถุนโล่ง ส่วนด้านบนเป็นบ้านไม้โบราณธรรมดา ๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป กำแพงด้านหนึ่งในเรือนไม้แน่นขนัดไปด้วยบรรดา ‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์’ ที่เจ้าของเคารพบูชาตั้งอยู่เรียงรายหลดหลั่นกันเป็นตั้งแต่ฝ้าเพดานจนถึงพื้นกระดาน กลิ่นกำยานลอยคลุ้งปนกับกลิ่นธูปหอมทำเอาผมเวียนหัวแทบอ้วก การตกแต่งที่ออกมืด ๆ ทึม ๆ เน้นควันไม่เน้นแสงทำให้สถานที่แห่งนี้น่าอภิรมย์น้อยลงไปอีก แถมรอบตัวยังผมเต็มไปด้วยเหล่า ‘ผู้ศรัทธา’ เบียดเสียดกันอยู่ในห้องแคบ ๆ ที่บ้างก็เดือดร้อนหาทางออกไม่ได้ บ้างก็ว่ากันว่าผีเข้าต้องวุ่นไล่ผีกันระงม บ้างก็มาขอเลขเด็ดไว้เสี่ยงโชคงวดหน้า บ้างก็ไม่มีที่ไป
          คนอย่างผม!
          ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองควรทำอย่างไร ควรใช้วิธีไหนชีวิตตัวเองถึงกลับไปปกติสุขได้อีกครั้ง แค่คิดว่าต้องมีใครก็ไม่รู้มาตามติดผมยี่สิบสี่ชั่วโมงแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ คิดไปคิดมาชีวิตผมก็ไม่มีที่ไปจริง ๆ แหละ เพราะถ้ามี ที่แรกที่ผมไม่คิดจะมาเลยก็คือที่นี่ ต้องขอบคุณคำว่า ‘เอาน่ามึง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ คือประโยคที่ไททันพร่ำสอนผมมาตลอดทางตลอดจนตอนนี้ที่ทำให้ผมยังข่มใจนั่งอยู่ได้
          “เมื่อไหร่จะถึงคิวกูสักทีวะ กลับมั้ย”
          ผมบ่นกับมันเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่นับได้แล้วตั้งแต่มาถึง ตามคำบอกเล่าของมันว่าที่นี่คนเยอะจึงต้องรีบมาจองที่ ทำให้ผมยอมแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อออกเดินทาง แต่ความไวก็ยังเป็นเรื่องของปีศาจ เมื่อป้าที่มาก่อนเผยสัมภาษณ์ว่ามารอตั้งแต่เที่ยงคืน อะไรมันจะขนาดนั้นครับคุณป้า!
          นาฬิกาข้อมือผมบอกเวลาบ่ายโมงเศษ ๆ นั่นหมายความว่าหลังจากมือเช้าโง่ ๆ ผมก็ไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องอีกเลยตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้ นี่ถ้าผมสูดควันธูปแล้วอิ่มได้ก็คงไม่ต้องกินอะไรไปอีกหลายวัน
          “เอาน่า…” ไททันพูดเสียงยาน “ของดีก็ต้องรอดิวะ เชื่อเพื่อนสิครับ ฮึบ!”
          ไม่พูดเปล่า มือข้างหนึ่งยังเอื้อมมาลูบหลังผมราวกับคิดว่าจะช่วยให้อะไรดีขึ้นมาบ้างอย่างนั้นแหละ ก็ตั้งแต่ผมนั่งมามีทั้งเรื่องคนนั้นทะเลาะกับคนนี้ คนนี้อยากทำของใส่คนโน้นวุ่นวายไปหมด เรื่องแรก ๆ มันก็พอสนุกอยู่หรอกครับ แต่พอคิดว่าเราต้องนั่งดูเรื่องชาวบ้านกี่สิบเรื่องก็ไม่รู้โดยที่ลุกไปไหนก็ไม่ได้มันน่าอึดอัดดีเหลือเกิน
          “เอ้า ไอ้หนุ่ม ขยับเข้ามา”
          ชายชราเคราเฟิ้มในชุดสีขาวที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้พยักเพยิดมาทางผม ไม้ตะพดในมือแกว่งไปแกว่งมาเป็นสัญญาณให้ผมขยับเข้าไปหา ในขณะที่ผู้ถูกเรียกอย่างผมได้แต่นั่งทำหน้าเลิกลั่ก ก็คนมันไม่เคยนี่หว่า ไททันที่เห็นผมนิ่งอยู่นานสองนานเลยต้องเอามือดันหลังให้ผมขยับไปข้างหน้า เพราะเริ่มมีเสียงก่นด่าจากคนที่รอคิวถัดไปบ้างแล้ว
          “เพื่อนผมมันโดนของครับอาจารย์” ดันหลังไม่พอ พนมมือตอบคำถามแทนผมเสร็จสรรพ “ข้าวปลาก็กินไม่ได้ นอนก็ไม่ค่อยหลับ ช่วยมันด้วยนะครับอาจารย์”
          “แล้วเพื่อนเอ็งมันเป็นใบ้รึไง”
          “เปล่านี่ครับ”
          “งั้นเอ็งก็ให้มันพูดเอง!”
          อาจารย์เฟืองกระแทกเสียงหันหน้ามาทางผมแทน ส่วนไททันสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้อะไรพูดอะไรออกมาอีก
          “ไหนเอ็งเล่ามาให้ข้าฟังใหม่ซิไอ้หนุ่ม”
          “ก็ตามนั้นแหละครับ...”
          “มึงสองคนกลับไปด้วยกันเลยมั้ย” ดูอาจารย์เริ่มจะหมดความอดทนกับพวกผมสองคนเต็มแก่ ปากบ้วนน้ำหมากทิ้งลงกระโถน “กวนประสาท”
          ไททันแอบหยิกแขนผมเหมือนเป็นนัยว่าให้เล่าใหม่ ผมที่เลือกอะไรไม่ได้ก็จำเป็นต้องเปิดปากเล่า พยายามไม่ให้แกงค์คุณป้าข้างหลังที่กำลังคอยื่นคอยาวแอบฟังเรืองของผมเหมือนคนก่อน ๆ ที่ผ่านมาต้องเสียกำลังใจ
          “ก็ช่วงนี้ผมกินข้าวไม่ได้ นอนก็ไม่ค่อยหลับครับ พักหลังมารู้สึกเหมือนมีคนแอบมองผมอยู่ตลอดเวลา...”
          ผมเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงภพให้อาจารย์ฟัง ใจนึงก็อยากจะลองของว่าจะแน่สักแค่ไหน
          “เอ้า… รับไป” อาจารย์ส่งธูปกำหนึ่งมาให้ผม “เอ็งเดินลงไปจุดแล้วปักไว้กลางแจ้ง ยกมือไหว้ขอครูบาอาจารย์ให้ท่านเปิดทาง ปักเสร็จแล้วขึ้นมาหาข้า”
          การเดินผ่าฝูงชนที่นั่งรายล้อมอยู่เต็มห้องทำให้ผมตกเป็นเป้าสนใจไม่น้อย ระหว่างทางได้ยินเสียงคุณป้าคุณยายหลายคนส่งเสียงให้กำลังใจผมเป็นระยะ ผมเดินลงไปข้างล่างเพื่อจุดธูปตามด้วยความเก้ ๆ กัง ๆ ระคนสงสัย นับตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงเดี๋ยวนี้ ผมต้องสารภาพว่าผมยังไม่ค่อยเชื่อสิ่งที่ตัวเองทำอยู่เท่าไหร่นัก
          หลังจากจุดธูปเสร็จแล้วผมก็ยกมืออธิษฐานตามที่อาจารย์บอกเมื่อสักครู่ ผมจำแทบไม่ได้แล้วว่าตัวเองต้องพูดอะไรบ้าง ได้แต่ขอ ๆ ให้มันจบ ๆ ไป จากนั้นก็ต้องเดินผ่าฝูงชนกลับขึ้นไปนั่งที่เดิมอีกครั้ง
          “ช่วงนี้เอ็งไปกินอะไรผิดมาหรือเปล่า”
          “เปล่าครับ”
          “ช่วงนี้เอ็งไปทำใครโกรธใครแค้นมารึเปล่า
          “ก็เปล่าอยู่ดีครับ”
          “เอ็งแอบไปทำอะไรพิเรน ๆ มาใช่มั้ย
          “ก็เปล่าอีกนั่นแหละครับ”
          ใช่ไหมหว่า
          “แต่ข้าว่ามี....”
          ผมหันไปสบตากับไททันที่ตอนนี้ทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ข้าง ๆ ผม น้ำตาเริ่มปริ่มออกมาคลอเบ้า สายตามองผมกลับราวกับจะบอกว่าขอโทษ
          “แต่เอาเถอะ…” ชายชราพูดเสียงอ่อน “ข้ารู้”
          อ้าว รู้แล้วถามทำแมวอะไรวะ...ครับ
          “ครับ”
          “จะว่ามีมันก็มี… จะว่าไม่มีมันก็ไม่มี”
          “ผีเหรอครับ”
          มั่วแล้ว เมื่อคืนมันบอกผมเองเลยว่าไม่ใช่ผี
          “แล้วตกลงมันมีหรือไม่มีครับ”
          “เออวุ้ย! มีก็มีสิวะ เพียงแต่มันไม่ได้อาฆาตรุนแรงถึงกับชีวิต คิดว่ามันคงมาขอส่วนบุญ วันพระวันโกนก็ไปทำบุญให้มันบ้างแล้วกัน แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ…” อาจารย์มองหน้าผมก่อนจะนิ่งไปครู่หนึ่ง “เห็นว่าช่วงนี้ดวงเอ็งกำลังตก ข้ากลัววันหนึ่งมันจะเอาถึงชีวิต”
          “ชีวิตเลยเหรออาจารย์”
          ไททันโพล่งขึ้น บรรยากาศรอบตัวตกอยู่ในความเงียบเนื่องจากทุกคนกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์เล่า
          “เออ แต่ดวงไอ้นี่มันแข็ง ยังไงมันก็ไม่ตายเร็ว ๆ นี้หรอก”
          ผมได้ยินแบบนั้นก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย
          “แล้วแบบนี้...ผมต้องทำยังไงบ้างครับอาจารย์”
          “เอ็งไม่ต้องทำอะไรเลย เดี๋ยวความช่วยเหลือมันมาเอง ส่วนวันนี้... รับนี่ไป” อาจารย์เฟืองยื่นขวดน้ำสีขาวขุ่นสภาพฝุ่นจับจนดูเก่ามาตรงหน้าผม ข้างในบรรจุน้ำไม่มีสีอยู่เกือบถึงคอขวด “น้ำมนต์นี่เอาไว้ผสมน้ำล้างหน้าก่อนนอน ตื่นเช้ามาจะได้สดชื่นแจ่มใส”
          ผมเอื้อมมือไปรับขวดน้ำมนต์มาถือด้วยความเก้ ๆ กัง ๆ ส่วนไททันยังคงยกมือไหว้สาธุท่วมหัว เสียงร้องสาธุดังระงมอยู่ข้างหลังผมเป็นระยะ ๆ ผมหันไปเห็นพ่ออาจารย์โบกไม้กายสิทธิ์ในมือเหมือนเป็นทำนองให้ผมเตรียมตัวกลับได้แล้วจะได้ให้คิวคนอื่นต่อ
          “อะแฮ่ม ๆ” อาจารย์กระแอมไล่หลังขณะที่ผมสองคนกำลังก้มต่ำเพื่อเดินออกจากห้อง “ค่าครู ๆ”
          ไททันที่เดินตามหลังดึงชายเสื้อเพื่อบอกให้ผมหยุด ส่วนตัวเองง่วนกับการหยิบซองขาวที่ใส่ไว้ในกระเป๋าย่ามยื่นส่งให้กับอาจารย์ด้วยท่าทีนอบน้อม จากนั้นก็รีบดันหลังให้ผมรีบเดินออกจากห้อง สงสัยมันจะอายที่ลืมจ่ายเงิน ผมไม่อยากจะพูดว่าค่าครูที่นี่แพงเอาเรื่อง ชนิดที่ว่าถ้าให้ผมเสียเงินมาเองผมไม่ทางมาแน่นอน ดีนะที่เพื่อนเป็นสปอนเซอร์ มารอเป็นค่อนวัน ได้น้ำมนต์ขวดเดียว
          เราสองคนเดินฝ่าแดดตามหลังกันขึ้นมานั่งอยู่บนรถญี่ปุ่นสีขาว เหงื่อผุดพรายบนใบหน้าด้วยความร้อนจากแดดที่เดินผ่านมา ผมโยนน้ำมนต์ในขวดไปวางไว้เบาะหลังอย่างไม่ใยดีเท่าไหร่นัก และคิดว่าตัวเองคงไม่ต้องใช้ ก็น้ำอะไรก็ไม่รู้ หน้าหล่อ ๆ อย่างผมจะพังไหมเนี่ย
          “มึงว่าเป็นยังไงบ้างวะ”
          ไททันเริ่มบทสนทนาขณะเลื่อนรถออกไปยังประตูรั้ว
          “ยังไงเป็นยังไง” ผมทวนคำ “ก็ไม่ยังไงนี่”
          “คุณธามครับ เพื่อนเสียเงินเป็นพัน ๆ เพื่อให้คุณมาบอกว่าไม่ยังไงเหรอครับ แม่นจะตายไป”
          “แม่น? แบบนี้บ้านมึงเรียกแม่นเหรอวะ”
          “ชู่ว์” ไททันทำท่านิ้วจุ๊ปากเป็นทำนองให้ผมเงียบเสียง “เดี๋ยวอาจารย์ก็เสกผีเข้าท้องมึงหรอก”
          “ที่อาจารย์มึงพูดมาไม่ได้เข้าใกล้คำว่าเฉียดเลยด้วยซ้ำไป”
          ผมยังคงบ่นต่อไปอย่างไม่ลดละ ไททันที่ทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่รีบบึ่งรถออกจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด นับตั้งแต่ตรงนั้นผมกับมันก็ยังคงเถียงกันเรื่องนี้ไปตลอดทาง

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
Re: Undivided รักนายไม่รู้ตัว (EP.3 / Updated 24.07)
«ตอบ #6 เมื่อ25-07-2021 01:08:32 »

 :katai2-1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด