ตะวันสีรุ้ง
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ตะวันสีรุ้ง  (อ่าน 1038 ครั้ง)

ออฟไลน์ molal

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตะวันสีรุ้ง
« เมื่อ18-06-2021 01:01:36 »


***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************

 Talk:
สวัสดีค่ะ เพิ่งเคยเขียนนิยายครั้งแรกหากขาดตกบกพร่องต้องขออภัยล่วงหน้าด้วยนะคะ
มันเกิดจากช่วงนี้ว่างๆไม่มีอะไรทำเลยหันมาเขียนนิยายที่เคยอยากเขียนเมื่อนานมาแล้วค่ะ
บรรยากาศในเรื่องอิงจากมหาวิทยาลัยชื่อดังทางภาคเหนือแห่งหนึ่ง                                                                               
เนื่องจากไรท์เตอร์ไม่เคยเรียนที่นี่จึงอาศัยอ่านตามกระทู้กับวิดีโอแนะนำเป็นส่วนมากค่ะ                                             
หากมีข้อผิดพลาดใดๆสามารถติชมได้เลยนะคะ ตัวละครเอกไรท์เตอร์ให้ชื่อพอวากับตะวัน
ในเรื่องไม่คิดให้มีดราม่าหนักๆแต่อยากให้เกิดการที่นิสัยของตัวละครทั้งสองตรงข้ามกันสุดๆ
กว่าจะสนิทใจต้องอาศัยเหตุการณ์และบุคคลรอบตัวเข้าช่วยค่ะ                                                                     
หวังว่าถ้าทุกคนได้อ่านจะสนุกสนานและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครนะคะ

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-09-2021 04:48:07 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ molal

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #1 เมื่อ18-06-2021 01:36:46 »

บทที่หนึ่ง: คนน่ารำคาญ

ซ่าๆแปะ ๆ ๆ                                                                                       
เสียงสายฝนกระทบหน้าต่างสม่ำเสมอส่งผลให้ร่างบนเตียงเปิดเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นช้าๆ
ดวงตาพร่าเลือนจับจ้องเพดานขาวครีมคุ้นเคยแสงสลัวลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนเกิดเป็นเงาประหลาด
เมื่อสายตาคุ้นชินความมืดจึงลุกนั่งวางเท้าบนพื้นห้องเย็นฉียบก่อนตรงหาผ้าม่านเอื้อมเปิดออก           
ภาพวิวภายนอกมีเพียงท้องฟ้าสีเทามืดครึ้มกับสายฝนสาดกระหน่ำหนักหน่วงชวนให้รู้สึกหดหู่
ร่างสูงทอดสายตามองบานหน้าต่างด้วยแววตาเหม่อลอย ใต้ตาคล้ำดำอย่างคนอดหลับอดนอนเป็นเวลาหลายวัน
ผมสีดำยาวประบ่ากระเซิงยุ่งเหยิง เสื้อยืดที่สวมอยู่หลวมโคร่ง กางเกงยางยืดย้วยแทบไม่เกาะขอบเอว
โครกกกกกกกกก ~
เสียงท้องร้องดังสนั่นเรียกให้เจ้าตัวละสายตาจากหน้าต่างเพื่อหาของกินประทังชีวิตแทน
มือหนาเอื้อมเปิดตู้เย็นพลางพิจารณาของข้างใน
“ก๋วยเตี๋ยวซื้ออาทิตย์ก่อน คงไม่เสียมั้ง” ร่างสูงคิดเองเออเอง
ขณะแกะถุงก๋วยเตี๋ยว มือถือส่งเสียงดังขึ้นเขาจึงละมือไปกดรับ
“ฮัลโหลครับ”
“เสียงอู้อี้อย่างนี้เพิ่งตื่นใช่มั้ย นี่บ่ายสองแล้วนะตะวัน”
“วันนี้วันอาทิตย์ครับ”
“ก็ไม่ควรตื่นสายขนาดนี้มั้ยล่ะ”
“ผมปั่นงานส่ง ไม่ได้นอนตั้งสามวัน”
“นั่นแค่ข้ออ้าง ลูกคิดว่าแม่ไม่รู้เหรอ”
นั่นคือความจริง....ตอนหลังสอบเข้าเขานอนตั้งแต่หนึ่งทุ่มลากยาวถึงสี่โมงเย็นของอีกวัน             
พอตื่นกินข้าวแม่จึงบ่นเป็นประโยคยาวยืดในทีแรกเขากับแม่ตั้งใจไปเลี้ยงฉลองกับเหล่าญาติๆกลายเป็นเขานอนไม่ยอมตื่น
แม่ต้องโทรบอกว่าติดธุระกะทันหันทำให้ไม่ได้ไปแทน
มันช่วยไม่ได้นี่…ช่วงเตรียมสอบเขาเรียนพิเศษเลิกดึกดื่นทุกวันหลังจากนั้นพอมีโอกาสเขาจะนอนตุนให้มากที่สุด
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยตื่นเกินเที่ยงวันปัจจุบันต่อให้ตื่นมาตอนฟ้ามืดของอีกวันเขาก็ไม่แปลกใจ
แม่พูดขัดขึ้นตอนความคิดล่องลอยไปไกล
“แล้วพวกกับข้าวน่ะ อย่าเก็บเกินอาทิตย์นึงมันจะเสีย”                                                             
อ้อ…งั้นถ้าอาทิตย์นึงยังกินได้
“ครบอาทิตย์นึงห้ามกิน เข้าใจมั้ย”
“ครับ” เขาตอบกลับเสียงเซ็งๆ
“ปีก่อนเข้ารพ. เพราะอาหารเป็นพิษจำได้ใช่มั้ย”
“ครับ” จำได้สิ…แค่เงาะกระป๋องหมดอายุห้าปี เขานอนรพ. ตั้งสองเดือน
“อยู่นู่นดูแลตัวเองดีๆ อย่าเหม่อชนนู่นนี่หัวแตก”
“ครับ”
“เวลาคบเพื่อนเลือกคบด้วย อย่าไปคบพวกกินเหล้าเมายา”
“ครับ”
“เอ๊ะ แม่พูดนี่ฟังบ้างรึเปล่า ตอบแต่ครับๆอย่างเดียว”
“ฟังครับบบบ”
โครกกกกกกก ครากกกกกกก~
“ไปๆหาข้าวหาปลากิน เจ้าลูกคนนี้จริงๆเลยไม่รู้โตมาเหมือนใคร”
แม่เลี้ยงเขาคนเดียว งั้นเขาต้องเหมือนแม่สิ
 เขาคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป
“ดูสิ เลือกมหาลัยไกลบ้านทำเอาแม่ห่วงนี่พะวงนู่นไปหมด”
“ผมโตแล้วครับ”
“ถ้าโตแล้วต้องดูแลตัวเองได้สิ”
ติ๊งง ~  เสียงไมโครเวฟดังขึ้นขัดจังหวะ
“แค่นี้ก่อนนะครับ กับข้าวอุ่นเสร็จแล้ว”
“ใช่สิ แม่คนนี้คงสำคัญน้อยกว่าข้าว”
“…….” เปล่าเลย จริงๆสำคัญพอกันนั่นแหละ
“แม่คิดถึงลูกนะ รีบเรียนจบกลับบ้านเร็วๆล่ะ”
“มหาลัยเพิ่งเปิดหนึ่งเดือนครับ”
“เจ้าลูกคนนี้ชอบพูดขัดแม่ตลอดเลย”
“ผมคิดถึงแม่เหมือนกันครับ”
“ถ้าคิดถึงก็กลับมาอยู่ด้วยกันสิ”
“ผมวางก่อนนะครับ”
เจ้าตัวรีบตัดบทก่อนกดวางสาย ถ้าคุยต่อแม่ต้องบ่นที่เขาเลือกมหาลัยชื่อดังทางเหนือแทนที่กรุงเทพอีกอย่างแน่นอน
แต่ทำไงได้คะแนนเขาติดที่นี่แม้แม่ให้รอสอบปีหน้าแต่เขาไม่อยากเตรียมสอบใหม่ติดที่ไหนตอนจบต้องแข่งกันอยู่ดี
ร่างสูงคิดหยิบชามก๋วยเตี๋ยวดมกลิ่นดู                                               
ปกติก๋วยเตี๋ยวกลิ่นเปรี้ยวอยู่แล้วใช่มั้ย ? ใช่สิ มันใส่น้ำส้มสายชูนี่แต่ถ้ากินแล้วเข้ารพ.อีกแม่ต้องโวยวายสวดเขาหูชาแน่
คิดได้ดังนั้นเขาตัดใจเทก๋วยเตี๋ยวทิ้งอย่างเสียดาย แล้วทีนี้ทำไงต่อดี…..ถ้าสั่งมาต้องรอนานหรือจะออกไปซื้อ
เขาคิดพลางมองหน้าต่างสายฝนเริ่มเบาบางเผยให้เห็นท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนพระอาทิตย์เคลื่อนพ้นจากกลีบเมฆ   
เขาตัดสินใจเลือกร้านตามสั่งตรงข้ามหอคว้าหยิบเงินล็อกห้องแล้วเดินลงบันไดไป   
หลังสั่งข้าวเขานั่งรอที่โต๊ะได้ยินเสียงทะเลาะแว่วๆเลยเงยหน้ามอง                                       
“เฮียผมไม่ได้จะกินฟรีนะ”
“งั้นลื้อจ่ายค่าข้าวมาสิวะ”
“ผมลืมเงินไว้ที่ห้องแล้วจะเอาที่ไหนจ่าย”
“ถ้าลื้อรู้ว่าไม่มีเงินอย่ากินแต่แรกสิวะ”
“หอผมอยู่แถวนี้เองเดี๋ยวผมรีบไปรีบมาเลย”
“คิดว่าอั๊วะโง่นักเรอะ”
การโต้เถียงดูไม่น่าจบเร็วๆนี้ หวังว่าคงไม่ถึงขั้นใช้กำลังสิ่งแย่สุดที่เขานึกได้คือเฮียหยิบปังตอไล่ฟันผู้ชายคนนั้น
แต่แค่นั้นไม่ถึงตายเพราะงั้นเขาไม่ไปยุ่งแล้วนั่งรอข้าวอย่างสงบตรงนี้ดีกว่า
ไม่สิ….ถ้าสองคนนั้นยังทะเลาะกันเขาจะได้กินข้าวเมื่อไหร่ เพราะเป็นตอนบ่ายในร้านจึงมีแค่เขากับผู้ชายคนนั้น
เขาผุดลุกเดินไปหน้าร้าน
“คิดเงินผมกับเขารวมกันเลยครับ”
“ลื้อจะจ่ายแทนงั้นเรอะ”
“ครับ” พูดจบก็ควักแบงก์ร้อยส่งให้
“ถือว่าลื้อโชคดีไป ขอบคุณอาตี๋เขาด้วยละ”
ผู้ชายคนนั้นพ่นลมหายใจหงุดหงิด หันมามองผมแล้วพูด
“ขอบคุณนะที่จ่ายแทนให้ ไม่งั้นเราแย่แน่”
“ไม่เป็นไร” พูดจบหันหลังเดินไปนั่งที่เดิม ผู้ชายคนนั้นตามเขามานั่งด้วย
 “เราชื่อพอวาเรียกวาเฉยๆก็ได้ นายล่ะ”
“ตะวัน”
“นายนี่เป็นคนพูดน้อยสินะ”
“อือ”
“นายอายุเท่าไรแล้ว เป็นเด็กมหาลัยรึเปล่า”
“19 เรียนม.xx” คำถามนั้นทำเอาคิ้วกระตุก เขาหน้าแก่เหรอ
“ที่เดียวกันเลย คณะถาปัตย์ด้วยรึเปล่า” ตาที่โตอยู่แล้วของอีกฝ่ายเบิกกว้างกว่าเดิม
“อือ”
“เราว่าละ ดูสภาพแล้วเพิ่งปั่นงานส่งแน่เลย”
“แต่นายดูสดชื่นดีนะ”
“เราไม่ได้ดองงานไว้แต่ทยอยทำเอาเลยไม่แย่เท่าไร” อีกฝ่ายตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
พวกเด็กเรียนดีขยันตรงกันข้ามกับเขาที่ดองงานไว้ตอนใกล้ส่งนี่ขนาดทำตั้งสองอาทิตย์สุดท้ายยังไม่ได้นอนตั้งสามวัน
คณะสถาปัตย์นี่โหดสมคำร่ำลือจริงๆกลิ่นหอมลอยเตะจมูกของข้าวผัดร้อนๆทำให้ท้องเขาส่งเสียงร้องประท้วงขึ้นมา
ฝ่ายตรงข้ามหัวเราะลั่น
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ นี่นายอดข้าวกี่วันเนี่ยท้องร้องดังมาก”
“สามวัน”
“ห๊ะ!!!!!” พอวาตะโกนเสียงดัง พอรู้ตัวเขาเลยเบาเสียงลง
“งั้นนายไม่กินไม่ดื่มสามวันเลยเหรอ”
“กินแค่กาแฟ” ตะวันตอบกลับเสียงเรียบ ๆ
พอวานิ่งไปสักพักจึงถามขึ้น
“อย่าบอกนะว่านี่ข้าวมื้อแรกของวัน”
“…..”
“ทำไมเงียบไปละ”
“ก็นายไม่ให้บอก”
พอวาเหวออ้าปากค้างก่อนหัวเราะอีกรอบ
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ นายนี่ฮ่าๆๆแปลกคนดี”
ตะวันขมวดคิ้วใส่อีกฝ่าย
“โอ๋ๆไม่งอนนะ”
“ไม่ได้งอน”
“งั้นหายโกรธนะ”
“ไม่ได้โกรธด้วย” ตะวันถอนหายใจเหนื่อยหน่าย คนคนนี้น่ารำคาญชะมัด
“โอเคๆไม่โกรธเนอะ”
ใช่ ไม่โกรธแต่รำคาญ!!!!! ตะวันอ้าปากเตรียมเอ่ยไล่แต่พอวาพูดแทรกขึ้นก่อน
“ขอไอจีหน่อยดิ”
“เอาไปทำไม”
“รู้จักกันแล้วอย่างน้อยต้องฟอลกันสิ หรือให้ไลน์ไอดีก็ได้นะ”
“ไม่ให้”
“อย่าขี้เหนียวสิ มาสนิทกันดีกว่านะๆเราจะได้เอาค่าข้าวมาคืนด้วย”
“ไม่ต้องคืนหรอก”
พอวาได้ยินอย่างนั้นก็ทำหน้าเศร้าหลุบตามองพื้นหูลู่หางตกเหมือนหมาโดนเจ้าของทิ้ง
นี่เขาหิวตาลายจนเห็นหางกับหูงอกออกมาเลยเรอะ ไอ้หมอนี่เป็นคนหรือหมากันแน่                       
ถ้าไม่ให้หมอนี่คงตื๊อจนรำคาญใจให้ๆไปก่อนค่อยบล็อกทิ้งทีหลังคงไม่สาย
“ไลน์ไอดี”
“อะไรนะ”
“ให้แค่ไลน์ไอดี”
ได้ยินอย่างนั้นพอวาจึงส่งยิ้มปากกว้างเผยลักยิ้มบุ๋มๆข้างเดียวของเขามา ตาส่องประกายวิบวับ หูตั้งหางกระดิกรัวๆ
แน่นอนว่าเป็นเพียงจินตนาการของตะวันคนเดียว
พวกเฟรนด์ลี่น่ารำคาญทุกคนเลยมั้ยหมอนี่ไม่เห็นสีหน้าลำบากใจของเขาจริงๆหรือแค่ซื่อบื้อ                       
หลังแลกไลน์ไอดี พอวาบอกจะกดรับเพื่อนทีหลังเพราะลืมมือถือไว้และตอนทักมาให้ตอบข้อความเขาด้วย
ตะวันรับคำส่งๆก่อนจัดการตักข้าวเข้าปากเอร็ดอร่อยบทสนทนาจบลงรอบข้างเงียบสนิท
เหลือเพียงเสียงล้างกระทะของเฮียร้านตามสั่งเท่านั้น พอวาขอตัวกลับปล่อยเขากินข้าวต่อแบบสบายหูสบายตาและสบายใจ
กินเสร็จเขาแวะเซเว่นซื้อขนมกรุบกรอบกับข้าวกล่องไว้ตอนมื้อดึก
ซ่าาาาา
เสียงน้ำฝักบัวไหลกระทบร่างข้างใต้เผยหน้าท้องเป็นลอนนิดๆกับผิวสีน้ำตาลอ่อนใสดวงตาคมหรี่ปรือง่วงงุนแทบลืมไม่ขึ้น
ร่างสูงโงนเงนเซซ้ายขวาน่าหวาดเสียวเมื่อวานเขานั่งดูซีรีส์ตอนพอวาทักไลน์มาเลยตอบกลับสั้นๆแค่ ‘อือ’
ฝ่ายนั้นส่งสติกเกอร์ให้ แต่เขาจดจ่อกับซีรีส์มากเกินจึงอ่านไม่ตอบ
อีกฝ่ายสแปมสติกเกอร์รัวๆจนเขาทนไม่ไหวกดปิดเสียงไปในที่สุด เช้านี้ไลน์เข้ามา 20 กว่าข้อความ                                                                                             
แกร๊ก  ตะวันหมุนปิดฝักบัวหยดน้ำเกาะพราวตามเนื้อตัว มือหนาคว้าผ้าเช็ดตัวมานุ่ง เดินตรงไปเปิดตู้หยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยน
คว้ากระเป๋าสะพาย สวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆจัดการล็อกห้องแล้วอ้อมหลังหอเข้าหามอไซค์ที่จอดทิ้งไว้กะว่าเช้านี้ได้ไปฝากท้องที่โรงอาหารมหาลัย                               
เขาขี่รถเลียบตามถนนอย่างช้าๆไม่เร่งรีบสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงเรียงรายเป็นระเบียบสายลมพัดผ่านต้องหน้าแผ่วเบาอากาศกลิ่นสะอาดสดชื่นให้ความรู้สึกชื้นนิดๆชวนให้รู้สึกผ่อนคลายภาพวิวภูเขาเบื้องหน้าปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาเมฆสีขาวนุ่มนวลลอยเอื่อย
บดบังแสงจากดวงอาทิตย์เมื่อผ่านป้ายชื่อมหาลัยภายในพบซุ้มทางเดินหลังคาสีส้มอิฐทอดยาวฝั่งตรงข้ามมองเห็นต้นไม้สีเขียวร่มรื่นเลี้ยวซ้ายขวา
ตามเส้นทางคดเคี้ยวสักพักเขาจึงถึงที่หมายเมื่อจัดการจอดรถข้างตึกเรียบร้อยเขาก้าวเท้าเข้าในโรงอาหารบรรยากาศยามเช้าเงียบสงบ
นักศึกษาบ้างนั่งจับกลุ่มบ้างนั่งคนเดียวกระจายตัวตามมุมต่างๆ หัวเราะ พูดคุยเรื่องสัพเพเหระหรือนั่งกินข้าวนิ่งๆไม่โต้ตอบกัน
เขาเลือกนั่งตรงมุมไกลทางเดินกวาดตามองร้านอาหารก่อนตัดสินใจเลือกก๋วยเตี๋ยวเนื่องจากเมื่อวานเขาอดกินซื้อเสร็จเดินกลับมานั่ง
มือนึงถือตะเกียบอีกข้างกดเข้าไลน์อ่านข้อความที่เจ้าคนน่ารำคาญส่งมาฝ่ายนั้นส่งสติกเกอร์เกินครึ่งเขาเลื่อนผ่านเร็วๆลงข้างล่าง
‘ตะวันนอนแล้วเหรอToT’
‘ทำไมนอนเร็วจัง อ่านไม่ตอบเราด้วย’
‘นายไม่ได้ตั้งใจเมินเราหรอกใช่มั้ย’
‘คอยดูนะถ้าเจอที่คณะเราไม่ทักนายแน่’
‘ติกเกอร์ร้องไห้ขี้มูกย้อย’
“ปัญญาอ่อน” ตะวันพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“ใจร้ายอ่านไม่ตอบแล้วว่าเราอีก” เสียงบ่นงอนๆดังขึ้นข้างหลัง
“เชี่ยยยย” ตะวันตกใจอุทานเสียงดัง หันหลังขวับไปทางต้นเสียง
“ทำไมต้องตกใจเหมือนเห็นผีด้วย” พอวาบ่นอุบอิบ ทำหน้ามุ่ยใส่
เขามีแต่พูดถึงผีผีก็มาแต่นี่พูดถึงหมาก็มาเหรอวะ
“โผล่เงียบๆเลยตกใจ” เขาตอบกลับเรียบๆ
“เก๊กขรึมไม่ทันละมั้งครับ” พอวาแซว
ตะวันได้ยินก็หงุดหงิด
“ไม่ได้เก๊ก”
“คร้าบบ ไม่เก๊กเล๊ย” ตะวันหรี่ตาใส่ส่งสัญญาณให้หุบปาก อีกฝ่ายทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก่อนนั่งลงข้างกัน
“หล่อขนาดนี้ตกใจก็ไม่แปลกหรอก สาวๆนี่กรี๊ดเราตรึม”
“ไม่ได้ชอบผช.”
“ฮ่าๆๆๆๆๆเรารู้แค่แซวเล่นเฉยๆ”
“เช้านี้นายเรียนอิ๊งใช่ปะ เซคอะไรอะ” พอวาถามเขา
“เซค 8”
“เฮ้ย เซคเดียวกันเลยงี้ตารางเรียนเราเหมือนกันดิ”
“เหรอ”
“เราไม่ทันสังเกตเลยเนี่ย”
ช่วยไม่สังเกตต่อไป ปล่อยเขาใช้ชีวิตสงบสุขอย่างเดิมน่ะดีแล้วแต่ไม่แปลกที่พอวาไม่เคยรู้สึกถึงการมีตัวตนของตะวันเพราะที่ผ่านมาหนึ่งเดือน
เขาใช้ชีวิตสันโดษเฉกเช่นตอนมัธยมตอนโซลองวันจบที่ทุกคนสวมมงกุฎดอกไม้คาดสายสะพาย ถือดอกไม้ ตุ๊กตา ลูกโป่งเต็มสองไม้สองมือ
ถ่ายรูปแก๊งตามซุ้มต่างๆเขาแค่รับใบเรียนจบนัดเจอสายรหัสแลกของนิดๆหน่อยๆแล้วถ่ายรูปรวมห้องพอเป็นพิธีตอนเพื่อนในห้องมาตาม
ยังเรียกชื่อผิดจากตะวันเป็นตะเคียนด้วยซ้ำ ดีนะแม่งไม่ขูดขอหวยกู
พอวาเห็นตะวันเงียบเลยอ้าปากจะเรียกแต่ถูกของบางอย่างกระแทกหัวก่อน
“ไอ้วาาาาา มึงจ่ายค่าข้าวมาเลยสัส” ผู้ชายที่เอาจานข้าวทุบหัวพูดเสียงแจ๋น
“กูเห็นมึงวิ่งแรดๆออกมา นึกว่าซุกหญิงไว้นี่ซุกผช. หรอกเหรอวะ”
อีกคนที่เดินตามหลังพูดเสียงห้าวๆแต่ไกลทั้งสองนั่งลงตรงข้ามพวกเขาตะวันถอนหายใจกับตัวเองเงียบๆ
ตัวน่ารำคาญงอกเพิ่มอีกสองคนตอนนี้เขารู้สึกเหมือนเห็นเด็กอนุบาลทะเลาะตบตีกัน
คนเสียงแจ๋นพยายามแย่งจานข้าวคืนจากพอวาแต่ติดที่แขนสั้นเอื้อมไม่ถึงส่วนอีกคนช่วยกดหัวคนตัวเล็กเอาไว้ไม่ให้ลุก
ส่งเสียงเอะอะโวยวายเรียกคนในโรงอาหารหันมองเป็นตาเดียวหลังแกล้งคนตัวเล็กหน้าบูดหน้าบึ้ง
คนเสียงห้าวเปลี่ยนมาให้ความสนใจเขาแทน
“กูชื่อB1นะ” อีกฝ่ายพูดเสียงห้วนจัด
“ส่วนกูชื่อB2” คนตัวเล็กพูดเสียงใส
ฝาแฝดเหรอ? หน้าไม่เห็นเหมือน แต่ถ้าใช่คือแม่มึงคงชอบกล้วยหอมจอมซนมาก
ตะวันคิดแต่ขี้เกียจถามต่อให้เปลืองน้ำลาย
“ตะวัน”
“กูเพิ่งรู้ว่าตะวันใช้ตารางเรียนเดียวกับเรา” พอวาพูดพร้อมตักข้าวเคี้ยวตุ้ยๆ
“จริงเดะ ไมไม่คุ้นหน้าวะ”
“นั่นเดะ เปิดมาตั้งเดือนนึง”
“ตะวันพูดน้อยเลยไม่เคยคุยกันมั้ง”
“งึ้มึงมีเพื่อนยัง”
“ถ้าไม่มีเข้ากลุ่มพวกกูได้นะ”
“ไม่เป็นไร” ตะวันตอบรวบตะเกียบเตรียมลุกหนีแต่ถูกข้อมือแข็งแรงคว้าไว้ก่อน
“ไม่ต้องอายน่า พวกเราตั้งสองอาทิตย์แน่ะกว่าจะซี้กัน”
“ชอบอยู่คนเดียว”
“ใครมันจะชอบอยู่คนเดียววะ” เสียงห้าวพูดแทรก
“เออ เหี่ยวตายห่า”
“…….” กูไงชอบอยู่คนเดียว ยังสดชื่นแจ่มใสไม่เหี่ยวแห้งตายแต่อย่างใด
“งั้นตกลงมึงอยู่กลุ่มพวกกูละนะ” อีกฝ่ายมัดมือชก สองคนที่เหลือพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย
แล้วกูเลือกอะไรได้ไหมล่ะ…..ตะวันตัดสินใจเออออตามน้ำกะค่อยๆตีตัวออกห่างทีหลัง                     
พวกเขาเอาจานเก็บแล้วเดินตัดผ่านโรงอาหารเข้าอาคารเรียนรวม
เพื่อนร่วมเซคยืนออรอลิฟต์เนืองแน่นเนื่องจากวิชานี้เป็นวิชากลางเรียนร่วมกับเพื่อนคณะอื่นอีกร่วมร้อยชีวิต
พวกเขายืนรอจนได้ขึ้นในรอบที่สามคนเบียดเสียดอัดกันเต็มพื้นที่ภายในหลังเขาแนบชิดติดกับแผ่นอกกว้างของใครบางคน
เมื่อหันดูเห็นว่าเป็นเจ้าหมา…เอ๊ย พอวา เจ้าตัวโอบไหล่พยุงช่วยไม่ให้เขาโดนเบียดติดผนังทันเฉียดฉิว
ถัดจากคนข้างๆด้านหน้าเริ่มเบียดเขาพอวาเปลี่ยนจากโอบไหล่เป็นคล้องรอบลำตัวเแทน
สภาพตอนนี้คือเขาโดนกอดด้านหลังส่วนด้านหน้าโดนผญ.เอาผมทิ่มรูจมูกเต็มๆ
กลิ่นน้ำหอมแบรนด์ดังผสมกลิ่นเหงื่อภายในลิฟต์ทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้วิงเวียนเป็นพักๆ
เมื่อถึงชั้นห้าเขาถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“เป็นไรรึเปล่า ทำไมหน้าซีดจัง” พอวาถามห่วงๆ
“เปล่า” เขาตอบกลับเสียงเบา
“สงสัยเมากลิ่นเต่าแน่ๆ กูเห็นขนแม่งยาวเฟื้อย” B2 ตะโกนแทรก
“มึงคนเดียวมั้งที่เมา ความสูงซุกเต่าพอดีเลย” B1 แซว
“ช่วยเลิกบูลลี่ส่วนสูงกูดิ๊ ไอ้โย่ง”
“เอ้า กูแค่พูดความจริง”
ตะวันเมินสองคนนั้นก่อนผลักเปิดประตูห้องข้างในพบพื้นยกสูงไล่ระดับแบบห้องบรรยายทั่วไป
เขาเล็งที่ว่างหลังสุดไว้แต่ถูกลากมานั่งแถวหน้าๆแทน บ้าเอ๊ย...อย่างนี้เขาก็แอบหลับไม่ได้สิ
สิบนาทีต่อมาเสียงฝีเท้าเร่งรีบของอ.เกริกเกียรติดังขึ้นก่อนก้าวเข้าห้องเรียน เสียงพูดคุยพลันเงียบลง
“ผมติดประชุมด่วนคาบนี้จึงขอยกคลาส อย่างที่ทราบเทอมนี้ไม่มีการสอบกลางภาคแต่มีงานกลุ่ม
ผมส่งรายละเอียดกับรายชื่อเข้าไลน์แล้วขอทุกคนเช็คส่งหัวข้อรายงานก่อนหกโมงเย็นวันนี้ด้วย” พูดจบอาจารย์ขอตัวเดินกลับออกไป ทุกคนในห้องแยกย้ายหากลุ่มตัวเองส่วนตัวเขานั่งนิ่งไม่ทุกข์ร้อนใดๆคนเยอะขนาดนี้คงหาเจอ
นั่งรอคนซาแล้วค่อยตามหาดีกว่า
“เราสามคนอยู่กลุ่มเดียวกันเลยนี่หว่า”
“อยู่กลุ่มเดียวกับไอ้วาแม่งโคตรดวงดี”
“พวกมึงอะดีแต่กูซวย”
“แล้วมึงอยู่กลุ่มไหน” B2 ถามเขา
“กลุ่ม 5”
“เฮ้ย พวกเราดวงสมพงษ์กันจัง” สมพงษ์พ่อมึงดิ เลขรหัสมันต่อกัน
“พวกนายอยู่กลุ่ม5เหรอ” เสียงวีนๆดังขึ้นข้างตัว
“ใช่ๆเราชื่อพอวา นี่B1 B2 แล้วก็ตะวัน”
“คนบ้าอะไรชื่อB1 B2 คิดว่าตัวเองเป็นวิตามินบีรวมเหรอ” สาวเจ้าส่งสายตางุนงนปนรำคาญใจใส่
ว่าแต่กลิ่นน้ำหอมเหมือนผญ.ในลิฟต์เลย ที่ก็เหลือเบียดเขาหาซากมะพร้าวเผาอะไรวะ
ตะวันจิ๊ปากหงุดหงิดรู้สึกไม่ถูกชะตาเจ้าหล่อนอย่างแรง พอวาหันมามองงงๆ
 “มันคือชื่อเล่นโว้ย พวกกูชื่อบีเหมือนกันเลยตั้งเป็นB1 B2”
“เซนส์การตั้งชื่อห่วยมากกกกกอะขอบอก”
“ห่วยตรงไหนวะ ตอนเด็กๆไม่เคยดูกล้วยหอมจอมซนไง”
“หา อะไรกล้วยๆนะ” แล้วB1 B2ก็ต้องมานั่งอธิบายให้เจ้าหล่อนฟัง
ซึ่งเขาเริ่มเห็นแววรุ่งร่วงของงานกลุ่มครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน
พอวาเงียบไปเขาหันมองพบเจ้าตัวขะมักเขม้นกดมือถือพลางจดนู่นนี่ลงสมุดยุกยิกเลยเอ่ยถาม
“ทำไร”
“อ๋อ หาหัวข้องานกลุ่มน่ะกำลังคิดว่าเอาหัวข้อYหรือZดีแต่Aก็น่าสนใจเหมือนกัน”
อืมมมมม บางทีมันอาจไม่ล่มอย่างที่คิด
“พวกนายกลุ่ม5ใช่มั้ย” ผช.ตัวสูงเบ้าหน้าสะดุดตาถาม
“ต้องใช่แหละ นี่กลุ่มสุดท้ายแล้ว” คนที่ตามหลังแย้ง
“นี่นายอยู่กลุ่มนี้เหรอ” เสียงแหลมหวีดสูงปรี๊ด
“เออดิ มึงไม่เห็นชื่อกูไง” ทั้งสองจ้องตาดุเดือดก่อนเปิดศึกเต็มรูปแบบ
“ตามหลอกหลอนที่บ้านไม่พอรึไงยะ”
“หุบปากดิ๊ รำคาญ”
“ชั้นก็เบื่อหน้าเน่าๆของแกเหมือนกันแหละย่ะ”
“หน้ามึงก็เหมือนกูปะวะ”
“ไอ้ ไอ้...”
“ไม่ดิ เดี๋ยวนี้หน้ามึงเหี่ยวกว่ากูแล้ว”
“พวกมึงทะเลาะกันไกลๆไป กูรำคาญ” คนที่ตามมาทีหลังพูดเสียงเข้มๆ
ตะวันปวดหัวตุบๆคิ้วขมวดผูกปมแน่น นี่เขาทำกรรมอะไรไว้ถึงต้องเจอคนพวกนี้
ชาติก่อนแอบไปขุดเผือกขุดมันในสวนหรือสอยมะม่วงมากินวะ เดี๋ยวสิ….เขาคงไม่เห็นแก่กินข้ามชาติหรอก
เพิ่งสังเกตสองคนนี้หน้าเหมือนกันอย่างกับแกะ อย่าบอกว่าเป็นฝาแฝดนะ
เขาอะเมซิ่งมากที่ไม่ได้เอาขวดนมฟาดกันตายก่อนโต ตอนเลี้ยงพ่อแม่คงนั่งกุมขมับเช้าเย็นแน่
เขาเริ่มรู้สึกซาบซึ้งใจที่ตัวเองเป็นลูกคนเดียว
“พอๆหยุดๆเดี๋ยวหมดคาบ งานแม่งไม่เดินพอดี”B2 พูดแทนความในใจทุกคน
ฝาแฝดหุบปากฉับแต่ยังจิกกัดทางสายตา
“กูชื่อต้นหนาว ยัยนี่ปลายฝน นี่คิณ” ร่างสูงพูดรัวๆ
“แล้วมึงคณะไรกัน พวกกูถาปัตย์หมด”
“กูกับต้นดุริยางค์ ฝนอยู่มนุษย์” คราวนี้คนหน้าเชื้อจีนพูดขึ้น
หลังแนะนำตัวตอนคุยเรื่องหัวข้อพวกเขาเถียงกันเพราะหัวข้อไม่ตรงใจจึงตัดสินด้วยการจับฉลาก
เหตุการณ์สงบสักพัก เกิดการเถียงรอบที่สองเพราะนัดวันทำงานไม่ได้
ต่างคนต่างคณะตารางเรียนไม่ตรงกัน คราวนี้ทั้งกลุ่มลุกเป็นไฟหาข้ออ้างสารพัดเพื่อให้ได้วันที่ตารางตัวเองว่างสุด
ตะวันลอบถอนหายใจอย่างคนปลงตก
ในตอนนั้นเขายังไม่ทันเอะใจว่าชีวิตสงบสุขได้เกิดความฉิบหายขึ้นแล้ว….
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-07-2021 17:32:12 โดย molal »

ออฟไลน์ molal

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #2 เมื่อ18-07-2021 16:14:02 »

บทที่สอง:ครอบครัว

“ตะวันอย่าหนีสิ” เรื่องอะไรจะอยู่ให้โง่เล่า!!!!!
ด้านหลังพอวาวิ่งหูตั้งใกล้เข้าเรื่อยๆเขาสับเท้าหลบมุมตึกรอเสียงอีกฝ่ายไกลออกค่อยชะโงกมองเมื่อไม่เห็นจึงย้อนกลับทางเดิม
ในวันนั้นหลังหมดคาบอิ๊งเขาเอ่ยลาทันทีไม่เปิดโอกาสให้พอวาตอบโต้ถึงจะโดนเรียกชื่อเขาก็แกล้งทำหูทวนลมมันดื้อๆ
จนตอนนี้หลบหน้าพวกนั้นได้สามวันแล้วสองคู่หูที่เห็นตีตัวห่างไม่ได้เซ้าซี้ต่อแต่ไอ้เจ้าหมาตัวโตวอแวเขากว่าเดิม
อุตส่าห์นั่งตรงที่ตามไม่ได้ดันดื้อดึงแยกมากับเขาสองคนคาบบ่ายนั่งชิดริมทางเดินหมอนั่นยังนั่งซ้อนหลังอีก
อย่างเมื่อกี้ชวนเขากินหมูกระทะพอรีบปฏิเสธไร้เยื่อใยเจ้าตัวก็ทำหน้าเหมือนเด็กเอาแต่ใจก่อนเขย่าแขนรัวๆ                               
‘ไปด้วยกันเถอะ นะๆ’
เขาไม่ใจอ่อนดึงแขนออกปล่อยอีกฝ่ายหว่านล้อมอยู่สิบนาทีสุดท้ายต้องวิ่งหนีพอวาก็วิ่งไล่หลังสร้างความงุนงงให้ผู้พบเห็น
แน่สิ…..ตัวโตเท่าควายเล่นไล่จับกันในมหาลัยเนี่ยนะ
“ไอ้เจ้าหมาโง่” ตะวันบ่นปนหอบแฮ่ก เห็นเงาตะคุ่มแวบๆทางหางตาพอหันมองกลับไม่มีคน
แปลก…ปกติเซนส์เขาไม่เคยพลาดหรือว่า ไม่น่า คงไม่ใช่หรอกฟ้ายังไม่มืดเลย
ตะวันสั่นหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านก่อนก้าวขาลงบันไดประตูห้องถูกเปิดออกหลังเสียงภายนอกเงียบ
หญิงสาวคลี่ยิ้มเพียงคนเดียวในความมืด ตื๊ดๆๆเสียงมือถือในกระเป๋าเจ้าหล่อนดัง
“โหลแก”
“คุณมึงหาเป๋าตังเจอยังวะคะ อีลี่รอจนเป็นฟอสซิลไปละ”
“เจอแล้วค่าาา แกชั้นเจออย่างอื่นด้วย”
“เจอไรวะ อย่าบอกนะว่าผะผะผี”
“ไม่ใช่ค่า เจอคนนั้นต่างหาก”
“อุ๊ย หนุ่มหน้าหยิ่งอะเหรอ”
“ใช่ๆๆคนนั้นแหละ”
“งี้ฟินตัวลอยเลยดิ”
“มากกกอะบอกเลย”
“แหมๆไม่ค่อยเลยนะ” ปลายสายหยอก
“ตายละ แค่นี้นะอีลี่โทรตามแล้ว”
“ไวๆเลยนะยะ”
“ค่าเจ๊ได้ตามสั่ง” หญิงสาววางสายเดินเร็วๆลงตึกไป
…………………………………………………………………………………
“ไอ้วา ไอ้วาาาาาา ไอ้วาโว้ย!!!!!!!” พอวาสะดุ้งโหยงเงยหน้าจากเตาถ่านตาเบิกโพลง
“ห๊ะๆๆอะไรๆ”
“มึงย่างทิชชูทำเหี้ยไร พวกกูไม่ใช่ปลวกนะ” พอวาได้สติคีบทิชชูที่ติดออก
“พอๆมึงเรียกพี่เขาเปลี่ยนเตาดิ๊” B1 ยกมือเรียกพี่พนักงาน พี่เขาทำหน้างงแต่ไม่ได้ว่าอะไร
“ไหนเหลามา เหม่อไรของมึง”
“จะเป็นเรื่องไรได้นอกจากไอ้ตะวัน” B1 แทรก
“เฮ้ย กูดูออกง่ายขนาดนั้นเลย” พอวาอุทาน
“แปะแสกหน้ามึงขนาดนี้ใครดูไม่ออกโคตรง่าว”
“มึงด่ากูเหรอวะ!!!” B2โวยวาย
“เอ้า ฉลาดขึ้นแล้วนี่” สองคนนั้นเลิกสนใจแล้วทะเลาะกันเอง
แย่ชะมัด….เขานึกว่านิสัยเสียเก่าๆนั่นหายไปแล้วซะอีก


ฮัดชิ่ว!!!!คนถูกนินทาจามเสียงดังลั่นเช็ดจมูกทำเสียงฟึดฟัด
อย่าบอกว่าเขาเป็นหวัดนะอย่างนี้ไม่ดีแน่ป่วยทีไรหนักจนนอนซมทุกที
‘แนกา ยอบเพ อิดนึนดา มอกา มูซอวอ’
(อยู่ข้างฉันแล้ว นายจะกลัวอะไรอีก)
เสียงซีรีส์ในทีวีลอยมาเขาเอนหลังพิงหมอนตัวซุกผ้านวมหนาอุ่นสบายถึงคอรอบข้างเกลื่อนกลาดด้วยถุงขนมขบเคี้ยวกับน้ำอัดลม
แอร์ถูกปรับไว้กำลังดีที่อุณหภูมิห้อง
ติ๊ด เขาปิดทีวีลุกบิดขี้เกียจจัดการเก็บซากอารยธรรมแล้วเข้าห้องน้ำแปรงฟัน สงสัยวันนี้ต้องนอนเร็วกับกินยาแก้แพ้ดักซะแล้ว
ติ๊ง ติ๊งงง ติ๊งงงงงงงงง ~
โห เสียงไลน์เข้าอะไรขนาดนั้น เขาบ้วนปากเดินไปอ่านไลน์กลุ่ม
หืมมม มีคนแท็กชื่อเขาด้วย
‘@tawan_ @anyone @p.
@Sunflower @cutie @มาม่าหมู’
‘รหัส58 64 32 09 67 10พี่รหัสฝากบอกให้ตามหาด้วย’
‘จะรับน้องขึ้นดอยละยังมีคนหาพี่ไม่เจออีกอ่อ’
‘เราเองแหละ ทักหาหลายคนแล้วยังไม่เจอเลยToT’
‘ติกเกอร์ร้องไห้’
‘555555สู้ๆนะ’ตามด้วยสแปมสติกเกอร์ยาวเหยียด
ตัวเขาลืมเรื่องสายรหัสนานแล้วยังไงมันก็ไม่ได้สำคัญคิดว่าวุ่นวายด้วยซ้ำขอให้ได้พี่รหัสเงียบๆหรือซิ่วออกสักคนสองคนละกัน
ติ๊ง ~
‘เกือบลืม พี่บอกรหัส09กับ10พี่เดียวกันนะ’
‘งี้สองคนเป็นสายโคอะดิ’
‘อห. มีสายนึงพี่ซิ่วหมดเลยอ่อ’
‘สถาปัตย์สุดปังจริง’
เดี๋ยวนะ ถ้าจำไม่ผิดเขารหัส09แล้ว10คือ….พอวานี่หว่า!!!!!
เขาช็อคปล่อยมือถือหล่นทับนิ้วโป้งเท้า
“โอ๊ย เจ็บโว้ย” เขาสบถ
ถ้าเจ็บแสดงว่าไม่ได้ฝันทำไมถึงอยู่สายเดียวกับคนที่อยากเลี่ยงสุดวะตะวันคิดทึ้งหัวหงุดหงิดเต็มแก่ยิ่งหนียิ่งตามยิ่งผลักไสยิ่งพยายามเข้าหา
ชัดเลยเจ้ากรรมนายเวรชัวร์พรุ่งนี้ต้องเข้าวัดทำบุญสักหน่อยเผื่ออะไรๆดีกว่าเดิม

“พอวาเอ๊ย ยะหยั๊งอยู่”
(พอวาเอ๊ย ทำอะไรอยู่)
“จ่วยแม่ยะแกงฮังเลกำ” แม่พอวาตะโกนเจากข้างล่าง
(ช่วยแม่ทำแกงฮังเลหน่อย)
“ท่าสักกำเน้ออี่แม่”
(คอยแปปนึงนะแม่)
พอวาเปลี่ยนเสื้ออยู่ตอนโดนเรียกเมื่อเข้าครัวพบแม่กำลังโขลกน้ำพริกอ่องเสียงดังจังหวะสม่ำเสมอเขาหันตั้งกระทะบนเตา
หยิบหมูหมักเครื่องแกง ผงฮังเล สับปะรดเทใส่เติมน้ำเล็กน้อยผัดต่อคอยเติมต่อเรื่อยๆพอหมูนิ่มได้ที่ค่อยเพิ่มน้ำอ้อยป่น น้ำมะขามเปียก
กระเทียมและขิงซอยรอจนเดือดจึงโรยถั่วลิสงคั่วตกแต่งระหว่างนั้นแม่เขานำจิ้นส้มใบตองกลัดไม้ขึ้นย่างส่งกลิ่นหอม
ในขั้นสุดท้ายพอวาตักอาหารลงถุงแกงมัดหนังยางพร้อมด้วยดอกกล้วยไม้สีม่วงสวยสดลงตะกร้า
“ฮ้องอี่ป้อกับปี่สาวลุกได้แล้วเน้อ”
(เรียกพ่อกับพี่สาวตื่นได้แล้วนะ)
“ได้เจ้า” พอวาเดินขึ้นชั้นสองเคาะเรียกพ่อก่อนเลยผลักประตูห้องพี่สาวออก
(ได้ครับ)
“ปี่ซอมพอขะใจ๋ลุกไปอาบหน้ามโวยๆเดวไปวัดบ่าตัน”
(พี่ซอมพอรีบๆตื่นไปอาบน้ำไวๆเดี๋ยวไปวัดไม่ทัน)
“ลุกแล้วๆเจ้าขนาดนี้ยะไดมันจะบ่าตัน”
(ตื่นแล้วๆเช้าขนาดนี้ทำไมมันจะไม่ทัน)
“จะไปอู้หื้ออี่แม่ฟังเน้อเดวโดนจ่ม”
(อย่าพูดให้แม่ฟังนะเดี๋ยวโดนบ่น)
“ล้ำไปกา ลูกสาวแม่งามจะอี้จ่มบ่าลงหรอก”
(เกินไปละ ลูกสาวแม่สวยขนาดนี้บ่นไม่ลงหรอก)
“หลงตั๋วเก่า”
 (หลงตัวเอง)
พอวาย่นจมูก พี่สาวปาหมอนใส่แต่เขาเอี้ยวตัวหลบหัวเราะเยาะเย้ยวิ่งตึงตังลงข้างล่าง
“พอวาจะไปล่นเดวผะแล่ดผะเลิ่ดปักขวิด” แม่โวยวายส่วนพ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะ
(พอวาอย่าวิ่งเดี๋ยวพลาดลื่นล้มหัวทิ่ม)
“สุมาเต๊อะเจ้า”
(ขอโทษครับ)
“ซอบมองๆ” พี่สาวแขวะหลังตามเขาทัน
(สมน้ำหน้า)
“แบร่!!!!” พอวาแลบลิ้นใส่
“เล่นตวยกั๋นดีๆได้กำเดวก่อเควกั๋นติ๊กๆห่อ” พ่อที่เงียบมานานพูดขึ้น
(เล่นด้วยกันดีๆได้แปปเดียวก็ทะเลาะกันอีกละ)
“เกาไปก่อเกามา” แม่เสริม
(วุ่นวายไปวุ่นวายมา)
“ไหนปี่อู้ว่าอี่แม่บ่าจ่มไง”
(ไหนพี่พูดว่าแม่ไม่บ่นไง)
“อี่แม่จ่มตั๋วคนเดียวบ่าได้จ่มเปิ้นด้วย”
(แม่บ่นนายคนเดียวไม่ได้บ่นฉันด้วย)
“แม่จ่มกุ๊คนนั้นละ”
(แม่บ่นทุกคนนั้นละ)
“ฮั้นลอ อี่แม่บ่าป้องปี่หรอก”
(นั่นไง แม่ไม่เข้าข้างพี่หรอก)
“ยั่งเควกั๋นได้แล้วเดวตุ๊เจ้าฉันเพลก่อน” สองพี่น้องเงียบปากทันที
(หยุดทะเลาะกันได้แล้วเดี๋ยวหลวงพ่อฉันเพลก่อน)
พอวานำหน้าสุดแม่และพี่สาวหิ้วตะกร้าสานตามหลังพ่อจัดการล็อกประตูบ้านแล้วเดินขึ้นรถตัวเขาขึ้นนั่งตรงพวงมาลัยขับออกพ้นรั้ว
ก่อนวิ่งกลับมาปิดนั่งที่ตามเดิมคาดเข็มขัดนิรภัยเสร็จจึงขับรถผ่านถนนเส้นเล็กในหมู่บ้านเห็นเด็กน้อยวิ่งเล่นไล่จับประปรายตามรายทาง
บางส่วนขี่จักรยานแข่งกันหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสนุกสนานเขาผ่อนความเร็วเล็กน้อย
“จะไปขับรถโวยซอยนี้ละอ่อนนักเดวจะจน” พ่อทักเขา
(อย่าขับรถเร็วซอยนี้เด็กเยอะเดี๋ยวจะชน)
“ได้เจ้า” พอวารับคำ เขาไม่ได้ขับรถเร็วนักแต่ตามประสาคนแก่อดเป็นห่วงไม่ได้
(ได้ครับ)
 เขาเปิดเพลงฟังสบายคลอเบาๆ
(กริ๊งๆๆ~ เสียงจักรยานก่อนเริ่มเพลงดังขึ้น)
พอหักรถเลี้ยวพ้นหมู่บ้านสายตาก็เห็นภูเขาใหญ่ตระหง่านเบื้องหน้าซึ่งคือจุดหมายปลายทางครั้งนี้
เสียงหวานใสของนักร้องสาวดังขึ้นในรถ
( แต่ก่อนแต่ไร ไปแอ่วต่างได๋กัน เฮาก็ไปโตยกัน ตึงวันแสนม่วนใจ๋                                                           
 พอพบฮู้จักสาวชาวกรุงบ่เต้าใด อ้ายก็ไปเอาอกเอาใจ๋แต่เขา ~ )
เมื่อผ่านตลาดข้างทางเท้าร้านต่างๆเริ่มตั้งแผงขายอาหารครึกครื้นทั้งโจ๊กหมู ข้าวเหนียวหมูปิ้ง น้ำเต้าหู้ร้อนๆรวมถึงก๋วยเตี๋ยวที่มีสาขาทั่วประเทศ
ผู้คนโดยรอบยืนรออาหารใจจดใจจ่อบรรยากาศวุ่นวายยามเช้าดำเนินเฉกเช่นทุกวันบางส่วนถือตะกร้าสานยืนเลือกพวงมาลัยกับดอกไม้สดใหม่
เตรียมถวายพระที่วัดบ้างแวะพูดคุยทักทายคนรู้จักสนิทสนม
(เคยกิ๋นผักกาดจอ บ่เคยกิ๋นพิซซ่า หากว่าลงต๊องจะยะจะได
เปิ้นบ่ไจ้คนเมืองบ่เมินหากเปิ้นลาไกล อ้ายจะอู้จะได้บ่ออก ~ )
ขับสักพักมาถึงท้ายภูเขาพอวาเคลื่อนรถขึ้นตามเส้นทางลดเลี้ยวด้วยท่าทางคล่องแคล่วมือหมุนจับพวงมาลัยชำนิชำนาญ
พอใกล้ถึงการจราจรเริ่มติดขัดรถค่อยๆไหลเชื่องช้าจนหยุดในที่สุดพอวาหันหน้ามองกระจกด้านข้างพบเมฆฟูฟ่องเกาะกลุ่มเรียงชั้นสวยงาม
บ่งบอกถึงวันฟ้าใสชวนให้ผ่อนคลายเหมาะสำหรับการทำบุญในวันนี้
( ปากแดงๆจะไว้ใจได้กา หน้าสวยๆจะไว้ใจได้กา
แก้มขาวๆจะไว้ใจได้กา ตาหวานๆจะไว้ใจได้กา
ใส่เอวลอยจะไว้ใจได้กา นุ่งสั้นๆจะไว้ใจได้กา
อยู่เมืองไกลจะไว้ใจได้กา บ่ไจ้ข้าเจ้าจะไว้ใจได้กา ~)
พอถึงยอดดอยคนอื่นๆลงรถก่อนส่วนเขาวนหาที่จอดจัดการล็อกรถเสร็จค่อยหันหลังกลับเพื่อเดินตามหาครอบครัวแต่สายตาสะดุดร่างคุ้นเคยก่อนเจ้าตัวใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนสีซีดยืนข้างมอไซค์สีดำผมหางม้ามัดต่ำใบหน้าเรียวเห็นสันกรามชัดเจนดวงตาคมส่อแววเฉยชาจมูกโด่ง
รับกับริมฝีปากเล็กบางผิวสีน้ำตาลอ่อนสะท้อนรับแสงแดด
“ตะวัน!!!!” พอวาตะโกนเสียงดัง เจ้าของชื่อตกใจเผลอปล่อยหมวกกันน็อกหลุดมือ                             
คนรอบๆหันมองแตกตื่น
………………………………………………………………………………………
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก ตะวันกรีดร้องเดือดดาลในใจ
ไอ้โกลเด้นนั่นทำบ้าไรของมันวะครับ!!!! จากตกใจตอนแรกพอสายตาทุกคู่จ้องเขม็งเขาเปลี่ยนเป็นอายแทบขุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด
ผู้คนบางส่วนกระซิบกระซาบคาดว่าพวกเขาคือคู่อริบังเอิญเจอกันสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดของที่สุดคือการเป็นจุด!!!สน!!!ใจ!!!
ไอ้หมาโง่แกทำให้ชั้นดูแย่!!!!
ถ้ายืนกับคนเยอะๆเขาโอเคแต่นี่เขายืนคนเดียวไงคนเดียวโดดเดี่ยวเปลี่ยวเอกา
“ขอโทษครับๆ” เจ้าหมาโง่ก้มหัวขอโทษขอโพยหน้าแดงลามถึงหู                                                   
นี่ต่อมรับความรู้สึกทำงานอยู่เรอะนึกว่าด้านทนกว่าปูนซีเมนต์                                                       
เขาถอนหายใจเบื่อหน่ายเต็มทนถ้าหนีไม่รู้หมอนี่คิดทำอะไรอีก
“ตะวันมาทำบุญเหมือนกันเหรอ” พอวาดี๊ด๊าออกอาการน่าหมั่นไส้
“อือ”
“นายเห็นยังเราเป็นสายโคกันแหละ”
“อือ”
“รู้มั้ยเราเสียใจนะที่นายไม่ยอมกินหมูทะกับเรา”
“อือ”
“ครั้งหน้าต้องไปด้วยกันนะ” พอวาออกคำสั่ง
เหอะ…คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงสั่งขนาดแม่เขายังไม่ยอมเลย
“อือ” ตะวันรับคำจำยอม ค่อยบ่ายเบี่ยงเอาแล้วกัน
“สัญญาแล้วนะ” พอวาคลี่ยิ้มจนลักยิ้มบุ๋มลง คนเหี้ยไรมีลักยิ้มข้างเดียวเห็นแล้วขัดลูกตา
“อือ” ตะวันอือเป็นรอบที่ห้า
“พอวาอี่แม่หื้อปี่มาตวยหันตั๋วจ้าขนาด”
(พอวาแม่ให้พี่มาตามเห็นนายช้ามาก)
“นั่นไผกั๋น” ตะวันนิ่งอึ้งตัวแข็งค้าง
(นั่นใครกัน)
“เปื้อนตั๋วเอง” ตะวันช็อกรอบที่สอง หมอนี่คนเหนือเรอะถึงว่าผิวขาวจั๊วะ
(เพิ่อนผมเอง)
“ตั๋วจื้ออะหยังปี่จื้อซอมพอ” พอเห็นตะวันไม่ตอบเลยถามต่อ
(นายชื่ออะไรพี่ชื่อซอมพอ)
“อู้กำเมืองได้ก๊ะ”
(พูดคำเมืองได้มั้ย)
“บ่าได้ตั๋วบ่าไจ้คนเหนือ” อะไรเหนือๆไม่รู้ละแต่ภาษานี่อยู่เหนือการรับรู้เขาแล้ว
(ไม่ได้เขาไม่ใช่คนเหนือ)
“อ้อ ถึงว่าช็อกหน้าซีดเชียว”
“พูดกลางได้เหรอครับ”
“พูดได้สิพี่เรียนต่อม. ที่กรุงเทพน่ะ” ตะวันเหลือบมองพอวาสลับกับพี่คนนี้
“เป็นพี่สาวสินะครับ”
“ใช่ๆห่างกัน6ปีน่ะ พี่ชื่อซอมพอเน้อ” พี่ซอมพอลืมตัวหลุดภาษาเหนือ
“ตะวันครับ”
“เรานี่พูดน้อยเหมือนกันนะ” พี่สาวอดทักไม่ได้
“ใช่มะๆผมพูดตั้งเยอะตะวันตอบกลับผมแค่ ‘อือ’ เอง”
“เราน่ะพูดมากเกิ๊น”
“ไม่เท่าพี่ละกัน”
“สักกำบ๋อ”
(สักทีไหม)
“ว้ายๆกลัวแล้ว” พอวาสะดีดสะดิ้ง ตะวันกับซอมพอย่นหน้ารังเกียจใส่
“อะอะไรเล่า ทำหน้างั้นคือไร”
“เปล่า/เปล๊า” ทั้งสองตอบพร้อมกัน
“ซอมพอ พอวาเควอะหยังอยู่บ่าไจ้ละอ่อนละเน้อ” คุณลุงสูงอายุท่านนึงเอ่ยตามมาด้วยคุณป้าอีกคน
(ซอมพอ พอวาทะเลาะอะไรอยู่ไม่ใช่เด็กละนะ)
“สุมาเต๊อะเจ้า/สุมาเต๊อะเจ้า”
(ขอโทษครับ/ค่ะ)
“แล้วนั่นไผล่ะ” คุณป้าถามขึ้นบ้าง
(แล้วนั่นใครล่ะ)
“เปื้อนพอวาจื้อตะวันอู้กำเมืองบ่าได้เจ้า”
(เพื่อนพอวาชื่อตะวันพูดคำเมืองไม่ได้ค่ะ)
“สวัสดีครับ” ตะวันงงๆแต่ยกมือไหว้ผู้ใหญ่สองท่านที่เข้ามาใหม่
“ไหว้พระเถอะลูก” คุณป้าพูด
“คุณป้าก็พูดกลางได้เหรอครับ”
“ตอนแรกก่อบ่าได้หรอก แต่ลูกป้าสอนให้”
“แม่บอกว่าตอนแรกก็ไม่ได้หรอก” พอวาเสริม
“แล้วนี่เรามาทำบุญเหมือนกันเหรอ” คุณลุงถาม
“พ่อพี่เคยลงไปดูงานที่กรุงเทพ” พี่ซอมพอช่วยคลายความสงสัย
“ใช่ครับ”
“นี่ลูกรั้งเพื่อนไว้รึเปล่า” คุณลุงถาม
“เปล่านะครับ!!” พอวาปฏิเสธ
เขาถูกรั้งไว้จริงๆนั่นละ อุตส่าห์มาทำบุญแก้ซวยเจ้ากรรมนายเวรดันขวางซะนี่
“แล้วนี่ไม่เห็นเตรียมของใส่บาตรเลย”
“ผมตั้งใจถวายสังฆทานครับ” ตะวันยกถังที่หิ้วอยู่ขึ้น
“อย่างนี้เอง งั้นใส่บาตรกับเราก่อนไหมลูก”
“แล้วค่อยขึ้นหาหลวงพ่อด้วยกัน” คุณลุงพูดบ้าง ตะวันเหล่มองหน้าพอวาแต่ก็ตอบตกลง
พวกเขายืนรวมกลุ่มผู้คนตรงบริเวณบันไดนาคส่วนใหญ่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่ลูกหลานพามาบางคนหน้าตาท่าทางอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา
เดาเอาว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเหมือนกันส่วนใหญ่สะพายกล้องเตรียมถ่ายรูปเก็บความประทับใจระหว่างทางเดินจากลานจอดรถ
เขาเห็นรถสองแถวสีแดงสดแล่นเข้าจอดข้างทางเท้าถัดไปพบร้านรวงตั้งเรียงรายเนืองแน่นทั้งของกินเล่นเสื้อผ้าพื้นเมืองต่างๆให้ซื้อกลับ
เพื่อฝากแก่เพื่อนฝูงมิตรสหายรวมถึงญาติผู้ใหญ่ตะวันขยับตัวด้วยความอึดอัดเขาไม่ค่อยชอบสถานที่คนเยอะสักเท่าใดนัก
“เขยิบมานี่สิ” พอวากระซิบ
ตะวันยืนซ้อนหน้าพอวาปล่อยคนตัวโตกันฝูงชนจากรัศมีรอบตัวถือว่าเจ้าโกลเด้นยังพอมีประโยชน์
สายลมอ่อนพัดกลิ่นหอมบางเบาลอยต้องจมูกกลิ่นนั้นแปลกและไม่คุ้นเคยแต่ชวนให้ผ่อนคลาย ถ้าถามว่าใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มอะไรเขาจะดูโรคจิตมั้ย?
ก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้กลิ่นเพราะถูกเหงื่อกับน้ำหอมกลบหมดแต่ตอนนี้สถานที่ตักบาตรเปิดโล่งเขาเริ่มได้กลิ่นจางๆไม่คลื่นไส้เวียนหัว
เหมือนเมื่ออยู่ในลิฟต์พอวาดึงแขนเบาๆให้เขยิบหลบด้านข้างพออ้าปากจะถามชายตาก็สะดุดกับจีวรสีส้มเดินเรียงแถวลงบันไดนาค
ฝูงชนแยกตัวหลบสองฝั่งเว้นทางเดินตรงกลางแก่พระสงฆ์คนที่มาเพื่อถ่ายรูปขยับถอยด้านหลังไม่ให้เกะกะทุกคนในครอบครัวพอวา
รวมถึงเขายกของทำบุญทูนเหนือหัวกล่าวอุทิศส่วนกุศลวางใส่บาตรพระรูปด้านหน้าก่อนเข้าต่อแถวรถรางขึ้นด้านบนเตรียมถวายสังฆทาน
รอสักพักจึงถึงคิวพวกเขาสิ่งสะดุดตาแรกเมื่อก้าวเท้าลงยอดดอยคือวัดพระบรมธาตุตั้งสูงเด่นสง่าสีเหลืองทองอร่ามงามตา
ด้านหลังผู้คนขวักไขว่ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจบางส่วนถือดอกไม้ธูปเทียนเข้าไหว้พระประธานบางส่วนหยอดเหรียญทำบุญตามวันเกิด
บ้างเข้าไหว้หลวงพ่อทันใจเขย่าเซียมซีเสียงดังแกร๊กๆ 
แก๊งๆๆ~ เสียงใสกังวานของระฆังดังชวนให้จิตใจสงบข้างนอกอากาศค่อนข้างเย็นด้วยสายลมแรง
พวกเขาตัดผ่านสู่บริเวณถวายสังฆทานแตะข้อศอกเป็นทอดๆจัดวางของถวายลงผ้าจีวรสีส้มเจ้าอาวาสให้ศีลให้พรประพรมน้ำมนต์อย่างทั่วถึง
เขาพนมมือรับด้วยความรู้สึกอิ่มเอมธุระวันนี้ถือว่าเสร็จสิ้นพวกเขากราบพระภายในอุโบสถก่อนเข้าไหว้หลวงพ่อทันใจ
“งวดนี้ขอสามตัวตรงๆด้วยเถอะค่ะ” เสียงพี่ซอมพอดังขึ้น
“อย่าหวังพึ่งแต่โชคลาภนัก รู้จักทำงานหาเงินด้วย” คุณลุงพูดเรียบๆ
“จ้าพ่อ ~” พี่ซอมพอตอบไม่จริงจังนัก
ขอให้หมดซึ่งเวรกรรมต่อกันกรรมใดที่ข้าพเจ้าก่อขอใช้บุญกุศลส่วนนี้ทดแทน
ส่วนที่เจ้ากรรมนายเวรก่อข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้อย่าได้ตามอาฆาตแค้นต่อกันเลย
กระบอกบรรจุไม้เสี่ยงทายถูกยื่นส่งตรงหน้าเขาหลังก้มกราบสามที
“อะนี่ เซียมซี” เขารับมาเขย่าสองสามทีไม้จึงหล่นลง
“ได้เบอร์ไรอะ ของเรา26”
“27” พวกเขามีดวงเลขต่อกันรึไงนะ
“นี่จ๊ะ” คุณป้าฉีกคำทำนายออกยื่นให้ เขากล่าวขอบคุณสายตากวาดอ่านใบเซียมซีเร็วๆ

‘ใบที่ยี่สิบเจ็ดสำเร็จความตามคำเปรียบเหมือนเรือเพียบฝ่าคลื่นทะมึนหลาย                                       
นายท้ายนายหัวช่วยกันพายประคองกายนาวาให้ฝ่าไปพ้นแล้วจะราบรื่นคลื่นชีวิต                                         
จะหายเหน็ดหายเหนื่อยด้วยเบื้องหลังไม่ต้องระวังมันแล่นไปได้การ                                                         
ผู้ใดเสี่ยงได้ใบนี้บอกให้นบนอบผู้เฒ่าเผ่าพันธุ์สงฆ์ บิดามารดรธะผู้ทรง ครูอาจารย์ก่นวิชา                           
จะจำเริญพูนทวีมีความสุขทางแก้ทุกข์รสุมกลุ้มวิถี ถ้าทำได้ผ่านได้ไร้ราคีทางวิถีราบรื่นชื่นสบายฯ’

“เลขต่อกันความหมายเลยคล้ายรึเปล่านะ” พอวาชะโงกหน้าอ่าน เขาแบมือขอเซียมซีอีกฝ่าย

‘ใบที่ยี่สิบหกนี้หนาชาตาบอกจะขัดข้องนิดหน่อยลมพลอยฝน                                                                 
เมื่อลมหยุดฝนห่างกระจ่างบนทุกแห่งหนจะชื่นบานปานใดมี กิจการงานดีหมด                                       
ไม่พบภัยพิบัติขัดหมองศรีได้ผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนหนุนชีวีความรักพันทวีที่มีมาแม้ยังสดไร้คู่ก็ไม่เหงา             
จะมีเขาทอดสะพานผ่านมาหาจะเป็นคู่แท้สมสร้างปางหลังมาจะพบพาไม่นานจะหวานใจ
โรคาพยาธิก็ปราศร้ายที่ป่วยอยู่ก็จะหายในเร็วหนาที่ชอกช้ำระกำแรมปีมา                                                             
ก็เหมือนนภาครื้มฝนพ้นไปเอยฯ’

ของเขาลำบากกว่าชัดๆแถมไม่มีเนื้อคู่จีบด้วย
“อ๊าาาาาา เขาบอกไม่มีดวงด้านโชคลาภ” พี่ซอมพอโอดครวญ
“ไม่มีใครได้ดั่งใจหรอก” คุณลุงพูดส่วนคุณป้าส่ายหัวเบาๆ
สิ่งที่คุณลุงพูดนั้นถูกต้องแม้ฝ่าคลื่นลมแรงแต่ผู้คนรอบข้างพร้อมช่วยเหลือเขาอยู่ตลอด                               
ไม่ว่าตอนนี้หรือตอนนั้นแม่ก็เป็นแรงผลักดันยิ่งใหญ่เสมอ…ขอแค่มีแม่เขาไม่ต้องการอะไรแล้ว
“ตะวันกินข้าวรึยังจ๊ะ” คุณป้าถามส่งยิ้มอ่อนโยนให้
“ไปกินข้าวบ้านลุงไหม ฝีมือแม่แกอร่อยนะ” คุณลุงเอ่ยชวน
“วันนี้แม่ยะแกงฮังเล น้ำพริกอ่อง จิ้นส้ม ของหวานเป็นขนมกนน้ำอ้อย” พี่ซอมพอสาธยาย
“ไปไหม” พอวาถามสั้นๆด้วยแววตาคาดหวัง
ตะวันเกรงใจด้วยรบกวนครอบครัวพอวาเป็นเวลานานเขาคิดจะปฏิเสธแต่ทว่า
จ๊อกกกกกก ~ เสียงท้องร้องดังแทนคำตอบซะก่อน
“ขอรบกวนด้วยครับ” ตะวันพูดด้วยหูแดงๆ
“ได้เลยจ๊ะ” แม่พอวากล่าวเสียงเอ็นดู
“แล้วเรามานี่ยังไง” คุณลุงถาม
“มอไซค์ครับ”
“งั้นให้พอวาขี่ตามมาส่วนตะวันย้ายมานั่งรถแทนไหม” พี่ซอมพอเสนอ
“เอางั้นไหม” พอวาหันถาม
“ผมขี่ตามได้ครับ”
“บ้านพี่อยู่ไกลนะขี่มอไซค์เมื่อยแย่” งั้นพอวาก็เมื่อยแทนเขาสิ
“เราขี่ขาขึ้นแล้วขาลงให้พอวาขี่นั่นแหละ” คุณลุงพูด
“ได้ครับ” ตะวันตกลง
ทั้ง ๆที่ตั้งใจหลบหน้าแต่กลับได้ไปถึงบ้านเจ้าตัว ยิ่งหนียิ่งเจอจริงๆนั่นละ……
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-08-2021 23:16:32 โดย molal »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #3 เมื่อ19-07-2021 08:42:56 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 930
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #4 เมื่อ19-07-2021 10:11:05 »

+1 ครับ  :hao3:

ออฟไลน์ molal

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #5 เมื่อ18-08-2021 23:13:36 »

บทที่สาม:อาหารเหนือ

พี่ซอมพอถอยรถออกลานจอดขับผ่านผู้คนด้านล่างที่บางตากว่าตอนแรกพอควร
คาดว่าส่วนใหญ่คงอยู่สักการะพระบรมสารีริกธาตุด้านบนขาลงถนนโล่งสบายกว่าขาขึ้นเขา
ครอบครัวที่รอตักบาตรตอนเช้ากลับนานแล้วส่วนนักท่องเที่ยวยังถ่ายรูปตามมุมต่างๆ
บางส่วนขับเลยต่อไปยังสถานที่เที่ยวอื่นๆ เขาทอดสายตามองต้นไม้เขียวชอุ่มตามรายทาง             
นกสีสวยสดบินผ่านครั้งคราวตามเรือนยอดไม้ลมแอร์เย็นๆพาให้หนังตาหนักอึ้ง             
เขาเกือบหลับแล้วตอนพี่ซอมพอถามทำลายความเงียบ
“ตะวันเป็นคนที่ไหนเหรอ”
“กรุงเทพครับ”
“มาเรียนไกลที่บ้านไม่ห่วงเหรอ” คุณลุงถาม
“แม่ห่วงมากครับ”
“แล้วไม่เลือกใกล้บ้านเหรอจ๊ะหรือตะวันชอบที่นี่” คุณป้าถามระคนแปลกใจ
“บังเอิญติดน่ะครับ” เขาใส่ทุกมหาลัยที่เปิดสถาปัตย์นั่นละ ไม่ได้ชอบที่นี่เป็นพิเศษหรอก
“เป็นคนตรงๆง่ายๆต่างจากพอวาเลยนะ” พี่ซอมพอแขวะ
“เหรอครับ” คราวนี้ตะวันแปลกใจบ้าง
“จริงสิ รายนั้นน่ะชอบเก็บเงียบถึงทำตัวติ๊งต๊องก็เถอะ”
“ตอนย้ายไปเรียนกรุงเทพนี่ซึมหนักเลย” คุณป้าเผา
“หมาหงอยสุดๆ” พี่ซอมพอเสริม
“พอถามก็ไม่ยอมตอบ” คุณลุงพูดเสียงขรึม
“รู้เหตุผลรึยังครับ” เขาไม่ควรสนใจเรื่องของศัตรูเลยแต่ดันพลั้งปาก
“ไม่รู้น่ะสิ” พี่ซอมพอถอนหายใจพรืด
“แต่คิดว่าเรื่องเพื่อนนะ”
“ทำไมล่ะครับ”
“ตอนนั้นมีคนโทรหาพอวาแต่เจ้าตัวไม่ยอมคุยด้วย”
“วัยรุ่นเข้าใจยากจริง” คุณลุงบ่น
“หนูว่าเป็นแค่พอวาคนเดียวมากกว่า”
“ตอนลูกอกหักไม่ยอมกินข้าวก็วัยรุ่นนะ” คุณป้าเถียง
“อี่แม่!!!” พี่ซอมพออุทาน บรรยากาศครอบครัวอบอุ่นชวนให้เกิดความคิดถึง
ตอนพ่อยังอยู่กับแม่ก็ชอบพูดเรื่องเขากับคนอื่นบ่อยๆท่านเป็นคนใจดีมากไม่เคยดุด่าหรือตีเขา       
เวลาเห็นคุณแม่ถือไม้เรียวมาก็รีบพาเขาไปซ่อนในห้องก่อนออกโรงปกป้องเขาสุดๆเลย
แม้แต่ตอนที่เขาเลือกเรียนสายศิลป์-ภาษาแล้วแม่ไม่เห็นด้วย ท่านก็เป็นคนช่วยสนับสนุนเขา                   
น่าเสียดายที่เราทำบุญร่วมกันน้อย….

ยามนี้ท้องฟ้าส่งสีน้ำเงินครามเข้มเมฆขาวหนาทึบเกาะกลุ่มกระจุกกันพระอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้าอย่างยามเที่ยงวัน
หลังจบเรื่องพอวาพี่ซอมพอถูกเผาแทนทั้งเรื่องเมานั่งรถไฟโผล่กรุงเทพยังดีที่พกโทรศัพท์ติดตัว
แต่กระนั้นก็โดนคุณลุงเทศนาชุดใหญ่ตามด้วยเรื่องป่วนๆตอนเด็กของพอวาที่จับแมวในหมู่บ้านกลับมา
จนเจ้าของตามหายกใหญ่ซึ่งแมวตัวนั้นยอมให้พอวาอุ้มแต่โดยดีไม่ขัดขืนอย่างใด
เรื่องราวถูกเล่าหลากหลายช่วงเวลาตามนึกได้
เขารู้เรื่องพอวาเพิ่มหลายอย่างทั้งที่เจ้าตัวติดนิสัยชอบเข้าหาเวลาคนเมินตัวเองสุดกำลัง
ต้องตื๊อต้องยื้อจนกว่าหันสนใจให้ได้งั้นถ้าเขาอยากสลัดให้หลุดต้องเปลี่ยนจากไม่สนใจเป็นเข้าหาแทนสินะ
เรื่องที่เจ้าตัวกลัวผีก็น่าสนใจเขาเริ่มคิดแผนการชั่วร้ายในใจเงียบๆ
รถแล่นจอดหน้าบ้านปูนสีขาวสองชั้นหลังคาสีแดงบริเวณสวนร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่มีพวงดอกไม้บานเต็มต้น
พอวาที่ตามหลังลงจากมอไซค์ก้มเปิดประตูรั้วไม้สีขาวบานเล็กพี่ซอมพอขับรถเข้าจอดข้างบ้าน
เขาช่วยถือตะกร้าก้าวเท้าลงออกเปิดประตูให้คุณลุงคุณป้า
กรุ๊งกริ๊งง ~ เสียงกระดิ่งลมอันจิ๋วส่งเสียงเมื่อสายลมพัดผ่าน
กลิ่นหอมนุ่มนวลละมุนละไมของดอกไม้ติดตราตรึงในความทรงจำของเขาเป็นกลิ่นเช่นเดียวกับตัวของพอวา
ภาพเบื้องหน้าสวยงามเสียจนเขาต้องหยุดเหม่อมองพวงดอกไม้สีขาวอมม่วงห้อยระย้าราวกับม่านหมอกปกคลุม
ปลิวเอนเอียงตามสายลมนำพากลีบดอกลอยล่องร่วงสู่พื้นหญ้าเขียวขจีกลายเป็นพรมดอกไม้ขาวงามตา
รอบข้างรายล้อมด้วยไม้พุ่มหลายหลากชนิดบานออกดอกทั้งม่วง ชมพู ส้ม เหลืองแข่งกันอวดสีสันสดใส
ศาลพระภูมิขาวสลับทองตั้งอยู่ใกล้ๆกันนั้น
“พอวาสวยละสิ” พี่ซอมพอทัก
“ครับ?” เขาถามงงๆ
“ซอมพอหมายถึงดอกไม้น่ะจ๊ะ” คุณป้าบอก
“นี่คือดอกพอวาเหรอครับ”
“ไม่ใช่ๆพอวาแปลว่าดอกไม้สีขาว” พอวาแย้ง
“ตอนแม่เขาท้องมีคนเอาเอื้องสายมาให้เป็นต้นนี้นี่ล่ะ” คุณลุงตอบ
“ป้าเลยตั้งชื่อจริงพอวาว่าเอื้องสายน่ะจ๊ะ”
“ส่วนชื่อจริงพี่คือปันพรย่าเขาตั้งให้น่ะ” พี่ซอมพอเสริม
“ต้นนี้คือเอื้องสายเหรอครับ” เขาถามจ้องดอกไม้ตาไม่กะพริบ
“ใช่ ชื่อเอื้องสายล่องแล่ง” คุณลุงตอบ
“ชื่อพี่ก็มาจากดอกไม้นะ ภาษากลางน่าจะเรียกดอกหางนกยูง”
“ป้าเคยปลูกต้นนี้อยู่เสียดายที่หักโค่นไปแล้ว” คุณป้าบอกอย่างเสียใจนิดๆ
“งั้นเราปลูกกันใหม่ดีมั้ยคะ” พี่ซอมพอถามตาวิบวับ
“แค่นี้ที่ก็เต็มแล้ว” คุณลุงขัด
“ว้า ~ แย่จัง” พี่ซอมพออวดครวญ
เขาหัวเราะเบาๆกับท่าทางงอแงของพี่ซอมพอ พอวาหันมองทำหน้าตกตะลึงใส่เขา
“อะไร” เขาถาม
“เปล่า” พอวาเสตาหลบ อะไรของเขาพิลึกคนจริงตะวันขมวดคิ้วมุ่น
“เข้าบ้านกันดีกว่า อย่ามัวยืนคุยตรงนี้เลย” คุณลุงพูดผลักบานประตูออกกว้าง                                 
พื้นบ้านปูด้วยกระเบื้องหินสีเขียวอ่อนภายในประดับตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้แทบทั้งหมดทั้งเก้าอี้ไม้ตัวยาวแข็งแรง
ข้างกันนั้นมีเก้าอี้โยกไม้เก่าๆตัวนึงตั้งตรงข้ามกับทีวีจอใหญ่ลึกเข้าภายในพบตู้ไม้ที่ข้างบนวางกรอบรูป
และแจกันปักดอกไม้สีเหลืองพุ่มใหญ่ตรงกลางบ้านพบบันไดสู่ชั้นสองพวกเขาตัดผ่านสู่โต๊ะอาหาร
ถัดไปข้างหลังกั้นกำแพงปูนเตี้ยๆไว้เป็นส่วนครัวพี่ซอมพอช่วยหยิบจานชามช้อนส้อมวางบนโต๊ะ
ส่วนพอวาจัดการอุ่นแกงลวกผักต่างๆเป็นเครื่องเคียงน้ำพริกอ่องตัวเขาจัดการตักข้าวแบ่งใส่จานทุกคน
“ตักข้าวเยอะไปแล้ว” พอวาทัก
“โทษที” เขาลืมว่าตัวเองกินข้าวเยอะกว่าคนอื่น ตอนตักให้แม่ก็ชอบบ่นเขาตลอด
“ท่าทางเรากินเก่งสิเนี่ย” คุณลุงถาม
“ใช่ครับ”
“ดีแล้วจ๊ะ กินเยอะๆจะได้โตไวๆ”
“แม่ไม่เห็นพูดกับหนูแบบนี้มั่งเลย” พี่ซอมพอพูดเสียง้องอน
“เราน่ะหยุดกินได้แล้ว” คุณป้าพูดพาให้ทุกคนหัวเราะครืน
พอวาชำเลืองมองเขาก่อนหันกลับเพียงเสี้ยววิ เขาชักหงุดหงิดนิดๆละนะ….
กับข้าวถูกจัดวางบนโต๊ะทั้งแกงฮังเลร้อนๆกลิ่นหอมน่ากิน จิ้นส้มห่อใบตองย่างไฟอ่อน 
น้ำพริกอ่องเคียงด้วยผักนานาชนิดไม่ว่าแตงกวา ผักกาดขาว มะเขือเปราะ
หน่อไม้ต้มพร้อมด้วยแคบหมูคุณป้ากลัวเขาไม่อิ่มจึงลุกเข้าครัวทอดปลาทูกับไข่เจียวเพิ่มสองอย่าง
คุณป้าตักน้ำพริกอ่องลงจานให้เขากล่าวขอบคุณก่อนลงมือกิน
อร่อยมาก!!!! ตัวเขาไม่ได้กินของอร่อยนานมากแล้ว
“เป็นไงบ้างจ๊ะ”
“อร่อยมากเลยครับ” เขาพูดพลางตักน้ำพริกเข้าปาก
“งั้นทานเยอะๆนะจ๊ะ” คุณป้าพูด
“ตัวแค่นี้แต่กินเก่งกว่าพอวาอีก” คุณลุงบ่นแต่มือตักแกงฮังเลใส่จานให้
“นี่ๆลองชิมจิ้นส้มด้วยสิ” พี่ซอมพอพูด
…………………………………………………………………………………………..
“อิ่มแล้วครับ” ตะวันพูดหลังเติมข้าวสามจานอิ่มแทบกลิ้งได้เลยทีเดียว
“กินเก่งสมคำคุยจริงด้วย” พี่ซอมพอหัวเราะ
“หมดเกลี้ยงทุกอย่างเลย” พอวาผสมโรง
“คนที่มากินข้าวโดนแม่แกตกทุกคนนั่นละ” คุณลุงพูดอวย
“คุณก็พูดเกินไป” คุณป้ายิ้มเขินๆ
“ไม่หรอกครับ อร่อยมากเลย” ตะวันยืนยันหนักแน่น
“นั่นไงโดนตกอีกคนละ” บรรยากาศอบอวลด้วยความครื้นเครงต่างคนต่างพูดแซวไปเรื่อย                     
เขานึกว่าตัวเองยัดอะไรไม่ลงแล้วจนกระทั่งถูกชวนกินขนมเลยเผลอตกปากรับคำ
ซึ่งฝีมือคุณป้าไม่ทำให้เขาผิดหวังคุณป้าบ่นเรื่องขนมเก็บไว้หลายวันเลยแห้งไปนิด
แต่สำหรับเขามันอร่อยมากขนมกนน้ำอ้อยหอมกลิ่นใบเตยหวานน้ำอ้อยมันมะพร้าว                 
รสชาติผสมเข้ากันดีกับตัวแป้งเหนียวหนึบสู้ฟันสุดท้ายเขากินไปตั้งห้าอัน
จนคุณป้าบอกให้แบ่งกลับไปกินหลังมื้อนี้เสร็จสิ้นเขาอาสาล้างจานปล่อยพอวาเช็ดโต๊ะ
ส่วนคนอื่นๆย้ายออกนั่งตรงหน้าบ้านพอวาเดินเข้ายืนขนาบข้าง
หยิบจานล้างแล้วเช็ดผ้าสะอาดก่อนเรียงซ้อนไว้
“วันนี้ดูอารมณ์ดีนะ”
“เหรอ” คงงั้น ได้กินของอร่อยนี่
“เพิ่งเห็นนายหัวเราะครั้งแรกเลย” พอวาพูดยิ้มๆ
“ปกติก็ยิ้ม”
“ไม่ใช่อะ ปกตินายทำหน้ารำคาญตลอด” พอวาแย้งเสียงแข็ง
“….” มันขนาดนั้นเลยเรอะ
“นั่นไง” พอวาพูดพร้อมชี้นิ้วประกอบ
“นี่ ยิ้มดีกว่าตั้งเยอะ” พอวาดึงแก้มเขายืดแทบย้วยติดพื้น
“อ่อย(ปล่อย)”
“ฮ่าๆๆหน้าโคตรตลก โอ๊ะ นายมีเขี้ยวด้วยเหร-อ๊ากก!!!” พอวาร้องเสียงหลง
 เขาอาศัยจังหวะพอวาปล่อยมืองับนิ้วเต็มแรง
“เป็นไรรึเปล่าลูก” คุณป้าตะโกนถาม
“เปล่าครับ ผมแค่ชนโต๊ะ”
“เรานี่น้า” คุณป้าพูด
“สมน้ำหน้า” เขาพูดแกมเยาะก่อนสะบัดตูดหนีจากครัวปล่อยคนตัวโตอึ้งค้างปากเหวอ
“ฮ่าๆๆๆๆๆ” ยังๆยังมีหน้าหัวเราะอีก รู้งี้กัดให้จมเขี้ยวเลย
“ชอบกัดเหมือนคุณนายอัญชันเลย” พอวาตอแยต่อ
“ใครนะ?” หมอนี่เพี้ยนแล้วเหรอ เขาไม่ได้กัดแรงขนาดนั้นนะ
“แมวคนในหมู่บ้านน่ะอายุ11ปีแล้ว”
“ที่เคยขโมยมา?” เขาเลิกคิ้วถาม
“เฮ้ย รู้ได้ไง” พอวาตาโตหน้าแดงแปร๊ด
“รู้ก็แล้วกัน” เขาหัวเราะหึ
“นั่นละตอนแรกอ้อนเราพอเล่นด้วยดันกัดซะนี่”
“ไม่เคยอ้อน” ตะวันหยุดกึก
“ไม่นะ อ้อนบ่อยมากเลย” พอวาแกล้งหยอก
“กูไม่เคยอ้อนมึง” เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ
“นายพูดหยาบด้วยเหรอ” พอวาตกใจตาแทบถลนเบ้าทำหน้างี้เหมือนหมาปั๊กชะมัด
“ก็ได้ยินนี่” เขาเมินหน้าหนีเลิกสนใจอีกฝ่าย
“ทำคนประหลาดใจตลอด” พอวาพึมพำ เขาได้ยินนะห่างแค่นี้
เขาหันขวับมองตาเขียวปั๊ดพอวาแกล้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้         
พวกเขามุ่งสู่ห้องนั่งเล่นได้ยินทุกคนนั่งดูละครรีรันอยู่เสียงลอดผ่านหูแว่วๆ
‘เฮาจะกินแกงหอย!’
‘ฆ่าสัตว์เป็นร้อย ๆตัวปี้ยะบ่ได้มันเป็นบาป ปี้จะเอาไปปล่อย’
‘มึงต้องยะ กูจะกิ๋นกูจะกินวันนี้!’
พี่ซอมพอหันมองเล็กน้อยตบที่นั่งข้างตัวเป็นเชิงเรียกเขาเดินไปนั่งลงข้างกัน
จริงๆเขาชอบซีรีส์เกาหลีมากกว่าละครไทยแต่พอนั่งดูกับคนอื่นแบบนี้ก็สนุกอีกแบบ
“อีนี่มันวอกนัก” พี่ซอมพออุทานด้วยความอิน
“อะแฮ่ม” คุณลุงกระแอม
“สุมาเต๊อะเจ้า” พี่ซอมพอพูด
“แปลว่าไรอะ” ตะวันสะกิดถามพอวา
“หายโกรธแล้วอ่อ” พอวาพูดล้อๆ
“ไม่ได้โกรธแค่หงุดหงิด”
“ขนาดแค่นะเนี่ย” พอวาพูดกลั้วหัวเราะ
“มาจีบไรกันตรงนี้คะ” พี่ซอมพอถาม เขาหันกลับอีกทีละครโฆษณาซะแล้วดูไม่รู้เรื่องเลยเนี่ย
เขาส่งสายตาคาดโทษอีกฝ่าย เจ้าตัวสะดุ้งโหยงหันหน้าหนี
“ไม่ได้จีบเว้ยพี่เขาเรียกกระชับมิตร” พอวาปฏิเสธส่วนเขาพยักหน้าเห็นด้วย
“อ๋อเหรอออ ~ แต่อย่างเราจีบก็ไม่ติดหรอก”
“หล่อน่ารักขี้อ้อนขนาดนี้หาจากไหนได้อีก”
“ได้จากโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ไง” พี่ซอมพอหัวเราะก๊าก เขาเผลอคิดภาพตามก่อนระเบิดหัวเราะออกมา
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆอึก” เขาหัวเราะจนสะอึกแถมไม่ยอมหยุดง่ายๆลำบากพอวาต้องหยิบน้ำให้
“เป็นไงล่ะขำคนอื่นดีนัก” พอวาเยาะเย้ย
“มัน-อึกไม่เกี่ยวกัน-อึก” พูดไปก็สะอึกไป
“คร้าบๆๆกินน้ำก่อนน้า ~”
อย่าทำเหมือนเขาเป็นเด็กสามขวบนะเขาอ้าปากจะพูดแต่ถูกขัดก่อน
“สต็อปๆละครมาแล้วห้ามเสียงดัง” พี่ซอมพอพูดเสียงจริงจังท่าทางพี่แกอินมาก
เขานั่งเล่นนอนเล่นบ้านพอวาจนละครจบตอนบ่ายสามจึงคิดว่าสมควรกลับแล้วเขากล่าวลาทุกคนในบ้าน
คุณป้าให้ขนมกนน้ำอ้อยกับน้ำพริกอ่องถุงใหญ่หิ้วกลับกินที่หอสายตาเขาคงบอกแทนคำขอบคุณเรียบร้อยแล้ว
เพราะคุณป้าหัวเราะด้วยสีหน้าพออกพอใจเขากล่าวขอบคุณเป็นคำพูดก่อนขอตัวกลับอีกรอบพอวาเดินตามออกส่งเขา
“จริงๆค้างได้นะ”
“ไม่เป็นไร”
“ซึนแหละเราอ่ะ”
“ไม่ได้ซึน”
“โอเคๆไม่ซึนเล๊ย”
“…”
“ไม่แกล้งแล้วก็ได้” ไม่แกล้งแต่แรกจะดีมาก
“แล้วป๊ะกันใหม่”
“คือไร” พูดตามความเคยชินล่ะสิ
“อ้อ แปลว่าแล้วพบกันใหม่”
“คำก่อนนี้ล่ะ” ที่พี่ซอมพอพูดเขาเกือบลืมแล้วด้วย
“สุมาเต๊อะเจ้าแปลว่าขอโทษ”
“อ้อ”
“ฮ่าๆๆๆๆ”
“อะไร”
“เปล่าๆแค่นายพูดน้อยมากเลย”
“แปลกเหรอ” คนอื่นชอบคิดว่าเขาแปลกนี่นะ
“ไม่หรอกแค่ยังไม่ชิน” พอวายิ้มน้อยๆ
“บาย” ลักยิ้มขัดลูกตาจริงๆเลย
“บ๊ายบาย” พอวาโบกมือหยอยๆ


ปิ๊บๆๆ ~  ติ๊ด ตะวันกดปิดนาฬิกาปลุกผงกหัวงัวเงียผมเป็ดชี้โด่เด่ผ่านมาสองวันนับจากไปบ้านพอวาวันนี้เป็นวันจันทร์
เขาอาบน้ำกินข้าวแต่งตัวเข้ามหาลัยเช่นเคยตอนบ่ายมีคาบอิ๊งที่ต้องทำงานกลุ่มพวกเขาตั้งกรุ๊ปไลน์และแบ่งหน้าที่คร่าวๆ
แต่ส่วนหาข้อมูลตกลงกันไม่ได้เลยต้องทำทุกคนพาลให้ไม่ได้นัดวันถ่ายงานไปด้วยเพราะมัวแต่ทะเลาะไร้สาระต่อซะก่อน
ในคาบวันนี้อ.ให้ปรึกษาหารือกันหากมีปัญหาหรือคำถามให้พิมพ์ทิ้งไว้ในไลน์จอดรถใต้ตึกเสร็จ
เขาเดินขึ้นลิฟต์ที่ไม่แออัดเหมือนคราวก่อนเพราะอีกนานกว่าคลาสเริ่ม
ตึก ตึกๆๆ เสียงส้นเข็มกระแทกแรงๆแบบนี้ต้องเป็น
“ไฮ ตะวัน” ยัยปลายฝนจริงด้วย
“หวัดดี”
“นายหาข้อมูลเพิ่มยัง”
“หาแล้วเพิ่มอีกห้าหน้า”
“อ่าฮะ อ้างอิงไหนอะ”
“เว็บxxx”
“อ้อ ส่วนของนี่….” พวกเขาคุยงานกลุ่มระหว่างทางเดินเข้าคลาสที่มาเร็วก็เพราะนัดคุยงานนี่ละ           
คาดว่ากลุ่มพอวาถึงแล้วส่วนต้นหนาวกับคิณช้าสิบนาทีตามเคยผลักประตูห้องออกพบกลุ่มเด็กขยันวางกระดาษเกลื่อนโต๊ะ
ถกเถียงกันเคร่งเครียดตัวเขาเฉยๆกับคะแนนแค่ไม่ติดเอฟเป็นพอแต่ปลายฝนเองก็ขยันทำให้เขาต้องหาข้อมูลจากหลายๆแหล่ง
มาสรุปละเอียดส่งให้เธอเช็คอีกทีทั้งกลุ่มหันมองเมื่อเห็นพวกเขา
“มึงว่าไปไหนกันดี” B2 พูดโชว์สถานที่ถ่ายคลิปที่เลือกไว้สามที่
“ห้าง”
“นั่นไงกูว่าละดันไปถามตะวัน” B1 สั่นหัว
“ในนี้มันไม่ห้างโว้ยย” B2 โวยวาย
“ไปที่อื่นทำไมถ่ายในม.นี่ละ” เสียงแหลมแย้ง
“โห คุณครับคนอื่นเขาก็คิดงี้” B1 ตอบ
“ที่อื่นทุกคนว่างกันเหรอ” เขาถาม
“….//….” กริบ แค่นัดคุยงานยังไม่ว่างเรื่องถ่ายนอกสถานที่อย่าได้หวัง
“ไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกคนนี่” พอวาอ่านรายละเอียดงานก่อนเอ่ย
“เยี่ยม งั้นมาสรุปคนต้องไปกัน” B2 พูดอย่างมีหวัง
“ต้น คิณตัดต่อกับพิมพ์รายงาน” พอวาเปรย
“ส่วนนี่ก็นำเสนองาน” ปลายฝนพูด
“เราอยากนำเสนอ” เขาพูดเรียกสายตาทุกคนจับจ้องอย่างพร้อมเพรียง อะไรจ้องทำไม
“ถามจริง ชีวิตนี้พูดยาวๆได้ด้วยเรอะ” B2 ถาม
“นั่นดิ ทุกวันนี้เห็นพูดแค่ ‘อือ’” B1 เสริม                                                                                                         
ช่วยย้อนประโยคก่อนหน้าด้วยไม่มีคำว่า ‘อือ’ เลยเหอะ                                     
“ไหน ๆแล้วลองให้ตะวันพรีดูก่อนดิ” พอวาช่วยพูด
“ชั้นก็ว่าอย่างนั้น” ปลายฝนช่วยอีกแรง
“In my opinion….” เขาเปิดประโยคด้วยเสียงเนือยๆ สีหน้าทุกคนบอกชัดเจนว่าไม่ให้เขาพรีแน่ๆ
แต่เขายังคงฝืนอ่านต่อจนจบ
“….and….”
“ใครมานั่งสวดมนต์อยู่วะ” เสียงกวนตีนดังขึ้นหันมองจึงพบเป็นสองหน่อดุริยางค์
“กูว่าเสียงเหมือนSiriมากกว่า” คิณแย้ง
“ฮ่าๆๆๆๆแม่งเหมือนจริง” B2 หัวเราะหลังกลั้นมานาน
“ตอนพินอัพ(นำเสนองานออกแบบ)มึงตายแน่” B1 พูด
“อย่าแช่งดิ” เขายิ่งเสียวๆอยู่
“ตอนพินอัพไว้ว่ากันแต่นายต้องไปถ่ายกับเราแล้วล่ะ” พอวาพูด
เขาอุตส่าห์อยากได้งานสบายๆดันตัดต่อไม่เป็นนำเสนอก็แย่แต่ไปถ่ายน่าจะสบายกว่าพิมพ์รายงาน
“อือ”
“ฮ่าๆๆๆๆอือหลุดมาแล้ว”
“วางตัวคนไปได้ล่ะเหลือแค่ที่ถ่าย”
“ที่ไหนบ้าง” ต้นหนาวถาม
“วัด สวนดอกไม้ ภูเขา” B1 ไล่
“มึงใช้เกณฑ์ไรเลือกวะ” คิณถาม
“ไม่มี ความอยากล้วน ๆ” B2 พูดเสียงน่าถีบ
“สัส//สัส” สองแฝดพูดพร้อมกันก่อนหันขวับเขม่นตารัวๆ
ส่วนตัวเขาปลงตกเรียบร้อยอยากทำไรทำหิ้วเขาไปด้วยละกัน
“เกือบลืมใครมีกล้องบ้างอะ” พอวาถาม
“เรามี” เขาตอบ
“งี้นายถ่ายวิดีโอเป็นใช่ปะ” พอวาจี้ต่อ
“ใช่”
“งั้นนายเป็นตากล้องนะ”
“อือ” เขาพูดอือบ่อยจริงด้วย
“วกกลับเรื่องที่ถ่ายก่อน” B2 พูดเตือนสติ
“ถ่ายไหนก็เหมือนกันปะวะ” ต้นหนาวถาม
“ไม่เหมือนฟีลลิ่งมันต่างกัน ~” B2 แย้ง
“มึงก็เลือกๆมาสักที่เหอะ” ต้นหนาวเริ่มรำคาญ
“นี่ให้ทุกคนช่วยเลือกอยู่ไง” B2 ตอบเสียงจริงจัง
“พวกแกไปกันสี่คนงั้นตกลงกันเองเลย” ปลายฝนตอบปัดรำคาญ
“วัด//สวน//ดอย” พวกเขาพูดพร้อมเพรียงก่อนหันมองหน้ากันเองสามคนนั้นเริ่มเถียง
ว่าสวนดอกไม้สวยกว่าดอยแต่อีกคนแย้งกลับว่าสวนดอกไม้ร้อนตายพอดี
อีกคนบอกว่าวัดสวยและใกล้ด้วยส่วนตัวเขาที่ไหนก็ได้เน้นวิถีช่างแม่ง
“ตะวัน//ตะวัน//ตะวัน” สามคนตะโกนใส่เขา
“ไร” เขาตอบเริ่มรำคาญนิดๆ
“ที่ไหน//ที่ไหน//ที่ไหน”
“ไหนก็ได้”
“ไม่ได้ต้องเลือก” B2 พูดสียงแจ๋น
“สวนดอกไม้” เขาตอบ B2 ตะโกนเยสทำท่าดีใจ
“วันนี้ตะวันเข้าข้างกูเว้ยย”
“ทำไมไม่เลือกวัดวะ!!!” B1 ท้วง
“นั่นดิ นึกว่าจะเลือกเพราะใกล้สุด” พอวาถามแม้เจ้าตัวเลือกดอยไป
“แค่ชอบ”
“ช่วยขยายความอีกนิดได้ปะ” ปลายฝนพูด
“ทำไมชอบอะ” พอวาถาม
“โรแมนติกดี” คำตอบของเขาทำให้ทุกคนอึ้ง
“นี่ตะวันเป็นผช.อบอุ่นหรอกเหรอเนี่ย ~” ปลายฝนพูด
“พี่ตะวันคะ น้องหนาวจังเลยค่ะ” B2 ดัดเสียงแด๊ดแด๊เอนซบอก B1
“อะฮึ่ม ขยับมานี่สิจ๊ะน้องB2พี่จะให้ความอบอุ่นน้องเอง” B1 ดัดเสียงหล่อ
“นี่หน้าร้อนไหมล่ะสัส” เขาด่าอย่างเหลืออด
ทุกคนนิ่งอึ้งช็อคตะลึงตาค้าง
“เฮ้ยยยย มึงพูดหยาบด้วยอ่อวะ” B1 ทักคนแรก
“พี่เขาเป็นฮอตเนิร์ดเหรอวะ” B2 ทัก
“มันไม่ใส่แว่นโว้ย” B1 แย้ง
“ไม่ใส่แว่นก็เนิร์ดได้ปะ” B2 เถียง
“ตายละ นึกว่าเป็นเด็กใสๆน่ารัก” ปลายฝนจีบปากจีบคอ
“เผลอๆถ่อยกว่ากูอีก” ต้นหนาวพูด
“อี๋ มันไม่ใครในโลกหยาบโลนเท่าแกหรอกย่ะ”
“หุบปากไป หน้าเหี่ยว” คู่กล้วยหอมvs.คู่แฝดนรกเริ่มต้นเปิดศึกอย่างเป็นทางการ
เขา คิณและพอวามองด้วยความเฉยเมยแรกๆปวดหัวอยู่หรอกแต่ตอนนี้ชินซะแล้ว
ความเคยชินนี่มันน่ากลัวจริงๆ.....
“ร้ายเงียบนะเราอะ” คิณแซว
“อือ”
“ใช่ปะ ตอนแรกกูตกใจปากเหวอเลย” พอวาเสริม
“มันพูดไรกับมึงวะ”
“กูไม่เคยอ้อนมึง” สิ้นคำนั้นเกิดความเงียบชั่วครู่ก่อนความอลหม่านระลอกใหม่เริ่มขึ้น
“เอ๊ะๆๆยังไงกันนะ ~  ”
“อย่าบอกนะว่าที่มึงตามสตอล์กตะวันเพราะ….. ~  ”
“ไม่ใช่โว้ย!!!”
“แล้วไมต้องร้อนตัวอ่าาา”
“ไม่ได้ร้อนตัวโว้ย”
“หน้าแดงใหญ่แว้ว”
“เฮ้ย แดงเหรอวะ”
“ฮั่นแน่ ~” ทุกคนประสานเสียงใส่ เขามองอย่างเบื่อหน่ายเดี๋ยวเบื่อก็เลิกแซวเอง
ตึกๆ ตึกๆๆๆ  เสียงฝีเท้าเพื่อนร่วมคลาสกลุ่มใหญ่ก้าวเข้าภายในห้องเหลืออีก 10 นาทีก่อนเริ่มคาบ
ทุกคนเลิกแซวก่อนหันคุยเรื่องวันเวลาถ่ายทำผลสรุปคือวันที่อาจารย์ยกคลาสประจวบเหมาะกับ
อ.เกริกเกียรติมาพวกเขาจึงไม่ได้คุยอะไรอีกต่างคนต่างตั้งใจจดโน้ตเมื่อหมดคาบเขาบอกลาทุกคนเช่นปกติ
“ตะวัน เดี๋ยวก่อน!!!”
“ว่า?” เจ้าหมาตัวโตดันเรียกเขาซะก่อน
“เจอพี่รหัสยัง”
“ยัง”
“เราว่าเราเจอพี่แกแล้ว” พอวาบอกเสียงภูมิใจ มันน่าดีใจขนาดนั้นเลย ?
“แล้วไง”
“เราต้องไปขอให้พี่รับเราเป็นน้องน่ะสิ”
“ก็ไปสิ”
“นี่ลืมแล้วช่ะว่าพี่เดียวกัน” พอวาบอกพลางจุ๊ปาก คิดว่าตัวเองเป็นจิ้งจกเรอะ
“ไม่ลืม”
“งั้นไปด้วยกันนะ”
“ไม่ไป”
“ทำไมอ่ะนายไม่อยากเจอพี่เหรอ???” พอวาถามงงๆ ไม่อยากเจอทั้งพี่ทั้งคุณมึงเลย
“ไม่เล่นสายรหัส”
“เฮ้ยย ถามจริง” พอวาตกใจ
“เราเรียน4ปีเลยนะเว้ย” B1 แย้ง
“เดี๋ยวโดนแบนหรอก” B2 พูด
“ไร้สาระ” เขาตอบ
“รุ่นพี่เกลียดขี้หน้ามึงแน่” ต้นหนาวพูด
“พี่ไม่สนกูหรอก” พี่แกมีพอวาแล้วไง
“เล่นแค่ช่วงนี้แล้วตีตัวห่างเอาดิ” ปลายฝนเสนอ
“เออ เดี๋ยวเขาสั่งปี 1แบนมึงเอาหรอก” คิณพูดบ้าง
“ขนาดนั้นเลย” เขาเริ่มลังเล
“เออดิ แกอะเย็นชาเกิ๊น” ปลายฝนพูด
“ถ้าโดนก็สมควร” ต้นหนาวพูด
ไอ้หมอนี่น่าต่อยเหมือนกันนะ
“งั้นไปด้วย” หลังชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียเขาเลยเปลี่ยนใจ
 มหาลัยนี่เรื่องวุ่นวายเยอะแยะชะมัด……




ออฟไลน์ molal

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #6 เมื่อ18-09-2021 22:26:08 »

บทที่สี่:พี่รหัส
พวกเขานั่งจุ๊มปุ๊กรอรุ่นพี่ปีสองอยู่หน้าห้องเรียน
“รู้ได้ไงว่าห้องนี้”
“สืบเอาสิคร้าบ” พอวายักคิ้วข้างเดียวใส่
“อือ”
“ตื่นเต้นเนอะ”
“ไม่อะ”
“พี่แกจะแกล้งเราไหมไม่รู้”
“แกล้ง?” เขาทวนคำอีกฝ่าย
“อ๊ะ นั่นๆคนนั้น”
“พี่รหัส10ใช่มั้ยครับ”
“ใช่ พี่เอง” พี่แกใส่เสื้อนิสิตกับกางเกงยีนเข่าขาดสีซีดผมมัดดังโงะลวกๆหนวดขึ้นรกหูรกตาข้างหลังสะพายกระบอกใส่แบบ
มือกอดอกสแกนพวกเขาหัวจรดเท้าว่าแต่รหัส10ของพอวานี่เขาขอให้พี่ซิ่วออกคนสองคนไม่ใช่ซิ่วทั้งสายซะหน่อย
แต่ก็นะถึงมีสายเขาก็ไม่อยากเล่น
“ไม่คุ้นหน้าเลย”
“ครับ ?” พอวาถาม
“ไม่ได้เข้ารับน้องล่ะสิ” เนื่องจากสถาปัตย์ยกเลิกบังคับรับน้องพวกเขาเลยเลือกไม่เข้าร่วม
“ครับ” เขาตอบเสียงแข็ง พี่แกหรี่ตามองจนตาที่เล็กอยู่แล้วแทบหลุบหาย
“พี่ชื่อปิงนะ ยินดีต้อนรับสู่สายรหัส” พี่ปิงตบไหล่พวกเขาแรงๆแทบระบมพอวาถอนหายใจโล่งอก
“ฮ่าๆๆๆๆๆล้อเล่นนิดเดียวทำหน้าเครียดซะ” 
“ใจผมแทบหล่นตาตุ่มเลย” พอวาพูด
“ขนาดนั้นเลย ชื่อไรบ้างล่ะเรา” พี่ปิงหัวเราะ
“ผมชื่อพอวาครับ”
“ตะวันครับ” เขาบอกเรียบๆ
“พอวา ตะวันสินะ” พี่ปิงกอดอกพยักหน้าหงึกๆ
“พี่ยังไม่ได้รับน้องเข้าสายเป็นทางการนะ” พี่ปิงพูดเสียงเจ้าเล่ห์
“อ้าว” พอวาอุทาน
“ทำไมล่ะครับ” เขาถาม ไม่ต้องรับเลยก็ได้
“ตามธรรมเนียมน้องต้องทำมิชชันก่อน”
“มิชชันอะไรครับ” พอวาถามหวาดๆ
“ฮ่าๆๆๆไม่ต้องกลัว พี่ไม่สั่งไรแปลกๆหรอก”
“เฮ้ย ไอ้ปิงใครวะ” คนไถสกินเฮดโผล่ออกจากห้องเรียน
“น้องกู กว่าจะออกมานะสาสช้าชิบ”
“มึงไปด่าไอ้ฟางนู่น”
“ไมวะ” คนชื่อฟางพูดขึ้น
“มึงบอกดิ๊ ทำไรถึงช้า”
“โห เพื่อนตึ๊งอะดิแม่งชนกูงานปลิวว่อนเลย”
“อ้าวๆเพื่อนฟางครับมึงถอยชนกูก่อนนะครับ”
“ช่างเรื่องพวกมึงก่อน นี่น้องกูตะวัน พอวา”
“หึหึ เหยื่อรายใหม่สินะ” พี่อีกคนพูด
ตอนนี้พอวายืนหน้าซีดเรียบร้อย
“อย่าขู่น้องมันดิ๊ ใจยิ่งบอบบางอยู่” พี่ปิงพูดคล้องคอพอวาดึงหาตัว
“เออ หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยว่ะ”                         
“ส่วนอีกคนหน้าแบบกูมาทำไรที่นี่ ฮ่าๆๆ”                                                                                     
จริง….นี่เขามาทำอะไรที่นี่มาให้รุ่นพี่ตัวโต 7-8 คนล้อมเรอะ
“ตกลงมิชชันคืออะไรครับ” เขาถามได้ทำๆให้จบไป
“เออ เกือบลืมทำฉลากให้น้องดิ๊” พูดจบรุ่นพี่อีกคนหยิบสมุดโน้ตเขียนยุกยิกฉีกออกม้วนแล้วยื่นให้
“จับมาอันนึง” พี่ปิงบอก
“ใครจะจับ” พอวาหันถาม
“มึง” ถ้าได้ไรแปลกๆเขาจะโทษพอวาแทน
“แต่เราดวงแย่มากเลยนะ”
“หยิบๆมาเหอะ” เขาพูดตัดรำคาญ พอวาลังเลก่อนหยิบม้วนกระดาษจากหนึ่งในสี่อันคลี่ออก
“เลข 4 ???” พอวาอ่าน
“ฮ่าๆๆๆดวงมึงแย่จริง”
“มีเลข1-4ยังได้เลขนี้อีก”
“เอาละน้องๆต้องทำมิชชัน 4 ด่านนะคร้าบ” พี่ปิงบอกเสียงยียวน
“พร้อมแล้วหาพวกพี่ได้เสมอ”
“น้องมีตารางเรียนพวกพี่แล้วนี่” พวกพี่พูดเสียงเริงร่า เหอะ…ท่าทางสนุกกันจริง
“พวกพี่ช่วยกันคิดมิชชันเหรอครับ” พอวาถาม
“ใช่แล้น สายพวกพี่ไม่มีธรรมเนียมเลยขอแจมด้วย”
งั้นเขาย้ายไปสายพี่คนนี้แทนได้ไหมหรือเลิกๆทำเลยดีแต่พอหันมองคนด้านข้างกลับเห็นแววตามุ่งมั่นแรงกล้า
“ผมขอมิชชันแรกเลยครับ” พอวาพูดหนักแน่น
“ไอ้น้องนี่เอาจริงว่ะ”
“ฮ่าๆๆๆเมื่อกี้ยังหัวหดอยู่เลย” พวกพี่แซวจนพอวาเกาหัวแกรกๆแก้เขิน                                                             
เขินผู้ชายทำไมก่อน เขาทำหน้าเหม็นเบื่อใส่พอวา
“เป็นไรน้องปวดขี้อ่อ”
“หน้าเบี้ยวเชียว”
“เปล่าครับ” คนที่ไหนปวดขี้แล้วหน้าเบี้ยววะ เขาเริ่มเหวี่ยงวีนไปเรื่อย
“พี่ขอประชุมแปป” พี่ปิงพูดหันหลังสุมหัวกับเพื่อนก่อนหันมา
“พี่คุยกันละ”
“มิชชันแรกคือ….” พี่ปิงพูดเว้นช่วงให้ลุ้น
“แสดงบทสามีภรรยา”
“ครับ!!!!!” พอวาถามเสียงหลง
“กี่นาทีครับ” เขาถามเนือยๆ
“5 นาทีพอ”
“ไอ้นี่นิ่งจริงไม่สะดุ้งสะเทือนเลย ฮ่าๆๆๆ”
“ตะวันจะเป็นสามีหรือภรรยา” พอวาถาม
“ภรรยา”
“ห๊ะ” พอวาทำหน้าตกใจ
“3 2 1 แอคชัน”
“เดี๋ยวสิพี่!!!!”
ผลัวะ!!! ตะวันตบหัวพอวาเสียงดัง
ทุกคนบริเวณนั้นเงียบกริบหยุดกึกกลางทางเดินหันมองคอแทบหัก
“เฮ้ย ไอ้แก่เมื่อวานทำไมกลับบ้านดึก” พอวาช็อกอ้าปากค้างตาเบิกโตกว้าง
“ถามไม่ตอบเหรอฮะ” เขาจัดการบิดหูพอวา
“โอ๊ย เจ็บๆกลัวแล้วจ้ะเมียจ๋า” พอวาร้องโอดโอยพวกพี่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งบางส่วนทรุดลงนอนกุมท้องที่พื้น
คนรอบๆขยับมุงล้อมพวกเขาเป็นวงกลมหัวเราะลั่นเสียงดังไม่เกรงใจ
“ตกลงมึงไปไหนมา”
“เมื่อวานมีงานเลี้ยงเลยกลับดึกจ้ะ” พอวาตอบเสียงอ้อมแอ้ม
“ใครอนุญาตให้ไปฮะ!!!” เขาตะคอก พอวาสะดุ้งตัวลีบหดเหลือหนึ่งนิ้ว
“ตะ-แต่ว่าเพื่อนมันชวนนี่” พอวาตอบเสียงเบา
“เดี๋ยวนี้กล้าเถียงชั้นเหรอ”
“เปล่าจ้ะ” พอวายืนเอามือกุมกันก้มหน้าสำนึกผิด
“คุกเข่าลงไปชูมือขึ้นด้วย” พอวาทำตามแต่โดยดี
“ครั้งหน้าจะทำอีกมั้ย”
“ไม่ทำแล้วจ้ะ”
“อย่าให้รู้นะว่าแอบมีเมียน้อย”
“ไม่มีทางแน่นอนจ้ะ เขารักแต่ตัวเองคนเดียวเท่านั้น” กองเชียร์หัวเราะครืน
“ลองกล้ามีดูสิเห็นดีกันแน่”
“ไม่มีจ้ะไม่มีแน่” พอวาส่ายหัวหวือ
“เอ้า นั่นลูกร้องแล้วไปดูซิ”
“จ้ะ ได้จ้ะ” พอวาทำท่าลุกขึ้นเดินไป
“แม่งมีลูกด้วยว่ะฮ่าๆๆๆๆๆ”
“หมดเวลาคร้าบ” พี่ปิงพูด
แปะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กองเชียร์ปรบมือให้กำลังใจยกใหญ่พอวาหน้าแดงลามถึงคอเหมือนมะเขือเทศสุกใกล้ระเบิด
ส่วนเขาเก๊กหน้านิ่งขรึมไม่เห็นน่าเขินตรงไหนแค่แสดงบทสามีภรรยาใครๆก็เคยทำ
เขาพยายามสะกดจิตตัวเองเต็มที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าหูตัวเองแดงเถือกขนาดไหน
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆแม่งฮ่าๆๆๆขำฉิบหาย” พี่ปิงขำตัวโยน
“ไอ้เรานึกว่าจะแนวแบ๊วๆใสๆ”
“ที่ไหนได้แม่งโคตรฮาร์ดคอร์ ฮ่าๆๆๆๆๆ”
“ไอ้นี่โตไปกลัวเมียแน่นอน”
“แล้วตะวันอะ ?”
“โตไปบ่นเมียแทน ฮ่าๆๆๆๆ”
“ฮ่าๆๆๆๆนึกแล้วตลกฉิบ” พวกพี่ยืนหัวเราะสักพักก่อนพี่ปิงพูดขึ้น
“โอเค พี่ให้มิชชันแรกคอมพลีท”
“มิชชันสองเลยครับ” เขาพูด
“เฮ้ย รีบจังเลยเรา”
“ให้เวลาพี่คิดก่อนดิ๊”
“อีกสามวันค่อยมาใหม่ไป”
“ให้เวลากลับไปซ่อมหน้าก่อน”
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” พูดจบพวกพี่พากันหัวเราะอีกรอบ
แชะ!!! เขาหันมองข้างหลัง
“ไอ้น้องมองไร”
“พวกพี่ได้ยินเสียงไรปะ”
“ไม่นะ” พวกพี่หันมองหน้ากันงงๆ
“หรือว่า….”
“ว่า….” พวกพี่ประสานเสียงพร้อมเพรียง
“วิธีแก้เขินแบบใหม่วะฮ่าๆๆๆๆ”
ขำกันเข้าไประวังตัวไว้เถอะเขาหมายหัวพวกรุ่นพี่ไว้ในใจพวกเขาร่ำลารุ่นพี่ก่อนแยกตัว
ปล่อยพวกพี่แกเดินขึ้นส่งงานที่ชั้นบนระหว่างรอลิฟต์พอวาเหล่มองหน้าเขาหลายรอบ
“อะไร” เขาถามหันจ้องหน้า พอวาสะดุ้ง
“เปล่า แค่แปลกใจ”
“เรื่อง?”
“ไม่นึกว่านายจะตีบทแตกขนาดนั้น”
“อือ” ตอนไปบ้านญาติเขาเห็นลุงกับป้าทะเลาะกันเลยจำมาแค่นั้นล่ะ
“ทำไมเล่นบททะเลาะกันละ”
“ไม่อยากเล่นหวานแหวว ขนลุก” เขาพูดมือกอดอกสั่นหัวประกอบพอวาหัวเราะเริ่มผ่อนคลายขึ้น
“โห มือโคตรหนักนี่ยังเจ็บอยู่เลย” พอวาลูบหัวป้อยๆ
“โทษที กะแรงไม่ถูก” ที่จริงเขาตั้งใจหมั่นไส้มาตั้งนานล่ะ
“ถ้ากะถูกหัวคงหลุดอะ”
“เวอร์”
“ฮ่าๆๆว่าแต่ทำไมถึงให้คุกเข่า” พอวาถามสิ่งที่ติดใจอยู่
“อินมากไปหน่อย” เขาตอบก่อนเดินออกลิฟต์พอวาอึ้งชะงักค้าง
“ไม่ลงเหรอ”
“ลงๆ” พอวารีบเดินออกลิฟต์
“ไปกินข้าวกันมั้ย”
“ที่ไหน”
“นั่นแน่ ติดใจฝีมือแม่เราแล้วดิ”
“ใช่”
“ฮ่าๆๆนายนี่ซื่อตรงโคตร”
“อือ”
“เอารถมามั้ย?” พอวาส่ายหน้า
“ทางนี้” เขาเดินนำไปที่มอเตอร์ไซค์
“เพิ่งเคยซ้อนมอไซค์นะเนี่ย”
“เหรอ”
“ปกติมีแต่สาวซ้อนท้าย”
“เหอะ” เขาค่อนแคะทางสายตา
“ฮ่าๆๆๆ”
“แล้ววินในมออะ”
“อันนั้นไม่นับดิ”
“เหรอ”
“ใช่”
เขาสตาร์ตรถรอพอวาขึ้นนั่งค่อยออกตัวพอวาเสียหลักรีบก้มกอดเอวแน่นเอาหน้าซุกหลังเขา
“กอดแน่นเกิน”
“เรากลัวตกอะช้าลงหน่อย”
“หิวข้าวแล้ว”
“ไม่ต้องรีบหรอกป่านนี้แม่ยังไม่จ่ายตลาดเลย” พอวาแย้งเสียงสั่นเขาเลยลดความเร็วลง
“นึกว่าหัวใจจะหลุดแล้วเนี่ย”
“ใจเสาะ” ตะวันพูดดูถูกอีกฝ่าย
“เร็วนี่ไม่เท่าไรแต่นายขับปัดซ้ายป่ายขวาอ่ะ”
“มอไซค์แทรกเลนได้”
“ถึงงั้นก็เหอะ” พอวาบ่นอุบ
เรื่องเยอะผู้ชายซะเปล่ากลัวนู่นกลัวนี่ถ้าเจอผีคงช็อกน้ำลายฟูมปากตั้งแต่ยังไม่หลอกเขาคิดนู่นนี่เรื่อยเปื่อย
ระหว่างทางมุ่งสู่บ้านพอวาขี่สักพักผ่านตลาดเลยหมู่บ้านสองสามซอยจึงถึงที่หมายจอดรถเสร็จ
พวกเขาก้าวเท้าเข้าภายในเสียงข่าวช่วงเย็นแว่วมาเป็นอันดับแรก
“พอวาไปจ่ายกาดหื้อแม่กำ”
(พอวาไปจ่ายตลาดให้แม่หน่อย) คุณป้าพูดสายตาจับจ้องทีวี
“ได้เจ้า”
(ได้ครับ) พอวารับคำ
“สวัสดีครับ” เขาเอ่ยทักทายคุณป้า
“อ้าว ตะวันมาด้วยเหรอลูก”
“ใช่ครับมาฝากท้องกับข้าวแม่โดยเฉพาะ” พอวาพูดแกมหยอก
“อย่างนี้ต้องหุงข้าวเยอะๆแล้วล่ะ” คุณป้าแซว
“รบกวนด้วยครับ” เขาพูดเสียงเขินๆ
“บ่าต้องเกรงใจๆคนกินข้าวด้วยเยอะๆสิดี” คุณป้าพูดปนเอ็นดู
“คุณลุงกับพี่ซอมพอล่ะครับ” เขาถามเพราะบ้านเงียบผิดปกติ
“ยังทำงานอยู่กลับค่ำๆนู่นละ” พอวาตอบแทน
“คนทำงานก็อย่างนี้ล่ะ” คุณป้าบอก
“คุณป้าเหงาแย่เลย” ตะวันทัก
“ไม่หรอกจ้ะเดี๋ยวก็กลับ พอวายังอยู่กับป้าด้วย” คุณป้าพูดยิ้มๆ
“แม่เราเหงาแย่เลยสิอยู่คนเดียว” คุณป้าทักบ้าง
“ไม่หรอกครับ” ปกติอยู่นู่นแทบไม่เจอกันด้วยซ้ำเขาไปเรียนกลับมาแม่ยังทำงานอยู่เลย
“ลูกชายอยู่นี่ต้องคิดถึงอยู่แล้ว” คุณป้าแย้ง
“ว่างๆโทรหาแม่บ้างนะจ๊ะ”
“ครับคืนนี้ผมจะโทร” เขารับปาก
“ดีแล้วจ้ะ” คุณป้ายิ้มรับ
“ไปจ่ายตลาดกันเถอะ” พอวาพูดขึ้นหลังนั่งฟังเงียบๆ
“อือ”
เขาขี่มอเตอร์ไซค์ออกจ่ายตลาด
“ซื้อไรบ้าง”
“ผักกาดจ้อน ผักเชียงดา กะปิ กระดูกหมู ไส้หมู เนื้อหมู”
โครกกกก  ~
“ฮ่าๆๆๆๆนายนี่ท้องร้องบ่อยจริง”
“หิวก็ต้องร้องดิ” จะให้หิวแล้วตดรึไง
“’งั้นหาของกินเล่นก่อนมั้ย”
“อือ”
พวกเขาเดินดูของกินตามรายทางซื้อทาโกะยากิลูกโตกับเกี๊ยวซ่าไส้หมูตามด้วยลูกชิ้นปิ้ง
เขาจัดการยัดใส่ปากทันทีกำลังจะไปต่อคิวเครปญี่ปุ่นแต่โดนมือใหญ่คว้าเสียก่อน
“พอๆเดี๋ยวกินข้าวไม่ไหวหรอก”
บังอาจขัดขวางคนหิวงั้นเหรอ
“ชิ” เขาสบถเบาๆ
“ฮ่าๆๆๆๆกินเก่งเกินเราเลี้ยงไม่ไหวนะ” พอวาจับหัวเขาโยกซ้ายขวา
“ไม่ได้ให้เลี้ยง” เขาปัดมือพอวาก่อนเดินหนี
“เดี๋ยวสิกินอะโวคาโดปั่นไหม”
“กิน” เขาเหลือบมองก่อนเดินย้อนกลับมา
“ฮ่าๆๆๆๆ” พอวาหัวเราะจูงมือเขาต่อแถวน้ำปั่นเนื่องจากคนเยอะกลัวพลัดหลงกัน
หลังกินขนมรองท้องพวกเขาเริ่มหาของตามรายการอีกครั้ง
“พอวาซื้อก้วยใต้ก่อเดวอุ้ยลดหื้อ”
(พอวาซื้อกล้วยมั้ยเดี๋ยวป้าลดให้)
“เอา 2 อันเจ้า”
(เอา 2 อันครับ)
“60 เจ้า” พอวาจ่ายเงินหิ้วกล้วยสองหวีไว้
(60 จ้า)
“ยินดีจ้าดนักเจ้า” แม่ค้าบอกไล่หลัง
(ขอบคุณมากจ้ะ)
เดินลึกเข้าตลาดแม่ค้าพ่อค้าทักพอวาเรื่อยๆส่วนใหญ่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่คาดว่าคือคนในหมู่บ้านซื้อของครบรายการ
พวกเขาก็กลับบ้านตอนห้าโมงเย็นพบคุณป้ากำลังนึ่งไข่ป่ามอยู่ในครัวหลังวางของลงเคาน์เตอร์ครัวแล้วพอวาหยิบไส้หมูล้างน้ำ
เขายืนหันซ้ายหันขวาหาอะไรทำ
“ล้างผักให้หน่อยสิ” พอวาพูด
เขาหยิบผักเชียงดาล้างน้ำ พอวาค้นเครื่องปรุงวางเรียงหมักเนื้อหมูพักไว้                 
“เด็ดให้ด้วยนะ” พอวาบอก เขาเด็ดผักเชียงดาใส่กะละมัง
ส่วนพอวาตั้งหม้อน้ำใส่กระดูกหมูรอเปื่อย
“นายคอยคนด้วย” พอวาสั่งการ เขาขยับจับทัพพีด้วยท่าทีเงอะงะพอวาลอบขำเล็กน้อย
ตัวเขาไม่ค่อยสันทัดการทำอาหารเท่าไรแค่ทอดไข่ดาวกับมาม่าได้เท่านั้น
โป๊กๆๆๆๆๆ พอวาโขลกพริกกระเทียมอยู่หลังเขาคุณป้าหยิบหมูที่พักใส่กระบอกบีบเข้าไส้หมูขึ้นย่างต่อไข่ป่าม
ฉ่าาาาาาา พอวาเทผักเชียงดา มะเขือเทศ พริกกระเทียม ไข่ไก่ลงกระทะปรุงรสก่อนผัด
ด้วยท่าทีคล่องแคล่วสะบัดข้อมือพลิกส่วนผสมลอยขึ้นฟ้าเขาเผลอปรบมือด้วยความชื่นชม 
“แปะๆๆๆ”
“ฮ่าๆๆๆๆ” เจ้าตัวได้ใจโชว์ฟอร์มกว่าเดิม
“พอวาเลิกเล่นได้แล้วเดี๋ยวไหม้พอดี” คุณป้าเตือน
“สุมาเต๊อะเจ้า”
(ขอโทษครับ)
“หมูนิ่มหรือยังจ๊ะตะวัน”
“ไม่แน่ใจครับ” เขาพูดพลางเขี่ยกระดูกหมู
“ไหๆนิ่มแล้วนี่” พอวาแย่งทัพพีเพื่อคนเอง
พอวานำพริกกระเทียมที่โขลกแยกลงหม้อต้มหมูรอน้ำเดือดค่อยใส่ผักกวางตุ้ง(ผักกาดจ้อน)
และน้ำมะขามเปียกคนเข้ากันแล้วเคี่ยวต่อคุณป้าเทน้ำมันลงกระทะที่ผัดเชียงดานำพริกขี้หนูทอด
เมื่อกรอบจึงยกลงเทกระเทียมสับเจียวต่อส่งกลิ่นหอมก่อนเทส่วนผสมลงหม้อจอผักกาด
แล้วจัดการปิดเตาพักไว้

 ติ๊ง ~ เสียงข้าวหุงสุกพอดี
พวกเขาจัดจานนั่งกินข้าวเพียงสามคนเพราะคุณลุงกับพี่ซอมพอยังไม่กลับมื้อนี้กับข้าวคือไข่ป่าม ไส้อั่ว ผัดไข่เชียงดา
กับจอผักกาดคุณป้าตักข้าวให้เขาเยอะพิเศษพลางตักกับข้าวนู่นนิดนี่หน่อยให้ชิมทำหน้าปลื้มอกปลื้มใจกับฝืมือทำอาหารตนเอง
“แม่เอาใจแต่ตะวันเลยนะ” พอวาบ่นงุ้งงิ้ง
“โตแล้วยังขี้น้อยใจอีก” คุณป้าบ่น
พอวาตอบกลับด้วยการเบะปากเขามองอย่างหมั่นไส้นิดๆ
“สายตาแบบนั้นคืออะไร” พอวาหาเรื่องเขา
“เปล่านี่” เขาลอยหน้าลอยตาตอบ
“มีอะไรชัดๆ” พอวาหรี่ตาจับผิด
“แน่ะ อย่าหาเรื่องตะวันสิ” คุณป้าเอ็ด
“ผมเปล่านะ” พอวาเถียงข้างๆคูๆ
“ทำตัวเป็นเด็กไปได้” คุณป้าส่ายหัวระอาใจ
“เชอะ!!!” พอวาแกล้งสะบัดหน้าหนี
เขาอดหัวเราะกับความสะดีดสะดิ้งของเจ้าตัวไม่ได้พอวาเหล่ตามองแล้วหัวเราะบ้าง
คุณป้าพลอยหัวเราะอารมณ์ดีด้วยมื้ออาหารเต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่น
เขาช่วยพอวาเก็บโต๊ะล้างจานก่อนขอตัวลากลับ
“แวะมาบ่อยๆนะจ๊ะ”
“ครับ” เขาตอบ ถ้าคุณป้าชวนเขาต้องตอบรับอยู่แล้ว
“กินอิ่มจนพุงกางเลยนะ” พอวาแซว
“อือ กับข้าวอร่อย”
“ฮ่าๆๆๆไว้มาใหม่นะ” พอวาพูด
“อืม” เขาตอบก่อนขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากตัวบ้าน
ข้างนอกฟ้ามืดเรียบร้อยสายลมเย็นยามค่ำคืนช่วยให้ผ่อนคลายหนังตาของเขาหย่อนคล้อยตรงข้ามหนังท้องที่ตึง
เสียงวุ่นวายของผู้คนแว่วมาเป็นพักๆเสาไฟข้างทางส่องแสงสีเหลืองนวลอมส้ม
“กรี๊ดดดดด!!!” เอี๊ยด เขาเบรกมอเตอร์ไซค์ตัวโก่ง
ขณะผ่านซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่งมีเสียงกรีดร้องดังขึ้นเขาก้าวขาลงรถสายตากวาดมองรอบข้างระแวดระวังตัว
ค่อยๆย่างกรายสู่ที่มาของเสียงระหว่างทางพบไม้หน้าสามจึงหยิบติดตัวมา
“ชั้นบอกไม่เอาไงยะ”
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ไง”
“โอ๊ยยยย ไอ้บ้านี่” ภายใต้เงาสลัวเขาเห็นคนสองคนเถียงกันเอาเป็นเอาตาย
ฝ่ายผู้หญิงที่ถูกกระชากลากถูยื้อแขนสุดฤทธิ์เบื้องหน้าทั้งสองคือโรงแรมม่านรูด
“เฮ้ย นังร่xxมึงอ่อยกูเองนะ”
“กูไม่ได้อ่อย มึงเสนอหน้ามาเองต่างหาก”
“หุบปากแล้วตามเข้าไปดีๆ” เพียะ!!!! เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังมากจนเขาเจ็บแทน
ฝ่ายผู้หญิงหน้าหันตามความเร็วแรงของฝ่ามือเขาที่อดรนทนไม่ไหวรีบพุ่งตัวไปพร้อมตะโกน
“เฮ้ย!!!!! ทำไรของมึ-”
“พี่การ์ดคะ!!!!!” หลังสิ้นเสียงแปดหลอดเหล่าบอดี้การ์ดชุดดำกรูมาจากไหนไม่รู้
ตรงเข้ากระทืบผู้ชายคนนั้นด้วยส้นเท้าหนักหน่วงเขาชะงักกึกหน้าเหลอหลาทำตัวไม่ถูก
“ตะวันนายมาทำไรที่นี่!!!!” หญิงสาวร้องด้วยอารามตกใจ
“บังเอิญผ่านมา แล้วนี่….” เขาเหล่ตามองผู้ชายที่โดนกระทืบตาปูดโปนแก้มบวมฟันหักสามซี่
“อ๋อ อย่าสนใจเลยแค่ขยะเปียกน่ะ” เจ้าหล่อนพูดก่อนจัดการขยี้ตรงหว่างขารุนแรง
เขาเอามือกุมตรงนั้นโดยสัญชาตญาณสูญพันธ์มั้ยนั่นแต่ก็สมควรโดนแหละนะ
เขาพยักหน้าหงึกๆกับตัวเองทำให้ปลายฝนมองด้วยสายตาระแวง
“เจ็บมากไหม” เขาถาม
“เจ็บสิยะ เลือดออกด้วยเนี่ย!!!” ปลายฝนแว้ดด่าก่อนหันมองผู้ชายบนพื้นด้วยสายตาจองเวร
“…..” เขาจะจำไว้ว่าไม่ควรทำเธอโกรธ
“นายกินข้าวหรือยัง?” ปลายฝนเปลี่ยนเรื่องแบบไม่ทันตั้งตัว
“กินแล้ว” เขาตอบ ถามทำไมวะ
“งั้นไปนั่งกินเป็นเพื่อนชั้นหน่อย” เจ้าหล่อนพูดขึ้นไม่สนใจคำตอบใดๆ
“ไม่ไปกับการ์ดละ” เขาบ่ายเบี่ยง
“นี่คนคุ้มกันไงไม่ใช่เพื่อน ชั้นอยากได้เพื่อนกินข้าวต่างหาก”
“อ่าหะ” เขาตอบเนือยๆ
“ถือว่าตกลงแล้วนะ”
“….” ไม่ตกลงได้มั้ยล่ะ
หันกลับมองอีกทีพวกบอดี้การ์ดก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเขาพาปลายฝนไปยังมอเตอร์ไซค์ของเขา
แต่เจ้าหล่อนเก้ๆกังๆไม่ยอมขึ้นสักที
“ไม่ขึ้นอะ”
“ขึ้นไม่เป็น”
“ห๊ะ” คนแบบไหนวะขึ้นมอเตอร์ไซค์ไม่เป็นเขาถอนหายใจพรืดก่อนก้าวขาลงแล้วก้าวขึ้นให้ดูใหม่
เจ้าตัวก้าวขึ้นช้าๆเขาสตาร์ตรถทำท่าจะขับออกไปก่อนนึกได้
“เกาะไว้เดี๋ยวตก”
“อะ-อืม” เธอสะดุ้งก่อนยื่นมือจับแฮนด์มอเตอร์ไซค์ทับมือเขา หืม…..อะไรแปลกๆนะ
เขาก้มมองชัดเลยเธอจับแฮนด์มอเตอร์ไซค์อยู่จริงๆเขาแกะมืออีกฝ่ายยึดจับรอบเอวเขา
“เกาะแน่นๆ” เขาบอกเพราะนึกได้ว่าพอวาบอกเขาขี่รถน่ากลัว
“เดี๋ยว”
“อะไร” เขาเริ่มหงุดหงิดละนะ
“ทำไมนายใส่หมวกกันน็อกคนเดียว?” คราวนี้เขาถอนหายใจออกยาวเหยียด
“นี่!!!อย่ารำคาญชั้นนะ” เธอแว้ดขึ้น
รำคาญโว้ยยยยยย เขาจัดการถอดหมวกเอี้ยวตัวใส่ให้ก่อนล็อกแน่นหนา
“ไปได้ยัง” เขาถามพยายามข่มอารมณ์หงุดหงิดด้วยไม่ชอบชอบคนจู้จี้จุกจิก
“ได้แล้ว” เจ้าหล่อนตอบกลับอย่างถือตัวเขาหมั่นไส้เลยแกล้งขับออกตัวแรงๆ
“ว้ายยยยยย” เจ้าหล่อนโวยวายก่อนจิกเล็บลงหน้าท้องเขาอย่างแรง มันเจ็บนะโว้ยยยย
กลิ่นน้ำหอมอีกเขารู้สึกอยากเอาขวดน้ำหอมเธอปาทิ้งดอยขึ้นมาตงิดๆกลิ่นเหมือนคุณป้าอายุ50ยังไงยังงั้น
เสื้อพอวายังหอมกว่าตั้งเยอะเขาคิดเองเออเองในใจ
“นี่ทำไมเงียบล่ะ”
“ไม่รู้จะคุยไร” เขาตอบ
“นายเป็นผู้ชายโคตรรรรน่าเบื่ออะ” เธอบ่นกระปอดกระแปด
“อือ” ใช่…น่าเบื่อและใจร้ายด้วย สี่แยกหน้าจับยัยนี่โยนทิ้งไว้ดีกว่า
“กินไร”
“ไม่รู้”
“เฮ้ย แล้วนี่ขับไปไหนวะ” เขาอุทานตกใจ
“เอ้า จะรู้ไหมอยู่ๆก็ขับออกมา” เธอพูดเสียงวีนๆ
“กินข้าวมันไก่ละกัน” เขาตัดสินใจ
“ไม่อย-”
“อย่าเรื่องมาก” เขาพูดเสียงดุ เธอเลยเงียบปากลง
หรือจะทำเกินไปหน่อยเขาเหล่หางตามองพบว่าเธอก้มหน้ายิ้มกรุ้มกริ่มกับตัวเอง
เอิ่ม….ตอนโดนตบนี่สติกระเด็นออกด้วยเหรอเขาเริ่มเสียวสันหลังแปลกๆ
“ไปไหนมา?” เธอถาม
“บ้านพอวา”
“อย่างนั้นเหรอ” ทำไมเขาสังหรณ์ใจไม่ดีเลยน้ำเสียงเธอแฝงแววบางอย่างที่ทำให้เขาขนลุก
ขี่สักพักจนถึงร้านข้าวมันไก่เขาจอดรถก้าวขาเดินนำหน้าปล่อยให้เธอสั่งข้าวตัวเอง
ส่วนตัวเขาเลี้ยวเข้าสั่งทับทิมกรอบร้านข้างๆแล้วถือชามกลับมาทิ้งตัวนั่งลงตรงข้าม
ติ๊ง ~ พอวาทักมา เขากดเข้าดูก่อนอ่านข้อความ
‘ติกเกอร์จ๊ะเอ๋’
‘ถึงบ้านยังงง’
เขากดตอบกลับ ‘ยัง’
“ตะวันตักน้ำให้หน่อย เราลืมอะ” เสียงปลายฝนแทรกขึ้นเขาวางมือถือบนโต๊ะลุกไปหยิบให้
ทำๆให้จบขี้เกียจรำคาญแล้วเขาคิดขณะตักน้ำสองแก้วให้ตัวเองกับปลายฝน
พอเดินกลับจึงเห็นเธอหยิบมือถือเขาเซลฟี่อยู่
“ทำไร” เขาพูดเสียงเย็น
“เห็นนายเดินไปเราเลยตอบพอวาแทน” เธอสะดุ้งก่อนรีบแก้ตัวเขาฉวยมือถือคืนเพื่ออ่านแชท
‘ช้าจัง’ พอวาถาม
‘พอดีตะวันเจอเราก่อน’ ปลายฝนตอบกลับพร้อมแนบรูป
‘อ้าว มาไง’
‘โห งอนแล้วนัดเจอกันด้วยอ่อ’ พอวาส่งสติกเกอร์แก้มป่องกลับมา
‘บังเอิญเจอ’ เขาพิมพ์ตอบ
‘ไม่เชื่อง้อเลย’ พอวางอแง เขากดส่งสติกเกอร์รำคาญตามด้วยโบกมือลา
พอวาตอบกลับด้วยสติกเกอร์ร้องไห้เขาถอนหายใจก่อนกดปิดมือถือเมื่อเงยหน้ามอง
พบปลายฝนชะโงกหน้าเกือบชิดเขาสะดุ้งตกใจก่อนอุทาน
“เหี้ยย”
“เหี้ยที่ไหนนี่นางฟ้า” เธอสะบัดผมตอบเชิดๆ
“มั่นหน้าเนอะ” เขาแขวะ
“ก็คนมันสวยอ่ะ” เธอยักไหล่ก่อนก้มหน้ากินข้าวต่อ
ทำไมวันนี้มีแต่คนทำให้รำคาญแล้วที่อ่านข้อความเขาอีกไม่เคยเรียนมารยาทหรือไง
เขาจิ๊ปากหงุดหงิดเบาๆ
“ได้ยินนะ!!” เธอโวยวาย
“อือ”
“อะไรจะรำคาญขนาดนั้น” เธอแขวะ
ไม่ได้แค่รำคาญเริ่มเกลียดแล้วด้วยยัยคนมารยาททราม
“อือ” คิดก็ปวดหัวเปล่าตอบส่งๆนั่นแหละ
“ชิ” เธอมุ่ยหน้าใส่เขา คิดว่าน่ารักมากมั้ง!!!
“รีบๆกินเดี๋ยวไปส่ง”
“ไม่ต้องเดี๋ยวพี่การ์ดพากลับ”
“ยังอยู่อีกเหรอ” เขาทักอึ้งๆเรียนวิชาซ่อนตัวจากสำนักนินจาปะเนี่ย
“ใช่ อยู่แถวนี้แหละ” เธอตอบกลับเรียบๆ
“แล้วเกิดไรขึ้น?” เขาถาม
“นัดวันไนท์แสตนด์อะ” เธอตอบชิวๆเขาช็อกแปปนึงก่อนดึงหน้ากลับ
“ทำไมทะเลาะล่ะ” เขาถามต่อ
“อีกฝ่ายน่ะสิบอกว่าขอเพื่อนแจมด้วย” เธอตะโกนมือกระแทกช้อนดังปัง
“ไอ้เฮงซวยเอ๊ยยยย!!!!” คนในร้านเงียบเสียงคุยกะทันหัน
“เบาหน่อยๆ” เขาพูดเลิ่กลั่ก
“ชิ” เธอคว้าช้อนตักข้าวเข้าปากต่อ บรรยากาศกลับสู่ปกติ
ยัยนี่โคตรน่ากลัวเลยนี่หว่า ให้ตายสิ…..มหาลัยเจอแต่คนแปลกๆ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-09-2021 22:34:04 โดย molal »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #7 เมื่อ01-10-2021 07:36:45 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ molal

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #8 เมื่อ18-10-2021 21:23:03 »

บทที่ห้า:ชีวิตเด็กถาปัตย์
“ฮัลโหลครับ” ตะวันกรอกเสียงเมื่อปลายสายกดรับ
“เกิดอะไรขึ้น ลูกไม่เคยโทรก่อนนี่” แม่พูดอย่างตกใจ
“ก่อเรื่องรึเปล่าฮึ” แค่เกือบเฉยๆน่ะครับ เขาตอบในใจ
“เปล่าครับ”
“งั้นโทรหาทำไมล่ะ” แม่ทัก
“คิดถึงครับ” เขาตอบลังเล
“….” เงียบ ไม่มีปฏิกิริยา
“แม่ครับ”
“ฮึกๆฮือออออ” เขาช็อก แม่ร้องไห้เหรอ!!!!!
“เป็นอะไรครับ ร้องทำไม!!!!” เขาพูดร้อนรน
“แม่นึกว่าลูกไม่สนใจแล้ว ฮึกๆๆ”
“ผมจะไม่สนได้ไงล่ะ” เขารู้ว่าแม่เซนซิทีฟแต่ไม่นึกว่าขนาดนี้
“ไม่ต้องพูดดีเลย” แม่ทำเสียงงอนๆ อ่า.....โดนบ่นยาวแน่ๆ
“ตอนขึ้นเครื่องลูกไม่กอดลาด้วยซ้ำ!!!!!” แม่สูดน้ำมูกเสียงดัง
ไม่ใช่ไม่อยากแต่เขินสายตาคนต่างหาก
“ตอนนี้บอกคิดถึงคงเชื่อหรอก หึ!!!” แม่ส่งเสียงหึขึ้นจมูก
“ปกติแม่โทรมาบ่อยนี่” เขาตอบอ่อยๆ
“ไม่สนหรอก หึ!!!”
เขาถอนหายใจเหนื่อยอ่อน ก่อนนึกถึงปัญหาที่ช่วงนี้คิดไม่ตก
“แม่ครับ….”
“ว่าไงลูก” แม่ถามงงๆเพราะน้ำเสียงเขาเปลี่ยนไป
“ผมอยากสลัดคนทิ้ง” เขาพูดจริงจัง
“ใครน่ะ ผู้หญิงเหรอ!!!!” แม่ทำเสียงตื่นเต้น
“ไม่ใช่ครับ ผู้ชาย”
“หา!!!”
“แค่อยากเป็นเพื่อนครับ”
“อย่างนี้เอง แล้วทำไมอยากสลัดทิ้งล่ะ”
“เขาน่ารำคาญ” ตะวันพูดเสียงเย็นชา
“ฮ่าๆๆๆต้องเป็นเด็กร่าเริงแน่ๆ” แม่หัวเราะร่า
“ครับ” ร่าเริงมากจริงๆนั่นแหละ
“ปกติเราเก่งเรื่องหนีคนนี่” แม่ทัก
ไม่ได้หนีแค่เลี่ยงเฉยๆหรอก.....เขาเบื่อการถูกบังคับให้พูดคุยหรือทำตามเพื่อนในกลุ่มแต่อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ
วาดรูปฟังเพลงในโลกส่วนตัวมากกว่าซึ่งเพื่อนที่เคยคบก็เหมือนจะเข้าใจและยอมจากไปในที่สุดเรื่องดำเนิน
อย่างปกติสุขจนกระทั่งม.ปลายครูประจำชั้นสังเกตเห็นและเรียกแม่มาที่โรงเรียนเขาเข้าใจนะว่าครูเป็นห่วงกลัวถูกรังแก
แต่ผลลัพธ์มันทำให้เราทะเลาะกันใหญ่โตซึ่งตอนนั้นเขาเด็กเกินควบคุมอารมณ์ทำให้เรื่องจบด้วยการที่แม่ร้องไห้อย่างหนัก
ส่วนเขาเก็บตัวในห้องสองอาทิตย์หลังออกจากห้องเราก็ทำเหมือนเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นแม่ยังติดตามอาการกับครูประจำชั้น
พอรู้ว่าไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งและทำงานกลุ่มร่วมกับเพื่อนปกติแค่ไม่มีเพื่อนสนิทจึงหายห่วงเอง
ไม่น่าเอาเรื่องนี้ปรึกษาแม่รึเปล่านะ….คิดตอนนี้สายเสียแล้วล่ะ
“ลองเปิดใจดูสิลูก แม่ว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายหรอก” แม่พูดเสียงอ่อนโยน
“ครับ” ตอบส่งๆก่อนแล้วกัน
“พอตอบแล้วก็ไม่ฟัง” แม่บ่นนู่นนี่กระปอดกระแปดเขาตอบแค่ครับๆรอให้แม่หมดแรงเอง
“เฮ้ออออ เรานี่จริงๆเลย” แม่บ่นอีกสองสามประโยค
“มีสายซ้อน แม่ต้องวางแล้วล่ะ”
“ครับ”
“แม่ก็คิดถึงลูกนะ”
“ครับ ผมด้วย” ติ๊ด---ปลายสายเงียบลง
สุดท้ายเขาก็ไม่ได้คำตอบว่าต้องหนีพอวายังไงตั้งแต่เกิดเพิ่งเคยเจอคนแบบนี้ด้วยสิ

“ตะวันนนนนน” คิ้วเจ้าของชื่อกระตุกถี่รัว หมอนี่ไม่เบื่อบ้างรึไง
เขาถอนหายใจหยุดยืนรออีกฝ่ายด้วยรู้ว่าหนีไม่พ้นฝ่ายนั้นวิ่งหัวเหอยุ่งกระเซิงมาแต่ไกลเหมือนหมาโกลเด้นที่ขนพลิ้ว
ตามลมต่างกันตรงที่อีกฝ่ายไม่ได้ทะยานทับเขาแบนคาที่
หากแต่หยุดลงตรงหน้างอตัวหอบหายใจเข้าหนักหน่วง
“นาย---แฮ่ก---มา--เช้าจัง” ไม่ต้องรีบพูดขนาดนั้นก็ได้ เขาขี้เกียจฝังศพให้
“พอวาอะไรของมึงวะอยู่ๆก็วิ่ง โอย เหนื่อย” B2 ที่วิ่งตามทิ้งตัวนั่งแปะบนพื้นข้างๆอย่างหมดแรง
ส่วนB1เดินดูดโอเลี้ยงมือล้วงกระเป๋าชิลๆ
“หวัดดี” B1 ทักนิ่งๆ
“หวัดดี” ไอ้หมอนี่กวนตีนจริง
“กินข้าวรึยัง” พอวาที่หายเหนื่อยเงยหน้าพูดด้วยแววตาวิบวับ
“แล้ว” เขาโกหก
“ว้าาาา เสียดายจังอุตส่าห่อข้าวเผื่อ” พอวาพูดด้วยเสียงสุดแสนเสียดาย
“วันนี้มีน้ำพริกหนุ่ม แกงโฮะกับแอ็บหมูซะด้วย” พอวาพยายามยั่วเขาต่อไป
เหอะ…เขาไม่ใช่เด็กห้าขวบนะจะได้ติดกับ
โครกกกก ~ ไอ้ท้องไม่รักดีนี่
“ฮ่าๆๆๆๆไหนบอกกินแล้ว” พอวาแซว
“จำผิด” เขาแถใส่
“เจ็บไหมนั่น” B1ทัก
“อะไร”
“สีข้างถลอกหมดแล้ว ฮ่าๆๆๆ” B2 หัวเราะก๊าก
เขาทำหน้าอึนเดินหนี
“ไปไหนน่ะ” พอวาพูดพลางรั้งแขน
“หาที่นั่ง”
“นึกว่าจะหนีซะล่ะ” เรื่องอะไรเดินหนีของกิน
“นายนี่ขี้อายโคตรขัดกับหน้าตา” B2 พูด
“หน้าตาเป็นไง” เขาถาม
“หน้าซื่อบื้อๆเหมือน--อุ อุ๊บบ” B1 ปิดปาก B2 ก่อนได้พูดต่อคงกลัวเขาฆ่าหมอนี่ทิ้งมั้ง
B2 พอเห็นสายตาวาววับของเขาถึงกับหุบปากฉับพวกเราเดินไปนั่งม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่
เพื่อแกะห่อข้าวกินสองกล้วยหอมจอมซนตาลุกเปล่งประกายวิบวับ
“นี่ๆมัน”
“โคตรอร่อย//โคตรอร่อย” ทั้งสองตะโกนพร้อมกัน
ตะวันกอดอกพยักหน้าหงึกหงัก เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลยล่ะพอวามองพลางลอบขำ
เขาเหล่มองพบอีกฝ่ายอมยิ้มให้ หมั่นไส้ชะมัด….
“เฮ้ยยย นั่นของกู”
“ของกูต่างหาก” ทั้งสองยื้อแย่งกับข้าวดุเดือด
ไม่ได้การล่ะถ้าไม่รีบสองคนนี้กินหมดแน่

หลังอาหารหมดเกลี้ยงพวกเขาเดินเข้าตึกคณะด้วยกันเขายอมให้พอวาจูงแขนแต่โดยดีคงกลัวเขาหนีล่ะสิ
เพราะอีกฝ่ายมื้อเช้าถึงได้อิ่มหนำสำราญยอมให้นิดๆหน่อยๆละกันหวังว่าคงไม่ได้ใจนะตะวันเหม่อ
จนเผลอชนหลังเต็มแรงตอนอีกฝ่ายชะงักเท้าฝ่ายนั้นหัวเราะเบาๆเปิดประตูห้องให้เขาย่นคิ้วใส่
เดินตัดผ่านเข้านั่งแถวกลางตรงที่ว่างสี่ที่พวกพอวาอึ้งสักพักพร้อมเอ่ยแซว
“แผนของกินล่อได้ผลว่ะ” B2 ว่า
“ไอ้วาไม่ต้องไล่จับละ” ตามด้วย B1
ใครว่า  พอพ้นวันนี้ค่อยหลบหน้าหรอก
“อย่าแซวตะวันสิ” พอวาพูด
“กลัวเขาหนีอีกละสิ” B2 พูด
“ต้องกลัวดิกว่าจะตกได้ฮ่าๆๆ” B1 หัวเราะเสียงแหบห้าว
หน้าก็โจรหัวเราะยิ่งโคตรโจรเลยว่ะ
สามคนนั้นพูดเรื่อยเปื่อยจนเริ่มเวลาเรียนพอวาตั้งใจจดโน้ตเช่นเคยปล่อยสองคู่หูเล่นทายคำ
ส่วนเขาฟังบ้างเหม่อบ้างเลยถึงคาบพักเที่ยงพอวารีบดึงแขนไว้ไม่ให้เขาลุก
ความรู้สึกเหมือนตอนหมาดึงแขนเสื้อ อืม…นับวันเขายิ่งเพี้ยน
“ตะวันลงสโมปะ” พอวาถามหลังกินข้าวสักพัก
“ไม่” เขาไม่มีทางทำเรื่องน่ารำคาญอย่างสโมสรนักศึกษาอยู่แล้ว
“ว้า เสียดาย” พอวาพูดเศร้าๆ
ใครอยากเปลืองเวลาส่วนตัวอุทิศให้ส่วนรวมก็ทำแต่ไม่ใช่เขาแน่ๆ
“พวกนายล่ะ” พอวาหาตัวช่วยเพิ่ม
“โทดทีนะ หน้ากูต้องลงเดือนเท่านั้น” B2 กอดอกเชิดหน้าใส่
“ส่วนกูต้องหลีดมอ” B1 พูด
“โห หล่อตายละสัส” พอวาเบะปาก
“มึงไม่รู้อะไร กูนี่หล่อใสๆ”
“ใสจังแลนด์” B1 ถามยักคิ้วข้างนึง
“แสนจังไร ถุย” B2 ผวนคำก่อนพูดต่อ
“ถ้ากูจังไรแล้วมึงอะไร”
“เทพบุตร”
“เทพบุตรที่ไหนหน้าโจรวะ ฮ่าๆๆๆๆ” B2 หัวเราะเสียงแหลม
“จี้มัน” B1 ล็อกแขนB2ก่อนออกคำสั่ง
“ได้ครับหัวเน่า” พอวาจี้เอวB2อย่างเมามัน
“ไอ้พวกชั่ว” B2 กรีดร้องโหยหวนหันขอความช่วยเหลือ
“ตะวันช่วยล่วยยย กรี๊ดดด” B2 ดีดดิ้นกรี๊ดเสียงกระแดะเขาเมินแล้วกินข้าวต่อ
“เดะกูเลี้ยงน้ำปั่น” B2 ต่อรอง เขาชะงักลุกขึ้นจับพอวาล็อก
“พบคนทรยศครับหัวเน่า” ทรยศตรงไหนเขาภักดีกับของกินเสมอพอวายังดิ้นต่อ
“ไม่ได้การสลายกำลังด่วน” พูดจบสองคนวิ่งหนีเร็วปรื๊อ
“ตะวันจับมันนนน” เขาสะดุ้งบ้าจี้ไล่ตามตวัดขาทีเดียวสองคนนั้นล้มหน้าคะมำพื้น
“โอ๊ยยย เจ็บ”
“สมน้ำหน้า” B2 เยาะเย้ย B1 ลุกขึ้นหาเรื่องต่อส่วนเขากับพอวาหัวเราะดูสองคนทะเลาะ
หลังกินหมดพวกเขาลุกจากม้าหินเอาจานเก็บข้างในถามเรื่องสถานที่เรียนต่อไปเดินผ่านตึกคณะรอรถตรงป้ายสักพัก
สายที่ต้องการจึงมาพอขึ้นนั่งรถค่อยเคลื่อนออกเอนซ้ายขวาตามเส้นทางลาดชันรอบข้างต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสูงลิ่ว
ดวงอาทิตย์แผดเผาร้อนแรงจนเหงื่อไหลซึมพาลให้เหนอะหนะ
เสียงตบตีไร้สาระของสองคนทำให้เขาหยิบหูฟังใส่ตัดเสียงรบกวน
お願い私に返事して、オーバー
(ได้โปรดตอบฉันด้วย ทราบแล้วเปลี่ยน)
เสียงพูดภายในเอ็มวีดังขึ้นเขาหันมองเมื่อคนข้างตัวสะกิดอีกฝ่ายชี้หูเขาถอดหูฟังข้างขวาส่งให้
Fire's gonna burn down
Since you have come around
Two minutes talking now
Makes me stuck in this round
(เปลวไฟลุกโชนขึ้น
ตั้งแต่คุณก้าวเข้าใกล้
ตอนนี้คุยกันสองนาทีแล้ว
มันทำให้ฉันติดอยู่ในวังวนนี้)
รถจอดรับนักศึกษาที่ป้ายชั่วครู่ก่อนแคลื่อนต่อผู้คนเวียนขึ้นเวียนลงหลายต่อหลายป้าย
Oh, don’t come closer to me, oh my boy
Heart skipping a beat but I won’t join
Ooh baby
You already had me at ‘hello’
But my feeling’s gonna keep cold
(โอ้..อย่าเข้าใกล้ฉันมากกว่านี้นะ พ่อหนุ่มของฉัน
หัวใจเริ่มเต้นรัวแรงแต่ฉันไม่ยินดีกับมันเลย
โอ้ ที่รัก
จริงๆ ฉันตกหลุมรักคุณตั้งแต่แรกเจอ
เพียงแต่ฉันไม่อาจเผยความรู้สึกออกไป)
อากาศร้อนชื้นทำให้เขารู้สึกเพลียกว่าปกติหนังตาเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
And baby please go
Cause my heart is on hold
My mind is about to explode
If we still be like this
Oh, baby call it quit
Everything is deluded
(และที่รักถอยห่างไปเถอะ
เพราะฉันหักห้ามหัวใจอยู่
ในใจของฉันต้องระเบิดแน่
ถ้าเรายังดำเนินเรื่องนี้ต่อ
โอ้,ที่รักพูดสิว่าจะจบ
ทุกอย่างเพียงแค่ภาพลวงตานี่)
รถจอดตรงสนามหญ้าสีเขียวร่มรื่นพวกเขาก้าวเท้าลงรถ
Can’t get myself a clue
All the things that you do, boy
You have twisted my arm
I can’t resist your charm
(ฉันไม่ทันได้รู้สึกตัว
กับทุกสิ่งที่คุณทำ,พ่อหนุ่ม
คุณโน้มน้าวฉันสำเร็จ
ฉันไม่สามารถต้านทานเสน่ห์คุณได้เลย)
เขาปิดเพลงเก็บหูฟังลงกระเป๋าพลางย่างเท้าเข้าสนามหญ้าเบื้องหน้าพบอาคารทรงไทยหลังเล็กตั้งโดดเด่น
ตัดสีเขียวรอบๆนักศึกษากระจุกตัวตามมุมหาที่เหมาะกับการร่างภาพพวกเขานั่งที่มุมหนึ่งจัดเตรียมอุปกรณ์
ระหว่างรอคาบเรียนเริ่มสักพักอาจารย์ก็ลงรถมาในชุดพื้นเมืองเสื้อผ้าฝ้ายคอจีนกับกางเกงทรงหลวม
พร้อมหมวกปีกกว้างขัดตาเจ้าตัวเดินดุ่มๆเข้ากลางลานชี้แจงสิ่งที่ต้องวาดแล้วหนีไปพักที่ม้านั่ง
เขาเริ่มร่างโครงคร่าวๆพลางลงรายละเอียดเวลาล่วงเลยถึงกลางคาบอาจารย์ค่อยลุกตรวจงาน
ก่อนหยุดยืนข้างหลังหยิบงานเขาพิจารณาแล้วกล่าวว่า
“แก้ใหม่ซะ”
“ตรงไหนครับ” เขาถามกลับ
“หมดเลย” พูดจบก็จากไปพวกพอวาส่งสายตาเห็นใจมาที่เขา
“ลองแก้บางส่วนไหม” พอวาพูด
แควกกกกกก  หลังสิ้นเสียงพูดเขากระชากกระดาษแยกสองส่วน
“เฮ้ยยยยย” สามคนประสานเสียงตกใจ
เขาตีหน้ามึนหยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นร่างภาพ
“ฉีกทิ้งเลยอ่อ” พอวาพูดขึ้นคนแรก
“อือ”
“ไม่ลองแก้ก่อนวะ” B2 ทัก
“เสียเวลา”
“วาดใหม่เสียเวลากว่าอีก” B1 ขัด
“มันผิดตั้งแต่แรกขี้เกียจดันทุรัง” เขาตอบยาวยืด
“โห พี่ตะวันคนจริงว่ะ” B1 แซว
“นับถือใจเลย” พอวาเสริม
“แต่กูใจสลายฉิบหาย” B2 บ่นอุบ
“ไม่รีบทำเหรอ”
ทุกคนได้สติหันกลับวาดรูปต่อจริงๆเขารู้ตัวว่ามันชุ่ยตั้งแต่แรกอาจารย์คงสังเกตถึงให้ทำใหม่เขาคิดทำแค่พอผ่าน
ดันต้องวาดใหม่หมดแทนคราวนี้เขาจึงตั้งใจวัดมุมลากเส้นประณีตสุดเท่าที่ทำได้
“ได้C+เฉย” B2 บ่น
“ส่วนคนแก้ดันได้B” B1 พูดเอาแขนพาดบ่าเขา
“ไอ้วาก็ได้Aตามเคย” B2 เบะปากใส่ พอวาหันยิ้มแป้นแทนคำตอบ
“ทำไมมีแค่กูที่ได้คะแนนน้อยวะ” B2 กระทืบเท้างอแง
“โอ๋ๆหนูน้อยไม่ร้องนะ” B1 ยื่นมืออีกข้างขยี้หัวคนตัวเล็ก
“อย่าจับหัวกู” อีกฝ่ายแยกเขี้ยวปัดมือออกพ้น
“ห้าวนักอ่อมึง” B1ตีกับB2โดยมีเขาอยู่กลางเขายกแขนคนตัวโตขึ้นมุดลอดออกหว่างแขน
เดินเข้าประกบข้างพอวาทิ้งเด็กอนุบาลตีกันไว้ข้างหลังรอจนรถมาสองคนจึงหยุดทะเลาะ
“มึงเลี้ยงสายวันไหน”
“เลี้ยงอาทิตย์หน้าว่ะ”
“ของกูตั้งเดือนหน้าเลย” B2 บ่น
“แล้วพวกมึงอะ” สองคนหันถาม
“มิชชันยังไม่หมด” เขาตอบเนือยๆ
“จริงด้วย ลืมเลย!!” พอวาเด้งตัวพรวดเบิกตาโตใส่
“พี่ก็ลืมมั้ง” เขาตอบไม่ใส่ใจ
“พี่ให้ไปหาหลังสามวันด้วย” พอวาเมินเปิดตารางสอนรุ่นพี่อย่างร้อนรน
“ลุงครับ ป้ายหน้าด้วย” พอวาตะโกนดึงเขาปลิวหวือพ้นรถกึ่งลากกึ่งจูงรีบจนเกือบสวนทางกับพี่ปิง
“พี่ปิงคร้าบบบ” พอวากระหืดกระหอบพุ่งขวางหน้ารุ่นพี่ส่วนเขาก้มหน้าอ้าปากสูดหายใจเข้าปอด
พี่ปิงชะงักเท้าคนอื่นๆหยุดตามชนหลังดังตุ้บตั้บเขากวาดตาสำรวจรุ่นพี่ที่งอกเพิ่มห้าคน
คณะสถาปัตย์ชอบรวมกลุ่มรวมแก๊งค์เขาเลยไม่แปลกใจเท่าไร
“เหี้ยปิง หยุดไมวะ”
“น้องกูมาไม่เห็นไง”
“เชี่ยย มาตอนไหน” พี่สักคนชะโงกหน้าพูด
“มึงพิมพ์คุยกับสาวยิกๆคงเห็นอะสัส” พี่ฟาง(มั้งนะ)บ่น
“ทำไงได้คนมันหล่อ” พูดจบเสยผมโชว์ทีนึง คนคณะนี้หลงตัวเองจังวะเฮ้ย
“พี่ครับ มิชชัน” เขาทวง
“กว่าจะมานี่ลืมใช่ปะ” พี่ปิงพูดห้าวๆ
“ใช่ซิ รักเรามันเก่า” พี่สกินเฮดร้องกระซิกๆ
“สำออย” พี่สักคนแขวะ เขาแอบพยักหน้าเบาๆ
“ขอโทษครับพอดีงานยุ่ง” พอวาเกาหัวแกรกๆเหงื่อตกเรียบร้อย
“โหย พี่ไม่ซีไม่ต้องเครียดๆ” พี่ปิงตบบ่าแปะๆ
“พวกกูคิดมิชชันไว้ล่ะ” พี่ตึ๊งพูด
“รับรองสนุกแน่” พี่อีกคนแสยะยิ้ม
“มิชชันอะไรครับ” เขาตัดบท
“น้องใช้กล้ามเนื้อหน้าบ้างปะ” พี่ฟางหยอก
“นิ่งกว่าน้องก็รูปปั้นล่ะนะ” พี่อีกคนพูด
“เข้าเรื่องๆได้รีบกินเหล้า” พี่ปิงขัด
“มิชชันคือบอกให้รู้ว่ารัก” พี่ตึ๊งพูด
“…../…..” เขากับพอวาพร้อมใจเงียบ
“ไม่ถามหน่อยเรอะ” พี่แกเท้าสะเอว
“มันคืออะไรครับ” พอวาถามหวั่นๆ
“ตะโกนบอกรักกลางลาน”
“ครับ!!!” พอวาตาโต
“บอกใครครับ” เขาถามนิ่งๆ
“ใครก็ได้ที่น้องชอบ” พี่ปิงตอบยิ้มๆ
“แต่--”
“ไม่มีแต่พวกเราย้ายที่” ประโยคหลังพี่ปิงพูดกับเพื่อน
พวกเขาเคลื่อนย้ายขบวนสู่กลางลานกว้างผู้คนหันมองสนอกสนใจว่ามนุษย์สิบกว่าชีวิตมาทำอะไร
“ใครเริ่มก่อน” พี่ปิงถาม
“เป่ายิ้งฉุบกัน” เขาพูดตัดปัญหา
“เดี๋ยว ขอทำ-”
“เป่า ยิ้งงงงงง ฉุบ” พี่ปิงขัดขึ้น พอวาสะดุ้งฉุบกระดาษอัตโนมัติส่วนเขาออกกรรไกร
พอวาหน้าซีดยิ่งไทยมุงรอชมเหตุการณ์ด้วยความสนุกสนานเจ้าตัวยิ่งกระดากอายกว่าเดิม             
“ผม ผม” พอวาพูดหน้าเน้อร้อนเห่ออ้าปากพะงาบๆเหมือนคนหาเสียงไม่เจอ
“หนึ่งงง” พี่ปิงเริ่มนับ
“สองงงง” ฝูงชนนับต่อให้
“สาม”
“ผมรักพ่อกับแม่ครับ!!!!!!” พอวาตะโกนเสียงดังลั่นลานก่อนก้มลงซ่อนหน้าที่แดงลามถึงลำคอ
“แล้วก็ๆรักพี่สาวด้วยครับ” ท้ายประโยคค่อยลงแทบไม่ได้ยิน
ผู้คนหัวเราะปรบมือเกรียวกราวเป่าปากโห่ร้องแซว
“เอาละครับๆยังเหลืออีกคน” พี่ปิงโบกมือส่งสัญญาณให้คนเงียบหลังรอบข้างสงบพี่ปิงพูดต่อ
“น้องตะวัน เชิญครับ” พี่ปิงผายมือ
“ผมก็รักแม่ครับ!!!!” เขาตะโกนไม่จริงจังนัก
“ส่วนคนที่ชอบ ไม่มีครับ!!!!!” เขาต่อท้าย
ผู้คนฮาครืนกับเสียงเนือยๆกับหน้าอึนมึนของเขาปรบมือให้กำลังใจก่อนสลายตัวแยกย้าย
“น้องแม่งทำพี่แปลกใจตลอด” พี่หัวหยอยขำน้ำตาเล็ด
“ปวดท้องชิบหาย” พี่อีกคนเสริม ปวดอีกเยอะๆๆๆเลยเขาแช่งในใจ
“มิชชันสองคอมพลีท” พี่ปิงพูด
“ขอบคุณครับ” พอวาที่หน้าหายแดงพูด
“มาอีกทีเมื่อไหร่ครับ” เขาถาม
“ช่วงนี้งานเยอะ อีกสองอาทิตย์มาใหม่” พี่แว่นขัดขึ้น
“เฮ้ย กะให้กูปั่นงานรัวๆเลยอ่อวะ” พี่ปิงแย้ง
“เออดิ อย่าหวังได้ออกห้อง” พี่แกดันแว่นด้วยนิ้วกลางใส่
“ยันหว่างตามเคย” พี่ตึ๊งโอดครวญ
“ใครให้พวกมึงดองงานกลุ่มละวะ” พี่แว่นแว้ดใส่ก่อนตบหัวดังป้าบ
“ว้าย กลุ่มเค้าเหลือนิดเดียวแหละ” พี่สกินเฮดยกมือป้องปาก
“กูขอให้โดนล้มแบบ!!!”
“อ้าวๆพูดงี้ไม่หยิบไม้ฟาดหน้ากูเลยล่ะ”
“ได้อ่อหาไม้แปป”
“สัส” เขากับพอวาหันหน้ามองกันก่อนขอตัวลาว่องไวขืนอยู่ต่อโดนลูกหลงแน่
“ไปไหนต่อ”
“กลับหอ” เดจาวูแปลกๆเขาจ้องหน้าพอวาด้วยความหวังเต็มเปี่ยมพอวาหัวเราะรู้ทันก่อนเอ่ย
“งั้นไปกิน--”
“ตะวัน พอวา!!!!” เสียงแหลมปรี๊ดกับส้นสูงแบบนี้
“ยัยปลายฝน” ตะวันพึมพำก่อนส่งสายตาอาฆาต พอวาสะดุ้งเสียวสันหลังวาบ
“บังเอิญจัง มาทำไรอะ”
“หารุ่นพี่” เขาตอบเยียบเย็น
พอวาเกือบชวนเขากินข้าวอยู่แล้วเชียว ยัยมารผจญ!!!!
“เป็นไรอะทำหน้าดุเชียว”
“ฮ่าๆๆๆคงหิวข้าวน่ะ”
“อุ๊ย เราก็ยังไม่กิน” เธอตบมือแปะยินดี
“ไปด้วยกันสิเราเลี้ยงเอง”
“เลี้ยงไร” ตะวันชิงถามก่อน พอวาหันมองหน้าแบบไม่อยากเชื่อ
“แล้วแต่พวกนายเลย”
“ไม่ต้องห่วงเรารวย” เธอพูดพลางโบกบัตรเครดิตในมือ เห็นฝูงบอดี้การ์ดคราวก่อนก็พอรู้ล่ะนะ
“บาบีก้อน ดีไหม?” เขาเหล่ตากดดันพอวา
“ดีๆๆ” เจ้าตัวพยักหน้ารัวเร็ว
“งั้นไปที่รถกัน” เธอหยิบพวงกุญแจควงผิวปากอารมณ์ดี
พวกเขาตามเธอไปยังรถสีแดงสดบริเวณใกล้ๆนั้นพอวาเปิดประตูข้างคนขับกำลังจะนั่ง
แต่เธอโยนกระเป๋าถือขวางไว้พอวาเกาหัวงงๆขยับขึ้นเบียดเขาด้านหลังเธออมยิ้มพอใจ
ทำเอาขนลุกกับรอยยิ้มลึกลับไร้ที่มารู้สึกอย่างกับทะเลสงบก่อนพายุเข้า
เขาเหม่อมองนอกหน้าต่างวันนี้คาบเรียนยาวนานแถมอากาศอบอ้าวพอเจอแอร์เย็นๆเข้าจึงรู้สึกง่วง
เกือบวูบหลับแล้วถ้าคนข้างตัวไม่สะกิดเจ้าตัวตบบ่าเบาๆเป็นเชิงให้พิงเขาขยับหัวแปะบ่ากว้างอย่างว่าง่าย
ไม่เหลือเรี่ยวแรงตอบโต้คำพูดแว่วผ่านหูตอนสติเลือนราง
“นายสนิทกับตะวันแล้วเหรอ”
“คิดว่ายังนะ”
“จริงอะ” เธอพูดแบบไม่เชื่อถือ
“จริงสิ คงอีกนานเลย” พอวาพูดเศร้าๆ
“เอาน่า เขาคงเปิดใจแล้วนะ”
“เธอว่างั้นเหรอ” เสียงพอวาสดใสขึ้นไอ้หมาโง่อย่าเชื่อคนง่ายๆสิ
“ดเวงงสส” เสียงพูดฟังไม่ได้ศัพท์พร้อมๆกับสติที่ขาดหาย
…………………………………………………………………………………………….
“ตะวันถึงแล้ว” เสียงคุ้นหูดังขึ้น
“อือ” เขาครางในลำคอซุกหน้าเข้ากับบางอย่างแข็งๆ
“ตะวัน” คราวนี้อีกฝ่ายเขย่าแรงๆเขาหยีตาสู้แสงกะพริบช้าๆหาวหวอดใหญ่พลางบิดขี้เกียจ
“ตื่นได้แล้ว เจ้าแมวขี้แซว” เสียงผู้หญิงดังขึ้นบ้าง
เมื่อตื่นเต็มตาเขาก้มมองต่ำทันทีเพราะรู้สึกหนักพบว่าลำตัวถูกห่อในเสื้อตัวใหญ่คลุมถึงคอ
“ของเราเอง” ปลายฝนตอบข้อสงสัย
“นายขดตัวเป็นก้อนเลย” พอวาพูดพลางบีบนวดไหล่ตัวเองสงสัยเขาพิงนานเกิน
“ไม่เบาแอร์ล่ะ” เขาตอบติดแหบนิดๆ
“เบาสุดแล้วค่ะ แต่คนแถวนี้ขี้หนาว” เธอพูด
“ลงมาเร็วเราหิวแล้ว” เธอพูดเสียงงอแงคิดว่าน่ารักมากมั้ง
เขาก้าวลงตามด้วยพอวาเธอสับเท้านำหน้าเร็วรี่โชคดีที่ร้านคนไม่เยอะจึงได้คิวเลยพนักงานนำพวกเขา
ส่งที่โต๊ะทวนรายการอาหารเดินลับจากสายตาก่อนกลับมาจุดเตาพร้อมถาดใหญ่ยกขึ้นเรียงบนโต๊ะ
พวกเขาก้มหน้าก้มตาย่างด้วยความหิวโหยสักพักจึงเอ่ยต่อบทสนทนา
“กินเสร็จดูหนังกันมั้ย” เธอชวน
“เรื่องไร” เขาชอบดูหนังโดยเฉพาะหนังผี
“ผีโถส้วม” หนังบ้าไรวะเขาขมวดคิ้วงุนงง
“เราขอบายนะ” พอวาพูดหนักแน่น
“ทำไมล่ะ” ปลายฝนเคาะตะเกียบด้วยท่าทางขัดใจ
“เราไม่ถูกกะหนังผี” พอวาพูดอายๆ
“รีวิวบอกผีไม่น่ากลัวเน้นเนื้อเรื่องมากกว่า” เธอพูด
“เขาบอกตอนจบพีคมากเลยนะ” มีอะไรพีคกว่าตายในส้วมด้วยเหรอ
เธอโน้มน้าวแกมบังคับจนพอวาตกลงเจ้าตัวทำหน้าปลงตกยอมรับชะตากรรม
“ตะวันล่ะ” เธอเพ่งเล็งเขาต่อ
“ดู” เขาตอบไม่คิดหนังผียังไงต้องสนุกอยู่แล้ว
“เยี่ยม” เธอทำหน้าพออกพอใจส่วนพอวาทำหน้าหดหู่สุดชีวิต
หลังกินอิ่มพวกเขาเดินออกร้านขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นโรงหนังจัดการจองตั๋วสามที่กลางหน้าจอ
หนังจะเริ่มฉายในสิบนาทีพวกเขาจึงเข้านั่งรอข้างในปลายฝนนั่งด้านในถัดมาคือพอวาและเขาตามลำดับ
เนื่องจากเจ้าตัวยืนกรานขอนั่งกลางผู้ชมในโรงถือว่าน้อยเพราะเป็นวันธรรมดาตัวอย่างหนังฉายผ่าน
เรื่องแล้วเรื่องเล่าก่อนหยุดลงเสียงซาวด์ชวนขนหัวลุกดังขึ้นพร้อมตัวอักษรเปื้อนเลือดปรากฏบนหน้าจอ
พอวาสะดุ้งดึงแขนพวกเขาประชิดตัวปลายฝนสะบัดทิ้งไร้เยื่อใยพอวาจึงหันเกาะเขาแนบแน่น
เขาก็รำคาญเหมือนกันแต่ถ้าดึงออกหมอนี่คงร้องไห้โฮเลยปล่อยให้เจ้าตัวฉุดกระชากแขนต่อไป
ผีตนนี้ไม่ได้ตายในห้องน้ำแต่อย่างใดหากแต่ถูกอำพรางศพไว้ตามห้องน้ำของสถานีรถไฟฟ้าต่างๆ
ตัวเอกคือผู้ชายมีสัมผัสพิเศษที่เผลอสบตากับผีเข้าเลยต้องช่วยไขคดีให้เธอ
เรื่องเน้นการสืบสวนไม่มีฉากให้กลัวพอวาค่อยเบาใจถอยกลับนั่งที่ตนเองแต่อยู่ๆก็มีฉากตุ๊งแช่
“อ๊ากกกกกกกกก” พอวากรีดร้องซุกตัวเบียดจนเขาแบนติดเก้าอี้เขาผลักออกอย่างหงุดหงิด
พอวาหน้าเจื่อนก่อนเกาะแขนตามเดิมปลายฝนหัวเราะเริงร่าแกมเยาะนิดๆ

“ตอนท้ายโคตรลุ้นเลย” ปลายฝนพูดหลังเดินออกโรงหนัง
“อือ” เขาตอบหัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย ส่วนพอวาหน้าซีดเผือดเพราะตอนท้ายผีโผล่เยอะมาก
“นึกไม่ถึงว่าตัวเอกตายแต่ไม่รู้ตัว” ปลายฝนจ้อต่อ
“ฆาตกรพีคจริง” เขาเสริม
“ใช่มะ ใครจะนึกว่าเป็นพี่ชายนางเอก”
“ผีตนนนั้นถือเป็นนางเอกเหรอ” พอวาแย้ง
“ตัวเอกผู้หญิงก็นางเอกนั่นแหละ” ปลายฝนโบกมือไม่ใส่ใจ
“กลับเลยเนอะ” เขาพยักหน้าแทนคำตอบส่วนพอวาวิญญาณหลุดแล้ว
ปลายฝนขับรถพาพวกเขาลงตรงหน้าคณะกล่าวลาก่อนขับรถจากไป
“ไปส่งไหม” เขาถามพอวา
“อย่าขับเร็วนะ” พอวารีบพูด
ขี้กลัวชะมัด.......เขารอให้อีกฝ่ายขึ้นนั่งค่อยออกตัวช้าๆอากาศคืนนี้เย็นสบายจนลืมอุณหภูมิ
ตอนกลางวันเสียสนิทเขาขี่รถเงียบๆดื่มด่ำบรรยากาศแล้วหยุดลงเมื่อถึงแยกไฟแดง
พอวาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“นายชอบหนังผีเหรอ”
“อือ” เขารู้ว่าอีกฝ่ายจ้องเขาแทนหน้าผีหลายรอบอยู่
“หึ” เขาเผลอนึกหลุดขำเบาๆ
“ขำไรอ่ะ” พอวางง
“เปล่า”
ไฟเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวเขาขี่ต่อเรื่อยเข้าหมู่บ้านแถวรอบๆไร้ซึ่งผู้คนชวนให้วังเวง
พอวากอดเอวแน่นขึ้นเขาเหล่มองแต่ไม่พูดอะไรจอดรถหน้าบ้านที่ปิดไฟมืดสนิท
“บาย” เขาบอกลาแต่อีกฝ่ายรั้งชายเสื้อไว้
“อะไร” เขาถาม
“เข้าเป็นเพื่อนหน่อย”
“หา” เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“เข้าข้างในด้วยกันหน่อย” เจ้าตัวหลุบตามองพื้นเขินๆ
ตัวโตขนาดนี้ผีที่ไหนจะกล้าหลอกโผล่มาโดนต่อยฟันหักพอดี
“นะๆ” พอวากระตุกเสื้อสองสามที
เขาถอนหายใจพรืดเข้าในบ้านพร้อมอีกฝ่ายพอวารีบไล่เปิดไฟทั่วบ้านสว่างโร่หันส่งยิ้มแป้นให้
“โอเคล่ะ”
“อือ” เขาหันตัวกลับ
“บ๊ายบาย” พอวาโบกมือหยอยๆไล่หลัง
หลังถึงหอเขาอาบน้ำเข้าห้องนอนเกลือกกลิ้งบนเตียงมือไถโทรศัพท์เรื่อยเปื่อยไล่ดูสตอรี่เพื่อนในคณะ
เขาไม่ได้ขอฟอลหรอกแต่ใครฟอลมาก็รับหมดจนมือชะงักค้างที่สตอรี่หนึ่งถ่ายตอนเขาคีบหมูเข้าปากแคปชั่นว่า
 ‘มื้อนี้กินกับเด็กถาปัตย์’ปกติคนอื่นถ่ายเพื่อนไม่สนิทลงสตอรี่ด้วยเหรอแถมไม่แท็กชื่ออีกเขาครุ่นคิดกับตัวเอง
ก่อนสรุปเอาว่าปลายฝนคงลืมเขาผลักความคิดวุ่นวายพ้นหัวชาร์ตมือถือกดปิดโคมไฟเอนตัวนอนค่อยๆปิดเปลือกตาลง
ได้แต่หวังว่าเรื่องวุ่นวายจะไม่เกิดขึ้นตามลางสังหรณ์เขา……

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #9 เมื่อ19-10-2021 10:46:59 »

 :pig4:
 :L1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ตะวันสีรุ้ง
« ตอบ #9 เมื่อ: 19-10-2021 10:46:59 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #10 เมื่อ22-10-2021 21:41:27 »

 :pig4: :pig2:

ออฟไลน์ molal

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #11 เมื่อ20-11-2021 01:57:50 »

บทที่หก:หนังสือโป๊
หาวววว ~ ตะวันอ้าปากหาวน้ำตาเล็ดประวัติศาสตร์ศิลป์โคตรน่านอน
เขาแทบไม่ขยับตัวเพราะอ.เปิดสไลด์อ่านเลยไม่จดโน้ตตอนสอบค่อยทวนทีเดียว
แต่ขึ้นกับความขยันถัดไปข้างๆพอวาตั้งใจจดโน้ตปาดไฮไลท์คำสำคัญ
ส่วนB1 B2 สลบเหมือดตอนนี้เขาคุ้นชินการถูกกลุ่มพอวาติดสอยห้อยตามแล้ว
ช่วงแรกรำคาญแต่ฝ่ายนั้นเอาอาหารล่อทำให้เขากลมกลืนเข้ากลุ่มอย่างธรรมชาติ
ปล่อยเลยตามเลยละกันอยากหิ้วอยากลากไปไหนเชิญเขาคิดด้วยความปลงตก
“วันนี้เลิกคลาสได้” อ.กล่าว เขาดึงสติคืนหันยืมโน้ตคนข้างๆ
ไหนๆจดแล้วขอซีรอกหน่อยเหอะ
“ตะวันเผื่อสอง” B2 ชะโงกบอก เขาพยักหน้ารับ
“ทุกคนอย่าเพิ่งไปไหน” เสียงตะโกนเรียกให้คนหน้าห้องชะงักถอยนั่งที่
“รอเลือกดาวเดือนกับประธานรุ่นก่อน” สิ้นเสียงเกิดความวุ่นวายจอแจทันที
“เฮ้ย ใครจะเป็นดาววะ” B2 ทัก
“ต้องมิวอยู่แล้ว” B1 ตอบไม่คิด
“เขาให้เลือกสาวสวยไม่ใช่สาวหล่อโว้ย” B2 ตบหัว B1
“เขานี่ใครวะ”
“กูนี่แหละ!!!” สองคนตบตีตามกิจวัตรซึ่งเขากับพอวาเมินเช่นเคย
“ใครเสนอเดือนไหม” ทุกคนรีบแย่งพูด
“ไอ้กริชไป” ชาวบ้านญ.1 เอ่ย
“กูว่าไอ้สินหล่อกว่า” ชาวบ้านญ.2 แย้ง
“แม่งหล่อคนละแบบว่ะ” สักคนพูดพาทั้งห้องเออออเห็นด้วย
“ไอ้กริชหล่อโฉดชั่ว”
“ไอ้สินหล่อปญอ.”
“นี่พวกมึงด่าหรือชมกูวะ” สินท้วง
“เขาเรียกหล่อแบบBadassว้อย” กริชโวย
“อ๋อ หล่อสไตล์เหี้ยๆช่ะ”
“อย่าแปลตรงตัวสิวะ”
“เฮ้ย ไอ้วาล่ะมึง” บางคนแทรกขึ้น
“บ้า ไม่เอา!!!!” พอวาโบกไม้โบกมือปฏิเสธ
“หน้ามันเหมือนหมาปั๊กอะ” อุ๊ย แรงอยู่นะเขาสะใจเบาๆ
“จริงด้วยเว้ยฮ่าๆๆ”
“กูว่าเหมือนชิวาว่า”
“กูไม่ได้เป็นหมาโว้ยยย” พอวาตะโกนด่า
“นอกจากหน้าหมายังปากหมาด้วยว่ะ” B2 แซว พอวากลอกตาพ่นลมหายใจพรืด
“มึงก็ว่าไปดั้งมันแหมบนิดเดียว” ชาวบ้านญ.1 พูด
“ขอบคุณนะโบว์” พอวาแยกเขี้ยว
“ตัดๆไอ้วาทิ้งเหอะ” ชาวบ้านญ.2 โบกมือไล่
“แต่มันผิวขาวเกาหลีเลยนะมึง”
“ไอ้ปั้นก็ขาวไหมวะ” ทุกคนพร้อมใจเงียบก่อนโวยวาย
“ลืมแม่งเลย!!!”
“มันอยู่ไหนวะ!!!”
“โดดเที่ยวชัวร์”
“นานๆทีมีประโยชน์ โทรตามดิ๊”
“โทรไม ใส่ชื่อไปให้มันรู้เอง” เสียงนั้นหัวเราะชั่วร้าย
ทุกคนเห็นด้วยอย่างรวดเร็วเพราะขี้เกียจอยู่นานดันโดดเรียนวันนี้ปั้นแม่งโคตรซวย
แต่ก็ดีได้รีบๆเลือกเขาคิดเรื่อยเปื่อยมองเพื่อนถกเถียงเรื่องดาวต่อฝ่ายนึงอยากให้มิวเป็น
ส่วนอีกฝ่ายอยากให้B2เป็น เดี๋ยวนะ…..ใครเสนอชื่อB2เป็นดาววะ
“เอาฮาเลยมึงไม่ต้องเน้นสวย” ฝ่ายสนับสนุน B2 พูด
“ไอ้ปั้นอยู่กับB2ได้ฉิบหายชัวร์” ฝ่ายสนับสนุนมิวแย้ง
“อับอายยกสาขานะว้อย” อีกคนเสริม
“B2 อยากประกวดจังเลยค่ะ ~” B2 ทัดผมทิพย์โชว์หนึ่งที
ผมก็ไม่ได้ยาวทัดอากาศโชว์เพื่อ? เขาแขวะในใจ
“กูยกให้มึงเลย” มิวสาวหล่อเท่ประจำสาขารีบบอก
“เอาละ เตรียมอายยกสาขาได้” เพื่อนหน้าห้องพูด คนบางส่วนโอดครวญหลังได้ยิน
“ประธานรุ่นต่อ”
“ไอ้วา!!!!” เพื่อนประสานเสียง
“ห๊ะ” เจ้าตัวตกใจรอบสอง
“เดือนปั้น, ดาวB2, ประธานไอ้วา ตามนี้แยกย้ายได้” เพื่อนทวนก่อนหลบฉาก
“แล้วไมเป็นกูวะ!!!” เจ้าตัวยังสับสนขณะทุกคนเก็บของกลับ
“ทุกคนนึกออกแค่มึงนั่นละ” เพื่อนใกล้ๆพูด
“เรียนดี เป็นมิตร ความรับผิดชอบสูง” อีกคนเสริม
“มันกะทันหันเกินไหมวะ!!!!”
“ชีวิตก้องี้แหละมึง” เพื่อนข้างหลังตบบ่าแปะๆ
“ไอ้พวกเวรรรร” พอวาตะโกนด่า ทุกคนหัวเราะเยาะก่อนจากไปเหลือเพียงกลุ่มพวกเขา
“ดีใจด้วย” เขาพูดติดสะใจ
“หน้าแม่งโคตรสะใจอะ” B1 พูด
“กูเชื่อว่าเกลียดไอ้วาจริงจัง” B2 เสริม
“มันสตอล์กเขาขนาดนั้น” เสียงแซวดำเนินต่อโดยคนถูกแซวนิ่งค้าง
“อึ้งไรเบอร์นั้น” เขาถามยกมือเคาะหัวก๊อกๆ
“เราเป็นประธานจริงดิ”
“จริงยิ่งกว่าจริง” B2 ตอบ
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกก” พอวายกมือทึ้งหัว
“แม่งบ้าแล้วว่ะ” B2 ถอยกรูดหลบหลัง B1
“ทิ้งไว้มั้ย” เขาถามเนือยๆ
“เออว่ะ ทิ้งแม่ง” B2 เห็นด้วย
“กินไหนดี”
“โรงอาหารวิศวะมะ” พวกเขาเมินพอวาก่อนออกประตู
“ไอ้พวกเหี้ยยย” พอวาตะโกน B1กับB2หนีว่องไวทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง
พอวาวิ่งผ่านหน้าไล่จับสองคนนั้นพ้นระยะสายตาส่วนเขาเดินทอดน่องไม่เร่งรีบ
ยังไงต้องเจอที่ป้ายรถอยู่ดีเมื่อตามทันก็เห็นB1กำลังล็อกตัวB2ที่โดนพอวาขยี้หัว
B2หันขอความช่วยเหลือแต่โดนเมินเลยเบะปากใส่สะบัดตัวหลบหลังเขาเอง
สองคนนั้นตั้งท่าตะครุบเขาหันขวับแผ่รังสีหงุดหงิดจนสองคนสงบเสงี่ยมทันที
ยอมให้เพราะสงสารหรอกเขาคิดB2ได้ใจโผล่หัวแลบลิ้นใส่พอวากับB1
ทั้งคู่ทำท่าเชือดคอเตือนแต่B2ทำหน้ากวนตีนกลับต่างฝ่ายเล่นละครใบ้สู้กัน
โดยมีเขาเล่นมือถือแทรกกลางเขาเงยหน้าเมื่อสายรถที่รอแวบผ่านตาทำให้ทั้งสามสะดุ้งโหยง
เขาไม่สนใจนำเข้านั่งในรถสามคนนั้นรีบขึ้นตามสถานการณ์จึงกลับสู่ปกติ



โรงอาหารวิศวะคลาคล่ำผู้คนเนื่องจากตรงเวลาพักเที่ยงพวกเขาวนเวียนหาที่นั่งสักพักพบไม่มีที่ว่าง
เกือบถอดใจแล้วถ้าไม่สะดุดหน้าคนคุ้นเคยที่โบกมือเรียกไกลๆ พวกเขาเอ่ยทักทายต้นหนาวกับคิณ
“หากินไกลจังวะ” B2 เปิดปาก
“พวกมึงด้วยมาสิงไรนี่” คิณตอบ
“ข้าวที่นี่หร่อยนี่หว่า” B2 โยนกระเป๋าแปะข้างต้นหนาว
“กูยังไม่บอกว่านั่งได้” ต้นหนาวพูด
“ขี้เหนียวว่ะ” B1 พูด
“เออ” ต้นหนาวยักคิ้วใส่ B1ต่อยไหล่กลับเบาๆ
“ไปซื้อข้าวดิ” คิณไล่
พวกเขาวางสัมภาระเดินต่อแถวร้านอาหารคนละร้านหลังซื้อค่อยทยอยกลับนั่งที่
ตะวันเสร็จคนแรกเพราะขี้เกียจรอเลยเลือกร้านคนน้อยสุด
“สนิทกันแล้วเหรอ” ต้นหนาวทัก
“มั้ง” เขาตอบก้ำกึ่ง
“ไอ้วาครางหงิงละนะ” คิณพูดขำๆ
“นึกภาพออกเลย”
“นินทาไรกู” พอวาเดินมานั่งข้างเขา
“หูหมาฉิบหาย” ต้นหนาวกวน
“หูคนนี่ละไอ้สัส” พอวาแยกเขี้ยว
“พวกมึงถ่ายงานพรุ่งนี้ใช่มะ” คิณถามถึงงานกลุ่มอิ๊ง
เปลี่ยนเรื่องเพราะกลัวต้นหนาวแหย่พอวาไม่หยุดละสิ
“ใช่” พอวาตอบ
“รีบถ่ายรีบส่งละ” ต้นหนาวสั่งการ
“คร้าบผม ~” พอวาทำเสียงยาน
“คุยไรกันวะ” B2ถามส่วนB1นั่งลงเงียบๆ สองคนนี้แม่งตัวติดกันตลอด
“ไม่เสือกดิ” ต้นหนาวด่า
“อ้าว ไอ้เห้นี่” B2 ชูนิ้วกลางใส่
“ถามเฉยๆว่าถ่ายงานเสาร์นี้ใช่มั้ย” คิณตอบแทน
“อ่อ ช่างเรื่องนั้นก่อน” B2 พูดปัด
“ไอ้วาเป็นประธานรุ่นเว้ย”
“จนได้นะมึง” คิณเอ่ยเรียบๆ
“โดนใช้งานพรุนแน่” ต้นหนาวแช่ง
“มึงเป็นเดือนคงพรุนพอกัน” คิณแขวะ
“เฮ้ย ไอ้ต้นเป็นเดือนอ่อ” B2ตกใจ
“แต่ไม่แปลกใจว่ะ” B2พูดหลังจ้องหน้าอีกฝ่าย
“มึงไม่ตัดหัวกูไปดูเล่นเลยล่ะ” ต้นหนาวถลึงตาใส่
“ไรวะเมนส์มาไง” B2 พูดงอนๆ
“แค่นี้ทำหงุดหงิดนะมึง” B1 เสริม
“เห็นใจมันหน่อยเพิ่งเถียงแพ้มา” คิณแก้ตัวแทน
“ใครวะกล้าเถียงไอ้ต้น” พอวาพูดหลังเงียบสักพัก ส่วนเขาตักข้าวเคี้ยวตุ้ยๆนั่งฟังอย่างเดียว
“คนทั้งสาขา” คิณตอบสะใจ
“ไอ้พีต้องเป็นแทนกู” ต้นหนาวพูดแววตาแน่วแน่
“เขาอยากเป็นเปล่าก่อน” B2 แย้ง
“มึงอย่าไปขู่เขานะเว้ย” B1 เสริม
“ไม่อยากก็ต้องเป็น” ต้นหนาวพูดเสียงเผด็จการ
“เดี๋ยวกูคุมมันเอง” คิณคลายกังวลให้เพื่อนๆทุกคนถอนหายใจโล่งอกรวมถึงเขา
ถ้ารู้จักนักเลงเรื่องน่ารำคาญถามหาแน่แค่พอวาเป็นประธานรุ่นก็ปวดหัวแย่
ไอ้หมอนี่มีพลังวิเศษดึงดูดคนรึไงยิ่งคิดว่าคนยั้วเยี้ยรุมล้อมเขายิ่งหงุดหงิด
ทั้งงานเฟรชชี่ ขึ้นดอย กีฬาสี ฯลฯ คงรู้จักคนทั้งม.ทั่วถึงเลยมั้ง
เอาเถอะ…..อย่าลากเขาไปช่วยงานละกัน  เขาเผลอจิ๊ปากเบาๆ
“ตะวันเป็นไรวะ” คิณถามงงๆ
“งี้แหละปกติของมัน” B2 ตอบ
“บางวันนั่งจ้องอากาศ” พอวาพูด
“บางวันทำหน้าอยากฆ่าพวกกู” B1 เอ่ยบ้าง
“มันเห็นไรที่มึงไม่เห็นเปล่า” ต้นหนาวทำเสียงเจ้าเล่ห์
“อะ-อะไร” พอวาเริ่มหน้าซีด
“ผะผะ” ต้นหนาวแหย่ พอวาเบิกตาโต
“ผัวมึงไง” ต้นหนาวหัวเราะดังๆอัดหน้า
“สัส!!!!” พอวาด่าเสียงดังปาแตงกวาใส่อีกฝ่าย
“เล่นของกินอ่อวะ” ต้นหนาวหลบทันหยิบน้ำแข็งปากลับ
“หยู๊ดด อย่าให้ท่านตะวันกริ้วนะมึง” B2 ยกมือห้ามทัพ
“มันเคยโกรธด้วย ?” คิณแปลกใจ สามคนหันขวับจ้องต้นเสียง
“อย่าให้กูเหลา” B2 แหวขึ้นคนแรก
“มันเกือบฆ่าพวกูยกครัวแล้ว” B1พูด พอวาพยักหน้าเห็นด้วย
“มันเก๊กหน้าโหดไปงั้นมั้ง เนอะตะวัน” ต้นหนาวหันถามเขา
“อือ” เขาพยักหน้ารับรัวๆ
“มันรักสงบออก” คิณยังไม่เชื่อ
“เหตุเกิดจากเมจิกแท่งเดียว” B2 พูดต่อ
“พวกกูเผลอปัดตกไม่ได้ตั้งใจหรอก” พอวาเสริม
“ละหัวหักเป๊าะเลย” B1 ทำท่าประกอบ
“แค่เมจิกเนี่ยนะ” ต้นหนาวเลิกคิ้ว
เคร้ง!!!! เขากระแทกส้อมกับจานจนทุกคนในโต๊ะชะงักกึกเขาส่งสายตาอาฆาตใส่สามคนนั้นเรียงตัว
ใช่…..แค่เมจิกแท่งเดียวแต่แท่งละพันห้าร้อยบาทนะ
“ใช่เลย!!!!อย่างนี้เลยมึง” B2 หันกอดกันกับB1ส่วนพอวาถอยกรูดเกือบตกเก้าอี้
“โห โคตรน่ากลัว” คิณอึ้ง
“ฮ่าๆๆนึกว่ามันเก๊กเฉยๆ” ต้นหนาวขำพวกพอวาที่กลัวเขาหัวหด
“มึงต้องเห็นแม่งถือดินสอ” B2 เสียงสั่น
“กูนึกว่าคอทะลุล่ะ” B1 ลูบคอเสียวๆ
“ดีนะรอดมาได้” พอวาหน้าซีด
“รอดได้ไงก่อน” ต้นหนาวแกล้งทำเสียงเสียดาย
“พวกกูรวมเงินซื้อใหม่น่ะสิ” พอวาตอบ
“ค่าสีไม่เท่าไรแต่สีเบอร์นี้หายากชิบ”
“พวกกูต้องพรีมาอะมึง”
“จากพันห้ากลายเป็นสองพันทันที” B2 พูด
“สีเหี้ยไรวะสองพัน” ต้นหนาวตกใจ
“อ้าวๆมึงดูถูกอุปกรณ์ศิลปะอ่อ” B2 ชี้หน้าด่า
“เออ เมจิกมันเหมือนๆกันปะวะ” ต้นหนาวยักไหล่ เรียกเด็กถาปัตย์ทั่วโรงอาหารหันมอง
“ปากวอนตีนนะมึง” คิณด่าปลงๆ
“มึงใช้ไม้กวาดดีดแทนกีตาร์ไหมละสัส!!!!” B2 ด่าเสียงแหลมถกแขนเสื้อลุกยืน
“เดี๋ยวก่อนมึง” B1 ลุกจับแขน B2
“มึงอย่าห้ามกู”
“ไม่ได้ห้ามแต่ขอกูก่อน” B1 ทำท่าง้างหมัด
“แอคติ้งเก่งจนกูนึกว่าอยู่นิเทศ” ต้นหนาวแคะขี้มูกดีดใส่
“อี๋ สกปรกโสโครก!!!” B2 สะดีดสะดิ้ง
“หุบปากรำคาญโว้ย” ต้นหนาวกระชากคอเสื้อ B2
“โว้ยยย อย่าต่อยกันนะว้อย” คิณพยายามแกะแขนต้นหนาวออก
ส่วนพอวากับB1ยื้อตัวพวกนั้นไว้คนละด้านไม่ให้ตีกันตายเขาลุกขึ้นเอาจานเก็บเงียบๆ
คนทั้งโรงอาหารหยุดดูด้วยความตกใจก่อนซุบซิบกัน
“ต้องเรียกจารย์ปะวะ”
“พวกนั้นไม่ใช่เด็กวิศวะนี่หว่า”
“แม่งโผล่มาจากไหนวะ”
ไม่ต้องเรียกอ.หรอกเดี๋ยวเหนื่อยก็หยุดเองแหละเขาคิดในใจพลางกดมือถือดูเวลา
เกือบแย่แล้วถ้าไม่ไปรอรถตอนนี้ได้เข้าคาบสายแน่เขาทิ้งความวุ่นวายเบื้องหลังไว้
แล้วสับขาเร็วๆออกนอกโรงอาหาร



สุดท้ายพวกพอวาเข้าสายครึ่งชั่วโมงในสภาพเหงื่อท่วมจากที่อาจารย์เตรียมด่าเลยไล่นั่งที่แทน
ถือว่าโชคดีถ้าคนอื่นคงล็อกห้องไม่ให้เข้าสองคู่หูฟังบ้างไม่ฟังบ้างพอเบื่อก็เริ่มเม้ามอย
สักพักทะเลาะกันซะงั้นเดี๋ยวโดนเพ่งเล็งชัวร์เขาเหล่มองมือขยับจดโน้ตไม่หยุด
อาจารย์ทนไม่ไหวเรียกพวกนั้นตอบคำถามถึงได้เลิ่กลั่กส่งสายตาขอความช่วยเหลือ
แน่นอนว่าเขาเมินส่วนพอวากระซิบบอกคำตอบอาจารย์พยักหน้าพอใจก่อนสอนต่อ
ทั้งคู่ยังคงตีกันอาจารย์จึงเรียกซ้ำลำบากพอวาต้องช่วยอีกเป็นอย่างนี้วนลูปจนหมดคาบ
“นักศึกษากลุ่มนั้นหยุดก่อน” เสียงเย็นเยียบของอาจารย์พัดชาดังขึ้นทำให้พวกเขาชะงักกึก
“ช่วยขนชีทไปวางที่โต๊ะอาจารย์หน่อยค่ะ” อาจารย์ยิ้มหวานแกมข่มขู่
“ได้ครับ!!!” สามคนตอบพร้อมกัน
“ผมไม่สายครับ” เขายกมือท้วง
“คุณผิดที่ไม่เตือนเพื่อนค่ะ” อาจารย์ดันแว่นกล่าวหนักแน่น
“ครับ” เขาตอบรับเบาๆ ให้ตายสิเพราะไอ้พวกนี้แท้ๆ
พวกเขาแบ่งชีทสี่กองถือลงลิฟต์ไปยังป้ายรถเนื่องจากเป็นช่วงเลิกเรียนรถจึงเต็มทุกคัน
ยืนรอจนเมื่อยถึงได้ขึ้นคันที่ห้าดีนะเพื่อนบางส่วนมีเรียนต่อแถวรถเลยไม่ยาวมาก
เขาคิดพลางคู้ตัวกอดชีทแน่นด้วยกลัวลมพัดส่วนพอวาเกร็งตัวเต็มที่ไม่ให้เบียดเขาตกรถ
ด้านหน้าB2นั่งตักB1เพราะที่ไม่พอเรียกให้กลุ่มผู้หญิงหันมองแปลกๆ
สายตาแบบนี้….รู้สึกคุ้นๆแฮะ เขาขมวดคิ้วนึกย้อนว่าเคยเห็นที่ไหน
โครม!!! เจ้าลูกหมาตัวโตนี่โคตรหนักสุดท้ายพอวาทนแรงเบียดไม่ไหวกระแทกเขาโครมใหญ่
เจ้าตัวส่งสายตาขอโทษให้เขาส่ายหน้าไม่เป็นไรแต่ผลักพอวากลับอย่างแรงผลคือไม่ขยับ
เขาจำใจโดนเบียดจนถึงอาคารเรียนรวมเมื่อลงรถB1ต้องนั่งพักใหญ่กว่าขาหายเป็นเหน็บ
เฮ้อออออ แล้วเมื่อไรเขาจะได้กลับหอเนี่ย…..
หลังวางชีทบนโต๊ะพวกเขาเลือกออกทางหลังตึกแทนเพราะสายรถด้านหลังคนไม่เยอะแถมใกล้กว่า
ขากลับบังเอิญพบพวกพี่ปิงสุมหัวลับๆล่อๆอยู่จากเซนส์เขาบอกว่าไม่ควรทักตอนนี้
ไม่งั้นมีเรื่องปวดหัวแน่แต่เหมือนคนข้างตัวไม่คิดเช่นนั้นเจ้าตัวกระดิกหางวิ่งเข้าหาพี่รหัส
ทักทายเสียงร่าเริงน่าหมั่นไส้
“สวัสดีครับพี่ปิง” พอวายกมือไหว้
“หวัดดีไอ้น้อง” พี่ปิงมองเลยมาที่เขา เขาจึงเดินเข้าไป
“หวัดดีครับ”
“พี่ทำอะไรอยู่ครับ” พอวาถามอย่างสงสัย
B1กับB2ขอตัวลาปล่อยพวกเขาคุยกับพี่รหัสต่อ เขาก็อยากกลับหอนะ…
“เฮ้ย พอดีเลย!!!” พี่ฟางอุทาน
“ใช้น้องมึงล่อดิ” พี่ตึ๊งเสริม
“ล่ออะไรครับ” เขาถามระแวง
“ไอ้เด็กนี่กลัวเป็นด้วยว่ะ” เออดิ พวกถาปัตย์ยิ่งเล่นแผลงๆอยู่
“ไม่เอาเดี๋ยวน้องมันซวย” พี่ปิงปฏิเสธ
“ซวยไรแค่ให้น้องมันชวนคุย” พี่สกินเฮดแย้ง
“อธิบายเพิ่มหน่อยครับ” พอวาพูดบ้าง ไอ้หมอนี่ช่วยคนเป็นงานอดิเรกรึไงวะ
“ทำคนเดียวนะ” เขาขัดขึ้น
“ไม่ได้ดิ” พอวางอแงทันที
“ผัวเมียตีกันว่ะ” พี่สักคนแซว
“เขาว่ายิ่งตียิ่งรักกัน” ถ้าไม่ได้เป็นพี่นะ….
“ให้ทำไรครับ” เขาถามเซ็งๆรู้ตัวว่าหนีไม่พ้น
“จารย์ริบหนังสือพี่” พี่ปิงพูด
“ถ้าพวกพี่ไปจารย์สงสัยชัวร์” พี่แว่นพูดขึ้น
“น้องเบนความสนใจพอ”
“แถๆว่าจารย์สักคนใช้มาก็ได้” สักคนที่ว่านั่นใครละวะ
“แล้วพี่ค่อยปีนหน้าต่างหยิบหนังสือ”
“ได้เลยครับ” พอวากำมือมุ่งมั่นสุดๆ
“ผมไม่เอาด้วยนะ” โดนจับได้ชัวร์ๆ
“นี่ถือเป็นมิชชันที่สาม” พี่ฟางขู่
“เฮ้ย สายกูไหมล่ะ” พี่ปิงท้วง
“เอาน่ะ มึงไม่อยากได้ของคืนไง”
“เอ่อ ถามได้มั้ยครับว่าหนังสืออะไร” ทุกคนนิ่งจ้องพอวาตาปริบๆ
พูดขนาดนี้หนังสือสอนธรรมะมั้งเขามองเจ้าของดวงตาใสแป๋วอย่างเอือมระอา
“เป็นหนังสือตกทอดในตระกูลพี่” พี่ปิงแกล้งแหย่
“จริงเหรอครับ!!!” พอวาเบิกตาโต
“จริงสิจะหลอกทำไม” พี่อีกคนพูดขำๆ
“ถ้าได้คืนเดี๋ยวพี่ให้เราดู” พี่ปิงพูดยืดอกภูมิใจได้ยินอย่างนั้นพอวาออกอาการตื่นเต้นทันที
สมองหมอนี่ฉลาดเท่าหมาเหรอวะเขาคิดพลางกลอกตา
“งั้นมาวางแผนกัน” พี่แว่นพูดขึ้น
ทุกคนนั่งล้อมวงตรงพื้นหน้าตาเคร่งเครียดยิ่งกว่าตอนสอบเข้าทำให้คนลงตึกเลี้ยวกลับแทบไม่ทัน
สมควรหรอกดันเจอชายฉกรรจ์หน้าโฉดกว่าสิบชีวิต อ้อ..ยกเว้นเขานะเพราะเขาหน้าง่วงตลอดเวลา
“แยกย้ายได้!!!” สิ้นเสียงทุกคนกระจายตัวทันที เขาปล่อยพอวาลากวิ่งไปไหนไม่รู้
ยอมรับเลยว่าไม่ได้ฟังแผนปัญญาอ่อนของพวกพี่แกตามๆน้ำเอาละกัน
“อาจารย์ครับ” พอวาผลักเปิดประตูห้องหนึ่งออก ภายในมีเพียงอาจารย์ผู้ชายสูงวัยนั่งอยู่ที่โซฟา
“ว่าไงครับนักศึกษา” อาจารย์กล่าวเรียบนิ่ง
“อาจารย์คมศักดิ์ให้พวกผมมารับเอกสารน่ะครับ” พอวาเปิดประเด็นไหลลื่น
ตอแหล เอ๊ย แสดงเก่งดีนี่งั้นเขายืนเฉยๆก็พอสินะ
“หืม เอกสารอะไรกัน” อาจารย์ขมวดคิ้วงุนงง
“ผมก็ไม่ทราบครับ” พอวาแถเนียนๆ
เขาเหลือบหางตาเห็นรุ่นพี่พยายามเอื้อมมือหยิบหนังสือ
โชคดีที่ห้องพักครูอยู่ชั้นสองและโต๊ะเป้าหมายใกล้หน้าต่าง
สำรวจไว้แล้วสินะพี่พวกนี้เก่งเรื่องสร้างปัญหาจริง ๆ
“พวกเธอฟังผิดรึเปล่า”
“ไม่ผิดนะครับ” ตะวันเสริมเสียงมั่นใจ
“แปลกจริง” อาจารย์ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
“รบกวนอาจารย์-”
โครมมมม!!!!!!
“เสียงอะไรน่ะ!!!!”
พวกพี่หยิบหนังสือสำเร็จแต่ดันชนโต๊ะเสียงดังเขาว่าละต้องเป็นงี้ยืนเฉยๆแกล้งไม่รู้เรื่องดีกว่า
“อ๊ะ อาจารย์นั่น!!!!!” พอวาเบิกตาโตชี้นิ้วไปด้านหลังอาจารย์
“…ตู้ครับ” เจ้าตัวต่อประโยคคว้าจับมือเขาวิ่งหนีรวดเร็ว
ให้ตายสิช่วงนี้วิ่งบ่อยเกินแล้วนะ!!!!
“เฮ้ย ไอ้พวกเด็กบ้า!!!!” เสียงอาจารย์ด่าพวกรุ่นพี่แว่วมาก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงฝีเท้าหนักๆไล่ตามหลัง
“พวกแกหยุดนะว้อยยยยย” อาจารย์โวยวายเสียงโกรธจัด
หยุดให้โง่สิครับ!!!!! เขาสับขาเร็วกว่าตอนแข่งวิ่งร้อยเมตรซะอีก
โครม!!!พอวิ่งเกือบถึงทางออกเขาได้ยินเสียงชนดังขึ้นเลยหันมองพบอาจารย์ผู้หญิงเปิดประตู
ชนหน้าอาจารย์ที่ไล่ตามเขาพอดี เอ๊ะ….นั่นมันวิกใช่ไหม
“ว้ายยย อาจารย์สมชายโอเคไหมคะ” อาจารย์ผู้หญิงโวยวายจนนักเรียนในห้องลุกมุงดู
“เฮ้ยยย จารย์หัวล้านอ่อ” คำพูดนั้นทำให้อาจารย์สมชายรู้ตัวรีบเอามือบังหัว
นักเรียนข้างหลังกลั้นขำสุดฤทธิ์ส่วนอาจารย์ผู้หญิงรีบหยิบวิกส่งคืนให้
“อย่าให้ฉันจับพวกแกได้นะ!!!!!!” อาจารย์สมชายคำรามเกรี้ยวกราด
ขอโทษครับอาจารย์ผมไม่ได้อยากทำเลยเขาคิดด้วยความรู้สึกผิด
…………………………………………………………………………………………………..
เขาวิ่งตามแรงลากอีกฝ่ายจนหยุดที่มุมลับตาคนรอบข้างต้นไม้ปกคลุมรกครึ้มพวกเขาหอบหายใจ
เข้าปอดหนักหน่วงราวกับปลาขาดน้ำยังไม่ทันหายเหนื่อยพอวาก็เริ่มออกเดินอีกครั้ง
“แฮ่กๆ ไป-ไหน” เสียงเขาขาดห้วงตามจังหวะหายใจ
“ที่นัดรวมตัว” พอวาตอบชิวๆ หมอนี่แข็งแรงกว่าเขาเรอะ
“แปปนึง” เขาพูดอย่างยากลำบาก โอ๊ย เหนื่อยว้อย
พอวาพยักหน้านั่งแปะข้างกันตรงโคนต้นไม้พอเขาหายใจปกติแล้วจึงลุกยื่นมือส่งให้
เขาปล่อยตัวตามแรงดึงอีกฝ่ายก่อนพากันลัดเลาะโผล่ออกลานจอดรถตึกคณะข้างๆ
เห็นรุ่นพี่ทึ้งหัวเดินวนท่าทางหัวเสียบางส่วนนอนตากแห้งไม่อายฟ้าอายดิน
หวังว่าสภาพเขาปีสองจะไม่เละตุ้มเป๊ะแบบนี้นะพวกพี่ปิงคงรับรู้สายตาเวทนาของเขาได้
ถึงหันส่งยิ้มแป้นแล้นออกวิ่งกระโจนใส่
แอ้กกก หายใจไม่ออกว้อยพวกพี่แกกอดเขากับพอวาประหนึ่งไม่เจอสามชาติ
“พี่คิดว่าจะไม่ได้เจอน้องแล้ว” พี่ตึ๊งพูดขึ้นคนแรก
“เตรียมจองพวงหรีดละเนี่ย” โห ซึ้งใจฉิบหาย
“ในที่สุดพี่ก็ได้มันคืน” พี่ปิงชูหนังสือโป๊ขึ้นฟ้า
“เฮ้ยยย ไหนพี่บอกหนังสือตระกูลไง” พอวาพูดเสียงหลงหน้าขึ้นสีชมพูจางๆ
“ใช่ไง นี่ยืมพ่อมา” พี่ปิงยักคิ้วข้างเดียวใส่
“ฉบับลิมิเต็ดด้วยนะบอกให้” พี่สกินเฮดเสริม สมกับเป็นเพื่อนกันจริงๆ
“ถ้าพวกผมรู้คงไม่ช่วยหรอก” พอวาบ่นอุบ
“ตะวันรู้อยู่แล้วนี่” พี่แว่นแย้ง
“ใช่เหรอ” พอวาหันคาดคั้นเขา
“อือ” คนอื่นก็รู้กันหมดล่ะ
“คนอื่นก็รู้กันหมดล่ะ” โอ๊ะ พี่แกอ่านใจเขาเหรอ
“พี่แอบคุยกับตะวันเหรอ” พอวาพูดงอนๆ
“ใช่ที่ไหนเล่า” พี่ปิงหัวเราะเอ็นดู
“จารย์เขายึดแต่หนังสืองี้ป่าว” พี่สักคนพูด
“เรามันเด็กน้อยอ่าเนาะ” พวกพี่ๆแซวจนพอวาหน้าแดง
“ยังอยากดูมะ” พี่ปิงแกว่งหนังสือกวนๆ
“ไม่แล้วครับ” พอวาหลบตาพูด
“ตะวันล่ะ” พี่ปิงเล่นงานเขาต่อ
“ไม่ครับ” พอดีเกรงใจ
“ไม่รู้จักของดีกันเลย” พี่ปิงจุ๊ปากใส่
สมัยนี้เว็บดูเยอะแยะถึงรุ่นพ่อพี่มันหายากก็เหอะ
“หนังสือฟีลต่างกับเว็บนะเว้ย” พี่ปิงพูดเหมือนอ่านใจอีกครั้งโดนคนท้วงบ่อยละสิเขาแอบแขวะ
“ยังไงครับ” เขาถาม
“หนังสือถูกจับง่ายกว่าไง” พี่อีกคนตอบแทน สรุปพวกเขาเสี่ยงตายเพื่ออะไร
“น้องทำหน้าสมเพชเราป่าววะ” ชิ เผลอตัวจนได้
“อย่าใส่ร้ายน้องมันดิ๊”
“มึงอะคิดมาก” เขารีบพยักหน้าเห็นด้วย
“มิชชันสามคอมพลีท” พี่ปิงพูดเหมือนนึกขึ้นได้
“ขอบคุณครับ” พอวาที่ห่อเหี่ยวร่าเริงขึ้นทันที
“ทีนี้เหลืออีกอันเดียวแล้วสินะ”
“มา-”
“ไม่ต้องรออันนี้ทำได้เลย” -อีกตอนไหนครับ ยังพูดไม่จบเลย
พวกพี่แกฝึกอ่านใจมาเหรอวะครับ ไม่สิ…เขาพูดแต่คำเดิมๆนี่หว่า
“มิชชันสุดท้ายคือ….” พวกพี่ปิงกอดอกเคร่งขรึม
“ปู่รหัสน้องหายตัวได้ได้ได้!!!!” พวกพี่เอคโค่เสียงให้ฟังดูยิ่งใหญ่
อย่าบอกนะว่า….คิ้วขวาเขากระตุกรัวๆ
“หาปู่รหัสซะ” นั่นไงกูว่าละ
“ง่ายแค่นี้เลยเหรอครับ” พอวาถามย้ำ
“อย่าดูถูกมิชชันสุดท้ายเชียว” พี่ปิงดักคอ
“ชื่อก็บอกอยู่ว่าหายตัวได้”
“พี่แกถือเป็นบุคคลสูญหายประจำคณะ”
“โซเชียลไม่เล่น”
“โทรหาไม่รับ”
“หอมีไม่อยู่”
“งานคณะหายหัว” ชัดเลยมนุษย์อินโทรเวิร์ตนี่หว่า เขาลอบถอนหายใจปลงๆ
“อ๊ะ อย่าเพิ่งท้อใจ” พี่ปิงขัดขึ้น
“พี่ให้เวลาเต็มๆสามเดือนถ่ายรูปคู่ให้ได้”
“สามเดือนเหรอครับ!!!” พอวาตกใจหน้าเริ่มซีดลง
“ถ้าหาไม่เจอล่ะครับ” เขาถาม
“น้องก็ไม่ได้เข้าสายไง” พี่แกยักไหล่ชิวๆ ขู่ไปงั้นสินะ
“ผมจะหาให้เจอครับ” พอวาตาโตรีบตกลงรับมิชชัน ไอ้หมอนี่ไม่รู้จักคำว่าล้อเล่นเรอะ
แล้วนี่พวกเขาต้องเริ่มตามหาจากตรงไหนละเนี่ย…………..







ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #12 เมื่อ21-11-2021 13:01:37 »

 o13
สู้สู้ พอวา หาปู่ให้เจอนะ

ออฟไลน์ molal

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #13 เมื่อ18-12-2021 22:20:52 »

บทที่เจ็ด:ความหมาย
ติ๋งๆๆ เสียงน้ำหยดบนพื้นเป็นทางยาว จากห้องน้ำถึงหน้าโซฟาสีขาวขนนิ่ม ร่างสูงทิ้งตัวลงนอนคว่ำ
สองเท้าเหยียดยาวเลยขอบโซฟา ผมประบ่าลู่ระกรอบหน้า หยดน้ำไหลเปียกชุ่มคอเสื้อย้วยยืด
เจ้าของเรือนผมสีดำสนิทไม่ใส่ใจเช็ดผมให้แห้ง กลับเอื้อมหยิบมือถือเล่นแทนจนเวลาล่วงเลยตกดึก
ความเหนื่อยล้าเริ่มทำงาน ส่งผลให้ดวงตาคมหรี่ปรือแทบลืมไม่ขึ้น แต่มือยังคงไถหน้าจอต่อ
สุดท้ายฝืนเปลือกตาไม่ไหว แขนอ่อนแรงเกือบปล่อยโทรศัพท์หลุดมือแล้ว ถ้าไม่มีเสียงเตือนข้อความดังขึ้น
ติ๊ง ~ เขาสะดุ้งกดอ่านแชทกลุ่มชายโฉดโสดจุงเบย แน่นอนว่าคนตั้งชื่อเป็นB1 B2
‘สติกเกอร์โผล่หัว’ B2
ส่งไรมาดึกดื่นเนี่ย เขาหงุดหงิด
‘พรุ่งนี้กี่โมง’ B2
อ๋อ นัดถ่ายงานพรุ่งนี้
สักบ่ายสามดีมั้ย ? ไม่สิสายไปงั้นเป็นบ่ายโมงเขาพิมพ์ตอบกลับ
‘บ่ายโมง’ เขา
‘ไปถึงสวนปิดพอดี!!!’ B2
‘เจ็ดโมงมั้ย’ พอวา
รีบไปช่วยพระทำวัตรไง
‘มึงรีบตื่นใส่บาตรไง’ B1
ใช่ ด่ามันเลย
‘กูใส่บาตรหกโมง’ พอวา
‘มันประชดโว้ยย’ B2
‘แปดโมงไป’ B1
แปดโมงเช้าเกินอยู่ดี ไม่ได้ๆ
‘เก้าโมง’ เขาต่อรอง
‘แปดโมงครึ่งขาดตัว!!!!’ B2
‘ดีล’ พอวา
‘ดีล’ B1
‘โอเค’ ให้ตาย…เขาไม่ใช่มนุษย์ตื่นเช้าด้วยสิ ปกติตื่นสี่โมงเย็นแต่นี่นัดแปดโมงครึ่งจะทันไหมเนี่ย

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด—
หนวกหูชะมัด
ติ๊ด- เขากดปิดนาฬิกานอนต่อ ขอสักห้าไม่สิสิบนาทีละกัน

แสงแดดรำไรส่องลอดม่านผืนบาง กระทบใบหน้าข้างใต้ที่หลับพริ้ม ก่อนเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วมุ่น
เจ้าตัวหยีตากะพริบช้าๆ สองสามที รอดวงตาพร่าเบลอปรับโฟกัสได้ ค่อยหยิบมือถือดูเวลา
เพิ่งสิบโมงเองพวกนั้นนัดตั้งแปดโมงครึ่ง เขาคิดขณะเคลิ้มใกล้หลับอีกรอบ
พรวด!!!!! เฮ้ยยยยยย สายแล้วนี่หว่า เขาเด้งตัวนั่งกำลังจะก้าวขาลงเตียง แต่มือถือดังซะก่อน
ตู๊ดๆๆๆ เวรละ!!!! พวกนั้นโทรตามแล้ว เขากดรับพยายามทำเสียงนิ่ง
“ฮัลโหล”
“ตะวันอยู่ไหนแล้ว” พอวาพูดเกรงใจนิดๆ
อย่าทำเสียงงั้นสิวะ!!!! คนยิ่งรู้สึกผิดอยู่
“ขี่มอไซค์อยู่” นิ่งไว้ๆ อย่าเลิ่กลั่ก
“แปลกจัง ไม่เห็นได้ยินเสียงลมเลย”
“…”
“…”
“ขอสิบนาที”
“โอ-” ติ๊ด เขาตัดสายมือคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ
แค่สามนาทีก็โผล่ออก พร้อมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงขาสั้นสีครีม หยิบกระเป๋าผ้ายัดทุกอย่างใส่
ออกห้องสักพักถึงรู้ตัวว่าลืมของสำคัญ ต้องย้อนกลับหากล้อง ก่อนวิ่งตึงตังลงบันไดไปอีกครั้ง
หลังคร่อมมอเตอร์ไซค์ได้ เขาบิดคันเร่งพุ่งตัวออกถนนอย่างแรง ขี่ปาดซ้ายป่ายขวาตัดหน้ารถคันอื่น
จนโดนบีบแตรไล่ตลอดทาง เขาดริฟท์โค้งหยุดตรงช่องจอดพอดิบพอดี เรียกสายตาหลายคู่ข้างใน
รวมถึงพวกพอวาให้หันมอง เพราะหน้าร้านเป็นกระจกใส เขาจึงเห็นสีหน้าตกใจพวกนั้นชัดเจน
ถ้าอ่านปากไม่ผิดตีความได้ว่า
‘เชี่ย แม่งโคตรเท่’ เท่บ้าบออะไร ถ้าไม่รีบเขาไม่ขี่รถวอนตายหรอก
เขาผลักเปิดประตูดิ่งเข้าหาสามหน่อ
“โทษที” เขาชิงพูดตัดหน้า
“ไม่เป็นไร” B2 เหลอหลา
“ไปเลยไหม” เขาหันหลังกลับ
“นั่งพักก่อนสิ” พอวาขัดขึ้น ก็น่าอยู่หรอกสภาพเขาเปียกกว่าเล่นสงกรานต์อีก
“สายแล้วไปเหอะ” นัดแปดครึ่งแต่ตอนนี้สิบครึ่งละ
“โอเค” พอวายอมหลังเห็นสายตาดื้อดึงของเขา
พวกเขาอ้อมหลังร้านขึ้นนั่งรถ สองหน่อจองที่นั่งด้านหลังปล่อยเขานั่งข้างคนขับ
คงทิ้งเขาคุยกับพอวาแล้วหลับกันนั่นละ….เพราะมาสายหรอกถึงยอม
ช่วงแรกสองคนแกะขนมกับน้ำกิน และพูดถึงเนื้อหาวิดิโอว่าให้ถ่ายสวนดอกไม้กับคาเฟ่ใกล้ๆ
ถ้าทันเวลาก็ขึ้นเขาเก็บวิวพระอาทิตย์ส่งท้าย แล้วขากลับค่อยแวะตลาดกลางคืน หาข้าวเย็นกิน
คุยงานเสร็จสองคนตีกันตามปกติ ผ่านไปสามสิบนาทีก็สลบเหมือดทั้งคู่ ยังกับเลี้ยงเด็กอนุบาล
ก่อนเรียนจบเขาได้ปวดหัวตายแน่ เดี๋ยวนะ…เขาขมวดคิ้ว นี่เขาคิดจะอยู่กับไอ้พวกนี้ยันจบเลยเรอะ
ไอ้ตะวันแกบ้าไปแล้วเหรอ เขาส่ายหัวแรงๆ
“ง่วงก็หลับเถอะ” พอวาเอ่ยทำลายความเงียบ
“ห๊ะ” ว่าไรนะ ไม่ได้ฟัง
“อ้าว นึกว่าง่วง”
“เปล่า”
“แล้วส่ายหัวไมอะ”
“เมื่อยคอ” เขาแถแกล้งเอียงคอซ้ายขวา กูส่ายหัวตอนไหนวะ
“เอาหมอนรองคอไหม” พอวาทำท่าหยิบหมอนจากคอตัวเอง
“ไม่ต้องๆ” เขารีบห้าม ใครมันจะแย่งหมอนคนขับลงวะ
“เอาน่าๆ” พอวาไม่ฟัง หยิบมาคล้องคอเขาจนได้
“อย่าบ่นทีหลังล่ะ” เขาพ่นลมหายใจ จริงๆก็แอบเมื่อยนิดหน่อย
“คร้าบบบ” พอวาลากเสียง
รถเงียบสักพักก่อนโดนพอวาทำลายลง
“ตะวันชวนคุยหน่อยดิ”
“คุยไร” อยู่เงียบๆมั่งไม่ได้ไง
“ไรก็ได้” อะไรก็ได้นี่มันอะไรวะ
“เมื่อเช้ากินไร”
“ขนมจีนน้ำเงี้ยว คุณแม่ตื่นมาทำแต่เช้าเลย” พอวาตอบอารมณ์ดี
“น่ากิน” คิดถึงอาหารฝีมือคุณป้าชะมัด อยู่หอกินแต่ข้าวตามสั่ง
“ฮ่าๆๆๆหน้าหงอยเลยแฮะ”
“ตลกเหรอ” เขาจิกตาใส่
พอวาสะดุ้งเปลี่ยนเรื่องมันดื้อๆ
“ตอนว่างทำไร”
“ดูซีรีส์”
“ดูเรื่องไรมั่งอะ” พอวาชวนคุยไปเรื่อย
หมอนี่ไม่ชอบที่เงียบๆละสิ เขาหรี่ตาหงุดหงิดแต่ก็ยอมคุยด้วย
“ฉันเห็นสามีที่ตายไป”
ไม่เปิดเพลงแต่เนียนคุยเฉย
ตะวันวิเคราะห์อีกฝ่าย ตั้งแต่เด็กแล้วที่เขาถนัดอ่านความคิดคนอื่น
“หนังผีเหรอ” พอวาหน้าซีด
“ไม่ใช่ เป็นดรามาสามีตายแต่ยังห่วงภรรยา-อยู่” เขาชะงักเมื่อพอวาหันมา
“มองทาง” เขาเตือน
“อ๊ะ โทษที” พอวาหันกลับ
“แปลกใจที่เห็นพูดเยอะน่ะ”
“เหรอ” เขาพูดเยอะจริงด้วยแฮะ
“แล้วไงต่อ”
“หลังจากนั้น…” เขาเล่าซีรีส์ตั้งแต่ตอนแรกยันตอนจบ ส่วนพอวาฟังแล้วพยักหน้าตอบเป็นครั้งคราว
จบเรื่องนึงพอวาถามต่ออีกเรื่องเขาก็เริ่มเล่าใหม่ จนคอแห้งกระดกน้ำหมดขวด
เกิดมาเพิ่งเคยพูดมากขนาดนี้ แล้วยิ่งพอวาตั้งใจฟังเขาเลยพูดไม่หยุด จนเวลาผ่านไปสองชั่วโมง
เขาหาวเปลือกตาปรือลงเรื่อยๆ จนปิดสนิท ก่อนหลับได้ยินเสียงหัวเราะอีกฝ่ายลอยเข้าหู
มันมีอะไรน่าขำตรง-ไหน เขาหมดแรงหลับในที่สุด
………………………………………………………………………………………………..
“ใครจะปลุก”
“มึงก่อนเลย”
“มึงนั่นละ”
“โอ้นอยออกกันไหม”
“หนวกหู” ใครมาเล่นไรตรงนี้วะ
“เฮ้ย ตื่นแล้วๆ”
“มันละเมอมากกว่า”
“ไอ้วามึงปลุกเลย”
“ไมเป็นกู”
“มึงเชี่ยวชาญโดนมันด่า”
“พ่อง”
“อืออออ” เสียงโหวกเหวกหยุดลงทันที เขาลืมตาสู้แสงเห็นเงาดำๆสามร่างล้อมรอบ
“ถึงแล้วเหรอ” เขาถามงัวเงีย
“ใช่ ถึงแล้ว” B2 เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว
เขาก้าวขาออกยืนหันมองรอบๆ เห็นรถจอดประปราย บริเวณลานจอดพบบ้านหลังเล็กสามสี่หลัง
คาดว่าเป็นห้องพักเจ้าหน้าที่ ด้านหลังไม่ไกลนัก ภูเขาสีเขียวเข้มทอดยาวตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าใส
“ตอนเพิ่งตื่นหน้าไม่ดุด้วยว่ะ” B2 กระซิบกระซาบกับ B1
“เออ จากหน้าเสือเป็นหน้าแมว” B1 กระซิบตอบ
แมวไหนวะ โดเรมอนหรือเปล่า
“ไปกัน” เขาเดินนำขึ้นรถกระบะ
ถนนดินแดงทั้งลาดชันและขรุขระ จนรถกระเด้งกระดอน แต่เขาไม่อารมณ์เสียเลยสักนิด
สองฝั่งถนนทุ่งนาเขียวขจี เรียงชั้นขั้นบันไดสวยงาม เขายกกล้องขึ้นถ่ายรูปและวิดิโอ
ปล่อยพวกพอวาคุยเจี๊ยวจ๊าวอยู่ด้านข้าง สายลมแผ่วเบาพากลิ่นสดชื่น ของต้นไม้และไอดินผ่านหน้า
เขาสูดอากาศเข้าปอดลึก ตาจดจ้องแปลงกะหล่ำลอดเลนส์กล้อง แชะ!!
“จิ๊” เขาจิ๊ปาก
“ง่า ใจร้าย” B2 พองแก้ม
“กะหล่ำหัวนี้น่าเกลียดชะมัด” เขาขมวดคิ้ว ดูรูป B2 ที่ติดมาแทนที่กะหล่ำ
“ฮ่าๆๆๆๆจากกล้วยเป็นกะหล่ำละว่ะ” B1 หัวเราะชอบใจ
“กูกล้วยมึงก็กล้วยปะวะ” ตกลงพวกมึงไม่ใช่คนเหรอ
“อย่างน้อยกูก็ไม่เขียวอี๋เป็นกะหล่ำละวะ”
“แต่มึงเหลืองอ๋อยเหมือนขี้ช่ะ”
“ปัญญาอ่อน” เขาพึมพำ
“อุ๊บ” พอวาลอบขำ
“ขำไร” เส้นตื้นบ่อยเดี๋ยวเจอส้นตีนหรอก
“เวลานายด่าโคตรขัดลุคหน้ามึน”
ไม่นะ…ปกติกูด่าพวกมึงในใจตลอด
แต่เขาขี้เกียจพูด เลยเบือนหน้าหนีหันถ่ายรูปต่อ พอวาจึงหันมองวิวข้างทาง
ปล่อยสองตัวตีกัน(อีกแล้ว?) เมื่อไรมันจะเลิกตีกันวะเนี่ย!!!!

พวกเขาก้าวลงรถเดินลึกเข้าภายใน เบื้องหน้าดอกไฮเดรนเยียสีม่วงปนขาวบานสะพรั่งสวยงาม
ฟูฟ่องราวก้อนสำลีนุ่มนิ่ม แต่งแต้มด้วยสีเขียวเข้มของก้านใบ รอบข้างพบต้นไม้หลากรูปทรง
ไกลสุดสายตาภูเขาเตี้ยๆ สองสามลูก ปกคลุมด้วยหมอกจางโอบล้อมทั่วทุกทิศทาง
ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคู่รัก จูงมือถ่ายรูปตามมุมต่างๆ บรรยากาศราวกับงานถ่ายพรีเวดดิ้ง
ดูเหมือนสองหน่อเตรียมใจล่วงหน้า จึงเมินเฉยคู่รัก หันท่องสคริปต์ขะมักเขม้นแทน
ส่วนพอวามัวตื่นเต้นกับดอกไม้ ตาโตลุกวาวพิจารณาดอกสีม่วงตรงหน้า ไงล่ะ…อยากไปดอยดีนัก
“ตะวัน”
“ไร”
“มันมีความหมายว่าไงเหรอ” คิดว่ากูรู้เรอะ ใช่…กูรู้
“มีสองอย่าง” เขาพูดเรียบเรื่อย
“ความเย็นชา”
“โห ทั้งที่สวยขนาดนี้อะนะ” พอวาพูดเสียงขัดใจ
“มันเอาใจยาก”
“ปลูกยากเหรอ”
“ใช่”
“มันต้องการความเอาใจใส่ต่างหาก” แล้วมึงแก้ตัวแทนดอกไม้เพื่อ
“อือ อีกอันคือความขอบคุณ”
“อ๊ะ งั้นเป็นขอบคุณที่เข้าใจความเย็นชาของฉัน และเอาใจใส่กันใช่มั้ย” พอวายิ้มตาหยี
“มั้ง” แล้วกูจะรู้ด้วยไหม
“เฮ้ย มาพวกกูพร้อมละ” B1 กับ B2 ที่ยืนเยื้องกันเรียก
เขารับหน้าที่ตากล้องคอยถ่ายสองคน ส่วนพอวาชูป้ายสคริปต์กับกันเขาหงายหลังล้ม
เพราะเพิ่งเคยถอยหลังถ่าย ทำให้สองคนเดินช้าๆ รอ ถึงอย่างนั้นเขาก็เหยียบเท้าพอวาหลายรอบ
หลังจบคลิปพวกเขาเดินเล่น และถ่ายรูปทั้งกลุ่มทั้งคู่ไว้แปะลงวิดิโอ
“โห ดูรูปนี้ดิ”
“เหี้ย น่ากลัวฉิบหาย”
“ไหน” เขาไม่ได้ถ่ายไรแปลกๆนะ
“…..” มันคือรูปที่เขาเก๊กหน้านิ่งกะออกมาเท่ๆ แต่ไอ้เจ้าตัวด้านข้างดันยิ้มแป้นแล้น
“เหมือนคนบ้ากับผีเจ้าที่เลยว่ะ”
“เออเฮ้ย เหมือนจริง”
“แถวนี้ของเขาแรงจังค่ะคุณพี่” B1 แกล้งป้องปากกระซิบ
“แต่คุณพี่ว่าคนบ้าน่ากลัวกว่านะคะคุณน้อง” B2 กระซิบตอบ
“….” กล้วยหอมการละครไปอีก เขาทำหน้าเอือมระอาใส่
“ไรวะ พวกกูสิต้องทำหน้างั้น” B2 ชี้หน้า
เขายักไหล่ทำท่าแล้วไง B2 เลยโวยวายหนวกหู
“อะ นี่น้ำ” พอวาที่หายไปซื้อน้ำยื่นขวดให้
“ขอบใจ” เขายกน้ำดื่มเมิน B2 สนิท
สุดท้าย B2 ก็ไปหาเรื่อง B1 แทน เออ..เอากับมันสิ

เวลาบ่ายแดดส่องแสงแผดเผา พวกเขาตัดสินใจย้ายที่ไปยังคาเฟ่ ขับพ้นทุ่งดอกไม้ไม่ไกลนัก
พบร้านฉาบปูนสีเทาทรงสูง เหนือชื่อร้านเป็นรูปก้อนเมฆส่งยิ้ม วนหาที่จอดรถเสร็จ
พวกเขาผลักประตูกระจกเข้าภายใน ด้านหน้าชั้นวางขนมจุกจิก ตั้งเรียงติดกับตู้เค้กใส
ทางซ้ายและขวาเมนูถูกเขียนลงผนัง ด้านล่างวาดรูปเค้กกับกาแฟตกแต่ง
โต๊ะไม้ประดับดอกไม้แห้งวางคู่กันกับเก้าอี้ไม้ บางส่วนเป็นโซฟาไม้ชิดริมขวามือ
เพดานห้อยโคมไฟส่องสีนวลอบอุ่น กลิ่นชาผสมกาแฟลอยขึ้นควันในอากาศ
พวกเขาเลือกสั่งเมนูแนะนำคนละอย่างเพื่อแบ่งกัน เขายืนรัวกล้องเกือบสิบกว่ารูป
จนพอใจแล้วถึงตามเข้านั่งที่โต๊ะ รอสักพักเค้กสตรอว์เบอร์รี บานอฟฟี่ บลูเบอรี่ชีสเค้ก
พร้อมพายมะพร้าวพองฟูน่าทา นและกาแฟสี่แก้วก็ถูกเสริ์ฟ เขาจัดหามุมที่คิดว่าดูดี
หมุนจานถ่ายไปมาอยู่ราวห้านาที จนสองคนโวยวาย
“พอแล้วมั้ง”
“ถ้าเค้กเป็นคนคงเขินตายห่า”
“เออ มึงจะถ่ายหาแบคทีเรียเหรอ”
“กูถ่ายผงโรย” กล้องกูไม่ได้ไว้หาเชื้อโรคไหมล่ะ ไอ้สัส
“กูหิวแล้วรีบๆถ่ายดิ๊” B2 ตัดบท
เขาเลยจำยอมด้วยขี้เกียจเถียง ช่างเถอะ…ถ่ายได้เยอะแล้วแหละ
ทั้งสองคนชิมเค้กไป พูดตามสคริปต์ไปอย่างคล่องแคล่ว คนพูดมากบางทีก็มีประโยชน์แฮะ
ถ่ายคลิปเสร็จพวกเขาสวาปามเค้กหมดรวดเร็ว แล้วนั่งแช่ตากแห้งอยู่เป็นชั่วโมงถึงขยับลุก
เตรียมเดินทางกลับ รอบนี้เขาอาสาขับรถให้ แต่พอวาไม่ยอมสุดท้าย B1 เปลี่ยนขับแทน
พ่วงด้วย B2 ที่ย้ายนั่งข้างหน้า รถจะคว่ำไหมวะเนี่ย…
ขากลับไม่มีใครกล้าหลับหรือหลับไม่ลงไม่รู้ เพราะพวกตัวป่วนเถียงกันเสียงดังลั่นรถ
“ขวา เลี้ยวขวาดิ”
“ไอ้สัส มันหมายถึงขวาหน้าโว้ย”
“ตรงไปมึงไม่ต้องเลี้ยว”
“เฮ้ย มึงเถียงGPSเหรอ”
“เออ ไอ้เหี้ยกูขับขามาไง!!!”
“นั่นขามาแต่นี่ขากลับไง”
“มันคนละทางกันไอ้น้อง”
“ก็มึงขับเส้นอ้อมไงไอ้ควาย”
@#%%^&**(())$%^%&**)(*&
รำคาญโว้ยยยยยย เขายกหมอนปิดหูหันหน้าหนีการโต้เถียงตรงหน้า
รู้งี้กูขับเองก็ดีหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้โกลเด้นดันปอดแหก ป่านนี้คงเกือบถึงแล้ว
ไม่รู้จะกลัวไรหนักหนา แค่ขับรถเร็วนิดหน่อยปะวะ
“ไอ้สัสพอ กูขับเอง!!!” ในที่สุดพอวาทนไม่ไหว ต้องยึดพวงมาลัยคืน
ลำบากเขาลุกสลับที่ตาม รถกลับสู่ความสงบอีกครั้ง สองหน่อหอบแฮกด้วยความเหนื่อย
แต่สายตาฟาดฟันดุเดือด พวกมึงรีบสลบไปเลยนะ ไม่ต้องพูดเหี้ยไรอีกกูหนวกหู!!!

“ตะวัน ตื่นเร็วเดี๋ยวไม่ทัน” เสียงพูดคลอเคลียข้างหู พร้อมแรงเขย่าเบาๆ
เวรละ นี่กูหลับอีกแล้วเหรอ
“อือ” เขาขยี้ตาบิดขี้เกียจ ปล่อยพอวาปลุกสองหน่อต่อ
ผัวะ!!!
“ไอ้สัสตื่น” เอิ่ม นั่นคนเดียวกับที่ปลุกกูจริงปะ
“โอ๊ย เจ็บว้อย” B2 ร้องเสียงแหลม
“ไม่อ่อนโยนลยวะครับ” B1 กวนตีนทันทีที่ตื่น
“มึงไปหาเอาที่อื่น ลุก!!!” พอวากระชาก B1 ปลิวออกรถ
โคตรสองมาตรฐานจนกูยังหมั่นไส้…..
เขาปิดประตูรถหันดูวิวข้างหน้า ท้องฟ้าทอประกายสีส้มแดงตัดกับสีน้ำเงินเข้ม
แชะ!!! มือเขาหยิบกล้องถ่ายอัตโนมัติก่อนกดอัดวิดิโอ รอวินาทีที่ตะวันเคลื่อนพ้นเส้นขอบฟ้า
อุณหภูมิต่ำลง สีส้มของท้องฟ้าแทนที่ด้วยสีแดงก่ำ ดวงอาทิตย์ค่อยเคลื่อนคล้อยจนลับหาย
ท้องฟ้าถูกย้อมใหม่ ด้วยสีน้ำเงินครามไล่เข้มขึ้นจนดำสนิท เบื้องล่างแสงไฟจากตึกอาคาร
เปิดสว่างตัดความมืด เชิญชวนให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความครึกครื้นยามค่ำคืน
“โห สวยลืม” B2 หายใจเฮือกหลังกลั้นมานาน
“เพิ่งเคยเห็นอาทิตย์ตกใกล้ๆนี่ล่ะ” B1 เสริม
“อยากเห็นอีกรอบปะ” B2 ถามเสียงกวนตีน
“อยาก” B1 ตอบ
“ผลักตะวันลงไปดิได้เห็นอีกรอบ” B2 หัวเราะก๊าก
ผัวะ!!! เขาตบหลัง B2 ดังอั่ก
พอวากับ B1 ถึงกับยืนซี้ดปาก
“เอาด้วยมั้ย” เขาขู่เสียงเย็น
“ไม่ครับ//ไม่ๆๆ” B1 ตั้งท่าต๊ะเบ๊ะส่วนพอวาส่ายหัวรัวๆ
B2 ฟุบกองกับพื้นร้องโอดโอย
“มือหนักชิบหายยย”
“กูรู้กูเคยโดน” พอวาตบบ่าปุๆให้กำลังใจ
เคยโดนตอนไหนวะ อ๋อ..ตอนเล่นละครผัวเมีย
จำได้ว่ายั้งมืออยู่นะแต่ครั้งนี้เขาใส่แรงเต็มที่
โครกกกก ~
“หิวแล้ว” เขาพูดเนือยๆ
“ไม่บอกก็รู้แหละ” B1 แซว
“กินไหนดีอะ”
“กาดหน้ามอมะง่ายๆ”
“ไหนๆแล้วไปไนท์บาร์ซ่ากัน”
“กูได้หมด ตะวันอะว่าไง” พอวาหันถามเขา
“ไป” เบื่อข้าวแถวนี้แล้ว
ตกลงกันแล้ว B1 อาสาขับรถอีก คราวนี้รับประกันว่าไม่หลงแน่นอนเพราะเคยไป
พอวาระแวงแต่เหนื่อยเลยยอมเออออ ขาลงดอยสุเทพช้ากว่าขาขึ้นมาก  B1 ขับรถระวังกว่าที่คิด
ด้วยไม่ชำนาญทางเท่าพอวา แต่ไม่ได้ขับอันตรายอะไร
ปกติคนอื่นขับรถช้าขนาดนี้เลยอ่อวะ…เข้าใจแล้วว่าทำไมแม่ชอบบ่นเขา
ฟุบ!!! พอวาเอนหัวพิงไหล่ หลังโยกซ้ายขวามาสักพัก ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงผลักออกทันที
แต่พอคิดถึงเรื่องต่างๆ เลยทำไม่ลง ก็เขาเคยพิงไหล่หมอนี่จนชา แย่งหมอนรองคอ
แถมใช้ขับรถทั้งวันอีก เขาเหลือบมองเสี้ยวหน้า คนข้างใต้ที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว
หมอนี่ทำดีแบบนี้กับทุกคนเลยไหม ? ทำไมถึงอยากตีสนิทนักล่ะ ?
คำถามที่เลี่ยงจะคิดตีวนกันในหัวสมอง เคยมีคนใจดีกับเขาขนาดนี้ไหมนะ…
“หน้าไอ้วาพรุนหมดแล้วมั้ง”
“ห๊ะ” เขาหลุดจากภวังค์หันมองหน้า B1
“มึงจ้องหน้าจนมันจะท้องแล้วเนี่ย” B2 พลิกตัวหันตอบแทน
“พ่อง” คนนะว้อยไม่ใช่ปลากัด
“อุแง้ ตะวันใจร้าย ~”
“สม” B1 ด่าซ้ำ
“แล้วมึงจ้องหน้ามันทำไม” B2 ถามต่อมเผือกกระตุกรัวๆ
“ยุงกัด”
“หา” B2 เหวอ
“คิดอยู่ว่าจะตบไหม” เขาแถเสียงเนือย
“ฮ่าๆๆๆๆไอ้สัส” B1 ขำปอดโยก
“ไอ้วาโคตรน่าวงวาร” B2 ส่งสายตาเห็นใจ
“ยังเกาะอยู่ปะ” B1 ถาม
“ไปแล้ว” เขาตอบนิ่งๆ
“ฮ่าๆๆๆๆแม่งแดกอิ่มแล้วแหละ”
“ไอ้วามึงโดนเกลียดแบบสุดๆเลยว่ะ” B2 บีบเสียงสะอื้น
“เออ”
“ยอมรับด้วย ฮ่าๆๆ” B1 ขำลั่นแต่ตาจ้องถนนตรงหน้า
เขาเมินหน้าหนีปล่อยสองคนแซวต่อไป สิ้นสุดทางลงดอยถนนเรียบตรง เสาไฟตั้งเรียงสองข้างทาง
รถยนต์คลาคล่ำวุ่นวายตามประสาเมืองใหญ่ แต่ไม่มากเท่ากรุงเทพ B1 เพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย
มุ่งตรงสู่ที่หมาย ระหว่างทางติดไฟแดงบ้างเป็นครั้งคราว พอพ้นออกก็ขับสบายไหลตามรถคันหน้า
เขาเหม่อมองความวุ่นวายยามกลางคืน แล้วพาลให้คิดถึงบ้านที่กรุงเทพ ป่านนี้แม่ทำอะไรอยู่น้า
ไม่ใช่โหมงานจนไม่ได้นอนนะ คิดแล้วเขาก็เผลอขมวดคิ้ว
“ใจเย็นนะใกล้ถึงแล้ว”
“อย่าเพิ่งโมโหหิวนะครับ โอ๋ๆ” B2 เอื้อมมือลูบหัวปลอบ
เขาส่งสายตาแทนคำพูดว่าให้เอามือออกซะ
“เชี่ย มือเกือบขาดแล้ว” B2 ชักมือหนีทันที
“ใครใช้ให้มึงเล่นหัวมันละ” B1 ยีหัว B2 จนยุ่งฟู
“สัส มึงกลัวกูบ้างก็ได้นะ” B2 ปัดมือออก
“อุ๊ย กลัวจุงเบย” B1 ทำเสียงยียวน
ตีกันตามเคย เขามองภาพตรงหน้าด้วยความเอือมระอารอบที่ล้าน พลางขยับไหล่ข้างขวา
ที่ส่งเสียงประท้วงอย่างอึดอัด หมอนี่ฉลาดหัวเลยหนักรึไงวะ ตอนนี้เจ้าตัวไม่แค่พิงแต่ใช้สองมือ
กอดรัดแน่นหนา หรือคือโถมน้ำหนักใส่เขาเต็มๆ ไอ้เจ้าหมานี่เห็นกูเป็นหมอนข้างเหรอวะ!!!
เขาส่งสายตาอาฆาต แต่คนหลับไม่ได้สะทกสะท้านเลย B1 ชะลอรถหมุนพวงมาลัยถอยจอด
อยู่สองสามทีจึงดับเครื่อง
“ถึงแล้ว” B2 พูดเริงร่า ถึงตอนไหนวะ
“อือ” เขาเขย่าปลุกพอวาแรงๆ
“ตื่นๆๆ”
“ใจเย็นเดี๋ยวหัวมันหลุด” B2 กรีดร้องเหมือนเห็นเขาแทงคนอยู่
“เวอร์”
“มึงไม่รู้ตัวว่าแรงควายเลยเรอะ” B1 พูดหวาดๆ
ไม่นะ….กูแรงน้อยจะตายแค่มือหนักนิดหน่อย
“ที่นี่ที่ไหน” พอวาถามมึนๆ
“ชิบหายละอ๊องเลย”
“มึงจำกูได้ไหมนี่เพื่อนรักมึงไง” B2 แกล้งสะอึกสะอื้น
“ปัญญาอ่อน//ปัญญาอ่อน” รอบนี้เขากับพอวาพร้อมใจด่า
“โอ๊ย ไอ้สัสเจ็บแบบคูณสอง” B2 เอามือกุมใจ
“สมหน้า” B1 ยังคงทำหน้าที่ซ้ำเติมได้ดี
“ไนท์บาร์ซ่า” เขาตอบแทน
“อ๋อ ใช่” พอวายันตัวนั่ง
“นี่เราพิงนายตลอดทางเลยอ่อ” พอวาเพิ่งนึกได้
“อือ” ถ้ามึงไม่รู้กูตบละนะตัวโคตรหนัก
“ไม่หนักเหรอ” พอวาทำหน้ารู้สึกผิด
“หนัก”
“ขอ-”
“หายกัน” เขาขัดขึ้น
“ห๊ะ” พอวางง เขาก้าวลงรถทำให้สองป่วนหยุดเถียงกัน
ด้วยเป็นคืนวันศุกร์สองฝั่งถนนจึงเนืองแน่น ผู้คนทั้งไทยและต่างชาติพากันแวะชมสินค้าทำมือ
ตามร้านภาพวาดสีน้ำ หยกแกะสลัก ผ้าพื้นเมือง โคมไฟไม้ รวมถึงของจุกจิกอีกหลากหลายร้าน
อาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังเปิดไฟสว่างเรียกลูกค้าที่หิวโหย แต่พวกเขายังเดินหน้าต่อจนถึงตลาดชื่อเพลินฤดี
ผ่านร้านของฝากด้านนอกสู่ด้านใน พบสายไฟส่องแสงสีฟ้าห้อยถังน้ำหลากสี ตรงใจกลางวางโต๊ะนั่งไว้
สำหรับทานอาหาร ริมซ้ายเห็นนักดนตรีเล่นเพลงแว่วคลอเสียงพูดคุยเบาๆ
“เฮ้ย กูจำได้ว่าไฟสีขาวนะ” B2โพล่งขึ้น
“ไฟมันเปลี่ยนสีได้ไอ้โง่” B1ด่ากลับ
“แต่กูชอบไฟขาว”
“มึงไปบอกเจ้าของตลาดนู่น”
“แต่กูชอบสีฟ้านะ” พอวาแย้ง
“กูไม่อยากรู้โว้ย” B1 โวยวาย เปลี่ยนจากแดกข้าวเป็นแดกตีนกูมั้ย
เขากลอกตารำคาญ ทิ้งพวกนั้นหนีเข้าซุ้มข้างๆ พอวาเห็นเลยเดินตาม พ่วงด้วยสองตัวนั้นที่แว้ดๆ
ไม่หยุด กินข้าวเสร็จพวกเขาเดินเรื่อยเปื่อย หาขนมล้างปากพบอาหารแปลกๆบ้าง อย่างแมงป่อง
เนื้อจระเข้ แต่ไม่มีใครคิดจะกิน ตัวเขาซื้อของกินเยอะมาก เรียกได้ว่าแวะมันทุกร้านซื้อมันทุกอย่าง
“นี่กะกินเดือนนึงเลยป่ะ” B2 บ่นเพราะเริ่มปวดขาแล้ว
“อาทิตย์เดียว” หรือสามวันหมดวะเขาคิด ขณะหยุดร้านหม่าล่า แต่พวกพอวารีบดึงให้เดินต่อ
“เฮ้ย มึงอดอยากจากไหนวะ” B2 ร้องเสียงสูง
“ซื้อขนาดนี้มึงเอาไปถมบ้านเรอะ” B1 ออกแรงดึงเพิ่ม
“นี่ดึกแล้วกลับกันเหอะ” พอวาตัดบท พวกนั้นลากเขาถึงรถจนได้หลังแวะอีก 2-3 ร้าน
ทำไงได้…ตั้งแต่อยู่นี่เพิ่งซื้อของกินจริงจังนอกจากข้าวตามสั่ง
“ตัวแค่นี้แดกเก่งฉิบหาย”
“มึงเพิ่งเคยเดินตลาดไงวะ”
“เปล่า”
“เออ แล้วซื้อไรเยอะแยะ”
“เบื่อข้าวหอ”
“นายไม่ไปกาดหน้ามออะ” พอวาถามงง ๆ
“คนเยอะ” ที่สำคัญคือเขาขี้เกียจ
“มึงก็ไปไวๆดิ” B2 เสนอหน้าพูด
“ขี้เกียจ”
“แล้วปกติแดกข้าวไหน” B1 ถามขณะเลี้ยวรถออกเตรียมกลับ
“หน้าหอ เซเว่น”
“กูถามจริง!!!”
“อือ” ถามจริงกูก็ตอบจริง ตกใจไรวะ
“มึงไม่เบื่อไง”
“เบื่อ”
พอได้ฟังทุกคนก็ถอนหายใจเฮือก พลางส่ายหน้าระอา
“มึงใช้ชีวิตมายังไงวะเนี่ย”
“เสือก” เสือก
“ใจร้ายย” B2 งอแง อ้าว…เผลอด่าออกเสียง
“ไม่ได้การละพน.ตี้หมูทะกัน” B2 พูดหนักแน่น
“สัส แดกแม่งทุกอาทิตย์” B1 ด่าเสียงดัง
“ก็กูจะแดกอะทำไม!!!!” B2 แหวกลับ
“ไม่ไป” เขาตอบเสียงเย็นชา
“กูก็ไม่ไปนะ เบื่อ”
“ไอ้วา ไอ้เพื่อนชั่ว”
“เออ”
“มึงต้องแดกคนเดียวแล้วล่ะ” B1 ทำเสียงเยาะ
“กูมีมึงไง!!!”
“กูยังไม่บอกว่าจะไป”
“กูรู้กูอ่านใจได้”
“ขี้มโนว่ะ”
@#$%^&*(()))_+ บลาๆๆๆ เถียงกันทั้งวันแม่งไม่เบื่อไงวะ



B1 จอดรถหน้าร้านกาแฟที่นัดเจอตอนเช้า เขาเป็นคนเดียวที่ลงเพราะสามคนจะไปหอ B1กับB2 ก่อน
แล้วพอวาค่อยขับรถกลับบ้าน เขาเพิ่งรู้ว่าสองคนนั้นเป็นรูมเมทกัน รู้สึกสงสารเพื่อนข้างห้องไอ้พวกนี้ขึ้นมาเลย….
“บาย เจอกัน”
“บาย”
“อะนี่” พอวาช่วยหยิบถุงกับข้าวให้
“บาย” เขาผลักเปิดประตูรถ
“ขอให้มีความสุขกับกองของกิน” B2 แซวขำๆ
“อือ”
รถเคลื่อนพ้นสายตา เขาหันหลังเดินเข้าหามอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้ พลางทบทวนเหตุการณ์
วันนี้เป็นวันที่เขาใช้พลังงานเยอะมาก ทั้งเที่ยวสวนดอกไม้แล้วยังเดินตลาดต่ออีก
เขาขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์อย่างเหม่อลอย ขี่ออกถนนใหญ่เร็วกว่าปกติ ให้สายลมเย็นๆปะทะหน้า
มันแปลกที่วันนี้ไม่รู้สึกเหนื่อย เขาคิดพลางเลี้ยวจอดรถ สองขาก้าวเชื่องช้าแต่สมองแล่นเร็วรี่
เขาไขเปิดประตูตรงเข้าทิ้งตัวที่โซฟา ในใจผุดความรู้สึกแปลกใหม่ ว่าเที่ยวกับเพื่อนก็สนุกดี
แล้วหลับไปทั้งๆ ที่ไม่ได้อาบน้ำ……….













« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-12-2021 22:24:11 โดย molal »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
Re: ตะวันสีรุ้ง
«ตอบ #14 เมื่อ24-12-2021 08:27:28 »

 :pig4:
 :3123:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด