บริษัทหมาชน CHANBAEK {OMEGAVERSE} ตอนที่ 18 HEAT22/6/64
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: บริษัทหมาชน CHANBAEK {OMEGAVERSE} ตอนที่ 18 HEAT22/6/64  (อ่าน 713 ครั้ง)

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

***************************************************************************************
                                 หมาชนจำหน้ากันแล้วกัด
TRIGGER WARNNINGS

Child abuse = การทารุณกรรมเด็ก โดยการทำร้าย ทอดทิ้ง หรือการค้ามนุษย์

Classism = การเหยียดชนชั้น

Dubious consent = การมีเพศสัมพันธ์โดยความยินยอมของอีกฝ่ายอยู่ในความคลุมเครือ

Dirty talk = ใช้คำพูดหยาบโลน

PTSD = ความหวาดกลัว หวาดผวา วิตก การรู้สึกหลอน หรือมีปัญหาทางจิตที่เกิดหลังจากพบเจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญ

Sexual harassment = การล่วงละเมิดทางเพศ

Toxic relationship = ความสัมพันธ์เป็นพิษ




ตอนที่ 1 Soul Mate
“ออกไปก่อนที่ผมจะหมดความอดทนครับ”

ผมจ้องมองพนักงานบริษัทที่ยืนหน้าซีดเผือด ร่างของเขาสั่นราวกับลูกนกตกน้ำ แต่ไม่ว่าท่าทางเหล่านั้นจะดูน่าสงสารขนาดไหน ผมไม่อาจใจอ่อนพูดน้ำเสียงไพเราะเสนาะหูให้กันได้ ในเมื่อรายงานที่ส่งมามีแต่ข้อผิดพลาดจนน่าหงุดหงิด เส้นความอดทนของผมขาดสะบั้น ผมออกปากไล่พนักงานตัวจ้อยให้ออกไปพ้น ๆ หน้า ทำงานพลาดหลายครั้งหลายหนขนาดนี้ทำไมแม่ถึงได้ยังเก็บไว้ให้รกหูรกตาขนาดนี้กันแน่

“ยืนอยู่ทำไม ออกไปสักที”

“ครับคุณรัชชานนท์”

ผมมองตามร่างที่เดินไหล่ตก ส่ายหัวให้กับความไม่เอาไหนของพนักงานคนนั้น ความเครียดและความโกรธเป็นสิ่งที่ผมอยากจะหนีมันออกไปให้ไกล แต่เหมือนยิ่งหนีก็ยิ่งเจอ

“คราวหน้าคงต้องขอคนที่พูดอะไรแล้วได้ดั่งใจ ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้...” ผมบ่นกับตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายได้ผ่อนคลายไปกับโลกภายนอกผ่านบานกระจกของตึกสูงระฟ้า ที่นี่คือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ที่มีโครงการบ้านพักหรูหรามากมายกระจายไปในแต่ละจังหวัด การเติบโตของธุรกิจนำมาซึ่งความรับผิดชอบ แถมยิ่งเพื่อนร่วมงานเยอะมากขึ้นเท่าไหร่ ระบบงานก็มีปัญหาติดขัดให้เห็นเกือบทุกวัน อาณาจักรที่ผมปกครองอยู่ในตอนนี้ กำลังบีบให้ผมรู้สึกตัวเล็กลง การขึ้นมานั่งเก้าอี้แทนแม่ได้ไม่นานก็มีแต่อุปสรรคและข้อผิดพลาดทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยใจ ให้กลับไปเรียนเอาใบปริญญาต่ออีกสักสองสามใบน่าจะดีกว่ามานั่งทำหน้าเสือใส่คนอื่นแบบนี้

ผมกอดอกทำหน้าตึงใส่เงาตัวเองในกระจก มองสภาพตัวเองที่แต่งตัวดูดีในระดับผู้บริหาร ภายนอกสวยหรู แต่ภายในใจกลับรู้สึกแย่

“คุณรัชชานนท์ครับ คุณผู้หญิงมาหาครับ” นนทัช หรือ เลขานุการของผมเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ผมหันไปพยักหน้ารับรู้ จัดท่าทางของตัวเองให้พร้อมพบผู้เป็นแม่ที่อยู่ ๆ ก็แวะมาเยี่ยมเยียนถึงที่ทำงาน

แม่เดินเข้ามา พร้อมกับซองเอกสารในมือ

ผมแอบกุมขมับในจินตนาการของตัวเองอย่างเงียบ ๆ

“ภาพเมื่อกี้ทำให้แม่คิดว่าลูกของแม่เข้ามาเป็นผู้บริหารหรือนักฆ่ากันแน่”

ผมถอนหายใจ “อีกไม่นานผมก็คงเป็นคนใจร้ายและทุกคนต้องเกลียดขี้หน้าผม”

“เดี๋ยวก็ปรับตัวได้ แล้วลูกว่าเขาเรื่องอะไรล่ะ”

ผมกลอกตามองบนอย่างเหนื่อยหนาย “ปัญหาชู้สาว และคล้าย ๆ กับพนักงานคนเมื่อกี้ พูดภาษาคนไม่รู้ความ”

“นนทัช คอยช่วยลูกชายของฉันดูโครงการใหม่หน่อยนะ รายชื่อผู้จัดการใหม่อยู่ในมือฉันแล้ว ต่อจากนี้ก็ฝากจัดการด้วย” แม่ฟังผมบ่น จากนั้นก็หันไปคุยกับเลขานุการคนสนิท ผมนั่งใช้นิ้วเคาะโต๊ะด้วยอารมณ์งุ่นง่านเมื่อได้ยินว่าแม่หาคนที่เข้าตาได้แล้ว



เข้าตาแม่ แต่กับผม ผมไม่รู้ด้วยเลย



“ลองดู”

แม่ยื่นซองเอกสารมาให้ผม ผมรับมาด้วยความจำใจ หามากี่คนต่อกี่คนก็ไม่เห็นจะตรงใจผม รอบที่แล้วก็ออกหน้าออกตาว่าอยากได้ผมจนตัวสั่น คิดจะปีนเตียงเจ้านาย คิดน้อยเกินไปหน่อยสำหรับคนที่เรียนจบสูงมีการศึกษา

ผมไล่สายตาอ่านประวัติส่วนตัวของคนที่แม่หามาให้ เข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมแม่ถึงชอบอกชอบใจ เพราะประวัติการทำงานและผลงานดีเยี่ยมมากขนาดนี้ แต่แล้วสายตาของผมก็ไปสะดุดเข้ากับเพศรองเข้า

ใช่... เพศรอง



นอกจากชายหรือหญิง ก็ยังมี อัลฟ่า เบต้าหรือโอเมก้า



เจ้านี่เป็นโอเมก้า



“ไม่เอาครับ ผมเกลียดโอเมก้า” ผมวางเอกสารลงทันทีไม่รับรู้อะไรต่อ “แม่ก็รู้ว่าพวกตัวเล็กแบบนี้ทำงานกับพวกเราไม่ดีเท่าเพศอื่นหรอกครับ มีแต่เอาปัญหามาให้”

“ลูกต้องใจกว้างให้มากนะรัชชานนท์ สมัยนี้เจ้าพวกตัวเล็กไม่ธรรมดาแล้วนะ เก่ง ๆ กันทั้งนั้น”

“ไม่ก็คือไม่ครับ ผมไม่อยากได้ ไม่อยากมีปัญหาทีหลัง”

“ก็ได้ แม่ตามใจ” แม่ผมคว้าเอาซองเอกสารกลับคืนไปอย่างไม่พอใจ ผมก็ไม่พอใจเหมือนกันที่แม่เอาปัญหามาโยนให้ผมต้องรับมือกับมันในอนาคตอันใกล้นี้ ผมไม่อยากเอาตัวเข้าไปยุ่งกับเจ้าพวกตัวเล็กพวกนั้นสักนิด ไม่อยากวุ่นวาย ไม่อยากเสวนาด้วย



ผมไม่เปิดใจให้กับพวกที่ชอบส่งกลิ่นไม่รู้เวลาหรอก















“ครับ... ผมกำลังเข้าบริษัท” ผมพูดคุยกับคนในสายก่อนที่จะกดวางไปเมื่อไฟจราจรเปลี่ยนจากสีแดงไปเป็นเขียว ในหัวของผมตอนนี้มีแต่คำถามว่าทำไมน้ำเสียงของแม่ถึงได้ดูรีบเร่งในตัวลูกชายของท่านมากขนาดนั้น การเร่งตัวเองในยามรถติดเช่นนี้ไม่ดีต่อสุขภาพจิตแน่นอน ผมเคาะนิ้วกับพวงมาลัยรถยนต์พลางนับเลขเพื่อสงบสติอารมณ์ พอหลุดพ้นจากความล้มเหลวทางท้องถนนในประเทศของตัวเองได้แล้วก็รีบเหยียบคันเร่งมุ่งตรงเข้าบริษัททันที

ผมเดินเร็วผ่านหน้าผ่านตาพนักงานบริษัทมากหน้าหลายตาที่เรียกชื่อและทักทายผมอย่างสุภาพ ผมรู้เลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังหน้าตึง และปล่อยรังสีเตรียมฟาดฟันทุกคนที่เข้ามาใกล้ ผมพาตัวเองมาถึงห้องทำงานของตัวเอง นนทัชลุกขึ้นยืนต้อนรับผม ผมพยักหน้ารับการทักทายนั้นของเลขาส่วนตัว เปิดประตูเข้าไปเพื่อที่จะเข้าไปพบแม่ แต่ทว่า พอก้าวขาเข้าไปในห้องกลับไม่พบคนที่ต้องการ

มีเพียงกลิ่นหอมหวานที่ผมไม่คุ้นเคย มันไม่ใช่กลิ่นที่ปรับอากาศในห้องทำงาน มันไม่ใช่กลิ่นข้าวของเครื่องใช้ชิ้นไหน มันคือกลิ่นที่แปลกใหม่และมันรุนแรงเสียจนผมเริ่มรู้สึกร้อนไปทั่วร่าง

ผมกำหมัดแน่น และหันไปมองร่างของใครบางคนที่นั่งไขว่ห้างจิบกาแฟ สายตานั้นจ้องมองมาทางผมอยู่ก่อนแล้ว

ผมมองดวงตากลมที่แฝงไปด้วยความมั่นใจแบบนางพญานั้นคืน ยิ่งมองยิ่งรู้สึกได้ถึงความร้อนในกาย อารมณ์ไม่พึงประสงค์ตีตื้นขึ้นมาจนผมเลือดขึ้นหน้า ผมเกลียดมัน เกลียดที่ผมรู้สึกว่าตัวเองต้องการคนตรงหน้า



รอยยิ้มหวานหยดปานน้ำผึ้งนั้นติดอยู่ในแววตาของผม



“สวัสดีครับ คุณรัชชานนท์”

ร่างบางวางถ้วยกาแฟก่อนจัดการหยัดกายลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้ามาใกล้ผม ผมรู้สึกเหมือนตัวเองสูญเสียทักษะในการพูด แต่การรับรู้กลิ่นช่างดีเลิศ มันช่างหอมหวานชวนให้ลิ้มลองร่างของคนตรงหน้า แต่ผมพยายามสะกดมันไว้

“ผมปาณัสม์ ผู้จัดการโครงการใหม่ คุณแม่ของคุณบอกว่าให้ผมนั่งรอเพื่อพบคุณ” กายหอมขยับเข้ามาใกล้จนผมต้องกลั้นหายใจ ใบหน้าเนียนใสนั้นเอียงมองผม “นอกจากคุณจะเป็นเจ้านายผมแล้ว ดูท่า...”

ฝ่ามือเล็กยกขึ้นลูบไล้ไปตามกรอบหน้าของผม ผมขยับหนี

“ออกไปครับ...” ผมกดเสียงพูดขู่ร่างคนตรงหน้า มือเล็กนั่นเริ่มอยู่ไม่สุข แตะเนื้อต้องตัวกันตั้งแต่แรกพบ ผมหงุดหงิด โมโห สารพัดความรู้สึกวนอยู่ในอกพร้อมจะระเบิดออกมาถ้ามากไปกว่านี้

“ดูท่า... คุณจะเป็น Soul mate ของผมเสียด้วยคุณรัชชานนท์ ใช่ไหม คุณรู้ดี”



สายตายั่วยวนนั่นมันช่างมากเกินไปแล้วคุณปาณัสม์



“คุณได้กลิ่นของผมชัดแบบเดียวกับที่ผมได้กลิ่นคุณใช่ไหม”

ผมไม่ทันได้ระวังมือเล็กแสนซุกซนนั้นก็คว้าหมับเข้าที่ส่วนนูนพองด้านล่างของผมเสียเต็มมือ ผมเก็บอารมณ์ไม่อยู่อีกต่อไป พอโดนสัมผัสส่วนนั้น กำแพงความอดทนก็พังทลายลงในพริบตา ผมคว้าไหล่บางไว้แน่น คนตัวเล็กกว่าขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ ผมจ้องลึกเข้าไปในแววตาคู่นั้น

“ผมเตือนคุณแล้วคุณปาณัสม์”

ผมกัดฟันพูด

“แต่คุณไม่หยุดการกระทำน่าอับอาย แถมคุณมันไร้มารยาท อย่ามาให้ผมเห็นหน้าอีกเป็นครั้งที่สอง”

“หมายความว่าอะไรครับ”

“ผมกำลังจะบอกว่าผมไม่รับคุณเข้าทำงาน กลับบ้านไป ออกไปจากห้องของผม”

“แปลว่าคุณให้ผมมาเจอหน้าได้ในฐานะ Soul mate สินะ”

“คุณปาณัสม์”















“ออกไป!!!!!!!!”
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-06-2021 00:40:38 โดย Ekkanek »

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ผมออกแรงผลักคนตัวเล็กกว่าจนเจ้าตัวดีเซล้มลงไปนั่งกองอยู่ที่พื้น แก้วตาใสจากที่เคยยั่วยวนกลับเปลี่ยนไปเป็นม่านหมอกของความเคืองขุ่น ปาณัสม์ตวัดสายตานั้นมาทางผม ผมจ้องกลับไปอย่างไม่ยอมเช่นกัน เรื่องอะไรถึงต้องยอมอ่อนลงให้กับคนแบบนี้ คนที่เกิดมาพร้อมกับการเป็นผู้นำต้องใจดีให้กับชนชั้นที่ต่ำกว่าและเป็นเพียงเพศที่ร้องขอความรักจากใครไปทั่วหรือไง

แล้วทำไมคู่แท้ของผม ถึงต้องเป็นคนนิสัยไร้มารยาทคนนี้ด้วย!

"เลิกทำตัวน่ารังเกียจแล้วเก็บกลิ่นของคุณด้วยครับ ผมเวียนหัว" ผมพูดทั้ง ๆ ที่ยังไม่ยอมละสายตาไปจากเขา ผมไม่อาจไว้ใจได้ ถ้าพลาดการจับตาดูไปสักสองสามวินาทีอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับชีวิตของผม 

"มันเพราะว่าคุณกับผมเป็นคู่กันต่างหาก ผมไม่ได้ปล่อยกลิ่นออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าสักหน่อย" ผมมองปากบาง ๆ ที่ขยับเถียงผม มันเป็นสีสันของคนสุขภาพดี ผมขมวดคิ้วให้กับตัวเอง ทำไมถึงต้องไปสนใจรายละเอียดของคนตรงหน้าด้วย !

"ไร้สาระ" 

"พิสูจน์ไหมครับคุณรัชชานนท์ ตรงนั้นของคุณกำลังคับแน่นจนเห็นชัดมากขนาดนั้น เพียงผมแตะมันมันอาจจะเลิกงอแงหรือเรียกร้อง... อ๊ะ!"

"เลิกพูดจาไร้ยางอายได้แล้ว!" ผมพุ่งตัวไปปิดปากอีกฝ่ายด้วยฝ่ามือของตัวเอง ร่างเล็กดันท่อนแขนของผมด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่ตอนนี้ผมกำลังเดือดได้ที่ กำลังของเจ้าตัวเล็กไม่มีทางสู้จ่าฝูงได้ ผมแยกเขี้ยวขู่คนที่อยู่ชนชั้นต่ำกว่า มันได้ผลตรงที่พอผมแผ่รังสีกดดันใส่ ร่างบางก็ออกอาการสั่นอย่างเห็นได้ชัด

ผมมองเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างของเขา มันสะท้อนใบหน้าของผม 

มันมีแต่ภาพของเรา และกลิ่นหอม ๆ ที่กำลังรวมกันเป็นหนึ่ง

"นี่คุณ..." ผมเห็นภาพในมโนสำนึก มันเป็นภาพที่ชวนให้ผมรู้สึกขนลุก ภาพเจ้าตัวเล็กที่โดนผมอุดปากด้วยฝ่ามือกำลังส่ายสะโพกท้าทายผม ท่อนขาเรียวยกขึ้นเหนี่ยวรั้งให้ช่วงล่างของผมชิดใกล้ ผมส่ายหัวขับไล่ภาพร่วมรักเหล่านั้น แล้วหลับตาลง "คุณปาณัสม์ หยุดฝังเรื่องแบบนั้นใส่หัวผมสักที"

ผมกดเสียงพูดออกมาแผ่วเบาราวกับการกระซิบ ผมไม่อยากให้ด้านมืดของชนชั้นวรรณะชนะสติที่ครบถ้วน ผมกับเขาต้องไม่พลาดให้กับความรู้สึกและกลิ่นหอมฟุ้งโง่ ๆ นี่

"อื้อ!" ร่างเล็กส่ายหน้าไปมา ขาทั้งสองข้างของเขาออกแรงดันช่วงหน้าท้องของผม มันเป็นพฤติกรรมปฏิเสธ พวกโอเมก้าจะมีความรู้สึกรักตัวกลัวตายอยู่สูงยามที่ชนชั้นอัลฟ่าแบบผมส่งรังสีนักล่าออกมาเวลาโมโห ปาณัสม์ดิ้นขลุกขลักอยู่ใต้ร่าง ผมมองการกระทำเหล่านั้นเพราะรับรู้ได้ถึงผิวสัมผัสบริเวณท่อนเนื้อที่ปวดหนึบ ยิ่งดิ้นยิ่งโดน ยิ่งรู้สึกยิ่งหักห้ามใจไม่ไหว

"คุณปาณัสม์ หยุดดิ้นก่อนได้ไหม" ผมรู้สึกหงุดหงิดกับอารมณ์ทางเพศที่ไม่ได้ดั่งใจ แล้วยิ่งมาเจอคู่แท้ด้วยแล้ว คมเขี้ยวในปากของผมเริ่มปวดหน่วงขึ้นมา มันบอกให้กัดคอคนตรงหน้าเสียที อย่ารอช้า หรือร่วมรักปลดปล่อยน้ำพันธุ์ให้อัดเต็มในช่องทางสีหวานที่พอเหมาะพอดีกับส่วนที่ปวดร้อนจนทรมาน

"คุณรัชชานนท์..." พอผมคลายฝ่ามือที่ออกแรงปิดริมฝีปากบางออก คนตัวเล็กใต้ร่างก็ส่งเสียงหวานหยดร้องเรียกชื่อของผมทันที ผมไม่เข้าใจนักว่าทำไมคนตรงหน้าถึงไม่รักษาตัวเองให้ปลอดภัยยามอยู่กับอัลฟ่าสองต่อสอง แถมพฤติกรรมถึงเนื้อถึงตัวเป็นสิ่งที่ผมหงุดหงิดมากที่สุดเพราะผมไม่ชอบคนที่มีการกระทำไม่น่ารักแบบนั้น ผมข่มใจที่สุดแล้ว แต่ดูเหมือนคู่แท้ของผมจะไม่ให้ความร่วมมือเท่าไหร่นัก "นอกจากเป็นเจ้านายแล้ว เป็นสามีให้ผมด้วยได้ไหมครับ อึก... กลิ่นคุณมันเหมือนผมได้เจออากาศบริสุทธิ์"

ผมมองใบหน้าหวาน แววตาที่เคยฉายแววนางพญาตอนนี้เป็นได้แค่ลูกแมวขี้อ้อน 

อ้อนขอความรักจากผม

หรืออาจจะไม่ใช่แค่ผม

"คุณพูดออกมาแบบนั้นได้อย่างง่ายดายเลยนะครับ" ผมยิ้ม ก่อนเอ่ยวาจาที่คิดว่าจะสามารถดึงสติคนใต้ร่างได้ "ผมควบคุมตัวเองเพราะเห็นว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในตอนนี้ และคุณเป็นคนที่แม่ของผมพอใจในผลงาน ไม่กลัวท่านผิดหวังหรือครับถ้ารู้ว่าคุณมีพฤติกรรมแบบไหน" 

แม่นะแม่... ก็บอกแล้วว่าอย่าเลือกเพศรองเป็นโอเมก้ามา 

คราวนี้เจอของจริงเลยเป็นไง

"ช... ช่วยผมเถอะนะ ฮึก" ผมคิ้วกระตุก ช่วยอะไร ?

"หมายความว่าไง" ผมถามเสียงนิ่ง ไม่เหลืออะไรอีกแล้วภาพลักษณ์ที่ดี 

"กัด กัดผมที"

พลั่ก!

"ออกไปให้พ้นหน้าผม เดี๋ยวนี้!" ผมออกแรงสะบัดร่างนั้น ลุกขึ้นยืนจ้องมองร่างที่นอนกระสับกระส่ายเพราะอารมณ์ต้องการไม่ต่างจากผม แต่ตอนนี้ผมโมโห โมโหที่อีกคนพูดออกมาอย่างง่ายดาย สมแล้วที่เป็นโอเมก้า อยากได้อะไรก็เอาตัวเข้าแลก รวมไปถึงอนาคตของตัวเองด้วยใช่ไหม "ออกไปคุณปาณัสม์!!"

"รัชชานนท์!! เกิดอะไรขึ้น"

ผมกำมือแน่นจนปวดไปทั้งแขน สะกดอารมณ์โกรธให้มากที่สุด จ้องมองใบหน้าที่แดงไปหมดนั้นเพียงชั่วครู่ ไหนจะอาการหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ผมเบนสายตาหนี 

"เอาเขาออกไปครับ ออกไปให้พ้น"

"อะไรกัน แล้วทำไมน้องถึงอยู่ในสภาพแบบนั้น" แม่ของผมเดินตรงไปลูบหัวลูบไหล่ร่างนั้นต่อหน้าต่อตาผม "ใช้กำลังกับน้องหรือ !?"

"ผมไม่ได้ทำอะไร..."

"คุณแม่ พี่รัชชานนท์จูบผม ฮึก..."

"ว่าไงนะ" เป็นผมเองที่เอ่ยถามเสียงดังลั่น ไม่อยากเชื่อหูของตัวเอง เมื่อกี้ผมทำอะไรนะ จูบ?  

"คุณแม่ นอกจากจูบ พี่เขายังบังคับให้ผม..."

"ไร้สาระ!! นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรครับ" ผมอกจะแตกตาย ฟังน้ำเสียงเล็กๆนั่นฟ้องและใส่ร้ายแล้วรู้สึกอยากเดินเข้าไปลากคอแล้วโยนออกไปให้พ้นหน้า 

"รัชชานนท์ พูดจาดี ๆ กับน้องเขาหน่อยสิ"

"ทำไมครับ เขาเป็นใคร ทำตัวไร้มารยาท ไม่มียางอาย"

"ฮึก... พี่เขาน่ากลัวจังครับแม่ แล้วแบบนี้จะแต่งงานกันได้เหรอ"

"หึ แต่งงาน..."

หา!???

"อะไรนะ!!?"

ผมอุทานออกมาดังลั่น ถลึงตามองใบหน้าที่เสแสร้งแกล้งทำว่าเสียใจใส่แม่ผมอย่างคาดโทษ 

"ว่าที่เจ้าสาวของลูกไง"

ผมยืนเคว้งมองภาพคนสองคนกอดปลอบเรียกขวัญให้คืนกลับมา ใบหน้าหวานเกยอยู่บนบ่าแม่ของผม การแสดงละครจบลงพร้อมกับรอยยิ้มที่ส่งมอบมาทางนี้โดยโอเมก้าที่อยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นคู่ชีวิตในอนาคตแบบที่ผมไม่ยอมรับ และจะไม่มีวันนั้น

เราสองคนจ้องหน้ากัน

แววตานางพญาที่ทอดมองตรงมาที่ผม มันสะท้อนร่างทั้งร่างของผมอยู่ในนั้น















ผมอัดกลุ่มควันเข้าปอด ในหัวทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว อะไรคือว่าที่เจ้าสาว อะไรคือคู่แท้ที่จู่ ๆ ก็โผล่มาให้เห็นหน้ากันแล้วทำตัวออกหน้าออกตาขนาดนั้น 

'น้องปาณัสม์เก่งงานบริหารมาก ลูกจะได้ปวดหัวน้อยลงไง งานทุกอย่างจะเรียบร้อย'

แต่ปาณัสม์คือโอเมก้า ชนชั้นที่ชอบเรียกร้องขอความรักจนน่ารำคาญ

'เมื่อวานแม่ก็ให้ดูแล้ว แต่เราน่ะทำหน้าทำตาเหมือนไปกินรังแตนมาจากไหน แม่เลยไม่อยู่คุยต่อดีกว่า ให้เจอกันตัวต่อตัวไปเลย แต่รัชชานนท์ก็เกินไปนะลูก น้องก็ตัวแค่นี้'

ตัวเล็กแค่นั้น แต่แสบซนเอาเรื่อง ไม่รู้ว่าไปทำยังไงให้แม่ผมถูกอกถูกใจถึงขนาดอยากใส่พานถวายให้ผมเป็นคู่สมรส

ผมขยี้ม้วนบุหรี่ หยุดการนำสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ทุกอย่างหยุดไว้เพียงเท่านี้แหละ ช่างมัน เพราะผมปฏิเสธไปแล้ว ผมสะดวกใจแบบนี้ แบบที่ยังครองตัวเป็นโสด ละเว้นจากความหนักอกหนักใจเพราะนำคนอื่นเข้ามาวนเวียนในชีวิต ผมเข็ด 

ผมเข็ดกับพวกโอเมก้า ต่อให้รักมากแค่ไหน สักวันคำว่าคู่แท้ก็คงจะแพ้คนที่เจ้าตัวเล็กคนนั้นรักอยู่ดี ระหว่างผมกับเขาไม่ใช่ความรักที่เกิดจากคนสองคนเรียนรู้กันสักหน่อย ผมรู้มาว่า Soul mate สามารถรักกันได้แบบแรกพบเพียงสบตา รักกันเพราะมีสิ่งที่เรียกว่าคู่แท้ยึดเหนี่ยวกันไว้ 

ถ้าไม่มี ก็ไม่ใช่ความรัก

ถ้าไม่ใช่ความรัก แล้วผมจะไปใส่ใจทำไม







"หมายความว่าไงอีก"

ผมยืนจ้องมองกระเป๋าเดินทางใบโตกับร่างของใครคนหนึ่งที่ส่งสายตาท้าทายอำนาจ ดวงตาของเราสองคนฟาดฟันใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร 

"รัชชานนท์ ต่อจากนี้ไปแม่ฝากเราดูแลน้องด้วยนะ"

ผมกัดฟันกรอด ไม่ยอมละสายตาไปจากภาพปลอบประโลมใจกันของคนสองคน ผมเหมือนตัวร้ายในสายตาพวกเขา ดูแววตาคนถือไพ่เหนือกว่าที่ส่งมอบมาทางผมสิ ผมอยากกลายร่างเป็นหมาป่าแล้ววิ่งเข้าไปฉีกกระชากร่างโอเมก้านั่นให้เป็นชิ้น ๆ เจ้าหมาเด็กนั่น กล้าดียังไงถึงได้ซื้อใจแม่ผมให้พาเข้าบ้าน เข้ามาเหยียบถิ่นที่พักของผม 

น่าหงุดหงิด

น่ารำคาญเต็มทน

ผมมองคนสองคนกอดกันกลมอยู่สักพักก็หันหลังกลับขึ้นไปเพื่อจะหนีบรรยากาศน่าเบื่อภายในบ้าน รังนอนเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจผมได้ในตอนนี้ 

"รัชชานนท์" ผมหยุดเดิน กลอกตามองบนก่อนจะเอี้ยวตัวลงไปมองตามเสียงเรียกของแม่ "เวลาไปไหนมาไหนเอาน้องไปด้วยนะลูก ขับรถไปส่งที่ทำงานและไปรับด้วยนะ"

ผมยิ้มเยาะตัวเอง ก่อนจะเดินตรงเข้าห้องไปคว้ากุญแจรถขึ้นมาถือไว้ 

ทำไมผมต้องคอยเอาใจใส่หมาเด็กนั่น 

ผมเดินกลับมาที่ทางเดินชั้นสองของบ้าน ชะโงกมองใบหน้ายิ้มแป้นของเจ้าตัวดี ต้นเหตุของความหัวร้อนรายวัน 

"ไม่มีปัญญาทำอะไรเองเลยหรือไง" ก่อนเอ่ยวาจาแขวะร่างเล็กที่ยิ้มหวาน แต่แววตากลมนั้นกลับฉายแววพยาบาท

ผมยิ้มมุมปาก ก่อนโยนกุญแจรถลงไปชั้นล่าง มันตกลงไปถูกที่ถูกทางราวกับจับวาง ทั้งแม่และปาณัสม์ก้มมองกุญแจรถที่พื้น ผมหัวเราะให้กับภาพตรงหน้า ก่อนโบกมือลาแล้วรีบหายหัวเข้าห้องไปนอนต่อ

"รัชชานนท์!!!!!"









***เป็นจักรวาลที่เพิ่งเคยจับมาเขียนครั้งแรก ได้กลิ่นความเบียวมาหน่อย ๆ ตาพี่ก็หัวร้อนเก่งเอารางวัลดีเด่นไปเลยเนอะ*****

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1438
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ผมมองตัวเองในกระจก เอียงใบหน้าซ้ายขวาเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย เมื่อมั่นใจว่าไม่มีตำหนิใด ๆ ปรากฏอยู่ก็กลับมาให้ความสนใจกับทรงผมที่เริ่มยาวไม่เป็นทรง ผมใช้มือปัดมันลวก ๆ ให้ผมด้านหน้าไม่ทิ่มแทงลูกตาก็พอใช้ได้ สงสัยวันนี้ต้องแวะร้านตัดผมก่อนกลับบ้านเสียหน่อย ถ้าจะตัดรอบนี้ขอแบบที่ทิ้งเวลาหลายวันหรือเกือบเดือนค่อยไปตัดใหม่เลยดีกว่า

ครืด...

ระหว่างที่ผมกำลังแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับตัวเองอยู่นั้น แรงสั่นจากโทรศัพท์มือถือที่วางไว้ไม่ใกล้ไม่ไกลก็ส่งเสียงครืดคราดเรียกสายตาให้มองหามันก่อนจะเอื้อมคว้าขึ้นมากดรับสาย

“มาถึงแล้วเหรอ” ผมพูดกับปลายสาย “เดี๋ยวผมลงไปครับ”

ผมถือสายรอฟังประโยคบอกเล่าเกี่ยวกับธุรสำคัญช่วงเช้าที่ต้องเข้าไปจัดการที่บริษัทจากเลขา สักพักนนทัชก็ขอวางสายไป ผมคว้าเอากระเป๋าเอกสารขึ้นมาถือ ยืนไล่ทบทวนของจำเป็นที่ต้องพกพาออกไปจากบ้านกันหลงลืมแล้วทำให้เสียเวลากลับมาเอาหลายครั้งหลายหน พอมั่นใจว่าไม่ได้ลืมสิ่งใดแล้วก็จัดการพาตัวเองเดินลงบันไดจากชั้นสองสู่ชั้นล่างของบ้าน ผมแปลกใจที่วันนี้บรรยากาศภายในบ้านกลับเงียบสงบมากกว่าที่คิด คิดว่าจะเห็นภาพสองคนนั้นนั่งชวนคุยกันตามประสาเหมือนในละคร แบบที่พอพาสะใภ้เข้าบ้านแล้วนินทาสามีอะไรทำนองนั้น ผมไหวไหล่ไม่แยแสกับความคิดตลก ๆ นั้น ก่อนเดินผ่านห้องรับประทานอาหาร ห้องรับแขกสู่ประตูหน้าบ้าน

ก็เกือบจะดีอยู่หรอก

ถ้าไม่ติดที่ว่าพอหมุนลูกบิดออกมาแล้วจะเจอร่างของใครบางคนที่ทำให้ผมเหม็นเบื่อ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ปลายจมูกทำให้ผมหงุดหงิด และดูเหมือนเจ้าตัวจะได้กลิ่นของผมเหมือนกันเลยหันมาสบประสานสายตากับผม ผมกลอกตามองบนให้เห็นกันซึ่ง ๆ หน้า

“สวัสดีครับคุณรัชชานนท์” ผมมองหน้าหวาน ๆ นั้นสักเสี้ยววินาทีก่อนจะเดินเบี่ยงออกไปอีกทาง แสดงให้เห็นไปเลยว่าไม่อยากเสวนาด้วย ต้องห่างกันสัก ร้อยหรือสองร้อยเมตรถึงจะสบายใจ

ผมไม่ตอบรับคำทักทายนั้น รีบกวาดสายตามองหน้ารถยนต์ที่เลขานุการส่วนตัวขับมารับถึงบ้าน ในเมื่อให้กุญแจรถเจ้าหมาเด็กนั่นไปแล้ว การได้ลองเป็นคนนั่งไม่ใช่คนขับก็ดีไปอีกแบบ อาจจะดีกว่าไปปวดตับบนท้องถนนแล้วอารมณ์เสียค้างตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้ แต่ทำไมคนตัวเล็กนั่นถึงยังยืนเสนอหน้าอยู่อีก ไม่ไปทำงานหรือไงกัน

ผมเตรียมจะเอ่ยปากถามคุณผู้จัดการดีเด่น แต่แล้วก็มีรถยนต์ไม่คุ้นตาคันหนึ่งเข้ามาจอดเทียบทางเข้าหน้าบ้านพอดิบพอดี ปาณัสม์ยิ้มแย้มจนผมรู้สึกหมั่นไส้ ยิ้มดีใจอะไรนักหนา แล้วรถคันนั้นคืออะไรไม่ทราบ

“ที่แท้ ก็มีคนขับรถไปรับไปส่งอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง” ผมหัวเราะเยาะให้กับภาพที่เห็น คำตอบทุกอย่างกระจ่างชัดมากพอที่ไม่ต้องสะกิดถามใครให้ช่วยอธิบายเพิ่มเติม ปาณัสม์ยิ้มให้กับใครสักคนภายในรถคันนั้น ยิ้มแบบที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าตัวจะยิ้มจริงใจแบบนั้นให้ใครได้ แต่แล้วทุกความคิดก็ต้องหยุดชะงักลง

ผมย่นจมูก

กว่าจะรู้สึกตัวก็เผลอส่งเสียงขู่ในลำคออย่างไม่สบอารมณ์ สัญชาตญาณหวงข้าวของก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนพายุขนาดใหญ่ ผมได้กลิ่นอัลฟ่า ถึงมันจะจางแต่ก็ชัดเจนมากพอว่าปาณัสม์ไปกับใคร ผมนึกอยากจะเดินไปกระชากร่างเล็กนั้นให้ขึ้นรถไปด้วยกันเสียเดี๋ยวนี้เลย แต่พอมานึกอีกทีผมจะอยากทำแบบนั้นไปทำไมก่อน อยากไปกับใครก็ไปเลยสิ ออกจากบ้านไปอยู่กับคนอื่นได้ยิ่งดี แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด กลิ่นอื่นปนเปมั่วไปหมดจนน่ารำคาญ

“คุณรัชชานนท์ครับ” ผมตวัดสายตาเฉือดเฉือนใส่เลขาที่ไม่รู้ว่ามายืนคอยตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมหลับตาสงบสติอารมณ์ไม่ดีของตัวเอง ก่อนจะพยักหน้ารับรู้ว่าอาจจะเข้างานสายได้ถ้ายังยืนมองตามปาณัสม์ไม่เลิก

ผมขึ้นไปนั่งกอดอกแผ่รังสีอำมหิตบนรถต่อ นนทัชดีหน่อยที่เป็นเบต้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีส่งสายตาเหลือบมองผมผ่านกระจกอยู่บ้าง คงจะสงสัยว่าผมไปอารมณ์บูดมาจากไหนแต่เช้า พอเผลอนึกถึงว่าถ้าเจอหน้ากันอีกรอบแล้วเนื้อตัวร่างเล็กนั่นจะมีกลิ่นอัลฟ่าอื่นติดตัวเข้าบ้านก็ยิ่งงุ่นง่าน แล้วทำไมผมถึงต้องรู้สึกแบบนี้ด้วยนะ





ปาณัสม์ ‘s part

“นั่นน่ะเหรอ Soul mate ของมึง”

“อือใช่”

“ใช่เล่นเลยนะมึง หน้าตาดี แถมเป็นถึงผู้บริหารเลยเหรอวะ” ผมส่ายหัวโคลงไปมาเหมือนคำพูดของเพื่อนสนิทนั้นมันต้องคิดตามอย่างหนัก ผมทำท่าคิดไม่ออกจนเพื่อนสนิทอัลฟ่าต้องยกมือขึ้นมาเขกหัวของผม “ตลกแล้ว”

“เจ็บนะ” ผมลูบหัวบรรเทาความเจ็บ “ทุกอย่างดีหมดยกเว้นปาก”

“ทำไม”

“คนอะไรดุเหมือนหมา แต่กูรู้สึกโอเคที่เขาไม่นิสัยแย่ในเรื่องของอารมณ์ทางเพศ”

“หา?” เพื่อนสนิทของผมทำหน้าเหวอ

“อือ มึงฟังไม่ผิดหรอก กูกับเขาเจอกันครั้งแรกกลิ่นประจำตัวเขามันหอมมากมึง มองตากันแล้วโลกเหมือนหยุดหมุน กูเสียอาการเลยว่ะ ทั้ง ๆ ที่กูไม่ค่อยพอใจกับชนชั้นอัลฟ่าหน้าไหนนอกจากมึง พวกอัลฟ่าแทบจะเหมือนกันหมด พอมีอารมณ์ทางเพศก็กลายเป็นคนไม่มีเหตุผล พวกความอดทนต่ำ” ผมเท้าค้างมองออกไปตามท้องถนน นึกถึงใบหน้าตึง ๆ ของคู่แท้ขึ้นมาก็อดชื่นชมในความสามารถยับยั้งชั่งใจที่ดีเลิศไม่ได้ ตรงนั้นของเขามันไม่ต่างกับคนอื่นเวลาต้องการทางเพศ มันแข็งตัวและพร้อมที่จะสอดใส่ แต่ที่ต่างคือการข่มใจมากกว่า ผมเลยสบายใจว่าถ้าสักวันหนึ่งผมกับเขาสามารถไปกันรอด คุณรัชชานนท์คงเป็นคนรักที่น่าคบหาล่ะมั้ง ถ้าตัดเรื่องความปากจัดออกไป

“แล้วมึงอยากแต่งงานกับเขาจริง ๆ เหรอวะ”

“กูตัวคนเดียวแล้วภคิน” ผมพูดออกมาเสียงเบา “ถ้ามีครอบครัว และได้ตบแต่งกับอัลฟ่าฐานะดีจะทำให้กูมีที่ยืนในสังคมมากกว่านี้กูก็พร้อมจะทำ”

ใช่ เมื่อโอกาสมาถึงแล้ว คนทางเลือกน้อยแบบผมก็ไม่มีสิทธิ์เลือกมากหรอกจริงไหม แต่คราวนี้โชคดี เจอคนที่วางใจได้ในระดับหนึ่ง ถึงเจ้าตัวจะดูไม่แยแส แต่ถ้าญาติดีคุยกันได้บ้างก็น่าจะพอถูไถไปกันรอด คุณรัชชานนท์ดูเป็นคนจริงจังกับตัวเองและครอบครัวมากขนาดนั้น หมดปัญหาเรื่องนิสัยป่าเถื่อนออกไปได้เลย คงเป็นพวกคงแก่เรียน เรียนจบมาก็เอาแต่มุมานะทำงานประมาณนั้นแหละ

แต่ปัญหาน่ะ มันอยู่ที่เจ้าตัวดูไม่สนใจไยดีกันขนาดโยนกุญแจรถ วางเงินให้เป็นก้อน ๆ แถมขนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวมาไว้ให้ถึงห้องนอนเป็นลัง คือกะว่าจะไม่ให้ทักทายเพื่อขอความช่วยเหลือภายใต้ชายคาเดียวกันว่างั้นเถอะ อยู่บ้านเดียวกันแต่เดินผ่านหน้าผ่านตากันน้อยมาก

“แต่จากที่มึงเล่าให้กูฟังเมื่อคืน กูว่าท่าจะเข้าถึงยากมากเลยมึง ก็มึงเล่นเพลิดเพลินไปกับการแสดงมากขนาดนั้น ตบตาเก่งเป็นไงล่ะ เจอผัวจริงจังในรักแท้”

“กูเครียดเลยเนี่ย คนมั่นหน้าแบบกูแอบเสียอาการไปสักพัก ของง่ายไม่เอา ชอบของยาก”

“ดีแล้วกูว่า”

“ยังไง มันดียังไง” ผมกุมขมับ

“ถ้าเพื่อนเจอคนที่วางใจที่จะฝากชีวิต กูก็สบายใจแหละ มึงลำบากมาเยอะ ถ้าเขาช่วยมึงให้ดีขึ้นได้กูก็เอาใจช่วย”

ผมนิ่งเงียบให้กับคำพูดของเพื่อนสนิท ภคินลดความเร็วลง มันเป็นสัญญาณบอกว่ามาถึงที่ทำงานแล้ว ก่อนลงจากรถ ผมหันไปส่งยิ้มให้เป็นการขอบคุณ พูดลากันและกันตามความเคยชินจนไม่ทันได้สังเกตสิ่งใด หลังจากยืนโบกมือลาจนท้ายรถยนต์ลับสายตาไปแล้ว ผมสูดหายใจเข้าเต็มปอด การทำงานวันแรกถ้ามันเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ดี วันทั้งวันมันจะมีแต่เรื่องดี ๆ ตามมาเอง

แต่ว่า...













ผมยืนจ้องมองร่างเล็กที่ยืนโบกมือลารถยนต์คันนั้น กลิ่นแปลกปลอมที่ลอยมาแตะที่ปลายจมูกนอกเหนือจากกลิ่นคู่แท้ทำให้ผมเผลอตัวแผ่รังสีกดดันจนพนักงานที่เดินผ่านต่างพากันปลีกตัวออกไปจากรัศมี และเหมือนความเข้มข้นของกลิ่นที่แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนั้นมันได้ผลดีกับพวกชนชั้นตัวเล็ก ปาณัสม์หันขวับมามองผมด้วยความตื่นตระหนก

ผมก้าวเท้าเข้าไปคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนนั้น ออกแรงบีบแล้วดึงให้เข้ามาชิดใกล้ ปลายจมูกของเราแทบจะแตะกันอยู่แล้ว แต่ผมไม่สน ผมไม่สนว่าใครจะมองยังไงอีกต่อไป เพราะตอนนี้ผมสนใจแค่ว่าบนเสื้อผ้าของปาณัสม์มีแต่กลิ่นคนอื่น ผมไล้สันจมูกไปตามผิวแก้มกลมนุ่ม กดปลายจมูกเพื่อสูดกลิ่นสำรวจคู่แท้ของตัวเองที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ทำสีหน้าแบบไหนอยู่ ผมบอกแล้วผมไม่สนใจ ผมเลื่อนปลายจมูกลงมาที่ลำคอขาวผ่อง เผลอมองหลังคอที่เป็นจุดกระตุ้นชั้นดีแล้วเริ่มหายใจติดขัด เจ้าตัวเล็กเหมือนรู้ว่าผมคิดอะไรจึงออกแรงดันอกของผมก่อนยกมือขึ้นปิดบังลำคอไว้ แววตากลมนั้นแข็งกร้าวขึ้นมาไม่ต่างจากผมตอนนี้

“มากับผม” ผมขู่เสียงนิ่ง ออกแรงลากร่างน้อยนั้นติดมือตามไปที่ลิฟต์ส่วนตัว ผมดันร่างนั้นให้เข้าไปก่อน ไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้าที่ออกแววตระหนกแต่ก็พยายามทำใจดีสู้เสือ

“คุณจะพาผมไปไหนครับ” เจ้าตัวยังไม่ยอมเอามือออกจากหลังคอเลย สงสัยผมจะไปกระตุ้นสัญชาตญาณเจ้าพวกตัวเล็กที่กลัวการกัดเข้าให้

“ไปล้างกลิ่น ผมไม่ชอบ”

“ไม่เห็นจะเป็น...”

“ก็ผมไม่ชอบ แล้วคุณจะทำไมครับ”

ผมกดหมายเลขชั้นบนสุด ปล่อยให้ลิฟต์คลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นบนสุดของตึกสูงระฟ้า เมื่อถึงชั้นที่หมาย ผมจัดการลากท่อนแขนนั้นให้เดินตามไปที่ห้องทำงานของตัวเองอย่างเอาแต่ใจ นนทัชลุกขึ้นยืนรอต้อนรับอย่างปกติ ที่ผิดไปคงมีเพียงสีหน้าที่ออกแววกังวลเหล่านั้นเมื่อเห็นว่าร่างน้อย ๆ นั้นเริ่มออกแรงชกต่อยแผ่นหลังผมเพื่อประท้วงการบีบบังคับนี้

“อย่าให้ใครเข้ามาพบผมครับ ผมขอเจรจากับคุณปาณัสม์ ช่วงเช้าที่มีประชุมเลื่อนออกไปให้หมด” ผมบอกสิ่งที่ต้องการแก่เลขาหน้าห้อง จากนั้นจึงผลักร่างเล็กนั้นกระเด็นหายเข้าไปหลังบานประตู ตามด้วยร่างของตัวเอง



“คุณรัชชานนท์...”

“ทำไม มีอะไร”

“ผมขอใส่ชุดที่ดีกว่านี้ได้ไหม”

ผมเหลือบมองร่างเล็กที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง หลังจากที่ผมจัดการบีบบังคับให้เจ้าตัวถอดชุดทำงานเหล่านั้นออกไปซัก

“แล้วชุดที่ใส่มันเปลือยตรงไหน” ผมลอยหน้าลอยตาถามเจ้าตัวที่เอาแต่นั่งบีบมือก้มหน้าก้มตาคล้ายอับอายที่จะใส่ชุดคลุมอาบน้ำของผม ดีไม่ใช่เหรอ บนเนื้อตัวก็จะได้มีแต่กลิ่นของผม จะได้ไม่หงุดหงิดด้วย “ถ้าไม่อยากใส่ก็ถอดออก”

“จริงเหรอ ถอดได้จริงเหรอ”

“แต่อย่าส่งกลิ่นหรือเข้ามาใกล้ผม” ผมใช้ปากกาชี้หน้าอีกคนเพื่อดักคอ ไว้ใจไม่ได้หรอกเจ้าพวกตัวเล็กทั้งหลาย

จริงสินะ

ผมมีบางอย่างอยากรู้จากเจ้าตัว

“คุณปาณัสม์ บอกผมได้ไหมว่าจริง ๆ แล้วคุณต้องการอะไร”

คนตัวเล็กขมวดคิ้วไม่เข้าใจ

“คำถามผมมันยากหรือ ผมถามว่าคุณต้องการอะไรทำไมถึงได้เข้ามาในชีวิตผมในฐานะคนที่จะแต่งงานกันแถมย้ายมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันอีก” ผมกอดอกกดดันเพื่อจะเอาคำตอบ

“ทำไมคุณไม่ถามกับแม่ของคุณ ท่านเป็นคนตัดสินใจ”

“คุณไปป้ายยาอะไรใส่แม่ผม ดูท่าแล้ว การที่แม่จะยอมให้คุณแต่งงานกับผมมันคงไม่ธรรมดา”

“คงเห็นว่าคุณครองตัวเป็นโสดและเลือกคบคนไม่เอาไหนมั้งครับ ถึงได้เลือกผม” ผมคิ้วกระตุกให้กับคำพูดเหล่านั้น ผมนับเลขในใจจนถึงสิบ “หน้าที่หลักของผมคือการเข้ามาทำงานในบริษัท ส่วนเรื่องอื่นคุณแม่คุณเป็นคนตกลงและพอใจครับ ผมทราบแค่นี้”

“ก็คงไม่พ้นอยากจับคนมีเงินอยู่ดี”

“ระวังคำพูดของคุณหน่อยนะคุณรัชชานนท์” ร่างเล็กผุดลุกขึ้นยืนตวาดเสียงดังลั่น ผมเลือดขึ้นหน้าทันทีเมื่อการกระทำนั้นมันไม่น่าให้อภัย ผมลุกขึ้นยืนเป็นยักษ์วัดแจ้ง เดินตรงไปหมายจะคว้าท่อนแขนเล็กไว้ แต่คนตัวเล็กกว่ากลับเบี่ยงตัวหนี “คุณมันก็ดีแต่บีบบังคับ ใช้อารมณ์นำ คุณมันใจแคบคุณรัชชานนท์”

“ระวังปาก”

“คุณนั่นแหละ ดูถูกพวกผมสารพัด”

“แล้วสิ่งที่คุณแสดงออกมันใช่ไหม กับสิ่งที่ผมคิด มันก็ไม่ต่างกันหรอก คุณมันก็ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นที่ก้าวเข้ามาในชีวิตผม” ผมตะคอกประโยคสุดท้ายที่ติดอยู่ในใจของตัวเองออกไป ปาณัสม์เบิกตากว้างกับคำพูดเหล่านั้น ปากเล็ก ๆ ขยับสั่นคล้ายจะร้องไห้ “ถ้าคิดจะเล่นตลก จงจำไว้ ว่าชีวิตผมมันไม่ได้ตลกไปกับคุณด้วย พฤติกรรมไร้ยางอายแบบนั้นตั้งแต่พบหน้ากัน มันสมควรที่จะทำไหมครับ”

“...”

“แล้วจะให้ผมคุยดีด้วย แต่คุณมาล้อเล่นกับผมก่อน ถ้าคุณบอกว่าผมเหมารวม คุณคงไม่ต่างกันยามมองอัลฟ่าคนอื่นในสังคมรอบกายคุณ”

ผมหยุดการทำลายล้างด้วยคำพูดไว้แค่นั้น น้ำใส ๆ ไหลอาบแก้มกลมจนน่าสงสาร ร่างของคนตรงหน้าสะอื้นและส่งเสียงร้องไห้ออกมา ผมยืนมองคู่แท้ของตัวเองร้องไห้ ต้นเหตุนั้นมันมาจากการที่ผมดุว่าอีกฝ่ายจนใครอีกคนต้องเสียน้ำตา ผมทำตัวไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้เป็นคนใจร้ายมากขนาดที่ว่ากล้าทิ้งให้คนตรงหน้าต้องอยู่จัดการความรู้สึกคนเดียว

ผมตัดสินใจวาดท่อนแขนโอบประคองร่างในชุดคลุมอาบน้ำ ค่อย ๆ ดึงร่างที่สั่นเพราะแรงสะอื้นเข้ามาไว้ในอ้อมกอด คราแรกเจ้าตัวขืนตัวขัดขืน ผมไม่ว่าพฤติกรรมต่อต้านนั้นเพราะเจ้าตัวดีคงเสียขวัญอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็คงต้องชดใช้ในการกระทำโหดร้ายของตัวเอง

“ผมขอโทษนะ” ผมก้มลงกระซิบที่ข้างหูใครอีกคน หวังว่าเขาจะได้ยิน

“ฮึก... คุณรัชชานนท์ใจร้าย”

“อือ” ผมพยักหน้ารับฟังคำพูดบ่นปนด่าผมคละเคล้าน้ำตา ฝ่ามือเล็กยกขึ้นทุบอกผมเบา ๆ ประท้วง มันไม่เจ็บ แต่ทุกครั้งที่กำปั้นเล็กนั้นทุบลงมา ผมดันคิดตามว่าอะไรถึงพาเราสองคนมาอยู่ในจุดนี้ได้

ผมไม่เห็นเข้าใจ

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
อะไรจะสามารถเป็นสาเหตุให้ใครอีกคนยอมก้าวเข้ามาอยู่ในชีวิตใครสักคนทั้ง ๆ ที่คนสองคนนั้นไม่ได้รักกัน ไม่มีสิ่งอื่นใดมากไปกว่าคำว่าคนรู้จัก

จังหวะการเคาะปลายปากกา ตีคู่กับการขบคิดเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นไปได้ในตอนนี้ ผมไม่อาจคาดเดาได้ เพราะไม่รู้เลยว่าการเสียสละอิสระให้จ่าฝูงอย่างง่ายดายนั้น มันสลักสำคัญมากขนาดไหนสำหรับพวกโอเมก้า นอกจากการทำพันธะ อีกสิ่งที่หนักหนาพอกันคือการอุ้มท้องสืบทอดทายาท ผมกุมขมับทันทีพอนึกถึงภาพปาณัสม์ท้องโต พยายามจะไม่นึกเอาตัวเองเป็นพ่อของลูกให้เจ้าตัวดีหรอกนะ แค่คิดภาพเฉย ๆ 

เรื่องเงินก็ไม่น่าใช่ ปาณัสม์ทำงานเลี้ยงตัวเองด้วยลำแข้งมาหลายปีอยู่ ประวัติการทำงานและผลงานดีเด่นมากขนาดนั้น ดูแล้วคงไม่ได้คิดเข้าหาผมเพราะเรื่องเงินทองแน่นอน แล้วอะไรคือสิ่งที่เจ้าตัวเลือกที่จะฝากทุกอย่างไว้กับผม มันเหมือนการตกลงแต่งงานจะง่ายขึ้นทันตาเห็นถ้าวันหนึ่งผมเอ่ยปากบอกกับครอบครัวว่าจะเลือกปาณัสม์เป็นคู่ชีวิต

ทำไมเธอถึงคิดและพูดอะไรออกมาได้อย่างง่ายดายจนน่ากลัวขนาดนั้น ปาณัสม์...

ผมยกมือนวดขมับ สงสัยต้องเลิกคิดเรื่องพวกนี้ไปก่อน ถ้าหากยังคิดต่อไปมีแต่จะทำให้สมองล้าส่งผลให้การตัดสินใจในเรื่องงานบริษัทไม่มีประสิทธิภาพ ผมหยัดกายลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อนกับภาพของโอเมก้าที่นอนหลับสนิทเพราะเหนื่อยจากการร้องไห้อย่างหนัก ผมไม่คิดเลยว่าพอพูดเรื่องเงินในตอนนั้นจะส่งผลต่อสภาพจิตใจของเจ้าหมาเด็กที่นอนขดตัวอยู่ตรงนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่ตอนส่งกลิ่นหอมในครานั้นช่างราวกับคนละคน เวลาที่โอเมก้าใช้กลิ่นดึงดูดเพศตรงข้ามนั้นช่างน่ากลัว แต่ถึงอย่างนั้น ยามปกติ เจ้าตัวดีก็แสบใช่เล่น ถึงระดับการจู่โจมจะต่ำลงแล้วก็เถอะ

ผมกอดอกยืนมองร่างที่นอนขดเพราะความหนาวจากเครื่องปรับอากาศ ชุดคลุมอาบน้ำของผมปิดอะไรไม่ค่อยมิด ผมเบนสายตาหนีส่วนขาวผ่องที่โผล่พ้นชายผ้าออกมา ก่อนตัดสินใจเดินหลบหายเข้าไปในห้องนอนที่มีไว้ค้างคืนยามที่งานเยอะไม่อยากกลับไปนอนที่บ้าน ผมถือผ้าห่มผืนหนาออกมา ทำไมถึงต้องใจดียกสมบัติส่วนตัวให้ใครอีกคนใช้ด้วยนะ คิดไปคิดมา ให้เจ้าตัวใช้ของใช้ผมบ่อย ๆ ก็ดีเหมือนกันในเรื่องกลบกลิ่น ผมพอใจที่สิ่งรอบกายมีแต่กลิ่นของตัวเอง

รวมไปถึงคนตรงหน้าด้วย...

ผมจัดการห่มผ้าผืนหนาให้ปาณัสม์ หยุดยืนมองการจัดแจงท่านอนและรายละเอียดอื่น ๆ จนพอใจในฝีมือตัวเองแล้วก็ดำเนินการต่อสายสั่งอาหารจากร้านใกล้ที่ทำงาน ผมเดินกลับไปหยิบซองเอกสารขึ้นมาถือ ก่อนจะออกจากห้องทำงานไปประชุมช่วงบ่ายไม่ลืมกำชับนนทัชที่นั่งทำงานอยู่ด้านนอกว่าถ้าข้าวมาส่งแล้วก็ปลุกให้คนด้านในตื่นขึ้นมาแต่งตัวและทานข้าวทานปลาด้วย

นนทัชตกปากรับคำ ก่อนจะพาผมไปส่งขึ้นรถเพื่อเข้าร่วมประชุมที่โครงการหนึ่งในเมืองใกล้เคียง ผมหวังว่าปาณัสม์จะทำตามในสิ่งที่ผมกำชับกับนนทัชไว้อย่างเชื่อฟัง 

และหวังว่าเขาจะได้ยินตอนผมพูดคำว่าขอโทษด้วย







พอจบการประชุมที่กินเวลาตั้งแต่บ่ายลากยาวไปจนถึงเย็น สิ่งแรกที่ผมทำคือต่อสายถึงนนทัช ถามว่าตอนนี้ปาณัสม์กำลังทำอะไรอยู่ 

'คุณปาณัสม์ออกไปคุยงานกับคุณผู้หญิงตั้งแต่บ่ายแล้วครับ ก่อนออกไปเขาจัดการทุกอย่างตามที่คุณบอกไว้ คุณรัชชานนท์สบายใจได้เลยครับ'

ผมคิ้วกระตุกให้กับคำว่า คุณรัชชานนท์สบายใจได้เลยครับ ของเลขา ผมดูเป็นกังวลมากขนาดนั้นเลยหรือไง 

"ก็ดีแล้วครับ วันนี้คุณไม่ต้องมารับผมนะ ผมจะไปทำธุระต่อใกล้ ๆ นี้" ผมทิ้งคำพูดไว้แค่นั้นก็กดวางสายไป 

น่าโมโหที่ถูกเลขาทักว่าผมเป็นห่วงโอเมก้านั่น

"รัชชานนท์"

ผมละสายตาจากโทรศัพท์ มองตามเสียงว่าใครกันที่เรียกชื่อผม แต่แล้ว สายตาเจ้ากรรมของผมดันไปสบประสานกับคนที่เป็นต้นเหตุให้ผมเกลียดชนชั้นโอเมก้าเข้ากระแสเลือด

ชายหนุ่มรูปร่างบอบบางเดินตรงมาหาผม รอยยิ้มเชิญชวนให้ลุ่มหลงไม่เคยเปลี่ยนกำลังเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงอ้อนออเซาะ แต่ตอนนี้มันใช้ลูกอ้อนกับผมไม่ได้แล้ว

"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ" 

"อือ" ผมตอบรับไปแค่นั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น และผมก็อยากเดินหนีออกไปจากคนที่ผมเกลียดขี้หน้าด้วย 

"เดี๋ยวสิรัชชานนท์" จังหวะที่ผมจะก้าวเดินต่อไปนั้น จู่ ๆ ร่างนั้นก็พุ่งตรงเข้ามาคว้าแขนผมไว้ ผมขนลุกจนสะบัดทิ้ง

"อย่ามาแตะ สกปรก" 

"พอได้ขึ้นนั่งเก้าอี้แทนแม่ก็ดูไว้เนื้อไว้ตัวมากขึ้นเลยนะ ทีเมื่อก่อน... เพียงผมออกปากเชิญชวนคุณก็วิ่งมาหาผมแล้ว"

"เก็บปากไว้จูบกับใครต่อใครยามว่างเถอะครับ มันระคายหู"

"แต่ปากผมคุณก็เคยลองมาแล้วนี่ครับ ว่าผมสกปรกคุณก็สกปรกไม่ต่างกัน"

"ระวังคำพูดหน่อยนะอัยย์ ผมกับคุณ มันต่างกัน"

"เห... กลิ่นโอเมก้า" ผมชะงัก ตวัดสายตามองใบหน้าสวยแต่รูปจูบไม่หอมนั้นราวกับจะฟาดฟันให้ได้เลือด "ใครหนอ ที่ได้ใกล้ชิดคุณ หรือผมจะท้าทายคุณดีนะรัชชานนท์ ดูว่าคุณจะชนะสัญชาตญาณน่ารังเกียจแบบนั้นได้ไหม"

ผมแยกเขี้ยวขู่โอเมก้าตรงหน้า ร่างนั้นก็ไม่ต่างกัน คมเขี้ยวของเราทั้งสองโผล่พ้นออกมาให้เห็น 

"เขากับคุณมันต่างกันอัยย์ คุณมันเอาไม่เลือก ใครพ่อเด็กรู้หรือยัง"

"ถ้าผมไม่หลุดปาก คุณก็คงโง่อยู่อย่างนั้น"

"ผมยอมรับ แต่ผมจะคิดซะว่าผมฉลาดมากแล้วที่ไม่โง่เลือกฝากชีวิตไว้กับคนอย่างคุณ" ผมผลักร่างเล็กให้เซถอยออกไปไกล ๆ "อย่ามายุ่งวุ่นวายในชีวิตผม"





















สุราและการอัดกลุ่มควันนั้นคงเป็นทางออก...

ผมตรงกลับบ้านทันทีหลังจากได้ปะทะริมฝีปากกับคนรักเก่า ภาพวันวานวนเวียนกลับมาหลอกหลอนราวกับผีร้าย ผมไม่อาจดึงตัวเองกลับคืนมาได้อีกต่อไป 

ในมือของผมมีภาพถ่ายที่ยับย่น ผมมองมันก่อนคว้าเอาแก้วเครื่องดื่มมึนเมากระดกเข้าปาก เบ้าตาแสบร้อนขึ้นมาเสียอย่างนั้น 

ผมคิดถึงคนในภาพถ่าย

คิดถึงรอยยิ้มและแก้มกลม ๆ เวลาผมกดจูบลงไป เสียงหัวเราะสดใสยังจดจำได้ดี

"ตอนนี้ลูกจะไปอยู่ที่ไหนแล้ว..."

ผมยิ้มถามรูปถ่ายนั้น ไม่มีคำตอบ

ไม่มีใครตอบผมได้

"คุณรัชชานนท์..."

แตะสัมผัสเบา ๆ ที่หัวไหล่ เพียงแค่นั้นก็สามารถเรียกให้หันไปมองได้ ผมหันไปมองยังภาพเลือนลางไม่ชัดตรงหน้า มีเพียงริมฝีปากบางสุขภาพดีเท่านั้นที่ผมมองเห็น

"พอก่อนได้ไหมครับ คุณเมามากแล้วนะ"

ผมส่ายหน้าปฏิเสธคำขอร้องนั้น โบกมือไล่ใครก็ไม่รู้ที่ตรงปรี่เข้ามาลูบหลังลูบไหล่ผมไปมา พยายามจับท่อนแขนไว้ เพื่อที่จะบอกให้อีกคนปล่อยให้ผมนั่งร่ำสุราต่อไป

"ไปเถอะ..." ผมพูดเสียงเบา "ผมอยู่คนเดียวได้"

"ไม่ได้หรอก คุณมีงานเช้านะครับ"

"นนทัชเหรอ" ผมถามหน้ายุ่ง คนที่ชอบบอกตารางงานมีคนเดียวเท่านั้น "หมดเวลางานแล้วกลับบ้าน...ไป"

"ไม่... ผมเองปาณัสม์" ผมก้มมองใบหน้าเบลอๆของคนที่ย่อกายลงต่อหน้าผม สัมผัสอบอุ่นเกิดขึ้นที่แก้มทั้งสองข้างของผม ผมยกมือขึ้นค้นหาที่มาความอบอุ่นนั้น 

พบว่าเป็นสองมือเล็กที่ประคองใบหน้าผมไว้ ผมกระพริบตาช้า ๆ เพื่อจดจำแววตาสั่นไหวของใครอีกคน 

"กลับมาแล้วเหรอ" ผมขยับปากถามร่างเล็ก 

"ครับ ผมกลับมาแล้ว"

"อือ" ผมตอบรับในลำคอ ก่อนที่จะวางฝ่ามือทาบไปกับมือเล็ก 

ผมใช้นิ้วหัวแม่มือถูไปตามหลังฝ่ามือเรียบเนียนนั้น หลับตาลงเพื่อปิดกั้นประสาทสัมผัสอื่นเพื่อที่จะโฟกัสแค่การลูบไล้ไปตามเนื้อผิว 

มือข้างที่ว่างคว้าเอาต้นแขนของใครอีกคนไว้ มีเสียงอุทานด้วยความตกใจเล็ดลอดออกมาเบา ๆ ผมออกแรงดึงร่างนั้นมานั่งเกยที่หน้าขา สะโพกอวบเด้งมากกว่าที่คิดไว้ อาจจะเพราะเสื้อผ้าที่ใส่มันซ่อนรูป ผมคิดอะไรไม่ออก รู้แค่ว่าผมพึงพอใจในสัมผัสทางกายตอนนี้และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เยียวยาจิตใจผม 

ผมใช้มือบีบคลึงช่วงสะโพกนั้นเบา ๆ บีบนวดมันราวกับรู้ว่าถ้าทำแบบนี้ร่างนี้จะยิ่งส่งกลิ่นหอมฟุ้ง 

และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

"อึก...คุณรัชชานนท์" 

ผมจำได้ ผมจำได้ดีว่าค่ำคืนนั้นผมใช้โต๊ะที่ร่ำสุราเป็นเตียงนอนของเราสองคน

ผมจำได้ ว่าเสียงหวานครางเรียกชื่อผมยามที่ผมสอดใส่ท่อนเนื้อที่ปวดหนึบเข้าสู่ช่องทางสีหวานที่หลั่งสารคัดหลั่งเตรียมพร้อมรองรับการสืบพันธุ์ สะโพกนุ่มเด้งรับแรงอัดกระแทกเบาบ้างถี่ย้ำบ้างแล้วแต่อารมณ์กำหนัด ผมส่งเสียงขู่ครางยามช่องทางร้อนตอดรัดแน่น ก้มลงสูดกลิ่นดอมดมราวกับผีเสื้อหลงรักดอกไม้ 

"ปาณัสม์..." ผมมีสติ และผมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร

"คุณ...มันลึกจังเลย" และเธอก็มีสติครบถ้วนไม่ต่างกัน ต่างกันแค่ว่า ผมมีสุราเป็นแรงผลักดันให้กล้าลองเปิดรับสัมผัสนั้นอีกครั้ง 

แต่ตอนนี้คือปาณัสม์ ไม่ใช่อัยย์

ไม่ใช่ใครแต่เป็นคู่แท้ของผมเอง

"ผม...จะถึง" ผมก้มลงกระซิบข้างหู พร่ำบอกว่ามันช่างสุขสมมากแค่ไหน ออกแรงกระแทกให้คู่นอนไปถึงฝั่ง ยามที่โดนจุดพึงพอใจปาณัสม์ร้องราวกับจะขาดใจ ผมได้ใจ ตอกท่อนเนื้อใส่ร่างเล็กที่แอ่นสะโพกยินดีรับน้ำกามที่กำลังถึงปลายทาง ผมยึดสะโพกอวบไว้แน่น ครั้งสุดท้ายก่อนจะถึง ผมพูดบอกเขาให้สบายใจ "ผมจะไม่กัดคุณ... ผมอดทนได้"

"ผมตามใจคุณ ได้โปรดแตกในตัวผม ให้มันมีแต่ของ ๆ คุณ"

คำพูดนั้นช่างน่าอาย...

แต่ผมกลับชอบมัน

"อ่า... ปาณัสม์" ผมกระตุกหลั่งรดน้ำเชื้อขุ่นข้นใส่ช่องทางหวาน ผมใช้ฝ่ามือลูบไล้ไปตามหน้าท้องบางและวกกลับมาที่บริเวณอุ้มท้อง 

ผมรู้ดี ว่าคืนนั้นผมมีเพศสัมพันธ์แบบไร้การป้องกัน

และผมรู้ดี ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนั้นมันเสี่ยงมากแค่ไหน

ถ้าหากความรักของผมมันขึ้นอยู่กับคู่แท้ ผมคงใช้มันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ 

ใช่ไหม ?









"คุณรัชชานนท์"

ผมหันไปมองตามแรงสะกิดจากร่างของคู่แท้ที่ซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ปาณัสม์ดูเหมือนจะอยากถามอะไรผม แต่ก็ไม่กล้า ผมจึงต้องกดปิดหน้าจอมือถือ หยุดการคุยงานกับนนทัชไว้เพียงแค่นั้น

"ว่าไง" 

"คุณโอเคไหม กับเรื่องเมื่อคืน"

ผมนิ่งคิด ชั่งน้ำหนักของหัวใจอย่างเงียบ ๆ มันไม่ใช่ความรู้สึกแย่ แต่มันเป็นความคิดราวกับฝันไปมากกว่า 

"โอเคแบบไหนครับ คุณหมายถึงเรื่องบนเตียงลีลาของคุณหรือความรู้สึกของผมหลังจากนั้น" ผมถามออกไปตรง ๆ อย่างหยอกล้อ ใบหน้าของอีกฝ่ายขึ้นสีแดงจัด 

"มัน...มันคืออย่างหลัง"

"ผมไม่ได้อะไร" ผมพูดออกไปแบบนั้น เจ้าตัวเล็กหน้าเจื่อนทันที "ผมหมายถึง ผมมีสติ ไม่ได้ทำไปเพราะเมา"

 หน้าของอีกคนก็ยิ่งขึ้นสีจัด

ผมแอบขำให้กับความเขินอายนั้น เอาตามตรง ผมแยกไม่ออกแล้วว่าร่างไหนคือร่างที่แท้จริงของปาณัสม์ แบบที่ยั่วยวนหรือทำเป็นเก่งแต่พอเอาเข้าจริงก็เสียอาการ

 "คุณไปอาบน้ำได้แล้ว" ผมบอกโอเมก้าที่กลายร่างเป็นดักแด้ขี้เซาขึ้นมา "เนื้อตัวมีแต่คราบ..."

"หยุดพูดนะ!" ปาณัสม์ผุดลุกขึ้นมาชี้หน้าผม ผมส่ายหัวให้กับพฤติกรรมนั้น

"เอาเป็นว่ารีบไปอาบน้ำครับ ผมจะพาคุณไปดูโครงการที่คุณต้องรับผิดชอบ แล้วก็ยาคุมกำเนิด" ผมยื่นถุงยาให้กับเขา "เมื่อคืนผมไม่ได้ป้องกัน คุณเข้าใจใช่ไหมครับว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นแบบไหน"

"ผมเข้าใจ"

"ไม่ใช่ว่าผมตัดโอกาสคุณ..." ผมพูดเมื่อเห็นใบหน้าหวานนั้นซีดลง "แต่ผมไม่ทันระวังในเรื่องป้องกัน ดังนั้น ตอนนี้มันขึ้นอยู่กับคุณ"

"คุณจะบอกว่า... คุณอยากมีลูก ใช่ไหม?"

ผมมองอีกคนนิ่ง 

"อือ"

"..."

"แต่ผมคิดคนเดียวไม่ได้"

ผมว่าจบ ก็ลุกหนีหายไปแต่งตัว ไม่อยากอยู่มองหน้าคู่แท้ที่นั่งจมปลักอยู่กับการตกตะกอนความคิดทั้งหลาย ผมไม่อยากคิดเองคนเดียว เพราะเคยคิดแบบนั้นมาก่อนถึงได้เสียใจ

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
“คุณสบายใจที่จะอยู่ห้องเดียวกับผมหรือเปล่า” ผมถามความเห็นปาณัสม์ เจ้าตัวละสายตาจากซองเอกสารในมือมามองหน้าผม “ว่าไงครับ”

“ผมไม่มีปัญหา”

ผมพยักหน้าตอบรับคำพูดนั้นของเขา ก่อนที่จะกลับไปคุยกับพนักงานที่รับเรื่องดูแลห้องพักให้กับพวกเราสองคน เมื่อพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อย รู้ห้องพักแล้ว ผมจัดการเดินนำร่างเล็กที่ทำหน้าทำตาไม่คุ้นสถานที่ เจ้าตัวเดินตามหลังผมไปตามทางเดิน สายตากลมกวาดมองซ้ายทีขวาที

“ที่นี่สวยมากเลยคุณรัชชานนท์”

“คุณต้องไปชมให้แม่ผมฟัง ท่านคงดีใจที่คุณชอบ”

“แล้ววันนี้ผมต้องทำอะไรบ้างครับ ผมหมายถึง ตารางงาน”

“ไม่มีหรอกครับคุณปาณัสม์”

ผมหันไปมองคู่แท้ที่หยุดยืนอ้าปากคล้ายกำลังจะเอ่ยถามบ้างสิ่ง ผมหลุดขำออกมาให้กับท่าทางนั้นของปาณัสม์ รู้สึกตลกดีที่เห็นความตั้งอกตั้งใจของอีกฝ่าย แม่คงไปพูดแกล้งหลอกให้อีกคนคิดเป็นจริงเป็นจังสินะว่าวันนี้เขาต้องออกงานกับผม ผมส่ายหัวให้กับความคิดเหล่านั้น

“เข้าไปเก็บของก่อนครับ” เมื่อเดินมาถึงห้องพัก ผมจัดการเปิดประตูก่อนผายมือบอกให้ร่างเล็กเดินนำเข้าไป

ปาณัสม์ดูชอบอกชอบใจในสภาพห้องพัก เจ้าตัวเล็กรีบวางกระเป๋าเสื้อผ้าลงจากบ่า จากนั้นก็เดินสำรวจมุมนั้นทีมุมนี้ทีราวกับเด็กซน ๆ คนหนึ่ง แววตากลมนั้นเต็มไปด้วยประกายของความสุขใจ ผมยืนกอดอกมองคู่แท้ของตัวเองด้วยสายตาที่คิดว่าน่าจะเต็มไปด้วยความขบขัน ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของผม ผมจดจำมันไว้ว่ายามที่ร่างเล็กยิ้มและหัวเราะจากใจจริงนั้นเป็นเช่นไร

แอบมองปาณัสม์ได้สักพัก ก็เลือกที่จะเดินเข้าไปภายในห้องบ้าง จัดการวางกระเป๋าเสื้อผ้าลงข้างกันกับของอีกฝ่าย ลองสำรวจรอบ ๆ ห้องบ้างก็ไม่แปลกใจหรอกที่ปาณัสม์จะชอบมัน

“เย็นนี้ผมจะพาคุณไปว่ายน้ำ คุณว่ายน้ำเป็นหรือเปล่า”

ผมถามปาณัสม์ เจ้าตัวนิ่งเงียบไปสักพัก

“ผม... ว่ายน้ำไม่เป็น” แววตากลมสะท้อนความคิดมาก ไม่รู้ว่าเจ้าตัวคิดอะไรอยู่ถึงได้สะท้อนแววตาแบบนั้นออกมา

“หรือจะให้ผม...”

“คุณรัชชานนท์สอนผมได้ไหมครับ...” ผมจ้องมองฟันซี่เล็กที่ขบเม้มกับริมฝีปากนั้นอย่างลืมตัว ความรู้สึกลุ่มหลงกำลังจู่โจมผมอย่างรุนแรง “ผมอยากว่ายน้ำเป็น”

ผมหัวเราะให้กับตัวเองที่ใจเตลิดให้กับคำขอร้องของคนตรงหน้า ร่างเล็กดูจะสงสัยว่าผมหัวเราะอะไร คงคิดว่าผมกำลังหัวเราะเยาะที่ว่ายน้ำไม่เป็นหรือเปล่าถึงได้ขมวดคิ้วหน้ายุ่งเสียขนาดนั้น แต่ใจผมรู้ดี ว่าตอนนี้ผมกำลังรู้สึกเหมือนตัวเองย้อนกลับไปยังช่วงมัธยมปลายที่มีความรักครั้งแรก



รู้ตัวอีกที ป้อมปราการสูงใหญ่ภายในใจของผมตอนนี้ ลดขนาดลงเหลือเพียงหัวเข่าของเราสองคน



ผมหวังแค่เพียงว่าสักวันหนึ่ง ผมจะกล้ายื่นมือออกไปรับปาณัสม์ให้ก้าวผ่านป้อมปราการนั้นมา







ช่วงบ่ายผมพาคู่แท้เดินเท้ามาถึงร้านอาหารทะเล เจ้าตัวเล็กดูเหมือนเด็กเล็กวัยประถมศึกษาตอนต้นจริง ๆ ด้วย ทั้งกระโดดทั้งส่งเสียงร้องโหวกเหวกอย่างมีความสุข ไม่สนใจสายตาใครทั้งนั้นที่เดินผ่านไปหรือมองมาทางเราสองคน ผมเดินตามปาณัสม์อย่างห่าง ๆ แต่ทุกอย่างอยู่ในสายตา หนึ่งความคิดวนเวียนเข้ามาในสมองอย่างไม่ตั้งใจ ทำไมปาณัสม์ถึงไม่ใส่เครื่องป้องกันลำคอของตัวเองอย่างเช่นคนอื่นในชนชั้นต่ำสุด ทำไมเจ้าตัวเล็กถึงไม่ระมัดระวังตรงนี้เสียเลย

“คุณปาณัสม์” ผมเดินเข้าไปดึงข้อมือเล็กไว้เมื่อสังเกตเห็นว่าเจ้าตัวดีกำลังจะชนเข้ากับกลุ่มคนที่เดินลงมาจากบันไดร้านอาหาร ผมก้มศีรษะขอโทษก่อนจะส่งสายตาดุร่างเล็กที่ทำตัวหดลง

ผมส่ายหัวให้กับคู่แท้ ก่อนจะเดินนำขึ้นบันไดไปยังชั้นบนสุด ปาณัสม์เดินตามขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ และลดระดับความบ้าพลังลง

“คุณรัชชานนท์ ผมขอนั่งติดระเบียงได้ไหม”

“หลังคามันคลุมถึงหรือเปล่า คุณจะไม่ร้อนใช่ไหม” ผมเงยหน้ามองหลังคาร้านพลางไล่สายตาไปจนถึงโต๊ะริมระเบียงที่ว่า

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมอยากนั่งตรงนั้น” ไม่พูดเปล่า ปาณัสม์เดินนำผมไปยังที่หมายทันที เจ้าตัวเล็กใช้มือตบลงบนโต๊ะเบา ๆ เป็นเชิงเรียก “มาเร็วครับ ตรงนี้วิวดี”

ผมเดินไปนั่งตามความประสงค์ของคู่แท้ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามว่าเจ้าตัวเล็กจะเอาอะไร เจ้าตัวดีก็ดันฉกเมนูอาหารไปกางอ่านโดยเร็ว แววตากลมโตกวาดมองทุกอย่าง พอได้รายการอาหารที่ต้องการก็โบกมือเรียกหาพนักงานประจำร้านอาหาร ปาณัสม์จัดการทุกอย่างรวดเร็วโดยไม่รอให้ผมได้ทำหน้าที่ใด ๆ ผมเท้าคางมองเจ้าของกลิ่นหอมที่ขับกล่อมให้สมองของผมโล่งเบาทุกครั้งที่สูดกลิ่น ถ้าเขาสบายใจ ผมก็สบายใจไปกับเขาด้วย

“ผมอยากกินกุ้ง คุณกินกับผมนะ” ปาณัสม์ส่งสายตาออดอ้อน พนักงานก็ยืนรอพวกผมสั่ง ผมรู้สึกกดดันขึ้นมาทันทีเมื่อสายตาจากคนทั้งสองมองมาที่ผม

“ก็เอาสิ” ผมพูดออกไปแค่นั้น แต่มันกลับสร้างรอยยิ้มหวานให้ใครอีกคน ผมนึกประหลาดใจว่าทำไมปาณัสม์ถึงมีความสุขกับอะไรเหล่านี้ได้ง่าย ๆ มันก็แค่การมาทำงานที่ได้พักผ่อนเป็นส่วนมาก แถมการได้มานั่งร้านอาหารแบบนี้มันน่าตื่นตาตื่นใจตรงไหนกัน

ผมนั่งทอดสายตาออกไปทางระเบียงระหว่างรออาหารที่ปาณัสม์สั่ง ผมมองภาพคู่รักหลายคู่ที่หยุดยืนถ่ายรูปบ้าง เดินจับมือบ้างด้วยความเพลินตา ผมเผลอคิดว่าตัวผมเองห่างหายจากความรู้สึกตกหลุมรักมานานเท่าไหร่แล้ว พอเรียนจบ ผมก็ก้าวเท้าเข้าสู่วงการธุรกิจทันที ไม่มีช่วงเวลาให้หวนกลับไปหาหรือกอบโกยเช่นเดียวกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ผมมีเพียงปากกา กองเอกสารและความปวดหัวจากงานที่ต้องคอยแก้ คอยออกไปพูดคุยกับคนในแวดวงธุรกิจ ชีวิตผมเหมือนเดินข้ามขั้นบันไดไปทีเดียวสองสามขั้น

“คุณรัชชานนท์”

ผมดึงความคิดของตัวเองกลับมาเมื่อปาณัสม์เรียกชื่อ

“ว่าไง”

“ไม่มีงานให้ผมทำจริง ๆ เหรอ”

“ผมบอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิ คุณคิดว่าผมโกหกหรือไง”

“แต่คุณผู้หญิงบอกว่าคุณจะพาผมมาดูโครงการที่ต้องรับผิดชอบ”

“ก็นี่ไง พามาดูแล้ว” ก็ยังอยากทำงานอยู่ดีสินะ “พามาดูเฉย ๆ”

“นี่คุณผู้หญิงแกล้งผมเหรอ” คนตัวเล็กทำหน้าทำตาราวกับโลกจะแตกเสียให้ได้ “ผมแบกชุดทำงานมาทำไมกัน”

“เอาชุดทำงานมาด้วยเหรอ” ผมหลุดขำให้กับสีหน้าตัดพ้อนั้นอย่างลืมตัว คนตัวเล็กทำสายตาคาดโทษส่งมาให้ผม ก็อยากจะกลัวอยู่หรอกนะ แต่มันไม่น่ากลัวเลยสักนิด

“ขอโทษนะครับ”

พวกผมหยุดบทสนทนาไว้เพียงเท่านั้น พนักงานยกบรรดาอาหารมาเสิร์ฟ มีทั้งต้มยำกุ้ง กุ้งย่าง หมึกผัดไข่เค็มและอีกมากมาย นี่คู่แท้ของผมเป็นคนกินเยอะมากขนาดนี้เลยเหรอ

“จะหมดหรือเปล่าครับ” ผมถามออกไปตรง ๆ เจ้าตัวเล็กฉีกยิ้มกว้างพูดอวยความสามารถการกินของตัวเองให้ผมฟังไม่หยุด ผมตักสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแบ่งมาบ้าง นั่งชิมรสชาติที่ไม่ธรรมดาเหล่านั้นพร้อม ๆ กับมองคู่แท้ที่ดูมีความสุขและดูท่าแล้ว เจ้าตัวกำลังสร้างโลกอีกใบกับบรรดาอาหารตรงหน้า

“อันนี้อร่อย” ปาณัสม์ตักเนื้อปลาใส่จานให้ผม แค่นั้นยังไม่พอ ยังตักมากมายหลายสิ่งให้ผมลองไม่หยุด ผมรับน้ำใจนั้น ลองชิมสิ่งที่เขาว่าอร่อย มันก็อร่อยจริง ๆ

ผมอยากตอบแทนน้ำใจของคนตรงหน้าบ้าง เอื้อมมือไปหยิบกุ้งตัวโตขึ้นมานั่งแกะเปลือกแล้วส่งให้คนตรงหน้า เจ้าตัวชะงักไปเล็กน้อย และสิ่งที่หลุดออกจากปากของปาณัสม์มานั้นมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมคงไปดูถูกความสามารถในการกินของคนตรงหน้าเข้าให้แล้ว

“คุณรัชชานนท์ ผมชอบกินกุ้งทั้งเปลือก” ไม่พูดเปล่า ปาณัสม์หยิบกุ้งในจานขึ้นมากินต่อหน้าต่อตาผมทั้งเปลือก

“นี่เธอ...”









จบจากอาหารมื้อนั้น พวกเรามานั่งดื่มด่ำกับลมธรรมชาติริมชายหาดด้วยกัน ต่อด้วยการเดินปล่อยวางทุกสิ่งที่เหนื่อยหน่ายไว้ข้างหลัง ปาณัสม์หลับตาเดินสบายอารมณ์ไปตามทาง สองแขนนั้นอ้ากว้างท้าทายกระแสลมที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มีเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ ให้ได้ยิน

“คุณดูมีความสุขจนผมประหลาดใจ”

“ผมไม่ค่อยได้ทำอะไรแบบนี้เท่าไหร่ โชคดีที่ผมได้มีโอกาสดี ๆ แบบนี้” ร่างเล็กพูดไปยิ้มไป “วันนี้ผมมีความสุขอย่างที่คุณพูด อาหารอร่อย ห้องนอนสวยมาก ผมจะทำงานตอบแทนพวกคุณที่ให้ผมได้มีชีวิตที่ดีขึ้น”

ผมรับฟังถ้อยคำเหล่านั้น ไม่ได้พูดอะไรออกไป

“ชีวิตผมต้องการเพียงเท่านี้”

“คุณเคยคิดว่าอยากมีครอบครัวบ้างไหม” ปาณัสม์หยุดเดินทันทีที่ผมพูดจบ แววตาที่เคยสุขสกาวหม่นแสงลงในทันที ผมรู้สึกผิดที่ถามคำถามนั้นออกไป

“เคยสิครับ...” ปาณัสม์พูด “แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ลำพังแค่ทำงานก็เหนื่อยจะแย่”

“ผมกับคุณ คงเป็นคนแบบเดียวกัน”

“แล้วคุณล่ะครับ เคยคิดไว้บ้างไหม”

ผมส่ายหัวให้กับคำถามนั้นแล้วออกเดินนำร่างเล็กไป ผมไม่เคยคิดที่จะสานสัมพันธ์กับใคร และหยุดที่จะเอาตัวเองเข้าไปในชีวิตใครมานานหลายปีมากแล้ว ผมเลิกพยายามและหยุดทุกอย่างพับเก็บเข้ากล่องความทรงจำ ขุดหลุมฝังมันและรอเวลาให้ลบเลือนมันไป



ผมกลายเป็นคนปิดกั้นแบบนี้ไม่ตั้งแต่ตอนไหน ไม่รู้เลย...



“ผมเชื่อว่าความรักเป็นเรื่องมหัศจรรย์”



ผมหยุดเดินและหันกลับไปมองปาณัสม์ที่พูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมา



“สักวันพวกเราก็คงจะเจอคนที่ทำให้รู้สึกว่าต่อให้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันจะไม่เป็นอะไร”



“ไปว่ายน้ำกันเถอะ”



ผมยิ้ม แล้วก้าวเดินต่อไป







“คุณรัชชานนท์... กลิ่นมัน อื้อ!”

“ปาณัสม์...” ผมตามทาบทับร่างที่กำลังคลานหนี ปาณัสม์ไม่รู้ตัวเองเลยหรือ ว่ายามที่กำลังทำท่าทางเช่นนี้มันยิ่งกระตุ้นให้ผมต้องการที่จะเติมเต็มเขา

ผมกอดรัดร่างของคู่แท้ไว้แนบแน่น อาการปวดหนึบที่ช่วงล่างเป็นสัญญาณเตือนว่าอารมณ์ทางเพศกำลังพุ่งขึ้นสูง ผมก้มลงดมกลิ่มหอมหวานบริเวณแก้มนวลนุ่มนั้นอย่างลุ่มหลง เสียงครางเฉกเช่นสุนัขเพศเมียที่โอนอ่อนต่อคู่ชีวิตดังออกมาจากร่างเล็กในอ้อมกอด

“ทำไม ทำไมผมถึงเป็นแบบนี้” คำถามนี้ผมก็ไม่อาจตอบได้ อาการกำหนัดกำลังเล่นงานผมอย่างรุนแรง ความต้องการที่จะสอดใส่ท่อนเนื้อปวดหนึบในช่องทางสีหวานมากล้นเสียจนผมไม่อาจต้านทานได้ ยามที่กลิ่นหอมหวานของสองเรากำลังรวมเป็นหนึ่ง มันสะท้อนภาพการร่วมรักร้อนระอุ ผมหลับตาพยายามข่มความต้องการของตัวเอง หวังว่ามันจะลดลงแต่ก็ไม่เป็นผล ปาณัสม์ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ร่างเล็กในอ้อมกอดเริ่มมีท่าทีแอ่นอกแอ่นสะโพกเชิญชวน ผมถอยกายออกมาหวังว่าระยะห่างจะลดความร้อนในกายระหว่างเราลงได้ แต่ปาณัสม์ไม่เป็นแบบนั้น

ฝ่ามือเล็กเอื้อมรั้งขอบกางเกงขาสั้นลง ช่องทางหวานฉ่ำแฉะไปด้วยสารคัดหลั่งปรากฏสู่สายตา ผมครางออกมาอยากทรมาน ร่างเล็กพร้อมจะเป็นแม่คนขนาดนี้มีหรือผมจะไม่ตอบสนองมัน

“ปาณัสม์”

“คุณรัชชานนท์... ช่วยผมด้วย” ใบหน้าหวานส่งสายตาออดอ้อนอย่างรุนแรง สะโพกกลมกลึงขยับเชิญชวนให้ผมตอบรับมันสักที คมเขี้ยวเล็กโผล่พ้นออกมาให้เห็น ผมเห็นภาพนั้นก่อนที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บร้าวที่ปากตามมา

ผมจะเผลอกัดเจ้าตัวเล็กที่สติไม่ครบถ้วนไม่ได้ คิดได้ดังนั้นก็คว้าเอาผ้าผืนเล็กขึ้นมากัด พยายามอดทนกับความกำหนัดและรีบผูกปมที่ท้ายทอยให้แน่น

ผมคว้าเอวคู่แท้เข้าหาตัว ก้อนเนื้อนุ่มบดเบียดเข้าหากลางกายที่แข็งตัวขึ้นรูปชัดเจนนั้นอย่างอดทนไม่ไหว ผมอยากจะบ้าตายนี่ขนาดยังไม่สอดใส่ผมก็ปวดหนึบทรมานได้มากขนาดนี้เลยแล้ว ปาณัสม์ไม่รับรู้อะไรแล้ว เจ้าหมาน้อยของผมเอาแต่หมอบครางร้องเรียกหาแต่ผม ผมร่นรั้งกางเกงของตัวเองลง ส่วนแข็งขืนดีดตัวออกมาทันทีไม่ต้องเตรียมพร้อมอะไรเพิ่ม ปาณัสม์แนบบั้นท้ายเข้าหามันทันทีแบบที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว ส่วนหัวกลมฉ่ำน้ำปัดป่ายอยู่บริเวณรอยจีบชื้นแฉะ เจ้าตัวเล็กดูงุ่นง่านไม่เป็นดั่งใจ บั้นท้ายงอนงามพยายามขยับให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง

“อือ...” ผมครางออกมาอย่างสุขสม ยามที่ส่วนหัวนั้นหายเข้าไปในช่องทางอ่อนนุ่ม ผมค่อย ๆ ขยับสะโพกให้ท่อนเนื้อครูดไปตามผนัง ยามที่ปาณัสม์เสียดเสียวมันจะโอบรัดและยึดแน่นจนผมรู้สึกคลั่ง ผมก้มมองส่วนที่สอดประสานกันอย่างหลงใหล ลูบไล้ฝ่ามือไปตามทรวดทรงงดงาม ก่อนจะแวะเวียนที่ยอดอกชูชัน ผมอยากจะถามปาณัสม์ว่ารู้สึกมากขนาดไหนกัน

“อย่าแตะตรงนั้นนะ..” ร่างเล็กร้องห้ามเมื่อผมบีบคลึงจุกนมทั้งสองข้างอย่างสนุกมือ ส่วนช่วงล่างก็ตอกอัดท่อนเนื้อใส่สะโพกอวบเด้งไม่มีพัก ผมรู้สึกเหมือนจะสำลักความสุขล้นเสียให้ได้ เมื่อเสียวด้านหน้า สะโพกก็จะกระดกรับแรงกระแทก มันดีเสียจนผมห้ามใจไม่อยู่ ยิ่งดีมากเท่าไหร่ยิ่งขยับสะโพกโจนจ้วงสู่ช่องทางสวรรค์

ผมก้มมองช่องทางรักที่โดนรังแกจนขึ้นสีแดงช้ำ ไหนจะของเหลวที่โดนเสียดสีจนออกสีขาวข้น เสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังติดต่อกัน ความกำหนัดที่พุ่งทะยานสูงขึ้น มันไม่มีที่ท่าว่าจะลดลง ผมเชิดหน้าครางท้าทายเสียงหวีดหวานเพราะความเสียดเสียว ท่อนขาร่างเล็กเริ่มยั้งกายไม่อยู่ ผมตัดสินใจใช้ท่อนแขนช้อนข้อพับทั้งสองข้างแล้วดึงกระชากร่างบางเข้าหาตัวเพื่อตอกอัดสะโพกรัวเร็ว ปาณัสม์ครางและร้องขอความรักจากผมไม่หยุด ขอให้ผมรักลึก ๆ และแรง ๆ ผมสนองมันให้คู่แท้ตามต้องการ นัดสุดท้ายกำลังจะมาถึง ผมผ่อนสะโพกลงเหลือแต่การตอกตรึงที่เน้นย้ำความลึก

“อ๊า... คุณรัชชานนท์” ร่างเล็กเชิดหน้าครางอย่างสุขสมเมื่อปลดปล่อยออกมาพร้อม ๆ กับที่ผมกระตุกหลั่งลูกชายใส่ร่างที่อ่อนกำลังลง ผมเอื้อมมือไปปลดปมผ้าออก ผ่อนลมหายใจเหนื่อยหอบจากสมรภูมิรัก

หลุบตาลงมองช่องทางที่ขยับดูดกลืนท่อนเนื้อของผมไม่คลาย มันช่างเป็นภาพที่น่าอาย

“คุณรัดผมแน่นเหลือเกินปาณัสม์” ผมก้มลงกระซิบข้างหูร่างที่ก้มหน้าลงซบท่อนแขนอ่อนล้านั้น แววตาฉ่ำปรือเหลือบมองผม ก่อนจะส่งเสียงครางเครือพร้อมกับส่วนนั้นที่หลุดออกมาจากกัน

“ผมเหนื่อย”

“ผมรู้” ผมว่าพลางช้อนร่างเล็กนั้นขึ้นมาแนบอก ไม่จำเป็นต้องอายกับสภาพของพวกเราสองคน ค่ำคืนที่พวกเราร่วมรักกันที่สระว่ายน้ำชั้นบนสุดของตึกนี้จะเป็นความลับตลอดไป































หลังจากที่ผมพาร่างที่นอนหลับสนิทอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวกลับมาชำระร่างกายและส่งเข้านอนเป็นที่เรียบร้อย ตั้งใจว่าจะขอเวลาส่วนตัวเพื่อจัดการตัวเองบ้าง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้หยิบจับอะไรมากไปกว่าผ้าเช็ดตัวขึ้นมาถือ เสียงโทรศัพท์ในยามดึกกลับส่งเสียงดังขึ้นมาสร้างความงุนงงให้กับผมอย่างหนัก ผมนึกถึงตารางงานช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์นี้ ว่าจะเป็นใครได้บ้างที่จะติดต่อมาหากันได้

ผมหยิบขึ้นมาดูชื่อ จึงรู้ว่าเป็นคนรู้จักในแวดวงธุรกิจติดต่อมา ผมกดรับสายและหยุดยืนพูดคุยธุระอยู่นานสองนาน

“ครับ เดี๋ยวผมออกไปครับ” ผมว่าจบก็กดตัดสายนั้น ผมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ดึกขนาดนี้มีเรื่องแบบไหนกันที่ต้องรีบเร่งกันให้ออกไปพบ ผมจัดการตัดบทความคิดเหล่านั้นด้วยการเดินหายเข้าในห้องอาบน้ำ รีบจัดการอะไรให้เสร็จ เพื่อที่จะกลับมาพักผ่อนเสียที





ปาณัสม์ ‘s part

อาการปวดหนึบช่วงล่างของร่างกายนับตั้งแต่สะโพกลงไปถึงปลายเท้าเรียกให้ผมต้องลืมตาตื่นขึ้นมานั่งนวดคลึง ผมจับนวดเนื้อตัวที่จับตรงไหนก็ปวดไปหมด ลองแหวกสาบเสื้อสำรวจใต้ร่มผ้า มองหารอยรักที่ใครอีกคนคงฝากไว้มากมาย แต่กลับไม่พบอะไร คู่แท้ของผมไม่เคยทำอะไรมากไปกว่านั้น ไม่เคยทำรอย ไม่เคยเรียกร้องขอกระทำสิ่งที่แสดงออกชัดเจนว่าผมต้องเป็นของเขาผู้เดียว แม้แต่การจูบก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นระหว่างเรา

ผมปลายสายตามองถุงยาคุมกำเนิด เขาคงเอามาวางไว้ ผมคิดถูกไหมนะที่เลือกที่จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเช่นนี้...

ผมลุกขึ้นยืน มีบ้างที่รู้สึกปวดไปตามช่วงขา แต่ก็ไม่ได้หนักหนามากถึงกับเดินเหินไม่ได้ ผมพาตัวเองออกมายืนที่ระเบียง ช่วงเวลาตีสามเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ผมมักจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาจมอยู่กับตัวเองอยู่เสมอ แต่หนนี้มันมีบางอย่างกำลังตกตะกอนอยู่ภายในใจของผม

ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ระหว่างผมกับคุณรัชชานนท์ก้าวผ่านคำว่าคนรู้จักกันไปไกลเกินฝัน เขามอบและตอบรับในหลายสิ่งให้กับชนชั้นสภาพสังคมเช่นผม มันมีทั้งสุขล้น เติมเต็มและปลดปล่อยความสบายใจของผมยามที่ได้ใช้ชีวิตยามที่มีเขาอยู่ด้วย



ตลอดชีวิตของผม ผมเพิ่งได้สัมผัสกับคำว่าเกิดมาก็ทำในสิ่งที่อยากทำให้เต็มที่ก็ตอนนี้



ผมเท้าแขนกับราวระเบียง ทอดสายตามองภาพตรงหน้าที่มีแสงไฟจากตึกประปราย ปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปด้วยการไม่คิดอะไร ผมหลับตาอยู่อย่างนั้น เชิดหน้ารับกระแสที่พัดมาอ่อน ๆ



“ทำอะไรอยู่ครับ”

ผมลืมตาขึ้น ภาพที่เห็นคือใบหน้างดงามของคู่แท้ที่มองมาด้วยสายตาที่สะท้อนภาพของผมอยู่ในนั้น ผมมองใบหน้าน่าอิจฉานั้นดูเพียงชั่วครู่ก่อนจะตอบคำถามที่เขาทิ้งไว้

“ออกมายืนรับลมตอนตีสาม”

“เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ”

“เหมาะกับคนแบบผม” ผมพูดออกไปพร้อมความขบขันในน้ำเสียง “ดูจากการแต่งตัวแล้วคุณคงไปพบปะใครสักคนมา แถมสีหน้าคุณดูเต็มไปด้วยความกังวล”

“เป็นปกติสำหรับคนแบบผม” เขาตอบกลับในเชิงเดียวกัน “ระวังจะไม่สบาย”

ผมยิ้มให้กับคำพูดนั้น

“วันที่คุณเมา...” ผมหยุดพูดเพื่อสังเกตท่าทีของคนข้างกาย เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ว่าอะไรก็พูดต่อถ้อยคำเหล่านั้นให้สมบูรณ์ “ผมเห็นรูปที่คุณกำอยู่ในมือ และกลิ่นคนอื่น”

“กลิ่นคนรักเก่าผมครับ”

ผมพยักหน้า “ผมเดาออกว่าอะไรถึงทำให้คุณเป็นอย่างนั้น เขาคงเป็นแม่ของเด็กคนนั้น...”

ผมกลืนก้อนเหนียว ๆ ลงคอ รู้สึกไม่สบายใจขึ้นเสียอย่างนั้น เรื่องระหว่างผมกับเขามันเหมือนภาพเบลอ

“อือ”

ที่ต่อให้พยายามทำให้มันชัดก็ไม่อาจทำได้

“ผมเข้าใจแล้ว ผมจะกลับเข้าไปข้างใน...”

“แต่ผมไม่ใช่พ่อเด็ก” เขาพูดขึ้นมาด้วยความนิ่งสนิท แววตานั้นมีแต่ความเงียบสงบราวกับคลื่นใต้น้ำ “แต่ผมก็รักเขา ราวกับเขาเป็นลูกของผมจริง ๆ”

“คุณ...”

“ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากให้เขากลับมาตอนที่ผมสามารถมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เขาได้ อยากให้เขามีแม่ที่ดีกว่านี้”

ผมแตะที่ท่อนแขนแข็งแรงนั้นอย่างปลอบใจ ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หัวใจของคนข้างกายเปราะบางมากกว่าที่คิด



“ไม่เป็นไรนะครับ ผมจะอยู่เคียงข้างคุณ”



















// เป็นฉากโรแมนติกที่รู้สึกโหดร้ายมากสำหรับเราเลยค่ะ แง คราวหน้าจะเกลาให้ดีกว่านี้นะคะ ส่วนตัวไม่เคยหยิบพล็อตแบบนี้มาเขียน ไม่เคยลงลึกมากมายเท่านี้มาก่อน เล่นแท็กได้นะคะ อยากลองเห็นมุมมองนักอ่านเพิ่มเติมว่ารู้สึกยังไงกับจักรวาลของเรา รักนะคะทุกคน

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ปาณัสม์’ s part

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นระยะเวลาเกือบ 3 สัปดาห์แล้วที่ผมกับคุณรัชชานนท์ไม่ได้เจอหน้ากัน หรืออาจจะเจอกัน แต่มันเป็นแค่การเดินสวนกันโดยไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นเสียมากกว่า ยามที่พวกเราทั้งสองเดินสวนกันตรงบันได หรือ ทางเดิน สายตาของเขาจะเหลือบมองผมแค่เพียงเศษเสี้ยวของวินาที ผมทำได้แค่มองตอบและก้มหน้าเดินผ่านร่างสูงนั้นไป บางครั้งก็หันกลับไปมอง แต่ก็มักจะได้ความว่างเปล่าตอบกลับมาเท่านั้น

ผมยกนาฬิกาข้อมือเพื่อคำนวณเวลา เริ่มรู้สึกเบื่อกับการยืนรอจนขาแข็ง วันศุกร์ทั้งที วันนี้โชคดีได้เลิกงานเร็วกว่าปกติก็อยากจะออกจากสถานที่ทำงานไปให้พ้น ๆ ละทิ้งตัวตนในฐานะผู้จัดการไว้ข้างหลังก่อน แต่ดูเหมือนเพื่อนสนิทของผมจะรถติดอยู่ ถึงได้มารับช้ามากขนาดนี้

ผมกอดอกถอนหายใจ ผมเกลียดการรอคอยแต่ก็ต้องพบเจออยู่บ่อยครั้ง

“สวัสดีครับคุณปาณัสม์”

“สวัสดีครับคุณนนทัช” ผมสะดุ้งตกใจนิดหน่อยตอนที่มีเสียงหนึ่งทักทายขึ้นมาในระยะประชิด หันกลับไปก็พบใบหน้าเลขาส่วนตัวของคุณรัชชานนท์ยืนยกกองเอกสารกองโต มันดูหนักแต่คนตรงหน้ากลับทำตัวสบายจนผมประหลาดใจ “ให้ผมช่วยนะ”

“ไม่เป็นไรครับคุณปาณัสม์ เดี๋ยวคุณรัชชานนท์ว่าผม” นนทัชส่ายหน้าปฏิเสธความช่วยเหลือจากผม เขาผงกศีรษะเป็นเชิงขอตัวก่อนนะ ผมโบกมือน้อย ๆ ตามหลังไป คงจะรีบขึ้นไปประชุมและไปช่วยคุณรัชชานนท์เก็บงานในส่วนของเดือนนี้

“มึง รอนานไหมวะ” ผมหันกลับไปมองร่างของเพื่อนสนิทที่หยุดยืนหายใจเหนื่อยหอบ ผมแยกเขี้ยวเตรียมด่าแต่มันกลับยกมือห้ามปรามเสียก่อน “ใจเย็น กูรถติด”

“เออ ไปเถอะ ไม่อยากอยู่นาน” ผมเดินผ่านร่างมันไปยังรถที่จอดเทียบทางเดินเข้าบริษัท เปิดประตูเข้าไปนั่งกอดอก “รีบมาขับรถ”

“เออ ๆ ใจร้อนจังวะ”



“แล้ว... เมื่อสองวันก่อนมึงเข้าร้านยาทำไม ป่วยอีกแล้วเหรอ”

“ไม่ได้ป่วย แต่แค่ไปซื้อที่ตรวจครรภ์” ผมเท้าคางมองออกไปนอกกระจก ภาพท้องถนนวิ่งเป็นเส้นสายเร็วไว แอบเหลือบมองใบหน้าของภคินที่มองมาทางผมอย่างไม่เข้าใจ คงเตรียมตัวด่าผมอยู่นั่นแหละ ผมเค้นยิ้มออกมาให้กับตัวเอง

“สรุปท้องหรือเปล่า ขอความจริง” มันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง สายตามองท้องถนน แต่ในแววตาลุ่มลึกนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่เข้มขึ้นจนผมสัมผัสได้

“ไม่ท้อง” ผมตอบกลับไปเสียงเรียบ “เลิกปล่อยกลิ่นแบบนั้นออกมาด้วย กูอึดอัด”

ผมถอนหายใจออกมายามนึกถึงตัวเองเมื่อวันที่ตรวจดูมันว่าผลจากที่ตรวจครรภ์นั้นเป็นอย่างไร ผมจำความรู้สึกว่างเปล่าในวันนั้นได้ มันทั้งว่างเปล่าและรู้สึกดีไปพร้อม ๆ กัน ถ้าให้พูดตามตรง ผมรู้สึกดีใจที่ตัวเองยังไม่อุ้มท้องให้เขาในตอนนี้ แต่มันกลับรู้สึกว่างเปล่ากลับสภาพร่างกายของตัวเอง การเลือกหนทางในวันนั้นเด่นชัดขึ้นมาพร้อม ๆ กับผลของมัน ผมไม่ท้อง และผมเลือกแล้วว่าต่อจากนี้จะไม่พยายามเอาตัวเองเข้าไปหาเขา เพราะนับจากวันนั้นวันที่เอาอัดน้ำพันธุ์ใส่ร่างกายผมเต็มที่แบบนั้นเขาก็ไม่มีเวลาใส่ใจผมแบบที่ผมกังวลในความรู้สึกของเขา เหมือนคืนนั้นหลังจากที่เราร่วมรักกันมันเป็นแค่เรื่องในส่วนของร่างกายและคำว่าคู่แท้มากกว่า มันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น คุณรัชชานนท์ขีดเส้นชีวิตของตัวเองและผมเด่นชัด มันเป็นเส้นกั้นระหว่างเราที่อยู่ดี ๆ ก็โผล่ขึ้นมา ผมไม่รู้เลยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ และตัวผมเองก็รู้สึกแย่ลงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อนึกถึงวันที่เขาเมา

“พากูไปโรงพยาบาลหน่อย” ผมกัดริมฝีปาก รู้สึกใจหายกับทางเลือกของตัวเอง

“ไปทำไมวะ”

“กูจะไปหารุ่นพี่” ภคินไม่ได้ถามอะไรต่อ มีเพียงสายตาของมันที่เหลือบมองผมที่เอาแต่นั่งเงียบเป็นระยะ ๆ เท่านั้น ผมรู้ว่ามันมีแต่คำถาม และเป็นห่วงผมที่ทำอะไรตัวคนเดียว ผมเข้าใจว่ามันรู้สึกอะไรเพราะมันเป็นคนเดียวที่เห็นผมใช้ชีวิตของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก



เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ผมจัดการเขียนใบประวัติและนำมันไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในส่วนนั้น ผมนั่งรอเข้าพบคนรู้จักในฐานะคนไข้ของเขา ในหัวผมตอนนี้มีแต่คำว่าแน่ใจแล้วใช่ไหมลอยเต็มไปหมด มันเริ่มหลอกหลอนผม เหมือนภาพยนตร์ระทึกขวัญที่มีแต่เสียงย้ำถามวนเวียนต่อไปไม่รู้จบจนกว่าคนฟังจะระเบิดสมองตัวเองให้ตายจากไป ผมยังนวดฝ่ามือด้วยความประหม่า นึกไปไกลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

“คุณปาณัสม์” ผมเงยหน้ามองผู้ช่วยที่ส่งยิ้มเป็นกันเองมาให้ ผมยิ้มตอบ ก่อนจะตบไหล่เพื่อนสนิทที่นั่งกอดอกเป็นเทพบุตร ก่อนเข้าไปในห้อง ผมบอกมันว่าหลังจากนี้ผมจะเล่าให้มันฟังว่าผมมาที่นี่ทำไม และทำไมถึงต้องกลับมาพบกับแพทย์คนเดิมเมื่อหลายปีก่อน

ผมเดินเข้าไปในห้องที่มีกลิ่นเฉพาะตัว พบใบหน้ายิ้มแย้มไปเปลี่ยนของคนที่นั่งรออยู่แล้วในฐานะแพทย์ ผมยกมือไหว้เขาด้วยความเคารพ

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะปาณัสม์”

“ดีใจที่ได้เจอพี่อีก”

“การที่เราจะมาเจอกันได้ ถ้าเป็นนอกที่ทำงานก็น่าคิดอยู่เหมือนกันนะว่าบรรยากาศมันจะต้องดีกว่านี้ แต่นี่มันที่โรงพยาบาล ดังนั้น บอกพี่มาสิว่าเรามาปรึกษาเรื่องอะไร”

“ผม...” ผมนั่งบีบมือของตัวเองที่เย็นราวกับคนไร้ชีวิต ไม่กล้าพูดออกไป เพราะไม่มั่นใจในทางที่เลือก “พี่ภู พี่จะว่ายังไงครับ ถ้าผมอยากจะฝังยา”

คนเป็นพี่ขมวดคิ้ว “ฝังยาหรือ ยาระงับ...”

“ยาคุมกำเนิด” ผมเม้มปากแน่น และห้องทั้งห้องนั้นก็มีแต่ความเงียบงัน ผมรู้สึกแย่ที่พูดออกไป

“ตรวจหรือยังว่าในนั้นมีเจ้าตัวเล็กหรือเปล่า” พี่ชายใจดีลดความกดดันลงด้วยการชี้นิ้วมายังท้องของผม ผมส่ายหัวบอกเขาว่าผมไม่ได้ท้อง “พี่เป็นห่วงแค่เรื่องสุขภาพปาณัสม์”

“ผมเข้าใจ”

“ถ้าฝังตัวนี้ ยาระงับฮีทปาณัสม์รู้ใช่ไหมว่าต้องงด” ผมเหงื่อตกทันที “พี่ไม่อยากให้ตัวยาทับซ้อนกัน มันอันตรายสำหรับสุขภาพ และมันอาจจะส่งผลกับภายในร่างกายระยะยาว ถึงขั้นที่ว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้วนะ”

“แต่... แต่ผมต้องใช้ยาระงับ”

“ถ้าเป็นแบบนั้นพี่คงให้เราฝังยาคุมกำเนิดไม่ได้ หรือถ้าอยากฝังยาระงับต้องไปบอกเขาคนนั้นของปาณัสม์ให้ป้องกันตอนมีเพศสัมพันธ์”

“ช่างเขาเถอะพี่ ให้ผมทำเถอะ ฝังทั้งสองอย่างผมจำเป็นต้องใช้มัน” ผมอ้อนวอนขอให้คนตรงหน้าเข้าใจในประสงค์ของตัวเอง ผมคงน่าสมเพชเวทนา ยอมถูกมองแบบนั้นเพื่อให้ตัวเองปลอดภัยและสามารถใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปได้ “นะ พี่ภู...”

ผมหลับตาเพื่อไม่ให้น้ำตาที่เอ่อคลออยู่ไหลลงมา ผมภาวนาขอให้พี่ภูเข้าใจผม เข้าใจว่าชีวิตผมมันยากมากขนาดไหน ให้เขาเมตตาและอนุญาตให้ผมได้ทำตามสิ่งที่เลือก ผมจะได้ออกไปใช้ชีวิตได้ดีกว่านี้ ถึงแม้ว่านับต่อจากนี้ร่างกายจะแย่ลงเพราะผลกระทบก็ไม่สนใจ ไม่มีอะไรให้ต้องห่วง

“ปาณัสม์อาจจะมีลูกไม่ได้อีกแล้วนะ ยอมรับได้ใช่ไหม”

“ครับ ผมรับได้” ทำไมผมจะต้องยอมรับไม่ได้กันนะ...















ผมก้มศีรษะขอบคุณแพทย์ที่รับผิดชอบในการดูแลผมครั้งนี้ รู้สึกเหนื่อยล้าและอยากนอนพักผ่อน น่าจะเพราะผลจากการรับยาเข้าสู่ร่างกายพร้อมกัน พี่ภูอนุญาตให้ผมฝังยาคุมกำเนิดแต่ต้องลดปริมาณและระยะเวลาครบกำหนดของตัวยาระงับลงเหลือเพียงหนึ่งเดือน ส่วนยาคุมกำเนิดผมขอแบบยาวนาน เพื่อความสบายใจของตัวเอง

“เกินไปไหมปาณัสม์”

ผมมองใบหน้าของเพื่อนสนิทนิ่ง แววตาของมันสะท้อนความรับไม่ได้

“กูเลือกแล้วมึง”

“แล้วทำไมต้องมีแค่มึงที่ต้องรับผิดชอบ” ผมก้มหน้าหนีสายตาแข็งกร้าวของมัน “มีแค่มึงหรือไงที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง มึงลำบาก แล้วเขาลำบากเหมือนมึงหรือเปล่า เกินไปปาณัสม์ ทำเพื่อเขาขนาดนี้เลยหรือไง”

“กูไม่ได้ทำเพื่อใครทั้งนั้น กูทำเพื่อตัวกูเอง”

“มึงก็รู้ไหม ว่าร่างกายของมึงมันไม่ปกติ มึงอาจจะตายได้เลยนะ”



ตาย ๆ ไปเถอะ



ทรมานจะตายอยู่แล้ว



ทรมานตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว รับรู้มันอีกนิดคงไม่สะเทือนอะไรอยู่แล้ว



“กูไม่มีอะไรจะเสีย” ผมตอบ “กูรู้ว่ากูเป็นหนักมากขนาดไหน แต่กูต้องทำยังไงในเมื่อคนรอบตัวกูเอาแต่ทำร้ายกูแบบนี้”

ภคินไม่ตอบ คงเพราะตอบไม่ได้ว่าผมต้องใช้ชีวิตยังไง การเป็นชนชั้นที่ต่างกันกำลังสะท้อนให้ผมเห็นว่าความลำบากที่เจอมันต่างกันราวกับฟ้าและเหว



เพื่อนผมเป็นฟ้า ส่วนผมเป็นเหว



ผมเตรียมก้าวเดินต่อไปเพื่อออกจากโรงพยาบาล แต่ข้อมือผมกลับถูกเพื่อนสนิทคว้าไว้แน่นจนรู้สึกเจ็บ

“อะไร”

“บอกกูหน่อย ว่าความตั้งใจของมึงที่ทำแบบนี้คืออะไรปาณัสม์”



รู้ตัวอีกที รอบดวงตาผมก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น



“กูไม่อยากมีลูก” ผมเหมือนคนหาเส้นเสียงตัวเองไม่เจอ “กูกลัวจะกลับไปซ้ำรอยเดิม กูกลัวว่าตัวเองจะทนไม่ได้”

“...”

“กูฝังยาคุม เพราะกูไม่อยากทรมานกับความคิดเรื่องการกินยา ลึก ๆ แล้วภายในใจของกูก็อยากให้เขาเปิดรับกู กูเลยไม่กินยาคุมกำเนิดที่เขาหามาให้ กูคงผิดเองที่คิดว่าเขาจะคิดอะไรมากกว่านั้น แต่เหมือนกูกับเขาจะผูกมัดกันแค่ทางกาย เขาไม่พร้อมที่จะมีใคร แล้วกูจะเอาตัวเองไปหาเขาทำไม กูไม่เข้าใจ ขอบคุณที่ยังไม่มีใครอยากได้กูเป็นแม่” ผมยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม “แล้วกูก็แอบกลัวตัวเองตอนไปทำงาน ถ้าวันหนึ่งกูพลาด... กูจะได้ไม่ต้องหาคำตอบว่าใครคือพ่อ”

“ปาณัสม์!” ภคินกระชากแขนของผม รอยแผลจากการฝังยาเริ่มส่งอาการเจ็บปวด “พูดอะไรวะ”

“ก็กูกลัว! ปล่อยแขนกู” ผมดันอกร่างตรงหน้า มันปล่อยแขนผมทันทีเมื่อเห็นว่ามันมีเลือดซึมออกมา “ชนชั้นแบบพวกมึงจะมาเดือดร้อนอะไรวะ มาเข้าใจอะไรพวกกู”

“ใส่ปลอกคอปาณัสม์”

“กูใส่ตลอด ยกเว้นตอนยืนอยู่ต่อหน้ามึง” และตอนอยู่กับเขา

ผมเช็ดน้ำตา ภคินเงียบลงไปแล้ว มันคงกำลังสงบอารมณ์ร้อนของมัน “ไม่ต้องมาเดือดร้อนแทนกูหรอก สบายใจได้กูฉลาดพอที่จะคิดให้มาก กูไม่เอาตัวเองลงไปลำบากเหมือนเมื่อก่อนหรอก”

“ย้ายไปอยู่บ้านกูไหม” อยู่ดี ๆ มันก็พูดขึ้นมา และหน้าตาของมันก็ไม่ได้ล้อเล่น “เรื่องงานออกมาทำที่บริษัทครอบครัวกูก็ได้”

“มันไม่ใช่ความใฝ่ฝันของกู อีกอย่างกูทำได้ดีทางด้านนี้ ขอบคุณที่มึงเป็นห่วง แต่กูอยู่ได้อยู่แล้วอาจจะลำบากหน่อยในฐานะชนชั้นแบบกู” ผมมองมัน ขอบคุณมันในใจที่เลือกจะช่วยผมให้หลุดพ้นออกมาจากวงโคจร “ไม่นานกูก็จะได้ไปอยู่ที่โครงการในความรับผิดชอบแล้ว คงไม่ได้เจอเขาไปอีกนาน”



มันคงปลอดภัยต่อผมในด้านความรู้สึก



และเขาคงไม่รู้สึกเสียใจอะไรกับการจากไปของผม



“กลับบ้านไปพักเถอะ เดี๋ยวกูไปส่ง”









หลังจากการประชุมครั้งใหญ่สิ้นสุดลง ผมรีบบอกงานที่เหลือกับนนทัชแล้วพาตัวเองกลับบ้านไปนอนพักทันที ปิดการทำงานของสมอง ไม่รับรู้อะไรต่อไปนอกจากความเครียด ความเหนื่อยและความรู้สึกมากมายที่ติดค้างอยู่ในความรู้สึก ผมข่มตาลง แต่ถึงอย่างนั้นในสมองก็ประมวลข้อมูลเกี่ยวกับงาน ผู้คน รวมไปถึงคู่แท้ที่ระยะนี้ไม่ได้คุยกันเลย กว่าจะรู้ตัวผมกับปาณัสม์ก็ห่างกันไป ห่างกันแบบที่เรียกว่า หลงลืมกันไปเลยก็ว่าได้

ผมขยับพลิกตัวไปมาบนที่นอนกว้าง พยายามข่มตา พยายามไม่คิดอะไรในสมองแต่ก็ทำไม่ได้เลย สุดท้ายก็ต้องลืมตาขึ้นมามองเพดาน พลางนึกถึงเจ้าของกลิ่นหอมหวานและเรื่องราวที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน มันก็แค่การนึกถึงเท่านั้น คงไม่ใช่คิดถึงหรอก...

พอรู้ว่านอนไปก็คงไม่หลับ เลยลุกขึ้นไปหยิบเอกสารที่ทำค้างไว้ขึ้นมาจัดการต่อให้มันเสร็จ ๆ ไป ผมนั่งใช้สายตากวาดอ่านรายงานต่าง ๆ อย่างละเอียด จดข้อความที่คิดว่าพรุ่งนี้ต้องบอกกับเลขา รวมไปถึงสรุปงานต่าง ๆ ออกมาจดแยกเพื่อเป็นการย้ำเตือนตัวเอง ไหนจะนั่งคิดถึงวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่พบเจอในแต่ละวัน

ผมนั่งจมอยู่กับงานจนเวลาล่วงเลยไปถึงสามทุ่ม รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่นึกได้ว่ายังไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูหรือเสียงลงเท้าบริเวณทางเดินเลย ปาณัสม์ยังไม่กลับบ้าน หรือกลับเวลานี้เป็นปกติ?

ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตารางงานของเจ้าตัวนัก พักหลัง ๆ ผมไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน แต่มีแค่วันนี้เท่านั้นที่ผมรีบกลับบ้านมานอนทันทีที่เลิกงาน คิดว่าถ้าเปลี่ยนสถานที่อาจจะทำให้หลับได้ง่ายแต่เปล่าเลย มันไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด ผมพับเก็บเอกสารทุกอย่างลงไปในแฟ้ม ขยับพาตัวเองลุกออกไป ตั้งใจว่าจะลงไปหาอะไรดื่ม หรืออาจจะไปอัดควันเข้าปอดสักหน่อย



ปาณัสม์ยังไม่กลับมาจริง ๆ ด้วย...



ผมมองประตูห้องนอนของคู่แท้ที่ปิดสนิท ไม่มีแสงไฟลอดออกมาจากช่องว่างของบานประตู ผมพ่นลมหายใจออกมา ก่อนเดินลงบันไดสู่ชั้นล่างของบ้านที่ปิดไฟเสียมืดสนิท

“ขอบคุณนะ”

ผมหยุดก้าวเดินเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย มันเบาแต่กลับได้ยินชัดเจน ผมยืนรอให้บานประตูหน้าบ้านเปิดออก ไม่นานมันก็เป็นเช่นนั้น ปาณัสม์เปิดไฟ และหลังจากนั้นก็เกิดจังหวะที่ดวงตากลมอ่อนล้านั้นหันมาสบประสานกันกับผม ผมนิ่ง เขานิ่ง เราสองคนต่างหยุดอยู่แบบนั้นไม่มีการเอ่ยถามสิ่งใด



และก็เป็นคู่แท้ที่ขยับตัว



ปาณัสม์เดินมาทางที่ผมยืนอยู่ เขากำลังเดินขึ้นบันไดมา



ผมมองตามร่างที่ดูอ่อนแรงนั้น กลัวว่าเจ้าตัวจะล้มหงายหลังไปได้



“ผมช่วยถือ” ผมยื่นมือออกไปเพื่อช่วยถือข้าวของในมือเล็กนั่น มันคือถุงกับข้าวและของใช้ส่วนตัว ปาณัสม์เบี่ยงตัวหลบ

“ผมถือเองได้”

“คุณดูเหมือนจะไม่สบาย ให้ผมช่วยเถอะ”

“ก็บอกว่าถือเองได้” ร่างเล็กรีบเดินเร็ว ผมเห็นแบบนั้นจึงก้าวขาตามติดร่างนั้นไปจับท่อนแขน มีเรื่องที่อยากจะถาม มีเรื่องที่อยากจะคุยด้วย แต่ดูเหมือนเจ้าตัวพยายามจะหลบหน้ากัน ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้มีโอกาส

“ปาณัสม์ ผม...” ผมยังพูดไม่ทันจบ ใบหน้าหวานนั้นก็หันกลับมาตะคอกประโยคที่ทำให้ผมรู้สึกตกใจปะปนไปกับความรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยเลย

“อย่ามายุ่งกับผมครับคุณรัชชานนท์ อย่ามาแตะตัวผม”

“เป็นอะไร”

“ผมบอกให้ปล่อย ผมจะนอน” ร่างเล็กพยายามดันฝ่ามือผมออกจากท่อนแขน ผมออกแรงดังมันไว้ และสิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะถูกกระทำก็เกิดขึ้น



ปาณัสม์ผลักผม ไม่รู้ว่าตัวเล็กมากขนาดนั้นไปเอาเรี่ยวแรงจากไหน ผมเซถอยออกไป ไม่เข้าใจว่าทำอะไรผิด



“ทำแบบนี้ทำไม ผมไม่เข้าใจ” ผมถามด้วยความงุนงง “กลับก็ดึก คุณก็รู้ว่ามันอันตราย”

“เรื่องของผมครับ ผมจะเข้าห้อง” ปาณัสม์เปิดประตู “ผมมีเพื่อนไปด้วย ไม่ได้ไปไหนมาไหนคนเดียว”

“แต่นั่นอัลฟ่า”

“แล้วจะทำไม”

“นี่เธอ...” ผมเดินเข้าไปหาร่างที่ยืนพูดเสียงแข็งใส่ผมไม่เลิก อยากจะคุยดี ๆ แต่เหมือนวันนี้คนตัวเล็กไม่คิดแบบเดียวกัน “พูดแบบนี้คิดน้อยเกินไปหรือเปล่า”

“น่ารำคาญ”

ผมมองคู่แท้ที่ตวัดสายตาพูดประโยคว่าน่ารำคาญออกมา ผมส่ายหน้าไม่เข้าใจ ไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด

“เลิกพูดเหมือนว่าเป็นห่วงได้ไหม ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ถ้าคุณจะพูดว่าเหนื่อยใจกับผม อีกไม่นานผมก็จะออกไปจากที่นี่แล้ว”

ผมขมวดคิ้ว “หมายความว่าไงครับ”

“แม่คุณไม่ได้บอกเหรอ”

“แม่?”

“ผมต้องไปทำงานต่างจังหวัด” ปาณัสม์พูดแค่นั้นก็เดินหายเข้าไปในห้อง ผมมึนงงไปหมด อยากได้ความชัดเจนจากคู่แท้ที่พูดจาแปลก ๆ จึงเดินไปดันบานประตูไว้ไม่ให้ปิดลง “คุณรัชชานนท์”

“มันคืออะไร ที่คุณพูด”

“ผมจะไปทำงานต่างจังหวัด คุณออกไปได้แล้วครับ ผมจะเข้านอนแล้ว”

“ไปกับใคร คนเดียว?” จะไปตัวคนเดียวหรือไง

“ครับ”

“ผมจะไปบอกแม่ว่าไม่ให้ส่งตัวคุณไป มันอันตราย แม่คิดอะไรอยู่ คุณอยู่คนเดียวไม่ได้ปาณัสม์” แค่ผมนึกถึงเวลาเจ้าตัวต้องออกงานสังคมตัวคนเดียวท่ามกลางนักธุรกิจมากมายก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

“มันคืองานนะครับคุณรัชชานนท์ มันคือหน้าที่ของผม”

“ชนชั้นแบบคุณ ผมไม่ไว้ใจ” คำพูดที่ผมพูดออกไปนั้น ผมพูดออกไปในความหมายที่หมายถึงไม่ไว้ใจในคนอื่น แต่เหมือนมันจะไปกระตุ้นบางสิ่งของคู่แท้เข้า “ร้องไห้ทำไมครับ...”

“ความคิดของคุณมันน่ารังเกียจ!”

“ปาณัสม์”

“เพราะมีคนคิดแบบนี้ไง โลกมันถึงได้ไม่น่าอยู่ พวกผมผิดอะไร ทำไมถึงได้โดนตัดสินแบบนั้น ในทำนองแบบนั้น พวกผมไม่มีสิทธิ์ใช้ชีวิตปกติแบบพวกคุณเลยหรือไงครับ!”

ผมนิ่งอึ้งให้กับการพ่นประโยคยืดยาวเหล่านั้นของคู่แท้ ผมไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดออกไป

“ทำไมต้องเป็นแค่ผมที่เดือดร้อน ทำไมมันต้องมีแค่ผมที่ลำบาก ทำไมถึงมีแค่ผมที่ต้องเปลี่ยนตัวเองและใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวง ผมอยู่คนเดียวได้อยู่แล้วครับ ต่อให้ไม่มีคุณ ผมก็อยู่ได้” ผมยืนมองน้ำตาที่ไหลอาบแก้มกลมนั้น ถ้าปาณัสม์เสียใจ ผมก็คงไม่ต่างกัน “ผมดูแลตัวเองอย่างดีมาตลอด ชีวิตที่ผ่านมาไม่มีคุณผมก็อยู่ได้ปกติดีคุณรัชชานนท์”

“ผมเป็นห่วง มันไกลเกินไปปาณัสม์ ผมปล่อยให้ตัวเองคิดว่าคุณจะปลอดภัยไม่ได้เลย”

“แล้วถ้าวันหนึ่งผมพลาด...”

“ปาณัสม์” ผมส่ายหน้าให้กับคำพูดนั้น ผมรู้ความหมายของมันดีว่าเจ้าตัวหมายถึงอะไร

“คุณจะโทษใครครับ”

ผมไม่ได้ตอบอะไรออกไป

“ผมไม่พาตัวเองไปเสี่ยงหรอกนะ และผมก็รู้ว่าต้องใช้ชีวิตยังไงให้รอดในแต่ละวัน ผมก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด แต่แค่ตอนนี้มันต่างออกไปเพราะมีคุณที่เป็นคู่แท้ ผมเข้าใจว่าคุณมีอาการหวงคู่ แต่ถ้าเราห่างกันอาการเหล่านั้นก็จะบรรเทาลงไปครับ คุณจะได้ไม่รู้สึกยึดติดกับมันนัก”

ผมมองใบหน้าของคู่แท้ ผมเห็นว่าดวงตาแดงก่ำนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด มันมีแววเหนื่อยล้าปะปนอยู่ในนั้น ผมพยักหน้ายอมรับ

“มันก็คงเป็นเพราะคู่แท้” ผมพูดออกมาเสียงแผ่วเบา



“ที่ทำให้เราสองคนเป็นแบบนี้”

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ผมปล่อยให้ความคิดมากมายเล่นงานในยามดึกของวันนั้น น้ำตา เสียงสะอื้นและคำพูดที่ไหลวนราวกับเกลียวคลื่นโถมซัด ที่จุดหมายห่างไกลนั้นผมมองเห็นร่างของปาณัสม์ยืนร้องไห้อย่างทุกข์ทรมาน บริเวณโดยรอบคือมหาสมุทรกว้างใหญ่ ผมเองยืนอยู่บนชายฝั่ง พยายามขยับขาก้าวเดินไปหาร่างนั้นหวังว่าจะช่วยเหลือไม่ให้จมหายไปกับสายน้ำ แต่ผมก็ช่วยไว้ไม่ได้

ถ้าเปรียบเปรยแบบนั้นก็คงถูก ผมยืนอยู่บนฝั่ง ปลอดภัยดีแต่กลับเป็นคู่แท้ของผมที่กำลังตกอยู่ในอันตราย

เหตุการณ์ที่ผ่านไปได้ไม่นานทำให้ผมหวนนึกถึงใครบางคนอีกครั้ง

ผมหยิบรูปถ่ายของลูกชายขึ้นมา ในแววตาของผมคงสะท้อนรูปนั้นอย่างแจ่มชัด หวนนึกถึงวันสุดท้ายที่ผมได้พูดคุยกันแบบพ่อและลูกชาย มันเป็นวันที่ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบไม่น่าอยู่ เศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ถูกกาลเวลากลืนกิน กว่าจะรู้ตัวก็ติดนิสัยหลงรักน้ำเมาและหมอกควัน ผมจะเป็นเช่นนั้นยามที่คิดถึงลูกชายที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุเพราะพ่อและแม่แท้ ๆ ของเขา ทำไมผมถึงต้องพาตัวเองจมอยู่กับมัน



เพราะในตอนนั้น มันมีเพียงผมเท่านั้นที่จะช่วยเหลือเด็กคนนั้นให้มีชีวิต



‘รัชชานนท์ ลูกคิดดีแล้วใช่ไหม ว่าจะให้ผู้ชายคนนั้นรับน้องไป’ ผมจำวันที่แม่ของผมทวนถามความคิดนั้นได้ดี มันเป็นวันที่ผมตัดสินใจพลาด เพราะมองเห็นแต่ความรู้สึกของตัวเอง ผมเจ็บเจียนตาย ทั้งเสียความรู้สึกและยอมรับไม่ได้ที่เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของผมกับคนรักเก่า

ผมตอบแม่ไปอย่างไม่ใส่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมเอาแต่ดื่มและหนีหายจากคนในครอบครัวไปหลงแสงสีและคิดว่ามันจะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง

ผมทิ้งความรักของตัวเองไว้ข้างหลัง เริ่มปิดตายและลบเลือนมันไป แต่กว่าจะเข้าใจว่าทุกอย่างได้สายไปแล้วก็ตอนที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของตัวเองในเช้าวันถัดมา ผมจดจำใบหน้าของแม่ที่เอาแต่นั่งเช็ดน้ำตาร้องไห้ ในมือนั้นมีรูปถ่ายของลูกชายที่ผมดูแลมาตั้งแต่ตัวเป็นดักแด้ ผมไม่เข้าใจ จนถามออกไปว่าทำไมแม่ถึงเอาแต่ร้องเรียกหาเขา

และโลกใบนี้ก็ไม่น่าอยู่อีกต่อไป

‘รัชชานนท์ น้องไม่ตื่นขึ้นมาคุยกับแม่...’

ผมเข้าใจว่าถึงผมจะรักตัวเองให้ตายยังไง สุดท้ายมันก็ไม่มีวันที่ผมจะมีความสุขได้ในเมื่อผมมองผิดและตัดสินใจพลาด ผมมองแค่ว่าผมรักแม่ของลูกจนลืมไปหมดสิ้นว่าความถูกผิดที่ลูกได้รับนั้นช่างไม่ยุติธรรม เด็กน้อยคนนั้นไม่มีครอบครัวให้พึ่งพิง ไม่มีคนพาไปเที่ยว ไม่มีคนชวนเข้าครัวหรือส่งเสียให้เรียนหนังสือดี ๆ แบบที่ผมเคยทำให้ เด็กก็แค่ต้องการครอบครัวที่ดี และผมปฏิเสธเขา ปฏิเสธลูกชายที่รักผมอย่างไม่มีข้อแม้ว่าผมจะเป็นใครบนโลกใบนี้มาก่อน

มันก็คงเหมือนกับคำถามที่ปาณัสม์ถามผมในวันนี้

เพราะถ้าผมตอบผิด ผมคงสูญเสียสิ่งที่มีค่าไปอีก

ผมยกม้วนบุหรี่ขึ้นมาอัดควันเข้าปอด ทอดสายตาออกไปในที่ไกลแสนไกล ได้ยินเสียงร้องไห้จากห้องข้าง ๆ ผมทำผิดและสมควรที่จะได้รับบทเรียนในเรื่องเหล่านี้ ถ้าไม่มีคำว่าคู่แท้มาเกี่ยวรั้งเราไว้ ความสัมพันธ์ลึกซึ้งก็คงไม่มีตามมา และปาณัสม์คงได้ออกไปใช้ชีวิตของตัวเองโดยที่ไม่มีผมวนเวียนในฐานะคู่แท้

“คุณบอกว่าสักวันหนึ่งเราจะเจอคนที่ต่อให้เกิดอะไรขึ้น มันก็จะไม่เป็นอะไร...” ผมพูดกับลมฟ้าอากาศ

“และมันคือเรื่องน่ามหัศจรรย์”





“นนทัช คุณส่งรายงานมาให้ผมหน่อย” ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาอีกรอบ ออกปากสั่งงานกับเลขา สองขาก้าวลงจากบันไดโดยเร็ว “เดี๋ยวผมจะรีบเข้าบริษัทครับ”

ผมเดินเร็วตรงไปยังห้องครัว กวาดสายตามองหาข้าวกล่อง มันคงเป็นแบบนี้ตามปกติอย่างเช่นทุกวัน ถ้าไม่มีถ้วยชามและแก้วน้ำใช้งานแล้ววางทิ้งไว้ ผมขมวดคิ้วมองสิ่งของเหล่านั้น เห็นซองยาเยอะแยะมากมาย ปาณัสม์กินยาเยอะมากมายขนาดนี้ได้ยังไงกัน

“ยังไม่ไปทำงานอีกเหรอครับ”

ผมหันกลับไปตามเสียงเอ่ยถาม ในน้ำเสียงนั้นไม่มีแววความร่าเริงหรือสดใส มันเรียบสนิทและเย็นชาจนผมรู้สึกวูบโหวง ผมมองดวงตากลมโตที่แดงช้ำ ใบหน้านั้นขาวซีดไร้สีเลือดฝาด แต่กลิ่นหอมอ่อนจางยังคงอยู่

“กำลังไป ผมมาเอาข้าวกล่อง”

“วันนี้แม่คุณไม่ได้แวะเข้ามา”

“อือ” ผมตอบรับถ้อยคำเหล่านั้นในลำคอ เตรียมจะหมุนกายออกจากห้องครัว ไหน ๆ ก็ไม่มีของให้พกไปทำงานก็ไม่อยากเสียเวลา งานรัดตัวและนนทัชส่งข้อความมาเร่งแล้ว

“แต่ผมทำไว้” ผมหยุดชะงัก ไม่อยากเชื่อว่าคนตัวเล็กจะมีใจลุกขึ้นมาทำอะไรให้ผม “แม่คุณโทรมาบอก”

ปาณัสม์ถือถุงใส่ของจำเป็นแล้วยื่นมันให้กับผม ดวงตากลมโตหลุบลงต่ำ ผมมองคู่แท้ที่หลบหน้าหลบตาแม้กระทั่งเรื่องแบบนี้ “ขอบคุณครับ”

ผมชั่งน้ำหนักของหัวใจอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือออกไปวางบนกลุ่มผมนุ่ม

“ขอให้คุณหายป่วย ถ้ามีอะไรไม่สบายใจก็บอกผม”

ปาณัสม์ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน

“ก่อนที่คุณจะเดินทางไปต่างจังหวัด ผมอยากจะขออะไรคุณสักสองสามข้อ หวังว่าคุณจะรับฟัง”















ปาณัสม์’ s part

ผมยืนอ่านกระดาษโน้ตที่ถูกแปะไว้หน้าตู้เย็น ลายมือเป็นระเบียบและสวยงามเสียจนผมรู้สึกอายในลายมือไก่เขี่ยของตัวเอง ผมดึงมันออกมาจากตัวติดตู้เย็น กวาดสายตาอ่านข้อความบนกระดาษสีสดใสซ้ำไปมา

‘เจอกันที่ร้านอาหาร XXX นะครับปาณัสม์’ ต่อจากประโยคนั้นยังมีเวลาและรายละเอียดอื่น ๆ ระบุไว้ ผมยังคงมองมันอยู่อย่างนั้น มองมันแม้กระทั่งเดินขึ้นบันได ผมไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับคำเชิญชวนของคุณรัชชานนท์ แต่ผมแปลกใจในคำที่เขาเคยขอกับผมไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมเดินเข้ามาให้ห้องนอนที่ตอนนี้ข้าวของทุกอย่างถูกเก็บเข้ากระเป๋าเดินทางไปส่วนหนึ่ง ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม ผมคงคิดถึงห้องนอนนี้ คงคิดถึงกลิ่นอายคุ้นเคย แต่คงผูกใจกับมันไม่ได้เพราะที่ต้องจากไปมันเป็นหน้าที่ที่ผมต้องรับผิดชอบ

ผมมองนาฬิกาเรือนโต มันบอกเวลาว่าอีกไม่นานก็จะถึงเวลานัดหมายแล้วนะ คุณรัชชานนท์จะไปรอที่ที่นัดพบ เขาอนุญาตให้ผมขับรถของเขาไปได้ ผมโคลงศีรษะไปมาอย่างใช้ความคิด ว่าค่ำคืนนี้เขาจะพูดอะไรกับผม ระหว่างเราที่ระยะนี้ดูห่างกันไป จะกลับมาใกล้กันมากกว่าเดิมในชั่ววินาทีหรือเปล่า

ผมวางกระดาษโน้ตไว้บนเตียง เตรียมชุดดี ๆ และคว้าเอาผ้าเช็ดตัวขึ้นมาพาดบ่า อย่างน้อยการพบปะกันในคราวนี้ก็ขอทำให้ดีที่สุดก็พอ





ผมหยุดยืนมองตึกสูงระฟ้าตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง คิดว่าตัวเองคงมาผิดที่หรือเปล่าแต่ถ้าลองดูในกระดาษทั้งชื่อและสถานที่นั้นถูกต้อง ผมไม่ใช่คนหลงทิศ ผมมั่นใจ มั่นใจว่าตัวเองมาถูกทางแล้วแน่นอน แต่ภาพตึกที่ดูดีเกินจะเข้าไปนั้นทำให้ผมรู้สึกตัวหดลงเหลือเอามดละเอียด ผมยืนหันซ้ายหันขวาทำตัวไม่ถูก เห็นคนแต่งตัวดูดีเดินผ่านเข้าไปด้านในยิ่งแล้วใหญ่ ผมบีบมือตัวเองเพราะประหม่า ผมคงดูน่าสงสารเหมือนคนหลงทาง

แย่ตรงที่ผมไม่รู้เบอร์ติดต่อของคุณรัชชานนท์ ผมเหงื่อตก อีกไม่นานก็จะถึงเวลานัดแล้ว ผู้ที่ไม่เคยไปทำงานสายแบบผมกำลังรู้สึกเครียดเรื่องเวลาขึ้นมา

“ข...ขอโทษนะครับ” ผมเขินอายที่จะขอความช่วยเหลือแบบที่ยื่นกระดาษโน้ตนั้นให้กับพนักงานต้อนรับที่ส่งยิ้มละมุนละไมมาให้ เธอรับมันไปอ่านเพียงชั่วครู่ จากนั้นก็เอ่ยปากขออนุญาตเป็นคนนำทางผมในทันที ผมรู้สึกโล่งอก ถึงจะรู้สึกแย่หน่อยตรงที่ยังอายกับการทำตัวไม่ถูก

ผมเดินตามเธอเข้าไปด้านในของตึก เดินผ่านทางเดินที่ประดับด้วยเชิงเทียนแบบเทพนิยาย ผู้คนมากหน้าหลายตาแต่งเนื้อแต่งตัวสวยงามยากที่ผมจะจับต้องได้

“คุณรัชชานนท์รออยู่ด้านบนค่ะ” ผมผงกศีรษะและพูดขอบคุณเธอ แหงนหน้ามองบันไดที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดไปมา ทำไมเขาถึงได้เลือกมาในที่แบบนี้นะ แค่ร้านข้าวแกงปกติก็ได้ไม่เห็นต้องให้มาทำอะไรในที่แบบนี้เลยด้วยซ้ำ

ผมเดินเกาะราวบันได ทางเดินเล็กแคบแบบนี้มีไว้ให้ใครเดินกัน ผมบ่นในใจจากขั้นแรกยันขั้นสุดท้าย มันเป็นทางเปิดโล่งกว้างและเป็นส่วนตัวจนผมอ้าปากค้าง ผมเหมือนหลุดออกมาจากหนังสือเทพนิยาย ก้าวขาขึ้นมาหยุดยืนมองชั้นดาดฟ้าที่ไม่คิดว่ามันจะยิ่งใหญ่มากขนาดนี้

กลิ่นหอมที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก อาหารตื่นตระหนกหายไปจากความคิดทันทีเหลือเพียงความอุ่นใจ ผมหันกลับไปตามกลิ่น เห็นร่างสูงสง่าที่ยืนส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ คุณรัชชานนท์ดูดีเสียจนผมเผลอหยุดมองเนิ่นนาน เขาเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมไปหมดทุกอย่าง คงเป็นคนในอุดมคติของใครหลาย ๆ คน

“วันนี้ผมคงดูดีเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่จ้องมองแบบนี้” กว่าจะรู้ตัวใบหน้าของคู่แท้ก็ลอยเด่นห่างกันไม่ถึงคืบ ผมสะดุ้งตกใจจนเผลอก้าวถอยหลัง คุณรัชชานนท์ยกท่อนแขนนั้นโอบรับร่างของผมไว้ “ระวังหน่อยสิ”

“คุณยื่นหน้าเข้ามาใกล้แบบนี้ทำไมครับ” ผมดันอกของอีกฝ่าย

“ก็เห็นมองด้วยสายตาหลงกัน ผมเลยคิดว่าคุณอยากจะให้รางวัลกับคู่ของตัวเองที่หน้าตาดีขนาดนี้” ผมแยกเขี้ยวขู่ร่างสูงที่หัวเราะออกมา คุณรัชชานนท์ดึงให้ผมยืนตรง ท่อนแขนแข็งแรงขยับคลายออก ก่อนผายไปยังโต๊ะที่จัดตกแต่งด้วยเทียนสวยงาม “วันนี้ผมอยากให้คุณประทับใจ”

“ผมประทับใจตั้งแต่ทางเข้ายันบันไดวนแล้วครับ”

เขาหัวเราะออกมา ผมทำหน้าทำตาเคืองขุ่นใส่คู่แท้ที่เดินมาเลื่อนเก้าอี้ให้ผมอย่างสุภาพบุรุษ แววตาคมนั้นสะท้อนใบหน้าของผม ผมมองมัน มันสวยงามเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าในคืนนี้



ผมกับเขาพูดคุยกันมากกว่าที่คิด



อยู่ดี ๆ บรรยากาศระหว่างเราก็ดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น



เวลาผมพูด เขามักจะยิ้มและตั้งใจฟัง ผมนึกอย่างให้วันเวลาหยุดเคลื่อนไหวไปข้างหน้า เขาดูแลผมดีมาก อะไรที่ไม่เคยได้ทำกลับได้มีโอกาส การที่เราพูดอะไรออกไปแล้วมีคนนั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจมันดีอย่างนี้นี่เอง



มันจะเป็นแบบนี้เสมอ ยามที่เราต้องบอกลากันและห่างกันไปไกล



เราคงจะเข้าใจกอดสุดท้ายจากคนที่เรารักได้ดีตอนส่งเขาเดินทาง



เราจะรักกันมากขึ้นเมื่อเวลาชีวิตเหลือน้อยลง





คุณรัชชานนท์จูงมือผมให้เดินตามไปที่ระเบียง เขายืนอย่างสง่าแบบผู้นำในชนชั้นสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ผมมองใบหน้างดงามนั้น มันดูดีท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสนิทแต่ดวงดางส่องประกาย

“ที่ผมเคยขอคุณไว้ คุณยังจำได้ไหม”

“ได้สิ” ทำไมผมจะจำมันไม่ได้ เพราะผมเฝ้ารอมันตลอดจนถึงวันนี้

“ดีใจที่คุณจำได้”

“เพราะผมรอ และอยากรู้ว่ามันคืออะไร”

“สิ่งที่ผมอยากจะขอมันคงไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ข้อแรก...” ผมหยุดหายใจ และตั้งใจฟังมันอย่างดี “ผมขอให้คุณมีความสุข ไม่ว่าคุณจะไปอยู่ที่ไหนบนโลก”

“...”

“มันคงเป็นคำอวยพรที่ธรรมดา แต่ผมอยากพูดแบบนี้กับคุณอย่างใจจริง ผมเห็นทุก ๆ ความพยายามและความตั้งใจของคุณ คุณเก่งและเข้มแข็ง คุณเป็นคนที่สมควรถูกรัก คุณคู่ควรกับมัน” ผมจ้องมองใบหน้าของคู่แท้พร้อม ๆ กับน้ำอุ่น ๆ ที่ไหลลงมาอาบแก้ม “ต่อจากนี้ ใช้ชีวิตของคุณให้ดี ผมเชื่อมั่นว่าคุณทำได้ครับปาณัสม์”

ผมยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา

“ผมมีอะไรจะให้คุณ”

“ครับ?” ผมมองยามที่ฝ่ามือหนาหยิบกล่องของขวัญขึ้นมาถือไว้ เขาขยับเป็นเชิงให้ผมรับมันไป ผมรีบรับมันมา อยากจะเปิดดูแต่กลัวคนตรงหน้าจะดุเอาได้

“เปิดสิ”

ผมลองเปิดดู มันเป็นเทียนหอมที่มีราคาแพงมาก มันน่ารักจนผมหลุดยิ้มออกมา “มันน่ารักมากเลย” ผมว่าพลางก้มลงไปดม



มันคือกลิ่นที่คล้ายกันกับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม



“คุณเป็นคนบอกเรื่องคู่แท้ ว่ามันอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราสองคนมีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจกัน คุณคงอยากสื่อให้ผมเข้าใจว่าถ้าไม่มีมัน เราคงรักกันไม่ได้”

“...”

“ผมเคยคิดแบบนั้น แบบเดียวกับที่คุณพูด ผมคิดว่าเราจะจบกันหลังจากเรานอนด้วยกัน คุณอาจจะรู้สึกอึดอัดถ้าผมหวงและห่วงคุณมากไป แต่ผมเพิ่งเห็นว่าคุณไม่ได้กินยาที่ผมหามาให้”

ผมพยักหน้าและเบนสายตาหลบความลุ่มลึกนั้น เขากำลังใช้สายตาไล่ต้อนผม

“เราลองคุยกันไหมครับปาณัสม์”



ผมไม่อยากจะเชื่อ



“ในเมื่อระหว่างเรามันเริ่มต้นด้วยความบิดเบี้ยว เรามาลองคุยกันและค่อย ๆ เรียนรู้กันแบบที่เราควรทำมัน ผมอยากรู้ถึงความน่ามหัศจรรย์ที่คุยเคยบอกไว้”

“ผมมีอะไรจะให้คุณเหมือนกัน แต่คุณต้องหลับตา”

“ต้องหลับตาด้วยเหรอ”

“ใช่ ถ้าไม่ทำผมก็จะไม่ให้ แล้วก็จะไม่ตอบด้วยว่าผมเห็นด้วยไหม”

เขายิ้มออกมา ก่อนที่จะหลับตาลง

ผมยืนมองใบหน้านั้น อยากจดจำทุกรายละเอียดไว้ คนตรงหน้าผม เป็นคนที่ทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ยังมีชีวิตต่อไปได้

ผมก้าวเดินเข้าไป หยุดยืนในระยะที่เราสองคนห่างกันเพียงนิดเดียว

ก่อนที่จะเอียงใบหน้าป้อนจูบเบา ๆ ที่ริมฝีปากนั้นของเขา ผมหยุดนิ่งนาน นานจนร่างสูงยกมือขึ้นโอบกอดผมแล้วเปลี่ยนเป็นฝ่ายจูบตอบคืนกลับมา





“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างครับคุณรัชชานนท์”







// ไรท์หวังว่าเรื่องราวมากมายที่ถ่ายทอดออกมาจะสามารถทำให้เรื่องราวบางอย่างตกตะกอนในหัวใจของคนอ่านได้ไม่มากก็น้อย เป็นเรื่องที่ตั้งใจวางและตั้งใจสื่อออกมาอย่างดีที่สุด อย่าลืมฟังเพลงหน้าที่ของความรัก - PAUSE นะคะ  

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
กาลเวลาผ่านไปเร็วเสมอ ยามที่ความสุขนั้นได้แวะเข้ามาทักทายเพื่อลบเลือนความโศกเศร้าเหล่านั้นให้หายไป ผมคิดว่าความสุขก็คงเหมือนนักเดินทางที่ชำนาญเส้นทาง หาทางลัดเพื่อไปต่อ ส่วนความทุกข์ เป็นความรู้สึกที่ว่าไม่รู้จะต้องเดินไปทางไหนถึงจะได้ออกไปจากพื้นที่ที่ไม่คุ้นตา ยิ่งค้นหายิ่งไม่เจอทางออก

แต่ในความวกวนนั้น กลับมีบางสิ่งที่เด่นสะดุดตา ทำให้การเดินทางนั้นล่าช้าลง มันก็คงเหมือนผมที่หลงทางหาทางออกไม่เจอ กว่าจะเจอทางออกก็พบเจอกับเรื่องราวมากมาย มีทั้งดีบ้างแย่บ้างปะปนกันไป ทำไมผมถึงเปรียบชีวิตตัวเองออกมาเช่นนั้น มันคงเป็นเพราะทุกจังหวะการก้าวเดิน เส้นทางชีวิตมันยิ่งไกลออกไปจากจุดเริ่มต้น จะให้เดินย้อนกลับไปยังที่เก่าก็ไม่อยาก ฝืนบังคับให้สองขาต้องเดินไปข้างหน้าและมีบ้างที่ต้องหยุดยืนเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ผมคงเปรียบเทียบได้ถูก เพราะทางแยกที่พบเจอผมไม่มีทางรู้ว่าถ้าเดินตรงไปแล้วจะเจออะไรบ้าง

ชีวิตคนเราก็แบบนี้ แบบที่เลือกไปแล้วต้องมีเรื่องให้เสียใจ แต่ถ้าให้ย้อนกลับไปแก้ไข บางครั้งมันก็ยังเป็นคำตอบเดิม

เป็นคำตอบที่มาพร้อมกับเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกทำแบบนั้น แบบที่ทำแล้วต้องมานึกเสียใจอยู่ดี

“ใกล้จะถึงเวลาที่คุณต้องเดินทางแล้ว” ผมหยุดเดินและพูดทำลายความเงียบระหว่างเรา มันไม่ใช่ความเงียบที่เต็มไปด้วยความอึดอัด แต่มันเป็นความเงียบที่มีแต่ความสุขล้นอยู่ในอากาศรอบกาย ฝ่ามือนุ่มขยับกระชับมือของผมไว้

“เวลาผ่านไปไวจัง อีกไม่นานก็จะเช้าแล้ว”

“ผมควรพาคุณกลับไปพักผ่อน”

“ไว้ผมไปหลับตอนอยู่บนรถก็ได้ ตอนนี้ผมยังอยากดูทะเลตอนกลางคืน” ว่าจบ คนข้างกายผมก็หยุดยืนหันหน้าเข้าหาท้องทะเลมืดสนิท ร่างเล็กยืนหลับตารับลมเย็น ๆ ผมหยุดมอง มองอยู่แบบนั้นจนดวงตากลมโตสดใสลืมขึ้นมา “นี่ขนาดยังไม่ได้ห่างกัน ผมก็ดันนึกถึงน้ำเสียงดุ ๆ ของคุณแล้ว คงไม่มีเสียงคุยโทรศัพท์กลางดึกหรือกลิ่นบุหรี่ที่ระเบียงห้องนอนไปหลายวัน”

“ส่วนผมก็คงไม่เห็นหน้าคุณตอนเช้าและตอนเย็นเช่นกัน”

“เศร้าจัง ยิ่งเวลาเหลือน้อยลงยิ่งรู้สึกใจหาย” ปาณัสม์พูดออกมาทั้ง ๆ ที่สายตายังคงจับจ้องผืนน้ำที่ทอดยาวออกไปไกลไม่รู้จบ “ยิ่งรู้ว่าจะถึงเวลาต้องห่างกันก็ยิ่งอยากทำอะไรด้วยกันให้มาก ก็คงจะจริง”

นั่นสินะ... พอรู้ว่าเวลาเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ก็จะเห็นถึงความสำคัญที่ละเลยมันไปขึ้นมาเสียอย่างนั้น ผมค่อย ๆ ยกฝ่ามือเล็กนั้นขึ้นมาประทับรอยจูบ ผมช้อนตาขึ้นมองใบหน้าของใครอีกคนที่ดูตกใจ

“อีกรอบไหม” ผมเชิญชวนเขาจากใจ เจ้าตัวเล็กดูเขินอาย ผมหลุดหัวเราะออกมา ผมพูดจริง ๆ ว่าอยากแสดงออกให้ปาณัสม์รู้ว่าทุกทุกนาทีที่เหลืออยู่ ผมอยากจะบอกอะไรอีกมาก “เราจะอยู่ดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน”

“อีกไม่นาน มันก็จะขึ้นมาจากขอบฟ้าแล้ว”

ผมประคองร่างเล็กให้หันมาสบตากัน ผมจดจำใบหน้าของเขาไว้ แววตากลมสะท้อนภาพใบหน้าของผม ผมมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นไปเพราะคำว่าคู่แท้ มันไม่มีการส่งกลิ่นหอมเช่นวันแรกที่เราเจอกัน ไม่มีการใช้ความรู้สึกตามสัญชาตญาณ มันมีเพียงเราสองคนที่ยืนอยู่ด้วยกันเพื่อรอเวลาให้แสงแรกยามเช้าส่องประกาย และผมอยากจะบอกให้ปาณัสม์มั่นใจว่าเมื่อไหร่ที่เขารู้สึกแย่ มันจะยังมีผมที่อยู่เป็นเพื่อนเขาเสมอ

“ผมชอบตอนที่แววตาเราสองคนสะท้อนใบหน้าของกันและกัน”

ปาณัสม์นิ่งฟัง เขาจ้องมองผมอย่างรอคอยถ้อยคำถัดไป

“ผมอยากพูดประโยคเท่ ๆ แบบที่ว่าเมื่อไหร่ที่คุณเงยหน้าขึ้นมาก็จะมองเห็นผมเสมอ แต่คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นให้มันเป็นความรู้สึกแทนได้ใช่ไหม ที่ว่าผมจะอยู่เคียงข้างคุณ ผมอยากให้คุณเชื่อแบบนั้น”

“มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”

“...”

“ผมมั่นใจ ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคู่แท้”

“ปาณัสม์”

“หือ”

“ผมจูบคุณได้ไหม”

ผมขยับหน้าเข้าไปใกล้ ลองเชิงดูว่าปาณัสม์จะขยับหนีมันไหม แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือแววตากลมนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดีไม่ต่างกัน

ผมมองมันกลับ ไม่อยากเชื่อเลยว่าตอนนี้เหมือนผมกลับไปเด็ก รู้สึกเขินอายและตื่นเต้นไปกับการขอจูบ และยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเข้าไปอีกเมื่อร่างเล็กนั้นประคองใบหน้าของผมเข้าไปใกล้ องศาการเอียงที่ผมมองเห็นเพียงชั่วครู่หายไป พร้อมกับริมฝีปากนุ่มที่เคลื่อนเข้ามาแตะลง แรงบดจูบน้อย ๆ ทำให้ผมกล้าที่จะโอบกอดร่างนั้น รั้งท้ายทอยเข้ามาป้อนจูบราวกับฉากรักในภาพยนตร์ดี ๆ สักเรื่อง เราต่างอวยพรกันและกันผ่านรสจูบในแสงแรกยามรุ่งสาง





“แม่จะไปกับปาณัสม์ด้วยใช่ไหม” ผมถามแม่ที่เมินผม เอาแต่นับกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แม่ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่วุ่นวายมากที่สุดในตอนนี้

“รัชชานนท์ แม่เอากล่องยาไปไว้ที่ไหน”

“ผมจะรู้กับแม่ไหมครับ ตั้งแต่เช้าก็เห็นแม่ดูวุ่นวายอยู่คนเดียว” ผมว่าพลางทิ้งตัวลงนั่งไปกับพื้น รีบช่วยแม่จัดกระเป๋าเดินทาง “แม่อย่าเอาของเล็กน้อยมายัดไว้ตามซอกสิ”

“รัชชานนท์เรียงอันนี้ให้แม่หน่อยนะ” แม่ตบไหล่ผมเบา ๆ ก่อนที่จะลากลังกระดาษฝุ่นจับออกมา

“แม่!!” ผมดันมันคืนกลับไปใต้ชั้นวางของ “จะเอาไปทำไมครับ นี่แม่ไปเป็นเพื่อนปาณัสม์ ไม่นานก็กลับไม่ใช่เหรอ”

“ทำให้แม่หน่อยไม่ได้เหรอ” แม่ดันมันกลับมาทางผม

“มันจำเป็นที่ไหนกันครับ ของเต็มรถแล้ว”

“งั้นไม่ต้องทำ นนทัช ยกขึ้นรถเลย” แม่ทำท่าทางขัดใจก่อนจะกวักมือเรียกนนทัชให้มาช่วยยกของมากมายขึ้นรถ ผมนั่งกุมขมับให้กับคุณนายที่ดูงุ่นง่านและมากเรื่องกับบรรดาข้าวของที่ถูกยกไปจนบ้านโล่ง ผมปัดฝุ่นออกจากตัวก่อนหยัดกายลุกขึ้นยืน

เริ่มสงสัยแล้วว่าแม่แอบไปซื้อบ้านให้ปาณัสม์อยู่หรือเปล่า เพราะทุกอย่างที่ยกไปมีแต่ของใช้ที่ดูเกินพอดี นี่กะว่าจะให้อยู่ที่ต่างจังหวัดจนแก่ตายเลยหรือไง

แต่ถึงอย่างนั้นก็ช่วยขนของขึ้นรถ จัดวางมันให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ผมยืนมองดูกระเป๋าน้อยใหญ่เหล่านั้น



รู้สึกใจหาย...



“คุณรัชชานนท์” ผมหันกลับไปมองนนทัชที่เดินเข้ามาหา

“ว่าไงครับ”

“ผมคงกลับมาพร้อมคุณผู้หญิง เรื่องงานผมเกรงว่า...”

“ไม่เป็นไรครับ เหลือแค่ไม่กี่งานเท่านั้น ที่เหลือผมจัดการได้” ผมพูดให้เขาสบายใจ “ฝากด้วยนะ ถึงแล้วโทรมาบอกผมด้วย”

นนทัชก้มศีรษะรับคำขอของผม ก่อนจะเดินขึ้นรถไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ เสียงเครื่องยนต์ทำให้หัวใจของผมวูบโหวง แม่เดินมาหา ผมขอให้แม่ดูแลตัวเองดี ๆ และจะรอต้อนรับยามที่พวกเขากลับบ้าน ผมยืนส่งแม่ขึ้นรถ เตรียมหมุนกายเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่แล้วสายตาดันไปสบเข้ากับใบหน้าหวานที่ยืนส่งยิ้มอยู่ก่อนแล้ว



ผมคงคิดถึงรอยยิ้มนั้นอย่างแน่นอน



“เตรียมพร้อมที่จะไปผจญภัยในโลกกว้างแล้วใช่ไหม”



ปาณัสม์พยักหน้า



“ดูแลตัวเองด้วยนะครับ” ผมอวยพรก่อนส่งกระดาษโน้ตแผ่นเล็กให้กับคนตรงหน้า ปาณัสม์ยื่นมือมารับมันไป เราสองคนมองตากันสักพัก ก่อนที่เขาจะเดินผ่านร่างของผมไปขึ้นรถ



ผมหยุดยืน รอจนเสียงเครื่องยนต์ห่างไกลออกไปจึงกล้าที่จะขยับตัว



หวังว่าปาณัสม์จะสบายดี ผมเชื่อมั่นและมั่นใจในตัวของเขา



















ปาณัสม์ ‘s part

ผมมองกระดาษแผ่นน้อยในมือที่รับมันมาจากคุณรัชชานนท์ บนกระดาษนั้นมีข้อความเขียนไว้ในเชิงอวยพร ก่อนที่จะจบประโยคสุดท้าย เขาเขียนเบอร์ติดต่อกำกับไว้ ผมอมยิ้มให้กับตัวเลขที่เรียงกันเหล่านั้น มันเป็นเบอร์ส่วนตัวแน่นอน เป็นเบอร์ที่มีไว้ให้คนที่เขาอนุญาตให้ถามไถ่เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับตัวเขาได้ ไม่ใช่เบอร์คุยงาน ไม่ใช่เบอร์บริษัท ในที่สุดผมก็มีเบอร์คุณรัชชานนท์และเขาให้มันมาด้วยตัวเอง

ผมนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว ถึงแม้ว่ามันจะแอบเหงาและรู้สึกแปลก ๆ กับการเดินทางในครั้งนี้ก็ตาม ผมกำลังเดินทางไปยังที่ทำงาน ออกไปใช้ชีวิตไกลบ้าน ถึงจะอยู่ได้ไม่นานแต่มันก็ผูกพันไปแล้ว ผมคงคิดถึงเสียงคุยโทรศัพท์ยามดึกจากห้องนอนห้องข้าง ๆ กัน ไหนจะกลิ่นหอมที่สามารถทำให้ใจของผมสงบลงได้อีก

ว่าแล้วผมก็หยิบเอากล่องเทียนหอมของเขาขึ้นมาถือไว้ มันส่งกลิ่นหอมอ่อนจางออกมาเพียงเบา ๆ ถึงมันจะไม่เหมือนกันมาก แต่มันก็คล้าย ๆ พอทำให้หายคิดถึงได้

“น้องปาณัสม์หิวไหมลูก” ผมละสายตาจากกล่องน้อยในมือ เห็นแววตาอ่อนโยนส่งผ่านกระจกรถ คุณแม่ของคุณรัชชานนท์ถามผมด้วยความอ่อนโยนไม่มีเปลี่ยนแปลง

“ยังครับ ผมยังไม่หิวเลย อาจจะเพราะตื่นเต้น”

“รอบที่แล้วรัชชานนท์ก็พาไปแล้วนี่”

“ตอนนั้นมันเหมือนคุณรัชชานนท์พาผมไปเที่ยวมากกว่า แต่รอบนี้ผมต้องลงไปทำงานจริง รู้สึกกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีน่ะครับ”

“น้องทำได้อยู่แล้ว เชื่อแม่” ผมยิ้มให้กับคำพูดนั้น นั่นสินะ ผมต้องมั่นใจและเต็มที่กับมัน เพราะผมเคยพูดกับเขาไว้เยอะแยะมากมายว่าจะทำให้ดีมากขนาดไหน





พอมาถึงที่หมาย สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจยิ่งกว่าอะไรคือที่พักของผม ผมยืนถือกระเป๋าใบโตมองไปยังบ้านแบบน่ารักเหมือนในหน้าปกนิตยสาร ทางเดินเข้าสู่ตัวบ้านถูกปูด้วยหินปูทางเดินลวดลายสวยงาม มีสวนเล็ก ๆ กับศาลาทรงกลม ผมไม่อยากเชื่อในสายตาตัวเองเลยด้วยซ้ำว่ามันคือที่ที่ผมควรอยู่

ผมหันไปมองใบหน้าของคุณแม่ อยากถามว่า พวกเขากำลังหลอกผมอยู่ใช่ไหม เพราะมันดูดีเกินไปสำหรับผมจริง ๆ

“น่ารักไหมปาณัสม์”

“น่ารักมาก ๆ เลยครับ”

“แม่ยกให้ มันคือบ้านของปาณัสม์”

“ไม่... ไม่เอาครับแม่ คือผม” ผมรีบส่ายหน้าส่ายหัวปฏิเสธ คุณแม่ของคุณรัชชานนท์ส่งสายตาดุ ๆ กลับมา ก่อนที่จะเรียกให้คุณนนทัชช่วยยกของมากมายเข้าไปในบ้านหลังนั้น

ผมเดินก้มหน้า รู้สึกเกรงใจ มันดีทุกอย่างราวกับฝันไป

“น้องปาณัสม์เลือกจัดของได้ตามสบายเลยนะลูก เดี๋ยวแม่คงต้องขอตัวก่อน ไว้วันอาทิตย์แม่จะแวะเข้ามาหานะ” ผมยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่ ท่านยกมือขึ้นลูบหัวลูบตัวผมเหมือนเช่นทุกครั้งที่อยากบอกให้ผมรักษาตัวเองดี ๆ คุณนนทัชยกข้าวของเข้ามาในบ้าน ขานั้นก็เอาแต่ขอโทษขอโพยกันเสียยกใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ช่วยผมจัดของ

“คุณรัชชานนท์บอกว่าให้คุณปาณัสม์โทรบอกด้วยนะครับว่าถึงแล้ว” นนทัชพูดทิ้งไว้แค่นั้นก่อนจะรีบวิ่งกลับไปทำหน้าที่คนขับรถต่อ ผมยืนส่งพวกเขาจนพ้นประตูรั้ว ถอนหายใจออกมาเพราะความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่เต็มอก บ้านหลังนี้ใหญ่โตจนผมไม่ชิน ยิ่งไม่ชินเข้าไปใหญ่เมื่อได้รู้ว่ามันคือบ้านของผม

ผมหยิบกระดาษน้อยขึ้นมากดเบอร์ของคุณรัชชานนท์ ตามที่นนทัชได้บอกไว้ว่าให้โทรไปหาเขาหน่อย ถือสายได้ไม่นาน เสียงนุ่มทุ้มที่รอคอยก็ดังลอดออกมาจากปลายสาย

“สวัสดีครับคุณรัชชานนท์”

“อือ ที่พักเป็นส่วนตัวมากเลยสิ เสียงเงียบขนาดนี้” ผมขำให้กับคำพูดของคนในสาย ก็คงใช่ ส่วนตัวมากเกินไปด้วยซ้ำ

“ส่วนตัวมากกว่าที่คิดไว้เยอะเลยครับ”

“แม่ผมหาห้องที่ดีให้คุณใช่ไหม”

“เปล่า... แม่คุณให้ผมมาอยู่บ้านครับ”

“ผมว่าแล้ว เอาเถอะ... มันคือของขวัญจากแม่ของผมเอง”

ให้ของขวัญแบบนี้หัวใจวายตายพอดี!

“มันก็ใหญ่ไปนะครับ”

“ถ้าโชคดี คุณอาจจะได้รับของขวัญชิ้นต่อไปอีก ได้มากกว่าผมที่เป็นลูกแท้ ๆ แล้วล่ะ ผมถูกทิ้งแล้ว” ผมและเขาหัวเราะออกมาพร้อมกันให้กับคำพูดนั้น พอลองนึกภาพตามก็แอบสงสารคุณรัชชานนท์อยู่เหมือนกัน ยอมรับเลย ว่าคุณแม่ดูแลผมดีมาตลอด ต่อให้ผมหาอะไรมาทดแทนบุญคุณก็คงไม่พอ “ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนไหมครับ”

“คุณไม่ทำงานเหรอ” ปกติเวลาแบบนี้เขาต้องเข้าบริษัทแล้วนี่นา

“ผมไม่ได้เข้าบริษัท ว่าแต่เราเปิดกล้องคุยกันผ่านไลน์ดีไหมครับ”

“คุณมีไลน์ผมหรือไงกัน”

“มีสิ ผมขอมาจากแม่แต่ยังไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าขอมาเฉย ๆ” ผมพาตัวเองมานั่งบนโซฟา เฝ้ารอว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรยังไงต่อ “เดี๋ยวผมเพิ่มเพื่อนไป”

คุณรัชชานนท์กดวางสายไปแล้ว ผมนั่งมองหน้าจอโทรศัพท์นิ่งนาน ความรู้สึกแบบที่คุ้นเคยแต่ห่างหายไปนานหลายปีเหมือนกำลังย้อนกลับมาให้รู้สึก ความรู้สึกที่ว่าเหมือนตัวเองกำลังมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับใครสักคน นึกถึงช่วงอายุยี่สิบต้น ๆ กับความรักในวัยนั้น

ครืด...

ผมกดรับสายนั้น ก่อนที่หน้าจอจะปรากฏภาพใบหน้าของคุณรัชชานนท์ เขาอยู่ในชุดสบาย ๆ แปลกตาไปกว่าทุกวัน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังดูดีอยู่ดี

“ผมว่าจะลองหาวันว่างไปหาคุณ” เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาพูดขึ้นมา ผมรู้สึกดีใจกับสิ่งที่ได้ยิน ผมอยากให้เขามาหา มาแล้วไม่ต้องทำอะไรก็ยินดี “แต่เห็นแม่บอกว่าจะให้คุณกลับมาในเมืองทุก ๆ วันอาทิตย์ คุณต้องลองปรึกษาแม่ผมดูว่าท่านว่าอะไรบ้าง”

“ไว้ผมจะลองถามดูนะครับ”

คุณรัชชานนท์พยักหน้าตอบรับกลับมา ร่างสูงขยับลุกขึ้นยืนจนมุมมองของกล้องเปลี่ยนไป มองเห็นว่ามันเป็นภาพเคลื่อนไหวภายในห้อง ผมคุ้นตามันเป็นอย่างดี ผมใจเต้นให้กับภาพเหล่านั้น คู่แท้ของผมเข้ามาทำอะไรในห้องที่มันเคยเป็นของผมกัน ผมรู้สึกหน้าร้อนจัดขึ้นมา กำลังคิดว่าตัวผมเองเก็บข้าวของหมดหรือยัง

ผมเม้มปากแน่น เมื่อเห็นว่าเขาหยุดยืนอยู่ที่ตู้เสื้อผ้า มันคงไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้ให้เขาเห็นต่างหน้าหรอกนะ...

“ผมว่าผมติดกลิ่นของคุณนะปาณัสม์” คุณรัชชานนท์พูด “มีไม่กี่ที่ในบ้านที่ยังหลงเหลือกลิ่นของคุณไว้”

จริงด้วย...

ขนาดผมยังมีเทียนหอมของเขาเลย แต่ผมไม่มีอะไรทิ้งไว้ให้เขารับรู้การมีอยู่ของผมเลยสักอย่าง ผมเข้าใจอาการติดกลิ่นนั้นดี กลิ่นมีผลต่อด้านอารมณ์ของพวกเราสูงมาก ยามที่เจอคู่แท้ ความต้องการของพวกเราจะเป็นไปในทางที่พึ่งทางใจเสียมากกว่า

“ไว้คราวหน้าผมจะเอาของใช้ไปไว้ให้คุณนะครับ” ผมนิ่งนึกว่ามีอะไรบ้างที่จะสามารถทิ้งไว้ให้กับคู่แท้ได้ “ว่าแล้วก็จัดของดีกว่า แม่คุณขนของผมมาเยอะมากเลย”

“คุณต้องทำใจให้ชินครับ” ผมหัวเราะให้กับคำพูดนั้นของเขา จะให้ผมชินได้ยังไงกัน ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ หรือคนในครอบครัวเขาสักหน่อย

ผมใช้เวลาในการจัดเรียงข้าวของแยกไว้เป็นสัดส่วน เพิ่งมาเห็นของบางอย่างที่ซุกซ่อนไว้และหลงลืมไปตามกาลเวลา ยิ่งเวลาผ่านไปชีวิตของเรายิ่งเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา มันทับถมกันจนข้าวของบางอย่างลบเลือนไปจากความทรงจำ ผมหยิบการ์ดปริศนาที่ขึ้นสีซีดเก่า พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเสียทีว่ามันคืออะไร ปกติผมเป็นคนไม่เก็บของเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้

“เก็บของไปถึงไหนแล้วครับ” เสียงขยับตัวจากปลายสายเรียกให้ผมละสายตาออกมาจากการ์ดนั้น

“ยังเหลืออีกลังใหญ่ ๆ เลยครับ แต่เหมือนจะเจอแต่ของเก่า ๆ ”

“ระวังของพวกนั้นจะพาคุณย้อนเวลานะครับปาณัสม์”

ผมก้มมองหน้าจอมือถือที่มีรูปใบหน้าของคุณรัชชานนท์ เขาเหมือนจะเคลิ้มหลับอยู่แล้ว “ถ้าง่วงคุณนอนเลย คุณได้หยุดทั้งที”

“ผมกลัวตัวเองจะนอนเลยเวลามากกว่า”

“เดี๋ยวผมปลุก” คุณรัชชานนท์ก้มหน้าลงซุกกับหมอนไปแล้ว ผมลากสายตากลับมาที่การ์ดในมือ ก่อนที่จะเปิดมันเพื่อดูความลับข้างใน







‘สุขสันต์วันคล้ายวันเกิด คุณรัชชานนท์ ขอให้ 23 ปีนี้คุณมีความสุขและสมหวังในสิ่งที่คุณปรารถนาทุกประการ’





ผมเบิกตากว้างให้กับสิ่งที่พบเจอ ยกมือสั่น ๆ นั้นขึ้นมาปิดปาก ก่อนที่รูปถ่ายใบหนึ่งจะหลุดลอดออกมาจากหน้าถัดไปของการ์ดอวยพรนั้น



‘อายุครรภ์ 3 เดือน...’



เขาถึงได้มีประโยคหนึ่งที่กล่าวไว้

ยิ่งเราหนีจากความจริงมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเจอมัน









//ทุกคนยังเชื่อในประโยคที่ว่า 'ชีวิตคนเรานั้นช่างตลกร้ายไหมคะ' เรื่องราวต่อจากนี้อาจจะหนักหนามากสำหรับบางคน เป็นคำเตือนตัวโตที่ผู้เขียนอยากฝากถึงนักอ่านที่น่ารักทุกท่าน แต่ถ้าก้าวออกมาได้และพร้อมเดินทางไปด้วยกัน โปรดจับมือกันให้แน่น แล้วเรื่องราวมากมายเหล่านั้นจะตกตะกอนอยู่ในใจของพวกคุณเป็นอย่างดี 

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ปาณัสม์’ s part

ความรู้สึกหายใจลำบากเล่นงานผมในทันทีเมื่อมองไปยังรูปถ่ายที่หล่นลงมาจากการ์ดอวยพรวันเกิด ผมคิดว่าของสองสิ่งนี้จะหายไปตามกาลเวลาแล้วเสียอีก ไม่นึกเลยว่าจะยังคงอยู่

เตรียมเอื้อมมือจะไปหยิบรูปถ่ายนั้นขึ้นมา แต่เสียงพูดพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์กลับดังลอดออกมาจากปลายสาย ผมก้มมองไปที่หน้าจอ เห็นร่างสูงกำลังนั่งลูบหน้าลูบตาของตัวเองอยู่

“นอนไม่หลับเหรอครับ”

“เปล่าครับ” เขาถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดประโยคถัดไป “ผมรู้สึกปวดฉี่”

พอได้ยินแบบนั้นแล้ว ก็รู้สึกเอ็นดูในถ้อยคำเหล่านั้น ผมเข้าใจความรู้สึกที่ว่าหามุมนอนที่ดีที่สุดได้แล้ว แต่ดันอยากเข้าห้องน้ำ สิ่งที่แย่คือหลังจากนั้น กลับมานอนต่อแต่ก็หาความสบายนั้นไม่เจออีกแล้ว

“ยังจัดของไม่เสร็จอีกเหรอ”

“ยังครับ” ผมส่ายหัว “ผมว่าจะเก็บไว้ทำต่อในวันพรุ่งนี้”

“ก็ดี เอาเวลาไปพักผ่อนเถอะ ผมไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” คุณรัชชานนท์ว่าจบก็ลุกขึ้นเดินหายไปจากมุมกล้อง



เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะ เพราะข้าวของที่เหลืออยู่ในลังนั้นเยอะมากจริง ๆ ถ้าจัดให้หมดก็คงลากยาวไปจนถึงมืดค่ำ



พอคิดได้แบบนั้น ผมจึงรวบกระดาษมากมายขึ้นมาพร้อมกับรูปถ่ายใบนั้น นำพวกมันยัดลงไปในลังกระดาษตามเดิม



ส่วนการ์ดอวยพรวันเกิด ...



“ดูอะไรอยู่ครับ” ผมหยุดความคิดที่อยู่ในสมองทันทีเมื่อได้ยินเสียงของคุณรัชชานนท์ผ่านปลายสาย ผมโบกการ์ดในมือไปมา มันเป็นความลับ คงบอกเขาไม่ได้

“ไม่มีอะไรหรอก แค่ของที่ผมซุกเก็บไว้”



ผมคงบอกกับเขาไม่ได้หรอก



“เจอความทรงจำในสิ่งของเหล่านั้นมากมายเลยสิ” เขาถามพร้อมส่งยิ้มมาให้



ว่าความทรงจำเหล่านั้นมันนับรวมเขาลงไปด้วย



“เป็นไงบ้างครับ”

ถ้าเขาถามว่ามันเป็นยังไง

มันก็คงมีอยู่คำตอบเดียวเท่านั้นนั่นแหละนะ



“ดีครับ มันมีค่ากับผมมากกว่าที่คิด”





ผมจำได้... ว่าตัวเองในวัย 21 ปีนั้นหมดเวลาไปกับการทำงานส่งตัวเองเรียนและใช้ชีวิตอย่างไรให้รอดในสภาพสังคมที่เหลื่อมล้ำเช่นนี้ ชีวิตตัวคนเดียวสูญเสียพ่อและแม่ไปในช่วงตัดผ่าน เส้นทางชีวิตที่วางไว้เบี่ยงเบนออกนอกเส้นทางไม่เหลืออะไรไว้ให้ผมยึดมั่นในทางที่เลือก

เวลาชีวิตของคนเรานั้นเท่ากัน ผมรู้ดี แต่การใช้ชีวิตให้คุ้มค่านั้นเป็นยังไงผมไม่มีโอกาสได้รู้จักมัน มองเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันมีทางเลือกเยอะแยะมากมายก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง



เพราะอะไรถึงได้พาตัวเองมาอยู่ในจุดนี้



ผมมองไม่เห็นทางออก ได้แต่ใช้ชีวิตอยู่ในเส้นทางที่วกวนไร้จุดหมาย ก้มหน้ายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีข้อแม้

‘มึงแน่ใจเหรอวะ’ เพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวที่คอยอยู่เคียงข้างผมถามย้ำในสิ่งที่ผมตัดสินใจ ถึงผมจะหวาดกลัวกับสิ่งที่เลือกมากแค่ไหนแต่มันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกหนทางอื่นแล้ว

‘อือ มันช่วยไม่ได้นี่ กูต้องหยุดเรียนไปก่อน รอให้หลาย ๆ อย่างดีขึ้นค่อยกลับมาเรียนก็ยังไม่สาย’

‘เฮ้อ...’ ภคินถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ผมก้มหน้าหลบสายตาของเพื่อนที่มีแต่แววความหงุดหงิด

ผมพยายามอดทนให้ทุกอย่างมันผ่านไปในแต่ละวัน และรู้จักขอบคุณทุกคนที่เข้ามาช่วยเหลือผมให้เดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปได้ แรก ๆ ก็จะทุลักทุเลหน่อย แต่หลัง ๆ ก็เริ่มปรับตัวได้



‘ขยันจังเลยนะเรา มากี่ครั้งก็เจอหน้าตลอดเลย’



ในวันวานความรู้สึกอบอุ่นราวกับเจอครอบครัวอีกครั้งยังคงอยู่ ผมจดจำความอ่อนโยนและใจดีนั้นได้ดี คนตรงหน้าผมที่ชอบแวะเข้ามานั่งดื่มชาและกาแฟเป็นประจำ คำพูดชวนคุยเป็นกันเอง บางครั้งการแวะเวียนมาของผู้หญิงใจดีคนนี้ก็มาพร้อมกับของฝากและน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ



บางครั้งเธอก็มักจะพูดถึงลูกชายให้ผมฟัง



ช่วงเวลาพักกลางวันเธอมักจะเข้ามาที่ร้านเพื่อเข้ามาดื่มชาและขนม ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับเธออยู่บ่อยครั้ง จากความสัมพันธ์แบบธุรกิจกลายเป็นครอบครัว เธอบอกกับผมแบบนั้น...



ยามที่เราเจอคนที่สามารถฝากใจให้พักพิง เราก็จะวางใจของเรานั้นให้กับคนคนนั้นอย่างภักดี



‘น้องปาณัสม์วางแผนจะทำอะไรต่อหลังจากนี้หรือลูก’

‘ผมคง... จะพยายามหางานที่ให้เงินดีกว่านี้ หรือไม่ก็เรียนในสถาบันที่ไม่เคร่งครัดมาก เพราะอยากทำงานหาเงินน่ะครับ’ ผมพูดออกไปแบบนั้น แบบที่ยังไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเองนัก ‘แม่อย่ามองผมด้วยสีหน้าแบบนั้นสิครับ ผมเองไม่มีสิทธิ์ฝันมากกว่านั้น’ ผมก้มหน้าลงมองฝ่ามือของตัวเอง มือผมทั้งสองข้างดูเล็กลงจนน่าตกใจเมื่อเทียบกับภาระที่ต้องรับผิดชอบ มันสั่นและเย็นชืด ผมกลัวอนาคตของตัวเองอย่างปฏิเสธไม่ได้

‘อือ... ก็ตั้งใจวางแผนอนาคตตัวเองดี ๆ นะลูก มีอะไรก็บอกกันได้นะ’

ผมพยักหน้ารับคำพูดนั้นของผู้หญิงแสนใจดีตรงหน้า

‘จะว่าไป แม่ก็ไม่เคยชวนลูกชายตัวดีมาที่นี่เลยสักครั้ง ขานั้นเอาแต่เรียนหนังสือ เป็นคนเครียด ๆ ดูไม่สดใสเหมือนหนูเลย’

ผมนั่งฟังอารมณ์ของคนเป็นแม่ที่พูดถึงลูกตัวเอง มีทั้งเรื่องขบขัน ดีบ้างไม่ดีบ้าง สิ่งที่ผมรับรู้ผ่านเธอมานั้นกลับมีบางสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกถึงคำว่า ต้นแบบที่อยากจะเป็น

ผมเฝ้านึกถึงรูปร่างหน้าตาของเขา ยามที่ฟังว่าเขามีความสามารถอะไรบ้าง ก็จะนึกเป็นภาพไม่ว่าจะเป็นเกมกีฬา การเรียนหรืออ่านหนังสือด้วยความตั้งอกตั้งใจ ผมนึกใบหน้าของเขายามที่ตั้งใจทำบางสิ่งให้สำเร็จ มีหลายเรื่องที่พอผมได้ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงคำว่าแสนเท่ อยากมีโอกาสได้ลองทำแบบนั้นบ้าง

สิ่งแรกที่ผมตั้งเป้าว่าจะทำตามเขา คือการอ่านหนังสือแบบที่เขาอ่าน และลองพาตัวเองไปเยือนสถานที่ที่เขาเคยไป ข้อมูลต่าง ๆ ในเรื่องรสนิยมถูกถ่ายทอดผ่านทางแม่ของเขาทั้งหมด ผมชื่นชมเขาในแบบที่คนทั่วไปชื่นชอบในตัวศิลปินหรือนักแสดงเก่ง ๆ ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ออกมาได้ ผมเข้าใจความรู้สึกที่ว่าผลงานเหล่านั้นสามารถเป็นแรงผลักดันให้ใครหลาย ๆ คนมีกำลังใจอยากทำบางสิ่ง ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะทำมัน รู้ตัวอีกทีไฟในกายก็ลุกโชน อยากลุกขึ้นมาทำมัน พัฒนาตัวเองไปตามแรงบันดาลใจที่จุดติด



‘เร็ว ๆ นี้จะวันเกิดรัชชานนท์แล้ว แม่อยากให้ปาณัสม์ทำเค้กวันเกิดให้เขาได้ไหม’ ผมรู้สึกว่าหัวใจของผมนั้นเต้นรัวเร็ว ความตื่นเต้นตูมตามนี้มันคืออะไรกัน ผมฝันไปใช่ไหม เขาจะได้ชิมฝีมือทำขนมของผมอย่างนั้นหรือ

‘ได้ครับ!’ ผมตกปากรับคำนั้นด้วยความตั้งใจและเต็มใจที่จะทำมัน



นอกจากเค้ก ก็มีการ์ดอวยพร สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นในวันที่ผมเริ่มที่จะลงมือฝึกทำเค้ก ผมทำ ทำจนสำเร็จ เค้กก้อนแรกในชีวิต นี่คงเป็นไม่กี่อย่างที่ผมพยายามทุ่มเทเวลาว่างของตัวเองให้จนหมดหน้าตัก ที่ผมทำไปล้วนเกิดจากความรู้สึกขอบคุณเขา ที่เป็นคนฉุดผมให้ออกมาจากหนทางน่าเบื่อ ผมรู้สึกดีขึ้น เริ่มมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิต สิ่งที่ดีที่สุดคือ ผมอยากเรียนต่อทางด้านบริหาร... ผมอยากเป็นแบบเขา



คุณรัชชานนท์



เป็นคนที่ทำให้ผมมีความฝัน



ใกล้วันเกิดแล้ว...



และก่อนหน้าวันที่แม่ของเขาจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้ ผมได้เจอกับเขาเป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงผมเท่านั้น



... ฝ่ายเดียว



ผมยืนมองใบหน้าด้านข้างที่แสนจะดูดีของเขาผ่านกระจกร้าน ไม่นึกเลยว่าคุณรัชชานนท์จะดูหล่อมากขนาดนี้ นอกจากจะเก่ง เท่ ดูมีเสน่ห์แล้วยังมีเรื่องของรูปร่างเข้ามาเสริมให้เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง



แต่ผมกับเขาคลาดกันทุกรอบ



นึกตลกโชคชะตาตัวเองอยู่ลึก ๆ เขามักจะมาที่ร้านวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันหยุดของผม





นึกแล้วก็ตลกจริง ๆ นั่นแหละเนอะ แต่มันก็ดีแล้วที่ผมกับเขาไม่เจอกัน เพราะครั้งสุดท้ายของเราเมื่อวันวาน มันไม่น่าจดจำเท่าไหร่นัก



ผมมีภาพบาดตา มันก็ไม่ได้แย่มากจนถึงขั้นรับไม่ได้หรอกนะ แต่มันเป็นความรู้สึกของคำว่าไม่กล้าและเสียใจแปลก ๆ ผมมองคนสองคนที่เดินออกไปจากร้าน เขาไม่สังเกตเห็นผมเลยสักนิด การ์ดอวยพรวันเกิดที่ผมตั้งใจทำถูกซ่อนไว้ข้างหลัง รู้สึกท้อแท้ที่จะมอบมันให้กับเขา นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้การ์ดเก่าสีซีดจางนี้ยังอยู่ในมือของผม

ก็ตอนนั้นคุณรัชชานนท์มีคนรักแล้ว ความรู้สึกของผม ผมรู้จักมันอย่างดี การที่จะถอยออกมาไม่ให้มากเกินไปกว่าคำว่าชื่นชมย่อมดีกับตัวของผมเอง

หลังจากวันนั้น จากวันเป็นสัปดาห์ สัปดาห์เป็นเดือน... ผมไม่เคยเห็นเขามาที่ร้านของผมอีกเลย ส่วนตัวผมนั้น ไม่นานก็ลาออกจากสถานที่แห่งนั้น และเริ่มต้นพาตัวเองไปสู่เส้นทางที่วาดหวังไว้



ทุก ๆ การก้าวเดินของผม มันยังคงมีเขาเป็นต้นแบบให้ก้าวเดินต่อไป







มันคืออีกหนึ่งความลับของผม มันคงเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่จะตอบคำถามในหลาย ๆ ข้อได้ว่า ทำไมผมถึงมาอยู่ตรงนี้ วนกลับมาเจอกัน ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจของผมที่อยากจะดูแลเขา

“ผมคิดถึงคุณจัง”

ผมคิดถึงเสียงบ่นของเขา

“ผมก็คิดถึงคุณเช่นกันครับปาณัสม์”

กลิ่นบุหรี่และแสงไฟจากห้องนอนห้องข้าง ๆ



ผมผู้ที่เคยเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาที่จะได้ออกไปใช้ชีวิต ออกไปสร้างเนื้อสร้างตัวและเก่งพอที่จะยืนอยู่เคียงข้างเขา

ผมมองใบหน้านั้น จากเด็กหนุ่มวัย 23 ปี จนมาถึงตอนนี้ผ่านไปหลายปี เป็นหลายปีที่ผมเก็บประสบการณ์ไว้มากมายเหลือเกิน สำหรับผม คุณรัชชานนท์ยังคงเหมือนช่วงวัย 23 ปี เขายังคงงดงามและแสนเท่ เขายังคงเป็นคนที่ผลักดันให้ผมอยากมีชีวิตต่อไปเพื่อค้นหาความหมาย















// ในช่วงชีวิตหนึ่ง พวกเราต่างเคยเป็นผู้รับความรักและมอบความรักให้กับคนอื่น มันมีค่าและแสนพิเศษ เมื่อคุณมีโอกาสได้รับแสงสว่างนั้นมาจากใครสักคน เมื่อถึงเวลาที่คุณสามารถเป็นแสงสว่างให้ใครสักคนได้ จงอย่าลืม เป็นเช่นนั้น

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ผมหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหลุมศพที่มีช่อดอกไม้สองช่อวางอยู่ ซึ่งช่อดอกไม้เหล่านั้นได้เหี่ยวแห้งไปตามกาลเวลา ผมหยิบพวกมันขึ้นมาแล้ววางช่อดอกคาร์เนชั่นที่เพิ่งซื้อใหม่มาวางทดแทน

ดอกคาร์เนชั่นที่ผมเลือกมานั้น มันสื่อความหมายแทนความโศกเศร้าที่ผมมีต่อลูกชายที่เสียไป ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่สายเลือดเดียวกันกับผม แต่ความรักที่ผมมีให้เขามาตลอดเป็นความรักที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง

ผมยืนสงบนิ่ง นึกถึงช่วงเวลาในอดีต ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนสอนให้ผมเข้าใจถึงการแยกแยะทางอารมณ์ว่าต่อให้ผิดหวังในตัวแม่ของเด็กมากแค่ไหน สุดท้ายเด็กคนนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร แล้วทำไมเขาต้องมาเป็นเครื่องมือทางอารมณ์ของผู้ใหญ่สองคนที่ไม่มีความสามารถในการตัดสินใจ



ถ้าหากวันนั้นผมมีวุฒิภาวะมากพอ คงตัดสินใจเลือกอีกทาง ที่ทำให้ไม่ต้องสูญเสียลูกไป



และในวันนี้ ผมคงได้เห็นเขาใช้ชีวิตแทนที่จะมาพูดคำว่าขอโทษและอ้อนวอนขอให้เขาอภัยให้ แต่ต่อให้พูดเท่าไหร่ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน



ผมจัดการทำความสะอาดหลุมศพและบริเวณรอบ ๆ ระหว่างที่กำลังหมุนตัวลุกขึ้น สายตาก็ดันไปสบเข้ากับใครบางคนที่ผมคิดว่าเขาคงไม่มีวันที่จะมาเหยียบที่แห่งนี้

“อ้าว คุณก็มาเหรอ”

“อือ” คนอะไรแม้แต่เสียงก็ไม่อยากได้ยิน เงาก็ไม่อยากจะมอง พูดด้วยก็ไม่อยากพูดด้วย



น่ารำคาญ



“เอ่อ... ทำความสะอาดเหรอ ให้ผมช่วยอะไรไหม”

“ไม่ต้อง”

อีกฝ่ายหยุดชะงักการกระทำและคำพูดอยู่ตรงนั้น ส่วนตัวผมก็ก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดในส่วนที่เหลือต่อ ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะทำสีหน้าอย่างไร

“เอามานี่ เดี๋ยวผมเอาไปทิ้งเอง” อัยย์เข้ามาดึงถุงขยะไปจากมือ ผมตวัดสายตาไปจ้องหน้าแทนคำพูดที่สื่อความหมายในทางปฏิเสธ

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ยังไงเขาก็เป็นลูกของผม”

“ทำขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าคนเขารำคาญ ไม่อยากคุยด้วย ก็ยังจะพยายาม ลูกของผมอะไรกัน ยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีก หน้าด้าน”

“ใจร้ายจัง ไม่เห็นต้องพูดจาแรงขนาดนี้เลย ตรงนี้ก็มีแค่เราสองคน ไม่ต้องแสดงออกว่าเกลียดผมขนาดนี้ก็ได้”

“คิดไม่ได้เหรอ ว่าที่พูดไปมันหมายความว่ายังไง”

“ผมต้องเป็นคนโกรธไม่ใช่เหรอ ที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะการตัดสินใจของคุณ ที่ผมยังคุยด้วยเพราะผมยังมีความรู้สึกดี ๆ หลงเหลืออยู่หรอกนะ”

คำพูดที่เตรียมเถียงอีกฝ่ายกลืนหายเข้าไปในลำคอ เมื่อได้ยินประโยคทิ่มแทงใจของเหตุการณ์นั้น ภาพความทรงจำยังตอกย้ำอยู่ภายในใจทุกครั้งที่พูดถึง



มันเป็นเพราะผมเอง



“แต่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับคุณแล้ว อย่ามายุ่งกับผมอีกเลย” สบตากับอีกฝ่ายเป็นครั้งสุดท้าย และคาดหวังว่าในชีวิตนี้ผมจะไม่ต้องพบเจอกับคนแบบนี้อีก







ผมกลับไปนั่งสงบสติอารมณ์ในรถ พยายามข่มอารมณ์หงุดหงิดที่พลุ่งพล่าน การได้เจอหน้าคนที่เกลียดตั้งแต่หัววันทำให้ผมรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่เริ่มต้นได้แย่ เรื่องไม่ดีต่าง ๆ กำลังจะตามมาติด ๆ กันทั้งวัน ผมภาวนาไม่ให้มันแย่ไปกว่านี้

ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นไม่ได้ลดลงง่าย ๆ ผมจึงเลือกใช้งานมาเป็นวิธีในการเบี่ยงเบนความรู้สึกร้อนรุ่มภายในใจ เผื่อว่าจะช่วยลดอาการอยากซัดหน้าใครสักคน พอคิดได้อย่างนั้นผมจึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็คอีเมล เพื่อตรวจสอบว่าวันนี้คุ้มค่าต่อการเปลี่ยนใจจะกลับเข้าไปทำงานที่บริษัทหรือไม่ เมื่อเห็นอีเมลกว่าร้อยฉบับรวมทั้งปัญหาต่าง ๆ ก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

ระหว่างทางผมพิมพ์ข้อความนัดประชุมทุกแผนกด่วนผ่านทางอีเมล ทุกครั้งที่รถติดไฟแดงผมจะตวัดข้อมือดูนาฬิกาอย่างร้อนใจ ทำไมประเทศนี้การจราจรมันห่วยแตกได้ถึงขนาดนี้

เมื่อมาถึงบริษัท ผมรีบเดินดุ่ม ๆ ไปยังห้องประชุม แต่กลับพบว่าผมเป็นคนแรกที่ไปถึง ทั้งที่ตอนนี้มันเป็นเวลาเริ่มประชุมแล้ว เส้นความหงุดหงิดขาดผึง ตบโต๊ะระบายความหงุดหงิด รีบเดินออกไปยังแผนกที่อยู่ใกล้ห้องประชุมที่สุด และตะโกนด่าเสียงดังลั่นบริษัท

“พวกคุณไม่เห็นอีเมลที่ผมนัดประชุมหรือไงครับ” ผมหยุดพูดเพื่อข่มอารมณ์ให้คงที่ ก่อนจะพูดประโยคถัดไป “ผมต้องเห็นพวกคุณนั่งอยู่ในห้องภายใน 1 นาทีนี้” พูดจบผมก็เดินไปยังแผนกไอทีเพื่อให้พวกเขาเตรียมความพร้อมก่อนเข้าประชุม

การประชุมวันนี้ไม่ได้ดีอย่างที่คิด ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นถูกทิ้งไว้นานโดยไม่มีใครรายงานผม กว่าจะรู้มันก็พอกพูนจนแก้กันไม่ไหว ผมนับไม่ได้ว่าตัวเองออกปากด่าพนักงานในบริษัทไปกี่ครั้ง ผมจบการประชุมด้วยความรู้สึกที่ว่าความค้างคาของปัญหาต่าง ๆ มันยังไม่คลี่คลาย ผมเดินกลับมาที่ห้อง นั่งเขียนบันทึกปัญหาในการประชุมลงในสมุดจดงาน และพยายามคิดแก้ปัญหาไปทีละข้อ ข้อไหนที่คิดวิธีได้แล้วก็เขียนอีเมลส่งไปถึงแผนกนั้น ๆ ให้รับผิดชอบและพิมพ์ขู่ไว้ว่าถ้าไม่ยอมรายงานความคืบหน้าจะให้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ผมนวดขมับและรู้สึกว่าวันนี้ใช้สมองไปเยอะ จึงต้องการคาเฟอีนจากกาแฟมาช่วยบรรเทาอาการปวดสมอง ผมกดต่อสายไปหานนทัช เลขาผู้ที่รู้ใจผมดีที่สุด แต่ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่านนทัชไม่อยู่ ผมต้องไปชงเองสินะ...

ผมพาร่างกายที่อ่อนล้าไปยังห้องครัวของบริษัท ระหว่างทางที่เดินไป จู่ ๆ ประโยค ‘...เงินของบริษัท’ ก็ผ่านเข้าหูผม ผมหยุดชะงักและลดฝีเท้าให้เบาลงเพื่อแอบฟังเสียงพูดคุยของพนักงาน

“ทางนี้ก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่า เงินของบริษัทที่หายไปเป็นฝีมือของอัยย์หรือเปล่า แต่ฉันได้ยินมาแบบนั้นจริง ๆ นะ”

“แต่อัยย์ทำงานเก่งมากเลยนะ บุคลิกก็ไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้น”

ผมที่แอบฟังอยู่กำหมัดแน่น ชั่งใจว่าจะเข้าไปแทรกบทสนทนาเหล่านั้นดีไหม แต่เมื่อได้ยินชื่อของคู่กรณีก็ตบะแตกทันที จึงเดินเข้าไปปรากฏตัวให้พนักงานสองคนนั้นรับรู้ถึงการมีตัวตนของผม เหล่าพนักงานตกใจ ใบหน้าของพวกเขาถอดสีเมื่อผมจ้องหน้าและพูดเค้นหาความจริง

“ผมขอประโยคเมื่อกี้อีกทีสิ”

“อ...อะไรเหรอคะ คุณรัชชานนท์” พนักงานคนนั้นพยายามสะกิดให้เพื่อนอีกคนช่วย แต่ก็พบว่าพื้นที่ข้าง ๆ นั้นว่างเปล่า

“เพื่อนคุณหนีเข้าห้องน้ำไปแล้ว ไหนว่ามาสิ ผมมีเวลาฟังไม่มาก รีบตอบคำถามเดี๋ยวนี้”

“ค... คือว่า..........”

“เร็ว”

“ได้ยินว่าอัยย์ยักยอกเงินบริษัทเราไปค่ะ” พนักงานรีบตอบผมอย่างรวดเร็วตามคำสั่ง ผมพยักหน้ารับรู้แล้วบอกกับพนักงานคนนั้นว่า

“ไปพบผมที่ห้องครับ ผมขอตัวไปชงกาแฟก่อนแล้วจะตามไป”







ผมนั่งอยู่ในห้องโดยมีพนักงานคนนั้นเล่าถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไปได้ยินมาให้ผมฟัง ผมคิดและพิจารณาว่าควรจะเชื่อข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานนี้หรือไม่ เมื่อพนักงานคนนั้นเล่าจบแล้วผมก็ปล่อยให้เธอกลับไปทำงาน ส่วนตัวผมได้ต่อสายไปถึงบริษัทบัญชีชั้นนำที่ทางบริษัทของผมจ้างให้มาทำบัญชีให้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน

“ทางบริษัทของผมได้ข่าวมาว่าพนักงานบัญชีที่ทางคุณส่งมา ทำการตกแต่งบัญชีเพื่อยักยอกเงินบริษัทของผมไป แต่ผมไม่มีหลักฐานทางคุณจะจัดการยังไงครับ”

[มันอาจจะเป็นแค่ข่าวลือก็ได้นะครับ คุณอัยย์ทำงานเก่งมากเลยนะ คุณสมบัติตรงตามที่คุณผู้หญิงต้องการ]

“ก็เก่งไงเลยไว้ใจไม่ได้ ดีนะ ที่บริษัทผมทำกำไรทุกปีจึงไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่ เมื่อตรวจสอบดูคร่าว ๆ แล้ว เงินที่หายไปมันก็ไม่ได้มากนัก แต่ผมก็ไม่ไว้ใจในตัวพนักงานคนนี้ของคุณ”

[ถ้าอย่างนั้น ผมจะเปลี่ยนตัวพนักงานให้ และถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงทางผมจะหาหลักฐานมาให้คุณเป็นการรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทของคุณ]

“แล้วคุณจะหาหลักฐานยังไงครับ”

[ผมเป็นบริษัทบัญชีที่มีชื่อเสียงนะ เรื่องแค่นี้เอง ผมไม่ทำให้ความสัมพันธ์อันยาวนานของบริษัทพวกเราพังลงเพียงเพราะพนักงานคนเดียวหรอกนะ]

“ได้ยินอย่างนั้นผมก็สบายใจ แล้วคุณจะส่งพนักงานคนใหม่มาเมื่อไหร่ครับ”

[คำสั่งของคุณมีผลทันทีในวันนี้ครับ พนักงานคนใหม่จะเริ่มงานวันแรกพรุ่งนี้]

“ขอบคุณครับ ผมรบกวนคุณด้วยนะ”



















วันนี้ผมเจอแต่เรื่องแย่ ๆ มาทั้งวัน พอกลับถึงบ้านก็รีบเดินขึ้นไปที่ห้องนอนของปาณัสม์และต่อสายถึงเจ้าของห้องทันที กลิ่นหอมประจำตัวคนที่ผมคิดถึงลอยอบอวลช่วยบรรเทาความเครียด สุดท้ายแล้วการทำงานก็ไม่ได้ช่วยลดความหงุดหงิดอะไร น่าจะกลับมานอนที่ห้องนี้ตั้งแต่แรก

รอสายไม่นานหน้าของปาณัสม์ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ความเหนื่อยที่มีมาทั้งวันหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้า

“วันนี้เป็นไงบ้างครับคุณรัชชานนท์”

“ไม่ดีเลยสักนิด มีแต่เรื่องน่าหงุดหงิด แล้วคุณล่ะ”

“วันแรกยังติดขัดบางเรื่อง ยังปรับตัวกับสถานที่ทำงานไม่ได้ แต่เดี๋ยวคุณแม่จะส่ง Outsource มาช่วยวางระบบให้ง่ายขึ้นครับ” พอผมได้ยินแบบนั้นก็สบายใจขึ้นมา โครงการใหม่ที่ผมรู้มาจากแม่มันคือการทำงานร่วมกันของพนักงานจากหลาย ๆ บริษัท ผมเป็นห่วงเรื่องสังคม ยิ่งคนเยอะยิ่งมากความ

“มีเพื่อนบ้างหรือยังครับ” ผมถามเพราะสังเกตเห็นว่าปาณัสม์ใส่ปลอกคอ ซึ่งตั้งแต่ที่ผมรู้จักปาณัสม์มา เขาไม่เคยใส่ให้ผมเห็นเลยสักครั้ง

“ยังเลยครับ ไม่ค่อยได้คุยกับใครเท่าไหร่ วันนี้ก็วุ่น ๆ อยู่กับการวางระบบคน”

“แล้วทำไมวันนี้ถึงใส่ปลอกคอล่ะ” คนในสายยกมือขึ้นจับปลอกคอทันทีที่ผมถามถึง ปาณัสม์ยิ้มและพูดถึงเรื่องนี้อย่างปกติ

“ผมใส่แค่เวลาไปทำงานอยู่แล้วครับ วันนี้กลับบ้านมาแล้วรับสายคุณทันที เลยยังไม่ได้เอาออก มันดูแย่หรือเปล่าครับ”

“ก็ดีแล้ว มันจะได้ปลอดภัย”

หลังจากนั้นบทสนทนาของเราสองคนเป็นการพูดถึงเรื่องทั่ว ๆ ไป มีทั้งเรื่องที่ดีบ้างแย่บ้าง เป็นเรื่องปกติของชีวิต ปาณัสม์เมื่อรู้ว่าผมเจอเรื่องเครียด ๆ จากที่ทำงานก็พยายามหาเรื่องตลกมาเล่าให้ผมฟัง นอกเหนือจากนั้นคือการชวนคุยเรื่องของกินและสถานที่ที่อยากไป ผมนั่งฟังถ้อยคำเหล่านั้นอย่างตั้งใจ

ผมมองริมฝีปากบางที่ขยับพูดจาไม่หยุด พลันนึกถึงวันแรกที่เราจูบกันขึ้นมา สุดท้ายแล้วในวันที่แย่ การได้พูดคุยกับคนที่เราสบายใจก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดนั่นแหละนะ ต่อให้เป็นกลิ่นหอมหรือคำว่าคู่แท้ ก็คงสู้รอยยิ้มจากคนตรงหน้าไม่ได้



“ผมอยากไปหาคุณจังเลยครับปาณัสม์”







// ถ้ามีลูกแล้วยังจะดุแบบนี้อยู่ไหมพ่อ 5555555555555555555555555555555555555555

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ HamsteR

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 128
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ปาณัสม์ ‘s part

“ครับ... คุณก็สู้ ๆ นะครับวันนี้” ผมอมยิ้มให้กับคำพูดให้กำลังใจจากคนในสายโทรศัพท์มือถือ ต่างคนต่างบอกลากันเพื่อแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง พักหลังมานี้คุณรัชชานนท์ชอบโทรมางอแงให้ผมฟังอยู่บ่อย ๆ เอ... ใช้คำว่างอแงได้ไหมนะ คนหล่อ ๆ แบบเขาคงไม่โกรธในคำที่ผมใช้อธิบายพฤติกรรมน่ารัก ๆ แบบนั้นหรอกมั้ง “ไว้ถึงบ้านแล้วผมจะรีบโทรหานะครับคุณรัชชานนท์” เสียงนุ่มทุ้มของเขาดังลอดออกมาในเชิงตอบรับ ผมกดวางสายนั้น สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ๆ

วันนี้ต้องเข้าประชุมร่วมกับทีมงาน เริ่มงานมาได้แค่สองวันก็พบเจอปัญหาร้อยแปดพันเก้าเสียแล้ว เนื่องจากโครงการที่ทางบริษัทของคุณรัชชานนท์นั้นเป็นผู้ริเริ่มมันเป็นในทำนองที่ว่า หลาย ๆ บริษัทมารวมตัวกันลงทุนในภาคธุรกิจท่องเที่ยว ทำให้การทำงานยังไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ต่างคนต่างยังปรับตัวเข้าหากันไม่ได้ คุณรัชชานนท์ได้บอกรายละเอียดที่เหลือให้ผมรู้ไว้บ้างแล้ว เขากำชับว่าให้ระมัดระวัง สังคมคนยิ่งเยอะยิ่งมากความ นี่ผมลอกคำพูดเขามาเลยนะเนี่ย



เห็นว่าจะต้องเชื่อในคำพูดของเขาแล้วล่ะ



ผมนั่งฟังการประชุมต่อไปเรื่อย ๆ อย่างตั้งใจ จดงานลงในสมุดบันทึก และทำความเข้าใจในปัญหาต่าง ๆ ให้เร็ว เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจัดการลูกทีมของผมให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะที่ผมกำลังตั้งอกตั้งใจฟังการพูดเกี่ยวกับระบบต่าง ๆ ในที่ทำงานอยู่นั้น มือของคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เลื่อนมาบีบคลึงต้นขาของผม ร่างกายต่อต้านสัมผัสหยาบโลนนั้นตามสัญชาตญาณ ผมสะดุ้งตกใจจนเผลอปัดของบนโต๊ะร่วงหล่น แต่ยังดีที่มันเป็นพวกปากกาและเอกสาร

“คุณปาณัสม์ มีอะไรหรือเปล่าครับ” การประชุมหยุดชะงักลงทันทีที่ผมขยับตัว ผมพยายามอดทน และพูดบอกให้เขาดำเนินการประชุมต่อไปได้ ใช้สายตาตวัดมองเพื่อนร่วมงานที่ทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้แต่มือยังลูบไล้ขาผมไม่เลิก

“หยุดการกระทำหน้าไม่อายของคุณก่อนที่ผมจะหมดความอดทนนะครับ” ผมกัดฟันเค้นเสียงพูดใส่ผู้ชายตัวโตข้างกาย ฝ่ามือนั้นหยุดลง เมื่อเห็นว่าคงไม่โดนทำตัวรุ่มร่ามใส่แล้วก็รีบกลับมาตั้งสติฟังการประชุมต่อไปเรื่อย ๆ แต่มันก็ไม่ได้สบายใจเหมือนในตอนแรก ผมเริ่มหวาดระแวงว่าจะมีใครเข้ามาทำร้ายหรือสัมผัสตัวอีกหรือไม่ เนื้อหาการประชุมจึงมีบ้างที่จับประเด็นไม่ได้

“ผมขอจบการประชุมไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ”

เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ผมตั้งใจว่าจะรอให้ผู้คนเดินออกไปจากห้องประชุมจนหมดเสียก่อน ระหว่างที่รอคนทยอยออกจากห้องประชุมก็นั่งอ่านเนื้อหาที่จดไว้คร่าว ๆ ผมคงติดอยู่ในวังวนความตั้งใจมากไปจนไม่ทันได้ระมัดระวังหลังคอ แรงดึงรั้งที่ปลอกคอทำให้ผมเผลอฟาดท่อนแขนปัดไปโดนร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ผมหันไปมองใบหน้าของเขา เป็นอัลฟ่าตัวโตที่ส่งสายตาเจ้าชู้สื่อความหมายบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกต่อต้าน ท่อนแขนนั้นวางทาบลงกับโต๊ะ เพื่อกักขังไม่ให้ผมหลบหนีไปได้

“น่ารักอย่างที่พวกนั้นบอกจริงด้วย” ใบหน้านั้นก้มลงเหมือนจะซุกซอกคอ ผมเห็นแบบนั้น จึงรีบยกมือขึ้นดันอกอีกฝ่ายทันที

“อย่านะ! ผมจะรายงานพฤติกรรมคุณกับทางบริษัท” ผมแยกเขี้ยวขู่ชนชั้นที่สูงกว่าอย่างไม่กลัวตาย แววตานั้นจ้องมองผมก่อนจะโชว์คมเขี้ยวแหลมออกมา มันสื่อความหมายถึงสิ่งที่ต้องการ มันคือการสร้างพันธะและการกระทำเกินเลยมากกว่านั้น ต่อให้ผมต้องเจ็บตัว ผมก็ยอม ยอมรอดจากการกระทำเลวทรามที่คิดไม่ถึงว่าจะเจอมันรวดเร็วเช่นนี้ ไม่อยากยอมรับว่าโลกใบนี้โหดร้ายมากกว่าที่คิด

ผมตัวสั่นด้วยความกลัว ไหนจะกลิ่นคุกคามที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาเพื่อข่มผมอีก ใบหน้าที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงคืบยิ้มมุมปากก่อนจะหัวเราะออกมา “ถ้าคิดจะตะโกนเรียกให้คนมาช่วย ทำไปเถอะครับ คนที่อยู่ข้างนอกเป็นเพื่อนผมทั้งนั้น ขอบคุณบริษัทคุณรัชชานนท์ที่ส่งผู้จัดการโอเมก้ามาให้ถึงมือ” ผมเบิกตากว้างกับสิ่งที่ได้ยิน ความคิดของเขาทำไมถึงได้สกปรกเช่นนี้ “การทำงานจะได้สนุกขึ้น”



พลั่ก!!



ผมถีบร่างใหญ่โตนั้นกระเด็นติดกำแพง เจ้าตัวดูตกใจไม่น้อย คงไม่คิดว่าผมจะกล้าทำอะไรแบบนี้ ผมอาศัยจังหวะนั้นรีบวิ่งไปที่ประตู ผู้ชายสามสี่คนยืนจ้องมองผมหัวจรดเท้า



แม่งเอ๊ย...



หน้าคุณแม่ลอยมา ผมนึกกล่าวขอโทษท่านในใจ เริ่มงานไม่กี่วันก็ก่อปัญหาแล้ว



“ถ้าพวกคุณไม่หยุดผมจะรายงานพฤติกรรมพวกคุณทันที” ผมจ้องหน้าพวกเขา “ผมทำจริงนะครับ”

“เป็นแค่ชนชั้นต่ำกว่า จะทำอะไรได้” ผมก้าวถอยหลังกลับเข้าไปในห้องประชุมเมื่อเห็นว่าร่างใหญ่โตพวกนั้นเดินเข้ามาใกล้ ศิลปะการต่อสู้ที่ไปร่ำเรียนมาคงได้เอาออกมาใช้ก็วันนี้แหละ ถ้าพวกเขาไม่หยุด ผมก็ต้องสู้เพื่อปกป้องตัวเอง “ผมเพิ่งรู้นะครับ ว่าบริษัทคุณรับโอเมก้าเข้าทำงานด้วย”



แล้วมันจะทำไมกันนัก



ผมเกลียดแสนเกลียดคำพูดดูถูกพวกนั้น



“เมื่อวานพวกผมก็บอกไปแล้วไงครับคุณปาณัสม์ ว่าชนชั้นแบบพวกคุณถ้าจะได้ขึ้นมาตำแหน่งสูงขนาดนี้ได้ก็คงไม่ได้มีดีแค่ความสามารถในการทำงานหรอกใช่ไหม” ผมหลบหนีการแตะเนื้อต้องตัวจากพวกเขาทุกทาง โกรธในคำพูดพวกนั้น คำพูดตัดสินผู้อื่นด้วยถ้อยคำแบบนั้น “ให้พวกผมดูหน่อยสิว่าคุณเก่งอะไรบ้าง”

ผมเตรียมตัววาดหมัดชกร่างตรงหน้า แต่แล้วเสียงของใครบางคนกลับหยุดการกระทำเหล่านั้นไว้

“เขาก็คงมีดีกว่าพวกคุณ ทำตัวกร่างในที่ทำงานไม่ไว้หน้าบริษัทของตัวเองเลยนะครับ”

“อัยย์...” ผมมองร่างที่ยืนกอดอกอยู่ตรงหน้าประตูห้องประชุม หมาหมู่เริ่มทำตัวอ่อนลง ถอยห่างจากตัวของผม

“ผมจะส่งรายงานฟ้องผู้บริหาร ยังไงเรื่องที่คุณรังแกพนักงานต่างบริษัทก็ร้ายแรงพอที่จะไล่พวกคุณออก แถมยังเป็นเรื่องพฤติกรรมน่ารังเกียจแบบนี้ด้วย” คนที่เข้ามาช่วยผมไว้ส่งสายตามาสบกัน ผมภาวนาขอให้ทุกอย่างจบลงไว้เพียงเท่านี้ “เลือกเอา ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็เดินออกไปจากห้องประชุม แล้วผมจะไม่รายงานให้เบื้องบนรับรู้”

ผู้คนที่คิดจะเข้ามาทำร้ายผมต่างพากันเดินออกไปจากห้องประชุมโดยเร็ว ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก คิดว่าจะต้องลงไม้ลงมือ ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงสร้างเรื่องให้ทางคุณรัชชานนท์ตามแก้ไม่ไหว

“ขอบคุณนะครับ” ผมเดินเข้าไปหาผู้มีพระคุณเพื่อกล่าวขอบคุณ เขาเป็นคนตัวเล็กน่ารัก ส่วนสูงไล่เลี่ยกัน รอยยิ้มน้อย ๆ ถูกส่งมอบมาให้ ผมยิ้มตอบไปตามมารยาท

“ไม่เป็นไรครับ ผมชื่ออัยย์นะ”

“ขอบคุณอีกครั้งนะครับคุณอัยย์ ส่วนผมปาณัสม์” พวกเราจับมือทักทายกันตามมารยาททางสังคม ผมไม่คิดว่าตัวเองจะต้องสานสัมพันธ์กับใคร เลยไม่นึกว่าจะโดนรั้งตัวไว้

“ใกล้เที่ยงแล้ว ไปทานข้าวกันไหม” ผมชั่งน้ำหนักของใจ มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ การไปไหนมาไหนกับคนที่เพิ่งรู้จักกันทำให้ผมรู้สึกเกรงใจอยู่ไม่น้อย “ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ผมอยากสนิทกับคุณนะ ผมเองก็คุยกับใครลำบากเพราะเป็นโอเมก้าเหมือนกัน”

“ได้ครับ แต่ผมขอตัวกลับไปเก็บของก่อนนะ เจอกันหน้าบริษัทครับ”

“โอเคครับ”



หลังจากที่แยกตัวออกมาเก็บของที่ห้องทำงาน ความรู้สึกคุ้นกลิ่นตรงปลายจมูกกำลังก่อกวนหัวใจของผม มันเป็นกลิ่นจาง ๆ เหมือนเคยได้กลิ่นมาก่อนแต่จำไม่ได้แล้วว่าตอนไหน ผมพยายามเค้นหาความทรงจำ แต่ก็ไม่พบ คงทำได้แค่ปล่อยมันไป ไม่ต้องไปนึกถึงมันอีก













“ทานข้าวหรือยังครับปาณัสม์” ระหว่างที่ยืนรอเพื่อนใหม่ ผมได้ต่อสายไปถึงคุณรัชชานนท์ ราวกับเขาเฝ้ารอกันอยู่ เสียงรอสายดังอยู่ไม่นานเขาก็กดรับทันที เสียงนุ่มทุ้มที่ผมเฝ้าคิดถึงไถ่ถามเหมือนเช่นทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นทำอะไรอยู่ ทานข้าวหรือยัง เหนื่อยไหม เป็นคำถามประจำวันที่ผมเฝ้ารอ

“ยังเลยครับ แต่ว่ากำลังจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

“มันเลยเวลาพักไปหลายนาทีแล้วนะครับ เอาแต่ทำงานไม่ยอมดูแลตัวเอง กินข้าวไม่ตรงเวลา” ผมส่ายหัวให้กับถ้อยคำยืดยาวเหล่านั้นของเขา

“ไม่ใช่สักหน่อย ผมรอเพื่อนต่างหาก”

“มีเพื่อนแล้วเหรอ เก่งมากครับ”



เก่งอะไรกันหนอ...



“แค่มีเพื่อนนี่เก่งแล้วเหรอครับ” ผมถามคนในสาย เก่งอะไรกัน แค่มีเพื่อนเอง

“เก่งสิ คุณกำลังปรับตัวได้ แล้วเป็นไงบ้างครับ” ผมหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าขึ้นมาในทันที ถ้าพูดออกไปคุณรัชชานนท์ต้องโกรธจนควันออกหูแน่ ๆ งั้นเก็บไว้เล่าให้เขาฟังตอนที่กลับถึงบ้านแล้วดีกว่า กลัวอารมณ์ของเขาจะไปกระทบกับงานที่บริษัท

“ดีครับ” ถึงจะไม่ใช่แบบนั้นก็ตาม ผมยกมือขึ้นลูบลำคอของตัวเอง ต้องพูดให้เขาสบายใจไปก่อน “ผ่านไปได้แล้วครับช่วงเช้า รอสู้รบช่วงบ่ายต่อ”

“มีปัญหาอะไรก็บอกผมนะปาณัสม์ ผมเป็นห่วง”

“ได้ครับ ผมจะบอกคุณเป็นคนแรก ๆ เลย”

“ผมขอตัวไปตามงานก่อนนะครับ ใกล้หมดเวลาแล้ว”

คุณรัชชานนท์วางสายไปหลังจากพูดลา อย่างน้อยในวันที่แย่ก็ยังมีส่วนที่ดีอยู่ การได้คุยกับคนที่คิดถึงมันเยียวยาได้ทุกสิ่ง ก็คงจะจริง

“รอนานไหมครับ” ผมหันกลับไปมองตามเสียงนั้น เห็นคุณอัยย์ยกมือขึ้นไหว้ขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ “ขอโทษนะ พอดีหัวหน้าโทรมาคุยงานด้วย”

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องขอโทษผมหรอก”







คุณอัยย์พาผมเดินหาร้านอาหารใกล้ ๆ ที่ทำงาน แถวนี้ร้านค้าเยอะ บรรยากาศดี ผมแอบจดจำร้านในใจไว้ อยากชวนคุณรัชชานนท์มาด้วยกัน พอคิดได้แบบนั้นก็หยุดเดินเพื่อเก็บรูปบรรยากาศโดยรอบไว้ จัดการกดส่งรูปภาพไปยังห้องแชทของเขา ยังไงก็ต้องได้มา มันคือความมุ่งมั่นของผมเอง

“ร้านนี้ดีไหม” คุณอัยย์ชี้ให้ดูร้านอาหารญี่ปุ่น ผมพยักหน้าตอบรับ ผมรู้สึกหิวมาก ๆ ช่วงเช้าก่อนเข้าประชุมก็ลืมทานข้าว ตอนนี้ใครชวนกินอะไรผมกินได้หมด ขอแค่อร่อยก็พอ

เมื่อพากันเดินเข้าร้านไป พวกเราช่วยกันเลือกมุมนั่งที่คิดว่านั่งแล้วมันสบายใจที่สุด ไม่รู้ว่าใครเป็นแบบผมหรือเปล่า ความรู้สึกสบายใจมันต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก การเลือกที่นั่งในร้านอาหารเช่นเดียวกัน ถ้าเลือกนั่งกลางร้านเกินไปก็ไม่ชอบ หน้าประตูทางเข้าออกก็ไม่สบายใจอีก ขอแบบริม ๆ ใกล้หน้าต่างกำลังดี ผมพาเขาเดินไปยังโต๊ะที่ต้องการ จัดการอ่านเมนูอาหาร พนักงานยืนรอรับเมนูอยู่ใกล้ ๆ

ผมสั่งไข่ม้วนกับข้าวหน้าแซลมอนไข่ดองไป ช่วงนี้ร่างกายต้องการไข่ดอง เวลาว่าง ๆ ชอบนอนดูคนทำอาหาร เหมือนเป็นช่วงที่คนนิยมกันด้วย คุณอัยย์บอกสิ่งที่ต้องการกับพนักงาน ผมนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ หิวจนเกือบจะแทะโต๊ะได้อยู่แล้ว

“คุณปาณัสม์เป็นคนของคุณรัชชานนท์เหรอ” คำว่า ‘คนของคุณรัชชานนท์’ ทำให้ผมเผลอทำหน้าตาเลิ่กลั่ก อ่า... เขาหมายถึงเรื่องงานแหละ

“ใช่ครับ”

“ผมต้องขอโทษพนักงานในเครือบริษัทผมด้วยนะ”

“ม...ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ” ทำไมต้องขอโทษแทนพวกนั้นกันนะ ไม่ใช่ความผิดของเขาสักหน่อย “อีกอย่าง... ไม่ต้องเรียกผมว่าคุณก็ได้นะครับ เรียกปาณัสม์เฉย ๆ ได้เลย”

“เอาแบบนั้นก็ได้ งั้นเรียกผมว่าพี่นะ ไม่ต้องเรียกคุณเช่นกัน”

“ครับพี่อัยย์” เราสองส่งยิ้มให้กัน มิตรภาพในที่ทำงาน ถ้ามันดีมาก ๆ สังคมก็จะดีขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เพื่อนร่วมงานดีชีวิตดีไปกว่าครึ่ง ผมภาวนาให้หลังจากนี้ ชีวิตการทำงานของผมสงบลง ปัญหาน้อยและไม่มีอุปสรรคยาก ๆ เข้ามา



พวกเราจัดการของคาวเสร็จก็ตามต่อด้วยของหวาน นอกจากนั้นผมยังขอสั่งเพิ่มเติมคือผลไม้ ขาดไม่ได้เลย ผมกินผลไม้บำรุงร่างกายบ่อยจนทำให้มันเป็นสิ่งที่ชอบไปแล้ว ผมนั่งเคี้ยวผลไม้ระหว่างรอของหวาน สายตาทอดมองไปยังภาพพ่อ แม่และลูกนอกกระจก ผมยิ้มให้กับใบหน้าน่ารัก แก้มกลม ๆ ของเด็กน้อยคนนั้น ยิ้มกว้างไม่เห็นฟัน น่าเอ็นดูมากจริง ๆ

“มีลูกแล้วภาระมากขึ้นน่าดูเลย” ผมหันกลับมามองคนตรงหน้า พี่อัยย์มองไปยังครอบครัวที่ผมมองอยู่ก่อนหน้านั้น “หนักมากแม้แต่ตอนอุ้มท้องและตอนคลอดออกมา”

ผมก้มลงมองฝ่ามือของตัวเองที่สั่นนิด ๆ ผมกำมัน หวังว่ามันจะลดอาการสั่นเทานั้นลงไปได้ไม่มากก็น้อย “ผมว่ามันคงแล้วแต่คนด้วย” ผมพูดออกไปอย่างนั้น ก่อนหันกลับไปจ้องมองภาพที่ทุกคนยิ้มให้กัน “สิ่งที่ผมเห็นในตอนนี้คือพวกเขามีความสุขด้วยกัน”

“ปาณัสม์ดูชอบเด็กนะ”

ผมยิ้มให้กับคำพูดนั้น “ชอบครับ และเด็กต้องไม่ใช่เด็กดื้อด้วย”

“นั่นสิ แค่คิดก็ปวดหัวแล้วเรื่องเลี้ยงเด็ก”

ผมไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น เอาแต่นั่งเท้าคางมองไปยังแก้มกลม ๆ น่าฟัดนั้น มันคงจะนุ่มน่าดูแก้มของเด็กเล็ก สายตากลมโตยามที่มองไปยังคนเป็นพ่อและแม่ ไหนจะเสียงเรียกชื่อที่ใสราวกับระฆังแก้ว

ผมหลุบสายตาลงมองสองฝ่ามือของตัวเอง



นิ่งนาน...



“สิ่งที่ดีที่สุด มันคงจะเป็นความรู้สึกมั่งคง ไม่ว่าจะเป็นจากพ่อ แม่หรือลูก มันจะต้องไม่เป็นอะไรนับต่อจากนี้” ผมพูดมันออกมาเสียงเบาราวกับกระซิบ















วันนี้ผมเลิกงานดึกกว่าทุกวัน ปัญหาในการทำงานมีเข้ามาให้ผมแก้ไม่หยุด ถึงจะไม่โดนแกล้งเหมือนเมื่อเช้าแต่การสื่อสารกันในทีมงานนั้นเป็นไปได้ยาก อาจจะเพราะผมที่เป็นโอเมก้า ชนชั้นต่ำสุดของห่วงโซ่ ยามที่เพื่อนร่วมทีมชนชั้นอื่นได้รับคำสั่งของผมไปมันจึงค่อนข้างยากที่จะได้ตามที่หวัง ผมเดินกลับบ้าน มันไม่ไกลจากที่ทำงาน แต่ตอนนี้ทุกอย่างดูหนักอึ้งจนผมรู้สึกอยากพัก ผมกลัวว่าจะทำได้ไม่ดี กลัวทำให้คุณแม่ผิดหวัง ทุกคนดูทุ่มเทที่จะสร้างโครงการนี้ อีกทั้งเนื้องานมันดี ที่พักสวยงามคุ้มราคา แต่เบื้องหลังการบริหารตอนนี้กลับไม่แข็งแรงอย่างที่หวัง



มันเป็นเพราะผมใช่ไหม



ผมหยุดยืนกลั้นก้อนสะอื้นที่วิ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่อก พยายามฝืนไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ผมต้องอดทน เดี๋ยวมันก็คงผ่านไปเหมือนทุกครั้ง



ใช่ไหม?



ไม่มีใครตอบได้ แม้แต่ตัวของผมเอง ผมพาร่างพัง ๆ ของตัวเองมานั่งหงอยอยู่ในสวนสาธารณะ รู้สึกโดดเดี่ยว ยังไม่อยากกลับไปบ้านของตัวเองในตอนนี้เลย เพราะพื้นที่มันกว้างเกินไป มันอ้างว้างมากกว่าที่คิด นึกถึงห้องนอนที่บ้านคุณรัชชานนท์ กับช่วงเช้าตรู่ที่ผมมักจะเดินสวนกันในห้องครัว ถึงจะไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้นระหว่างเรา แต่มันทำให้ผมรู้สึกว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนเกิดมาเพื่อคู่กับผม ผมไม่ได้ตัวคนเดียว ผมคิดถึงทุกอย่างที่บ้านหลังนั้น แม้แต่ควันบุหรี่และกลิ่นเหม็นน่ารำคาญของมัน



ผมไม่อาจเรียกรังนอนในตอนนี้ว่าบ้านได้เต็มปาก



เพราะมันไม่มีพื้นที่สบายใจให้กับผม



ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาคุณรัชชานนท์ ต่อให้ผมจะหลุดร้องไห้ออกมาราวกับเด็กก็ตาม ผมอยากได้ยินเสียงของเขา



ไม่นานนักเขาก็รับสาย...



“กลับถึงบ้านหรือยัง”

เพียงแค่นั้น... กำแพงในใจที่สูง กลับพังทลายลงมา ผมเห็นตัวเองในตอนที่ยังเป็นเด็กยืนร้องไห้อย่างโดดเดี่ยว ในตอนนี้ผมกลับไปเป็นเช่นนั้น

เสียงที่เฝ้าคิดถึงเขย่าทุกความรู้สึกของผมจนพังไม่เหลืออะไร ไม่มีอีกแล้วความเข้มแข็ง ผมยกมือขึ้นปิดหน้าปล่อยเสียงร้องไห้ออกมาราวกับจะขาดใจ ความเงียบยามสามทุ่มครึ่งทำให้คำพูดอัดอั้นของผมชัดเจน

“อยากกอดจังเลย...” ผมเค้นเสียงสะอื้นพูดในสิ่งที่ต้องการออกไปให้เขารับรู้ ฝากลมฝากฟ้า หรือหมู่ดาวที่กำลังส่องแสงบนน่านฟ้ายามราตรีให้พาความเศร้าโศกของผมหายไป คุณรัชชานนท์อยู่รับฟังทุกอย่าง คนที่ผมรู้สึกสบายใจที่สุดทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี น้ำเสียงทุ้มขับกล่อมให้อารมณ์อ่อนไหวเริ่มกลับมาคงที่ ถ้อยคำปลอบโยนสลักไว้ในหัวใจของผมว่าต่อให้โลกจะร้ายกับผมยังไง มันยังมีคนที่จะคอยอยู่เคียงข้างผม



“วันอาทิตย์ เดี๋ยวผมจะไปหาคุณ รอผมหน่อยนะคนดี”











// ยามที่โลกใจร้ายกับเรา มันไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องเปลี่ยนไปเป็นคนใจร้าย ร้องไห้ออกมาถ้าอยากร้อง เสียใจก็รู้สึกไปแบบนั้น เพราะเราเป็นมนุษย์นี่นา ไม่แย่หรอกที่จะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง




ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
พวกคุณคิดว่าผมจะเชื่อในคำว่าทุกอย่างกำลังไปได้ดีและไม่มีปัญหาอะไรจากปากของปาณัสม์หรือไม่ ในทุก ๆ วันผมถามไถ่เกี่ยวกับความเป็นไปของใครอีกคน ไม่ว่าจะเป็น งานเรียบร้อยไหม ทานข้าวหรือยัง เจอคนทำตัวไม่ดีในที่ทำงานหรือเปล่า ถามเพื่อให้เขาได้มีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวมากมายให้ผมฟัง ทางปาณัสม์บอกกับผมว่าทุกอย่างกำลังดีขึ้น แต่ไม่รู้ทำไม ยิ่งผมฟังคำว่าทุกอย่างเป็นปกติดีบ่อยครั้งมากเท่าไหร่ ใจของผมกลับไม่คิดเช่นนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าผมรู้ดี ว่างานที่ผมทำ ตำแหน่งที่ผมยืน มันมีอะไรมากมายที่ต้องรับมืออยู่ตลอดเวลา การมองจากยอดพีระมิดมันมองเจาะลึกลงไปถึงโครงสร้างไม่หมดอยู่แล้ว ภายในพีระมิดแต่ละขั้นมีสิ่งที่ซ่อนเร้น ยากที่จะคาดเดา ว่าเบื้องหลังบริษัทยักษ์ใหญ่ระบบโครงสร้างงานนั้นมีสิ่งที่เรียกว่าความเหลื่อมล้ำค้ำอยู่ ภายในบริษัทที่ผมดูแลผมจัดการมันได้ คำสั่งของผมมีผลรวดเร็ว มันมีน้ำหนักและศักดิ์สิทธิ์มากพอที่จะจับบังคับให้พนักงานเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเอง แต่สถานที่ที่ปาณัสม์ไป ถึงแม้ว่ามันจะเป็นโครงการที่ทางบริษัทผมริเริ่ม แต่ผู้คนจากหลายบริษัทมารวมตัวกันนั้นมันยากที่จะกำกับดูแล ถ้าหากคนของผมได้รับอันตราย กระบวนการตัดสินมันไม่ได้ตกอยู่ที่ผมเพียงคนเดียว

ผมนึกถึงวันที่เจ้าตัวเล็กโทรมาร้องไห้ระบายความในใจกับการทำงานในสถานที่ใหม่ ปาณัสม์พูดทุกอย่างที่อยู่ภายในใจว่าทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่หวัง เจ้าตัวกลัวว่าจะทำงานต่อไปไม่ได้เพราะพนักงานจากบริษัทอื่นที่เข้ามาร่วมทีมด้วยไม่ยอมให้ความร่วมมือ ผมรับรู้ปัญหานั้น และเก็บมันไว้จัดการทีหลังโดยกระทำทุกอย่างผ่านอำนาจของผม สิ่งแรกที่ผมทำไม่ใช่การต่อสายหรือเขียนรายงานส่งไปยังบริษัทร่วมโครงการ แต่มันคือการถือสายเฝ้าฟังน้ำเสียงสะอึกสะอื้นนั้นระบายความเหนื่อยล้าออกมา ผมตั้งใจฟังและพูดให้กำลังใจผ่านโทรศัพท์มือถือ ผมคิดไว้ว่าจะอดทนรอให้ถึงวันอาทิตย์ แต่คำออดอ้อนว่าอยากกอดผมมันกลับทำให้ผมคิดเปลี่ยนใจในทันที ผมจะเข้าไปหาปาณัสม์ก่อนวันนัดหมาย

“สวัสดีครับ” ผมต่อสายไปถึงเลขาส่วนตัว “นนทัช ผมขอเลื่อนการประชุมโครงการใหม่เข้ามา เป็นวันพรุ่งนี้”

“ได้ครับคุณรัชชานนท์ แล้วเมื่อไม่นานมานี้คุณผู้หญิงพูดถึงการนัดคุยงานกับทางหุ้นส่วนด้วยครับ”

“วันที่เท่าไหร่ครับ” ผมนิ่งฟังการประชุมที่จู่ ๆ ก็ผุดขึ้นมาติด ๆ กันในช่วงนี้ นนทัชแจงวันและเวลาให้ผมทีละงาน “เดี๋ยวผมจะเตรียมตัวออกเดินทางคืนนี้ รบกวนคุณจองห้องพักให้ผมด้วยนะครับ แล้วอย่าลืมเอกสารที่ผมกำชับคุณ หลังจบการประชุมในวันพรุ่งนี้เช้า ผมจะเข้าไปเอา”

“ครับคุณรัชชานนท์ คุณผู้หญิงกำลังเตรียมนัดวันประชุมให้นะครับ”

ผมตอบรับถ้อยคำนั้น ก่อนที่จะกดวางสายไป รีบจัดการตรวจเอกสารและส่งต่อมันไปยังแผนกต่าง ๆ ผมทำงานแข่งกับเวลา ถึงจะหนักหน่อยแต่ถ้าหากมันสามารถเจอหน้าปาณัสม์ได้ไวขึ้น ผมก็ยินดีที่จะทำมัน



ผมเดินทางเข้าสู่ตัวจังหวัดที่หมายในเวลาเกือบตีสาม เมื่อมาถึงสถานที่พักแล้ว จึงพาร่างกายทีเหนื่อยล้าจากงานและการเดินทางมุ่งตรงไปยังห้องนอนที่นนทัชได้จองไว้ให้ พนักงานในความรับผิดชอบของผมเมื่อเห็นว่าผมมาถึง ต่างพากันวิ่งเข้ามากล่าวคำทักทายและให้ความช่วยเหลือผมทันทีที่เห็นกัน

ผมกล่าวขอบคุณและขอโทษพวกเขาที่มาถึงเสียเวลานี้ จริง ๆ แล้วผมไม่คิดมากกับงานบริการ แต่ดูเหมือนนนทัชจะแจงทุกอย่างไว้เพื่อเตรียมการต้อนรับผมไว้หมดแล้ว



หวังว่าพรุ่งนี้ สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดสำหรับการเข้าประชุมในครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จ















การประชุมผู้บริหารจากหลายบริษัทที่เข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างดุเดือด บรรยากาศภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยการถกเถียงและการใส่อารมณ์ กลิ่นกดดันที่ถูกแผ่รังสีออกมาตีกันยุ่งเหยิงไปหมด ผมนั่งกอดอกจ้องมองผู้บริหารที่หมายจะเล่นงานเขาเรื่องพฤติกรรมของพนักงาน ผมเคาะนิ้วไปตามจังหวะการนับเลขเพื่อสงบสติอารมณ์ ถ้อยคำมากมายที่เขาพูดออกมาแก้ต่างให้พนักงานเริ่มทำให้ผมรู้สึกโมโหขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมดมันไม่ตรงกับหลักฐานที่ผมได้มาเลยสักนิด

“พนักงานบริษัทที่ถูกส่งตัวมาที่นี่ล้วนมีฝีมือกันทั้งนั้น”

“มีฝีมือแล้วยังไงต่อครับ” ห้องประชุมเงียบกริบเมื่อผมพูดออกมา “บริษัทของคุณ คัดคนก่อนเข้าร่วมโครงการจริงหรือ”

ผมจ้องหน้าผู้บริหารคนนั้นก่อนยกยิ้มที่มุมปาก ไม่มีใครพูดต่อจากคำถามนั้นของผม เสียงส่วนมากเห็นตรงกันว่าพนักงานจากบริษัทเขาทำตัวแย่มากแค่ไหน

“ผมขอให้คุณเปลี่ยนตัวพนักงานใหม่ ถ้าหากยังต้องการร่วมงานกันขอให้คำสั่งมีผลภายในวันนี้ก่อนเที่ยงวัน” ผมออกคำสั่งกลางห้องประชุมเสียงเข้ม “ถ้าไม่ทำก็ถอนตัวออกไปครับ คนของผมลำบากมาเยอะเพราะถูกพนักงานของคุณทำพฤติกรรมแย่ ๆ ใส่”

“เป็นทางคุณไม่ใช่หรือที่ส่งผู้จัดการโอเมก้าเข้าร่วมโครงการ ถ้าหากคิดว่าจะส่งชนชั้นต่ำสุดเข้ามา คุณควรจะมีมาตรการป้องกันพนักงานของคุณ”



มันพูดอะไรออกมาวะ



“พนักงานบริษัทผมไม่ใช่ชนชั้นนั้นยังถูกพนักงานของคุณทำร้ายร่างกายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” ผู้บริหารหลาย ๆ คนเริ่มยกมือขอออกความเห็นและพูดต่อว่าบริษัทที่มีปัญหาเยอะที่สุดในขณะนี้

เสียงพูดคุยในห้องประชุมดังขึ้นมา ในประโยคพูดเหล่านั้นเป็นไปในทางเดียวกันหมด อยากจะหัวเราะออกมาให้กับความคิดไร้ความรับผิดชอบ อยู่ดี ๆ ก็อย่างให้ผมออกมาตรฐานป้องกันพนักงานให้ดีกว่านี้เพื่อที่จะอยู่ร่วมกับคนที่ไม่คิดแม้แต่จะปรับปรุงหรือรับรู้ว่าตัวเองทำผิด

ผมเขียนรายงานส่งไปเพื่อยื่นเรื่องต่อไปในส่วนของการเปลี่ยนพนักงานภายในทีมงานของปาณัสม์ ระบุเจตนาและความต้องการชัดเจน ผู้บริหารคนอื่นเริ่มลงนามตามสมควร ก่อนจบประชุมผมกำชับให้ทุกอย่างเสร็จก่อนเวลาเที่ยงวัน ถ้าหากมากกว่านั้นทางผมเตรียมถอนการลงทุนในทันที

ผมเดินออกจากห้องประชุมด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ปัญหาภายในที่ทำงานไม่เว้นที่สาขาย่อยยังมีไม่แพ้ที่สำนักงานใหญ่ ผมนึกถึงช่องว่างความเหลื่อมล้ำนั้น อยากจัดการให้มันหมดไปในสังคมการทำงานสีเทานี้ ยอมรับเลยว่าผมเริ่มจริงจังและเด็ดขาดกับปัญหาเหล่านี้ ตั้งแต่มีปาณัสม์เข้ามา เรื่องที่ผมมองว่ามันไม่ได้ร้ายแรงมาก กลับเป็นสิ่งที่ตกตะกอนในใจของผมอยู่ตลอดเวลา ปาณัสม์เปิดโลกของผมให้กว้างขึ้น ปัญหาเรื่องการกลั่นแกล้งรังแกนั้นใหญ่และขยายวงกว้างออกไปไม่รู้จบ ผมติดอยู่ในวังวนเสียงสะอึกสะอื้นแทบขาดใจของคู่แท้ ถ้าผมไม่ลงมือแก้มัน มันคงไม่ได้มีแค่ปาณัสม์ที่จะต้องทุกข์ทรมาน

“สวัสดีครับคุณรัชชานนท์” ผมหยุดความคิดลงเมื่อเสียงทักทายของเลขาดึงความคิดของผมให้กลับมา “ถ้าหากคุณพร้อมแล้วผมขอเชิญคุณไปที่ห้องรับรองครับ”



ผมเดินตามร่างของนนทัชไปยังห้องที่ว่า เมื่อไปถึงการพูดคุยเริ่มขึ้นในทันที พนักงานที่ผมส่งตัวมาพร้อมกับปาณัสม์กล่าวทักทายผม ผมผายมือให้เขาพูดเรื่องราวทั้งหมดให้ผมฟัง

“วันแรกที่เริ่มประชุมระบบคน สิ่งแรกที่เจอคือคุณปาณัสม์เธอถูกลวนลามค่ะคุณรัชชานนท์” ผมนิ่งอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน “คุณปาณัสม์เคยบอกไว้ว่าตัวเขาเองไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองเป็นใคร วันนั้นไม่ยอมใส่ปลอกคอและพยายามทำงานของตัวเองไป แต่ดูเหมือนจะมีพนักงานบริษัทหนึ่งตรงเขาไปจับต้นคอคุณปาณัสม์”



ผมคิดว่าสิ่งที่ปาณัสม์เจอมันคือการกลั่นแกล้งที่ไม่ใช่เรื่องของคุกคามทางเพศเช่นนี้...



“นี่คือรูปที่ฉันได้มาอีกที ตามที่คุณมอบหมายงานไว้ให้ค่ะ” เธอเลื่อนรูปคู่แท้ของผมที่โดนแตะเนื้อต้องตัวมาให้ผมดู มันมีทั้งการดึงแขน การผลักดันและการจู่โจม ผมรับมันขึ้นมามองดูด้วยความโกรธ อยากจะเดินออกไปจากห้องนี้เพื่อไปตะโกนด่าผู้บริหารไม่มีสมองคนนั้น “คุณปาณัสม์ดูเครียดไปเลยค่ะ อยากรายงานให้คุณรัชชานนท์ทราบ ถ้าเป็นไปได้ส่งเธอกลับไปประจำที่สำนักงานใหญ่เถอะนะคะ”



ผมอยากทำแบบนั้นมาตลอด



แต่รู้ดีว่าถ้าออกคำสั่งถอนตัวปาณัสม์กลับ เจ้าตัวคงรู้สึกแย่ไม่น้อยเลย

“ขอบคุณครับ ผมจะนำมันไปพิจารณาอีกที” ผมรวบรวมรูปนั้นกลับใส่ซองเอกสาร ความคิดที่ว่ามันต้องเป็นแบบนี้กำลังวิ่งวนอยู่ในสมองของผม เมื่อผมปล่อยให้พนักงานของตัวเองกลับไปทำงาน ผมเอ่ยถามนนทัชที่ยืนรอรับคำสั่งของผมอยู่ใกล้ ๆ “คุณคิดว่าทางที่ดีที่สุดที่ผมจะสามารถมอบให้ปาณัสม์ได้คืออะไร นอกจากคำสั่งถอนตัว”



ผมคิดไม่ออก ถึงจะนึกหาหนทางได้แต่มันไม่ใช่สิ่งที่อยากจะใช้ในตอนนี้



มันคือการทำพันธะ



ตีตราบอกว่าเขาคือคนของผมโดยสมบูรณ์



“คุณรัชชานนท์คิดเรื่องครอบครัวไว้บ้างไหมครับ” นนทัชพูด “ผมคิดว่ามันเป็นทางที่ดีที่สุดที่คุณจะสามารถมอบให้กับเขาได้”















ผมเดินไปตามทางเดินที่เงียบสนิท มองหาห้องทำงานในแผนกที่จะไปหาใครบางคนที่ผมเฝ้าคิดถึง ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่ม หมดเวลางานไปตั้งนานแล้วแต่ผมยังไม่พบร่างของเขาเดินออกมาเลย ผมจึงเป็นฝ่ายตามหาว่าเจ้าตัวเล็กไปอยู่ที่ไหน

หลังจากจบจากการพบหุ้นส่วนของแม่ ผมก็พาตัวเองมายังตึกที่เป็นที่ทำงานของปาณัสม์ทันที ว่าจะทำให้อีกฝ่ายประหลาดใจสักหน่อย ว่าผมมาอยู่นี้แล้วนะ แต่นั่งรอเท่าไหร่เขาก็ยังไม่ออกมาจากตึกเลย

ผมหยุดยืนอยู่หน้าห้องทำงานหนึ่งที่มีแสงไฟเปิดทิ้งไว้ มองเข้าไปด้านในไม่พบใครหลงเหลืออยู่ กำลังจะก้าวเดินต่อไปแต่สายตาดันพบเข้ากับร่างหนึ่งที่ซุกใบหน้าหลับสนิทไปกับท่อนแขนต่างหมอน ปาณัสม์นั่งทำงานจนหลับไปทั้งอย่างนั้น ผมเดินตรงไปหาเขา ยืนมองร่างที่นอนหลับนั้น สังเกตที่ลำคอพบว่ามันมีปลอกคอสวมอยู่ พอมองเห็นแล้วกลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ผมย่อกายลง ถ้ามองจากมุมนี้จะสามารถมองเห็นริมฝีปากสีสดนั้นปิดสนิท เปลือกตาทั้งสองข้างหลับพริ้มอย่างมีความสุขกับการนอน ผมเอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ไหลลงมาปรกใบหน้านั้นอย่างเบามือ



ตอนหลับดูน่าถนอมไว้ในที่ที่ไหนสักที่ให้เจ้าตัวปลอดภัยเหลือเกิน



“ปาณัสม์ กลับบ้านกันเถอะครับ” ผมพูดออกไป แตะสัมผัสที่ท่อนแขนนุ่มนิ่มนั้นเบา ๆ เฝ้ารอในดวงตากลมโตนั้นลืมขึ้นมามองหน้ากัน “กลับไปนอนที่บ้านนะ”

คนที่นั่งหลับไปเริ่มมีท่าทีถูกกวนใจ เจ้าตัวเล็กเริ่มขยับตัว แก้วตาใสนั้นปรือปรอยมองมายังผม ผมจ้องมองคนตรงหน้าที่เพิ่งตื่นนอน แววตานั้นดูงุนงงกับสิ่งที่พบเจอ

“กลับบ้านกันนะ” ผมพูดออกไปพร้อมกับส่งยิ้มให้เขา ปาณัสม์เบิกตากว้าง ผมอ้าแขนทั้งสองออก รอรับร่างนุ่มนิ่มมาไว้ในอ้อมอก ความรู้สึกยินดีที่ท่วมท้นนี้มันช่างสุขล้น

“คุณรัชชานนท์” เขากอดผมแน่น ใบหน้าหวานซุกอยู่บนบ่า เสียงอู้อี้งัวเงียนั้นพูดบ่นว่าคิดถึงซ้ำๆ ไม่ต่างไปจากผม





ค่ำคืนนั้นเรากลับมาถึงบ้าน บ้านของปาณัสม์...



เราป้อนจูบให้กันไม่มีหยุด ผมสัมผัสไปทั่วผิวเนียนนุ่ม มันหอมหวาน เชิญชวนให้ลุ่มหลง



กว่าจะรู้ตัวว่าทุกอย่างไปไกลแค่ไหน ก็ตอนที่เราต่างช่วยกันปลดเสื้อผ้าให้กัน



ผมอุ้มร่างเล็กนั้น จัดแจงให้ท่อนขาเรียวเกี่ยวรั้งกับสะโพก ผมหยุดชื่นชมความงดงามตรงหน้าที่ราวบันได เสียงหวานครางเรียกชื่อผม



“คุณ... อื้อ” ผมซุกซอกคอหอมหวานนั้น ขบกัดที่ปลอกคอหนังแน่นหนานั้น

“ผมคิดถึงกลิ่นของคุณแทบแย่” ผมเลื่อนใบหน้าลงต่ำไปที่ยอดอกชูชัน ก้มลงดูดเม้มมันราวกับถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะมีน้ำนมออกมาอย่างนั้น

“อย่า... ตรงนั้น” ฝ่ามือเล็กบีบต้นแขนของผมแน่น ใบหน้าหวานเชิดครางเครือเสียงสั่น

“ทำไมครับ” ผมถามออกไปทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบเป็นอย่างดี โอบประคองร่างในอ้อมแขนไว้มั่น ก่อนจะพาเดินขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบนสุดของบ้าน



พวกเราเริ่มร่วมรักกันบนพื้นห้องเป็นสถานที่แรก



จากนั้นต่อด้วยระเบียงท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสนิทไร้แสงดาว แต่มันกลับดียิ่งกว่านั้นเพราะกลิ่นหอมหวานจากร่างที่ผมแนบชิด

รอบสุดท้ายในคืนนั้นจบลงที่เตียงนอน ปาณัสม์นอนหนุนแขนผม กอดก่ายกันราวกับว่ากลัวใครจะหายไปยามตื่น ผมจับมือเล็กนั้นขึ้นมามอบจูบแผ่วเบา เราสองคนนอนมองหน้ากัน เหมือนกับว่าถ้าใครละสายตาไปก่อนคนนั้นจะกลายเป็นผู้แพ้ในทันที

“ผมเหมือนฝันไปเลย”

“มันคงเป็นฝันที่ดีไม่น้อยเลย เพราะตอนนี้แววตาของคุณมันมีรอยยิ้มอยู่”

“คุณมาอยู่ตรงหน้าผม ผมคิดว่าตัวเองกำลังนอนหลับ”

“มันคือเรื่องจริง” ผมลูบไล้หลังฝ่ามือนั้นด้วยความรู้สึกรัก



ผมรัก...



ไม่มีคำว่าคู่แท้สำหรับเราอีกต่อไปแล้ว



ระยะทางที่ห่างกัน ทำให้ผมเข้าใจว่าผมต้องการคนตรงหน้ามากแค่ไหน



“ผมคิดถึงคุณ ถึงจะแค่ไม่กี่วัน แต่มันเหมือนนานราวกับสองปี”

“ทุกช่วงเวลามีค่า ผมดีใจที่คุณคิดแบบนั้นครับปาณัสม์”

ร่างนั้นขยับเข้ามาใกล้ ผมกดจูบไปที่กลุ่มผมนุ่มนั้น ก่อนจะยกฝ่ามือเล็กนั้นขึ้นมาแตะไว้ที่แก้มของตัวเอง ผมกุมมือนั้นไว้อย่างมั่นคง มองเห็นรอยเขียวช้ำเพราะการโดนรังแก มันคงถึงเวลาที่ผมต้องชัดเจน





“ปาณัสม์” ผมจ้องลึกลงไปในแววตานั้น



“แต่งงานกับผมนะ”

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ยามที่เรารักใครแล้วได้ความรักตอบกลับมา มันช่างดีราวกับฝันไป เป็นความรู้สึกสมหวังที่มาพร้อมกับพบเจอพื้นที่ปลอดภัยเพิ่ม นอกจากห้องนอนที่เต็มไปด้วยกลิ่นของตัวเอง ข้าวของสุดรักสุดหวงเหล่านั้น คงมีคู่ชีวิตนี่แหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาคืออีกส่วนที่สำคัญ มันทำให้ความสบายใจของผมสมบูรณ์แบบ

ผมพ่นกลุ่มควัน ปล่อยให้มันลอยตัวแล้วจางหายไปในอากาศ เหม่อมองไปยังภาพตรงหน้า บรรยากาศยามตีสามวนเวียนเรียกให้ผมพาตัวเองจมปลักอยู่กับตะกอนความคิดที่นอนนิ่งสงบอยู่ภายในใจ รอเวลาให้มันเกิดปรากฏการณ์ฟุ้งตัวอีกครั้ง ผมอัดสารนิโคตินเข้าปอดครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่ใช้มัน ผมจะรู้สึกได้ถึงความทรงจำบางอย่าง และรู้สึกว่าตัวเองมีเวลามากขึ้นที่จะย้ำคิดถึงมัน ทั้ง ๆ ที่เวลาปกติผมไม่เคยอยากพาตัวเองกลับไปหามันเลยสักครั้ง



มวนแรกหมดไป...



มวนที่สองกำลังตามมา



ผมเตรียมจุดมัน แต่แล้วแขนที่กำลังยกขึ้นมาป้องลมกลับถูกดึงรั้งไว้

“พอได้แล้วครับ มันมากไป” ผมมองใบหน้าและแววตาดุ ๆ ของปาณัสม์ มือเล็กออกแรงบีบเป็นการตักเตือนให้ผมรู้ ผมพยักหน้าและยอมหยุดทุกอย่างตามความต้องการของเขา

“ขอโทษ มันติดเป็นนิสัยไปแล้ว”

“คุณสูบบุหรี่จัดมาก ไม่เห็นจะดีเลย”

ผมยกมือขึ้นลูบกลุ่มผมนุ่มนั้น และพูดขอโทษย้ำให้คนตรงหน้าอภัยให้ผม เราสองคนยืนมองหน้ากันอยู่อย่างนั้น ในแววตาของเขามีภาพผมสะท้อนอยู่ ม่านหมอกความไม่พอใจเริ่มเลือนรางอ่อนลง มันแทนที่ด้วยกลิ่นหอมหวานติดปลายจมูก ผมขยับฝ่ามือกลับมาเกลี่ยแก้มเนียนนุ่มนั้น

“ขอโทษนะ” ผมย้ำอีกครั้ง “ผมจะพยายามไม่สูบมันก็ได้ ถ้าคุณไม่สบายใจ”

ปาณัสม์ยกมือขึ้นมาทาบทับฝ่ามือของผม แก้มนุ่มเอียงซบมันอย่างน่าเอ็นดู “ทำแล้วหลุดออกมาจากวังวนเหล่านั้นได้จริง ๆ เหรอครับ ผมเห็นมีแต่คนเสียน้ำตาให้กับมัน ยามที่พึ่งพาของเหล่านี้”

ผมหวนนึกทบทวนภาพของตัวเองที่เอาแต่พูดย้ำถึงสิ่งที่อยากจะลืมเลือนมันไปตอนที่น้ำเมาเข้าปาก ทั้ง ๆ ที่ทำไปเพียงเพราะอยากหนีจากมัน แต่พอสติลดลงกลับเอาแต่นึกถึงมันไม่มีวันลืม แถมยังชัดเจนจนน่ากลัว

“ผมเข้าใจคนที่ใช้พวกมันซื้อสังคมนะครับ แต่ผมไม่เข้าใจคนที่เลือกใช้มันเพื่อลืมบางสิ่ง... เพราะสุดท้ายแล้วพวกเราต่างก็ร้องไห้ออกมาและเอาแต่พูดถึงมันซ้ำ ๆ” ผมจ้องมองใบหน้าของคู่ชีวิตที่กำลังพูดบางสิ่งออกมาราวกับนั่งอยู่ในใจของผม “เหมือนผู้คนเหล่านั้นกำลังอนุญาตให้ตัวเองระลึกถึงมันมากกว่าพาตัวเองหนีไป”

“คงใช้มันเป็นข้ออ้าง... เป็นข้ออ้างในการกลับไปอยู่กับเรื่องราวเหล่านั้น” ผมพูดขึ้นมา ไม่รู้ว่าแสดงสีหน้าอย่างไรออกไป “และโทษตัวเองซ้ำ ๆ”

ปาณัสม์ขยับเข้ามากอดผมไว้ ซุกหน้าลงตรงอก “อย่าโทษตัวเองนักเลย เรื่องบางเรื่องคิดมากไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน”

ผมกอดร่างนั้นตอบ รู้สึกว่าจิตใจของผมสงบลงมากกว่าวันไหน ๆ อาจจะเป็นเพราะกลิ่นหอม น้ำเสียงปลอบประโลมใจ หรือเป็นปาณัสม์ แต่ที่แน่ใจมันไม่ใช่เพราะบุหรี่มวนไหนสักมวนที่ถูกจุดสูบไป ต่อให้ผมปล่อยความเศร้าโศกเหล่านั้นให้ติดไปพร้อมกับหมอกควัน มันก็ไม่ได้ช่วยเยียวยาอะไรได้ เพราะในความเป็นจริง มันยังคงอยู่ในหัวใจของผมที่ไม่มีใครเข้าใจมันมาเกือบหกปี



ขอแค่มันมีคนเข้าใจ



และพร้อมที่จะรักความรู้สึกของผม มันก็คงเพียงพอแล้ว



“ทำไมคุณถึงตื่นมาตอนนี้ ไม่สบายตัวเหรอครับ” ผมเลื่อนมือลงไปแตะสัมผัสที่สะโพกกลม สายตานึกซุกซนขึ้นมา มองสำรวจร่างกายนั้น เห็นรอยรักจาง ๆ ที่แผ่นอกบาง

“ผมตื่นเวลานี้เป็นปกติอยู่แล้วครับ” ผมทำหน้าสงสัย “เป็นมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว”

“ไม่ดีเลย แบบนี้เวลานอนพักคุณก็น้อยมากเลยสิ”

“อย่าว่าแต่ผมเลยครับ คุณนั่นแหละ ผมรู้นะว่าบางคืนคุณก็ไม่ได้นอน”

“ตามติดชีวิตผมหรือไงครับ” ผมหัวเราะออกมาให้กับคำพูดเหล่านั้นของคนตรงหน้า “ผมทำงาน...”

ปาณัสม์เงยหน้าขึ้นมามองผม เหมือนรู้ว่าผมจะพูดต่อไปในทำนองไหน

“แต่ต่อไปคงไม่ได้นอนก็เพราะคุณ นอนไม่หลับเลย นึกถึงแต่ความน่ารักของคุณ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ตอนคุณ... โอ๊ย!”

“คุณนี่มันลามกจริง ๆ”



ผมลูบแขนตัวเองไล่ความเจ็บจากการถูกคนตัวเล็กหยิกเข้าที่ต้นแขน ปาณัสม์เดินหนีหายเข้าไปในห้องแล้ว ผมนึกอยากตามไปรังแกร่างนั้นเป็นการทำโทษ ไหน ๆ ก็พากันนอนต่อไม่ได้แล้ว กิจกรรมที่จะได้ทำร่วมกันคงมีไม่มาก ผมยิ้มให้กับความคิดในหัวของตัวเอง เดินตรงไปที่ประตู สายตาจับจ้องอยู่ที่ร่างนุ่มนิ่มหลังบานกระจก แต่ทว่า...

“ปาณัสม์...”



ผมออกแรงขยับมัน แต่มันเปิดไม่ได้



นี่คือบทลงโทษของคนแบบผมใช่ไหม...



“เปิดประตูให้ผมเถอะนะ ยุงมันกัดแล้ว”

















ผมใช้เวลาอยู่กับปาณัสม์มาจนถึงวันอาทิตย์ พาตัวเองไปจัดการปัญหาต่าง ๆ และยิงยาวในเรื่องของธุรกิจอื่น ๆ ตั้งใจไว้ว่าจะอยู่กับคู่ชีวิตสักพัก ก่อนจะกลับเข้าเมืองไปวางแผนในเรื่องอนาคตของเรา ระหว่างนี้ก็คอยไปรับไปส่ง พาไปไหนมาไหน ดูท่าแล้วคนรักของผมจะขยันทำงานจนผมที่เป็นเจ้าของบริษัทเองยังอาย ในหนึ่งวันเขาจะตื่นตั้งแต่เช้ามืดมาทำข้าวกล่อง จัดทุกอย่างเตรียมไปทำงาน แต่พอมีผมมาอยู่ด้วย ปาณัสม์ต้องทำทุกอย่างเป็นสองเท่า ผมออกปากขอเข้าไปช่วย ทุกครั้งจะได้สายตาเขียว ๆ ส่งกลับมา เจ้าตัวดูมีความสุขกับการทำอาหารดี ผมมีหน้าที่อยู่บ้านล้างจานและทำอย่างอื่นรอไปรับเขากลับบ้าน มีบางวันที่ต้องออกไปประชุม แต่ก็นะ ถ้าไม่มีงานเยอะมากก็จะอยู่บ้านเป็นพ่อบ้านให้

“ทำไมผักเยอะขนาดนั้นครับ” ผมช่วยปาณัสม์จัดเตรียมข้าวของในเช้านี้ ใบหน้าหวานเงยขึ้นมาสบตากับผมสักพักก่อนที่จะก้มลงไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

“ผมชอบกินผักจนรู้สึกว่าขาดมันไม่ได้แล้วมั้งครับ รู้ตัวอีกทีก็กินบ่อยและเยอะขึ้นเรื่อย ๆ”

“เอาเนื้อหมูในกล่องของผมไปบ้าง” ผมตักเนื้อหมูสองสามชิ้นใส่ลงไปในข้าวกล่องของปาณัสม์ “กินบ้าง เดี๋ยวสารอาหารจะไม่พอ”

“คุณรัชชานนท์ หยิบชมพู่ในตู้เย็นมาให้ผมหน่อย”



ผมพบว่าผลไม้เยอะมาก...



ผมยืนมองผักและผลไม้ที่อยู่เต็มตู้เย็น ก้มลงไปหยิบสิ่งที่เขาต้องการ พร้อมทำหน้าทำตามีคำถาม เหมือนปาณัสม์จะรู้ เจ้าตัวหลุดขำออกมาเมื่อหันมามองหน้ากัน

“คุณดูตกใจนะครับ”

“ชอบขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ผมกินมันจนกลายเป็นของโปรด ขาดไม่ได้แล้ว”



ผมขับรถมาส่งปาณัสม์เข้าทำงาน ก่อนจะลากันเพื่อแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง พร้อมกำชับให้เขาดูแลตัวเองดี ๆ แรก ๆ ก็รู้สึกเป็นห่วงมากหลังจากที่ตามจัดการปัญหาต่าง ๆ ไปเมื่อไม่นาน พักหลัง ๆ ผมไม่เห็นแล้วว่าตามร่างกายขาวผ่องนั้นมีรอยช้ำหรือกลิ่นแปลก ๆ ติดตัวเพิ่มเติม อาจจะเป็นเพราะตามเนื้อตัวปาณัสม์มีกลิ่นอัลฟ่า และผมมั่นใจว่ามันต้องชัดเจนมากพอเพราะพวกเราใช้ชีวิตด้วยกัน อีกอย่างถ้าคนจมูกดี ดมนิดดมหน่อยก็น่าจะรู้ว่ากลิ่นนั้นมันเป็นของใคร

ผมมองส่งร่างนั้นจนหายลับเข้าไปในตัวอาคาร ก่อนจะพาตัวเองมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ต้องการจะไป ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาเป็นระยะ ๆ ดีหน่อยที่ต่างจังหวัดปัญหาบนท้องถนนมีน้อยกว่าในตัวเมือง ต่อให้เวลานัดหมายจะมากน้อยแค่ไหนก็ไปถึงทันเวลา



ครืด...



ฐาน : กูถึงแล้ว



ฐาน : รีบมา สิ่งที่มึงอยากได้กูหามาให้แล้ว



ผมนับถือในตัวเพื่อนสนิทของตัวเองก็ในวันนี้ ไม่ผิดหวังจริง ๆ



รัชชานนท์ : กำลังไป



ผมกดส่งข้อความไปถึงเพื่อนที่นัดกันมาพบเจอเพื่อคุยธุระสำคัญ มันบอกว่าได้มาแล้วในสิ่งที่ผมต้องการ ผมก็คงใจเย็นต่อไปไม่ไหว คิดได้แบบนั้นจึงรีบเหยียบคันเร่ง พุ่งตรงไปตามเส้นทางที่นำผมไปยังที่หมาย



ขว้างงู มันก็ต้องขว้างให้พ้นคอ



ขว้างออกไปให้สุดแรง



แต่สำหรับผม แค่จัดการมันไปให้พ้น ๆ คงไม่พอ



มันต้องตีให้ตายด้วย



“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

ในขณะที่ผมกำลังต่อสายถึง ‘ฐาน’ เพื่อถามว่ามันอยู่ส่วนไหนของตึกสำนักงานกฎหมายก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของผม

“ไปคุยที่ห้องกู” ไอ้ฐานเดินถือซองเอกสารนำหน้าผมไปโดยไม่สนใจว่าผมจะพูดหรือทำสีหน้ายังไง พอเห็นแบบนั้น จึงตัดสินใจรีบเดินตามหลังของมันไป สิ่งที่ได้มา มันมีอะไรบ้างผมก็อยากรู้เหมือนกัน



“นั่งเลย” ผู้ชายที่ดูเป็นงานเป็นการมากขึ้นตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ผายมือบอกให้ผมนั่งลงบนโซฟารับรอง “งดน้ำเมาบ้างหรือยัง” มันชูขวดเหล้าให้ผมเป็นเชิงถามอย่างรู้กัน

“กูขอผ่าน”

“แผ่วลงได้ก็ดี ดีที่ไม่ถูกไอ้ภูมิแหกอก”

“มันไม่กล้าหรอก มันกลับมาจากเมืองนอกหรือยังวะ” ผมถามถึงเพื่อนที่อยู่ดี ๆ ก็ถูกเรียกตัวไปต่างประเทศกะทันหัน

“ยัง แล้วมึงล่ะ เป็นไงบ้างวะ... ยังไปพบจิตแพทย์อยู่ไหม”

“กูเลิกไปนานแล้ว”

“แล้วพิษสุราเรื้อรังกับอาการอกหักของมึงนี่มันยังไง”

“ดีขึ้นมั้ง... ไม่ถึงขนาดเมามายเหมือนเมื่อก่อน แต่ยังมีบ้างเวลานึกถึงลูก” ผมตอบคำถามมันตรง ๆ ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร “กูพยายามเลิกบุหรี่ แต่กูทำไม่ได้”

“อย่าเอาแต่โทษตัวเองนักเลย” ผมยิ้มสมเพชให้กับตัวเอง ฐานพูดเหมือนกับปาณัสม์ บอกว่าอย่าคิดโทษตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น การตัดสินใจของผมส่งผลถึงชีวิตคนมากขนาดไหน

“ลูกตายเพราะกูไอ้ฐาน”

“คิดแบบนี้ก็ไม่ต้องดีขึ้นหรอกความรู้สึกมึง” ผมไม่พูดอะไรต่อ ไม่รู้จะพูดอะไรออกไป “เอาไป สิ่งที่มึงขอ”

ผมรับซองเอกสารสำคัญนั้นมาเปิดดู ข้างในเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมมากมาย มีตั้งแต่ 4 – 5 ปีก่อน ผมกวาดสายตาอ่านมันอย่างละเอียด ไหนจะภาพถ่ายนับร้อยใบ มันเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดบ้าง กล้องถ่ายรูปบ้าง ยิ่งรู้มากยิ่งรู้สึกแย่

“ใจเย็น” ฐานปรามผมเมื่อมันเห็นผมชักสีหน้า “มันผ่านไปแล้ว มันจบแล้ว”

“แต่มันยังมีชีวิตอยู่บนความทุกข์ของคนอื่นไอ้ฐาน มันรู้สึกอะไรบ้าง ลูกมันตาย มันยังไม่สำนึกเลย”

“เออ มันเป็นเหตุผลที่กูช่วยมึง ตอนนี้มึงต้องเลิกโทษตัวเอง เลิกคิดว่าตัวเองผิดอยู่คนเดียว ต่อไปให้กระบวนการทางกฎหมายทำหน้าที่ของมัน เดี๋ยวกูจัดการให้”

“พอกูมารู้แบบนี้ มันยิ่งทำให้กูรู้สึกแย่ มันขายลูกเอาเงิน” ผมยกมือขึ้นกุมขมับ นึกถึงเงินก้อนที่ผมทุ่มเทให้ไป เพื่อหวังว่ามันจะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กให้ดี แต่เปล่าเลย



มันถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด



การพนัน



ยัดเงิน ฟอกเงิน



มารู้เอาตอนนี้ ยิ่งเจ็บใจ เจ็บใจที่ปล่อยให้คนแบบนี้ยังได้ใช้ชีวิตต่อไป



ผมถอนหายใจออกมา ปลดปล่อยความอึดอัดในอก เก็บทุกอย่างกลับเข้าไปในซองเอกสารตามเดิม คงต้องเป็นอย่างที่เพื่อนของผมบอก ว่าต่อจากนี้ให้กฎหมายทำหน้าที่ของมัน ส่วนตัวของผมเองคงถึงเวลาที่จะต้องปล่อยจากความเสียใจพวกนั้น เพื่อเดินหน้าต่อไป สักวันความเสียใจที่สูญเสียลูกชายจะกลายเป็นความทรงจำที่คิดถึงเมื่อไหร่ก็ยังมีค่าเสมอ แทนที่จะจมอยู่กับการโทษตัวเองแบบนี้

“ฐาน” ผมเรียกชื่อเพื่อนสนิทที่นั่งอ่านเอกสารในมืออยู่ มันเหลือบตาขึ้นมาสบกับผม “กูมีอะไรจะบอก”

“ว่า”

“กูกำลังจะแต่งงาน”

มันขมวดคิ้วมองผม “ตลกเหรอไอ้เหี้ย”

“เออ กูตลก”

“กูจริงจัง ขอดี ๆ”

“อือ กูกำลังจะแต่งงานแล้ว”

“ใครวะเนี่ย ไอ้รัชชานนท์ คนแบบมึง”

“คนแบบกูมันทำไม”

“คนนี้จริงจังมากขนาดนี้เลยเหรอวะ”

“อือ” ผมมีความสุขทุกครั้งที่นึกถึงปาณัสม์ “เขาบอกกู ว่าสักวันกูคงจะได้เจอกับใครสักคนที่เขาจะทำให้กูรู้สึกว่า ต่อให้กูจะเป็นยังไง มันก็จะไม่เป็นอะไร”

“…”



“กูว่าการตัดสินใจครั้งนี้ มันจะไม่ทำให้กูหรือใครต้องเจ็บปวดอีกแล้ว”











ปาณัสม์’ s part

“พี่ต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ” ผมช่วยพี่อัยย์ถือลังที่เต็มไปด้วยของใช้มากมายที่ถูกเก็บจากโต๊ะทำงาน เดินมาส่งพี่เขาหน้าบริษัท รู้สึกใจหายกับคำสั่งถอนตัวจากเบื้องบนที่จู่ ๆ ก็เรียกตัวพวกเขากลับกันยกทีม

“อื้อ ปาณัสม์ด้วย”

“เดี๋ยวผมช่วยยกนะครับ”

ผมช่วยจัดข้าวของเหล่านั้น จังหวะก้ม ๆ เงย ๆ จัดของหางตาดันเหลือบไปเห็นรถของคุณรัชชานนท์เข้า ผมเฝ้ารอให้ร่างสูงลงมาจากรถเสียก่อน แล้วค่อยบอกเขาว่าผมยืนอยู่ตรงนี้

“คุณรัชชานนท์!” ผมฉีกยิ้มกว้างส่งไปที่เขา โบกมือส่งสัญญาณว่าผมอยู่ตรงรถคันใหญ่ของบริษัทพี่อัยย์ เขามองหาผม มองซ้ายทีขวาที “พี่อัยย์ เดี๋ยวผมมานะครับ”

“อื้อ”

ผมวิ่งตรงไปหาคุณรัชชานนท์ ร่างสูงอ้าแขนเตรียมรอรับร่างของผม เมื่อวิ่งไปถึงผมแทบจะกระโดดกอดเขาอยู่แล้ว

“ออกมาทำอะไรตรงนี้ครับ” เขาถามผม พลางเช็ดเหงื่อให้ “หน้าแดงหมดแล้ว”

“ผมออกมาช่วยเพื่อนยกของน่ะครับ อยู่ตรง...” ผมทำหน้าตกใจเมื่อหันกลับไปดูตรงรถแล้วไม่พบเจอพี่อัยย์ “ไม่อยู่แล้ว”



คงกลับเข้าไปเอาของล่ะมั้ง



“กลับบ้านกัน วันนี้แม่มาหาคุณ”

“วันอาทิตย์แล้วเหรอ” ไวชะมัด...

“ไป ไปเก็บของครับ ผมจะพาคุณไปซื้อของเข้าบ้านด้วย”

“งั้นรอผมแปปเดียวนะครับ”









“อากาศร้อนมากเลย” เมื่อมาถึงบ้าน ผมรีบวางถุงข้าวของกองไว้บนโต๊ะ นั่งไถตัวลงไปแบบนั้น ใช้ท่อนแขนของตัวเองต่างหมอน อยากหลับตาลงแล้วหยุดการทำงานของสมองไปเลย เหนื่อยมาก “คุณแม่จะมาเมื่อไหร่เหรอคุณรัชชานนท์”

“นนทัชบอกว่าอีกสักพัก ถ้าคุณเหนื่อยขึ้นไปพักผ่อนก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมทำมื้อเย็นเอง”

“อะไรกัน... นี่คุณทำอาหารเป็นด้วยเหรอ”

“เป็นสิ เรื่องแค่นี้”



ทำเป็นหมดทุกอย่างบนโลกแล้วหรือยังนะ...



ผมเบะปากใส่ร่างสูงที่เดินหิ้วถุงใบเล็กใบใหญ่เดินเข้าครัวไป จริง ๆ ที่ตรงนั้นมันควรเป็นของผม แต่วันนี้ยอม ๆ ให้เขาทำหน้าที่พ่อบ้านที่ดีไปเลยก็แล้วกัน

“ผมขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะครับ” ผมพาร่างพัง ๆ ของตัวเองเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ได้ยินเสียงทำนู่นนี่นั่นในครัว ผมชอบบรรยากาศแบบนี้จัง แบบที่เหมือนชีวิตเรานั้นมีใครสักคนคอยอยู่ใกล้ ๆ ไม่เหงาดีนะ



ผมอาบน้ำแต่งตัวเพื่อทวงคืนความสดชื่นให้กลับมา กลิ่นหอม ๆ จากห้องครัวมอบความสุขแด่สายหาของอร่อยแบบผมเหลือเกิน ผมเดินลงมายังชั้นล่าง เห็นหลังกว้าง ๆ ของเขาขยับทำนู่นนี่นั่นอย่างตั้งใจ เขาไม่เปลี่ยนไปเลย ไม่เคยเปลี่ยนไปจากวัย 23 ปีนั้น



คงจะจริง ที่เขาบอกว่าคนที่ตั้งใจทำอะไรสักอย่างนั้นมีเสน่ห์



ตกหลุมรักความตั้งใจนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น



“แอบมองเหรอครับ”

ผมสะดุ้งตกใจเมื่อถูกเขาทักถาม “เปล่านี่ แล้วคุณแม่ถึงไหนแล้ว ผมคิดถึง”

“ใจเย็น ถ้าคิดถึงก็มองหน้าผมไปก่อน”



อะไรนะ...



นี่เขาเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ !?

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
การได้เฝ้ามองคนที่เรารักลงมือทำอะไรสักอย่างด้วยความตั้งใจนั้น เป็นอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ ที่มีผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจไม่น้อย ถ้าหากว่าคุณมีโอกาสได้รับช่วงเวลาดี ๆ กับคนรักของคุณ คงจะรู้สึกได้ถึงตะกอนความรู้สึกที่เป็นสุขคับอก เตรียมเอ่อล้นออกมาจากภาชนะที่บรรจุไปด้วยความรัก ความชอบและความหลง ทุกอย่างทำให้ตัวของเราเบา มันผ่อนคลายจากทุกสิ่งที่หนักหน่วงได้ดี และดีกว่ายาชนิดไหน ๆ บนโลก

ผมเฝ้ามองคู่ชีวิตที่ตั้งอกตั้งใจจัดจานอาหาร ใบหน้าหวานละมุนมีรอยยิ้มแต้มไว้อย่างพอดี สองมือเล็กหยิบจับอันนั้นอันนี้ ราวกับเจ้าตัวกำลังติดอยู่ในห้วงมิติที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นโลกของตัวเอง ผมยิ้มให้กับเขา ไม่สิ... ผมยิ้มให้กับความน่ารักน่าเอ็นดูเหล่านั้นของเขา ถึงจะแอบมองใครอีกคนอยู่ แต่ผมก็ไม่ได้อู้งานหรอกนะ ผมมีหน้าที่ในการจัดโต๊ะเตรียมไว้รอต้อนรับการมาถึงของแม่



แต่ระหว่างที่รอแม่มาถึงก็อยากเก็บเกี่ยวบางอย่างจากคนตรงหน้า



ผมยืนขึ้น หมายมาดร่างที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับหน้าที่ของตัวเองโดยที่ไม่มีระบบป้องกันตัวใด ๆ ให้กับผม อาศัยความเงียบและความเบาของฝีเท้าเข้าช่วย สัญชาตญาณออกล่าทำงานได้ดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น เพ่งมองไปที่ร่างกายน่ารังแกนั้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ลอยมาแตะอยู่ที่ปลายจมูกบอกระดับอารมณ์ของคนตรงหน้าว่าอยู่ในช่วงสบายใจและกำลังมีความสุข



และอาจจะมีความสุขมากขึ้นไปอีก



ถ้าผมสัมผัสเรือนกายหอมหวานนั้น



ผมเดินตรงเข้าไปกอดหมับร่างนั้น ปาณัสม์สะดุ้งตกใจและหลุดเสียงอุทานน่ารัก ๆ ออกมาให้ได้ยิน ผมกดจมูกสูดดมกลิ่นหอม ๆ ของคู่ชีวิต มันทำให้จิตใจของผมสงบลงอยู่เสมอ มันเป็นความรู้สึกที่ดีเหมือนตอนทิ้งร่างเอนกายลงนอนบนเตียงนุ่ม ถ้าหลับตาก็อาจจะหลับไปอย่างไม่รู้ตัว

“คุณ...”

ผมไม่ฟังเสียงห้ามปรามของปาณัสม์ มือเล็กตีเบา ๆ ลงบนท่อนแขนของผมที่โอบประคองร่างนั้นไว้อย่างแสนรัก ก้มหน้าซุกไปตามแก้มนุ่ม วกกลับไปที่ขมับ มอบจูบเบา ๆ ไปตามกรอบหน้า สัมผัสไปตรงไหนก็นุ่มนิ่มไปหมด มีกลิ่นที่ชอบแต้มแต่งให้อยากเอาตัวไปวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ

“ตรงนี้ไม่ได้นะครับ... อื้อ!” ผมไม่ฟัง ไม่ฟังก็คือไม่ฟังอยู่ดี นอกจากไม่ฟังแล้วมือยังไวมากอีกด้วย

อาศัยจังหวะที่ปาณัสม์จะหันมาดุว่าพฤติกรรมไม่น่ารักของผม ขโมยชิมความนุ่มของริมฝีปากสีสดน่ารังแกนั้น ผมป้อนจูบให้กับเขา ดูดดึงมันอย่างเอาแต่ใจ ร่างเล็กสั่น อาจจะเพราะความเสียดเสียวจากมืออีกข้างที่ว่าง ผมใช้มันลูบวนตรงบริเวณหน้าท้องบาง มันเป็นไปตามสัญชาตญาณ ผมลูบมันซ้ำ ๆ อย่างเบามือ

ผมผละใบหน้าออกมา มองแววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการไม่แพ้กัน “พักงานก่อนได้ไหมครับ... ผมอยากทำอย่างอื่น”

“ไม่... แม่คุณจะมาแล้ว” ผมสอดมือผ่านสาบเสื้อเลื่อนไล้ไปตามผิวเนียนนุ่ม เสียงครางเครือหลุดลอดออกมาให้ได้ยิน “คุณรัชชานนท์”

“นิดเดียว ไม่นาน” ผมร่นรั้งขอบกางเกงของปาณัสม์ลง ภาพที่ได้คือคู่ชีวิตที่กำลังยืนแอ่นสะโพกอวดทรวดทรงเชิญชวนผม ถึงปากจะพูดแบบนั้นแต่ผมรู้ดีว่าเขาก็อยากไม่ต่างกัน กลิ่นหอมเริ่มแรงขึ้น ยิ่งสัมผัสยิ่งส่งกลิ่นเย้ายวนเชิญชวน กางเกงที่ดูเหมือนจะหลุดแต่ก็ไม่หลุดลงมานั่นอีก “ขอสิบนาที”

“ไม่... ตรงนี้ไม่ได้” มือเล็กดึงรั้งกางเกงขึ้น ผมเห็นแบบนั้นจึงยึดจับมันไว้ ก่อนที่จะสอดมือเข้าไปในกางเกงเพื่อควักเอาของรักที่กำลังตื่นตัวออกมา “เดี๋ยวแม่คุณเข้ามานะครับ”

“แม่ยังไม่มาหรอก แค่สิบนาทีเอง” พูดออกไปแบบนั้น ก่อนจะใช้ก้านนิ้วเกี่ยวรั้งชั้นในสีอ่อนอวดรอยจีบที่ฉ่ำไปด้วยสารหล่อลื่น ผมจัดการสอดดันนิ้วเข้าไปก่อน ปาณัสม์กระตุกรัดมันทันที “ตั้งแต่ตอนไหน...” ผมถามร่างตรงหน้าที่ส่งกลิ่นหอมหวานไม่หยุด มากมายขนาดนี้คงรู้สึกต้องการกันมาได้สักพักแล้ว

“อื้อ... สักพัก”

“ตอนผมทักคุณใช่ไหม” ไม่น่า... ทำไมกลิ่นประจำตัวของเขามันถึงได้หอมชัดมากขนาดนั้น “ทำโทษข้อหาแอบมองแล้วกัน”

พูดจบ ผมไม่รออะไรอีกต่อไป จัดการถอนนิ้วออกแทนที่ด้วยท่อนเนื้อที่รอพร้อมจะสอดใส่ ผมดึงรั้งต้นแขนนุ่มของปาณัสม์ไปพร้อม ๆ กับดันสะโพกเพื่อส่งความต้องการที่มีทั้งหมดให้กับร่างกายของคนตรงหน้า ทันทีที่สะโพกกลมแนบชิดหน้าขา กลิ่นของสองเรารวมกันสร้างภาพลามกขึ้นมาในหัว ทุกอย่างลงตัวดีไปหมด ดีจนแทบจะสำลักความสุขออกมาอยู่แล้ว ผมปล่อยท่อนแขนของเขาแทนด้วยการจับยึดสะโพกไว้เพื่อเตรียมขยับตอกอัดความต้องการใส่ช่องทางหวาน

“อึก... ผมกลัวคุณแม่” ผมมองแผ่นหลังที่ขยับไปตามแรงส่งอย่างลุ่มหลง ใบหน้าแดง ๆ เพราะอารมณ์ความต้องการ แววตาปรือฉ่ำวาวไปด้วยน้ำตา ผมอดทนไม่ไหว จัดการอุ้มช้อนคู่ชีวิตพาขึ้นไปยังชั้นบนทันที

“ขึ้นข้างบน” ผมกระซิบบอกร่างเล็กที่ผวากอดคอผมแน่น ทุก ๆ การก้าวเดินปาณัสม์จะหลุดเสียงครางเครืออยู่ข้างหู ผมไม่ไหว เขาไม่ไหว ไม่มีใครไหวอีกต่อไปแล้ว

“ผมเปิดเอง...”

“ไม่ เราจะไม่เข้าไปข้างในครับ ทำกันตรงนี้แหละ” ผมดันร่างนั้นชิดกับบานประตู จัดการถอดกางเกงของปาณัสม์ออก ช้อนเรียวขาไว้เพียงหนึ่งเพื่อให้มันรั้งเกี่ยวข้างเอว ส่วนอีกข้างก็ปล่อยให้เขายืนด้วยตัวเอง

“แต่เสียง...อื้อ!”

“ถ้ากลัวก็กลั้นไว้ครับ...” ผมพูดชิดริมฝีปากบาง เหลือบมองใบหน้าหวานยามที่ตอกอัดท่อนเนื้อใส่ไม่ยั้งแรง ไม่มีอะไรจะสุขสมไปมากกว่านี้อีกแล้ว “ผมชอบ... มันเหมือนคุณรู้สึกดีมากจนจะขาดใจ”

“อึก... ลามก รีบทำสิ รีบทำเลย”

ผมกระตุกยิ้มให้กับคำพูดนั้นของปาณัสม์ ไม่ต้องช่วยรูดรั้งกลางกายของเขาก็สามารถเสร็จได้ ร่างเล็กส่งกลิ่นหอมไม่หยุด มันหอมมากเสียจนผมประหลาดใจ เหมือนทุกอย่างเป็นดั่งดอกไม้ไฟ พอขึ้นสู่น่านฟ้าก็ระเบิดตัวส่งมอบความงดงามให้พวกเราชื่นชม



ก็ไม่ต่างกับพวกเราสองคนในตอนนี้



“อย่าทำตัวน่ารักให้ผมเห็นอีกนะ” ผมพูดไปพร้อม ๆ กับการหยุดสวนสะโพกแทนที่ด้วยการเน้นย้ำถึงความลึก แข้งขาของปาณัสม์สั่น อีกไม่นานคงลงไปกองอยู่ที่พื้น “เข้าใจไหมครับ”

“ผมเปล่า... อย่าทำกับผมแบบนี้ มันลึกเกินไปแล้ว อื้อ!”

“จะถึงแล้ว...” ผมกัดฟัน เตรียมกระตุกหลั่งใส่ช่องทางอ่อนนุ่มที่โอบรัดกลางกายของผมไว้ แต่ดูท่าแล้วความเมื่อยล้าจะทำพิษขึ้นมาเสียอย่างนั้น ร่างเล็กดูเหมือนจะล้มลง ผมเข้าประคองเขาไว้ก่อนที่จะพาร่างที่เชื่อมประสานกันนอนคร่อมทับต่อบนพื้นหน้าบานประตูห้องนอน

“ที่รัก... ไม่ไหวแล้ว” ผมรู้สึกตาพร่าเบลอไปชั่วขณะ ยามที่ร่างเล็กหลุดเรียกผมด้วยสรรพนามที่แปลกไป ความรู้สึกที่มากเกินกว่าปกติพาให้ผมหลั่งรดน้ำพันธุ์ใส่ร่างของคู่ชีวิตที่นอนหวีดครางเมื่อถึงจุดหมาย ผมสอบสะโพกใส่ช่องทางนั้นเพื่อรีดเค้นน้ำให้หมด หลุบตามองเรียวขาที่อ้ากว้างอวดภาพน่าอาย น้ำขุ่นข้นไหลย้อนออกมาเต็มหว่างขา

“สิบนาทีไหมครับ” ผมก้มใบหน้าลงไปหยอกล้อคู่ชีวิตที่นอนหอบหายใจ แววตากลมตวัดมอง ก่อนที่มือน้อย ๆ จะยกขึ้นฟาดที่ต้นแขนของผมอย่างไม่ออมแรง

“หยุดพูดไปเลยนะครับ งานยังไม่เสร็จเลย”

“เดี๋ยวผมลงไปจัดการต่อเอง”

ผมมองคนใต้ร่างที่เฉไฉทำเป็นไม่สบตากัน

“เขินเหรอ” ผมยิ้ม “ทีตอนเรียกว่าที่รักไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลย”



พลั่ก!!

และผมก็ได้รู้อีกข้อ นอกจากความน่ารัก



ปาณัสม์มือเท้าหนักมาก

















มื้อเย็นที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นจบลงไปได้ด้วยดี เรื่องราวต่าง ๆ มากมายถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอย่างเป็นกันเองบนโต๊ะอาหาร แม่ของผมไถ่ถามปาณัสม์ด้วยความห่วงใยและแสนรักแบบที่แม่มีให้กับผม ผมมองพวกเขาสองคนคุยกัน นั่งฟังเรื่องราวต่าง ๆ มากมายไปพร้อม ๆ กับพวกเขา ปล่อยให้สองคนนั้นครอบครองหัวข้อบทสนทนาต่อไป ส่วนตัวผมเป็นผู้ฟังที่ดี



แม่รักปาณัสม์มากจริง ๆ



ส่วนปาณัสม์ก็รักแม่ของผมไม่ต่างกัน



มันจะเรียกความโชคดีได้ไหมนะ ความโชคดีที่มาพร้อมกับจังหวะเวลาที่เหมาะสม เหมาะสมไปกับสถานที่ เวลาและผู้คนที่เวลาชีวิตพัดพาให้เรามาเจอกัน มีคนกล่าวไว้ว่าจังหวะชีวิตนั้นสำคัญ สำคัญมากพอที่จะกำหนดไว้ว่าเมื่อไหร่จะเป็นเวลาผลิบานของพวกเรา



บางคนอาจจะเป็นดอกไม้ที่งดงามอยู่แล้ว



บางคนอาจจะยังคงรอให้สายฝน แสงแดดหรือปุ๋ยบำรุงเข้าเติมเต็มให้เติบโตอย่างดี



หรือบางคนอาจจะยังคงเป็นเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ฝังกลบในดิน



ทุกคนล้วนมีช่วงเวลาให้เติบโต และทุกคนต่างมีช่วงเวลาให้โรยรา



จังหวะชีวิตของผมในตอนนี้ช่างเป็นทำนองที่หวานหยด เป็นบทเพลงที่ถูกเรียบเรียงขึ้นมาเพื่อใครสักคนที่ชอบมัน บทเพลงชีวิตของผมมีไว้เพื่อใครสักคนที่ฟังแล้วพูดว่าเพราะดีและอยากจะฟังมันซ้ำ ๆ ความหมายของบทเพลงมีค่าเสมอ เพลงจะเพราะขึ้นมาได้หากมันตรงใจเรา ผมเชื่อแบบนั้น

“แม่...” ผมเรียกแม่ที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ใส่ปาณัสม์ที่กำลังก้มหน้าก้มตาตักผักใบเขียวเข้าปาก

“ว่าไงรัชชานนท์” คุณผู้หญิงของบ้านมองมาทางผม แววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยทำให้ผมเขินอายที่จะพูด ผมเหมือนตัวเองย้อนกลับไปเป็นวัยรุ่นมัธยมปลายอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้อายุก็ปาไปสามสิบต้น ๆ แล้ว

และจังหวะที่แววตากลมโตกับแก้มกลม ๆ ที่กำลังขยับเคี้ยวผักหันมาสบสายตากับผม ผมได้พูดสิ่งที่ต้องการออกไป

“ผมจะแต่งงานกับปาณัสม์” ประโยคนั้นเต็มไปด้วยความหนักแน่นและมั่นใจ แม่ของผมดูเบาใจกับเรื่องของพวกเราสองคน บทสนทนาดำเนินต่อไป ส่วนมากก็จะเป็นการยิงคำถามในเรื่องของเราสองคน ผมกับปาณัสม์ช่วยกันตอบ มันเป็นช่วงแห่งความสุขที่ผมเฝ้าตามหามาตลอดชีวิต

















“แล้วดูวันหาฤกษ์ไว้บ้างหรือยัง”

“ยังครับ ผมคิดว่าจะรอจัดการอะไรให้พร้อม แล้วจะจัดเลย” ผมเดินออกมาส่งแม่ขึ้นรถ ระหว่างทางการพูดคุยแบบแม่ลูกก็เกิดขึ้น จนแม่ของผมเอ่ยถามถึงงานแต่งขึ้นมานั่นแหละ

“ไม่ได้นะลูก เรื่องแบบนี้สำคัญ เดี๋ยวแม่จัดการให้ถ้าแบบนั้น ทั้งเรื่องสถานที่ด้วยเลย” ผมพยักหน้าให้กับคำพูดของแม่ คนที่มีประสบการณ์ต้องทำได้ดีกว่าแน่นอน

“ขอบคุณครับ”



แม่ดูมีความสุขและยินดีจริง ๆ



ผมก็เช่นกัน



“รีบเข้าบ้านไปช่วยน้องด้วยล่ะ แล้วจะกลับบ้านวันไหน”

“อีกสามวันครับ คงพาปาณัสม์กลับด้วย”

“อยู่ด้วยกันมีอะไรก็คุยกันเยอะ ๆ นะรัชชานนท์ ดูแลน้องด้วยนะลูก” แม่หันกลับมากำชับผมก่อนที่จะเดินไปหานนทัช เจ้าตัวหันมาทักทายผมก่อนขอตัวเดินทางกลับเข้าเมือง

ผมยืนส่งพวกเขาจนลับสายตา ส่งข้อความไปย้ำกับนนทัชว่าถ้าถึงบ้านแล้วให้โทรมาบอกกันด้วย พอจบจากการส่งแม่ขึ้นรถแล้วก็เดินกลับเข้าบ้านไปหาปาณัสม์ เจ้าตัวเล็กเก็บโต๊ะอาหารเสร็จไปครึ่งหนึ่ง

“มา เดี๋ยวผมช่วย” ผมเดินไปรับบรรดาข้าวของที่คนตัวเล็กถือ ปาณัสม์ส่งมันให้ผมนำไปล้างต่อ พวกเราไม่ได้คุยอะไรกันในระหว่างนั้น มีเพียงความเงียบที่กำลังทำหน้าที่เชื่อมให้สองเราใกล้ชิดกันมากขึ้น มันคงเป็นความเงียบที่ทำให้หลาย ๆ อย่างชัดเจน มันพาให้เราขยับมาชิดกัน ใกล้กันมากขึ้น มันเหมือนตอนที่เราเดินข้าง ๆ กันแล้วหลังฝ่ามือเผลอแตะสัมผัสกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนมันคงมีแต่ความขัดเขินและไม่กล้าที่จะกุมมือกันและกันทันที แต่ต่อจากนี้ ไม่ว่าจะกี่ครั้ง เราสองคนจะกล้าขยับมือมาสอดประสานกันมากขึ้น



มันจะมั่นคง



เหมือนเช่นวันที่เราสองคนมั่นใจในอนาคตที่ยอมรับซึ่งกันและกัน











//คนเรามีจังหวะชีวิตที่แตกต่างกัน ดีบ้างแย่บ้าง หวังว่าเรื่องราวที่ไรท์ถ่ายทอดผ่านตัวละครที่รักทั้งสองจะตอบคำถามอะไรบางอย่างให้กับนักอ่านที่รักได้บ้าง ต้องขออภัยกับบางอย่างถ้าหากมันผิดพลาด ไม่มีเจตนาใด ๆ หวังว่าถ้ารัชชานนท์และปาณัสม์จบลงไปแล้ว เรื่องราวที่พวกเราได้เดินทางร่วมกันจะตกตะกอนอยู่ในใจไม่มากก็น้อยเลยนะคะ อีกไม่นานวางแพลนไว้ว่าจะจบ เราจะพาทุกคนเดินไปจนถึงสุดทาง ถ้าหากชอบในเรื่องราวและอยากส่งต่อความรักและบทเรียนชีวิต ทุกคนอย่าลืมแบ่งปันนะคะ เราจะเฝ้ามองทุกคนเติบโตอยู่ตรงนี้ ในเรื่องราวที่เราพยายามสร้างสรรค์มันขึ้นมา สู้ ๆ นะคะ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Ekkanek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
“เดี๋ยวเช็ดผมให้นะครับคุณรัชชานนท์”

ผมพยักหน้าตอบรับคำพูดของปาณัสม์ที่นั่งรออยู่บนที่นอน ในมือของเขามีผ้าผืนเล็กขนาดกำลังพอดี มันถูกเตรียมไว้เพื่อผม ถึงมันจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ใคร ๆ ก็สามารถทำมันได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากว่าในสักวันหนึ่ง การเปิดรับใครสักคนเข้ามามันสามารถทำให้รายละเอียดเล็กน้อยที่ดูไม่สำคัญกลับชัดเจนขึ้นมาได้ในความสัมพันธ์ ผมคิดว่ามันคือสิ่งที่ดีและมีค่า ถ้าหากมันคือความรัก

ชีวิตคนเราในหนึ่งวัน การกระทำต่าง ๆ ล้วนเกิดจากความเคยชิน บางอย่างอาจจะเกิดจากการเรียนรู้บางอย่างอาจจะเกิดจากประสบการณ์ ว่าท้ายที่สุดแล้วตัวตนของเรานั้นชอบหรือไม่ชอบสิ่งใด มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราเข้าใจกันอยู่แล้ว เรารู้ใจตัวเองดีกว่าใคร แต่จะว่าอะไรไหมถ้าผมใส่ความคิดเห็นของตัวเองลงไปว่า การเปิดรับใครเข้ามาในโลกของเราเพียงไม่นาน ถ้าใครคนนั้นสามารถจดจำความเคยชินของเราได้เกือบทั้งหมด มันคือสิ่งที่มหัศจรรย์เสียยิ่งกว่าอะไรบนโลกใบนี้



เราจะไม่โดดเดี่ยวและเหงา



เราจะไม่หลงลืมบางอย่างเพราะภาระหน้าที่พัดพามันไป



เราจะไม่คิดแปลกใจในความชอบที่ดูแตกต่างจากคนอื่น



เพราะทุกอย่างมันกลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำของใครสักคนที่เขาใส่ใจคุณ หลงรักคุณและอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่คุณ มันอาจจะเป็นความประทับใจก็ได้ เหมือนกับตอนที่คุณแอบชอบใครสักคนแล้วจดจำสิ่งที่คนนั้นชอบ คุณจำมันเพราะว่าอยากให้เขาประทับใจใช่ไหม มันก็ไม่ต่างกันนัก

“มานั่งตรงนี้เลยครับ” ผมนั่งลงบนพื้น ส่วนคู่ชีวิตก็ขยับจัดแจงท่านั่งที่คิดว่าสบายที่สุดให้ตัวเอง แรงขยับบนกลุ่มผมเบาสบายจนผมรู้สึกผ่อนคลาย ถ้าเป็นปกติ ผมคงไม่ใส่ใจรายละเอียดเท่านี้ ยิ่งเรื่องของความนุ่มนวลยิ่งแล้วใหญ่ ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วตามนิสัย

“สบายมากครับ” ผมพูดออกไปอย่างที่ใจคิด หลับตาลง สนใจแค่แรงขยับไปตามกลุ่มผม

“ถ้าเจ็บบอกผมได้นะครับ”

“ไม่เจ็บเลยปาณัสม์ มือคุณเบามาก”



บทสนทนาระหว่างเราเงียบลงไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงสัมผัสเบาสบายและกลิ่นหอมจากเรือนกายคู่ชีวิต ผมจดจำทุกอย่างอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้ปาณัสม์ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนตัวเล็กจึงเอ่ยถามบางสิ่งออกมา

“อีกไม่นานคุณจะกลับเข้าเมืองแล้วใช่ไหมครับ”

“อือ” ผมตอบรับในลำคอ “แต่ว่าผมจะพาคุณไปด้วย ผมบอกแม่ไว้แล้วว่าจะพาคุณเข้าเมืองไปเตรียมตัว”

“วันไหนครับคุณรัชชานนท์”

“เข้าเมืองวันพฤหัสบดี”

ปาณัสม์เงียบไปจนผมสงสัย

“ทำไมหรือ”

“คือ... เหมือนวันนั้นผมจะไม่ได้หยุด”

ผมถอนหายใจออกมาให้กับคำพูดนั้นของคู่ชีวิต

“นี่คุณกล้ามากนะ... ผมเป็นเจ้าของบริษัท เป็นคนเริ่มโครงการ แถมคุณยังเป็นคนของผมด้วยปาณัสม์”



คำพูดที่ว่าหายใจเข้าออกเป็นงาน คงอยู่ไม่ไกลสำหรับปาณัสม์



“หยุดคิดไปเลย” ผมบอกร่างเล็กที่ปล่อยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกมา มันจางกว่าเดิมเล็กน้อย คงกำลังคิดกังวลอะไรอยู่เงียบ ๆ “กลิ่นคุณมันจะหายไปแล้ว ผมไม่สบายใจเลย”

“ถ้าเจ้าของบริษัทไม่หักเงินเดือน ผมก็จะหยุดคิดทุกอย่าง” ผมเอี้ยวตัวเตรียมหันไปหยิกแก้มกลมของคู่ชีวิต เจ้าตัวเล็กขยับถอยหนี ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ผมล่ะอยากจับมาตีจนกว่าจะเลิกคิดขยันจะทำงานอยู่ตลอดเวลาสักที

“ใครเขาจะหักเงินเดือนพนักงานที่ขยันทำงานกัน”

“ผมเป็นแค่พนักงานสำหรับคุณเหรอครับ”

ผมจ้องแววตากลมโตนั้นที่สื่อความหมายบางอย่างออกมา

ร้ายใช่เล่น...

“คุณคาดหวังอะไรในคำตอบของผมครับปาณัสม์” ผมยิ้มยียวนกลับไป “ผมจะเข้านอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นให้ทันแย่งหน้าที่คุณ”

“นี่! คุณทำแต่เมนูที่มีผักนิดเดียว” ฝ่ามือเล็กฟาดลงบนต้นแขนของผม ตามมาด้วยหมอนหนุนนอนที่ถูกฟาดตามมาไม่หยุด ผมอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอรวบเอวบางนั้นเข้ามากกกอด แกล้งทำเป็นจะฟัดแก้มกลม เสียงร้องห้ามดังลั่นห้องนอน เราสองคนต่างหัวเราะให้กับพฤติกรรมย้อนวัยเหล่านั้น



มันนานมากแล้วที่ผมไม่ได้หัวเราะออกมาสุดเสียงแบบนี้



ยิ้มเพราะมีความสุขเช่นนี้



เมื่อสงครามจบลง พวกเราเอาแต่นอนกอดก่ายกัน ปาณัสม์ซุกตัวเข้าหาผมเพื่อหาความอบอุ่น ส่วนผมได้ความดีความชอบเป็นกลิ่นหอมหวานจากการเป็นผ้าห่มให้ปาณัสม์ ผมก้มลงหอมหัวกลมนั้น มอบจูบแผ่วเบาที่ขมับ

“ผมประหลาดใจที่คุณเป็นคนละคนกับตอนทำงาน” ฝ่ามือนุ่มนิ่มลูบไล้ไปตามกรอบหน้าของผม แววตานั้นเต็มไปด้วยประกายความสุข “รู้สึกโชคดีที่ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของคุณ”

“ผมเป็นยังไงเวลาที่อยู่กับคุณครับ”

“คุณ... ดูเด็กลง หมายถึง บางมุมที่ดูเหมือนได้ละทิ้งความกดดันและความน่าเคารพมั้งครับ ตอนที่คุณทำงาน อยู่ต่อหน้าคนในระดับเดียวกัน คุณเป็นหัวหน้าที่ดี ดุ แล้วก็เด็ดขาด”

ผมตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ

“แต่เวลาคุณอยู่กับผม คุณเป็นตัวของตัวเองในแบบที่คนอื่นอาจจะไม่เคยมองเห็นหรือสัมผัสมัน คุณมีด้านที่เปราะบาง มีด้านที่รับมือกับมันไม่ได้ คุณเป็นคนธรรมดา แต่งตัวกางเกงผ้าสบาย ๆ เสื้อยืดสีพื้นตัวใหญ่ รองเท้าที่ใช้ก็คือธรรมดาไม่ใช่แบบผู้บริหาร ยามที่คุณทำงานบ้าน มันเป็นมุมมองที่แปลกตา อาจจะเพราะผมชอบที่คุณมักจะลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้สมาธิอยู่กับสิ่งเหล่านั้น คุณตั้งใจ...” ปาณัสม์เลื่อนนิ้วหัวแม่มือลงมาลูบไปตามริมฝีปากของผม “แล้วคุณก็ใจดีกับผมมากด้วย คุณทำให้ผมรู้สึกสบายใจ ผมฝากใจไว้ที่คุณได้ คุณรัชชานนท์”



ผมรู้สึกโชคดี ที่ตัวเองเลือกคนคนนี้



และผมสัญญา ว่าผมจะไม่ทำให้เขาต้องเจ็บปวด



ถ้าหากความเจ็บปวดนั้น เกิดมาจากผม ผมยินดียอมทำทุกอย่าง เพื่อให้เขามีความสุขจนหลงลืมมัน



ผมสาบาน...



“ผมรักคุณนะ คุณรัชชานนท์”



แววตานั้นมันเป็นของผม



มันสะท้อนภาพของผมแต่เพียงผู้เดียว



“ผมก็รักคุณเหมือนกันครับปาณัสม์”



















ปาณัสม์’ s part

เช้าวันพฤหัสบดีมาถึง มาถึงพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ของคุณรัชชานนท์ที่ดังขึ้นมาอย่างไม่มีหยุดพัก ร่างสูงดูงุ่นง่านตั้งแต่เช้ามืด ผมที่นั่งทำหน้าตางัวเงียส่งสายตาปรือปรอยมองตามแผ่นหลังที่เดินหลบออกไปพูดคุยกับปลายสายที่เอาแต่โทรมาหาไม่หยุด พอจบจากสายนี้สายนั้นก็โทรเข้ามา อาจจะเป็นเพราะทุกอย่างกำลังเริ่มเป็นงานเป็นการมากขึ้นเรื่องในเรื่องของงานมงคลนั่นแหละนะ

ผมจัดการเก็บที่นอน เตรียมชุดเสื้อผ้าที่จะใส่ ผ้าเช็ดตัวที่พาดบ่า ทุกอย่างพร้อมแล้วสำหรับการตบแต่งเนื้อตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางกลับเข้าเมือง ผมเดินเข้าห้องน้ำไป ร่างกายต้องการน้ำเย็น ๆ ในยามเช้า ขับไล่ความง่วงออกไปให้หน่อย ร่างกายพัง ๆ จากการโหมทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งช่วงเวลาพักผ่อนนี่ช่างน่ากลัวเสียจริง

หลังอาบน้ำเสร็จ เป็นตาของคุณรัชชานนท์บ้างแล้วที่จะเข้าไปชำระเนื้อตัว ร่างสูงเดินเร็วหายวับเข้าไปในห้องน้ำ ผมเอาเวลาระหว่างนั้นมาตรวจดูของใช้รวมไปถึงเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง คงพอสำหรับระยะเวลาที่จะไปอยู่บ้านของคุณรัชชานนท์ นึกไปนึกว่าเวลาก็ผ่านไปเร็วจนน่าใจหาย ทุกอย่างดูหมุนเวียนไปตามกาลเวลาอย่างรวดเร็ว ถ้าหากรู้วันเวลาที่จะจัดงาน เวลาคงไหลไปไวมากกว่าทุกวันนี้เสียอีก



เราใช้เวลาจัดการทุกอย่างไม่นาน การเดินทางเริ่มตั้งแต่เวลาแปดโมงเช้า จากต่างจังหวัดเข้าสู่ตัวเมือง ไปถึงก็ประมาณเกือบเที่ยงวัน ร่างสูงขับรถเข้ามาที่สำนักงานใหญ่ เขาคว้าเอาซองเอกสารมากมาย ทุกอย่างดูเร่งรีบและดูเป็นงานเป็นการ ก่อนหน้าเขาบอกกับผมว่าช่วงเที่ยงตัวเขาเองมีเข้าประชุมเรื่องถอนการลงทุน ผมจำได้ว่าเป็นบริษัทของพี่อัยย์ จะว่าไปก็คิดถึงพี่เขาเหมือนกันนะ พอพี่อัยย์ถูกเรียกตัวกลับ บรรยากาศในที่ทำงานก็เข้าสู่สภาวะเรียบเฉย มีบ้างที่ได้พูดคุยกับคนในทีม แต่ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องงานมากกว่า แต่ถึงแม้ว่าพี่เขาจะไม่ได้มาทำงานที่โครงการใหม่แล้ว พวกเราก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าพักหลัง ๆ จะห่างกันไปก็ตาม

ผมเดินตามคุณรัชชานนท์เข้าบริษัท คุณนนทัชเดินตรงเข้ามาแจงรายละเอียดรวดเร็วคล่องแคล่ว

“ปาณัสม์ครับ” คุณรัชชานนท์เรียกผม ผมมองใบหน้าของเขาเพื่อรอว่าจะพูดอะไรต่อไป “ผมเข้าประชุมก่อนนะครับ”

ผมพยักหน้าให้กับเขา มองส่งจนร่างสูงสะดุดตานั้นลับสายตาไป จังหวะที่ผมกำลังจะหมุนตัวเดินออกนอกบริษัท แรงกอดจากด้านหลังทำให้ผมหยุดชะงัก พอหันกลับไปจึงพบว่าเป็นบรรดาลูกทีมรุ่นน้อง พวกเขาต่างพากันเข้ามากอดผม แย่งตัวผมราวกับผมเป็นตุ๊กตาตัวใหญ่

“เดี๋ยวสิครับทุกคน” ผมรู้ดีว่าสายสัมพันธ์ของพวกเรานั้นเหนียวแน่น แต่แบบนี้ก็คือเหนียวแน่นเกินไปแล้ว!

“พี่ปาณัสม์! พวกเราคิดถึงพี่มาก”

“พี่จะกลับมาประจำที่นี่ตอนไหนเหรอครับ”

“คิดถึงพี่มากจริง ๆ ไม่มีพี่คอยคุยเล่นด้วยเลย ตอนนี้บรรยากาศเปลี่ยนไปจนพวกผมอยากย้ายไปทำงานกับพี่เลยเนี่ย”

ผมฟังคำพูดรัวเร็วราวกับเด็กของพวกเขา น้ำเสียงช่างฟ้องและอาการตัดพ้อเหล่านั้น พวกเรายืนคุยกันได้สักพัก หนึ่งในขบวนการนั้นก็โพล่งขึ้นมาว่าจะไปทานข้าวกับผมด้วย ถ้าผมไปไหนพวกเขาก็จะไปด้วย ผมส่ายหน้าให้กับรุ่นน้อง แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นไปเพราะความรักและเอ็นดู ผมตกลงกับคำขอนั้น ออกปากว่าจะเป็นคนเลี้ยง สายตาเป็นประกายถูกส่งมอบมาให้ผมราวกับผมเป็นคนที่สมควรค่าแก่การถูกยกย่อง



รู้สึกดี ที่ทุกคนยังเฝ้ารอการกลับมาของผม



คิดถึงบรรยากาศการทำงานที่นี่มากจริง ๆ



ผมจะตั้งใจทำงานและรอเวลาที่จะได้กลับมาทำที่นี่อีกครั้ง



ผมใช้เวลาอยู่กับบรรยากาศเก่า ๆ ผู้คนที่แสนคุ้นเคย สถานที่ที่คิดถึง รสชาติของอาหารที่ถูกปาก ทุกอย่างเหมือนย้อนเวลากลับไปยังช่วงเวลาที่ผ่านเลยมานาน ผมจดจำใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมงาน จดจำทุกท่าทางและอาการตื่นเต้นดีใจยามผมบอกว่าผมกำลังจะแต่งงานในเร็ว ๆ นี้ ผมจำความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี

จำได้ถึงถ้อยคำอวยพรจากเพื่อนสนิท ถึงแม้ว่ามันจะพูดขอโทษเสียยกใหญ่ว่ามันไม่ได้อยู่ที่ไทยในตอนนี้ก็ตามและอาจจะบินกลับมาไม่ทัน แต่มันก็พูดแสดงความยินดีกับผมจากใจ

ผมพูดพร่ำบอกครอบครัวที่ล่วงลับไปยังสถานที่ที่ห่างไกล... ว่าผมมีความสุขมากแค่ไหนในตอนนี้ ถ้าพวกเขาฟังอยู่ ผมอยากบอกว่าผมนั้นสบายดี ไม่ต้องห่วงอะไรในตัวของผมอีกแล้ว ผมในวัยสามสิบเติบโตขึ้นอย่างดี

อีกคนที่ผมไม่อาจทดแทนบุญคุณคืนได้หมด... คือคุณแม่ของคุณรัชชานนท์





ในงานวิวาห์...

ผมได้รับสายตาที่เต็มไปด้วยความสุขมากเสียจนล้นอก มองภาพบรรยากาศในวันนั้นไว้อย่างดี ถ้อยคำอวยพรขอให้ความรักครั้งนี้ยืนยาวสลักลงไปในใจของผม ถ้อยคำตอบรับมั่นคงไม่ต่างจากวันที่ถูกขอแต่งงานในคืนนั้น ยังดังก้องอยู่ภายในหัว ผมยิ้ม ยิ้มด้วยความสุขล้น ยิ้มแบบที่คิดว่ามันคือที่สุดของชีวิต ขอบตาร้อนผ่าว ไหนจะมือของคนรักที่คอยเกลี่ยหยาดน้ำตาที่กลิ้งหล่นลงมา คุณรัชชานนท์เฝ้าบอกว่ารักผม รักมากขนาดไหน





รสจูบในวันนั้นผมจะไม่ลืม















พวกเรามอบจูบให้กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันช่างเนิ่นนานราวกับว่าเราสองกำลังเยาะเย้ยความงามของมหานครแห่งรัก ว่าต่อให้สถานที่แห่งนี้จะอบอวลไปด้วยบรรยากาศสำหรับคู่รักมากแค่ไหน ก็ไม่อาจสู้เราสองคนได้ ปาณัสม์ขบกัดริมฝีปากของผมราวกับจะยั่วยวนกัน ขบดึงมันราวกับฉากรักในภาพยนตร์ ผมประคองท้ายทอยคนรักเพื่อป้อนจูบลึกซึ้งมากกว่านั้น กลิ่นหอมหวานลอยม้วนตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ ค่ำคืนนี้ช่างงดงามเหลือเกิน

ผมผละใบหน้าออกมาจ้องมองดวงตาฉ่ำวาว ยังไงในสายตาของผมมันก็ยังคงสะท้อนภาพของคนตรงหน้าชัดเจน

“ขอบคุณที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่ของผมนะครับปาณัสม์”

ฝ่ามือเล็กยกขึ้นประคองแก้มของผมไว้ “คุณก็เหมือนกัน”

“ผมรักคุณมาก มากเสียจนไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน”

“ก็ไม่ต้องมองหาจุดสิ้นสุดของมันสิครับ... ให้มันทำหน้าที่ของมันไปอย่างนั้น” ผมมองแหวนแต่งงานที่ประดับไว้บนนิ้วนางข้างซ้ายของปาณัสม์ มันย้ำเตือนให้ผมรู้ว่าไม่ได้ฝันไป “ผมจะไม่มองหาจุดสิ้นสุดของมันเหมือนกันดีไหมครับ”

ผมมอบจุมพิตสุดท้ายให้กับเขา ก่อนจะพากันเดินจูงมือชื่นชมบรรยากาศรอบ ๆ มหานครแห่งความรัก หรือ เมืองปารีส สถานที่ซึ่งคู่รักทั่วโลกมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย ผมเชื่อแล้วว่าทำไมผู้คนถึงยกย่องให้ดินแดนแห่งนี้แสดงถึงความรัก เมื่อได้มายืนคู่กับคนรักทุกอย่างดูลงตัวไปหมดทุกอย่าง ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมเก็บภาพเผลอ ๆ ของปาณัสม์ เจ้าตัวเล็กเหม่อมองหอไอเฟลที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง ผมกดบันทึกภาพ บันทึกมันไว้เป็นความทรงจำ

“สูงจัง” ปาณัสม์เอ่ย “พอมาเห็นด้วยตาของตัวเองแล้วรู้สึกไปอีกแบบเลยนะครับ”

“สวยดี”

“ใช่ มันสวยมากเลย”

“ผมหมายถึงคุณ”

“นี่!” ผมเอียงตัวหนีฝ่ามือหนัก ๆ ของคนรัก ก้าวเท้าหนีเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กกว่าตั้งใจและมุ่งมั่นว่าจะทุบผมให้ได้ เราสองคนหยอกล้อกัน หลงลืมวัยที่มากขึ้นไปตามกาลเวลา หลงลืมทุกอย่างที่เคยแบกไว้บนไหล่สองข้าง ช่วงเวลานี้มีแค่เราที่วิ่งไปพร้อมกับเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม









ปาณัสม์’ s part

ผมมองเห็นเด็กหนุ่มอายุ 23 คนนั้น

คนที่เป็นแรงผลักดันให้ผมมีชีวิตต่อไปบนโลกที่ไม่น่าอยู่

เป็นคนที่ย้ำเตือนให้ผมดูแลตัวเองให้ดี รักษาสุขภาพและต้องมีชีวิตรอดในสภาพสังคมที่บีบบังคับเช่นนี้

ผมจดจำความลำบากในวัยเยาว์ จดจำทุกความสูญเสีย

จดจำโอกาสที่ผมเป็นคนเลือกปล่อยมันให้ลอยหายไป

ผมเกือบทิ้งทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตของตัวเอง

จนได้มารู้จักกับผู้ชายที่ชื่อรัชชานนท์ คุณยังคงเป็นแบบนั้นในช่วงวัย 23 ปี



ผมอยากให้คุณเป็นแบบนั้นมาตลอด... เพราะรู้ว่าช่วงเวลาที่คุณนั้นสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่จริง ๆ คือตอนนั้น ถ้าเราต่างตบเท้าก้าวเข้าสู่สังเวียนชีวิต เราอาจจะหลงลืมการเป็นเด็กไปอย่างง่าย ๆ

กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่ได้เจออะไรที่พาย้อนวันวานแล้วหลุดพูดว่า ‘คิดถึงจัง... ไม่ได้ทำแบบนี้มานานแล้วนะ’





คงน่าเสียดายแย่





All grown -ups were once children…but

Only a few of them remember it.

                                                                                                                         The Little Prince









//แด่นักผจญภัยในห้วงกาลเวลาทุกท่าน มีสิ่งที่ทำให้นึกถึงเยอะแยะไปหมด อย่าหลงลืมการเป็นเด็กหรือวัยช่างฝัน ขอบคุณทุกคนที่เติบโตมาอย่างดี และชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละคร

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด