สาปรักแดนสวรรค์ บทที่3 4/10/2563
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: สาปรักแดนสวรรค์ บทที่3 4/10/2563  (อ่าน 683 ครั้ง)

ออฟไลน์ ครามพิสุทธิ์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


******************************************************************************

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-10-2020 14:27:54 โดย ครามพิสุทธิ์ »

ออฟไลน์ ครามพิสุทธิ์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-0
Re: สาปรักแดนสวรรค์
«ตอบ #1 เมื่อ20-09-2020 14:39:49 »

บทนำ

*กล่าวเล่าขานนานเนาเหล่าเทวา
แดนมนตราอันวิจิตรพิสมัย
พลันก่อศึกพลั้งคิดยั้งจิตใจ
ดลเภทภัยแดนสวรรค์ลั่นพิมาน
ฟ้าแดนสรวงเคยบวรพังพินาศ
ด้วยเดชราชดุจไฟทำลายผลาญ
ร้อนเบื้องบาทจอมเทพทิพย์วิมาน
ร่ายประทานยั้งสมรพรบันดล

*เหยดูก่อนเทวัญอันข้ารักษ์
เห็นประจักษ์ปกครองเกินแก้ไข
ผิดใหญ่หลวงครานี้จักโทษใคร
กรรมชดใช้จำต้องให้ใคร่ครวญตรอง
พลันจะแลสืบสาวเอาต้นเหตุ
ทอดพระเนตรแลเห็นเป็นอัปสร
ด้วยบวรพรเสน่ห์เล่ห์งามงอน
ประภัสสรในฤทัยเหล่าเทวัญ

*ครั้นจักสาปบาปกรรมพินิจก่อ
อย่ายั้งรอต่อรองครองโศกศัลย์
ไปจุติเป็นหนุ่มงามจมจาบัลย์
นางสวรรค์จงรับกรรมสู่โลกา
ส่วนปลายเหตุทวยเทพอย่าคิดหมาย
ก่อวุ่นวายสนองใคร่ในตัณหา
จงจากแดนทิพวิมานสู่โลกา
จำพบพาประสบกรรมช้ำกมล

*สิ้นคำสาปองค์เทวัญผู้เป็นใหญ่
จิตฤทัยเหล่าเทวาว่ากรรมหลัง
จากกายทิพย์สู่กายหยาบดันทุรัง
ผิดพลาดพลั้งสิ่งที่ก่อรออาญา
นางอัปสรพรได้เกิดเป็นบุรุษ
รวมเป็นจุดศูนย์กลางรักใฝ่หา
หมายให้เกิดอุปสรรครักมายา
หนักอุราพาปวดจิตพิษกาเม

*แต่เรื่องราวพลิกแพลงตาลปัด
เห็นชี้ชัดเกิดเป็นชายหมายได้หวัง
หมู่เทพไท้เจ็ดชายร่วมกำลัง
ราวสาปสั่งพังทลายคลายเคราะห์กรรม
อดีตเทพหมายรักจักสานต่อ
ยังยกยอสัมพันธ์เดิมอุปถัมภ์
ก่อเกิดศึกชิงรักสร้างเวรกรรม
ดลชี้นำทำกรรมใหม่หาได้คลาย

*เจ็ดเทพเกิดร่วมสายโลหิตเดียว
หมายกลมเกลียวปรองดองเป็นสุขศรี
ครั้นเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มชุ่มชีวี
ท่วงท่าทีต่างมิยอมกันและกัน
ยิ่งเป็นเรื่องดวงใจไปกันใหญ่
เจ็ดคุณชายหมายรักถักทอฝัน
พี่ก็รักน้องก็รักมิยอมกัน
คล้ายสาปทัณฑ์จากสวรรค์เริ่มประมวล

*คนแรกนาม “ชลากร”เป็นพี่ใหญ่
กล่าวนิสัยสุขุมนิ่งหยิ่งผยอง
ถัดลงไปเกิดท้ายปีอย่าคิดลอง
นามคนสอง “ศรวัสย์” ใจเพลิงกัลป์
ก่อนจะกล่าวนามถัดไปใคร่ครวญคิด
รูปวิจิตรชายชาตรีดุจความฝัน
ลำดับสามเสน่ห์เล่ห์พัลวัน
นามตั้งมั่นบันดาลมาว่า “ชัชชน”

*ลำดับสี่ขอเสนอนาม“พลกฤต”
คลอดตามติดชื่อ“ปรีดิท”แฝดกุศล
แรกแฝดพี่หลังแฝดน้องต้องจำนน
ร่วมทุกข์ทนตามชะตาว่าด้วยกรรม
อนึ่งแม้นสองชายได้เกิดร่วม
หนึ่งสำรวมสองสรรสร้างอารมณ์ขำ
คู่ชาตรีต่างนิสัยง่ายจดจำ
ทั้งรูปธรรมแลใบหน้าหาได้เคียง   

*ลำดับหกพฤหัสฯจุติเกิด
บรรเลงเลิศเพลินดนตรีคีตศิลป์
ชื่อ “ปัณวิศ”นามโกมลสมดังจินต์
ตามสุบินถวิลเทพประทานนาม
กล่าวมาถึงคนเล็กน้องสุดท้อง
ตามครรลอง “พิชญุตม์” สุดเกรงขาม
ด้วยความคิดฉลาดล้ำยากนึกตาม
รวมเจ็ดนามเหล่าพี่น้องคล้องจองกัน

*ส่วนเทวัญนางอัปสรอมรหนึ่ง
ครั้นดาวดึงตามจุติเป็นสุขศรี
เกิดตามหลังเทพเทวาเหล่าน้องพี่
บุญยังมีประดับเสริมเติมแต่งมา
แม้นเป็นชายรูปยังงามเย้ายวนพิศ
ชวนพินิจน่าหลงใหลคลั่งไคล้หา
เจ็ดบุรุษอดีตเทพบนน่านฟ้า
แรกแลตาประสบรักในทันที

*อรชรเกิดเป็นชายนามขับขาน
ชื่อทางการ “ปพนธีร์”เป็นสุขี
ด้วยอดีตเคยผูกพันแต่หลังมี
ดลฤดีมีฤทัยมิเสื่อมคลาย
เจ็ดเทวาขอยืนกรานในใจเจ้า
ให้สมเศร้าเฝ้าคอยถวิลหมาย
แม้นจะเกิดเมืองมนุษย์สุดอุบาย
เหล่าคุณชายมิขอถอยสู้สุดใจ

*มาบัดนี้แม้นใครดีเปรมปรีดิ์ได้
ให้ปล่อยไปตามบุญกรรมนำหนหลัง
เป็นมนุษย์สุดโศกาครั้งนี้นั้น
จอมเทวัญเพียงองค์ท่านหวังลงทัณฑ์
สาปสวรรค์จักพ้นปรนคลี่คลาย
มีความหมายแฝงไว้ใต้อาถรรพ์
รู้จักรักปรองดองครองชีวัน
ถึงยามนั้นจันทร์แสงฉายคลายมนตรา

:L1: :L1: :L1:
                             
สาปรักแดนสวรรค์ นวนิยายจากภพเดิม สู่ปัจจุบัน บอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไป เหล่าตัวละคร ขอให้มีความสุขในการอ่านครับผม
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-09-2020 14:53:38 โดย ครามพิสุทธิ์ »

ออฟไลน์ ครามพิสุทธิ์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-0
Re: สาปรักแดนสวรรค์ บทนำ 20/9/2563
«ตอบ #2 เมื่อ20-09-2020 15:10:43 »

บทที่ ๑
จุดเริ่มต้น

คุณเคยเชื่อเรื่องภพชาติหรือไม่?


แล้วคิดว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า?


นี่คือความสงสัยของชายคนหนึ่ง  กำลังตกอยู่ในห้วงความรู้สึกอันแปลกประหลาด เรื่องราวในความฝันวนไปเวียนมาอยู่หลายครั้งไม่รู้จักจบสิ้น  ทำให้เขาพะว้าพะวงอึดอัดมากเสียจริง


เหตุการณ์เหล่านี้มันเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว ช่วงครบรอบวันเกิดยี่สิบสองปีของเขา พอนึกๆไป ตัวเลขอายุที่เหมือนกันสองหลัก บางคนก็ถือเคล็ด ว่าจะเจอลางดี  บ้างก็เจอลางร้าย  หรือไม่ก็...ไม่เจอเหตุการณ์อะไร   บางคนก็โน่น... เจอวัยเบญจเพสเสียทีเดียวเลย


นั่นสินะ...พอพูดร่ายยาวให้ฟังขนาดนี้ ใครหลายคนคงจะขมวดคิ้ว และเริ่มทำหน้างง  อยากจะถามกลับว่า...แล้วยังไงต่อล่ะ! ใช่รึเปล่า?  เอาล่ะไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ก็ไม่เป็นไร  เพียงแต่เขาแค่สงสัยและอยากรู้ ว่าหากความฝันปรากฏขึ้นบนโลกแห่งความเป็นจริงสักวัน   ถึงตอนนั้นเขาอยากจะรู้นักว่า ตัวเขาเองจะรับมือกับสถานการณ์ในฝันได้หรือเปล่า


ยามเที่ยง วันหนึ่งในฤดูร้อน  สายลมโชยกระแสอ่อนๆ พัดนำพาเอากลิ่นหอมดอกพิกุลต้นสูงใหญ่จากบ้านข้างเรือนเคียงลอยละล่องมาแตะจมูกโด่งสันของชายหนุ่มช่างสงสัยคนนี้  เขากำลังนั่งครุ่นคิดถึงความฝันเมื่อคืนที่ผ่านมาอยู่ชิงช้าไม้หน้าบ้านตามลำพัง


แม้ว่าบ้านของเขาจะอยู่ในเขตปริมณฑล แต่เป็นพื้นที่สงบเงียบ ห่างไกลจากถนนหลักอันแสนวุ่นวาย  บ้านหลังนี้แม้จะปลูกสร้างมานานหลายสิบปี มีชำรุดผุพังบ้าง ก็ปรับปรุงซ่อมแซมต่อเติมให้ดูใหม่เสมอ 


อันที่จริงเขาเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีมาไม่กี่เดือน  ช่วงนี้เป็นช่วงหางานทำ  ไปยื่นสมัครไว้หลายที่ จนหยุดคิดยื่นใบสมัครงานเพิ่ม ที่เหลือก็รอเพียงทางบริษัทติดต่อกลับมาบ้างสักแห่งก็ยังดี


วกกลับไปยังความฝันที่กำลังกลัดกลุ้มใจเมื่อคืน  พอจะจำได้ลางๆว่า...

ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงฉายแสงสีเหลืองอ่อน  เพียงใช้ดวงตาต้านแสงส่องมองชื่นชมความงดงาม กลับเห็นบุรุษรูปสง่าสวมผ้าอาภรณ์อันวิจิตรราวชาวสวรรค์ปรากฏขึ้นใจกลางจันทรา  ใบหน้านั้นยิ้มแย้มให้  ก่อนจะพูดกับเขาใจความหนึ่งว่า


...กงล้อแห่งกรรมกำลังหมุนเวียนมาบรรจบ เร่งมองเห็นสัจธรรมโดยเร็ววัน ยามนั้นสุดแล้วแต่เจ้าจะกำหนดเส้นทางแห่งกรรมนั้นเอง...

จากนั้นชายรูปงามก็หายเลือนลับหายไปในพระจันทร์ พร้อมกับแสงสว่างจ้าสีทองหรี่แสงอ่อนกลับคืนดังเดิม

“ธี! มานั่งอยู่นี่เอง นึกว่าเล่นคอมพิวเตอร์อยู่บนห้องซะอีก แม่ตามหาตั้งนาน ”หญิงวัยกลางคนร้องทัก ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มาให้ลูกชาย ตัวเครื่องสั่นเสียงดังครืดๆราวกับบอกว่านี่คือเหตุผลที่แม่ตามหาเขา

“ขอบคุณครับแม่” เธอยิ้มไม่พูดอะไรแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน  เจ้าของเครื่อง ยกหน้าจอขึ้นมาดู ปรากฏเบอร์โทรศัพท์ไม่คุ้นเคยและเริ่มลังเลจะรับสาย

แต่เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อน  หรือว่าจะเป็นบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่เขาเคยไปยื่นใบสมัครไว้โทรกลับมาหารึเปล่านะ เขานิ่งไปสักพัก ก่อนจะ
รีบใช้ปลายนิ้วไถหน้าจอรับสายด้วยความตื่นเต้น

“สวัสดีครับ” เขาทักทาย พร้อมรออีกฝ่ายพูดตอบ บอกตามตรงว่าเขาแทบจะเก็บอาการตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่

“สวัสดีค่ะ ใช่คุณปพนธีร์ไหมคะ?” เสียงหวานจากอีกฝ่ายพูดชื่อเขาชัดเจน

“ชะ..ใช่ครับ  ผม ปพนธีร์ พูดสาย”

“ดิฉันชื่อ อาญาวี จากบริษัทเอสอาร์บีดีไซน์จำกัด นะคะ โทรมาแจ้งให้ทราบว่าหลังจากที่คุณได้มายื่นใบสมัครตำแหน่งฝ่าย
ประชาสัมพันธ์ ทางบริษัทคัดเลือกพนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ได้แล้วและคุณคือผู้ผ่านการคัดเลือกครั้งนี้นะคะ ไม่ทราบว่า
สะดวกเริ่มงานวัน...”

“วันพรุ่งนี้ได้เลยครับ ผมพร้อมมากๆครับ” เขารีบตอบแทรกไปด้วยความตื่นเต้น ปลายสายเงียบไปสักพัก ก่อนจะหลุดขำออกมาเบาๆ

“วันพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์นะคะคุณปพนธีร์  ทางบริษัทของเราจะหยุดทุกๆวันอาทิตย์ค่ะ”

“อ้าว หรอครับ...ขอโทษครับ ผมตื่นเต้นมากไปหน่อย ” ปพนธีร์ ยิ้มเจื่อนแก้เก้อ แม้อีกฝ่ายจะไม่มีโอกาสได้เห็น แต่เขาเพิ่งรู้ตัว
แล้วว่าเก็บอาการตื่นเต้นไม่อยู่จริงๆ  และแล้วก็เลือกเงียบไม่พูดอะไร  รออีกฝ่ายถามจะดีกว่า

“สะดวกเป็นวันจันทร์ที่จะถึงนี้ไหมคะ? ”

“สะดวกครับ สะดวกมากๆ” เขายันยืนยันตอบหนักแน่นเช่นเดิม เหมือนมีไฟแรงกล้าในการเริ่มทำงาน

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้น...นัดหมายเข้ามารายงานตัวที่บริษัทฝ่ายบุคคลชั้นห้านะคะ สวัสดีค่ะ”

“ขอบคุณมากนะครับ สวัสดีครับ”

ปลายสายตัดไปแล้ว เขาแทบอยากกระโดดโลดเต้น ตะโกนร้องออกมาดังๆให้สุดเสียง ให้สาสมกับความตั้งใจมุ่งมั่นที่อยากเข้าทำงานในบริษัทแห่งนี้


เท้าความกลับไป ก่อนหน้านี้ปพนธีร์รู้มาว่า บริษัทเอสอาร์บี ดีไซน์จำกัด เป็นบริษัทใหญ่แม้จะก่อตั้งมาไม่กี่สิบปี แต่มีเครือข่ายทั้งในตัวเมืองใหญ่และต่างจังหวัดมากมายหลายแห่ง


ที่นี่เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านเดี่ยวหลายสไตล์ รวมไปถึงก่อสร้างโครงการหมู่บ้านจัดสรรต่างๆทั่วประเทศกว่า 40 แห่ง 
โรงแรม รีสอร์ท ตามสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมล้วนแล้วแต่เป็นผลงานเครือบริษัทนี้ทั้งนั้น 


เบ็ดเสร็จแล้วจะรู้เลยว่าเป็นบริษัทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่และสมบูรณ์แบบอีกเครือหนึ่งเลยก็ว่าได้ และที่สำคัญเปิดรับพนักงานใหม่น้อยมาก คนส่วนใหญ่อยู่แล้วอยู่เลย ไม่ค่อยโยกย้ายงานไปไหน  เขาเคยได้อ่านรีวิวจากพนักงานที่นี่โดยตรง ในเว็บไซต์ยอดนิยมแห่งหนึ่ง บอกว่าดีมากๆ เลยทีเดียว


ไม่กี่ปีที่แล้ว เขาได้มีโอกาสไปเที่ยวกับครอบครัวที่จังหวัดกระบี่ แล้วได้จองที่พักเครือของบริษัทแห่งนี้ เขาชอบการดีไซน์ที่พักมาก และเริ่มมีใจอยากจะร่วมทำงาน แม้วุฒิที่จบมา จะไม่ใช่เรื่องการออกแบบหรือก่อสร้างตกแต่งภายใน  แต่ด้วยความมุ่งมั่นอยากเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้ทางบริษัท ก็บากบั่นหาข้อมูลเตรียมความพร้อมเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จน ณ เวลานี้เขาก็สำเร็จไปอีกก้าวแล้ว เขาได้ผันตัวมาเป็นคนของบริษัทแห่งนี้สมใจแล้ว

“แม่ครับ แม่!” เสียงใสแจ๋วเพราะดีใจ ดังเข้าไปในบ้าน

“อุ้ยธีลูก! ร้องตะโกนเข้ามาในบ้านเสียงดังจัง แม่ตกใจหมด”

“ขอโทษครับ  แต่ธี...คือ ธี มีเรื่องจะบอก  ธีได้งานแล้วครับแม่”

“หรอ (ยิ้มดีใจ) ที่ไหนลูก?”

“ที่บริษัทเอสอาร์บีดีไซน์จำกัดครับ ธีตื่นเต้นจังเลย  แล้วนี่ธีต้องเตรียมตัวอะไรบ้างครับแม่ ”

“ใจเย็นๆ ไม่มีอะไรมาก เดี๋ยวแม่เป็นพี่เลี้ยงให้ เรื่องมารยาทเอย การใช้คำพูดเอย และการตอบคำถามในเชิงทัศนคติสำคัญมากนะ  เอาเป็นว่า อ้าว...จะรีบวิ่งไปไหนล่ะนั่นน่ะ”

“ขอบคุณครับแม่ แต่ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวธีจัดการเอง” ชายหนุ่มตะโกนบอกแม่ในขณะวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างกุลีกุจอ


เวลาล่วงเลยผ่านจวบจนกระทั่งมาถึงวันสำคัญที่ปพนธีร์ตั้งหน้าตั้งตารอ ทั้งดีใจและตื่นเต้น เขามาถึงสำนักงานบริษัทตั้งแต่เช้าตรู่  ชนิดที่ว่าระหว่างเดินผ่านประตูกั้นป้อมยามด้านหน้าทางเข้า ลุงยามตะโกนทักถามว่า ‘มาทำงานเช้าจังเลย’ ซึ่งก็ได้แต่ยิ้มและตอบกลับไปว่ามารายงานตัวเป็นพนักงานบริษัท ลุงแกก็ยิ้มแล้วพูดว่า ‘ขอให้ทำงานอย่างมีความสุขนะ’ ได้ยินแบบนี้มันคือกำลังใจที่ดีมากเลยนะสำหรับวันแรกของเขา


อันที่จริงก็...ติดตรงที่เมื่อคืนฝันแปลกอีกแล้ว แต่คราวนี้ฝันต่างออกไป เขาฝันถึงผู้ชายคนหนึ่งใส่ชุดขาว หันหลังให้เขาใต้ร่มไม้ใหญ่บนเชิงเขา ที่นั่นเงียบสงบไร้ผู้คน มีสายลมโชยพัดผ่านเย็นสบาย ในความฝันชายคนนั้นไม่หันหลังกลับมามองเขา แต่กลับพูดเพียงประโยคเดียวลอยผ่านตามสายลม นั่นคือ


...ถึงเวลาของเจ้าแล้ว อัปสรโสภา...

จนถึงตอนนี้เขาก็ยังจำประโยคนี้ได้แม่น ว่าแต่... อัปสรโสภา คือใคร? แล้วทำไมถึงบอกว่า... ถึงเวลาของเจ้าแล้ว ...



ในร้านคาเฟ่ชั้นแรก  เขานั่งเหม่อใช้ช้อนคนชานมร้อนที่ได้มาสักพักใหญ่วนไปมาหลายรอบ ลูกค้าเวลานี้ก็มีบ้างประปราย ไม่มากไม่น้อย ดีหน่อยมุมที่เขานั่งมันสามารถมองเห็นสวนเล็กๆให้ชมด้านนอกกระจก ระหว่างจิบชานมร้อนมองดูสวนหย่อมเพลินๆก็รู้สึกดีไม่น้อย   

และแล้วก็ได้ยินเสียงใครสักคนเริ่มต้นสนทนากับเขา และดึงสติเขากลับจากห้วงภวังค์ 

“พนักงานใหม่หรอครับ?”

“อ่า...ครับ”


ปพนธีร์ ขานตอบก่อนจะมองหน้าคู่สนทนาตรงๆ ในเสี้ยววินาทีแรกเขารู้สึกได้เลยว่าชายคนนี้ช่างดูดี สง่ามากเหลือเกิน จนแอบอิจฉา  ความเป็นมิตรและอารมณ์ดีของเขา รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าตอนนี้ แทบจะทำให้เขาเผลอยิ้ม ละสายตาไม่ได้เลย

“แผนกไหนหรอครับ?”

“ฝ่ายประชาสัมพันธ์ครับ” ตอบพร้อมกับยกแก้วชานมร้อนขึ้นมาจิบ แบบแก้ขัดเขินที่ทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้า  เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกเขินเกินบรรยายนี้ ทำไมจู่ๆเกิดขึ้นมาได้  ทั้งที่ชายแปลกหน้าก็เพศเดียวกันกับเขา ทำไมเขาต้องเขิน

“อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ” พอได้ยินคำถามนี้เข้าก็เริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะมันเป็นคำถามที่ค่อนข้างจะเจาะลึกและรวดเร็วเกินไปในช่วงเริ่มพูดคุยระยะเวลาสั้นๆแบบนี้

แต่...ก็ยอมตอบไปง่ายๆ โดยที่ปพนธีร์ก็งงกับตัวเองมากเช่นกัน

“ยี่สิบสองปีครับ ” อีกฝ่ายได้คำตอบก็พยักหน้าพร้อม งึมงำในลำคอ ราวกับเทียบอายุตัวเองในใจ

“พี่ชื่อ พิชญ์นะ  แล้ว...” เขาหยุดพูด เหมือนให้สัญญาณว่า ได้เวลาที่ปพนธีร์ ต้องตอบชื่อตัวเองกลับไปบ้างแล้ว  ร้ายใช่เล่นนะ แล้วถ้าไม่อยากตอบหรืออยากรู้จักล่ะ จะว่ายังไงครับคุณพิชญ์

“เรียกผม ธี เฉยๆก็ได้ครับ”

“อื้ม (เขายิ้มกว้าง) แล้วมีชื่อแบบไม่เฉยๆไหมล่ะ” นั่นไง เจอคนกวนให้ตั้งแต่วันแรกแล้วไหมล่ะปพนธีร์

“ชื่อจริงของผม ปพนธีร์ ครับ” ชายดังกล่าวยิ้มกว้าง

“งั้นพี่เรียกน้องธีก็แล้วกัน พยางค์เดียว จำแม่นกว่าเยอะ” ในระหว่างที่ถูกซักถาม สายตาของพนักงานน้องใหม่ก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาเรือนใหญ่แขวนติดผนังร้าน  เวลาที่ชี้อยู่นั้น ใกล้จะถึงช่วงนัดหมายให้ไปรายงานตัวแล้ว

“เอ่อ..ขอโทษนะครับพี่ ผมต้องขอตัวก่อน”

“เฮ้ย เดี๋ยวสิ ไม่ต้องรีบขนาดนั้น จะไปรายงานตัวใช่ไหม เดี๋ยวพี่พาไปส่ง” รุ่นน้องขมวดคิ้ว

“ฮะ? พี่รู้ด้วยหรอครับว่าผมจะไปรายงานตัว”

“ฮ่าๆ ไม่มีอะไรที่พี่ไม่รู้ แต่!...เด็กใหม่ทุกคนก็ต้องไปรายงานตัวกับคุณศิราวาทอยู่แล้ว” ตอบแบบนี้ยิ่งสงสัยใหญ่เลย

“แล้วรู้หรอครับว่าผมจะไปชั้นไหน?”

“ฮ่าๆ อย่าลืมสิ พี่มาทำงานก่อนเรานะ  พี่สามารถพาเดินทัวร์ทั่วทั้งตึกยังได้เลย อีกอย่างแค่น้องบอกว่าจะไปหาคุณศิราวาท มีใครบ้างที่ไม่รู้จักห้องของเขา ”  ปพนธีร์ยิ้มแห้ง รู้สึกหมั่นไส้ในความขี้โม้รุ่นพี่คนนี้เหลือเกิน


ทันทีที่ลุกขึ้นยืนพร้อมจะไป เขาก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองเตี้ยมาก เมื่อเทียบกับอีกฝ่าย ความสูงของเขาถึงเพียงคางอีกฝ่ายเท่านั้น  แต่ก็ได้แค่พินิจมองแบบผิวเผิน แล้วกลับเข้ามาประเด็นหลัก 

เอาเถอะ ดีกว่าเดินไปเอง แม้จะรู้ตำแหน่งชั้น แต่ก็ใช่ว่าจะเดินไปถูกห้องนี่นา มีคนนำทางให้ก็ยังดี


ระหว่างที่เดินขนาบข้างรุ่นพี่ จวนจะถึงหน้าประตูลิฟต์  ปพนธีร์สังเกตเห็นว่า ประตูลิฟต์ตัวแรกกำลังจะปิดสนิท แต่สุดท้ายก็ค่อยๆถูกเปิดอ้าออกเช่นเดิม ภายในลิฟต์มีคนประมาณสี่ห้าคน ทุกคนกลับยกมือไหว้มาทางเขา

เพื่อให้แน่ใจ เขาจึงหันกลับไปมองทางข้างหลังตัวเอง แต่แทบไม่มีใครเดินตามเลย นอกจากเขากับรุ่นพี่ชื่อพิชญ์คนนี้ เป็นไปไมได้พนักงานเหล่านั้นจะไหว้เขา  นอกจากเสียจาก...รุ่นพี่คนนี้ จะอายุเยอะสุด

อะไรกันดูหน้าตาอายุก็น่าจะไม่เกินยี่สิบห้ายี่สิบหกปี แท้ๆ ไหงทุกคนดูเคารพเขาจังเลย เอะ...รึเป็นผู้ใหญ่หน้าเด็ก หรือไม่ก็ที่นี่เขานับถือทำงานก่อนหลังไม่เกี่ยงอายุหรอ?

ยังคิดได้ไม่ถึงไหน เขาก็เดินมาถึงลิฟต์แล้ว  มีเสียงชายคนหนึ่งถามออกมาอย่างสุภาพ

“ไม่ทราบว่าจะไปชั้นไหนหรอครับ”

“ชั้นห้า”

เสียงคุมโทนตอบกลับไป ช่างแตกต่างจากการสนทนาที่ร้านคาเฟ่เมื่อครู่นี้มาก ทำเอาปพนธีร์ต้องหันขวับไปมอง  อีกฝ่ายยืนตรงหน้านิ่ง แต่กลับเหล่ตาลงมามองยักคิ้วขวาพร้อมรอยยิ้มมุมปากให้เขาเห็นอย่างตั้งใจ กวนใช่เล่นนะเนี่ย  ปพนธีร์เก็บความแปลกใจและน่าสงสัยนี้ไว้ จนกระทั่งประตูลิฟต์ถูกเปิดออกที่ชั้นห้า


ดูเหมือนจะมีแค่เขากับรุ่นพี่พิชญ์สองคนที่ก้าวเท้าออกมาจากลิฟต์ ที่เหลือน่าจะไปชั้นอื่นหมด ตัวเลขห้าอารบิคโลหะทองวาวตัวใหญ่ตั้งตระหง่านติดผนังทางเดินด้านหน้า เขามาไม่ผิดชั้นแน่ๆ แต่จะเดินไปทางขวาหรือทางซ้ายดีล่ะ ห้องเยอะแยะไปหมด


ระหว่างยึกๆยักๆ ร่างสูงก็เดินนำหน้าเขาไปทางขวาเสียแล้ว  เขาเพิ่งสังเกตเห็นตะกี้เองว่ามีป้ายแผนก แขวนห้อยลงมาจากเพดานแสดงลูกศรชี้บอกทางชัดเจน   เขาพยายามนึกคำพูดที่เคยคุยกับคุณอาญาวี  วันก่อนจำได้ว่า ให้ไปแผนกบุคคล

“พี่ครับ ผมต้องไปที่...” เขาพยายามทักท้วงอีกคนที่ก้าวขายาวเดินฉับๆไปข้างหน้า

“ไม่ต้องบอกก็รู้แล้ว  บอกแล้วไงจะพาไป ตามมาเร็ว” รุ่นพี่อมยิ้ม


(มีต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ ครามพิสุทธิ์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-0
----ต่อ---


ระหว่างเดินตามหลังคนตัวสูงต้อยๆ บนเพดานก็ปรากฏป้ายบอกทางแผนกบุคคลพร้อมกับลูกศรชี้ให้เดินตรงไป  อืม...รู้ลึกรู้จริงจังนะ  ชักอยากรู้แล้วสิว่า รุ่นพี่คนนี้เขามีตำแหน่งอะไร อยู่แผนกไหนกันแน่ ถึงได้ดูคล่องชำนาญทางดีจัง

“อ่ะ ถึงแล้ว พี่คงไม่รอเราจนรายงานตัวเสร็จหรอกนะ พี่ต้องไปทำงานแล้ว ”

“ดะ..เดี๋ยวสิครับ ผมยังไม่ได้ถามคำถามพี่เลย”

“ไว้ถามวันหลังเถอะ เรายังต้องเจอกันอีกหลายครั้งแน่ๆ” เขาตอบแล้วโปรยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ บ้าจริงๆเลย บทจะมาก็มาบทจะไปก็ไป ไม่รอแม้แต่คำขอบคุณจากเขาอีกต่างหาก

เอาเถอะตอนนี้เขาต้องหันมาสนใจเรื่องของตัวเองแล้ว  หายใจเข้าลึกๆ หลังจากที่ผลักประตูฝ่ายบุคคลเข้าไปแล้ว ทุกอย่างจะต้องออกมาเรียบร้อยดี สู้เขานายปพนธีร์ ฮึบ!

ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป  ก้าวแรกสัมผัสได้ถึง อากาศภายในแผนกนี้เย็นกว่าข้างนอกเยอะเลย พนักงานหลายคนนั่งอยู่โต๊ะ ตำแหน่งตัวเอง ทำงานตรงหน้าอย่างขะมักเขม้น ไม่มีใครสนใจหรือทันสังเกต เห็นการมาเยือนของพนักงานน้องใหม่อย่างเขาเลยสักคน นอกจาก...

“คุณปพนธีร์ ใช่ไหมคะ” เสียงหวานทักขึ้น พร้อมตรงเข้ามาหาเขา  มันช่างเป็นเสียงคุ้นหูจริงๆ 

“สวัสดีครับ ” เขายกมือไหว้เธอ

“ดิฉันอาญาวี ที่โทรหาเมื่อสองวันก่อนค่ะ”

“อ้อ...ครับ” ธีฉีกยิ้มกว้าง ตอนนี้เขาลดความประหม่าลงไปเยอะ ได้เจอคนที่เคยสนทนาด้วยก็อุ่นใจ

“คุณศิราวาท กำลังขึ้นมา ยังไงก็เข้าไปนั่งรอในห้องทำงานส่วนตัวท่านได้นะคะ เดี๋ยวดิฉันพาไป”

“ครับ”


พออาญาวีมาส่งเขาถึงที่ ก็เดินกลับออกไป  ทิ้งเขาให้นั่งรออยู่คนเดียวในห้องสี่เหลี่ยม  เขาเลยถือโอกาสสำรวจห้องนี้ด้วยสายตา มองพินิจรอบด้าน ห้องนี้ดูกว้างพอประมาณ ตกแต่งสิ่งของน้อยชิ้นมาก ดูเหมือนคุณศิราวาทคนนี้จะอายุมากแล้ว และคงชอบความเรียบง่ายสบายๆ ดูจากการนำรูปมาแขวนบนผนังส่วนใหญ่เป็นรูปทางพุทธศาสนา
ยังไม่ทันใช้สายตาสำรวจห้องไปมากกว่านี้ ประตูก็ถูกผลักเข้ามาเสียก่อน พร้อมกับ ชายในชุดสูทสีดำ ทำสีหน้าเรียบขรึม

“สวัสดีครับ ผมปพนธีร์ กวีวรรชครับ พนักงานใหม่มารายงานตัววันแรกครับ” ปพนธีร์รีบลุกจากเก้าอี้ลำลอง ไหว้สวัสดีแนะนำตัวอย่างนอบน้อม

“อืม ไม่ต้องเกรงใจๆ ทำตัวตามสบายนะ มานั่งนี่สิ มาใกล้ๆผม เดี๋ยวเราจะได้พูดคุยข้อตกลงการทำงานที่นี่กันนะ ”

“ครับ”


ชายหนุ่มนั่งลงเก้าอี้ตรงข้ามกับคุณศิราวาท ในขณะที่เจ้าของห้องยังดูวุ่นวายกับการถอดสูทราคาแพงอย่างยากเย็น

“ขอโทษที สูทตัวนี้มันคับไปหน่อย ซื้อมาหลายปีแล้ว น้ำหนักผมก็ขึ้นเอาๆเลยถอดยาก” พอได้ยินการชวนพูดของคุณศิราวาท ก็พอจะทำให้ความเกร็งลดลงไปบ้าง ถึงเขาจะหน้าตาขรึมแต่ก็ดูเป็นคนผ่อนคลายสบายๆ

“คุณเพิ่งเรียนจบปีนี้ใช่ไหม?”

“ใช่ครับ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เองครับ”

“โอเค น้องใหม่ไฟแรงนี่แหละที่ต้องการ ทำตัวให้เป็นน้ำครึ่งแก้ว ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมายอันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียของบริษัท ห้ามทำเด็ดขาด คุณทำตามระเบียบการนี้ได้ไหม?”

“ได้ครับ”

“แล้วมีแฟนรึยัง?” ปพนธีร์เลิกคิ้วด้วยความเผลอตัว ก่อนจะเห็นท่าทีของศิราวาทเปลี่ยนจากถามหน้าตายเป็นหัวเราะเบาๆ

“ฮ่าๆ ถ้ายังไม่มีก็หาเอา บริษัทเรามีตั้งหลายคน โสดๆก็มีเยอะ โสดตั้งแต่ผู้บริหารยันลูกน้อง ”


พอได้ยินแบบนี้ก็เริ่มแปลกใจ เท่าที่รู้มาประธานผู้บริหารระดับสูงสุดคือ คุณเกริกพล สิริโรจบริรักษ์ ท่านอายุหกสิบปีแล้ว ได้ยินมาว่ามีลูกชายถึงเจ็ดคน แล้วทำไมคุณศิราวาทถึงบอกว่าผู้บริหารยังโสด

“กำลังสงสัยคำพูดผมอยู่ละสิ ผมไม่ได้หมายถึงท่านประธานเกริกพลหรอก เพราะสองสามปีมานี้ ท่านวางมือจากการบริหารไปหลายโปรเจคแล้ว เพราะได้ลูกชายของท่านทั้งเจ็ดคนมาช่วยกันบริหาร นั่นแหละที่ผมจะสื่อก็คือ ลูกชายของท่านทั้งเจ็ดคนยังโสด  ”

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง เข้าใจแล้วครับ”

“เอกสารฉบับนี้ผมจะให้คุณไปทำความเข้าใจเอาเองนะ เกี่ยวกับการลาพักร้อน ลาป่วย ลากิจ รวมถึงอัตราเงินเดือน สวัสดิการ โอทีต่างๆ  อ้อมุมล่างขวาอย่าลืมเซ็นต์เอกสารให้เรียบร้อยด้วยล่ะ ก่อนเซ็นต์อ่านให้ละเอียด เอาตามความสบายใจ หลังเซ็นต์แล้วต้องทำงานตามเงื่อนไขของบริษัททุกประการนะ จะแก้ไขอะไรไมได้อีก  พรุ่งนี้ค่อยเอามาส่งผมก็ได้”

“ขอบคุณครับ” ปพนธีร์รับเอกสารฉบับหนึ่งมา

“เดี๋ยวผมจะเรียกคุณอาญาวี พาคุณไปยังโต๊ะทำงานแผนกคุณเลยก็แล้วกันนะ”

พูดเสร็จศิราวาทก็ยกหูโทรศัพท์ประจำห้องกดเลขลงไปไม่กี่หลัก ไม่นานสียงสนทนาเบาๆดังเล็ดลอดออกมา  พูดไม่กี่คำ แล้วเขาก็วางสายลง

“อีกห้านาที เธอจะมารับคุณไปที่แผนกฯ”

“ครับ”

“ระหว่างนี้มีอะไรอยากถามผมไหม จะเป็นเรื่องจิปาถะอื่นๆหรือการทำงานก็ได้ จะได้คุ้นเคยกัน ทุกแผนกทุกหน้าที่ก่อนจะเข้ามา
เป็นพนักงานของบริษัทแห่งนี้ ต้องผ่านผมหมดแหละ และผมไม่เคยเลือกคนผิด ทุกคนเก่ง ดี ขยัน คุณเองก็เช่นกัน ”

ท้ายประโยคถูกชมจากหัวหน้าฝ่ายบุคคล เล่นเอาปพนธีร์เกรงใจยากรับไว้ หากวันใดวันหนึ่งทำได้ไม่ดีพอ เกรงว่าจะเสียความตั้งใจของคุณศิราวาทที่เลือกมาเปล่าๆ

“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น ผมเชื่อว่าคุณทำได้ ไม่เกินความสามารถและตั้งใจจริงของคุณหรอก”

“ขอบคุณครับ”


หลังจากนั้นก็ไม่มีการพูดคุยกันอีก คุณศิราวาทเปิดแฟ้มหนาเรียงเป็นคอนโดบนโต๊ะ  เซ็นต์เอกสารทีละฉบับอย่างเงียบๆ เขาเองก็นั่งเงียบๆเช่นกัน ไม่นานนักก็มีเสียงประตูผลักเข้ามา จากคนที่คาดการไว้ว่าจะมารับแน่นอน

“ขออนุญาตค่ะ”

“มาแล้วหรอ ฝากน้องใหม่ด้วยนะ”

“ได้ค่ะคุณศิราวาท”

“ผมขอตัวก่อนนะครับ ขอบคุณมากนะครับคุณศิราวาท” ชายหนุ่มยกมือไหว้คนตรงหน้าอย่างนอบน้อม ศิราวาทเงยหน้ามาพยักหน้าก่อนจะก้มหน้าเซ็นต์เอกสารต่อ

พอออกจากห้องฝ่ายบุคคลได้ คุณผู้หญิงคนสวยก็เดินลิ่วๆอย่างกระฉับกระเฉงนำทางไป  สักพักเธอนึกขึ้นได้ก็หันกลับมามอง

“อุ้ยขอโทษที พอดีชินกับการเดินเร็ว อืม...ยังไม่ได้ทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการเลย พี่ชื่อ อาญาวี แผนกธุรการ หรือจะ
เรียกพี่ญา ก็ได้นะ”

“พี่...ยา หรอครับ? ”

“ไม่ใช่ ยากินแก้โรคแก้แพ้นะ ญา อักษร ญ ผู้หญิงโสภา นะจ้ะ ปพนธีร์ เอ๊ะ แล้วชื่อเล่นล่ะจ้ะ?”

“ผมชื่อ ธีครับ ”

“โอเค น้องธี เดี๋ยวพี่จะพาเราไปส่งห้องทำงาน ฝ่ายประชาสัมพันธ์จะอยู่ชั้นแรก  ที่นั่นมีแต่คนนิสัยน่ารักสนุกเฮฮา พี่เชื่อว่าน้องธีต้องเข้ากลุ่มแก๊งกับพวกเขาได้ง่ายแน่ๆ”

“ครับ”

“อืม นี่มีแฟนรึยังจ้ะ?”

“เอ่อ...” ปพนธีร์แปลกใจเล็กน้อย ทำไมวันนี้มีแต่คนถามเรื่องความโสด เรื่องมีแฟนถี่เหลือเกิน จะว่าพี่ญากำลังจีบก็ไม่น่าใช่ จริงๆแล้วเขาเองก็ไม่ใช่คนหล่ออะไรขนาดนั้น แต่โดนถามบ่อยมากจริงๆ

“อ้ำอึ้งแบบนี้มีแล้วสินะ พี่ถามเฉยๆจ้ะ  ถ้ายังโสด บริษัทเรามีพนักงานโสดๆเยอะแยะเลย แต่ระวังหน่อยละกัน หนุ่มบริษัทนี้หล่อๆหน้าตาดี ใจสปอร์ตอย่าไปคลุกคลีให้มาก เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาหวังอะไรกับเรา แถมชอบเพศไหนก็ไม่รู้ ยิ่งน่ารักๆผิวขาวๆแบบน้องธี พี่ว่าอันตรายนะคะ”

“อ่า...” พี่อาญาวีพูดใส่รัวขนาดนี้  ดูไปแล้วพี่เขาก็เป็นกันเองดี อีกทั้งยังดูเป็นห่วงเราด้วย เชื่อไว้ก่อนพ่อสอนไว้จะดีกว่า เพราะอีกอย่างเราก็เป็นน้องใหม่ ไม่ควรจะประมาทอะไรทั้งนั้น

“ว่าไงเข้าใจที่พี่พูดไหม?”

“ขะ..เข้าใจดีครับ ให้ผมระวังผู้ชาย แล้วผู้หญิงล่ะครับ ไม่ให้ผมระวังหรอ?” หนุ่มน้อยถามกลับซื่อๆด้วยความสงสัยจริงๆ เพราะเห็นแต่พี่อาญาวีพูดถึงแต่เพศชาย จนอาจลืมไปว่าคนที่เธอปรามอยู่เป็นเพศไหน

“ไม่ต้องห่วงเลย พี่ไม่มีอะไรต้องห่วงค่ะ อย่างน้องปพนธีร์ ปลอดภัยจากผู้หญิงแน่นอน”
เธอค่อยๆยื่นปากเข้าไปใกล้ๆใบหูชมพูระเรื่อของหนุ่มน้อย แล้วกระซิบว่า...

“...เพราะอย่างน้องธี เชื่อพี่นะคะ ผู้ชายสนใจเยอะกว่าผู้หญิงแน่นอน” พูดเสร็จก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากเธอทำเอาคนที่ได้ฟังหน้าแดงเป็นลูกตำลึงเลยทีเดียว


พอไปถึงหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ เหงื่อในมือปพนธีร์เปียกชุ่มอีกครั้ง  ข้างหลังประตูบานนี้คือเพื่อนร่วมงาน ร่วมอาชีพเป็นคนในแผนกเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่ายังไงก็ขอให้เจอแต่เรื่องดีคนดีๆด้วยเถิด ว่าแล้วก็สาธุในใจ ไม่ทันไรพี่อาญาวีก็ผลักประตูเข้าไปข้าง
ใน  สายตาทุกคนหันมาจับจ้องเป็นตาเดียว

“สวัสดีค่ะ พาน้องใหม่ป้ายแดงฝ่ายประชาสัมพันธ์มาส่ง ” อาญาวีพูดเสียงดังฟังชัด แล้วทุกคนก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงอุทานของผู้ชายแว่นขาวดังขึ้น

“เชรด! น่ารักโคตรว่ะ มีแฟนรึยังครับน้อง ฮิ้วววว”
เอาอีกแล้ว ประโยคคำถาม รอบที่สามของวัน ปพนธีร์ตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูกแล้ว

“สวัสดีพี่ๆทุกคนนะครับ ผมชื่อ ปพนธีร์  กวีวรรช ชื่อเล่นชื่อ ธี ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”

“ชื่อน้องธี รูปก็งาม นามก็เพราะ เสียงก็ไพเราะเหมือนกระดิ่งสวรรค์เลย” รุ่นพี่คนเดิมยังไม่หยุดแซว แต่ก็อย่างที่อาญาวีบอกไว้ แผนกนี้ชอบเฮฮาสนุกสนาน ก็ดีเหมือนกันลดความกดดันได้มากเลยล่ะ

“แหมแว่น แกเคยได้ยินเสียงกระดิ่งสวรรค์ด้วยหรอยะ” เสียงพี่ผู้หญิงคนหนึ่งคัดค้านขึ้นมา

“เอาล่ะ เดี๋ยวญาขอตัวก่อนนะ ฝากดูแลน้องใหม่ด้วยนะ ไปแล้วจ้า ขอให้สนุกกับการทำงานนะน้องธี”

“ขอบคุณพี่ญามากนะครับ” เธอยิ้มให้พร้อมกับบานประตูค่อยๆปิดลง

“น้องธี  พี่ชื่อ วาดนะจ้ะ เป็นหัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ แผนกเรามีกันสิบกว่าคนได้มั้ง ไว้ค่อยทำความรู้จักกันไปทีละคนเนอะ ตอนนี้เดี๋ยวพี่จะให้น้องธีไปนั่งที่โต๊ะประจำตัวก่อน แล้วเดี๋ยวให้พี่แว่นตามไปสอนงาน ไม่ต้องกลัวหมอนั่นหรอกนะ ชอบแซวไปเรื่อยแต่ถ้าให้สอนงานน้องใหม่  คล่องอย่างนี้เลยล่ะ ” เธอยกนิ้วโป้งให้

“ครับ”

“มาเลยครับน้องธี ไม่ต้องกลัวพี่แว่นนะ พี่จะสอนงานอย่างละเอียดเอาให้โปรเฟสชันนอลกว่าพวกเก่าแก่ทั้งหลายเลยครับ”

“ไอ้แว่นนั่นปากแกหรอยะ!”เสียงไม่สบอารมณ์ปนหยอกล้อดังมาจากพี่ผู้หญิงคนเดิม ทำเอาคนพูดสะดุ้งเฮือก

“ไปกันเถอะ เจ้าที่แรงนะ ระวังตัวด้วย”สำหรับแผนกนี้ คงทำให้เขาสบายใจและผ่อนคลายมากทีเดียว


หนุ่มรุ่นน้องนั่งลงเก้าอี้ ความสูงของผนังกั้นก็บังมิดหัวแล้ว  ดูเหมือนว่าล็อคของเขาจะติดกับล็อคทำงานของพี่แว่น  สังเกตดีๆบนโต๊ะที่โล่งๆนั้น มีกระถางต้นไม้ใบเขียวเล็กๆน่ารักตั้งอยู่ พร้อมกับป้ายติดไว้ว่า ‘ยินดีต้อนรับ’

“ต้นไม้กระถางนี้ อย่าละเลยนะน้องธี มีคนเขาเพิ่งเอามาให้เมื่อกี้นี้เอง กำชับนักหนาว่าห้ามทิ้ง ห้ามทำแตก และห้ามเพิกเฉยที่จะดูแลมัน  ฟ็อกกี้วางใกล้ๆให้แล้ว ถ้าว่างก็หยิบมาฉีดน้ำ ปี๊ดปี๊ด สองสามทีให้ต้นไม้ด้วยนะครับ”

“ครับ ขอบคุณครับ”

“อ้อ แล้วก็ล็อกเกอร์เก็บสำภาระ อยู่มุมซ้ายมือตรงนี้ครับ สามารถใช้ได้เลย ส่วนชั้นวางด้านขวาตรงนี้ เอาไว้วางของจิปาถะอื่นๆ ที่น้องธีพกมาครับ  พี่จะให้น้องนั่งพักก่อนนะ ไว้ตอนบ่ายพี่จะมาสอนการทำงาน เรียนรู้การใช้อุปกรณ์สื่อสารตรงโต๊ะทำงาน วางพล็อตงานกัน พี่แว่นรับรองว่าไม่เกินสัปดาห์นี้น้องธี ต้องเป็นสุดยอดฝ่าย PR แน่นอน”

“อ่า..ครับ ” ปพนธีร์ อึ้งเล็กน้อย พี่แว่นพูดเก่งมาก ดูเหมือนพี่เขาจะดีใจและดูแลเขาเป็นอย่างดี

“มีอะไรเดินไปหาพี่ได้เลยนะ พี่อยู่ล็อกข้างๆนี่เอง พี่ไปทำงานก่อน” ว่าปุ๊บก็จะไปปั๊บเลย ดูๆไปเหมือนหนุ่มอเลิทคนหนึ่งเลย

“เอ่อ เดี๋ยวครับพี่แว่น”

“ครับ? น้องธีจะถามอะไรพี่หรอครับ ถามพี่ได้เลยนะพี่พร้อมยินดีตอบทุกข้อสงสัย ทุกคำถา...”

“คือว่า ผมอยากเข้าห้องน้ำครับ ไม่ทราบว่าอยู่ทางไหนครับ”

“แหมนึกว่าจะถามอะไรซะอีก ห้องน้ำ อยู่ไม่ไกลหรอก แผนกเรามีห้องน้ำภายในตัวไม่ต้องออกไปใช้ห้องน้ำรวมพบปะกับลูกค้าด้านนอกครับ อืม...น้องธีดูตามนิ้วพี่นะ  อยู่ตรงนั้นครับ ก่อนถึงห้องหัวหน้าวาด  จะมีทางเดินขวามือเดินเข้าไปไม่ลึกมากก็ถึงแล้วครับ”

“ขอบคุณครับ ”


ว่าแล้วก็รีบลุกทันที กว่าจะฟังพี่แว่นพูดเสร็จฉี่จะราดอยู่แล้ว เพราะเขาปวดมาตั้งแต่ในลิฟต์ตอนลงมาชั้นหนึ่งแล้ว อยู่แผนกนี้คงจะสนุกไม่น้อย ทุกคนดูร่าเริงและเป็นมิตร อาจจะดูยุ่งบ้างกับสายลูกค้าที่โทรติดต่อเข้ามาถี่มาก

แต่...นี่แหละที่เขาต้องการ ได้ทำงานในสิ่งที่ตนรัก ได้ทำงานในที่ที่ปรารถนา แค่นี้ก็มีความสุขมากๆแล้ว


จบตอน

 :pig4: :pig4: :pig4:


ออฟไลน์ ครามพิสุทธิ์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-0
บทที่ ๒

สงสัย


แว่น  รุ่นพี่ของปพนธีร์ ตั้งหน้าตั้งตาสอนการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  ฟังก์ชั่นในโปรแกรมต่างๆที่เอื้อต่อการทำงาน โปรโมท พรีเซ็นต์ ข่าวใหม่ หรือการดีไซน์สร้างสรรค์ พวกเขาขลุกอยู่ด้วยกันตลอดครึ่งบ่าย   จนกระทั่งล่วงเลยถึงเวลาเลิกงานพอดิบพอดี

“วันนี้เอาเท่านี้ก่อนเนอะ ถ้ามีอะไรสงสัย ยังไงก็ถามพี่ได้ เบอร์พี่อยู่ในนามบัตรนี้เลย ” รุ่นพี่ยื่นกระดาษแข็งเล็กๆให้

“ขอบคุณครับพี่แว่น” ปพนธีร์รับนามบัตรนั้นมา แล้วเก็บใส่ในกระเป๋าสตางค์

“อืม..น้องธี มีไลน์ไหมครับ พี่ขอหน่อยสิ” เมื่อได้ยินคำขอ รุ่นน้องก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ราวกับกำลังชั่งใจอยู่ว่า พี่แว่นแค่หยอกเล่นหรือต้องการขอไลน์แบบจริงจัง  เพราะคำพูดพี่อาญาวีแท้ๆ ทำให้เขาระแวงผู้ชายในบริษัทนี้ทุกคน แม้แต่พี่แว่น ก็แหงล่ะ พี่แว่นผิวขาว  หน้าตาเชื้อจีนผสมแบบนี้  ไมได้ดูแย่หรือขี้เหร่เลย

“ว่าไง พนักงานใหม่ทำอะไรอยู่หรอ?”

ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไรออกไป เสียงทุ้มปริศนาก็ดังขัดจังหวะจากด้านหลังพวกเขาทั้งสองคน พอหันหลังกลับไปมอง ก็เจอชายร่างสูงโปร่งที่เพิ่งเจอกันเมื่อเช้า  และตอนนี้กำลังยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง ทำหน้านิ่ง รอฟังคำตอบ


“พี่พิชญ์!?”

“บอส!” นายแว่นเปรยเสียงเบาก่อนเอามือปิดปากอย่างเร็ว

“มาไวกว่าที่คิดนะครับ...(สายตาดุคู่นั้นส่งมายังนายแว่น) อื้ม น้องธี งั้นเดี๋ยวพี่ขอตัวกลับก่อนละกันนะครับ พรุ่งนี้เจอกัน บาย... ขอตัวก่อนนะครับคุณพิชญ์ หวัดดีครับ” พี่แว่นยกมือไหว้แล้วเดินเลี่ยงออกไป


ตอนนี้เหลือเพียงพวกเขาสองคน ปพนธีร์ ทำตัวไม่ถูกจริงๆเวลาอยู่ใกล้เขา ได้แต่เอื้อมหยิบข้าวของเก็บสำภาระยัดใส่กระเป๋าสะพาย พอทุกอย่างเรียบร้อยก็ลุกเดินออกจากห้องไปช้าๆ พร้อมกับรุ่นพี่เดินตามออกไปติดๆ   ระหว่างเดิน ชายชื่อพิชญ์ก็ชวน
คุยโน่นคุยนี่ตลอดทาง ถามเรื่องต่างๆสำหรับการทำงานวันแรก จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ประโยคหนึ่งเข้า

“อืม...นี่ตกลง กลับบ้านยังไงล่ะเรา” ถามด้วยรอยยิ้มเริงร่า พร้อมอารมณ์ดีผิดหูผิดตา

“ก็...เดี๋ยวผมนั่งรถเมล์กลับครับ ดีด้านหน้าบริษัทมีป้ายรถเมล์จอดพอดีเลย”

“รถเมล์? ให้ตายสิเชื่อไหมว่าตั้งแต่เด็กๆ พี่ไม่เคยขึ้นรถเมล์เลยสักครั้ง ”

“เอ๋? แล้วเวลาจะไปไหนมาไหน พี่ไปยังไงหรอครับ หรือว่า...ไปรถส่วนตัวสินะครับ ใช่ไหม”

“ใช่ มันสะดวกกว่ากันเยอะนะ ไม่ต้องไปเบียดคนเยอะๆด้วย เอาล่ะ กลับเข้าประเด็นได้แล้ว บ้านเราอยู่ไกลไหม?”

“ไม่ไกลหรอกครับ นั่งรถห้าป้ายก็ถึงแล้ว”

“งั้น ให้พี่ไปส่งไหม”  ปพนธีร์ขมวดคิ้ว เหมือนมีคำถามผุดขึ้นอีกแล้ว อันที่จริงเขายังมีเรื่องสงสัยตั้งแต่เช้ายังไม่ได้สะสางกับรุ่นพี่หน้ากะล่อนคนนี้เลย

“อะไรกัน ทำหน้าเหมือนสงสัย  พี่ก็แค่อยากทำหน้าที่รุ่นพี่ที่ดีไปส่งน้องใหม่กลับบ้านในวันแรกก็แค่นั้นเอง”


คำพูดเตือนสติของอาญาวีเมื่อช่วงสาย ดังก้องขึ้นมาในหัว  คำเตือนนั่นดังขึ้นวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา

‘…ถ้ายังโสด บริษัทเรามีพนักงานโสดๆเยอะแยะ แต่ระวังหน่อยละกัน หนุ่มบริษัทนี้หล่อๆหน้าตาดี ใจสปอร์ตอย่าไปคลุกคลีให้มาก เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาหวังอะไรกับเราอยู่ แถมชอบเพศไหนก็ไม่รู้ ยิ่งน่ารักๆผิวขาวๆแบบน้องธี พี่ว่าอันตรายนะคะ’



“ธี....ธีครับ   น้องธี”


“อ่า...ครับ!” ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยด้วยเสียงเรียกที่ดังขึ้นเรื่อยๆ

“เป็นอะไรไป เหมือนเหม่อลอยนะ ได้ยินที่พี่ถามก่อนหน้านี้รึเปล่า? ”

“ได้ยินครับ ได้ยิน” ธียิ้มเจื่อนๆ

“ดูเหมือนเราจะลำบากใจนะ ใช่ไหม?”

“อืม...ขอโทษนะครับพี่พิชญ์ ยังไงวันนี้...ผมไม่กล้ารบกวนพี่หรอกครับ ผมขอกลับเองดีกว่า”

“ว้า...เจอคนปฏิเสธนายพิชญ์เข้าให้แล้วสิ ต้องเสียใจไหมเนี่ย ” เขาพูดราวกับกำลังแสดงบทบาทครั้งใหญ่ จะว่าไปคงมั่นใจใน
ตัวเองพอสมควร ถึงได้บอกว่าพนักงานรุ่นน้องอย่างเขากล้าปฏิเสธน้ำใจของรุ่นพี่

“ว่าแต่พี่เถอะครับ จะตอบคำถามผมได้รึยัง ว่าพี่ทำงานอยู่แผนกไหน”

“ฮ่าๆ คำตอบเรื่องพรรค์นั้นน่ะ...(เขาเดินเข้ามาประชันชิดตัว ก่อนโน้มใบหน้ามาใกล้ใบหู) ...บอกง่ายๆก็ไม่สนุกสิ จริงไหม”  ปพนธีร์หน้าร้อนผ่าวๆ เขาไม่คิดว่าจะมาอ่อนไหวกับผู้ชายตรงหน้าคนนี้เพียงครึ่งวัน

“ถ้าอย่างนั้น ผมจะสืบให้ได้เลยว่าพี่เป็นใคร อยู่แผนกไหน” ปพนธีร์แหย่กลับ แก้เขิน

“ด้วยความยินดีครับ แต่น่าจะยากหน่อยเพราะคงไม่ง่ายนะคุณปพนธีร์  เอาเป็นว่า...วันนี้ไม่ให้ไปส่งไม่เป็นไร พี่จะถามเราแบบนี้ทุกวัน ต้องมีสักวันแหละที่จะได้ไปส่ง ”

“งั้นก็ดิลไปเลย  ถ้าพี่ไม่ตอบคำถามผม ผมก็ไม่ยอมให้พี่ได้ไปส่งผมที่บ้านหรอก” ชายหนุ่มยื่นข้อเสนอแบบเล่นๆไม่ได้คิดอะไร แต่ใครมันจะไปรู้ว่าอีกฝ่ายสนใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“ฮ่าๆ เป็นการดิลที่น่าสนใจ พี่จะรับไว้ก็แล้วกัน”


ร่างสูงยิ้มแย้มมีความสุขมาก  ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังลานจอดรถบริษัท ชายตามองตามแล้วพิจารณา ช่างเป็นบุคคลที่ดูแปลกมาก ทั้งความเป็นมิตรที่เกินเหตุ บริบทระหว่างเขากับคนอื่นๆในบริษัทแตกต่างกันชัดเจน รอบแรกตอนอยู่ในลิฟต์ รอบสองน้ำเสียงที่คุยกับพี่แว่น  ดูเหมือนว่าคุณพิชญ์อะไรนี่กำลังเล่นละครตบตาเขาอยู่แน่ๆ


“ผมต้องรู้ให้ได้ ว่าพี่เป็นใครกันแน่ พี่พิชญ์” ปพนธีร์ยืนพูดพึมพำคนเดียว ไม่นานเท่าไหร่ รถประจำทางที่คุ้นเคยก็จอดเทียบป้ายพอดี






ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ดูเหมือนวันนี้แผนกประชาสัมพันธ์จะวุ่นวายเป็นพิเศษ เมื่อวานพี่วาดหัวหน้าฝ่ายได้เข้ามาชี้แจงเรื่องการเข้าประชุมครั้งใหญ่ประจำเดือนนี้  แต่ปัญหามันไปตกตรงที่  คุณเกริกพลประธานบริหารจะเข้าประชุมด้วย แล้วหัวข้อการประชุมครั้งนี้จะพูดถึงนโยบายครั้งก่อนที่เตรียมความพร้อมก่อสร้างบ้านจัดสรรแห่งที่ 41 ถึงเป็นเลขมงคล  ได้รับแจ้งคร่าวๆ แว่วมาว่าอยากให้ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์เสนอโครงการนี้ตีตลาด กอบโกยลูกค้าให้เข้ามาจับจอง เลือกสรร ระหว่างดำเนินโครงการให้ได้เร็วที่สุด 

“เดี๋ยววันนี้บ่าย ทุกคนต้องขึ้นประชุมหมด ยกเว้นน้องธี กับ มะนาวนะ  มะนาวฝากแผนกแล้วก็ดูแลน้องด้วย” วาดพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ได้ค่ะพี่วาด” ผู้หญิงผมสั้นดัดลอน สีน้ำตาลเข้มตอบรับ

จะว่าไปพี่มะนาว เธอก็คือพี่ผู้หญิงคู่กัดกับพี่แว่นเมื่อวันแรกที่เขาเข้ามายังแผนกแห่งนี้ คิดว่าต้องใช่  แต่พอได้ทำความรู้จักและแอบวิเคราะห์นิสัยพี่เขาแล้วเป็นผู้หญิงที่น่ารักคนหนึ่งเลยล่ะ

“โอเค ที่เหลือทบทวนความคืบหน้าโครงการเดือนที่แล้ว แล้วก็ข้อสรุปประชุมครั้งที่แล้วโดยเฉพาะในหัวข้อที่เกี่ยวกับฝ่าย PR อย่าให้พลาด ” วาดพูดเสร็จก็กลับเข้าห้องส่วนตัวไป ทุกคนก็เดินไปเดินมา ทำหน้าที่และเตรียมความพร้อม


พอเห็นท่าทางนายแว่นน่าจะยุ่งอยู่ ปพนธีร์จึงค่อยๆเดินไปหามะนาวแทน  โต๊ะทำงานเธออยู่อีกฝั่งหนึ่ง เห็นพี่เขากำลังขะมักเขม้นทำงานไม่ต่างกัน  เลยไม่กล้ารบกวน  แต่ยังไม่ทันได้เดินกลับ เธอก็วางสายจากลูกค้าลง แล้วหันมาเจอเข้าพอดี

“อ้าว น้องธี มีอะไรให้พี่ช่วยไหม?”

“คือ...ผมเห็นทุกคนยุ่งไปหมด ผมเลยตั้งใจจะมาช่วยครับ  แล้ว...พี่มะนาวมีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”

“ไม่เป็นไรจ้ะ งานและข้อมูลพวกนี้ เป็นการประชุมของเดือนที่แล้ว น้องธีน่าจะยังไม่เข้าใจ ไว้อีกหน่อยพี่จะสอนให้ ดีไหม?”

“อ่า...ครับ” ชายหนุ่มรับคำอย่างว่าง่าย แต่ก็อดช่วยงานไป

“เอาอย่างนี้แล้วกัน มีงานนึงให้น้องธีทำ  คิดว่าน่าจะทำได้  ” เธอยิ้มให้ราวกับมีอะไรอยู่ในใจ

“อะไรหรอครับ?”

“อ่ะนี่! (เธอยกแฟ้มงานยื่นมาให้ตรงหน้า ข้างในเอกสารค่อนข้างเยอะ ) ฝากเอาไปให้พี่อรดี ที่ฝ่ายจัดซื้อวัสดุ ชั้นสาม อ่านดูป้ายที่เขียนว่ากลุ่มงานวัสดุจัดซื้อ โอเคไหมจ้ะ”

“อะ..โอเคครับ แต่ว่า...หนักเหมือนกันนะครับเนี่ย แหะๆ” เขาแกล้งแซว

“นั่นสิ พี่ก็ว่าหนักนะ อ้อ พี่อรดีเป็นเพื่อนของพี่เอง นางลืมแฟ้มนี้ไว้บนรถพี่เมื่อวาน คนขยันก็งี้แหละหอบเอกสารไปทำที่บ้าน ยัง
ไงก็ช่วยพี่หน่อยนะ น้องธีแข็งแรงจะตายทำได้แน่ๆ สู้ๆ”

“ได้ครับพี่มะนาว”

“จ้ะ ฝากด้วยนะ”


ระหว่างเดินไปรอขึ้นลิฟต์ ดูท่าทีแล้วเหมือนช่วงเวลานี้คนจะใช้งานเยอะเหลือเกิน ยืนออกันแน่นขนัด กว่าจะถึงคิวของเขาคงอีกนาน  เขายืนนิ่งต่อคิวอยู่สักพัก แต่ด้วยน้ำหนักของแฟ้มเอกสารที่แบกอยู่บีบบังคับให้เขาคิดแก้ปัญหา เขาเหลือบเห็นบันไดหนีไฟอยู่ใกล้ๆด้านซ้ายมือพอดี เลยตัดสินใจเลือกผลักประตูเข้าไปอย่างแรง


“อุย! ระวังหน่อยสิ”


ใครจะไปคิดว่าด้านหลังประตูจะมีคนยืนอยู่ ด้วยแรงที่ผลักประตูเข้าไป มันทำให้ประตูไปปะทะเข้าร่างอีกฝ่ายจนเผลอร้องดังออกมาพอประมาณ


“ขะ...ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ” ปพนธีร์ทั้งพูดทั้งรีบเดินเข้าไปข้างในเพื่อไปดูอีกฝ่ายว่าเจ็บตรงไหนบ้าง


แต่แล้วการแต่งตัวของคู่กรณีก็ทำให้ปพนธีร์อึ้งไปหลายวินาที  เขาเป็นชายหนุ่มรูปหล่อ ใส่สูทสีเทา  กางเกงสีครีม สูงเด่นสง่ามาก ใบเขานิ่ง ดวงตาทั้งสองกำลังจ้องมองโต้ตอบกลับมาที่เขาประมาณว่า...อืม...อธิบายไม่ถูกเลย 

ปพนธีร์รีบดึงสติแล้วมองสำรวจความเสียหายที่ก่อไว้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ลำคอหัวไหล่ ยันรองเท้า พอเห็นว่าไม่มีอะไรที่เสียหายหรือทำความเลอะเทอะสกปรกให้อีกฝ่าย ก็เบาใจลงไปครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยอมยกโทษให้ไหมนี่สิ

“ผมขอโทษจริงๆนะครับที่ซุ่มซ่าม” ชายหนุ่มมือไม่ว่าง  ได้แต่ก้มศีรษะลงสามสี่ครั้งอย่างรู้สึกผิด

ปพนธีร์ได้แต่ก้มค้าง ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาจากปากของฝ่ายตรงข้าม มันทำให้ทางหนีไฟบริเวณนี้เงียบสงัด  ให้ตายเถอะ เขารู้สึกอึดอัดเป็นบ้าเลย

“จะก้มขอขมาอีกนานไหม?” น้ำเสียงขุ่นนิดๆราวกับหงุดหงิดอยู่ ทำให้เขาเลิกก้มหน้าแล้วเงยขึ้นมามอง

“เอ่อ...คือ ผมไม่ได้ตั้งใจ พอดีรีบร้อนไปหน่อย ไม่ทันระวัง....”

“จะพูดประโยคแก้ตัวซ้ำๆอีกกี่รอบ ฉันก็ไม่อยากฟังแล้ว” เขาเปรยเสียงเรียบมาก แถมเอาแต่จ้องไม่กะพริบตา

“ครับ งั้น ยังไงก็...ผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีรีบเอาแฟ้มไปส่ง” ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าขึ้นบันได อีกฝ่ายกลับพูดรั้งไว้ก่อน

“เดี๋ยว  พนักงานใหม่หรอ?”

“ใช่ครับ”

“แผนกไหน?”

“ประชาสัมพันธ์ครับ”

“นี่ ฉันต้องถามนายทีละประโยคหรือไงกัน ไม่คิดจะแนะนำตัวหน่อยหรอ? ”

“คือผม...(เขาหันไปมองบันไดเหมือนอีกใจก็อยากไปแล้วแต่ติดตรงชายใส่สูทหรูรั้งเขาไว้) โอเคครับ ผมชื่อปพนธีร์ กวีวรรช ชื่อ
เล่น ธี อายุ 22 ปี อยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มาทำงานได้ 7 วันแล้วครับ”

“อืม...โอเค แล้วนั่นหอบแฟ้มหนักขนาดนั้น จะไปชั้นไหน?”

“ชั้นสามครับ ”

“งั้นหรอ? ยื่นมาสิ ฉันช่วยถือ”

“มะ..ไม่เป็นไรครับ ไม่หนักมาก ผมถือได้” ร่างเล็กกว่าเกรงใจ รีบหนีบแฟ้มเข้าหาตัวเองเหมือนหวงแหน

“โอเค นายเด็กใหม่ ฉันจะบอกนายเอาไว้ ตรงนี้เลยว่า  ฉันไม่ชอบคนดื้อรั้น ” เขาว่าเสร็จก็เดินเข้าไปแย่งเอาแฟ้มออกจากมือ
อย่างง่ายดาย  แฟ้มนั่นหนักมากแต่ดูเขาถือสิ  เขาถือมันแค่มือเดียว ทำอย่างกับมันไร้น้ำหนัก 

“นำทางไปสิ” เขาทำหัวส่ายเชิดไปทางบันไดเล็กน้อย เหมือนบอกสัญญาณให้เดินนำขึ้นไป

“ครับ”


พอออกจากบันไดหนีไฟชั้นสามได้ ก็ต้องเจอกับสายตาคนเป็นสิบที่กำลังจดจ้องมองเขากับคุณ?... เอ...ไม่ได้ถามชื่อด้วยสิ  แต่สายตาพนักงานเหล่านั้นมีทั้งงง อึ้ง แปลกใจ ปะปนกันไปหมด

“ไหนล่ะห้องที่นายจะเอาแฟ้มไปให้”

“กลุ่มงานพัสดุครับ” พอได้คำตอบชายหนุ่มผู้สง่าก็เดินนำทางไปเอง แล้วก็หยุดอยู่หน้าห้องแห่งหนึ่ง

“ถึงแล้ว เปิดประตูให้หน่อยสิ” ปพนธีร์รับคำสั่งนั้น รีบผลักประตูเข้าไป

ทุกคนในห้องหันมามองเขา แล้วนิ่งกันไปครู่หนึ่ง  เขาเพิ่งมากลุ่มงานนี้ครั้งแรก จำชื่อ อรดี ที่พี่มะนาวบอกเอาไว้แม่น   แต่ไม่เคยเจอหน้า ได้แต่ยืนอึกอักอยู่ตรงประตู จนร่างสูงกว่าได้ทักถาม

“คนที่นายจะเอาแฟ้มให้ เขาคือใคร?”

“เอ่อ...เธอชื่อ อรดี ครับ” ปพนธีร์ตอบเสียงเบา


“ใครคือ อรดี”


น้ำเสียงเรียบๆก้องกังวาน ดังขึ้นพร้อมกวาดสายตามอง ทุกคนรีบชี้ไปยังผู้หญิงโต๊ะติดม่านมู่ลี่ด้านหนึ่งของห้อง
เจ้าของชื่อ ค่อยๆเดินตรงเข้ามา ด้วยความงง  ธีได้แต่คิดในใจว่าพี่มะนาวคงไม่ได้บอกเธอล่วงหน้าถึงการมาเยือนของเขาแน่ๆ

“ดิฉันเองค่ะ บอส” เธอดูสั่นกลัวเล็กน้อย แต่คงไม่ต่างจากปพนธีร์เท่าไหร่ เมื่อได้ยินสรรพนามที่อรดีเรียกชายคนข้างๆเขาว่า บอส! เขานี่ตาโตขึ้นมาเลยทีเดียว

เจ้าของสรรพนาม ‘บอส’ไม่พูดอะไร แล้วยื่นแฟ้มหนักๆนั่นให้เธอ  ดูปฏิกิริยาของอรดีแล้ว เหมือนจำได้แม่นว่านี่คือแฟ้มเธอ แต่เธอคงกำลังสงสัยว่าไปอยู่กับบอสผู้เข้มงวดได้อย่างไร

“หมดธุระของฉันแล้ว” ร่างสูงพูดเบาๆ เหมือนตั้งใจให้พนักงานน้องใหม่กับอรดีได้ยินแค่สองคน

“ขอบคุณมากๆนะครับ/ค่ะ”ธีกับอรดี รีบยกมือไหว้ เพราะเห็นชายชุดสูททำท่าทีรีบผลักประตูออกไป
หลังจากที่ชายเจ้าทะนงเดินออกไปแล้ว ปพนธีร์สังเกตได้ว่า ทั้งห้องเริ่มผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะพี่อรดีที่ยืนโล่งอกอยู่ตรงหน้าเขา

“เฮ้อ...นึกว่าฉันจะเจอดีเข้าให้แล้วสิ  (เธอพูดเสร็จก็หันมาสนใจเด็กหนุ่มตรงหน้า) น้องใหม่หรอเรา ไม่เคยเห็นมาก่อน ต้องคุยกันยาวแล้วสิ” เธอไม่ว่าเปล่า รีบดึงมือชายหนุ่มกลับไปที่โต๊ะทำงาน

“ชื่ออะไรล่ะเรา”

“ปพนธีร์ กวีวรรชครับ อยู่แผนกประชาสัมพันธ์”

“ไม่เอาเต็มยศสิ เอาชื่อเล่น” แปลกดี บางคนอยากให้พูดแนะนำเต็มยศ บางคนขอแค่ชื่อเล่นก็พอ ตลกแล้ว

“ธี ครับผม” ช่วยไม่ได้นี่นา เพิ่งผ่านการแนะนำตัวทางการกับคุณ บอส ที่บันไดหนีไฟเมื่อกี้ เลยเผลอแนะนำตัวเต็มยศ ต้องไปโทษคุณบอสผู้ทะนงศักดิ์คนนั้นนะ

“พี่ชื่ออรดี หรือเรียกว่า อร ก็ได้ พี่ถามเราหน่อยสิทำไมถึงมากับบอสได้ล่ะ ”

“บอส? คนเมื่อกี้ใช่ไหมครับ บอส”

“ใช่นะสิ นั่นน่ะ ชื่อ คุณชลากร เป็นคุณชายใหญ่ของท่านประธานเกริกพล เลยนะ”

“คุณชลากร” ทวนชื่ออีกรอบ เหมือนเขาจะได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็อดไมได้ที่จะตื่นเต้นไว้ก่อน ไม่คิดว่าจะเจอกับลูกชายคนโตของคุณเกริกพลเร็วขนาดนี้ นี่เพิ่งจะสัปดาห์เดียวเอง

“...คือ จริงๆผมไม่ได้ตั้งใจเจอหรอกครับ เป็นเรื่องบังเอิญ เอ่อ มันเป็น...อุบัติเหตุนิดหน่อย ”หลังจากนั้นก็เล่าเรื่องราวให้อรดีฟังแล้วเธอก็ฟังอย่างตั้งใจจนจบ

“เรื่องก็เป็นแบบนี้เอง  ดีนะเนี่ยที่คุณชลากรไม่โกรธ  แต่ถ้าเขาโกรธจริงๆ พี่ก็ไม่รู้หรอกนะว่าจะเป็นยังไง เพราะทั้งบริษัทยังไม่มีใครเจอเหตุการณ์แบบนี้หรือว่าไปแตะเนื้อต้องตัวคุณชลากรเลยสักครั้ง น้องธีโชคดีมากเลยนะรู้ไหมที่คุณชลากรไม่เอาเรื่อง”

“ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ เอ่อพี่อรครับ ผมออกมาจากแผนกนานแล้ว ผมต้องกลับไปแล้วครับ ”

“อุ้ย ไม่ต้องรีบ นี่ก็เที่ยงแล้ว เดี๋ยวพี่ลงไปหามะนาวพอดี แล้วเราไปทานข้าวเที่ยงกัน พี่มีร้านอร่อยๆแนะนำนะ ถือว่าเลี้ยงขอบใจแฟ้มหนาเจ้าปัญหานี่ พร้อมๆกับเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่เลยก็แล้วกัน ดีไหม”

“ดีครับ ธีหิวแล้ว” เขาไม่อายที่จะบอกว่าหิวกับอรดี เพราะดูเธออัธยาศัยดีและเป็นกันเอง



ร้านอาหารที่เธอเลือกอยู่ไม่ไกลจากสำนักงานบริษัทมาก แค่เดินข้ามสะพานลอยไปอีกฝั่งก็ถึงแล้ว แถมมีหลายร้านให้เลือกด้วยนะ ไม่ใช่แค่ร้านเดียว แล้วก็ตั้งหลักปักฐานที่ร้านสเต็ก หน้าร้านตกแต่งได้น่ารักดี เหมาะแล้วที่ผู้หญิงชอบมานั่งรับประทานอาหาร ส่วนผู้ชาย(น่าจะ)คนเดียวของร้านตอนนี้ ก็ไม่ได้เขินอายเท่าไหร่ หนำซ้ำออกไปทางชอบด้วยซ้ำ ผนังเอย โต๊ะเอย เก้าอี้เอย เลือกใช้สีได้อ่อนหวานและเข้ากันดีจริง   


หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ จู่ๆอรดีก็เปิดประเด็นเรื่องลูกชายท่านประธานบริหารขึ้นมา  มันเป็นประเด็นที่ลึกๆแล้ว ปพนธีร์แอบสนใจอยู่ไม่น้อย

“นี่ยัยมะนาว น้องชายแกวันนี้นะ ฉันอดเม้าไม่ได้จริงๆ ทำเอาฉันหัวใจตกไปอยู่ตาตุ่ม”

“น้องชายฉัน?(เธอหันมามองที่ธีแวบนึง) อ้อ...ทำไมหรอ”

“เอ้า ถือแฟ้มมาให้ฉันถึงที่ มาพร้อมกับคุณชายใหญ่”

“คุณชลากรนะหรอ?  จริงปะ แกล้อฉันเล่นรึเปล่าเนี่ย”อรดีส่ายหน้าอย่างแรง ก่อนจะดูดน้ำไปคำใหญ่แล้วกลืนลงคอจนหมด กระแอมเสียงสองสามครั้งก่อนจะเริ่มพูดต่อ

“ฉันจะล้อเล่นกับแกทำไม ลองถามเจ้าตัวดูสิ” มะนาวหันมามองราวกับอยากได้คำตอบยืนยันจากเขา

“จริงอย่างพี่อรบอกแหละครับ(ยิ้มแห้ง) ทีแรกผมไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร เห็นแต่งตัวดูดี  ก็พอจะเดาได้ว่าคงเป็นใครสักคนที่ดูมีอำนาจพอสมควร  ”

“เฮ้อ น้องธี ดีแค่ไหนแล้วที่คุณชลากรไม่เอาเรื่อง รู้ไหมเขาน่ากลัวมากเลยนะ เวลาเดินผ่านพวกพี่สองคนได้แค่พูดว่า สวัสดีค่ะคุณชลากร “ ทั้งสองคนยกมือขึ้นมาไหว้ทำท่าประกอบพร้อมกัน จนปพนธีร์อดขำไม่ได้

“นี่ไม่ตลกนะน้องธี  นี่เรื่องจริงเลย น้องธีมาทำงานได้สัปดาห์เดียว ก็ได้อยู่ใกล้เขาขนาดนี้ จะว่าดีมันก็ดี จะว่าไม่ดีก็ไม่เชิง...” มะนาวพูดไปก็ทำท่าทีคิดไป

“เดี๋ยวยัยมะนาว อะไรของเธอยะ จะว่าดีมันก็ดี จะว่าไม่ดีก็ไม่เชิง ฉันว่าดีออกนะ อย่างน้อยคุณชลากรก็ได้รู้จักน้องแล้ว เผลอๆในอนาคตเราอาจจะมีเรื่องให้น้องธีช่วยเจรจาเรื่องงานได้นะ อุ้ย เจ็บ” มะนาวดีดหูเพื่อนรักไปหนึ่งที

“แกมันคิดตื้นจริงๆเลยยัยอร  เรื่องที่บอกว่าดีอ่ะนะ  ก็เห็นด้วยกับที่แกพูดเมื่อกี้ แต่เรื่องไม่ดีก็คือ...แกดูน้องธีดีๆสิ” อรดีหันมามองหน้าน้องธีร์ มองอยู่นานพักใหญ่แล้วหันกลับไปมองมะนาวอีกครั้ง

“นี่แกกำลังจะบอกฉันหรอว่า...ศึกชิงชาย” อรดีพูดพลางเอามือป้องปาก

“ก็ใช่นะสิ  นี่น้องธี อย่าว่าพี่คิดมากเลยนะ ถึงน้องธีจะเป็นผู้ชาย แต่น้องก็น่ารักมาก มีเสน่ห์มาก พี่เห็นเราครั้งแรกพี่ยังแอบอิจฉาในเรือนร่างและหน้าตาของน้องเลยนะ และที่พี่ห่วงคือ คุณชายใหญ่เขามีคู่หมายแล้ว เธอขี้หวงเอามากๆด้วย ”

“ใช่ มะนาวพูดถูก ยัยแม่มดนั่นน่ะ ร้ายมากเลยนะ (ดีดหูอีกรอบ)โอ้ย เจ็บนะมะนาว สองครั้งแล้วเนี่ย”

“อย่าพูดถึงคุณอริน ในที่สาธารณะแบบนี้” มะนาวว่าพลางมองไปรอบๆร้าน ก็ดูเหมือนจะปลอดภัยดี

“ฟังดูแล้ว ผมว่ามันเกินจริงไปหน่อยนะครับ จริงๆผมก็ไม่ได้มีเสน่ห์ หรือหน้าตาดึงดูดใครขนาดนั้น พี่ๆระแวงมากไปนะครับ คุณชลากรเองก็เป็นผู้ชาย คงไม่มีอะไรหรอกครับ” ปพนธีร์กำลังแก้ต่าง แต่ในใจลึกๆก็สื่อแบบที่พูดจริงๆ เขาไม่ได้คิดว่ารูปร่างหน้าตาและเสน่ห์ของเขาจะก่อเกิดปัญหาตามมาขนาดนั้น คุณชลากรเป็นผู้ชาย ต้องสนใจผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอย่างเขาแน่นอน

“เชื่อพี่ไว้สักครั้งก็ยังดี อย่ารอจนเกิดเรื่องขึ้นมา มันสายเกินแก้นะน้องธี มีพนักงานสาวสวยมากมายก่อนหน้านี้ที่ชอบคุณชลากร ก็ถูกคุณอรินคนนี้แหละ ปลดออกจากงานกลางอากาศ” มะนาวเริ่มพูดจริงจังและหรี่เสียงให้เบา

“นะ..น่ากลัวจังเลยนะครับ” หนุ่มรุ่นน้องเริ่มจะใจเอนเอียงแล้ว ความหวังดีครั้งนี้จริงๆรับไว้ก็ไม่น่าจะเสียหาย จริงอย่างที่พี่มะนาวพูด เชื่อพี่เขาสักครั้ง ก่อนจะสายเกินแก้

“ไหนๆก็พูดเรื่องลูกชายท่านเกริกพลแล้ว พี่จะเล่าให้ฟังคร่าวๆให้น้องธีร์รู้เอาไว้หน่อยก็ดีเหมือนกัน” อรดีหันซ้ายหันขวามองดูลาดราว  แล้วลดเสียงเบาลง

“คุณเกริกพลนะ มีลูกชาย 7 คน คนโตคือคุณชลากร  คนที่สองคุณศรวัส  คนที่สามคุณชัชชน ที่สี่คุณพลกฤตเป็นแฝดคนละฝากับคุณปรีดิท  สองคนนี้หน้าตาไม่เหมือนกันเลย ถ้าไม่บอกว่าแฝดไม่มีใครเชื่อ หรอก คนที่ห้า คุณปัณวิศ และคนสุดท้อง คุณพิชญุตม์  ” ปพนธีร์พยักหน้ารับทราบ

“ชื่อเพราะทั้งนั้นเลยนะครับ แถมคล้องจองกันด้วย ”

“พี่ก็ว่างั้นนะ ” อรดียิ้มแป้น

“แก ฉันว่าคิดเงินเถอะ จะบ่ายโมงแล้วเนี่ย ต้องรีบไปแสตนบาย แผนกฉันขึ้นประชุมเกือบหมด เหลือแค่ฉันกับน้องธีสองคนเอง”

“เออใช่ ฉันลืมไปว่าฉันต้องขึ้นประชุมด้วย น้องคะคิดเงินค่ะ” อรดีตะโกนเสียงรอบเดียวรู้เรื่อง พนักงานรีบเดินเข้ามาหาเลย



เวลาผ่านพ้นไปจนถึงเวลาเลิกงาน  ระหว่างที่ธีเก็บสำภาระลงในกระเป๋าสะพายเสร็จ กำลังจะลุกจากเก้าอี้ เหลือบไปเห็นต้นไม้ในกระถางเล็กๆพอดี  จำคำพูดพี่แว่นขึ้นได้ว่า

‘ต้นไม้กระถางนี้ อย่าละเลยนะน้องธี มีคนเขาเพิ่งเอามาให้เมื่อเช้านี้เอง กำชับนักหนาว่าห้ามทิ้ง ห้ามทำแตก และห้ามเพิกเฉยที่จะดูแลมัน  ฟ็อกกี้วางใกล้ๆกัน ถ้าว่างก็หยิบมาฉีดน้ำใส่ต้นไม้ด้วยนะครับ’


ว่าแล้วก็หยิบฟ็อกกี้สีขาว ฉีดน้ำพ่นใส่ต้นไม้ให้ชุ่มพอเหมาะ สำรวจดูแล้วว่าชุ่มทั่วผิวดิน ก็วางฟ็อกกี้ลง ทันทีที่หันหลังกลับ ก็เจอชายร่างโปร่งกำลังยืนยิ้มเอามือสอดกระเป๋ากางเกงเช่นเดิม คงคิดว่าเท่ห์มากเลยละสิท่า (แต่จะว่าไปเกินคำว่าเท่ห์ต่างหากล่ะ คนอะไรหล่อไม่แบ่งคนอื่นเลย)

“พี่พิชญ์!”

“ฮ่าๆ ตกใจขนาดนั้นเลยหรอ หล่อๆอย่างพี่เนี่ยนะ ไม่มีคนผวามีแต่คนกรี๊ดใส่นะครับ”

“(อมยิ้มนิดหน่อย) ตกใจสิครับ ทำไมวันนี้ถึงได้เข้ามาหาผมถึงนี่ ปกติเราเจอกันหน้าประตูทางเข้าตึกไม่ใช่หรอครับ”

“(ยักไหล่) ก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ เผื่อคนแถวนี้จะให้ไปส่งบ้าน” เขายังพูดชักชวนประโยคเดิมไม่เปลี่ยน

“ถ้าทำตามที่ดิลกันไว้ ก็ไม่ยากอะไรนี่ครับ” ปพนธีร์เล่นลิ้นไปหนึ่งที

“ยังไม่อยากบอก เพราะถ้าพี่บอก พี่ยังจะมาหาเราได้อีกไหมล่ะ”

“ทำไมพูดแปลกๆ ก็มาหาได้นี่ครับ ผมไมได้ห้ามซะหน่อย”

“พี่น่ะไม่ยากหรอก แต่เรานั่นแหละ จะเปลี่ยนไป” ปพนธีร์ขมวดคิ้ว

“ยิ่งพูดยิ่งงงนะครับ ” ร่างโปร่งได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ

“ไม่รู้แหละ กันไว้ดีกว่าแก้...พี่หิวแล้ว วันนี้ไปกินข้าวเป็นเพื่อนหน่อยสิ”

“กินข้าว? สี่โมงกว่าๆนี้นะครับพี่พิชญ์”

“อื้มใช่ ข้องใจอะไร ก็คนมันหิวนี่นา ตอนเที่ยงก็ไม่ได้กินอะไรเลย ดื่มแค่กาแฟถ้วยเดียว คนกำลังหิว! ก็ต้อง กิน! จะอดทำไม จริงไหมครับ” หิวก็ต้องกิน ประโยคนี้จะไม่คิดอะไรเลยถ้าไม่ใช่สายตาเป็นประกายแพรวพราวยิ่งกว่าเพชรนั่น  มันทำให้ปพนธีร์ แอบคิดไปถึงคำพูดของอาญาวี อีกครั้ง

“คือ...”

“อะอะอะ อย่าปฏิเสธนายพิชญ์คนนี้อีกนะ ถูกปฏิเสธกี่รอบแล้ว น้อยใจเป็นนะครับ” โอ้โห ยอมรับเลยว่ารอบนี้เขามาไม้เด็ดมาก  กะจะเต๊าะสุดฤทธิ์เลยหรอไง  แต่ลึกๆในใจของปพนธีร์แล้วคิดว่าเขาเป็นคนดีเหมือนครั้งแรกที่ได้เจอ  ในใจนะอยากไปตามคำชวนของเขาสักครั้ง แต่ก็ติดตรงคำเตือนของพี่อาญาวี แล้วเขาก็รู้ด้วยว่า คนตรงหน้านี้กำลังรู้สึกยังไงกับเขา  เขาจะทำยังไงดี

“ว่าไงครับ รถพร้อม ร้านพร้อม คนขับรถก็พร้อม เหลือก็แต่...ตุ๊กตาหน้ารถที่น่ารักคนนี้คนเดียวเลย” เขาไม่ว่าเปล่าเอามือมายีหัวเบาๆด้วย ให้ตายสิ ใบหน้าเขาร้อนขึ้นมาทันที ไม่รู้ป่านนี้อีกคนจะเห็นไหม ต้องเห็นอยู่แล้วสิปัดโถ่ ไปสักครั้งก็ได้น่า

“ก็ได้ครับ ”


รุ่นพี่ยิ้มแป้นพร้อมกับผายมือบอกให้เขาเดินนำ  ธีชอบท่าทางพี่พิชญ์ตอนที่อยู่กับเขาแบบนี้ แต่นึกย้อนไปหลายๆครั้ง ลักษณะการเงียบขรึมนั่น เขาทำไปทำไม ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี หรือรุ่นพี่เป็นพวกไบโพลาร์ ซึ่งก็ไม่ใช่อีกอยู่ดี เหมือนแสร้งทำมากกว่า แต่คาแรกเตอร์ไหนล่ะที่เป็นตัวตนจริงๆของพี่พิชญ์ 


แบบที่อยู่ต่อหน้าทุกคน

หรือแบบที่อยู่สองคนแบบนี้กับเขากันแน่นะ


จบตอน


 :L1: :L1: :L1: :L1:

ออฟไลน์ ครามพิสุทธิ์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-0
Re: สาปรักแดนสวรรค์ บทที่2 28/9/2563
«ตอบ #5 เมื่อ04-10-2020 14:27:28 »

บทที่ ๓

ความในใจ


มื้อเย็นวันนี้ดูเหมือนอากาศจะไม่เป็นใจ หลังจากเข้าร้านอาหารที่รุ่นพี่พิชญ์เลือก จู่ๆฝนก็ตกลงมาหนักหน่วง ต่อเนื่องจนกินเวลาเกือบสองชั่วโมงแล้ว 

“น้องธีไม่ต้องกังวลนะ ฝนตกแบบนี้พี่ไปส่งบ้านก็ได้” นั่นไง เข้าทางเขาอีกแล้ว

“แปลกนะครับ ก่อนจะมา ท้องฟ้ายังไม่มีเมฆฝนเลย”

“สงสัยเทวดาท่านอยากให้เราสองคนอยู่ด้วยกันนานๆ” เขาเปรยหยอกล้อตามสไตล์จนปพนธีร์เริ่มชินแล้วล่ะ

“เออ..นี่  น้องธี พี่ถามตรงๆเลยนะครับ ยังไม่มีแฟนจริงๆหรอ” เขาวกกลับมาเรื่องนี้ เหมือนจะย้ำคำตอบนั้นอีกครั้งว่าโสดสนิท
จริงๆ

“ผมยังไม่มีใครหรอกครับ”

“แล้วคนที่คุยด้วยล่ะ?”

“ไม่มีเลยครับ” ชายหนุ่มยืนกรานตอบด้วยความหนักแน่นแต่ก็ไม่ถึงกับดุดัน

“งั้นพี่จีบได้ไหม?” ปพนธีร์ได้ยินคำนี้ก็อึ้งไปเลย  เขามองดวงตาคู่นั้นของรุ่นพี่ มันไม่มีความหยอกล้อหรือแซวเล่นเหลืออยู่แม้แต่
น้อย เขากำลังสื่อความรู้สึกจริงๆออกมา ธีรู้สึกประหม่าแต่ยังพอมีสติอยู่

“พี่พิชญ์ ผมว่ามันเร็วไปไหมครับ อีกอย่างผมยังไม่รู้อะไรเลยในตัวพี่ สักนิดเดียว ” ท้ายประโยคเขาผ่อนเสียงเบาลง ว่าแล้วก็หลบสายตาคู่นั้นไป

“ฮ่าๆๆ  ก็จริงของน้องธีนะ มันเร็วไป ช่างเถอะ มีเวลาอีกเยอะ ขอโทษทีนะที่ทำให้อึดอัด” เขาว่าพลางตักต้มยำกุ้งใส่ชามเล็กให้คนตรงหน้า

“ไม่อึดอัดเลยครับ ” เมื่อชายหนุ่มตอบแบบนั้น รุ่นพี่ก็เริ่มยิ้มแฉ่งอีกครั้ง


มองออกไปข้างนอก ฝนก็ยังคงตกอยู่ เห็นทีวันนี้อาจจะต้องให้พี่พิชญ์ไปส่งบ้านแล้วจริงๆ สองหนุ่มนั่งทานอาหารไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอิ่มหนำ หลังจากเช็คบิลเสร็จ พิชญ์เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เลยเริ่มถามรุ่นน้องในระหว่างขับรถออกจากร้าน

“น้องธี วันนี้พี่ได้ยินมาว่า เจอกับ คุณชลากร หรอครับ”

“ใช่ครับ เอะ ทำไมพี่ถึงรู้เรื่องนี้ล่ะ?”

“โห ข่าวนี้ดังมากเลยนะ คงจะเป็นเพราะปกติคุณชลไม่ชอบสุงสิงใคร แต่ได้ข่าวว่ามีน้ำใจถือแฟ้มให้เราด้วย ฮึฮึ ร้ายใช่เล่น” พิชยุตญ์พูดในลำคอ

“อ๋อ ตอนนั้นจริงๆแล้วผมก็แปลกใจเหมือนกันครับ แต่คิดว่าคุณชลากรคงอยากช่วยเฉยๆ ”

“ไม่แน่หรอก อาจจะไม่เฉยๆอย่างว่าก็ได้” พิชญ์พูดพึมพำ น้ำเสียงโทนต่ำ

“ว่าไงนะครับ?”

“เปล๊า...อืม นี่ถ้าน้องธีเจอเขาอีก อย่าไปยุ่งกับเขาเลยจะดีกว่า อยู่ห่างๆไว้ เพราะแฟนเขาขี้หึงมาก”

“พี่พิชญ์ ทำไมพูดสรรนามคุณชลกรว่า เขา ล่ะครับ? นั่นเจ้านายนะ ”

“อ้อ ฮ่าๆ อย่าถือสาพี่เลย อีกอย่างตอนนี้เขาไม่ได้ยินหรอก เราก็คุยกันอยู่สองคนจริงไหม รับรองไม่มีใครรู้ เว้นแต่...น้องธีเอาไปพูดต่อ” เขาเหล่ตามามองอย่างหยอกล้อ

“มะ..ไม่ครับ ผมไม่พูดแน่นอน จะหาเรื่องให้ตัวเองเดือดร้อนทำไม แค่ก่อเรื่องให้คุณชลากรวันนี้ก็รู้สึกแย่มากแล้ว”

“ก็ดีแล้ว....เออ  น้องธีได้เจอเขาแล้ว  เทียบกันกับพี่ใครหล่อกว่ากัน ” พิชญ์ยังไม่หยุดอยากเปรียบเทียบความหล่อเหลาขึ้นมาขนาดนั้นเลย

“ก็...หล่อคนละแบบครับ ” ปพนธีร์รีบตอบอย่างเร็ว แบบไม่ได้คิดอะไรมาก

“ยังไง ขยายความให้หน่อยสิครับ”

“ก็...พี่พิชญ์หล่อแบบเจ้าเล่ห์ ส่วนคุณชลากรหล่อแบบสุขุม และดูดุนิดหน่อย”

“ฮ่าๆ อะไรเนี่ย นี่พี่ดูหล่อแบบเจ้าเล่ห์หรอ? ไม่ขนาดนั้นมั้ง(พิชญ์ลากเสียงยาว) เออนี่น้องธี เปิดเก๊ะรถข้างหน้าทีสิ จะมีการ์ดหนึ่งใบ พี่ให้เรานะ เก็บเอาไว้ล่ะ ถึงบ้านค่อยเปิดเข้าใจไหม?”

“ครับ” เขาปฏิบัติอย่างว่าง่ายแล้วก็เปิดเจอการ์ดสีขาวกลิ่นหอมอยู่จริงๆ เขาไม่ได้ถามต่อว่าข้างในเป็นอะไร แต่ก็อดไมได้ที่อยากรู้ว่าข้างในมีอะไร 

“อะ! อย่าเปิดเชียวนะ ถึงบ้านก่อนค่อยเปิดไงครับ”

“ก็ได้ครับ...เอ่อ พี่พิชญ์ครับ ข้างหน้าเป็นทางแยก เดี๋ยวรบกวนเลี้ยวขวานะครับ”

“โอ้ ขอโทษที พี่มัวแต่ชวนคุยอะไรก็ไม่รู้ ลืมถามทางกลับบ้านน้องธีเลย”
ขับไปตามทางที่ปพนธีร์บอก ไม่นานเท่าไหร่ ก็มาจอดตรงหน้าบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านปูนสองชั้น บนพื้นที่ สามงาน ไม่เล็กไม่ใหญ่และเงียบดี

“บ้านน่าอยู่เหมือนกันนี่นา อยู่กับใครหรอ?”

“จริงๆช่วงนี้ก็อยู่กับคุณแม่และป้า รวมผมแล้วเป็นสามคนครับ”

“น้องธีเป็นลูกคนเดียวหรอ? ”

“ไม่ครับ ผมมีพี่ชายหนึ่งคนและพี่สาวหนึ่งคน แต่ว่าแต่งงานย้ายไปอยู่ข้างนอกหมดแล้ว สร้างบ้านใหม่นะครับ แต่แวะเวียนมาหาบ่อยๆ” ธียิ้ม

“แล้วคุณพ่อล่ะ”

“คุณพ่อของผมท่านเสียตั้งแต่ผมยังเด็กๆแล้วล่ะครับ”

“ขอโทษนะที่เสียมารยาท พี่ไมได้ตั้งใจ” พิชญ์น้ำเสียงเศร้า

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องมันนานมากแล้ว ผมไม่เศร้าหรอก ตอนนั้นผมก็ยังเด็กมาก”

“อันที่จริง พี่ก็เสียคุณแม่ไปตั้งแต่ยังไม่ถึงสิบขวบ อาศัยอยู่กับคุณพ่อและพี่ชาย....เอ่อ ช่างเถอะ อยู่กับปัจจุบันดีกว่าเนอะ ว่าแต่
ให้พี่ลงไปไหว้แม่ยายไหม?”

“แม่ยาย?  พี่พิชญ์ พูดอะไรออกมาครับเนี่ย ” ธีรีบห้ามปราม แต่ก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังยิ้ม

“ฮ่าๆพี่ล้อเล่น นี่ก็เอาลูกชายเขาไปจนดึกดื่น พี่ว่าพี่ลงไปไหว้ขอโทษท่านดีกว่า” เอาหรอครับ? ต้องใช้คำว่า พาไหมครับถึงจะถูก ปพนธีร์ได้แต่คิดในใจ

“ไม่เป็นไรครับไม่ต้องคิดมาก พี่พิชญ์...”

ร่างสูงไม่ได้ฟังคำพูดของรุ่นน้องสักนิด เขาปลดสายคาดเข็มขัดนิรภัย แล้วลงรถไป ก็เจอกับผู้หญิงวัยกลางคนยืนชะเง้อมองดูรถของเขาอยู่ก่อนแล้ว

“สวัสดีครับคุณน้า ผมชื่อพิชญ์นะครับ พอดีผมทำงานที่เดียวกันกับน้องธี วันนี้ชวนน้องไปกินเลี้ยง เลยตั้งใจอาสามาส่ง แถมพา
มาดึกด้วย ต้องขอโทษด้วยนะครับ ” ปพนธีร์เดินตามหลังมาเอามือลูบหลังคออย่างเขินๆ

“ไม่เป็นไรลูก ขอบใจนะที่พาน้องธีมาส่งบ้าน แค่กลับมาปลอดภัยน้าก็ดีใจแล้ว จะเข้ามาข้างในก่อนไหม?”

“ขอบคุณนะครับ ไว้เป็นวันหน้าแล้วกันครับ นี่ก็ดึกแล้ว คุณน้ากับน้องจะได้พักผ่อน”


ปพนธีร์อึ้งไปเล็กน้อย  นี่รุ่นพี่บทจะรู้จักกาลเทศะ ก็มีขึ้นมาปุ๊บปั๊บเลย ท่าทีเจ้าเล่ห์หายไปไหนหมดนะ แถมวางตัวได้ดีซะด้วย นี่
ตั้งใจจะล่าแต้ม ทำคะแนนอะไรไหมเนี่ย

“สวัสดีครับแม่” มือน้อยๆค่อยๆยกมือไหว้แม่ เพราะเพิ่งหาจังหวะได้

“งั้นผมขอตัวกลับเลยแล้วกันครับคุณน้า สวัสดีครับ”

“สวัสดีจ้าลูก ขับรถกลับบ้านดีๆนะ” เธอบอกพิชญ์ไปด้วยความเป็นห่วง ยืนรอส่งรถจนกระทั่งรถถูกขับลับตาไป จึงพาลูกชายเข้าบ้าน

“รุ่นพี่คนนี้ดีนะลูก ชื่อพิชญ์ใช่ไหม” ดูเหมือนแม่จะติดอกติดใจผู้ชายคนนี้เหลือเกิน ธีเหล่มองคุณแม่พร้อมรอยยิ้ม

“ใช่ครับ ”

“อยู่แผนกเดียวกันหรอ?” ได้ยินคำถามนี้ก็อึ้งอีกครั้ง นี่เป็นคำถามที่เขายังไม่รู้คำตอบจนกระทั่งตอนนี้
แต่ถ้าจะให้บอกความจริงแม่ไปว่า เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับข้อมูลผู้ชายคนนี้เลย ถ้าตอบไปแบบนี้เชื่อว่าแม่ต้องเป็นห่วงเขาแน่ๆ ตามน้ำไปก่อนแล้วกัน

“ชะ...ใช่ครับ พี่พิชญ์อยู่แผนกเดียวกับธี อืมแม่ครับ ธีเหนื่อยแล้ว ขอตัวไปอาบน้ำนอนก่อนนะครับ”

“จ้ะๆลูก ฝันดีนะ”


   เมื่อขึ้นไปถึงห้อง เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า มีการ์ดเล็กๆที่พี่พิชญ์ให้ไว้ตอนอยู่บนรถ ความอยากรู้ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เขาแกะผนึกออกอย่างเบามือ แล้วก็เจอกับกระดาษแข็งขนาดเล็ก มันเหมือนคล้ายๆนามบัตร แต่ไม่มีชื่อมีแค่ข้อมูลเบอร์มือถือเอาไว้ ปพนธีร์ถึงกับหลุดขำส่ายหน้าไปมา

“นึกว่าอะไร ที่แท้ก็เบอร์มือถือ ผมไม่โทรไปหรอกนะคุณพิชญ์ แต่...เมมไว้หน่อยก็ดี  ”
มือเรียวกดเบอร์มือถือจนครบสิบหลัก แล้วตั้งชื่อว่า คุณลึกลับ ไม่ทันไร แอพสีเขียวก็ดังแจ้งเตือนบางอย่าง ปพนธีร์ตกใจเล็กน้อย แล้วกดเข้าไปเช็คดู ปรากฏว่าเบอร์นี้พ่วงแอดไลน์ออโต้เสียอย่างนั้น

“อะไรเนี่ย ผมไมได้อยากได้ไลน์พี่สักหน่อยพี่พิชญ์” คิดไปคิดมา ว่าแล้วก็กดเข้าไป ส่งสติ๊กเกอร์ยิ้มไปหนึ่งตัวสักหน่อยดีกว่า
อีกฝ่ายเปิดอ่านเร็วมาก แล้วพิมพ์กลับมา

“นึกว่าจะไม่กดแอดซะแล้ว  ถือว่าเป็นการตอบแทนที่ดิลไว้แล้วกันนะ  บอกแล้วพี่ไม่โกงแน่ๆ ”

“แต่ที่ดิลไว้ไม่ใช่เรื่องเบอร์หรือไลน์นี่ครับ” ปพนธีร์ตอบกลับ

“ก็...อย่างน้อยๆ นี่ก็เป็นเบอร์ส่วนตัวพี่ และไลน์นี้ก็เป็นไลน์ตัวจริงของพี่นะ นอกจากเพื่อน พี่ชาย และคุณพ่อ ไม่มีใครมีแล้วนะ”

“โอ้โห ดีใจจังเลยครับ ” ปพนธีร์แกล้งตอบกลับไป

“จริงหรอ ”

“ประชดครับ (พร้อมสติ๊กเกอร์หัวเราะ)” อีกฝ่ายส่งสติ๊กเกอร์หน้าบึ้งกลับมา แล้วก็ปิดบทสนทนาด้วยประโยคทั่วไป

“ฝันดีครับน้องธี”

“เช่นกันครับพี่พิชญ์ ขับรถดีๆครับ”


ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ ปพนธีร์ยังไม่ได้ยืนยันในหัวใจว่าเขาคือคนที่ใช่ ยังต้องดูกันไปยาวๆ
อีกอย่างหนึ่ง เขานึกย้อนกลับไปตอนได้เจอคุณชลากรครั้งแรก ดวงตาที่มองมา มันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ลึกๆเรารู้สึกดีต่อกันมาก มากจนบอกไมได้ว่าขนาดไหน  เหมือนเคยรู้จักกันมาก่อนอีกด้วย




บ้านสิริโรจน์บริรักษ์


คฤหาสน์หลังใหญ่สีขาวนวล ความงดงามยามค่ำคืน  ไฟประดับตามหัวเสา มุมรั้ว สว่างเจิดจ้า เมื่อรถเก๋งจอดตรงหน้าประตูรั้วทันใดนั้น มันก็ค่อยๆเปิดอ้าออก พร้อมกันสองบาน 


ชีวิตในแต่ละวันของพิชญ์ตั้งแต่เรียนจบ ก็มีแค่นี้ขับรถไปทำงาน แล้วก็กลับบ้าน  ทุกอย่างเดินวนแบบนี้มาสามสี่ปีแล้ว  แต่ช่วงนี้ดีหน่อย มีใครบางคนทำให้ชีวิตเขามีสีสันแตกต่างไปจากวันเหงาๆได้ จริงๆแล้วเขาไม่รู้หรอกนะว่า ทำไมถึงได้รู้สึกอยากรู้จัก อยากพูดคุย อยากเห็นหน้าพนักงานรุ่นน้องคนนั้นนัก ทั้งๆที่เขาไม่ได้ชายตามองใครมาก่อนเลยในชีวิต และไม่คิดจะมีความรักมาแต่ไหนแต่ไร   

“สวัสดีค่ะคุณพิชญ์ยุตม์” สาวใช้ประจำบ้านเดินเข้ามาทักทายแล้วยื่นมือไปรับเอากระเป๋าทำงาน

“นี่...ผมกลับบ้านเป็นคนสุดท้ายรึเปล่าครับเนี่ย” เขาถามแบบยิ้มๆ ไม่ได้ซีเรียสอะไร

“ไม่หรอกค่ะ คุณชัชชน มีงานเลี้ยงกับเพื่อนๆค่ะ กว่าจะกลับคงดึกน่าดู”
ชัชชน สิริโรจน์บริริกษ์ พี่ชายคนที่สามของพิชญ์  บรรดาพี่น้องเจ็ดคน  เขาคิดว่าชัชชนเนี่ยแหละโปรยเสน่ห์เก่งที่สุดแล้ว

“พี่ชัชนะหรอไปร่วมงานเลี้ยง?...ช่างเถอะ แล้วนี่คุณพ่อล่ะครับ ”

“เสร็จจากประชุมท่านก็กลับมาบ้านเลยค่ะ เห็นบ่นว่าปวดหัว เลยขอยาแล้วพักผ่อนไปน่ะค่ะ”

“ตามหมอมาดูอาการหรือยัง”

“ยังเลยค่ะ ท่านว่า แค่นี้ไม่ต้องโทรตามหมอค่ะ” พิชญ์ยุตม์ นิ่งไป กำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเดินเข้าบ้าน   ยังไม่ทันเดิน
ผ่านห้องโถงพ้น น้ำเสียงที่คุ้นหูก็ร้องทักเสียก่อน

“ไงพิชญ์  วันนี้ทำไมกลับดึกได้ล่ะ ปกติไม่ชอบกลับกลางค่ำกลางคืนไม่ใช่หรอ”

“พี่ชล…(ยิ้มเจ้าเล่ห์) พอดีมีเดทน่ะครับ ”

“เดี๋ยวนะ?  เดทหรอ...นี่แกมีคนคุยตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอเป็นใครล่ะ  พวกเรารู้จักรึเปล่า” ชลากรยิ้มปนสงสัย

“อืม...คนอื่นอาจจะยังไม่รู้จัก แต่ที่แน่ๆ พี่ชลเองก็รู้จักไปแล้วนี่ครับ ขอตัวก่อนนะพี่ชล”


พิชญ์ยุตม์ยิ้มพร้อมยักคิ้วให้หนึ่งที แล้วเดินขึ้นบันไดไป ปล่อยให้พี่ใหญ่ยืนงงอยู่อย่างนั้น ทบทวนคำพูดน้องชายวนซ้ำๆ ก็ไม่เข้าใจความหมายอยู่ดี


“ฉันรู้จักหรอ?  ใครนะ” ชลากรคิดยังไงก็คิดไม่ออก เลยเลิกคิดแล้วเดินเลี่ยงไปนั่งโซฟา หยิบรีโมทขึ้นมากดเปิดทีวี  กำลังฉาย ถ่ายทอดสดฟุตบอล รายการโปรดพอดี

บนห้องนอน ห้องหนึ่งเสียงดนตรีบรรเลงเปียโนดังเลดลอดออกมาเบาๆ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครกำลังเล่นอยู่  ช่างมีอารมณ์สุนทรีอะไรขนาดนั้น จะเป็นใครไปได้นอกจากลูกชายผู้อ่อนโยนของคุณเกริกพล  เขาก็คือ ปัณวิศ

พี่ชายคนที่หกของพิชญ์ยุตม์คนนี้ ไม่ชอบอยู่รวมกันหลายๆคน  ส่วนมากจะปลีกตัวอยู่แบบเงียบๆ ถ้าใครคิดถึงหรืออยากคุยกับเขาจริงๆ ก็สามารถเข้าไปหาได้ ไม่ว่าอะไร แต่เอาเถอะวันนี้พิชญ์ไม่มีอารมณ์เข้าไปทักทายใคร เอาตรงๆวันนี้เขาเหนื่อยตั้งแต่ขึ้นประชุมแล้ว

ดีหน่อยที่เขาวางแผนล่วงหน้าไว้แล้ว ติดต่อไปยังคุณวาด หัวหน้าประชาสัมพันธ์โดยตรง ว่าห้ามพาเด็กใหม่ขึ้นประชุมด้วย เหตุผลนะหรอ กลัวอีกฝ่ายจะรู้นะสิว่าเขาเป็นใคร พอถึงจุดนั้นแล้ว ปพนธีร์ต้องตีตัวออกห่างเขาแน่ๆ ซึ่งเขาไม่อยากให้เป็นแบบนั้น 





เผลอแปบเดียว เวลาก็ผ่านเลยมาหนึ่งเดือนเต็ม  ปพนธีร์ทำงานคล่องแคล่วขึ้นมาก และได้รับคำชมจากคุณวาด หัวหน้าแผนก วันนี้เป็นวันเสาร์ พี่ราณี เสนอจัดปาร์ตี้เล็กๆช่วงระหว่างกลางวัน โดยใช้พื้นที่ห้องพักผ่อนในแผนกจัดขึ้น
ยังไม่ถึงเที่ยงวัน แต่กลิ่นหอมจากอาหารโชยออกมา กระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะได้ดีจริงเชียว

“อื้อหือ หอมมากเลย หิวแล้วๆ ไปกินก่อนได้ไหมเนี่ย” พี่แว่นพึมพำพลางลูบท้องเดินไปมา

“รอก่อนจ้า  กำลังเคี่ยวน้ำต้มสุกี้อยู่” พี่ราณีร้องบอก

ปพนธีร์เองก็อดใจไม่ไหว แอบเดินย่องไปส่องดู เมนูวันนี้ก็มีสุกี้ยืนพื้นไว้เลย มีสลัดโรลน้ำจิ้มครีมและซีฟู้ด แล้วก็มีกุ้งชุบแป้งทอด  ข้าวกล้อง บาร์บีคิว  และผลไม้สองสามอย่าง

“โอ้โห อาหารน่ากินมากเลยครับพี่ราณี” รุ่นน้องเปรยพร้อมรอยยิ้ม

“ใกล้แล้วน้องธี อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว ” เธอยิ้มให้

“ธี พี่วานหน่อย เอาจาน ช้อนซ้อม สิบสามชุด ไปวางไว้บนโต๊ะอาหารหน่อยเร็ว” พี่มะนาวที่กำลังเช็ดจานใกล้จะเสร็จร้องเรียก

“ได้ครับ”


ระหว่างที่ช่วยจัดโต๊ะอาหารจนเสร็จเรียบร้อย ทุกคนในแผนกก็เริ่มทยอยเข้มาทีละคนๆ เหลือพี่แว่นเป็นคนสุดท้ายที่เดินเข้ามา ก่อนจะทำเสียงกระซิบกระซาบเรียกเขา


“น้องธี  น้องธี”

ปพนธีร์ที่ถือไม้บาร์บีคิวอยู่ เดินเข้าไปหา  พี่แว่นก็เข้ามากระซิบที่หู ทันใดนั้นก็ต้องตาโตเพราะตกใจในสิ่งที่พี่แว่นบอก

“อะไรนะครับ คุณชลากร รออยู่หน้าประตูแผนก?” เขาทั้งงงทั้งสับสน ผ่านมาสองสัปดาห์กว่าๆแล้วที่ไมได้เจอกัน ไม่คิดไม่ฝันว่าคุณชายใหญ่จะมาหาเขา แต่จะมาด้วยเรื่องอะไร นี่ล่ะที่ยากเกินคาดเดา

ชายหนุ่มรีบกินบาร์บีคิวจนหมดไม้ แล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่อไปบ้วนปาก ล้างมือให้สะอาด แล้วออกไปหาแขกผู้มีเกียรติ  ทันทีที่เปิดประตูออกไป เขาก็เจอชายร่างสูงในชุดสูทสีดำ มองอ่านข่าวประชาสัมพันธ์ที่บอร์ด อย่างนิ่งๆ

“ได้ยินว่าที่แผนกจัดปาร์ตี้?” เสียงทุ้มเรียบทักทาย ทั้งๆที่สภาพร่างกายยังยืนนิ่งอ่านข่าวที่บอร์ดเหมือนเดิม

“สวัสดีครับบอส” ปพนธีร์ติดเรียกสรรพนามตามคนอื่นๆ

“นี่คงเรียกตามคนอื่นๆสินะ เอาล่ะ...เรียกฉันว่า ชล ก็พอ” สิ้นประโยคเขาก็หันหน้ามามอง

“ครับ”

“ขอโทษทีนะที่มาหาขัดจังหวะ ฉันไม่คิดว่าพวกนายจะมีปาร์ตี้ ที่จริงฉันตั้งใจจะชวนไปทานข้าวด้วย”

“....!?”

ปพนธีร์ยืนงงเป็นไก่ตาแตก เขาได้ยินไม่ผิดใช่ไหม คุณชลากร สิริโรจน์บริรักษ์ ชวนเขาไปทานข้าวเที่ยง เขาไม่ได้ฝันไปใช่ไหม

“ว่าไง...สละเวลาสักหน่อย ไปทานข้าวเป็นเพื่อนฉันสักมื้อได้ไหม”

“เอ่อ...คือว่า” ปพนธีร์สับสน นี่ก็เจ้านาย ส่วนนั่นก็ปาร์ตี้แผนกที่ทุกคนตั้งใจจัดขึ้น แล้วเขาจะเลือกอะไร

“ลำบากนายแล้วล่ะ แต่ไม่เป็นไร ฉันยินดีรับฟังคำตอบของนาย”

“คือ...ผมขอโทษนะครับคุณชล ผมคิดว่าไปทานข้าวกับคุณชลคงไม่เหมาะ ผมเป็นพนักงาน เดี๋ยวถูกมองไม่ดีในสายตาคนอื่นๆ”

“นี่นายกำลังจะบอกว่า ไปทานข้าวกับฉันไม่ได้ เพียงเพราะสถานะเป็นแค่ผู้บริหารกับพนักงานใหม่อย่างนั้นหรอ? ” เสียงราบเรียบนั้น ฟังแล้วเหมือนตัดพ้อ แต่ก็เหมือนประชดพูดให้คิดใหม่

“มะ...มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ”

“ถ้าไม่ใช่อย่างที่ฉันพูด แล้วมีเหตุผลไหนที่อธิบายได้ดีและชัดเจนกว่านี้ไหม”


ปพนธีร์จุก มืดบอดเหมือนเดินเข้าไปในซอยแล้วเจอทางตัน มันก็จริงของคุณชลากร เขาพูดถูก และแน่นอนไม่มีคำอธิบายไหนที่จะทำให้คิดหลุดไปจากคำว่า เจ้านายกับลูกน้องอีกแล้ว

“ขอโทษนะครับ คือ แผนกเพิ่งจัดปาร์ตี้ ผมเองก็อยากร่วมทานอาหารกับพี่ๆที่แผนกน่ะครับ” ตอบไปแบบนี้แหละ ตอบแบบไม่
ต้องคิด ตอบแบบเอาความรู้สึกล้วนๆ เผื่อเขาจะเข้าใจ

“เฮ้อ(เสียงถอนหายใจ)...ถ้าอย่างนั้น ก็ช่วยไม่ได้ ฉันหิวสุดขีดแล้ว ฉันขอเข้าไปร่วมปาร์ตี้ด้วยคนได้ไหม”

“ฮะ! อะ...เอ่อ” ชายหนุ่มเอามือปิดปากแทบไม่ทัน ไม่คิดว่าคุณชลากรจะพูดออกมาแบบนี้

“ทำไม นี่ก็ไม่ได้อีกหรอ?” ดวงตาคู่นั้นมองอย่างคาดหวังคำตอบ

“ได้ครับ เชิญครับคุณชล”


พนักงานน้องใหม่ รีบผลักประตูเข้าไปแล้วเดินนำเจ้านายไปยังห้องพักผ่อนของแผนก ที่ตอนนี้กลายเป็นห้องอาหารไปแล้ว
กลิ่นหอมฉุยลอยแตะจมูกมาแต่ไกล พอปพนธีร์เดินไปหยุดที่ประตู พี่มะนาวก็ร้องถามด้วยความอยากรู้


“อ้าวน้องธี  คุณชลากรไปแล้วหรอ  ”

“ยะ...ยังหรอกครับพี่ๆ คือว่า  ผม...ผมขอจานกับช้อนอีกหนึ่งชุดได้ไหมครับ ”

“ทำไมล่ะ มีคนมาเพิ่มหรอ” พี่แว่นถามทั้งๆที่เคี้ยวสุกี้เต็มปาก

“ขอฉันร่วมปาร์ตี้ด้วยคนนะ” เมื่อร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวด้านหลังปพนธีร์ ทุกคนที่กำลังทานอย่างอเอร็ดอร่อย หัวเราะเฮฮา กลับนิ่ง
เงียบไปอย่างกะทันหัน

“พอดีคุณชลากร อยากร่วมรับประทานอาหารด้วยครับ”

“ได้ค่ะบอส เชิญเลยค่ะ” เหมือนพี่วาดจะได้สติก่อนใคร รีบเดินเข้าไปหาแล้วพาไปนั่งพื้นที่ว่างไว้สำหรับธี 


   ชลากรเดินตามคุณวาดไป แล้วนั่งลงเก้าอี้ที่เธอจัดสรรให้ แล้วก็สะกิดน้องธีให้นั่งข้างๆเจ้านาย เหมือนปพนธีร์เองก็รู้งานใช่ย่อย รีบเสิร์ฟน้ำแล้วถามเขาเรื่องอาหาร

“คุณชลกรทานอะไรได้บ้างครับ มีแพ้อาหารอะไรไหม”

“ฉันไม่แพ้อะไร แต่ไม่ชอบแครอท” ปพนธีร์ได้ยินก็นิ่งไปแล้วมองหาผักสีขาวต้องห้าม  ส่วนใหญ่มันอยู่ในหม้อต้มสุกี้ และแล้วก็
จัดแจงอาหารทุกสิ่งอย่างให้ชลากร


ดูเหมือนเขาจะชอบ ตักอาหารเข้าปากไม่หยุด จะว่าไป เขาก็ดูเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย ไม่เรื่องมากเท่าไหร่ แถมไม่ถือตัวด้วย ช่างแตกต่างจากครั้งแรกที่ธีแอบประเมินเจ้านายไปรอบหนึ่งแล้ว 

ระหว่างรับประทนอาหารกันไป กว่าทุกคนจะละลายพฤติกรรมได้ บางคนก็จนอิ่ม ทยอยเอาจานไปล้าง แล้วออกจากห้องไป ตอนนี้ก็เหลือกันแค่ สามสี่คน

“ฉันอิ่มแล้ว” ชลากรว่าพลางยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม

“จะรับผลไม้ไหมครับ” ปพนธีร์ถาม

“ไม่ล่ะ ผลไม้พวกนี้มีแต่น้ำตาล ” เมื่อได้ยินคำตอบก็พยักหน้างกๆ ร่างสูงเหมือนทำท่าจะลุกขึ้น ปพนธีร์ก็ลุกตาม

“ไม่ต้องลุกหรอก นายก็ทานได้แล้ว เสิร์ฟฉันตลอด นายยังทานได้ไม่ถึงไหนเลย”

“ครับ”


ชลากรเดินจากไป  คนที่เหลือสามคนก็โล่งใจเป็นแถบๆ  โดยเฉพาะพี่แว่น จากที่นั่งกินด้วยความเอร็ดอร่อยและมูมมาม ต้องได้กินแบบเรียบร้อยและเคี้ยวช้าๆ ข่างเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในการรับประทานอาหารแล้ว


“เฮ้อ ไปแล้วสินะ จะได้กินแบบมาราธอนสักที” ว่าแล้วนายแว่นก็หยิบอาหารเข้าปากคำใหญ่ เคี้ยวตุ้ยๆราวกับอร่อยมาก

“น้องธี ทำไมจู่ๆคุณชลากรถึงได้...” มะนาวกำลังจะถาม แต่คำถามนั้น ปพนธีร์ไม่มีคำตอบให้

“พี่มะนาว ผมเองก็ยังไม่รู้เลยครับ ”  พี่วาดมองสองคนสลับกันไปมาก่อนจะตัดสินใจถามบ้าง

“ก่อนหน้านี้น้องธีเคยเจอคุณชลากรหรอ?”

“ใช่ครับ แต่ก็สองสัปดาห์มาแล้วนะ”

“แปลก ช่างเถอะ ก็ยังดีกว่าเจ้านายไม่เหลียวแล เจ้านายรักก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ?” พี่วาดยิ้มให้ก่อนจะหยิบแตงโมหนึ่งชิ้นขึ้นมากิน

“หนูว่า รักก็ดีอยู่หรอกนะคะพี่วาด แต่รักแบบอื่นไม่น่าจะโอเค คุณอรินน่ะแค่นึกถึงหน้าก็ไม่อยากจะกวนน้ำให้ขุ่นแล้ว” มะนาวทำ
หน้าตาเหยเก

“ก็จริง แต่น้องธีเป็นผู้ชาย คุณอรินเธอไม่ติดใจอะไรหรอก”

“แรกๆก็อาจจะไม่ แต่คุณชลากรมายุ่งด้วยบ่อยๆ เธอก็อาจจะคิด สมัยนี้แล้วพี่วาด ผู้ชายชอบผู้ชาย มันเกิดขึ้นง่ายและเป็นเรื่อง
ปกติมาก ถ้าเธอมีเลเวลหึงหวงเกินอัตรา น้องธีก็คงจะเจอเรื่องลำบากแล้วล่ะ”


คุณวาดฟังแล้วคิดตาม  แล้วก็ไมได้พูดอะไรอีก แต่คนที่คิดคือปพนธีร์ เขากลัวจริงๆ แม้ว่าจะไม่เคยเห็นหน้าคุณอรินมาก่อน แต่เท่าที่ได้ฟังจากรุ่นพี่คนอื่นๆในที่ทำงานเอ่ยถึง นับว่าเป็นผู้หญิงที่อันตราย และอยู่ห่างๆจะดีที่สุด ไม่ใช่แค่ห่างจากตัวของเธอ แต่ต้องหากจากคุณชลากรว่าที่คู่หมั้นด้วยถึงจะดี


จบตอน


 :L1: :L1: :L1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1
Re: สาปรักแดนสวรรค์ บทที่3 4/10/2563
«ตอบ #6 เมื่อ28-08-2021 07:59:24 »

 :pig4:
 o13

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด