Taek(love)...สายดำหน้าใสกับนายคนดัง ตอนที่9. แชร์ 19/06/63
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Taek(love)...สายดำหน้าใสกับนายคนดัง ตอนที่9. แชร์ 19/06/63  (อ่าน 1987 ครั้ง)

ออฟไลน์ อาบตะวัน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ตอนที่9.แชร์

ไม่รู้ว่าจะถูกพาไปที่ไหนไม่แม้แต่จะถามออกไปสักคำได้แต่ปล่อยให้โดนลากไปแบบนั้นตลอดทางก็ต้องคอยหลบผู้คนมีแต่คนที่ลากผมที่เป็นฝ่ายคอยพาหลบเพราะตัวผมไม่เหลือสติสตังแล้วรถที่จอดไว้หลังสนามบาสถูกปลดล็อกจากรีโมทในมือคนเดินนำผมถูกพาอ้อมไปฝั่งข้างคนขับแล้วถูกยัดเข้าไปในรถเจ้าของรถโน้มตัวเข้ามาจะรัดเข็มขัดนิรภัยให้และในตอนนั้นไม่รู้ว่าผมเอาสติมาจากไหนถึงดึงเข็มขัดนิรภัยที่กำลังจะถูกล็อกไว้แล้วผลักคนตรงหน้าออกเพื่อที่จะลุกออกจากรถแต่ก็ไม่สำเร็จเมื่อถูกดันกลับไปที่เบาะเหมือนเดิมแต่ผมก็ยังไม่ยอมยื้อยุดกันไปมาเสียงพูดคุยจากด้านนอกทำให้ทั้งผมและคนตรงหน้าหยุดแล้วสบตากันด้วยสีหน้าตกใจผมไม่รู้ว่าควรทำยังไงจะตะโกนออกไปให้คนช่วยหรือจะอยู่เงียบๆเพราะไม่อยากให้ใครรู้สิ่งที่กำลังทำแต่ในขณะที่ความคิดกำลังตีกันอยู่ในหัวสติก็ต้องกลับมาด้วยความตกใจเมื่อเบาะถูกลดลงกระทันหันแบบไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้ตัวผมนอนไปกับเบาะและตามด้วยตัวคนตรงหน้าที่ลุกล้ำมาคร่อมผมไว้ในระยะประชิดจากตอนแรกที่ตั้งใจจะอยู่เงียบๆเพราะกลัวคนรู้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมตกใจจนความตั้งใจแรกมันหายไปเปลี่ยนมาเป็นจะขอความช่วยเหลือแต่ก็ต้องหยุดเมื่อปากที่กำลังอ้าถูกมือยกมาปิดไว้และตามด้วยใบหน้าของเจ้าของมือที่เลื่อนเข้ามาใกล้จนทำเอาผมต้องตาโตผงะ
“ถ้ามึงยังดื้อกูไม่รับประกันว่าจากมือจะเปลี่ยนเป็นอะไร”
เสียงกระซิบถูกส่งออกจากปากที่อยู่ห่างจากปากผมเพียงนิดเดียวมันใกล้จนปากผมสัมผัสได้ถึงลมร้อนๆจากการพูดเมื่อกี้มันทำเอาผมต้องหยุดทุกอย่างนอนตัวแข็งทื่ออย่างไม่กล้าแม้แต่จะขยับคนด้านบนเอี้ยวตัวไปดึงประตูรถมาปิดแล้วกลับมาจ้องหน้าผมไว้เหมือนเดิมเสียงพูดคุยเริ่มห่างไปเรื่อยๆจนไม่ได้ยินในที่สุดคนด้านบนจึงเงยตัวขึ้นมองตามแต่ผมยังคงนอนอึ้งอย่างไม่สนใจว่าใครจะอยู่หรือไปจนคนด้านบนหันกลับมาผมถึงยันตัวขึ้นทำให้คนด้านบนต้องลุกตามความเงียบเข้ามาปกคลุมอยู่พักใหญ่และเป็นผมที่เป็นฝ่ายพูดออกไปแบบไม่กล้าสบตาคนตรงหน้า
“เพื่อนกูคงตามหาแล้วกู..ไปก่อนนะ”
พูดแค่นั้นผมก็ขยับตัวจะลงจากรถแต่ก็ถูกจับแขนไว้จนต้องหันกลับไปแต่ไม่มองหน้า
“เจ็บอยู่ไม่ใช่หรอ”
น้ำเสียงอ่อนละมุนชวนหลงใหลทำให้ต้องเงยหน้าไปมองเหมือนถูกมนต์สะกด
“ไปกับกูนะ..เดี๋ยวกูดูให้”
เหมือนถูกกระชากวิญญาณออกจากร่างเมื่อได้ยินน้ำเสียงแสนอ่อนโยนของคนตรงหน้าที่ไม่พูดเปล่ายื่นมือมาจับขมับผมแผ่วเบาพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมที่ได้กลิ่นแล้วแทบจะไม่มีแรงโชยมาปะทะจมูกในระยะประชิดทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้มันทำให้ผมลืมหายใจไปชั่วขณะแต่เมื่อรู้สึกตัวก็รีบหายใจเอาอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่แล้วรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นผมก็รีบผลักคนตรงหน้าออกห่างแล้วรีบลงจากรถ
“ยู”
เสียงเรียกดังตามหลังมาแต่ไม่ได้ทำให้ผมหันกลับไปกลับกันผมกลับรีบเดินให้เร็วขึ้นแรงดึงที่แขนมันทำให้ผมหยุดได้แต่ไม่ได้ทำให้ผมหันกลับไปมองหน้าผมจะไม่พลาดอีกแล้วผมจะไม่หลงละเมอไปกับมันอีกเด็ดขาดผมจะต้องอยู่ให้ห่างจากมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะยิ่งอยู่ใกล้ ได้ยินเสียง ได้กลิ่นน้ำหอม ถูกมันสัมผัส มันจะตายซะให้ได้จริงๆ
“ยู”
“พอสักทีได้ไหม!”
ผมตะโกนออกไปเสียงดังจนคนตรงหน้าชะงักแล้วหอบหายใจแรงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองทำเพียงยื่นมือไปแกะแขนตัวเองที่ถูกจับไว้
“ขอร้องหยุดทำแบบนี้กับกูสักที”
ผมพูดเสียงอ่อนอย่างขอความเห็นใจจนต่างคนต่างเงียบอยู่นานและเป็นคนตรงหน้าที่เป็นฝ่ายพูดทำลายความเงียบ
“กูทำอะไร”
ผมเงยหน้าขึ้นไปเผชิญกับคนตรงหน้าแล้วพูดออกไปทุกอย่างที่ผมกำลังรู้สึกและกำลังเผชิญผมแบกมันไว้คนเดียวไม่ไหวแล้ว
“กูไม่อยากไปกับมึงกูไม่อยากอยู่ใกล้ไม่อยากเจอไม่อยากเห็นหน้ามึงเข้าใจไหม”
ผมพูดความรู้สึกทั้งหมดออกไปอย่างอดกลั้นแต่เมื่อตกอยู่ในความเงียบผมกลับรู้ว่าสิ่งที่พูดไปเมื่อกี้ผมไม่ควรพูดมันเลยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
“ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้นกับกูละ”
คำถามทำเอาผมนิ่งทำอะไรไม่ถูก
“ตอบได้ไหมถ้าตอบได้กูจะยอมปล่อยมึงไป”
ผมได้แต่ยืนจิกมือตัวเองสบตากับคนตรงหน้าด้วยแววตาสั่นไหว
“ถ้าไม่ได้ก็ไปหาคำตอบกับกู”
พูดจบผมก็ถูกจับมือลากให้เดินตามกลับไปที่รถทั้งที่ผมสามารถแกะมือที่กำลังถูกลากแล้วปฏิเสธได้แต่ผมกลับไม่ทำปล่อยให้ถูกลากกลับไปขึ้นรถอีกครั้งอย่างง่ายดายและในตอนนี้ผมก็ได้รู้ว่า

ผมไม่สามารถหักห้ามตัวเองที่จะไม่ให้เผลอใจไปกับคนๆนี้ได้เลย

ตลอดทางที่รถแล่นไปไม่มีแม้แต่บทสนทนาเดียวที่หลุดออกไปจากปากผมและคนข้างๆขับออกมานานพอสมควรจนฟ้าเริ่มมืดและในที่สุดรถก็เลี้ยวเข้าไปในคอนโดหรูใจกลางเมืองแล้วขับต่อลงไปในชั้นใต้ดินของคอนโดก่อนที่รถจะถูกดับเครื่องลงไม่รู้ว่าคนขับข้างๆมาเปิดประตูฝั่งที่ผมนั่งตั้งแต่เมื่อไรรู้ตัวอีกทีเข็มขัดที่คาดอยู่บนตัวก็ถูกคนขับเอื้อมตัวมาถอดให้แล้วผมก็ถูกลากให้ลงจากรถแล้วตรงไปที่ลิฟต์ในชั้นใต้ดินลิฟต์เปิดลงที่ชั้นสิบเก้านั้นทำเอาผมตกใจที่ขึ้นมาสูงขนาดนี้ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ขึ้นตึกอะไรที่สูงเท่านี้มาก่อนยิ่งเป็นคอนโดด้วยแล้วยิ่งแล้วใหญ่สูงขนาดนี้ต้องมีเงินขนาดไหนถึงจะมาอยู่ได้กันคีย์การ์ดถูกแนบลงกับประตูก่อนที่เสียงปลดล็อกจะดังขึ้นและผมก็ถูกลากเข้าไปในห้องนั้นก่อนที่ประตูสุดหรูจะปิดลงเสียงล็อกของมันทำเอาผมต้องหันไปมองด้วยความกังวลที่กำลังก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงล็อกของมันทำให้ผมรู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในที่ๆไม่ควรอยู่แต่ก็สายไปซะแล้ว
“กลัวหรอ”
เสียงจากทางด้านหลังทำให้ผมสะดุ้งนิดๆจนต้องหันไปมองเมื่อเห็นสายตาที่มองมาของเจ้าของห้องยิ่งทำเอาใจผมเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมา
“ถ้ากลัวกูก็จะไม่ล็อก”
กลิ่นน้ำหอมที่ลอยมาเตะจมูกเมื่อเจ้าของมันเอื้อมตัวผ่านผมที่ยืนบังประตูอยู่ไปกดปลดล็อกประตูห้องทำเอาผมต้องจิกกางเกงตัวเองแน่นอย่างเผลอตัวกลิ่นน้ำหอมจางไปกับเจ้าของที่เดินจากไปแล้วแต่ผมยังคงยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูไม่ขยับอยู่ครู่หนึ่งเมื่อได้สติแล้วถึงก้าวตามเจ้าของห้องไปห้องแสนหรูเหมือนในหนังที่เคยดูทำเอาผมอึ้งแต่ทั้งห้องกลับเต็มไปด้วยสีเทาและสีดำจนทำให้รู้สึกหดหู่ที่จะอยู่ต้องอยู่คนเดียวในห้องที่แสนกว้างใหญ่ขนาดนี้ต้องเหงาและกลัวขนาดไหนนะมองไปทางไหนของห้องก็เจอเข้ากับหุ่นยนต์จากหนังดังหลายเรื่องที่มีขนาดแทบจะเท่าคนตั้งอยู่แทบจะทุกมุมของห้องไม่บอกก็รู้ว่าเจ้าของห้องคงจะมีความชอบเกี่ยวกับพวกนี้ขนาดไหนความเย็นที่แก้มทำให้ความคิดหายไปในทันทีผมยกมือขึ้นมาจับกระป๋องเบียร์ที่แนบอยู่ที่แก้มจากมือคนที่แนบมันลงกับแก้มผมมาถือไว้เองผมก้มมองกระป๋องเบียร์ในมือแล้วหันไปมองคนที่นั่งเหยียดขาข้างหนึ่งกับพื้นหลังพิงโซฟาแล้วมองไปด้านหน้าที่เป็นกระจกใสให้มองเห็นวิวและแสงสีของเมืองกรุงในยามค่ำคืนก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างๆคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วมองไปด้านหน้าเหมือนกับคนข้างๆยิ่งในห้องไม่เปิดไฟยิ่งเห็นแสงสว่างจากด้านนอกที่ส่องเข้ามาได้ชัดขึ้นเสียงเปิดกระป๋องทำให้ผมต้องละสายตาจากแสงไฟด้านนอกหันไปมองคนข้างๆที่กำลังกระดกเบียร์จากกระป๋องลงคออึกใหญ่ก่อนจะยกมันลง
“กูชอบนั่งกินเบียร์ตรงนี้เพราะมันทำให้กูรู้สึกเหมือนได้อยู่ที่สะพานพุทธที่ๆกูอยู่แล้วสบายใจที่สุด”
ผมมองคนพูดค้างอยู่อย่างนั้นอย่างเผลอตัวจนเจ้าตัวหันมาทำให้เราได้สบตากันแล้วเราก็จ้องตากันอยู่อย่างนั้นอย่างไม่มีใครพูดอะไร
“สหภาพ”
แต่อยู่ดีๆผมก็เรียกชื่อที่วนเวียนหลอกหลอนผมมาตลอดเวลาที่ได้รู้จักออกไปทำให้เจ้าของชื่อมองผมด้วยความสงสัย
“กูเกลียดมึงมากมึงรู้ตัวไหม ”
คำพูดของผมทำเอาสีหน้าสงสัยในตอนแรกของคนตรงหน้าเปลี่ยนมาเป็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดแทน
“กูเกลียดน้ำหอมที่ลอยออกมาจากตัวมึง กูเกลียดเสียงมึงที่ติดอยู่ที่หูกูตลอดเวลา กูเกลียดความรู้สึกเวลามึงสัมผัสตัวกู กูเกลียดๆมันทุกอย่าง”
ผมกับคนตรงหน้าสบตากันในความมืดทันทีที่ผมพูดจบและมันนานเหมือนว่าเราสามารถนั่งมองหน้ากันอยู่อย่างนั้นได้ตลอดไปอย่างไม่มีวันเบื่อ
“ถ้าเกลียดกูขนาดนั้นจะทำยังไงกับกูดีละ”
คนข้างๆพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบและเบาหวิวจ้องตากับผมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองข้างหน้าแล้วยกเบียร์ขึ้นกระดกและก่อนที่กระป๋องเบียร์จะถูกยกแนบปากอีกครั้งผมยื่นมือไปจับมันไว้จนเจ้าของมันหันมามอง
“อยู่กับกูอย่ากินมันได้ไหม”
เสียงวอนขอจากผมถูกส่งออกไปแต่ก็ได้แค่ไม่นานก่อนที่กระป๋องเบียร์ที่ถูกผมจับไว้จะถูกรั้งกลับไปคืน
“มันเป็นตัวกูมึงเปลี่ยนมันไม่ได้หรอก”
มันถูกแย่งไปไว้ในมือเจ้าของเดิมแล้วถูกยกขึ้นจ่อปากผมยื่นมือไปรั้งมันไว้อีกครั้งและครั้งนี้เจ้าของมันก็ยังคงมองมาที่ผมอีกเช่นเคยแต่มันจะไม่มีทางถูกแย่งกลับไปเหมือนครั้งที่แล้วเด็ดขาดเพราะผมวางกระป๋องเบียร์ของตัวเองที่ถือไว้ในมือข้างหนึ่งลงแล้วดันตัวขึ้นเข้าไปแทรกหว่างขาของคนตรงหน้าที่เหยียดไปข้างหน้าข้างหนึ่งและชันไว้ข้างหนึ่งจนเจ้าของมันต้องเหยียดมันลงทั้งสองข้างในที่สุดและมองมาที่ผมด้วยสีหน้าตกใจว่าผมกำลังจะทำอะไร
“ถึงกูจะเปลี่ยนมันไม่ได้...แต่วันนี้มึงต้องเลือกกูไม่ใช่มัน”
พูดจบผมก็บังคับมือคนตรงหน้าที่จับกระป๋องเบียร์ค้างไว้กับมือผมอยู่วางมันลงกับพื้นทั้งที่สายตายังไม่ละจากกันคนตรงหน้ามองตามการกระทำของผมด้วยสีหน้าอึ้งๆผมโน้มตัวเข้าไปใกล้เรื่อยๆและทุกระยะห่างที่เข้าไปสายตาจากคนตรงหน้าก็มองตามมันตลอดจนไม่สามารถมองตามได้อีกเมื่อผมเข้าไปใกล้สุดและแนบปากของตัวเองลงไปบนปากของคนตรงหน้ามือที่จับกระป๋องเบียร์อยู่บีบมันทั้งที่มีมือผมกุมไว้ด้วยจนของเหลวในนั้นทะลักออกมาด้านนอกทำให้รับรู้ถึงความเย็นของมันผมละปากออกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหน้าคนตรงหน้าในความมืดความขมของเบียร์ที่ติดมาที่ปากทำให้ผมต้องเม้มปากตัวเองคนตรงหน้ายังคงนิ่งมองผมอยู่อย่างนั้นและเมื่อผมละสายตาจากตาไปที่ปากก็เหมือนถูกมนต์สะกดให้โน้มหน้าเข้าไปใกล้และแนบปากตัวเองลงไปบนปากนั้นอีกครั้งและครั้งนี้ผมทำมันมากกว่าครั้งที่แล้วผมอ้าปากแล้วงับลงไปที่ปากล่างของคนตรงหน้าและดึงกลีบปากนั้นออกด้วยปากของผมๆขยับขึ้นไปนั่งบนตัวคนตรงหน้าพร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างไปกุมหน้าเจ้าของปากแสนขมนั้นไว้ก่อนจะจูบลงไปเน้นๆและเนิ่นนานคนตรงหน้าเอียงคอรับจูบจากผมพร้อมกับยกมือขึ้นมารวบเอวผมไว้แล้วดึงตัวผมเข้าไปแนบตัว
“กูเป็นของมึง”
น้ำเสียงแหบพร่าถูกส่งมาในระยะประชิดลมร้อนๆที่ตกมากระทบที่ปากกลิ่นของแอลกอฮอล์ที่กระทบไปที่จมูกมันทำให้ใจของผมเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาผมหายใจแทบจะไม่ทันคนพูดจะรู้ไหมว่าคำพูดสั้นๆแค่นี้มันสามารถทำให้ผมตายได้เลยผมรู้ว่าคนตรงหน้าจูบเก่งและช่ำชองเรื่องพวกนี้ขนาดไหนจากประวัติที่สืบมาแต่เขากลับปล่อยให้ผมคุมเกมส์ปล่อยให้ผมทำอะไรก็ได้ที่อยากทำคอยเป็นผู้ตามที่ดีมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกดีจนเหมือนว่าตัวเองลอยได้เลยละผมถอนจูบออกแล้วมองหน้าที่ผมกุมไว้ในมือด้วยความรู้สึกมากมายที่กำลังถาโถมเข้ามาถอนออกจากมันได้ไม่นานผมก็ก้มลงไปครอบงำปากตรงหน้าอีกครั้งเมื่อผมบ่งบอกว่าต้องการที่จะเข้าไปเจ้าของมันก็เปิดให้ผมเข้าไปอย่างง่ายดายพอได้เข้าไปผมถึงได้รับรู้ว่าด้านในมันขมกว่าที่ได้สัมผัสจากด้านนอกขนาดไหนเมื่อลิ้นร้อนสัมผัสกันร่างกายผมก็เสียวซ่านไปทั้งตัวจนแทบจะไม่มีแรงผมหายใจติดขัดจนแทบจะหายใจไม่ทันแต่ผมมาไกลเกินกว่าที่จะกลับแล้วลิ้นของผมและคนตรงหน้ายังคงตวัดสัมผัสกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใครผมจับหน้าคนตรงหน้าให้เอียงไปตามที่ผมพาไปก่อนที่ผมจะละมือข้างหนึ่งจากหน้าไปที่ผมของเจ้าของปากแสนขมเพื่อสัมผัสผมที่อ่อนพริ้วไปตามซอกมือผมสางผมในมือไปมาด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากปล่อยออกจากมันอยู่อย่างนั้นก่อนจะละลงมาที่หูและท้ายทอยทุกอย่างที่เป็นของคนตรงหน้าทุกอย่างที่เป็นตัวเขามันทำให้ผมหลงจนโงหัวไม่ขึ้นมันทำให้ผมอยากที่จะเก็บทุกอย่างของเขาไว้สัมผัสคนเดียวผมไม่อยากให้ใครได้สัมผัสมันเลยทั้งนั้นผมถอนจูบที่เนิ่นนานออกเราต่างฝ่ายต่างหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดและสบตากันในระยะประชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆของกันและกันค้างอยู่อย่างนั้นผมยื่นมือไปจับตาคนตรงหน้าแล้วไล่ลงมาที่จมูกและมาหยุดที่ปากที่ผมได้ครอบครองมันอยู่นานเมื่อครู่และมองมันอย่างหลงใหลก่อนจะเงยหน้าไปสบตาเจ้าของพวกมัน
“กูอาจจะทำพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตแต่มันเป็นความผิดพลาดที่กูจะไม่มีวันเสียใจที่ตัดสินใจทำมัน”
“กูดีใจที่ได้เป็นความผิดพลาดที่มึงไม่เสียใจที่ทำมัน”
คนตรงหน้ายื่นมือมาเช็ดปากผมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มจนผมเผยยิ้มตอบ
“มึงพูดความรู้สึกของตัวเองมาจนหมดแล้วไม่อยากรู้หรอว่ากูรู้สึกยังไง”
ผมพยักหน้าขึ้นลงเบาๆอย่างไม่ต้องคิดพร้อมกับยกมือขึ้นมาจับมือที่กำลังจับหน้าผมอยู่
“กูก็รู้สึกไม่ต่างจากมึงเลยตลอดเวลาที่ลองห่างจากมึงไปมันทำเอากูแทบคลั่งยิ่งกว่าติดเหล้าซะอีกแล้วกูก็ห้ามมันไม่ไหวจนต้องไปหามึง”
ผมยิ้มออกมาทันทีที่ได้ยินสิ่งที่คนตรงหน้าพูดก่อนจะกุมมือที่จับหน้าผมไว้แน่นขึ้น
“มึงจะไม่หลอกกูใช่ไหมสหภาพ”
ทุกอย่างมันเหมือนฝันจนแทบจะไม่อยากเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงผมที่เป็นคนธรรมดากับเขาที่เป็นคนที่ดีพร้อมทุกอย่างโลกของผมและเขามันต่างกันราวฟ้ากับเหวเขามีทางให้ไปหลายทางกับตัวเลือกจะพร้อมจะวิ่งเข้ามาให้เลือกมากมายวันหนึ่งผมอาจจะถูกวางทิ้งไว้ที่ไหนสักที่และนั้นมันทำให้ผมกลัวว่าตัวเองจะรับไม่ไหว
“ถ้าวันหนึ่งมึงรู้ตัวตนของกูมึงจะไม่ทิ้งกูใช่ไหมยู”
มือที่จับหน้าผมพลิกมากุมมือผมที่จับมือนั้นไว้พร้อมกับสายตาสั่นไหวที่เหมือนกำลังเฝ้ารอคำตอบที่ส่งมาทำให้ผมมองสายตาคู่นั้นกลับไปแล้วบีบมือคู่นั้นแน่นก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วใช้แขนอีกข้างที่เหลือสอดเข้าไปใต้แขนของคนตรงหน้าโอบตัวเข้ามาใกล้แล้ววางคอลงบนไหล่ที่กำลังสั่นเทานั้น
“ไม่ว่ามึงจะเป็นยังไงกูก็จะไม่มีวันทิ้งมึงกูช่วยชีวิตมึงมาเองกูก็ต้องรับผิดชอบมัน”
ตัวผมเซไปตามแรงดึงเมื่อคนตรงหน้าดึงผมเข้าไปกอดแน่นจนเหมือนกลัวว่าผมจะหายไปหน้าถูกฝังลงบนไหล่ผมจนมันแทบจะหายไปในนั้นกอดถูกกระชับมากขึ้นพร้อมกับหน้าที่เปลี่ยนมาอยู่ตรงซอกคอ
“อย่าทิ้งกูนะอย่าทิ้งกูๆไม่อยากอยู่กลางคืนคนเดียว...กูกลัว”
น้ำเสียงติดสะอื้นและตัวที่สั่นเทาของคนในอ้อมกอดทำเอาผมตกใจแต่ก็เลือกที่จะไม่ถามอะไรออกไปผมกระชับกอดให้แน่นขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นตบหลังคนในอ้อมกอดเบาๆเพื่อปลอบโยน
“กูจะอยู่กับมึงจนพระอาทิตย์ขึ้นกูสัญญา”
ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่คนในอ้อมกอดกำลังแบกรับไว้มันคืออะไรแต่ผมพร้อมที่จะแบ่งเบาความทุกข์นั้นอย่างที่ผมได้พูดกับเขาไป

ในเมื่อผมเป็นคนช่วยชีวิตเขามาผมก็ต้องรับผิดชอบมัน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-06-2020 13:03:58 โดย อาบตะวัน »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ อิ๊อ๊ะชะเอิงเอย

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1
เอาอีกค่าเอาอีก :katai4: :katai4:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
หายไปนานเลยคีบ :hao5:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด