Once Love story ณ กาลครั้ง รัก ตอนที่ 10 ความหลังวันวาน (20-9-21) P.4
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Once Love story ณ กาลครั้ง รัก ตอนที่ 10 ความหลังวันวาน (20-9-21) P.4  (อ่าน 14795 ครั้ง)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
คาบเรียนที่เก้า

“พี่มีธุระอะหยังกับผม”
ไอ้น้องพละเอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสุภาพต่างจากตอนที่อยู่ในชมรมเมื่อกี้อย่างลิบลับราวกับคนละคนยังไงยังงั้น

“ก็...บ่มีอะหยังนัก แค่อยากรู้ว่าจะลาออก...จากชมรมจริงๆ เหรอ”
ผมเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงละล่ำละลักเพราะยังกลัวในท่าทีและสีหน้าของอีกฝ่ายที่แม้จะดูอารมณ์เย็นลงมากกว่าเมื่อกี้แล้วก็ตามที ไอ้น้องพละมองผมด้วยสีหน้านิ่งเรียบครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

“โดนไล่ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมาซะขนาดนั้นก็บ่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะหยังอะ”
“เฮ้ย อย่าเพิ่งน้อยใจไปเลย ไอ้เต้ยมันเพิ่งขึ้นเป็นหัวหน้าชมรมได้บ่นาน มันเลยยังทำตัวบ่ถูกน่ะ ถึงแม้เดิมทีมันจะค่อนข้างเป็นคนใจร้อนอยู่แล้วก็ตามทีเถอะ ยังไงพี่ก็ขอโทษแทนเพื่อนพี่ด้วยนะ อย่าเพิ่งลาออกจากชมรมเลย”
ผมพยายามจะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจเมื่อได้ยินถ้อยคำตัดพ้อนั้น

“พี่ขอโทษแทนเพื่อนพี่ แล้วเพื่อนพี่ล่ะเขารู้สึกสำนึกผิดด้วยรึเปล่า”
นั่น มีย้อนใส่กูอีกแต่ที่มันพูดก็มีส่วนถูกของมันจริงๆ นั่นล่ะ

“ผมยอมรับนะ ว่าผมก็ผิดที่อยู่ๆ ก็หายจากการซ้อมไปหลายวันโดยบ่บอกบ่กล่าวพวกพี่ๆ แต่ที่ผมรับบ่ได้คือการที่พี่เขาด่าลามไปถึงตี๋เอ๋อนี่ล่ะ”
ไอ้น้องพละตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สีหน้าจริงจังที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำนั้นก็ยิ่งทำให้ผมเกิดความสงสัยอะไรขึ้นมาบางอย่างไม่สิ ต้องเรียกว่าหลายอย่างเลยล่ะ

“เอ่อ พี่ขอถามอะหยังหน่อยได้มั้ย”
ผมถามด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ไอ้น้องพลหันมามองผมพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“จะถามอะหยังก็ถามมาครับ”
“หน้าไปโดนอะหยังมาน่ะ ถึงมีแต่รอยฟกช้ำซะขนาดนั่น”

“มีเรื่องกับคนแถวบ้านน่ะ ไอ้พวกเหี้ยนั่นชอบมาแกล้งตี๋เอ๋อ ผมก็เลยจัดพวกแม่งให้สำนึก”
ไอ้น้องพละตอบกลับมาพลางยกมือมาแตะๆ รอยช้ำที่มุมปาก
“อย่าบอกนะว่าที่หายไปหลายวันเพราะเรื่องนี้”
อีกฝ่ายกลั้วหัวเราะทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น ซึ่งผมก็อนุมานเอาเองว่าน่าจะเป็นความจริงตามที่ผมถาม

“งั้นขอถามอีกข้อได้มั้ย”
“พี่ก็ถามมาดิ”
“สัญญาก่อนได้ป่ะ ว่าถ้าถามแล้วจะบ่โกรธ”
ผมถามย้ำเพื่อความมั่นใจในสวัสดิภาพความปลอดภัยของตัวเอง ไอ้น้องพลพยักพเยิดหน้าเป็นคำตอบกลับมาแบบเสียไม่ได้

“เอ่อ ที่เราบอกว่าเป็นฝาแฝดกับตี๋เอ๋อน่ะ เป็นความจริงเหรอ”
ไอ้น้องพละนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้นก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอพร้อมกับยิ้มมุมปากด้วยสีหน้ากวน ๆ เล็กน้อย

“ถ้าผมบอกว่าเป็นความจริง พี่จะเชื่อหรือเปล่าล่ะ”
ผมรีบส่ายหัวกลับไปเป็นคำตอบทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เพราะด้วยรูปร่างหน้าตาทั้งของไอ้น้องพละกับตี๋เอ๋อนั้นไม่ได้มีความใกล้เคียงกันเลยแม้แต่น้อย ซึ่งตอนแรกผมก็คิดว่าอาจจะเป็นแฝดคนละฝากัน แต่พอดูในใบสมัครเมื่อกี้ก็พบว่าวันเกิดของทั้งสองนั้นห่างกันเกือบๆ สองอาทิตย์ ซึ่งต่อให้เป็นแฝดกันยังไงก็ไม่น่าจะเกิดห่างกันได้นานขนาดนั้น ผมเลยคิดว่าไม่น่าจะใช่แฝดกันแล้วล่ะ ไอ้น้องพละเองเมื่อเห็นท่าทีนั้นของผมก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง

“จริง ๆ ผมกับตี๋เอ๋อก็บ่ใช่แฝดกันจริง ๆ หรอก”
นั่นไง กูว่าแล้วมั้ยล่ะ

“ผมกับตี๋เอ๋อก็ต่างก็มีพ่อคนเดียวกัน”
ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรนี่หว่า พี่น้องก็ต้องมีพ่อเดียวกันอยู่แล้วนี่

“แต่คนละแม่น่ะครับ”

หือ ???

“เดี๋ยวนะ คนละแม่นี่คือ...”
“ก็คนละแม่ ก็ความหมายก็ตามนั้นนั่นล่ะ จะมีอะหยังให้ต้องสงสัยอีกเนี่ย”
ไอ้น้องพละย้ำคำพูดของตัวเองอีกรอบก่อนจะหยิบบุหรี่จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาจุดเพื่อสูบ
จะว่าไป ก็คงจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ตามที่เจ้าตัวว่าล่ะมั้ง เพราะการที่เกิดห่างกันเพียงแค่สองอาทิตย์ถึงแม้จะนานเกินไปสำหรับการเป็นแฝดแต่ดูยังไงก็ไม่มีทางจะเกิดจากแม่เดียวกันได้แน่ ๆ

เพียงแต่มันก็ยังรู้สึกมีอะไรบางอย่างติดค้างชวนสงสัยอยู่อีกพอสมควร แต่หากดูจากรูปการแล้ว ขืนผมยังถามไปมากกว่านี้คงได้มีรอยฟกช้ำปรากฏอยู่บนใบหน้าของผมเฉกเช่นเดียวกับไอ้น้องพละก็เป็นได้แฮะ

TRRRRRRR

เสียงโทรศัพท์มือถือของไอ้น้องพลดังขึ้น เจ้าตัวหยิบมันขึ้นมาดูก่อนจะรีบรับสายอย่างรวดเร็วซึ่งก็สร้างความสงสัยให้ผมอยู่ไม่น้อยว่าใครเป็นโทรมา ไอ้น้องพละถึงได้รีบรับสายเสียขนาดนั้นซึ่งต่างจากตอนที่ผมโทรหาอย่างเห็นได้ชัด
“เออ ว่าไงมึง ไอ้ตี๋เอ๋อ มีหยังวะ”
โอเค กูได้คำตอบละ

“อืม ๆ บอกแม่ใหญ่ด้วยว่ากูกำลังจะกลับ อะหยังนะ อยากกินน้ำเต้าหู้ เออ ๆ เจ้าประจำใช่ปะ เออ เดี๋ยวกูซื้อเข้าไปให้ เออ รักมึง แค่นี้นะ”
ไอ้น้องพละวางสายทันทีที่คุยเสร็จก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผมที่กำลังทำสีหน้าตกใจในสิ่งที่ได้ยินอยู่

“เป็นเหี้ยอะหยังของพี่น่ะ ถึงทำหน้าอย่างนั้นเนี่ย”
เอ้า โดนด่าเฉยเลยกู

“เอ่อ แค่ตกใจน่ะ แบบ...มีบอกรักกันด้วย”
ผมเอ่ยกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ไอ้น้องพละเองเมื่อเห็นท่าทางนั้นของผมก็ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง

“แปลกตรงไหน ก็พี่น้องบอกรักกัน ก็เป็นปกติธรรมดาปะพี่ พี่บ่เคยทำเหรอ”

“บ่เคยอะ พอดีพี่เป็นลูกคนเดียวน่ะ”
ผมตอบพร้อมส่ายหัวกลับไปในขณะที่อีกฝ่ายได้แต่ยิ้มหึเบา ๆ เมื่อเห็นท่าทีนั้นของผม ก็อย่างที่ว่านั่นล่ะ อาจจะเพราะผมเป็นลูกคนเดียวด้วยล่ะมั้ง ก็เลยอาจจะรู้สึกแปลกใจก็เป็นได้ แต่จะว่ายังไงดี บรรยากาศเมื่อครู่มันชวนให้จินตนาการยังไงก็ไม่รู้แฮะ แต่ไม่พูดออกไปดีกว่า กลัวโดนต่อย ฮ่าฮ่าฮ่า

“ว่าแต่พี่เถอะ พี่กับพี่แบงค์เป็นแฟนกันเหรอ”
อึก! โดนถามจี้จุดกลับมาจนได้

“ดูออกด้วยเหรอ”
ผมถามกลับไปด้วยสีหน้าสงสัย ไอ้น้องพละเองเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้นก็หัวเราะเบาๆ พร้อมกับยิ้มที่มุมปากอีกรอบ

“ดูบ่ะออกก็บ้าแล้วพี่ ถึงพวกพี่จะบ่ะได้เปิดเผยขนาดนั้น แต่เวลาพี่สองคนอยู่ใกล้กัน บรรยากาศแม่งโคตรฟุ้งเลยว่ะ”
“ฟุ้ง? ฟุ้งยังไงวะ”
ผมขมวดคิ้วสงสัยในคำพูดนั้นของอีกฝ่าย

“ฟุ้ง ๆ ก็ฟุ้ง ๆ ไง แบบฟุ้ง ๆ อ่ะบ่รู้จักเหรอพี่”
อะไรของมึงเนี่ยไอ้สัส นอกจากจะไม่อธิบายเหี้ยอะไรเพิ่มแล้ว ยังพากูงงหนักขึ้นไปมากกว่าเดิมอีก แต่เอาเถอะ ขี้เกียจจะถามต่อแล้ว

“แล้วยังไง รังเกียจพวกพี่เหรอ”
ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความหวั่นเล็กน้อย จะว่ายังไงดีล่ะครับ คือที่ผ่านมาตั้งแต่ผมกับแบงค์ตกลงเป็นแฟนกัน คนในชมรมเองก็รู้ เวลาไปไหนมาไหนก็ทำตัวตามปกติ คือก็ไม่ได้ปิดบังอะไรหรอกนะ (ยกเว้นกับแม่) เพียงแต่บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคนอื่นจะคิดหรือมองยังไงกับเรื่องแบบนี้

ไอ้น้องพละเองเมื่อเห็นสีหน้าหวั่นๆ นั้นของผมก็เลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อยก่อนจะดูดบุหรี่ในมือที่กำลังจะหมดมวน
“รังเกียจงั้นเหรอ โอยพี่ นี่มันยุคไหน เรื่องแบบนี้ปกติกันแล้ว มีแต่พวกหัวโบราณเท่านั้นล่ะที่ยังรังเกียจเรื่องแบบนี้อีกอย่างคนที่กล้าจะเป็นตัวของตัวเอง ผมว่าเจ๋งดีออก”
อีกฝ่ายเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มที่ดูกวนๆ แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าเจ้าตัวคิดเช่นนั้นจริงๆ

“แล้วสรุปเรื่องชมรมล่ะ ว่ายังไง”
ผมวกกลับมายังประเด็นเดิมหลังจากที่พากันออกทะเลไปอยู่พักใหญ่ ไอ้น้องพละขมวดคิ้วเม้มปากอยู่ครู่หนึ่งเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้น ก่อนจะทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบเพื่อให้มันดับ

“ผมว่าผมคงบ่เหมาะกับชมรมของพวกพี่หรอก ขืนผมยังอยู่ต่อ พาลแต่จะทำให้ชมรมของพี่วุ่นวายเปล่าๆ ยังไงผมก็ขอโทษพวกพี่ด้วยละกันนะ อ้อ แต่ยกเว้นไอ้เหี้ยนั่นนะ”
พูดจบ เจ้าตัวก็หยิบกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะก้าวขาขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซต์

“แต่...”
“บ่ตงบ่แต่แล้ว ขืนพี่ยังพูดมากกว่านี้ผมต่อยปากแตกจริงๆ ด้วยเอ้า”
ผมรีบเอามือขึ้นปิดปากตัวเองทันทีที่ได้ยินเสียงขู่ด้วยสีหน้าจริงจังนั่น
แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้นล่ะ เพราะอยู่ ๆ ไอ้น้องพลก็รีบปล่อยหัวเราะก๊ากออกมาทันที

“หัวเราะอะหยังน่ะ”
ผมขมวดถามด้วยความสงสัย

“เชื่อคนง่ายนะเนี่ย พี่แม่งจี้ดีว่ะ มิน่าล่ะว่าอะหยังพี่แบงค์ถึงชอบพี่ พอๆ ไปละๆ เสียเวลา ผมต้องรีบกลับแล้ว ยังไงก็ฝากขอโทษคนอื่น ๆ ยกเว้นไอ้เหี้ยนั่นด้วยละกันนะ บาย”
พูดจบ เจ้าตัวก็รีบสตาร์ทรถแล้วขี่ออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พูดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

“อะหยังของมันวะเนี่ย”
ผมบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางเกาหัวตัวเองไปด้วยก่อนจะก้มลงมองก้นบุหรี่ที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้ ผมค่อย ๆ ก้มตัวลงไปหยิบก้นบุหรี่นั้นแล้วเอาไปทิ้งยังถังขยะที่ตั้งห่างออกไปไม่ไกลนัก แล้วจึงหันหลังเพื่อเดินกลับไปยังชมรมด้วยความเหนื่อยใจ

“หายไปไหนมาครับ”
เสียงเอ่ยถามด้วยความสงสัยของแบงค์พูดขึ้นในขณะที่เจ้าตัวกำลังนั่งรอผมอยู่ที่หน้าห้องชมรม

“นิดหน่อยน่ะ ว่าแต่แล้วคนอื่นล่ะ กลับกันไปหมดแล้วเหรอ”
ผมตอบปัดพลางถามกลับไปเมื่อเห็นประตูห้องชมรมถูกล็อกเอาไว้ แบงค์พยักหน้ากลับมาเป็นคำตอบพร้อมกับส่งกระเป๋าสะพายของผมมาให้ก่อนที่จะลุกตัวขึ้นยืนเมื่อผมรับมันมา

“ไปหาอะไรกินกันก่อนกลับบ้านดีมั้ยครับ”
แบงค์เอ่ยถามพลางยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าที่แสดงออกถึงความไม่สบายใจอย่างชัดเจนของผม ผมพยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบด้วยความคิดที่ว่าถึงจะมีปัญหาใหญ่โตยังไงแค่ไหน แต่เรื่องปากท้องยังไงก็ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ อยู่ดี

“แล้วสรุปเมื่อกี้หายไปไหนมาน่ะครับ”
แบงค์เอ่ยถามคำถามนั้นอีกรอบหลังจากที่เราทั้งสองสั่งอาหารไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ออกมา

“ออกไปตามหาพละเขาน่ะ”
“นั่นไง ว่าแล้ว แล้วเจอตัวมั้ยครับ”
“เจอ แต่...ยังไงเจ้าตัวก็บ่ยอมกลับมาน่ะ”
ผมถอนหายใจอีกรอบ แบงค์เองเมื่อเห็นสีหน้านั้นของผมก็ยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ อีกรอบ

“เอาน่า เรื่องมันเพิ่งจะเกิดไป น้องเขาอาจจะยังโกรธอยู่ก็ได้ครับ ให้เวลาน้องเขาหน่อยก็น่าจะดีกว่านะครับ”
เมื่อได้ยินแบงค์เอ่ยเช่นนั้น ผมก็ได้แต่พยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบพลางใช้หลอดในมือกวนน้ำในแก้วไปเรื่อย ๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง
“อย่าทำสีหน้าจ๋อยแบบนั้นสิครับ ยิ้ม ๆ หน่อย”

แบงค์พยายามพูดเพื่อให้ผมรู้สึกดี ผมเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของคนในแว่นหนานั้นที่กำลังฉีกยิ้มให้กับผม ซึ่งมันก็พอที่จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาอยู่พอสมควร

“ไปดูหนังกันป่ะ”
ผมเอ่ยถามอีกฝ่ายที่กำลังรับจานอาหารที่ถูกนำมาเสิร์ฟ แบงค์หันมามองหน้าผมพร้อมส่งข้าวผัดปูซึ่งเป็นเมนูที่ผมสั่งมาทางผม

“ก็ดีครับ นาน ๆ ทีไปพักสมองกันบ้าง”
แบงค์ตอบรับกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอื้อมไปหยิบช้อนจากในกล่องใส่ที่ตั้งอยู่ตรงโต๊ะข้างๆ
ถึงจะบอกว่านานๆ ทีก็ตามเถอะ แต่เอาเข้าจริง หลังๆ มานี้ผมกับแบงค์ก็ไปดูหนังในโรงหนังบ่อยอยู่พอสมควร แทบจะทุกอาทิตย์เลยก็ว่าได้ ไอ้ตัวผมน่ะไม่เท่าไหร่ เพราะปกติเป็นคนดูหนังในโรงบ่อยอยู่แล้ว แต่แบงค์นี่สิ เพิ่งจะมาดูหนังในโรงหนังก็ตอนที่รู้จักกับผมนี่ล่ะ เจ้าตัวบอกว่าปกติดูแต่ในโทรทัศน์เสียมากกว่า ซึ่งก็ทำเอาผมรู้สึกประหลาดใจอยู่เหมือนกันว่า คนที่ไม่เคยเข้าโรงหนังแบบแบงค์ก็มีด้วยเหรอ
“รีบกินกันเถอะครับ เดี๋ยวจะเย็นไปมากกว่านี้”
แบงค์เอ่ยบอกกับผมพร้อมยื่นช้อนมาให้ ผมรับมันมาก่อนจะยิ้มกลับไปให้อีกฝั่ง
ถึงแม้จะรู้สึกค้างคาใจอยู่ก็ตามที แต่หากยังทำอะไรไม่ได้ ก็คงต้องปล่อยวางไปก่อนจริงๆ น่ะล่ะกับปัญหาชมรมในตอนนี้

“พี่นันท์ เดี๋ยวเลิกงานเราไปหาอะไรกินที่ร้านข้าวควายกันมั้ย”
เสียงของซันด๋อยเอ่ยถามขึ้นในขณะที่กำลังย้ายแผงหนังสือที่ตั้งอยู่หน้าร้านกลับเข้ามา
“ก็เอาดิ กำลังหิวๆ อยู่พอดีเลย ว่าแต่ถามหน่อย ใครมันเป็นคนตั้งชื่อร้านข้าวร้านนั้นว่า ‘ข้าวควาย’ วะ”
ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยในชื่อร้านข้าวร้านประจำของพวกผมซันด๋อยนิ่งเงียบพร้อมขมวดคิ้วเบ้ปากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมาส่ายหัวกลับมาเป็นคำตอบ
“เออ ว่าแต่พรุงนี้ซันด๋อยเข้ากะเช้าใช่ป่ะ”
ผมเอ่ยถามในขณะที่สายตายังคงจับจ้องอยู่กับคอมพ์ฯ ที่หน้าเคาน์เตอร์
“แม่นแล้ว ก็เข้าพร้อมกับพี่นั่นล่ะ ทำไมเหรอ”
“ก็กำลังคิดว่าอาจจะมาช้าหน่อยน่ะ”
“ทำไมล่ะ”
“ก็พี่ชาติอ่ะดิ แกให้พี่ลองทำรีพอร์ตเรื่องสินค้าหายเดือนนี้ดูน่ะ คืนนี้ก็เลยว่าอาจจะต้องลุยงานจนดึกนิดนึง”
“อ้าว แล้วอ่ะหยังพี่เขาบ่ะทำเองล่ะ หน้าที่เขาบ่ะใช่เหรอ”
ซันด๋อยเอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางดึงประตูเหล็กหน้าร้านลงมาครึ่งนึง
“มันก็แม่นแต่ทำไงได้ ในเมื่อพี่เขาสั่งมาก็ต้องทำ คิดในอีกแง่ ก็เพื่อจะฝึกและดันพี่ขึ้นเป็นผู้จัดการร้านยังไงล่ะ”
ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มองโลกในแง่ดีจังนะพี่”
ทั้งผมและซันด๋อยต่างหัวเราะ หึ เบา ๆ ในลำคอเป็นการจบบทสนทนาไปอย่างเงียบๆ

“งั้นเดี๋ยวต่างคนต่างไปเจอที่ร้านข้าวเลยละกันนะพี่”
ผมพยักหน้าตอบตกลงให้กับคำพูดนั้นของซันด๋อย เนื่องจากเราต่างก็จอดรถกันคนละที่ อีกฝ่ายเองเมื่อเห็นผมตกลงเช่นนั้นก็ดึงประตูเหล็กลงจนสุดพร้อมกับล็อกกุญแจ
ในจังหวะนั้นเอง
“สุมาเต๊อะครับ ร้านปิดแล้วเหรอครับ”
“ปิดแล้วครับ ขอโทษด้วย ยังไงรบกวนลูกค้ามาอีกทีวันพรุ่งนี้นะครั.....อ้าว”
ผมต้องร้องอุทานด้วยความประหลาดใจทันทีเมื่อหันไปยังเจ้าของเสียงคำถามเมื่อครู่
“บ่ได้เจอกันนาน สบายดีมั้ยครับ พี่นันท์”
“ไอ้น้องไนท์”
ผมเอ่ยชื่อนั้นเบา ๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอ่ยทักทายผมด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร ในขณะที่ซันด๋อยซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ผมนั้นได้แต่ยืนนิ่งตาค้างด้วยความตกใจกับบุคคลที่เห็นตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ

จบคาบเรียนที่เก้า

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
คาบเรียนที่ห้า
 
“โห ห้องน่าอยู่มากเลยนะครับเนี่ย”
ไอ้น้องไนท์เอ่ยชมทันที่เจ้าตัวเดินตามผมเข้ามายังห้องของผม ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าชมด้วยความจริงใจ หรือชมด้วยความประชดกันแน่ เพราะในความเป็นจริงแล้วห้องของผม ณ ตอนนี้จัดได้ว่าค่อนข้างรกพอสมควร

“แล้วนี่ปิ๊กมาเจียงใหม่ บ่มีใครว่าเหรอไงน่ะ เห็นช่วงนี้งานเยอะบ่ใช่เหรอ”
ผมเอ่ยถามพร้อมใช้เท้าเขี่ย ๆ กองสัมภารก (อ่านไม่ผิดครับสัมภารก ไม่ใช่สัมภาระ) แล้วเดินเข้าไปด้านใน

“อ้าว นี่พี่บ่รู้เหรอ ว่าวงพวกผมตอนนี้มีงานที่เจียงใหม่เนี่ย”
ผมหันไปเลิกคิ้วสูงใส่ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น

“อ้าว แล้วถ้าอย่างนั้นคนอื่นในวงล่ะ ไปไหนกันหมด ?”
ผมถามกลับไปด้วยความสงสัย แต่สิ่งที่ได้กลับมาเพียงความเงียบและรอยยิ้มที่มุมปากก่อนที่จะกวาดสายตาไปรอบห้อง ซึ่งก็ทำเอาผมรู้สึกอับอายขึ้นมาพอสมควร

“นี่พี่นันท์ยังลืมพี่แบงค์เขาไม่ได้อีกเหรอ”
ไอ้น้องไนท์เอ่ยถามพลางเดินไปยังชั้นหนังสือพร้อมหยิบสมุดไดอารี่ขึ้นมาดู แต่ไม่ได้เปิดดูแต่อย่างใด คงเพราะรู้ตัวดีว่าหากทำเช่นนั้นคงไม่แคล้วโดนผมด่าเอาแน่ ๆ

ผมถอนหายใจเบา ๆ ทีหนึ่งก่อนจะก้มตัวลงไปหยิบข้าวของบนพื้นขึ้นมาจัดให้เข้าที่เข้าทางแล้วจึงมองออกไปมองวิวทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่างครู่หนึ่ง

“ไม่มีหรอกเรื่องลืมน่ะ จะมีก็แต่ลืมช้า หรือลืมเร็วแค่นั้นน่ะล่ะ”
“เป็นนางเอกจากเรื่องความจำสั้น แต่รักฉันยาวเหรอพี่ ฮ่าฮ่าฮ่า”
ไอ้น้องไนท์หัวเราะลั่นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นก่อนจะวางสมุดไดอารี่วางคืนบนชั้น ทำเอาผมถึงกับต้องเขม่นคิ้วใส่เล็กน้อยเพราะโดนรู้ทัน

“นี่มันก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วแท้ ๆ นะ ผมว่าพี่นันท์ควรจะเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนได้แล้วมั้ง”
“ไอ้ห่า วัน ๆ ทำแต่งาน จะเอาเวลาไหนไปหาแฟนกันวะ”
ผมบ่นอุบอิบเบา ๆ กับตัวเองโดยที่มือยังคงเก็บกวาดข้าวของไปด้วย ไอ้น้องไนท์เองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เดินเข้ามาช่วย ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากเสื้อผ้าของอีกฝ่าย

“ก็มีอยู่คนนึงแถว ๆ นี้แท้ ๆ แต่พี่ก็ชอบมองข้ามมาตลอดเลยนะ”
ผมชำเลืองตาขึ้นมองอีกฝ่ายที่ตอนนี้กำลังจ้องมองผมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ซึ่งหากจะพิจารณาด้วยความเป็นแล้วนั้นก็ต้องยอมรับกันตรง ๆ เลยล่ะครับว่าไอ้น้องไนท์ ณ ตอนนี้นั้นหน้าตาผิวพรรณดีกว่าเมื่อสมัยยังเป็นเด็กมัธยมมากนัก และยิ่งด้วยสายตาที่ดูกะลิ้มกะเหลี่ยนั่นอีก ก็ทำเอาผมถึงกับเกิดอาการใจเต้นขึ้นมาพอสมควร

ตึก ๆ ตึก ๆ ตึก ๆ

ตึก ๆ หาพ่อมึงเหรอไอ้นันท์ นั่นอดีตรุ่นน้องนะเว้ย

ก๊อก ๆ ๆ

ในจังหวะนั้นเองเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นซึ่งก็ช่วยดึงสติผมกลับมาได้ ทั้งผมและไอ้น้องไนท์ต่างหันไปมองก่อนที่จะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู

“สวัสดีครับ นันท์พอดีผมเพิ่งเลิกงานเลยแวะมา...อะ อ้าว มีแขกอยู่เหรอครับ”
ภูเอ่ยทักทายทันทีที่ผมเปิดประตูต้อนรับก่อนจะชะงักเมื่อเห็นเด็กหนุ่มตัวสูงที่กำลังยืนอยู่ด้านหลังผม

“อ๋อ นี่เป็น...”
“แฟนน่ะครับ อุ๊ก!!!”
ผมใช้ข้อศอกกระทุ้งไปยังชายโครงของไอ้น้องไนท์ทันทีที่เจ้าตัวพูดเช่นนั้นจนเจ้าตัวถึงกับงอตัวด้วยความเจ็บปวด

“อดีตรุ่นน้องสมัยเรียนมัธยมน่ะ แค่มาแวะมาออกงานที่เจียงใหม่เท่านั้นน่ะ”
“อ้อออ นี่มัน ไนท์แห่งวง Undefined นี่เอง ก็ว่าล่ะ ว่าทำไมหน้าตาคุ้น ๆ โอโห ผมนี่เป็นแฟนคลับวงนี้เลยนะครับเนี่ย”

ภูออกอาการดีใจอย่างออกนอกหน้าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าบุคคลที่ยืนอยู่ข้างหลังนั้นเป็นใคร ไอ้น้องไนท์เองเมื่อได้ยินคำชมเช่นนั้นก็แอบยิ้มแต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยสีหน้าเป็นกังวลเล็กน้อย

“ว่าแต่ภูมีธุระอะไรเหรอ ถึงมาซะดึกเลยเนี่ย”
ผมชิงตัดบทเข้าเรื่องเพราะเกรงว่าหากปล่อยไว้นานกว่านี้จะไม่จบประเด็นสักที

“อ้อ เออใช่ ๆ พอดีผมซื้อขนมมาฝากน่ะครับ ยังไงก็แบ่งทานกันทั้งคู่นะครับ ยังไงผมขอตัวก่อนนะครับพรุ่งนี้มีงานเช้า เอ้อ ถ้าบ่รังเกียจ ผมขอถ่ายรูปคู่คุณไนท์ได้มั้ยครับ อุตส่าห์ได้เจอตัวจริงทั้งที”

ภูยื่นขนมให้ผมก่อนจะล้วงมือเข้าไปยังกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบมือถือออกมา ไอ้น้องไนท์เองเมื่อได้ยินเช่นนนั้นก็เกิดอาการลังเลเล็กน้อย จนผมต้องกระทุ้งข้อศอกเข้าไปที่ชายโครงอีกรอบเพื่อส่งสัญญาณให้เจ้าตัวรู้ว่าควรทำอย่างไร

ภูเปิดกล้องมือถือด้วยความรวดเร็วก่อนจะโยกตัวมาเข้ามาใกล้ ๆ ไอ้น้องไนท์ เจ้าตัวเองเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ย่อตัวลงเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มให้กล้องก่อนที่ภูจะกดชัตเตอร์ถ่ายรูปคู่เก็บเอาไว้

“ขอบคุณมากครับ คุณไนท์ บ่คิดมาก่อนว่าจะได้เจอตัวจริง หล่อกว่าในรูปจริง ๆ เอ้อ ยังไงผมขอตัวก่อน บ่รบกวนแล้ว ไปละครับ”

พูดจบเจ้าตัวก็เดินกลับไปยังห้องตัวเองด้วยสีหน้าอย่างคนมีความสุข ทิ้งให้ไอ้น้องไนท์ยืนงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“เดี๋ยวมึงจะโดนกูบ่ใช่น้อย ไอ้เด็กเวร ไปบอกเขาได้ไงวะ ว่ามึงเป็นแฟนกู”

ผมหันไปเอ็ดใส่เจ้าตัวทันทีที่นึกขึ้นได้ ไอ้น้องไนท์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เกิดอาการกระอึกกระอัก พอสมควร

“อ้าว ก็บ่รู้นี่พี่ ก็นึกว่าไอ้เจ้านั่นมันจะมาจีบพี่เสียยอีก ผมก็เลยเกิดอาการหึงขึ้นมาน่ะสิ”
ผมขมวดคิ้วด้วยความงุนงงทันทีเมื่อได้ยินคำพูดประหลาด ๆ นั้น

“จีบห่าอะหยังล่ะ เพื่อร่วมคอนโดกูเว้ย ไอ้ห่านี่ แล้วที่สำคัญ มึงบ่ใช่แฟนกู จะมาหึงกูทำเหี้ยอะหยังวะ”

“เอ้า งั้นก็เป็นแฟนผมสักทีสิ ผมจะได้หึงได้เต็มที่สักที”

“หยุดเลยมึง ขืนยังพูดมากอีกกูจะให้มึงนอนหน้าประตูห้องจริง ๆ ด้วย ไป ๆ ไปเอาน้ำผลไม้ในตู้เย็นออกมา จะได้กับขนมนี่”
ผมเอ็ดใส่ พร้อมยื่นถุงขนมในมือให้อีกฝ่ายก่อนจะเดินไปยังโต๊ะอาหารแล้วนั่งลงด้วยความรวดเร็ว เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบทำตามคำสั่งอย่างเร่งรีบ

“ว่าแต่ไอ้รุ่นพี่ที่มึงเคยคบด้วยตอนช่วง ม.ปลาย น่ะ ไปไหนแล้ววะ”
ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อไอ้น้องไนท์นำขนมและน้ำผลไม้มาเสิร์ฟพร้อมกับหย่อนตัวนั่งลงฝั่งตรงข้ามผม

“โอย เลิกกันไปตั้งนานแล้วพี่นันท์”
“อ้าว เลิกกันได้ไงวะ”

“ก็หลายเรื่องอะ แรก ๆ ก็หวานดีอยู่หรอก แต่หลัง ๆ เริ่มบ่ใช่ละ ก็เลยเลิกกันดีกว่า คบไปก็ยิ่งทำให้เสียเวลามากขึ้นกว่าเดิม”
ผมเอียงคอขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย

“เออ ช่างมันเหอะพี่ พี่เองเหอะ ยังบ่ตอบคำถามผมตรง ๆ เลย”
“เรื่องอะหยังวะ”

“ก็เรื่องพี่แบงค์ไงล่ะ”
อึก!

“เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว มึงจะอยากรู้ไปเพื่ออะหยังวะ”
“ก็ถ้านานแล้วจริง พี่จะเก็บสมุดไดอารี่เล่มนั้นไว้เพื่ออะหยังล่ะ”

“ก็แค่เจอตอนจัดห้องปะวะ กูก็เลยเก็บ ๆ ไว้ บ่ได้มีอะหยังสักหน่อย”
ผมตอบอ้อม ๆ แอ้ม ๆ สงวนท่าทีเล็กน้อย

“งั้น...ถ้าบ่มีอะหยังจริง ๆ ผมเอาสมุดไดอารี่ไปทิ้งนะ”
ไอ้น้องไนท์พูดพร้อมทำท่าจะลุกขึ้นไปยังชั้นหนังสือ

“ไอ้สัส มึงหยุดนะ ถ้ามึงทำ นอกจากมึงจะได้นอนนอกห้องแล้วมึงยังได้มีรอยฟกช้ำบนใบหน้าหล่อ ๆ ของมึงไปโชว์วันงานจริง ๆ ด้วยเอ้า”

ผมรีบปรามอีกฝ่ายทันทีด้วยความรวดเร็ว เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หันมามองด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงที่เดิม

“พี่นันท์นี่ก็ยังคงเป็นพี่นันท์คนเดิมจริง ๆ”
“หมายความว่าไงวะ”

ผมถามกลับ ไอ้น้องไนท์เองหยิบขนมในจานขึ้นมากินสองสามชิ้น ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างครู่หนึ่งแล้วจึงหันกลับมามองผม
“ผมว่าคำถามนี้ คนที่จะตอบได้ น่าจะเป็นตัวพี่นันท์เองมากกว่านะ”
พูดจบเจ้าตัวก็ลุกขึ้นไปยังกระเป๋าเสื้อผ้าก่อนจะเปิดมันออกเพื่อหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาพาดบนบ่าแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปโดยทิ้งผม
เอาไว้กับคำถามนั้น

“......”

ผมหยิบขนมในจานขึ้นมากินก่อนจะหันมองออกไปยังนอกหน้าต่างด้วยสายตาเลื่อนลอยพลางนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย
 
“มึง เสาร์นี้ไปทำงานที่ร้านเจ๊บัวปะวะ”
ผมเอ่ยถามแบงค์ด้วยความสงสัยในขณะที่เจ้าตัวเองนั้นกำลังนั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะญี่ปุ่นอยู่ แบงค์เองเมื่อได้ยินคำถามนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาขยับแว่นหนาบนใบหน้าเล็กน้อยแล้วจึงหันมามองผมที่กำลังนอนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บนเตียง

“ก็ไปนะครับ ทำไมเหรอ”
“เปล่า ก็ถามไปงั้น บ่มีหยัง”

ผมตอบกลับไปแบบเสียไม่ได้โดยที่สายตายังคงจ้องอยู่ที่การ์ตูนในมือก่อนจะรู้สึกหนักจนต้องร้อง ‘อัก’ ออกมาเพราะอยู่ ๆ ก็โดนเจ้าหมีอ้วนกระโดดเข้าใส่แบบไม่ทันให้ตั้งตัว

“อะหยังของมึงเนี่ย อยู่ ๆ ก็กระโจนเข้ามาแบบบ่ให้สุ้มให้เสียง ห่า ตัวก็บ่ใช่เล็ก ๆ หลังกูเกือบหักแล้วมั้ยล่ะ”
ผมเอ็ดใส่อีกฝ่ายแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าเจ้าตัวจะลุกขึ้นออกไปแต่อย่างใด

“ก็นึกว่าคิดถึงผมน่ะสิ ผมก็เลยมาหาไงล่ะ”
เจ้าตัวพูดพร้อมถอดแว่นหนาออกวางไว้ที่บนหัวเตียงก่อนจะหอมแก้มผมทั้งซ้ายและขวาฟอดใหญ่โดยไม่ทันให้ผมได้ตั้งตัว

“มึงนี่น้า... เคยมีใครบอกมั้ยเนี่ยว่าเป็นคนหลงตัวเอง”
“ไม่มีครับ”

“งั้นกูคนนี้นี่ล่ะ จะเป็นคนบอกมึงเอง”
ผมพูดพลางขยับตัวเพื่อหวังให้อีกฝ่ายลุกออกจากตัวผม แต่ทำอีท่าไหนก็ไม่รู้ อยู่ ๆ กลายเป็นว่าสภาพในตอนนี้นั้นเป็นผมนอนหงายโดยมีแบงค์คร่อมอยู่เสียอย่างนั้น ช่างเป็นสภาพที่ดูสุ่มเสี่ยงต่อพรหมจรรย์ของผมมาก ๆ

“ลุก”
“ไม่ลุก”

“กูบอกให้ลุกออกไป”
“ก็แล้วถ้าผมไม่ออกไปล่ะครับ”

แน่ะ เดี๋ยวนี้มียอกย้อนนะมึง

“ก็ถ้ามึงบ่ลุก มึงได้จุกที่ไข่มึงแน่”
พูดจบ ผมก็หมายจะใช้หัวเข่ากระแทกเข้าไปที่เป้าของอีกฝ่ายด้วยความรวดเร็ว ทว่าเหมือนเจ้าตัวจะเดาทางผมได้เสียก่อนจึงรีบกดหน้าขาผมไว้ได้ทัน

“สัส”
ผมสบถเบา ๆ แต่ดูอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจกับคำสบถนั้นแม้แต่น้อย ยังคงยิ้มอย่างคนอารมณ์ดี

“ขอหอมแก้มอีกทีนะครับ”
พูดจบเจ้าตัวก็พรมหอมแก้มผมฟอดใหญ่โดยไม่ทันให้ผมได้ตั้งตัวแม้แต่น้อย ไอ้เรื่องหอมแก้มน่ะ ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ไอ้สิ่งที่อยู่ภายในกางเกงของอีกฝ่ายซึ่งกำลังโตเต็มที่และตอนนี้กำลังแนบชิดอยู่กับหน้าขาของผมอยู่นี่สิคือประเด็นหลักมากกว่า

“นี่มึงไปตายอดตายอยากมาจากไหนเนี่ย”
ผมเอ่ยถามในขณะที่มือทั้งสองข้างของผมกำลังโดนล็อกเอาไว้แน่น

“ก็แหม ผมก็เป็นผู้ชายตามปกติทั่วไปนี่ครับ ก็ต้องมีอารมณ์กับเรื่องอย่างว่าเป็นธรรมดา ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่ไหนเสียหน่อย นันท์เองนั่นล่ะ อย่าปฏิเสธเลยว่าไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับเขา”

อึก!
สัส เล่นจี้จุดเอาซะผมไปต่อไม่ถูกเลยเว้ย

ก็อย่างที่เคยบอก ผมก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าเรื่องแบบนี้มันก็เป็นเรื่องปกติของผู้ชาย ใช่ว่าผมเองจะไม่เคย แต่ก็นั่นล่ะ ผมน่ะเก่งแค่ในทางทฤษฎีตัวคนเดียวเท่านั้น แต่พอเข้าสู่โหมดปฏิบัติออกงานจริง กลับรู้สึกเคอะเขินอย่างบอกไม่ถูก

เฮ้อออ อนิจจาตัวกูจริง ๆ

“วันนี้ขอเพิ่มระดับหน่อยได้มั้ยครับ”
แบงค์เอ่ยถาม พร้อมจ้องมองหน้าผมด้วยสายตาเว้าวอน ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ในขณะที่หัวใจของผมในตอนนี้นั้นเต้นระส่ำ
อย่างไม่เป็นจังหวะ เจ้าตัวเองเมื่อเห็นทีท่าไม่ขัดขืนของผม ก็ค่อย ๆ พรมจูบเบา ๆ ที่แก้มขวาของผมอย่างช้า ๆ ก่อนที่จะไล่ไปตามลำคอ

ร่างกายของผมเริ่มตอบสนองต่อการกระทำของแบงค์จนมันตื่นตัวเต็มที่เช่นเดียวกันกับอีกฝ่าย แบงค์ค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อนักเรียนของผมทีละเม็ดทีละเม็ดออกอย่างช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ บรรจงลากลิ้นมายังบริเวณแผงอก

ผมกำหมัดแน่นหลับตาปี๋ ได้แต่ครางอือเบา ๆ ในลำคอ แบงค์หยุดแล้วเงยขึ้นมาจ้องมองผม สายตาคมเข้มที่ดูมีอารมณ์ของอีกฝ่ายในตอนนี้นั้น มันปลุกเร้าอารมณ์ผมเสียเหลือเกิน ผมเอามือทั้งสองข้างจับแก้มของแบงค์ แล้วโน้มแก้มลงมาประกบปาก ซึ่ง
คราวนี้ผมเป็นฝ่ายรุกล้ำเข้าไปบ้าง เราทั้งสองแลกลิ้นไปมากันครู่หนึ่ง ร่างกายกำยำของแบงค์ที่ในตอนนี้กำลังทับลงบนตัวผม แต่น่าแปลกที่ผมกลับไม่รู้สึกว่ามันหนักเลยสักนิด
“เป็นไงมั่งครับ”

แบงค์ถอนปากออกก่อนจะเอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ผมได้แต่หลับตาครางอือเบา ๆ กลับไปเป็นคำตอบ ซึ่งก็ดูเหมือนจะยิ่งทำให้อีกฝ่ายได้ใจมากขึ้นไปอีก จึงก้มหัวลงไปลากลิ้นบนแผงอกทำเอาผมถึงขั้นต้องต้องจิกเส้นผมของอีกฝ่ายไว้แน่น
เมื่อเจ้าตัวเห็นท่าทีของผมที่ดูจะไม่ขัดขืนเสียเท่าไหร่นัก ก็ลากลิ้นต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนถึงหน้าท้องที่ เอ่อ ที่ ที่อะไรดี ที่ดูนุ่มนิ่ม
ละกัน เพราะถ้าใช้คำว่าแบนราบ ก็เกรงจะโดนครหาว่าหลอกลวงผู้บริโภคเอาได้

“เอ มีอะไรอยู่ข้างในนี้กันนะ”

แบงค์เอ่ยถามเบา ๆ ก่อนจะพยายามปลดหัวเข็มขัดของผมออก แต่ผมมือไวกว่าจับข้อมือของอีกฝ่ายไว้แน่นพลางชะโงกหัวขึ้น
มาดู
“ไม่ได้เหรอครับ”

เจ้าตัวเอ่ยถามด้วยสีหน้าออดอ้อน ทำเอาผมถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
“แต่...”

ผมพยายามจะหาคำอธิบาย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้คำพูดไหนดีในเวลาแบบนี้ หรือว่าวันนี้ จะเป็นที่ผมจะโดนเผด็จศึกกันแน่นะ
ไม่นะ ม่ายยย

ในขณะที่สมองอันน้อยนิดกำลังคิดไปไกลจนกู่ไม่กลับนั่นเอง
TRRR

เสียงโทรศัพท์มือของผมก็ดังขึ้นกะทันหัน จนทำให้ทั้งผมและแบงค์สะดุ้งเล็กน้อย แบงค์ผละตัวออกจากผมทันทีด้วยความตกใจ ในขณะที่ผมก็ลนลานคว้ามือถือของตัวเองขึ้นมาดูด้วยความรวดเร็ว ซึ่งก็พบว่า คนที่โทรเข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคุณกมลชนกสุดที่รักของผมนั่นเอง

“ว่าใด”
ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเลิ่กลั่กเล็กน้อย

“จะมาว่าดงว่าใดกันล่ะ ไอ้ลูกคนนี้นี่ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วหา อะหยังยังบ่ปิ๊กบ้านสักเตื้อ”
เสียงของคุณกลมชนกบ่นผ่านเข้ามาจนผมแทบจะตั้งตัวไม่ถูกเลยทีเดียว

“เอ่อ กำลังติวหนังสือกับแบงค์อยู่น่ะ แห่ะ ๆ”
ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงละล่ำละลักเล็กน้อย

“แต้ก่ะ”
คุณกมลเอ่ยถามกลับมาด้วยความสงสัย อนึ่ง ‘แต้ก่ะ’ ในภาษาเหนือนั้นมีความหมายว่า ‘จริงหรือ’ น่ะครับ

“แต้กะแม่ บ่เชื่อก็ถามไอ้แบงค์มันดูได้”
ผมตอบกลับไปก่อนจะยื่นมือถือให้แบงค์พลางเขม่นคิ้วใส่เป็นสัญลักษณ์ให้อีกฝ่ายรู้ เจ้าตัวเองเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของผมก็รีบรับมือถือของผมไปด้วยท่าทีหวั่นเกรงเล็กน้อย

“เอ่อ สวัสดีครับ แม่”

จบคาบเรียนที่หก

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด