พิมพ์หน้านี้ - Once Love story ณ กาลครั้ง รัก ตอนที่ 10 ความหลังวันวาน (20-9-21) P.4

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Boy's love => Boy's love story => ข้อความที่เริ่มโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 03-10-2018 01:42:44

หัวข้อ: Once Love story ณ กาลครั้ง รัก ตอนที่ 10 ความหลังวันวาน (20-9-21) P.4
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 03-10-2018 01:42:44
1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 1 จุดเริ่มต้นของเรื่องราว
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 03-10-2018 02:01:20
สวัสดีครับ ทุกท่านที่หลงกดเข้ามาอ่าน ฮ่าฮ่าฮ่า
ขอฝากนิยายเรื่องนี้เอาไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะครับ
เป็นนิยายแนว Comedy Romantic มัธยมใสๆ (คิดว่านะ เอิ๊กๆ)
หากอ่านแล้วชื่นชอบก็รบกวนกดเก็บไว้เป็นเรื่องโปรดด้วยนะครับ

และหากชื่นชอบมากกว่านั้น ก็รบกวนกดไลค์สับตะไคร้ได้ที่

เพจ จิ๊บคุง (https://www.facebook.com/%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%8A%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%87-1599889170117148/?view_public_for=1599889170117148)

(http://i346.photobucket.com/albums/p426/jibjr001/50_zps1zevsidx.jpg)


*หมายเหตุ*

- นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ง (ถึงแม้บางเหตุการณ์จะมีแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้น)

- ตัวละครในเรื่องเป็นบุคคลสมมติขึ้นเท่านั้น ไม่มีตัวตนอยู่จริง

- สถานที่ในเรื่อง บางสถานที่มีอยู่จริง และบางสถานที่เป็นสถานที่สมมติขึ้นมา

- *สำคัญ* ภาษาที่ตัวละครใช้ในเรื่อง จะเป็นการผสมผสานระหว่างคำเมือง(ภาษาเหนือ) และภาษากลาง เนื่องจากต้องการให้ได้บรรยากาศของความเป็นเชียงใหม่ แต่กระนั้นก็ยังต้องเขียนเพื่อให้ผู้อ่านทุกภาคสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้โดยไม่งุนงงไปเสียก่อน หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ



(http://i346.photobucket.com/albums/p426/jibjr001/127550810_zpsumjj87jc.jpg)

ยังจะรอความรักให้ผ่านเข้ามา
ยังจะตามค้นหาครึ่งหนึ่งที่หล่นหาย แม้ไม่รู้ว่าเป็นใคร
เก็บความรักรอให้เธอผ่านมา
ใครคนนั้น - Bedroom Audio

"ถ้าหินก้อนแรกเป็นผม แล้วหินก้อนที่สองนี่ล่ะครับ เป็นใคร"


ท่ามกลางผู้คนที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมาอย่างมีความสุขในช่วงเวลายามเย็นของเมืองเชียงใหม่ เมืองที่ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งติดอันดับต้นๆ ของภาคเหนือ เมืองที่ผสมสานระหว่างวัฒนธรรมของยุคสมัยเก่าและความเจริญของยุคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
แต่หากจะมีสิ่งใดที่ผิดแผกแปลกแยกไปจากรอบข้าง สิ่งนั้นก็คงจะเป็นผมคนนี้นี่ล่ะ
นั่นเป็นเพราะผมในตอนนี้นั้นกำลังยืนร้องไห้อย่างที่ไม่เคยเป็นและไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะต้องมาพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้
หากจะถามว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มต้นจากตรงไหนแล้วล่ะก็ คงต้องย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้

“นันท์ ถ้าผลการเรียนของเราเทอมนี้โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ที่แย่เอามากๆ ยังบ่ดีขึ้น แม่จะส่งเราไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ นะ”
จุดเริ่มต้น มันก็น่าจะเริ่มมาจากคำพูดนั้นของคุณกมลชนกนี่ล่ะ


**********


Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ


**********
สารบัญ

คาบเรียนที่ 1 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3895256#msg3895256)
คาบเรียนที่ 2 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3895696#msg3895696)
คาบเรียนที่ 3 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3896012#msg3896012)
คาบเรียนที่ 4 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3897124#msg3897124)
คาบเรียนที่ 5 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3898457#msg3898457)
คาบเรียนที่ 6 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3899396#msg3899396)
คาบเรียนที่ 7 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3899957#msg3899957)
คาบเรียนที่ 8 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3901121#msg3901121)
คาบเรียนที่ 9 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3901922#msg3901922)
คาบเรียนที่ 10 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3902930#msg3902930)
คาบเรียนที่ 11 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3903585#msg3903585)
คาบเรียนที่ 12 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3904700#msg3904700)
คาบเรียนที่ 13 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3906885#msg3906885)
คาบเรียนที่ 14 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3906897#msg3906897)
คาบเรียนที่ 15 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3907934#msg3907934)
คาบเรียนที่ 16 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3908869#msg3908869)
คาบเรียนที่ 17 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3912668#msg3912668)
คาบเรียนที่ 18 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3915803#msg3915803)
คาบเรียนที่ 19 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3917651#msg3917651)
คาบเรียนที่ 20 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3918662#msg3918662)
คาบเรียนที่ 21 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3920032#msg3920032)
คาบเรียนที่ 22 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3922048#msg3922048)
คาบเรียนที่ 23 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3925158#msg3925158)
คาบเรียนที่ 24 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3928169#msg3928169)
คาบเรียนที่ 25 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3930880#msg3930880)
คาบเรียนที่ 26 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3931713#msg3931713)
คาบเรียนที่ 27 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3935576#msg3935576)
คาบเรียนที่ 28 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3937971#msg3937971)
คาบเรียนที่ 29 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3940982#msg3940982)
คาบเรียนที่ 30 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3942535#msg3942535)
คาบเรียนที่ 31 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3945805#msg3945805)
คาบเรียนที่ 32 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3950924#msg3950924)
คาบเรียนที่ 33 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3953169#msg3953169)
คาบเรียนที่ 34 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3957868#msg3957868)
คาบเรียนที่ 35 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3960956#msg3960956)
คาบเรียนที่ 36 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3972808#msg3972808)

จบภาคแรก

คาบเรียนพิเศษที่ 1 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg3995752#msg3995752)
คาบเรียนพิเศษที่ 2 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=68570.msg4011643#msg4011643)



คาบเรียนที่หนึ่ง

“ห๊ะ! เมื่อกี้แม่ว่าอะหยังนะ”
ผมหันไปถามคุณกมลชนกซึ่งเป็นแม่ของผมที่ตอนนี้กำลังทำอาหารเช้าให้ผมอยู่ ก่อนที่จะหันกลับมามองหานมถั่วเหลืองของโปรดในตู้เย็นต่ออย่างสบายอารมณ์ โดยที่ยังไม่ได้รู้สึกถึงหายนะที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาเลยสักนิด

“ก็ตามที่พูดไปเมื่อกี้นั่นล่ะ ผลการเรียนของเราอยู่ในขั้นวิกฤตมากเลยนะรู้ตัวมั่งมั้ย”
“แล้วอะหยังต้องให้ไปอยู่กับพ่อด้วยล่ะ”

ผมถามย้ำกลับไปอีกรอบด้วยความสงสัยพลางดูดนมกล่องเพื่อรองท้องในขณะที่รอคุณกมลชนกทำอาหารเช้าเสร็จ คุณกมลชนกหันมองหน้าผมด้วยสายตาที่ดูเย็นชาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะหันกลับไป

“ก็เพราะแม่รู้ยังไงล่ะว่าเราบ่อยากไปอยู่กับพ่อ”
อึก!
น้ำเสียงของคุณกมลชนกที่ฟังดูจริงจังนั้นทำเอาผมถึงกับหน้าถอดสีเลยทีเดียว

“นี่แม่กำลังอำหนูเล่นอยู่ใช่มั้ยเนี่ย”
ผมถามย้ำอีกรอบเพื่อความแน่ใจ ถึงแม้ในใจตอนนี้จะเริ่มรู้สึกไม่ดีเอาเสียแล้ว
อนึ่ง คำว่าหนูในที่นี้คือสรรพนามที่ผมใช้เรียกแทนตัวเองเวลาคุยกับคุณกมลชนกน่ะครับ แต่อย่าเพิ่งหัวเราะกันนะ เพราะตอนนี้ผมกำลังเครียดและจริงจังอยู่ เพราะฉะนั้นโปรดเก็บอาการกันเอาไว้ด้วย

“ก็ดูผลสอบเทอมนี้ก็แล้วกัน จะได้รู้ว่าแม่พูดเล่นหรือพูดจริง”
คุณกมลชนกตอบกลับมาโดยไม่คิดที่จะหันมามองหน้าผมเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งหากจะขอสามคำให้กับสถานการณ์ ณ ตอนนี้แล้วล่ะก็

เหี้ย แล้ว กู

น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผมในตอนนี้แล้วล่ะ


“เฮ้ย ไอ้นันท์ เป็นเหี้ยอะหยังของมึงวะ ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างกับกอลลั่มโดนข่มขืมเลยว่ะ”
เสียงของไอ้เต้ยเอ่ยแซวขึ้นทันทีที่เห็นผมเดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยท่าทีที่ชวนหดหู่

“กอลลั่มบ้านเตี่ยมึงสิจะหล่อเหลาเหมือนกัปตันอเมริกาแบบนี้”
ไอ้เต้ยทำท่าถุยน้ำลายทันทีที่ได้ยินผมตอบกลับไปเช่นนั้น ผมวางกระเป๋าสะพายลงข้างโต๊ะนักเรียนของตัวเองด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะสดชื่นเท่าไหร่นักก่อนที่จะลากเก้าอี้มานั่งร่วมกลุ่มกับเพื่อน

“ก็แม่กูอะดิ จะส่งกูไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ ถ้าผลการเรียนของกูเทอมนี้ยังบ่ดีขึ้น โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ที่กูโคตรจะเกลียดที่สุดด้วยเนี่ย”
“อ้าว แล้วบ่ดียังไงวะ มึงจะได้ไปอยู่ที่กรุงเทพฯ เมืองทันสมัยมีรถไฟฟ้าวิ่งฉิว แถมสาวๆ ที่นั่นยังเด็ดอีกด้วยนะเว้ย”
ไอยีสต์เอ่ยแทรกขึ้นมาในขณะที่สายตาและมือของเจ้าตัวกำลังจดจ่อสมาธิอยู่กับการลอกการบ้านอยู่

“บ่เอา กูบ่อยากไป กูยังอยากอยู่ที่นี่ อีกอย่างเรื่องพ่อกูพวกมึงก็น่าจะรู้กันดีนี่หว่า”
ทั้งไอ้เต้ยและไอ้ยีสต์ต่างก็มองหน้ากันพร้อมขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับ พ่อแม่ของผมเขาหย่ากันตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ส่วนสาเหตุที่ทำให้หย่ากันนั้นผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันและก็ไม่อยากจะถามด้วย เพราะคิดว่าปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เขาดีกว่า เขาก็คงมีเหตุผลของเขานั่นล่ะ แต่เราก็ยังติดต่อสื่อสารกันอยู่เสมอ นานๆ ทีผมก็ไปเยี่ยมเยือนหาท่านที่กรุงเทพฯ บ้างถ้ามีโอกาส

ย้ำนะครับว่า ‘นานๆ ที’

ถามว่าผมรังเกียจอย่างนั้นเหรอ อย่าใช้คำว่ารังเกียจเลยครับ เพราะอย่างไรท่านก็เป็นพ่อของผม ให้เปลี่ยนไปใช้คำว่า “เกรงกลัว” น่าจะเป็นคำที่ถูกต้องมากกว่า เพราะพ่อของผมท่านเป็นคนเจ้าระเบียบสุดๆ เข้มงวดไปเสียทุกเรื่อง ซึ่งก็ไม่ถูกกับโรค ‘ไร้ระเบียบ’ อย่างผมเอามากๆ

“จะยากอะไรกันล่ะครับ คุณเพื่อนนันท์ ก็แค่ตั้งใจเรียนให้มากขึ้นกว่าเดิมสิครับ”
คราวนี้เป็นเสียงของไอ้โอ๊ตเอ่ยแนะนำขึ้นมา ก่อนที่เจ้าตัวจะก้มหน้าเล่นเกมในมือถือของตัวเองต่อ

“สัส ถ้าพูดง่ายทำง่ายก็ดีน่ะสิ กูจะได้บ่ต้องมานั่งเครียดอยู่แบบนี้ พวกมึงก็น่าจะรู้ถึงระดับมันสมองของกูดีนี่ว่ามันเลวร้ายขนาดไหน”
ผมพูดพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่

“นี่กูสมควรจะยกย่องมึงดีมั้ย ที่มึงกล้าอวดความโง่ของตัวเองต่อหน้าคนอื่นได้แบบหน้าบ่อายเนี่ย”
ไอ้เต้ยพูดด้วยน้ำเสียงอึ้งปนประชด ในขณะที่ไอ้ยีสต์กับไอ้โอ๊ตต่างก็พยักหน้าให้กับคำพูดของไอ้เต้ยโดยไม่คิดที่จะเงยหน้าขึ้นมามองผมแม้แต่น้อย

“เฮ้ย พวกมึงช่วยติวให้กูทีสิ”
ผมเอ่ยขอร้องเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ซึ่งทันทีที่ทั้งสามได้ยินเช่นนั้นต่างก็มองหน้ากันและกัน ก่อนที่จะหัวเราะหึหึในลำคอเบาๆ แล้วจึงส่ายหัวเป็นคำตอบกลับมาให้ผม

“ไอ้นันท์ นี่มึงโง่หรือมึงง่าวกันแน่วะ ถึงเกรดของพวกกูจะบ่ได้น่าเป็นห่วงอย่างมึง แต่ก็บ่ได้ฉลาดขนาดที่จะไปสอนใครได้นะ”
ไอ้เต้ยพยายามอธิบายให้ผมเข้าใจพลางยืดแขนบิดขี้เกียจไปด้วย

“แค่พวกกูเอาตัวเองให้รอดในการสอบแต่ละครั้ง พวกกูก็แทบจะตายห่าอยู่แล้ว”
ไอ้ยีสต์เอ่ยสมทบขึ้นมาก่อนที่จะปิดสมุดการบ้านของตัวเองลง เมื่อได้ยินเช่นนั้นผมจึงหันไปหาไอ้โอ๊ต ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของผมทันที เพราะหมอนี่ถือได้ว่าฉลาดที่สุดเท่าที่จะฉลาดได้ในกลุ่มของพวกผมแล้วล่ะ

“ไอ้โอ๊ต มึง...”
“หยุดเลยครับคุณเพื่อนนันท์”
ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดให้จบประโยค ไอ้โอ๊ตก็รีบยกมือเป็นปางห้ามญาติใส่ผมทันทีด้วยความรวดเร็วพร้อมกับกดหยุดเกมเอาไว้ชั่วคราว แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมามองผมที่ตอนนี้กำลังทำหน้าอ้อนวอนอยู่

“ให้ผมสอนลิงเล่นเฟซบุ๊กได้ ยังจะมีความเป็นไปได้มากกว่าสอนคุณเพื่อนนันท์ให้ฉลาดอีกนะครับ”
ไอ้ยีสต์กับไอ้เต้ยปล่อยหัวเราะก๊ากทันทีที่ได้ยินไอ้โอ๊ตพูดเช่นนั้น
นี่มึงกำลังหลอกด่าว่ากูโง่กว่าลิงอย่างนั้นเหรอวะไอ้เหี้ยโอ๊ต

“ขอบใจมึงมาก ที่พูดตรงๆ กับกูนะ”
“ด้วยความยินดีครับ”
“กูประชด!”
“อันนั้นผมก็ทราบดีครับ”
ไอ้โอ๊ตตอบกลับด้วยน้ำเสียงและสีหน้านิ่งเรียบ ก่อนที่จะก้มหน้าเล่นเกมต่อ

ในขณะที่ผมกำลังทำสีหน้าเครียดและครุ่นคิดกับอนาคตของตัวเอง ไอ้เต้ยก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับตบบ่าของผมเบาๆ
“คิดมากน่ะมึง ยังมีเวลาอีกตั้งหลายเดือน ค่อยเป็นค่อยไปเหอะ ทุกปัญหามันมีทางออกอยู่เสมอ ไปเหอะ จะถึงเวลาเข้าแถวแล้วด้วย”
ทันทีที่ไอ้เต้ยพูดจบ ทั้งไอ้ยีสต์และไอ้โอ๊ตต่างก็ตบบ่าของผมเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ ก่อนที่จะลุกขึ้นเดินตามไอ้เต้ยออกไป โดยที่ผมยังคงนั่งครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่

“......”

จริงด้วย เดี๋ยวอะไรๆ มันก็ดีขึ้นเองนั่นล่ะ
เมื่อคิดได้เช่นนั้นผมจึงลุกขึ้นเดินตามออกไปอย่างสบายอารมณ์
นี่กูเป็นคนมองโลกในแง่ดี หรือกูกำลังหลอกตัวเองกันแน่วะเนี่ย
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 1 จุดเริ่มต้นของเรื่องราว
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 03-10-2018 02:04:18
เย็นวันนั้น
“เฮ้ยๆ พวกมึงรีบกลับกันรึเปล่าวะ”
ไอ้ยีสต์เอ่ยถามพวกผมที่กำลังเก็บหนังสือใส่กระเป๋ากันอยู่

“ก็ว่างอยู่นะ บ่ต้องไปชมรม แล้วก็บ่ได้มีธุระอะหยังต่อด้วย”
ไอ้เต้ยตอบกลับไปก่อนที่จะหันไปมองไอ้โอ๊ตที่ก็พยักหน้าเป็นคำตอบกลับมาแล้วจึงหันมามองทางผม

“ไอ้นันท์ มึงล่ะว่างมั้ย”
“ก็ว่างอยู่นะ แม่กูไปช่วยยายขายของที่ปาย กว่าจะกลับมาก็มะรืนนู่น”
ผมตอบกลับไปพร้อมกับสะพายกระเป๋านักเรียนไว้กลางหลัง
ว่าแต่ไอ้ยีสต์มันถามทำไมวะ เอ หรือว่า

“พวกมึงจะติวหนังสือให้กูเหรอ”

“ถุย บ่ติวเว้ย กูนัดสาวห้องห้าเอาไว้ว่ะ น้องหญิงที่ขาวๆ ตัวเล็กๆ น่ะ ว่าจะไปร้องคาราโอเกะกันที่ห้างเมญ่า เห็นว่าจะพาพวกเพื่อนๆ ไปด้วย ขอบอกเลยว่าสวยๆ น่ารักๆ ทั้งนั้น”
ไอ้ยีสต์พูดพร้อมกับทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ ซึ่งก็เป็นปกติตามนิสัยหื่นกามของมันอยู่แล้วล่ะครับ ในขณะที่คนอื่นๆ กลับมีสีหน้านิ่งเฉยกับสิ่งที่ไอ้ยีสต์พยายามนำเสนอ

“ไปเหอะๆ ไปเหอะนะ โดยเฉพาะมึงไอเต้ย พวกสาวๆ เขาเรียกร้องมาว่ามึงต้องไปด้วยให้ได้ ถ้ามึงบ่ไป พวกสาวๆ เขาก็บ่ไป”
“อ้าว เกี่ยวเหี้ยอะหยังกับกูเนี่ย”
“แหม ทำเป็นใสซื่อนะครับ คุณเพื่อนเต้ย”

ไอ้โอ๊ตแขวะใส่พร้อมกับยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ซึ่งก็พอจะเข้าใจนะครับว่าทำไมเหล่าสาวๆ ถึงได้เรียกร้องมาแบบนั้น นั่นก็เพราะว่าไอ้เต้ยจัดได้ว่าเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีคนหนึ่ง ผิวขาวเนียน รูปร่างสมส่วน ความสูงกำลังดี ที่สำคัญมันยังเป็นลูกคุณหนูมีดีกรีเป็นถึงลูกชายคนโตของเจ้าของธุรกิจใหญ่ที่มีกิจการหลากหลายทั่วภาคเหนืออีกด้วย เรียกได้ว่าหาผู้ชายที่สมบูรณ์แบบกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

สมบูรณ์แบบจนบางทีกูเองก็รู้สึกหมั่นไส้มึงอยู่ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

“เออๆ ไปก็ได้วะ”
“เยส!”
ไอ้ยีสต์ฉีกยิ้มกำหมัดชกลมด้วยความดีใจทันที


นี่ล่ะครับกลุ่มของพวกผม ซึ่งผมก็ขออนุญาตแนะนำตัวสักหน่อย กลุ่มของผมมีกันอยู่สี่คน ประกอบไปด้วยพระเอกของเรื่องซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นผมคนนี้ ผมชื่อนันทการ หรือจะเรียกง่ายๆ ว่านันท์ซึ่งเป็นชื่อเล่นของผมก็ได้ ส่วนพวกตัวประกอบข้างทางที่เหลือก็มี ไอ้ยีสต์จอมลามก ซึ่งที่มาของชื่อเล่นมันก็มาจากการที่มันเป็นลูกชายคนเดียวของเจ้าของกิจการร้านขนมปังที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเชียงใหม่นั่นล่ะครับ ไอ้เต้ยรูปหล่อพ่อรวยจนน่าหมั่นไส้อย่างที่ได้อธิบายไปเมื่อครู่ และไอ้โอ๊ตเนิร์ดบ้าเกม บ้ามากๆ ว่างเป็นเล่น ว่างเป็นเข้าเกม แต่เสือกเรียนเก่งที่สุดในกลุ่มของเราได้ยังไงก็ไม่รู้

พวกเรารู้จักกันมาตั้งแต่ชั้น ม.หนึ่ง ซึ่งตอนนี้พวกเราเองก็อยู่ชั้น ม.ห้ากันแล้ว ก็นับว่านานพอสมควร นานจนรู้สันดานกันหมดแล้วก็ว่าได้ ฮ่าฮ่าฮ่า กิจวัตรในแต่ละวันของพวกเราก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอกครับ โดยทุกๆ วันจันทร์ที่ไม่ต้องไปชมรม พวกเราตกลงกันว่าหากไม่รีบกลับก็จะไปหากิจกรรมอะไรทำร่วมกัน ก็อย่างเช่นไปร้องเพลงด้วยกันบ้าง ดูหนังที่ห้าง ไม่ก็เล่นบาสฯ กัน ซึ่งก็แน่นอนครับว่าการที่พวกเราสามารถทำกิจกรรมพวกนี้ร่วมกันได้นั่นก็เพราะพวกเราทั้งสี่นั้นโสดยกกลุ่มครับ ฮ่าฮ่าฮ่า
ไอ้เต้ยมันเฉยๆ ครับกับเรื่องแฟน มันบอกว่า “ผู้หญิงทั่วไปไม่มีอะไรน่าสนใจสักนิด” ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ว่าระดับลูกคุณหนูโปรไฟล์ดีแบบนั้นก็ต้องมาตรฐานสูงเป็นธรรมดา ไอ้โอ๊ตเองก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรกับเรื่องแฟนเหมือนกัน มันเคยพูดเอาไว้ว่า “โลกที่ไม่มีผู้หญิง ยังไม่ถือว่าเป็นหายนะเท่ากับโลกที่ไม่มีเกมให้เล่นและการ์ตูนให้อ่าน” ซึ่งผมเองพอได้ฟังเช่นนั้น ก็ไม่คิดจะถามอะไรมันต่ออีกเลย

ส่วนตัวผมงั้นเหรอ จะว่ายังไงดีล่ะ ผมยังไงก็ได้มากกว่ามั้ง หรือจะเรียกว่าไม่ได้สนใจเหมือนกับไอ้เต้ยและไอ้โอ๊ตก็ว่าได้ เหมือนผมยังคงสนุกสนานกับการได้อยู่ร่วมกับเพื่อนฝูงมากกว่า ก็เลยไม่ได้คิดสนใจเรื่องตรงนั้นมากนัก

“......”

เอ่อ ที่พูดไปเมื่อกี๊นี้โกหกล้วนๆ ครับ

จริงๆ ก็อยากมีเหมือนคนอื่นเขานั่นล่ะ แต่ด้วยหน้าตาที่ก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไรมากนัก ออกจะธรรมดาๆ หาได้ทั่วไปเหมือนปลาทูในเข่งที่หาซื้อได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด แถมนอกจากจะไม่ได้หล่อแล้ว ยังจะเสือกมีสิวอีกต่างหาก ถึงแม้จะไม่ได้มากมายเหมือนเมื่อตอนชั้นมัธยมต้นแล้วก็ตามทีเถอะ แต่หากเทียบกับไอ้เต้ยและไอ้ยีสต์ ก็คงจะบอกได้เต็มคำเลยว่าผมนั้นดับอนาถจริงๆ นั่นล่ะ

แต่ถึงผมอยากจะมีแฟนมากแค่ไหนก็ตาม ยังไงก็คงจะสู้ไอ้ยีสต์ไม่ได้หรอก ที่รายนี้ดูจะกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะมีแฟนให้ได้เสียเหลือเกิน ก็เลยเป็นที่มาของการมีทติ้งกับพวกสาวๆ อยู่บ่อยครั้ง โดยมันให้เหตุผลว่า “ชีวิตวัยรุ่นมันสั้น ต้องเก็บความทรงจำให้คุ้ม” ก็เอาที่มึงสบายใจเลยแล้วกันนะ แต่ด้วยนิสัยที่ดูล้นๆ จนออกนอกหน้าของไอ้ยีสต์นี่ล่ะ เลยทำให้มันยังไม่มีแฟนกับเขาสักที


และมีทติ้งคราวนี้ก็เช่นเดียวกันกับคราวที่ผ่านๆ มา ไอ้ยีสต์พยายามเข้าหาสาวๆ ทั้งหลาย แต่ก็ดูเหมือนสาวๆ จะไม่ค่อยอยากจะเล่นด้วยเท่าไหร่นัก เพราะพวกเธอให้ความสนใจไปที่ไอ้เต้ยเสียมากกว่า ส่วนไอ้โอ๊ตนั้นไม่ต้องไปพูดถึงมันครับ ไอ้ห่านี่มันเปิดโหมดโลกส่วนตัวไปกับเกมในมือถือของมันเรียบร้อยแล้ว ผมจึงปลีกตัวออกมาเงียบๆ ก่อนที่จะมุ่งตรงไปยังห้องน้ำอย่างรวดเร็วเพื่อเคลียร์ทุกข์หนักของชีวิตที่กำลังถาโถมมาอย่างรุนแรง

อันที่จริงผมเองก็ไม่ได้รังเกียจอะไรกับมีทติ้งพวกนี้นักหรอก จะว่าไปมันก็สนุกไปอีกแบบหนึ่งนะ แต่เอาเข้าจริงๆ ผมกลับรู้สึกชอบเวลาที่มีแต่พวกเรามากกว่ายังไงก็ไม่รู้แฮะ คงเพราะไม่ต้องมาคอยเกร็ง ไม่ต้องมาคอยเกรงอกเกรงใจ หรือเอาอกเอาใจคนอื่น โดยเฉพาะกับพวกผู้หญิงด้วยแล้วเนี่ย ถือว่าเป็นอะไรที่ผมค่อนข้างจะแพ้ทางจริงๆ เพราะบ่อยครั้งก็เดาอารมณ์และความต้องการของพวกเธอไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมไม่ค่อยกล้าเข้าหาพวกผู้หญิงเท่าไหร่นัก

อืม... กูว่า กูพอจะรู้สาเหตุที่กูยังโสดสนิทมาจนถึงทุกวันนี้แล้วแฮะ


แชะ!
ในขณะที่ผมกำลังนั่งทำธุระหนักอยู่ในห้องน้ำนั่นเอง หูของผมก็เหมือนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเข้า

แชะ! แชะ!
หือ เสียงอะไรวะ

กึก! ซ่า... แชะ! แชะ!
เสียงเหมือนคนกำลังถ่ายรูปอยู่แฮะ

ผมพยายามมองไปรอบๆ ห้องน้ำที่ผมกำลังเข้าอยู่ เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าคงไม่มีใครที่ไหนมาแอบถ่ายรูปผมอยู่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ผมก็คงจะนึกสงสารอีกฝ่ายที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ต้องมาเจอกับรูปที่ทำให้ฝันร้ายอย่างผมคนนี้ก็เป็นได้

กึก! ซ่า... แชะ! แชะ! แชะ!
เสียงนั้นยังคงดังต่อเนื่องจนผมในตอนนี้รู้สึกระแวงขึ้นมาพอสมควร จึงรีบจัดการตัวเองแล้วลุกขึ้นใส่กางเกงให้เข้าที่อย่างรวดเร็วพร้อมกับกดชักโครกทันที ก่อนที่จะเปิดประตูห้องน้ำออกไปเพื่อดูให้แน่ใจว่าเป็นเสียงอะไรกันแน่ ทว่าสิ่งที่พบก็มีเพียงความว่างเปล่า ผมจึงพยายามชะเง้อมองดูไปยังห้องน้ำห้องอื่นซึ่งก็พบว่าไม่ใครอยู่ในห้องน้ำเลยสักห้องเช่นเดียวกัน

แล้วเมื่อกี้มันเสียงอะไรวะ
หรือว่า....!!!?

ทันทีที่สมองอันน้อยนิดคิดได้เช่นนั้น ผมก็รีบเดินออกจากห้องน้ำกลับไปยังห้องคาราโอเกะทันทีด้วยความรวดเร็วประหนึ่งว่าตัวเองกำลังเป็นนักวิ่งทีมชาติโอลิมปิก

“เฮ้ย ไอ้นันท์ เป็นเหี้ยอะหยัง หน้าซีดเลยนะมึง แอบไปชักว่าวมาเหรอวะ”
“ชักว่าวบ้านพ่อมึงสิ ไอ้สัสยีสต์ บ่มีอะหยังเว้ย”

ผมรีบปฏิเสธออกไป เพราะรู้ว่าถ้าพูดความจริงออกไปคงไม่แคล้วโดนพวกมันหัวเราะเยาะเย้ยเอาแน่ๆ ไอ้ยีสต์เองเมื่อได้ยินผมตอบเช่นนั้นก็พยักหน้าแบบงงๆ แต่ก็ดูจะไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรมากนักจึงหันกลับไปให้ความสนใจกับบรรดาเหล่าสาวๆ ต่อ

หลังจากที่ร้องคาราโอเกะกันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น พวกเราก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่งก็เหมือนกับทุกครั้งนั่นล่ะครับ ไอ้ยีสต์ก็ยังคงเป็นฝ่ายแห้วเหมือนเดิม ซึ่งก็ต่างจากไอ้เต้ยโดยสิ้นเชิงที่ได้เบอร์โทรจากสาวๆ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้เอ่ยขอเลยสักนิด ก็ไม่รู้ว่าจะสงสารหรือสมเพชไอ้ยีสต์มันดี ส่วนไอ้โอ๊ตน่ะเหรอ ยังไม่ออกมาจากโลกส่วนตัวของมันเลยครับ

ผมยังคงเดินเล่นอยู่ภายในห้างอีกเล็กน้อยก่อนที่จะกลับบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวห้างเท่าไหร่นัก

กิจวัตรประจำวันของผมเวลาอยู่บ้านก็คงจะเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปนั่นล่ะครับ ช่วยแม่ดูแลและทำความสะอาดบ้านยกเว้นห้องของตัวผมเองที่ปล่อยทิ้งไว้จนรกยิ่งกว่ารังหนู เคลียร์งาน เคลียร์การบ้านที่อาจารย์สั่งเอาไว้ หลังจากนั้นก็ดูทีวี เล่นคอมพ์ฯ เล่นเฟซบุ๊ก ไม่ก็เล่นเกมกับเพื่อนๆ บ้างถ้าเขาชวน

แต่วันนี้พิเศษหน่อย ขอขยันสักนิด ทบทวนวิชาคณิตศาสตร์สักหน่อยดีกว่า เดี๋ยวคุณกมลชนกจะกริ้ว

ตรึ๊ง!
เสียงข้อความจากเมสเซนเจอร์ดังขึ้นในจังหวะที่ผมกำลังจะหยิบหนังสือออกจากกระเป๋านักเรียน ผมจึงชะโงกหน้าไปดูยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดทิ้งเอาไว้ด้วยความรวดเร็ว

Oat Inwศาสตร์: ตีดอทกันมั้ยครับ ตอนนี้ผม คุณเพื่อนเต้ย คุณเพื่อนยีสต์กำลังรออยู่ในเกม
ไอ้สัส กูกำลังจะขยันเสียหน่อย มึงนี่ก็ชวนกูออกนอกลู่นอกทางตลอด ไม่ได้ๆ เพื่อนทักมาอย่างนี้ ต้องสวนกลับไปเสียหน่อยแล้ว

นันทการ: จัดไป กูเข้าเกมแพร๊พ
ผมรีบตอบกลับไปก่อนที่จะกดเข้าเกมทันทีด้วยความรวดเร็ว

อืม กูว่า กูคงได้ถูกส่งไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ แน่ๆ เลยงานนี้ แต่เอาน่ะ เดี๋ยวอะไรๆ มันก็ดีขึ้นเอง ฮ่าฮ่าฮ่า
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 1 จุดเริ่มต้นของเรื่องราว
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 03-10-2018 02:09:00
“เฮ้ย วันเสาร์นี้พวกมึงว่างกันมั้ย”
ไอ้ยีสต์เอ่ยถามพวกผมที่กำลังยืนต่อแถวเพื่อซื้อก๋วยเตี๋ยวในช่วงพักเที่ยง

“มึงไปนัดใครไว้อีกล่ะ”
ไอ้เต้ยชิงดักคอถามไว้ก่อน จนไอ้ยีสต์ร้อง อุ๊ย ขึ้นมาทันที

“บ่ๆ พอดีพ่อกูได้ตั๋วดูหนังฟรีมาว่ะก็เลยมาชวนพวกมึง หรือพวกมึงจะบ่เอา”
ไอ้ยีสต์พูดพร้อมหยิบคูปองขึ้นมาโบกไหวๆ ก่อนที่จะทำท่าเก็บใส่กระเป๋า

“ของฟรีแบบนี้ใครที่ไหนจะไม่เอาล่ะครับคุณเพื่อนยีสต์”
ไอ้โอ๊ตรีบคว้าเอาไว้ทันทีด้วยความรวดเร็วก่อนที่จะหันมาทางผม

“ว่าแต่คุณเพื่อนนันท์ล่ะครับ เรื่องติวจะเอายังไง”
ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะถอนหายใจเบาๆ

“กูว่ากูคงได้ไปเรียนพิเศษแน่ๆ เลยว่ะ”
“ด้วยสมองขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวอย่างมึงเนี่ยนะ”
ไอ้ยีสต์เอ่ยแซว ผมยกเท้าทำท่าจะถีบมัน แต่ก็ไม่ทัน

“ว่าแต่มึงถามทำไมวะ”
ผมถามกลับไปก่อนที่จะหันไปสั่งก๋วยเตี๋ยวทันทีเมื่อถึงคิวของตัวเอง

“พอดีเมื่อคืนผมแชตคุยกับเพื่อนคนนึงที่ในเฟซบุ๊ก ก็ปรึกษาเรื่องการบ้านนี่ล่ะครับ ก็เลยถือโอกาสเล่าเรื่องของคุณเพื่อนนันท์ให้เขาฟัง เขาเลยอาสาจะติวให้น่ะครับ”

“เฮ้ยจริงดิ แล้วกูต้องจ่ายเท่าไหร่ อะหยังยังไงบ้างวะ”
ผมตะลึงทันทีที่ได้ยินไอ้โอ๊ตพูดเช่นนั้นพร้อมกับหยิบเงินในกระเป๋าสตางค์จ่ายค่าก๋วยเตี๋ยว

“ฟรีครับ”
ผมยิ่งตะลึงตาโตเข้าไปอีกเมื่อได้ยินคำว่า ‘ฟรี’
“เดี๋ยวนะ ทำไมมันใจดีจัง คนแบบนี้ก็มีในโลกด้วยเหรอวะ”
ไอ้เต้ยถามด้วยความสงสัยในขณะที่พวกเรากำลังเดินหาโต๊ะนั่ง

“ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ นี่ขนาดผมบอกไปแล้วนะครับว่าคุณเพื่อนนันท์ของพวกเรามีพัฒนาการทางด้านสมองช้ามากๆ”
“ไอ้สัสโอ๊ต ขอบคุณที่ชมกูนะ”

“แต่เขาจะว่างติวให้ได้เฉพาะช่วงหลังเลิกเรียนวันจันทร์ถึงศุกร์เท่านั้น  ซึ่งเป็นช่วงที่เขาใช้ทบทวนการเรียนของเขาน่ะครับ”
“เฮ้ย แค่นั้นก็มากเกินพอสำหรับกูแล้วเว้ย”

“ว่าแต่เพื่อนของมึงคนนี้มันฉลาดขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
ไอ้ยีสต์ถามแทรกขึ้นมาในขณะที่ปากของมันเต็มไปด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยว ช่างเป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกคลื่นไส้เป็นยิ่งนัก

“ก็คิดว่าในระดับนึงครับ มีอะไรผมก็ถามเขาได้ตลอด จะติดก็แค่นิสัยนี่ล่ะ ที่ดูจะแปลกๆ ไปบ้าง”
“โลกนี้ยังมีคนแปลกกว่ามึงด้วยเหรอวะ”
ไอ้เต้ยถามติดตลกจนไอ้โอ๊ตถึงกับหรี่ตามอง

“ว่าแต่เริ่มติวได้วันไหนวะ”
ผมถามตัดบทพลางใช้ตะเกียบคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก
“วันนี้ก็น่าจะได้นะครับ เพราะเขาก็นั่งทบทวนทุกเย็นที่โรงอาหารนี่ล่ะ”
“โอเค ขอบใจมาก เพื่อนเลิฟ”
เห็นมั้ย บอกแล้วว่าเดี๋ยวอะไรๆ มันก็ดีขึ้นเอง ฮ่าฮ่าฮ่า


ตกเย็นวันนั้นหลังจากเลิกเรียน ผมก็รีบเดินลงจากอาคารเรียนไปยังโรงอาหารทันทีด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่จะฉุกใจนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เพื่อนไอ้โอ๊ตที่ว่ามันชื่ออะไรวะ
แล้วรูปร่างหน้าตามันเป็นยังไงหว่า

“......”

ไอ้สัส! กูลืมถามไอ้โอ๊ตได้ยังไงวะ ข้อมูลพื้นฐานสำคัญขนาดนี่เนี่ย สงสัยกูคงสมองเท่าเมล็ดถั่วเขียวอย่างที่ไอ้ยีสต์มันว่าเอาไว้จริงๆ แต่เอาวะ ลองหาดูด้วยตัวเองก่อนแล้วกัน พิจารณาจากความน่าจะเป็น อืม... ส่วนมากพวกฉลาดๆ มันจะต้องเป็นแบบที่เคยเห็นในหนังในการ์ตูน บวกกับที่ไอ้โอ๊ตมันบอกว่าแปลกๆ ด้วยแล้วเนี่ย ก็ไม่น่าจะหายากเท่าไหร่นะ (มั้ง)

ผมพยายามมองไปรอบๆ โรงอาหารเพื่อหาบุคคลเป้าหมายที่คาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของไอ้โอ๊ต ก่อนที่จะไปสะดุดตากับคนๆ หนึ่งเข้า ดูจากลักษณะหัวเกรียนถูกต้องตามกฎโรงเรียน ใส่แว่นตาหนาๆ ดูเนิร์ดๆ แปลกๆ ยิ่งกว่าไอ้โอ๊ตอีก ที่สำคัญกำลังนั่งทำการบ้านอยู่ด้วย ผมว่าต้องใช่แน่ๆ

ทันทีที่คิดเช่นนั้น ผมก็ไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปหาเป้าหมายทันที ก่อนที่จะลงนั่งฝั่งตรงข้ามด้วยความรวดเร็วจนอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามองและยิ้มให้ผมเล็กน้อย ผมจึงยิ้มตอบกลับไปเป็นมารยาท

กูเจอแล้ว ใช่แน่ๆ ฮ่าฮ่าฮ่า กูนี่ก็ฉลาดกับเขาเหมือนกันนะเนี่ย

หลังจากที่ยิ้มให้ผม อีกฝ่ายก็ก้มหน้าลงไปจดจ่อกับการบ้านของตัวเองต่อ ผมจึงตัดสินใจนั่งมองเงียบๆ ไปก่อน ยังไม่อยากรบกวนอะไรมาก แต่เหมือนอีกฝ่ายจะรู้สึกเกร็งๆ จึงเงยหน้าขึ้นมามองผม ผมจึงยิ้มให้อีกรอบด้วยความเป็นมิตรให้มากที่สุดเท่าที่คนหน้าตาเถื่อนๆ อย่างผมจะทำได้

“เอ่อ โทษนะ มีธุระอะหยังครับ”
อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักพลางขยับแว่นหนาของตัวเองเล็กน้อย ซึ่งก็ดีเลยเพราะผมจะได้ไม่ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน

“กูชื่อนันท์นะ”
“ครับ แล้วยังไงเหรอ”

“อ้อ ก็ที่ไอ้โอ๊ตบอกว่ามึงเป็นคนอาสาจะติวให้กูยังไงล่ะ”
พอผมพูดออกไปเช่นนั้นอีกฝ่ายถึงกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความสงสัยทันที
“เอ่อ ติว ใครติวให้ใครครับ แล้วโอ๊ตที่ว่านี่คือใคร แล้วนายเป็นใครเหรอครับ”
หลังจากที่อีกฝ่ายตอบกลับมาเช่นนั้น ผมก็รู้ตัวในทันทีเลยว่า

กูคงทักผิดคนแล้วล่ะ
ผมรีบลุกขึ้นขอโทษขอโพยอีกฝ่ายทันทีด้วยความรวดเร็ว ซึ่งก็ดีนะที่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ติดใจอะไรมากนัก แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ผมรู้สึกอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด ผมเดินออกมาแล้วหยิบมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงก่อนที่จะกดโทรหาไอ้โอ๊ตอย่างเร่งด่วน

“สวัสดีครับคุณเพื่อนนันท์ มีอะไรให้รับใช้เหรอครับ”
ไอ้โอ๊ตเอ่ยรับสายด้วยน้ำเสียงงึมงำเหมือนกำลังเคี้ยวขนมอะไรสักอย่างอยู่ในปาก

“เฮ้ย ไอ้โอ๊ต เพื่อนของมึงที่จะติวให้กูน่ะ มันชื่ออะไรวะ แล้วรูปพรรณสัณฐานล่ะเป็นยังไง”
ผมจู่โจมถามทันที ไอ้โอ๊ตนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

“ขื่อแบงค์น่ะครับ ส่วนลักษณะก็...”
“ก็...”
“ก็ต่างจากคุณเพื่อนนันท์ยังไงล่ะครับ”
“....”
“....”
ทั้งผมและไอ้โอ๊ตต่างก็นิ่งเงียบไปชั่วจังหวะ

“หมายความว่าไงวะ”
ผมถามกลับไปด้วยความสงสัย
“ก็คุณเพื่อนแบงค์เขาดูฉลาด ส่วนคุณเพื่อนนันท์ก็...”
“อ๋อเหรอ ตลกนะมึง”
ผมชิงพูดตัดบททันทีเพราะรู้ว่ามันจะพูดอะไรต่อ ไอ้เหี้ยนี่ คนยิ่งร้อนใจอยู่ยังจะมาลีลากวนส้นตีนกันอยู่ได้เดี๋ยวปั๊ดตบให้แว่นเบี้ยวเลยมึง

“ล้อเล่นครับ แป๊บนึงนะครับ เดี๋ยวผมวางสายโทรหาให้แป๊บ”
ผมตอบตกลงแล้วจึงกดวางสายก่อนที่จะสอดส่ายสายตามองหาบุคคลที่น่าจะใช่ (ยังไม่เข็ดอีกนะมึง) ไม่นานนักไอ้โอ๊ตก็โทรกลับมาหาผม
“ว่าไงไอ้โอ๊ต”
“ตอนนี้คุณเพื่อนนันท์อยู่ที่โรงอาหารแล้วใช่มั้ยครับ”
ไอ้โอ๊ตเอ่ยถาม ผมส่งเสียง อือ ในลำคอกลับไปเป็นคำตอบ

“งันก็...เดินไปหาเสาโรงอาหารต้นไหนก็ได้...”
“หาทำไมวะ”
“อย่าขัดเวลาผมพูดได้มั้ยครับ”
แน่ะ มีขู่ด้วย ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ผมจึงเดินไปยังเสาโรงอาหารต้นที่ใกล้ที่สุดตามที่ไอ้โอ๊ตสั่ง

“แล้วยังไงต่อวะ”
“เอานิ้วโป้งถูเสาไปเรื่อยๆ เลยครับ”
“ห๊ะ!”
ผมงงกับคำพูดของไอ้โอ๊ตจนเผลออุทานออกไป
“สั่งให้ทำก็ทำสิครับ นี่ผมกำลังช่วยคุณเพื่อนนันท์อยู่นะครับเนี่ย หัดสำนึกในบุญคุณของผมเสียมั่ง ถูไปเรื่อยๆ ห้ามหยุด แค่นี้นะครับ”
“เฮ้ย เดี๋ยว!”

ไม่ทันเสียแล้ว ไอ้โอ๊ตตัดสายทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เอายังไงดีวะ ไอ้เหี้ยโอ๊ตเล่นอะไรกูอีกเนี่ย ให้เอานิ้วโป้งถูเสาเนี่ยนะ ผมมองซ้ายมองขวาพร้อมกับคิดลังเลว่าจะทำตามที่ไอ้โอ๊ตมันสั่งดีหรือไม่

เอาวะ! ไหนๆ ก็มาถึงจุดนี้แล้ว ชีวิตกูคงไม่มีเหี้ยอะไรจะให้เสียแล้วนี่ เอาให้เต็มที่เลยครับพี่น้อง ผมบรรจงเอานิ้วโป้งถูไปยังเสาของโรงอาหารอย่างช้าๆ อยู่ประมาณสองสามนาทีเห็นจะได้ ก่อนที่จะคิดตั้งคำถามกับตัวเองว่าตอนนี้กูกำลังทำเหี้ยอะไรอยู่ ถูหาหวยอย่างนั้นเหรอ หรือกำลังถูเรียกยักษ์ในเสาของโรงอาหารให้ออกมาเพื่อขอพรสามข้อ

หรือแท้จริงแล้วกูกำลังโดนไอ้โอ๊ตแกล้ง

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมก็ยืดตัวขึ้นเลิกเอานิ้วถูเสาทันทีพร้อมกับเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงด้วยอารมณ์หงุดหงิดพอสมควร
ไอ้เหี้ยโอ๊ต ไอ้สัส เดี๋ยวพรุ่งนี้แว่นมึงเบี้ยวแน่ คอยดูเหอะ

ในขณะที่ผมจะเดินออกจากโรงอาหารพลางคิดบ่นให้ไอ้โอ๊ตอยู่ในใจนั่นเอง

“เดี๋ยวครับๆ นั่นใช่นันท์หรือเปล่าครับ”
เสียงทุ้มที่ฟังดูไม่คุ้นหูเอ่ยเรียกชื่อของผม ผมจึงหันไปมองซึ่งก็ทำเอาผมถึงกับต้องชะงักไปชั่วขณะเมื่อเห็นเจ้าของเสียงนั้น

“ชะ ใช่”
ผมตอบกลับไปอย่างไม่เต็มเสียงนัก

“ขอโทษที พอดีติดธุระนิดหน่อยที่ชมรมน่ะครับเลยทำให้มาช้า ขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ”
“เอ่อ บ่เป็นหยัง ว่าแต่มึงคือ...”

“ครับ ผมแบงค์เองครับ เพื่อนของโอ๊ตน่ะ”
อีกฝ่ายแนะนำตัวอย่างสุภาพพลางขยับแว่นของตัวเองให้เข้าที่ ทำเอาผมรู้สึกโล่งใจเพราะในที่สุดก็เจอสักที แต่จะว่าไปก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมไอ้โอ๊ตมันถึงได้บอกว่าต่างจากผมนั่นก็เพราะว่า...

“มึงสูงเท่าไหร่น่ะ”
ผมยิงคำถามแรกทันทีด้วยความสงสัย

“เอ่อ ก็ประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบสามหรือแปดสิบสี่ราวๆ นี้นี่ล่ะครับ”
“เล่นกีฬาอะหยังบ้างหรือเปล่าวะ อย่างจำพวกบาสฯ พวกนี้น่ะ”

“ก็ไม่นะ จะมีก็แค่ในวิชาพละเท่านั้นน่ะครับ”
“นมล่ะ กินเยอะมั้ย”
ผมยังคงยิงคำถามอย่างต่อเนื่อง อีกฝ่ายครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางขยับแว่นหนาบนใบหน้าให้เข้าที่ก่อนที่จะใช้ร่องนิ้วเสยผมของตนขึ้นด้านบน แต่มันก็อยู่ทรงได้ไม่นานนักก็ลู่ตกลงตามแรงโน้มถ่วงจนเกือบจะปิดคิ้วหนาของตัวเองแล้ว

“ก็ปกตินะ กินมั่งไม่กินมั่ง ว่าแต่ทำไมเหรอครับ”
ทันทีที่อีกฝ่ายตอบกลับมาเช่นนั้น ผมก็รู้สึกได้ทันทีเลยว่า ‘พระเจ้าแม่งไม่ยุติธรรมกับกูฉิบหาย’ ทั้งๆ ที่ผมก็กินนมเช้า เที่ยง เย็น ก่อนนอนทุกวัน กีฬาก็พยายามเล่น โดยเฉพาะบาสฯ ที่เขาบอกกันว่าเล่นแล้วจะทำให้ตัวสูง

แต่ทำไมกูถึงยังสูงแค่หนึ่งร้อยหกสิบสี่อยู่วะ สารอาหารที่กูกินเข้าไป ไม่ได้ช่วยให้กูสูงขึ้นเลยหรือไงวะเนี่ย

อ๊ะๆ หากอ่านมาถึงตรงนี้ ทุกท่านคงกำลังคิดว่าผม ‘เตี้ย’ จนไม่น่าให้อภัยกันอยู่ใช่มั้ยล่ะครับ หากใช่ ก็ขอความกรุณาเปลี่ยนความคิดนั้นเดี๋ยวนี้เลยนะครับ ได้โปรดอย่าเข้าใจผิดแล้วเรียกผมว่า ‘เตี้ย’ เด็ดขาด

ผมไม่ได้เตี้ยครับ แต่แค่อยู่ในโหมด ‘ขนาดพกพาสะดวก’ เฉยๆ เท่านั้น โปรดเข้าใจตรงกันด้วยนะครับ

“ว่าแต่มึงรู้ได้ยังไงว่ากูคือนันท์”
ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่ออีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็อมยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับใช้นิ้วชี้เกาจมูกของตัวเองเบาๆ

“ก็...โอ๊ตเขาบอกว่าให้สังเกตคนที่กำลังเอานิ้วโป้งถูเสาโรงอาหารอยู่ ผมก็เลยคิดว่าน่าจะใช่น่ะครับ”
“......”
ผมอ้าปากค้างตกตะลึงทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายตอบกลับมาเช่นนั้น

“นี่มึงยืนดูนานเท่าไหร่แล้วเนี่ย”
“ก็ราวๆ สองสามนาทีเห็นจะได้น่ะครับ”
เช็ดเขร้ นี่มันดูตั้งแต่กูเริ่มถูเลยหรือเปล่าวะนั่น

“นี่กำลังถูหาหวยอยู่เหรอครับ”
คำถามนั้นทำเอาผมถึงกับรู้สึกอับอายขึ้นมากกว่าเดิม

“สัส บ้านมึงดิ เฮ้ย คือ บ่ใช่นะเว้ย คือ ไอ้เหี้ยโอ๊ตมันบอกน่ะว่า...”
ผมพยายามแก้ตัวด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก จนทำให้อีกฝ่ายถึงกับอมยิ้มหัวเราะออกมาเบาๆ

“ผมล้อเล่นน่ะ นี่คงโดนไอ้โอ๊ตมันแกล้งมาแน่ๆ เลยใช่มั้ยครับ”
อีกฝ่ายพยายามคาดเดา ผมจึงพยักหน้าด้วยสีหน้าชวนให้ดูน่าสงสารให้มากที่สุดเท่าที่หน้าเถื่อนๆ แบบผมจะทำได้

“ว่าแต่มึงจะติวให้กูจริงๆ เหรอวะ”
ผมถามเข้าประเด็นทันทีเพราะคิดว่าหากขืนยังออกนอกเรื่องไปเรื่อยๆ ผมจะยิ่งอับอายมากขึ้นกว่าเดิม
“ครับ”
“บ่คิดเงินเหรอ”
“ไม่ครับ”

“แล้วต้องมีอะหยังแลกเปลี่ยนมั้ย”
ผมถามย้ำเพื่อความแน่ใจ อีกฝ่ายขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ก็ไม่นะครับ พอดีผมว่างช่วงเวลานี้อยู่แล้วน่ะ ก็เลยถือว่าการติวให้เป็นการทบทวนความรู้ของตัวผมเองไปด้วยในตัวน่ะครับ ไม่ต้องคิดมาก”
อีกฝ่ายอธิบายกลับมาเช่นนั้น ผมจึงได้แต่พยักหน้าตอบรับกลับไป เอาน่ะ ของฟรีก็ดีแค่ไหนแล้ว อย่าถามเซ้าซี้ให้มากจะดีกว่า เดี๋ยวเกิดอีกฝ่ายรำคาญยกเลิกการติวขึ้นมากูจะซวยเสียเปล่าๆ

“มาครับ เริ่มติวกันเลยดีมั้ย”
อีกฝ่ายเอ่ยถามพร้อมกับยิ้มให้ผมก่อนที่จะเดินนำไปยังโต๊ะอาหารตัวที่ว่างอยู่ ผมจึงเดินตามไปอย่างว่านอนสอนง่าย

และการติวให้กับคนสมองเมล็ดถั่วเขียวอย่างผม รวมไปถึงเรื่องราวทั้งหมดก็ได้เริ่มต้นขึ้น

จบคาบเรียนที่ 1
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 1 จุดเริ่มต้นของเรื่องราว
เริ่มหัวข้อโดย: Keane ที่ 03-10-2018 06:28:12
 :man1:
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 2 ก้อนหินก้อนนั้น (4-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 04-10-2018 00:37:49
   คาบเรียนที่สอง

“ไอ้โอ๊ต มึงซื้อวันพีชเล่มใหม่มารึยังวะ”
ไอ้ยีสต์เอ่ยถามถามขึ้นในขณะที่พวกเรากำลังวอร์มร่างกายในคาบวิชาพละกันอยู่

“ซื้อมาแล้ว แต่ยังให้คุณเพื่อนยีสต์ยืมไม่ได้นะครับ เพราะผมยังไม่ได้อ่าน และอีกอย่างคุณเพื่อนเต้ยก็จองคิวต่อเอาไว้แล้วด้วยน่ะครับ”
ไอ้โอ๊ตตอบกลับไปพลางถอดแว่นตาของตัวเองออกมาเช็ดคราบสกปรก ไอ้ยีสต์ทำหน้าบูดทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นโดยมีไอ้เต้ยยิ้มหัวเราะเยาะเย้ยใส่

“ว่าแต่วันนี้พวกคุณเพื่อนๆ มีธุระไปไหนกันรึเปล่าครับ”
ไอ้เต้ยกับไอ้ยีสต์มองหน้ากันก่อนที่จะพยักหน้าตอบตกลงกลับไป

“ก็ว่างนะ ว่าแต่จะชวนไปไหนวะ”
“พอดีผมเพิ่งซื้อเกมใหม่มา เลยกะว่าจะชวนไปเล่นที่บ้านของผมน่ะครับ”
ไอ้โอ๊ตตอบกลับไปก่อนที่จะหันมามองด้วยด้วยสีหน้านิ่ง

“แล้วคุณเพื่อนนันท์ล่ะครับ จะไปด้วยมั้ย”
“ช่วงนี้กูขอตัว กูมีนัดติวกับแบงค์เขาว่ะ”
“ไอ้คนที่มึงไปถูเสาโรงอาหารให้เขาดูนั่นใช่ปะวะ”
ไอ้สัสเต้ยมึงรู้ได้ไงวะ สงสัยไอ้เหี้ยโอ๊ตต้องเป็นคนบอกแน่ๆ เลย

“ขยันจริงนะเว้ยช่วงนี้ กลัวโดนส่งไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ ขนาดนั้นเลยเหรอวะ ยังไงก็อย่าติวเพลินจนลืมเพื่อนฝูงซะล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
ไอ้ยีสต์หัวเราะแซวผม ผมชำเลืองมองพร้อมกับชูนิ้วกลางใส่มัน

“แล้วเรื่องติวของคุณเพื่อนนันท์เป็นยังไงบ้างแล้วล่ะครับ”
ไอ้โอ๊ตเอ่ยถามผมพร้อมกับหยิบลูกบาสขึ้นมาอุ้มเอาไว้ ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะหันไปยิ้มแห้งๆ ให้กับคนที่เอ่ยถาม

“กูว่า กูก็ยังบ่เข้าใจเหี้ยอะหยังเหมือนเดิมเลยว่ะ”
ทั้งไอ้โอ๊ต ไอ้ยีสต์และไอ้เต้ยต่างก็ทำหน้าปลงชีวิตขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินผมตอบกลับไปเช่นนั้น
“ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอกครับ”
ไอ้โอ๊ตพูดปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงระอาก่อนที่พวกเราทั้งจะเดินไปเข้าแถว

“งั้นยังไงพวกกูไปก่อนนะเว้ย ถ้ามึงติวเสร็จไว ก็ตามมาได้นะเว้ย”
ไอ้เต้ยตะโกนบอกผมที่กำลังจะเดินไปยังโรงอาหาร ผมหันกลับไปพยักหน้าให้เป็นคำตอบแล้วจึงมุ่งไปยังโรงอาหารทันทีด้วยความรวดเร็ว จะว่าไปนี่ก็ผ่านมาได้เกือบๆ อาทิตย์แล้วล่ะมั้ง นับตั้งแต่วันที่แบงค์เริ่มติวหนังสือให้กับผม แต่ดูเหมือนว่าสมองของผมมันจะเป็นสมองเมล็ดถั่วเขียวจริงๆ อย่างที่ไอ้ยีสต์มันว่าเอาไว้

“เวกเตอร์คืออะไรครับ”
แบงค์เปิดคำถามจู่โจมใส่ผมทันทีที่ผมเดินมาถึง ทำเอาผมถึงกับเหวอแดกขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น

“เอ่อ เวกเตอร์คือ เอ่อ คือ แห่ะๆ”
ผมยิ้มแหยๆ เป็นคำตอบให้กับแบงค์ เจ้าตัวเองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะยิ้มให้ผม

“ขอโทษนะ มันจำบ่ได้ว่ะ เอ่อ ใช่ปริมาณที่บ่งบอกเฉพาะขนาดรึเปล่าวะ”
“นั่นมันสเกล่าร์ครับ”

“อ้าวเหรอวะ แห่ะๆ”
ผมหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อนกลับไปก่อนที่จะหยิบหนังสือของตัวเองออกมาจากกระเป๋าสะพาย

“ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยก็ยังถือว่าดีขึ้นกว่าวันแรกๆ ที่ตอบอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง”
อันนี้มึงกำลังชมหรือด่ากูวะเนี่ย

แบงค์ยังคงยิ้มให้ผมก่อนที่เราจะเริ่มติวหนังสือโดยที่ไม่แสดงอาการโกรธหรือเบื่อหน่ายอะไรออกมาให้ผมเห็นแม้แต่นิดเดียว จนบางทีผมก็ยังสงสัยนะครับว่าคนใจดีแบบนี้มันมีอยู่ในโลกด้วยเหรอเนี่ย ติวก็ติวให้ฟรี แถมยังไม่ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนเลยแม้แต่อย่างเดียว

ใจดีมากเกินไปจนดูน่าสงสัยยังไงก็ไม่รู้ บางทีก็รู้สึกอยากจะถามเหมือนกัน แต่พอคิดอีกที ไม่ถามดีกว่า ของฟรีก็อย่าเรื่องมากให้มากนักเลย


“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวจะเย็นเกินไปน่ะครับ”
แบงค์พูดพร้อมกับจัดเรียงหนังสือใส่กระเป๋าของตัวเอง ผมเองก็พยักหน้าตอบรับพร้อมกับเก็บหนังสือใส่กระเป๋าสะพายเช่นเดียวกัน

“ขอบใจมึงมากนะที่ช่วยติวให้กู รู้สึกรบกวนยังไงก็บ่รู้เหมือนกันแฮะ”
“คิดมากน่ะครับ ก็บอกแล้วไงว่ายังไงผมก็ว่างช่วงเวลานี้อยู่แล้ว”
แบงค์ยิ้มตอบกลับมาให้ผม ช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูเป็นสุภาพบุรุษมากๆ เมื่อเทียบกับตัวผมเองเนี่ย

ตรึ๊ง!
เสียงมือถือดังขึ้น ผมรีบล้วงมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงแต่ปรากฏว่าเสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากเครื่องของผม แต่เป็นเครื่องของอีกฝ่ายหนึ่งแทน แบงค์หยิบมือถือขึ้นมาดูก่อนที่จะใช้นิ้วโป้งจิ้มลงบนหน้าไปมาอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกำลังพิมพ์สนทนากับใครบางคนอยู่

“ฮั่นแน่ะ! แฟนแชตมาตามตัวแล้วเหรอวะ”
ผมเอ่ยแซวออกไปพร้อมกับทำหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ ฝ่ายที่ถูกแซวเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย ก่อนที่จะเผยยิ้มให้ผมด้วยท่าทีเขินอายนิดๆ

“ครับ พอดีแฟนทักมาบอกว่าให้ไปหาที่หน้าโรงเรียน งั้นเดี๋ยวยังไงผมขอตัวไปก่อนนะครับ โชคดี พรุ่งนี้เจอกันนะครับ”
แบงค์กล่าวคำอำลากับผมก่อนที่จะเร่งฝีเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ผมยืนนิ่งเงียบอยู่คนเดียว

อืม... สูง เรียนเก่ง ดูเป็นสุภาพบุรุษ ดูมีอนาคตไกล ก็ไม่แปลกหรอกที่จะมีแฟนแล้ว
แล้วกูล่ะ แล้วกูล่ะเฮ้ย เหี้ยเอ้ยยย พระเจ้าแม่งไม่ยุติธรรมจริงๆ ด้วย ฮือๆ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ แอบไปสังเกตแฟนของแบงค์ดูสักหน่อยดีกว่าว่าจะสวยแค่ไหน ฮ่าฮ่าฮ่า งานเผือกขอให้บอกครับ ของถนัด เอิ๊กๆ

ทันทีที่คิดเช่นนั้น ผมก็รีบเดินตามแบงค์ไปห่างๆ โดยระวังไม่ให้เจ้าตัวสังเกตเห็น


ที่หน้าโรงเรียน

แบงค์เอ่ยทักทายกับเด็กสาวคนหนึ่งที่ดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่นักเรียนโรงเรียนเดียวกับพวกผมแน่ๆ สังเกตได้จากสีกระโปรงซึ่งเป็นคนละสีกับสีกระโปรงนักเรียนหญิงของเรา ผมอึ้งไปชั่วขณะเพราะเด็กสาวคนนั้นจัดได้ว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ผมยาวสลวย ผิวขาวใส หน้าตาจิ้มลิ้ม แก้มอมชมพูกำลังดี เธอเด่นมากจนผู้คนรอบข้างต่างหันมามอง

ชีวิตมึงจะเพอร์เฟคไปไหนวะเนี่ย ไอ้เหี้ยแบงค์
อ๊ะ ด่ามันเหี้ยไม่ได้นี่หว่า มันเป็นคนติวหนังสือให้กู ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ งั้นเอาใหม่
ชีวิตมึงจะเพอร์เฟคไปไหนวะเนี่ย ไอ้แบงค์

แบงค์ยกมือของตัวเองขึ้นยีหัวเด็กสาวคนนั้นเบาๆ ทว่าเธอกลับมีทีท่าไม่ค่อยพอใจในการกระทำนั้นของแบงค์เท่าไหร่นัก เธอรีบปัดมือของแบงค์ออกทันทีอย่างรวดเร็วทำเอาแบงค์ถึงกับหน้าถอดสีไปชั่วขณะ ก่อนที่จะรีบกลับมายิ้มให้เธออีกรอบ แต่ก็ไร้ซึ่งรอยยิ้มใดๆ ตอบกลับมาจากเด็กสาวคนดังกล่าว

อะไรของเธอวะ
อย่างที่เคยบอกไป ผมล่ะไม่เข้าใจความคิดของพวกผู้หญิงเลยจริงๆ ให้ตายสิ วู้ววว ปวดหัวๆ ไปบ้านไอ้โอ๊ตเล่นเกมแก้เครียดดีกว่า


เช้าวันถัดมา

“เฮ้ย ไอ้โอ๊ต มึงทำรายงานวิชาภาษาไทยเสร็จรึงยังวะ”
ไอ้ยีสต์เอ่ยถามขึ้นในขณะที่พวกเรากำลังเดินขึ้นไปยังห้องเรียนหลังจากที่เคารพธงชาติเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ทำเสร็จแล้วครับ แต่! ขอบอกไว้ก่อนเลยนะครับว่า ไม่!”
ไอ้โอ๊ตชิงพูดดักคอขึ้นมาทันที แต่ไอ้ยีสต์ก็ยังไม่คงลดละความพยายาม

“แล้วมึงล่ะ ทำเสร็จรึยัง”
ไอ้เต้ยหันมาเอ่ยถามผมทันทีเมื่อเจ้าตัวได้ยินบทสนทนานั้น

“ใกล้แล้วว่ะ เหลืออีกนิดหน่อย กูว่าน่าจะเสร็จทันอยู่”
“เฮ้ย งั้นกูขอลอกหน่อยดิวะ”

คราวนี้ไอ้ยีสต์หันมารบเร้าผมแทน ผมหันไปทำสีหน้าสื่อความหมายทำนองว่า ‘มึงแน่ใจแล้วเหรอที่จะลอกกู’ กลับไป ไอ้ยีสต์ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะตระหนักได้ว่า ‘ก็จริง’ จึงหันกลับไปอ้อนวอนไอ้โอ๊ตต่อชนิดที่ว่าถ้าก้มลงกราบได้ มันก็คงก้มลงกราบแล้วแน่ๆ

ในช่วงจังหวะนั้นเอง สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นแบงค์กำลังเดินขึ้นมา ผมจึงโบกมือทักทายออกไป แบงค์เองเมื่อเห็นผมก็ยิ้มตอบกลับมาให้ผมก่อนที่เจ้าตัวจะเดินแยกออกไปยังห้องของตัวเอง

“นั่นเหรอวะ คนที่ติวให้มึง”
ผมพยักหน้าเป็นคำตอบให้กับคำถามของไอ้เต้ย

“ดูต่างกับมึงลิบลับเลยเนอะ”
“หมายความว่ายังไงวะ”
 “ก็ดูมันดิ สูงชิบหาย ส่วนมึงน่ะ ก็เตี้ยโคตรๆ”
ขอบคุณที่ย้ำจุดเด่นของกู ไอ้สัสเต้ย

“อีกอย่างคุณเพื่อนแบงค์เขาดูเป็นคนฉลาด ในขณะที่คุณเพื่อนนันท์ดู...”
ไอ้โอ๊ตพยายามจะเสริมคำพูดของไอ้เต้ย แต่ผมไม่ปล่อยให้มันพูดจนจบประโยคหรอก ผมทำท่าจะกระโดดถีบตูดของมันแต่ก็ไม่ทัน ไวฉิบหายไอ้เหี้ยนี่

แต่จะว่าไป ทำไมผมถึงได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับรอยยิ้มของแบงค์เมื่อกี๊ยังไงก็ไม่รู้แฮะ ดูเผินๆ มันก็เหมือนๆ ยิ้มทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ไม่รู้สิ ความรู้สึกมันกำลังบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติและน่าเป็นห่วง

“เออ จะว่าไป อาทิตย์ที่แล้วอาจารย์มลฤดีแกบอกว่าวันนี้จะมีสอบย่อยวิชาภาษาอังกฤษนี่หว่า”
ไอ้เต้ยทำท่านึกขึ้นได้ ก่อนที่จะหันมาทางผมที่ตอนนี้กำลังหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ก่อนที่จะไปห่วงคนอื่น กูว่าไอ้ที่น่าเป็นห่วงจริงๆ น่ะ น่าจะเป็นอนาคตของกูมากกว่าแล้วแฮะ
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 2 ก้อนหินก้อนนั้น (4-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 04-10-2018 00:42:42
“เป็นไงมั่งวะ สอบวิชาภาษาอังกฤษเมื่อกี๊”
ไอ้ยีสต์เอ่ยถามผมหลังจากที่จบคาบวิชา ซึ่งก็เป็นคำถามที่ไม่สมควรจะถามเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าสังเกตดูจากสีหน้าของผมในเวลานี้ก็น่าจะได้คำตอบแล้วแท้ๆ

“ถ้าแม่กูรู้เรื่องนี้ กูคงได้ถูกส่งไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ ทันทีโดยบ่ต้องรอให้จบเทอมแน่ๆ เลยว่ะ”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงวิตก ทว่าเพื่อนๆ ที่แสนดีทั้งหลายกลับเห็นเป็นเรื่องตลกไปเสียอย่างนั้น

“โชคดีนะมึง อยากแดกอะหยังก็มาเข้าฝันพวกกูแล้วกันนะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
“กูบ่ได้ไปตายเว้ย”
พูดจบ ผมก็ชูนิ้วกลางใส่ไอ้เต้ยที่กำลังหัวเราะร่วนอย่างชอบใจทันที


หลังจากที่ผมเก็บสัมภาระต่างๆ ใส่กระเป๋าเสร็จเรียบร้อย ผมก็แยกย้ายกับพวกเพื่อนๆ ทันที เพื่อลงไปหาแบงค์ที่โรงอาหาร แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ผมจะมาถึงเร็วเกินไปแฮะ เพราะอีกฝ่ายยังมาไม่ถึงเลย งั้นนั่งรอไปก่อนแล้วกัน จริงสิ วันนี้มีการบ้านวิชาคณิตศาสตร์เลยพอดีนี่หว่า เอาออกมาทำรอแบงค์ไปพลางๆ ดีกว่า

“......”
“......”

นี่มันเหี้ยอะไรกันเนี่ยยย อะเหื้อออ ท่านจอมยุทธ์ช่วยข้าน้อยด้วย ยิ่งทำยิ่งงง ยิ่งชวนให้กระอักเลือดยิ่งนัก เจอแบบนี้ขอตายดีกว่า คร่อกกก อ๊ะ แต่กูยังตายไม่ได้นี่หว่า เพราะยังเล่นเกมที่เพิ่งซื้อมาไม่จบเลย เพราะฉะนั้นสงสัยคงต้องฟื้นกลับขึ้นมาแล้วให้รอแบงค์มาสอนดีกว่า

ผมหยิบมือถือออกมาเล่นไปพลางในขณะที่นั่งรออีกฝ่าย เปิดเฟซบุ๊กเผือกเรื่องชาวบ้านชาวช่องเขาบ้าง เข้าเกมนู้นออกเกมนี้ เปิดเว็บอะไรดูไปเรื่อย จนเวลาล่วงเลยไปเกือบๆ ครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าติวเตอร์คนเก่งของผมจะโผล่หัวมาเลย ไปไหนของมันวะ หรือว่าจะติดธุระอะไรเร่งด่วนรึเปล่าหว่า จะโทรหาหรือติดต่อก็ไม่ได้ด้วยนี่สิ เพราะยังไม่มีทั้งเบอร์มือถือ เฟซบุ๊กหรือไลน์ของอีกฝ่ายอะไรเลยสักอย่าง

ถ้างั้นก็กลับบ้านดีกว่าแฮะ สงสัยแบงค์คงมีธุระจริงๆ นั่นล่ะเลยมาไม่ได้
ในขณะที่ผมคิดเช่นนั้นและกำลังจะเก็บของใส่กระเป๋าอยู่นั่นเอง

“ขอโทษครับที่มาช้า”
เสียงของแบงค์ก็เอ่ยทักขึ้นมา ผมเงยหน้าขึ้นมองด้วยความดีใจ แต่ก็ต้องรีบหุบยิ้มทันที

“เป็นอะหยังรึเปล่าวะ ดูสีหน้าเครียดๆ นะ”
ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่ดูไม่เหมือนทุกวันที่ผ่านมา แบงค์เองเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้นก็สะดุ้งทำสีหน้าตกใจเล็กน้อย

“หืม? ผมทำหน้าเครียดอยู่เหรอครับ”
ผมพยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบ เจ้าตัวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันมายิ้มให้ผม

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ นี่ก็สายไปมากแล้ว มาติวกันเลยดีกว่า วันนี้เราจะติวกันตรงไหนดีครับ”
แบงค์เอ่ยถาม ผมจึงหยิบสมุดการบ้านขึ้นมา แบงค์เองก็ยังคงติวให้ผมตามปกติ พยายามอธิบายวิธีคิด และให้ผมลองฝึกทำเองเพื่อหาคำตอบเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ถึงกระนั้นเถอะ ผมกลับรู้สึกสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ดูผิดปกติไปจากทุกครั้ง เหมือนแบงค์จะดูเงียบๆ ไป ถึงแม้โดยปกติแล้วเจ้าตัวจะเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาอะไรมากอยู่แล้วก็ตามทีเถอะ แต่มันก็ไม่ใช่แบบนี้ ดูเหมือนว่ากำลังมีอะไรบางอย่างรบกวนจิตใจของแบงค์อยู่ยังไงก็ไม่รู้แฮะ สังเกตได้จากการที่เจ้าตัวพยายามหยิบมือถือขึ้นมาดูบ่อยครั้ง เหมือนกำลังรออะไรหรือใครอยู่

“เฮ้ย มึง ข้อนี้เป็นยังไงบ้าง ถูกมั้ยวะ”
ผมเอ่ยถามพร้อมยื่นสมุดให้แบงค์ดู แต่ในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังจะหยิบไปดูนั่นเอง

TRRRRRR
เสียงมือถือของอีกฝ่ายดังขึ้น แบงค์วางสมุดของผมลงบนโต๊ะทันทีก่อนที่จะคว้ามือถือของตนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เจ้าตัวหันมามองผมเล็กน้อย ผมพยักเพยิดหน้าเป็นนัยว่า “ตามสบาย” กลับไป แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีนั้นของผมก็รีบลุกขึ้นเดินออกไปทิ้งระยะห่างจากโต๊ะที่ผมนั่งพอสมควร

ถึงแม้ผมจะมีทักษะความเสือกอยู่ในระดับสูงก็ตาม แต่คราวนี้ผมก็รู้ตัวดีว่าไม่สมควรจะเข้าไปแอบฟังอย่างเด็ดขาด สังเกตได้จากท่าทีที่ดูจริงจังและเป็นกังวลของอีกฝ่ายที่แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด

แบงค์ใช้เวลาเกือบสิบนาทีในการคุยโทรศัพท์อยู่กับคู่สนทนาแล้วจึงกดวางสายไป ก่อนที่จะเดินกลับมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่นัก เจ้าตัวนิ่งเงียบไปพร้อมกับก้มหน้าจ้องมองหน้าจอมือถืออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผมรู้สึกงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกไป ไม่นานนัก แบงค์ก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับหยิบสมุดของผมไปตรวจดูก่อนที่จะส่งมันคืนมาให้ผม

“ถูกต้อง เก่งมากเลยครับ”
แบงค์ตอบกลับมาสั้นๆ พร้อมกับยิ้มให้ผมเหมือนทุกครั้ง แต่ดูก็รู้ว่ารอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่ฝืนๆ ยังไงไม่รู้ ผมรู้สึกลังเลใจว่าจะเอ่ยถามออกไปดีหรือไม่ ด้วยกลัวอีกฝ่ายจะคิดว่าผมสอดรู้สอดเห็นมากเกินไปหรือเปล่า ถึงแม้ว่าโดยปกติผมจะโดนไอ้พวกเพื่อนๆ ด่าว่าไอ้ขี้เสือกอยู่บ่อยครั้งก็ตามทีเถอะ

แต่ครั้นจะให้นิ่งเงียบปล่อยผ่านไปมันก็...

“มึงกำลังมีปัญหาอะหยังอยู่รึเปล่าวะ”
ผมเอ่ยถามออกไปความน้ำเสียงตะกุกตะกัก แต่สาบานได้เลยว่าผมรู้สึกเป็นห่วงจริงๆ แบงค์เองเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้นก็นิ่งเงียบไปก่อนที่จะหันไปดูมือถืออีกรอบ แล้วจึงหันมายิ้มให้ผมด้วยแววตาที่ดูเศร้า

“พอดีผมเพิ่งโดนแฟนบอกเลิกมาน่ะครับ”
“.....”
“.....”
ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินแบงค์ตอบกลับมาเช่นนั้น ในขณะที่สมองอันน้อยนิดก็กำลังประมวลผลอยู่

“เฮ้ย ได้ไง ก็...เมื่อวานกูยังเห็นมึงยิ้มดีใจอยู่เลยบ่ใช่เหรอวะ”
ผมถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าสงสัย โดยที่ไม่ได้บอกถึงเรื่องที่ผมเองแอบตามไปดูจนถึงหน้าประตูโรงเรียน ในขณะที่แบงค์ก็เอาแต่นิ่งเงียบไม่ตอบอะไรกลับมานอกจากยิ้มอย่างเดียว

ยิ้มที่ดูเหงาและเศร้ายังไงก็ไม่รู้
ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ผมก็มีความรู้สึกอยากจะช่วยจริงๆ แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

“ไป”
ผมเก็บสัมภาระทั้งหมดใส่กระเป๋าสะพายพร้อมกับลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว แบงค์เงยหน้าขึ้นมองผมด้วยความสงสัย

“ไปไหนครับ”
“ไปหาที่พักผ่อนหย่อนใจกันยังไงล่ะวะ”
ผมพูดพร้อมกับหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายไว้กลางหลัง แบงค์ขมวดคิ้วหนานั้นด้วยความงุนงง แต่ผมก็ไม่ลดละความพยายามที่จะคะยั้นคะยอด้วยการฉีกยิ้มกว้างกลับไป จนในที่สุดอีกฝ่ายก็ยอมลุกขึ้นตามผมมาแต่โดยดี เมื่อไปถึงลานจอดรถจักรยานยนต์ ผมก็ล้วงหยิบกุญแจรถจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้แบงค์ทันที เจ้าตัวมองผมด้วยสีหน้าสงสัยเล็กน้อย

“ไปรถกูนี่ล่ะ แต่มึงเป็นคนขี่”
“อ้าว ทำไมล่ะครับ”
แบงค์เอ่ยถามพร้อมกับมองกุญแจรถในมือผม

“พอดีมีความหลังฝังใจนิดหน่อย กูก็เลยถือคติบ่ขี่ให้ใครซ้อนท้ายน่ะ อีกอย่างมึงตัวใหญ่ด้วย ถ้าให้มึงซ้อน กูจะทรงตัวลำบาก เออน่ะ มึงขี่น่ะดีแล้ว เดี๋ยวกูเป็นคนบอกทางเอง”
ผมตอบกลับไปพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ก่อนที่จะเขย่ากุญแจรถในมือไปมาจนเกิดเสียงเล็กน้อยตามแรงกระทบ แบงค์อมยิ้มหัวเราะในลำคอพร้อมกับส่ายหัวเบาๆ แล้วจึงรับกุญแจรถนั้นไป ผมขึ้นซ้อนท้ายทันทีที่แบงค์สตาร์ทรถจากนั้นจึงบอกเส้นทางให้แก่อีกฝ่าย

อนึ่ง ความหลังฝังใจที่ว่านั้น คือครั้งหนึ่งผมเคยพาเพื่อนคนหนึ่งซ้อนท้ายแล้วเกิดอุบัติเหตุน่ะครับ ถึงแม้จะไม่ใช่อุบัติเหตุร้ายแรงอะไรมาก ทั้งผมและเพื่อนคนนั้นแค่ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลถลอกกันเล็กน้อยเท่านั้น แต่มันก็ถือว่าเป็นความหลังฝังใจอย่างหนึ่ง จนกลายเป็นว่าทุกวันนี้ผมแทบจะไม่กล้าให้ใครมาซ้อนท้ายรถผมเลยถ้าไม่จำเป็น

“ที่นี่ที่ไหนเหรอครับ”
แบงค์หันมาเอ่ยถามผมทันทีที่หาจอดรถได้

“อ่างแก้วไง มึงบ่รู้จักเหรอวะ”
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นจากผม แบงค์ก็หันไปมองรอบๆ ก่อนที่จะหันกลับมามองผม
“อ๋อ เคยได้ยินชื่ออยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่เคยมาสักทีน่ะครับ”
ผมหันไปขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ

 
(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/2058062204-member.jpg)
อ่างแก้ว เป็นอ่างกักเก็บน้ำที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อนามว่า มช. มีชื่อมาจากน้ำห้วยแก้วที่ไหลลงมาจากดอยสุเทพ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ และยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของเหล่านักศึกษาและบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงเวลายามเย็นเช่นนี้แล้วด้วยเนี่ยผู้คนจึงมากันมากเป็นปกติ ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน บ่อยครั้งหากผมไม่รู้จะไปไหนหรือมีเรื่องอะไรไม่สบายใจผมก็มักจะมาที่นี่

“ว่าแต่พาผมมาทำไมหรอครับ”
แบงค์หันมาถามผมที่ตอนนี้กำลังอ้าแขนรับลมยามเย็นอยู่ ผมเองเมื่อได้ยินอีกฝ่ายถามเช่นนั้นก็หันไปยิ้มกว้างให้ทันที

“ก็...บ่มีอะหยังมาก ก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศเฉยๆ น่ะ อีกอย่างดูมึงเองก็บ่ค่อยสดชื่นด้วย ก็เลยคิดว่ามันน่าจะพอช่วยอะหยังได้บ้าง หรือมึง...จะคิดว่ากูยุ่งอะหยังบ่เข้าเรื่องหรือเปล่าวะ”

ผมทำหน้าหงอยทันทีที่พูดออกไป แบงค์เองเมื่อเห็นสีหน้าเช่นนั้นของผมก็อมยิ้มพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนที่จะยกฝ่ามือใหญ่ของตัวเองขึ้นมาขยี้หัวของผมเบาๆ แล้วจึงเดินนำหน้าผมออกไป

แบงค์เดินไปตามทางเรื่อยๆ โดยที่มีผมเดินตามหลังก่อนที่เจ้าตัวจะหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อก้มเก็บหินก้อนหนึ่งขึ้นมาไว้ในมือ แล้วเดินไปยังม้านั่งที่ตั้งอยู่ข้างทางเดิน แบงค์วางมันลงตรงมุมของม้านั่งก่อนที่จะนั่งยองๆ ลงข้างม้านั่งโดยที่สายตายังคงจดจ่ออยู่กับหินก้อนนั้น ทำเอาผมถึงกับสงสัยในการกระทำนั้นของอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

ไม่นานนักแบงค์ก็ล้วงหยิบมือถือของตัวเองออกมาปลดล็อกหน้าจอแล้วจึงกดถ่ายรูปหินก้อนนั้น ซึ่งก็ช่วยคลายความสงสัยของผมลงไปได้เยอะ

ผมยืนมองอย่างเงียบๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายถ่ายรูปต่อไปเรื่อยๆ จากก้อนหินไปยังดอกไม้ จากดอกไม้ไปยังต้นหญ้า จากต้นหญ้าไปสู่โคมไฟและอื่นๆ อีกมากมาย ก่อนที่จะนั่งลงข้างทางเดินริมอ่างแก้ว แบงค์มองทอดยาวออกไปยังดอยสุเทพซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของอ่างแก้วพร้อมกับเผยยิ้มเล็กๆ ออกมา แล้วจึงหันมามองผมที่เดินมานั่งลงข้างๆ เจ้าตัว

“ขอบคุณที่พามานะครับ”
เจ้าตัวเอ่ยขอบคุณพร้อมก้มหัวให้ผมเล็กน้อย ผมรีบก้มหัวตอบรับทันทีด้วยความเกรงใจก่อนที่จะหันไปมองยังดอยสุเทพเช่นเดียวกัน

“ทำไมบ่ลองไปง้อดูวะ”
ผมเอ่ยถามขึ้นก่อนที่จะหันไปหาแบงค์ที่ยังคงมองดูดอยสุเทพอยู่ เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินคำถามนั้นของผมก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่จะหยิบก้อนหินข้างตัวขึ้นมาขว้างไปข้างหน้า

“เคยลองแล้วครับ แต่ไม่ได้ผล เมื่อวานที่นันท์เห็นว่าผมยิ้ม เพราะผมคิดว่าเธอจะกลับมาหาผมน่ะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็คงจะมีแต่ผมล่ะมั้งที่คิดไปเองฝ่ายเดียว”
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 2 ก้อนหินก้อนนั้น (4-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 04-10-2018 00:48:52
ผมได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบเมื่อได้ยินคำตอบจากน้ำเสียงฟังดูเศร้านั้นของอีกฝ่าย
“เป็นอะไรไปเหรอครับ”
คราวนี้แบงค์เป็นฝ่ายถามผมกลับมาบ้าง ผมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสีหน้างงๆ เล็กน้อยก่อนที่สมองอันน้อยนิดของตัวเองจะประมวลผลได้

“อ๋อ เปล่าๆ บ่ได้เป็นอะหยัง พอดีแค่กำลังสงสัยอะหยังบางอย่างนิดหน่อยน่ะ”
“อะไรเหรอครับ”
แบงค์ถามผมอีกครั้ง ผมทำท่าเหยียดแขนเพื่อบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนที่จะยืดขาออกนั่งทำท่าห่อไหล่ พร้อมกับมองออกไปข้างหน้า

“ก็เรื่องความรักน่ะสิ ว่าทำไมคนเราถึงต้องเศร้า ต้องร้องไห้เสียใจเสียน้ำตาให้กับสิ่งที่เรียกว่าความรักด้วยวะ”
“นันท์ไม่เคยมีแฟนเหรอครับ”
แบงค์เอ่ยถามแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าสงสัย ช่างเป็นคำถามที่กรีดใจผมจริงๆ แฮะ

“อื้ม กูยังบ่เคยมีแฟนเลยสักคน มึงก็ดูตัวกูเนี่ย ทั้งเตี้ย ทั้งสิว ใครที่ไหนมันจะมาสนใจ อีกอย่างอาจจะเป็นเพราะกูยังรู้สึกสนุกสนานเวลาอยู่กับเพื่อนๆ มากกว่าก็เป็นไปได้ พอรู้สึกตัวอีกทีก็เลยกลายเป็นไม่ได้ไปสนใจกับเรื่องนั้นเท่าไหร่นัก จนบางทีกูก็ยังคิดสงสัยเลยนะ ว่าชีวิตนี้กูจะสามารถรักใครได้จริงๆ หรือเปล่าวะ”

ทันทีที่พูดจบ ผมก็เป็นฝ่ายหยิบก้อนหินขึ้นมาขว้างบ้าง เสียงหินที่กระทบกับผิวน้ำชวนให้ผมรู้สึกหลงใหลจนต้องหยิบขึ้นมาขว้างอีกก้อน
“ได้สิครับ”
แบงค์เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ผมหันไปมองอีกฝ่าย

“เพียงแต่นันท์อาจจะยังไม่เจอคนๆ นั้น หรืออาจจะเคยเจอแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกตัวก็เป็นไปได้นะ”
อีกฝ่ายยิ้มตอบกลับมา แต่เดี๋ยวนะๆ ตอนนี้ใครเป็นฝ่ายปลอบใจใครกันแน่วะเนี่ย

“พูดซะหล่อเลยนะ ว่าแต่มึงเหอะ มีแฟนมากี่คนแล้ววะเนี่ย”
ผมถามแซวกลับไป เจ้าตัวขมวดทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่ก่อนที่จะหันมามองผม

“สี่ครับ”
“!!!”
ผมถึงกับตะลึงทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น

“แต่สุดท้ายก็เป็นฝ่ายโดนบอกเลิกหมดทั้งสี่คนเลยน่ะครับ”
“!!!!!!”
ผมตาโตตะลึงหนักกว่าเดิมอีก

“ไหงงั้นวะ”
ผมถามด้วยความสงสัยอย่างรุนแรง เพราะคิดๆ ดูแล้ว แบงค์เองก็ออกดูจะเพียบพร้อมในระดับหนึ่งอยู่นะ ถ้าไม่นับเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่อาจจะดูเป็นเด็กเรียนมากเกินไปหน่อยก็เหอะ

“ก็ไม่รู้สิครับ เท่าที่จำได้ คนแรกบอกว่าผมดีเกินไป”
หือ?
“คนที่สองบอกว่า ผมไม่เร้าใจพอ”
หา??
“คนที่สามบอกว่า ผมไม่เข้าใจเธอ”
เห???
“ส่วนคนล่าสุดนี้ก็บอกว่า ผมน่าเบื่อเกินไป”
ห๊ะ????

“......”
“......”

อ่า... อืม... เอ่อ... จะว่ายังไงดีล่ะ พอลองฟังเหตุผลของเหล่าสาวๆ ทั้งสี่แล้วลองมาคิดทบทวนดูอีกที มันก็อาจจะจริงตามนั้นก็ได้แฮะ แต่จะยังไงนั้นก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

“แล้วเป็นไงล่ะ อกหักมาถึงสี่ครั้งแบบนี้ เข็ดขยาดมั่งรึเปล่าวะ”
ผมยิ้มแซวพร้อมกับเอาข้อศอกไปแตะแขนของแบงค์เบาๆ

“ไม่รู้สิครับ จริงๆ ที่ผ่านมาทั้งสี่คนนั้นก็เป็นฝ่ายมาขอคบกับผมก่อนทั้งนั้น”
ครับ ไอ้หล่อเลือกได้ น่าหมั่นไส้จริงๆ ว่ะ

“อาจจะมีนอยด์ๆ ไปบ้าง แต่อีกสักพักก็คงหาย มุมมองอาจจะเปลี่ยนไป แต่อย่างไร ความรักมันก็ยังสวยงามเสมอ แค่เราอาจจะยังไม่เจอความรักที่ใช่สำหรับเรา ก็แค่นั้นล่ะ”
แบงค์พูดพร้อมกับมองออกไปยังดอยสุเทพอีกรอบ ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

ความรักที่ใช่ อย่างนั้นเหรอ

“เออใช่ เมื่อกี้กูเห็นมึงถ่ายรูปนี่ ชอบถ่ายรูปเหรอวะ”
ผมหันไปถามแบงค์ทันทีที่นึกขึ้นได้ เจ้าตัวหันมาพยักหน้าให้ผมแทนคำตอบ

“ขอดูหน่อยได้ปะวะ”
ผมถามพร้อมฉีกยิ้มให้แบงค์ เจ้าตัวหยิบมือถือของตัวเองออกมาปลดล็อกหน้าจอก่อนที่จะเปิดแฟ้มรูปแล้วจึงยื่นมาให้ ผมรับมันมาแล้วเลื่อนดูรูปไปเรื่อยๆ

“มีแต่รูปสิ่งของกับธรรมชาติทั้งนั้นเลยนี่หว่า”
ผมหันไปถามก่อนที่จะก้มดูรูปต่อ

“ครับ”
เจ้าตัวตอบกลับมาแค่นั้น รูปทั้งหมดที่แบงค์ถ่ายไว้มีแต่รูปสิ่งของ ธรรมชาติ ไม่ก็สถานที่ต่างๆ แต่ไม่มีรูปคนแม้แต่รูปเดียวซึ่งจะว่าไปแบงค์นี่ก็ถ่ายรูปเยอะเหมือนกันแฮะ รูปถ่ายดินสอ ยางลบก็มี แล้วนี่รูปอะไรเนี่ย โอ้โห ขนาดก๊อกน้ำอ่างล้างหน้าก็ยังถ่ายเลยคิดดูสิ

“ทำไมบ่ถ่ายรูปคนมั่งล่ะวะ”
ผมถามอีกรอบในขณะที่สายตายังคงไล่ดูรูปในมือถือไปเรื่อยๆ แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะใช้นิ้วชี้ยกขึ้นมาเกาจมูกตัวเองเบาๆ

“จะว่ายังไงดีล่ะครับ เรียกว่าเป็นสไตล์ก็คงได้ ผมชอบถ่ายรูปแนวนี้มากกว่าน่ะ รูปบางรูป บางทีมันก็สื่อความหมายในสิ่งที่เราไม่กล้าหรือไม่สามารถพูดออกมาได้”

“อย่างรูปนี้เหรอวะ”
ผมถามพร้อมกับเปิดรูปก้อนหินบนม้านั่งที่แบงค์เพิ่งถ่ายเมื่อกี้

(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/734737746-member.jpg)
"ครับ ดูแล้วคิดยังไงครับ"
แบงค์ถามกลับผมมองดูรูปนั้นอีกรอบพร้อมกับพยายามตีความหมายของมัน

“ดูเหงาๆ ยังไงบ่รู้ว่ะ”
“อย่างงั้นเหรอครับ”
แบงค์หันมามองพร้อมกับยิ้มให้ผม

“หรือบ่ใช่”
“ก็อาจจะเป็นอย่างงั้นก็ได้มั้งครับ”
แบงค์พูดก่อนที่จะหันไปหยิบหินขึ้นมาขว้างออกไปอีกรอบ ผมเองพอจะสังเกตได้ว่าถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่ถึงขั้นร้องไห้ฟูมฟายอะไรขนาดนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเองก็คงรู้สึกเหงาอยู่ไม่ใช่น้อย

มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้บ้างนะ
อ๊ะ จริงสิ วิธีนี้น่าจะได้อยู่นะ

ผมลุกขึ้นพร้อมกับหยิบมือถือของแบงค์ติดมือมาด้วย แบงค์หันมามองผมด้วยความสงสัยแต่ก็ยังคงนั่งอยู่กับที่ ผมเดินไปยังม้านั่งตัวที่แบงค์ถ่ายซึ่งก็อยู่ไม่ไกลมาก ผมพยายามหาก้อนหินขนาดใกล้เคียงกับที่แบงค์ถ่ายเมื่อครู่ แล้วจึงหยิบมันขึ้นมาวางลงบนม้านั่ง ก่อนที่จะนั่งลงเพื่อหาโฟกัสให้คล้ายกับที่อีกฝ่ายถ่ายเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

“ทำอะไรอยู่เหรอครับ”
แบงค์เอ่ยถาม ผมหันไปมองก่อนที่จะลุกขึ้นพร้อมยิ้มมุมปากให้กับอีกฝ่าย แล้วจึงยื่นมือถือส่งคืนให้เจ้าของ

“เอ้า มึงดู”
ผมบอกพร้อมกับชี้ไปยังมือถือที่อยู่ในมือของแบงค์ เจ้าตัวมองผมด้วยสีหน้าที่งุนงงเล็กน้อยก่อนที่จะหยิบมือถือขึ้นมาดู

(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/1647714563-member.jpg)

แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะอมยิ้มพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ออกมา
“อะไรครับเนี่ย”
เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาถาม ผมจึงเดินเข้าไปยืนข้างๆ

“ก็รูปที่มึงถ่ายน่ะ มันมีก้อนหินแค่ก้อนเดียวใช่ปะวะ”
แบงค์พยักหน้าให้กับคำถามของผม

“ก็นั่นล่ะ มันก็เลยดูเหงาๆ เหมือนมึงในตอนนี้ไง กูก็เลยถ่ายใหม่ โดยเพิ่มหินเข้าไปอีกหนึ่งก้อนเป็นสองก้อนยังไงล่ะวะ”
ผมพูดพร้อมกับชี้ไปยังก้อนหินสองก้อนที่วางอยู่บนม้านั่ง แบงค์หันไปมองตามที่ผมชี้ครู่หนึ่งก่อนที่จะหันกลับมาดูรูปอีกครั้ง

“ถ้าหินก้อนแรกเป็นผม แล้วหินก้อนที่สองนี่ล่ะครับ เป็นใคร”
แบงค์ถามผมก่อนที่จะชี้ไปยังหินบนม้านั่ง
“ก็กูนี่ไง”

“อะไรนะครับ”
แบงค์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อเห็นผมตอบออกไปพร้อมกับใช้นิ้วโป้งชี้มาที่ตัวผมเองด้วยความมั่นใจ

“ก็...แค่อยากให้มึงรู้ไว้น่ะ ว่ามึงยังมีกูอยู่ข้างๆ นะ เวลาที่รู้สึกเหงา”
ผมตอบพร้อมกับยิ้มให้ แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่ผมจะฉุกใจคิดอะไรได้บางอย่าง

“เฮ้ยๆ อย่าเข้าใจผิด บ่ได้หมายความอะหยังอย่างอื่นนะเว้ย หมายถึงว่ามึงยังมีกูอยู่เป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ น่ะ”
ผมรีบพูดออกตัวทันทีที่คิดได้ แบงค์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็นิ่งเงียบมองดูรูปอีกรอบ

“ขอบคุณนะครับ”
แบงค์พูดพร้อมกับเผยยิ้มออกมาเล็กๆ ซึ่งมันก็เป็นรอยยิ้มที่พอจะทำให้ผมรู้สึกดีตามไปด้วย

“เอาล่ะ คราวนี้มึงลองถ่ายรูปกูให้หน่อย พอดีกูจะทำรูปโปรไฟล์ใหม่น่ะ”
ผมพูดพร้อมกับหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้แบงค์ เจ้าตัวทำสีหน้างงเล็กน้อย ผมถอยห่างทิ้งระยะออกมาทันทีเมื่อแบงค์รับมือถือของผมไป ก่อนที่จะตั้งท่าเพื่อให้อีกฝ่ายถ่าย แบงค์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะหยิบมือถือขึ้นมาตั้งท่าจะถ่ายรูป

“เอ่อ ผมว่า นันท์ยืนตัวตรงดีกว่านะครับ”
“อ้าว ทำไมวะ กูว่าท่านี้เด็ดแล้วนะเว้ย”
ผมถามกลับไป ในขณะที่ยังคงตั้งท่าค้างไว้อยู่

“เอาเถอะครับ เชื่อผม”
อีกฝ่ายยังคงยืนยันคำเดิม ผมจึงจำต้องทำตาม อะๆ ยืนตัวตรงก็ได้วะ

“อ้าว ทำอะหยังของมึงวะ”
ผมเอ่ยถามด้วยความตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าแบงค์เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าผมทันทีที่ผมยืดตัวตรง และด้วยระยะที่ใกล้กันมากชนิดที่ผมถึงขั้นต้องเงยหน้ามองอีกฝ่ายเพราะส่วนสูงที่ต่างกันมากกว่ายี่สิบเซนติเมตรมันก็ทำให้ผมประหม่าอยู่พอสมควร

แต่จะว่าไปแล้วพอได้ลองมองแบงค์จากระยะใกล้แบบนี้ก็มีความรู้สึกว่าที่จริงแล้วแบงค์เองก็จัดได้ว่าเป็นคนที่หน้าตาดีคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ทั้งผิวที่ขาวเนียน คิ้วคมเข้ม แถมหน้าก็ยังใสมากๆ อีกด้วยเมื่อเทียบกับผมที่มีสิวขึ้นบ้างประปรายถึงแม้จะไม่ได้มากมายจนถึงขั้นต้องวิตกอะไรเหมือนเมื่อสมัย ม.ต้นแล้วก็เหอะ แต่ยังไงก็ยังดูน่าอิจฉาอยู่ดีนั่นล่ะ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้ใส่ใจภาพลักษณ์ของตัวเองมากนักเลยทำให้ความหล่อนั้นถูกบดบังซ่อนอยู่ภายใต้ความเป็นเด็กเรียนไปอย่างน่าเสียดาย

“หลับตาลงครับ”
“ห๊ะ! อะหยังนะ”
ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย

“เอาเถอะครับ เชื่อผม”
แบงค์ยังคงยืนยันคำเดิม ผมจึงจำต้องหลับตาตามที่อีกฝ่ายสั่ง เอาวะ อยากได้รูปสวยๆ ก็อย่าเถียงตากล้องจะดีกว่า

“หลับตาไว้ ห้ามลืมตาจนกว่าผมจะบอกนะครับ”
ผมพยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบ

“......”
“......”

แชะ!
“โอเค ลืมตาได้แล้วครับ”
สิ้นเสียงแบงค์พูดจบ ผมก็รีบลืมตาทันที แบงค์ยื่นมือถือที่คว่ำหน้าอยู่คืนให้แก่ผมก่อนที่จะหันหลังเดินออกไป ผมรีบหงายมือถือขึ้นมาดูด้วยความรวดเร็ว

“เฮ้ย อะหยังวะเนี่ย!?”
ผมตะโกนร้องด้วยความแปลกใจทันทีที่เห็นรูปซึ่งเป็นรูปรองเท้าของผม ย้ำครับ ว่า "รองเท้า" ผมจึงรีบเดินตามหลังอีกฝ่ายไปทันที

“ก็ผมไม่ถ่ายรูปคนนี่ครับ”
แบงค์หันกลับมายิ้มให้ผมเล็กน้อยก่อนที่จะหันหลังกลับไป แล้วเดินนำหน้าไปเรื่อยๆ

“มันก็น่าจะมีข้อยกเว้นกันมั่งดิวะ”
“ก็ขึ้นอยู่กับว่า เมื่อไหร่จะมีใครที่ทำให้ผมยอมยกเลิกข้อยกเว้นนั้นได้น่ะครับ”
“ห๊ะ”

“ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน”
“เฮ้ย เดี๋ยวดิ”
อีกฝ่ายพยายามเฉไฉไปเรื่องอื่น ในขณะที่ผมยังเดินตามหลังพร้อมกับบ่นไปด้วย

ท่ามกลางท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีส้มเข้มเข้าสู่ความมืดมิดในช่วงเวลาพลบค่ำและสายลมยามเย็นของปลายฤดูร้อนเข้าสู่ต้นฤดูฝนที่กำลังพัดผ่านอยู่นั้นเอง อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือไม่ทันสังเกต

ก็เป็นได้...


จบคาบเรียนที่สอง

มุม Caption ไร้สาระ
นันทการ ได้เปลี่ยนรูปประจำตัวของเขา
 (http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/1123024524-member.jpg)
รูปหล่อ พ่อรวย : อะหยังของมึงน่ะ
ยีสต์ เทพเจ้าขนมปัง : จะสื่อว่ามึงหน้าส้นตีนเหรอวะ
Oat lnwศาสตร์ : ผมว่าน่าจะใช่นะครับ
นันทการ : ไอ้พวกเพื่อนเหี้ย!
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 3 พาวเวอร์ แบงค์ (4-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 04-10-2018 21:45:08
   คาบเรียนที่สาม
   
   เรื่องมันเริ่มมาจากความเบื่อหน่ายในวันเสาร์ที่แสนจะน่าหดหู่ของผมนี่ล่ะ
   
   “เคเอฟซีสวัสดีค่ะ จะรับเมนูไหนดีคะ”
   เสียงของพนักงานหญิงเอ่ยถามผมขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใสทันทีที่เห็นผมเดินเข้ามาภายในร้าน

   “เอ่อ เอาโคนวานิลาอันนึงครับ”
   “สิบบาทค่ะ รบกวนรอสักครู่นะคะ”
   อีกฝ่ายแจ้งราคาก่อนที่จะหันไปปั่นไอศกรีม ผมจึงหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋าเพื่อกดโทรหาไอ้ยีสต์

   “ฮัลโหล ไอ้ยีสต์ มึงว่างมั้ยวะ”
   ผมเอ่ยถามอีกฝั่งในขณะที่มืออีกข้างกำลังควักเงินเหรียญออกจากกระเป๋ากางเกงเพื่อจ่ายค่าไอศกรีม
   “บ่ว่างว่ะ พอดีคนที่ร้านขอลากลับบ้าน กูเลยต้องอยู่ช่วย แค่นี้ก่อนนะเว้ย ลูกค้าเยอะ”
   อีกฝ่ายกดวางสายทันทีที่พูดจบ พร้อมกับผมที่ยื่นมือไปรับไอศกรีมมาจากพนักงาน ผมจึงกดสายต่อไปทันที

   “โหล มีหยังวะ”
   ไอ้เต้ยเอ่ยถามด้วยความรวดเร็วทันทีที่รับสาย
   “มึงว่างปะวะ”
   “มีอะหยัง”
   “กูว่าจะชวนออกมาเที่ยวเป็นเพื่อนกูหน่อยว่ะ”
   ผมตอบพร้อมกับยกไอศกรีมในมือขึ้นมากิน

   “ไปบ่ได้ว่ะ พอดีพ่อกูสอนงานเอกสารให้กูอยู่ โทษทีนะเว้ย”
   ไอ้เต้ยตอบปฏิเสธกลับมา ผมจึงกดวางสายก่อนที่จะกดเบอร์ไปยังเป้าหมายสุดท้าย
   “ขออภัยด้วยครับคุณเพื่อนนันท์ ผมกำลังลงดันเจี้ยนอยู่ แค่นี้นะครับ”
   ไอ้โอ๊ตกดวางสายทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พูดอะไรเลยแม้แต่น้อย

   อะไรแว๊!!!

   ผมถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะกินไอศกรีมในมือจนหมด
   โอยยย ทำไมมันน่าเบื่อแบบนี้เนี่ย ทำไมไม่มีใครว่างกันเลยวะ หรือเป็นกูกันแน่ที่ว่างเกินไปหรือเปล่าวะ แม่ก็ไม่อยู่ ไปบ้านยายอีกแล้ว รู้แบบนี้ตามแม่ไปด้วยก็เสียดีหรอก ผมถอนหายใจเบาๆ อีกรอบก่อนที่จะเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาถึงชั้นห้าของห้างซึ่งเป็นชั้นของโรงภาพยนตร์
เอาวะ ดูหนังคนเดียวก็ได้ ว่าแต่จะดูเรื่องอะไรดีล่ะ อืม... เรื่องนี้ก็เพิ่งดูกับพวกเพื่อนๆ ไปเมื่อเสาร์ที่แล้ว เรื่องนี้หนังสยองขวัญ ไม่เอากูกลัว เรื่องนี้แนวสืบสวนสอบสวน ไม่เอากูโง่ อ๊ะ เรื่องนี้ละกัน หนังแอ็คชั่นน่าจะม่วน

   ผมเดินเข้าไปซื้อตั๋วทันทีที่ติดสินใจได้ ซึ่งก็เหลือเวลาอีกประมาณยี่สิบนาทีกว่าจะเข้าไปข้างในได้ ผมจึงเดินมานั่งรอที่ม้านั่งหน้าทางเข้าโรงหนังโดยไม่ลืมที่จะถ่ายรูปตั๋วหนังโพสต์ลงเฟซบุ๊กเพื่อเรียกยอดไลค์ไว้แลกข้าวกิน

   ในระหว่างที่ผมกำลังรออยู่นั่นเอง สายตาของผมก็หันไปสังเกตมองรอบๆ ข้าง ก่อนที่จะรู้สึกตัวอะไรบางอย่างขึ้นมา นี่กูแปลกหรือเปล่าวะที่มาดูหนังคนเดียว ดูคนอื่นเขาสิมากันเป็นคู่เป็นหมู่คณะกันทั้งนั้น มีแต่กูคนเดียวเนี่ยที่หัวเดียวกระเทียมลีบ ช่างเป็นอะไรที่น่าอดสูเสียเหลือเกิน

   
   หลังจากที่ดูหนังจบ ผมก็เดินออกมาจากโรงพร้อมกับความคิดที่ว่า “จะไม่ขอมาดูหนังคนเดียวอีกเด็ดขาด” เพราะในโรงหนังยิ่งแล้วใหญ่ ซ้ายก็มากันเป็นคู่รักกระหนุงกระหนิง ขวาก็มากันเป็นกลุ่มคณะแลดูครึกครื้น ในขณะที่ตัวผมเองนั้นต้องนั่งดูหนังอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย


   จะเรียกว่าเหงาอย่างนั้นเหรอ ไม่น่าจะใช่นะ เรียกว่าไม่ชินน่าจะถูกกว่าเพราะปกติก็จะมาดูกับพวกเพื่อนๆ ตลอด

   ผมถอนหายใจเบาๆ อีกรอบ ก่อนที่จะเดินลงบันไดเลื่อนไปอย่างเซ็งอารมณ์เพราะไม่รู้จะทำอะไรต่อดี ในจังหวะนั้นเองสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นผู้คนในร้านแคมป์ ที่มีทั้งนักเรียนศึกษารวมถึงบุคคลทั่วไปที่ต่างเข้ามาใช้สถานที่แห่งนี้เพื่อติวหนังสือ ทำการบ้านและงานของตัวเองอันเนื่องมาจากบรรยากาศมันเหมาะ แต่อาจจะยกเว้นสำหรับผมคนหนึ่งนี่ล่ะที่คงไม่เหมาะสำหรับร้านนี้ เพราะบรรยากาศเงียบๆ ภายในร้านแบบนั้นสำหรับผมแล้วคงเหมาะแก่การหลับมากกว่าที่จะทำอะไรทั้งสิ้น ถ้าไม่มีแบงค์มาด้วยก็อย่าหวังว่าผมคนนี้จะมีสมาธิตั้งใจเรียน ฮ่าฮ่าฮ่า

   เดี๋ยวนะ

   ในขณะที่ผมกำลังคิดเช่นนั้น ผมก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ก่อนที่จะหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาไอ้โอ๊ตด้วยความรวดเร็ว
   “ผมไม่ว่างครับ กำลังจะเคลียร์...”
   “”เฮ้ย เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งวางสาย กูบ่ได้จะกวนมึง กูขอเบอร์ไอ้แบงค์หน่อยดิวะ”
   ผมรีบพูดแทรกไอ้โอ๊ตทันทีเพราะกลัวจะโดนมันตัดสายทิ้ง ไอ้นี่แม่งยิ่งติสท์ๆ อยู่ด้วย

   “อะไรนะครับ เบอร์คุณเพื่อนแบงค์เหรอครับ”
   “อื้ม”
   ผมส่งเสียงในลำคอกลับไปสั้นๆ ไอ้โอ๊ตนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

   “นี่พวกคุณรู้จักกันมาก็เป็นเดือนแล้วแท้ๆ นะ แต่ยังไม่มีเบอร์ซึ่งกันและกันอีกเหรอครับ”
   “ทั้งเฟซบุ๊ก ทั้งไลน์ก็ยังไม่มีด้วย”
   ผมพูดสมทบกลับไปโดยหารู้ไม่ว่ากำลังโดนไอ้โอ๊ตประชดอยู่แถมยังมีตัวผมเองเป็นคนตบมุกและฝังกลบตัวเองอีกแรง ผมได้ยินเสียงถอนหายใจของไอ้โอ๊ตลอดผ่านมือถือเบาๆ

   “ศูนย์แปดหนึ่ง ห้าหกแปดแปดสามXX”
   “ไอ้ห่า บอกเร็วเป็นจรวดแบบนั้น คิดว่ากูจะจำได้เหรอวะ ส่งมาในข้อความดิสัส”
   “เรื่องมากจังเลยนะครับคุณเพื่อนนันท์เนี่ย”
   ไอ้โอ๊ตถอนหายใจเบาๆ ผ่านสายก่อนที่จะวางสายไป ทันทีที่ได้เบอร์ของแบงค์มาผมก็รีบกดโทรออกไปยังเบอ ร์นั้นอย่างรวดเร็ว

   “ฮัลโหลครับ”
   “ฮัลโหล มึงเหรอวะ”
   ผมเอ่ยทักทายทันทีที่อีกฝ่ายกดรับสาย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะนิ่งเงียบไป

   “เอ่อ นั่นใครน่ะครับ”
   จำเสียงกูไม่ได้เหรอวะเนี่ย เออ ช่างเหอะ
   “นี่กู นันท์ไง คนที่มึงช่วยติวหนังสือให้น่ะ”
   “อ้อ นันท์น่ะเอง มีอะไรเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสุภาพ ในขณะที่ผมเองก็เดินลงบันไดเลื่อนไปเรื่อยๆ

   “มึงว่างปะวะ กูว่าจะชวนมึงไปเที่ยวเป็นเพื่อนกูหน่อยน่ะ”
   “......”
   ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง

   “แล้วตอนนี้นันท์อยู่ที่ไหนเหรอครับ”
   “อยู่ที่ห้างเมญ่าน่ะ แล้วมึงล่ะอยู่ที่ไหน”
   “ห้างเมญ่าอย่างนั้นเหรอครับ โอเค ถ้าอย่างนั้นก็เดินออกมาที่ร้านกาแฟที่ชื่อมินิคาเฟ่ข้างๆ ห้างเลย ร้านที่อยู่ก่อนถึงกาดรินคำน่ะครับ”

   อนึ่ง คำว่ากาดในภาษาเหนือแปลว่าตลาดน่ะครับ ผมพยายามนึกภาพตามคำบอกของแบงค์ อ๋อ ร้านนั้นนั่นเอง พอจะเคยเห็นอยู่ ผมตอบตกลงกลับไปก่อนที่จะกดวางสายแล้วรีบเดินออกประตูห้างไปยังร้านที่แบงค์ว่าทันที ผมยืนรอที่หน้าร้านอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะดูนาฬิกาในมือถือที่กำลังบอกเวลาว่ากำลังบ่ายสองโมงอยู่

   ผมยืนรอแบงค์ที่หน้าร้านกาแฟที่ว่าอยู่ประมาณเกือบยี่สิบนาที แต่ก็ไร้วี่แววของอีกฝ่าย ผมจึงกดโทรหาอีกรอบ
   “ครับ”
   “มึงอยู่ไหนวะ กูอยู่หน้าร้านแล้วนะเว้ย”
   ผมเอ่ยถามพร้อมกับมองซ้ายมองขวาเพื่อหาแบงค์แต่ก็ไม่เห็น อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงหลุดหัวเราะเบาๆ ลอดเข้ามา มันมีอะไรให้น่าขำอย่างนั้นเหรอวะ

   “อยู่หน้าร้านแล้วใช่มั้ยครับ”
   “เออดิวะ”
   “งั้นก็ลองหันหลังมาครับ”

   ผมหันหลังไปตามที่อีกฝ่ายว่า และภาพที่ผมเห็นก็คือแบงค์ที่กำลังยืนยิ้มอยู่ภายในร้านตรงหน้าประตู พร้อมกับถือมือถือแนบไว้ข้างหู ผมรู้สึกอึ้งและอายพอสมควรเพราะเหมือนจะมีลูกค้าในร้านสามถึงสี่คนหันมามองผมด้วย ผมรีบเดินเปิดประตูร้านเข้าไปพร้อมกับก้มหน้างุดๆ หยุดยืนอยู่ตรงหน้าแบงค์ที่ตอนนี้กำลังอมยิ้มหัวเราะเบาๆ อยู่

   “แล้วทำไมมึงบ่บอกกูตั้งแต่แรกล่ะวะ ว่าอยู่ในร้าน”
   ผมถามกลับไปพร้อมกับทำหน้ามุ่ยใส่ ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงอมยิ้มหัวเราะเบาๆ ไม่ยอมหยุด

   “ก็ผมบอกแล้วว่าเดินมาที่ร้านเลย แต่ก็ไม่นึกนี่ครับว่านันท์จะซื่อขนาดนั้น”
   แบงค์ยังคงยิ้มหัวเราะไม่ยอมหยุด ผมทำหน้าเครียดใส่จนอีกฝ่ายเหมือนจะเริ่มรู้สึกตัวเองก็เลยหยุดนิ่งทันทีก่อนที่จะชี้ไปยังโต๊ะว่างข้างๆ เคาน์เตอร์

   “จะกินอะไรก่อนมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามพร้อมกับยื่นเมนูให้ผมที่ตอนนี้ยังคงทำหน้าเครียดอยู่
   “เลี้ยงเหรอวะ”
   ผมถามกลับไปพร้อมกับหยิบเมนูขึ้นมาดู

   “จะกินอะไรล่ะครับ”
   แบงค์ถามผมอีกรอบพร้อมกับยิ้มให้ผม ผมจึงกลับมาอารมณ์ดียิ้มออกได้อีกครั้ง แต่บางทีก็รู้สึกสมเพชตัวเองอยู่เหมือนแฮะที่ถูกหลอกล่อได้ง่ายๆ ด้วยของกิน แต่ช่างเหอะ กินเข้าไปเยอะๆ นั่นล่ะดีแล้ว จะได้โตไวๆ ถึงแม้ที่ผ่านๆ มามันจะขยายออกด้านข้างมากกว่าก็ตามที ผมดูเมนูอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะบอกอีกฝ่ายว่าเอาลาเต้ปั่น กับสตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้ก ผมเป็นคนชอบกินสตรอว์เบอร์รี่น่ะครับ ถึงแม้หน้าตาจะไม่ให้ก็ตามที ส่วนกาแฟจริงๆ แล้วก็เฉยๆ นะครับ แต่ถ้าให้เลือกก็เลือกลาเต้ครับ เพราะมันนุ่มดี กินง่ายสุดละในบรรดาหมู่กาแฟเนี่ย
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 3 พาวเวอร์ แบงค์ (4-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 04-10-2018 21:47:58
   “ว่าแต่พนักงานร้านนี้หายไปไหนหมดวะ”
   ผมเอ่ยถามแบงค์พร้อมกับหันมองซ้ายมองขวาไปด้วย แต่ก็ไม่เห็นใครที่พอจะเข้าเค้าว่าเป็นพนักงานเลยสักคน ในขณะที่แบงค์เองเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้น ก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะลุกขึ้นยืนแล้วจึงเดินเข้าไปในส่วนของเคาน์เตอร์ด้านใน ทำเมนูตามที่ผมสั่งแล้วนำมาเสิร์ฟให้ผม ก่อนที่จะเดินไปรับออเดอร์ที่โต๊ะอื่นต่อ โดยปล่อยให้ผมนั่งตะลึงตาค้างอยู่ที่โต๊ะ

   “นี่อย่าบอกนะว่ามึงเป็นเจ้าของร้าน”
   ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นทันทีที่อีกฝ่ายเดินกลับมายังโต๊ะของผม ก่อนที่ผมจะหันไปมองให้ทั่วร้านที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามลงตัวกำลังดี มีภาพถ่ายทิวทัศน์ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ถูกแขวนเอาไว้ตามข้างฝาซึ่งก็ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้แก่ร้านได้มากจริงๆ แบงค์เองเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้น ก็ยิ้มหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะใช้ส้อมตัดแบ่งเค้กในจานของผมเข้าปากตัวเองไป

   “เปล่าครับ ผมเป็นแค่ลูกจ้าง แต่พอดีเจ้าของร้านแกออกไปทำธุระข้างนอกน่ะครับ”
   เพล้ง! เหมือนได้ยินเสียงหน้าแตกจากที่ไหนดังขึ้นใกล้ๆ ซึ่งก็น่าจะเป็นผมคนนี้นี่ล่ะ เออ มันก็จริง เด็ก ม.ห้าที่ไหนมันจะเป็นเจ้าของร้านกาแฟแบบนี้ได้เนี่ย กูนี่ก็ช่างสมองเมล็ดถั่วเขียวจริงๆ

   “ว่าแต่จะชวนไปไหนเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถาม ผมหยิบแก้วลาเต้ขึ้นมาดูดอึกหนึ่งก่อนที่จะหันไปมองอีกฝ่าย
   “เออ นั่นสิ บ่รู้เหมือนกันว่ะ”
   ผมยิ้มแห้งๆ ให้กับแบงค์ทันทีที่ตอบกลับไปแบบนั้น และในจังหวะนั้นเอง

   “โอ๊ยยย นับวันเชียงใหม่จะเริ่มเหมือนกรุงเทพฯ เข้าไปทุกทีๆ แล้วนะ รถติดจริงๆ เลย จะติดอะหยังกันนักหนาเนี่ย”
   เสียงเล็กๆ บ่นขึ้น ผมหันไปมองยังต้นเสียงนั้น ภาพที่เห็นคือผู้หญิงคนหนึ่งวัยน่าจะประมาณยี่สิบห้าหรือยี่สิบหกเดินเข้ามาภายในร้านพร้อมถุงใบใหญ่ ลูกค้าหรือยังไงน่ะ

   “กลับมาช้ามากเลยนะครับ เจ๊บัว”
   แบงค์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่ดูคุ้นเคย
   “ก็รถติดน่ะสิ แต่ขอบใจมากเน่อที่ช่วยดูร้านให้ เป็นไงมั่ง มีอะหยังวุ่นวายมั้ย”
   แบงค์ยิ้มพร้อมกับส่ายหัวเป็นคำตอบกลับไป

   “ว่าแต่ นั่นใครน่ะ”
   พี่บัวหันมาถามทันทีที่สังเกตเห็นผมนั่งโต๊ะเดียวกันกับแบงค์
   “อ๋อ ชื่อนันท์ เพื่อนที่โรงเรียนเดียวกับผมน่ะครับ เอ้อ นี่เจ๊บัวนะ เป็นเจ้าของร้านตัวจริง”
   อ้อ เจ้าของร้านตัวจริงเองเหรอเนี่ย  ผมรีบยกมือไหว้ทักทายด้วยความรวดเร็ว พี่บัวยกมือรับไหว้ผมก่อนที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมกับจ้องมองผมด้วยสีหน้าสงสัย

   “สูงเท่าไหร่จ๊ะ”
   พี่บัวเอ่ยถามผม
   “หนึ่งร้อยหกสิบสี่ครับ”
   “แล้วเราล่ะแบงค์ สูงเท่าไหร่”
   คราวนี้พี่บัวหันไปถามแบงค์ต่อ
   “ก็ราวๆ หนึ่งร้อยแปดสิบสามหรือแปดสิบสี่มั้งครับ”

   พี่บัวขมวดคิ้วหรี่ตาต่ออีกเล็กน้อย
   “ไหนทั้งสองคนช่วยลุกขึ้นยืนข้างๆ กันหน่อยได้มั้ย”
   ทั้งผมและแบงค์ต่างหันหน้ามองกันด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนตามที่พี่บัวสั่ง

   “รู้จักกันมานานรึยังจ๊ะ”
   “เอ่อ ก็ราวๆ เดือนนึงเห็นจะได้มั้งครับ พอดีผมขอร้องให้แบงค์เขาช่วยติวหนังสือให้น่ะครับ”
   ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสุภาพและท่าทีเกร็งๆ พอสมควร

   “อ๋อ มิน่าล่ะ เจ๊ถึงบ่เคยเห็นหน้าเรา ขอบใจมากนะจ๊ะ เอาล่ะ ตามสบายเลยนะ บ่ต้องเกรงใจ เดี๋ยวเจ๊ขอตัวเอาของไปไว้ก่อนนะ”
   พี่บัวยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร ผมจึงนั่งลงก่อนที่จะหันไปมองแบงค์ด้วยสีหน้าสงสัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น แบงค์เองก็ส่ายหัวเป็นเชิงไม่รู้เรื่องเช่นเดียวกัน
พี่บัวนี่ก็เป็นคนแปลกเหมือนกันแฮะ คนอะไร เจอหน้ากันครั้งแรกก็ถามส่วนสูงกันเลย พิลึกฉิบหาย

   แต่เดี๋ยวนะ กูเองก็เคยถามส่วนสูงของแบงค์ตอนเจอกันครั้งแรกเหมือนกันนี่หว่า งั้นขอถอนคำพูดเรื่องเป็นคนแปลกเมื่อกี๊แล้วกัน เดี๋ยวจะเข้าตัวเอง

   “เรียนอยู่ห้องเดียวกันเหรอจ๊ะ”
   เสียงพี่บัวที่ตอนนี้กำลังนั่งอยู่ในเคาน์เตอร์เอ่ยถามขึ้น ผมส่ายหัวเบาๆ กลับไปเป็นคำตอบ
   “อ้าว แล้วรู้จักกันได้ยังไงล่ะเนี่ย”
   “เอ่อ รู้จักกันผ่านเพื่อนในห้องของผมน่ะครับ”
   ผมตอบกลับไปด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อยก่อนที่จะหยิบลาเต้ปั่นขึ้นมาดูด

   “แล้วแบงค์เขาทำที่นี่นานแล้วเหรอครับ เห็นดูชำนาญงานจัง แถมยังดูสนิทกับพี่ด้วย”
   “เรียกเจ๊ดีกว่าจ๊ะ ทำไม หึงเหรอ”
   เดี๋ยวนะ “หึง” มันเป็นคำที่เอาไว้ใช้สำหรับคนเป็นแฟนกันไม่ใช่เรอะ เล่นมุกอะไรวะเนี่ย ผมรีบส่ายหัวพร้อมกับยกมือปัดเป็นเชิงปฏิเสธทันทีที่ได้ยินพี่ เอ้ยเจ๊บัวพูดเช่นนั้น เจ๊เองยิ้มหัวเราะเล็กๆ ก่อนที่จะหยิบขวดน้ำเปล่าขึ้นมาดื่ม

   “ถ้าที่นี่ก็ได้ประมาณปีกว่าๆ ตั้งแต่แบงค์เขาย้ายเข้ามาเรียนในตัวเมือง แต่กับเจ๊รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วล่ะ เป็นลูกพี่ลูกน้องบ้านใกล้ๆ กันน่ะ”

   “อ้าว แบงค์เขาเป็นคนที่ไหนเหรอ”
   “เชียงดาวจ๊ะ”
   “อ้อ มิน่าล่ะว่าทำไมถึงบ่เคยไปอ่างแก้ว”
   จะว่าไปไอ้โอ๊ตก็คนเชียงดาวเหมือนกันนี่หว่า แต่รายนั้นย้ายเข้ามาอยู่ในตัวเมืองกับพ่อแม่ตั้งแต่ช่วงประถมเห็นจะได้

   “หืม อ่างแก้ว ทำไมเหรอ”
   “อ๋อ บ่มีอะไรมาก พอดีวันก่อนนู้น ผมเห็นแบงค์เขาอกหักน่ะ ก็เลยพาไปพักผ่อนหย่อนใจที่อ้างแก้วน่ะครับ”
   เจ๊บัวนิ่งเงียบมองผมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะอมยิ้ม

   “มิน่าล่ะว่าทำไมคราวนี้เขาถึงดูบ่เศร้าอะหยังมากนัก เพราะเรานี่เอง”
   “ห๊ะ อะหยังนะครับ”
   “อ๋อ เปล่าๆ”
เจ๊บัวตอบปัดพลางหยิบของออกจากถุงออกมาตรวจสอบ

“ว่าแต่ที่ผ่านๆ มาเขาเศร้ามากเหรอครับ เวลาอกหักเนี่ย”
ผมเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น หรือถ้าใครจะเรียกว่าเสือกก็คงไม่ผิดนักหรอก เจ๊บัวเองเมื่อได้ยินคำถามนั้นก็หันไปมองยังคนที่ถูกพาดพิงซึ่งกำลังรับออเดอร์ลูกค้าโต๊ะอื่นอยู่ ก่อนที่จะหันมามองผม

“แบงค์เขาก็เป็นคนแบบนั้นน่ะล่ะ ภายนอกเขาเหมือนผู้ชายที่ดูสมบูรณ์แบบ ทำอะหยังก็ดูดีไปหมด ส่วนนึงคงจะมาความคิดที่บ่อยากจะเป็นภาระของใคร ซึ่งก็คงมาจากการที่เขาต้องรับผิดชอบอะหยังหลายๆ อย่างด้วยตัวเองตั้งแต่เด็กๆ ด้วยล่ะมั้ง แต่เขาบ่เก่งเรื่องอ่านใจผู้หญิงเลยสักนิด ก็เลยบ่แปลกใจที่จะโดนบอกเลิก ทีนี้เขาก็เลยเศร้าเหมือนโทษว่าเป็นความผิดตัวเองน่ะ”
   ผมอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินเจ๊บัวตอบเช่นนั้น

   “แบงค์เขามีมุมแบบนั้นด้วยเหรอเนี่ย”
   “เยอะเลยล่ะ ยังไงเจ๊ก็ฝากแบงค์เขาด้วยนะ เห็นแบบนั้น แต่ลึกๆ เขาเป็นคนอ่อนไหวง่าย เป็นคนขี้เหงามากๆ เลยนะ แต่บ่ค่อยแสดงออกให้ใครเห็น เพราะอย่างที่บอก เขาบ่อยากเป็นภาระของใครน่ะ”
   เจ๊บัวหันไปมองแบงค์ที่ตอนนี้ยังคงรับออเดอร์ลูกค้าอยู่ ผมเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองตาม จะว่าไปแบงค์ก็เป็นผู้ชายที่ดูขยันมากๆ คนหนึ่งเลยก็ว่าได้นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับผมที่ค่อนข้างจะขี้เกียจ จะขยันได้ก็ต่อเมื่อโดนแม่ด่า ไม่ก็ไฟลนก้นแล้วจริงๆ มากกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า

   “ครับ”
   ผมยิ้มพร้อมกับตอบกลับไปสั้นๆ

   “คุยอะไรกันอยู่เหรอครับ ถูกคอกันดีจัง โดยเฉพาะเจ๊บัวเนี่ย ปกติไม่เห็นเป็นแบบนี้เลยนะครับ”
   แบงค์เดินเข้ามาแซวผมกับเจ๊บัวทันทีหลังจากที่รับออเดอร์เสร็จพร้อมกับส่งมันให้เจ๊บัวรับช่วงต่อ เจ๊บัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หันมายิ้มให้ผมก่อนที่จะหันกลับไปหาแบงค์

   “ปกติเจ๊ทำไมยะ”
   “ก็ปกติเห็นเจ๊จะดูรำคาญๆ ไม่ใช่เหรอครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาพร้อมกับหยิบเหยือกน้ำเทใส่แก้วเปล่ายกขึ้นดื่ม

   “นั่นมันกับเหล่าแฟนสาวที่น่ารำคาญของแกยังไงล่ะ”
   “เอ้า อย่างนี้ก็ได้เหรอเจ๊ ลำเอียงอย่างเห็นได้ชัดเลยนะ”
   ผมหัวเราะร่วนทันทีที่เห็นทั้งสองหยอกล้อกัน ดูทั้งสองจะสนิทกันมาก เป็นภาพที่ดูแล้วให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่าผมเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัวด้วยล่ะมั้ง ไม่มีพี่น้อง ก็เลยรู้สึกอิจฉานิดๆ ก็เป็นได้

   “สรุปคิดได้หรือยังครับว่าจะไปเที่ยวไหน”
   แบงค์หันมาถามผมอีกรอบ เออว่ะ ลืมไปเลยนะเนี่ยว่ามาที่นี่ทำไม

   “อ้อ นี่มาชวนแบงค์ไปเที่ยวอย่างนั้นเหรอจ๊ะ”
   เจ๊บัวถามแทรกขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น
   “ตอนแรกก็คิดไว้แบบนั้นน่ะครับ แต่ถ้าแบงค์เขาติดงานอยู่ก็บ่เป็นหยังครับ ผมบ่รบกวนดีกว่า”
   ผมตอบกลับไปด้วยความเกรงใจก่อนที่จะใช้ส้อมตัดเค้กเข้าปาก
   “โอ้ๆๆๆ บ่เลยจ้า บ่รบกวนเลย แบงค์เขากำลังจะเลิกงานพอดีเลยเนี่ย ใช่มั้ยแบงค์”
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 3 พาวเวอร์ แบงค์ (4-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 04-10-2018 21:51:04
   “เดี๋ยวนะเจ๊ ผมเลิกงานหกโมง แต่นี่เพิ่งจะบ่ายสามโมงนิดๆ เองนะ”
   แบงค์ตอบกลับมา ในขณะที่สายตาหันไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่ตรงผนังด้านในเคาน์เตอร์ เจ๊บัวหันขวับไปมองค้อนตาเขียวใส่แบงค์ทันทีเช่นกัน

   “ก็วันนี้เจ๊พอใจจะให้ออกสามโมงอะ มีอะหยังมะ”
   “เอ้า แบบนี้ก็ได้เหรอ ทีกับแฟนเก่าของผมไม่เห็นเจ๊จะใจดีแบบนี้บ้างเลยนะ”
   แบงค์หัวเราะแซวกลับไป

   “ก็แหงล่ะ ก็เล่นมานั่งเฝ้า จะเอานั่น จะเอานี่ เอาแต่ใจ จะเอาให้ได้ ดูน่ารำคาญยังไงก็บ่รู้ ในขณะที่หนูนันท์เขามีมารยาท รู้จักนั่งรอ รู้จักเกรงใจ เจ๊ชอบเด็กน่ารักๆ แบบนี้ อีกอย่างมิตรภาพระหว่างเพื่อนมันต้องมาก่อนแฟนสิยะ”
   เจ๊บัวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพร้อมกับหันมามองและยิ้มให้ผมที่กำลังนั่งเขินเพราะโดนชมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวก่อนจะหันกลับไปหาแบงค์

   “เว้นเสียแต่แกจะเอาเพื่อนอย่างหนูนันท์ทำแฟนก็ว่าไปอย่าง”

   พร่วดดด ลำสักลาเต้สิครับ
   “ตรรกะไหนของเจ๊เนี่ย ?”
   แบงค์ขมวดคิ้วถามกลับไปด้วยความสงสัย

   “ทำไม แปลกตรงไหนยะ”
   “แปลกสิเจ๊ ผมเป็นผู้ชาย นันท์เขาก็เป็นผู้ชาย จะมาเป็นฟงเป็นแฟนได้ยังไง เลอะเทอะแล้วเจ๊เนี่ย”

   “บ่เห็นจะแปลกเลย  บ่เคยได้ยินเหรอ ความรักบ่มีจำกัดเพศน่ะ ไปๆ ไปเลย ไปเตรียมตัว วันนี้เจ๊ขอสั่งให้แกเลิกงานเพื่อพาหนูนันท์ไปเที่ยวได้เลย โอเคนะ”
   แบงค์เกาหัวแกรกๆ ด้วยสีหน้างงๆ เล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปข้างใน ส่วนผมเองก็หยิบเงินออกจากกระเป๋าเพื่อที่จะจ่ายค่าลาเต้ปั่นกับเค้ก

   “บ่เป็นหยังจ้า เจ๊เลี้ยง”
   เจ๊บัวปฏิเสธที่จะรับเงินจากผม ผมพยายามคะยั้นคะยอที่จะจ่ายเงินให้ได้เพราะความเกรงใจ ก็แหม เพิ่งจะเจอหน้ากันครั้งแรกจะให้กินฟรีได้ไง น่าเกลียด ถึงแม้โดยปกติจะเป็นพวกชอบของฟรีก็ตามเหอะ แต่ไม่ว่าจะทำยังไงเจ๊บัวก็ไม่ยอมรับเงินจำนวนนั้นจากผม ผมจึงเก็บเงินคืนใส่กระเป๋าพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณ เจ๊บัวยกมือรับไหว้ผมแล้วจึงลุกขึ้นไปทำอะไรบางอย่างที่ตู้โชว์ขนมก่อนที่จะเดินกลับมาหาผม

   “เอ้านี่จ้ะ เอาไปแบ่งกันกินนะจ๊ะ เจ๊เลี้ยง”
   เจ๊บัวยื่นกล่องที่บรรจุทาร์ตไข่เอาไว้ข้างในให้กับผม ผมรับมันมาด้วยความเกรงใจพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณอีกรอบ

   “ไปกันเถอะครับนันท์ รีบไปก่อนที่เจ๊จะนึกเปลี่ยนใจดีกว่า ไปก่อนนะเจ๊ พรุ่งนี้เจอกัน”
   แบงค์เดินมาบอกผมก่อนที่จะหันไปโบกมือลาให้กับเจ๊บัว ผมเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้ลาเจ๊บัวอีกรอบ

   “ว่างๆ ก็มาเที่ยว มานั่งเล่นได้นะจ๊ะ”
   เจ๊บัวเอ่ยลากับผม ผมหันไปยิ้มให้กับเจ๊บัวพร้อมกับก้มหัวให้ทีหนึ่งด้วยความเขินอายเล็กน้อยก่อนที่จะเดินตามแบงค์ที่ยืนรออยู่หน้าร้านออกไป
   

   “เอ่อ เรื่องที่เจ๊บัวแกพูดเมื่อกี้อย่าไปถือสาแกเลยนะครับ”
   แบงค์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ดูเกรงใจเล็กน้อย ในขณะที่ผมเองก็ได้แต่เลิกคิ้วสูงกลับไปด้วยความสงสัยในคำพูดของอีกฝั่ง

   “ก็เรื่องแฟน เรื่องจีบอะไรนั่นน่ะครับ”
   “อ้อออ เฮ้ย บ่ต้องคิดมาก กูเฉยๆ แต่จะว่าไปเจ๊บัวแกก็เป็นคนตลกดีว่ะ”
   ผมตอบกลับไปในขณะที่เราทั้งสองกำลังเดินเข้าประตูห้างเมญ่า

   “ปกติแกก็เป็นคนแบบนั้นน่ะล่ะครับ บ้าๆ บอๆ แต่เพิ่งจะเคยเห็นแกดูสนุกสนานแบบนี้ก็กับนันท์เป็นคนแรกนี่ล่ะ สงสัยนันท์จะถูกชะตาแกซะแล้วล่ะมั้ง”

   แบงค์หันมายิ้มให้ผม เล่นเอาผมรู้สึกเขินอยู่เหมือนกันแฮะ เพราะคิดไม่ออกจริงๆ ว่าคนสันดานถ่อยๆ แบบผมจะมีอะไรน่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอ

   “ว่าแต่เราจะไปไหนกันครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมด้วยคำถามเดิมเป็นรอบที่สามแล้ว ผมเองเมื่อได้ยินคำถามนั้นก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ กลับไป

   “นั่นสิ แล้วแต่มึงเลยละกันว่าอยากไปไหน”
   “อ้าว ไหงยังงั้นล่ะครับ ?”
   แบงค์ขมวดคิ้วถามกลับด้วยความสงสัยก่อนที่จะมองผมที่ตอนนี้ได้แต่ยิ้มแห้งๆ อยู่ เจ้าตัวเองเมื่อเห็นสีหน้านั้นของผมก็หัวเราะในลำคอเบาๆ พร้อมกับขยับแว่นตาของตัวเองเล็กน้อยแล้วจึงยกฝ่ามือใหญ่ของตัวเองขึ้นมายีหัวผมเบาๆ

   “งั้นไปดูหนังกันมั้ยครับ มีเรื่องนึงที่ผมอยากดูอยู่พอดีเลย”
   แบงค์เอ่ยชวนในขณะที่ผมกำลังใช้มือจัดทรงผมของตัวเองให้เข้าที่อยู่
   “จะดูเรื่องอะหยังน่ะ”
   ผมถามในขณะที่มือก็แกะกล่องหยิบทาร์ตไข่ขึ้นมากินไปพลาง

   “นี่ไงครับ”
   แบงค์ชี้นิ้วไปยังโปสเตอร์หนังที่แปะอยู่ตรงทางขึ้นบันไดเลื่อน ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นโปสเตอร์หนังที่ว่า
   “ทำไมเหรอครับ ไม่อยากดูเหรอ”
   แบงค์เอ่ยถามผมเมื่อเห็นผมชะงักไปพร้อมกับทาร์ตไข่ที่ยังคงคาอยู่ในปาก

   “อ๋อ บ่ๆ แค่กำลังคิดว่าหนังแอคชั่นก็น่าจะสนุกดีน่ะ”
   แบงค์ออกอาการยิ้มดีใจอย่างออกนอกหน้าทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นก่อนที่จะเดินนำหน้าผมไปยังลิฟท์แก้วทันทีด้วยความรวดเร็ว

   สรุปว่ากูต้องดูหนังเรื่องเดิมถึงสองรอบภายในวันเดียวเหรอวะเนี่ย จะพูดก็พูดไม่ได้อีกเพราะแม่งเสือกเป็นคนชวนแถมยังบอกให้อีกฝ่ายเลือกเองด้วย เอาวะ ช่างแม่ง รอบสองก็รอบสอง

   “เออ จะว่าไปมึงกับกูยังบ่ได้เป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊กกันเลยใช่ปะวะ”
   ผมหันไปถามแบงค์ระหว่างที่เราทั้งสองกำลังยืนรอลิฟท์แก้วพร้อมกับยื่นทาร์ตไข่ชิ้นสุดท้ายให้แบงค์ เจ้าตัวพยักหน้ากลับมาเป็นคำตอบให้ผมก่อนที่จะปฏิเสธทาร์ตไข่ชิ้นนั้น ผมจึงหยิบมือถือของตัวเองออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับจัดการทาร์ตไข่ชิ้นสุดท้ายด้วยความเอร็ดอร่อย

   “เฟซบุ๊กมึงชื่อว่าอะหยัง”
   “พาวเวอร์แบงค์ ครับ อ้อ แล้วก็อีกอย่างผมชื่อแบงค์ด้วยนะครับ”
   “ห๊ะ!?”
   ผมหันไปขมวดคิ้วใส่อีกฝ่ายด้วยความสงสัยเล็กน้อย

   “เฟซบุ๊กผมชื่อว่า พาวเวอร์แบงค์ ครับ ส่วนตัวผมน่ะชื่อแบงค์”
   “รู้ว่ามึงชื่อแบงค์ จะบอกกูทำไมวะ”
   “ก็นันท์เอาแต่เรียกผมว่า มึงๆๆๆ ฟังแล้วมันรู้สึกแปลกๆ น่ะครับ เลยอยากให้เรียกผมว่าแบงค์ดีกว่าเถอะครับ”
   แบงค์เอ่ยด้วยสีหน้าและน้ำเสียงตัดพ้อเล็กน้อยทำเอาผมถึงกับฉุกใจคิดขึ้นมาได้ เออแฮะ จะว่าไปที่ผ่านมาก็เอาแต่เรียกมึงๆ แทนที่จะเรียกชื่อเล่นของอีกฝ่ายจริงๆ นั่นล่ะ นี่ถ้าเจ้าตัวไม่ทักก็คงจะไม่รู้ตัวไปอีกนานเลยนะนั่น

   “บ่ะ...แบงค์”
   ผมเอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย ซึ่งก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะรู้สึกเขินเหี้ยอะไรขึ้นมากับอีแค่เรียกชื่อเล่นของอีกฝ่ายเนี่ย

   “อย่างนั้นล่ะครับ จะได้ดูสนิทๆ กันมากขึ้น”
   “บ่เอาว่ะ บ่คุ้นปาก”
   “อ้าว ไหงงั้นล่ะครับ”
   “ก็กูชินของกูแบบนี้อะ เวลากูคุยกับเพื่อนๆ กูก็คุยแบบนี้นี่ล่ะ มีแต่มึงน่ะล่ะ ที่พูดจาสุภาพชิบหาย”
   “แล้วมันไม่ดีเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย

   “ก็ดี แต่สนิทของมึงกับสนิทของกูมันบ่เหมือนกันไง สำหรับกูน่ะ เรียกมึงกูเนี่ย สนิทที่สุดแล้ว”
   “อ่า งั้นก็ไม่เป็นไรครับ ไม่ว่ากัน”
   “เออ”
   แบงค์ยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยนพร้อมกับเอามือขึ้นมายีหัวผมอีกรอบ ผมพิมพ์ค้นหาเฟซบุ๊กของแบงค์ทันที
ทว่า...

   “ไหนวะ บ่เห็นมีเลย”
   ผมถามพร้อมกับยื่นหน้าจอมือถือให้แบงค์ดู เจ้าตัวก้มมองดูมือถืออยู่ครู่หนึ่งก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาเกาจมูกตัวเองเบาๆ
   “เอ่อ ขอโทษครับ ลืมบอกไปว่าชื่อเฟซบุ๊กของผมมันเป็นภาษาอังกฤษน่ะครับ”
   ผมรีบหันมือถือกลับมาดูทันทีเมื่อได้ยินแบงค์พูดเช่นนั้น
ใช่ครับ ผมพิมพ์ภาษาไทยไปน่ะ

   “กูจะไปรู้เหรอวะ ก็มึงบ่บอกนี่”
   ผมพูดแก้เก้อออกไปเพื่อกลับความอายของตัวเองพร้อมกับกดลบแล้วพิมพ์ใหม่อีกรอบ แต่ก็...
   “ไหนเนี่ย บ่เห็นมีเลยจริงๆ นะเฮ้ย”
   ผมพูดพร้อมกับย่นจมูกขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนที่จะยื่นหน้าจอมือถือให้แบงค์ดูอีกรอบ อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปชั่วครู่เมื่อเห็นหน้าจอมือถือของผมแล้วจึงหยิบมือถือไปจากมือของผมพร้อมกับกดพิมพ์อะไรบางอย่างลงไปก่อนที่จะส่งมือถือคืนให้ผม

   “เรียบร้อยแล้วครับ ผมกดแอดให้ละ”
   แบงค์พูดพร้อมกับหยิบมือถือของตัวเองออกมา ในขณะที่ผมยังคงงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ลิฟท์แก้วนั้นก็มาพอดี

   “นันท์ครับ เดี๋ยววันจันทร์ผมจะติววิชาภาษาอังกฤษเพิ่มให้นะครับ”
   แบงค์พูดพร้อมกับเดินเข้าลิฟท์แก้วไปอย่างรวดเร็ว ผมหงายมือถือขึ้นมาดูหน้าจอจึงรู้ได้ในทันทีเลยว่า

   กูพิมพ์ผิดไปนั่นเอง

   ผมรู้สึกว่าตัวเองโง่ขึ้นไปอีกระดับทันทีก่อนที่จะเก็บมือถือใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว แล้วรีบเดินเข้าไปในลิฟท์แก้วโดยที่มีแบงค์กำลังยิ้มหัวเราะเบาๆ รอผมอยู่ด้านใน
   

   อย่าหัวเราะให้มากนักสิวะ กูอาย รู้มั้ย ฮือๆ

จบคาบเรียนที่สาม


   มุม Caption ไร้สาระ
   นันทการ และ Power Bankได้เป็นเพื่อนกันแล้ว
   BourRai ได้ถูกใจสิ่งนี้
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 3 พาวเวอร์ แบงค์ (4-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: กาแฟมั้ยฮะจ้าว ที่ 05-10-2018 18:01:29
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 3 พาวเวอร์ แบงค์ (4-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: 19th ที่ 05-10-2018 18:37:15
นันท์น่าร้ากกก  :-[
พยายามอ่านด้วยสำเนียงเหนือไปด้วย รู้สึกอ่านช้าลงเยอะเลย 555
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 5 ใครคนนั้น (5-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 07-10-2018 16:17:43
   คาบเรียนที่สี่

   ท่ามกลางความมืดมิดและความเงียบสงัดของค่ำคืนที่พอจะมีดวงดาวกำลังส่องแสงประกายระยิบระยับให้เห็นอยู่บ้างถึงแม้จะไม่ได้มากมายนัก ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรจากบริเวณรอบข้างเลยแม้แต่นิดเดียว นอกเสียจากเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจเต้นของแบงค์เท่านั้น

   ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกพวกนี้มันคืออะไรกัน

   
   ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง

   “เฮ้ย ไอ้นันท์ วันนี้มีซ้อมดนตรีที่ชมรมนะเว้ย อย่าลืมมาล่ะ”
   ไอ้เต้ยบอกกับผมในขณะที่พวกเรากำลังพักเที่ยงกันอยู่ที่โรงอาหาร

   “กูมีติวกับแบงค์ว่ะ อีกอย่างกูไปก็บ่ได้ไปทำเหี้ยอะหยังนอกจากคอยเสิร์ฟน้ำ ซื้อขนม เก็บของให้พวกมึงเท่านั้น”
   ผมบ่นออกไปก่อนที่จะตักข้าวขาหมูหนึ่งในเมนูโปรดเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

   “ก็เพราะอย่างนั่นน่ะล่ะมึงถึงยิ่งต้องไปให้ได้ มึงน่ะอยู่ชมชมรมดนตรีแท้ๆ แต่เสือกเล่นเหี้ยอะหยังบ่ได้สักอย่าง ร้องเพลงก็เสียงอย่างกับกอลลั่มโดนข่มขืน เพราะงั้นหน้าที่ของมึงในชมรมก็คือ เจเนอรัลเบ๊ ก็ถูกต้องแล้วน่ะล่ะ”
   ไอ้เต้ยบ่นรัวใส่ผมทันทีอย่างไม่ยั้ง ผมย่นจมูกเล็กน้อยก่อนที่จะพยักหน้ารับคำไปอย่างเสียไม่ได้

ใช่แล้วครับ ผมอยู่ชมรมดนตรีเช่นเดียวกับไอ้เต้ย ส่วนไอ้ยีสต์อยู่ชมรมการแสดงด้วยเหตุผลเพราะมีสาวๆ เยอะ ในขณะที่ไอ้โอ๊ตอยู่ชมรมคอมพิวเตอร์ซึ่งก็น่าจะเหมาะกับมันที่สุดแล้ว ทว่าถึงผมจะอยู่ชมรมดนตรีก็จริง แต่ผมกลับไม่สามารถไม่สามารถเล่นเครื่องดนตรีอะไรได้เลยสักอย่าง ขนาดเปล่าขลุ่ยในวิชาดนตรียังเพี้ยนเลยคิดดู  เพราะฉะนั้นหน้าที่ของผมในชมรมจึงอยู่ในส่วนของงานจิปาถะทั่วไปหรือก็คือ เจเนอรัลเบ๊ อย่างที่ไอ้เต้ยมันว่าเอาไว้นั่นล่ะครับ

   อนึ่ง เจเนอรัลเบ๊ เป็นชื่อตำแหน่งที่ไอ้เต้ยเป็นคนคิดและแต่งตั้งให้กับผม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผมสมควรจะดีใจกับชื่อตำแหน่งนี้ดีหรือไม่

   “เออๆ มึงจะซ้อมกันถึงกี่โมงน่ะ”
   ผมหันไปถามไอ้เต้ย

   “บ่รู้ว่ะ แต่คงดึกนิดหน่อย แต่บ่น่าจะดึกมาก”
   “เออ งั้นเดี๋ยวกูติวเสร็จแล้วกูจะเข้าไป เอ้อ อีกอย่างวันนี้มึงไปส่งกูที่บ้านด้วยนะสัส รถกูยางรั่วยังบ่ได้เอาไปปะเลยว่ะ”

   “อ้าว แล้วเมื่อเช้ามึงมายังไงวะ”
   ไอ้ยีสต์เอ่ยถามผมในขณะที่ข้าวยังคงเต็มปาก ช่างเป็นภาพที่ชวนเวทนายิ่งนัก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงไอ้ยีสต์ถึงจะไม่ได้หล่อมากมายเหมือนไอ้เต้ยแต่ก็ถือว่าไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร แต่ด้วยความซกมกที่เป็นอยู่ เลยทำให้คะแนนความนิยมในตัวมันต่อสาวๆ เป็นศูนย์หรืออาจจะติดลบเลยก็ว่าได้

   “กูให้ลุงข้างบ้านเขามาส่งกูน่ะ โอเคนะมึง ไอ้เต้ย”
   ไอ้เต้ยพยักหน้าตอบตกลงให้กับข้อเรียกร้องของผม
   

   ตกเย็น
   “งั้นถ้ายังไงมึงเสร็จแล้วก็รีบๆ มานะเว้ย”
   ไอ้เต้ยตะโกนบอกผม ผมหันกลับไปพยักหน้าตกลงก่อนที่จะรีบมุ่งไปยังโรงอาหารด้วยความรวดเร็ว

   “วันนี้ขอติวภาษาอังกฤษนะครับ ส่วนวิชาคณิตศาสตร์เอาไว้ก่อน”
   แบงค์ชิงพูดขึ้นมาทันทีที่เห็นผมเดินมาถึง

   “สัส พอเหอะ อย่าแซวเยอะ เดี๋ยวมึงจะโดนกูต่อย”
   ผมขมวดคิ้วย่นจมูกใส่เพื่อกลบความอายนั้นเอาไว้ ในขณะที่ตัวคนแซวยังคงยิ้มหัวเราะเบาๆ อยู่ ผมหยิบสมุดการบ้านขึ้นมาเพื่อทบทวน แต่ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่าให้แบงค์ช่วยสอนน่าจะถูกต้องมากกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า

   “ว่าแต่วันนั้นน่ะครับ”
   ผมเงยหน้าขึ้นไปมองเมื่อได้ยินแบงค์เอ่ยทักขึ้นมา

   “วันนั้น?”
   “ก็ที่ไปดูหนังกันน่ะครับ”
   “ทำไมวะ”
   ผมเลิกคิ้วสูงถามด้วยความสงสัย

   “พอดีผมเห็นในเฟซบุ๊กของนันท์น่ะครับ ก็เลยเห็นว่านันท์ดูหนังเรื่องนั้นไปแล้วก่อนที่จะมาหาผมที่ร้านกาแฟ”
   แบงค์พูดออกมาด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ
   “อืม แล้วทำไมวะ”
   ผมถามย้ำ

   “ก็ทำไมนันท์ไม่บอกผมล่ะครับ ว่านันท์ดูเรื่องนั้นแล้ว ผมจะได้เลือกเรื่องอื่นแทน”
   ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สมองเมล็ดถั่วของผมจะประมวลผลได้

   “อ้ออออออออออออออออออ”
   ผมลากเสียงยาว จนแบงค์ถึงกับเลิกคิ้วสูงมองผมด้วยความตกใจ

   “คิดมากน่ะมึง ก็กูเป็นคนบอกมึงเองบ่ใช่เหรอว่าให้มึงเป็นคนตัดสินใจ เพราะงั้นกูก็เลยบ่ได้คิดอะหยังมากนัก นี่กูเองยังลืมไปแล้วด้วยนะเนี่ย”
   “แต่...”
   “อีกอย่างนะ”
   ผมขัดคอแบงค์พร้อมกับเอื้อมมือของตัวเองไปจับมือของอีกฝ่ายเอาไว้

   “การที่มีคนไปดูหนังด้วย มันก็รู้สึกดีกว่านั่งดูคนเดียวจริงๆ ว่ะ”
   ผมพูดยิ้มให้กับแบงค์พร้อมกับภาพความทรงจำที่ต้องเข้าดูหนังคนเดียวเมื่อวันนั้นก็ผุดขึ้นมาให้จำความรู้สึกอันขมขื่นนั้นได้ เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินผมพูดเช่นนั้นก็ยิ้มตอบกลับให้ผมก่อนที่จะก้มลงไปมองมือผมที่กำลังกุมมือของแบงค์เอาไว้ พร้อมกับผมที่ฉุกใจอะไรบางอย่างได้ในทันทีทันใด

   “เอ่อ หมายถึงเรื่องไปดูหนังน่ะ คือแบบ...”
   ผมพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักก่อนที่จะรีบดึงมือตัวเองกลับมาทันที แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีของผมก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะอมยิ้มพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

   “เฮ้ยมึง ข้อนี้นี่ยังไงวะ ใช่แบบนี้ป่ะ ?”
   ผมเปลี่ยนเรื่องด้วยความรวดเร็วพร้อมกับยื่นสมุดให้ แบงค์หยิบมันไปดูครู่หนึ่ง ก่อนที่จะวางสมุดลงบนโต๊ะแล้วอธิบายให้ผมฟัง

   “เกือบถูกแล้วครับ แต่ตรงนี้ต้องทำแบบนี้นะครับ”
   แบงค์ใช้นิ้วชี้ไปยังจุดที่ว่า ผมพยายามจะชะเง้อตะแคงคอดูด้วยความยากลำบากอันเนื่องมาจากการที่ต้องหมุนสมุดไปมา แบงค์จ้องมองผมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะลุกขึ้นยืน แล้วเดินอ้อมโต๊ะอาหารมายืนข้างๆ ผม ผมเงยหน้ามองด้วยความสงสัย

   “ทำอะหยังน่ะ”
   ผมถามแบงค์ด้วยความสงสัย เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้นก็นั่งลงข้างๆ ผมด้วยความรวดเร็วแล้วจึงหันมามองหน้าผมพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย

   “ก็แบบนี้ผมว่ามันใกล้กันดีน่ะครับ ติวง่าย ไม่ต้องชะเง้อไม่ต้องตะแคงคอให้เมื่อยยังไงล่ะครับ”
   แบงค์พูดพร้อมกับหยิบสมุดเข้ามาใกล้ตัว ก่อนที่จะขยับเข้ามานั่งใกล้ผมยิ่งขึ้นกว่าเดิม ใกล้มากจนชนิดที่ผมได้ยินเสียงลมหายใจและยังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของอีกฝ่ายเลยก็ว่าได้

   ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ
   ตึกๆ พ่องมึงสิ กูจะใจเต้นเพื่อ ???

   
   “เอาล่ะงั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนนะครับ”
   แบงค์พูดพร้อมกับเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ใส่กระเป๋าเช่นเดียวกันกับผม

   “แล้วนี่เดี๋ยวมึงจะกลับเลยเหรอวะ”
   ผมหันไปถาม เจ้าตัวพยักหน้าเป็นคำตอบกลับมา

   “ทำไมเหรอครับ”
   “เปล่า กูถามเฉยๆ น่ะ”
   ผมตอบกลับไปพร้อมกับยิ้มหัวเราะเบาๆ แบงค์เองเมื่อได้ยินผมตอบเช่นนั้น ก็ส่ายหัวเล็กน้อยก่อนที่จะยิ้มให้ผมพร้อมกับเอามือมายีหัวผมเบาๆ

   “งั้นผมกลับก่อนนะครับ พรุ่งนี้เจอกัน กลับบ้านดีๆ นะครับ”
   แบงค์กล่าวลากับผมก่อนที่จะเดินออกไป ผมยิ้มพร้อมกับโบกมือเล็กน้อยแทนการบอกลา

   จะว่าไปนี่ก็ผ่านมาประมาณเดือนเศษๆ แล้วเหรอเนี่ยที่ผมเริ่มติวหนังสือกับแบงค์ วันเวลามันก็ผ่านไปไวเหมือนกันแฮะ ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ได้เก่งอะไรขึ้นมามากมายนักอาจจะเพราะด้วยสมองเมล็ดถั่วก็เป็นได้ ฮ่าฮ่าฮ่าแต่ถึงกระนั้นผมก็กลับรู้สึกมีความสุขทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ปกติผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้เลยแท้ๆ

   มันเพราะอะไรกันนะ


   “โห ไอเหี้ย มาช้าโคตร กูนึกว่ามึงหนีกลับบ้านไปแล้วนะเนี่ย”
   ไอ้เต้ยบ่นขึ้นทันทีที่ผมเปิดประตูห้องชมรมเข้าไป

   “หนีพ่องสิ กูกลับได้ซะที่ไหนล่ะ”
   ผมสวนกลับไปก่อนที่วางกระเป๋าสะพายลงที่มุมห้อง

   “หวัดดีครับพี่นันท์ บ่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
   เสียงของไอ้น้องไนท์ รุ่นน้องชั้น ม.สี่ มือเบสของชมรมเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง ผมพยักหน้ากลับไปพร้อมกับหันไปยักคิ้วให้ไอ้กอล์ฟมือคีย์บอร์ดซึ่งเอาจริงๆ ผมก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้ามันเท่าไหร่หรอกดูเก๊กๆ ยังไงก็ไม่รู้ ถึงแม้จะยอมรับว่ามันหน้าตาดีเมื่อเทียบกับผมก็ตามทีเถอะ ก่อนที่จะหันไปยกมือไหว้พี่สาธิตรุ่นพี่ชั้น ม.หก ซึ่งเป็นมือกลองประจำวง

   “โห มายด์ สวยขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย ไปทำอะหยังมาน่ะ”
   ผมหันไปถามมายด์ เด็กสาวตัวเล็กผมยาวนักร้องนำหญิงของชมรม เธอเรียนอยู่ชั้น ม.ห้า เช่นเดียวกับพวกผม

   “แหม ปากหวานจังนะ พูดจริงเหรอเนี่ย”
   มายด์ยิ้มพร้อมกับบิดตัวไปมา ก่อนที่จะสังเกตเห็นว่าผมทำนิ้วไขว้กันเป็นสัญลักษณ์ว่าผมโกหก เธอจึงปาสมุดโน้ตเพลงใส่ผมแต่ก็ไม่โดนเพราะผมหลบทัน ฮ่าฮ่าฮ่า

   “ว่าแต่หานักร้องชายคนใหม่ได้รึยังน่ะ”
   ผมหันไปถามมายด์ พร้อมกับเดินไปเก็บสมุดโน้ตเพลงคืนที่

   “ยังเลย ยังบ่มีใครตรงกับอิมเมจที่ต้องการเลยสักคน บางคนอิมเมจได้ แต่เสียงบ่ผ่าน บางคนเสียงผ่าน แต่อิมเมจบ่ได้”
   “อิมเมจ? อิมเมจคืออะหยัง แล้วเกี่ยวอะหยังกับอิมเมจวะ”
   ผมหันไปขมวดคิ้วถามมายด์ด้วยความสงสัย เธอเองเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้นก็เลิกคิ้วสูงหันไปมองคนอื่นในห้องซ้อมก่อนที่จะหันมามองผม

   “จะว่ายังไงดีล่ะ อิมเมจก็คือภาพลักษณ์ ถ้าเรามีนักร้องที่นอกจากจะเสียงดีแล้วยังมีภาพลักษณ์ที่ดีด้วย มันก็ย่อมดีกว่ายังไงล่ะ”
   “สรุปก็คือขายหน้าตาว่างั้น”
   ผมถามกลับไปอีกรอบ มายด์ถึงกับเอามือกุมขมับทันทีที่ได้ยินผมพูดเช่นนั้น
กูพูดผิดตรงไหนวะเนี่ย

   “เออๆ ช่างเหอะ อธิบายไป มึงก็บ่เข้าใจ เอาเป็นว่าหน้าที่มึงตอนนี้ คือไปซื้อขนมมาให้พวกกูหน่อย โอเคนะ ไอ้เจเนอรัลเบ๊”
   ไอ้เต้ยรีบพูดตัดบททันทีด้วยความรำคาญพร้อมกับทำท่าปัดมือไล่ผม ผมทำหน้าบูดย่นจมูกพร้อมกับแบมือยื่นใส่ไอ้เต้ยส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะหยิบกระเป๋าเงินออกมาแล้วหยิบบัตรสมาร์ตเพิร์สยื่นให้ผม

   “ในนั้นมีอยู่ประมาณสามร้อยกว่า มึงจะซื้ออะหยังก็ซื้อมา ส่วนใครเอาอะหยังก็บอกไอ้นันท์เอานะ”
   ผมเดินไปหยิบกระดาษกับปากกาจากในกระเป๋าสะพายมาจดทันทีที่ได้ยินไอ้เต้ยพูดเช่นนั้น ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปหลังจากที่รับคำสั่งจากแต่ละคนเสร็จ

หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 5 ใครคนนั้น (5-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 07-10-2018 16:21:38
   นี่ล่ะครับชีวิตของ เจเนอรัลเบ๊ อย่างผม ฮืฮๆ ชีวิตช่างน่ารันทดฉิบหาย เป็นทาสให้เขาจิกหัวใช้

   “เดี๋ยวครับ พี่นันท์รอผมก่อน”
   เสียงคุ้นหูเอ่ยเรียกชื่อของผมในขณะที่ผมกำลังเดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียน ผมหันไปยังต้นเสียงนั้น ซึ่งเจ้าของเสียงที่คุ้นหูก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นไอ้น้องไนท์นั่นเองครับ

   “หืม ว่าไง จะฝากซื้ออะหยังเพิ่มวะ”
   ผมเลิกคิ้วสูงถามไอ้น้องไนท์พร้อมกับหยิบกระดาษออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เอาปากกาติดตัวมาด้วย ไอ้น้องไนท์ยกมือปัดปฏิเสธเบาๆ ในขณะที่เจ้าตัวดูจะมีอาการหอบเล็กน้อย คงเป็นเพราะวิ่งตามผมออกมา

   “เปล่าครับ แค่จะไปเซเว่นด้วยน่ะครับ อยากไปดูไปเลือกเองมากกว่า อีกอย่างเผื่อจะได้ช่วยพี่ถือของด้วยน่ะ”
   ไอ้น้องไนท์บอกพร้อมกับยิ้มหัวเราะแห่ะๆ ให้ผม ผมเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยกนิ้วโป้งเป็นเชิงว่าเยี่ยมให้ไอ้น้องไนท์ทันที นี่สินะที่เขากล่าวไว้ว่านครล้านนายังไม่สิ้นคนดี ฮ่าฮ่าฮ่า

   ทันทีที่ไปถึงเซเว่นผมกับไอ้น้องไนท์ก็ช่วยกันเลือกซื้อของกันอยู่พักหนึ่งแล้วจึงนำไปคิดเงิน ก่อนที่จะช่วยกันถือออกมา

   “ช่วงนี้บ่ค่อยเห็นพี่นันท์มาที่ชมรมเลยนะครับ”
   ไอ้น้องไนท์หันมาถามผมในระหว่างที่เราทั้งสองกำลังเดินกลับไปยังห้องชมรม

   “ก็นิดหน่อยว่ะ พอดีช่วงนี้กูมีเหตุจำเป็นเลยต้องติวหนังสือนิดหน่อยน่ะ”
   “โห ขยันจังเลยนะครับพี่นันท์เนี่ย อย่างนี้ต้องเก่งมากเลยแน่ๆ”

   ผมยิ้มแห้งๆ กลับไปโดยไม่พูดอะไรต่อเพราะกลัวจะเป็นการประจานความโง่ของตัวเอง คือไอ้น้องไนท์เขาเป็นสมาชิกใหม่ของชมรมน่ะครับ เพิ่งเข้ามาเมื่อตอนต้นเทอมที่ผ่านมานี่เอง แต่มีฝีมือที่น่าสนใจเลยได้เป็นตัวหลักของวง เฉกเช่นเดียวกับผมที่เป็นตัวหลักของวงเหมือนกัน

ตัวหลักในเรื่องเจเนรัลเบ๊อะนะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   “ทำไม คิดถึงกูเหรอวะ”
   ผมหันไปยิ้มแซวไอ้น้องไนท์ที่กำลังหยิบจับของในถุงขึ้นมาดู เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หันมามองหน้าผมทันทีด้วยความรวดเร็ว

   “ก็แล้วถ้าผมจะบอกว่า...”
   “เฮ้ย ล้อเล่นน่า ปะ รีบไปเหอะ เดี๋ยวไอ้เต้ยมันจะด่าเอา ไอ้ห่านี่ชอบหงุดหงิดจิตงุดเงี้ยวง่ายอยู่ด้วย”
   ผมพูดพร้อมกับตบเบาๆ ที่หลังของไอ้น้องไนท์ เจ้าตัวเองยิ้มแห้งให้กับผมก่อนที่เราทั้งสองจะเร่งฝีเท้ากัน และในจังหวะนั้นเองสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นใครบางคนที่ผมคุ้นเคย

   “อ้าว มึง ไอ้แบงค์ มาทำอะหยังแถวนี้วะ!”
   ผมตะโกนเสียงดังเรียกอีกฝ่าย เจ้าตัวเองหันมามองด้วยสีหน้างงๆ พร้อมกับขยับแว่นเล็กน้อย ก่อนที่จะยิ้มให้เมื่อเห็นว่าคนที่ตะโกนเรียกชื่อของตนเป็นผมนั่นเอง

   “ผมออกมาหาอะไรกินน่ะครับ แล้วนันท์ล่ะ ยังไม่กลับอีกเหรอครับ”
   “ยังๆ พอดีที่ชมรมดนตรีเขามีซ้อมน่ะ ก็เลยอยู่ช่วยนิดหน่อย”
   “อ๊ะ นันท์เล่นดนตรีเป็นด้วยเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถาม แต่เดี๋ยวนะ ไอ้คำถามกับสีหน้าตกใจแบบนั้นมันหมายความว่าไงวะ

   “บ่ๆ กูอยู่แผนกเจเนอรัลเบ๊น่ะ นี่ก็เพิ่งซื้อขนมเสร็จกำลังจะกลับไปที่ห้องชมรมเอ้อ นี่ไอ้ไนท์ รุ่นน้องที่ชมรม ส่วนนี่แบงค์คนที่ติวให้กูน่ะ”
   ผมแนะนำทั้งสองให้รู้จักกันหลังจากที่สังเกตเห็นอาการของไอ้น้องไนท์ที่กำลังทำสีหน้ามึนงงอยู่ ทั้งสองมองหน้ากันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่ไอ้น้องไนท์จะยกมือไหว้พร้อมกับอีกฝ่ายที่รีบยกมือรับไหว้ด้วยความเกรงใจ

   “ว่าแต่มึงพักอยู่แถวนี้เหรอวะ”
   ผมเอ่ยถามแบงค์เพราะสังเกตจากชุดที่อีกฝ่ายใส่อยู่ตอนนี้ซึ่งเป็นชุดสบายๆ เสื้อยืด กางเกงบอลธรรมดา พ่วงด้วยรองเท้าแตะหนีบช้างดาวที่สภาพตอนนี้ที่ไม่น่าจะเรียกว่าช้างได้แล้วเพราะค่อนข้างจะเยินจนไม่รู้จะอธิบายยังไงดี ช่างเป็นคนที่ไม่ห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองเลยสักนิดเดียวจริงๆ แฮะ

   “ใช่ครับ ว่าแต่เจอนันท์ก็ดีเลยครับ พอดีว่าเหมือนสมุดการบ้านของผมน่าจะติดไปกับกระเป๋าของนันท์น่ะครับ”
   “จริงดิ บ่ทันได้สังเกตแฮะ กระเป๋าอยู่ที่ห้องชมรมด้วยน่ะ จะเอาเลยใช่ปะ งั้นตามกูมา พร้อมกับเอานี่ไปด้วย”
   ผมพูดพร้อมกับยื่นถุงขนมให้อีกฝ่ายถือ เจ้าตัวรับมันไปด้วยท่าทีงงๆ เล็กน้อย ผมเดินนำหน้าไอ้น้องไนท์และแบงค์ออกไป ก่อนที่ทั้งสองจะเดินตามมาประกบผมซ้ายขวา

ผมในตอนนี้มีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพระราชาที่มีองครักษ์คอยอารักขายิ่งนัก เพราะมีไอ้น้องไนท์เดินขนาบซ้ายและแบงค์เดินขนาบขวา ประหนึ่งว่าโลกใบนี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว วะฮ่าฮ่าฮ่า

   แต่…

   พอลองคิดดูให้ดีๆ เมื่อหันไปดูความสูงของทั้งสองแล้วย้อนมองดูตัวเอง ก็กลับรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนแคระกับองครักษ์เผ่าเอลฟ์ในหนังเรื่องฮอบบิทมากกว่ายังไงก็ไมรู้แฮะ พวกมึงทั้งสองจะสูงกันไปไหนนักหนาวะ ไม่เห็นใจคนเตี้ย เอ้ย คนขนาดพกพาสะดวกแถวนี้กันเลยนะ ฮืฮๆ

   “มาช้านะมึง กูนึกว่ามึงไปซื้อถึงดาวพลูโต”
   ไอ้เต้ยบ่นทันทีที่ผมเปิดประตูเข้ามา ผมชูนิ้วกลางให้คนบ่นก่อนที่จะหยิบถุงขนมจากแบงค์ไปวางลงบนโต๊ะข้างห้อง

   “หือ นั่นใครเหรอนันท์”
   มายด์หันมาถามผมในขณะที่เจ้าตัวกำลังหยิบขนมในถุงออกมา

   “อ๋อ ชื่อแบงค์น่ะ คนที่ติวหนังสือให้เราตอนเย็น พอดีสมุดการบ้านเขาติดมากับกระเป๋าเรา ก็เลยมาเอาคืนน่ะ”
   ผมตอบกลับไปพร้อมกับยื่นบัตรคืนให้ไอ้เต้ยก่อนที่จะเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายของตัวเองมาเปิดดู อ๊ะ นี่ไง มีสมุดที่มีชื่อ “นายปกปักษ์” เขียนเอาไว้ที่หน้าปกติดมาในกระเป๋าของผมจริงๆ ด้วยแฮะ

   ว่าแต่ชื่อจริงของแบงค์คือ “ปกปักษ์” เหรอเนี่ย ไม่เคยสังเกตเลยแฮะ ช่างเป็นชื่อที่แปลกหูอยู่ไม่น้อย

   “ขอโทษด้วยว่ะที่บ่ได้ดูให้ดีก่อน”
   ผมยื่นสมุดส่งคืนไปยังเจ้าของ

   “ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ไม่ได้ดูให้ดีด้วย ขอบคุณนะ ไปก่อนนะครับ ขอโทษที่มารบกวนนะครับทุกคน”
   แบงค์พูดพร้อมกับเอามือมายีหัวผมแล้วจึงโค้งคำนับให้กับคนอื่นๆ ในห้องก่อนที่จะเดินออกไป ดูเหมือนช่วงนี้แบงค์จะเริ่มติดเป็นนิสัยแล้วแฮะกับการเอามือมายีหัวผมเนี่ย แต่ก็น่าแปลกที่ผมกลับไม่ได้รู้สึกรำคาญหรือรู้สึกไม่ดีอะไรเลยแม้แต่น้อย   

   ทำไมกันนะ

   “โหย เพื่อนนันท์ที่ชื่อแบงค์นี่สูงดีนะเนี่ย สูงเท่าไหร่เหรอ”
   มายด์หันมาถามผมในขณะที่เจ้าตัวกำลังแกะขนมกินไปด้วย

   “เห็นเจ้าตัวบอกว่าร้อยแปดสิบห้าหรือแปดสิบหกราวๆ นี้มั้งนะ”
   “ชิ สูงกว่าผมจริงๆ ด้วย ผมสูงแค่ร้อยเจ็ดสิบเก้าเอง”
   ไอ้น้องไนท์บ่นอุบอิบเล็กน้อย ผมหันไปเหลือบมองอีกฝั่งแวบหนึ่งก่อนที่จะยิ้มแห้งๆ ให้ ก็แหม กล้าใช้คำว่า "แค่ร้อยเจ็ดสิบเก้าเอง" เหอะๆๆๆ จะใช้คำอะไรก็รบกวนเกรงอกเกรงใจคนที่สูง "ตั้งร้อยหกสิบสี่" อย่างกูบ้างก็ดีนะไอ้น้อง เดี๋ยวปั๊ดกระโดดเตะก้านคอเสียเลยนี่

   “โหย ใช่เลย อิมเมจได้เลยนะเนี่ย”
   มายด์พูดพร้อมกับกุมมือทั้งสองข้างไว้ที่หน้าอก ดูท่าเธอจะติดใจแบงค์เสียแล้วล่ะมั้ง

   “อิมเมจ อิมเมจอะหยัง”
   ผมหันไปถามด้วยความงุนงง

   “ก็อิมเมจแบบผู้ชายอบอุ่นใจดี ยิ้มทีใจละลายยังไงล่ะ ยิ่งตอนเมื่อกี๊ที่ยีหัวนันท์อะนะ ขอบอกว่าชวนกรี๊ดมากกก ถ้าจับมาขัดสีฉวีวันเปลี่ยนโฉมสักหน่อยนะ เกิดแน่ๆ”
   มายด์ตอบกลับมาในขณะที่เธอยังคงอยู่ในอาการเพ้ออยู่จนพี่สาธิตถึงกับขมวดคิ้วหรี่ตามอง ส่วนไอ้น้องไนท์ทำเสียงเดาะลิ้นนิดหนึ่ง ในขณะที่ตัวผมเองนั้นก็ได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยทันทีที่ได้ยินมายด์พูดเช่นนั้น

   แบงค์ในสายตาสาวๆ เป็นอย่างนั้นเหรอวะ
   ไม่ม้างงง ถ้าเป็นงั้นจริง คงไม่โดนเหล่าบรรดาแฟนเก่าบอกเลิกมาถึงสี่คนหรอก

   “เดี๋ยวมานะ”
   มายด์พูดพร้อมกับเดินเปิดประตูออกไปอย่างรวดเร็ว จนไม่ทันที่พวกผมจะได้เอ่ยถามอะไรแม้แต่นิดเดียว

   
   “เอ่อ จะให้ผมลองจริงๆ เหรอครับ”
   แบงค์หันมาถามพวกผม ในขณะที่เจ้าตัวกำลังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงหน้าไมค์ พวกผมหันมองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนที่จะหันไปพยักหน้าเป็นคำตอบให้กับแบงค์

   คือมันสืบเนื่องมาจากที่มายด์วิ่งออกไปเมื่อกี๊น่ะครับ เธอวิ่งออกไปตามแบงค์มาเพื่อให้ลองออดิชั่นดู แบงค์เองคงจะเกรงใจมายด์ด้วยล่ะมั้ง เลยยอมตามมาอย่างว่าง่าย

   “ลองเลือกเพลงที่แบงค์คิดว่าร้องได้ จากสมุดโน้ตเพลงตรงหน้านั้นเลยนะ”
   มายด์พยามยามเชียร์ ในขณะที่แบงค์เองก็มีท่าทีประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ผมชูสองนิ้วเพื่อให้กำลังใจ เจ้าตัวยิ้มให้ผมด้วยความเขินอายเล็กน้อยก่อนที่จะเปิดสมุดโน้ตเพลงขึ้นมาดู

   “เอ่อ คิดว่าเพลงนี้น่าจะได้นะครับ”
   แบงค์พูดพร้อมกับยื่นสมุดโน้ตเพลงให้มายด์หลังจากที่เจ้าตัวยืนเลือกอยู่ครู่หนึ่ง มายด์รับมันมาดูก่อนที่จะส่งต่อให้คนอื่นในวง หลังจากนั้นทุกคนก็เข้าประจำที่ยังเครื่องดนตรีของตัวเองทันทีที่เห็นชื่อเพลง

   “เดี๋ยวท่อนเปิดท่อนแรกนี่ เราจะร้องนำให้ก่อนนะ พอถึงท่อนถัดไป ก็ตานายเลย โอเคนะ”
   ไอ้เต้ยบอกกับแบงค์ เจ้าตัวพยักหน้าตกลงด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อยแต่ก็พยายามที่จะเก็บมันเอาไว้ ว่าแต่ตกลงแบงค์เลือกเพลงอะไรหว่า

   ทันทีที่คีย์บอร์ดบรรเลงอินโทรเพลงขึ้น แบงค์ก็หันมามองผมอีกรอบ ผมจึงยกนิ้วโป้งทั้งสองข้างกลับไปเป็นกำลังใจ
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 5 ใครคนนั้น (5-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 07-10-2018 16:28:20
ใครคนนั้น - Bedroom Audio (https://www.youtube.com/watch?v=bSs2QCAM2Y0)

ยังจะรอความรัก...ให้ผ่านเข้ามา.......ยังจะตามค้นหา..ครึ่งหนึ่ง..ที่หล่นหาย......
แม้ไม่รู้ว่าเป็นใคร เก็บความรักรอให้เธอผ่านมา...

   ทันทีที่ไอ้เต้ยนำจบ แบงค์ก็หลับตาลงพร้อมกับกุมไมค์เอาไว้แน่น

ปล่อยให้วันและคืนรอบตัวหมุนไป ปล่อยให้ความเหงาเข้ามาเป็นเพื่อนในใจ
จะแดดจะฝน จะทุกข์ก็ทน ยิ้มสู้กันไป บนทางอ้างว้างที่ไม่มีผู้ใด
บางทีก็ยังสงสัยลึกๆ ในใจ บางคืนก็เหงาแทบทนไม่ไหว
คนหนึ่งคนของฉันคนนั้นเป็นใคร ก็ยังต้องค้นต้องหากันต่อไป
ยังคงรอคอยความรักให้ผ่านเข้ามา ยังคงคอยตามค้นหาครึ่งหนึ่งที่หล่นหาย
ยังรอใครคนนั้นแม้ไม่รู้ว่าเป็นใคร ยังเก็บความรักรอให้เธอผ่านมา....

   แบงค์ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับจ้องสายตามองมาทางผมที่ตอนนี้กำลังอึ้งอยู่กับเสียงของอีกฝ่าย ก่อนที่จะถึงเพลงท่อนต่อไป
   
อยากมีคนจับมือคอยปลอบโยนเมื่อร้อนใจ วันที่ท้อก็อยากมีคนให้ซบไหล่
ค่ำคืนเหน็บหนาวจะกอดเอาไว้แนบกาย กุมมือเธอไว้คงอุ่นไปทั้งหัวใจ
บางทีก็ยังสงสัยลึกๆ ข้างใน บางคืนก็เหงาแทบทนไม่ไหว
คนหนึ่งคนของฉันคนนั้นเป็นใคร ก็ยังต้องค้นต้องหากันต่อไป
ยังคงรอคอยความรักให้ผ่านเข้ามา ยังคงคอยตามค้นหาครึ่งหนึ่งที่หล่นหาย
ยังรอใครคนนั้นแม้ไม่รู้ว่าเป็นใคร ยังเก็บความรักรอให้เธอผ่านมา
ยังคงจะตามค้นหาต่อไป ยังมีจริงๆ ใช่ไหม สักคนสำหรับฉัน
คนที่จะเติมชีวิตครึ่งๆ กลางๆ ของฉันให้เต็มสักที....

   ตอนนี้เหมือนบรรยากาศทั้งห้องถูกสะกดเอาไว้ด้วยเสียงดนตรี แต่ละคนดูสนุกสนานไปกับเพลงมากทั้งคีย์บอร์ดของไอ้กอล์ฟ กีต้าร์ของไอ้เต้ย เบสของไอ้น้องไนท์ และกลองของพี่สาธิตต่างเล่นเข้าขากันอย่างผสมผสานได้อย่างลงตัวจนแทบจะสะกดผมเอาไว้จนเกือบลืมหายใจ แบงค์จ้องมองผมพร้อมกับยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยนก่อนที่เพลงท่อนสุดท้ายจะมาถึง

รอเพียงใครคนนั้นจะผ่านเข้ามา รอวันที่การค้นหาของฉันถึงจุดหมาย
รอเธอคนสุดท้ายที่ฉันจะยอมมอบทั้งใจ รอใครคนนั้นที่ฉันจะรักตลอดไป...


   “เอ่อ เป็นยังไงบ้างครับ”
   แบงค์เอ่ยถามพวกผมที่ตอนนี้กำลังสุมหัวประชุมกันอยู่ พวกผมมองหน้ากันอีกรอก่อนที่จะพยักหน้าให้กัน แล้วจึงหันไปหาอีกฝ่ายที่กำลังยืนรอฟังคำตอบอยู่

   “เอ่อ แบงค์คะ ตอนนี้แบงค์อยู่ชมรมอะไรเหรอ”
   “ชมรมถ่ายภาพ ทำไมเหรอครับ”
   แบงค์ตอบคำถามของมายด์ พร้อมกับถามกลับด้วยความสงสัย มายด์ยิ้มพร้อมกับเอามือเรียวเล็กประสานไว้ที่หน้าอกของตัวเอง

   “เอ่อ คือ...แบงค์สนใจจะย้ายมาอยู่ชมรมดนตรีมั้ย คือ...ตอนนี้วงของเรายังขาดนักร้องนำชายน่ะ เพราะคนเก่าเขาย้ายโรงเรียนไปน่ะค่ะ เราก็เลยต้องหาคนใหม่มาแทน แล้วแบงค์ก็เหมาะมากๆๆๆๆๆๆๆ ที่จะเป็นนักร้องนำ เพราะอิมเมจได้ ส่วนเสียงก็ถือว่าโอเค ฝึกเพิ่มอีกหน่อยก็น่าจะใช้ได้ ส่วนเรื่อง....”

   “ขอปฏิเสธครับ!”
   แบงค์ชิงตัดบทมายด์ที่กำลังพยายามอธิบายให้ฟังด้วยความรวดเร็ว

   “แต่ว่า คือ...”
   “คือผมรักชมรมถ่ายภาพ ผมชอบที่จะถ่ายภาพและมีความสุขกับมัน เพราะงั้นผมคงไม่สามารถย้ายชมรมได้น่ะครับ”
   แบงค์พยายามอธิบายความรู้สึกของตัวเองให้มายด์เข้าใจ ก่อนที่จะหันมามองผม ดูท่าทางแบงค์ก็คงจะคิดหนักอยู่เหมือนกัน เพราะทุกคนในห้องต่างก็ต้องการให้แบงค์เข้าชมรมนี้อาจจะยกเว้นไอ้น้องไนท์ที่ดูจะพยายามขัดๆ มติเสียงส่วนใหญ่อยู่บ้างซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ด้วยเป็นเสียงส่วนน้อยจึงทำอะไรไม่ได้มากนัก

   แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็เข้าใจแบงค์ดี ว่าการจะให้ออกจากชมรมถ่ายภาพที่ตัวเองรักมาเพื่อชมรมนี้ มันก็คงจะเป็นอะไรที่ยากจะทำใจจริงๆ นั่นล่ะ สิ่งที่ผมพอจะทำคงจะมีเพียงรอยยิ้มที่สื่อเป็นเชิงว่าไม่เป็นไรกลับไปให้แบงค์ เจ้าตัวเองเมื่อเห็นผมยิ้มเช่นนั้น ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะหันไปหามายด์

   “ยังไงก็ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ครับ”
   แบงค์ก้มหัวให้มายด์ ก่อนที่จะหันมามองหน้าผมอีกรอบ

   
   “บ่น่าเชื่อนะว่ามึงจะเสียงดีเหมือนกัน”
   ผมเอ่ยชมในขณะที่เดินออกมาส่งแบงค์

   “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่ยังไงก็ขอบคุณที่ชมครับ”
   “จะว่าไปก็น่าเสียดายเหมือนกันนะ แต่เอาเถอะ ไอครั้นจะให้มึงย้ายชมรมมามันก็ออกจะโหดร้ายเกินไปจริงๆ น่ะล่ะ แถมยังเป็นการรบกวนเวลาของมึงอีก ไหนจะเรียน ไหนจะการบ้าน ชมรมที่มึงอยู่ เสาร์อาทิตย์ยังต้องทำงานอีกด้วย แล้วไหนจะต้องติวให้กับคนสมองเมล็ดถั่วอย่างกูอีกด้วยเนี่ย”
   ผมตอบกลับไปด้วยสีหน้าวิตกเล็กน้อย ไม่สิ มากพอสมควรเลยล่ะ เพราะเมื่อลองมาคิดๆ ดูแล้ว แบงค์แทบจะไม่เหลือเวลาส่วนตัวให้ตัวเองเลยนะนั่น

   “คิดมากน่ะครับ เรื่องติวเนี่ย ผมทำเพราะผมเต็มใจที่จะทำครับ”
   “แต่ว่า...”

   “ไม่มีใครบังคับให้ผมทำหรือไม่ทำอะไรได้หรอกครับหากผมไม่เต็มใจ ส่วนเรื่องเพลงเนี่ย ตอนแรกๆ ก็กลัวๆ ประหม่าๆ เหมือนกัน แต่พอได้ลองร้องดู มันก็รู้สึกว่าสนุกดีเหมือนกันนะ แต่จะให้ไปเป็นนักร้องนำ ร้องต่อหน้าคนอื่นมากมายเนี่ย คงไม่ไหวจริงๆ ครับ”

   แบงค์พูดพร้อมกับยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะยกเอาฝ่ามือใหญ่ของตัวเองมายีหัวผมอีกครั้ง แล้วจึงเดินนำหน้าไป ผมในตอนนี้ที่ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปจึงได้แต่ก้มหน้าเดินตามด้วยความเงียบ

   “หากจะมีอะไรนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้วล่ะก็...”
   แบงค์เอ่ยขึ้น ผมเงยหน้าขึ้นมามองไปยังแผ่นหลังที่ดูหนานั้น
   “...ก็คงจะเป็นการร้องเพลงนี่ล่ะครับ ที่สามารถช่วยให้เราสื่อความหมายในสิ่งที่เราไม่กล้าหรือไม่สามารถพูดได้ในเวลาปกติ เพราะงั้นผมก็เลยค่อนข้างรู้สึกสนุกไปกับมัน”

   “อย่างเพลงเมื่อกี๊เหรอวะ”
   ผมเอ่ยถามแบงค์ออกไปโดยที่ตัวเองก็ไม่ทันคิด แบงค์หยุดนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงก้มหน้าลง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าอันมืดมิดในยามค่ำคืน

   “ก็อาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้มั้งครับ...”

   ยังไงเจ๊ก็ฝากแบงค์เขาด้วยนะ เห็นแบบนั้น แต่ลึกๆ เขาเป็นคนอ่อนไหวง่าย เป็นคนขี้เหงามากๆ เลยนะ แต่บ่ค่อยแสดงออกให้ใครเห็น เพราะอย่างที่บอก เขาบ่อยากเป็นภาระของใครน่ะ

   อยู่ๆ คำพูดของเจ๊บัวก็แล่นเข้ามาในหัวผมทันที ผมหันไปมองแบงค์ที่ตอนนี้กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ ผมจึงเงยหน้าขึ้นไปมองยังท้องฟ้านั้นเช่นเดียวกันกับแบงค์ สิ่งที่ผมเห็นคือดวงดาวที่กำลังส่องแสงระยิบระยับถึงแม้จะไม่ได้มากมายอะไรนักเนื่องจากอยู่ในตัวเมืองแต่ก็พอจะมองเห็นได้อยู่บ้าง เพราะบริเวณที่ผมยืนอยู่ตอนนี้นั้นค่อนข้างที่จะมืดอยู่พอสมควร

   อ๊ะ นั่นไง กลุ่มดาวนายพรานที่ตอนสมัยเด็กๆ ผมมักจะเงยหน้าขึ้นมองมันอยู่บ่อยๆ เพราะเป็นกลุ่มดาวที่มองเห็นและสังเกตได้ง่ายที่สุดแล้วสำหรับคนหัวทึบอย่างผมเนี่ย

   พอเห็นแบบนี้แล้วก็นึกฉุกใจขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง ว่านานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เงยหน้ามองดูดาวบนท้องฟ้าแบบนี้

   “ว่าแต่ออกมาส่งผมนานแบบนี้ เพื่อนๆ เขาจะไม่ว่าเหรอครับ”
   แบงค์หันกลับมาถาม ผมหันไปมองคนถาม เออแฮะ ตอนแรกว่าจะออกมาส่งแบงค์เฉยๆ นี่หว่า แล้วไหงถึงได้กลายเป็นออกมาเดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปได้เนี่ย

   “ช่างเถอะ อยู่ตรงนี้ดีกว่า”
   ผมตอบกลับไปพร้อมกับยิ้มเล็กๆ ให้แบงค์ เจ้าตัวเองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เดินเข้ามาแล้วเอามือยีหัวผมเล่น

   ความรู้สึกนี้มันอะไรกันนะ
   มันต่างจากเวลาที่ผมอยู่กับพวกไอ้โอ๊ต ไอ้เต้ย ไอ้ยีสต์รึเปล่าวะ

   “มึง”
   “ครับ?”
   “ถ้ามีอะหยังที่กูพอจะช่วยได้ก็บอกกูได้เสมอนะ”
   ผมพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองหน้าอีกฝ่ายที่ตอนนี้กำลังทำหน้ายิ้มแบบงงๆ อยู่

   “อะไรนะครับ”
   “ก็แบบ มึงช่วยเหลือกูมาตั้งหลายอย่างแล้วไง กูก็เลยรู้สึกอยากตอบแทน อยากช่วยเหลืออะหยังมึงกลับไปบ้างยังไงล่ะวะ”
   ผมพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองว่า นี่กูกำลังทำอะไรอยู่กันนะ แล้วทำไมถึงได้รู้สึกประหม่าขึ้นมาได้เนี่ย แต่ไม่ทันที่ผมจะได้หาคำตอบอะไรให้กับตัวเอง

   หมับ!

   “อะ อะหยังของมึงเนี่ย!?”
   ผมถามด้วยน้ำเสียงตกใจปนสงสัย เมื่ออยู่ๆ แบงค์เข้าสวมกอดผมทันทีอย่างรวดเร็วโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัวแม้แต่น้อย

   “ค่ำคืนเหน็บหนาว จะกอดเอา...ไว้แนบกาย...”
   “ห๊ะ! อะหยังนะ?”
   “ก็นันท์บอกเองนี่ครับ ว่าถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือก็บอกได้ไม่ใช่เหรอครับ”
   “ก็ใช่ แต่ว่า...”
   ผมตอบกลับไปพร้อมกับขยับตัวหนีเล็กน้อย ทว่ายิ่งผมขยับตัวมากเท่าไหร่ อีกฝ่ายก็ยิ่งกลับกอดผมแน่นมากขึ้นเท่านั้น จนหน้าของผมในตอนนี้แทบจะติดกับหน้าอกของแบงค์แล้วก็ว่าได้

   “ขออยู่แบบนี้แป๊บนึงได้มั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยขอด้วยน้ำเสียงราบเรียบนุ่มนวล ผมเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่นิ่งเงียบ
   น่าแปลก ที่กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของแบงค์มันกลับทำให้ผมรู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกลังเลว่าสมควรหรือไม่ที่จะยกแขนของตัวเองไปโอบกอดอีกฝ่าย

“......”

เมื่อหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ผมจึงได้แต่ปล่อยแขนนิ่งไว้ข้างตัว ก่อนที่จะค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ


   ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกพวกนี้มันคืออะไร


   ท่ามกลางความมืดมิดและความเงียบสงัดของค่ำคืนที่พอจะมีดวงดาวกำลังส่องแสงประกายระยิบระยับให้เห็นอยู่บ้างถึงแม้จะไม่ได้มากมายนัก ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรจากบริเวณรอบข้างเลยแม้แต่นิดเดียว นอกเสียจากเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจเต้นของแบงค์เท่านั้น


จบคาบเรียนที่สี่

   มุม Caption ไร้สาระ
   Power Bank : ใครคนนั้น...สินะ
   BourRai : อะไรๆ อะไรเหรอ ???
   Power Bank : ไม่บอกครับ
   BourRai : ชิส์...!!!
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 3 พาวเวอร์ แบงค์ (4-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 07-10-2018 16:30:18
ตอนที่ 4 มาแล้วครับ ^^

:man1:

 :mew1:

ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ขอบคุณมากๆ ครับ
 :3123: :3123:

นันท์น่าร้ากกก  :-[
พยายามอ่านด้วยสำเนียงเหนือไปด้วย รู้สึกอ่านช้าลงเยอะเลย 555

มันก็จะมีความต๊ะต่อนยอนหน่อยๆ 555+
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 4 ใครคนนั้น (7-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: กาแฟมั้ยฮะจ้าว ที่ 08-10-2018 06:26:14
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 5 สันป่าเกี๊ยะ (10-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 10-10-2018 21:03:36
   คาบเรียนที่ห้า

   มันต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหนสักอย่างแน่ๆ เลย
   ผมพยายามคิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยที่มีแบงค์กำลังนอนหลับอยู่ข้างๆ ผม

   ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอก มีแบงค์กำลังนอนหลับอยู่ข้างๆ ผม
แถมยังกอดผมเอาไว้แน่นอีกด้วยนี่สิ
   

   ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้
   “ห๊ะ อะหยังนะ สันป่าเกี๊ยะอย่างนั้นเหรอวะ”
   ผมที่กำลังงุนงงอยู่กับการบ้านที่อยู่ตรงหน้าหันไปถามแบงค์ด้วยความสงสัยเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อสถานที่ที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยสักครั้งถูกเอ่ยออกมาจากปากของอีกฝ่าย

   “ครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาสั้นๆ ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรกระจ่างขึ้นมาเลยสักนิด ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งในขณะที่สายตายังคงจับจ้องดูรอยยิ้มเล็กๆ ของอีกฝ่ายอยู่

คืองี้ครับ แบงค์เขาเอ่ยชวนผมไปเที่ยวสันป่าเกี๊ยะในวันเสาร์และอาทิตย์ที่กำลังจะถึงนี้น่ะครับ   

   “แล้วนึกยังไงถึงชวนกูวะ”
   ผมเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัยอยู่พอสมควร เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินคำถามนั้นก็นิ่งเงียบพร้อมกับขมวดคิ้วเม้มปากเล็กน้อยพลางใช้ปลายนิ้วขยับแว่นหนาให้เข้าที่

   “เอ่อ...ก็...พอดีเสาร์นี้พ่อของผมจะขึ้นไปทำธุระที่สันป่าเกี๊ยะน่ะครับ ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้...”
   “โอเคครับ ไปแน่นอนครับ”
   เสียงตอบตกลงดังขึ้นทันทีด้วยความมั่นใจโดยไม่ทันที่แบงค์จะได้พูดให้จบประโยค

   แต่...นั่น...ไม่ใช่...เสียงกู...นะครับ

   “อ้าว มาไงวะไอ้โอ๊ต”
   ผมหันไปมองยังเจ้าของเสียงที่ชิงตอบตกลงแทนผมซึ่งตอนนี้กำลังยืนอยู่ด้านหลังแบงค์ที่กำลังทำสีหน้างุนงงอยู่เฉกเช่นเดียวกับผม

   “ผมแค่แวะเอาวันพีชเล่มใหม่มาให้คุณเพื่อนนันท์ แต่บังเอิญได้ยินที่คุณเพื่อนแบงค์เอ่ยชวนก็เลยตอบตกลงให้เลยน่ะครับ”
   ไอ้โอ๊ตตอบคำถามพร้อมกับหยิบหนังสือการ์ตูนเล่มที่ว่าออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งยื่นให้ผม

   “วันเสาร์นี้ใช่มั้ยครับ เดี๋ยวยังไงผมจะไปบอกคุณเพื่อนยีสต์กับคุณเพื่อนเต้ยให้อีกทีนะครับ ขอบคุณคุณเพื่อนแบงค์มากนะครับที่มีน้ำใจเอ่ยชวนเนี่ย”
   ไอ้โอ๊ตพูดรวบรัดตัดบทคนเดียวพร้อมกับยิ้มให้เราทั้งสองคน ก่อนที่จะตบไหล่แบงค์เบาๆ แล้วจึงเดินจากไปโดยทิ้งให้ผมกับแบงค์นั่งมองหน้ากันด้วยสีหน้างุนงงสงสัยเหมือนไก่ตาแตก

   “งั้น...ก็ตกลงตามนั้นละกันนะ”
   ผมเอ่ยกลับไปพร้อมกับยิ้มหัวเราะแห้งๆ ให้แก่กัน

   
   และแล้วเช้าวันเสาร์ก็มาถึงด้วยความรวดเร็วราวกับจงใจยังไงยังงั้น

   “เฮ้ย ไอ้เหี้ยยีสต์เมื่อไหร่มึงจะมาถึงวะเนี่ย เออๆ เร็วๆ นะเว้ย ช้าแล้วเนี่ยรู้ตัวมั่งมั้ย เออๆ รีบมาๆ”
   เสียงตะโกนของไอ้เต้ยดังไปทั่วบริเวณ จนคนรอบข้างถึงกับหันมามองด้วยความตกใจก่อนที่เจ้าตัวจะเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงด้วยสีหน้าและอารมณ์หงุดหงิดอยู่พอสมควร

   “แม่ง เมื่อคืนกูไปนอนบ้านมันซะก็ดีหรอก ถ้าว่ารู้มันจะมาสายแบบนี้นะ ห่าเอ้ย”
   “เอาน่ะมึง ใจเย็นๆ บ้านไอ้ยีสต์มันก็ไม่ได้ไกลจากแถวนี้มากนัก เดี๋ยวมันก็มาถึงเองล่ะ”
   ผมพยายามคลายบรรยากาศตึงเครียดให้เย็นลง แต่ถ้าจะว่ากันตามความจริงแล้วล่ะก็ คนที่ตึงเครียดน่ะมันก็มีแค่ไอ้เต้ยคนเดียวนั่นล่ะ ในขณะที่คนอื่นยังดูสบายๆ ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรกับการมาสายของไอ้ยีสต์เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะไอ้เหี้ยโอ๊ตตัวดีที่ตอนนี้กำลังเปิดโหมดโลกส่วนตัวโดยไม่คิดที่จะสนใจใครรอบข้างเลยสักนิด

   “ไอ้โอ๊ต มึงเล่นเยอะแบบนี้บ่กลัวแบตฯ หมดมั่งรึไงวะ เห็นว่าบนสันป่าเกี๊ยะไม่มีที่ให้ชาร์จไฟนะเว้ย”
   ทันทีที่ไอ้โอ๊ตได้ยินคำพูดของผมก็เงยหน้าขึ้นมามองผมครู่หนึ่งด้วยสีหน้านิ่งเรียบ ก่อนที่จะเอี้ยวตัวไปหยิบกระเป๋าจากด้านหลังมาเปิดให้ผมดู ผมจึงก้มตัวมองดูภายในกระเป๋าด้วยความสงสัย และสิ่งที่ผมเห็นก็คือ พาวเวอร์แบงค์กว่าสิบอันที่กำลังแออัดกันราวกับปลากระป๋องอยู่ภายในกระเป๋านั้น

   เออ ไอ้สัส กูยอม

   “พี่นันท์ครับ กินนี่มั้ย”
   เสียงที่เต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉงของไอ้น้องไนท์เอ่ยเรียกผมพร้อมกับยื่นห่อขนมมาให้ ผมล้วงมือเข้าไปหยิบขนมด้วยความรวดเร็วอย่างไม่เกรงใจ

   “ขอบคุณพี่นันท์มากๆ นะครับ ที่อนุญาตให้ผมติดสอยห้อยท้ายมาด้วย”
   คราวนี้ไอ้น้องไนท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสีหน้าและท่าทีเขินอายเล็กน้อยซึ่งเป็นภาพที่ดูขัดๆ อยู่พอสมควรกับคนที่มีความสูงเกือบๆ จะร้อยแปดสิบยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   “บ่ต้องขอบคุณกูหรอก ไหนๆ ก็ไปกันหลายคนอยู่แล้วน่ะ”
   ผมตอบกลับไปพร้อมกับล้วงมือเข้าไปหยิบขนมในห่อขึ้นมากินอีกรอบ คืองี้ครับ พอดีไอ้น้องไนท์มันได้ยินผมคุยกับไอ้เต้ยเรื่องจะมาเที่ยวสันป่าเกี๊ยะในชมรมน่ะครับ เจ้าตัวเลยขอติดมาด้วยเพราะยังไม่เคยไปน่ะ ผมเองก็ไม่ได้คิดมากอะไรอยู่แล้วหากจะมีไอ้น้องไนท์เพิ่มเข้ามาอีกคน เพราะการไปเที่ยวแบบนี้ยิ่งไปกันหลายๆ คนก็จะยิ่งทำให้สนุกมากขึ้นอีกด้วย

   “เฮ้ย ไอ้ไนท์ มึงมาช่วยกูยกของขึ้นรถหน่อยสิวะ”
   ไอ้น้องไนท์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงตะโกนของไอ้เต้ย ก่อนที่จะฝากขนมไว้ที่ผมแล้วจึงวิ่งไปหาไอ้เต้ยทันทีอย่างรวดเร็ว เสร็จกูสิขนมห่อนี้เนี่ยฮ่าฮ่าฮ่า ผมหยิบมันขึ้นมากินเรื่อยๆ ก่อนที่สายตาจะหันไปเห็นคนตัวสูงใส่แว่นหนาที่ตอนนี้กำลังง่วนอยู่กล้องถ่ายรูปในมือ

   “กล้องสวยดีนะ”
   แบงค์เงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับยิ้มให้ผมทันทีที่ผมเอ่ยทัก

   “ก็กล้องธรรมดาทั่วไปน่ะครับ ไม่ใช่ของแพงอะไรมากมายนัก”
   แบงค์ตอบกลับพร้อมกับกดปุ่มบนกล้องสลับกับหยิบขึ้นมาเล็งโฟกัสไปมา

   “ถ่ายรูปกูหน่อยสิ”
   ผมเอ่ยขอร้องพร้อมกับเก๊กท่าค้างไว้ เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นมามองผมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะหยิบกล้องขึ้นมาเล็งใส่ผม ซึ่งก็ทำเอาผมถึงกับรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ที่อีกฝ่ายยินยอมถ่ายรูปให้ผมแต่โดยดีหลังจากที่เคยโดนปฏิเสธไปแล้วครั้งหนึ่งที่อ่างแก้ว ผมจึงรีบฉีกยิ้มให้กับกล้องทันทีด้วยความรวดเร็ว

   ทว่า...

   แชะ!
   “เฮ้ย อะหยังเนี่ย!?”
   ผมตะโกนถามด้วยความสงสัยปนผิดหวังเล็กน้อยทันทีที่แบงค์ลั่นชัตเตอร์ เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายถ่ายนั้นไม่ใช่ผม แต่กลับเป็นกิ่งไม้ที่อยู่เหนือหัวของผมขึ้นไป

   “ก็บอกแล้วยังไงล่ะครับว่าผมไม่ถ่ายรูปคน”
   แบงค์ตอบกลับและยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน ผมย่นจมูกทำหน้าบูดเล็กน้อยก่อนที่จะเดินไปนั่งลงข้างๆ อีกฝ่ายที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการเซ็ตกล้องในมือของตัวเองอยู่

   “งอนผมอยู่เหรอครับ”
   แบงค์หันมาถามผมที่กำลังหยิบขนมขึ้นมากินเพื่อปรับอารมณ์นิดนึง ผมเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทำสีหน้าตกใจพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย

   “เฮ้ย ป๊าววว ไหนใครที่ไหนงอน บ่มี๊”
   ผมตอบปัดกลับไปพร้อมกับหันมองซ้ายมองขวาด้วยน้ำเสียงสูงที่แฝงไว้ด้วยอาการตะกุกตะกัก แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีนั้นของผมก็ยิ้มหัวเราะในลำคอเล็กน้อยพร้อมกับยกฝ่ามือหนาขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ ก่อนที่จะล้วงหยิบขนมในมือของผมขึ้นไปกินแล้วจึงก้มหน้าเซ็ตกล้องต่อ

   ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นคนอื่น ผมคงต่อยคว่ำไปแล้วแท้ๆ กับการยีหัวผมเล่นเนี่ย

   “มาแล้วๆๆๆๆๆๆๆ เฮ้ย ขอโทษว่ะ กูตื่นสายนิดหน่อย ปะๆ ไปกันเหอะ”
   เสียงตะโกนที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยหอบเพราะรีบวิ่งมาของไอ้ยีสต์ดังลั่นช่วยดึงสติของผมให้กลับมาจากห้วงความคิด

   “ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวจะสาย”
   แบงค์ลุกขึ้นหันมาพูดพร้อมกับยื่นมือมาทางผม ผมจับฝ่ามือหนานั้นฉุดตัวเองให้ลุกขึ้นก่อนที่จะเดินไปยังรถยนต์ของไอ้เต้ย ซึ่งจริงๆ แล้วตอนแรกพวกเราตกลงกันว่าจะขี่รถจักรยานยนต์กันไปครับ แต่ด้วยสัมภาระต่างๆ ที่ค่อนข้างจะเยอะอยู่พอสมควร จึงคิดว่าการเดินทางด้วยรถยนต์ของไอเต้ยน่าจะเป็นทางเลือกที่โอเคกว่า ซึ่งก็ยอมรับว่าค่อนข้างจะเบียดกันอยู่พอสมควรเมื่อเทียบกับขนาดรถยนต์ของไอ้เต้ยซึ่งเป็นรถเก๋งและจำนวนชายหนุ่มฉกรรจ์ถึงหกคน

   ทว่าปัญหาสำหรับผมมันไม่ได้อยู่ตรงที่เรื่องการนั่งเบียดกันนั่นหรอกครับ แต่ปัญหาคือทำไมต้องเอาคนตัวโตอย่างไอ้น้องไนท์กับแบงค์มานั่งประกบข้างกูด้วยนี่สิ
   

   จากตัวเมืองเชียงใหม่ไปอำเภอเชียงดาวนั้นใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ครับ ยิ่งช่วงนี้ใกล้หน้าหนาวแล้วด้วยทำให้พวกเราได้เห็นหมอกสองข้างทางอยู่เป็นระยะ ช่างเป็นบรรยากาศที่เหมาะมากสำหรับการมาเที่ยวครั้งนี้

   “เฮ้ย ไอ้เหี้ยยีสต์ตื่นเว้ย ไอ้ห่า มาสายละยังเสือกมาหลับในรถอีก เมื่อคืนชักว่าวหนักไปรึไงวะ มาๆ มาช่วยกูขนของลงจากรถเลย”

   ไอ้เต้ยตะโกนเรียกไอ้ยีสต์ทันทีที่มาถึงบ้านของแบงค์ โดยมีไอ้น้องไนท์ช่วยขนของลงจากรถเก๋งไปยังรถกระบะของพ่อแบงค์อีกแรง ส่วนสาเหตุที่ต้องย้ายรถกันนั้นก็เพราะแบงค์บอกว่าเส้นทางหลังจากนี้จะค่อนข้างวิบากพอสมควรจึงไม่เหมาะที่จะใช้รถเก๋งส่วนผมกับแบงค์นั้นกำลังช่วยคุณแม่ของแบงค์ยกสำรับอาหารออกจากครัวมาตั้งที่โต๊ะหินอ่อนหน้าบ้าน

   “กิ๋นหื้อเต๋มตี้เลยเน่อบ่ต้องเกรงใจ๋”
   แม่ของแบงค์บอกกับพวกเราด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร พวกเรายกมือไหว้ขอบคุณก่อนที่จะนั่งลงที่โต๊ะ
   “เดี๋ยวกินเสร็จแล้วพาไปที่ตลาดหน่อยนะ จะไปซื้อพวกเนื้อหมูเนื้อไก่อะหยังพวกนี้หน่อย จะเอามาหมักไว้ย่างกินบนสันป่าเกี๊ยะกัน ไอ้ยีสต์มึงไปด้วย ไปช่วยกูหิ้วของ ส่วนที่เหลือรอนี่นะ”

   ไอ้เต้ยพูดขึ้นมาในระหว่างที่พวกเรากำลังกินข้าวกันอยู่ ทุกคนต่างพยักหน้าตกลงกับข้อตกลงนั้น จะมีก็แต่ไอ้ยีสต์ที่ดูมีท่าทีอิดออดเล็กน้อยแต่ก็ไม่สามารถขัดขืนอะไรได้
   หลังจากที่พวกเรากินข้าวเสร็จแล้ว แบงค์ ไอ้ยีสต์ และไอ้เต้ยก็เข้าไปในตัวเมืองเชียงดาวเพื่อซื้อของด้วยรถเก๋งของไอ้เต้ย โดยที่ผมกับไอ้น้องไนท์ก็ช่วยกันเก็บจานไปล้างในครัว ส่วนไอ้โอ๊ตนั้นก็รับหน้าที่เก็บกวาดบริเวณโต๊ะหินอ่อน

   “พี่นันท์กับพี่แบงค์นี่รู้จักกันมานานรึยังครับ”
   ไอ้น้องไนท์ถามขึ้นในขณะที่ผมเองนั้นกำลังเอื้อมมือไปหยิบฟองน้ำล้างจานมา

   “ก็ราวๆ สองเดือนเห็นจะได้ละมั้ง ทำไมเหรอวะ”
   ผมหันไปถามไอ้น้องไนท์กลับ ก่อนที่จะยื่นจานให้อีกฝ่ายล้างน้ำสะอาดต่อ
   “ก็...เปล่าครับ บ่มีอะหยัง แค่เห็นดูสนิทกันดีน่ะครับ”
   “หืม อย่างนั้นเหรอ พอดีแบงค์เป็นเพื่อนของไอ้โอ๊ตน่ะ ก็เลยอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ดูสนิทกันเร็วขึ้นล่ะมั้ง”

   “เกี่ยวกันมั้ยนั่น”
   ผมหัวเราะแห่ะๆ กลับไปเมื่อได้ยินไอ้น้องไนท์พูดเช่นนั้น

   “ว่าแต่ถามทำไมวะ”
   ไอ้น้องไนท์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้นของผม

   “ป่ะ..เปล่าครับ ก็แค่ถามไปเรื่อยน่ะ”
   เจ้าตัวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักพร้อมกับหยิบจานไปวางผึ่งไว้ที่ชั้นวาง

   “ก็แค่เผื่อว่าผมอาจจะพอมีโอกาสน่ะ...”

   “ห๊ะ อะหยังนะ บ่ได้ยิน”
   ผมหันไปถามไอ้น้องไนท์ด้วยความสงสัยเพราะเจ้าตัวพูดด้วยน้ำเสียงเบามากๆ

   “เอ่อ เดี๋ยวผมออกไปดูพี่โอ๊ตก่อนนะครับว่าเสร็จรึยัง”
   ไอ้น้องไนท์รีบเดินออกไปทันทีที่พูดจบ ทิ้งผมให้ยืนงงเป็นไก่ตาแตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่คนเดียว
   อะไรของไอ้น้องไนท์มันหว่า
   

หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 5 สันป่าเกี๊ยะ (10-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 10-10-2018 21:04:12
หลังจากที่พวกเราจัดการเตรียมตัว เตรียมข้าวของต่างๆ เสร็จเรียบร้อย ในที่สุดก็ถึงเวลามุ่งหน้าสู่สันป่าเกี๊ยะกันสักที

   สันป่าเกี๊ยะ หรือชื่อเต็มคือ "สถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ" ตั้งอยู่ในหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว และบางส่วนของตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว

เอ่อ แต่อาจจะยกเว้นผมไว้คนหนึ่งที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยสักครั้ง ทั้งๆ ที่เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิดแท้ๆ

   ที่นี่มีดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพู หรืออีกชื่อหนึ่งที่นิยมเรียกกันก็คือดอกซากุระเมืองไทย ให้นักท่องเที่ยวชมด้วย โดยทั่วไปมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยจะหนาวจัดในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์

   จากที่นี่เราสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้โดยรอบ และยังมองเห็นยอด “ดอยหลวงเชียงดาว”  อีกด้วย

   ที่นี่ยังมีเรือนพักไว้บริการด้วย ซึ่งปกติเป็นที่พักของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มาฝึกงานโดยจะมีห้องน้ำ ห้องครัวพร้อมเครื่องครัวให้ใช้ประกอบอาหารได้แต่ ต้องนำอาหารวัตถุดิบขึ้นมาเอง

   แต่พวกผมมาแบบวัยรุ่นผจญภัยกันครับ จะมานอนสบายๆ มันไม่ได้บรรยากาศ เพราะงั้นพวกเราจึงเอาเต็นท์มากางเองครับ ฮ่าฮ่าฮ่า ซึ่งต้องเสียค่ากางเต็นท์ประมาณหนึ่งร้อยบาทครับ และยังมีค่าบำรุงสถานที่อีกคนละห้าสิบบาทต่อคืนด้วย

   อนึ่ง ไม่ต้องสงสัยนะครับว่าทำไมคนสมองเมล็ดถั่วอย่างผมที่ไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่แห่งนี้เลยสักครั้งถึงได้รู้ข้อมูลที่นี่เป็นอย่างดี หึหึหึ คำตอบคือค้นหาจากอากู๋น่ะครับ คิดว่าน้ำหน้าโง่ๆ อย่างผมจะมีความรู้อะไรในหัวขนาดนั้นเลยเหรอครับ ฮ่าฮ่าฮ่า

   การเดินทางมาที่นี่ค่อนข้างลำบากพอสมควร เพราะถนนเส้นที่ขึ้นไปยังสันป่าเกี๊ยะนั้นเป็นถนนลูกรัง มีถนนคอนกรีตบ้างแต่น้อยมากและเป็นแค่ระยะสั้นๆ แถมยังเป็นทางคดเคี้ยวและชันอีกด้วย สมกับเป็นเส้นทางขึ้นภูเขาจริงๆ เล่นเอาพวกเราถึงกับสะบักสะบอมกันอยู่ไม่น้อย อันเนื่องมาจากพวกเราทั้งหมดนั่งท้ายกระบะกันหมดครับ จึงโคลงเคลงรับแรงกระแทกกันไปเต็มๆ  ซึ่งหนักสุดก็คงเป็นไอ้ยีสต์นี่ล่ะ ที่ถึงขั้นอ้วกแตกเลยทีเดียว ฮ่าฮ่าฮ่า

   แต่ทันทีที่พวกเราขึ้นมาถึงจุดหมาย ความเจ็บปวด ความเมื่อยล้าที่มีมาตลอดเส้นทางก็หายเป็นปลิดทิ้งเลยครับ เอ่อ อาจจะยกเว้นไอยีสต์ไว้คนหนึ่งที่ยังคงมีอาการเมารถอยู่

   คือจะว่ายังไงดีล่ะ ขนาดดูรูปในกูเกิ้ลก็ว่าสวยแล้วนะครับ แต่พอมาเจอของจริงนี่ยิ่งกว่า มันสวยงามมากๆ จนบรรยายออกมาไม่ได้จริงๆ ครับ ต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้น

   พวกเราทั้งหมดช่วยกันขนสัมภาระลงจากรถกระบะกันก่อนที่จะจัดการวุ่นวายกับการตั้งเต็นท์ ส่วนไอ้เต้ยกับน้องไนท์รับอาสาเรื่องเตาย่างบาร์บิคิวและเสบียง ในขณะที่ไอ้ยีสต์ พวกผมปล่อยให้มันนั่งพักดมยาดมไปก่อนซึ่งก็เป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกอเนจอนาถใจยิ่งนัก

   อ่อนแอก็แพ้ไปนะเพื่อน ฮ่าฮ่าฮ่า

   “ว่าแต่ใครจะนอนกับใครมั่งวะ”
   ไอ้เต้ยตั้งคำถามขึ้นมาทันทีหลังจากที่จัดการข้าวของต่างๆ เสร็จ พวกเราหันมองหน้ากันเมื่อได้ยินคำถามนั้น ก่อนที่จะหันไปมองเต็นท์ที่กางเอาไว้ ซึ่งเป็นเต็นท์ใหญ่ที่ไอ้เต้ยเอามาหนึ่งหลังกับเต็นท์เล็กของแบงค์และไอ้น้องไนท์อีกคนละหลัง

   “พี่นันท์มานอนกับผมก็ได้นะครับ”
   ไอ้น้องไนท์ชิงเอ่ยปากขึ้นมาเป็นคนแรกอย่างรวดเร็ว ทำเอาพวกผมถึงกับหันไปมองคนพูดทันที

   “เอ่อ คือ พี่นันท์ตัวเล็กไง ผมตัวโตมันน่าจะโอเคกว่าที่ผมต้องนอนกับคนอื่นยังไงล่ะครับ”
   ไอ้น้องไนท์รีบอธิบายทันทีด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

   “ขอบคุณนะที่ชมว่ากูตัวเล็ก งั้นกูไปนอนเต็นท์ใหญ่ของไอเต้ยดีกว่า มึงจะได้นอนคนเดียวสบายๆ บ่ต้องอึดอัด”
   ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็กน้อยพร้อมกับหยิบกระเป๋าสัมภาระของตัวเองขึ้นมาหมายจะมุ่งไปยังเต็นท์ของไอ้เต้ย แต่ก็ถูกไอ้น้องไนท์รั้งแขนเอาไว้เสียก่อน

   “อ๊าาา บ่ช่ายนะพี่นันท์ ผมขอโทษษษ บ่ได้หมายความว่าอย่างงั้น คือแบบ คือแบบว่า...”
   ไอ้น้องไนท์รั้งแขนของผมเอาไว้พร้อมกับพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ ทำเอาทุกคนถึงกับหัวเราะกันเลยทีเดียว ซึ่งพอมาคิดอีกทีในตอนหลังก็ไม่แน่ใจว่าพวกมันหัวเราะไอ้น้องไนท์หรือหัวเราะเรื่องผมตัวเตี้ยกันแน่

   “งั้นผมไปนอนกับคุณเพื่อนแบงค์ดีกว่า ให้ตายยังไงผมก็ไม่นอนร่วมเต็นท์กับคุณเพื่อนเต้ยและคุณเพื่อนยีสต์เด็ดขาดครับ”
   ไอ้โอ๊ตพูดพร้อมกับหยิบกระเป๋าเข้าไปวางในเต็นท์ของแบงค์ทันทีด้วยความรวดเร็ว แบงค์ส่งเสียง 'อ๊ะ' เบาๆ ก่อนที่จะนิ่งเงียบไป พลางหันมองไอ้โอ๊ตก่อนที่จะยกนิ้วชี้ขึ้นมาเกาจมูกตัวเองเบาๆ ในขณะที่ไอ้เต้ยกับไอ้ยีสต์ต่างก็หันมองหน้ากันด้วยความสงสัยในคำพูดของไอ้โอ๊ต

   “โอเค งั้นกูนอนกับไอ้ยีสต์ ส่วนมึงไปนอนกับไอ้ไนท์มันละกันนะ”
   “อ้าว เต็นท์มึงหลังใหญ่ กูนอนด้วยดิวะ”
   ผมหันไปพูดกับไอ้เต้ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อยในขณะที่เจ้าตัวกำลังโยนกระเป๋าเข้าเต็นท์

   “บ่เอา กูอึดอัด มึงไปนอนกับไอ้ไนท์น่ะล่ะ ดีแล้ว”
   ไอ้เต้ยตอบกลับมาโดยที่ไม่ได้หันมามองผมแม้แต่นิดเดียว ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำพูดของไอ้เต้ยแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้จึงหยิบกระเป๋าไปไว้ในเต็นท์ของไอ้น้องไนท์ด้วยความจำใจ โดยที่มีเจ้าของเต็นท์ยืนยิ้มให้ผม

   
   หลังจากที่จัดการสัมภาระเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็พากันเดินไปที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณหกร้อยเมตร แต่ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่า อยู่ก่อนสถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะที่เป็นจุดที่พวกผมกางเต็นท์น่ะครับ หรือพูดง่ายๆ คือเดินย้อนกลับไปนั่นล่ะครับ

   จุดประสงค์ที่พวกเราไปก็คือเพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกน่ะครับ ซึ่งนี่ก็ใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกแล้วด้วย ทันทีที่ไปถึง ทุกคนต่างก็ตกตะลึงกับบรรยากาศวิวทิวทัศน์ของที่นี่ทันที มันสวยมากครับ ต้นไม้ภูเขาสุดลูกหูลูกตา มีระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปในหุบเขาให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศริมเขาด้วย ไหนจะต้นสนต้นเล็กต้นใหญ่เต็มไปหมด สมชื่อ สันป่าเกี๊ยะ จริงๆ (เกี๊ยะ เป็นคำเมืองน่ะครับ แปลว่าต้นสน) ยิ่งมาในช่วงหน้าหนาวแบบนี้แล้วด้วยเนี่ย เวลาลมพัดเข้ามาทีนี่ขอบอกเลยว่า ฟินสุดๆ

   “เป็นยังไงมั่งครับ กับที่นี่”
   แบงค์เดินเข้ามาถามผมที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับวิวทิวทัศน์รอบข้าง

   “สวยมากเลยว่ะ ถึงเส้นทางที่ขึ้นมาจะลำบากไปหน่อย แต่ก็คุ้มค่าจริงๆ ที่มาถึง”
   ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น คนถามเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยนก่อนที่จะหันมองออกไปยังหุบเขาพร้อมกับโน้มตัวเอาข้อศอกพักที่ขอบระเบียงไม้

   “แบบนี้ล่ะครับ ดีแล้ว สิ่งใดที่มนุษย์เข้าถึงง่าย ไม่นานนักความสวยงามแบบธรรมชาติก็จะถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว”
   ผมหันไปมองแบงค์ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะหันมายิ้มให้ผม

   “อะไรที่เราได้มายากๆ มันมักจะมีคุณค่าเสมอ”
   ผมหันไปมองยังทิวทัศน์ข้างหน้าในตอนนี้ทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ ก็คงจะจริงอย่างที่อีกฝ่ายว่านั่นล่ะ แสงอาทิตย์สีส้มที่กำลังจะลับขอบเขาไปอย่างช้าๆค่อยๆ เผยให้เห็นดวงดาวที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นทีละนิดๆ เป็นภาพบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

   และยิ่งได้อยู่กับ...เพื่อน...แบบนี้แล้วด้วยเนี่ย...
   ทันทีที่คิดแบบนั้น ผมก็หันค่อยๆ หันไปมองแบงค์ที่ตอนนี้กำลังตรวจดูรูปในกล้องของตัวเองอยู่

   เพื่อน...อย่างนั้นเหรอ...

   “มึง”
   “ครับ”
   แบงค์หันมายิ้มให้ผมทันทีที่ได้ยินผมเรียก ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนกับว่าบรรยากาศรอบตัวมันหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เสียงกิ่งไม้ที่เสียดสีกันเพราะลมพัดราวกับกำลังสะกดให้ผมหยุดนิ่งอยู่กับที่ยังไงก็ไม่รู้
   “เปล่า เรียกไปงั้นล่ะ เอ้อ ไหน ก็ไหนๆ ละ ถ่ายรูปกูสักรูปเถอะ น่านะ นะ นะ นะ”

   ผมพยายามเปลี่ยนเรื่องอ้อนวอนพร้อมกับเขย่าแขนแบงค์เบาๆ เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะยกมือขึ้นมายีหัวผมเล่นแล้วจึงเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

   ชิ ใจแข็งจริงๆ เลยไอ้แว่นคนนี้เนี่ย

   “พี่นันท์คร้าบบบ พี่นันท์ เซลฟี่กัน เซลฟี่กันเถอะ”
   ไอ้น้องไนท์เดินเข้ามาหาผมด้วยท่าทีกระตือรือร้น แต่ที่จริงเรียกว่าวิ่งเข้ามาน่าจะถูกมากกว่านะนั่น

   “เอาดิ”
   ผมพยักหน้าให้ ไอ้น้องไนท์ยิ้มตอบด้วยความดีใจก่อนที่จะเดินเข้ามายืนข้างๆ ผม พร้อมกับยกมือถือของตัวเองขึ้นมา
   แชะ!!!

   “เฮ้ย เดี๋ยวนะๆ ถ่ายย้อนแสงแบบนี้ หน้ามันจะบ่ดำเหรอวะ”
   ผมหันไปถามอีกฝ่ายทันทีที่นึกเอะใจขึ้นได้
   “บ่ดำครับ กล้องมือถือของผมสามารถถ่ายย้อนแสงได้น่ะครับ นี่ไงๆ”
   ไอ้น้องไนท์ยิ้มให้ผม พร้อมกับยื่นมือถือส่งมาให้ผมดู เออว่ะ ไม่ดำจริงๆ ด้วย กล้องมือถือมึงเทพมาก ไอ้น้องไนท์ ยิ่งเมื่อเทียบกับกล้องมือถือกากๆ กูแล้วนี่ คนละโลกเลยว่ะ สัส ฮ่าฮ่าฮ่า

   “โอเค เดี๋ยวผมแท็กไปนะครับ”
   ไอ้น้องไนท์หันมาบอกพร้อมกับก้มหน้าพิมพ์มือถือ ผมจึงหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาดูเฟซบุ๊ก แหม่ะ แต่ละคนเช็กอินกันใหญ่เลยนะมึง รูปเริปนี่มาเต็ม ไม่ค่อยจะเห่อกันเล้ยยย อ๊ะ นี่ไง ไอ้น้องไนท์แท็กมาพอดี จัดไปหนึ่งไลค์ ฮ่าฮ่าฮ่า

   “ว่าแต่ทำไมบ่ถ่ายรูปหมู่แล้วแท็กให้ครบทุกคนวะ”
   ผมเอ่ยถามไอ้น้องไนท์ในขณะที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอมือถือของตัวเอง
   “เอ่อ จะว่าไงดี...”
   ไอ้น้องไนท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย

   “ผมมีแค่พี่คนเดียวก็พอแล้วน่ะ”
   “......”
   ทันทีที่ไอ้น้องไนท์พูดจบ ผมก็เงยหน้าขึ้นไปมองหน้าอีกฝ่ายที่กำลังยิ้มเขินอายเล็กน้อยอยู่

   “......”
   “......”
   ทั้งผมและไอ้น้องไนท์ต่างก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

   “เอ่อ...มึงบ่ได้แอดเฟซบุ๊คพวกคนอื่นๆ เหรอวะ”
   ผมถามกลับไปด้วยความสงสัย ไอ้น้องไนท์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งเงียบไปก่อนที่จะก้มหน้าห่อไหล่ตก
   “พี่นันท์เนี่ยน้าาา”
   อ้าว กูพูดอะไรผิดไปเหรอวะ

   “เฮ้ยๆ พวกเรามาถ่ายรูปหมู่กันหน่อยมา จะได้แท็กพร้อมกัน มาเร็วๆ”
   ไอ้เต้ยตะโกนเรียกพวกผมจากอีกฟากของระเบียง ผมหันไปพยักหน้าให้ไอ้น้องไนท์ก่อนที่จะเดินนำหน้าออกไป
   “แบงค์ รบกวนมาถ่ายรูปพวกเราให้ทีสิ”
   ไอ้เต้ยตะโกนเรียกอีกฝ่ายที่ตอนนี้กำลังง่วนอยู่กับการถ่ายรูปหญ้าหอมอยู่ แบงค์หันมามองยังพวกเราพร้อมกับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะยิ้มแล้วส่ายกลับมาเป็นคำตอบ

   “แบงค์มันถือคติบ่ถ่ายรูปคนน่ะ”
   ผมหันไปบอกไอ้เต้ยที่ตอนนี้กำลังทำหน้าสงสัย
   “มึงนี่รู้ดีจังนะ”
   ไอ้เต้ยหันมาถาม ผมเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะแห้งๆ ด้วยสีหน้าเจื่อนทันที
   “ก็แหงล่ะ กูโดนมันปฏิเสธมาสามรอบแล้วนี่”
   ทันทีที่ผมพูดจบ ผมก็หันไปกวักมือเรียกแบงค์ให้เดินเข้ามาหา

   “เฮ้ย มึง มาถ่ายรูปหมู่กันเถอะ เดี๋ยวให้ไอ้น้องไนท์กดเซลฟี่เอา”
   ผมตะโกนออกไป คนถูกเรียกหันมามองผมครู่หนึ่งก่อนที่จะหันไปมองไอ้น้องไนท์ ที่ตอนนี้่กำลังบีบนวดไหล่ผมเบาๆ อยู่ข้างหลัง แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินออกไป พร้อมกับยกกล้องถ่ายภาพทิวทัศน์ต่อ

   “เอ้า อะหยังของมันวะเนี่ย”
   ผมขมวดคิ้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย

   “"เออๆ ช่างเถอะ มาๆ มาถ่ายรูปกัน เร็วๆ เดี๋ยวพระอาทิตย์จะลับเขาไปละ เดี๋ยวแสงจะหมด”
   ไอ้เต้ยตัดบทพร้อมกับตั้งท่าเตรียมถ่ายรูป โดยใช้กล้องมือถือของไอ้น้องไนท์ ซึ่งก็มีไอ้น้องไนท์รับอาสาหน้าที่เป็นตากล้องเซลฟี่จำเป็น เนื่องจากสูงที่สุดในกลุ่มตอนนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า

   หลังจากที่ถ่ายรูปเสร็จ ไอ้น้องไนท์ก็โพสท์ขึ้นเฟซบุ๊กทันที โดยที่แท็กแค่ผมกับไอ้เต้ย เพราะไอ้น้องไนท์ไม่ได้แอดเฟซบุ๊กคนที่เหลือ ไอ้เต้ยจึงรับหน้าที่แท็กไอ้ยีสต์และไอ้โอ๊ตต่อ ผมเองเมื่อเห็นโพสท์นี้ก็หันไปมองแบงค์ที่ยังคงวุ่นวายกับการถ่ายรูปอยู่คนเดียวก็เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างขึ้นมา

มาเที่ยวกันหลายคนทั้งที แต่ทำตัวโดดเดี่ยวแบบนี้มันก็ดูจะแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   เอาวะ ไหนๆ ก็มาด้วยกันแล้วนี่นะ ถึงจะไม่มีอีกฝ่ายอยู่ในรูป แต่ยังไงก็ถือว่ามาด้วยกัน

   ผมกดแท็กแบงค์ทันทีทันทีที่คิดเช่นนั้นพร้อมกับกดไลค์ให้กับสเตตัสนี้ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองแบงค์อีกรอบ พร้อมกับฉุกใจคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ผมหยิบมือถือขึ้นมากดถ่ายรูปแบงค์ที่ตอนนี้กำลังถ่ายรูปว่านสี่ทิศอยู่ ทันทีที่ถ่ายเสร็จผมก็จัดการโพสท์ลงเฟซบุ๊กของอีกฝ่ายทันทีด้วยความรวดเร็ว

   ตากล้องทีเผลอ
   นั่นคือชื่อที่ผมตั้งขึ้นสำหรับรูปนี้ ผมกดไลค์ก่อนที่จะอมยิ้มอย่างมีความสุขให้กับรูปนั้น

   “ไปเหอะ กูหิวแล้วเนี่ย”
   ไอ้ยีสต์บ่นขึ้นมาพร้อมกับเอามือลูบท้องตัวเอง พวกเราทั้งหมดจึงเดินกลับไปยังที่พักเพื่อเตรียมก่อไฟไว้ย่างเนื้อที่เตรียมมาและไว้ผิงสำหรับคืนนี้ ในขณะที่ไอ้เต้ยและไอ้น้องไนท์รับอาสาเป็นพ่อครัวหัวป่าก์จำเป็นสำหรับมือเย็นนี้ แหม พอพูดแบบนี้ดูเหมือนจะอลังการยังไงก็ไม่รู้แฮะ แต่ที่จริงแล้วก็แค่ย่างเนื้อบนเตาย่างบาร์บิคิวแค่นั้นล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   “เอาล่ะ ทุกคน คืนนี้กูรับรองได้เลยว่าจะต้องสนุกแน่ๆ”
   ไอ้เต้ยหันมาพูดกับพวกผมในขณะที่เจ้าตัวกำลังใช้ตองคีบชิ้นเนื้อพลิกไปมา

   “อะหยังของมึงวะ”
   ไอ้ยีสต์หันไปถามกลับ ไอ้เต้ยเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็กระหยิ่มยิ้มย่องด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์เล็กน้อยแล้วจึงมุดหายเข้าไปในเต็นท์ครู่หนึ่งก่อนที่จะออกมาพร้อมกับอะไรบางอย่างในมือ

   “อะหยังวะเนี่ย น้ำเปล่ากับเพียวริคุเนี่ยนะ”
   ไอ้ยีสต์ถามด้วยสีหน้าสงสัยเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของไอ้เต้ย แต่ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ ทั้งสิ้นจากอีกฝ่าย นอกจากรอยยิ้มมุมปากเท่านั้น ทั้งผม ไอ้ยีสต์ ไอ้น้องไนท์ต่างพากันมองหน้าด้วยความงุนงงสงสัย จะมีก็แต่แบงค์ และไอ้โอ๊ตที่ดูจะไม่แปลกใจอะไรกับท่าทีที่ดูมีเลศนัยของไอ้เต้ยเลยสักนิด

   มันคืออะไรกัน
   แต่ดูแล้วคืนนี้ท่าจะไม่จบลงง่ายๆ แน่นอนยังไงก็ไม่รู้แฮะ

จบคาบเรียนที่ห้า

มุมแคปชั่นไร้สาระ

นันทการ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่

(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/1039552480-member.jpg)

นันทการ : ยังกับในเกม Silent Hell เลยสัส

Oat Inwศาสตร์ : Silent Hill ครับ คุณเพื่อนนันท์ ไม่ใช่ Hell

นันทการ : เออ นั่นล่ะ
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 5 สันป่าเกี๊ยะ (10-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: กาแฟมั้ยฮะจ้าว ที่ 11-10-2018 10:51:20
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 5 สันป่าเกี๊ยะ (10-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: 19th ที่ 11-10-2018 15:07:06
ไนท์ก็น่ารักแฮะ เชียร์ไม่ถูกเลย  :hao3:
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 6 คำสัญญา (13-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 13-10-2018 01:51:12
    คาบเรียนที่หก
   
   ค่ำคืนที่มืดมิดไร้ซึ่งแสงไฟ ไร้ซึ่งเสียงรบกวนวุ่นวายใดๆ ยิ่งบนยอดเขาสูงบวกกับฤดูหนาวแบบนี้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้อากาศในค่ำคืนนี้เหน็บหนาวมากขึ้นไปอีกจนแทบจะเข้ากระดูกดำเลยทีเดียวก็ว่าได้
   ทว่าผมกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

   อบอุ่น...นุ่มนวล...
   และหนักด้วย...

   หือ?
   หนัก?

   ผมรีบลืมตาตื่นขึ้นทันทีที่รู้สึกเช่นนั้น ซึ่งก็พบว่าตอนนี้ตัวผมเองกำลังนอนอยู่ในเต็นท์เสียแล้ว

   เอ นี่มันก็เต็นท์ไอ้น้องไนท์นี่หว่า ว่าแต่กูเข้ามาตอนไหนวะ แล้วเข้ามาได้ยังไงวะ
   ผมพยายามคิดทบทวนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา มันก็คงสืบเนื่องมาจากไอ้เจ้าขวดน้ำเปล่าปริศนากับเพียวริคุของไอ้เต้ยนั่นล่ะครับ

ไอ้เพียวริคุมันก็คือเพียวริคุตามชื่อขวดของมันนั่นล่ะ แต่ปัญหามันอยู่ที่ไอ้เจ้าขวดน้ำเปล่าที่ข้างในมันไม่ใช่น้ำเปล่านี่สิครับ แต่มันคือ เหล้าขาว ครับ ใช่ครับ เหล้าขาว สีมันใสมากครับ ใสจนเหมือนน้ำเปล่า แต่กลิ่นนี่สิแรงมาก

   ไอ้เต้ยมันเคยได้ยินเขาพูดกันว่าเหล้าขาวเชียงดาวจัดว่าเป็นอะไรที่เด็ด มาแล้วก็ต้องลองให้ได้ มันเลยอยากลอง จึงให้แบงค์เป็นธุระจัดการหาซื้อมาให้แต่เพราะด้วยกลิ่นและรสชาติที่ดูจะเกินวัยของพวกเราไปไม่หน่อยจึงต้องผสมเพียวริคุเข้าไปด้วย เพื่อลดกลิ่นและรสชาติที่บาดคอให้อ่อนนุ่มลงเพื่อให้กินได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็ช่วยได้จริงๆ ครับ กินง่ายขึ้นมาก เพราะได้ความหวานของเพียวริคุช่วย

และก็เพราะกินง่ายนี่ล่ะ ภาพมันก็เลยตัดหายไปตอนไหนก็ไม่รู้เท่าที่พอจะจำได้ก็คือไอ้โอ๊ตลงไปนอนก่อนเป็นคนแรก ทั้งๆ ที่เป็นคนพูดเองก่อนกินแท้ๆว่า "อย่าดูถูกเด็กเชียงดาวสิครับ คุณเพื่อนๆ ทั้งหลาย" ดีแต่ปากจนแทบอยากจะถุยน้ำลายใส่หน้ามันแรงๆ จริงๆ เลยแฮะ รายต่อมาก็น่าจะเป็นไอ้น้องไนท์ ไอ้นี่ปกติก็ชอบทำตัวเป็นเด็กสวนทางกับความสูงอยู่แล้วแท้ๆ แต่พอเมาแล้วยิ่งง๊องแง๊งปัญญาอ่อนเข้าไปใหญ่ "พี่นันท์ค้าบบบ พี่นันท์ค้าบบบ กอดหน่อยๆ" อยู่นั่นล่ะ น่ารำคาญจนต้องเอาตีนยันไว้ตลอด

   รายต่อมา ก็...น่าจะผมนี่ล่ะมั้ง เพราะหลังจากเอาตีนยันไอ้น้องไนท์ไว้ ก็เหมือนภาพจะตัดหายไปเลย มารู้ตัวอีกทีก็ตอนนี้นี่ล่ะ

   โอย ปวดหัวตึ๊บๆ แฮะ ปวดมากราวกับจะระเบิดออกมาให้ได้ยังไงยังงั้น ไม่น่าแดกเข้าไปเลยกู ถ้ารู้ว่าจะมีผลกระทบขนาดนี้จะไม่แดกเด็ดขาด และจะไม่แดกอีกเป็นครั้งที่สองอีกด้วย แล้วไอ้ความรู้สึกหนักๆ ที่ตรงหน้าอกนี่มันอะไรกันน่ะ

   ผมพยายามยกหัวขึ้นเพื่อมองไปยังหน้าอกของตัวเอง ก็พบว่ามีแขนปริศนากำลังพาดกอดอยู่บนหน้าอกของผม
   ไอ้น้องไนท์ มึงอีกแล้ว ไอ้ห่า ไอ้สัส หนักฉิบหาย
   ผมสบถขึ้นในใจพร้อมกับพยายามจะเอาแขนนั้นออกจากหน้าอกของผม ก่อนที่จะหันไปมองหน้าไอ้น้อง...

   “......”
   แบงค์!!!
   “......”
   ห๊ะ แบงค์เนี่ยนะ

   ได้ยังไงวะ เดี๋ยวนะๆ นี่มันเต็นท์ของใครวะ ไม่ใช่เต็นท์ของไอ้น้องไนท์เหรอวะ ผมพยายามมองรอบเต็นท์ทันทีที่เกิดความสงสัย ก็ใช่นี่หว่า เป็นเต็นท์ของไอ้น้องไนท์ชัดๆ ว่าแต่เจ้าตัวมันหายไปไหนของมัน แล้วที่สำคัญแบงค์มาอยู่ตรงนี้ได้ไงวะ

   ในขณะที่ผมกำลังตั้งคำถามสงสัยกับตัวเองอยู่นั่นเอง ผมก็เหลือบหันไปมองอีกฝ่ายที่กำลังหลับอยู่อีกรอบ
   “......”
   จะว่าไปแบงค์ตอนหลับนี่ก็ดูแปลกตาดีแฮะ ยังไงดีล่ะ ดูเหมือนเด็กๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ แห่ะๆๆๆ
   น่าเอาปากกาเมจิกมาเขียนแกล้งจังเลยว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   “หัวเราะอะไรน่ะครับ”
   ผมรีบหุบยิ้มทันที เมื่อแบงค์เอ่ยปากถามพร้อมกับลืมตาขึ้นมาช้าๆ

   “"ปะ เปล่า บ่ได้หัวเราะอะหยังสักหน่อย”
   ผมรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

   “ว่าแต่กี่โมงแล้วครับเนี่ย”
   แบงค์เอ่ยถามพร้อมกับหลับตาลงอีกรอบ ผมขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง

   “ตีหนึ่งครึ่งน่ะ”
   ฉิบหาย กูหลับไปตั้งแต่ตอนไหนวะนั่น

   “อือ...”
   แบงค์ส่งเสียงครางในลำคอเป็นคำตอบกลับมา ก่อนที่จะยกแขนของตัวเองมาพาดกอดไว้บนหน้าอกของผมอีกรอบ
   “เดี๋ยวนะ อะหยังของมึงเนี่ย”
   “หือ อะไรเหรอครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาด้วยคำถามโดยที่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองผมเลยแม้แต่นิดเดียว

   “ยังจะมาอะหยังอีกล่ะ ก็ไอ้แขนหนักๆ ของมึงนี่ไง”
   ผมถามกลับไปพร้อมกับใช้นิ้วคีบแขนของแบงค์ออกไปจากหน้าอกของผมเอง
   
   “วิธีเพิ่มความอบอุ่นยังไงล่ะครับ ไม่เคยได้ยินเหรอครับว่าเวลาหนาวๆ การกอดกันจะช่วยทำให้เราอบอุ่นขึ้นได้”
   ทันทีที่แบงค์พูดจบ เจ้าตัวก็ยกแขนกลับมาพาดกอดไว้บนหน้าอกของผมอีกรอบ แถมคราวนี้ยังขยับตัวเข้ามาชิดมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ชิดเสียจนขนาดที่ลำคอของผมนั้นรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของแบงค์ หนำซ้ำยังได้กลิ่นแอลกอฮอล์อ่อนๆ จากลมหายใจนั้นอีกด้วย

   แบงค์เมาเหรอเนี่ย ไอ้หน้าอ่อนนี่มันแดกเหล้าเป็นด้วยเหรอวะ ? ทำไมกูไม่ยักกะเห็นจังหวะที่มันกินเลยวะ

   ก็ยอมรับนะว่า มันก็ทำให้อบอุ่นขึ้นจริงๆ นั่นล่ะ แต่ค่อนข้างอึดอัดไปหน่อยแฮะ ผมจึงขยับพลิกตัวหันไปทางแบงค์เพื่อหวังให้แขนของอีกฝ่ายนั้นพาดที่ด้านข้างแทนที่จะเป็นอก ซึ่งก็ช่วยได้เยอะเพราะมันทำให้ผมหายใจคล่องมากขึ้นกว่าเดิม แต่ในขณะที่ผมกำลังคิดเช่นนั้นเอง ผมก็ฉุกใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

   เหมือนกูจะหันพลิกตัวผิดด้านยังไงก็ไม่รู้แฮะ ที่จริงกูต้องหันไปอีกด้านมากกว่าแทนที่จะเป็นด้านนี้ไม่ใช่เหรอวะนั่นก็เพราะตรงหน้าของผมในตอนนี้นั้นก็คือใบหน้าของแบงค์ในระยะประชิดยิ่งกว่าดูหนังสามมิติเสียอีก ไม่ได้การละ ต้องขยับพลิกตัวไปอีกด้าน

   ทว่าทันทีที่ผมพยายามจะพลิกตัว แบงค์กลับยิ่งกอดผมแน่นมากขึ้น จนผมไม่สามารถขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย
   เฮ้ย อะไรวะ แกล้งกันหรือเปล่าวะเนี่ย

   ด้วยอาการปวดหัวจากฤทธิ์แอลกอฮอล์และความง่วงที่ถาโถมเข้ามา ผมจึงจำยอมที่จะต้องล้มเลิกความคิดที่จะพลิกตัวก่อนที่จะหลับไป ถึงแม้ในใจจะค่อนข้างรู้สึกอายไม่ใช่น้อย

   มันต้องมีอะไรตรงไหนผิดพลาดแน่ๆ
   

   ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ
   เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือของผมดังขึ้น ผมสะดุ้งตื่นขึ้นทันทีด้วยความตกใจก่อนที่จะกดปิดมันอย่างรวดเร็วพร้อมกับพยายามเพ่งสายตาเพื่อดูเวลาบนหน้าจอ

   ตีห้าแล้วเหรอเนี่ย อีกเดี๋ยวพระอาทิตย์ก็จะขึ้นแล้วนี่หว่า อ้าว แล้วแบงค์หายไปไหนแล้ววะ

   ผมกลอกตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าตอนนี้มีเพียงผมอยู่ในเต็นท์คนเดียว ผมลุกขึ้นนั่งด้วยอาการงัวเงียเล็กน้อย ในขณะที่อาการปวดหัวนั้นเริ่มลดลงไปบ้างแล้ว ผมจึงค่อยๆ คลานออกจากเต็นท์ลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดเสื้อผ้าตัวเองเล็กน้อย หันมองไปรอบๆ ทั้งซ้ายและขวา บรรยากาศรอบข้างมีแต่ความเงียบสงัด จะมีก็เพียงแต่เสียงกรนที่น่ารำคาญจากเต็นท์ไอ้เต้ยและไอ้ยีสต์ ซึ่งในตอนนี้ผมก็เข้าใจในคำพูดของไอ้โอ๊ตแล้วว่าทำไมมันถึงไม่อยากนอนร่วมกับไอ้สองตัวนี้

   ผมพยายามหรี่ตามองเข้าไปในความมืดข้างหน้า ก็สังเกตเห็นแบงค์กำลังนั่งดูรูปถ่ายในกล้องอยู่ตรงจุดชมวิว

   “อ้าว ตื่นแล้วเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นผมเดินเข้ามา ผมยิ้มแห้งๆ เล็กน้อยเป็นคำตอบกลับไป ก่อนที่จะนั่งลงข้างๆ ทางด้านขวาของอีกฝ่าย

   “ตื่นนานรึยังวะ”
   ผมถามแบงค์กลับไป ก่อนที่จะอ้าปากหาวทีหนึ่ง

   “ก็พักนึงละครับ”
   เจ้าตัวตอบกลับมาโดยที่สายตายังคงจดจ่ออยู่กับรูปถ่ายในกล้อง

   “แล้วสรุปเมื่อคืน...เอ่อ...มึงเข้ามานอนในเต็นท์นี้ได้ไงวะ แล้วไอ้น้องไนท์ล่ะไปไหน”
   แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้น ก่อนที่จะหันมามองผมด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย

   “ผมก็จำไม่ได้เหมือนกันครับ รู้ตัวอีกที ก็มาอยู่เต็นท์เดียวกับนันท์แล้วน่ะครับ”
   “จำไม่ได้เลยเหรอ แม้กระทั่งเรื่อง...”
   ผมถามย้ำกลับไปอีกรอบ แบงค์หันมามองหน้าผมที่กำลังทำหน้าเขินอายเล็กน้อยอยู่

   “เรื่อง?”
   แบงค์ถามกลับมาด้วยสีหน้ายิ้มสงสัย เล่นเอาผมถึงกับไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว

   “บ่ๆ บ่มีอะหยังละ พอๆๆ”
   ผมตัดบทสนทนาไปทันทีด้วยความรวดเร็ว เพราะหากต้องพูดออกไปมากกว่านี้ ผมคงได้อายมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้แน่ๆ แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีนั้นของผม ก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ออกมาก่อนที่จะเอามือมายีหัวผมเล่น แล้วจึงหันกลับไปดูรูปถ่ายต่อ

   “ว่าแต่ฟังเพลงอะหยังอยู่วะ”
   ผมเปิดคำถามใหม่ เมื่อสังเกตเห็นว่าด้านซ้ายของแบงค์นั้นกำลังใส่หูฟังเอาไว้อยู่

   “ไม่บอกครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาด้วยท่าทีกวนเล็กน้อย ผมย่นจมูกขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น จึงเอื้อมมือไปหยิบหูฟังทีเหลืออีกข้างขึ้นมาฟัง

   บางทีก็ยังสงสัยลึกๆ ข้างใน บางคืนก็เหงาแทบทนไม่ไหว คนหนึ่งคนของฉัน คนนั้นเป็นใคร..
   อ๋อ เพลงนี้นี่เอง

   “นี่มึงชอบเพลงนี้เหรอวะ”
   “ก็ความหมายมันดีน่ะครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาสั้นๆ ผมเงยหน้าขึ้นไปมองดูบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวมากมายที่กำลังส่องแสงประกายระยิบระยับ ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากจริงๆ โดยเฉพาะกับเด็กโตมาในเมืองตั้งแต่เกิดอย่างผมเนี่ย อ๊ะ นั่นกลุ่มดาวนายพรานนี่นา ก็อย่างที่เคยบอกไป ว่ามันเป็นกลุ่มดาวกลุ่มเดียวที่ผมพอจะรู้จักเพราะเป็นอะไรที่สังเกตได้ง่ายที่สุดแล้วล่ะ เมื่อเทียบกับบรรดากลุ่มดาวอื่นๆ เนี่ย

   “ขอบใจมึงมากนะเว้ย ที่ชวนมาน่ะ”
   ผมหันไปพูดกับแบงค์ก่อนที่จะเอนตัวเอาหัวไปพิงไว้กับไหล่ของแบงค์อันเนื่องมาจากความสั้นของสายหูฟัง อีกฝ่ายเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หันมามองผมแต่ไม่พูดอะไรออกมา จะมีก็เพียงแต่ลมหายใจอุ่นๆ ของแบงค์เท่านั้นที่กระทบกับเส้นผมของผมอย่างแผ่วเบา

   “ขอบคุณนันท์เช่นเดียวกันครับ ที่มากับผม”
   แบงค์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับเอียงหัวของตัวเองมาพิงไว้กับหัวของผม

   “อ้าว นี่มึงฟังอยู่เพลงเดียวเหรอวะเนี่ย”
   ผมเอ่ยถามขึ้นทันทีด้วยความสงสัยเมื่อเพลง ใครคนนั้น วนกลับมาอีกรอบ

   “ก็ความหมายมันดีนี่ครับ”
   ขอเหตุผลอื่นมั่งได้มั้ย

   “......”
   “......”

   ค่ำคืนเหน็บหนาว จะกอดเอาไว้แนบกาย
   ผมหวนคิดกลับไปยังเหตุการณ์ที่สนามบาสในคืนนั้น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเต็นท์ของคืนนี้ ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องที่ออกจะดูน่าอายไม่ใช่น้อยที่โดนกอดแบบนั้น และยิ่งอีกฝ่ายเป็นผู้ชายเหมือนกันด้วยแล้วเนี่ย

   แต่ทำไมผมกลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไรเลยสักนิดกันนะ ตรงกันข้ามผมกลับรู้สึกดีด้วยซ้ำ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองเช่นเดียวกัน ว่าเพราะเหตุใดทั้งๆ ที่ผมรู้สึกดีขนาดนั้น แต่ผมยังรู้สึกลังเลที่จะกอดแบงค์กลับไปกันนะ

   ความรู้สึกพวกนี้มันคืออะไรกันนะ
   และผมกำลังลังเลอะไรอยู่อย่างนั้นเหรอ

   “นันท์ครับ”
   “อือ อะหยัง”

   “ขอบคุณมากนะครับ สำหรับรูปที่ถ่ายให้”
   แบงค์เอ่ยขอบคุณ ผมชำเลืองหางตาไปมอง ก็พบว่าแบงค์กำลังจ้องมองรูปตัวเองที่ผมถ่ายและโพสต์ลงหน้าเฟซบุ๊กของอีกฝ่ายเมื่อตอนเย็น

   “เออ กูอุตส่าห์ถ่ายให้มึงแล้ว มึงก็หัดถ่ายให้กูมั่งเหอะ สัส”
   แบงค์หัวเราะในลำคอเบาๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองยังท้องฟ้า

   “อ๊ะนั่น ดูสิครับ ดาวตก”
   เสียงของแบงค์เอ่ยขึ้นด้วยความรวดเร็วพลางชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้ามืดที่เต็มไปด้วยดวงดาว ผมหันไปมองตามที่อีกฝ่ายชี้ แต่ด้วยความที่มันเกิดขึ้นเร็วมาก ผมจึงมองเห็นแค่หางแสงของมันก่อนที่จะมันลับไปอย่างรวดเร็ว

   “อธิษฐานกันเถอะครับ”
   “ห๊ะ!?”
   “ไม่เคยได้ยินเหรอครับว่าถ้าเห็นดาวตก ให้อธิษฐานแล้วคำขอของเราจะเป็นจริง”
   แบงค์หันมากล่าวกับผมด้วยสีหน้าที่ดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด

   “กูรู้ แต่กูบ่นึกว่าคนอย่างมึงจะเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยน่ะ”
   “เอาเถอะครับ นิดๆ หน่อยๆ ไม่เห็นจะเสียหาย แถมยังดูโรแมนติกอีกด้วย”

   “มานั่งอธิษฐานขอพรจากดาวตกกับผู้ชายด้วยกันเนี่ยนะ โรแมนติกตรงไหนวะ”
   แบงค์หัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อได้ยินผมพูดเช่นนั้น แต่เอาเถอะ ดูอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจในคำพูดของผมเท่าไหร่นัก เพราะทันทีที่พูดจบ เจ้าตัวก็รีบหลับตาเหมือนกำลังจะอธิษฐานขอพรจากดาวตกยังไงยังงั้น

   เอาเถอะ ก็คงอย่างที่อีกฝ่ายว่าไว้จริงๆ นั่นล่ะ นิดๆ หน่อยๆ ไม่น่าจะเสียหายเท่าไหร่หรอกแต่จะให้อธิษฐานอะไรดีล่ะ อยู่ๆ มาให้คิดตอนนี้ ก็คิดไม่ออกแฮะ เอ หรือจะอธิษฐานเรื่องคะแนนสอบดีวะ เออเข้าท่าดีแฮะ

   ในขณะที่ผมกำลังจะหลับตาเพื่ออธิษฐานนั้นเอง สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นแบงค์ที่กำลังหลับตาอธิษฐานอยู่ ซึ่งดูจะจริงจังและตั้งใจเอามากๆ ซึ่งดูขัดกับคำพูดที่ว่านิดๆ หน่อยๆ นั้นยังไงก็ไม่รู้

   แต่ทำไมกันนะ พอเห็นเช่นนั้นแล้วแทนที่ผมจะรู้สึกหัวเราะ ผมกลับรู้สึกอมยิ้มเอ็นดูในความตั้งใจนั้นกันนะ
   อธิษฐานขอพรกับดาวตกงั้นเหรอ ถ้าเช่นนั้น ขออธิษฐานแบบนี้ดีกว่า

   คุณดาวตกครับ ผมไม่รู้ว่าการอธิษฐานกับดาวตกมันช่วยทำให้คำขอเป็นจริงหรือไม่ แต่หากมันเป็นจริงล่ะก็ ผมก็ขออธิษฐานให้คำขอพรของแบงค์ที่กำลังนั่งอธิษฐานอยู่ข้างๆ ผมเป็นจริงด้วยเถอะครับ

   ผมค่อยๆ ลืมตาอย่างช้าๆ ทันทีที่อธิษฐานเสร็จ ภาพที่เห็นคือแบงค์ที่กำลังจ้องมองผมอยู่ด้วยรอยยิ้ม
   “อธิษฐานว่าอะไรเหรอครับ”

   คำถามบวกกับรอยยิ้มนั้น ทำเอาผมถึงรู้สึกอึกอักขึ้นมาเล็กน้อย
   “บ่บอกเว้ย มึงล่ะ อธิษฐานว่าอะหยัง”

   “ไม่บอกเช่นกันครับ”
   เจ้าตัวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกึ่งหัวเราะเบาๆ ในขณะที่ผมเองในตอนนี้นั้นกลับรู้สึกเขินอายขึ้นมายังไงก็ไม่รู้

   นี่กูกำลังเป็นเหี้ยอะไรอยู่ ทำไมถึงได้รู้สึกเขินอายกับอะไรแบบนี้ด้วยวะเนี่ย

   “อีกเดี๋ยวพระอาทิตย์ก็จะขึ้นแล้ว ไปปลุกพวกเพื่อนๆ กันเถอะครับ”
   แบงค์เอ่ยทักขึ้นมา ทำให้ผมดึงสติของตัวเองกลับมาได้พร้อมกับถอดหูฟังออก แบงค์ลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดกางเกงตัวเองเล็กน้อยแล้วจึงยื่นมือมาให้ผม ผมจับมือนั้นเอาไว้พร้อมกับฉุดตัวเองให้ยืนขึ้นก่อนที่จะเดินตามหลังอีกฝ่ายไป

   โดยที่ยังคงทิ้งคำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบนั้นได้เอาไว้ในใจเพียงลำพัง...
   
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 6 คำสัญญา (13-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 13-10-2018 01:51:38
   หลังจากที่ผมและแบงค์ไปปลุกเพื่อนๆ  ที่เหลือขึ้นมาด้วยความยากลำบาก พวกเราทั้งหมดก็พากันไปล้างหน้าล้างตากันที่ห้องน้ำรวม ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากจุดที่พวกเราตั้งเต็นท์ไม่มากนัก ขอบอกตรงนี้ว่าน้ำเย็นสัสๆ เลยครับ นี่ขนาดแค่ล้างหน้านะ ยังสั่นสะท้านไปถึงทรวงเพราะงั้นเรื่องอาบน้ำนี่ไม่ต้องพูดถึง ขอสารภาพ ณ ที่นี้เลยครับว่าไม่มีใครหน้าไหนอาบกันสักคน ชีวิตมีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงกับน้ำเย็นแม้เพียงขันเดียว ฮ่าฮ่าฮ่า

   หลังจากที่ล้างหน้าล้างตากันอย่างทรมานเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น พวกเราก็ขอใช้ครัวของเรือนพักรับรองเพื่อต้มน้ำเอามาใส่มาม่าคัพเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย เป็นมือเช้าแบบง่ายๆ ของวันนี้ซึ่งพวกเราก็เอามานั่งกินกันที่จุดชมวิวเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งก็เป็นจุดเดียวกันกับที่ผมและแบงค์นั่งกันเมื่อครู่

   “ไอ้ไนท์ มึงเป็นเหี้ยอะหยังของมึงวะ ซึมกระทือเป็นหมาหงอยอยู่ได้ เห็นแล้วชวนให้หดหู่ชิบหาย”
   ไอ้เต้ยหันมาเอ่ยถามไอ้น้องไนท์ที่ตอนนี้่ได้แต่เอาส้อมพลาสติกกวนมาม่าในถ้วยไปมาด้วยสีหน้าที่ดูแล้วไม่สดชื่นเลยสักนิด

   “ผมเข้าไปนอนในเต็นท์ของพี่แบงค์ได้ไงอะ”
   ไอ้น้องไนท์ถามออกมาด้วยน้ำเสียงหดหู่

   “ยังมีหน้ามาถามอีก มึงเองนั่นล่ะที่เป็นคนคลานเข้าไปเองแท้ๆ พวกกูพยายามจะบอก พยายามจะปลุกมึง มึงก็บ่ยอมตื่น กูก็เลยปล่อยๆ ไป ไอ้เหี้ยโอ๊ต มึงก็อีกคน เมาฟุบไปเป็นคนแรก ลำบากพวกกูต้องลากมึงเข้าเต็นท์อีกเนี่ย”

   ไอ้น้องไนท์นิ่งเงียบไม่พูดจาอะไรต่อเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นจากไอ้เต้ย ส่วนไอ้โอ๊ตเองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ทำหน้านิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะใช้ปลายนิ้วขยับแว่นตาของตัวเองเบาๆ

   “ก็บอกแล้วไงครับ ว่าอย่าดูถูกเด็กเชียงดาว”
   กูอยากจะถุยน้ำลายใส่หน้ามึงสักร้อยรอบจริงๆ

(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/2001186762-member.jpg)

   ท้องฟ้าในตอนนี้เริ่มมีแสงสว่างขึ้นมาบ้างแล้ว ซึ่งนั่นก็ทำให้แสงจากดวงดาวค่อยๆ เลือนหายไปเช่นเดียวกัน ไม่นานนักแสงแรกของวันจากดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาอย่างช้าๆซึ่งก็ทำให้พวกเราเห็นทะเลหมอกยามเช้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเราทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบงันกันทุกคนเพราะภาพความสวยงามของธรรมชาติในยามเช้าบนสันป่าเกี๊ยะแห่งนี้นั้นสวยงามเกินกว่าที่พวกเราจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
 

   ผมลุกขึ้นเอาถ้วยมาม่าไปทิ้งยังถุงขยะที่เตรียมเอาไว้ที่จุดกางเต็นท์ก่อนที่จะเดินไปล้างมือ แล้วจึงกลับมายังจุดชมวิวอีกรอบ แต่ละคนในตอนนี้ดูจะสนุกสนานกับการถ่ายรูปกับบรรยากาศยามเช้าเช่นนี้เสียเหลือเกิน

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแบงค์ ดูเจ้าตัวจะเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปบรรยากาศยามเช้าในตอนนี้เป็นอย่างมาก จนผมเองก็ยังไม่กล้าที่จะเข้าไปขัดจังหวะเท่าไหร่นักจึงได้แต่หันกลับไปมองบรรยากาศข้างหน้า ดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หมอกเริ่มจางลงทีละนิดๆ จนในที่สุดก็หายไปจนหมดและหากมองสังเกตลงไปให้ดีๆ จะเห็นตัวเมืองเชียงดาวจากบนนี้ไกลๆ ด้วย

   ในขณะที่ผมกำลังเพลิดเพลินอยู่กับบรรยากาศตรงหน้า จนทำให้ไม่ทันสังเกตว่าตอนนี้แบงค์ได้มายืนอยู่ข้างๆ ผมแล้ว
   “อรุณสวัสดิ์ครับ นันท์”
   แบงค์เอ่ยออกมาเบาๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนทุกครั้ง ผมหันไปมองอีกฝ่ายที่ตอนนี้กำลังมองไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มที่ดูอบอุ่น

   “เออ ‘รุณหวัด”
   ผมเอ่ยตอบกลับไปพร้อมกับหันไปมองข้างหน้าเช่นเดียวกับอีกฝ่าย

   “ปีหน้าถ้าผมชวนมาอีก จะมามั้ยครับ”
   “มาสิ มาแน่ อย่าลืมล่ะ”
   ผมรีบตอบตกลงกลับไปทันทีอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแบงค์ที่ยกนิ้วก้อยขึ้นมา

   “อะหยังน่ะ”
   “ก็เกี่ยวก้อยสัญญากัน ว่าปีหน้าเราจะมากันอีกยังไงล่ะครับ”
   แบงค์ยิ้มตอบกลับมา ผมเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็อมยิ้มหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนที่จะยกนิ้วก้อยขึ้นมาเกี่ยวไว้กับนิ้วก้อยของแบงค์

   “ปีหน้านะครับ”
   แบงค์ทวนประโยคซ้ำ

   “เออ ปีหน้า”
   “แค่...เราสองคนนะครับ”
   “ห๊ะ อะหยังนะ”
   ผมถามกลับไปเพราะประโยคที่แบงค์พูดเมื่อครู่นั้นเบามากๆ แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ กลับมาจากอีกฝ่ายนอกจากรอยยิ้มเท่านั้น

   รอยยิ้มที่ผมเห็นทีไร ก็รู้สึกมีความสุขจนอดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้สักที
   “ไปเก็บสัมภาระกันเถอะครับ เดี๋ยวสายมากกว่านี้แดดจะแรงขึ้นนะครับ”
   ผมพยักหน้าตอบรับพร้อมกับเดินตามแบงค์ไปทันที ก่อนที่จะบอกกับทุกคนให้เก็บสัมภาระกัน
   

   “เฮ้ยๆ ไอ้นันท์ แม่คะนิ้งว่ะ มาดูเร็ว”
   เสียงของไอ้ยีสต์ตะโกนเรียกผมอย่างดังในขณะที่ผมกำลังช่วยไอ้น้องไนท์เก็บเต็นท์อยู่ ทำเอาผมถึงกับหันไปมองไอ้น้องไนท์ด้วยสีหน้าสงสัยทันที

   “ช่วงนี้มีแม่คะนิ้งด้วยเหรอวะ”
   ผมตะโกนถามกลับไปด้วยความแปลกใจ จริงอยู่ว่าตอนนี้เข้าสู่หน้าหนาวแล้วก็ตามทีเถอะ แต่มันก็ยังไม่หนาวมากพอที่จะทำให้เกิดแม่คะนิ้งได้นี่หว่า

   “เออ มี เชื่อกูดิ รีบๆ มาดู เร็ว เดี๋ยวมันจะละลายไปก่อนนะเฮ้ย”
   ไอ้ยีสต์ยังคงยืนยันในคำพูดของตัวเองด้วยความมั่นใจ จนผมต้องเดินไปดูให้เห็นกับตาเพราะเอาจริงๆ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นแม่คะนิ้งของจริงเลยสักครั้ง จนบางทีก็รู้สึกละอายใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่าเป็นคนเหนือได้ยังไง เสียชาติเกิดจริงๆ เลยกูเนี่ย

   ผมเดินไปยังบริเวณเต็นท์ของไอยีสต์ พร้อมกับพยายามมองไปยังจุดที่มันชี้ ทันทีที่เห็นผมก็ถึงกับอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว

   เฮ้ย มีจริงด้วยแฮะ ไม่อยากจะเชื่อ
   คือจะว่ายังไงดีล่ะครับ คือมันสวยงามมากครับ

   กับแม่คะนิ้ง...

   น้ำแข็งหลอด!!!

   “......”
   ครับ น้ำแข็งหลอดธรรมดาๆ นี่ล่ะครับ แถมเป็นน้ำแข็งหลอดที่เหลือในกระติกจากเมื่อคืนซึ่งไอ้ยีสต์เพิ่งจะเททิ้งไปเมื่อกี้นี่เอง

   “แม่คะนิ้ง...พ่องงง”
   ผมหันกลับไปด่าไอ้ยีสต์พร้อมกับยกนิ้วกลางชูให้มันทันที ก่อนที่จะเดินกลับไปช่วยไอ้น้องไนท์เก็บเต็นท์ต่อ โดยมีไอ้ยีสต์กับไอ้เต้ยหัวเราะตามหลังมาด้วยความชอบใจ ไอ้พวกเหี้ย ทำกูเสียเวลาชีวิตฉิบหาย

   “พี่นันท์นี่ก็เชื่อคนง่ายดีนะครับ”
   ไอ้น้องไนท์ฝังกลบผมทันทีที่ผมเดินมาถึง

   “ใครๆ ก็ว่าแบบนี้ทั้งนั้น นี่กูคงโง่อย่างที่เขาว่าจริงๆ น่ะล่ะ”
   “เฮ้ยๆ บ่ใช่นะครับ ผมบ่ได้มีเจตนาแบบนั้นนะครับ พี่นันท์”
   ไอ้น้องไนท์พยายามอธิบายให้ผมฟังด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน

   “คือจะว่ายังไงดีล่ะ คือจะสื่อว่าพี่นันท์เป็นคนมองโลกในแง่ดีน่ะครับ และที่สำคัญ...”
   ไอ้น้องไนท์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งในขณะที่มือก็กำลังพับเต็นท์ไปด้วย
   “...ผมมองว่านั่นเป็นเสน่ห์อย่างนึงของพี่นันท์ในสายตาผมด้วย”
   ผมหันไปมองหน้าไอ้น้องไนท์ที่ตอนนี้กำลังดูยิ้มๆ อายๆ อยู่ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งและพยายามครุ่นคิดกับคำพูดนั้นของไอ้น้องไนท์

   “ถ้าอยากได้ กูยกให้ได้นะ นิสัยนี้ กูยกให้ฟรีเลย”
   ไอ้น้องไนท์นิ่งเงียบไปก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาจ้องตาผมด้วยสีหน้าจริงจังต่างไปจากทุกที

   “ผมบ่ได้อยากได้แค่นิสัยของพี่ครับ”

   “......”
   “......”

   “แต่ผมอยากได้ตัวพี่มากกว่า!”

   “......”
   “......”

   “เอาไปเลย ความสูงของกูเนี่ย แลกกันได้ๆ กูจะได้สูงๆ กับเขาบ้าง”
   ผมรีบตอบกลับไปด้วยความตื่นเต้นทันที คนอะไรสูงอยู่ดีๆ อยากเตี้ยซะงั้น พิลึกคนจริงๆ

   “พี่เนี่ยน้า...”
   ไอ้น้องไนท์เอามือกุมขมับตัวเองทันทีที่ได้ยินผมพูดเช่นนั้น คือ กูพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นเหรอวะ

   “"อ้าว ละอ่อนทั้งหลาย ถ้าเก็บข้าวเก็บของเสร็จแล้ว กะเอาขึ้นมาไว้ท้ายกระบะรถเลยเน่อ”
   พ่อของแบงค์ตะโกนเสียงดังมาจากทางเรือนพักรับรอง พวกเราทั้งหมดหันไปพยักหน้าตอบรับก่อนที่จะช่วยกันขนสัมภาระขึ้นท้ายรถ

   “คุณเพื่อนๆ ครับ มาถ่ายรูปที่ระทึก...”
   “ระลึก!”
   นั่น มีชงมุกมาให้ตบด้วยนะมึง ไอ้เหี้ยโอ๊ต

   “ครับ ที่ระลึกกันหน่อย”
   ไอ้โอ๊ตหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมา แล้วยื่นให้พ่อของแบงค์

   “เอ่อ สุมาเต๊อะพ่อครับ รบกวนถ่ายรูปหมู่ให้พวกผมทีนะครับ”
   “อ่อ ได้ๆ”
   อนึ่ง คำว่า “สุมาเต๊อะ” นั้นเป็นภาษาเหนือความหมายของมันก็คือ “ขอโทษ” น่ะครับ พ่อของแบงค์รับมือถือไป ก่อนที่จะหันไปมองหน้าแบงค์ครู่หนึ่ง

   “ยังเหมือนเดิมเลยนะเรา”
   อีกฝ่ายได้แต่ยิ้มเบาๆ ให้กับคำพูดนั้นพลางขยับแว่นหนาของตัวเองเล็กน้อย
   พวกเรายืนเรียงหน้ากันโดยมียอดดอยหลวงที่อยู่อีกฟากเป็นฉากหลัง

   “ไอ้ไนท์ มายืนอะหยังข้างกูเนี่ย”
   ผมหันไปเอ็ดใส่ไอ้น้องไนท์ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย

   “อ้าว ทำไมล่ะพี่”
   ไอ้น้องไนท์ถามผมด้วยน้ำเสียงตัดพ้อเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมย้ายที่

   “เอ้า ทุกคน พร้อมเน่อ นับหนึ่ง...สอง...”
   “เดี๋ยวพ่อ!”
   อยู่ๆ แบงค์ก็เอ่ยแทรกขัดจังหวะขึ้นมาอย่างกะทันหัน จนพ่อหันไปมองทันทีด้วยความสงสัย

   “มีอะหยังน่ะ”
   พ่อของแบงค์เอ่ยถามขึ้น แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ นอกจารอยยิ้มก่อนที่จะเดินก้าวเข้ามาหาพวกผม

   “โอ๊ต ขยับหน่อยครับ”
   แบงค์หันไปบอกพร้อมกับแทรกตัวเข้ามาระหว่างผมกับไอ้โอ๊ต

   “ถ่ายได้เลย พ่อ”
   แบงค์ตะโกนบอกพ่อที่กำลังตั้งท่าหยิบมือถือขึ้นมาโฟกัส

   “เอ้า คราวนี้พร้อมเน่อ นับหนึ่ง...สอง...”
   “เอ่อ เดี๋ยวนะๆ”
   “เฮ้ย อะหยังของมึงอีกเนี่ย ไอ้เหี้ยนันท์”
   ไอ้เต้ยตะโกนด่าผมด้วยอารมณ์หงุดหงิดเมื่อเห็นผมขัดจังหวะ ผมหันไปทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่มันทันที

   “โห ไอ้เหี้ย มึงก็ดูกูก่อนเนี่ย ซ้ายก็ไอ้ไนท์ขวาก็แบงค์ประกบขนาบข้างซ้ายขวาเลย กูแม่งจะกลายเป็นหลักกิโลข้างเสาไฟฟ้าอยู่แล้วเนี่ย”
   ผมบ่นโวยวายเล็กน้อย แต่กลายเป็นว่าเมื่อทุกคนได้ยินแทนที่จะเห็นใจผม กลับยิ่งหัวเราะชอบใจกันเสียอย่างนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อของแบงค์ก็เอากับเขาด้วย

ฮือๆๆๆ ไม่เตี้ย เอ้ย ไม่พกพาสะดวกอย่างกูใครมันจะมาเข้าใจวะ ฮือๆๆๆๆๆ

   “ผมบ่ย้ายนะ ผมจะยืนตรงนี้นี่ล่ะ”
   ไอ้น้องไนท์รีบออกตัวเป็นคนแรก

   “ผมก็ไม่ย้ายเช่นเดียวกันครับ”
   ตามด้วยแบงค์เป็นคนที่สองผมจึงได้แต่ทำหน้าเซ็งทันทีที่ได้ยินคำยืนกรานจากคนตัวสูงทั้งสอง

   “เออๆ งั้นกูย้ายที่เองก็ละกัน”
   ผมพูดด้วยน้ำเสียงระอาพร้อมกับก้าวเท้าจะย้ายที่ ทว่า...

   หมับ!
   “อยู่ตรงนี้ดีแล้วครับ นันท์"/"ยืนตรงนี้น่ะล่ะครับ พี่นันท์”
   ทั้งแบงค์และไอ้น้องไนท์พูดขึ้นมาพร้อมกับเอามือมาจับไหล่ผมไว้แน่นเพื่อไม่ให้ผมเดินหนีไปไหน ก่อนที่ทั้งสองจะยิ้มให้กัน

   “เอ้าอะหยังเนี่ยยย”
   ผมได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงได้แต่ยอมทำใจยอมเป็นหลักกิโลให้เสาไฟฟ้าทั้งสองยืนขนาบข้างด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจในความเตี้ย เอ้ย ความพกพาสะดวกของตัวเอง

   
   หลังจากที่ถ่ายรูปเสร็จ พวกเราทั้งหมดก็เตรียมตัวจะขึ้นรถเพื่อกลับลงไปข้างล่าง พ่อของแบงค์ยื่นมือถือคืนให้ไอ้โอ๊ตก่อนที่จะหันไปมองแบงค์

   “ก็ถือว่ามีพัฒนาการขึ้นมาบ้างเหมือนกันนะ”
   พ่อของแบงค์พูดพร้อมกับยิ้มให้ ก่อนที่จะตบบ่าของลูกชายตัวเองเบาๆ

   “ก็แค่มีแรงจูงใจที่ดี ก็แค่นั้นล่ะครับ”
   แบงค์ยิ้มตอบกลับไป คนเป็นพ่อเองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็หันมามองผมครู่หนึ่งก่อนที่จะหันไปมองยังลูกชายตัวเองที่กำลังอมยิ้มเล็กๆ มาทางผมอยู่

   “สงสัยพ่อคงแก่เกินกว่าที่จะเข้าใจเด็กยุคนี้แล้วแฮะ”
   พ่อของแบงค์หันมามองผมอีกรอบก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งยังที่นั่งคนขับ
   “เอ่อ คุยหยังกันน่ะ”
   ผมเงยหน้าขึ้นไปถามแบงค์ด้วยความสงสัย แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ กลับมานอกจากรอยยิ้มและการยีหัวเบาๆ เหมือนทุกครั้ง

   “ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวจะสาย”
   แบงค์บอกกับผม ก่อนที่จะเดินนำหน้าขึ้นกระทะท้ายรถไป โดยทิ้งให้ผมยืนงงสงสัยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อยู่คนเดียว
   

   เรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรผมไม่อาจจะรู้ได้
   แต่สิ่งที่ผมรู้คือ ประสบการณ์การมาเที่ยวสันป่าเกี๊ยะครั้งนี้จะอยู่ในความทรงจำผม
   ตลอดไป...
   

จบคาบเรียนที่หก


   มุม Caption ไร้สาระ
   นันทการ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่
   แม่คะนิ้งไอ้เหี้ยยีสต์
   
(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/966797739-member.jpg)

   ยีสต์ เจ้าพ่อขนมปัง : 55555+

หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 5 สันป่าเกี๊ยะ (10-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 13-10-2018 01:53:11
คาบเรียนที่หกมาแล้วครับ
อัพไปยาวๆ เพราะเขียนไว้จนจบแล้ว เลยไม่อยากดองนาน 555+

ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ขอบคุณครับ  :pig4:

ไนท์ก็น่ารักแฮะ เชียร์ไม่ถูกเลย  :hao3:

เหมารวบเลยดีมั้ย ? 555+
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 7 ละครหลังข่าว (14-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 14-10-2018 03:22:24
   คาบเรียนที่เจ็ด

   “เฮ้ย ไอ้ยีสต์ คืนนี้กูไปนอนบ้านมึงนะ”
   ไอ้เต้ยพูดขึ้นในขณะที่กำลังเก็บของใส่กระเป๋าหลังจากที่เรียนคาบสุดท้ายเสร็จ

   “เอ้า บ้านมึงก็มี อะหยังบ่นอนวะ”
   “ลุงกับป้ากูมาว่ะ กูบ่อยากฟังเสียงบ่นจู้จี้ของป้ากู”
   “มีงี้ด้วย แล้วชุดใส่นอนล่ะวะ”
   “มึงกับกูหุ่นไล่ๆ กัน กูยืมมึงใส่ได้ เอ้อรวมถึงชุดนักเรียนวันพรุ่งนี้ด้วย”
   ไอ้เต้ยตอบกลับไป

   “รวมถึงกางเกงในด้วยเหรอวะ”
   ไอ้ยีสต์หันกลับมาถามอีกรอบด้วยสีหน้าสะพรึง

   “เหี้ยมึงสิ อันนั้นเดี๋ยวกูซื้อใหม่เอาเว้ย กูบ่ใส่หรอกกางเกงในมึงอะ บ่อยากติดสังคังจากมึง”
   ไอ้ยีสต์อ้าปากค้างทำหน้าเหวอทันทีที่ไอ้เต้ยพูดเช่นนั้น ในขณะที่ผมได้แต่หัวเราะเบาๆ

   “มึงจะมานอน กูบ่ได้ว่าอะหยังหรอก แต่..”
   “อ้อ มึงบ่ต้องห่วง เรื่องความเป็นส่วนตัว มึงชักว่าวหน้าคอมได้ตามสบายเลย กูบ่ดูหรอก หนอนชาเขียวของมึงน่ะ”
   ไอ้ยีสต์ชูนิ้วกลางใส่ทันทีเมื่อได้ยินไอ้เต้ยพูดตัดบทเช่นนั้น ส่วนไอ้เต้ยเองเมื่อพูดจบ ก็หยิบบัตรสมาร์ทเพิร์ทออกมาจากกระเป๋าเงินพร้อมกับยื่นมันมาให้ผมด้วยความรวดเร็ว

   “อ่ะหยังน่ะ”
   ผมถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
   “ก็บัตรสมาร์ทเพิร์ทของเซเว่นไงบ่รู้จักเหรอวะ”
   “เออ กูรู้ ถึงกูจะบ่ฉลาด แต่กูก็บ่ได้โง่ขนาดนั้น”
   ผมขมวดคิ้วตอบกลับไป โดยที่มีไอ้ยีสต์กับไอ้โอ๊ตหัวเราะสมทบ

   “ก็หน้าที่มึงไง มึงติวเสร็จก็แวะเซเว่นซื้อขนมมาให้พวกกูด้วย ในบัตรมีเท่าไหร่บ่รู้ ฝากเช็คด้วยละกัน”
   ไอ้เต้ยบอกกับผมแล้วก็เดินออกจากห้องไป โดยทิ้งผมไว้กับบัตรสมาร์ทเพิร์ทในมือ ชิส์ ไอ้ลูกคนรวย น่าหมั่นไส้จริงๆ นะชีวิตมึงเนี่ย

   “คุณเพื่อนนันท์ครับ ช่วงนี้ติวหนังสือกับคุณเพื่อนแบงค์เป็นยังไงมั่งครับ”
   ไอ้โอ๊ตเดินเข้ามาถามผม โดยที่สายตาของคนถามนั้นยังคงจ้องมองอยู่กับเกมในมือถือ

   “ก็ดี ทำไมวะ”
   ผมตอบกลับไปพร้อมกับถามด้วยความสงสัย ก่อนที่จะหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมาสะพาย

   “ก็ดีแล้วครับ สู้ๆ นะครับ”
   ไอโอ๊ตเอามือมาตบบ่าผมเบาๆ ก่อนที่จะเดินออกไปโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองผมแม้แต่นิดเดียว

   “อะหยังของมันวะ”
   ผมตั้งคำถามกับตัวเองด้วยความสงสัย ก่อนที่จะส่ายหัวเบาๆ แล้วจึงเดินลงจากอาคารเรียนเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารเหมือนทุกเย็นที่ผ่านมา เพราะกลัวว่าคนที่อาสารับหน้าที่เป็นติวเตอร์ให้ผมจะรอนาน แต่ทันทีที่ผมไปถึง ผมก็ยืนนิ่งเงียบด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เพราะภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าในตอนนี้นั้นต่างไปจากทุกวันที่ผ่านมา

   นั่นคือ ภาพของแบงค์ที่กำลังหลับอยู่ครับ หลับฟุบคาโต๊ะเลยด้วย โดยที่มีหูฟังเสียบคาหูอยู่ทั้งสองข้าง ผมเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ พร้อมกับนั่งลงข้างๆ อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตื่น

   คงจะเหนื่อยมากสินะ ก็แหงล่ะ เพิ่งลงจากสันป่าเกี๊ยะมาเมื่อวันก่อนเองนี่ แถมพอมาลองคิดๆ ดูถึงกิจวัตรในแต่ละวันของแบงค์แล้ว ก็พบว่าแทบจะไม่เหลือเวลาส่วนตัวให้ตัวเองเลยสักนิด จนผมเองก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกันแฮะ

   แต่จะว่าไปแบงค์ในเวลาหลับแบบนี้ก็ดูน่าแกล้งอยู่เหมือนกันว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า เห็นแล้วอยากเอาปากกาเมจิกมาเขียนจังเลย แต่คิดอีกที ไม่เอาดีกว่า ปล่อยให้เจ้าตัวได้พักผ่อนไปนั่นล่ะดีแล้ว ไม่กวนจะดีที่สุด ทันทีที่คิดเช่นนั้นผมก็หยิบสมุดการบ้านจากในกระเป๋าขึ้นมาทำอย่างเงียบๆ

   เอ... ข้อนี้น่าจะอย่างนี้นะ เอาตรงนี้มาแทนค่าที่ตรงนี้ ก็น่าจะได้...แบบนี้ ถูกหรือเปล่าวะ น่าจะถูก...มั้ง เหมือนแบงค์จะเคยสอนวิธีคิดไปแล้ว

   ในขณะที่ผมกำลังเค้นสมองที่มีเพียงน้อยนิดอยู่นั่นเอง อยู่ๆ แบงค์ที่กำลังหลับอยู่ข้างๆ ก็มีอาการกระตุกเล็กน้อย ทำเอาผมถึงกับสะดุ้งตามไปด้วย ผมหันไปมองด้วยสีหน้าตกใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเพ่งมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย

   ฝันอย่างนั้นเหรอ ฝันอะไรวะ

   ผมตั้งคำถามกับตัวเองเล่นๆ พร้อมกับวางปากกาลงบนสมุดการบ้านก่อนที่จะเอามือมาเท้าคางตัวเองไว้กับโต๊ะแล้วจึงหันไปมองแบงค์ที่ยังคงหลับอยู่

   ไหนกูขอดูใกล้ๆ หน่อยซิ

   ผมค่อยๆ ชะโงกหน้าเข้าไปอย่างช้าๆ ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุอะไร แต่ภาพแบงค์ที่กำลังหลับอยู่ตรงหน้าทำเอาผมอดที่จะอมยิ้มไม่ได้แฮะ จะว่าไปแบงค์นี่ก็เป็นคนที่มีขนตาสวยเหมือนกัน และหากตั้งใจฟังดีๆ ก็จะได้ยินเสียงกรนเบาๆ ในลำคอด้วยเหมือนกันแฮะ ฟังแล้วคล้ายๆ เสียงกรนครืดๆ ในลำคอของเจ้าคุณท่าน แมวจรสีเหลืองอมส้มที่ผมถือวิสาสะตั้ง ชื่อให้เองแถวบ้านผมเลย และยิ่งเมื่อเข้าใกล้ไปอีกนิดผมก็ได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวแบงค์อีกด้วย ซึ่งจะว่าไปผมก็เคยได้กลิ่นนี้มาหลายครั้งแล้วอยู่เหมือนกันแฮะ ว่าแต่ใช้กลิ่นอะไรหว่า หอมกำลังดีไม่มากไปไม่น้อยไป

   ในขณะที่ผมกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับกลิ่นหอมอ่อนๆ นั้นเอง

   “อือ...หือ!”
   อยู่ๆ แบงค์ก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมามองหน้าผมด้วยความสงสัย ก่อนที่จะสะดุ้งส่งเสียง เฮ้ย เบาๆ แล้วจึงลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผมเองก็ดึงตัวกลับมาพร้อมกับมองด้วยสีหน้างงๆ กับท่าทีของอีกฝ่าย

   “มานานแล้วรึยังครับ”
   แบงค์ถอดหูฟังออกพร้อมกับเอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย

   “ก็สักราวๆยี่สิบนาทีได้ละมั้ง ทำไมวะ”
   ผมตอบกลับไป แบงค์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็สะบัดหัวเบาๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนที่จะหันมายิ้มให้ผม

   “ไม่มีอะไรครับ เป็นยังไงมั่งครับ การบ้านวันนี้”
   แบงค์เอ่ยถามผม พร้อมกับหยิบสมุดของผมไปดูด้วยสีหน้านิ่งเรียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะส่งคืนให้ผม

   “เก่งขึ้นนี่ครับ”
   แบงค์ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนพร้อมกับเอามือมายีหัวผมเบาๆ ผมรู้สึกดีใจกับคำชมนั้น จนเผลอยิ้มตามไปด้วย

   “ว่าแต่เมื่อกี๊มึงฝันอะหยังวะ เห็นมีสะดุ้งนิดๆ ด้วย”
   “ไม่บอกครับ”
   คราวนี้แบงค์ตอบกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูกวนๆ เล็กน้อย ผมขมวดคิ้วกลับไปทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายตอบเช่นนั้นก่อนที่จะหยิบหูฟังของอีกฝ่ายขึ้นมาใส่

   อยากมีคนจับมือ คอยปลอบโยน เมื่อร้อนใจ

   “เพลงนี้อีกละ บ่เบื่อมั่งรึไงวะ”
   “ก็ความหมายมันดีนี่ครับ”
   แบงค์ยิ้มพร้อมกับตอบคำถามด้วยคำตอบเดิมเป็นครั้งที่สามนับตั้งแต่ตอนที่ไปเที่ยวที่สันป่าเกี๊ยะแล้วจึงหยิบหูฟังที่เหลืออีกข้างไปใส่ ก่อนที่จะเขยิบเข้ามาใกล้ๆ ผม

   รอเพียงใครคนนั้นจะผ่านเข้ามา รอวันที่การค้นหาของฉันถึงจุดหมาย รอเธอคนสุดท้ายที่ฉันจะยอมมอบทั้งใจ รอใครคนนั้นที่ฉันจะรักตลอดไป...

   อืม... พอฟังไปเรื่อยๆ มันก็เพราะจริงๆ นั่นล่ะ เอ... นี่กูกำลังโดนเพลงนี้สะกดจิตไปด้วยอีกคนอยู่รึเปล่าวะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   
   “งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้เจอกันนะครับ”
   แบงค์บอกกับผมพร้อมกับเก็บของใส่กระเป๋าไปพลาง ผมพยักหน้าตอบรับก่อนที่จะเก็บของต่างๆ ใส่กระเป๋าเช่นเดียวกัน

   “เฮ้ย มึง”
   ผมเอ่ยเรียกอีกฝ่าย ในขณะที่เจ้าตัวเองกำลังจะเดินออกไป

   “ครับ?”
   แบงค์หันกลับมามอง ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

   “......”
   “......”

   “ป่ะ เปล่าๆ บ่มีอะหยัง กลับดีๆ นะเว้ย พรุ่งนี้เจอกัน”
   แบงค์ทำหน้านิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเดินกลับมาหาผม พร้อมกับเอามือยีหัวผมเบาๆ แล้วยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน

   “ขอบคุณครับ”
   พูดจบ อีกฝ่ายก็เดินออกไป โดยที่ผมยังคงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
   อย่าถามเลยว่าเมื่อกี๊ผมเรียกแบงค์ทำไม เพราะเอาเข้าจริงๆ ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน มันเหมือนเป็นสัญชาตญาณยังไงก็ไม่รู้แฮะ ยิ่งพูดก็ยิ่งงงในตัวเองว่ะ

   TRRR
   เสียงมือถือของผมดังขึ้นช่วยดึงสติของผมกลับมา ผมรีบหยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงทันที ซึ่งคนที่โทรมาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ไอ้เต้ยนั่นเอง ซึ่งจะว่าไปก็รู้สึกอนาถตัวเองอยู่เหมือนกันแฮะ มีมือถือเป็นของตัวเอง แต่กลับไม่ค่อยมีใครโทรเข้าเลย บัดซบจริงๆ ชีวิตกูเนี่ย

   “โหล มึงอยูไหนละ”
   ไอ้เต้ยเอ่ยถามทันทีที่ผมรับสาย

   “เออๆ เพิ่งเลิกเนี่ย กำลังจะไป มีอะหยังวะ”
   ผมถามกลับไป พร้อมกับหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย

   “ซื้อกางเกงในจากเซเว่นมาให้กูด้วย”

   “......”
   “......”

   “ห๊ะ อะหยังนะ”
   ผมขมวดคิ้วถามกลับไปอีกรอบเพื่อความมั่นใจด้วยน้ำเสียงสงสัย

   “กาง...เกง...ใน!”
   ไอ้เต้ยทวนซ้ำอีกครั้งอย่างช้าๆ โอเค ชัดเจนเลยมึง

   “เหี้ย แล้วหยังมึงบ่ซื้อเองวะ”
   “กูบ่ว่าง ตอนแรกกูคิดว่าจะไปซื้อในกาดสวนแก้ว แต่ดูท่าคงจะบ่ทันละ ก็เลยฝากมึงซื้อให้กูหน่อย”

   “งั้นเดี๋ยวซ้อมเสร็จมึงก็ออกมาซื้อเองดิวะ”
   ผมพยายามโวยวายกลับไป อนึ่ง กาดสวนแก้วที่ไอ้เต้ยอ้างถึงเมื่อครู่ก็คือชื่อห้างเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่น่ะครับ อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนที่พวกผมเรียนมากนัก ส่วนถ้าจะถามว่าเก่าแก่แค่ไหนนั้น ผมก็คงตอบได้ไม่เต็มปากนัก แต่บอกได้แค่ว่า บันไดเลื่อนน่ากลัวมากกก ฮ่าฮ่าฮ่า

   “บ่เอา กูขี้คร้าน กูกะว่าซ้อมเสร็จแล้วกูจะไปบ้านไอ้ยีสต์เลย กูบ่อยากแวะไหนละ ไซส์เอ็มนะเว้ย ยี่ห้อหยังก็ได้ กูใส่ได้หมด แค่นี้นะ”

   “เฮ้ย เดี๋ยว!”
   ไม่ทันละ ไอ้เต้ยวางสายไปเสียก่อน ผมมองมือถือตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหยิบบัตรสมาร์ทเพิร์ทออกมาดู แล้วหันไปมองมือถืออีกครั้งสลับกันไปมา

เอ่อ จริงอยู่ว่ากูเป็น เจเนอรัลเบ๊ แต่ไอ้การใช้ให้ไปซื้อกางเกงในให้เนี่ย มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอว้าาาไอ้สัสเต้ยยย

   ผมรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังเซเว่นอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก เมื่อไปถึงผมเช็คยอดเงินในบัตรทันที ก็พบว่ามียอดเงินเหลืออยู่ห้าร้อยกว่าบาท หึหึหึ ซื้อแม่งให้หมดห้าร้อยนี่ล่ะวะ สาสสส

   
   หลังจากที่ผมซื้อของต่างๆ รวมไปถึง...กางเกงใน...ของไอเต้ยเสร็จเรียบร้อย ผมก็หอบหิ้วของทั้งหมดไปยังชมรมอย่างทุลักทุเล ซึ่งพอผมมาลองคิดดูดีๆ อีกที ก็มีความรู้สึกว่าตัวผมเองนี่ก็ทำอะไรบ้าๆ ปัญญาอ่อนเหมือนกันแฮะ ที่ประชดไอ้เต้ยด้วยการซื้อของจนเงินในบัตรหมด แล้วสุดท้ายก็เป็นตัวผมเองนี่ล่ะ ที่ต้องรับหน้าที่หิ้วของพะรุงพะรังทั้งหลายกลับไปยังชมรม

   “ช้านะมึง”
   ไอ้เต้ยบ่นทันทีที่ผมเปิดประตูชมรมเข้าไป ผมชูนิ้วกลางใส่มันก่อนที่จะวางของทั้งหมดลงบนโต๊ะ พร้อมกับหยิบกล่องกางเกงในโยนไปให้ไอ้เต้ย เพื่อหวังจะให้มันเกิดความรู้สึกอับอายต่อหน้าคนอื่นภายในห้อง แต่ดูเหมือนว่าผมจะต้องผิดหวัง เพราะนอกจากไอ้เต้ยจะทำหน้านิ่งเฉยทันทีที่รับกล่องกางเกงในนั้นไปแล้ววางมันลงบนลำโพงอย่างไม่สะทกสะท้าน คนอื่นๆ ในห้องก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจอะไรนอกจากขนมที่ผมซื้อมา

   “มึงใช้เงินในบัตรหมดเลยใช่ปะวะ”
   ไอ้เต้ยถามพร้อมกับแบมือยื่นมาทางผม ผมพยักหน้า แล้วส่งบัตรคืนกลับไปด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะคาดหวังว่าคราวนี้อีกฝ่ายคงต้องโวยวายแน่ๆ แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังเป็นครั้งที่สอง เพราะไอ้เต้ยก็ยังคงทำหน้านิ่งเฉย ก่อนที่จะเก็บบัตรใส่กระเป๋าอย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ ทั้งสิ้น

   และนั่นก็เป็นการตอกย้ำถึงการกระทำที่สุดแสนจะปัญญาอ่อนของผมได้เป็นอย่างดี

   ผมเดินกลับไปหยิบเจเล่ไลท์จากในถุงขึ้นมาก่อนที่จะไปนั่งลงตรงมุมห้องเพื่อไว้อาลัยให้กับการกระทำที่แสนจะปัญญาอ่อนตัวเอง

   “เป็นอะไรไปครับ ทำหน้าบูดเชียว”
   แบงค์เดินเข้ามา พร้อมกับเอ่ยถามผมด้วยความเป็นห่วง

   “ป่าว บ่มีอะหยังหรอก”
   ผมตอบปัดกลับไปเพราะเกรงว่าหากบอกความจริงไป คงไม่พ้นต้องถูกหัวเราะเป็นแน่แท้ เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มหัวเราะเล็กน้อยก่อนที่จะยีหัวผมเบาๆ อีกรอบ ซึ่งก็เป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวันนี้ แต่ช่างมันเถอะ ผมขี้เกียจจะใส่ใจ แล้วจึงเดินกลับไปเข้ากลุ่ม

   ผมหยิบเจเล่ไลท์ขึ้นมาดูดซึ่งความเอร็ดอร่อยของมันก็พอจะทำให้ผมอารมณ์ดีขึ้นมาได้บ้างก่อนที่จะฉุกใจคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

   “......”
   แบงค์!

   “เดี๋ยวนะๆ มึงมาอยู่นี่ได้ไงวะ!?”
   ผมตะโกนถามด้วยความสงสัยทันทีที่สังเกตได้ ทุกคนในห้องหันมามองผมพร้อมกันก่อนที่จะหันกลับไปมองหน้ากันเอง

   “อ้าว นี่มึงยังบ่รู้เหรอวะ ว่าแบงค์เขายอมเป็นนักร้องนำให้วงเราแล้วน่ะ”
   ไอ้เต้ยหันกลับมาตอบคำถามผมด้วยสีหน้าเหนื่อยใจพอสมควร ส่วนคนอื่นๆ ก็ได้แต่ยิ้มหัวเราะเบาๆ ให้กับความทึ่มของผม ในขณะที่ไอ้น้องไนท์ได้แต่ทำเสียงเดาะลิ้นเบาๆ

   ส่วนผมเองนั้นก็ได้แต่นิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก
   โดยที่มีแบงค์ยืนยิ้มแป้นแล้นกลับมา

หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 7 ละครหลังข่าว (14-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 14-10-2018 03:23:09
“มึงแน่ใจแล้วเหรอวะ ที่ตกลงจะเป็นนักร้องนำน่ะ”
   ผมเอ่ยถามแบงค์ด้วยน้ำเสียงวิตกเล็กน้อย พลางเงยหน้ามองอีกฝ่ายที่ตอนนี้กำลังชู้ตลูกบาสลงห่วงเล่น

   “ครับ ทำไมเหรอ”
   แบงค์หันมาถามผมกลับก่อนที่จะเดินไปก้มเก็บลูกบาสขึ้นมาเลี้ยงต่อ

   “ก็...มันจะบ่เป็นการรบกวนเวลาส่วนตัวของมึงมากเกินไปเหรอวะ”
   แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินผมพูดเช่นนั้น แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าที่มืดสนิทก่อนที่จะหันมายิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยนเฉกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

   “ก็ไม่นะครับ ก็ทบทวนบทเรียน ติวหนังสือให้นันท์เสร็จ ผมก็ค่อยมาซ้อมร้องเพลง”
   “แล้วเรื่องชมรมถ่ายภาพล่ะ ไหนบอกว่ารักชมรมถ่ายภาพบ่ใช่เหรอวะ”

   “ครับ ทำไมเหรอครับ”
   “ก็ถึงขั้นออกจากชมรมถ่ายภาพมาเพื่อช่วยชมรมดนตรีเนี่ยนะ”
   แบงค์ทำหน้างงๆ เล็กน้อย ก่อนที่จะร้อง “อ๋อ” ออกมาเบาๆ แล้วจึงยิ้มให้ผม

   “ผมไม่ได้ลาออกจากชมรมถ่ายภาพนะครับ แต่แค่มาช่วยชมรมดนตรีเฉยๆ”
   “แต่ว่า...มึงบ่ต้องฝืนทำเพื่อคนอื่นให้มากก็ได้ ทำอะหยังเพื่อตัวเองบ้างเถอะว่ะ”

   ผมพยายามจะอธิบายให้แบงค์เข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ กลับมาจากอีกฝ่าย นอกจากเสียงเลี้ยงลูกบาสที่กำลังกระทบพื้นสนามอยู่

   “เอ้า รับนะครับ”
   แบงค์เอ่ยขึ้นมา ก่อนที่จะโยนลูกบาสมาทางผม ผมเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับรับลูกบาสด้วยความตกใจเล็กน้อย

   “อะหยังน่ะ”
   ผมเอ่ยถามกลับไปด้วยความสงสัย แบงค์ยกนิ้วชี้ขึ้นมาเกาจมูกตัวเองพลางถอนหายใจเบาๆ เมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้น

   “โยนลูกบาสให้ ยังจะหมายถึงอะไรได้อีกล่ะครับ มาครับ มาเล่นกัน เหลือเวลาอีกไม่มาก เดี๋ยวจะถึงเวลาปิดประตูโรงเรียนละด้วยครับ”
   คนตัวสูงเอ่ยชวนผมพร้อมกับทำท่ากวักมือเรียก ผมดันตัวเองให้ลุกขึ้นพร้อมกับจ้องมองลูกบาสในมือ ก่อนที่จะเงยหน้ายิ้มมุมปากให้กับแบงค์ที่กำลังทำท่าตั้งรับอยู่ จริงอยู่ว่าตัวนั้นผมจะขนาดพกพาสะดวกกว่าอีกฝ่ายมากพอสมควร แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด

   
   “โห ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ว่านันท์จะเล่นบาสเก่งขนาดนี้”
   แบงค์เอ่ยชมผม หลังจากที่ผมสามารถฝ่าการตั้งรับของอีกฝ่ายและชู้ตลูกบาสลงห่วงได้ถึงห้าลูกติด

   “ก็แน่นอนล่ะ เมื่อก่อนกูเล่นกับพวกเพื่อนๆ ประจำนี่ เพราะอยากสูง เลยค่อนข้างจะมั่นใจในฝีมืออยู่พอสมควร อีกอย่างลูกบาสที่หยิบติดมาจากชมรมดนตรีลูกนี้ก็เป็นของกูเองนี่ล่ะ”

   “แต่ทำไมไม่เห็นจะ...”
   “พอเลยมึงถ้าบ่อยากปากแตก บ่ต้องพูดอะหยังต่อ”
   ผมดักคอแบงค์ทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ เพราะรู้ดีว่าเจ้าตัวจะพูดถึงอะไร ก่อนที่ผมจะใช้ชายเสื้อนักเรียนเช็ดเหงื่อที่อาบเต็มอยู่บนใบหน้าของตัวเอง

   “เดี๋ยวเสื้อก็เลอะคราบหรอกครับ”
   แบงค์เอ็ดใส่ผมทันทีที่เห็นผมทำเช่นนั้น ผมเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัยก่อนที่จะก้มมองชายเสื้อตัวเองพร้อมกับร้อง “อ๋อ” เบาๆ แล้วจึงเงยหน้ายิ้มให้อีกฝ่าย

   “ช่างเถอะ เดี๋ยวก็ถอดซักแล้ว อีกอย่างกูก็เป็นคนซักเสื้อผ้าเองด้วยน่ะ”
   ผมตอบกลับไป พร้อมกับหัวเราะแห่ะๆ แบงค์ยิ้มพร้อมกับส่ายหัวเบาๆ เมื่อได้ยินผมตอบเช่นนั้น แล้วจึงก้าวเดินเข้ามาหาผมก่อนที่จะล้วงหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อนักเรียนของตน

   “ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะครับ ทีหลังใช้นี่ดีกว่าครับ”
   แบงค์ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่หยิบออกมาแล้วซับเหงื่อบริเวณหน้าผากของผม แล้วจึงเรื่อยลงมายังบริเวณแก้ม ก่อนที่จะหยุดนิ่งค้างไว้อย่างนั้น

   “ม่ะ...มึง...”
   ผมเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเบาๆ พร้อมกับเงยขึ้นมองหน้าแบงค์ที่ตอนนี้เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกมา ยิ่งบวกกับสายตาที่ดูจริงจังนั้นแล้วด้วย ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกประหม่าอยู่พอสมควรผม ปล่อยลูกบาสก่อนที่จะยกมือตัวเองขึ้นมาจับมือของแบงค์เพื่อหวังจะดึงมือนั้นออกจากแก้มของผม แต่อีกฝ่ายก็เกร็งข้อมือไว้แน่นจนผมไม่สามารถดึงมันออกได้ ซ้ำแบงค์เองยังยกมืออีกข้างของตัวเองที่เหลือขึ้นมาจับแก้มอีกข้างของผมด้วย กลายเป็นว่าผมในตอนนี้ไม่สามารถขยับใบหน้าตัวเองได้เลยแม้แต่นิดเดียว

   “อย่างที่ผมบอกไงครับ ว่าไม่มีใครสามารถมาบังคับให้ผมทำ หรือไม่ทำอะไรได้ทั้งนั้น หากผมไม่เต็มใจที่จะทำ”
   “......”

   “"อีกอย่าง สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี้ ผมก็กำลังทำเพื่อตัวเองอยู่ด้วยน่ะครับ”
   “......”

   เหมือนบรรยากาศรอบตัวมันหยุดนิ่งไปหมด ยิ่งโรงเรียนยามค่ำคืนในฤดูหนาวที่เงียบสงัดแบบนี้แล้วด้วยนั้น...

   ค่ำคืนเหน็บหนาว จะกอดเอาไว้แนบกาย
   อยู่ๆ ภาพเหตุการณ์คืนวันที่แบงค์กอดผมบนสนามบาสแห่งนี้ก็หวนกลับมา และทันทีที่ผมนึกขึ้นได้ หัวใจของผมก็เต้นแรงขึ้นอย่างรวดเร็วทันที

   ตึกๆ
   ใบหน้าของแบงค์ค่อยๆ เลื่อนใกล้เข้ามาทีละนิดๆ

   ตึกๆ ตึกๆ
   สายตาของอีกฝ่ายที่มองผมผ่านแว่นหนานั้นช่างดูนิ่งแต่แฝงไปด้วยความจริงจัง

   ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ
   ใบหน้าเนียนใสที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนผมได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายเบาๆ และยังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของคนที่อยู่ตรงหน้าอีกด้วย ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้สติของผมยิ่งเตลิดเข้าไปอีก

   แบงค์กำลังจะทำอะไรวะนั่น
   ผมหลับตาปี๋ลงทันทีด้วยความตื่นเต้นปนกลัวเหมือนทุกอย่างรอบตัวมันหยุดนิ่ง รวมไปถึงเวลาที่ดูจะค่อยๆ ไหลผ่านไปอย่างช้าๆ จนราวเหมือนกับว่ามันกำลังหยุดนิ่ง

   ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ

   “......”
   “......”

   “ขนจมูกแพลมออกมานะครับ”
   “......”

   หือ ???

   ผมรีบลืมตาขึ้นทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น ภาพที่เห็นตรงหน้าในตอนนี้คือใบหน้าของแบงค์ที่กำลังยิ้มทะเล้นให้กับผม ผมเลิกคิ้วขึ้นสูงทำสีหน้าตะลึงงงสงสัย พร้อมกับยกมือที่เหลืออีกข้างขึ้นมาจับสำรวจจมูกตัวเองทันทีก่อนที่จะดึงเจ้าขนจมูกเจ้าปัญหาที่ว่านั้นออกอย่างรวดเร็ว ผมร้องโอ๊ยด้วยความเจ็บจนน้ำตาไหล แบงค์อมยิ้มหัวเราะเบาๆ พร้อมกับเอามือทั้งสองข้างออกจากแก้มของผม แล้วจึงยืดตัวขึ้นยืนตรงก่อนที่จะค่อยๆ หัวเราะเสียงดังขึ้นอย่างหยุดไม่ได้

   “มีอะหยังให้น่าขำ น่าหัวเราะตรงไหนวะเนี่ย”
   ผมถามกลับไปพร้อมย่นจมูกขมวดคิ้วด้วยความเขินอายก่อนที่จะกำหมัดชกใส่แบงค์เพื่อแก้เขิน

   “เอ้า อะไรครับเนี่ย”
   แบงค์ถามกลับมาพร้อมกับใช้มือพยายามปัดป้องวิชาพายุหมัดแก้เขินของผม พลางถอยหลังไปทีละนิดๆ ในขณะที่เจ้าตัวยังคงหัวเราะไม่ยอมหยุด

   “อยากปากแตกหรือไงวะ”
   ผมพูดแก้เขินออกไป ในขณะที่ยังคงรัวหมัดใส่ ส่วนแบงค์เองก็ได้แต่พยายามปัดป้อง และถอยหลังไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหัวเราะเลยสักนิด

   จนกระทั่ง

   “เฮ้ยยย” / “เอ้ยยย”

   พลั่ก!!!
   แบงค์สะดุดขาของตัวเองจนหงายหลังลงไป ส่งผลให้ผมเองก็ล้มลงไปเช่นเดียวกัน และภาพในตอนนี้คือตัวของผมกำลังนอนคว่ำทับลงบนตัวอีกฝ่ายที่กำลังนอนหงายอยู่กลางสนามบาส

   “......”
   “......”

   ผมกับแบงค์รีบลุกขึ้นยืนทันทีที่ตั้งสติได้ พลางปัดเสื้อผ้าของตัวเองเล็กน้อย

   “อ่ะ เอ่อ...รีบกลับกันเหอะว่ะ เดี๋ยวประตูโรงเรียนจะปิดแล้ว”
   ผมบอกกับแบงค์ด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายตรงแป้นบาสโดยที่มีอีกฝ่ายเดินหลังมาติดๆ

   “ก่ะ...กลับบ้านดีๆ พรุ่งนี้เจอกันนะครับ”
   แบงค์บอกกับผมพร้อมกับยีหัวผมเบาๆ ผมสะดุ้งเล็กน้อย เจ้าตัวยิ้มให้ผมอย่างเขินอายก่อนที่จะเดินจากไปด้วยความรวดเร็ว โดยทิ้งให้ผมที่กำลังยืนนิ่งเงียบมองฝ่ามือตัวเองอยู่อย่างโดดเดี่ยว

   คงจะคิดกันใช่มั้ยครับว่า ‘โคตรจะละครน้ำเน่าหลังข่าวเลย’ กับฉากสะดุดล้มตัวทับกันเนี่ย
ผมขอบอกเลยครับว่าถ้าให้มันเป็นแบบนั้น ผมว่ายังจะรู้สึกดีกว่าเสียอีก แต่เผอิญว่ามันไม่ใช่ละครน้ำเน่าหลังข่าวที่สะดุดล้มตัวทับกันแล้วจ้องตากันปิ๊งๆ แบบนั้นน่ะสิครับ

   ผมก้มมองฝ่ามือตัวเองอีกรอบก่อนที่จะย้อนคิดกลับไปยังเหตุการณ์เมื่อครู่  และทันทีที่คิดเช่นนั้น ใบหน้าของผมก็แดงก่ำขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

   เพราะเหตุการณ์ที่ล้มลงไปเมื่อครู่ มันทำให้ฝ่ามือของผมนั้น.......

   ไปสัมผัสกับ...

   เจ้าแบงค์น้อยเข้าอย่างเต็มๆ...!!!

   “......”

   อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
   แค่นั้นมันก็ว่าน่าอายแล้วนะ แต่มันยังมีเรื่องน่าอายมากกว่านั้นอีกเพราะผมรู้สึกสัมผัสได้ว่าเจ้าแบงค์น้อยเมื่อกี๊นั้น มันกำลังตื่นตัวโตเต็มที่อยู่ภายในกางเกงนักเรียนสีกรมท่าตัวนั้นอีกด้วย

   อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
   ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับ มันเป็นอุบัติเหตุ และผมก็รู้สึกเขินอายจริงๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

   ผมจ้องมองฝ่ามือตัวเองอีกครั้ง
   ขนาดของมัน.....

   นี่นอกจากฝีมือเล่นบาสแล้ว นอกนั้นกูแพ้หมดทุกอย่างเลยเหรอวะ

   อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
   พอ พอ พอเลยไอ้นันท์ มึงหยุดคิดเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย แล้วเฮ้ย ‘ไอ้นันท์น้อย’ มึงจะมาตื่นทำเหี้ยอะไรตอนนี้วะ ลงไปนอนเลยนะเฮ้ย ลงป๊ายยย

   ผมพยายามสู้รบกับความคิดที่กำลังเตลิดของตัวเอง แต่ก็ดูเหมือนว่ายิ่งผมพยายามสู้รบเพื่อให้มันสงบมากเท่าไหร่ สติของผมก็ยิ่งเตลิดมากขึ้นเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้านันท์น้อยที่ดูว่ายังไม่มีท่าทีจะสงบลงได้ง่ายๆ ซ้ำร้ายกลับดูจะยิ่งตื่นตัวมากขึ้นกว่าเดิม

   เกิดอะไรขึ้นกับผมเนี่ย
   อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

จบคาบเรียนที่เจ็ด

มุมแคปชั่นไร้สาระ

นันทการ
ได้เพิ่มรูปภาพใหม่
ไอ้คุณท่าน ชอบมาเนียนขอแดก แดกเสร็จแล้วชิ่งหนีไป
(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/813971935-member.jpg)
Power Bank กดถูกใจสิ่งนี้
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 7 ละครหลังข่าว (14-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: กาแฟมั้ยฮะจ้าว ที่ 15-10-2018 15:41:38
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 7 ละครหลังข่าว (14-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: 19th ที่ 15-10-2018 16:45:55
เกือบจะโรแมนติกแล้วจนกระทั่ง  :laugh:
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 8 ถนนคนเดิน (17-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 17-10-2018 03:17:54
   คาบเรียนที่แปด
      
(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/447727875-member.jpg)

   “สวัสดีค่ะ มินิคาเฟ่ยินดีต้อนรับค่า”
   เสียงทักทายของเจ๊บัวเอ่ยดังขึ้นทันทีที่ผมเปิดประตูร้านเข้าไป

   “อ้าว หนูนันท์น่ะเอง สบายดีมั้ยจ๊ะ”
   เจ๊บัวเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นว่าคนที่เปิดประตูเข้ามาในร้านเป็นผม ผมยกมือไหว้ทักทายพร้อมกับพยักหน้าเป็นคำตอบกลับไปก่อนที่จะเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะข้างๆ เคาน์เตอร์เหมือนทุกครั้ง

   “มองหาแบงค์อยู่เหรอจ๊ะ”
   เจ๊บัวหันมาถามเมื่อเห็นว่าผมทำท่าชะเง้อมองซ้ายมองขวา ผมยิ้มหัวเราะแห้งๆ กลับไปเป็นคำตอบ เจ๊บัวยิ้มก่อนที่จะรินน้ำเปล่าส่งมาให้ผม

   “แบงค์เขาออกไปเอาของให้เจ๊ที่คิวรถน่ะจ้ะ เดี๋ยวก็กลับมาละ มีธุระอะหยังพิเศษมั้ย เดี๋ยวเจ๊โทรตามให้”
   เจ๊บัวเอ่ยถามผมก่อนที่จะหันไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ผมรีบส่ายหน้าร้องห้ามอย่างรวดเร็วด้วยความเกรงใจทันที

   “บ่เป็นหยังครับ ผมรอได้ แค่มารอแบงค์เขาเลิกงานน่ะ ว่าจะชวนไปเป็นเพื่อนซื้อของที่ถนนคนเดินหน่อยน่ะครับ”
   ผมตอบกลับไปพร้อมกับสั่งสตรอว์เบอร์รี่ปั่นและบลูเบอร์รี่ชีสเค้กมานั่งทานเล่น

   “อ่อ จะชวนไปเดทนี่เอง”
   เจ๊บัวพูดด้วยน้ำเสียงมีเลสนัยกลับมา ผมยิ้มกลับไป ในขณะที่ในใจก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า...

   เดท คืออะไรวะ

   แต่ผมก็ทำได้แค่นั่งนิ่งเงียบๆ ยิ้มตอบกลับไปโดยที่ไม่กล้าจะเอ่ยถาม เพราะเกรงว่าจะโดนหัวเราะ

   “ปกติแบงค์เขาเป็นคนหัวรั้นเหรอครับ”
   ผมเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เจ๊บัวนำสตรอว์เบอร์รี่ปั่นกับบลูเบอร์รี่ชีสเค้กมาเสิร์ฟ

   “หืม? มีอะหยังอย่างงั้นเหรอ”
   เจ๊บัวเงยหน้าขึ้นมาถามผมกลับด้วยความสงสัยก่อนที่จะนั่งลงยังเก้าอี้ตัวข้างๆ ผมจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวที่แบงค์ตอบตกลงเป็นนักร้องนำและเรื่องที่ผมกังวลใจว่านั่นอาจจะเป็นการรบกวนเวลาของอีกฝ่ายมากเกินไป ทันทีที่เจ๊บัวได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็ลากเสียง อืมมม ยาวในลำคอก่อนที่จะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

   “จะเรียกว่าหัวรั้น มันก็บ่ถูกเสียทีเดียวนะ”
   เจ๊บัวเอ่ยขึ้นมาก่อนที่จะหยิบแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มอึกหนึ่งแล้วจึงหันมามองหน้าผม
   “จะว่ายังไงดีล่ะ แบงค์เขาเป็นพวกมุ่งมั่นเวลาตั้งใจจะทำอะหยังมากกว่าน่ะ แล้วทีนี้พอเขาตั้งใจที่จะลงมือทำแล้ว เขาก็จะบ่หยุดจนกว่าสิ่งนั้นจะสำเร็จ มันก็เลยดูเหมือนเป็นคนหัวรั้นไปกลายๆ น่ะล่ะ”

   แล้วเจ๊บัวก็ลุกขึ้นไปรับออเดอร์ลูกค้าก่อนที่จะกลับมานั่งลงข้างๆ ผมที่ยังคงขมวดคิ้วอยู่หลังจากที่เสิร์ฟเมนูนั้นเสร็จแล้ว

   “แต่เชื่อเถอะ ว่าสิ่งที่แบงค์เขากำลังทำอยู่ มันต้องมีเหตุผลอะหยังสักอย่างแน่ๆ”
   “......”

   “และเจ๊ก็คิดว่า เจ๊พอจะเดาๆ ได้ว่าเหตุผลที่ว่านั้นคืออะหยัง”
   “อะหยังเหรอครับ บอกผมหน่อยสิ”
   ผมรีบเงยหน้าขึ้นถามเจ๊บัวที่ตอนนี้กำลังทำหน้ายิ้มอย่างมีเลศนัยด้วยความอยากรู้อยากเห็น

   “บอกไปก็บ่สนุกสิ”
   เจ๊บัวอมยิ้มตอบกลับมา ผมจึงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นก่อนที่จะตัดเค้กเข้าปาก

   “เจ๊คิดว่าแบงค์เขาคงมีเหตุผลส่วนตัวด้วยล่ะ เขาเลยยังบ่บอกใคร ถ้าขืนเจ๊บอกออกไป จะกลายเป็นว่าเจ๊ไปทำลายความตั้งใจของแบงค์เขาทางอ้อมด้วยน่ะ เพราะงั้นคงบ่โกรธเจ๊นะจ๊ะ ที่เจ๊บ่บอก”
   เจ๊บัวยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน ผมจึงได้แต่นิ่งเงียบ

   “แล้วผมควรจะทำยังไงต่อไปดีล่ะครับ”
   ผมเอ่ยถามด้วยสีหน้าวิตกเล็กน้อยพลางหยิบสตรอว์เบอร์รี่ปั่นขึ้นมาดูด เจ๊บัวอมยิ้มเล็กๆ ให้ผมหลังจากที่นิ่งเงียบครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง

   “เป็นตัวของตัวเองจ้ะ”
   “ว่ายังไงนะครับ”
   ผมถามกลับไปด้วยความสงสัย ในขณะที่เจ๊บัวยังคงยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน

   “ก็อย่างที่บอก ว่าแบงค์เขาคงมีเหตุผลส่วนตัวของเขา เราคงทำอะหยังบ่ได้หรอก เพราะงั้นเราก็ทำตัวตามปกติไปน่ะล่ะ”
   “แต่ว่า...”
   “ถ้าอยากจะช่วยจริงๆ...”
   เจ๊บัวเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อนที่จะหยิบแก้วน้ำเปล่าขึ้นดื่มอีกรอบ

   “แค่คอยอยู่เคียงข้างเขา ดูถึงความตั้งใจในสิ่งที่เขาทำ ส่วนผลลัพธ์สุดท้ายมันจะเป็นอย่างไร ก็ค่อยว่ากันอีกที”
   ทันทีที่เจ๊บัวพูดจบก็ลุกขึ้นไปคิดเงินให้ลูกค้า ปล่อยให้ผมนิ่งเงียบและพยายามทบทวนในสิ่งที่เจ๊บัวพูดเมื่อครู่

   เหตุผลอย่างนั้นเหรอ
   แต่เหตุผลอะไรวะ

   “บ่ต้องไปคิดมากอะหยังให้วุ่นวายหรอกจ้ะ”
   เจ๊บัวเอ่ยขึ้นหลังจากที่คิดเงินลูกค้าเสร็จแล้ว
   “เป็น ตัว ของ ตัว เอง แค่นั้น”
   เจ๊บัวพยายามพูดช้าๆ เน้นคำชัดๆ พร้อมกับกุมมือผมเอาไว้แน่น

   “กลับมาแล้วครับเจ๊ ได้ของมาละเน่อ อะ อ้าว นันท์ มาได้ไงน่ะครับ”
   แบงค์หันมาถามทันทีที่เห็นผม ผมยิ้มแห่ะๆ กลับไปแทนคำทักทาย

   “ก็มาชวนเราไปเป็นเพื่อนซื้อของที่ถนนคนเดินยังไงล่ะ เอาของวางไว้ตรงนั้นเลยนะ แล้วก็ไปเก็บของได้เลย อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เราก็ออกงานแล้ว เพราะงั้นไปเลย เจ๊อนุมัติ เร็วๆ ด่วนๆๆๆ ด่วนเลย อย่าให้คนสวยอย่างเจ๊ต้องพูดมาก บ่อยากพูดเยอะ เจ็บคอ”
   เจ๊บัวออกคำสั่งใส่แบงค์ทันทีด้วยความรวดเร็ว ทำเอาคนถูกสั่งถึงกับออกอาการงงๆ ตั้งตัวไม่ทันพร้อมกับเอามือเกาหัวแกรกๆ ด้วยความสงสัยก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านใน ผมหยิบเงินออกมาจ่ายค่าขนม ไม่นานนักแบงค์ก็เดินออกมา

   “งั้นผมไปก่อนนะเจ๊ เสาร์หน้าเจอกัน”
   แบงค์หันไปบอกลาให้กับเจ๊บัว ก่อนที่จะหันมาทางผม

   “ไปกันครับ”
   แบงค์หันมาบอกพร้อมกับยื่นฝ่ามือหนามาทางผม ผมจับมือของแบงค์ไว้เพื่อฉุดตัวเองให้ลุกขึ้นยืน

   “ผมไปก่อนนะครับเจ๊บัว”
   ผมกล่าวลาพร้อมกับยกมือไหว้ เจ๊บัวหันมารับไหว้และยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน

   
   “ว่าแต่จะไปซื้ออะไรเหรอครับ”
   แบงค์หันมาถามผม

   “บ่รู้”
   “ห๊ะ?”
   อีกฝ่ายหันมาขมวดคิ้วใส่ผมทันทีที่ได้ยินผมตอบเช่นนั้น

   “ก็แค่กูบ่ได้ไปถนนคนเดินนานแล้วน่ะ ก็เลยอยากไปเดินเล่นเฉยๆ มึงไปเป็นเพื่อนกูหน่อยได้ปะวะ”
   ผมยิ้มหัวเราะ แบงค์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ยิ้มตอบกลับมาพร้อมกับเอามือมายีหัวผมเบาๆ

   “ไปก็ได้ครับ ถ้านันท์ชวน อีกอย่าง ผมก็กำลังอยากได้ต้นกระบองเพชรเพิ่มอยู่พอดี...”
   “แบงค์ หนูนันท์”
   เสียงของเจ๊บัวเอ่ยเรียก ในขณะที่พวกเราทั้งสองคนกำลังจะเปิดประตูร้านออกไป ผมกับแบงค์หันกลับไปมองด้วยความสงสัย

   “เดทให้สนุกนะจ๊ะ”
   “เจ๊!!!”
   แบงค์รีบเอ่ยขึ้นทันทีที่ได้ยินเจ๊บัวพูดเช่นนั้นด้วยสีหน้าเขินอาย ในขณะที่เจ๊บัวก็ยิ้มหัวเราะเบาๆ ให้กับพวกเราสองคนส่วนผมน่ะเหรอ ก็ได้แต่ทำหน้างงๆ เอ๋อๆ อยู่น่ะครับ ก่อนที่จะเดินตามแบงค์ออกจากร้านไป

   “ว่าแต่ มึงสะสมต้นกระบองเพชรด้วยเหรอวะ”
   “ก็พอจะมีอยู่บ้างน่ะครับ แต่อยากจะได้เพิ่มอีก ทำไมเหรอครับ”

   “บ่ๆ ก็แค่ถามดูเฉยๆ น่ะ”
   แบงค์เอามือมายีหัวผมเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้นของผม ก่อนที่จะหันกลับไปแล้วเดินนำผมต่อ
   หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงกำลังคิดสงสัยอยู่ใช่ไหมล่ะครับ ว่าหลังจากเรื่องราวที่สนามบาสคืนนั้นแล้ว เกิดอะไรขึ้นต่อระหว่างผมกับแบงค์

   ก็ขอตอบตรงๆ เลยครับว่า
   ไม่มีเกิดอะไรขึ้นทั้งนั้นครับ

   ยอมรับครับว่าผมยังมีอาการเขินอายอยู่บ้าง ตอนแรกคิดมากสุดๆ แต่กลายเป็นว่าแบงค์เองดูจะไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรยังไงไม่รู้ เพราะดูเจ้าตัวก็ยังคงทำตัวตามปกติเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา พอมาคิดดูอีกที มันก็น่าจะเป็นเรื่องปกติของผู้ชายล่ะมั้ง แหม ก็ยังหนุ่มยังแน่นอยู่นี่เนอะ เพราะงั้นจึงตัดจบไปอย่างง่ายๆ กร๊ากกก

   “......”

   เอ่อ... แต่ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว มันก็พอจะมีเรื่องให้พูดถึงอยู่นิดหน่อยนะ แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างเลยคิดว่าถ้าเล่าตอนนี้คงยังไม่เหมาะเป็นแน่ เพราะงั้นถ้ามีโอกาสผมจะกลับมาเล่าให้ฟังทีหลังแล้วกันนะ

   แหม ก็อยากที่บอกไง ว่านิยายเรื่องนี้เป็นนิยายใสๆ เพราะงั้น ก็เลยทำให้ยังเล่าตอนนี้ไม่ได้ วะฮ่าฮ่าฮ่า

   เอาล่ะตัดกลับมาเข้าสู่ภาคปกติกันดีกว่า ก่อนที่จะออกทะเลไปไกล
   เป็น ตัว ของ ตัว เอง
   คำพูดของเจ๊บัวผุดขึ้นมาในหัวผม ผมย้อนคิดกลับไปยังเหตุการณ์ที่ผมกับเจ๊บัวคุยกันเมื่อครู่ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองแบงค์ที่ตอนนี้ยังคงเดินนำหน้าผมไปยังลานจอดรถอยู่

   “มึง”
   “ครับ?”
   “เดทคืออะหยังวะ”
   ผมเอ่ยถามแบงค์ทันทีด้วยความสงสัย เพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่กล้าด่าหรือหัวเราะผมแน่ๆ หากผมถาม แบงค์หันมามองผมด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะตกใจทำไม

   “ไม่รู้ความหมายจริงๆ เหรอครับ”
   “ไอ้ที่แปลว่าตายใช่ปะวะ”
   “นั่นมันเดธที่สะกดด้วยตัวดี อี เอ ที เอชครับ คนละความหมายกันเลย”
   “งั้นกูก็บ่รู้แม่งละ สรุปมันแปลว่าอะหยังวะ”
   ผมขมวดคิ้วพ่นลมหายใจออกทางจมูกเล็กน้อยด้วยท่าทีหงุดหงิด แบงค์ยกนิ้วชี้ขึ้นมาเกาจมูกตัวเองเบาๆ ทีหนึ่ง

   “เอ่อ...เดท...คือ...เอ่อ...”
   แบงค์ออกอาการอึกอักๆ เล็กน้อย ในขณะที่สายตาก็ดูเหมือนจะพยายามมองหลบไปทางอื่น

   “คือ ไปเที่ยว...แบบ...อ่า...ไปเที่ยวน่ะล่ะครับ ไม่มีไรมาก ไปเที่ยวน่ะ เจ๊แกหมายถึงให้เราไปเที่ยวให้สนุกๆ น่ะ”
   แล้วเจ้าตัวก็หันหลังกลับไปด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่ผมก็ได้แต่พยักหน้าให้กับความรู้ใหม่
   เดท คือ ไปเที่ยว โอเคๆ ความรู้ใหม่ อย่างนี้ต้องจด

   “มึง”
   “ครับ?”
   แบงค์หันมาอีกรอบทันทีที่ได้ยินผมเอ่ยเรียก ผมยิ้มมุมปากเล็กๆ กลับไปให้

   “งันวันนี้ มึงกับกูไปเดทกันให้สนุกเลยนะเว้ย”
   แบงค์นิ่งอึ้งเงียบไปครู่ ในขณะที่ผมยังคงยิ้มมุมปากด้วยความมั่นใจอยู่ จนอีกฝ่ายอมยิ้มหัวเราะเบาๆ ตามไปด้วยพร้อมกับเอามือมายีหัวผมเล่น แล้วจึงเดินนำหน้าผมไป

   ถึงแม้ผมจะไม่รู้ว่าเหตุผลของแบงค์นั้นคืออะไร แต่ก็คิดว่าหากนั่นเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายทำแล้วมีความสุข ผมก็ไม่สมควรที่จะไปคิดมากหรือไปขัดขวาง เพราะงั้นก็เป็นตัวของตัวเองอย่างที่เจ๊บัวเอาไว้นั่นล่ะ น่าจะดีที่สุด
   

   ถนนคนเดิน
   “ว่าแต่มาถนนคนเดินเนี่ย แต่ไม่รู้จะซื้ออะไรจริงๆ เหรอครับ”
   แบงค์หันมาเอ่ยถามผมอีกรอบหลังจากที่หาที่จอดรถได้แล้ว

   “ก็อย่างที่กูบอก กูแค่อยากมาเดินเล่นน่ะ อาจจะหาซื้ออะหยังกินด้วยล่ะมั้ง”
   ผมตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มแห้งๆ แบงค์เองเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยนพร้อมกับเอามือมายีหัวผมเบาๆ ก่อนที่จะเดินนำหน้าผมไปยังถนนคนเดิน

   หากจะพูดถึงเชียงใหม่ อย่างหนึ่งที่ต้องพูดถึงนั่นคือ ‘ถนนคนเดิน’ ซึ่งถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับแรกๆ ที่นักท่องเที่ยวจะพูดถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนคนเดินท่าแพ ที่จะเปิดทุกๆ วันอาทิตย์ โดยทางเทศบาลเชียงใหม่จะทำการปิดบริเวณตั้งแต่ประตูเมืองท่าแพต่อไปยังถนนราชดำเนินและถนนพระปกเกล้าอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้ชาวบ้านนำสินค้าหัตถกรรมของกินของใช้ต่างๆ มาวางขาย จึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หากใครมีโอกาสได้แวะมาเที่ยวเชียงใหม่ ผมขอแนะนำถนนคนเดินท่าแพเลยครับ รับรองว่าจะต้องติดใจอย่างแน่นอน ขอเอาหัวของไอ้เหี้ยเต้ยเป็นประกัน ฮ่าฮ่าฮ่า

   “ว่าแต่เมื่อกี๊มึงบอกว่าจะซื้อต้นกระบองเพชรใช่ปะวะ”
   “ครับ”

   “แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะ”
   ผมถามด้วยความสงสัยในขณะที่สายตาก็มองดูสินค้ามากมายที่เรียงรายอยู่ทั้งซ้ายและขวา แต่จะให้ความสนใจกับพวกของกินมากเป็นพิเศษ ฮ่าฮ่าฮ่า แหม ก็กองทัพมันต้องเดินด้วยท้องสิ จริงมั้ยครับ

   “ก็ทางฝั่งเส้นที่จะไปท่าแพน่ะครับ ระวังหน่อยนะครับ คนเยอะ”
   แบงค์หันมาบอกผมในขณะที่เราทั้งสองกำลังจะเดินผ่านโซนรับจ้างวาดรูปเหมือนที่คนจะเยอะเป็นพิเศษ ด้วยความที่ผมนั้นมีขนาดพกพาสะดวกแบงค์จึงเอาตัวกันผมไว้จากคลื่นฝูงชนนักท่องเที่ยว ซึ่งก็ทำให้ผมสามารถเดินผ่านไปได้โดยไม่ถูกเบียดหายหรือโดนเหยียบตายไปเสียก่อน ซึ่งพอพูดแบบนี้แล้วก็รู้สึกอนาถใจในความสะดวกพกพาของตัวเองยังไงก็ไม่รู้แฮะ เฮ้อออ

   “ขอบใจมึงมากนะ”
   แบงค์ยีหัวผมเบาๆ เมื่อได้ยินคำขอบคุณนั้นจากผม

   “เอ่อ...จับมือ...กันมั้ยล่ะครับ”
   แบงค์หันมาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อยพร้อมกับยื่นมือมาทางผม ผมหันไปมองทางข้างหน้า ก็พบว่าคนยังค่อนข้างเยอะและเบียดเป็นพิเศษ

   “ไอ้สัส อายเขา”
   ผมตอบกลับไปด้วยอาการเขินอายพอสมควร เพราะคิดๆ ดูแล้วการจะให้มาเดินจับมือกันท่ามกลางผู้คนมากมายแบบนี้มันก็เป็นอะไรที่น่าอายไม่ใช่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ชายด้วยกันแล้วเนี่ย คนอื่นเขาจะมองว่าประหลาดเอาได้น่ะสิ

   “แบบนี้ดีกว่า”
   พูดจบผมก็มือข้างหนึ่งของตัวเองไปคล้องแขนแบงค์เอาไว้ ส่วนอีกข้างก็จับแขนอีกฝ่ายเอาไว้เแน่น เจ้าตัวหันมามองผมพร้อมกับนิ่งเงียบไม่พูดอะไรครู่หนึ่ง ก่อนที่จะอมยิ้มเล็กๆ แล้วจึงเดินนำเข้าไปในฝูงชนนั้นโดยมีผมเกาะแน่นตามไปติดๆ

   โครก~~~
   เสียงท้องร้องของผมดังขึ้นหลังจากที่ผ่านพ้นคลื่นมหาชนมาได้อีกรอบ แบงค์หันมามองหน้าผมพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ในขณะที่ผมได้แต่หัวเราะแห้งๆ กลับไป

   “หาอะไรกินที่วัดพันอ้นก่อนมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมด้วยรอยยิ้ม ผมพยักหน้าเป็นคำตอบกลับไป
   

   หลังจากที่เราทั้งสองหาอะไรกินกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว แบงค์ก็พาผมไปยังวัดสำเภาซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดพันอ้น ก่อนที่จะตรงดิ่งไปยังแผงขายต้นกระบองเพชร แบงค์พยายามเลือกต้นกระบองเพชรที่มีอยู่มากมายด้วยความตั้งใจ ในขณะที่ผมเองยังคงสอดส่ายสายตามองไปยังร้านขายของกินที่ตั้งอยู่รายล้อม คือก็อิ่มแล้วนะ แต่ยังกินได้อีกว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   “ต้นกระบองเพชรนี่ต้องเลี้ยงยังไงถึงจะออกดอกวะ”
   ผมเอ่ยถามออกไปพร้อมกับก้มมองดูเจ้าต้นกระบองเพชรต้นน้อยๆ ที่มีรูปร่างแตกต่างกันในแต่ละกระถาง

   “ก็...หลักๆ ก็แสงแดดน่ะครับ ถ้าเลี้ยงให้โดนแสงก็จะออกดอกไวหน่อย แต่ทั้งนี้่ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วย บางสายพันธุ์ก็จะออกดอกตามฤดูกาลของมันไม่เหมือนกัน”
   แบงค์พยายามอธิบายให้ผมฟังพร้อมกับหยิบต้นกระบองเพชรขึ้นมาพิจารณา ผมเองก็พยักหน้าพอจะเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายอธิบาย

   “ไม่ลองเลี้ยงดูมั่งเหรอครับ”
   แบงค์หันมาถาม ผมทำหน้านิ่งเลิกคิ้วขึ้นสูง

   “เอ่อ อย่าเลยจะดีกว่า กูเคยเลี้ยงเมื่อตอนเด็กๆ แบบแม่ซื้อมาให้น่ะ แต่ก็ทำมันตาย ก็เลยบ่กล้าเลี้ยงอีกว่ะ”
   ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเศร้า แบงค์เองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็วางต้นกระบองเพชรแล้วหันหน้ามาหาผม

   “งั้นเอาแบบนี้ก็ละกัน นันท์เลือกมาให้ผมหน่อยครับ สองต้น ต้นไหนก็ได้”
   ผมส่งเสียง “ห๊ะ” เบาๆ ทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น

   "ก็ถ้านันท์ไม่กล้าเลี้ยง ผมก็เลยจะเลี้ยงให้ยังไงล่ะครับ นันท์เลือก ผมจ่ายเงินเอง แต่ถือว่าเป็นของนันท์"
   แบงค์พยายามอธิบายพร้อมกับยิ้มให้ผมด้วยสีหน้าที่ดูแล้วจะรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกมา ผมเองเมื่อได้ฟังก็รู้สึกว่าเป็นไอเดียที่ดีเหมือนกันแฮะ จึงหันไปพิจารณาเจ้าต้นกระบองเพชรที่เรียงรายมากมายอยู่ในกระบะ

   ต้นนั้นก็สวย ต้นนี้ก็แปลก เอาต้นไหนดีหว่า
   ผมใช้เวลาเลือกนานพอสมควรโดยที่มีแบงค์ยืนคอยอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ

   “อะ งั้นเอาอันนี้ก็ละกัน”
   ผมหยิบต้นกระบองเพชรขึ้นมาสองกระถางก่อนที่จะยื่นไปให้อีกฝ่าย แบงค์รับมันไปพร้อมกับยิ้มให้เจ้าต้นกระบองเพชรสองต้นนั้น

   “ไปอยู่กับไอ้แว่นหนาก็โตไวๆ นะ เจ้าคิริโตะ กับ อาสึนะ”
   “ห่ะห๊ะ?”
   แบงค์เงยหน้ามามองผมด้วยความสงสัยทันทีที่ได้ยินผมพูดเช่นนั้น

   “ก็ชื่อของมันไง”
   ผมชี้ไปยังเจ้าต้นกระบองเพชรน้อยๆ ทั้งสองต้นนั้น

   “ทางซ้ายนี่ชื่อคิริโตะ ทางขวานี่ก็อาสึนะ”
   “เอ่อ...ปกตินอกจากสัตว์เลี้ยงแล้วเนี่ย คนเราเขาตั้งชื่อให้ต้นไม้แบบนี้ด้วยเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมด้วยความสงสัยและลังเลพอสมควร ผมเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย

   “อ้าว เขาบ่ตั้งกันเหรอวะ”
   “ปกติก็คิดว่าไม่นะครับ”
   แบงค์ส่ายหัวเบาๆ พร้อมหันไปมองยังทางคนขาย

   “......”
   “......”
   “......”

   เงียบ ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาทั้งจากผมและแบงค์ รวมไปถึงคนขายด้วย...

   “บ่รู้ล่ะ ก็กูจะตั้งชื่อให้มันอะ ก็ไหนๆ มึงบอกว่าเป็นของกูนี่”
   ช่างเป็นการตัดบทที่เหี้ยและมักง่ายมากๆ

ผมยังคงพยายามยืนกรานในความคิดนั้น ถึงแม้ความจริงแล้วจะรู้สึกเขินอายเล็กน้อยก็ตามที

   “ว่าไงก็ว่าตามกันครับ”
   แบงค์หัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะส่งมันต่อไปยังคนขาย ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่านะ แต่ดูเหมือนจะแอบเห็นคนขายกำลังพยายามกลั้นหัวเราะด้วย

   “ว่าแต่ ไอเจ้าชื่อ...คิ...”
   “คิริโตะกับอาสึนะ”
   “เอ้อ นั่นล่ะครับ คิริโตะกับอาสึนะ มันมีที่มาจากไหนเหรอครับ”
   แบงค์หันมาถามผมในขณะที่มือก็หยิบเงินจากกระเป๋าจ่ายให้กับคนขาย

   “ชื่อพระเอกนางเอกการ์ตูนที่ดูอยู่ตอนนี้น่ะ เรื่องซอร์ด อาร์ท ออนไลน์ บ่เคยดูเหรอวะ”
   แบงค์ส่ายหัวกลับมาเป็นคำตอบ ผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง และคิดว่าหากอธิบายต่อคงยาวแน่ เพราะพอลองนึกดูดีๆ ก็คิดว่าแบงค์เองก็ไม่น่าจะเป็นคนที่ชอบอ่านการ์ตูน ดูอนิเมะหรือเล่นเกมเหมือนผมเท่าไหร่นัก

   “เออ ช่างเถอะว่ะ เอาเป็นว่าตามนี้นะ”
   ผมตัดบทพร้อมกับหยิบเจ้าต้นกระบองเพชรที่ห่อและใส่ถุงเรียบร้อยแล้วจากคนขาย ก่อนที่จะส่งมันให้แบงค์

   “ฝากด้วยนะเว้ย ดูแลมันดีๆ ล่ะ”
   ผมยิ้ม แบงค์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ก้มมองต้นกระบองเพชรทั้งสอง พร้อมกับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองผม

   “ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมจะดูแลให้ดีที่สุด ให้สุดความสามารถที่ผมมีเลยครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่ดูสดใสก่อนที่จะยกมือมายีหัวผมเบาๆ

   “จะไปไหนต่อมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมพลางหันมองไปยังรอบๆ บริเวณ

   “ก็บ่มีที่ไหนเป็นพิเศษนะ เอาเป็นว่าวันนี้เดินให้ทั่วทั้งสี่ทิศเลยดีมั้ย”
   “แล้วอย่าบ่นว่าปวดขานะครับ”

   แบงค์บอกผม ก่อนที่จะเดินนำหน้าออกไป ผมรีบสอดมือตัวเองเข้าไปคล้องแขนอีกฝ่ายเอาไว้ทันทีอย่างรวดเร็วเจ้าตัวก้มมามองผมครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่พูดอะไรก่อนที่เราทั้งสองจะเดินฝ่าเข้าไปยังฝูงชนมากมายที่มาเดินเที่ยวถนนคนเดินในวันนี้

   แต่ผมก็ไม่กลัวว่าจะโดนเหยียบตายแต่อย่างใด

   เพราะผมเกาะแขนแบงค์ไว้แน่นแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า

จบคาบเรียนที่แปด

มุมแคปชั่นไร้สาระ


Power Bank ได้เพิ่มรูปภาพใหม่

โตไวๆ สูงไวๆ นะครับ
(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/1868218482-member.jpg)
นันทการ ถูกใจสิ่งนี้

นันทการ : มึงหมายถึงต้นกระบองเพชร หรือหมายถึงกูกันแน่วะ

Power Bank : ทั้งคู่เลยครับ
(Oat Inwศาสตร์ถูกใจสิ่งนี้)

นันทการ : ......
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 7 ละครหลังข่าว (14-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 17-10-2018 03:18:56
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ขอบคุณที่ติดตามมากครับ

เกือบจะโรแมนติกแล้วจนกระทั่ง  :laugh:

โรแมนติกจริงๆ น้าาา 555+
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 8 ถนนคนเดิน (17-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: 19th ที่ 17-10-2018 17:54:05
ต้นนันท์คงไม่โตแล้วล่ะ สูงได้แค่นี้ 5555  :laugh:

ปล. น่าอาย สะกดแบบนี้ครับไรท์
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 9 ค่ายอบรม (19-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 19-10-2018 14:07:01
   คาบเรียนที่เก้า

   “ถึงวันนี้ เรายังจะไม่รู้จักกันมากนัก แต่ต่อไปเราจะต้องเป็นเพื่อนที่ดีและรู้จักกันมากกว่านี้ได้แน่นอนครับ”
   ไอ้เหี้ยเอ๊ย ทำไมผมถึงต้องมารู้สึกหงุดหงิดอะไรกับคำพูดของไอ้หน้าตี๋นั้นด้วยวะเนี่ย


   ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

   “อาจจะกะทันหันไปนิด แต่ขอรบกวนเวลาพวกเธอสักครู่นะ”
   อาจารย์ประจำชั้นกล่าวขึ้นในชั่วโมงสุดท้ายของวันพลางแจกเอกสารที่ถือมาด้วยให้กับพวกเรา

   “พอดีกระทรวงเขาจะจัดค่ายอบรมต่อต้านยาเสพติดเพื่อเป็นการตระหนักถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์อาทิตย์รวมไปถึงวันจันทร์อีกหนึ่งวันเป็นเวลาสามวันสองคืนใครสนใจก็สมัครมากันได้นะ แต่รีบหน่อย เขารับแค่โรงเรียนละยี่สิบคนเท่านั้น ซึ่งทางโรงเรียนจะคัดเลือกจากใบสมัครอีกที แต่อาจารย์ก็อยากให้พวกเธอเข้าร่วมนะ ยังไงก็เอารายละเอียดนี้ไปให้ผู้ปกครองพวกเธอดูละกัน ถ้าสนใจก็ให้ผู้ปกครองเซ็นอนุญาตมาด้วยนะ แล้วเอามาส่งพรุ่งนี้ด้วย”
   พูดจบอาจารย์ก็ปล่อยพวกเรากลับบ้านตามปกติ

   เหอะ ค่ายอบรมเหรอ ฝันไปเถอะว่าจะเข้าร่วม แถมยังจัดตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ นอนตีพุงอยู่บ้านยังจะสบายกว่า ทำไมต้องไปทำอะไรให้มันยุ่งยากลำบากชีวิตด้วยล่ะ

   ผมคิดพร้อมกับเก็บใบขออนุญาตใส่กระเป๋าโดยไม่คิดจะสนใจใยดีมันเท่าไหร่นักก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อลงไปยังโรงอาหาร

   “พี่นันท์ค้าบบบ พี่นันท์”
   เสียงที่คุ้นเคยเอ่ยเรียกชื่อของผมดังมาแต่ไกล ผมหันกลับไปยังต้นเสียงนั้น

   “อ้าวว่าไง ไอ้น้องไนท์บ่ได้เจอหน้ากันตั้งหลายวัน”
   ไอ้น้องไนท์พยักหน้ายิ้มกลับมาเป็นคำตอบ

   “พี่นันท์คิดถึงผมมั่งมั้ยครับ”
   ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัยทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น

   “อะหยังกูต้องคิดถึงมึงด้วยวะ”
   คำตอบที่ผมตอบกลับไปทำเอาไอ้น้องไนท์ถึงกับหน้าถอดสีทันที แลดูน่าสงสารยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   “เออๆ กูคิดถึงก็ได้วะ ว่าแต่มึงหายไปไหนมาวะ”
   “ก็มีธุระที่บ้านนิดหน่อยน่ะครับ เอ้า นี่ครับ ของฝาก”
   พูดจบ เจ้าตัวก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายเพื่อหยิบของบางอย่างออกมาให้ผม

   “อะหยังเนี่ย”
   ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางมองดูของฝากที่ว่าในมือ

   “ก็พวงกุญแจยังไงล่ะครับ พี่นันท์บ่รู้จักพวงกุญแจเหรอครับ”
   ผมเงยหน้าขมวดคิ้วหรี่ตามองไปยังอีกฝ่าย พร้อมกับคิดในใจว่าถ้าไอ้นี่ไม่ใช่รุ่นน้องล่ะก็ คงได้มีปากแตกกันบ้างแล้วล่ะ

   “ต่อให้กูโง่แค่ไหน แต่กูก็รู้จักว่ามันคือพวงกุญแจ แต่ที่กูสงสัยน่ะ คือมึงเอาของฝากมาให้กูทำไม”
   “พอดีเมื่อสุดสัปดาห์ผมไปเที่ยวกับที่บ้านมาน่ะครับ เห็นมันน่ารักดี ก็เลยซื้อมาฝาก หรือว่าพี่นันท์บ่ชอบเหรอครับ”
   เจ้าของพวงกุญแจเอ่ยถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงผิดหวังเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีของผมที่มีต่อของฝาก

   ผมยกมันขึ้นมาเพื่อดูให้แน่ชัด มันเป็นพวงกุญแจรูปตุ๊กตาถักสองตัวคู่กัน โดยที่ตรงกลางหน้าอกของตุ๊กตาแต่ละตัวนั้นมีตัวอักษร น. ปักอยู่

   “......”
   สงสัยคงจะเป็นสัญลักษณ์ หรือชื่อย่อของร้านอะไรแบบนั้นล่ะมั้ง

   “เออๆ กูชอบ ยังไงก็ชอบใจมึงมากนะเว้ย ที่ยังคิดถึงกัน แถมยังซื้อของฝากมาให้ด้วยเนี่ย”

   ผมเอ่ยคำขอบคุณพร้อมเก็บพวงกุญแจที่ว่าใส่กระเป๋าเสื้อ

   “อ๊ะๆๆๆ เดี๋ยวครับๆ เอามานี่ก่อนครับ”
   ไอ้น้องไนท์รีบส่งเสียงทักขึ้นทันที ผมรีบเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย ในขณะที่เจ้าตัวก็เอามือล้วงมาหยิบพวงกุญแจจากในกระเป๋าเสื้อผมอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกจั๊กจี๋เล็กน้อย เพราะหลังมือของไอ้น้องไนท์นั้นโดนหัวนมผมเล็กน้อย แต่ผมก็พยายามตีหน้านิ่งเพื่อเก็บท่าทีนั้นไว้

   ทันทีที่ไอ้น้องไนท์หยิบพวงกุญแจออกจากกระเป๋าเสื้อผมไป เจ้าตัวก็เดินอ้อมไปข้างหลังผมทันทีพร้อมกับทำอะไรขยุกขยิกกับกระเป๋าของผม

   “ต้องแบบนี้ครับ”
   พูดจบ ผมก็ถอดกระเป๋าสะพายออกมาดู ก็พบว่าไอ้น้องไนท์เอาเจ้าพวงกุญแจของฝากคล้องติดไว้กับซิปกระเป๋านักเรียนผมแล้ว ผมยิ้มหัวเราะเล็กน้อยซึ่งก็ทำให้ไอ้น้องไนท์อมยิ้มตามไปด้วย

   “ไปดูหนังกันมั้ยครับ”
   ไอ้น้องไนท์เอ่ยชวนผม ผมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความสงสัยเล็กน้อย ก่อนที่จะสะพายกระเป๋าไว้อย่างเดิม

   “วันนี้บ่ว่างว่ะ”
   คำตอบที่ผมตอบออกไป ทำเอาไอ้น้องไนท์ถึงกับทำหน้าจ๋อยสิ้นหวังทันที

   “อ่ะๆ แต่วันเสาร์กูว่าง ไปดูวันเสาร์กันมั้ย”
   จากสีหน้าที่แสดงถึงความสิ้นหวังก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ดูสดใสร่าเริงทันทีที่เมื่อได้ยินเช่นนั้นจากผม จนทำเอาผมถึงกับคิดถึงไอ้บ๊อบบี้ ไอ้หมาหน้ามึนที่อยู่แถวบ้านผมที่มักจะชอบวิ่งเข้ามาเล่นกับผมเวลาที่ผมออกไปหาอะไรกินขึ้นมาทันทีเลยแฮะ

   หลังจากที่แยกย้ายกับไอ้น้องไนท์แล้วนั้น ผมก็รีบวิ่งตรงไปยังโรงอาหารทันทีด้วยความเร่งรีบ

   “เฮ้ย โทษทีว่ะ ที่มาช้า”
   ผมเอ่ยขอโทษแบงค์ทันทีที่มาถึงโรงอาหารและเห็นอีกฝ่ายกำลังทบทวนบทเรียนอยู่

   “อ้าว นี่มึงก็ได้ด้วยเหรอเนี่ย”
   ผมเอ่ยถามอีกฝ่ายเมื่อเห็นใบขออนุญาตอบรมค่ายยาเสพติดที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ แบงค์พยักหน้าเบาๆ กลับมาเป็นคำตอบพลางขยับแว่นหนาบนใบหน้าเล็กน้อย

   “สนใจจะไปเหรอครับ”
   ผมรีบเบ้ปากส่ายหัวกลับไปเป็นคำตอบทันทีด้วยความรวดเร็ว ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอกับท่าทีนั้นของผม

   “หืม พวงกุญแจใหม่เหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางเพ่งสายตาผ่านแว่นหนามายังเจ้าพวงกุญแจที่ว่านั้น

   “อ๋อ เป็นของฝากจากไอ้ไนท์ที่เจอกันเมื่อกี๊น่ะ”
   ทันทีที่อีกฝ่ายได้ยินคำตอบเช่นนั้นจากผม เจ้าตัวก็ยิ่งเพ่งพินิจมายังพวงกุญแจมากขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่จะขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงผ่อนคลายใบหน้ากลับมาเป็นปกติ ทำเอาผมถึงกับสงสัยไปกับท่าทีนั้นอยู่เหมือนกัน

   “เอ้า ว่าไงนันทการ ขยันจริงๆ นะเราช่วงนี้”
   เสียงเอ่ยทักทายจากอาจารย์ประจำชั้นของผมดังขึ้นเรียกความสนใจ ผมหันไปมองพร้อมยกมือไหว้

   “นิดหน่อยน่ะ’จารย์ ว่าแต่’จารย์เหอะ ยังบ่กลับอีกเหรอ เดี๋ยวโดนเมียตีเอานะ”
   ผมเอ่ยถามแซวไปตามประสาคนปากหมา จนอาจารย์ถึงกับเอากระเป๋าเอกสารตีหัวผมเล็กน้อยด้วยเอ็นดู

   “ก็กำลังจะกลับแล้วเนี่ย เออ จะว่าไปช่วงนี้ผลการเรียนเราดีขึ้นนะ อาจารย์เองก็กำลังสงสัยว่าเพราะอะหยัง ที่แท้ก็เพราะได้ติวเตอร์ดีนี่เอง”
   พูดจบ อาจารย์ก็หันไปมองยังแบงค์ที่กำลังยิ้มตอบรับด้วยความถ่อมตัวเล็กน้อย

   “แต่ถึงอย่างนั้น คะแนนก็ยังอยู่ในโซนที่น่าเป็นห่วงอยู่ดีนั่นล่ะ สนใจจะไปค่ายอบรมหน่อยมั้ย”
   “เดี๋ยวนะ’จารย์ คะแนนผมกับค่ายอบรมมันบ่ได้มีอะหยังเกี่ยวกันเลยนะนั่น เอามาโยงกันได้ไง”
   ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย

   “ก็เพราะมันบ่เกี่ยวกันยังไงล่ะถึงต้องโยงให้มันเกี่ยวกัน พอเป็นกิจกรรมอบรมทีไร มักจะบ่ค่อยมีคนสนใจจะเข้าร่วมกันสักคน เพราะงั้น ถ้าเธอยอมเข้าร่วม อาจารย์จะเพิ่มคะแนนจิตพิสัยให้ทุกวิชาที่ครูสอนเอามั้ยล่ะ แถมวันจันทร์เรายังได้หยุดอีกหนึ่งวันโดยที่ไม่ถูกเช็คขาดด้วยนะ”
   อาจารย์ยื่นข้อเสนอที่ฟังดูน่าสนใจให้กับผม แต่ประทานโทษเถอะ คิดเหรอว่าลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้จะมาหลอกล่อผมได้

   “โอเค’จารย์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ลายเซ็นแม่ผมจะประทับลงบนใบขออนุญาตแล้วไปวางลงบนโต๊ะ’จารย์ตั้งแต่เช้าเลย”
   ไอ้สัส ห้าคะแนนสิบคะแนนกูก็เอาละครับตอนนี้

   “ทำไมถึงได้โดนล่อลวงง่ายๆ แบบนี้ล่ะครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสงสัย

   “พูดมากน่ะมึง มึงก็ด้วย ไปเป็นเพื่อนเข้าค่ายอบรมพร้อมกูเลยนะ”
   “อ้าว ไหงงั้นล่ะ”
   “บ่ต้องยึกยัก เอาใบอนุญาตมานี่ เดี๋ยวกูให้แม่กูเซ็นให้”
   พูดจบ ผมก็รีบดึงใบขออนุญาตของแบงค์เก็บใส่กระเป๋าตัวเองด้วยความรวดเร็ว

   เอาวะ ไปค่ายอบรมแค่สองสามวันแล้วได้คะแนนจิตพิสัย ก็น่าจะยังดีกว่าโดนส่งไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ ล่ะวะ
   ก็ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือเปล่านะ
   

   และแล้ววันเสาร์ วันที่พวกผมต้องไปอบรมก็มาถึงอย่างรวดเร็วราวกับว่าจงใจยังไงยังงั้น

   พวกเราทั้งหมดที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งยี่สิบคนต่างก็มารวมตัวกันที่โรงเรียนตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเช็คชื่อกับอาจารย์ฝ่ายกิจกรรม ก่อนที่จะส่งพวกเราทั้งหมดขึ้นรถบัสของทางโรงเรียนเพื่อส่งต่อไปยังค่ายทหารกาวิละ ซึ่งเป็นค่ายทหารที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง

   มีนักเรียนจากโรงเรียนอื่นเยอะพอสมควรแฮะ ที่ผมเห็นตอนนี้ก็น่าจะราวๆ ร้อยคนเห็นจะได้มั้งนะ พวกเราเดินไปยังจุดลงทะเบียนที่ตั้งอยู่ในเต็นท์ผ้าใบ ติดๆ กับทางเข้าค่ายทหาร ทันทีที่ลงทะเบียนยืนยันตัวเสร็จ พวกเราก็หาที่นั่งพักกัน ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงของเจ้าหน้าที่ประกาศเรียกรวมพลผ่านเครื่องโทรโข่งโดยให้พวกเรายืนเข้าแถวแยกกันตามโรงเรียนของแต่ละคน ก่อนที่จะพาเดินเข้าไปยังสถานที่จัดอบรมซึ่งอยู่ลึกเข้าไปข้างในอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตร

   หลังจากที่มาถึงสถานที่จัดอบรมซึ่งเป็นหอประชุมใหญ่ของค่ายทหาร  เจ้าหน้าที่ให้พวกเราวางกระเป๋าไว้ข้างนอกหอประชุม ก่อนที่จะให้พวกเราเข้าไปข้างในเพื่อทำพิธีเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการ ซึ่งหลังจากจบพิธีเปิดการอบรมแล้วนั้น พวกพี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็พาพวกเราไปยังโรงอาหารเพื่อพักกินข้าวเที่ยงกันแล้วพาพวกเราไปยังโรงนอนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนักเพื่อเอากระเป๋าไปไว้และเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองด้วย โดยที่นักเรียนหญิงจะนอนที่โรงนอนที่หนึ่ง ส่วนพวกผู้ชายจะนอนที่โรงนอนที่สาม ผมกับแบงค์จึงตกลงกันว่าจะนอนใกล้ๆ กัน เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยๆ กันได้

   หลังจากที่พวกเราเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองเรียบร้อย พวกพี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็พาพวกเรากลับไปยังหอประชุม เพื่อเริ่มการอบรมอย่างแท้จริง พวกเราโดนจับแยกกลุ่มกันรวมกับนักเรียนโรงเรียนอื่น ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อให้นักเรียนแต่ละคนได้ทำความรู้จักกับนักเรียนที่มาจากต่างโรงเรียนกันซึ่งก็ไม่ได้ถามความสมัครใจของกูเลยสักนิด ว่ากูอยากจะทำความรู้จักกับนักเรียนโรงเรียนอื่นมั้ย

   กิจกรรมช่วงบ่ายก็ไม่ค่อยมีอะไรมากมายนัก ส่วนมากก็เป็นการนั่งฟังวิทยากรมาบรรยายเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับยาเสพติดเสียเป็นส่วนใหญ่ซึ่งก็คิดว่าดีแล้วล่ะ เพราะผมสังเกตเห็นหลายคนนั้นเข้าเฝ้าพระอินทร์ไปเรียบร้อยแล้ว

   หลังจากจบการบรรยายตลอดช่วงบ่าย พวกเราก็พากันไปยังโรงอาหารเพื่อกินข้าวเย็นกัน
   “เมื่อยชิบหาย ให้นั่งฟังบ้าอะไรอยู่ได้ตั้งหลายชั่วโมง”
   ผมบ่นพลางบิดเอวไปมา

   “บ่นเป็นคนแก่เลยนะครับ”
   “มึงว่ากูแก่เรอะ เดี๋ยวเหอะ”
   ผมหรี่ตามองในขณะที่แบงค์ก็เอามือมาจับแถวๆ ต้นคอของผม พลางนวดเบาๆ ซึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายอยู่ไม่ใช่น้อย

   “นันท์ เป็นไงบ้าง ได้เพื่อนใหม่มั่งมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

   “ก็ธรรมดา ก็มีคุยๆ กันมั่งนะ แต่อย่างว่าล่ะ เพิ่งจะวันแรก จะไปรู้จักอะหยังมาก อีกอย่างกิจกรรมแค่สามวันสองคืน แป๊บเดียวเดี๋ยวก็แยกย้ายกันแล้ว จะไปทำความรู้จักทำไมให้เสียเวลา”
   อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ ในลำคอทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้นจากผม

   “กินข้าวกันเถอะครับ เดี๋ยวจะเย็นชืดไม่อร่อยนะ”
   แบงค์เอ่ยกับผมทันทีที่อาหารเย็นถูกนำมาเสิร์ฟตรงหน้า

   “เออ โคตรหิวเลยว่ะ”
   “หืม เมื่อตอนเที่ยงก็เห็นกินไปตั้งเยอะไม่ใช่เหรอครับ ยังจะหิวอีกเหรอ ?”
   “เอ้า ก็คนกำลังอยู่ในวัยกำลังกินกำลังโตนี่”
   “ยังคิดว่าจะโตไปได้มากกว่านี้อีกเหรอครับ”
   “พูดแบบนี้หมายความว่าไง อยากโดนต่อยเหรอวะ”
   ผมหรี่ตามองกลับไปยังอีกฝ่าย

   “ล้อเล่นน่ะครับ ก็แค่คิดว่านันท์ที่ตัวขนาดนี้ก็กำลังดีแล้วมากกว่าน่ะ อย่าโตไปมากกว่านี้เลย”
   “สูงอย่างมึงก็พูดได้ดิ”
   ผมตัดบทก่อนที่จะจัดการอาหารตรงหน้าด้วยความเอร็ดอร่อย

   หลังจากที่หาอะไรกินจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกพี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็ปล่อยให้พวกเราพักผ่อนตามสบายพวกเราจึงผลัดกันไปอาบน้ำเพราะคิดว่าอาบตอนนี้ น่าจะดีกว่าอาบตอนกลางคืนที่อากาศเริ่มหนาวเย็นมากขึ้น

   “ไปไหนดีวะ”
   ผมหันไปเอ่ยถามอีกฝ่ายที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จและกำลังเช็ดแว่นหนาของตัวเองก่อนจะสวมมันเข้าที่

   “นั่นสิครับ ไปไหนกันดี”
   นั่นคือคำตอบที่ผมได้รับกลับมาจากอีกฝ่าย

   เราสองคนยืนนิ่งกันอยู่หน้าโรงนอนพักใหญ่ เพราะไม่รู้จะไปไหนดี เนื่องจากพวกเราโดนจำกัดสถานที่ให้อยู่แต่ภายในหอประชุมกับบริเวณรอบๆ แค่นั้น

   “งั้นก็เดินเล่นแถวๆ นี้ไปเรื่อยๆ ละกัน”
   “ก็ดีครับ”
แบงค์ตอบรับคำชวนนั้น เราทั้งสองเดินไปรอบๆ บริเวณ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าคนอื่นส่วนใหญ่จะทำความคุ้นเคยสนิทสนมกันได้แล้วนะ เห็นมีจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนานเชียว

แล้วผมล่ะ

ปกติผมเองก็เป็นคนไม่ค่อยคบหาสมาคมกับใครเสียด้วยสิ เพื่อนที่มีก็มีแค่กลุ่มเดิมๆ เล็กๆ กับเพื่อนในห้อง เอาจริงๆ ก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกับพวกคนอื่นในห้องนักหรอก ก็ตามประสาคนห้องเดียวกันเสียมากกว่า ฉะนั้นการที่จะให้ผมไปทำความรู้จักกับคนอื่นในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้นี่ ออกจะขัดกับตัวผมเองยังไงไม่รู้แฮะ

   แล้วแบงค์ล่ะ

   แบงค์เขาจะเป็นเหมือนผมมั้ยนะ เขาจะมีเพื่อนสนิทในห้องของตัวเองเหมือนกลุ่มพวกผมรึเปล่า ที่ผ่านมาผมก็ไม่ค่อยได้สังเกตด้วยสิ จะว่าไปผมเองก็ไม่เคยเห็นแบงค์คุยกับคนอื่นเท่าไหร่นัก

   “หวัดดีแบงค์”
   เสียงของเด็กหนุ่มร่างสูงคนนึงเรียกทักแบงค์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

   “หวัดดีครับ ป้อ แล้วคนอื่นๆ ในกลุ่มล่ะ”
   แบงค์ตอบกลับไปก่อนจะหันมองซ้ายขวาไปยังบริเวณรอบๆ

   “ก็ไปอยู่กับเพื่อนโรงเรียนเดียวของเขากันน่ะสิ”
   คนชื่อป้อตอบด้วยสีหน้ายิ้มแบบเจื่อนๆ

   “อ้าว แล้วเพื่อนโรงเรียนเดียวกับป้อล่ะครับ”
   “ก็มีนะ แต่คนละห้องกันน่ะ ห้องผม มีผมมาคนเดียวน่ะ แห่ะๆ นั่นเพื่อนแบงค์เหรอ”
   เด็กหนุ่มร่างสูงหันมาทางผม

   “ครับ นี่นันท์ เอ่อ เป็น เอ่อ เป็นเพื่อนผมเอง มาจากโรงเรียนเดียวกัน นันท์ครับ นี่ป้อ เพื่อนในกลุ่มของผมเองครับ”
   แบงค์เอ่ยแนะนำพร้อมกับยิ้มให้อีกฝ่าย ป้อหันมายิ้มให้กับผม ผมจึงยิ้มตอบกลับไปเป็นมารยาท

   “อืม...งั้นผมไม่กวนละ ไปก่อนนะ เดี๋ยวเจอกันที่กลุ่มตอนค่ำละกันนะ”
   “ครับ ไว้เจอกัน”
   ป้อบอกลาพร้อมกับโบกมือให้กับแบงค์ ก่อนที่จะปลีกตัวเดินออกไป

   “ดูเป็นคนแปลกๆ ยังไงก็บ่รู้ว่ะ”
   “หือ ยังไงเหรอครับ”
   แบงค์หันมาถามผมก่อนที่จะหันกลับไปมองป้อ ที่เดินขึ้นไปทางโรงนอนคนเดียว

   “บ่รู้ว่ะบอกบ่ถูก”
   “เอ้าไหงงั้น”


   หลังจากหมดช่วงเวลาพัก พวกเราก็กลับเข้าไปยังหอประชุมอีกรอบ กิจกรรมในช่วงเย็นก็ยังมีวิทยากรมาพูดให้ความรู้เหมือนเดิม แต่คนนี้ดีหน่อยที่พูดสนุก ตลกด้วย เลยทำให้ไม่รู้สึกเบื่อเท่าไหร่

   หลังจากจบการบรรยายให้ความรู้ ก็มีกิจกรรมนันทนาการเล็กน้อยโดยกลุ่มพี่ๆ อาสาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นกิจกรรมง่ายๆ อย่างพวกร้องเล่นเพลงต่างๆ มีแกล้งกันบ้างให้นักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมรู้สึกผ่อนคลาย ก่อนจะปล่อยพวกเราให้กลับไปยังโรงนอนเพื่อพักผ่อนตอนสามทุ่ม

   “เดี๋ยวจะปิดไฟตอนสี่ทุ่มนะ ใครมีธุระอะหยังจะจัดการก็รีบๆ ทำเสียล่ะ ที่นี่ผีดุเน่อ”

   พี่ทหารเดินเข้ามาบอกพวกพร้อมกับขู่เล็กน้อย ก่อนจะเดินหัวเราะออกไป เหล่านักเรียนที่เข้าอบรมทั้งหลายจึงรีบจัดแจงตัวเองด้วยความว่องไว ในขณะที่ฝั่งโรงนอนของผู้หญิงก็มีเสียงกรี๊ดลอยมาไกลๆ สงสัยคงเพราะคำขู่เรื่องผีของพี่ทหารแน่ๆ เลย

   ผมกับแบงค์จึงรีบไปยังโรงอาบน้ำที่ยังคงมีเหล่านักเรียนชายเข้ามาอาบน้ำอยู่บ้างประปรายเพื่อล้างหน้าแปรงฟันก่อนจะกลับมายังโรงนอน

   “ครีมอะไรเยอะแยะครับเนี่ย”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นผมหยิบพวกครีมต่างๆ ออกมาจากกระเป๋า

   “ก็พวกยารักษาสิวน่ะ”
   ผมตอบกลับไปพลางบีบครีมพร้อมกับวอร์มมันที่ฝ่ามือแล้วค่อยๆ ทามันลงบนใบหน้า

   “ดูๆ แล้วนันท์ก็ไม่ได้สิวเยอะอะไรขนาดนั้นนี่ครับ”
   “บ่เยอะเหี้ยไรล่ะ กว่ากูจะมาถึงจุดนี้ได้ หน้ากูเคยเต็มไปด้วยสิวมาก่อนเนี่ย”
   ผมหยิบมือถือของตัวเองพร้อมกับเปิดรูปที่เคยถ่ายเก็บเอาไว้ตอน ม.ต้นให้แบงค์ดู อีกฝ่ายร้อง โห ในลำคอเบาๆ ก่อนจะยื่นมือถือคืนมาให้ผม

   “ลำบากแย่เลยนะครับเนี่ย”
   “เออดิ ถ้าวันไหนกูพลาดแม้แต่นิดเดียวสิวแม่งบุกละ ว่าแต่มึงเหอะ หน้าใสจัง ใช้ไรวะ บอกกูหน่อยดิ”
   ผมหันไปถามอีกฝ่ายที่ตอนนี้กำลังจัดเตรียมที่นอนของตัวเองอยู่เจ้าตัวขมวดคิ้วครุ่นคิดเล็กน้อยพร้อมกับถอดแว่นหนาแล้วพับเก็บใส่กล่องแว่นตาวางไว้ที่หัวเตียง

   “ก็ไม่นะครับ ปกติผมล้างน้ำเปล่าธรรมดาน่ะครับ”
   “......”
   ก็คงจริงอย่างที่เจ้าตัวว่า เพราะจะว่าไปเมื่อกี้ผมไม่เห็นว่าแบงค์จะใช้โฟมล้างหน้าอะไรจริงๆ นั่นล่ะ แถมไม่เห็นว่าจะทาครีมอะไรก่อนนอนด้วย

แล้วกูล่ะ แล้วกูล่ะเฮ้ยยย

   “น่าอิจฉาสัสๆ เลยว่ะ พวกกรรมพันธุ์หน้าใสเนี่ย”
   ผมบ่นอุบอิบพร้อมกับเก็บครีมต่างๆ ใส่กระเป๋าหลังจากที่ทาเสร็จ

   “นันท์ครับ”
   “อะหยัง”
   “ฝันดี ราตรีสวัสดิ์นะครับ”
   แบงค์ที่ตอนนี้กำลังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มกล่าวอวยพรด้วยน้ำเสียงนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มที่เหมือนทุกที ผมยิ้ม หึ ในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอนตัวลงบนเตียงนอน

   “เออ ฝันดี ห้ามนอนกรนนะมึง”
   พูดจบ ผมก็หันหลังให้อีกฝ่าย แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มเช่นเดียวกันพร้อมกับหลับตาลง
   ผ่านพ้นคืนแรกไปอย่างน่าเบื่อจนรู้สึกอยากกลับบ้านแล้วแฮะ คิดถูกรึเปล่าวะเนี่ยที่มาเข้าอบรม

จบคาบเรียนที่เก้า


มุมแคปชั่นไร้สาระ

นันทการ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่
ไอ้บ๊อบบี้หมาเฟรนด์ลี่ แต่บางทีก็เฟรนด์ลี่เกินไป ใครชวนไปไหนก็ไปกับเขาหมด สักวันมึงคงได้ถูกลักพาตัวแน่ๆ​
(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/1628128245-member.jpg)
Power Bank ได้กดถูกใจสิ่งนี้
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 8 ถนนคนเดิน (17-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 19-10-2018 14:08:34
ต้นนันท์คงไม่โตแล้วล่ะ สูงได้แค่นี้ 5555  :laugh:

ปล. น่าอาย สะกดแบบนี้ครับไรท์

ทั้งต้น ทั้งนันท์หรือเปล่า 555+


ย้อนกลับไปอ่าน อ๊ะ จริงๆ ด้วย พิมพ์ผิด

ขอบคุณที่ท้วงติงมากๆ ครับ  :mew1:
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 9 ค่ายอบรม (19-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: 19th ที่ 20-10-2018 02:02:20
ไนท์มีพวงกุญแจคู่แล้ว แบงค์จะยอมแพ้เขาเหรอ  :laugh:

ปล. ฮาภาพประกอบ 555
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 9 ค่ายอบรม (19-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: netich ที่ 20-10-2018 23:12:54
 :katai2-1: :katai2-1:
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 10 เพื่อนสนิท (22-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 22-10-2018 02:13:40
คาบเรียนที่สิบ   

วันรุ่งขึ้น
   “กูเบื่อที่จะต้องมานั่งฟังตาแก่นี่พล่ามชิบหายเลยว่ะ จะหลับแล้วเนี่ย”
   ไอ้เด็กต่างโรงเรียนที่อยู่กลุ่มเดียวกับผมซึ่งนั่งถัดไปข้างหน้าบ่นซุบซิบกัน   

   “เออ ทนๆ เอามึง เดี๋ยวก็เที่ยงแล้ว เนี่ยเดี๋ยวรอบบ่ายก็เป็นกิจกรรมภาคสนามแล้ว”
   เพื่อนในกลุ่มอีกคนตอบกลับไปพร้อมกับหยิบกำหนดการขึ้นมาดู

   “เออ รีบๆ ถึงละกัน ก่อนที่กูจะทนบ่ไหว”
   “บ่ไหว แล้วมึงจะทำอะหยังวะ”
   “หลับ”

   ถุย นึกว่าจะแน่ แต่เอาเข้าจริงๆ ผมเองก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยเหมือนกัน เพราะวิทยากรคนนี้แม่งโคตรน่าเบื่อจริงๆ ครับ พูดจาได้ชวนหลับมากๆ ซึ่งผมเองก็คิดว่าหลายคนที่นั่งอยู่ในหอประชุมแห่งนี้ก็คงคิดเหมือนๆ กัน สังเกตได้จากท่าทีของแต่ละคนที่ดูจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก มีทั้งแอบเล่นมือถือบ้าง นั่งคุยซุบซิบกันบ้าง หรือหลับไปเลยก็มี จนบางทีผมก็คิดว่าไอ้พวกที่มาประชุมกันเนี่ย ถูกล่อลวงด้วยคะแนนจิตพิสัยเหมือนผมรึเปล่าวะ

   ในขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ สายตาของผมก็หันไปเจอแบงค์พอดี อืม คงต้องขอเว้นไอ้คนนี้ไว้หนึ่งคน ผมลากมันมาก็จริง แต่ดูไอ้นี่จะตั้งใจฟัง ตั้งใจจดเป็นพิเศษ จนบางทีก็สงสัยนะว่าชีวิตนี้มึงจะซีเรียสจริงจังไปหมดทุกเรื่องเลยรึไงวะ

   และในจังหวะที่ผมกำลังอมยิ้มเพลินๆ อยู่กับความคิดของตัวเองนั้นเอง อยู่ๆ ไอ้ป้อก็โผล่เข้ามาขโมยซีนซะงั้น ด้วยการสะกิดแบงค์ไปคุยอะไรด้วยก็ไม่รู้และดูเจ้าตัวก็สนุกไปกับการคุยนั้นด้วย จนทำเอาผมถึงกับรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

   ใจเย็นไว้มึง ไอ้นันท์ ก็แค่เพื่อนใหม่ธรรมดาๆ ไม่ใช่เหรอวะ แล้วการที่แบงค์มันจะมีเพื่อนคนอื่นมันแปลกตรงไหนวะ ทีตัวมึงเองก็ยังมีเพื่อนคนอื่นได้เลยนี่ไอ้นันท์

   ถึงแม้จะพยายามให้คิดแบบนั้น แต่ยังไงก็ยังรู้สึกขัดๆ ในใจอยู่ดี ราวกับว่าความรู้สึกที่ผมกำลังกังวลอยู่นั้นมันเป็นความรู้สึกอื่น


   หลังจากที่ต้องทนนั่งฟังการบรรยายอันแสนน่าเบื่อมาตลอดช่วงเช้า ในที่สุดก็ถึงกิจกรรมภาคสนามในช่วงบ่ายเสียที กิจกรรมก็เป็นพวกคล้ายๆ แรลลี่อะไรทำนองนั้น ตะลุยเก็บคะแนนตามฐานต่างๆ ซึ่งแต่ละฐานก็จะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรู้เรื่องยาเสพติดน่ะครับ

   จนกระทั่งมาถึงฐานสุดท้าย ที่ต้องรอให้ครบทุกกลุ่ม สำหรับฐานสุดท้ายนี้มีชื่อว่า ‘แข่งวิบาก’ ดูจากชื่อแล้วไม่ค่อยจะเกี่ยวกับยาเพติดเท่าไหร่แฮะ สงสัยคงจัดมาให้เล่นสนุกๆ กันล่ะมั้ง

   หลังจากที่มากับครบทุกกลุ่มแล้วนั้น การแข่งขันก็เริ่มต้นขึ้น มันก็เหมือนการแข่งวิบากทั่วไปนั่นล่ะครับ ทุกคนในกลุ่มต้องแข่งให้ครบวนกันไปเรื่อยๆ กลุ่มไหนเสร็จก่อนก็ถือว่าชนะได้คะแนนเต็ม ส่วนทีมอื่นๆ ก็ได้คะแนนลดหลั่นกันไป

   ซึ่งกลุ่มผมนั้นแบ่งลำดับกันโดยการจับสลากครับ ซึ่งก็ฉีกเอากระดาษกำหนดการนั่นล่ะมาทำเป็นสลากแบบง่ายๆ ซึ่งก็ไม่รู้จะเรียกว่าดวงดีหรือดวงซวยกันแน่ เพราะผมดันจับสลากได้เป็นลำดับที่หนึ่ง

   หลังจากที่เตรียมความพร้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น สัญญาณนกหวีดก็ดังขึ้น ผมรีบออกตัววิ่งทันทีด้วยความรวดเร็ว ถึงจะเห็นตัวขนาดพกพาสะดวกแบบนี้ แต่เรื่องความเร็ว ความคล่องตัวไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้วครับ ฮ่าฮ่าฮ่า

   ด่านแรกก็ไม่มีอะไรมากนัก ก็แค่ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าธรรมดาเฉยๆ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะให้ล้างทำไมวะนั่น ก่อนที่ความคาใจนั้นจะได้รับคำตอบเมื่อมาถึงด่านที่สอง นั่นก็คือเป่าแป้งหาเหรียญที่อยู่ในจาน

   ผมเป่าแป้งเพื่อหาเหรียญที่อยู่ในจานด้วยความยากลำบากจนอดคิดสงสัยไม่ได้ว่าใครมันเป็นคนเทแป้งลงไปวะเนี่ย เยอะฉิบหาย อย่าให้กูเจอตัวนะมึง ซึ่งกว่าผมจะเป่าหาเหรียญเจอแป้งก็เต็มหน้าผมไปหมดแล้วเนี่ย แถมยังสำลักด้วย แล้วไอ้เหรียญเหี้ยเนี่ย กูขอถามหน่อยว่าไม่มีเหรียญห้าเหรียญสิบให้ใช้เหรอ ถึงได้ใส่เหรียญบาทลงไปในจานเนี่ย แต่พอคิดในอีกแง่ ก็ยังดีกว่าเอาเหรียญสลึงใส่ลงไปล่ะวะ ไม่งั้นคงใช้ปากคาบออกมายากกว่านี้แน่ๆ

   ด่านที่สามก็ง่ายๆ แค่เอาเหรียญที่ได้มาหยอดลงกระปุก ผมจึงรีบวิ่งไปยังด่านต่อไปทันทีด้วยความรวดเร็ว หากเทียบกับกลุ่มอื่นๆ แล้ว กลุ่มผมกำลังอยู่ในอันดับต้นๆ อยู่ด้วย

   ด่านที่สี่ กินกล้วยครับ แถมเป็นกล้วยหอมด้วย นี่ถ้าทีมงานมันหากล้วยใบใหญ่กว่านี้มาได้ก็คงหามาแล้วล่ะ สัส เกือบจุก ค่อยๆ เคี้ยวก็ได้วะ อ๊ะ ไม่ได้อีก เดี๋ยวกลุ่มอื่นแซงพอดี รีบยัดๆ มันไปนี่ล่ะ

   ด่านที่ห้า ต่อจากกล้วยก็เป็นขนมโก๋ครับ กูขอดูหน้าคนคิดกิจกรรมนี้หน่อยได้มั้ยวะ กล้วยกูยังไม่หมดเลยเนี่ย ต้องมาเจอขนมโก๋ต่อ หนักกว่ากล้วยอีกนะนั้น แห้งๆ สากๆ แถมยังชิ้นใหญ่ด้วย เกือบติดคอตาย

   ยังดีหน่อยที่ด่านที่หกเป็นน้ำอัดลม ยังพอช่วยแก้อาการติดคอได้บ้าง แต่ไอ้ครั้นจะให้รีบๆ ซัดเข้าไปมันก็สำลักได้เหมือนกันนะ เกือบพุ่งแล้วมั้ยล่ะ ไอ้คนเชียร์ก็เชียร์กันจัง เดี๋ยวถึงตามึงมั่งแล้วจะรู้สึก

   นับว่าเป็นความโชคดีสำหรับผม ที่ด่านที่หกซึ่งเป็นด่านสุดท้ายนั้นไม่ใช่ของกิน แต่เป็นกิจกรรมง่ายๆ แค่เอาลูกเทนนิสปาใส่ซองบุหรี่ที่วางอยู่ข้างหน้าให้ล้มแค่นั้น โชคดีที่ผมเป็นคนเล่นบาสเลยพอจะมีทักษะในการเล็งเป้าซึ่งก็อยู่ไม่ไกลมากนักผมจึงปาแค่ทีเดียวก็โดน

   จบสักที ผมทิ้งตัวลงนั่งอย่างรวดเร็ว ไอ้เรื่องเหนื่อยน่ะ ไม่เหนื่อยหรอก แต่เรื่องจุกนี่สิ เหมือนกับว่าที่กินลงไปเมื่อกี๊ลงยังไม่ถึงท้องดีเลย ทำเอารู้สึกไม่อยากกินข้าวเย็นเลยยังไงก็ไม่เหมือนกันแฮะ

   ตอนนี้กลุ่มของผมถือได้ว่ากำลังอยู่ในอันดับต้นๆ ที่เหลือคงต้องฝากความหวังไว้กับสมาชิกที่เหลือในกลุ่มแล้วล่ะผมหันไปมองยังกลุ่มเจ็ดที่ตอนนี้กำลังถึงคิวของแบงค์พอดี แต่ดูเจ้าตัวจะไม่ค่อยสันทัดกับพวกกิจกรรมอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่แฮะซึ่งผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่นัก

   ผมนั่งมองอีกฝ่ายที่พยายามจะทำมันให้สำเร็จถึงแม้จะต้องทุลักทุเลแค่ไหนก็ตามที ช่างเป็นคนที่ทุ่มเทเต็มที่กับทุกเรื่องจริงๆ

   ซึ่งนั่นก็เป็นข้อดีที่ทำให้ผมรู้สึกชอบอีกฝ่ายยังไงล่ะ

   หือ ชอบงั้นเหรอ ?

   ก็ใช่ แต่ชอบในที่นี้คือความหมาย...

   “จุกชิบหายเลยว่ะ ใครเป็นคนคิดกิจกรรมวะเนี่ย”
   กลุ่มข้างๆ บ่นอุบขึ้นมาทันทีหลังจากที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผมเพื่อรอคนในทีม

   “โดยเฉพาะไอ้กล้วยเหี้ยนั่นด้วย”
   ผมเอ่ยเสริมคำพูดของอีกฝ่ายก่อนที่จะหัวเราะในลำคอเบาๆ ออกมาพร้อมกัน เพราะแต่ละคนในตอนนี้สภาพดูไม่จืดเลย แป้งเต็มหน้าเต็มเสื้อไปหมด

   ในขณะที่ตัวผมเองรู้สึกเหมือนมีบางคำถามผุดขึ้นมาในใจ โดยที่ผมก็ไม่สามารถเรียบเรียงมันให้ชัดเจนได้


   ในที่สุดกิจกรรมการแข่งขันเก็บคะแนนทั้งหมดในรอบบ่ายก็จบลง โดยที่กลุ่มของผมนั้นได้ที่สาม และกลุ่มของแบงค์ได้ที่ห้า นอกนั้นผมจำไม่ได้เยอะเกิน ขี้เกียจจำ ซึ่งหลังจากนั้นก็มีกิจกรรมนันทนาการต่ออีกเล็กน้อยเพื่อให้หายเหนื่อยกัน ก่อนที่จะปล่อยให้พวกเราไปพักผ่อน

   “จะไปกินข้าวก่อน หรือว่าจะไปอาบน้ำก่อนดีครับ”
   แบงค์เอ่ยถามพลางถอดแว่นออกมาเช็ด ก่อนจะปัดเสื้อที่เต็มไปด้วยแป้งออก

   “อาบน้ำก่อนดิวะ ใครจะไปกินข้าวทั้งๆ ที่แป้งกับเหงื่อเต็มตัวได้วะ เหม็นตายห่า”
   ผมตอบกลับไปพร้อมกับถอดเสื้อออกก่อนจะสะบัดมันเบาๆ เพื่อเอาเศษแป้งออก

   “ก็ไม่เห็นจะเหม็นอะไรเลยนี่ครับ”
   ไม่พูดเปล่า แต่แบงค์ยังเอาใบหน้าเข้ามาใกล้กับตัวผมโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว

   “ทำเหี้ยอะหยังของมึงเนี่ย”
   ผมถามด้วยความตกใจ

   “เอ้าก็นันท์บอกว่าเหม็นกลิ่นเหงื่อไงล่ะครับ แต่ผมพิสูจน์แล้ว ไม่เห็นจะเหม็นเลย”
   “แล้วมันจำเป็นต้องดมใกล้ขนาดนี้ด้วยเหรอวะ”

   “อ้าว ถ้าไม่ดมใกล้ๆ แล้วจะรู้เหรอครับว่าเหม็นหรือไม่”
   อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้านิ่งเรียบราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คือจะว่ายังไงดีล่ะครับ ก็เข้าใจนะว่าถ้าจะพิสูจน์กลิ่นน่ะ ก็ต้องดม แต่มันจำเป็นต้องใกล้ขนาดว่าเข้ามาดมจนแทบจะไซ้ซอกคอผมด้วยอย่างนั้นเหรอ แถมยังเล่นทีเผลอชนิดที่ผมไม่ทันตั้งตัวจนเกือบเผลอไปหอมแก้มมันแล้วมั้ยล่ะ ดีนะที่ไม่ตกใจจนเผลอปล่อยหมัดใส่เข้าให้

   “แต่เอาจริงๆ กลิ่นตัวที่เปื้อนเหงื่อของนันท์ผมว่าก็หอมดีนะครับ ผมชอบ”
   พูดเหี้ยอะไรของมึงเนี่ย
   

   “ไหนบอกว่าจุกจนไม่อยากกินข้าวเย็นแล้วยังไงล่ะครับ”
   แบงค์เอ่ยแซวทันทีที่เห็นผมตักข้าวใส่ปากด้วยความรวดเร็ว
   “ไอ้ห่า กูก็พูดไปแบบนั้นน่ะล่ะ ออกภาคสนามเสียแรงไปขนาดนั้น ก็ยิ่งต้องใส่คืนเข้าไปเป็นเท่าตัวดิวะ”
   ผมตอบกลับไปก่อนจะยกจานข้าวไปขอเพิ่มเนื่องจากยังรู้สึกไม่อิ่ม แต่ในจังหวะที่กำลังจะเกินกลับมายังโต๊ะอาหารนั่นเอง

   “เฮ้ย!”
   “ว้าย!”
   “โอ๊ะ!”
   เด็กสาวต่างโรงเรียนก็เดินมาชนใส่หลังของผมเข้าอย่างจัง

   “เอ่อ ขอโทษด้วยนะคะ เป็นอะไรมั้ยคะ ขอโทษจริงๆ ค่ะที่เดินไม่ระวัง ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ”
   ทันทีที่ผมหันไป อีกฝ่ายก็รีบเอ่ยขอโทษอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าเพราะเธอรู้สึกผิดจริง หรือเพราะกลัวสีหน้าที่โหดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วของผมหรือเปล่า ถึงจะหงุดหงิดเล็กน้อย แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอกนะ แค่ตกใจมากกว่า

   เพราะตอนนี้ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นนี่สิ

   “เอ่อ บ่เป็นหยังครับ ผมบ่ได้เป็นอะหยัง แต่เพื่อนผม...นี่...สิ...”
   ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อยพร้อมกับมองจานข้าวในมือตัวเอง ที่ตอนนี้กลายเป็นจานเปล่าๆ อันเนื่องมาจากอาหารที่เคยอยู่ในจานเมื่อกี๊นั้นได้ย้ายสถานที่ไปอยู่บนตัวแบงค์แทนเสียแล้ว

   “ว้าย ขอโทษจริงๆ ค่ะ ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ”
   เธอรีบเอ่ยคำขอโทษด้วยความรัวยิ่งกว่าปืนกล พร้อมกับหันรีหันขวางประหนึ่งว่ากำลังหาอะไรเพื่อมาเช็ดคราบเปื้อนเหล่านั้นบนเสื้อแบงค์

   “เอ่อ ไม่เป็นไรครับ มันเป็นอุบัติเหตุ ผมเข้าใจ เดี๋ยวผมเองก็กำลังจะไปอาบน้ำอยู่พอดีเลย ไม่ต้องกังวลนะครับ”
แบงค์พยายามปลอบอีกฝ่ายที่ตอนนี้สีหน้าไม่สู้ดีนัก หลังจากที่พูดคุยขอโทษกันเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเดินออกไปด้วยความระมัดระวัง คงเพราะกลัวจะไปชนใส่อีกหรือเปล่าก็ไม่รู้

   “เดี๋ยว ผม กำ ลัง จะ ไป อาบ น้ำ อยู่ พอ ดี... แหม มึงน่ะ อาบมาแล้วบ่ใช่เหรอ ช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เลยนะมึงเนี่ย”
   ผมหรี่ตายิ้มมุมปากเล็กน้อยเลียนแบบคำพูดของแบงค์เมื่อครู่ ก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งไปที่สีข้างของอีกฝ่ายเบาๆ

   “เอาน่ะครับ ก็มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ นี่ โกรธไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาสักนิด”
   มันก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูดนั่นล่ะ แต่บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแบงค์จะสุภาพบุรุษไปถึงไหน จะว่าไปก็ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายอารมณ์เสีย หรือโกรธใครเลยสักครั้งเหมือนกันนี่หว่า

   “เดี๋ยวผมไปอาบน้ำอีกรอบ ส่วนนันท์ถ้ายังไม่อิ่มก็นั่งกินต่อก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวผมมานะครับ”
   “บ่เอาอะ กูบ่มีอารมณ์กินละ มึงไปอาบก่อนเลยละกัน เดี๋ยวกูไปเดินเล่นรอแถวนี้ก็ได้”
   “เอางั้นเหรอครับ”
   “เออ รีบๆ ไป เดี๋ยวจะหมดเวลาพัก”
   ผมรีบสะบัดมือเพื่อไล่อีกฝ่าย ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปโดยที่ไม่ลืมจะไปยืมอุปกรณ์มาจากแม่บ้านมาเช็ดทำความสะอาด
   

   หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง ผมก็เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยเพื่อรอแบงค์ที่ไปอาบน้ำอีกรอบ ด้วยความที่โดนจำกัดบริเวณให้อยู่ภายในจุดที่กำหนดไว้ ผมจึงไปไหนไกลมากไม่ได้ก่อนที่จะหย่อนตัวลงนั่งใต้ต้นมะขามที่อยู่ไม่ไกลจากโรงนอนเท่าไหร่นัก

   ผมทอดตัวพิงไปยังต้นมะขามก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ หากจะถามว่าถอนหายใจเรื่องอะไรนั้น เอาจริงๆ ผมเองก็ยังตอบไม่ได้ แค่สัญชาตญาณมันสั่งให้ทำเช่นนั้นเฉยๆ ก็แค่นั้นเอง

   “เฮ้ย แก ไอ้สองคนที่อยู่กลุ่มเจ็ดข้างๆ กับเราน่ะ มันมีซัมติงอะไรแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้นะ”
   เสียงของเด็กสาวต่างโรงเรียนที่นั่งอยู่ก่อนผมจะมาเอ่ยขึ้นกับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ กัน

   “คนที่ชื่อป้อกับคนที่ใส่แว่นหนาๆ ที่ชื่อแบงค์ใช่ป่ะ”
   ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ผมก็ให้ความสนใจกับสิ่งที่ทั้งสองกำลังพูดทันที

   “เออ นั่นล่ะ ฉันว่ามันแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้นะ แต่ดูแล้วชอบอะ ฟินมาก ให้อารมณ์คู่จิ้นยังไงก็ไม่รู้”
   ซัมติง? ฟิน? คู่จิ้น? พูดเหี้ยอะไรของพวกเธอเนี่ย

   “นี่พวกเธอสองคนเป็นสาววายอย่างนั้นเหรอ”
   เสียงของชายหนุ่มที่ฟังดูแล้วคิดว่าน่าจะอยู่กลุ่มเดียวกับพวกเธอเดินเข้ามานั่งร่วมวงแล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

   “สาววายแล้วทำไมยะ”
   สาววาย ?

   หนึ่งในสองเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
   “ก็เปล่า แต่แค่รู้สึกแปลกๆ เท่านั้นไง แบบเราก็เป็นผู้ชายใช่ปะ พอเห็นแบบนี้ก็เลยรู้สึกยังไงก็ไม่รู้แฮะ”
   ฝ่ายชายพยายามอธิบายในสิ่งที่ตัวเองคิด

   “มันเป็นโมเมนต์ย่ะ จริงไม่จริงไม่รู้ รู้แค่ว่าเวลาสองคนนั้นอยู่ใกล้กันแล้วฟีลมันใช่ ใช่ปะแก”
   “ใช่เลยแก”
   สองสาวหันไปคุยกันเองอย่างชอบอกชอบใจในขณะที่ฝ่ายชายได้แต่เกาหัวแกรกๆ อย่างไม่สามารถโต้เถียงอะไรได้ก่อนที่ทั้งสามจะลุกเดินออกไปพร้อมกัน โดยทิ้งให้ผมซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับบทสนทนาเหล่านั้นนั่งงงกับเรื่องราวที่ได้ยิน

   ฟิน? คู่จิ้น? สาววาย? ฟีล? โมเมนท์?
   เหี้ยไรเนี่ย ศัพท์แสงจะเยอะไปไหนวะ พวกมึงจะพูดเหี้ยอะไรก็ช่วยพูดให้คนอื่นเข้าใจได้ง่ายๆ ด้วยดิเฮ้ย

   จะถามว่ากูเผือกอย่างนั้นเหรอ เอาจริงๆ กูก็ไม่ได้อยากเผือกอะไรหรอก แต่ประเด็นคือกูได้ยินชื่อคนที่รู้จักกับคนที่กูรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าแบบหาสาเหตุไม่ได้ยังไงล่ะ

   ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน แต่ทำไมผมกลับรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่ได้ยินกันนะ

   TRRRRRRR
   เสียงมือถือของผมดังขึ้นช่วยดึงสติผมให้กลับมา
   “อยู่ไหนเหรอครับ”
   เสียงของแบงค์เอ่ยถามทันทีที่ผมกดรับสายผมเม้มปากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่

   “แถวต้นมะขามใกล้ๆ โรงนอนน่ะ”
   “ครับ งั้นเดี๋ยวผมไปหานะครับ”
   ปลายสายกดวางไปด้วยความรวดเร็วในขณะที่ผมกำลังรู้สึกมึนงงกับความคิดตัวเองอย่างบอกไม่ถูก

   “มานั่งหลบมุมอะไรอยู่แถวนี้ครับเนี่ย”
   แบงค์เอ่ยถามก่อนที่จะหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ ผม ว่าจะไปไอ้นี่ก็มาเร็วเคลมเร็วยิ่งกว่าประกันอีกนะเนี่ย

   “เรื่องของกูเหอะ”
   ผมตอบปัดกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

   “เป็นอะไร สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่ารู้สึกห่วงใย

   “ป่าวนี่”
   “ถ้าเปล่า แล้วทำไมต้องมองไปทางอื่นด้วย โกหกกันเห็นๆ เลยนะครับ”
   อุก!

   “......”

   “สรุปว่าเป็นอะไรครับเนี่ย หรือว่ายังเครียดเรื่องข้าวเมื่อกี้อยู่”
   ไหงวกไปเรื่องข้าวได้วะ นี่กูดูเป็นคนตะกละตะกลามขนาดนั้นเลยรึไงวะเนี่ย

   “โอ๊ย ช่างแม่งเหอะ บ่มีหยัง กูแค่ง่วงเฉยๆ”
   พูดจบ ผมก็ล้มตัวลงนอนบนตักของอีกฝ่ายทันทีด้วยความรวดเร็วจนชนิดที่อีกฝ่ายเองก็ไม่ทันตั้งตัว ทั้งผมและแบงค์ต่างก็นิ่งเงียบกันทั้งคู่ สายลมที่พัดเอื่อยๆ ในช่วงเวลายามเย็นแบบนี้มันช่างชวนให้รู้สึกเคลิ้มได้ง่ายจริงๆ ผมค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ ฟังเสียงกิ่งไม้ที่กำลังพลิ้วไหวไปตามแรงลม กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของแบงค์นั้นช่วยทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมามากพอสมควร

   “มึง”
   “ครับ?”

   “นอกจากกูแล้ว มึงยังมีเพื่อนสนิทคนอื่นอีกมั่งมั้ยวะ”
   ผมลืมตาเอ่ยคำถามนั้นออกไป ก่อนที่จะหลับตาลงอีกครั้ง

   “ทำไมเหรอครับ”
   “ก็เปล่า  ไงดีล่ะ ก็ปกติกูบ่ค่อยเห็นมึงคุยกับคนอื่นเลยไง บ่เคยเห็นใครเข้ามาทักทายพูดคุยกับมึงด้วย กูก็เลยสงสัยว่ามึงมีเพื่อนสนิทในห้อง หรือเพื่อนสนิทคนอื่นนอกจากกูมั่งรึเปล่าน่ะ”
   นี่กูกำลังพูดห่าอะไรออกไปเนี่ย

   แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้นจากผม ก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นมาลูบหัวของผมเบาๆ
   “ก็มีบ้างครับ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคุยไม่ค่อยเก่ง แต่ผมก็คุยได้ปกติกับทุกคนนะครับ แต่ถามว่าสนิทมั้ย อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าแต่นึกยังไงถึงถามครับเนี่ย”
   คำถามนั้นของอีกฝ่ายทำเอาผมถึงกับนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง

   “บ่มีหยัง กูก็แค่อยากรู้เฉยๆ ทำไม กูถามบ่ได้รึไงวะ”
   ผมพาลใส่อีกฝ่ายเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็ยังสงสัยและหาคำตอบไม่ได้ว่าความรู้สึกที่ขุ่นมัวอยู่นั้นคืออะไร

   “ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ครับ อีกอย่างผมรู้สึกดีใจมากๆ ด้วยซ้ำที่นันท์เรียกผมว่าเพื่อนสนิท ถึงแม้ว่า...”
   “ถึงแม้ว่า...?”
   ผมทวนคำด้วยความสงสัยเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบไปไม่ยอมพูดต่อ

   “ไม่มีอะไร ขอบคุณนะครับ สำหรับคำว่าเพื่อนสนิท  ผมจะพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิมแน่นอนครับ”
   “จริงจังไปเสียทุกเรื่องเลยนะมึงเนี่ย”
   ผมยิ้มมุมปากหัวเราะหึในลำคอ ในขณะที่ยังคงหลับตานิ่งนอนหนุนตักของอีกฝ่ายที่ยังคงลูบหัวผมเบาๆ ไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุข


   หลังจากหมดช่วงเวลาพักในตอนเย็น พวกผมก็กลับเข้าไปยังหอประชุมเหมือนเดิม กิจกรรมในคืนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มีบรรยายให้ความรู้อีกนิดหน่อย ก่อนจะเป็นกิจกรรมนันทนาการอีกเล็กน้อยพร้อมทั้งประกาศผลการแข่งขันกิจกรรมเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ผู้ชนะก็คือกลุ่มสี่โดยที่ของรางวัลสำหรับกลุ่มที่ชนะก็คือขนมปี๊บครับ  ซึ่งก็คิดว่าโชคดีแล้วที่กลุ่มผมไม่ได้เป็นผู้ชนะ ไม่งั้นได้ออกไปถ่ายรูปพิธีมอบขนมปี๊บก๊องแก๊งนั้นแน่ๆ

   ดูยังไงก็ไม่มีความเท่เลยสักนิด

พอพูดถึงขนมปี๊บ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเวลามีงานอะไรต่างๆ ทำไมของรางวัลต้องเป็นขนมปี๊บด้วย คิดอะไรกันอยู่ หรือเพราะไม่ได้คิดเหมือนกับเวลาไปกินข้าวแล้วต้องสั่งกะเพราไก่ไข่ดาวเพราะไม่รู้จะสั่งอะไรอย่างนั้นเหรอ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทำไมกูต้องมาคิดอะไรมากมายให้ปวดหัวกับไอ้ขนมปี๊บนั่นด้วยวะ

   “เอาล่ะ นี่ก็สามทุ่มกว่าแล้วนะคะ เป็นไงบ้าง ง่วงกันมั่งรึยัง”
   พี่ปั่นที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนันทนาการเอ่ยถามพวกเรา แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของแต่ละคนแล้ว เหมือนจะยังสนุกกันอยู่แฮะ

   “อืม... งั้นเอางี้ พี่คิดเกมได้เกมนึง ขอให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาทีมละสองคนด้วยนะคะ โดยมีข้อแม้ว่าสองคนที่ออกมานั้น จะต้องอยู่กันคนละโรงเรียน งานนี้ไม่มีเต้นท่าประหลาดๆ แน่นอนค่ะ พี่รับรอง สบายใจได้ค่ะ”

   ทันทีที่พี่ปั่นพูดจบ แต่ละกลุ่มก็ส่งตัวแทนออกไป ซึ่งก็รู้สึกโชคดีแฮะ ที่ผมไม่โดนคนในกลุ่มเลือกออกไป ผิดกับแบงค์ที่โดนเลือกเป็นตัวแทนของกลุ่มให้ออกไปข้างหน้า ดูเจ้าตัวจะสีหน้าตื่นๆ อยู่ไม่น้อย เห็นแล้วก็ตลกดี

   เพียงแต่ มันก็จะมีบางอย่างที่รู้สึกขัดหูขัดตาอยู่บ้างเล็กน้อย

   บางอย่างที่ว่าก็คือไอ้คนตัวสูงๆ ที่ชื่อป้อที่ได้ออกไปเป็นคู่กับนั่นล่ะครับ ถึงแม้มันจะไม่ได้สูงเท่าแบงค์ แต่เมื่อเทียบกับผม ก็นับว่าสูงอยู่ดีนั่นล่ะ แต่เอาเข้าจริงไม่ว่าใครเมื่อเทียบกับผมก็สูงกว่าทั้งนั้นล่ะ

   โอ๊ยยย ช่างแม่งเรื่องความสูงความพกพาสะดวกไปก่อนเหอะ เพราะสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกขัดหูขัดตาจริงๆ น่ะ ไม่ใช่เรื่องนั้น  แต่เป็นท่าทีของไอ้ป้อที่ดูจะพยายามจะตีสนิทแบงค์ยังไงก็ไม่รู้นั่นต่างหาก


   แล้วทำไมผมถึงต้องกระวนกระวายใจด้วยล่ะ


จบคาบเรียนที่สิบ

มุมแคปชั่นไร้สาระ

BourRai ได้แชร์ลิงก์
ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่าง ที่มากกว่านั้น ...
ช่างไม่รู้เลย - Peacemaker (https://www.youtube.com/watch?v=tOKdQ0-2ky4)
Power Bank ได้กดถูกใจสิ่งนี้

Power Bank : อะไรของเจ๊ครับเนี่ย
BourRai : ก็แค่นึกครึ้ม อยากย้อนอดีตวัยหวานของเจ๊เฉยๆ น่ะ
Power Bank : คงนานมากสินะครับเนี่ย ผมเกิดไม่ทันแน่ๆ
BourRai : ตบปากตัวเองเดี๋ยวนี้เลยนะยะ
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 9 ค่ายอบรม (19-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 22-10-2018 02:15:54
ไนท์มีพวงกุญแจคู่แล้ว แบงค์จะยอมแพ้เขาเหรอ  :laugh:

ปล. ฮาภาพประกอบ 555

นั่นสิ แบงค์จะยอมแพ้เขาได้ไงเนี่ย 555+

ขอบคุณมากครับ มุมแคปชั่นนี้เป็นอะไรที่สนุกสำหรับผมจริงๆ ว่าจะใส่อะไรลงไปในแต่ละตอนดี 555+

:katai2-1: :katai2-1:

ขอบคุณมากครับ สำหรับการติดตาม  :mew1:
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 11 ปากแข็ง (23-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 23-10-2018 20:58:04
   คาบเรียนที่สิบเอ็ด

   “เอาล่ะค่ะ ตอนนี้ก็ออกมากันครบทุกกลุ่มแล้วนะคะ”
   พี่ปั่นพูดก่อนที่จะจับแต่ละคู่ให้ยืนแยกกันคนละฝั่ง

   “เกมนี้ ก็ง่ายๆ ค่ะ พวกเรามาจากต่างโรงเรียนกันใช่มั้ย เพราะฉะนั้น นี่คือบททดสอบค่ะ ว่าพวกเราได้เพื่อนใหม่กันรึยัง เดี๋ยวพี่ๆ จะแจกกระดาษให้คนละใบนะคะ แล้วพี่จะถามคำถาม เพื่อพิสูจน์ว่าเรารู้จักเพื่อนของเรามากน้อยแค่ไหน เขียนทั้งของเรา และคู่ของเราด้วยนะคะ ทีมไหนทำคะแนนได้เยอะที่สุด ทีมนั้นจะเป็นผู้ชนะค่ะ ส่วนทีมที่ได้คะแนนน้อยที่สุด แน่นอนค่ะ เราเตรียมบทลงโทษเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ด้วยค่า”

   ทันทีที่พี่ปั่นพูดจบ พี่ๆ ในกลุ่มนันทนาการที่เหลือก็เอากระดาษและปากกาแจกให้แต่ละคนจากนั้นให้หันหลังเพื่อป้องกันการโกง เมื่อทุกอย่างพร้อม พี่ปั่นก็ถามคำถามไปเรื่อยๆ คำถามส่วนมากก็เป็นคำถามง่ายๆ เช่นว่าเพื่อนอีกคนชื่ออะไรมาจากโรงเรียนไหน โดยมากจะเกี่ยวกับความชอบของแต่ละคน

   ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานมากนัก พี่ปั่นก็ถามคำถามจนครบทั้งสิบข้อหลังจากที่ตรวจนับคะแนนจนครบ ผลปรากฏว่า ทีมของกลุ่มเจ็ดเป็นทีมที่ได้คะแนนน้อยที่สุด สีหน้าของแบงค์และไอ้ป้อดูเจื่อนๆ อยู่ไม่น้อยเพราะนั่นหมายถึงว่า คนที่เหลือในกลุ่มจะต้องโดนลงโทษด้วย

   แต่แทนที่ผมจะรู้สึกเห็นใจ ทำไมผมถึงกลับรู้สึกสะใจอยู่เล็กๆ ที่ได้เห็นสีหน้าผิดหวังของไอ้คนที่ชื่อป้อ หลังจากที่ต้องทนเห็นสีหน้าร่าเริงของมันมานาน

   ทว่าผมก็รู้สึกสะใจแบบนั้นได้ไม่นานนัก เพราะ...

   “เอาล่ะค่ะๆ เราได้ทีมที่แพ้แล้ว ขอเชิญคนที่เหลือในทีมออกมาด้วยค่ะ”
   ทันทีที่พี่ปั่นพูดจบ คนอื่นในกลุ่มเจ็ดก็ลุกขึ้นเดินออกไปข้างหน้า ตามด้วยเสียงโห่ร้องของทีมอื่น

   “ก่อนที่เราจะทำโทษ ขอสัมภาษณ์ตัวแทนทีมก่อน ชื่ออะไรกันมั่งคะทั้งสองคน”

   “แบงค์ครับ”
   “ป้อครับ”
   “ค่ะ ป้อกับแบงค์นะคะ สองหนุ่มหล่อของเรา มีอะไรจะพูดสักหน่อยมั้ยคะ”
   พี่ปั่นถาม ก่อนที่จะยื่นไมค์ไปให้แบงค์ แต่ไอ้ป้อกลับฉวยมันไปเสียก่อน

   “ถึงวันนี้ เรายังจะไม่รู้จักกันมากนัก แต่ต่อไปเราจะต้องเป็นเพื่อนที่ดีและรู้จักกันมากกว่านี้ได้แน่นอนครับ”
   พูดจบ ไอ้ป้อส่งไมค์คืนให้พี่ปั่นพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง ในขณะที่คนอื่นๆ ได้แต่โห่ร้องดังกระหึ่มห้องประชุม

   “แหม เป็นคำตอบที่ซึ้งกินใจดีนะคะเนี่ย พี่เกือบเผลอคิดไปไกลซะแล้ว งั้นแล้วคนอื่นๆ ล่ะคะ ชื่ออะไรกันมั่งเอ่ย”
   ผมในตอนนี้รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เพราะไอ้คนที่ชื่อป้อมันพยายามที่จะยืนชิดแบงค์อย่างเห็นได้ชัด แถมยังมองแบงค์อย่างไม่ละสายตาด้วย

   ผมกำหมัดแน่นพร้อมกับลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนที่จะเดินออกจากแถวไปอย่างเงียบๆ ตรงไปยังห้องน้ำแล้วจึงถีบประตูห้องน้ำแรงๆ หนึ่งที

   ความรู้สึกกระวนกระวายใจนี่มันอะไรกัน แล้วกูกำลังเป็นเหี้ยอะไรเนี่ย

   มันก็ดูไม่น่าจะแปลกอะไรนี่ ถ้าแบงค์จะไปรู้จักใครหรือใครจะมารู้จักแบงค์ จะว่าไปแบงค์เองก็น่าจะมีสังคมของเขาที่ผมยังไม่รู้จักอีกเยอะด้วยไม่ใช่เหรอ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผมด้วยซ้ำ

   แต่ทำไม...
   ทำไมผมถึงได้รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมากันล่ะ

   “ฮิ้วววววววววววววววววววววววว”
   เสียงโห่ร้องจากหอประชุมดังต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมก็เลือกที่จะไม่รับรู้จะดีกว่า หากมันทำให้ผมต้องรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้

   ผมเดินไปมาอยู่รอบๆ บริเวณห้องน้ำ รอจนเสียงโห่ร้องนั้นเงียบลงจึงเดินกลับเข้าไปยังหอประชุมตามเดิม ซึ่งตอนนี้กำลังสวดมนต์หมู่กันอยู่ ผมพยายามเลาะตัวเข้าไปยังแถวของผม

   “ไปไหนมาเหรอเธอ”
   เด็กสาวต่างโรงเรียนที่อยู่กลุ่มเดียวกับผมเอ่ยถามขึ้น

   “ไปห้องน้ำมาน่ะ”
   “ท้องเสียเหรอ ไหวมั้ย ดูสีหน้าไม่ดีเลยนะ ไปห้องพยาบาลมั้ย”
   เธอถามอีกรอบด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่แสดงถึงความห่วงใย ผมฝืนยิ้มตอบปฏิเสธกลับไปอย่างเกรงใจ ก่อนจะหันกลับมาพนมมือท่องบทสวดตามคนอื่น

   
   หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วนั้น พี่ๆ กลุ่มนันทนาการก็ปล่อยพวกเรากลับไปยังโรงนอน ผมรีบเดินไปยังกลุ่มของแบงค์ทันที

   “อ้าว นันท์มาพอดีเลย ผมว่าจะเดินไปหาที่กลุ่มอยู่เหมือนกันครับ”
   แบงค์หันมาพูดทันทีที่เห็นผมเดินเข้ามา ผมยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกไป

   “งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันนะแบงค์ หลับฝันดีนะ”
   ไอ้คนชื่อป้อยิ้มให้กับแบงค์ก่อนจะหันมายิ้มให้กับผมอีกครั้ง แล้วจึงเดินออกจากหอประชุมไป
   ทั้งๆ ที่ดูๆ แล้วคนที่ชื่อป้อมันก็เหมือนคนทั่วๆ ไปแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงได้รู้สึกไม่ถูกชะตายังไงก็ไม่รู้แฮะ

   “นันท์เป็นอะไรไปเหรอครับ”
   แบงค์หันมาถามผม คงเพราะเห็นสีหน้าที่ดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดของผมด้วยล่ะมั้ง

   “เมื่อกี้พวกมึง...”
   ผมทำท่าจะเอ่ยถาม แต่ก็นิ่งเงียบไปในทันที แบงค์เลิกคิ้วสูงยิ้มมุมปากเล็กน้อยประหนึ่งว่ากำลังรอให้ผมพูดจบ

   “ป่าว บ่มีหยัง ไปเหอะ ไปนอน กูง่วงแล้วเนี่ย”
   ผมรีบพูดกลบเกลื่อนก่อนที่จะเดินนำแบงค์ไปยังโรงนอน หลังจากที่ล้างแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยพวกผมก็กลับมาเก็บสัมภาระใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวกลับในวันพรุ่งนี้

   “วันนี้ดูแปลกๆ ไปนะครับ ไม่สบายอะไรตรงไหนรึเปล่าครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่แสดงถึงความเป็นห่วงพลางเช็ดแว่นไปด้วย

   “......”
   ผมไม่ตอบอะไรกลับไปได้แต่ทาครีมไปอย่างเงียบๆ

   “เฮ้ย!”
   ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออยู่ๆ สัมผัสได้ถึงฝ่ามือของแบงค์ที่แตะลงบนหน้าผากของผมพร้อมกับใบหน้าของอีกฝ่ายที่ชะโงกเข้ามาดูใกล้ๆ จนผมแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายเลยก็ว่าได้

   มันจะใกล้ไปแล้วโว้ยยย

   “ไม่สบายหรือเปล่า เดี๋ยวผมไปขอยาพาราฯ ที่ห้องพยาบาลให้เอามั้ยครับ”
   “เหี้ย กูบ่ได้เป็นอะหยัง ไปๆ ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าอีก”
   ผมพยายามหลบหน้าหนีพลางเก็บครีมต่างๆ ใส่กระเป๋า แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีนั้นของผมก็ได้แต่นิ่งเงียบก่อนจะเดินกลับไปยังเตียงของตัวเองอย่างว่าง่าย

   นั่นสิ ผมกำลังเป็นเหี้ยอะไรอยู่วะเนี่ย ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

   “ถ้างั้นก็ฝันดีนะครับ อย่าลืมห่มผ้าด้วย ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบาย ราตรีสวัสดิ์ครับ”
   แบงค์เอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนที่จะซุกตัวลงในผ้าห่ม ผมตอบอือกลับไปเบาๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดตัวเช่นเดียวกันพร้อมกับพยายามข่มตาลงเพื่อให้ตัวเองหลับ

   “ดึกๆ ถ้านันท์หนาว ก็ย้ายมานอนเตียงเดียวกับผมได้นะครับ ผมยินดี”
   ผมรีบลืมตาด้วยความรวดเร็วทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นพร้อมกับพลิกตัวไปยังฝั่งคนพูด ภาพที่เห็นคือแบงค์ที่กำลังหลับตานอนด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีความสุขเสียเหลือเกิน จนผมเองก็ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดอะไรต่อ จึงล้มตัวลงนอนดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดตัวเหมือนเดิม

   ค่ำคืนเหน็บหนาวจะกอดเอาไว้แนบกาย
   “วิธีเพิ่มความอบอุ่นยังไงล่ะครับ ไม่เคยได้ยินเหรอครับว่าเวลาหนาวๆ การกอดกันจะช่วยทำให้เราอบอุ่นขึ้นได้”

   ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่พวกเราไปเที่ยวสันป่าเกี๊ยะก็หวนกลับเข้ามาในความทรงจำพร้อมกับผมที่อยู่ๆ ก็เกิดอาการร้อนวาบไปทั่วใบหน้า

   เหี้ย เป็นอะไรของกูวะเนี่ย อยู่ๆ ก็เสือกเขินขึ้นมาเสียได้ ไหนจะเรื่องงี่เง่าวันนี้อีกจนถึงตอนนี้ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าบทลงโทษของกลุ่มเจ็ดนั้นคืออะไร ถึงแม้ใจหนึ่งจะอยากรู้ แต่อีกใจก็กลับรู้สึกกลัว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะไอ้คนที่ชื่อป้อนั้นก็เป็นได้

   กูเป็นห่าอะไรของกูวะเนี่ย

   เฮ้ย หยุดคิด ไอ้สัส นอนๆ

   คืนนั้น ผมจำไม่ได้ว่าผมหลับไปตอนกี่ทุ่ม จำได้แค่ว่า กว่าผมจะหลับลงได้ ก็ใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่นอนผิดที่ผิดเวลาด้วยหรือเปล่า

   หรือแท้จริงแล้วผมกำลังเป็นอะไรไปกันแน่อย่างนั้นเหรอ

   คำถามที่แม้แต่ตัวผมเองก็ยังตอบไม่ได้


   วันรุ่งขึ้น
   และแล้ววันสุดท้ายของการอบรมก็มาถึง สำหรับกิจกรรมในเช้านี้ก็ไม่มีอะไรมาก เป็นการสรุปข้อมูลความรู้ทั้งหมดและพิธีกล่าวปิดงาน ก่อนจะปล่อยผู้เข้าอบรมทั้งหมดแยกย้ายกันกลับ

   ผมออกมายืนรอแบงค์ที่หน้าหอประชุม เนื่องมาจากอีกฝ่ายกำลังโดนเพื่อนๆ ในกลุ่มเจ็ดล้อมรอบอยู่ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เพื่อนๆ ในกลุ่มเขาขอพวกเบอร์โทร ไลน์ เฟซบุ๊กอะไรพวกนี้น่ะ ต่างจากผมที่ไม่มีใครเข้ามาขอสักคน ชีวิตแม่งโคตรอาภัพจริงๆ เลยกู

   “ขอโทษที่ให้รอนานครับ”
   “เออ รู้ตัวก็ดีแล้ว”
   ผมเหน็บแนมอีกฝ่ายไปเบาๆ ก่อนจะก้มลงไปหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมา

   “เดี๋ยวเรากลับก่อนนะแบงค์ อย่าลืมรับแอดเราด้วยล่ะ”
   “อ้อ ได้ครับเมย์ เดินทางกลับบ้านดีๆ นะครับ”
   แบงค์เอ่ยล่ำลากับเพื่อนในกลุ่มด้วยน้ำเสียงและสีหน้าสุภาพ ผมหรี่ตามองเจ้าตัวที่กำลังหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงพลางขยับแว่นหนาให้เข้าที่

   “มึง”
   “ครับ”
   “เอามือถือมึงมานี่”
   “หา?”
   แบงค์เลิกคิ้วสูงหันมามองผมด้วยความสงสัย

   “กูบอกให้เอามือถือมึงมาให้กูไงล่ะ”
   พูดจบผมก็คว้ามือถือของอีกฝ่ายมาทันทีโดยไม่รอฟังคำอนุญาตใดๆ ผมเปิดเฟซบุ๊กและมองไปยังฟังชั่นคำขอเป็นเพื่อนที่มีการแจ้งเตือนด้วยความรวดเร็ว แล้วกดเข้าไปดูทันทีก็พบว่ามีคนส่งคำขอเข้ามาหลายคนซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนจากกลุ่มเจ็ดและกลุ่มอื่นข้างๆ อีกบ้างเล็กน้อย

   “หาอะไรอยู่เหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสงสัย ในขณะที่ผมหรี่ตาเลื่อนหน้าจอพินิจดูแต่ละคนที่ส่งคำขอเข้ามา

   ใช่ ผมกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ บางอย่างที่ว่านั่นคือใครสักคน และทันทีที่เจอ

   “คนอื่นรับได้ ยกเว้นไอ้เหี้ยนี่ห้ามรับนะเว้ย”
   พูดจบผมก็กดลบคำขอจากอีกฝ่ายทันทีพร้อมกับกดบล็อกซึ่งจะส่งผลให้อีกฝ่ายไม่สามารถส่งคำขอเป็นเพื่อนได้อีก มาถึงตรงนี้คงไม่ต้องสงสัยนะครับ ว่าคนที่ผมกดลบไปนั้นคือใคร

   “เฮ้ย แต่...”
   “บ่มีตง บ่มีแต่ กูบอกว่าห้าม ก็ห้ามยังไงล่ะวะ”

   ผมส่งมือถือคืนพร้อมขู่กำชับเสียงแข็งอีกรอบ แบงค์รับมือถือคืนไปด้วยสีหน้าหงอยๆ เล็กน้อย แต่ก็ไม่พูดอะไรกลับมา

   แม่ง ทำเอาผมรู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้แฮะ เวลาเห็นอีกฝ่ายทำหน้าหงอยๆ เศร้าๆ แบบนั้นเนี่ย นี่ผมทำแรงไป ผมเผือกมากไปหรือเปล่าวะ

   “นี่นันท์กำลังหึงผมอยู่เหรอครับ”
   “ห๊ะ!?”
   ผมหันกลับไปเบิกตากว้างมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหวอทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ภาพที่เห็นคือแบงค์ที่กำลังยืนนิ่งก้มมองหน้าจอมือถือก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสีหน้ายิ้มเล็กยิ้มน้อย

   “หึงเหี้ยอะหยังของมึง กูแค่บ่ชอบขี้หน้าไอ้หน้าตี๋นั่นเฉยๆ เว้ย
   “ป้อน่ะเหรอ ทำไมนันท์ถึงไม่ชอบล่ะครับ เขาก็ดูเป็นคนดีคนนึงนะครับ”
   แบงค์เลิกคิ้วสูงถามผมกลับด้วยสีหน้าสงสัย

   “ก็...ก็...”   
   “ก็...?”
   ผมกระอึกกระอักอยู่พอสมควรเมื่อโดนถามจี้เช่นนั้น เพราะถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่ชื่อป้อนั้นไม่ดีตรงไหน

   รู้แต่ว่า ผมนั้น...

   “บ่รู้เว้ย รู้แค่ว่ากูบ่ชอบ และกูก็บ่อยากให้มึงรับมันเป็นเพื่อนในเฟซด้วย”
   “ก็นั่นล่ะครับ ที่เขาเรียกว่าอาการหึง”
   แบงค์ตอบกลับผมด้วยน้ำเสียงและสีหน้าร่าเริงผิดกับเมื่อครู่ราวกับว่าเป็นคนละคนอย่างเห็นได้ชัด

   “หึงห่าอะหยัง หึงเขาใช้กับคนที่เป็นแฟนกันเว้ย แต่มึงกับกูน่ะ เป็นเพื่อนเฉยๆ”
   “เพื่อนสนิทต่างหากล่ะครับ“
   “......”

   “ก็นันท์เป็นคนบอกเองนี่ครับว่าผมเป็นเพื่อนสนิทของนันท์”
   “......”
   สีหน้าและน้ำเสียงที่ดูจริงจังของอีกฝ่ายนั้นทำเอาผมถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยสักนิด

   “หรือว่าไม่ใช่แล้วอย่างนั้นเหรอ”
   ถามจบ เจ้าตัวก็ทำหน้าหงอยอีกรอบ

   “เออ ใช่ เพื่อนสนิทนั่นล่ะ เพราะเป็นเพื่อนสนิท กูเลยบ่อยากให้มึงรับมันเป็นเพื่อนยังไงล่ะ”
   “นันท์กลัวผมจะให้ความสำคัญกับป้อมากกว่านันท์เหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเล็กๆ

   “ป่ะ เปล่า กูก็แค่...”
   “บางทีนันท์ก็เป็นคนปากแข็งมากกว่าที่ผมคิดนะครับเนี่ย”

   “หมายความว่าไง...”
   “โอเคครับ ถ้านันท์ไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไรครับ ผมไม่รับก็ได้ ถ้ามันทำให้นันท์สบายใจ”

   พูดจบ แบงค์ก็เก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงทันที ก่อนจะยิ้มกว้างให้ผมอย่างคนอารมณ์ดีทำเอาผมถึงกับตามอารมณ์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็วไม่ทันเลยทีเดียว ผมขมวดคิ้วจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างหงุดหงิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ โดยที่ไม่พูดอะไรต่อ เอาเถอะ ถ้าเจ้าตัวยอมทำตามที่ผมต้องการแล้ว ก็เงียบๆ ดีกว่า เดี๋ยวเกิดอีกฝ่ายเปลี่ยนใจขึ้นมาจะยุ่งอีก

   ผมกับแบงค์เดินออกมายังหน้าค่ายทหารเพื่อมาขึ้นรถบัสของโรงเรียนที่จอดรออยู่หน้าค่าย ผมรีบขึ้นรถแล้วเดินเข้าไปยังท้ายรถก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งอย่างรวดเร็วพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ ออกมา

   จบสิ้นสักทีกับค่ายอบรมบ้าบอเนี่ย วุ่นวายจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าโดนล่อลวงด้วยคะแนนจิตพิสัยนี่ไม่มาเด็ดขาด

   “เหนื่อยเหรอครับ”
   แบงค์ที่เดินตามเข้ามาทีหลังเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

   “อือ นิดหน่อย เดี๋ยวว่าจะกลับไปนอนแล้วเนี่ย ไหนๆ ก็ได้หยุดฟรีๆ วันนึง”
   ผมตอบกลับไปพร้อมกับเอนหลังและหลับตาลงอย่างช้าๆ

   “น่าเสียดายจัง”
   “น่าเสียดายอะหยังของมึง”
   ผมเอ่ยถามโดยที่ยังคงหลับตาอยู่พร้อมกับรถที่ค่อยๆ ออกตัว

   “ก็ผมว่าจะชวนไปดูหนัง แล้วก็ไปกินสเวนเซ่นต่อน่ะครับ”
   “อือ...บ่เอาอะ ขี้เกียจไปไหนแล้ว กูอยากกลับบ้านไปนอนละเนี่ย”
   ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ ก่อนจะพลิกตัวไปทางหน้าต่างรถ

   “เหรอครับ กะว่าจะเลี้ยงฉลองอบรมเสร็จแท้ๆ นะเนี่ย”
   หือ ?
   ผมรีบลืมตาพร้อมกับหันกลับมามองหน้าคนพูดทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

   “มึงพูดว่าเลี้ยงเหรอ”
   “ครับ แต่เห็นว่านันท์...”
   “งั้นกูไป”
   “อ้าว ไม่นอนแล้วเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสงสัย

   “ค่อยนอนหลังดูหนังกับกินสเวนเซ่นจบก็ได้”
   “ก็ยังคงเป็นนันท์ที่ถูกล่อลวงง่ายๆ ด้วยของกินเหมือนเดิมนะครับ”
   “พูดแบบนี้อยากถูกต่อยรึไงวะ”
   ผมถามแซวกลับไปพร้อมยิ้มหึที่มุมปาก ก่อนจะหลับตาลงแล้วเอนตัวไปทางหน้าต่างรถอีกรอบ ลมที่พัดโกรกเข้ามาเบาๆ ก็พอจะทำให้ผมรู้สึกดีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

   “ถ้าง่วงก็งีบหลับก่อนก็ได้นะครับ ถึงโรงเรียนเมื่อไหร่เดี๋ยวผมปลุกเอง”
   แบงค์เอ่ยบอกผมเบาๆ พร้อมกับลูบหัวผมช้าๆ ซึ่งต่อให้เจ้าตัวไม่บอกเช่นนั้น ผมก็คิดจะบอกให้ปลุกอยู่ดีนั่นล่ะ

   “มึงขยับออกไปหน่อยซิ”
   ผมลืมตาหันไปสั่งอีกฝ่ายที่กำลังทำหน้างงกับสิ่งที่ผมพูด

   “อึดอัดเหรอครับ”
   “ขยับไปเหอะ อย่าถามมาก”
   แบงค์รีบขยับออกไปทันทีที่ได้ยินเสียงเข้มนั้นจากผมพร้อมกับทำหน้าหงอย ผมยิ้มหัวเราะเบาๆ ในลำคอเล็กน้อยก่อนจะทิ้งตัวเหยียดกายบนเบาะนั่งพร้อมกับเอาหัวหนุนนอนบนตักของอีกฝ่าย

   “ห้ามลืมปลุกกูด้วยล่ะ”
   พูดจบผมก็หลับตาลงช้าๆ แบงค์หัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อได้ยินเช่นนั้น

   “ครับ”
   คำตอบสั้นๆ ถูกตอบกลับมาพร้อมกับฝ่ามือของอีกฝ่ายที่ค่อยๆ ลูบหัวผมไปด้วยเบาๆ ซึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายได้มากพอสมควร
   

   ในช่วงจังหวะที่ผมกำลังเคลิ้มๆ กึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่นั้น ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าความรู้สึกในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานั้นมันคืออะไร

   ทำไมหลายๆ คำถามของแบงค์ผมเองก็กลับตอบไม่ได้ทั้งๆ ที่มันเป็นคำถามง่ายๆ แท้ๆ

   หรือผมจะปากแข็งอย่างที่แบงค์ว่าเอาไว้จริงๆ กันนะ

   เอาไว้ตื่นมาค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน

จบคาบเรียนที่สิบเอ็ด


มุมแคปชั่นไร้สาระ

Knight Night Nice : พี่นันท์ลืมอะไรไปหรือเปล่าครับ
นันทการ : อะจ๊ากกก กูลืมไปเลยว่ะ ท่ดๆๆ ไว้คราวหน้าเน่อ ไอ้น้อง ถถถ
Knight Night Nice : แง~~~~~~~~~~
รูปหล่อ พ่อรวย : มึงนี่นิสัยบ่ดีเลยว่ะ แกล้งเด็กจนร้องไห้เนี่ย
นันทการ : หุบปากไปเลยมึง


********

สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกท่าน
ไม่มีอะไรมาก แค่บอกว่า กำลังวาดรูปอยู่
(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/1699523020-member.jpg)
แต่จะเสร็จเมื่อไหร่ ก็ค่อยว่ากันอีกที ถถถ
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 11 ปากแข็ง (23-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: กาแฟมั้ยฮะจ้าว ที่ 26-10-2018 19:55:26
ยังตามอยู่นะครับ  o18
ขอบคุณครับ +1 ให้กำลังใจคนเขียนครับ o13
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 12 ว้าวุ่น (27-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 27-10-2018 01:58:16
   คาบเรียนที่สิบสอง


   ช่วงนี้ชมรมดนตรีค่อนข้างจะซ้อมเยอะและหนักขึ้นเป็นพิเศษ เพราะวงของเราได้เป็นส่วนหนึ่งของงานในคืนคริสต์มาสที่ห้างเมญ่าด้วย ถึงแม้จะเป็นแค่วงเปิดคั่นเวลาให้กับศิลปินใหญ่ก็เถอะ แต่นั่นก็ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของชมรมผมมากๆ ซึ่งทุกคนต่างก็ซ้อมกันหนักมากเพื่อให้งานที่จะมาถึงนั้นออกมาดีที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้

คนอื่นๆ ในวงน่ะไม่เท่าไหร่หรอกครับ จะหนักหน่อยก็แบงค์นี่ล่ะ ที่ดูแล้วคิวชีวิตค่อนข้างจะแน่นเอี๊ยดมากพอสมควร ทั้งไหนจะเรียน ไหนจะติวหนังสือให้ผม ทั้งชมถ่ายภาพของตัวเอง แล้วยังต้องมาเป็นนักร้องนำชายให้ชมรมดนตรีของผม แถมเสาร์อาทิตย์ก็ต้องไปทำงานที่ร้านเจ๊บัวอีกด้วย

   เจ้าตัวเองก็ดูจะพยายามและทุ่มเทกับงานนี้มากๆ ทั้งพยายามฝึกร้องเพลง การออกเสียง โดยมีมายด์คอยเป็นผู้ดูแลฝึกสอน เธอบอกว่าโทนเสียงของแบงค์นั้นค่อนข้างทุ้มต่ำจึงทำให้มีปัญหาเวลาขึ้นเสียงสูงพอสมควรจึงนับว่าเป็นการบ้านที่หนักพอสมควรทั้งสำหรับแบงค์และมายด์

   และอีกปัญหาหนึ่งก็คือเรื่องท่าทางของแบงค์เมื่ออยู่ต่อหน้าคนดู เจ้าตัวยังมีท่าทีเก้ๆ กังๆ ตะกุกตะกักอยู่พอสมควร เล่นเอาผมถึงกับหัวเราะตามไปด้วยทุกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายฝึกหัดพูดกับตัวเองหน้ากระจก

   ผมเองก็ไม่อยากจะทำตัวเป็นภาระให้แบงค์มากนัก เพราะงั้นจึงพยายามที่จะตั้งใจทำการบ้านและทบทวนบทเรียนด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด เอ่อ ถึงแม้จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ก็ตามทีเถอะ


   แล้วคืนวันคริสต์มาสก็มาถึง

   ตรึ๊ง!
   เสียงข้อความของเมสเซนเจอร์ดังขึ้น ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูในขณะที่ตัวผมเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายตรงโซนด้านหน้าเวทีซึ่งตั้งอยู่บนลานจัดกิจกรรมบริเวณหน้าห้าง โดยที่มีไอ้โอ๊ตกับไอ้ยีสต์ยืนอยู่ข้างๆ

   Knight Night Nice : หลังจบการแสดงนี้ พี่นันท์พอจะมีเวลาว่างมั้ยครับ ?
   ไอ้น้องไนท์นั่นเอง แชทมาถาม ผมกำลังลังเลและคิดถึงกำหนดการคืนนี้อยู่ แต่ในจังหวะนั่นเอง

   ตรึ๊ง!
   Power Bank : รู้สึกตื่นเต้นจังเลยครับ
   แบงค์ก็ทักแชทแทรกเข้ามาดึงความสนใจผมจากไอ้น้องไนท์ไปในทันที

   นันทการ : สู้ๆ สูดหายใจลึกๆ กูเชื่อว่ามึงทำได้อยู่ละ (^๐^)v
   ผมตอบกลับไป พร้อมกับพยายามนึกถึงสีหน้าของอีกฝ่ายไปพลาง ตอนนี้เจ้าตัวจะเป็นยังไงมั่งนะ

   นันทการ : ว่าแต่มึงแต่งตัวเสร็จแล้วเหรอวะ ?
   Power Bank : ครับ อีกเดี๋ยวก็จะถึงคิวละครับ ส่วนคนอื่นๆ กำลังจะขึ้นไปเซ็ตเครื่องดนตรีอยู่ครับ
   แบงค์ตอบกลับมา ผมเงยหน้าขึ้นไปมองยังเวทีที่ตอนนี้มีพิธีกรชายหญิงสองคนกำลังพูดคุยกับคนดูอยู่ แสงไฟที่ฉายเน้นจ้าไปที่พิธีกรทั้งสอง ในขณะที่ไฟส่วนอื่นบนเวทีถูกปิดมืดไว้ ทำให้ผมมองไม่เห็นบรรยากาศด้านหลังมากนักจะเห็นก็แต่เงาลางๆ ซึ่งน่าจะเป็นพวกคนในชมรมกำลังวุ่นวะวุ่นวายอยู่กับเครื่องดนตรี

   นันทการ : ไหนๆ หล่อมั้ย ถ่ายรูปให้กูดูหน่อยดิ
   Power Bank : ไม่เอาครับ อาย
   นันทการ : จะมาอายห่าอะหยังตอนนี้ เดี๋ยวก็ขึ้นเวทีละเนี่ย
   Power Bank : งั้นก็รอดูบนเวทีละกันนะครับ
   นันทการ : ง่า งกว่ะ ( -3-)
   ผมพิมพ์แซวกลับไปทันที พร้อมกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

   “ยิ้มอะไรอยู่เหรอครับ คุณเพื่อนนันท์”
   ไอ้โอ๊ตหันมาถามเมื่อเห็นผมอมยิ้มหัวเราะอยู่คนเดียว ผมเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่ายทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น

   “ป๊าวว เปล่านี่ บ่มีหยัง”
   ผมเลิกคิ้วสูงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอึกอักเล็กน้อย ก่อนที่จะเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงด้วยความทุลักทุเล

   “ว่าแต่มึงเหอะ บ่เล่นเกมเหรอ เห็นทุกที ไปไหนมาไหน ก็เล่นแต่เกม”
   “คนเยอะ สัญญาณเน็ตไม่ดีครับ ก็เลยจำเป็นต้องงดเล่นชั่วคราว”
   เจ้าตัวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเบื่อๆ เล็กน้อย

   “ว่าแต่มึงก็อยู่ชมรมดนตรีบ่ใช่เหรอ แล้วอะหยังบ่เข้าไปด้านในกับเขาวะ”
   ไอ้ยีสต์เอ่ยถามผมด้วยความสงสัย ในขณะที่สายตาก็กำลังสอดส่ายมองดูสาวๆ รอบๆ

   “ก็จริงอยู่ แต่งานนี้เขาให้เฉพาะคนในวงเข้าได้เท่านั้น กูก็เลยเข้าไปบ่ได้น่ะ”
   “น่าสงสารคุณเพื่อนนันท์นะครับ อยู่ชมรมดนตรีแท้ๆ แต่กลับโดนเฉดหัวออกมาไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดราวกับว่าเป็นส่วนเกินยังไงยังงั้น”
   ไอ้โอ๊ตพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

   “พูดซะกูรู้สึกตะเตือนไตเลย สัส”
   ผมตอบพร้อมกับชำเลืองมองไอ้โอ๊ตด้วยหางตา


   “เอาล่ะค่ะ เราทั้งสองคนก็พล่ามกันมามากเกินไปแล้ว เพื่อนๆ คงจะเบื่อกันแล้วเนอะ”
   เสียงของพิธีกรหญิงเริ่มพูดตัดบท ซึ่งนั่นก็เป็นสัญญาณว่าวงของชมรมผมกำลังจะขึ้นแสดงแล้ว

   “นั่นสิครับ ก่อนที่เพื่อนๆ จะได้พบกับศิลปินหลักของเราในค่ำคืนนี้ เรามีวงดนตรีวงนึงอยากจะนำเสนอให้ทุกคนได้รู้จัก ถือเป็นวงเล็กๆ น้องใหม่เลยก็ว่าได้ อยากให้เพื่อนลองฟังกันดู เพราะฉะนั้นเราทั้งสองคนคงต้องส่งต่อความสุขในค่ำคืนนี้ให้กับวง Undefined แล้วล่ะครับ ขอเสียงต้อนรับดังๆ ให้กับวง Undefined ด้วยคร้าบบบ”

   สิ้นเสียงพิธีกร ตามด้วยเสียงกรี๊ดที่ดังขึ้นจากกลุ่มคนดู ไฟบนเวทีก็ดับสนิทลงทันที พร้อมกับสมาชิกในวงที่กำลังยืนประจำตำแหน่งตามเครื่องดนตรีของตัวเอง   

   จะยกเว้นก็แค่มายด์กับแบงค์เท่านั้นที่ยังไม่ขึ้นมา

   บรรยากาศบนเวทีเงียบสนิทอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่พี่สาธิตซึ่งเป็นมือกลองจะตีไฮแฮทเพื่อเป็นสัญญาณให้จังหวะเริ่มเพลง ไอ้เต้ยดีดกีตาร์โปร่งขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงสัญญาณนั้น

เธอ - COCKTAIL (https://www.youtube.com/watch?v=nY9sHiZ4bTU)


อยู่ไกลจนสุดสายตา ไม่อาจเห็นว่าเราใกล้กัน
และทุกครั้งหัวใจฉันยังคงไหวหวั่น กับความทรงจำ
นึกถึงครั้งแรกเราพบกัน เธอและฉันไม่เคยต้องไกล
ในวันนี้ฉันต้องเผชิญ ความไหวสั่นอยู่ภายในใจ
กลัวการที่เราไกลกัน กลัวว่าใจจะเปลี่ยนผันไป...

   เสียงของมายด์ที่ขับร้องออกมานั้นฟังดูมีเสน่ห์นุ่มนวลมาก จนสะกดคนฟังให้หลงใหลไปกับเสียงใสๆ นั้นได้เป็นอย่างดีและไฟบนเวทีก็ค่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับตัวเธอที่เดินขึ้นมาบนเวทีอย่างช้าๆ
   ชุดที่เธอสวมใส่ในค่ำคืนนี้นั้นเป็นชุดราตรีเกาะอกสีขาวกระโปรงสั้นระดับเข่าฟูฟ่องด้วยระบายลูกไม้กำลังดี ทำให้เธอดูน่ารักและแอบเซ็กซี่เล็กน้อย

ฝนพรำ..เปรียบเหมือนครั้งฉันพบเธอ แววตาของเธอ ยังคงติดตรึงในใจไม่ลืม
รักเรา..ยังไม่เก่าลงใช่ไหม หรือกาลเวลาหมุนไป เปลี่ยนใจเธอเป็นอีกดวง
เธอ..เธอยังคิดถึงฉันไหม
เมื่อสองเรานั้นยังต้องห่างไกล เมื่อเวลาพาเราให้ไกลกัน
รู้..บ้างไหม คนไกลยังคงหวั่นไหว
เมื่อเขามองดูภาพเธอทีไร น้ำตามันยังไหลออกมา...

   เครื่องดนตรีต่างๆ บรรเลงไปตามจังหวะของตนเอง โดยที่มีไอ้เต้ยและไอ้น้องไนท์ทำหน้าที่คอรัสควบคู่ไปด้วย
   “แกๆ ดูมือเบสคนนั้นสิ สูงจังเลยเนอะ”
   เด็กสาวที่อยู่ข้างๆ ซึ่งดูแล้วอายุน่าจะไล่เลี่ยพอๆ กับผม หันไปพูดกับเพื่อนของตัวเอง พร้อมกับชี้นิ้วไปยังไอ้น้องไนท์ซึ่งเป็นมือเบสที่ว่านั่นเอง

   “เออ จริงด้วยว่ะแก เท่เนอะ สูงเท่าไหร่เนี่ย”
   ร้อยเจ็ดสิบเก้าเองครับ
   ผมตอบคำถามของสองสาวนั้นอยู่เงียบๆ ในใจ พลางย้อนคิดกลับไปยังเหตุการณ์ในห้องซ้อมวันนั้น ก่อนที่จะหรี่ตามองไปยังไอ้น้องไนท์พร้อมกับยิ้มแห้งๆ ที่มุมปากเล็กน้อย

   ชุดที่ไอ้น้องไนท์และพวกผู้ชายในวงใส่นั้นเป็นสูทสีดำโดยที่เสื้อด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตขาว แลดูคล้ายๆ ทักซิโด้ แต่ไม่ผูกโบว์ที่คอ ให้ความรู้สึกเป็นสุภาพบุรุษสุดๆ ซึ่งก็คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ให้ไอ้เต้ยเป็นคนเลือกเสื้อผ้า

   “นั่นสิเนอะ ยังไง ผู้ชายตัวสูงๆ ก็ย่อมดูดีกว่าจริงๆ เนอะ”
   อึก!

   ผมรู้สึกสะดุ้งทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น จริงอยู่ถึงแม้ว่าเธอทั้งสองอาจจะไม่ได้มีเจตนาไม่ดี แต่มันก็รู้สึกกระเทือนมาถึงผมมิใช่น้อย

   หากเรามีภาพลักษณ์ที่ดีแล้ว มันก็ย่อมดีกว่าน่ะล่ะ
   คำพูดของมายด์ที่เคยพูดเอาไว้แล่นเข้ามาในหัวผมทันที ก่อนที่ผมจะก้มมองสภาพตัวเองในตอนนี้

   “......”
   กูขนาดพกพาสะดวก กูขอโทษด้วย

   และอยู่ๆ เสียงกรี๊ดจากเหล่าสาวๆ ก็ดังขึ้นทันที ผมรีบหันไปมองบนเวที และก็ต้องอึ้งไปพอสมควรเมื่อได้เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า

หยาดน้ำค้างในยามเช้า กับลมหนาวจับใจ
สายลมโชยอ่อน พัดพาความรักฉันไปส่งถึงใจเธอที
เธอ..เธอยังคิดถึงฉันไหม
เมื่อสองเรานั้นยังต้องห่างไกล เมื่อเวลาพาเราให้ไกลกัน
รู้..บ้างไหม คนไกลยังคงหวั่นไหว
เมื่อเขามองดูภาพเธอทีไร น้ำตามันยังไหลออกมา
กาลเวลาอาจทำให้ใจคนเรา เปลี่ยนผันในวันต้องไกล
แต่ฉันยังคงมีแต่เธอ อยู่ในหัวใจเสมอ...

   ผมยืนนิ่งเงียบทันทีเมื่อเห็นแบงค์ที่ต่างไปจากปกติ ชุดที่แบงค์ใส่ก็เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในวง แต่ที่ทำให้เจ้าตัวดูต่างออกไปจากทุกครั้ง ก็คงเป็นการเซ็ตผมที่หวีให้ดูเรียบไปยังด้านหลังเฉกสุภาพบุรุษที่ผมเคยเห็นในหนังต่างประเทศและยังเปลี่ยนมาใส่คอนแทคเลนส์แทนแว่นตาหนาที่ใส่อยู่ประจำ ยอมรับเลยว่าอีกฝ่ายในตอนนี้นั้นดูหล่อขึ้นผิดหูผิดตาต่างจากยามปกติที่ค่อนข้างจะดูเป็นเด็กเรียนจริงๆ

   “แก คนนี้หล่อกว่าอะ”
   “ก็โอเคนะ คนนี้ให้อารมณ์ดูอบอุ่น แต่แฝงไว้ด้วยความเหงายังไงก็ไม่รู้ ชั้นชอบแนวทะเล้นๆ แบบมือเบสมากกว่าอะ”
   เสียงของสองสาวที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ผมเอ่ยคุยกัน ผมหันไปมองทั้งสองเล็กน้อยอย่างไม่ให้ดูจงใจก่อนจะหันกลับไปมองยังบนเวทีอีกรอบ

แบงค์เดินเข้าไปหามายด์พร้อมกับยื่นมือไปให้เธอ มายด์เองเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ยิ้มเล็กน้อยด้วยความเขินอาย พร้อมกับยื่นมือของตัวเองไปวางไว้บนมือของอีกฝ่าย ก่อนที่ทั้งคู่จะขยับตัวเข้าหาและมองตากันซึ่งก็เรียกเสียงกรี๊ดจากบรรดาสาวๆ ได้ไม่น้อย


เธอ..เธอยังคิดถึงฉันไหม
เมื่อสองเรานั้นยังต้องห่างไกล เมื่อเวลาพาเราให้ไกลกัน
รู้..บ้างไหม คนไกลยังคงหวั่นไหว
เมื่อเขามองดูภาพเธอทีไร น้ำตามันยังไหลออกมา
เมื่อเขามองดูภาพเธอทีไร น้ำตามันยังไหล...

   ทันทีที่เพลงจบ เสียงปรบมือ และโห่ร้องชื่นชมก็ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย

   “แก ชั้นอิจฉานักร้องนำหญิงคนนั้นจังเลยอะ”
   “นั่นดิ ดูเหมาะกันมากเลยอะ เป็นแฟนกันปะเนี่ย?”
   อึก!

   “......”
   จะว่าไปก็จริงอย่างที่พวกเธอว่าจริงๆ นั่นล่ะ มายด์ที่ดูสวยงามน่ารัก กับแบงค์ที่ดูเป็นสุภาพบุรุษมาดนิ่ง และยิ่งทั้งสองยืนใกล้กัน ร้องเพลงร่วมกันแบบนี้แล้วก็ให้อารมณ์เหมือนคู่รักที่ฝ่ายชายดูอบอุ่นและคอยปกป้องฝ่ายหญิงที่ดูน่ารัก บอบบาง น่าทะนุถนอมเหมือนเจ้าชายที่กำลังปกป้องเจ้าหญิงยังไงยังงั้น

   อึก!

   ความรู้สึกจุกอกนี่มันอะไรกัน ทำไมผมถึงได้รู้สึกว้าวุ่นด้วยล่ะ ?

   เพลงส่วนใหญ่ที่เลือกมาร้องในวันนี้ส่วนมากจะเน้นเพลงคู่ ซึ่งก็ได้แก่ ผ่านเลยไป ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลง งานเต้นรำในคืนพระจันทร์เต็มดวง ที่ดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจคนฟังได้มากเป็นพิเศษซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้ทั้งคู่ดูเข้ากันและเหมาะสมกันมากขึ้น

   แต่ทำไม…

   ทั้งๆ ที่มันเป็นค่ำคืนที่บรรยากาศรอบข้างต่างก็มีแต่ความสุขทั้งนั้น แต่ทำไมผมกลับรู้สึกตรงกันข้ามกันล่ะ ?

   ทำไมเวลาที่ผมมองขึ้นไปบนเวที แล้วเห็นแบงค์กับมายด์ร้องเพลงได้เข้าคู่กันเป็นอย่างดี ผมถึงได้รู้สึกหงุดหงิด

   ทั้งๆ ที่ผ่านมาตอนอยู่ในห้องชมรม ตอนซ้อมผมก็เห็นอยู่ทุกวันแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงเพิ่งจะมารู้สึกว้าวุ่นเอาวันนี้ล่ะความรู้สึกกระวนกระวายที่เหมือนตอนเข้าค่ายอบรมนี้มันอะไรกัน

   เพราะคำพูดของเด็กผู้หญิงสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมอย่างนั้นเหรอ แล้วทำไมผมต้องไปให้ความสนใจในคำพูดเหล่านั้นด้วยล่ะ

   “ก่อนอื่น พวกเราวง Undefined ต้องขอขอบคุณทุกคนมากๆ เลยจริงๆ ค่ะ สำหรับเสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดให้กำลังใจกับวงน้องใหม่อย่างพวกเรา”
   เสียงของมายด์กล่าวขอบคุณคนดูหลังจากที่มาถึงโค้งสุดท้ายของการแสดงแล้ว

   “สำหรับเพลงสุดท้ายนี้ ก็คงขอปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหนุ่มหล่อนักร้องนำของเราแล้วกัน หวังว่าคงจะถูกใจกันนะคะ”
   มายด์ส่งช่วงต่อให้แบงค์ เจ้าตัวหันไปมองมายด์ครู่หนึ่งด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย แต่ก็พยายามที่จะเก็บอาการเอาไว้ เธอเองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าเป็นเชิงให้กำลังใจก่อนที่จะถอยตัวไปด้านหลัง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับแบงค์

   แบงค์หันกลับมามองกลุ่มคนดู พร้อมกับอมยิ้มเล็กๆ ซึ่งก็เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ ได้มากพอสมควร

   “เอ่อ สำหรับเพลงสุดท้ายนี้ ผมค่อนข้างตั้งใจเลือกเป็นพิเศษ เพราะคิดว่าน่าจะเข้ากับบรรยากาศของค่ำคืนคริสต์มาสนี้”
   แบงค์นิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่จะกวาดสายตามองไปยังรอบๆ บริเวณคนดู ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคนผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าเจ้าตัวกำลังพยายามมองหาพวกผมอยู่ สังเกตได้จากรอยยิ้มดีใจเมื่อหันมาเจอผม ก่อนที่จะหันกลับไปยังกลุ่มคนดูอีกรอบ

   “สำหรับคนที่มีความรัก มีคนรักอยู่แล้ว ผมก็ขออวยพร ให้รักกันไปนานๆ เก็บรักษามันไว้ให้ดี ในขณะเดียวกัน สำหรับใครที่ยังคงโสดและโดดเดี่ยว ผมก็หวังว่าสักวันนึงคุณจะพบกับใครสักคนที่คุณพร้อมจะทำทุกอย่างให้คนๆ นั้น และหวังว่าคนๆ นั้นก็จะอยู่เคียงข้างคุณไม่ไปไหน...”

   ทันทีที่เจ้าตัวพูดจบ อินโทรเพลงก็เริ่มต้นขึ้นทันที พร้อมกับแบงค์ที่หันมามองและยิ้มให้ผม
Michael Learns To Rock - Take Me To Your Heart (https://www.youtube.com/watch?v=TbLT12eg-lw)

Hiding from the rain and snow trying to forget but I won't let go
Looking at a crowded street listening to my own heart beat
So many people all around the world. Tell me where do I find someone like you girl
Take me to your heart take me to your soul. Give me your hand before I'm old
Show me what love is haven't got a clue. Show me that wonders can be true
They say nothing lasts forever We're only here today
Love is now or never bring me far away

Take me to your heart take me to your soul Give me your hand and hold me
Show me what love is be my guiding star It's easy take me to your heart

   บรรยากาศรอบข้างเหมือนตกอยู่ในความนิ่งเงียบ จะมีก็เพียงแต่เสียงดนตรีที่ยังคงเล่นบรรเลงอยู่
   หากเทียบกับเพลงที่ผ่านๆ มาแล้ว ก็คงบอกได้ว่าท่าทีของแบงค์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เจ้าตัวดูจริงจัง สุขุม และทำได้ดีกว่าเพลงที่ผ่านๆ มา

Standing on a mountain high Looking at the moon through a clear blue sky
   I should go and see some friends But they don't really comprehend
   Don't need too much talking without saying anything
   All I need is someone who makes me wanna sing
   
   Take me to your heart take me to your soul Give me your hand before I'm old
   Show me what love is haven't got a clue Show me that wonders can be true
   
   Take me to your heart take me to your soul Give me your hand and hold me
   Show me what love is be my guiding star It's easy take me to your heart
   Take me to your heart take me to your soul Give me your hand and hold me
   Show me what love is be my guiding star It's easy take me to your heart

   ทันทีที่เพลงจบ ทุกคนต่างปรบมือกันอย่างพร้อมเพรียง ในขณะที่สาวๆ ต่างพากันกรี๊ดด้วยความชอบอกชอบใจ

   แบงค์และมายด์กล่าวอำลา ทุกคนในวงโค้งคำนับขอบคุณให้กับคนดูพร้อมกัน ก่อนที่ไฟบนเวทีจะค่อยๆ ดับลง พร้อมกับพิธีกรทั้งสองเดินกลับขึ้นมาดำเนินรายการต่อ

   พวกผมเดินฝ่าผู้คนที่แน่นขนัดออกไปก่อนที่จะเดินเข้าไปยังด้านในห้าง เพื่อรอคนในชมรมออกมา
   ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูข้อความที่ผมแชทกับแบงค์ พร้อมกับภาพเหตุการณ์บนเวทีเมื่อครู่ที่ค่อยๆ ย้อนกลับเข้ามาในหัวผม

   ทำไมผมถึงสลัดภาพพวกนั้นออกไปจากหัวไม่ได้สักทีนะ ภาพที่แบงค์และมายด์ร้องเพลงคู่กัน ช่างดูเหมาะสมกันเป็นอย่างยิ่ง

   อย่าบอกนะว่าเหตุผลที่แบงค์ยอมมาเป็นนักร้องนำให้ชมรม จะเป็นเพราะ...

   “เฮ้ย มึงเป็นอะหยังไปวะ ดูบ่สดชื่นเลยนะเฮ้ย”
   ไอ้ยีสต์หันมาถามผมที่ตอนนี้ได้แต่ยืนนิ่งเงียบอยู่

   “ป่ะ ป่าวๆ บ่ได้เป็นหยัง กูแค่...แค่หิวข้าวน่ะ”
   ผมตอบปัดกลับไปสั้นๆ ก่อนที่จะเก็บมือใส่กระเป๋ากางเกง ไอ้ยีสต์ส่ายหัวให้กับคำตอบนั้นของผม

   “"เฮ้ย เป็นไงมั่งวะ ที่พวกกูเล่นเมื่อกี๊”
   เสียงของไอ้เต้ยเอ่ยถามดังขึ้นมา พร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในชมรมรวมไปถึงแบงค์ที่กำลังยืนคุยอยู่กับ...มายด์

   “เจ๋งว่ะ สาวๆ แม่งกรี๊ดกันโคตรเยอะอะ กูย้ายมาอยู่ชมรมดนตรีมั่งดีมั้ยวะ”
   “ในหัวมีแต่เรื่องแบบนี้นะมึง”
   ไอ้เต้ยบ่นกลับไปทันทีที่ได้ยินไอ้ยีสต์ว่าเช่นนั้น

   “เอ้า ก็กูยังหนุ่มยังแน่นนี่หว่า ก็เป็นธรรมดา มึงน่ะล่ะที่แปลก”
   “แปลกไงวะ”
   ไอ้เต้ยถามกลับด้วยความสงสัย

   “ก็มึงอะ ออกจะเพียบพร้อม หน้าตาก็ดี ฐานะก็เรียกได้ว่าระดับไฮโซ สาวๆ ก็มีเข้ามาหามึงตลอด ซึ่งผิดกับกู แต่กูก็บ่เคยเห็นมึงจะเลือกคบกับใครสักคน เพราะอะหยังวะ”
   ไอ้ยีสต์ตอบกลับไป พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

   “เรื่องของกูเหอะ อ้อ คืนนี้กูไปนอนบ้านมึงนะ”
   ไอเต้ยพูดพร้อมกับหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาดู

   “อีกละ บ้านตัวเองมีบ่นอน ชอบมานอนบ้านกูตลอด อย่าบอกนะว่ามึง...”
   เพียะ!
   ไอ้ยีสต์ร้อง โอ๊ย ด้วยความเจ็บปวดทันทีหลังจากที่โดนไอ้เต้ยตบกะโหลกเข้าอย่างจัง

   “เพ้อเจ้อละมึง ไอ้ห่า รอนี่นะเฮ้ย เดี๋ยวกูไปเก็บของแป๊บ ไอ้ไนท์ มึงก็มาด้วย เร็วๆ”
   ไอ้เต้ยกำชับพร้อมกับหันไปสั่งไอ้น้องไนท์ที่ทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาหาผม แต่ก็ต้องหันหลังเดินตามไอ้เต้ยไปอย่างเสียไม่ได้ด้วยสีหน้าไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก

   “แบงค์งั้นเดี๋ยวเรากลับก่อนนะ โชคดีล่ะ นันท์ด้วย สุขสันต์วันคริสต์มาสนะจ๊ะ บ๊ายบาย ไว้เจอกันนะ”
   มายด์เอ่ยคำอำลากับพวกผมพร้อมกับโบกมือและยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนที่จะเดินตามพี่สาธิตออกไป

   “เออ งั้นเดี๋ยวกูไปห้องน้ำแป๊บ ปวดเยี่ยวว่ะ”
   ไอ้ยีสต์หันมาบอกกับพวกผม ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนพร้อมกับสะกิดไอ้โอ๊ตให้ไปเป็นเพื่อน

   “มึงรอนี่นะ เดี๋ยวไอ้เหี้ยเต้ยมาบ่เห็นจะเป็นเรื่อง งานเข้ากูอีก”
   ไอ้ยีสต์หันมากำชับผมก่อนที่จะเดินออกไป โดยทิ้งไว้ให้ผมยืนอยู่เพียงลำพัง ไม่สิ ต้องบอกว่าอยู่กับแบงค์กันสองคน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่มาเที่ยวห้างในค่ำคืนคริสต์มาสนี้น่าจะถูกกว่า

   “......”
   “......”

   ทั้งผมและแบงค์ต่างก็นิ่งเงียบราวกับโดนเสกคาถาใบ้ยังไงยังงั้น

   “เอ่อ ไปดูวิวชั้นดาดฟ้ากันมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมด้วยสีหน้าและน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย

   “บ่เอาว่ะ ไอ้ยีสต์บอกให้รอตรงนี้ เดี๋ยวมันด่าเอา”
   ผมขมวดคิ้วตอบปัดกลับไปด้วยน้ำเสียงห้วนๆ แบงค์ทำสีหน้างงๆ เมื่อได้ยินคำตอบนั้นจากผม

   “เอ่อ แต่อีกเดี๋ยวเขาก็จะจุดพลุแล้ว ไปดูข้างบนสวยกว่านะครับ”
   แบงค์ยังคงไม่ลดละความพยายามที่จะชวนผมขึ้นไปชั้นดาดฟ้าให้ได้ ผมเงยขึ้นมองหน้าของอีกฝ่าย

   “......”
   “นะ นะครับ”

   ให้ตายสิ รอยยิ้มแบบนี้อีกแล้ว

   แล้วทำไมผมถึงต้องยอมใจอ่อนให้กับรอยยิ้มนั้นทุกทีด้วยนะ ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ

จบคาบเรียนที่สิบสอง

มุมแคปชั่นไร้สาระ

นันทการ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่
 (http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/255284116-member.jpg)
นันทการ : สาธุๆ ขอของขวัญวันคริสต์มาสด้วยนะครับ
ยีสต์ เทพเจ้าขนมปัง : ถุงเท้าเน่าๆ ซานต้าที่ไหนจะกล้าเอาของขวัญมาใส่ให้วะ
นันทการ : ก็ยังดีกว่ากางเกงในขึ้นราของมึงละกันเหอะ (รูปหล่อ พ่อรวย ได้กดถูกใจสิ่งนี้)
ยีสต์ เทพเจ้าขนมปัง : ......

***********************

มุมเมาท์มอยหอยสังข์
ตอนนี้เป็นตอนที่นำของเก่ากลับมาใช้งานน่ะครับ 555+
เพราะถือว่า มันยังโอเค แค่ปรับเปลี่ยนอะไรเล็กน้อย
ช่วงนี้วุ่นๆ นิดหน่อย ทั้งงานหลัก และงานรอง
แต่ยังลงได้เรื่อยๆ ครับ เพราะจริงๆ ก็เขียนเรื่องนี้จบไว้แล้ว
เพราะงั้นลงได้ยาวๆ ไม่มีดองครับ

ปล. ยังคงลงสีไม่เสร็จ แถมมีไฟดับตอนลงสีด้วยแล้วไม่ได้เซฟงานไว้ แง~~~~
เมาส์ปากกาก็เจ๊ง (คิดว่านะ)
เลยต้องใช้เมาส์ลูกหนูลงสีไปก่อน
เป็นการลงสีครั้งแรกในรอบ 10 ปีเลยก็ว่าได้ ถถถถถ

(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/25912970-member.jpg)
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 11 ปากแข็ง (23-10-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 27-10-2018 01:58:55
ยังตามอยู่นะครับ  o18
ขอบคุณครับ +1 ให้กำลังใจคนเขียนครับ o13


ขอบคุณมากๆ ครับ  :-[
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 13 เพราะ ...? (2-11-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 02-11-2018 00:43:03
คาบเรียนที่สิบสาม

   “เชียงใหม่ตอนกลางคืนมันสวยขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย”
   ผมเผลอเอ่ยออกมาอย่างไม่ตั้งใจทันทีที่ขึ้นมาถึงชั้นดาดฟ้าของเมญ่า

   “อารมณ์ดีขึ้นมาแล้วเหรอครับ”
   ผมรีบหุบยิ้มทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถามเช่นนั้น

   “นี่กูทำหน้าเครียดอยู่อย่างนั้นเหรอ”
   เจ้าตัวพยักหน้ากลับมาเป็นคำตอบ ผมนิ่งอึ้งคิดทบทวนตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเดินไปยืนข้างๆ อีกฝ่ายที่กำลังจับราวกั้นมองวิวทิวทัศน์ด้านล่างอยู่

   “คืนคริสต์มาสที่แสนสนุกแบบนี้ มีเรื่องอะไรให้เครียดอย่างนั้นเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมพร้อมกับเอามือมาวางบนหัวผม ผมยิ้มหึที่มุมปากเล็กน้อยเมื่อฝ่ามือใหญ่นั้นกำลังยีหัวผมเบาๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

   “นี่ล่ะครับ นันท์ที่ผมรู้จัก นันท์ที่ยิ้มกวนๆ แบบนี้นี่ล่ะ”
   “ว่าแต่ทำไมมึงบ่อาสาไปส่งมายด์ล่ะวะ”
   ผมเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกันว่าเพราะเหตุใดผมถึงได้ถามเช่นนั้นออกไป

   “หือ อะไรนะครับ”
   แบงค์ขมวดคิ้วทันทีด้วยความงุนงงเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้น ผมหันตัวกลับเข้ามาพร้อมกับมองไปยังร้านเหล้ามากมายบนชั้นดาดฟ้าแห่งนี้ ร้านเหล้าที่พวกผมยังเข้าไม่ได้เนื่องจากอายุยังไม่ถึง

   “ก็...เห็นดูสนิทสนม พูดคุยกันสนุกสนานดีนี่หว่า....ก็เลย...”
   “เดี๋ยวนะครับ”
   แบงค์พูดแทรกตัดบทผมทันที

   “เรื่องดูเหมือนจะสนิทกันก็เรื่องนึง แต่ทำไมผมต้องอาสาไปส่งมายด์ด้วยล่ะครับ”
   แบงค์ตั้งคำถามกลับมา ผมอ้ำอึ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น นี่ผมกำลังทำบ้าอะไรของผมกันเนี่ย

   “ก็...ก็...”
   “ก็...?”
   เอาวะ ถามเป็นถาม จะได้ไม่คาใจ

   “ก็...มึงบ่ได้...บ่ได้แอบ...ชอบ... มายด์อยู่อย่างงั้นเหรอวะ”
   ผมตอบกลับไปด้วยคำถามอย่างตะกุกตะกัก อีกฝ่ายนิ่งเงียบไป

   “"คือ...ทำไมนันท์ถึงคิดว่าผมแอบชอบมายด์ล่ะครับ”

   “เอ้า...ก็อย่างกูที่บอกไง ก็พวกมึงเห็นสนิทกันแบบนั้น กูก็เลยคิดว่าสาเหตุที่มึงเข้ามาช่วยชมรมดนตรี ก็เพราะมึงแอบชอบ....มายด์....ยังไงล่ะ”

   “......”
   “......”
   แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพร้อมกับเอามือกุมขมับตัวเอง ก่อนที่จะส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอเหมือนคนกำลังพยายามกลั้นหัวเราะอยู่

   “มีอะหยังน่าขำตรงไหนวะ”
   ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัยอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

   “นี่นันท์ไม่รู้จริงๆ เหรอครับ”
   “รู้อะหยัง”

   “ว่ามายด์น่ะ มีแฟนอยู่แล้วครับ”

   “......”
   “......”

   “เฮ้ย จริงดิ ใครวะ”
   ผมรู้สึกแปลกใจทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงพยายามกลั้นหัวเราะอยู่

   “ก็พี่สาธิตไงล่ะครับ นี่ไม่รู้เลยจริงๆ เหรอครับ เมื่อกี๊พี่สาธิตก็ไปส่งมายด์ที่บ้านแล้วด้วย”
   คนตัวสูงพยายามอธิบายเรื่องราวให้ผมฟัง ผมยอมรับว่าอึ้งพอสมควร เพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนทั้งๆ ที่เป็นคนในชมรมแท้ๆด้วยความที่ทั้งพี่สาธิตและมายด์ต่างก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรให้เห็นในทำนองของคนเป็นแฟนกันเลยสักนิด

   เอ หรือเป็นที่ผมเองกันแน่ที่ไม่เคยสังเกตเองหว่า ?

   “อีกอย่างนะครับ เหตุผลที่ผมเข้ามาช่วยชมรมดนตรี ก็ไม่ใช่เพราะเพราะมายด์ด้วย”

   “......”

   “ผมไม่ได้แอบชอบมายด์น่ะครับ”

   “อ้าว งั้นแล้วมันเพราะอะหยังล่ะ เหตุผลที่มึงมาช่วยเนี่ย”
   ผมถามกลับไปอีกรอบด้วยความสงสัยจริงๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมอยากรู้มากที่สุด แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีใคร่รู้ใคร่เห็นของผม ก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่จะหันมามองผมพร้อมกับอมยิ้มด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย

   “"ที่ผมเข้ามาช่วยชมรมดนตรีก็เพราะ...”
   แบงค์ทิ้งช่วงจังหวะครู่หนึ่ง ผมรู้สึกลุ้นตามไปด้วยจนแทบจะกลั้นหายใจเลยทีเดียว

   “เพราะ...”
   “เพราะ...?”

   “เพราะ......”
   “เพราะ......?”

   “เพราะ.........”
   “เพราะ.........อะหยังล่ะวะ”
   ผมพูดพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยายามยึกยักไม่ยอมพูดสักที

   “เพราะ... ไม่บอกดีกว่า ปล่อยให้สงสัยต่อไปละกันครับ”
   “เอ้า ไหงงั้นล่ะวะ”
   ผมย่นจมูกด้วยความผิดหวังทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ในขณะที่แบงค์เองก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ

   “ว่าแต่วันนี้เป็นยังไงมั่ง ให้ผมกี่คะแนนดีครับ”
   แบงค์เอ่ยถามแทรกขึ้นมา ซึ่งต่อให้ผมโง่แค่ไหนก็ดูรู้ว่าเจ้าตัวกำลังพยายามจะเปลี่ยนประเด็นอยู่ แต่เอาเถอะ ถ้ายังไม่อยากบอก ผมก็คงทำอะไรไม่ได้สินะ ถามมากไป เดี๋ยวจะพาลทำให้เสียบรรยากาศค่ำคืนคริสต์มาสที่มีความสุขเปล่าๆ

   “เออ ก็ดี บ่น่าเชื่อว่าระยะเวลาสั้นๆ แค่นี้ มึงจะพัฒนาฝีมือมาได้มากถึงขนาดนี้”

   ผมตอบกลับไปด้วยความสัตย์จริง ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายในวันนี้นั้นดูหล่อกว่าทุกวันที่ผ่านๆ มาจริงๆ นั่นล่ะ สังเกตได้จากสายตาของบรรดาสาวๆ โดยรอบที่ต่างก็หันมามองเจ้าตัวอยู่ ทำเอาผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินยังไงก็ไม่รู้แฮะ แต่ดูเหมือนแบงค์จะไม่ได้ใส่ใจกับสายตาที่ต่างก็จ้องมองมาที่ตัวเองเท่าไหร่นัก เพราะตอนนี้เจ้าตัวเอาแต่มองขึ้นไปยังพระจันทร์ที่กำลังลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมหวนนึกถึงคำพูดของเด็กสาวข้างๆ ผมตอนที่อยู่หน้าเวทีเมื่อครู่ขึ้นมาทันที

   ให้อารมณ์ดูอบอุ่น แต่แฝงไว้ด้วยความเหงายังไงก็ไม่รู้
   ผมจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ พลางนึกสังเกตอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง นั่นคือที่ผ่านมาบ่อยครั้งที่แบงค์มักจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าอยู่เสมอ อย่างตอนที่เจ้าตัวอยู่บนเวทีเมื่อกี้นั่นก็เช่นกัน

   
กลางงานเต้นรำในคืนจันทร์เต็มดวง ผู้คนรายล้อมเรา
ตราบนั้นราตรีกาลยังคงงันเงียบเหงา ไม่เป็นดั่งเช่นเคย
ฉันยืนอยู่ตรงนี้ แม้มีผู้คนรายล้อมนับพัน
ช่างมันเพราะฉันไม่คิดมองใครอื่นเลย

   น้ำเสียงของแบงค์ที่กำลังร้องท่อนนั้นคู่กับมายด์ในเพลงงานเต้นรำในคืนพระจันทร์เต็มดวงและสายตาที่ดูเหมือนจะเหม่อมองไปยังท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งก้อนเมฆมาบดบังแสงของดวงจันทร์ราวกับว่าตนเองในตอนนั้นกำลังยืนอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว ซึ่งผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่านั่นคือการแสดงที่เข้าถึงอารมณ์ของเนื้อหาเพลงหรือแท้จริงแล้วนั่นคือความรู้สึกลึกๆ ในใจของเจ้าตัวกันแน่

   “แล้วเพลงสุดท้ายล่ะครับ เป็นยังไงมั่ง”
   แบงค์เอ่ยถามในขณะที่สายตายังคงจ้องมองไปยังดวงจันทร์ที่กำลังลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ผมเอี้ยวตัวแล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าเช่นเดียวกับอีกฝ่าย

   “มึงทำได้ดีมากๆ สมกับที่พยายามซ้อมมาตลอด...”
   “นั่นล่ะครับ เพลงพิเศษ ฟังมันไว้ให้ดี....”
   แบงค์เอ่ยแทรกขึ้นมา

   “......”

   ผมนิ่งเงียบไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น พร้อมกับพยายามใช้สมองอันน้อยนิดของตัวเองประมวลผล

   เพลงนั้นมัน...

   ฟุ่บ! ฟิ่ว!
   ปัง!!!
   เสียงของพลุดังขึ้นมา ดึงความสนใจทั้งของผมและแบงค์ รวมไปถึงผู้คนมากมายที่อยู่บนชั้นดาดฟ้าแห่งนี้ให้หันไปยังต้นเสียงนั้นทันทีอย่างพร้อมเพรียง

   พลุมากมายถูกจุดขึ้น ทำให้ท้องฟ้าในยามค่ำคืนนี้ถูกประดับประดาไปด้วยความสวยงามจากพลุหลากหลายสีทั้งผมและแบงค์ต่างก็นิ่งเงียบไปกับพลุเหล่านั้น

   TRRRRRR
   เสียงมือถือของผมที่เก็บเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงสั่นและดังแทรกขึ้นมา ผมก้มลงไปมองและจะล้วงหยิบมันขึ้นมา
   ทว่า...

   “ดูพลุกันเถอะครับ”
   พูดจบ แบงค์ก็ยื่นมือมาจับข้อมือผมรั้งไว้ราวกับพยายามที่จะห้ามไม่ให้ผมรับสายที่กำลังโทรเข้ามา

   “แต่...”
   “นะครับ ขอแค่คืนนี้คืนเดียว”

   คำพูดและสายตาที่ดูพยายามจะอ้อนวอนนั้น ทำเอาผมถึงกับไปต่อไม่ถูกยังไงก็ไม่รู้แฮะ ผมจึงได้แต่ปล่อยให้มือถือสั่นดังอยู่ในกระเป๋ากางเกงโดยไม่ขัดขืนจนในที่สุดมันก็เงียบลง แบงค์จึงยอมปล่อยข้อมือผมก่อนจะหันกลับไปมองพลุที่ยังคงถูกจุดอย่างต่อเนื่อง

   “บางทีปล่อยให้มันเป็นไปในรูปแบบนี้อีกสักพักมันก็ดีเหมือนกันนะครับ...จนกว่าผมจะมีความกล้ามากกว่านี้ขึ้นมาอีกนิด”
   “หือ มึงว่าอะหยังนะ”
   ผมถามกลับด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดงึมงัมๆ ในลำคอจนผมไม่สามารถจับใจความได้

   “อ๋อ ไม่มีอะไร วิวสวยดีน่ะว่ามั้ยครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะหันไปมองออกไปดูบรรยากาศตัวเมืองเชียงใหม่ในค่ำคืนนี้ ซึ่งก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่านั่นล่ะ

   “นั่นสิ”
   อนึ่ง ผมขอสารภาพตรงนี้เลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นบรรยากาศของตัวเมืองเชียงใหม่ในยามค่ำคืนจากที่สูงแบบนี้ จนบางทีก็สงสัยนะว่าเป็นคนเหนือได้ยังไง ขนาดแม่คะนิ้งยังไม่เคยเห็น

   “นันท์ครับ”
   “หือ?”
   “เมอร์รี่ คริสต์มาสนะครับ”
   แบงค์เอ่ยคำอวยพรนั้นออกมาโดยที่สายตายังคงจดจ่ออยู่กับพลุเหล่านั้น ผมยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น

   “เออ เมอร์รี่ คริสต์มาสเช่นกัน”
   ผมอวยพรกลับไปก่อนที่จะหันกลับไปมองพลุต่อ

   ในค่ำคืนคริสต์มาสที่อากาศหนาวเย็นกำลังดีแบบนี้ ไม่ว่าที่ไหนก็ดูจะมีแต่ความสุขทั้งนั้น รวมถึงผมด้วยที่ตอนนี้รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อรู้ว่าแบงค์นั้นไม่ได้แอบชอบมายด์

   เดี๋ยวนะ แล้วทำไมกูถึงต้องรู้สึกมีความสุขกับเรื่องนั้นด้วยล่ะ ?

   “มึง”
   “ครับ?”

   “ปีใหม่วางแผนไปไหนรึยังวะ”
   ผมเอ่ยถามออกไป คนถูกถามนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

   “ก็ยังไม่มีแพลนว่าจะไปไหนเป็นพิเศษนะ ทำไมเหรอครับ”
   “นับถอยหลังปีใหม่ด้วยกันกับกูมั้ย”

   ผมเอ่ยชวนแบงค์ออกไปซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใดผมจึงเอ่ยชวนออกไปเช่นนั้น แบงค์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็อมยิ้มทันทีก่อนที่จะเอามือมายีหัวผมเบาๆ

   “ได้ครับ จะรอนะครับ”
   “สัญญานะเว้ย”
   “ครับ สัญญาแน่นอน”
   แบงค์ตอบตกลงกลับมา ผมยิ้มอย่างมีความสุขกับคำตอบที่ได้ยิน

   ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในใจ ณ ตอนนี้มันคืออะไรกัน ผมเองก็ยังสงสัย แต่ที่ผมรู้แน่ๆ ในตอนนี้ก็คือ ผมมีความสุขกับมันมากๆ มากเสียจนอยากจะเก็บมันไว้คนเดียวไม่แบ่งให้ใคร และไม่ต้องการให้ใครมายืน ณ ตรงที่นี้แทนผมด้วย
   

   นั่นล่ะ คือความคิดและความรู้สึกของผมในตอนนี้


จบคาบเรียนที่สิบสาม
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 14 เซอร์ไพรส์ (2-11-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 02-11-2018 01:12:56
   คาบเรียนที่สิบสี่
   
   หลังผ่านพ้นคริสต์มาสไป พวกผมก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติกัน เอ หรือจะเรียกว่าไม่ปกติดีหว่า เพราะอีกไม่นานก็จะสอบเก็บคะแนนอีกแล้วนี่หว่า แต่ช่างแม่งมันก่อนเถอะ เพราะก่อนหน้านั้นขอสำราญกับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก่อนแล้วกัน

   “เฮ้ย สรุปพรุ่งนี้เราจะไปฉลองปีใหม่ที่ร้านมิสติกนะเว้ย”
   ไอ้เต้ยเอ่ยกำชับเพื่อนๆ ในกลุ่มหลังจากที่คาบเรียนสุดท้ายของปีนี้หมดลง

   ใช่แล้วครับ พรุ่งนี้ก็วันที่สามสิบเอ็ดธันวาคมซึ่งก็เป็นวันสุดท้ายของปีนี้แล้ว จะว่าไปปีๆ หนึ่งนี่ก็ผ่านไปไวจนน่าใจหายเหมือนกันแฮะ เหมือนจะยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยยังไงก็ไม่รู้

   “ไอ้ร้านที่อยู่บนชั้นดาดฟ้าห้างเมญ่านั่นเหรอวะ”
   ไอ้ยีสต์เอ่ยถามเพื่อความมั่นใจพลางเก็บหนังสือใส่กระเป๋าไปด้วย ไอ้เต้ยพยักหน้าเป็นคำตอบกลับมา

   “แต่อายุพวกเรายังไม่ถึงเลยไม่ใช่เหรอครับ คุณเพื่อนเต้ย”
   ไอ้โอ๊ตเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลางขยับแว่นหนาบนใบหน้าให้เข้าที่

   “มึงกับคุยกับใครอยู่ ให้มันรู้มั่ง”
   ไอ้เต้ยยิ้มมุมปากตอบกลับมาด้วยสีหน้ามั่นใจ ซึ่งก็ทำให้พวกผมเข้าใจความหมายในคำพูดนั้นทันที ก่อนที่ทุกคนจะพยักตอบรับกับคำพูดนั้นของไอ้เต้ยแล้วจึงแยกย้ายกัน

   “ไอ้นันท์”
   “หือ?”
   ผมเลิกคิ้วสูงหันไปยังไอ้เต้ยที่เอ่ยเรียกชื่อผม

   “พรุ่งนี้มึงจะไปกับไอ้แบงค์ก็ได้นะ กูอนุญาต”
   พูดจบ ไอ้เต้ยก็ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
   “ทำไมต้องจำเพาะเจาะจงไอ้แบงค์มันด้วยวะ”
   ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัยก่อนจะสะพายกระเป๋าไว้กลางหลัง

   “เอ้า ก็เผื่อมึงอยากฉลองปีใหม่ด้วยกัน ตามประสาข้าวใหม่ปลามันยังไงล่ะ”
   ผมยิ่งหรี่ตาขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม

   “พูดเหี้ยอะหยังของมึงเนี่ย ไอ้เต้ย”
   “เอ้า นี่มึงกับแบงค์ยังบ่ได้...”
   “บ่ได้อะหยังวะ”
   ผมถามแทรกเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบทิ้งจังหวะไป

   “ก็เห็นไอ้แบงค์มันอุตส่าห์ร้องเพลงนั้นแล้วแท้ๆ กูก็นึกว่ามึง...”
   “เพลง? เพลงไหนวะ”
   ผมเอ่ยถามด้วยความงุนงง เหมือนกับว่าแทนที่จะรู้เรื่องกลับกลายเป็นว่างงหนักมากขึ้นกว่าเดิม

   “เออ ช่างแม่งเหอะ สมเป็นมึงจริงๆ เลยว่ะ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เจอกันนะเว้ย ทุ่มนึง ห้ามเบี้ยวล่ะ กูไปละ”
   พูดจบไอ้เต้ยก็เดินจากไปโดยทิ้งปริศนาสายฟ้าผ่าเอาไว้ ให้ผมคาใจเล่นๆ ผมเดินออกจากห้องไปด้วยความมึนงงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ก่อนจะล้วงกุญแจรถในกระเป๋าออกมาแล้วเดินลงจากอาคารเรียนไปยังลานจอดรถ

อนึ่ง วันนี้ผมไม่มีนัดติวหนังสือกับแบงค์น่ะครับ ขอพักบ้างอะไรบ้างน่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   “อ้าว นันท์ จะกลับแล้วเหรอ”
   เสียงของมายด์เอ่ยทักผมทันทีที่เห็นผมเดินลงมาถึงชั้นล่างสุด

   “อื้ม แล้วนั่นจะหอบหนังสือไปไหนมากมายน่ะ”
   ผมเอ่ยถามกลับไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายหอบกองหนังสือสูงซึ่งดูแล้วท่าทางจะหนักไม่ใช่น้อย

   “ก็เอาไปไว้ที่ห้องพักครูน่ะ”
   “มา งั้นเดี๋ยวช่วย”
   ผมแบ่งกองหนังสือนั้นมาจากมายด์ครึ่งหนึ่งก่อนจะเดินประกบคู่ตามเธอยังไปห้องพักครู

   “พรุ่งนี้นันท์จะไปฉลองปีใหม่ที่ไหนเหรอ”
   มายด์หันมาเอ่ยถามผม

   “ก็ตกลงกับพวกไอ้เต้ยว่าจะไปนั่งร้านมิสติกบนเมญ่าน่ะ”
   “อายุถึงเหรอ”
   “ไปกับพ่อเลี้ยงเต้ยกลัวอะหยัง”
   มายด์หัวเราะทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น

   “แล้วแบงค์ล่ะ บ่ไปฉลองกับแบงค์เขาเหรอ”
   “ก็คงไปด้วยกันน่ะล่ะ แต่เดี๋ยวนะ ทำไมต้องถามถึงแบงค์ด้วยน่ะ”

   “บ่ชอบให้ถามเหรอ”
   มายด์ทำสีหน้าแปลกใจเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้น

   “เปล่าๆ บ่ใช่ๆ ก็แบบมีแต่คนถามถึงมันตลอดเวลาเจอหน้าเราไง ก็เลยงงๆ”
   “อ้าว นี่นันท์กับแบงค์ตกลงยังบ่ได้เป็น...”

   “เป็น?”
   ผมเอ่ยถามย้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายทิ้งช่วงไป
   “อ้อ เปล่าๆ บ่มีอะหยังจ้ะ แค่สงสัยน่ะ ก็เห็นแบงค์เขาร้องเพลงนั้นก็เลยคิดว่าจะมีอะหยังคืบหน้าไปแล้วเสียอีก”

   “คืบหน้า? คืบหน้าอะหยัง”
   ผมขมวดคิ้วงุนงงหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินประโยคที่แฝงไว้ด้วยคำพูดที่ชวนสงสัยก่อนจะวางกองหนังสือในมือลงบนโต๊ะทันทีที่มาถึงห้องพักครู

   “รู้สึกสงสารแบงค์ยังไงก็บ่รู้แฮะ ช่างมันเหอะ แต่ยังไงก็ขอบคุณมากนะที่ช่วยยกหนังสือเนี่ย”
   ผมพยักหน้ายิ้มตอบกลับไปในขณะที่ในใจก็นึกสงสัยในสิ่งที่มายด์พูดถึงอยู่นั้นคืออะไร แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากมายนักจึงไม่ได้ถามต่อ

   “ยังไงก็สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะ ไปละ”
   มายด์กล่าวอวยพรก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับผมที่โบกมือลาให้กับเธอเช่นกันก่อนที่จะหันหลังมุ่งไปยังลานจอดรถ


   และแล้ววันสุดท้ายของปีนี้ก็มาถึง

   หนึ่งในเทศกาลที่ใครต่อใครต่างก็ชื่นชอบและสนุกสนานไปกับมัน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ชื่นชอบเทศกาลนี้มากๆ รองจากวันสงกรานต์เลยก็ว่าได้ ผมชอบช่วงบรรยากาศที่ใครต่อใครต่างก็รื่นเริงและรอคอยวินาทีที่เปลี่ยนจากปีเก่าเป็นปีใหม่ มันชวนให้รู้สึกว่าชีวิตเรายังมีอะไรให้ต้องพบเจออีกเยอะ

   “เอ้า ชนแก้วแล้วแดกหน่อยเว้ย”
   ไอ้ยีสต์เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงร่าเริงเป็นพิเศษ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร้านเหล้าจากปกติที่ไม่เคยเข้าอันเนื่องมาจากอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่ด้วยบารมีอันสูงส่งของไอ้เต้ย จึงทำให้อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด พวกผมยกแก้วขึ้นชนตามคำชวนนั้นอย่างไม่รีรอก่อนจะจิบเจ้าน้ำสีทองที่มีฟองสีขาวด้านบนทันที

   เหี้ย ขมใช้ได้เลยเว้ยไอ้สิ่งที่เรียกว่าเบียร์เนี่ย ถึงจะรู้ว่ามันไม่ดี แต่นานๆ ทีก็ไม่น่าจะเป็นอะไรคงไม่ร้ายแรงเท่าเหล้าขาวเชียงดาวเหมือนคราวก่อนหรอก

   มั้งนะ

   ผมวางแก้วลงพร้อมปาดฟองที่ติดอยู่เหนือริมฝีปากออกพลางมองไปยังบริเวณรอบๆ บนชั้นดาดฟ้าของห้างเมญ่าซึ่งก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายที่มาร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เฉกเช่นเดียวกับพวกผม ดูทุกคนต่างจะสนุกสนานไปกับค่ำคืนนี้กันเสียจริง

   แต่หากจะมีใครพลาดที่จะร่วมสนุกไปกับค่ำคืนนี้สักคน คนๆ นั้นก็น่าจะเป็น “แบงค์” นี่ล่ะ

   Power Bank : ขอโทษด้วยนะครับที่ตอบช้า เพิ่งตื่น พอดีไข้ขึ้น คงออกไปด้วยไม่ได้แล้วล่ะครับ
   ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้อ่านข้อความนั้นที่เพิ่งถูกส่งมาเมื่อครู่หลังจากที่ผมส่งข้อความไปถามหาตั้งแต่เมื่อตอนเย็นแต่เพิ่งจะได้รับคำตอบ

   นันทการ : แล้วมึงไปหาหมอรึยังวะ
   ผมส่งข้อความกลับไป
   Power Bank : ยังเลยครับ แต่กินยาแล้ว นี่ก็ว่าจะนอนต่อ เผื่อไข้จะลดลง ถ้าพรุ่งนี้ไม่ดีขึ้นยังไงค่อยไปหาหมออีกทีน่ะครับ

   แบงค์ส่งข้อความกลับมา ผมเม้มปากเล็กน้อย
   นันทการ : เออๆ งั้นพักผ่อนเยอะๆ นะ หายไวๆ ล่ะมึง

   Power Bank : เป็นห่วงผมเหรอครับ
   นันทการ : หรือจะให้กูแช่ง

   Power Bank : ไม่เอาครับ ยังไงก็ขอบคุณมากครับ แล้วก็ขอโทษด้วยที่ไม่ได้นับถอยหลังด้วยกัน ยังไงก็สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะครับ

   ผมนิ่งเงียบเล็กน้อยเมื่อเห็นข้อความนั้นถูกส่งมา
   "เฮ้ย ไอ้ยีสต์ คนนี้มึงไปนอนเป็นเพื่อนกู ที่บ้านกูนะเว้ย"
   ไอ้เต้ยหันไปบอกไอ้ยีสต์ที่กำลังมองดูสาวๆ อยู่ ก่อนที่จะหยิบเบียร์ขึ้นมาจิบ

   "อ่าว แล้วพ่อแม่มึงล่ะ"
   ไอ้ยีสต์หันกลับมาถาม พร้อมกับยกเบียร์ขึ้นมาจิบเช่นเดียวกันกับไอ้เต้ย

   "ไปฉลองปีใหม่บ้านญาติที่ต่างจังหวัด"
   ไอ้เต้ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งก่อนที่จะยกมือเรียกพนักงานเพื่อสั่งเบียร์เพิ่ม   

   "แล้วอะหยังมึงบ่ไปกับเขาล่ะ"
   "กูขี้เกียจ มีแต่ญาติพี่น้องวุ่นวะวุ่นวาย คุยข่มทับกันไปกันมา กูรำคาญ"
   "อินดี้มากเลยมึง ว่าแต่อะหยังกูต้องไปนอนที่บ้านมึงด้วยวะ"
   ไอ้ยีสต์ถามด้วยความสงสัยในขณะที่สายตานั้นยังคงจ้องมองสาวสวยที่เดินผ่านไปมา

   "ก็บ่อะหยัง ก็แค่กูสั่ง"
   ไอ้เต้ยตอบกลับสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงห้วนๆ

   "อันนี้เผด็จการละ ไอ้สัส"
   ไอ้ยีสต์แขวะกลับไปพร้อมกับยกเบียร์ขึ้นมาจิบอีกรอบ

   "หรือมึงจะบ่ไป"
   ไอ้เต้ยถามด้วยน้ำเสียงขู่แกมบังคับ ไอ้ยีสต์ยกมือปัดเป็นเชิงปฏิเสธโดยที่ยังไม่ละสายตาจากสาวๆ ไอ้เต้ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นท่าทีแข็งข้อของไอ้ยีสต์

   "ถ้ามึงบ่ไป กูจะแฉเรื่องคืนคริสต์มาสของมึงนะ"
   ทันทีที่ไอ้เต้ยพูดจบ ทั้งผม ไอ้โอ๊ต รวมไปถึงไอ้ยีสต์ต่างหันไปมองไอ้เต้ยโดยพร้อมเพรียงกันทันที

   "วันก่อน? อะหยังวะ"
   ผมเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยใคร่รู้เฉกเช่นเดียวกับไอ้โอ๊ตที่ยอมละสายตาจากหน้าจอเกมในมือถือ ส่วนไอ้ยีสต์ผู้ที่ถูกพาดพิงก็ทำหน้าเหวอตาโตอ้าปากค้างทันที ในขณะที่ไอ้เต้ยผู้เปิดประเด็นขึ้นมายังคงทำสีหน้าราบเรียบนิ่งเฉย พร้อมยกเบียร์ขึ้นมาจิบเล็กน้อยก่อนที่จะวางลงบนโต๊ะอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

   "คือ เมื่อคืนวันคริสต์มาสเว้ย ไอ้เหี้ยยีสต์มัน...."
   เพี้ยะ!!!

   “......”
   “......”
   “......”
   “......”

   เสียงตบหัวดังขึ้นทันทีโดยที่ไอ้เต้ยยังไม่ทันได้พูดให้จบประโยค ไอ้เต้ยนิ่งเงียบไปครู่พร้อมกับยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบหัวตัวเองตรงจุดที่ถูกไอ้ยีสต์ตบเข้าอย่างจังก่อนที่จะหันไปมองอีกฝ่ายที่กำลังทำสีหน้าซีดเผือดด้วยสายตาที่ดูน่ากลัว

   "ไอ้เหี้ยยีสต์ นี่มึงกล้าตบหัวกูเหรอวะ!?"
   ไอ้เต้ยถามด้วยน้ำเสียงและแววตาที่แฝงไว้ด้วยความดุดัน

   "เอ่อ...เฮ้ย เฮ้ย กะ...กูขอโทษ สุมาเต๊อะ กะ...ก็มึงอะ มึงจะแฉกูนี่หว่า..."
   ไอ้ยีสต์เอ่ยขอโทษด้วยสีหน้าเจื่อนๆ พร้อมกับน้ำเสียงสั่นตะกุกตะกัก ไอ้เต้ยรีบคว้าคอไอ้ยีสต์มาล็อกเอาไว้ทันที

   "ไอ้เหี้ย มึงโดนนน!"
   ดูจะสนุกสนานกันจังนะพวกมึงทั้งสองคนเนี่ย แต่ก็ว่าไม่ได้ เห็นแดกไปแล้วหลายแก้วอยู่ ในขณะที่ตัวผมเองยังไม่หมดแก้วแรกเลย ส่วนหนึ่งคงเพราะยังฝังใจจากคืนสันป่าเกี๊ยะนั้นด้วยล่ะมั้ง

   “เป็นอะไรไปครับ คุณเพื่อนนันท์ดูเงียบๆ ไปนะครับ”
   ไอ้โอ๊ตหันมาถามผมด้วยความสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางนิ่งเงียบไม่เข้ากับบรรยากาศแห่งความสุข

   “ก็ไอ้แบงค์น่ะดิมาบ่ได้แล้วว่ะ”
   ผมตอบกลับไปพลางขมวดคิ้วเม้มปากเล็กน้อย

   “อ้าว เพราะอะไรล่ะครับ”
   “เห็นว่าบ่สบาย ไข้ขึ้นว่ะ”

   “ไข่ขึ้น?”
   ไอ้ยีสต์ยิงมุกเสื่อมแทรกขึ้นมา ผมกับไอ้โอ๊ตหันไปหรี่ตามองด้วยความสมเพชพร้อมกับชูนิ้วกลางใส่มัน

   “คุณเพื่อนแบงค์มาไม่ได้ แล้วยังไงเหรอครับ ทำไมคุณเพื่อนนันท์ต้องดูผิดหวังด้วยล่ะครับ”
   “เอ่อ...ก็มัน...”
   ผมอึกอักเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปยังไงดี

   “อยากไปหาคุณเพื่อนแบงค์อย่างนั้นเหรอครับ”
   ไอ้โอ๊ตเอ่ยถามออกมาก่อนที่จะก้มหน้าลงไปเล่นเกมในมือถือต่อ ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้น

   “ก็...”
   “มึงเป็นห่วงไอ้แบงค์อย่างนั้นเหรอวะ”
   ไอ้เต้ยหันมาเอ่ยถามหลังจากที่เจ้าตัวเพิ่งจะซัดเบียร์ไปจนหมดแก้ว

   “บ่รู้ว่ะ แค่...”
   “ถ้ามึงอยากไปก็ไปดิวะ จะมานั่งทำหน้าหงอยเป็นกอลลั่มโดนเชือดทำเหี้ยอะหยังอยู่วะ”
   ไอ้ยีสต์ที่ตอนนี้ยังโดนไอ้เต้ยล็อกคออยู่หันมาบอกผม ผมเงยหน้าขึ้นมองพวกเพื่อนๆ ยอมรับครับว่าใจหนึ่งก็อยากไปหาแบงค์อยู่เหมือนกัน แต่อีกใจหนึ่งก็...

   “กูเกรงใจพวกมึงว่ะ ถ้ากูไปพวกมึงจะบ่ว่าอะหยังกูเหรอวะ”
   “เกรงใจเหี้ยอะหยัง มึงอยากไปก็ไปดิวะ พวกกูจะว่าอะหยังมึง มึงกับพวกกูก็เจอหน้ากันทุกวันแท้ๆ คิดอะหยังนักวะ”
   ผมทำหน้าเหวอทันทีที่ไอ้เต้ยหันมาสบถใส่

   “กะอีแค่มึงบ่ได้อยู่ฉลองปีใหม่กับพวกกู พวกกูก็บ่ได้จะตัดขาดความเป็นเพื่อนกับมึงซะหน่อย ใช่มั้ยวะ”
   ไอ้เต้ยหันไปถามคนอื่นที่เหลือ ทั้งไอ้โอ๊ตและไอ้ยีสต์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย

   “มึงทำตัวแปลกๆ นะเฮ้ย อยู่ๆ มานึกเกรงอก เกรงใจอะหยัง ไร้สาระว่ะ“
   ไอ้ยีสต์ด่าสมทบมาอีกคน กลายเป็นว่านี่ผมต้องรู้สึกผิดที่อยู่ๆ เสือกเกิดเกรงใจพวกมันเหรอเนี่ย

   “ถ้ามึงอยากจะไป ก็รีบๆ ไปเถอะ”
   “เออๆ งั้นกูไปแล้วนะเว้ย ไงก็สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าละกัน”
   ผมลุกขึ้นพร้อมกับกล่าวลาทุกคน

   “เดี๋ยว ไอ้นันท์”
   “อะหยังของมึงอีกวะ ไอ้เต้ย”
   ผมขมวดคิ้วถามด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย สรุปจะให้กูไปหรือไม่ให้ไปกันแน่วะ

   “สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าเหมือนกัน มีอะหยังก็รีบเคลียร์ให้มันจบๆ ซะ โอกาสดีๆ แบบนี้บ่ได้มีบ่อยๆ นะเว้ย”
   ไอ้เต้ยพูดอย่างมีเลศนัย ผมพยักเพยิดหน้าเป็นเชิงรับรู้ถึงแม้จะงุนงงกับคำพูดที่ฟังดูแปลกๆ นั้นอยู่บ้างก่อนที่จะเดินไปยังลิฟท์แก้ว เพื่อลงไปยังชั้นบีหนึ่งซึ่งเป็นชั้นของลานจอดรถจักรยานยนต์ และทันทีที่มาถึงลานจอด ผมก็นึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

   หอแบงค์อยู่ไหนวะ ?

   จะว่าไป ไอ้เราก็ไม่เคยไปเลยสักครั้งนี่หว่า ทั้งๆ ที่ก็รู้จักกันมาก็หลายเดือนแล้วแท้ๆ ทันทีที่คิดเช่นนั้นผมก็หยิบมือถือขึ้นมาพร้อมกับกดเบอร์ไปยังอีกฝ่ายทันที

   “......”

   แต่เดี๋ยวนะ ถ้ากูโทรถาม มันก็ไม่เซอร์ไพรส์น่ะสิ

   
   ทันทีที่คิดเช่นนั้นผมก็รีบกดวางสายแล้วทักแช็ตไปหาไอ้โอ๊ตด้วยความรวดเร็ว เพราะมันเป็นเพื่อนของแบงค์ก็น่าจะรู้จักหอของอีกฝ่ายแน่ๆ

ทว่า...

   Oat lnwศาสตร์ : ไม่ทราบครับ ไม่ถามคุณเพื่อนแบงค์เอาเองล่ะครับ แล้วอีกอย่างทักมาสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้มันขัดจังหวะเล่นเกมของผมมากๆ เลยนะครับ คุณเพื่อนนันท์

   ไหงกลายเป็นกูเป็นฝ่ายผิดไปเสียงั้นละวะ แล้วแบบนี้กูจะรู้หอแบงค์ได้ยังไงล่ะเนี่ย

   เอ้อ ใช่ เจ๊บัวยังไงล่ะ เจ๊บัวน่าจะรู้แน่ๆ

   ทันทีที่คิดได้เช่นนั้นผมก็รีบเร่งฝีเท้าวิ่งออกจากห้างไปยังร้านมินิคาเฟ่ของเจ๊บัว โอ๊ยยย ทำไมการจะเซอร์ไพรส์มันยากเย็นอะไรแบบนี้วะเนี่ย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้ายังไงก็ไม่รู้แฮะ

   และทันทีที่ไปถึง

   “โอ้ พอดีเลย จะไปหาแบงค์เหรอจ๊ะ ดีเลยๆ ลูกค้าที่้ร้านเยอะมาก เจ๊คงไม่ได้ไปแล้วล่ะ งั้นยังไงเจ๊ฝากเยี่ยมไข้แบงค์แทนเจ๊ด้วยนะจ๊ะ ส่วนที่อยู่ เอ้านี่...นี่เลย อ้อ แล้วก็เอานี่ไปด้วย เป็นของเยี่ยมไข้ รบกวนด้วยนะ ยังไงก็สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะจ๊ะ”

   เจ๊บัวพูดรวบรัดตัดบทด้วยความรวดเร็วทันทีที่ผมบอกเจตนารมณ์ของผมออกไปโดยที่ไม่เปิดจังหวะให้ผมได้เอ่ยแทรกเลยแม้แต่นิดเดียว ผมรับขนมเยี่ยมไข้และแผนที่หอของแบงค์ที่เจ๊บัวเพิ่งหันไปเขียนให้เมื่อครู่อย่างงงๆ ก่อนที่จะยกมือไหว้และกล่าวสวัสดีปีใหม่กลับไป เจ๊บัวหันมายิ้มรับไหว้อย่างมีความสุข ถึงแม้ลูกค้าจะค่อนข้างเยอะกว่าวันอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่เจ๊บัวกลับไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย

   ผมเดินกลับไปยังลานจอดรถแล้วจึงขี่รถออกจากห้างมุ่งไปยังหอของแบงค์ตามแผนที่ที่เจ๊บัวเขียนมาให้ด้วยใจที่รู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก


   บรรยากาศสองข้างทางในตอนนี้มีผู้คนมากมายกำลังออกมาร่วมเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทำให้ตัวเมืองเชียงใหม่ในค่ำคืนนี้ดูครึกครื้นเป็นพิเศษ

   หลังจากที่ผมขี่รถฝ่าการจราจรที่ติดขัดเป็นพิเศษ ในที่สุดผมก็มาถึงหอของแบงค์เสียที ซึ่งก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก ใกล้ชนิดที่ว่าเดินไม่ถึงห้านาทีก็ถึงด้วยซ้ำมั้ง

   ก๊อก ก๊อก ก๊อก
   ผมเคาะประตูเบาๆ ก่อนที่จะยืนนิ่งเพื่อรอให้อีกฝ่ายออกมาเปิดประตู

   “ครับๆ รอแป๊บนึงนะครับ เจ๊”
   แบงค์ตอบกลับมา ผมกลั้นหัวเราะเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น

   แอ๊ดดด
   “เจ๊มาอย่างนี้ แล้วใครอยู่เฝ้าร้าน...ล่ะ...ครับ...”
   แบงค์เอ่ยถามหลังจากที่เปิดประตูออกมาช้าๆ ก่อนที่จะนิ่งเงียบทันทีที่เห็นว่าคู่สนทนาไม่ใช่คนที่ตนคิดเอาไว้


   “นันท์!”


จบคาบเรียนที่สิบสี่


หายไปหลายวัน อัปทีเดียวสองตอนเลยละกัน ฮ่าฮ่าฮ่า
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 14 เซอร์ไพรส์ (2-11-18)
เริ่มหัวข้อโดย: กาแฟมั้ยฮะจ้าว ที่ 04-11-2018 17:12:30
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :katai3:
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 14 เซอร์ไพรส์ (2-11-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 04-11-2018 22:49:01
คาบเรียนที่สิบห้า

   แบงค์เบิกตากว้างเอ่ยชื่อของผมออกมาด้วยความตกใจทันทีที่เรียกสติกลับมาได้

   “มาได้ยังไงน่ะครับ”
   “กูก็ถามเจ๊บัวยังไงล่ะ เอานี่ ของเยี่ยมไข้จากเจ๊บัว เจ๊แกมาบ่ได้เพราะลูกค้าเยอะ กูก็เลยมาแทน”
   ผมตอบกลับไป พร้อมกับชูถุงขนมในมือยื่นส่งไปให้แบงค์เจ้าตัวรับมันไปพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาแล้วทำท่าเหมือนฉุกใจคิดอะไรขึ้นมาได้

   “เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ”
   แบงค์เอ่ยบอกผมสั้นๆ ก่อนที่จะปิดประตูโดยทิ้งให้ผมยืนงงข้างนอกคนเดียว ผมได้ยินเสียงกุกกักเล็กน้อยดังมาจากข้างใน แล้วตามด้วยเสียง โอ๊ย เบาๆ ก่อนที่จะเงียบไป ในขณะที่ผมกำลังสงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่นั่นเอง แบงค์ก็เปิดประตูออกมาพอดี

   “เข้ามาข้างในก่อนสิครับ”
   แบงค์พูดเชื้อเชิญผมด้วยน้ำเสียงหอบเล็กน้อยก่อนที่จะถอยหลังแล้วหันเดินกลับเข้าไปในห้องด้วยท่าเดินกะเผลกๆ

   “เป็นอะหยังของมึงว่ะ เดินแปลกๆ”
   ผมถามพร้อมกับถอดรองเท้า แล้วเดินเข้าไปข้างในก่อนที่จะหันไปบิดประตู

   “นิดหน่อยครับ ไม่มีอะไรมาก ห้องรกไปหน่อยนะครับ”
   แบงค์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามนั้น ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ช่างเถอะ ผมถือวิสาสะเดินไปหาจานเพื่อมาใส่ขนม พร้อมหันไปมองรอบห้องของอีกฝ่ายที่เจ้าตัวบอกว่ารก แต่ขอโทษทีเถอะครับ หากนี่เรียกว่ารก ห้องของผมคงต้องเรียกว่าถังขยะแล้วล่ะ

   ห้องของแบงค์ในมุมมองของผมนั้นเรียกได้ว่าสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบมากๆ ข้าวของถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ต่างจากห้องของผมอย่างเห็นได้ชัดและสิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมได้เป็นอย่างดี ก็คงจะเป็นเหล่ารูปถ่ายทั้งหลายที่ถูกแปะติดเอาไว้ข้างฝาผนังทำให้ห้องดูเป็นศิลปะมากขึ้น และยังเป็นการยืนยันว่าแบงค์นั้นรักการถ่ายรูปมากจริงๆ

   และหนึ่งในบรรดารูปที่ถูกแปะอยู่นั้น ก็มีรูปหมู่ที่ถ่ายกันตอนไปสันป่าเกี๊ยะรวมอยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นรูปเดียวที่ต่างออกไปจากรูปใบอื่นที่เป็นรูปธรรมชาติ สิ่งของทั่วไป

   “ไข้เป็นยังไงมั่งวะ”
   ผมเอ่ยถามพร้อมกับจัดขนมใส่จาน ก่อนที่จะเดินอ้อมโต๊ะไปนั่งลงบนโซฟา

   “ก็ยังพอมีไข้ต่ำๆ อยู่น่ะครับ แล้วก็มีปวดหัวบ้างนิดหน่อย”
   แบงค์ตอบกลับมาพร้อมกับเดินไปหยิบน้ำในตู้เย็นออกมารินใส่แก้วให้ผม

   “แล้วนี่นึกยังไง ถึงมาหาผมล่ะครับ พวกเพื่อนๆ เขาไม่ว่าเอาเหรอครับ”
   อีกฝ่ายถามผมก่อนที่จะนั่งลงบนโซฟาตัวข้างพร้อมกับกดรีโมทเปิดทีวีขึ้นมา ซึ่งเต็มไปด้วยข่าวคราวและรายการเฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่

   “พวกนั้นมันบ่ได้คิดอะหยังมากหรอก ฉลองด้วยกันทุกปีอยู่แล้ว จะบ่ได้ฉลองด้วยกันสักปีคงบ่เป็นอะหยังหรอก อีกอย่างก็เจอกันอยู่ทุกวันด้วย”

   “อ้าว แล้วผมล่ะครับ”
   แบงค์เอ่ยแทรกถามขึ้นมา ผมเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย

   “หือ ยังไงวะ”
   “ก็กับผม เราก็เจอหน้ากันเกือบทุกวันเหมือนกันนี่ครับ”
   แบงค์ถามผมด้วยความสงสัย ผมขมวดคิ้วงงนิดหน่อย ก่อนที่จะคิดทบทวนคำถามของอีกฝ่ายอีกรอบ แล้วจึงส่งเสียงร้อง อ๋อ ออกมาเบาๆ

   “นั่นมันคนละกรณี”
   “ยังไงล่ะครับ”
   แบงค์ยังคงพยายามที่จะถามต่อด้วยความสนใจใคร่รู้ทำเอาผมถึงกับรู้สึกอึกอักพอสมควร

   “เอ่อ...ก็...ก็...”
   “ก็...?”

   “ก็มึงกำลังป่วยบ่สบายอยู่ยังไงล่ะ”
   “มันเกี่ยวกันด้วยเหรอครับ”
   แบงค์ขมวดคิ้วทำหน้าสงสัยพร้อมหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะส่งเสียงไอแค่กๆ เล็กน้อย

   “เอ้า ไอ้ห่า กูอุตส่าห์มาเยี่ยมไข้เพราะเป็นห่วง อีกอย่างมึงสัญญากับกูไว้จะนับถอยหลังรับปีใหม่ด้วยกันบ่ใช่เหรอวะ แล้วยังจะเสือกมากวนตีนกูอีก งั้นกูกลับแล้วนะเว้ย”
   ผมพูดด้วยน้่ำเสียงจริงพร้อมกับขมวดคิ้วเป็นเชิงไม่พอใจเล็กน้อย แบงค์รีบคว้าข้อมือของผมเอาไว้อย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าผมมีทีท่าจะเดินออกไป

   “ขอโทษด้วยครับ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้รู้สึกไม่ดี”
   แบงค์เอ่ยขอโทษออกมาด้วยถ้อยคำชัดเจน อันที่จริงผมก็ไม่ได้โกรธอะไรขนาดนั้น ก็แค่...

   “สัญญานั้นผมไม่ได้ลืมหรอกครับ และผมก็ดีใจมากๆ ด้วยที่นันท์มาหาผมในคืนนี้”

   ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ
   แล้วกูจะใจเต้นทำแป๊ะอะไรวะเนี่ย

   “เดี๋ยวรอตรงนี้สักครู่นะครับ”
   พูดจบ แบงค์ก็ลุกขึ้นเดินหายเข้าไปในอีกห้องพร้อมกับปิดประตู ผมจึงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอีกรอบ ก่อนที่สายตาของผมจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างซึ่งก็คือชั้นวางต้นกระบองเพชร

   ผมลุกขึ้นเดินไปดูยังชั้นวางนั้น ที่มีต้นกระบองเพชรมากมายหลากหลายสายพันธุ์เต็มไปหมด บางสายพันธุ์ผมเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ

   เอ...ว่าแต่มันอยู่ตรงไหนวะ
   ผมพยายามสอดส่ายสายตามองหาบางอย่างในชั้นวาง
   อ๊ะนี่ไง มาอยู่อะไรตรงนี้เนี่ย

   ผมเงยหน้ายืนตัวตรงมองไปยังชั้นวางหนังสือที่ตั้งอยู่ข้างๆ ชั้นวางต้นกระบองเพชร เจ้า “คิริโตะ” กับ “อาสึนะ” ชื่อของกระบองเพชรคู่ที่ผมตั้งชื่อและเลือกให้กับแบงค์เมื่อตอนที่ไปเดินเที่ยวถนนคนเดินเมื่อคราวก่อนนู้น คือสิ่งที่ผมกำลังมองหาอยู่

   มันทั้งสองถูกนำออกมาตั้งแยกไว้ต่างหากจากกระบองเพชรต้นอื่นๆ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองคนเดียวหรือเปล่านะ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าคิริโตะกับอาสึนะจะได้รับการดูแลที่ดีกว่าต้นอื่นๆ เป็นพิเศษ ผมอมยิ้มเล็กน้อยอย่างมีความสุขก่อนที่สายตาของผมจะไปสังเกตเห็นบางอย่างที่ตั้งอยู่ข้างหลังเจ้าคิริโตะกับอาสึนะ

   ดูเหมือนจะเป็นกรอบรูปแบบตั้งโต๊ะ แต่มันถูกคว่ำหน้าเอาไว้อยู่ ผมจึงเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดู

   “......”

   “เรียบร้อยแล้วครับ ไปกันเถอะ”
   ในจังหวะที่ผมกำลังพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปนั้นเสียงของแบงค์เอ่ยดังขึ้นพร้อมกับเปิดประตูออกมา ผมจึงรีบหันตัวกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ เช่นเดียวกับแบงค์ที่ดูจะตกใจเช่นเดียวกันที่เห็นผมอยู่อยู่ตรงหน้าเจ้าคิริโตะกับอาสึนะ

   “ทำอะไรอยู่น่ะครับ”
   “เปล่าๆ กูก็แค่เห็นเจ้าคิริโตะกับอาสึนะแล้วคิดถึงมันเฉยๆ น่ะบ่ได้มีเจตนาจะสอดส่องอะหยังของมึงเลยสักนิด”
   เป็นการตอบที่ฆ่าตัวตายจริงๆ เลยกู

   “ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ครับ ว่าแต่เห็นอะไรรึเปล่าน่ะครับ”
   แบงค์เดินเข้ามาใกล้ๆ ด้วยสีหน้าวิตกเล็กน้อย

   “ก็เปล่านะ นั่นแน่ะ ซ่อนอะหยังไว้น่ะ หนังสือโป๊งั้นเหรอวะ”
   แบงค์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำแซวนั้น ก่อนที่จะหัวเราะเบาๆ ออกมา

   “ผมไม่มีของแบบนั้นหรอกครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมา ก่อนที่จะเดินไปยังโต๊ะทำงานแล้วจึงเอากรอบรูปนั้นใส่ลงในลิ้นชักอย่างรวดเร็ว

   “รูปอะหยังวะ”
   ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ หรือจะเรียกว่าเผือกก็คงได้

   “ไม่มีอะไรครับ”
   “นั่นแน่ะ ทำเขินนะมึง”
   ผมยังคงแซวต่อเมื่อเห็นท่าทีเขินอายของอีกฝ่าย

   “เขินอะไรที่ไหนครับ ไม่มี๊ รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันนับถอยหลังนะครับ”
   แบงค์ปฏิเสธที่จะตอบ ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความเสียดาย ก่อนที่จะสังเกตเห็นว่าชุดที่แบงค์ใส่อยู่ในตอนนี้นั้นเป็นคนละชุดกันกับเมื่อครู่

   “ไปไหนวะ”
   “ก็ไปสวัสดีปีใหม่กันยังไงล่ะครับ”

   “แต่มึงเป็นไข้อยู่บ่ใช่เหรอวะ”
   ผมแย้งกลับไปเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น

   “ไปแค่วัดเจดีย์หลวงใกล้ๆ แค่นี้เองครับ เดี๋ยวก็กลับแล้ว อีกอย่างผมกินยาแล้วก็ใส่เสื้อกันหนาวไว้แล้วด้วยครับ”
   เจ้าตัวพยายามที่จะโน้มน้าวผมให้ได้ ก่อนที่จะหยิบกล้องถ่ายรูปที่ตั้งอยู่บนชั้นวางหนังสือขึ้นมาคล้องคอไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูสดใส
   ให้ตายสิ พอเห็นรอยยิ้มนั้นทีไร ทำไมต้องใจอ่อนทุกทีนะเรา


   ผมกับแบงค์ใช้เวลาไม่นานมากนักก็มาถึงวัดเจดีย์หลวง ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ในใจกลางเมืองเชียงใหม่ ยิ่งช่วงปีใหม่แบบนี้ ผู้คนทั้งในพื้นที่และนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะชาวไทยและต่างชาติก็ยิ่งมากเป็นพิเศษ

   “จะไปนั่งสวดมนต์ข้ามปีกันมั้ยครับ”
   แบงค์หันมาเอ่ยถามผมก่อนจะหันกลับไปกลุ่มคนที่กำลังร่วมนั่งสวดมนต์ข้ามปีอยู่ ผมรีบส่ายหัวกลับไปเป็นคำตอบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหวนคิดถึงความทรงจำที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก ความทรงจำที่ต้องนั่งสวดมนต์กว่าสามชั่วโมงกับแม่เมื่อตอนยังเป็นเด็กโดยที่ตัวเองไม่ได้เต็มใจเท่าไหร่นัก อาจจะเพราะด้วยยังเด็กด้วยล่ะมั้งตอนนั้น ยังอยากวิ่งเล่นสนุกสนานมากกว่า แต่ถึงตอนนี้จะโตแล้ว ก็คิดว่าคงไม่ดีกว่า

   “อ่า...งั้นเราไปไหว้พระทำบุญก็พอนะครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาอย่างว่าง่ายเมื่อเห็นสีหน้าวิตกของผม เราทั้งคู่เดินเข้าไปสักการะพระพุทธรูปในโบสถ์เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนจะออกมายังด้านนอกโบสถ์ เพื่อเดินดูบรรยากาศรอบๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย

   “ลอยโคมกันมั้ย”
   ผมหันไปถามแบงค์ เมื่อเห็นผู้คนรอบข้างกำลังจุดโคมลอยกันอยู่ แบงค์ที่กำลังเพลินอยู่กับการถ่ายรูปก้มมองนาฬิกาข้อมือครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้น

   “เอาสิครับ อีกไม่ถึงยี่สิบนาที จะปีใหม่แล้วด้วย”
   แบงค์ตอบตกลงกลับมา เราทั้งสองจึงเดินไปยังจุดขายโคมลอยซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก

   ทันทีที่ซื้อมาเสร็จ เราทั้งสองก็จุดขี้ผึงซึ่งเป็นแกนกลางทำความร้อนทันทีอย่างไม่รอช้า เพื่อให้ทันก่อนเที่ยงคืน ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนัก โคมลอยก็เริ่มพองขึ้นพร้อมที่จะลอยแล้ว

   ผมกับแบงค์ช่วยกันประคองจับมันเอาไว้เพื่อรอเวลาเฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในบริเวณนี้

   “เตรียมตัวนะครับอย่าลืมอธิษฐานด้วยล่ะ”
   ผมพยักหน้าตอบรับให้กับคำพูดนั้นของอีกฝ่าย

   “เหลือเวลาอีกไม่กี่วินาที ก็จะเข้าสู่ปีใหม่แล้ว ขอเชิญทุกท่านร่วมนับถอยหลังพร้อมกันด้วยครับ”
   เสียงโฆษกกล่าวประกาศผ่านลำโพง ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอนับถอยหลังพร้อมกัน พร้อมกับเสียงสวดมนต์ข้ามปีของเหล่าพุทธศาสนิกชนที่ดังขึ้นเรื่อยๆ

   10
   9
   8
   7
   6
   5
   4
   3
   2
   1
   0...!!!

   หลังสิ้นสุดเสียงนับถอยหลัง พลุจากด้านข้างวัดก็ถูกจุดขึ้นทันที พร้อมกับเสียงสวัสดีปีใหม่ของผู้คนรอบข้างที่กล่าวให้แก่กันผมกับแบงค์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ค่อยๆ ปล่อยมือจากโคมลอยอย่างช้าๆเผยให้เห็นใบหน้าของอีกฝั่ง

   “สวัสดีปีใหม่” / “สวัสดีปีใหม่ครับ”
   ทั้งผมและแบงค์ต่างก็กล่าวสวัสดีปีใหม่ก่อนที่จะหัวเราะเล็กน้อยให้แก่กัน


   หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงเวลาก้าวข้ามจากปีเก่ามาสู่ปีใหม่ เราทั้งสองก็แวะหาอะไรกินกันเล็กน้อยก่อนที่จะกลับ เพราะเกรงว่าหากอยู่นานเกินไปจะทำให้อาการไข้ของอีกฝ่ายกลับมา

   “เป้าหมายปีนี้ของนันท์คืออะไรเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมในขณะที่เราทั้งสองกำลังเดินกลับ ผมเม้มปากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งกับคำถามนั้นของอีกฝ่าย

   “นั่นสิ ตั้งเป้าหมายอะหยังดีวะ”
   แบงค์หัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อได้ยินคำตอบนั้นจากผม

   “ก็คงจะพยายามทำคะแนนสอบให้ได้ดีๆ มากขึ้นกว่าเดิมล่ะมั้ง จะได้บ่โดนแม่ส่งไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ แล้วมึงล่ะ”
   คราวนี้เป็นฝ่ายผมถามกลับไปบ้าง แบงค์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินผมถามกลับ

   “ก็คงตั้งใจกับทุกเรื่องๆ ที่ทำล่ะมั้งครับ”
   “จริงจังไปซะทุกเรื่องจริงๆ นะมึงเนี่ย”
   แบงค์หัวเราะร่วนเมื่อได้ยินผมแขวะเช่นนั้นก่อนที่จะหันมามองผม

   “แต่ก็อาจจะมีเรื่องนึงที่ผมคงต้องพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยที่สุด ก็ขอให้มีความกล้ามากขึ้นกว่านี้อีกสักนิดก็ยังดี”

   “เรื่องอะหยังวะ”
   ผมถามด้วยความสงสัยในคำพูดนั้น แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ กลับมาจากเจ้าตัวนอกจากรอยยิ้ม
   รอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและมีความสุข

   “เอาไว้วันนึงเดี๋ยวนันท์ก็รู้เองครับ...”
   “......”

   “คิดว่านะครับ”
   “อะหยังของมึงเนี่ย”
   แบงค์หัวเราะในลำคออีกรอบพลางยีผมเบาๆ ซึ่งก็สร้างความสงสัยให้กับผมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดติดใจอะไรมากนัก

   “ขอบคุณนะครับที่มาหาในวันนี้ กลับบ้านดีๆ นะครับ”
   แบงค์เอ่ยขอบคุณผมหลังจากที่เราทั้งคู่เดินมาถึงหน้าหอ

   “เออ ดูแลตัวเองดีๆ ละกัน รีบขึ้นไปนอนซะ เดี๋ยวไข้ก็แดกอีกรอบหรอก ถ้ามีอะหยังฉุกเฉินก็โทรมาหากูได้นะมึง”
   พูดจบ เจ้าตัวก็ยิ้มตอบรับให้กับผมจากนั้นจึงเดินขึ้นหอไปอย่างว่านอนสอนง่าย ในขณะที่ตัวผมเองก็ได้แต่ยืนมองแผ่นหลังอีกฝ่ายที่ค่อยๆ เดินขึ้นหอไปอย่างช้าๆ พร้อมกับอมยิ้มอยู่คนเดียวแบบเงียบๆ จากนั้นจึงหันหลังกลับแล้วเดินไปยังรถจักรยานยนต์ของตัวเอง

   ถึงแม้จะเป็นปีใหม่ที่ดูเรียบง่ายไม่มีอะไรหวือหวาเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นปีใหม่ที่ผมรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก


   สวัสดีปีใหม่ครับ ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

จบคาบเรียนที่สิบห้า


มุมแคปชั่นไร้สาระ

Oat Inwศาสตร์ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่

สวัสดีปีใหม่ครับ คุณเพื่อนๆ ทั้งหลาย
(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/305499122-member.jpg)
นันทการ : นี่มึงเล่นตัวละครผู้หญิงเหรอเนี่ย ?
Oat Inwศาสตร์ :  ก็มันน่ารักดูแล้วกระชุ่มกระชวยต่อจิตใจดีนี่ครับ
นันทการ : เอ๊าะหราาา

มุมเมาท์มอยหอยสังข์

สวัสดีครับทุกท่าน
จริงๆ ตอนนี้นำเนื้อหาจากของเก่ามาใช้
แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะตอนจบดั้งเดิมของตอนนี้นั้นค่อนข้างเป็นจุกพลิกผันจุดนึง

แต่พอนำกลับมารีไรท์แล้ว รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผลในตอนนั้นเสียเท่าไหร่
รอบนี้ก็เลยเปลี่ยนตอนจบของตอนนี้นิดหน่อย

ยังไงก็รบกวนติดตามต่อกันด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ

จิ๊บคุง

หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 16 สิบสามกุมภาพันธ์ (7-11-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 07-11-2018 21:36:07
   คาบเรียนที่สิบหก

   ถ้าหากวันสงกรานต์กับปีใหม่คือเทศกาลที่ผมชื่นชอบมากที่สุดแล้วล่ะก็ เทศกาลวันวาเลนไทน์ก็คงจะเป็นเทศกาลที่ผมเกลียดที่สุดเลยล่ะ

   ถามว่าเพราะอะไรน่ะเหรอ

   ก็เพราะช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหน ก็มักจะเห็นแต่ความสดใส ความกระหนุงกระหนิง ความมุ้งมิ้งของเหล่าคู่รักทั้งหลายน่ะสิ เห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้พวกคู่รักที่ชอบทำตัวเห่อตามกระแส เห่อตามเทศกาลของฝรั่งมังค่าทั้งๆ ที่เราเกิดเป็นคนไทย อยู่บนแผ่นดินที่บรรพบุรุษเราอุตส่าห์ปกป้องเอาไว้ให้เราแท้ๆ แล้วเหตุใดใยเล่าถึงต้องไปดิ้นเร่าตามกระแสนอก นี่ถ้าวันใดวันหนึ่งผมได้เป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาล่ะก็ ผมคนนี้นี่ล่ะที่จะสั่งให้ยกเลิกเทศกาลวันวาเวนไทน์เป็นอันดับแรกเลย ถือให้เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ ข้อหาทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทยเลยด้วย

   “......”

   หากอ่านมาถึงแล้ว และกำลังคิดว่าผมคนนี้กำลังอิจฉาเหล่าคนมีแฟนและกำลังพาลอย่างกับคนไม่มีเหตุผลแล้วล่ะก็ ผมก็ขอพูดอย่างหนักแน่นไว้ ณ ตรงนี้เลยครับว่า

   ถูกต้องแล้วครับ

   ผมกำลังพาล เคยได้ยินมั้ยครับ แฮชแท็ก #โสดแล้วพาล น่ะ นั่นล่ะคือผมในตอนนี้เลยถึงแม้ว่าผมจะเคยบอกไปว่าผมไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก ยังสนุกสนานกับการได้อยู่ร่วมวงกับเพื่อนๆ ก็ตามที แต่เอาเข้าจริงๆ พอถึงเทศกาลวันวาเลนไทน์วนมาทีไร ผมก็อดที่จะรู้สึกอิจฉาพวกคนมีคู่ไม่ได้เหมือนกันแฮะ

   เฮ้อออ เมื่อไหร่ผมจะมีแฟนกับเขาบ้างเนี่ย โปรดส่งใครมารักฉันที อยู่อย่างนี้มันเหงาเกินไป
   เฮ้อ พอเถอะ ยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้ายังไงก็ไม่รู้แฮะ เพราะฉะนั้นก็ขอตัดเข้าสู่ภาครายการปกติเลยดีกว่า


   “เฮ้ย แก วาเลนไทน์นี้แกคิดว่าฉันควรจะซื้ออะไรให้พี่ออยดีเนี่ย”
   “จะไปคิดอะไรให้มันวุ่นวายวะแก แกก็เอาตัวเองผูกโบว์ให้พี่เขาไปเลยก็ได้นี่”
   “อีนี่ ลามก ขืนทำแบบนั้นพ่อกับแม่ก็ได้ฆ่าฉันตายแน่ๆ น่ะสิ”

   ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะครับ ว่าพอใกล้เทศกาลวันวาเลนไทน์ทีไร พวกคนมีคู่ก็มักจะพูดคุยแต่เรื่องแนวนี้ ยิ่งในเฟซบุ๊กยิ่งแล้วใหญ่ พวกกลอนเอย คำคมเห่ยๆ เอยจะถูกแชร์ ถูกโพสต์กันชนิดที่ว่าแทบจะฆ่าคนโสดกันให้ตายไปข้างหนึ่งกันเลยทีเดียว

   แต่ผมเองก็เตรียมรับมือไว้แล้วล่ะครับ คิดเอาไว้ว่าหากถึงวันวาเลนไทน์เมื่อไหร่ ใครโพสต์รูปคู่แล้วเด้งมาที่หน้าฟี้ดของผมล่ะก็ ผมจะกดรีพอร์ตเป็นสแปมให้หมดเลย คอยดู หึหึหึ

   #โสดแล้วพาล จริงๆ เลยกูเนี่ย

   “เป็นอะไรไปครับ ดูสีหน้าไม่ค่อยสดชื่นเลยนะครับ”
   แบงค์ที่กำลังนั่งทบทวนบทเรียนของตัวเองในช่วงหลังเลิกเรียนเหมือนทุกวันที่ผ่านมาเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นผมกำลังอยู่ในสภาพห่อเหี่ยวจนแทบจะกลายเป็นงูเลื้อยพาดอยู่บนโต๊ะอาหารของโรงเรียน

   “พรุ่งนี้วันวาเลนไทน์แล้ว...”
   “ครับ?”
   อีกฝ่ายเลิกคิ้วสูงตอบรับด้วยน้ำเสียงงุนงงเล็กน้อยเมื่อได้ยินผมตอบกลับไปอย่างไม่เต็มเสียงเท่าไหร่นัก

   “กูเกลียดวันวาเลนไทน์...”
   “ทำไมล่ะครับ”

   “ก็กูยังโสด กูยังบ่ะมีแฟนยังไงล่ะ...”
   “ห๊ะ!?”
   แบงค์หัวเราะเบาๆ ในลำคอทันทีที่ได้ยินผมตอบออกไปเช่นนั้น ผมลุกขึ้นนั่งตัวตรงพลางหันไปขมวดคิ้วมองเจ้าคนใส่แว่นหนาที่ยังคงไม่ยอมหยุดยิ้มหัวเราะ

   “มีอะหยังน่าขำตรงไหนวะ”
   “ก็...ปกติผมไม่เคยเห็นนันท์สนใจเรื่องพวกนี้เลยไม่ใช่เหรอครับ”

   “มันก็ใช่ แต่มึงเข้าใจปะวะ ว่านี่มันเทศกาลวันวาเลนไทน์นะเว้ย พอคิดว่าต้องมานั่งโสดโดดเดี่ยวเดียวดายท่ามกลางพวกเหล่าคนมีคู่แล้วมันก็...”
   “นันท์ก็เลยอยากมีแฟนกับเขาบ้าง ว่างั้น ?”
   แบงค์ชิงถามตัดบทได้ตรงจุด ผมได้แต่ถอนหายใจเบาๆ กลับไปเป็นคำตอบ

   “เรื่องของกูเหอะ แล้วมึงล่ะ บ่อยากมีแฟนแล้วเหรอวะ แต่จะว่าไปตั้งแต่มึงเลิกกับแฟนคนล่าสุด กูก็บ่เห็นมึงมีแฟนใหม่สักทีเลยนี่หว่า”
   ผมถามปนบ่นอุบอิบเล็กน้อยก่อนที่จะหยิบสมุดการบ้านขึ้นมาทำแก้เซ็ง

   “ก็ยังอยากมี แต่อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่แค่นั้นล่ะครับ”
   “เออ พ่อเทพบุตร”
   แบงค์หัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อได้ยินผมแขวะเช่นนั้น

   เอาจริงๆ รูปร่างหน้าตาและมันสมองแบบแบงค์นี่ถ้าจะหาแฟนสักคน ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่นักหรอก ยิ่งตั้งแต่เจ้าตัวมาเป็นนักร้องนำให้ชมรม เริ่มปรับลุค ปรับภาพลักษณ์ก็ยิ่งทำให้ดูหล่อมากขึ้นกว่าเดิมถึงแม้ว่าเดิมทีเจ้าตัวจะมีส่วนนั้นเป็นต้นทุนอยู่แล้วก็ตามที นี่ยังไม่นับตอนงานคืนคริสต์มาสนั่นอีกด้วยนะ ที่พวกเพจหนุ่มหล่อเชียงใหม่อะไรแนวนั้นเอาไปลง ก็ยิ่งทำให้เจ้าตัวดูได้รับความนิยมขึ้นมาเยอะอยู่พอสมควรบางทีก็จะมีสาวๆ ทั้งแท้และเทียมแวะเวียนมาทักทายกรี๊ดกร๊าดอยู่บ้าง

   แต่ดูเจ้าตัวจะเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไรกับกระแสนั้นเท่าไหร่นัก ยังคงทำตัวตามปกติติดดินเหมือนเดิม ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของอีกฝ่ายเลยก็ว่าได้ ทำให้ผมอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ

   “แล้วพรุ่งนี้มึงไปทำงานที่ร้านเจ๊บัวมั้ยวะ”
   ผมหันไปเอ่ยถามอีกฝ่าย เนื่องจากวันวาเลนไทน์ปีนี้นั้นตรงกับวันเสาร์ซึ่งปกติแล้วแบงค์เขาต้องไปทำงานที่ร้านเจ๊บัวทุกวันเสาร์และอาทิตย์น่ะครับ และการที่วาเลนไทน์ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ก็นับว่าเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือผมจะได้ไม่ต้องทนเห็นพวกเหล่าคู่รักต่างๆ ในโรงเรียนให้หงุดหงิดหัวใจนั่นเอง ฮ่าฮ่าฮ่า

   “ก็ไปทำนะครับ ทำไมเหรอ”
   แบงค์เลิกคิ้วสูงถาม

   “เปล่า ก็ว่าจะชวนมึงไปดูหนังตามประสาคนโสดกันสักหน่อยน่ะ”
   “นี่นันท์กำลังชวนผมเดตใช่มั้ยครับ”
   คู่สนทนาถามพร้อมอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำชวนนั้น

   เอ เดตงั้นเหรอ เดี๋ยวนะ มันแปลว่าอะไรนะ อ้อ ใช่แล้ว เดตคือไปเที่ยว จำได้ๆ แหมะ กูนี่ก็อัจฉริยะเหมือนกันนะเนี่ย

   “เออ ไปเดตนั่นล่ะ แต่ถ้ามึงติดงานก็บ่เป็นหยัง เดี๋ยวกูอยู่เล่นเกมที่บ้านก็ได้”
   ทันทีที่ผมพูดจบ แบงค์ก็รีบหยิบมือถือขึ้นมาพร้อมกับพิมพ์อะไรก็ไม่รู้ยุกยิกๆ อยู่พักหนึ่ง

   “อะ เรียบร้อยครับ พรุ่งนี้ผมไปเดตกับนันท์ได้แล้วครับ”
   “อ้าว แล้วงานมึงล่ะ”

   “ผมขออนุญาตเจ๊บัวแล้วครับ”
   “เฮ้ย ได้ไง เดี๋ยวเจ๊บัวก็ได้มาด่ากูพอดีน่ะสิ โทษฐานพามึงเสียงานเสียการเนี่ย...”
   ไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบประโยค แบงค์ก็ยื่นมือถือของตัวเองมาให้ผม ผมรับมันมาแบบงงๆ ก่อนจะจ้องมองไปยังหน้าจอที่กำลังเปิดแชทไลน์ทิ้งเอาไว้

   Power Bank : เจ๊ พรุ่งนี้ผมขอลางานวันนึงนะ
   BourRai : ไปไหนยะ วาเลนไทน์ลูกค้าที่ร้านเยอะด้วย
   Power Bank : นันท์ชวนผมไปเดต   
   BourRai : โอเค อนุมัติ เดี๋ยวเจ๊เรียกคนอื่นมาช่วยเอง
   Power Bank : ขอบคุณครับเจ๊
   ผมเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของมือถือที่ตอนนี้กำลังยิ้มจนแก้มแทบปริก่อนจะก้มมองข้อความแชทเมื่อครู่อีกรอบ

   “......”
   ลูกพี่ลูกน้องคู่นี้ก็พิลึกคนได้อีกวุ้ย


   “งั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ ส่วนพรุ่งนี้กูจะโทรหามึงอีกที”
   “กี่โมงเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามพลางเก็บสัมภาระใส่กระเป๋า

   “ก็หลังจากกูตื่นน่ะ”
   “แล้วนันท์จะตื่นกี่โมงล่ะครับ”

   “แล้วแต่อารมณ์กู กูตื่นตอนไหน ก็ตอนนั้นนั่นล่ะ”
   “แบบนี้ก็ได้เหรอครับ”

   “เออ”
   ผมตอบปัดไปพลางเก็บของใส่กระเป๋าก่อนจะสะพายมันไว้กลางหลังพร้อมกับโบกมือลาให้อีกฝ่ายแล้วจึงเดินออกจากโรงอาหารเพื่อมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถ แต่...

   “นี่มึงตามกูมาทำไมเนี่ย”
   ผมเอ่ยถามพร้อมหันไปหรี่ตามองแบงค์ที่เดินตามผมมายังลานจอดรถด้วย

   “ก็เดินมาส่งยังไงล่ะครับ”
   “จะมาส่งทำเหี้ยอะหยังน่ะ หอมึงอยู่ทางนู้น เดินมาส่งกูก็เสียเวลาเปล่าๆ”

   “ก็ผมอยากมาส่งนี่ครับ”
   ตอบได้หน้าซื่อตาใสมากๆ แต่พอเห็นแววตาที่จริงจังนั่นแล้วก็ไม่กล้าเถียงอะไรต่อเลยแฮะ

   “เออๆ ขอบใจมึงมาก กูไปละ”
   ผมเอ่ยคำร่ำลาพร้อมล้วงหยิบกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกง และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาขึ้นควบรถนั้นเอง

   “เฮ้ย”
   ผมร้องเหวอด้วยความตกใจเมื่ออีกฝ่ายเข้าสวมกอดโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัวจนเกือบทรงตัวไม่อยู่

   “ทำเหี้ยอะหยังของมึงเนี่ย”
   ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัยปนไม่พอใจเล็กน้อย ในขณะที่ใบหน้าของผมในตอนนี้นั้นแทบจะแนบสนิทกับแผงอกของอีกฝ่ายก่อนที่จะยืนนิ่งอยู่ในท่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง

   ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ
   นี่เสียงใจของแบงค์หรือของผมเต้นรัวกันแน่นะ หรือจะทั้งสองฝ่ายเลย

   ในจังหวะที่ผมกำลังจะผลักตัวของอีกฝ่ายออกไป เจ้าตัวก็คลายกอดนั้นออกเสียก่อนพร้อมยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ และยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน

   “ขี่รถกลับบ้านดีๆ แล้วก็พรุ่งนี้ถ้าตื่นปุ๊บให้โทรหาผมทันทีเลยนะครับ ไปละ”
   พูดจบ เจ้าตัวก็เดินจากไปโดยทิ้งผมไว้ให้ยืนงงกับการกระทำเมื่อครู่

   เป็นอะไรของแบงค์เขาวะเนี่ย พักหลังๆ มานี้ดูจะแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเจ้าตัวจะเป็นคนแปลกๆ อยู่แล้วก็ตามทีเถอะ

“......”
เอาเป็นว่ารีบกลับดีกว่า คิดมากไปเดี๋ยวก็ปวดหัวเปล่าๆ

   แต่จะว่าไปผมชอบกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวแบงค์เมื่อครู่อยู่เหมือนกันนะ ว่าจะถามหลายทีแล้วว่าเจ้าตัวใช้น้ำหอมกลิ่นอะไรยี่ห้อไหนก็ลืมตลอด ไว้เจอหน้าครั้งต่อไปจะถามให้ได้เลย ถ้าไม่ลืมไปเสียก่อนนะ

   ผมค่อยๆ ขี่รถไปตามทางเรื่อยๆ อย่างไม่เร่งรีบ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากสภาพท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถมากมายด้วยล่ะมั้งที่ต่อให้อยากจะเร่งรีบแค่ไหนก็ทำไม่ได้ จำได้ว่าเมื่อก่อนรถมันก็ไม่ได้เยอะอะไรแบบนี้นี่หว่า อย่างว่าล่ะ เชียงใหม่ช่วงนี้เริ่มเจริญมากขึ้น ผู้คนก็มากขึ้นตาม รถก็เลยติดเป็นธรรมดา

   ในขณะที่สถานที่ท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ต่างก็พากันจัดตกแต่งสถานที่อย่างสวยงามให้เข้ากับบรรยากาศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ จะว่าไปผมก็อยากลงไปถ่ายรูปเพื่อเช็คอินลงเฟซบุ๊กเหมือนกันนะ แต่คิดอีกทีกูโสดนี่หว่า ถ่ายไปก็จะดูน่าสมเพชยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   ไม่นานนัก ผมก็ขี่มาถึงแยกรินคำและตอนนี้ก็กำลังรอสัญญาณไฟแดงอยู่ ผมหันไปมองห้างเมญ่าซึ่งจัดสถานที่ได้สวยงามไม่น้อยหน้าไปกว่าที่อื่นเช่นกัน อืม จะว่าไปผมก็ไม่ได้รีบกลับบ้านเท่าไหร่ แวะไปหาเจ๊บัวหน่อยดีกว่าแฮะ

   “มินิคาเฟ่สวัสดีค่า อ้าว หนูนันท์นี่เอง มาคนเดียวเหรอ แล้วแบงค์ล่ะ”
   เจ๊บัวเอ่ยถามด้วยสีหน้าใคร่รู้ทันทีเมื่อเห็นผมเดินเข้ามาในร้านเพียงคนเดียว

   “กลับหอไปแล้วนู่น เพิ่งแยกกันเมื่อกี๊น่ะเจ๊”
   “อ้าว แล้วทำไมบ่พามาด้วยล่ะ”

   “โหเจ๊ หอแบงค์เขาอยู่แถวโรงเรียน จะให้พามาทำไมถึงนี่”
   เจ๊บัวหัวเราะร่วนทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น ในขณะที่ผมเองหลังจากที่สั่งเมนูประจำเสร็จก็หย่อนตัวลงนั่งยังเก้าอี้ข้างเคาน์เตอร์ก่อนจะเอี้ยวตัวบิดขี้เกียจด้วยความเมื่อยล้า

   “แล้วพรุ่งนี้จะไปเดตกันที่ไหนเหรอจ๊ะ”
   “ยังบ่รู้เลยเจ๊ อันที่จริงก็เกรงใจด้วยซ้ำนะ”

   “ช่างมันเถอะจ๊ะ เจ๊บ่ถือ นานๆ ทีก็ปล่อยให้แบงค์เขาได้ทำตามที่ใจเขาต้องการบ้างก็ดี จะว่าไปช่วงนี้ดูหนูนันท์เองก็มีความสุขจังเลยนะ”
   เจ๊บัวเอ่ยขึ้นพร้อมกับนำสตรอว์เบอร์รี่ปั่นมาเสิร์ฟให้ผมที่โต๊ะ ผมเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงสงสัยในคำพูดนั้นพลางหยิบสตรอว์เบอรร์รี่ปั่นขึ้นมาดูดดับกระหาย

   “มีความสุขอะหยังล่ะเจ๊ เดี๋ยวก็จะมีสอบเก็บคะแนนอีกแล้วเนี่ย โคตรเครียดเลย”
   พูดจบ ผมก็ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเบื่อ

   “เจ๊บ่ได้หมายถึงเรื่องนั้น”
   “อ้าว แล้วเรื่องอ่ะหยังล่ะครับ”
   ผมเอียงคอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

   “ก็เรื่องเรากับแบงค์ยังไงล่ะ”
   “ผมกับแบงค์ ทำไมเหรอ”
   ผมถาม เจ๊บัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นยิ้มกลับมาให้ผมด้วยความเอ็นดู

   “บางทีหนูนันท์นี่ก็ซื่อเกินไปนะ ถึงแม้ปกติจะดูห่ามๆ โผงผางก็เถอะ จนบางทีเจ๊ก็ชักจะสงสารแบงค์ขึ้นมายังไงก็บ่รู้เหมือนกันแฮะ”
   “อะหยังล่ะเจ๊ แต่จะว่าไปช่วงนี้ทำไมรอบตัวผมมีแต่คนพูดจาแปลกๆ ยังไงก็บ่รู้ ไอ้แบงค์ก็ด้วย”

   “แบงค์เขาทำไมเหรอ”
   เจ๊บัวเอ่ยถามด้วยสีหน้าแววตาสนใจต่อสิ่งที่ผมกำลังพูด

   “บ่รู้ ผมเองก็อธิบายบ่ถูกเหมือนกัน”
   “อ้าว ไหงงั้น”
   “ก็ยังไงดีล่ะ ปกติ ตานั่นเขาก็ชอบทำตัวเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษอยู่แล้วก็เถอะ แต่หลังๆ มานี้ดูเหมือนมันจะมากเกินไปยังไงก็บ่รู้แฮะ”
   ผมพยายามอธิบายไปตามความรู้สึกของตัวเอง

   “ก็แล้วบ่ดีหรือยังไงล่ะ”
   เจ๊บัวถามกลับมาด้วยรอยยิ้ม ซึ่งก็ทำเอาผมถึงกับต้องกลับมาคิดทบทวนอีกที

   “มันก็...”
   ผมก้มหน้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ในขณะที่มือก็ใช้หลอดคนสตรอว์เบอร์รี่ปั่นในแก้วไปพลาง

   “ปัญหามันบ่ได้อยู่ที่การกระทำของแบงค์เขาหรอก ถึงแม้จริงๆ มันก็มีส่วนอยู่ก็ตามที แต่ปัญหาจริงๆ น่ะ มันอยู่ที่ว่าหนูนันท์คิดอย่างไรกับการกระทำนั้นของแบงค์เขามากกว่าต่างหากล่ะ”
   เจ๊บัวตอบกลับก่อนที่จะลุกขึ้นไปรับออเดอร์ของลูกค้ารายใหม่ที่เดินเข้ามา โดยทิ้งผมไว้กับคำถามที่นั้น

   “......”
   คิดยังไงน่ะเหรอ ?

   หากจะบอกไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงจะโกหกแน่ๆ ก็ยอมรับนะว่าก็รู้สึกดีอยู่เหมือนกัน ก็แหงล่ะ มีคนมาทำดีด้วยมันก็ต้องย่อมดีกว่าอยู่แล้วล่ะ แต่มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอที่เราจะรู้สึกดีและมีความสุขเวลามีคนมาทำดีกับเราเนี่ย

   “......”
   เอ่อ ถึงแม้จะรู้สึกหงุดหงิดไปบ้างเพราะบางทีมันก็ดูล้นๆ มากเกินไปยังไงก็ไม่รู้ แต่มันจะรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเวลาที่อีกฝ่ายทำเช่นนั้นกับคนอื่น

   อาการแบบนี้มัน...

   ก็นั่นล่ะครับ ที่เขาเรียกว่าอาการหึง

   หึงห่าอะไรล่ะ

   บางทีนันท์ก็เป็นคนปากแข็งกว่าที่คิดนะครับเนี่ย

   แล้วทำไมอยู่ๆ คำพูดของไอ้แบงค์เมื่อตอนเข้าค่ายอบรมต้องผุดขึ้นมาด้วยวะเนี่ย
   แล้วกูจะอมยิ้มทำแป๊ะอะไรวะ

   พอๆ หยุดๆ ชักจะเลอะเทอะเข้าไปใหญ่ละ กลับบ้านดีกว่า ขืนอยู่ต่อได้ประสาทกินแน่ๆ


จบคาบเรียนที่สิบหก
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 17 สิบสี่กุมภาพันธ์ (17-11-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 17-11-2018 21:03:51
คาบเรียนที่สิบเจ็ด

และแล้ววันเสาร์ วันวาเลนไทน์ที่แสนจะน่าหมั่นไส้ก็มาถึง

   TRRRRRRRR
   เสียงเรียกเข้าที่ดังมาจากโทรศัพท์มือถือที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงช่วยปลุกผมที่ยังนอนแช่อยู่บนเตียงให้ตื่นขึ้น ผมหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความงัวเงียบวกกับอาการปวดหัวเล็กน้อย อันเนื่องมาจากการนอนดึกเพราะเล่นเกมเมื่อคืนนั่นเอง

   ผมพยายามเปิดเปลือกตาที่แสนหนักอึ้งมองไปยังหน้าจอมือถือ เมื่อเห็นว่าคนที่โทรเข้ามาเป็นใคร จึงกดรับสายอย่างช้าๆ ก่อนจะแนบมันไว้ข้างหู

   “นันท์ตื่นหรือยังครับ”
   “อือ ยังว่ะมีอะหยังวะ”
   ผมหลับตาถามกลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนเพลีย

   “ยังจะมาอะไรอีกล่ะครับ ก็วันนี้นันท์เป็นคนชวนผมไปเดตไม่ใช่เหรอครับ”
   อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นจนบางทีก็รู้สึกอยากจะขอแบ่งมันมาให้ผมบ้างสักนิดก็ยังดี

   “อย่าบอกนะครับว่านันท์ลืม”
   “กูจำได้ บ่ได้ลืม แต่ขอกูนอนต่ออีกนิดได้มั้ยวะ เพิ่งจะเช้าอยู่เลย”
   ผมตอบกลับไปพลางดึงผ้าห่มขึ้นมาพร้อมขดตัวกลมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

   “เช้าอะไรล่ะครับ จะเที่ยงแล้วเนี่ย”
   หือ ?

   ผมหันไปมองยังหน้าจอมือถือทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น หน้าจอที่กำลังแสดงเวลาว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะเที่ยงแล้วเป็นเครื่องบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหกผมแต่อย่างใด

   ฉิบหายละกู นึกว่ายังเพิ่งสักเจ็ดหรือแปดโมงเสียอีก โดนสภาพอากาศหลอกลวงเข้าให้แล้วมั้ยล่ะ แต่ก็อย่างว่าล่ะ ยังอยู่ในช่วงหน้าหนาวอยู่นี่นะ ถึงแม้จะเป็นช่วงปลายๆ ฤดูแล้วก็ตามทีเถอะ

   “แล้วนี่มึงอยู่ไหนวะ”
   “อยู่ที่ร้านเจ๊บัวแล้วครับ”
   “เออๆ เดี๋ยวกูจะรีบไป แค่นี้นะ”
   ผมกดวางสายพร้อมกับขดตัวอยู่ในผ้าห่มอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งด้วยความยากลำบากพลางโทษตัวเองว่าไม่น่าเล่นเกมจนดึกเลย ให้ตายสิ

   หลังจากที่ตั้งสติและปรับจูนร่างกายให้เข้าที่ได้เรียบร้อยแล้ว ผมก็ลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำทันที


   “สุขสันต์วันวาเลนไทน์จ้า”
   เสียงใสของเจ๊บัวเอ่ยทักขึ้นทันทีที่ผมเดินเข้ามาภายในร้าน ผมยิ้มด้วยความเขินอายเล็กน้อยเพราะทุกคนในร้านต่างก็หันมองมาทางผมตามเสียงทักทายที่แสนดังของเจ๊บัวด้วยความงุนงงสงสัยว่าผมเป็นใครก่อนที่จะหันกลับไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   “ตื่นสายจังเลยนะครับ”
   “ใช่ๆ ตื่นสายมากเลยนะจ๊ะ เนี่ยแบงค์เขาอุตส่าห์มารอตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าแล้วนะเนี่ย”
   แบงค์รีบหันไปทำท่าจุ๊ปากใส่เจ๊บัวทันทีที่อีกฝ่ายเอ่ยเช่นนั้น เจ๊บัวหัวเราะเล็กน้อยด้วยความชอบใจก่อนจะเดินไปรับออเดอร์ลูกค้าที่เข้ามาใหม่

   “มึงมาตั้งแต่เจ็ดโมงจริงๆ เหรอวะ”
   ผมถามพลางลากเก้าอี้มานั่งลงยังฝั่งตรงข้ามของอีกฝ่าย เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินคำถามนั้นก็ได้แต่ยิ้มพยักหน้าด้วยท่าทีเก้ๆ   กังๆ กลับมาเป็นเป็นคำตอบ

   “มึงจะตื่นเช้าเอาโล่เกียรติยศหรือไงวะนั่น”
   “แล้วนันท์ล่ะครับ จะนอนตื่นสายเอาเหรียญทองโอลิมปิกเหรอครับ”
   อ๊ะ ไอ้นี่ มีย้อน เดี๋ยวนี้เริ่มต่อล้อต่อเถียงเว้ยเฮ้ย ถ้าไม่ติดว่าเป็นติวเตอร์คงได้มีวางมวยกันไปละแน่ๆ

   “เออ เรื่องของกูเหอะ ว่าแต่วันนี้จะไปไหนกันดีวะ”
   ผมเอ่ยถามพลางหยิบโกโก้ปั่นของอีกฝ่ายมากินโดยไม่ขออนุญาต

   “เอ่อ นันท์เป็นคนชวนผมเองไม่ใช่เหรอครับ”
   เออ ก็จริงของมันแฮะ ตอนแรกก็แค่กะว่าจะชวนไปเที่ยวประชดชีวิตตามประสาคนโสดก็เท่านั้นล่ะ แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน จนกลายเป็นว่าตอนนี้เริ่มๆ จะขี้เกียจแล้วด้วยซ้ำ ยิ่งพอหันไปดูบรรยากาศรอบๆ ที่เต็มไปด้วยเหล่าคู่รักทั้งหลาย ก็เริ่มรู้สึกอยากกลับไปนั่งเล่นเกมอยู่ที่บ้านเงียบๆ แล้วมากกว่า

   “งั้นไปหาอะไรกินกันก่อนมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยชวนออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผมพยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบเห็นด้วยกับความคิดนั้น เพราะยังไม่ได้กินอะไรเลยอันเนื่องมาจากเพิ่งตื่นนอนมาเมื่อกี๊นี่เอง แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีนั้นของผมก็ลุกขึ้นพร้อมหยิบกล้องถ่ายรูปคู่ใจที่เจ้าตัวนำติดตัวมาด้วยขึ้นคล้องคอก่อนจะลุกเดินนำหน้าผมไปยังประตูร้าน

   และในจังหวะที่พวกผมกำลังจะเปิดประตูร้านออกไปนั่นเอง
   “สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะจ๊ะนันท์ และก็ขอให้สุขสมหวังนะจ๊ะแบงค์”
   เจ๊บัวเอ่ยตามหลังมาด้วยน้ำเสียงดังลั่นร้านมากกว่ารอบแรก ทำเอาคนในร้านหันมามองผมกับแบงค์ตามเสียงนั้นของเจ๊บัวก่อนจะพากันหันไปอมยิ้มให้กับคู่สนทนาของตน

   ถามว่าผมในตอนนี้รู้สึกยังไงน่ะเหรอ แหม ก็อายน่ะสิครับ เล่นโดนคนในร้านหันมาจ้องมองโดยพร้อมเพรียงกันเลยเนี่ย แต่ก็ยังสู้แบงค์ไม่ได้หรอกครับ รายนั้นดูท่าจะอายมากกว่าผมเสียอีก เห็นเจ้าตัวหันไปขมวดคิ้วพร้อมทำท่าจุ๊ปากด้วยความเขินอายใส่เจ๊บัวที่กำลังหัวเราะอย่างชอบใจอยู่ภายในบริเวณเคาน์เตอร์

   เป็นคู่ลูกพี่ลูกน้องที่ดูสนิทสนมกันดีจริงๆ

   หลังจากที่เดินออกมาจากร้านมินิคาเฟ่ของเจ๊บัวแล้วนั้น เราทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังเคเอฟซีในห้างเมญ่าที่ตั้งอยู่ข้างๆ ทันที

   “เคเอฟซีสวัสดีค่ะ เชิญด้านในก่อนได้นะคะ”
   เสียงทักทายของพนักงานเอ่ยดังขึ้นด้วยความกระฉับกระเฉงทันทีที่เห็นผมกับแบงค์เดินเข้ามาภายในร้าน

   “สนใจเมนูไหนสอบถามได้นะคะ”
   เธอเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มเมื่อผมกับแบงค์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ เราทั้งสองเงยหน้ามองเมนูบอร์ดด้านบนด้วยความลังเลเพราะเลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไรกันดี

   “ขออนุญาตแนะนำโปรโมชั่นต้อนรับวันวาเลนไทน์นะคะ ขอแนะนำชุดบอกรักค่ะ”
   พนักงานสาวกล่าวพร้อมผายมือไปยังรูปเมนูที่ว่า ดูจากราคาและปริมาณสินค้าแล้วก็ถือว่ากำลังโอเค ถึงแม้จะแอบหวั่นๆ อยู่บ้างว่ากลัวจะกินไม่หมดก็ตามที

   ในขณะที่ผมกำลังลังเลอยู่นั่นเอง

   “เอาชุดนี้เลยครับ”
   แบงค์ก็รีบตอบตกลงให้กับการแนะนำนั้นทันทีโดยที่ไม่ปรึกษาผมเลยแม้แต่น้อย

   “ถามกูสักคำก่อนมั้ย”
   ผมรีบหันไปเขม่นคิ้วใส่อีกฝ่ายทันที

   “เอาน่า พี่เขาอุตส่าห์แนะนำ แถมชื่อชุดก็ยังเหมาะกับวันวาเลนไทน์อีกด้วย”
   แบงค์หันมาตอบพร้อมกับยิ้มให้ผม ก่อนจะหันไปพยักหน้าเป็นเชิงว่าตกลงให้กับพนักงาน

   “ไก่ในชุดรับเป็นไก่กรอบ ไก่นุ่ม หรือว่าคละกันทั้งสองสูตรดีคะ”
   “คละทั้งสองสูตรเลยครับ”

   “เพิ่มขนาดเป๊บซี่กับเฟรนช์ฟรายส์ด้วยมั้ยคะ”
   “เพิ่มเลยครับ”

   “สนใจรับทาร์ตไข่อินเลิฟเพิ่มด้วยมั้ยคะ ตอนนี้มีโปรโมชั่นรับวันวาเลนไทน์สองชิ้นเพียงสามสิบห้าบาทค่ะ”
   เธอถามพลางผายมือไปยังรูปสินค้าที่เป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่บนเคาน์เตอร์ซึ่งเป็นรูปทาร์ตไข่ที่ถูกตกแต่งหน้าด้วยอะไรสักอย่างจนเป็นรูปหัวใจ

   “จัดมาเลยครับ”
   แบงค์ตอบรับทันทีอย่างไม่ลังเลด้วยรอยยิ้ม ผมหันไปเลิกคิ้วสูงเบิกตากว้างใส่อีกฝ่ายทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

   “เอาน่า ไหนๆ ก็วันวาเลนไทน์ทั้งที แถมยังได้ช่วยพี่เขาเพิ่มยอดขายด้วย”
   “ด้วยการลดยอดเงินในกระเป๋าตัวเองเนี่ยนะ”
   ผมแขวะกลับไป ทำเอาพนักงานถึงกับอมยิ้มกลั้นหัวเราะเล็กน้อย

   “เอาน่า ไหนบอกว่าจะมาเที่ยวประชดชีวิตตามประสาคนโสดในวันวาเลนไทน์ไม่ใช่เหรอครับ ก็นี่ไง ประชดด้วยการกินเข้าไปเยอะๆ เลยครับ”
   ตอนนี้ผมก็เริ่มจะสงสัยขึ้นมาแล้วล่ะ ว่าสรุปแล้วคนที่อยากเที่ยวจริงๆ น่ะ คือผมหรือแบงค์กันแน่

   หลังจากที่จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย แบงค์ก็อาสาที่จะถือถาดอาหารไปยังโต๊ะให้ แถมยังรับหน้าที่ไปกดซอสให้ผมด้วยอีกต่างหาก จนกลายเป็นว่าหน้าที่ของผมตอนนี้มีแค่อย่างเดียวคือ กิน

   “มึงบ่กินเหรอวะ”
   ผมเงยหน้าขึ้นถามอีกฝ่ายที่กำลังนั่งจ้องมองผมผ่านแว่นหนา

   “แค่เห็นนันท์กินผมก็อิ่มแล้วครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่ดูมีความสุขเสียเหลือเกิน

   “จะมาอิ่มเหี้ยอะหยัง ช่วยกูแดกเดี๋ยวนี้เลยนะ สั่งมาตั้งเยอะ จะให้กูแดกคนเดียวได้ไง สัส”
   ผมก่นด่าเล็กน้อยพร้อมกับใช้ส้อมจิ้มชิ้นไก่ยื่นไปให้คนตรงข้าม เจ้าตัวหัวเราะเล็กน้อย ก่อนที่จะใช้มีดหั่นชิ้นไก่เข้าปาก

   “เดี๋ยวกินเสร็จแล้วเราไปดูหนังกันมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมในขณะที่สายตาของเจ้าตัวก็กำลังเพ่งมองอยู่ที่หน้าจอมือถือของตนเอง

   “มีเรื่องอะหยังน่าดู...”
   ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามให้จบประโยคแบงค์ก็หันหน้าจอมือถือของตัวเองมาทางผม ผมยื่นหน้าเข้าใกล้พร้อมเพ่งสายตามองไปยังหน้าจอนั้น

   “หนังรัก กูบ่ชอบ เอาเรื่องอื่นดีกว่าเหอะ”
   ผมรีบตอบปฏิเสธทันทีด้วยความรวดเร็วเมื่อเห็นชื่อหนัง

   “แต่วันนี้วันวาเลนไทน์นะครับ”
   “เออ แล้วไงวะ”
   “วันวาเลนไทน์ทั้งทีก็ต้องดูหนังรักสิครับ”
   “เออ มันก็จริง แต่นั่นมันสำหรับพวกคู่รักบ่ใช่เหรอวะ แต่นี่...”

   “ก็นันท์เป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอครับ ว่าวันนี้จะประชดชีวิตคนโสด”

   “......”
   ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น

   “การดูหนังรักในวันวาเลนไทน์ทั้งๆ ที่เรายังโสด ก็ถือเป็นการประชดชีวิตอย่างนึงเหมือนกันนะครับ”
   “แต่...”
   ผมพยายามจะอ้าปากเพื่อเถียงกลับไป แต่ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าเว้าวอนด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเหตุผลพวกนั้นแล้ว

   “เออๆ เรื่องนี้ก็ได้”
   แบงค์ยิ้มกว้างทันทีที่ผมตอบตกลงอย่างว่าง่าย

   นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย

   หลังจากที่จัดการกับเจ้าชุดบอกรักเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น ทั้งผมและแบงค์ต่างก็พากันเดินขึ้นไปยังชั้นโรงหนังทันทีด้วยความรวดเร็ว

   “เอสเอฟเอ็กซ์ซีเนม่าเมญ่าเชียงใหม่สวัสดีค่ะ”
   พนักงานสาวหน้าตาสดใสกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรทันทีที่ผมกับแบงค์เดินมาถึงหน้าเคาน์เตอร์

   “ดูเรื่องนี้น่ะครับ”
   แบงค์พูดพร้อมชี้นิ้วไปยังหน้าจอเมนูด้วยความรวดเร็ว

   “สองที่ใช่มั้ยคะ”
   แบงค์พยักหน้าให้กับคำถามนั้นของพนักงาน

   “เชิญเลือกที่นั่งเลยค่ะ สีฟ้าและเทาเป็นที่นั่งว่าง ด้านล่างเป็นหน้าจอภาพยนตร์ค่ะ”
   พนักงานอธิบายให้เราทั้งสองฟัง แบงค์ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางเพ่งสายตาไปยังหน้าจอเมนู

   “ไม่ทราบว่าวันนี้มีโปรโมชั่นอะไรมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามพนักงานด้วยความสงสัย

   “มีค่ะ โปรโมชั่นต้อนรับวันวาเลนไนท์ที่นั่งคู่สวีทด้านบน ลดราคาสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ”
   “โอเค งั้นเอาตรงนี้เลยครับ”

   แบงค์ตอบตกลงอย่างว่าง่าย พลางชี้นิ้วไปยังที่นั่งโซฟาคู่ด้านบนสุดที่กำลังเหลือที่ว่างอยู่หนึ่งคู่พอดิบพอดี
   “สัส มึงถามกูสักคำก่อนมั้ย”
   “อ้าว ทำไมล่ะครับ ไม่ดีงั้นเหรอ”
   “มึงดูราคาก่อนเหอะ แพงตายห่า”
   ผมรีบเอ็ดใส่อีกฝ่ายทันทีเมื่อเห็นราคาตั๋วที่นั่งคู่ที่ว่านั้น

   “เอาน่าครับ วันนี้ลดตั้งสิบเปอร์เซ็นต์นะครับ”
   “เออ แต่ก็ยังแพงอยู่ดีน่ะล่ะ”

   “ก็นันท์เป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอครับว่าวันนี้จะเที่ยวประชดชีวิตวันวาเลนไทน์ตามประสาคนโสดน่ะครับ”
   “เออ มันก็ใช่ แต่ว่า...”
   ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พร้อมพยายามหาเหตุผลเพื่อโต้กลับอีกฝ่าย

   “ก็นี่ไงล่ะครับ ที่นั่งคู่รักตรงนี้กำลังว่าง เราก็ยึดที่ตรงนี้เสียเลย เพื่อไม่ให้พวกคู่รักคู่อื่นมานั่งได้ ถือเป็นการแก้แค้นเอาคืนทางอ้อมพวกคู่รักด้วยอีกทางนึงนะครับ”
   แต่ก็โดนเหตุผลของอีกฝ่ายโต้มาเช่นนั้น พนักงานสาวเองเมื่อได้ยินคำชี้แจงเช่นนั้นจากแบงค์ ก็ได้แต่อมยิ้มกลั้นหัวเราะเบาๆ เพื่อรักษาท่าทีเอาไว้

   ถึงแม้ผมจะยังงงๆ กับเหตุผลที่ฟังดูแปลกๆ ของอีกฝ่าย แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ดูจะคะยั้นคะยอนั้นแล้ว

   “เออๆ ก็ได้วะ”
   แบงค์ออกอาการดีใจอย่างออกนอกหน้าทันทีที่ได้ยินผมตอบตกลงเช่นนั้น ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องยอมใจอ่อนให้อีกฝ่ายด้วย แต่พอเห็นรอยยิ้มที่ดูร่าเริงนั้นแล้ว มันก็ทำเอาผมอดที่จะอมยิ้มตามไปด้วยไม่ได้จริงๆ
   

   เอาวะ วันวาเลนไทน์ที่เคยแสนน่าเบื่อสำหรับผม อาจจะเป็นวันที่สนุกขึ้นมาก็เป็นได้
   ถึงแม้ผมจะเริ่มรู้สึกตั้งคำถามบางอย่างกับตัวเองขึ้นมาในใจก็ตามที

จบคาบเรียนที่สิบเจ็ด
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 18 สิบสี่กุมภาพันธ์ รอบบ่าย(25-11-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 25-11-2018 03:39:38
   คาบเรียนที่สิบแปด

   “เอ่อ เอาผ้าเช็ดหน้าหน่อยมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามทันทีที่เห็นผมกำลังสะอึกสะอื้นพร้อมด้วยน้ำตาที่อาบเต็มไปทั้งสองแก้มหลังจากที่เราทั้งสองเดินออกจากโรงหนัง

   “บ่ต้องมาแซวกูเลยนะมึง”
   ผมแหวใส่ไปยังอีกฝ่ายทันทีก่อนที่จะรีบใช้ชายเสื้อเช็ดคราบน้ำตานั้น ทว่า

   “ผมไม่ได้แซว แล้วก็อีกอย่าง ผมเคยบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ ว่าอย่าเอาชายเสื้อเช็ด มันจะทำให้เสื้อเปื้อน แถมอาจจะทำให้สิวขึ้นอีกด้วยนะครับ”
   แบงค์จับข้อมือของผมที่กำลังจะใช้ชายเสื้อเช็ดคราบน้ำตาห้ามเอาไว้เสียก่อน พลางตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของตนออกมา

   จะว่าไป แบงค์ก็เคยบอกเอาไว้นี่นะเรื่องไม่ให้ใช้ชายเสื้อเช็ดหน้าเนี่ย ซึ่งพอมาคิดดูดีๆ การเช็ดหน้าที่ไม่ถูกวิธีก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สิวบนใบหน้าของผมไม่ยอมหายขาดสักทีก็เป็นไปได้แฮะ

   ในจังหวะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้นเอง พอรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าแบงค์กำลังค่อยๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของผมอย่างเบามือ ภาพการกระทำนั้นของเด็กหนุ่มตัวโตภายใต้แว่นหนาที่มีต่อไอ้เตี้ยขนาดพกพาสะดวกอย่างผมทำเอาผู้คนรอบข้างถึงกับหันมามองเป็นสายตาเดียวกัน

   “สัส พอแล้ว มึงเห็นมั้ยเนี่ยว่าคนเขามองกันใหญ่เลย”
   “แล้วทำไมเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมพลางหันไปมองรอบข้าง ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันที่สายตารอบข้างต่างก็หันกลับไปยังทิศทางของตนพอดี ในขณะที่คำตอบนั้นของอีกฝ่าย ก็ทำเอาผมถึงกับถอนหายใจออกมาเบาๆ

   “หรือว่านันท์ไม่ชอบที่ผมทำแบบนี้”
   เจ้าตัวเอ่ยถามอีกรอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าแววตาที่ดูเศร้าเล็กน้อย

   “ก็เปล่า บ่ใช่แบบนั้น แต่ว่า...”
   ผมอึกอักเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี

   “งั้นเราไปหาไอติมกินกันมั้ยครับ”
   อยู่ๆ แบงค์ก็ถามพร้อมกับเปลี่ยนน้ำเสียงและสีหน้าอย่างรวดเร็วจนผมตามอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่ทัน ก่อนที่จะถูกอีกฝ่ายจูงข้อมือลากไปแบบงงๆ

   แต่ในจังหวะนั้นเอง

   “อ้าว นั่นแบงค์นี่นา”
   เสียงปริศนาเอ่ยเรียกชื่อคนตัวสูงด้วยความคุ้นเคย ทั้งผมและเจ้าตัวที่ถูกเรียกชื่อต่างกันก็หันไปยังต้นทางของเสียงนั้น
   “อ้าว ป้อน่ะเอง นึกว่าเสียงใครคุ้นๆ”
   แบงค์เอ่ยทักทายกลับไปด้วยความสุภาพทันทีที่เห็นว่าเจ้าของเสียงเรียกนั้นเป็นใคร ในขณะที่อีกฝ่ายก็ยิ้มด้วยสีหน้าร่าเริงกลับมา

   อยู่ๆ ภาพเหตุการณ์ช่วงที่ผมกับแบงค์ไปเข้าค่ายอบรมต่อต้านยาเสพติดเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วก็หวนกลับมา ภาพของเจ้าคนชื่อป้อที่ดูพยายามจะตีซี้ทำความสนิทสนมกับแบงค์จนออกนอกหน้านอกตา เมื่อรวมกับภาพที่อยู่ตรงหน้า ณ ตอนนี้แล้วนั้น
   ช่างเป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกหงุดหงิดยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   “ว่าแต่แบงค์มากับใครน่ะ”
   อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยความสงสัยก่อนจะชะโงกหน้าหันมามองผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

   “อ้อ นันท์นี่เอง สวัสดีครับ สบายดีมั้ย”
   ป้อเอ่ยทักทายผมด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ในขณะที่ผมยังคงขมวดคิ้วด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เล็กน้อย แต่ก็พยายามจะเก็บอาการเอาไว้

   “มึงยังจำชื่อกูได้ด้วยเหรอวะ”
   ทั้งแบงค์และป้อต่างก็ทำหน้าเหวอทันทีที่ได้ยินคำถามนั้นจากผม ก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าเผลอพูดจาไม่ดีออกไป

   “ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะครับ เพื่อนของแบงค์ ก็เหมือนเพื่อนของผมนั่นล่ะครับ”
   ใครเพื่อนมึง ?

   ไอ้นี้ชักจะลามปาม ตีซี้ทำสนิทสนมกับแบงค์ยังไม่พอยังจะมาทำตีสนิทกับผมอีก ชักจะไม่สบอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วแฮะ แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้เพราะเห็นแก่หน้าแบงค์ ผมจึงได้แต่ส่งเสียง ‘อือ’ ในลำคอเบาๆ กลับไปเป็นคำตอบ ในขณะที่เจ้าคนชื่อป้อยังคงยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร

   งหุดงหิดๆ เอ้ย หงุดหงิดๆ
   ดูสิ หงุดหงิดจนพิมพ์เพี้ยนเลยกูเนี่ย

   “ว่าแต่ป้อล่ะ มาดูหนังเหรอครับ”
   คราวนี้เจ้าคนสวมแว่นเป็นฝ่ายเอ่ยถามกลับไปบ้าง คนถูกถามเองเมื่อได้เช่นนั้นก็พยักหน้ากลับมาเป็นคำตอบ

   “มาคนเดียวเหรอครับเนี่ย”
   แบงค์ยังคงเอ่ยถามต่อพลางหันซ้ายหันขวามองไปยังรอบๆ บริเวณ ในขณะที่ผมเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีกับคำถามนั้นของแบงค์แล้วยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   แต่ในจังหวะที่อีกฝ่ายจะทันได้เอ่ยปากเพื่อตอบคำถามนั้น

   “ตัวเอง รอนานมั้ย เค้าขอโทษที่มาสายนะ”
   เสียงใสๆ ก็เอ่ยทักแทรกเข้ามาทันที พวกผมต่างหันไปมองยังต้นเสียงนั้น ภาพที่เห็นคือหญิงสาวหน้าตาสะสวย ผมสีน้ำตาลทองยาวประบ่า ดูจากวัยแล้วน่าจะราวๆ มหาลัยได้ล่ะมั้งการแต่งตัวของเธอแม้จะไม่ได้โชว์เนื้อหนังมังสาอะไรมากนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกเซ็กซี่ไม่น้อยสังเกตได้จากสายตาของผู้คนรอบข้างที่ต่างก็หันมามองเธอ

   เธอเดินเข้ามาด้วยสีหน้าออดอ้อนเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปคล้องแขนของป้อด้วยท่าทีสนิทสนมเป็นกันเอง

   “ตัวเองซื้อตั๋วหรือยัง”
   หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย ในขณะที่ป้อก็ยิ้มพยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบ

   “นี่ใครอะ เพื่อนตัวเองเหรอ”
   เธอเอ่ยถามเมื่อหันมาสังเกตเห็นพวกผมสองคนที่อยู่ตรงหน้า

   “คนตัวสูงที่ใส่แว่นนี่ชื่อแบงค์ ส่วนคน...เอ่อ คนนี้ชื่อนันท์ เป็นเพื่อนที่รู้จักกันตอนไปเข้าค่าบอบรมเมื่อตอนปลายปีที่แล้วน่ะ”
   ป้อเอ่ยแนะนำพวกเราทั้งสองให้เธอได้รู้จัก

   อ๊ะ แต่กูรู้นะ ที่มึงชะงักไปเมื่อกี๊ เพราะมึงเผลอตัวจะพูดว่า ‘คนตัวเตี้ย’ ใช่มั้ยล่ะ

   “ส่วนนี่ พลอย เป็นแฟนของผมเอง”
   หือ?
   แบงค์ยิ้มทักทายกลับไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น ในขณะที่ผมยังคงงุนงงกับคำพูดของอีกฝ่ายเมื่อครู่

   มีแฟนแล้วเหรอวะ จะว่าไปถ้าไม่มีก็ออกจะแปลกไปหน่อย เพราะถ้าว่ากันตามความจริงแบบไม่มีอคติ ก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายหน้าตาดีอยู่พอสมควร หุ่นดี สูงโปร่งประมาณไอ้น้องไนท์กับไอ้เต้ยเห็นจะได้ซึ่งต่างจากแบงค์ที่รายนี้จะดูไปทางหุ่นสูงหนาเสียมากกว่า

   เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าแฟนของอีกฝ่ายจะ ...
   แต่เดี๋ยวนะ แล้วนี่กูจะไปชมมันทำหอกอะไรวะ

   “แล้วนี่ดูเรื่องอะไรกันเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสนใจ ป้อเองจึงหยิบตั๋วขึ้นมาให้ดู ทั้งผมและแบงค์เมื่อเห็นตั๋วหนังของอีกฝ่าย ต่างก็ร้องอ๋อพร้อมกันทันที

   “เรื่องนี้ผมกับนันท์เพิ่งดูรอบที่แล้วไปนี้เองครับ”
   “จริงดิ แล้วสนุกมั้ย”
   แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งกับคำถามนั้น

   “สนุกมั้ย ผมไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ คนแถวนี้ร้องไห้จนตาบวมไปคนนึงแล้วครับ”
   พูดจบ แบงค์ก็หันมามองผมพร้อมกับอมยิ้มด้วยสีหน้ากวนๆ เล็กน้อย ผมจึงถวายหมัดเข้าไปยังสีข้างของเจ้าตัวเข้าไปหนึ่งที หากจะถามว่าหมัดนั้นแรงมั้ย ผมก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน แต่ที่รู้คือก็ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับร้อง ‘โอ๊ย’ ออกมาเบาๆ ได้อยู่เหมือนกัน

   “เรื่องของกูเหอะ ขืนพูดมาก เดี๋ยวปากมึงจะได้อาบไปด้วยเลือดหรอก”
   ผมพยายามขู่กลับไปเพื่อกลบความเขินอายที่มี ในขณะที่เจ้าคนแว่นหนาก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอโดยหาได้มีทีท่ากลัวให้กับคำพูดขู่นั้นของผมเลยแม้แต่น้อย

   จะว่ายังไงดีล่ะครับ ที่บอกว่าไม่ชอบหนังรักเนี่ย ก็คือไม่ชอบจริงๆ นั่นล่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่ารังเกียจหรอกนะ คือต่อให้หน้าตาของผมจะเถื่อนแค่ไหน ถึงแม้นิสัยจะดูโผงผางขวานผ่าซากยังไงก็ตาม แต่เอาจริงๆ ผมก็มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายเหมือนกันนะครับ ก็เลยเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยชอบดูหนังแนวนี้เท่าไหร่ นั่นเพราะดูทีไรความแมนอันน้อยนิดที่เพียรพยายามสั่งสมมานานต้องพังทลายหายวับไปในพริบตาทุกที

   “ว่าแต่วันวาเลนไทน์ทั้งทีไหงไม่ควงสาวๆ มาด้วยล่ะ”
   ป้อเอ่ยแซวด้วยสีหน้ากวนๆ เล็กน้อยก่อนจะใช้ข้อศอกกระทุ้งไปยังสีข้างอีกฝั่งของแบงค์เบาๆ เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะหันมามองผมครู่หนึ่งแล้วจึงหันกลับไปยังคู่สนทนา

   “วันนี้พวกเรามาฉลองความโสดประชดวันวาเลนไทน์กันน่ะครับ”
   พูดจบ เจ้าตัวก็หัวเราะเบาๆ ในลำคออีกรอบ

   “เฮ้ย บ้าน่ะ อย่างแบงค์เนี่ยนะโสด เป็นไปได้ไง ไม่เชื่ออะ”
   ป้อเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจพอสมควร เช่นเดียวกันกับพลอยที่ก็ทำสีหน้าไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

   “โสดจริงๆ ครับ”
   “แล้วไม่คิดจะหาแฟนเหรอ อย่างตัวเองน่าจะหาได้ไม่ยากนะ”
   คราวนี้พลอยเป็นฝ่ายเสนอความเห็นขึ้นมาบ้าง แบงค์เองเมื่อได้ยินคำถามนั้น ก็นิ่งเงียบไปครู่ก่อนจะหันมามองพร้อมกับยกมือขึ้นมายีหัวผมเบาๆ ตามปกติอย่างที่เคยทำ

   “ก็รอแค่ว่าเมื่อไหร่อีกฝ่ายจะรู้ตัวสักทีมากกว่าน่ะครับ”
   พูดจบ ทั้งพลอยและป้อต่างก็นิ่งเงียบไป ทั้งสองหันมองหน้ากันแล้วจึงหันกลับมามองพวกเราทั้งคู่ก่อนที่จะพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจในคำพูดนั้น

   “งั้นก็เอาใจช่วยแล้วกันนะ เอ้อ เดี๋ยวผมกับพลอยขอตัวก่อนนะ จะถึงเวลาหนังฉายแล้ว”
   ป้อพูดพลางตบบ่าของแบงค์เบาๆ ในขณะที่แบงค์ก็ได้แต่ยิ้มรับให้กับคำพูดนั้นอย่างเงียบๆก่อนที่อีกฝ่ายจะปลีกตัวออกไปกับแฟนสาวของตน

   พวกมึงคุยเหี้ยอะไรกันน่ะ ให้กูรู้เรื่องด้วยสักคนได้มั้ยวะ

   แล้วเดี๋ยวนะ ทำไมเมื่อกี๊ทุกคนถึงได้ตกใจแต่เรื่องแบงค์ไม่มีแฟนล่ะวะ แต่ไหงไม่มีใครตกใจเรื่องกูไม่แฟนเลยสักคน
   หมายความว่ายังไงวะ

   “อ้อ อีกเรื่อง”
   ป้อหันตัวกลับมา ทั้งผมและแบงค์ต่างก็เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย

   “เฟซบุ๊กของแบงค์เป็นอะไรไปน่ะ ทำไมผมหาไม่เจอ”
   อึก!
   ทั้งผมและแบงค์ต่างนิ่งอึ้งไปชั่วครู่เมื่อได้ยินอีกฝ่ายถามเช่นนั้น

   “เอ่อ... พอดีช่วงนี้มือถือผมเน็ตหมด สงสัยคงโดนบล็อกเพราะไม่ได้ไปจ่ายค่าเน็ตล่ะมั้ง แต่เดี๋ยวยังไงผมจะเข้าไปดูอีกทีนะครับ”
   แบงค์ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย ในขณะที่อีกฝ่ายเองเมื่อได้ยินคำตอบนั้นก็ขมวดคิ้วยิ้มด้วยความงุนงงกับเหตุผลของคู่สนทนาพอสมควร แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ติดใจอะไรมากจึงได้แต่ยิ้มตอบกลับมาแล้วหันหลังกลับไปจูงมือแฟนสาวของตนเข้าไปยังบริเวณโรงหนัง

   “หัวเราะอะไรน่ะครับ”
   แบงค์ก้มหน้าลงมาถามทันทีเมื่อเห็นท่าทีกลั้นหัวเราะของผม

   “โดนบล็อกเฟซบุ๊กเพราะบ่ได้ไปจ่ายค่าเน็ตเนี่ยนะ”
   “ทำไมเหรอครับ”

   “เหตุผลโคตรแถเลยว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
   “หรือจะให้ผมบอกความจริงว่านันท์เป็นคนกดบล็อกป้อเขาอย่างนั้นเหรอครับ”
   อึก!
   ใบ้แดกสิกู เจอความจริงเข้าไป เถียงไม่ออกเลยแฮะ

   “งั้นเอามือถือมึงมานี่”
   พูดจบ ผมก็แบมือออกไป เจ้าตัวดูท่าจะยังงงกับคำพูดของผม ผมจึงถือวิสาสะล้วงหยิบมือถือของอีกฝ่ายที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงออกมาด้วยตัวเอง พร้อมกับยื่นมือถือเพื่อให้อีกฝ่ายปลดล็อกหน้าจอให้

   หลังจากที่เจ้าตัวปลดล็อกหน้าจอเรียบร้อยแล้วนั้น ผมก็คว้ามันมาด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับกดเข้าแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กทันที ก่อนจะสไลด์หน้าจอนั้นไปมาอยู่เล็กน้อย พร้อมกับกดอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งคืนมันกลับไปยังเจ้าของ

   “เอ้า เอาคืนไป”
   แบงค์ทำสีหน้างุนงงเล็กน้อย พลางก้มมองหน้าจอมือถือตัวเองที่ตอนนี้กำลังปรากฏให้เห็นว่าผมได้ยกเลิกการบล็อกเฟซบุ๊กของป้อพร้อมทั้งยังเป็นฝ่ายกดยื่นคำขอร้องเป็นเพื่อนกลับไปให้อีกด้วย

   “ไหงเคยบอกว่าไม่ให้กดรับยังไงล่ะครับ”
   “กูเปลี่ยนใจแล้ว”
   “ห๊ะ?”
   “เออ เรื่องของกูเหอะ พูดมาก จะไปกินสเวนเซ่นกันบ่ใช่เหรอวะ ไปเร็ว กูอยากกินแล้วเนี่ย”
   พูดจบผมก็เป็นฝ่ายเดินนำหน้าออกมาทันทีอย่างรวดเร็วพลางอมยิ้มให้กับตัวเองอย่างมีความสุข โดยที่ผมก็ยังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร


   “สเวนเซ่นสวัสดีค่ะ”
   พนักงานสาวเอ่ยทักทายด้วยความกระตือรือร้นทันทีที่ผมกับแบงค์เดินเข้ามาภายในร้านหลังจากที่เราทั้งสองเลือกโต๊ะนั่งได้แล้ว เธอก็หยิบใบเมนูเดินมาที่โต๊ะทันทีด้วยความรวดเร็ว และทันทีที่เธอเดินมาถึง

   “ขออนุญาตแนะนำโปรโมชั่นต้อนรับวันวาเลนไทน์นะคะ จะเป็น...”
   “โอเค เอามาเลยครับ”
   แบงค์ตอบตกลงทันทีด้วยความรวดเร็วโดยที่พนักงานสาวยังไม่ทันจะได้พูดให้จบประโยค ทำเอาทั้งผมและเธอต่างกับเบิกตากว้าง งงเป็นไก่ตาแตกกันทั้งคู่

   “มึงบ่คิดฟังให้จบก่อนเหรอไงวะ”
   “ก็วันนี้วันวาเลนไทน์ทั้งทีนี่ครับ ก็ต้องทำอะไรให้มันเข้ากับบรรยากาศยังไงละครับ”

   “แต่...”
   “ก็จะประชดชีวิตคนโสดไม่ใช่เหรอครับ”
   อึก!
   รู้สึกคิดผิดยังไงก็ไม่รู้แฮะ ที่ดันพูดคำนั้นออกไปเนี่ย จนชักรู้สึกอยากจะขอทวงคำนั้นคืนมาจริงๆ แต่พอเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ดูมีความสุขของอีกฝ่ายแล้ว ...

   “เออ แล้วแต่มึงละกัน ยังไงก็คำพูดกูเองนี่นะ”
   “เย่ งั้นก็เอาตามนี้เลยครับ”
   แบงค์ออกอาการดีใจอย่างออกนอกหน้านอกตาก่อนจะหันไปตกลงกับพนักงานสาว หลังจากที่เธอทวนรายการอาหารเสร็จเธอก็หยิบใบเมนูที่พวกผมไม่ได้เปิดดูเลยสักนิดกลับคืนไปแล้วเดินไปยังเคาน์เตอร์

   และก็ใช้เวลาไม่นานมากนัก รายการอาหารที่ผมสั่งก็ถูกนำมาเสิร์ฟด้วยความรวดเร็ว
   “รายการที่สั่งได้แล้วค่ะ ขอให้มีความสุขในวันวาเลนไทน์นะคะ”
   พนักงานเสิร์ฟกล่าวอวยพรทันทีด้วยน้ำเสียงร่าเริงหลังจากที่วางไอศกรีมลงบนโต๊ะ ผมหยิบช้อนขึ้นมาตักไอศกรีมเข้าปากอย่างช้าๆ

   “เป็นอะไรไปเหรอครับ ทำไมดูไม่สดชื่นเลย”
   แบงค์เอ่ยถามผมด้วยสีหน้าสงสัย เหมือนเห็นท่าทีของผมที่ไม่ค่อยจะสดชื่นเท่าไหร่นัก ผมเองเมื่อถูกทักเช่นนั้นก็ถึงจะรู้สึกตัวได้เช่นกัน

   “นี่สีหน้ากูดูออกขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
   อีกฝ่ายพยักหน้ากลับมาเป็นคำตอบ

   “ไม่สนุกเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ดูเป็นห่วงเป็นใย ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพลางใช้ช้อนจิ้มลงบนไอศกรีมเล่นๆ
   “ก็สนุก...”
   ผมตอบกลับไปสั้นๆ แบงค์ก็นิ่งเงียบไปในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

   “......”
   “......”
   เดี๋ยวนะ ไหงอยู่ๆ เหมือนบรรยากาศรอบข้างมันมัวๆ ขึ้นมาได้วะเนี่ย

   “เฮ้ย กูบ่ได้เป็นเหี้ยอะหยัง มา แดกๆ”
   ผมรีบปั้นสีหน้ายิ้มเพื่อดึงบรรยากาศที่ดูอึมครึมได้ยังไงก็ไม่รู้ให้กลับมาสดชื่นก่อนจะใช้ช้อนตักไอศกรีมเข้าปาก คู่สนทนาเองเมื่อได้ยินก็ดูจะมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง ก่อนจะใช้ช้อนตักไอศกรีมเข้าปากตัวเองเช่นกัน

   ในช่วงที่ผมกับแบงค์กำลังจัดการเจ้าไอศกรีมตรงหน้า สายตาของผมก็เหลือบไปมองบรรยากาศรอบข้างภายในร้านที่เต็มไปด้วยเหล่าคู่รักมากมาย

   ผมว่านี่ล่ะ คือสาเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกไม่สดชื่นเท่าไหร่นัก ดูแต่ละคู่สิ ทำเป็นกระหนุงกระหนิงคุยหัวเราะคิกคักๆ ดูมีความสุขกันเสียเหลือเกิน ดูนั่นๆ มีการตักไอศกรีมป้อนให้แก่กันด้วย มันชักจะมากเกินไปแล้วนะเฮ้ย ทำอะไรก็ช่วยเกรงใจคนโสดหน่อยสิวะ เห็นแล้วมันงหุดงหิดจริงๆ

   นั่นไง หงุดหงิดจนพิมพ์ผิดอีกแล้วกู

   “แบงค์”
   “ครับ?”
   “อ้าปาก”
   “ห๊ะ?”
   แบงค์ขมวดคิ้วด้วยความงุนงงทันทีที่ได้ยินผมสั่งเช่นนั้น

   “เออ กูบอกให้อ้าปากก็อ้าดิวะ”
   ผมสั่งอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง เจ้าตัวจึงค่อยๆ อ้าปากอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าประหลาดใจ
   “เอ้า แดกซะ”
   พูดจบ ผมก็ตักไอศกรีมจากในถ้วยใส่ปากแบงค์ทันทีด้วยความรวดเร็วทำเอาอีกฝ่ายถึงเกือบสำลักเพราะตั้งตัวไม่ทัน

   “อะไรครับเนี่ย”
   แบงค์เอ่ยถามหลังจากที่พยายามกลืนไอศกรีมลงไปด้วยความยากลำบากอันเนื่องมาจากปริมาณของไอศกรีมที่ผมตักให้เมื่อครู่นั้นค่อนข้างเยอะอยู่พอสมควร

   “ประชดชีวิตคนโสดในวันวาเลนไทน์ยังไงล่ะวะ”
   ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงและสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ไอ้เจ้าคนที่ถูกยัดไอศกรีมก้อนโตเข้าปากกลับไม่รู้สึกโกรธอะไรเลยสักนิด หนำซ้ำยังทำหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดูมีความสุขมากกว่าเดิมเสียอีก

   พิลึกคน

   “นันท์ครับ”
   “อะหยัง”
   “ขออีกคำได้มั้ยครับ”
   “ก็ตักเอาดิ มีในถ้วยอีกตั้งเยอะแยะ”
   ผมตอบกลับไปพลางตักไอศกรีมเข้าปาก

   “ไม่เอาครับ อยากให้นันท์ตักป้อนให้มากกว่า”
   “ห๊ะ?”
   ผมเงยหน้าเลิกคิ้วสูงมองคู่สนทนา

   “ก็อยากให้นันท์ป้อนไอศกรีมให้ผมแบบเมื่อกี๊อีกน่ะครับ”
   ไม่พูดเปล่า ดันทำสายตาเว้าวอนด้วยนี่สิ
   “บ่เอาเว้ย ทีเดียวพอ”
   พิลึกคนจริงๆ วุ้ย

   แล้วไหงผมต้องรู้สึกอายจนหน้าแดงด้วยวะเนี่ย   


   “ไปไหนกันต่อดีครับ”
   แบงค์เอ่ยถามหลังจากที่เราทั้งสองเดินออกจากร้านไอศกรีม ผมหยิบโทรศัพท์มือถือจากในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู เวลาบนหน้าจอกำลังบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงกว่าๆ เกือบหกโมงแล้ว

   “เย็นแล้วว่ะ กลับกันเลยดีมั้ย”
   ผมตอบพลางขมวดคิ้วเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะหย่อนมือถือเก็บลงกระเป๋ากางเกงดังเดิม

   “เพิ่งจะหกโมงเองนะครับ”
   “แล้ว?”

   “จะรีบกลับไปไหนเหรอครับ พรุ่งนี้ก็ยังเป็นวันอาทิตย์อีกด้วย”
   อีกฝ่ายพยายามพูดโน้มน้าวเหมือนต้องการให้ผมอยู่ต่อ ผมย่นจมูกเล็กน้อยก่อนจะเม้มปากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

   จริงๆ ตอนนี้ผมอยากกลับไปเล่นเกมแล้วมากกว่าน่ะครับ แต่พอหันไปดูสีหน้าและสายตาของอีกฝ่ายแล้วนั้น...

   “......”
   “......”

   “แล้วมึงอยากจะไปไหนต่อล่ะ”
   แบงค์ออกอาการดีใจทันทีที่ผมพูดเช่นนั้น แต่เจ้าตัวก็ไม่ตอบอะไรกลับมานอกจากรอยยิ้มที่ดูมีความสุขมากเสียเหลือเกิน จนผมเองก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกันนะว่าไหงสุดท้ายแล้ว ไอ้คนถูกชวนถึงได้ดูสนุกสนานกว่าคนชวนไปได้วะเนี่ย

   “ขอกุญแจรถด้วยครับ”
   แบงค์พูดพร้อมแบฝ่ามือหนายื่นมาทางผม ซึ่งก็สร้างความประหลาดใจให้ผมพอสมควร แต่ก็ล้วงหยิบเจ้ากุญแจรถที่ว่าจากในกระเป๋ากางเกงส่งให้อีกฝ่ายอย่างว่าง่าย

   เอาเถอะ ต่อเวลาให้อีกสักหน่อยก็แล้วกัน ยังไงพรุ่งนี้ก็ยังเป็นวันอาทิตย์ตามที่อีกฝ่ายว่าเอาไว้จริงๆ นั่นล่ะ
   และทันทีที่คิดเช่นนั้น ผมก็เดินตามอีกฝ่ายที่กำลังเดินนำหน้าผมไปยังบันไดเลื่อนด้วยความรวดเร็ว

   ในขณะที่ในใจก็นึกสงสัยว่าสถานที่ที่อีกฝ่ายต้องการจะไปนั้นคือที่ไหน

จบคาบเรียนที่สิบแปด
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 18 สิบสี่กุมภาพันธ์ รอบบ่าย(25-11-18)
เริ่มหัวข้อโดย: กาแฟมั้ยฮะจ้าว ที่ 26-11-2018 07:27:58
 :man1: :man1:
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 19 สิบสี่กุมภาพันธ์ ตอนเย็น(29-11-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 29-11-2018 19:55:52
คาบเรียนที่สิบเก้า

   “นึกไงถึงพากูมาที่นี่เนี่ย”
   ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อพบว่าสถานที่ที่แบงค์พาผมมานั้นคืออ่างแก้วในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั่นเอง ผมหันหน้าไปยังอ่างเก็บน้ำพลางสูดลมหายใจเข้าไปลึกจนเต็มปอดพร้อมกับเหยียดแขนบิดขี้เกียจไปด้วยจนได้เสียงกระดูกลั่นเบาๆ สายลมยามเย็นในช่วงปลายหน้าหนาวมันทำให้รู้สึกดีจริงๆ

   “ก็แค่อยากพามาเฉยๆ น่ะครับ”
   ผมหันไปขมวดคิ้วหรี่ตามองอีกฝ่ายทันทีที่ได้ยินคำตอบง่ายๆ เช่นนั้น

   “ก็มันเป็นสถานที่ที่ผมมีความทรงจำที่ดียังไงล่ะครับ”
   แบงค์เอ่ยอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย ผมเองเมื่อได้ยินแบบนั้นก็กลอกตาไปมาพลางนึกย้อนความในหัวไปด้วย

   อ๋อ เออใช่ ผมเองนี่ล่ะที่เป็นคนทำให้แบงค์รู้จักสถานที่แห่งนี้ในวันที่อีกฝ่ายกำลังอยู่ในช่วงอกหักจากแฟนเก่า จะว่าไปนับจากวันนั้นจนมาถึงวันนี้ก็ผ่านมานานหลายเดือนแล้วเหมือนกันนะเนี่ย วันเวลานี่ก็ผ่านไปไวเหมือนกันแฮะ จนแทบจะไม่ทันได้สังเกต

   “เป็นความทรงจำที่ดีของมึง แต่สำหรับกูตอนนี้เริ่มจะเป็นความทรงจำที่เลวร้ายแล้วว่ะ”
   “อ้าว ทำไมล่ะครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจค่อนไปทางวิตกกังวลเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นของผม

   ผมยกมือชี้พลางหันมองไปยังรอบๆ บริเวณอ่างแก้วในช่วงเวลายามเย็นเช่นนี้ที่มีผู้คนประปราย ส่วนใหญ่ต่างก็มากันเป็นคู่ซึ่งดูยังไงก็รู้ว่าเป็นคู่รักกันแน่นอน และนั่นล่ะคือสาเหตุที่ผมกำลังพูดถึง แหม ก็เล่นจับมือถือแขนกันบ้างล่ะ โอบกอดกันบ้างล่ะ ถ่ายรูปคู่กันบ้างล่ะ เห็นแล้วชวนให้รู้สึกหมั่นไส้เล็กน้อยยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   #โสดแล้วพาล จริงๆ เลยกูเนี่ย

   แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีนั้นของผมก็เผลอปล่อยหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ผมย่นจมูกด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้อะไรมากมายนักก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งยังริมทางเดินข้างอ่างแก้ว อีกฝ่ายเองเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของผม ก็เดินมานั่งลงข้างๆ ผมพลางถอดแว่นหนาออกมาเช็ดเล็กน้อยก่อนจะใส่มันคืนเข้าที่

   “......”
   “......”
   เงียบ

   ไม่มีถ้อยคำสนทนาใดๆ เอ่ยออกมาทั้งจากผมและแบงค์ จะมีก็เพียงสายลมยามเย็นที่กำลังพัดเอื่อยๆ และเสียงพูดคุยเบาๆ ของผู้คนรอบข้างที่แทรกเข้ามาก็เท่านั้น

   “เป็นยังไงมั่งครับ สำหรับวันวาเลนไทน์ปีนี้”
   แบงค์เอ่ยถามขึ้น ผมหันไปมองหน้าคนถามที่กำลังทำสีหน้าสนใจใคร่รู้ ผมขมวดคิ้วเม้มปากครุ่นคิดเล็กน้อย
   “ก็ดีอะ”
   ผมตอบกลับไปสั้นๆ ก่อนจะหยิบก้อนหินข้างตัวขึ้นมาแล้วขว้างมันออกไปยังอ่างเก็บน้ำตรงหน้า เจ้าตัวเองถึงกับหน้าถอดสีเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นจากผม

   “สรุปว่าไม่สนุกเหรอครับ”
   เมื่อได้ยินคำถามนั้น ผมก็เม้มปากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

   “ก็บ่เชิง แต่จะว่ายังไงดีล่ะ ก็วันนี้มันวันวาเลนไทน์ ไปไหนมาไหน ก็เห็นแต่พวกคู่รักกระหนุงกระหนิงกัน แล้วมัน...”
   “รู้สึกอิจฉาว่างั้น”
   แบงค์ชิงพูดโดยที่ผมยังไม่ทันจะได้พูดให้จบประโยค ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพลางคิดทบทวน

   อิจฉาอย่างนั้นเหรอ อืม... จะว่ายังไงดีล่ะ ก็คงจะจริงอย่างที่เจ้าตัวบอกก็คงไม่ผิดล่ะมั้ง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นริษยาอะไรขนาดนั้นนะ

   แต่คิดอีกที บางทีกูอาจจะกำลังริษยาด้วยก็เป็นได้แฮะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   “เออ ช่างมันเหอะ ว่าแต่มึงเหอะ บ่รู้สึกรู้สาอะหยังเลยเหรอ”
   “ยังไงเหรอครับ”
   “ก็แบบ ต้องมาเป็นคนโสดท่ามกลางวันวาเลนไทน์ที่เต็มไปด้วยคู่รักมากมายเนี่ย”
   ผมตอบกลับไปพลางหันไปมองรอบข้างด้วยความริษยา ฮ่าฮ่าฮ่า

   “วันวาเลนไทน์แล้วยังไง สำหรับผมมันก็แค่วันธรรมดาๆ วันนึงเท่านั้นน่ะล่ะ”
   “อ้อเหรอออ”
   ผมลากเสียงเป็นเชิงเหน็บแนมกลับไป แบงค์หัวเราะในลำคอเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้นของผม

   “แต่จะว่าไปมันก็เป็นวันที่ดีวันนึงสำหรับผมเหมือนกันนะครับ”
   “โสดในวันวาเลนไทน์เนี่ยนะดี”

   “อย่างน้อย มันก็ทำให้ผมกล้าทำอะไรหลายๆ อย่างในสิ่งที่วันธรรมดาผมไม่กล้าทำ”
   “หมายความว่าไงวะ”
   ผมหันไปเอียงคอขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากอีกฝ่าย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็มีเพียงรอยยิ้มเท่านั้นรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและมีความสุขเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

   ไม่สิ เหมือนจะมากกว่าปกติยังไงก็ไม่รู้แฮะ
   แต่ในจังหวะที่ผมจะทันได้ครุ่นคิดอะไรเพิ่มเติมนั้นเอง

   “ขอโทษนะคะ ว่างอยู่หรือเปล่าคะ”
   เสียงของหญิงสาวแปลกหน้าซึ่งดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าผมราวๆ สองถึงสามปีเดินเข้ามาทักถามด้วยท่าทีที่แฝงไปด้วยความเกรงใจอยู่พอสมควรดูจากลักษณะแล้วหากผมเดาไม่ผิด เธอน่าจะเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แห่งนี้นี่ล่ะ

   “ครับ มีอะไรให้ช่วยเหรอครับ”
   แบงค์ชิงผมตอบกลับไปด้วยความรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร ซึ่งนั่นก็ทำให้อีกฝ่ายดูผ่อนคลายขึ้นมาได้บ้าง

   “รบกวนช่วยถ่ายรูปเราสองคนให้หน่อยได้มั้ยคะ”
   หญิงสาวเอ่ยคำขอร้องพร้อมยื่นมือถือในมือของเธอมายังแบงค์ เจ้าตัวเกิดอาการอ้ำอึ้งเล็กน้อยเมื่อถูกขอร้องเช่นนั้น ในขณะที่ตัวผมเองซึ่งโดนแบงค์ปฏิเสธการถ่ายรูปให้มาหลายครั้งจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับท่าทีนั้นของเจ้าตัวเสียเท่าไหร่นัก

   จะมีก็แต่หญิงสาวแปลกหน้าที่เป็นฝ่ายเอ่ยคำขอร้องซึ่งตอนนี้เริ่มทำสีหน้างุนงงในท่าทีขอแบงค์อยู่พอสมควร

   “มาครับ เดี๋ยวผมช่วยถ่ายให้เอง พอดีเพื่อนผมเขามีเหตุผลส่วนตัวเล็กน้อยน่ะครับ เลยทำให้บ่สามารถถ่ายรูปได้น่ะครับ”
   ผมเอ่ยพร้อมรีบยื่นมือไปรับมือถือนั้นมาจากหญิงสาวตรงหน้า เธอเองยังคงมีสีหน้าสงสัยอยู่พอสมควรพลางเหลือบหันไปมองกล้องถ่ายรูปที่คล้องไว้ที่คอของแบงค์ ก่อนจะหันกลับมายิ้มเพื่อปกปิดท่าทีสงสัยนั้นไว้พร้อมกับเดินไปยังชายหนุ่มที่ยืนรออยู่อีกฟากซึ่งจากการคาดเดาของผมแล้วน่าจะเป็นแฟนของเธออย่างแน่นอน

   อยู่ๆ อาการริษยาก็เหมือนจะกลับมากำเริบยังไงก็ไม่รู้แฮะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   ผมในตอนนี้ที่รับหน้าที่เป็นตากล้องอาสาชั่วคราว ก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่คู่รักแปลกหน้าทั้งสอง โดยถ่ายรูปตามความต้องการของอีกฝ่ายว่าต้องการให้แต่ละรูปออกมาแบบไหน ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่นัก

   หลังจากที่เสร็จเรียบร้อยทุกอย่างแล้วนั้น พวกเขาทั้งสองก็กล่าวคำขอบคุณแก่ผมก่อนจะเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งผมก็หวังว่ารูปที่ผมถ่ายให้นั้นคงจะพอถูกใจทั้งสองอยู่บ้างไม่มากก็น้อยล่ะนะ

   อนึ่ง ระวังคำสาปที่ผมแอบใส่ลงไปในแต่ละรูปด้วยล่ะ
   หึหึหึ

   ก็ว่าไปนั่น ล้อเล่นครับ ใครมันจะบ้าไปทำจริง ถึงแม้ผมจะแอบอิจฉาอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นคนเลวถึงขั้นจะสาปแช่งให้ใครเขาเลิกกันหรอก ฮ่าฮ่าฮ่า   

   “มึงนี่ก็นะ ยังคงเป็นคนบ่ยอมถ่ายรูปคนให้ใครง่ายๆ บ่ยอมเปลี่ยนเลยจริงๆ นะ”
   ผมพูดบ่นเล็กน้อยพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ แบงค์ที่ตอนนี้กำลังทำท่าทีเหมือนกำลังตั้งค่ากล้องถ่ายรูปในมือตัวเองอยู่

   “ยังไม่ชินอีกเหรอครับ”
   นั่นคือคำตอบที่ดูแสนจะเรียบง่ายที่ผมได้รับกลับมาจากอีกฝ่าย ผมถอนหายใจเบาๆ ซึ่งหากจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้วล่ะก็ ผมก็คงชินกับเรื่องนั้นอย่างที่แบงค์ว่าไว้จริงๆ นั่นล่ะ   

   “เออ มันก็ใช่ กูชินแล้วล่ะ แต่บางที มันก็ต้องมีข้อยกเว้นบ้างบ่ใช่เหรอวะ ?”
   “ผมก็เคยบอกไปแล้วนี่ครับ ว่ามันขึ้นอยู่กับว่า เมื่อไหร่จะมีใครที่ทำให้ผมยอมยกเลิกข้อยกเว้นนั้นได้น่ะครับ”
   เจ้าตัวตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่ดูมีความสุขกับคำตอบของตัวเองในขณะที่สายตายังคงจดจ้องอยู่กับกล้องคู่ใจในมือนั้น จนบางทีก็ทำเอาผมรู้สึกหมั่นไส้เล็กๆ ขึ้นมายังไงก็ไม่รู้แฮะ

   คือเข้าใจว่าอาร์ท เข้าใจว่าติสท์ แต่บางทีมันก็ดูเยอะไปเหมือนกันนะเว้ย

   “ครับๆ พ่อโลกส่วนตัวสูง สูงซะจนกูอยากจะเห็นหน้าไอ้คนที่มันสามารถทำให้มึงยอมเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ เลยแฮะ”
   ผมแขวะกลับไปในขณะที่คนถูกแขวะได้แต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ

   “จริงๆ ก็มีแล้วนะครับ คนที่ทำให้ผมยอมเปลี่ยนแปลงได้เนี่ย เพียงแต่ว่า...”
   แบงค์หยุดนิ่งไป โดยที่ยังคงจ้องมองหน้าจอกล้องถ่ายรูปโดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมามองผมสักนิด   

   “แหม พูดซะเหมือนมึงมีคนที่แอบชอบแล้วว่างั้น”
   ผมแซวอีกฝ่ายพลางใช้ศอกกระทุ้งไปยังสีข้างของอีกฝ่ายเบาๆ

   “ครับ ก็มีแล้ว”

   อึก!

   “อ่ะ เอ่อ เดี๋ยวนะ นี่มึงมีคนที่แอบชอบแล้วจริงๆ เหรอวะ...?”
   ผมถามแบงค์ด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น

   ทำไมอยู่ๆ หัวใจของผมมันถึงได้เต้นรัวขึ้นมาได้กันนะ

   “ครับ แต่ผมก็ทำได้แค่แอบชอบคนๆ นั้นอยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้นเองครับ”
   “พูดจริง?”
   “แล้วผมจะโกหกทำไมล่ะครับ”
   แบงค์ย้อนถามผมกลับ ผมกลืนน้ำลายในลำคออึกหนึ่งเบาๆ รู้สึกได้ถึงฝ่ามือของตัวเองที่เริ่มเย็นเฉียบ

   “เอ่อ...ใคร...ใครวะ”
   ตึกๆ ตึกๆ

   “นันท์อยากรู้จริงๆ เหรอครับ ?”
   “เปล่า กูก็ถามไปงั้นล่ะ”
   ผมพยายามตอบปัดทั้งๆ ที่ในใจเริ่มรู้สึกพะว้าพะวงอยู่พอสมควรแบงค์เองเมื่อได้ยินผมตอบกลับไปเช่นนั้นก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอโดยที่สายตาคงจดจ่ออยู่กับกล้องถ่ายรูปเช่นเดิม

   ทำไมอยู่ๆ ผมถึงได้รู้สึกบีบแน่นกลางหน้าอก ราวกับว่าจะหายใจไม่ออกกันนะ

   ก็เคยคิดเอาไว้นะว่าสักวัน แบงค์ก็คงจะเจอใครสักคนแล้วชอบขึ้นมาแน่ๆ แต่พอมาเจอคำตอบนั้นของเจ้าตัวเข้าจริงๆทำไมผมถึงรู้สึกว้าวุ่นใจขึ้นมาพอสมควรทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เรื่องของผมเลยสักนิด

   จะให้อธิบายยังไงดีล่ะ มันรู้สึกเหมือนกับว่าหากวันใดวันหนึ่ง เกิดมีคนๆ นั้นขึ้นมาจริงๆก้าวเข้ามาในชีวิตของแบงค์ เปลี่ยนแปลงหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างในตัวตนของแบงค์ได้

   แล้วที่ยืนของผมนั้นจะ ......

   ทำไมพอคิดแบบนั้นขึ้นมาแล้วมันรู้สึกบีบคั้น รู้สึกปวดใจยังไงก็ไม่รู้ ...

   แชะ!
   ในจังหวะที่ผมกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเองเสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้นจากกล้องของอีกฝ่าย ผมหันไปมองทันทีด้วยความสงสัย ภาพที่เห็นคือแบงค์ที่กำลังส่องกล้องถ่ายรูปมาทางผม

   “......”
   ในขณะที่สมองของผมกำลังคิดประมวลผลอยู่นั้น

   แชะ! แชะ! แชะ!
   เสียงชัตเตอร์จากกล้องก็ดังรัวขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าตัวคนถ่ายจะละสายตาออกมาจากกล้องพร้อมกับยิ้มให้ผมครู่หนึ่งแล้วจึงก้มลงไปมองภาพที่ตนถ่ายไว้เมื่อสักครู่

   ผมชะโงกหน้าเพื่อดูภาพในกล้องของอีกฝ่าย สิ่งที่ปรากฏอยู่ในหน้าจอนั้นคือรูปใบหน้าของผมเมื่อสักครู่โดยมีดอยสุเทพเป็นฉากหลัง

   “......”
   “......”
   แบงค์กดเลื่อนภาพในกล้องไปเรื่อยๆ ซึ่งเผยให้เห็นรูปที่ถูกถ่ายเก็บเอาไว้ ซึ่งนั่นก็คือภาพของผมในอิริยาบทต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้นั่นเอง

   “นี่มัน...”
   ในขณะที่ผมกำลังงุนงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดอะไรออกมาได้ แบงค์ก็เงยหน้าขึ้นมาจากกล้องในมือขึ้นมามองหน้าผมพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าที่กำลังแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด

   รอยยิ้มที่ดูอบอุ่นเหมือนทุกครั้ง

   ไม่สิ ต้องเรียกว่ามากกว่าทุกครั้งจึงน่าจะถูกต้องเสียกว่า


   “ทีนี้รู้หรือยังครับ ว่าคนๆ นั้นสำหรับผมคือใคร ?”

จบคาบเรียนที่สิบเก้า

มุมแคปชั่นไร้สาระ

Oat Inwศาสตร์ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่
วันวาเลนไทน์ของผม
(http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/125236/1709502375-member.jpg)
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 20 สับสน(2-12-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 02-12-2018 19:36:16
   คาบเรียนที่ยี่สิบ

   “เฮ้ย ไอ้นันท์ถ้ามึงติวหนังสือกับไอ้แบงค์เสร็จแล้ว ก็มาที่ชมรมด้วยนะเว้ย”
   เสียงห้าวของไอ้เต้ยเอ่ยแกมบังคับผมขึ้นทันทีที่ชั่วโมงเรียนคาบสุดท้ายจบลง ผมหันไปเลิกคิ้วสูงใส่อีกฝั่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น

   “มึงบ่ต้องมาทำหน้าเป็นหมาสงสัยเลย มึงรู้ตัวมั่งมั้ย ว่ามึงโดดชมรมมากี่วันแล้ว หัดรับผิดชอบหน้าที่ตัวเองหน่อยดิวะ โตจนหมาเลียตูดบ่ถึงแล้วแท้ๆ”
   “หน้าที่ห่าอะหยังล่ะ กูไปก็เป็นได้แค่เบ๊ซื้อของให้พวกมึงเนี่ยนะ”
   “เออ นั่นล่ะ เบ๊คือหน้าที่อันทรงเกียรติของมึง รู้ตัวไว้ด้วย”
   “สัส”
   ผมพูดพร้อมชูนิ้วกลางใส่มัน

   “หัดดูไอ้แบงค์เป็นตัวอย่างมั่งมึงน่ะ แม่ง ขนาดมันบใช่สมาชิกของชมรมแท้ๆ แต่ยังมาช่วยทุกวัน”
   “พูดมากน่ะมึง”

   “เออ ยังไงก็มาด้วยล่ะ กูไปก่อนนะ”
   พูดจบ ไอ้เต้ยก็หยิบกระเป๋านักเรียนเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทีสบายอารมณ์โดยไม่ได้สนใจคำพูดและสีหน้าท่าทางของผมเลยแม้แต่น้อย แต่ผมก็เถียงอะไรกับมันมากไม่ได้ เพราะก็จริงอย่างที่มันว่านั่นล่ะครับ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ผมโดดชมรมจริงๆ

   ผมหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมาสะพายไว้กลางหลังทันทีที่เก็บสัมภาระทั้งหมดเสร็จ ก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนไปอย่างไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่นัก

แต่สาเหตุไม่ได้มาจากคำสั่งของไอ้เต้ยหรอกนะ เพราะความรู้สึกที่ว่านี้นั้น มันเกาะกุมในใจผมมาหลายวันแล้วมากกว่า ซึ่งหากจะถามหาเหตุผลถึงความไม่สบอารมณ์ที่ว่านี้ล่ะก็ ...

   ก็คงจะเป็นเพราะ ...
   “......”

   ในขณะที่สมองของผมกำลังครุ่นคิดอะไรวุ่นวายอยู่ในหัวนั้นเอง พอรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองเดินมาเกือบจะถึงบริเวณโรงอาหารเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงตัวผมเองนั้นกำลังคิดจะเดินไปยังลานจอดรถเพื่อกลับบ้านแท้ๆ ทว่าเหมือนสัญชาตญาณสั่งให้เท้ามันเดินมาทางนี้แทน

   “......”
   ผมชะเง้อหน้าไปมองยังบริเวณโรงอาหาร ภาพของเหล่านักเรียนทั้งหลายที่มาใช้สถานที่ในบริเวณโรงอาหารเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเวลายามเย็นหลังเลิกเรียน ถือเป็นภาพที่สามารถหาดูได้เหมือนทุกวันที่ผ่านมาอย่างไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปเลยสักนิด

   รวมไปถึงคนๆ นั้น ที่ใช้สถานที่แห่งนี้เพื่อติวหนังสือให้กับคนสมองทึบเช่นผม

   คนๆ นั้นที่ว่า ก็คือแบงค์นั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวยังคงนั่งทบทวนตำราเรียนภายใต้แว่นหนาหลังเลิกเรียนเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมาอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

   แต่หากจะถามหาถึงสิ่งที่แตกต่างไปจากทุกวันแล้วล่ะก็ คำตอบนั้นก็คงจะเป็นผมคนนี้แทนนี่ล่ะ ที่ดูจะเปลี่ยนไป

   “!!!!!!”
   ผมรีบหลบตัวทันทีด้วยความรวดเร็วเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายละสายตาจากหนังสือตรงหน้าแล้วเงยขึ้นมาหันมองซ้ายขวารอบตัวไปทั่วบริเวณเหมือนกำลังพยายามมองหาอะไรหรือใครสักคนหนึ่งอยู่

   ซึ่งตัวผมเองก็รู้ดีแก่ใจว่า ใครสักคนที่ว่านั้นก็คือผมเอง

   ผมยังคงยืนแอบมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวก้มหน้ากลับลงไปยังหนังสือบนโต๊ะต่อ ผมจึงค่อยๆ หันหลังกลับแล้วเดินออกจากบริเวณนั้นก่อนจะถอนหายใจเบาๆ พร้อมกับหยิบกุญแจรถในกระเป๋ากางเกงเพื่อมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถจักรยานยนต์

   ผมก้าวเท้าขึ้นคร่อมรถทันทีที่เดินมาถึงลานจอดรถพร้อมนำกุญแจรถเสียบไปยังช่องกุญแจแล้วจึงใช้เท้าเกี่ยวขาตั้งของรถขึ้นมาและพยายามทรงตัวให้เข้าที่ก่อนจะสตาร์ทรถแล้วขี่กลับบ้านทันที

   ช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ผมโดดชมรม หนำซ้ำผมยังไม่ไปติวหนังสือช่วงเย็นกับแบงค์อีกด้วย

   หากจะถามว่าผมกำลังทำอะไรอยู่อย่างนั้นน่ะเหรอ ผมเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน รู้แค่ว่าตัวเองในตอนนี้นั้นกำลังหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับใครบางคนอยู่

   ใครบางคนที่ว่า ก็คือแบงค์นั่นเอง

   และหากจะถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมจึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันกับอีกฝ่ายแล้วล่ะก็ ...
   คงต้องย้อนกลับไปยังเหตุการณ์วันนั้น ...

   
   ช่วงเย็นของวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา

   ทีนี้รู้หรือยังครับ ว่าคนๆ นั้นสำหรับผมคือใคร ?
   ผมนิ่งเงียบทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจากอีกฝ่าย พลางใช้สมองอันน้อยนิดของตัวเองคิดทบทวนกับเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า

   ไอ้แบงค์มันพูดเหี้ยอะไรของมันวะเนี่ย ?
   ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน

   “เล่นมุกห่าอะหยังของมึงอีกเนี่ย”
   ผมถามกลับไปด้วยความงุนงง ด้วยคิดว่าตัวเองกำลังโดนอีกฝ่ายแกล้งอำเล่นอะไรอยู่แน่ๆ

   “ไม่ใช่มุกครับ ผมพูดจริง”
   ทว่าเจ้าตัวก็ยังไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนไปแต่อย่างใดหนำซ้ำยังดูจะมีท่าทีที่จริงจังมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

   “พูดจริง? มึงพูดจริงเรื่องเหี้ยอะหยังวะ”
   “ก็เรื่องที่นันท์อยากรู้ว่าผมกำลังแอบชอบใครบางคนอยู่ และคนๆ นั้นที่ว่าคือใครยังไงล่ะครับ...”
   แบงค์เว้นจังหวะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพลางก้มหน้าลงไปมองรูปภาพในกล้อง

   “และนี่ล่ะครับ คือคนที่ผมกำลังแอบชอบอยู่”
   พูดจบแบงค์ก็หันหน้าจอแสดงผลของกล้องมาให้ผมได้เห็นชัดๆ ซึ่งภาพที่ปรากฏตรงหน้า ก็ยังคงเป็นรูปของผมเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง

   “น่ะ นี่มึงกำลังล่อเล้นห่าอะหยังกูอยู่ใช่มั้ยเนี่ย”
   ผมถามกลับไปอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ ทั้งผมและแบงค์ต่างก็นิ่งเงียบไป จะมีก็เพียงแค่สายลมที่กำลังพัดผ่านต้นไม้ในละแวกนี้จนทำให้เกิดเสียงกิ่งไม้เสียดสีเบาๆ แทรกเข้ามา

   “ผมไม่ได้ล้อเล่นครับ รู้ตัวสักทีเถอะ ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งต่างๆ ที่ผมทำลงไปมันคืออะไร”
   พูดจบ แบงค์ก็ละฝ่ามือหนาของตัวเองจากกล้องที่กำลังถืออยู่เพื่อหมายจะลูบหัวผมเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

   “เฮ้ย!”
   ทว่าครั้งนี้ผมกลับใช้มือตัวเองสะบัดฝ่ามือนั้นออกไปทันที ก่อนที่จะรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไป

   “......”
   “เฮ้ย เอ่อ กู... กู...”
   แบงค์นิ่งเงียบไป ในขณะที่ผมพยายามเรียบเรียงความคิดและคำพูด แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่า ในเวลาและสถานการณ์แบบนี้ ผมคิดอะไรไม่ออกจริงๆ เหมือนเหตุการณ์ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก

   “กลับกันเถอะครับ เย็นมากแล้ว เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน”
   แบงค์ตัดบทพร้อมหยิบสายสะพายกล้องขึ้นคล้องคอก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วยื่นมือมาทางผมโดยหวังว่าผมจะจับฝ่ามือนั้นเพื่อดึงตัวเองให้ลุกขึ้นตาม

   แต่ผมกลับเลือกที่จะลุกขึ้นยืนโดยไม่คิดที่จะจับฝ่ามือนั้นของอีกฝ่าย ซึ่งก็ทำให้เจ้าตัวถึงกับหน้าถอดสีอยู่ไม่น้อยก่อนที่จะรีบยิ้มกลับมาให้ผมเหมือนทุกครั้งอย่างรวดเร็ว

   ทว่ารอยยิ้มนั้นมันกลับเป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนและเหมือนพยายามจะเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้

   แบงค์หันหลังให้ผมก่อนจะเดินนำหน้าไปยังจุดจอดรถ โดยมีผมเดินตามไปอย่างเงียบๆ พร้อมความรู้สึกบางอย่างที่ยังคงคั่งค้างอยู่ภายในใจ


   หลังจากวันนั้นจนถึง ณ ตอนนี้ ทั้งผมและแบงค์ เราทั้งสองต่างก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย
   ไม่สิ หากจะเรียกให้ถูก คือผมเองต่างหากที่กำลังพยายามหลบเลี่ยงที่จะเจอหน้าอีกฝ่ายเสียเองมากกว่า

   ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาผมพยายามกลับมาคิดทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีต ก็ทำให้ผมเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างได้มากขึ้น

   หากสิ่งที่แบงค์พูดนั้นเป็นความจริง ก็คงเป็นผมคนนี้เองนี่ล่ะ ที่โง่มาก มากเสียจนไม่เคยคิดจะสังเกตอะไรที่ผ่านมาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่การกระทำทุกอย่างของอีกฝ่ายมันชัดเจนมาตลอดแท้ๆ แต่ผมกลับมองไม่เห็นถึงความรู้สึกนั้นเลยสักนิด

   แต่หากจะถามว่าผมคิดอย่างไรเมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นของแบงค์แล้วอย่างนั้นน่ะเหรอ ?

   ผม...ผม...
   ผมกลับตอบไม่ได้ครับ

   ผมยอมรับครับ...ว่าผมรู้สึกดีกับแบงค์

   ผมยอมรับครับ...ว่าผมมีความสุขเวลาที่ได้อยู่กับแบงค์

   ผมยอมรับครับ...ว่าบางครั้งผมก็รู้สึกหงุดหงิดเวลาที่แบงค์มีทีท่าจะไปสนิทกับคนอื่นแทนที่จะเป็นผม

   และผมก็ยอมรับครับ...ว่าผมรู้สึกว้าวุ่นใจอยู่พอสมควรเมื่อรู้ว่าแบงค์กำลังแอบชอบใครอยู่

   แต่นั่นมัน...
   มันก็เป็นความรู้สึกที่เพื่อนมีให้ต่อเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่เหรอ ?

   มันจะเป็นไปได้ยังไงกับความรู้สึกในรูปแบบที่มากกว่านั้น ในเมื่อทั้งผมและแบงค์ เราก็ต่างเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ ถึงแม้จะจริงอยู่ว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน และผมเองก็เคยเห็นเรื่องราวแบบนี้อยู่รอบตัวมาบ้างเหมือนกัน ทั้งจากในทีวี ซีรี่ส์ในเน็ตที่พวกเพื่อนผู้หญิงชอบแชร์กันมา หรือจะเพื่อนในห้องที่บางคนก็เป็นแบบนี้   ซึ่งถ้าว่ากันตามความจริงผมเองก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจกับเรื่องแบบนี้หรอก

   แต่พอเป็นเรื่องราวของตัวเองแล้วมันก็ ...
   ยิ่งคิด ผมก็ยิ่งรู้สึกสับสน และเมื่อผมยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ ผมจึงเลือกที่จะหลบหน้า และเลี่ยงที่จะเจอหน้าอีกฝ่ายเสียเองมากกว่า

   นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่ แล้วมันถูกต้องหรือไม่
   ช่างเป็นคำถามที่ดูมืดมนเสียเหลือเกินสำหรับผมในเวลานี้

   
   “แม่ นมถั่วเหลืองในตู้เย็นหมดแล้วเหรอ”
   ผมหันไปเอ่ยถามคุณกมลชนกทันทีที่เปิดประตูตู้เย็นแล้วไม่เจอสิ่งที่กำลังค้นหา

   “แล้วเราเห็นมันมั้ยล่ะ”
   “ก็บ่เห็นไง ถึงได้ถามเนี่ย”

   “ก็ถ้าบ่เห็น ก็แสดงว่าบ่มี ถ้าบ่มี ก็แสดงว่าหมดยังไงล่ะ ถามอะหยังแปลกๆ ลูกคนนี้เนี่ย”
   เอ้า ก็ถามดีๆ แท้ๆ แล้วกลายเป็นกูโดนด่าได้ยังไงเนี่ย

   “เออๆ ไว้พรุ่งนี้แม่ไปจ่ายตลาดเดี๋ยวซื้อมาเพิ่มให้ มานี่เลย มาช่วยแม่ยกกับข้าวไปวางบนโต๊ะเลยมา”
   ผมปิดประตูตู้เย็นแล้วเดินไปช่วยคุณกมลชนกยกกับข้าวอย่างว่าง่าย พลางนึกสงสัยถึงเจ้านมถั่วเหลืองปริศนาว่ามันหายไปไหนกัน เพราะผมจำได้แม่นว่าเมื่อเช้ามันยังมีเหลืออยู่อีกสองกล่องในตู้เย็นแน่ๆ กะว่าจะเก็บไว้กินตอนเย็นแท้ๆ
 
   “เออ จะว่าไปช่วงนี้ผลการเรียนเราดีขึ้นนะ”
   “หืม แม่รู้ได้ไงน่ะ”
   “แม่ก็ส่งไลน์ไปถามอาจารย์ของแกน่ะสิ”
   อื้อหือ คุณกมลชนก เดี๋ยวนี้หัดทันสมัยกับเขาเหมือนกันนะเนี่ย มีเล่นลงเล่นไลน์กับเขาด้วย ว่าแต่อาจารย์คงไม่ได้แอบฟ้องอะไรไม่ดีให้คุณกมลชนกฟังใช่มั้ย ชักระแวงๆ แฮะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   “แล้วอาจารย์แกว่ายังไงมั่งน่ะ”
   ผมเลียบๆ เคียงๆ ถามเพื่อความแน่ใจ

   “อาจารย์เขาก็บอกมานะว่าดีขึ้นเยอะ ถึงจะบ่ได้ดีเลิศอะหยังมากมายก็เหอะ แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน”
   “แค่นั้นเหรอ”
   “ก็แค่นั้น จะให้มีอะหยังมากกว่านั้นอีกเหรอไง”
   “ป่ะ เปล่า ก็แค่ถามดู”
   รู้สึกโล่งใจไปเปราะนึง

   “ถามแบบนี้ แสดงว่าไปก่อเรื่องอะหยังที่บ่ดีมารึเปล่าน่ะ”
   นั่นไง งานเข้ากูแล้วมั้ยล่ะ

   “เฮ้ย เปล่า บ่มี๊ บ่มีอะหยัง”
   “แน่นะ”
   “ก็แน่ดิ บ่มีจริงๆ หนูออกจะเป็นเด็กดีน่ารักซะขนาดนี้ จะไปก่อเรื่องก่อราวที่ไหนได้ยังไงกันล่ะ”
   ผมรีบตอบปัดกลับไปทันทีด้วยความรวดเร็ว รู้สึกเหมือนกับว่าหากยิ่งพูดอะไรออกไปมากกว่านี้ก็จะยิ่งกลายเป็นกำลังหาเรื่องให้ตัวเองยังไงก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ ไม่น่าไปพูดหาเหาใส่หัวเลยวุ้ย

   “เออ บ่มีก็ดีแล้ว บ่งั้นเราได้ถูกจับส่งไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ แน่นอน”
   ผมรีบกลืนน้ำลายทันทีด้วยความยากลำบากเมื่อได้ยินเช่นนั้น ช่างเป็นอะไรที่ฟังแล้วรู้สึกไม่รื่นหูเลยสักนิด ไม่เอาไม่พูดแบบนั้นนะ คุณกมลชนกสุดที่รัก


   หลังจากที่จัดการกับหน้าที่ประจำวันเสร็จเรียบร้อยดีแล้วนั้น ผมก็กลับเข้ามายังห้องนอนของตัวเองพร้อมเดินไปเปิดคอมพ์ฯ ด้วยความรวดเร็วก่อนจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่แขวนอยู่ตรงฝาผนังมาพาดคอเอาไว้แล้วกลับมานั่งหน้าคอมพ์ฯ ทันที ผมลากเมาส์วนไปวนมาอยู่ครู่หนึ่งอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะกดเข้าดูเว็บนั้นเว็บนี้อยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ ผมจึงปิดคอมพ์ฯ พร้อมลุกตัวขึ้นจากเก้าอี้เพื่อไปอาบน้ำ

   หลังอาบเสร็จ ผมก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนอนพยายามข่มตาลงถึงแม้ภายในหัวจะมีอะไรให้ครุ่นคิดอยู่มากมายก็ตามทีโดยไม่ลืมที่จะเสียบสายชาร์จมือถือพร้อมตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ด้วย
   เฮ้อออ
   

   เช้าวันต่อมา
   ผมตื่นขึ้นด้วยความงัวเงียอย่างคนนอนไม่เต็มอิ่ม เพราะกว่าผมจะข่มตาลงหลับได้ก็ปาเข้าไปเกือบๆ ตีสองเห็นจะได้ ส่งผลให้ผมลุกออกจากเตียงอย่างไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่นัก หลังจากจัดแจงตัวเองเสร็จเรียบร้อยผมก็ลงมากินข้าวเช้าตามปกติก่อนจะไปโรงเรียนเหมือนเช่นทุกวัน

   “สรุป เมื่อวานมึงก็ยังคงโดดชมรมเหมือนเดิม”
   ไอ้เต้ยเอ่ยทักทันทีที่เห็นผมเดินเข้ามาในห้องเรียน

   “อืม”
   ผมตอบกลับไปสั้นๆ พร้อมกับวางกระเป๋าไว้ข้างโต๊ะเรียน พลางคิดในใจว่าคงต้องโดนไอ้เต้ยเทศนาอะไรยาวเหยียดแน่ๆ ทว่าผิดคาด วันนี้ไอ้เต้ยกลับไม่ด่า ไม่แขวะอะไรผมเลยสักนิด ผิดวิสัยไอ้เต้ยยังไงชอบกลแฮะ แต่ช่างมันเถอะ ผมขี้เกียจจะไปสนใจเรื่องนั้น

   “ช่วงนี้คุณเพื่อนนันท์ดูไม่ค่อยสดชื่นเลยนะครับ”
   ไอ้โอ๊ตเอ่ยถามขึ้นโดยที่สายตาของมันไม่ได้หันมามองผมเลยสักนิด นั่นเพราะมัวแต่จับจ้องอยู่กับเกมในมือถือของตน

   “เปล่า”
   “ทะเลาะอะไรกับคุณเพื่อนแบงค์อยู่รึเปล่าครับ”

   อึก!
   ผมนิ่งเงียบไปทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น ในขณะที่ไอ้เต้ยเองก็ดูมีทีท่าสนใจในคำถามนั้นเช่นกัน

   “ปะ เปล่า”
   “แน่ใจนะครับ”
   ไอ้โอ๊ตถามย้ำด้วยเสียงเรียบโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่กับหน้าจอมือถือเช่นเดิม ผมรู้สึกวูบไหวขึ้นมาเล็กน้อยสัมผัสได้ถึงฝ่ามือที่เหนอหนะไปด้วยเหงื่อ

   “ก็..เออดิวะ มีอะหยัง”
   ผมถามกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักพลางหันไปมองยังเจ้าตัวคนถามที่ยังคงก้มหน้าอยู่โดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นหันมามองคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย

   “ก็ไม่มีอะไรครับ ก็แค่เมื่อวานตอนเย็นผมมีธุระกับคุณเพื่อนแบงค์เลยเดินไปหาโรงอาหาร แต่ไม่เห็นคุณเพื่อนนันท์ ก็เลยลองถามคุณเพื่อนแบงค์เขาดูว่าคุณเพื่อนนันท์ไปไหน แต่กลายเป็นว่าคุณเพื่อนแบงค์เองก็ไม่ทราบเหมือนกัน”

   “......”
   “พอถามอีกที ก็กลายเป็นรู้ว่าคุณเพื่อนนันท์เองก็ไม่ได้ไปติวกับคุณเพื่อนแบงค์หลายวันแล้วเลยสงสัยขึ้นมาเฉยๆ น่ะครับว่าทะเลาะอะไรกันอยู่รึเปล่า ก็แค่นั้นล่ะครับ”
   พูดจบ ไอ้โอ๊ตก็เงยหน้าขึ้นหันมามองผมด้วยสายตานิ่งเฉยราวกับเหมือนจะไม่ได้สนใจใครรู่อะไรมากนักแต่ผมกลับรู้สึกว่าสายตาที่ดูนิ่งเฉยนั้นกำลังมองตัวผมเข้ามาข้างในได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

   “......”
   “......”

   ทั้งผมและไอ้โอ๊ตต่างก็นิ่งเงียบกันไปครู่หนึ่งจนกระทั่งเสียงกริ่งร้องดังขึ้นซึ่งก็เป็นอันที่ทราบกันดีว่าถึงเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว เจ้าตัวใช้ปลายนิ้วขยับแว่นกลมหนาบนใบหน้าของตัวเองนิดหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆพร้อมเก็บมือถือไว้ในกระเป๋ากางเกงของตน

   “เอาเถอะครับ ผมคงคิดไปเองถ้าคุณเพื่อนนันท์ว่าแบบนั้น ผมก็คงไม่มีอะไรสงสัยแล้ว ไปกันเถอะครับ ถึงเวลาเข้าแถวแล้ว”
   พูดจบเจ้าตัวก็ลุกเดินผ่านผมไปพร้อมกับใช้ฝ่ามือตบมายังบ่าของผมเบาๆ ในขณะที่ไอ้ยีสต์เองก็เดินตามออกไปติดๆ
   จะเหลือก็แต่ไอ้เต้ยที่ยังคงยืนพิงโต๊ะนักเรียนมองผมด้วยสายตาราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว

   “อะหยังของมึง มองกูแบบนั้นมีอะหยังก็ว่ามาเลย”
   “กูบ่รู้นะว่าเกิดอะหยังกันขึ้น และที่จริงกูก็บ่ได้ซีเรียสอะหยังมากมายนักหรอกเรื่องที่มึงบ่มาชมรมน่ะ แต่กูอยากมึงช่วยแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องส่วนรวมออกจากกันหน่อยเหอะ”
   พูดจบเจ้าตัวถอนหายใจยาวๆ ทีหนึ่งก่อนจะดันตัวเองให้ยืนขึ้นแล้วเดินผ่านผมไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   “อะหยังวะ ทำไมถึงได้ทำเหมือนกูผิดอะหยังขนาดนั้นวะเนี่ย”
   ผมบ่นอุบกับตัวเองเบาๆ อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก ก่อนที่จะเตะเข้าไปที่กระเป๋านักเรียนของตัวเองที่วางอยู่ข้างโต๊ะอย่างเต็มแรงแต่พลาดเล็กน้อยเลยทำให้ปลายก้อยไปโดนเข้ากับขาโต๊ะด้วย ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันทีด้วยความเจ็บปวด

   “......”

   ทั้งๆ ที่ไม่มีใครรู้ความจริงถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแท้ๆ แต่ทำไมทุกคนถึงได้ต่างก็จ้องมองผมด้วยสายตาแบบนั้นกันนะ

   สายตาที่ราวกับยัดเยียดความผิดทุกอย่างให้กับผม

   “เหี้ยเอ้ย”
   ผมขมวดคิ้วกำหมัดแน่นพร้อมขบเขี้ยวสบถให้กับตัวเองเบาๆ

จบคาบเรียนที่ยี่สิบ
หัวข้อ: Re: Undefined Love รัก...ไร้คำจำกัดความ คาบที่ 21 Knight Night Nice (6-12-18)
เริ่มหัวข้อโดย: จิบุ_จิบุ ที่ 06-12-2018 01:26:25
คาบเรียนที่ยี่สิบเอ็ด

   “กูกลับก่อนนะ”
   ผมเอ่ยลากับทุกคนทันทีที่จบคาบเรียนสุดท้ายก่อนจะสะพายกระเป๋านักเรียนไว้กลางหลังแล้วเดินออกจากห้องเรียนด้วยความรวดเร็ว

   “พี่นันท์ครับ”
   เสียงที่คุ้นหูเอ่ยเรียกชื่อของผมมาจากด้านหลังในจังหวะที่ผมกำลังจะสตาร์ทรถ

   “ว่าไง”
   ผมหันไปตอบรับให้กับเสียงนั้นเมื่อพบว่าเจ้าของเสียงคือไอ้น้องไนท์นั่นเอง

   “พี่กำลังจะไปไหนน่ะครับ”
   “ก็กลับบ้านน่ะสิ ถามได้”
   “อ้าว แล้วพี่บ่ไปชมรมเหรอครับ”
   อึก!
   ผมนิ่งเงียบไปในทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น

   “กูมีธุระด่วน ต้องรีบกลับ ว่าแต่มึงเหอะ มาทำอะหยังแถวนี้”
   “ผมมาเอาของใต้เบาะรถน่ะครับ เดี๋ยวก็จะกลับไปที่ชมรมแล้ว ว่าแต่พี่เหอะ ช่วงนี้บ่เห็นหน้าเห็นตากันเลยนะครับ”
   “กูบ่อยู่สักคน ชมรมก็บ่ได้เดือดร้อนอะหยังมากมายหรอก อย่างมากก็แค่บ่มีคนคอยซื้อขนมให้ก็แค่นั้นน่ะล่ะ”
   ผมตอบกลับเป็นเชิงตัดพ้อเล็กน้อย ในขณะที่ไอ้น้องไนท์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งเงียบไป

   “พี่นันท์ครับ”
   “หือ?”
   “ไปดูหนังกัน”
   “ห๊ะ!?”
   ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัยมองอีกฝ่ายที่กำลังฉีกยิ้มกว้างอยู่

   “ก็พอดีมีหนังใหม่เพิ่งเข้า และผมก็อยากดูอยู่พอดีน่ะครับ แต่บ่มีใครยอมไปเป็นเพื่อนกับผมสักคน ผมก็เลยมาชวนพี่นันท์นี่ยังไงล่ะครับ”
   ไม่พูดเปล่า เจ้าตัวยังควงกุญแจรถด้วยปลายนิ้วอย่างสบายอารมณ์อีกด้วย

   “อ้าว แล้วชมรมล่ะ ไหนมึงบอกว่าแค่มาเอาของใต้เบาะรถเฉยๆ”
   ทันทีที่ผมถามคำถามนั้นออกไป ไอ้น้องไนท์ก็รีบหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะทำท่าเหมือนพิมพ์ข้อความหาใครสักคนอยู่ครู่หนึ่งแล้วเก็บมันใส่ไว้ที่เดิมด้วยความรวดเร็ว

   “ช่างมันครับ ตอนนี้ผมอยากดูหนังมากกว่า ไปกันเถอะครับ”
   “แต่กูบ่มีเงินนะเว้ย”
   “เออน่ะ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”
   พูดจบไอ้น้องไนท์ก็ดึงข้อมือผมเดินไปยังรถของตัวเองทันทีอย่างรวดเร็วจนผมเกือบจะหยิบกุญแจรถของตัวเองจากช่องเสียบออกมาแทบไม่ทัน เจ้าตัวหยิบหมวกกันน็อกขึ้นสวมทันทีที่มาถึงรถก่อนจะหยิบหมวกกันน็อกอีกใบที่เหลือยื่นมาให้ผม

   “พกหมวกอะหยังตั้งสองใบวะ”
   ผมถามด้วยความสงสัยก่อนจะรับมันมาอย่างงงๆ

   “ก็เพื่อความปลอดภัยของคนซ้อนยังไงล่ะ โดยเฉพาะพี่ ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ”
   “ไอ้สัส พูดซะเหมือนกูเป็นเด็กอนุบาลเลยนะมึง”

   “เปล่าครับ บ่ได้หมายความแบบนั้น ไปเถอะ รีบไปกัน เดี๋ยวบ่ทันรอบหนังฉาย”
   ไอ้น้องไนท์รีบสตาร์ทเครื่องรอด้วยความเร่งรีบ ผมจึงรีบก้าวขาขึ้นซ้อนท้ายอย่างรวดเร็วด้วยความว่าง่ายอย่างงุนงง ก่อนที่ไอ้น้องไนท์จะรีบบิดรถออกจากลานจอดอย่างเร่งด่วนจนผมเกือบหงายหลังตัวปลิวเพราะตั้งตัวไม่ทัน

   ทำไมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนลักพาตัวยังไงก็ไม่รู้แฮะ แต่คิดอีกที คนถูกลักพาตัวที่ไหนมันจะสมยอมขึ้นซ้อนท้ายรถอย่างว่านอนสอนง่ายแบบนี้กันล่ะวะ

   เออ ช่างมันเหอะยังไงก็รู้สึกเบื่อๆ อยู่พอดี


   ณ ห้างเมญ่า

   “พี่นันท์อยากดูเรื่องอะหยังครับ”
   ไอ้น้องไนท์หันมาถามผมเมื่อเราทั้งสองเดินมาถึงหน้าเคาน์เตอร์ขายตั๋วหนัง

   “เอ้า ไหนมึงบอกว่ามีหนังที่อยากดูบ่ใช่เหรอวะ”
   “ก็จริงอยู่ แต่เผื่อเกิดพี่อยากมีหนังที่อยากดูยังไงล่ะครับ”

   “มึงนั่นล่ะ อยากดูเรื่องอะหยังกะบอกพนักงานเขาไป บ่ต้องมาถามกูเลย เร็ว พนักงานเขารออยู่ คิวข้างหลังเขาก็รอเหมือนกันเนี่ย”
   ผมพูดพลางชี้ไปยังกลุ่มคนที่กำลังต่อแถวอยู่ด้านหลัง ในขณะที่พนักงานได้แต่อมยิ้มเล็กๆ ให้กับคำพูดของผม

   “งั้น เอาเรื่องนี้แถวบนสุดตรงกลางสองที่ครับ”
   ไอ้น้องไนท์หันไปคุยกับพนักงาน ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่สายตาของผมเหลือบไปสังเกตเห็นเข้าพอดีว่าหนังที่ไอ้น้องไนท์นั้นอยากดูคือเรื่องอะไร

   “อ๊ะ”
   ผมเผลอส่งเสียงออกมานิดหนึ่งก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยความรวดเร็ว

   “เป็นอะหยังพี่”
   ผมส่ายหน้าเล็กน้อยกลับไปเป็นคำตอบทันทีที่ไอ้น้องไนท์หันมาถามเมื่อเจ้าตัวเห็นท่าทีนั้นของผมก่อนจะหันไปจ่ายเงินแล้วรับตั๋วหนังมาจากพนักงาน

   “นี่มึงอยากดูหนังเรื่องนี้จริงๆ เหรอวะ”
   ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยพร้อมเดินออกจากเคาน์เตอร์เพื่อตรงไปยังจุดตรวจตั๋ว

   “ครับ อยากดูมากๆ แต่บ่มีใครยอมมาดูเป็นเพื่อนผมเลยสักคน ผมก็เลยต้องลากพี่มาเป็นเพื่อนนี่ล่ะ”
   “อ๋อเหรอ”
   ผมตอบรับกลับไปสั้นๆ ก่อนจะเดินตามคนตัวสูงที่เดินนำหน้าไป โดยไม่กล้าบอกอีกฝ่ายว่าหนังเรื่องที่เจ้าตัวอยากดูนั้น ผมเพิ่งดูไปเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมานี่เอง

   ใช่แล้ว หนังรักที่ผมเพิ่งดูกับแบงค์ไปนั่นเองยังไงล่ะครับ
   “......”

   ทำไมอยู่ๆ ถึงได้รู้สึกหวิวๆ ขึ้นมากันนะ แต่เอาเถอะ ถือว่าเสียว่ามาดูเป็นเพื่อนไอ้น้องไนท์มันละกันอย่าไปคิดอะไรให้มันมากมาย

   เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมก็เดินตามไอ้น้องไนท์เข้าไปยังโรงหนังทันที


   “หนังสนุกปะครับ พี่นันท์”
   ไอ้น้องไนท์เอ่ยถามหลังจากที่เราทั้งสองดูหนังจบ

   “อือ ก็ดี”
   ผมตอบกลับไปสั้นๆ

   “ตอบแบบนี้แสดงว่าบ่สนุกชัวร์”
   “เฮ้ย หนังสนุกจริงๆ”
   “แต่ดูสีหน้ากับท่าทางของพี่มันกำลังฟ้องอยู่นะครับว่าบ่สนุก”

   อึก!

   “น่ะ นี่สีหน้ากูดูออกขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
   “ก็เปล่าหรอกครับ ผมก็แค่เดาๆ เอา แต่ถ้าพี่ตอบกลับมาแบบนี้ก็แสดงว่าบ่สนุกชัวร์เลยล่ะ”
   เอ้า ไอ้เด็กเวรนี่ หลอกถามกูนี่หว่า แถมยังมาทำหน้ากวนตีนใส่อีก เดี๋ยวปั๊ดต่อยตาแตกเสียเลยนี่   

   แต่ก็อาจจะจริงอย่างที่เจ้าตัวว่าเอาไว้นั้นล่ะ


   น่าแปลก ทั้งๆ ที่เป็นหนังเรื่องเดียวกันแท้ๆ แต่ตอนที่ผมดูครั้งแรกผมกลับร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรแท้ๆ แต่ไหงรอบนี้ถึงได้รู้สึกเฉยๆ ไม่อิน ไม่ยินดียินร้ายอะไรด้วยมากนัก
   จะว่าเพราะรู้เรื่องมาก่อนแล้วก็ไม่น่าจะใช่ เพราะก็มีหนังหลายๆ เรื่องที่ผมมักจะหยิบมาดูซ้ำๆ แต่ก็ยังรู้สึกสนุกสนานตื่นเต้นไปกับมันทุกรอบแท้ๆ

   หรืออาจจะเป็นเพราะ ...

   “มีอะหยังบ่สบายใจรึเปล่า ถ้าบ่รังเกียจ พี่ปรึกษาผมก็ได้นะครับ”
   พูดจบไอ้น้องไนท์ก็เปลี่ยนสีหน้าจากกวนๆ มาเป็นสีหน้าจริงจังทันที ผมรู้สึกอ้ำอึ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีนั้นของอีกฝ่าย

   “ป่ะ เปล่า กูบ่ได้เป็นอะหยังหรอก แค่รู้สึกเบื่อๆ เท่านั้นล่ะ”
   “เรื่องที่ชมรมเหรอ”
   “ไหงถึงคิดงั้นล่ะวะ”
   ผมหันไปหรี่ตาขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย

   “อ้าว ก็เห็นช่วงนี้พี่บ่มาที่ชมรมเลยยังไงล่ะครับ ผมก็เลยสงสัยว่าเพราะเรื่องนี้หรือเปล่าน่ะ”
   ไอ้น้องไนท์ตอบกลับมาด้วยสีหน้าสงสัย

   “ก็บ่เชิงซะทีเดียวหรอก ว่าแต่มีใครพูดอะหยังถึงกูมั่งรึเปล่าน่ะ”
   “บ่มีนะพี่ จะมีก็แต่พี่เต้ยน่ะครับ ที่ดูจะบ่นๆ อยู่บ้างตามประสา”
   “แล้ว...ไอ้แบงค์...ล่ะ ว่ะ...ว่าอะหยังมั่งมั้ย”
   ผมเลียบๆ เคียงๆ ถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ไอ้น้องไนท์หันมาขมวดคิ้วใส่ผมทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

   “พี่จะอยากรู้ไปทำไมอะ”
   “ป่ะ เปล่าๆ กูก็แค่ถามไปงั้นล่ะ ไปๆ กลับๆ เดี๋ยวจะค่ำซะก่อน”
   ผมชิงตัดบทไปเพราะขี้เกียจจะพูดต่อความยาวสาวความยืด ซึ่งก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอกที่ไอ้น้องไนท์จะไม่รู้เรื่องราวอะไร ก็จะให้ไปบอกใครได้เสียที่ไหนกันล่ะ เรื่องโดนผู้ชายด้วยกันสารภาพรักเนี่ย มีหวังได้โดนหัวเราะเยาะกันพอดี

   แต่ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้วล่ะก็ ถ้าจะมีใครหัวเราะเยาะเย้ยผมให้กับเรื่องนี้ล่ะก็ ผมก็คงไม่ได้รู้สึกอับอายอะไรมากมายนักหรอก เพียงแต่ผมไม่ต้องการให้ใครหัวเราะเยาะเย้ยให้กับแบงค์มากกว่า เพราะถึงแม้ผมจะไม่สามารถตอบรับความรู้สึกนั้นของแบ