สวัสดีครับ! คุณธนิก ตอนพิเศษ 06/11/2018 Page 27
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: สวัสดีครับ! คุณธนิก ตอนพิเศษ 06/11/2018 Page 27  (อ่าน 133293 ครั้ง)

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
คุณธนิกดูเป็นคนใจดีจังเลย

ออฟไลน์ เอมมี่

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 572
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
เห็นชื่อนักเขียนเลยรีบเข้ามาอ่านอย่างไว

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1576
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-1
เขาจะรักกันได้ยังไงน้อออ เชียร์น้องขวัญคนสู้ชีวิตค่าาา

ออฟไลน์ mareeyah

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
งุ้ยยยยย น่าเอ็นดู  :pig4:

ออฟไลน์ masochism2018

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 428
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
ใจดีเรี่ยราดแบบนี้ทำร้ายหัวใจคนแอบชอบโดยไม่รู้ตัวมาก กร๊ากกกก
ขอให้ความดีของนุ้งขวัญเอาชนะใจพี่ธนิกได้นะจ๊าาา :mew1:

ออฟไลน์ ก้อนขี้เกียจ

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
คุณธนิกละมุนมาก ใจน้องง

ออฟไลน์ Snufflehp

  • It feels like nobody ever knew me until you knew me
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 573
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +978/-17
ตอนที่ 3



เข้าสัปดาห์ที่หกที่คุณธนิกไปต่างประเทศ เขาไปโดยทิ้งความหวังให้ผมเฝ้ารอการกลับมา

ดินเนอร์ใต้แสงเทียน!

ใช่ ใช่แล้ว ผมมันคนมโนเพ้อเจ้อเก่ง ผมคิดไปเองนั่นแหละว่าจะเป็นการดินเนอร์ที่โรแมนติกของคนสองคน ซึ่งความจริงแล้วอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ ในวันที่เขากลับมาเขาอาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเย็นคนอย่างผม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รอนะ ผมรอให้คำพูดนั้นเป็นจริงอยู่ทุกวัน

“ไอ้ขวัญ ทำไมเดี๋ยวนี้มึงใส่น้ำหอมวะ” ไอ้แนนที่กำลังนั่งบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์รอรับลูกค้าอยู่ข้างๆ รถของผมถามขึ้น

“สร้างบุคลิกและกลิ่นที่ดีให้ตัวเองไง”

น้ำหอมที่ผมใส่มีราคาไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท ต้องเจียดเงินค่าก๋วยเตี๋ยวตั้งสองชามเพื่อที่จะซื้อมัน เพราะพอเอาเรื่องที่คุณธนิกจะเลี้ยงข้าวไปปรึกษาพี่จอย พี่จอยก็แนะนำผมมาอย่างนี้

“กลิ่นที่ดีบ้าอะไร ฉุนมากไอ้ห่า มึงทาแป้งเด็กเหมือนเดิมก็ดีแล้ว อีกอย่างกลิ่นสบู่นกแก้วของมึงก็หอมกว่าน้ำหอมที่มึงใส่อีกนะเว้ย”

“จริงเหรอวะมึง” ผมเหล่มองไอ้แนนที่กำลังย่นจมูก ก่อนจะยกแขนเสื้อของตัวเองขึ้นดม ผมใส่มันตรงแขน ใกล้ๆ รักแร้ แล้วก็กลางหลังกับกลางอก พอดมดูแล้วก็ฉุนจริงๆ ผมคงใส่เยอะเกินไป

“ทำแต่เรื่องไร้สาระ” ไอ้แนนส่ายหน้าระอา “ตั้งแต่มึงได้ไปกินกาแฟราคาแพงคราวนั้นมึงก็แปลกไปนะ หรือมึงคิดว่าเรื่องที่คุณธนิกจะเลี้ยงข้าวเย็นมึงเป็นเรื่องจริง”

ตอนที่กลับมาเจอไอ้แนนวันนั้นผมก็โม้ให้มันฟังทันที ผมได้เข้าไปกินกาแฟสดในร้านหรู ได้นั่งโซฟาที่นุ่มสบายยิ่งกว่าฟูกที่ผมใช้นอน แล้วก็ได้พูดคุยกับคุณธนิกอย่างสนุกสนาน ไม่พอแค่นั้น คุณธนิกยังบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเย็นตอนที่เขากลับมาจากต่างประเทศ ผมบอกไอ้แนนทั้งหมดเลยแต่มันยังคงไม่เชื่อมาจนทุกวันนี้

“มันเป็นเรื่องจริงนะเว้ย” ผมเถียง อยากยัดเยียดความเชื่อมั่นของตัวเองใส่สมองน้อยๆ ของไอ้แนนมันซะจริงๆ แต่ก็คงช่วยไม่ได้ที่มันไม่ได้พูดคุยกับคุณธนิกเหมือนที่ผมได้รับโอกาส เพราะไม่อย่างนั้นมันก็คงไม่พูดว่าคุณธนิกแค่พูดไปอย่างนั้นโดยไม่คิดจะเลี้ยงข้าวผมจริงๆ หรอก

“แต่กูไม่คิดว่าคนที่งานยุ่งอย่างคุณธนิกจะจำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับมึงได้หรอกนะ มึงไม่ได้ช่วยชีวิตเขาไว้นะเว้ย มึงแค่เก็บกระเป๋าตังค์ไปคืนให้เขา มันแค่เรื่องที่คนทั่วไปก็ทำกันได้ อีกอย่างนะ ต่อให้เขาเลี้ยงข้าวมึงจริงๆ มึงคิดว่าคนอย่างพวกเรานี่จะไปนั่งในร้านหรูๆ ได้เหรอวะ แค่ไปกินกาแฟมึงก็ยังสั่งไม่เป็นเลย”

ไอ้แนนคงทะเลาะกับเมียท้องอ่อนของมันมาแน่ๆ วันนี้มันก็เลยพูดแต่คำไม่น่าฟัง แต่ความเป็นไปได้ที่จะเป็นอย่างที่ไอ้แนนพูดก็มีสูงมาก

“ถึงจะเป็นอย่างนั้นมึงก็ไม่เห็นต้องพูดแบบนี้เลยนี่หว่า”

อาหารที่แพงที่สุดที่ผมเคยกินก็คือพิซซ่า น้าลีเคยซื้อมาให้ตอนที่มันลดราคาแล้วก็มีโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง แต่โชคดีมากที่ผมไม่ได้ติดใจรสชาติของมัน ผมคิดว่าก๋วยเตี๋ยวร้านของป้านีอร่อยมากกว่าหลายเท่า ส่วนเรื่องที่จะเข้าไปนั่งกินในร้านอาหาร ที่หรูสุดก็แค่ร้านตามสั่งที่ปากซอยก็เท่านั้น ผมกับไอ้แนนไปกินด้วยกันบ่อยๆ

ก็จริงอย่างที่ไอ้แนนว่าไว้ ผมจะทำยังไงหากต้องไปนั่งในร้านหรูๆ กับคุณธนิก

“อย่าเป็นแบบนี้เลยน่ามึง เราอยู่ในที่ของเราแบบนี้ก็ดีแล้ว มึงก็รู้ใช่ไหมว่ายิ่งขึ้นสูงก็ยิ่งใกล้ดวงอาทิตย์ เข้าใกล้มากๆ ก็มีแต่มึงนั่นแหละที่จะถูกเผาจนตาย”

“แต่กูอยากไปกินข้าวกับเขาจริงๆ นะเว้ย แค่ครั้งเดียว กูมีโอกาสแค่ครั้งเดียวที่จะได้เข้าใกล้เขานะ”

ไอ้แนนถอนหายใจ มันโยนหมากฝรั่งตรานกแก้วมาให้ผมที่รับไว้ได้อย่างฉิวเฉียด “เอาไปแดก แล้วเย็นนี้ไปเดินตลาดนัดกัน เขาใกล้กลับมาแล้วใช่มั้ยล่ะ ถ้ามึงจะไปกินข้าวกับเขา มึงต้องมีเสื้อผ้าดีๆ ใส่เว้ย”

“ขอบใจมากว่ะ แต่กูมีงบไม่เยอะนะมึง”

“เออน่า ของไม่แพงแต่ดูดีก็มีถมไป กูจะช่วยเลือก”

ผมยิ้มรับความมีน้ำใจของเพื่อน ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ไอ้แนนก็เป็นเพื่อนที่พึ่งพาได้เสมอ ต่อให้มันจะชอบพูดจาตัดกำลังใจของผมก็ตาม “ไม่แปลกใจที่เมียมึงรักเมียมึงหลง”

“รักหลงเหี้ยไรล่ะ ด่ากูตั้งแต่ตีห้ายันกูออกจากบ้าน ถ้ารู้ว่ามันท้องแล้วเป็นอย่างนี้ กูจะขอไถกับเสาไฟฟ้าดีกว่า”

“เอาน่า เดี๋ยวลูกมึงเกิดมา มึงก็รู้เองแหละว่าความคิดที่จะไถกับเสาไฟฟ้ามันไร้สาระ”

“นั่นดิวะ ลูกสาวกูยังไงก็ต้องน่ารักแน่ๆ”

“มึงต้องเป็นพ่อที่ดีแน่ๆ ไอ้แนน”

“ทำไมมึงยอ”

ไอ้แนนมองผมอย่างไม่ไว้ใจ แต่ผมคิดจริงๆ นะว่ามันเป็นพ่อที่ดี เพราะพอมันรู้ว่าเมียมันท้อง มันก็เลิกอบายมุขหมดทุกอย่าง มันดูแลเมียมันอย่างดี ไม่เหมือนพ่อของผมที่ทิ้งแม่ไปเมื่อรู้ว่าแม่มีผมอยู่ในท้อง

“ก็เพราะว่าค่าเสื้อผ้าของกู กูจะยืมมึงสองร้อย”

“ไอ้ห่าขวัญ!!”

“กูล้อเล่น ฮ่าๆ ๆ”

ผมไม่มีเงินทองมากมาย ชีวิตของผมลำบากมามาก แต่ผมโชคดีที่ผมมีน้าลี มีไอ้หลง และผมมีไอ้แนนที่เป็นเพื่อนรักเพื่อนตาย ผมจึงไม่รู้สึกว่าผมขาด





..........................



คุณธนิกจะมาทำงานในเช้าวันจันทร์ พี่จอยบอกข้อมูลนี้กับผมในสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะครบสองเดือน เขากลับมาถึงประเทศไทยแล้ว แต่จะเข้าบริษัทก็ในอีกสัปดาห์ถัดไป ถึงอย่างนั้นความหวังที่จะได้ดินเนอร์กับเขาก็ยังไร้วี่แวว

ผมมีชุดพร้อมแล้ว เป็นเสื้อเชิ้ตลายทางที่ราคาแพงที่สุดเท่าที่ผมเคยซื้อ แม้ไอ้แนนจะต่อราคาให้แล้วแต่แม่ค้าก็ยังลดให้แค่สามสิบบาท ผมจึงจำใจควักเงินสามร้อยจ่ายให้ด้วยมือที่สั่นเทา มันน่าเสียดายมากเพราะซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ตั้งหลายชาม อีกอย่างเมื่อรวมค่ากางเกงเข้าไปแล้วก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยที่ผมจ่ายไป

“เขาติดต่อมารึยัง” ไอ้แนนถามในเช้ามืดของวันจันทร์ วันนี้ผมกับมันก็มาวิ่งรถตามปกติ ไอ้แนนเป็นคนขยันขันแข็ง หากไม่ป่วยจนล้มหมอนนอนเสือมันก็จะไม่ยอมขาดงานอย่างเด็ดขาด ส่วนผมนั้นหากไม่ได้ขับวินก็ไม่มีอะไรให้ทำ

“ยังว่ะ” ผมตอบ รู้สึกห่อเหี่ยวเล็กน้อย “เขาคงลืมอย่างที่มึงพูดนั่นแหละ ตั้งสองเดือนแล้ว”

“แต่เขากลับมาแล้วใช่มั้ย”

“อืม กลับมาเมื่อวันศุกร์ วันนี้เขาจะเข้าบริษัท พี่จอยบอกกู”

ไอ้แนนตบไหล่ผมอย่างให้กำลังใจ “เอาน่า ให้เขาได้พัก เดี๋ยวเขาก็คงติดต่อมา”

“กูก็รออยู่ ชุดที่ซื้อมาก็ซักรีดเรียบร้อยแล้ว”

“ดีๆ อย่าให้เสียความตั้งใจ”

“แต่ค่าใช้จ่ายเดือนนี้เยอะกว่าทุกเดือน ไม่รู้ว่าที่ตั้งใจไว้มันคุ้มมั้ย ค่าน้ำหอม ค่าสบู่ ค่าเสื้อผ้า ไหนจะค่าน้ำที่เพิ่มมากกว่าเดือนก่อน”

“ดีแล้วนี่ มึงอาบน้ำทุกวันก็ดีแล้ว ที่จริงถ้าชอบใครสักคนแล้วมึงทำตัวดีขึ้นมาอย่างนี้ กูก็ไม่ขัดหรอก เป็นผลดีกับตัวมึง”

“เหรอวะ แต่รู้สึกว่าเสียดายตังค์นิดๆ”

“ไม่กี่บาทหรอกน่า เอ้า หวีผมซะ เดี๋ยวมึงต้องไปส่งพี่จอยที่บริษัท โชคดีอาจได้เจอคุณธนิก ท่องไว้เว้ยว่ามึงต้องดูดี”

“เออๆ ขอบใจ”

ผมส่องกระจกของรถมอเตอร์ไซค์ไปพลางหวีผมไปพลางเพื่อรอพี่จอยที่มักจะโดยสารรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีแล้วนั่งรถมอเตอร์ไซค์ไปที่บริษัท เมื่อก่อนก็ตามคิว พี่จอยมาทันคันไหนก็ได้ไปคันนั้น แต่ตอนนี้ผมตกลงกับพี่แจ้ไว้แล้วว่าจะไปส่งพี่จอยเองแต่ผมจะต้องเสียคิวให้กับคนที่ทันคิวของพี่จอยสองคิว ซึ่งผมไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ เงินก็สำคัญนะแต่ผมไม่ได้ต้องใช้จ่ายอะไรมาก ผมขอทำตามเสียงของหัวใจดีกว่า

พี่จอยมาถึงในเวลาเจ็ดโมงครึ่ง แล้วก็เหมือนปกติที่ผมไปส่งเธอที่หน้าบริษัท พี่จอยกระซิบบอกก่อนเดินเข้าตึกว่าคุณธนิกมาทำงานแน่ๆ วันนี้เพราะมีประชุมกับบอร์ดบริหารในช่วงเช้า

“ไอ้ขวัญ กินข้าวเช้ามารึยังเอ็ง” พี่เปี๊ยกตะโกนถามมาจากในป้อม พี่รปภ.หน้าแฉล้มยังคงสุนทรีย์กับกาแฟกระป๋องในยามเช้าเหมือนเช่นเคย

“เรียบร้อยแล้วครับพี่เปี๊ยก ว่าแต่พี่เถอะ กาแฟเย็นแต่เช้าเลยนะ”

“เช้าๆ ก็ต้องกาแฟเว้ย”

“แต่ตอนเช้ากินกาแฟร้อนน่าจะดีกว่า”

“มันยุ่งยากนี่หว่า กาแฟกระป๋องนี่แหละดีสุดแล้ว”

ผมพูดคุยกับพี่เปี๊ยกอีกนิดหน่อยก็ขอตัวกลับ ในจังหวะที่กำลังสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์คู่ชีพที่กำลังจะผ่อนหมดในอีกสามเดือน รถยนต์คันหรูก็ขับเคลื่อนเข้ามาพอดี ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่คุณธนิกไม่ขับรถสปอร์ตของเขา เขานั่งรถมาทำงานโดยมีคนขับรถชื่อลุงกล้วยเป็นสารถีรับส่ง

ผมหยุดมองแต่คุณธนิกคงไม่เห็นผมเพราะเขากำลังก้มหน้าอยู่กับแฟ้มเอกสาร ผมมองผ่านกระจกเข้าไปในตัวรถที่เคลื่อนผ่านไปช้าๆ เขาดูดีจังเลยนะ ดูดีจนเสื้อผ้าที่ผมจ่ายเงินไปเกือบห้าร้อยก็ยังเทียบไม่ติด

“ไปก่อนนะพี่เปี๊ยก”

“เออๆ แล้วเจอกันเว้ย”

ผมเข้าเกียร์แล้วบิดคันเร่ง ได้ยินเสียงติ๊ดๆ จากโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่ได้ใส่ใจจะเปิดดู ยังไงคงเป็นข้อความโฆษณาดูดวงให้สมัครใช้บริการอีกแน่ๆ แต่เมื่อมาถึงซุ้มวิน จอดรถแล้วขึ้นขาตั้งคู่เพื่อรอรับลูกค้ารายต่อไป เสียงติ๊ดๆ จากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นอีก ผมจึงเอาขึ้นมาดูเพื่อฆ่าเวลาเล่น ข้อความที่เห็นบนหน้าจอไม่ใช่ข้อความจากพวกโฆษณา แต่เป็นข้อความจากเบอร์ที่ไม่ได้ถูกบันทึกชื่อไว้ในเครื่อง เป็นเลขสวยที่มีตองเก้าอยู่ในชุดตัวเลข





‘ใช่เบอร์ขวัญหรือเปล่าครับ’





ข้อความฉบับแรกที่ส่งเข้ามาทำให้ผมนึกแปลกใจ แต่ข้อความฉบับต่อมาทำให้ผมใจเต้นรัวแรง





‘ผมชื่อธนิกนะครับ ไม่แน่ใจว่าจะยังจำได้ไหม ยังไงรบกวนตอบข้อความผมด้วยนะครับ’





ไอ้เหี้ยแนนนนนนนนนน! คุณธนิกส่งข้อความมาหากู!

ผมเหมือนคนหัวใจจะวาย ถ้าไอ้แนนอยู่ตรงนี้ผมคงกระโดดกอดมันแล้วร้องตะโกนอย่างดีใจ แต่ตอนนี้มันไม่อยู่ มีแต่พี่แจ้กับพี่คนอื่นๆ ที่กำลังคุยเรื่องผลฟุตบอลที่เตะไปเมื่อคืน ผมก็เลยทำได้แค่ร้องเยสๆ อยู่ในใจ มือก็สั่น พิมพ์ตอบข้อความผิดๆ ถูกๆ แต่ผมลืมไปอย่าง

มือถือผมไม่มีตังค์!

“พี่แจ้ ผมไปเซเว่นก่อนนะพี่ เอาไรมั้ย!” ผมตะโกนบอกพี่แจ้ด้วยความร้อนรน ต้องรีบตอบ ยังไงก็ต้องรีบตอบ

“เอ็มร้อยขวดหนึ่งไอ้น้อง เก็บเงินปลายทาง”

“รับทราบครับลูกพี่”

ผมรีบวิ่ง รู้สึกเหมือนตัวลอยๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยดอกไม้ในภาพจินตนาการ แต่ยังไม่ถึงประตูเซเว่น เสียงเรียกเข้าสุดคลาสสิกของมือถือซัมซุงกาแลคซี่รุ่นที่เล่นโซเซียลได้ในราคาไม่กี่พันบาทก็ดังขึ้น

“ฮะ...ฮัลโหล” ผมรับสายด้วยเสียงตะกุกตะกักเพราะเบอร์โทรเข้าเป็นเบอร์เดียวกับเบอร์ที่ส่งข้อความมา

“สวัสดีครับ นี่ใช่เบอร์ของขวัญรึเปล่าครับ” เขาถาม น้ำเสียงของเขาดังก้องในหัวผม

“ชะ...ใช่ครับ”

“ดีจัง” เขาบอกเสียงทุ้ม คำพูดของเขาทำให้ผมนึกถึงรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าหล่อเหลา เขาจะยิ้มอย่างที่ผมคิดอยู่ไหมนะ “ขวัญ พี่ธนิกเองนะ พี่ได้เบอร์ขวัญจากพี่เปี๊ยก ขวัญเคยให้เบอร์ไว้ จำได้ไหม”

“จำได้ครับคุณธนิก” ผมสาบานเลยว่าพรุ่งนี้ผมจะซื้อกาแฟกระป๋องไปฝากพี่เปี๊ยกสองกระป๋องเลย!

“โธ่ พี่บอกแล้วไม่ต้องเรียกคุณ”

“ขอโทษนะครับ แต่ผมไม่ชินเลย”

ผมรู้ว่าเขาใจดี แต่ผมไม่อาจเอื้อมที่จะตีสนิท

“เอาเถอะ เรียกยังไงก็ได้ ตามใจเรา” เขาบอกน้ำเสียงสบายๆ “พี่ส่งข้อความถาม แต่ได้คำตอบไม่ทันใจ ขอโทษนะ ไม่รบกวนเวลาใช่ไหม”

“ไม่หรอกครับ ผมว่างครับ ว่างมากๆ เลย”

“ฮ่าๆ ๆ เรานี่ตลกดีนะ” เขาหัวเราะมาตามสาย ทำให้ผมเผลอยิ้มตาม พลางรีบขยับมายืนอยู่ใกล้เครื่องชั่งน้ำหนักหน้าเซเว่น ไม่อยากขวางอยู่หน้าประตู “พี่กลับมาแล้วนะขวัญ ยังจำได้ไหม ที่พี่บอกจะเลี้ยงข้าว”

“จำได้ครับ”

“งั้นเย็นพรุ่งนี้นะ ขวัญสะดวกไหม ที่จริงอยากไปเย็นนี้ แต่พี่ติดงาน”

“ได้ครับ ผมสะดวกมากๆ ครับ ไม่มีปัญหาเลยครับ”

“ดีแล้ว”

ผมรู้ดีทีเดียวว่าเขาจะต้องพูดแบบนี้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เพราะผมเคยเห็นมาก่อน คุณธนิกเมื่อสองเดือนก่อนกับตอนนี้ไม่แตกต่างกันเลย ใช่สินะ ก็เวลามันไม่นานเท่าไร แต่ผมว่ามันนานมากพอนะที่จะทำให้ตัวตนของผมซีดจางลงในความทรงจำของเขา ในเมื่อเราเป็นเพียงคนที่เพิ่งรู้จักกัน

“ขวัญชอบกินอะไร อาหารไทย หรือต่างประเทศ หรืออาหารทะเล”

คุณธนิกใจดี เขาไม่ต้องถามความเห็นของผมเลยก็ได้ แต่เขาก็ยังถาม

“ผมกินอะไรก็ได้ครับ ไม่ต้องแพงมากก็ได้ แต่ก็เอาที่คุณธนิกสะดวกนะครับ” ถ้าให้ถึงขั้นที่เขาต้องไปนั่งกินอาหารตามสั่งกับผม แบบนั้นก็คงเกินไปเหมือนกัน จะมีจุดไหนที่เป็นจุดพอดีสำหรับเราสองคนได้บ้างนะ

“งั้นพี่จะบอกขวัญอีกทีนะ”

“ครับ”

“แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่”

“ผมกำลังจะเข้าเซเว่นน่ะครับ จะมาเติมตังค์มือถือ ที่จริงผมจะตอบข้อความอยู่เหมือนกันครับ แต่พอดีว่าเงินในมือถือไม่มี แหะๆ”

“พี่ทำให้ลำบากหรือเปล่า”

“เปล่าเลยครับเปล่าเลย ผมคิดจะเติมอยู่แล้วล่ะครับ เน็ตที่สมัครไว้ก็จะหมดพอดี”

“พี่มีไลน์นะ ถ้าขวัญสมัครเน็ตแล้วก็แอดไลน์พี่มานะครับ จะได้ไม่ต้องเสียตังค์ส่งข้อความ”

ผมอยากถามว่าจะดีเหรอ แต่ความดีใจมันเตะคำถามนี้กระเด็นไปไกล

“ได้ครับคุณธนิก” ผมบอกเบาๆ ก่อนจะทำใจกล้าถาม “แล้ว เอ่อ...คุณธนิกครับ คือถ้าผมแอดไลน์ไปแล้ว ผมคุยกับคุณธนิกได้ใช่ไหมครับ”

เขาหัวเราะ คงหัวเราะกับคำถามของผม “ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ งั้นแค่นี้ก่อนนะขวัญ พี่ต้องเข้าประชุม”

“ครับๆ”

“พรุ่งนี้เจอกันนะ”

“ครับ สวัสดีครับ”

ไอ้แนนควรรู้เรื่องนี้ ใช่! มันต้องเป็นคนแรกอยู่แล้วที่ผมจะโม้ให้ฟัง!




................................................


ออฟไลน์ Snufflehp

  • It feels like nobody ever knew me until you knew me
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 573
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +978/-17
ผมกำลังแต่งตัวเพื่อดินเนอร์สุดแสนโรแมนติกกับคุณธนิกในเย็นวันนี้ คุณธนิกให้ไปเจอที่หน้าบริษัทของเขา แล้วเราจะไปที่ร้านอาหารด้วยกัน แต่ผมไม่แน่ใจเลยว่าผมดูดีมากพอหรือยังในตอนนี้ กระดุมเสื้อต้องติดทุกเม็ดไหม แล้วทรงผมต้องใส่เจลหรือเปล่า น้ำหอมล่ะต้องใส่แค่ไหนถึงจะไม่มีกลิ่นฉุน ผมกังวลไปหมดเลย ไอ้แนนก็ไม่ว่างมาออกความคิดเห็นในเสียด้วย เพราะมันต้องไปรับเมียหลังเลิกงาน

“ไอ้หลง เอ็งว่าพี่ดูเป็นยังไงบ้างวะ” ไอ้หมาเพลบอยของผม มันเพิ่งโผล่หน้ามาให้เห็นเมื่อตอนเช้า ไม่รู้ว่าเมื่อคืนไปเตร่กับหมาตัวเมียที่ไหน เรียกกินข้าวก็ไม่เห็นแม้แต่เงา

“มันดูเชยไปรึเปล่านะ” ไอ้หลงไม่หือไม่อือ มันไม่ตอบอะไรผมเลย ถ้านี่คือเรื่องสโนว์ไวท์กับคนแคระ กระจกมัวๆ ที่ได้มาจากร้านขายของถูกคงตอบผมได้ว่าตอนนี้ตัวผมดูเป็นยังไง “ไอ้หลง อย่าเอาหัวมาไถนะเว้ย น้ำลายเอ็งจะยืดติดกางเกงพี่!”

ไอ้หลงครางหงิง มันคงน้อยใจที่โดนดุ ไม่นานก็สะบัดหางไปนอนใกล้ๆ ทีวีที่พังไปเมื่อหลายปีก่อน แต่ในระหว่างที่ผมกำลังกังวลใจอยู่นั้น โทรศัพท์มือถือสื่อรักก็สั่นเตือนว่ามีคนโทรเข้า ผมแน่ใจทีเดียวว่าเป็นคุณธนิก เพราะตอนนี้เขาเป็นคนเดียวที่ผมพูดคุยด้วย

“ขวัญครับ” เสียงของเขาทุ้มมาตามสาย “พี่ใกล้เลิกงานแล้ว ขวัญอยู่ที่ไหน”

“ผมอยู่ที่บ้านครับคุณธนิก เดี๋ยวผมรีบไปนะครับ”

“โอเค ขวัญขึ้นมารอที่ห้องทำงานพี่นะ พี่จะบอกเลขาฯ ไว้ให้”

ไปรอที่ห้องทำงานของคุณธนิก! ไม่จริงหรอก นี่ไม่ใช่เรื่องจริงของผมหรอกนะ นี่มันเกินที่คิดไว้มากไปแล้ว!

“มะ...ไม่เป็นไรครับ ผมรออยู่กับพี่เปี๊ยกดีกว่า”

“ทำไมล่ะ อากาศร้อนนะ”

“ผมชอบอากาศร้อนมากๆ เลยครับ แหะๆ”

“ขวัญเป็นคนตลกดี” เขาหัวเราะอีกแล้ว หัวเราะให้กับข้ออ้างโง่ๆ ของผม “แต่เอาแบบนั้นก็ได้ เอาที่ขวัญสะดวกนะ ถึงแล้วก็บอกพี่ด้วย”

“ครับ”

คุณธนิกวางสายไปแล้ว ผมมองหน้าตัวเองในกระจก ฝึกยิ้มที่คิดว่าน่าประทับใจที่สุด จากนั้นจึงสูดหายใจเข้าลึก เรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

ผมน่ะชื่อขวัญพัฒน์ เป็นชื่อที่คิดว่าเท่ทีเดียวเมื่อเทียบกับทุกอย่างที่ผมมีในชีวิต แต่จากนี้ผมจะเป็นคนที่เท่ยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อจะได้เข้าใกล้คุณธนิกมากขึ้นอีกหน่อย ขอให้เย็นนี้มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นด้วยเถอะนะ

คำภาวนาของผมจะเป็นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะพอผมไปรอคุณธนิกที่หน้าบริษัทของเขา ได้พูดคุยกับพี่เปี๊ยก แอบถามถึงคู่หมั้นของคุณธนิกที่คิดว่าพี่เปี๊ยกน่าจะเคยเห็นหน้าแล้วก็ได้แต่ใจแป้ว ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนสวยมาก เป็นคนรวยที่คู่ควรกับคุณธนิก แต่ตอนนี้เธอเรียนต่อปริญญาโทอยู่ต่างประเทศ คุณธนิกก็ไปหาเธอบ่อยๆ แต่พักหลังเขางานยุ่งก็เลยไม่ค่อยได้ไป พี่เปี๊ยกบอกว่าลุงกล้วยเล่าให้แกฟังมาอีกที

ผมรออีกไม่ถึงยี่สิบนาที คุณธนิกก็ลงมา เขายืนอยู่หน้าตึก กวักมือเรียกผมให้ไปหา ผมบอกลาพี่เปี๊ยกแล้วรีบเดินไปหาเขา

“ไง” เขาทักพร้อมรอยยิ้ม ผมรู้สึกเหมือนนานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเขา ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องเมื่อสองเดือนก่อนนี่เอง

“สวัสดีครับคุณธนิก” ผมยกมือไหว้ คลี่ยิ้มตาม

“เราไปกันเลยมั้ย”

“ครับ คุณธนิกบอกร้านมาก็ได้นะครับ ผมจะได้ขี่มอเตอร์ไซค์ตามไป คุณธนิกจะได้ไม่ต้องลำบากมาส่งผม”

เขามีสีหน้าลังเลเล็กน้อย ก่อนจะบอกว่า “พี่อยากซ้อนมอเตอร์ไซค์ ตอนเย็นแบบนี้รถติด ไม่อยากนั่งรถยนต์”

“เอ๋! จะ...จะดีเหรอครับ”

“ดีสิ” เขายิ้ม สำทับคำว่าดีให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

“งั้นรอผมนะครับ ผมจะไปเอามอเตอร์ไซค์มารับ”

“เดินไปด้วยกันดีกว่านะ”

อ่า...นี่สินะความรู้สึกที่รู้สึกว่าจากนี้คงนอนตายตาหลับแล้ว

ผมเดินนำคุณธนิกมาที่รถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง เห็นเขาบอกลุงกล้วยที่รออยู่ที่รถ พูดคุยอะไรกันนิดหน่อยแล้วก็เดินตามผมมา ผมรีบเอาผ้าที่มีติดรถไว้เช็ดเบาะให้เขา กลัวว่ากางเกงราคาแพงของคุณธนิกจะเปื้อนฝุ่น

“เรา...เอ่อ ไปกันเลยนะครับ”

คุณธนิกยิ้ม ขึ้นซ้อนท้ายในขณะที่ผมเกร็งไปทั้งตัว

“ขับวินนี่เหนื่อยไหม” เขาถามในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ด้วยการบังคับทิศทางของผม เขาบอกทางเป็นระยะแล้วก็ชวนคุยในหลายๆ เรื่อง

“ไม่เหนื่อยหรอกครับ แต่ค่อนข้างลำบากเวลาฝนตก แดดแรงก็เป็นอุปสรรคเหมือนกัน แต่คนเรียนมาน้อยก็มีงานนี้แหละครับที่สบาย ไม่ต้องใช้สมองมากด้วย”

“แล้วไม่อยากเรียนต่อเหรอ”

“ไม่รู้สิครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้ามีโอกาสได้เรียนจริงๆ ก็ไม่รู้จะเรียนอะไร เดี๋ยวนี้คนจบปริญญาตรีก็ตกงานกันเยอะแยะ”

เขาหัวเราะ คงเห็นด้วยกับคำพูดของผม “นั่นสินะ”

“คุณธนิกไปต่างประเทศสนุกมั้ยครับ”

“ถ้าไปเที่ยวคงสนุกนะ แต่ไปทำงานก็เลยเครียดนิดหน่อย แล้วขวัญล่ะ อยู่ทางนี้เป็นยังไง”

“ก็ดีนะครับ ผมไม่มีเรื่องให้เครียด อ่า แต่ที่จริงเมื่อครึ่งเดือนก่อน ไอ้หลงหมาที่บ้านของผมป่วยก็เลยเครียดนิดหนึ่ง”

“มีหมาชื่อหลงเหรอ”

“ใช่ครับ เพราะมันหลงทางมา น้าลีก็เลยตั้งชื่อว่าบุญหลง”

“ชื่อเพราะดีนะ ดีกว่าหมาที่แม่พี่เลี้ยงไว้ มันชื่อฌองปิแอร์ เป็นชื่อที่เกินตัวมากไป”

แค่ชื่อหมาก็ไม่มีอะไรจะไปสู้แล้ว รู้อย่างนี้ตั้งชื่อไอ้หลงว่าเจมส์ก็คงดี

ผมขับพาคุณธนิกลัดเลาะซอยมาจนถึงร้านอาหาร สถานที่ที่จะเป็นความทรงจำที่สวยงามที่สุดของผมในค่ำคืนนี้

“เข้าไปในร้านกัน” คุณธนิกบอก แตะที่กลางหลังของผมแผ่วเบา ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปในร้านพร้อมเขา

ร้านอาหารแห่งนี้เป็นร้านอาหารที่เน้นอาหารทะเล ไม่ได้หรูหราราคาแพงอย่างที่ผมนึกกลัว ภายในร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีฟ้าสบายตา เห็นพนักงานวิ่งวุ่นเสิร์ฟอาหาร บางคนกำลังยืนรับออร์เดอร์ ผมหันมองคุณธนิก แน่ใจว่าเขาก็คงไม่เคยมากินร้านแบบนี้เหมือนกัน เพราะเขาดูตื่นคนเล็กน้อย

“เสียงดังไปนิด” เขาว่า แล้วหันไปทางพนักงานที่กำลังเดินเข้ามาต้อนรับ “มากันสองคนครับ”

“เชิญทางนี้ค่ะ”

พวกเราเดินตามพนักงานมาจนถึงโต๊ะที่ว่าง เป็นโต๊ะที่อยู่ตรงระเบียงที่ยื่นออกมาจากตัวร้าน ด้านหน้าเป็นสวน ด้านหลังเป็นกระจกที่กั้นระหว่างภายในและภายนอก คุณธนิกนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับผม รับเมนูจากพนักงานมาดูแล้วก็ยื่นให้ผมด้วย แต่ผมไม่รู้จะสั่งอะไรเพราะเกรงใจเขา อาหารแต่ละเมนูทำให้นึกอยากพาเขาไปกินก๋วยเตี๋ยวป้านีขึ้นมา ผมรู้ว่าเขามีเงินจ่าย ถึงอย่างนั้นผมก็เกรงใจมากๆ

“ขวัญอยากกินอะไรก็สั่งนะ”

“คุณธนิกสั่งเลยครับ ผมกินอะไรก็ได้”

“งั้นเหรอ” เขาทวนคำ กวาดตามองเมนูแล้วเริ่มสั่ง ส่วนผมก็นั่งจิบน้ำเปล่าแก้เก้อไปพลางๆ แล้วหันมองบรรยากาศรอบๆ ร้าน

ข้างนอกคนไม่เยอะเพราะอากาศร้อน ลูกค้าคนอื่นๆ ก็เลยอยากนั่งในห้องแอร์ แต่คุณธนิกไม่ชอบเสียงดังวุ่นวาย เขาเลยบอกพนักงานให้หาโต๊ะที่สามารถนั่งพูดคุยกันได้โดยไม่ต้องตะโกนจนได้มานั่งโต๊ะนอกร้าน บรรยากาศดีแบบนี้

“พี่เพิ่งเคยมาเหมือนกัน” เขาบอกหลังจากพนักงานเก็บเมนูไปแล้ว ทิ้งไว้แค่ผมกับเขาให้นั่งรออาหารมาเสิร์ฟ “ไว้ครั้งหน้าไปที่อื่นเนอะ”

ครั้งหน้า! จะมีครั้งหน้าอีกเหรอ!

“เลี้ยงผมแค่ครั้งนี้ก็พอแล้วครับ ผมเกรงใจ”

“ครั้งหน้าไม่เลี้ยง แชร์กัน” เขายิ้ม เหมือนกำลังพูดเรื่องตลก

“งั้นก็อย่าแพงนะครับ ผมไม่มีตังค์”

“เอ...แต่ครั้งหน้าพี่อยากกินสเต็ก”

“สเต็กลุงแช่มในซอยหน้าสถานีอร่อยมากครับ สเต็กหมู 79 บาท ผมพอจ่ายไหว”

คุณธนิกหัวเราะ ก่อนจะนั่งพิงหลังสบายๆ กับเก้าอี้ แล้วมองหน้าผม เขามองเข้ามาในตาจนผมต้องหลบ “ที่จริงอยากพาขวัญไปที่ร้านประจำของพี่ แต่มันคงดีกว่าถ้ามื้อแรกจะเป็นมื้อที่ไม่อึดอัด”

“ผมก็กลัวอยู่ครับว่าจะไปร้านหรูๆ หรือเปล่า เพราะตัวผมคงไม่ค่อยเหมาะ แหะๆ”

“ตรงไหนที่ไม่เหมาะ วันนี้ขวัญแต่งตัวน่ารักดี”

ผมคิดว่ารสนิยมของคุณธนิกอาจจะมีปัญหาก็ได้ที่มองว่าผมน่ารัก หรือเขาอาจจะแค่ยอผมก็ได้ แต่รอยยิ้มที่มอบให้มันทำให้ผมเชื่อสนิทใจว่าเขาพูดความจริง

“ที่บ้านมีใครบ้าง” เขาเริ่มคำถาม เหมือนกำลังทำความรู้จักในตัวผม

“มีผมกับไอ้หลงครับ น้าที่เลี้ยงผมมาท่านเสียไปแล้ว”

คุณธนิกมีสีหน้าที่อ่านไม่ออก แววตาของเขาก็อ่านยาก “เสียใจด้วยนะ แล้วพ่อกับแม่ขวัญล่ะ”

“แม่ผมตายแล้วครับ ส่วนพ่อผม ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แหะๆ”

“อยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอ”

“ก็เหงาเหมือนกันครับ”

เขาพยักหน้า สายตาที่ทอดมองมาที่ผมนั้นผมไม่เข้าใจความหมาย รู้แค่ว่ามันทำให้ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา

“มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกนะ”

“ขอบคุณนะครับ คุณธนิกใจดีกับผมมากๆ เลย” ทั้งๆ ที่ผมก็แค่เก็บกระเป๋าตังค์ไปส่งคืนให้ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้สร้างบุญคุณอะไรให้เขาต้องมาใส่ใจ แต่เขาก็ยังคิดจะช่วยเหลือผมมากเกินกว่าค่าตอบแทนที่คนทำดีคนหนึ่งจะได้รับ

“เพราะขวัญเป็นเด็กดี”

“ผมเกเรนิดหน่อยครับ ไม่ได้เป็นเด็กดีหรอก”

“เกเรยังไง เล่าให้พี่ฟังหน่อยสิ”

ผมเล่าวีรกรรมของผมให้คุณธนิกฟัง ทั้งเรื่องตอนอยู่โรงเรียนที่ชอบต่อยตีกับพวกไอ้วันโดยมีไอ้แนนคอยช่วย ทั้งเรื่องที่ชอบขโมยมะม่วงในสวนของคนในซอยเดียวกัน ความเกเรของผมสร้างเสียงหัวเราะให้กับคุณธนิก เขาพูดแค่ว่า เด็กดื้อๆ แล้วก็ยิ้ม ส่วนผมนั้นฟินตายไปแล้วเรียบร้อย

การโคจรของโลกที่แตกต่าง ผมเห็นแต่ความไม่พอดีเมื่อโลกทั้งสองขับเคลื่อน แต่เมื่อเข้าใกล้และหมุนไปพร้อมกัน น่าแปลกที่ความไม่พอดีเหล่านั้นเลือนหายไป แทนที่ด้วยความพอดีอย่างน่าประหลาด คงเพราะรอยยิ้มของคุณธนิกที่ทำให้ความไม่พอดีนั้นเลือนหายไปพริบตา

“น้าลีชอบกินกุ้งเผามากครับ แต่พวกเราไม่ค่อยมีเงิน หนึ่งปีจะได้กินหนึ่งครั้งก็ตอนปีใหม่ ผมกับน้าจะซื้อกุ้งมาหนึ่งกิโล เผากินแกล้มเบียร์แล้วเคาท์ดาวน์ไปด้วยกัน ตอนนั้นสนุกมากๆ เลยครับ”

ความทรงจำของผมมีแต่เรื่องดีๆ ผมไม่ได้เกิดมาอย่างคนที่มีมากจนเหลือ แต่ผมก็เต็มในแบบที่ผมสามารถจะมีได้ คุณธนิกยิ้ม เขาแกะกุ้งมาให้ผมหนึ่งตัว สร้างความตกใจให้ผมเล็กน้อย

“มะ...ไม่ต้องแกะมาให้ผมหรอกครับ คุณธนิกกินเถอะนะครับ แบบว่ามัน...”

“กินเถอะ อย่าให้พี่เสียน้ำใจ นี่เป็นกุ้งตัวแรกที่พี่แกะให้คนอื่นเลยนะ”

“ขะ...ขอบคุณนะครับ”

คุณธนิกครับ ถ้าผมชอบคุณแบบจริงจังขึ้นมามันก็เป็นความผิดของคุณธนิกเองนะครับ

“ปีใหม่ก็อีกตั้งหลายเดือน แต่พี่จองตัวเคาท์ดาวน์กับขวัญได้หรือเปล่า”

“หา!”

“ตกใจอะไร”

ผมมองรอยยิ้มของเขาด้วยความเบลอเล็กน้อย “คือแบบว่า... เคาท์ดาวน์กับคนอย่างผมเหรอครับ”

“อย่าพูดว่าคนอย่างผมสิ แต่ใช่ เคาท์ดาวน์กับขวัญ”

“คือ…”

“กะทันหันไปเหรอ งั้นไว้เราสนิทกันมากกว่านี้ พี่จะถามอีกครั้งนะ”

ผมไม่แน่ใจหรอกว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น แต่คุณธนิก...แบบว่า มันเป็นแบบนี้จะดีแล้วเหรอ ผมคิดได้ไหมนะว่าคุณธนิกอาจจะสนใจผมอยู่ หรือมันจะเป็นแค่เรื่องปกติทั่วไปกันวะ ผมว่าผมต้องปรึกษาไอ้แนนผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ซะแล้ว แต่ถามคุณธนิก จะได้คำตอบเร็วกว่ารึเปล่านะ

“ผมขอถาม เอ่อ...ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ”

“คำถามยากไหม”

“ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่ก็ค่อนข้างยาก” ยากตรงที่ผมจะถามออกไปนี่แหละ

“พี่ชอบซะด้วย คำถามยากๆ นี่ งั้นถามมาสิ”

“คือว่า...”

“หืม”

พอถูกเขาจ้อง สติของผมก็บินหายลับไปกับสายลมที่พัดมาตอนนี้ “คือว่าคุณธนิกชอบอาหารทะเลเหรอครับ”

“ฮ่าๆ ๆ นั่นสินะ” เขาหัวเราะ พลางทำท่าคิดเล็กน้อย “จะบอกยังไงดี พี่ก็กินได้ ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษ”

“แล้วชอบอะไรเป็นพิเศษเหรอครับ”

“อืม...ชอบคนที่มากินด้วยตอนนี้มั้ง”

“ห้ะ!”

“ตกใจอะไร”

คำถามเดิมของเขาไม่ควรถามออกมาด้วยซ้ำหลังจากที่พูดถ้อยคำที่ทำให้ผมเกือบหัวใจวาย

“พี่ล้อเล่น เด็กโง่”

ไอ้เหี้ยแน๊นนนนนนนนนนนน!! ช่วยกูด้วยยยยยยย!! ผมได้แต่กรีดร้องอยู่ในใจ ไม่รู้แล้วนะเว้ย ถ้าผมชอบเขาขึ้นมาจริงๆ ผมจะไม่รู้ด้วยแล้วนะ แต่ว่า...แต่ว่าคุณธนิกน่ะ เขาทำหน้าจริงจังมากเลยตอนบอกว่าชอบ ผมอยากคิดเข้าข้างตัวเองเหมือนกัน แต่มันไม่มีเหตุผลเลย เขาจะชอบผมได้ยังไง

“คุณธนิกครับ”

“ครับ”

“คือว่า...หลังจากนี้ ผม...ผมยังคุยกับคุณธนิกได้ใช่ไหมครับ”

“ได้” เขาตอบ อมยิ้มมองผม “แล้วขวัญอยากคุยกับพี่แบบไหน”

ผมตอบเขาไม่ได้ แม้อยากจะบอกออกไปว่าแบบคนที่ชอบ แต่ผมกลัวว่าทุกอย่างจะพัง ผมไม่รู้ความคิดของเขา ไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มของเขาจะเปลี่ยนไปไหมหากผมบอกว่าชอบออกไป

“จนกว่าขวัญจะหาคำตอบได้ เราคุยกันไปเรื่อยๆ นะ เพราะพี่อยากคุยกับขวัญเหมือนกัน”

“คะ...ครับ”

ผมมองเขา เต็มไปด้วยความสงสัย ทั้งรอยยิ้ม ทั้งคำพูด มันมีแต่ความน่าสงสัยเต็มไปหมด แต่เหมือนว่าเขารู้ว่าผมกำลังคิดอะไร

“อย่าสงสัยเลย แค่เหตุผลที่ขวัญน่ารัก พี่ว่าก็มากพอแล้วล่ะ”

ผมเชื่อเขาได้ใช่ไหม แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเลยก็ตาม คุณธนิกเขาจริงจังกับถ้อยคำที่พูดออกมาแค่ไหนกันนะ

“ขอบใจที่มากินข้าวด้วยกัน”

“ขอบคุณที่พาผมมาเหมือนกันครับ คุณธนิก”

โลกของผมกำลังหมุนไปด้วยความเร็วเท่ากับโลกของเขาหรือเปล่า แล้วถ้าเป็นแบบนั้นโลกของเราสองคน จะรวมกันเป็นโลกใบเดียวได้ไหมนะ


......................To be continue................................

น้องขวัญสู้ๆ นะคะ คนดีๆ อย่างคุณธนิกอย่าปล่อยให้หลุดมือค่ะ สู้ต่อไปค่ะน้องงงงง  ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ ดีต่อใจมากๆ เลย ฮืออออ  :กอด1: :กอด1:

ออฟไลน์ cheezett

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 471
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
เขินมากกกก ละมุนดีมากอะ มาต่อบ่อยๆนะคะ ชอบมาก  :heaven

ออฟไลน์ masochism2018

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 428
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
มาทรงนี้ก็คือคุณธนิกต้องแอบชอบขวัญแล้วอะ
เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้  :z2: :z2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
คุณธนิกเอาจริงหรือเล่นๆคะ

ออฟไลน์ อนุบาลตัวแม่

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เหมือนดอกฟ้ากับหมาวัดเลย สูงเกินเอื้อมจริงๆ แต่ก็เป็นกำลังใจให้น้องขวัญสู้ต่อไป

ออฟไลน์ SWIM

  • ความทรงจำสีเทา
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
กรี๊ดดดดดดดดด เรื่องใหม่ของคุณ Snufflehp มาแล้ววว งื้อออ เพิ่งจิเห็นนน รอติดตามจ้าาาา ♥♥

ออฟไลน์ อนุบาลตัวแม่

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ดูไปดูมาก็เหมือนชอบไอดอลจริงๆนั่นแหละ ออกแนวปลาบปลื้มชื่นชม แต่ก็เป็นกำลังใจให้น้องขวัญนะ สู้ๆ เครื่องบินมันจะตกลงมาทับหัวหมาเข้าสักวันแหละเนอะ

ออฟไลน์ อนุบาลตัวแม่

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คุณธนิกทำธุรกิจไร่อ้อยหรือเปล่าคะ มาทำแบบนี้มันไม่ดีต่อใจคนแอบชอบเลยนะ ขอให้คุณธนิกจริงจังกับน้องขวัญเถอะไม่ใช่หลอกกินเล่นๆแล้วก็ทิ้ง กลัวใจจริงๆ

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 694
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
ทำไมพี่เค้ารุกหนักจังคะ
นุ้งเขิลลลล 5555555
 :o8: :o8:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6283
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
เดี๋ยวค่ะคุณธนิก เล็งน้องขวัญไว้ตั้งแต่ตอนไหนคะ !!!

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 573
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0

งื้อออ คุณธนิก~
เขินจนหน้ามุดที่นอน มุดแล้วมุดอีก  :m1:

อ่านตอนนี้แล้วต้องหักห้ามใจไม่ยกน้องให้ง่ายๆ
//(ถึงน้องจะดูพร้อมมากก็ตาม ฮ่าๆๆ)
ถึงจะรุกหนักมากแต่ยังไม่ชัดเจนในความหมาย
แถมยังมีคู่หมั้นอยู่แล้วอีก
เราจะยังวางใจไม่ได้!!!  :a14:
 :pig4:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
โดนจีบแล้ววววววว รู้ตัวป่ะเนี่ย  :katai3:

ออฟไลน์ diltosscap

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 520
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
ไว้ใจคุณธนิกได้ใช่ไหม ตืนเต้นลุ้นเลย ถ้าคุณธนิกหลอกนี่น้องขวัญตายแน่ๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ sembia

  • Me as me.
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
โอย ดีงามมากค่ะ ขอคุณธนิกห่อกลับบ้านค่ะ 555   :L1: :L1:

ออฟไลน์ HISY

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3645
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-3
คุณธนิกนี่ไม่มีอะไรเคลือบแฝงใช่ไหม
น้องขวัญสู้ๆนะลูก

ออฟไลน์ เอมมี่

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 572
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
อยากรู้เหตุผลว่าทำไมคุณธนิกถึงชอบขวัญ ชอบตอนไหน เพราะอะไร

ออฟไลน์ arjinn

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1369
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-1
ยังงงๆ ... ทำไมมาใกล้ชิด หรือมีเงื่อนงำอะไร
ดูไวเกินไป เอาเป็น ยังไม่ไว้ใจ ขอดูท่าทีต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ tae1234

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 380
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
มีอะไรเปล่านะ

ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
คุณธนิก น่าสงสัยนะคะ ต้องรอดูต่อไป ยังไม่ยอมรับเป็นพระเอกหรอกกกกก!!! :katai5:

ออฟไลน์ ก้อนขี้เกียจ

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
รุกแรงจังเลยนะคนเรา5555555 อยากจะแหมมมมมมมม

ออฟไลน์ Patsz

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
รู้สึกไม่ไว้ใจคุณธนิกเลย เพิ่งคุยกันไม่กี่ครั้งแต่รุกเร็วมาก ทั้งยังต่างกันมากๆด้วย รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7518
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
รู้สึกไม่ไว้ใจคุณธนิกเลย เพิ่งคุยกันไม่กี่ครั้งแต่รุกเร็วมาก ทั้งยังต่างกันมากๆด้วย รอตอนต่อไปค่ะ

คิดเหมือน
หรือจริงๆคุณธนิก เป็นไบ...... :z3:
หรือคุณธนิก ชอบชายแต่จำเป็นต้องหมั้น  :serius2:
แต่ขวัญ กู่ไม่กลับแล้วมั้ง   :o8: :impress2:
รอเฉลยนะ  :ling1:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Snufflehp

  • It feels like nobody ever knew me until you knew me
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 573
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +978/-17
ตอนที่ 4



“ไอ้ขวัญ มึงรู้ไหมว่าเมื่อกี้ตอนไปส่งลูกค้าที่หน้าห้างกูเจออะไรมา!” ไอ้แนนที่เพิ่งกลับจากไปส่งลูกค้า รถยังไม่จอดสนิทดีด้วยซ้ำแต่มันก็ร้องเรียกผมหน้าตาตื่นเหมือนคนเพิ่งไปเจอเรื่องสยองขวัญมาหมาดๆ

“เจออะไรวะ” ผมเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ กำลังอ่านทวนบทสนทนากับคุณธนิกผ่านทางไลน์ก็ตกอกตกใจไปกับมันด้วย

“กูเจอคนหน้าเหมือนมึง หน้าเหมือนมาก!” ไอ้แนนบอก ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของมันบอกผมแค่ว่ามันไม่ได้ล้อเล่น

“หน้ากูไม่ได้โหลนะเว้ย จะไปเหมือนใครที่ไหนได้อีกวะ”

“เหมือนจริงๆ ถ้าคนนั้นไม่ได้เพิ่งลงจากรถเบนซ์กูคงทักไปแล้วว่าเป็นมึง หน้าเหมือนมึงมากจริงๆ นะ มึงแน่ใจมั้ยว่าไม่ได้มีแฝดที่ไหน”

“จะไปมีได้ไง ถ้ามีน้าลีก็บอกกูไปแล้วดิวะ”

“แต่น้าเก็บมึงมาเลี้ยงไม่ใช่เหรอไอ้ขวัญ”

“เก็บเหี้ยไรเล่า น้าลีเป็นน้องแม่กู พอแม่กูตาย น้าก็เลี้ยงกูมา กูไม่ได้มาจากสถานสงเคราะห์ไอ้ห่า”

น้าลีเลี้ยงผมมา แม้ผมจะจำเรื่องตอนที่เพิ่งคลอดไม่ได้ จำหน้าแม่ไม่ได้ หน้าพ่อก็ไม่ต้องพูดถึง แต่น้าลีก็เป็นน้องสาวของแม่จริงๆ ผมเอาความมั่นใจมาจากไหนน่ะเหรอ ก็น้าลีบอกผมแบบนั้น ผมเชื่อน้า เพราะน้าลีเป็นคนสุดท้ายในโลกที่จะโกหกผม อีกอย่าง...มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะไม่พูดความจริง

“แต่กูเจอคนหน้าเหมือนมึงจริงๆ มันไม่มีเรื่องที่คนไม่ใช่ญาติพี่น้องกันจะหน้าเหมือนกันหรอกนะเว้ย”

“ไอ้แนน กูรู้ว่ามันอาจจะไม่มีเรื่องแบบนั้น แต่กูเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่าในโลกนี้จะมีคนเหมือนเราอยู่สามคน คงเหมือนโลกคู่ขนานแนวๆ นั้นล่ะมั้ง แล้วพอคนที่เหมือนกันมาเจอกัน อีกคนหนึ่งก็ต้องตายให้ในโลกนี้เหลือคนที่เป็นตัวจริงเพียงคนเดียว”

“มึงดูการ์ตูนมากไป นั่นไม่ใช่จากหนังสือหรอกไอ้ห่า มันมาจากอนิเมะที่มึงเคยบอกว่าชอบมากไม่ใช่เหรอ แต่นี่กูพูดเรื่องจริงไอ้ขวัญ กูไปเจอมา กูเห็นเต็มสองตากู”

“เออๆ กูเชื่อมึงก็ได้” ผมตอบรับส่งๆ ไม่ได้เชื่ออย่างที่พูด เพราะไอ้แนนอาจจะตาฝาด มันน่ะเคยบอกผมว่าสายตามันไม่ค่อยดี แต่ก็ยังไม่มีเงินไปตัดแว่นมาใส่ เพราะตัดทีก็หลายพัน “ยังไงก็เก็บเรื่องไร้สาระนี่ไว้ก่อน มึงไม่ได้ลืมซื้อข้าวกล่องมาใช่ไหม”

ไอ้แนนยังมีสีหน้าครุ่นคิด แต่มันก็ยอมตอบคำถาม “เออ ซื้อมาน่า มึงโทรไปย้ำกูสองรอบ เอ้า! เอาไป ข้าวไข่เจียวหมูสับอมน้ำมันของมึง”

ผมรับข้าวกล่องมาจากไอ้แนน เปิดกล่องเช็กดูเมนูอาหารก็เห็นว่าได้ตรงที่สั่งไป แต่ไข่เจียวไม่ได้อมน้ำมันสักหน่อย มันก็แค่เยิ้มนิดๆ ไม่ถึงกับอมน้ำมันอย่างที่ว่าหรอก ผมน่ะชอบกินเพราะเป็นเมนูที่ง่ายยิ่งกว่ากะเพราไก่ไข่ดาว วันที่ขี้เกียจบึ่งรถไปร้านก๋วยเตี๋ยวป้านีก็จะมีเมนูนี้มาช่วยประทังชีวิต ส่วนไอ้แนนมันกินผัดไทยเป็นเมนูประจำ

ติ๊ง!

ผมวางกล่องข้าวแล้วรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู คุณธนิกส่งข้อความมาทางไลน์ เป็นข้อความแรกของวันนี้ระหว่างเรา



คุณธนิก: ขวัญครับ กินอะไรหรือยัง


ผมบันทึกชื่อของเขาไว้แบบนั้นเพราะอ่านง่ายมากกว่า Display Name ของเขา


ขวัญพัฒน์: กำลังจะกินครับ


ผมพิมพ์ตอบพร้อมกับส่งรูปกล่องข้าวไข่เจียวไปให้เขาดู


คุณธนิก: น่ากินดีนะ

ขวัญพัฒน์: กินด้วยกันมั้ยครับ

คุณธนิก: ได้เหรอ งั้นเอามาให้พี่หน่อยสิครับ

ขวัญพัฒน์: จะกินจริงๆ เหรอครับ มันแค่ข้าวไข่เจียวนะ

คุณธนิก: ขวัญให้พี่กินมั้ยล่ะ

ขวัญพัฒน์: ให้กินครับ แต่ว่าไม่รู้จะอร่อยถูกปากหรือเปล่า

คุณธนิก: อาจจะถูกปากนะถ้าได้กินด้วยกัน


ผมไม่รู้จะพิมพ์ตอบไปว่าอย่างไร คุณธนิกเหมือนกำลังจีบผมอยู่เลย ผมไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองหรอกนะ แต่เขาทำอย่างนั้นจริงๆ ตั้งแต่วันที่ไปกินข้าวด้วยกันจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเกือบสามสัปดาห์แล้ว เราคุยกันตลอด เขาจะโทรหาผมตอนเลิกงาน ในระหว่างวันก็จะคุยกันผ่านไลน์ ถึงผมจะเรียนมาน้อยแต่ผมก็พอรู้ว่าการกระทำแบบนี้คืออะไร

เขาจีบผม! เขาชอบผมอยู่แน่ๆ

“เป็นเหี้ยไรไอ้ขวัญ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่” ไอ้แนนที่กำลังยัดผัดไทยสีจืดชืดเข้าปากหันมาถาม “รีบแดกข้าวดิ เล่นมือถืออยู่ได้”

“ไม่ได้เล่น กำลังตอบไลน์เว้ย”

“ไลน์จากคุณธนิกเหรอวะ” ไอ้แนนชะโงกหน้ามาดู แต่ผมเบี่ยงตัวหลบ แม้จะเล่าเกือบทุกเรื่องในชีวิตให้มันฟัง แต่ผมก็รู้สึกกระดากที่จะให้มันเห็นบทสนทนา

“อืม”

ไอ้แนนทำหน้าครุ่นคิด มันเคยวิเคราะห์เรื่องนี้ให้ผมฟังไปแล้ว ซึ่งทั้งผมทั้งมันก็คิดเหมือนกัน “ทำไมกูรู้สึกว่าเขาแปลกๆ วะ”

ใช่ ผมก็คิดว่าเขาแปลก แต่เมื่อได้ฟังจากปากไอ้แนนแล้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา “แปลกที่มาจีบคนอย่างกูรึไง”

“แล้วมึงคิดว่าไม่แปลกเหรอ” ไอ้แนนย้อนถาม “มึงคิดดีๆ นะเว้ยไอ้ขวัญ คุณธนิกเขาเป็นคนรวยมาก แล้วเขาก็หล่อมาก มีโอกาสหนึ่งในล้านๆ เลยที่เขาจะมาสนใจไอ้เด็กขับวินอย่างมึง มึงคิดดูสิว่ามึงมีอะไรดึงดูดใจเขาบ้าง ถึงหน้ามึงจะพอไปวัดไปวาได้ แต่นอกนั้นคือไม่มีความเป็นไปได้อยู่ในตัวมึงเลยนะเว้ย ทั้งฐานะ เสื้อผ้าการแต่งตัว รสนิยม สังคมความเป็นอยู่ ไหนจะเรื่องที่เขาไม่ได้เป็นเกย์อีก เขามีคู่หมั้นแล้ว พี่จอยเคยบอกจำได้ไหมล่ะ!”

คู่หมั้น...ผมจำได้อยู่แล้วว่าเขามีคู่หมั้น เป็นเรื่องที่ต่อให้จะทำทีลืมไปบ้าง แต่ก็มักจะหวนมาตอกย้ำและดึงให้ผมกลับสู่ความจริง ให้ความแน่ใจที่ว่าเขากำลังจีบผมอยู่นั้นสั่นคลอน

“กูจำได้น่า มึงไม่ต้องย้ำหรอก แต่ว่ากูอาจจะเป็นหนึ่งในล้านๆ ก็ได้นะเว้ยไอ้แนน แบบ...เขาอาจจะชอบกูจริงๆ ก็ได้”

ผมสงสัยมากพอๆ กับไอ้แนน แต่ใจกลับไม่ยอมเชื่อในเหตุและผลที่เพื่อนยกมาพูดเลย ผมกลับอยากเชื่อว่าเขาชอบผมจริงๆ ถึงความเป็นไปได้มันจะมีน้อยมาก แต่แล้วเพราะอะไรล่ะที่เขาทำแบบนี้ ผมตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรอกนอกจากเขามีใจ

“มึงโง่มากไอ้ขวัญ คุณธนิกกำลังปิดตามึง มึงอย่าไปเชื่อเขามากนะเว้ย เขาอาจจะแค่อยากลองของแปลกก็ได้”

“กูแปลกตรงไหนวะ กูก็คนนะไอ้แนน” แม้จะเป็นคนที่ไม่คู่ควรกับเขา แต่ผมก็ภูมิใจในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ครบสามสิบสองประการ

“อีกไม่นานเขาจะทำให้มึงไม่ใช่คนไอ้ขวัญ คือมึงเข้าใจไหม กูคิดนะเว้ย แบบ...เขาน่าจะเลือกได้ดีกว่านี้ว่ะ เฮ้ย แต่กูไม่ได้ดูถูกมึงหรอกนะ” ไอ้แนนรีบพูดเมื่อเห็นผมตวัดตามอง

“กูรู้น่า กูก็แอบคิดเหมือนกันว่าอย่างคุณธนิกเขาหาได้ดีกว่านี้แน่ แต่แล้วยังไงวะ กูคงตรงสเปคเขา มึงก็รู้นี่ว่าถ้าเจอคนที่ใช่ขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ห้ามไม่ให้รู้สึกไม่ได้หรอก”

ไอ้แนนทำท่าโก่งคออ้วก แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไรกลับมา มันคงรู้ว่าต่อให้พูดมากกว่านี้ก็ห้ามผมไม่ได้อยู่ดี


คุณธนิก: ขวัญมาหาพี่ได้มั้ย มากินข้าวกลางวันด้วยกัน



“ไอ้แนน เขาชวนกูไปกินข้าว” ผมรีบสะกิดไอ้แนนยิกๆ “กูควรไปรึเปล่าวะ”

“ถามกูทำไม ต่อให้กูห้าม ตอนนี้หัวใจมึงก็ไปอยู่ใกล้ตีนรอให้เขากระทืบทิ้งแล้ว”

คุณธนิกคงไม่ใจร้ายอย่างนั้นหรอก บางทีเขาอาจจะเก็บหัวใจของผมขึ้นมาแล้วให้ความอบอุ่นกับมันก็ได้

“ไอ้เพื่อนเวร มึงอย่าคิดในแง่ร้ายดิวะ คุณธนิกเขาเป็นคนดีนะเว้ย เขาไม่หลอกกูหรอก”

“ถ้างั้นมึงก็ไปสิ ไปให้รู้เลยว่ามึงหรือกูที่คิดผิด”

ไอ้แนนท้าทาย แต่ตอนนี้ผมรู้สึกป๊อดเล็กน้อย ผมคิดว่าผมยังไม่พร้อมที่จะหาคำตอบ แต่ก็ยอมรับจริงๆ ว่ากังวลเอามากๆ


คุณธนิก: ถ้าขวัญกินแล้ว เอาไว้ตอนเย็นก็ได้

คุณธนิก: อ่านแล้วก็ตอบได้ไหม คุยกับพี่หน่อย



ผมยกมือลูบหน้าตัวเอง รู้สึกร้อนรุ่มในใจชอบกล ทำไมวะ ทำไมผมถึงเอาแต่สงสัยความรู้สึกของเขา หรือเพราะความเป็นไปไม่ได้มีมากเกินไป หนำซ้ำไอ้แนนยังเอาแต่พูดว่าเขากำลังหลอกผม

แล้วมีเหตุผลอะไรที่เขาต้องมาหลอก จะหลอกฟันผมเหรอ ไม่หรอก ผมว่าคนอย่างเขาไม่ต้องลงทุนทำเรื่องแบบนี้ก็มีคนถวายตัวให้เขา ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นผมก็ได้ถ้าผมใจกล้ามากพอ


คุณธนิก: ขวัญครับ



ผมชอบเวลาที่เขาเรียกแบบนี้ ไม่ว่าจะพิมพ์หรือพูด เขาจะเปิดบทสนทนาแบบนี้เสมอเลย



ขวัญพัฒน์: ขอโทษทีครับที่ผมไม่ว่างพิมพ์ตอบ มือจับช้อนอยู่ครับ แหะๆ

คุณธนิก: อิ่มหรือยัง

ขวัญพัฒน์: ครับ อิ่มแล้ว

คุณธนิก: อยากกินกาแฟไหม

ขวัญพัฒน์: ครับ ง่วงๆ อยู่เหมือนกัน

คุณธนิก: มากินที่บริษัทพี่สิ พี่เลี้ยง

ขวัญพัฒน์: เสียดายจังเลยครับ ผมซื้อกาแฟกระป๋องมาแล้ว

คุณธนิก: เอากาแฟกระป๋องมาแลกได้ไหม พี่อยากกิน


ผมอยากเจอเขา แต่ผมไม่รู้จะทำหน้ายังไงหากต้องเจอกันหลังจากที่ถูกเขาหยอดคำหวานมาเกือบสามสัปดาห์ ผมชอบเขานะ แต่ผมก็ทำตัวไม่ถูกเลย ความชอบของผมตอนนี้เต็มไปด้วยความสงสัย

ใช่แน่เหรอ จริงแน่เหรอ คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวผม

ขวัญพัฒน์: งั้นเดี๋ยวผมไปหานะครับ

คุณธนิก: ดีจัง ยอมมาเจอกันแล้ว

ขวัญพัฒน์: คุณธนิกให้ไปเจอที่ไหนครับ

คุณธนิก: ร้านกาแฟก็ได้ครับ

ขวัญพัฒน์: ผมออกไปเลยนะ

คุณธนิก: ครับ พี่จะรอขวัญนะ


“มึงจะไปไหน” ไอ้แนนถาม มันเหลือบมองผมที่กำลังถีบคันสตาร์ท

“ไปหาคุณธนิก” ผมตอบ รู้สึกหน้าร้อนๆ เล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาของไอ้แนน

“อย่าโดนเขากินง่ายๆ ล่ะมึง รีบไปก็รีบกลับ ต้องทำมาหากิน เดี๋ยวก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านหรอก”

“เออน่า เดี๋ยวกูมา มึงกินกล้วยแขกมั้ยล่ะ ที่ขายใกล้บริษัทน่ะ”

“เออๆ ซื้อมาฝากกูด้วย”

คนอย่างไอ้แนนต้องหาของกินมาปิดปากมันไว้ มันจะได้ไม่บ่นอะไรมาก เพราะหลังจากน้าลีไม่อยู่ ไอ้เพื่อนคนนี้ก็ทำตัวเป็นผู้ปกครองของผม มันทำไปก็เพราะเป็นห่วงนั่นแหละ แต่ตอนนี้มันบ่นเก่งแซงหน้าเมียของมันไปแล้ว

ผมขี่มอเตอร์ไซค์มาที่บริษัทของคุณธนิก แวะทักทายพี่เปี๊ยกแล้วฝากรถไว้ รอจนคุณธนิกลงมาหน้าตึกถึงจะเดินไปพร้อมกับเขา เพราะการแต่งตัวของผมคงไม่เหมาะที่จะเข้าไปคนเดียว

“กินเหมือนพี่อีกมั้ย” เขาแซวเมื่อเราเดินเข้ามาในร้านกันแล้ว

“ไม่ดีกว่าครับ แหะๆ”

“งั้นกินอะไรดี” เขาทำท่าคิด จากนั้นก็สั่งเมนูแนะนำของทางร้านให้ผม ความใส่ใจของเขาทำให้หัวใจของผมเต้นรัวขึ้นมา “ขวัญไปรอพี่ที่โต๊ะนะ เดี๋ยวพี่เลือกเค้กไปให้”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ชอบกินเค้กครับ” ผมรีบพูด เค้กแต่ละชิ้นแพงจะตาย แค่ชิ้นเล็กๆ ราคาก็สองสามร้อย ไม่รู้ว่าทำจากละอองทองหรือไงถึงได้แพงขนาดนั้น แต่คุณธนิกดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงของผม หรือเขาได้ยินแต่ไม่ได้สนใจ เขาเลือกเค้ก ส่วนผมก็เลยต้องไปนั่งรอที่โต๊ะ

นั่งรอไม่นานคุณธนิกก็เดินมานั่งโซฟาตัวตรงข้ามกันพร้อมเค้กหน้าตาน่าทานมากๆ หนึ่งชิ้น เขานั่งลง เลื่อนจานมาตรงหน้าผม

“แลกกับกาแฟกระป๋อง” เขายิ้มเล็กน้อยแล้วแบมือมาตรงหน้า

“จะกินจริงๆ เหรอครับ ผมนึกว่าคุณธนิกพูดเล่นก็เลยไม่ได้เอามา” คิดว่าเขาแค่หาข้ออ้างเลี้ยงกาแฟผมซะอีก

“กับขวัญ พี่จริงจังนะ” เขาพูด แววจริงจังปรากฎชัดบนสีหน้า “ทุกเรื่องที่พูด จริงจังทั้งนั้น”

ผมรู้สึกประหม่าเอามากๆ เพราะทั้งชีวิตยังไม่เคยถูกใครหยอดคำหวานใส่อย่างนี้ แถมยังหยอดหนัก หยอดถี่ หยอดได้ทุกวี่ทุกวัน คุณธนิกกำลังคิดอะไรอยู่นะ เขาเห็นผมเป็นสาวน้อยหรืออย่างไร

“ขวัญครับ”

“คะ...ครับ”

รอยยิ้มของเขาเหมือนมนต์สะกด คำพูดของเขาเหมือนเวทมนต์คาถาที่กำลังทำให้ผมลุ่มหลง น้ำเสียงของเขากำลังทำให้หัวใจผมสั่นไหว

“เย็นนี้อยากกินอะไร”

“คือว่าผม...ผมไม่รู้หรอกครับ” ผมบอกเสียงเบา “ปกติผมกินแต่ของง่ายๆ ไม่มีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษ”

“ขวัญตอบแบบนี้ พี่คิดได้มั้ยว่าเย็นนี้ขวัญตกลงจะไปกินข้าวกับพี่”

“ขอผมคิดก่อนนะครับ ผมไม่มีเงินแชร์ ใกล้สิ้นเดือนแล้วต้องเก็บเงินจ่ายค่าเช่าบ้านน่ะครับ”

เขาหัวเราะ สายตาที่ทอดมองมาอ่อนโยนอย่างที่ค่อยๆ ปัดเป่าความสงสัยของผมออกไปทีละน้อย

“ค่าเช่าบ้านเหรอ พี่จ่ายให้มั้ย” ไม่มีแววล้อเล่นในดวงตาของเขาเลย “พี่อยากดูแลขวัญนะ”

“คือ...หมายความว่ายังไงเหรอครับ”

ผมถามเพราะไม่เข้าใจความหมายของเขา หรืออาจจะเข้าใจแต่มันยากจะเชื่อ ความสับสนทำให้ผมไม่มีคำตอบที่แน่ชัด

“อยากดูแลต้องมีความหมายยังไงดีนะ” เขาทำท่าครุ่นคิด ยกนิ้วขึ้นลูบคาง

ผมมองเขา เราสบตากัน แค่ชั่วครู่เท่านั้นผมกลับคิดว่าผมเข้าใจความหมายที่เขากำลังสื่อ

ไอ้แนน มึงต้องไม่เชื่อแน่! ขนาดกูก็ยังไม่เชื่อเลย!

“กินเค้กสิครับ พนักงานแนะนำมาว่าอร่อย” ยังไม่ทันที่ผมจะหายตกใจกับคำพูดของเขา เขาก็หยิบส้อม ตัดเค้กเป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำไว้ให้ โชคดีที่ไม่ป้อน ไม่งั้นผมคงหัวใจวายตายไปแล้วแน่ๆ “หรือจะให้พี่ป้อน”

“ไม่ครับ ไม่ๆ ๆ ผมกินเองครับ” ผมรีบจิ้มเค้กเข้าปาก เพราะกลัวว่าเขาจะทำอย่างที่พูดขึ้นมาจริงๆ

คุณธนิกคลี่ยิ้ม เขามองหน้าผม “พี่ทำให้ตกใจหรือเปล่านะ”

“ครับ?”

“ตกใจไหมที่เป็นแบบนี้”

ผมควรตอบเขาตามตรงใช่ไหม “ตกใจครับ แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรด้วย”

“นั่นสินะ” เขาเห็นด้วย หยุดพูดไปเพียงครู่เพราะพนักงานเอาเครื่องดื่มที่สั่งไปมาเสิร์ฟ และเมื่อพนักงานทำหน้าที่เสร็จสิ้น เขาก็เริ่มเขย่าหัวใจผมอีกครั้ง “แต่ไม่มีอะไรที่เข้าใจยากหรอก พี่ไม่ใช่คนเข้าใจยากขนาดนั้น”

แต่ก็ไม่ง่ายหรอกผมแน่ใจ เขามีสีหน้าที่อ่านไม่ออก มีแววตาที่ผมไม่เข้าใจความหมาย มีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้ชวนสงสัย เขาเข้าใกล้อย่างกะทันหัน รวดเร็วและโจมตีอย่างหนักหน่วงจนผมตั้งตัวไม่ทัน

“คือ...คุณธนิกครับ ผมรู้มาว่าคุณธนิกมีคู่หมั้นแล้ว”

ผมไม่กล้ามองเขาตอนที่พูด แค่อยากเตือนเขาว่าตอนนี้เขาไม่ใช่คนโสดที่จะขายขนมจีบให้ใครพร่ำเพรื่อ แต่เผลอสบตากับเขาแว๊บหนึ่ง ผมก็เหมือนถูกไฟช็อต รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในใจระเบิดออกมา เขามองตรงมาที่ผม เปิดเผยไม่หลบเลี่ยง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น ทั้งความรู้สึกและความหมายของมัน ผมตีความไม่ได้เลย

“อืม พี่มีคู่หมั้นแล้ว” นำ้เสียงของเขาฟังดูไม่ทุกข์ร้อน ราวกับเรื่องที่กำลังพูดถึงคือเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้ชายคนหนึ่งควรจะเป็น ผู้ชายทุกคนที่มีเจ้าของสามารถทำตัวเจ้าชู้ใส่ใครก็ได้ที่นึกพึงใจเหมือนเป็นเรื่องทั่วไปที่ใครๆ ก็ทำกัน

ทั้งๆ ที่ผมก็รู้ดีว่า ไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไปเลย แต่กลับคิดว่าเป็นแบบนี้คงดีแล้ว

“อ๋อ...ครับ”

“แต่คู่หมั้นของพี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของเรานี่ จริงไหมครับ”

เดี๋ยวนะ...นี่เป็นคำพูดของผู้ชายที่เห็นแก่ตัวหรือเปล่า ถ้าผมเล่าให้ไอ้แนนฟัง ว่าที่มนุษย์พ่อลูกอ่อนอย่างมันจะออกความเห็นว่ายังไงบ้าง แน่นอนว่าคำแรกที่หลุดออกจากปากของมันก็คือคำว่า ชั่วช้า!

“เรื่องของเราเหรอครับ”

“ใช่ เรื่องของพี่กับขวัญ”

“ผมไม่ค่อยเข้าใจ คือว่านะครับคุณธนิก ผมว่ามัน...”

เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ไหม แล้วคุณมีทางออกกับเรื่องนี้อย่างไร ตอนนี้คนที่ผมชอบและอยู่ไกลเกินเอื้อมกำลังทำเรื่องน่าเหลือเชื่อ เขาจับมือผม มองตาผม แล้วก็พูดในสิ่งที่ผมอยากฟัง

“ให้พี่ดูแลขวัญได้มั้ย ให้โอกาสพี่ได้อยู่ข้างๆ เด็กดีอย่างขวัญนะ”

“ผมไม่เข้าใจเลย”

“ค่อยๆ ทำความเข้าใจก็ได้ พี่ไม่รีบ”

ต่อให้เขาไม่รีบ แต่ผมก็แน่ใจว่าผมคงไม่สามารถเข้าใจเขาได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้หรอก ใครจะทำใจเชื่อลงว่าคุณธนิกที่ผมเฝ้ามองมานานคนนี้จะบอกว่าอยากอยู่ข้างๆ ผม “คนอย่างผมน่ะเหรอครับ อีกอย่างคุณธนิกก็มี...”

“แล้วยังไงเหรอ” เขาถามขัดขึ้นโดยที่ผมยังพูดไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ “ถ้าพี่ชอบคนอย่างขวัญแล้วจะมีปัญหาอะไรเหรอครับ”

คงไม่มีอะไรที่ผมจะตกใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว แต่ท่ามกลางความตกใจ หัวใจของผมก็เต้นแรงขึ้นมา มันบอกผมว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องไปกังวลเรื่องอื่น ไม่ต้องไปสงสัยในตัวเขา คุณธนิกบอกชอบผม แม้จะเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ เป็นเรื่องที่โคตรประหลาดเพราะเมื่อไม่นานมานี้เรายังอยู่กันคนละโลก ผมกับเขาเป็นเหมือนโลกคู่ขนานที่ไม่มีทางมาอยู่ร่วมกันได้ แต่เขากลับทำเหมือนเป็นเรื่องง่ายได้ที่เราสองคนจะอยู่ในโลกใบเดียวกัน

เขาบอกชอบผม เขาพูดอย่างนั้น แล้วค่อนหัวใจของผมก็เชื่อเขาไปแล้ว

“ขวัญชอบพี่บ้างมั้ย”

“ผม…” จะเป็นอะไรไหมที่ผมจะพูดออกไป กระเป๋าตังค์ราคาแพงใบนั้นกำลังนำทางให้ผม มันตอบแทนความดีของผมแล้ว ผมไม่ได้เจ็บตัวฟรีเลย ผมรู้สึกว่าต่อให้โดนไอ้วันกับไอ้ทิวกระทืบหนักกว่านี้ก็คุ้มค่ามากๆ “ชอบครับ”

“ชอบแล้วยังไงต่อดีนะ” น้ำเสียงของเขานุ่มนวล เหมือนดังอยู่ใกล้ๆ หู ราวกับว่าโลกทั้งใบมีแต่เสียงของเขาที่ดังอยู่ในขณะนี้ “คบกันดีมั้ย”

“มัน...คือ มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอครับ”

เขายิ้ม ไม่ได้ไม่พอใจกับคำพูดของผม “งั้นพี่จะรอ ขวัญพร้อมเมื่อไหร่ก็บอกพี่นะครับ”

ถ้าบอกว่าคบกัน มันคือความหมายของการคบเป็นแฟนหรือเปล่า หรือมันจะมีความหมายในฐานะอื่นอีกผมก็ไม่แน่ใจ

“เย็นนี้พี่พาไปกินข้าวนะครับ ขวัญมารอพี่นะ”

“ได้ครับ”

แต่เมื่อเขายิ้ม ความไม่แน่ใจที่ผมมีก็หายไปราวกับผีลักซ่อน

.................................

ต่อหน้า 3
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-07-2018 16:37:20 โดย Snufflehp »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด