กว่าจะเข้ากันได้ โดย เขมกันต์ [บทที่ 23 จบ] หน้า 4 - 31/05/2559 -- ย้ายได้เลยค่ะ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: กว่าจะเข้ากันได้ โดย เขมกันต์ [บทที่ 23 จบ] หน้า 4 - 31/05/2559 -- ย้ายได้เลยค่ะ  (อ่าน 56571 ครั้ง)

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
พัตทนได้ไงเนี่ยยย

เป็นพระเอกก็ต้องอดทนค่าาา  :z2:


โอ้ย ตอนนี้นึกว่าจะมีดราม่าน้องสาว กลับหวานกันซะงั้น อาพัตเตอร์รุกเร็วมาก ชอบอ่ะครับ

คุณน้องสาว นี่ ยังไม่พร้อมให้นางออกมาเลยค่ะ เบือนาง ฮ่าๆๆ (เกี่ยวมั้ย)
อาพัตเค้าคนตรงค่ะ ชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ ><

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1483
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +111/-3
ภูธนาดูเป็นผู้ใหญ่ดีนะ พอตกลงเป็นแฟนกันแล้วก็ไม่ได้เล่นตัวอะไรมาก ชอบก็บอกว่าชอบ น่ารัก

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8217
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11
ใครแอบถ่ายรูปไปนะ  :katai1:  :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter

มาแล้วค่า หายไปนานเลย ไม่มีอะไรแก้ตัวค่ะ T-T งานเยอะมากจริงๆ  :katai4: ค่ะ ขอโทษทีนะคะ ><  :z3:

อ่านตอนต่อไปกันเลยค่า

บทที่ 18


   ภูธนาไขกุญแจเข้าห้องได้ ยังไม่ทันได้วางกระเป๋าเสื้อผ้า เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้สนใจที่จะรับจนกระทั่งปลายสายนั้นตัดสายไปเอง


   ชายหนุ่มเริ่มลงมือทำความสะอาดห้องทันที เพราะเกรงว่าหลังจากนี้อาจจะไม่มีเวลาได้ทำ กว่าจะจัดการงานบ้านเสร็จก็เล่นเอาเกือบหมดแรงเลยทีเดียว ภูธนารื้อของออกจากกระเป๋ามาเก็บให้เรียบร้อย แล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป



   อากาศร้อนๆ มาเจอกับน้ำเย็นๆ ทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นได้เป็นอย่างดี ภูธนาเลยใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำค่อนข้างนาน ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงเรียกเข้าดังขึ้นมาอีกประมาณ 2 หรือ 3 ครั้ง แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ได้สนใจอีกเหมือนเดิม



   เมื่อร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ความหิวก็เริ่มมาเยือน ชายหนุ่มจึงเดินไปสำรวจของในตู้เย็นว่ายังเหลืออะไรที่จะช่วยพอประทังชีวิตในมื้อเย็นให้ผ่านพ้นไปได้บ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย นอกจาก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเท่านั้น ไม่มีทางเลือก กาต้มน้ำจึงถูกนำมาใช้งานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มือขาวเรียวหยิบมือถือออกมาดูว่าใครที่โทรเข้ามาระหว่างที่รอน้ำเดือด



   '4 missed call'



   ชายหนุ่มยิ้มมุมปากเล็กน้อย คนที่โทรมาจะเป็นใครไม่รู้ แต่กลับพร้อมใจที่จะโทรมาในช่วงเวลาที่ใกล้ๆ กัน ช่างบังเอิญเสียจริง นิ้วมือเลื่อนเข้าไปดูรายชื่อคนที่โทรมา


   'ชนกันต์'

   'บริพัตร'

   '089-111-xxxx'

   'ภูสิตา'


   เบอร์ที่ 3 เป็นเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกไว้ คาดว่าคงโทรผิดหรืออาจจะติดต่อเรื่องงาน แต่ก็ช่างเถอะ ถ้าติดต่อเรื่องงานควรโทรหาพี่กันต์มากกว่าตัวเขาเองเสียอีก ภูธนาเลิกสนใจเบอร์แปลกนั้น แต่ชื่อสุดท้าย ทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดคิด ก่อนที่จะเจ้าตัวจะเลื่อนนิ้วไปที่ชื่อนั้นเพื่อโทรกลับ



   เสียงน้ำเดือดดังออกมาจากในครัว ภูธนาจึงจำต้องระงับความตั้งใจเอาไว้ก่อน แล้วไปจัดการกับเสียงนั้นเพื่อจะได้เติมอาหารลงกระเพาะเสียที หากยังปล่อยให้หิวต่อไป คงคิดอะไรไม่ออก แล้วจะพาลหงุดหงิดเสียเปล่า



   เสียงข้อความจากโปรแกรมแชทดังขึ้น ภูธนาเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ที่ถูกวางทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาอ่านข้อความ


   P@tt : "ผมถึงบ้านแล้วนะครับ"


   Thana : "ครับ ขอโทษด้วย ตอนที่คุณโทรมาผมกำลังอาบน้ำอยู่"


   P@tt : "อืม ไม่เป็นไรหรอก"


   Thana : "น้องภูล่ะครับ?"


   P@tt : "กลับมาถึงพี่ดินก็พาอาบน้ำ ตอนนี้นั่งเล่นอยู่ข้างล่าง อีกสักพักคงพาเข้านอน"


   Thana : "วันนี้น้องภูนอนหลับไปตั้งหลายชั่วโมง ไม่รู้คืนนี้จะง่วงนอนกี่โมงนะครับ อาจจะดึกแน่ๆ ฝากบอกคุณดินด้วยนะครับ พยายามกล่อมนิดนึง"


   P@tt : "ไม่เป็นไรหรอก พ่อเขาเต็มใจเชียวล่ะ ถ้าอย่างนั้นคุณลุงเองก็รีบเข้านอนดีกว่า ฝันดีนะครับ"


   Thana : "คุณอาก็เช่นกันนะ แล้วก็ขอบคุณมากนะครับที่พาผมกับน้องภูไปเที่ยว"


   P@tt : "ด้วยความยินดีครับ เพราะการหว่านพืชมันต้องหวังผลอยู่แล้วล่ะ"


   จัดการล้างชามเรียบร้อย โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ชายหนุ่มไม่ได้อิดออดที่จะเพิกเฉย กลับรับอย่างโดยดี


   "สวัสดีครับ พี่กันต์"


   "รับสายสักทีนะครับ ผมนึกว่าจะไม่กลับกรุงเทพเสียแล้ว" คนปลายสายส่งเสียงหัวเราะแว่วผ่านมา


   "ขอโทษครับ พอกลับมาก็รีบทำนั่นทำนี่ให้เสร็จ กลัวว่างานจะยุ่งจนไม่มีเวลาทำความสะอาดห้อง"


   "ล้อเล่นน่ะครับ เป็นไงบ้าง ไปเที่ยวมาสนุกมั้ย" 


   "ก็ดีนะครับ อากาศดี บรรยากาศดี ร่มรื่น ถ้ามีโอกาสพี่กันต์ไปด้วยกันสิครับ ถือโอกาสไปพักผ่อนด้วย" ภูธนาเอ่ยชวนผู้จัดการเพราะที่พักของบริพัตรเหมาะแก่การไปพักผ่อนจริงๆ


   "ก็ดีเหมือนกันนะครับ"


   "ว่าแต่ที่โทรมามีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ"


   "ครับ ตารางงานสัปดาห์หน้าครับ ค่อนข้างแน่นจริงๆ"  ชนกันต์เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับงานในวันพรุ่งนี้ให้ภูธนาฟังคร่าวๆ นัดแนะเวลาที่จะมารับกับชายหนุ่มเรียบร้อยแล้ว ไม่ลืมที่จะส่งอีเมลตารางงานทั้งสัปดาห์ให้เรียบร้อยแล้ว


   "ขอบคุณมากเลยครับ พี่กันต์"


   "ไม่เป็นไรครับ เจอกันพรุ่งนี้นะครับ"


   "สวัสดีครับ" ภูธนากดวางสายก่อนจะลอคอินเข้าอีเมลก่อนจะฟอร์เวิร์ดเมลไปให้อีกคนที่ขอตารางงานของเขามาด้วย
   รอไม่นานสักพักก็มีเมลใหม่เข้ามาในอินบอกซ์พร้อมกับข้อความสั้นๆ


   'ขอบคุณครับ'


   เพียงแค่นั้นก็ทำให้เกิดรอยยิ้มเล็กๆ ได้แล้ว


   การถ่วงเวลานั้นได้หมดลงไปแล้ว ไม่ใช่ว่าภูธนาไม่รับรู้ แต่แค่ประวิงเวลาไว้ให้มีโอกาสได้คิดมากที่สุดเท่านั้น แต่ทว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องรับรู้อยู่ดี ปลายนิ้วเรียวจึงกดโทรออกไปปลายสายเสียที


   "พี่ธนา" เสียงสดใสของปลายสาย ทำให้ภูธนาลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ว่าคงไม่มีข่าวร้ายอะไร


   "ว่าไง สิตา"


   "ดูเย็นชากับน้องจริงๆ เลยนะคะ"


   "อย่างนั้นเหรอ แล้วตอนนี้อยู่ไหนล่ะ"


   "ตอนนี้หนูกลับมากรุงเทพแล้วนะคะ แต่ยังไม่อยากกลับไปที่บ้าน พี่คงไม่ว่าอะไรนะ"


   "พี่จะว่าอะไรเราได้ ตอนที่จะหายไปยังไม่ถามพี่สักคำ" คำพูดแกมประชดของพี่ชายแต่น้ำเสียงนิ่งเสียจนทำให้คนปลายสายกระอักกระอ่วนเล็กน้อย


   "แหม ก็ตอนนั้นหนูอยากไปเที่ยวนี่คะ ไหนๆ พวกเราก็ปลดหนี้ได้แล้ว" ภูสิตาไม่ได้อยากทวงบุญคุณแต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดให้พี่ชายได้เข้าใจว่าสิ่งที่ตนเองทำไปนั้นก็เพื่อพี่ชายด้วยเช่นกัน


   "ช่างเถอะ ที่โทรมามีแค่นี้ใช่มั้ย"


   "ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ"


   "หืม?"


   "พี่ธนากลับมาทำงานในวงการบันเทิงแล้วเหรอคะ พอดีหนูเห็นรูปพี่ในนิตยสารน่ะค่ะ"


   "ก็คงงั้นนะ ช่วงนี้ก็เริ่มมีงานเข้ามาบ้างแล้ว มีอะไรหรือเปล่า"


   "ถ้าอย่างนั้น ..."


   "สิตา พี่ไม่ชอบคนอ้อมค้อม จะเอาอะไร บอกมาเลย"


   "ที่หนูโทรมาเนี่ยก็จะบอกให้พี่ธนาโอนเงินให้หน่อย ตอนนี้หนูเหลือเงินอยู่ไม่มากแล้ว"


   "เงินตั้งหลายล้าน แกเอาไปใช้ทำอะไรจนหมด" เสียงภูธนาดูร้อนรน ใช่ว่าตนตกใจเรื่องที่น้องสาวต้องการเงิน แต่เงินที่ได้มานั้นมากมาย แต่สิตากลับใช้หมดในเวลาอันรวดเร็ว


   "ก็แหม ตอนที่เราแย่อ่ะ หนูก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรเลยนี่คะ อยากจะเที่ยวก็ไม่ได้ไป"


   "แต่เงินไม่ใช่น้อยเลยนะ แกนี่นะ ไม่คิดจะเก็บไว้ให้น้องภูบ้างเลยหรือไง"


   "โอ้ย พี่ธนาคะ น้องภูน่ะ ตอนนี้สบายกว่าเราอีกนะคะ พ่อเขาน่ะ การงานก็ดี ฐานะก็ดี ไม่ต้องห่วงน้องภูนักหรอกค่ะ" เสียงหญิงสาวเริ่มแสดงออกถึงความไม่พอใจ


   "แต่แกเป็นแม่นะ ไม่รักน้องภูหรือไงกัน"


   "พอเถอะค่ะ พี่ธนา ถ้าพี่จะเก็บเงินให้น้องภู พี่ก็ทำไปคนเดียวเถอะค่ะ แล้วสรุปพี่จะโอนเงินให้หนูมั้ย"


   "เอาเท่าไหร่" ภูธนาถอนหายใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะปล่อยให้น้องสาวลำบาก


   "ห้าหมื่นค่ะ"


   "แกจะเอาไปทำอะไรตั้งห้าหมื่น เงินไม่ใช่น้อย"


   "เยอะแยะถมไปค่ะพี่ เงินห้าหมื่น ใช้ไม่กี่วันก็หมดแล้ว" เสียงน้องสาวพูดเหมือนเงินจำนวนนั้น เป็นเงินก้อนเล็กๆ


   "พี่ไม่มีขนาดนั้นหรอก พี่จะโอนไปให้ หมื่นเดียว แล้วใช้ให้พอ 2 อาทิตย์ ถ้าหมด พี่ก็ไม่มีเพิ่มให้"


   "มันจะไปพอได้ไงกันคะ ตั้ง 2 อาทิตย์ หนูไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะคะ"


   "ถ้าไม่ใช่เด็กแล้ว ก็ควรจะไปหางานทำหรือไม่ก็ไปเรียนต่อ ถ้าจะเรียนต่อพี่ก็จะส่งแกเรียนเองไม่ต้องห่วง"


   "พี่ธนา !!"


   "แล้วถ้าเงินหมื่นเดียวมันไม่พอ ก็กลับมาอยู่ที่บ้านสิ อย่าว่าแต่ 2 อาทิตย์เลย 2 เดือนก็ยังอยู่ได้สบาย เอาเป็นว่าพรุ่งนี้พี่จะโอนไปให้ แค่นี้นะ"


   "ดะ เดี๋ยว" เสียงปลายสายทักท้วง แต่ภูธนากลับไม่ได้สนใจ กดตัดสายไปเกือบจะทันที


   จะบอกว่าโล่งใจก็คงไม่ถูกสักเท่าไหร่นัก ในใจลึกๆ แล้วภูธนาคิดว่าจะมีเรื่องอะไรที่ร้ายแรงกว่านี้เสียอีก ยังดีแค่ว่าเงินหมด ถึงเงินนั่นจะเป็นเงินหลายล้านก็เถอะ แต่มันก็ยังดีกว่าภูสิตาไปสร้างเรื่องอะไรที่รุนแรงกว่านี้มากนัก คิดได้ดังนั้น ภูธนาจึงเตรียมเข้านอน เพื่อเตรียมรับมือกับงานในวันพรุ่งนี้



   ล่วงเข้าวันใหม่ไปหลายชั่วโมงแล้ว เจ้าของห้องยังนอนหลับสบายจนไม่รู้สึกตัวว่าโทรศัพท์ของตนปรากฎแสงวาบสักพักหนึ่งแล้วแสงจึงดับไป


   '089-111-xxxx send you a photo'






   "มีอะไรหรือครับ" ชนกันต์หันมาถามภูธนาขณะที่กำลังขับรถมุ่งหน้าไปยังที่หมาย


   "ครับ?"


   "คุณดูเหมือนมีเรื่องอะไรในใจ"


   "ก็นิดหน่อยครับ"


   "ปรึกษาผมได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ" ชนกันต์พูดจากใจจริง เพราะการดูแลจิตใจก็เป็นส่วนหนึ่งของงานเช่นกัน


   "ผมฝากพี่กันต์โอนเงินให้น้องสาวหน่อยนะครับ รายละเอียดผมส่งไปในเมลแล้ว"


   "ได้ครับ มีแค่นี้เหรอ?"


   "จริงๆ ก็ยังมีอีกเรื่อง แต่พี่กันต์ห้ามโกรธผมนะครับ ผมไม่สบายใจจริงๆ" ภูธนาพูดพลางทำหน้าสำนึกผิด ทำให้ชนกันต์ถึงกับหลุดขำออกมากับท่าที่แบบนั้น


   "ถ้าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แบบที่ว่าไปทำดาราคนไหนท้อง หรือไปติดยา ผมก็ไม่โกรธหรอก"


   "ผมว่าไม่น่าจะต่าง" ภูธนาพูดเสียงเบา


   "ฮะ?" พูดแค่นั้น ชนกันต์รีบเปิดไฟเลี้ยวรีบจอดฉุกเฉินที่ข้างทางทันที


   "เรื่องอะไรนะ" ภูธนาไม่ตอบ แต่ยื่นโทรศัพท์มือถือออกไปให้คนข้างๆ ดูรูปในนั้น คนที่เพิ่งเห็นรูปกลับเงียบ ไม่พูดอะไรออกมาจนภูธนารวบรวมความกล้าเอ่ยถามออกไป


   "ไหนบอกว่าจะไม่โกรธไงครับ"


   "ไม่ได้โกรธ แค่กำลังคิดว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ยังไงดี เล่าให้ผมฟังหน่อย เรื่องมันเป็นมายังไง"


   "ลมมันพัดฝุ่นเข้าตาผม แล้วคุณพัตแค่เขี่ยออกให้เท่านั้นจริงๆ ครับ มันคนละเรื่องกับในรูปเลย" ภูธนาสบตาผู้จัดการหนุ่ม


   "ไม่เชื่อใช่มั้ยครับ" ท้ายที่สุด เสียงแผ่วเบาก็เอ่ยออกมาเหมือนคนสิ้นหวัง


   "เฮ้ย ไม่ใช่อย่างนั้น จะไม่เชื่อได้ยังไง" ชนกันต์ร้องออกมาเสียงหลง


   "ก็พี่ดูอึ้งๆ งงๆ เหมือนไม่อยากเชื่อ"


   "เรื่องมันดูไม่น่าเชื่อจริงๆ แหละครับ แต่ผมเชื่อว่าคุณไม่ใช่เป็นคนที่ชอบโกหกอะไรแบบนั้น"


   "ขอบคุณครับ" ภูธนายิ้มกว้างให้ทันที เมื่อรู้ว่าอย่างน้อยปัญหาที่จะตามมา ตนเองไม่ได้อยู่เพียงลำพัง


   "คนที่ส่งรูปมา ติดต่อมาอีกมั้ย"


   "เมื่อวานนี้ โทรมาครั้งนึง แต่ผมไม่ได้รับ พอเช้ามืดก็ส่งรูปนี้มา"


   "มันต้องการอะไรกันแน่"


   "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน หรือเราจะโทรกลับไป"


   "เอาเบอร์มาให้ผม เดี๋ยวผมจะลองเอาเบอร์นี้ไปสืบดูก่อนว่าเป็นเบอร์ของใคร หรือคนของสำนักพิมพ์ไหน แล้วถ้ามันโทรมาอีกอย่าเพิ่งรับนะครับ"


   "ได้ครับ" ภูธนากดหน้าจอแล้วส่งต่อให้ชนกันต์รับไปเมมที่มือถือของตนเอง


   "ไม่ต้องกังวลนะครับ ตั้งใจทำงาน เรื่องนี้เดี๋ยวผมจัดการเอง" ชนกันต์เอ่ยให้คลายกังวลก่อนจะขับรถต่อ



   หลังจากส่งภูธนาถึงที่ทำงานแล้ว ชนกันต์ก็ออกมานั่งรอที่ร้านกาแฟ จิบกาแฟที่กำลังอุ่นได้ที่จนพอใจแล้ว ปลายนิ้วเรียวก็กดเบอร์ไปหาคนที่ต้องการ


   "โอ๊ะ โอ คุณกันต์ให้เกียรติโทรหาผม สงสัยวันนี้ฝนคงจะตกหนักหรือไม่ก็น้ำท่วม" เสียงปลายสายหัวเราะอย่างอารมณ์ดี


   "ยุ่งอยู่หรือเปล่า" ชนกันต์ไม่ได้สนใจคำพูดนั้น แต่ถามออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


   "10 นาที" น้ำเสียงชวนทะเล้นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมตามอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าคนที่โทรมานั้นดูไม่ได้มีอารมณ์ที่จะล้อเล่นด้วย


   "ผมมีเรื่องรบกวนอยากให้คุณช่วยสืบเบอร์นี้ให้หน่อย ว่าเป็นเบอร์ใคร และทำงานที่ไหน"


   "มีอะไรหรือเปล่า บอกผมได้มั้ย"


   "ตอนนี้ยังบอกไม่ได้"


   "โอเค ส่งเบอร์นั่นมาละกัน เดี๋ยวผมจัดการให้"


   "ขอบคุณครับ แต่ขอภายในวันนี้ได้มั้ย"


   "ท่าทางจะเป็นเรื่องสำคัญแฮะ ไม่รับปากนะ แต่จะพยายาม"


   "ครับ"


   "แล้วผมจะได้อะไรตอบแทนล่ะครับ คุณ"


   "อยากได้อะไรก็คิดมาแล้วกัน แค่นี้นะครับ ผมจะรอฟังข่าว" หมดธุระชนกันต์ก็วางสายโดยไม่รอให้ปลายสายได้ตั้งตัว ชายหนุ่มจิบกาแฟต่อจนหมดถ้วย จึงลุกกลับไปที่ทำงานของภูธนา



   งานวันนี้ของภูธนาไม่ได้ยากอะไร ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เสร็จ ชนกันต์จึงพาชายหนุ่มไปทานมื้อเที่ยงกันต่อ เพราะช่วงบ่ายต้องไปสนามรถแข่งเพื่อซ้อม


   "อ้อ คุณธนา ผมโอนเงินให้แล้วเรียบร้อยแล้วนะครับ"


   "ขอบคุณครับ พี่กันต์ เอ่อ แล้วเรื่องนั้น"


   "อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ครับ ค่อยไปคุยทีหลัง" ชนกันต์เอ่ยเตือนด้วยเกรงว่าอาจมีคนได้ยินแล้วเรื่องราวจะแพร่กระจายออกไป


   "ครับ" ภูธนาจึงก้มหน้าทานอาหารที่แทบจะไม่รับรู้รสต่อไป


   วันนี้เขาทำเวลาได้ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยมีสมาธิ เหม่อลอยหลายครั้ง จนกระทั่งพี่จอมสั่งให้หยุดซ้อม และไล่ให้ไปพัก


   "รู้ไม่ใช่เหรอ ขับรถมันต้องอาศัยสมาธิ ไม่งั้นจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ ประมาทไม่ได้เลย" จอมเดชยื่นแก้วน้ำเย็นมาให้คนตรงหน้า


   "ขอโทษครับ" ภูธนารับแก้วน้ำไปดื่มเพียงเล็กน้อยก็วางไว้ที่โต๊ะเล็กข้างโซฟา


   "เป็นอะไรไป"


   "พอดีผมมีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อย"


   "เรื่องครอบครัวเหรอ?"


   "เปล่า ไม่ใช่ครับ" ภูธนาส่ายหน้าประกอบคำพูด


   "แล้วบอกคุณกันต์หรือยัง"


   "บอกแล้วครับ เลยยิ่งรู้สึกเหมือนสร้างเรื่องให้คุณกันต์"


   "คุณกันต์จัดการปัญหาเก่งมาก แล้วการดูแลเรื่องพวกนี้น่ะก็เป็นหน้าของเขา ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า" จอมเดชตบบ่า 2-3 ที เป็นกำลังใจแล้วก็เดินออกจากห้องไป



   ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเหม่อลอยอยู่นั้น เบอร์แปลกที่ส่งรูปมาให้ชายหนุ่มก็โทรมาอีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกับที่ชนกันต์เปิดประตูเข้ามา ชนกันต์เดินเข้ามาเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ใครโทรมา จึงคว้ามากดรับเสียเอง


   "สวัสดีครับ"


   "สวัสดีคร้าบ คุณธนา" น้ำเสียงยียวนกวนประสาทที่คนฟังหลายคนคงอยากจะโมโห แต่มันใช้ไม่ได้ผลกับชนกันต์ที่มีภูมิต้านทานเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี


   "ครับ?"


   "แหม แหม อย่าทำเหมือนไม่เข้าใจที่ผมโทรมาเลย"


   "มีอะไรก็พูดมาได้เลยครับ"


   "คุณคงเห็นรูปที่ผมส่งไปแล้วใช่มั้ย"


   "เห็นแล้วครับ คุณถ่ายรูปสวยมาก" ชนกันต์เอ่ยปากชมเพราะองค์ประกอบของภาพสมส่วนลงตัวทีเดียว


   "ถ้ารูปสวยๆ นี้แพร่ออกไปทางเน็ต มันจะเป็นยังไงกันน้า"


   "เสียเวลา เข้าเรื่องเถอะครับ คุณจะเอาเท่าไหร่"


   "จุ๊ๆ ใจร้อนเสียจริง แต่ก็ไม่เสียเวลาดี ผมขอแค่ 1 ล้าน สำหรับรูปนี้และเพื่ออนาคตที่ยังมีต่อไปของคุณ"


   "รูปใบเดียว ตั้งล้านนึง แพงไปนะครับ" ผู้จัดการหนุ่มต่อรองราคาอย่างไม่จริงจังนัก ส่วนมือข้างว่างต้องยกห้ามเจ้าของโทรศัพท์ที่กำลังจะเอ่ยขัด


   "แค่นี้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับที่คุณจะหาเงินได้"


   "แล้วผมจะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณจะไม่หักหลังผมทีหลัง"


   "ผมพูดคำไหนคำนั้นนะครับ ทุกเรื่องเลย"


   "ตกลงครับ คุณต้องการเมื่อไหร่"


   "ของแบบนี้ ยิ่งเร็วยิ่งดีครับ"


   "งั้นถ้าผมเตรียมเงินเสร็จแล้วจะติดต่อกลับไปนะครับ"


   "เร็วๆ นะครับ ถ้าช้า ผมกลัวว่ามือจะลั่นเอง แล้วเดี๋ยวนี้อะไรๆ มันก็กระจายเร็วไปหมด ว่างั้นมั้ยครับ คุณธนา" เสียงปลายสายหัวเราะอย่างสะใจแล้วก็ตัดสายไป


   "ล้านนึง ทางนั้นเรียกล้านนึงใช่มั้ยครับ" ภูธนาเอ่ยถามย้ำด้วยเสียงร้อนรน ด้วยเกรงว่าตนเองจะฟังผิด


   "ครับ"


   "แต่ผมไม่มีเงินขนาดนั้น พี่กันต์ก็รู้ ช่างมันเถอะครับ ถ้าเขาจะปล่อยภาพนั้นก็ให้เขาทำไปเถอะครับ" ภูธนาพูดอย่างปลงตก เพราะเงินมากขนาดนั้น ไม่มีทางที่เขาจะจ่ายได้อยู่แล้ว


   "ผมบอกแล้วไงว่าจัดการได้ คุณไม่ต้องกังวลไปหรอก "


   "ทำยังไงเหรอครับ"


   "ตอนนี้ขอเป็นความลับก่อนนะครับ ลืมเรื่องเงินล้านนึงนั่นไปได้เลย คนที่ชอบแบล็คเมล คนอื่นน่ะ ผมไม่ชอบออกจะเกลียดด้วยซ้ำ เพราะอย่างนนี้งานนี้เราจะงไม่เสียอะไรแน่นอนครับ"


   "แล้วผมต้องทำยังไงบ้าง"


   "คุณธนาทำงานตามหน้าที่ของตนเองไปเหมือนเดิม แล้วถ้ามันโทรมาอีกก็ไม่ต้องรับ ผมตั้งโอนสายมาที่เครื่องผมแล้ว"


   "ขอโทษนะครับ ที่ทำให้วุ่นวายแบบนี้"


   "ไม่เป็นไรครับ เรื่องนี้น่ะเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับเรื่องที่ผมเคยเจอ" ชนกันต์พูดอย่างอารมณ์ดี


   "แต่ผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี คุณพัตก็ยังไม่รู้ ถ้าเจ้าตัวรู้เรื่องเข้า ไม่รู้จะว่ายังไงบ้าง"


   "กังวลเหรอ ก็ไม่ต้องบอกสิครับ ไม่รู้หรอก"


   "ไม่บอกหรอกครับ แต่ก็หนาวๆ ร้อนๆ ยังไงไม่รู้" ภูธนาหน้ามุ่ยลงเล็กน้อย เมื่อคิดว่าหากบริพัตรรู้เรื่องเข้า ชายหนุ่มอาจจะโกรธตนเองก็เป็นได้


   "คุณธนา นี่ตลกดีนะครับ เหมือนเด็กทำผิดแล้วกลัวผู้ใหญ่จะจับได้เลย"


 :mew1: :mew1:


ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ภูธนา ไม่น่าเก็บเรื่องขู่กรรโชกไว้ฝ่ายเดียว
น่าจะบอกบริพัตรด้วย
ภูสิตา น่าจะทำเรื่องเดือดร้อนให้ภูธนาอีกเป็นแน่
เป็นน้องสาวที่ไม่มึความเป็นแม่ ไม่มีความรับผิดชอบ ใช้ชีวิตลอยไปวันๆ
ใช้เงินแบบไม่รู้คุณค่าของเงิน ทั้งที่ตัวเองหาเงินไม่เป็น
รอ ตามต่อ  :L1: :L1: :L1: 
:pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8217
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1483
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +111/-3
งานเข้าพร้อมกันสองทาง
แต่รอบตัวยังมีคนดีๆ คอยช่วยเหลือ
ก็ไม่แย่เกินไปนะ

ออฟไลน์ mukmaoY

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3956
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +145/-7
มันกระอักกระอ่วนนะ เพราะจริงๆก็กิ๊กกันอยู่ดี

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter

คุณ ทฟเืนสรฟ : คนคิดมาก ก็คิดมากอยู่ร่ำไปค่า ส่วนสิตานี่ ลุ้นกันต่อเนาะ

คุณ iceman555 : ใจเย็นๆ นะค้า

คุณ insomniac : สงสารลุงธนาจริงเชียว แต่ก็โชคดีเรื่อยๆ ค่ะ ไม่แย่จนเกินไปนัก

คุณ mukmaoY : ฮ่าๆ ลำบากใจค่ะ จะประกาศก็เกรงใจ ลุงธนาก็เริ่มมีชื่อเสียงกลับมาแล้ว

------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 19


   1 วัน ผ่านไปกับการทำงานที่ไม่ค่อยมีสมาธิ ใจก็ยังเฝ้ากังวลเรื่องรูปถ่ายนั่น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเมื่อไหร่ ชายหนุ่มก็แทบจะรู้สึกเหมือนตนเองคล้ายกับคนบ้าเข้าไปทุกที


   "วันนี้เลิกงานกี่โมงครับ" เสียงทุ้มคุ้นหูดังอยู่ข้างหลัง ภูธนารีบหันมาทันที


   "มาได้ไงเนี่ย" คนมาหาถึงที่ไม่ตอบ กลับส่งยิ้มหวานมาแทน แต่รอยยิ้มนั้นก็ดันเผื่อแผ่ไปทั้งสตูดิโอ ทำเอาคนหนุ่มสาวในบริเวณนั้นหลงสเน่ห์ไปตามๆ กัน


   "ว่าไงครับ?"


   "อีกสัก ชม ก็น่าจะเสร็จครับ" ไม่ใช่เสียงของภูธนา แต่เป็นผู้จัดการหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกาย


   "พี่กันต์ นี่คุณพัตครับ"


   "สวัสดีครับ" บริพัตรทักทายอีกฝ่าย


   "อ่อ คนในรูปนี่เอง"


   "พี่กันต์!" ภูธนาร้องเสียงดัง ทำเอาภายในห้องสตูดิโอเงียบลงไปทันที ชายหนุ่มจำต้องยิ้มขอลุแก่โทษคนในบริเวณนั้นเป็นการด่วน


   "รูป?" ไม่มีคำตอบใดตอบกลับมา บริพัตรจ้องมองคนที่คิดว่าน่าจะรู้ปัญหาได้มากที่สุด ทำเอาภูธนารู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไปทั่วร่างกาย


   "ว่าไงครับ รูปอะไรกัน"  คนไม่รู้เรื่องถามย้ำ


   "เอ่อ เรื่องรูป"


   "น้องธนา เตรียมเข้าฉากต่อไปได้เลยครับ" เสียงสวรรค์จากสต๊าฟ ช่วยชีวิตภูธนาเอาไว้ได้ทัน ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นไปเข้าฉาก ดวงตาคู่สวยสบตากับบริพัตรก็เข้าใจได้ดีว่า ตอนนี้แค่รอดตัวเรื่องคงไม่จบเพียงแค่นี้ แต่อย่างน้อยก็ยังได้ยืดเวลาออกไปล่ะน่า


   "พี่กันต์?" บริพัตรหันไปถามชายหนุ่มที่ยังนั่งเฉยเหมือนทองไม่รู้ร้อน


   "หาจังหวะบอกอยู่ แต่ไม่เจอนายเลยนี่ เอาสั้นๆ ละกัน มีคนถ่ายรูปนายกับคุณธนาตอนที่ไปพักผ่อนที่กาญฯ แล้วรูปนั่น มันดูเหมือนนาย 2 คนกำลังจูบกัน   แต่ธนาบอกพี่ว่านายแค่เขี่ยฝุ่นออกจากตาให้" บริพัตรได้ฟังก็กลอกตาไปมาใช้ความคิดนิ่งไปสักพัก


   "นึกออกละ เรื่องมันเป็นอย่างนั้นแหละ แต่ใจก็อยากจูบอยู่หรอกนะ เสียดายชะมัด"


   "นายนี่มันเสือร้ายจริงๆ" น้ำเสียงประชดประชันของชนกันต์ไม่ได้ทำให้บริพัตรรู้สึกทุกข์ร้อนอะไร กลับหัวเราะชอบใจด้วยซ้ำ ภูธนาเหลือบมองคน 2 คนที่ยืนอยู่ตรงนั้น หวั่นใจกลัวว่าชนกันต์จะเล่าเรื่องรูปออกไป แต่เห็น 2 คนนั่นดูจะเข้ากันได้ คงไม่ใช่เรื่องที่เขากังวลหรอก ชายหนุ่มจึงวางใจทุ่มเทสมาธิกับงานตรงหน้านี้ต่อ


   "นิดหน่อยน่า ว่าแต่พี่ทำอะไรไปบ้างแล้วล่ะ"


   "ดิศบอกว่า ช่างภาพคนนั้น สังกัดอยู่นิตยสาร A ประวัติไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็หากินด้วยรูปแบล็คเมลพวกนี้แหละ"


   "มันเรียกเท่าไหร่"


   "ล้านนึง แต่พี่ให้ดิศสืบเพิ่มอยู่"


   "แล้วมันจะติดต่อมาอีกเมื่อไหร่"


   "พี่บอกมันไป 3 วัน แล้วจะติดต่อไปเอง"


   "โอเค เดี๋ยวผมคุยกับไอ้ดิศต่อเอง ฝากพี่ดูแลธนาก็พอ รายนี้มีแต่เรื่องให้คิด แล้วก็ดันคิดเยอะซะด้วย"


   "งั้นเรื่องรูป พี่ยกให้นายจัดการต่อเองเลยนะ " ชนกันต์พูดด้วยความรู้สึกผิดที่โยนภาระมาให้อีกฝ่าย


   "ไม่ต้องทำเสียงแบบนั้นใส่ผม ถ้าผมเป็นเสือ พี่ก็งูพิษดีๆ นี่แหละ"


   "แสนรู้จริงๆ" 


   "ขอบคุณที่ชมนะครับ"


   "ว่าแต่เดี๋ยวนี้ลุกมาแต่งหล่อ จะเข้ามาทำงานวงการบันเทิงแข่งกับคุณธนาเหรอ" ชนกันต์เอ่ยแซวกับบุคลิกที่เปลี่ยนไปของเจ้าตัว


   "จะจีบใครสักที มันก็ต้องมีบ้าง กลัวเค้าจะไม่มอง"


   "เป็นเอามากว่ะ" ผู้จัดการหนุ่มส่ายหน้าระอาให้กับความคิดของคนพูด


   "พี่ชักพูดเยอะเกินไปละ กลับไปได้แล้ว เดี๋ยวผมไปส่งธนากลับบ้านเอง"


   "เฮ้ยได้ไงล่ะ นั่นมันหน้าที่พี่"


   "จริงๆ ก็ไม่ได้เต็มใจอยากทำขนาดนั้นหรอกน่า กลับๆ ไปเถอะ เกะกะเปล่าๆ"


   "ปากหรือนั่น"


   "บ๊าย บายคร้าบ พี่กันต์" บริพัตรไม่ต่อล้อต่อเถียงต่อ โบกมือลาเชิงไล่ให้ชนกันต์ออกไป




   บริพัตรนั่งรอภูธนาทำงานไปเรื่อยๆ วันนี้เขาขับรถมาทำงาน ตั้งใจจะมารับคนงานยุ่งไปทานมื้อเย็นสักมื้อ เมื่อดูตารางงานของภูธนา ก็พบว่าชายหนุ่มมีถ่ายแบบใกล้ๆ ที่ทำงานของเขา พอเลิกงานแล้วบริพัตรจึงตั้งใจมาหาภูธนาโดยไม่ได้บอก ระหว่างที่นั่งรอนั้นสต๊าฟในสตูดิโอก็เข้ามาพูดคุย ดูแลเขาไม่ขาด ไม่ว่าจะน้ำเอย ขนมเอย และคำถามยอดฮิตว่าเขาสนใจเข้าวงการบันเทิงมั้ย หรือมาหาใครเหรอ แต่ชายหนุ่มก็ทำเพียงยิ้มตอบ หรือส่ายหน้าปฏิเสธคำชวน


   "รอนานมั้ยครับ? พอดีมีถ่ายซ่อมนิดหน่อย" ภูธนาเดินเข้ามาถามเมื่อเจ้าตัวทำงานเสร็จแล้ว


   "ไม่เป็นไร เสร็จแล้วใช่มั้ย"


   "ครับ"


   "กลับเลยมั้ย เหนื่อยหรือเปล่า"


   "ไม่เหนื่อยหรอกครับ แต่กลับเลยก็ดี คงไม่มีอะไรแล้ว พี่กันต์ล่ะครับ" ภูธนาชะเง้อมองหาแต่ก็ไม่พบร่างคนที่ถามหา


   "ผมขอให้เขากลับไปแล้ว เพราะเดี๋ยวผมจะดูแลคุณต่อเอง"


   "ไม่เห็นต้องลำบากเลย แค่มาหาก็ดีใจมากแล้ว" ประโยคต้นเสียงดังฟังชัด แต่ประโยคหลังแผ่วเบาเกือบเหมือนเสียงกระซิบ แต่บริพัตรก็ยังได้ยินชัดเจน คนมาหาส่งยิ้มให้กับความตรงไปตรงมาในคำพูดนั้น


   "ผมเต็มใจน่า แค่มารับแฟนคนเดียว มันจะลำบากอะไรกัน จริงมั้ย"


   "ใครเป็นแฟนคุณ คิดเอง เออเองก็ได้นะเนี่ย หยุดยิ้มได้แล้วครับ มีอะไรให้ยิ้มขนาดนั้น แค่นี้คนทั่วสตูฯ แทบจะไม่เป็นอันทำงานกันไปหมด"


   "ช่างคนในสตูฯ เค้าสิ คุณต่างหากล่ะ ทำงานได้หรือเปล่า"


   "ทำได้สิครับ ไม่หลงกลหรอก เดี๋ยวผมไปเก็บของก่อน"


   "งั้นผมไปเอารถมารับที่หน้าสตูฯ นะ"


   "ครับ"



   รถค่อนข้างติด รถคันสวยจอดติดไฟแดง แยกนี้ มา 3 ไฟแดงแล้ว เพราะสัญญาณสีเขียวปล่อยรถในแต่ละครั้งเพียงแค่ 15 วินาที แต่ไฟแดงนั้นรอเกือบ 5 นาที บรรยากาศภายในรถไม่ได้มีเสียงพูดคุยกัน มีเพียงเสียงจากวิทยุที่กำลังบรรยายข่าวช่วงค่ำ แต่คน 2 คนก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร กลับเป็นการเพิ่มเวลาให้ได้อยู่ด้วยกันมากขึ้น


   "หิวหรือยังครับ" บริพัตรเอ่ยถามคนที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ


   "ก็นิดหน่อย คุณพัตล่ะ"


   "ไม่ค่อยหรอก อิ่มใจอยู่"


   "ก็ดีครับ งั้นก็ไม่ต้องไปกินข้าวหรอก เปลืองเปล่าๆ"


   "ล้อเล่นน่า ก็หิวนิดหน่อยเหมือนกัน แต่ยังพอทนได้  จากตรงนี้ไปบ้านผมใกล้กว่า เอางี้ไปทานข้าวที่บ้านละกัน จะได้ไปหาน้องภูด้วย"


   "จะดีเหรอครับ เดี๋ยวจะดึกไป"


   "ไปเถอะน่า" บริพัตรไม่ได้รอฟังคำประท้วงใดๆ อีก รถยนต์เครื่องแรงมุ่งตรงไปยังบ้านชายหนุ่มทันที



   แสงไฟสว่างภายในบ้านหลังเดิมที่เคยคุ้น ภูธนาได้ยินเสียงของหลานชายตัวน้อยกำลังเสียงดังต่อรองผู้เป็นพ่ออะไรสักอย่าง อดไม่ได้ที่จะทำให้ใครต่อใครพากันหลงรักและยอมตามใจกับน้ำเสียงแบบนั้น  ไม่เห็นภาพแต่ภูธนาก็นึกออกเลยว่าเจ้าตัวน้อยต้องกอดแข้งกอดขาหลอกล่อให้ตามใจเป็นแน่


   "เอ้าๆ ห้อยโหนเป็นลูกลิงเลยเชียว ดูสิครับว่าใครมาเอ่ย" บริพัตรเปิดประตูบ้านเข้าไปก็ส่งเสียงทักทายให้คนในบ้านได้รู้สึกตัว


   "ลุงธนา!!" เสียงเล็กรีบตะกายลงจากพ่อแล้ววิ่งไปหาลุงทันที ร่างเล็กแต่เต็มไปด้วยเนื้อที่กลมแน่นพุ่งเข้าหา ทำเอาภูธนาเกือบจะรับไม่ไหว


   "อย่าเล่นแรงสิครับ น้องภู" ภูธนาเอ่ยเตือนหลานชายเบาๆ ชายหนุ่มก้มลงไปอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา


   "ตัวหนักไม่ใช่เล่นนะเรา อีกหน่อยลุงคงอุ้มไม่ไหวแล้วนะ"


   "น้องภูคิดถึงลุงธนามากๆ เลยฮะ" เด็กน้อยกอดคอลุงแน่น ริมฝีปากแดงป้วนเปี้ยนบนแก้มขาวนวลไม่หยุด ลุงกับหลานฟัดกันจนพอหอมปากหอมคอ ชายหนุ่มก็ปล่อยให้หลานชายไปเล่นต่อ


   "มาได้ไงครับ คุณธนา" ภูบดินทร์เอ่ยถาม


   "เอ่อ.. ก็คือ"


   "ผมไปรับเค้ามาเองแหละ ตั้งใจจะพาไปกินข้าวแต่รถมันติดเลยมาหาอะไรกินที่บ้านเราดีกว่าเพราะอยู่ใกล้" บริพัตรตอบด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้สนใจกับท่าทีที่งงเป็นไก่ตาแตกของพี่ชาย


   ภูบดินทร์มองชายหนุ่ม 2 คนสลับไปมาสักพักก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรได้


   "เดี๋ยวนะ ที่ทำตัวแปลกๆ นี่เพราะคุณธนาเหรอ" ภูบดินทร์หันไปยิงคำถามกับน้องชาย


   "งั้นมั้ง" บริพัตรตอบไม่หันมามองพี่ชาย เจ้าตัวนั่งเล่นรถแข่งอยู่กับหลานชาย


   "เฮ้ย เป็นไปได้ไงวะ พัต ตอนไหน อะไร ยังไง เมื่อไหร่ ทำไมพี่ไม่รู้เรื่อง"


   "พูดมากจริง"


   "เออ ไอ้พัต ไอ้คนปากหนัก ถามคุณธนาเองก็ได้ ว่าไงครับคุณธนา พอจะบอกผมได้มั้ย" ภูบดินทร์หวังจะให้ภูธนาเป็นคนเฉลยแต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมานอกจาก แก้มที่เป็นสีชมพูจางๆ บนใบหน้าขาว


   "สรุป ไม่มีใครบอกพี่สักคนสินะ"


   "ไม่ต้องสนใจหรอกพี่ดิน เอาเป็นเท่าที่รู้ว่ามันเป็นอย่างที่พี่คิดก็พอแล้วมั้ง"


   "ต้องสนใจดิวะ น้องทั้งคน เก็บตัวเงียบอย่างกับฤาษีอยู่เป็นนาน คนมันจะเปลี่ยนแปลงได้ ก็ต้องอยากรู้เป็นธรรมดา"


   "ผมกับคุณธนายังไม่อยากรู้เลย พี่จะอยากรู้ไปทำไมกัน ไม่เอาละ ผมพาคุณธนามากินข้าว ไม่ใช่ให้พี่มาสอบปากคำ" บริพัตรตอบตัดบทพี่ชายด้วยท่าทีที่สุดแสนจะกวนบาทาผู้เป็นพี่ชายได้เป็นอย่างดี


   "ไปทานข้าวกันคุณธนา ตรงนี้เสียงดังมีคนบ้า น่ารำคาญ คุณคงหิวแล้วใช่มั้ยครับ" บริพัตรไม่พูดเปล่า คว้ามือคนที่ถูกชวนไปต่อหน้าพี่ชาย แกล้งให้ภูบดินทร์หมั่นไส้เพิ่มเข้าไปอีก


   "เออ พี่ขอให้คุณธนาหักอกเอ็ง ไอ้พัต หมั่นไส้จริงๆ" เสียงส่งท้ายทำให้บริพัตรหัวเราะเบาๆ ให้กับความพาลของพี่ชาย


   "แกล้งคุณดินเกินไปหรือเปล่าครับ" ภูธนาถามขึ้นระหว่างที่กำลังทานอาหารกันอยู่ตามลำพัง


   "ไม่ต้องคิดมากหรอก พี่ดินน่ะไม่ใช่อย่างที่คุณเห็นหรอก รายนี้ไม่มีทางปล่อยผ่านอะไรง่ายๆ คืนนี้ผมคงปวดหูทั้งคืนแน่ๆ"


   "ทำไมล่ะครับ เป็นอะไรไป เจ็บหูเหรอ" หน้าตาเลิ่กลั่กแสดงความเป็นห่วงของภูธนา ทำให้บริพัตรอดขำไม่ได้


   "ไม่ใช่อย่างนั้น ผมหมายถึงว่าคืนนี้พี่ดินคงจะไม่ยอมออกจากห้องผมไปง่ายๆ จนกว่าเจ้าตัวจะรู้เรื่องคุณกับผมแน่นอน "


   "อ้อ ผมก็คิดว่าคุณเจ็บตรงไหนซะอีก" ภูธนาเขินหน้าแดงเพราะเผลอปล่อยไก่ออกมาตัวใหญ่


   "ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วง"


   "ขอบคุณผมแต่ไม่ต้องใช้สายตาแบบนั้นได้มั้ยล่ะ"


   "แบบไหนครับ?"


   "ทำอย่างกับไม่รู้ตัวเอง ตาหวานเยิ้มขนาดนี้ หลอกให้คนตกหลุมไปกี่คนแล้วล่ะครับ"


   "ไม่เคยเลย แต่ถ้าผมจะใช้แล้วล่ะก็ คงต้องเริ่มกับคนตรงหน้าแล้วล่ะครับ ว่ามันได้ผลมั้ย"


   "อิ่มหรือยังครับ เดี๋ยวผมล้างจานให้" คนถูกถามไม่ตอบ เฉไฉเปลี่ยนเรื่องเอาตัวรอด


   "คุณยังติดผมอยู่ 2 เรื่องนะครับ"


   "เรื่องอะไรครับ" ภูธนาว่าพลางเปิดก๊อกน้ำในอ่าง มือขาวเริ่มลงมือกวาดเศษอาหารทิ้งขยะ


   "เลี่ยงได้ก็เลี่ยงไปนะครับ ลุงธนา"


   "ลุงธนาฮะ ลุงธนา ขึ้นไปเล่นรถแข่งบนห้องอาพัตเตอร์กันเถอะ อาพัตเตอร์มีรถแข่งเยอะแยะเลย" หลานชายตัวน้อยวิ่งเข้ามาในห้องครัว ทำให้บทสนทนาหยุดชะงักลง


   "เกรงใจอาพัตนะครับ เล่นกับลุงข้างล่างดีกว่านะ"


   "อาพัตเตอร์อนุญาตแล้ว ใช่มั้ยฮะ" เด็กน้อยหันไปออดอ้อนอาเพื่อขอการสนับสนุน


   "ครับ ใครจะกล้าขัดใจ ตัวยุ่งนี่ล่ะ"


   "เย่ งั้นไปกันไปเถอะฮะ ลุงธนา อาพัตเตอร์" เด็กน้อยจูงมือลุงกับอาของตนขึ้นไปห้องของอาอย่างรวดเร็ว


   "คุณนี่นะ ตามใจหลาน เดี๋ยวแกจะเคยตัวนะครับ" ภูธนาหันไปต่อว่าเสียงเบากับคนที่เดินมาข้างๆ ด้วยกัน


   "อย่าบ่นเลยลุงธนา อะไรที่พอจะตามใจได้ก็ว่ากันไปทีละเรื่องแล้วกันนะ"


   ภูธนามีโอกาสได้เข้ามาห้องของชายหนุ่มเป็นครั้งที่ 2 หลานชายเดินเข้าไปในห้องอย่างคุ้นเคย เด็กชายเดินไปที่ผนังของห้อง ลักษณะเป็นตู้บิวท์อินตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ที่กินบริเวณไปทั้งความยาวของห้อง มืออวบป้อมดันออกแรงดันบานเลื่อนของตู้อย่างคุ้นเคย


   "นี่ไงฮะ ลุงธนา รถเยอะแยะเลย" เด็กชายพูดอวดผู้เป็นลุงอย่างภูมิใจ



   ถึงแม้ว่าภูธนาจะเคยได้ยินจากบดินทร์มาก่อนว่าบริพัตรนั้นเหมือนจะชอบรถแข่ง แต่เจ้าตัวไม่คิดว่าจะชอบและสะสมมากขนาดนี้ ชายหนุ่มเดินไปที่ตู้ติดผนัง ที่ยังมีกระจกอีกชั้นกั้นอยู่ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันฝุ่น ลงทุนทำขนาดนี้คาดว่า เจ้าของรถคงจะชอบรถมากจริงๆ


   "เยอะจริงๆ ด้วยครับ มีแต่รุ่นที่หายากทั้งนั้นเลย" ปากตอบหลานชาย แต่สายตากลับไม่ละจากบานกระจกนั้นเลย


   "รู้เรื่องรถพวกนี้ด้วยเหรอ" เสียงทุ้มกระซิบเอ่ยถามข้างหู ทำให้ภูธนาตัวนิ่งขึ้นทันที


   "ก็พอรู้บ้างครับ"


   "แม่บอกว่า ลุงธนาชอบรถม๊าก มาก แต่เอาไปขายหมดแล้วเพราะเอาเงินมาเลี้ยงน้องภู"


   "แม่เราก็พูดเกินไป แค่รถเอง เดี๋ยวลุงก็หาซื้อใหม่ได้ แต่น้องภูหาใหม่ไม่ได้แล้วน้า"


   "อาพัตเตอร์ฮะ น้องภูอยากเล่นคันนั้น"


   "เอาสิครับ เดี๋ยวอาหยิบให้" เจ้าตัวน้อยพอได้ของเล่นก็ไม่สนใจอะไรอีกนั่งเล่นเงียบๆ อยู่ลำพัง


   "ตอนนั้นคุณคงลำบากมากสินะ"


   "ไม่เท่าไหร่หรอกครับ ถึงงานจะเหนื่อย แต่ผมมีความสุขนะ"


   "แล้วตอนนี้ล่ะ มีความสุขมั้ย" นิ้วเรียวเขี่ยแก้มขาวเบาๆ ภูธนาอยากจะหลบเลี่ยงแต่ก็ลำบากเพราะตอนนี้แผ่นหลังก็พิงอยู่กับบานกระจก


   "ไม่รู้สิครับ"


   "ถ้าอยู่กับผมแล้วไม่มีความสุข เสียใจเลยนะเนี่ย"


   "โตแล้วนะครับ งอแงง่ายเป็นเด็กเชียว" คนตัวผอมกว่าหันกลับไปดูรถแข่งต่อ แต่พลันร่างกายต้องนิ่งแข็งทื่ออีกครั้ง


   "คุณพัต"


   "ครับ"


   "รถพวกนี้ คุณซื้อมาจากไหน"


   "ทำไมเหรอ"


   "ตอบผมมาก่อนว่าคุณซื้อมาจากที่ไหน"


   "ร้านโมเดลรถแถวรถไฟฟ้าน่ะ"


   "ที่มีโมบายแขวนเยอะๆ หรือเปล่าครับ"


   "น่าใช่นะ คุณรู้จักร้านเหรอ"


   "ก็รถตรงชั้นนี้ของคุณมันเป็นเซทที่ผมขายให้ร้านนั้น"


   "จริงเหรอเนี่ย บังเอิญมาก นี่แหละน้า ที่เค้าเรียกว่าพรหมลิขิตใช่มั้ยลุงธนา"


   "ยังทำเป็นเล่นนะครับ แต่ผมก็ดีใจจริงๆ ที่คุณเป็นคนซื้อพวกมันมานะครับ"


   "ดีใจทำไมกันครับ"


   "อย่างน้อยผมก็รู้ว่าคนที่ซื้อไปเป็นใคร เค้าดูแลมันยังไง แล้วที่สำคัญถ้าผมคิดถึงพวกมัน ผมก็จะได้ขอคุณมาหามันได้ตลอดเวลาไงครับ"


   "สงสัยผมคงต้องน้อยใจจริงๆ แล้ว"


   "เอ้า ทำไมล่ะ"


   "ไม่เห็นคุณอยากจะมาหาเจ้าของเล้ย"


   "เจ้าของก็อยากมาหาครับ ถือซะว่าเป็นของแถมที่ติดมาละกันครับ เอ้ามัวแต่ดูจนเพลิน เกือบจะสี่ทุ่มแล้วครับ เดี๋ยวผมขอตัวกลับก่อนดีกว่า"


   "ค้างที่นี่เลยมั้ย มันดึกแล้ว"


   "ไม่ดีกว่าครับ ผมเกรงใจ"


   "ไม่ต้องกลัวอะไรหรอกน่า"


   "เปล่า ไม่ได้กลัวสักหน่อย"


   "งั้นก็นอนที่นี่แหละ นอนกับน้องภูเหมือนเดิมหรือจะนอนกับอาน้องภูก็ได้นะครับ ผมไม่ขัดข้องอะไรนะ"


   "นอนคนเดียวไปเถอะ"


   "น้องภูอยากนอนกับลุงธนาหรือเปล่า นะครับ นอนที่นี่นะ?" อาจอมเจ้าเล่ห์หันไปขอความช่วยเหลือจากหลานรัก ส่วนมือก็คว้ามืออีกคนที่ทำท่าดื้อดึงจะกลับบ้าน ส่งเสียงอ้อนเหมือนหลานชาย หวังจะให้คนตรงหน้าใจอ่อนลงบ้าง


   "ลุงธนานอนกับน้องภูนะฮะ น้องภูคิดถึงลุงธนาฮะ"


   "เอ้อ ก็ได้ครับ ทั้งลุงทั้งหลาน ใครสอนให้เอานิสัยแบบนี้มาใช้เนี่ย"


   "เย่ เย่" เด็กชายเสียงดังด้วยความดีใจ


   "ถ้างั้นผมพาน้องภูไปนอนก่อนนะครับ เดี๋ยวจะดึก"


   "ครับ ฝันถึงผมด้วยนะ ลุงธนาคนดี" เจ้าของห้องจูบแผ่วเบาที่หน้าผากอิ่มคนตรงหน้าเพื่อบอกลาสำหรับค่ำคืนนี้


   "คุณก็เหมือนกัน ฝันดีครับ"


   "ไปครับ น้องภูไปนอนกันเถอะ เก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อยด้วยครับ" เด็กชายเมื่อได้ยินคำพูดจากลุงก็ลุกขึ้นโดยไม่อิดออดเพราะเจ้าตัวก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน มือป้อมหยิบรถขึ้นมาคืนเจ้าของ กล่าวขอบคุณ หอมแก้มผู้เป็นอา ซ้ายทีขวาที แล้วก็ออกจากห้องไปพร้อมกับลุง



 o18

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8217
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ mukmaoY

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3956
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +145/-7

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1483
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +111/-3
ลุงธนาน่ารักตลอด
จริงๆ ตัวละครเรื่องนี้น่ารักทุกคนเลย ยกเว้นแม่น้องภูไว้คน

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter

บทที่ 20


   เช้านี้ภูบดินทร์อาสาขับรถไปส่งภูธนาที่บ้านเพราะต้องไปส่งน้องภูที่โรงเรียนอยู่แล้ว ทางเดียวกันไปด้วยกัน ประหยัดน้ำมัน  เมื่อถึงห้องพัก ภูธนาเอ่ยขอบคุณชายหนุ่ม เสร็จแล้วก็ขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปทำงานต่อ


   บริพัตรไม่ได้ไปทำงาน เขาขอลางาน 1 วัน นับว่าเป็นเรื่องแปลกหาได้ยาก แต่เพราะชายหนุ่มมีเรื่องที่ต้องจัดการ ถึงจะไม่ใช่เรื่องของเขาโดยตรงแต่เมื่อเป็นเรื่องของภูธนาและสาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากตัวเขา ดังนั้นเขาจะทิ้งเรื่องนี้ไปไม่ได้ง่ายๆ


   "ฮัลโหล พี่กันต์" บริพัตรต่อสายถึงผู้จัดการส่วนตัวคนรัก


   "ว่าไงพัต"


   "พี่อยู่กับธนาหรือเปล่า"


   "อยู่ แต่ตอนนี้คุณธนากำลังซ้อมแข่งอยู่ในสนาม" ชนกันต์มองคนที่ถูกเอ่ยถึงในสนาม พลางตอบอีกฝ่าย


   "ก็ดี"


   "เรื่องนั้นเป็นไงบ้าง ครบ 3 วัน วันนี้พี่ต้องโทรหามัน"


   "ผมจัดการแล้ว ขาดแค่การช่วยเหลือจากพี่นิดหน่อย"


   "ว่ามาเลย จะให้ช่วยอะไรบ้าง"


   "ผมวางไวรัสในคอมฯ มันเรียบร้อยแล้ว ตอนที่พี่เอาเชคให้มัน สั่งให้มันลบรูปในมือถือกับในกล้องให้หมดด้วยล่ะ"


   "ได้ ไม่ต้องห่วง แล้วจะแน่ใจได้ไงว่ามันไม่ได้แบคอัพไว้ที่อื่นด้วย"


   "ไม่ต้องกังวลหรอกพี่กันต์ ถ้ามันเปิดเครื่องคอมฯ แล้วเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใดก็ตาม พังแหลกแน่นอน"


   "เฮ้ย ทำได้ไงวะ พัต"


   "เถอะน่า ไม่ต้องรู้หรอก พี่ให้มันลบรูปให้ได้ก็พอ"


   "เออๆ แล้ว คุณธนา นายจริงจังใช่มั้ย"


   "จริงจังสิ พี่ก็รู้จักผมมานาน เห็นผมเป็นคนเล่นๆ เหรอ"


   "เออ ไอ้เสือ"


   "ได้เรื่องยังไง พี่โทรหาผมด้วยล่ะ ถ้าไม่สำเร็จยิ่งรีบโทรเลยนะ"


   "เชื่อมือพี่แกคนนี้บ้างเถอะน่า"


   "อย่าให้ธนารู้นะพี่"


   "ทำไมวะ" ชนกันต์ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย


   "คนมันชอบคิดมาก เดี๋ยวจะคิดนั่นนี่เยอะ"


   "ได้ ไม่บอกก็ไม่บอก"


   "งั้นเท่านี้แหละพี่ อย่าลืมแจ้งข่าวด้วยล่ะ"


   "ตกลง ขอบใจนายมาก พัต"


   "เรื่องของธนาก็เป็นเรื่องของผมด้วยนั่นแหละ"


   "จะอ้วกว่ะ"


   "แพ้ท้องเหรอพี่ เดี๋ยวผมเรียกไอ้ดิศให้" บริพัตรล้อเลียนอีกฝ่าย


   "ปากเสีย แค่นี้นะ" พูดจบชนกันต์ก็รีบวางหูทันที




   ชนกันต์ยกนาฬิกาขึ้นดูเห็นว่าเข้าช่วงบ่ายพอดี อีกสักชั่วโมง กว่าธนาจะเลิกซ้อม ชายหนุ่มจึงถือโอกาสนี้จัดการปัญหานี้ให้เสร็จเสียที ถึงแม้ภูธนาจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุด แต่คนตาไวอย่างชนกันต์มีหรือจะไม่สังเกตเห็นถึงบางอย่างที่ผิดปกติ ภูธนาบางครั้งมีอาการเหม่อ ต้องเรียกหลายครั้งกว่าจะรู้สึกตัว ยิ่งการซ้อมแข่งรถวันนี้ เห็นได้ชัดเลยว่าเจ้าตัวยังไม่ค่อยมีสมาธิสักเท่าไหร่ เข้าโค้งได้ไม่ดี แม้แต่การตัดสินใจก็ไม่เฉียบขาดเหมือนก่อน


   "สวัสดีครับ"


   "โอ๊ะ โอ นึกว่าจะเบี้ยวเสียแล้ว" เสียงตากล้องปลายสายก่อกวนโสตประสาทชนกันต์ทันที


   "ผมพูดคำไหน ก็คำนั้น"


   "ยังไงดีครับ"


   "คุณช่วยออกมาเจอผมที่ร้านกาแฟ แถวสนามแข่ง xxx  รู้จักใช่มั้ย"


   "แน่นอนคร้าบ คุณธนา เอ๊ะว่าแต่ นี่ไม่ใช่เบอร์คุณเสียหน่อย เปลี่ยนเบอร์ หนีใครหรือเปล่าเอ่ย"


   "เปล่าหรอก 15 นาทีนะครับ ช่วยรักษาเวลาด้วย"


   "ได้เลยครับ คุณพระเอกนาทีทอง"


   15 นาทีต่อมา ชนกันต์นั่งรออยู่ในร้านกาแฟ มุมในสุดของร้าน ที่ชายหนุ่มเลือกร้านนี้ เพราะเขารู้จักร้านนี้เป็นอย่างดี การตกแต่งหรือองค์ประกอบของที่นี่ ชนกันต์มาบ่อยจนนับไม่ถ้วน และทำให้รู้ว่า ในสุดมุมหนึ่งของร้าน หากมองจากด้านนอกแล้วล่ะก็ ลับสายตาผู้คนได้ดีทีเดียว เหมาะเจาะต่อการเจรจา



   ชนกันต์เห็นผู้ที่เข้ามาใหม่ ยืนหันรีหันขวางอยู่ ก่อนเจ้าตัวจะหยิบโทรศัพท์มากดโทรออก อุปกรณ์สื่อสารในมือชนกันต์สั่นเบาๆ ตามสายเรียกเข้า ชนกันต์เดินออกไปแสดงตัวแล้วพาช่างภาพคนนั้นมานั่งโต๊ะที่ตนเองได้จองเอาไว้แล้ว


   "เอ๋? ไม่ใช่คุณธนานี่นา" เป็นช่างภาพที่เอ่ยทักขึ้นมาเสียก่อน


   "ครับ ผมชื่อชนกันต์ เป็นผู้จัดการส่วนตัวของคุณภูธนา" ชนกันต์แนะนำตัวอย่างสุภาพ


   "เข้าเรื่องเลยนะ ผมมีธุระต่อ ตกลงว่า?"


   "นี่ครับ ที่ตกลงกันไว้" ชนกันต์ยื่นกระดาษที่มีตัวเลขจำนวน 1 ล้านบาทเขียนอยู่บนเช็คแผ่นนั้น ช่างภาพเอื้อมมือหมายจะหยิบเช็คแผ่นนั้นไป แต่ก็ถูกชนกันต์ดึงกลับมาเสียก่อน


   "จะตุกติกหรือไง ไม่ดีนะครับ ไม่ดี" ช่างภาพหรี่ตามองชนกันต์อย่างไม่ไว้ใจ


   "เปล่า ผมไม่กล้าหรอก รูปอยู่มือคุณ ยังไงแล้วผมย่อมเป็นห่วงภาพพจน์ของศิลปินก่อนแน่นอน"


   "แล้ว?"


   "ผมจะแน่ใจได้ยังไงว่าถ้าคุณได้เช็คไปแล้วจะไม่โพสต์รูปพวกนี้บนอินเทอร์เน็ต"


   "ผมรับปากแล้ว คำไหนคำนั่นน่าคุณผู้จัดการ"


   "ผมคงเชื่อใจไม่ได้หรอกนะครับ เราคงไม่อยากเสียเวลากันไปมากกว่านี้ ยังไงแล้ว มายื่นหมูยื่นแมวกันหน่อยดีมั้ย"


   "เรื่องเยอะจริงๆ" ช่างกล้องพูดด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว


   "แล้วคุณไม่อยากได้เงินเหรอ จำนวน 1 ล้านนี่ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะครับ"


   "อะไร พูดมา เร็วๆ"


   "ผมจะยื่นเช็คให้คุณ แต่มีข้อมูลคุณต้องลบรูปนั้นออกจากมือถือและกล้องของคุณ" จอมแบล็คเมลพอได้ยินเงื่อนไข ถึงกับกระหยิ่มยิ้มย่อง เรื่องแค่นี้สบายมาก เพราะยังไงแล้ว เขาได้แบคอัพรูปพวกนั้นที่เครื่องคอมฯ ส่วนตัวที่บ้านไว้เรียบร้อยแล้ว


   "เรื่องแค่นี้เอง ได้เลย" ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาลบรูปนั้นทันที ตามมาด้วยรูปภายในกล้องคู่ใจ ชนกันต์เห็นว่าชายหนุ่มลบเรียบร้อยแล้วก็ลอบถอนหายใจ


   "เรียบร้อยแล้ว ไหนล่ะเช็ค" ตากล้องแบมือรอรับของที่ต้องการ ชนกันต์วางเช็คบนมือนั้นทันที


   "หวังว่าเราคงไม่มีเหตุอะไรให้ต้องติดต่อกันอีกนะครับ" ชนกันต์เอ่ยลา แล้วลุกจากบริเวณที่แห่งนั้นทันที


   "เรียบร้อยแล้วนะพัต ไอ้หมอนั่นมันลบรูปแล้ว ส่วนเช็คที่ให้ไปก็เช็คปลอม สักพักมันคงติดต่อกลับมาอีกแน่" ชนกันต์โทรหาบริพัตรหลังจากออกมาได้สักระยะ


   "ขอบคุณมากพี่กันต์"


   "พี่ต่างหากที่ต้องขอบใจนาย ว่าแต่จะได้ผลจริงๆ ใช่มั้ย ถ้าพลาดมาล่ะก็ คุณธนาแย่แน่ๆ เลยนะเว้ย"


   "ไม่ต้องกังวลน่า เชื่อมือเถอะ"


   "เฮ้ย เจ้านั่นโทรมาโคตรเร็วอ่ะ มันเหาะไปขึ้นเงินหรือไงวะ พี่ไปหัวเราะใส่หน้ามันก่อน แค่นี้นะ"


   "ครับ" บริพัตรวางสายลงด้วยความสบายใจ จริงๆ แล้วต่อให้รูปนั้นแพร่กระจายออกไป ชายหนุ่มก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเพียงแต่ไม่อยากให้ภูธนาต้องมาคิดมาก


    "ว่าไงครับคุณช่างภาพ" ชนกันต์กดรับสาย กรอกเสียงลงไปด้วยความสุภาพ


   "เช็คนี่มันเป็นของปลอม มึงกล้ามากนะที่เอามาหลอกกู อยากให้รูปนั่นมันแพร่กระจายบนเน็ตใช่มั้ย" ช่างภาพตะคอกใส่ปลายสายด้วยความโมโห


   "จุ๊ๆ ไม่เอาน่า ลดเสียงลงหน่อยครับ ผมไม่ค่อยชอบเสียงดัง" ชนกันต์รีบกดลดเสียงของโทรศัพท์แทบไม่ทัน


   "จะเล่นกับกูใช่มั้ย"


   "ผมไม่เคยเล่นกับคุณ หรือชอบล้อเล่นกับใคร"


   "กูจะเอารูปนั่นไปโพสต์"


   "คิดแล้วว่าต้องมีสำรอง งั้นเชิญเลยครับ"


   "มึงไม่กลัว?" เสียงที่โมโหนั้นชะงัก เพราะดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่สนใจสักเท่าไหร่


   "ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวนี่ครับ"


   "มึงคอยดูละกัน"


   "แล้วผมจะตั้งใจรอดูนะครับ โพสต์ที่เวบไหน ข้อความมาบอกผมด้วยนะครับ"


   "มึง !!..."  ได้ยินเท่านั้น ชนกันต์ก็กดตัดสายลง หมดธุระเสียที แต่ได้หวังว่าแผนของบริพัตรจะใช้ได้จริง ว่าไปแล้วก็หวั่นใจอยู่ไม่น้อย ปกติบริพัตรนิ่งอย่างกับอะไร พอเป็นเรื่องภูธนากับจัดการได้อย่างรวดเร็ว



   ชนกันต์เดินกลับเข้าไปห้องพักรับรอง เปิดประตูเข้าไปก็พบภูธนานั่งหน้าเครียดอยู่ในนั้น ใบหน้าชายหนุ่มเคร่งเครียดและดวงตาเหม่อลอย คงไม่พ้นเรื่องรูปนั่นแน่นอน


   "คุณธนาครับ คุณธนา" เจ้าของชื่อไม่มีทีท่าว่าจะได้ยินเสียงเรียก


   "คุณธนา" ชนกันต์ตัดสินใจเดินเข้าไปหา พร้อมเขย่าไหล่คนที่นั่งอยู่พอให้ออกจากภวังค์


   "คะ ครับ?" ได้ผล ภูธนาหันมามองชนกันต์


   "เรื่องรูปนั่น ผมจัดการให้เรียบร้อย ไม่ต้องคิดมากแล้วนะครับ"


   "จัดการเหรอ? พี่กันต์จัดการด้วยวิธีไหนเหรอครับ"


   "บอกไม่ได้ครับ พอดีคนที่ช่วยน่ะ เค้าไม่ได้บอกรายละเอียดมา"


   "อย่างนั้นเหรอครับ ลำบากทุกคนแย่เลย ขอโทษด้วยนะครับ"


   "ไม่ต้องขอโทษหรอก คุณธนาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย" ชนกันต์ตบบ่าที่ไหล่งองุ้มนั้น 2-3 ทีอย่างเป็นกำลังใจ


   "แล้วจะให้ผมตอบแทนพี่ยังไงดี"


   "ไม่ต้องหรอก ขอแค่คุณธนาตั้งใจทำงาน และอย่าเป็นแบบนี้อีกก็พอ"


   "แบบนี้? แบบไหนกันครับ" ภูธนาถามกลับด้วยความไม่เข้าใจ


   "ก็ไอ้แบบที่เหม่อ ใจลอย เรียกก็ไม่ค่อยรู้สึกตัว แล้วก็ไม่มีสมาธินี่แหละครับ"


   "ผมไม่ค่อยสบายใจเรื่องรูปนั่นน่ะครับ"


   "ผมรู้ แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วก็เลิกกังวลเถอะครับ"


   "ครับ ขอบคุณพี่กันต์มากนะ ว่าแต่ใครที่ช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ผมอีกครับ ผมอยากขอบคุณ" ภูธนายกมือไหว้ชายหนุ่มที่ยืนตรงหน้า ทำให้ชนกันต์รับไหว้เกือบไม่ทัน


   "ไม่เป็นไรหรอกคุณธนา ถ้าเจ้าตัว เค้าอยากได้คำขอบคุณ เดี๋ยวเค้าก็มาบอกคุณเองแหละ ไม่ต้องห่วง"


   "ผมรู้จักเค้าใช่มั้ยครับ" ภูธนาถามกลับด้วยความแปลกใจ


   "ไม่รู้เหมือนกันนะ อย่าไปคิดถึงเรื่องนั้นเลย วันนี้ซ้อมเป็นไงบ้างครับ"  ชนกันต์เปลี่ยนหัวข้อสนทนาที่คิดว่าน่าจะดีที่สุดในเวลานี้


   "ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ พี่จอมบ่นใหญ่เลย"


   "พรุ่งนี้มาซ้อมแบบเอาให้พี่จอม งงเป็นไก่ตาแตกไปเลยนะครับ" ชนกันต์พูดติดตลกให้เจ้าตัวได้ผ่อนคลายมากขึ้น


   "แน่นอนครับ ผมจะไม่ทำให้พี่ต้องพลอยโดนดุไปด้วยแน่ๆ"


   "ช่วงนี้คงต้องซ้อมเยอะๆ หน่อยนะครับ เพราะสัปดาห์หน้าก็จะแข่งแล้ว"


   "ครับ ผมก็กังวลอยู่เหมือนกัน กลัวจะทำให้ผิดหวัง"


   "คุณธนาครับ อย่าหาว่าผมสอนคุณเลยนะ แต่คุณต้องคิดให้น้อยๆ ลงหน่อย เรื่องทุกอย่างน่ะมันไม่สามารถเป็นได้อย่างใจของทุกคนได้หรอก มันก็ต้องมีสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้างเป็นธรรมดา แค่คุณทำให้เต็มที่ก็พอแล้ว"


   "ขอบคุณครับพี่กันต์ แล้วก็ขอโทษที่ต้องทำให้เป็นห่วงตลอด"


   "ถึงเราจะรู้จักกันไม่นาน แต่ผมค่อนข้างถูกชะตากับคุณนะ มีอะไรก็อยากจะพูดตรงๆ หวังว่าคุณจะไม่โกรธ พี่ชายคนนี้นะ"


   "ครับ ขอบคุณจริงๆ" ภูธนาส่งรอยยิ้มสดใสในรอบวันให้กับผู้จัดการส่วนตัว ชนกันต์เห็นดังนั้นก็รู้สึกโล่งอก อย่างน้อยคำพูดของเขาคงจะไม่เสียเปล่า




   ภูธนากลับถึงที่พักใกล้เวลาพลบค่ำ ถือว่าวันนี้เขาได้เลิกงานเร็วที่สุดเลยก็ ว่าได้ เขาออกจากลิฟต์มาด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างผ่อนคลาย ปัญหาเรื่องรูปนั่นก็ถูกแก้ไขได้แล้ว แถมยังได้กลับมาพักผ่อนเร็ว เขาตั้งใจว่าเมื่อกลับมาถึงจะทำสปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาทานให้อิ่มท้องสักจาน ต่อด้วยผลไม้เย็นๆ สักลูก 2 ลูก หลังจากนั้นจะรีบอาบน้ำและเตรียมเข้านอน ตอนนี้คติของเขาคือมีเวลาให้รีบนอน เก็บแรงให้มากที่สุดเป็นดี



   ความคิดที่กำลังคิดอยู่เพลินๆ ก็หยุดชะงักลงเมื่อเห็นว่ามีผู้ชายใบหน้าคุ้นเคยยืนพิงประตู รอเขาอยู่ ภูธนามองบริพัตรในระยะไม่ไกลนักแต่ชายหนุ่มที่รออยู่นั้นยังไม่รู้สึกตัว ภูธนาคิดขำๆ ว่าถ้าคนตรงหน้านี้อยากจะเป็นดารา นายแบบอย่างเขา อาจเป็นได้ว่าเขาอาจจะตกงานแน่ๆ และถ้าการแสดงของชายหนุ่มไม่โหดร้ายหรือแย่จนเกินไป ยังไงแล้วบทพระเอกต้องมารอคิวให้ชายหนุ่มเลือกแน่ๆ


   "ยิ้มอะไรครับ" เสียงทุ้มเรียกภูธนาทำให้ความคิดที่กำลังแล่นอยู่หยุดชะงักอีกรอบ


   "เปล่าครับ" ปากตอบไปแต่สายตากลับมองไปที่อื่น


   "โกหกไม่เก่งเลยนะครับ"


   "มารอนานหรือยังครับ"


   "ไม่นานหรอก เพิ่งมาถึงก่อนคุณสัก 10 นาทีนี่เอง"


   "ว่าแต่คุณพัตมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ ถึงมาที่นี่ได้"


   "จะมาห้องแฟนต้องมีธุระด้วยเหรอเนี่ย"


   "ไม่ใช่อย่างนั้นครับ แล้ววันนี้คุณพัตไม่ได้ไปทำงานเหรอ" ภูธนามองชุดที่บริพัตรสวมใส่อยู่ซึ่งผิดแผกจากชุดพนักงานบริษัทยิ่งนัก วันนี้บริพัตรสวมเสื้อโปโลปกสีขาว ตัวเสื้อสีน้ำเงินเข้ม กางเกงยีนส์สีซีด รองเท้าผ้าใบตามสมัยนิยม แปลกตากว่าทุกที แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับว่า คนตรงหน้านั้นแต่งตัวได้ดีจริงๆ ผิดกับแรกเริ่มที่เจอหน้ากันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว


   "ครับ วันนี้ผมมีธุระที่ต้องไปทำนิดหน่อย" บริพัตรมองตามสายตาของภูธนาที่มองชุดที่ตนสวมใส่นั้นก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมชายหนุ่มถึงถามออกมาแบบนั้น


   "แล้วเรียบร้อยแล้วเหรอครับ"


   "ครับ เรียบร้อยดีมากๆ เลย" บริพัตรยิ้มให้คนตรงหน้ามีหรือภูธนาจะไม่ยิ้มตอบรอยยิ้มแบบนั้นได้


   "กินอะไรมาหรือยังครับ" ภูธนาไขกุญแจเข้าห้อง พลางถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงคนที่มาหา


   "ยังเลยว่าจะมาฝากท้องที่นี่สักมื้อ ไม่รู้เจ้าของห้องจะใจดีทำให้กินหรือเปล่า"


   "อยากกินอะไรครับ เดี๋ยวโทรสั่งร้านมากินเลย" ภูธนาหันมาถามหน้านิ่งๆ กับคนที่เดินตามหลัง


   "แค่นี้ก็ทำให้ไม่ได้"


   "ขี้ใจน้อยจริงๆ นะครับ คุณพัต ผมล้อเล่นน่ะ ผมตั้งใจจะทำสปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาน่ะ คุณกินได้มั้ยล่ะ ถ้าไม่ได้ผมจะทำอะไรง่ายๆ สักอย่างให้แทน"


   "ได้สิครับ คุณทำอะไรให้กิน ผมก็กินได้ทั้งนั้น"


   "แน่นะ?"


   "แน่สิครับ แต่ต้องไม่ใช่อะไรที่แปลกๆ นะ"


   "ผมไม่แกล้งหรอกน่า" ภูธนาหยอกคนรักแล้วก็ขอตัวเข้าครัวไปทำมื้อเย็น


   "มีอะไรให้ผมช่วยมั้ย" บริพัตรเดินตามเข้ามาหลังจากนั้นไม่นาน


   "ผมว่าคุณออกไปรอข้างนอกดีกว่าครับ แบบนี้ผมทำอาหารไม่ค่อยสะดวก"


   "ไม่สะดวกยังไงหว่า เกะกะคุณเหรอ" บริพัตรทำหูทวนลม ทำเป็นไม่เข้าใจในความหมายที่สื่อของภูธนา


   "ถ้าคุณมายืนซ้อนหลังผมแบบนี้ แล้วยังแกล้งผมอยู่แบบนี้ ผมจะทำอาหารได้ยังไงกันเล่า!" ภูธนาข่มความอาย พูดออกมาให้คนช่างแกล้ง


   "อ้าวเหรอ ขอโทษที" เสียงทุ้มหัวเราะอย่างมีความสุขที่แกล้งภูธนาได้


   "ออกไปได้แล้วครับ" ใบหน้าขาว มีสีเข้มขึ้น เมื่อรู้ว่าตนเองได้ถูกแกล้งโดยสมบูรณ์แบบ ภูธนาดันหลังบริพัตรออกจากห้องครัวไปนั่งรอด้านนอก



   มื้อเย็นผ่านพ้นไปท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ของคน 2 คนภายในห้อง ภูธนาคิดว่านี่เป็นความสุขส่วนหนึ่งที่เขาเกือบจะไม่ได้พบกับมันเสียแล้ว ความสุขที่เป็นเพียงมื้ออาหารง่ายๆ แต่ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม นอกเหนือจากเรื่องของภูบดินทร์และภูสิตาแล้ว เห็นทีเรื่องนี้ก็เพียงพอแล้วที่ภูธนาปรารถนาในชีวิต หากว่าวันหนึ่งบริพัตรจะเปลี่ยนใจจากเขาไป แต่เขาก็จะจำความสุขนี้ตลอดไป



   "ผมล้างจานเอง คุณไปอาบน้ำเถอะ" บริพัตรอาสาล้างจานในมื้อนี้เอง สปาเก็ตตี้จานนี้อร่อยมากจริงๆ ยิ่งมาจากคนที่รักด้วยแล้วดูจะอร่อยกว่าที่เคยทานมาทุกร้าน


   "ขอบคุณครับ" ภูธนากล่าวขอบคุณเสร็จก็หายเข้าไปในห้องนอนเพื่อชำระล้างร่างกายให้สดชื่น



   ภูธนาออกมาจากห้องนอนหลังอาบน้ำอีกสักพักใหญ่ ก็พบว่าบริพัตรนั่งหลับอยู่ที่โซฟานุ่มกลางห้องนี้เรียบร้อย ภูธนาขยับเข้าไปใกล้คนที่ยังหลับ หมายจะพินิจดูเครื่องหน้านี้ให้ชัด เขาไม่รู้ว่าวันนี้บริพัตรไปทำธุระที่ไหนมา และไม่คิดที่จะถามด้วย แต่ดูท่าทางแล้วชายหนุ่มคงจะเหนื่อยไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงได้หลับสนิทแม้กระทั่งเขาเข้ามาใกล้ก็ยังไม่รู้สึกตัว


   "คุณพัต คุณพัตครับ" ภูธนาเรียกเสียงเบา มือขาวค่อยๆ ปลุกคนที่หลับอยู่อย่างเบามือ


   "ครับ" บริพัตรตอบรับคำเรียกแต่ยังไม่ลืมตา


   "ง่วงหรือครับ"


   "เมื่อคืนผมนอนดึกน่ะครับ"


   "อ่าว ทำไมล่ะครับหรือว่าคุณดินคุยด้วยจนดึกครับ"


   "อ่า ครับ ประมาณนั้น" เมื่อวานนี้ บดินทร์เตรียมจะเข้ามาซักถามเรื่องของเขากับภูธนา แต่โดนเขาสกัดเอาไว้ก่อน ไม่งั้นคงได้นอนดึกกว่านี้แน่ เพราะเขาต้องเจาะระบบของตากล้องนั้นค่อนข้างนาน เพราะการที่ไม่ได้มีข้อมูลมาเบื้องต้น ชายหนุ่มจึงต้องเริ่มจากโทรศัพท์แล้วจึงค่อยๆ ไล่ตามไปเรื่อยๆ จนเจอต้นตอในที่สุด ดังนั้นกว่าจะได้นอนก็เกือบเช้าตรู่


   "นี่ก็เริ่มดึก งั้นไม่กวนแล้ว คุณจะได้พักผ่อน"


   "คุณพัตขับรถมาใช่มั้ย"


   "ครับ ขับรถมา มีอะไรหรือเปล่า" บริพัตรหันมาถามด้วยความแปลกใจ


   "ดูคุณเหนื่อยๆ ผมว่าคืนนี้ คุณนอนที่นี่ดีกว่ามั้ยครับ" บริพัตรมองภูธนา คนที่พูดออกมาอย่างไม่เชื่อตา


   "ผมแค่เป็นห่วงกลัวว่าคุณจะหลับใน ก็เท่านั้น" ดาราหนุ่มเสมองไปที่อื่นเมื่อบอกเหตุผลที่ให้บริพัตรนั้นค้างที่นี่


   "ผมยังไม่ได้ว่าเลย แต่ถ้าคุณเป็นห่วงผมขนาดนั้นจริงๆ งั้นก็ตกลงครับ" บริพัตรยิ้มให้ชายหนุ่ม แต่ดวงตาใสระยิบระยับเต็มไปด้วยเลศนัย


   "ครับ เดี๋ยวผมไปเตรียมที่นอนให้คุณก่อน"


   "จะทำให้ยุ่งยากทำไมกันล่ะครับ ลุงธนา เกือบจะเคยนอนด้วยกันอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้อย่าไปลำบากเลย"



   "คุณพัต!!" ภูธนาเดินกระแทกเท้ารีบเข้าห้องนอนไปด้วยความเขิน   

สาบานให้ตายเถอะ เขาก็แค่เป็นห่วงคุณพัตเท่านั้นจริงๆ ไม่ได้คิดเป็นอย่างอื่นเลย


------------------
อาพัตทำได้ยังไงกันเนี่ย ค่อยมาติดตามต่อตอนหน้าเนาะ

สำหรับเรื่องนี้เดินมาใกล้โค้งสุดท้ายของเรื่องแล้วค่า
จะว่าเร็วก็เร็ว จะว่านานก็นานนะคะ ใกล้จะจบเสียแล้ว

ขอบคุณทุกท่านที่ยังติดตามอ่านค่า

เขมกันต์
  :mew1:

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1483
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +111/-3
พอเข้ากันได้แล้วอย่าเพิ่งรีบจบนะครับ
ขอหวานๆ กันนิดนึง

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8217
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ mukmaoY

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3956
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +145/-7
แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
มาต่อแล้วค่าาา



บทที่ 21


   ล่วงเข้าวันใหม่มาสักพักแล้ว แต่ภูธนายังนอนลืมตาโพลงอยู่ในห้องเพียงลำพัง ทั้งที่ทำงานมาทั้งวันควรจะเพลียจนง่วงแต่ทว่ามันกลับไม่ง่วงเลยแม้แต่นิดเดียว


   ภูธนาเปิดประตูออกจากห้องนอนด้วยความเบามือ ด้วยเกรงว่าคนที่หลับอยู่ตรงโซฟาจะตื่นขึ้นมาเสียก่อน เขารู้สึกหิวน้ำเลยออกมาหาอะไรดื่มแก้กระหายเสียหน่อย อดไม่ได้ อยากจะมาเห็นใบหน้าคนรักที่คาดว่าน่าจะกำลังหลับด้วย ดวงตาคู่สวยมองไปที่โซฟากลางห้อง แต่มันกลับว่างเปล่าไร้ร่างคนที่ตัวสูง


   "ครับ" เสียงทุ้มดังเล็ดลอดออกมาจากมุมไหนสักแห่งของห้อง


   "ผมขอโทษ" เสียงยังพูดคุยไม่หยุด ภูธนาได้แต่มองหาต้นเสียงนั้นว่าอยู่ที่ไหน และเขาก็เห็นว่าเสียงนั้นมาจากระเบียง เป็นเพราะคนที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ได้ปิดประตูกระจกตรงระเบียงให้สนิท


   "ผมจำเป็นจริงๆ ครับ" ภูธนาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา เขาไม่ได้อยากแอบฟังบทสนทนาของบริพัตรหรอก แต่ชายหนุ่มก็อยากรู้ว่ามันเรื่องอะไรถึงพูดคุยกันดึกดื่นขนาดนี้ และความรู้สึกของเขามันบอกว่า เรื่องที่พูดคุยกันนั้นมันน่าจะเกี่ยวกับตัวเขาเองนั่นแหละ


   "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับธนาครับ ถ้าจะเอาผิดก็ลงที่ผมคนเดียวดีกว่า"


   "รูปนั่น ผมจัดการเรียบร้อยแล้วครับ คงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก"


   "ครับ ขอบคุณมากนะครับ"


   "ครั้งหน้าผมจะคิดให้ถี่ถ้วนกว่านี้ ขอโทษอีกครั้งครับ" ภูธนาเห็นบริพัตรกดวางสายลงก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงระเบียงอีกสักพัก จากด้านหลังที่ภูธนาเห็น บริพัตรคงมีเรื่องหนักใจไม่น้อย สายตาของชายหนุ่มดูเหมือนจะทอดยาวมองออกไปบนท้องถนน ที่รถรายังวิ่งอยู่ไม่หยุด



   บริพัตกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ชายหนุ่มปิดประตูให้แนบสนิทแล้วล็อคกลอนให้เรียบร้อย ตอนนี้บริพัตรอยากจะกอดภูธนาตอนนี้เหลือเกิน แต่ป่านนี้เจ้าตัวคงจะหลับไปแล้ว เขารู้การกระทำที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนรักนั้น มันผิดกฎหมาย ถึงแม้เขาจะทำงานให้กับองค์กรลับ แต่นั่นเป็นการถูกมอบหมายให้ทำซึ่งทางรัฐบาลได้พิจารณามาอย่างถี่ถ้วนแล้ว แต่ครั้งนี้มันแปลกออกไปเพราะเขาทำไปโดยพละการ และมันเป็นเหตุผลส่วนตัว ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขาถึงโทรศัพท์ทางไกลจากต่างประเทศเพื่อมาต่อว่ากับสิ่งที่เขาทำลงไป



   บริพัตรยืนคอตก ได้แต่ยอมรับผิด เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เขาใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ยอมรับว่าเป็นคนห่วงคนรักมากเกินไป กลัวว่าเจ้าตัวจะเสียชื่อเสียง กลัวว่าเจ้าตัวจะเสียใจ เพราะห่วงเกินไปมันเลยทำให้เขาตัดสินใจทำโดยไม่รอบคอบและไม่ได้ปรึกษาใคร ทั้งที่รู้ว่าผลที่ตามมาอาจจะทำให้เขาถึงขั้นติดคุกเลยทีเดียว และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำความผิด บวกกับผลงานที่ดีมาตลอดของเขา เลยทำให้เขาโดนเพียงแค่ทัณฑ์บนครั้งแรกเท่านั้น



   บริพัตรเงยหน้าขึ้นก็พบภูธนานั่งรออยู่ที่บนโซฟาที่เขาใช้เป็นที่นอนในคืนนี้อยู่ก่อนแล้ว ภูธนากำลังมองมาที่เขา บริพัตรไม่คาดคิดว่าจะเจอชายหนุ่มตรงหน้า ยอมรับว่าดีใจแต่ก็หนักใจไปพร้อมกัน



   ภูธนามานั่งรอตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่



   แล้วได้ยินเรื่องที่เขาคุยไปแล้วหรือไม่



   ความแตกหรือยัง?




   "นอนไม่หลับเหรอ" บริพัตรเป็นฝ่ายเอ่ยถามไปก่อน


   "ครับ"


   "เป็นอะไรหรือเปล่า ธนา" บริพัตรนั่งลงข้างๆ ชายหนุ่มก่อนจะวาดแขนดึงคนรักเข้ามากอดภายในอก


   บริพัตรก้มลงจูบเบาๆ ที่เส้นผมนุ่มของภูธนา มือขาวก็คอยลูบแขนคนในอ้อมกอดเบาๆ เหมือนกำลังปลอบใจ เขาสัมผัสถึงความไม่สบายใจของภูธนาได้


   "คุณพัต มีอะไรปิดบังผมหรือเปล่าครับ" ภูธนาถามกลับไปเสียงเบา


   "ธนา"


   "ถ้ามันเกี่ยวกับผม ก็ช่วยบอกให้ผมรู้บ้างเถอะครับ" เสียงภูธนาถามปนระคนสงสัย เพราะสิ่งที่เขาได้ยินมานั้น เขามั่นใจว่ามันย่อมเกี่ยวกับตัวเขาแน่นอน


   "ผมไม่อยากให้คุณสบายใจ" ในที่สุดบริพัตรก็ตัดสินใจพูดออกมาบ้าง


   "ไม่เป็นไรหรอกครับ เพราะผมรู้ว่าคุณพัตก็ไม่สบายใจไม่น้อยไปกว่าผม"


   "รู้ดีจริงๆ นะเราน่ะ" บริพัตรเหย้าอีกฝ่าย แขนแกร่งแกล้งรัดคนในอ้อมกอดให้แน่นมากขึ้น จนคนที่ถูกแกล้งต้องประท้วงเอ่ยออกมาเบาๆ ให้อีกฝ่ายหยุด


   "ผมอยากรู้จริงๆ ครับ บอกผมหน่อยเถอะ" ภูธนาเงยหน้าขึ้นมาสบตาคนที่อยู่สูงกว่า สายตาที่มองไปนั้นเต็มไปด้วยคำขอร้อง ปนอ้อนวอนอยู่ในที แค่นั้นก็ทำให้บริพัตรต้องยอมอ่อนใจกับคนตรงหน้า


   "เฮ้อ คุณนี่มันร้ายจริงๆ ผมจะยอมบอกให้คุณฟังก็ได้ แต่ผมต้องขอร้องคุณด้วยนะ ธนา ว่าห้ามบอกใครเด็ดขาด แม้แต่พี่กันต์ก็ตาม ตกลงมั้ยครับ"


   "ได้ครับ ผมสัญญาว่าจะไม่บอกใคร"


   "เรื่องที่คุณโดนแบล็คเมลจากตากล้องนั่น"


   "คุณพัตรู้ได้ยังไง พี่กันต์บอกใช่หรือเปล่า" ภูธนาผละออกจากอ้อมกอดนั้นทันที มองหน้าคนที่เอ่ยมาเมื่อสักครู่นี้ด้วยความตกใจ


   "ไม่จำเป็นว่าใครจะบอกผมหรอก ธนา เอาเป็นว่าพอผมรู้เรื่องเข้าผมก็เลยหาวิธีจัดการรูปถ่ายนั่นและมันก็สำเร็จ"


   "พี่กันต์บอกผมว่าจัดการเรื่องรูปนั่นเรียบร้อยแล้ว คุณพัตรู้มั้ย ผมทั้งดีใจ ทั้งโล่งอกมากๆ เลย ว่าแต่คุณทำยังไงกันครับ"


   "นั่งดีๆ หน่อยสิ ผมขอนอนตักคุณได้หรือเปล่า ขี้เกียจนั่ง เมื่อยแล้ว" ชายหนุ่มทำหน้าทะเล้นใส่ภูธนาก่อนที่จะล้มตัวนอนหนุนตักอีกฝ่ายทันที


   "เล่าต่อสิครับ ว่าคุณจัดการยังไง" ภูธนารอจนบริพัตรจัดแจงท่านอนจนคาดว่าน่าจะสบายแล้ว จึงถามอีกฝ่ายออกไป มือขาวนุ่มก็ลูบเส้นผมของคนที่กำลังนอนไปด้วย


   "ใจร้อนจริงๆ นะครับ"


   "ก็ผมอยากรู้นี่นา จะเล่าต่อได้หรือยังครับ"


   "ครับๆ ผมก็หาวิธีลบรูปภาพนั้นออกไปไงครับ" บริพัตรตัดจบเรื่องราวเหลือเพียงนิดเดียว


   "อย่าโยกโย้ได้มั้ยเล่า" เสียงฮึดฮัดจากคนที่ยังนั่งอยู่สร้างความสนุกให้บริพัตรไม่น้อยที่เห็นว่าคนที่ดูเป็นผู้ใหญ่ตลอดเวลาจะมีอาการแสดงออกมาเหมือนเด็กบ้าง


   "ผมทำงานที่องค์กรลับแห่งหนึ่ง"


   "เอ๊ะ เดี๋ยวนะครับ คุณไม่ได้ทำงานที่บริษัทเดียวกับคุณดินหรอกเหรอครับ"


   "อย่าเพิ่งขัดผม ลุงธนา เรื่องมันยาว คุณต้องตั้งใจฟังสิครับ"


   "ครับๆ ก็ได้ ผมไม่ขัดก็ได้ เล่าต่อครับ"


   "เบื้องหน้าของผมเป็นพนักงานบริษัททั่วไปอย่างที่คุณเข้าใจ แต่จริงๆ แล้วผมทำงานให้กับองค์กรที่ผมบอกคุณไปก่อนหน้านี้ งานที่ผมทำเป็นงานที่จะเรียกว่าผิดกฎหมายมั้ย มันก็ไม่เชิง เพียงแต่มันได้รับอนุญาตจากทางรัฐบาลมาแล้วเท่านั้น"    บริพัตรกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะเล่าต่อ


   "ผมทำหน้าที่เจาะระบบบริษัทที่คาดว่าจะคุกคามต่อประเทศของเราหรือบริษัทที่กำลังทำอะไรผิดกฎหมายอยู่เท่านั้น ผมทำงานนี้มานานหลายปีแล้ว ไม่เคยทำผิดข้อตกลงอะไรเลย จนกระทั่งเกิดเรื่องของคุณ ผมเลยเข้าไปเจาะระบบทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตและมันเป็นเรื่องส่วนตัวด้วย คุณจะโกรธผม เกลียดผมหรือเปล่า" บริพัตรสบตาคนที่มองมายังตนเองพอดี สายตาคมสวย เว้าวอนให้คนตรงหน้าจะไม่รู้สึกโกรธอะไรเขา


   "ผมจะโกรธคุณได้ยังไงกันครับ คุณพัต ผมต่างหากที่ต้องขอโทษที่ทำให้คุณไม่สบายใจและทำเรื่องแบบนี้ลงไป ทั้งหมดนั่นก็เพราะผมแท้ๆ ผมขอโทษนะคุณพัต" ภูธนาก้มลงจูบหน้าผากคนที่นอนหนุนตักเพื่อขอโทษในที แต่เรื่องมาถึงตรงนี้บริพัตรคงไม่ยอมให้โอกาสปล่อยผ่านเลยไปง่ายๆ


   บริพัตรจับใบหน้าของดาราหนุ่มอย่างเบามือ และยิ้มให้ชายหนุ่มก่อนที่จะขยับตัวให้ริมฝีปากของทั้งคู่ประกบลงพอดี บริพัตรค่อยๆ ดันอีกฝ่ายให้นอนลงโซฟานุ่ม ก่อนจะทาบทับตามลงมา



   ริมฝีปากอิ่มพรมจูบวนเวียนทั่วใบหน้าก่อนจะกลับที่ริมฝีปากของคนที่ยังนอนอยู่ภายใต้ ลิ้นหนารุกล้ำเข้าไปในโพรงปากอิ่มก่อนจะควานหาความหวานอย่างไม่รู้จักอิ่ม ภูธนาแรกก็จูบตอบอย่างเงอะงะไปบ้าง สักพักก็เริ่มโต้ตอบได้คล่องขึ้น ยิ่งสร้างความพอใจให้กับบริพัตรไม่น้อย



   บริพัตรเริ่มปลดกระดุมชุดนอนของคนตรงหน้า สายตาคู่สวยสบตาภูธนาเชิงขออนุญาต เมื่อเห็นว่าภูธนาพยักหน้าน้อยๆ แล้ว รอยยิ้มก็ผุดขึ้นอย่างขอบคุณ กระดุมหลายเม็ดถูกปลดออกไปจนหมด แสงไฟจากด้านนอกสาดส่องเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นแผ่นอกที่ขาวเนียนของภูธนา จากภาพที่บริพัตรมองเห็นชายหนุ่มตรงนี้ เขาบอกได้เลยว่าภูธนายิ่งทำให้เขาอยากจะครอบครองคนตรงหน้าเร็วๆ รูปร่างของภูธนามันทำให้เขาแทบจะคลุ้มคลั่งจนแทบจะเป็นบ้าไปแล้ว



   บริพัตรจูบเม้มเบาๆ ที่ซอกคอขาว ภูธนาเงยหน้าขึ้นตามแรงอารมณ์ที่กำลังเกิดอยู่ในภายใน ขาของบริพัตรก็สัมผัสได้ถึงสิ่งตื่นตัวของคนภายใต้ และตัวเขาเองก็ไม่ต่างกัน ความรู้สึกต้องการภูธนามันแทบจะทนไม่ไหว


   "พรุ่งนี้ผมไม่มีถ่ายแบบ" อยู่ๆ ภูธนาก็พูดขึ้นมา


   "ครับ?"


   "ผมมีแค่ซ้อมแข่งรถอย่างเดียวครับ"


   "ครับ?"


   "ถ้าไม่เข้าใจก็ช่างเถอะครับ"


   "ขี้งอนก็เป็นเหรอเนี่ย เข้าใจสิครับ ลุงธนาบอกใบ้ขนาดนี้" บริพัตรหัวเราะเบาๆ ในลำคอ จูบเบาๆ ที่ปลายจมูกรั้นของคนขี้งอน


   ริมฝีปากอวบอิ่มหยุดที่ลำคอขาวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ชายหนุ่มไม่ได้ขบเม้มเบาๆ แต่กลับเน้นย้ำเพื่อให้เกิดรอยขึ้นมา ก่อนจะละไปที่หน้าอกขาว และไม่ว่าบริพัตรจะประทับรอยจูบไว้ที่ไหนก็จะฝากร่องรอยไว้บนตัวภูธนาด้วย



   มือขาวแกร่งเอื้อมมือลงไปดึงกางเกงนอนขายาวของภูธนาให้หลุดออกจากร่างกายไป ก่อนจะค่อยๆ ลงไปจับสิ่งที่กำลังตื่นตัวอยู่ ภูธนาเบือนหน้าหนีชายหนุ่ม ไม่กล้าสบตาด้วยความเขินอาย ไม่ใช่ว่าบริพัตรจะไม่เคยเห็นแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะชินได้โดยง่าย



   บริพัตรหัวเราะกับท่าที่ของภูธนา ชายหนุ่มชะโงกหน้าขึ้นไปเพื่อจูบปิดปากคนที่เขินอายอยู่นั้นอีกครั้ง ริมฝีปากอวบอิ่มจูบคลอเคล้าหวังให้ภูธนานั้นหลงใหลในสิ่งที่เขากำลังมอบให้ เสียงเครือครางในลำคอของภูธนาดังออกมาเบาๆ นั้นสร้างความพอใจให้กับบริพัตรยิ่งนัก มือหนารูดรั้งแกนกายนั้นขึ้นลงอย่างเบามือ เขายังไม่อยากเร่งรัดคนตรงหน้ามากนัก แต่ดูเหมือนภูธนาจะไม่สนใจว่าเขากำลังรออย่างชายหนุ่มอย่างใจเย็น อยากให้ค่อยเป็นค่อยไป อยากให้ภูธนาได้จดจำความสุขและความทรงจำดีๆ นั้นไว้ ไม่อยากให้ต้องเจ็บปวด



   "อื้อ" เสียงที่แสดงออกถึงความขัดใจของภูธนานั้นดังออกมา บริพัตรสบตาชายหนุ่มก็พบกับความเว้าวอน


   "ครับ?"


   "คุณพัต" ภูธนาเรียกชื่อชายหนุ่มแผ่วเบาเหมือนกำลังลำบากใจ


   "ครับ?"


   "อื้อ.."


   "ถ้าไม่บอกผมก็ไม่รู้นะ ธนา บอกผมสิ" เขารู้ว่าภูธนาต้องการอะไร ก็ไม่อยากแกล้งหรอกนะ แต่เห็นแล้วมันอดไม่ได้ ก็คนที่กำลังร้องขอมันน่าแกล้งเกินกว่าที่เขาจะอยู่เฉยไหว


   "อย่า .. อย่าแกล้งผม"


   "บอกผม คนดี"


   "เร็วๆ ได้มั้ย ผมไม่ไหวแล้ว"


   "ก็แค่นี้เอง เด็กน้อย" บริพัตรจูบเบาๆ ที่ปากสีแดงสดด้วยความช้ำเพราะรสจูบ มือหนาขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็วและไม่นานนักภูธนาก็ไปถึงจุดหมายก่อน



   น้ำขุ่นสีขาวเปรอะเปื้อนเต็มมือชายหนุ่ม บริพัตรค่อยๆ ใช้นิ้วเข้าไปในช่องทางด้างหลังของภูธนาด้วยความเบามือ เขารู้คนตรงหน้านี้คงไม่เคยกับใครเป็นแน่


   "อ๊ะ" ภูธนานิ่วหน้าเล็กน้อยด้วยความรู้สึกแปลกๆ จากด้านหลัง


   "อดทนหน่อยนะครับ" บริพัตรเอ่ยปลอบเสียงเบา ภูธนาพยักหน้าตอบรับคำขอของบริพัตร ชายหนุ่มค่อยๆ เพิ่มนิ้วเข้าไปอีกนิ้ว หมุนวนคลึงอยู่ภายในเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและไม่ให้ฉีกขาดได้



   บริพัตรอดทน ชายหนุ่มอดทนเป็นอย่างมาก แกนกายของเขาแทบจะระเบิดแต่เขาไม่อยากให้ภูธนาเจ็บจนเกินไป เขาจึงต้องกัดฟันเตรียมพร้อมคนตรงหน้าให้ดีเสียก่อน กว่าสักพักจนกระทั่งบริพัตรได้ยินเสียงครางออกมาเบาๆ จากคนที่หลับตาอยู่นั้น บริพัตรก็คิดว่าภูธนานั้นพร้อมแล้ว



   เขาค่อยๆ ถอดถอนนิ้วออกจากช่องทางด้านหลังเบาๆ เอื้อมมือข้างว่างไปหยิบกระเป๋าตังเพื่อดึงซองถุงยางออกมา อย่าหาว่าเขาเป็นคนลามกหรือทะลึ่งอะไรเลย บริพัตรยอมรับว่าก่อนหน้านี้ ถึงเขาจะไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน แต่ความต้องการของผู้ชายนั้นมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเขาต้องใช้บริการ การเตรียมพร้อมก็ย่อมปลอดภัยที่สุด เขาจึงพกถุงยางติดตัวอยู่เสมอ บริพัตรจัดการฉีกซองถุงยางออกและสวมมันลงให้กับแกนกายตนเอง



   ถึงอยากจะรักกับภูธนาให้แนบแน่นกว่านี้ แต่ความปลอดภัยของทั้งคู่นั้นย่อมมาก่อน เพราะฉะนั้นหากยังไม่แน่ใจแล้ว เขาก็ไม่อยากให้ภูธนามาเสี่ยงไปกับเขา



   บริพัตรจรดแกนกายโป่งพองของตนเองที่ช่องทางด้านหลังของภูธนานั้น ค่อยๆ ดันเข้าไปในอย่างช้าๆ บริพัตรสังเกตสีหน้าของคนที่ยังนอนหลับตาอยู่ ถึงจะไม่เอ่ยเสียงร้องใดๆ ออกมา แต่เหงื่อที่ผุดเต็มหน้าผากนั้น ทำให้บริพัตรรู้ได้โดยไม่ยากเลยว่าตอนนี้ภูธนากำลังอดทนมากแค่ไหน ชายหนุ่มยิ่งจำต้องถนอมคนตรงหน้านี้ให้มาก



   "เจ็บหรือเปล่า ถ้าเจ็บจนเกินไป จะหยุดก็ได้นะ" บริพัตรเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง


   "มะ ..ไม่เป็นไร ผมไหว" ดูก็รู้ว่าภูธนาเกือบจะไม่ไหว ถึงจะปากดีพูดออกไปแบบนั้น หากภูธนาอยากให้หยุดเขาคงจะขาดใจต้องรีบเข้าห้องน้ำไปจัดการด้วยตัวเองแน่ๆ


   "ไม่ต้องกลัวผมโกรธ" บริพัตรบอกให้ภูธนาไม่ต้องกังวลในตัวเขา


   "ไม่ๆ คุณเข้ามาเลย ผมไหว"


   "คุณจะเจ็บ" บริพัตรเตือนอีกฝ่าย


   "เข้ามาเถอะ นะครับ" คำขอร้องจากภูธนา ทำให้บริพัตรแทบจะหมดความอดทน


   ชายหนุ่มกัดฟันค่อยๆ ใส่เข้าไปอีก เขาแทบจะกลั้นหายใจกลัวว่าภูธนาจะไม่ไหวเป็นลมไปเสียก่อนด้วยซ้ำ และในที่สุดชายหนุ่มก็ผ่อนลมหายใจออกมาเมื่อพบว่าตอนนี้เขาเข้าไปได้จนสุดแล้ว


   "โอเคมั้ย" บริพัตรถามภูธนาอีกครั้ง   


   "ไม่ต้องห่วงผมขนาดนั้นหรอกน่า" ภูธนาพูดอย่างติดตลก บริพัตรกลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจไปได้ยังไง


   "ก็มันเป็นครั้งแรกของคุณไม่ใช่เหรอ"


   "ใช่ครับ แต่ผมก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ" ภูธนาเอื้อมมือไปจับหน้าคนที่อยู่ด้านบนของเขา


   "ไม่อยากให้คุณกลัว"


   "ผมไม่กลัวหรอก คุณดูแลผมดีขนาดนี้"


   "ผมรักคุณนะ ลุงธนา" เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา


   "ผมก็รักคุณครับ อาพัต"




   บริพัตรก้มลงจูบปากอิ่มนั้นอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มขยับตัวช้าๆ เสียงลมหายใจแผ่วเบาของทั้งคู่สอดประสานกันอย่างลงตัว บริพัตรมองคนตรงหน้าก็เห็นว่าสีหน้าของภูธนาในเวลานี้เต็มไปด้วยความสุข และมันก็ทำให้เขามีความสุขเช่นกัน มือหนาของบริพัตรจับแกนกายของคนตรงหน้าที่กำลังตื่นตัวอีกครั้ง ชายหนุ่มรูดรั้งขึ้นลง มันยิ่งสร้างความปลุกปั่นอารมณ์ภายในของภูธนาให้เตลิดออกไปมากกว่าเดิม


   "อา คุณพัต คุณพัต"


   "ครับ"


   "ผะ... ผมไม่ไหวแล้ว"


   "จะให้ผมหยุดเหรอ" บริพัตรดันส่วนของตนเข้าไปในช่องทางของภูธนาจนสุดและค้างไว้อยู่แบบนั้นยิ่งทำให้ภูธนากระสับกระส่ายด้วยความทรมาน


   "อื้อ ไม่เอา ไม่เอาแบบนี้คุณพัต" ภูธนาเอ่ยร้องขอออกมา


   "ไม่เอาแบบนี้แล้วแบบไหนครับ คนเก่ง"


   "ไม่รู้ ผมไม่รู้"


   "ถ้าไม่รู้แล้วผมจะทำให้ได้ยังไง ให้ผมหยุดมั้ย" สาบานถ้าภูธนากล้าพูดออกมาให้เขาหยุด เขาคงจะวิ่งไปกระโดดจากระเบียงแน่ๆ


   "เร็วๆ ครับ อย่าหยุดแบบนี้ ผมไม่ไหวแล้ว" เสียงเครือด้วยความทรมานร้องขอคนตรงหน้าอย่างกระดากอาย


   "แค่นี้เอง สบายมาก เดี๋ยวผมจัดการให้เลย" บริพัตรหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วเริ่มขยับอีกครั้ง และไม่นาน บริพัตรเร่งจังหวะจนในที่สุดเขาและภูธนาก็หลั่งน้ำขาวขุ่นนั้นออกมาพร้อมกัน


   บริพัตรค่อยๆ พลิกร่างกายขาวที่ยังหอบอยู่มานอนกอดบนโซฟา ริมฝีปากอิ่มเฝ้าวนเวียนจูบใบหน้าขาวไม่ห่าง


   "ไหนว่าจะเล่าเรื่องรูปนั้น ทำไมกลายมาเป็นแบบนี้ไปได้" ภูธนาบ่นอุบหลังจากลมหายใจของภูธนากลับมาเป็นปกติ


   "เล่าบ้าง พักเบรคบ้างไงครับ" บริพัตรตอบคนในอ้อมกอดด้วยความทะเล้นในที


   "เบรคบ้าอะไรกัน เกือบจะขาดใจ"


   "ถือว่าเป็นคำชมนะครับ"


   "ใครเขาชม" ภูธนามองคนที่หลงตัวเองด้วยความหมั่นไส้


   "ขอบคุณนะครับ"


   "ขอบคุณเรื่องอะไรกันครับ"


   "ขอบคุณที่เลือกผมครับ ธนา"


   "ผมก็ขอบคุณ คุณพัต เช่นกันครับ เอ แล้วสรุปจะเล่าต่อได้หรือยังครับ"


   "แน่นอนเลย เดี๋ยวผมเล่าให้คุณฟังต่อในห้องดีมั้ยครับ" พูดจบ บริพัตรก็ลุกขึ้นเต็มความสูงและรีบอุ้มคนที่ยังนอนอยู่นั้นขึ้นทันที


   "เฮ้ย นีปล่อยผมลงนะคุณพัต"


   "ไปเล่ากันต่อในห้องไง"



--------------------------------------------------

ยังไงถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ยังเล่าไม่จบเลยน้าา อาพัต :-[

 :mew1:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8217
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1483
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +111/-3
ลุงธนาอาพัตรเขาคุยกันน่ารักนะ
ขนาดฉากหื่นยังกลายเป็นมุ้งมิ้งเลย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +343/-5

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter


บทที่ 22



   เกือบใกล้รุ่งสางเต็มที กว่าบริพัตรจะยอมปล่อยให้ภูธนาเข้านอนได้ ภูธนาได้ฟังเรื่องราวจากปากของบริพัตรเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เพราะสมองเริ่มจะไม่ค่อยสั่งการเสียแล้ว เขาพอจะจับใจความคร่าวๆ ได้ว่า



   บริพัตรใช้วิธีดักจับสัญญาณผ่านโทรศัพท์มือถือของช่างภาพ โดยตรวจสอบจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สืบขึ้นไปจนรู้ถึงบ้านที่อยู่และไอพีแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เล่นเน็ต โชคยังเข้าข้างภูธนาอยู่เพราะวันที่บริพัตรได้ลงมือนั้น ช่างภาพนั่นได้เปิดเครื่องคอมและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทำให้บริพัตรปล่อยไวรัสเข้าไปวางที่เครื่องปลายทางได้เป็นผลสำเร็จ หากช่างภาพหนุ่มนั้นเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาอีกครั้ง ไวรัสก็จะทำงานทันที แต่บริพัตรก็ยังไม่วางใจ ชายหนุ่มทราบถึงบริษัทที่จอมแบลคเมลทำงานอยู่ก่อนแล้วจึงฝังไวรัสลงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานอยู่นั้นได้ไม่ยากเย็นนัก ดังนั้นไฟล์ภาพที่ถูกแบคอัพไว้น่าจะถูกไวรัสทำลายไปจนหมด เหลือแต่เพียงในมือถือและกล้อง ซึ่งชายหนุ่มก็ได้ฝากให้ชนกันต์ลงมือจัดการเรียบร้อยแล้ว



   คงไม่อะไรแล้วล่ะ ภูธนาถอนหายใจด้วยความโล่งก่อนที่จะเข้าสู่นิทราในช่วงเช้า


   'ผมโทรบอกพี่กันต์ให้มารับคุณตอนเที่ยงแล้วนะ' ภูธนาหยิบกระดาษโน้ตที่มีข้อความสั้นๆ อยู่


   "คุณพัต" มือไวกว่าความคิด ภูธนากดต่อสายไปยังเจ้าของกระดาษแผ่นนั้นทันที


   "ครับ? ตื่นแล้วเหรอ"


   "สักพักนี่เอง แล้วนี่คุณกลับไปตอนไหน"


   "ก็น่าจะช่วงเช้าๆ นั่นแหละครับ ทำไมเหรอ"


   "เปล่า ก็เมื่อคืน"


   "ไม่ได้นอน ?" บริพัตรต่อให้โดยไม่ต้องรอจบประโยค


   "ถ้าไม่ได้นอนเพราะเรื่องนั้น ผมสบายมาก" บริพัตรยังแถมท้ายให้อีกประโยค ทำเอาอีกฝ่ายอดที่จะเขินไม่ได้


   "คุณพัต!" ภูธนาเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก


   "เอ้า เสียงดังใส่ผมทำไม"


   "พูดอะไรไม่เข้าท่าเอาซะเลย"


   "ว่าแต่รู้สึกไม่สบายหรือเปล่า ผมทำรุนแรงไปหรือเปล่า"


   "ก็ไม่หรอกครับ น่าจะเพราะเมื่อคืนคุณพัตให้กินยาดักไว้ก่อน ขอบคุณนะครับ"


   "อย่าขอบคุณเลย เพราะมันเกิดจากผมทั้งนั้นนี่นา ผมก็ต้องรับผิดชอบคุณสิ ธนา"


   "ผมไปอาบน้ำ แต่งตัวรอพี่กันต์มารับดีกว่า งั้นแค่นี้ก่อนนะครับ"


   "ครับ แล้วผมจะโทรหา"


   "ครับ" ภูธนาตอบรับแล้วก็วางสายไป และเมื่อเวลาเที่ยงตรง ชนกันต์ก็มารับตรงเวลาไม่คลาดเคลื่อนเลย


   "ฟอร์มกลับมาเข้าที่แล้วนี่ ธนา" จอมเดชทักขึ้นเมื่อภูธนาถอดหมวกกันน็อคและก้าวเท้าออกมาจากตัวรถที่เจ้าตัวได้ซ้อมขับไปเมื่อสักครู่นี้


   "ขอบคุณครับ พี่จอม"


   "ดีแล้วล่ะ ใกล้จะแข่งเข้ามาทุกทีแล้ว พี่ล่ะเป็นห่วงจริงๆ ตั้งสติแล้วอย่าให้มีอะไรรบกวนใจอีกนะ"


   "ครับ ผมจะปรับปรุงให้ดีกว่านี้"


   "งั้นวันนี้ก็ไปพักเถอะ"


   "ผมไปก่อนนะครับ พี่จอม สวัสดีครับ" ภูธนายกมือไหว้บอกลาจอมเดช ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า



   อากาศวันนี้ค่อนข้างอบอ้าว    ภูธนาจึงตั้งใจว่าจะอาบน้ำคลายร้อนเสียหน่อย มือขาวเรียวยังไม่ทันจะถอดเสื้อออกจากตัว เสียงโทรศัพท์ที่อยู่ในตู้ลอคเกอร์ก็ดังขึ้นเสียก่อน ชายหนุ่มรีบเปิดตู้เพื่อมารับโทรศัพท์เพราะคิดว่าอาจจะเป็นคนที่เขาโทรหาเมื่อเช้านี้


   "ครับ" ภูธนารับสายด้วยความตื่นเต้นแต่ก็ต้องพยายามไม่แสดงออกผ่านทางน้ำเสียงให้มากนัก


   "พี่ธนาคะ สิตาเองค่ะ" เสียงสดใสปลายสายส่งเสียงมาทักทาย


   "เอ้า สิตาเองเหรอ" น้ำเสียงของชายหนุ่มผิดหวังเล็กน้อยเพราะไม่ใช่คนที่คาดคิดไว้


   "เสียงดูผิดหวังนะคะ คิดว่าใครโทรมาเหรอคะ"


   "เปล่าหรอก แค่ไม่คิดว่าเราจะโทรหาพี่ได้"


   "แหม ก็สิตาร้อนเงินนี่คะ"


   "ไม่" เมื่อน้องสาวเกริ่นนำมาขนาดนี้ ภูธนาเลยรีบตัดไฟแต่ต้นลมเลยทันที เพราะเขาไม่อยากให้น้องสาวถูกตามใจจนเกินไป


   "โธ่ พี่ธนาคะ เงินที่พี่โอนมาให้ มันไม่พอหรอกค่ะ"


   "ไม่พอได้ยังไงสิตา แกเอาเงินไปทำอะไรหมด ไหนบอกพี่ที"


   "ก็หลายอย่างค่ะ แต่พี่ไม่ต้องรู้หรอกค่ะ"


   "ไม่ต้องรู้ได้ยังไง แกมาขอเงินถี่ขนาดนี้ แล้วบอกพี่ไม่ต้องรู้ แบบนี้น่ะเหรอ ไม่ได้หรอก"


   "สิตาจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ค่ะ"


   "แกมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ถ้าแกมีเรื่องไม่สบายใจก็บอกให้พี่ฟังสิ พี่จะได้ช่วยแกคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เอาเงินมาเป็นตัวแก้ปัญหาเสียหมดแบบนี้" ภูธนาพูดเสียยืดยาวเพราะเริ่มเป็นห่วงน้องสาวขึ้นมา


   "มันไม่ใช่ปัญหาอะไรหรอกค่ะ"


   "ถ้างั้นแกก็กลับมาอยู่ที่บ้านสิ จะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายที่พักอะไรพวกนั้น เข้าใจที่พี่บอกหรือเปล่า"


   "หนูเข้าใจค่ะ แต่ยังไงแล้ว พี่ธนาโอนเงินมาให้หนูก่อนได้หรือเปล่า"


   "ไม่ได้ ยัยสิตา พี่บอกจะให้แก ทุกๆ 2 อาทิตย์ แล้วนี่อะไร ยังไม่ครบอาทิตย์เลย แกก็โทรศัพท์มาขอเงินพี่เพิ่มอีกแล้ว มันยังไงกัน ถ้าแกไม่มีเงิน แกก็แค่กลับมาอยู่ที่บ้าน"


   "พี่ธนา อย่าบีบบังคับหนูได้มั้ย" เสียงของภูสิตาในยามนี้จากที่อ่อนหวานกลับกลายเป็นเสียงที่ก้าวร้าวเพราะโดนขัดใจ


   "พี่ไม่ได้บังคับแก แต่พี่หวังดีและเป็นห่วงแกนะ สิตา"


   "ถ้าพี่เป็นห่วงหนูจริง พี่ก็โอนเงินมาให้หนูสิ ไม่ใช่มาบอกให้หนูกลับบ้านแบบนี้"


   "แกไม่เข้าใจที่พี่พูดเลยใช่มั้ย พี่ไม่อยากให้แกใช้เงินทิ้งขว้างแบบนี้ แกต้องเริ่มปรับตัวบ้างแล้วสิตา"


   "พี่จะบีบให้หนูทำใช่มั้ย"


   "ทำอะไรสิตา พี่แค่อยากให้แกกลับบ้าน"


   "ไม่ค่ะ หนูไม่กลับ ถ้าพี่ไม่โอนเงินมาให้หนูก่อน 4 โมงเย็นวันนี้ อย่าหาว่าหนูทำเกินไปนะคะ"


   "สิตา ไม่เอาน่า แกมีปัญหาอะไร แกก็บอกพี่สิ ไม่ใช่มาทำแบบนี้" ภูธนากล่าวด้วยความร้อนใจ เรื่องราวชักจะบานปลาย


   "ก่อน 4 โมงค่ะ"


   "สิตา แกเป็นอะไร แกบอกพี่"


   "หนูจะรอเงินจากพี่ ถ้าไม่ได้พี่ก็รอดูผลที่พี่ใจร้ายกับหนูก็แล้วกันค่ะ" ภูสิตาเอ่ยทิ้งท้ายแล้วก็วางสายลงทันที ภูธนาพยายามที่จะโทรกลับไปแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะอีกฝ่ายนั้นปิดเครื่องหนีไปเสียแล้ว


   ภูธนาหมดอารมณ์จะไปอาบน้ำก่อนกลับบ้านเสียแล้ว พอปัญหาเก่าหมดไป ปัญหาใหม่ก็เข้ามาทันที ครั้งนี้ภูธนาสังหรณ์ใจเหลือเกินว่าสิ่งที่ภูสิตาพูดนั้นดูจะไม่ใช่แค่คำขู่ ดูเหมือนน้องสาวของเขานั้นคิดจะทำอะไรบางอย่างจริงๆ


   "อ้าว ธนา ทำไมยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าล่ะครับ" ชนกันต์เดินเข้ามาตามภูธนาในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะเห็นว่าชายหนุ่มหายเข้ามาในนี้นานแล้วยังไม่กลับออกมาเสียที


   "คือผมรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อยครับ"


   "เรื่องรูปหรือเปล่า พี่บอกแล้วไงว่าไม่ต้องห่วงอะไรอีกต่อไปแล้ว" ชนกันต์เข้าใจว่าชายหนุ่มยังเป็นห่วงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้


   "ไม่ใช่ครับ เรื่องสิตา"


   "สิตา?"


   "ภูสิตา น้องสาวของผมเอง"


   "อ่อ ผมนึกออกแล้ว" ชนกันต์นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวันก่อนเขาเพิ่งโอนเงินเข้าบัญชีของหญิงสาวไปเอง


   "ครับ แกโทรมาขอเงินเพิ่ม"


   "คุณสิตาเขามีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินหรือเปล่าครับ"


   "ผมพยายามถามแล้ว แต่แกก็ไม่พูด แต่กลับพูดว่า" ภูธนากลืนน้ำลายเตรียมที่จะพูดประโยคต่อไป


   "พูดว่าอะไรครับ"


   "แกพูดว่า ถ้าไม่โอนเงินให้ก่อน 4 โมง อย่าหาว่าแกทำเกินไป"


   "เดี๋ยวนะครับ ก่อนหน้านี้คุณภูสิตาเคยพูดหรือบอกอะไรคุณบ้างมั้ย" ชนกันต์ถามเพื่อรวบรวมข้อมูล


   "ไม่มีเลยครับ หลังจากที่แกได้เงินไปก่อนหน้านี้ แกก็หายไปเลย กลับมาอีกทีก็นั่นแหละครับ ที่ผมฝากพี่กันต์โอนเงินไปให้"


   "แล้วคุณภูสิตามีเพื่อนหรือว่าแฟนที่ไหนหรือเปล่า"


   "มีเพื่อนอยู่คนนึงครับ แต่ปกติ ยัยสิตาก็เป็นเด็กที่น่ารักอยู่ ถ้าไม่ติดเรื่องเอาแต่ใจ อาจจะเพราะผมขัดใจล่ะมั้งครับ แกก็เลยโกรธไม่พอใจ แกอาจจะพูดไปแบบนั้นเพราะโกรธก็ได้"


   "คุณธนาแน่ใจใช่มั้ยครับ"


   "ครับ ผมนี่ชอบคิดมากไปเรื่อย"


   "ถ้างั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะครับ จะได้กลับไปพักผ่อนที่บ้าน วันนี้ไม่มีนัดอะไรแล้วครับ"


   "ครับ เริ่มง่วง ชักอยากนอนกลางวันเสียหน่อย"


   "เมื่อคืนนอนดึกเหรอครับ"


   "เอ่อ ก็ไม่เชิงหรอกครับ" เพราะคำถามที่ไม่ได้ตั้งใจของชนกันต์ แต่ภูธนาก็คิดไปไกลเสียแล้ว เพราะเขาเองรู้ดีกว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น


   "เอ้า หน้าแดงซะแล้ว มีลับลมคมในอะไรหรือเปล่า"  ชนกันต์เอ่ยเหย้าเพราะเห็นท่าทางมีพิรุธของภูธนา


   "สงสัยอากาศคงร้อน งั้นผมขอตัวไปอาบน้ำดีกว่า รอแปปนะครับ" ภูธนาเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง


   "ผมไปรอข้างนอกนะ ไม่ต้องรีบนะครับ" ชนกันต์พูดจบก็สาวเท้าออกไปจากห้องเพื่อให้ภูธนาจัดการธุระส่วนตัว


   "ครับ"



   ภูธนาตั้งใจว่าจะใช้เวลาไม่นาน แต่กลายเป็นว่าชายหนุ่มใช้เวลาในห้องน้ำและแต่งตัวร่วมชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะความที่เก็บเอาเรื่องของภูสิตามาครุ่นคิดต่อ กว่าจะรู้ตัวว่าให้ชนกันต์รออยู่ด้านนอกนั้นนานเสียแล้ว ภูธนาก็รีบอาบน้ำแทบไม่ทัน


   "ขอโทษครับ ผมอาบน้ำนานไปหน่อย" ภูธนาเดินออกมาขอโทษด้วยความรู้สึกผิดที่ปล่อยอีกฝ่ายรอนาน


   "ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องขอโทษผมหรอก ลืมแล้วหรือไงว่าผมมาอยู่ในตรงนี้มีฐานะอะไรให้คุณ" ชนกันต์พูดพลางยิ้มให้อีกฝ่าย เพราะชายหนุ่มต้องดูแลภูธนาอยู่แล้ว การรออีกฝ่ายจัดการภารกิจต่างๆ ก็เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของงานนั้นแหละ ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่ภูธนาจะต้องมาเอ่ยคำขอโทษ


   "ถึงพี่กันต์จะพูดแบบนั้น แต่ผมก็อดรู้สึกผิดไม่ได้"


   "เอาล่ะๆ ผมล่ะยอมใจคุณจริงๆ คุณธนา เรียบร้อยแล้วใช่มั้ยครับ"


   "ครับ" ภูธนาชูกระเป๋าสะพายข้างมาประกอบคำพูด



   ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน ชนกันต์กับภูธนา ต่างก็แลกเปลี่ยนเรื่องราวประสบการณ์ของตนเอง ทำให้อีกฝ่ายได้รู้จักกันมากขึ้น และภูธนาก็พบว่าจริงๆ แล้วชนกันต์เป็นคนที่มีอารมณ์ขันไม่น้อยเลยทีเดียว เพียงแต่ใบหน้านั้นต้องเคลือบความนิ่งเอาไว้เพื่อความเชื่อถือในหน้าที่การงาน



   แต่บทสนาของทั้งคู่ต้องหยุดชะงักลงเมื่อโทรศัพท์ในมือของภูธนาเกิดสั่นขึ้นมา ยิ่งพบว่าสายที่โทรเข้ามาเป็นใครนั้น ภูธนายิ่งแปลกใจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทันที    


        "ครับ คุณดิน" ภูธนากดรับสาย


   "ขอโทษที่โทรมารบกวนนะครับ แต่น้องภูหายไปครับ"


   "อะไรนะครับ!!?" ภูธนาเสียงดัง ถึงกับทำให้ชนกันต์ต้องหันกลับมามองข้างๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่


   "ผมไปรับน้องภูกลับบ้าน แต่ไม่เจอน้องภูแล้วครับ"


   "น้องภูหายไป ไม่น่าเป็นไปได้ ปกติแกไม่ไปกับคนแปลกหน้า" ภูธนาพูดวิเคราะห์หลานชายที่ตนรู้จัก


   "ผมถามคุณครูของน้องภู เธอบอกว่าแม่ของน้องภูมารับไปครับ"


   "แม่ของน้องภู!" ภูธนาทวนเสียงดังด้วยความตกใจอีกครั้ง


   "ครับ แม่ของน้องภู"


   "ยัยสิตา หรือว่า.." ภูธนาหวนนึกไปถึงบทสนทนาที่ตนได้คุยกับน้องสาวมาไม่กี่ชั่วโมงก่อน


   "หรือว่าอะไรครับ"


   "เอางี้ครับ ถ้าน้องภูอยู่กับแม่ของแกแล้ว ก็คงจะไม่มีปัญหาจากคนแปลกหน้าแล้ว ตอนนี้คุณดินอยู่ไหนครับ เดี๋ยวผมไปเจอคุณดีกว่า"


   "ผมยังอยู่ที่หน้าโรงเรียนน้องภูครับ ถ้างั้น เดี๋ยวคุณธนาไปเจอที่บ้านผมก็แล้วกันครับ" บดินทร์นัดหมายสถานที่เป็นบ้านของตนเอง


   "ตกลงครับ"  ภูธนาวางสายลงก่อนจะหันไปบอกชนกันต์


   "พี่กันต์ ช่วยไปส่งผมที่บ้านคุณดินหน่อยได้มั้ยครับ"


   "ได้สิครับ" ชนกันต์จัดให้ตามคำขอ ฝ่าเท้ากดจมลึกเร่งความเร็วของรถเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทาง


   "ขอบคุณครับ" เพียงไม่นานยานพาหนะที่ภูธนาโดยสารมาก็ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย



   ชนกันต์ดับเครื่องยนต์เสร็จก็พบว่าเจ้าของบ้านเปิดประตูรอต้อนรับเขาทั้งสองเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่เดินเข้าไปในตัวบ้านด้วยความร้อนใจโดยไม่รอเจ้าบ้านเชื้อเชิญก่อนแต่อย่างใด


   "คุณดินครับ" ภูธนาเอ่ยทักเจ้าของบ้านที่กำลังนั่งก้มหน้า คิ้วเข้มขมวดแน่นด้วยความกังวล เหลือบมองไปข้างๆ ก็เห็นบริพัตรนั่งปลอบใจอยู่ข้างๆ พี่ชายของตนเอง


   "มากันแล้วเหรอครับ" บดินทร์เงยหน้าขึ้นมาทักหลังจากได้ยินเสียงของผู้มาใหม่


   "สวัสดีดิน สวัสดีพัต" ชนกันต์ทักทายขึ้นมาบ้าง


   "สวัสดีครับพี่กันต์" บริพัตรทักทายกลับ


   "สวัสดีกันต์ มาด้วยกันกับคุณธนาได้ยังไง" บดินทร์ถามกลับด้วยความแปลกใจเพราะไม่คาดคิดว่าชนกันต์จะมาด้วย


   "ตอนนี้ผมเป็นผู้จัดการส่วนตัวของคุณธนาน่ะครับ"


   "อ้อ อย่างนั้นเหรอ นั่งลงก่อนครับ" บดินทร์ตอบรับในคำอธิบายของชนกันต์


   "เดี๋ยวผมเอาน้ำมาให้นะ" บริพัตรทำหน้าที่เจ้าบ้านทันที


   "ไหนๆ ก็อยู่กันครบแล้ว งั้นผมรบกวนคุณดินเล่ารายละเอียดให้ผมฟังอีกรอบหน่อยครับ" ภูธนารับแก้วน้ำจากบริพัตรมาดื่มอึกใหญ่ก่อนจะเริ่มบทสนทนาที่ชวนให้เคร่งเครียดนี้


   "ช่วงเย็น ผมไปรับน้องภูที่โรงเรียนครับ ปกติแล้วแกจะเล่นอยู่ที่สนามเด็กเล่นเพราะจะมองเห็นผมเวลามาที่รับได้โดยง่าย แต่วันนี้ผมรออยู่สักพัก น้องภูก็ยังไม่ออกมา ก็เลยเดินเข้าไปดูที่สนามก็ไม่พบแก พอดีคุณครูประจำชั้นของน้องภูเดินมา คุณครูน้องภูก็ถามผมทันทีว่ามารับน้องภูทำไม เพราะเมื่อสักครู่นี้แม่ของน้องภูมารับไปแล้ว ผมก็เลยโทรศัพท์หาคุณธนานั่นแหละครับ"


   "พี่กันต์จำเรื่องที่สิตาโทรหาผมเมื่อช่วงบ่ายได้มั้ยครับ" ภูธนาหันไปถามผู้จัดการของตน


   "เริ่มมีกลิ่นทะแม่งๆ แฮะ"


   "โทรศัพท์อะไร ธนา" บริพัตรถามคนรักด้วยเรื่องนี้ชักจะดูไม่ชอบมาพากลเข้าเสียแล้ว


   "เมื่อช่วงบ่าย ยัยสิตาโทรมาขอเงินจากผมเพิ่ม แต่ผมไม่ให้ แกก็เลยขู่ว่าแกจะลงมือทำอะไรบางอย่าง ตอนแรกผมก็กังวลนิดหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่าจะใช้น้องภูเป็นเครื่องมือ"


   "คุณแน่ใจเหรอว่าคุณสิตาจะทำแบบนั้นได้" บริพัตรถามย้ำ


   "ก็ถ้าหากผมเข้าใจเรื่องนี้ไม่ผิดนะครับ"


   "แต่คุณสิตาก็ไม่น่าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้หรือเปล่า เพราะยังไงแล้วเธอก็ยังเป็นแม่ของน้องภู" บดินทร์ท้วงขึ้นมา


   "พี่ดินลืมเรื่องเงินสิบล้านแล้วเหรอ" บริพัตรทวนความจำให้พี่ชาย เพราะกว่าที่บดินทร์จะได้ตัวของลูกชายมาดูแลเลี้ยงดูเองนั้นต้องแลกมากับเงินจำนวนมากเลยทีเดียว


   "ก็จริง พี่ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย"


   "แล้วธนา ได้โทรหาคุณสิตาหรือยัง" บริพัตรถามคนรักที่พ่วงความเป็นพี่ชายของภูสิตาด้วย


   "โทรแล้วครับ แต่ยัยสิตาปิดเครื่อง ติดต่อไม่ได้เลย" ระหว่างทางที่นั่งรถมาบ้านของบดินทร์นั้น ภูธนากดโทรศัพท์จนแทบมือหงิก จนชนกันต์ต้องบอกให้หยุดนั่นแหละ ชายหนุ่มถึงหยุดโทรได้


   "เราคงต้องรอเธอติดต่อมาเอง" ชนกันต์สรุปเรื่องราวให้ทุกคนฟังหลังจากที่ปะติดปะต่อเรื่องทั้งหมดได้


   "ใช่ครับ ทำได้เพียงแต่รอ" ภูธนาจำต้องรับคำนั้นมาด้วยความจนใจ


---------------

ขออภัยมาต่อช้าค่ะ >< สุดสัปดาห์ไปเที่ยวไหนกันมาบ้างเอ่ยยย
ไปอ่านกันเล้ยยย


ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ


 :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ภูสิตา เธอช่างมีแต่เรื่อง เอาแต่ใจ ไม่ทำงาน ขายลูกก็ได้ ใช้เงินเป็นเบี้ย :z6:
พอเงินหมด ก็มาข่มขู่ ขอเงินจากพี่ชาย แย่มาก :m16:

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8217
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +343/-5

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter

บทที่ 23 ตอนจบ


   ทุกคนรวมตัวอยู่ภายในห้องนั่งเล่นของบดินทร์ สีหน้าของแต่ละคนไม่ค่อยสู้ดีนักด้วยความกังวลเพราะไม่รู้ว่าป่านนี้ภูบดินทร์ ลูกชายและหลานชายสุดที่รักของทุกคนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง ถึงจะเบาใจว่าไม่ได้ถูกคนแปลกหน้าลักพาตัวไป แต่ในเวลานี้ ไม่มีใครที่จะกล้าเดาความคิดของภูสิตาผู้เป็นแม่ของเด็กน้อยนั้นได้เลย


   ในที่สุดเวลาแห่งความอดทนและการรอคอยก็จบลง โทรศัพท์มือถือของภูธนาสั่นแรงอยู่บนโต๊ะ ทุกสายตาจับจ้องบุคคลที่โทรเข้ามา


   'ภูสิตา'


   ภูธนาสบตากับบริพัตร ชายหนุ่มพยักหน้าให้กดรับ โดยเปิดลำโพงของโทรศัพท์แทน บุคคลที่เหลือต่างพากันเงียบจนเกือบจะลืมหายใจกันเลยทีเดียว


   "ยัยสิตา" เสียงภูธนาสั่นไปด้วยความโมโหและหวาดกลัวเพราะไม่รู้ว่าภูสิตาจะทำอะไรต่อไป


   "กำลังรอสายของหนูอยู่ใช่มั้ยคะ พี่ธนา"


   "ใช่ แกพาน้องภูไปเที่ยวเหรอ" ผู้เป็นพี่ชายพยายามหยั่งเชิงน้องสาวของตนว่าหญิงสาวจะมาในรูปแบบไหน


   "หนูบอกพี่แล้วไงคะ ถ้าไม่โอนเงินให้แล้วพี่จะต้องเสียใจ"


   "ใจเย็นๆ ก่อนนะสิตา ตอนนี้น้องภูอยู่กับแกใช่มั้ย"


   "ใช่ค่ะ"


   "ขอพี่คุยกับน้องภูหน่อย"


   ทุกคนในที่ตรงนั้นได้ยินเสียงแว่วๆ ของภูสิตาที่เหมือนเรียกใครบางคนที่นั่นให้พาภูบดินทร์ออกมาเพื่อคุยโทรศัพท์กับเขา


   "น้องภู คุยกับลุงธนาสิคะ" ภูสิตาบอกลูกชายให้รับโทรศัพท์ไป


   "ลุงธนาฮะ ฮืออ ฮืออ น้องภูอยากกลับบ้านแล้ว" เสียงเด็กชายร่ำไห้มาตามสาย ภูธนามีสีหน้าเจ็บปวดไม่ต่างกับบดินทร์ผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย


   "เดี๋ยวลุงจะรีบไปรับนะครับ กินข้าวหรือยัง"


   "น้องภูไม่กิน น้องภูอยากกลับบ้าน น้องภูคิดถึงพ่อ คิดถึงลุงธนา คิดถึงอาพัตฮะ" เด็กชายยังคงร้องไห้ต่อไม่หยุด


   "พูดมากจริงๆ นะน้องภู ไม่อยากอยู่กับแม่เหรอ" ภูสิตาเสียงดังใส่ลูกชายด้วยความไม่พอใจ


   "ปล่อยน้องภูนะ ปล่อยนะ" ภูสิตาแย่งโทรศัพท์ออกจากลูกชาย


   "ได้ยินแล้วใช่มั้ยคะ แกยังสบายดี ไม่เจ็บไม่บุบสลายตรงไหน แต่จะโทษหนูเรื่องข้าวไม่ได้หรอกนะคะ เพราะแกไม่ยอมกินเอง" ภูสิตากรอกเสียงลงมาไม่ยี่หระในพฤติกรรมของตนเอง ภูธนาได้ยินเสียงเด็กชายร้องไห้ดังห่างออกไปแล้วก็ในที่สุดเสียงนั้นก็เงียบหายไป


   "น้องภูล่ะ"


   "โอ้ย ห่วงแต่ตาภู หนูล่ะคะ พี่เคยห่วงบ้างมั้ย"


   "สิตา อย่าพาลสิ นั่นลูกของแกนะ น้องภูยังเด็กพี่ก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา ส่วนแกนะ พี่เป็นห่วงเสมอนะ" ภูธนาพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ


   "ถ้าพี่เป็นห่วงหนู ก็โอนเงินมาให้สิคะ"


   "ก็ได้ๆ แกจะเอาเท่าไหร่" ภูธนาถอนหายใจเบาๆ กับคำพูดของน้องสาว


   "5 ล้านค่ะ"


   "หา!! แกจะบ้าเหรอสิตา พี่จะไปหาเงินมากขนาดนั้นจากไหนมาแก" ภูธนาตะโกนใส่ปลายสายด้วยความโมโห


   "จากคุณดินไงคะ พ่อน้องภูน่ะ หรือจะใครก็ได้ แต่ถ้าพี่ไม่อยากได้น้องภูแล้วก็ไม่ต้องให้เงินหนูค่ะ ก็ดีเผื่อว่าจะได้เอาน้องภูไปหาเงินได้บ้าง หน้าตาน่ารัก จ้ำม่ำแบบนี้คงเรียกความสงสารได้ไม่ยากหรอกค่ะ จริงมั้ยคะ"


   "ภูสิตา นี่แกยังเห็นน้องภูเป็นลูกแกหรือเปล่า ทำไมถึงคิดอะไรกับลูกแบบนี้ได้"


   "ก็เพราะว่าเห็นเป็นลูกของหนูไงคะ ถึงให้ช่วยกันทำมาหากิน" ภูธนายังคงโมโหภูสิตา ชายหนุ่มโกรธจนหน้าแดงกับนิสัยที่เลวร้ายแบบนี้



   แต่ทว่ามีมือหนามาดึงมือของภูธนาไปเกาะกุม เผื่อว่าชายหนุ่มจะใจเย็นขึ้นมาบ้าง มืออุ่นๆ นั้นไม่ใช่ใคร แต่เป็นของบริพัตรคนรักของเขา มันทำให้ภูธนาได้สติคืนมา บริพัตรพูดโดยไม่มีเสียง ซ้ำยังยกมืออีกข้าง กางมือออก เพื่อหมายถึง เงิน 5 ล้าน ที่ภูสิตาขอนั่นน่ะ เขาจะจัดการให้เอง ภูธนาเกรงใจและซาบซึ้งในความหวังดีของบริพัตร แต่เวลานี้เขาต้องรีบตัดสินใจ


   "ได้ๆ พี่จะเอาเงินให้แก" ภูธนารับความช่วยเหลือของบริพัตร


   "งั้นพี่ก็โอนเงินเข้าบัญชีหนูมาเลย แล้วพรุ่งนี้หนูจะพาน้องภูไปส่งที่โรงเรียนให้เองค่ะ ตอนเย็นพี่ก็ไปรับแกได้เลย" ภูสิตาพูดเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายไปเสียหมด


   "ไม่ พี่จะไปรับน้องภูเอง" ภูธนากรอกเสียงตอบกลับไป


   "พี่ไม่เชื่อใจหนูเหรอคะ"


   "ภูสิตา สิ่งที่แกทำมันทำให้พี่กลัว" ภูธนารับสารภาพตามตรง


   "ตามใจพี่ธนาล่ะกันค่ะ หนูไม่ได้คิดที่จะลูกไม้อะไรกับพี่อยู่แล้ว แต่ถ้าพี่ไม่เชื่อใจหนูก็ไม่เป็นไรค่ะ"


   "ให้พี่ไปรับน้องภูที่ไหน"


   "พี่จำบ้านเก่าของเราได้มั้ยคะ"


   "ได้" ภูธนาตอบน้องสาว บ้านเก่าที่ภูสิตาพูดถึงนั้นคือบ้านเก่าของครอบครัวก่อนที่จะถูกขายทอดตลาดออกไป



   "พี่ไปรอหนูที่นั่นก็แล้วกันค่ะ"


   "อีกสักชั่วโมง เจอกัน"


   "ค่ะ หนูจะรอ"


   ภูสิตาวางสายไปนานแล้ว แต่ภายในห้องยังคงเงียบ


   "พัต" ในที่สุดบดินทร์ก็เป็นคนทำลายความเงียบ


   "พี่ไม่รู้จะพูดยังไง พี่ต้องรบกวนนายอีกแล้ว ขอบใจนายมากนะ พัต ขอบใจจริงๆ" บริพัตรเอื้อมมือมาตบบ่าพี่ชายเพื่อให้คลายกังวลและไม่ต้องมาเกรงใจอะไรเขา


   "ไม่เป็นไร ไม่ว่าจะให้ผมพูดอีกกี่ครั้ง แต่น้องภูก็เป็นหลานผมเหมือนกัน ผมไม่มีทางนิ่งเฉยหรอก"


   "ผมต่างหากล่ะครับ ที่ต้องขอโทษทุกคน ภูสิตาก่อเรื่องไม่จบ แล้วผมก็กลัวจริงๆ ว่าถ้าหากมีครั้งนี้แล้ว มันอาจจะมีครั้งหน้าก็ได้" ภูธนากล่าวขอโทษทุกคนด้วยความรู้สึกผิดแทนตัวต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด


   "ไม่เป็นไรครับ คนเรานั้นมีนิสัยต่างกัน คุณธนาอย่าคิดมากเลย " บดินทร์กล่าวไม่ถือโทษภูธนา


   "ขอโทษนะครับ ถึงผมจะเป็นคนนอก แต่อยากขอเสนอความคิดเห็นสักหน่อย ผมคิดว่าเรื่องนี้ดูแปลกๆ เหมือนคุณภูสิตาไม่ได้อยากจะทำอะไรแบบนี้ น่าจะมีบุคคลที่ 3 เป็นคนคิดแผนการณ์" ชนกันต์เป็นคนนอกครอบครัว ทำให้มองอะไรได้ดีกว่าคนที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่


   "พี่กันต์ คิดแบบนั้นเหรอครับ"


   "ใช่พัต นายจำตอนที่คุณธนาขอคุยกับน้องภูได้มั้ย เหมือนว่ามีอีกคนที่พาน้องภูออกมา"


   "ก็จริง"


   "แต่ยังไงก็ตาม อีกเดี๋ยวเราก็คงได้รู้กันแล้วล่ะ เรารีบไปกันเถอะ" ชนกันต์พูดพลางลุกขึ้นทำให้คนอื่นที่เหลือลุกขึ้นตามทันที



   ทั้ง 4 คนตัดสินใจไปรถของบริพัตร โดยมีเจ้าของรถเป็นคนขับ หลังจากลงความเห็นว่าควรใช้รถเพียงคันเดียวคงน่าจะเหมาะกว่า อีกทั้งรถของบริพัตรมีขนาดใหญ่และทำความเร็วได้ดี


   "ที่นี่เหรอ" บริพัตรจอดรถเมื่อถึงที่หมาย แล้วหันมาถามภูธนาที่นั่งคู่ข้างคนขับ เพราะเจ้าตัวต้องคอยบอกทางตลอดเวลา


   "ครับ"


   "มืดเชียว ไม่เห็นมีใครเลย" ชนกันต์เอ่ยขึ้นเบาๆ หลังจากมองไปรอบๆ บริเวณที่แห่งนี้


   "ครับ จากตรงนี้สามารถทะลุออกไปที่ถนนใหญ่ข้างหลังได้ด้วย แต่น้อยคนจะรู้ครับ มันก็เลยค่อนข้างเปลี่ยว"


   "เราจะนั่งรออยู่ในรถหรือจะออกไปรอกันข้างนอกดีครับ" ชนกันต์เสนอความคิดเห็น


   "นั่งรอในรถก่อนละกันครับ เดี๋ยวผมเปิดไฟหรี่เอาไว้ ถ้าคุณภูสิตามาก็น่าจะเห็นรถของเราจอดอยู่" บริพัตรตอบอีกฝ่าย


   "โทรหาคุณสิตาดีมั้ยครับ" บดินทร์ถามภูธนาที่นั่งมองออกไปนอกรถ


   "อะ ครับ" ภูธนากดโทรศัพท์หาน้องสาวทันที


   รอสัญญาณไม่นานนัก ภูสิตาก็กดรับสาย


   "พี่ถึงแล้วนะ สิตา"


   "อ้อ หนูก็ถึงแล้วเหมือนกันค่ะ"


   "เดี๋ยวพี่ออกไปยืนรอนะ" พูดจบภูธนาก็วางสายจากน้องสาว



   ภูธนาไม่ได้เอ่ยคำพูดอะไร ชายหนุ่มหันไปพยักหน้าเบาๆ กับทุกคน แล้วก็ก้าวลงจากรถไป บริพัตรยังติดเครื่องรออยู่ หากมีอะไรเกิดขึ้นจะได้ไม่เสียเวลา



   รถของภูสิตาขับเคลื่อนเข้ามาหยุดตรงหน้าของภูธนา ชายหนุ่มหรี่ตาลงเพราะแสงไฟจากหน้ารถสาดกระทบเข้าสายตาของตนอย่างจัง ทำเอาตาพร่าไปชั่วขณะ กว่าจะปรับสายตาให้เป็นปกติได้ก็พบว่าตอนนี้ภูสิตามายืนประจันหน้ากับเขาแล้ว


   "ลุงธนาฮะ พ่อฮะ ฮือออ" เสียงเด็กชายร้องไห้จ้า ทำให้ภูธนาอยากจะวิ่งเข้าไปหาหลานชายเสียเดี๋ยวนั้น


   แต่เป็นไปไม่ได้เพราะว่าภูธนาตกอยู่ภายในอ้อมกอดของชายแปลกหน้าที่ภูธนาไม่รู้จัก เด็กน้อยพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดพ้นจากคนที่อุ้มอยู่ แต่แขนแข็งแรงนั้นกลับไม่สะทกสะท้านใดๆ



   "อดทนรอก่อนนะน้องภู เดี๋ยวลุงไปรับนะครับ ขอลุงคุยกับแม่ก่อนนะ" ลุงธนาปลอบหลานชายให้หายหวาดกลัว ภูบดินทร์รับรู้ได้จึงหยุดร้องไห้แต่ยังคงเหลือเพียงแรงสะอื้นอยู่


   "สิตา"


   "ไหนเงินล่ะคะ"


   "เดี๋ยวพี่โอนให้ ส่งน้องภูมาให้พี่ก่อน" ภูธนาพยายามต่อรองกับน้องสาว


   "ไม่ค่ะ"


   "สิตา อย่าดื้อกับพี่ได้มั้ย"


   "พี่ธนาอย่าบังคับหนูค่ะ"


   "สิตา เกิดอะไรขึ้น ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร เขาบังคับแกใช่มั้ย บอกพี่มาเถอะนะ ไม่ต้องกลัว"


   "ไม่ใช่ค่ะ คุณวีไม่ได้บังคับหนู เขาเป็นคนรักของหนู" หญิงสาวแนะนำผู้ชายคนที่อุ้มภูบดินทร์อยู่


   "คนรัก? คนรักที่ไหนกัน ที่ให้แกมาลักพาตัวลูกของตัวเอง" ภูธนาพูดด้วยความไม่พอใจ ชายหนุ่มคนนั้นดูยังไงก็ไม่น่าไว้ใจ


   "ใจเย็นๆ ธนา" บริพัตรเอ่ยเตือนสติชายหนุ่มเสียงเบา


   "เขาให้แกทำแบบนี้ใช่มั้ย"


   "ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ แต่หนูไม่อยากเสียคุณวีไป ถ้าหนูไม่มีเงิน คุณวีอาจจะไปหาคนอื่นก็ได้ หนูไม่ยอมหรอกค่ะ"


   "แกนี่มัน!!! ถ้าผู้ชายคนนั้นเขาจะรักแกเพราะเงิน แสดงว่าเขาไม่ได้รักแกเลย แกกำลังโดนหลอกอยู่นะ ภูสิตา" ภูธนาตะโกนออกไปเสียงดัง เพื่อที่จะให้ผู้ชายคนนั้นได้ยินในสิ่งที่เขาพูดด้วย


   "ลีลากันอยู่ได้ ว่ายังไงสิตา ถ้าคุณไม่มีเงิน ผมคงต้องไปก่อน จะโทษผมไม่ได้นะ"


   "ไม่นะคะ สิตาไม่ยอมเสียคุณไปหรอกค่ะ" ภูสิตาหันไปตอบคนที่เธอรักนั้นด้วยความร้อนรน


   "เร็วๆ สิคะพี่ธนา โอนเงินมาเถอะค่ะ"


   "ส่งน้องภูมาให้พี่"


   "พี่ต้องโอนเงินให้หนูจริงๆ นะ" น้ำเสียงของภูสิตาดูกังวลเพราะอยากจะได้เงินให้เร็วที่สุดด้วยกลัวว่าจะต้องเสียคุณวีไป


   "พี่ไม่หลอกแกหรอก" ภูสิตาได้ยินแบบนั้นก็เดินเข้าไปอุ้มภูบดินทร์คืนมาจากชายหนุ่ม



   ภูธนาเห็นคุณวี ชื่อที่ภูสิตาเรียกนั้นดึงแขนน้องสาวของตนเข้าไปใกล้ กระซิบข้างหูพูดอะไรที่พวกเขาไม่ได้ยิน แต่ใบหน้าของภูสิตากลับซีดเผือด หญิงสาวตาโตขึ้นด้วยความตกใจ


   "ไม่ ไม่นะคะ คุณวีอย่าทิ้งสิตาไปเลยนะคะ" ภูสิตาเสียงดังละล่ำละลัก ทำให้ทุกคนได้ยินคำพูดของเธอ


   "ผมคิดว่าเราไปกันไม่รอดหรอกนะ สิตา ถ้าคุณยังไม่มีเงินอยู่แบบนี้ มันไม่ไหวหรอก"


   "สิตาสัญญาค่ะ จะหาเงินมาให้คุณวี ขอเพียงคุณวีอย่าทิ้งสิตาไปเลยนะคะ สิตาทนไม่ได้ค่ะ"


   "คุณยอมรับเสียเถอะนะ ว่ายังไงเราก็คงไปกันไม่ได้ ผมผิดเองที่เข้าใจว่าคุณเป็นลูกสาวเศรษฐี ไม่คิดว่าจะมีเงินก้อนไม่กี่ล้านบาทก็เท่านั้น"


   "พี่ชายสิตาเป็นดารานะคะ พี่จะต้องหาเงินมาให้คุณได้แน่ๆ ค่ะ"


   "แค่คุณขอนิดๆ หน่อยๆ เขายังไม่ค่อยอยากให้เลย ผมไม่ชอบเรื่องอะไรแบบนี้หรอกนะ เอาเป็นว่าเราเลิกกันดีกว่า ส่วนรถคันนี้ ผมขอละกัน ถือว่าเป็นค่าเสียเวลา"


   "ไม่นะคะ คุณวี" 



   คุณวีของภูสิตาเปิดประตูก้าวขึ้นรถไปนั่งประจำฝั่งคนขับเตรียมจะออกตัว แต่ทันใดนั้น ภูสิตาที่ยังอุ้มภูบดินทร์เอาไว้ รีบผลุนผลันขึ้นรถไปอีกฝั่งเช่นกัน ท่ามกลางความตื่นตะลึงของคนที่เหลือเพราะเหตุการณ์ดังกล่าวมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว



   รถของภูสิตาผ่านหน้าภูธนาและคนที่เหลือไป บริพัตรได้สติก่อน บอกทุกคนให้ขึ้นรถโดยเร็ว แล้วรีบขับรถตามคันหน้าออกไปทันที บริพัตรเหยียบคันเร่งแทบไม่มีผ่อนแรงเลย เพราะความที่เป็นห่วงหลานชายของตน



   "คุณพัต" ภูธนาเอื้อมมือไปแตะแขนของชายหนุ่มที่กำลังขับรถอยู่


   "ไม่เป็นไรหรอก ธนา เชื่อมือผม เราต้องช่วยน้องภูกลับมาได้แน่ๆ"


   โชคดีที่คืนนี้รถค่อนข้างโล่ง ทำให้บริพัตรตีรถขึ้นมาคู่กับรถของภูสิตาที่อยู่เลนขวานั้นได้ รถ 2 คัน ขับเคลื่อนไปด้วยความเร็วคู่กัน บดินทร์เห็นคนทั้ง 3 ภายในรถอีกคันนั้นดูเหมือนกำลังมีปัญหา



   ภาพของภูบดินทร์ที่นั่งอยู่บนตักของผู้เป็นแม่ เด็กชายร้องไห้พยายามดิ้นอยู่บนตัก มือน้อยๆ พยายามตะกายมาที่กระจกด้านข้างของตน บดินทร์เห็นภาพนั้น ใจของชายหนุ่มก็แทบจะขาดลงด้วยความสงสารลูกชาย ส่วนภูสิตา หญิงสาวก็มีน้ำตานองหน้าไม่แพ้ลูกชายเช่นกัน แต่คนละจุดประสงค์ หญิงสาวพยายามดึงแขนของชายที่ตนรักเพื่อให้หยุดรถลง แต่คุณวีก็สะบัดแขนแล้วหลังมือก็กระทบเข้ากับใบหน้าขาวงามของเธออย่างจัง มันทำให้ภูสิตาโกรธที่ถูกกระทำ ตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้ หญิงสาวไม่มีแม้แต่จะโดนตีเล็กๆ น้อยๆ เธอเลยยื้อยุดกับคุณวีมากกว่าเดิมและสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น



   รถของภูสิตาเสียหลักเกยขึ้นกับเกาะกลางถนน รถยนต์คันหรูพลิกคว่ำหลายตลบ และในที่สุดรถยนต์ก็หยุดนิ่งอีกฝั่งฟากของถนน ทุกคนภายในรถของบริพัตรต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ข้างหน้ามีที่กลับรถพอดี ชายหนุ่มจึงรีบหักพวงมาลัยกลับรถแล้วไปยังที่เกิดเหตุ บริพัตรจอดรถไว้ข้างทาง เปิดไฟกระพริบเพื่อแจ้งเหตุเอาไว้



   "เดี๋ยวผมจะโทรเรียกรถพยาบาล" ดูเหมือนว่าชนกันต์จะมีสติมากที่สุด ชายหนุ่มกดโทรศัพท์โทรออกทันที



   ทุกคนรีบพากันลงจากรถแล้วตรงไปยังรถที่ตอนนี้สภาพไม่น่าดูเอาเสียเลย ไม่อยากจะคิดว่าคนที่อยู่ภายในรถจะเป็นยังไงบ้าง ภูธนาที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา เขาแทบจะยืนต่อไปไม่ไหว เมื่อเห็นใบหน้าน้องสาวที่เคยขาวนวล มีแต่เลือดสีแดงเต็มไปทั่วใบหน้า ทุกคนในที่นั้นไม่กล้าทำอะไรโดยพลการ ได้แต่รอรถพยาบาลจะมาถึง



   "คุณหมอ แม่กับเด็กเป็นไงบ้างครับ" บดินทร์รุดเข้าไปถามคุณหมอทันทีเมื่อสัญญาณไฟห้องผ่าตัดดับลง


   "แม่เด็กบาดเจ็บหลายแห่ง อวัยวะหลายแห่งแตกหัก เธอเสียเลือดมากจนเธอไม่สามารถทนความเจ็บได้ หมอขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ"


   "ละ แล้วเด็กล่ะครับ" เสียงภูธนาแผ่วเบาเพราะกลัวเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องภู


   "แม่เด็กกอดเด็กเอาไว้แน่น เลยรับแรงกระแทกคนเดียว ทำให้เด็กมีอาการหมดสติเพราะช็อคจากการตกใจน่ะครับ มีรอยฟกช้ำอีกนิดหน่อย ปาฏิหาริย์มากเลยนะครับ ตอนนี้พยาบาลย้ายเด็กไปไว้ที่ห้องพักฟื้นแล้วครับ"


   "ผู้ชายอีกคนล่ะครับ" บริพัตรถามถึงคุณวีที่ภูสิตาเรียก


   "หมอเสียใจด้วย เขาเสียชีวิตบริเวณที่เกิดเหตุครับ"


   "ภูสิตา" ภูธนานั่งลงที่เก้าอี้หน้าห้องผ่าตัด ถึงอย่างไรภูสิตาก็เป็นน้องสาวที่เขารักมากไม่แพ้หลานชาย การสูญเสียไปโดยกระทันหันแบบนี้ทำให้เขาแทบจะทำใจไม่ได้


   "ถ้าเพียงพี่โอนเงินให้แกไป แกก็คงไม่ตาย" ภูธนาเฝ้าแต่โทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น ทำให้น้องสาวเขาถึงแก่ความตาย


   "ไม่เอา ธนา อย่าคิดแบบนั้น มันไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณทำดีที่สุดแล้ว เชื่อผมสิ เชื่อผม" บริพัตรเข้ามากอดเพื่อปลอบชายหนุ่มไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน


   "พี่ผิดเอง สิตา พี่ผิดเอง" ภูธนายังเฝ้าโทษตนเองไม่หยุด


   "คุณหมอครับ ผมอยากจะให้คนนี้เข้ารับการรักษาด้วย" บริพัตรหันไปบอกเจ้าของไข้ของหลานชาย


   "ได้ เดี๋ยวผมจะฉีดยาให้เขาได้นอนพัก" คุณหมอยืนดูอาการที่พูดซ้ำๆ เอาแต่โทษตัวเองของภูธนาแล้วก็สั่งให้พยาบาลพาภูธนาไปที่ห้องเพื่อนอนพักและฟื้นฟูจิตใจ


   "เราไปหาน้องภูกันเถอะ" บริพัตรชวนพี่ชายและชนกันต์ไปเยี่ยมหลานชาย อย่างน้อยภูบดินทร์ก็ไม่เป็นอะไรมาก



   ผ่านพ้นพิธีฌาปนกิจของภูสิตาจะครบเดือนแล้ว แต่อาการของภูธนายังไม่ดีขึ้น ชายหนุ่มยังซึมเศร้าและหลายต่อหลายครั้งที่พูดเอาแต่โทษตนเองกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น  ภูธนายังไปทำงานได้ตามปกติ ผลการแข่งรถที่ผ่านมา ถึงจะไม่ชนะแต่ก็ไม่ได้อันดับที่แย่เกินไปนัก


   "ธนาเป็นไงบ้าง พี่กันต์" บริพัตรโทรหาชนกันต์เพื่อสอบถามอาการของคนรัก


   "เหมือนเดิม นั่งเฉยๆ ไม่พูดไม่จา เอาแต่โทษตัวเองว่ะ"


   "เหรอ"


   "นายจะเอาไง พัต ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่"


   "ผมก็ไม่รู้เหมือนกันพี่ ตั้งแต่เกิดเรื่อง ผมไม่เคยเห็นธนาร้องไห้เลย" บริพัตรบอกชนกันต์ด้วยความกังวลใจในตัวคนรัก


   "คงต้องบำบัด"


   "บำบัดไรวะพี่"


   "พวกดาราเป็นหลายคน เวลาเจอข่าวแรงๆ แล้วช็อคน่ะ พี่ว่าคุณธนาน่าจะช็อค"


   "ช็อค?"


   "ใช่ วิธีรักษาคือต้องพาไปรักษาบำบัดเพื่อให้สิ่งที่อยู่ภายในใจ ทลายออกมา"


   "ให้ผมทำยังไง"


   "พาคุณธนาไปพักผ่อนที่อื่นดู ให้ธรรมชาติบำบัด"


   "ได้ครับ แล้วเรื่องงานของธนาล่ะ" บริพัตรยังเป็นห่วงงานของชายหนุ่ม


   "เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง นายไม่ต้องเป็นห่วง"


   "ขอบคุณครับ"


ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter





   บริพัตรขับรถมุ่งหน้าไปจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อไปรีสอร์ทของตน เขาหวังเหลือเกินว่าที่นี่จะช่วยเยียวยาจิตใจของภูธนาได้ดีขึ้น


   "สวัสดีค่ะ คุณพัต คุณธนา มาเสียค่ำเลย" ศรีวราออกมาต้อนรับชายหนุ่มด้วยตนเองเหมือนเคย พลางเรียกเด็กมายกกระเป๋าของชายหนุ่มไปไว้ที่ห้อง


   "ครับ อยากให้ธนาเขาได้มาพักผ่อนน่ะครับ ก็เลยรีบมา"


   "อ้อค่ะ ห้องของคุณพัตและคุณธนา ศรีทำความสะอาดรอไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ ให้เด็กเข้าไปทำให้ เกรงว่าวันไหนคุณพัตมาไม่บอกกล่าวจะได้ไม่ฉุกละหุก"


   "ขอบคุณมากครับ คุณศรีรอบคอบเสมอ"


   "ไม่หรอกค่ะ แล้วทานอะไรมาหรือยังคะ"


   "ยังเลยครับ ผมขับยาวมารวดเดียวเลย อยากให้ถึงไวๆ"


   "งั้นเดี๋ยวศรีให้เด็กยกมื้อเย็นเข้าไปให้นะคะ หรือคุณพัตกับคุณธนาจะออกมาทานที่ตรงเฉลียงคะ"


   "ว่าไงธนา" บริพัตรหันไปถามภูธนาเพื่อขอความเห็น


   "ยังไงก็ได้ครับ" ภูธนาตอบเสียงเบา ใบหน้าของชายหนุ่มก็หันไปมองบริเวณอื่นโดยไร้จุดหมายเหมือนเดิม


   "งั้นวันนี้ทานที่ห้องดีกว่าครับ ธนาจะได้รีบพัก"


   "ได้ค่ะ เดี๋ยวศรีเดินไปส่งค่ะ"


   "ไม่เป็นไรครับ" บริพัตรตอบผู้จัดการรีสอร์ทแล้วก็หันไปเรียกธนาเพื่อให้เดินตามตนเองไปที่ห้อง



   กระเป๋าเสื้อผ้าถูกยกมาวางเรียบร้อยแล้ว บริพัตรไล่ภูธนาไปอาบน้ำ ส่วนตัวเองก็ต้องคิดหาหนทางเพื่อให้ธนานั้นหายจากอาการดังกล่าวนี้เสียที หลังจากนั้นเพียงไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับอาหารที่ถูกปรุงใหม่ๆ ก็ถูกนำเข้ามา บริพัตรกล่าวขอบคุณศรีวราอีกครั้ง หญิงสาวยิ้มให้เจ้าของรีสอร์ทแห่งนี้พร้อมกับปิดประตูลงอย่างเบามือ


   "อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ มากินข้าวหน่อยสิ ธนา"


   "ไม่ค่อยหิวเลยครับ"


   "ไม่หิวก็ต้องกินนะครับ ฝืนกินหน่อยนะคนดี" บริพัตรจรดริมฝีปากลงขมับของภูธนาแล้วกดไหล่ให้ชายหนุ่มนั่งลงเพื่อทานมื้อเย็น


   "คุณพัตล่ะ ไม่กินเหรอ"


   "กินสิครับ แต่เหนียวตัวจังเลย ผมขอไปอาบน้ำก่อน คุณกินไปก่อนเลยไม่ต้องรอ"



   คืนนั้นบริพัตรคว้าร่างของภูธนาเข้ามานอนกอดแน่น ราวกับว่าภูธนาจะหายไปไหนเสียอย่างนั้น มือแข็งแรงลูบศรีษะของคนในอ้อมกอดจนกระทั่งหลับไป



   บริพัตรตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าภูธนาอาบน้ำแต่งตัวรออยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบอาบน้ำเพื่อจะออกไปทานมื้อเช้าด้วยกัน อาหารเช้าวันนี้มีข้าวต้มทะเล ขนมปัง นมสด น้ำผลไม้เหมือนกับที่พักหลายๆ ที่ แต่ภูธนาก็ทานน้อยเหมือนเดิม ร่างกายของชายหนุ่มผอมลงไปมากหากเทียบกับก่อนหน้านี้



   ช่วงสายบริพัตรชวนภูธนาออกไปเดินเล่น ทั้งคู่ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงจนกระทั่งรู้สึกว่าเมื่อยขา พวกเขาจึงทรุดนั่งที่ริมแม่น้ำที่อยู่ตรงหน้า สายลมพัดมาเอื่อยๆ สลับกับเสียงน้ำไหลผ่าน ช่วยให้จิตใจและร่างกายได้ผ่อนคลายเป็นอย่างดี


   "คิดอะไรอยู่ครับ" บริพัตรถามคนที่เอาแต่เหม่อลอย


   "ภูสิตาคงไม่ตาย ถ้าผมโอนเงินให้แกไป"


   "ไม่เอาน่า ธนา มันไม่ใช่ความผิดของคุณ"


   "เพราะผม เพราะผมคนเดียว ยัยสิตาเลยต้องตาย"


   "ธนา" บริพัตรคว้าศรีษะของภูธนาให้เข้ามาซบที่อกของตนเอง พลางลูบหัวไปเรื่อยๆ


   "ธนา คุณไม่ได้ทำให้ภูสิตาต้องตายหรอกนะ"


   "ไม่หรอกครับ ผมเอง เป็นผมเอง" ภูธนายังพูดคำเหล่านี้วนไปเวียนมาอยู่ตลอดเวลา


   "ธนา อย่าคิดแบบนั้น"


   "ถ้าคนที่ตายเป็นผม มันคงจะดีกว่านี้"


   "ถ้าคุณตายไป แล้วน้องภูจะอยู่กับใคร"


   "น้องภูยังมีคุณดินครับ ผมแน่ใจว่าคุณดินต้องเลี้ยงน้องภูให้ดีได้แน่ๆ"


   "แล้วผมล่ะ ผมจะอยู่กับใคร" บริพัตรพูดออกมาเสียงเบา สายตายังจับจ้องที่แม่น้ำที่ไหล่ผ่านตรงหน้า


   "คุณพัต" ภูธนาผงกศีรษะขึ้นมามองคนที่พูด


   "ไหนบอกผมหน่อยสิครับ ถ้าคุณตายไปแล้วผมจะอยู่กับใคร"


   "ผม.. ผม..." ภูธนารู้สึกลำบากใจที่จะตอบคำถามนั้นเพราะมันทำให้เขารู้สึกเหมือนเขาพูดอะไรออกไปไม่คิด


   "ผมรู้ว่าคุณเสียใจเรื่องภูสิตา แต่มันไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณและทุกคนทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ มันเป็นอุบัติเหตุ คุณเข้าใจมั้ย ธนา มันเป็นอุบัติเหตุ ภูสิตากับคุณวีอะไรนั่น เขาทะเลาะกันในรถ ภูสิตาแย่งพวกมาลัยรถ จนทำให้รถเสียหลัก คุณก็เห็นไม่ใช่เหรอธนา ทำไมคุณถึงไม่ยอมรับ เอาแต่โทษตัวเอง"


   "โชคดีแค่ไหนแล้ว ที่อย่างน้อยน้องภูก็ปลอดภัย ถึงภูสิตาจะจากไปโดยที่เราไม่คาดคิด แต่อย่างน้อยเรายังมีน้องภู และถ้าคุณยังเป็นแบบนี้ น้องภูจะอยู่ยังไง แล้วผมเองล่ะ จะอยู่ยังไง"


   "อย่างนึงที่ผมอยากพูดก็คือผมเองก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่แพ้คุณหรอกนะ ธนา แล้วยิ่งคุณเป็นแบบนี้ผมยิ่งเสียใจ ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย"


   "ผมขอโทษครับ คุณพัต ผมขอโทษ" ภูธนากอดบริพัตรแน่น เขาไม่เคยรู้เลยว่าบริพัตรต้องรู้สึกแบบไหนที่เขาเป็นแบบนี้


   "คุณพยายามเฝ้าโทษแต่ตัวเอง อย่าโทษตัวเองอีกเลยนะครับ ผมขอร้อง" น้ำเสียงของบริพัตรเต็มไปด้วยความเศร้า เขาไม่อยากให้ภูธนาต้องเป็นแบบนี้อีกต่อไป


   "ผมจะพยายาม"


   "ครับ พยายามเพื่อผม เพื่อน้องภูได้มั้ย"


   "ครับ"


   "อยากร้องไห้มั้ย คุณไม่ต้องเข้มแข็งหรอก ธนา คุณร้องไห้กับผมได้เสมอและตลอดไป"


   ภูธนาไม่ตอบอะไรกับซุกหน้าแน่นเข้ากับอกกว้างของบริพัตร เขาไม่รู้ว่าภูธนาจะร้องไห้ตามที่เขาพูดหรือไม่ แต่ไม่นาน ชายหนุ่มก็รับรู้จากเสื้อยืดที่เขาสวมใส่เพราะตอนนี้เสื้อของเขาชุ่มไปด้วยน้ำตาของคนในอ้อมกอดเสียแล้ว



   "ร้องออกมาเลย ร้องออกมาให้หมด แล้วเดินต่อไปข้างหน้า กับผมนะ" บริพัตรยังคงลูบศรีษะภูธนาเรื่อยๆ ริมฝีปากอิ่มจูบลงบนเส้นผมนุ่มนั้นด้วยความรักที่มีให้เต็มเปี่ยม รับรู้ได้เพียงภูธนาตัวสั่นจากแรงสะอื้น เจ้าตัวคงจะฝืนไว้อย่างหนัก เมื่อได้ร้องไห้ออกมาแล้วจึงร้องออกมาราวกับปลดปล่อยจากสิ่งที่รู้สึกผิด


   ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่ร่างที่สะอื้นนั้นก็นิ่งเงียบในที่สุด บริพัตรบอกให้ชายหนุ่มลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตากับแม่น้ำข้างหน้านี่ซะ เพราะคาดว่าหน้าตาของเจ้าตัวในเวลานี้คงเลอะเทอะเปรอะเปรื้อนไม่ต่างจากน้องภูเวลาร้องไห้เป็นแน่



   "ขอบคุณนะคุณพัต ที่อยู่ข้างๆ ผม"



   ภูธนาขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่าย จนกระทั่งริมฝีปากอิ่มของทั้งคู่ได้สัมผัสกัน ไม่มีการรุกล้ำเพื่อความเสน่หา มีแต่ความรู้สึกขอบคุณที่อีกฝ่ายนั้นมอบให้


   "ผมรักคุณนะครับ คุณพัต"


   "ผมก็รักคุณเช่นกัน ธนา"


   "ผมสัญญาว่าจะเป็นคนรักที่ดีของคุณ อยู่เคียงข้างคุณ แล้วดูแลน้องภูให้ดีแทนสิตาแน่นอนครับ"


   "งั้นผมคงต้องจับตาดูคุณไปชั่วชีวิตแล้วล่ะ"






------------------------------------------------END------------------------------------------------------



สวัสดีค่ะ คุณผู้อ่านทุกคนเลยค่ะ นิยายเรื่องนี้จบแล้วค่ะ ฮูเร่  :mc4: :mc4: เราอยู่ด้วยกันมา 5 เดือน เกือบครึ่งปีทีเดียว
มีหลายครั้งที่เขมหายไป ไม่ได้ลงต่อเนื่อง ขออภัยอีกครั้งค่ะ  :z3:

ตอนพิเศษจะทยอยเค้นๆ กรองๆ แล้วเอามาลงให้อ่านกันนะคะ เพราะหากใครอ่านช่วงแรกๆ หนุ่มปริศนาที่แข่งรถชนะลุงธนานั้น
หายไปเสียแล้ว ยังไม่ปรากฎกายเรียกของรางวัลเลยใช่มั้ยคะ

ใช่ค่ะ เขาต้องกลับมาสินะ  :hao6:

และสุดท้าย ขอบคุณทุกๆ คนมากเลยค่ะ ที่คอยให้กำลังเข้ามาอ่าน เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอยู่เรื่อยๆ
ขอบคุณจริงๆ ค่ะ เพราะทุกความคิดเห็น ทุกยอดวิว เป็นกำลังใจให้จริงๆ ค่ะ เรื่องนี้อาจจะเขียนได้ไม่ดี
อารมณ์อาจจะสะดุดหรือไม่ต่อ ไม่อินกับตัวละครยังไงก็ตาม เรื่องต่อไปจะปรับปรุงให้ดีกว่านี้แน่นอนค่ะ

ตอนจบแล้ว คิดเห็นยังไง บอกกันได้เลยนะคะ หรือว่าสงสัยช่วงไหนยังไงบอกได้เลยค่ะ เขมจะเข้ามาตอบไขกระจ่างแน่นอนค่ะ
:mew1:

---------------

สุดท้ายและท้ายสุดค่ะ

เขมขอฝากเรื่องหน้าไว้ค่ะ เอา นังคี (คือเขมรู้สึกว่าพอแต่งไป หมั่นไส้ตานี่จริงๆ เล้ย  :angry2:) มาให้ทุกคนรู้จักกันก่อนค่ะ



ผมขอแนะนำตัวให้ทุกท่านที่กำลังอ่านอยู่นี้ได้รู้จักตัวผมก่อนนะครับ อันตัวผมมีนามว่า นายคีรินทร์ รินทร์วิธา อายุ 19 ปี ปัจจุบันก็กำลังเรียนในชั้นอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัย ปี 3 นั่นแหละครับ ผมเรียนเร็วกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่ 1 ปี เพราะงั้นไอ้ทอนที่ผมจิกเรียกมัน จริงๆ แล้วมันแก่กว่าผมนะ แต่ก็ช่างเถอะ วัยวุฒิสำคัญไฉน พอเป็นเพื่อนกันก็เรียกไอ้ได้แล้ว คณะที่ผมเลือกเรียนเป็นคณะบริหาร ไม่ใช่ว่าชอบหรืออะไร จำได้ว่าดูทีวีอยู่กับคุณป้า แล้วอยู่ๆ คุณป้าก็เปรยขึ้นมาว่าเสียดายที่เฮียเมฆไม่ยอมเรียนบริหารมาเรียนอะไรก็ไม่รู้ขีดๆ เขียนๆ แต่ไอ้ที่ว่าอะไรที่ไม่รู้ของคุณป้าน่ะมันบริษัทของคุณลุงที่รับออกแบบบ้านให้ใครต่อใครไม่รู้มากมายเลยนะครับคุณป้า จริงๆ แล้วจะว่าไปเฮียเมฆก็เรียนมาได้ถูกทางระดับนึงนะ เพราะภายหลังเจ้าตัวก็มาเรียนต่อโท บริหารอยู่ดี ดังนั้นผมก็เลยทำตัวเป็นหลานที่ดีตอบแทนพระคุณคุณป้าโดยการเรียนคณะบริหารให้คุณป้านั้นภูมิใจ แล้วก็เป็นดังคาดครับ คุณป้าภูมิใจในตัวผมมากกว่าเฮียเมฆ หากผมไม่ห้ามคุณป้าเอาไว้ตอนที่สอบติดเข้ามหาวิทยาลัยได้ล่ะก็  ป่านนี้คุณป้าคงจัดงานเลี้ยงฉลองสอบติดของผมไปอีกสามวันเจ็ดวันแน่นอน


แล้วพบกันใหม่ เรื่องหน้าค่ะ ^^ (ยังไม่ได้คิดชื่อเรื่องเลย)

เขมกันต์  :mew1: :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
รอตอนพิเศษ กับรอเรื่องใหม่ :katai2-1: :katai2-1:
 :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +343/-5

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8217
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1: ขอบคุณคนแต่งมากๆเลยครับบ สนุกมากครับ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด