[เรื่องสั้นจบในตอน] ด้วยรักจากแสงตะเกียง 2014
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [เรื่องสั้นจบในตอน] ด้วยรักจากแสงตะเกียง 2014  (อ่าน 4914 ครั้ง)

ออฟไลน์ KOKURO

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 331
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-2
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook

ออฟไลน์ KOKURO

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 331
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-2
สวัสดีครับ
ไม่เจอกันเสียนานนะครับ ลืมกันไปหรือยัง? พอดียุ่ง ๆ เลยไม่ค่อยได้เขียนนิยายน่ะครับ แล้วกระทู้ก็หายไปด้วย ไว้เดี๋ยวจะเอามารีโพสต์ใหม่นะครับ ตอนนี้อ่านเรื่องสั้นไปก่อน
เรื่องสั้นรับฮัลโลวีนอีกแล้วครับ ผมคงมีความหลังฝังใจอะไรกับเทศกาลนี้ ถ้าพร้อมแล้วก็มาจุดตะเกียงฟักทองกันเถอะครับ
***

Halloween Fiction 2014
By the Light of Jack O’ Lantern

ฝนที่ตกพรำ ๆ มาตั้งแต่หัวค่ำทวีความแรงขึ้นเรื่อย ๆ  เสียงฝนดังกระหน่ำกลบสรรพเสียงอื่น ๆ จนหมดสิ้น  ผู้คนดับไฟนอนกันไปมากแล้ว  ยังคงเหลือเพียงแสงไฟจากบ้านบางหลังและร้านเหล้าเพียงไม่กี่ร้าน  ลูกค้าบางคนยังอยู่ในร้านเพราะติดฝนและไม่อยากตัวเปียกกลับบ้าน  แต่บางคนก็ยังอยู่เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศของสายฝนและการพูดคุยกับคนที่ถูกคอ

วาเรสกับยูเรอัสนั่งละเลียดน้ำสีอำพันในแก้วตรงหน้าพลางฟังเสียงฝนที่ตกลงมากระทบหลังคาร้านเหล้า  ทั้งสองนั่งดื่มกันมาตั้งแต่ช่วงเย็น  แต่ก็เป็นการดื่มอย่างใจเย็นเน้นไปที่การพูดคุยเสียมากกว่า  วาเรสเป็นประติมากร  ส่วนยูเรอัสเป็นจิตรกร  วาเรสอยู่ในเมืองนี้มาแต่เกิดและทำงานเป็นช่างแกะสลักตามแบบพ่อ  ส่วนยูเรอัสเป็นศิลปินหนุ่มที่กำลังออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองและเกิดถูกใจเมืองนี้เข้าจึงเช่าห้องพักเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเพื่ออยู่อาศัยและวาดภาพ  พวกเขามักจะมาพบกันที่ร้านเหล้าแห่งนี้เพื่อพูดคุยกันเรื่องงานศิลปะเป็นประจำ

แต่ขณะที่กำลังคุยกันถึงเรื่องที่วาเรสไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจจะทำงานในช่วงนี้  เขาก็ชะงักมือที่กำลังยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม
“เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า?”  วาเรสถามยูเรอัส
“หือ?  เสียงอะไร  ฝนตกขนาดนี้ยังได้ยินเสียงอะไรด้วยเหรอ?”  ยูเรอัสเงี่ยหูฟัง  แต่เขาไม่ได้ยินอะไรนอกไปจากเสียงฝน
วาเรสเงียบไปสักพักและเงี่ยหูเพื่อฟังเสียงนั้นซ้ำ
“นั่นไง  ได้ยินอีกแล้ว  เสียงมาจากหลังร้านน่ะ  มาสเตอร์ได้ยินหรือเปล่า?”  ชายหนุ่มถามเจ้าของร้านเพื่อขอความมั่นใจ
“เอ...ไม่แน่ใจนะครับ  ฝนตกหนักขนาดนี้  ขนาดเสียงกบเขียดยังไม่ค่อยได้ยินเลย”
“งั้นขอไปดูหลังร้านหน่อยได้มั้ย?”
“เอาสิครับ  ตามสะดวก”
พูดแล้วเจ้าของร้านเหล้าก็เดินนำวาเรสไปยังประตูที่เปิดทะลุไปหลังร้านโดยมียูเรอัสตามไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทันทีที่เปิดประตูไม้เก่า ๆ ออกไปละอองฝนก็มาปะทะใบหน้าทันที  ผู้เป็นเจ้าของร้านหยิบตะเกียงที่แขวนไว้ข้างประตูยื่นออกไปข้างหน้าเพื่อส่งรัศมีแสงไฟให้กว้างออกไปอีกหน่อย
หลังร้านว่างเปล่า...
“ไม่เห็นมีอะไรเลย”  ยูเรอัสพูดขึ้น
วาเรสเพ่งมองไปข้างหน้า  ที่ตรงนั้นเป็นตรอกแคบ ๆ ที่มีเพียงถังขยะตั้งอยู่  ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นจริง ๆ...
“...แง้ว...”
เสียงแผ่ว ๆ ดังแทรกเสียงฝนที่ตกกระหน่ำขึ้นมา
“เอ๊ะ...?”  ทั้งสามคนอุทานขึ้นมาพร้อมกันแล้วเงี่ยหูฟังอีกครั้ง
“...แง้ว...”
คราวนี้เงาดำ ๆ ตรงถังขยะขยับน้อย ๆ  ครั้งแรกทั้งสามคนนึกว่าเป็นเพราะแสงจากตะเกียงวูบวาบ  แต่เงานั้นค่อย ๆ ยืดออกมาจากถังขยะ  ปรากฏเป็นก้อนดำ ๆ เปียกชุ่ม
“...แง้ว...”
“ลูกแมว!?”  วาเรสร้องแล้วรีบตรงเข้าไปหาก้อนดำ ๆ นั้นโดยไม่สนใจว่าตัวเองจะเปียกฝนหรือไม่
มือใหญ่อุ้มเจ้าก้อนขนเปียกโชกขึ้นมาอย่างทะนุถนอมแล้วรีบกลับมาหาอีกสองคนที่รออยู่ที่ประตูร้าน
“มาสเตอร์  ขอยืมผ้าขี้ริ้วหน่อยเถอะ”
“ได้สิครับ  รีบเข้ามาข้างในก่อน  ท่านก็เปียกหมดแล้ว”
แล้วทั้งสามก็กลับมาที่เคาน์เตอร์ขายเหล้าโดยมีลูกแมวที่เปียกไปทั้งตัวสั่นสะท้านอยู่ในห่อผ้าขี้ริ้ววางอยู่บนเคาน์เตอร์  วาเรสค่อย ๆ เช็ดเนื้อตัวให้มันอย่างอ่อนโยน
“ยังเล็กมากอยู่เลย  หลงแม่มาจากไหนเนี่ย?”  เจ้าลูกแมวตัวไม่ใหญ่ไปกว่าอุ้งมือของชายหนุ่มเลย
“ก็คงแมวจรแถวนี้แหละครับ  แถวหลังร้านนี่มีอยู่หลายตัวเหมือนกัน  แต่ก็เยอะไปหมดจนไม่รู้หรอกครับว่าของแม่ไหน”
“แบบนี้ก็แย่น่ะสิ”  วาเรสมองลูกแมวที่จามเบา ๆ แถมตัวสั่นงันงก
“เจ้าก็เอาไปเลี้ยงสิ”  ยูเรอัสเสนอ
“ข้าเนี่ยนะ?”
“ทำไม?  เลี้ยงไม่ได้เรอะ  หรือว่าเจ้าก็ถือโชครางว่าแมวดำเป็นสัตว์นำโชคร้ายน่ะ”  ยูเรอัสแกล้งแหย่
“ไม่หรอก  บ้านข้าไม่ถือ...คนที่เมืองนี้ไม่ถือกันนี่นะ”  ประโยคสุดท้ายพูดกับเจ้าของร้าน
“ครับ  ขอให้เป็นแมวก็จับหนูได้ทั้งนั้น  จะดำจะขาวก็น่าเลี้ยงทั้งสิ้น”  เจ้าของร้านตอบรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสมเป็นคนค้าขาย
“บ้านข้าไม่มีปัญหาเรื่องหนูนี่นา  มีแต่เศษหินกับเศษไม้  หนูก็อดตายกันพอดี”
“ข้าไม่เชื่อหรอก”  ยูเรอัสแย้ง  “ขนาดที่พักของข้ายังมีหนูเลย  มีแต่สีกับผ้าใบแท้ ๆ มันยังดอดมาฟาดเสบียงที่ข้าเก็บเอาไว้  ที่ว่าไม่มีน่ะ  เพราะเจ้าไม่เคยสนใจเรื่องงานครัวมากกว่าละมั้ง”
“ก็คงใช่”  วาเรสยอมรับ  เขาไม่เคยต้องเข้าครัว  ที่บ้านของเขาอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่  มีเพียงเขาที่แยกตัวออกมาอาศัยหลับนอนและทำงานในสตูดิโอส่วนตัวในสวนซึ่งเคยเป็นโรงนาเก่าเท่านั้น  ส่วนเรื่องอาหารการกินเขาก็กินรวมกับทุกคนที่ตึกใหญ่ซึ่งอยู่ร่วมกันทั้งลุงป้าน้าอาและท่านย่า
“เลี้ยงแมวน่ะ  ดีนะ  เป็นแรงบันดาลใจชั้นยอดเลยละ  ข้าเองก็ชอบแมวเหมือนกัน  เคยวาดรูปพวกมันบ่อย ๆ ด้วย”
“งั้นเจ้าก็เอาไปเลี้ยงสิ”
“โธ่  ข้าเช่าห้องอยู่นะ  จะไปเลี้ยงได้ยังไง”
“ก็จริง...”
“เจ้าเอาไปเลี้ยงแหละ  แล้วข้าจะแวะไปเล่นกับมันบ่อย ๆ”  ยูเรอัสตัดบท  “ส่วนตอนนี้  มาสเตอร์  ขอนมอุ่น ๆ ให้เจ้านี่สักถ้วยเถอะ  เดี๋ยวข้าจ่ายเอง”
“ฮะ ๆ ๆ  ไม่ต้องหรอกครับ  แมวตัวแค่นี้จะกินนมสักเท่าไร  เดี๋ยวข้าเลี้ยงเอง”
พูดแล้วผู้เป็นเจ้าของร้านก็กุลีกุจอเข้าไปหลังร้านเพื่ออุ่นนมมาให้ลูกแมว
เจ้าแมวที่หิวโหยและเปียกปอนกระโจนเข้าใส่ชามนมอุ่น ๆ ที่วางลงตรงหน้าเหมือนจะลงไปแหวกว่าย  มันกินเอา ๆ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าลูกแมวตัวแค่นี้จะกินได้เร็วและเยอะขนาดนั้น  ในที่สุดนมก็เกลี้ยงชาม  เจ้าเหมียวนอนแผละอยู่ตรงนั้นและทำท่าจะหลับคาชามเสียให้ได้
“เฮ้ย  เจ้าแมวตะกละ  อย่ามานอนตรงนี้สิ”  วาเรสเขี่ยมัน  แต่ไอ้ตัวเล็กไม่หือไม่อือ  มันถอนใจเบา ๆ แล้วขดตัวเป็นก้อนกลม ๆ อยู่บนผ้าขี้ริ้วชื้น ๆ ผืนนั้นเอง
“เด็กก็แบบนี้แหละ  หิวก็กิน  อิ่มก็นอน”  ยูเรอัสพูดอย่างเอ็นดู  “ทีนี้ก็หน้าที่เจ้าแล้วนะ  เลี้ยงดี ๆ ล่ะ”
“เฮ่อ...เจ้านี่น้า  หาภาระให้ข้า”
“แต่คนที่ได้ยินมันร้องมีแค่เจ้าคนเดียวนะ  มันเรียกหาเจ้าแน่ะ”
“อย่ามาพูดจาเป็นกวี...อ้าว  ฝนหยุดตกแล้ว  เราก็กลับกันได้แล้วมั้ง”
หลังจากที่จ่ายค่าเหล้าและค่าอาหารแล้ว  ทั้งสองก็เดินคุยกันไประยะหนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันกลับที่พัก  โดยมีเจ้าลูกแมวขดซุกหลับสบายอยู่ในอกเสื้อของวาเรส

แมวก็คือแมว  เป็นสิ่งมีชีวิตความจำสั้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นลูกแมว
เจ้าก้อนขนสีดำตื่นขึ้นมาอย่างงง ๆ บนที่นอนอุ่น ๆ  มันทำตายิบหยีแล้วมองไปรอบ ๆ เท่าที่ตาจะมองเห็นได้  แล้วมันก็เห็นใบหน้ามนุษย์อยู่ในระยะใกล้  เป็นใบหน้าของชายหนุ่มที่มีเรือนผมสีทองยาวเป็นประกายล้อมกรอบใบหน้าไว้  มันจำไม่ได้แล้วว่าทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่และมันเคยเห็นมนุษย์คนนี้หรือไม่  แต่มันจำกลิ่นอันอ่อนโยนและนมอุ่น ๆ ได้  มันจำได้ว่ากินนมเข้าไปเต็มคราบก่อนที่จะหลับไป...และตอนนี้มันอยากกินอีกแล้ว
วาเรสสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องแหลมข้างหู  สิ่งแรกที่เข้ามาในสายตาคือลิ้นแดง ๆ กับเขี้ยวซี่เล็ก ๆ ขาว ๆ...ซึ่งงับฉับลงมาที่จมูกของเขา
...แล้วคนทั้งบ้านก็ตื่นเพราะเสียงร้องของวาเรส...
คนที่บ้านไม่มีใครว่าเรื่องที่วาเรสเอาเจ้าหมียวมาเลี้ยง  ยิ่งแม่กับญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงของเขายิ่งกรี๊ดกร๊าดกับเจ้าตัวดำ ๆ นี่น่าดู  เห็นแบบนั้นชายหนุ่มก็ค่อยสบายใจ
เขาตั้งชื่อเจ้าลูกแมวว่า  “ไนท์”  ให้สมกับสีขนดำขลับของมัน  และพอรู้สึกตัวอีกทีเจ้าก้อนขนสีดำนี่ก็กลิ้งตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง  เท้าเล็ก ๆ กับดวงตาสีฟ้าใสแจ๋วดูจะพยายามเต็มที่ที่จะไม่ให้เขาคลาดสายตา  ไม่ว่าวาเรสจะทำความสะอาดสตูดิโอ  ลงสวนไปช่วยลุงทำแปลงผัก  หรือจะนั่งเฉย ๆ ระหว่างที่คิดงานไม่ออก  เจ้าก้อนขนกลมฟูเป็นต้องอยู่กับเขาเสมอ
วาเรสเฝ้ามองความซุกซนของไนท์แล้วก็นึกเอ็นดู  เขาเริ่มลงมือแกะสลักผลงานอีกครั้ง...ยูเรอัสพูดถูก  แมวเป็นแรงบันดาลใจชั้นเลิศจริง ๆ
ไนท์มักจะนั่งมองมนุษย์ของมันทำงานตาไม่กระพริบ  มันคอยเฝ้าดูท่อนไม้ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปร่างเป็นบางสิ่งที่ดูคล้ายตัวมันเอง  วาเรสใช้กระดาษทรายขัดท่อนไม้กลายร่างจนเรียบลื่นและทาสีดำลงไป  บรรจงวาดดวงตาสีฟ้าสดใสลงไปด้วย
แล้วไม้แกะสลักรูปแมวเล่นลูกบอลก็เสร็จสมบูรณ์
“เอ้า  ไนท์  เพื่อนของเจ้าไงล่ะ”  วาเรสเอารูปสลักวางลงบนโต๊ะ
ไนท์รีบโดดขึ้นมาดู  ตอนนี้มันไม่ใช่ลูกแมวที่เดินเตาะแตะอีกแล้ว  แข้งขาของมันยาวขึ้นและปราดเปรียวขึ้น  แข็งแรงพอจะกระโดดขึ้นบนโต๊ะทำงานของวาเรสได้เองแล้ว  มันมองไปรอบ ๆ ตัวรูปสลักอย่างสนอกสนใจ  ทำจมูกฟุดฟิดและใช้อุ้งเท้าแตะ ๆ อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ  แต่ไม่นานนักมันก็เลิกสนใจ  เจ้าสิ่งนี้หน้าตาคล้ายมันก็จริง  แต่เอาแต่ยืนนิ่ง ๆ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนุกเลย  มันเลียมือแล้วเริ่มต้นเช็ดหน้า
“อ้าว...แบบนั้นข้าก็เสียกำลังใจหมดสิ  ไนท์  ไม่เหมือนขนาดนั้นเลยเรอะ?”
ไนท์เลิกเช็ดหน้าแล้วโดดขึ้นไหล่วาเรส  ซุกไซ้เบา ๆ ก่อนจะหามุมเหมาะ ๆ ให้ขดอยู่บนนั้น
“อ้อ  งั้นเรอะ  เหมือนแต่เจ้าไม่สนใจสินะ  แมวนี่เอาใจยากจริง ๆ เลย”  วาเรสหัวเราะเบา ๆ แล้วลงมือเก็บกวาดเศษไม้รอบตัว

คืนวันผ่านไป  ไนท์อาศัยอยู่กับวาเรสอย่างสงบสุขมาตลอด  หลังจากการเล่นซนไปรอบ ๆ ตัววาเรส  มันก็เติบโตขึ้นเป็นแมวหนุ่มที่สวยงามและสงบเยือกเย็นมากขึ้น  มนุษย์ของมันยังคงแกะสลักไม้และหินเป็นรูปแมวในท่วงท่าต่าง ๆ มาตลอด  ผลงานของวาเรสเป็นที่นิยมและขายดีมากขึ้น  บางครั้งก็มีงานชิ้นใหญ่ที่พวกคนรวยสั่งมาจากในเมืองด้วย  รูปสลักแมวของเขาดูมีชีวิตชีวาและร่าเริงยิ่ง
แล้ววาเรสก็วางมือจากงานชิ้นล่าสุด  เขาเหยียดแขนขึ้นบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบหลังจากทำงานมาตลอดทั้งวัน  ไนท์รอเวลานี้อยู่แล้ว  มันรีบโดดผลุงขึ้นไปบนตักวาเรสทันที
“อุ๊บ  ตัวไม่ใช่เล็ก ๆ แล้วนะเนี่ย  นี่เจ้าตัวใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย  ไนท์”
ไนท์ปรายตามองมนุษย์ของมัน  ก็ตั้งแต่ที่เจ้าสร้างเจ้าแมวปลอมสามตัวที่แล้วนั่นแหละ...มันตอบกลับไปแบบนั้น  แต่มนุษย์ผู้โง่เขลาของมันกลับได้ยินแค่
“แง้ว  แง้ว...”
“ว้า  ร้องไม่เพราะเลย  ทำไมเจ้าไม่ร้องเหมียว ๆ แบบแมวบ้านอื่นเขาบ้างนะ”
“แง้ว!”
ไนท์ทำเสียงดุ ๆ  เจ้ามนุษย์โง่เขลานี่ชอบว่ามันแบบนี้อยู่เรื่อย  ก็ตอนเด็ก ๆ มันอยู่กลางแจ้งข้างถนน  ตากแดดตากฝนมาตลอด  เสียงมันคงจะเพราะได้หรอกมั้ง...เจ้าตัวดำเมินมนุษย์ของมันแล้วสะบัดหางปั่บ ๆ
“อ้าว  งอนอีกแล้ว  ข้าขอโทษน่า”
มือใหญ่ที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักมาหลายปีลูบลงบนขนนิ่มเบา ๆ  แม้มือของวาเรสจะหยาบแต่กลับทำให้ไนท์รู้สึกสบายตัว  มันหลับตาพริ้มและไม่นานก็เริ่มส่งเสียงครืด ๆ อยู่ในคอด้วยความสบายใจ
นี่คือช่วงเวลาแห่งความสุขของไนท์  บนตักแข็ง ๆ ของมนุษย์ของมันมีกลิ่นไม้  กลิ่นสีเหม็น ๆ  และกลิ่นเหงื่อที่มันคุ้นเคย  เป็นกลิ่นที่มันจดจำได้ตั้งแต่วันแรกที่ตื่นขึ้นมาบนที่นอนนุ่ม ๆ หลังคืนฝนตก  และเป็นกลิ่นที่มันคงจะจำฝังใจไปตลอดกาล
แต่ความสุขของไนท์ไม่ยาวนานนัก  เมื่อเจ้าตัวเอะอะโผล่เข้ามาที่ห้องทำงาน
“เฮ้  วาเรส!  ไนท์!  ข้ามาเยี่ยม”  ยูเรอัสโผล่หน้ามาพร้อมกับเสียงสดใส
ไนท์ไม่ชอบเจ้าตัวเอะอะนี่  มันตั้งท่าจะโดดลงจากตักของวาเรสทันที  แต่ช้าเกินไป  ยูเรอัสคว้ามันขึ้นไปกอดฟัดเสียแล้ว
“งาย~  เจ้าตัวเล็ก  โอ้  ไม่เล็กแล้วนี่  แมวนี่มันโตเร็วจังเลยน้า~”  ยูเรอัสกอดรัดฟัดเหวี่ยงพลางลูบคลำไปทั่วตัวไนท์  “อุ๊ย  มีไข่แล้วด้วย  โตเป็นหนุ่มแล้วเน้อ~”
“งะ...แง้ว!  แง้ววววววว!!”  ไนท์โวยวาย  แต่เจ้ามนุษย์ผู้โง่เขลาดันฟังภาษาแมวไม่ออกเสียนี่
“พอทีน่า  ยูเรอัส  มันไม่ชอบไม่เห็นเรอะ”  ปากบอกอย่างนั้นแต่วาเรสกลับกลั้นหัวเราะ  “ไหนเจ้าว่าจะไปเขียนรูปที่ชายป่าไง”
“ข้าก็ไปมาแล้ว  แต่เจอเรื่องน่าตื่นเต้น  เลยรีบกลับมาเล่าให้เจ้าฟังนี่แหละ”
“เรื่องน่าตื่นเต้น?”  วาเรสขมวดคิ้ว  เขาเกิดและเติบโตที่นี่  ป่าใหญ่ท้ายหมู่บ้านคือสถานที่ที่ห้ามพวกเด็ก ๆ เข้าไป  แต่ก็มีนายพรานและคนที่ตัดไม้ขายเข้าไปทำงานเป็นประจำอยู่แล้ว  ก็ไม่เห็นจะมีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้นตรงไหน
“ใช่  ข้าเห็นภูตพรายละ”
“ภูตพราย?”
“ใช่แล้ว  ภูตตัวจิ๋ว ๆ แบบในนิทานนั่นแหละ”  ยูเรอัสหน้าบานเป็นกระด้ง
“เจ้าไม่ได้ตาฝาดหรือเมาแดดใช่มั้ย  ยูเรอัส?”
“ทีแรกข้าก็คิดแบบนั้น”  จิตกรหนุ่มลากท่อนไม้ที่ยังไม่ได้แกะสลักมานั่งแทนเก้าอี้  “ข้ากำลังวาดทุ่งดอกไม้อยู่ที่ชายป่า  จู่ ๆ ก็เห็นแสงแวบ ๆ จากพุ่มไม้มาเข้าตา  ข้าก็นึกว่าแสงน้ำค้างสะท้อนแดด  แต่นี่มันเที่ยงแล้วจะมีน้ำค้างที่ไหนหลงเหลืออยู่อีก  ข้าเลยเพ่งมองซ้ำอีก  แล้วมันก็แวบมาอีก  ทีนี้ข้าเลยค่อย ๆ ย่องเข้าไปที่พุ่มไม้นั่น...แล้วข้าก็เห็นมันละ!!”
ยูเรอัสทำเสียงตื่นเต้น  แต่ไนท์กลับปีนขึ้นตักวาเรสแล้วทำหน้าเบื่อหน่าย  ทำไมมนุษย์จะต้องตื่นเต้นกับเจ้าตัวจิ๋วที่มีปีกเป็นประกายวิบ ๆ พวกนั้นด้วยนะ  มันเห็นออกบ่อยไป  เป็นเจ้าพวกตัวยุ่งที่ชอบมาก่อกวนระหว่างเดินเล่นไปหาจับนกจับกบในป่า  มันไล่ตะปบไปหลายครั้งแต่ไม่เคยจับได้  พวกมันว่องไวและซุกซน  ถ้าไม่ก่อความรำคาญมากเกินไปไนท์ก็มักจะปล่อยให้มาอยู่รอบ ๆ ตัวเสมอ
“...เจ้าไม่เชื่อข้าเหรอ?”  ยูเรอัสทำเสียงอ่อย ๆ เมื่อเห็นวาเรสเงียบไป
“อืม...จะว่ายังไงดีล่ะ  ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อหรอกนะ  ถึงข้าจะไม่เคยเห็นแต่เมืองนี้ก็มีตำนานเกี่ยวกับเทพยดาในป่านั่นอยู่เยอะนะ  มีกระทั่งเรื่องแม่มดที่ทำยาสมุนไพรออกมาให้ชาวบ้านเมื่อตอนเกิดโรคระบาดใหญ่เลยด้วยซ้ำ  แต่มันก็แค่ตำนาน  คนในเมืองก็ไม่เคยมีใครพบเห็น...แต่เจ้าที่เป็นคนต่างถิ่นกลับไปพบเข้านี่  น่าประหลาดใจจริง ๆ”
“เพราะข้ามักจะเห็นของพวกนี้บ่อย ๆ มั้ง  บางคนก็ว่าข้าจินตนาการไปเอง”  ยูเรอัสยิ้ม  “แต่เพราะสิ่งที่เรียกว่าจินตนาการนี่แหละที่ทำให้ข้าวาดภาพออกมาได้อย่างทุกวันนี้”
“นั่นสินะ  ภาพของเจ้ามักมีเทพยดาอยู่เสมอเลย”
ภาพวาดของยูเรอัสมักจะเป็นทิวทัศน์ที่เขาชื่นชอบ  แต่จะใส่สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในจินตนาการลงไปด้วยเสมอ  ไม่ว่าจะเป็นพวกภูตพรายตัวจิ๋ว  นางไม้  หรือแม้แต่สัตว์ในเทพนิยายอย่างยูนิคอร์นก็ยังมี  แต่เพราะมันไม่ใช่ภาพตามสมัยนิยม  จึงขายงานไม่ค่อยได้นัก  แต่เจ้าตัวก็ดูจะไม่เดือดร้อนเพราะฐานะทางบ้านเขาค่อนข้างดีอยู่แล้ว
ไนท์อ้าปากหาว  ถ้าเห็นอยู่บ่อย ๆ แล้วจะตื่นเต้นไปทำไมกันนะ  มันยังเลิกตื่นเต้นแล้วเลย  เจ้าแมวดำขดตัวลงกับตักของวาเรสแล้วหลับตา  เงี่ยหูฟังบทสนทนาน่าเบื่อก่อนจะค่อย ๆ เคลิ้มหลับไป...ในตอนนั้น  มันไม่รู้หรอกว่ามันชอบช่วงเวลานั้นมากแค่ไหน

ออฟไลน์ KOKURO

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 331
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-2
คืนวันผันผ่านไป  ยูเรอัสยังคงปักหลักอยู่ที่เมืองนี้  ส่วนวาเรสก็ยังทำงานแกะสลักรูปแมวออกขาย  และไนท์ก็โตเป็นแมวหนุ่มวัยฉกรรจ์  แต่แม้จะโตเป็นหนุ่มจนเร่ออกไปหาสาวบ่อย ๆ แล้วมันก็ยังชอบที่จะนั่งเฝ้ามนุษย์ของมันทำงานอยู่เสมอ  และที่นอนอุ่นของวาเรสก็ยังเป็นที่โปรดของมันเช่นวันแรกที่เคยตื่นขึ้นมา
“วาเรส~!!”  ยูเรอัสร้องเรียกเสียงดังเมื่อมาถึงสตูดิโอในสวน  เขาเข้าออกบ้านนี้เป็นประจำเสียจนแทบจะเป็นลูกบ้านนี้อยู่แล้ว
“ไม่ต้องเสียงดังขนาดนั้นก็ได้ยินหรอกน่า  มีอะไรรึ?”  วาเรสถามเมื่อเห็นยูเรอัสเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ข้าเจอของดีในป่าละ”  ยูเรอัสยิ้มกว้าง
“เจ้าพวกตัววิบวับอีกเรอะ  แต่ข้ามองไม่เห็นนี่นะ”  วาเรสส่ายหน้า  ยูเรอัสเคยพาเขาเข้าป่าไปด้วยกันและชี้ให้ดูเห็ดที่ขึ้นเป็นวงกลมพร้อมกับบอกว่ามีพวกเทพยดาตัวจิ๋ว ๆ กำลังเล่นสนุกอยู่บนนั้น  แต่เขากลับมองเห็นแค่วงเห็ดเท่านั้น
“ไม่ใช่ซี่  ข้าเจอของดีกว่านั้นอีก  งานเสร็จหรือยัง  มากับข้าหน่อยนะ”
“งานยังไม่เสร็จหรอก  แต่จะไปด้วยก็ได้”
ว่าแล้ววาเรสก็จัดแจงปัดเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยเศษไม้  สวมเสื้อผ้าให้ดูดีก่อนจะเตรียมออกจากบ้าน
ไนท์รีบเดินเข้าไปคลอเคลียมนุษย์ของมัน
“แง้ว”
“หือ?  อยากไปด้วยเหรอ?”  วาเรสย่อตัวลงมาถามเจ้าตัวดำ
ไนท์ไม่ตอบ  หากรีบโดดแผล็วขึ้นไปอยู่บนไหล่ของวาเรสทันที  เลือกมุมเหมาะ ๆ ได้แล้วก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่บนนั้น
“อยากไปก็บอกกันดี ๆ ก็ได้นี่”  วาเรสหัวเราะเบา ๆ พลางใช้นิ้วเขี่ยหน้าผากของเจ้าแมวดำ
“มันติดเจ้ามากเลยนะเนี่ย”  ยูเรอัสว่าแล้วก็จับหางเรียวยาวเล่น  ซึ่งไนท์สะบัดหางหนีแล้วตีปั่บ ๆ ลงกับไหล่ของวาเรสอย่างไม่พอใจ  “ถือตัวเสียด้วยนะ  ตอนเป็นก้อนขนฟู ๆ ยังน่ารักกว่านี้ตั้งเยอะ”
“เป็นแมวก็ต้องถือตัวสิ”
“อย่าไปให้ท้ายมันสิ”
“ก็นี่แมวของข้านี่นา”
“แต่คนยัดเยียดมันให้เจ้าคือข้านะ”
“นี่เจ้าพยายามอ้างอะไรเนี่ย?”
ไนท์ถอนใจฉิว ๆ  พวกมนุษย์นี่ก็บ้า  ชอบเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่เรื่อย  มันแนบหน้าลงกับไหล่ของวาเรสแล้วหลับตาทำท่าเหมือนจะหลับ  มันคุ้นกับการเกาะอยู่บนไหล่แบบนี้แล้วจึงไม่เดือดร้อนไม่ว่าวาเรสจะเดินไปไหนหรือกระโดดข้ามอะไร
ยูเรอัสพาวาเรสเดินลึกเข้าไปในป่า  ตัววาเรสก็เคยเข้ามาในป่าแห่งนี้อยู่บ่อย ๆ ตั้งแต่เด็กจึงพอจะคุ้นเคยกับเส้นทางบ้าง  แต่ยูเรอัสที่เป็นคนต่างถิ่นกลับชี้ชวนให้เขาชมอะไรที่ไม่เคยเห็นอยู่เสมอ  จนหลัง ๆ เขาก็ชักไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่เป็นคนในเมืองนี้  แต่ยูเรอัสบอกว่านั่นเพราะพวกเทพยดาเป็นคนบอกเขา
“เมื่อไรเจ้าจะย้ายเข้ามาอยู่บ้านข้าล่ะ  ยูเรอัส  แม่กับป้าถามเช้าถามเย็นเลยนะ”
“แหม...ข้าเกรงใจน่ะ  อีกอย่างข้าก็มีเงินพอจะเช่าห้องอยู่ได้สบาย ๆ อยู่แล้วด้วย”
“แต่เจ้ามากินมื้อเย็นทุกวันเลยนะ  ยังเรียกว่าเกรงใจได้อีกเรอะ”
“แหม...ก็อาหารฝีมือท่านป้าอร่อยนี่นา  แล้วท่านก็ชวนด้วย  ข้าก็เลยมาทุกวันน่ะสิ”
“งั้นย้ายเข้ามาอยู่ก็ไม่แปลกหรอกนะ  ไม่มีอะไรต้องเกรงใจด้วย  ยังไงก็มีห้องว่างมากพออยู่แล้ว”
“ทำไมถึงอยากให้ข้าเข้าไปอยู่ที่บ้านนักล่ะ?”
“พวกพี่สาวของข้าแต่งงานออกเรือนไปกันหมดแล้ว  ในบ้านไม่มีคนหนุ่มสาวอยู่เลยก็เลยเงียบเหงาน่ะ  คิดว่าถ้าเจ้ามาอยู่ด้วยอีกคนคงจะครึกครื้นขึ้นน่ะสิ”
“อ๋า...ข้าไม่แต่งเข้าบ้านเจ้าหรอกนะ”
“ข้าก็ไม่ได้พูดแบบนั้นเสียหน่อยนี่”
ไนท์กระดิกหูไปมา  นั่นไง...คุยกันเรื่องไร้สาระอีกแล้ว  ก็ไม่รู้ว่าวาเรสจะชวนยูเรอัสเข้ามาอยู่ที่บ้านทำไม  ขืนเจ้านี่เข้ามา  ชีวิตของมันคงปั่นป่วนวุ่นวายไปหมดแน่  ยูเรอัสชอบอุ้มมัน  ชอบจับมันไปฟัดแรง ๆ แล้วก็กอดเอาไว้บนตัก  ทำไมถึงจะต้องฟัดด้วยก็ไม่รู้  จะลูบตัวเฉย ๆ แบบที่วาเรสทำไม่ได้หรือไงกันนะ  ถึงมันจะชอบตักของยูเรอัสกับกลิ่นสีที่ติดตัวมาก็เถอะ  แต่ถ้าต้องถูกฟัดทุกวันก็ไม่ไหวนะ
“นี่เข้าป่ามาลึกแล้วนะ  ไหนล่ะของดีของเจ้าน่ะ”  วาเรสเปลี่ยนเรื่องคุย
“จวนแล้ว  ที่น้ำตกข้างหน้านี่แหละ”
“นี่เจ้าเข้ามาถึงบึงสายรุ้งเลยเหรอเนี่ย  เที่ยวไกลจริง”
“ข้าก็มาหาที่วาดรูปสวย ๆ ของข้าไง”  ยูเรอัสแหวกพุ่มไม้ตรงหน้าออกเผยให้เห็นน้ำตกเล็ก ๆ ที่ทิ้งตัวลงมายังบึงน้ำ  ละอองน้ำสะท้อนแสงแดดเห็นเป็นสายรุ้งมากมาย  “แล้วก็บังเอิญเจอของขวัญให้เจ้าด้วย”
“ของขวัญ?”
“ใช่  อยู่ในบึงนั่น  ต้องถูกใจเจ้าแน่”
“ในบึง  ก็ต้องลงน้ำสินะ”
“ใช่  ไปกันเถอะ...ไนท์  ไปด้วยกันมั้ย?”  ประโยคสุดท้ายหันไปแหย่เจ้าแมวดำเล่น
แต่ไนท์ไม่เล่นด้วย  มันเอื้อมอุ้งเท้าไปตบจมูกยูเรอัสเบา ๆ ก่อนจะเผ่นลงจากไหล่ของวาเรส  เจ้ามนุษย์นี่ก็บ้า  มีอย่างที่ไหนมาชวนแมวลงน้ำ  มันคิดในใจแล้วเดินไปหาที่อาบแดดเหมาะ ๆ บนโขดหินริมฝั่ง  หางยาวยังสะบัดปั่บ ๆ อย่างไม่พอใจ
ชายหนุ่มทั้งสองถอดเสื้อผ้าของตนทิ้งไว้บนฝั่งแล้วลงไปในบึง  น้ำใสจนมองเห็นพื้นกรวดที่เหยียบย่ำอยู่ได้  บึงสายรุ้งไม่ใหญ่นักและน้ำลึกแค่อก  วาเรสเคยมาเล่นน้ำกับเพื่อน ๆ บ่อยครั้งตอนเป็นวัยรุ่นและก็ไม่เคยพบเจออะไรพิเศษอย่างที่ยูเรอัสบอกว่ามีเลย
แต่ยูเรอัสนำทางวาเรสไปยังหลังม่านน้ำตก  ที่นั่นมีรอยแยกของหินผาอยู่เป็นช่องเล็ก ๆ  เมื่อแทรกตัวเข้าไปก็พบว่าในนั้นเป็นถ้ำที่ทอดยาวเข้าไปในภูเขา  วาเรสเพิ่งค้นพบว่าทำไมน้ำในบึงสายรุ้งจึงไม่เคยเต็มทั้งที่ไม่มีทางระบายไปทางอื่น...มันมีทางระบายอยู่แล้ว  เพียงแต่ไม่เคยมีใครมาค้นพบเท่านั้นเอง
“เจ้านี่ซอกแซกเกินไปแล้วนะ  มาที่อันตรายอย่างนี้คนเดียว  ถ้าเป็นอะไรไปจะว่ายังไง”  วาเรสบ่นเมื่อเห็นทางที่ยูเรอัสนำเข้าไป
“ข้าก็ไม่ได้มาคนเดียวเสียหน่อยนี่  พวกตัวจิ๋วพาข้ามาต่างหาก”
“แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นพวกตัวจิ๋วนั่นก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้นะ”
“แต่คราวนี้ข้ามากับเจ้า  ถ้าเกิดอะไรขึ้นเจ้าก็ช่วยได้ใช่มั้ยล่ะ”  ยูเรอัสหันมายิ้มเจ้าเล่ห์  “เอาละ  ถึงแล้ว...นี่ไง  ของขวัญของเจ้าละ”
เบื้องหน้าของทั้งคู่คือก้อนหินสีดำก้อนใหญ่เป็นประกายสีรุ้งเหมือนอัญมณี
วาเรสถึงกับพูดไม่ออก  เขาจ้องมองก้อนหินก้อนนั้นอย่างตื่นตะลึง
“ยอดเลยใช่มั้ย?  ตอนที่เห็นมันครั้งแรก  ข้าคิดถึงเจ้าขึ้นมาเลยละ  ว่าเจ้าต้องเอาไปแกะสลักได้สวยมากแน่ ๆ”
“นะ...นี่มันหินอะไรกันเนี่ย?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน  พวกภูตพรายพามาน่ะ”
“สวยจัง...แบบนี้ต้องได้เสือดำตัวใหญ่แน่เลย”  วาเรสลูบคลำหินก้อนนั้นอย่างหลงใหล
“มากไป  วาเรส  อย่าโลภมาก  ส่วนของเจ้ามีแค่นี้ต่างหาก”  ยูเรอัสก้มลงอุ้มหินขนาดย่อมที่คงแตกออกมาจากหินก้อนใหญ่ขึ้นมาส่งให้วาเรส  “ได้แค่แมวเท่านั้นแหละ”
วาเรสมองหินในมือแล้วก็ยิ้มกว้าง  “แค่แมวก็ยังดี  ข้าจะแกะเป็นเจ้าไนท์ให้สวยเลยละ”
“ข้าก็คิดว่าอย่างนั้น  เลยขอนางพรายเจ้าของบึงในส่วนที่พอจะขอได้ยังไงล่ะ”
“ข้าละชอบนิทานของเจ้าจริง ๆ เลย  ยูเรอัส”
“เจ้าจะชอบมากกว่านี้อีกถ้ารู้ว่าไม่ใช่นิทาน”  ยูเรอัสยิ้ม  “เอาละ  กลับกันเถอะ  ไอ้เหมียวของเจ้าคงรอแย่แล้ว”
“อ๊ะ  รอด้วยสิ  หินนี่มันหนักนะ”
“ฮะ ๆ ๆ  นั่นมันเรื่องของเจ้านี่นา”  ว่าแล้วยูเรอัสก็แหวกว่ายไปในสายน้ำอย่างคล่องแคล่วเหมือนปลา
“รอด้วย”
แม้หินจะหนัก  แต่ถ้าอยู่ในน้ำน้ำหนักนั้นก็จะน้อยลง  วาเรสมุดน้ำแหวกว่ายตามหลังยูเรอัสไป  พอตามทันก็จับข้อเท้าแกล้งดึงให้จมน้ำ  ชายหนุ่มทั้งสองหยอกล้อกันจนออกมาจากถ้ำหลังม่านน้ำตก  เมื่อถีบตัวขึ้นมาเหนือน้ำได้ก็หัวเราะให้กันและกันอย่างมีความสุข
แต่แล้วบรรยากาศบางอย่างก็เปลี่ยนไป  ความรู้สึกบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัวใจก็ทำให้ยูเรอัสหลบตา  วาเรสเองก็เข้าใจ  ความรู้สึกแบบเดียวกันนั้นมักจะผุดขึ้นมาเป็นระลอกจนเขาต้องฝืนทนเก็บฝังมันไว้  แต่เขาจะไม่หลบตา  มือใหญ่เอื้อมไปประคองใบหน้าของยูเรอัสให้หันมามอง  แล้วเรียวปากร้อนก็แนบลงบนหน้าผากมนสวย
ยูเรอัสหลับตาพริ้ม  รอรับสัมผัสต่อมาด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน  สัมผัสอุ่นนุ่มประทับลงที่ริมฝีปาก...นุ่มนวลทว่าแนบแน่น  มันบดคลึงเคล้าคลออยู่เป็นนานจึงได้ผละไปโดยมิได้ล่วงล้ำ
ยูเรอัสซบหน้าลงกับอกกว้าง  กระซิบแผ่วเบา
“...ข้าบอกแล้วนี่ว่าข้าจะไม่แต่งเข้าบ้านเจ้า”
“ข้าก็ไม่ได้บอกให้เจ้าทำแบบนั้นนี่”  วาเรสกระซิบตอบ  “เราแค่อยู่ด้วยกันแบบนี้ก็พอแล้ว”
“แต่สักวันเจ้าจะต้องมีเจ้าสาวของตัวเอง...ข้าก็ด้วย”
“นั่นเป็นเรื่องของสักวันข้างหน้า  แต่ตอนนี้...อยู่เคียงข้างข้าเช่นนี้ก่อนนะ  ยูเรอัส”
จิตรกรหนุ่มไม่ตอบ  เขาแค่แนบใบหน้าร้อนผ่าวลงกับแผ่นอกที่ซุกซบอยู่...แค่นั้น  ก็แทนคำตอบทั้งหมดแล้ว
เจ้าแมวหนุ่มถอนใจ  มนุษย์ช่างยุ่งยากน่ารำคาญเสียจริง  มันชอบที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันอยู่หรอก  แต่มันก็น่ารำคาญเหลือเกิน...น่ารำคาญจริง ๆ นะ

หลังจากไปส่งยูเรอัสที่ห้องพักแล้ว  วาเรสก็หอบหินสีดำเป็นประกายเหมือนอัญมณีกลับบ้านแล้วตั้งไว้ในสตูดิโออย่างชื่นชม
“ดูสิ  ไนท์  หินนี่สวยมากใช่มั้ย?  ข้าจะแกะออกมาให้เหมือนเจ้าเลยทีเดียว  แล้วจะหาหินสีฟ้าสดใสมาทำดวงตาให้มันด้วย  เจ้าจะได้มีเพื่อนที่เหมือนกันอย่างกับแกะยังไงล่ะ...อ้อ  แกะออกมาจริง ๆ ด้วยสินะ  ฮะ ๆ ๆ”
ชายหนุ่มพูดพลางลูบไล้ขนลื่นเป็นมันของเจ้าแมวดำไปด้วย  ไนท์แค่หลับตาลงแล้วทำเสียงครืด ๆ ในคอเหมือนจะเออออตามไปด้วย  แต่หินมันจะออกมาเหมือนแมวได้ยังไงกัน  หินมันไม่มีขนเสียหน่อย  แล้วมันก็ขยับไม่ได้ด้วย...แต่ถ้าวาเรสว่าอย่างนั้นก็ตามใจเถอะ  มันเองก็จะคอยดูเหมือนกันว่าหินก้อนนี้จะเหมือนแมวได้สักเท่าไร
วาเรสเริ่มต้นทำงานในวันรุ่งขึ้น  ด้วยการนั่งจ้องก้อนหินตาไม่กระพริบ  ไนท์เองก็นอนมองมนุษย์ของมันตาไม่กระพริบเช่นกัน  วาเรสเริ่มต้นการทำงานแบบนี้เสมอ  นั่งนิ่งเหมือนรูปแกะสลักแล้วจ้องมองเข้าไปจนลึกถึงแก่นแท้ของวัสดุที่จะนำมาสร้างผลงาน...ซึ่งอาจจะใช้เวลาเป็นวันหรือหลายวันก็ได้  จากนั้นจึงเริ่มลงมือแกะสลัก  เมื่อก่อนเขาก็เคยร่างแบบ  แต่หลังจากแกะสลักแมวมานับไม่ถ้วนเขาก็ไม่จำเป็นต้องมีแบบอีกต่อไป  ก็ต้นแบบอยู่เคียงข้างเขาทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว  แม้ขณะที่ทำงานมันก็ยังป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ห่างไปไหน
วาเรสไม่รู้หรอกว่าในตอนที่เขานั่งจ้องก้อนหินอยู่ยูเรอัสได้มาหา  แต่เจ้าไนท์รู้  มันเหลือบมองจิตรกรหนุ่มแวบหนึ่งแล้วก็เห็นรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้านั้นก่อนที่เจ้าตัวจะหลบออกไปโดยไม่รบกวนสมาธิวาเรส
ตกเย็นวันนั้น  วาเรสจึงได้หยิบค้อนกับสิ่วขึ้นมาและลงมือแกะสลักหินก้อนสำคัญนั้น  และสลักต่อไปอีกค่อนคืนจนเจ้าแมวดำทนไม่ไหวชิ่งหนีออกจากบ้านไปเที่ยวหาสาวในเมือง
วันแล้ววันเล่า  หินสีดำก้อนสวยค่อย ๆ เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างไปทีละน้อย  วาเรสแกะสลักมันอย่างประณีตบรรจงและหมกตัวอยู่ในสตูดิโออยู่หลายวัน  จนกระทั่งมีแขกมาเยือน
“โอ้  งามแท้”
เสียงดังรบกวนดึงประติมากรหนุ่มหลุดจากห้วงภวังค์แล้วหันไปมองที่มาของเสียง
“อ้าว  ท่านบาทหลวง  สวัสดีครับ”
ผู้มาเยือนคือบาทหลวงของโบสถ์ประจำเมืองที่คุ้นเคยกันดี  ท่านยิ้มอย่างเมตตาให้ชายหนุ่ม
“มีธุระอะไรเหรอครับ  ถึงได้มาหาถึงที่บ้าน?”
“เห็นเจ้าไม่ไปโบสถ์เสียหลายวัน  เลยมาดูหน้าหน่อยน่ะ”
“ท่านอย่ามาอ้างเลย  ข้าไม่ใช่พวกที่ไปโบสถ์ทุกอาทิตย์เสียหน่อย”  วาเรสพูดพลางกลั้วหัวเราะ
บาทหลวงมากด้วยวัยหัวเราะด้วย  “ข้ออ้างของข้าไม่ได้ผลสินะ  ไม่หรอก...ข้ามาธุระกับเจ้าน่ะ  คิดจะมาจ้างวานเจ้าให้แกะสลักงานสักชิ้น”
“งานอะไรเหรอครับ?”
“พอดีโบสถ์ใหญ่ที่ข้าอยู่ในสังกัดจะจัดงานฉลองโบสถ์ครบสามร้อยปีน่ะ  เลยคิดจะหาภาพวาดหรือรูปสลักอะไรไปถวายเป็นการบูชาเสียหน่อย  ไปถามเจ้าหนุ่มยูเรอัสแล้วแต่ถูกปฏิเสธมาน่ะ”
วาเรสพยักหน้ารับ  “ภาพเชิงเทพนิยายก็ไม่เหมาะกับโบสถ์เสียด้วยสิครับ”
“ก็นั่นสิ  เขาก็พูดแบบนั้นแหละ  ข้าพยายามโน้มน้าวให้เขาวาดภาพนักบุญให้สักภาพแล้วนะ  แต่เขาก็ปฏิเสธ  ข้าก็ไม่อยากฝืนใจพวกศิลปินน่ะนะ  ได้ทำงานตามใจตัวเองก็ต้องออกมางามกว่าผลงานที่โดนบังคับให้ทำอยู่แล้ว”
“เลยมาจ้างช่างฝีมือที่ไม่ใช่ศิลปินอย่างข้าสินะครับ”  วาเรสยิ้มอย่างรู้ทัน
“เจ้านี่รู้ใจข้าเสียจริง  เหมือนพ่อของเจ้าไม่มีผิด  นั่นแหละ...ทีแรกข้าคิดจะจ้างเจ้าแกะสลักรูปนักบุญสักองค์  แต่ข้าเปลี่ยนใจแล้ว  ถ้างานสลักหินนั่นเสร็จแล้ว  ข้าขอได้มั้ย?”  บาทหลวงชี้ไปที่ก้อนหินสีดำที่ยังสลักค้างไว้อยู่
“เอ๋  นี่น่ะเหรอครับ?  นี่มันแมวดำ  คงไม่เหมาะกับโบสถ์หรอกมั้งครับ”
“พระเจ้าเมตตาสัตว์ทุกชนิดบนโลกนะ  หากมันได้ไปหมอบแทบเท้ารูปสลักพระแม่ที่โบสถ์ใหญ่คงจะน่าเอ็นดูทีเดียว”
วาเรสนึกภาพตาม  มันก็น่าเอ็นดูอยู่หรอก...แต่เมื่อมองต้นแบบที่นอนทำตายิบหยีแอบฟังเขากับบาทหลวงคุยกันอยู่ที่หลังตู้แล้วก็ไม่เห็นว่ามันน่าเอ็นดูสักนิด
“จะเอาจริง ๆ เหรอครับ?”  ใจจริงแล้ววาเรสคิดจะเก็บรูปสลักหินนี้ไว้เองเสียมากกว่า
“ก็มันงามเหลือเกิน  ดูสิ  ขนาดยังไม่เสร็จเรียบร้อยยังงามขนาดนี้  หินนี่เป็นประกายอย่างกับอัญมณี  ดูมีชีวิตชีวาจริง ๆ”
“ข้าก็ว่าอย่างนั้น”
“ข้าไม่เคยเห็นหินอะไรแบบนี้มาก่อนเลย  เจ้าไปได้หินนี่มาจากไหนกันล่ะ?”
“คนสำคัญของข้าให้มาน่ะครับ  เห็นว่าพบมาระหว่างเดินทาง”  วาเรสไม่ได้โกหก  แต่ก็ไม่อยากบอกทั้งหมด  เขากลัวจะมีคนไปรุกล้ำบึงสายรุ้งมากเกินไป
“งั้นรึ  คนสำคัญรึ...เช่นนั้นเจ้าคงอยากเก็บเอาไว้เองมากกว่าสินะ”
“ก็...ใช่ละครับ”  ชายหนุ่มตอบตรง ๆ
“อืม...ข้าไม่อยากฝืนใจเจ้าหรอกนะ  ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยสลักงานชิ้นอื่นให้ข้าสักชิ้นได้มั้ย  เอาเป็นรูปสลักนักบุญสักองค์ก็ได้”

ออฟไลน์ KOKURO

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 331
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-2
“ถ้าแบบนั้นก็ได้ครับ”
บาทหลวงกับวาเรสเจรจาเรื่องการจ้างวานอยู่ครู่หนึ่งก็ตกลงกันได้  แล้วบาทหลวงจึงขอตัวกลับ  หากยังทิ้งท้าย
“แต่ถ้าเจ้าเปลี่ยนใจ  ข้าก็ยินดีรับแมวดำนั่นไว้นะ”
“ฮะ ๆ...ขอคิดดูก่อนแล้วกันนะครับ”

แต่เมื่อนำเรื่องนี้ไปคุยกับยูเรอัส  ฝ่ายนั้นกลับตื่นเต้น
“ตอบรับไปเลยซี่  เจ้าจะเก็บเอาไว้ทำไม”
“อ้าว  ก็นี่เป็นหินที่เจ้าให้มาเชียวนะ”
“โธ่  หินสวย ๆ น่ะข้าหามาให้เจ้าอีกเมื่อไรก็ได้  แต่โอกาสจะได้มีงานไปประดับในโบสถ์ใหญ่น่ะมันมีสักกี่ครั้งในชีวิตกัน  รูปสลักนักบุญอะไร...มันไม่ใช่เจ้าเลยสักนิด  อย่างเจ้ามันต้องแมวสิ  แมว”
วาเรสหัวเราะ  “ข้าไม่ใช่คนเพาะพันธุ์แมวขายนะ”
“แมวที่เจ้าสลักขายไปน่ะเยอะพอจะทำปศุสัตว์ได้เลยนะ”  ยูเรอัสค่อน  “นั่นแหละ  วาเรส  ยกแมวหินนี่ให้ท่านบาทหลวงไปเถอะ  ถ้าผลงานของเจ้าจะได้ประดับอยู่ในโบสถ์ใหญ่ไปตลอดกาลมันน่ายินดีนะ”
“เจ้าว่าอย่างนั้นรึ?”
“ว่าอย่างนั้นแหละ  แล้วข้าจะหาหินสีฟ้าแบบเดียวกับสีตาเจ้าไนท์มาให้ด้วย”
“อย่าไปในที่อันตรายแบบนั้นคนเดียวอีกนะ”  มือใหญ่เอื้อมไปแตะแก้มของอีกฝ่ายอย่างเป็นห่วงเป็นใย
“ข้าไม่เป็นไรหรอก  เจ้าก็รู้”
“ข้ากลัวว่าข้าจะไม่รู้น่ะสิ...”
ยูเรอัสเพียงแต่ยิ้ม  ไม่ตอบอะไร
ในตอนนั้นเอง  เจ้าแมวดำที่นอนฟังอยู่นานก็โดดแผล็วขึ้นมาบนตักวาเรสแล้วจ้องหน้ายูเรอัส
“แง้ว”
“เอ๋?”  ทั้งสองหนุ่มดูงงพอ ๆ กัน  แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าไนท์ก็ไม่เคยขึ้นมาขวางตอนพวกเขาคุยกันแบบนี้
“แง้ว”  เจ้าแมวยังคงจ้องหน้ายูเรอัสแล้วร้องซ้ำ  หน้าตาดูเอาเรื่อง
“เอ้อ...ข้าทำอะไรผิดเหรอ?”
“แง้ว  แฟ่...”  คราวนี้มีขู่เบา ๆ สำทับด้วย  เจ้ามนุษย์หน้าโง่พวกนี้นี่  แค่ภาษาแมวก็ฟังไม่ออก
“อ่า...จะไม่ให้ข้าไปหาหินคนเดียวสินะ”
ไนท์ทำหน้าอวดดี  แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาของมัน  ยูเรอัสก็รู้สึกว่ามันกำลังยิ้มอยู่หน่อย ๆ
“ก็ได้...ก็ได้  ถ้าข้าจะไป  ข้าจะชวนวาเรสไปด้วย  แบบนี้ได้ใช่มั้ย?”
“แง้ว”
ไนท์ส่งเสียงอย่างพึงพอใจ  แล้วหาที่เหมาะ ๆ ขดตัวลงกับตักของวาเรส...หัดเข้าใจเสียบ้างก็ดี  ทำให้มนุษย์ของเขาต้องเป็นห่วงอยู่เรื่อย  เจ้าบื้อนี่...มันคิด  แล้วก็หลับตาลง

แมวหินเป็นรูปเป็นร่างแล้ว  มันนอนหมอบอยู่ในท่าที่ไนท์ชอบหมอบอยู่บ่อย ๆ  หูตั้งชันคอยดักฟังเสียง  ตาจ้องตรงไปข้างหน้าเหมือนจะจับตาดูทุกอย่างบนโลกนี้  เพียงแต่ในตอนนี้เบ้าตาสีดำของมันยังว่างเปล่ารอสิ่งที่จะมาเติมเต็มให้มันมีชีวิตเท่านั้น
และเมื่อวาเรสไปบอกบาทหลวงให้ทราบว่าเขายินดีจะมอบรูปสลักหินนั่นให้  บาทหลวงก็ดีใจจนแทบโดดกอดเขาเลยทีเดียว
ระหว่างทางกลับจากโบสถ์นั่นเอง  วาเรสก็พบกับยูเรอัส
“วาเรส?  ข้ากำลังจะไปหาเจ้าที่บ้านพอดีเลย”  จิตรกรหนุ่มทักด้วยสีหน้าเบิกบาน
“มีอะไรเหรอ?”
“ข้าได้หินสีฟ้ามาแล้ว”  ยูเรอัสยิ้มกว้าง  แต่วาเรสไม่ยิ้มด้วย
“นี่เจ้าไปหาหินมาคนเดียวอีกแล้วเหรอ?”  น้ำเสียงนั้นติดจะหงุดหงิด
“อ๊ะ  เปล่านะ  หินนี่มาหาข้าต่างหาก”
“เอ๊ะ?”
“ข้าเขียนจดหมายไปที่บ้าน  ขอให้ท่านแม่ส่งต่างหูคู่หนึ่งมาให้น่ะ  มันเป็นหินสีฟ้าแบบที่เหมาะพอดีเลย”  ชายหนุ่มแบต่างหูในมือให้ดู
“ต่างหู?  พลอยสีฟ้างั้นเหรอ?  ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกนะ  มันมีค่ามากเกินไป”  วาเรสรีบบอกปัด
“ไม่ใช่พลอยหรอก  หินน่ะ  พ่อข้าเป็นนักหาหินแร่  ก่อนที่จะมีฐานะไปเจอหินก้อนนี้เข้าเลยเอามาทำต่างหูเป็นของหมั้นให้แม่  ตอนหลังไปเจอสินแร่ทองคำเลยค่อยหาต่างหูเพชรให้แม่แทน”  ยูเรอัสเล่าไปยิ้มไป
“ของสำคัญแบบนั้น  ข้าไม่กล้ารับหรอก”  วาเรสทำเสียงอ่อย  หินนี่สวยถูกใจเขาก็จริง  แต่เป็นถึงของหมั้นของแม่ยูเรอัสเชียวนะ
“รับไว้เถอะ  ข้าบอกแม่แล้วว่าจะเอามาประดับตารูปสลักที่จะมอบให้โบสถ์  แล้วท่านก็เต็มใจยกให้  ถ้าเจ้าไม่รับไว้ท่านคงเสียใจแน่ ๆ”  ยูเรอัสยัดเยียดต่างหูคู่สวยใส่มือวาเรส
ประติมากรหนุ่มมองหินที่เป็นประกายอยู่ในมือแล้วยิ้ม
“ขอบใจนะ  เจ้าช่วยข้าเสมอเลย  ตั้งแต่บอกให้ข้าเลี้ยงเจ้าไนท์แล้ว”
“ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่นา”
คำนั้นพูดไปโดยไม่คิดอะไร  หากอีกฝ่ายคิด  เสียงทุ้มกระซิบกลับมาเบา ๆ
“มากกว่าเพื่อนไม่ได้หรือ?”
ยูเรอัสนิ่งไปชั่วอึดใจ  หลบตาวาเรสแล้วส่ายหน้า
“...ไม่ได้”
“แย่จังนะ”  พูดเหมือนแค่เสียดายแล้ววาเรสก็จับมือยูเรอัสจูงให้เดินตามไปที่บ้าน
“เจ้ามันโลภมาก  ข้าบอกแล้วไงว่าถึงยังไงก็จะอยู่ข้างกายเจ้าไปแบบนี้แหละ  ยังจะเรียกร้องเอาอะไรอีก”
“อย่างน้อยก็น่าจะย้ายไปอยู่เสียที่บ้านข้า”
“ข้าก็บอกไปแล้วไงว่าจะไม่แต่งเข้าบ้านเจ้า”
“ข้าก็ไม่ได้หมายความแบบนั้นเสียหน่อยนี่  แค่ย้ายเข้ามาอยู่  จะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าเช่าห้องเล็ก ๆ แบบนั้น”
“ตอนนี้ก็คงสะดวกหรอก  แต่ถ้าเมื่อไรเจ้ามีเจ้าสาวของตัวเอง  มันจะอิหลักอิเหลื่อนะ”
“นั่นมันเรื่องในอนาคต  มาคิดอะไรตอนนี้”
“ข้าเป็นพวกมองการณ์ไกลน่ะ”
คุยกันได้ถึงแค่นี้ก็มีเสียงแทรกเข้ามาระหว่างบทสนทนา
“แง้ว...”
“อ้าว  ไนท์  นี่มาหาสาวแถวนี้เรอะ?”  วาเรสทักเจ้าแมวดำที่อยู่ ๆ ก็เข้ามาพันแข้งพันขา
“แง้ว”  ไนท์ตอบ...มันอยากจะบอกว่านอกจากมาหาสาวแล้ว  มันยังฟังทั้งคู่คุยเรื่องน่าเบื่อซ้ำ ๆ ซาก ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบอีกด้วย
“จะขึ้นไหล่มั้ย?”  พูดแล้ววาเรสก็ย่อตัวลงให้มันโดดขึ้นไหล่  เจ้าแมวดำขึ้นไปหมอบสบายใจเฉิบอยู่บนนั้นทันที
“เจ้านี่ตามใจไนท์มากเกินไปแล้วนะ  มันเดินมาถึงนี่เองได้มันก็กลับเองได้หรอกน่า”  ยูเรอัสค่อน  เขารู้ว่าภายนอกวาเรสดูเป็นคนกระด้าง ๆ แต่ความจริงอ่อนโยนกับทุกคนรอบข้างเสมอ  ไม่เว้นกระทั่งพวกสัตว์
“ขามามันเดินมาจนเหนื่อยแล้วไง  ขากลับก็ให้สบายหน่อยสิ”
ได้ยินมนุษย์ของมันพูดแล้ว  เจ้าไนท์ก็ปรายตาสีฟ้าเจ้าเล่ห์มองยูเรอัสอย่างถือตัว
“แน่ะ  ดูทำตาเข้า  วาเรส  เพราะเจ้าให้ท้ายมันนั่นแหละ  มันเยาะเย้ยข้าด้วย”  ยูเรอัสโวยวาย
“คิดมากน่า  มันเป็นแค่แมว  จะไปเยาะเย้ยเจ้าได้ยังไง”  วาเรสหัวเราะเสียงดัง
“แมวดำเชียวนะ  แมวดำ...สัตว์เลี้ยงของแม่มดในตำนานเชียวนะ”  พูดแล้วจิตรกรหนุ่มก็นึกขึ้นมาได้  “นี่ฤดูเก็บเกี่ยวแล้วนี่นะ  ไม่เห็นเมืองนี้เตรียมเทศกาลอะไรเลย”
“หือ?  เทศกาลฉลองฤดูเก็บเกี่ยวน่ะเหรอ  มีสิ  แต่ไม่เห็นต้องเตรียมอะไรเลย  พอถึงคืนเดือนเพ็ญก็จะมีการก่อกองไฟใหญ่ที่ลานกลางเมืองแล้วทุกคนในเมืองก็จะไปร้องเพลงเต้นรำกันที่นั่นน่ะ”
“อ้าว  แล้วตะเกียงฟักทองล่ะ?”
“ตะเกียงฟักทอง?  มีไว้ทำอะไรเหรอ”
“ที่นี่ไม่มีธรรมเนียมแบบนั้นหรอกเหรอ  ช่วงเทศกาลฉลองเก็บเกี่ยวคือช่วงเดียวกับที่ภูตผีปีศาจจะจัดงานเฉลิมฉลองและผู้วายชนม์จะกลับมาเยือนบ้านนะ  ดังนั้นจึงต้องทำตะเกียงฟักทองแขวนไว้หน้าบ้านเพื่อให้ผู้วายชนม์กลับบ้านได้ถูกและเพื่อป้องกันปีศาจร้ายยังไงล่ะ”  ยูเรอัสอธิบาย
“อืม...ไม่มีนะ  แต่ตอนงานเทศกาล  ทุกคนก็ต้องเอาตะเกียงติดตัวไปด้วยอยู่แล้ว  และตามบ้านก็จะตามไฟไว้ที่หน้าบ้านตลอดคืน  สว่างไสวไปทั้งเมืองเลยละ”
“ว้า...รู้สึกเหมือนขาด ๆ อะไรไปก็ไม่รู้แฮะ”
“เจ้าก็ทำตะเกียงฟักทองแขวนหน้าห้องพักของเจ้าสิ  อาจจะแปลกใหม่ดีก็ได้นะ”
“แต่ท่านย่าคงไม่มาหาข้าถึงเมืองห่างไกลแบบนี้หรอกมั้ง  ตะเกียงต้องจุดที่หน้าบ้านที่ผู้วายชนม์คุ้นเคยเป็นอย่างดีน่ะ”
“ก็ข้าให้ประดับบ้าน  ไม่ได้ให้ท่านย่าของเจ้ามาหา”
ไนท์หมอบอยู่บนไหล่ฟังทั้งสองคุยกันไปจนถึงบ้าน  ในตอนนั้นมันไม่รู้หรอกว่า...จะต้องมีใครสักคนได้จุดตะเกียงฟักทอง

แล้วแมวหินก็เสร็จสมบูรณ์  มันมีดวงตาสีฟ้าสดใส  เนื้อตัวสีดำเป็นประกาย  แลดูมีชีวิตชีวาราวกับจะลุกขึ้นมาโลดแล่นได้ทุกเมื่อ
“สวยมาก!  นี่มองผาด ๆ ข้านึกว่าเจ้าไนท์เลยนะ”
ยูเรอัสออกปากชม  ซึ่งต้นแบบดูจะไม่ดีใจนัก  เจ้าแมวดำนอนแกว่งหางตีโต๊ะอยู่ปั่บ ๆ อย่างหงุดหงิดใจ
“อะไร...อิจฉาเรอะ?  ไม่มีใครชมเจ้าละซี่”  ไม่ว่าเปล่าตบหัวไนท์เบา ๆ  เจ้าแมวที่กำลังหงุดหงิดรีบยกมือขึ้นมาตบไล่มือน่ารำคาญนั่นทันที  “อ๊ะ  พาลแล้ว”
“เจ้าก็หาเรื่องทะเลาะกับแมวได้ทุกวันสิน่า  ยูเรอัส”  วาเรสพูดอย่างระอาใจ  แต่มีรอยยิ้มบนใบหน้า
“ก็มันสนุก...ว่าแต่  วาเรส  เจ้าจะเดินทางไปโบสถ์ใหญ่กับท่านบาทหลวงเหรอ?”
“ใช่  นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ข้าจะได้เดินทางไกลขนาดนี้น่ะ  ถึงจะแค่ระยะเดินทางสองวันก็เถอะ”
“ระวังตัวหน่อยนะ  ถึงเส้นทางจากที่นี่ไปเมืองนั้นจะปลอดภัยแต่ก็ผ่านเส้นทางเลียบผาด้วย  เจ้าไม่เคยออกเดินทางมาก่อนคงตื่นเต้นละสิ”
ถึงไม่บอก...ความตื่นเต้นนั้นก็แสดงออกมาทางสีหน้าของวาเรสอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ต้องห่วงหรอก  ไปกับรถม้าของโบสถ์เสียอย่าง  แต่นักเดินทางอย่างเจ้าเตือนไว้ก็ต้องเชื่อฟังหน่อยแล้ว”  วาเรสพยักหน้าหนักแน่น
“เดินทางเมื่อไรล่ะ?”
“เช้าวันมะรืนนี้  พอดีข้าทำงานเสร็จช้ากว่าที่คิดเลยดูเหมือนฉุกละหุกไปหน่อยน่ะ  และคงได้อยู่ร่วมพิธีฉลองโบสถ์ใหญ่ด้วยเลย  ถ้ากลับมาทันเทศกาลฉลองเก็บเกี่ยวด้วยก็ดีหรอก”
“ต้องทันสิน่า  ยังไงท่านบาทหลวงก็ต้องมาทำพิธีบูชาอยู่แล้วนี่”
“นั่นสินะ  ว่าแต่...ยูเรอัส”  จู่ ๆ วาเรสก็ทำหน้าจริงจัง  “หลังจากที่ข้ากลับมาแล้ว  เจ้าต้องย้ายมาอยู่บ้านข้านะ”
“หา?”
“ข้าตัดสินใจแล้ว  และบอกแม่  ลุงป้าน้าอา  แล้วก็ย่าแล้วด้วย  ทุกคนดีใจกันใหญ่เลย”
“เฮ้ย ๆ!  มัดมือชกกันแบบนี้เลยเรอะ!?”  ยูเรอัสโวยวาย  มันกะทันหันจนถึงกับทำหน้าไม่ถูก
“ก็เจ้าเล่นตัวนักนี่  และข้าจะไม่ทนอีกแล้ว  ในเมื่อเจ้าบอกว่าตอนนี้จะอยู่เคียงข้างข้า  ก็มาอยู่ด้วยกันกับข้าซะ”
“จะ...เจ้า...!!  ข้าก็บอกแล้วไงว่ามันจะไม่สะดวกใจในอนาคตน่ะ!”
“ข้าก็บอกแล้วไงว่าข้าไม่สนใจอนาคตหรอก  ข้าสนใจแค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ”  มือใหญ่เอื้อมมาจับมือยูเรอัสไว้  เสียงนุ่มกระซิบอ้อน  “ยูเรอัส...มาอยู่กับข้านะ  ได้มั้ย?”
ยูเรอัสก้มหน้านิ่ง  ก่อนจะพึมพำเสียงแผ่ว  “ตอนที่เจ้ากลับมา...ข้าจะให้คำตอบก็แล้วกัน...”
“ขอบใจ”  วาเรสแนบริมฝีปากลงกับหน้าผากมน
ไนท์ถอนใจแล้วเดินเลี่ยงออกมาจากสตูดิโอ  ท่าทางมันต้องหาทางรับมือมนุษย์ตัวป่วนเพิ่มอีกคนแล้วสินะ

หากคำตอบของยูเรอัสไม่มีวันได้บอกออกไป  รถม้าของโบสถ์ตกเขาระหว่างทางไปโบสถ์ใหญ่  บาทหลวงได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่รอดมาได้  ส่วนคนขับรถม้ากับวาเรสจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
ร่างของวาเรสถูกส่งกลับมาพร้อมกับรูปสลักหินสีดำที่แทบไม่มีร่องรอยขีดข่วนเลย  บาทหลวงบอกว่าวาเรสกอดมันเอาไว้แน่นจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต  และเพราะวาเรสปกป้องมันไว้ด้วยชีวิตบาทหลวงจึงขอให้ส่งมันกลับมาให้ครอบครัว  เผื่อจะเป็นของดูต่างหน้าเพียงสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่
ทางโบสถ์ใหญ่ส่งบาทหลวงคนใหม่มาแทนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ  และพิธีกรรมแรกที่ถูกจัดขึ้นคืองานศพของวาเรส  มีผู้มาร่วมงานมากมายเพราะชายหนุ่มเป็นที่รักของผู้คนในเมือง  จวนจะถึงงานฉลองแล้ว  แต่ทั้งเมืองตกอยู่ในความเศร้าสร้อย  เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ผู้คนต่างคุ้นหน้าคุ้นตากันดี  แม้ใครจากไปสักคนก็เหมือนเสียคนในครอบครัวไป
แต่คนที่เสียใจที่สุดกลับเป็นชายหนุ่มผู้มาจากต่างถิ่น  หากมันเศร้าเสียจนน้ำตาไม่ยอมไหลออกมา
ยูเรอัสนั่งอยู่ที่ม้านั่งแถวหน้าสุดของโบสถ์ร่วมกับครอบครัวของวาเรส  ในมือของทุกคนมีดอกไม้สีขาวเท่าที่จะหาได้มาร่วมไว้อาลัย  แต่ในมือของยูเรอัสกลับมีเพียงจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนถึงเรื่องราวความรู้สึกทั้งหมดที่เขามีต่อวาเรสและไม่เคยได้พูดออกไป  คำไว้อาลัยไม่ได้เข้าหูเขาเลยแม้แต่น้อย  เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างว่างเปล่า
แล้วอยู่ ๆ ร่างดำ ๆ ก็โดดขึ้นมาบนตักพร้อมกับเสียงร้องเรียก
“แง้ว”
“...ไนท์”
เจ้าแมวดำถูหัวคลอเคลียกับร่างของยูเรอัส  ชายหนุ่มลูบหัวมันอย่างอ่อนโยนและกระซิบเบา ๆ
“ไนท์...รู้หรือเปล่า  เจ้านายของเจ้าจะไม่กลับมาแล้ว...”
ไนท์มองตายูเรอัส  เจ้านายงั้นรึ...วาเรสไม่เคยเป็นเจ้านายของมัน  มันเป็นแมว  แมวไม่เคยมีนาย  วาเรสเป็นมนุษย์ของมันเท่านั้น  เป็นมนุษย์ที่มันเลือกที่จะอยู่เคียงข้างและคบหาสนิทสนมด้วย  แต่ไม่เคยเป็นเจ้านาย...และมันก็รู้  รู้จากสายลมและเสียงกระซิบของเหล่าภูตพรายว่ามนุษย์ของมันจากไปแล้ว  ไปสู่ดินแดนอันไกลแสนไกล  ซึ่งผู้ที่ไปยังที่แห่งนั้นแล้วจะไม่มีวันกลับบ้านอีก  มันจะไม่ได้เห็นหน้าวาเรส  จะไม่ได้เฝ้ามองแผ่นหลังที่นั่งแกะสลักไม้และหินเป็นร่างที่คล้ายตัวมันอีกต่อไป...หลังจากที่รู้  มันก็แค่รู้สึกเหงาเท่านั้น
แมวเลือกง่าย ๆ และเข้าใจอะไรง่าย ๆ แบบนี้  แต่มนุษย์กลับยุ่งยากเสมอ  วาเรสเคยเลือกยูเรอัส  และยูเรสอัสก็อยากจะเลือกวาเรสให้อยู่เคียงข้างกัน  แต่กลับไม่เลือก...กลับไม่ยอมพูดอะไรออกไปให้ชัดเจน  แล้วตอนนี้กลับจะมานั่งเสียใจ
ไนท์เอาหัวถูกับตัวของยูเรอัสอีกครั้ง  มันจะไม่ซ้ำเติมหรอก  มันรำคาญยูเรอัสก็จริง  แต่มันก็ชอบเขาด้วย  ยูเรอัสเป็นมนุษย์อีกคนที่มันเลือกที่จะอยู่ใกล้ ๆ และปีนขึ้นไปนอนบนตัก  ถึงจะไม่ชอบเท่าตักของวาเรสแต่อย่างน้อยในตอนที่วาเรสไม่อยู่ตักของยูเรอัสก็นอนสบาย  ดังนั้นมันจึงไม่อยากให้มนุษย์อีกคนหนึ่งของมันเศร้า  มันเป็นแค่เรื่องง่าย ๆ...สักวันยูเรอัสเองก็ต้องเดินทางไปยังที่ที่วาเรสไป  วาเรสเพียงแต่ล่วงหน้าไปก่อนเท่านั้น  สักวันยูเรอัสจะได้ไปพบกับวาเรส  ตัวมันเองก็เช่นกัน...ไม่มีอะไรต้องเศร้าเลย  ไม่ควรต้องเสียใจเลย  ทำไมเรื่องแค่นี้มนุษย์ถึงไม่เข้าใจนะ

ออฟไลน์ KOKURO

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 331
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-2
มันไม่อยากให้ยูเรอัสเสียใจ  แต่มันก็ทำไม่ได้  ตอนที่ทุกคนลุกไปวางดอกไม้ในโลงศพเพื่อไว้อาลัยวาเรสเป็นครั้งสุดท้าย  ยูเรอัสอุ้มมันไปด้วย  ไนท์มองอดีตมนุษย์ของมันเต็ม ๆ ตาเป็นครั้งสุดท้าย...วาเรสยังคงเป็นวาเรส  นอนหลับสนิทเหมือนเวลาซุกอยู่บนเตียงด้วยกันในตอนกลางคืน  แต่มีผ้าพันแผลพันอยู่ที่ใบหน้าและเนื้อตัว  มีคราบเลือดและกลิ่นคาวหลงเหลืออยู่ให้มันได้กลิ่น  วาเรสคงเจ็บ...แต่ตอนนี้คงจะไม่เจ็บอีกแล้วถึงได้หลับสนิทแบบนั้น
แล้วไนท์ก็รู้สึกว่ามีหยดน้ำหยดลงบนขนนุ่ม ๆ ของมัน  ฝนตกหรือ...มันเงยหน้าขึ้นมอง  แล้วก็พบว่าหยดน้ำนั้นคือน้ำตาของยูเรอัส  ชายหนุ่มหลั่งน้ำตาออกมาเงียบ ๆ  มืออันสั่นเทายื่นไปสอดจดหมายเข้าไปใต้ฝ่ามือที่วางซ้อนกันของวาเรส
“เจ้าคงไม่ได้อ่านมันหรอก  แต่ข้าก็หวังว่าเจ้าจะรับรู้เนื้อความในจดหมายของข้าได้  วาเรส...ข้ามันบ้า  ข้าควรจะบอกเจ้าด้วยปากของข้าเอง...ไม่ใช่ปล่อยให้ความขี้ขลาดปิดกั้นไว้จนไม่อาจบอกเจ้าได้อีกแล้วแบบนี้...”
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงลงบนขนดำขลับของไนท์  มันเกลียดน้ำ  ไม่ชอบตัวเปียก  แต่มันก็ไม่ว่าอะไรถ้าจะต้องเปียกน้ำตาของยูเรอัสที่ร้องไห้เพื่อมนุษย์ของมัน
“...วาเรส...ถ้าเจ้ากลับมา...ข้าจะตอบเจ้าว่าข้าจะไปอยู่กับเจ้า...ไม่ว่าวันข้างหน้าเจ้าจะมีเจ้าสาวหรือไม่...ข้าก็จะอยู่กับเจ้า...จนกว่าเจ้าจะไม่ต้องการข้าอีก...ถ้าเจ้ากลับมา...วาเรส...”
มนุษย์ที่ออกเดินทางไปยังดินแดนไกลแสนไกลแล้วจะไม่กลับมาอีก  จะไม่รับรู้รับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนดินแดนแห่งนี้อีก...ไนท์รู้  และรู้ว่ายูเรอัสก็รู้  ต่อให้พูดอีกกี่ล้านครั้งวาเรสก็จะไม่ได้ยิน  จะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น  ถ้าเป็นเวลาปกติไนท์คงนึกรำคาญยูเรอัสไปแล้ว  แต่ทำไมไม่รู้...หัวใจดวงน้อยของมันกลับบอกกับตัวเองว่า  อยากให้วาเรสได้กลับมาฟังสิ่งที่ยูเรอัสพูดอีกสักครั้ง

วาเรสกลับสู่ผืนดินแล้ว  ยูเรอัสยังคงมาที่บ้านวาเรสทุกวันแต่บรรยากาศในบ้านยังคงเศร้าสร้อย  เจ้าแมวดำได้แต่นอนหมอบอยู่ข้างรูปสลักหินแสนสวยที่คงไม่มีวันได้จากบ้านหลังนี้ไปไหนอีกแล้ว  ในสตูดิโอที่ว่างเปล่าเงียบเหงา  ไม่มีเสียงค้อนกับสิ่วอีกต่อไป  ที่นอนยังคงนุ่มหากไร้ไออุ่น  กลิ่นที่ไนท์คุ้นเคยค่อย ๆ จางหายไปทุกที  กลิ่นที่ติดอยู่ในความทรงจำตั้งแต่คืนที่มันตากฝนเปียกปอนนั้นกำลังจะหายไป...แมวเป็นสัตว์ที่ไม่ติดคน  แต่ตอนนี้มันกำลังหวั่นใจว่าสักวันหนึ่ง  มันจะลืมกลิ่นมนุษย์ของมันหรือเปล่า  มันจะลืมสัมผัสของมือหยาบ ๆ ที่ลูบไล้ขนมันอย่างรักใคร่หรือเปล่า  มันจะลืมเสียงหัวเราะห้าว ๆ นั้นหรือเปล่า...แล้วมันจะลืมว่าครั้งหนึ่งมันเคยมีวาเรสอยู่เคียงข้างมันหรือเปล่า
มันน่าเบื่อ...การครุ่นคิดอะไรซ้ำ ๆ ตลอดเวลาแบบนี้มันน่าเบื่อ  แมวไม่เหมือนมนุษย์  มันไม่ชอบคิดอะไรซ้ำ ๆ อยู่เรื่องเดียว  แค่เห็นยูเรอัสร้องไห้ทุกครั้งที่เข้ามาในสตูดิโอแห่งนี้มันก็เบื่อแย่แล้ว  แต่มันไม่ได้ตำหนิยูเรอัสหรือเดินหนี  อย่างน้อยตักของยูเรอัสก็อุ่นและมือที่ลูบขนมันก็มีความรักไม่น้อยไปกว่ามือของวาเรส...แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้มันคิดถึงบทสนทนาไร้สาระและเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุขซึ่งไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีก
มันต้องทำอะไรสักอย่าง...ไนท์คิดมาตลอดหลายวันนี้  มันไม่อยากจมอยู่กับความซึมเศร้าของพวกมนุษย์ในบ้านนี้  และยิ่งไม่อยากอยู่บนตักของยูเรอัสอย่างเหงาหงอย  มันคิดว่ามันต้องทำอะไรสักอย่างและมันมั่นใจว่ามันทำได้ด้วย  เพียงแต่มันยังนึกไม่ออก...มีบางอย่างติดอยู่ในความทรงจำของมันแต่เหมือนประตูที่จะไปสู่ความทรงจำนั้นถูกปิดเอาไว้
ไนท์ออกไปในเมืองเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ  บางทีเจ้าพวกตัวจิ๋วที่มีแสงวิบ ๆ อาจจะบอกอะไรกับมันได้...จะว่าไปแล้ว  ยูเรอัสไม่ได้ไปวาดรูปที่ป่าอีกเลยและไม่เคยพูดถึงเจ้าตัวจิ๋วพวกนั้นด้วย  ยูเรอัสที่เคยมีนิทานมากมายไม่เล่าอะไรอีกแล้ว  คงเพราะไม่มีคนที่จะฟังเรื่องราวเหล่านั้นอีก
เรื่องที่ยูเรอัสเล่ามานั้นไนท์รู้ดีอยู่  แต่ถึงจะรู้ก็ชอบฟังเรื่องเหล่านั้นในมุมมองของมนุษย์ผู้โง่เขลา  เพราะมันจะดูน่าตื่นเต้นและผิดธรรมดาไปจากที่แมวอย่างมันรู้มาก
ในเมืองกำลังเตรียมงานเทศกาลฉลองเก็บเกี่ยวที่จะมาถึงในคืนนี้ เริ่มมีการประดับโคมไฟและตะเกียงตามหน้าบ้าน  ที่ลานกลางเมืองพวกคนหนุ่มเริ่มหอบท่อนไม้มากองไว้สำหรับก่อกองไฟในตอนกลางคืน พวกผู้หญิงก็ผูกผ้าร้อยดอกไม้ประดับประดาทั่วทั้งลาน
ไนท์รู้สึกตื่นเต้นกับเทศกาลที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก  มันสำรวจตรงนั้นตรงนี้ทั่วไปหมด  สนุกคึกคักไม่แพ้พวกเด็ก ๆ ที่มาเล่นกันอยู่ที่ลานกว้างเลย
แล้วไนท์ก็นึกอะไรออก...มันเคยได้ยินเรื่องงานเทศกาลนี้จากวาเรส  และยังได้ยินเรื่องราวอีกแบบหนึ่งจากยูเรอัสด้วย  สองคนนั้นพูดถึงตะเกียง...ที่นี่มีตะเกียงมากอยู่แล้ว  ตามบ้านในเมืองก็เอาตะเกียงมาตกแต่งกันแล้ว  แต่ไม่ใช่แค่นั้น...จะต้องเป็นตะเกียงที่พิเศษกว่านั้น  ว่าแต่มันคืออะไร...ตะเกียงพิเศษที่ว่าคืออะไร...มันต้องนึกให้ออก
ไนท์เผ่นแผล็วออกจากลานกว้างมุ่งหน้าไปยังป่าอย่างรวดเร็ว  เจ้าพวกตัวจิ๋วต้องรู้  พวกมันรู้ทุกอย่างในสายลม...มันต้องรู้ว่าตะเกียงอะไรที่จะพาผู้ที่จากไปแล้วกลับมาบ้าน

ยูเรอัสนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร  ข้างนอกกำลังเตรียมงานเทศกาลกันเป็นการใหญ่  แต่ชายหนุ่มไม่นึกอยากไปลงร่วมงานเลยสักนิด  ก็นี่เป็นเทศกาลที่วาเรสเฝ้ารอและบอกว่าจะกลับมาให้ทันงานนี้...แต่ก็ไม่กลับมา  เทศกาลที่ไม่มีวาเรสจึงไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขา
ทันใดนั้นก็มีเสียงกุกกักที่หน้าประตูห้อง  ตามมาด้วยเสียงอะไรบางอย่างตะกุยตะกายบานประตู  แล้วก็เป็นเสียงคุ้นหู
“แง้ว!”
“หือ?”  ยูเรอัสผุดลุกขึ้นนั่งทันที
“แง้ว  แง้ว!!”
เสียงแมวที่เกรี้ยวกราดดังอยู่นอกห้อง...เสียงเจ้าไนท์  ยูเรอัสนึกสงสัยว่ามันมาที่ห้องของเขาได้อย่างไรในเมื่อมันไม่เคยมาเลยสักครั้ง  แล้วมันเรื่องอะไรถึงได้ส่งเสียงอย่างหงุดหงิดแบบนั้น  คิดแล้วจึงเดินไปเปิดประตูห้อง
“แง้ว!!”
เสียงเหมือนจะตำหนิดังมาจากเจ้าตัวดำที่นั่งอยู่ตรงนั้น  ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายวับอย่างขุ่นเคือง
“...ไนท์?  เจ้ามาได้ยังไงเนี่ย”  ยูเรอัสนั่งลงแล้วเอื้อมมือไปลูบหัวมัน
พลันเขาก็เห็นสิ่งที่กลิ้งอยู่ข้างตัวเจ้าแมวดำ...ฟักทองลูกไม่ใหญ่ไปกว่ากำปั้นของเขา
“เอ๊ะ...?”
“แง้ว  แง้ว!”  ไนท์ร้องเสียงดังพลางเอาหัวถูมือของยูเรอัสหนัก ๆ
“นี่เจ้าคาบมาจากไหนเนี่ย?”  ยูเรอัสร้องอย่างประหลาดใจ  ห้องเช่าของเขาอยู่บนชั้นสองของตึก...แล้วไนท์คาบฟักทองที่ใหญ่เกือบเท่าหัวของมันขึ้นมาถึงบนนี้เนี่ยนะ
“แง้ว”  เจ้าแมวดำผละจากชายหนุ่มแล้วเอาหัวดุนฟักทองให้กลิ้งเข้าไปในห้อง
“อะ...อะไร?  เจ้าจะบอกให้ข้าทำอะไรน่ะ...?”
ถามออกไปแล้วยูเรอัสก็นึกได้  ตัวชาวาบเหมือนถูกราดด้วยน้ำเย็นกลางฤดูหนาว...ฟักทอง...งานฉลองฤดูเก็บเกี่ยว...งานฉลองของภูตพราย...วันที่ผู้วายชนม์จะกลับบ้าน
“แง้ว  แง้ว!”  ไนท์ร้องเหมือนจะเร่งเร้า
“...งั้นรึ  เจ้าจะให้ข้าทำตะเกียงฟักทองงั้นรึ...เพื่อนำทางวาเรสงั้นรึ...?”  น้ำตาที่เคยแห้งไปแล้วไหลรินอีกครั้ง
“แง้ว”  เจ้าแมวดำปีนขึ้นมาบนตักของชายหนุ่มแล้วเลียน้ำตาให้...ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาร้องไห้เสียหน่อย
ยูเรอัสเข้าใจอาการนั้น  เขาปาดน้ำตาแล้วยิ้ม
“ตกลง...ไนท์  เรามาเดิมพันกันด้วยฟักทองของเจ้าเถอะ  ดูซิว่าตะเกียงอันเล็กขนาดแมวคาบได้จะนำทางให้วาเรสได้หรือเปล่า”

อุปกรณ์แกะสลักที่วาเรสทิ้งไว้ถูกนำมาสลักเสลาลวดลายลงบนฟักทองลูกจิ๋ว  ยูเรอัสเป็นจิตรกร  แต่นิ้วมือที่ผ่านการฝึกอันประณีตมาแล้วสามารถควบคุมเครื่องมือของประติมากรได้เป็นอย่างดี  ชายหนุ่มแกะสลักลวดลายงดงามลงไปพร้อมกับคำอธิษฐาน...ขอให้ตะเกียงดวงน้อยนี้นำทางใครคนนั้นกลับมาถึงบ้าน
ตะเกียงเสร็จสมบูรณ์ตอนพลบค่ำพอดี  มันเป็นตะเกียงฟักทองขนาดจิ๋วที่ใส่ลงไปได้แค่ขี้เทียนเท่านั้น  ยูเรอัสวางมันลงที่ขอนไม้ขอนหนึ่งหน้าสตูดิโอแล้วบรรจงจุดเทียน  แสงสว่างรำไรลอดออกมาจากลวดลายที่แกะสลักเอาไว้  ไนท์จ้องมองฟักทองที่กลายเป็นตะเกียงอย่างสนอกสนใจ
“คืนพระจันทร์เต็มดวงแบบนี้  ตะเกียงนี่แทบไม่มีความหมายเลยนะ  ไนท์”  ชายหนุ่มเงยหน้ามองท้องฟ้ากระจ่างใสที่มีพระจันทร์กลมโตแขวนลอยอยู่  แม้รอบตัวจะมืดสลัวเพราะคนในบ้านออกไปร่วมงานเทศกาลกันหมด  แต่ถึงกระนั้นก็ยังมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนใต้แสงจันทร์
ตะเกียงดวงน้อยส่องแสงริบหรี่อยู่ท่ามกลางแสงอันยิ่งใหญ่กว่าดูเล็กจ้อยราวกับแสงหิ่งห้อย  ยูเรอัสอุ้มไนท์ขึ้นมาแล้วนั่งลงบนขอนไม้อีกขอน...และรอคอย...

เวลาผ่านไปเหมือนนานแสนนาน  หากตะเกียงฟักทองยังคงส่องแสงทั้งที่มีแค่ขี้เทียนสั้น ๆ เป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น  รอบกายสงบและเงียบสงัด  มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรกับเสียงจากงานเทศกาลที่แว่วมากับสายลมเท่านั้น  เหล่าภูตพรายเริงร่าอยู่ใต้แสงจันทร์เห็นเป็นประกายวิบวับเหมือนน้ำค้างตามยอดหญ้า...แต่ยูเรอัสกับไนท์ไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งรอบตัวเลย  ทั้งสองได้แต่นั่งรอและเฝ้าอธิษฐานเท่านั้น
“...บางที...ตำนานนั่นอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้นะ  ไนท์...”  ชายหนุ่มกระซิบเบา ๆ
หากไนท์ไม่ตอบ  ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายของมันจับจ้องไปที่ประตูบ้าน  หูตั้งชันฟังทุกสรรพสำเนียงที่แว่วมา
พลันมันก็ลุกขึ้นยืนจ้องเขม็งไปตรงหน้า  เกร็งไปหมดทั้งร่าง
“อะไร...มีอะไรเหรอ?”
ถามยังไม่ทันขาดคำ  เจ้าแมวดำก็กระโจนพรวดลงจากตักของยูเรอัสแล้ววิ่งหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว  ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วเพ่งมองตามทิศทางที่ไนท์วิ่งไป  แม้แสงจันทร์จะสว่างแต่เงามืดก็ยังมืดเกินกว่าตามนุษย์จะมองเห็นได้
แล้วเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้ามาจากหน้าประตูบ้าน  เสียงนั้นดังใกล้เข้ามา...คงมีใครสักคนในบ้านกลับมาจากงานเทศกาลแล้วกระมัง  ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งเดินผ่านเงามืดของบ้านมาปรากฏตัวขึ้นใต้แสงจันทร์  ยูเรอัสจ้องร่างนั้นตาไม่กระพริบ
ร่างสูงที่คุ้นตาที่มีแมวดำเกาะหมอบอยู่บนไหล่เดินตัดสวนตรงมาที่สตูดิโอ
ยูเรอัสยกมือขึ้นปิดปาก  ร่างใต้แสงจันทร์กระจ่างใสนั้นดูราวกับภาพลวงตา  แต่ต่อให้เป็นคืนเดือนมืดเขาก็จำร่างนั้นได้
“...วาเรส...”
พูดได้แค่นั้นแล้วยูเรอัสก็ซบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วเริ่มต้นร้องไห้...หากนี่เป็นแค่ภาพลวงตา  เขาก็ไม่อาจทนมองมันได้อีกต่อไปแล้ว
หากร่างนั้นเดินมาหยุดตรงหน้าเขา  สัมผัสของมือใหญ่หยาบแตะลงที่แขนของเขา  ค่อย ๆ ดึงมือทั้งสองข้างออกอย่างนุ่มนวล
“มองข้าสิ  ยูเรอัส...มองเหมือนที่เจ้าเคยมองข้า  เจ้าจุดตะเกียงเพื่อข้าไม่ใช่หรือ”
เสียงทุ้มต่ำที่แสนรักลอยมากระทบหู  ยูเรอัสไม่สนใจอีกแล้วว่านี่จะเป็นภาพลวงตาหรือภูตผีปีศาจดลบันดาลให้เขาเห็นภาพหลอน  ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นแล้วจ้องมองคนตรงหน้าเต็มตา
วาเรสยืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ  โดยมีไนท์เกาะหมอบอยู่บนไหล่เหมือนที่เคยเป็นมาเสมอ
“วาเรส...วาเรส...”  ยูเรอัสทำได้แค่เรียกชื่อคนที่ปรารถนาจะพบสุดหัวใจแล้วโถมตัวเข้ากอด
ผู้ที่กลับมากอดตอบแนบแน่นไม่แพ้กัน
“ช้าจริงเลย  ยูเรอัส  ตอนที่ข้าอยู่เคียงข้างเจ้า  เจ้าน่าจะกอดข้าแบบนี้บ้างนะ”
“อย่าพูดนะ...อย่ามาว่าข้านะ...”  จิตรกรหนุ่มพูดทั้งยังสะอื้น
“...นั่นสินะ  ข้ามีเวลาแค่คืนนี้คืนเดียวเท่านั้น  เรามาคุยเรื่องที่เราอยากคุยกันดีกว่า  อย่าร้องไห้อยู่เลย”
“คุย...คุยอะไรล่ะ...”  แค่ได้กอดวาเรสไว้อย่างนี้  ยูเรอัสก็ไม่นึกอยากพูดอะไรอีกแล้ว
“จดหมายของเจ้า  ข้าอ่านแล้ว...แต่ข้าอยากฟังจากปากเจ้าเองมากกว่า”
ยูเรอัสสะท้านเยือกในหัวใจ  จริงด้วย...เขามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกกับวาเรส  เรื่องที่เขามัวแต่ลังเลจนไม่ได้พูดออกไป
“วาเรส...ข้า...จะมาอยู่กับเจ้าที่บ้านนี้นะ...”  แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น  ยูเรอัสก็รู้ดีว่าจากคืนนี้ไปวาเรสก็จะไม่ได้อยู่ที่นี่  วาเรสที่ยืนอยู่ตรงนี้คือปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน  นับจากพรุ่งนี้ไปเขาจะต้องอยู่ที่นี่คนเดียว  แต่ถึงกระนั้นเขาก็อยากจะบอก  “ไม่ว่าเจ้าจะอยู่หรือไม่ก็ตาม  ข้าจะมาอยู่ที่นี่อย่างที่เจ้าต้องการ...จะอยู่...ตลอดไป...”
วาเรสหัวเราะเบา ๆ  มือใหญ่ลูบเรือนผมนุ่มอย่างอ่อนโยน  “นี่ก็...ช้าอีกแล้วนะ  แย่จริง...ข้าอยากอยู่กับเจ้าขึ้นมาแล้วสิ”
“ข้าก็...อยากอยู่กับเจ้า...”
ความรู้สึกบางอย่างตื้อขึ้นมาในอก  บางอย่างที่ดิ้นรนอยู่ในใจว่าอยากจะกลายเป็นคำพูดออกมา...ยูเรอัสผละออกจากอกกว้างที่ซุกซบอยู่  จ้องมองร่างตรงหน้าทั้งน้ำตา  ริมฝีปากสั่นระริกและค่อย ๆ ขยับเอื้อนเอ่ย...
“วาเรส...ฟังนะ...ข้ารักเจ้า  ข้ารักเจ้ามาตลอด...ข้ารักเจ้า...ข้าจุดตะเกียงเพื่อให้เจ้าได้กลับมาฟังคำคำนี้...ข้ารักเจ้า...”
วาเรสยิ้ม...หากเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย...ทั้งเสียดาย  แสนเศร้า...และเปี่ยมด้วยความสุข
“แย่จริง ๆ ด้วย...มีแต่เรื่องที่สายเกินไปแล้วทั้งนั้นเลย  ถ้าได้ฟังเร็วกว่านี้ก็ดีหรอก  ข้าต้องตายตาหลับแน่”
“เจ้าก็ตายตาหลับไปแล้วนี่”
“ท่านบาทหลวงปิดตาให้ข้าต่างหากเล่า  ข้าห่วงทั้งเจ้าทั้งเจ้าไนท์...กระทั่งลมหายใจสุดท้าย  จะไปตายตาหลับได้ยังไง”
มือใหญ่แตะแก้มของยูเรอัสแล้วปาดเช็ดน้ำตาให้  ก่อนจะประคองใบหน้านั้นขึ้นมาประทับจุมพิตอ่อนโยนที่ริมฝีปาก
“แต่ถึงจะสายเกินไปก็ไม่เป็นไรหรอก  อย่างน้อย...ข้าก็รู้ว่าเจ้ารักข้า  และข้าก็รู้ว่าความรู้สึกของข้าจะมั่นคงไปตลอดกาล  ยูเรอัส...ข้าก็รักเจ้ามากนะ”
เพียงเท่านี้  ความรู้สึกที่คลุมเครือและขาดหายไปก็ถูกเติมเต็ม  ยูเรอัสยิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สูญเสียหัวใจรักไป
เสียงกระซิบรักล่องลอยไปในสายลม  ปะปนหายไปกับเสียงรื่นเริงของงานเทศกาล  ไม่มีผู้ใดได้รับรู้ปาฏิหาริย์ครั้งนี้...นอกจากแมวดำตัวหนึ่ง  มันแอบโดดลงจากไหล่ของร่างของผู้ที่เคยเป็นมนุษย์ของมันเงียบ ๆ ไปนั่งรออยู่ข้างตะเกียงฟักทองดวงน้อย  ดวงตาสีฟ้ากระจ่างใสจ้องมองร่างทั้งสองที่โอบกอดและแลกเปลี่ยนคำรักกันใต้แสงจันทร์
มนุษย์ช่างโง่เขลา  ยุ่งยาก  และน่ารำคาญ...แต่กระนั้นมันก็ยังเลือกที่จะอยู่เคียงข้างมนุษย์
วาเรสไม่อยู่แล้ว  แต่ไนท์รู้ว่าจากนี้ไปมันจะเลือกอยู่เคียงข้างใคร  ยูเรอัสจะมาเป็นมนุษย์ของมัน  แม้จะน่ารำคาญไปหน่อยแต่ก็จะเป็นผู้ที่มันจะไปนอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน  จะไปนั่งบนตัก  จะไปหมอบอยู่บนไหล่...และจะเป็นผู้ที่มันจะมอบความไว้วางใจให้
และมันก็รู้อีกว่าจากนี้ไปยูเรอัสจะจุดตะเกียงฟักทองในเทศกาลฉลองฤดูเก็บเกี่ยวทุกครั้ง...และมันจะได้พบกับวาเรสเสมอ  มันจะไม่มีวันลืมวาเรส
มันจะเฝ้ารอมนุษย์คนแรกของมันอยู่ที่นี่กับยูเรอัสตลอดไป...จนกว่าจะถึงเวลาที่มันจะต้องเดินทางไปยังดินแดนแสนไกล  แล้วมันจะได้อยู่ร่วมกับวาเรสและยูเรอัสอีกครั้ง
...ไปชั่วนิรันดร์...

30  ตุลาคม  2557

จบแล้วครับ
เจอกันฮัลโลวีนปีหน้านะครับ

HAKURO-KOKURO

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
ขอบคุณค่ะ ซึ้งมาก...

ออฟไลน์ moobarpalang

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1081
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +185/-6
ชอบมากเลย เข้ากับวันปล่อยผีเลยอะ

ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 587
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-2
ความรักพร้อมคราบน้ำตา คุณเหมาะกับแต่งแนวนี้นะ
แมวดำ ตะเกียงฟักทอง จิตรกร ปฏิมากร เทพนิยาย บรรยากาศย้อนยุคแบบต้นศตวรรษที่ 18-19

งานในเชิงพรรรณาโวหาร มีการเปรียบเทียบ เก็บไปให้คิด รักที่ไม่โจ้งแจ้ง เก็บงำซ่อนเร้น งานเขียนแบบนี้เพื่อผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม ไม่หวือหวายอด Like ไม่กระหน่ำ แต่อ่านได้ไม่เบื่อสำหรับตัวเอง

รักที่เหมือนจะสมหวัง สุขได้แต่สุขไม่เต็มร้อย แค่พอยิ้มได้ แต่ยิ้มได้ไม่กว้างพอ...

ปล. ชอบเรื่องนี้นะ ส่วนนัตจัง...มันมีเรื่องคุยมากกว่านี้
อ้อ...งานนี้ วาลเลสควบสองสินะ ได้ใจทั้งแมวจริง ทั้งแมวในร่างคน

 

ออฟไลน์ punchnaja

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +383/-5
เขียนเก่งจัง^^ซึ้ง มาเขียนเรื่องยาวหน่วงๆสักเรื่องคงสุดยอด จะรออ่านเรื่องต่อไปนะ อิอิ

ออฟไลน์ valenna yy

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 385
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
ชอบอ่า สนุกมากคะ ประทับใจสุดๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Ice_Iris

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1231
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-0


อยากจะซึ้งอีกจัง

แต่ต้องรอฮาโลวีนปีหน้า

ขอบคุณที่แบ่งปันขอรับ

ออฟไลน์ ~ ฤดูใบไม้ผลิ ~

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 515
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1
เศร้าและซึ้ง  :pig4:

ออฟไลน์ KARMI

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 920
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-2

ออฟไลน์ KKKwanGGG

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1369
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-2
ชอบมากครับ ซึ้งมากเลย .... ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ lollita

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
จากนี้ไป คืนฮัลโลวีน ยูเรอัสจะมีความสุข ถึงแม้ตลอดทาง 364 วัน เขาอาจจะเหงา จะเดียวดายมีแต่แมวเคียงข้าง แต่เขาจะมีความสุขกับการเฝ้ารอคืนฮาโลวีน ขอบคุณอำนาจแสงตะเกียงจากโคมฟักทอง ที่ร่ายมนต์ นำทางดวงวิญญาณกลับคืนสู่คนที่รัก ขอบคุณคนเขียนที่แบ่งปันเรื่องมหัศจรรย์ ทำให้เราหลั่งน้ำตา อิ่มเอมหัวใจ นี่เเหละคือรักนิรันดร์  ขนาดภพความตายมากั้น วาลเลสก็ยังไม่ทอดทิ้งยูเรอัส โอ้วววววว  :o12:

ออฟไลน์ natt lUcky

  • อะโย่ อะเย่
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 313
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
แอบน้ำตาซึมด้วยอะ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
ทุกสุขทั้งเศร้า นี่ละนะที่บอกตอนอยู่ด้วยกันมีอะไรก็รีบบอกกันเพราะชีวิตไม่แน่นอนจะจากไปวันไหนก็ไม่บอกกล่าว ชอบเจ้าแมวดำ  :pig4:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +231/-3
น้ำตาคลอเลย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด