SOTUS : พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง กฎของปีหนึ่งข้อที่ 9 : รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ว้าก “เฮ้ย! ไอ้ก้อง! ไอ้ก้องภพ! มองอะไรวะ กูเรียกตั้งนานแล้วก็ไม่ตอบ”
เสียงเอ็มเรียกสติของคนเหม่อ ให้ดึงสายตากลับเข้าสู่สนามบาสที่ตอนนี้กำลังเตรียมเริ่มการแข่งขัน หากใจของก้องภพกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับศึกชิงชัยในกีฬาเฟรชชี่เกมส์เลยแม้แต่น้อย เพราะเขากำลังรอคอยใครบางคน
...ใครบางคนที่ทำให้เขานึกย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น
...เมื่อวานนี้
....
..
.
ปี๊ดดด!! เสียงนกหวีดเป่าหมดเวลาเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การแข่งบาสเกตบอลระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์กับคณะศึกษาศาสตร์ได้สิ้นสุดลง ตามมาด้วยเสียงจากบรรดากองเชียร์เฮลั่นสนาม เช่นเดียวกับฝั่งผู้เล่นซึ่งเพิ่งคว้าชัยมาได้หมาด ๆ
“ชนะแล้วโว้ยย! เข้ารอบชิงแล้ววว วู้ววว!!”
ก้องภพได้ยินเอ็มตะโกนลั่นด้วยสีหน้าแช่มชื้น พลางวิ่งตรงเข้ามายังจุดของผู้เล่นสำรองเพื่อแท๊กมือกับเขา ซึ่งเขาก็ยกมือแท็กตอบด้วยท่าทางเนือย ๆ ตรงข้ามกับบรรยากาศในสนามลิบลับ จนเพื่อนต้องขมวดคิ้วถามสงสัย
“เป็นอะไรวะก้อง ทำหน้าซะซีเรียส เราชนะนะโว้ย! ให้มันดีใจหน่อยดิ”
“เปล่า ...แค่วันนี้ไม่เห็นมีพวกพี่ปีสามมาดู”
ก้องภพไหวไหล่ หากก็ยังหลุดปากบอกสิ่งที่ตัวเองคิดไป
...ความจริงไม่ใช่แค่วันนี้ เพราะแต่นับตั้งแต่เริ่มต้นงานเฟรชชี่เกมส์เมื่อวาน เขาก็เห็นแค่พวกเฟรชชี่กับพี่ปีสองที่มีส่วนร่วมเท่านั้น ส่วนปีสูง ๆ ของวิศวะกลับไม่เห็นทีท่าจะสนใจเหลียวแลเหมือนคณะอื่น ๆ ทั้งที่คนตั้งเงื่อนไขให้เด็กปีหนึ่งชนะกีฬาทุกอย่างคือพวกพี่ปีสามแท้ ๆ
“เหอะ คงกลัวเสียฟอร์มล่ะมั้ง ขู่เราไว้เยอะ แล้วเป็นไงล่ะ พอเราทำได้จริงไม่เห็นปากดีเหมือนที่พูด คอยดูเถอะ...พ่อจะเอาถ้วยรางวัลไปกระแทกหน้าทิ่มตาให้บอดแม่งเลย เสือกท้าดีนัก!”
คนที่เดินปาดเหงื่อมาพร้อมคำบ่นคือ ‘วาด’ หนุ่มเชื้อจีน ตาโตชั้นเดียว เพื่อนใหม่ของก้องภพซึ่งเคยลุกขึ้นเถียงกับพี่ปีสามเมื่อโรงยิมคราวก่อน
ก้องภพเพิ่งจะมาทำความรู้จักกับวาดตอนฝึกซ้อมบาสด้วยกัน เลยได้ข้อมูลมาว่า วาดเรียนอยู่ภาคเคมี เป็นคนแอนตี้ระบบโซตัส ไม่ค่อยชอบเข้าว้ากเท่าไร แต่เพราะรักการเล่นบาสจึงยอมมาลงแข่ง ฝีมือยอดเยี่ยมจนได้เป็นกัปตันทีม ติดแค่ใจร้อนไปหน่อย เลยอารมณ์ขึ้นง่ายจนถึงขนาดกล้าปีนเกลียวรุ่นพี่ และหมายมั่นไว้ว่าจะเอาชัยชนะไปกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมาให้สะใจ และกลายเป็นแรงผลักดันพาลูกทีมผ่านการแข่งมาถึงรอบชิงชนะเลิศได้เป็นผลสำเร็จ
“กลับไปพักเถอะวะ พรุ่งนี้นัดสุดท้ายแล้ว พี่เขาจะมาไม่มาก็ช่าง ถ้าเราชนะยังไงพวกพี่ก็ต้องรู้อยู่ดี มึงไม่ต้องมองหาหรอก”
เอ็มตบบ่าก้องภพพลางเดินนำออกจากสนาม เขาจึงลุกขึ้นตามออกไปบ้างพร้อมกับบรรดาเพื่อนคนอื่น ๆ แต่ก็ยังไม่วายเหลือบตามองไปยังแสตนเชียร์ของฝั่งวิศวะ หากสิ่งที่เห็นก็มีเพียงบรรดาเฟรชชี่ร้องเพลงกันเต็มแสตน บางส่วนทยอยกันออกไปเชียร์กีฬาชนิดอื่นต่อเท่านั้น
ปกติเฟรชชี่เกมส์ของมหาวิทยาลัยจะจัดกันสามวันไล่ตั้งแต่ช่วงเย็น และจะมีการแบ่งพวกปีหนึ่งขึ้นแสตนไปเชียร์กีฬาต่าง ๆ ทั้งฟุตบอล วอลเลย์ ปิงปอง แบตมิตตัน ซึ่งเป็นการแข่งประเภทแพ้คัดออก และจากข้อมูลล่าสุดที่ได้รู้มา ทุกกีฬาวิศวะยังไม่แพ้ แสดงว่าคำขู่ของพวกพี่ปีสามคงจะมีผลอยู่ไม่น้อย คล้ายเป็นหนึ่งในแรงฮึดสำคัญให้พวกปีหนึ่งสู้
ก้องภพเองแม้จะเล่นบาสตำแหน่งตัวสำรอง แต่เขาก็ฝึกซ้อมหนักตลอดอาทิตย์ เพราะเป็นคนประกาศสัญญาว่าจะพิสูจน์ศักดิ์ศรีของปีหนึ่งให้พวกพี่เห็น เขาจึงทุ่มเทพยายามอย่างหนัก หวังให้พวกพี่ปีสามประจักษ์ชัดถึงศักยภาพของรุ่น แต่แม้จะแข่งชนะผ่านเข้ารอบแล้ว พวกพี่ปีสามก็ไม่เคยโผล่หน้ามาดูให้เห็นเลยสักครั้ง
...รวมถึงคนคนนั้นด้วย
ไม่รู้ทำไมตลอดการแข่งขัน ตาของเขามันชอบจะมองหาใครบางคนอยู่เรื่อย แม้เปอร์เซนต์การมาของอีกฝ่ายจะมีน้อย แต่เขาก็ยังแอบหวังจะเห็นตาดุ ๆ คู่นั่น และพอเผลอมองนาน ๆ ก็ต้องดึงสมาธิของตัวเองกลับมาที่เกมส์การแข่งขัน พร้อมสบถด่าตัวเองในใจไปด้วยทุกที
...นี่เขาคงบ้าไปแล้วจริงล่ะมั้ง ไอ้ก้องภพเอ้ย!
คนคิดมากสลัดหัวไล่ความฟุ้งซ่าน บอกตัวเองว่าควรไปนอนพักเพื่อพักผ่อนร่างกายเตรียมตัวแข่งสำหรับวันพรุ่งนี้สักที
ก้องภพจึงลาเพื่อน จับมอเตอร์ไซต์ตัวเองขี่กลับหอในเวลาเกือบสองทุ่ม ก่อนเวลาเลิกงานเฟรชชี่เกมส์เล็กน้อย แต่ก่อนหน้าที่จะเข้าหอ เขากลับเลี้ยวมอเตอร์ไซต์แวะเข้าไปยังเต้นท์ขายอาหารใกล้ ๆ
อันที่จริงเขากินข้าวเย็นรองท้องก่อนแข่งบาสแล้ว แต่ป่านนี้พลังงานคงย่อยหมดเรียบร้อย เขาเลยเดินมองหาของกินง่าย ๆ และเลือกแผงขายหมูปิ้งที่พ่อค้ากำลังย่างบนเตาส่งกลิ่นหอมฉุยเตะจมูก
“หมูปิ้งสิบไม้ ข้าวเหนียวถุงหนึ่งครับ”
“รอแป๊บหนึ่งได้มั้ย หมูกำลังปิ้งอยู่ เดี๋ยวก็สุกแล้ว”
ลุงคนขายพูดพลางพลิกไม้หมูปิ้ง ตอนเข้ามาก็ไม่ได้มองว่าไม่มีหมูที่ปิ้งไว้เหลือบนแผง แต่ไหน ๆ แล้วก็ไม่อยากเสียเวลาเดินไปหาอย่างอื่นกิน ทนรออีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร
“ได้ครับ”
ก้องภพพยักหน้ารับ ตัดสินใจยืนรอ พร้อมกับล้วงเอาเงินจากกระเป๋าตังค์มาเตรียมจ่าย กำลังคำนวณราคาของหมูปิ้งอยู่ดี ๆ เสียงของลูกค้าคนอื่นกลับดังขึ้นด้านหลัง
“ลุงคร้าบบ...หมูปิ้งสิบไม้ ข้าวเหนียวถุงหนึ่งคร้าบบ”
“รอแป๊บหนึ่งได้มั้ย หมูกำลังปิ้งอยู่ เดี๋ยวก็สุกแล้ว”
ไดอาล็อกเหมือนเดิมเป๊ะกับที่เขาเคยพูด ทำให้ก้องภพต้องละสายตาจากกระเป๋าตังค์ หันมองคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ ซึ่งกำลังตอบคำถามของลุงคนขายด้วยน้ำเสียงเริงร่า
“ได้คร้าบบ...”
ประโยคนั้นหยุดหายไปกลางคัน เมื่อเฮดว้ากอาทิตย์สังเกตเห็นว่าคนที่ยืนรออยู่นั่นเป็นใคร เจ้าตัวรีบยกแก้วนมเย็นชมพูที่กำลังดูดคาปากหลบด้านล่างลงทันควัน เปลี่ยนสีหน้าลันล๊าเป็นเคร่งขรึมโดยฉับพลัน ขณะที่ก้องภพยกมือไหว้
“สวัสดีครับ พี่อาทิตย์”
“เออ”
อาทิตย์รับคำสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงไม่สนใจ ก่อนจะแสดงท่าทีเมินเฉยยืนรอหมูปิ้งเงียบ ๆ เหมือนถูกสับสวิสต์เปลี่ยนโหมดอัตโนมัติ ส่งผลให้บรรยากาศที่เคยสบาย ๆ กลับเกร็งขึ้นมาชวนกดดันแปลก ๆ จนก้องภพต้องเป็นฝ่ายหาเรื่องชวนคุย
“ผมแข่งบาสเข้ารอบชิงแล้วนะครับ ส่วนกีฬาอื่นผมได้ยินมาว่าก็เข้ารอบชิงชนะเลิศแล้วเหมือนกัน”
“แล้วคุณมาบอกผมทำไม”
ก้องภพนึกสะอึกกับประโยคย้อนถามของคนที่หาในสนามบาสไม่เจอ แต่ดันมาเจอกันง่าย ๆ ที่แผงขายหมูปิ้ง ทว่าเขาก็ยังคงทำใจสู้อธิบาย
“ผมไม่เห็นพี่ไปดูการแข่งก็เลยคิดว่ายังไม่รู้น่ะครับ”
“หึ ถ้าแค่ผ่านเข้ารอบชิงไม่ต้องแจ้งผม ผมไม่สนใจหรอกจนกว่าพวกคุณจะชนะ”
...เป็นถ้อยคำที่เย็นชาโหดเหี้ยมทำลายจิตใจคนฟังสมกับเป็นพี่ว้าก
...นี่สินะ ถึงเป็นสาเหตุที่พวกพี่ปีสามไม่เคยมาดูการแข่งขันของปีหนึ่งเลยสักครั้ง ก็เพราะมันไม่มีค่าอะไรในสายตาของพวกพี่ตราบใดที่เด็กปีหนึ่งยังไม่ชนะ
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมต้องชนะแน่ ๆ”
ท่าทางมั่นใจเหลือล้น กับประโยคเหมือนพระเอกหลุดมาจากในหนังแบบโคตรน่าหมั้นไส้ ทำเอาอาทิตย์แอบเบ้ปาก
...เอาเลยครับพ่อพระเอก พ่อเพอร์เฟคแมน แต่มันเคยได้ยินรึเปล่าวะว่า ‘โนบอดี้อีสเพอร์เฟค’ คนเราไม่มีทางจะชนะไปได้ทุกอย่างหรอก มันก็ต้องมีจุดอ่อนกันบ้าง ไม่อย่างนั้นในโลกนี้มันจะมีคำว่า ‘ผู้แพ้’ เกิดขึ้นมาได้ยังไง
“คุณคิดว่าจะทำได้จริงเหรอ ผมได้ข่าวมาว่าคุณประกวดเดือนมหาลัยด้วยนี่ใช่มั้ย”
ประโยคของอาทิตย์คล้ายเป็นคำถามธรรมดา หากสำหรับก้องภพซึ่งเริ่มจับทางบางอย่างได้ เขารู้ดีว่าเบื้องหลังของประโยคนี้แฝงไปด้วยเจตนาบางอย่าง และก็เป็นจริงดังคาด เพราะไม่ต้องรอให้เขาเป็นฝ่ายตอบ คนถามกลับต่อบทสนทนาเอง พร้อมรอยยิ้มเยาะในแววตาอย่างเจ้าเล่ห์
“แล้วคุณจำที่ผมบอกได้มั้ยว่าวิศวะไม่เคยแพ้ใคร ถ้าคุณอยากให้ผมยอมรับก็ต้องชนะการแข่งทุก ๆ อย่าง”
...ชนะในการแข่ง ๆ ทุก ๆ อย่าง แปลความหมายสำหรับก้องภพ คือ ...การชนะประกวดเดือนมหาลัย
อย่าคิดครับว่าการแข่งประกวดดาวเดือนมหาลัยจะง่าย ๆ เพราะการตัดสินไม่ได้คัดกันที่รูปร่างหน้าตา แต่ต้องวัดทางด้านความสามารถและองค์ประกอบอื่น ๆ ซึ่งแต่ล่ะคณะก็จะได้ตำแหน่งสลับหมุนเวียนกันเกือบทุกปี
และแม้จะเป็นการประกวดเพื่อเป็นสีสันในงานเฟรชชี่เกมส์ ทั้งคนมีตำแหน่งก็ไม่ได้รับรางวัลมากมาย หรือต้องปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือโลกระดับประกวดมิสยูนิเวิร์ด แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในอีกศึกศักดิ์ศรีของคณะ ไม่อย่างนั้นเจ๊มินนี่คงไม่เลือกเฟ้นใช้เส้นคัดให้เขาเป็นเดือนมหาลัย โดยไม่ผ่านมติจากบรรดาเพื่อนเฟรชชี่ด้วยกันหรอก
และที่สำคัญก้องภพไม่มีใจคิดอยากประกวดตั้งแต่แรกอยู่แล้วด้วย การจะเป็นที่หนึ่งในบรรดาสิบกว่าคณะนั้นโอกาสจึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย ด้วยเหตุนี้ เงื่อนไขที่ตั้งไว้ของเฮดว้ากเลยคล้ายกับเป็นไปได้ยาก
อาทิตย์มองสีหน้ากังวลของก้องภพซึ่งยืนนิ่งเงียบอย่างสะใจอยู่ลึก ๆ
...อาทิตย์รู้ว่ามันต้องแพ้แน่นอนอยู่แล้ว หน้าตาก็งั้น ๆ ความสามารถก็ไม่มี ดีแต่ชอบทำตัวเป็นพระเอกไปวัน ๆ และถ้ามันแพ้เมื่อไร เขาจะสั่งลงโทษคนทั้งรุ่น เพราะต่อให้ชนะกีฬาทุกอย่าง แต่ถ้าแพ้ประกวดเดือน ยังไงก็เท่ากับไม่ทำตามสัญญา ความหวังทั้งหมดของรุ่นเลยต้องถูกแบกรับไว้ที่คนคนเดียว ไม่แปลกเลยที่มันจะทำหน้านิ่งยิ้มไม่ออก ใบ้เงียบสนิท กระทั่งลุงคนขายส่งเสียงทัก
“หมูปิ้งได้แล้วครับ!”
ถุงใส่หมูปิ้งกับข้าวเหนียวถูกส่งมาให้ อาทิตย์ยื่นมือมารับไว้จ่ายเงินเรียบร้อย แล้วเดินหันหลังกลับทิ้งมาดจากไปอย่างงาม ๆ
...นี่โว้ยย! พระเอกตัวจริงมันต้องเป็นแบบนี้ ต่อให้มันแน่สักแค่ไหน สุดท้ายคนที่หัวเราะทีหลังแล้วดังกว่าก็ต้องเป็นคนที่ถือไพ่เหนือกว่าอยู่แล้ว หึหึ
คนสวมบทพระเอกตัวจริงยกแก้วนมเย็นซึ่งแอบไว้ด้านล่างขึ้นดูดฉลองชัย หากแค่ก้าวเพียงสองก้าว เสียงรั้งจากด้านหลังกลับทำให้ต้องหยุดชะงัก
“แล้วถ้าผมชนะได้จริง พี่จะมีอะไรให้ผมรึเปล่าครับ”
นมชมพูแทบพุ่งพรวดออกจากปาก อาทิตย์สำลักไอค่อกแค่ก รีบหมุนตัวหันมาถามคนพูดด้วยสีหน้าที่สงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปรึเปล่า
“ห่ะ! หมายความว่ายังไง ทำไมผมถึงต้องมีอะไรให้คุณด้วย”
หากคู่สนทนากลับถอนหายใจ เปลี่ยนท่าทีเป็นการพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ก็ถือซะว่าเรามาพนันกันดีมั้ยครับ ถ้าผมแพ้ ผมจะทำตามที่พี่ขออย่างหนึ่ง แต่ถ้าผมชนะพี่ก็ต้องทำตามที่ผมขอ”
คราวนี้เป็นฝ่ายอาทิตย์ที่ต้องนิ่งอึ้งแทนกับข้อความที่เพิ่งได้ยิน ซ้ำยังตระหนักชัดว่าตนเองกำลังถูกท้าทายจนความโกรธแล่นริ้ว
หนอย...ไอ้เด็กปีหนึ่ง มันคิดปินเกลียวเขาอีกแล้วใช่มั้ยห่ะ!!
“ก้องภพ! นี่คุณกล้าต่อรองกับผมเหรอ!!”
เฮดว้ากตวาดเสียงดังลั่นอย่างโมโห ทว่าคนถูกด่ากลับแย้มยิ้มบาง ๆ ไม่มีท่าทีหวาดกลัว ก่อนอธิบายเพิ่มเติมอย่างใจเย็น
“ผมไม่ได้ต่อรองครับ แค่ยื่นข้อเสนอเฉย ๆ พี่จะรับหรือไม่รับก็ได้ ความจริงผมออกจะเสียเปรียบด้วยซ้ำ ยกเว้นแต่...พี่กลัวว่าผมจะชนะ”
ประโยคแรกไม่เท่าไร แต่ไอ้ข้อความหลังมันกระแทกใจชวนให้ความหงุดหงิดของอาทิตย์พุ่งปรี๊ด!
...เห็นไอ้เด็กนรกมันทำนิ่ง ๆ ที่แท้มันเป็นไอ้พวกน้ำนิ่งไหลลึก และไม่ใช่น้ำธรรมดา แต่เป็นน้ำเน่า! ถึงได้กล้าอวดเก่งปากดีใส่เขาแบบไม่กลัวตาย
หึ ได้...ในเมื่อมันกล้าท้ามาก็กล้ารับไว้อยู่แล้ว เขาจะทำให้มันรู้เองว่า คนอย่างอาทิตย์มันคนจริง ไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น!
“ก็ได้ ผมรับข้อเสนอ เพราะผมมั่นใจอยู่แล้วว่าคนอย่างคุณแข่งยังไงก็แพ้”
เฮดว้ากตกลงในสัญญา โดยไม่ลืมสบประมาทเยาะเย้ยไว้เป็นคำขู่ แต่ก้องภพกลับยังคงรักษาสีหน้าไม่เปลี่ยน แถมด้วยคำเชื้อเชิญให้เจ็บช้ำ
“งั้นพรุ่งนี้อย่าลืมมาดูผมด้วยนะครับ จะได้เห็นกับตาว่าผมแพ้จริงรึเปล่า”
“ไอ้...!!”
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่อาทิตย์สรรหาคำด่าใด ๆ ให้กับคนตรงหน้าไม่เจอ จึงทำแค่เพียงหมุนตัวหันหลังกระแทกเท้าเดินจากไปอย่างหงุดหงิด โดยมีสายตาของก้องภพมองตามไปทั้งที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
...จริง ๆ แล้วก้องภพก็ไม่ได้ตั้งใจจะพูดท้าทายกับรุ่นพี่หรอก แต่ดันลืมตัวยุไป เพราะเห็นท่าทางของอีกฝ่ายมันน่าแกล้ง อีกอย่างเขาแค่อยากให้พวกปีสามมาดูการแข่งขัน ไม่เฉพาะบาส แต่รวมถึงกีฬาอื่น ๆ พวกพี่ ๆ จะได้รู้ว่าปีหนึ่งทุ่มเทสุดแรงเพื่อให้ได้ชัยชนะมากแค่ไหน
ส่วนข้อเสนอที่ให้คนแพ้ต้องทำตามคำขอ มันถือเป็นผลพลอยได้ เหมือนเกมส์สนุก ๆ ให้เขาอยากเอาจริงในการแข่งมากขึ้น เขายอมรับว่าเสี่ยง แต่ในเมื่อยื่นขาลงมาข้างหนึ่งแล้วก็ต้องเอาให้สุดทั้งตัว ที่เหลือผลจะเป็นยังไงก็คงต้องลุ้นกัน...
...ในวันพรุ่งนี้
....
....
.
“เฮ้ย! ไอ้ก้อง! ไอ้ก้องภพ! เหม่ออะไรตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ววะ จะแข่งกันแล้วนะ”
เสียงเอ็มเรียกสติของก้องภพให้กลับคืนมาอีกครั้ง ตอนนี้เขากำลังอยู่ในสนามบาสรอบชิงชนะเลิศ เตรียมเล่นเป็นตัวจริงครึ่งแรก เพราะครึ่งหลังต้องเก็บแรงไว้ประกวดเดือนมหาลัย แต่สมาธิของเขากลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะสายตามัวแต่ไปพะวงกับแสตน ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววของใครบางคน
...สุดท้ายก็ไม่มาจริง ๆ
เขาน่าจะรู้อยู่แล้ว จะไปหวังให้ได้อะไรอีก คนอย่างเฮดว้ากอาทิตย์คงไม่สนใจมาดูตราบใดที่พวกปีหนึ่งไม่ชนะ แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็หวังว่าข้อเสนอที่เขาออกแรงพูดยั่วโมโหไปจะได้ผลอยู่บ้าง ทว่าสิ่งที่ปรากฏในตอนนี้คือความว่างเปล่า
...แผนของเขาคงล้มเหลว
ก้องภพตัดใจจากการรอคอย เตรียมเดินไปกอดคอรวมกับเพื่อนเพื่อบูมเรียกขวัญกำลังใจก่อนเข้าแข่งในสนาม ทว่ายังไม่ทันได้ร้องเชียร์ เสียงกรี๊ดจากฝั่งแสตนวิศวะก็ดังลั่น จนกัปตันทีมต้องเงยหน้าถาม
“มีอะไรวะ”
ทุกคนในทีมบาสเลยหันไปมองทางต้นเสียง และก็ได้เห็นสาเหตุเดินจากหน้าประตูโรงยิมเป็นกลุ่มใหญ่ ประกอบด้วยรุ่นพี่ปีสามและปีสี่คณะวิศวะเกือบยี่สิบคน ตรงดิ่งเข้ามายืนรอบข้างสนามโดยไม่สนใจใคร เหมือนจะมายึดพื้นที่ดูชิดติดขอบริงไซต์ แต่ด้วยบรรยากาศแล้ว คล้ายออกแนวกดดันรุ่นน้องมากกว่า
“หึ นึกว่าจะไม่มาดูซะแล้ว ดีเลยจะได้จัดให้เห็นกันชัด ๆ ว่าพวกเราชนะ!”
ก้องภพได้ยินเสียงวาดเอ่ยอย่างเคืองแค้น เมื่อบังเอิญเห็นคู่อริปีสามอยู่ใกล้กับคนคนหนึ่งที่เขากำลังมองหาเช่นกัน ก่อนกัปตันจะเรียกบรรดานักบาสรวมพล เพื่อบูมอีกครั้งด้วยใจฮึกเฮิมมากกว่าคราวที่แล้ว
“วิศวะ! วิศวะ! สู้ ๆ!! ไปโว้ยยย!!”
เสียงตะโกนปลุกให้กำลังใจ พร้อมเสียงตีกลองรัวจากฝั่งแสตน ถือเป็นการเปิดม่านให้นักกีฬาเข้าสู่สนามกับคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งนับเป็นตัวเต็งในเฟรชชี่เกมส์ที่คับเคี่ยวกันมาตลอดของคณะวิศวะ ดังนั้นเกมส์การแข่งจึงเป็นไปอย่างสูสี ผลัดกันรุกผลัดกันรับทำแต้ม กระทั่งเสียงเป่านกหวัดการแข่งขันสิ้นสุด
“ปี๊ดดด!!” ทุกสายตามองไปที่สกอร์บอกคะแนน ผลปรากฏชัดเจนว่า วิศวะชนะไป 83-76
“วู้ววว กูทำได้แล้ว ชนะแล้วโว้ยยยยย!! ”
ก้องภพเห็นเอ็มยกมือขึ้นมาแท็กกับเขา ซึ่งคราวนี้ไม่ต้องรอให้เจ้าตัววิ่งมาฝั่งผู้เล่นสำรอง เพราะเขาวิ่งลงไปกลางสนามกระโดดเฮดังลั่น หากความดีใจยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น เพราะเขาได้ยินเสียงพี่สต๊าฟชายตะโกนบอกแสตนเชียร์
“เฮ้ย! ข่าวด่วน ๆ วิศวะแข่งบอลทางนู้น เราชนะลูกโทษโว้ยย!!”
“กรี๊ดดดด!!!”
เสียงกรีดร้องดีใจดังกระหึ่มกันทั้งสนาม เพราะวันนี้บาสกับฟุตบอลแข่งกันเป็นสองรายการสุดท้าย ส่วนกีฬาอื่นที่ลุ้นกันตั้งแต่ช่วงเย็น ๆ วิศวะก็เก็บเรียบมาหมดทุกอย่าง เป็นอันว่ากีฬาเฟรชชี่เกมส์คณะวิศวกรรมศาสตร์ครองแชมป์ทุกรายการ สมกับศักดิ์ศรีของปีหนึ่งอย่างเต็มภาคภูมิ
ก้องภพเหลือบมองปฏิกิริยาของบรรดารุ่นพี่ปีสาม มีบางส่วนที่แสดงท่าทีดีใจ แต่โดยมากแล้วก็ยังคงมีอาการนิ่ง ๆ โดยเฉพาะบรรดาพี่ว้ากซึ่งเขาคุ้นเคย กลับมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย ทว่ายังไม่ทันสังเกตอะไรไปมากกว่านั้น เขาดันได้ยินเสียงหวานกึ่งแมนของเจ๊มินนี่เดินตามเข้ามาในสนาม
“น้องก้องภพค่า! น้องก้องภพอยู่ไหนคะ! ...อุ๊ย! อยู่นี่เอง ตามเจ๊มาแต่งตัวเร็วเข้า เดี๋ยวน้องแต่งไปแข่งประกวดดาวเดือนอีกนะคะ”
เจ๊มินนี่ลากแขนเดือนคณะออกไปโดยไม่ทันพูดพล่ามทำเพลง ดึงตัวเขาผ่ากลางกลุ่มพี่ปีสามที่รออยู่ข้างสนาม และนั่นทำให้เขาบังเอิญได้เข้าใกล้กับคนใครคนหนึ่ง
“อย่าลืมดูผมแข่งต่อนะครับ”
ก้องภพกระซิบบอกเตือน เห็นเฮดว้ากอาทิตย์เงยหน้ามาสบตาเขาเพียงแค่แว๊บเดียวสั้น ๆ ก่อนเขาจะถูกดึงออกห่างให้พ้นสายตา
...แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับก้องภพ
เพราะเขารู้แล้วว่า ทำไมตัวเองถึงต้องคอยมองหาใครคนนั้นบนแสตนเชียร์ตลอดการแข่งขัน และก็รู้แล้วว่าทำไมตัวเองถึงมีแรงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ
...มันเป็นเพราะเขาอยากได้บางสิ่งจากคนคนนี้
...บางสิ่งง่าย ๆ แต่เขายึดไว้เป็นส่วนสำคัญ
สิ่งนั้นคือส่วนที่เรียกกันว่า....
กำลังใจ -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
TBC
ขออภัยที่แอบมาช้า ช่วงนี้งานยุ่งนิดหนึ่งอาจจะมาต่อกันเอื่อย ๆ สักนิด
ส่วนตอนนี้เนื้อเรื่องเข้าสู่บรรยากาศเฟรชชี่เกมส์กันแล้ว
ใครมีประสบการณ์เฟรชชี่เกมส์เป็นยังไงเอามาแชร์ให้ฟังได้นะคะ
อยากฟังบ้าง เพราะตัวเองก็ผ่านมานมนานจนแอบลืม (บ่งบอกอายุ ฮ่าๆ)
แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าจ๊ะ จุ๊บๆ
BitterSweet