บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 34 (25/04/11) [END]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 34 (25/04/11) [END]  (อ่าน 196188 ครั้ง)

ออฟไลน์ Rafael

  • เพราะคนเราเกิดมาเพื่อแตกต่าง
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +684/-7
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 11 (22/02/11)
«ตอบ #120 เมื่อ23-02-2011 15:26:18 »

โหดจังนะคุณเซิน
สงสารคุณฉู่ หุหุ

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +197/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #121 เมื่อ23-02-2011 18:04:14 »

-12-



ก่อนจะจากไป ซากุระจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในบ้านใหญ่โดยเชิญหัวหน้าแก๊งค์ใต้ปกครองมาร่วมด้วย เธอเอ่ยอำลาพร้อมทั้งบอกฝากเซินเฟยกับทุก ๆ คน แม้จะไม่มีใครร้องไห้ออกมา แต่บรรยากาศของการลาจากก็วนเวียนและกดทับลงมาจนไม่มีใครสามารถทำใจให้สนุกสนานกับงานเลี้ยงได้แม้เจ้าของงานจะยิ้มแย้มแจ่มใสและบอกให้ทุกคนทำใจสบายและสนุกรื่นเริงด้วยกันก็ตามที

ในวันที่ซากุระต้องเดินทาง เธอจากไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ได้บอกเวลากับใครแน่ชัดเพราะไม่อยากให้ใครเดือดร้อนมาส่ง กระนั้นเซินเฟยก็รู้สึกว่าเขาเห็นชิงหลงกับใครบางคนที่คุ้นหน้ามองดูอยู่ไกล ๆ โดยไม่ได้เข้ามาเอ่ยอำลากับหญิงสาวแต่อย่างใด

เมื่อซากุระจากไปแล้ว เซินเฟยก็รู้สึกว่าบ้านที่เคยอยู่ดูไม่เหมือนเดิม เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับมาวางในสถานที่ที่เหมือนบ้านแต่ไม่ใช่บ้านกระนั้น

บ้านทั้งหลังว่างเปล่า....เงียบเหงา....ไม่ว่าที่ไหนของบ้านก็เป็นเช่นนี้ไปเสียหมด แม้จะมีคนรับใช้และบอดี้การ์ดอยู่รายล้อม แต่เซินเฟยก็ยังเปล่าเปลี่ยว

แม้ต่อหน้าคนอื่น ๆ เขาจะทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร แต่ในความเป็นจริงตัวเขาก็ยังรู้ดี....ว่าความมั่นคงในใจกำลังคลอนแคลนและพังทลายลงอย่างช้า ๆ พร้อมการจากไปของหญิงสาวที่ค้ำจุนเขาเสมอมา

เซินเฟยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อจัดการความรู้สึกนี้

ตกเย็นในวันที่ซากุระจากไป หลังจากกินอาหารค่ำแล้วเซินเฟยก็กลับห้องนอนทันที เขารู้สึกอยากอยู่เงียบ ๆ แต่เมื่อได้อยู่เงียบ ๆ จริง ๆ กลับยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม เซินเฟยรู้สึกเหงาจนแทบทนไม่ไหวอยากจะมีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อนแต่ก็ไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพน่าสมเพช จึงได้แต่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง หยิบหนังสือมาอ่าน และพยายามดูว่ามีงานต้องทำหรือไม่ กระทั่งพยายามข่มตาหลับ แต่เวลา 2 ทุ่มแล้วเขาก็ยังไม่สามารถสลัดความรู้สึกเหมือนเด็กน้อยที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังได้

เซินเฟยผุดลุกขึ้นจากเตียง คว้าขวดเหล้าที่เก็บไว้บนบาร์กับแก้วใบสวยเดินออกไปจากห้อง

โดยไม่ทันได้คิดว่าจะไปนั่งดื่มที่ไหน ขาก็พาเขามาจนถึงประตูห้องใต้ดินเสียแล้ว บอดี้การ์ดที่เฝ้าหน้าห้องดูจะแปลกใจที่เขามาที่นี่ทั้งที่ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเฉียดผ่านเลย มีเพียงหวางซิงเท่านั้นที่เข้าออกเพื่อมาเช็ดตัว เปลี่ยนผ้าพันแผล ป้อนข้าวป้อนน้ำ และช่วยทำธุระส่วนตัวให้ฉู่เหวินจือที่ถูกขังเอาไว้

ตอนที่เซินเฟยลงไป เขาพบว่าฉู่เหวินจือกำลังหลับอยู่ อีกฝ่ายยังคงถูกขึงเอาไว้ในท่าเดิมอย่างที่เป็นมาตลอดอาทิตย์ บริเวณลำตัวถูกพันทบด้วยผ้าพันแผลผืนใหม่ที่หวางซิงเพิ่งเปลี่ยนให้

เซินเฟยลากเก้าอี้มานั่งอยู่ข้างหน้า ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ตอนนี้เขาอยากเห็นใบหน้าใครบางคน จะใครก็ได้ที่อยู่ต่อหน้าและไม่อาจหนีไปไหนได้

ขวดเหล้าถูกเปิดออก น้ำสีอำพันไหลลงแก้วก่อนที่เซินเฟยจะวางขวดเหล้าลงบนพื้นและกระดกเหล้ารสแรงลงคอ โดยปกติแล้วเซินเฟยไม่ค่อยได้ดื่มเหล้ามากนักนอกจากเพื่องานสังคม นี่อาจเป็นครั้งแรกในชีวิตก็ได้ที่เขาอยากจะดื่มให้เมามาย

“คุณดูไม่น่าจะเป็นคนติดเหล้าได้เลยนะ”

เสียงทักที่ดังขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้เซินเฟยเกือบสำลักเหล้า เขาลดแก้วลงแล้วมองดูฉู่เหวินจือที่กำลังยิ้มให้
“ฉันไม่มีอารมณ์จะคุยกับนายหรอกนะ” เขาว่า เพราะตอนนี้เขาต้องการความเงียบอย่างมาก ไม่อยากจะพูดคุยกับใครเลยแม้แต่คนเดียว

“ถ้าอย่างนั้นคุณจะลงมาหาผมทำไม?”

“......”

เซินเฟยไม่มีคำตอบให้กับคำถามนั้น เขาเงียบไปและรินเหล้าให้ตัวเองอีกครั้ง ในห้องที่มืดสนิทไม่อาจมองเห็นอะไรได้ชัดเจนนักทำให้สีของเหล้าไม่ได้สะท้อนแสงเป็นสีอำพันสวยงามและเซินเฟยก็ไม่ได้คิดจะเชยชมความสวยงามด้วยอารมณ์สุนทรีย์ เขาเพียงแค่อยากจะเมาก็เท่านั้น แต่ว่าทางฉู่เหวินจือกลับตรงข้าม เขาโดนขังอยู่ในห้องมืด ๆ มีเพียงเวลาที่หวางซิงลงมาเท่านั้นจึงจะได้เห็นแสงสว่าง สายตาของเขาจึงคุ้นชินกับความมืดมิดดี และตอนนี้เขาก็เห็นความเหงาหงอยระคนปวดร้าวบนใบหน้าของเด็กหนุ่มที่นั่งตรงหน้าตน

“พวกข้างบนนั่นรังแกคุณงั้นหรือ?”

“เงียบซะ” เซินเฟยไม่นำพาต่อคำถามใด ๆ ทั้งสิ้น

“ผมไม่ได้พูดคุยกับใครมาทั้งอาทิตย์จนจะพูดไม่เป็นอยู่แล้ว หวางซิงก็ไม่ยอมพูดอะไรกับผมเลย คุณนี่นอกจากจะทรมานผม กักขังผม แล้วจะทำให้ผมเป็นใบ้ด้วยหรือ?” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมตอบสนอง ฉู่เหวินจือก็เริ่มร่ายยาวเป็นการบ่นทดแทนช่วงเวลาที่อีกฝ่ายขังเขาเอาไว้ตามลำพัง

“อย่าให้ฉันเลาะฟันนายออกมานะ” เซินเฟยขู่ ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกมึนนิดหน่อยหลังกระดกเพียว ๆ สามแก้วรวดจึงไม่รู้สึกอารมณ์เสียมากนักแม้จะถูกก่อกวนในเวลาอย่างนี้

ฉู่เหวินจือรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่น่าแปลกใจ จะมีอะไรบางนะที่ทำให้เซินเฟยผู้เข้มแข็งดูอ่อนแอลงถึงขนาดนี้ แม้แต่ตอนที่ถูกเขาข่มขืนก็ยังไม่แสดงอาการอย่างนี้เลยไม่ใช่หรือ?

ราวกับว่า....เหตุผลของความเข้มแข็งนั้นได้จากลาไปเสียแล้ว....

ฉู่เหวินจือนิ่งเงียบไป ไม่ใช่เพราะกลัวคำขู่ แต่เขากำลังคิดทบทวนว่ามีอะไรบ้างที่สามารถทำให้เซินเฟยหวั่นไหวได้ อะไรบ้างที่ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้สั่นคลอน และทำไมอีกฝ่ายถึงเลือกที่จะลงมาหาเขา....คนที่เคยทำให้โกรธจนแทบบ้าและตอนนี้ไม่มีปัญญาต่อกร เขาดูจะไม่ใช่หนึ่งในเงื่อนไขที่มีผลต่ออารมณ์ของเซินเฟยในเวลานี้ หวางซิงก็ไม่น่าจะใช่เพราะฝ่ายนั้นยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์ไม่ได้จากไปไหน คนรับใช้ในบ้านก็ไม่มีใครมีความสัมพันธ์พิเศษกับนายน้อยคนนี้อีก หรือว่าจะเป็น....

ฉู่เหวินจือยิ้มออกมา เขาลืมไปได้อย่างไรนะ

คน ๆ เดียวที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้อง ห้ามกระทั่งมองดู...

“อาสะใภ้....นายหญิงสบายดีหรือเปล่า?”

คำถามของฉู่เหวินจือทำให้เซินเฟยชะงักก่อนจะกระดกแก้วที่ห้าลงคอไปรวดเดียว ความเงียบปกคลุมลงมาอีกครั้งเมื่อเซินเฟยไม่ตอบคำ

เด็กหนุ่มรินเหล้าให้ตัวเองอีกหลายแก้วจนเริ่มรู้สึกมึนเมาได้ที่ ทิ้งช่วงความเงียบให้ยาวนานจนฉู่เหวินจือเกือบจะหลับไปอีกครั้ง ความมืดและความเงียบช่างเหมาะกับการนอนเสียจริง ถ้าไม่รวมกับที่แขนของเขาถูกขึงเอาไว้ในท่าเดิมจนกระดูกไหล่แทบจะหลุดคงจะนอนหลับอย่างสบายกว่านี้ ไม่ใช่เผลอสัปหงกทีนึงก็ปวดไหล่จนต้องตื่นขึ้นมา บางทีเขาก็รู้สึกชื่นชมการสรรหาวิธีลงโทษของเซินเฟยอยู่เหมือนกัน

“อยากกลับไปหาไป๋หู่หรือเปล่า?”

ฉู่เหวินจือเลิกคิ้วกับคำถาม ไม่คิดว่าเซินเฟยจะใจดีขนาดยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ อย่างนั้น ตอนแรกทำใจไว้ว่าอาจต้องโดนแขวนไว้อย่างนี้ต่ออีกสักอาทิตย์

“คุณจะส่งผมกลับหรือครับ?” เขาถามหยั่งเชิง

“นายทำงานเสร็จแล้วไม่ใช่หรือ? หรือว่าไป๋หู่มีคำสั่งอื่นอีก?” เสียงของเซินเฟยฟังดูอู้อี้เล็กน้อยเพราะความมึนเมาเข้าครอบงำสติ

“ท่านไป๋หู่สั่งว่าหลังจากเสร็จงานแล้วจะให้ผมทำอะไรก็ได้ตามใจ” ฉู่เหวินจือหัวเราะ “ดูท่าทางเขาจะคิดว่าผมอาจโดนฆ่าตายทันทีเลยไม่คาดหวังให้ผมกลับไปรับใช้ต่อ”

“แสดงว่า....หลังจากนี้นายจะทำอะไรก็ได้สินะ”

ฉู่เหวินจือได้ยินเสียงเก้าอี้ขยับ และเงาร่างของเซินเฟยที่ลุกยืนก่อนจะเดินมาทางเขา ฝ่ายนั้นเข้ามาใกล้ในระยะประชิดและยกมือข้างที่ไม่ได้ถือแก้วขึ้นจับคานด้านบนทำให้ตอนนี้ใบหน้าของพวกเขาทั้งสองเกือบจะสัมผัสกัน กลิ่นแอลกอฮอล์อวนคลุ้งอยู่ตรงจมูกเมื่อเซินเฟยปล่อยลมหายใจออกมา

“คุณเมาแล้วนะ”

“นายคิดที่จะมาทำงานกับฉันหรือเปล่า?” เซินเฟยไม่ได้นำพาต่อคำพูดของอีกฝ่าย เขายิงคำถามที่ฉู่เหวินจือไม่ได้คาดคิดออกมา

“แปลว่าคุณกำลังจะมีข้อเสนอให้ผมพิจารณา” ฉู่เหวินจือพูดพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแตะกันเล็กน้อย เซินเฟยสะดุ้งแต่ไม่ได้ถอยหนี หากสว่างกว่านี้เขาอาจจะเห็นแววตาสับสนของอีกฝ่าย แต่เพราะความมืดทำให้ฉู่เหวินจือเห็นเพียงเงาหน้าราง ๆ

“ฉันไม่ใช้งานนายฟรี ๆ หรอก” เซินเฟยกล่าวโดยไม่ได้หลบตา “มาอยู่กับฉันสิ เป็นสุนัขของฉัน แล้วฉันจะจ่ายค่าตอบแทนให้”

“ค่าตอบแทน?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วก่อนจะเอ่ยถาม “คุณจะจ่ายผมด้วยอะไรล่ะ? ถ้าคุณให้ราคางามกว่าไป๋หู่ผมก็จะลองพิจารณา” เขากระซิบประชิดริมฝีปากของเซินเฟย กลิ่นเหล้าลอยอวลเชิญชวนให้ลิ้มรสด้วยสิเน่หา

“ถ้านายยังสนใจสิ่งที่นายได้ไปแล้วล่ะก็.....” ว่าแล้ว เซินเฟยก็ก้มลงวางแก้วเหล้าก่อนจะลุกขึ้นมาอีกครั้งและปลดกระดุมทีละเม็ด

ใจกล้าดีนี่....

ฉู่เหวินจือยิ้มออกมา ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกปรารถนาที่พึ่งพิงถึงขนาดนี้ แต่ว่าในเมื่อมันทำให้เขาได้ประโยชน์เขาก็คงต้องขอบคุณสิ่งนั้นสินะ....ทั้งที่ในใจคิดอย่างนั้น ทว่าฉู่เหวินจือก็ไม่ได้ตอบทันที เขาทำท่าลังเลอยู่เล็กน้อย

“ถ้าถูกมัดอยู่แบบนี้ผมคงตัดสินใจยากหน่อย แบบว่า....ผมปวดแขนน่ะ”

เซินเฟยต้องตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งกว่าที่สมองซึ่งถูกแอลกอฮอล์กดทับจะตีความหมายได้ เขาจึงแกะเชือกที่พันข้อมืออยู่ออก บริเวณนั้นสัมผัสได้ว่าผิวหนังที่ถูกมัดมีรอยถลอกซึ่งหากสัมผัสคงจะแสบน่าดู ฉู่เหวินจือลูบข้อมือตนเองขณะที่เซินเฟยถอยห่าง ชายหนุ่มก้มลงปลดล็อคข้อเท้า ยืนหยั่งขาบนพื้นและยืดแขนขาให้คลายอาการเมื่อยขบ ไม่รู้เลยว่าหลังจากถูกขึงมานานพอได้เป็นอิสระอีกครั้งจะรู้สึกดีอย่างนี้

“ถ้านายอยากได้เวลาฉันจะ.....อ๊ะ!” ไม่ทันที่เซินเฟยจะผละออกไป ฉู่เหวินจือก็กระชากร่างฝ่ายตรงข้ามเข้าหาโดยแรงก่อนจะโถมตัวลงจนล้มลงไปบนพื้นทั้งคู่ เซินเฟยสมองเขย่าจนโลกหมุนคว้างต้องใช้เวลานานกว่าที่จะผงกศีรษะขึ้นมาจากพื้นและได้เห็นฉู่เหวินจือคร่อมทับอยู่ด้านบน

“ผมรับข้อเสนอ”

ฉู่เหวินจือกล่าวด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายก่อนจะแหวกเสื้อเซินเฟยออก แม้ในความมืดเขาจะมองไม่เห็นอะไรชัดเจนนักแต่ก็สามารถจินตนาการได้จากที่เคยเห็นมาก่อนแล้ว ตอนนี้เซินเฟยคงจะกำลังทำหน้าแดงอย่างรั้น ๆ อยู่แน่ ๆ เพียงแค่คิดก็ตื่นเต้นอยากจะเผด็จศึกจนแทบทนไม่ไหว

แม้จะเมามายแต่เซินเฟยก็มีสติพอจะรู้ตัว เขาสามารถห้ามปรามฉู่เหวินจือได้แต่ก็ไม่ทำ...

เซินเฟยปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจชอบ การปลุกเร้าและรุกไล่ของชายหนุ่มนอกจากจะไม่ได้ทำให้รู้สึกรังเกียจแล้วเซินเฟยยังรู้สึกดีไปด้วยเสียอีก เพราะความเหงาหรืออย่างไรไม่อาจทราบ เพียงแต่เซินเฟยรู้ว่าเวลานี้ตัวเขาสูญเสียความมั่นใจที่จะยืดหยัดตามลำพังไปเสียแล้ว หากไร้หลักพึ่งพิงในที่สุดก็คงจะโค่นล้มลง ซึ่ง....เขายอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้...

ไม่ว่าจะสูญเสียอะไรไป เขาจะล้มลงไม่ได้อย่างเด็ดขาด....

เพราะบนบ่าของเขายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องค้ำยันเอาไว้....

----------------->

จือหยินมาตรวจร่างกายช้ากว่ากำหนดถึง 1 อาทิตย์ เพราะช่วงที่ซากุระกำลังจะเดินทางนั้นเธอได้ขอให้จือหยินเลื่อนกำหนดออกไปก่อนเพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่กับเซินเฟยอย่างเต็มที่ไม่สูญเสียไปสักวินาที

ช่วงนี้ร่างกายของเซินเฟยดูจะยังไม่ปกติดีจึงยังไม่ได้ไปทำงาน จือหยินที่มาตรวจร่างกายให้ตามปกติจึงต้องระมัดระวังอย่างมากที่จะจ่ายยาให้อีกฝ่ายเพราะได้ยินจากหวางซิงว่าเซินเฟยกินยาผิดไปครั้งหนึ่งทำเอาเบลอไม่รู้เรื่องเสียข้ามวัน

“หมอจ้าวฝีมือดีนะครับ แผลสวยทีเดียว” จือหยินกล่าวขณะตรวจบาดแผลบนหน้าขา แม้เซินเฟยจะรู้สึกกระดากที่ต้องมาถอดกางเกงต่อหน้าคนอื่น แต่เพราะไม่อยากรู้สึกสมเพชตัวเองจึงพยายามตีสีหน้าให้เป็นปกติ

“อีกนานไหมกว่าจะหาย”

“ไม่นานหรอกครับ แผลใกล้จะปิดสนิทแล้ว ถ้าไม่ออกกำลังมากเกินไปแผลก็ไม่เปิดอีกหรอกครับ” จือหยินตอบพลางเช็ดแผลด้วยแอกอฮอล์ทำให้เซินเฟยรู้สึกเย็นวาบ เวลาถูกสัมผัสขาอ่อนอย่างนี้ถึงจะเป็นเพียงสำลีแต่ก็ทำให้รู้สึกสะเทิ้นอายขึ้นมาเหมือนกัน

เซินเฟยจ้องมองมือของจือหยินขณะปิดสำลีเหนือรอยเย็บ ก่อนจะไล่ไปตามแขนจนถึงใบหน้า อีกฝ่ายยังคงดูอ่อนโยนเหมือนเคยทั้งยังหน้าตาอยู่ในขั้นน่ามอง ไม่แปลกที่จะมีหญิงสาวเข้ามาติดพันแม้โดยส่วนตัวจะไม่ค่อยมีเวลาก็ตาม เมื่อคิดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร เซินเฟยก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดแปลบในอก เขารู้ว่าความรู้สึกพิเศษที่มีให้อีกฝ่ายนั้นเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น ผู้ชายปกติที่ไหนที่จะสนใจผู้ชายด้วยกัน ซ้ำยังเป็นคนที่มีตำแหน่งฐานะที่ยากจะจินตนาการถึงอย่างเขา แม้แต่คิดจะเป็นเพื่อนยังยากจะเป็นไปได้....

ทำไมถึงรู้สึกอ้างว้างขึ้นมาอีกแล้วนะ....

เซินเฟยรู้สึกเหมือนในอกตนเองมีโพรงมืดกำลังขยายตัวอยู่ ตั้งแต่ซากุระจากไปมันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เสียจนเขายังรู้สึกกลัวว่าวันหนึ่งจะถูกกลืนกินเข้าไป

“แล้วคุณรู้สึกผิดปกติบ้างไหมครับในระยะนี้?” ในห้วงภวังค์ความคิด เซินเฟยได้ยินเสียงของจือหยินแทรกเข้ามาจึงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายที่กำลังส่งยิ้มให้แล้วถามย้ำ “รู้สึกผิดปกติไหมครับ?”

“เช่นอะไรบ้าง?”

“ก็....อืม....อย่างมึนหัว ปวดกล้ามเนื้อ ระยะนี้คุณไม่ได้ออกกำลังกายเลย ต้องนั่ง ๆ นอน ๆ ตลอดคงจะรู้สึกติดขัดบ้างใช่ไหมครับ?”

“ก็นิดหน่อย...ผมรู้สึกเบื่อหน่ายมากกว่า” เซินเฟยตอบ เขาอยากจะหลุดพ้นจากวิถีชีวิตอันเงียบเหงานี้เสียที

“เสียดายจังนะครับ” อยู่ ๆ จือหยินก็ว่าออกมาอย่างนั้น “คุณเซินมีสุขภาพผิวที่ดีมาก มีแผลแบบนี้น่าเสียดายแย่เลยจริงไหมครับ?”

เซินเฟยรู้สึกร้อบวูบขึ้นมาที่ใบหน้า เพราะก่อนหน้านี้ที่มีคนวิจารณ์ผิวของเขา เขากลับโดนคน ๆ นั้นทำเรื่องน่าอายขณะวิจารณ์

“แต่หมอจ้าวเป็นหมอที่เก่งมาก ผมคิดว่าคงไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็นด้วยซ้ำไป”

“.....งั้นหรือ....” เซินเฟยปรับระดับเสียงให้เป็นปกติ ทำไมกันนะ ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายมีคนรักแล้วเขาก็ยังอดใจเต้นแรงกับถ้อยคำแสดงความห่วงใยไม่ได้ แม้จะเป็นคำพูดตามหน้าที่ก็ตาม

“แล้วก็อย่าหยิบยากินเองอีกนะครับ ให้คุณหวางจัดการให้เหมือนเดิมดีกว่า”

เซินเฟยนึกอยากเอาหน้าซุกดิน กระทั่งเรื่องนี้ทำไมหวางซิงต้องรายงานด้วยนะ

จือหยินหลีกเลี่ยงการพูดถึงซากุระอย่างฉลาดด้วยรู้ว่าการจากไปของญาติผู้ใหญ่ที่สนิทที่สุดย่อมมีผลกระทบต่อภาวะทางอารมณ์อย่างมาก โดนมารยาทเขาอาจควรเอ่ยถามถึง แต่ด้วยจรรยาบรรณ จือหยินตัดสินใจว่าเขาควรจะเงียบเอาไว้

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ” จือหยินกล่าวอำลาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูปกติดี แค่มีอาการเบื่ออาหารเล็กน้อยตามภาวะของคนที่กำลังเข้าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร แต่ตอนที่หวางซิงรายงานให้เขาฟังกลับทำท่าราวกับว่าเจ้านายของตัวเองเผลอกินยาพิษเข้าไปทั้งขวดกระนั้น

จือหยินจากไปแล้ว แต่เซินเฟยก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม เขาผ่อนคลายร่างกายให้สบายแล้วสงบจิตใจที่เหมือนจะหวั่นไหวได้ทุกครั้งเมื่อพบหน้าอีกฝ่าย

“ทำหน้าแบบนั้นผมหึงนะครับ” ฉู่เหวินจือเข้ามายืนหลังเก้าอี้เมื่อใดไม่ทราบได้ ชายหนุ่มคร่อมตัวลงมาจนใบหน้าเกือบจะชิดอีกฝ่าย เซินเฟยลืมตาขึ้นพลางมุ่นคิ้ว นึกขุ่นใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องโผล่มาให้เห็นหน้าขัดจังหวะการรำลึกถึงหน้าจือหยินที่ติดอยู่ในความทรงจำด้วย

ฉู่เหวินจือยืดตัวขึ้นแล้วเดินอ้อมเก้าอี้มานั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าก่อนลูบไล้ท่อนขาเปลือยเปล่าลื่นมืออย่างถือวิสาสะ
“ทำไมคุณถึงไม่บอกเขาด้วยล่ะครับว่ารู้สึกผิดปกติที่ข้างหลังนิดหน่อย คุณปวดสะโพกบ่อย ๆ ไม่ใช่หรือครับหลังจากที่เราทำกับเสร็จ” ชายหนุ่มหยอกล้อถึงเรื่องบัดสีได้อย่างหน้าตาเฉย แต่แน่นอน ใครจะไปกล้าพูดเรื่องแบบนั้นกับหมอ ยิ่งกับคนหน้าบางอย่างเซินเฟยถ้าจะให้พูดคงจะขอกัดลิ้นตายดีกว่า

“ถ้ารู้ก็อย่าทำสิ” เซินเฟยทำหน้าขัดใจ ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนที่พวกเขาตกลงกัน ฉู่เหวินจือก็เข้ามารบกวนเขาได้ทุกคืน พอเขาเอ่ยปากห้ามก็ทวงสัญญาทำให้พูดไม่ออก นอกจากนั้นแล้วยังฉวยโอกาสแตะต้องเนื้อตัวเขาได้เกือบทุกเวลา แม้แต่ตอนนี้ที่เจ้าตัวเอาแต่ลูบไล้ขาของเขาราวกับขาผู้หญิง ขาผู้ชายมันดูน่าพิศมัยน่าลูบน่าไล้ตรงไหนกันนะ เซินเฟยไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด

“คนเราเวลามีอาหารเลิศรสวางตรงหน้าแล้วบอกว่าจะกินก็กินได้นะ คุณคิดว่าจะมีใครกล้าปฏิเสธหรือครับ” ฉู่เหวินจือพูดไปก็ก้มหน้าลงจุมพิตเหนือสำลีที่ปิดแผลก่อนจะเลื่อนไปบนผิวเนื้อโดยรอบ ส่วนมือที่ว่างข้างหนึ่งก็ลูบอยู่บนขาอีกข้าง เซินเฟยรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่ไม่สวมกางเกงทันทีที่จือหยินออกไป

“พอแล้ว ถ้ามีคนอื่นเข้ามา...”

“ตอนนี้? ไม่หรอกครับ” ฉู่เหวินจือหัวเราะ “ในห้องทำงานของคุณนอกจากหวางซิงแล้วไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอกครับ ส่วนหวางซิงตอนนี้ก็ไปที่บริษัทเพื่อดูว่าระหว่างที่คุณกำลังอู้งานมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”

“ฉันไม่ได้อู้งาน ถ้านายขยันนักก็ออกไปช่วยอาซิงสิ” เซินเฟยเริ่มนึกรำคาญ สิ่งเดียวที่เขาทำใจให้เคยชินกับอีกฝ่ายไม่ได้คือปากที่พาลจะหาเรื่องอยู่ตลอด

“ผมกำลังทำงานอื่นอยู่” ฉู่เหวินจือขยับมือขึ้นเกี่ยวชั้นใน ทันใดนั้นเซินเฟยก็หน้าแดงวาบรีบตะปบมืออีกฝ่ายทันที

“นี่มันตอนกลางวันนะ!”

“ก็ใช่ แต่เราก็อยู่ตามลำพัง อีกอย่าง ผมบอกแล้วว่าผมกำลังหึง” ฉู่เหวินจือยิ้มกว้างแล้วดึงชั้นในอีกฝ่ายออกโดยไม่สนใจการห้ามปราม “ให้หมอจือสัมผัสแบบนั้นคงจะใจเต้นน่าดูเลยสินะครับ”


ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +197/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #122 เมื่อ23-02-2011 18:04:33 »

“นายมีสิทธิมาหึงฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ออกไปได้แล้ว!” เซินเฟยดันศีรษะอีกฝ่าย ทว่าในวินาทีต่อมากลับถูกรวบข้อมือเข้าหากัน ฉู่เหวินจือขยับศีรษะเข้าใกล้สัดส่วนสำคัญก่อนจะขบเม้มที่เนื้ออ่อนตรงขาด้านใน เซินเฟยสะดุ้งเฮือกใบหน้าแดงวาบราวกับลูกตำลึง นึกอยากจะหนีบขา ศีรษะอีกฝ่ายก็กั้นอยู่ตรงกลางทำให้ไม่อาจทำได้ตามใจคิด ได้แต่กัดฟันกรอด ๆ พยายามหักห้ามอารมณ์ที่ถูกปลุกปั่น

ฉู่เหวินจือแตะปลายลิ้นที่สัดส่วนสำคัญ เขารู้สึกถึงแรงสะท้านจึงยิ้มออกมา ไม่ว่าตอนไหนเซินเฟยก็รู้สึกไวกับเรื่องแบบนี้ได้ง่ายเสมอ กับร่างกายของเด็กหนุ่มอย่างนี้เขาชักเริ่มจะสนุกขึ้นเรื่อย ๆ เสียแล้วสิ

“นี่....หยุดนะ.....” คำสั่งไม่ได้ดูดุดันเลยแม้แต่น้อยเมื่อเจ้าของเสียงกำลังสั่นสะท้านจากการถูกเล้าโลมอย่างมีชั้นเชิง แต่มีหรือที่ฉู่เหวินจือจะยอมฟังและรับว่า ‘ครับ’ อย่างง่าย ๆ เหมือนคนอื่น เขาครอบครองความอ่อนไหวด้วยริมฝีปากทำให้เซินเฟยต้องกลั้นหายใจก่อนที่จะเผลอร้องออกมา เขากดส้นเท้าลงบนแผ่นหลังฉู่เหวินจือ ทว่าการกระทำเช่นนั้นใช้ได้เพียงตอนที่อีกฝ่ายยังระบมกับแผลของแส้อยู่ ซึ่งตอนนี้ที่หายดีแล้วจึงไม่มีอาการสะทกสะท้านแม้แต่น้อย เซินเฟยนึกอยากเอาแส้มาเฆี่ยนให้ระบมอีกสักรอบจริง ๆ

เด็กหนุ่มแหงนเงยใบหน้าขึ้นเพื่อระบายลมหายใจร้อนผ่าว จากที่กดส้นเท้าหวังให้อีกฝ่ายเจ็บ ตอนนี้กลับกลายเป็นจิกปลายเท้าด้วยความเสียวซ่าน

ความช่ำชองฉู่เหวินจือมักทำให้เซินเฟยนึกสงสัยว่าผู้ชายคนนี้ผ่านชีวิตแบบไหนมา หรือมันเป็นเรื่องปกติของผู้ชายโตเต็มวัยที่มักจะเคยผ่านเรื่องอย่างนี้มาแล้ว?

ฉู่เหวินจือผละออกมาเมื่อมีของเหลวข้นหลั่งเข้ามาในปาก ชายหนุ่มเด็ดทิชชู่มาเช็ดแล้วโยนทิ้งถังขยะก่อนเงยหน้ามองใบหน้าที่แดงซ่านด้วยความอับอายระคนสุขสม

“รู้สึกดีไหมครับ?”

“อย่ามา....ถามบ้า ๆ นะ....” เซินเฟยดันอีกฝ่ายออกห่างแต่ฉู่เหวินจือกลับลุกขึ้นพร้อมยกขาของเขาขึ้นตาม

“หมอจือทำให้คุณไม่ได้อย่างนี้หรอกจริงไหม?” พร้อมกับคำพูดนั้น ชายหนุ่มก็รุกเข้าประชิด

“เลิกพูดถึงหมอจือตอนที่นายกำลัง....อึก....” ฉู่เหวินจือพาตนเองแนบชิดทันทีทำให้เซินเฟยชะงักคำพูดด้วยความตกใจ เพราะแม้จะยังไม่ได้ปลดกางเกง แต่ความร้อนที่อัดแน่นก็สัมผัสสะโพกจนรู้สึกได้ชัดเจน เซินเฟยนึกอยากจะซุกลงไปในดินจริง ๆ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้มักมากอย่างนี้นะ!

ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมเสียงโครมที่ดังสนั่นจนคนด้านนอกยังตกใจ

ฉู่เหวินจือลูบใบหน้าตนเอง พลางเงยมองเซินเฟยที่ยกเท้าค้างกลางอากาศ

วินาทีที่แล้วเขากำลังรุกอีกฝ่ายอยู่แท้ ๆ แต่เมื่อมีเสียงเคาะประตู เซินเฟยก็มีปฏิกิริยาตอบรับทันทีด้วยการยกเท้ายันหน้าเขาโดยแรงจนล้มกระแทกโต๊ะกาแฟ เจ็บหน้าไม่พอยังปวดหลังด้วย ทีหน้าทีหลังเขาคงต้องเคลียร์พื้นที่ด้านหลังตนเองก่อนเสียแล้ว

“เอ่อ....ด้านในมีอะไรหรือเปล่าครับ?” เสียงคนด้านนอกถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่! ไม่มี มีอะไรก็รีบว่ามา!” เซินเฟยลุกพรวดรีบรนสวมชั้นในและกางเกงในช่วงที่ฉู่เหวินจือเจ็บหลังลุกไม่ขึ้น

“มีคนมาขอพบครับ”

“ใคร?” เซินเฟยเปิดประตูออกมาถาม เวลาอย่างนี้ใครกันนะที่มาขอพบเขา

“เอ่อ.....คุณเซินหยู่ กับ คุณหลี่จวี๋เหม่ย ครับ”

เซินเฟยมุ่นคิ้วเมื่อได้ยินชื่อของคนที่มาขอพบ ชื่อสองชื่อนี้เขาไม่ได้ยินว่าเคยมาเป็นแขกของบ้านหลังนี้เลยนับแต่ถูกนำตัวเข้ามา และเขาก็ไม่ได้ยินสองชื่อนี้มานานแล้ว เพราะว่า....

“พ่อกับแม่?”

“ครับ”

น่าแปลก....

เซินเฟยเริ่มคิดหนักที่จะออกไปพบ พ่อกับแม่ของเขาถูกห้ามติดต่อกับเขาโดยตรงอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่ 6 ปีก่อนเขาก็ไม่เคยได้พบหน้าทั้งสองคนเลยแม้สักครั้ง จะติดต่อกันก็เพียงโทรศัพท์ที่นาน ๆ ทีจะโทรหาเพื่อย้ำกับเขาว่าตนเองมีพ่อแม่อยู่เท่านั้น

หากจะว่าตามจริง เขากับพ่อแม่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่น่าจดจำสักเท่าไหร่ พ่อของเขามักจะคาดหวังกับแซ่ของตัวเองอยู่มาก ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เอาแซ่มาอ้างอยู่เสมอ ขนาดตอนเขาสมัครเข้าเรียนยังอวดอ้างและบีบคั้นครูให้เกรดเขาดี ๆ ด้วยแซ่เซิน ทำให้ชีวิตในวัยเด็กของเขาเป็นอะไรที่เขาไม่อยากจะคิดถึง เขามักจะโดนครูเขม่นอยู่บ่อย ๆ เพื่อนในห้องก็ไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้ทำให้เขาไม่มีเพื่อนเลยสักคนเดียว

ส่วนแม่ของเขาก็เป็นผู้หญิงที่แต่งมาเพื่อช่วยฐานะของครอบครัว ซ้ำยังเป็นผู้หญิงช้างเท้าหลังที่ตามใจพ่อตลอดไม่กล้าโต้แย้งอะไร

เซินเฟยรู้ว่าตนเองไม่มีทางเลือกมากนักในวัยเด็ก แต่เมื่อเขาอายุ 12 ก็ถูกนำตัวเข้าตระกูลหลักทำให้ชีวิตของเขาเริ่มเป็นชีวิตมากขึ้น สำหรับคนอื่นเขาอาจจะดูเหมือนคนอกตัญญูก็ได้ที่ไม่เคยรู้สึกอยากกลับไปหาพ่อกับแม่ของตัวเองเลยตลอดเวลาที่มาอยู่ที่นี่ กลับกัน พ่อกับแม่ที่ไม่ใยดีเขานักกลับพยายามดั้นด้นอยากพบเขาทั้งพยายามติดสินบนคนดูแลและอื่น ๆ ในที่สุดซากุระจึงยอมให้โทรศัพท์คุยกันแต่ห้ามพบหน้า ซึ่งพ่อของเขาทำท่าจะไม่ยอมในตอนแรกแต่เมื่อซากุระเซ็นเช็คให้ใบหนึ่งอีกฝ่ายก็ยอมปิดปากเงียบ

เขาไม่อยากคิดในแง่ร้ายนักแต่ต้องยอมรับว่าเขาไม่อาจเข้าใจความรักของพ่อแม่ได้เลย

ในที่สุดเซินเฟยก็ถอนหายใจออกมา ในเมื่ออีกฝ่ายมาถึงที่ก็ต้องออกไปต้อนรับตามมารยาท ตอนนี้ซากุระไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหนอีก

เด็กหนุ่มสั่งให้คนนำชาและขนมไปเสิร์ฟขณะที่เขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยขึ้นก่อนจะไปพบที่ห้องรับแขก

ในห้องรับแขกที่จัดแต่งอย่างสวยงามตามรสนิยมผสมผสานของซากุระ มีชายหญิงสองคนนั่งรออยู่ เมื่อทั้งสองเงยหน้าขึ้นมาเห็นเซินเฟยก็ยิ้มแก้วปริ ฝ่ายชายรีบเดินเข้ามาหาแล้วลูบแขนลูบหัวราวกับอยากสัมผัสลูกรักที่จากกันไปแสนนาน

“โตขึ้นเยอะเลยนะ พ่อคิดถึงแทบแย่ ทำไมถึงไม่โทรกลับมาที่บ้านบ้างเลยล่ะ?” เซินหยู่ถามบุตรชายพลางยิ้มอ่อนโยนแล้วดึงให้เซินเฟยนั่งลงข้าง ๆ

“ระยะนี้งานยุ่งครับ” เซินเฟยตอบสั้น ๆ “แล้วพ่อกับแม่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”

“ไม่มีธุระแล้วมาหาไม่ได้หรือยังไงกัน พ่อเป็นพ่อนะ!” เซินหยู่ชักจะอารมณ์ขึ้นด้วยไม่คิดว่าลูกชายจะเย็นชาใส่

“ใจเย็นสิคะ เสี่ยวเฟยคงแค่ตื่นเต้นที่ไม่ได้พบหน้าพวกเรานานน่ะค่ะ” หลี่จวี๋เหม่ยรีบออกหน้าแทนด้วยไม่อยากให้สามีอารมณ์เสีย เธอจับมือเซินเฟยแล้วบีบเบา ๆ “บอกพ่อเขาหน่อยสิจ๊ะว่าลูกไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นน่ะ พ่อจะได้ดีใจไงจ๊ะ”

เซินเฟยแค่นยิ้ม....แม่ของเขายังชอบบังคับให้เขาทำอะไรบางอย่างด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม

“ครับ...ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

“ก็ดีแล้ว พ่อคิดว่านายหญิงนอกคอกนั่นจะล้างสมองลูกไปแล้วเสียอีก” แม้เซินหยู่จะอารมณ์ดีขึ้นแล้วแต่ก็ยังอดกระแนะกระแหนซากุระไม่ได้ ยิ่งอีกฝ่ายไม่อยู่อย่างนี้ยิ่งพูดสะดวกปากขึ้นเยอะ

“คุณอาไม่ได้ทำเรื่องแบบนั้นหรอกครับ” เซินเฟยกล่าว

“ยังไปเรียกว่าคุณอาอีก! คนดี ๆ ที่ไหนจะพรากลูกคนอื่นไปแบบนี้แล้วยังไม่ให้พบหน้า ถ้าไม่ติดว่าต้องกลับญี่ปุ่น พ่อกับแม่คงไม่ต้องเจอลูกไปตลอดชีวิตเลยล่ะมั้ง!”

เซินเฟยจำต้องเงียบเมื่อไม่อยากจะให้เรื่องยืดยาว เขารู้แก่ใจดีกว่าพ่อของเขาไม่ใช่คนจำพวกที่จะพูดว่าลูกคือทุกสิ่งทุกอย่าง อีกฝ่ายมองทุกอย่างเป็นธุรกิจเท่านั้น แม้แต่เขาเองก็เป็นหนึ่งในธุรกิจเช่นกัน เป็นสิ่งที่ลงทุนไปด้วยการยอมหยิบยื่นให้แก่สายหลักเพื่อได้กำไรคือผลประโยชน์จากตำแหน่งจูเชว่กลับคืนมา

“ว่าแต่ ลูกสบายดีไหม ได้ยินว่าโดนยิงนี่ ได้จัดการมันไปหรือยัง?”

“ครับ....มือปืนหนีไปได้แต่คิดว่าคงไม่มีอะไรแล้ว”

“นายหญิงไปแล้วลูกอยู่บ้านนี้คนเดียวคงเหงาสินะ” หลี่จวี๋เหม่ยลูบมือบุตรชายก่อนจะบีบไหล่เบา ๆ ตามที่เธอชอบทำเวลาที่คิดจะขอร้องอะไรบางอย่าง

“ก็ยังมีพวกคนรับใช้อยู่ครับ ไม่ได้เหงาอะไรมากมาย เหล่าซือกับเหล่าซานก็ทำงานดีไม่บกพร่อง อาซิงอยู่กับผมตลอดเวลาแต่วันนี้ไปดูงานที่บริษัทแทนน่ะครับ” เซินเฟยกล่าวตอบตามความจริง เพราะในบ้านหลังนี้ขาดซากุระไปก็ใช่จะร้างไร้ผู้คนเสียทีเดียว เพียงแต่ในความรู้สึกของเขาเหมือนถูกกระชากเอาบางสิ่งที่ทำให้อุ่นใจไปเท่านั้นจึงได้รู้สึกเหงา แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาพูดให้ใครเข้าใจได้

“แต่ก็ไม่เหมือนเวลาอยู่กับครอบครัวหรอก ใช่ไหม อาเฟย” เซินหยู่เสริม

คำพูดของทั้งสองทำให้เซินเฟยเข้าใจขึ้นมาราง ๆ ดูเหมือนจะถึงเวลาแล้วกระมังที่ทั้งสองคิดว่าควรจะทวงกำไรจากสิ่งที่ลงทุนไป ใช้ตำแหน่งจูเชว่พาครอบครัวเข้ามาอยู่ในสายหลักแทนสายเก่าที่ขาดสะบั้นไปแล้ว...

“นี่....เสี่ยวเฟย ไม่คิดจะอยู่กันพร้อมหน้าอย่างเมื่อก่อนหรือ?” ผู้เป็นแม่ช่วยตะล่อมอีกแรง

“เรื่องนี้ผมต้องปรึกษากับคนอื่น ๆ ก่อนนะครับ”

“เป็นจูเชว่แล้วจะต้องปรึกษาใครอีก! หรือต้องโทรไปถามนายหญิงที่หนีกลับประเทศไปแล้วนั่น!” เสียงตะคอกของเซินหยู่ทำให้เซินเฟยรู้สึกปวดหัวจี๊ด เป็นเพราะเขากินยาไปเยอะตอนนอนป่วยทำให้หวางซิงสั่งงดยาเขาระยะหนึ่งเพื่อป้องกันอาการเสพติด ระยะนี้เขาจึงพยายามหลีกเลี่ยงความเครียด ทว่า....เหมือนความเครียดจะไม่ยอมให้เขาหนีสักเท่าไหร่

“พวกผู้บริหารองค์กรน่าจะมีสิทธิตัดสินใจในเรื่องนี้นะครับ เพราะการอยู่ในสายตระกูลหลักหมายความว่ามีสิทธิในการบริหารองค์กรด้วย พวกเขาคงไม่ยอมง่าย ๆ” เซินเฟยพยายามอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจด้วยเหตุผล แม้เขาจะรู้ว่ามันใช้ไม่ได้ผลก็ตามที

“ใครมันไม่เห็นด้วยก็ยิงทิ้งไปซะเลยสิ!”

เซินเฟยกุมขมับ ก็เพราะอย่างนี้เขาถึงไม่สามารถเอาครอบครัวตัวเองเข้าสายหลักได้ ขืนให้อำนาจปกครองรังแต่จะทำให้เละเทะเท่านั้น พ่อของเขาบริหารแค่กิจการย่อย ๆ ยังเกือบจะล้มแหล่มิล้มแหล่เพราะความใจร้อนเอาแต่ได้ ต้องให้ทางเครือยื่นมือเข้าช่วยอยู่เสมอจนเกือบจะถูกตัดทุนเกื้อหนุนก็หลายครั้ง แม้แต่เวลานี้ บัญชีค่าใช้จ่ายกิจการที่เซินหยู่ดูแลก็วางอยู่ในลิ้นชักของเขา ทางผู้บริหารกำลังประชุมกันว่าจะเปลี่ยนผู้ดูแลดีหรือไม่ เขายังคิดหนักอยู่ว่าจะช่วยอย่างไรเพราะหากใช้เส้นสายก็จะทำให้ถูกลดเครดิตที่สู้อุตส่าห์บากบั่นอดทนดิ้นรนมาตลอด

“อย่าบอกนะว่าแกคิดจะเสพสุขอยู่คนเดียว ไม่มีนังนั่นอยู่แล้วแกก็ได้ครองอำนาจเบ็ดเสร็จแล้วนี่!” เซินหยู่เริ่มใช้วาจาหยาบคายตามอารมณ์ “หึ! ลูกอกตัญญู เป็นใหญ่แล้วลืมพ่อลืมแม่หมดเลยนะ!”

เซินเฟยผงะไปเล็กน้อย นานแล้วที่เขาไม่ได้โดนพ่อตวาดใส่ แต่เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่แย่กว่าคือฝ่ายนั้นเรียกอาที่เคารพของเขาได้อย่างไร้มารยาทที่สุด

“พ่อจะด่าผมยังไงก็ได้ แต่คุณอาเป็นคนเลี้ยงผมมาจนถึงตอนนี้ กรุณาให้เกียรติเธอด้วยนะครับ” เซินเฟยลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจอย่างที่เขาไม่ค่อยชอบใช้บ่อยนัก กระนั้นมันก็ทำให้เซินหยู่ชะงักไปก่อนจะยกนิ้วที่สั่นเทาด้วยความโกรธขึ้นชี้หน้าลูกชายตัวเอง

“แก.....แก! ไอ้ลูกไม่รักดี!”

“ขออภัยครับ” ก่อนที่เหตุการณ์จะรุนแรงไปกว่านั้น คน ๆ หนึ่งก็เปิดประตูเข้ามาในห้องทำให้ความสนใจทั้งหมดถูกเบี่ยงไปยังผู้มาใหม่ ฉู่เหวินจือยืนอยู่ที่ประตูด้วยท่าทางเคร่งขรึมเอาการเอางาน “จูเชว่ ท่านไป๋หู่ให้ผมมาเรียนว่าอยากจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวตอนนี้ ไม่ทราบว่าว่างไหมครับ?”

“บอกให้เขารอสักครู่” เซินเฟยกล่าว ฉู่เหวินจือจึงยกโทรศัพท์มือถือขึ้นแล้วพูดไปตามนั้น เด็กหนุ่มหันกลับมาหาครอบครัวของตนเองอีกครั้ง “อย่างที่ได้ยิน ตอนนี้ผมไม่ว่างเท่าไหร่ ดังนั้นเราค่อยคุยกันวันหลังนะครับ ผมจะให้คนไปส่ง” เป็นการเชิญที่เหมือนไล่อยู่กลาย ๆ การ์ดสองคนเดินเข้ามาแล้วล้มทั้งสองไว้ก่อนต้อนให้เดินออกไปด้วยท่าทางเคร่งครัดไม่ยอมให้เกิดการขัดขืนอย่างเด็ดขาด

ฉู่เหวินจือเดินเข้ามาเมื่อเซินหยู่และหลี่จวี๋เหม่ยจากไปแล้ว

“หลอกได้เก่งนี่” เซินเฟยกล่าวชมด้วยสีหน้าเรียบเฉย สีหน้าเคร่งขรึมของฉู่เหวินจือจึงเปลี่ยนกลับเป็นรอยยิ้มอ่านยากเช่นเดิม

“ไม่คิดว่าคุณจะจับได้” เขารวบตัวเซินเฟยเข้ามากอด “แล้วจะให้รางวัลผมไหม? สุนัขเวลาทำงานได้ดีมักจะอยากได้รางวัลนะครับ เจ้านาย”

เซินเฟยมุ่นคิ้วก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมอีกฝ่ายเหมือนเวลาลูบขนสุนัข

“เอาไปแค่นี้แล้วกันกับการแสดงที่สมบทบาทนั่น ถ้าได้รางวัลตุ๊กตาทองเมื่อไหร่นายค่อยมาทวงใหม่” เด็กหนุ่มเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนแล้วเดินจากไป ฉู่เหวินจือรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีอารมณ์ให้เจ้าหยอกล้อจึงไม่ได้เดินตามไปแต่อย่างใด เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาแล้วไล้ริมฝีปากอย่างครุ่นคิด เขารู้ว่าสองคนนั้นไม่รามือง่าย ๆ แน่นอน กับอำนาจที่หอมหวานยั่วยวนมีหรือจะยอมปล่อยมือ ชายหนุ่มแย้มยิ้ม...

ลองจับตาดูสักหน่อยดีไหมนะ....


TBC

ออฟไลน์ ZooS

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 133
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #123 เมื่อ23-02-2011 18:09:31 »

เย้ ^^ จิ้มก่อน

เด่วไปอ่านต่อ

ตื่นเต้นๆ


ออฟไลน์ yakusa

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 356
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #124 เมื่อ23-02-2011 18:34:37 »

ตกลงฉู่เหวินจือเป็นพระเอกช่ายปะ

แล้วก็ต้องช่วยนายเอกของเรานะ :serius2:

ชอบอะ อ่านแล้วเครียดดี   :a5:

ออฟไลน์ fannan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2547
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +141/-5
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #125 เมื่อ23-02-2011 18:54:47 »

ง่ะแล้วเซินเฟยจะตัดใจจากหมอจือได้เมื่อไหร่อ่ะ


เง้อแล้วเมื่อไหร่จะรักกันล่ะเนี่ย

ออฟไลน์ PEENAT1972

  • Red Rhino
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4766
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +563/-106
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #126 เมื่อ23-02-2011 19:16:21 »

ถูกต้องนะคราบ
อ่านเอาเครียด
แต่มันก็สนุก 555

ออฟไลน์ TanyaPuech

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4516
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +530/-23
ครบรสตอนนี้
หนุกๆ

ออฟไลน์ Cherry Red

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #128 เมื่อ23-02-2011 19:23:15 »

เนื้อเรื่องนับวันยิ่งเข้มข้น สถานการณ์พลิกไป พลิกมา ยังกะดู Series เกาหลี
แถมคุณเจ้าของเรื่องยังขยันลง รู้สึกเหมือนดูละคร Exact (ก็ฉายอาทิตย์ละหลายวันไง...)

ที่คุณน้องเซินยื่นข้อเสนอกับตาฉู่ ที่แรกคิดว่าเป็นแค่ชั่ววูบนึงในความเหงา
แต่ดูไปดูมา คู่นี้เค้าก็ท่าทางจะเข้ากันได้ดี ( sm นิด ๆ เจ็บตัวหน่อย ๆ )
เพราะ อย่างน้อยเจ้าพ่อก็ไม่ค่อยออกอาการเหงา แต่จะหงุดหงิดทางอารมณ์มากกว่า...

ออฟไลน์ noina

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 714
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #129 เมื่อ23-02-2011 20:08:07 »

คุณฉู่จะทำยังไงให้พ่อแม่ของอาเฟยรามือได้น้อ

คุณฉู่ต้องช่วยอาเฟยน้า :กอด1: :กอด1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
« ตอบ #129 เมื่อ: 23-02-2011 20:08:07 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ sukie_moo

  • ปัจจุบัน คือ อดีตของอนาคต
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3527
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-14
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #130 เมื่อ23-02-2011 20:10:55 »

 :serius2:

ออฟไลน์ sam3sam

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +247/-4
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #131 เมื่อ23-02-2011 20:16:47 »

ยิ่งอ่านยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย
เฮ้อ..ถึงจะไม่ได้เลี้ยง ยังไงก็พ่อแม่ละนะ


คุณฉู่ช่วยหนูเซินได้ดีจริงๆ
แต่ก็ยังลึกลับเหมือนเดิม
หวังว่าคงไม่ทำให้หนูเซินเจ็บปวดใจนะ
สงสารหนูเซิน

 :กอด1:

ออฟไลน์ ycrazy

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 493
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #132 เมื่อ23-02-2011 22:03:17 »

กริ๊ดดด คุณฉู่เริ่มแล้ววว :oni2:

เซินเฟยมีพ่อแม่อย่างนี้ ซวยจริงๆ :m31:

lovevva

  • บุคคลทั่วไป
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
«ตอบ #133 เมื่อ24-02-2011 02:47:11 »

 o18คุณฉู่นี่เจ้าเล่ห์ได้ใจจริงๆ

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +197/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #134 เมื่อ24-02-2011 11:56:00 »

-13-



เสียงนาฬิกาปลุกฟังดูน่ารำคาญพอสมควรสำหรับคนที่ถูกบังคับให้ใช้กำลังยามค่ำคืน เซินเฟยป่ายมือไปยังโต๊ะพยายามหานาฬิกาปลุกที่ส่งเสียงนารำคาญ ทว่าวินาทีที่มือเขาแตะโดนก็กลับถูกดึงออกไปโดยใครอีกคน ฝ่ายนั้นเองก็คงจะรำคาญเสียงใช่ย่อยจึงกดสวิชต์ปิดแล้ววางลงที่เดิมก่อนจะก่ายแขนกอดเขาเข้าไปแนบแผ่นอกเปลือยเปล่า เซินเฟยดิ้นรนเมื่ออีกฝ่ายเริ่มจะซุกไซ้ลามปาม แต่เมื่อดิ้นแล้วไม่หยุด เซินเฟยจึงวาดมือไปข้างหลังแบบไม่ได้หวังผลมากนัก แต่มันกลับปะทะเข้ากับใบหน้ากร้านคมอย่างพอดีจนเกิดเสียงเพี๊ยะเบา ๆ

“ต้องทำร้ายร่างกายแต่เช้าด้วยหรือครับ?” ฉู่เหวินจือลูบแก้มตัวเอง

“ใครใช้ให้นายทำเรื่องบ้า ๆ แต่เช้า ลุกไปได้แล้ว” เซินเฟยเอ่ยไล่

“เรื่องบ้า ๆ ที่ไหน คุณยกร่างกายของคุณให้ผมเองนะ” ชายหนุ่มแกล้งขบที่หัวไหล่อีกครั้งก่อนจะรีบผละออกเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงื้อหมัด

ฉู่เหวินจือกับเซินเฟยใช้ห้องนอนร่วมกันตั้งแต่วันที่เกิดการตกลงผลประโยชน์ซึ่งมันก็ผ่านมาอาทิตย์กว่าแล้ว เซินเฟยยังคงไม่คุ้นชินกับการร่วมห้องกับผู้อื่น หรือการตื่นขึ้นมาและพบว่ามีใครบางคนนอนอยู่ข้าง ๆ และมันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจได้ทุกครั้งเมื่อตื่นมาเห็นหน้าฉู่เหวินจือเป็นสิ่งแรกของวัน

แรกทีเดียวที่หวางซิงรู้เรื่องนี้ เจ้าตัวทำท่าเหมือนจะลมจับยกยาดมขึ้นมาป้ายราวกับคนแก่ ซ้ำยังดูเขม่นฉู่เหวินจือขึ้นมาทันทีทันใด กระนั้นหวางซิงก็รู้จักวางตัวมากพอที่จะไม่แสดงอารมณ์เลยเถิด เพียงแต่พยายามกีดกันไม่ให้ฉู่เหวินจืออยู่ใกล้เซินเฟยมากเกินไปเท่านั้น

“ทำไมวันนี้ถึงต้องตั้งนาฬิกาปลุกด้วยล่ะครับ” ฉู่เหวินจือลุกขึ้นก่อนแล้วอุ้มอีกฝ่ายขึ้นตาม

“เพราะฉันจะเริ่มไปทำงานตามปกติน่ะสิ วางฉันลง!” ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกัน ฉู่เหวินจือจะชอบปฏิบัติราวกับเขาเป็นผู้หญิงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้เซินเฟยปลาบปลื้มสักเท่าไหร่เลย

ฉู่เหวินจือยังไม่อยากหน้าบวมแต่เช้าจึงทำตามคำสั่ง แต่เซินเฟยก็ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งจึงจะสามารถยืนด้วยตัวเองได้ ฉู่เหวินจือมักจะไม่ออมแรงเวลาร่วมรักกันทำให้เซินเฟยรู้สึกปวดตัวทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา เด็กหนุ่มพาตนเองเข้าห้องน้ำด้วยท่าเดินที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก ก่อนจะปิดประตูใส่หน้าฉู่เหวินจือที่ทำท่าจะตามเข้ามา

“กลับไปใช้ห้องน้ำตัวเองไป”

แม้จะร่วมห้องกัน แต่ก็ด้วยการแลกเปลี่ยนไม่ใช่ความรู้สึก ดังนั้นเซินเฟยจึงไม่ยินยอมให้ฉู่เหวินจือเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตส่วนตัวของเขามากเกินจำเป็น กระทั่งห้องน้ำอีกฝ่ายก็ต้องกลับไปใช้ที่ห้องตัวเอง เสื้อผ้าก็ห้ามนำมาไว้ที่ห้อง ห้ามนำของใด ๆ เข้ามาวางประดับเพิ่มเติม ระหว่างร่วมรักจะไม่มีการพูดคุยเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องสัพเพเหระใด ๆ ทั้งสิ้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงหยุดนิ่งเพียงแค่คู่นอนเท่านั้น ซึ่งเซินเฟยก็ยืนยันที่จะให้เป็นเช่นนั้นต่อไป ทางฉู่เหวินจือจะคิดอย่างไรเขาไม่นึกใส่ใจ เพราะสิ่งที่เขาแลกเปลี่ยนกับการได้แรงงานจากอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ร่างกายของเขาเท่านั้น ไม่ใช่หัวใจ

เซินเฟยเปิดฝักบัวให้น้ำไหลผ่านตัว แผลเย็บของเขาเริ่มปิดสนิทแล้วจึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าน้ำจะเข้าอีก และหลังการร่วมรักหลายครั้งเซินเฟยก็ไม่รู้สึกติดขัดกับการทำความสะอาดร่างกายอีกต่อไป

หวางซิงมาเคาะประตูเรียกตามหน้าที่ตอนเซินเฟยสวมเสื้อผ้าเสร็จพอดี

“เนคไทเบี้ยวนะครับ” เลขาคนสนิทเอ่ยพลางยิ้มแล้วเข้าไปช่วยขยับให้ “รู้สึกยังไงครับที่ได้กลับไปทำงานเหมือนเดิม”

“ต้องเหนื่อยแน่ ๆ น่ะสิ” เซินเฟยถอนหายใจ ระหว่างที่เขาหยุดไปไม่รู้ว่าพวกญาติพี่น้องที่ได้ข่าวเรื่องซากุระจะเข้ามาก่อกวนอะไรบ้าง

“มีผมอยู่ คุณเซินไม่ต้องห่วงหรอกครับ” หวางซิงให้กำลังใจ

“แล้วมู่อี้จิงล่ะ? ปรับความเข้าใจไปหรือยัง?”

หลังจากเซินเฟยรับรู้ตอนกำลังเบลอเพราะฤทธิ์ยาระงับประสาทว่าหวางซิงไม่ได้ใช้ร่างกายเข้าแลกเช่นที่เขาเข้าใจ จึงได้ให้หวางซิงไปเจรจากับมู่อี้จิงว่างานที่ทำไปต้องการสิ่งใดเป็นสิ่งตอบแทน แต่จนกระทั่งบัดนี้หวางซิงก็ยังไม่ได้นำความมารายงานเขา

“คุณมู่เรียนว่าจะบอกด้วยตัวเองเมื่อคุณเซินกลับไปทำงานได้แล้วครับ เขาบอกว่าไม่อยากเสียมารยาทรบกวนตอนที่กำลังป่วยอยู่”

คำตอบของหวางซิงทำให้เซินเฟยรู้สึกดีกับคนแซ่มู่ขึ้นมาเล็กน้อย และเรื่องเก่าที่อีกฝ่ายจองหองต่อหน้าเขาเขาก็ไม่ได้เก็บมาคิดมากแล้ว อย่างไรการทำงานด้วยกันก็ต้องอาศัยการยอมรับซึ่งกันและกัน ด้วยฐานะของเขาจำเป็นต้องรักษาคนทำงานที่มีความสามารถไว้ข้างกาย ดังนั้นจะให้โกรธแค้นมู่อี้จิงกับความผิดพลาดครั้งเดียวก็ใช่ที่ ซ้ำครั้งต่อมาเขายังเข้าใจผิดเสียใหญ่โต คิดเสียว่าเลิกแล้วต่อกันก็แล้วกัน

“ว่าแต่....เมื่อคืนนี้คุณฉู่ทำให้คุณเซินเจ็บหรือเปล่าครับ?”

ดูเหมือนจะเป็นความเคยชินเสียแล้วที่หวางซิงมักจะถามเช่นนี้ทุกครั้งที่เจอหน้ากันตอนเช้า หวางซิงมักนึกเป็นห่วงสุขภาพของเซินเฟยอยู่เสมอ ยิ่งเพิ่งหายป่วยอย่างนี้จึงไม่อยากให้ร่างกายรับภาระหนัก แต่ฉู่เหวินจือกลับเข้าไปรบกวนถึงในห้องนอนทุกคืนไม่มีเกรงอกเกรงใจ แม้เซินเฟยจะบอกให้หวางซิงทำเป็นไม่รู้ไม่เป็นเสียบ้าง แต่ใครเล่าจะทำเช่นนั้นได้ในเมื่อเจ้านายของตนถูกกระทำชำเราอย่างนี้!

“ผมเริ่มชินแล้วล่ะ” เซินเฟยตอบพลางดึงแขนเสื้อให้เรียบร้อย

“ยังไงก็ต้องถนอมร่างกายนะครับ” หวางซิงยังอดเตือนไม่ได้ “ถ้าเขาทำให้คุณเซินเจ็บก็ตะโกนเรียกได้เลยนะครับ ผมจะลากตัวเขาออกไปให้เอง” เรื่องนี้ดูหวางซิงจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเขาอยู่มาก เซินเฟยถอนหายใจพลางตบแขนอีกฝ่ายเบา ๆ

“ถ้าเขาทำผมเจ็บมีหรือผมจะปล่อยให้อยู่ต่อสบาย ๆ” เซินเฟยเองก็ไม่ใช่คนที่จะก้มหน้าก้มตาปล่อยให้โดนรังแก ในข้อตกลงของเขากับฉู่เหวินจือไม่ได้ระบุว่าอนุญาตให้ทำร้ายร่างกายเขา ดังนั้นหากฉู่เหวินจือกล้าทำให้เขาเจ็บหรือเลือดตกยางออก ก็ต้องโดนลงโทษไปตามระเบียบ ซึ่งฉู่เหวินจือก็เหมือนจะรู้เรื่องนี้ดีจึงได้ระมัดระวังขณะร่วมรักอย่างมาก ไม่ฝืนสอดใส่ทั้งที่ยังไม่ขยายเต็มที่ ใช้เจลหล่อลื่นเข้าช่วยทุกครั้ง และเวลาที่เขากัดฟันหรือมุ่นคิ้วก็จะเบามือลงเล็กน้อยจนแน่ใจว่าเขาไม่ได้ทำอาการเหล่านั้นเพราะรู้สึกเจ็บ แต่โดยรวมแล้วก็นับว่าฉู่เหวินจือเอาแต่ใจอยู่มากเพราะมักจะโถมแรงจนถึงเฮือกสุดท้ายเสียทุกคืน แม้เขาจะกำชับให้ทำได้เพียงคืนละรอบก็ตาม

“แต่ว่า....ทำอย่างนี้....ดีจริง ๆ หรือครับ” จะอย่างไร หวางซิงก็ไม่อาจทำใจให้ยอมรับได้โดยง่าย เขาเลี้ยงดูเซินเฟยมาตลอด 6 ปี คอยอยู่เคียงข้างไม่ปล่อยให้ใครมารังแกได้ แต่ตอนนี้เซินเฟยที่ไม่ยอมยกเขาให้ใช้ร่างกายแลกผลประโยชน์กลับต้องลดเกียรติลงไปทำเช่นนั้นเสียเอง เขาไม่ไว้ใจฉู่เหวินจือ หากว่าอีกฝ่ายคิดหักหลังเล่าจะทำเช่นไร? หากว่าฉู่เหวินจือจงใจทำให้เรื่องนี้เผยแพร่ออกไปเพื่อดิสเครดิตเซินเฟยล่ะจะทำอย่างไร? หวางซิงไม่อาจหยุดความคิดด้านลบเหล่านี้ได้เลย ได้แต่โทษตัวเองว่าน่าจะอยู่เคียงข้างในตอนที่เซินเฟยกำลังโศกเศร้า เขาไม่น่าปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่คนเดียวเพราะคิดว่านั่นคือสิ่งที่เซินเฟยต้องการที่สุดเลยจริง ๆ

“....ในเมื่อตัดสินใจทำไปแล้วก็คงได้แต่มองดูผลเท่านั้น” เซินเฟยหลุบตาลง เขาเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ดีกับตัวเองจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ลงมือทำและพูดออกไปแล้วไม่อาจเรียกคืนได้ ได้แต่ทำใจรับผลที่จะตามมาและหาหนทางแก้ไขล่วงหน้าเท่านั้นเอง

“กำลังพูดถึงผมกันอยู่ใช่ไหมเอ่ย?” พร้อมกับคำถามจากแขกไม่ได้รับเชิญของวงสนทนา เจ้าของคำถามก็ฉวยโอกาสเชยชมแก้มนิ่มของเซินเฟยไปครั้งหนึ่ง

“อย่าให้มันมากไปนักนะ” เซินเฟยกดเสียงต่ำแล้วตวัดตามองปรามการกระทำ ในบ้านก็ยังว่าไปอย่าง แต่หากออกไปทำเฃ่นนี้ต่อหน้าคนนอกตอนทำงานเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน

“อะไรกัน ผมแค่กำลังตักตวงพลังงานยามเช้า.....” ในขณะที่ฉู่เหวินจือคิดจะฉวยโอกาสอีกครั้ง มือข้างหนึ่งกลับถูกยื่นมาปิดปากเขาและดันให้ออกห่างจากเป้าหมาย หวางซิงก้าวขึ้นมาขวางหน้าด้วยรอยยิ้มที่ฉู่เหวินจือรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าอันตรายใช่เล่น

“ถึงเวลาไปทำงานแล้วล่ะครับ” หวางซิงพูดแค่นั้นก่อนจะลดมือลงก่อนเดินตามเซินเฟยที่ทิ้งระยะไปแล้ว 2-3 ก้าว

ฉู่เหวินจือไหวไหล่ เขาเริ่มชินแล้วกับปฏิกิริยากีดกันอย่างออกนอกหน้าของหวางซิง มันช่วยไม่ได้ที่เซินเฟยมีไม้กันหมาที่ตามหลังก้าวต่อก้าวทำให้เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้ตักตวงเท่าใดนักเมื่อหวางซิงอยู่ด้วย แต่ตอนกลางคืนเขาก็เก็บกำไรทุกเม็ดทุกดอกจนพอใจโดยไม่มีใครมาขวางได้อยู่ดี

ฉู่เหวินจือเดินตามทั้งสองไปจนถึงรถ และพบว่ากระทั่งที่นั่งซึ่งปกติหวางซิงจะนั่งฝั่งตรงข้ามตอนนี้หวางซิงก็ย้ายมานั่งตรงกลางระหว่างเขากับเซินเฟยเสียนี่ เขารู้สึกขบขันกับความหวงของอีกฝ่ายเล็กน้อย แม้กระทั่งช่วงเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ บนท้องถนนก็ยังไม่ยอมละเว้น เป็นเลขายอดเยี่ยมที่ทุ่มเทสุดกายใจจริง ๆ

--------------------->

ช่วงที่เซินเฟยหายหน้าหายตาไป ดูเหมือนที่บริษัทจะวุ่นวายขึ้นนิดหน่อย เพราะพวกสายรองในตระกูลเข้ามาเบ่งอำนาจในบริษัทแทบไม่เว้นวัน ส่วนมากจะเป็นพวกที่ต้องการเรียกร้องผลประโยชน์เข้าตัวเพราะเห็นว่าสายหลักคนสุดท้ายไปจากตระกูลแล้ว และสายรองน่าจะมีโอกาสได้เข้ามามีส่วนร่วมในผลประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกับเซินเฟย ก้าวแรกที่เข้ามาในบริษัท ผู้บริหารก็ดาหน้าโทรสายตรงเข้ามาฟ้องกันเป็นทิวแถวจนทำให้เซินเฟยหัวปั่นเสียตั้งแต่วันแรกของการกลับมาทำงาน

อย่างไรก็ดี การกลับมาของเซินเฟยก็ทำให้พวกที่มาป่วนก่อนหน้านี้ยอมรามือไปเห็นได้จากที่ในวันนี้ไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายเลยสักคน ซึ่งอาจเป็นผลจากที่เขาจัดการเฉียนหยุนไป ทำให้ไม่มีใครกล้าประมือกับเขาตรง ๆ ด้วยเกรงจะมีจุดจบเช่นเดียวกัน คนพวกนั้นเพิ่งคิดออกหรืออย่างไรกันนะว่าตำแหน่งจูเชว่เป็นตำแหน่งผู้นำองค์กรใต้ดิน ไม่ใช่ตำแหน่งประธานเครือตระกูล

ถึงอย่างนั้น พวกญาติของเขาชักจะติดนิสัยเหิมเกริมเล่นทีเผลอเข้าไปทุกที พอต่อหน้าตรง ๆ ไม่ได้ ลับหลังจึงยิ่งไม่อาจไว้ใจ

“ตารางวันนี้มีเท่านี้ครับ” หวางซิงจบประโยคเดิม ๆ ที่ไม่ได้พูดมาหลายวันเขารู้สึกคิดถึงมันอย่างบอกไม่ถูก

“วันนี้มีใครเสนอหน้าเข้ามาหรือยัง?” เพราะเป็นเวลาเช้าเซินเฟยจึงยังไม่แน่ใจนักว่าจะสงบอย่างนี้ไปทั้งวัน

“ยังครับ แต่ผมสั่งให้คนที่ดูแลล็อบบี้รายงานทันทีที่พบครับ” เซินเฟยพยักหน้ารับแล้วเคาะปลายนิ้วกับโต๊ะอย่างเคยชิน

“ระหว่างที่ผมไม่อยู่มีใครเข้ามาในห้องนี้หรือเปล่า?”

“มีบ้างครับ ส่วนมากจะถูกกักตัวไว้ที่ชั้นล่างแต่คุณเซินหยู่เคยขึ้นมานั่งในห้องแล้วถูกเชิญออกไป”

พ่องั้นหรือ....แสดงออกชัดเจนถึงขนาดนั้นแสดงว่ายังไงก็จะเข้ามาในสายหลักด้วยฐานะของเขาให้ได้สินะ....

“ฉู่เหวินจือไปไหน?” เซินเฟยเพิ่งรู้สึกตัวว่าฉู่เหวินจือไม่ได้อยู่ในห้อง แต่ไม่รู้ว่าออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะตอนที่เขากำลังวุ่นวายกับการรับโทรศัพท์ก็เป็นได้

“เห็นว่าขอตัวออกไปสูบบุหรี่น่ะครับ”

“งั้นหรือ?” เด็กหนุ่มรับคำสั้น ๆ ตอนที่อยู่ในบ้าน เป็นเพราะวนเวียนรอบตัวเขาตลอดจึงไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ถึงจะมาสูบที่บริษัทเขาก็ไม่ชอบให้ติดกลิ่นเข้ามาอยู่ดี สั่งให้เลิกเสียดีไหมนะ?

อย่างไรก็นับว่าโชคดีที่ฉู่เหวินจือเป็นคนค่อนข้างมีระดับเรื่องบุหรี่ อีกฝ่ายจะสูบแบบที่มียี่ห้อและรสไม่แรงนักกลิ่นจึงไม่ระคายจมูกเหมือนพวกที่สูบยาราคาถูก และฉู่เหวินจือก็พกหมากฝรั่งสำหรับดับกลิ่นอยู่ตลอดเขาจึงไม่ต้องห่วงอะไรมากนักเวลาที่จะพาอีกฝ่ายออกไปพบปะเจรจาธุรกิจ

ในตอนที่กำลังคิดถึงอยู่นั้น ฉู่เหวินจือก็เปิดประตูเข้ามา

“ตอนที่ผมออกไปสูบบุหรี่ในสวน ผมเจอแม่ของคุณด้วยแน่ะ”

“แม่ฉัน?” เซินเฟยมุ่นคิ้ว เขาคิดว่าคนที่จะมาควรเป็นพ่อของเขามากกว่า ปกติแม่ของเขาไม่เคยออกมานอกบ้านด้วยตัวคนเดียวเลยสักครั้ง เธอขี้ขลาดเกินกว่าจะทำเช่นนั้น แล้วทำไมครั้งนี้จึงมาหาเขาถึงบริษัทกันนะ? หรือว่าพ่อจะสั่งมา?

ฉู่เหวินจือบอกว่าเธอปฏิเสธที่จะเข้ามาด้านในและนั่งรออยู่ในสวน เซินเฟยจึงต้องลงไปพบด้วยตัวเอง

สวนของบริษัทเป็นสวนขนาดกว้างที่มีพันธุ์ไม้ร่มรื่นสำหรับพนักงานลงมาพักผ่อนหย่อนใจเมื่อว่างงาน และยังมีการออกกำลังกายอาทิตย์ละครั้งในตอนเย็นเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ กลางสวนมีน้ำพุขนาดใหญ่อยู่ เป็นน้ำพุเดียวกับที่ฉู่เหวินจือเคยลงไปแช่ตอนมาถึงที่นี่ครั้งแรก รอบบ่อน้ำพุเป็นหินยื่นออกมาสำหรับนั่งพัก และที่ตรงนั้นเองที่มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งก้มหน้าด้วยความประหม่า เธอดูไม่คุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวในที่สาธารณะสักเท่าไหร่จึงหลุกหลิกหันรีหันขวางแทบจะตลอดเวลาจนกระทั่งพบใครคนหนึ่งมายืนใกล้ ๆ อาการนั่นจึงสงบลง

“เสี่ยวเฟย” น้ำเสียงของเธอตอนที่เอ่ยชื่อบุตรชายไม่ต่างกับเด็กที่หลงทางและได้เจอผู้ปกครอง เซินเฟยนั่งลงข้าง ๆ แล้วยิ้มให้เธอ

“ทำไมถึงออกมาข้างนอกคนเดียวล่ะครับ?”

“ความจริงแล้ว.....แม่ก็ลำบากใจอยู่นะที่จะมาหาลูกที่นี่ แต่ว่า....ลูกอย่าบอกพ่อนะว่าแม่มา” หลี่จวี๋เหม่ยดูหวาดกลัวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงสามีตัวเอง เซินเฟยไม่รู้สึกแปลกใจสักเท่าไหร่ พ่อของเขาเป็นคนอารมณ์ร้ายมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าขัดใจก็มักจะถูกตวาดหรือกระทั่งทำร้ายร่างกาย คนรับใช้ในบ้านยังขยาดไม่ค่อยอยากเข้าใกล้นับประสาอะไรกับคนใกล้ชิด

“วันก่อนที่พ่อกับแม่ไปหา คงทำให้เสี่ยวเฟยรู้สึกลำบากใจใช่ไหมจ๊ะ?” เธอเอ่ยถามแล้วบีบมือลูกชาย

“ทำไมแม่ถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ?”

“เพราะแม่เป็นแม่นี่นา” หลี่จวี๋เหม่ยยิ้มออกมา “ยังไงก็อย่าถือสาพ่อเลยนะ พ่อของเสี่ยวเฟยน่ะก็รักเสี่ยวเฟยมากรู้ไหม พ่ออาจจะ.....อารมณ์ร้ายไปหน่อย แต่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนี้มาก ตอนนี้ก็ขยันทำงานเพื่อที่จะให้เสี่ยวเฟยไม่เสียชื่อ พ่อเองก็พยายามอยู่นะจ๊ะ ดังนั้น.....”

“แม่อย่าฝืนโกหกเลยครับ” คำพูดของเซินเฟยทำให้หลี่จวี๋เหม่ยชะงัก แต่ไหนแต่ไรมาเมื่อเซินเฟยรู้สึกว่าโดนพ่อทำร้าย หลี่จวี๋เหม่ยก็มักจะเข้ามาปลอบเช่นนี้ ราวกับว่าการพูดย้ำเช่นนั้นบ่อย ๆ อาจจะทำให้มันเป็นจริง สำหรับหญิงสาวที่ขลาดกลัวไปเสียทุกอย่างเช่นหลี่จวี๋เหม่ย การหลอกลวงตัวเองด้วยคำพูดซ้ำไปซ้ำมาอาจเป็นสิ่งเดียวที่เธอทำได้หรือเคยชินที่จะทำจนไม่อาจเผชิญกับความจริงทั้งหมดได้

“เอ่อ....เสี่ยวเฟย....แม่.....” หลี่จวี๋เหม่ยอึก ๆ อัก ๆ

“แม่ครับ เรื่องกิจการของพ่อผมคงช่วยอะไรไม่ได้ ผู้บริหารบอกกับผมว่าที่ประชุมตัดสินใจแล้ว ทุนช่วยเหลือครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ายังไม่สามารถทำให้มีผลกำไรที่ชัดเจนได้อาจจะต้องปิดกิจการตรงส่วนนั้นหรือเปลี่ยนผู้จัดการคนใหม่” เซินเฟยรู้ดีว่าเรื่องนี้จะต้องทำให้พ่อของเขาคลุ้มคลั่งแน่ แต่บอกให้รู้เสียแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่ารู้ตอนที่มีผลการประชุมแจ้งไปถึง อย่างไรเสีย โอกาสครั้งนี้ก็ได้มาเพราะหวางซิงช่วยโน้มน้าวที่ประชุมแทนเขาที่ลางานไป เขาหวังว่าพ่อของเขาจะใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ได้รับอย่างเต็มความสามารถดูสักครั้ง

“เรื่องนั้นแม่ก็เดาไว้แล้วล่ะ” หลี่จวี๋เหม่ยกล่าว “ยังไงลูกก็ช่วยเรื่องนี้มาเยอะแล้ว จะรบกวนต่อไปแม่ก็คงเกรงใจ....”

“แล้วที่บ้านเป็นยังไงบ้างครับ ผมไม่ได้กลับไปนานแล้วคงไม่เหมือนเดิมใช่ไหม?”

“ก็เปลี่ยนไปนิดหน่อย...ห้องนอนของลูกพ่อบอกว่าคงไม่มีใครใช้แล้วก็เลยเปลี่ยนให้เป็นห้องเก็บของ ส่วนพวกของใช้ส่วนตัวที่ลูกไม่ได้เอาไปด้วยก็ทิ้งไปหมดแล้ว....” หญิงสาวดูไม่เต็มใจที่จะพูดเรื่องนี้นัก อย่างไรเซินเฟยก็เป็นลูกคนเดียวของเธอ แม้จะไม่อาจพบหน้ากันได้อีกเธอก็ยังอยากจะมีอะไรไว้ให้รำลึกถึง ทว่าสามีของเธอกลับโกรธจัด เขาไม่อาจยอมรับการตัดสินใจของสายหลักและพาลทำลายห้องของเซินเฟยจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมก่อนจะเปลี่ยนเป็นห้องเก็บของไปเสีย


ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +197/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #135 เมื่อ24-02-2011 11:57:09 »

“งั้นหรือครับ....” โดยส่วนตัวแล้วเซินเฟยรู้สึกเสียดายห้องเก่าของเขานิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับอาลัยอาวรณ์ ผิดกับหลี่จวี๋เหม่ยที่ไม่เหลืออะไรให้ดูต่างหน้าลูกชายจึงมักรู้สึกเศร้ากับเรื่องนี้ทุกครั้งที่เอ่ยถึง

เซินเฟยรู้สึกสงสารแม่ของตัวเองขึ้นมา ตั้งแต่เขาจำความได้ แม่ของเขาไม่เคยได้ทำอะไรตามใจตัวเองเลยแม้สักอย่างเดียวเหมือนกับเขา ทุกอย่างอยู่ในการกำกับของพ่อทั้งหมด ราวกับว่าทั้งบ้าน ทุก ๆ คนเป็นเพียงตุ๊กตาที่เต้นไปตามคำสั่งเท่านั้น

“ได้มานั่งคุยกับลูกแบบนี้ก็ทำให้นึกถึงวันเก่า ๆ เหมือนกันนะ” หญิงสาวยิ้มบาง เธอยังจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เซินเฟยกลัวพ่อตัวเองขนาดไหน และมักจะมาอยู่ข้าง ๆ เธอเสมอ และพวกเขาจะคุยสัพเพเหระกันเมื่อเซินหยู่ออกไปนอกบ้าน

หลี่จวี๋เหม่ยลุกขึ้นยืนก่อนจะหมุนตัวกลับมา

“แม่ว่าแม่กลับก่อนดีกว่า มารบกวนลูกนานคงไม่ดี”

“ไม่หรอกครับ วันนี้ผมไม่มีธุระอะไร”

“งั้นก็ให้ลูกได้พักดีกว่า” หญิงสาวกล่าวก่อนจะลูบผมบุตรชาย “แล้วถ้าแม่หาเวลาได้ แม่จะมาเยี่ยมอีกได้ไหม?”

“.....ได้สิครับ.....” อยู่ ๆ เซินเฟยก็รู้สึกอุ่นซ่านในอกขึ้นมา ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นกันนะ? หรือว่า...เพราะเขาไม่ได้รับสัมผัสอย่างคนในครอบครัวมานานแล้ว เพราะตลอด 6 ปีที่ผ่านมา นอกจากซากุระก็ไม่มีใครกล้าปฏิบัติกับเขาเช่นนี้อีกเลยแม้แต่หวางซิงที่ดูแลมาตลอดก็ตาม

หลังหลี่จวี๋เหม่ยกลับไป เซินเฟยก็ขึ้นห้อง สัมผัสจากฝ่ามือนุ่มยังตกค้างอยู่บนเส้นผม

“คุณหลี่กลับไปแล้วหรือครับ?” หวางซิงเปิดประตูเข้ามาถามเมื่อมีคนไปบอกเขาว่าเซินเฟยกลับขึ้นมาแล้ว

“อา....”

“แล้วคุณหลี่มาเรื่องอะไรหรือครับ?”

“เรื่องกิจการของพ่อน่ะ” เซินเฟยตอบแค่เพียงส่วนเดียว เพราะส่วนที่เหลือเขาไม่อาจตีความธุระของอีกฝ่ายได้ชัดเจนนัก

“เฮ้อ....ติดตัวแดงตลอดปีแบบนั้นช่วยยังไงก็ช่วยไม่ไหวหรอกครับ” หวางซิงบ่นอุบ ตอนเขาเข้าประชุมเมื่ออาทิตย์ก่อนและพยายามโน้มน้าวผู้บริหาร เขาแทบจะโดนสับเละจนเป็นชิ้นเนื้อ เรื่องเส้นสายกับอิทธิพลถูกยกมาอ้างจนเขาแทบจะหัวระเบิด ต้องยกเอาผลประโยชน์มาอ้างเสียตั้งนานกว่าที่ประชุมจะยอมเซ็นอนุมัติงบช่วยเหลือก้อนใหม่ให้ แต่อย่างไรก็ยืนยันว่าเงินนี้เป็นก้อนสุดท้ายแล้วจริง ๆ

“ดีแล้วล่ะ ถ้าจนมุมแล้วอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีก็ได้”

ตลอดเวลาที่ทำงานนี้มา เซินเฟยต้องทำใจแข็งกับคนหลายคน แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งต้องมาใจแข็งกับพ่อบังเกิดเกล้าของตัวเอง ซ้ำผู้ชายคนนั้นยังแทบจะเป็นตัวปัญหาอันดับหนึ่งของตระกูลด้วยนิสัยผีเข้าผีออก เวลาดีก็เหมือนจะพูดภาษาคนรู้เรื่อง แต่ยามร้ายขึ้นมาจะเอาภาษาเทพเทวดามาร่ายยังไงก็คงไม่ฟัง

“แต่ก็ไม่แน่ไม่ใช่หรือครับ?” ฉู่เหวินจือแทรกขึ้นมา “บอกตามตรงว่าในสายตาผม ผู้ชายคนนั้น....พ่อของคุณน่ะเป็นคนที่เข้าข้างตัวเองอย่างสุดขั้ว เหมือนคิดว่าโลกทั้งใบหมุนรอบตัวเขาคนเดียว”

“ระวังปากหน่อยนะ” เซินเฟยเสียงเรียบ อย่างไรนั่นก็พ่อของเขา แม้สิ่งที่พูดออกมาจะเป็นความจริงที่ยากจะแก้ตัว แต่ว่าอย่างไรก็ควรเกรงใจกันบ้าง

ฉู่เหวินจือไหวไหล่ก่อนเดินอ้อมโต๊ะมาสัมผัสเส้นผมของเขาแล้วยิ้ม

“ผมไม่คิดว่าแม่ของคุณจะมาด้วยเรื่องกิจการของพ่ออย่างเดียวหรอกนะ คุณเองก็รู้ใช่ไหม สมองคุณเฉียบแหลมออกจะตายไป”

เซินเฟยขมวดคิ้วแล้วปัดมืออีกฝ่ายออก ดูเหมือนฉู่เหวินจือจะชอบทำตัวเหมือนรู้อะไรไปเสียทุกอย่าง เมื่อครู่คงไม่พ้นแอบดูตอนที่เขากับหลี่จวี๋เหม่ยคุยกัน บางครั้งเซินเฟยก็อุปทานว่ามีเครื่องดักฟังติดอยู่บนตัวพราะรอยยิ้มของอีกฝ่ายราวกับรู้เห็นทุกสิ่งที่เขากระทำ หรือรู้ไปถึงความคิดของเขาด้วย

“ผมคุณนุ่มดีจัง แต่ก็เส้นใหญ่มีน้ำหนัก เป็นพันธุกรรมหรือยังไงนะเพราะแม่ของคุณก็มีลักษณะเส้นผมแบบนี้เหมือนกัน” อยู่ ๆ ฉู่เหวินจือก็หันมาวิจารณ์เส้นผมราวกับเป็นช่างผมจากเมืองนอกกำลังอวดโอ้ความรู้กระนั้น ซ้ำยังโน้มใบหน้าลงมาคล้ายจะสัมผัสเส้นผมของเขาด้วยริมฝีปาก ทำให้หวางซิงต้องกระแอมขัดจังหวะขึ้นมาแล้วปรายตาปรามฉู่เหวินจือไม่ให้ลามปามมากเกินไป

“ผมหวังว่าคุณหลี่จะเป็นรายเดียวที่มาในวันนี้นะครับ” หวางซิงว่า สำหรับเขาแล้ว หลี่จวี๋เหม่ยรับมือง่ายกว่าพวกที่มาก่อนหน้านี้มากนัก

“ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น อย่างน้อยเหล่าเฉียนก็ทำประโยชน์ได้” เซินเฟยว่าแล้วผลักหน้าฉู่เหวินจือออกไปห่าง ๆ “จะได้รู้จักเกรงอกเกรงใจและรู้ฐานะของตัวเองกันบ้าง”

“ความจริงแล้วมันจะได้ผลกว่านี้ถ้าวันรุ่งขึ้นคุณมาทำงานทันที” ฉู่เหวินจือออกความเห็นบ้าง “ตามหลักจิตวิทยาเบื้องต้นแล้ว เมื่อคนเราได้รับผลกระทบซ้อนกันในทันทีมักจะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ต่อผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งเมื่อพวกเขาเห็นหน้าคุณในบริษัทหลังจากได้ข่าวเฉียนหยุน พวกเขาจะรู้สึกหวาดกลัวคุณขึ้นมาในทันที แต่ว่าน่าเสียดายที่เฉียนหยุนกลับจ้างมือปืนให้มาเฝ้าอยู่ด้านนอกในจุดที่มือสังหารของคุณไม่เห็น พอคุณเข้าโรงพยาบาล ก็เลยไม่มีการอาฟเตอร์ช็อค ตอนนี้พวกเขาก็เลยแค่เกรง ๆ เท่านั้น ไม่ถึงกลับหวาดกลัว”

“ฉันเข้าใจที่นายพูด” เซินเฟยกล่าว “ฉันก็กำลังคิดแบบนั้นเหมือนกัน หวังแต่ว่าจะไม่ต้องเชือดใครเป็นตัวอย่างเพื่อให้เกิดอาฟเตอร์ช็อคอีกก็เท่านั้น”

ระหว่างการสนทนา โทรศัพท์ของหวางซิงก็ดังขึ้น เลขาหนุ่มรีบกดรับทันทีก่อนจะหันมารายงาน

“สารวัตรหรงบอกว่าคุณมู่จะเข้ามาหาครับ ตอนนี้ถึงหน้าบริษัทแล้ว”

“ก็คงเป็นเรื่องค่าตอบแทนจากงานสองครั้งก่อน ถ้ามาแล้วก็ให้ไปรอที่ห้องรับแขกก็แล้วกัน”

“ครับ” หวางซิงรับคำแต่เซินเฟยกลับยกมือปราม

“ฉู่เหวินจือ นายไปรับแขก”

“ผม?” ฉู่เหวินจือเลิกคิ้ว ปกติเซินเฟยไม่เคยให้เขารับแขกของบริษัทแทนหวางซิงเลยสักครั้ง

“นายมาทำงานกับอาซิงนานแล้ว ไม่คิดว่าควรลงมือทำเองบ้างหรือ? หรือว่านายจะเอาแต่ดูอาซิงทำไปตลอด ถ้าเป็นแบบนั้นฉันจะได้หักค่าตอบแทนส่วนของนาย” เซินเฟยหมายถึงเรื่องที่พวกเขาตกลงกันด้วยร่างกายของเขา ซึ่งเซินเฟยค้นพบเมื่อไม่กี่วันมานี้ว่าสามารถนำมามันมาอ้างเพื่อจิกหัวใช้ฉู่เหวินจือได้ คนอย่างเซินเฟยเมื่อค้นพบวิธีการใช้ประโยชน์จากผู้อื่นแล้วมีหรือจะปล่อยปละไม่ใช้งาน

“เข้าใจแล้วครับนายน้อย” ฉู่เหวินจือแกล้งล้อเรียนโดยเรียกแบบเดียวกับที่คนรับใช้ในบ้านเรียกกันก่อนจะรีบออกไป
หวางซิงหันมาหาเซินเฟยด้วยแววตาแสดงคำถาม

“คุณเซินยังโกรธคุณมู่เรื่องนั้นอยู่อีกหรือครับ?”

“เปล่า ผมแค่ไม่อยากให้เกิดเหตุไม่พึงประสงค์”

-------------------->

หลี่จวี๋เหม่ยอาศัยรถแท็กซี่กลับมาจนถึงบ้าน บ้านของเซินหยู่อยู่ห่างจากบ้านใหญ่และบริษัทค่อนข้างมากจึงใช้เวลานานในการเดินทาง หญิงสาวรีบเข้าบ้านแล้วเปลี่ยนเป็นชุดธรรมดาเหมือนชุดอยู่บ้านทั่วไป เก็บกระเป๋าถือที่แทบจะไม่ได้หยิบออกมาใช้ยัดกลับเข้าตู้เช่นเดิม ก่อนจะรีบเดินลงไปในครัวเพื่อตระเตรียมอาหารเที่ยงโดยไม่ได้สังเกตว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาในห้องครัวด้วย

“จวี๋เหม่ย ไปไหนมา?”

หญิงสาวสะดุ้งเฮือก หันกลับมาเผชิญหน้ากับสามีตนเองที่เธอคิดว่าอีกฝ่ายออกไปทำงานนอกอยู่ หลี่จวี๋เหม่ยยกมือลูบผมทัดหูเตือนสติให้ตัวเองใจเย็น ๆ

“เอ่อ....คือ.....ฉันออกไปคุยกับคุณนายบ้านข้าง ๆ มาน่ะค่ะ เธออยู่คนเดียวก็เลย....”

“หืม?” เซินหยู่เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะช่วยปัดปอยผมขึ้นไปทัดหู “แต่ฉันเห็นแท็กซี่มาส่งนะ แน่ใจหรือว่าไปแค่ข้างบ้าน?”

หลี่จวี๋เหม่ยเม้มปาก เธอโกหกไม่เก่ง ดังนั้นไม่ว่าจะพูดอะไรออกไปอีกฝ่ายคงหาเรื่องมาหักล้างได้ทุกครั้งไป

“ไปบริษัทมาใช่ไหม?”

“.....ค่ะ.....” หลี่จวี๋เหม่ยยอมจำนนในที่สุด

“อาเฟยเป็นยังไงบ้าง?”

หญิงสาวอ้าปากค้าง ไม่คิดว่านั่นจะเป็นคำถามที่เซินหยู่จะถามออกมา เธอเตรียมใจรับคำถามจำพวก ‘ไอ้ลูกไม่รักดีนั่นมันเห็นหัวเธอหรือเปล่าล่ะ!?’ ดังนั้นพอเจอคำที่ละมุนละม่อมจึงถึงกับค้างไป ไม่สามารถตอบได้ในทันที

“เสี่ยวเฟยบอกว่า.....เอ่อ.....กิจการของเรา....ได้เงินมาหมุนเพิ่มแล้วค่ะ”

“จริงหรือ!?” เซินหยู่ดูดีอกดีใจเป็นการใหญ่ “ดีมาก ๆ ต่อไปนี้ฉันจะให้เธอไปพบอาเฟยบ่อย ๆ อีกไม่นานเขาจะต้องนึกได้ว่าเธอรักเขามากขนาดนไหน ถึงตอนนั้นเราคงจะได้ขึ้นไปอยู่ข้างบนกับคนอื่นเขาบ้าง”

หลี่จวี๋เหม่ยฝืนยิ้มตอบ เธอไม่กล้าพูดว่านี่เป็นงวดสุดท้ายด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะอารมณ์เสีย

เซินหยู่เองก็เหมือนจะรู้สภาวะทางจิตใจของเซินเฟยดี การที่เซินเฟยขาดคนที่ให้การดูแลไปอาจจะทำให้จิตใจสั่นคลอนบ้างไม่มากก็น้อย การที่หลี่จวี๋เหม่ยเกิดอยากพบลูกขึ้นมาเป็นการดีต่อเขา เพราะหากเซินเฟยสำนึกรู้ถึงความรักของแม่ขึ้นมาก็จะไม่สามารถถอนตัวไปจากความคาดหวังของผู้เป็นแม่ได้ แต่ก่อนนี้เซินเฟยเองก็เป็นเช่นนั้นและในตอนนี้ก็น่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลง

ความรักของพ่อแม่....เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับลูกเช่นนี้เสมอ....

เพราะไม่ว่าใคร...ก็ไม่อาจทรยศต่อความคาดหวังของคนที่มอบความรักให้ได้....

TBC



แอบแปะภาพคาแรกเตอร์ค่ะ




จากซ้าย เฟยเฟย อาซิง
ลงมาข้างล่าง ตาฉู่ กับนักสืบมู่ ค่า~

เชิญติชมตามสบายค่า XD

ออฟไลน์ Rafael

  • เพราะคนเราเกิดมาเพื่อแตกต่าง
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +684/-7
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #136 เมื่อ24-02-2011 14:15:58 »

จิ้มไว้ก่อน
-------
หุหุ ลุ้นกันต่อปาย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-02-2011 15:04:09 โดย Rafael »

ออฟไลน์ sukie_moo

  • ปัจจุบัน คือ อดีตของอนาคต
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3527
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-14
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #137 เมื่อ24-02-2011 15:33:52 »

ปัญหารุมเร้าจริงๆเลยเสี่ยวเฟย

รูปสวยมากๆ รูปอาซิงเห็นแล้วใช่เลยอ่ะ ชอบคุณเลขามากๆ

เสี่ยวเฟย ตาเศร้าได้อีก

ออฟไลน์ TanyaPuech

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4516
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +530/-23
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #138 เมื่อ24-02-2011 17:02:44 »

จะมีไรเข้ามาอีกรึป่าว

แต่เซินเฟยกะอาฉู่มีอะไรแค่ร่างกายไม่ผูกพันธ์บ้างหรอ 555

รูปสวยมากคับ
เซินเฟยตาเศร้ามากๆๆ
อาซิงดูเข้ากับลุคเลขามากกกกก
คุณฉู่นี่เจ้าเล่ห์โครตๆเลย 555
มู้อี้จวก็เท่ห์ๆดี 555

ออฟไลน์ noina

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 714
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #139 เมื่อ24-02-2011 19:22:40 »

รูปสวยๆๆๆๆๆๆๆๆ o13 o13 o13

คุณพ่อของเสี่ยวเฟยร้ายกาจอ่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
« ตอบ #139 เมื่อ: 24-02-2011 19:22:40 »





ออฟไลน์ sang som

  • เจ็บจิต!!
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-6
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #140 เมื่อ24-02-2011 21:54:15 »

รูปสวย เรื่องสนุก o13

ออฟไลน์ Cherry Red

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #141 เมื่อ24-02-2011 22:39:29 »

ภาพประกอบ Character โดนใจ สื่อออกมาได้ดี ตรงกับ image ในจินตนาการเวลาอ่านเลยค่ะ...
โดยเฉพาะ อาซิง ~ :กอด1: (คือ ชอบผู้ชายสไตล์นี้เป็นกรณีพิเศษ )
แต่คุณฉู่ ดูเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจและลึกลับมากกว่าที่คิดนะเนี่ย ~

lovevva

  • บุคคลทั่วไป
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #142 เมื่อ24-02-2011 22:44:07 »

น่ากลัวจริงๆพ่อแม่ที่คิดจะใช้ความรักของลูกให้เป็นประโยชน์ น่าสงสารอาเฟย :m15:

ออฟไลน์ pu4755

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #143 เมื่อ25-02-2011 11:05:04 »

มาลุ้นตอนต่อไป  อยากอ่านต่อไว ๆ จัง

เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์นะค๊าฟ ^_^

mete

  • บุคคลทั่วไป
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #144 เมื่อ25-02-2011 12:58:05 »

ชอบเซินเฟย มากกกกกกกกกก

มาต่อไวๆนะคับ

แบบว่าติดเรื่องนี้มากกกก

อ่านแล้วไม่มีสะดุดเลย ชอบมาก

แต่ว่า ฉู่เหวินจือ เหมือนจะเป็นเด็กเลย เอาแต่ใจ ไม่ฟังคำสั่ง ดือจริงๆ

ออฟไลน์ fannan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2547
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +141/-5
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
«ตอบ #145 เมื่อ25-02-2011 17:23:56 »

ตอนนี้อยู่ลาวก็ตามอ่านอิอิ


โหพ่ออะไรเนี่ยไม่รักลูกเลยห่วงแต่ตัวเองเหรอเนี่ย



ภาพสวยมากอ่ะรออ่านตอนต่อไปค้าบบบบ

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +197/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
«ตอบ #146 เมื่อ25-02-2011 21:06:24 »

-14-



วันนี้นับเป็นวันที่น่าแปลกวันหนึ่งในชีวิตของเซินเฟย เป็นเพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่เซินเฟยได้พักผ่อนเต็มที่หรือเปล่านะ เพราะวันที่เซินเฟยได้พักอย่างสบายก็ถือว่าเป็นวันที่แปลกประหลาดเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีอาทิตย์ไหนที่แปลกเท่าอาทิตย์นี้ หรือว่า....มันจะเป็นวันที่มีคนที่ไม่คาดคิดมาขอเข้าพบถึงสองคนในวันเดียวกันนะ....

เริ่มจากตอนเช้า หลี่จวี๋เหม่ยก็มาหาพร้อมขนมเค้กอบใหม่ ๆ เซินเฟยเกือบจะลืมไปแล้วว่าแม่ของตัวเองรักการทำอาหารหวานขนาดไหน แต่ถึงอย่างไรหวางซิงก็ยืนยันว่าไม่ควรกินของหวานแต่เช้าจึงนำไปเก็บในตู้เย็นแล้วเชิญให้หลี่จวี๋เหม่ยทานอาหารเช้าด้วยกัน ซึ่งหลังจากมื้ออาหารเช้าผ่านไป หลี่จวี๋เหม่ยก็ขอตัวกลับเพราะไม่อยากทิ้งบ้านไว้นานเกินไป

ตอนเที่ยงไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ทว่าในตอนบ่ายกลับมีบุคคลที่ไม่คาดฝันปรากฏตัวขึ้น

เซินเฟยนั่งอยู่ในห้องรับแขก ต่อหน้าผู้มาเยือนที่แม้แต่เขาเองยังคิดไม่ถึงว่าจะได้พบในเวลาอย่างนี้

จือหยิน....

ตามปกติแล้วจือหยินไม่เคยแวะเวียนมาที่บ้านหลังนี้เลยหากไม่ใช่วันตรวจสุขภาพ จือหยินมักจะรักษาระยะห่างกับเซินเฟยอย่างพอดิบพอดี ไม่ใกล้เกินไปและไม่เหินห่างจนเกินไป แม้กระทั่งการพูดคุยนอกเหนือจากเรื่องสุขภาพยังแทบนับครั้งได้ ทว่าในวันนี้....จือหยินกลับเดินทางมาถึงบ้านหลังนี้ด้วยตัวเอง

ควันกาแฟลอยกรุ่นตัดกับอากาศที่เริ่มจะอบอุ่นหลังผ่านพ้นช่วงฤดูหนาวไป เซินเฟยนั่งเงียบและเฝ้ารออย่างอดทนว่าอีกฝ่ายต้องการพูดเรื่องอะไรกับเขา แต่จือหยินก็เอาแต่เงียบเช่นเดียวกัน ฝ่ายนั้นทำท่าเหมือนลำบากใจที่จะพูดออกมา

ถึงอย่างนั้น....การมาเยือนของอีกฝ่ายก็ทำให้เซินเฟยรู้สึกราวกับมีความหวังอันริบหรี่....

“หมอจือ คุณมาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่า?” เซินเฟยจำต้องเป็นผู้เริ่มเปิดบทสนทนาเมื่อเห็นว่ากาแฟเริ่มจะเย็น

“เอ่อ....คือ....ดูเหมือนร่างกายจะหายดีแล้วสินะครับ” จือหยินเริ่มทักเรื่องสุขภาพก่อนตามความเคยชินจากที่มาตรวจร่างกายให้บ่อย ๆ

“ถ้านับจากวันที่หมอจือมาครั้งล่าสุด ตอนนี้ก็ดีกว่ามากแล้วครับ แต่เวลาที่อากาศเย็นก็ยังรู้สึกตึง ๆ ที่แผลอยู่นิดหน่อย” เซินเฟยตอบ ความจริงรอยเย็บของเขาเริ่มจะจางลงแล้วแต่อีกนานกว่าที่มันจะหายไปจนสนิท ฉู่เหวินจือมักจะบ่นทุกครั้งที่ร่วมรักกันว่าเสียดายขาของเขา

เซินเฟยชะงักไปชั่วครู่....

ทำไมเขาต้องเผลอนึกถึงฉู่เหวินจือขึ้นมาเอาเวลาอย่างนี้นะ

“ถ้าทาโลชั่นก็จะช่วยได้มากครับ” จือหยินกล่าวพลางยิ้มชืด ๆ

“วันนี้คุณไม่ได้จะมาเพื่อถามอาการผมอย่างเดียวไม่ใช่หรือครับ?” เด็กหนุ่มรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่าจือหยินดูกำลังเป็นทุกข์อย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างรบกวนจิตใจและกำลังต้องการความช่วยเหลือ ทว่า มันเป็นเรื่องอะไรกันนะ?

“.....ครับ.....”

“หมอจือบอกมาเถอะครับว่ามีเรื่องอะไร คุณเองก็ทำหน้าที่อย่างดีมานาน ทางเรายังไม่เคยให้คุณเลยนอกจากตัวเงินที่เป็นค่าตอบแทน” เซินเฟยประสานมือบนหน้าตัก หางตาของเขาเหลือบไปเห็นฉู่เหวินจือยืนพิงอยู่ข้างประตูจึงขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ ทั้งที่อีกฝ่ายรู้ว่าเขามีใจให้จือหยิน แต่ก็ชอบทำตัวเป็นก้างเสียจริง

“ความจริงแล้ว....คนรักของผมประสบอุบัติเหตุ....”

คนรัก....

เซินเฟยเผลอสะดุดลมหายใจตัวเอง ทั้งที่รู้มาก่อนแล้วว่าอีกฝ่ายมีคนรัก ทว่าพอมาได้ยินกับหูอย่างนี้เขาก็ยังอดรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้อยู่ดี

“ผมเสียใจด้วย เธอเป็นยังไงบ้าง” เซินเฟยบังคับให้ตัวเองพูดออกมาในที่สุด

“ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล....เธอต้อง...เข้ารับการผ่าตัด แต่ว่าผม....”

“หมอจือลำบากเรื่องเงินสินะ”

คำถามที่ตรงไปตรงมาของเซินเฟยทำให้จือหยินชะงักไป ถึงเขาจะมีความใกล้ชิดกับคนในบ้านหลังนี้ดีแต่ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเอ่ยขอได้ในทุกเรื่อง ยิ่งเป็นเรื่องเงินทองอย่างนี้ด้วยแล้ว

ฮ่องกงเป็นเมืองที่ค่าครองชีพสูงเมืองหนึ่งในโลก จือหยินเองก็ไม่ใช่หมอที่มีค่าตัวสูงอะไรนักเพราะเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่ปี ทั้งฝ่ายหญิงก็เป็นคนธรรมดาไม่ได้มีอันจะกินอะไรมากมาย เซินเฟยที่เคยอยู่ในครอบครัวฐานะปานกลางมาก่อนก็พอเข้าใจความรู้สึกดี แม้ในวันนี้เขาจะนั่งบนกองเงินกองทองก็ใช่ว่าจะมองกลับหลังไม่เป็น ตัวเขาจึงไม่ได้นึกแปลกใจนักที่จือหยินจะต้องแบกหน้ามาจนถึงที่นี่

เซินเฟยหันไปเปิดลิ้นชักแล้วหยิบสมุดเช็คออกมา เขาเขียนตวัด ๆ อยู่ไม่นานก็ฉีกใบหนึ่งยื่นให้จือหยิน

หมอหนุ่มรับมาอย่างไม่แน่ใจก่ออ้าปากค้างกับจำนวนเงิน

“ผ....ผมรับไม่ได้หรอกครับ”

“ทำไมล่ะ?”

“มันมากเกินไป....ผมคงจะใช้คืนไม่ไหว” จือหยินทำท่าทางลำบากใจและจะยื่นเช็คคืน ทว่าเซินเฟยก็เลื่อนเช็คกลับไปตรงหน้า

“รับไปเถอะ คิดเสียว่าเป็นค่าตอบแทนการทำงานของคุณนอกเหนือจากค่าแรงปกติ”

แม้จือหยินจะลำบากใจที่ต้องรับเงินจำนวนมากมาโดยไม่อาจตอบแทนได้ แต่เซินเฟยที่ไม่ยอมรับเงินคืนก็ยืนยันคำเดิมเช่นกัน หมอหนุ่มจึงต้องรับเช็คไปอย่างช่วยไม่ได้ จือหยินกล่าวขอบคุณหลายต่อหลายครั้งก่อนจะขอตัวกลับโดยปฏิเสธคำเชิญร่วมทานอาหารเย็น เขาให้เหตุผลว่าอยากจะรีบกลับไปบอกข่าวดีนี้กับคนรักที่กำลังนอนรออยู่บนเตียงโรงพยาบาล

หวางซิงออกไปส่งจือหยินถึงหน้าบ้าน ส่วนเซินเฟยยังคงนั่งอยู่ในห้องรับแขก

โดยส่วนตัวแล้วเซินเฟยไม่เคยคิดจะสนใจละครโทรทัศน์หรือนิยายประโลมโลก ทว่าเขากลับรู้สึกว่าชีวิตตัวเองในตอนนี้ไม่ต่างกับบทละครสักเท่าไหร่นัก

แต่ช่างเป็นบทละครที่โหดร้ายเสียจริง ไม่รู้ว่าคนเขียนบทละครนี้เกลียดชังอะไรเขาหนักหนา จึงได้วางหนทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามและปลายทางอันมืดมิดให้เขาอยู่เสมอ กระทั่งเรื่องความรักก็ไม่ละเว้น เซินเฟยเคยหวังว่าหลังจบเรื่องเฉียนหยุนแล้วคงจะไม่ต้องรู้สึกสมเพชตัวเองไปมากกว่านี้ แต่ในเวลานี้เขากลับรู้สึกสมเพชตัวเองยิ่งกว่าตอนนั้นเสียอีก

ผู้นำองค์กรมืด....อกหักจากหมอที่เป็นผู้ชายด้วยกัน

น่าขำจริง ๆ

เซินเฟยปล่อยให้ตัวเองนั่งเงียบ ๆ อยู่อย่างนั้น ไม่ได้แสดงความเจ็บปวดออกมาทางสีหน้าและไม่ได้ปล่อยร่างกายให้ไหลไปกับโซฟาอย่างคนตายอดตายอยาก ไม่ว่าในเวลาไหนจูเชว่ก็ต้องมีศักดิ์ศรีในตัวเอง ไม่อาจแสดงความอ่อนแอออกมาให้ผู้อื่นเห็นได้

ฉู่เหวินจือเดินเข้ามาในห้อง เขาปล่อยให้เซินเฟยอยู่คนเดียวได้เพียง 15 นาทีเท่านั้นก็หมดความอดทนที่จะยืนมองเฉย ๆ ต่อไป ชายหนุ่มนั่งลงข้าง ๆ โดยที่เซินเฟยยังคงทำเป็นไม่รู้สึกถึงเขาก่อนจะโอบอีกฝ่ายให้เอนมาพิงบนอกแล้วบีบหัวไหล่เบา ๆ ด้วยท่าทางก็เสมือนปลอบโยน ทว่ารอยยิ้มนึกสนุกบนเรียวปากไม่อาจทำให้เซินเฟยนึกวางใจในตัวผู้ชายคนนี้ได้เลย

“อยากร้องไห้ไหม?”

“ไม่”

บทสนทนาเริ่มและจบลงอย่างรวดเร็ว แต่เซินเฟยก็ไม่ได้สะบัดตัวออก ฉู่เหวินจือก็ไม่ได้ระรานไปมากกว่านั้น บางครั้งเซินเฟยก็นึกขอบคุณความช่างรู้ของอีกฝ่าย เพราะในอารมณ์ที่ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียง ฉู่เหวินจือก็จะทำตัวให้เข้ากับสภาวะนั้นได้ นอกจากนี้....การที่มีใครสักคนโอบกอดเมื่อหัวใจไม่อยู่ในอารมณ์ปกติ มันก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นได้เหลือคณา เซินเฟยกลัวว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะไม่อาจอยู่ตัวคนเดียวได้อีก แต่ว่า....เขาก็ยังไม่กล้าพาตัวเองออกจากความหลอกลวงและการแลกเปลี่ยนนี้

“คุณรู้หรือเปล่าว่าหมอจือโกหก” ฉู่เหวินจือเอ่ยขึ้นเมื่อความเงียบปกคลุมนานเกินไป

“ฉันดูโง่นักหรือไง?”

“แต่คุณก็ยอมเชื่อ” ชายหนุ่มหัวเราะ

เซินเฟยหลุบตาลง เขาเองก็มีนิสัยบางส่วนที่เหลือแม่ ในบางสถานการณ์ก็อยากลองหลอกตัวเองดูบ้างเพื่อความสบายใจ

ตอนที่จือหยินพูดออกมา เขาจับได้ถึงกระแสเสียงที่ผิดปกติ ด้วยตำแหน่งฐานะของเขาที่ต้องสังเกตสังกาคนรอบตัวตลอดเวลา ทำให้เซินเฟยสามารถจับโกหกได้ด้วยการฟังหรือแค่มองดูปฏิกิริยาเวลาตอบคำถาม จือหยินที่โดยปกติแล้วเป็นคนซื่อ เมื่อต้องมาพูดโกหกก็ยิ่งจับได้ง่าย แต่ถึงอย่างนั้นอีกใจหนึ่งเซินเฟยก็ยังพยายามแก้ต่างว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ประหม่าเท่านั้น

“แต่เรื่องคนรักก็เป็นความจริง” บางครั้งเซินเฟยก็นึกรำคาญเวลาที่อีกฝ่ายพูดไม่ดูอารมณ์เหมือนกัน เขาชักสงสัยว่าผู้ชายคนนี้เป็นยังไงกันแน่ เป็นคนที่มองสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง หรือคนที่ไม่รู้กาลเทศะเอาเสียเลยกันแน่ เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างขยันพูดกวนใจเขาอยู่บ่อยครั้ง

ดูเหมือนความเงียบของเซินเฟนจะทำให้ฉู่เหวินจือรู้ว่าอีกฝ่ายรำคาญตนเองจึงยิ้มออกมา

“อยากให้ผมจูบไหม?”

“เพื่ออะไร?”

“ปลอบใจไง” ฉู่เหวินจือพูดพลางโน้มใบหน้าเข้าใกล้แล้วดึงเซินเฟยขึ้นมานั่งบนตักก่อนจะจูบเบา ๆ ทั้งที่ยังไม่ได้รับคำอนุญาต เพียงครู่เดียวที่เป็นเช่นนั้น เพราะนาทีต่อมาเซินเฟยก็ตอบรับจูบอย่างว่าง่าย เขาไม่ได้ปีนขึ้นไปบนตัวฉู่เหวินจือหรือแสดงท่าทางกระหายเรียกร้องเหมือนโสเภณี เพียงดุนลิ้นตอบกลับไปเท่านั้นแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉู่เหวินจือรู้ว่ามีการตอบรับ

ชายหนุ่มกดร่างเซินเฟยลงบนโซฟาพร้อมกดรอยจูบให้ลึกล้ำยิ่งขึ้น โซฟาไม่ได้กว้างขวางนัก การที่ผู้ชายสองคนมากกกอดกันจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ฉู่เหวินจือหยั่งขาข้างหนึ่งไว้บนพื้น แขนข้างหนึ่งก่ายบนพนักพิง แม้จะอยู่ในท่าที่ง่ายต่อการปฏิเสธ แต่เซินเฟยก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด เขาปล่อยให้ฉู่เหวินจือทำตามใจชอบตราบใดที่ยังไม่เกินเลยไปมากกว่านั้น

หลังได้จูบจนพอใจ ฉู่เหวินจือก็ผละออกก่อนจะแถบด้วยการซุกไซ้กับซอกคอ

“ทำอะไรน่ะ?” เซินเฟยไม่ค่อยเข้าใจภาษากายมากนัก แต่เขาค่อนข้างจะเชื่อว่าคงไม่ต่างจากภาษาของสัตว์ ดังนั้นการซุกไซ้ก็คงจะเหมือนเวลาสุนัขต้องการความรักกระมัง?

“ทำให้คุณลืมหมอจือชั่วครู่ไง”

เซินเฟยมุ่นคิ้ว แค่การกอดจูบจะทำให้ลืมใครบางคนได้อย่างไร? กระนั้นมันอาจจะเป็นไปได้ก็ได้ เพราะเมื่อครู่นี้เขาไม่ได้คิดถึงจือหยินเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่ได้คิดถึงฉู่หวินจือเหมือนกัน เหมือนกับว่าสมองของเขาว่างเปล่าไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง

“ไร้สาระ” แม้จะคิดในใจอย่างนั้นแต่ปากเซินเฟยก็ยังปฏิเสธผลการทดลองของอีกฝ่ายอยู่ดี “ลุกไปได้แล้ว นายทับขาฉันอยู่นะ”

เมื่อเซินเฟยว่าเช่นนั้น ฉู่เหวินจือจึงลุกขึ้นเพื่อให้เซินเฟยขยับออกไป

“อะแฮ่ม” หวางซิงที่เพิ่งเดินเข้ามากระแอมไอเบา ๆ แต่โชคดีที่ฉู่เหวินจือถอยออกมาแล้วจึงรอดจากการโดนถีบในกรณีที่เซินเฟยตกใจขึ้นมาได้

“มีอะไรหรือ อาซิง?”

“วันนี้นัดคุณมู่ไว้หัวค่ำไม่ใช่หรือครับ?” หวางซิงบอกพลางมองนาฬิกา “ตอนนี้ 4 โมงแล้ว ผมคิดว่าเราน่าจะไปเตรียมตัวได้แล้ว” ว่าไป สายตาก็ปรายมองฉู่เหวินจืออย่างรู้ทัน

เซินเฟยพยักหน้ารับ เมื่อสองวันก่อนมู่อี้จิงมาหาเขาถึงที่บริษัทและฝากเรื่องไว้กับฉู่เหวินจือก่อนรีบผละไปทำงาน อีกฝ่ายต้องการแค่ให้เขาเลี้ยงอาหารมื้อหรู ๆ สักมื้อ ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งเขากระดิกเลยเซินเฟยจึงตอบตกลงโดยทันทีผ่านสารวัตรหรง และเพราะผลการทำงานที่น่าพึงพอใจ เซินเฟยจึงสั่งจองโต๊ะที่ภัตตาคารหรูซึ่งเสิร์ฟอาหารนานาชาติชั้นเลิศ เป็นภัตตาคารที่หากไม่ใช่ระดับเศรษฐีก็ไม่มีทางได้ก้าวย่างเข้าไปอย่างเด็ดขาด เขาคิดว่าเพียงเท่านี้ก็น่าจะทำให้ลิ้นของมู่อี้จิงเปลี่ยนเป็นทองได้แล้ว

เด็กหนุ่มลุกจากไปเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หวางซิงจึงเดินเข้ามาในห้องรับแขกแทน

“ผมทราบเรื่องที่คุณกับคุณเซินตกลงกันก็จริงอยู่ แต่ผมอยากเตือนว่าอย่างน้อยขอให้คุณคำนึงถึงฐานะของคุณเซินเอาไว้ด้วย”

“ครับ ผมเข้าใจ” ฉู่เหวินจือตอบกลับแล้วเสยผมที่ปรกลงมาบนหน้าเพราะก้มต่ำเมื่อครู่

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปเตรียมตัวก่อนนะครับ”

“จริงสิหวางซิง ผมฝากบอกคุณเซินด้วยได้ไหมว่าคืนนี้ผมจะออกไปข้างนอกนิดหน่อย”

“ได้สิครับ” แม้หวางซิงจะสงสัยว่าอีกฝ่ายมีธุระอะไร และยังไม่ไว้ใจอีกฝ่ายมากนัก ทว่าก่อนหน้านี้เซินเฟยเคยบอกเขาว่าหากฉู่เหวินจือจะไปไหนหรือทำอะไรก็ให้ทำไปไม่ต้องส่งคนตามดู หวางซิงไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเซินเฟยแต่หน้าที่เขาคือการทำตามคำสั่งเท่านั้น

--------------------->

เซินเฟยและหวางซิงมาถึงที่ก่อนเวลานัดเล็กน้อย กระนั้นเมื่อถูกบริกรนำมาที่โต๊ะพวกเขาก็พบว่ามู่อี้จิงมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว จะเป็นเพราะที่นี่หรูหราเกินไปหรืออย่างไรไม่ทราบได้ มู่อี้จิงจึงแต่งเนื้อแต่งตัวเต็มที่ สวมสูทดำ เสื้อเชิ้ตเรียบกริบ กางเกงสแลคเข้าชุด ทรงผมก็เสยอย่างมีสไตล์จนรู้สึกเหมือนมีเสน่ห์แบบคนหนุ่มวัยฉกรรจ์แผ่ออกมาจาง ๆ แม้จะมองผ่าน ๆ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามู่อี้จองเป็นผู้ชายที่ดูดีจนน่าสะดุดตา เมื่อนั่งโต๊ะฝั่งตรงข้ามก็พบว่าอีกฝ่ายใส่น้ำหอมกลิ่นนุ่มมาเสียด้วย นับว่ารสนิยมใช้ได้ เซินเฟยวิจารณ์เช่นนั้นขณะกวาดตามองรอบ ๆ

ฟีโรโมนของผู้ชายคนนี้ทำงานเหมือนแมลงหรืออย่างไรกันนะ พวกสาวแก่แม่ม่ายที่มานั่งจับกลุ่มกันบางโต๊ะถึงได้ลอบมองมาทางนี้เป็นระยะ ๆ ขนาดว่าโต๊ะอยู่ในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวแล้วก็ยังหนีสายตาสอดรู้สอดเห็นของพวกสาวสังคมสูงไม่พ้น

“คุณเซิน ผมขอบคุณที่ตอบรับคำเชิญของผมนะครับ” ถึงแม้เซินเฟยจะเป็นเจ้ามือ แต่มู่อี้จิงก็ยังทักทายตามมารยาท

“ผมยินดีอยู่แล้ว” เซินเฟยกล่าวพร้อมพับผ้ากันเปื้อนรองบนตัก

“เรื่องคราวก่อนผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณโมโห ความจริงผมไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้นหรอกนะครับ แต่ว่า....” มู่อี้จิงพูดไปก็ไม่รู้ว่าควรจะจบประโยคเช่นไรให้อีกฝ่ายไม่ขุ่นเคืองจึงได้เว้นวรรคเพื่อทิ้งช่วงคิด

“คุณแค่คิดจะทดสอบผมใช่ไหม?” เซินเฟยช่วยต่อให้จนจบประโยค “ช่างเถอะ ผมไม่ถือสาหรอก ผมเองก็เริ่มชินกับเรื่องนี้บ้างแล้ว แต่ยังไงก็อย่าให้มากเกินไปนักก็พอ”

นายตำรวจหนุ่มอดเบ้หน้าไม่ได้ พอทิ้งจังหวะหน่อยก็โดนกัดเข้าแผลหนึ่งจนได้

“ผมได้อธิบายให้เลขาของคุณเข้าใจไปแล้ว ดังนั้นผมหวังว่าเรื่องคราวนี้คุณจะทำเป็นลืม ๆ ไปได้นะครับ” เป็นเพราะอย่างไรเซินเฟยก็อยู่ในฐานะที่เหนือกว่า มู่อี้จิงจึงจำต้องนอบน้อมให้แม้เซินเฟยจะอายุน้อยกว่าเขาอยู่หลายปีก็ตามที

“ผมพิจารณาคนจากงานเป็นหลัก และคุณก็ทำงานได้ดี และเรื่องเข้าใจผิดเป็นเพราะผมเองก็ไม่รอบคอบสืบสวนให้ดีเสียก่อน ดังนั้นเรื่องครั้งนี้นอกจากผมจะไม่ถือสาหาความแล้วยังจะตอบแทนคุณอย่างเหมาะสมด้วย อยากทานอะไรก็เชิญสั่งเถอะ” เซินเฟยตอบกลับด้วยเสียงเรียบเฉย บางครั้งการยอมรับความผิดโดยไม่ต้องให้ใครมาชี้ให้เห็นก็เป็นเสน่ห์ที่ดีของผู้นำ และเซินเฟยก็มีสิ่งนั้นอยู่ มู่อี้จิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีกับเซินเฟยขึ้นมาก แม้อีกฝ่ายจะวางมาดข่มอย่างไรก็ถือเสียว่าเป็นไปตามสถานะ แต่สิ่งที่อยู่ในคำพูดต่างหากที่สำคัญ

หวางซิงสั่งอาหารกับบริกรแทนเซินเฟยเหมือนครั้งก่อน เขาอยู่ใกล้ชิดเซินเฟยจนรู้ดีว่าอีกฝ่ายชอบหรือไม่ชอบอะไร อะไรกินได้และอะไรที่แพ้ ส่วนมู่อี้จิงก็สั่งอาหารที่ตนเองพอจะคุ้นหูไปสองสามอย่าง สิ่งที่เขาไม่รู้จักก็ละเว้นไว้ปล่อยให้อีกฝ่ายสั่งไป

เครื่องดื่มสำหรับวันนี้เป็นไวน์แดงที่หมักบ่มราว ๆ 20 ปี นับว่าอายุไม่น้อยและราคาก็แพงหูฉี่ แต่เซินเฟยก็ยังสั่งมาจิบอย่างไม่รู้สึกทุกข์ร้อน มู่อี้จิงรู้สึกว่าวันนี้นอกจากลิ้นของเขาอาจจะกลายเป็นทองแล้ว ทั้งทางเดินอาหารของเขาอาจกลายเป็นทองไปจริง ๆ เมื่อได้ลิ้มลองอาหารจานละ 4 หลักเหล่านี้

โลกช่างผิดกันไกลจริง ๆ

มู่อี้จิงคิดขึ้นมาในใจ กับตำรวจธรรมดาอย่างเขาแค่มีข้าวกินสามมื้อก็พอแล้ว แต่ก็ยังมีพวกคนรวยที่ถึงจะกิน ๆ นอน ๆ ก็มีใช้เหลือเฟืออยู่ ถึงอย่างนั้น....จะคิดว่าเซินเฟยเป็นแบบนั้นไปด้วยก็เห็นจะไม่ถูกต้อง เพราะสารวัตรหรงบอกเขามาว่าเซินเฟยเคยเป็นแค่เด็กธรรมดาแต่อยู่ ๆ ก็ถูกดึงเข้ามาในเส้นทางสายนี้ ซ้ำยังต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัวเพื่อพยุงอำนาจเอาไว้ให้ได้

มู่อี้จิงยิ้มกับตัวเอง...


ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +197/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
«ตอบ #147 เมื่อ25-02-2011 21:06:49 »

ในโลกนี้ก็มีคนรวยที่ทำงานหนักกว่าคนธรรมดาอย่างพวกเขาอยู่เหมือนกัน....แถมยังหาโอกาสมีความสุขได้น้อยกว่าด้วย

เขาเคยนึกอิจฉาพวกคนร่ำคนรวยที่ชอบซื้อของมาอวดกันหรือไม่ก็จับกลุ่มนินทาในงานสังคม แต่เมื่อเขาได้รู้จักสังคมของผู้มีอันจะกินมากขึ้นเขาก็ได้พบว่ามันมีอะไรมากกว่าเงินทองที่กองแทบเท้า เพราะยิ่งมีสิ่งที่อยู่ใต้การครอบครองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีภาระที่ต้องแบกมากเท่านั้น ดังนั้นมู่อี้จิงจึงรู้สึกพอใจแล้วกับสถานะของตนเองในปัจจุบัน แค่ได้กินอาหารธรรมดาสามมื้อ ส่วนมื้อพิเศษอย่างนี้ก็ถือเสียว่าเป็นกำไรชีวิตที่สวรรค์ประทานก็แล้วกัน

แน่นอนว่าคนรวยทั้งหลายไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของเขาหรอก คนที่ได้ทุกอย่างที่ต้องการย่อมไม่รู้ความรู้สึกสุขใจเมื่อได้รับสิ่งพิเศษ เหมือนกับคนที่ไม่รู้ว่าความอิ่มเป็นอย่างไรเมื่อไม่รู้จักความหิวนั่นแหละ

เซินเฟยมุ่นคิ้วเมื่อมองไปเห็นมู่อี้จิงนั่งยิ้มกับตัวเองคนเดียวพลางมองแก้วไวน์ในมือ เขาหันมองหวางซิงด้วยความสงสัยว่าวันนี้อีกฝ่ายไปกินยาอะไรมาผิดหรือไม่ หวางซิงก็ทำได้เพียงส่ายศีรษะว่าไม่รู้เช่นกัน

“เอ่อ...คุณมู่ ถ้าไม่รีบทานตอนร้อน ๆ จะไม่อร่อยนะครับ” หวางซิงเตือนสติทำให้ตำรวจหนุ่มตื่นจากภวังค์ความคิดของตนเอง

“อ้อ ใช่ ขอบคุณครับ” มู่อี้จิงรีบสลัดความขบขันออกจากใบหน้าแล้วลงมือกินอาหาร

“สารวัตรหรงเป็นยังไงบ้าง?”

เป็นธรรมดาสำหรับมื้ออาหารของเซินเฟยที่ต้องมีการสนทนาเรื่องธุรกิจ เขาจึงเคยชินกับการพูดคุยระหว่างมื้ออาหารเมื่อต้องออกมากินอาหารนอกบ้าน

“สำหรับตอนนี้ก็ดูเหมือนจะสบายดีนะครับ แต่ก็เอาแต่บ่นเรื่องอายุตัวเองให้ผมฟังอยู่บ่อย ๆ หัวหน้าของแผนกผมก็เลยพลอยบ่นติดเชื้อคนแก่บ่นตามไปด้วย” มู่อี้จิงกล่าวตอบหลังจากกลืนชิ้นเนื้อลงไปในคอสำเร็จ ชิ้นเนื้อที่คล้ายจะละลายไปกับปลายลิ้นทำให้เขาเกือบลืมกลืนไปเสียสนิท “พอใกล้จะเกษียณก็คงจะเป็นแบบนี้ทุกคน พ่อของผมเองก็บ่นแบบนั้นอยู่เหมือนกัน”

“พ่อของคุณก็เป็นตำรวจหรือครับ?” หวางซิงเอ่ยถาม

“ครับ เป็นตำรวจที่เคร่งครัดมากด้วย” ตำรวจหนุ่มตอบพลางถอนหายใจ “และเพราะเขานั่นแหละที่ทำให้ผมเป็นตำรวจ เขาไม่ยอมให้ผมหันไปหาหนทางอื่นเลย”

“ซึ่งผมก็คิดว่าเหมาะดีแล้ว” เซินเฟยเสริมขึ้นมา

“เหมือนที่คุณเหมาะจะเป็นมาเฟียไง”

เด็กหนุ่มมุ่นคิ้วทันที การยอกย้อนของมู่อี้จิงไม่ค่อยเข้าหูเขาสักเท่าไหร่

“แล้วก่อนหน้านี้คุณคิดอยากจะเป็นอะไรงั้นหรือครับ? เอ่อ ผมหมายถึงว่าถ้าคุณไม่ได้เป็นตำรวจ คุณคิดจะทำอาชีพอะไร?” หวางซิงรีบกลับไปหาหัวข้อเดิมเพื่อคลายสถานการณ์ นั่นเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่หวางซิงมักต้องปฏิบัติเมื่อพบกับคนที่ไม่ค่อยรู้จักวิธีพูดเพื่อทำให้คนอารมณ์ดี เพราะเซินเฟยเป็นคนที่ค่อนข้างถือกับคำพูดอยู่มาก สำหรับมู่อี้จิงที่ชอบพูดแบบเป็นกันเองคงลำบากหน่อยที่จะคุยกันได้นานโดยไม่ทะเลาะกันเสียก่อน การมีหวางซิงร่วมโต๊ะด้วยจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นไป

“ผมไม่เคยคิดหรอก ก็พ่อผมกำกับให้ผมเป็นตำรวจแต่แรกอยู่แล้ว อีกอย่างผมก็ไม่ได้เกลียดอาชีพนี้ด้วย”

โดยนิสัยแล้ว มู่อี้จิงไม่ใช่คนที่เคร่งครัดกับตนเองสักเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคาดหวังอะไรให้มากเกินตัว ให้พ่อวางหนทางให้มันก็สบายไปอีกแบบ แต่ถึงอย่างนั้นก็โชคดีที่เขามีดีเรื่องสมองจึงสามารถเดินตามทางที่พ่อวางไว้ให้แต่กลับไม่ยื่นมือเข้าช่วยได้

“แล้วคุณล่ะ ถ้าไม่ได้เป็นเลขาคุณจะทำอะไร?” มู่อี้จิงถามหวางซิงกลับบ้าง

“เอ๋ ผม.....” หวางซิงนิ่งคิดไปเล็กน้อย “ผมก็คงจะเป็นเลขาอยู่ดีแหละครับ” คำตอบของหวางซิงค่อนข้างจะเป็นกำปั้นทุบดินไปเล็กน้อย แต่ก็เป็นความคิดของเขาจริง ๆ ตั้งแต่เด็กมาเขาถูกเลี้ยงดูมาเพื่อให้รับใช้ตระกูลเซิน ปู่ของเขาเป็นหัวหน้าพ่อบ้าน พ่อของเขาเป็นคนดูแลเรื่องจิปาถะพูดง่าย ๆ คือผู้ช่วยของปู่ เขาถูกส่งให้เรียนสูง ๆ เพื่อจะได้ช่วยด้านการบริหาร ซึ่งเมื่อเขาเรียนจบก็ได้กลายเป็นเลขาของจูเชว่รุ่นก่อนทันที พูดตามตรงแล้วเขารู้สึกภาคภูมิใจกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างยิ่ง จะหน้าที่ไหนก็แล้วแต่ขอเพียงทำประโยชน์ให้จูเชว่ได้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจทั้งสิ้น และสำหรับเขา หน้าที่เลขาก็เป็นหน้าที่ที่แบ่งเบาภาระของจูเชว่ได้มากที่สุดในหน้าที่ทั้งหมด ทำไมเขาถึงต้องอยากทำงานอื่นอีกล่ะ?

“อาซิงเป็นเลขาที่ดีและผมก็พอใจ” เซินเฟยกล่าวพลางจิบไวน์

“ใช่ เรื่องนั้นคุณเคยบอกผม และเท่าที่ผมเห็นก็ต้องยอมรับว่าเป็นอย่างนั้น แต่....คุณไม่เคยคิดจะทำอย่างอื่นบ้างเลยหรือ?” มู่อี้จิงเลิกคิ้ว คนเราทุกคนล้วนแต่มีความฝันหลากหลายต่างกันไปในวัยเด็ก แม้แต่เขาเองก็เคยฝันเพียงแต่ไม่ได้จริงจังกับมันก็เท่านั้น

“จริงสิ จะว่าไปก็มีอย่างหนึ่งนะครับที่ผมอยากทำ” หวางซิงเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ชายหนุ่มยิ้มกว้างตาเป็นประกาย

เซินเฟยเลิกคิ้ว นึกสงสัยว่าเลขาตนเองอยากลองทำอะไรถึงขนาดนั้น

“ผมอยากขับรถครับ”

แม้จะเป็นคำตอบที่แสนปกติธรรมดาในสายตาคนอื่น ๆ แม้แต่มู่อี้จิง ทว่าเซินเฟยกลับเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงพลางทำสีหน้าขยาดอย่างบอกไม่ถูก

“ก็ดีนี่ครับ” มู่อี้จิงว่าเช่นนั้นเพราะไม่ทันสังเกตสีหน้าของเซินเฟย

“แต่ว่าคุณเซินไม่ยอมให้ผมขับเลย” หวางซิงถอดถอนใจ “ทั้งคุณเซินและจูเชว่รุ่นก่อนต่างก็บอกว่าผมควรเป็นเลขามากกว่าคนขับรถ”

“อย่างที่ผมเคยบอกและผมก็ยังยืนยันเหมือนเดิม” เซินเฟยแทรกโดยไม่บอกเหตุผลใด ๆ ไปมากกว่านั้น

“มันคงเป็นเรื่องปกติล่ะมั้งครับ ก็รถของคุณเซินราคาแพงขนาดนั้นคงไม่ยอมให้เอาไปลองขับง่าย ๆ” มู่อี้จิงหัวเราะ เขาเคยเห็นรถของเซินเฟยมาแล้ว รถยุโรปนำเข้ายี่ห้อดังสีดำมันปราบ ไม่มีรอยขูดขีดเปรอะเปื้อน ได้รับปารดูแลอย่างดีจนเรียบร้อยดูสง่าไม่ต่างจากเจ้าของสักนิด นี่สินะที่เขาว่าเจ้าของกับรถจะเหมือน ๆ กัน เจ้าของเป็นอย่างไรรถก็เป็นแบบนั้น

“คงใช่ครับ ดังนั้นผมก็เลยเลิกล้มความคิดไป” หวางซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม เขาไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรนักกับแค่การไม่ได้ขับรถ แต่ว่ามู่อี้จิงกลับคิดเป็นจริงเป็นจัง

“ถ้าเป็นรถผมคงไม่เป็นไร”

“อะไรนะครับ?”

“คือ...วันนี้ผมเอารถมาด้วย รถตำรวจน่ะ ถ้าคุณจะลองขับผมก็ยินดี” ความใจดีของมู่อี้จิงทำให้หวางซิงยิ้มกว้างจนตาเป็นประกายระริกด้วยความดีใจ ทว่าเซินเฟยกลับนั่งตีหน้านิ่ง เขาไม่ได้คิดห้ามปรามและไม่สนับสนุนด้วย เพราะไม่ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นเขาจะถือว่าไม่ได้เกี่ยวกับเขา

หลังมื้ออาหาร ทั้งสามก็เดินลงไปข้างล่าง มู่อี้จิงขับรถเข้ามาเทียบแล้วเชิญให้หวางซิงนั่งที่คนขับส่วนเขาขึ้นนั่งข้าง ๆ เพื่อคอยแนะนำ

เซินเฟยมองรถที่แล่นจากไปอย่างตะกุกตะกัก ก่อนจะขึ้นรถของตัวเอง

“แล้วเลขาหวางล่ะครับ?” คนขับรถเอ่ยถาม

“เขามีธุระกับคนรู้จัก” เซินเฟยเลือกจะอธิบายเพียงแค่นั้น “ฉันบอกให้กลับไปเจอกันที่บ้าน”

คนขับรถรับคำสั้น ๆ ตามหน้าที่ก่อนจะออกรถ ใช้เวลาเพียงไม่นานเซินเฟยก็กลับมาถึงบ้านโดยมีหวางซือยืนรอรับอยู่
“ยังไม่ขึ้นนอนหรือเหล่าซือ?”

“นายน้อยออกไปข้างนอกจะให้เหล่าซือขึ้นนอนก่อนได้ยังไงกัน?” หวางซือเดินขโยกเขยกเข้ามารับเสื้อสูท เพราะอายุเริ่มมากขึ้นจึงไม่สามารถขยับได้ทันทั่นใดเหมือนสมัยก่อน เซินเฟยเองก็นึกอยากให้หวางซือวางมือเหมือนกัน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมง่าย ๆ กระทั่งเรื่องการดูแลปรนนิบัติยังไม่ยอมให้ขาดตกบกพร่องแม้สักกระเบียด หวางซานเองก็สุดจะทัดทานเหมือนกัน

“แล้วที่บอกว่าปวดหัวเข่าเมื่อวันก่อนล่ะ?” เซินเฟยเลิกคิ้วพลางมองท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ นั้น

“อาซานนี่ปากสว่างจริง ๆ” แทนที่จะตอบคำถาม หวางซือกลับไพล่ไปโทษลูกชายที่เอาเรื่องอย่างนี้มาบอกเซินเฟยเสียอย่างนั้น “ว่าแต่นายน้อย อาซิงหายหัวไปไหนกัน? ทำไมถึงไม่คอยรับใช้นายน้อย หลานคนนี้ชักจะเหลวไหล เหล่าซือต้องขอโทษนายน้อยด้วยที่อบรมไม่ดี”

ทั้ง ๆ ที่เซินเฟยยังไม่ได้ว่ากล่าวอะไร หวางซือกลับตีโพยตีพายไปเสียเอง เซินเฟยก็ชินกับความวิตกกังวลที่บางครั้งก็เกินเหตุเกินผลอันแทบจะเป็นลักษณะเฉพาะของคนตระกูลหวางแล้วจึงไม่รู้สึกแปลกใจ เขาเพียงยิ้มออกมาน้อย ๆ ด้วยรู้สึกขบขันกับความลุกลี้ลุกลนว่าจะบกพร่องในหน้าที่เท่านั้น

“อาซิงไปขับรถ”

“อ....อะไรนะครับ” หวางซือเบิกตากว้างพลางถามซ้ำ เขาเกรงว่าความแก่ของตนจะทำให้หูฝาดไป

“อาซิงไปขับรถ นักสืบมู่บอกว่าจะสอนให้ อาซิงก็เลยขออนุญาตผม” เซินเฟยแจกแจงให้หวางซือฟัง ซึ่งชายชราก็ได้แต่ยืนอึ้งและเปลี่ยนสีหน้าไปเรื่อย ๆ ตามลำดับของเรื่อง จนกระทั่งถึงสุดท้ายก็กลายเป็นขาวซีด

“นักสืบมู่....งั้นหรือครับ....” หวางซือพูดตะกุกตะกัก ทำท่าคล้ายจะลมจับ “เหล่าซือขออนุญาตนายน้อยไปจุดธูปไหว้พระไหว้เจ้าสักกำมือหนึ่งก่อนนะครับ”

“ตามสบายเถอะ แต่ผมคิดว่าพระหรือเจ้าก็อาจจะช่วยไม่ได้”

ถึงเซินเฟยจะพูดแบบนั้น แต่หวางซือก็ยังรีบผลุนผลันไปจุดธูปไว้เจ้าและบรรพบุรุษอยู่ดี

พวกเขารออยู่นานพอสมควรกว่าที่เสียงรถคันหนึ่งจะแล่นมาจอดที่หน้าบ้านและกดแตรเรียกคนด้านใน หวางซือและหวางซานรีบวิ่งออกไปดูด้วยความเป็นห่วง ส่วนเซินเฟยกลับเดินช้า ๆ ตามไป

เมื่อเปิดประตู หวางซือแทบจะล้มพับเพราะรถตำรวจหรือเคยเรียกได้ว่าเป็นรถตำรวจตอนนี้อนู่ในสภาพบุบบี้ไปทั้งคัน บางส่วนของรถมีรอยสีถลอก ซ้ำกระโปรงหน้าหลังยังถูกชนจนเปิดอ้า หวางซิงเดินลงมาจากรถด้วยสีหน้าสำนึกผิดส่วนมู่อี้จิงกลับแทบจะต้องคลานลงมา เซินเฟยเดาว่าอีกฝ่ายคงจะลุ้นตัวโก่งพร้อมสวดภาวนาขอให้สวรรค์เมตตาไปตลอดทางอย่างแน่นอน

ทุกคนในบ้านหลังนี้ต่างรู้ฝีมือการขับรถของหวางซิงเป็นอย่างดี ชายหนุ่มเป็นเลขาที่ยอดเยี่ยมก็จริงแต่เป็นคนขับรถที่ยอดแย่ หวางซิงมีพรสวรรค์อย่างยิ่งยวดด้านการพารถเสยขอบถนน ชนเสาไฟฟ้า หักเลี้ยวเฉียดรถคันอื่นรวมถึงการพุ่งเข้าใส่เหล็กกั้นถนน และที่เยี่ยมไปมากกว่านั้นคือ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเจ้าตัวกลับไม่เคยได้รับบาดเจ็บจากการขับรถท้านรกของตนเองสักครั้ง ซึ่งหากนับจริง ๆ หวางซิงก็เคยมีโอกาสขับรถแค่ 2 ครั้งในชีวิตคือตอนที่เข้ามารับใช้จูเชว่รุ่นก่อนเป็นวันแรก และหลังจากดูแลเซินเฟยได้ระยะหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์สองครั้งนั้นทำให้ไม่มีใครกล้าให้หวางซิงแตะพวงมาลัยอีกเลย

มู่อี้จิงเองก็ดูจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ที่เสียหายสุด ๆ ก็คือตัวรถที่น่าพาเข้าอู่เพื่อเปลี่ยนอะไหล่บางส่วนหรืออาจจะทั้งหมด

“ไม่เป็นอะไรสินะอาซิง?” เซินเฟยเอ่ยถามพลางมองมู่อี้จิงที่ยืนพิงรั้วบ้านด้วยหน้าตาซีดเซียว “ผมอนุญาตให้คุณใช้ห้องน้ำได้ถ้าคุณอยาก”

ทันทีที่ได้รับคำอนุญาต มู่อี้จิงก็อุดปากแล้วรีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที

“ผมขอโทษด้วยครับ” หวางซิงพูดออกมาด้วยสีหน้าสลด

“เอาเถอะ ผมก็แค่ต้องจ่ายเงินให้ทางรัฐบาลเพื่อซ่อมเสาไฟฟ้า ราวกั้นถนน ต้นไม้ และจ่ายค่าซ่อมรถให้นักสืบมู่เท่านั้นเอง” เซินเฟยตอบอย่างไม่นึกยี่หระ เงินพวกนั้นไม่ได้ทำให้เขาสะดุ้งสะเทือนอยู่แล้ว ขอเพียงแค่ยังไม่ต้องออกเงินค่าทำศพให้ใครก็พอ ส่วนรถที่โดยเฉี่ยวชนไปคิดว่าคงไปโวยที่กรมทีหลัง ดังนั้นเขาจึงคิดว่าจะโอนเงินไปให้สารวัตรหรงก่อนเพื่อจ่ายค่าเสียหายให้เจ้าของรถเหล่านั้น

หวางซิงเดินเข้าไปในบ้านพอดีจังหวะเดียวกับที่มู่อี้จิงเดินออกมาจากห้องน้ำ เขาขอโทษขอโพยอีกฝ่ายเป็นการใหญ่ คืนนั้นหวางซิงจึงขอให้นายตำรวจหนุ่มพักที่บ้านก่อนแล้วเอารถไปซ่อมให้โดยเซินเฟยเป็นคนออกค่าเสียหายทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น....ทุกคนก็เชื่อว่าหวางซิงคงจะยังไม่เข็ดกับการขับรถหรอก....

TBC

Miyabi

  • บุคคลทั่วไป
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
«ตอบ #148 เมื่อ25-02-2011 21:53:24 »

เนื้อเรี่องสนุกน่าติดตามมากๆ  o13
รอตอนต่อไปจ้า
 :L2: :L2:

ออฟไลน์ PEENAT1972

  • Red Rhino
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4766
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +563/-106
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
«ตอบ #149 เมื่อ25-02-2011 22:14:14 »

ฮากับตอนกลับจากการขับรถนี่แหละ 555

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด