เรื่องจริงยิ่งกว่าละคร จากชีวิตจริงของผู้แต่ง "เพราะมีเธอ"
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องจริงยิ่งกว่าละคร จากชีวิตจริงของผู้แต่ง "เพราะมีเธอ"  (อ่าน 42575 ครั้ง)

yotsaput

  • บุคคลทั่วไป
คนเขียนยังมีชีวิตอยู่ครับ

แต่ตอนนี้ขอเคลียปัญหาต่างๆก่อนนะคับ  :o12:

อีกไม่นานจะรีบมาต่อให้จบ สัญญาคับ  :n1:

ออฟไลน์ JJHJJH

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3478
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +293/-2
มาจิ้ม + ให้กำลังใจค่า สู้ๆ นะคะ

bbyuqin

  • บุคคลทั่วไป
สู้ๆๆนะคะ......ขอให้ปัญหาผ่านพ้นไปได้ด้วยดีค่ะ :L2:

ออฟไลน์ Junrai_Hyper™

  • พูห์น้อยกลอยใจ
  • Global Moderator
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4842
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-50
เป็นกำลังใจให้ครับ

สู้ๆ

gypsy

  • บุคคลทั่วไป
ดราม่ามากเลยอ่า

เป็นกำลังใจให้คนเขียนนะจ๊ะ

สู้ๆ ต่อไปนะ  :กอด1:

patz

  • บุคคลทั่วไป
เข้ามาติดตาม พร้อมเป็นกำลังใจให้ด้วยคนครับ

 :กอด1:

doomare

  • บุคคลทั่วไป
มาให้กำลังใจ และรอตอนต่อไปค่ะ

ละลายพันธุ์

  • บุคคลทั่วไป
 o13

อ่ะ +1 ไปให้ด้วย แต่ผมทำไม่เป็น เค้าแค่มา + กันแบบนี้ป่ะ หรือว่าต้องคลิกตรงไหน ใครก็ได้ชี้แนะด้วย


อิจฉาพี่เต๊ะอ่ะ อยู่ๆก็จะได้เจี๊ยะเด็กน้อยวัยขบเผาะ เอิกๆ
  :haun4:

kaerokaeropy

  • บุคคลทั่วไป
เข้ามานั่งรอออ


นอนรออ :t3:

nattynoppy

  • บุคคลทั่วไป
 :กอด1: มาเป็นกำลังใจให้อีกคน รออ่านนะครับ


สู้ ๆ ครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






Little Devil

  • บุคคลทั่วไป
เป็นกำลังใจให้เช่นกัน    :L2:

ละลายพันธุ์

  • บุคคลทั่วไป
อ๊ะๆ สงสัยคนเขียนกำลังมีความสุขกับความรักแหงๆอ่ะ เงียบหายไปเลยอ่ะ สุขท่วมท้นจนไม่มีเวลามานั่งอัพเรื่องเลยว่างั้น?   :m20:

Koa-ka

  • บุคคลทั่วไป
สวัสดีครับ

สายไปไหมที่จะเข้ามา??
ไม่ล่ะมั้ง

เรื่องราวจากชีวิต ก็อย่างนี้ล่ะครับ มันเป็นธรรมชาติ ไม่เกินเหตุเกินเลยไป

ผมชอบ

ขอบคุณและจะติดตามครับ

Too Me

  • บุคคลทั่วไป
เข้ามารอ ตอนต่อไปคับ

ชอบนะ

ตอนต่อไปคงจะน่ารัก

chatkub

  • บุคคลทั่วไป
มาต่อหน่อยจิ

อยากอ่านมาก

ออฟไลน์ ever-never

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 525
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
หายไปหลายวันแล้วนะคับ
รออยู่

Yokung

  • บุคคลทั่วไป
โอ้..รอต่อครับ

ปล. โยว่าโยชอบเรื่องจากชีวิตจริงมากกว่าแหะ ฮ่าๆ

ifwedo

  • บุคคลทั่วไป

bbyuqin

  • บุคคลทั่วไป
คนแต่งหายไปไหนหว่า...นานแล้วอ่า....

สู้ๆๆนะจ๊าา :L2: :กอด1:

tikwatt

  • บุคคลทั่วไป
อ่านตอนที่เขียนจดหมายถึงคนข้างหลังแล้วจุกในอก อึ้งเลยครับ  :m15: ทำไมคนเราเวลาสิ้นหวังเนี่ย
มันเจ็บปวดขนาดนั้นเลยเหรอ ผมก็เคยเป็นนะ เวลามีปัญหาหนัก ๆ แต่ผมใช้วิธีการหยุด แล้ว
นอนสักพัก ปล่อยให้เวลามันเลยผ่านไป พอคลาย ๆ ปัญญาก็เกิดทุกที แล้วผมก็ผ่านหลาย ๆ
เรื่องมาได้ พอมองย้อนกลับไป เรื่องใหญ่ ๆ เหล่านั้นก็กลายเป็นเรื่องเล็กทุกที เพราะมีเรื่อง
ใหญ่ ๆ รออยู่ข้างหน้าอีก
เป็นกำลังใจให้นะครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






nattynoppy

  • บุคคลทั่วไป

nattynoppy

  • บุคคลทั่วไป
ไมต้องเป็นคนสุดท้ายทุกครั้งเลยอ่ะ





อ่านนิยายกี่เรื่อง ๆ ก็มาค้างที่เราโพสเป็นคนสุดท้ายตลอด   o22







รอนะครับช้าได้แต่อย่านานเกินเน้อ







มีคนคิดถึงเยอะ 555+

oata_ped

  • บุคคลทั่วไป
รอแล้วรอเล่า...............เฝ้าแต่รอ :m16:

ออฟไลน์ jantaro

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 585
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +162/-1

yotsaput

  • บุคคลทั่วไป
มาต่อให้ตามคำสัญญาครับ
«ตอบ #54 เมื่อ07-04-2010 20:03:52 »

ขอโทษทุกคนด้วยที่ห่างหายไปนานมากๆๆๆ จนหลายคนคงคิดว่าผมจะไม่มาแล้ว

แต่สัญญาก้อต้องเปนสัญญา มาช้าดีกว่าไม่มานะ งั้นก้อเีิริ่มเลยแล้วกันนะคับ

................................................................................



ไม่รู้ว่าผมเผลอหลับไปตอนไหนตื่นขึ้นมาอีกทีก้อเพราะมีเสียงคนเคาะประตูนี่แหละ  ไม่รู้มันจะเคาะอะไรกันมากมาย


"เปิดแล้ว เปิดแล้ว" ผมขานรับก่อนที่จะค่อยๆถ่อสังขารขึ้นไปเปิดประตู


"หิวข้าวหรือยัง" พอเปิดประตูปุ๊บ พี่เต๊ะก้อรีบถามทันที  ผมหันกลับไปมองนาฬิกาบ่ายสองโมงกว่าๆแล้ว


 ทำไมมันไม่มามื้อเย็นไปเลยทีเดียว ผมคิดในใจ  แต่อีกใจก้อแอบดีใจที่พี่เขายังมา


"แล้วแต่พี่ดิ ผมยังไงก้อได้" ผมตอบก่อนเดินไปเข้าห้องน้ำ


"เดี๋ยว ตอบไม่ตรงคำถาม" พี่เต๊ะพูดพร้อมกับจ้องทำหน้าตาจิงจัง


"หิวก็หิว" ผมตอบด้วยน้ำเสียอ้อนๆ  ทำให้พี่เต๊ะยิ้มขึ้นมาทันที


กว่าจะขี่รถวนหาร้านที่ถูกใจ  ก้อปาเข้าไปบ่ายสามโมงครึ่งแล้ว  ร้านที่เลือกเป็นร้านอาหารที่สะพานปลา เปิดให้บริการทั้งวัน

(ไม่รู้ทั้งวันแน่ป่าว แต่ไปทีไรมันก้อเปิดอ่ะ)  ไม่นานอาหารที่สั่งก้อมาจนเต็มโต๊ะ จากการสั่งของผมเองแหละ

"สั่งอ่ะไรมามากมายกินหมดเหรอ" พี่เต๊ะถาม แต่ตาของแกนะมองไปที่ปูนิ่มทอดกระเทียม

"กินไม่หมดก้อไม่เหนเปนไร" ผมตอบ พลางนึกถึงอนาคตของตัวเอง อีกแค่สองวันเราก็ต้องตายอยากกินอะไรก้อต้องรีบกิน

อยากทำอะไรก็ต้องรีบทำ  เพราะไม่รู้ตายไปแล้วใครมาเคาะที่ข้างโลงจะได้กินหรือป่าวก็ไม่รู้

"อ่าวเงียบเลย เป็นอะไรหรือป่าว"

"ไม่ได้เปนไรก้อแค่คิดอะไรเพลินๆ" ผมตอบพลางแกล้งมาสนใจอาหารตรงหน้าแทน

"แล้วทำไมมาเที่ยวคนเดียว" พี่เต๊ะถาม ซึ่งดูจะเป็นการถามที่ต้องการคำถามแบบจิงจังด้วย

"ก้อเบื่อๆ อยากมาพักผ่อนเผื่ออยู่คนเดียวแล้วจะดีขึ้น" ผมเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามทั้งหมด

จากนั้นพี่เต๊ะก้อถามอะไรอีกมากมาย ผมก้อตอบอันไหนตอบตามตรงได้ก็ตอบ อันไหนตอบไม่ได้ก็เลี่ยงๆไป










เวลาห้าโมงกว่าๆเกือบหกโมง


ทั้งผมแล้วพี่เต๊ะก้อกลับมาถึงห้องด้วยอาการเหมือนคนจะหายใจไม่ออกเนื่องจากกินอาหารมากเกินพิกัด  ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ

พี่เต๊ะนั้นแหละผมบอกแล้วว่าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน แต่พี่แกก็ชักแม่น้ำทั้งห้ามาหาว่าผมใช้เงินสิ้นเปลืองบ้าง กินทิ้งกินขว้างบ้าง

จนผมต้องนั่นกินไปฟังพี่แกบ่นไป จนในที่สุดมันก็หมด

"บอส พี่อึดอัดหว่ะ" พี่เต๊ะพูดพลางถอดกางเกงยีนส์ออกเหลือแต่บ๊อกเซอร์ตัวเดียว

"ก้อบอกแล้วไงว่ากินไม่ไหวก็ไม่ต้องกิน"

"ก็มันเสียดาย" ดูพี่แกตอบแถมทำหน้ากวนๆใส่ผมอีก

"มิน่าถึงได้อ้วนจนจะเป็นหมูอยู่แล้ว" ผมพูด แล้วก็เอามือไปจิ้มๆๆ ท้องของแก ซึ่งตอนนี้มันดูเหมือนจะเป็นพุงไปแล้ว

"เห้ย อารมณ์ไหนเนี่่ย" ผมชักมือกลับแทบไม่ทันก็อยู่ดีๆ พี่เต๊ะมันจับมือผมไปที่เป้่าของมันซึ่งตอนนี้มันแข็งจนเห็นอย่างชัดเจน

"ก็อารมณ์ ....." นั่นเอาแล้วไง พี่เต๊ะเริ่มโจมตีผมก่อน ถ้าเป็นปกติผมคงยอมไปแล้วหล่ะ เพราะว่าเรื่องเซ็กส์สำหรับผมแล้วก็

คล้ายๆกับอาการหิวข้าว คือหิวก็กิน อิ่มก็จบ ถ้าชอบก็กินซ้ำ ถ้าเบื่อก็เปลี่ยน  แต่นี่ตอนนี้ผมอิ่มมากกก  จนท้องจะระเบิดอยู่

แล้วจะให้มาทำเรื่องแบบนี้ไม่ไหวนะ

"เอาไว้ก่อนไม่ได้เหรอ อิ่มจะตายทำไม่ไหวหรอก" ผมบอกพลางเอาหัวไปซบที่หน้าอกพี่เต๊ะ

"สัญญาแล้วนะ" 

"อืมม" ผมบอกก่อนจะค่อยๆหลับตาลง  นี่แหละน๊าหนังท้องตึงหนังตาหย่อน






เผลอหลับไปอีกแล้วเรา  พอมารู้สึกตัวอีกทีก็เหมือนมีอะไรมาซุกอยู่ที่ต้นคอ  ตอนนี้ข้างในห้องมืดสนิท แต่ก็พอจะมีแสงรำไร

จากแสงที่ส่องทะลุม่านเข้ามา

"อืมม" ผมครางเบาๆ เมื่อพี่เต๊ะขบกัดที่ซอกคอ ลามมาถึงหัวนม

"ตื่นแล้วเหรอ พี่นอนไม่หลับเลย เอ่อมัน...." พี่เต๊ะพูดพลางส่งสายตาไปยังช่วงล่างของแก ซึ่งตอนนี้มันไม่มีอะไรปิดบัง

ผมไม่ได้ตอบอะไร แต่ดึงตัวพี่เต๊ะขึ้นมาประกบปาก  ผมเองก็มีประสบการณ์กับเรื่องนี้มาพอสมควร ส่วนพี่เต๊ะเองก็คงจะไม่น้อย

ไปกว่าผมสักเท่าไหร่หรอก  ต่างคนต่างก็ไม่มีใครยอมใคร คืนนั้นผมยอมรับว่าผมมีความสุขมาก นานมากแล้วที่ผมไม่ได้มี

โอกาสร่วมรักกับใครแล้วมีความสุขขนาดนี้ 

"เหนื่อยไหม" พี่เต๊ะ โน้มตัวลงมากระซิบถามผม หลังจากที่เสร็จภารกิจในยกแรก

"ก็นิดหน่อย แต่คงไม่เท่าพี่หรอก" ผมแกล้งแซว จึงได้รางวัลเป็นการกระแทกเข้ามาแบบไม่ตั้งตัว

"อะไรแข็งอีกแล้วเหรอ" ผมถามพลางมองหน้าพี่เต๊ะด้วยความสงสัย

"ก็ๆๆ มันอยากหนิ นานๆทีได้เจอคู่ปรับที่เหมาะสมกัน" ผมเต๊ะตอบก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลงรักบทต่อไป


จบวันที่สามแล้วนะครับ อีกแค่สองวันชีวิตของผมจะจบหรือจะเดินต่อไปอย่างไร ก็อ่านกันต่อไปแล้วกันนะคับ

yotsaput

  • บุคคลทั่วไป
วันที่สี่


       ผมรู้สึกตัวตอนประมาณตีห้า ความจริงแล้วหลังจากที่ทำกิจกาม ยกที่สี่กับพี่เต๊ะเสร็จ ผมก็ได้แค่หลับตาลง แต่มันก็ไม่

หลับ  สนิทเท่าที่ควรคงเป็นเพราะผมนอนมาทั้งวัน ส่วนอีกคนไม่ต้องพูดถึงหลับเป็นตาย แถมยังเอาผมเป็นตุ๊กตาอีกกอดอยู่นั่นแหละ

ผมค่อยๆ หยิบแขนของพี่เต๊ะออกแล้วเอาหมอนที่ผมหนุนไปวางไว้แทน  ในความมืดนั้นผมได้แต่นั่งจ้องหน้าพี่เต๊ะ ไม่รู้ว่าทำไม

อยู่ดีๆน้ำตาก็ไหลออกมามากมายแบบไม่มีเสียงสะอื้น  ผมได้แต่คิดในใจว่าทำไม ทำไมเราต้องมาเจอกัน ทำไมผมต้องมารู้สึก

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ผมเหมือนคนไม่มีความรู้สึกใดๆ แต่คนๆนี้ทำให้ผมยิ้มได้ หัวเราะได้ และในขณะนี้เขาก็ทำให้ผมร้องไห้

         ในตอนนั้นหากถามว่าผมอยู่ในอารมณ์ไหนผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน  มันทั้งดีใจ เสียใจปนไปมากันหมด  สงสัยผม

คงขยับตัวบ่อยเกินไปทำให้คนที่หลับอยู่รู้สึกตัวขึ้นมา

"ไม่นอนเหรอ มานั่งจ้องหน้าพี่ทำไมครับ" นี่เป็นประโยคแรกเลยนะ ที่พี่เต๊ะพูดได้นุ่มนวลมาก ถึงมันจะไม่ได้มีความหมายใด

แต่ก็ทำให้ผมร้องไห้หนักกว่าเดิม  พี่เต๊ะลุกขี้นนั่งแล้วดึงผมเข้าไปกอด

"เป็นอะไรครับคนดี บอกพี่ได้ไหม"  ในชีวิตของผม ไม่เคยมีสักครั้งที่จะมีใครพูดกับผมด้วยความห่วงใยแบบนี้  แม้แต่ผู้ให้

กำเนิด หรือญาติพี่น้อง ก็ไม่เคยมีใครพูดกับผมแบบนี้สักครั้ง

ผมเลือกที่จะไม่ตอบอะไรออกไป  พยายามเก็บความรู้สึกที่มีทั้งหมด  พี่เต๊ะเองก็ไม่ได้ถามอะไรผมอีก ได้แต่นั่งกอดผมไว้

อย่างนั้น

"พี่นอนต่อเหอะ เด๋วผมจะออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้น"




หลังจากที่เดินออกมาจากห้องความรู้สึกที่เก็บไว้เมื่อครู่ก้อโถมเข้ามาอีกครั้ง  น้ำตาที่ไหลจากอารมณ์ใดผมก้ไม่สามารถ

บอกกับตัวเองได้  ผมเดินไปนั่งที่เก้าอี้ใต้ต้นสน  แล้วมองออกไปยังท้องทะเลที่เริ่มมีแสงสีส้มๆ พ้นขึ้นมาเพียงเล็กน้อย

ผมนั่งนึกถึงอดีตที่ผ่านมา  ตั้งแต่เด็ก ผมจำความได้ว่า  สมัยที่ผมเรียนอยู่อนุบาลตาจะคอยเป็นคนดูแลผมมาตลอด

เพราะแม่จะห่วงขายของชำกับห่วงน้องสาวคนเล็ก ซึ่งเป็นลูกกับสามีใหม่ของแม่  พ่อของผมทิ้งผมไปตั้งแต่ผมยังไม่ได้ขวบ

ตาเลยดูแลผมมาตั้งแต่เล็กๆ ที่จริงแล้วบ้านตา กับบ้านแม่ก็อยู่ติดกันนั่นแหละ พอโตประมาณสักป.2 ทุกวันที่หยุดเรียนผมก็จะ

ไปช่วยแม่ขายของ โดยมีพี่สาวของผมคอยช่วยด้วย เพราะแม่จะต้องไปกับรถสิบล้อกับพ่อเลี้ยงและก็จะเอาน้องคนเล็กไปด้วย

ผมและพ่อเลี้ยงก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่นัก ส่วนแม่ก็ไม่ค่อยได้สนใจอะไรผมมากมาย เพราะคงคิดว่ามีตาคอยดูแลอยู่

       วันนั้นวันที่ผมจำได้ดี  ผมกับพี่สาวกำลังขายของอยู่ส่วนแม่ก็ไปคุยกับใครที่หลังบ้านก็ไม่รู้  สักพักก็มีตำรวจวิ่งเข้ามา

ร่วมสิบคนได้ แล้วก็จับพ่อเลี้ยง แม่ พี่สาว  และญาติห่างๆไปอีกคน  ผมเองตอนนั้นอยู่แค่ป.4 ก้อไม่รู้จะทำไงได้แต่วิ่งร้องไห้

ไปหาตา "ตา ตา แม่โดนตำรวจจับ พี่บีก้อโดนจับไปด้วย(พี่สาวผมเอง)" ผมได้แต่ร้องไห้และพูดประโยคซ้ำไปซ้ำมา

       แม่ผมโดนสั่งจำคุก 12ปี 6 เดือน ในข้อหามียาบ้าครอบครองไว้เพื่อจำหน่าย  ผมได้แต่นั่งร้องไห้กับพี่บีทุกวัน ผมกับ

พี่สาวอายุห่างกันสามปีตอนนั่นพี่บีกำลังจะขึ้นม.1 ส่วนพ่อเลี้ยงไม่ถูกจับเพราะนอนหลับอยู่ 

       จากนั้นอีกหนึ่งปีต่อมาตา ที่คอยดูแลผมมาตั้งแต่เกิดก็มาจากไปอย่างไม่มีวันกลับอีกคน  ผมนั่งร้องไห้เป็นเวลาหลาย

ิอาทิตย์กว่าจะทำใจได้ ผมและพี่บีได้รับการดูแลต่อจากยายเล็ก(น้องของยายแท้ๆซึ่งท่านเสียไปนานแล้ว)  ส่วนพ่อเลี้ยงกับ

น้องสาวก็กลับไปอยู่ที่บ้านของเขา บ้านที่เป็นของแม่จึงได้ขายต่อให้ยายเล็กเพื่อนำเงินมาปลดหนี้สินของแม่

        เวลาผ่านไปผมเรียนจบม.3 โดนการดูแลของยายเล็กเป็นอย่างดี  ผมได้เรียนต่อ ปวช.จากโรงเรียนเอกชนที่แพงที่สุด

ในนครปฐม โดยการส่งเสียของพี่บี เพราะหลังจากที่พี่บีจบม.3 พี่บีก็ไหว้ผีออกจากบ้านยายเล็กไป  แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดเลิก

รากัน พี่บีเลยตัดสินใจไปสมัครเป็นนัีกร้องคาเฟ่ดัง  ทำให้มีเงินทองมากมายมาปรับปรุงบ้านตา และนำผมไปดูแลเลี้ยงดู

ในเวลานั้นแทบจะบอกได้ทำเดียวว่าเหมือนคนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง  ผมและพี่บีมีเงินทองใช้อย่างมากมาย แต่ก็ไม่ลืมที่จะดูแล

แม่ด้วย ผมและพี่บีจะขับรถไปเยี่ยมแม่ที่เรือนจำราชบุรี เดือนละสองครั้ง  แม่เองก็ดูภูมิใจมากที่พี่บีได้ดิบได้ดีขนาดนี้



         ในสุดวันที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตของผมก็มาถึง 



     เช้าวันนั้นผมได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งว่าให้ไปรับแม่ที่เรือนจำด้วย แม่จะออกวันนี้ เท่ากับว่าแม่ติดคุกเพียงแค่แปดปี

คงเป็นเพราะว่าแม่ได้เป็นนักโทษดีเยี่ยม และได้อภัยโทษด้วย  ในเวลานั้นผมดีใจมากๆๆ ที่จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

แม่จะพูดเสมอว่าจะออกมาปกป้องผมและพี่บีเอง ไม่ให้ใครมาดูถูกได้อีก

      หากเป็นอย่างที่แม่บอกได้สักครึ่งหนึ่งก็คงดี  หลังจากที่แม่ออกมา แม่ก็ดูมีนิสัยเปลี่ยนไปจนผมและยายเล็กสังเกตได้

ผมจึงโทรไปปรึกษาพี่บีซึ่งตอนนั้นพี่บีทำงานอยู่ที่ กทม. นานๆทีจะกลับมา  แต่มันยิ่งทำให้แย่ลงไปอีกเมื่อพี่บีไม่ฟังผมเลย

แถมยังโทรมาเล่าให้แม่ฟังว่าผมว่าแม่  เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด  ผมไม่มีโอกาสได้ไปเรียน ปวช.ปีสามเทอมสอง เพราะว่า

ืทั้งแม่และพี่บีต่างเกี่ยงภาระให้กัน  เงินทองที่ผมเก็บไว้ก็ต้องถูกออกนำมาใช้เพราะตั้งแต่แม่ออกมาพี่บีก็ไม่ให้เงินผมอีก

ส่วนแม่ก็จะบอกว่าจะใช้อะไรบ้านก็อยู่ฟรี ข้าวก็มีกิน  ทุกอย่างถูกกดดันทีละน้อยๆ เพราะหลังจากที่พี่บีบอกแม่ในวันนั้น

แม่ผู้ที่ให้กำเนิดผมก็ไม่เหลือมาดอะไรอีกเลย  ทั้งด่าว่า เหน็บแนม ไล่ผมออกจากบ้านตลอดเมื่อสบโอกาส  แต่พอวันไหน

ที่พี่บีมาบ้านแม่จำเปลี่ยนบทเป็นคนอารมณ์ดี ขยัน เดินขายของเอง  ซึ่งผิดกับปกติมากๆ จนญาติที่อยู่รอบๆสงสารผม

ในที่สุดความอดทนของผมก็มาถึง วันนั้นผมไปสอบปลายภาคเรียนสุดท้าย และเป็นวันที่ผมติดธุระต้องไปส่งเพื่อนที่กทม.

กว่าจะออกมาจาก กทม. ก็เกือบสองทุ่มแล้ว  ระหว่างที่ผมนั่งรถของเพื่อนกลับมา

"ติ๊ด  ติ๊ด"  ข้อความมือถือของผมเข้า

"ตายห่าไปแล้วยัง มึงไม่ต้องกลับมาแล้วก็ได้"  นี่คือข้อความที่ผู้เป็นมารดาส่งให้กับลูกที่ดูแลแม่มาโดยตลอด เพราะตั้งแต่

แม่ติดคุกผมก็ไปเยี่ยมแม่ ยิ่งแต่ก่อนตอนที่พี่บียังไม่ได้มีเท่านี้่ ผมก็ต้องนั่งรถเมล์สามต่อ แบกของจากบ้านไปเยี่ยมแต่เช้า

เปนเวลาถึงแปดปี  และตอนที่แม่ออกมาผมก็อยู่เคียงข้างแม่เสมอตั้งแต่สร้างร้านค้า จนถึงขายของช่วยทุกๆวัน

ถึงผมจะรู้ว่าแม่ไม่ชอบผมแต่ผมก็ตั้งใจทำเพราะอย่างน้อยก็เป็นการตอบแทนบุญคุณที่ท่านทำให้ผมเกิด (ถึงจะทำแท้งแล้ว

ไม่ออกก็ตาม แม่บอกเองว่ากินยาแล้วผมไม่ออกก็เลยต้องเอาไว้) 

ผมจึงตัดสินใจกลับไปเก็บกระเป๋าออกมาจากบ้าน ในตอนนั้นมันเหมือนชีวิตผมหมดแล้วทุกอย่าง จากคนที่เคยมีทุกอย่าง

เพราะพี่บี  แต่วันนี้ผมเหลือเงินติดตัวออกจากบ้านเพียงร้อยยี่สิบบาท พร้อมกับเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ก่อนออกจากบ้านแม่ยังอวพร

"ถึงตายก็ไม่ต้องกลับมา  แล้วก็อย่าหยิบอะไรที่ไม่ใช่ของมึงออกไปด้วย" นั่นคือพรของแม่






เด๋วมาต่อให้นะครับ  ใครสงสัยอะไรจะถามมาก็ได้นะครับ ผมพร้อมตอบแบบไม่มีปิดบัง

yotsaput

  • บุคคลทั่วไป
ผมเลือกที่จะโทรไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ที่โรงเรียนเพราะสนิทกันมาก  ผมไปนอนที่บ้านอาจารย์ได้สองคืน พอยายเล็ก

รู้ข่าวก็รีบให้น้าไปรับผมกลับมาอยู่กลับยาย  ทุกอย่างเหมือนจะดีขึ้น เพราะหลังจากนั้น  ผมก็ได้งานทำเป็นลูกจ้างร้านคอม

จริงๆแล้วบ้านยายเล็กกับบ้านที่แม่อยู่ก็ห่างกันเพียงแค่บ้านสองหลังกั้น  หลังจากที่ผมออกจากบ้านมาวันนั้น แทนที่ทุกอย่าง

จะจบหรือหยุด แต่แม่ก็ยังทำให้ผมลำบากใจอยู่เรื่อยๆ โดยการเอาผมไปนินทากับชาวบ้านไปทั่ว หาว่าผมลักของที่บ้านออกไป

ทั้งๆที่ผมไม่ได้หยิบไปสักชิ้น  และอีกมากมายที่จะปรุงแต่งเรื่องขึ้นมา  ยายเล็กเองท่านก็ทั้งสงสารและเมตตากับผมมากๆ

ท่านจะคอยสอนเสมอว่าอย่าโกรธแม่ เพราะแม่คือผู้ให้กำเนิดเรา  หลายครั้งที่ผมนึกถ้าหากผมเกิดมาเป็นลูกของยายเล็กก็คงดี

ประมาณเกือบหนึ่งปีที่ผมทำงานที่ร้านคอม  จนกระทั่งมีการเปิดลูกจ้างที่อบต.ที่น้า(ลูกของยายเล็ก) ทำงานอยู่  ยายเล็กอยาก

ให้ผมทำงานเหมือนกับน้าๆ เลยให้ผมลาออกและไปทำงานที่อบต.แทน



แต่อย่างว่าไม่รู้ด้วยกรรมใด หลังจากที่ผมทำงานที่ อบต.ได้ประมาณสี่เดือน  ปลัดก็เรียกผมเข้าไปพบบอกว่ามีตำแหน่งที่ดีกว่า

แต่ต้องเสียเงินประมาณสี่หมื่น ซึ่งตรงนี้ผมเองก็เึคยคุยกับยายเล็กไว้ก่อนหน้านี้แล้ว  แต่ก่อนที่ผมจะได้ตอบอะไร น้าที่ทำงานที่

เดียวกันก็รีบชิงตอบขึ้นมาเสียก่อน

"บอสเขาคงไม่เอาหรอกค่ะปอ เพราะว่าไม่มีเงิน" ผมอึ้ง แต่ก็ยังทนฟังต่อ

"เด๋วยังไงหนูโทรบอกเพื่อนหนูให้มาทำดีไหมค่ะ" นั่นไงหนักเข้าไปอีก ผมได้แต่นั่งฟังแล้วรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง  น้าคนนี้

สนิทกับผมมากเพราะทำงานที่เดียวกันอายุก็ห่างกันไม่มาก แต่ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นออกไปทั้งๆที่เขาก็รู้ว่ายายเล็กเคยคุย

กับผมเรื่องนี้เอาไว้แต่แรกแล้ว วันนั้นผมไม่เปนอันทำงานได้แต่มานั่งคิดว่าทำไม ทำไม  ผมได้มารู้ตอนหลังว่าเขากลัวว่าแม่

ของเขา(ยายเล็ก) จะเสียเงินเลยไม่อยากให้ผมได้ นี่เหรอเหตุผมของญาติที่ผมเคารพนับถือ




จากนั้นประมาณหนึ่งอาทิตย์ผมจึงตัดสินใจที่จะออกไปอยู่ข้างนอก เพราะผมลองมาคิดดูแล้วมันเหมือนว่าผมคงมาทำให้เขา

ลำบากใจกันมากๆๆ ถึงได้คิดแบบนั้น  วันนั้นที่ผมออกไป ผมไม่ได้บอกใครสักคำ  มีแต่ชวนน้องสาว(น้องคนละพ่อ)  ซึ่งตอน

นี้ทำงานและมีแฟนแล้วมาอยู่ด้วยกัน เพราะจะได้สะดวกในเรื่องการไปมาหาสู่  ในตอนแรกทุกอย่างก็ดูลงตัวดี ผมและน้องสาว

ต่างปฏิญาณกันแล้วว่าจะไม่ทิ้งกัน เพราะว่าตอนที่ผมอยู่กับแม่น้องก็มาอยู่ด้วยพักหนึ่งแต่ก็ทนไม่ไหวหนีกลับบ้านเดิมไปก่อน

ผมกู้เงินมาเพื่อซื้อของเข้าห้องใหม่ทุกชิ้น เพราะผมไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมาเลย มีเพียงมอไซค์หนึ่งคัน  ทุกคนต่างคิดว่าผม

ติดผู้ชายที่ไหนถึงได้หนีออกจากบ้าน แ่ต่หาไม่ว่ามีใครรู้ความจริงที่เกิดกับผมบ้าง ว่าผมบอบช้ำจิตใจแค่ไหน เด็กชายอายุยี่สิบ

ต้องต่อสู้ฝ่าฟันแบบล้มลุกคลุกคลานมาตั้งเท่าไหร่


       ทุกอย่างดูเหมือนจะดีอีกครั้งหลังจากที่น้องผมเลิกกับแฟน เพราะว่าแฟนมันไม่รับผิดชอบเรื่องที่มันท้อง แถมยังไล่ให้

ไปทำแท้ง คงเปนเพราะเด็กคงไม่ได้มาเกิด น้องผมแท้งลูกในระหว่างที่ยกของที่ทำงาาน  วันนั้นผมต้องรีบกลับมาห้องทั้งกลัว

ทั้งห่วงว่าน้องจะเป็นไรไป เพราะว่าน้องมันไม่ได้บอกที่ทำงาน เพียงแต่ขอกลับมาเฉยๆๆ 

       ตั้งแต่นั้นมามันก็ไม่เคยคบใครอีก  จนก่อนที่ผมจะเกิดเรื่องได้ไม่นานมันก็ไปรู้จักกับพลทหารคนหนึ่ง  ซึ่งผมเองก็ไม่ได้

ว่าอะไร เพียงแต่ให้ดูแลตัวเองดีๆ เพราะผมก็ยุ่งกับงานเหมือนกัน  แล้วสิ่งที่ไม่เคยคิดก็เปนจริง 

       วันนั้นเป็นวันต้นเดือน ผมกลับมาจากที่ทำงาน พอเปิดห้องก็พบกับกระดาษแผ่นหนึ่งในนั้นมีข้อความว่า

 "พี่บอสหนูขอโทษ แต่หนูทนไม่ไหวแล้วจริงๆ หนูเหนื่อยทั้งกาย ทั้งใจ นี่เงินค่าห้องเดือนนี้นะ"  นี่แหละคือผลตอบแทน

ที่ผมดูแล รัก ห่วงใย มาตลอด ผมกำกระดาษแน่นปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมา  นี่ชีวิตผมจะไม่เหลือใครอีกแล้วใช่ไหม










จากวันนั้นผมก็เริ่มทำใจได้ เพราะจะมีการเลือกตั้งนายกใหม่ซึ่งเหมือนเป็นจุดชี้ชะตาชีวิตของผมเลยทีเดียว เพราะไม่มีงานก็

ไม่มีเงินแล้วผมจะอยู่ได้ยังไง วุฒิก็มีแค่ม.3 ไหนจะหนี้สินที่ติดไว้อีก ห้องก็ต้องเช่า เดือนๆแทบไม่พอกิน ดีที่ได้พี่ๆที่ทำงาน

คอยเลี้ยงข้าวบ้าง แต่ผมก็ยังมีหวัง  หวังที่หากรู้ว่ามันจะเจ็บ  ผมคงไม่อยากหวังอะไรอีกเลย











ผมขอพักก่อนแล้วกันไว้ให้คนอ่าน อ่านแล้วคิดตามดู  ไงก็รีกันหน่อยนะครับ จะได้รู้ว่ามีคนอยากอ่านต่ออีก


บางคนอาจจะไม่ชอบเพราะไม่ใช่รักหวานซึ่งเหมือนนิยาย แต่นี่มันเรื่องจริง ของคนๆหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงๆ

yotsaput

  • บุคคลทั่วไป

ขณะที่ผมกำลังเหม่อลอยนึกถึงอดีตอยู่นั้น  ไม่รู้ว่าพี่เต๊ะเดินมาตอนไหน มาถึงก็ไม่ได้พูดอะไร เอาแต่นั่งเงียบๆเหมือนกัน

ผมเองเลือกที่จะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบเสียก่อน

"ไม่นอนต่อเหรอ  ผมพยายามทำเสียงปกติที่สุด"

"แล้วทำไมเราไม่นอนอ่ะ" พี่เต๊ะผมกลับ

"ก็นอนมาทั้งวันแล้วมันเลยไม่ค่อยง่วงเท่าไหร่"

"แล้วเป็นอะไรทำไมชอบทำหน้าเศร้าๆ ไหนบอกว่ามาพักผ่อนไง ทำตัวเหมือนคนใกล้่ตาย" พี่เต๊ะพูดประโยคนี้ขึ้นมาทำให้นึก

ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

"บอกพี่ได้ไหมว่าไม่สบายใจเรื่องอะไร" พี่เต๊ะพุด พลางเอามือมาโอบผมไว้

"ไม่มีอ่ะไรหรอก ก็แค่คิดเรื่องงานนิดหน่อย" ผมพูด แล้วก็ลุกขึ้นเดินกลับไปที่ห้อง พี่เต๊ะก็ไม่ได้ถามอะไรอีก เราทั้งสองคน

เลยกลับมานอนต่อกันที่ห้องเหมือนเดิม  ยิ่งพี่เต๊ะทำดีกับผมมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งอยากจะร้องไห้มากเท่านั้น ทำไมฟ้าถึงได้

แกล้งกันขนาดนี้ ทำไมต้องส่งคนๆนี้มาให้ผมในวันที่ผม จะไม่เหลือลมหายใจอีกแล้ว





"อืมม"  ผมครางออกมาโดยไม่รู้ตัว พอลืมตาขึ้นมาดูก็เห็นพี่เต๊ะกำลังจัดการอะไรกับร่างกายผมอยู่ ตอนนี้ทั้งร่างกายของผม

และพี่เต๊ะต่างเปลือยเปล่าด้วยกันทั้งคู่  พี่เต๊ะกำลังขบเลียที่หัวนมของผม ส่วนมือก็กำลังจัดการกับน้องชายของผม

"เอาอีกแล้วเหรอ ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง" ผมถามออกไปทำให้พี่เต๊ะ ระจากหัวนมมายังที่ปากของผมแทน  ผมก็ได้แต่จูบตอบ

จนพี่เต๊ะถอนปากออกไป ผมก็คิดว่าอย่างน้อยก็ถือเป็นการตอบแทนความรู้สึกดีๆ ที่ผมได้รับ ผมจึงเป็นฝ่ายพลิกตัวมาคร่อมพี่

เต๊ะไว้แทน แล้วจัดการตั้งแ่ต่ปากจนมาถึงน้องชายของพี่เต๊ะ

"ถุงยางหมดแล้วนะ" ผมร้องเตือนเมื่อพี่เต๊ะกำลังเอาวาสลีนชะโลมที่ข้างหลังของผม

"ก็ไม่ต้องใช้ไง หรือว่าบอสไม่เชื่อใจ เดี๋ยวพี่เดินออกไปซื้อมาก็ได้" ผมเต๊ะพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ  ผมเองอ่ะไม่มีอะไรต้องกลัว

เพราะยังไงอีกไม่กี่ชั่วโมงผมก็ต้องตายอยู่ดี แต่ที่ห่วงก็คือพี่เต๊ะ เพราะถ้าหากผมมีเชื้อเอดส์อยู่พี่เต๊ะอาจติดไปก้อเป็นได้

ชีวิตของผมผ่านเจอผู้คนมามากมายหลายร้อยคน ผมเองก็ไม่เคยไปตรวจเลือดสักครั้ง  แต่อย่างน้อยผมก็มั่นใจได้อย่างหนึ่ง

ว่าผมจะสวมถุงยางทุกครั้ง มีแค่คนแรกของผมเท่านั้นที่ผมไม่ได้ป้องกัน และนี่ก็อีกคน  คนสุดท้ายของชีวิตผม

   และหลังจากที่ผมพยักหน้า พี่เต๊ะก็จัดการสอดใส่เข้ามาความรู้สึกระหว่างมีถุงบางๆคลุมไว้ กับไม่มีอะไรปิดกั้นเลยมันช่าง

แตกต่างกันเสียจริงๆ (ไม่รู้คนอื่นจะรู้สึกเหมือนผมไหม) เอาอีกแล้วน้ำตาเจ้ากรรม มันไหลออกมาอีกแล้วเมื่อต้องคิดว่าคน

ที่อยู่บนตัวผมตอนนี้จะเป็นคนสุดท้ายที่ผมจะได้รับสัมผัสอันอบอุ่นนี้

  "ขอให้พี่เป็นคนสุดท้ายได้ไหมคับ" เหมือนพี่เต๊ะจะรู้หรืออย่างไร ถึงได้ขอสิ่งๆนี้กับผม  ผมเองได้แต่พยักหน้ารับและเอ่ยบอก

ว่าสัญญา  เพราะพี่จะเป็นคนสุดท้ายของผมตลอดไป  บางคนอาจคิดว่ามันดูเกินความจริงไปหน่อย เพราะแค่ในช่วงเช้าก่อน

ออกไปหาอะไรกินพี่เต๊ะก็จัดการจัดผมถึงสามรอบ ผมเองก็เสร็จโดยการช่วยเหลือของพี่เต๊ะทั้งมือและปากไปถึงสองรอบ

  เวลาเกือบเที่ยงหลังจากเสร็จกิจกามรอบที่สาม  ผมและพี่เต๊ะจึงเข้าไปอาบน้ำพร้อมกัน ในห้องน้ำนั้นสว่างมาก เป็นเพราะ

แดดส่องมาที่กระจกพอดีทำให้เห็นกันได้อย่างชัดเจน ผมจึงต้องเรียบอาบน้ำให้เร็วก่อนที่จะเกิดอารมณ์ขึ้นมาอีกรอบ  ระหว่าง

ที่กำลังขี่มอไซค์หาร้านอาหารอยู่นั้นผมก็เหลือบไปเห็นร้านขายชุดนักกีฬาร้านหนึ่ง ซึ่งดูพี่เต๊ะเองก็จะสนใจไม่น้อย

  "อืม พี่เต๊ะว่าชุดไหนสวย" ผมถามพลางมองไปรอบๆร้านที่มีชุดอยู่มากมาย 
 
  "เล่นฟุตบอลกับเขาด้วยเหรอ" พี่เต๊ะถามพลางทำหน้าสงสัย

  "เล่นไม่เป็นหรอก แต่จะซื้อให้คนที่เขาชอบเล่น"

  พี่เต๊ะหยิบมาให้ผมเลือกสองชุด เป็นสีำน้ำเงิน และสีแดงอย่างละชุด  ส่วนผมกำลังหยิบชุดสีขาว 

  "พี่เต๊ะชอบสีไหน" ผมถาม พลางชี้มือไปที่ชุดที่พี่เต๊ะถือมาให้ผมเลือก

  "พี่ว่าก็สวยทั้งสองชุดแหละ แล้วบอสชอบอันไหนอ่ะ"

  "พี่ครับรบกวนเอาสามชุดนี้ ไซค์คนนี้ใส่อ่ะไรครับ" ผมบอกกับพี่ผู้หญิงเจ้าของร้าน

  "จะสกรีนเบอร์เลยไหมค่ะ ที่นี่บริการฟรีนะค่่ะ"

  ผมยืนคิดก่อนนิดหนึ่งว่าจะเอาเลขอะไรดี  พอนึกขึ้นมาได้ ผมจึงเอาเลขวันเกิดของผม  เลขของวันที่ผมเจอกับพี่เต๊ะ 

และสุดท้ายเลขของวันที่ผมจะต้องจากโลกใบนี้ไป

   "พี่เต๊ะลองสักชุดดิว่าโอเคไหม" พี่เต๊ะรับไปลอง แต่ก็ยังทำหน้างงๆ

   "อืม พอดีกำลังสบาย" พี่เต๊ะพูดพลางเอาชุดที่ลองส่งให้เจ้าของร้าน

   "แล้วต้องสกรีนนานไหมครับ" ผมถามพี่เจ้าของร้านอีกครั้ง

   "ประมาณสี่โมงเย็นมารับแล้วกันนะค่ะ"

   จากนั้นผมก็จ่ายเงิน พอขี่รถออกจากหน้าร้านไปที่เต๊ะก็หันมาถามทันที

   "ซื้อไปให้แฟนเหรอ" พี่บอสถามด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ

   "อืม ซื้อให้แฟน" ผมก็อยากจะแกล้งดูเหมือนกันว่าพี่แก จะทำหน้าอย่างไร

   ไม่มีคำถามใดอีก  จนกระทั่งกินข้าวเสร็จ พี่่เต๊ะก็ยังไม่พูดอะไร ได้แต่่ถามคำตอบคำ  จนกลับมาถึงห้องนั่นแหละ

   ผมเห็นว่า คงหมดเวลาที่จะเลิกแกล้งได้แล้ว เพราะเห็นพี่เต๊ะทำหน้าแบบนี้แล้วผมไม่ค่อยสบายใจ

   "เป็นอะไรหรือป่าว เห็นเงียบมานานแล้วนะ  คิดถึงแฟนเหรอ"  ผมพูดด้วยน้ำเสียงสดใส

  " ทำไมไม่บอกพี่ ว่ามีแฟนแล้ว" พี่เต๊ะตอบกลับมา แต่ก็ยังไม่มองหน้าผมอยู่ดี

   "ก็พี่ไม่ได้ถามอ่ะ  ทีบอสก็ยังไม่เห็นอยากจะรู้เลยว่าพี่มีหรือป่าว" ผมตอบกลับไปในใจตอนนี้ถึงแม้คำตอบจะเป็นอย่างไร

  ผมก็ไม่ได้กลัวหรือกังวล เพราะยังไงผมก็ต้องจากไปอยู่แล้ว

   "ถ้ามีแล้วจะมาอยู่กับเราแบบนี้ได้เหรอ" ผมเต๊ะพูดอย่างโมโห ตอนนี้คงจะเริ่มโกรธผมแล้วจริงๆ

   "ก็จะไปรู้เหรอ" ผมยังแกล้งยั่วโมโหต่อไป

   "แล้วตกลงจะบอกได้ยังว่ามีแฟนแล้วใช่ไหม" พี่เต๊ะพูด จ้องหน้าผมจิงจัง

   "ทีแรกตอนที่มาก็โสดอยู่หรอก  พึ่งจะมามีเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง" สิ้นคำตอบพี่เต๊ะก็ยิ้มออกมาทันที แต่ไม่นานก็กลับทำ

สีหน้าเหมือนคนไม่พอใจอะไรอีก

   "แล้วจะซื้อทำไมต้องเยอะแยะ มันสิ้นเปลืองพี่ไม่ได้อยากได้ของๆเรา พี่ไม่ได้มาอยู่กับเราเพราะหวังอะไรจากเรา  พี่แค่รู้สึก

ถูกชะตาแล้วก็สบายใจ ตั้งแต่เจอกันพี่ก็รู้สึกว่าพี่ชอบ อยากจะรู้จักกับเราให้มากกว่านี้"  พี่เต๊ะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจิงจัง

ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนิสัยไม่ดี ที่จะมาหลอกเอาความรู้สึกดีๆจากคนบางคนแล้วสุดท้ายผมก็ต้องทิ้งเขาไป

   "ร้องไห้อีกแล้ว พี่ขอโทษนะคับ  บอกพี่ได้หรือยังว่าร้องไห้ทำไม"  พี่เต๊ะถามพลางดึงผมเข้าไปกอดไว้

   "เอาไว้ผมจะบอกนะครับ" ผมได้แต่ตอบไปแค่นั้น 

   

    ประมาณบ่ายสาม ผมเริ่มจัดการเกี่ยวกับสิ่งของต่างๆ  ผมนำสิ่งของรวมถึงจดหมายที่ผมเขียนไว้  นำทั้งหมดใส่รวมกัน

ในกล่องลังใบใหญ่ที่ไปรษณีย์ (ไปรษณีย์ที่นั่นเปิดทำการตอนบ่ายๆ ของวันเสาร์ เช้าไม่เปิด)  สิ่งของทุกชิ้นล้วนแต่มีความ

หมายกับผู้รับทั้งสิ้น  จดหมายถึงทุกๆคน  ผมเลือกที่จะส่งไปยังที่ทำงาน เพราะกว่าของจะไปถึงอย่างเร็วก็ช่วงเช้าของวันจัน

ซึ่งในเวลานั้นผมคงได้แต่เป็นซากศพนอนตายอยู่ที่ห้องเช่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ผมจัดการทุกอย่างโดยที่พี่เต๊ะไม่รู้เรื่องแม้แต่

น้อย  ประมาณห้าโมงเย็นพี่เต๊ะก็ขอตัวกลับบ้านบอกว่าประมาณไม่เกินหนึ่งทุ่มจะมาหาอีก (บ้านพี่เต๊ะอยู่ห่างจากที่ผมอยู่ไม่

น่าจะเกินสิบกิโล)  พอสิ้นเสียงรถมอไซค์ ผมจึงหยิบปากกากับกระดาษขึ้นมา เขียนจดหมายถึงคนสุดท้ายของชีวิต


   ถึงพี่เต๊ะ


         กว่าพี่เต๊ะจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้  บอสก็คงอยู่บนรถไฟแล้ว  พี่เต๊ะเคยถามบอสใช่ไหมว่าทำไมบอสชอบร้องไห้

บอสมีเหตุผลที่บอกพี่เต๊ะในตอนนั้นไม่ได้จริงๆ  แต่อย่างน้อยบอสก็ดีใจนะที่ได้มาเจอกับพี่ถึงแม้จะเป็นเวลาแค่ไม่กี่วัน

แต่มันก็ทำให้คนที่กำลังจะตายมีความสุขมาก  ที่พี่เคยขอบอสว่าขอให้พี่เป็นคนสุดท้ายได้ไหม  แน่นอนพี่ได้เป็นคนสุดท้าย

ของบอสแน่นอน เพราะว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้บอสคงจะได้พักผ่อนนอนหลับไปตลอดกาล  บอสขอโทษที่ไม่ได้บอกความ

จริงกับพี่ตั้งแต่แรก  แต่มีสิ่งหนึ่งที่บอสอยากจะขอร้องพี่ คือช่วยลืมเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเราให้คิดว่ามันเป็นความฝันหรือ

อะไรก็ตามแต่ คิดว่าเป็นการขอร้องครั้งสุดท้ายแล้วกันนะคับ ส่วนบอสจะขอจำี่พี่ไปจนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะหมดลง


         "ฟ้าลิขิตให้ฉันมาพบเธอ  ในวันที่ฉันนั้นไร้ความรู้สึกใดๆ"


                                 เธอจะเป็นคนสุดท้ายของฉันตลอดไป      บอส

yotsaput

  • บุคคลทั่วไป
หลังจากที่เขียนจดหมายเสร็จ ผมก็พับใส่ลงซอง พอนึกได้ว่าผมมีรูปถ่ายตัวเองอยู่ในกระเป๋าสตางค์  ผมจึงนำรูปใส่เข้าไปด้วย

ตั้งแต่ที่เริ่มเขียนอักษรตัวแรก ผมก็ได้แต่ร้องไห้ไปเขียนไปกระดาษเป็นจุดๆดวงๆ เพราะคราบน้ำตาหยดใส่  ผมกะว่าตอนจะกลับ

ถึงจะยื่นจดหมายนี่ให้กับพี่เต๊ะ


ประมาณหนึ่งทุ่มพี่เต๊ะก็มาตามสัญญา แถมยังใส่ชุดบอลสีขาวที่ผมเป็นคนเลือกให้อีกต่างหาก

"เหม็นใหม่หว่ะ" ผมแกล้งพูดไปเอามือปิดจมูกไป

"เว่อๆ ซักแล้วก็ได้มั้ง  แฟนอุตส่าห์ซื้อให้ทั้งทีไม่ใส่ได้ไง" พี่เต๊ะพูดพลางดึงผมเข้าไปกอด

"คิดถึงจัง"

"นี่ก็เว่อร์ ห่างกันแค่สองชั่วโมงเอง แล้วถ้าไม่ได้เจอกันอีกเลยพี่จะทำไง" ปลายประโยคผมพูดด้วยน้ำเสียงแหบเบา แต่ก็พอ

ให้คนที่กอดผมได้ยิน

"จะไม่เจอได้ไง เราอยู่ใกล้กันแค่นี้พี่ไปหาเราก็ได้" ผมเต๊ะพูดพลางดึงผมมาจ้องหน้า

"อ่ะครับ ก็คงเป็นอย่างนั้น" ผมได้แต่ทำทีเป็นยอมๆไป ไม่ได้พูดอะไรต่อ

"บอส พี่หิวข้าวแล้วหล่ะไปกินข้าวกันเหอะ" ผมเต๊ะพูดพลางเอามือลูบท้องตัวเอง

"งั้นรอแปปหนึ่ง ขอเปลี่ยนเสื้อก่อน" ผมหอมแก้มพี่เต๊ะไปหนึ่งก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อมาเปลี่ยน ระหว่างนั้นพี่เต๊ะก็ยืนส่อง

กระจกไปพลางๆ 

"บอส  โน๊ตบุ๊คกับลำโพงที่ฟังเมื่อวานหายไปไหนแล้วอ่ะ" พี่เต๊ะถามขึ้นมา ทำให้ผมต้องรีบคิดก่อนจะตอบกลับไป

"พอดีขี้เกียจยกกลับเลยส่งไปรษณีย์กลับไปก่อนแล้วอ่ะครับ" ผมตอบ

พี่เต๊ะเองก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ  พอแต่งตัวเสร็จ สารถีขี่มอไซค์ก็พาผมไปร้านอาหาร ซึ่งพี่เต๊ะบอกว่าร้านนี้อาหารอร่อย

ที่สำคัญมีห้องพักแบบบ้านเดี่ยว อยู่รอบๆด้วย พอมาถึงร้านผมก็เลือกที่จะนั่งด้านที่ติดกับทะเลมากที่สุด รอบๆร้านมีห้องพัก

หลายแบบ อยู่ประมาณสิบกว่าห้องได้ ดูๆก็ได้บรรยากาศดี

"เอาไว้มางวดหน้าพี่จะพาเรามานอนที่นี่ดีไหม" อยู่ดีๆพี่เต๊ะก็พูดลอยๆขึ้นมา

" งวดหน้าเหรอ" ผมได้แต่นึกในในมันคงไม่มีวันนั้น เพราะถ้านับกันจริงๆ ผมก็มีเวลาเหลืออีกไม่ถึงสามสิบชั่วโมงด้วยซ้ำ

อาหารมื้อหนักผ่านไป ทีแรกพี่เต๊ะบอกว่าจะเป็นคนเลี้ยงเอง แต่ผมห้ามไว้โดยให้เหตุผลว่า ไว้ให้ผมมาอีกทีค่อยเลี้ยง

ระหว่างทางที่กลับมาถึงห้อง เสียงโทรศัพท์ของพี่เต๊ะก็ดังขึ้น

"ฮัลโหล"

"อะไรนะ" พี่เต๊ะพยายามคุยแต่ก็ไม่เป็นผล  มารู้เอาตอนหลังว่าพี่แกทำเครื่องตก เครื่องมันเลยไม่ค่อยดีดับๆติดๆ หรือไม่ก็

ไม่่ีมีสัญญาณ

"บอส ยืมโทรศัพท์หน่อยดิ"

"อ่ะ" ผมยื่นให้ พี่เต๊ะออกไปคุยข้างนอกประมาณห้านาีที แล้วก็เดินกลับเข้ามาในห้อง

"พอดีพี่ต้องไปงานศพเพื่อนที่อ.เมืองอ่ะ ยังไงพี่จะรีบกลับมานะ" พี่เต๊ะพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ

"ครับไปเหอะ ผมอยู่คนเดียวได้ ไม่ต้องทำหน้าเครียดแบบนั้นหรอก" ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่สดใส แต่ใจจริงแล้วในเวลานี้

ผมไม่อยากจะห่างกับพี่เต๊ะแม้แต่นาทีเดียว เพราะเวลาของผมมันน้อยลงเรื่อยๆ ผมอยากจะเก็บทุกนาทีนี้ไว้ในความทรงจำ

ของผมตลอดไป

ออฟไลน์ kaporzung

  • You are not alone...
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1325
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-2
    • http://www.facebook.com/kaporzung

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด