กานต์ & เพลิง : แหวนแต่งงานของมาเฟีย : ตอนที่ 5
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: กานต์ & เพลิง : แหวนแต่งงานของมาเฟีย : ตอนที่ 5  (อ่าน 1843 ครั้ง)

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-11-2026 09:31:16 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เงิน อำนาจ ธุรกิจ และการล้างแค้น
ในเกมนี้ไม่มีใครได้ทุกอย่างโดยไม่เสียอะไร


สวัสดีครับทุกคน พาลูกชายคู่ที่ 2 มาแนะนำตัวครับ

กานต์ — กานต์ วรโชติเมธี
เพลิง — คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์

เจอกันตอนที่ 1 ในวันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. 69 นะครับ  :mew3:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2026 11:02:08 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนที่ 1 คืนจันทร์สีเลือด และ กรงขังเลี่ยมทอง



กลางดึกของคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ความเงียบสงัดถูกฉีกกระชากด้วยเสียงปืนและเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังลอดผ่านประตูไม้สักบานหนาเข้ามาในห้องนอนที่มืดมิด มีเพียงแสงเปลวเพลิงจากการเผาทำลายภายนอกเท่านั้นที่เล็ดลอดเข้ามาให้เกิดความสว่างวูบวาบเป็นจังหวะ

ราวกับสัญญาณเตือนถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา

ตึง!!!

บานประตูไม้สีเข้มสั่นสะเทือนรุนแรงจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากขอบวงกบ ผมสะดุ้งสุดตัว ถอยกรูดไปจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับหัวเตียง

ตึง!!!

หัวใจของผมเต้นรัวเร็วแข่งกับเสียงทุบประตูนั่น ไม่รู้ว่ากลอนประตูเก่าแก่นี้จะต้านทานแรงแห่งความบ้าคลั่งได้อีกกี่อึดใจ สติที่กระเจิดกระเจิงสั่งให้ผมหันไปกระชากลิ้นชักหัวเตียงออกอย่างรนลาน ปลายนิ้วที่สั่นระริกคว้าปืนพกกึ่งอัตโนมัติขึ้นมากำไว้แน่น

ตึง!!!

สิ้นเสียงกระแทกครั้งที่สาม รอยร้าวเริ่มปรากฏให้เห็นบนเนื้อไม้ กลอนประตูเก่าแก่นี้คงต้านทานความบ้าคลั่งได้อีกเพียงไม่นาน ความเย็นเฉียบของโลหะแผ่ซ่านเข้าสู่ฝ่ามือที่ชื้นเหงื่อ ความหนาวเหน็บจากความกลัวเกาะกุมจนหัวใจเหมือนจะถูกแช่แข็ง ทว่า... ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับรอยสลักรูปพยัคฆ์ตัวเล็กบนประกับด้ามปืน ความทรงจำและน้ำเสียงของใครบางคนก็ดึงสติผมกลับมา

ปัง!!!

ผมตัดสินใจลั่นไกยิงสวนออกไปหนึ่งนัด กระสุนเจาะทะลุบานประตูไม้จนเกิดรูโหว่ เสียงความวุ่นวายภายนอกเงียบลงไปเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะหยัน

โครม!!!

แรงกระแทกเฮือกสุดท้ายส่งผลให้กลอนประตูกระเด็นหลุดกระดอนไปบนพื้น พร้อมกับบานประตูที่เปิดอ้าออก วินาทีที่ความมืดและผู้บุกรุกกำลังจะคืบคลานกลืนกินทุกอย่าง ผมรู้ตัวทันทีว่าทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ได้พังทลายลงแล้ว ความรักตัวกลัวตายตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย แต่ศักดิ์ศรีค้ำคออยู่เหนือกว่าความกลัว

ในโลกของผมการตายนั้นง่ายกว่าการมีชีวิตอยู่

ผมตัดสินใจแน่วแน่ ขอตายอย่างมีเกียรติ ดีกว่าอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีเยี่ยงผู้แพ้ มือที่เคยสั่นเทากลับสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด ผมค่อย ๆ ยกปากกระบอกปืนขึ้นจ่อที่ขมับตัวเอง นิ้วชี้แตะลงที่ไกปืนเตรียมพร้อมจะปลิดชีพ

“หึ” ผมแค่นหัวเราะในลำคอให้กับโชคชะตาที่แสนจะตลกร้าย คนแรกที่จะต้องตายด้วยน้ำมือของผม กลับกลายเป็นตัวผมเองเสียอย่างนั้น

แต่ก่อนที่นิ้วจะได้ออกแรงเหนี่ยวไก วัตถุทรงกระบอกสีดำก็ถูกโยนกลิ้งเข้ามาหยุดแทบเท้า

กริ๊ก ... ตูม!!!

แสงสีขาวสว่างวาบระเบิดออกจนตาผมพร่ามัวไปหมด โสตประสาทถูกทำลายด้วยเสียงกัมปนาทจนหูอื้ออึงไปชั่วขณะ แรงอัดกระแทกทำให้ร่างของผมเสียหลักจนทรุดฮวบลงกับพื้น กระบอกปืนในมือกระเด็นหลุดไปไกล

“คุณใจเด็ดกว่าที่ผมคิดไว้ซะอีก ...” เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังก้องเข้ามาในโสตประสาทที่ยังทำงานไม่เต็มที่

“... แต่ผมบอกแล้วไง ว่าชีวิตนี้ คุณไม่มีวันจะหนีผมพ้น ...”

รองเท้าบู๊ตหนังแพงก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้า ก่อนที่สติของผมจะดับวูบไปพร้อมกับคำสั่งสุดท้าย

“... เอาตัวไป”

ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นผ่านม่านตาที่พร่ามัว คือชายร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทที่ยืนค้ำหัวผมอยู่ แสงไฟจากเปลวเพลิงสะท้อนเข้ากับวัตถุแวววาวที่นิ้วนางข้างขวาของเขา ... ‘แหวนทองชมพูฝังเพชร’



ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ หรือถูกพาตัวมาด้วยวิธีการใด ภาพความทรงจำขาดหายเป็นห้วง ๆ รู้ตัวอีกที ผมก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นหอมและความปวดร้าวที่แล่นริ้วไปทั่วร่าง เมื่อพยายามลืมตา ภาพตรงหน้ายังคงพร่าเลือนเป็นเพียงเงาดำตัดกับแสงไฟสลัวจากโคมระย้ากลางห้อง เสียง ‘วิ๊ง’ ยังคงดังรบกวนอยู่ในแก้วหู เมื่อสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้ ผมพบว่าตัวเองนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมกำมะหยี่ตัวหรู ข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยเชือกผูกเป็นเงื่อนตายไพล่ไว้ด้านหลัง แสงไฟส่องลงมาทิ้งเงาของผมให้ทอดยาวไปบนพื้นพรมราคาแพง

ตึก ... ตึก ... ตึก ...

เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากมุมมืดด้านหน้า ผมพยายามเพ่งมองฝ่าความมึนงง เงาร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งเผยให้เห็นใบหน้าของผู้ชายวัยกลางคนที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี

“คุณ...” ผมเค้นเสียงแหบพร่าถามออกไป

“... คุณทำแบบนี้ทำไม”

“อย่าโกรธอาเลยนะหลานรัก ...” ชายตรงหน้าเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดใด ๆ รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากดูเย็นชาจนน่าขนลุก

“... วงการของเรามันก็เป็นแบบนี้ ... ปลาใหญ่กินปลาเล็ก สมบัติผลัดกันชม คนอ่อนแอย่อมพ่ายแพ้ให้กับคนที่แข็งแกร่งกว่า” เขาเดินอ้อมมาด้านหลังผม ก่อนจะใช้มีดพกตัดเชือกที่ข้อมือผมออกให้อย่างง่ายดาย

“พ่อของเรา?” ผมถามเสียงสั่น

“หลานรัก ... หลานอย่าถามในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจแล้วเลย ...” คำตอบนั้นหนักอึ้งราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางศีรษะ ผมตัวชาวาบ ภาพความทรงจำเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนไหลย้อนกลับมา เรายังนั่งทานมื้อค่ำด้วยกัน พ่อยังหัวเราะและคุยเรื่องแผนขยายธุรกิจ

“... อาเก็บนี่ไว้ให้ ... คิดซะว่าเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายก็แล้วกัน” เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท หยิบวัตถุโลหะสีทองออกมาวางลงบนฝ่ามือของผม ... มันคือ ‘นาฬิกาข้อมือเรือนทอง’ ที่พ่อใส่ติดตัวตลอดเวลา

ผมประคองมันไว้ด้วยมือที่สั่นเทา ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามลวดลายสลักอย่างเหม่อลอย น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาบดบังทัศนวิสัย แต่แล้ว ... ลมหายใจผมก็ต้องสะดุดกึก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นคราบเลือดสีแดงที่แห้งกรังติดอยู่ตรงสายนาฬิกา

“คุณต้องการอะไรจากเรา” ผมเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น

“อาเห็นเรามาตั้งแต่ยังเด็ก กานต์ ... เราสองคนเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน แล้วอาจะทำร้ายหลานรักของอาได้ยังไง ... ถูกไหม? ...” เขาวางมือลงบนไหล่ผม บีบเบา ๆ ราวกับจะปลอบโยน แต่สัมผัสนั้นกลับทำให้ผมเย็นวาบไปทั้งตัว

“... วันนี้หลานเหนื่อยมามากแล้ว อาจัดห้องพักรับรองไว้ให้ ... พักผ่อนซะ ที่นี่หลานจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย...” เขาโน้มหน้าลงมากระซิบข้างหู ประโยคสุดท้ายฟังดูเหมือนคำอวยพร แต่แฝงไปด้วยคำสั่งขังลืม

“... แล้วเราค่อยคุยกันวันหลัง” เขายืดตัวขึ้น แล้วเดินหันหลังกลับออกไป ทิ้งให้ผมกำนาฬิกาเปื้อนเลือดไว้แน่น ท่ามกลางความเงียบงันที่กรีดร้องอยู่ในใจ





แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านผ้าม่านกำมะหยี่ผืนหนาเข้ามาในห้องนอนขนาดโอ่โถง เพดานสูงโปร่งกว่าสี่เมตรประดับด้วยโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกคัดสรรมาอย่างประณีตบรรจงเพื่อสะท้อนความหรูหราของผู้พักอาศัย ทว่าสำหรับผม ความหรูหราเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ผมนั่งชันขา กอดเข่ากอดตัวเองอยู่บนเตียงนอนหลังใหญ่ สายตาเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย นับตั้งแต่เกิดเรื่องในคืนนั้น ผมก็ถูกขังอยู่ที่นี่มาหลายสัปดาห์แล้ว

ใช่ครับ ... ‘ถูกขัง’ ... แม้จะมีอาหารรสเลิศเสิร์ฟครบสามมื้อ มีเสื้อผ้าเนื้อดีให้สวมใส่ และมีคนคอยรับใช้ไม่ห่าง แต่สถานะของผมในตอนนี้ ไม่ใช่ ‘หลานรัก’ อย่างที่อาพยายามกรอกหู ... แต่เป็น ‘ตัวประกัน’ ต่างหาก

ผมยอมรับอย่างคนโง่งมว่าเคยหลงเชื่อคำลวงของอา ว่าชีวิตจะกลับคืนสู่ปกติในเร็ววัน แต่ตอนนี้ผมรู้ซึ้งแล้วว่ามันคือความเพ้อฝัน ชีวิตดุจเจ้าชายในเทพนิยายจบลงไปตั้งแต่วินาทีที่พ่อหมดลมหายใจ สิ่งที่เหลืออยู่คือตัวผม ... ทายาทเพียงคนเดียวของอดีตนายใหญ่ ที่มีมูลค่ามหาศาลในฐานะเครื่องมือต่อรองอำนาจ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูอย่างมีมารยาทดังขึ้นสามครั้ง ก่อนที่บานประตูไม้แกะสลักจะถูกเปิดออก

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณกานต์ วันนี้ตื่นเช้าจังนะครับ” เสียงทักทายราบเรียบดังจากผู้มาเยือนคนเดิม เขาก้าวเข้ามาพร้อมถาดอาหารที่ส่งกลิ่นหอมฉุย

“เรานอนไม่หลับ” ผมตอบโดยไม่หันไปมอง

“เช้านี้มีกระเพาะปลาน้ำแดงของโปรดคุณกานต์ด้วยนะครับ” ถาดอาหารถูกวางลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง กลิ่นหอมกรุ่นของมันกระตุ้นให้น้ำย่อยทำงาน แต่ความขมขื่นในใจกลับทำให้ผมรู้สึกคลื่นไส้มากกว่า

“เจ้านายของปุณณ์รู้ใจเราดีจังเลยนะ ...” ผมแค่นยิ้ม พูดจาเหน็บแนมออกไปขณะก้าวลงจากเตียง

“... กลัวสินค้ามีตำหนิแล้วราคาจะตกหรือไง”

“เพราะคุณกานต์คือแขกคนสำคัญของนายท่านยังไงล่ะครับ ...” ปุณณ์ ตอบกลับด้วยรอยยิ้มการค้าที่ไม่เคยไปถึงดวงตา เขาคือผู้คุมที่อาส่งมาประกบผมตั้งแต่วันแรก ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ รูปร่างสมส่วน ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดูไร้พิษสง แต่ผมรู้ดีว่าภายใต้หน้ากากสุภาพนั่น คือน้ำตาลเคลือบยาพิษที่รายงานทุกความเคลื่อนไหวของผมให้เจ้านายของเขารับรู้

“... วันนี้คุณกานต์มีงานนะครับ” มือที่กำลังจะหยิบช้อนกระเบื้องชะงักกึก ผมหันขวับไปมองหน้าเขา

“งาน?”

“ครับ ... วันนี้มีงานเลี้ยงฉลองตำแหน่ง คุณท่านอยากให้คุณกานต์ไปร่วมด้วย ...”

“... อีกสักครู่แม่บ้านจะนำชุดมาให้เลือก เตรียมตัวด้วยนะครับ”



ผมนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ปล่อยให้ช่างแต่งตัวจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้ราวกับตุ๊กตาไขลาน ความรู้สึกโกรธแค้นแล่นพล่านอยู่ในอกจนอยากจะคว้าข้าวของปาให้พังพินาศ แต่สมองส่วนเหตุผลกลับสั่งให้ผมหยุดคิด ... ‘ใจเย็นไว้กานต์ ... นี่คือโอกาสที่แกจะได้เห็นโลกภายนอก โอกาสที่จะประเมินสถานการณ์ของศัตรู’

ไม่นานนัก ผมในชุดสูททักซิโด้สีขาวสะอาดตา ตัดกับหูกระต่ายสีดำ ถูกพาตัวเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ เสียงพูดคุยจอแจเงียบลงทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้าไป ผมนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งซ้ายของ ‘นายใหญ่’ ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่จับจ้องมาที่ผม ... สายตาจากคนที่เคยเรียกพ่อของผมว่า ‘นายใหญ่’ และเคยเรียกผมว่า ‘นายน้อย’ คนพวกนี้เคยให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดี แต่ในวันนี้ แค่สบตาผมตรง ๆ พวกเขายังไม่กล้า

“หึ!” ผมหัวเราะในลำคอให้กับความจอมปลอมของมนุษย์ ก่อนจะคว้าแก้วไวน์ตรงหน้าขึ้นมากระดกรวดเดียวจนเกือบหมดแก้ว

“หลานดื่มมากเกินไปแล้วนะ” น้ำเสียงนุ่มลึกแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากคนข้างกาย ฝ่ามือหนาเอื้อมมาดึงแก้วออกจากมือผมอย่างถือวิสาสะ แล้วส่งต่อให้ปุณณ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง

“ขอโทษครับ ... ไวน์รสชาติดีจนหลานลืมตัวไปหน่อย” ผมกัดฟันตอบ ปั้นหน้ายิ้ม

“ถ้าหลานชอบ อาจะให้ปุณณ์เตรียมไว้ให้ที่ห้อง”

“ขอบคุณครับ”

“เป็นไงบ้าง ... ได้ข่าวว่านอนไม่ค่อยหลับ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่า” คำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วทำเอาผมอยากจะสำรอก ชัดเจนแล้วว่าปุณณ์ไม่ใช่แค่คนดูแล แต่เป็นกล้องวงจรปิดที่มีชีวิต

“ไม่มีอะไรพิเศษครับ แค่ยังไม่คุ้นกับที่นี่ หลานเลยยังไม่ชิน”

“อาขอโทษนะที่ช่วงนี้ยุ่งจนไม่มีเวลาดูแลหลานเลย ทั้งที่ตั้งใจว่าจะใช้เวลาด้วยกันให้มากกว่านี้”

“ครับ ... หลานเข้าใจ”

“ขอบใจมากที่เข้าใจ ... หลานของอาน่ารักที่สุด...” มือของผู้เป็นอาวางลงบนศีรษะผม ออกแรงขยี้เบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ... หรืออย่างน้อยก็ทำให้คนในงานเห็นแบบนั้น

ฉากหน้าคืออาหลานผู้กลมเกลียว แต่ฉากหลังคือการประกาศศักดา เขาต้องการแสดงให้ทุกคนเห็นว่า ขนาดทายาทสายตรงอย่างผมยังยอมศิโรราบอยู่ใต้ฝ่าเท้าเขา ... แล้วคนอื่นจะกล้าหือได้อย่างไร

“... สัปดาห์หน้า อามีงานให้หลานทำ” เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ

“งานเหรอครับ?”

“อาอยากให้หลานเป็นตัวแทนของอา ... ไปเยี่ยม ‘สี่ตระกูลใหญ่’ ให้อาหน่อย”

“ทุกตระกูลเลยเหรอครับ?”

“ใช่ ... หลานคุ้นเคยกับพวกเขาดีอยู่แล้วนี่ อาไม่มีเวลา เลยต้องพึ่งหลานจริง ๆ”





ซ่า!!! ในห้องน้ำหรู ผมวักน้ำเย็นเฉียบขึ้นล้างหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า  มือทั้งสองข้างกำขอบอ่างแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ด้วยโทสะที่พยายามสะกดกลั้น

“คุณกานต์เสร็จหรือยังครับ” เสียงปุณณ์ดังลอดผ่านประตูเข้ามาเร่งยิก ๆ เหมือนเห็บไรที่สลัดไม่หลุด

“ใกล้แล้ว!!!” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเข้ม ๆ ไปอย่างเหลืออด เงยหน้ามองตัวเองในกระจก ผมรู้สึกถูกหยามเกียรติอย่างถึงที่สุด

‘ไปเยี่ยมสี่ตระกูลใหญ่’ งั้นเหรอ? อย่ามาพูดให้ดูดีหน่อยเลย ... อาไม่ได้จะส่งผมไปเป็นตัวแทนเชื่อมสัมพันธ์อะไรทั้งนั้น แต่ผมกำลังถูกปฏิบัติราวกับทรัพย์สมบัติมีค่าที่ยึดมาได้จากสงคราม และเมื่อถึงเวลาก็ต้องเอาออกไปเร่ขาย ร้องแรกแหกกระเชอให้คนอื่นได้ชื่นชม

การส่งผมไปตระเวนเยี่ยมสี่ตระกูลใหญ่ มันก็คือการ ‘เปิดประมูล’ ดี ๆ นี่เอง อากำลังโยนหินถามทาง ดูว่าตระกูลไหนจะเสนอผลประโยชน์ให้เขาได้มากที่สุด ... ไม่ว่าจะเงิน อำนาจ หรือสัมปทานธุรกิจ และใครที่จ่ายหนักที่สุด ... ก็จะได้ตัวผมไปครอบครองเป็นรางวัล การได้ครอบครองสายเลือดเพียงคนเดียวของอดีตนายท่าน ... มันก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘ตั๋วผ่านทาง’ สู่ความชอบธรรมในการนั่งบัลลังก์คนต่อไป ผมแสยะยิ้มให้กับเงาสะท้อนในกระจก ... นี่ชีวิตของผมเดินมาถึงจุดนี้ได้ยังไง

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
.

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
( :゚皿゚)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-10-2026 12:58:22 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนที่ 2 : สี่เสาหลัก และ ชนวนระเบิดเวลา



ครืดดดดดดดด

เสียงล้อเครื่องบินส่วนตัวสีดำสนิทบดเบียดกับรันเวย์ ก่อนจะจอดสนิทลง ณ โรงจอดเครื่องบินส่วนบุคคลของสนามบินนานาชาติขอนแก่น ทันทีที่บันไดเครื่องบินถูกกางออก บอดี้การ์ดในชุดโปโลสีดำนับสิบนายก็กรูกันลงมาตรึงกำลังรอบพื้นที่อย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ เมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างปลอดภัย ร่างสูงโปร่งของผมในชุดสูทลำลองจึงได้ก้าวลงมาเหยียบผืนดินอีสาน ภายในโรงจอดมีรถ SUV สีดำติดฟิล์มมืดสนิทหลายคันจอดติดเครื่องรออยู่

“คุณกานต์ คุณปุณณ์ เชิญที่รถคันที่สามครับ” หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยผายมือเชื้อเชิญอย่างสุภาพ ผมพยักหน้ารับรู้

ภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีดำ ผมกวาดสายตาประเมินสถานการณ์อย่างเงียบเชียบ เด็กอนุบาลยังดูออกว่าการคุ้มกันระดับนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อ ‘ดูแลความปลอดภัย’ เท่านั้น แต่มีไว้เพื่อ ‘คุมขัง’ ไม่ให้ผมหนี และเพื่อ ‘ป้องปราม’ ไม่ให้เจ้าถิ่นคิดจะแย่งชิงตัวผมไปได้ง่าย ๆ

เป้าหมายแรกของการเดินทางครั้งนี้คือ ‘ปฐพีไพศาล’ หนึ่งในสี่เสาหลัก ผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่กุมบังเหียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงงานอุตสาหกรรม และเส้นทางการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน

“คุณคินรออยู่ที่คาสิโนครับ” ปุณณ์กระซิบแจ้งเตือน

“อืม” ผมตอบรับสั้น ๆ ทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากทุ่งนาแห้งแล้ง เป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยปล่องควันและแสงไฟ ... จะมีฉากบังหน้าไหนดีไปกว่าการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ แล้วสอดไส้ ‘บ่อนคาสิโน’ เข้าไปเป็นหัวใจสำคัญ



ณ ห้องรับรอง VIP ชั้นบนสุดของคาสิโน

เป็นเวลาเกือบชั่วโมงที่ผมนั่งรอการมาถึงของเจ้าบ้าน ในบรรดาทายาทรุ่นใหม่ของสี่เสาหลัก ‘คิน’ หรือ ‘ภาคิน ปฐพีไพศาล’ คือตัวเต็งอันดับหนึ่งที่อาหมายตาไว้ ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูสุขุม เป็นผู้ใหญ่ และมีความเป็นนักธุรกิจเต็มตัว แต่เบื้องหลังกลับเลื่องลือเรื่องความโหดเหี้ยมและพร้อมจะแทงข้างหลังทุกคนเพื่อผลประโยชน์

แกร๊ก

ประตูบานหนาถูกเปิดออก คินเดินเข้ามาด้วยท่าทีสง่าผ่าเผยในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูป ผมสีดำสนิทถูกเซตเปิดหน้าผากเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉยไร้อารมณ์ ผมลุกขึ้นเตรียมจะทักทายตามมารยาท

ปึก!!!

ยังไม่ทันสิ้นคำ กำปั้นหนัก ๆ ก็เสยเข้าที่ลิ้นปี่ของผมเต็มแรง

“อั๊ก!!!” ความจุกแล่นปราดจนผมทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ตัวงอเป็นกุ้ง ลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที

“คุณคิน!!!” ปุณณ์ถลาเข้ามาประคองผมไว้ด้วยความตกใจ

“มึงอย่าเสือก ...”

พลั่ก!!!

คินใช้เท้าเขี่ยปุณณ์จนกระเด็นกลิ้งไปอีกทาง ก่อนจะย่อตัวลงมาใช้มือบีบคาง บังคับให้ผมเงยหน้าขึ้นสบตา

“... ไม่เคยคิดซินะ ว่าตัวเองจะตกต่ำได้ถึงขนาดนี้ ...” น้ำเสียงของเขาเย้ยหยันบาดลึกไปถึงกระดูกดำ

“... ศักดิ์ศรีที่เคยค้ำคอหายไปไหนหมด สายตาเย่อหยิ่งที่เคยใช้มองคนอื่นล่ะ ... หายไปไหนแล้ว”

ถุย!!!

ผมรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ถ่มน้ำลายใส่หน้าหล่อ ๆ ของคิน คนตรงหน้าหลับตาลงนิ่ง ๆ มือหนาปาดคราบน้ำลายออกจากแก้มช้า ๆ

เพี๊ยะ!!! ฝ่ามือหนักตบเข้าที่ใบหน้าผมจนหน้าหัน เลือดกลบปาก เค็มปร่าไปทั่วลิ้น

“คุณคิน!!! หยุดเถอะครับ! ถ้านายท่านรู้จะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ” ปุณณ์ตะโกนห้ามเสียงหลง

“มึงก็รู้ ...” คินไม่สนใจคำเตือนปุณณ์ จ้องหน้าผมเขม็ง

“... ว่าคุณค่าของมึงอยู่แค่เป็นหรือตาย จะครบสามสิบสองหรือแขนขาดไปสักข้าง ... มึงก็ยังมีค่าเท่าเดิม คือเป็นแค่ ‘เครื่องประดับ’ ”

ผมแสยะยิ้ม ทั้งที่มุมปากแตกยับ

“คุณคงกลัวมากสินะ ว่าจะทำเราหลุดมือไป ...” ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาอำมหิตคู่นั้น

“... คนอย่างคุณ นอกจากความเลวแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีพอจะสู้คนอื่นได้เลย” คินขบกรามแน่น ก้มลงมากระซิบข้างหูผมด้วยน้ำเสียงหื่นกระหาย

“ปากดีไปเถอะ ... เอาไว้กูได้มึงมาเป็นเมียเมื่อไหร่ ...”

“... กูก็อยากรู้เหมือนกันว่าหน้าสวย ๆ ของมึง จะยังปากดีได้อยู่ไหมตอนโดนกูเอา” เขาปล่อยมือจากคางผมอย่างแรง จนผมหน้าสะบัดไปอีกทาง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินหันหลังให้

“คุณคิดถูกแล้วที่รู้สึกกลัว ...” ผมพูดขึ้นไล่หลังเขา

“... ถ้าไม่ใช่เพราะไอเดียของเรา คุณก็คงไม่มีปัญญาคิดเอาคาสิโนมาซ่อนไว้ในนิคมฯ ได้เนียนขนาดนี้หรอก” เท้าที่กำลังจะก้าวพ้นประตูชะงักกึกไปชั่วครู่ คินไม่หันกลับมามอง แต่ไหล่ที่เกร็งขึ้นบ่งบอกว่าคำพูดของผมแทงใจดำเขาเข้าอย่างจัง ก่อนจะเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบและความเจ็บแสบในโพรงปาก





หลังจากการต้อนรับอันอบอุ่นที่อีสาน ผมก็ถูกพาเดินทางต่อขึ้นเหนือไปสัมผัสลมหนาวที่เชียงราย เพื่อพบกับวาโย เสาหลักต้นที่สองแห่งตระกูลเวหาภิรมย์

วาโยคือขั้วตรงข้ามกับคินอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มวัยสามสิบกลาง ๆ ดีกรีปริญญาเอกจากต่างประเทศถึงสองใบ เขาคือผู้ควบคุมดูแลอาณาจักรข่าวกรอง ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายแฮกเกอร์ระดับประเทศ วาโยคือมันสมองขององค์กร คือคนที่รู้ความลับทุกอย่างของทุกคน

“ยินดีต้อนรับครับน้องกานต์...”

วาโยต้อนรับผมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นในห้องกระจกใสที่มองเห็นไร่ชาสุดลูกหูลูกตา เขาเลื่อนถ้วยชากุหลาบราคาแพงที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาให้ผมตรงหน้า

“...อากาศเชียงรายเย็นนะครับ ชาอุ่น ๆ น่าจะช่วยไม่ให้รอยช้ำตามตัวปวดมากไปกว่านี้”

มือที่กำลังจะเอื้อมไปแตะหูแก้วชาของผมชะงักกึกทันที ผมตวัดสายตาขึ้นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของชายตรงหน้า

“พี่วาโย... หูตาไวเหมือนเดิมเลยนะครับ” ผมพยายามคุมเสียงให้นิ่งที่สุด

“ขอบคุณครับน้องกานต์ มันเป็นหน้าที่ของพี่ที่ต้องใส่ใจรายละเอียด”

เขาไม่ได้แสดงท่าทีอยากได้ตัวผมจนตัวสั่นเหมือนคิน ออกจะไม่สนใจเกมการเมืองแย่งชิงอำนาจด้วยซ้ำ ซึ่งผมไม่แปลกใจเลย เพราะคนฉลาดอย่างวาโยย่อมรู้ดีว่าการนั่งบนภูดูเสือกัดกัน คือจุดที่ปลอดภัยและได้ผลประโยชน์สูงสุด

สังเกตจากระบบ Server ใหม่ล่าสุดที่เขากำลังติดตั้ง ก็รู้แล้วว่างบประมาณมหาศาลที่ไหลเข้ามาในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจนี้ ... เข้ากระเป๋าใคร





จากเหนือล่องลงสู่แดนใต้ กลิ่นไอเค็มของทะเลอันดามันแตะจมูกทันทีที่ถึงภูเก็ต เสาหลักต้นที่สาม ‘ธีรานันท์ ชลธีรัตน์’ หรือ ‘นายหัวคราม’ เจ้าพ่อเมืองท่าผู้คุมเส้นทางเดินเรือและอาณาจักรการเงินสีเทาผ่านบัญชี Offshore และกระดานคริปโต

ครามเป็นคนเจ้าเสน่ห์ พูดจาไพเราะ และยิ้มเก่ง เขาไม่ได้พาผมไปที่ห้องเชือดหรือบ่อนคาสิโน แต่กลับพาผมมาพักที่พูลวิลล่าสุดหรูริมหน้าผาที่มองเห็นทะเลอันดามันกว้างไกลสุดสายตา ที่น่าประหลาดใจคือ... ไม่มีบอดี้การ์ดชุดดำยืนเฝ้าหน้าประตูห้องผมแม้แต่คนเดียว

“พี่เตรียมวิลล่าหลังนี้ไว้ให้น้องกานต์โดยเฉพาะเลยนะครับ อยากได้อะไรบอกคนของพี่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” ครามเดินนำผมออกมาที่ระเบียงกว้าง รับลมทะเลที่พัดมาปะทะใบหน้า

“พี่ไม่กลัวผมหนีเหรอครับ... ปล่อยให้ผมอยู่แบบไม่มีการ์ดเฝ้าหน้าประตูสักคนแบบนี้” ผมถามหยั่งเชิง

ครามหัวเราะร่วน เขาเดินไปเท้าแขนกับราวระเบียง แล้วชี้มือลงไปที่ท่าเรือส่วนตัวด้านล่าง ซึ่งมีสปีดโบ๊ทลำหรูจอดเทียบท่าอยู่

“น้องกานต์ครับ...” ครามปรายตามองผมด้วยรอยยิ้มหวานละมุน

“...ถ้าอึดอัดหรือเบื่อเกมแย่งชิงอำนาจพวกนี้แล้ว เรือลำนั้นเติมน้ำมันไว้เต็มถัง กุญแจเสียบคาไว้ น้องกานต์เดินลงไปสตาร์ทแล้วขับออกสู่ทะเลเปิดได้เลย พี่จะไม่ส่งคนตามแม้แต่คนเดียว”

ผมมองตามนิ้วของเขาไปที่เรือลำนั้น หัวใจกระตุกวูบกับข้อเสนอที่หอมหวาน... แต่อิสรภาพที่ได้มาง่ายขนาดนี้ มันมีอยู่จริงหรือ?

"พี่คิดว่าผมจะเชื่อประโยคหลอกเด็กของพี่เหรอครับ"

"ฮ่า ๆ ๆ ถึงจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ก็น่าเสียดายนะครับ พี่อุตส่าห์หวังว่าน้องกานต์จะลองดู ... งั้นพี่ไม่กวนแล้ว พักผ่อนให้สบาย แล้วเราค่อยคุยธุระกัน ถือซะว่ามาพักผ่อนละกัน..."

“... ระหว่างนี้น้องกานต์อยากได้อะไรบอกพี่นะครับ ... ทะเลที่นี่สวย แต่มันก็ลึกและอันตรายเหมือนกัน” คำพูดของเขาแฝงนัยยะเสมอ ครามไม่สนใจเรื่องนอกบ้าน ตราบใดที่เรือสินค้าของเขายังเข้าออกได้สะดวก และตัวเลขในบัญชียังเป็นสีเขียว

ใครจะนั่งบนบัลลังก์ ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะใส่ใจ แต่ถ้าใครกล้ามาแตะต้องผลประโยชน์ของเขา ... รอยยิ้มหวานละมุนนั่นจะเปลี่ยนเป็นใบมีดอาบยาพิษทันที





แล้วก็มาถึงสถานที่สุดท้าย ... ตระกูลที่เปรียบเสมือน ‘กำปั้นเหล็ก’ ขององค์กร ‘ศิรินฤเบศร์’ ตระกูลลูกชังที่ถูกกดไว้ให้อยู่ในเงามาตลอด แต่กลับเป็นขุมกำลังหลักที่ขาดไม่ได้ เพราะพวกเขาคือผู้ควบคุมกองกำลังติดอาวุธ คลังแสง และหน่วยลอบสังหาร ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยไหน ... ‘เพลิง คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์’ ก็มักจะถูกวางตัวไว้ใกล้สายตาของนายใหญ่เสมอ ในฐานะ ‘ดาบ’ ที่คมที่สุด

“จำเป็นด้วยเหรอครับ” ผมถามเสียงเรียบ ขณะจ้องมองผ้าปิดตาสีดำที่เจ้าหน้าที่ยื่นมาให้

“เป็นกฎของที่นี่ครับ เพื่อความปลอดภัยครับ” ชายชุดดำตอบเสียงแข็ง ผมถอนหายใจ พยักหน้ายอมให้คาดตาแต่โดยดี

ฐานบัญชาการของศิรินฤเบศร์ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหินปูนจังหวัดลพบุรี ลึกเข้าไปจากถนนหลักหลายสิบกิโลเมตร เพื่อให้เสียงปืนซ้อมรบกลมกลืนไปกับเสียงระเบิดหิน รถ SUV จอดสนิทหน้าโกดังขนาดมหึมาที่ถูกดัดแปลงเป็นสนามฝึกซ้อม

ผมถูกพาให้เดินลัดเลาะไปตามทางเดินซับซ้อน เสียงฝีเท้าดังก้องสะท้อนผนังปูนเปลือย จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่ง

“เชิญครับ ... คุณเพลิงรออยู่ข้างใน” เสียงปลดล็อคประตูดังขึ้น พร้อมกับผ้าปิดตาที่ถูกดึงออก

ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!

เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวทันทีที่ประตูปิดลง กลิ่นดินปืนลอยคลุ้งเตะจมูก ภาพตรงหน้าคือสนามซ้อมยิงปืนในร่มขนาดใหญ่ ที่ตอนนี้มีผู้ใช้งานเพียงคนเดียว ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวสีน้ำผึ้งเข้มจากการตากแดดตากลม อยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำพอดีตัวที่เผยให้เห็นมัดกล้ามและรอยสักรูปพยัคฆ์เหยียบเมฆที่ต้นแขนขวา เขายืนหันหลังให้ผม บรรจงเหนี่ยวไกใส่เป้ากระดาษที่อยู่ไกลออกไปอย่างใจเย็น

ปัง!!!

นัดสุดท้ายเจาะเข้ากลางหัวใจของเป้าหมาย

ป้ายดิจิทัลบอกคะแนนกระพริบโชว์ตัวเลข 97/100

เขาลดปืนลง ปลดแม็กกาซีนที่ว่างเปล่าออกแล้วบรรจุอันใหม่เข้าไปอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันกลับมา ... ดวงตาสีน้ำผึ้งคมกริบจ้องมองมาที่ผม

วินาทีที่สายตาเราประสานกัน ผมก้าวเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว ง้างมือขึ้นจนสุดแขน แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าคมเข้มนั้นเต็มแรง

เพี๊ยะ!!!

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นก้องสนามฝึก ใบหน้าของเพลิงสะบัดไปตามแรงตบ ปุณณ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังชะงักแข็ง ราวกับลืมไปแล้วว่าต้องหายใจเพราะไม่เคยมีใครกล้าทำแบบนี้กับ ‘มัจจุราชแห่งศิรินฤเบศร์’ มาก่อน

เพลิงนิ่งไปชั่วอึดใจ ... ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มที่เริ่มแดงเป็นรอยนิ้วมือจนเห็นได้ชัด เขาค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองผมช้า ๆ ก่อนจะ ยกปากกระบอกปืนขึ้นเล็งแสกกลางหน้าผากผมอย่างแม่นยำ ระยะห่างแค่นี้ ต่อให้ไม่ใช่เพลิง ผมก็ไม่มีทางรอด

บรรยากาศกดดันจนปุณณ์ที่ยืนอยู่ข้างหลังตัวเกร็งไปหมด แต่ผมกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด ผมขยับตัวเล็กน้อยจนปลายกระบอกปืนแทบจะสัมผัสหน้าผาก

“ถ้าคุณจะฆ่าเรา วันนี้เราคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก ...” มือเรียวของผมยกขึ้นจับที่ลำกล้องปืนร้อน ๆ แล้วค่อย ๆ ดันมันลงต่ำ

“... อีกอย่าง คุณไม่คิดว่าระเบิดแสงวันนั้นมันแรงไปหน่อยเหรอ ...” ผมเลิกคิ้วมองเขา

“... เล่นเอาเราหูอื้อ ตาพร่าไปเป็นอาทิตย์เลยนะ” เพลิงยอมลดปืนลง ปล่อยให้ผมดึงกระบอกบืนไปจากมือได้ง่าย ๆ

“ใครสอนให้คุณเยิงปืนทะเล่อทะล่าใส่ประตูแบบนั้น” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม

“หึ ...” ผมแค่นหัวเราะ ยกปืนขึ้นเล็งไปที่เป้ากระดาษแทน

“... ก็คุณไง”

ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!

ผมรัวกระสุนที่เหลือจนหมดแม็กกาซีนด้วยความคับแค้นใจ เมื่อเสียงปืนเงียบลง ผมหันไปมองป้ายคะแนน 46/100

เพลิงมองคะแนนแล้วแสยะยิ้มมุมปาก

“อย่าไปบอกใครเชียวนะ ว่าผมเป็นคนสอนคุณยิงปืน”





เสียงแก้วคริสตัลชนกันดังกริ๊งเบา ๆ เคล้าไปกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่ดังก้องอยู่ภายใต้เพดานสูงของห้องบอลรูมโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ แชนเดอเลียร์แก้วเจียระไนระย้าส่องแสงนวลตาสะท้อนกับเครื่องเพชรและนาฬิกาเรือนหรูของผู้ร่วมงาน โต๊ะยาวรูปตัวยู ถูกจับจองด้วยบุคคลระดับแนวหน้าขององค์กร

บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นกันเอง ... แต่สำหรับผม มันคือบรรยากาศของงานอัปมงคลของตัวเอง โดยมีพวกเขาเป็นแร้งที่มารอรุมทึ้ง ผมนั่งตัวตรงในชุดสูทกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม ขับผิวให้ดูขาวซีดยิ่งกว่าเดิม ดวงตาทอดมองเงาสะท้อนของตัวเองบนแก้วไวน์ ชีวิตของผมตอนนี้คงมีค่าไม่ต่างจาก ‘เครื่องประดับ’ ราคาแพงบนโต๊ะอาหาร ที่มีไว้เพื่อโชว์บารมีของเจ้าภาพเท่านั้น

ที่มุมหนึ่งของห้อง คิน นั่งเอนหลังด้วยท่วงท่าสบาย ๆ แต่ดวงตาคมกริบกลับฉายแววหิวกระหาย เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ สายตาโลมเลียจ้องมองมาที่ผมเป็นระยะ ราวกับมั่นใจเต็มร้อยว่า ‘สินค้า’ ชิ้นงามนี้จะต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน ถัดไปอีกฝั่ง

วาโย นั่งไขว่ห้าง กวนน้ำแข็งในแก้วด้วยปลายนิ้วอย่างใจลอย เมื่อสายตาเราสบกัน เขายิ้มทักทายตามมารยาท แต่รอยยิ้มนั้นว่างเปล่า ผมรู้ดีว่าคนอย่างวาโยไม่เคยเอาหัวใจมาวางในงานเลี้ยงแบบนี้ ในหัวสมองอันปราดเปรื่องของเขาคงกำลังคำนวณ ‘ความคุ้มค่า’ และหาทางหนีทีไล่มากกว่าจะสนใจเรื่องแย่งชิงตัวผม

ส่วน คราม กำลังหัวเราะร่ากับคู่สนทนา สีหน้าดูรื่นเริงเหมือนมาเที่ยวพักผ่อน แต่ผมมั่นใจว่าภายใต้ท่าทีสบาย ๆ นั้น สมองของเขากำลังชั่งน้ำหนักดีลและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่ตลอดเวลา

และคนสุดท้าย เพลิง เขานั่งอยู่ไม่ไกลจากอามากนัก แต่ระยะห่างทางความรู้สึกกลับดูไกลลิบ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำพอดีตัวนั่งนิ่งสงบเหมือนรูปปั้นหินผา กระดุมเสื้อเชิ้ตสองเม็ดบนที่ถูกปลดออกเผยให้เห็นรอยสักรูปพยัคฆ์เหยียบเมฆที่โผล่พ้นคอเสื้อออกมาวูบไหวทุกครั้งที่เขายกแก้วขึ้นดื่ม

“หลานคิดอะไรอยู่” เสียงทุ้มของอาดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะปั้นหน้ายิ้ม

“เปล่าครับ แค่กำลังมองบรรยากาศ” ผมยกแก้วไวน์ขึ้นจิบกลบเกลื่อนความประหม่า อายิ้มบาง ๆ ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ฝูงฉลามที่กำลังแหวกว่ายอยู่เบื้องล่าง

คืนนี้ เกมประมูลของอาคงจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ผมได้ยินข่าวลือหนาหูว่าคินทุ่มหมดหน้าตักเพื่อให้ได้ตัวผม แค่คิดถึงคำขู่ของมันในวันนั้น ขนแขนผมก็ลุกชันด้วยความรังเกียจและหวาดกลัว ถ้าคินชนะ ชีวิตที่เหลือของผมคงไม่ต่างจากตกนรกทั้งเป็น

กริ๊ง กริ๊ง

เสียงช้อนเคาะกับแก้วคริสตัลดังกังวานเรียกความสนใจจากทุกคน เสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลงจนเหลือเพียงความเงียบสงัด เจ้าของงานในชุดสูทสีเข้มลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย แก้วไวน์ในมือถูกชูขึ้นระดับอก

“ขอบคุณทุกคนที่มาในคืนนี้ ...” น้ำเสียงหนักแน่นทรงพลังสะท้อนก้องไปทั่วห้อง

“... ผมรู้ดีว่าทุกคนมีภารกิจรัดตัว แต่การที่พวกเรามารวมตัวกันได้ในค่ำคืนนี้ แปลว่าเรายังมีเป้าหมายเดียวกัน คือความยิ่งใหญ่ขององค์กร …” สายตาของอากวาดมองไปรอบโต๊ะอย่างช้า ๆ

“... ตั้งแต่วันที่พี่ชายของผมจากไป...” เขาหยุดเว้นจังหวะ เพื่อดึงอารมณ์ร่วม

“... ผมเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าจะทำยังไงให้เรือลำนี้อยู่รอดในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที ...” หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย บางคนแสร้งทำหน้าเศร้าโศกไว้อาลัย

“... ผมเห็นความพยายามของทุกคน...”

“... ปฐพีไพศาล ... ชลธีรัตน์ ... เวหาภิรมย์ ... ศิรินฤเบศร์ ...” สายตาเย็นเฉียบคู่นั้นไล่มองเจ้าของชื่อทีละคน ก่อนจะมาหยุดลงที่ผมเป็นคนสุดท้าย

“... และหลานรักของอา ...” อายกแก้วขึ้นสูงอีกนิด รอยยิ้มมุมปากกดลึกขึ้นจนดูน่ากลัว

“... ผมขอบคุณทุกข้อเสนอ ทั้งที่พูดออกมา และที่ไม่ได้พูดออกมา ...”

“... หลังจากไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผมค้นพบว่า หากเราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เราไม่ได้ต้องการแค่เงินทองหรืออำนาจ ... แต่เราต้องการ ‘สายสัมพันธ์’ ที่แข็งแกร่งพอจะผูกมัดเราไว้ด้วยกัน ...”

หัวใจผมเต้นรัวแรงจนแทบทะลุอก มือที่จับแก้วไวน์เริ่มชื้นเหงื่อ วินาทีตัดสินชะตาชีวิตมาถึงแล้ว

“... เพื่อเป็นเกียรติแก่พี่ชายของผม และเพื่อให้สายเลือดของเขายังคงอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจขององค์กร ...” อาเว้นจังหวะอีกครั้ง บีบหัวใจคนฟังจนแทบหยุดเต้น

“... ผมตัดสินใจจะวางข้อเสนอทั้งหมดลง และเลือกให้หลานรักของผม ...” สายตาทุกคู่พุ่งเป้ามาที่ผมเป็นจุดเดียว

“... กานต์ ... แต่งงานกับ...” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องจนได้ยินเสียงแอร์ทำงาน

“... คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์”

ชื่อของเพลิงร่วงหล่นลงมากลางห้องราวกับระเบิดลูกใหญ่ แก้วไวน์ในมือใครหลายคนชะงักค้างกลางอากาศ คินที่กำลังจะยกแก้วดื่มฉลองชัยชนะถึงกับมือแข็งค้าง นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง

ผมหันขวับไปมองอาด้วยความตกตะลึง ‘พูดเล่นใช่ไหม?’ แต่สายตาของคนตรงหน้ากลับนิ่งสงบและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก สายตาของผมค่อย ๆ เลื่อนไปหาชายร่างสูงใหญ่ที่เป็นเป้าสายตาของคนทั้งงาน เพลิงยังคงนั่งนิ่ง แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้สบาย ๆ ราวกับรู้อยู่แล้ว หรือไม่ก็ไม่ยี่หระต่อโลกใบนี้ ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มเหลือบขึ้นมาสบตากับอาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่ผม ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคิ้วขมวด ไม่มีแม้แต่เงาของความรู้สึกใด ๆ สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น จนกระทั่งเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่

“ผมขอขอบคุณนายท่าน ที่มอบหมายเกียรติอันสูงสุดนี้ให้กับผม …” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ แต่หนักแน่น

“... และผมขอสัญญาต่อหน้าทุกคนตรงนี้ ว่าจะดูแลและปกป้องคุณกานต์อย่างดีที่สุด ... ด้วยชีวิตของผม” เขายกแก้วไวน์ขึ้นก้มศีรษะทำความเคารพ ‘นายใหญ่’ ก่อนจะกระดกไวน์รวดเดียวหมดแก้ว แล้ววางลงบนโต๊ะเสียงดัง กึ๊ก เบา ๆ

“หลานรักของอา...” อาหันมาถามผมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกดดัน

“... พร้อมจะช่วยอาไหม” ผมกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ ลำคอแห้งผากราวกับทะเลทราย ทางเลือกของผมมีเพียงทางเดียว คือก้าวลงไปในนรกขุมนี้ด้วยความเต็มใจ

“พร้อมครับ” ผมตอบเสียงแผ่วแต่ชัดเจน

“ดีมาก ... หลานของอาน่ารักที่สุด” มือหนาวางลงบนศีรษะผม ออกแรงขยี้เบา ๆ อย่างพึงพอใจ

เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นรอบห้อง บรรยากาศเปลี่ยนจากความอบอุ่นเป็นความตึงเครียดทันที ผมเหลือบมองไปทางคิน เขาจ้องเขม็งมาที่ผม ก่อนจะเลื่อนสายตาอาฆาตไปที่เพลิง ก่อนที่เจ้าตัวจะกระดกแก้ววิสกี้ในมือลงคออย่างหงุดหงิด

เพลิงไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของใคร เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง เป็นกำแพงหินผาที่ไม่สะทกสะท้านต่อพายุอารมณ์รอบข้าง นิ้วมือหนาเคาะลงบนขอบโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังนับถอยหลังสู่สงคราม

ผมยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอีกครั้ง คราวนี้รสฝาดขมของมันบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ ผมเคยคิดว่าตัวเองถูกพาออกมาเร่ขายเพื่อแลกเงินทอง แต่ความจริง มันเลวร้ายกว่านั้น อาไม่ได้ต้องการทรัพย์สินหรืออำนาจ แต่อาต้องการ ‘อำนาจเบ็ดเสร็จ’ การยกผมให้เพลิง คือแผนการที่แยบยล เพราะสงครามระหว่าง ‘ปฐพีไพศาล’ กับ ‘ศิรินฤเบศร์’ จะปะทุขึ้น โดยมีอานั่งจิบไวน์ดูความพินาศของทั้งสองตระกูลอยู่บนบัลลังก์

ในเงาสะท้อนของแก้วไวน์ ผมเห็นภาพตัวเองไม่ใช่เจ้าสาวในงานวิวาห์ แต่เป็น ‘ชนวนระเบิด’ ที่ถูกจุดไฟทิ้งไว้ท่ามกลางกองดินปืน ... เพื่อรอเวลาที่จะทำลายล้างทุกอย่างให้เป็นผุยผง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-10-2026 10:29:42 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
( ;`Д´)

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
( `д´)

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนที่ 3 : แรกพบ ไม่สบตา



10 ปีที่แล้ว

รถลีมูซีนสีดำเงาแล่นผ่านประตูเหล็กดัดลวดลายวิจิตรเข้ามาช้า ๆ ก่อนที่ประตูอัตโนมัติจะค่อย ๆ เลื่อนปิดลง ... เหมือนกำแพงที่ขีดเส้นระหว่างโลกใบเก่าและใบใหม่ ... ผมนั่งพิงเบาะหนังสีครีม หลุบตามองเงาตัวเองบนกระจกที่สะท้อนแสงแดดยามบ่ายเข้ามาจนตาพร่า ผมสวมสูทสีเทาอ่อนที่สั่งตัดจากลอนดอนและผูกเนคไทผ้าไหมที่อาจารย์ที่ปรึกษาซื้อให้เป็นของขวัญจบปริญญาโท

สองข้างทางเป็นแนวต้นไม้ตัดแต่งอย่างดี สลับกับรูปปั้นหินอ่อนตั้งเป็นช่วง ๆ น้ำพุขนาดใหญ่กลางลานยังผุดกระเซ็นเป็นสายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม … ยกเว้นตัวผมที่รู้สึกว่าหายใจไม่ค่อยออก

รถยนต์คันหรูจอดสนิทตรงหน้าบันไดหินอ่อนที่ทอดยาวนำขึ้นไปสู่โถงใหญ่ ผมขยับลำคอที่ถูกเนคไทรัดแน่นไปมาเล็กน้อยก่อนจะก้าวลงจากรถทันทีที่คนขับลงมาเปิดประตูให้

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับคุณกานต์” เสียงหนึ่งดังขึ้น

ผมหันกลับไปมอง ถึงได้เจอกับพ่อบ้าน เราส่งยิ้มทักทายให้แก่กันตามประสาลูกของ ‘นาย’ กับคนเก่าคนแก่ของครอบครัว ก่อนที่ผมจะเดินตามแผ่นหลังที่เริ่มจะค่อมลงตามวัยเข้าไปในตัวอาคาร

พื้นหินอ่อนขัดเงาจนสะท้อนภาพเพดานสูงกับแชนเดอเลียร์แก้วเจียระไนระยิบระยับ ผมเคยคิดว่าที่นี่สวยงามราวกับพระราชวัง แต่วันนี้สถานที่เดียวกันกลับให้ความรู้สึกเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่เอาของ ‘ล้ำค่า’ มาตั้งโชว์ และของล้ำค่านั้น … ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

ผมปรายตามองไปทางปีกซ้ายของตัวบ้าน ห้องโถงกว้างที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยม้าโยกไม้และกล่องของเล่นตัวต่อในวัยเด็กของผม บัดนี้มันถูกทุบกำแพงขยายออกจนกลายเป็นห้องรับรองแขกวีไอพีที่ดูโอ่อ่าแต่เย็นชา กรอบรูปครอบครัวขนาดใหญ่ถูกย้ายตำแหน่งจากโถงกลางไปหลบอยู่ตรงมุมมืดสุดของโถงทางเดินชั้นสอง มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังทำให้รู้ว่านี่คือบ้าน... กลิ่นดอกมะลิสดกับกลิ่นอายแดดยามบ่ายที่โชยมาจากแจกันแก้วเจียระไนบนโต๊ะคอนโซล แม่บ้านเก่าแก่ยังคงจัดดอกไม้แบบเดิมไว้ที่มุมเดิมไม่เปลี่ยน

“ขึ้นไปที่ห้องทำงานได้เลยนะครับ นายท่านรออยู่” พ่อบ้านเอ่ยขึ้นเมื่อเราเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าบันได

ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะในห้องโถงที่เงียบเกินไป ทุกก้าวที่เดินเหมือนกำลังเดินกลับไปสวมกุญแจมือของตัวเอง

เท้าทั้งสองข้างหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ ผมผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ ก่อนที่จะผลักบานประตูตรงหน้าออก ... และเมื่อประตูบานนั้นปิดลง ... ถือเป็นการละทิ้งโลกใบเก่าของผมโดยสมบูรณ์

กลิ่นซิการ์ผสมกลิ่นวิสกี้ลอยแตะจมูกทันทีที่ก้าวเข้าไป ภายในห้องทำงานกว้างใหญ่ มีโต๊ะไม้สักตัวเดิมตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ด้านหลังมีชั้นวางหนังสือเรียงรายเต็มผนัง สลับกับกรอบรูปขาวดำของคนรุ่นก่อน ๆ

ชายวัยกลางคนในสูทสีเข้มนั่งอยู่หลังโต๊ะ มือข้างหนึ่งถือแท็บเล็ต ในขณะที่อีกข้างถือแก้วคริสตัลใสที่มีของเหลวสีอำพันเหลืออยู่ครึ่งแก้ว เส้นผมที่เริ่มมีสีเงินแซมขับให้ดวงตาคมเข้มดูน่าเกรงขามมากขึ้นกว่าเดิม

“กลับมาแล้วเหรอ” น้ำเสียงทุ้มต่ำพูดขึ้นโดยที่ยังไม่เงยหน้ามอง

“ครับพ่อ” ผมตอบสั้น ๆ

เขาเงยหน้าขึ้นมามองตรง แค่แวบแรกผมก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอ มันเป็นสายตาที่ผมคุ้นเคย สายตาเขาหรี่ลงเล็กน้อย ดวงตาเหมือนเครื่องสแกนที่คอยเช็กว่าของที่ลงทุนส่งไปต่างประเทศกลับมาในสภาพดีหรือไม่

“โตขึ้นเยอะ ...” เขาพูดราวกับกำลังดูหุ้นที่ราคาขึ้น

“... หน้าตาก็ดี ท่าทางจะคุยกับฝรั่งรู้เรื่อง”

“ก็พอใช้ได้ครับ” ผมยิ้มสุภาพ

“ดี ...” เขาวางแก้วลงบนโต๊ะเสียงเบา ก่อนจะหันหน้าไปทางประตูด้านข้างแล้วเอ่ยสั้น

“... เข้ามาได้แล้ว” ผมเลิกคิ้วนิด ๆ ไม่รู้ว่าเขาพูดกับใคร

ไม่นานเกินรอประตูไม้เล็กด้านข้างที่เมื่อครู่ปิดสนิทถูกผลักออกช้า ๆ

ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพอดีตัว กางเกงทรง tactical สีเดียวกัน ก้าวเข้ามาด้วยจังหวะเดินที่นิ่งและมั่นคง รองเท้าบูททำให้เสียงฝีเท้าแทบไม่ดังไปบนพื้นไม้

ผิวของเขาเป็นสีน้ำผึ้งเข้มแบบคนที่อยู่กลางแจ้งบ่อย ๆ เส้นผมสั้นด้านข้างไถเกรียน ด้านบนยาวกว่าหน่อยถูกเซ็ตลวก ๆ พอให้ดูไม่รุงรังเกินไป เส้นเลือดนูนใต้ท่อนแขนที่พับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอกบอกชัดว่าเจ้าตัวไม่ได้ใช้เวลาในฟิตเนสเพื่อถ่ายรูปลงโซเชียล ลวดลายรอยสักสีหมึกตัดกับผิวเข้มโผล่ให้เห็นแวบ ๆ ตรงข้อมือและลำคอด้านข้าง ก่อนจะหายลับไปใต้เนื้อผ้า

เขาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะทำงาน ผมสังเกตเห็นว่าเขาไม่มองผมเลยแม้แต่นิดเดียว ดวงตาคมเข้มยังคงจดจ่ออยู่กับคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะนั้น

“นี่คือ คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์ ...” พ่อเอ่ยขึ้น

“... ต่อไปนี้ ‘เพลิง’ จะเป็นเงาของแก” คิ้วผมกระตุกเล็กน้อยกับคำว่า ‘เงา’

“... ตั้งแต่วันนี้ไป มึงมีหน้าที่เดียว ...” เขาหันไปมองชายตรงหน้า

“... ดูแลกานต์ให้ดีที่สุด ปกป้องเขา แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต”

“ครับนาย” เสียงทุ้มของเขาตอบรับสั้น ๆ ชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว

พ่อหันกลับมาทางผม

“กานต์ นี่ เพลิง”

คราวนี้เขาถึงได้หันมามองผม ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มสบตาตรง ๆ ไม่มีหลบ ไม่ค้อม ไม่ลดระดับสายตาลงอย่างที่ลูกน้องส่วนใหญ่ทำเวลามองผม

ผมยกยิ้มบาง ๆ ตอบกลับไปตามมารยาท

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

“ครับ” เขาตอบสั้น ๆ เท่านั้น ริมฝีปากแทบไม่ขยับเป็นรอยยิ้ม

บอดี้การ์ดส่วนใหญ่ที่ผมเคยเห็นมีสองแบบ แบบที่โค้งตัวจนเกือบจะกราบเท้า และแบบที่ทำตัวเป็นกำแพงนิ่ง ๆ ไม่พูดไม่จา … คนตรงหน้าคือแบบหลัง … แบบที่รู้ดีว่าตัวเองมีค่าพอจะไม่ต้องอ้อนวอนขอที่ยืนจากใคร

“เดี๋ยววันนี้ให้เพลิงพาไปข้างนอกหน่อยก็ดี ... ไปดูเสียหน่อยว่าข้างนอกมันเปลี่ยนไปแค่ไหน” พ่อพูดราวกับเพิ่งนึกออก
“ครับพ่อ” ผมขยับยิ้ม เพราะไม่ได้กลับเมืองไทยมานับสิบปี เท่าที่สังเกตระหว่างทางกลับมาจากสนามบิน กรุงเทพเปลี่ยนไปมากเมื่อเปรียบเทียบกับความทรงจำในวัยเยาว์ของผม





ประตูห้องทำงานปิดลงเบื้องหลัง เหลือเพียงทางเดินที่ทอดตามโถงกว้าง เราเดินเคียงกันในความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

“คุณอายุเท่าไหร่” ผมถามโดยที่สายตายังมองตรงไปข้างหน้า

“ยี่สิบแปดครับ” เสียงเรียบ ๆ ตอบกลับมาทันที

“เราดูไม่ออกเลยว่าคุณแก่กว่าเราตั้งสามปี” ผมหัวเราะในลำคอเบา ๆ

เขาเหลือบตามามองแวบหนึ่ง

“ขอบคุณครับ” ไม่รู้ว่าเป็นคนไม่ค่อยพูด หรือไม่อยากพูดกับผมกันแน่

“ปกติคุณทำตำแหน่งอะไรอยู่” ผมถามต่อ

“ทีมภาคสนามครับ ผมเพิ่งถูกเรียกตัวกลับมา” เขาตอบ

“ขอโทษนะ ที่อยู่ ๆ คุณก็เหมือนถูกลดตำแหน่งให้มาเป็นบอดี้การ์ดเดินตามเรา”

“ผมทำตามคำสั่งครับ หน้าที่ผมคือทำตามคำสั่ง ไม่ได้มีสิทธิ์รู้สึกอะไร”

“ฟังดูน่าเบื่อนะ” ผมย่นจมูกเล็กน้อย

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงเรียบ แต่สายตาคมกริบหันมาโฟกัสที่ผมชัดขึ้น

“มันไม่ใช่หน้าที่ที่น่าเบื่อหรอกครับ … แค่เป็นหน้าที่ที่แบกความเสี่ยง ถ้าคุณเป็นอะไรขึ้นมา ผมก็คงมีชะตากรรมไม่ต่างกัน”

“เราก็ไม่ชอบมีคนเดินตามตลอดเวลานะ” เพราะรู้สึกเหมือนถูกคำพูดประชด ผมเลยปากไวพูดออกไปโดยที่ไม่ทันได้ยั้งคิด

“ผมก็ไม่ได้อยากเดินตามคุณทั้งวันเหมือนกันครับ ... แต่ระหว่าง ‘อยาก’ กับ ‘จำเป็นต้องทำ’ … ผมเลือกอย่างหลัง ...” เขาพูดตรง ๆ

เราสองคนเดินเคียงคู่กัน ท่ามกลางความเงียบจนมาถึงโถงใหญ่ชั้นล่าง

“... คุณอยากจะไปไหนครับ” เพลิงถาม

“ออกไปข้างนอก เบื่อจะอยู่ในบ้านแล้ว” ผมตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด แม้ว่าเท้าจะเพิ่งเหยียบพื้นบ้านไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ

เขาพยักหน้า

“งั้นผมขอเช็กกับศูนย์รักษาความปลอดภัยก่อนครับ”

“ไม่ต้องหรอก ... เราอยากเดินเล่นเองมากกว่า” เพลิงเงียบไปชั่ววินาที สายตาเย็น ๆ ของเขานิ่งขึ้นจนผมสัมผัสได้

“ผมขอโทษครับ แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คุณไปไหน ผมต้องไปด้วยทุกที่ ...” เขาพูดช้า ๆ ชัด ๆ

“... ถ้าคุณอยากเดินเล่น ผมจะเดินตามคุณอยู่ห่าง ๆ ... แต่คุณจะไม่เดินคนเดียว”

ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ รู้สึกเหมือนกำลังเถียงกับกำแพงคอนกรีตที่ขยับไม่ได้





เฮ่อออออออ!!!

ผมถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของบ่ายวันนี้ ขณะยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องลองเสื้อวีไอพีของแบรนด์ดังกลางห้างหรู ในกระจกสะท้อนใบหน้าของคนสวมเชิ้ตขาวเนื้อดีทับด้วยสูทสีเข้มพอดีตัว

“เราว่าต้องเอาเอวเข้าอีกหน่อย รู้สึกว่ามันหลวมไปครับ” ผมเดินออกมาจากห้องลองเสื้อ แล้วบอกกับพนักงานขายเสียงเรียบ

“ได้เลยค่ะ” เธอตอบรับด้วยรอยยิ้ม แล้วเดินหายไปหลังร้าน ทิ้งให้ผมอยู่ตามลำพังกับเงาของตัวเองที่ยืนปักหลักอยู่มุมห้อง ... บรรยากาศรอบตัวของ เพลิง คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์ ให้ความรู้สึกตรงกันข้ามกับความหรูหรา สายตาคมกริบของเขาจ้องมองผมสลับกับสแกนไปรอบห้องเหมือนเรดาร์ตรวจจับวัตถุระเบิด

ผมมองเขาผ่านเงาสะท้อนในกระจก

“คุณไม่ต้องยืนเกร็งขนาดนั้นก็ได้นะ นี่ห้องลองเสื้อ ไม่ใช่สนามรบ” ผมเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ

“หน้าที่ผมคือดูแลความปลอดภัยของคุณ ... ไม่ว่าจะเป็นในห้องลองเสื้อหรือในสนามรบ” ทุ้มตอบกลับมาทันทีโดยไม่ต้องคิด

ผมลอบกลอกตาเบา ๆ คนอะไรมาตรฐานสูงจนน่าอึดอัด

จบประโยค เจ้าตัวก็ก้าวเข้ามาใกล้ ผมเห็นเงาเขาชัดขึ้นในกระจก ฝ่ามือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับอาวุธยื่นมาจัดปกเสื้อเชิ้ตของผมให้ตรง จากนั้นเลื่อนลงมาดึงชายเสื้อสูทด้านหลังให้เข้าที่ ก่อนจะใช้มืออีกข้างปัดเบา ๆ ผ่านช่วงเอวและกระเป๋ากางเกงด้านขวา

สัมผัสรวดเร็วและแผ่วเบาจนผมคิดว่าเขาแค่เป็นคนเจ้าระเบียบเกินเหตุ

“ขยับไหล่นิดครับ”

ผมทำตามที่เขาบอก แล้วเพลิงก็ถอยกลับไปยืนที่เดิม สายตากลับไปกวาดรอบห้องราวกับเมื่อกี้ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

ไม่นานพนักงานก็เดินกลับมา พวกเธอจัดการวัดสัดส่วนลำตัวของผมอย่างชำนาญ

“เราอยากลองสูทลำลองตัวนั้นด้วยครับ” ผมชี้นิ้วไปยังสูทผ้าฝ้ายสีอ่อนที่แขวนอยู่ไม่ไกล

“ได้ค่ะ คุณกานต์เข้าไปรอในห้องลองก่อนแล้วเดี๋ยวหนูเอาสูทเข้าไปให้นะคะ”

“ครับ”

ยืนรออยู่ในห้องได้ไม่นานพนักงานก็นำสูทตัวนั้น พร้อมกับสูทต่างสีแต่เนื้อผ้าเดียวกันมาให้ผมลองอีกหลายตัว ในจังหวะที่ผมเอื้อมมือไปขยับเสื้อสูทที่แขวนเรียงรายอยู่บนราวแขวน สายตาของผมเหลือบไปเห็นบานประตูสีขาวแปะป้าย ‘Staff Only’ ซ้อนอยู่ด้านหลัง

สมองผมสั่งการเร็วกว่าความคิด

แกร๊ก ...

ผมผลักประตูไม้แผ่นบางเข้าไปทันที พลันจังหวะหัวใจก็พุ่งกระฉูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นระทึกใจ ทางเดินหลังร้านแคบและมืดกว่าที่คิด แสงไฟนีออนกะพริบวิบวับส่งเสียงครางหึ่งน่ารำคาญใจ ผมรีบซอยเท้าสับไปข้างหน้าอย่างรนลาน สายตาล่อกแล่กคอยระแวงหันหลังกลับไปมองประตูบานเดิมตลอดเวลา

โครม!!!

เพราะรีบร้อนเกินไป ปลายรองเท้าหนังเฉียดกระแทกเข้ากับขอบกล่องลังกระดาษที่วางระเกะระกะจนทรงตัวเกือบไม่อยู่ เสื้อเชิ้ตขาวเฉียดกับโครงเหล็กหลังร้านผมสูดหายใจลึก กัดฟันทรงตัวแล้ววิ่งต่อจนถึงลิฟต์ขนของ

ปลายนิ้วเรียวสั่นระริกตอนรัวกดปุ่มเรียกลิฟต์ หัวใจเต้นโครมครามรัวกระหน่ำอยู่กลางอกราวกับจะทะลุออกมา ในหัวจินตนาการไปไกลว่าประตูหลังร้านจะถูกกระชากออกและมีร่างสูงใหญ่ของเพลิงโผล่มาวินาทีใดวินาทีหนึ่ง ทันทีที่ประตูลิฟต์เหล็กเก่าๆ เลื่อนเปิดออก ผมพุ่งตัวเข้าไปด้านใน พยายามกดปุ่มปิดประตูซ้ำๆ

ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่าง ผมก็ไม่รอช้า รีบวิ่งฝ่าความมืดของชั้นใต้ดินทะลุออกไปหน้าถนนใหญ่ แล้วก้าวขาขึ้นรถรับจ้างที่จอดอยู่ข้างทางทันทีด้วยอาการหอบหายใจจนตัวโยน

รถรับจ้างสีเขียวเหลืองเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ ตามคำขอร้องของผม ผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง กรุงเทพมหานครเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ ระบบขนส่งมวลชน ตึกสูงระฟ้า ผู้คนเดินกันขวักไขว่ แล้วสายตาของผมก็สะดุดกับสถานที่แห่งหนึ่ง สถานที่ที่ผมได้เห็นบ่อยครั้งในหลาย ๆ ซีรีส์ของประเทศไทย





ผมใช้เวลาเกือบชั่วโมงเดินเลาะริมแผงอาหารไปเรื่อย ๆ ถุงหมูปิ้ง ไส้กรอกแดงทอด ข้าวโพดคลุกเนย และแก้วพลาสติกทรงสูงในน้ำหวานสีเขียว ถูกวางกองไว้บนโต๊ะเหล็กสีแดง ในขณะที่ปากกำลังเคี้ยวของโปรดในวัยเด็ก หูก็แอบฟังเสียงผู้คนหัวเราะพูดคุยกันด้วยภาษาและสำเนียงหลากหลาย

“หายไปหนึ่งชั่วโมงกับห้านาที” ผมชะงักเมื่อได้เสียงทุ้มเย็นเยียบดังขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนที่จะตั้งสติได้แล้วกินไส้กรอกแดงทอดชิ้นสุดท้าย

ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงในชุดสูทดำที่ยืนค้ำหัวอยู่ ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มคู่นั้นไม่ได้พรางความโกรธ หรือความรู้สึกใด ๆ เอาไว้เลย

“ลุกขึ้นครับ” เขาออกคำสั่ง

“คุณตามมาถูกได้ยังไง” ผมถามกลับ พยายามทำเสียงแข็งสู้

เพลิงไม่ตอบ เขาแค่เลื่อนสายตาลงมาที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังของผม ก่อนจะเอื้อมมือมาล้วงเข้ามาอย่างถือวิสาสะ นิ้วมือหยาบดึงวัตถุสีดำขนาดจิ๋วออกมา โชว์ให้ผมดู

ดวงตาของผมเบิกตากว้าง

“คุณแอบติด...”

“... คุณไม่มีสิทธิ์”

“ผมมีสิทธิ์ทุกอย่างที่จะรักษาชีวิตคุณ ...” เสียงเข้ม ๆ ทำให้คนที่นั่งอยู่โต๊ะตัวข้างๆ หันมามอง เพลิงสูดหายใจลึก ปรับน้ำเสียงให้กลับมาราบเรียบดังเดิม

“... หนึ่งชั่วโมงห้านาทีที่คุณหายไป ... คุณรู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหน ...”

“... ความคึกคะนองของคุณ ทำให้ผมและคนอื่น ๆ เดือนร้อนไปด้วย”

“เรา ... เราแค่ ... อยากมีพื้นที่ให้หายใจ” ผมเสียงอ่อยลง เพลิงมองผมนิ่ง แววตาที่เคยวาวโรจน์อ่อนลงเพียงนิดเดียวเมื่อเห็นสีหน้าสำนึกผิดของผม

“คุณมีพื้นที่ให้หายใจได้ แต่พื้นที่ตรงนั้นต้องอยู่ในสายตาของผม ... กลับเถอะครับ ก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ไปกว่านี้” ผมเม้มปากแน่น พยักหน้า แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ถ้าเรากลับตอนนี้ คุณจะโดนลงโทษน้อยลงไหม” เพลิงชะงักไปเล็กน้อย เหมือนไม่คิดว่าผมจะถาม

“คนที่จะตอบคำถามของคุณได้ ไม่ใช่ผม”

“งั้น ...” ผมกลั้นใจ

“... ให้เวลาเราอีกสิบห้านาทีได้ไหม”

“ไม่ได้ครับ” เขาปฏิเสธทันที

“สิบห้านาที แล้วเราจะยอมกลับไปพร้อมกับคุณ เราจะบอกหัวหน้าของคุณว่าคุณไม่ผิด เราจงใจหนีออกมาเอง” ผมต่อรอง

เพลิงจ้องหน้าผม เขากำลังประเมินว่าระหว่างหน้าที่กับแววตาเว้าวอนของผม อะไรจะมีอิทธิพลกับเขามากกว่ากัน และในที่สุดเขาก็ทิ้งลมหายใจเฮือกใหญ่ หันมองนาฬิกาข้อมือ

“สิบนาที”

“สิบห้านาที”

“สิบสอง” เขาต่อรองหน้าตาย

“โอเค สิบสองนาที” ผมหลุดขำออกมาทั้งที่สถานการณ์ไม่น่าขำ

ผมเดินนำเขาไปตามทางเดินตลาดนัด โดยมีเพลิงเดินประกบหลังในระยะเอื้อมมือถึง เขาดูระแวดระวังตลอดเวลา สายตาสแกนมองคนเดินผ่านไปมาราวกับว่าทุกคนคือมือปืน

“คุณชอบไส้กรอกอีสานไหม” ผมหันไปถาม

“กินได้ครับ” ผมส่ายหน้าให้กับคำตอบแบบกำปั้นทุบดิน ยื่นแบงก์ห้าสิบให้แม่ค้า ผมซื้อมาอีกสองไม้ แล้วยื่นไม้หนึ่งไปตรงหน้าเขา

เพลิงมองไม้เสียบไส้กรอกอีสานในมือผมสลับกับใบหน้าผม เขาทำหน้าเหมือนผมกำลังยื่นระเบิดเวลาให้กู้

“รับไปสิครับคุณบอดี้การ์ด หรือกลัวว่าจะมียาพิษ?”

สุดท้ายมือหนาที่คุ้นเคยแต่กับการจับด้ามปืนก็ยอมเอื้อมมารับไม้ไส้กรอกอีสานไป

“คุณเองอย่ามัวแต่เล่น ใกล้จะหมดเวลาสิบสอ ... แปดนาทีที่เหลืออยู่ของคุณ” เขาพูดเสียงดุ แต่ยอมยกไม้ไส้กรอกขึ้นกัดคำเล็ก ๆ

ภาพที่เห็นทำให้ผมเผลอยิ้มออกมา ... ใครจะคิดว่าคนที่แพร่รังสีอำมหิตตลอดเวลาจะมีมุมเหมือนคนปกติทั่วไปกับเขาบ้าง





ภายในรถเงียบกว่าที่ควรจะเป็น เสียงเครื่องยนต์และแอร์เย็นจัดกลืนเสียงทุกอย่างภายนอกไปหมด ผมนั่งพิงเบาะด้านหลัง ในขณะที่เพลิงนั่งอยู่ในตำแหน่งข้างคนขับ

“เมื่อกี้ผมทำโกรธมากไหม” สุดท้ายก็เป็นผมที่ทนไม่ไหวกับความเงียบก่อน

ผมหันไปถาม ดวงตายังมองวิวเมืองที่ไหลย้อนกลับไปทางด้านหลังนอกกระจก

“แล้วคุณคิดว่ายังไงล่ะครับ” เสียงข้างตัวตอบแบบไม่ปรุงแต่ง

“ก่อนจะมาทำงานกับพ่อเรา คุณอยู่ไหนมาก่อน...” ผมเปลี่ยนคำถาม

เพลิงเงียบไปเล็กน้อยเหมือนไม่แน่ใจว่ามีอะไรซ้อนอยู่หลังคำถามง่ายๆ คำถามนี้หรือเปล่า

“... ตอบมาเถอะ เราแค่อย่างรู้ว่าคนที่ต่อจากนี้จะเป็นเงาตามตัวของเราเป็นคนยังไงเท่านั้นเอง”

“ตอนเด็ก ๆ ผมทำงานรับจ้าง”

“รับจ้าง ... หมายถึงทำอะไรบ้าง”

“เปลี่ยนไปเรื่อยครับ แล้วแต่ช่วง ใครจ้างอะไรผมก็ทำหมด”

“แล้วคุณเข้ามาทำงานนี้ได้ยังไง” ผมคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจากเด็กรับจ้างทั่วไปจะก้าวเข้ามาในวงการมาเฟียได้ยังไง

“หนี้ครับ พ่อผมเป็นหนี้ พอพ่อเสีย ผมก็ต้องใช้หนี้แทน” น้ำเสียงเขาเรียบมาก ราวกับกำลังเล่าเรื่องเมื่อเช้ากินอะไรเป็นอาหารเช้า

“แล้วทำไมถึงได้ไปทำงานภาคสนามล่ะ”

“คงเป็นเพราะผมชอบเล่นกีฬา สกิลพวกนี้เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับคนที่ทำงานในภาคสนาม”

“คุณคงมีฝีมือมากซินะ ไม่งั้นคงไม่ถูกส่งมาให้ดูแลเรา ...” เพลิงทำหน้านิ่งๆ กลับมาแทนคำตอบ

“... ส่วนเราเกิดมาแล้วก็เป็นลูกมาเฟียเลย ... เผื่อคุณไม่รู้ว่าเราเข้ามาอยู่ในวงการนี้ได้ยังไง”

“ครับ” ในรถเงียบสนิทขนาดที่ผมได้ยินเสียงน็อตขยับ มุกตลกเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศของผมถูกความนิ่งของเพลิงทำให้กลายสภาพเป็นมุกห้าบาทสิบบาท

“แล้ว... ตอนเด็ก ๆ คุณมีอะไรที่อยากเป็นไหม”

เพลิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง

“ตอนประถมอยากเป็นคนขับรถแท็กซี่ครับ” ผมหันขวับไปมองหน้าเขาทันที

“จริง?”

“ครับ ...” เขายังตอบด้วยน้ำเสียงแบบเดิม

“... ตอนนั้นคิดแค่ว่าถ้าได้ขับรถแท็กซี่ ก็จะได้นอนแอบนอนในรถที่ติดแอร์เย็นสบาย

ผมหัวเราะในลำคอเบา ๆ

“ถ้าอยากอยู่ห้องแอร์ ทำงานในห้างหรือในโรงแรมก็ได้นี่”

“ไม่มีใครรับคนทำงานรับจ้างแบบผมไปทำงานในโรงแรมหรอกครับ”

หลังจากประโยคบอกเล่าของเพลิงภายในรถกลับมาเงียบอีกครั้ง

“แล้วคุณล่ะครับ” คราวนี้เพลิงเป็นฝ่ายเอ่ยถามบ้าง

“หือ?”

“ถ้าคุณไม่ได้เกิดมาเป็นลูกของนาย ... คุณฝันอยากทำอะไร”

“ฝันเหรอ ... คุณคิดว่าเรามีสิทธิที่จะฝันด้วยเหรอ” ตั้งแต่จำความได้ผมก็เลี้ยงดูขึ้นมาเพื่อเป็นทายาทอันดับที่ 1 ผมเป็นคนไม่มีเพื่อน และไม่มีความฝัน ชีวิตผมมีเพียงแค่หน้าที่ และราคาที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดตั้งแต่เกิด

ผมเกิดที่เมืองไทย แต่ถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษมาตั้งแต่เด็ก แม้จะไม่ได้มีอิสระเหมือนคนในวัยเดียวกันแต่ระยะห่างจากพ่อก็ทำให้ผมมีพื้นที่หายใจมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ แค่วันแรก ผมก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองถูกกำแพงที่มองไม่เห็นบีบอัดจนแทบขยับไม่ได้

“เรากำลังคุยกันในเรื่องไม่มีวันได้เกิดขึ้นจริงอยู่นะครับ”

ผมเอนหัวพิงเบาะ มองไฟท้ายรถคันหน้าไหลเป็นเส้นยาว ๆ

“เราอยากเกิดมาเป็นลูกของพนักงานออฟฟิสธรรมดาๆ ...”

“... แค่นั้นแหละ ความฝันของเรา”





รถค่อย ๆ ชะลอความเร็วเมื่อใกล้ถึงประตูเหล็กดัดงดงามวิจิตร แสงไฟจากโคมประดับตลอด 2 ข้างถนนลอดเข้ามาในตัวรถยนต์ จนกระทั้งรถ SUV คันหรู จอดสนิทตรงหน้าบันไดหินอ่อน

เพลิงเปิดประตูลงจากรถก่อน แล้วหันมาเปิดประตูให้ผม เขากลับไปใช้โทนเสียงเดิมของบอดี้การ์ดที่ผมเริ่มคุ้นเคย

“เชิญครับคุณกานต์” ผมพยักหน้าแล้วก้างลงจากรถ

เสียงรองเท้าหนังกระทบกับพื้นหินอ่อนดังไปก้องตามจังหวะการก้าวเดินของคนสองคน

“คุณจำเป็นต้องส่งเราถึงห้องนอน? คงไม่มีใครถือปืนเข้ามายิงเราในบ้านตัวเองหรอกมั้ง”

“ความปลอดภัยของคุณกานต์คือเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับผมครับ”

“ถ้าคุณกังวลมากขนาดนั้น ไม่เข้ามานอนข้างเราบนเตียงไปเลยละ” คนอะไร พอกลับเข้ามาในบ้านก็สลับโหมดกลับมาเป็นหุ่นยนต์อีกครั้ง

“รอเดี๋ยวครับ” เพลิงยกมือห้ามผมที่กำลังจะเปิดประตูห้องนอน

“คุณนี่มันเหลือเกินจริงๆ ...” ผมพูดขึ้นในขณะที่เดินตามหลังเขาเข้ามาในห้องนอน เพลิงเดินสำรวจความเรียบร้อยทั่วทั้งห้อง ก่อนที่จะมีท่าทีผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อไม่พบว่ามีมือสังหารแอบซ้อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า

“... นั้นประตูอะไร ห้องเก็บของเหรอ” ผมถามเมื่อมองไปรอบๆ แล้วเห็นประตูบานหนึ่งที่ดูเหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทาง

“ประตูห้องนอนผมครับ” คนตรงหน้าตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา

“ฮะ!!! นี่คุณพูดเล่นใช่ไหม” ดวงตาของผมเบิกกว้าง แต่หากสังเกตจากท่าทีของบอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่ตรงหน้าแล้ว คำตอบเมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างแน่นอน

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
(*`エ´*)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
...

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนพิเศษที่ 1 : บทลงโทษและคำขอร้อง



รถค่อย ๆ ชะลอความเร็วเมื่อใกล้ถึงประตูเหล็กดัดงดงามวิจิตร แสงไฟจากโคมประดับตลอด 2 ข้างถนนลอดเข้ามาในตัวรถยนต์ จนกระทั่งรถ SUV คันหรู จอดสนิทตรงหน้าบันไดหินอ่อน

เพลิงเปิดประตูลงจากรถก่อน แล้วหันมาเปิดประตูให้ผม เขากลับไปใช้โทนเสียงเดิมของบอดี้การ์ดที่ผมเริ่มคุ้นเคย

“เชิญครับคุณกานต์” ผมพยักหน้าแล้วก้าวลงจากรถ

เสียงรองเท้าหนังกระทบกับพื้นหินอ่อนดังไปก้องตามจังหวะการก้าวเดินของคนสองคน

“คุณจำเป็นต้องส่งเราถึงห้องนอน? คงไม่มีใครถือปืนเข้ามายิงเราในบ้านตัวเองหรอกมั้ง”

“ความปลอดภัยของคุณกานต์คือเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับผมครับ”

“ถ้าคุณกังวลมากขนาดนั้น ไม่เข้ามานอนข้างเราบนเตียงไปเลยล่ะ” คนอะไร พอกลับเข้ามาในบ้านก็สลับโหมดกลับมาเป็นหุ่นยนต์อีกครั้ง

“รอเดี๋ยวครับ” เพลิงยกมือห้ามผมที่กำลังจะเปิดประตูห้องนอน

“คุณนี่มันเหลือเกินจริงๆ ...” ผมพูดขึ้นในขณะที่เดินตามหลังเขาเข้ามาในห้องนอน เพลิงเดินสำรวจความเรียบร้อยทั่วทั้งห้อง ก่อนที่จะมีท่าทีผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อไม่พบว่ามีมือสังหารแอบซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า

“... นั่นประตูอะไร ห้องเก็บของเหรอ” ผมถามเมื่อมองไปรอบๆ แล้วเห็นประตูบานหนึ่งที่ดูเหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทาง

“ประตูห้องนอนผมครับ” คนตรงหน้าตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา

“ฮะ!!! นี่คุณพูดเล่นใช่ไหม” ดวงตาของผมเบิกกว้าง แต่หากสังเกตจากท่าทีของบอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่ตรงหน้าแล้ว คำตอบเมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างแน่นอน





ห้องกระจกขัดเงาของศูนย์ฝึกภาคสนามแตกตื่นขึ้นมาทันที เมื่อผมก้าวเท้าฉับ ๆ เข้าไปเผชิญหน้ากับหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัย ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าหันมาค้อมหัวให้ผมตามมารยาท

“เราบอกคุณแล้วไง ว่าไม่ใช่ความผิดของเพลิง เราจงใจหนีออกมาเอง” ผมกระแทกเสียง หวังจะใช้ความผิดของตัวเองมาบังหน้าและช่วยคนหน้านิ่งที่กำลังดวงตก หัวหน้าทีมนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าเฉียบขาด

“ผมทราบดีครับคุณกานต์... แต่เพลิงก็บกพร่องในหน้าที่ที่ปล่อยให้คุณหายไปจากสายตา”

“แต่ตอนนี้เราก็ปลอดภัยดีนี่!” ผมยังดื้อดึง

“เพราะโชคช่วยครับไม่ใช่เพราะใคร... วินัยของหน่วยภาคสนามคือคำสั่งตาย ถ้าวันนี้ผมละเลย แล้วพรุ่งนี้มีเหตุการณ์เหมือนเดิมเกิดขึ้นอีก ระเบียบวินัยของเราก็จะไม่มีความหมาย... ขออภัยด้วยครับคุณกานต์ แต่นี่เป็นเรื่องภายในของหน่วยคุ้มกัน”

ผมขบกรามแน่น เมื่อถูกปฎิเสธอย่างไร้เยื่อใย ความเป็นนายน้อยของตระกูลไม่ได้ช่วยให้ผมมีสิทธิพิเศษใด ๆ มากกว่าคนปกติ

สุดท้ายผมทำได้แค่เดินสะบัดหน้าออกมาด้วยความหงุดหงิดแต่ขามันกลับทรยศ แทนที่จะเดินกลับขึ้นห้องนอน ผมกลับสาวเท้าลัดเลาะไปตามทางเดินปูนเปลือยจนมาถึงลานฝึกกลางแจ้ง และภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ แดดยามบ่ายเปรี้ยงปร้างจนไอแดดเต้นระยิบระยับบนพื้นปูน ร่างสูงใหญ่ของเพลิงอยู่ในชุดกางเกงยุทธวิธีสีเข้ม เสื้อยืดสีดำตัวหนาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบสนิทไปกับแผ่นหลังกว้างและมัดกล้ามเนื้อแกร่ง

เขากำลังอยู่ท่าค้ำศอกแขนสองข้างยันพื้นปูนร้อน ๆ เอาไว้ แผ่นหลังตรงนิ่งสนิทราวกับหุ่นสลักทว่ามัดกล้ามที่ต้นแขนและเส้นเลือดที่ปูดโปนขยับเกร็งจนสั่นระริกฟ้องว่าเขาถูกสั่งค้างท่านี้มานานหลายชั่วโมงแล้ว ข้าง ๆ มีผู้ช่วยครูฝึกยืนถือนาฬิกาจับตาดูอยู่ไม่ห่าง ผมยืนกำหมัดแน่น มองดูหยาดเหงื่อที่ไหลจากปลายคางของเพลิงหยดลงบนพื้นปูนทีละหยด... ระเหยหายไปกับความร้อน ใบหน้าคมคายของเขายังคงนิ่งสนิทสวนทางกับร่างกายที่สั่นเทาเพราะความล้าของกล้ามเนื้อ ดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นจดจ่ออยู่กับเศษกรวดบนพื้นตรงหน้าอย่างโดดเดี่ยว... ‘ความคึกคะนองของคุณ ทำให้ผมและคนอื่น ๆ เดือดร้อนไปด้วย’ ประโยคของเขาลอยแวบเข้ามาในหัว

ผมสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นนายน้อยผู้เอาแต่ใจ ก่อนจะเดินอาด ๆ เข้าไปกลางลานฝึก

“คุณกานต์” ผู้ช่วยครูฝึกรีบยืดตัวตรงทำความเคารพ

“เรามาตามคุณไปพบหัวหน้าหน่วย”

“เอ่อ” อีกฝ่ายมีสีหน้าลังเล ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟังขึ้นเท่าไหร่ จะมีสักกี่คนในบ้านหลังนี้ที่กล้าใช้นายน้อยของตระกูล

“เราบอกให้ไปก็ไปสิ!” ผมหรี่ตามองปั้นหน้ายักษ์

พอเจอไม้ตายเข้าไป ผู้คุมก็รีบวิ่งหน้าตั้งออกไป ทันทีที่ลานฝึกเหลือแค่เราสองคน ผมไม่รอช้า รีบถลาเข้าไปนั่งยองๆ บนพื้นปูนข้าง ๆ ตัวเพลิงทันที ผมล้วงเอาขวดน้ำเกลือแร่เย็นจัดกับแผงยาแก้ปวดออกมาวาง

“เพลิง... พอได้แล้ว ลุกขึ้นมาก่อน” ผมพึมพำ พยายามจะเอามือไปช้อนใต้ไหล่หนาให้เขาลุก

“อย่าครับคุณกานต์...” เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงพลัง บัดนี้แหบพร่าและสั่นเครือตามแรงขยับของร่างกาย แต่กระนั้นเขาก็ยังดื้อที่จะค้างท่าเดิมไว้

“...ผมยังเหลือเวลาทำโทษอีกครึ่งชั่วโมง”

“คุณนี่มันบ้าหรือเปล่าฮะ!...” ผมดุเสียงเขียว

“... เราบอกให้ลุกก็ลุกดิ! นี่คำสั่งเรานะ!...”

ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มเหลือบขึ้นมามองผมแวบหนึ่ง เพลิงกัดฟันกรอด สันกรามขึ้นรูปแน่นจนเห็นเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ร่างกายเขาขยับกระตุกเบา ๆ เพราะกล้ามเนื้อเริ่มรับน้ำหนักไม่ไหว

ผมไม่รอช้า จัดการบิดฝาขวดน้ำเกลือแร่แล้วส่งไปจ่อที่ริมฝีปากแห้งผากของเขา

“... กินซะ... ถือว่าเราขอร้อง” เพลิงตะแคงหน้ามามองขวดน้ำในมือผม ก่อนจะยอมยื่นหน้าเข้ามางับปากขวดจากมือผมแล้วดื่มเอา ๆ ราวกับคนขาดน้ำกลางทะเลทราย ผมประคองขวดน้ำให้เขาอย่างระมัดระวัง สายตามองไล่ตามหยดน้ำเกลือแร่ที่ไหลเปื้อนมุมปากล่างลงมาตามลำคอหนา

“ขอบคุณครับ คุณกลับไปเถอะ แดดร้อนขนาดนี้เดี๋ยวคุณจะไม่สบาย” เขาพึมพำหลังจากผละปากออก ก่อนจะกลับไปเพ่งสมาธิอยู่กับการเกร็งร่างกาย

ผมกำแผงยาแก้ปวดในมือแน่น มองสบดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นที่กลับไปจดจ่ออยู่กับเศษกรวดบนพื้นปูนตามเดิมอย่างไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา สุดท้ายผมก็ทำได้เพียงวางแผงยาไว้ข้างขวดน้ำเกลือแร่ แล้วขยับตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ ผมยอมถอยออกมา... เพราะเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่ว่าผมจะใช้สถานะนายน้อยหรือคำสั่งใด ๆ มาบีบบังคับ หุ่นยนต์บ้าหน้าที่ตรงหน้าก็คงไม่มีวันยอมละทิ้งวินัยของตัวเองจนกว่าจะครบกำหนดเวลา



----------


บทที่ 4 : จับได้ ไล่ทัน



ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์ มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรดังระงม หลังจากเอาหูแทบประตูห้องนอนของบอดี้การ์ดหน้านิ่งอยู่นาน จนแน่ใจว่าอีกฝั่งหลับสนิท ผมก็เปิดประตูห้องนอนออกอย่างเบามือและย่องเท้าเปล่าลงบันไดหินอ่อนอย่างระมัดระวังที่สุดในชีวิต ในมือข้างซ้ายถือรองเท้าหนังราคาเหยียบแสน ส่วนมือขวากระชับสาบเสื้อคลุมอาบน้ำตัวหนาที่สวมทับเชิ้ตผ้าไหมปลดกระดุมลึกและกางเกงสแล็คเข้ารูปเอาไว้

เส้นทางระหว่างห้องนอนมาถึงโรงจอดรถปลอดโปร่ง ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ภาพแสงสีเสียงในผับหรูและแก้วเหล้าลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ... อีกนิดเดียว ... นิดเดียวเท่านั้น ผมก็จะได้สัมผัสกับอิสรภาพ

แกร๊ก

ทันทีที่บานประตูเข้าโรงจอดรถถูกปิดลง เสียงจุดไฟแช็ก Zippo ก็ดังขึ้นอย่างชัดเจนในความเงียบ ตามมาด้วยแสงไฟสีส้มวูบหนึ่งที่สว่างวาบขึ้นในเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและดวงตาสีน้ำผึ้งที่สะท้อนแสงไฟวาววับ

ร่างสูงใหญ่ของเพลิงนั่งไขว่ห้างพิงมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่จอดขวางทางออกพอดี

“จะไปเดินแฟชั่นโชว์ที่ไหนตอนตีหนึ่งเหรอครับ ... คุณกานต์?” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้นท่ามกลางแสงไฟริบหรี่

ผมสะดุ้งโหยงจนเกือบทำรองเท้าหลุดมือ หัวใจที่เต้นแรงเพราะความตื่นเต้นเปลี่ยนเป็นเต้นระรัวเพราะความตกใจและความโมโห ผมสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าตื่นตระหนกให้กลับมาบึ้งตึง

“คุณมานั่งทำอะไรตรงนี้มืด ๆ คนเขาจะเดินมาสูดอากาศ”

เพลิงไม่สะเทือน เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาคมกวาดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนเครื่องสแกนกรรมที่มองทะลุเสื้อคลุมอาบน้ำของผมได้

“สูดอากาศในชุดไปเที่ยวเต็มยศ พร้อมรองเท้าหนัง Italian Leather เหรอครับ” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มที่ดูกวนประสาทที่สุดในโลก

“อย่ามารู้ดี หลีกไป เราจะออกไปข้างนอก!” เมื่อถูกต้อนจนมุม ผมก็หมดความอดทน

“ไม่ได้ครับถ้าคุณจะไป ผมก็จะไปด้วย” เพลิงตอบเสียงเรียบ ยืนขวางประตูไว้เหมือนกำแพงหิน

“เราไม่ใช่เด็กแล้ว หลีกไปนะ”

ผมพุ่งตัวเข้าใส่ ตั้งใจจะใช้ไหล่กระแทกเขาให้พ้นทาง แต่เพลิงกลับยืนนิ่งสนิทเหมือนรากไม้ที่ฝังลึกในดิน แรงกระแทกของผมทำอะไรเขาไม่ได้เลยสักนิด ซ้ำร้าย ... ท่อนแขนแข็งแรงนั่นกลับตวัดรวบเอวผมไว้ แล้วดันร่างผมถอยกรูดไปจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับกำแพงอิฐของโรงรถ

ปึก!

“ปล่อยเรานะ ไอ้บ้า!!!” ผมดิ้นพราด พยายามจะยกเท้าเตะหน้าแข้งเขา แต่เพลิงไวกว่า เขาใช้เข่าข้างหนึ่งแทรกเข้ามาที่หว่างขาผม ล็อกต้นขาผมไว้จนขยับไม่ได้ พร้อมกับใช้ท่อนแขนดันอกของผมจนแผ่นหลังแนบชิดไปกับกำแพง

“คุณก็หยุดดิ้นสักทีซิครับ” เพลิงกดเสียงต่ำลง แววตาที่เคยราบเรียบตอนนี้ดูดุดันจนผมเผลอกลืนน้ำลาย

“ปล่อยเรา เราจะออกไปข้างนอก” ผมยังปากเก่ง ทั้งที่ใจเต้นโครมคราม

เพลิงขยับหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด

“ถ้าคุณก้าวขาออกจากประตูนี้แม้แต่ก้าวเดียว ...” เขาเว้นจังหวะ สายตาดุจ้องลึกเข้ามาในตาผม

“... แต่ผมจะ ‘แบก’ คุณขึ้นบ่า เดินผ่าวงล้อมลูกน้องทุกคนกลับไปส่งถึงเตียงนอน”

“...” ผมชะงักกึก จินตนาการภาพตัวเองดิ้นพราด ๆ อยู่บนบ่าของเพลิงต่อหน้าลูกน้องนับสิบคน ความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู

“อยากลองดูไหมครับ รับรองว่าพรุ่งนี้เช้าพวกการ์ดได้เอาไปเม้าท์กันสนุกปากแน่ ... ว่านายน้อยกานต์โดนหิ้วกลับห้องเหมือนเด็กดื้อ”

ผมเม้มปากแน่นจนเจ็บ จ้องหน้าเขาอย่างเคียดแค้น แต่รู้ดีว่าคนอย่างเพลิง ... พูดจริงทำจริง

“เออ!!! เราไม่ไปก็ได้” ผมตะโกนใส่หน้าเขา สะบัดตัวออกจากการเกาะกุมอย่างแรง จัดเสื้อคลุมอาบน้ำให้เข้าที่ด้วยมือที่สั่นเทาเพราะความโกรธ

“ฝากไว้ก่อนเถอะ” ผมแยกเขี้ยวใส่คนตรงหน้า แล้วกระทืบเท้าเดินปัง ๆ กลับเข้าตัวตึก

เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงทุ้ม ๆ ของเพลิงก็ตะโกนไล่หลังมา

“ฝันดีครับคุณกานต์”

ผมหันขวับมาชูนิ้วกลางใส่เขาท่ามกลางความมืด ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวหนีไปพร้อมกับความพ่ายแพ้ที่ย่อยยับ





กลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ ผสมกับกลิ่นเบาะหนังแท้คือกลิ่นที่ผมโหยหาที่สุดในรอบเดือน

ผมยืนอยู่หน้า ‘ลูกรัก’ Ferrari 812 Superfast สีแดงเพลิงที่จอดสงบนิ่งอยู่ใต้ผ้าคลุม ในมือผมกำกุญแจสำรองที่แอบขโมยมาจากห้องรักษาความปลอดภัยด้วยความยากลำบากระดับ Mission Impossible ... หัวใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าตอนลุ้นไพ่

วันนี้แหละ ... จะต้องเป็นวันของผม

ผมกระชากผ้าคลุมออก เผยให้เห็นตัวถังเงาวับสะท้อนแสงไฟนีออน เปิดประตูรถแล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย สัมผัสเย็นเยียบของ Paddle Shift ทำให้น้ำตาผมแทบไหลด้วยความปริ่มเปรม

ผมกดปุ่ม Start Engine

บรึ้มมมมมมมม!!!

เสียงเครื่องยนต์ V12 คำรามก้องโรงรถราวกับสัตว์ป่าตื่นจากการจำศีล เสียงหวานหูที่รถ SUV กันกระสุนคันเท่าบ้านไม่มีวันทำได้ ผมยิ้มกว้างจนแก้มปริ กดรีโมตเปิดประตูโรงรถรอไว้ แล้วกำพวงมาลัยแน่น

ผมตบเกียร์ เหยียบคันเร่งมิดไมล์เพื่อจะพุ่งตัวออกไปแบบกระชากวิญญาณ

บรื้นนนนนนนน!!!!

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม รอบเครื่องพุ่งทะยานไปแตะขีดแดง แรงสั่นสะเทือนสะท้านไปทั้งคัน ... แต่ ... รถคันหรูกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

ภาพตรงหน้ายังคงเป็นกำแพงโรงรถมุมเดิม เสาต้นเดิม ไม่มีแรง G กระชากร่างให้หลังติดเบาะอย่างที่ควรจะเป็น ... ผมก้มมองหน้าปัด เกียร์ 1 ก็เข้าแล้วนี่หว่า ผมลองเข้าเกียร์ใหม่แล้วเหยียบคันเร่งอีกครั้ง

บรื้นนนนนน!!! แกร๊กๆๆๆ

ล้อหลังหมุนจี๋ เสียงยางบดอะไรสักอย่างดังเอี๊ยดอ๊าด แต่ตัวรถกลับนิ่งสนิทเหมือนถูกทากาวตราช้างไว้กับพื้น

“อะไรวะเนี่ย!!!” ผมสบถลั่น

ก๊อก ก๊อก...

เสียงเคาะกระจกเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่กำลังคำราม

ผมหันขวับไปมอง แล้วก็แทบอยากจะเอาหัวโขกกระจกให้แตกตายไปตรงนั้น ... เพลิง ยืนกอดอก ก้มหน้ามองผมผ่านกระจกฟิล์มดำ ใบหน้าหล่อคมคายนั่นเรียบเฉยไร้อารมณ์

ผมลดกระจกลงด้วยความโมโหเลือดขึ้นหน้า

“คุณทำอะไรกับรถของเรา!!!” ผมตะโกนแข่งเสียงเครื่อง

เพลิงไม่ตอบ แต่ใช้หัวแม่มือชี้ไปที่ล้อหลังของรถ

ผมชะโงกหน้าออกไปมองกระจกมองข้าง แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง ... แม่แรง

แม่แรงยกรถสีแดงแจ๊ดถูกดีดขึ้นจนล้อคู่หลังของลูกรักผมลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือพื้นคอนกรีตไม่ถึงนิ้ว แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้แรงม้าเกือบ 800 ตัวกลายเป็นแค่พัดลมเป่าฝุ่นราคาแพง

“เสียงเครื่องยนต์เพราะดีนะครับ” เพลิงพูดขึ้นน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังชมดินฟ้าอากาศ

“คุณ!!! เอามันลงเดี๋ยวนี้”

“ไม่ได้ครับ” เพลิงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเดินมาเปิดประตูรถฝั่งคนขับให้ผมอย่างสุภาพ

“เชิญลงครับ รถของคุณจอดรออยู่หน้าบ้านสิบนาทีแล้ว”

“เราไม่ไป เราจะขับคันนี้ คุณเอาแม่แรงออกเดี๋ยวนี้” ผมยังดื้อดึง เกาะพวงมาลัยแน่นเหมือนตุ๊กแก

เพลิงยังคงทำหน้านิ่งเรียบไร้ความรู้สึก ก่อนจะก้มตัวลงมา

“คุณกานต์ครับ ...” เขาพูดเสียงเข้มขึ้นนิดนึง

“... แม่แรงตัวนี้เป็นรุ่นไฮดรอลิกพิเศษ ผมล็อกวาล์วเอาไว้ กุญแจปลดล็อกอยู่ที่ ... นายท่าน”

“...” ผมชะงักกึก ชื่อพ่อเหมือนคาถาสะกดวิญญาณ

“ยังไงวันนี้คุณก็ไม่มีทางเอารถลงมาได้ ... เราเสียเวลามามากพอแล้ว ...”

ผมกัดฟันกรอด สะบัดตัวลุกออกจากเบาะรถเฟอร์รารี่ด้วยความเจ็บใจ ปิดประตูดัง ปัง!!! ใส่หน้าเขา

“… เชิญครับนายน้อย”

ผมเดินกระแทกเท้าปึงปังผ่านหน้าเขาไป

“หุบปากไปเลย!!!”





เสียงดนตรี EDM ที่เคยดังกระหึ่มเงียบลงไปพักใหญ่แล้ว พนักงานโรงแรมเริ่มเดินเก็บแก้วและขวดเปล่าที่เกลื่อนกลาด แต่ผู้ซึ่งสติสัมปชัญญะเหลืออยู่ไม่ถึง 20% ยังคงกอดขวดแชมเปญเปล่าแน่น นั่งแปะอยู่บนพรมลวดลายหรูหราหน้าลิฟต์อย่างหมดสภาพ

“คุณกานต์ครับ ... ลุกได้แล้วครับ งานเลิกแล้ว” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นเหนือหัว

ผมพยายามแหงนหน้ามอง แต่โลกมันหมุนติ้วจนต้องหลับตาปี๋

“ม่ายยย ... ยังไม่เลิกกก ... ไปบอกดีเจ ... เปิดเพลงต่อออ” ผมพูดเสียงอ้อแอ้ ลิ้นพันกันมั่วไปหมด

“ดีเจกลับไปแล้วครับ ตอนนี้ผมเปิดห้องพักข้างบนไว้ให้แล้ว ลุกครับ” เพลิงในสภาพที่ยังดูเนี๊ยบเหมือนตอนหัวค่ำ ต่างกับผมที่เนคไทไปทาง เสื้อหลุดลุ่ยไปทาง เขายื่นมือมาจะดึงแขนผม

ผมสะบัดแขนหนี

“ไม่ไป!!! ไม่นอน!!! จะกินต่อ!!!”

“คุณกานต์ลดเสียงลงหน่อยครับ แขกคนอื่นกำลังมอง” น้ำเสียงเขาเริ่มเข้มขึ้น

ผมปรือตามองไปรอบ ๆ เห็นแขกไฮโซสองสามคู่ที่กำลังรอลิฟต์หันมาซุบซิบกัน แต่ความเมาทำให้ความหน้าบางของผมหายวับไปกับตา

“มองก็มองดิ ใครสน!!!” ผมตะโกนใส่ พร้อมกับทิ้งตัวลงนอนแผ่หรากับพื้นพรมแม่งเลย

ผมเชิดหน้าท้าทาย ทั้งที่ตายังลืมไม่ค่อยขึ้น คิดในใจว่าคนอย่างเพลิงคงไม่กล้าทำอะไรบ้า ๆ ต่อหน้าธารกำนัลหรอก

เพลิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เสียงถอนหายใจนั้นดังพอสมควรให้ผมรับรู้ถึงความเบื่อหน่าย

“ผมให้โอกาสคุณลุกเอง ... หนึ่ง...” เขาเริ่มนับ

ผมนอนนิ่ง ทำหูทวนลม พลิกตัวหนี

“... สอง”

“รำคาญญญ ... เราจะนอนนน คุณจะไปไหนก็ไป”

“สาม”

พรึ่บ!!!

โลกทั้งใบพลิกกลับด้านในเสี้ยววินาที!

“เฮ้ย!!! โอ๊ยยย! ทำเชี่ยไรเนี่ย!!!”

ผมแหกปากลั่นเมื่อรู้สึกถึงแรงมหาศาลที่กระชากเอวผมลอยหวือขึ้นจากพื้น ก่อนที่หน้าท้องของผมจะกระแทกเข้ากับไหล่หนา ๆ แข็ง ๆ ของเขาอย่างจัง หัวผมห้อยตกลงมา เลือดไหลย้อนลงศีรษะจนหน้ามืด

“ปล่อยเรานะ” ผมทุบกำปั้นลงบนแผ่นหลังกว้างของเขาดังตุ้บตั้บ ถีบขาไปมากลางอากาศเหมือนเต่าหงายท้อง

“อยู่นิ่ง ๆ ครับ เดี๋ยวตกพื้น” เพลิงพูดเสียงเรียบ มือข้างหนึ่งล็อกขาผมไว้แน่น อีกข้างประคองเอวผมเดินดุ่ม ๆ ไปที่หน้าลิฟต์อย่างไม่สะทกสะท้าน

ติ๊ง

เสียงลิฟต์ดังขึ้น พร้อมกับประตูสีทองที่เปิดออก ... และข้างในนั้นมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยืนอยู่เต็มลิฟต์

ทุกสายตาจับจ้องมาที่ภาพบอดี้การ์ดหน้านิ่งแบกผู้ชายสภาพเมาเละเทะพาดบ่า

“Good evening” เพลิงทักทายคนในลิฟต์ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงเป๊ะเว่อร์ หน้าตายสุดๆ ก่อนจะแทรกตัวพาผมเข้าไปยืนข้างใน

ความเงียบในลิฟต์ช่างน่าอึดอัด ... แต่เสียงโวยวายของผมดังกว่า

“อื้อออ... ปล่อยยย... อายเค้า” ผมเริ่มได้สติเพราะความอาย พยายามจะซุกหน้าหนีเข้าไปในเสื้อสูทด้านหลังของเขา

“เมื่อกี้บอกไม่สนไม่ใช่เหรอครับ? ...” เพลิงกระซิบตอบเบา ๆ มือหนาตบที่สะโพกผมเบา ๆ หนึ่งทีเป็นการเตือน

“... ทนหน่อยนะครับ อีกสิบชั้น”

“ไอ้บ้าเพลิง!!! ปล่อยเรานะ” ผมงึมงำด่าเขาใส่แผ่นหลัง แต่ก็ยอมสงบลงเพราะขืนดิ้นต่อไป มีหวังได้อ้วกแตกกลางวงแขกฝรั่งแน่ๆ

ภาพสุดท้ายที่ผมจำได้ก่อนลิฟต์จะปิด คือสายตาสงสารปนขบขันของชาวต่างชาติที่มองส่งมา ... ฝากไว้ก่อนเถอะ ... ตื่นมาหายเมาเมื่อไหร่ โดนแน่!





แสงแดดจ้าที่ลอดผ่านม่านเนื้อหนาเข้ามาแยงตา ทำให้ผมต้องนิ่วหน้าด้วยความรำคาญ ความรู้สึกแรกที่ถมทับเข้ามาคือ ‘ปวดหัวฉิบหาย’ เหมือนมีคนเอาค้อนปอนด์มาทุบอยู่ในกะโหลก

ผมค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง สภาพตัวเองดูไม่จืด ... เสื้อเชิ้ตเมื่อคืนยับยู่ยี่ กางเกงสแล็คยังคาอยู่ที่เอว แต่อย่างน้อยเนคไทก็ถูกปลดออก ... นี่ผมนอนทั้งชุดนี้เลยเหรอ?

ผมกวาดตามองไปรอบห้องสวีทที่กว้างขวาง บรรยากาศเงียบสงบ สายตาไปสะดุดกับโซฟาเบดตัวยาวที่มุมห้อง บนนั้นมีหมอนใบใหญ่และผ้าห่มนวมพับวางซ้อนกันไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

เขานอนโซฟาเหรอ?

ความทรงจำเมื่อคืนค่อย ๆ ไหลย้อนกลับมา ภาพที่ผมลงไปนอนดิ้นกับพื้น ภาพที่โดนแบกขึ้นบ่า ภาพสายตาคนในลิฟต์

“เวรเอ๊ยยยย” ผมยกมือปิดหน้า อยากจะมุดดินหนีความอาย แต่ตอนนี้ความหิวน้ำและอาการคลื่นไส้มันเรียกร้องมากกว่า

ผมพาร่างกายอันหนักอึ้งเดินโซซัดโซเซออกมาที่โซนห้องนั่งเล่น กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดลอยมาแตะจมูกเป็นอย่างแรก

เพลิงยืนหันหลังอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ เขายังอยู่ในชุดเดิมของเมื่อคืน เพียงแต่ถอดสูทตัวนอกออก พับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นมาถึงศอก และปลดกระดุมคอสองเม็ดทำให้เห็นรอยสักสีดำแวบ ๆ แวม ๆ จากสาบเสื้อ ท่าทางที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความเนี้ยบนั้นช่างตรงข้ามกับสภาพศพเดินได้ของผมลิบลับ

“ตื่นแล้วเหรอครับ”

เขาหันกลับมาเหมือนมีเรดาร์หลังหัว ในมือถือแก้วกาแฟร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย

“อือ” ผมครางตอบในลำคอ รับแก้วกาแฟสีดำสนิทที่เขายื่นมาให้ตรงหน้าอย่างงง ๆ

“กาแฟดำ น่าจะช่วยให้ดีขึ้น ...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีแววประชดประชันหรือดุด่าเหมือนที่ผมเตรียมใจไว้

“... ผมสั่ง American Breakfast กับข้าวต้มปลาไว้ให้แล้ว อีกสิบห้านาที Room Service น่าจะมาส่ง”

ผมจิบกาแฟอุ่น ๆ ความขมปร่าทำให้สมองเริ่มทำงานขึ้นมานิดนึง ผมเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา

“คุณ ... เรื่องเมื่อคืน”

“เรื่องไหนก่อนดีครับ เรื่องที่คุณเมาแล้วนอนดิ้นกับพื้น หรือเรื่องที่ตะโกนด่าผมในลิฟต์ครับ?...” เขาเลิกคิ้วถามหน้านิ่งๆ

ผมแทบสำลักกาแฟ

เพลิงไม่ขยี้ต่อ เขาเดินไปหยิบถุงกระดาษเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะมาวางตรงหน้าผม

“... ผมให้บัตเลอร์ไปซื้อมาให้ครับ ยาแก้ปวดหัวกับวิตามินเกลือแร่ กินข้าวเสร็จแล้วกินยานะครับ เช้านี้คุณพยายามดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ ร่างกายคุณขาดน้ำมาก”

ผมมองถุงยา สลับกับมองหน้าเขา สมองประมวลผลไม่ทัน ... ดูแลดีจังวะ?

“ปวดหัวมากไหมครับ?” เขาถามย้ำเมื่อเห็นผมยืนนิ่ง

“อือ... เหมือนหัวจะระเบิด” ผมยอมรับเสียงอ่อย ความซ่าเมื่อคืนหายไปหมดเกลี้ยง

“สมควรครับ ดื่มไปขนาดนั้น ...” เพลิงพูดเรียบ ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบไอแพดขึ้นมาเช็กดู

“... วันนี้ผมโทรแจ้งเคลียร์งานช่วงบ่ายให้คุณแล้ว ... เดี๋ยวทานข้าวเสร็จ เช็กเอาท์ แล้วผมจะพาคุณกลับไปนอนพักต่อที่บ้าน”

“แต่บ่ายนี้เรามีนัดกับพ่อไม่ใช่เหรอ”

“ผมรู้ครับ ... ผมแจ้งเลขานายแล้วว่าเมื่อคืนคุณอาหารเป็นพิษ เลยต้องพักผ่อน ...”

ผมอ้าปากค้าง ... นี่เขา ... ช่วยโกหกพ่อให้ด้วย?

“... แล้วก็...” เพลิงกวาดสายตามองมาที่ไหล่และเอวของผม

“... ถ้าช่วงเย็นรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัว ... บอกผมนะครับ ผมสั่งให้เตรียมหมอนวดแผนไทยมารอไว้แล้ว ... เมื่อคืนผมอาจจะลงน้ำหนักมือแรงไปหน่อยตอนแบกคุณ”

ประโยคสุดท้ายเขาพูดด้วยสีหน้าสำนึกผิดนิด ๆ แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้กำแพงความหมั่นไส้ในใจผมพังทลายลง

ผมยืนถือกาแฟค้าง อึ้งจนพูดไม่ออก ... ตอนแรกกะว่าตื่นมาจะวีนฉ่ำที่เขาทำให้ผมอับอาย หรือไม่ก็เตรียมแผลงฤทธิ์เต็มที่ แต่เจอ Service Mind ระดับ 5 ดาวแบบนี้เข้าไป ...

คนอะไรวะ ... บทจะโหดก็น่ากลัวชิบหาย บทจะดีก็ดูแลดีจนงง

"ข ... ขอบใจ" ผมพึมพำเบา ๆ หลบสายตาเขา แล้วยกกาแฟขึ้นจิบแก้เก้อ

“ด้วยความยินดีครับคุณกานต์”

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
(*`Д´)ノ!!!

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
( ゚皿゚)

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Happy Halloween 2026 ครับ

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนที่ 5 : แสงแดด หาดทราย และฝันร้าย


หลายเดือนผ่านไป ผมปรับตัวได้ดีกว่าที่คิด อาการคล้ายคนถูกบีบคอไม่ได้เด่นชัดเหมือนช่วงแรก และผมเริ่มคุ้นชินกับ ‘เงา’ ที่ติดตามผมไปทุกที่ทุกเวลา เราไม่ได้ตั้งการ์ดใส่กันเหมือนแต่ก่อนแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นคุยกันเล่นกันแบบเพื่อน ... เหมือนเราเริ่มจับจังหวะลมหายใจของอีกฝ่ายได้มากขึ้นเฉย ๆ

‘ไฟลท์ลงหาดใหญ่สิบโมง นั่งรถไปท่าเรือแล้วค่อยเดินทางต่อไปยังเกาะ ให้เพลิงไปด้วยคนเดียวก็พอ ยิ่งไปกันหลายคนยิ่งตกเป็นเป้าสายตา’ น้ำเสียงของพ่อเมื่อคืนยังดังวนอยู่ในหัว

ผมได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง

เครื่องบินแตะรันเวย์อย่างนุ่มนวล เสียงกัปตันประกาศต้อนรับสู่สนามบินนานาชาติแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ดังขึ้นผ่านลำโพง ผมลุกจากที่นั่ง พาดแจ็กเก็ตสูทไว้บนแขน ก่อนจะก้าวเท้าตามแผ่นหลังสูงใหญ่ของเพลิงเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร

กลิ่นอากาศชื้นปนกลิ่นแดดแรง ๆ แบบที่ไม่มีในลอนดอนหรือกรุงเทพฯ ลอยแตะจมูก

“เหนียวตัวฉิบหาย” ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ อากาศร้อนอบอ้าวทำให้ผมเหงื่อออกมากกว่าปกติ

เพลิงในชุดเสื้อยืดสีดำทับด้วยเชิ้ตแขนยาวผ้าบาง กางเกง tactical สีเข้ม รองเท้าบู๊ตคู่เดิมยืนเด่นประกบข้างผมตลอดเวลานับตั้งแต่ก้าวขาออกจากเครื่องบิน แม้จะมีท่าทีสงบนิ่งแต่ผมรับรองได้ว่าหลังแว่นกันแดดทรงนักบินที่บังดวงตาสีน้ำผึ้งเอาไว้ เขากำลังสแกนทุกมุมในสนามบินอย่างเป็นระบบ

ไม่นาน SUV สีดำติดฟิล์มทึบจอดรออยู่ด้านหน้า พอขึ้นมานั่งข้างหลัง ผมก็เอาแต่มองทิวทัศน์ข้างทางอย่างคนที่ไม่ได้ออกจากกรุงเทพมานาน ผมไม่เคยมาทะเลใต้ แต่ได้ยินมครต่อใครบอกว่าทะเลฝั่งอันดามันของไทยนั้นสวยไม่แพ้ชาติใดในโลก ... จากถนนลาดยางคดเคี้ยวผ่านบ้านไม้ ป่าปาล์ม สวนยาง มายังท่าเรือ จากนั้นผมก็เปลี่ยนยานพาหนะ จนในที่สุดรองเท้าผ้าใบก็สัมผัสกับหาดทรายขาวละเอียด ที่มีแนวทะเลสีครามทอดตัวออกไปยาวสุดลูกหูลูกตา

“คุณกานต์ครับ เราสายกว่ากำหนดการเดิมมากแล้วนะครับ ...” บอดี้การ์ดร่างสูงเอ่ยทักเมื่อเห็นว่าผมยืนนิ่งอยู่บนสะพานมาซักระยะ

“... ถ้าประชุมเสร็จเร็ว คุณกานต์น่าจะยังมีเวลาเหลือให้ได้เดินริมหาดก่อนพระอาทิตย์จะตกนะครับ”

“คุณทำเหมือนเราเป็นเด็กประถม ที่ต้องเอาของขวัญมาล่อเพื่อให้ตั้งใจทำการบ้าน” ผมตอบกลับเพลิง แต่ก่อนจะก้าวขาเดิน ปลายสายตาของผมก็เห็นมุมปากเพลิงกระตุกขึ้นเพียงเล็กน้อย

ตลอดช่วงบ่ายของวันถูกใช้ไปกับการนั่งฟังตัวเลข ยอดหนี้ และแผนรีแบรนด์จากผู้จัดการรีสอร์ตที่พ่อสนใจจะซื้อกิจการต่อ เพื่อมาปรับโครงสร้างหนี้และ rebrand ... เสียงคลื่นกระทบฝั่งลอดเข้ามาเป็นแบ็กกราวด์ด้านหลังคำว่า ‘ROI’ และ ‘potential’

ผมนั่งฟังไป ยิ้มไป ลูบขอบแก้วน้ำเย็นในมือเล่น พลางลอบมองเพลิงที่ยืนปักหลักอยู่ใกล้ประตู ท่าทางของเขาดูนิ่งสงบราวกับรูปปั้นแกะสลัก แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับทำงานอยู่ตลอดเวลา... สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องแค่ทางเข้าออก แต่กวาดมองสแกนไปทั่ว ทั้งบานหน้าต่าง กลุ่มคนที่เดินขวักไขว่ ก่อนจะวนกลับมาหยุดอยู่ที่ผมเป็นระยะ ๆ เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าผมยังปลอดภัยดี แล้วจึงเริ่มกวาดสายตาสำรวจรอบใหม่อีกครั้ง





“เพลิง”

“ครับ”

“คุณคิดว่าเราไม่รู้จริงๆ เหรอว่าทำไมพ่อถึงอยากได้ที่นี้”

“ผมไม่ทราบครับ หน้าที่ผมคือดูแลความปลอดภัยของคุณกานต์” ผมอมยิ้มให้กับคำตอบ น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเพลิงต้องตอบแบบนี้ คนอะไรตอบคำถามเหมือนถูกโปรแกรมมา

“ROI ก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น สถานที่ก็เก่า โครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำไฟ เป็นของเดิมตั้งแต่เริ่มต้นสร้าง ถ้ารวมค่า renovate เข้าไปด้วย ROI จริง ๆ ไม่รู้จะเหลืออยู่เท่าไหร่ ...”

“... ไม่คุ้มหรอกที่จะซื้อมาเพื่อทำโรงแรม ... แต่ถ้าใช้ทำคาสิโนละก็ ไม่เกิน 3 ปีก็คืนทุนแล้ว หรืออาจจะเร็วกว่านั้น”

“เพลิง”

“ครับ”

“เราอยากลงไปเดินหาด ...” ผมหันไปบอก เดินไปเท้าแขนกับราวระเบียง

“… คุณสัญญากับเราแล้ว” เพลิงมองหน้าผมผ่านเลนส์แว่นกันแดดอยู่สองสามวินาที ก่อนจะพยักหน้ารับ

ไม่นานนัก ผมก็ถอดรองเท้า ทิ้งเท้าเปล่าลงบนทรายที่ยังอุ่นจากแดดทั้งวัน ขากางเกงสแลคถูกพับขึ้นเล็กน้อยให้พ้นระดับคลื่นที่ซัดเข้ามา ลมทะเลพัดเอากลิ่นเกลือทะเลมาแตะ ปลายผมปรกหน้าผากเล็กน้อย ผมเดินไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้คลื่นซัดข้อเท้า เปลือกหอยแตกยิก ๆ ใต้ฝ่าเท้า โดยมีเงาของเพลิงทอดประกบอยู่ด้านหลังห่างออกไปราวสองก้าว

“ไม่เจอทะเลแบบนี้มานานแล้วเหมือนกัน” ผมพึมพำออกมา

“ตอนอยู่อังกฤษไม่ได้ไปเที่ยวเหรอครับ” เสียงเพลิงดังมาจากด้านหลัง

“ไปดิ แต่ทะเลที่นั้นไม่สวยเหมือนที่นี้ ไหนจะหนาวจนอยากขดตัวอยู่แต่ในผ้าห่มมากกว่า”

เราเดินผ่านกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังก่อกองไฟย่างซีฟู้ด กลุ่มเด็กวิ่งเล่นตามคลื่น หญิงสาวสองสามคนกำลังถ่ายรูปด้วยมือถือ ยืนหันหลังให้ทะเล

“เดี๋ยวผมขอวนไปดูด้านหลังแนวต้นมะพร้าวหน่อยนะครับ แป๊บเดียว...” เสียงเพลิงเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง

“... คุณรอผมอยู่แถวนี้” ผมพยักหน้า เหลือบมองเขาเดินเฉียงออกไปตามแนวต้นไม้ด้านในชายหาด

ผมยืนอยู่ที่เดิม ปล่อยให้น้ำทะเลซัดกระทบปลายเท้า และดื่มด่ำกับท้องฟ้าสีวานิลลาตรงหน้า

“ขอโทษนะครับ พี่ช่วยถ่ายรูปให้หน่อยได้ไหม” ผมหันกลับไปตามเสียงเรียก ผู้หญิงในกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังยื่นมือถือของเธอมาให้ผม หน้าจอเปิดฌหมดกล้องพร้อมสำหรับถ่ายภาพ

“ได้ครับ” ผมยิ้มก่อนจะรับมือถือมา นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีคนขอให้ผมช่วยถ่ายรูปแบบไม่รู้ว่าผมเป็นใคร

ผู้ชายอีกคนเดินอ้อมไปด้านหลังผมเล็กน้อย เหมือนจะจัดคอมโพสิชั่นให้ตรง เขาชี้ไปทางโขดหินที่ยื่นออกไปในทะเล

“ถ้าขยับไปตรงนั้นอีกนิด วิวจะสวยกว่านะครับ มีหิน มีคลื่น ซ้อนกันพอดีเลย” ผมขมวดคิ้วนิด ๆ แต่ก็เดินตามไป แล้วในจังหวะที่จะยกมือถือขึ้นเตรียมกดถ่าย แรงดึงจากด้านหลังก็โถมกระแทกเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว

“เฮ้---!”

เสียงของผมขาดห้วงไปทันที เมื่อฝ่ามือปริศนาพุ่งเข้ามาตะปบปิดปากแน่นจากด้านข้าง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเสียจนสมองประมวลผลไม่ทัน สัญชาตญาณสั่งให้ผมดิ้นหนีสุดชีวิต แต่แรงที่ล็อคตัวผมไว้นั้นแข็งแกร่งและแม่นยำ... ราวกับคีมเหล็กของคนที่ถูกฝึกมาอย่างดี

ในวินานั้น เสียงคลื่นทะเลเหมือนถูกตัดขาดไป เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามดังลั่นอยู่ในหัว

“กานต์!!!”

เสียงคำรามคุ้นเคยตัดผ่านอากาศมาพร้อมแรงกระชากมหาศาลที่ข้อแขน ผมทรุดฮวบลงไปกับพื้นทรายแบบไม่ทันตั้งตัว มือที่พยายามจะปิดปากผมถูกสะบัดหลุดออกไป

จากมุมมองต่ำ ผมเห็นเงาร่างของเพลิงพุ่งเข้ามาระหว่างผมกับคนสองคนนั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ... และเงียบเชียบจนน่ากลัว หมัดแรกของเพลิงกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังผมอย่างจัง ไม่ใช่การชกมั่วซั่ว แต่เป็นการโจมตีจุดตายที่ทำให้อีกฝ่ายตัวงอเป็นกุ้ง หยุดหายใจทันที ตามด้วยศอกกลับที่ฟาดเข้าที่ขมับซ้ำจนร่างนั้นร่วงลงไปกองกับพื้นทรายแน่นิ่งไปเหมือนคนเมาหลับ

อีกคนพยายามจะคว้าอะไรบางอย่างจากเอว เงาโลหะวาบกับแสงแดด เพลิงไม่ถอย แต่กลับพุ่งเข้าประชิดตัว มือหนาตะปบเข้าที่ข้อมือของศัตรู แล้วบิดหมุนทวนข้ออย่างแรง

กร๊อบ!!!

เสียงเอ็นฉีกและข้อต่อหลุดดังขึ้นเบา ๆ แต่น่าสยดสยอง ชายคนนั้นอ้าปากจะร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่เพลิงไม่เปิดโอกาส เข่าหนัก ๆ กระทุ้งเข้าที่ชายโครงจนเสียงร้องจุกอยู่ที่คอหอย ตามด้วยสันมือที่สับลงบนต้นคออย่างแม่นยำเพื่อตัดสัญญาณประสาท

ร่างที่สองร่วงลงไปกองกับพื้น ท่ามกลางสายตานักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งมองมาเหมือนเห็นแค่คนเมาทะเลาะกันแล้วล้มพับไปเอง ไม่มีเลือดสาดกระเซ็น ไม่มีการหักคอโชว์โหดเหมือนในหนัง แต่เป็นการจัดการที่รวดเร็วและเด็ดขาดจนน่าขนลุก เพลิงไม่ได้สนใจจะซ้ำคนที่ล้มไปแล้ว สัญชาตญาณของเขาสั่งให้พาผมหนี เขาหันขวับมาทางผม ดวงตาสีน้ำผึ้งที่เคยมองนิ่ง ๆ เหมือนเครื่องสแกน ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“เจ็บตรงไหนไหมครับ” เขาถามเสียงต่ำ สายตากวาดมองสำรวจร่างกายผมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงตัวผมให้ลุกขึ้นบังไว้ด้านหลัง

“มะ ... ไม่ เราไม่เป็นอะไร” ผมส่ายหัว ทั้งที่หายใจยังไม่ค่อยเป็นจังหวะ มือไม้สั่นไปหมด

“คุณเดินไหวไหม ... เราต้องรีบไปจากตรงนี้” เพลิงกระชับมือผมแน่น เขาไม่รอคำตอบ แต่พยายามดึงผมให้เดินเร็ว ๆ เพื่อกลมกลืนไปกับฝูงคน ก่อนที่ใครจะทันสังเกตเห็นความผิดปกติ

ผมพยักหน้ารับ พยายามจะก้าวขาตาม

“... กานต์!! ...!” เพลิงถลาเข้ามาประคองตัวผมไว้ เพราะทันทีที่ก้าวขา ผมก็เข่าอ่อนจนทรุดตัวลงกับพื้นอีกครั้ง ความกลัวที่เพิ่งไล่ตามมาทันทำให้ขามันไม่มีแรงเอาดื้อๆ

“... ขออนุญาตนะครับ” เพลิงไม่รอช้า เขารวบตัวผมขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวทันที แขนแกร่งโอบรัดตัวผมไว้แน่นจนผมได้ยินเสียงหัวใจเขาที่เต้นรัวเร็วพอ ๆ กับผม

“พ ... เพลิง ... ของ ... เราต้องกลับไปเก็บของที่ห้อง” ผมพึมพำเสียงสั่น ซบหน้าลงกับอกกว้างที่ชื้นเหงื่อ

“ไม่ได้ครับ!!! ...”

เพลิงตอบเสียงเฉียบขาด ขายาวก้าวฉับิ ๆ พาผมเดินตัดแนวต้นมะพร้าวไปยังทิศทางของล็อบบี้ แต่เขาไม่ได้เดินเข้าไปข้างใน

“... ห้องพักคือจุดแรกที่พวกมันจะดักรอ เรากลับไปไม่ได้แล้ว”

“แล้วเราจะไปไหน?”

“ท่าเรือครับ …” เขาหันมาสบตาผมแวบหนึ่ง สายตานั้นหนักแน่นจนผมคลายความกังวล

“... เราต้องข้ามฝั่งไปแผ่นดินใหญ่เดี๋ยวนี้”

ณ ท่าเรือส่วนตัวของรีสอร์ต เพลิงไม่ได้รอเรือเฟอร์รี่รอบปกติ เขาตรงดิ่งไปเจรจากับคนขับสปีดโบ๊ทรับจ้าง ยัดเงินสดปึกใหญ่ใส่มือคนขับเพื่อให้เร่งเครื่องออกทันทีโดยไม่ต้องรอผู้โดยสารคนอื่น ทันทีที่เรือกระชากตัวออกจากฝั่ง ลมทะเลแรงปะทะเข้าหน้าผมจนแสบ ผมยังคงตัวสั่น ... ทั้งจากความหนาวและจากความกลัวที่เพิ่งเจอมา เพลิงขยับตัวเข้ามานั่งซ้อนด้านหลังผมทันที เขาไม่ได้พูดอะไร นอกจากใช้วงแขนกว้างโอบกอดผมไว้จากด้านหลัง ดึงผมเข้าไปชิดกับอกแกร่งเพื่อใช้ร่างกายตัวเองเป็นกำแพงกันลมและละอองน้ำเค็มให้

“หนาวไหมครับ?” เสียงทุ้มกระซิบอยู่ข้างหู แข่งกับเสียงเครื่องยนต์เรือที่คำรามลั่น

“อือ...” ผมพยักหน้า เผลอเบียดตัวเข้าหาความอบอุ่นนั้นอย่างโหยหา

“... ขอบคุณนะ” เพลิงไม่ได้ตอบ แต่กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น มือข้างหนึ่งกุมไหล่ผมไว้ ส่วนสายตาคมกริบยังคงจ้องมองไปยังระลอกคลื่นด้านหลังเรืออย่างไม่วางตา คอยระวังหลังให้ผมจนวินาทีสุดท้าย

2 ชั่วโมงต่อมาเราก็กลับเข้ามาในตัวเมือง เพลิงเลือกโรงแรมระดับ 5 ดาวกลางใจเมืองที่มีระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่นที่สุด เขาใช้บัตรเครดิตสำรองเปิดห้องพักชั้นบนสุด ทันทีที่เข้ามาในห้อง เพลิงก็รีบสำรวจความเรียบร้อยภายใน ก่อนจะปิดประตู ลงกลอนแน่นหนา และปิดผ้าม่านทุกบานอย่างรวดเร็ว

“ผมติดต่อกับนายท่านแล้วครับ ...” เพลิงลดโทรศัพท์ลงหลังจากคุยกับพ่อผมเสร็จ

“... ทีมรักษาความปลอดภัยชุดใหญ่ของพ่อคุณกำลังตามมา คืนนี้เราจะพักที่นี่ พอทีมมาถึงพรุ่งนี้เช้าเราค่อยบินกลับกรุงเทพฯ ครับ”

ผมพยักหน้าอย่างอ่อนล้า ทิ้งตัวลงนั่งบนปลายเตียง

“แล้วคุณล่ะ ... จะนอนไหน?” เพลิงลากเก้าอี้อาร์มแชร์ตัวใหญ่มาวางขวางหน้าประตูห้อง แล้วนั่งลงลยเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ถอดปืนพกออกมาวางไว้บนตักเตรียมพร้อม

“ผมนั่งตรงนี้ครับ คุณพักผ่อนเถอะ”

“เพลิง ...” ผมเรียกเขาเสียงเบา

“...มานั่งนี่เถอะ” ผมตบที่ว่างบนเตียงข้างๆ ตัว

“ไม่ได้ครับ ผมต้องเฝ้า”

“นี่เป็นคำสั่ง ...” ผมสวนกลับทันควัน แต่แววตาผมวิงวอน

“... เรา ... เรากลัว ...” เพลิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เหน็บปืนไว้ที่ซองข้างเอว แล้วเดินมานั่งลงข้าง ๆ ผม ทันทีที่เขานั่งลง ผมก็เขยิบตัวเข้าไปใกล้

“... อย่าไปไหนนะ ...” ผมพึมพำ

“... คืนนี้ขอแค่คุณอยู่ตรงนี้ ก็พอแล้ว” มือหนาของเพลิงวางลงบนศีรษะผม ลูบเส้นผมที่ยุ่งเหยิงอย่างอ่อนโยน ผิดกับความดุดันตอนหักกระดูกคนร้ายลิบลับ

“ครับ ...” เขาตอบรับคำสัญญาหนักแน่น

“... ผมจะไม่ไปไหน แม้แต่ก้าวเดียว”

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด