ผมคือตัวร้าย : ตอนที่ 15 กรงทอง PART 2 [24 ก.พ. 67]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมคือตัวร้าย : ตอนที่ 15 กรงทอง PART 2 [24 ก.พ. 67]  (อ่าน 1128 ครั้ง)

ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า

11 โบยบิน


Porsche Cayenne คันหรูวิ่งห้อไปบนถนนสายหลัก ดึกสงัดแล้วจึงมีแต่บรรดารถบรรทุกขนส่งสินค้า รถพ่วงแล่นต่อกันเป็นแถวทิวที่เลนซ้าย ดนัยขับแซงสิงห์รถบรรทุกไปเรื่อย ๆ อย่างใจเย็น เหลือบมองคนที่เอนกายเหม่อลอยอยู่ข้าง ๆ ร่างสมส่วนกอดตัวเองไว้หลวม ๆ ดูเหมือนต้นแขนขาวที่โผล่พ้นเสื้อยืดสีดำตัวบางจะหนาวแอร์อยู่ไม่น้อย ดนัยหักรถเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันโดยไม่ต้องคิด

“เอาอะไรรองท้องหน่อยไหมคุณ?”

หาที่จอดรถได้ ดนัยก็ถามขึ้นด้วยความห่วงใย แต่คนถูกถามกลับยังนั่งนิ่ง เขาจึงไม่เซ้าซี้ แล้วลงไปซื้อกาแฟกระป๋องมากระดกรวดเดียวหมด พอกลับมาที่รถแล้วเห็นบดินทร์ยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่เช่นเดิมก็อดถามออกไปไม่ได้

“คุณแน่ใจนะ ว่าไม่อยากแวะอาบน้ำก่อน?”

ดนัยถามย้ำ อดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้เพราะหลังจากมีเซ็กซ์กันเสร็จ บดินทร์ก็รีบแต่งตัวเข้าที่โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง แม้จังหวะที่ลุกขึ้นแล้วสิ่งที่ดนัยปล่อยเอาไว้ด้านในเกิดทะลักไหลออกมา เจ้าตัวก็ไม่คิดแยแส เพียงแค่ดึงทิชชูไปกดซับเอาลวก ๆ ทั้งยังไม่ยอมให้ดนัยได้ยื่นมือเข้าช่วย เสร็จแล้วก็รีบแต่งตัวแล้วนั่งประจำที่ เรียกร้องเพียงอย่างเดียวคือกลับบ้านเท่านั้น

“ถ้าคุณไม่สบายตัว ให้ผมแวะโรงแรม...”

“ผมอยากกลับบ้าน...ช่วยพาผมกลับบ้านที”

ตบท้ายด้วยคำว่า ‘ขอร้อง’

ได้ยินแบบนั้นดนัยจึงไม่ถามหาความอะไรอีก เขาเพียงเอื้อมไปหยิบเบลเซอร์ที่แขวนอยู่ด้านหลังมาคลุมร่างของบดินทร์ไว้เท่านั้น ยังดีที่บดินทร์ไม่ทิฐิกับเขาขนาดปัดเสื้อทิ้ง แต่ก็ใช่ว่าบดินทร์จะสิ้นฤทธิ์เสียทีเดียว

“ผมคงไม่ต้องตอบแทนค่าเสื้อคลุมใช่ไหม?”

เพราะยังอุตส่าห์มีคำค่อนขอดตอบกลับมาด้วย เจอแบบนี้เข้าไปดนัยก็ได้แต่ส่ายหน้า ปากแบบนี้มันน่าโดนอีกสักรอบจริงๆ!

“สบายใจเถอะคุณ ผมไม่คิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นหรอก”

ดนัยตอบออกไปด้วยความระอา ระหว่างปล่อยให้คำว่า ‘น่าจะจัดอีกสักรอบให้สิ้นฤทธิ์!’ ลอยฟ่องเต็มสมองไปเรื่อย ๆ บดินทร์จะรู้ไหมนะว่าตัวเองทำให้ดนัยต้องอดทนมากแค่ไหน

ไม่มีใครพูดอะไรอีกหลังจากนั้น ดนัยเพียงทำหน้าที่สารถีไปเงียบ ๆ ปล่อยให้บดินทร์เหม่อมองทิวทัศน์มืดมิดไปตลอดการเดินทาง

ราวหกชั่วโมงจากหัวหินสู่วังน้ำเขียว ดนัยขับรถมือเดียวมาตลอดทางแบบไม่หยุดพัก จนมาถึงเซฟเฮ้าส์ตอนเช้าตรู่ แค่เพียงเสียงรถเข้าไปจอดเทียบด้านหน้า เหล่าคนที่กำลังรอคอยก็กรูกันออกมาที่หน้าบ้าน

บดินทร์รีบก้าวลงจากรถโดยไม่รีรอ เขาวิ่งไปจนสุดฝีเท้า ทว่าก็ไปหยุดชะงักอยู่ตรงหน้าของผู้เป็นบิดาด้วยความละล้าละลังว่าจะสามารถวิ่งเข้าไปกอดได้อย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า พ่อจะยอมกอดหรือเขาหรือไม่?

แต่ฉับพลันที่ได้เห็นบิดาร้องไห้ แล้วผายมือมาหา บดินทร์ก็ถลาเข้าไปหาโดยไม่คิดอะไรอีก ร่างสูงโปร่งหมอบกรานบนพื้นปูนโดยไม่ยี่หระว่าจะเปรอะเปื้อน สองมือพนมก้มกราบแนบหลังเท้าเปลือยพร้อมน้ำตาที่ถะถั่งออกมาอย่างยากระงับ คำขอโทษแผ่วพร่าด้วยเพราะมีก้อนสะอื้นเข้าขัดขวาง ร่างคุดคู้สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีฝ่ามืออุ่นหนาบรรจงลูบลงที่ศีรษะแล้วถูกประคองขึ้นมาสวมกอดด้วยความอ่อนโยน

“ดิน...ดินลูกพ่อ”

บดีครางเรียกชื่อลูกชายคนเดียวด้วยความรู้สึกผิดและความคิดถึง นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้โอบกอด ความโหยหาถูกเติมเต็มจนเอ่อล้นเป็นหยาดน้ำตาหลั่งริน สองพ่อลูกประคับประคองสวมกอดกันด้วยน้ำตาที่มากมายหลายความรู้สึก รู้สึกผิด เศร้า เหงา เสียดาย รัก คิดถึง ดีใจ ไม่อายแล้วว่าจะมีใครมาเห็นความน่าสมเพชเหล่านี้หรือไม่ ความตื้นตันผลักดันให้รู้สึกอิ่มเอมเสียยิ่งกว่าความอับอาย

“ดินขอโทษครับพ่อ ดินมันเป็นลูกเลว ดินทำให้พ่อต้องลำบาก ดินมันทรพี…”

บดินทร์สะอื้นฮั่ก พร่ำเอ่ยขอโทษบิดาไม่ขาดปาก ความรู้สึกผิดถาโถมจนแทบหายใจไม่ออก เช่นเดียวกับบิดาที่ก็เอาแต่เอ่ยขอโทษลูกชายซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาต่างแบกรับความรู้ผิดต่อกันมานานเหลือเกินแล้ว

“ไม่เป็นไรดินลูก มันเป็นพ่อเองต่างหากที่ผิดที่ไม่ยอมฟังลูก ดินเอ้ย พ่อขอโทษ...ทั้งหมดเป็นเพราะพ่อทั้งนั้น พ่อขอโทษ…”

“ฮือ...พ่อครับ ดิน...ขอโทษ.....ดิน...คิดถึงพ่อ คิดถึงพ่อ…”

บดินทร์กอดร่างเล็กกว่าของบิดาแน่น ซุกใบหน้าเปื้อนน้ำตา ลงบนไหล่ที่เล็กลงกว่าความทรงจำมาก อ้อมกอดครั้งแรกในรอบหลายปีที่สามารถละลายทุกความบาดหมางต่อกันจนหมดสิ้น



+++++++++++++++++++++++++



เพราะต้องการให้ครอบครัวของบดินทร์ได้ปรับความเข้าใจกัน ดนัยในฐานะเจ้าบ้านจึงไม่ได้ออกไปแสดงตัว ปล่อยให้ครอบครัวของบดินทร์ได้เปิดอกกันได้โดยไม่ต้องเกรงใจคนนอกอย่างตน

วันนี้เป็นวันดีของบดินทร์จริง ๆ เป็นวันที่เขามีความสุขที่สุดในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ ทั้งได้กอดพ่อ ทั้งได้กราบขอโทษแม่เลี้ยง และยังได้ปรับความเข้าใจ ได้เอ่ยขอโทษกับเพียงดาว

เพียงดาวอุ้มลูกสาวหน้าตาน่ารัก ที่มีผิวขาวดวงตาสีน้ำข้าวและเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเหมือนผู้เป็นพ่อ หล่อนนั่งส่งยิ้มให้พี่ชายต่างสายเลือดที่ไม่ได้เจอกันนาน ไม่ว่าหล่อนกับบดินทร์จะเคยมีเรื่องอะไรระหว่างกันมา ตอนนี้หล่อนอภัยให้ได้หมดแล้ว ผิดกับผู้เป็นพี่ที่ยังคงรู้สึกผิดมากมาย วัยเยาว์ผ่านไปไวนัก เผลอเพียงชั่วครู่ก็มาอยู่ในจุดที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

บดินทร์รู้สึกผิดต่อเพียงดาวมากมายเสียจนแทบไม่กล้ามองหน้า เขาชอบสดายุแต่กลับมีความสัมพันธ์กับเพียงดาวเพียงเพราะริษยาที่หล่อนได้รับความรักและความเอ็นดูจากสดายุในฐานะแฟน ในวันที่สดายุกับเพียงดาวตกลงคบกัน หัวใจของบดินทร์ก็แทบขาด เขาโกรธเกลียดหล่อนที่มาคว้าสิ่งสำคัญของเขาไปซึ่ง ๆ หน้า มันจึงทำให้เขาลงมือทำเรื่องเลวร้าย

เพราะเพียงดาวยังเด็กเกินไปในตอนนั้น หล่อนเป็นเพียงเด็กสาวที่ยังมีความสุขในการบริหารเสน่ห์วัยใส จึงไม่ยากเลยที่บดินทร์จะใช้เสน่ห์ของตนยั่วเย้าจนหล่อนขึ้นเตียงกับตนด้วย เพื่อที่เขาจะได้ใช้ความผิดในข้อนี้กีดกันหล่อนให้พ้นออกจากสดายุ และแผนชั่วของเขามันคงสำเร็จไปได้ด้วยดี ถ้าแม้เพียงดาวจะไม่ท้องขึ้นเสียก่อน จนเกิดเรื่องราวมากมายตามมา

เรื่องนี้บดินทร์ยังไม่กล้าเอ่ยปากกับใคร แม้แต่กับสดายุ เขาเกลียดตัวเองเหลือเกินที่มักหันหลังหนีปัญหา เกลียดตัวเองที่ไม่เคยคิดเผชิญหน้าแม้กระทั่งตอนนี้

“...ดาว...พี่...ขอโทษ”

บดินทร์คุกเข่าลงตรงหน้าน้องสาว เอ่ยขอโทษกับหล่อนซ้ำ ๆ ต่อให้จะถูกต่อว่ากลับมาเขาก็ยินดีรับมัน

แต่เพียงดาวเพียงยิ้ม หล่อนส่งลูกชายให้สามีพาออกไปเดินเล่นที่ด้านนอก ก่อนหันมาเผชิญหน้ากับอดีตคู่กรณีที่ไม่ได้เจอมานาน แล้วประคองให้ฝ่ายนั้นลุกขึ้นมายืนตรงหน้า

“พี่ดิน…ที่ดาวมาวันนี้ก็เพื่อจะบอกพี่ว่าดาวไม่เป็นไรแล้ว ไม่โกรธและไม่คิดติดใจอะไรพี่อีกแล้วด้วย ดาวเข้าใจแล้วว่าตอนนั้นพวกเราก็แค่ยังเด็ก พี่ไม่ได้บังคับให้ดาวทำ เป็นดาวที่เลือกทางนั้นด้วยตัวดาวเอง มันก็แค่ความผิดพลาดครั้งหนึ่ง และดาวก็ก้าวข้ามมันมาได้แล้ว พี่ดูสิ…ตอนนี้ดาวมีความสุขมาก มีความรักที่ดี มีครอบครัวที่น่ารัก ดาวอยากให้พี่ดินได้เห็นและอยากให้พี่ก้าวข้ามมันเหมือนที่ดาวทำได้”

“ดาว…”

“ดาวอภัยให้พี่ดินค่ะ”

เพียงดาวเอ่ยทุกถ้อยคำออกมาด้วยความจริงใจ สวมกอดของพี่ชายด้วยความเมตตาแด่คนสำนึกผิด แม้บดินทร์จะยังอยากขอโทษเพียงดาวอีกมากมาย แต่หญิงสาวยืนยันว่าไม่ต้องการให้พี่ชายเอ่ยสิ่งใดอีก หล่อนเพียงกระซิบ

“เก็บมันไว้ในอดีตเถอะนะคะ”

บดินทร์พยักหน้ารับ รู้สึกขอบคุณทุกอย่างบนโลกใบนี้ที่ทำให้เขายังมีโอกาสได้เอ่ยคำขอโทษ ได้รับโอกาสได้รับการให้อภัย




ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เมื่อถึงเวลาอันสมควรแล้วบดินทร์จึงเอ่ยเรื่องสำคัญที่สุดกับบิดาของตน โดยเฉพาะเรื่องที่ดินกับหนี้สินสิบล้าน ทว่าทันทีที่ถามออกไป คำตอบที่ได้ กลับทำให้บดินทร์ถึงกับมึนทื่อ ใบหน้าเนียนชาวาบราวกับเพิ่งถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด

“พ่อยังไม่ได้ขายที่หรอกดิน เห็นคุณดนัยบอกว่าเรื่องหนี้สิบล้านนั่นเขาจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”

“วะ…ว่าไงนะครับ?”

“เขาบอกกับพ่อนะว่า เขาตกลงกับดินเรียบร้อยแล้วว่าเขาจ่ายหนี้ก้อนนี้ให้ดินก่อน แล้วดินค่อยไปทำงานกับเขาเพื่อใช้หนี้ทีหลัง”

“...”

“มีอะไรหรือเปล่าลูก?”

คำอธิบายของบิดาทำหัวใจของบดินทร์บีบรัดด้วยความสับสน แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูกังวลขึ้นของผู้เป็นพ่อ บดินทร์จึงไม่อาจเปิดเผยความจริง เรื่องที่ถูกดนัยมัดมือชกได้ ไม่อาจพูดออกไปว่าข้อตกลงที่ฝ่ายนั้นอ้างกับพ่อ เขาไม่ได้มีส่วนรู้เห็น

ไม่แปลกหรอกหากบิดาจะเชื่อดนัย ก็ใครที่ไหนจะยอมใช้หนี้ก้อนใหญ่แทนให้ หากไม่ได้มีการตกลงรับปากหรือทำสัญญาไรกันไว้ก่อน บดินทร์ข่มกลั้นทุกสิ่งไว้ในใจ ชีวิตเขาถูกดนัยซื้อไว้แล้วด้วยเงินจำนวนสิบล้าน เขามันบ้าไปเองที่เคยคิดว่าจะหนีคนคนนี้พ้น

เพราะแม้แต่สิทธิ์จะปฏิเสธ…ก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ!

บดินทร์ลอบถอนหายใจเจ็บร้าว เขายิ้มขื่นแสร้งทำสีหน้าที่ดีที่สุดให้บิดาได้เห็น ลูกอกตัญญูคนนี้จะไม่ยอมให้พ่อต้องทุกข์ใจไปด้วยอีกแล้ว

“ใช่แล้วครับพ่อ…ผมตกลงแล้วว่าจะไปทำงานให้คุณดนัยเพื่อใช้หนี้ให้เขา”



++++++++++++++++++++++++



บ่ายโมงกว่า ท้องฟ้าเริ่มขมุกขมัว วังน้ำเขียวที่ปกติดูร่มรื่นอยู่แล้ววันนี้ยิ่งครึ้มหนักเพราะอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน เมฆดำเริ่มก่อตัวหนา เสียงฟ้าคำรามครั่นครื้นมาแต่ไกล เดาได้ว่าในไม่ช้าหยาดฝนคงลงดอก

ใต้ร่มหลังคาบ้านไม้ทรงสวย มีบางคนกำลังนั่งเหม่อมองท้องฟ้าสลัวอย่างล่องลอย มองควันบุหรี่สีขาวปลอดที่ค่อย ๆ กระจายตัวพุ่งจากปอดออกมาเป็นสาย ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนสลายตัวไปอย่างช้า ๆ รสขมเฝื่อนในปากคงเป็นอย่างเดียวที่พอทำให้บดินทร์รู้ตัวว่าตนยังคงตื่นลืมตาอยู่

หลังจากครอบครัวกลับไปแล้ว บดินทร์ก็ถูกทิ้งให้อยู่ที่เซฟเฮ้าส์เพียงลำพัง บิดาเตือนเขาไว้ว่าตอนนี้ยังมีนักข่าววนเวียนอยู่แถวบ้าน การปรากฏตัวของเขาช่วงนี้คงไม่เป็นผลดีนัก บดินทร์ไม่ได้ดูข่าวหรือสนใจสื่อออนไลน์เลยนับตั้งแต่เกิดเรื่องในวันนั้น เขาจึงไม่รู้เลยว่าตอนนี้เรื่องคลิปแฉคลิปฉาวของเขานั้นมันเป็นข่าวครึกโครมขนาดไหนแล้ว

ทั้งความจริงเรื่องทำร้ายกฤตเมธกับสดายุ ทั้งเรื่องติดหนี้บ่อน หรือแม้กระทั่งเรื่องฆ่าตัวตาย หลายหลากประเดประดังจนบดินทร์เองก็ยังไม่พร้อมที่จะให้คำตอบแก่ใครทั้งสิ้น ดังนั้นมันจึงเป็นการดีที่สุดแล้วที่เขาจะถูกเก็บตัว หลบเร้นอยู่ในเซฟเฮ้าส์ท่ามกลางป่าเขาแบบนี้ แม้จะเป็นถิ่นของคนที่แสนเกลียด แต่บดินทร์คงทำได้เพียงยกศักดิ์ศรีจอมปลอมของตัวเองทิ้งไปและยอมรับความช่วยเหลือแต่โดยดีเท่านั้น

‘ทำไมถึงให้ความช่วยเหลือมากมายขนาดนี้กัน?’

‘ดนัยกำลังคาดหวังอะไรในตัวของเขาอยู่กันแน่?’

‘กับคนที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเขาคนนี้…’

บดินทร์ย้อนคิดถึงเรื่องราวระหว่างตนกับเจ้าหนี้รายใหม่ ที่ไม่ว่าจะพิจารณาด้วยสาเหตุอะไรเขาก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลที่ฝ่ายนั้นยื่นมือเข้ามาช่วยตนอยู่ดี แค่ชอบการมีเซ็กซ์กับเขางั้นเหรอ หรือแค่อยากเล่นสนุกกับชีวิตคนอื่นตามประสาคนรวย?

…ไม่ใช่แค่คนรวยสิ แต่เป็นระดับเจ้าพ่อเลยต่างหาก!

ทั้งที่ความจริงบดินทร์อยากจะคุยเคลียร์ให้จบเรื่องหนี้สินที่โดนฝ่ายนั้นมัดมือชก และอยากถามถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่อีกฝ่ายทำอย่างไม่มีเหตุผล แต่ดนัยดันหนีไปเสียก่อนด้วยเหตุผลเพราะอยากให้เขาได้อยู่กับครอบครัว สุดท้ายตอนนี้เขาก็อยู่คนเดียวแล้ว แต่ฝ่ายนั้นก็ยังไม่ยอมโผล่หน้าออกมา ทำให้บดินทร์ยังต้องนั่งแกร่วรอเพราะไม่สามารถออกไปไหนได้

มองซ้ายแลขวาก็เห็นมีบอดี้การ์ดจำนวนไม่ธรรมดาเฝ้าอยู่รอบบ้าน เช่นนี้บดินทร์เลยแทบไม่กล้ากระดิกตัว ขืนทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไป ไม่มีใครการันตีได้นี่ว่าเขาจะไม่โดนเป่าด้วยลูกตะกั่วตายอยู่แถวนี้

เฮ้อ…พ่อไม่น่ารีบกลับเพราะห่วงบ้านเลย



“บ่ายแล้ว ไม่ทานอะไรหน่อยเหรอคุณ?”

“!!?”

ดูเหมือนในที่สุดการรอคอยของบดินทร์ก็สิ้นสุดลง ทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มละมุนหูที่ใครต่อใครต่างก็ชื่นชมดังมาจากเบื้องหลัง บดินทร์ก็ได้ฤกษ์เปิดฉากการเจรจาเสียที คำถามตรงประเด็นจึงส่งถึงดนัยแบบไม่รอช้า

“คุณเอาเงินสิบล้านไปไถ่หนี้ของผมที่บ่อนของอัครเดช?”

“อือฮึ แล้วมันทำไมเหรอ?”

ดนัยไหวไหล่เล็กน้อย ตอบออกมาด้วยทีท่าที่ไม่ได้ยี่หระต่อคำถามสักเท่าไหร่ แถมยังเดินเข้ามาหย่อนตัวนั่งเอกเขนกตรงเก้าอี้หวายข้างกายของบดินทร์หน้าตาเฉย

และท่าทีกวนประสาทแบบนี้ของดนัยนี่แหละที่บดินทร์ชังนัก

“จู่ ๆ ก็เอาเงินสิบล้านไปละลายทิ้งแบบนั้น ที่จริงคุณต้องการอะไรจากผมกันแน่?”

ความไม่เข้าใจทำกิริยาของบดินทร์ก้าวร้าวขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ เพราะนอกจากไม่เข้าใจแล้ว ยังเจ็บใจตัวเองมากอีกด้วยที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ทั้งยังอับอายเหลือเกินกับเรื่องที่เขาทำลงไปเมื่อคืน

“ก็ไม่ได้ต้องการอะไร เงินแค่สิบล้านมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม”

แต่ดนัยไม่ได้รู้สึกเดือดร้อน จึงตอบพลางเอนกายลงเอนหลังกับเก้าอี้หวายเต็มตัว บดินทร์หยิ่งในศักดิ์ศรีแค่ไหนทำไมเขาจะไม่รู้…เป็นตัวร้ายที่ยอมตายดีกว่าการขอความเมตตา ยิ่งได้ยินคำตอบของเขา กอปรกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนด้วยแล้วตอนนี้อีกฝ่ายคงแทบลมออกหู

“สิบล้านไม่สำคัญ...เหอะ! คนมีอันจะกินนี่โคตรน่าอิจฉา แต่ก่อนจะทำบุญทำทานก็ช่วยถามความสมัครใจของขอทานด้วยได้ไหมล่ะว่ามันอยากได้หรือเปล่า? หยุดใจบุญพร่ำเพรื่อกับผมเสียทีได้ไหม? ผมไม่ต้องการ!”

คำปรามาสร่ายยาวเป็นวรรคเป็นเวร สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบดินทร์อารมณ์เสียกับเรื่องนี้มากแค่ไหน คำว่า 'หนี้บุญคุณที่ไม่ต้องการ' ฉายชัดอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้นอย่างที่ไม่ต้องเสียเวลาแปลความหมาย

แต่ดนัยกลับยังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน เพราะคิดไว้อยู่แล้วถึงแรงต้านที่จะได้รับจากอีกฝ่าย แต่คนอย่างเขาหากตัดสินใจทำบางอย่างลงไปแล้วก็ไม่คิดเปลี่ยนแปลงเช่นกัน และในเมื่อบดินทร์สงสัยใคร่รู้นักดนัยก็จะเฉลยความจริงของค่าไถ่สิบล้านให้ได้ฟัง

“เฮ้อ คุณนี่นะ มาถึงขั้นนี้แล้วยังคิดว่าผมเป็นคนใจบุญอยู่อีกเหรอ?”

“หมายความว่าไง?”

“เคยบอกไปแล้วนี่ ว่าผมอยากได้คุณ”

“...”

“สิบล้านนี่ ก็คือค่าตัวของคุณไง”

“...คุณนี่แม่ง! ลงทุนสิบล้านแค่เพื่อซื้อตัวคนอย่างผมเนี่ยนะ? คุณซื้อผมไม่ต่างจากซื้อโสเภณี ฮะ ฮะ แต่ผมควรภูมิใจสินะ เพราะพวกกะหรี่ชั้นสูงยังได้ไม่เท่านี้เลยมั้ง!”

“มันก็ขึ้นอยู่กับความชอบ ลางเนื้อชอบลางยา ต่อให้คนอื่นจะว่ายังไงแต่ผมชอบคุณ”

“...”

“โดยเฉพาะตอนมีเซ็กซ์กับคุณ…มันโคตรสุดยอด”

“ไอ้!...สารเลวเอ้ย!”

“ฮะ ฮะ ฮะ อย่าคิดมากนักสิคุณ ผมไม่ใช้งานคุณหนักนักหรอก...มีแต่งานง่าย ๆ สบาย ๆ”

ยิ่งเห็นว่าบดินทร์ดิ้นพล่านจนหน้าแดงหน้าดำด้วยความโมโหระคนสิ้นหวัง ดนัยก็ยิ่งเย้าแหย่ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงขึ้น แท้จริงถึงภายนอกเขาจะดูเป็นมิตร ยิ้มสวยหรือเทพบุตรสักแค่ไหน เนื้อแท้ก็แค่คนร้ายกาจที่ไม่ชอบให้ใครก้าวล่วงดูถูก หากคนตรงหน้าไม่ใช่บดินทร์ที่เขาพึงใจนักหนา ชะตาคงได้นอนเป็นเพื่อนรากมะม่วงไปแล้ว สิทธิพิเศษนี้เขามอบให้บดินทร์เท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้อีกฝ่ายขึ้นขี่หัว!

“สนุกนักหรือไงที่เห็นผมต้องกระเสือกกระสนเพื่อล้างหนี้ของคุณ แล้วเรื่องใหญ่ขนาดเงินสิบล้านเนี่ย ทำไมไม่บอกผมตั้งแต่แรก ปล่อยให้ผมโง่เง่าทำเรื่องสิ้นคิดแบบนั้น! สะใจมากเลยใช่ไหมที่ได้เห็นผมโง่น่ะ!?”

บดินทร์สติแตก ร่างสูงลุกพรวด ตั้งท่ายืนจังก้าชี้หน้าว่าร้ายดนัยไม่ขาดปาก ตัดพ้อต่อว่าสารพัดในเรื่องที่ถูกอีกฝ่ายปกปิด หากเขารู้สักนิดว่าตัวเองถูกจองจำไว้แล้วด้วยหนี้สินสิบล้านนี้ล่ะก็ อย่างน้อยเมื่อคืน...เขาคงไม่ต้องเปลืองตัวแบบนั้น!

เจ็บใจนัก!!

“ผมบอกคุณเหรอว่าสะใจ คิดเองเออเองเก่งนะคุณเนี่ย”

ดนัยยังคงพูดเรื่อย น้ำเสียงดูราบเรียบทั้งยังเจือความขบขัน แต่ในอกชักไม่ขำด้วย รู้สึกว่าสิทธิพิเศษที่มอบให้บดินทร์ไปจะเริ่มสั่นคลอนไม่น้อย เส้นบาง ๆ ที่ยังดึงสติเขาไว้คล้ายว่ามันกำลังจะขาดอยู่รอมร่อ

“หึ! คิดเองเออเองอย่างนั้นเหรอ? เห็น ๆ อยู่ว่าคุณยัดเยียดมันให้กับผม!!”

ปึ่ด!!

“ฮะ ฮะ ฮะ!!”

ดูเหมือนว่าเส้นเชือกแห่งความอดทนจะขาดผึงไปแล้ว ดนัยหัวเราะร่วนออกมาทั้งที่ไม่มีอะไรให้ขำเลยสักนิด เสียงหัวเราะราวเสียงคำรามของปีศาจที่ทำเอาบดินทร์แข็งทื่อไปครู่ใหญ่ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วประจันหน้ากับบดินทร์ตรง ๆ บ้าง สองแขนแข็งแกร่งสอดล้วงกระเป๋ากางเกงไว้ เพื่อรั้งสติไม่ให้เผลอเอื้อมไปคว้าคอคนพูดไม่รู้ฟังให้มาอยู่ใต้อาณัติ ลมหายใจแห่งสัมปชัญญะถูกสูดเข้าลึกในปอด แต่ดูเหมือนอารมณ์คุกรุ่นที่ปะทุขึ้นมาแล้วนั้นมันจะไม่สามารถกดข่มให้สงบลงได้ง่าย ๆ

ร่างสูงใหญ่ของดนัยสืบเท้าเข้าหาคนที่ยังยืนแข็งทื่อใกล้ขึ้น ใบหน้าคร้ามคมเอียงองศาเล็กน้อย จดจ้องไปยังสีหน้าแดงสลับขาวของบดินทร์เขม็ง หัวใจดนัยร่ำร้องว่าความต้องการในตัวของอีกฝ่ายกำลังพุ่งสูงจนใกล้ปรอทแตก ยิ่งเห็นสีหน้าดื้อรั้นของบดินทร์ ภาพความทรงจำอันร้อนเร่าของคืนวานก็ผ่านวาบเข้ามาในหัว

มันยิ่งเร่งเร้า…

มันยิ่งพลุ่งพล่าน…

มันยิ่งขับดันให้เลือดในกายของดนัยร้อนระอุจนอยากเอื้อมมือไปคว้า จับกด และฉีกทึ้งจนบดินทร์เปล่าเปลือยไปทั้งร่าง อยากสัมผัสผิวเนื้อตึงแน่นด้วยความรุนแรง อยากแทรกกายเข้าสู่ช่องทางร่านร้อนจนแทบบ้าคลั่ง อยากกักขังเอาไว้ในห้องปิดตายไม่ให้หนีไปไหนได้

สั่งสอนด้วยกำลัง บังคับด้วยอำนาจ

ฝึกให้เชื่องกับจนหนีไปไหนไม่รอด…

แต่…มันยังไม่ใช่ตอนนี้

ดนัยระบายลมหายใจร้อนระอุ ขณะพยายามเอ่ยเจรจากับบดินทร์ต่ออย่างใจเย็น

“นั่นสินะ...ใช่แล้วล่ะดิน ผมตั้งใจยัดเยียดให้คุณจริง ๆ นั่นแหละ ยัดเยียดหนี้บุญที่คุณไม่ต้องการเพื่อทำให้คุณดิ้นหนีจากมือผมไม่ได้ไงล่ะ ผมเคยบอกคุณแล้วไงว่าถ้าผมต้องการอะไร ต่อให้ต้องทุ่มเท่าไหร่ผมก็ไม่สน อีกอย่างที่คุณควรรู้ไว้…”

“...”

“เรื่องเมื่อคืน…สิ่งที่คุณมอบให้ผมโดยอ้างว่าคือการชดใช้ ผมเอง…ก็ไม่ได้ร้องขอเหมือนกัน”

เมื่อยังพอรังสติอยู่ไหว ว่าเขาควรเว้นช่องว่าให้บดินทร์ได้หายใจหายคอบ้าง ยังอยากเลี้ยง ไม่ใช่ล่าม ดังนั้นดนัยจึงเลือกที่จะตอบโต้บดินทร์ทางวาจาแทนร่างกาย ทว่าคำพูดของเขาก็ใช่จะเบาเหมือนสติ ทุกถ้อยทุกคำย้อนยอกตอกกลับจริงจังหนักแน่น เช่นเดียวกับที่โดนบดินทร์ต่อว่ามา มันแสบสันเสียจนบดินทร์ถึงกับหน้าชา

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรับไปสิ!!”

“แล้วทำไมผมต้องปฏิเสธ? ในเมื่อเนื้อมาวางถึงปากเองแท้ ๆ”

“ไอ้ดนัย!!”

บดินทร์คำรามลั่น พร้อมกับที่เหวี่ยงหมัดฮุคเข้าหาดนัยอย่างไม่ออมแรง เพราะไม่อาจระงับความขุ่นข้องของตนได้เดือดดาลหนักหนากับสิ่งที่ดนัยกล่าวมา มันตีความได้ไม่ยากเลยว่าการยินยอมทอดกายเพื่อแลกอิสรภาพของเขานั้น มันก็เป็นแค่การดิ้นรนอย่างไร้ความหมายของเหยื่อที่โง่เง่าเท่านั้น!

หมับ!

แต่หมัดหนัก ๆ ที่บดินทร์คิดว่าแม่นยำนั้นกลับถูกดนัยคว้าเอาไว้อย่างง่ายดาย ทั้งยังถูกยึดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“อย่ารนหาเรื่องเลยบดินทร์ ผมขอเตือน!”

ดนัยขอร้องอย่างใจเย็น ทว่าดูเหมือนประโยคที่ว่านั่นจะไม่เหมือนประโยคขอร้องสักเท่าไหร่นัก สองร่างยืนประชิด สองสายมีเพียงประกายเกรี้ยวกราด ต่างขิงก็ราข่าก็แรง ไม่มีใครยอมลงให้ใครก่อน ดนัยขบกรามกรอดกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เขาคิดเอาไว้ไม่เคยผิดเลย บดินทร์คือตัวร้ายที่ยอมตายดีกว่าร้องขอชีวิต หากเป็นคนอื่นที่ได้รับความช่วยเหลือราวฉุดขึ้นจากขุมนรกอย่างนี้ ร้อยทั้งร้อยคงยอมมอบกายถวายชีวิตให้เขาแบบไม่ต้องคิด แต่มันดันไม่ใช่สำหรับบดินทร์ คนคนนี้นอกจากจะไม่ร้องขอให้ช่วยเหลือแล้ว ยังรังเกียจมือของเขาที่ยื่นลงไปให้อีกต่างหาก

ยอมถูกไฟนรกพร่าผลาญมากกว่าจะจับต้องมือของเขา!

ความหงุดหงิดงุ่นง่านเริ่มคืบคลานเข้าครอบงำจิตใจใฝ่คุณธรรมที่เหลือเพียงน้อยนิดของดนัยอย่างช้า ๆ สมองดนัยประมวลผลเร็วรี่ว่าควรทำอย่างไรกับคนดื้อด้านอย่างบดินทร์ดี ในขณะนั้นเองบดินทร์กลับเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอขึ้นมา

“ผมจะชดใช้!”

“อะไร?”

“สิบล้านนั่น ไม่ว่ายังไงผมก็จะชดใช้ให้”

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้อง”

“ผมไม่ยอมติดหนี้คุณไปจนวันตายหรอกนะ!”

“อ้อเหรอ? งั้นคุณจะใช้หนี้ผมยังไง?”

“...”

“แม้แต่ที่ยืนในสังคมยังไม่มี คุณจะเอาอะไรมาชดใช้คืนให้ผม…”

ในขณะที่ถามประโยคนี้ออกมา จู่ ๆ ดนัยก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นในหัว ตอนแรกก็ตั้งใจจะหาเรื่องบังคับพาบดินทร์กลับไปอเมริกาด้วยอยู่แล้ว ในเมื่อเจ้าตัวเป็นฝ่ายเสนอขึ้นมาเองแบบนี้ มันก็ยิ่งง่ายต่อเขาไม่ใช่หรือ?

“มะ..ไม่ว่ายังไง ผมก็จะ..อ๊ะ!?”

ในจังหวะที่บดินทร์พยายามแกะมือของดนัยไปพลาง ยื่นข้อเสนอใช้หนี้ที่ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่นั้น จู่ ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายรวบเข้าไปกอด

“ไปอเมริกากัน!”

“หะ!? อะไรของคุณ?”

คำชวนที่จู่ ๆ ก็ถูกโพล่งออกมาจากดนัย เล่นเอาบดินทร์ที่กำลังดิ้นเร่าถึงกับหยุดชะงัก ดนัยก็เร่งอธิบายถึงเหตุจูงใจมีร้อยแปดพันเก้า เพื่อให้บดินทร์ยอมคล้อยตาม

“คุณก็รู้ตัวไม่ใช่เหรอว่าตัวเองไม่เหลือที่ยืนในประเทศนี้แล้ว สิ่งที่คุณทำลงไป อย่าว่าแต่กลับเข้าวงการเลย แม้แต่งานอื่น ๆ คุณก็ทำไม่ได้ ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน แล้วคุณจะเอาอะไรมาคืนผม คิดจะให้พ่อคุณขายที่อีกหรือไง?”

“เรื่องนั้นผมรู้อยู่แล้วแหละ แต่มันเกี่ยวอะไรกับการที่ผมจะต้องไปอเมริกากับคุณด้วย?”

บดินทร์ยังคงเถียงข้าง ๆ คู ๆ แต่เหตุจูงใจของดนัยก็ทำให้น้ำเสียงของเขาเบาลง แม้แต่การดิ้นรนออกจากอ้อมแขนนั้นก็เหมือนจะชะงักไป

ดนัยลอบยิ้มในดวงตา เมื่อสัมผัสได้แล้วว่าถ้อยคำจูงใจของตนได้ผล อ้อมแขนแกร่งกระชับร่างของบดินทร์แน่นขึ้นโดยพยายามให้รู้สึกตัวน้อยที่สุด ก่อนจะโน้มใบหน้าลงใกล้แล้วกระซิบคำโฆษณาสุดท้ายตรงริมหูฝ่ายนั้น

“เพราะนี่คือทางเดียวที่คุณจะสามารถทำงานหาเงินมาใช้หนี้ผมได้ในเวลาอันสั้นไง”



++++++++++++++++++++



ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


บ่ายคล้อย หลังการโต้เถียงอันยาวนานระหว่างดนัยและบดินทร์จบลง ซอลย่าเดินทางมาถึงเซฟเฮ้าส์พอดี

“ดิน!”

“พี่ซอล!”

ซอลย่าถลาเข้าหาน้องรักทันทีที่เจอหน้า ด้วยความที่ตัวเตี้ยกว่าอยู่มาก ทำให้พอเข้าซุกอ้อมกอดของบดินทร์แล้ว ก็แทบจมหายไปในอ้อมอกของน้องชายราวกับเด็กน้อย

“เป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่าหนีออกจากโรงพยาบาลตามคุณดนัยไประห่ำจับผู้ร้ายมาด้วยใช่ไหม? ทำไมชอบทำให้พี่เป็นห่วงอยู่เรื่อย หืม? แล้วนี่เป็นยังไงบ้าง คลาดกันไปคลาดกันมาตลอดเลย”

กอดจนอิ่มใจได้ผู้จัดการดาราร่างเล็กก็เทศนาบดินทร์เสียยกใหญ่ ที่ทำอะไรแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง รู้ดีว่าน้องชายเป็นห่วงสดายุมาก แต่ก็ไม่ควรจะบุ่มบ่ามทั้งที่ตัวเองก็ยังบาดเจ็บอยู่ ความห่วงใยทำให้ซอลย่าอดบ่นไม่ได้ สองมือเรียวเล็กเอื้อมประคองสองแก้มของน้องชายไว้ จับหันซ้ายหันขวาเพื่อดูว่ามีรอยแผลฟกช้ำน่ากลัวที่ไหนหรือเปล่า หนวดเคราเขียวครึ้มสากมือที่สัมผัสได้ เป็นเครื่องหมายยืนยันได้อย่างดีว่าบดินทร์ไม่ได้ดูแลตัวเองเลย ซอลย่าแทบร้องไห้กับความทรุดโทรมของอีกฝ่ายจึงโผเข้ากอดน้องชายอีกครั้งด้วยความสงสาร หัวกลมเล็กของผู้พี่ถูไถไปมาในอ้อมกอดกว้าง อย่างที่ซอลย่าทำอยู่ประจำยามต้องการจะปลอบใจบดินทร์

กิริยาน่ารักจนบดินทร์ยังอดยิ้มไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะทุกข์หรือเครียดกับอะไรมากแค่ไหน พอได้เจออาการห่วงน้องแบบสุดใจของซอลย่าเข้า มันก็ทำให้เขายิ้มได้ทุกครั้ง

พี่ชายคนนี้ช่างดีกับเขามากเหลือเกิน

ทว่าพฤติกรรมของทั้งสองคน ดันขัดตาแขกอีกคนที่มาด้วยกับซอลย่าไม่น้อย

“อะแฮ่ม!”

ดังนั้นเสียงกระแอมไม่สู้มีมารยาทนัก จึงถูกส่งออกไปเตือนสติของคนทั้งคู่ว่าโลกนี้ยังมีคนอื่นยืนหัวโด่อยู่ด้วย

“สวัสดีค่ะ คุณบดินทร์! ออกจากโรงพยาบาลได้ สบายดีแล้วสินะคะ!”

ประโยคทักทายโทนเสียงเบสทุ้มต่ำ เรียกสายตาของบดินทร์ให้มาหยุดอยู่ที่ผู้มาเยือนอีกคน ที่ค่อนข้างน่าแปลกใจในการมาของอีกฝ่ายไม่น้อย

“สวัสดีครับคุณ…บลูม่า?”

บดินทร์ทักออกไปเพียงแค่นั้น ถึงจะสงสัยว่ามาทำไมแต่ก็ได้สติยั้งปากไว้ทัน เอาเถิดเขายังไม่มีอารมณ์จะตีกับใครตอนนี้ โดยเฉพาะคนที่ยืนตาขวางจ้องเขม็งราวกับจะจับเขาหักคอได้ทุกเมื่ออย่างบลูม่า

“มาด้วยกันได้ยังไงครับเนี่ย?”

แต่ถึงอย่างไรก็ยังอดก้มลงกระซิบถามเอากับซอลย่าไม่ได้ ว่าแท้จริงแล้วแขกคนนั้นโผล่มาหาเขาถึงนี่ได้อย่างไร เพราะระหว่างเขากับบลูม่าผู้จัดการส่วนตัวของสดายุคนนี้ อย่าว่าแต่เคยญาติดีเลย เรียกว่าเกลียดกันจนเข้ากระดูกดีกว่า

“เอ่อ…เขามากับพี่น่ะ ช่วยขับรถมาให้…”

“หะ!?”

ซอลย่าตอบอ้อมแอ้ม ใบหน้าซับสีแดงระเรื่ออย่างลืมตัว เล่นเอาบดินทร์ถึงกับผงะ เข้าใจกระจ่างในทันทีว่าขนาดนี้คงไม่ใช่แค่บังเอิญไปเจอกันแล้วตามมาเยี่ยมเขาแน่ ๆ

‘ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!’ บดินทร์ทั้งตกใจและสงสัย ในความทรงจำของเขาสองคนนี้ไม่ถูกโรคกันยิ่งกว่าอะไร ข่าวว่าเป็นทั้งคู่แข่งทั้งด้านความรักและอาชีพ โดยเฉพาะหลังจากตอนที่เขากับสดายุแตกหักกัน ก็ยิ่งทำให้ผู้จัดการส่วนตัวอย่างสองคนนี้เกลียดกันยิ่งขึ้นไปอีก

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันวันนี้ถึงได้จูงมือกันมาเยี่ยมเขาได้? มิหนำซ้ำซอลย่ายังออกอาการประหม่าทันทีที่ถามถึงอีกฝ่าย แถมไอ้อีกคนที่ยืนตาขวางอยู่นั้นก็ดูเหมือนอยากกระโดดงับคอเขาให้ได้แค่เห็นว่าเขากอดพี่ชายไม่ยอมปล่อย ทำราวกับว่ากำลังหึงหวง…อื๋อ…หึงหวง!?

“พี่ซอล! อย่าบอกนะว่า…”

“...อะ…เอ่อ…อืม พี่กับบลูเขา…เรา…คบกันอยู่”

“หะ! ตั้งแต่เมื่อไหร่!?”

สองพี่น้องสุมหัวกันเพื่อฟังผู้พี่บอกเล่าเรื่องราวความรักอลเวงของตน ถูกความจริงกระแทกหน้าอย่างจังเข้าทำเอาบดินทร์นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ แต่เมื่อทำใจได้แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจโล่งอก แล้วเริ่มรู้สึกยินดีกับพี่ชายขึ้นมา แม้จะยังขัดใจอยู่บ้างที่คู่กรณีที่ซอลย่ามอบใจคือบลูม่าคนนั้น แต่ก็พออุ่นใจเมื่อได้รับรู้ว่าอย่างน้อย พี่ชายของเขาก็สมหวังในรักเสียที

“ยินดีด้วยนะพี่ซอล” บดินทร์พูดแค่นั้น ก่อนโอบกอดพี่ชายไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง

“ขอบใจนะดิน…” ซอลย่าตอบกลับ กระชับอ้อมแขนเพื่อกอดตอบ ซบใบหน้าลงบนอกอุ่นด้วยความรักและห่วงหา

คราวนี้ก็ถึงเวลาที่บดินทร์จะต้องบอกเล่าเรื่องของตนบ้างแล้ว

“ผมดีใจนะที่จะมีคนดูแลพี่แทนผม…”

“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ ทำอย่างกับจะไปไหนไกล?”

“…พี่ซอล ผมจะไปทำงานกับคุณดนัยที่อเมริกานะ”

“หะ!? ว่าไงนะดิน! ปะ...ไปเมื่อไหร่!?”

“เดือนหน้าครับ”





+++++++++++++++++++++++



สามทุ่ม ณ ท่าอากาศยานแห่งชาติกรุงเทพเนืองแน่นไปด้วยผู้คนดังเช่นทุกวันที่คลาคล่ำมากมายทั้งไทยและเทศ หลายสายการบินที่กำลังจะทะยานออกสู่สุดฟากฟ้า บดินทร์เหม่อมองเครื่องบินที่กำลังขึ้นลงนอกหน้าต่างสนามบินด้วยความรู้สึกหลากหลาย เพียงไม่นานหลังจากที่เขาทำข้อตกลงกับดนัย ฝ่ายนั้นก็จัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเกินทางทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันจะได้เตรียมใจวันเดินทางก็มาถึงเสียแล้ว

“เดี๋ยวยุมาถึงเขาก็โทรหาเองแหละ ไม่ต้องเฝ้ามือถือขนาดนั้นก็ได้มั้ง”

“...”

เสียงค่อนขอดที่ดังขึ้นที่ด้านหลัง ทำคนฟังอย่างบดินทร์ฉุนกึก จริงอยู่ว่าเขาเฝ้าจอมือถือไม่ห่างแต่นั่นก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของอีกฝ่ายเสียหน่อย? บดินทร์เพิกเฉยไม่สนใจต่อปากต่อคำ เสียงหัวเราะพึงใจดังขึ้นเบา ๆ ก่อนปฏิสัมพันธ์จะจบไปแค่ตรงนั้น

พอได้ยินเสียงคนข้างกาย บดินทร์นึกสะท้อนใจขึ้นมาได้ว่าในที่สุดก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ก้าวแรกสู่ชีวิตใหม่…

ไม่ใช่สิ ก้าวแรกสู่การชดใช้ในสิ่งที่เคยก่อเอาไว้ต่างหาก

ชีวิตใหม่ที่ต้องไปอยู่ในสถานจองจำที่เจ้าหนี้อย่างกฤตเมธเป็นผู้กำหนด ทั้งคงถูกควบคุมทุกฝีก้าวจนน่าอึดอัด เหมือนเช่นตอนนี้ที่อีกฝ่ายคงกลัวว่าเขาจะหนีหนี้ ถึงได้ส่งคนมาคอยคุมไว้ตลอด หนักกว่านั้นคือหากอีกฝ่ายมีเวลาก็จะเป็นคนเฝ้าเขาไว้เองโดยไม่ให้คลาดสายตา จนบดินทร์รู้สึกว่าตัวเองแทบจะบ้าตายวันละหลายครั้ง

ก็เพียงหวังว่าเขาจะมีความอดทนพอที่จะมีชีวิตอยู่ ไปจนถึงวันที่สามารถหลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้ ได้มีชีวิตของตัวเอง ได้กลับมายืนเคียงข้างสดายุในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ได้ทำงาน ได้สร้างครอบครัวให้พ่อแม่ผู้มีพระคุณ ได้มีอนาคต เพื่อความหวังเหล่านั้นแล้วบดินทร์จึงยังอยากมีลมหายใจเพื่อสู้ต่อไปอย่างสุดกำลัง

ปิ๊บ!

ระหว่างกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยในที่สุดเสียงเรียกเข้าจากคนที่รอคอยก็ปรากฏขึ้น ‘สดายุ’

“ฮ...ฮัลโหล...”

“ไง อยู่ตรงไหน กูมาถึงแล้ว”

เสียงแหบเสน่ห์จากปลายสาย ทำให้หัวใจของบดินทร์พองโต เพราะอยากเจอเร็ว ๆ จึงรีบบอกพิกัดของตัวเองแล้วเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ

ไม่นานนักคนที่รอคอยก็มาถึง สดายุเดินทางมาพร้อมกับกฤตเมธในสภาพอำพรางรูปลักษณ์สุดขีด ทั้งใส่หมวก สวมแว่นตาดำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูเด่นสะดุดตา โดยเฉพาะรอยยิ้มของสดายุที่หวานฉ่ำเชื่อมใจเขาอยู่เสมอ

“ขอโทษที รถติดกว่าที่คิดน่ะ”

“ไม่เป็นไร…แค่มาส่งก็ดีใจแล้ว”

สดายุยิ้มให้เช่นเดียวกับที่บดินทร์ยิ้มรอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ มันจึงยิ่งทำให้บดินทร์มีแรงใจเดินต่อ ดีใจจริง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ดีใจเหลือเกินที่ได้เอ่ยคำขอโทษ…

บรรยากาศสีชมพูที่แผ่พุ่งออกจากคนทั้งคู่ ค่อนข้างบาดตาแก่ผู้ที่กำลังจับตามองอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกฤตเมธที่กำลังรู้สึกราวโดนมดยกรังมากัดตรงหัวใจ จนอดคาดคั้นน้องชายที่ยังยืนทำหน้าเป็นอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้

“เมื่อไหร่จะพามันไปให้พ้นหูพ้นตาเสียทีหืม? เกตปิดกี่โมงเนี่ย?”

“ให้เวลาเขาหน่อยสิพี่เมธ จะหวงทำไมนักเนี่ย? ผมมีเวลาให้สองคนนั้นอีกเหลือเฟืออ่ะ”

“ไว้นายมีอย่างพี่บ้าง นายจะรู้ว่าทำไมต้อง ‘หวง’ โดยเฉพาะเมื่อมีคนทำสายตาแบบนั้นใส่แฟนของตัวเอง”

“หวงเหรอ? ยากจัง ชีวิตนี้คงบรรลุอย่างพี่ไม่ได้แน่ ฮ่าฮ่า”

ดนัยไหวไหล่ ไม่ใคร่ใส่ใจคำของพี่ชายนัก พูดให้ถูกคือไม่สนใจเลยมากกว่า ในเมื่อเขาไม่สนใจความรักแล้วไยต้องสนใจเรื่อง ‘หวง’ ใครก็ตามที่ได้มาอยู่ในมือก็ถือเป็นสิทธิ์ขาดของเขาอย่างสมบูรณ์ ที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจยื้อแย่ง เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่ต้อง ‘หวง’

“เออ…ก็เผื่อใจไว้หน่อยเผื่อในอนาคตมันจะมีขึ้นมา!”

“ครับ ๆ ถ้ามีล่ะก็ จะบอกเฮียคนแรกเลย ฮะ ฮะ”

เห็นน้องชายเถียงคำไม่ตกฟาก กฤตเมธก็ได้แต่บ่นอย่างระอาสอนยากสอนเย็นจริง ๆ ไอ้เด็กมาเฟียที่โดนสปอยล์มาแต่เด็กนี่! แต่ก็แค่นั้นเพราะดนัยก็ยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ดี

“แล้วกับไอ้คนที่อุตส่าห์หอบกระเตง ๆ พาไปนอกด้วยเนี่ย…เริ่มหวงขึ้นมาบ้างหรือยังล่ะ?”

“...”

พอถูกถามเรื่องของบดินทร์เข้าความขี้เล่นก็หายไปจากใบหน้าหล่อเหลา ดนัยไม่ได้ให้คำตอบอะไรนอกไปนอกจากรอยยิ้มแปลกประหลาด เขาขี้เกียจโกหกพี่ชาย และไม่อยากบอกเหตุผลที่ตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ชัดว่าควรจะวางบดินทร์ไว้ที่จุดไหน

“...”

แค่นั้นก็เพียงพอให้กฤตเมธเข้าใจแล้วว่าเรื่องนี้น้องชายเขาจริงจังเกินกว่าจะเอามาบอกกัน เอาเถิดเขาเองก็ไม่ได้สนใจนักหรอก

“เข้าเกตไปเสียทีเหอะ รำคาญตาจะแย่แล้ว”

จึงทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศกระอักกระอ่วน โดยการออกปากไล่ไปให้พ้นเสีย ก็ได้แต่หวังว่าในสักวันหัวใจที่แห้งแล้งของดนัยดวงนี้จะพอมีพื้นที่ให้ชุ่มชื้นบ้าง กฤตเมธได้แต่นึกฝากฝังกับบดินทร์ไว้แบบนั้น เพราะไม่แน่ว่าการที่สองคนได้อยู่ด้วยกันมันอาจทำให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น

“จ้า จ้า”

ได้ยินพี่ชายออกปากมาเสียขนาดนั้นดนัยก็ได้แต่ทำตามด้วยความขบขัน จึงส่งเสียงเรียกให้บดินทร์ได้รู้ตัวว่าใกล้ถึงเวลาออกเดินทาง

และ…ออกห่างจากคนที่มีเจ้าของได้แล้ว



ได้ยินเสียงเรียก สดายุก็ออกปากร่ำลากับบดินทร์อย่างเป็นทางการ การพูดคุย งก ๆ เงิ่น ๆ เคอะ ๆ เขิน ๆ เหมือนที่ผ่านมาคงถึงเวลาต้องจบมันแล้ว

และมันก็ถึงเวลาของความในใจอย่างสุดท้ายเสียที

หมับ!

“...?” สดายุชะงักไปเล็กน้อยที่จู่ ๆ ก็ถูกบดินทร์สวมกอด แต่ก็ไม่ได้ผลักไสอ้อมแขนนั้น

อ้อมกอดที่ดูเหมือนพวกเขาจะใช้เวลายาวนานเหลือเกินกว่าที่จะมีวันนี้ได้

“ยุ…กูขอโทษสำหรับที่ผ่านมานะ มึงจะหาว่ากูเห็นแก่ตัวก็ได้นะ แต่ขอร้องล่ะ รับกูเป็นเพื่อนอีกครั้งเถอะนะสาบาน ว่ากูจะไม่ทำตัวชั่วช้าแบบนั้นกับมึงอีกแล้ว กูเข็ดแล้วจริง ๆ ได้โปรดเถอะนะ…”

บดินทร์อ้อนวอนทั้งขอบตาที่แดงรื้น ทั้งยังกอดสดายุไว้อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย หลับตาแน่นเพื่อรอฟังคำตอบของอีกฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อ รอจนตัวสั่นเทิ้มไปด้วยความกลัวว่าจะถูกต่อว่า หรือปฏิเสธ

รอนาน…เสียจนเริ่มถอดใจ

นั่นสินะ…ทำเลวกับสดายุไว้ขนาดนั้น ยังอุตส่าห์ใจกล้าหน้าด้านขอร้องในเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยอีกหรือ? ใครเขาจะอภัยให้ง่ายขนาดนั้นกันเล่าเห็นสดายุดีด้วยหน่อยก็ทำเป็นเหลิงได้ใจว่าหากเอื้อนเอ่ยออกไปคงไม่มีปัญหา…คิดตื้น ๆ!

“!!?” ในขณะที่คนใจปลาซิวอย่างบดินทร์กำลังคิดจะถอดใจ ขณะที่ร่างสั่นเทิ้มค่อย ๆ คลายวงแขน ขณะนั้นเอง ที่จู่ ๆ ก็ได้รับความอบอุ่นจากอ้อมแขนผอมบางของสดายุ หัวใจของบดินทร์สั่นสะท้านไปจนถึงร่างกาย

ถูกกอด…เขากำลังถูกสดายุสวมกอด

นี่เขา…ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?

“ก็เป็นเพื่อนกันอยู่ไม่ใช่เหรอ กูถึงมาส่งมึงถึงที่นี่”

เสียงแหบหวานค่อย ๆ กระซิบถ้อยคำแสดงน้ำใจให้บดินทร์ได้ฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“จริงอยู่ว่ากูเคยบอกว่าเราคงกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้…แต่กูก็บอกมึงไปแล้วไงว่ากูนับหนึ่งกับมึงได้ และกูก็เริ่มนับมาสักพักแล้ว อย่าบอกนะว่ามึงไม่รู้ตัว”

พูดถึงตรงนี้ สดายุก็คลายวงแขนออกแล้วผละออกมาเพื่อสบตาฉ่ำน้ำของบดินทร์ตรง ๆ

“และนั่นคือเหตุผล…ที่กูไม่เปลี่ยนสรรพนามที่ใช้กับมึงไง”

แค่คำพูดเดียวของสดายุก็ทำทำนบน้ำตาของบดินทร์พังทลาย ทั้งชีวิตของผู้ชายจับจดเห็นแก่ได้อย่างเขา พ่ายแพ้อย่างหมดรูปกับสดายุเพียงคนเดียว แพ้มาตั้งแต่ที่ได้เจอกันครั้งแรก…กระทั่งตอนนี้



หลังล่ำลาอาลัยกันเสร็จสรรพ ความรักของบดินทร์ก็ถูกกีดกันอย่างสิ้นเชิงโดยเจ้าของหัวใจของอีกฝ่าย กฤตเมธเข้ามาแทรกกลางด้วยความอดรนทนไม่ไหวพร้อมออกปากไล่อย่างสุภาพว่าได้เวลาออกเดินทางแล้ว โดยมีดนัยเข้ามาสมทบทีหลัง เมื่อหมดเวลาทั้งบดินทร์และสดายุก็ยอมรับในกติกา ทั้งคู่ถอยห่างจากกันเพื่อประจำในจุดของตัวเอง กล่าวคำร่ำลาเล็กน้อยก่อนที่บดินทร์จะเดินจากไปพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ยังไม่เหือดแห้ง

“บายพี่ เดี๋ยวค่อยแวะมาหาใหม่นะ บายนะยุ เดี๋ยวถึงแล้วไลน์หานะ จุ๊บ ๆ”

ดนัยเอ่ยคำลาพร้อมส่งจูบชวนคลื่นไส้ให้สดายุเป็นของแถม ในพื้นที่ที่เข้าได้ใช้ร่วมกับเพื่อนสองคนนี้ คือพื้นที่เดียวที่ดนัยสามารถหยอกเล่นได้โดยไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์

“เออ โชคดีนะ”

“อืมไปได้แล้ว เดินทางดี ๆ ล่ะ”

สดายุและกฤตเมธ ได้แต่ร่ำลาดนัยด้วยสีหน้าเอือมระอา ทั้งที่มีเบื้องหลังเป็นคนน่ากลัวขนาดนั้นแท้ ๆ แต่กลับยังทำตัวเป็นเด็กใส่พวกเขาเสมอ

“เอ่อ ดนัย!”

แต่ก่อนที่ดนัยจะได้ทันเดินไกลออกไป สดายุก็รีบวิ่งไปหยุดอีกฝ่ายไว้ เพราะนึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องที่ต้องฝากฝัง ดนัยหันมองพร้อมส่งรอยยิ้มทะเล้น กะจะเล่นมุกว่า ‘ไม่อยากให้ไปเหรอจ๊ะ’ แต่ก็ช้ากว่าสดายุไปหนึ่งจังหวะ

“ฝากดูแลดินด้วยนะ!”

“...”

ดนัยเลิกคิ้วเล็กน้อยที่จู่ ๆ ก็ถูกสดายุฝากฝังบดินทร์ไว้กับตน ดวงตาแน่วแน่และเชื่อมั่นที่ฝ่ายนั้นมองจ้องมาทำเอาดนัยแกล้งทะเล้นไม่ออก ‘ฝากดูแล’ ช่างเป็นคำที่หนักอึ้งเหลือเกินเพราะดนัยค่อนข้างมั่นใจว่าลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างตนกับบดินทร์ไม่มีทางที่จะดูแลอย่างดีได้ ดังนั้นดนัยจึงไม่ได้รับปากออกไปเป็นคำพูด ทำแค่เพียงยิ้ม แล้วโบกมือลาให้สดายุอีกครั้ง

“ไอ้นั่นมันขี้งอน น้อยใจเก่งเป็นที่หนึ่ง แข็งนอกอ่อนใน แถมยังขี้กลัวสุด ๆ ด้วย อย่ารุนแรงกับมันนักล่ะ ฝากผลักดันมันแทนเราด้วย…ขอร้องล่ะ”

แม้สดายุจะยังฝากฝังยาวเหยียด แต่ดนัยกลับไม่ได้ตอบอะไร เขาก็เป็นคนเช่นนี้ หากไม่อาจรักษาคำพูดได้ ก็จะไม่รับปากใครเด็ดขาด

…แต่ก็ใช่ว่าจะดูแลไม่ได้แหละนะ

“ขี้งอนเหรอ…หึ”

เอาเถิด อย่างน้อยข้อมูลที่สดายุให้มาก็น่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง ดนัยยกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนเดินมุ่งหน้าตามบดินทร์เข้าช่องตรวจพาสปอร์ตไป



บ่วงบาศสัมฤทธิผล เหยื่อที่เขาหมายตาไว้...ตอนนี้ได้มาอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว




++++++++++++++++++++++++++++++++++

ทำเป็นไม่รู้สึกอะไร แต่ที่จริงแอบสนใจน้องสินะ

อ้างรับผิดชอบถึงกับหอบไปอยู่ด้วยกันถึงเมืองนอกเมืองนา

เรามันปากไม่ตรงกับใจอ่ะดนัย อิอิ



ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


12 โลกใหม่ PART 1


ประเทศญี่ปุ่น เดือนธันวาคม ปี 2011

หลังออกจากสนามบินมา บดินทร์ก็เหม่อลอยถึงเรื่องที่ตอนทิ้งไว้เบื้องหลังมาตลอดทาง กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง รถก็พาเขาเข้ามาถึงคฤหาสน์แห่งหนึ่งแล้ว

คฤหาสน์สไตล์ญี่ปุ่นโบราณหลังใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางป่าเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ดูมีมนต์ขลัง เงียบสงบ และน่าเกรงขาม ความหนาวเหน็บพุ่งเข้าโอบร่างไว้ทันทีที่บดินทร์ก้าวลงจากรถหรู ในรถมีฮีตเตอร์จึงไม่ได้รู้สึกอนาทรต่อสภาพอากาศ ทว่าตอนนี้ที่ต้องยืนเผชิญกับมันตรง ๆ ก็อดสะท้านเบา ๆ ไม่ได้ ลำพังเพียงเสื้อโค้ตกับกางเกงยีนมันยังอุ่นไม่พอ

ลงจากรถลีมูซีนสุดหรูมาได้ บดินทร์ก็เดินตามดนัยต้อย ๆ เนียนเป็นผู้ติดตามคนหนึ่งเข้าไปด้านใน เพียงผ่านประตูบานใหญ่ตรงกำแพงรั้วหน้าบ้านเข้าไปได้ ตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า มันงดงามราวต้องมนต์สะกด สวนหินตกแต่งแนวญี่ปุ่นโบราณกว้างใหญ่ขาวโพลนไปด้วยหิมะหนาขนาบสองข้างทางเดินสู่ตัวคฤหาสน์ ตลอดจากหน้าประตูรั้วยาวไปจนถึงหน้าประตูทางเข้า มีเหล่าชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำยืนเรียงเป็นสองแถวคอยโค้งรับไปเรื่อยจนสุดปลายทางที่มีผู้ชายในชุดกิโมโนญี่ปุ่นยืนรออยู่

ชายชาวอาทิตย์อุทัยแท้ ผิวขาวสะอาด รูปร่างกำยำสูงใหญ่ ภายใต้ชุดญี่ปุ่นสีกรมท่าคลุมทับด้วยเสื้อสีดำที่บดินทร์เองก็ไม่รู้ชื่อเรียกไว้ด้านนอก พอลอบมองก็เห็นใบหน้าหล่อเหลามีรอยบากเล็ก ๆ ตรงข้างแก้ม ชายคนนั้นส่งยิ้มให้ดนัยที่เดินอยู่ข้างหน้าตน ก่อนที่ดวงเรียวตาดุดันราวพญาเหยี่ยวจะตวัดมาที่เขา หัวใจของบดินทร์กระตุกวูบ ตามสัญชาตญาณหยั่งรู้ว่าชายตรงหน้านั้นไม่ธรรมดา...

ยากูซ่า...สินะ

บดินทร์คิดกับตัวเองเงียบ ๆ ขณะหลุบตาลงเพื่อหลบซ่อนความหวาดหวั่นที่บังเกิดขึ้นในหัวใจ เพราะพอรู้อยู่ว่าคนที่พาเขามาที่นี่ มีอำนาจขนาดไหนจึงเดาได้ไม่ยากถึงแขกที่อีกฝ่ายอุตส่าห์แวะมาเยี่ยมเยือน

สองผู้มีอำนาจทักทายกันพอหอมปากหอมคอ แล้วจึงพากันเข้าไปในคฤหาสน์ ที่ทางเจ้าบ้านได้จัดเตรียมการรับรองไว้ให้อย่างหรูหรา บดินทร์ที่ตอนแรกตั้งใจจะนั่งให้ไกลสุดกู่กลับถูกดนัยรั้งไว้ให้นั่งลงข้างกันโดยไม่สามารถเอ่ยปากขัดได้

[ไม่ใคร่อยากละลาบละล้วงหรอกนะ แต่ขอรู้ได้ไหมว่าข้างหลังนายเป็นใครกัน? แดนนี่]

เจ้าของคฤหาสน์เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ากรุ้มกริ่มเล็กน้อย ภาษาญี่ปุ่นคือภาษาที่ห่างไกลจากบดินทร์จนราวกับเป็นภาษาต่างดาว แน่นอนว่าเขาฟังไม่รู้เรื่อง ทว่าสายตาคมกล้าที่จับจ้องมองมาคู่นั้น ทำให้พอเดาได้ตนกำลังตกเป็นหัวข้อสนทนาอยู่

ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรล่ะ แต่สายตาที่ส่งมาถึงนั้นมันช่างชวนขนลุก บดินทร์หลุบสายตาหลบทันที ร่างกายสั่นเทิ้มบางเบา ราวกับกำลังหวาดกลัวกับสิ่งที่ส่งมาพร้อมกับสายตานั้น ‘สายตา ราวกับหมาป่ารอฮุบเหยื่อ’

[ของหวงน่ะ ขอโทษนะโอกามิซัง]

[หวงเหรอ ฮะ ฮะ นี่นายคงตัดสินใจเรื่องหงส์ได้แล้วสินะ ใช่คนนี้หรือเปล่า?]

[ยังไม่แน่หรอกครับ เขายังไม่เคยรู้จักโลกของพวกเรา กลัวว่าจะไม่รอดเอา]

[อย่างนั้นก็ดีสิ นายก็กำลังตามหาอยู่ไม่ใช่เหรอ คนที่ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังน่ะ]

[...]

[กลับไปคราวนี้นายไม่มีโอกาสได้ยืดเวลาแล้วไม่ใช่เหรอ?]

[ไว้จะลองคิดดูอีกทีครับ]

[แดนนี่…ไม่เคยเห็นนายห่วงใครแบบนี้มาก่อนเลยนะ]

[โอกามิซังอย่าล้อผมเล่นเลย เขาแค่น่าสนใจสำหรับผมเท่านั้น]

[อืม…ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ พี่ชายคนนี้ก็จะคอยดู]

เสียงหัวเราะดังขึ้นระหว่างผู้เป็นนายเหนือหลังการสนทนาสี่ห้าประโยค บดินทร์ลอบฟังด้วยความแปลกใจโดยเฉพาะเรื่องที่ดนัยสามารถตอบโต้ด้วยภาษาเดียวกันกับฝ่ายนั้นอย่างฉะฉาน บดินทร์ไม่รู้มาก่อนเลยว่าดนัยพูดภาษาญี่ปุ่นได้ หรือนี่คือความสามารถที่ต้องมีของคนระดับนั้นกันนะ?

บดินทร์ไม่รู้ว่าดนัยพูดกับอีกฝ่ายว่าอะไร ที่รู้สึกได้มีเพียงความกดดันทางสายตาที่หัวหน้ายากูซ่าส่งมาให้มันดูเบาบางลง และสุดท้ายก็ละจากเขาไปได้ในที่สุด

ราวกับเพิ่งโผล่พ้นน้ำได้ บดินทร์จึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกการสนทนาระหว่างสองคนนั้นจึงค่อนข้างทำให้เขาเบื่อหน่าย ครั้นพอสบโอกาสจึงลองลอบส่งสายตาออกสำรวจโดยรอบ

“...!” โดยไม่คิดว่าจะไปเผลอประสานเข้ากับอีกสายตาที่มองสบมาพอดี

หัวใจของบดินทร์เต้นผิดไปจังหวะหนึ่ง เมื่อใบหน้าของเจ้าของสายตากำลังลอบส่งยิ้มมาให้ ชายคนนั้นนั่งอยู่ด้านหลังของเจ้าบ้านในตำแหน่งที่คล้ายเป็นคนสนิท ใบหน้าสะอาดสะอ้านหมดจดดูเพลินตา ดวงตาคู่นั้นไม่ได้โตมากแต่แพขนตาดกดำทำให้ดูหวาน จมูกโด่งรั้นรับกับคิ้วที่เฉียงขึ้นน้อย ๆ ปากกระจับดูจุ๋มจิ๋มสีชมพูอ่อนน่ามอง ผิวพรรณละเอียดลอออย่างชาวอาทิตย์อุทัย ส่วนรูปร่างก็ดูบอบบางเกินกว่าจะเป็นบอดี้การ์ดของยากูซ่าเหมือนอย่างคนอื่นๆ

ที่ปรึกษา? หรือว่า...

คิดถึงตรงนี้บดินทร์ก็สะดุดใจตัวเอง นี่เขาคงว่างมากถึงได้มีเวลาพินิจพิเคราะห์อีกฝ่ายที่ไม่ได้รู้จักมักจี่กันได้ละเอียดถึงขนาดนี้ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นทันทีเมื่อนึกถึงเรื่องสุดท้ายที่ดันไปคิดใส่ร้ายอีกฝ่ายว่าเป็น ‘เด็กเจ้าพ่อ’

บดินทร์หลุบตาลงเพื่อหลบสายตาของอีกฝ่าย เพราะเริ่มกระดากอายที่ดันคิดไม่ซื่อ พอเริ่มทำใจได้หน่อยก็ลอบชำเลืองมองไปอีกครั้ง ทว่า...

“!!?” หัวใจของบดินทร์ก็ต้องกระตุกวูบขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง เมื่อสายตาที่เขาส่งไปดันไปประสานเข้ากับอีกคนหนึ่งแทน เป็นเจ้าบ้านผู้น่าเกรงขามที่กำลังสบตาเขาอยู่แล้วยิ้มให้!!

บดินทร์รีบหลบสายตาด้วยใจระทึก เขาไม่สามารถทำความเข้าใจในรอยยิ้มที่ส่งมาได้ มั่นใจแค่ว่ามันต้องไม่ใช่รอยยิ้มฉันมิตรแน่ ๆ นี่เขาเผลอไปแหย่หนวดเสือเข้าแล้วหรือเปล่านะ!? แล้วหลังจากนั้นบดินทร์ก็ได้แต่นั่งสงบสายตาตัวเองให้มองเพียงพื้นเบื้องหน้า ไปจนการเจรจากันระหว่างสองขั้วอำนาจไทย-ญี่ปุ่นจบลง

ในตอนนั้นบดินทร์อุตส่าห์แอบนึกดีใจ ที่ในที่สุดก็จะสามารถออกจากสถานที่น่าอึดอัดแห่งนี้ได้เสียที ถึงแม้ว่าตอนที่อยู่กับดนัยจะไม่ได้สวยหรูอะไรก็เถอะ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นความอึดอัดที่คุ้นเคย ไม่เหมือนที่นี่ ถิ่นของมาเฟียญี่ปุ่นคนนี้ที่นอกจากบรรยากาศหนักอึ้งจนแทบหายใจหายคอไม่ออกแล้ว สายตาโลมเลียนั่น...ก็ทำเอาเสียวสันหลังไม่ใช่น้อย

ทว่าไม่เคยมีคำวอนขอใดของบดินทร์ที่สัมฤทธิผล เพราะผลสรุปคือกลุ่มของพวกเขาได้รับการรับรองพิเศษจากยากูซ่าเจ้าบ้าน ให้ได้พักแบบสุดหรูที่คฤหาสน์สไตล์ญี่ปุ่นโบราณแห่งนี้!

“ทำหน้าเหมือนไม่พอใจ ไม่อยากพักที่นี่เหรอ?”

“...”

ดนัยทักขึ้นในระยะประชิด ในขณะที่กำลังเดินตามคนของคฤหาสน์ไปที่ห้องพักรับรอง แต่บดินทร์เลือกที่จะไม่ตอบอะไร ก็แล้วแต่สิ จะพักที่ไหนเขามีสิทธิ์เลือกหรือไงกัน?

“ผมรู้ว่าคุณอึดอัด จะย้ายที่ไหมล่ะ?”

“...”

ดนัยยังคงหว่านล้อมแปลก ๆ พาลให้บดินทร์เกิดความหวังขึ้นมานิดหน่อย เพราะถ้าย้ายได้จริง ๆ มันก็น่าจะดีกว่าค้างที่นี่ ถ้าไม่ติดว่าประโยคต่อมาของฝ่ายนั้น มันจะทำให้เขาเขวี้ยงทุกความหวังลงพื้นอย่างไร้ค่า

“ลองอ้อนผมดี ๆ สักคำสิ ผมจะยอมปฏิเสธไมตรีของโอกามิซังให้ก็ได้นะ”

ให้เขากัดลิ้นตายซะดีกว่า ถ้าต้องไปอ้อนออเซาะคนอย่างดนัย!

การหมางเมินของบดินทร์ทำให้ดนัยหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ ราวกับถูกใจในปฏิกิริยาของบดินทร์เสียเต็มประดา ก่อนเดินนำออกไปเพื่อเข้าห้องรับรองใหญ่ตามที่ผู้รับใช้เจ้าบ้านแนะนำ

ห้องสไตล์ญี่ปุ่นโอ่อ่า ตกแต่งเรียบง่ายแต่ดูขลัง แค่เพียงเห็นห้องโถงใจคอของบดินทร์ก็เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาต้องพักที่ไหน หากห้องนี้เป็นของดนัย แล้วพวกลิ่วล้อเล่า? โดยเฉพาะเขาคนนี้ที่ยังไม่มีสถานภาพแน่ชัด ลูกน้อง? ขี้ข้า? หรือต่ำต้อยกว่านั้น?

แท้จริงแล้วมีอีกตำแหน่งหน้าที่ที่บดินทร์รู้อยู่แก่ใจแต่ไม่อยากคิดถึงมัน ‘คู่นอน!’

ได้แต่ภาวนาว่าขอให้มันเป็นแค่ความคิดบ้าๆ ที่ไม่เกิดขึ้นจริง โดยเริ่มจากที่คืนนี้เขาจะไม่ต้องอยู่ในห้องนี้กับดนัย

“นี่คุณ...เหม่ออะไรอยู่น่ะ เขาจะพาคุณไปที่ห้อง ตามเขาไปสิ…หรือว่า...อยากอยู่กับผมที่ห้องนี้ก็ได้นะ”

“...!”

ราวกับฟ้ามาโปรดทันทีที่ได้ยินจากดนัยว่าแยกห้องกัน จากนั้นก็แอบอายตัวเองที่ดันเผลอคิดไปถึงไหนต่อไหนว่าจะกลายเป็นคู่นอนทั้งที่ไม่ต้องการ บดินทร์หน้าแดงขึ้นด้วยความรู้สึกอับอายเมื่อไพล่นึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อนานมา

ครั้งแรก...เขาถูกดนัยฝืนใจเพราะเป็นการแก้แค้นที่เขาทำเรื่องเลวทรามกับสดายุ

ส่วนครั้งที่สอง...ตอนนั้นมันเป็นเพราะเขาโง่ ที่ไปเสนอตัวให้กับอีกฝ่ายเอง

ไม่เคยมีครั้งไหนที่เกิดจากความใคร่เสน่หา น่าอายสิ้นดีที่เผลอคิดเกินเลย

พอเห็นว่าอีกฝ่ายจัดการการอยู่อาศัยให้แยกกันอย่างชัดเจนแบบนี้ บดินทร์ก็ใจชื้นและเริ่มมองดนัยดีขึ้นนิดหน่อย งานที่ว่าจะพามาทำคงเป็นเรื่องที่น่าจะเชื่อถือได้ งานอะไรก็ตามที่สามารถทำให้เขาใช้หนี้อีกฝ่ายจนครบทุกบาททั้งต้นทั้งดอกได้ เขายินดีทำทั้งนั้นไม่ว่ามันจะสกปรกแค่ไหน ลูกน้องเจ้าพ่อเหรอ...หึ มันก็ไม่ได้เลวร้ายนักหรอก ถึงตอนนี้บดินทร์ก็พอยิ้มได้ อะไรก็ตามที่มันเคยหน่วงในอกมาตั้งแต่ที่บินออกจากประเทศไทย ก็รู้สึกว่าจะค่อยเบาขึ้นหน่อยแล้ว

เพียงไม่นานหลังจากมาที่ห้องพัก ในช่วงบ่ายคล้อยก็มีคนนำข้อความจากเจ้าบ้านมาแจ้งว่างานเลี้ยงรับรองถูกเตรียมการไว้รอเรียบร้อยแล้ว ในตอนแรกบดินทร์ยังคงละล้าละลัง เพราะไม่แน่ใจว่างานนี้จะเกี่ยวข้องกับตนหรือไม่ แต่ในตอนที่ลูกน้องคนหนึ่งของดนัยที่ชื่อว่าวิเชียรเดินมาแจ้งให้เตรียมตัว บดินทร์จึงจำต้องเข้าร่วมงานตามมารยาท

หลังตอบรับการเข้าร่วมงาน ก็มีหญิงสาวสองคนที่มากับวิเชียรเข้ามาช่วยบดินทร์แต่งตัวใหม่ในชุดแต่งกายแนวญี่ปุ่นที่ไม่คุ้นเคย ที่ไม่แน่ใจว่าควรเรียกกิโมโนหรือยูกาตะดี เพราะเขาเองก็จำแนกประเภทไม่ถูก งานเลี้ยงในคืนนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น สองขั้วอำนาจไทย-ญี่ปุ่นสนทนากันอย่างครื้นเครง แม้ในความครื้นเครงนั้นจะแฝงไปด้วยบรรยากาศแสนอึดอัดที่กินกันไม่ลงเลยก็ตาม ยิ่งบดินทร์ถูกจัดให้นั่งอยู่ถัดจากดนัยด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดจนแทบคีบอะไรเข้าปากไม่ลง นอกจากจะฟังไม่ออกว่าสองเจ้าพ่อคุยอะไรกันบ้างแล้ว ยังอึดอัดกับสายตาที่อ่านความหมายไม่ได้ของมาเฟียเจ้าบ้านที่ส่งมาให้เป็นระยะด้วยนี่แหละ!

ในงานเลี้ยงไม่ได้มีเพียงแค่เจ้าบ้านกับดนัย แต่ยังมีบุคคลที่คาดว่าน่าจะมีความสำคัญในกลุ่มแก๊งมาร่วมวงอยู่ด้วยอีก 3 คน ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้บดินทร์รู้สึกว่ามันจะเกี่ยวกับตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนเขาจะได้รับความสนใจแค่ช่วงแรก ก่อนที่จะถูกเมินกันไปในตอนท้าย

งานเลี้ยงยาวนาน อาหารพร้อมพรั่ง สุราเลิศรส การแสดงตระการตา และนารีหน้าตาแช่มช้อยที่ถูกเรียกตัวเข้ามาในตอนท้าย ทุกอย่างดูลงตัวทว่าไม่ได้ช่วยให้บดินทร์รู้สึกสนุกสนานไปด้วย มันน่าเบื่อจนอยากรีบออกไปข้างนอก อยากกลับไปนอน อยากได้บุหรี่สักตัว

และเมื่ออดทนมาจนถึงจุดหนึ่ง ในขณะที่กระทาชายหลายคนกำลังครื้นเครงไปกับการหยอกล้อเหล่าสาวน้อยที่คอยเข้ามาให้บริการ และทางดนัยเองก็กำลังสนทนาพาทีกันอย่างออกรสชาติกับมาเฟียเจ้าบ้าน บดินทร์จึงถือโอกาสนั้นหลบเลี่ยงออกจากงาน หนีสาวน้อยที่คอยตามประกบเอาใจไม่ห่างแม้จะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

“เฮ้อ...ค่อยหายใจคล่องขึ้นหน่อย”

ออกมาได้บดินทร์ก็ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกสุดปอด เพราะรู้สึกเหมือนขาดออกซิเจนมานาน จากนั้นก็ล้วงเอามวนบุหรี่ที่ซ่อนเอาไว้ขึ้นมาจุดสูบเพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย

ความขมบนปลายลิ้นกับรสมิ้นต์ซาบซ่านทำให้สมองของบดินทร์โล่งขึ้น ควันหอมลอยฟ่องออกมาทางปากและจมูก รู้ดีว่ามันเป็นพิษแก่ร่างกายแต่เขายังเลิกมันไม่ได้ในตอนนี้ ไม่ได้สูบบ่อยถึงขั้นติด แต่ยามที่อยากขึ้นมาร่างกายมันก็ออกอาการโหยหาอยู่

“เบื่อ เหรอครับ?”

“!?”

เสียงไม่คุ้นหูทำเอาบดินทร์แทบสำลักบุหรี่ ทันทีที่หันไปมองก็ต้องตกใจหนักขึ้นไปอีกเพราะนี่คือคนของเจ้าบ้านคนนั้น! คนของยากูซ่าแล้วทำไมถึงพูดภาษาไทยได้?

“ผมเคยอยู่ที่ไทยน่ะ เลยพูดไทยได้นิดหน่อย”

ฝ่ายนั้นเฉลยเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของบดินทร์เข้า ใบหน้าหมดจดส่งยิ้มเป็นมิตร

“เห็นคุณเบื่อ ผมเองก็เบื่อ”

“คือผมฟังพวกเขาไม่รู้เรื่องน่ะ เอ่อ…ผมไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น”

บดินทร์ตอบกลับไปแบบเคอะเขิน คงเพราะอีกฝ่ายพูดภาษาไทยสำเนียงแปร่งหูมา เขาจึงตอบกลับไปแบบกระท่อนกระแท่นไม่ต่าง เพียงเพื่อพยายามหาคำศัพท์และรูปประโยคที่น่าจะเข้าใจง่ายสื่อสารออกไป

“ผมฟังออกก็เบื่อนะ ฮะ ฮะ”

อีกฝ่ายตอบออกมาพร้อมเสียงหัวเราะสดใส ด้วยใบหน้าที่ไม่เข้ากับรังยากูซ่าที่นี่เลยแม้สักเศษเสี้ยว

“อ๊ะ! ผมชื่อมาซามินะ...ชิโรซากิ มาซามิ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

“เอ่อ…สวัสดีครับคุณมาซามิ ผมชื่อบดินทร์ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ครับคุณ เอ่อ…โบะดิง”

ชายญี่ปุ่นหน้าสวยพยายามออกเสียงชื่อของบดินทร์ให้ชัดเจน แต่ลักษณะการออกเสียงที่น่าขบขันนั้นก็เล่นเอาบดินทร์ลอบขำออกมา

“เรียกแค่ดินก็ได้ครับ…ดิน”

“อ๋อ…ครับคุณดิน”

ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้มรับก่อนบอกเล่ามารยาทบางอย่างแก่บดินทร์ด้วย

“ถ้าเจอครั้งแรก ปกติคนญี่ปุ่น เรียกนามสกุลครับ แต่ผมอยากให้คุณดินเรียกว่า มาซามิ มากกว่า จะได้สนิทกัน”

“อ่า คุณมาซามิ?”

บดินทร์ขานรับ แม้ไม่เข้าใจวัฒนธรรมการเรียกชื่อหรือนามสกุลของคนญี่ปุ่นนัก แต่ในเมื่ออีกฝ่ายอยากให้เรียกชื่อ เขาก็จะเรียกตามใจ เพราะตอนนี้บดินทร์กำลังถูกใบหน้าคมคายนี้สะกดอยู่ และเพราะอย่างนั้นจึงไม่อยากให้การสนทนาจบลงง่าย ๆ อุตส่าห์เจอเพื่อนคุยคลายเบื่อทั้งที ก็อยากคุยกันนานหน่อย

“เคยไปที่ไทย เอ่อ…ทำอะไรครับ?”

“อา...ไปทำงานครับ พนักงานบริษัท สาขาประเทศไทย”

“เอ๊ะ? บริษัทของที่นี่...เอ่อ เหรอครับ?”

พออีกฝ่ายตอบว่าเป็นพนักงานบริษัทสาขาในไทย ก็พาลเริ่มสงสัยต่อว่าตระกูลยากูซ่าน่ากลัวนี่กำลังทำธุรกิจมืดอะไรในประเทศไทยหรือเปล่า และคำตอบที่ได้ก็พาให้โล่งใจได้ไม่น้อย

“อ่ะ! ที่ทำงานเก่าครับ ไม่ใช่ที่นี่”

ชายหนุ่มตอบ พร้อมยกสองมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าในเชิงปฏิเสธ ทีท่าน่ารักสมกับเป็นคนญี่ปุ่น

บดินทร์ยิ้มออกมาให้กับท่าทางน่ารักน่าชังของอีกฝ่าย ที่จริงก็อยากถามต่อว่าแล้วอีกฝ่ายมาทำงานอะไรที่นี่ แต่เห็นจากแบ็คกราวด์ของเจ้าบ้านแล้ว บดินทร์จึงเลือกที่จะหุบปากตัวเองไว้ เพราะอาจเป็นการละลาบละล้วงอีกฝ่ายจนดูเสียมารยาท อีกทั้งการรู้มากไปก็อาจไม่ใช่เรื่องดี เดี๋ยวถูกยากูซ่าเจ้าถิ่นจับถ่วงอ่าวโตเกียวเหมือนในการ์ตูนที่เคยอ่านขึ้นมาจะลำบากเอา

การสนทนาต่อจากนั้นก็เน้นไปทางเรื่องสบาย ๆ เช่นเคยเที่ยวเมืองไทยที่ไหน เคยไปญี่ปุ่นเมืองใด รวมถึงแนะนำที่เที่ยวดี ๆ สนุก ๆ เผื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจมีเวลาพอที่จะไปสัมผัสด้วยตัวเอง มิตรภาพอันดีเกิดขึ้นระหว่างบดินทร์และเพื่อนใหม่นามว่ามาซามิอยู่ครู่หนึ่ง ก็มีหนึ่งในลิ่วล้อของนายยากูซ่าใหญ่มาเรียกตัวของมาซามิไป ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มสุดท้าย ก่อนที่ความรู้สึกของบดินทร์จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในอีกไม่ช้านี้

ดูเหมือนงานเลี้ยงจะยังไม่เลิกรา แต่บดินทร์ไม่เหลือใจจะกลับเข้าไปในงานอีก จึงเดินกลับห้องตัวเองไปทั้งอย่างนั้น เขาคงไม่ถูกจับโบกปูนถ่วงอ่าวกับอีแค่หนีงานเลี้ยงยากูซ่าหรอกจริงไหม?

วันนี้เหนื่อยจะตายชัก ต่อให้ไม่ได้ทำอะไร แต่เพราะความล้าจากการเดินทางที่สั่งสมมาตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งยังความเครียดเขม็งตึงของเส้นสมองที่ต้องเผชิญกับบรรยากาศอึดอัดมาค่อนวันค่อนคืน ถึงตอนนี้บดินทร์ไม่เหลือความอดทนใดอีก เขาเมาเล็กน้อยจากการโดนแม่สาวที่ถูกจัดมาเอาใจคนนั้นมอมเหล้ากันไม่หยุด ทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายกับการได้คุยกับใครสักคนอย่างมาซามิ ถึงตอนนี้ร่างกายของบดินทร์มันเปลี้ยไปหมดแล้ว อยากพักผ่อน อยากล้มตัวลงนอนเสียที

โดยไม่คิดเลยว่า เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาจะต้องพบกับเรื่องที่ไม่คาดคิด

 

+++++++++++++++++++++++

 

เพราะเผลอหลับไปครู่หนึ่ง ตอนที่ตื่นขึ้นมาจึงตาสว่างพอสมควร ความเงียบในฝั่งห้องรับรองนี้ทำให้บดินทร์อดไม่ได้ที่จะเดินออกไปสำรวจว่าทางห้องจัดเลี้ยงนั้นไปถึงไหนกันแล้วบ้าง และหากว่าโชคดีก็อาจเจอเข้ากับมาซามิอีกครั้ง

“ชุดมันรุ่มร่ามจังแฮะ”

บดินทร์บ่นออกมาเมื่อเห็นว่าชุดญี่ปุ่นบนร่างกายเริ่มหลุดลุ่ยจากการนอนเมื่อครู่ เขาจึงพยายามจัดระเบียบมันไปพลาง เดินเรื่อยออกจากห้องพักของตัวเองไปตามทางระเบียงด้วย

อ๊ะ...

“!?”

และเพราะกำลังง่วนอยู่กับการจัดชุดให้เข้ารูปเข้ารอยนี่แหละ ทำให้บดินทร์เผลอเดินผ่านมาในจุดที่ไม่ควรเข้า

เสียงหอบหายใจสะท้านจากใครสักคนที่เดาได้ไม่ยากเลยว่ากำลังอยู่ในกิจกรรมอะไรนั้น ทำเอาบดินทร์แข็งชาไปทั้งตัวจนไม่กล้าขยับไปไหน

‘เสียงมันมาจากที่ไหนกัน เราจะหลบทันไหมเนี่ย? ’

แต่พอคิดว่าจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง บดินทร์ก็เป็นอันต้องปวดหัวหนัก เพราะมัวแต่ก้มจัดเครื่องแต่งกายบนร่าง ทำให้เขาดันเลี้ยวผิดจนหลงทางมาเสียไกล ยิ่งหันซ้ายแลขวาก็ยิ่งหลง จะกลับทางเดิมก็เห็นเป็นแยกซ้ายขวา แล้วเมื่อครู่ที่ผ่านมาเขาเลี้ยวมาจากมุมไหนกันเนี่ย?

อ๊า...

ทว่าในจังหวะที่จะเลี้ยวกลับ เสียงนั่นก็ยิ่งแว่วดังขึ้น

「あ!オオカミ様!」

「ん…っあ…いた……っん…やっ……」

「ハァハァっ…」

เสียงร้อง...พร้อมเสียงหอบสะท้านที่ชวนใจระทึก

「んっ…やぁあっあっ…んんっ、あっ」

「ぁっ…でっきませんよっ…あ、んっ…」

ยิ่งเข้าใกล้ขึ้น ก็ยิ่งชัดเจนว่าเสียงนั่นคืออะไร มันไม่ใช่เสียงในหนังแนวผู้ใหญ่ที่เขาเคยดู แต่มันคือเสียงของคนจริง เหตุการณ์จริง ที่อยู่ห่างออกไปเพียงแค่ฝาไม้กั้น และมันเป็นเสียงของผู้ชาย!

「はぁっ…んんっ…あぁんっっ…」

「んっ、あぁっ…っつ…ああ…オオカミ様…んんっ…お….おね…がい…」

บดินทร์ไม่ได้มีความตั้งใจจะแอบดู แต่เพราะมันใกล้แค่เพียงก้าวเดียว แค่ขยับตัวเพียงนิดเขาก็สามารถมองเห็นได้เต็มสองตาแล้วถึงกิจกรรมที่กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดของเจ้าของเสียง...

นั่นมัน...นายใหญ่ยากูซ่ากับ....มาซามิ!?

บดินทร์เบิกตาโพลงทันทีที่ได้เห็น ภาพนั้นมันบาดตาจนพาใจสั่น ก็คิดอยู่หรอกว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงไม่แคล้วแนวนี้ เพราะการที่ชายหนุ่มหน้าตาดีสะอาดสะอ้านอย่างมาซามิจะสามารถอยู่ในที่แบบนี้ได้ มันก็คงไม่แคล้ว ตำแหน่งผู้หญิงของนายใหญ่!

「んっ…やぁあっあっ…んんっ、あっ」

「はぁっ…んんっ…あぁんっっ…」

เสียงครางบาดหูพาหัวใจของบดินทร์สั่นสะท้าน ไหนจะท่วงท่าลีลารักร้อนแรงของทั้งคู่ที่ดูจะเปิดเผยนั่นอีก...ทั้งที่ไฟยังเปิดสว่าง ทั้งประตูห้องที่เปิดกว้าง มันจึงทำให้เขามองเห็นร่างขาวผุดผาดของมาซามิในชุดกิโมโนหลุดลุ่ย กำลังถูกบดขยี้กลืนกินอย่างหิวกระหายจากนายใหญ่ของตน

ใบหน้าของมาซามิที่ดูทรมานมากกว่าเสพสมนั้น ทำให้บดินทร์นึกสะท้อนใจขึ้นมา

จำยอม? หน้าที่? หัวใจ? ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ผลักดันให้อีกฝ่ายต้องตกอยู่ในสภาพแบบนั้น แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ความสุขแน่...

บดินทร์ลอบถอนหายใจ และกำลังคิดว่าควรรีบหาทางกลับห้องของตัวเอง เนื่องจากเสียมารยาทกับอีกฝ่ายมาพอแล้วกับการแอบดูในเรื่องที่ไม่สมควร เพราะขืนอยู่นานกว่านี้แล้วถูกนายใหญ่ยากูซ่านั่นรู้เข้า ได้ไปนอนก้นอ่าวแบบไม่ต้องสืบแน่!

“!!?”

ทว่าในจังหวะที่จะหันหลังกลับ เขากลับถูกใครบางคนคว้าตัวเอาไว้โดยการสวมกอดจากด้านหลัง พร้อมเสียงกระซิบเยียบเย็นที่ริมหู ทำเอาชาวาบไปตั้งแต่กระหม่อมจรดปลายเท้า!

 

“แอบดูแบบนี้นิสัยไม่ดีเลยนะ”

 

**********************

สวัสดีค่ะ

เริ่มต้นตอนใหม่แบบกรุบกริบ มาแบบเบา ๆ และมาลงให้ค้างไว้อย่างนั้นแหละ อิอิ

PART หน้าจะได้เจอกับสดายุแว๊บๆ และได้เดินทางต่อไปให้ถึงอเมริกาเสียทีค่ะ

มาแวะญี่ปุ่นเที่ยวขำๆ ค่ะ 555

 

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

อนาคี99


ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


13 โลกใหม่ PART 2


“นี่...แอบดูแบบนี้นิสัยไม่ดีเลยนะ”

ดนัยกระซิบที่ข้างหูของบดินทร์คล้ายหยอกล้อ กระชับร่างของบดินทร์ที่ไหวตัวขืนกายออกจากอ้อมแขนตนอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ชี่...อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวเขาก็หมดสนุกกันหรอก”

“...!...”

บดินทร์ยอมสงบลงหลังคำเตือนนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่พยายามขืนตัวหนีจากอ้อมแขนที่แน่นราวกับกรงขัง แต่จนแล้วจนรอด สุดท้ายก็ถูกดนัยลากกลับไปจนถึงห้องพักของอีกฝ่ายจนได้ มันง่ายดายจนอยากจะร้องไห้ ทั้งที่เขาเองก็เป็นผู้ชาย แต่ทำไมถึงไม่สามารถขัดขืนอีกฝ่ายได้เลยสักครั้ง ทำไมถึงไม่สามารถผลักตัวเองออกจากกรงแขนของดนัยได้เลย เขาถูกอีกฝ่ายจับล็อกไว้ในท่าที่ไม่สามารถขยับหนี แขนแกร่งข้างซ้ายของฝ่ายนั้นโอบรัดรอบเอวพร้อมยึดเข้ากับมือขวาของเขา แล้วใช้อีกมือที่เหลือยึดมืออีกข้างของเขาไขว้กันไว้จนเคลื่อนไหวลำบาก

“!!?”

และเพราะมัวแต่พยายามปลดปล่อยตัวเองออกจากอีกฝ่าย กว่าจะรู้ตัวว่าติดกับเข้าแล้ว ก็ตอนที่ถูกโยนลงบนฟูกหนากลางห้องที่มีเพียงแสงไฟสลัว บดินทร์กระเด้งตัวขึ้นทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสฟูกนอน แต่ก็ไม่ได้เร็วไปกว่าการจู่โจมของดนัยที่โถมทับลงมาเสียก่อน

“ฮื่อ จะรีบไปไหน อยู่คุยกันก่อนสิครับ”

น้ำเสียงสัพยอกเอ่ยกระซิบราวกับกำลังหยอกเด็ก

“ปล่อย!!”

บดินทร์พยายามดิ้นรน หัวใจของเขาเต้นระทึกด้วยความตื่นตระหนก คิดถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น หากอีกฝ่ายหมายใจจะทำเสียอย่างเขาคงไม่มีทางต้านทานไหว!

ชุดญี่ปุ่นเป็นอะไรที่เปราะบาง ยิ่งบดินทร์ดิ้นรนเพราะถูกดนัยโรมรันมากเท่าไหร่ ชุดมันก็ยิ่งเลื่อนหลุดออกจากร่างกายมากขึ้นเท่านั้น สภาพราวกับปลาโดนทุบหัวของบดินทร์ ทำเอาดนัยอดขำไม่ได้ เห็นแบบนั้นก็นึกสงสาร จึงลองยื่นข้อเสนอที่น่าจะเข้าทางของบดินทร์ดู

“ถ้าคุณหยุดดิ้นแล้วทำตัวว่าง่าย ผมจะยอมปล่อยคุณก็ได้นะ”

“...”

บดินทร์หยุดชะงักทันที แต่ยังคงขืนกายเกร็งอยู่ ในหัวกำลังประมวลผลด้วยความสับสน ถ้ายอมทำตัวว่าง่าย อีกฝ่ายจะยอมปล่อยตัวกันจริงหรือ? จะเชื่อคำฝ่ายนั้นได้จริง ๆ น่ะหรือ?

ดนัยปล่อยมือออกจากการโอบรัด แล้วยันตัวขึ้นมาในท่าที่ยังคร่อมร่างของบดินทร์ไว้อยู่ รอยยิ้มยังคงฉาบฉายบนใบหน้าหล่อเหลา แสงไฟสลัวช่วยขับให้ดวงหน้านั้นดูอ่อนโยนขึ้นมา ทว่ามันไม่ใช่ในสายตาของบดินทร์อย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่สำหรับบดินทร์แล้ว ดนัยคือปีศาจร้ายเสมอ!

“กลัวผมเหรอ?”

ดนัยถามขึ้นอย่างอ่อนโยน ขณะถอยออกไปนั่งข้างฟูกนอน ผละออกจากตัวของบดินทร์ที่ทำตัวนิ่งได้ในที่สุด

“มีเหตุผลที่ผมจะไม่กลัวคุณด้วยเหรอ?”

บดินทร์ตอบกลับไปด้วยเสียงที่พยายามจะปั้นให้มั่นคงที่สุด ในขณะกำลังเร่งรีบลุกขึ้นมาจัดทรงชุดยูกาตะของตนให้เข้าที่เข้าทาง

“ผมดูแลคุณดีถึงขนาดนี้แล้ว ยังต้องอีกทำไม?”

ดนัยถามจี้จุดไปเรื่อย ขณะใช้สายตาโลมเลียไปตามร่างกายที่โผล่พ้นเนื้อผ้าของบดินทร์อย่างถือสิทธิ์

“จำเป็นต้องอธิบายด้วยหรือไง ในเมื่อคุณเองก็น่าจะรู้เหตุผลอยู่”

เห็นสายตาของดนัยเข้า บดินทร์ก็ทำได้แค่ต่อปากต่อคำออกไปทั้งที่ไม่กล้าสบตาของอีกฝ่าย หัวใจเต้นโครมครามด้วยความหวาดหวั่น ดนัยในความหมายของบดินทร์ยังคงน่ากลัวเสมอ แม้อีกฝ่ายจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถมองอีกฝ่ายเป็นมิตรได้

ดนัยหัวเราะร่า พลางออกปากอธิบายให้บดินทร์ได้ลดทอนความกลัวลง

“หึ หึ...ฮ่า ฮ่า อย่ากลัวไปเลยคุณดิน อยู่กันมาสักพักแล้วคุณเองก็น่าจะรู้นะว่าตัวคุณมีภาษีกว่าคนอื่นมากแค่ไหน คุณก็รู้อยู่ว่าผมเป็นใคร...แต่คุณก็ยังได้รับอภิสิทธิ์มากมาย จริงไหม?”

คำอธิบายสไตล์ของดนัย ที่ชวนขนหัวลุกที่สุด บดินทร์หน้าซีดลงไปอีกเมื่อได้ยินคำพูดของฝ่ายนั้น ใช่...เขารู้ดีว่าดนัยเป็นใคร ยิ่งใหญ่และมีอำนาจแค่ไหน ขนาดกับแค่เสี่ยอัครเดช คนอย่างเขายังแทบเอาตัวไม่รอด แล้วนี่...กับคนระดับดนัยที่ดูเหมือนจะมีอำนาจเหนือกว่าเจ้าพ่อบ่อนหลายขุมด้วยแล้ว ชีวิตของบดินทร์คนนี้มันก็มีค่าแค่เพียงเม็ดธุลีเดียว แทบไม่มีสิทธิ์เสียงจะไปต่อกรอะไรด้วยเลยด้วยซ้ำ

คนอย่างไอ้บดินทร์ชั่วคนนี้...

“ตกลงคุณพาผมมาด้วยทำไม? งานที่คุณบอกว่าจะให้ผมทำ คืองานอะไรกันแน่?”

บดินทร์กัดฟันถามออกไปด้วยความสงสัยกับสิ่งที่ค้างคาในหัวใจมานาน ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ในเมื่อมันหลุดปากออกไปแล้ว เขาก็ทำได้เพียงนิ่งฟังคำตอบทั้งที่ใจสั่นสะท้าน

ดนัยยิ้มอ้อยอิ่ง ชันเข่าขึ้นในท่วงท่าสบาย ๆ เอนกายลงบนตั่งหมอนข้างกันกับโต๊ะวางเหล้าและกับแกล้มเล็ก ๆ ข้างฟูกนอน แสร้งทำเป็นครุ่นคิด ทั้งที่ยังรินเหล้าจิบอย่างสบายใจ

แล้วแทนที่จะตอบคำถาม ดนัยดันชวนคุยถึงเรื่องเจ้าบ้านเสียอย่างนั้น

“คุณรู้ไหม โอกามิซังเจ้าของที่นี่เป็นใคร?”

“ก็เป็นพวกยากูซ่าผู้ทรงอิทธิพล”

บดินทร์ตอบอย่างเสียไม่ได้ ขมวดคิ้วมุ่นเป็นปมด้วยความไม่พอใจที่อีกฝ่ายไม่ไยดีตอบคำถาม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนิ่งฟัง

“ใช่...โอกามิซัง คือยากูซ่าระดับหัวหน้าใหญ่ที่มีสาขามากมายในแถบคันโตและเมืองหลวงอย่างโตเกียว โดยเฉพาะในย่านคาบูกิโจ กินซ่าและรปปงหงิ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นธุรกิจร้านน้ำชาหรู ๆ ที่ถูกกฎหมายอย่างไม่น่าเชื่อ”

ดนัยพูดเรื่อย โดยไม่สนใจเสียด้วยซ้ำว่าคนฟังกำลังทำหน้าแบบไหน

อยากจะรู้เสียเมื่อไหร่? คือความคิดของบดินทร์ที่ได้แต่นั่งทำเป็นหูทวนลม ฟังไปแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะไม่เห็นว่าเรื่องราวของยากูซ่าเจ้าบ้านคนนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาตรงไหน นอกจากหากดนัยจะยกเขาให้ทำงานที่นี่ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน

“แล้วรู้ไหมว่ามาซามิทำงานอะไร?”

ดนัยถามขึ้นในประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น สายตาวาววามที่ปรายมามองทางบดินทร์แฝงความรุ่มร้อนไว้ จนคนที่คล้ายกลายเป็นเหยื่อได้แต่สะดุดห้วงหายใจสะท้าน

บดินทร์กลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคออย่างยากเย็น มาซามิทำงานอะไร? นัยซ่อนเร้นที่แฝงมาในคำถามนั้น อย่าบอกนะว่ามันคือคำตอบที่ดนัยตั้งใจจะใช้ตอบคำถามของเขา? บดินทร์ได้แต่นิ่งงันแล้วกำมือจิกเนื้อตัวเองไว้แน่น เขาไม่รู้หรอกว่ามาซามิทำการทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไหม แต่ที่แน่ ๆ คืองานคู่ขาของเจ้าบ้านนี่ไง!

เพราะไม่รู้ว่าดนัยต้องการสื่อสารอะไร ด้วยความขลาดกลัวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น บดินทร์จึงปฏิเสธที่จะรับรู้เอาไว้เสียก่อน

“คิดว่าผมคงไม่จำเป็นต้องรู้!”

“ทำไมล่ะ หึ หึ นี่ผมกำลังคิดเลยนะว่าถ้ามีเวลามากกว่านี้ล่ะก็ อยากจะให้คุณอยู่ที่นี่เพื่อเรียนงานกับมาซามิสักพัก”

ดนัยแสร้งทำหน้าเป็น ราวกับไม่รับรู้ถึงความกลัวของอีกฝ่าย ก่อนจะแกล้งพูดจาคลุมเครือให้คนที่อยู่อีกด้านของฟากฟูกได้ขนลุกขนพองกันอีกครั้ง

“คุณจะได้เก่ง...จนเจ้านายไม่ยอมให้ห่างกายอย่างมาซามิไง...”

“ถ้าแค่งานขาย แบบไอ้ตัวพรรค์นั้น ไม่ต้องถ่อมาฝึกกันถึงนี่ก็ได้!!”

บดินทร์ลั่นขึ้นทันทีที่ดนัยพูดจบ ถึงตรงนี้ไม่ต้องเสียเวลาเดาแล้วว่าดนัยต้องการพาเขามาทำอะไร ‘ขายตัวแลกเงิน’ คงไม่พ้นเรื่องระยำพรรค์นี้ เพราะคนอย่างเขาถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้มีค่าอะไรในสายตาของอีกฝ่ายที่พอจะไปทำอะไรอย่างอื่นได้อยู่แล้ว!

“จุ๊ จุ๊ จุ๊ ตายจริง อะไรทำให้คุณคิดไปแบบนั้นกันครับคุณบดินทร์”

ดนัยแสร้งเลิกคิ้วตกอกตกใจไปกับคำพูดดูแคลนตัวเองของบดินทร์ ช่างเป็นเหยื่อที่ทำตัวสมกับเป็นเหยื่อ เป็นแมลงไร้เดียงสาที่เอาตัวมาติดกับดักใยแมงมุมกันอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเสียเวลาออกล่า มาเฟียหนุ่มยิ้มร้าย นี่เขาจะบ่มเพาะเจ้าแมลงที่เพิ่งจับได้ตัวนี้ยังไงดีนะ ที่อุตส่าห์คอยเลี้ยงดูอุ้มชูอย่างตอนนี้เจ้าแมลงตัวร้ายจะสำนึกบุญคุณของแมงมุมอย่างเขาไหมนะ เอ้อ...ช่างเลี้ยงยากเลี้ยงเย็นเสียเหลือเกิน ไม้แข็งหน่อยก็ตาย ไม้อ่อนก็เอาไม่อยู่ จะต้องกล่อมต้องโอ๋กันขนาดไหนกันเนี่ย...คนอย่างเขาไม่เคยทำให้ใครถึงขนาดนี้เสียด้วยสิ

นี่ถ้าไม่ติดว่ากำลังติดใจจนหลงใหลได้ปลื้มอยู่แล้วล่ะก็...

“มันก็น่าจะเป็นงานเดียวที่ผมทำได้ จริงไหมล่ะ? ประวัติของผมคุณก็น่าจะสืบรู้หมดแล้วนี่ว่าผมโชกโชนกับเรื่องพวกนี้แค่ไหน แต่ละงานในวงการที่ได้มาก็เพราะเอาตัวขึ้นเตียง เพราะขายน้ำทั้งนั้น!!”

บดินทร์เริ่มเกรี้ยวกราดใส่ดนัยอย่างขาดสติ เดิมทีสติสัมปชัญญะที่หายไปกับความเมาก็ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนได้อยู่แล้ว ยิ่งถูกดนัยกดดันหนักเข้าจึงยิ่งกลายเป็นสติแตกอย่างที่เห็น

แต่ยิ่งบดินทร์เป็นแบบนั้น ดนัยก็ยิ่งพูดเรื่อย ขณะจิบเหล้าจอกน้อยในมือไปด้วย

“แต่สำหรับผมแล้วคุณมีค่ามากกว่านั้นนะ ผมไม่ขายคุณให้ใครง่าย ๆ หรอกน่า...เก็บไว้เอง...คุ้มกว่า”

ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้อากัปกิริยาเรียบเรื่อยนั้น ดนัยกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ขุ่นมัวของตนด้วยความพยายามแค่ไหน เพราะเขายังไม่อยากลงมือทำอะไรกับบดินทร์ทั้งนั้น ความตั้งใจในแรกเริ่มที่ว่าจะดูแลให้ดีที่สุดยังคงผูกพันธนาการในความรู้สึกของเขาอยู่ การใช้อำนาจข่มบดินทร์มันง่ายเสียยิ่งกว่าจะบี้มดตัวหนึ่งให้ตาย แต่สิ่งที่เขาอยากได้จากอีกฝ่ายนั้นมันไม่ใช่แค่การศิโรราบด้วยความหวาดกลัว แต่เป็นความจงรักภักดีที่มาจากหัวใจ เหมือนอย่างเช่นที่เขาเคยใช้ใจซื้อใจกับเหล่าสมุนของเขาทุกคน

ดนัยต้องการให้บดินทร์ยอมรับและภักดีต่อเขาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง หัวใจของอีกฝ่ายคือสิ่งที่เจ้าพ่อคนนี้ปรารถนา

เพื่ออะไรน่ะหรือ?

ก็เพื่อชัยชนะเหนือความดื้อรั้นนั่นอย่างไรล่ะ!

คนอย่างดนัยไม่เคยพ่ายแพ้แก่ใคร ถ้าเขาหมายอยากจะได้เสียอย่าง ก็ต้องได้มาไม่ว่าด้วยวิธีใด แต่เจ้าคนอวดดีตรงหน้านี้ ครั้งหนึ่งกลับเคยทำให้เขาพ่ายแพ้ยับเยินเพราะการกระทำไม่คิดหน้าคิดหลังของอีกฝ่าย ทั้งที่รู้ว่าเขาคนนี้เป็นใครก็ยังเก่งกล้าดื้อด้านต่อกรกันอย่างไม่ลดละ แม้เขาจะเคยครอบครองร่างกายของฝ่ายนั้น แต่กลับไม่เคยได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยวของหัวใจ เพราะแบบนี้อย่างไรล่ะ บดินทร์ถึงได้มีค่าในสายตาของดนัยนัก

แต่ถึงจะเรียกได้ว่ามีค่า แต่ก็เป็นค่าที่สามารถประเมินเป็นราคาค่างวดได้

บดินทร์ เท่ากับ สิบล้าน

ซึ่งก็ถือว่าสูงที่สุดแล้วถ้าเทียบกับบรรดาสิ่งของ หรือคนที่ดนัยเคยประเมินมา เพราะในราคาที่สูงลิบลิ่วขนาดนี้ดนัยยังไม่เคยให้ใครมาก่อน ก็ต้องลุ้นกันหน่อยแล้วว่าในท้ายที่สุด หัวใจของบดินทร์จะแพงสมกับราคาประเมินหรือไม่

ถ้าคุ้มค่า ก็ควรที่จะถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงไว้ข้างกายให้นานหน่อย

แต่ถ้าไม่...

ก็คงต้องขอทวงคืนให้คุ้มราคาทุนเช่นกัน!

และเพราะบดินทร์ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกตีค่าเป็นสิ่งของมีราคา เขาจึงเผลอนำยื่นข้อเสนอที่เข้าทางอีกฝ่ายเสียได้

“ห้าหมื่นต่อครั้ง!”

“...?”

บดินทร์ก็โพล่งขึ้น พลางยิ้มเยาะไปทางดนัย แต่มันไม่ใช่เยาะเย้ยฝ่ายนั้นหรอกนะ เขาเยาะหยันในความน่าสมเพชของตัวเองต่างหาก

“ถ้าอยากได้ร่างกายผม...ก็ซื้อสิ แค่ห้าหมื่นต่อครั้งเองนะ ถูกจะตายสำหรับคุณ จริงไหม?”

ดนัยเลิกคิ้วกับข้อเสนอนั้น ก่อนบดกรามตนจนขึ้นเป็นสันนูน หัวใจสีดำกระด้างที่เต้นเร่าอยู่ในอกตอนนี้มันกำลังเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเองอยู่ เพราะดูเหมือนทั้งหมดที่เขาทำให้บดินทร์ตั้งแต่เริ่มอยู่ร่วมกันมันสูญเปล่าอย่างสิ้นเชิงไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อุตส่าห์เว้นระยะให้ ไม่แตะต้อง ทั้งยังให้เกียรติ ไม่ทำอะไรให้รู้สึกไม่สบายใจ…นี่เขายังไม่เคยต้องยอมลงให้ใครขนาดนี้มาก่อนเลยนะ ไม่เคยตามใจใครเท่าบดินทร์มาก่อน

เดี๋ยวนะ...ตามใจเหรอ?

นั่นสินะ...ถ้าไม่ต้องการ อีกฝ่ายคงไม่ถึงขั้นออกปากขอ อยากหาเงินใช้หนี้ แล้วไปจากเขาให้เร็วที่สุดสินะ!

ได้...ถ้าบดินทร์ต้องการอย่างนั้น เขาก็จะไม่ขัดข้อง ดนัยก็เผยยิ้มพราวให้คนตรงหน้า ระยะห่างกันเพียงฟูกกั้น ไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามของดนัยลดต่ำลง

“...”

บดินทร์นิ่วหน้าทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย ลางหายนะทาบทับเป็นเงาดำอยู่บนหัวจนรู้สึกขนลุก รู้ดีว่ากำลังเล่นกับไฟ ทว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น ในระหว่างที่บดินทร์กำลังกังวลกับสิ่งที่จะเกิดอยู่นั้น คำตอบรับของดนัยก็ทำเอาหน้าชา

“แล้วห้าหมื่นนี่…ต่อครั้ง หรือต่อน้ำกันล่ะ...หืม? หึ หึ...ถ้าห้าหมื่นต่อครั้งผมก็โอเคอยู่นะ แต่ถ้าต่อน้ำ ผมว่ามันคงจะแพงไปหน่อย สำหรับสินค้าที่ไม่สดแล้วอย่างคุณ”

“หึ! ไม่นึกเลยว่าระดับเจ้าพ่อดนัยจะขี้งกกับเขาเหมือนกัน”

“ทำไมล่ะ? ผมเป็นพ่อค้านะ ก็ต้องคำนวณกำไรขาดทุนไว้ก่อนอยู่แล้ว ซึ่งผมจะลงทุนกับของที่ผมเห็นถึงผลกำไรเท่านั้น”

ดนัยพูดพลางจิบเหล้าสาเกบ่มอย่างดีช้า ๆ ทำราวกับไม่ยี่หระกับบดินทร์ที่นั่งคุดคู้อยู่อีกฝั่งของฟูกนอน

“เอาเป็นว่าเมื่อไหร่ ที่ผมเห็นกำไรที่ผมจะได้จากตัวของคุณ วันนั้นผมค่อยเพิ่มมูลค่าให้ก็แล้วกันนะ”

ดนัยว่า พลางขยับตัวหย่อนร่างลงนอนเอกเขนกบนฟูกกว้างอย่างอารมณ์ดี สายตาที่ฉายแววกรุ่นโกรธอยู่เมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นกรุ้มกริ่มอย่างประหลาด ก่อนจะตอบรับข้อเสนอของบดินทร์ออกไป

“โอเค ผมยอมรับข้อเสนอ”

“!!?”

พูดจบก็เอื้อมมือไปกระตุกลากร่างของบดินทร์ลงทับร่างตนเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ บดินทร์ยันกายดิ้นรนทันทีราวต้องของร้อน ทว่าดนัยเองก็ไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ

ยื้อยุดกันครู่หนึ่ง บดินทร์ก็เลิกขัดขืน เป็นเขาที่เพิ่งเสนอขายตัวเองครั้งละห้าหมื่น แล้วยังจะมาเล่นตัวเพื่ออะไร เพราะคิดได้จึงยินยอมนอนนิ่งอยู่บนตัวของดนัยอยู่แบบนั้น

เมื่อเห็นว่าคนบนร่างยอมอ่อนให้ ผู้มีสิทธิ์ขาดก็ยกยิ้มพึงใจ สายตามองตรงไปยังบดินทร์อย่างนึกขัน ทำไมกันนะคนคนนี้ถึงได้เอาใจยากนัก พอเขาดีด้วยก็เอาแต่พยศ แต่พอใจร้ายใส่ก็ดันยอมลงให้ง่าย ๆ ทั้งยังคอยแดกดันตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอีกว่าเป็นแค่ทาสที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียง...

น่าขัน...ทั้งที่แค่ทำตัวว่าง่ายหน่อยก็จะได้อยู่อย่างสบายแล้วแท้ ๆ ดนัยยิ้มเย็นให้กับเหยื่อแสนหวานที่กำลังดิ้นพล่านอยู่บนกับดักที่ถูกติดตรึงอยู่ นี่บดินทร์จะรู้หรือเปล่านะว่าการทำแบบนี้มันยิ่งน่ารังแกมากกว่าน่าสงสาร อยากรู้นักว่าจะพยศไปได้อีกสักกี่น้ำ...

“ดิน ข้อตกลงนี้ ไม่นับกรณีที่คุณเป็นคนเริ่มก่อนนะ”

ดนัยกระซิบที่ข้างหูของคนบนร่าง พลางแกล้งงับเบา ๆ เข้าที่ซอกคอขาวของอีกฝ่าย

“!!”

บดินทร์สะดุ้งสุดตัว เขาดิ้นออกจากบนตัวของดนัยด้วยความตกใจ จนชุดยูสเต๊กตะเกือบหลุดลุ่ยออกจากร่าง แต่เมื่อถูกดนัยไล่คว้าแล้วกดลงให้นอนลงบนฟูจากด้านหลัง เขาก็ยอมสงบลงแล้วนึกโกรธตัวเองที่เอาแต่ทำเรื่องไร้สาระ เช่นการดิ้นรนอย่างเสียเปล่าแบบนั้น แต่พอได้ยินเสียงกระซิบของดนัยที่ข้างหู ร่างกายมันก็ต่อต้านขึ้นมาอีก

“ชี่...อย่าดิ้นนักสิครับ ไหนว่าขายครั้งละห้าหมื่นไง ทำตัวให้มันสมราคาหน่อย”

บดินทร์ชะงักไปทันทีที่ได้ยิน คำประชดประชันที่เขาพ่นออกไปตามแรงอารมณ์เมื่อครู่นั้น ตอนนี้มันกลับเป็นปลายหอกแหลมคมที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเขาเองไปเสียแล้ว

“ขะ…ขอโทษนะ....วันนี้ผมยังไม่พร้อม”

สุดท้ายจึงต้องกัดฟันตอบเสียงอ่อน ขณะฝืนใจยินยอมให้ปลายจมูกโด่งดอมดมอยู่ตรงกลุ่มผมหลังใบหู

“อะไรกัน? เล่นตัวแบบนี้จะโก่งค่าตัวหรือไง?”

“...”

“ว่าไงล่ะ?”

ดนัยรุกรานหนักขึ้น โดยการตะโบมลูบต้นขาขาวที่โผล่พ้นชายเสื้อยูกาตะของบดินทร์ในเชิงข่มขวัญมากกว่าปลุกเร้า อยากรู้ว่าคนใต้ร่างจะฝืนทนได้อีกแค่ไหน

“อย่า!”

บดินทร์ร้องห้ามขึ้นทันทีที่มือของดนัยลูบสูงขึ้นมาจนเกือบถึงจุดสำคัญ

“ทำไมล่ะ? ถ้าคุณทำให้ผมเสร็จได้ ผมก็พร้อมจ่ายห้าหมื่นทันทีนะ มันไม่ดีหรือไง?”

“ก็บอกว่าอย่าไง! เลิกดูถูกกันเสียที!!”

บดินทร์ตะโกนลั่นด้วยความคับข้องใจ และนั่นก็เป็นเส้นความอดทนสุดท้ายของดนัยเช่นกัน จากที่แค่กอดก่ายแกล้งหยอกเล่น ตอนนี้จึงกลายเป็นจับขึงพืด กดตรึงเอาไว้บนฟูกนุ่มด้วยความรุนแรงแทน ก่อนที่ดนัยจะกลั่นคำถามบางอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นจนน่าขนลุก

“ผมให้โอกาสคุณคิดให้ดีอีกครั้งนะบดินทร์ ว่าใครกันแน่ที่ดูถูกใคร?”

“...”

“ผมเหรอ? ที่เป็นฝ่ายเริ่ม?”

“...”

“หรือเป็นตัวคุณเองกันแน่ที่ทั้งดูถูกตัวเอง...และดูถูกผมด้วย”

ยิ่งพูด ดนัยก็ยิ่งก้มต่ำลงมาหาบดินทร์ที่นอนหน้าซีดเผือดอยู่ใต้ร่าง เรื่องที่ดนัยพูดมานั้นมันจริงเสียจนบดินทร์ปฏิเสธไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นบดินทร์ก็ยังอุตส่าห์โต้เถียง

“นั่นมันเป็นเพราะคุณดูถูกผมก่อน!”

“เมื่อไหร่กัน?”

“ก็เรื่อง...งานของ...มาซามิ...”

“หึ...คุณรู้เหรอว่ามาซามิทำงานอะไร? ผมถึงอยากให้คุณเรียนรู้จากเขา”

ดนัยเค้นถามด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นตามอารมณ์

“หรือคุณไม่สนใจ เพราะงานเดียวที่คุณถนัดนักหนา คือการเอาตัวเข้าแลกแบบนี้? ซึ่ง...ผมก็โอเคนะ”

“นั่นมัน! อ๊ะ! อยะ…!!”

บดินทร์ตั้งใจจะเถียงต่อแม้จะจนมุมเต็มที แต่ก็ต้องสติเตลิดไปเพราะถูกดนัยรุกรานเข้าที่ข้างแก้ม ปลายจมูกโด่งจงใจเข้าใกล้แก้มใสที่กำลังเบี่ยงหลบอย่างสุดกำลัง ก่อนจะลากผ่านไปจนถึงข้างหู เพื่อเอ่ยอธิบายความเป็นจริงให้คนที่ไม่ยอมเข้าใจเสียทีได้ฟัง

“รู้เอาไว้นะ มาซามิน่ะเป็นคนรักของโอกามิซัง ทั้งยังเป็นเลขาคนสนิทที่สามารถจัดการงานทุกอย่างแทนโอกามิซังได้ เป็นคนเก่งและมีความสามารถมากอย่างหาตัวจับยาก การจะเป็นผู้หญิงของยากูซ่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดำรงตำแหน่งคนรักพ่วงรองหัวหน้าน่ะ ถ้าไม่แกร่งจริง...ก็ทำไม่ได้หรอกนะ นี่ต่างหากล่ะ สิ่งที่ผมต้องการให้คุณเรียนรู้จากมาซามิเขาน่ะ”

“...”

บดินทร์นิ่งอึ้งไปทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดใส่ก้อนสมองที่เคยร้อนลวก ละอายใจต่อมาซามิเหลือเกินที่เขาเผลอคิดสกปรกกับฝ่ายนั้นไปเมื่อครู่ เขาตีความมันผิดตั้งแต่แรก แล้วดันร้องแรกแหกกระเชอว่าโดนรังแก ใบหน้าของบดินทร์ชาวาบเมื่อนึกถึงเรื่องที่เขาเพิ่งประชดประชันออกไป ‘ขาย...ครั้งละห้าหมื่น’ บ้าที่สุด เขาฆ่าตัวตายเองชัด ๆ!!

คราวนี้บดินทร์ไม่เหลือแรงที่จะดิ้นรนหรือต่อต้านอะไรกับดนัยอีกแล้ว

แต่ในขณะที่เริ่มทำใจยอมรับผลการกระทำได้ ดนัยกลับยอมปล่อยตัวกันง่าย ๆ

“เอาล่ะ กลับไปพักที่ห้องคุณเถอะ วันนี้ผมอนุญาตให้คุณพักก่อน”

พูดจบก็ยันร่างออกจากบดินทร์เพื่อปล่อยเหยื่อตัวร้ายให้เป็นอิสระ

“..?”

บดินทร์ยันตัวเองลุกตามขึ้นมาด้วยความมึนงง ก่อนเร่งจัดเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เข้าที่ทั้งที่มือไม้ยังสั่นเทาไม่หยุด การได้รับอนุญาตให้สามารถกลับไปในที่ของตัวเองเป็นอะไรที่วิเศษมากในการเดินทางครั้งนี้ ความดีใจทำให้บดินทร์ลนลานอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ทันสังเกตถึงสายตาที่กำลังจ้องมองมาของดนัย

ไม่เห็นเลยว่าสายตานั้นกำลังซ่อนความหมายที่น่ากลัวเอาไว้ขนาดไหน

ไม่ถึงนาทีบดินทร์ก็กระวีกระวาดลุกขึ้นจากฟูกนอน หมายตรงดิ่งออกจากห้องที่น่ากลัวนี้โดยไม่คิดร่ำลาเจ้าของห้องแม้สักคำ

“คุณเข้าใจไม่ผิดหรอกดิน”

“!? ...”

ทว่าในจังหวะที่กำลังจะเปิดประตูเลื่อน เสียงของดนัยก็ดังตามหลังมาจนทำให้บดินทร์ชะงักค้าง เมื่อหันหลังกลับไปมองยังอีกฝ่าย ก็ต้องสะท้านไปทั้งตัวกับดวงตาวาววามที่จ้องเขม็งมา

“งานที่ผมพาคุณมาทำที่นี่...คือการเป็นผู้หญิงของผม”




ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


บดินทร์วิ่งหนีออกจากห้องของดนัยสุดฝีเท้า ไม่สนว่าจะถูกเหล่าบอดี้การ์ดที่ยืนเฝ้ายามอยู่หน้าห้องนั้นมองมาอย่างไร ทั้งเจ็บปวดและเจ็บใจกับสิ่งที่ถูกกระทำ ทั้งยังสับสนในตัวเองจนหาทางออกไม่ได้ วิ่งมาได้จนเกือบถึงหัวมุมห้องของตนก็หยุดพักหอบหายใจสะท้าน ก่อนที่ครู่ต่อมาจะมีทั้งน้ำตาและเสียงสะอื้นตามขึ้นมา

น้ำตาแห่งความพ่ายแพ้

เพราะต้องการหนีความจริงที่เมืองไทย จึงตกหลุมพรางที่ดนัยสร้างภาพมายาปิดเอาไว้ พามาทำงานด้วยกันเพื่อใช้หนี้ งานอะไรก็ได้ในวงการมายาที่พอจะทำได้ เขาเชื่อและตามอีกฝ่ายมาทั้งที่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของดนัยเป็นใคร

ถึงตรงนี้บดินทร์รู้สึกตัวแล้วว่าตัวเองช่างโง่เง่า ที่เผลอไปหลงวางใจปีศาจตนนั้นเข้า

[งานที่ผมพาคุณมาทำที่นี่...คือการเป็นผู้หญิงของผม]

ดั่งคำสาปสรรอันเหี้ยมโหด ร่างของบดินทร์สั่นเทิ้มไปตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้า คิดไม่ออกเลยว่าชีวิตจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร มันมืดมนอนธการไปหมดจนหาทางออกไม่ได้ เป็นผู้หญิงของเจ้าพ่อทั้งที่เป็นตัวผู้ เรื่องน่าอัปยศอดสูแบบนั้นมันเกินกว่าที่บดินทร์จะรับไหว จะหนีได้ยังไง? จะหลุดพ้นได้ยังไง?



“กรุณาเข้าห้องได้แล้วครับ คุณบดินทร์”

“!!?”

เสียงที่ดังขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน ทำเอาบดินทร์สะดุ้งไปทั้งตัว พอเงยหน้าขึ้นไปมองแล้วเจอกับมานพลูกน้องคนสนิทของดนัยเข้า บดินทร์ก็รีบปาดหยาดน้ำที่ยังนองหน้าแบบลวก ๆ

“ไม่ต้องมายุ่ง”

บดินทร์สบถก่อนจะรีบเดินผ่านร่างของมานพไปด้วยความหงุดหงิด พ้นเจ้านายมาแล้วยังต้องมาเจอลูกน้องอีก!

“ก็ไม่ได้อยากยุ่งหรอก แต่นายท่านสั่งให้คอยจับตาดูคุณไว้”

“หึ! เป็นหมารับใช้ที่ซื่อสัตย์ดีนี่ ทั้งที่เกลียดฉันจะแย่”

บดินทร์เยาะเย้ยอีกฝ่าย เพราะเขารู้ตัวมานานแล้วว่ามานพเกลียดตนมากแค่ไหน ซึ่งเขาไม่สน เพราะให้ตายในชีวิตนี้เขาก็ไม่ขอญาติดีทั้งกับดนัยและพรรคพวกของมันเด็ดขาด

“ถ้ารู้ตัวก็อย่าทำตัวมีปัญหาให้มันมากนัก เพราะถ้าวันไหนที่นายท่านไม่เมตตาขึ้นมา...คุณจะลำบาก”

มานพตอกกลับอย่างแสบสันไม่น้อยหน้า บดินทร์กัดฟันกรอดหันกลับไปมองอีกฝ่ายที่กำลังมองเหยียดกันอยู่ก่อนแล้ว จริงอยู่ว่ากับดนัยนั้นเขาไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ แต่กับคนที่เป็นขี้ข้าไม่ต่างกันแบบมานพ เขาไม่จำเป็นต้องกลัว ไม่จำเป็นต้องทนถูกมันเหยียดหยาม!

“ปากดีนักนะ ไม่รู้เหรอว่านายมึงให้กูมาอยู่ในฐานะอะไร? หมารักนายอย่างมึงน่าจะรู้นะว่านายมึงให้กูอยู่สูงกว่า!”

บดินทร์กดเสียงต่ำ คำรามขู่อีกฝ่ายด้วยความโกรธเกรี้ยว ทั้งที่เขารังเกียจตำแหน่งผู้หญิงของเจ้าพ่อยิ่งกว่าอะไร แต่กลับอดใช้ประโยชน์จากมันไม่ได้ น่าสมเพชเหรอ? เฮอะ! เขาเลยจุดนั้นมานานแล้ว

แต่มานพกลับไม่ได้รู้สึกกริ่งกลัว บอดี้การ์ดหนุ่มทำเพียงเหยียดยิ้ม แล้วเผชิญหน้ากับบดินทร์ตรง ๆ

“ครับ...คุณบดินทร์ ตอนนี้คุณอาจเหนือกว่าผม แต่ผมก็อยากให้คุณรู้เอาไว้เหมือนกันว่าคุณไม่ใช่คนแรกที่เป็นผู้หญิงของนาย...แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นคนสุดท้ายด้วย ผมเอาหัวเป็นประกัน หึ หึ ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันนะ ว่าเด็กใหม่ของนายท่านคนนี้...จะเป็นคนโปรดได้สักกี่วัน”

“ไอ้สัตว์!”

บดินทร์ผรุสวาท พร้อมเหวี่ยงหมัดหลุน ๆ เข้าหามานพทันที แต่ด้วยชั้นเชิงที่ต่างกัน มวยหมัดของอดีตดาราย่อมไม่อาจต่อกรกับบอดี้การ์ดมืออาชีพได้ สุดท้ายคมหมัดทื่อ ๆ ของบดินทร์ก็ถูกหยุดไว้อย่างง่ายดายเพียงแค่มานพเบี่ยงตัวหลบ

พอพลาดเป้า แรงหมัดที่เหวี่ยงออกไปอย่างเต็มกำลังจึงทำให้บดินทร์เสียหลักไปชนกับเสาเรือนเข้าโครมใหญ่ แต่แม้จะเจ็บจุกเท่าใดเขาก็ไม่ยอมส่งเสียงน่าอดสูออกมาให้ใครได้ยิน

บอดี้การ์ดหนุ่มพูดขึ้น ขณะใช้มือปัดฝุ่นเล็ก ๆ บนไหล่ ก่อนส่งสายตาเยาะหยันให้บดินทร์ที่จ้องมองมาก่อนแล้ว

“ไม่ต้องรีบหาเรื่องผมหรอกคุณบดินทร์ เพราะเมื่อถึงวันที่คุณหมดราคา...เราได้คุยกันยาวแน่”

มานพพูดทิ้งท้ายเพียงแค่นั้นแล้วเดินจากไป ทิ้งบดินทร์ไว้กับความเจ็บใจจนตัวสั่นเทิ้มที่ไม่อาจต่อกรอะไรได้เลย เขาอยากชนะ! ไม่ว่ายังไงก็ตามเขาไม่อยากเป็นไอ้ขี้แพ้ต่อหน้าลูกน้องของดนัย แต่จะให้พร้อมใจยอมตกเป็นทาสบำเรอกามของอีกฝ่ายนั้นก็ไม่อาจทนทำใจได้

บดินทร์ได้แต่เดินกลับเข้าห้องของตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า ถูกความท้อแท้จู่โจมจนแทบไม่เหลือแรงยืน อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าวันใหม่ นี่เพิ่งจะคืนแรกเท่านั้นทำไมมันถึงยาวนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์เช่นนี้ แล้วเวลาที่เหลือจากนี้เล่า ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป?

ลมหายใจที่เหลืออยู่นี้...จะได้รับอิสระเมื่อไหร่กัน?



++++++++++++++++



ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


“น่าเสียดายจังนะครับ ผมยังไม่อยากให้คุณดินกลับเลย”

เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับการจากลา เพราะดนัยยังต้องเดินทางต่างเมืองเพื่อดูงานของกิจการบางอย่างของตนในประเทศญี่ปุ่น และไม่ค่อยสะดวกใจนักหากต้องอยู่รบกวนหัวหน้าสาขาใหญ่อย่างโอกามินาน

มาซามิรีบเข้ามาร่ำลาบดินทร์ด้วยความเป็นมิตร เพราะถึงจะเพียงครู่สั้น ๆ ที่ได้คุยกัน ต้นมิตรภาพอันแปลกประหลาดก็ได้งอกงามขึ้นมาเสียแล้ว มาซามิยิ้มพราวพร้อมยื่นนามบัตรของตนใส่มือให้บดินทร์อย่างเป็นมิตร

“นี่นามบัตรผมนะ คิดถึงเมื่อไหร่ก็โทรมา”

“ขอบคุณนะครับ ไว้ผมจะโทรหานะ”

บดินทร์ยิ้มรับ พลางนึกยอกใจที่เผลอคิดร้ายกับอีกฝ่ายไปเมื่อคืน ก่อนจะมองหน้าของมาซามิอย่างพินิจพิจารณาเป็นครั้งสุดท้าย ผู้ชายที่หน้าตาสะอาดหมดจดคนนี้คือผู้หญิงของยากูซ่า...คนรักของหัวหน้าที่ลูกน้องในแก๊งทุกคนให้ความเคารพยำเกรง ใบหน้าคมคายที่ประดับแต่รอยยิ้มพิมพ์ใจอยู่ตลอดนี้ แท้จริงเบื้องหลังยังแฝงเอาไว้ด้วยความร้อนแรงยามค่ำคืน เพื่อเติมเต็มให้แก่ผู้เป็นเจ้าชีวิต...กระนั้น ก็ยังน่ายกย่อง

แล้วเขาล่ะ?

“ดิน…?”

“!?”

บดินทร์สะดุ้งจากภวังค์เพราะถูกมาซามิตรงหน้าเรียกขาน พร้อมกับที่มืออีกฝ่ายยื่นมาจับมือของเขาไว้

แต่ที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่าคงเป็นคำพูดของอีกฝ่าย

“อย่ากลัวในทางที่คุณเลือก ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ คุณจะชนะ”

มาซามิพูดเสียงเบาคล้ายกระซิบ ทว่าแน่นหนัก

บดินทร์ลอบกลืนน้ำลายพร้อมสะท้านเบา ๆ จากสิ่งที่เพิ่งได้ยิน มาซามิดูออกทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างเขากับดนัย คนคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่ถูกกล่าวขานกันมาจริง ๆ ด้วย

“คุณมีเสน่ห์มากนะดิน ใช้มันให้คุ้มค่า ผมเชื่อว่าแดนนี่พร้อมให้คุณได้ทุกอย่างเพียงแค่คุณร้องขอ เขายิ่งใหญ่ และคุณก็จะไม่แพ้ใครแน่…เชื่อผม!”

ประโยคยืดยาวที่เป็นเหมือนคำเตือนใจก่อนจากลา เพราะถูกใจมาก มาซามิจึงอยากสอนให้บดินทร์รู้จักบริหารเสน่ห์เล่ห์กลของตนเพื่อความยิ่งใหญ่ แม้ในวันนั้นบดินทร์จะยังไม่เข้าใจ หรือยังไม่สามารถทำใจยอมรับได้ แต่มันจะเกิดผลต่อบดินทร์อย่างมากในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน



+++++++++++++++++



ผ่านไปร่วมสองสัปดาห์นับจากวันที่จากคฤหาสน์ของโอกามิมา บดินทร์ถูกดนัยพามาไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งกลางมหานครโตเกียวที่เจ้าพ่อหนุ่มเหมาระยะยาวเอาไว้ ในระหว่างนั้นดนัยก็เดินทางไปที่ต่าง ๆ ตลอด โดยทิ้งบดินทร์เอาไว้ไม่ได้พาติดตามไปด้วย การที่ไม่ได้เจอหน้าค่าตากันเลยระยะหนึ่งทำให้บดินทร์หายใจได้คล่องขึ้น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจนัก เพราะคำสุดท้ายที่ดนัยทิ้งเอาไว้ก่อนไป

‘ผมให้เวลาคุณพักเต็มที่ อยากไปไหนก็บอกวิเชียรได้ มันจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนคุณ’

ทิ้งลูกน้องเอาไว้คอยเฝ้าเขาล่ะสิ บดินทร์คิดได้แค่แบบนั้น แต่ก็ยังดีกว่าทิ้งไอ้หมาบ้ามานพไว้แหละนะ แบบนั้นบดินทร์ก็ค่อยใจชื้น เพราะเขากับวิเชียรถือว่าไม่มีเรื่องบาดหมางกัน

‘พักให้เต็มที่ล่ะดิน เพราะคุณต้องเริ่มงานทันทีที่ถึงอเมริกา’

งานอะไรไม่รู้ และบดินทร์ไม่ต้องการจะรู้ เขาท่องจำคำพูดของมาซามิขึ้นใจ แต่มันไม่เข้าไปประมวลผลว่าต้องทำอะไรบ้างในสมอง เขายังไม่พร้อม รังเกียจที่จะทำมันจนไม่เห็นหนทางที่จะพร้อมขึ้นมาได้ เจ็บปวดทุกครั้งที่คิดว่าจะต้องไปเจออะไรบ้างที่อเมริกา

ผู้หญิงของเจ้าพ่อ...ผู้หญิงของดนัย...มันบัดซบสิ้นดี!!

นี่มันคงเป็น...เวรกรรมสินะ

เพราะความเบื่อหน่าย และท้อแท้ในโชคชะตา บดินทร์จึงไม่ยอมออกไปไหนเลย เอาแต่ฝังตัวเงียบอยู่ในห้อง สั่งเพียงอาหารขึ้นมาส่งตามเวลาที่ท้องหิว นอกจากนั้นก็เมามายไปกับเหล้ารสดีที่สุดเท่าที่โรงแรมมี จนเมาหัวราน้ำไปวัน ๆ แค่นั้น ในเมื่อเจ้าพ่อดนัยบอกว่าจะเปย์ให้ บดินทร์ก็เลิกสนใจราคาของสรรพสุราพวกนั้น ดื่มมันให้ล่มจมกันไปข้าง

เมา ตื่น กินข้าว เมา หลับ ตื่น เมา กินข้าว ไม่มีเวลาที่แน่ชัด ไม่รู้เดือนรู้ตะวัน ไม่รู้วันรู้คืน บดินทร์ปล่อยตัวเองให้เน่าเป็นซากศพอยู่ในห้องพร้อมกับกองขวดเหล้าและก้นบุหรี่ เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ออฟหนุ่มหรือสาวบริการขึ้นมากกที่ห้อง ไม่อย่างนั้นป่านนี้อาจติดโรคทางเพศสัมพันธ์ไปแล้ว

นี่ถ้าไม่ถูกวิเชียรคอยจับตามอง และขอร้องว่าได้โปรดอย่าทำให้นายเหนือต้องลงโทษฝ่ายนั้นแล้วล่ะก็ ป่านนี้เขาคงเหมาโฮสต์ทั้งชายหญิงจนหมดบาร์หน้าโรงแรมมาแล้ว

...น่าเบื่อที่สุด!





“โอยย แสบตา! ปิดซะที คนจะนอน!!”

เช้าวันหนึ่ง จู่ ๆ ก็ถูกรบกวนการนอนด้วยแสงที่สว่างเกินกว่าสายตาจะรับได้ เขายังเมาค้างไม่หายเลยยังไม่อยากตื่น ใครสาระแนมาเปิดผ้าม่านในห้องกัน!?

“อะไรกัน คุณต้อนรับผมได้ใจร้ายมากเลยนะดิน”

“!!?”

บดินทร์ลุกพรวดขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงของดนัยใกล้ ๆ มาเฟียหนุ่มอยู่ในชุดสูทสามชั้นราคาแพงระยับยืนกอดอกมองอยู่ข้างเตียง พร้อมรอยยิ้มจอมปลอมที่บดินทร์รู้จักดี

“เข้ามาได้ยังไง...”

บดินทร์ตะคอกถามออกไป ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วทึ้งหัวของตัวเองไปทีหนึ่ง ในเมื่อดนัยเป็นเจ้าของทุกอย่าง ย่อมมีสิทธิ์เข้าไปที่ห้องไหนก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่ที่นี่

“อาบน้ำแต่งตัวซะ เราต้องออกเดินทางกันแล้ว”

น่าแปลกที่ดนัยไม่ได้ทักอะไรต่อ นอกจากใช้ให้ซากศพพูดได้ที่หนวดเครารกครึ้ม ทั้งยังเหม็นหึ่งไปด้วยกลิ่นเหล้าและบุหรี่ไปอาบน้ำเสียที

“เดินทาง?”

“ใช่...ไปอาโอโมริกัน”



+++++++++++++++++++



ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


“ยุ?”

“ดิน? มาทำไรแถวนี้วะ ไหนว่าไปอเมริกา?”

“โดนปล่อยเกาะน่ะ”

“หะ? กูไม่ตลกด้วยนะไอ้บ้า ตกลงกับดนัยมันยังไงกันแน่วะ?”

แน่นอนว่าสดายุไม่มีทางเชื่อ การที่จู่ ๆ บดินทร์มาโผล่แถวบ้านญาติกฤตเมธที่ญี่ปุ่นมันไม่น่าจะเป็นเรื่องของพรหมลิขิตไปได้ แต่พอถามออกไปไอ้บ้าตรงหน้ากลับเอาแต่พูดจากำกวม พอคาดคั้นหนักเข้า แทนที่จะตอบคำถามดันยื่นมือมาหาแล้วทำเสียงอ้อน

“ยุ...กูหิว ไม่มีเงินติดตัวเลย หนาวก็หนาว...”

ใช่เพียงแค่น้ำเสียงที่ออดอ้อน ดวงตาที่ช้อนมองมาก็ยังใช่ แบบนั้นจะให้สดายุทำอย่างไรได้ นอกจากกลอกตามองบน แล้วบ่นว่าคิดจะอำกันไปจนถึงเมื่อไหร่? เพราะแม้จะไม่สนิทเท่าไหร่ แต่สดายุก็พอรู้ว่าดนัยไม่ใช่คนที่จะทิ้งขว้างใครไว้แน่

ถ้าไม่หลงทาง ก็หนีมา...

ว่าแต่จะ ‘หนี’ ทำไมกัน?

“ดนัยอยู่ไหน? มึงพักที่ไหนเนี่ย กูได้หาทางไปส่งให้”

สดายุถาม พลางดึงแขนออกจากการเกาะกุม ดูเหมือนบดินทร์เองก็พอจะรู้ตัวว่าเล่นแง่ต่อไปไม่ได้ สุดท้ายเลยยอมพูดความจริง

“มันติดงานน่ะ เลยต้องแวะอยู่ที่ญี่ปุ่นนี่หลายวัน แต่พรุ่งนี้เช้าก็จะไปอเมริกาแล้วล่ะ”

“อ๋อเหรอ แปลกเนอะ อยู่ถึงญี่ปุ่นก็ยังอุตส่าห์มาเจอกันได้อีกนะมึงกับกูเนี่ย แล้วนี่ที่พักอยู่ไหนอ่ะ”

“ก็...ไกลอยู่ ไม่รู้สิ จำไม่ได้อ่ะ มันบอกให้รออยู่แถวนี้ แล้วค่ำ ๆ จะมารับ...แต่กูดันลืมกระเป๋าสตางค์”

บดินทร์ตอบเรื่องจริง ก็ไม่ได้คิดจะหลอกอะไรสดายุตั้งแต่แรก ก็แค่ไม่ได้บอกว่าเรื่องที่ได้มาเจอกันนี่ มันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ



++++++++++++++++



“พาผมมาด้วยทำไม? ปกติแค่ดูงานไม่จำเป็นต้องลากมาด้วยนี่”

บดินทร์ถามขึ้นด้วยความหงุดหงิด ที่ถูกลากตัวมาตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งที่พรุ่งนี้เช้าก็จะเดินทางต่อไปยังอเมริกาแล้ว แม้แต่อิสระวันสุดท้ายก็ยังถูกลิดรอนหรือ?

“ทำไม? มาเป็นเพื่อนผมไม่ได้หรือไง?”

ดนัยตัดพ้อ พร้อมมอบรอยยิ้มที่บดินทร์แสนเกลียดมาให้

“ไหนว่าจะให้ผมพักให้เต็มที่ไง? โกหกกันนี่!”

“แล้วถ้าผมบอกว่ายุอยู่ที่นี่ล่ะ?”

“อะไรนะ? ยุอยู่ญี่ปุ่นเหรอ? ที่ไหน? ยุอยู่ที่ไหน?”

“อิจฉายุจัง ผมไม่อยู่ตั้งหลายวันคุณไม่เห็นคิดถึงผมแบบนี้บ้างเลย”

ดนัยยั่วเย้า ยิ่งเห็นสีหน้าที่ดีใจจนปิดไม่อยู่ของบดินทร์แบบนั้น ดนัยก็ยิ่งแกล้ง

“ผมไม่จำเป็นต้องคิดถึงคุณนี่!”

บดินทร์ตะคอกออกไปด้วยความหงุดหงิดที่โดนดนัยแกล้งหยอกเล่น ทว่าเพียงครู่ต่อมาก็คิดอะไรบางอย่างออก

“แต่ถ้าคุณยอมบอกผมว่ายุอยู่ที่ไหน...ผมจะตอบแทนคุณ”

ไหน ๆ หลังจากนี้ไปก็มีแต่เสียกับเสียอยู่แล้ว ก็ใช้มันเป็นข้อแลกเปลี่ยนเสียเลย!

“หึ...คุณจะเอาอะไรมาตอบแทนผมกัน?”

ดนัยลองเชิงอย่างคนทำธุรกิจ อยากรู้นักว่าของตอบแทนของบดินทร์นั้นมันจะเร้าใจแค่ไหน?

“แล้วคุณอยากได้อะไรจากผมล่ะ?”

“อะไรก็ได้เหรอ?”

“...ทุกอย่าง”



++++++++++++++++++



สุดท้าย ด้วยความเห็นใจเพื่อนเก่า สดายุจึงยินยอมให้บดินทร์ตามมาพักที่บ้านก่อนระหว่างรอดนัย หลังให้ที่พักพิง พร้อมเลี้ยงอาหารเสร็จสรรพ บดินทร์ก็ถูกสดายุให้พักผ่อนตามอัธยาศัย เรียกได้ว่าปล่อยให้อยู่ตามยถากรรมเลยน่าจะถูกกว่า เพราะเมื่อหายหิว สดายุก็พาตัวเองกลับขึ้นห้อง แล้วจมอยู่กับมังงะกองโต โดยไม่คิดสนใจใด ๆ แม้ว่าจะมีแขกตามมานั่งร่วมห้องอยู่ด้วยอีกคน

สดายุไม่ใช่คนช่างคุย ส่วนบดินทร์เองก็ยังคงเกร็ง ๆ การสนทนาระหว่างกันจึงไม่ปะติดปะต่อ ยิ่งเห็นว่าสดายุกำลังดำดิ่งอยู่กับการอ่านมังงะญี่ปุ่นด้วยแล้ว บดินทร์ก็ยิ่งไม่กล้าขัดขวางความสุข เพราะแค่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ แค่ได้เห็นหน้า แค่ได้แอบมอง ก็พอใจเหลือเกินแล้ว

บดินทร์มีความสุขแม้เพียงแค่ได้นั่งอยู่ในที่เดียวกับสดายุ ความสงบใจและบรรยากาศที่อบอุ่นของห้องน้อยนี้ ในที่สุดก็ทำให้บดินทร์เผลอหลับไป กว่าจะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ตื่นมาเจอกับใครอีกคนที่นอนหลับอยู่ข้างกัน

“...!?”

บดินทร์รีบลุกขึ้น ตื่นเต็มตาทันทีในตอนนี้ ทำใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วลองขยับเข้าใกล้สดายุที่กำลังหลับลึกอย่างระมัดระวัง

ผมยาวขึ้นนิดหน่อยหรือเปล่านะ?

ขาวขึ้นจมเลย ได้ออกแดดบ้างหรือเปล่าเนี่ย?

ดูมีน้ำมีนวลขึ้นแฮะ

หลับสนิทจัง…

บดินทร์ จ้องมองสดายุด้วยสายตาที่ร้อนแรงอย่างที่ใจปรารถนา รักมานานจนไม่อาจถอนใจ แต่เพราะเคยทำร้ายอีกฝ่ายด้วยความเห็นแก่ตัวมากจนเกินไป วันนี้ถึงทำได้แค่แอบมอง ช่างน่าสมเพชเสียเหลือเกิน

เห็นว่าสดายุหลับสนิท คนขี้ขลาดตาขาวอย่างบดินทร์ก็เกิดย่ามใจ จึงค่อย ๆ ขยับกายเข้าใกล้คนหลับใหลทีละนิด ยกกองมังงะเกะกะออกไปให้พ้นทางอย่างเบามือ ลมหายใจติดขัดเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่ากำลังจะกระทำในสิ่งที่ไม่กล้าแม้แต่จะคิด หากสดายุยังตื่นลืมตา

“หากวันนั้นกูไม่ทำระยำหมากับมึง วันนี้…ก็คงแตกต่างออกไปใช่ไหม?”

เสียงทุ้มพร่ากระซิบความในใจออกมาอย่างระมัดระวัง อยากบอกกับเจ้าตัว แต่ก็ไม่ประสงค์ให้เจ้าตัวได้ยิน

“หากวันนั้นเรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน กูคงไม่ต้องเสียมึงให้กับมันใช่ไหม?”

“ยุ...มึงชอบผู้ชายหรือชอบแค่มันวะ? แล้วถ้าเป็นกู จะมีสิทธิ์หรือเปล่า?”

ยิ่งพูดออกไป หัวใจยิ่งเต้นระทึก ยิ่งเห็นว่าร่างที่นอนอยู่ข้างกันยังคงหลับสนิท จิตใจใฝ่ต่ำของบดินทร์ก็เริ่มเข้าครอบงำ ทั้งร่างสะท้านสั่นเพราะหัวใจที่เต้นรัวเป็นกลองรบ ขนาดเข้าใกล้จนลมหายใจระอุรินรดข้างแก้มใสแล้วสดายุก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น

“ยุ...กูรักมึงนะ”

เพราะรู้ว่าพูดไปสดายุก็ไม่มีทางได้ยิน บดินทร์จึงย่ามใจจนเผลอไผลพูดแต่สิ่งที่ตนคิด และทำในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิด แต่กลับหยุดความคิดและการกระทำไม่ได้

“รัก…มาตั้งแต่แรกเห็น…”

ใบหน้าหมองเศร้าโน้มลงใกล้ขึ้นทุกจังหวะคำที่เอื้อนเอ่ย

“ขอโทษ…ที่กูเผลอทำร้าย…”

ดวงตาที่อัดแน่นด้วยความปรารถนา ผ่าวร้อนและเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ทั้งที่ยังคงจ้องมองใบหน้าของคนหลับลึกเขม็ง

“อภัยให้กูนะ…”

เสียงสุดท้ายแทบจะหายไปในลำคอ ในขณะที่ริมฝีปากอุ่น บรรจงประทับลงเบา ๆ ที่ข้างแก้มของสดายุอย่างระมัดระวัง

‘ลักหลับ’ การกระทำต่ำทรามที่บดินทร์รู้อยู่แก่ใจว่าช่างชั่วช้า ปากบอกว่ารักนักหนา หากแต่ยังกล้าประทับรอยแปดเปื้อน ความผิดเอ่อล้นท้นใจ จนจำต้องปล่อยหยาดน้ำตาหยดเผาะลงตรงข้างแก้มที่ช้ำรอยจูบ ดวงตาพร่าเลือนยังคงจ้องมองคนที่ตนรักอย่างสุดใจ พร้อมด้วยความรู้สึกเจ็บปวดเหลือแสนเพราะรู้อยู่แก่ใจชัดเจนว่า ยามใดที่เจ้าของดวงหน้าหวานตื่นลืมตา มือนี้ย่อมไม่อาจไขว่คว้าได้อีก

หัวใจฝ่ายผิดชอบชั่วดีร้องห้าม หากแต่ฝ่ายต่ำทรามกลับไม่ยินยอม

เพราะถ้าหากว่านี่คือโอกาสเดียว และเป็นโอกาสครั้งสุดท้าย…

ไม่เหลือเวลาให้ใคร่ครวญแล้วว่าควรหรือไม่ ริมฝีปากบางเฉียบขยับเข้าใกล้ ริมฝีปากที่กำลังเผยอน้อย ๆ ตรงหน้า ปรารถนาแค่เพียงจูบเดียว

“เฮ้ย!”

“เฮือก!?”

ทว่าเวลากลับไม่มากพอให้ทันได้สัมผัส เสียงทักเบา ๆ แต่แน่นหนักจากหน้าประตูก็มากระชากบดินทร์กลับสู่ความจริงได้ทันเวลา

ทั้งร่างผู้กระทำความผิดสะดุ้งโหยง ลุกพรวดออกจากร่างของสดายุราวกับแมวขโมยที่ถูกจับได้ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาตะลึงมองไปยังกฤตเมธผู้เป็นเจ้าของเสียงทักด้วยแววตาเลิ่กลั่ก ซ้ำยิ่งพอเห็นอีกคนที่ยืนยิ้มอยู่ข้างหลังของฝ่ายนั้นใบหน้าของบดินทร์ก็ยิ่งถอดสี คิ้วหนาขมวดเป็นปม ริมฝีปากขบแน่นกระทั่งเนื้อตัวก็สั่นระริก

“หมดเวลาแล้ว”

กฤตเมธเอ่ยเสียงเย็นชา กอดอกพิงร่างมองเหยียดจากตรงหน้าประตูแบบไม่ปิดบัง เพราะไม่มีความคิดว่าจะต้องรักษามารยาทใด ๆ กับคนอย่างบดินทร์ ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความเห็นใจ สำหรับคนที่เคยทำร้ายคนรักของเขาได้อย่างเลือดเย็น แล้วยังจ้องขโมยกิน อย่างมัน!

ดังนั้น...

“ไสหัวไปได้แล้ว”

คือการไล่ที่ปรานีที่สุดที่กฤตเมธพอจะทำไหว ในขณะที่สองหมัดกำแน่นถูกเก็บไว้ภายใต้ท่าทางกอดอก ที่จริงเขาคงได้เผลอต่อยไปสักหมัดสองหมัด ตั้งแต่แรกที่เห็นว่าบดินทร์ตั้งใจจะทำอะไรสดายุแล้วล่ะ หากไม่ใช่เพราะถูกห้ามเอาไว้ด้วยคำมั่นสัญญาที่ว่า ‘เดี๋ยวผมจัดการให้เอง’ ของดนัยที่กำลังยืนส่งยิ้มให้น่าหมั่นไส้ให้บดินทร์อยู่

“รถรออยู่หน้าบ้านแล้ว”

เหมือนเป็นสัญญาณระหว่างกันของดนัยกับบดินทร์ เพราะทันทีที่ดนัยพูดขึ้น บดินทร์ก็กระแทกเท้าออกจากห้องไปทันที ใบหน้าแดงก่ำด้วยหลากหลายอารมณ์ผสานผสม กระทั่งหยาดน้ำตาที่ยังคงเปื้อนอยู่เต็มหน้าบดินทร์ก็ไม่มีอารมณ์จะเช็ด

“นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย!”

กฤตเมธคาดโทษขึ้นทันทีที่บดินทร์เดินผ่าน บดินทร์หยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบถลันออกไป โดยไม่มีคำโต้แย้ง ทิ้งไว้เพียงดนัยที่กลายเป็นเป้าสายตาของกฤตเมธแทน

“ครั้งหน้าไม่ทนแล้วนะเว้ย!” กฤตเมธขู่ใส่ดนัยเสียงขรม

“หืม...”

ดนัยไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ พลางยกมือยอมแพ้แบบกวนประสาทเล็ก ๆ ในขณะที่กำลังโดนกฤตเมธคาดโทษอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะตาไว ไหวตัวทันโดยการตะโกนทักทายเพื่อนเก่าอย่างสดายุเสียงทะเล้น

“หวัดดียุ ขี้เซานะเรา”

เห็นสดายุลุกขึ้นนั่ง กฤตเมธก็คร้านหาความกับดนัยต่อ

“ทำไมมาโผล่อยู่แถวนี้กันวะ?” สดายุถามดนัยขึ้น พลางลุกยืนเป็นกิจจะลักษณะ

“แวะมาทำธุระน่ะ ก็เพิ่งรู้นี่แหละว่ายุกับพี่เมธก็อยู่เมืองนี้เหมือนกัน”

ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้ม ชำเลืองมองไปทางกฤตเมธที่ยังคงหน้าบูดนิดหน่อย แล้วเบียดตัวเข้ามาในห้องเพื่อสนทนากับสดายุต่ออีกนิด

“บังเอิญเนอะ”

“...”

ดนัยยิ้มพราว รอยยิ้มเชื่อไม่ได้ถึงขนาดที่สดายุยังต้องส่ายหน้า และพอได้ยืนขึ้นมาเสมอกัน ก็เพิ่งได้เห็นเต็มตาถึงการแต่งกายของดนัย ชุดสูทสามชิ้นสีดำสนิท โค้ตยาวดูภูมิฐาน รู้สึกได้ว่านี่คงไม่ใช่แฟชั่นปกติ กฤตเมธเคยบอกเอาไว้ว่าดนัยไม่ธรรมดา เป็นบุคคลอันตรายที่ไม่สมควรมีปัญหาด้วย ตอนแรกสดายุเพียงคิดว่าแค่เส้นใหญ่ แต่พอผ่านเหตุการณ์ช่วยตัวประกันคราวนั้น เขาก็กระจ่างในระดับหนึ่งว่าดนัยมีคำว่าอิทธิพลหนุนหลังอยู่

แต่ดูเหมือนตอนนี้สดายุควรต้องคิดใหม่เกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ของดนัยเสียแล้ว

“นายคงไม่ได้รังแกไอ้ดินมันนักใช่ไหม?”

ถึงอย่างไร สดายุก็ยังคงทำตัวเป็นปกติ คิดว่าควรรักษาคำว่าเพื่อน คำว่าพวกพ้องที่ดนัยอุตส่าห์มอบให้ ดังนั้นจึงไม่คิดเกรงใจที่จะตั้งคำถามที่ตนสงสัย

ดนัยหัวเราะร่วน เมื่อได้ยินคำถามของสดายุเข้า

“หืม...อะไรทำให้นายคิดอย่างนั้นกันยุ? เราดูร้ายขนาดนั้นเชียว?”

“ก็นะ” สดายุไหวไหล่ และยังคงยืนรอคำตอบ “ว่าไง? นายคงไม่ได้แกล้งพามันมาปล่อยเกาะเล่นแถวนี้ใช่ไหม?”

“หลงทางมาเองต่างหาก นี่เราออกตามหาอยู่ตั้งนานแน่ะ”

ดนัยตอบเสียงสูง ดูน่าเชื่อถือเสียจนสดายุอดหัวเราะตามไปไม่ได้ ไม่มีทางเชื่อหรอกว่าจะบังเอิญมาเจอกันได้ครบทีมขนาดนี้ ไม่เชื่อแน่ว่าจะไม่โดนเล่นตุกติกหรือหลอกพามาเซอร์ไพรซ์

ก็คิดในแง่ดีไปงั้น เพราะสดายุไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างดนัยกับบดินทร์ จึงได้แค่คิดแบบโลกสวยว่าคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้ความช่วยเหลือกันมากมายขนาดนี้หรอก

ก็ว่าจะไม่ติดใจ แต่มันอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ สดายุจึงขอสัมภาษณ์ออกไปให้ชัดเจน

“เออนี่...ถามจริง นายกับดินไปรู้จักกันตอนไหนวะ?”

ใบหน้ายิ้มละไมของดนัยจางลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถาม เหลือเพียงรอยยิ้มที่มุมปากกับดวงตาสีเขียวทองลึกล้ำซ่อนความหมายที่เกินหยั่ง ร่างสูงใหญ่ก้าวล่วงเข้ามาให้ห้องเล็กน้อย แค่พอประชิดตัวของสดายุได้ก่อนก้มลงกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูขาว

“อย่ารู้เลย ไม่อยากถูกโกรธน่ะ”

ดนัยเลือกจะตอบเพียงแค่นั้น ก่อนผละออกมาสบตากับสดายุด้วยสายตาที่สื่อความอย่างชัดเจน ว่าไม่ต้องการให้ใครก็ตามเข้ามายุ่มย่าม ไม่เว้นแม้แต่สดายุ ความเงียบไหลผ่านทั้งคู่อยู่ร่วมนาที ใบหน้าของดนัยยังคงมีรอยยิ้ม ฝ่ายสดายุเองก็ไม่ได้บึ้งตึงอะไร ต่างฝ่ายต่างแค่จ้องมองใบหน้าของกันและกันผ่านกำแพงที่มองไม่เห็น

“ดู ๆ มันให้หน่อยก็แล้วกัน”

เป็นสดายุที่พูดขึ้นก่อน หากดนัยไม่ต้องการให้รู้ สดายุก็จะไม่เซ้าซี้ จึงทำเพียงฝากฝังเท่าที่จะทำได้ ดนัยยิ้มรับคำ ก่อนถามคำถามกลับสดายุบ้าง คำถามที่ราวกับแฝงไปด้วยถ้อยคำประชดประชัน

“นายนี่เป็นคนดีมากเลยนะยุ ทั้งที่เคยโดนบดินทร์ทำร้ายมาสารพัด ก็ยังอุตส่าห์คอยเป็นห่วง...เพื่อนเก่าที่ชื่อบดินทร์คนนี้สำหรับนายคงเป็นคนที่มีค่ามากเลยสิ”

“…ก็นะ”

คือคำตอบเดียวที่สดายุมีให้ดนัย เช่นเดียวกับที่ดนัยไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ กลับมาเหมือนกัน ดนัยหัวเราะ แต่ยังไม่ทันที่จะได้คุยอะไรต่อ ใครบางคนที่ยืนเงียบอยู่นานสองนานก็เอ่ยตัดบทขึ้นมาบ้าง

“มันไม่ตายง่ายนักหรอก อย่าห่วงให้มันมากนักเลย!”

คำเดียวเท่านั้นหยุดทุกบริบท โดยเฉพาะเมื่อชำเลืองไปเจอใบหน้าดำทะมึนจนแทบจะหยดออกมาเป็นน้ำหมึกของเจ้าของถ้อยคำด้วยแล้ว สดายุกับดนัยก็ได้แต่ทำหน้าเฝื่อน เหมือนดั่งโดนยาขม

แถมยังเป็นยาขมชนิดที่ขมพิเศษแบบไร้ความปรานี ยี่ห้อกฤตเมธเสียด้วย

“พี่ก็เห็นว่ามันออกจะสุขสบาย สภาพครบสามสิบสอง วางใจเถอะดนัยคงเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีอยู่แล้วล่ะ จริงไหม?”

ยาขมย้ำคำทั้งที่ยังหน้าบึ้งเป็นยักษ์เป็นมาร งานนี้เล่นเอาดนัยถึงกับลอบขำ ลมเพชรหึงตั้งเค้ารุนแรงขนาดนี้ สงสัยเขาคงต้องรีบถอนตัวออกจากจุดเกิดเหตุ เพราะนอกจากจะแข็งแกร่งไม่พอที่จะเป็นตัวกลางคอยไกล่เกลี่ยแล้ว ยังไม่ใช่คนที่กฤตเมธพิศวาสพอจะปรานีเสียด้วย ปล่อยเจ้าของบ้านเขาอยู่เคลียร์กันเองดีกว่า ดูจากสีหน้าของสดายุกับลักษณะการถอนหายใจเหนื่อยหน่ายแล้ว ดูท่าน่าจะต้องเคลียร์กันยาวแน่นอน

คิดได้ ดนัยก็ขอตัวลากลับ แจ้งข่าวทิ้งท้ายว่าจะเดินทางออกจากญี่ปุ่นมุ่งหน้าไปอเมริกาตอนรุ่งเช้า ซึ่งหลังออกจากบ้านกฤตเมธก็จะตรงกลับโตเกียวทันที เพื่อพักที่โรงแรมของสนามบินนาริตะเลย การร่ำลาเป็นไปอย่างกระชับฉับไว เพราะเจ้าบ้านทั้งสองอย่างกฤตเมธและสดายุ ไม่อยู่ในอารมณ์ร่ำลาอาลัยเท่าที่ควร



++++++++++++++++++



ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า

ดนัยลงมาจากบ้านของกฤตเมธด้วยท่าทางสบาย ๆ สบตากับบดินทร์ครั้งหนึ่งตรงประตูทางออก ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะหลบสายตาไปอย่างไม่ไยดี

พอดนัยลงมาได้ ต่างคนก็ต่างขึ้นประจำที่ของตัวเองบนรถยนต์สีดำคันหรู พร้อมออกเดินทางฝ่ากำแพงหิมะหนา ขึ้นรถได้บดินทร์ก็แสร้งทำเป็นหลับไปทันที เพียงเพราะไม่ต้องการสนทนาอะไรเลยแม้สักคำกับดนัย

“หมดค่าแล้วสินะ…เครื่องมืออย่างผมน่ะ”

“...”

ดนัยตัดพ้อขึ้น ทว่ากลับไม่มีเสียงใดตอบออกมา มาเฟียหนุ่มได้แต่นั่งขำให้กับท่าทางของคนข้างกาย ที่จริงเขาควรโกรธที่บดินทร์ที่เอาแต่หมางเมิน ซึ่งเขาก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย แต่เอาเถิด เขายังอยากให้บดินทร์ดื่มด่ำกับอิสรภาพให้เต็มที่ก่อนที่จะถูกยึดมันคืนในไม่ช้า

ดนัยละสายตาจากบดินทร์ในที่สุด เปลี่ยนเป็นมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เขายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ การกลับมาคราวนี้นอกจากการกลับมาคืนตำแหน่งในฐานะมังกรคนปัจจุบันของวิษธร หลังจากที่ให้คุณลุงของตนรักษาการแทนมานาน ทั้งยังต้องจัดการธุรกิจตัวใหม่ที่ร่วมทุนกับเจ้าซิน ที่กำลังมีปัญหาทับเส้นกับมิสเตอร์จาง เจ้าพ่อหน้าใหม่ที่คล้ายว่าจะแผ่อำนาจออกมาเรื่อย ๆ และไม่ยอมหลีกทางให้ง่าย ๆ

ไหนจะเรื่องการแต่งตั้ง ‘หงส์’

ดนัยถอนหายใจ เพราะยังมีเรื่องเครียดรอเขาอยู่อีกเป็นภูเขาที่ต้องไปสะสาง การพาบดินทร์ติดมาด้วยในสถานการณ์อย่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะนัก อย่างแรกคือความวุ่นวาย ที่ร้ายสุดก็เป็นที่เขาไม่มีเวลาอยู่กับอีกฝ่ายได้เต็มที่เหมือนที่ตั้งใจ

มาเฟียหนุ่มครุ่นคิด จะเลี้ยงนกน้อยในกรงทองคนนี้อย่างไรดีนะ? ที่พยศอยู่แบบนี้มันก็เร้าใจดีอยู่หรอก แต่อยากให้เชื่องด้วยเร็ว ๆ จัง เอาเถิด เขายังมีเวลาอยู่กับนกน้อยของเขาอีกเหลือเฟือ แต่จะฝึกให้เชื่องได้เมื่อไหร่ หรือจะตายคามือเสียก่อนนั้น คงต้องไปลุ้นกันอีกทีในอนาคต

 

++++++++++++++++++++

 

มื้อเย็น ณ ร้านอาหารฝรั่งเศส ชั้นบนสุดของโรงแรมหรู แสงเทียนสว่างไสวที่ประดับประดาดอกกุหลาบสีสวยเข้ากันกับอาหารเลิศรส ทุกจานถูกจัดเตรียมออกมาอย่างสวยงาม และการปรุงรสชาติที่พิถีพิถัน แต่มันคงจะดีกว่านี้มากหากคนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยไม่ใช่ดนัย

 

“กินไม่ลงอีกแล้วเหรอคุณ ผอมจะแย่แล้วนะ”

ดนัยทักขณะตักอาหารเข้าปาก สายตาจ้องมองมาทางบดินทร์ไม่ลดละ ใบหน้าคร้ามคมหล่อเหลาฉาบด้วยรอยยิ้มเยาะตรงข้ามกับถ้อยคำห่วงใย พาลให้บดินทร์ยิ่งกินอะไรไม่ลง

ถึงจะได้ยินชัดเจนว่าดนัยถามอะไร แต่บดินทร์ไม่คิดตอบ ปรายตามองผ่านดนัยไปเพียงครั้ง แล้วผินหน้าไปทางหน้าต่างกระจกใสเพื่อมองแสงไฟยามค่ำคืนด้านนอกแทน บรรยากาศระหว่างกันแบบนี้แน่นอนว่าไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก บดินทร์หมางเมินดนัยอยู่ตลอดตั้งแต่ร่วมทางกันมา ต้องพึ่งพา? แล้วมันยังไง หากไม่พอใจจะฆ่าทิ้งเสียตรงนี้บดินทร์ก็ไม่คิดขัดขืน แต่ถ้าจะต้องฝืนใจคอยประจบล่ะก็ ขอตายอย่างสุนัขยังจะสมใจกว่า

“หึ...แหม หลอกใช้เสร็จ ก็ถีบหัวส่งกันเลยนะ”

เห็นสภาพหมางเมินของบดินทร์แบบนั้น ดนัยก็ได้แต่นึกขัน ลูกไก่ในกำมือตัวนี้ ให้ตายก็ไม่ยอมสิ้นฤทธิ์จริง ๆ ดนัยข่มใจตัวเองไว้ จะถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงโปรโมชั่นก็แล้วกัน แล้วหลังจากนั้นค่อย…

มาเฟียหนุ่มลอบยิ้มกับตัวเอง นี่บดินทร์จะรู้ตัวบ้างหรือเปล่านะว่าเขาใจดีด้วยแค่ไหน เป็นคนอื่นหากขืนทำตัวรั้น หรือมีทีท่าไม่เกรงกลัวอำนาจกัน มันผู้นั้นย่อมไม่ได้เหลือลมหายใจมานั่งชูคอร่วมโต๊ะกันได้อย่างนี้หรอก

เพราะเป็นสดายุหรือกฤตเมธเคยขอเอาไว้น่ะหรือ?

ก็ยอมรับว่ามีส่วนช่วยอยู่บ้าง แต่บทดนัยจะร้ายเสียอย่างก็ไม่มีเหตุผลอะไรมาหักล้างได้

เมื่อบดินทร์ยังคงผินหน้าหนี ดนัยก็ถือโอกาสจ้องมองอย่างไม่ลดละ รูปร่างสง่างาม อกผายไหล่ผึ่ง สมกับที่ถูกขัดเกลาบุคลิกภาพมาให้เป็นดาราดาวเด่น แม้ว่านิสัยกับรูปร่างหน้าตาจะสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงก็เถอะ

ตัวแทนของสดายุ...คำที่เคยได้ยินหลายคนปรามาสเอาไว้ว่าบดินทร์ตั้งใจจะแทนสดายุให้ได้ แต่ฝีมือดันไม่ถึงขั้น ถึงตรงนี้ดนัยก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าบดินทร์ไม่มีทางแทนที่ของสดายุได้ รายนั้นแม้มีข่าวฉาว ก็ยังมากล้นด้วยเสน่ห์เหลือรับประทาน เสน่ห์ในแบบของสดายุ ที่ใคร ๆ ก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าบดินทร์ไม่มี

ใช่...ในจุดที่ว่าไม่เหมือนกันนั้นดนัยไม่ขอเถียง แต่เรื่องที่ว่าบดินทร์ไม่มีเสน่ห์ อันนี้คงต้องเอามาถกกันอีกที จริงอยู่สดายุมีเสน่ห์ของการเป็นนักแสดงมากมาย เรียกได้ว่าออร่าฟุ้ง ทั้งยังมีเสน่ห์ในเรื่องนิสัยแข็งนอกอ่อนใน ที่ใคร ๆ ต่างก็พากันลุ่มหลง ไม่เว้นแม้แต่กฤตเมธ พ่อพระเอกหนุ่มเนื้อทอง ที่ต้องมนต์เสน่ห์เหลือร้ายของสดายุเข้าไปจนโงหัวไม่ขึ้น

แต่บดินทร์ก็มีเสน่ห์เฉพาะตนเช่นกัน ในข้อนี้ดนัยเป็นพยานให้ได้ ใครไม่รับรู้แต่เขารู้ว่าบดินทร์คนนี้อบอวลไปด้วยเสน่ห์มากมาย…เสน่ห์ของสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่แสนหยิ่งผยองที่แม้ยามจนตรอกก็ยังน่ารักน่าเอ็นดู เสน่ห์ของกลิ่นกายหอมหวานลึกล้ำเสียจนดนัยยังรู้สึกเสพติด นั่นคือเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้บดินทร์ยังคงมีชีวิตรอดปลอดภัยอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าพ่อดนัยคนนี้

 

เกือบสามสัปดาห์ในญี่ปุ่น ดนัยพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาคอยตามใจบดินทร์ราวกับเป็นเจ้าชายก็มิปาน น้ำใจมิเคยหักหาญ อยากได้หรือหมายปองสิ่งใดก็หามาประเคนให้ ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนบดินทร์จะมองไม่เห็นค่าของสิ่งเหล่านั้นเอาเสียเลย มาเฟียหนุ่มแสยะยิ้มกว้างขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าบดินทร์ช่างไม่เห็นหัวเขาเอาเสียเลย รู้สึกเจ็บใจจนอยากหัวร่อออกมา

“นี่...ใจคอคุณจะไม่ขอบคุณผมสักคำเลยหรือไง?”

“...”

เพราะบดินทร์ยังคงเมินมองไปทางอื่น ดนัยจึงร่ายหนี้บุญคุณในครั้งนี้ของตนอย่างนึกสนุก

“ทั้งที่พอรู้ว่าพี่เมธพายุมาอยู่ที่ร้านของแม่ในอาโอโมริ ผมก็รีบพาคุณไปหาทันทีเชียวนะ”

“คุณคิดว่าผมรู้ได้ยังไงกันว่าวันนี้เป็นวันหยุดประจำปีของร้าน ถ้าผมไม่ให้มานพช่วยไปสืบ”

“คุณคิดว่าจะไปที่ร้านของยุถูกได้ยังไง ถ้าผมไม่พาคุณไปทิ้งไว้ที่นั่น”

“คุณคิดว่าถ้าผมไม่ให้คนรู้จักช่วยจัดงานพบปะของสมาคมธุรกิจร้านอาหารไทย จะสามารถจัดการก้างขวางคออย่างพี่เมธได้ยังไง?”

“แล้วคุณคิดว่าคุณแม่กรพิณน์กับพวกคนในร้านจู่ ๆ จะถูกรางวัลใหญ่จนได้ไปล่องเรือทั้งบ้านขนาดนี้ไหม ถ้าผมไม่ยอมจ่าย?”

ดนัยเล่าทุกอย่างออกมาอย่างสบายอารมณ์ พร้อมตบท้ายด้วยคำว่า “แหม่...เงินไม่น้อยเสียด้วยสิ” ขณะนั่งมองปลายมีดหั่นสเต๊กที่ถืออยู่ในมือ

“ไม่เป็นไรนะ จะไม่สำนึกบุญคุณอะไรเลยผมก็ไม่ว่าหรอก เพราะทุกค่าใช้จ่ายผมเอาไปรวมไว้กับบัญชีหนี้ของคุณหมดแล้ว”

“คุณมันขี้โกง!”

ในที่สุดความพยายามของดนัยก็สัมฤทธิผล เพราะทันทีที่พูดถึงยอดหนี้ บดินทร์ก็ดูเหมือนจะหันมาให้ความสนใจกันบ้างแล้ว ชายหนุ่มยิ้มร้าย หัวใจเต้นเร่าเมื่อสามารถไล่ต้อนเหยื่อได้

“เลิกสร้างบุญคุณที่ไม่ได้ขอเสียที!”

และยิ่งยิ้มพึงใจมากขึ้นทุกทีที่ได้เห็นว่าบดินทร์ดิ้นพล่าน ร่างสูงใหญ่วางมีดหั่นสเต๊กลง แล้วเปลี่ยนอิริยาบถเป็นกอดอกเอนพิงพนักเก้าอี้ในท่วงท่าที่ยิ่งดูน่าเกรงขาม ท่าทีแบบนั้นหากใครอยู่ตรงหน้าก็ต้องใจฝ่อ ไม่เว้นแม้แต่บดินทร์เอง

“ไม่ได้ขอ…แต่ก็กินเสียเกลี้ยงจานเชียวนะ”

ดนัยเอ่ยมันด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน

เสียงปึงปังดังตามมาไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น พร้อมกับร่างที่ผลุนผลันออกจากเก้าอี้ไปของบดินทร์ ท่ามกลางสายตาของแขกวีไอพีคนอื่น ๆ ในร้าน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ดนัยยี่หระอะไร

“นายครับ”

เป็นมานพที่เข้ามาถามความต้องการหลังจากนี้ของเจ้านายตนว่าจะให้จัดการกับคนไร้มารยาทนั่นอย่างไร

“ไม่เป็นไร ไปเปิดห้องให้คุณบดินทร์ไป”

ทว่าดนัยไม่ว่าอะไร ชายหนุ่มยังอารมณ์ดีกับการได้ยั่วเย้าให้บดินทร์สติแตก นายใหญ่สั่งบอดี้การ์ดคนสนิทให้ไปเปิดห้องให้บดินทร์แทนการลากไปซ้อมสั่งสอน

มานพรับคำทำตามแต่โดยดี ก่อนหันตัวเดินตามบดินทร์ออกไป ทิ้งเจ้านายที่ยังคงนั่งจิบไวน์ราคาแพงอย่างสบายอารมณ์ไว้กับเพื่อนบอดี้การ์ดที่เหลือ สีหน้านายใหญ่ดูสนุก ซึ่งมานพรู้ดีว่าเพราะนายเขาได้เจอของเล่นที่ถูกใจ แม้มานพจะไม่ชอบกิริยาไม่สำรวมของบดินทร์นัก แต่หากนายท่านไม่ว่า เขาก็จะไม่ทำอะไร แล้วอดใจรอให้ถึงวันที่เจ้านายจะลงทัณฑ์มันด้วยความอำมหิตอย่างร้ายกาจแทน

ดนัยมองลูกน้องเดินจากไป ก่อนจะหันมาสนใจแก้วไวน์ราคาแพงตรงหน้า หยิบมันขึ้นมาแกว่งช้า ๆ ให้รสไวน์แตกซ่านในแก้วใส ก่อนจะเหยียดยิ้มบาง แล้วรำพึงขึ้นมาเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงแสนเยียบเย็น

 

“กอบโกยให้เต็มที่เสียบดินทร์ เพราะหลังจากพรุ่งนี้ไป...ผมจะทวงคืนจนคุ้มเชียว”

 

******************************

 

ตามชื่อนิยายเลยค่ะ ‘ตัวร้าย’ ดูไม่ออกบอกไม่ถูกเลยว่าใครกันแน่ที่ร้ายกว่า

ในเมื่อดนัยกับบดินทร์เองก็กำลังแข่งกันอยู่ ว่าใครจะเผลอใจก่อนกัน

เราเองก็มาแข่งกันหน่อยดีไหมคะ ว่าใครจะทนได้มากกว่ากัน 555

คนอ่าน : ทนรอฉากหวาน ที่เขาเริ่มมุ้งมิ้งกัน

คนเขียน : ทนโดนด่า เพราะกว่าฉากนั้นจะมา...โอ้ย...โอ้ย

ปล. ใครมีผมคือ…นางเอกอยู่ในมือ จะรู้เลยว่า ส่วนหนึ่งของตอนนี้เป็น Part หนึ่งของตอนพิเศษตอนหนึ่งด้วย อิอิ

 

*คำเตือน*

ขอเน้นย้ำอีกครั้ง ว่านิยายเรื่องตัวร้ายนี้ ไม่มีนางเอกเหมือนเรื่องก่อนนะคะ

ไม่มีพระเอกที่แสนดีอย่างที่ลุงเมธเป็น

ไม่มีนางเอกที่แสนทรนงและยึดมั่นในความถูกต้องอย่างน้องยุ

ไม่มีคู่โลกสวยเหมือนเจ้าพอร์ชและเจ้าหนูรุจน์

ในเรื่องนี้มีแต่ความ ‘ร้าย’ เน้นย้ำๆ ว่า ‘ร้าย’ เท่านั้นค่ะ

ใครจะร้าย ใครจะเจ็บ ใครจะแสบกว่ากัน อันนี้ต้องมาคอยลุ้นนะคะ

ส่วนเรื่อง ดราม่านั้น...แน่ยิ่งกว่าแน่จ๊า แต่จะดราม่าคู่ไหนบ้าง...อ่ะ ต้องไปรอลุ้นกันอีกแล้ว อิอิ

 

ขอบคุณที่ยังติดตามกันนะคะ

ช่วงนี้อาจล่าช้าหน่อยเพราะอนาคีกำลังติดงานสำคัญ แต่ช่วงต้นเดือนหน้าน่าจะมาถี่ๆ ให้ได้จ๊า

 

รักเสมอ

อนาคี99



ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า

14 กรงทอง PART 1


อเมริกา เดือนมกราคม ปี 2012

หลังการเดินทางอันยาวนาน ในที่สุดบดินทร์ก็ถูกพาตัวมาไว้ที่บ้านกลางป่าขาวโพลนแห่งหนึ่งในเมืองฟอร์ก เมืองเล็ก ๆ ของรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา บดินทร์ได้แต่แอบแปลกใจที่รังของดนัยมันแตกต่างจากรังมาเฟียที่เคยจินตนาการไว้ เขาคิดเสมอว่าบ้านของคนที่เป็นทั้งดาราตำแหน่งหัวหน้ามาเฟียอเมริกาอย่างดนัยจะต้องอยู่บนหอคอยงาช้างกลางมหานครนิวยอร์ก มีระเบียงห้องเป็นกระจกทั้งบานโชว์วิวเมืองมุมสูงที่มองเห็นเทพีเสรีภาพอยู่ลิบ ๆ แต่นี่กลับเป็นแค่บ้านเดี่ยวท่ามกลางป่าลึกในรัฐวอชิงตันอันห่างไกล ถึงตัวบ้านจะใหญ่สมกับที่คิดไว้ก็เถอะ

เมื่อรถลุยหิมะขับมาจอดอย่างปลอดภัยในโรงจอดรถของบ้านแล้ว บดินทร์ก็ได้แต่เดินตามดนัยเข้าด้านในเงียบ ๆ หัวใจชายหนุ่มเต้นแรงขึ้นทุกย่างก้าวเบื้องหลังของผู้นำที่ตอนนี้ถือได้ว่าเป็นเจ้าของชีวิต

อะไรรอเขาอยู่กันแน่นะ?

บดินทร์ได้แต่คิดในแง่ร้าย แล้วกล้ำกลืนมันลงคอไปเพื่อไม่ให้แสดงออกมาจนน่าสมเพช

“ยินดีต้อนรับสู่รังแห่งวิษธร”

ทันทีที่ก้าวเข้าห้องโถงชั้นสองของตัวเรือน ดนัยก็หันมากล่าวคำต้อนรับพร้อมรอยยิ้มอย่างมิตร ขณะที่มีบริวารช่วยถอดเสื้อโค้ตให้อย่างนอบน้อม

บดินทร์ขมวดคิ้ว แล้วจัดการถอดชุดคลุมของตัวเองออกบ้าง เพราะอากาศที่อุ่นกำลังดีในห้อง เสื้อโค้ตหนาจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ยังไม่ทันที่บดินทร์จะได้ทำอะไร บริวารอีกคนของดนัยก็เข้ามาช่วยจัดการดูแลถอดเสื้อไปเก็บให้ด้วยความนอบน้อมไม่ต่าง ถูกปรนนิบัติอย่างใส่ใจแบบนั้นเข้าไปบดินทร์ก็ได้แต่ทำหน้าเจื่อน รู้สึกประดักประเดิดที่ถูกดูแลถึงขั้นนี้

“นั่งพักก่อนนะ เดี๋ยวทานอาหารเย็นกันเสร็จแล้วผมจะพาไปดูห้อง”

“...”

ดนัยยังคงดูแลดิบดี แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้บดินทร์รู้สึกดีขึ้น แต่ก็หย่อนตัวลงนั่งลงบนโซฟากลางห้องราวตุ๊กตาที่ทำตามคำสั่ง ท่าทางแบบนั้นทำให้ดนัยได้แต่ส่ายหน้า มาเฟียหนุ่มหัวเราะในคอเบา ๆ สืบเท้าเข้าใกล้บดินทร์ที่นั่งอยู่จนปลายเท้าแนบชิด ก่อนจะโน้มลงไปหาคนที่นั่งขมวดคิ้วมุ่นจนใบหน้าห่างกันแค่คืบเดียว แม้อีกฝ่ายจะพยายามเบี่ยงกายหลบ แต่ก็ถูกแขนข้างหนึ่งของผู้เป็นใหญ่ขวางกั้นเอาไว้ จนต้องนั่งนิ่งงันอยู่แบบนั้น

“นี่ดิน...ทำตัวว่าง่ายหน่อยสิ ผมไม่ได้ใจดีแบบนี้ตลอดหรอกนะ”

“ให้นั่งก็นั่งแล้ว ผมเผลอไปขัดคำสั่งตอนไหนเหรอ?”

แม้จะถูกดนัยข่มขู่ แต่บดินทร์เองสามารถจ้องตากลับไปได้อย่างไม่ยอมแพ้ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ความเงียบก็เข้ามาปกคลุมคนทั้งคู่อยู่ครู่หนึ่ง ความดื้อแพ่งแบบนั้นทำให้ดนัยถอนหายใจอีกครั้ง แล้วจึงผละออกไปพร้อมรอยยิ้มที่ไม่สามารถระบุความหมาย ไม่มีใครรู้ว่าในหัวใจนายใหญ่กำลังพยายามอย่างยากลำบาก ที่จะอดกลั้นไม่เผลอเอื้อมมือไปทำอะไรบางอย่างกับคนตรงหน้า

“ผมว่าคุณคงต้องเรียนรู้อะไรเสียหน่อยแล้วล่ะ”

“...”

ดนัยพูดขึ้นก่อนจะหันไปใช้ลูกน้องให้ไปเรียกใครสักคนเข้ามา

“ไปตามธันวามา”

เพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้นคนที่น่าจะเป็น ‘ธันวา’ ก็เดินเข้ามา คนมาใหม่โค้งให้นายของตัวเองทันทีที่มาถึง

‘ตัวเล็ก’ คือความคิดแรกที่บดินทร์มีต่อผู้มาใหม่ ธันวาคนนั้นดูเหมือนจะตัวเล็กกว่าเขาหน่อย ส่วนสูงไม่น่าเกิน 170 เป็นผู้ชายร่างเล็ก ผิดกับพวกบอดี้การ์ดประจำตัวของดนัยอยู่โข

ผู้ดูแลบ้านสินะ? บดินทร์จึงตัดสินไปแบบนั้นตามที่ตาเห็น

“นี่คือธันวา” ดนัยแนะนำ “เขาจะเป็นผู้ดูแลคุณนับจากวันนี้เป็นต้นไป”

ทันทีที่ถูกแนะนำตัว คนที่ชื่อธันวาก็หันมาโค้งให้บดินทร์หนึ่งครั้งแทนคำทักทาย ก่อนจะหันไปยืนนิ่งเพื่อรอรับคำสั่งต่อไป

“พาคุณดินไปพักรอที่ห้องไป แล้วพาลงมาเมื่อโต๊ะอาหารพร้อม” ดนัยสั่งห้วน

“ครับนาย เชิญครับคุณดิน” ธันวารับคำแล้วหันมาเรียกให้บดินทร์ตามตนไป

บ้านไม้ดูกว้างขวาง ภายในติดแสงไฟสีนวลตาดูอบอุ่น ดูเป็นบ้านหลังใหญ่มากกว่ารังของเจ้าพ่อตัวร้าย บดินทร์กวาดสายตามองไปเรื่อยขณะเดินตามลูกน้องของดนัยไปยังที่ที่ได้รับคำสั่งให้พัก

จากนี้ไปเขาต้องอยู่ที่นี่สินะ

บ้านแสนสวยที่เบื้องหลังของมันไม่ต่างจากกรงขัง

กรงขัง...ที่เขาเป็นคนสมัครใจเดินเข้ามาเอง

“ถึงแล้วครับ กระเป๋าอยู่ที่ด้านในแล้ว เชิญครับ”

ธันวาพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มสุภาพประดับใบหน้าอ่อนเยาว์ บดินทร์ขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่เห็นภายในห้องที่ผู้ดูแลแนะนำให้ ความโอ่โถงของห้องนี้ ไม่น่าจะใช่ห้องที่เตรียมไว้เพื่อเขาเพียงคนเดียวเป็นแน่

บดินทร์หันมาถามธันวาเสียงเครียด

“นี่ห้องใคร?”

“ห้องนายครับ นายบอกว่าคุณคือคนพิเศษ ให้อยู่ร่วมห้องกับนาย”

แน่นอนว่าคำตอบจากอีกฝ่ายย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกอยากต่อรองเพิ่ม

“แล้วถ้าฉันอยากได้ห้องส่วนตัวล่ะ? พอดีว่า…ไม่สะดวกอยู่ร่วมกับใคร”

คำถามตรงไปตรงมา ทำให้ธันวาเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของผู้ดูแลยังคงรอยยิ้มไว้เช่นเดิม แม้แววตาจะไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นมิตรเลยก็ตาม

“ผมว่า...อย่าขัดใจนายท่านจะดีกว่านะครับ”

ธันวาตอบสั้น ๆ ก่อนค้อมตัวลงตามมารยาทเพื่อขอตัวออกจากห้องไป ถึงตอนนั้นต่อให้บดินทร์อยากเถียง ก็ทำได้เพียงยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องที่ไม่คุ้นเคย

นั่นสินะ...

เขามันก็แค่เหยื่อในรังอสรพิษ จะไปคิดขอความช่วยเหลือจากใครได้ หัวเดียวกระเทียมลีบอย่างสมบูรณ์

เมื่อเหลือตัวคนเดียวในห้องกว้าง บดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจ

‘คุณเข้าใจไม่ผิดหรอกดิน

‘งานที่ผมพาคุณมาทำที่นี่...’

‘คือการเป็นผู้หญิงของผม’

บดินทร์เม้มริมฝีปากแน่น เกลียดเสียยิ่งกว่าอะไรแต่ก็หนีไปไหนไม่รอด ย้อนคิดถึงช่วงหนึ่งที่ชีวิตเคยรุ่งโรจน์ ไม่คิดเลยว่ามันจะพลิกผันมาถึงขั้นนี้…วันที่ต้องขายตัวแลกเงิน

ร่างสูงถอนหายใจยาว ก่อนจะหัวเราะให้กับความน่าสมเพชเวทนาของตน นี่ยังถือว่าโชคดีที่แม้ตัวเปล่า ๆ ก็ยังมีราคาค่างวดหรือเปล่านะ

เฮ้อ..ไอ้ดินเอ้ย

ก็ได้แต่คิดเรื่อยเปื่อย หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาชุดงาม แล้วปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปเรื่อย ๆ ในเมื่อยังไม่รู้ว่าควรทำอะไรในยามนี้ สิ่งที่พอทำได้ก็คือการอยู่อย่างสงบเสงี่ยม กวาดตามองไปรอบ ๆ ก็พบว่าห้องกว้างถูกจัดไว้อย่างสวยงาม ทั้งที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าทึบที่มีหิมะสุมหนา แต่ด้านในกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตร เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่อ่อนช้อย ผสมผสานความสง่างามและความสะดวกสบายที่ลงตัว คงเพราะถูกโอบล้อมด้วยผืนป่าทำให้ทั้งบ้านมีกลิ่นอายของธรรมชาติที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่กว้างจนเห็นทัศนียภาพอันงดงามยามหิมะโปรยปรายด้านนอกนั้น ก็ยิ่งช่วยเสริมสุนทรียภาพในการอยู่อาศัย ช่างเป็นความงามที่ยากปฏิเสธ

บดินทร์ปล่อยหัวใจเลื่อนลอยไปกับภาพตรงหน้า นี่คงเป็นความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่เขาเชี่ยวชาญ

ความสามารถ…ในการหนีความจริง



ก็อก ก๊อก

“คุณดินครับ อาหารตั้งโต๊ะแล้ว นายให้มาเชิญคุณไปร่วมโต๊ะด้วยครับ”

เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้กระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้น ใครคนนั้นไม่ได้เปิดประตูเข้ามา เพียงแค่พูดมาจากอีกฝั่งของบานประตู คนที่นี่ดูมีมารยาทเพราะท่าทางเจ้าบ้านคงระเบียบจัดไม่หยอก บดินทร์นึกเยาะ ก่อนลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูอย่างว่าง่าย

“เชิญครับ”

คนที่มารับเขาคือธันวาคนเดิม ชายหนุ่มเดินนำหน้าพาไปยังห้องทานอาหาร บดินทร์ลอบสังเกตอีกฝ่ายจากทางด้านหลัง มองแล้วก็คงมีฝีไม้ลายมือพอตัว เพราะถึงตัวจะเล็กแต่กล้ามเนื้อที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ชุดสูทสีดำนั่นก็คงสามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้ไม่ยาก

“นายคือคนที่หมอนั่น เอ่อ…คุณดนัยส่งมาคุมความประพฤติฉันเหรอ?”

บดินทร์ถามออกไปตรง ๆ เพราะถ้าใช่ เขาก็จะได้ทำใจยอมรับ เอาเข้าจริงตอนนี้จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นขอแค่ไม่ใช่ไอ้หมาบ้ามานพนั่นเป็นพอ เพราะรายนั้นคงหักคอเขาตายตั้งแต่วันแรก!

ธันวาหันมายิ้มเล็กน้อย ก่อนเดินนำไปต่อ

“เปล่าคุมครับ นายท่านเขาแค่ให้ผมมาช่วยดูแลคุณเท่านั้น”

“ต่างกันตรงไหน?”

“ก็ตรงที่ผมอาจเป็นมิตรกับคุณมากกว่าที่คิดยังไงล่ะครับ”

ธันวาตอบแค่นั้นซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เดินมาถึงห้องอาหาร ชายหนุ่มค้อมตัวลงเพื่อผายมือให้บดินทร์เดินเข้าไปในห้องนั้นเพียงลำพัง

บ้านไม้เข้ากับไฟสีเหลืองนวลดูอบอุ่น ในห้องอาหารถูกจัดแต่งเอาไว้อย่างดี มีโต๊ะตัวใหญ่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง ประดับประดาด้วยเชิงเทียนและดอกไม้สวยงาม ทุกอย่างดูประณีตไปหมด แต่กลับอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกน่าอึดอัด

“นั่งสิครับ”

ดนัยผู้ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเอ่ยเชื้อเชิญ โต๊ะกว้างใหญ่ แต่นั่งกันเพียงแค่ 2 คน โดยที่นั่งของบดินทร์ถูกจัดไว้ตรงหัวโต๊ะอีกฝั่ง ตรงข้ามกับผู้เป็นเจ้าบ้าน เพียงแค่บดินทร์หย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีผู้ดูแลเลื่อนให้ อาหารก็ถูกลำเลียงมาเสิร์ฟตรงหน้าตามลำดับ อาหารหน้าตาน่าทานก็จริง แต่ความเป็นระเบียบแบบแผนไปเสียหมดทุกขั้นตอนนี้ กลับทำให้บดินทร์รู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาแทน จากที่ปกติก็กินอะไรไม่ลงอยู่แล้ว วันนี้ยิ่งทำให้อยากขย้อนของเก่า

“อาหารไม่ถูกปากเหรอ ทำหน้าเหมือนอยากคายของเก่าเลยนะคุณ”

“...”

ดนัยทักขึ้น เพราะเห็นว่าบดินทร์ไม่ยอมหยิบจับอะไรกินเสียที คำพูดธรรมดาแต่เมื่ออยู่ถูกที่ถูกทางมันก็ดูทรงพลังขึ้นมา บดินทร์ไม่ได้ตอบ ไม่แม้แต่จะมองไปยังคนถามเสียด้วยซ้ำ เมื่อโดนทักเขาก็แค่หยิบช้อนขึ้นตักซุปเข้าปาก ตามด้วยของอื่น ๆ ที่ทยอยมาเสิร์ฟ ยัดเข้าไปทั้งที่ไม่ได้หิว

“นี่”

“...!?”

แต่เพียงครู่ก็ถูกดนัยที่ไม่รู้เดินมายืนอยู่ข้างกันตั้งแต่เมื่อไหร่คว้ามือขวาของเขาไว้

“ถ้าจู่ ๆ มันจะอร่อยถูกปากขึ้นมา ก็ไม่เห็นต้องรีบกินขนาดนั้นก็ได้นะ ผมยังมีอะไร ๆ ให้คุณกินได้อีกเยอะ”

“ตกลงจะเอายังไง? ต้องการให้กิน หรือไม่ให้กินกันแน่?”

บดินทร์ถามเสียงแข็ง แต่ก็ไม่ได้ดึงมือออกจากการเกาะกุม

คำถามแบบนี้ใครฟังก็รู้ว่าตั้งใจจะกวนอารมณ์กัน แต่นั่นกลับทำให้ดนัยได้หัวเราะออกมา

“โธ่ดิน คุณจะไม่ดื้อกับผมสักนาทีไม่ได้เลยเหรอ หืม?”

“ผมอิ่มแล้ว”

โดนคำหยอกเข้าไป บดินทร์ก็ไม่คิดเสวนาต่อ เขาดึงมือตัวเองกลับมา ตั้งท่าจะลุกจากโต๊ะอาหาร แต่กลับถูกดนัยหยุดเอาไว้

มาเฟียหนุ่มโน้มกายลงไปเท้าแขนคร่อมร่างของคนที่เอาแต่ดึงดันไว้

“นี่ดิน ความอดทนของผมมันไม่ได้เยอะนักหรอกนะ”

“แล้วไง...จะซ้อมกัน ผมก็ไม่ได้ขัดนี่” บดินทร์ท้าทาย

“ซ้อม?” ดนัยเลิกคิ้ว ก่อนจะหัวเราะออกมา “หึ หึ...ผมไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก ผมถนอมคุณจะแย่”

พูดพลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยข้างแก้มนิ่มของบดินทร์เล่น เพื่อเป็นหลักฐานรับรองคำพูดที่ว่า ‘ทะนุถนอม’

“!!?”

บดินทร์รีบผินหน้าหลบ แต่กลับถูกดนัยตะปบปลายคางไว้ด้วยปลายนิ้วเดิมที่แข็งแกร่งราวคีมเหล็ก

“อีกอย่างนะ ถึงไม่ซ้อม ผมก็วิธีที่จะใช้ลงโทษคนดื้อแบบคุณได้อีกเยอะ”



++++++++++++++++

ขู่เก่งงงงง พอพาเขามาถึงรังได้ ข่มใหญ่เชียวพ่ออออ


ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


15 กรงทอง PART 2


“อีกอย่างนะ ถึงไม่ซ้อม ผมก็วิธีที่จะใช้ลงโทษคนดื้อได้อีกหลายวิธี”

บดินทร์ชะงักไปเล็กน้อยกับคำขู่ของดนัย แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่าคำขู่นั้นมันน่ากลัวตรงไหน ไม่รู้สิ อาจเพราะช่วงนี้หัวใจของเขามันด้านชาแปลก ๆ

“ถูกของคุณครับ ผมก็แค่คนที่ถูกซื้อมา…ไม่ว่าจะโดนมอบโทษทัณฑ์แบบไหนให้ ก็ต้องยินดีรับมันทั้งนั้น”

คราวนี้เป็นดนัยเองที่ต้องเป็นฝ่ายชะงักไปบ้าง ไม่ใช่เพราะคำพูดของบดินทร์หรอกที่ทำให้เขารู้สึกยอกในใจ แต่เป็นเพราะดวงตาชาชืดของอีกฝ่ายต่างหาก บดินทร์มองเขาด้วยดวงตาที่ราวกับเป็นแค่ลูกแก้วเปล่า ๆ ที่ไร้ความรู้สึก

“...ใช่ ในเมื่อคุณเองก็รู้ดีอยู่แล้ว เพราะงั้นผมคงไม่ต้องเกรงใจแล้วสินะ”

“...”

ดนัยยิ้มเหี้ยม ไม่รู้ทำไมวันนี้เขาถึงถูกบดินทร์ยั่วยุง่ายนัก อาจเพราะอารมณ์ที่ค้างเติ่งมาหลายวันจากการพยายามทำตัวเป็นคนดี หากอีกฝ่ายไม่ยอมเห็นค่ากันแบบนี้ แล้วจะผิดอะไรถ้าเขาจะ…

“ถ้าอิ่มแล้วก็กลับห้องไปเตรียมตัวซะ เพราะผมจะให้คุณได้เริ่มงานตั้งแต่คืนนี้เลย!”

“!!...”

พูดจบก็เดินออกจากห้องทานอาหารไปทันที ทิ้งให้คนที่แสร้งทำใจแข็งได้แต่สะดุดลมหายใจของตัวเอง

 

ดนัยได้แต่สะกดความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ในใจขณะทิ้งบดินทร์ไว้ข้างหลัง ทิ้งความตั้งใจที่จะทำดีกับอีกฝ่ายไปหมดเลยด้วย ทั้งที่ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันเขาอุตส่าห์คอยตามใจสารพัด ให้เวลา ให้พื้นที่ ให้อิสระเท่าที่จะสามารถให้ได้ ทำดีด้วยขนาดนั้นแท้ ๆ อีกฝ่ายกลับไม่เห็นแม้เพียงเศษเสี้ยวถึงความหวังดีที่เขาหยิบยื่นให้

แถมยัง...

เหยียบขยี้ความรู้สึกของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี

“พอที!”

มาเฟียหนุ่มสบถออกมาเบา ๆ รับซิการ์จากสาวรับใช้ขึ้นมาสูบเพื่อให้ความเฝื่อนขมของมันช่วยให้สมองได้ผ่อนคลายขึ้น ถึงอย่างนั้นหัวใจขุ่นข้องก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องของคนดื้อที่เลี้ยงดีไม่เชื่อง

“ขอโทษนะพี่เมธ ผมคงทำดีแบบที่พี่เคยสอนไม่ได้เสียแล้วล่ะ”

“ขอโทษนะยุ เพื่อนนายมันร้ายเกินไปว่ะ เราคงถนอมให้อย่างที่เคยรับปากไม่ไหวหรอก”

ดนัยพูดผ่านอากาศ สำนึกผิดกับเพื่อนสองคนที่เคยให้คำมั่นไว้ว่าจะดูแลบดินทร์อย่างดี เพราะเขาคงทำมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

เอาชนะหัวใจไม่ได้ ก็บังคับให้อยู่ด้วยกันเสียเลย!

 

+++++++++++++++++

 

‘ถ้าอิ่มแล้วก็กลับห้องไปเตรียมตัวซะ เพราะผมจะให้คุณได้เริ่มงานตั้งแต่คืนนี้เลย!’

คำสุดท้ายที่ดนัยทิ้งไว ราวคมมีดที่กรีดแทงในหัวใจของบดินทร์ซ้ำ ๆ ด้วยความกังวลทำให้บดินทร์เอาแต่นั่งนิ่งพลางขบกัดปลายนิ้วโป้งของตัวเองไปด้วย ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกับดนัยมาแม้จะเคยถูกอีกฝ่ายหยอกเล่นอยู่หลายครั้ง แต่ในคราวนี้เขารู้ดีว่าดนัยพูดจริง!

“เดี๋ยวผมไปรองน้ำอุ่นให้นะครับ”

“...!”

จู่ ๆ ธันวาก็พูดขึ้นมา ทำเอาบดินทร์ที่กำลังวิตกจริตถึงกับสะดุ้งหวือ

“ตอนนี้ข้าวของของคุณดิน คงถูกจัดเข้าตู้เรียบร้อยแล้ว เชิญพักผ่อนตามสบายสักครู่นะครับ แล้วผมจะมาเรียก”

ขนาดเห็นว่าบดินทร์หน้าซีดแล้วซีดอีก ธันวาก็ยังคงยิ้มระรื่นเหมือนเป็นแค่หุ่นยนต์พ่อบ้าน ไร้ความรู้สึกนึกคิด

“ไม่ต้อง” แต่บดินทร์รั้งไว้เสียก่อนที่ธันวาจะทันก้าวออกจากห้องอาหาร “เดี๋ยวฉันจัดการเอง ขอฉันอยู่คนเดียวแล้วกัน”

พูดแค่นั้นก็รู้เรื่อง ธันวาค้อมตัวลงรับคำเป็นอย่างดี แล้วผายมือให้บดินทร์เป็นผู้ออกจากห้องไปก่อน ด้วยหน้าตาที่ประดับรอยยิ้มไร้อารมณ์เช่นเดิม

“เก่งนี่”

ทว่ายังไม่ทันที่บดินทร์จะก้าวพ้นห้องอาหาร ก็ต้องชะงักกับคำพูดของคนที่ก้าวเท้าเข้ามาดักหน้าไว้ บดินทร์กลอกตาครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเจ้าของคำแสลงหูนั้นเป็นใคร

…เจ้าหมาบ้ามานพ คนเดียวในบ้านหลังนี้ที่เกลียดเขาเข้ากระดูก!

“อะไร?”

“คุณรู้ว่านายท่านชอบเอาชนะ คุณก็เลยท้าทายให้เขารู้สึกสนุกและหลงใหลคุณมากขึ้น”

“แล้วไง?”

มานพแค่นคำอธิบายออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่สู้จะเป็นมิตรนัก ในขณะที่บดินทร์เองก็ยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นตอบกลับอย่างท้าทาย

“คุณคนแรกหรอกนะที่ทำเรื่องพรรค์นี้ ขอบอกไว้ก่อน ถึงวิธีนี้มันจะได้ผล แต่มันก็ไม่นานหรอก”

“ก็คอยดูเอาเองแล้วกัน มันอาจนานพอให้หมาบางตัวอกแตกตายไปก่อนก็ได้”

“หึ หึ...ผมไม่ตายง่าย ๆ หรอก ผมอยู่ทันวันที่คุณร่วงเป็นดอกไม้ริมทางแน่!”

ต่างคนต่างยอกย้อนเจ็บแสบ แม้บดินทร์จะไม่ได้ต้องการตำแหน่งอะไรจากดนัย แต่ก็ไม่อยากแสดงว่าอ่อนแอกว่าให้มานพเห็น

“แต่คุณดินเป็นคนเดียวที่นายท่านพามาอยู่ด้วยที่นี่ครับ”

“...?”

“...”

ถ้อยคำเชือดเฉือนที่สาดใส่กัน ในที่สุดก็ถูกหยุดลงด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวจากคนที่ยืนนิ่งเป็นตัวประกอบอยู่นาน ทันทีที่เสียงนุ่มนั้นพูดจบ ทั้งมานพและบดินทร์ก็หันไปมองที่ธันวากันเป็นตาเดียว

บดินทร์มองมาด้วยความสับสน

แต่มานพกำลังมองจ้องด้วยความกรุ่นโกรธ

“กลับห้องเถอะครับคุณดิน อย่าเสียเวลาอยู่แถวนี้เลยครับ”

ธันวาแทรกตัวมาระหว่างคนทั้งคู่ แล้วผายมือเชื้อเชิญให้บดินทร์รีบกลับไปที่ห้องนอน ก่อนพูดประโยคสุดท้าย ที่สามารถเรียกรอยยิ้มของบดินทร์ออกมาได้ในที่สุดด้วย

“หมาบ้าที่นายเลี้ยงไว้มันเกเรน่ะครับ กัดไม่เลือกเท่าไหร่ อย่าติดใจถือสามันเลยครับ”

ธันวาพูดพลางยิ้มให้บดินทร์ในเชิงรู้กัน ก่อนที่บดินทร์จะเดินละออกมาตามสัญญาณมือที่ธันวาส่งให้ ถึงตรงนี้ใจของบดินทร์เริ่มชื้นขึ้นนิดหน่อย อย่างน้อย ๆ เขาก็เหมือนได้เจอเพื่อน ไม่สิ…เจอไม้กันหมาบ้าต่างหาก

ไม่แน่ว่าธันวาก็อาจไม่ได้เลวร้ายนัก หากต้องอยู่ที่นี่อีกยาวล่ะก็ คนคนนี้แหละที่บดินทร์คิดจะผูกมิตรด้วย

 

+++++++++++++++++

 

“เปลี่ยนสีเป็นกิ้งก่าเลยนะ ลืมไปแล้วหรือไงว่าคนที่คุ้มกะลาหัวของมึงอยู่เป็นใคร?”

“ผิดตรงไหนล่ะ? เราเป็นลูกน้องนี่ ใครที่นายชอบ เราก็ต้องชอบด้วยเป็นธรรมดา มันเป็นกฎธรรมชาติ”

ลับแผ่นหลังของบดินทร์ไป มานพก็หันกลับมาเล่นงานเพื่อนร่วมงานของตัวเองทันที แต่ธันวากลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำปรามาสนั้น ชายร่างเล็กเพียงไหวไหล่น้อย ๆ พร้อมกล่าวอ้างเหตุผลอันสมควร

มานพไม่ตอบโต้อะไรอีก นอกจากยืนมองธันวาตาคว่ำ

“เถียงไม่ได้ล่ะสิ ไอ้หมาหวงนาย…!!?”

ธันวายิ้มร้าย เดินผ่านมานพไปโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะโกรธจนหน้าง้ำหน้างอแค่ไหน แต่ในวินาทีที่กำลังจะพ้นตัวอีกฝ่ายไป กลับถูกมานพคว้าคอเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว

“ถ้านายท่านไม่ขอเอาไว้ กูคงหักคอมึงไปแล้ว” มานพเค้นคำ ก้มมองคนที่ตัวเล็กกว่ามากด้วยแววตาวาวโรจน์

แต่ดูเหมือนธันวาจะไม่ได้ตกใจกลัวอะไร

“เออ แล้วมึงกล้าขัดคำสั่งนายท่านไหมล่ะ? หึ หึ” ธันวาท้าทาย “ถ้าไม่ ก็ปล่อยมือซะ!”

สองสายตาที่กำลังสบประสานราวมีประจุไฟฟ้านับแสนโวลต์แล่นแปลบปลาบระหว่างกัน หมารับใช้สองตัวที่กินนอนอยู่คอกเดียวกันแต่กลับเกลียดกันเสียยิ่งกว่าเป็นศัตรูร่วมชาติ

ทั้งที่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่รักใคร่กันมากกว่าใครแท้ ๆ

“ชิ!”

มานพสบถ ปล่อยมือออกจากคอของธันวาอย่างแรง เหวี่ยงจนคนตัวเล็กกว่าปลิวถอยหลังไปหลายก้าว แต่เมื่อมันตั้งหลักได้ ก็ยังอุตส่าห์ส่งยิ้มกวนประสาทมาให้ มานพเกลียดธันวายิ่งกว่าอะไร ยิ่งเจ็บใจที่ไม่สามารถแตะต้องเพราะนายเหนือเคยออกปากขอเอาไว้ และมันก็เหมือนหนามยอกใจของบอดี้การ์ดคนนี้เรื่อยมา

เมื่อทำอะไรไม่ได้ มานพก็เดินจากไปด้วยความหงุดหงิด ทิ้งไว้เพียงธันวาที่พอลับหลังของมานพแล้วใบหน้ายิ้มเยาะนั้นก็พลันเปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง

 

+++++++++++++++++

 

น้ำอุ่นจากฝักบัวไหลลงสู่ร่างที่กำลังเกร็งทื่อจากความตึงเครียดสะสม พรายน้ำเป็นสายที่ไหลพรมอยู่บนร่างกายนี้แม้พอจะช่วยให้คลายความเหนื่อยล้าได้บ้าง แต่หัวใจกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเก่า

พอกลับมาถึงห้องแล้วพบว่าข้าวของถูกจัดไว้เรียบร้อย บดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจ จะนั่งแช่รอเวลาก็พาลเครียดหนักขึ้นเปล่า ๆ สุดท้ายเลยตัดสินใจเข้ามาอาบน้ำ ไหน ๆ ก็ได้รับคำสั่งมาให้เตรียมตัว เขาก็ควรต้องตามใจพระเดชพระคุณท่านให้เสร็จสิ้น

‘เริ่มงานตั้งแต่คืนนี้’ คืออะไร ไม่ต้องตีความหมาย ก็เข้าใจ

‘คุณเข้าใจไม่ผิดหรอกดิน’

‘งานที่ผมพาคุณมาทำที่นี่...’

‘คือการเป็นผู้หญิงของผม’

คำพูดในวันนั้นของดนัยยังคงชัดเจนฝังหัว แค่คิดถึงมันบดินทร์ก็สั่นสะท้านขึ้น นี่เขาไม่ได้อาบน้ำอุ่นอยู่หรือไร ทำไมจู่ ๆ มันถึงได้หนาวเสียดไปทั้งร่างได้แบบนี้เล่า?

“นี่...อาบนานขนาดนั้น คงสะอาดหมดจดทุกซอกทุกมุมแล้วใช่ไหม?”

“...!!?”

เมื่อช่วงเวลาที่น่าอึดอัดที่สุดมาเยือน พอได้ยินเสียงเตือนจากผู้เป็นเจ้าของ บดินทร์ก็หลับตาลงเพื่อฝืนหายใจให้ปกติที่สุด เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งแล้วพบเข้ากับดนัยในสภาพเปลือยเปล่า ขอบตาของบดินทร์ก็คล้ายจะร้อนผ่าวขึ้น

ร่างกำยำสูงใหญ่ราวรูปสลักของคนดนัยอยู่ใกล้ตาเสียจนอดตกใจไม่ได้ รูปร่างเปลือยเปล่าของฝ่ายนั้นที่บดินทร์เพิ่งเห็นชัดเต็มสองตาครั้งแรก ร่างกายที่เพียบพร้อมเต็มไปด้วยความงดงาม ช่วงไหล่กว้างกำยำ แผงอกหนา กล้ามเนื้อหน้าท้องและช่วงเอวที่สมส่วน

ไม่เว้นแม้แต่…

“มะ...มีอะไร?” บดินทร์กัดฟันถามออกไป ขณะรีบหลบสายตาจากส่วนกลางร่างกายของอีกฝ่ายที่ปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า ร่วมเดือนแล้วที่ไม่ได้มีอะไรกันหลังจากหัวหินคราวนั้น ทั้งที่ตั้งใจว่าจะขอทำใจอีกสักพัก แบบนี้มันกะทันหันเกินไปแล้ว!

เห็นท่าทางลนลานของบดินทร์เข้า ดนัยก็เหยียดยิ้มร้ายกาจ ‘กลัวเป็นแล้วเหรอ? ’

“งานแรกของคุณไง”

“ตะ...แต่ในนี้มัน...”

“หมดเวลาที่ผมต้องรอแล้ว”


 

++++++++++++++++++++++

ดนัยสูง 192 เซ็นติเมตร (สูงเท่ากับกฤตเมธ)

บดินทร์สูง 185 เซ็นติเมตร

มานพสูง 194 เซ็นติเมตร (ตัวใหญ่กว่าดนัย)

ธันวาสูง 176 เซ็นติเมตร (ตัวเล็กสุดในบรรดาลูกน้องของดนัย)

ยังมีตัวละครอื่นๆ อีกมากมาย รอลุ้นกันต่อไปนะจ๊ะ

PS. งานแรกของบดินทร์จะเป็นอะไรน้อ...อิอิอิอิ

PS.2 เหล่าแฟนเกิร์ลน้องดินคะ ไม่ต้องกังวลไปนะจ๊ะ อีกไม่กี่ตอนข้างหน้า น้องดินเราได้โชว์ความสามารถแน่ๆ ช่วงนี้นางยังอึนๆ แบบว่าเจ็ทแลค รอนางพักฟื้นแป๊บนะค๊า

 

ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจค๊า

อนาคี99




CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด