ผมคือตัวร้าย : ตอนที่ 15 กรงทอง PART 2 [24 ก.พ. 67]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมคือตัวร้าย : ตอนที่ 15 กรงทอง PART 2 [24 ก.พ. 67]  (อ่าน 14892 ครั้ง)

ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า

11 โบยบิน


Porsche Cayenne คันหรูวิ่งห้อไปบนถนนสายหลัก ดึกสงัดแล้วจึงมีแต่บรรดารถบรรทุกขนส่งสินค้า รถพ่วงแล่นต่อกันเป็นแถวทิวที่เลนซ้าย ดนัยขับแซงสิงห์รถบรรทุกไปเรื่อย ๆ อย่างใจเย็น เหลือบมองคนที่เอนกายเหม่อลอยอยู่ข้าง ๆ ร่างสมส่วนกอดตัวเองไว้หลวม ๆ ดูเหมือนต้นแขนขาวที่โผล่พ้นเสื้อยืดสีดำตัวบางจะหนาวแอร์อยู่ไม่น้อย ดนัยหักรถเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันโดยไม่ต้องคิด

“เอาอะไรรองท้องหน่อยไหมคุณ?”

หาที่จอดรถได้ ดนัยก็ถามขึ้นด้วยความห่วงใย แต่คนถูกถามกลับยังนั่งนิ่ง เขาจึงไม่เซ้าซี้ แล้วลงไปซื้อกาแฟกระป๋องมากระดกรวดเดียวหมด พอกลับมาที่รถแล้วเห็นบดินทร์ยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่เช่นเดิมก็อดถามออกไปไม่ได้

“คุณแน่ใจนะ ว่าไม่อยากแวะอาบน้ำก่อน?”

ดนัยถามย้ำ อดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้เพราะหลังจากมีเซ็กซ์กันเสร็จ บดินทร์ก็รีบแต่งตัวเข้าที่โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง แม้จังหวะที่ลุกขึ้นแล้วสิ่งที่ดนัยปล่อยเอาไว้ด้านในเกิดทะลักไหลออกมา เจ้าตัวก็ไม่คิดแยแส เพียงแค่ดึงทิชชูไปกดซับเอาลวก ๆ ทั้งยังไม่ยอมให้ดนัยได้ยื่นมือเข้าช่วย เสร็จแล้วก็รีบแต่งตัวแล้วนั่งประจำที่ เรียกร้องเพียงอย่างเดียวคือกลับบ้านเท่านั้น

“ถ้าคุณไม่สบายตัว ให้ผมแวะโรงแรม...”

“ผมอยากกลับบ้าน...ช่วยพาผมกลับบ้านที”

ตบท้ายด้วยคำว่า ‘ขอร้อง’

ได้ยินแบบนั้นดนัยจึงไม่ถามหาความอะไรอีก เขาเพียงเอื้อมไปหยิบเบลเซอร์ที่แขวนอยู่ด้านหลังมาคลุมร่างของบดินทร์ไว้เท่านั้น ยังดีที่บดินทร์ไม่ทิฐิกับเขาขนาดปัดเสื้อทิ้ง แต่ก็ใช่ว่าบดินทร์จะสิ้นฤทธิ์เสียทีเดียว

“ผมคงไม่ต้องตอบแทนค่าเสื้อคลุมใช่ไหม?”

เพราะยังอุตส่าห์มีคำค่อนขอดตอบกลับมาด้วย เจอแบบนี้เข้าไปดนัยก็ได้แต่ส่ายหน้า ปากแบบนี้มันน่าโดนอีกสักรอบจริงๆ!

“สบายใจเถอะคุณ ผมไม่คิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นหรอก”

ดนัยตอบออกไปด้วยความระอา ระหว่างปล่อยให้คำว่า ‘น่าจะจัดอีกสักรอบให้สิ้นฤทธิ์!’ ลอยฟ่องเต็มสมองไปเรื่อย ๆ บดินทร์จะรู้ไหมนะว่าตัวเองทำให้ดนัยต้องอดทนมากแค่ไหน

ไม่มีใครพูดอะไรอีกหลังจากนั้น ดนัยเพียงทำหน้าที่สารถีไปเงียบ ๆ ปล่อยให้บดินทร์เหม่อมองทิวทัศน์มืดมิดไปตลอดการเดินทาง

ราวหกชั่วโมงจากหัวหินสู่วังน้ำเขียว ดนัยขับรถมือเดียวมาตลอดทางแบบไม่หยุดพัก จนมาถึงเซฟเฮ้าส์ตอนเช้าตรู่ แค่เพียงเสียงรถเข้าไปจอดเทียบด้านหน้า เหล่าคนที่กำลังรอคอยก็กรูกันออกมาที่หน้าบ้าน

บดินทร์รีบก้าวลงจากรถโดยไม่รีรอ เขาวิ่งไปจนสุดฝีเท้า ทว่าก็ไปหยุดชะงักอยู่ตรงหน้าของผู้เป็นบิดาด้วยความละล้าละลังว่าจะสามารถวิ่งเข้าไปกอดได้อย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า พ่อจะยอมกอดหรือเขาหรือไม่?

แต่ฉับพลันที่ได้เห็นบิดาร้องไห้ แล้วผายมือมาหา บดินทร์ก็ถลาเข้าไปหาโดยไม่คิดอะไรอีก ร่างสูงโปร่งหมอบกรานบนพื้นปูนโดยไม่ยี่หระว่าจะเปรอะเปื้อน สองมือพนมก้มกราบแนบหลังเท้าเปลือยพร้อมน้ำตาที่ถะถั่งออกมาอย่างยากระงับ คำขอโทษแผ่วพร่าด้วยเพราะมีก้อนสะอื้นเข้าขัดขวาง ร่างคุดคู้สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีฝ่ามืออุ่นหนาบรรจงลูบลงที่ศีรษะแล้วถูกประคองขึ้นมาสวมกอดด้วยความอ่อนโยน

“ดิน...ดินลูกพ่อ”

บดีครางเรียกชื่อลูกชายคนเดียวด้วยความรู้สึกผิดและความคิดถึง นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้โอบกอด ความโหยหาถูกเติมเต็มจนเอ่อล้นเป็นหยาดน้ำตาหลั่งริน สองพ่อลูกประคับประคองสวมกอดกันด้วยน้ำตาที่มากมายหลายความรู้สึก รู้สึกผิด เศร้า เหงา เสียดาย รัก คิดถึง ดีใจ ไม่อายแล้วว่าจะมีใครมาเห็นความน่าสมเพชเหล่านี้หรือไม่ ความตื้นตันผลักดันให้รู้สึกอิ่มเอมเสียยิ่งกว่าความอับอาย

“ดินขอโทษครับพ่อ ดินมันเป็นลูกเลว ดินทำให้พ่อต้องลำบาก ดินมันทรพี…”

บดินทร์สะอื้นฮั่ก พร่ำเอ่ยขอโทษบิดาไม่ขาดปาก ความรู้สึกผิดถาโถมจนแทบหายใจไม่ออก เช่นเดียวกับบิดาที่ก็เอาแต่เอ่ยขอโทษลูกชายซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาต่างแบกรับความรู้ผิดต่อกันมานานเหลือเกินแล้ว

“ไม่เป็นไรดินลูก มันเป็นพ่อเองต่างหากที่ผิดที่ไม่ยอมฟังลูก ดินเอ้ย พ่อขอโทษ...ทั้งหมดเป็นเพราะพ่อทั้งนั้น พ่อขอโทษ…”

“ฮือ...พ่อครับ ดิน...ขอโทษ.....ดิน...คิดถึงพ่อ คิดถึงพ่อ…”

บดินทร์กอดร่างเล็กกว่าของบิดาแน่น ซุกใบหน้าเปื้อนน้ำตา ลงบนไหล่ที่เล็กลงกว่าความทรงจำมาก อ้อมกอดครั้งแรกในรอบหลายปีที่สามารถละลายทุกความบาดหมางต่อกันจนหมดสิ้น



+++++++++++++++++++++++++



เพราะต้องการให้ครอบครัวของบดินทร์ได้ปรับความเข้าใจกัน ดนัยในฐานะเจ้าบ้านจึงไม่ได้ออกไปแสดงตัว ปล่อยให้ครอบครัวของบดินทร์ได้เปิดอกกันได้โดยไม่ต้องเกรงใจคนนอกอย่างตน

วันนี้เป็นวันดีของบดินทร์จริง ๆ เป็นวันที่เขามีความสุขที่สุดในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ ทั้งได้กอดพ่อ ทั้งได้กราบขอโทษแม่เลี้ยง และยังได้ปรับความเข้าใจ ได้เอ่ยขอโทษกับเพียงดาว

เพียงดาวอุ้มลูกสาวหน้าตาน่ารัก ที่มีผิวขาวดวงตาสีน้ำข้าวและเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเหมือนผู้เป็นพ่อ หล่อนนั่งส่งยิ้มให้พี่ชายต่างสายเลือดที่ไม่ได้เจอกันนาน ไม่ว่าหล่อนกับบดินทร์จะเคยมีเรื่องอะไรระหว่างกันมา ตอนนี้หล่อนอภัยให้ได้หมดแล้ว ผิดกับผู้เป็นพี่ที่ยังคงรู้สึกผิดมากมาย วัยเยาว์ผ่านไปไวนัก เผลอเพียงชั่วครู่ก็มาอยู่ในจุดที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

บดินทร์รู้สึกผิดต่อเพียงดาวมากมายเสียจนแทบไม่กล้ามองหน้า เขาชอบสดายุแต่กลับมีความสัมพันธ์กับเพียงดาวเพียงเพราะริษยาที่หล่อนได้รับความรักและความเอ็นดูจากสดายุในฐานะแฟน ในวันที่สดายุกับเพียงดาวตกลงคบกัน หัวใจของบดินทร์ก็แทบขาด เขาโกรธเกลียดหล่อนที่มาคว้าสิ่งสำคัญของเขาไปซึ่ง ๆ หน้า มันจึงทำให้เขาลงมือทำเรื่องเลวร้าย

เพราะเพียงดาวยังเด็กเกินไปในตอนนั้น หล่อนเป็นเพียงเด็กสาวที่ยังมีความสุขในการบริหารเสน่ห์วัยใส จึงไม่ยากเลยที่บดินทร์จะใช้เสน่ห์ของตนยั่วเย้าจนหล่อนขึ้นเตียงกับตนด้วย เพื่อที่เขาจะได้ใช้ความผิดในข้อนี้กีดกันหล่อนให้พ้นออกจากสดายุ และแผนชั่วของเขามันคงสำเร็จไปได้ด้วยดี ถ้าแม้เพียงดาวจะไม่ท้องขึ้นเสียก่อน จนเกิดเรื่องราวมากมายตามมา

เรื่องนี้บดินทร์ยังไม่กล้าเอ่ยปากกับใคร แม้แต่กับสดายุ เขาเกลียดตัวเองเหลือเกินที่มักหันหลังหนีปัญหา เกลียดตัวเองที่ไม่เคยคิดเผชิญหน้าแม้กระทั่งตอนนี้

“...ดาว...พี่...ขอโทษ”

บดินทร์คุกเข่าลงตรงหน้าน้องสาว เอ่ยขอโทษกับหล่อนซ้ำ ๆ ต่อให้จะถูกต่อว่ากลับมาเขาก็ยินดีรับมัน

แต่เพียงดาวเพียงยิ้ม หล่อนส่งลูกชายให้สามีพาออกไปเดินเล่นที่ด้านนอก ก่อนหันมาเผชิญหน้ากับอดีตคู่กรณีที่ไม่ได้เจอมานาน แล้วประคองให้ฝ่ายนั้นลุกขึ้นมายืนตรงหน้า

“พี่ดิน…ที่ดาวมาวันนี้ก็เพื่อจะบอกพี่ว่าดาวไม่เป็นไรแล้ว ไม่โกรธและไม่คิดติดใจอะไรพี่อีกแล้วด้วย ดาวเข้าใจแล้วว่าตอนนั้นพวกเราก็แค่ยังเด็ก พี่ไม่ได้บังคับให้ดาวทำ เป็นดาวที่เลือกทางนั้นด้วยตัวดาวเอง มันก็แค่ความผิดพลาดครั้งหนึ่ง และดาวก็ก้าวข้ามมันมาได้แล้ว พี่ดูสิ…ตอนนี้ดาวมีความสุขมาก มีความรักที่ดี มีครอบครัวที่น่ารัก ดาวอยากให้พี่ดินได้เห็นและอยากให้พี่ก้าวข้ามมันเหมือนที่ดาวทำได้”

“ดาว…”

“ดาวอภัยให้พี่ดินค่ะ”

เพียงดาวเอ่ยทุกถ้อยคำออกมาด้วยความจริงใจ สวมกอดของพี่ชายด้วยความเมตตาแด่คนสำนึกผิด แม้บดินทร์จะยังอยากขอโทษเพียงดาวอีกมากมาย แต่หญิงสาวยืนยันว่าไม่ต้องการให้พี่ชายเอ่ยสิ่งใดอีก หล่อนเพียงกระซิบ

“เก็บมันไว้ในอดีตเถอะนะคะ”

บดินทร์พยักหน้ารับ รู้สึกขอบคุณทุกอย่างบนโลกใบนี้ที่ทำให้เขายังมีโอกาสได้เอ่ยคำขอโทษ ได้รับโอกาสได้รับการให้อภัย




ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เมื่อถึงเวลาอันสมควรแล้วบดินทร์จึงเอ่ยเรื่องสำคัญที่สุดกับบิดาของตน โดยเฉพาะเรื่องที่ดินกับหนี้สินสิบล้าน ทว่าทันทีที่ถามออกไป คำตอบที่ได้ กลับทำให้บดินทร์ถึงกับมึนทื่อ ใบหน้าเนียนชาวาบราวกับเพิ่งถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด

“พ่อยังไม่ได้ขายที่หรอกดิน เห็นคุณดนัยบอกว่าเรื่องหนี้สิบล้านนั่นเขาจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”

“วะ…ว่าไงนะครับ?”

“เขาบอกกับพ่อนะว่า เขาตกลงกับดินเรียบร้อยแล้วว่าเขาจ่ายหนี้ก้อนนี้ให้ดินก่อน แล้วดินค่อยไปทำงานกับเขาเพื่อใช้หนี้ทีหลัง”

“...”

“มีอะไรหรือเปล่าลูก?”

คำอธิบายของบิดาทำหัวใจของบดินทร์บีบรัดด้วยความสับสน แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูกังวลขึ้นของผู้เป็นพ่อ บดินทร์จึงไม่อาจเปิดเผยความจริง เรื่องที่ถูกดนัยมัดมือชกได้ ไม่อาจพูดออกไปว่าข้อตกลงที่ฝ่ายนั้นอ้างกับพ่อ เขาไม่ได้มีส่วนรู้เห็น

ไม่แปลกหรอกหากบิดาจะเชื่อดนัย ก็ใครที่ไหนจะยอมใช้หนี้ก้อนใหญ่แทนให้ หากไม่ได้มีการตกลงรับปากหรือทำสัญญาไรกันไว้ก่อน บดินทร์ข่มกลั้นทุกสิ่งไว้ในใจ ชีวิตเขาถูกดนัยซื้อไว้แล้วด้วยเงินจำนวนสิบล้าน เขามันบ้าไปเองที่เคยคิดว่าจะหนีคนคนนี้พ้น

เพราะแม้แต่สิทธิ์จะปฏิเสธ…ก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ!

บดินทร์ลอบถอนหายใจเจ็บร้าว เขายิ้มขื่นแสร้งทำสีหน้าที่ดีที่สุดให้บิดาได้เห็น ลูกอกตัญญูคนนี้จะไม่ยอมให้พ่อต้องทุกข์ใจไปด้วยอีกแล้ว

“ใช่แล้วครับพ่อ…ผมตกลงแล้วว่าจะไปทำงานให้คุณดนัยเพื่อใช้หนี้ให้เขา”



++++++++++++++++++++++++



บ่ายโมงกว่า ท้องฟ้าเริ่มขมุกขมัว วังน้ำเขียวที่ปกติดูร่มรื่นอยู่แล้ววันนี้ยิ่งครึ้มหนักเพราะอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน เมฆดำเริ่มก่อตัวหนา เสียงฟ้าคำรามครั่นครื้นมาแต่ไกล เดาได้ว่าในไม่ช้าหยาดฝนคงลงดอก

ใต้ร่มหลังคาบ้านไม้ทรงสวย มีบางคนกำลังนั่งเหม่อมองท้องฟ้าสลัวอย่างล่องลอย มองควันบุหรี่สีขาวปลอดที่ค่อย ๆ กระจายตัวพุ่งจากปอดออกมาเป็นสาย ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนสลายตัวไปอย่างช้า ๆ รสขมเฝื่อนในปากคงเป็นอย่างเดียวที่พอทำให้บดินทร์รู้ตัวว่าตนยังคงตื่นลืมตาอยู่

หลังจากครอบครัวกลับไปแล้ว บดินทร์ก็ถูกทิ้งให้อยู่ที่เซฟเฮ้าส์เพียงลำพัง บิดาเตือนเขาไว้ว่าตอนนี้ยังมีนักข่าววนเวียนอยู่แถวบ้าน การปรากฏตัวของเขาช่วงนี้คงไม่เป็นผลดีนัก บดินทร์ไม่ได้ดูข่าวหรือสนใจสื่อออนไลน์เลยนับตั้งแต่เกิดเรื่องในวันนั้น เขาจึงไม่รู้เลยว่าตอนนี้เรื่องคลิปแฉคลิปฉาวของเขานั้นมันเป็นข่าวครึกโครมขนาดไหนแล้ว

ทั้งความจริงเรื่องทำร้ายกฤตเมธกับสดายุ ทั้งเรื่องติดหนี้บ่อน หรือแม้กระทั่งเรื่องฆ่าตัวตาย หลายหลากประเดประดังจนบดินทร์เองก็ยังไม่พร้อมที่จะให้คำตอบแก่ใครทั้งสิ้น ดังนั้นมันจึงเป็นการดีที่สุดแล้วที่เขาจะถูกเก็บตัว หลบเร้นอยู่ในเซฟเฮ้าส์ท่ามกลางป่าเขาแบบนี้ แม้จะเป็นถิ่นของคนที่แสนเกลียด แต่บดินทร์คงทำได้เพียงยกศักดิ์ศรีจอมปลอมของตัวเองทิ้งไปและยอมรับความช่วยเหลือแต่โดยดีเท่านั้น

‘ทำไมถึงให้ความช่วยเหลือมากมายขนาดนี้กัน?’

‘ดนัยกำลังคาดหวังอะไรในตัวของเขาอยู่กันแน่?’

‘กับคนที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเขาคนนี้…’

บดินทร์ย้อนคิดถึงเรื่องราวระหว่างตนกับเจ้าหนี้รายใหม่ ที่ไม่ว่าจะพิจารณาด้วยสาเหตุอะไรเขาก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลที่ฝ่ายนั้นยื่นมือเข้ามาช่วยตนอยู่ดี แค่ชอบการมีเซ็กซ์กับเขางั้นเหรอ หรือแค่อยากเล่นสนุกกับชีวิตคนอื่นตามประสาคนรวย?

…ไม่ใช่แค่คนรวยสิ แต่เป็นระดับเจ้าพ่อเลยต่างหาก!

ทั้งที่ความจริงบดินทร์อยากจะคุยเคลียร์ให้จบเรื่องหนี้สินที่โดนฝ่ายนั้นมัดมือชก และอยากถามถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่อีกฝ่ายทำอย่างไม่มีเหตุผล แต่ดนัยดันหนีไปเสียก่อนด้วยเหตุผลเพราะอยากให้เขาได้อยู่กับครอบครัว สุดท้ายตอนนี้เขาก็อยู่คนเดียวแล้ว แต่ฝ่ายนั้นก็ยังไม่ยอมโผล่หน้าออกมา ทำให้บดินทร์ยังต้องนั่งแกร่วรอเพราะไม่สามารถออกไปไหนได้

มองซ้ายแลขวาก็เห็นมีบอดี้การ์ดจำนวนไม่ธรรมดาเฝ้าอยู่รอบบ้าน เช่นนี้บดินทร์เลยแทบไม่กล้ากระดิกตัว ขืนทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไป ไม่มีใครการันตีได้นี่ว่าเขาจะไม่โดนเป่าด้วยลูกตะกั่วตายอยู่แถวนี้

เฮ้อ…พ่อไม่น่ารีบกลับเพราะห่วงบ้านเลย



“บ่ายแล้ว ไม่ทานอะไรหน่อยเหรอคุณ?”

“!!?”

ดูเหมือนในที่สุดการรอคอยของบดินทร์ก็สิ้นสุดลง ทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มละมุนหูที่ใครต่อใครต่างก็ชื่นชมดังมาจากเบื้องหลัง บดินทร์ก็ได้ฤกษ์เปิดฉากการเจรจาเสียที คำถามตรงประเด็นจึงส่งถึงดนัยแบบไม่รอช้า

“คุณเอาเงินสิบล้านไปไถ่หนี้ของผมที่บ่อนของอัครเดช?”

“อือฮึ แล้วมันทำไมเหรอ?”

ดนัยไหวไหล่เล็กน้อย ตอบออกมาด้วยทีท่าที่ไม่ได้ยี่หระต่อคำถามสักเท่าไหร่ แถมยังเดินเข้ามาหย่อนตัวนั่งเอกเขนกตรงเก้าอี้หวายข้างกายของบดินทร์หน้าตาเฉย

และท่าทีกวนประสาทแบบนี้ของดนัยนี่แหละที่บดินทร์ชังนัก

“จู่ ๆ ก็เอาเงินสิบล้านไปละลายทิ้งแบบนั้น ที่จริงคุณต้องการอะไรจากผมกันแน่?”

ความไม่เข้าใจทำกิริยาของบดินทร์ก้าวร้าวขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ เพราะนอกจากไม่เข้าใจแล้ว ยังเจ็บใจตัวเองมากอีกด้วยที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ทั้งยังอับอายเหลือเกินกับเรื่องที่เขาทำลงไปเมื่อคืน

“ก็ไม่ได้ต้องการอะไร เงินแค่สิบล้านมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม”

แต่ดนัยไม่ได้รู้สึกเดือดร้อน จึงตอบพลางเอนกายลงเอนหลังกับเก้าอี้หวายเต็มตัว บดินทร์หยิ่งในศักดิ์ศรีแค่ไหนทำไมเขาจะไม่รู้…เป็นตัวร้ายที่ยอมตายดีกว่าการขอความเมตตา ยิ่งได้ยินคำตอบของเขา กอปรกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนด้วยแล้วตอนนี้อีกฝ่ายคงแทบลมออกหู

“สิบล้านไม่สำคัญ...เหอะ! คนมีอันจะกินนี่โคตรน่าอิจฉา แต่ก่อนจะทำบุญทำทานก็ช่วยถามความสมัครใจของขอทานด้วยได้ไหมล่ะว่ามันอยากได้หรือเปล่า? หยุดใจบุญพร่ำเพรื่อกับผมเสียทีได้ไหม? ผมไม่ต้องการ!”

คำปรามาสร่ายยาวเป็นวรรคเป็นเวร สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบดินทร์อารมณ์เสียกับเรื่องนี้มากแค่ไหน คำว่า 'หนี้บุญคุณที่ไม่ต้องการ' ฉายชัดอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้นอย่างที่ไม่ต้องเสียเวลาแปลความหมาย

แต่ดนัยกลับยังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน เพราะคิดไว้อยู่แล้วถึงแรงต้านที่จะได้รับจากอีกฝ่าย แต่คนอย่างเขาหากตัดสินใจทำบางอย่างลงไปแล้วก็ไม่คิดเปลี่ยนแปลงเช่นกัน และในเมื่อบดินทร์สงสัยใคร่รู้นักดนัยก็จะเฉลยความจริงของค่าไถ่สิบล้านให้ได้ฟัง

“เฮ้อ คุณนี่นะ มาถึงขั้นนี้แล้วยังคิดว่าผมเป็นคนใจบุญอยู่อีกเหรอ?”

“หมายความว่าไง?”

“เคยบอกไปแล้วนี่ ว่าผมอยากได้คุณ”

“...”

“สิบล้านนี่ ก็คือค่าตัวของคุณไง”

“...คุณนี่แม่ง! ลงทุนสิบล้านแค่เพื่อซื้อตัวคนอย่างผมเนี่ยนะ? คุณซื้อผมไม่ต่างจากซื้อโสเภณี ฮะ ฮะ แต่ผมควรภูมิใจสินะ เพราะพวกกะหรี่ชั้นสูงยังได้ไม่เท่านี้เลยมั้ง!”

“มันก็ขึ้นอยู่กับความชอบ ลางเนื้อชอบลางยา ต่อให้คนอื่นจะว่ายังไงแต่ผมชอบคุณ”

“...”

“โดยเฉพาะตอนมีเซ็กซ์กับคุณ…มันโคตรสุดยอด”

“ไอ้!...สารเลวเอ้ย!”

“ฮะ ฮะ ฮะ อย่าคิดมากนักสิคุณ ผมไม่ใช้งานคุณหนักนักหรอก...มีแต่งานง่าย ๆ สบาย ๆ”

ยิ่งเห็นว่าบดินทร์ดิ้นพล่านจนหน้าแดงหน้าดำด้วยความโมโหระคนสิ้นหวัง ดนัยก็ยิ่งเย้าแหย่ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงขึ้น แท้จริงถึงภายนอกเขาจะดูเป็นมิตร ยิ้มสวยหรือเทพบุตรสักแค่ไหน เนื้อแท้ก็แค่คนร้ายกาจที่ไม่ชอบให้ใครก้าวล่วงดูถูก หากคนตรงหน้าไม่ใช่บดินทร์ที่เขาพึงใจนักหนา ชะตาคงได้นอนเป็นเพื่อนรากมะม่วงไปแล้ว สิทธิพิเศษนี้เขามอบให้บดินทร์เท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้อีกฝ่ายขึ้นขี่หัว!

“สนุกนักหรือไงที่เห็นผมต้องกระเสือกกระสนเพื่อล้างหนี้ของคุณ แล้วเรื่องใหญ่ขนาดเงินสิบล้านเนี่ย ทำไมไม่บอกผมตั้งแต่แรก ปล่อยให้ผมโง่เง่าทำเรื่องสิ้นคิดแบบนั้น! สะใจมากเลยใช่ไหมที่ได้เห็นผมโง่น่ะ!?”

บดินทร์สติแตก ร่างสูงลุกพรวด ตั้งท่ายืนจังก้าชี้หน้าว่าร้ายดนัยไม่ขาดปาก ตัดพ้อต่อว่าสารพัดในเรื่องที่ถูกอีกฝ่ายปกปิด หากเขารู้สักนิดว่าตัวเองถูกจองจำไว้แล้วด้วยหนี้สินสิบล้านนี้ล่ะก็ อย่างน้อยเมื่อคืน...เขาคงไม่ต้องเปลืองตัวแบบนั้น!

เจ็บใจนัก!!

“ผมบอกคุณเหรอว่าสะใจ คิดเองเออเองเก่งนะคุณเนี่ย”

ดนัยยังคงพูดเรื่อย น้ำเสียงดูราบเรียบทั้งยังเจือความขบขัน แต่ในอกชักไม่ขำด้วย รู้สึกว่าสิทธิพิเศษที่มอบให้บดินทร์ไปจะเริ่มสั่นคลอนไม่น้อย เส้นบาง ๆ ที่ยังดึงสติเขาไว้คล้ายว่ามันกำลังจะขาดอยู่รอมร่อ

“หึ! คิดเองเออเองอย่างนั้นเหรอ? เห็น ๆ อยู่ว่าคุณยัดเยียดมันให้กับผม!!”

ปึ่ด!!

“ฮะ ฮะ ฮะ!!”

ดูเหมือนว่าเส้นเชือกแห่งความอดทนจะขาดผึงไปแล้ว ดนัยหัวเราะร่วนออกมาทั้งที่ไม่มีอะไรให้ขำเลยสักนิด เสียงหัวเราะราวเสียงคำรามของปีศาจที่ทำเอาบดินทร์แข็งทื่อไปครู่ใหญ่ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วประจันหน้ากับบดินทร์ตรง ๆ บ้าง สองแขนแข็งแกร่งสอดล้วงกระเป๋ากางเกงไว้ เพื่อรั้งสติไม่ให้เผลอเอื้อมไปคว้าคอคนพูดไม่รู้ฟังให้มาอยู่ใต้อาณัติ ลมหายใจแห่งสัมปชัญญะถูกสูดเข้าลึกในปอด แต่ดูเหมือนอารมณ์คุกรุ่นที่ปะทุขึ้นมาแล้วนั้นมันจะไม่สามารถกดข่มให้สงบลงได้ง่าย ๆ

ร่างสูงใหญ่ของดนัยสืบเท้าเข้าหาคนที่ยังยืนแข็งทื่อใกล้ขึ้น ใบหน้าคร้ามคมเอียงองศาเล็กน้อย จดจ้องไปยังสีหน้าแดงสลับขาวของบดินทร์เขม็ง หัวใจดนัยร่ำร้องว่าความต้องการในตัวของอีกฝ่ายกำลังพุ่งสูงจนใกล้ปรอทแตก ยิ่งเห็นสีหน้าดื้อรั้นของบดินทร์ ภาพความทรงจำอันร้อนเร่าของคืนวานก็ผ่านวาบเข้ามาในหัว

มันยิ่งเร่งเร้า…

มันยิ่งพลุ่งพล่าน…

มันยิ่งขับดันให้เลือดในกายของดนัยร้อนระอุจนอยากเอื้อมมือไปคว้า จับกด และฉีกทึ้งจนบดินทร์เปล่าเปลือยไปทั้งร่าง อยากสัมผัสผิวเนื้อตึงแน่นด้วยความรุนแรง อยากแทรกกายเข้าสู่ช่องทางร่านร้อนจนแทบบ้าคลั่ง อยากกักขังเอาไว้ในห้องปิดตายไม่ให้หนีไปไหนได้

สั่งสอนด้วยกำลัง บังคับด้วยอำนาจ

ฝึกให้เชื่องกับจนหนีไปไหนไม่รอด…

แต่…มันยังไม่ใช่ตอนนี้

ดนัยระบายลมหายใจร้อนระอุ ขณะพยายามเอ่ยเจรจากับบดินทร์ต่ออย่างใจเย็น

“นั่นสินะ...ใช่แล้วล่ะดิน ผมตั้งใจยัดเยียดให้คุณจริง ๆ นั่นแหละ ยัดเยียดหนี้บุญที่คุณไม่ต้องการเพื่อทำให้คุณดิ้นหนีจากมือผมไม่ได้ไงล่ะ ผมเคยบอกคุณแล้วไงว่าถ้าผมต้องการอะไร ต่อให้ต้องทุ่มเท่าไหร่ผมก็ไม่สน อีกอย่างที่คุณควรรู้ไว้…”

“...”

“เรื่องเมื่อคืน…สิ่งที่คุณมอบให้ผมโดยอ้างว่าคือการชดใช้ ผมเอง…ก็ไม่ได้ร้องขอเหมือนกัน”

เมื่อยังพอรังสติอยู่ไหว ว่าเขาควรเว้นช่องว่าให้บดินทร์ได้หายใจหายคอบ้าง ยังอยากเลี้ยง ไม่ใช่ล่าม ดังนั้นดนัยจึงเลือกที่จะตอบโต้บดินทร์ทางวาจาแทนร่างกาย ทว่าคำพูดของเขาก็ใช่จะเบาเหมือนสติ ทุกถ้อยทุกคำย้อนยอกตอกกลับจริงจังหนักแน่น เช่นเดียวกับที่โดนบดินทร์ต่อว่ามา มันแสบสันเสียจนบดินทร์ถึงกับหน้าชา

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรับไปสิ!!”

“แล้วทำไมผมต้องปฏิเสธ? ในเมื่อเนื้อมาวางถึงปากเองแท้ ๆ”

“ไอ้ดนัย!!”

บดินทร์คำรามลั่น พร้อมกับที่เหวี่ยงหมัดฮุคเข้าหาดนัยอย่างไม่ออมแรง เพราะไม่อาจระงับความขุ่นข้องของตนได้เดือดดาลหนักหนากับสิ่งที่ดนัยกล่าวมา มันตีความได้ไม่ยากเลยว่าการยินยอมทอดกายเพื่อแลกอิสรภาพของเขานั้น มันก็เป็นแค่การดิ้นรนอย่างไร้ความหมายของเหยื่อที่โง่เง่าเท่านั้น!

หมับ!

แต่หมัดหนัก ๆ ที่บดินทร์คิดว่าแม่นยำนั้นกลับถูกดนัยคว้าเอาไว้อย่างง่ายดาย ทั้งยังถูกยึดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“อย่ารนหาเรื่องเลยบดินทร์ ผมขอเตือน!”

ดนัยขอร้องอย่างใจเย็น ทว่าดูเหมือนประโยคที่ว่านั่นจะไม่เหมือนประโยคขอร้องสักเท่าไหร่นัก สองร่างยืนประชิด สองสายมีเพียงประกายเกรี้ยวกราด ต่างขิงก็ราข่าก็แรง ไม่มีใครยอมลงให้ใครก่อน ดนัยขบกรามกรอดกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เขาคิดเอาไว้ไม่เคยผิดเลย บดินทร์คือตัวร้ายที่ยอมตายดีกว่าร้องขอชีวิต หากเป็นคนอื่นที่ได้รับความช่วยเหลือราวฉุดขึ้นจากขุมนรกอย่างนี้ ร้อยทั้งร้อยคงยอมมอบกายถวายชีวิตให้เขาแบบไม่ต้องคิด แต่มันดันไม่ใช่สำหรับบดินทร์ คนคนนี้นอกจากจะไม่ร้องขอให้ช่วยเหลือแล้ว ยังรังเกียจมือของเขาที่ยื่นลงไปให้อีกต่างหาก

ยอมถูกไฟนรกพร่าผลาญมากกว่าจะจับต้องมือของเขา!

ความหงุดหงิดงุ่นง่านเริ่มคืบคลานเข้าครอบงำจิตใจใฝ่คุณธรรมที่เหลือเพียงน้อยนิดของดนัยอย่างช้า ๆ สมองดนัยประมวลผลเร็วรี่ว่าควรทำอย่างไรกับคนดื้อด้านอย่างบดินทร์ดี ในขณะนั้นเองบดินทร์กลับเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอขึ้นมา

“ผมจะชดใช้!”

“อะไร?”

“สิบล้านนั่น ไม่ว่ายังไงผมก็จะชดใช้ให้”

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้อง”

“ผมไม่ยอมติดหนี้คุณไปจนวันตายหรอกนะ!”

“อ้อเหรอ? งั้นคุณจะใช้หนี้ผมยังไง?”

“...”

“แม้แต่ที่ยืนในสังคมยังไม่มี คุณจะเอาอะไรมาชดใช้คืนให้ผม…”

ในขณะที่ถามประโยคนี้ออกมา จู่ ๆ ดนัยก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นในหัว ตอนแรกก็ตั้งใจจะหาเรื่องบังคับพาบดินทร์กลับไปอเมริกาด้วยอยู่แล้ว ในเมื่อเจ้าตัวเป็นฝ่ายเสนอขึ้นมาเองแบบนี้ มันก็ยิ่งง่ายต่อเขาไม่ใช่หรือ?

“มะ..ไม่ว่ายังไง ผมก็จะ..อ๊ะ!?”

ในจังหวะที่บดินทร์พยายามแกะมือของดนัยไปพลาง ยื่นข้อเสนอใช้หนี้ที่ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่นั้น จู่ ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายรวบเข้าไปกอด

“ไปอเมริกากัน!”

“หะ!? อะไรของคุณ?”

คำชวนที่จู่ ๆ ก็ถูกโพล่งออกมาจากดนัย เล่นเอาบดินทร์ที่กำลังดิ้นเร่าถึงกับหยุดชะงัก ดนัยก็เร่งอธิบายถึงเหตุจูงใจมีร้อยแปดพันเก้า เพื่อให้บดินทร์ยอมคล้อยตาม

“คุณก็รู้ตัวไม่ใช่เหรอว่าตัวเองไม่เหลือที่ยืนในประเทศนี้แล้ว สิ่งที่คุณทำลงไป อย่าว่าแต่กลับเข้าวงการเลย แม้แต่งานอื่น ๆ คุณก็ทำไม่ได้ ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน แล้วคุณจะเอาอะไรมาคืนผม คิดจะให้พ่อคุณขายที่อีกหรือไง?”

“เรื่องนั้นผมรู้อยู่แล้วแหละ แต่มันเกี่ยวอะไรกับการที่ผมจะต้องไปอเมริกากับคุณด้วย?”

บดินทร์ยังคงเถียงข้าง ๆ คู ๆ แต่เหตุจูงใจของดนัยก็ทำให้น้ำเสียงของเขาเบาลง แม้แต่การดิ้นรนออกจากอ้อมแขนนั้นก็เหมือนจะชะงักไป

ดนัยลอบยิ้มในดวงตา เมื่อสัมผัสได้แล้วว่าถ้อยคำจูงใจของตนได้ผล อ้อมแขนแกร่งกระชับร่างของบดินทร์แน่นขึ้นโดยพยายามให้รู้สึกตัวน้อยที่สุด ก่อนจะโน้มใบหน้าลงใกล้แล้วกระซิบคำโฆษณาสุดท้ายตรงริมหูฝ่ายนั้น

“เพราะนี่คือทางเดียวที่คุณจะสามารถทำงานหาเงินมาใช้หนี้ผมได้ในเวลาอันสั้นไง”



++++++++++++++++++++



ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


บ่ายคล้อย หลังการโต้เถียงอันยาวนานระหว่างดนัยและบดินทร์จบลง ซอลย่าเดินทางมาถึงเซฟเฮ้าส์พอดี

“ดิน!”

“พี่ซอล!”

ซอลย่าถลาเข้าหาน้องรักทันทีที่เจอหน้า ด้วยความที่ตัวเตี้ยกว่าอยู่มาก ทำให้พอเข้าซุกอ้อมกอดของบดินทร์แล้ว ก็แทบจมหายไปในอ้อมอกของน้องชายราวกับเด็กน้อย

“เป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่าหนีออกจากโรงพยาบาลตามคุณดนัยไประห่ำจับผู้ร้ายมาด้วยใช่ไหม? ทำไมชอบทำให้พี่เป็นห่วงอยู่เรื่อย หืม? แล้วนี่เป็นยังไงบ้าง คลาดกันไปคลาดกันมาตลอดเลย”

กอดจนอิ่มใจได้ผู้จัดการดาราร่างเล็กก็เทศนาบดินทร์เสียยกใหญ่ ที่ทำอะไรแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง รู้ดีว่าน้องชายเป็นห่วงสดายุมาก แต่ก็ไม่ควรจะบุ่มบ่ามทั้งที่ตัวเองก็ยังบาดเจ็บอยู่ ความห่วงใยทำให้ซอลย่าอดบ่นไม่ได้ สองมือเรียวเล็กเอื้อมประคองสองแก้มของน้องชายไว้ จับหันซ้ายหันขวาเพื่อดูว่ามีรอยแผลฟกช้ำน่ากลัวที่ไหนหรือเปล่า หนวดเคราเขียวครึ้มสากมือที่สัมผัสได้ เป็นเครื่องหมายยืนยันได้อย่างดีว่าบดินทร์ไม่ได้ดูแลตัวเองเลย ซอลย่าแทบร้องไห้กับความทรุดโทรมของอีกฝ่ายจึงโผเข้ากอดน้องชายอีกครั้งด้วยความสงสาร หัวกลมเล็กของผู้พี่ถูไถไปมาในอ้อมกอดกว้าง อย่างที่ซอลย่าทำอยู่ประจำยามต้องการจะปลอบใจบดินทร์

กิริยาน่ารักจนบดินทร์ยังอดยิ้มไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะทุกข์หรือเครียดกับอะไรมากแค่ไหน พอได้เจออาการห่วงน้องแบบสุดใจของซอลย่าเข้า มันก็ทำให้เขายิ้มได้ทุกครั้ง

พี่ชายคนนี้ช่างดีกับเขามากเหลือเกิน

ทว่าพฤติกรรมของทั้งสองคน ดันขัดตาแขกอีกคนที่มาด้วยกับซอลย่าไม่น้อย

“อะแฮ่ม!”

ดังนั้นเสียงกระแอมไม่สู้มีมารยาทนัก จึงถูกส่งออกไปเตือนสติของคนทั้งคู่ว่าโลกนี้ยังมีคนอื่นยืนหัวโด่อยู่ด้วย

“สวัสดีค่ะ คุณบดินทร์! ออกจากโรงพยาบาลได้ สบายดีแล้วสินะคะ!”

ประโยคทักทายโทนเสียงเบสทุ้มต่ำ เรียกสายตาของบดินทร์ให้มาหยุดอยู่ที่ผู้มาเยือนอีกคน ที่ค่อนข้างน่าแปลกใจในการมาของอีกฝ่ายไม่น้อย

“สวัสดีครับคุณ…บลูม่า?”

บดินทร์ทักออกไปเพียงแค่นั้น ถึงจะสงสัยว่ามาทำไมแต่ก็ได้สติยั้งปากไว้ทัน เอาเถิดเขายังไม่มีอารมณ์จะตีกับใครตอนนี้ โดยเฉพาะคนที่ยืนตาขวางจ้องเขม็งราวกับจะจับเขาหักคอได้ทุกเมื่ออย่างบลูม่า

“มาด้วยกันได้ยังไงครับเนี่ย?”

แต่ถึงอย่างไรก็ยังอดก้มลงกระซิบถามเอากับซอลย่าไม่ได้ ว่าแท้จริงแล้วแขกคนนั้นโผล่มาหาเขาถึงนี่ได้อย่างไร เพราะระหว่างเขากับบลูม่าผู้จัดการส่วนตัวของสดายุคนนี้ อย่าว่าแต่เคยญาติดีเลย เรียกว่าเกลียดกันจนเข้ากระดูกดีกว่า

“เอ่อ…เขามากับพี่น่ะ ช่วยขับรถมาให้…”

“หะ!?”

ซอลย่าตอบอ้อมแอ้ม ใบหน้าซับสีแดงระเรื่ออย่างลืมตัว เล่นเอาบดินทร์ถึงกับผงะ เข้าใจกระจ่างในทันทีว่าขนาดนี้คงไม่ใช่แค่บังเอิญไปเจอกันแล้วตามมาเยี่ยมเขาแน่ ๆ

‘ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!’ บดินทร์ทั้งตกใจและสงสัย ในความทรงจำของเขาสองคนนี้ไม่ถูกโรคกันยิ่งกว่าอะไร ข่าวว่าเป็นทั้งคู่แข่งทั้งด้านความรักและอาชีพ โดยเฉพาะหลังจากตอนที่เขากับสดายุแตกหักกัน ก็ยิ่งทำให้ผู้จัดการส่วนตัวอย่างสองคนนี้เกลียดกันยิ่งขึ้นไปอีก

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันวันนี้ถึงได้จูงมือกันมาเยี่ยมเขาได้? มิหนำซ้ำซอลย่ายังออกอาการประหม่าทันทีที่ถามถึงอีกฝ่าย แถมไอ้อีกคนที่ยืนตาขวางอยู่นั้นก็ดูเหมือนอยากกระโดดงับคอเขาให้ได้แค่เห็นว่าเขากอดพี่ชายไม่ยอมปล่อย ทำราวกับว่ากำลังหึงหวง…อื๋อ…หึงหวง!?

“พี่ซอล! อย่าบอกนะว่า…”

“...อะ…เอ่อ…อืม พี่กับบลูเขา…เรา…คบกันอยู่”

“หะ! ตั้งแต่เมื่อไหร่!?”

สองพี่น้องสุมหัวกันเพื่อฟังผู้พี่บอกเล่าเรื่องราวความรักอลเวงของตน ถูกความจริงกระแทกหน้าอย่างจังเข้าทำเอาบดินทร์นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ แต่เมื่อทำใจได้แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจโล่งอก แล้วเริ่มรู้สึกยินดีกับพี่ชายขึ้นมา แม้จะยังขัดใจอยู่บ้างที่คู่กรณีที่ซอลย่ามอบใจคือบลูม่าคนนั้น แต่ก็พออุ่นใจเมื่อได้รับรู้ว่าอย่างน้อย พี่ชายของเขาก็สมหวังในรักเสียที

“ยินดีด้วยนะพี่ซอล” บดินทร์พูดแค่นั้น ก่อนโอบกอดพี่ชายไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง

“ขอบใจนะดิน…” ซอลย่าตอบกลับ กระชับอ้อมแขนเพื่อกอดตอบ ซบใบหน้าลงบนอกอุ่นด้วยความรักและห่วงหา

คราวนี้ก็ถึงเวลาที่บดินทร์จะต้องบอกเล่าเรื่องของตนบ้างแล้ว

“ผมดีใจนะที่จะมีคนดูแลพี่แทนผม…”

“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ ทำอย่างกับจะไปไหนไกล?”

“…พี่ซอล ผมจะไปทำงานกับคุณดนัยที่อเมริกานะ”

“หะ!? ว่าไงนะดิน! ปะ...ไปเมื่อไหร่!?”

“เดือนหน้าครับ”





+++++++++++++++++++++++



สามทุ่ม ณ ท่าอากาศยานแห่งชาติกรุงเทพเนืองแน่นไปด้วยผู้คนดังเช่นทุกวันที่คลาคล่ำมากมายทั้งไทยและเทศ หลายสายการบินที่กำลังจะทะยานออกสู่สุดฟากฟ้า บดินทร์เหม่อมองเครื่องบินที่กำลังขึ้นลงนอกหน้าต่างสนามบินด้วยความรู้สึกหลากหลาย เพียงไม่นานหลังจากที่เขาทำข้อตกลงกับดนัย ฝ่ายนั้นก็จัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเกินทางทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันจะได้เตรียมใจวันเดินทางก็มาถึงเสียแล้ว

“เดี๋ยวยุมาถึงเขาก็โทรหาเองแหละ ไม่ต้องเฝ้ามือถือขนาดนั้นก็ได้มั้ง”

“...”

เสียงค่อนขอดที่ดังขึ้นที่ด้านหลัง ทำคนฟังอย่างบดินทร์ฉุนกึก จริงอยู่ว่าเขาเฝ้าจอมือถือไม่ห่างแต่นั่นก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของอีกฝ่ายเสียหน่อย? บดินทร์เพิกเฉยไม่สนใจต่อปากต่อคำ เสียงหัวเราะพึงใจดังขึ้นเบา ๆ ก่อนปฏิสัมพันธ์จะจบไปแค่ตรงนั้น

พอได้ยินเสียงคนข้างกาย บดินทร์นึกสะท้อนใจขึ้นมาได้ว่าในที่สุดก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ก้าวแรกสู่ชีวิตใหม่…

ไม่ใช่สิ ก้าวแรกสู่การชดใช้ในสิ่งที่เคยก่อเอาไว้ต่างหาก

ชีวิตใหม่ที่ต้องไปอยู่ในสถานจองจำที่เจ้าหนี้อย่างกฤตเมธเป็นผู้กำหนด ทั้งคงถูกควบคุมทุกฝีก้าวจนน่าอึดอัด เหมือนเช่นตอนนี้ที่อีกฝ่ายคงกลัวว่าเขาจะหนีหนี้ ถึงได้ส่งคนมาคอยคุมไว้ตลอด หนักกว่านั้นคือหากอีกฝ่ายมีเวลาก็จะเป็นคนเฝ้าเขาไว้เองโดยไม่ให้คลาดสายตา จนบดินทร์รู้สึกว่าตัวเองแทบจะบ้าตายวันละหลายครั้ง

ก็เพียงหวังว่าเขาจะมีความอดทนพอที่จะมีชีวิตอยู่ ไปจนถึงวันที่สามารถหลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้ ได้มีชีวิตของตัวเอง ได้กลับมายืนเคียงข้างสดายุในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ได้ทำงาน ได้สร้างครอบครัวให้พ่อแม่ผู้มีพระคุณ ได้มีอนาคต เพื่อความหวังเหล่านั้นแล้วบดินทร์จึงยังอยากมีลมหายใจเพื่อสู้ต่อไปอย่างสุดกำลัง

ปิ๊บ!

ระหว่างกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยในที่สุดเสียงเรียกเข้าจากคนที่รอคอยก็ปรากฏขึ้น ‘สดายุ’

“ฮ...ฮัลโหล...”

“ไง อยู่ตรงไหน กูมาถึงแล้ว”

เสียงแหบเสน่ห์จากปลายสาย ทำให้หัวใจของบดินทร์พองโต เพราะอยากเจอเร็ว ๆ จึงรีบบอกพิกัดของตัวเองแล้วเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ

ไม่นานนักคนที่รอคอยก็มาถึง สดายุเดินทางมาพร้อมกับกฤตเมธในสภาพอำพรางรูปลักษณ์สุดขีด ทั้งใส่หมวก สวมแว่นตาดำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูเด่นสะดุดตา โดยเฉพาะรอยยิ้มของสดายุที่หวานฉ่ำเชื่อมใจเขาอยู่เสมอ

“ขอโทษที รถติดกว่าที่คิดน่ะ”

“ไม่เป็นไร…แค่มาส่งก็ดีใจแล้ว”

สดายุยิ้มให้เช่นเดียวกับที่บดินทร์ยิ้มรอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ มันจึงยิ่งทำให้บดินทร์มีแรงใจเดินต่อ ดีใจจริง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ดีใจเหลือเกินที่ได้เอ่ยคำขอโทษ…

บรรยากาศสีชมพูที่แผ่พุ่งออกจากคนทั้งคู่ ค่อนข้างบาดตาแก่ผู้ที่กำลังจับตามองอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกฤตเมธที่กำลังรู้สึกราวโดนมดยกรังมากัดตรงหัวใจ จนอดคาดคั้นน้องชายที่ยังยืนทำหน้าเป็นอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้

“เมื่อไหร่จะพามันไปให้พ้นหูพ้นตาเสียทีหืม? เกตปิดกี่โมงเนี่ย?”

“ให้เวลาเขาหน่อยสิพี่เมธ จะหวงทำไมนักเนี่ย? ผมมีเวลาให้สองคนนั้นอีกเหลือเฟืออ่ะ”

“ไว้นายมีอย่างพี่บ้าง นายจะรู้ว่าทำไมต้อง ‘หวง’ โดยเฉพาะเมื่อมีคนทำสายตาแบบนั้นใส่แฟนของตัวเอง”

“หวงเหรอ? ยากจัง ชีวิตนี้คงบรรลุอย่างพี่ไม่ได้แน่ ฮ่าฮ่า”

ดนัยไหวไหล่ ไม่ใคร่ใส่ใจคำของพี่ชายนัก พูดให้ถูกคือไม่สนใจเลยมากกว่า ในเมื่อเขาไม่สนใจความรักแล้วไยต้องสนใจเรื่อง ‘หวง’ ใครก็ตามที่ได้มาอยู่ในมือก็ถือเป็นสิทธิ์ขาดของเขาอย่างสมบูรณ์ ที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจยื้อแย่ง เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่ต้อง ‘หวง’

“เออ…ก็เผื่อใจไว้หน่อยเผื่อในอนาคตมันจะมีขึ้นมา!”

“ครับ ๆ ถ้ามีล่ะก็ จะบอกเฮียคนแรกเลย ฮะ ฮะ”

เห็นน้องชายเถียงคำไม่ตกฟาก กฤตเมธก็ได้แต่บ่นอย่างระอาสอนยากสอนเย็นจริง ๆ ไอ้เด็กมาเฟียที่โดนสปอยล์มาแต่เด็กนี่! แต่ก็แค่นั้นเพราะดนัยก็ยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ดี

“แล้วกับไอ้คนที่อุตส่าห์หอบกระเตง ๆ พาไปนอกด้วยเนี่ย…เริ่มหวงขึ้นมาบ้างหรือยังล่ะ?”

“...”

พอถูกถามเรื่องของบดินทร์เข้าความขี้เล่นก็หายไปจากใบหน้าหล่อเหลา ดนัยไม่ได้ให้คำตอบอะไรนอกไปนอกจากรอยยิ้มแปลกประหลาด เขาขี้เกียจโกหกพี่ชาย และไม่อยากบอกเหตุผลที่ตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ชัดว่าควรจะวางบดินทร์ไว้ที่จุดไหน

“...”

แค่นั้นก็เพียงพอให้กฤตเมธเข้าใจแล้วว่าเรื่องนี้น้องชายเขาจริงจังเกินกว่าจะเอามาบอกกัน เอาเถิดเขาเองก็ไม่ได้สนใจนักหรอก

“เข้าเกตไปเสียทีเหอะ รำคาญตาจะแย่แล้ว”

จึงทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศกระอักกระอ่วน โดยการออกปากไล่ไปให้พ้นเสีย ก็ได้แต่หวังว่าในสักวันหัวใจที่แห้งแล้งของดนัยดวงนี้จะพอมีพื้นที่ให้ชุ่มชื้นบ้าง กฤตเมธได้แต่นึกฝากฝังกับบดินทร์ไว้แบบนั้น เพราะไม่แน่ว่าการที่สองคนได้อยู่ด้วยกันมันอาจทำให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น

“จ้า จ้า”

ได้ยินพี่ชายออกปากมาเสียขนาดนั้นดนัยก็ได้แต่ทำตามด้วยความขบขัน จึงส่งเสียงเรียกให้บดินทร์ได้รู้ตัวว่าใกล้ถึงเวลาออกเดินทาง

และ…ออกห่างจากคนที่มีเจ้าของได้แล้ว



ได้ยินเสียงเรียก สดายุก็ออกปากร่ำลากับบดินทร์อย่างเป็นทางการ การพูดคุย งก ๆ เงิ่น ๆ เคอะ ๆ เขิน ๆ เหมือนที่ผ่านมาคงถึงเวลาต้องจบมันแล้ว

และมันก็ถึงเวลาของความในใจอย่างสุดท้ายเสียที

หมับ!

“...?” สดายุชะงักไปเล็กน้อยที่จู่ ๆ ก็ถูกบดินทร์สวมกอด แต่ก็ไม่ได้ผลักไสอ้อมแขนนั้น

อ้อมกอดที่ดูเหมือนพวกเขาจะใช้เวลายาวนานเหลือเกินกว่าที่จะมีวันนี้ได้

“ยุ…กูขอโทษสำหรับที่ผ่านมานะ มึงจะหาว่ากูเห็นแก่ตัวก็ได้นะ แต่ขอร้องล่ะ รับกูเป็นเพื่อนอีกครั้งเถอะนะสาบาน ว่ากูจะไม่ทำตัวชั่วช้าแบบนั้นกับมึงอีกแล้ว กูเข็ดแล้วจริง ๆ ได้โปรดเถอะนะ…”

บดินทร์อ้อนวอนทั้งขอบตาที่แดงรื้น ทั้งยังกอดสดายุไว้อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย หลับตาแน่นเพื่อรอฟังคำตอบของอีกฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อ รอจนตัวสั่นเทิ้มไปด้วยความกลัวว่าจะถูกต่อว่า หรือปฏิเสธ

รอนาน…เสียจนเริ่มถอดใจ

นั่นสินะ…ทำเลวกับสดายุไว้ขนาดนั้น ยังอุตส่าห์ใจกล้าหน้าด้านขอร้องในเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยอีกหรือ? ใครเขาจะอภัยให้ง่ายขนาดนั้นกันเล่าเห็นสดายุดีด้วยหน่อยก็ทำเป็นเหลิงได้ใจว่าหากเอื้อนเอ่ยออกไปคงไม่มีปัญหา…คิดตื้น ๆ!

“!!?” ในขณะที่คนใจปลาซิวอย่างบดินทร์กำลังคิดจะถอดใจ ขณะที่ร่างสั่นเทิ้มค่อย ๆ คลายวงแขน ขณะนั้นเอง ที่จู่ ๆ ก็ได้รับความอบอุ่นจากอ้อมแขนผอมบางของสดายุ หัวใจของบดินทร์สั่นสะท้านไปจนถึงร่างกาย

ถูกกอด…เขากำลังถูกสดายุสวมกอด

นี่เขา…ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?

“ก็เป็นเพื่อนกันอยู่ไม่ใช่เหรอ กูถึงมาส่งมึงถึงที่นี่”

เสียงแหบหวานค่อย ๆ กระซิบถ้อยคำแสดงน้ำใจให้บดินทร์ได้ฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“จริงอยู่ว่ากูเคยบอกว่าเราคงกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้…แต่กูก็บอกมึงไปแล้วไงว่ากูนับหนึ่งกับมึงได้ และกูก็เริ่มนับมาสักพักแล้ว อย่าบอกนะว่ามึงไม่รู้ตัว”

พูดถึงตรงนี้ สดายุก็คลายวงแขนออกแล้วผละออกมาเพื่อสบตาฉ่ำน้ำของบดินทร์ตรง ๆ

“และนั่นคือเหตุผล…ที่กูไม่เปลี่ยนสรรพนามที่ใช้กับมึงไง”

แค่คำพูดเดียวของสดายุก็ทำทำนบน้ำตาของบดินทร์พังทลาย ทั้งชีวิตของผู้ชายจับจดเห็นแก่ได้อย่างเขา พ่ายแพ้อย่างหมดรูปกับสดายุเพียงคนเดียว แพ้มาตั้งแต่ที่ได้เจอกันครั้งแรก…กระทั่งตอนนี้



หลังล่ำลาอาลัยกันเสร็จสรรพ ความรักของบดินทร์ก็ถูกกีดกันอย่างสิ้นเชิงโดยเจ้าของหัวใจของอีกฝ่าย กฤตเมธเข้ามาแทรกกลางด้วยความอดรนทนไม่ไหวพร้อมออกปากไล่อย่างสุภาพว่าได้เวลาออกเดินทางแล้ว โดยมีดนัยเข้ามาสมทบทีหลัง เมื่อหมดเวลาทั้งบดินทร์และสดายุก็ยอมรับในกติกา ทั้งคู่ถอยห่างจากกันเพื่อประจำในจุดของตัวเอง กล่าวคำร่ำลาเล็กน้อยก่อนที่บดินทร์จะเดินจากไปพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ยังไม่เหือดแห้ง

“บายพี่ เดี๋ยวค่อยแวะมาหาใหม่นะ บายนะยุ เดี๋ยวถึงแล้วไลน์หานะ จุ๊บ ๆ”

ดนัยเอ่ยคำลาพร้อมส่งจูบชวนคลื่นไส้ให้สดายุเป็นของแถม ในพื้นที่ที่เข้าได้ใช้ร่วมกับเพื่อนสองคนนี้ คือพื้นที่เดียวที่ดนัยสามารถหยอกเล่นได้โดยไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์

“เออ โชคดีนะ”

“อืมไปได้แล้ว เดินทางดี ๆ ล่ะ”

สดายุและกฤตเมธ ได้แต่ร่ำลาดนัยด้วยสีหน้าเอือมระอา ทั้งที่มีเบื้องหลังเป็นคนน่ากลัวขนาดนั้นแท้ ๆ แต่กลับยังทำตัวเป็นเด็กใส่พวกเขาเสมอ

“เอ่อ ดนัย!”

แต่ก่อนที่ดนัยจะได้ทันเดินไกลออกไป สดายุก็รีบวิ่งไปหยุดอีกฝ่ายไว้ เพราะนึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องที่ต้องฝากฝัง ดนัยหันมองพร้อมส่งรอยยิ้มทะเล้น กะจะเล่นมุกว่า ‘ไม่อยากให้ไปเหรอจ๊ะ’ แต่ก็ช้ากว่าสดายุไปหนึ่งจังหวะ

“ฝากดูแลดินด้วยนะ!”

“...”

ดนัยเลิกคิ้วเล็กน้อยที่จู่ ๆ ก็ถูกสดายุฝากฝังบดินทร์ไว้กับตน ดวงตาแน่วแน่และเชื่อมั่นที่ฝ่ายนั้นมองจ้องมาทำเอาดนัยแกล้งทะเล้นไม่ออก ‘ฝากดูแล’ ช่างเป็นคำที่หนักอึ้งเหลือเกินเพราะดนัยค่อนข้างมั่นใจว่าลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างตนกับบดินทร์ไม่มีทางที่จะดูแลอย่างดีได้ ดังนั้นดนัยจึงไม่ได้รับปากออกไปเป็นคำพูด ทำแค่เพียงยิ้ม แล้วโบกมือลาให้สดายุอีกครั้ง

“ไอ้นั่นมันขี้งอน น้อยใจเก่งเป็นที่หนึ่ง แข็งนอกอ่อนใน แถมยังขี้กลัวสุด ๆ ด้วย อย่ารุนแรงกับมันนักล่ะ ฝากผลักดันมันแทนเราด้วย…ขอร้องล่ะ”

แม้สดายุจะยังฝากฝังยาวเหยียด แต่ดนัยกลับไม่ได้ตอบอะไร เขาก็เป็นคนเช่นนี้ หากไม่อาจรักษาคำพูดได้ ก็จะไม่รับปากใครเด็ดขาด

…แต่ก็ใช่ว่าจะดูแลไม่ได้แหละนะ

“ขี้งอนเหรอ…หึ”

เอาเถิด อย่างน้อยข้อมูลที่สดายุให้มาก็น่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง ดนัยยกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนเดินมุ่งหน้าตามบดินทร์เข้าช่องตรวจพาสปอร์ตไป



บ่วงบาศสัมฤทธิผล เหยื่อที่เขาหมายตาไว้...ตอนนี้ได้มาอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว




++++++++++++++++++++++++++++++++++

ทำเป็นไม่รู้สึกอะไร แต่ที่จริงแอบสนใจน้องสินะ

อ้างรับผิดชอบถึงกับหอบไปอยู่ด้วยกันถึงเมืองนอกเมืองนา

เรามันปากไม่ตรงกับใจอ่ะดนัย อิอิ



ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า
​

12 โลกใหม่ PART 1


ประเทศญี่ปุ่น เดือนธันวาคม ปี 2011

หลังออกจากสนามบินมา บดินทร์ก็เหม่อลอยถึงเรื่องที่ตอนทิ้งไว้เบื้องหลังมาตลอดทาง กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง รถก็พาเขาเข้ามาถึงคฤหาสน์แห่งหนึ่งแล้ว

คฤหาสน์สไตล์ญี่ปุ่นโบราณหลังใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางป่าเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ดูมีมนต์ขลัง เงียบสงบ และน่าเกรงขาม ความหนาวเหน็บพุ่งเข้าโอบร่างไว้ทันทีที่บดินทร์ก้าวลงจากรถหรู ในรถมีฮีตเตอร์จึงไม่ได้รู้สึกอนาทรต่อสภาพอากาศ ทว่าตอนนี้ที่ต้องยืนเผชิญกับมันตรง ๆ ก็อดสะท้านเบา ๆ ไม่ได้ ลำพังเพียงเสื้อโค้ตกับกางเกงยีนมันยังอุ่นไม่พอ

ลงจากรถลีมูซีนสุดหรูมาได้ บดินทร์ก็เดินตามดนัยต้อย ๆ เนียนเป็นผู้ติดตามคนหนึ่งเข้าไปด้านใน เพียงผ่านประตูบานใหญ่ตรงกำแพงรั้วหน้าบ้านเข้าไปได้ ตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า มันงดงามราวต้องมนต์สะกด สวนหินตกแต่งแนวญี่ปุ่นโบราณกว้างใหญ่ขาวโพลนไปด้วยหิมะหนาขนาบสองข้างทางเดินสู่ตัวคฤหาสน์ ตลอดจากหน้าประตูรั้วยาวไปจนถึงหน้าประตูทางเข้า มีเหล่าชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำยืนเรียงเป็นสองแถวคอยโค้งรับไปเรื่อยจนสุดปลายทางที่มีผู้ชายในชุดกิโมโนญี่ปุ่นยืนรออยู่

ชายชาวอาทิตย์อุทัยแท้ ผิวขาวสะอาด รูปร่างกำยำสูงใหญ่ ภายใต้ชุดญี่ปุ่นสีกรมท่าคลุมทับด้วยเสื้อสีดำที่บดินทร์เองก็ไม่รู้ชื่อเรียกไว้ด้านนอก พอลอบมองก็เห็นใบหน้าหล่อเหลามีรอยบากเล็ก ๆ ตรงข้างแก้ม ชายคนนั้นส่งยิ้มให้ดนัยที่เดินอยู่ข้างหน้าตน ก่อนที่ดวงเรียวตาดุดันราวพญาเหยี่ยวจะตวัดมาที่เขา หัวใจของบดินทร์กระตุกวูบ ตามสัญชาตญาณหยั่งรู้ว่าชายตรงหน้านั้นไม่ธรรมดา...

ยากูซ่า...สินะ

บดินทร์คิดกับตัวเองเงียบ ๆ ขณะหลุบตาลงเพื่อหลบซ่อนความหวาดหวั่นที่บังเกิดขึ้นในหัวใจ เพราะพอรู้อยู่ว่าคนที่พาเขามาที่นี่ มีอำนาจขนาดไหนจึงเดาได้ไม่ยากถึงแขกที่อีกฝ่ายอุตส่าห์แวะมาเยี่ยมเยือน

สองผู้มีอำนาจทักทายกันพอหอมปากหอมคอ แล้วจึงพากันเข้าไปในคฤหาสน์ ที่ทางเจ้าบ้านได้จัดเตรียมการรับรองไว้ให้อย่างหรูหรา บดินทร์ที่ตอนแรกตั้งใจจะนั่งให้ไกลสุดกู่กลับถูกดนัยรั้งไว้ให้นั่งลงข้างกันโดยไม่สามารถเอ่ยปากขัดได้

[ไม่ใคร่อยากละลาบละล้วงหรอกนะ แต่ขอรู้ได้ไหมว่าข้างหลังนายเป็นใครกัน? แดนนี่]

เจ้าของคฤหาสน์เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ากรุ้มกริ่มเล็กน้อย ภาษาญี่ปุ่นคือภาษาที่ห่างไกลจากบดินทร์จนราวกับเป็นภาษาต่างดาว แน่นอนว่าเขาฟังไม่รู้เรื่อง ทว่าสายตาคมกล้าที่จับจ้องมองมาคู่นั้น ทำให้พอเดาได้ตนกำลังตกเป็นหัวข้อสนทนาอยู่

ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรล่ะ แต่สายตาที่ส่งมาถึงนั้นมันช่างชวนขนลุก บดินทร์หลุบสายตาหลบทันที ร่างกายสั่นเทิ้มบางเบา ราวกับกำลังหวาดกลัวกับสิ่งที่ส่งมาพร้อมกับสายตานั้น ‘สายตา ราวกับหมาป่ารอฮุบเหยื่อ’

[ของหวงน่ะ ขอโทษนะโอกามิซัง]

[หวงเหรอ ฮะ ฮะ นี่นายคงตัดสินใจเรื่องหงส์ได้แล้วสินะ ใช่คนนี้หรือเปล่า?]

[ยังไม่แน่หรอกครับ เขายังไม่เคยรู้จักโลกของพวกเรา กลัวว่าจะไม่รอดเอา]

[อย่างนั้นก็ดีสิ นายก็กำลังตามหาอยู่ไม่ใช่เหรอ คนที่ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังน่ะ]

[...]

[กลับไปคราวนี้นายไม่มีโอกาสได้ยืดเวลาแล้วไม่ใช่เหรอ?]

[ไว้จะลองคิดดูอีกทีครับ]

[แดนนี่…ไม่เคยเห็นนายห่วงใครแบบนี้มาก่อนเลยนะ]

[โอกามิซังอย่าล้อผมเล่นเลย เขาแค่น่าสนใจสำหรับผมเท่านั้น]

[อืม…ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ พี่ชายคนนี้ก็จะคอยดู]

เสียงหัวเราะดังขึ้นระหว่างผู้เป็นนายเหนือหลังการสนทนาสี่ห้าประโยค บดินทร์ลอบฟังด้วยความแปลกใจโดยเฉพาะเรื่องที่ดนัยสามารถตอบโต้ด้วยภาษาเดียวกันกับฝ่ายนั้นอย่างฉะฉาน บดินทร์ไม่รู้มาก่อนเลยว่าดนัยพูดภาษาญี่ปุ่นได้ หรือนี่คือความสามารถที่ต้องมีของคนระดับนั้นกันนะ?

บดินทร์ไม่รู้ว่าดนัยพูดกับอีกฝ่ายว่าอะไร ที่รู้สึกได้มีเพียงความกดดันทางสายตาที่หัวหน้ายากูซ่าส่งมาให้มันดูเบาบางลง และสุดท้ายก็ละจากเขาไปได้ในที่สุด

ราวกับเพิ่งโผล่พ้นน้ำได้ บดินทร์จึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกการสนทนาระหว่างสองคนนั้นจึงค่อนข้างทำให้เขาเบื่อหน่าย ครั้นพอสบโอกาสจึงลองลอบส่งสายตาออกสำรวจโดยรอบ

“...!” โดยไม่คิดว่าจะไปเผลอประสานเข้ากับอีกสายตาที่มองสบมาพอดี

หัวใจของบดินทร์เต้นผิดไปจังหวะหนึ่ง เมื่อใบหน้าของเจ้าของสายตากำลังลอบส่งยิ้มมาให้ ชายคนนั้นนั่งอยู่ด้านหลังของเจ้าบ้านในตำแหน่งที่คล้ายเป็นคนสนิท ใบหน้าสะอาดสะอ้านหมดจดดูเพลินตา ดวงตาคู่นั้นไม่ได้โตมากแต่แพขนตาดกดำทำให้ดูหวาน จมูกโด่งรั้นรับกับคิ้วที่เฉียงขึ้นน้อย ๆ ปากกระจับดูจุ๋มจิ๋มสีชมพูอ่อนน่ามอง ผิวพรรณละเอียดลอออย่างชาวอาทิตย์อุทัย ส่วนรูปร่างก็ดูบอบบางเกินกว่าจะเป็นบอดี้การ์ดของยากูซ่าเหมือนอย่างคนอื่นๆ

ที่ปรึกษา? หรือว่า...

คิดถึงตรงนี้บดินทร์ก็สะดุดใจตัวเอง นี่เขาคงว่างมากถึงได้มีเวลาพินิจพิเคราะห์อีกฝ่ายที่ไม่ได้รู้จักมักจี่กันได้ละเอียดถึงขนาดนี้ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นทันทีเมื่อนึกถึงเรื่องสุดท้ายที่ดันไปคิดใส่ร้ายอีกฝ่ายว่าเป็น ‘เด็กเจ้าพ่อ’

บดินทร์หลุบตาลงเพื่อหลบสายตาของอีกฝ่าย เพราะเริ่มกระดากอายที่ดันคิดไม่ซื่อ พอเริ่มทำใจได้หน่อยก็ลอบชำเลืองมองไปอีกครั้ง ทว่า...

“!!?” หัวใจของบดินทร์ก็ต้องกระตุกวูบขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง เมื่อสายตาที่เขาส่งไปดันไปประสานเข้ากับอีกคนหนึ่งแทน เป็นเจ้าบ้านผู้น่าเกรงขามที่กำลังสบตาเขาอยู่แล้วยิ้มให้!!

บดินทร์รีบหลบสายตาด้วยใจระทึก เขาไม่สามารถทำความเข้าใจในรอยยิ้มที่ส่งมาได้ มั่นใจแค่ว่ามันต้องไม่ใช่รอยยิ้มฉันมิตรแน่ ๆ นี่เขาเผลอไปแหย่หนวดเสือเข้าแล้วหรือเปล่านะ!? แล้วหลังจากนั้นบดินทร์ก็ได้แต่นั่งสงบสายตาตัวเองให้มองเพียงพื้นเบื้องหน้า ไปจนการเจรจากันระหว่างสองขั้วอำนาจไทย-ญี่ปุ่นจบลง

ในตอนนั้นบดินทร์อุตส่าห์แอบนึกดีใจ ที่ในที่สุดก็จะสามารถออกจากสถานที่น่าอึดอัดแห่งนี้ได้เสียที ถึงแม้ว่าตอนที่อยู่กับดนัยจะไม่ได้สวยหรูอะไรก็เถอะ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นความอึดอัดที่คุ้นเคย ไม่เหมือนที่นี่ ถิ่นของมาเฟียญี่ปุ่นคนนี้ที่นอกจากบรรยากาศหนักอึ้งจนแทบหายใจหายคอไม่ออกแล้ว สายตาโลมเลียนั่น...ก็ทำเอาเสียวสันหลังไม่ใช่น้อย

ทว่าไม่เคยมีคำวอนขอใดของบดินทร์ที่สัมฤทธิผล เพราะผลสรุปคือกลุ่มของพวกเขาได้รับการรับรองพิเศษจากยากูซ่าเจ้าบ้าน ให้ได้พักแบบสุดหรูที่คฤหาสน์สไตล์ญี่ปุ่นโบราณแห่งนี้!

“ทำหน้าเหมือนไม่พอใจ ไม่อยากพักที่นี่เหรอ?”

“...”

ดนัยทักขึ้นในระยะประชิด ในขณะที่กำลังเดินตามคนของคฤหาสน์ไปที่ห้องพักรับรอง แต่บดินทร์เลือกที่จะไม่ตอบอะไร ก็แล้วแต่สิ จะพักที่ไหนเขามีสิทธิ์เลือกหรือไงกัน?

“ผมรู้ว่าคุณอึดอัด จะย้ายที่ไหมล่ะ?”

“...”

ดนัยยังคงหว่านล้อมแปลก ๆ พาลให้บดินทร์เกิดความหวังขึ้นมานิดหน่อย เพราะถ้าย้ายได้จริง ๆ มันก็น่าจะดีกว่าค้างที่นี่ ถ้าไม่ติดว่าประโยคต่อมาของฝ่ายนั้น มันจะทำให้เขาเขวี้ยงทุกความหวังลงพื้นอย่างไร้ค่า

“ลองอ้อนผมดี ๆ สักคำสิ ผมจะยอมปฏิเสธไมตรีของโอกามิซังให้ก็ได้นะ”

ให้เขากัดลิ้นตายซะดีกว่า ถ้าต้องไปอ้อนออเซาะคนอย่างดนัย!

การหมางเมินของบดินทร์ทำให้ดนัยหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ ราวกับถูกใจในปฏิกิริยาของบดินทร์เสียเต็มประดา ก่อนเดินนำออกไปเพื่อเข้าห้องรับรองใหญ่ตามที่ผู้รับใช้เจ้าบ้านแนะนำ

ห้องสไตล์ญี่ปุ่นโอ่อ่า ตกแต่งเรียบง่ายแต่ดูขลัง แค่เพียงเห็นห้องโถงใจคอของบดินทร์ก็เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาต้องพักที่ไหน หากห้องนี้เป็นของดนัย แล้วพวกลิ่วล้อเล่า? โดยเฉพาะเขาคนนี้ที่ยังไม่มีสถานภาพแน่ชัด ลูกน้อง? ขี้ข้า? หรือต่ำต้อยกว่านั้น?

แท้จริงแล้วมีอีกตำแหน่งหน้าที่ที่บดินทร์รู้อยู่แก่ใจแต่ไม่อยากคิดถึงมัน ‘คู่นอน!’

ได้แต่ภาวนาว่าขอให้มันเป็นแค่ความคิดบ้าๆ ที่ไม่เกิดขึ้นจริง โดยเริ่มจากที่คืนนี้เขาจะไม่ต้องอยู่ในห้องนี้กับดนัย

“นี่คุณ...เหม่ออะไรอยู่น่ะ เขาจะพาคุณไปที่ห้อง ตามเขาไปสิ…หรือว่า...อยากอยู่กับผมที่ห้องนี้ก็ได้นะ”

“...!”

ราวกับฟ้ามาโปรดทันทีที่ได้ยินจากดนัยว่าแยกห้องกัน จากนั้นก็แอบอายตัวเองที่ดันเผลอคิดไปถึงไหนต่อไหนว่าจะกลายเป็นคู่นอนทั้งที่ไม่ต้องการ บดินทร์หน้าแดงขึ้นด้วยความรู้สึกอับอายเมื่อไพล่นึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อนานมา

ครั้งแรก...เขาถูกดนัยฝืนใจเพราะเป็นการแก้แค้นที่เขาทำเรื่องเลวทรามกับสดายุ

ส่วนครั้งที่สอง...ตอนนั้นมันเป็นเพราะเขาโง่ ที่ไปเสนอตัวให้กับอีกฝ่ายเอง

ไม่เคยมีครั้งไหนที่เกิดจากความใคร่เสน่หา น่าอายสิ้นดีที่เผลอคิดเกินเลย

พอเห็นว่าอีกฝ่ายจัดการการอยู่อาศัยให้แยกกันอย่างชัดเจนแบบนี้ บดินทร์ก็ใจชื้นและเริ่มมองดนัยดีขึ้นนิดหน่อย งานที่ว่าจะพามาทำคงเป็นเรื่องที่น่าจะเชื่อถือได้ งานอะไรก็ตามที่สามารถทำให้เขาใช้หนี้อีกฝ่ายจนครบทุกบาททั้งต้นทั้งดอกได้ เขายินดีทำทั้งนั้นไม่ว่ามันจะสกปรกแค่ไหน ลูกน้องเจ้าพ่อเหรอ...หึ มันก็ไม่ได้เลวร้ายนักหรอก ถึงตอนนี้บดินทร์ก็พอยิ้มได้ อะไรก็ตามที่มันเคยหน่วงในอกมาตั้งแต่ที่บินออกจากประเทศไทย ก็รู้สึกว่าจะค่อยเบาขึ้นหน่อยแล้ว

เพียงไม่นานหลังจากมาที่ห้องพัก ในช่วงบ่ายคล้อยก็มีคนนำข้อความจากเจ้าบ้านมาแจ้งว่างานเลี้ยงรับรองถูกเตรียมการไว้รอเรียบร้อยแล้ว ในตอนแรกบดินทร์ยังคงละล้าละลัง เพราะไม่แน่ใจว่างานนี้จะเกี่ยวข้องกับตนหรือไม่ แต่ในตอนที่ลูกน้องคนหนึ่งของดนัยที่ชื่อว่าวิเชียรเดินมาแจ้งให้เตรียมตัว บดินทร์จึงจำต้องเข้าร่วมงานตามมารยาท

หลังตอบรับการเข้าร่วมงาน ก็มีหญิงสาวสองคนที่มากับวิเชียรเข้ามาช่วยบดินทร์แต่งตัวใหม่ในชุดแต่งกายแนวญี่ปุ่นที่ไม่คุ้นเคย ที่ไม่แน่ใจว่าควรเรียกกิโมโนหรือยูกาตะดี เพราะเขาเองก็จำแนกประเภทไม่ถูก งานเลี้ยงในคืนนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น สองขั้วอำนาจไทย-ญี่ปุ่นสนทนากันอย่างครื้นเครง แม้ในความครื้นเครงนั้นจะแฝงไปด้วยบรรยากาศแสนอึดอัดที่กินกันไม่ลงเลยก็ตาม ยิ่งบดินทร์ถูกจัดให้นั่งอยู่ถัดจากดนัยด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดจนแทบคีบอะไรเข้าปากไม่ลง นอกจากจะฟังไม่ออกว่าสองเจ้าพ่อคุยอะไรกันบ้างแล้ว ยังอึดอัดกับสายตาที่อ่านความหมายไม่ได้ของมาเฟียเจ้าบ้านที่ส่งมาให้เป็นระยะด้วยนี่แหละ!

ในงานเลี้ยงไม่ได้มีเพียงแค่เจ้าบ้านกับดนัย แต่ยังมีบุคคลที่คาดว่าน่าจะมีความสำคัญในกลุ่มแก๊งมาร่วมวงอยู่ด้วยอีก 3 คน ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้บดินทร์รู้สึกว่ามันจะเกี่ยวกับตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนเขาจะได้รับความสนใจแค่ช่วงแรก ก่อนที่จะถูกเมินกันไปในตอนท้าย

งานเลี้ยงยาวนาน อาหารพร้อมพรั่ง สุราเลิศรส การแสดงตระการตา และนารีหน้าตาแช่มช้อยที่ถูกเรียกตัวเข้ามาในตอนท้าย ทุกอย่างดูลงตัวทว่าไม่ได้ช่วยให้บดินทร์รู้สึกสนุกสนานไปด้วย มันน่าเบื่อจนอยากรีบออกไปข้างนอก อยากกลับไปนอน อยากได้บุหรี่สักตัว

และเมื่ออดทนมาจนถึงจุดหนึ่ง ในขณะที่กระทาชายหลายคนกำลังครื้นเครงไปกับการหยอกล้อเหล่าสาวน้อยที่คอยเข้ามาให้บริการ และทางดนัยเองก็กำลังสนทนาพาทีกันอย่างออกรสชาติกับมาเฟียเจ้าบ้าน บดินทร์จึงถือโอกาสนั้นหลบเลี่ยงออกจากงาน หนีสาวน้อยที่คอยตามประกบเอาใจไม่ห่างแม้จะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

“เฮ้อ...ค่อยหายใจคล่องขึ้นหน่อย”

ออกมาได้บดินทร์ก็ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกสุดปอด เพราะรู้สึกเหมือนขาดออกซิเจนมานาน จากนั้นก็ล้วงเอามวนบุหรี่ที่ซ่อนเอาไว้ขึ้นมาจุดสูบเพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย

ความขมบนปลายลิ้นกับรสมิ้นต์ซาบซ่านทำให้สมองของบดินทร์โล่งขึ้น ควันหอมลอยฟ่องออกมาทางปากและจมูก รู้ดีว่ามันเป็นพิษแก่ร่างกายแต่เขายังเลิกมันไม่ได้ในตอนนี้ ไม่ได้สูบบ่อยถึงขั้นติด แต่ยามที่อยากขึ้นมาร่างกายมันก็ออกอาการโหยหาอยู่

“เบื่อ เหรอครับ?”

“!?”

เสียงไม่คุ้นหูทำเอาบดินทร์แทบสำลักบุหรี่ ทันทีที่หันไปมองก็ต้องตกใจหนักขึ้นไปอีกเพราะนี่คือคนของเจ้าบ้านคนนั้น! คนของยากูซ่าแล้วทำไมถึงพูดภาษาไทยได้?

“ผมเคยอยู่ที่ไทยน่ะ เลยพูดไทยได้นิดหน่อย”

ฝ่ายนั้นเฉลยเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของบดินทร์เข้า ใบหน้าหมดจดส่งยิ้มเป็นมิตร

“เห็นคุณเบื่อ ผมเองก็เบื่อ”

“คือผมฟังพวกเขาไม่รู้เรื่องน่ะ เอ่อ…ผมไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น”

บดินทร์ตอบกลับไปแบบเคอะเขิน คงเพราะอีกฝ่ายพูดภาษาไทยสำเนียงแปร่งหูมา เขาจึงตอบกลับไปแบบกระท่อนกระแท่นไม่ต่าง เพียงเพื่อพยายามหาคำศัพท์และรูปประโยคที่น่าจะเข้าใจง่ายสื่อสารออกไป

“ผมฟังออกก็เบื่อนะ ฮะ ฮะ”

อีกฝ่ายตอบออกมาพร้อมเสียงหัวเราะสดใส ด้วยใบหน้าที่ไม่เข้ากับรังยากูซ่าที่นี่เลยแม้สักเศษเสี้ยว

“อ๊ะ! ผมชื่อมาซามินะ...ชิโรซากิ มาซามิ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

“เอ่อ…สวัสดีครับคุณมาซามิ ผมชื่อบดินทร์ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ครับคุณ เอ่อ…โบะดิง”

ชายญี่ปุ่นหน้าสวยพยายามออกเสียงชื่อของบดินทร์ให้ชัดเจน แต่ลักษณะการออกเสียงที่น่าขบขันนั้นก็เล่นเอาบดินทร์ลอบขำออกมา

“เรียกแค่ดินก็ได้ครับ…ดิน”

“อ๋อ…ครับคุณดิน”

ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้มรับก่อนบอกเล่ามารยาทบางอย่างแก่บดินทร์ด้วย

“ถ้าเจอครั้งแรก ปกติคนญี่ปุ่น เรียกนามสกุลครับ แต่ผมอยากให้คุณดินเรียกว่า มาซามิ มากกว่า จะได้สนิทกัน”

“อ่า คุณมาซามิ?”

บดินทร์ขานรับ แม้ไม่เข้าใจวัฒนธรรมการเรียกชื่อหรือนามสกุลของคนญี่ปุ่นนัก แต่ในเมื่ออีกฝ่ายอยากให้เรียกชื่อ เขาก็จะเรียกตามใจ เพราะตอนนี้บดินทร์กำลังถูกใบหน้าคมคายนี้สะกดอยู่ และเพราะอย่างนั้นจึงไม่อยากให้การสนทนาจบลงง่าย ๆ อุตส่าห์เจอเพื่อนคุยคลายเบื่อทั้งที ก็อยากคุยกันนานหน่อย

“เคยไปที่ไทย เอ่อ…ทำอะไรครับ?”

“อา...ไปทำงานครับ พนักงานบริษัท สาขาประเทศไทย”

“เอ๊ะ? บริษัทของที่นี่...เอ่อ เหรอครับ?”

พออีกฝ่ายตอบว่าเป็นพนักงานบริษัทสาขาในไทย ก็พาลเริ่มสงสัยต่อว่าตระกูลยากูซ่าน่ากลัวนี่กำลังทำธุรกิจมืดอะไรในประเทศไทยหรือเปล่า และคำตอบที่ได้ก็พาให้โล่งใจได้ไม่น้อย

“อ่ะ! ที่ทำงานเก่าครับ ไม่ใช่ที่นี่”

ชายหนุ่มตอบ พร้อมยกสองมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าในเชิงปฏิเสธ ทีท่าน่ารักสมกับเป็นคนญี่ปุ่น

บดินทร์ยิ้มออกมาให้กับท่าทางน่ารักน่าชังของอีกฝ่าย ที่จริงก็อยากถามต่อว่าแล้วอีกฝ่ายมาทำงานอะไรที่นี่ แต่เห็นจากแบ็คกราวด์ของเจ้าบ้านแล้ว บดินทร์จึงเลือกที่จะหุบปากตัวเองไว้ เพราะอาจเป็นการละลาบละล้วงอีกฝ่ายจนดูเสียมารยาท อีกทั้งการรู้มากไปก็อาจไม่ใช่เรื่องดี เดี๋ยวถูกยากูซ่าเจ้าถิ่นจับถ่วงอ่าวโตเกียวเหมือนในการ์ตูนที่เคยอ่านขึ้นมาจะลำบากเอา

การสนทนาต่อจากนั้นก็เน้นไปทางเรื่องสบาย ๆ เช่นเคยเที่ยวเมืองไทยที่ไหน เคยไปญี่ปุ่นเมืองใด รวมถึงแนะนำที่เที่ยวดี ๆ สนุก ๆ เผื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจมีเวลาพอที่จะไปสัมผัสด้วยตัวเอง มิตรภาพอันดีเกิดขึ้นระหว่างบดินทร์และเพื่อนใหม่นามว่ามาซามิอยู่ครู่หนึ่ง ก็มีหนึ่งในลิ่วล้อของนายยากูซ่าใหญ่มาเรียกตัวของมาซามิไป ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มสุดท้าย ก่อนที่ความรู้สึกของบดินทร์จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในอีกไม่ช้านี้

ดูเหมือนงานเลี้ยงจะยังไม่เลิกรา แต่บดินทร์ไม่เหลือใจจะกลับเข้าไปในงานอีก จึงเดินกลับห้องตัวเองไปทั้งอย่างนั้น เขาคงไม่ถูกจับโบกปูนถ่วงอ่าวกับอีแค่หนีงานเลี้ยงยากูซ่าหรอกจริงไหม?

วันนี้เหนื่อยจะตายชัก ต่อให้ไม่ได้ทำอะไร แต่เพราะความล้าจากการเดินทางที่สั่งสมมาตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งยังความเครียดเขม็งตึงของเส้นสมองที่ต้องเผชิญกับบรรยากาศอึดอัดมาค่อนวันค่อนคืน ถึงตอนนี้บดินทร์ไม่เหลือความอดทนใดอีก เขาเมาเล็กน้อยจากการโดนแม่สาวที่ถูกจัดมาเอาใจคนนั้นมอมเหล้ากันไม่หยุด ทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายกับการได้คุยกับใครสักคนอย่างมาซามิ ถึงตอนนี้ร่างกายของบดินทร์มันเปลี้ยไปหมดแล้ว อยากพักผ่อน อยากล้มตัวลงนอนเสียที

โดยไม่คิดเลยว่า เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาจะต้องพบกับเรื่องที่ไม่คาดคิด

 

+++++++++++++++++++++++

 

เพราะเผลอหลับไปครู่หนึ่ง ตอนที่ตื่นขึ้นมาจึงตาสว่างพอสมควร ความเงียบในฝั่งห้องรับรองนี้ทำให้บดินทร์อดไม่ได้ที่จะเดินออกไปสำรวจว่าทางห้องจัดเลี้ยงนั้นไปถึงไหนกันแล้วบ้าง และหากว่าโชคดีก็อาจเจอเข้ากับมาซามิอีกครั้ง

“ชุดมันรุ่มร่ามจังแฮะ”

บดินทร์บ่นออกมาเมื่อเห็นว่าชุดญี่ปุ่นบนร่างกายเริ่มหลุดลุ่ยจากการนอนเมื่อครู่ เขาจึงพยายามจัดระเบียบมันไปพลาง เดินเรื่อยออกจากห้องพักของตัวเองไปตามทางระเบียงด้วย

อ๊ะ...

“!?”

และเพราะกำลังง่วนอยู่กับการจัดชุดให้เข้ารูปเข้ารอยนี่แหละ ทำให้บดินทร์เผลอเดินผ่านมาในจุดที่ไม่ควรเข้า

เสียงหอบหายใจสะท้านจากใครสักคนที่เดาได้ไม่ยากเลยว่ากำลังอยู่ในกิจกรรมอะไรนั้น ทำเอาบดินทร์แข็งชาไปทั้งตัวจนไม่กล้าขยับไปไหน

‘เสียงมันมาจากที่ไหนกัน เราจะหลบทันไหมเนี่ย? ’

แต่พอคิดว่าจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง บดินทร์ก็เป็นอันต้องปวดหัวหนัก เพราะมัวแต่ก้มจัดเครื่องแต่งกายบนร่าง ทำให้เขาดันเลี้ยวผิดจนหลงทางมาเสียไกล ยิ่งหันซ้ายแลขวาก็ยิ่งหลง จะกลับทางเดิมก็เห็นเป็นแยกซ้ายขวา แล้วเมื่อครู่ที่ผ่านมาเขาเลี้ยวมาจากมุมไหนกันเนี่ย?

อ๊า...

ทว่าในจังหวะที่จะเลี้ยวกลับ เสียงนั่นก็ยิ่งแว่วดังขึ้น

「あ!オオカミ様!」

「ん…っあ…いた……っん…やっ……」

「ハァハァっ…」

เสียงร้อง...พร้อมเสียงหอบสะท้านที่ชวนใจระทึก

「んっ…やぁあっあっ…んんっ、あっ」

「ぁっ…でっきませんよっ…あ、んっ…」

ยิ่งเข้าใกล้ขึ้น ก็ยิ่งชัดเจนว่าเสียงนั่นคืออะไร มันไม่ใช่เสียงในหนังแนวผู้ใหญ่ที่เขาเคยดู แต่มันคือเสียงของคนจริง เหตุการณ์จริง ที่อยู่ห่างออกไปเพียงแค่ฝาไม้กั้น และมันเป็นเสียงของผู้ชาย!

「はぁっ…んんっ…あぁんっっ…」

「んっ、あぁっ…っつ…ああ…オオカミ様…んんっ…お….おね…がい…」

บดินทร์ไม่ได้มีความตั้งใจจะแอบดู แต่เพราะมันใกล้แค่เพียงก้าวเดียว แค่ขยับตัวเพียงนิดเขาก็สามารถมองเห็นได้เต็มสองตาแล้วถึงกิจกรรมที่กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดของเจ้าของเสียง...

นั่นมัน...นายใหญ่ยากูซ่ากับ....มาซามิ!?

บดินทร์เบิกตาโพลงทันทีที่ได้เห็น ภาพนั้นมันบาดตาจนพาใจสั่น ก็คิดอยู่หรอกว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงไม่แคล้วแนวนี้ เพราะการที่ชายหนุ่มหน้าตาดีสะอาดสะอ้านอย่างมาซามิจะสามารถอยู่ในที่แบบนี้ได้ มันก็คงไม่แคล้ว ตำแหน่งผู้หญิงของนายใหญ่!

「んっ…やぁあっあっ…んんっ、あっ」

「はぁっ…んんっ…あぁんっっ…」

เสียงครางบาดหูพาหัวใจของบดินทร์สั่นสะท้าน ไหนจะท่วงท่าลีลารักร้อนแรงของทั้งคู่ที่ดูจะเปิดเผยนั่นอีก...ทั้งที่ไฟยังเปิดสว่าง ทั้งประตูห้องที่เปิดกว้าง มันจึงทำให้เขามองเห็นร่างขาวผุดผาดของมาซามิในชุดกิโมโนหลุดลุ่ย กำลังถูกบดขยี้กลืนกินอย่างหิวกระหายจากนายใหญ่ของตน

ใบหน้าของมาซามิที่ดูทรมานมากกว่าเสพสมนั้น ทำให้บดินทร์นึกสะท้อนใจขึ้นมา

จำยอม? หน้าที่? หัวใจ? ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ผลักดันให้อีกฝ่ายต้องตกอยู่ในสภาพแบบนั้น แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ความสุขแน่...

บดินทร์ลอบถอนหายใจ และกำลังคิดว่าควรรีบหาทางกลับห้องของตัวเอง เนื่องจากเสียมารยาทกับอีกฝ่ายมาพอแล้วกับการแอบดูในเรื่องที่ไม่สมควร เพราะขืนอยู่นานกว่านี้แล้วถูกนายใหญ่ยากูซ่านั่นรู้เข้า ได้ไปนอนก้นอ่าวแบบไม่ต้องสืบแน่!

“!!?”

ทว่าในจังหวะที่จะหันหลังกลับ เขากลับถูกใครบางคนคว้าตัวเอาไว้โดยการสวมกอดจากด้านหลัง พร้อมเสียงกระซิบเยียบเย็นที่ริมหู ทำเอาชาวาบไปตั้งแต่กระหม่อมจรดปลายเท้า!

 

“แอบดูแบบนี้นิสัยไม่ดีเลยนะ”

 

**********************

สวัสดีค่ะ

เริ่มต้นตอนใหม่แบบกรุบกริบ มาแบบเบา ๆ และมาลงให้ค้างไว้อย่างนั้นแหละ อิอิ

PART หน้าจะได้เจอกับสดายุแว๊บๆ และได้เดินทางต่อไปให้ถึงอเมริกาเสียทีค่ะ

มาแวะญี่ปุ่นเที่ยวขำๆ ค่ะ 555

 

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

อนาคี99


ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


13 โลกใหม่ PART 2


“นี่...แอบดูแบบนี้นิสัยไม่ดีเลยนะ”

ดนัยกระซิบที่ข้างหูของบดินทร์คล้ายหยอกล้อ กระชับร่างของบดินทร์ที่ไหวตัวขืนกายออกจากอ้อมแขนตนอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ชี่...อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวเขาก็หมดสนุกกันหรอก”

“...!...”

บดินทร์ยอมสงบลงหลังคำเตือนนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่พยายามขืนตัวหนีจากอ้อมแขนที่แน่นราวกับกรงขัง แต่จนแล้วจนรอด สุดท้ายก็ถูกดนัยลากกลับไปจนถึงห้องพักของอีกฝ่ายจนได้ มันง่ายดายจนอยากจะร้องไห้ ทั้งที่เขาเองก็เป็นผู้ชาย แต่ทำไมถึงไม่สามารถขัดขืนอีกฝ่ายได้เลยสักครั้ง ทำไมถึงไม่สามารถผลักตัวเองออกจากกรงแขนของดนัยได้เลย เขาถูกอีกฝ่ายจับล็อกไว้ในท่าที่ไม่สามารถขยับหนี แขนแกร่งข้างซ้ายของฝ่ายนั้นโอบรัดรอบเอวพร้อมยึดเข้ากับมือขวาของเขา แล้วใช้อีกมือที่เหลือยึดมืออีกข้างของเขาไขว้กันไว้จนเคลื่อนไหวลำบาก

“!!?”

และเพราะมัวแต่พยายามปลดปล่อยตัวเองออกจากอีกฝ่าย กว่าจะรู้ตัวว่าติดกับเข้าแล้ว ก็ตอนที่ถูกโยนลงบนฟูกหนากลางห้องที่มีเพียงแสงไฟสลัว บดินทร์กระเด้งตัวขึ้นทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสฟูกนอน แต่ก็ไม่ได้เร็วไปกว่าการจู่โจมของดนัยที่โถมทับลงมาเสียก่อน

“ฮื่อ จะรีบไปไหน อยู่คุยกันก่อนสิครับ”

น้ำเสียงสัพยอกเอ่ยกระซิบราวกับกำลังหยอกเด็ก

“ปล่อย!!”

บดินทร์พยายามดิ้นรน หัวใจของเขาเต้นระทึกด้วยความตื่นตระหนก คิดถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น หากอีกฝ่ายหมายใจจะทำเสียอย่างเขาคงไม่มีทางต้านทานไหว!

ชุดญี่ปุ่นเป็นอะไรที่เปราะบาง ยิ่งบดินทร์ดิ้นรนเพราะถูกดนัยโรมรันมากเท่าไหร่ ชุดมันก็ยิ่งเลื่อนหลุดออกจากร่างกายมากขึ้นเท่านั้น สภาพราวกับปลาโดนทุบหัวของบดินทร์ ทำเอาดนัยอดขำไม่ได้ เห็นแบบนั้นก็นึกสงสาร จึงลองยื่นข้อเสนอที่น่าจะเข้าทางของบดินทร์ดู

“ถ้าคุณหยุดดิ้นแล้วทำตัวว่าง่าย ผมจะยอมปล่อยคุณก็ได้นะ”

“...”

บดินทร์หยุดชะงักทันที แต่ยังคงขืนกายเกร็งอยู่ ในหัวกำลังประมวลผลด้วยความสับสน ถ้ายอมทำตัวว่าง่าย อีกฝ่ายจะยอมปล่อยตัวกันจริงหรือ? จะเชื่อคำฝ่ายนั้นได้จริง ๆ น่ะหรือ?

ดนัยปล่อยมือออกจากการโอบรัด แล้วยันตัวขึ้นมาในท่าที่ยังคร่อมร่างของบดินทร์ไว้อยู่ รอยยิ้มยังคงฉาบฉายบนใบหน้าหล่อเหลา แสงไฟสลัวช่วยขับให้ดวงหน้านั้นดูอ่อนโยนขึ้นมา ทว่ามันไม่ใช่ในสายตาของบดินทร์อย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่สำหรับบดินทร์แล้ว ดนัยคือปีศาจร้ายเสมอ!

“กลัวผมเหรอ?”

ดนัยถามขึ้นอย่างอ่อนโยน ขณะถอยออกไปนั่งข้างฟูกนอน ผละออกจากตัวของบดินทร์ที่ทำตัวนิ่งได้ในที่สุด

“มีเหตุผลที่ผมจะไม่กลัวคุณด้วยเหรอ?”

บดินทร์ตอบกลับไปด้วยเสียงที่พยายามจะปั้นให้มั่นคงที่สุด ในขณะกำลังเร่งรีบลุกขึ้นมาจัดทรงชุดยูกาตะของตนให้เข้าที่เข้าทาง

“ผมดูแลคุณดีถึงขนาดนี้แล้ว ยังต้องอีกทำไม?”

ดนัยถามจี้จุดไปเรื่อย ขณะใช้สายตาโลมเลียไปตามร่างกายที่โผล่พ้นเนื้อผ้าของบดินทร์อย่างถือสิทธิ์

“จำเป็นต้องอธิบายด้วยหรือไง ในเมื่อคุณเองก็น่าจะรู้เหตุผลอยู่”

เห็นสายตาของดนัยเข้า บดินทร์ก็ทำได้แค่ต่อปากต่อคำออกไปทั้งที่ไม่กล้าสบตาของอีกฝ่าย หัวใจเต้นโครมครามด้วยความหวาดหวั่น ดนัยในความหมายของบดินทร์ยังคงน่ากลัวเสมอ แม้อีกฝ่ายจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถมองอีกฝ่ายเป็นมิตรได้

ดนัยหัวเราะร่า พลางออกปากอธิบายให้บดินทร์ได้ลดทอนความกลัวลง

“หึ หึ...ฮ่า ฮ่า อย่ากลัวไปเลยคุณดิน อยู่กันมาสักพักแล้วคุณเองก็น่าจะรู้นะว่าตัวคุณมีภาษีกว่าคนอื่นมากแค่ไหน คุณก็รู้อยู่ว่าผมเป็นใคร...แต่คุณก็ยังได้รับอภิสิทธิ์มากมาย จริงไหม?”

คำอธิบายสไตล์ของดนัย ที่ชวนขนหัวลุกที่สุด บดินทร์หน้าซีดลงไปอีกเมื่อได้ยินคำพูดของฝ่ายนั้น ใช่...เขารู้ดีว่าดนัยเป็นใคร ยิ่งใหญ่และมีอำนาจแค่ไหน ขนาดกับแค่เสี่ยอัครเดช คนอย่างเขายังแทบเอาตัวไม่รอด แล้วนี่...กับคนระดับดนัยที่ดูเหมือนจะมีอำนาจเหนือกว่าเจ้าพ่อบ่อนหลายขุมด้วยแล้ว ชีวิตของบดินทร์คนนี้มันก็มีค่าแค่เพียงเม็ดธุลีเดียว แทบไม่มีสิทธิ์เสียงจะไปต่อกรอะไรด้วยเลยด้วยซ้ำ

คนอย่างไอ้บดินทร์ชั่วคนนี้...

“ตกลงคุณพาผมมาด้วยทำไม? งานที่คุณบอกว่าจะให้ผมทำ คืองานอะไรกันแน่?”

บดินทร์กัดฟันถามออกไปด้วยความสงสัยกับสิ่งที่ค้างคาในหัวใจมานาน ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ในเมื่อมันหลุดปากออกไปแล้ว เขาก็ทำได้เพียงนิ่งฟังคำตอบทั้งที่ใจสั่นสะท้าน

ดนัยยิ้มอ้อยอิ่ง ชันเข่าขึ้นในท่วงท่าสบาย ๆ เอนกายลงบนตั่งหมอนข้างกันกับโต๊ะวางเหล้าและกับแกล้มเล็ก ๆ ข้างฟูกนอน แสร้งทำเป็นครุ่นคิด ทั้งที่ยังรินเหล้าจิบอย่างสบายใจ

แล้วแทนที่จะตอบคำถาม ดนัยดันชวนคุยถึงเรื่องเจ้าบ้านเสียอย่างนั้น

“คุณรู้ไหม โอกามิซังเจ้าของที่นี่เป็นใคร?”

“ก็เป็นพวกยากูซ่าผู้ทรงอิทธิพล”

บดินทร์ตอบอย่างเสียไม่ได้ ขมวดคิ้วมุ่นเป็นปมด้วยความไม่พอใจที่อีกฝ่ายไม่ไยดีตอบคำถาม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนิ่งฟัง

“ใช่...โอกามิซัง คือยากูซ่าระดับหัวหน้าใหญ่ที่มีสาขามากมายในแถบคันโตและเมืองหลวงอย่างโตเกียว โดยเฉพาะในย่านคาบูกิโจ กินซ่าและรปปงหงิ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นธุรกิจร้านน้ำชาหรู ๆ ที่ถูกกฎหมายอย่างไม่น่าเชื่อ”

ดนัยพูดเรื่อย โดยไม่สนใจเสียด้วยซ้ำว่าคนฟังกำลังทำหน้าแบบไหน

อยากจะรู้เสียเมื่อไหร่? คือความคิดของบดินทร์ที่ได้แต่นั่งทำเป็นหูทวนลม ฟังไปแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะไม่เห็นว่าเรื่องราวของยากูซ่าเจ้าบ้านคนนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาตรงไหน นอกจากหากดนัยจะยกเขาให้ทำงานที่นี่ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน

“แล้วรู้ไหมว่ามาซามิทำงานอะไร?”

ดนัยถามขึ้นในประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น สายตาวาววามที่ปรายมามองทางบดินทร์แฝงความรุ่มร้อนไว้ จนคนที่คล้ายกลายเป็นเหยื่อได้แต่สะดุดห้วงหายใจสะท้าน

บดินทร์กลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคออย่างยากเย็น มาซามิทำงานอะไร? นัยซ่อนเร้นที่แฝงมาในคำถามนั้น อย่าบอกนะว่ามันคือคำตอบที่ดนัยตั้งใจจะใช้ตอบคำถามของเขา? บดินทร์ได้แต่นิ่งงันแล้วกำมือจิกเนื้อตัวเองไว้แน่น เขาไม่รู้หรอกว่ามาซามิทำการทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไหม แต่ที่แน่ ๆ คืองานคู่ขาของเจ้าบ้านนี่ไง!

เพราะไม่รู้ว่าดนัยต้องการสื่อสารอะไร ด้วยความขลาดกลัวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น บดินทร์จึงปฏิเสธที่จะรับรู้เอาไว้เสียก่อน

“คิดว่าผมคงไม่จำเป็นต้องรู้!”

“ทำไมล่ะ หึ หึ นี่ผมกำลังคิดเลยนะว่าถ้ามีเวลามากกว่านี้ล่ะก็ อยากจะให้คุณอยู่ที่นี่เพื่อเรียนงานกับมาซามิสักพัก”

ดนัยแสร้งทำหน้าเป็น ราวกับไม่รับรู้ถึงความกลัวของอีกฝ่าย ก่อนจะแกล้งพูดจาคลุมเครือให้คนที่อยู่อีกด้านของฟากฟูกได้ขนลุกขนพองกันอีกครั้ง

“คุณจะได้เก่ง...จนเจ้านายไม่ยอมให้ห่างกายอย่างมาซามิไง...”

“ถ้าแค่งานขาย แบบไอ้ตัวพรรค์นั้น ไม่ต้องถ่อมาฝึกกันถึงนี่ก็ได้!!”

บดินทร์ลั่นขึ้นทันทีที่ดนัยพูดจบ ถึงตรงนี้ไม่ต้องเสียเวลาเดาแล้วว่าดนัยต้องการพาเขามาทำอะไร ‘ขายตัวแลกเงิน’ คงไม่พ้นเรื่องระยำพรรค์นี้ เพราะคนอย่างเขาถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้มีค่าอะไรในสายตาของอีกฝ่ายที่พอจะไปทำอะไรอย่างอื่นได้อยู่แล้ว!

“จุ๊ จุ๊ จุ๊ ตายจริง อะไรทำให้คุณคิดไปแบบนั้นกันครับคุณบดินทร์”

ดนัยแสร้งเลิกคิ้วตกอกตกใจไปกับคำพูดดูแคลนตัวเองของบดินทร์ ช่างเป็นเหยื่อที่ทำตัวสมกับเป็นเหยื่อ เป็นแมลงไร้เดียงสาที่เอาตัวมาติดกับดักใยแมงมุมกันอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเสียเวลาออกล่า มาเฟียหนุ่มยิ้มร้าย นี่เขาจะบ่มเพาะเจ้าแมลงที่เพิ่งจับได้ตัวนี้ยังไงดีนะ ที่อุตส่าห์คอยเลี้ยงดูอุ้มชูอย่างตอนนี้เจ้าแมลงตัวร้ายจะสำนึกบุญคุณของแมงมุมอย่างเขาไหมนะ เอ้อ...ช่างเลี้ยงยากเลี้ยงเย็นเสียเหลือเกิน ไม้แข็งหน่อยก็ตาย ไม้อ่อนก็เอาไม่อยู่ จะต้องกล่อมต้องโอ๋กันขนาดไหนกันเนี่ย...คนอย่างเขาไม่เคยทำให้ใครถึงขนาดนี้เสียด้วยสิ

นี่ถ้าไม่ติดว่ากำลังติดใจจนหลงใหลได้ปลื้มอยู่แล้วล่ะก็...

“มันก็น่าจะเป็นงานเดียวที่ผมทำได้ จริงไหมล่ะ? ประวัติของผมคุณก็น่าจะสืบรู้หมดแล้วนี่ว่าผมโชกโชนกับเรื่องพวกนี้แค่ไหน แต่ละงานในวงการที่ได้มาก็เพราะเอาตัวขึ้นเตียง เพราะขายน้ำทั้งนั้น!!”

บดินทร์เริ่มเกรี้ยวกราดใส่ดนัยอย่างขาดสติ เดิมทีสติสัมปชัญญะที่หายไปกับความเมาก็ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนได้อยู่แล้ว ยิ่งถูกดนัยกดดันหนักเข้าจึงยิ่งกลายเป็นสติแตกอย่างที่เห็น

แต่ยิ่งบดินทร์เป็นแบบนั้น ดนัยก็ยิ่งพูดเรื่อย ขณะจิบเหล้าจอกน้อยในมือไปด้วย

“แต่สำหรับผมแล้วคุณมีค่ามากกว่านั้นนะ ผมไม่ขายคุณให้ใครง่าย ๆ หรอกน่า...เก็บไว้เอง...คุ้มกว่า”

ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้อากัปกิริยาเรียบเรื่อยนั้น ดนัยกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ขุ่นมัวของตนด้วยความพยายามแค่ไหน เพราะเขายังไม่อยากลงมือทำอะไรกับบดินทร์ทั้งนั้น ความตั้งใจในแรกเริ่มที่ว่าจะดูแลให้ดีที่สุดยังคงผูกพันธนาการในความรู้สึกของเขาอยู่ การใช้อำนาจข่มบดินทร์มันง่ายเสียยิ่งกว่าจะบี้มดตัวหนึ่งให้ตาย แต่สิ่งที่เขาอยากได้จากอีกฝ่ายนั้นมันไม่ใช่แค่การศิโรราบด้วยความหวาดกลัว แต่เป็นความจงรักภักดีที่มาจากหัวใจ เหมือนอย่างเช่นที่เขาเคยใช้ใจซื้อใจกับเหล่าสมุนของเขาทุกคน

ดนัยต้องการให้บดินทร์ยอมรับและภักดีต่อเขาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง หัวใจของอีกฝ่ายคือสิ่งที่เจ้าพ่อคนนี้ปรารถนา

เพื่ออะไรน่ะหรือ?

ก็เพื่อชัยชนะเหนือความดื้อรั้นนั่นอย่างไรล่ะ!

คนอย่างดนัยไม่เคยพ่ายแพ้แก่ใคร ถ้าเขาหมายอยากจะได้เสียอย่าง ก็ต้องได้มาไม่ว่าด้วยวิธีใด แต่เจ้าคนอวดดีตรงหน้านี้ ครั้งหนึ่งกลับเคยทำให้เขาพ่ายแพ้ยับเยินเพราะการกระทำไม่คิดหน้าคิดหลังของอีกฝ่าย ทั้งที่รู้ว่าเขาคนนี้เป็นใครก็ยังเก่งกล้าดื้อด้านต่อกรกันอย่างไม่ลดละ แม้เขาจะเคยครอบครองร่างกายของฝ่ายนั้น แต่กลับไม่เคยได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยวของหัวใจ เพราะแบบนี้อย่างไรล่ะ บดินทร์ถึงได้มีค่าในสายตาของดนัยนัก

แต่ถึงจะเรียกได้ว่ามีค่า แต่ก็เป็นค่าที่สามารถประเมินเป็นราคาค่างวดได้

บดินทร์ เท่ากับ สิบล้าน

ซึ่งก็ถือว่าสูงที่สุดแล้วถ้าเทียบกับบรรดาสิ่งของ หรือคนที่ดนัยเคยประเมินมา เพราะในราคาที่สูงลิบลิ่วขนาดนี้ดนัยยังไม่เคยให้ใครมาก่อน ก็ต้องลุ้นกันหน่อยแล้วว่าในท้ายที่สุด หัวใจของบดินทร์จะแพงสมกับราคาประเมินหรือไม่

ถ้าคุ้มค่า ก็ควรที่จะถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงไว้ข้างกายให้นานหน่อย

แต่ถ้าไม่...

ก็คงต้องขอทวงคืนให้คุ้มราคาทุนเช่นกัน!

และเพราะบดินทร์ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกตีค่าเป็นสิ่งของมีราคา เขาจึงเผลอนำยื่นข้อเสนอที่เข้าทางอีกฝ่ายเสียได้

“ห้าหมื่นต่อครั้ง!”

“...?”

บดินทร์ก็โพล่งขึ้น พลางยิ้มเยาะไปทางดนัย แต่มันไม่ใช่เยาะเย้ยฝ่ายนั้นหรอกนะ เขาเยาะหยันในความน่าสมเพชของตัวเองต่างหาก

“ถ้าอยากได้ร่างกายผม...ก็ซื้อสิ แค่ห้าหมื่นต่อครั้งเองนะ ถูกจะตายสำหรับคุณ จริงไหม?”

ดนัยเลิกคิ้วกับข้อเสนอนั้น ก่อนบดกรามตนจนขึ้นเป็นสันนูน หัวใจสีดำกระด้างที่เต้นเร่าอยู่ในอกตอนนี้มันกำลังเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเองอยู่ เพราะดูเหมือนทั้งหมดที่เขาทำให้บดินทร์ตั้งแต่เริ่มอยู่ร่วมกันมันสูญเปล่าอย่างสิ้นเชิงไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อุตส่าห์เว้นระยะให้ ไม่แตะต้อง ทั้งยังให้เกียรติ ไม่ทำอะไรให้รู้สึกไม่สบายใจ…นี่เขายังไม่เคยต้องยอมลงให้ใครขนาดนี้มาก่อนเลยนะ ไม่เคยตามใจใครเท่าบดินทร์มาก่อน

เดี๋ยวนะ...ตามใจเหรอ?

นั่นสินะ...ถ้าไม่ต้องการ อีกฝ่ายคงไม่ถึงขั้นออกปากขอ อยากหาเงินใช้หนี้ แล้วไปจากเขาให้เร็วที่สุดสินะ!

ได้...ถ้าบดินทร์ต้องการอย่างนั้น เขาก็จะไม่ขัดข้อง ดนัยก็เผยยิ้มพราวให้คนตรงหน้า ระยะห่างกันเพียงฟูกกั้น ไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามของดนัยลดต่ำลง

“...”

บดินทร์นิ่วหน้าทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย ลางหายนะทาบทับเป็นเงาดำอยู่บนหัวจนรู้สึกขนลุก รู้ดีว่ากำลังเล่นกับไฟ ทว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น ในระหว่างที่บดินทร์กำลังกังวลกับสิ่งที่จะเกิดอยู่นั้น คำตอบรับของดนัยก็ทำเอาหน้าชา

“แล้วห้าหมื่นนี่…ต่อครั้ง หรือต่อน้ำกันล่ะ...หืม? หึ หึ...ถ้าห้าหมื่นต่อครั้งผมก็โอเคอยู่นะ แต่ถ้าต่อน้ำ ผมว่ามันคงจะแพงไปหน่อย สำหรับสินค้าที่ไม่สดแล้วอย่างคุณ”

“หึ! ไม่นึกเลยว่าระดับเจ้าพ่อดนัยจะขี้งกกับเขาเหมือนกัน”

“ทำไมล่ะ? ผมเป็นพ่อค้านะ ก็ต้องคำนวณกำไรขาดทุนไว้ก่อนอยู่แล้ว ซึ่งผมจะลงทุนกับของที่ผมเห็นถึงผลกำไรเท่านั้น”

ดนัยพูดพลางจิบเหล้าสาเกบ่มอย่างดีช้า ๆ ทำราวกับไม่ยี่หระกับบดินทร์ที่นั่งคุดคู้อยู่อีกฝั่งของฟูกนอน

“เอาเป็นว่าเมื่อไหร่ ที่ผมเห็นกำไรที่ผมจะได้จากตัวของคุณ วันนั้นผมค่อยเพิ่มมูลค่าให้ก็แล้วกันนะ”

ดนัยว่า พลางขยับตัวหย่อนร่างลงนอนเอกเขนกบนฟูกกว้างอย่างอารมณ์ดี สายตาที่ฉายแววกรุ่นโกรธอยู่เมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นกรุ้มกริ่มอย่างประหลาด ก่อนจะตอบรับข้อเสนอของบดินทร์ออกไป

“โอเค ผมยอมรับข้อเสนอ”

“!!?”

พูดจบก็เอื้อมมือไปกระตุกลากร่างของบดินทร์ลงทับร่างตนเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ บดินทร์ยันกายดิ้นรนทันทีราวต้องของร้อน ทว่าดนัยเองก็ไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ

ยื้อยุดกันครู่หนึ่ง บดินทร์ก็เลิกขัดขืน เป็นเขาที่เพิ่งเสนอขายตัวเองครั้งละห้าหมื่น แล้วยังจะมาเล่นตัวเพื่ออะไร เพราะคิดได้จึงยินยอมนอนนิ่งอยู่บนตัวของดนัยอยู่แบบนั้น

เมื่อเห็นว่าคนบนร่างยอมอ่อนให้ ผู้มีสิทธิ์ขาดก็ยกยิ้มพึงใจ สายตามองตรงไปยังบดินทร์อย่างนึกขัน ทำไมกันนะคนคนนี้ถึงได้เอาใจยากนัก พอเขาดีด้วยก็เอาแต่พยศ แต่พอใจร้ายใส่ก็ดันยอมลงให้ง่าย ๆ ทั้งยังคอยแดกดันตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอีกว่าเป็นแค่ทาสที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียง...

น่าขัน...ทั้งที่แค่ทำตัวว่าง่ายหน่อยก็จะได้อยู่อย่างสบายแล้วแท้ ๆ ดนัยยิ้มเย็นให้กับเหยื่อแสนหวานที่กำลังดิ้นพล่านอยู่บนกับดักที่ถูกติดตรึงอยู่ นี่บดินทร์จะรู้หรือเปล่านะว่าการทำแบบนี้มันยิ่งน่ารังแกมากกว่าน่าสงสาร อยากรู้นักว่าจะพยศไปได้อีกสักกี่น้ำ...

“ดิน ข้อตกลงนี้ ไม่นับกรณีที่คุณเป็นคนเริ่มก่อนนะ”

ดนัยกระซิบที่ข้างหูของคนบนร่าง พลางแกล้งงับเบา ๆ เข้าที่ซอกคอขาวของอีกฝ่าย

“!!”

บดินทร์สะดุ้งสุดตัว เขาดิ้นออกจากบนตัวของดนัยด้วยความตกใจ จนชุดยูสเต๊กตะเกือบหลุดลุ่ยออกจากร่าง แต่เมื่อถูกดนัยไล่คว้าแล้วกดลงให้นอนลงบนฟูจากด้านหลัง เขาก็ยอมสงบลงแล้วนึกโกรธตัวเองที่เอาแต่ทำเรื่องไร้สาระ เช่นการดิ้นรนอย่างเสียเปล่าแบบนั้น แต่พอได้ยินเสียงกระซิบของดนัยที่ข้างหู ร่างกายมันก็ต่อต้านขึ้นมาอีก

“ชี่...อย่าดิ้นนักสิครับ ไหนว่าขายครั้งละห้าหมื่นไง ทำตัวให้มันสมราคาหน่อย”

บดินทร์ชะงักไปทันทีที่ได้ยิน คำประชดประชันที่เขาพ่นออกไปตามแรงอารมณ์เมื่อครู่นั้น ตอนนี้มันกลับเป็นปลายหอกแหลมคมที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเขาเองไปเสียแล้ว

“ขะ…ขอโทษนะ....วันนี้ผมยังไม่พร้อม”

สุดท้ายจึงต้องกัดฟันตอบเสียงอ่อน ขณะฝืนใจยินยอมให้ปลายจมูกโด่งดอมดมอยู่ตรงกลุ่มผมหลังใบหู

“อะไรกัน? เล่นตัวแบบนี้จะโก่งค่าตัวหรือไง?”

“...”

“ว่าไงล่ะ?”

ดนัยรุกรานหนักขึ้น โดยการตะโบมลูบต้นขาขาวที่โผล่พ้นชายเสื้อยูกาตะของบดินทร์ในเชิงข่มขวัญมากกว่าปลุกเร้า อยากรู้ว่าคนใต้ร่างจะฝืนทนได้อีกแค่ไหน

“อย่า!”

บดินทร์ร้องห้ามขึ้นทันทีที่มือของดนัยลูบสูงขึ้นมาจนเกือบถึงจุดสำคัญ

“ทำไมล่ะ? ถ้าคุณทำให้ผมเสร็จได้ ผมก็พร้อมจ่ายห้าหมื่นทันทีนะ มันไม่ดีหรือไง?”

“ก็บอกว่าอย่าไง! เลิกดูถูกกันเสียที!!”

บดินทร์ตะโกนลั่นด้วยความคับข้องใจ และนั่นก็เป็นเส้นความอดทนสุดท้ายของดนัยเช่นกัน จากที่แค่กอดก่ายแกล้งหยอกเล่น ตอนนี้จึงกลายเป็นจับขึงพืด กดตรึงเอาไว้บนฟูกนุ่มด้วยความรุนแรงแทน ก่อนที่ดนัยจะกลั่นคำถามบางอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นจนน่าขนลุก

“ผมให้โอกาสคุณคิดให้ดีอีกครั้งนะบดินทร์ ว่าใครกันแน่ที่ดูถูกใคร?”

“...”

“ผมเหรอ? ที่เป็นฝ่ายเริ่ม?”

“...”

“หรือเป็นตัวคุณเองกันแน่ที่ทั้งดูถูกตัวเอง...และดูถูกผมด้วย”

ยิ่งพูด ดนัยก็ยิ่งก้มต่ำลงมาหาบดินทร์ที่นอนหน้าซีดเผือดอยู่ใต้ร่าง เรื่องที่ดนัยพูดมานั้นมันจริงเสียจนบดินทร์ปฏิเสธไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นบดินทร์ก็ยังอุตส่าห์โต้เถียง

“นั่นมันเป็นเพราะคุณดูถูกผมก่อน!”

“เมื่อไหร่กัน?”

“ก็เรื่อง...งานของ...มาซามิ...”

“หึ...คุณรู้เหรอว่ามาซามิทำงานอะไร? ผมถึงอยากให้คุณเรียนรู้จากเขา”

ดนัยเค้นถามด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นตามอารมณ์

“หรือคุณไม่สนใจ เพราะงานเดียวที่คุณถนัดนักหนา คือการเอาตัวเข้าแลกแบบนี้? ซึ่ง...ผมก็โอเคนะ”

“นั่นมัน! อ๊ะ! อยะ…!!”

บดินทร์ตั้งใจจะเถียงต่อแม้จะจนมุมเต็มที แต่ก็ต้องสติเตลิดไปเพราะถูกดนัยรุกรานเข้าที่ข้างแก้ม ปลายจมูกโด่งจงใจเข้าใกล้แก้มใสที่กำลังเบี่ยงหลบอย่างสุดกำลัง ก่อนจะลากผ่านไปจนถึงข้างหู เพื่อเอ่ยอธิบายความเป็นจริงให้คนที่ไม่ยอมเข้าใจเสียทีได้ฟัง

“รู้เอาไว้นะ มาซามิน่ะเป็นคนรักของโอกามิซัง ทั้งยังเป็นเลขาคนสนิทที่สามารถจัดการงานทุกอย่างแทนโอกามิซังได้ เป็นคนเก่งและมีความสามารถมากอย่างหาตัวจับยาก การจะเป็นผู้หญิงของยากูซ่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดำรงตำแหน่งคนรักพ่วงรองหัวหน้าน่ะ ถ้าไม่แกร่งจริง...ก็ทำไม่ได้หรอกนะ นี่ต่างหากล่ะ สิ่งที่ผมต้องการให้คุณเรียนรู้จากมาซามิเขาน่ะ”

“...”

บดินทร์นิ่งอึ้งไปทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดใส่ก้อนสมองที่เคยร้อนลวก ละอายใจต่อมาซามิเหลือเกินที่เขาเผลอคิดสกปรกกับฝ่ายนั้นไปเมื่อครู่ เขาตีความมันผิดตั้งแต่แรก แล้วดันร้องแรกแหกกระเชอว่าโดนรังแก ใบหน้าของบดินทร์ชาวาบเมื่อนึกถึงเรื่องที่เขาเพิ่งประชดประชันออกไป ‘ขาย...ครั้งละห้าหมื่น’ บ้าที่สุด เขาฆ่าตัวตายเองชัด ๆ!!

คราวนี้บดินทร์ไม่เหลือแรงที่จะดิ้นรนหรือต่อต้านอะไรกับดนัยอีกแล้ว

แต่ในขณะที่เริ่มทำใจยอมรับผลการกระทำได้ ดนัยกลับยอมปล่อยตัวกันง่าย ๆ

“เอาล่ะ กลับไปพักที่ห้องคุณเถอะ วันนี้ผมอนุญาตให้คุณพักก่อน”

พูดจบก็ยันร่างออกจากบดินทร์เพื่อปล่อยเหยื่อตัวร้ายให้เป็นอิสระ

“..?”

บดินทร์ยันตัวเองลุกตามขึ้นมาด้วยความมึนงง ก่อนเร่งจัดเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เข้าที่ทั้งที่มือไม้ยังสั่นเทาไม่หยุด การได้รับอนุญาตให้สามารถกลับไปในที่ของตัวเองเป็นอะไรที่วิเศษมากในการเดินทางครั้งนี้ ความดีใจทำให้บดินทร์ลนลานอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ทันสังเกตถึงสายตาที่กำลังจ้องมองมาของดนัย

ไม่เห็นเลยว่าสายตานั้นกำลังซ่อนความหมายที่น่ากลัวเอาไว้ขนาดไหน

ไม่ถึงนาทีบดินทร์ก็กระวีกระวาดลุกขึ้นจากฟูกนอน หมายตรงดิ่งออกจากห้องที่น่ากลัวนี้โดยไม่คิดร่ำลาเจ้าของห้องแม้สักคำ

“คุณเข้าใจไม่ผิดหรอกดิน”

“!? ...”

ทว่าในจังหวะที่กำลังจะเปิดประตูเลื่อน เสียงของดนัยก็ดังตามหลังมาจนทำให้บดินทร์ชะงักค้าง เมื่อหันหลังกลับไปมองยังอีกฝ่าย ก็ต้องสะท้านไปทั้งตัวกับดวงตาวาววามที่จ้องเขม็งมา

“งานที่ผมพาคุณมาทำที่นี่...คือการเป็นผู้หญิงของผม”




ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


บดินทร์วิ่งหนีออกจากห้องของดนัยสุดฝีเท้า ไม่สนว่าจะถูกเหล่าบอดี้การ์ดที่ยืนเฝ้ายามอยู่หน้าห้องนั้นมองมาอย่างไร ทั้งเจ็บปวดและเจ็บใจกับสิ่งที่ถูกกระทำ ทั้งยังสับสนในตัวเองจนหาทางออกไม่ได้ วิ่งมาได้จนเกือบถึงหัวมุมห้องของตนก็หยุดพักหอบหายใจสะท้าน ก่อนที่ครู่ต่อมาจะมีทั้งน้ำตาและเสียงสะอื้นตามขึ้นมา

น้ำตาแห่งความพ่ายแพ้

เพราะต้องการหนีความจริงที่เมืองไทย จึงตกหลุมพรางที่ดนัยสร้างภาพมายาปิดเอาไว้ พามาทำงานด้วยกันเพื่อใช้หนี้ งานอะไรก็ได้ในวงการมายาที่พอจะทำได้ เขาเชื่อและตามอีกฝ่ายมาทั้งที่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของดนัยเป็นใคร

ถึงตรงนี้บดินทร์รู้สึกตัวแล้วว่าตัวเองช่างโง่เง่า ที่เผลอไปหลงวางใจปีศาจตนนั้นเข้า

[งานที่ผมพาคุณมาทำที่นี่...คือการเป็นผู้หญิงของผม]

ดั่งคำสาปสรรอันเหี้ยมโหด ร่างของบดินทร์สั่นเทิ้มไปตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้า คิดไม่ออกเลยว่าชีวิตจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร มันมืดมนอนธการไปหมดจนหาทางออกไม่ได้ เป็นผู้หญิงของเจ้าพ่อทั้งที่เป็นตัวผู้ เรื่องน่าอัปยศอดสูแบบนั้นมันเกินกว่าที่บดินทร์จะรับไหว จะหนีได้ยังไง? จะหลุดพ้นได้ยังไง?



“กรุณาเข้าห้องได้แล้วครับ คุณบดินทร์”

“!!?”

เสียงที่ดังขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน ทำเอาบดินทร์สะดุ้งไปทั้งตัว พอเงยหน้าขึ้นไปมองแล้วเจอกับมานพลูกน้องคนสนิทของดนัยเข้า บดินทร์ก็รีบปาดหยาดน้ำที่ยังนองหน้าแบบลวก ๆ

“ไม่ต้องมายุ่ง”

บดินทร์สบถก่อนจะรีบเดินผ่านร่างของมานพไปด้วยความหงุดหงิด พ้นเจ้านายมาแล้วยังต้องมาเจอลูกน้องอีก!

“ก็ไม่ได้อยากยุ่งหรอก แต่นายท่านสั่งให้คอยจับตาดูคุณไว้”

“หึ! เป็นหมารับใช้ที่ซื่อสัตย์ดีนี่ ทั้งที่เกลียดฉันจะแย่”

บดินทร์เยาะเย้ยอีกฝ่าย เพราะเขารู้ตัวมานานแล้วว่ามานพเกลียดตนมากแค่ไหน ซึ่งเขาไม่สน เพราะให้ตายในชีวิตนี้เขาก็ไม่ขอญาติดีทั้งกับดนัยและพรรคพวกของมันเด็ดขาด

“ถ้ารู้ตัวก็อย่าทำตัวมีปัญหาให้มันมากนัก เพราะถ้าวันไหนที่นายท่านไม่เมตตาขึ้นมา...คุณจะลำบาก”

มานพตอกกลับอย่างแสบสันไม่น้อยหน้า บดินทร์กัดฟันกรอดหันกลับไปมองอีกฝ่ายที่กำลังมองเหยียดกันอยู่ก่อนแล้ว จริงอยู่ว่ากับดนัยนั้นเขาไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ แต่กับคนที่เป็นขี้ข้าไม่ต่างกันแบบมานพ เขาไม่จำเป็นต้องกลัว ไม่จำเป็นต้องทนถูกมันเหยียดหยาม!

“ปากดีนักนะ ไม่รู้เหรอว่านายมึงให้กูมาอยู่ในฐานะอะไร? หมารักนายอย่างมึงน่าจะรู้นะว่านายมึงให้กูอยู่สูงกว่า!”

บดินทร์กดเสียงต่ำ คำรามขู่อีกฝ่ายด้วยความโกรธเกรี้ยว ทั้งที่เขารังเกียจตำแหน่งผู้หญิงของเจ้าพ่อยิ่งกว่าอะไร แต่กลับอดใช้ประโยชน์จากมันไม่ได้ น่าสมเพชเหรอ? เฮอะ! เขาเลยจุดนั้นมานานแล้ว

แต่มานพกลับไม่ได้รู้สึกกริ่งกลัว บอดี้การ์ดหนุ่มทำเพียงเหยียดยิ้ม แล้วเผชิญหน้ากับบดินทร์ตรง ๆ

“ครับ...คุณบดินทร์ ตอนนี้คุณอาจเหนือกว่าผม แต่ผมก็อยากให้คุณรู้เอาไว้เหมือนกันว่าคุณไม่ใช่คนแรกที่เป็นผู้หญิงของนาย...แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นคนสุดท้ายด้วย ผมเอาหัวเป็นประกัน หึ หึ ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันนะ ว่าเด็กใหม่ของนายท่านคนนี้...จะเป็นคนโปรดได้สักกี่วัน”

“ไอ้สัตว์!”

บดินทร์ผรุสวาท พร้อมเหวี่ยงหมัดหลุน ๆ เข้าหามานพทันที แต่ด้วยชั้นเชิงที่ต่างกัน มวยหมัดของอดีตดาราย่อมไม่อาจต่อกรกับบอดี้การ์ดมืออาชีพได้ สุดท้ายคมหมัดทื่อ ๆ ของบดินทร์ก็ถูกหยุดไว้อย่างง่ายดายเพียงแค่มานพเบี่ยงตัวหลบ

พอพลาดเป้า แรงหมัดที่เหวี่ยงออกไปอย่างเต็มกำลังจึงทำให้บดินทร์เสียหลักไปชนกับเสาเรือนเข้าโครมใหญ่ แต่แม้จะเจ็บจุกเท่าใดเขาก็ไม่ยอมส่งเสียงน่าอดสูออกมาให้ใครได้ยิน

บอดี้การ์ดหนุ่มพูดขึ้น ขณะใช้มือปัดฝุ่นเล็ก ๆ บนไหล่ ก่อนส่งสายตาเยาะหยันให้บดินทร์ที่จ้องมองมาก่อนแล้ว

“ไม่ต้องรีบหาเรื่องผมหรอกคุณบดินทร์ เพราะเมื่อถึงวันที่คุณหมดราคา...เราได้คุยกันยาวแน่”

มานพพูดทิ้งท้ายเพียงแค่นั้นแล้วเดินจากไป ทิ้งบดินทร์ไว้กับความเจ็บใจจนตัวสั่นเทิ้มที่ไม่อาจต่อกรอะไรได้เลย เขาอยากชนะ! ไม่ว่ายังไงก็ตามเขาไม่อยากเป็นไอ้ขี้แพ้ต่อหน้าลูกน้องของดนัย แต่จะให้พร้อมใจยอมตกเป็นทาสบำเรอกามของอีกฝ่ายนั้นก็ไม่อาจทนทำใจได้

บดินทร์ได้แต่เดินกลับเข้าห้องของตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า ถูกความท้อแท้จู่โจมจนแทบไม่เหลือแรงยืน อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าวันใหม่ นี่เพิ่งจะคืนแรกเท่านั้นทำไมมันถึงยาวนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์เช่นนี้ แล้วเวลาที่เหลือจากนี้เล่า ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป?

ลมหายใจที่เหลืออยู่นี้...จะได้รับอิสระเมื่อไหร่กัน?



++++++++++++++++



ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


“น่าเสียดายจังนะครับ ผมยังไม่อยากให้คุณดินกลับเลย”

เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับการจากลา เพราะดนัยยังต้องเดินทางต่างเมืองเพื่อดูงานของกิจการบางอย่างของตนในประเทศญี่ปุ่น และไม่ค่อยสะดวกใจนักหากต้องอยู่รบกวนหัวหน้าสาขาใหญ่อย่างโอกามินาน

มาซามิรีบเข้ามาร่ำลาบดินทร์ด้วยความเป็นมิตร เพราะถึงจะเพียงครู่สั้น ๆ ที่ได้คุยกัน ต้นมิตรภาพอันแปลกประหลาดก็ได้งอกงามขึ้นมาเสียแล้ว มาซามิยิ้มพราวพร้อมยื่นนามบัตรของตนใส่มือให้บดินทร์อย่างเป็นมิตร

“นี่นามบัตรผมนะ คิดถึงเมื่อไหร่ก็โทรมา”

“ขอบคุณนะครับ ไว้ผมจะโทรหานะ”

บดินทร์ยิ้มรับ พลางนึกยอกใจที่เผลอคิดร้ายกับอีกฝ่ายไปเมื่อคืน ก่อนจะมองหน้าของมาซามิอย่างพินิจพิจารณาเป็นครั้งสุดท้าย ผู้ชายที่หน้าตาสะอาดหมดจดคนนี้คือผู้หญิงของยากูซ่า...คนรักของหัวหน้าที่ลูกน้องในแก๊งทุกคนให้ความเคารพยำเกรง ใบหน้าคมคายที่ประดับแต่รอยยิ้มพิมพ์ใจอยู่ตลอดนี้ แท้จริงเบื้องหลังยังแฝงเอาไว้ด้วยความร้อนแรงยามค่ำคืน เพื่อเติมเต็มให้แก่ผู้เป็นเจ้าชีวิต...กระนั้น ก็ยังน่ายกย่อง

แล้วเขาล่ะ?

“ดิน…?”

“!?”

บดินทร์สะดุ้งจากภวังค์เพราะถูกมาซามิตรงหน้าเรียกขาน พร้อมกับที่มืออีกฝ่ายยื่นมาจับมือของเขาไว้

แต่ที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่าคงเป็นคำพูดของอีกฝ่าย

“อย่ากลัวในทางที่คุณเลือก ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ คุณจะชนะ”

มาซามิพูดเสียงเบาคล้ายกระซิบ ทว่าแน่นหนัก

บดินทร์ลอบกลืนน้ำลายพร้อมสะท้านเบา ๆ จากสิ่งที่เพิ่งได้ยิน มาซามิดูออกทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างเขากับดนัย คนคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่ถูกกล่าวขานกันมาจริง ๆ ด้วย

“คุณมีเสน่ห์มากนะดิน ใช้มันให้คุ้มค่า ผมเชื่อว่าแดนนี่พร้อมให้คุณได้ทุกอย่างเพียงแค่คุณร้องขอ เขายิ่งใหญ่ และคุณก็จะไม่แพ้ใครแน่…เชื่อผม!”

ประโยคยืดยาวที่เป็นเหมือนคำเตือนใจก่อนจากลา เพราะถูกใจมาก มาซามิจึงอยากสอนให้บดินทร์รู้จักบริหารเสน่ห์เล่ห์กลของตนเพื่อความยิ่งใหญ่ แม้ในวันนั้นบดินทร์จะยังไม่เข้าใจ หรือยังไม่สามารถทำใจยอมรับได้ แต่มันจะเกิดผลต่อบดินทร์อย่างมากในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน



+++++++++++++++++



ผ่านไปร่วมสองสัปดาห์นับจากวันที่จากคฤหาสน์ของโอกามิมา บดินทร์ถูกดนัยพามาไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งกลางมหานครโตเกียวที่เจ้าพ่อหนุ่มเหมาระยะยาวเอาไว้ ในระหว่างนั้นดนัยก็เดินทางไปที่ต่าง ๆ ตลอด โดยทิ้งบดินทร์เอาไว้ไม่ได้พาติดตามไปด้วย การที่ไม่ได้เจอหน้าค่าตากันเลยระยะหนึ่งทำให้บดินทร์หายใจได้คล่องขึ้น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจนัก เพราะคำสุดท้ายที่ดนัยทิ้งเอาไว้ก่อนไป

‘ผมให้เวลาคุณพักเต็มที่ อยากไปไหนก็บอกวิเชียรได้ มันจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนคุณ’

ทิ้งลูกน้องเอาไว้คอยเฝ้าเขาล่ะสิ บดินทร์คิดได้แค่แบบนั้น แต่ก็ยังดีกว่าทิ้งไอ้หมาบ้ามานพไว้แหละนะ แบบนั้นบดินทร์ก็ค่อยใจชื้น เพราะเขากับวิเชียรถือว่าไม่มีเรื่องบาดหมางกัน

‘พักให้เต็มที่ล่ะดิน เพราะคุณต้องเริ่มงานทันทีที่ถึงอเมริกา’

งานอะไรไม่รู้ และบดินทร์ไม่ต้องการจะรู้ เขาท่องจำคำพูดของมาซามิขึ้นใจ แต่มันไม่เข้าไปประมวลผลว่าต้องทำอะไรบ้างในสมอง เขายังไม่พร้อม รังเกียจที่จะทำมันจนไม่เห็นหนทางที่จะพร้อมขึ้นมาได้ เจ็บปวดทุกครั้งที่คิดว่าจะต้องไปเจออะไรบ้างที่อเมริกา

ผู้หญิงของเจ้าพ่อ...ผู้หญิงของดนัย...มันบัดซบสิ้นดี!!

นี่มันคงเป็น...เวรกรรมสินะ

เพราะความเบื่อหน่าย และท้อแท้ในโชคชะตา บดินทร์จึงไม่ยอมออกไปไหนเลย เอาแต่ฝังตัวเงียบอยู่ในห้อง สั่งเพียงอาหารขึ้นมาส่งตามเวลาที่ท้องหิว นอกจากนั้นก็เมามายไปกับเหล้ารสดีที่สุดเท่าที่โรงแรมมี จนเมาหัวราน้ำไปวัน ๆ แค่นั้น ในเมื่อเจ้าพ่อดนัยบอกว่าจะเปย์ให้ บดินทร์ก็เลิกสนใจราคาของสรรพสุราพวกนั้น ดื่มมันให้ล่มจมกันไปข้าง

เมา ตื่น กินข้าว เมา หลับ ตื่น เมา กินข้าว ไม่มีเวลาที่แน่ชัด ไม่รู้เดือนรู้ตะวัน ไม่รู้วันรู้คืน บดินทร์ปล่อยตัวเองให้เน่าเป็นซากศพอยู่ในห้องพร้อมกับกองขวดเหล้าและก้นบุหรี่ เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ออฟหนุ่มหรือสาวบริการขึ้นมากกที่ห้อง ไม่อย่างนั้นป่านนี้อาจติดโรคทางเพศสัมพันธ์ไปแล้ว

นี่ถ้าไม่ถูกวิเชียรคอยจับตามอง และขอร้องว่าได้โปรดอย่าทำให้นายเหนือต้องลงโทษฝ่ายนั้นแล้วล่ะก็ ป่านนี้เขาคงเหมาโฮสต์ทั้งชายหญิงจนหมดบาร์หน้าโรงแรมมาแล้ว

...น่าเบื่อที่สุด!





“โอยย แสบตา! ปิดซะที คนจะนอน!!”

เช้าวันหนึ่ง จู่ ๆ ก็ถูกรบกวนการนอนด้วยแสงที่สว่างเกินกว่าสายตาจะรับได้ เขายังเมาค้างไม่หายเลยยังไม่อยากตื่น ใครสาระแนมาเปิดผ้าม่านในห้องกัน!?

“อะไรกัน คุณต้อนรับผมได้ใจร้ายมากเลยนะดิน”

“!!?”

บดินทร์ลุกพรวดขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงของดนัยใกล้ ๆ มาเฟียหนุ่มอยู่ในชุดสูทสามชั้นราคาแพงระยับยืนกอดอกมองอยู่ข้างเตียง พร้อมรอยยิ้มจอมปลอมที่บดินทร์รู้จักดี

“เข้ามาได้ยังไง...”

บดินทร์ตะคอกถามออกไป ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วทึ้งหัวของตัวเองไปทีหนึ่ง ในเมื่อดนัยเป็นเจ้าของทุกอย่าง ย่อมมีสิทธิ์เข้าไปที่ห้องไหนก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่ที่นี่

“อาบน้ำแต่งตัวซะ เราต้องออกเดินทางกันแล้ว”

น่าแปลกที่ดนัยไม่ได้ทักอะไรต่อ นอกจากใช้ให้ซากศพพูดได้ที่หนวดเครารกครึ้ม ทั้งยังเหม็นหึ่งไปด้วยกลิ่นเหล้าและบุหรี่ไปอาบน้ำเสียที

“เดินทาง?”

“ใช่...ไปอาโอโมริกัน”



+++++++++++++++++++



ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า


“ยุ?”

“ดิน? มาทำไรแถวนี้วะ ไหนว่าไปอเมริกา?”

“โดนปล่อยเกาะน่ะ”

“หะ? กูไม่ตลกด้วยนะไอ้บ้า ตกลงกับดนัยมันยังไงกันแน่วะ?”

แน่นอนว่าสดายุไม่มีทางเชื่อ การที่จู่ ๆ บดินทร์มาโผล่แถวบ้านญาติกฤตเมธที่ญี่ปุ่นมันไม่น่าจะเป็นเรื่องของพรหมลิขิตไปได้ แต่พอถามออกไปไอ้บ้าตรงหน้ากลับเอาแต่พูดจากำกวม พอคาดคั้นหนักเข้า แทนที่จะตอบคำถามดันยื่นมือมาหาแล้วทำเสียงอ้อน

“ยุ...กูหิว ไม่มีเงินติดตัวเลย หนาวก็หนาว...”

ใช่เพียงแค่น้ำเสียงที่ออดอ้อน ดวงตาที่ช้อนมองมาก็ยังใช่ แบบนั้นจะให้สดายุทำอย่างไรได้ นอกจากกลอกตามองบน แล้วบ่นว่าคิดจะอำกันไปจนถึงเมื่อไหร่? เพราะแม้จะไม่สนิทเท่าไหร่ แต่สดายุก็พอรู้ว่าดนัยไม่ใช่คนที่จะทิ้งขว้างใครไว้แน่

ถ้าไม่หลงทาง ก็หนีมา...

ว่าแต่จะ ‘หนี’ ทำไมกัน?

“ดนัยอยู่ไหน? มึงพักที่ไหนเนี่ย กูได้หาทางไปส่งให้”

สดายุถาม พลางดึงแขนออกจากการเกาะกุม ดูเหมือนบดินทร์เองก็พอจะรู้ตัวว่าเล่นแง่ต่อไปไม่ได้ สุดท้ายเลยยอมพูดความจริง

“มันติดงานน่ะ เลยต้องแวะอยู่ที่ญี่ปุ่นนี่หลายวัน แต่พรุ่งนี้เช้าก็จะไปอเมริกาแล้วล่ะ”

“อ๋อเหรอ แปลกเนอะ อยู่ถึงญี่ปุ่นก็ยังอุตส่าห์มาเจอกันได้อีกนะมึงกับกูเนี่ย แล้วนี่ที่พักอยู่ไหนอ่ะ”

“ก็...ไกลอยู่ ไม่รู้สิ จำไม่ได้อ่ะ มันบอกให้รออยู่แถวนี้ แล้วค่ำ ๆ จะมารับ...แต่กูดันลืมกระเป๋าสตางค์”

บดินทร์ตอบเรื่องจริง ก็ไม่ได้คิดจะหลอกอะไรสดายุตั้งแต่แรก ก็แค่ไม่ได้บอกว่าเรื่องที่ได้มาเจอกันนี่ มันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ



++++++++++++++++



“พาผมมาด้วยทำไม? ปกติแค่ดูงานไม่จำเป็นต้องลากมาด้วยนี่”

บดินทร์ถามขึ้นด้วยความหงุดหงิด ที่ถูกลากตัวมาตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งที่พรุ่งนี้เช้าก็จะเดินทางต่อไปยังอเมริกาแล้ว แม้แต่อิสระวันสุดท้ายก็ยังถูกลิดรอนหรือ?

“ทำไม? มาเป็นเพื่อนผมไม่ได้หรือไง?”

ดนัยตัดพ้อ พร้อมมอบรอยยิ้มที่บดินทร์แสนเกลียดมาให้

“ไหนว่าจะให้ผมพักให้เต็มที่ไง? โกหกกันนี่!”

“แล้วถ้าผมบอกว่ายุอยู่ที่นี่ล่ะ?”

“อะไรนะ? ยุอยู่ญี่ปุ่นเหรอ? ที่ไหน? ยุอยู่ที่ไหน?”

“อิจฉายุจัง ผมไม่อยู่ตั้งหลายวันคุณไม่เห็นคิดถึงผมแบบนี้บ้างเลย”

ดนัยยั่วเย้า ยิ่งเห็นสีหน้าที่ดีใจจนปิดไม่อยู่ของบดินทร์แบบนั้น ดนัยก็ยิ่งแกล้ง

“ผมไม่จำเป็นต้องคิดถึงคุณนี่!”

บดินทร์ตะคอกออกไปด้วยความหงุดหงิดที่โดนดนัยแกล้งหยอกเล่น ทว่าเพียงครู่ต่อมาก็คิดอะไรบางอย่างออก

“แต่ถ้าคุณยอมบอกผมว่ายุอยู่ที่ไหน...ผมจะตอบแทนคุณ”

ไหน ๆ หลังจากนี้ไปก็มีแต่เสียกับเสียอยู่แล้ว ก็ใช้มันเป็นข้อแลกเปลี่ยนเสียเลย!

“หึ...คุณจะเอาอะไรมาตอบแทนผมกัน?”

ดนัยลองเชิงอย่างคนทำธุรกิจ อยากรู้นักว่าของตอบแทนของบดินทร์นั้นมันจะเร้าใจแค่ไหน?

“แล้วคุณอยากได้อะไรจากผมล่ะ?”

“อะไรก็ได้เหรอ?”

“...ทุกอย่าง”



++++++++++++++++++



สุดท้าย ด้วยความเห็นใจเพื่อนเก่า สดายุจึงยินยอมให้บดินทร์ตามมาพักที่บ้านก่อนระหว่างรอดนัย หลังให้ที่พักพิง พร้อมเลี้ยงอาหารเสร็จสรรพ บดินทร์ก็ถูกสดายุให้พักผ่อนตามอัธยาศัย เรียกได้ว่าปล่อยให้อยู่ตามยถากรรมเลยน่าจะถูกกว่า เพราะเมื่อหายหิว สดายุก็พาตัวเองกลับขึ้นห้อง แล้วจมอยู่กับมังงะกองโต โดยไม่คิดสนใจใด ๆ แม้ว่าจะมีแขกตามมานั่งร่วมห้องอยู่ด้วยอีกคน

สดายุไม่ใช่คนช่างคุย ส่วนบดินทร์เองก็ยังคงเกร็ง ๆ การสนทนาระหว่างกันจึงไม่ปะติดปะต่อ ยิ่งเห็นว่าสดายุกำลังดำดิ่งอยู่กับการอ่านมังงะญี่ปุ่นด้วยแล้ว บดินทร์ก็ยิ่งไม่กล้าขัดขวางความสุข เพราะแค่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ แค่ได้เห็นหน้า แค่ได้แอบมอง ก็พอใจเหลือเกินแล้ว

บดินทร์มีความสุขแม้เพียงแค่ได้นั่งอยู่ในที่เดียวกับสดายุ ความสงบใจและบรรยากาศที่อบอุ่นของห้องน้อยนี้ ในที่สุดก็ทำให้บดินทร์เผลอหลับไป กว่าจะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ตื่นมาเจอกับใครอีกคนที่นอนหลับอยู่ข้างกัน

“...!?”

บดินทร์รีบลุกขึ้น ตื่นเต็มตาทันทีในตอนนี้ ทำใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วลองขยับเข้าใกล้สดายุที่กำลังหลับลึกอย่างระมัดระวัง

ผมยาวขึ้นนิดหน่อยหรือเปล่านะ?

ขาวขึ้นจมเลย ได้ออกแดดบ้างหรือเปล่าเนี่ย?

ดูมีน้ำมีนวลขึ้นแฮะ

หลับสนิทจัง…

บดินทร์ จ้องมองสดายุด้วยสายตาที่ร้อนแรงอย่างที่ใจปรารถนา รักมานานจนไม่อาจถอนใจ แต่เพราะเคยทำร้ายอีกฝ่ายด้วยความเห็นแก่ตัวมากจนเกินไป วันนี้ถึงทำได้แค่แอบมอง ช่างน่าสมเพชเสียเหลือเกิน

เห็นว่าสดายุหลับสนิท คนขี้ขลาดตาขาวอย่างบดินทร์ก็เกิดย่ามใจ จึงค่อย ๆ ขยับกายเข้าใกล้คนหลับใหลทีละนิด ยกกองมังงะเกะกะออกไปให้พ้นทางอย่างเบามือ ลมหายใจติดขัดเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่ากำลังจะกระทำในสิ่งที่ไม่กล้าแม้แต่จะคิด หากสดายุยังตื่นลืมตา

“หากวันนั้นกูไม่ทำระยำหมากับมึง วันนี้…ก็คงแตกต่างออกไปใช่ไหม?”

เสียงทุ้มพร่ากระซิบความในใจออกมาอย่างระมัดระวัง อยากบอกกับเจ้าตัว แต่ก็ไม่ประสงค์ให้เจ้าตัวได้ยิน

“หากวันนั้นเรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน กูคงไม่ต้องเสียมึงให้กับมันใช่ไหม?”

“ยุ...มึงชอบผู้ชายหรือชอบแค่มันวะ? แล้วถ้าเป็นกู จะมีสิทธิ์หรือเปล่า?”

ยิ่งพูดออกไป หัวใจยิ่งเต้นระทึก ยิ่งเห็นว่าร่างที่นอนอยู่ข้างกันยังคงหลับสนิท จิตใจใฝ่ต่ำของบดินทร์ก็เริ่มเข้าครอบงำ ทั้งร่างสะท้านสั่นเพราะหัวใจที่เต้นรัวเป็นกลองรบ ขนาดเข้าใกล้จนลมหายใจระอุรินรดข้างแก้มใสแล้วสดายุก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น

“ยุ...กูรักมึงนะ”

เพราะรู้ว่าพูดไปสดายุก็ไม่มีทางได้ยิน บดินทร์จึงย่ามใจจนเผลอไผลพูดแต่สิ่งที่ตนคิด และทำในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิด แต่กลับหยุดความคิดและการกระทำไม่ได้

“รัก…มาตั้งแต่แรกเห็น…”

ใบหน้าหมองเศร้าโน้มลงใกล้ขึ้นทุกจังหวะคำที่เอื้อนเอ่ย

“ขอโทษ…ที่กูเผลอทำร้าย…”

ดวงตาที่อัดแน่นด้วยความปรารถนา ผ่าวร้อนและเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ทั้งที่ยังคงจ้องมองใบหน้าของคนหลับลึกเขม็ง

“อภัยให้กูนะ…”

เสียงสุดท้ายแทบจะหายไปในลำคอ ในขณะที่ริมฝีปากอุ่น บรรจงประทับลงเบา ๆ ที่ข้างแก้มของสดายุอย่างระมัดระวัง

‘ลักหลับ’ การกระทำต่ำทรามที่บดินทร์รู้อยู่แก่ใจว่าช่างชั่วช้า ปากบอกว่ารักนักหนา หากแต่ยังกล้าประทับรอยแปดเปื้อน ความผิดเอ่อล้นท้นใจ จนจำต้องปล่อยหยาดน้ำตาหยดเผาะลงตรงข้างแก้มที่ช้ำรอยจูบ ดวงตาพร่าเลือนยังคงจ้องมองคนที่ตนรักอย่างสุดใจ พร้อมด้วยความรู้สึกเจ็บปวดเหลือแสนเพราะรู้อยู่แก่ใจชัดเจนว่า ยามใดที่เจ้าของดวงหน้าหวานตื่นลืมตา มือนี้ย่อมไม่อาจไขว่คว้าได้อีก

หัวใจฝ่ายผิดชอบชั่วดีร้องห้าม หากแต่ฝ่ายต่ำทรามกลับไม่ยินยอม

เพราะถ้าหากว่านี่คือโอกาสเดียว และเป็นโอกาสครั้งสุดท้าย…

ไม่เหลือเวลาให้ใคร่ครวญแล้วว่าควรหรือไม่ ริมฝีปากบางเฉียบขยับเข้าใกล้ ริมฝีปากที่กำลังเผยอน้อย ๆ ตรงหน้า ปรารถนาแค่เพียงจูบเดียว

“เฮ้ย!”

“เฮือก!?”

ทว่าเวลากลับไม่มากพอให้ทันได้สัมผัส เสียงทักเบา ๆ แต่แน่นหนักจากหน้าประตูก็มากระชากบดินทร์กลับสู่ความจริงได้ทันเวลา

ทั้งร่างผู้กระทำความผิดสะดุ้งโหยง ลุกพรวดออกจากร่างของสดายุราวกับแมวขโมยที่ถูกจับได้ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาตะลึงมองไปยังกฤตเมธผู้เป็นเจ้าของเสียงทักด้วยแววตาเลิ่กลั่ก ซ้ำยิ่งพอเห็นอีกคนที่ยืนยิ้มอยู่ข้างหลังของฝ่ายนั้นใบหน้าของบดินทร์ก็ยิ่งถอดสี คิ้วหนาขมวดเป็นปม ริมฝีปากขบแน่นกระทั่งเนื้อตัวก็สั่นระริก

“หมดเวลาแล้ว”

กฤตเมธเอ่ยเสียงเย็นชา กอดอกพิงร่างมองเหยียดจากตรงหน้าประตูแบบไม่ปิดบัง เพราะไม่มีความคิดว่าจะต้องรักษามารยาทใด ๆ กับคนอย่างบดินทร์ ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความเห็นใจ สำหรับคนที่เคยทำร้ายคนรักของเขาได้อย่างเลือดเย็น แล้วยังจ้องขโมยกิน อย่างมัน!

ดังนั้น...

“ไสหัวไปได้แล้ว”

คือการไล่ที่ปรานีที่สุดที่กฤตเมธพอจะทำไหว ในขณะที่สองหมัดกำแน่นถูกเก็บไว้ภายใต้ท่าทางกอดอก ที่จริงเขาคงได้เผลอต่อยไปสักหมัดสองหมัด ตั้งแต่แรกที่เห็นว่าบดินทร์ตั้งใจจะทำอะไรสดายุแล้วล่ะ หากไม่ใช่เพราะถูกห้ามเอาไว้ด้วยคำมั่นสัญญาที่ว่า ‘เดี๋ยวผมจัดการให้เอง’ ของดนัยที่กำลังยืนส่งยิ้มให้น่าหมั่นไส้ให้บดินทร์อยู่

“รถรออยู่หน้าบ้านแล้ว”

เหมือนเป็นสัญญาณระหว่างกันของดนัยกับบดินทร์ เพราะทันทีที่ดนัยพูดขึ้น บดินทร์ก็กระแทกเท้าออกจากห้องไปทันที ใบหน้าแดงก่ำด้วยหลากหลายอารมณ์ผสานผสม กระทั่งหยาดน้ำตาที่ยังคงเปื้อนอยู่เต็มหน้าบดินทร์ก็ไม่มีอารมณ์จะเช็ด

“นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย!”

กฤตเมธคาดโทษขึ้นทันทีที่บดินทร์เดินผ่าน บดินทร์หยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบถลันออกไป โดยไม่มีคำโต้แย้ง ทิ้งไว้เพียงดนัยที่กลายเป็นเป้าสายตาของกฤตเมธแทน

“ครั้งหน้าไม่ทนแล้วนะเว้ย!” กฤตเมธขู่ใส่ดนัยเสียงขรม

“หืม...”

ดนัยไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ พลางยกมือยอมแพ้แบบกวนประสาทเล็ก ๆ ในขณะที่กำลังโดนกฤตเมธคาดโทษอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะตาไว ไหวตัวทันโดยการตะโกนทักทายเพื่อนเก่าอย่างสดายุเสียงทะเล้น

“หวัดดียุ ขี้เซานะเรา”

เห็นสดายุลุกขึ้นนั่ง กฤตเมธก็คร้านหาความกับดนัยต่อ

“ทำไมมาโผล่อยู่แถวนี้กันวะ?” สดายุถามดนัยขึ้น พลางลุกยืนเป็นกิจจะลักษณะ

“แวะมาทำธุระน่ะ ก็เพิ่งรู้นี่แหละว่ายุกับพี่เมธก็อยู่เมืองนี้เหมือนกัน”

ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้ม ชำเลืองมองไปทางกฤตเมธที่ยังคงหน้าบูดนิดหน่อย แล้วเบียดตัวเข้ามาในห้องเพื่อสนทนากับสดายุต่ออีกนิด

“บังเอิญเนอะ”

“...”

ดนัยยิ้มพราว รอยยิ้มเชื่อไม่ได้ถึงขนาดที่สดายุยังต้องส่ายหน้า และพอได้ยืนขึ้นมาเสมอกัน ก็เพิ่งได้เห็นเต็มตาถึงการแต่งกายของดนัย ชุดสูทสามชิ้นสีดำสนิท โค้ตยาวดูภูมิฐาน รู้สึกได้ว่านี่คงไม่ใช่แฟชั่นปกติ กฤตเมธเคยบอกเอาไว้ว่าดนัยไม่ธรรมดา เป็นบุคคลอันตรายที่ไม่สมควรมีปัญหาด้วย ตอนแรกสดายุเพียงคิดว่าแค่เส้นใหญ่ แต่พอผ่านเหตุการณ์ช่วยตัวประกันคราวนั้น เขาก็กระจ่างในระดับหนึ่งว่าดนัยมีคำว่าอิทธิพลหนุนหลังอยู่

แต่ดูเหมือนตอนนี้สดายุควรต้องคิดใหม่เกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ของดนัยเสียแล้ว

“นายคงไม่ได้รังแกไอ้ดินมันนักใช่ไหม?”

ถึงอย่างไร สดายุก็ยังคงทำตัวเป็นปกติ คิดว่าควรรักษาคำว่าเพื่อน คำว่าพวกพ้องที่ดนัยอุตส่าห์มอบให้ ดังนั้นจึงไม่คิดเกรงใจที่จะตั้งคำถามที่ตนสงสัย

ดนัยหัวเราะร่วน เมื่อได้ยินคำถามของสดายุเข้า

“หืม...อะไรทำให้นายคิดอย่างนั้นกันยุ? เราดูร้ายขนาดนั้นเชียว?”

“ก็นะ” สดายุไหวไหล่ และยังคงยืนรอคำตอบ “ว่าไง? นายคงไม่ได้แกล้งพามันมาปล่อยเกาะเล่นแถวนี้ใช่ไหม?”

“หลงทางมาเองต่างหาก นี่เราออกตามหาอยู่ตั้งนานแน่ะ”

ดนัยตอบเสียงสูง ดูน่าเชื่อถือเสียจนสดายุอดหัวเราะตามไปไม่ได้ ไม่มีทางเชื่อหรอกว่าจะบังเอิญมาเจอกันได้ครบทีมขนาดนี้ ไม่เชื่อแน่ว่าจะไม่โดนเล่นตุกติกหรือหลอกพามาเซอร์ไพรซ์

ก็คิดในแง่ดีไปงั้น เพราะสดายุไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างดนัยกับบดินทร์ จึงได้แค่คิดแบบโลกสวยว่าคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้ความช่วยเหลือกันมากมายขนาดนี้หรอก

ก็ว่าจะไม่ติดใจ แต่มันอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ สดายุจึงขอสัมภาษณ์ออกไปให้ชัดเจน

“เออนี่...ถามจริง นายกับดินไปรู้จักกันตอนไหนวะ?”

ใบหน้ายิ้มละไมของดนัยจางลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถาม เหลือเพียงรอยยิ้มที่มุมปากกับดวงตาสีเขียวทองลึกล้ำซ่อนความหมายที่เกินหยั่ง ร่างสูงใหญ่ก้าวล่วงเข้ามาให้ห้องเล็กน้อย แค่พอประชิดตัวของสดายุได้ก่อนก้มลงกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูขาว

“อย่ารู้เลย ไม่อยากถูกโกรธน่ะ”

ดนัยเลือกจะตอบเพียงแค่นั้น ก่อนผละออกมาสบตากับสดายุด้วยสายตาที่สื่อความอย่างชัดเจน ว่าไม่ต้องการให้ใครก็ตามเข้ามายุ่มย่าม ไม่เว้นแม้แต่สดายุ ความเงียบไหลผ่านทั้งคู่อยู่ร่วมนาที ใบหน้าของดนัยยังคงมีรอยยิ้ม ฝ่ายสดายุเองก็ไม่ได้บึ้งตึงอะไร ต่างฝ่ายต่างแค่จ้องมองใบหน้าของกันและกันผ่านกำแพงที่มองไม่เห็น

“ดู ๆ มันให้หน่อยก็แล้วกัน”

เป็นสดายุที่พูดขึ้นก่อน หากดนัยไม่ต้องการให้รู้ สดายุก็จะไม่เซ้าซี้ จึงทำเพียงฝากฝังเท่าที่จะทำได้ ดนัยยิ้มรับคำ ก่อนถามคำถามกลับสดายุบ้าง คำถามที่ราวกับแฝงไปด้วยถ้อยคำประชดประชัน

“นายนี่เป็นคนดีมากเลยนะยุ ทั้งที่เคยโดนบดินทร์ทำร้ายมาสารพัด ก็ยังอุตส่าห์คอยเป็นห่วง...เพื่อนเก่าที่ชื่อบดินทร์คนนี้สำหรับนายคงเป็นคนที่มีค่ามากเลยสิ”

“…ก็นะ”

คือคำตอบเดียวที่สดายุมีให้ดนัย เช่นเดียวกับที่ดนัยไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ กลับมาเหมือนกัน ดนัยหัวเราะ แต่ยังไม่ทันที่จะได้คุยอะไรต่อ ใครบางคนที่ยืนเงียบอยู่นานสองนานก็เอ่ยตัดบทขึ้นมาบ้าง

“มันไม่ตายง่ายนักหรอก อย่าห่วงให้มันมากนักเลย!”

คำเดียวเท่านั้นหยุดทุกบริบท โดยเฉพาะเมื่อชำเลืองไปเจอใบหน้าดำทะมึนจนแทบจะหยดออกมาเป็นน้ำหมึกของเจ้าของถ้อยคำด้วยแล้ว สดายุกับดนัยก็ได้แต่ทำหน้าเฝื่อน เหมือนดั่งโดนยาขม

แถมยังเป็นยาขมชนิดที่ขมพิเศษแบบไร้ความปรานี ยี่ห้อกฤตเมธเสียด้วย

“พี่ก็เห็นว่ามันออกจะสุขสบาย สภาพครบสามสิบสอง วางใจเถอะดนัยคงเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีอยู่แล้วล่ะ จริงไหม?”

ยาขมย้ำคำทั้งที่ยังหน้าบึ้งเป็นยักษ์เป็นมาร งานนี้เล่นเอาดนัยถึงกับลอบขำ ลมเพชรหึงตั้งเค้ารุนแรงขนาดนี้ สงสัยเขาคงต้องรีบถอนตัวออกจากจุดเกิดเหตุ เพราะนอกจากจะแข็งแกร่งไม่พอที่จะเป็นตัวกลางคอยไกล่เกลี่ยแล้ว ยังไม่ใช่คนที่กฤตเมธพิศวาสพอจะปรานีเสียด้วย ปล่อยเจ้าของบ้านเขาอยู่เคลียร์กันเองดีกว่า ดูจากสีหน้าของสดายุกับลักษณะการถอนหายใจเหนื่อยหน่ายแล้ว ดูท่าน่าจะต้องเคลียร์กันยาวแน่นอน

คิดได้ ดนัยก็ขอตัวลากลับ แจ้งข่าวทิ้งท้ายว่าจะเดินทางออกจากญี่ปุ่นมุ่งหน้าไปอเมริกาตอนรุ่งเช้า ซึ่งหลังออกจากบ้านกฤตเมธก็จะตรงกลับโตเกียวทันที เพื่อพักที่โรงแรมของสนามบินนาริตะเลย การร่ำลาเป็นไปอย่างกระชับฉับไว เพราะเจ้าบ้านทั้งสองอย่างกฤตเมธและสดายุ ไม่อยู่ในอารมณ์ร่ำลาอาลัยเท่าที่ควร



++++++++++++++++++



ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า
​
ดนัยลงมาจากบ้านของกฤตเมธด้วยท่าทางสบาย ๆ สบตากับบดินทร์ครั้งหนึ่งตรงประตูทางออก ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะหลบสายตาไปอย่างไม่ไยดี

พอดนัยลงมาได้ ต่างคนก็ต่างขึ้นประจำที่ของตัวเองบนรถยนต์สีดำคันหรู พร้อมออกเดินทางฝ่ากำแพงหิมะหนา ขึ้นรถได้บดินทร์ก็แสร้งทำเป็นหลับไปทันที เพียงเพราะไม่ต้องการสนทนาอะไรเลยแม้สักคำกับดนัย

“หมดค่าแล้วสินะ…เครื่องมืออย่างผมน่ะ”

“...”

ดนัยตัดพ้อขึ้น ทว่ากลับไม่มีเสียงใดตอบออกมา มาเฟียหนุ่มได้แต่นั่งขำให้กับท่าทางของคนข้างกาย ที่จริงเขาควรโกรธที่บดินทร์ที่เอาแต่หมางเมิน ซึ่งเขาก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย แต่เอาเถิด เขายังอยากให้บดินทร์ดื่มด่ำกับอิสรภาพให้เต็มที่ก่อนที่จะถูกยึดมันคืนในไม่ช้า

ดนัยละสายตาจากบดินทร์ในที่สุด เปลี่ยนเป็นมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เขายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ การกลับมาคราวนี้นอกจากการกลับมาคืนตำแหน่งในฐานะมังกรคนปัจจุบันของวิษธร หลังจากที่ให้คุณลุงของตนรักษาการแทนมานาน ทั้งยังต้องจัดการธุรกิจตัวใหม่ที่ร่วมทุนกับเจ้าซิน ที่กำลังมีปัญหาทับเส้นกับมิสเตอร์จาง เจ้าพ่อหน้าใหม่ที่คล้ายว่าจะแผ่อำนาจออกมาเรื่อย ๆ และไม่ยอมหลีกทางให้ง่าย ๆ

ไหนจะเรื่องการแต่งตั้ง ‘หงส์’

ดนัยถอนหายใจ เพราะยังมีเรื่องเครียดรอเขาอยู่อีกเป็นภูเขาที่ต้องไปสะสาง การพาบดินทร์ติดมาด้วยในสถานการณ์อย่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะนัก อย่างแรกคือความวุ่นวาย ที่ร้ายสุดก็เป็นที่เขาไม่มีเวลาอยู่กับอีกฝ่ายได้เต็มที่เหมือนที่ตั้งใจ

มาเฟียหนุ่มครุ่นคิด จะเลี้ยงนกน้อยในกรงทองคนนี้อย่างไรดีนะ? ที่พยศอยู่แบบนี้มันก็เร้าใจดีอยู่หรอก แต่อยากให้เชื่องด้วยเร็ว ๆ จัง เอาเถิด เขายังมีเวลาอยู่กับนกน้อยของเขาอีกเหลือเฟือ แต่จะฝึกให้เชื่องได้เมื่อไหร่ หรือจะตายคามือเสียก่อนนั้น คงต้องไปลุ้นกันอีกทีในอนาคต

 

++++++++++++++++++++

 

มื้อเย็น ณ ร้านอาหารฝรั่งเศส ชั้นบนสุดของโรงแรมหรู แสงเทียนสว่างไสวที่ประดับประดาดอกกุหลาบสีสวยเข้ากันกับอาหารเลิศรส ทุกจานถูกจัดเตรียมออกมาอย่างสวยงาม และการปรุงรสชาติที่พิถีพิถัน แต่มันคงจะดีกว่านี้มากหากคนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยไม่ใช่ดนัย

 

“กินไม่ลงอีกแล้วเหรอคุณ ผอมจะแย่แล้วนะ”

ดนัยทักขณะตักอาหารเข้าปาก สายตาจ้องมองมาทางบดินทร์ไม่ลดละ ใบหน้าคร้ามคมหล่อเหลาฉาบด้วยรอยยิ้มเยาะตรงข้ามกับถ้อยคำห่วงใย พาลให้บดินทร์ยิ่งกินอะไรไม่ลง

ถึงจะได้ยินชัดเจนว่าดนัยถามอะไร แต่บดินทร์ไม่คิดตอบ ปรายตามองผ่านดนัยไปเพียงครั้ง แล้วผินหน้าไปทางหน้าต่างกระจกใสเพื่อมองแสงไฟยามค่ำคืนด้านนอกแทน บรรยากาศระหว่างกันแบบนี้แน่นอนว่าไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก บดินทร์หมางเมินดนัยอยู่ตลอดตั้งแต่ร่วมทางกันมา ต้องพึ่งพา? แล้วมันยังไง หากไม่พอใจจะฆ่าทิ้งเสียตรงนี้บดินทร์ก็ไม่คิดขัดขืน แต่ถ้าจะต้องฝืนใจคอยประจบล่ะก็ ขอตายอย่างสุนัขยังจะสมใจกว่า

“หึ...แหม หลอกใช้เสร็จ ก็ถีบหัวส่งกันเลยนะ”

เห็นสภาพหมางเมินของบดินทร์แบบนั้น ดนัยก็ได้แต่นึกขัน ลูกไก่ในกำมือตัวนี้ ให้ตายก็ไม่ยอมสิ้นฤทธิ์จริง ๆ ดนัยข่มใจตัวเองไว้ จะถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงโปรโมชั่นก็แล้วกัน แล้วหลังจากนั้นค่อย…

มาเฟียหนุ่มลอบยิ้มกับตัวเอง นี่บดินทร์จะรู้ตัวบ้างหรือเปล่านะว่าเขาใจดีด้วยแค่ไหน เป็นคนอื่นหากขืนทำตัวรั้น หรือมีทีท่าไม่เกรงกลัวอำนาจกัน มันผู้นั้นย่อมไม่ได้เหลือลมหายใจมานั่งชูคอร่วมโต๊ะกันได้อย่างนี้หรอก

เพราะเป็นสดายุหรือกฤตเมธเคยขอเอาไว้น่ะหรือ?

ก็ยอมรับว่ามีส่วนช่วยอยู่บ้าง แต่บทดนัยจะร้ายเสียอย่างก็ไม่มีเหตุผลอะไรมาหักล้างได้

เมื่อบดินทร์ยังคงผินหน้าหนี ดนัยก็ถือโอกาสจ้องมองอย่างไม่ลดละ รูปร่างสง่างาม อกผายไหล่ผึ่ง สมกับที่ถูกขัดเกลาบุคลิกภาพมาให้เป็นดาราดาวเด่น แม้ว่านิสัยกับรูปร่างหน้าตาจะสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงก็เถอะ

ตัวแทนของสดายุ...คำที่เคยได้ยินหลายคนปรามาสเอาไว้ว่าบดินทร์ตั้งใจจะแทนสดายุให้ได้ แต่ฝีมือดันไม่ถึงขั้น ถึงตรงนี้ดนัยก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าบดินทร์ไม่มีทางแทนที่ของสดายุได้ รายนั้นแม้มีข่าวฉาว ก็ยังมากล้นด้วยเสน่ห์เหลือรับประทาน เสน่ห์ในแบบของสดายุ ที่ใคร ๆ ก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าบดินทร์ไม่มี

ใช่...ในจุดที่ว่าไม่เหมือนกันนั้นดนัยไม่ขอเถียง แต่เรื่องที่ว่าบดินทร์ไม่มีเสน่ห์ อันนี้คงต้องเอามาถกกันอีกที จริงอยู่สดายุมีเสน่ห์ของการเป็นนักแสดงมากมาย เรียกได้ว่าออร่าฟุ้ง ทั้งยังมีเสน่ห์ในเรื่องนิสัยแข็งนอกอ่อนใน ที่ใคร ๆ ต่างก็พากันลุ่มหลง ไม่เว้นแม้แต่กฤตเมธ พ่อพระเอกหนุ่มเนื้อทอง ที่ต้องมนต์เสน่ห์เหลือร้ายของสดายุเข้าไปจนโงหัวไม่ขึ้น

แต่บดินทร์ก็มีเสน่ห์เฉพาะตนเช่นกัน ในข้อนี้ดนัยเป็นพยานให้ได้ ใครไม่รับรู้แต่เขารู้ว่าบดินทร์คนนี้อบอวลไปด้วยเสน่ห์มากมาย…เสน่ห์ของสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่แสนหยิ่งผยองที่แม้ยามจนตรอกก็ยังน่ารักน่าเอ็นดู เสน่ห์ของกลิ่นกายหอมหวานลึกล้ำเสียจนดนัยยังรู้สึกเสพติด นั่นคือเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้บดินทร์ยังคงมีชีวิตรอดปลอดภัยอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าพ่อดนัยคนนี้

 

เกือบสามสัปดาห์ในญี่ปุ่น ดนัยพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาคอยตามใจบดินทร์ราวกับเป็นเจ้าชายก็มิปาน น้ำใจมิเคยหักหาญ อยากได้หรือหมายปองสิ่งใดก็หามาประเคนให้ ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนบดินทร์จะมองไม่เห็นค่าของสิ่งเหล่านั้นเอาเสียเลย มาเฟียหนุ่มแสยะยิ้มกว้างขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าบดินทร์ช่างไม่เห็นหัวเขาเอาเสียเลย รู้สึกเจ็บใจจนอยากหัวร่อออกมา

“นี่...ใจคอคุณจะไม่ขอบคุณผมสักคำเลยหรือไง?”

“...”

เพราะบดินทร์ยังคงเมินมองไปทางอื่น ดนัยจึงร่ายหนี้บุญคุณในครั้งนี้ของตนอย่างนึกสนุก

“ทั้งที่พอรู้ว่าพี่เมธพายุมาอยู่ที่ร้านของแม่ในอาโอโมริ ผมก็รีบพาคุณไปหาทันทีเชียวนะ”

“คุณคิดว่าผมรู้ได้ยังไงกันว่าวันนี้เป็นวันหยุดประจำปีของร้าน ถ้าผมไม่ให้มานพช่วยไปสืบ”

“คุณคิดว่าจะไปที่ร้านของยุถูกได้ยังไง ถ้าผมไม่พาคุณไปทิ้งไว้ที่นั่น”

“คุณคิดว่าถ้าผมไม่ให้คนรู้จักช่วยจัดงานพบปะของสมาคมธุรกิจร้านอาหารไทย จะสามารถจัดการก้างขวางคออย่างพี่เมธได้ยังไง?”

“แล้วคุณคิดว่าคุณแม่กรพิณน์กับพวกคนในร้านจู่ ๆ จะถูกรางวัลใหญ่จนได้ไปล่องเรือทั้งบ้านขนาดนี้ไหม ถ้าผมไม่ยอมจ่าย?”

ดนัยเล่าทุกอย่างออกมาอย่างสบายอารมณ์ พร้อมตบท้ายด้วยคำว่า “แหม่...เงินไม่น้อยเสียด้วยสิ” ขณะนั่งมองปลายมีดหั่นสเต๊กที่ถืออยู่ในมือ

“ไม่เป็นไรนะ จะไม่สำนึกบุญคุณอะไรเลยผมก็ไม่ว่าหรอก เพราะทุกค่าใช้จ่ายผมเอาไปรวมไว้กับบัญชีหนี้ของคุณหมดแล้ว”

“คุณมันขี้โกง!”

ในที่สุดความพยายามของดนัยก็สัมฤทธิผล เพราะทันทีที่พูดถึงยอดหนี้ บดินทร์ก็ดูเหมือนจะหันมาให้ความสนใจกันบ้างแล้ว ชายหนุ่มยิ้มร้าย หัวใจเต้นเร่าเมื่อสามารถไล่ต้อนเหยื่อได้

“เลิกสร้างบุญคุณที่ไม่ได้ขอเสียที!”

และยิ่งยิ้มพึงใจมากขึ้นทุกทีที่ได้เห็นว่าบดินทร์ดิ้นพล่าน ร่างสูงใหญ่วางมีดหั่นสเต๊กลง แล้วเปลี่ยนอิริยาบถเป็นกอดอกเอนพิงพนักเก้าอี้ในท่วงท่าที่ยิ่งดูน่าเกรงขาม ท่าทีแบบนั้นหากใครอยู่ตรงหน้าก็ต้องใจฝ่อ ไม่เว้นแม้แต่บดินทร์เอง

“ไม่ได้ขอ…แต่ก็กินเสียเกลี้ยงจานเชียวนะ”

ดนัยเอ่ยมันด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน

เสียงปึงปังดังตามมาไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น พร้อมกับร่างที่ผลุนผลันออกจากเก้าอี้ไปของบดินทร์ ท่ามกลางสายตาของแขกวีไอพีคนอื่น ๆ ในร้าน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ดนัยยี่หระอะไร

“นายครับ”

เป็นมานพที่เข้ามาถามความต้องการหลังจากนี้ของเจ้านายตนว่าจะให้จัดการกับคนไร้มารยาทนั่นอย่างไร

“ไม่เป็นไร ไปเปิดห้องให้คุณบดินทร์ไป”

ทว่าดนัยไม่ว่าอะไร ชายหนุ่มยังอารมณ์ดีกับการได้ยั่วเย้าให้บดินทร์สติแตก นายใหญ่สั่งบอดี้การ์ดคนสนิทให้ไปเปิดห้องให้บดินทร์แทนการลากไปซ้อมสั่งสอน

มานพรับคำทำตามแต่โดยดี ก่อนหันตัวเดินตามบดินทร์ออกไป ทิ้งเจ้านายที่ยังคงนั่งจิบไวน์ราคาแพงอย่างสบายอารมณ์ไว้กับเพื่อนบอดี้การ์ดที่เหลือ สีหน้านายใหญ่ดูสนุก ซึ่งมานพรู้ดีว่าเพราะนายเขาได้เจอของเล่นที่ถูกใจ แม้มานพจะไม่ชอบกิริยาไม่สำรวมของบดินทร์นัก แต่หากนายท่านไม่ว่า เขาก็จะไม่ทำอะไร แล้วอดใจรอให้ถึงวันที่เจ้านายจะลงทัณฑ์มันด้วยความอำมหิตอย่างร้ายกาจแทน

ดนัยมองลูกน้องเดินจากไป ก่อนจะหันมาสนใจแก้วไวน์ราคาแพงตรงหน้า หยิบมันขึ้นมาแกว่งช้า ๆ ให้รสไวน์แตกซ่านในแก้วใส ก่อนจะเหยียดยิ้มบาง แล้วรำพึงขึ้นมาเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงแสนเยียบเย็น

 

“กอบโกยให้เต็มที่เสียบดินทร์ เพราะหลังจากพรุ่งนี้ไป...ผมจะทวงคืนจนคุ้มเชียว”

 

******************************

 

ตามชื่อนิยายเลยค่ะ ‘ตัวร้าย’ ดูไม่ออกบอกไม่ถูกเลยว่าใครกันแน่ที่ร้ายกว่า

ในเมื่อดนัยกับบดินทร์เองก็กำลังแข่งกันอยู่ ว่าใครจะเผลอใจก่อนกัน

เราเองก็มาแข่งกันหน่อยดีไหมคะ ว่าใครจะทนได้มากกว่ากัน 555

คนอ่าน : ทนรอฉากหวาน ที่เขาเริ่มมุ้งมิ้งกัน

คนเขียน : ทนโดนด่า เพราะกว่าฉากนั้นจะมา...โอ้ย...โอ้ย

ปล. ใครมีผมคือ…นางเอกอยู่ในมือ จะรู้เลยว่า ส่วนหนึ่งของตอนนี้เป็น Part หนึ่งของตอนพิเศษตอนหนึ่งด้วย อิอิ

 

*คำเตือน*

ขอเน้นย้ำอีกครั้ง ว่านิยายเรื่องตัวร้ายนี้ ไม่มีนางเอกเหมือนเรื่องก่อนนะคะ

ไม่มีพระเอกที่แสนดีอย่างที่ลุงเมธเป็น

ไม่มีนางเอกที่แสนทรนงและยึดมั่นในความถูกต้องอย่างน้องยุ

ไม่มีคู่โลกสวยเหมือนเจ้าพอร์ชและเจ้าหนูรุจน์

ในเรื่องนี้มีแต่ความ ‘ร้าย’ เน้นย้ำๆ ว่า ‘ร้าย’ เท่านั้นค่ะ

ใครจะร้าย ใครจะเจ็บ ใครจะแสบกว่ากัน อันนี้ต้องมาคอยลุ้นนะคะ

ส่วนเรื่อง ดราม่านั้น...แน่ยิ่งกว่าแน่จ๊า แต่จะดราม่าคู่ไหนบ้าง...อ่ะ ต้องไปรอลุ้นกันอีกแล้ว อิอิ

 

ขอบคุณที่ยังติดตามกันนะคะ

ช่วงนี้อาจล่าช้าหน่อยเพราะอนาคีกำลังติดงานสำคัญ แต่ช่วงต้นเดือนหน้าน่าจะมาถี่ๆ ให้ได้จ๊า

 

รักเสมอ

อนาคี99

​


ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า

14 กรงทอง PART 1


อเมริกา เดือนมกราคม ปี 2012

หลังการเดินทางอันยาวนาน ในที่สุดบดินทร์ก็ถูกพาตัวมาไว้ที่บ้านกลางป่าขาวโพลนแห่งหนึ่งในเมืองฟอร์ก เมืองเล็ก ๆ ของรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา บดินทร์ได้แต่แอบแปลกใจที่รังของดนัยมันแตกต่างจากรังมาเฟียที่เคยจินตนาการไว้ เขาคิดเสมอว่าบ้านของคนที่เป็นทั้งดาราตำแหน่งหัวหน้ามาเฟียอเมริกาอย่างดนัยจะต้องอยู่บนหอคอยงาช้างกลางมหานครนิวยอร์ก มีระเบียงห้องเป็นกระจกทั้งบานโชว์วิวเมืองมุมสูงที่มองเห็นเทพีเสรีภาพอยู่ลิบ ๆ แต่นี่กลับเป็นแค่บ้านเดี่ยวท่ามกลางป่าลึกในรัฐวอชิงตันอันห่างไกล ถึงตัวบ้านจะใหญ่สมกับที่คิดไว้ก็เถอะ

เมื่อรถลุยหิมะขับมาจอดอย่างปลอดภัยในโรงจอดรถของบ้านแล้ว บดินทร์ก็ได้แต่เดินตามดนัยเข้าด้านในเงียบ ๆ หัวใจชายหนุ่มเต้นแรงขึ้นทุกย่างก้าวเบื้องหลังของผู้นำที่ตอนนี้ถือได้ว่าเป็นเจ้าของชีวิต

อะไรรอเขาอยู่กันแน่นะ?

บดินทร์ได้แต่คิดในแง่ร้าย แล้วกล้ำกลืนมันลงคอไปเพื่อไม่ให้แสดงออกมาจนน่าสมเพช

“ยินดีต้อนรับสู่รังแห่งวิษธร”

ทันทีที่ก้าวเข้าห้องโถงชั้นสองของตัวเรือน ดนัยก็หันมากล่าวคำต้อนรับพร้อมรอยยิ้มอย่างมิตร ขณะที่มีบริวารช่วยถอดเสื้อโค้ตให้อย่างนอบน้อม

บดินทร์ขมวดคิ้ว แล้วจัดการถอดชุดคลุมของตัวเองออกบ้าง เพราะอากาศที่อุ่นกำลังดีในห้อง เสื้อโค้ตหนาจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ยังไม่ทันที่บดินทร์จะได้ทำอะไร บริวารอีกคนของดนัยก็เข้ามาช่วยจัดการดูแลถอดเสื้อไปเก็บให้ด้วยความนอบน้อมไม่ต่าง ถูกปรนนิบัติอย่างใส่ใจแบบนั้นเข้าไปบดินทร์ก็ได้แต่ทำหน้าเจื่อน รู้สึกประดักประเดิดที่ถูกดูแลถึงขั้นนี้

“นั่งพักก่อนนะ เดี๋ยวทานอาหารเย็นกันเสร็จแล้วผมจะพาไปดูห้อง”

“...”

ดนัยยังคงดูแลดิบดี แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้บดินทร์รู้สึกดีขึ้น แต่ก็หย่อนตัวลงนั่งลงบนโซฟากลางห้องราวตุ๊กตาที่ทำตามคำสั่ง ท่าทางแบบนั้นทำให้ดนัยได้แต่ส่ายหน้า มาเฟียหนุ่มหัวเราะในคอเบา ๆ สืบเท้าเข้าใกล้บดินทร์ที่นั่งอยู่จนปลายเท้าแนบชิด ก่อนจะโน้มลงไปหาคนที่นั่งขมวดคิ้วมุ่นจนใบหน้าห่างกันแค่คืบเดียว แม้อีกฝ่ายจะพยายามเบี่ยงกายหลบ แต่ก็ถูกแขนข้างหนึ่งของผู้เป็นใหญ่ขวางกั้นเอาไว้ จนต้องนั่งนิ่งงันอยู่แบบนั้น

“นี่ดิน...ทำตัวว่าง่ายหน่อยสิ ผมไม่ได้ใจดีแบบนี้ตลอดหรอกนะ”

“ให้นั่งก็นั่งแล้ว ผมเผลอไปขัดคำสั่งตอนไหนเหรอ?”

แม้จะถูกดนัยข่มขู่ แต่บดินทร์เองสามารถจ้องตากลับไปได้อย่างไม่ยอมแพ้ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ความเงียบก็เข้ามาปกคลุมคนทั้งคู่อยู่ครู่หนึ่ง ความดื้อแพ่งแบบนั้นทำให้ดนัยถอนหายใจอีกครั้ง แล้วจึงผละออกไปพร้อมรอยยิ้มที่ไม่สามารถระบุความหมาย ไม่มีใครรู้ว่าในหัวใจนายใหญ่กำลังพยายามอย่างยากลำบาก ที่จะอดกลั้นไม่เผลอเอื้อมมือไปทำอะไรบางอย่างกับคนตรงหน้า

“ผมว่าคุณคงต้องเรียนรู้อะไรเสียหน่อยแล้วล่ะ”

“...”

ดนัยพูดขึ้นก่อนจะหันไปใช้ลูกน้องให้ไปเรียกใครสักคนเข้ามา

“ไปตามธันวามา”

เพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้นคนที่น่าจะเป็น ‘ธันวา’ ก็เดินเข้ามา คนมาใหม่โค้งให้นายของตัวเองทันทีที่มาถึง

‘ตัวเล็ก’ คือความคิดแรกที่บดินทร์มีต่อผู้มาใหม่ ธันวาคนนั้นดูเหมือนจะตัวเล็กกว่าเขาหน่อย ส่วนสูงไม่น่าเกิน 170 เป็นผู้ชายร่างเล็ก ผิดกับพวกบอดี้การ์ดประจำตัวของดนัยอยู่โข

ผู้ดูแลบ้านสินะ? บดินทร์จึงตัดสินไปแบบนั้นตามที่ตาเห็น

“นี่คือธันวา” ดนัยแนะนำ “เขาจะเป็นผู้ดูแลคุณนับจากวันนี้เป็นต้นไป”

ทันทีที่ถูกแนะนำตัว คนที่ชื่อธันวาก็หันมาโค้งให้บดินทร์หนึ่งครั้งแทนคำทักทาย ก่อนจะหันไปยืนนิ่งเพื่อรอรับคำสั่งต่อไป

“พาคุณดินไปพักรอที่ห้องไป แล้วพาลงมาเมื่อโต๊ะอาหารพร้อม” ดนัยสั่งห้วน

“ครับนาย เชิญครับคุณดิน” ธันวารับคำแล้วหันมาเรียกให้บดินทร์ตามตนไป

บ้านไม้ดูกว้างขวาง ภายในติดแสงไฟสีนวลตาดูอบอุ่น ดูเป็นบ้านหลังใหญ่มากกว่ารังของเจ้าพ่อตัวร้าย บดินทร์กวาดสายตามองไปเรื่อยขณะเดินตามลูกน้องของดนัยไปยังที่ที่ได้รับคำสั่งให้พัก

จากนี้ไปเขาต้องอยู่ที่นี่สินะ

บ้านแสนสวยที่เบื้องหลังของมันไม่ต่างจากกรงขัง

กรงขัง...ที่เขาเป็นคนสมัครใจเดินเข้ามาเอง

“ถึงแล้วครับ กระเป๋าอยู่ที่ด้านในแล้ว เชิญครับ”

ธันวาพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มสุภาพประดับใบหน้าอ่อนเยาว์ บดินทร์ขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่เห็นภายในห้องที่ผู้ดูแลแนะนำให้ ความโอ่โถงของห้องนี้ ไม่น่าจะใช่ห้องที่เตรียมไว้เพื่อเขาเพียงคนเดียวเป็นแน่

บดินทร์หันมาถามธันวาเสียงเครียด

“นี่ห้องใคร?”

“ห้องนายครับ นายบอกว่าคุณคือคนพิเศษ ให้อยู่ร่วมห้องกับนาย”

แน่นอนว่าคำตอบจากอีกฝ่ายย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกอยากต่อรองเพิ่ม

“แล้วถ้าฉันอยากได้ห้องส่วนตัวล่ะ? พอดีว่า…ไม่สะดวกอยู่ร่วมกับใคร”

คำถามตรงไปตรงมา ทำให้ธันวาเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของผู้ดูแลยังคงรอยยิ้มไว้เช่นเดิม แม้แววตาจะไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นมิตรเลยก็ตาม

“ผมว่า...อย่าขัดใจนายท่านจะดีกว่านะครับ”

ธันวาตอบสั้น ๆ ก่อนค้อมตัวลงตามมารยาทเพื่อขอตัวออกจากห้องไป ถึงตอนนั้นต่อให้บดินทร์อยากเถียง ก็ทำได้เพียงยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องที่ไม่คุ้นเคย

นั่นสินะ...

เขามันก็แค่เหยื่อในรังอสรพิษ จะไปคิดขอความช่วยเหลือจากใครได้ หัวเดียวกระเทียมลีบอย่างสมบูรณ์

เมื่อเหลือตัวคนเดียวในห้องกว้าง บดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจ

‘คุณเข้าใจไม่ผิดหรอกดิน

‘งานที่ผมพาคุณมาทำที่นี่...’

‘คือการเป็นผู้หญิงของผม’

บดินทร์เม้มริมฝีปากแน่น เกลียดเสียยิ่งกว่าอะไรแต่ก็หนีไปไหนไม่รอด ย้อนคิดถึงช่วงหนึ่งที่ชีวิตเคยรุ่งโรจน์ ไม่คิดเลยว่ามันจะพลิกผันมาถึงขั้นนี้…วันที่ต้องขายตัวแลกเงิน

ร่างสูงถอนหายใจยาว ก่อนจะหัวเราะให้กับความน่าสมเพชเวทนาของตน นี่ยังถือว่าโชคดีที่แม้ตัวเปล่า ๆ ก็ยังมีราคาค่างวดหรือเปล่านะ

เฮ้อ..ไอ้ดินเอ้ย

ก็ได้แต่คิดเรื่อยเปื่อย หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาชุดงาม แล้วปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปเรื่อย ๆ ในเมื่อยังไม่รู้ว่าควรทำอะไรในยามนี้ สิ่งที่พอทำได้ก็คือการอยู่อย่างสงบเสงี่ยม กวาดตามองไปรอบ ๆ ก็พบว่าห้องกว้างถูกจัดไว้อย่างสวยงาม ทั้งที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าทึบที่มีหิมะสุมหนา แต่ด้านในกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตร เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่อ่อนช้อย ผสมผสานความสง่างามและความสะดวกสบายที่ลงตัว คงเพราะถูกโอบล้อมด้วยผืนป่าทำให้ทั้งบ้านมีกลิ่นอายของธรรมชาติที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่กว้างจนเห็นทัศนียภาพอันงดงามยามหิมะโปรยปรายด้านนอกนั้น ก็ยิ่งช่วยเสริมสุนทรียภาพในการอยู่อาศัย ช่างเป็นความงามที่ยากปฏิเสธ

บดินทร์ปล่อยหัวใจเลื่อนลอยไปกับภาพตรงหน้า นี่คงเป็นความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่เขาเชี่ยวชาญ

ความสามารถ…ในการหนีความจริง



ก็อก ก๊อก

“คุณดินครับ อาหารตั้งโต๊ะแล้ว นายให้มาเชิญคุณไปร่วมโต๊ะด้วยครับ”

เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้กระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้น ใครคนนั้นไม่ได้เปิดประตูเข้ามา เพียงแค่พูดมาจากอีกฝั่งของบานประตู คนที่นี่ดูมีมารยาทเพราะท่าทางเจ้าบ้านคงระเบียบจัดไม่หยอก บดินทร์นึกเยาะ ก่อนลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูอย่างว่าง่าย

“เชิญครับ”

คนที่มารับเขาคือธันวาคนเดิม ชายหนุ่มเดินนำหน้าพาไปยังห้องทานอาหาร บดินทร์ลอบสังเกตอีกฝ่ายจากทางด้านหลัง มองแล้วก็คงมีฝีไม้ลายมือพอตัว เพราะถึงตัวจะเล็กแต่กล้ามเนื้อที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ชุดสูทสีดำนั่นก็คงสามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้ไม่ยาก

“นายคือคนที่หมอนั่น เอ่อ…คุณดนัยส่งมาคุมความประพฤติฉันเหรอ?”

บดินทร์ถามออกไปตรง ๆ เพราะถ้าใช่ เขาก็จะได้ทำใจยอมรับ เอาเข้าจริงตอนนี้จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นขอแค่ไม่ใช่ไอ้หมาบ้ามานพนั่นเป็นพอ เพราะรายนั้นคงหักคอเขาตายตั้งแต่วันแรก!

ธันวาหันมายิ้มเล็กน้อย ก่อนเดินนำไปต่อ

“เปล่าคุมครับ นายท่านเขาแค่ให้ผมมาช่วยดูแลคุณเท่านั้น”

“ต่างกันตรงไหน?”

“ก็ตรงที่ผมอาจเป็นมิตรกับคุณมากกว่าที่คิดยังไงล่ะครับ”

ธันวาตอบแค่นั้นซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เดินมาถึงห้องอาหาร ชายหนุ่มค้อมตัวลงเพื่อผายมือให้บดินทร์เดินเข้าไปในห้องนั้นเพียงลำพัง

บ้านไม้เข้ากับไฟสีเหลืองนวลดูอบอุ่น ในห้องอาหารถูกจัดแต่งเอาไว้อย่างดี มีโต๊ะตัวใหญ่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง ประดับประดาด้วยเชิงเทียนและดอกไม้สวยงาม ทุกอย่างดูประณีตไปหมด แต่กลับอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกน่าอึดอัด

“นั่งสิครับ”

ดนัยผู้ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเอ่ยเชื้อเชิญ โต๊ะกว้างใหญ่ แต่นั่งกันเพียงแค่ 2 คน โดยที่นั่งของบดินทร์ถูกจัดไว้ตรงหัวโต๊ะอีกฝั่ง ตรงข้ามกับผู้เป็นเจ้าบ้าน เพียงแค่บดินทร์หย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีผู้ดูแลเลื่อนให้ อาหารก็ถูกลำเลียงมาเสิร์ฟตรงหน้าตามลำดับ อาหารหน้าตาน่าทานก็จริง แต่ความเป็นระเบียบแบบแผนไปเสียหมดทุกขั้นตอนนี้ กลับทำให้บดินทร์รู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาแทน จากที่ปกติก็กินอะไรไม่ลงอยู่แล้ว วันนี้ยิ่งทำให้อยากขย้อนของเก่า

“อาหารไม่ถูกปากเหรอ ทำหน้าเหมือนอยากคายของเก่าเลยนะคุณ”

“...”

ดนัยทักขึ้น เพราะเห็นว่าบดินทร์ไม่ยอมหยิบจับอะไรกินเสียที คำพูดธรรมดาแต่เมื่ออยู่ถูกที่ถูกทางมันก็ดูทรงพลังขึ้นมา บดินทร์ไม่ได้ตอบ ไม่แม้แต่จะมองไปยังคนถามเสียด้วยซ้ำ เมื่อโดนทักเขาก็แค่หยิบช้อนขึ้นตักซุปเข้าปาก ตามด้วยของอื่น ๆ ที่ทยอยมาเสิร์ฟ ยัดเข้าไปทั้งที่ไม่ได้หิว

“นี่”

“...!?”

แต่เพียงครู่ก็ถูกดนัยที่ไม่รู้เดินมายืนอยู่ข้างกันตั้งแต่เมื่อไหร่คว้ามือขวาของเขาไว้

“ถ้าจู่ ๆ มันจะอร่อยถูกปากขึ้นมา ก็ไม่เห็นต้องรีบกินขนาดนั้นก็ได้นะ ผมยังมีอะไร ๆ ให้คุณกินได้อีกเยอะ”

“ตกลงจะเอายังไง? ต้องการให้กิน หรือไม่ให้กินกันแน่?”

บดินทร์ถามเสียงแข็ง แต่ก็ไม่ได้ดึงมือออกจากการเกาะกุม

คำถามแบบนี้ใครฟังก็รู้ว่าตั้งใจจะกวนอารมณ์กัน แต่นั่นกลับทำให้ดนัยได้หัวเราะออกมา

“โธ่ดิน คุณจะไม่ดื้อกับผมสักนาทีไม่ได้เลยเหรอ หืม?”

“ผมอิ่มแล้ว”

โดนคำหยอกเข้าไป บดินทร์ก็ไม่คิดเสวนาต่อ เขาดึงมือตัวเองกลับมา ตั้งท่าจะลุกจากโต๊ะอาหาร แต่กลับถูกดนัยหยุดเอาไว้

มาเฟียหนุ่มโน้มกายลงไปเท้าแขนคร่อมร่างของคนที่เอาแต่ดึงดันไว้

“นี่ดิน ความอดทนของผมมันไม่ได้เยอะนักหรอกนะ”

“แล้วไง...จะซ้อมกัน ผมก็ไม่ได้ขัดนี่” บดินทร์ท้าทาย

“ซ้อม?” ดนัยเลิกคิ้ว ก่อนจะหัวเราะออกมา “หึ หึ...ผมไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก ผมถนอมคุณจะแย่”

พูดพลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยข้างแก้มนิ่มของบดินทร์เล่น เพื่อเป็นหลักฐานรับรองคำพูดที่ว่า ‘ทะนุถนอม’

“!!?”

บดินทร์รีบผินหน้าหลบ แต่กลับถูกดนัยตะปบปลายคางไว้ด้วยปลายนิ้วเดิมที่แข็งแกร่งราวคีมเหล็ก

“อีกอย่างนะ ถึงไม่ซ้อม ผมก็วิธีที่จะใช้ลงโทษคนดื้อแบบคุณได้อีกเยอะ”



++++++++++++++++

ขู่เก่งงงงง พอพาเขามาถึงรังได้ ข่มใหญ่เชียวพ่ออออ


ออฟไลน์ thearboo

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่มSkip...!
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
    • thearbooเพจจ๊า
​

15 กรงทอง PART 2


“อีกอย่างนะ ถึงไม่ซ้อม ผมก็วิธีที่จะใช้ลงโทษคนดื้อได้อีกหลายวิธี”

บดินทร์ชะงักไปเล็กน้อยกับคำขู่ของดนัย แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่าคำขู่นั้นมันน่ากลัวตรงไหน ไม่รู้สิ อาจเพราะช่วงนี้หัวใจของเขามันด้านชาแปลก ๆ

“ถูกของคุณครับ ผมก็แค่คนที่ถูกซื้อมา…ไม่ว่าจะโดนมอบโทษทัณฑ์แบบไหนให้ ก็ต้องยินดีรับมันทั้งนั้น”

คราวนี้เป็นดนัยเองที่ต้องเป็นฝ่ายชะงักไปบ้าง ไม่ใช่เพราะคำพูดของบดินทร์หรอกที่ทำให้เขารู้สึกยอกในใจ แต่เป็นเพราะดวงตาชาชืดของอีกฝ่ายต่างหาก บดินทร์มองเขาด้วยดวงตาที่ราวกับเป็นแค่ลูกแก้วเปล่า ๆ ที่ไร้ความรู้สึก

“...ใช่ ในเมื่อคุณเองก็รู้ดีอยู่แล้ว เพราะงั้นผมคงไม่ต้องเกรงใจแล้วสินะ”

“...”

ดนัยยิ้มเหี้ยม ไม่รู้ทำไมวันนี้เขาถึงถูกบดินทร์ยั่วยุง่ายนัก อาจเพราะอารมณ์ที่ค้างเติ่งมาหลายวันจากการพยายามทำตัวเป็นคนดี หากอีกฝ่ายไม่ยอมเห็นค่ากันแบบนี้ แล้วจะผิดอะไรถ้าเขาจะ…

“ถ้าอิ่มแล้วก็กลับห้องไปเตรียมตัวซะ เพราะผมจะให้คุณได้เริ่มงานตั้งแต่คืนนี้เลย!”

“!!...”

พูดจบก็เดินออกจากห้องทานอาหารไปทันที ทิ้งให้คนที่แสร้งทำใจแข็งได้แต่สะดุดลมหายใจของตัวเอง

 

ดนัยได้แต่สะกดความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ในใจขณะทิ้งบดินทร์ไว้ข้างหลัง ทิ้งความตั้งใจที่จะทำดีกับอีกฝ่ายไปหมดเลยด้วย ทั้งที่ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันเขาอุตส่าห์คอยตามใจสารพัด ให้เวลา ให้พื้นที่ ให้อิสระเท่าที่จะสามารถให้ได้ ทำดีด้วยขนาดนั้นแท้ ๆ อีกฝ่ายกลับไม่เห็นแม้เพียงเศษเสี้ยวถึงความหวังดีที่เขาหยิบยื่นให้

แถมยัง...

เหยียบขยี้ความรู้สึกของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี

“พอที!”

มาเฟียหนุ่มสบถออกมาเบา ๆ รับซิการ์จากสาวรับใช้ขึ้นมาสูบเพื่อให้ความเฝื่อนขมของมันช่วยให้สมองได้ผ่อนคลายขึ้น ถึงอย่างนั้นหัวใจขุ่นข้องก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องของคนดื้อที่เลี้ยงดีไม่เชื่อง

“ขอโทษนะพี่เมธ ผมคงทำดีแบบที่พี่เคยสอนไม่ได้เสียแล้วล่ะ”

“ขอโทษนะยุ เพื่อนนายมันร้ายเกินไปว่ะ เราคงถนอมให้อย่างที่เคยรับปากไม่ไหวหรอก”

ดนัยพูดผ่านอากาศ สำนึกผิดกับเพื่อนสองคนที่เคยให้คำมั่นไว้ว่าจะดูแลบดินทร์อย่างดี เพราะเขาคงทำมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

เอาชนะหัวใจไม่ได้ ก็บังคับให้อยู่ด้วยกันเสียเลย!

 

+++++++++++++++++

 

‘ถ้าอิ่มแล้วก็กลับห้องไปเตรียมตัวซะ เพราะผมจะให้คุณได้เริ่มงานตั้งแต่คืนนี้เลย!’

คำสุดท้ายที่ดนัยทิ้งไว ราวคมมีดที่กรีดแทงในหัวใจของบดินทร์ซ้ำ ๆ ด้วยความกังวลทำให้บดินทร์เอาแต่นั่งนิ่งพลางขบกัดปลายนิ้วโป้งของตัวเองไปด้วย ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกับดนัยมาแม้จะเคยถูกอีกฝ่ายหยอกเล่นอยู่หลายครั้ง แต่ในคราวนี้เขารู้ดีว่าดนัยพูดจริง!

“เดี๋ยวผมไปรองน้ำอุ่นให้นะครับ”

“...!”

จู่ ๆ ธันวาก็พูดขึ้นมา ทำเอาบดินทร์ที่กำลังวิตกจริตถึงกับสะดุ้งหวือ

“ตอนนี้ข้าวของของคุณดิน คงถูกจัดเข้าตู้เรียบร้อยแล้ว เชิญพักผ่อนตามสบายสักครู่นะครับ แล้วผมจะมาเรียก”

ขนาดเห็นว่าบดินทร์หน้าซีดแล้วซีดอีก ธันวาก็ยังคงยิ้มระรื่นเหมือนเป็นแค่หุ่นยนต์พ่อบ้าน ไร้ความรู้สึกนึกคิด

“ไม่ต้อง” แต่บดินทร์รั้งไว้เสียก่อนที่ธันวาจะทันก้าวออกจากห้องอาหาร “เดี๋ยวฉันจัดการเอง ขอฉันอยู่คนเดียวแล้วกัน”

พูดแค่นั้นก็รู้เรื่อง ธันวาค้อมตัวลงรับคำเป็นอย่างดี แล้วผายมือให้บดินทร์เป็นผู้ออกจากห้องไปก่อน ด้วยหน้าตาที่ประดับรอยยิ้มไร้อารมณ์เช่นเดิม

“เก่งนี่”

ทว่ายังไม่ทันที่บดินทร์จะก้าวพ้นห้องอาหาร ก็ต้องชะงักกับคำพูดของคนที่ก้าวเท้าเข้ามาดักหน้าไว้ บดินทร์กลอกตาครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเจ้าของคำแสลงหูนั้นเป็นใคร

…เจ้าหมาบ้ามานพ คนเดียวในบ้านหลังนี้ที่เกลียดเขาเข้ากระดูก!

“อะไร?”

“คุณรู้ว่านายท่านชอบเอาชนะ คุณก็เลยท้าทายให้เขารู้สึกสนุกและหลงใหลคุณมากขึ้น”

“แล้วไง?”

มานพแค่นคำอธิบายออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่สู้จะเป็นมิตรนัก ในขณะที่บดินทร์เองก็ยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นตอบกลับอย่างท้าทาย

“คุณคนแรกหรอกนะที่ทำเรื่องพรรค์นี้ ขอบอกไว้ก่อน ถึงวิธีนี้มันจะได้ผล แต่มันก็ไม่นานหรอก”

“ก็คอยดูเอาเองแล้วกัน มันอาจนานพอให้หมาบางตัวอกแตกตายไปก่อนก็ได้”

“หึ หึ...ผมไม่ตายง่าย ๆ หรอก ผมอยู่ทันวันที่คุณร่วงเป็นดอกไม้ริมทางแน่!”

ต่างคนต่างยอกย้อนเจ็บแสบ แม้บดินทร์จะไม่ได้ต้องการตำแหน่งอะไรจากดนัย แต่ก็ไม่อยากแสดงว่าอ่อนแอกว่าให้มานพเห็น

“แต่คุณดินเป็นคนเดียวที่นายท่านพามาอยู่ด้วยที่นี่ครับ”

“...?”

“...”

ถ้อยคำเชือดเฉือนที่สาดใส่กัน ในที่สุดก็ถูกหยุดลงด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวจากคนที่ยืนนิ่งเป็นตัวประกอบอยู่นาน ทันทีที่เสียงนุ่มนั้นพูดจบ ทั้งมานพและบดินทร์ก็หันไปมองที่ธันวากันเป็นตาเดียว

บดินทร์มองมาด้วยความสับสน

แต่มานพกำลังมองจ้องด้วยความกรุ่นโกรธ

“กลับห้องเถอะครับคุณดิน อย่าเสียเวลาอยู่แถวนี้เลยครับ”

ธันวาแทรกตัวมาระหว่างคนทั้งคู่ แล้วผายมือเชื้อเชิญให้บดินทร์รีบกลับไปที่ห้องนอน ก่อนพูดประโยคสุดท้าย ที่สามารถเรียกรอยยิ้มของบดินทร์ออกมาได้ในที่สุดด้วย

“หมาบ้าที่นายเลี้ยงไว้มันเกเรน่ะครับ กัดไม่เลือกเท่าไหร่ อย่าติดใจถือสามันเลยครับ”

ธันวาพูดพลางยิ้มให้บดินทร์ในเชิงรู้กัน ก่อนที่บดินทร์จะเดินละออกมาตามสัญญาณมือที่ธันวาส่งให้ ถึงตรงนี้ใจของบดินทร์เริ่มชื้นขึ้นนิดหน่อย อย่างน้อย ๆ เขาก็เหมือนได้เจอเพื่อน ไม่สิ…เจอไม้กันหมาบ้าต่างหาก

ไม่แน่ว่าธันวาก็อาจไม่ได้เลวร้ายนัก หากต้องอยู่ที่นี่อีกยาวล่ะก็ คนคนนี้แหละที่บดินทร์คิดจะผูกมิตรด้วย

 

+++++++++++++++++

 

“เปลี่ยนสีเป็นกิ้งก่าเลยนะ ลืมไปแล้วหรือไงว่าคนที่คุ้มกะลาหัวของมึงอยู่เป็นใคร?”

“ผิดตรงไหนล่ะ? เราเป็นลูกน้องนี่ ใครที่นายชอบ เราก็ต้องชอบด้วยเป็นธรรมดา มันเป็นกฎธรรมชาติ”

ลับแผ่นหลังของบดินทร์ไป มานพก็หันกลับมาเล่นงานเพื่อนร่วมงานของตัวเองทันที แต่ธันวากลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำปรามาสนั้น ชายร่างเล็กเพียงไหวไหล่น้อย ๆ พร้อมกล่าวอ้างเหตุผลอันสมควร

มานพไม่ตอบโต้อะไรอีก นอกจากยืนมองธันวาตาคว่ำ

“เถียงไม่ได้ล่ะสิ ไอ้หมาหวงนาย…!!?”

ธันวายิ้มร้าย เดินผ่านมานพไปโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะโกรธจนหน้าง้ำหน้างอแค่ไหน แต่ในวินาทีที่กำลังจะพ้นตัวอีกฝ่ายไป กลับถูกมานพคว้าคอเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว

“ถ้านายท่านไม่ขอเอาไว้ กูคงหักคอมึงไปแล้ว” มานพเค้นคำ ก้มมองคนที่ตัวเล็กกว่ามากด้วยแววตาวาวโรจน์

แต่ดูเหมือนธันวาจะไม่ได้ตกใจกลัวอะไร

“เออ แล้วมึงกล้าขัดคำสั่งนายท่านไหมล่ะ? หึ หึ” ธันวาท้าทาย “ถ้าไม่ ก็ปล่อยมือซะ!”

สองสายตาที่กำลังสบประสานราวมีประจุไฟฟ้านับแสนโวลต์แล่นแปลบปลาบระหว่างกัน หมารับใช้สองตัวที่กินนอนอยู่คอกเดียวกันแต่กลับเกลียดกันเสียยิ่งกว่าเป็นศัตรูร่วมชาติ

ทั้งที่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่รักใคร่กันมากกว่าใครแท้ ๆ

“ชิ!”

มานพสบถ ปล่อยมือออกจากคอของธันวาอย่างแรง เหวี่ยงจนคนตัวเล็กกว่าปลิวถอยหลังไปหลายก้าว แต่เมื่อมันตั้งหลักได้ ก็ยังอุตส่าห์ส่งยิ้มกวนประสาทมาให้ มานพเกลียดธันวายิ่งกว่าอะไร ยิ่งเจ็บใจที่ไม่สามารถแตะต้องเพราะนายเหนือเคยออกปากขอเอาไว้ และมันก็เหมือนหนามยอกใจของบอดี้การ์ดคนนี้เรื่อยมา

เมื่อทำอะไรไม่ได้ มานพก็เดินจากไปด้วยความหงุดหงิด ทิ้งไว้เพียงธันวาที่พอลับหลังของมานพแล้วใบหน้ายิ้มเยาะนั้นก็พลันเปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง

 

+++++++++++++++++

 

น้ำอุ่นจากฝักบัวไหลลงสู่ร่างที่กำลังเกร็งทื่อจากความตึงเครียดสะสม พรายน้ำเป็นสายที่ไหลพรมอยู่บนร่างกายนี้แม้พอจะช่วยให้คลายความเหนื่อยล้าได้บ้าง แต่หัวใจกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเก่า

พอกลับมาถึงห้องแล้วพบว่าข้าวของถูกจัดไว้เรียบร้อย บดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจ จะนั่งแช่รอเวลาก็พาลเครียดหนักขึ้นเปล่า ๆ สุดท้ายเลยตัดสินใจเข้ามาอาบน้ำ ไหน ๆ ก็ได้รับคำสั่งมาให้เตรียมตัว เขาก็ควรต้องตามใจพระเดชพระคุณท่านให้เสร็จสิ้น

‘เริ่มงานตั้งแต่คืนนี้’ คืออะไร ไม่ต้องตีความหมาย ก็เข้าใจ

‘คุณเข้าใจไม่ผิดหรอกดิน’

‘งานที่ผมพาคุณมาทำที่นี่...’

‘คือการเป็นผู้หญิงของผม’

คำพูดในวันนั้นของดนัยยังคงชัดเจนฝังหัว แค่คิดถึงมันบดินทร์ก็สั่นสะท้านขึ้น นี่เขาไม่ได้อาบน้ำอุ่นอยู่หรือไร ทำไมจู่ ๆ มันถึงได้หนาวเสียดไปทั้งร่างได้แบบนี้เล่า?

“นี่...อาบนานขนาดนั้น คงสะอาดหมดจดทุกซอกทุกมุมแล้วใช่ไหม?”

“...!!?”

เมื่อช่วงเวลาที่น่าอึดอัดที่สุดมาเยือน พอได้ยินเสียงเตือนจากผู้เป็นเจ้าของ บดินทร์ก็หลับตาลงเพื่อฝืนหายใจให้ปกติที่สุด เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งแล้วพบเข้ากับดนัยในสภาพเปลือยเปล่า ขอบตาของบดินทร์ก็คล้ายจะร้อนผ่าวขึ้น

ร่างกำยำสูงใหญ่ราวรูปสลักของคนดนัยอยู่ใกล้ตาเสียจนอดตกใจไม่ได้ รูปร่างเปลือยเปล่าของฝ่ายนั้นที่บดินทร์เพิ่งเห็นชัดเต็มสองตาครั้งแรก ร่างกายที่เพียบพร้อมเต็มไปด้วยความงดงาม ช่วงไหล่กว้างกำยำ แผงอกหนา กล้ามเนื้อหน้าท้องและช่วงเอวที่สมส่วน

ไม่เว้นแม้แต่…

“มะ...มีอะไร?” บดินทร์กัดฟันถามออกไป ขณะรีบหลบสายตาจากส่วนกลางร่างกายของอีกฝ่ายที่ปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า ร่วมเดือนแล้วที่ไม่ได้มีอะไรกันหลังจากหัวหินคราวนั้น ทั้งที่ตั้งใจว่าจะขอทำใจอีกสักพัก แบบนี้มันกะทันหันเกินไปแล้ว!

เห็นท่าทางลนลานของบดินทร์เข้า ดนัยก็เหยียดยิ้มร้ายกาจ ‘กลัวเป็นแล้วเหรอ? ’

“งานแรกของคุณไง”

“ตะ...แต่ในนี้มัน...”

“หมดเวลาที่ผมต้องรอแล้ว”


 

++++++++++++++++++++++

ดนัยสูง 192 เซ็นติเมตร (สูงเท่ากับกฤตเมธ)

บดินทร์สูง 185 เซ็นติเมตร

มานพสูง 194 เซ็นติเมตร (ตัวใหญ่กว่าดนัย)

ธันวาสูง 176 เซ็นติเมตร (ตัวเล็กสุดในบรรดาลูกน้องของดนัย)

ยังมีตัวละครอื่นๆ อีกมากมาย รอลุ้นกันต่อไปนะจ๊ะ

PS. งานแรกของบดินทร์จะเป็นอะไรน้อ...อิอิอิอิ

PS.2 เหล่าแฟนเกิร์ลน้องดินคะ ไม่ต้องกังวลไปนะจ๊ะ อีกไม่กี่ตอนข้างหน้า น้องดินเราได้โชว์ความสามารถแน่ๆ ช่วงนี้นางยังอึนๆ แบบว่าเจ็ทแลค รอนางพักฟื้นแป๊บนะค๊า

 

ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจค๊า

อนาคี99

​



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด