{Omegavers} The InsTinct สีแดง : 04 #Unwoethy {20+} [10/4/22]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: {Omegavers} The InsTinct สีแดง : 04 #Unwoethy {20+} [10/4/22]  (อ่าน 659 ครั้ง)

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
 

- - - -- - - - - -- - - - - - -


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-04-2022 12:12:25 โดย MarinG »

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: {Omegavers} The InsTinct สีแดง : EpisodeZERO {20+}
«ตอบ #1 เมื่อ18-03-2022 01:38:22 »


EpisodeZERO







ในปัจจุบันนี้ได้วิวัฒนาการการมาเรื่อยๆ จนกระทั่งตอนนี้ในสังคมนั้นได้มีเพศเกิดขึ้นมาใหม่ที่นอกเหนือจาก หญิง และ ชาย โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือชายก็สามารถตั้งครรภ์ได้ และให้กำเนิดบุตรได้ โดยเพศเหล่านั้นก็คือ



โอเมก้า อัลฟ่า และ เบต้า



เบต้า (Beta)



หรือถ้าจะให้อธิบายอย่างเข้าใจง่ายนั้นก็คือ... ‘ธรรมดา’



เบต้านั้นก็เปรียบเสมือนกับคนธรรมดา เบต้านั้นไม่มีวงจรฮีทเหมือนกับโอเมก้า และก็สามารถควบคุมอารมณ์ทางเพศได้ต่างกับอัลฟ่า แต่ทางด้านความสามารถแล้วเบต้ามักจะถูกสังคมมองว่าเป็นรองอัลฟ่าอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะมีเบต้าบางคนที่มีความสามารถโดดเด่นออกมาก็ตาม แต่ก็จะถูกมองว่าความสามารถเทียบได้กับอัลฟ่าชั้นล่างๆเท่านั้น เบต้าเป็นเพศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดถึง 70% จากทั้งหมด



อัลฟ่า (Alpha)



อัลฟ่านั้นคือเพศที่สามารถทำให้โอเมก้าและเบต้าท้องได้ ภายในสังคมปัจจุบันเชื่อว่าอัลฟ่านั้นมีความสามารถที่มาก และมีภาวะที่เป็นผู้นำสูง ส่วนใหญ่จึงจะได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้างาน และครอบครัวที่มีอัลฟ่าอยู่มากก็จะมีอำนาจในสังคมมากตามไปด้วย อัลฟ่านั้นมีอยู่ประมาณ 30%



โอเมก้า (Omega)



โอเมก้านั้นเป็นเพศที่มีอยู่เพียงแค่ 10% เท่านั้นเอง แถมยังเป็นเพสที่ถูกสังคมดูถูกมากที่สุดอีกด้วย โอเมก้านั้นมีวงจรฮีทที่จะทำให้ตัวโอเมก้านั้นเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ โอเมก้านั้นสามารถตั้งครรภ์ได้ทั้งหญิงและชาย และโอเมก้านั้นสามารถสร้างฟีโรโมนที่เบต้าและอัลฟ่า(ได้กลิ่นง่ายกว่าเบต้า)รู้สึกได้ โอเมก้านั่นถูกสังคมมองว่าเป็นเพียงแค่เพศที่เอาไว้เพียงกำเนิดบุตร จึงถูกสังคมเหยียดหยามและไม่เป็นที่ยอมรับ โอเมก้าบางคนที่ไม่มีที่ไปก็อาจจะถูกซื้อขายแล้วกลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของอัลฟ่าในที่สุด



โอเมก้านั้นในช่วงฮีทนั้นร่างกายจะรู้ว่ามีความต้องทางเพศที่สูงมากและร่างกายก็จะสร้างฟีโรโมนที่มีกลิ่นแรงกว่าปกติหลายเท่า หากอัลฟ่าได้กลิ่นที่ฟีโรโมนที่โอเมก้าปล่อยออกมาในช่วงฮีท หากอัลฟ่าคนใดควบคุมสติเอาไว้ไม่ได้ก็จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง และจะเกิดอารมณ์ทางเพศ จนรู้สึกอยากจะข่มขืนโอเมก้าคนนั้น และอยากที่จะฝังเขี้ยวลงไปที่ต้นคอของโอเมก้า หากโอเมก้าคนใดถูกอัลฟ่ากัดที่ต้นคอแล้วละก็ ทั้งสองคนจะกลายเป็นคู่กันในทันที รอยที่เกิดจากการกัดนั้นจะไม่หายไปชั่วชีวิตเปรียบเสมือน



“เครื่องหมาย”



และจะปรากฏให้เห็นชัดตอนที่มีเซ็กส์ โอเมก้าที่มีคู่แล้วฟีโรโมนที่ปล่อยออกมาจะมีผลแค่กับคู่ของตัวเองเท่านั้น และหากจะไปมีเซ็กส์กับอัลฟ่าคนอื่นที่ไม่ใช่คู่จะให้เกิดอาการต่อต้านบางทีก็เกิดอาการอาเจียน วิงเวียนศีรษะจนไม่สามารถมีเซ็กส์ได้



‘คู่แห่งโชคชะตา’



เป็นเรื่องเล่ากันว่าเมื่อโอเมก้าบางคนเข้าสู่ช่วงฮีทนั้นจะดึงดูดอัลฟ่าเพีนงคนเดียวให้เข้าหา แค่สบตากันเพียงแค่แวบแรกเท่านั้นทั้งคู่ก็จะตกหลุมรักกันและกัน รสสัมผัสและความสัมพันธ์ก็จะไม่จางหายไป แต่อาการแบบนี้นั้นหายากมาก ยากจนแทบจะเรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว เพราะนอกจากความรู้สึกของทั้งสองคนแล้วก็ไม่มีสิ่งยันที่แน่ชัดอีกเลย...



ในสังคมนั้นมีเบต้า อัลฟ่า และโอเมก้าอยู่รวมปะปนกัน แต่ถึงอย่างนั้นการเอาเปรียบก็ยังมีให้เห็นอยู่เป็นปกติแม้จะผ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ตาม หากในตระกูลไหนที่เป็นตระกูลอัลฟ่าและอำนาจมาก การที่จะต้องมีโอเมก้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวจคงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก...



...



ปิ๊ด... ปิ๊ด... ปิ๊ด...



เสียงที่ดังมาจากนาฬิกาข้อมือทำให้ร่างเล็กที่อยู่ใต้ผ้าเริ่มรู้สึกตัว เขาค่อยๆพยุงตัวเองขึ้นจากเตียง ร่างกายที่เปลือยเปล่าของเขาสัมผัสลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศ มันทำให้เขารู้สึกหนาวนิดหน่อย ทันทีที่เท้าของเขาแตะถึงพื้น อาการเจ็บที่บริเวณสะโพกก็ค่อยๆเริ่มขึ้น เขาค่อยๆเคลื่อนร่างไปหยิบนาฬิกาที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาดู เวลาในตอนนี้คือสองทุ่มสามนาที... ดูเหมือนว่าเขาจะหลับไปประมาณสองชั่วโมงเห็นจะได้ ความจริงแล้ววันนี้คือวันจบการศึกษาของเขา แต่แทนที่จะไปฉลองกับเพื่อนเขากลับเลือกที่จะ...



“เทียน... มีอะไรเหรอ”



เสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังของร่างเล็ก ก่อนที่จะถูกวงแขนแกร่งรวบเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ใช่แล้วเขาเลือกที่จะใช้เวลาอยู่กับคนรักมากกว่า ทันทีที่กลับมาถึงบ้านหลังจากที่จูบแรกเริ่มขึ้นก็เหมือนการจุดไฟ ที่พร้อมจะลุกไหม้ทั้งสองคนใหิเหลือเพียงธุลี ทั้งสองคนมีเซ็กส์ซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนกับสัตว์ป่า... มีเซ็กส์กันจนกระทั่งเหนื่อยและผล่อยหลับไป



“ก็ไม่มีอะไรหรอก นี่สกาย... ขออะไรอย่างหนึ่งสิ”



“หืม? อะไรเหรอ... อืมมมม”



ยังไม่ทันที่ร่างแกร่งจะได้ถาม ก็ถูกร่างเล็กภายในอ้อมกอดหันมาประกบปากซะก่อนแล้ว ลิ้นของทั้งสองคนพัวพันกันเป็นเกลียว ปลายนิ้วของร่างเล็กค่อยๆลากลงจากกล้ามอกแกร่งผ่านหน้าท้องลอนจนกระทั่งถึงส่วนที่เป็นพงหญ้าอ่อนนุ่ม นั้นทำให้ร่างแกร่งรู้สึกเสียวสยิวไปทั่วกายจนส่วนนั้นชูชันขึ้นมาได้ไม่ยากเย็น เสียงหายใจที่หอบรวนรินของแต่ละฝ่ายนั้น มันช่างเป็นการกระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่ายเสียนี่กระไร



“วันนี้นายดูคึกเป็นพิเศษเลยนะ เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตนักเรียนรึไง”



“อ่า... แต่คนที่แข็งขนาดนี้ยังจะทำเป็นพูดดีอีกนะ”



“อะ... อ๊า!!”



เสียงร้องกระสันนี่เกิดจากการมือที่อ่อนนุ่มของร่างเล็กกำลังเล่นสนุกอยู่กับส่วนนั้นของร่างแกร่ง มือเล็กๆนั้นค่อยๆรูดขึ้น... รูดลงอย่างสนุกสนาน ส่วนใบหน้าของร่างแกร่งเองก็ค่อยเลื่อนต่ำลงมาเรื่อยๆจนในสุดก็ตัดสินใจครอบปากลงไปที่หัวนมสีสวยของร่างเล็ก และออกแรงดูดอย่างเอาเป็นเอาตายทำเอาร่างเล็กสั่นไปทั้งร่าง แต่ก็นั้นทำให้ร่างเล็กเร่งจังหวะชักให้เร็วขึ้นจนในที่สุดร่างแกร่งก็เกร็งหน้าท้องพร้อมกับปล่อยน้ำขาวขุ่นจำนวนมากทะลักออกเลอะเต็มหน้าท้องของเขาและร่างเล็ก



“ทั้งที่แตกไปตั้งสามรอบแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังเยอะขนาดนี้เลยนะ... สมแล้วละที่เป็ลอัลฟ่า”



“แฮ่ก แฮ่ก นั้นไม่เกี่ยวซักหน่อย แต่เราะนายเซ็กซี่เกินไปตั้งหาก... แฮ่ก”



“อ๊า อย่างงั้นหรอกเหรอ...”



ร่างเล็กค่อยๆเขยิบตัวออกจากร่างแกร่งและเลื่อนหน้าลงไปที่ส่วนที่ยันคงแข็งอยู่ ร่างเล็กครอบปากลงแท่งนั้นจนสุดทำเอาร่างแกร่งถึงกับร้องออกมาเสียงดันสนั่น จนเมื่อร่างแกร่งใกล้จะถึงแล้วร่างเล็กจึงผละริมฝีปากออก และเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นไปคร่อมร่างแกร่งเอาไว้และจัดให้ส่วนนั้นตรงกับทางเข้าพอดี...



“เทียน... เดี๋ยวก่อน ยังไม่ได้ใส่ถุงยางเลยนะ”



“ของแบบนั้นไม่เห็นจำเป็นเลย...”



จากนั้นร่างเล็กก็ค่อยกดทับช่องทางของตัวเองลงไปที่ส่วนนั้นของร่างแกร่ง แต่มันเข้าไปเพียงแค่ส่วนปลายเท่านั้น น่าแปลกจริงๆทั้งที่พวกเขาสองคนก็มีเซ็กส์กันมากหลายรอบแล้ว แต่ทำไมเวลาใส่มันยังรู้สึกลำบากอยู่เลยละ ในตอนที่ร่างเล็กกำลังพยายามดันให้มันเข้าจนสุดก็ถูกร่างแกร่งกระเด้งเอวอย่างแรงจนไม่ทันได้ตั้งตัว ด้วยความตกใจทำให้ร่างเล็กถูกร่างแกร่งกดในนอนหงายลงบนเตียงได้อย่างง่ายดาย แต่นั้นก็ทำให้ร่างเล็กรู้สึกจุกและเสียวสะท้านไปทั่วร่าง



“เห็นไหมเข้าไปจนหมดแล้ว...”



“ไอ้บ้า... อะ อ๊า อ๊า!!”



ถึงอยากจะด่าก็ตามแต่เมื่อร่างแกร่งเริ่มโยกสะโพกเข้า...ออกจากช้าๆกายเป็นเร็วขึ้นตามจังหวะ ร่างเล็กก็ทำได้เพียงส่งเสียงครางออกมาด้วยความสุข... ความสุขจริงๆรึป่าวนะ ร่างแกร่งก้มลงไปไปประกบจูบอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นร่างแก่งกลับต้องแปลกใจ...



“นาย... ร้องไห้?”



“อะ เออ น้ำตาแห่งความสุข อะไรแบบนั้นไง”



“หมายความว่าไงเนี่ย... อ๊า ฉะ ฉันจะแตกแล้ว...”



“งั้นก็ปล่อยเข้ามาข้างในเลย... ปล่อยออกมาทั้งหมดเลย”



“ห๊ะ!!”



ร่างแกร่งร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ ส่วนร่างเล็กก็ได้แต่ทำหน้านิ่งเพื่อเป็นสิ่งการันตีว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องจริง ก็ไม่แปลกที่ร่างแกร่งนั้นจะตกใจ เพราะสำหรับโอเมก้าแล้วการปล่อยข้างในมันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย อีกอย่างอายุรวมถึงวุฒิภาวะของทั้งสองคนตอนนี้คงไม่สามารถรับกับเรื่องที่จะตามมาภายหลังได้แน่ๆ แต่ถึงอย่างนั้น...



“เฮ้ย!! นี่นายเล่นใช้ขารัดฉันแบบนี้เลยเหรอ... รู้ไม่ใช่รึไงว่ามันอันตราย นายอาจจะท้องก็ได้นะ”



เพราะนั้นสิ่งที่เขาอยากให้เป็น...



“ไม่เป็นไรหรอกฉันยังไม่ได้อยู่ในช่วงฮีทซักหน่อยเพราะงั้นเป็นไรหรอก ปล่อยเข้ามาเถอะ... ทั้งหมดของนายน่ะ”



“นี่นาย... โธ่เว้ย!! จะเป็นยังไงก็ไม่รู้ด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่เสียใจแน่นะ!!”



“อืม...”



เมื่อได้ยินดังนั้นร่างแกร่งจึงเลิกที่จะคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดและตั้งหน้าตั้งตาซอยเอวเข้าออกอย่างเอาเป็นเอาตาย ร่างเล็กเองก็เด้งเอวรับเป็นจังหวะจนในที่สุดร่างแกร่งก็เกร็งหน้าท้องอย่างแรงพร้อมกับปล่อยน้ำขาวขุ่นทั้งหมดพุ่งเข้าสู่ภายในตัวของอีกฝ่าย ทั้งสองคนหอบด้วยความเหนื่อยร่างแกร่งล้มตัวลงบนร่างเล็กก่อนที่จะหลับไปอีกครั้งด้วยความเหนื่อยล้า ร่างเล็กเองก็เช่นแต่เขากลับไม่ยอมที่หลับแล้วพยายามฝืนร่างกายให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ไปชำระล้างร่างกายและแต่งตัวก่อนที่จะออกจากห้องนั้นไปร่างแกร่งก็ยังคงหลับอยู่บนเตียง ทำให้ร่างแกร่งไม่ได้ยินสิ่งที่ร่างเล็กพูดต่อไปนี้ ถึงเหตุผลที่เขาทำลงไปอย่างนั้นเพราะ... ครั้งนี้มันคือครั้งสุดท้าย



“พวกเราน่ะ... จบกันแค่นี้แหละ”



...



“โอเมก้า กับ อัลฟ่าน่ะ... ไม่มีทางอยู่ด้วยกันได้หรอก”

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: {Omegavers} The InsTinct สีแดง : 01# ABnormal {20+}
«ตอบ #2 เมื่อ20-03-2022 15:44:38 »

ABnormal




ณ คอฟฟี่ช็อป แห่งหนึ่ง



คอฟฟี่ช็อปแห่งนี้เป็นเพียงแค่ร้านเล็กๆที่อยู่ห่างออกมาจากรั้วมหาลัยประมาณห้าร้อยเมตร ภายนอกร้านนั้นก็ดูตกแต่งธรรมดา แต่เมื่อเข้ามาดูภายในร้านแล้วละก็จะพบกับผู้คนนั่งกันอยู่แน่นร้าน สาเหตุนั้นอาจจะเป็นเพราะกลิ่นหอมที่กระจายไปทั่วร้านจนทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และอีกเหตุผลหนึ่งก็คงจะเป็นเพราะ... บาริสต้าของร้านนี้ พ่วงด้วยตำแหน่งเจ้าของร้านซะกระมัง



‘เทียนหลี่’



หรือที่คนรู้จักส่วนใหญ่จะเรียกกันสั้นว่า ‘เทียน’ ด้วยใบหน้าที่สวย และรอยยิ้มที่อบอุ่นแสนหวานชวนฝัน ความสามารถที่พูดคุยให้คำปรึกษากับผู้คนอย่างเป็นมิตร นั้นทำให้ใครหลายๆคนต่างก็หลงไหล



และที่นี่ก็ยังเป็นที่เบต้า อัลฟ่า และโอเมก้าอยู่กันอย่างเท่าเทียม ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ผู้คนที่อยู่ในร้านนี้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเป็นมิตร ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพศอะไรก็ตาม เมื่ออยู่ที่นี่แล้วรู้สึกผ่อนคลาย นั้นอาจก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ร้านนี้กลายเป็นที่นิยมในเกือบทุกกลุ่มวัย



“เฮ้อ... ทำไมวันนี้มันถึงได้แย่แบบนี้นะ อยู่ดีดีอาจารย์ก็ดันสอบควิชซะงั้นเลย”



เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาพูดบ่นขึ้นพร้อมกับเอาหน้าลงไปฟุ่บกับโต๊ะเคาเตอร์บาร์ เทียนหลี่ที่เห็นดังนั้นก็อดหัวหัวเราะในลำคอไม่ได้ เทียนหลี่ค่อยๆเทชาเขียวปั่นลงในแก้วพลาสติกจากนั้นก็ปิดฝาแล้วเสิร์ฟให้กับคนที่อยู่ตรงหน้าตัวเอง



“มันก็เป็นสิทธ์ของอาจารย์เขานิ แล้วกานต์ทำข้อสอบได้รึป่าวละ... ชาเขียวปั่นของคุณลูกค้าได้แล้วครับ”



“มันก็ทำได้แหละครับ... แต่ดูเหมือนเขาจะมองผมแปลกๆ คงจะสงสัยละมั่งว่าทำไมโอเมก้าอย่างผมถึงทำข้อสอบได้ละมั่ง...”



“...”



“สุดท้ายแล้วไม่ว่าที่ไหนโอเมก้าก็ยัง...”



มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ เทียนหลี่เองก็ยอมรับว่าในสังคมตอนนี้โลกยังคงมองโอเมก้าในแง่ลบกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็มักจะถูกจัดให้อยู่กลุ่มสุดท้ายเสมอ ยิ่งเด็กพึ่งเคยใช่ชีวิตในสังคมใหญ่แบบนี้ด้วยแล้วด้วย มันคงยากที่จะยังยากในการปรับตัว คงจะกลัวอยู่แน่นอนว่าถ้าเกิดฮีทในสถานที่ใหญ่ๆอย่างมหาลัยขึ้นมาคงกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ในตอนนี้ก็คงจะพูดทำได้แค่พูดกำลังใจเท่านั้น และเทียนหลี่ก็ค่อยๆลูบหัวของกานต์พร้อมกับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน...



“ก็ที่นี่ไงละที่กานต์สามารถอยู่ได้อย่างสบายใจ ไม่เป็นไรนะ ถ้ายังเชื่อมั่นความสุขจะต้องเดินมาหากานต์อย่างแน่นอน...”



“ฮะฮะฮะ ขอบคุณนะครับพี่เทียน... หว่า!!”



จากสัมผัสจากการลูบหัวที่อ่อนโยนเมื่อกี้ มันกลับการเป็นการขยี้มันเมามันส์แทน ซึ่งคราวนี้ไม่ได้มาจากเทียนหลี่แต่อย่างใด เมื่อกานต์หันหลังไปก็พบกับโอมที่อยู่ในชุดของพนักงานร้านเช่นเดียวกับเขา รอยยิ้มที่ออกมาจากโอมนั้นต่างจากเทียนหลี่อย่างลิบลับ แต่ดูกวนประสาท... แต่มันกลับทำให้กานต์รู้สึกชื่นใจมากกว่า



“พะ พี่โอม...”



“อย่าพูดอะไรน่าหดหู่แบบนั้นสิ มีอะไรก็มาปรึกษาพี่ได้นะ”



พูดจบก็ขยี้หัวกานต์อีกสองสามที ก่อนที่โอมจะเดินไปทำงานเสิร์ฟอาหารต่อ ส่วนกานต์หลังจากที่โอมเดินจากไปแล้วก็เผลอเอามือขึ้นมาจับตรงที่ถูกขยี้อย่างไม่รู้ตัว เมื่อเทียนหลี่เห็นดังนั้นก็เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นเกือบจะทุกอย่าง  ดันเจอเรื่องยุ่งยากเข้าซะแล้วสิ... งั้นตัวเขาควรจะยื่นมือเข้าไปช่วยในเรื่องนี้มากแค่ไหนกันนะ



“สนิทกับโอมด้วยเหรอ”



“ห๊ะ!! ก็ เออ ประมาณว่าเป็นรุ่นพี่ที่คณะน่ะครับ แล้วก็รู้จักกันตอนรับน้อง... แล้วพี่เขาก็คอยช่วยเหลือผมด้วย แล้วก็... แล้วก็...”



“...ก็เลยชอบเค้าสินะ”



“พะ พี่เทียนพูดอะไรนะครับ ผมน่ะไม่ได้... ไม่ได้...”



“...”



“...ผมชอบเขาครับ”



ถึงตอนแรกกานต์จะพยายามปฏิเสธสิ่งที่เทียนหลี่พูดก็ตาม แต่ด้วยใบหน้าที่แดงจัดรวมถึงท่าทีร้อนตัวของกานต์นั้นมันออกจนชัดเจน ซะจนสามารถอธิบายทุกสิ่งได้ทั้งหมด กานต์รู้เลยว่าเขาคงไม่สามารถโกหกผู้ชายคนนี้ได้แน่นอน ในวันนี้กานต์ได้รู้แล้วรอยยิ้มของผู้ชายคนที่นอกจากมันจะดูอบอุ่น แล้วมันยังสามารถดูเจ้าเล่ห์ได้อีกด้วย



“แต่ว่าพี่เขาเป็นอัลฟ่า... เพราะงั้นแล้วมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ต่อให้เรารักกันได้ครอบครัวของเขาคงจะไม่มีทางยอมรับผมหรอก”



คำพูดของกานต์ทำให้เทียนหลี่สะอึกไปเล็กน้อย มันทำให้เขานึกย้อนกลับไปยังอดีตของตัวเอง เขาเองก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน และในใจตอนนี้เขาก็ยังคงคิดอยู่ แต่... เขาอยากจะให้ความคิดนี้เกิดเพียงแค่กับเขาคนแค่เดียว ไม่จำเป็นต้องให้ใครเลือกทางเดียวกันกับเขา เพราะสุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันจะออกเป็นอย่างไรตัวของเทียนหลี่ย่อมรู้ดีที่สุด...



“กานต์เชื่อเรื่องคู่แห่งโชคชะตารึป่าว...”



“เออ จะว่ายังไงดีละมันก็พูดยากเหมือนกันนะครับ ถ้าถามว่าเชื่อไหม...ก็คงเชื่ออยู่บ้างละมั่งครับ”



“แล้วไม่คิดมั่งเหรอว่าโอมอาจจะเป็นคนในโชคชะตาคนนั้นก็ได้น่ะ”



“ฮ่าฮ่าฮ่า ถ้ามันง่ายแบบนั้นคนเขาคงจะมีคู่กันเกลื่อนเต็มไปเป็นหมดแล้วละครับ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความรักแบบนี้แล้ว ผมเองอยากรู้เรื่องของพี่เทียนเหมือนกันนะครับ พี่เทียนเองก็เป็นคนสวยนะครับ มีแฟนรึยังครับเนี่ย”



พอพูดถึงเรื่องนี้เทียนหลี่ก็ยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเช่นเคย เพียงแต่ความรู้สึกที่ปล่อยออกมาจากรอยยิ้มนั้นมันต่างออกไป แต่คนที่จะรู้สึกถึงมันมันได้ก็คงจะมีแค่ตัวของเขาเองเท่านั้นละ



“ก็เคยมีนะ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วละ สำหรับโอเมก้า... ไม่สิ สำหรับคนอย่างพี่แล้ว เรื่องมีแฟนเนี่ยเอาไว้หลังสุดเลยละ”



“พี่เทียนเป็นโอเมก้า!! ผมก็นึกว่าพี่เป็น...”



“เบต้า... ใช่ไหมละ”



ประโยคที่ถูกเทียนหลี่พูดตัดขึ้นมานั้นมันทำให้เกิดช่องว่างความเงียบที่ทำให้กานต์รู้สึกเหงื่อตก กานต์รู้สึกตกใจจริงๆที่รู้ว่าเทียนหลี่เป็นโอเมก้า เพราะจากการที่สังเกตมาตลอดนั้น จากการกระทำต่างๆที่ผ่านมา ไม่ว่าใครก็คงจะคิดว่าเทียนหลี่เป็นเบต้า หรือถ้าจะไม่ใช่ก็ดูแล้วควรจะเป็นอัลฟ่ามากกว่าโอเมก้าเสียอีก แต่ตอนนี้ที่แน่ๆกานต์ต้องพยายามหาเรื่องคุยเพื่อทำลายให้บรรยายหนักอึ้งนี่เสียก่อน



“อ๊ะ จริงด้วย!! แล้วคู่แห่งโชคชะตาของพี่เทียนละครับ...”



“...”



“...เคยเจอบ้างรึป่าว”



กานต์พึ่งรู้สึกตัวว่า ตัวเองได้พลาดในการเลือกประโยคคำถามไปซะแล้ว... (อ๊ากกกกกกกกกกกกกก/เสียงในใจกานต์)



“คู่แห่งโชคชะตา... ก็อาจจะเคยเจอแล้วละมั้ง”



“จริงเหรอครับ!!” น่าสนใจขึ้นมาซะงั้นกานต์คิด



“แต่สุดท้ายพี่ก็เลือกที่จะทิ้งโชคชะตาที่ว่านั้นไปเอง ไม่ว่านั้นจะเป็นของจริงหรือไม่ก็ตาม...”



สุดท้ายอารมณ์ก็ยังคงดิ่งลงเหวอย่างช่วยไม่ได้ กานต์อยากจะพูดขอโทษเหลือเกิน ที่ไม่ฉลาดในการตั้งคำถามชวนคุยเอาซะเลย บรรยายการในตอนนี้ทำเอากานต์อยากจะร้องไห้มากๆ แต่เมื่อกานต์ได้ก้มลองดูที่นาฬิกาข้อมือ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้มีเรียนบ่าย และมันก็ใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้วด้วย ถ้าขืนเป็นแบบนี้เขาอาจจะเข้าเรียนสายก็ได้ ดังนั้นกานต์จึงตัดสินใจคว้าแก้วน้ำที่อยู่บนเคาน์เตอร์ และรีบสะพายกระเป๋าเตรียมออกวิ่ง



“พี่เทียนครับงั้นผมคงต้องขอตัวก่อน...”



หมับ!!



“เอ๋...จับแขนผมไว้ทำไมครับ!!”



“โอมใกล้ถึงเวลาเรียนแล้วใช่ไหม ถ้างั้นพี่ฝากกานต์ไปกับโอมด้วยนะ”



“ได้คร้าบ! งั้นกานต์ไปรอพี่ที่หลังร้านก่อนเลย เดี๋ยวพี่ขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อแปปเดียว”



กานต์ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อเมื่อตามสิ่งที่เทียนหลี่ทำไม่ทัน สุดท้ายกานต์ก็ได้ไปกับโอมตามที่เทียนหลี่จัดแจงเอาไว้ โดยมีเทียนหลี่โบกมือลาเป็นกำลังใจให้จากในร้าน สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าเขาเผลอไปยุ่งเรื่องคนอื่นจนได้ แต่มันอาจจะเป็นการทำไป เพราะแก้อาจการตกใจจากเรื่องเมื่อกี้ที่พูดออกมา



ตัวเขาได้ทิ้งคนที่อาจจะเป็นโชคชะตาของตัวเองไปจริงๆงั้นเหรอ... ยังไงเขาก็เป็นคนเลือกเอง เพราะอาจจะดีกว่าที่คนๆนั้นจะได้อยู่กับเขาก็ได้



หลังจากเลยเวลาบ่ายโมงไปแล้ว คนในร้านก็ค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน หรือประมาณห้าโมงเย็นนั้นเองที่จะคนจะเริ่มแน่นขึ้นมาอีกครั้ง ร้านของเทียนหลี่มักจะปิดไม่เป็นเวลาเท่าไหร่นัก บางครั้งก็หนึ่งทุ่ม สามทุ่ม หรือปิดร้านเกือบห้าทุ่มก็เคยมีมาแล้ว



ซึ่งเมื่อถึงช่วงเย็นก็มักมีลูกค้าที่คุ้นหน้าคุ้นตา แวะเข้ามาในเวลาช่วงหนึ่งทุ่มกว่าๆด้วยชุดไปรเวทเสมอ แล้วเทียนหลี่ก็ยิ้มออกมาเพื่อทักทาย กานต์มักจะมาที่ร้านในช่วงเวลานี้บ่อยๆ เพราะมันอยู่ห่างจากหอพักของเขาไม่มากนัก



“เมื่อตอนบ่ายทำกันแสบมากเลยนะพี่เทียน...”



“ฮ่าฮ่าฮ่า ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ...”



“...”



กานต์ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่แสดงออกด้วยท่าทางที่หลบสายตา แถมด้วยแก้มสีแดงที่ชัดเจนขึ้นไปถึงใบหูนั่นทำให้เทียนหลี่สรุปได้ว่า...



‘มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ’



เมื่อเห็นดังนั้นเทียนหลี่จึงหยุดไม่ได้เลยที่จะต้องซักถามความจริงจากปากของกานต์ ถึงจะดูเป็นเด็กไปหน่อย แต่ยังไงการได้ยุ่งเรื่องน่ารักๆแบบนี้ก็สนุกจริงๆ ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้นเองบทสนทนาทุกอย่างก็ต้องถูกหยุดลง เมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน



กริ๊ง...!!



เมื่อเทียนหลี่เห็นผู้ชายคนนี้ก็มองไปรอบๆร้าน โชคดีที่ตอนนี้ก็ค่อยข้างจะเหลือน้อยแล้ว เทียนหลี่ขอโทษที่ต้องให้กานต์กลับไปก่อน เพราะดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะต้องปิดร้านเร็วๆกว่าปกติซะแล้ว หลังจากที่ลูกค้าคนสุดท้ายเดินออกจากร้าน และเทียนหลี่เอาประตูเหล็กลงหมดทุกบานแล้ว ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เขาจะได้เริ่มคุยกับผู้ชายคนนี้ซักที...



“วันนี้มาที่นี่มีอะไร...”



“เทียนหลี่... ใครสอนให้นายพูดกับพี่ชายห้วนๆแบบนี้กัน”



ผู้ชายคนนี้ก็คือ ‘จงซิน’ หรือพี่ชายของเทียนหลี่ ผู้บริหารใหญ่ของบริษัทชั้นนำในเรื่องผลิตยาระงับฟีโรโมน และความต้องการทางเพศ ที่มีความจำเป็นสำหรับโอเมก้าและอัลฟ่าในปัจจุบันอย่างมาก ซึ่งในวันนี้ที่จงซินมาที่นี่ก็เพื่อจะมาดูความคืบหน้าของสินค้าทดลองนั้นเอง



“เป็นยังไงบ้างละ มันอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งก่อนที่ฉันมาตรวจสอบรึป่าว”



“ทุกอย่างยังเป็นปกติ ยังไม่มีใคร... ไม่มีโอเมก้าคนไหนที่เกิดอาการฮีทภายในร้ายเลยซักราย รวมถึงอัลฟ่าเองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลุ้มคลั่งด้วย”



“งั้นก็หมายความว่ากลิ่นอโรม่าตัวนี้ประสิทธิภาพใช่ได้ น่าจะใช้เป็นสินค้าตัวใหม่ได้...”



สิ่งที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นก็คือตัวจริงของกลิ่นหอมภายในร้าน สาเหตุที่คนที่เข้ามาที่นี่แล้วรู้สึกใจใจสงบนั้นก็เป็นเพราะคุณสมบัติของยาระงับตัวใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในรูปแบบของกลิ่นอโรม่า ส่วนร้านแห่งนี้ก็คือห้องทดลองที่ถูกสร้างขึ้นนั้นเอง จงซินเอากระดาษบางอย่างขึ้นมาจดพร้อมกับเดินดูไปทั่วร้าน หลังจากเสร็จแล้วก็วางของต่างๆเอาไว้ที่โต๊ะแล้วเดินเข้ามาหาเทียนหลี่



“เรื่องงานจบแล้ว... งั้นต่อไปก็ถึงเรื่องของเราบ้างละนะ”



“...เห้อ” เทียนหลี่ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย



“เทียนเทียน!! เมื่อไหร่นายจะกลับบ้านซักทีห๊ะ!! รู้บ้างรึป่าวว่าคนที่บ้านเป็นห่วงแค่ไหน ทั้งที่เฮียก็บอกแล้วว่าการสังเกตการณ์ให้คนอื่นมาทำแทนก็ได้”



เทียนหลี่ถอนหายใจอีกครั้งกับสภาพของพี่ชายที่อยู่ตรงหน้า ถ้ายังอยู่ในเรื่องงานก็จะทั้งวางมาดและก็น่าหมั้นไส้ที่สุดเลยแท้ๆ แต่พอเรื่องงานจบที่ไรก็จะกลายเป็นพี่ติดน้องแบบนี้ทุกที่ เพราะแบบนี้ไงเทียนหลี่เลยไม่ค่อยอยากจะกลับบ้านซักเท่าไหร่ เพราะถ้ากลับไปบ้านเขายังต้องเจอคนที่นิสัยแบบนี้อีกตั้งสามคน คงเป็นเพาะว่าตัวเขาเป็นลูกคนเล็กด้วยละมั่ง ที่บ้านก็เลยทำเหมือนว่าเขาเป็นเด็กเล็กๆที่ต้องทะนุถนอมอยู่ตลอดเวลา

“เป็นผมนั่นแหละดีแล้ว... เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมา ผมก็คงจะไม่เป็นอะไรอยู่ดี”



“อย่าพูดอย่างงั้นสิ... แล้วม๊าก็บอกมาด้วยว่า นสบควรจะมีคนดูแลได้แล้วนะ”



“เรื่องนี้ผมขอเถอะเฮีย... แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว”



“หรือว่านาย... ยังคิดถึงไอ้หมอนั้นอยู่”



คำถามนี้ของจงซินทำให้เทียนหลี่ชะงักไปเล็กน้อย ถ้าหากถามว่าเขายังคิดถึงอยู่รึป่าว เทียนหลี่ยังคงคิดถึงเขาอยู่... เพียงแต่ไม่ใช่ในฐานะคนรัก มันอาจจะเป็นเหมือนกับที่ใครๆต่างพูดกันว่าใจของมนุษย์นั้นมันเปลี่ยนกันได้อย่างง่ายดาย เมื่อเวลาผ่านไปคนที่เคยรักก็เป็นเพียงแค่คนรู้จัก หากวันใดได้เจอหน้ากันอีกพวกเขาอาจจะไปแม้แต่ทักกันเลยก็ได้



“เห้อ... ผมจะกลับบ้านก็ได้”



“เฮียรู้อยู่ละว่านายต้อง... ห๊ะ จริงเหรอ!! งั้นหมายความว่านายจะเลิกทำงานนี้แล้วกลับไปอยู่ที่บ้านใช่รึป่าว”



“ผมจะกลับไปอยู่ที่บ้านสามวัน แล้วก็ไม่เลิกทำงานนี้ด้วย”



“ทำไมละเทียนเทียน...”



“เพราะงานนี้มันเหมาะกับผม... ที่ไม่ปกติ” พูดจบเทียนหลี่ก็เดินหายเข้าที่หลังร้านปล่อยให้จงซินอยู่เพียงลำพัง



ไม่ปกติ... จะว่าไปแล้วนั้นมันก็เป็นเหตุผลที่เทียนหลี่ขอรับหน้าที่จะเป็นคนสังเกตการณ์นี่นะ จงซินเอามือลูบหน้าตัวเองหนึ่งทีพร้อมกับถอนหายใจยาวๆ คำว่าไม่ปกติที่เทียนหลี่พูดนั้นหมายถึงร่างกายของตัวเขาเอง ระบบร่างกายของเทียนหลี่นั้นไม่ปกติมาตั้งที่เข้าเกิดแล้ว แพทย์ไม่สามารถระบุได้ว่าเทียนหลี่นั้นเป็นเพศอะไรกันแน่ระหว่างอัลฟ่าหรือว่าโอเมก้า แต่เนื่องจากในใบรับรองจำเป็นต้องใส่เพศที่ชัดเจน ทางครอบครัวจึงขอให้แพทย์ใส่เพศของเขาเป็นโอเมก้า ระบบฮอร์โมนที่ทำงานผิดปกตินั้นทำให้เขายากที่จะไม่เข้าสู่ช่วงฮีทหรืออาจจะไม่มีเลย และทนต่อฟีโรโมนที่โอเมก้าปล่อยออกมาได้อย่างกับเบต้า แต่เขาก็ไม่ใช่เบต้า...



ถึงแม้ว่ามันมันจะดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เพราะมันเป็นแบบนั้นบางครั้งร่างกายของเทียนหลี่มักจะทำงานผิดปกติทำให้เขาเป็นลมสลบไป และถ้าหากมันเกิดขึ้นบ่อยๆคงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ



หลังจากที่เทียนหลี่เก็บของเสร็จ เขาก็เดินไปที่รถของจงซินโดยที่มีคนรับใช้คอยรอรับอยู่ หลังจากที่จงซินที่ตามมาที่หลังขึ้นนั่งแล้ว รถก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากบริเวณร้านกาแฟทันที เทียนหลี่มองออกไปที่นอกหน้าต่างพร้อมกับครุ่นคิดบางอย่าง ถึงเหตุผลอีกอย่างที่ทำให้เขาไม่อยากจะกลับไปที่บ้าน นั่นเป็นเพราะป๊าและม๊าของเขาอยากให้เทียนหลี่แต่งงานมีครอบครัว เพราะนั้นอาจจะเป็นวิธีที่จะทำให้เทียนหลี่เป็นปกติ จากที่แพทย์สันนิฐานไว้ก็คือ ‘การใช้วิธีบางอย่างเพื่อนกระตุ้นให้ฮอร์โมนเพศทำงานอย่างสมบูรณ์’ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเทียนหลี่ต้องเลือกว่า...

 

จะกัดต้นคอ โอเมก้า เพื่อจะเป็น อัลฟ่า



หรือจะยอมโดน อัลฟ่า กัดเพื่อเป็น โอเมก้า



...



ในระหว่างที่รถแล่นออกไปนั้นเองเทียนหลี่ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีใครคนหนึ่งเห็นเขาตอนเดินออกจากร้านก่อนที่จะเดินขึ้นรถซะแล้ว



“หาพบแล้ว...”

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: {Omegavers} The InsTinct สีแดง : 02 #A New Beginning {20+} [24/3/22]
«ตอบ #3 เมื่อ24-03-2022 00:08:03 »


A New Beginning





ในที่สุดรถยนต์ที่เทียนหลี่นั่งก็เคลื่อนที่จนมาถึงบ้านของเขาซักที เทียนหลี่ค่อยๆลงจากรถยนต์ เขามองไปยังบ้านหลังเดิมที่เขาเคยอาศัย ทั้งที่เขาก็ไม่ได้กลับบ้านมาแค่ไม่กี่เดือน แต่มันก็รู้สึกคิดถึงเหมือนไม่ได้กลับมานานอยู่เหมือนกันนะ จงซินสั่งให้คนใช้ขนข้าวของเสื้อผ้าของเทียนหลี่ขึ้นไปเก็บที่ห้องนอน เทียนหลี่ยังรู้สึกขัดใจตรงที่เขแค่จะกลับมาอยู่บ้านสองสามวันแท้ๆ แต่จงซินดันคะยั้นคะยอให้เขาเก็บกระเป๋าเหมือนจะกลับมาอยู่เป็นเดือนซะนี่ คงคิดจะรั้งให้เขาอยู่ที่นี่ต่อละสิไม่มีทางซะหรอก



ตึกตึกตึก...



หลังจากที่จัดการกับข้าวของเสร็จแล้วทั้งสองคนก็กำลังจะเดินเข้าไปในตัวบ้าน แต่เทียนหลี่ก็หยุดชะงักที่หน้าประตูบ้าน ก่อนจะหันไปถามจงซินถึงเรื่องสำคัญที่เขาลืมไปก่อนจะมาที่นี่...



ตึกตึกตึก...



“เฮีย... ตอนนี้มีใครอยู่ที่บ้านบ้าง”



ตึกตึกตึก...



“...อยู่ครบทุกคนนั่นแหละ”



ผัวะ!!



เสียงประตูบ้านที่ถูกเปิดออกอย่างแรงจนแทบจะกระเด็นหลุดออกจากผนัง ที่หน้าเทียนหลี่ตอนนี้มีหญิงสาววัยกลางคน กับหญิงสาวที่ดูเป็นวัยรุ่นกระโจนเข้ามากอดฟัดเขาอย่างบ้าคลั่ง เทียนหลี่พยายามที่จะเอี้ยวตัวหลบการจู่โจมแบบนี้ของแม่และพี่สาว แต่มันก็ไม่เคยหลบพ้นซักที สรุปเทียนก็ถูกทั้งสองคนพุ่งเข้าใส่จนล้มลงไปกองกับพื้น



“เทียนเทียน!!/เทียนหลี่”



“เทียนเทียน!! นี่ลูกจริงๆด้วย ม๊าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ...ลูกตัวเป็นๆ โฮโฮโฮ!!”



“ทำไมน้องไม่ยอมกลับบ้านเลยละ!! ทั้งคริสมาสต์ ตรุษจีน สงกรานต์ก็ไม่ยอมกลับ นี่ไม่คิดจะมาเห็นหน้ากันเลยรึไง ฮือฮือฮือ”



ตอนนี้หญิงสาวทั้งสองท่านที่ร้องไห้โฮอยู่ตรงหน้าของเทียนหลี่ พร้อมกับจับเขาเขย่าเหมือนเป็นกระบอกเซียงซี ความจริงแล้วเขาก็กลับมาบ้านบ้างบางครั้งนะ แต่ทุกครั้งที่กลับเขาจะเลือกเวลาที่ครอบครัวของเขาไปประเทศจีน หรือไม่ก็ไปเที่ยวที่อื่น ที่ไหนก็ได้ที่จะทำให้เขามีความสงบเงียบเวลาที่จะได้อยู่บ้าน เทียนหลี่ส่งสายตาไปขอความช่วยเหลือจากจงซินก่อนที่เขาจะตาย เพราะสมองได้รับความกระทบกระเทือนมากเกินไป แต่ดูเหมือนการส่งซิกด้วยสายนี่เอง ก็คงจะเกินความสามารถในการเข้าใจของจงซินไปสักหน่อยเหมือกัน



“อะ เออ ม๊า เจ๊เสี่ยวหลิน เทียนเทียนพึ่งจะกลับมาถึงบ้านคงจะเหนื่อย เพราะงั้นให้เข้าไปพักในบ้านก่อนเถอะ”



“ใช่ๆ เทียนเทียนกินอะไรมารึยังลูก ป่ะ วันนี้นะ มีอาหารอร่อยเต็มไปหมดเลย ม๊าให้แม่ครัวทำไว้เผื่อว่าลูกจะกลับมาไง ของที่เทียนเทียนชอบเต็มไปหมดเลน!!”



“เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำ แล้วพักผ่อนให้สบายเลยนะ แล้วนี่น้องจะกลับมากี่วันละ เล่าเรื่องที่นู้นให้เจ๊ฟังบ้างนะ!!”



ปัง!!



แกร็ก...



หลังจากที่ประตูปิดลงเสียงต่อมานั้นก็คือเสียงล็อคประตูบ้านทำงาน นั่นหมายความว่าคนที่อยู่ข้างนอกจะไม่สามารถเปิดเข้ามาข้างในได้... และตอนนี้ก็ยังมีคนที่ยังอยู่ข้างนอกอีกหนึ่งคนซะด้วยสิ



“เอ๊ะ... เดี๋ยวสิม๊า อาเจ๊ ล็อคประตูแบบนี้แล้วผมจะเข้าไปยังไงกันละเฮ้ยยยยยย!!!!”



ปังปังปังปังปัง!!!!



เสียงตะโกนของจงซินดังโหยหวนเข้ามาถึงในบ้าน แต่ทำไมทั้งแม่และพี่สาวเขาถึงทำท่าทีร่าเริงเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลยละ... ทำเมินสินะ สองคนนี้มีอะไรโกรธอะไรจงซินขนาดนั้นเลยเหรอเทียนหลี่คิด แล้วก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา แต่ต่อให้เขาถามออกไปก็คงโดนเบี่ยงประเด็นอยู่ดี เพราะงั้นไม่ถามน้าจะง่ายมากกว่า



“ให้ผมเข้าไปในบ้านน้าาาาาาาาาาา!!”



ถึงจะน่าสงสารแต่ปล่อยให้อยู่ข้างนอกอย่างนี้ต่อไปอีกเดี๋ยวก็คงจะหาทางเข้ามาได้เองละมั่ง หลังจากที่ทั้งสามทำเมินเสียงร้องของจงซิน เทียนหลี่ก็ได้ทานอาหารที่จัดเตรียมไว้หลังจากนั้นก็ไปนั่งพักผ่อนที่โซฟา เพียงไม่นานนักเทียนหลี่ก็ได้ยินเสียงที่ของเด็กทารก เมื่อหันไปเขาก็พบกับหลายชายตัวน้อยที่กำลังค่อยๆเดินมาทางเขา เทียนหลี่เห็นดังนั้นก็ยิ้มเอามาน้อยๆก่อนที่จะใช้สองมืออุ้มขึ้นมานั่งตักตัวเอง



“แอร็ยยยย!! เอียนอี้”



“อะไรเนี่ยเสี่ยวหัง น้าไม่ได้เจอแค่แปปเดียวพูดได้แล้วเหรอเนี่ย”



“ก็เกือบจะขวบนึงแล้วนี่นะ นี่จ๊ะ ดื่มชาเย็นๆสิ”



ก่อนที่เทียนหลี่จะยื่นมือไปรับแก้วชา แต่ก็ก็ต้องชะงักไป เพราะเสียงแผดดังของจงซินที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง เสี่ยวหังที่ได้ยินเสียงก็หัวเราะชอบใจใหญ่ อย่างนี้แสดงว่าพี่ชายเขาต้องโดนอะไรแบบนี้บ่อยๆแน่เลยซินะ



“เด็กเนี่ย... ดีจังเลยนะ”



“งั้นทำไมน้องไม่มีมั่งละจ๊ะ น้องเองก็ถึงเวลาสร้างครอบครัวได้แล้วนะ”



“เรื่องนั้นผมคงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ... ทำไมทีกับเฮียจงซิน เจ๊กับม๊าไม่เห็นคะยั้นคะยอแบบนี้บางละ”



เสี่ยวหลินได้ยินที่น้องชายพูดแล้วก็หันไปทางประตูบ้านที่ยังคงมีเสียงดังโหวกเหวกดังอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับส่ายหัวไปมากับนิสัยของน้องชาย เพราะว่าจงซินเป็นคนเลือดร้อนมาก แถมนิสัยก็ยังดูเหมือนเด็กอยู่แบบนี้แล้วจะไปหาแฟนที่ไหนได้ละ ทั้งที่ตัวเองก็มีพร้อมทั้งหน้าตาและฐานะแท้ๆ ดูอย่างเรื่องที่เกิดในตอนนี้ถ้าจงซินมีหัวคิดซักหน่อยแล้วรีบเดินอ้อมไปเข้าทางประตูห้องครัวก็คงจะได้เข้าบ้านแล้วละ (แต่ช้าป่านนี้ม๊าคงปิดไปเรียบร้อยแล้ว) เทียนหลี่เองก็คงจะเถียงไม่ได้ว่านี่คือ หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พี่ชายเขาโสดจนถึงปัจจุบัน



“พี่ว่ามันก็ไม่เสียหายอะไรมากนิ บางทีน้องอาจจะได้เจอคู่แห่งโชคชะตาก็ได้นา ไม่ลองคิดดูจริงเหรอ...”



“เรื่องแบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะเจ๊ เรื่องแบบนั้นมันไม่มีจริงหรอก”



เทียนหลี่พูดออกไปแบบนั้น ทั้งที่เมื่อตอนกลางวันเขายังคุยกับกานต์เรื่องนี้อยู่เลยแท้ๆ



“ถ้างั้นแล้วลื้อจะเอายังไง... เทียนหลี่”



เสียงที่ดังขึ้นมานั้นทำให้เทียนหลี่และเสี่ยวหลินเงียบเสียงลงอย่างเร็ว ก่อนจะหันไปพบกับผู้เป็นพ่อกำลังเดินลงมาจากบันได เทียนหลี่จ้องไปที่พ่อของเขาไม่วางตา เม็ดเหงื่อที่เริ่มไหลออกจากผิวหนัง นี่มันก็นานมากแล้วที่พวกเขาไม่ได้เจอหน้ากัน และครั้งสุดท้ายเทียนหลี่จำได้ว่า เขากับพ่อนั้นมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกันสักเท่าไหร่... ความจริงคือความเห็นไปตรงกันหนักสุดๆไปเลยล่ะ



คุณพ่อเดินลงมาจากบันได และมานั่งลงตรงโซฟาที่อยู่ตรงข้ามกับเทียนหลี่ เสี่ยวหลินเห็นท่าไม่ดีเลยให้คนใช้พาเสี่ยวหังไปนั่งเล่นที่ห้องของเธอก่อน เทียนหลี่ไม่กล้าที่จะสบตากับพ่อของเขาเลยแม้แต่น้อย เมื่อแม่ของเทียนหลี่เดินออกมาจากครัวแล้วเห็นเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ก็รีบเดินมาห้ามทัพอย่างรวดเร็ว



“เออ... อาเฮียลูกเทียนพึ่งจะกลับมาถึงบ้าน เราเอาไว้คุยเรื่องนู้นเรื่องนี้กันวันหลังดีไหมคะ”



“ครั้งสุดท้ายเราคุยกันถึงไหนนะเที่ยนหลี่... ใช่เรื่องที่เมื่อไหร่ลื้อจะยอมแต่งงานรึป่าว”



“...”



คำพูดผู้เป็นแม่ไม่สามารถห้ามทัพได้เลยสักนิดเดียว...



“ผมบอกป๊าไปแล้วนิครับ... ว่าผมยังไม่อยากแต่งงาน แล้วถ้าเป็นไปได้ผมก็จะไม่มีวันแต่งงานด้วย”



“ไม่แต่งงาน... นี่ลูกชายของฉันนี่มันจะใช้งานได้ซักคนรึป่าวเนี่ย ถ้าเกิดไม่มีพี่สาวแกชีวิตนี้ฉันก็คงจะไม่ได้อุ้มหลาน”



“...”



“เพราะจงซินพี่แกมันนิสัยอย่างนี้ไงฉันเลยฝากฝั่งบริษัทไว้กับมันไม่ได้ แกที่มีความสามารถทั้งสมอง และความคิดเหนือกว่าพี่แกแทบทุกอย่าง ก็มาคิดแบบนี้ซะอีก... แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง”



นอกจากเทียนหลี่จะถูกพ่อของเขาบังคับเรื่องการแต่งงาน แล้วเขาก็ยังถูกบังคับเรื่องที่จะให้เป็นทายาทสืบทอดบริษัทต่อไปด้วย ซึ่งเทียนหลี่นั้นไม่ได้อยากรับหน้าที่นี้เลยแม้แต่น้อย เทียนแค่อยากใช้ชีวิตธรรมดาๆปกติเพียงแค่นั้น เทียนหลี่เคยคุยเรื่องนี้กับที่บ้านครั้งหนึ่งแล้วก็ทุกคนก็ไม่ได้คัดค้านอะไร... ยกเว้นแค่พ่อของเขาคนเดียวเท่านั้น



“ถ้าเรื่องบริษัทผมว่าแค่พี่จงซินคนเดียวก็ทำให้บริษัทอยู่รอดต่อไปได้แล้ว-”



“อยู่รอด... อยู่รอดอย่างงั้นเหรอ!! สิ่งที่ฉันต้องการคือให้พวกแกทำให้บริษัทของฉันมันขยายใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่ให้มันอยู่รอดเข้าใจไหม!!”



“...”



ประโยคพูดของเทียนหลี่ถูกขัดขึ้นมากระทันหัน แม่ของเขาต้องรีบเขาไปห้ามไม่ให้พ่อของเขาโกรธไม่อย่างนั้นหากความดันขึ้นแล้วจะเป็นอันตรายต่อชีวิต



“ฉันหาโอเมก้าจากครอบครัวที่คู่ควรให้กับแกแล้ว... แต่แกก็ไม่ยอม ฉันเข้าใจความคิดของแกแล้วครั้งนี้ฉันเลยเปลี่ยน...”



“ป๊าหมายความว่ายังไง...”



“ครั้งนี้ฉันได้คุยกับลูกชายที่เป็นอัลฟ่าของตระกูลหนึ่งไว้แล้ว”



เทียนหลี่ได้ยินดังนั้นก็หันไปมองแม่ของตัวเองและพี่สาว แต่ทั้งสองคนก็หลบสายตาของเทียนหลี่ทั้งคู่ นั้นแสดงว่าทั้งสองคนรู้เรื่องนี้อยู่แล้วแต่ไม่ยอมบอกเขา



“ป๊าทำอะไรทำไมถึงไม่ถามความคิดผมเลยละ!!”



“ทำไมฉันต้องถามด้วย... ก็ไม่เมื่อแกไม่อยากที่จะเป็นอัลฟ่า งั้นก็คงอยากจะเป็นโอเมก้าไม่ใช่รึไง ทั้งที่แกมีสิทธิ์เลือกที่จะเป็นอัลฟ่าแท้ๆ”



ผมเลือกไม่ได้... นั้นคือสิ่งที่เขาคิด



“...ไม่ต้องมายุ่งกับผม!!”



เทียนหลี่ตะโกนออกมาก่อนที่จะรีบวิ่งหนีขึ้นห้องนอนไปอย่างรวดเร็ว แม่ของเขาพยายามที่จะเดินไปรั้งเทียนหลี่เอาไว้ แต่ก็เสี่ยวหลินหยุดไว้ซะก่อน สายของของพ่อยังคงมองตามเทียนหลี่ไปจนเขาหายเข้าไปในห้องนอน หลังจากหนีเข้ามาในห้องนอนเทียนหลี่ก็ทิ้งตัวลงนอนที่เตียง เขาเอาตัวหมุดเข้าไปมนผ้าห่ม พร้อมกับครุ่นคิดว่าสุดท้ายแล้วตัวเองควรจะทำอย่างไรดี เราะดูเหมือนว่าพ่อของเขาคงจะไม่ยอมหยุดง่ายๆแน่



“ทำไมถึงต้องบังคับผมไปซะทุกเรื่องด้วย...”



ตัวของเทียนหลี่เขากับพ่อของเขาไม่ได้เลยสักนิดเดียว ทั้งคู่ไม่เคยที่จะพูดด้วยกันดีๆ ตั้งแต่จำความได้เทียนหลี่ก็รู้สึกว่าพ่อของเขามองตัวเองเป็นเพียงแค่โอเมก้าคนหนึ่ง เป็นเพียงเครื่องจักรหรือเครื่องมือตังหนึ่ง ถ้าหากเขาเป็นโอเมก้าร้อยเปอร์เซ็นตั้งแต่เกิดบางทีป่านนี้ เขาอาจจะไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้อีกแล้วก็เป็นได้ เขาอาจจะโดนไล่ออกจากบ้านไปแล้วรึเปล่า



ก๊อกๆ



เสียงเคาะประตูดังขึ้นแต่เทียนหลี่ก็ไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกไปได้แต่นอนนิ่งๆ สักพักเสี่ยวหลินก็เป็นคนเปิดประตูเขามาเอง พร้อมกับเดินมานั่งลงข้างๆเทียนหลี่ที่นอนอยู่บนเตียง



“น้องหนีออกมาแบบนี้คิดดีแล้วเหรอ”



“ผมทนอยู่ให้ป๊าสั่งนู้นสั่งนี่ไม่ได้หรอกครับ”



“ความจริงแล้วป๊าเขาก็เป็นห่วงน้องมากนะ... แค่วิธีการแสดงออกมนอาจจะผิดไปหน่อยแค่นั้นเอง”



เสี่ยวหลินพูดพร้อมกับลูบหัวน้องชายอย่างอ่อนโยน แต่เทียนหลี่เห็นต่างเรื่องที่พ่อเป็นห่วงเขา ถ้าเป็นห่วงจริงการแสดงออกแบบนี้มันก็ออกจะแย่เกินไปหน่อยรึป่าว เสี่ยวหลินเห็นน้องชายทำหน้าบูดก็รู้แล้วว่าคงไม่เชื่อที่ตัวเองพูดเป็นแน่



“...ยังลืมสกายไม่ได้งั้นเหรอ”



“...”



“เจ๊จะไม่ถามหรอกนะว่าทำไมตอนนั้นน้องถึงเลิกกับเขา... แต่ที่แน่ๆเจ๊รู้ว่าตอนนั้นน้องยังรักเขาอยู่ หรือไม่บางทีตอนนี้น้องก็อาจจะยัง...”



“...ตอนนี้กับตอนนั้นมันไม่เหมือนกันแล้วครับ ตอนนี้ผมไม่ได้...”



“รัก...”



เสี่ยวหลินชิงพูดออกก่อนเทียนหลี่ ทำให้เขาได้แค่เงียบแล้วก็หันหน้าไปทางอื่น เสี่ยวหลินไม่เหมือนกับจงซินพี่สาวคนนี้มองน้องชายตัวเองออกอย่างทะลุปุโปร่ง เที่ยนหลี่เพียงแค่บอกกับตัวเองว่าอีกฝ่ายกลายเป็นคนรู้จักรวมถึงตัวเองด้วย ไม่ได้รักเขาอีกแล้ว... โดยที่ไม่เคยรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของอีกฝ่ายเลย เป็นเพียงแค่การทำให้ความรู้สึกจบก่อนที่มันจะเริ่มขึ้นแค่นั้นเอง



“ถ้างั้นน้องลองไปพบกับคนที่ป๊าเสนอก่อนไหม... แค่ไปเจอหน้าพูดคุยกันก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา แถมอาจยังจะทำให้ป๊าลดความเครียดได้ด้วยนะ”



“...”



“น้องลองคิดดูอีกสักวันหนึ่งก็ได้นะ”



“...ไม่ละครับ”



“เทียนหลี่... เจ็ก็รู้นะว่ามันลำบากใจ แต่อย่างน้อยก็อย่าปฏิเสธกันเร็วแบบนี้สิ”



“ผมจะลองไปพบกับคนที่ป๊าเลือกมาก็ได้”



“...”



“...”



“จริงอ่ะ!!”



เสี่ยวหลินตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความตกใจเพราะตอนแรกนึกว่าจะถูกปฏิเสธซะอีก เพราะตัวเทียนหลี่เองลองสงบแล้วคิดดู ตัวเขากำลังหลอกตัวเองอยู่จริงๆนั่นละ ตั้งแต่วันที่เขาเลือกที่จะทิ้งความรักไปตัวเขาก็ได้แต่หยุดนิ่งอยู่กับที่ พยายามทำเป็นว่าตัวเองไม่เป็นไรสบายดี และหลีกเลี่ยงเรื่องที่เกี่ยวกับความรักทุกอย่าง... บางทีเขาอาจจะถึงเวลาที่ต้องเริ่มเดินหน้าสักที



...แค่ลองดูมันก็ไม่เสียหายอะไร





...

...

...





ในขณะเดียวกับที่เรื่องทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปด้วยดี ดูเหมือนว่าทุกคนจะลืมบางสิ่งไปเสียสนิท ในยามค่ำคืนเวลาเกือบจะเที่ยงคืน ลูกชายของแม่บ้านคนหนึ่งกำลังเดินกลับจากตรงโรงรถ หลังจากทำงานที่ถูกสั่งไว้เสร็จ ในตอนที่กำลังจะเดินผ่านหน้าบ้านใหญ่เพื่อไปที่ห้องพักของตัวเอง แต่เขาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่ามีบางสิ่งนอนโทรมอยู่ที่หน้าประตูบ้านใหญ่



“เฮ้ย!! ผะ ผีผีผีผี... เงอะ ไม่ใช่นี่หว่า”



“มีอะไร...”



จงซินเงยหน้าขึ้นถามลูกชายแม่บ้านคนนั้น สภาพของเขาในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากผีสักเท่าไหร่ ก็ไม่แปลกใจนักที่ผู้คนที่เห็นจะตกใจ สภาพที่โทรมอย่างเห็นได้ชัดมันตรงข้ามกับมาดคุณชายที่พบเห็นได้ทุกวันอย่างลิบลับ



“คะ คุณจงซินใช่รึป่าวครับ กะ เกิดอะไรขึ้นครับ”



“ถูกทิ้งไว้หน้าบ้าน... คนในบ้านไม่ยอมให้ฉันเข้าไป”



“อะ เออ... ถ้างั้นไปหลบอยู่ที่ห้องของผมก่อนดีกว่าไหมครับ อย่างน้อยก็ดีกว่าให้ยุงกัดตรงนี้นะครับ”



“...”



“...ถ้ารังเกียจก็ไม่เป็นไรครับ”



“กรุณาให้ผมเข้าไปหลบในห้องด้วยเถอะครับ...”



สุดท้ายคืนนั้นคุณชายจงซินก็ต้องระหกระเหินไปนอนที่ห้องคนใช้ในที่สุด...




ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: {Omegavers} The InsTinct สีแดง : 03 #Meet Again {20+} [29/3/22]
«ตอบ #4 เมื่อ29-03-2022 18:14:32 »

Meet Again



หลังจากที่เทียนหลี่ตอบตกลงเรื่องไปดูตัว เสี่ยวหลินกับแม่ก็ดีใจกันยกใหญ่ ที่บ้านกลับสู่ความสงบขึ้นเล็กน้อย พ่อของเขาเองก็ดูจะพอใจไม่น้อยที่ในที่สุดตัวเทียนหลี่ก็ตบปากรับคำสักที เทียนหลี่ไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองจะได้พบนั้นคือใคร มีนิสัยแบบไหน แต่การเผชิญหน้ากับความจริงมันคือสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำในตอนนี้



หลังจากที่เทียนหลี่ได้ฟังคำที่เสี่ยวหลินพูดกับตัวเองแล้วก็ลองคิดดู เรื่องที่เขาไม่เคยมีใครหลังจากนั้นมันคือความจริง ถึงจะยกข้ออ้างนู้นนี่มาแต่สรุปสุดท้ายแล้วเทียนหลี่ก็เพียงแค่



‘ยังไม่พร้อม’



ก็จริงอยู่ที่ในตอนนั้น ตัวเขาได้ตัดสินใจไปแล้ว...



...เรื่องราวก่อนที่เขาจะเลิกกับสกาย ในวันก่อนวันจบการศึกษาเทียนหลี่ ถูกแม่ของแม่เรียกออกมาคุยกันสองคนเพียงลำพังที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง



“เธอน่ะช่วยเลิกยุ่งกับลูกชายฉันจะได้ไหม”



แม่ของกายพูดออกมาด้วยที่หน้าที่เย็นชาและเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไร ต่างกับเทียนหลี่ที่นั่งอยู่อีกฝั่งที่มีเหงื่อไหลออกมาเยอะมากมาย

“ทำไมกันละครับ...”



“ทำไมงั้นเหรอ... ไม่น่าถามอะไรแปลกๆเลยนะ ก็ต้องเพราะสภาพของเพศเธออยู่แล้วไม่ใช่รึไง”



“แต่ถึงผมจะเป็นโอเมก้า แต่ผมก็เป็นอัล...”



“แล้วยังไงละ...”



คำพูดของเทียนหลี่ถูกตัดไปกลางคัน ทำให้เกิดความเงียบขึ้น แม่ของสกายยกแก้วกาแฟขึ้นจิบก่อนที่จะเริ่มพูดอีกครั้งพร้อมกับสายตาเย็นชาที่ทำให้ทียนหลี่ต้องขนลุก



“ฉันไปสืบเรื่องของเธอมาแล้ว... ครึ่งอัลฟ่าครึ่งโอเมก้างั้นเหรอ คิดว่ามีความดีอยู่ในตัวครึ่งหนึ่งรึไง ทำไมไม่คิดบ้างละว่าความจริงแล้วเธอนะมันก็แค่ตัวประหลาด...”



“...”



“อัลฟ่าก็ไม่ใช่ โอเมก้าก็ไม่ใช่ หรือจะเบต้าเธอก็เป็นไม่ได้ เธอคิดบ้างไหมว่าถ้าลูกชายฉันได้เธอมาเป็นคู่ตระกูลฉันจะถูกนินทาลับหลัง แล้วก็มีผลเสียมากมายขนาดไหน สกายน่ะเพรียบพร้อมทุกอย่าง ในอนาคตเขาจะสามารถสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์กับอัลฟ่าคนไหนก็ได้ ฉันขอพูดตรงๆเลยละกันนะ... ฉันไม่ต้องการให้เธอมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวฉัน ฉันพร้อมที่จะกำจัดเธอออกไปด้วยวิธีทุกอย่าง”



“...”



“งั้นฉันขอใช้วิธีที่เบาที่สุดก่อนละกัน... แต่ครอบครัวของเธอเองก็รวยมากนี่นะ เงินคงไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ งั้นลองบอกมาสักอย่างแล้วกันถ้าเป็นอะไรก็ตามที่นอกเหนือจากลูกชายฉันละก็...”



เทียนหลีกำหมัดแน่นนั่งตัวสั่นไม่หยุด ตอนที่ตัวเขาทั้งโหรธทั้งเสียใจมาก เขาพยายามกลั้นไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา เขาไม่ได้อยากต้องการสิ่งใดเพียงแค่อยากมีความรักแบบปกติเท่านั้นเอง... เพียงเท่านั้นเอง



“..ไม่จำเป็นหรอกครับ แต่...”



“อะไร...”



“จนกว่าถึงวันจบการศึกษาผมขอแค่เท่านั้น หลังจากนั้นแล้วผมจะเลิกกับเขา... จะไม่ยุ่งอะไรกับสกายอีกเลย”



“ก็ได้... ฉันหวังว่าเธอจะทำตามที่พูดนะ กาแฟแก้วนั้นฉันเลี้ยงเองละกัน”



หลังจากพูดจบแม่ของสกายก็เดินไปจ่ายเงิน และเดินออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเทียนหลี่นั้นน้ำตาที่อุส่าห์กลั้นเอาไว้ในที่สุดมันก็เอ่อล้นออกมาจนได้ มันไหลรินออกมาไม่ขาดสายแสดงออกถึงความเศร้าเสียใจ เพราะอะไรเขาถึงเลือกที่ตอบตกลงที่จะเลิกกับสกายงั้นเหรอ...



นั้นเพราะที่แม่ของสกายพูดมันคือความจริงทุกอย่าง เขาคือพวกไม่ปกติ เป็นเพียงคนประหลาด และในอนาคตสกายนั้นสามารถมีครอบครัวสมบูรณ์แบบได้อย่างที่แม่ของเขาพูดจริงๆ



แต่ในส่วนลึกในใจของเทียนหลี่ยังไม่อยากยอมรับสักเท่าไหร่ แต่ตัวเขาก็ไม่ได้มีความกล้ามากพอ เพราะอย่างงั้นในคืนวันจบการศึกษา วันที่เทียนหลี่ต้องการให้สกายปลดปล่อยเข้ามาข้างในตัวของเขานั้น เป็นเพราะ เทียนหลี่อยากที่จะตั้งท้อง... หากเขาท้อง ถ้าหากเขามีลูกกับสกายแล้วละก็ ทันอาจจะสามารถปลดสิ่งผูกมัดนี้ มันอาจจะทำให้เขามีความกล้ามากพอที่จะสู้...



แต่สุดท้ายทุกอย่างมันก็ล้มเหลว หากไม่อยู่ในช่วงฮีทโอกาสที่โอเมก้าจะท้องก็แทบเป็นศูนย์ เทียนหลี่แพ้และต้องเลิกกับสกายตามที่เคยพูดเอาไว้



...



“เทียนหลี่!! เกิดอะไรขึ้น... ทำไมตั้งแต่วันนั้นทำไมนายถึงไม่ยอมมาเจอฉัน แถมติดต่ออะไรก็ไม่ได้เลย แล้วนี่... อะไรกัน นายกำลังจะไปไหน”



“นายไม่จำเป็นต้องรู้หรอก เพราะตอนนี้พวกเราไม่ได้เป็นอะไรกันอีกต่อไปแล้ว...”



“ดะ เดี๋ยวก่อนสิ เทียนหลี่นายหมายความว่าไง ฉันไม่ตลกหรอกนะ”



สีหน้าของสกายในตอนนี้ซีดเผือดจนดูยังไงก็รู้ว่าเขากังวลมากจริงๆ ทั้งหมดนี้เกิดจากที่แฟนหนุ่มของเขาที่ยืนอยู่ตรงหน้าในตอนนี้ สายตาของเทียนหลี่ในตอนนี้มันทั้งเยือกเย็นและน่ากลัว แววตาแสดงให้เห็นชัดว่าเขาไม่ได้พูดเล่นแม้แต่น้อย หลังจากครั้งสุดท้ายที่พวกเขามีอะไรกัน กายก็ไม่เคยได้พบเทียนหลี่เลยแม้กระทั่งโทรศัพท์ก็ไม่ยอมรับสาย พอมาหาถึงบ้านของทุกอย่างที่อยู่ภายในก็หายไปเกือบจะหมดเหมือนกับว่าเทียนหลี่กำลังย้ายไปอยู่ที่อื่น โดยที่ไม่ได้บอกอะไรเขาเลย



“วันนั้นนายนอนหลับอยู่นี่นะ... คงจะไม่ได้ยินที่ฉันพูดออกไปละสิ ถ้างั้น...ฉันก็พูดให้ฟังชัดๆแล้วกันนะ”



“ไม่!! ...ขอร้องละ ได้โปรดอย่าพูดคำนั้นออกมา”



“นายก็เข้าใจดีทุกอย่างแล้วนิ งั้นเราสองคนแยกตรงนี้เถอะ ทุกอย่างมันจบแล้ว...”



หมับ!!



“...ทั้งที่เรารักกันดีแท้ๆ ทำไมละ... ทำไมละเทียนหลี่!!”



กายทรุดเขาลงกับพื้นคว้ามือของเทียนหลี่เอาไว้ ในตอนนี้ดวงตาทั้งสองข้างของเขามีน้ำไหลออกมาไม่หยุด ปากก็ตะโกนถามเหตุผลที่เทียนหลี่เลิกกับเขา เทียนหลี่มองผู้ชายอ่อนแอที่อยู่ตรงหน้า มันช่างต่างกับสกายคนเข้มแข็งที่เขารู้จักเหลือเกิน เทียนหลี่ค่อยยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้กับสกาย



“นายไม่เห็นต้องร้องไห้ขนาดนี้เลย เรื่องรักๆเลิกๆมันเป็นเรื่องปกติธรรมดา นายพึ่งจะอายุแค่ 17 เอง เดี๋ยวอนาคตนายก็ได้เจอคนอื่นอยู่ดีแหละ...”



“แต่ฉันรักนาย!!แล้วก็เชื่อมาตลอด... ว่านายคือโชคชะตาของฉัน”



“...”



“...”



“..นั้นมันก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระเท่านั้นเอง”



เทียนหลี่พูดออกมาเสียงเบาก่อนจะสลัดมือของกายให้หลุดออก แล้วเดินจากไป... ทุกอย่างมันจบแล้วทั้งสำหรับเขา และทุกๆอย่าง



...



หลังจากนั้นแล้วเทียนหลี่ก็ย้ายไปอยู่ที่จีนและไม่ได้พบกับกายอีกเลย บ้านหลังนั้นเองตอนนี้พ่อของเขาก็ขายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ตัดสินใจไปอย่างเด็ดขาดแล้วว่าตัวเองต้องการจะจบความสัมพันธ์นั้นเองแท้ๆ ในท้ายที่สุดตอนนั้นเทียนหลี่ก็ยังแอบไปร้องไห้เสียใจอยู่คนเดียวในห้องโดยไม่มีใครรู้ ความรักที่พังทลายลงสุดท้ายแล้วมันจะยังคงเหลือมิตรภาพไว้จริงรึป่าว... เทียนหลี่ไม่อาจรู้ได้เลย



กำหนดการดูตัวคือหลังจากวันนั้น 5 วัน ทำให้ตอนนี้เทียนหลี่ก็กลับมาดูแลร้านเหมือนปกติ แต่วันนี้นั้นก็มีสิ่งที่พิเศษกว่าวันอื่นอยู่ นั้นก็คือวันนี้ร้านได้ถูกผู้ชายคนหนึ่งจองเอาไว้เพื่อใช้สำหรับการเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานแฟนของเขา เทียนหลี่และพนักงานคนอื่นช่วยกันตกแต่งร้านก่อนที่จะถึงกำหนดที่นัดไว้คือเวลาหนึ่งทุ่มตรงของวันนี้



“เฮ้อ ดีจังเลยน้ามีคนมาเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานแบบนี้เนี่ย โรแมนติกชะมัดเลย.. ว่าม่ะ พี่เทียน!”



กานต์พูดออกมาขณะที่กำลังเอาของตกแต่งไปวางไว้ที่ๆกำหนด วันนี้กานต์เองก็มาช่วยงานที่ร้านเหมือนกันทั้งที่ไม่ได้เป็นพนักงานร้านแท้ๆ เทียนหลี่มองแล้วก็คิดในใจว่าคงจะมาช่วยเพราะว่าอยากโอมอยู่แน่ๆ นั้นทำให้เทียนหลี่อดที่จะแซวน้องสุดน่ารักคนนี้ไม่ได้



“ต่อหน้าเขาเนี่ยทำดีช่วยงานคนอื่นไม่หวังผลเลยนะ”



“อะไร๊!! พี่เทียนพูดอะไรผมไม่เห็นรู้เรื่องเล๊ย!!”



พูดเสร็จก็หน้าแดงแล้วเดินหายไปหลังร้าน วัยรุ่นมันก็แบบนี้ละนะ อยากให้คนที่เราชอบเห็นด้านที่ดีของตัวเรา วันนี้เองก็เช่นกันคนที่ทำถึงขนาดนี้คงอยากจะให้แฟนของเขาดีใจน่าดูเลยสินะ พอคิดแบบนั้นแล้วเทียนหลี่ก็มีกำลังใจมากขึ้นที่จะทำงาน เขาต้องรีบเนรมิตให้สถานที่แห่งนี้สวยที่สุด และสร้างบรรยากาศให้ดีที่สุดให้ได้... หลังจากที่จัดสถานที่กันจนเวลาผ่านไปเนินนาน เมื่อหันไปมองนาฬิกาอีกทีก็หกโมงเกือบจะทุ่มหนึ่งซะแล้ว ใกล้ที่จะได้เวลาตามนัดแล้วซิ เทียนหลี่เลยบอกให้พนักงานคนอื่นกลับเข้าไปที่หลังร้านได้แล้ว



กริ๊ง...



เสียงเปิดประตูร้านดังขึ้นพร้อมกับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่ใส่เสื้อโค้ดตัวใหญ่ แถมยังใส่ฮู้ดปิดบังใบหน้าเอาไว้อีกด้วย เทียนหลี่ดูงงๆเล็กน้อยเพราะตอนที่มีการขอจองร้านนั้นเป็นการบอกผ่านโทรศัพท์ แถมยังเป็นเสียงของผู้หญิงอีกด้วย แต่เมื่อเห็นในมือของเขาถือกุหลาบแดงช่อใหญ่เอาไว้ ทำให้เทียนหลี่พอที่จะเดาได้ว่าคนนี้แหละ คือคนที่จองร้านในวันนี้เอาไว้



“อะ เออ.. เชิญนั่งรอที่โต๊ะก่อนได้เลยนะครับ”



เทียนหลี่เชิญผู้ชายคนนั้นมานั่งที่โต๊ะที่จัดเอาไว้ แต่อีกฝ่ายเพียงแค่พยักหน้าหนึ่งครั้งโดยไม่พูดตอบโต้ใดๆ หลังจากนั้นเทียนหลี่ก็หลบเข้าหลังร้าน ไปอยู่กับพนักงานคนอื่นๆ โดยยังคงสามารถมองภาเหตุการณ์ได้ผานจากกระจกบานเล็กๆ



“ดอกไม้ช่อใหญ่สุดยอด... ทุ่มทุนจังเลยนะครับเนี่ย”



“อืม... เอาเป็นว่างานสำเร็จลุล่วงไปได้ดี งั้นเดี๋ยวพี่ทำอาหารเลี้ยงทุกคนเองละกันนะ”



“เย้!!!!”



เสียงร้องดีใจของพนักงานทุกคนดังขึ้น ทำให้เทียนหลี่รีบยกนิ้วชี้ขึ้นมาไว้ตรงบริเวณริมฝีปาก ทำสัญญาณว่าให้ทุกคนเงียบๆ หลังจากนั้นทุกคนก็นั่งกินข้าวอยู่ข้างในหลังร้านอย่างสนุกสนาน กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมงกานต์ที่เดินมาดูเหตุการณ์ข้างหน้าร้านผ่านกระจกกลับต้องรู้สึกแปลกใจ



“พี่เทียนครับ... ผมว่ามันแปลกๆแล้วนะครับ”



“ห๊า... มีอะไรเหรอกานต์”



“ก็ดูนั้นสิครับ...”



เทียนหลี่มองออกที่หน้าร้านอย่างที่กานต์บอก และเขาเองก็พบกับความผิดปกติเช่นกัน นั้นคือชายคนนั้นยังคงนั่งอยู่คนเดียวเหมือนกับชั่วโมงก่อนไม่มีผิด คราวนี้พอทุกคนรู้ ก็เริ่มเกิดเสียงวิจารณ์ขึ้นเรื่อยๆว่าสรุปมันเกิดอะไรขึ้นแน่ เทียนหลี่ครุ่นคิดว่าควรจะทำยังไงต่อควรจะปล่อยไปหรือออกไปถามดีนะ



“เอายังไงดีครับพี่เทียน... ผมว่าปล่อยเขาแบบนี้ดูน่าสงสารมากเลยนะ”



“อืม...”



“หรือว่าจะถูกทิ้ง/สงสัยจะโดนบอกเลิกแล้วแน่ๆเลย/น่าสงสารจัง ทั้งที่ออกจะดูดีขนาดนั้น...”



“เงียบหน่อยทุกคน...”



“...”



“เอาเป็นว่าทุกคนอยู่ในความสงบก่อนละกัน เดี๋ยวพี่จะลองออกไปถามเขาดูก่อน”



เทียนหลี่พูดพร้อมกับเปิดประตูออกไปที่หน้าร้าน ตอนนี้ในหัวของเขากำลังคิดว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี ถ้าเกิดพูดอะไรผิดแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นรึป่าว แล้วตัวเขาจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ยังไม่ทันทีได้คิดคำพูดที่ดีที่สุดเทียนหลี่ก็เดินมาจนหยุดอยู่ตรงหน้าเขาเป็นที่เรียบร้อย



“เออ... คือว่าผมเห็นว่ามันเลยเวลานัดมานานมากแล้ว คนที่คุณนัดเขาไม่มา... เหรอครับ”



พรึ่บ!!



เทียนหลี่ตกใจจนต้องถอยหลังหนึ่งก้าวเมื่ออยู่ดีๆชายตรงหน้าก็ลุกขึ้นพรวดพราดพร้อมกับถือช่อดอกกุหลาบขึ้นมา มันจะเกิดอะไรขึ้นเนี่ยเขาจะโดนช่อดอกกุหลาบปาใส่หน้ารึป่าว เทียนหลี่หลับตาลงพร้อมกับเอามือขึ้นมาป้องหน้าของตัวเองไว้ เพื่อกันดอกกุหลาบที่อาจเข้ามากระทบเขา แต่มันกลับไม่เกิดอะไรอย่างที่คิดขึ้น เพราะความจริงแล้วผู้ชายคนนี้คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น และใช้สองประเคนช่อดอกกุหลาบให้กับเทียนหลี่



“มาสิ... ฉันรอให้นายมาอยู่ตรงหน้าฉัน ตั้งแต่ที่เดินเข้ามาในร้านนี้แล้วล่ะ”



“...!!!”



เทียนหลี่ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็วเขาจำเสียงที่แสนจะคุ้นเคยนี้ได้ เขาค่อยยื่นมือไปรับช่อดอกไม้มาไว้กับตัวด้วยความตกใจผสมมึนงง ผู้ชายตรงหน้าเขาค่อยยืนขึ้นทีละน้อยก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเปิดฮู้ดที่บดบังใบหน้าเอาไว้ออก นั้นยิ่งทำให้เทียนหลี่อึ้งขึ้นไปอีกทั้งใบหน้า ดวงตา เส้นผม ทุกอย่าง... เขาจำมันได้เป็นอย่างดี



“...สกาย”



“ไม่เจอกันนานเลยนะ”



กายดึงร่างของเทียนหลี่เขามาไว้ในอ้อมกอดที่แสนอ่อนโยน เขาค่อยๆกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นที่นิด ความรู้สึกคิดถึงที่ไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน มันช่างทำให้หวนกลับไปนึกถึงอดีตเหลือเกิน ตอนนี้เหตุการณ์หลังประตูเองก็กำลังวุ่นวายอยู่พอสมควร เพราะทุกคนเองก็ช็อคว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่



“ดะ เดี๋ยวสิทำเขาถึงได้กอดพี่เทียนละ!!”



“เมื่อกี้เขาคุกเข้ายื่นดอกไม้ให้พี่เทียนด้วยนะเว้ย!!”



“หรือคนที่เขานัดไว้ก็คือพี่เทียน อะไรว่ะเนี่ย! กูงงไปหมดแล้ว!!”



เหตุการณ์ความวุ่นวายที่หลังทำให้เสียงเล็ดลอดออกมาจนเทียนหลี่รู้สึกตัว และผละตัวเองให้หลุดออกจากอ้อมกอดของสกาย ต้องนี้เทียนหลี่ทั้งช็อค งง แต่อีกความรู้สึกหนึ่งที่เขาไม่สามารถห้ามไว้ได้ก็คือ อาการใจเต้นที่ไม่เป็นจังหวะ...



“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่-”



คำพูดของเทียนขาดหายไปกลางคัน เพราะเขาถูกสกายประกบจูบอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ทำเอาเทียนหลี่หน้าแดงด้วยความเขินอาย(ต่อหน้าลูกน้อง)



“อะ ไอ้บ้า!!”



“เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!” (เสีงจากหลังร้าน)



“ครั้งนี้ฉันจะไม่ยอมให้นายหนีไปจากฉันอีกแล้ว...”



กายพูดขึ้นก่อนที่จะหยิบกล่องเล็กๆออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ด ก่อนที่จะเปิดมันออกและพบว่าข้างในมีแหวนเพชรวงสวยอยู่



“...แต่งงานกับฉันนะ”



“กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!” (เสียงอีกหลังร้านอีกเช่นเคย)

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: {Omegavers} The InsTinct สีแดง : 04 #Unwoethy {20+} [10/4/22]
«ตอบ #5 เมื่อ10-04-2022 12:12:55 »

Unwoethy





“แต่งงานกับฉันนะ...”

เทียนหลี่ยืนอึ้งพร้อมกับจ้องไปที่ใบหน้าของกาย คนที่เลิกกันไปแล้วไม่ได้เจอหน้ากันมากว่าห้าปี แต่อยู่ดีๆก็มาโผล่ที่ตรงหน้าพร้อมกับช่อดอกไม้แล้วก็คำขอแต่งงาน เขาควรจะทำอย่างไรดี... ควรจะบอกปฏิเสธหรือว่าตอบตกลง ไม่ว่าจะแบบไหนมันก็ช่างยากลำบากสำหรับตอนนี้เหลือเกิน

“นะ นายจะบ้ารึไง อยู่ดีดีมาบอกขอแต่งงานแบบนี้ คะ ใครเขาจะไปตอบตกลงกันละ!!”

“ฮ่าฮ่าฮ่า นั้นมันของนายก็จริงละนะ”

กายหัวเราะออกมาเสียงกังก่อนจะพับกล่องใส่แหวนเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อโค้ดไปเหมือนเดิม จากนั้นก็เดินไปนั่งที่โต๊ะพร้อมผายมือไปยังอีกฝั่งที่ยังคงว่างอยู่ เป็นการบอกให้เทียนหลี่มานั่งที่ตรงข้ามเขา แต่เทียนหลี่กลับหันหลังแล้วเดินตรงไปยังประตูหลังร้านแทนเพื่อที่จะหนี แต่จังหวะที่เขากำลังจะเปิดประตูนั้นเอง...

แก๊ก...

เสียงล็อคกลอนประตูที่อีกฝั่งก็ดังขึ้น เพื่อความแน่ใจเทียนหลี่เลยลองบิดกลอนประตูดู... ซึ่งแน่นอนมันไม่สามารถเปิดได้ เขาทุบที่บานประตูด้วยความแรงหลายครั้งแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบกลับจากอีกฝั่งเลยแม้แต่น้อย พอมองผ่านกระจกก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนกันหมด(ความจริงคือก้มตัวแอบอบู่ที่พื้น) เมื่อเห็นว่าคงจะไม่สามารถหนีเข้าไปหลังร้านได้แล้ว เทียนหลี่ก็หันกลับมามองที่โต๊ะครั้ง... กายกำลังนั่งเท้าคางยิ้มเย้าะอย่างมีความสุข เทียนหลี่เห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก และสุดท้ายก็เลยยอมไปนั่งร่วมโต๊ะกายในที่สุด(ถึงตอนแรกคิดที่จะวิ่งหนีออกนอกร้านไปเลยก็เถอะ)

“ยังหัวแข็งเหมือนเดิมเลยนะนายเนี่ย”

“เออ ฉันก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วไม่ใช่รึไง... แล้วนี่นายรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่ แล้วก็เรื่องเมื่อกี้นี้อีก ไม่รู้หรอกนะว่านายแค่แกล้งเล่นหรือว่าจริงจัง แต่ลืมไปแล้วรึไงว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว...”

“นายเคยเห็นฉันทำอะไรไม่จริงจังด้วยเหรอ...”

“...”

คำพูดของกายทำเอาเทียนหลี่เงียบไปในทันที รอยยิ้มของกายในตอนนี้ถึงแม้ว่ามันจะยังดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความรู้สึกมันกำลังค่อยๆเปลี่ยนไปไม่เหมืแนก่อน แววตาของผู้ชายคนนี้กำลังฉายความรู้สึกจากใจจริงของตัวเขาเองออกมา เทียนหลี่เห็นแบบนั้นเขาเองก็แบบนี้ก็คงต้องระวังคำพูดต่อจากนี้เหมือนกัน เพราะมันคงไม่ใช่บทสนทนาเล่นๆอีกต่อไป

แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้เริ่มพูดคุยกัน เหล่าพนักงานที่เทียนหลี่มองหาไม่พบเมื่อกี้นี้ก็เดินกันออกมาพร้อมกับเสิร์ฟอาหารและรินไวน์ตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก เทียนหลี่ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายแล้วเขาได้เป็นคนที่ทานอาหารที่ตัวเองจัดเอาไว้ซะเอง ในตอนที่อาหารจานสุดท้ายถูกเสิร์ฟโดยโอม เทียนหลี่ก็ขว้าแขนของเขาเอาไว้แล้วกระซิบเสียงเบาว่า

‘เตรียมใจเอาไว้หลังจากจบเรื่องนี้ด้วยละ’

ทำเอาโอมถึงกลับกลืนน้ำลายเอกใหญ่ก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปที่หลังร้าน อาหารมากมายหลายเรียงรายอยู่บนโต๊ะ กายจะรู้สึกตื้นเต้นเป็นอย่างมากก่อนที่จะใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากตัวเองไปหนึ่งคำ

“อา... รสชาติแบบนี้ เป็นสูตรของนายเองสินะ”

“อืม”

“แล้วนายไม่กินเหรอ อาหารเยอะแยะขนาดนี้เลยนะ”

มันคงจะดูแปลกๆถ้าเทียนหลี่มานั่งกินอาหารที่เขาเป็นคนเตรียมเอง เทียนหลี่เลยปฏิเสธไปว่าตัวเขากินมาจนอิ่มแล้ว เมื่อได้ยินอย่างนั้นกายก็เลยซัดอาหารที่อยู่ตรงหน้าคนเดียวจนเกือบหมด ถึงเทียนหลี่จะรู้สึกลำบากกับสถานการณ์ตรงหน้าก็ตาม แต่ภาพที่กายกำลังกินอาหารอย่างมีความสุขแบบนี้ มันทำให้ตัวเขานึกเหตุการณ์ในอดีตมันก็ทำให้เทียนหลี่รู้สึกมีความสุขเล็กๆเหมือนกัน

“อ๊า ไม่ได้กินอาหารอร่อยๆแบบนี้มานานขนาดไหนแล้วนร้า”

“ฉันว่าพวกร้านอาหารหรูๆก็น่าจะทำได้อร่อยกว่านี้อีกนะ”

“ฮ่าฮ่าฮ่า สำหรับฉันอาหารฝีมือใครก็ไม่อร่อยเท่าฝีมือนายแล้วละ ในเมื่อกินจนอิ่มแล้ว... งั้นเรามาคุยเรื่องของเราต่อกันดีกว่า”

“อืม ฉันเองก็อยากทำให้เรื่องนี้มันจบให้เร็วที่สุดเหมือนกัน”

“ทำไมนายถึงชอบพูดแบบนี้เหลือเกินนะ... ฉันจริงจังในสิ่งที่ตัวเองพูดออกไป เรื่องที่ขอนายแต่งงานนี่ก็เหมือนกัน ฉันรู้ว่านายก็รู้”

“งั้นทำไมนายถึงมาขอฉันแต่งงานละ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เลิกกันไปตั้งหลายปีถึงทำอะไรแบบนี้... ”

“...เพราะฉันยังรักนายไง”

ความคิดอคติทั้งหมดของเทียนหลี่นั้นมันจะถูกทำลายอย่างง่ายดายเพียงแค่คำพูดคำเดียวแค่นี่นะหรือ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงยังพูดคำว่ารักออกมาได้ ทั้งในตอนนั้นก็เจ็บปวดขนาดนั้นแท้ๆ ทั้งที่ร้องไห้ออกมามากขนาดนั้นแท้ๆ ทั้งที่เทียนหลี่คิดว่าเขาคงถูกเกลียดมาตลอดแท้ๆ แต่ทุกอย่างมันกลับไม่ใช่เลยแม้แต่นิดเดียว...

“เมื่อห้าปีก่อนที่นายตัดสินใจเลิกกับฉัน... เป็นเพราะแม่ของฉันใช่รึเปล่า”

“...นายรู้”

“ใช่จริงด้วยสินะ...”

“รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“...ก็ประมาณครึ่งปีก่อน ในตอนที่แม่กำลังหงุดหงิดเรื่องที่ฉันเอาแต่ปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานสักที”

...

“กาย!! ทำไมลูกถึงปฏิเสธทุกคนที่แม่หาให้ทั้งนั้นเลยละ!!”

แม่ของกายตะโกนพร้อมกับตบโต๊ะทำงานของลูกชายจนเกิดเสียงดัง สีหน้าแสดงได้ถึงความโกรธเกรี้ยวที่ลูกชายไม่ยอมทำตามที่ตัวเองสั่งเลยแม้แต่นิดเดียว กายที่สภาพของแม่ก็ได้แต่ถอนหายใจ นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่แม่ของเขาพยายามจัดให้เขาแต่งงานกับอัลฟ่าตระกูลอื่น สุดท้ายแล้วทุกครั้งมันก็จะจบโดยการปฏิเสธเสมอๆ แต่แม่ของเขาก็ยังไม่ยอมแพ้สักที

“แม่จะพยายามสักกี่ครั้งก็เหมือนเดิมนั้นแหละ ผมจะไม่แต่งงานแค่นั้นละครับ”

“ทำไมกันละกาย!! ลูกอายุยี่สิบสามแล้วนะ มันถึงเวลาที่ลูกควรจะมีครอบครัวได้แล้ว แล้วแต่ละคนที่แม่หามาเขาก็อยู่ในตระกูลที่ดี ตระกูลของเราจะได้ยิ่งใหญ่ขยายอำนาจไปได้อีกไงลูก”

“แม่ก็เป็นแต่แบบนี้... ผมว่าเราหยุดคุยเรื่องนี้กันสักทีเถอะครับ!!”

พูดจบกายก็ลุกจากเก้าอี้พร้อมกับหยิบเสื้อโค้ดที่พนักพิงแล้วตรงไปที่ประตู แต่แล้วแม่ของเขาก็ได้พูดประโยคหนึ่งออกมาทำเขาเกิดหยุดชงักกับที่

“แกยังรักมันอยู่ใช่ไหม... แกยังรักไอ้เด็กนั้นอยู่ใช่ไหม!!”

“...”

“ที่แกไม่ยอมแต่งงานเป็นเพราะมันใช่รึเปล่า... ตอบแม่มา”

“ใช่ครับ ผมยังคิดถึงเขาอยู่... ผมยังรักเทียนหลี่”

“ทั้งที่มันไม่ได้รักแกเลยสักนิด มันไม่คิดที่จะขัดขืนเลยแม้แต่น้อย แล้วสุดท้ายมันก็ทิ้งแกไปอย่างง่ายดาย แล้วแกยังจะรักมันอยู่อีกเหรอ!!”

“เมื่อกี้... เมื่อกี้นี้แม่พูดว่าอะไรนะครับ”

เป็นเพราะความโกรธที่มีต่อลูกชายทำให้เขาเผลอพูดพูดเรื่องที่ลูกชายเขาไม่เคยรู้เรื่องเข้า ตอนนี้จะแก้ตัวไปก็ไม่ทันแล้ว แถมกายยังเดิมเข้ามาใกล้แม่ของเขาแล้วใช้มือทั้งสองข้างจับต้นแขนของแม่ไว้เพื่อไม่ให้หนี ในเมื่อมันเป็นแบบนี้แล้วคงจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดความจริงออกไป

“หรือว่าเรื่องที่เทียนหลี่เลิกกับผมเป็นเพราะแม่อย่างงั้นเหรอ”

“ฉันก็แค่บอกให้มันเลิกกับแกเพื่ออนาคตของแกเองเท่านั้นเอง แล้วมันก็ตอบตกลงอย่างง่ายดายดายโดยที่ฉันไม่ต้องทำอะไรเลย แค่นี้มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามันไม่ได้รักแกจริง ดะ เดี๋ยวแล้วนั้นแกจะไปไหน!!”

“ขอโทษนะครับ แต่ผมทนเห็นหน้าแม่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้วครับ...”

“เหอะ!! แกพูดหยั่งงี้หมายความว่าจะไปตามหามันรึไง!!”

“ต่อจากนี้มันไม่ใช่เรื่องของแม่แล้ว ชีวิตของผมเพราะงั้นแม่อย่าเข้ามายุ่งเลยครับ...”

“ต่อให้แกไปตามมันกลับมาจนได้ แต่แกรู้ไว้เลยนะว่าฉันไม่ยอมให้มันแต่งงานกับแกหรอก ฉันจะต้องเขี่ยมันทิ้งไปอีกรอบแน่นอน!!”

ปัง!!

หลังจากนั้นกายก็ลองตามหาเทียนหลี่อยู่หลายครั้ง ทั้งกลับไปที่บ้านหลังเดิมของเทียนหลี่ แต่สรุปว่าที่นั้นกลับถูกขายไปแล้ว พอคิดที่จะไปตามที่บริษัทของบ้านเทียนหลี่คำตอบที่ได้มันกลับไม่มีอะไรเลย พ่อของเทียนหลี่ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับเทียนหลี่ ทั้งเสี่ยวหลินและแม่ของเทียนหลี่เองก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ สุดท้ายแล้วช่วงเวลาสองสามเดือนที่ใช้ในการตามหาตัวของเทียนหลี่ก็คว้าน้ำเหลวจนกายเกือบจะถอดใจ

...

“...แล้วทำไมวันนี้นายถึงรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ละ”

“นายรู้จักคนนี้รึป่าว”

กายยืนภาพถ่ายในหนึ่งมาให้เทียนหลี่ดู ภาพใบนั้นเป็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีผิวขาวอมชมพู และหน้าตาสะสวยมาก เทียนหลี่มองแล้วมองซ้ำดูยังไงตัวเขาก็ไม่เคยเจอผู้หญิงคนนี้มาก่อน กายแอบขำกับท่าทีของเทียนหลี่ก่อนที่จะเฉลยจะว่าผู้หญิงในภาพนั่นคือ...

“นี่คือเจน... เพื่อนสนิทนายไง”

“ห๊ะ!!”

เทียนหลี่อุทานออกมาเสียงก่อนจะหยิบรูปของมือของกายไปนั่งเพ้งอย่างถี่ถ้วนอีกรอบ ดูยังไงเทียนหลี่ก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เพื่อนคนที่เขาเคยรู้จัก เจนในหัวของเขามันต่างจากในรูปอย่างสิ้นเชิง ในตอนมัธยมเพื่อนนี้ตัดผมสั้นเท่าติ่งหูอยู่เป็นประจำไม่ค่อยไว้ผมยาวเกินไหล่ แถมสีผิวก็ไม่ได้ขาวใสขนาดนี้ และที่สำคัญเลยแว่นตาอันใหญ่ยักษ์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวมันหายไป... กายเฉลยต่ออีกว่าเจนเจอเทียนหลี่นั่งอยู่ในรถวันที่กำลังกลับบ้านไปกับจงซินเลยมาบอกกับกาย ทำให้กายลองมาสืบข้อมูลแถวๆบริเวณนี้ เลยทำให้รู้ว่าเจ้าของร้านกาแฟที่คือเทียนหลี่ที่เขาตามหาอยู่ แต่ถ้าเกิดเทียนหลี่รู้ว่ากายกำลังจะมาหาเขาเทียนหลี่คงจะต้องหนีไม่ก็หลบหน้าแน่ๆ กายก็เลยให้เจนแกล้งโทรมาขอจองร้านในวันนี้เพื่อเป็นการเซอร์ไพรส์ไปในตัว

“ฉันควรจะรู้สึกแย่ที่จำเพื่อนไม่ได้รึป่าวเนี่ย...”

“อย่าไปโกรธเจนเลยนะ เพราะยังไงซะคนที่สั่งให้ทำก็คือฉันเอง... แล้วก็นะเทียนหลี่ ในเมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้นมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ถ้างั้นเราสองคน...”

“ไม่... กาย มันไม่ทางกลับเป็นเหมือนเดิมได้”

เทียนหลี่รู้ว่ากายต้องการจะพูดอะไรออกมา เขาเลยตัดสินใจที่จะพูดตัดบทออกไปก่อนตั้งแต่แรกเสีย ถึงแม้ว่าความจริงแล้วคนที่เข้ามาแทรกแซงจนทั้งสองคนต้องเลิกกันก็คือแม่ก็จริง แต่คนที่ตัดสินใจเลือกก็คือตัวเทียนหลี่เอง เพราะงั้นอยู่ดีดีจะให้กลับไปคบกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเทียนหลี่คงทำไม่ได้

“ทำไมละเทียนหลี่”

“ในตอนนั้นฉันเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะเลิกกับนาย แล้วนี่มันก็ไม่เหมือนในอดีต เรื่องมันผ่านมาตั้งห้าปีแล้วนะกาย ถึงแม้ว่านายจะยังรักฉันอยู่ แต่สำหรับฉันมันไม่ใช่แล้วกาย อีกไม่กี่วันฉันก็จะไปดูตัวเพื่อแต่งงาน ส่วนนายเองก็คงจะมีคนที่เหมาะสมรออยู่ เราสองคนต่างคนต่างก็ต้องมีอนาคตของตัวเอง ครั้งนี้ไม่ได้มันเกี่ยวกับแม่ของนาย แต่ฉันเห็นด้วยที่นายควรจะเลิกมองอดีตแล้วเดินต่อไปตามทางของนายเอง”

คำพูดของเทียนหลี่ทำให้กายเงียบไป มันอาจจะดีแล้วที่เขาพูดออกไปตรงๆ เทียนหลี่หวังว่าต่อจากนี้เขาทั้งอาจจะยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้

“เข้าใจแล้วละ... ถ้านายอยากให้ฉันเดินไปในทางขอฉันละก็”

“อืม แบบนั้นละมันน่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับนายแล้วละ-”

“ฉันจะเริ่มใหม่ตั้งแต่ศูนย์... คนที่ฉันรักในตอนนี้และต่อไปก็คือเทียนหลี่ที่นั่งอยู่ตรงหน้าฉันในตอนนี้!!”

“ห๊ะ... ดะ เดี๋ยวสิ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้นนะ”

“ถึงตอนนี้นายจะยังพูดว่าไม่ได้รักฉัน แต่แหวนแต่งงานวงนี้ฉันก็ไม่ได้ซื้อว่าเล่นๆด้วย เพราะงั้น... อีกไม่นานหรอกฉันจะต้องทำให้นายตอบตกลงแน่นอน”

พูดจบกายก็ลุกขึ้นพร้อมกับสวมเสื้อโค้ดแล้วเดินตรงไปที่ประตูทางออก ไม่รอให้เทียนหลี่พูดอะไรไปมากกว่านี้ กายจึงกล่าวคำอำลาทันที

“งั้นวันนี้พอแค่นี้ละกัน เอาไว้ฉันจะมาใหม่นะ บาย”

กริ๊ง!!

เทียนหลี่ไม่สามารถหยุดผู้ชายคนนี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เอาแต่ทำเรื่องเหนือคาดแบบนี้แล้วใครมันจะไปหยุดได้กันละ ทั้งที่พูดไปตั้งขนาดนั้นทำไมถึงไม่ยอมเข้าใจอะไรเลยกันนะ แต่ถึงในใจจะบ่นนู้นบ่นนี้ก็ตาม แต่ใบหน้าที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงกับรอยยิ้มเล็กๆนี้มันช่างสวนทางกันเหลือเกิน นี่คงถึงเวลาที่จะต้องปิดร้านจริงแล้วละ เทียนหลี่กำลังจะเดินเข้าไปที่หลังร้านเพื่อเอาอุปกรณ์ทำความสะอาด แต่แล้วเสียงเปิดประตูร้านก็ดังขึ้นอีกครั้ง...

กริ๊ง...

ตึกตัก...

ในตอนแรกเทียนหลี่นึกว่าจะเป็นกายที่เดินกลับมาอีกครั้ง แต่เมื่อหันไปดูมันกลับไม่ใช่ในคราวนี้คนที่เปิดประตูเข้ามาในร้านกลับเป็นคนที่เขาไม่รู้จัก ผู้ชายร่างสูงใหญ่ไม่แพ้กายเส้นผมสีดำสนิทและดวงตาน้ำเงินสวย ชั่ววินาทีหนึ่งเทียนหลี่กลับจองมองไปที่ผู้ชายคนนั้นอย่างไม่วางตา ก่อนที่จะตั้งสติแล้วเข้าไปคุย แต่เมื่อเทียนหลี่เดินเข้ามาใกล้ก็สังเกตเห็นว่าผู้ชายคนนี้ถือถังเผ่ากระดาษที่พบเห็นได้บ่อยในวันตรุษจีนมาด้วย

“เออ... คือว่าขอโทษนะครับ คือว่าวันนี้ร้านของเราปิดทำการแล้วนะครับ”

“ตกแต่งร้านสวยดีนะ... วันนี้มีอะไรพิเศษอย่างงั้นเหรอครับ”

“เออคือ วันนี้ทางร้านเราใช้เป็นสถานที่จัดงานเซอร์ไพรส์เล็กน้อยน่ะครับ”

“อ่า... ดอกไม้สวยดีนะครับ”

ผู้ชายคนนี้วางถังเผ่ากระดาษลงกับพื้นก่อนจะเดินไปหยิบช่อดอกกุหลาบที่กายให้กับเทียนหลี่ขึ้นมาดู เทียนหลี่ไม่เข้าใจเป้าหมายของผู้ชายคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียวว่าเขาต้องการอะไร แต่การกระทำต่อนั้นมันยิ่งทำไมเทียนหลี่งงเข้าไปอีก เพราะช่อดอกไม้นั้นได้ถูกโยนลงถังไปก่อนที่เขาจะหยิบขวดน้ำมันก๊าซออกมาราดลงไปที่ถังและสุดท้าย...

“ดะ เดี๋ยวก่อนนั้นนายจะทำอะไรน่ะ หยุดนะ!!”

พรึ่บ!!

เปลวไฟสีแดงชานลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว มันค่อยๆเผ่าดอกกุหลาบสีแดงให้กลายเป็นเถ้าธุลีสีดำ ดวงตาของผู้ชายคนนี้มองมาที่เทียนหลี่อย่างโกรธ ทั้งที่เทียนหลี่ไม่เคยเจอเค้าด้วยซ้ำ แล้วทำไมถึงมาทำไมอะไรแบบนี้กัน

“คนอย่างนายน่ะมันไม่คู่ควรกับทั้งดอกไม้ และความรัก...”

“...”

“และก็ไม่คู่ควรกับกายเลยแม้แต่นิดเดียว”

...

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด