Miracle Robot ชีวิตใหม่กับการเป็นหุ่นยนต์ ตอนที่ ๒๗ อ่อยขนาดนี้ไม่สนใจกั 29/4/64
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Miracle Robot ชีวิตใหม่กับการเป็นหุ่นยนต์ ตอนที่ ๒๗ อ่อยขนาดนี้ไม่สนใจกั 29/4/64  (อ่าน 1835 ครั้ง)

ออฟไลน์ myonlyone

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-1
ตอนที่ ๒๑

เป็นห่วง

เมื่อทุกอย่างสงบลงอีธานผุดขึ้นจากใต้โต๊ะ มิราเคิลหยิบถุงเท้าข้างหนึ่งที่โปะลงบนหัวตนออก ดูจากสภาพแล้วคงไม่ได้ซักมาหลายวัน ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจดีที่ตอนนี้เขาไม่สามารถรับกลิ่นได้

“ศัตรูคุณเยอะน่าดูนะครับ” พูดพลางเขวี้ยงถุงเท้าเน่าในมือไปด้านหลัง จากนั้นกวาดเศษซากสงครามบนโต๊ะลงพื้นทั้งหมด ผู้คนด้านล่างหอหลังจากระบายอารมณ์จนพอใจแล้วจึงไม่สนใจพวกเขาอีก

แม้ที่นี่เป็นหอพักชาย แต่ชั้นล่างไม่ได้ห้ามผู้หญิงเข้ามา คนบางคนนั่งพลอดรัก แฟนสาวถูกทำตกใจเลยโมโห คนบางคนนั่งจับกลุ่มทำงานกับเพื่อนอย่างเคร่งเครียด ถูกเสียงดังรบกวนจนสมาธิหลุด ไอเดียที่เหมือนจะคิดออกพลันกระเด็นกระดอนหายไป แน่นอนว่าย่อมต้องไม่พอใจ

ประกอบกับอีธานผู้เป็นมิตรตีสนิทคนอื่นได้อย่างไร้ยางอายแล้วทำให้รู้จักผู้คนไปทั่ว ด้วยนิสัยบ้าๆ บอๆ แต่ไม่เคยคิดร้ายใครจึงทำให้คนเกลียดไม่ลง ทว่าอีกทางหนึ่งก็ไร้ซึ่งความเคารพเช่นกัน ผลเลยออกมาเป็นแบบที่เห็น

“นี่ๆๆ รองเท้าใครเนี่ยขาดหมดแล้ว ไปซื้อใหม่ซะไป” อีธานใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้คีบรองเท้าเกรอะกรังจากเก้าอี้โยนทิ้งลงด้านข้าง จากนั้นหย่อนก้นนั่งทำตัวตามปกติราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ศัตรูที่ไหนกัน คนกันเองทั้งนั้น ใครจะเหมือนเจ้าตัวเล็กของนายล่ะ ผู้ชายทั้งโรงเรียนจ้องจะกินเลือดกินเนื้ออยู่แล้ว ด้วยข้อหาล่อลวงสาวๆ ในโรงเรียนน่ะนะ” แล้วด้วยนิสัยไม่ค่อยเห็นหัวใครแบบนั้น อยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้นับว่าปาฏิหาริย์ อีธานคิด

มิราเคิลขมวดคิ้ว อีธานนึกว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อคำพูดตนเลยยกตัวอย่างโดยการแสดงให้ดู

“นายรู้ใช่ไหมว่าอลันมีแฟนคลับในโรงเรียน แต่คงไม่รู้ว่าเยอะแค่ไหน และความคลั่งไคล้ของสาวๆ ที่มีต่ออลันมากเพียงใด ยกตัวอย่างง่ายๆ นะ”

อีธานตั้งท่ากระแอมไอก่อนจะดัดเสียงทุ้ม สวมบทบาทเป็นนักแสดงฝั่งชาย

“โอ้ ที่รัก วันนี้คุณสวยมากเลย”

แล้วต่อมาเปลี่ยนเป็นเสียงแหลมเล็กแทนฝั่งของหญิงสาว ทำท่าเหนียมอายราวสาวน้อยแรกแย้มยามอยู่ต่อหน้าแฟนหนุ่ม “ขอบคุณค่ะพี่เอ วันนี้เราไปดูหนังเรื่องอะไรกันดีคะ”

“หลังจากนั้น...” อีธานเปลี่ยนกลับมาเป็นเสียงปกติเพื่อเล่าเรื่อง “ตะดึ๊ง! มีเสียงแจ้งเตือนในแชตส่งมาหานางสาวบีว่า ‘อลันอยู่โรงอาหารเจ้าข้าเอ๊ย!’ ”

“กรี๊ด อลันออกมาจากหอแล้ว พี่เอคะ วันนี้เรายกเลิกนัดกันเถอะ” อีธานดัดกลับมาเป็นเสียงสาวน้อยพร้อมทำท่าสะดีดสะดิ้งยามเห็นไอดอลหนุ่มที่ตนชื่นชอบเดินผ่าน

“ก็นั่นแหละ ชายคนนั้นโดนแฟนยกเลิกนัด เดตยังไม่ทันเริ่มก็พังไม่เป็นท่าแล้ว เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่คู่สองคู่นะ หลายคู่เลยต่างหาก ส่วนเจ้าตัวเล็กเป็นพวกไม่ค่อยชอบออกจากหอ หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ก้าวเท้าออกจากห้องเลยด้วยซ้ำ จะเจอตัวได้นานๆ ทีช่างแสนยากลำบาก พอมีข่าวเรื่องอลันผู้หญิงพวกนั้นก็พร้อมใจทิ้งแฟนตัวเองไปหาเจ้าตัวเล็กกันหมด เป็นแบบนี้จะไม่ให้โดนแค้นได้ยังไง”

มิราเคิลรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฟังเรื่องงี่เง่าอะไรสักอย่าง ตั้งแต่อยู่กับอลันมาเขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนใดทำท่าคลั่งไคล้อลันจนเกินงามขนาดนั้น

“เหลวไหล”

“เหลวไหลที่ไหน เรื่องจริงเลยหรอก แล้วก็นี่ตอนนายยังโดนจับปรับปรุงนอนสลบเป็นเจ้าชายนิทราชิ้นส่วนกระจัดกระจายตามพื้นคงไม่รู้ งานโรงเรียนเมื่อปีก่อนและปีก่อนหน้านั้นฉันบังเอิญไปเห็นที่สวนดอกไม้ใจกลางโรงเรียน เจ้าตัวเล็กถูกอุ้มนั่งตักพิงอกดูมๆ ของสาวสวยเซ็กซี่คนหนึ่ง ส่วนรอบข้างมียังสาวคนอื่นคอยนั่งป้อนข้าว ป้อนน้ำ ป้อนขนมไม่ขาดมือ พูดง่ายๆ คือมีผู้หญิงกลุ่มใหญ่คอยเอาอกเอาใจจนฉันมองแวบแรกนึกว่าหมอนั่นเปิดฮาเร็มซะแล้ว ผู้หญิงรอบตัวเจ้านั่นอย่างเยอะขนาดนั้นเลยนะ ทั้งที่เป็นแค่เจ้าตัวเล็กแท้ๆ ทำไมเราถึงต่างกันได้ขนาดนี้~!” ประโยคหลังอีธานคร่ำครวญด้วยความอิจฉา คนสาวไม่แลอย่างเขาได้แต่พึ่งสาว 2D ย้อมใจ

แม้จะดูน่าเหลือเชื่อไปหน่อยแต่มิราเคิลก็เริ่มวิตกแกมไม่พอใจ เขาไม่อยากให้อลันมีคนเกลียด วัยเด็กของอลันไม่ดีนัก เพราะถูกอิจฉาจึงโดนกลั่นแกล้งรังแก ตอนนี้มีเขายังพอปกป้องอีกฝ่ายได้ แล้วตอนไม่มีล่ะจะทำยังไง

“แล้วก็นะ จนตอนนี้แชตกลุ่มสำหรับแฟนคลับของอลันขยายใหญ่ขึ้น ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก เป็นเพราะแฟนหนุ่มของแฟนสาวพวกนั้นเนียนตอบคำถามเข้ากลุ่มเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าตัวเล็กทุกฝีก้าวน่ะสิ เวลาแฟนหายจะได้ตามตัวได้ถูกที่ เอ๊ะ? อ้าว หายไปไหนแล้วล่ะเนี่ย” อีธานหันซ้ายหันขวา นี่เขาถูกปล่อยทิ้งให้นั่งฝอยอยู่คนเดียวงั้นรึ

มิราเคิลรีบรุดออกมาจากหอหลังได้ยินคำว่าแฟนของสาวๆ เหล่านั้นเข้ากลุ่มแฟนคลับเพื่อจับตาดูอลัน ตอนนี้อลันอยู่คนเดียวไม่มีเขาคอยคุ้มกาย แล้วด้วยรูปร่างแบบนั้นหากถูกฉุดไปสั่งสอนสักยกย่อมไม่มีทางขัดขืนได้แน่



เสร็จจากประชุมเป็นเวลาสองทุ่ม ท้องฟ้ามืดทึบแต่ไฟในอาคารยังส่องสว่าง ห้องประชุมเปิดแอร์เย็นจัดจนมือไม้อลันเย็นเฉียบ เด็กหนุ่มเอามือป้องปากแล้วถูเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มความอบอุ่น

พอใกล้พ้นจากตัวอาคารเขาสังเกตเห็นเงาตะคุ่มเงาหนึ่ง ด้วยบริเวณที่อีกฝ่ายยืนอยู่แสงจากอาคารไม่สามารถส่องถึงทำให้ไม่รู้ว่าเป็นใคร พอเห็นเขาเงานั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ อลันขมวดคิ้วเผลอเดินถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

“อลันครับ ผมมารับ”

น้ำเสียงคุ้นหูและใบหน้าเลือนรางทำให้อลันโล่งใจ เขาวิ่งกระโจนเข้าอ้อมแขนอีกฝ่ายแล้วกอดรัดแน่น

“ฉันไม่ได้บอกนายเหรอว่าให้ทำกับข้าวรอฉันกลับไป มารับทำไม”

“อีธานบอกว่าคุณศัตรูเยอะ ผมไม่วางใจ”

อลันกะพริบตาปริบๆ ก่อนเริ่มเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆ “นายกลัวฉันโดนดักทำร้าย?”

“ครับ” มิราเคิลพยักหน้า

“อา มิราเคิล นายดีที่สุดเลย” อลันกระตุกมิราเคิลให้ก้มตัวลง เมื่อได้องศาที่เหมาะจึงกระโดดเกาะคอ มิราเคิลช้อนมือรองรับน้ำหนักอลันตามสัญชาตญาณอย่างที่เคยทำเป็นประจำ ตอนนี้พวกเขาอยู่ในท่าอุ้มเจ้าหญิงสุดแสนโรแมนติก

คนอื่นออกจากอาคารมาพร้อมอลันมองภาพนั้นด้วยสายตาแปลกประหลาด คู่รักชายชายสองคนนั้นทำไมต้องมาสวีตหวานแหววอะไรต่อหน้าต่อตาคนโสดอย่างพวกเขาด้วย

คนคณะอื่นย่อมไม่รู้ว่ามิราเคิลเป็นหุ่นยนต์จึงมองหนึ่งคนหนึ่งหุ่นด้วยสายตาเช่นนั้น แต่เพื่อนร่วมห้องเรียนของอลันกลับรู้สึกเอือมระอากับความไม่โตของอีกฝ่าย

‘หมอนี่เล่นตุ๊กตาอีกแล้ว ให้ตายสิ’

มิราเคิลอุ้มอลันตลอดทางจนถึงหอพัก ร่างกายอลันเติบโตขึ้นตามวัยจนตอนนี้ใหญ่ล้นวงแขนเขาแล้ว แต่เมื่อเทียบกับเด็กผู้ชายวัยเดียวกันอลันยังถือว่าตัวเล็กกว่าอยู่ดี

ลมกลางคืนพัดพาความเย็นกระทบร่าง มิราเคิลกระชับอ้อมแขนให้อลันหันมาซุกตนได้สะดวก ระหว่างทางพวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันมากมายจนกระทั่งมาถึงห้องพักส่วนตัว

ภายในห้องพักไม่มีกลิ่นอาหารหอมลอยตลบอบอวลดังเช่นทุกที ท้องของอลันส่งเสียงร้องขึ้นมาประท้วงให้คนรับผิดชอบหน้าที่ทำกับข้าวรู้ตัว มิราเคิลหน้าเจื่อนลงรีบเดินเข้าครัวไปทำอาหารทันที

“มา เดี๋ยวช่วย” อลันเดินเข้าครัวหยิบผักจากมือมิราเคิลไปล้าง แม้ถูกบอกให้นั่งพักอลันก็ไม่ฟัง ยังยืนยันคำเดิมว่าอยากช่วยมิราเคิลทำอาหารเหมือนสมัยก่อน มิราเคิลถูกแย่งหน้าที่จึงหันไปซาวข้าวเตรียมตั้งหม้อหุง

ไม่รู้ว่าหนังมนุษย์เทียมนี้ทำจากสิ่งใดถึงกันน้ำได้ดีและกันรอยขีดข่วนได้เล็กน้อย แต่นั่นทำให้อลันเลิกห่วงกังวลว่าเขาจะถูกน้ำจนพังไปอีกรอบ

อลันมองวัตถุดิบบนเขียงก่อนคาดเดาเมนู “วันนี้มีมะเขือเทศผัดไข่เหรอ”

“ใช่แล้วครับ ผัดเสร็จรอข้าวสุกก็พร้อมทานแล้ว” มิราเคิลเปิดกระทะไฟฟ้า อุ่นเตาพอให้ร้อน จากนั้นใส่มะเขือเทศลงไปผัดจนเริ่มสุก ตามด้วยใส่ไข่ลงผัดจนขึ้นกลิ่นหอม ยิ่งได้กลิ่นท้องอลันยิ่งร้องโครกคราก ถึงมะเขือเทศผัดไข่จะเสร็จแต่ยังต้องรอข้าวสุก

“มิราเคิล วันนี้อีธานพูดอะไรกับนาย ไหนเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”

มิราเคิลเล่าทุกอย่างให้อลันฟัง ยกเว้นเหตุการณ์อลวนสิ่งของบินได้ที่อีธานก่อไว้ อลันฟังพลางเอาส้อมจิ้มมะเขือเทศใส่ปากไปพลาง บางทีเขาควรกินให้หมดแล้วให้มิราเคิลทำใหม่ ก็คนมันหิวนี่!

“พอฟังหมอนั่นพูดแบบนั้นนายเลยรีบมาหาฉันเหรอ” อลันเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง วางส้อมในมือลง แก้มบวมน้ำสองข้างขยับตามจังหวะการเคี้ยวอาหาร มะเขือเทศผัดไข่ในจานร่อยหรอลงเหลือครึ่งหนึ่ง

มิราเคิลพยักหน้ามองอลันแล้วเผลอคิดถึงสัตว์จำพวกฟันแทะเช่นกระรอก เวลาตุนอาหารแก้มขยับยุบพองช่างคล้ายกันนักแล

น่ารัก...

“ครับ”

“ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครกล้าทำอะไรหรอก ขากลับฉันนั่งรถบริการรับส่งกลับเอา อีกอย่างในโรงเรียนนี้ระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาจะตาย ใครกล้าฉุดฉันไปทำมิดีมิร้ายถือว่าโง่เต็มทน” อลันพูดราวกับเรื่องที่ตนโดนชายหนุ่มเกือบทั้งโรงเรียนหมายหัวไม่สลักสำคัญอะไร มิราเคิลคิดตามพลันเห็นด้วย แต่ใจยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี

“แฟนคลับหญิงพวกนั้นอลันชอบเหรอครับ”

“ก็ไม่ได้เกลียด พวกนั้นชอบซื้อขนมมาให้ ชอบกอดชอบหอม ในฐานะผู้ชายแล้วกำไรจะตาย”

“หอม! คุณให้พวกเธอหอมแก้มด้วยเหรอครับ!” ชายวัยสี่สิบกว่าในร่างหุ่นยนต์เบิกตากว้างผุดลุกขึ้นยืนทันใด

อลันผงะตกใจ ก่อนยกมือสองข้างกวักลง “ใจเย็น แค่เปรียบเทียบเฉยๆ พูดไปงั้นเอง นอกจากนายแล้วฉันไม่ให้ใครหอมแก้มง่ายๆ หรอก”

มิราเคิลผ่อนลมหายใจยาวนั่งลงตามเดิม อลันเห็นแบบนั้นจึงเลือกไม่พูดประเด็นนี้ต่อ เรื่องไม่ให้ใครหอมเป็นเรื่องจริง แต่เรื่องที่โดนพวกเธอจับกอดจับนั่งตักนั้นคือความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ และเขาไม่ได้รังเกียจ ในเมื่อร่างกายพวกเธอทั้งนุ่มทั้งอุ่นและสบาย

แต่ยังไงซะสำหรับอลันมิราเคิลเป็นที่หนึ่งเสมอ ไม่มีใครเติมเต็มหัวใจของเขาได้เท่ามิราเคิล และเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นช่วงเวลาสองปีที่เขารู้สึกอ้างว้างเกินทนอยู่คนเดียวไหว คนเราเมื่อได้สัมผัสความอบอุ่นสักครั้งมักเสพติด แม้จะหาอย่างอื่นมาทดแทนเขาก็ยังมีขอบเขตไม่ล้ำเส้นมากไปและไม่ได้ล่วงละเมิดพวกเธอ ส่วนพวกเธอเองก็ไม่ได้ล่วงละเมิดเขาจนเกินงาม ต่างฝ่ายต่างรู้ขอบเขตของกันและกัน สิ่งไหนทำได้และสิ่งไหนไม่ควรทำย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ

หม้อหุงข้าวส่งเสียงแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาที่กำหนด มิราเคิลลุกขึ้นตักใส่จานวางตรงหน้าอลัน กับข้าวครึ่งจานดูจะน้อยไปสำหรับมื้อนี้ เขาเลยทอดไข่ดาวเพิ่มอีกสองฟองให้กับอลัน

เห็นแบบนี้แล้วมิราเคิลอดคิดถึงตอนเจออลันใหม่ๆ ไม่ได้ ทั้งกินน้อยและเลือกกิน ดูตอนนี้สิ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรให้อีกฝ่ายก็กินจนหมด ไม่รู้ว่าสองปีที่ผ่านมาอีธานทำอะไรอลันถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แต่ก็เป็นเรื่องดีที่เปลี่ยนไปในทางที่ดี ยกเว้นเรื่องหนังสำหรับผู้ใหญ่ในห้องนั่นน่ะนะ

เด็กน้อยของเขา...เฮ้อ ตัวแค่นี้แต่โตเป็นผู้ใหญ่เสียแล้ว หรือว่าเขาควรจะเปิดใจให้มากกว่านี้ดีไหม ขนาดสายชาร์จแบตสัปดนนั่นยังทำออกมาได้ อลันน้อยของเขาไม่ใสแล้วจริงๆ

ยังดีหน่อยที่ชาร์จหนึ่งครั้งใช้ได้สามเดือน หากเขาต้องเอาอะไรแยงเข้าแยงออกบ่อยๆ คงได้บ้าตาย แล้วยิ่งต้องแอบชาร์จลับหลังอลันเขายิ่งรู้สึกแย่ มันให้ความรู้สึกเหมือนพ่อแม่แอบใช้เวลาตอนลูกหลับย่องไปป่ามป๊ามกันอะไรทำนองนั้น

หนังผู้ใหญ่เคยดูแล้วก็แล้วไป แต่หนังสดของคนใกล้ชิดยังไงก็ให้เด็กๆ เห็นไม่ได้จริงไหม





นักเขียนมีอะไรจะพูด

“สายไปแล้วละนาย”

สายชาร์จแบตมีอะไรจะพูด

“รอฉันรอเธออยู่ แต่ไม่รู้เธออยู่ที่ใด เธอจะมาเธอจะมาเมื่อไร นัดกันไว้ทำไมไม่มา [1] ~♥”



[1] เนื้อเพลงส่วนหนึ่งจากเพลง ฉันรอเธออยู่ เพลงของเหล่าลูกเสือเนตรนารี



------------จบตอนที่ ๒๑



ออฟไลน์ myonlyone

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-1
ตอนที่ ๒๒

เขตสลัมใหม่


“แล้วตกลงเรื่องมันเป็นยังไงมายังไงถึงไปเป็นนายแบบได้เนี่ย”

เช้าวันเสาร์แสนสดใสของหนึ่งคนหนึ่งหุ่นถูกทำลายโดยบุรุษผู้มีนามว่าอีธาน วอร์คเกอร์ อลันจิ๊ปากเขม่นใส่คนหน้าหนาถือวิสาสะร่วมโต๊ะกินข้าวโดยไม่ได้รับเชิญ

“ทำไมถึงปล่อยหมอนี่เข้ามาได้” อลันหันไปคาดคั้นหุ่นยนต์ข้างกาย คิ้วยังคงขมวดมุ่นไม่เสื่อมคลาย

“เขาบอกผมว่าจะคุยกับอลันเรื่องงาน ผมเลยปล่อยให้เข้ามา”

“ชะชะชะ เจ้าตัวเล็ก ห้องนายซ่อนทองคำไว้หรือไงถึงได้หวงขนาดนี้ อย่างน้อยฉันก็เป็นเพื่อนนายนะ” อีธานถลึงตาใส่คนตัวเล็กกว่าพลางจ้วงก๋วยเตี๋ยวฝีมือมิราเคิลเข้าปากคำโต “โอ๊ะ อร่อยแฮะ แทบไม่ต้องปรุงเลย นอกจากตั้งโปรแกรมให้ต่อยตีคนเก่งแล้วนายยังตั้งโปรแกรมให้ทำอาหารได้อีก น่าอิจฉาชะมัด”

อลันเหลือบตามองขึ้นบนอย่างหน่ายใจ “ถึงในห้องนี้จะไม่มีทอง แต่ข้อมูลแบบแปลนของฉันมีค่ายิ่งกว่าทองคำซะอีก แล้วถ้านายอยากได้คนทำอาหารงั้นติดตั้งห้องครัวอัจฉริยะเลยซะสิ”

“พูดน่ะมันง่าย แต่เงินล่ะ ฉันไม่ได้รวยเหมือนนายสักหน่อยที่ชีวิตนี้ทั้งชีวิตต่อให้ไม่ต้องทำงานก็นอนตีพุงอยู่บ้านได้สบาย”

“แล้ววันนี้นายมาทำไม บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าเรื่องงานระหว่างเราเอาไว้ทีหลังน่ะ แค่กิจกรรมกระชับมิตรระหว่างโรงเรียนก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว”

“เอาน่า เรื่องงานฉันเอาไว้หลอกมิราเคิลเข้ามาในห้องเฉยๆ พอดีมันคาใจเรื่องที่ร้านเสื้อผ้า C&D ยอมใช้คนถ่ายแบบเสื้อผ้าต่างหาก”

“คุณ!” คนโดนหลอกกำหมัดแน่น ความรู้สึกอยากตะบันหน้าใครสักคนพลุ่งพล่านขึ้นมา

กำปั้นเหล็กแสนเย็นเยียบนี้มันสั่นระริกเหลือเกิน...

“หุ่นยนต์ถ่ายแบบมันแปลกมากเหรอครับ” มิราเคิลถามด้วยความสงสัย

“มันก็...จะว่าแปลกก็แปลกจะว่าไม่แปลกก็ไม่แปลก ยังไงดีล่ะ” อีธานเกาหัว “ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีคนเอาหุ่นยนต์มาถ่ายแบบนะ แต่นายก็รู้ว่าหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์มีราคาสูง แถมผลลัพธ์ที่ออกมายังไม่น่าพึงพอใจ เลยไม่มีคนเอาหุ่นยนต์มาลงทุนกับด้านนี้น่ะสิ”

“แล้ว?” อลันเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงถาม ยังไม่เข้าใจเหตุผลที่คนตรงหน้ากระโตกกระตากมาที่นี่ในเช้าวันนี้อยู่ดี

“โธ่ เจ้าตัวเล็ก นายไม่รู้อะไรซะแล้ว ร้าน C&D มีผู้ดูแลสองคน คนพี่เป็นดีไซเนอร์ระดับโลกเชียวนะ ส่วนคนน้องเป็นช่างถ่ายภาพชื่อดังฝีมือดีหาตัวจับได้ยาก ความสามารถของทั้งสองคนเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้าง ว่ากันว่าขาดคุณสมบัติอีกไม่กี่อย่างก็จะได้เป็นชนชั้นสูงแล้ว” ในขณะที่เล่า ดวงตาอีธานเปล่งประกายระยิบระยับ สีหน้าเต็มไปด้วยความนับถือเทิดทูน

อลันมองอีธานด้วยใบหน้าเรียบเฉย หันไปป้องปากกระซิบกับมิราเคิลด้วยเสียงที่ไม่เบานัก “นายว่าไหม หมอนี่ต้องลืมไปแล้วแน่ๆ ว่าตัวเองก็มีฐานะเป็นชนชั้นสูงเหมือนกันน่ะ”

มิราเคิลพยักหน้าเห็นด้วย

“นี่ นินทาอะไรได้ยินนะ ฉันเป็นพวกนับถือคนเก่งมีความสามารถต่างหาก สรุปแล้วยังไง ทำไมไปเป็นนายแบบให้ดอร์ริสคนนั้นถ่ายได้ล่ะ รู้ไหม หมอนั่นขึ้นชื่อว่าเป็นพวกเรื่องมากอันดับต้นๆ ของวงการเลยนะ หน้าตาไม่ตรงสเปคไม่ถ่าย ความสามารถไม่ถึงไม่ถ่าย ไม่มีเสน่ห์พอไม่ถ่าย นางแบบนายแบบต่างขยาดหมอนั่นกันหมด ส่วนพี่สาวที่ชื่อคีร่านั่นขึ้นชื่อเรื่องงกเอาโล่ แทบไม่คิดเจียดเงินจ้างนางแบบนายแบบมาถ่ายภาพด้วยซ้ำ”

อลันเหลือบมองมิราเคิล หลังจากฟังจบเขาแทบเอาคำพูดอีธานมาวางทับภาพดอร์ริสที่รู้จักไม่ได้จริงๆ โดยเฉพาะในส่วนที่ว่า ‘ความสามารถไม่ถึงไม่ถ่าย’ ให้ตายเถอะ ดูอย่างมิราเคิลสิ มือใหม่แกะกล่อง สุดท้ายดอร์ริสก็เคี่ยวเข็ญจนสามารถโพสต์ท่าออกมาเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้บ้าง คนเรื่องมากเอะอะไม่ถ่ายอะไรนั่นเขาไม่รู้จัก

“เจ้าบ้าดอร์ริสนั่นเป็นฝ่ายมาคุกเข่าอ้อนวอนมิราเคิลของฉันไปถ่ายแบบ เพราะมิราเคิลของฉันเจ๋งสุดเปล่งรัศมีเรืองรองดุจดั่งพระโพธิสัตว์ เหตุผลนี้โอเคไหม พอใจนายยัง”

“เจ้าตัวเล็กเพื่อนยาก ฉันหาความจริงใจในการตอบคำถามจากน้ำเสียงนายไม่ได้เลย”

“เวลากินข้าวใครเขาพูดมาก รีบกินเข้าไปเลย กินเสร็จแล้วไสหัวไปซะ นายรบกวนวันหยุดอันแสนมีค่าของฉันอยู่นะรู้ไหม”

“ใจร้าย ไม่คิดจะให้เติมข้าวกันรึไง ก๋วยเตี๋ยวถ้วยเดียวใครจะอิ่ม”

“มิราเคิลทำให้ฉันกิน ไม่ใช่นาย รีบไปได้แล้ว”

มิราเคิลมองเด็กต่างวัยสองคนโต้เถียงกันด้วยความเอ็นดู อลันที่มีชีวิตชีวาแบบนี้เขาไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่

“ไม่เป็นไรครับ ผมทำไว้เยอะอยู่ จะเติมเพิ่มอีกนิดก็ได้”

“เห็นไหมๆ ก๋วยเตี๋ยวมีตั้งเยอะตั้งแยะ ตัวเล็กอย่างนายกินไม่หมดหรอก” อีธานหัวเราะชอบใจ นานๆ ทีมิราเคิลจะเข้าข้างเขาบ้าง ไม่เอะอะขับไสไล่ส่งกันลูกเดียวเหมือนแต่ก่อน

อลันอมลมถลึงตามองหุ่นยนต์แปรพักตร์ ศึกฝีปากครั้งนี้เขาแพ้เพราะมิราเคิลเลย ทั้งที่อยากนั่งสวีทหวานกันสองต่อสองอยู่ในห้องแท้ๆ ไม่นึกเลยว่าจะมีก้างขวางคอเข้ามาขัดซะได้

กิ๊งก่อง!

เป็นอีกครั้งที่เสียงออดในห้องดังขึ้น ตัวป่วนขาประจำผู้ใช้บริการกริ่งห้อง 503 ยังนั่งอยู่ข้างใน แล้วคราวนี้ผู้มาเกะกะขวางทางเส้นทางรักของเขายังจะมีใครอื่นอีก

“เดี๋ยวผมไปดูเองครับ” มิราเคิลอาสาเป็นคนออกไปรับหน้าแขกผู้มาเยือน

เสียงพูดคุยเล็ดลอดมาถึงในห้องครัว กระนั้นยังมิอาจจับใจความได้ว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไรกัน มิราเคิลกลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง คราวนี้มีเงาร่างผู้มาเยือนตามมาด้วย

“นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณผู้ดูแลหอสามของเรานี่เอง มีธุระอะไรเหรอ” อีธานเอ่ยทักทายอีกฝ่ายราวกับเป็นเจ้าของห้องซะเอง

ปกติเอลวิสมักตอบกลับด้วยท่าทางยิ้มแย้ม แต่คราวนี้กลับขมวดคิ้วไร้ท่าทางขี้เล่นโดยสิ้นเชิง มือขวายื่นเครื่องมือสื่อสารสีดำตกรุ่นไปตรงหน้าอีธาน

“โธ่ ก็คิดอยู่ว่าหายไปไหน น่าจะทำหล่นตอนช่วงชุลมุนนั่นแน่ๆ คุณเอลวิสเก็บได้เหรอครับ” ช่วงชุลมุนที่อีธานว่าหมายถึงช่วงที่เขาตะโกนเสียงดังจนทำคนใต้หอรำคาญแล้วขว้างปาข้าวของใส่นั่นเอง

“เปล่า เมื่อคืนมีคนเจอแล้วเก็บมาให้น่ะ คนที่ใช้โทรศัพท์รุ่นนี้ฉันจำได้ว่าในหอนี้มีนายคนเดียว เมื่อวานมันดึกแล้วเลยไม่ได้เอาไปให้นายทันที เช้านี้ฉันเลยเอามาคืนนาย แต่ไม่คิดว่าจะมีสายโทรเข้ามาซะก่อน”

“แล้วคุณก็รับ?” อีธานเบิกตาโต

“เฮ้ๆ ฉันไม่ใช่คนไร้มารยาทขนาดนั้นสักหน่อย ไม่ต้องมองด้วยสายตาแบบนั้นก็ได้ ที่รับนี่เพราะจำใจหรอก เห็นเป็นเบอร์โรงพยาบาลฉันเลยรับเอาไว้ก่อน เผื่อมีเหตุฉุกเฉินอะไรจะได้คาบข่าวมาบอกนายได้ไง นายก็รู้ว่าเบอร์พวกนี้ต่อสายกลับกว่าจะถามได้เรื่องนี่ใช้เวลานานจะตาย”

“แล้วเขาโทรมาบอกว่ายังไงครับ” อีธานนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้วเมื่อรู้ว่าเป็นเบอร์จากโรงพยาบาล หัวใจสั่นระริก ลางสังหรณ์ได้บอกกับเขาว่ามันไม่ใช่เรื่องดี

“ยายนายล้ม ตอนนี้ถูกหามส่งโรงพยาบาลแล้ว”

ทันทีที่จบประโยค อีธานคว้าโทรศัพท์แล้ววิ่งออกไปทันที หลังจากนั้นไม่นานอีกฝ่ายก็วิ่งกลับมาพร้อมอาการหอบหายใจหนัก

“ผม...ผมลืมถามไปว่าคุณยายถูกส่งไปโรงพยาบาลไหนครับ” เพราะรีบร้อนเกินไปทำให้อีธานทนรอลิฟต์ไม่ไหววิ่งลงจากชั้นห้าไปยังชั้นล่างสุด แต่บังเอิญนึกได้ว่าไม่รู้จุดหมายปลายทางจึงวิ่งจากชั้นล่างขึ้นมายังชั้นห้าอีกรอบ

“โรงพยาบาล Z เขตสลัมใหม่ ...ความจริงนายไม่เห็นต้องวิ่งขึ้นลงให้เหนื่อยเลย โทรหาฉันกริ๊งเดียวก็ได้แล้วรึเปล่า”

อีธานยืนอึ้งค้าง ก่อนเหลือบมองโทรศัพท์ในมือตัวเองด้วยสีหน้าว่างเปล่า



“นายว่าสมองหมอนั่นมีปัญหารึเปล่า” อลันเปรยขึ้นเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ไม่คาดคิดระหว่างมื้ออาหารเช้า ตอนนี้พวกเขากำลังเดินเลือกซื้อของเยี่ยมไข้ไปฝากคุณยายอีธาน โดยมีเอลวิสปันเงินจำนวนหนึ่งมาสมทบเนื่องจากไม่สามารถละทิ้งหน้าที่การงานมาเยี่ยมเยียนด้วยตัวเองได้

“ไม่ใช่ว่าเขาเป็นแบบนั้นอยู่แล้วเหรอครับ” ป้ำเป๋อบ้าบอไม่มีใครเกิน แถมยังมีเสียงแปดหลอดเป็นเอกลักษณ์

“มิราเคิล อันนี้เป็นไงบ้าง” อลันชูของในมือไปตรงหน้า มันคืออาหารเสริมจำพวกผงโปรตีน คอลลาเจน และวิตามินชนิดต่างๆ

มิราเคิลไม่มีความเข้าใจในเรื่องอาหารเสริมพวกนี้นักจึงได้แต่พยักหน้ารับหงึกหงักเออออตามไป

เมื่อตะกร้ารถเข็นเต็มไปด้วยอาหารเสริมสารพัดชนิดที่คนตัวเล็กหยิบไม่บันยะบันยังจนพูน เขาจึงลองเสนอให้อลันซื้อพวกของที่กินง่ายกว่านี้เพิ่มดูพร้อมกับหยิบอาหารเสริมหน้าตาซ้ำกันเก็บเข้าชั้น

สรุปแล้วในตะกร้ารถเข็นก็มีผลไม้และซุปกึ่งสำเร็จรูปบำรุงสุขภาพสำหรับผู้สูงวัยเพิ่มเข้ามา

รถแท็กซี่ไร้คนขับสีขาวทรงกลมลอยไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ จากใจกลางเมืองเคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ สภาพแวดล้อมตระการตาที่เคยเห็นก็เริ่มเสื่อมโทรมลง ไม่มีตึกรูปร่างแปลกประหลาด ไม่มีป้ายโฆษณาโฮโลแกรม ไม่มีการประดับตกแต่งไฟรายทาง

ดู...ธรรมดาผิดคาด

“แปลกใจเหรอ”

“ครับ”

“โรงพยาบาล Z อยู่ติดกับเขตสลัมใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก”

“สลัม?”

“เขตสลัมส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวยากจน ถ้าไม่มีเงินก็ยากจะหาที่อยู่อาศัยดีๆ สักที่ได้ แต่ช่วงนี้ภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลปรับปรุงสลัมให้มีสภาพแวดล้อมดีขึ้นและมีความปลอดภัยสูงขึ้น เขตสลัมใหม่เป็นตัวอย่างหลังการปรับปรุงที่เห็นได้ชัดเจนเลย”

“งั้นเหรอครับ”

เป็นอย่างที่อลันว่าไว้ บริเวณนี้บ้านเรือนร้านค้าแม้ดูแออัดอยู่บ้างแต่กลับปลอดโปร่งและสะอาดสะอ้านน่าอยู่มากกว่าที่คิด

สิบห้านาทีต่อมาแท็กซี่ไร้คนขับเคลื่อนตัวถึงจุดหมาย โรงพยาบาล Z เป็นโรงพยาบาลขนาดกลางไม่ได้เล็กหรือคับแคบจนเกินไป แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามากลับรู้สึกว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ดูเล็กลงไปถนัดตา เมื่อมันแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจำนวนมหาศาลรอต่อคิวรักษา

“ทำไมคนถึงเยอะขนาดนี้ครับ” พูดพลางโอบคนตัวเล็กกว่าเข้ามาในวงแขน อาศัยร่างกายแข็งแรงใหญ่โตของตนเบียดเสียดแหวกทางไปต่อคิวหน้าเคาน์เตอร์โรงพยาบาล เขาโอบประคองอลันอย่างดีไม่ให้ถูกคลื่นฝูงชนซัดกระแทกจนหายไป

“ไม่ต้องต่อคิวหรอก เดี๋ยวโทรถามอีธานเอาก็ได้ว่าคุณยายนอนอยู่ห้องไหน”

“มีเบอร์เหรอครับ”

“ฉันไม่เหมือนหมอนั่นนะ คบกันมานานเป็นปีจะไม่ให้มีเบอร์ได้ยังไง”

ความจริงแล้วในช่วงสองปีที่ร่วมมือกันปรับปรุงมิราเคิล เขาอาศัยจังหวะตอนอีธานเผลอวางโทรศัพท์ทิ้งไว้ขโมยเบอร์อีกฝ่ายเมมเข้าโทรศัพท์ตัวเองเรียบร้อย

ใครอยากไปขอเบอร์หมอนั่นตามตรงกัน ถ้าเขาเอ่ยปากขอเองป่านนี้อีธานคงกระโจนใส่เหมือนสุนัขโหยหิวแล้วเกาะติดเป็นตังเมยิ่งกว่าตอนนี้ซะอีก คนน่ารำคาญและหนวกหูพรรค์นั้นปล่อยให้เซ่อๆ โง่ๆ ไม่รู้อะไรเป็นดีที่สุด

ถึงคิดแบบนั้น โดยไม่รู้ตัวตัวตนของอีธานได้เข้ามามีน้ำหนักสำคัญในใจอลันเรียบร้อยแล้ว

ลิฟต์มุ่งตรงหยุดอยู่บนชั้นสาม หนึ่งคนหนึ่งหุ่นก้าวออกมาเดินไปยังบริเวณที่ถูกจัดไว้เป็นห้องพักรวมขนาดใหญ่ ร่างคุ้นตายืนตระหง่านหันซ้ายแลขวา เมื่ออีกฝ่ายเห็นพวกเขาก็โบกมือไปมาท่าทางดีใจเสียเต็มประดา

“ขอบคุณที่มาเยี่ยมยายฉันนะ ถืออะไรกันมาเยอะแยะ พวกของฝากอะไรความจริงแล้วไม่ต้องก็ได้” พูดแบบนั้นแต่กลับยิ้มแฉ่งหน้าบานเป็นกระด้ง อีธานเข้าไปช่วยมิราเคิลถือของเยี่ยม เขาเดินนำไปทางเตียงที่มีหญิงชราคนหนึ่งนอนหลับใหลไม่รู้สึกตัว

“อาการเป็นยังไงบ้าง” อลันถาม

“ปกติน่ะ ความดันโลหิตสูง ดีที่ไม่มีโรคแทรกซ้อนอะไร หมอบอกว่าโชคดีตอนล้มหัวไม่ได้รับการกระทบกระเทือน แค่พักผ่อนให้มากๆ ก็พอแล้ว”

“ทำไมมานอนห้องรวมล่ะครับ ผมว่าที่นี่ไม่ค่อยเหมาะกับการพักผ่อนเท่าไหร่” ไม่ว่าเปล่ายังเหลือบมองรอบกาย เตียงผู้ป่วยกว่ายี่สิบเตียงวางเรียงราย อีกทั้งมีเพียงผ้าม่านกั้นเป็นห้องใหญ่แยกจากทางเดินภายนอก และมีผ้าม่านผืนบางกั้นระหว่างเตียงแบ่งเป็นช่องๆ อีกทีเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว หากพูดถึงด้านการเก็บเสียงรบกวนแล้วเรียกได้ว่าเป็นศูนย์ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าค่ายรักษาทหารบาดเจ็บจากโลกที่เขาจากมามากนัก

“หยา! บอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วไงว่าฉันไม่ได้ร่ำรวย ไม่มีปัญญาจ่ายค่าห้องค่าเตียงแบบปกติหรอก” อีธานตอบคำถามมิราเคิลด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อนใจ เขาเลื่อนเก้าอี้ไปทางอลันแล้วกดตัวอีกฝ่ายให้นั่งลง

“ว่าแต่โรงพยาบาลนี้ผู้ป่วยเยอะจังนะครับ ชั้นล่างมีคนยืนรอการรักษาเต็มไปหมดเลย”

“ละแวกนี้มีโรงพยาบาลแห่งนี้แห่งเดียวนั่นแหละ หากจะไปโรงพยาบาลอื่นต้องเดินทางอีกไกล คนแถวนี้เลยเลือกมาที่นี่กัน ถ้าอาการไม่หนักหรือไม่ใช่เหตุฉุกเฉินก็ต้องต่อคิวกันไป แต่คุณยายฉันเพราะหมดสติเลยได้ลัดคิวก่อนใครเพื่อนน่ะ” พูดจบประโยคหลัง แววกังวลฉายบนใบหน้าอีธานเบาบาง แม้พยายามทำตัวให้ร่าเริงแต่ไม่อาจปกปิดผู้มาเยี่ยมเยือนหนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวได้

“ให้ฉันจ่ายค่าห้องให้ไหม” อลันเงยหน้ามองอีกฝ่าย เสนอตัวเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการรักษาหวังแบ่งเบาภาระคนที่อย่างน้อยเขาก็นับว่าเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง

“ขอบคุณนะ ไม่เป็นไรหรอก ถึงฉันไม่ได้รวยเท่านายแต่ก็ไม่ได้กรอบซะจนต้องยืมเงินพี่น้อง เดี๋ยวพอทำเซ็กซ์ดอลล์เสร็จก็มีเงินเป็นกอบเป็นกำแล้ว ถึงเวลานั้นนะฉันจะกลายเป็นมหาเศรษฐี” อีธานพาดแขนลงบนบ่าคนตัวเล็ก ในใจรู้สึกซาบซึ้ง ประโยคหลังป้องปากกระซิบริมหูหัวเราะคิกคักให้ได้ยินกันแค่สองคน

อลันปัดแขนใหญ่หนักนั่นทิ้งก่อนเอ่ย “ในหัวนายมีแต่เรื่องพรรค์นั้นรึไงนะ ยายนายรู้หรือเปล่าว่ามีหลานนิสัยแบบนี้”

“แล้วนายที่สร้างไอ้นั่นไว้ตรงนั้นก็ใช่ย่อยที่ไหนเล่า” จบประโยคอีธานเหลือบมองมิราเคิลด้วยหางตา ก่อนดึงกลับมาเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าโดนพาดพิงอยู่ “ถามจริงเถอะ นายเป็นไบ [1] รึเปล่า”

---

[1] ย่อมาจาก Bisexual หมายถึงคนที่มีรสนิยมทางเพศชอบได้ทั้งชายและหญิง

---

ก...ก...ก...กลับมาแล้วค่า //กระโดดกอดนักอ่าน// แอบหายไปในกว่าจะได้ฤกษ์อัปตอนใหม่ ช่วงนี้จะพยายามไม่หายไปอีกนะคะ แต่ช่วงหน้านู้นเลยอาจมีเพราะใกล้ได้เวลาทำวิจัยจบเป็นเรื่องเป็นราวแล้วค่ะ ไม่อยากทำเลย ไนน์เป็นคนที่เกลียดการทำวิจัยมาก แอเงงง //นอนชักดิ้นชักงอ+งอแง

อะแฮ่มๆ สติสตังกลับมาลูกกลับมา

วันนี้นักเขียนมาแจ้งข่าวร้ายนิดหน่อยค่ะ ไม่รู้ว่าร้ายที่สุดรึเปล่าแต่เอาเป็นว่ามันคือข่าวร้ายจริงๆ o_O!!! จากตอนที่ ๒๑ หลายคนลุ้นว่าเมื่อไหร่คุณลุงจะชาร์จแบตอีกสักที นักเขียนแอบอยากกระซิบบอกว่า ตั้งแต่คุณลุงชาร์จแบตครั้งแรกจนถึงตอนนี้เวลาก็ผ่านมามากกว่าสามเดือนแล้ว และแบตคุณลุงอยู่ได้แค่สามเดือน (รึเปล่า? ห่างจากนิยายตัวเองมานานชักจำช่วงเวลาไม่ได้ซะแล้ว) นั่นก็หมายความว่า...ว่า!!!......คุณลุงแอบหนีนักอ่านไปชาร์จแบตเรียบร้อยแล้วนั่นเองค่าาา อุฮุๆๆ (ಥ∀ಥ)
---

สำหรับใครที่อ่านในเล้าตอนนี้นักเขียนอัปถึงตอนล่าสุด ทันเว็บอื่นแล้วเน้อ

ช่องทางติดต่อนักเขียน พูดคุยทวงงาน
FB : Nine มีเก้าชีพก็ไม่พอ



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ myonlyone

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-1
ตอนที่ ๒๓
เที่ยวบ้านเพื่อนครั้งแรก


   อลันขมวดคิ้ว ไม่สนใจคำหยอกเย้านั้นอีก แต่อีธานมีหรือจะหยุดง่ายๆ เขาลดเสียงให้เบาลง กระซิบกระซาบพอได้ยินกันแค่สองคน
   “เท่าที่สังเกตมานายดูสนใจผู้หญิงอยู่หรอก แต่สร้างมิราเคิลเป็นแบบนั้นฉันเองก็เริ่มสงสัยในรสนิยมของนายซะแล้วสิ ถ้าสนใจทางนั้นด้วยครั้งหน้าเดี๋ยวฉันซื้อหนังเกย์มาให้ดูดีไหม”
   แน่นอนคำว่า ‘หนัง’ ที่หลุดออกมาจากปากอีธานย่อมไม่ใช่หนังรักทั่วไป แต่เป็นหนังประเภทเดียวกับที่เจ้าตัวทั้งซุกทั้งเก็บสะสมไว้เต็มห้องนั่นแล
   ดวงตาอลันสั่นไหวพอนึกถึงคลิปลามกของมิราเคิลที่เขาแอบถ่ายเก็บไว้ พลันน้ำลายในปากคล้ายเหนียวหนืดยากกลืนลงคอ สุดท้ายตัดสินพยักหน้าตอบรับ
   เด็กวัยรุ่นฮอร์โมนพลุ่งพล่านอย่างเขาไม่อาจต้านทานความอยากรู้อยากเห็นเหล่านี้ได้จริงๆ
   อีธานตบบ่า “ได้! เจ้าตัวเล็กเอ๋ย อายุนายยังน้อย มีเวลาให้ค้นหาตัวเองอีกมากนัก”
   มิราเคิลผู้ถูกปล่อยทิ้งให้ยืนอย่างโดดเดี่ยวหรี่ตาลงจับจ้องอีธานทุกการเคลื่อนไหว แม้ไม่ได้ยินเรื่องที่พูดกันแต่เขาเดาว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดีสำหรับอลันแน่ ดูจากสีหน้าและแววตาอันสุดแสนเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้วางใจนั่นแล้ว แค่เห็นก็อยากกระชากคอเสื้อมารัดให้ตาย จะได้ไม่ต้องมาล้างสมองเรื่องไม่ดีไม่งามอะไรใส่หัวอลันของเขาอีก
   ในตอนนั้นเองอีธานผู้ถูกทิ่มแทงด้วยสายตาแหลมคมเกิดรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
   แรงขยับบนเตียงเรียกสายตาของสิ่งมีชีวิตทั้งสามให้หันมอง อีธานผุดลุกขึ้นเดินไปกุมมือหญิงชราที่ลืมตาตื่นจากห้วงฝัน
   “คุณยาย เป็นยังไงบ้างครับ”
   หญิงชรายันกายลุกนั่งโดยมีอลันคอยช่วยประคอง ดวงตาเธอเลื่อนลอยเล็กน้อยก่อนครู่ต่อมาจะเริ่มจับศูนย์รวมภาพได้
   “อีธานเรอะ”
   “ครับ ผมเอง ดื่มน้ำก่อนนะครับ” อีธานรินน้ำลงในแก้ว ฉีกหลอดใส่ลงไป แล้วประคองป้อนหญิงชราให้ค่อยๆ จิบลงไปทีละอึก “รู้สึกยังไงบ้างครับ ปวดเมื่อยเนื้อตัวไหม เดี๋ยวผมนวดให้”
   ไม่พูดเปล่ายังคอยจับตามแขนขา หญิงชราส่ายศีรษะตบหลังมือนั้นแผ่วเบา
   “ไม่ต้องหรอก ยายไม่ได้ปวดอะไรมาก ว่าแต่หลานมาที่นี่ได้ยังไง”
   “นั่งรถมาไงครับ ผมคงเดินจากโรงเรียนมาโรงพยาบาล Z ไม่ไหวหรอก อ้อ เกือบลืม มีคนรู้จักของผมมาเยี่ยมคุณยายด้วยนะครับ”
   “งั้นเรอะ โฮ่ๆๆ งั้นสองคนนี้ก็เป็นเพื่อนหลานใช่ไหม” หญิงชราหันใบหน้ายิ้มแย้มมองเด็กสองคนข้างเตียง เพราะตื่นมาอีธานเอาแต่ถามไถ่สุขภาพร่างกายของเธอถึงเพิ่งสังเกตอีกสองคนที่อยู่ด้านข้างเดี๋ยวนี้เอง
   อลันกับมิราเคิลเอ่ยทักทายเป็นมารยาท ยังไม่ทันแนะนำตัวให้ดีก็ถูกคนร่าเริงที่สุดในที่นี้แย่งหน้าที่ไปแล้ว
   “เจ้าตัวเล็กนี่ชื่ออลัน เห็นตัวเล็กแบบนี้ความจริงอายุสิบห้าแล้วนะครับ แถมยังฉลาดเป็นกรด ตอนอายุสิบสามปีได้สร้างตำนานไร้พ่ายสอบเข้า ISA เป็นอันดับหนึ่งด้วยอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เชียวนะ” อีธานพาดแขนบนไหล่อลัน ยืดอกโอ้อวดด้วยท่าทางภาคภูมิ “แล้วตอนนี้ผมกับหมอนี่กำลังร่วมงานกันอยู่ อีกหน่อยเราจะรวยกันแล้วนะครับ”
   “โอ้ งั้นเรอะ ดีๆ หนูอลันเอ๊ย จากนี้ไปก็ขอฝากอีธานมันด้วยนะ เห็นชอบทำตัวบ้าบอแต่ความจริงแล้วเป็นพวกคิดเล็กคิดน้อยพอตัวเลย”
   “ครับ ผมจะดูแลให้อย่างดีเลย” อลันตกปากรับคำหน้าระรื่น 
   “คุณยาย! ผมอายุมากกว่าเจ้าตัวเล็กนะ เพราะงั้นฝ่ายดูแลต้องเป็นผมสิ” อีธานแย้ง ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
   “คนอย่างเธอมันพึ่งอะไรไม่ได้ เป็นลูกผู้ชายหัดทำตัวหนักแน่นเหมือนพ่อหนุ่มคนนั้นหน่อยสิ” คุณยายพยักพเยิดหน้าไปทางมิราเคิล ท่ายืนตัวตรงตามระเบียบพักดูองอาจผึ่งผาย สง่าราศีแห่งความเป็นชายจับตัวกันอยู่บนเรือนร่างสูงโปร่ง ดูแล้วพึ่งพาได้และชวนให้น่าพึ่งพายิ่งกว่าใคร
   ริมฝีปากอีธานบิดยกขึ้นข้างหนึ่ง รู้สึกเหงื่อแตกเต็มหลัง “เหมือนมิราเคิล? โธ่ คุณยาย อย่าให้ผมเหมือนมิราเคิลเลย ถ้าเหมือนเจ้านั่นมีหวังคุณยายได้หลานเป็นอันธพาลเป็นเจ้าพ่อคุมถิ่นแหง”
   “เดี๋ยวเถอะ พูดจาแบบนั้นกับเพื่อนฝูงได้ยังไง ไม่น่ารักเลย” หญิงชราปราม
   “คร้าบ ครับ อันที่จริงหนุ่มมาดแมนแฮนซัมที่คุณยายเห็น ความจริงแล้วเป็นผลงานที่ผมกับเจ้าตัวเล็กร่วมกันสร้างขึ้นมา ไม่ใช่คนหรอกนะครับ”
   “ตายจริง เหมือนมนุษย์ซะจนแทบแยกไม่ออกเลย”
   “โครงสร้างภายนอกมีผมเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนระบบภายในเป็นหน้าที่ของเจ้าตัวเล็กเขาน่ะ”
   ยิ่งเห็นยิ่งได้ยินคุณยายอีธานยิ่งตื่นตะลึง ดวงตาเบิกกว้างสอดส่ายสำรวจมิราเคิลจนแทบถลึงออกมาจากเบ้า เห็นดังนั้นมิราเคิลจึงคลี่ยิ้มตอบกลับ สีหน้าท่าทางเป็นธรรมชาติซะจนหญิงชราไม่อยากเชื่อว่าหลานชายเธอมีความสามารถถึงขั้นนี้
   หวนนึกถึงอดีตเมื่อครั้งอีธานยังเป็นเด็กตัวน้อย พอมาวันนี้เหมือนเวลาผ่านไปพริบตาเดียวหลานชายของเธอก็โตขึ้นเป็นกอง
   “ว่าแต่คุณยายของอีธานชื่ออะไรเหรอครับ ถ้าพวกผมเอาแต่เรียกว่าคุณยายของอีธานมันคงดูห่างเหินเกินไปหน่อย” อลันนั่งเรียบร้อยถามด้วยน้ำเสียงร่าเริงน่ารัก
   หากไม่เคยเห็นธาตุแท้กันมาก่อนอีธานคงหลงเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นผ้าขาวของจริง
   และในตอนนี้ผู้ที่โดนท่าทางนั้นล่อลวงให้หลงผิดมีอยู่ด้วยกันหนึ่งคน... ไม่สิ ต้องเป็นหนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัว... ใช่แล้ว ห้ามลืมนับหุ่นยนต์ป่าเถื่อนดวงตามืดบอดเวลาอยู่ต่อหน้าอลันนามมิราเคิลตัวนั้นเด็ดขาด!
   “โอลิเวียจ้ะ ยายชื่อโอลิเวีย”

   หลังจากตื่นเต็มตาได้สติเต็มที่คุณยายโอลิเวียก็แสดงนิสัยด้านดื้อรั้นหัวแข็งออกมา อีธานพยายามโน้มน้าวให้พักอยู่ดูอาการที่โรงพยาบาลหนึ่งคืนก่อน แต่คุณยายโอลิเวียกลับปฏิเสธ
   “นอนค้างหนึ่งคืนต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่กันหา เป็นแค่ความดันโลหิตสูงยังต้องดูอาการอะไรอีก ของแบบนี้นอนพักอยู่บ้านก็หายแล้ว”
   “นั่น... โอ๊ยๆๆ ครับ กลับก็กลับ” อีธานตั้งท่าแย้ง แต่พอโดนคุณยายโอลิเวียบิดหูเข้าทีเลยรีบกลับลำแทบไม่ทัน
   เหตุการณ์ตรงหน้าไม่มีโอกาสให้อลันยื่นมือเข้าแทรก เขาจึงหาจังหวะเสนอเงินตัวเองเข้าช่วยเหลือคนทั้งคู่ไม่ได้ ด้วยเหตุนั้นบ่ายวันนี้คนทั้งสี่จึงพากันเคลื่อนย้ายตัวเองกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ
   พวกเขาสามคนอยู่หอแล้วจะกลับบ้านไหนน่ะเหรอ? ไม่ต้องห่วงก็บ้านคุณยายโอลิเวียยังไงล่ะ!
   ที่อยู่อาศัยในเขตสลัมใหม่แออัดยัดเยียด บ้างเป็นบ้านไม้บ้างเป็นบ้านปูน สภาพบ้านเรือนบ่งบอกถึงช่วงอายุตลอดกาลเวลาที่ผ่านมา รายทางแม้สะอาดสะอ้านแต่ยังมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ลอยโชยมาเป็นระยะ บางจุดถูกกั้นไว้ด้วยเสาแสงและกรวยเป็นเขตหวงห้ามให้เฉพาะสำหรับคนงานก่อสร้างเข้าเท่านั้น
   บ้านของคุณยายโอลิเวียตั้งอยู่ลึกลงไปท้ายเขตสลัมใหม่ รถแท็กซี่สีขาวหยุดลงเมื่อถึงจุดหมาย คนทั่วไปในเขตสลัมใหม่นิยมเดินทางโดยรถประจำทางมากกว่า การที่มีแท็กซี่มาจอดอยู่ตรงนี้เลยดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้างได้อย่างดี
   “อ้าว กลับมาแล้วรึครับคุณโอลิเวีย” ผู้ที่เอ่ยทักทายคุณยายโอลิเวียเป็นชายวัยสามสิบจากบ้านด้านข้าง
   โอลิเวียพยักหน้ายิ้มแย้มแล้วเอ่ยทักกลับ พร้อมด้วยคำขอบคุณที่ช่วยโทรแจ้งทางโรงพยาบาลให้ส่งรถมารับ ชายวัยฉกรรจ์มองคนแปลกหน้าด้านหลังหญิงชราด้วยความสนใจ ท่าทางสงสัยสอดรู้สอดเห็นเขียนแปะเด่นหราอยู่บนใบหน้าปิดไม่มิด
   มิราเคิลกับอีธานแบกของเยี่ยมไข้เข้าบ้าน ส่วนอลันประคองคุณยายเดินตามเข้าไป
   “วันหลังไม่ต้องซื้อมาเยอะแยะแบบนี้ก็ได้ ต่อให้มาตัวเปล่าขอแค่มาเยี่ยมด้วยใจยายก็ดีใจแล้ว”
   “คุณยายไม่ต้องเกรงใจเจ้าตัวเล็กไปหรอกครับ หมอนี่บ้านรวยจะตาย”
   โอลิเวียตีไหล่หลานชายสั่งสอนไปที พลางเตือนให้หัดพูดจาน่าฟังกับเขาบ้าง
   บ้านของโอลิเวียเป็นบ้านไม้ผสมปูน พอเห็นท่าทางสนอกสนใจจากเพื่อนหลานชายจึงเอ่ยปากเล่าประวัติให้ฟัง “สมัยก่อนที่นี่เป็นบ้านไม้ทั้งหลัง พอเวลาผ่านไปก็เริ่มผุพังลง ส่วนที่เห็นเป็นปูนนี่ต่อเติมใหม่ทั้งนั้น พวกลูกหลานช่วยกันทำงานหาเงินมาซ่อมให้น่ะ”
   “แล้วคุณโอลิเวียไม่คิดย้ายบ้างเหรอครับ ไปอยู่กับลูกหลานอะไรอย่างงี้”
   “ยายมีลูกสาวอยู่คนเดียว พอแต่งงานแล้วก็ต้องออกไปใช้ชีวิตกับครอบครัว ฝ่ายชายเป็นชนชั้นกลางแถมไม่ได้ร่ำรวยอะไร ตอนนี้ทั้งคู่อาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ ถ้ายายย้ายไปอยู่ด้วยจะเกะกะเปล่าๆ อีกอย่างบ้านหลังนี้เป็นมรดกตกทอดของบรรพบุรุษ ยายอยู่มานานจนรู้สึกผูกพัน ไม่อยากย้ายไปไหนแล้วละ” ฝ่ามือเหี่ยวย่นลูบเสาปูนด้วยความคะนึง ภาพแห่งความสุขในอดีตปรากฏชัดในแววตา
   “คุณยาย นี่อะไรครับ” อีธานเดินจากห้องครัวออกมาพร้อมด้วยสีหน้าถมึงทึง มือชูหมอต้มใบใหญ่ขึ้นมาตรงหน้า “บอกแล้วไงครับว่าให้เลิกทำขนมพวกนี้ขายได้แล้ว นอนเร็ว ตื่นเช้า หลับกลางวันให้เยอะหน่อยร่างกายจะได้ดีขึ้น เรื่องเงินทองใช่ว่าเราขาดแคลนกันถึงขั้นนั้นซะเมื่อไหร่ ไม่ต้องถึงมือคนเฒ่าคนแก่ทำงานหาเลี้ยงชีพตัวเองหรอกครับ”
   “มีลูกก็ไปทำงาน มีหลานก็ไปเรียน คนแก่อย่างยายได้แต่นั่งเหงาไปวันๆ เพราะงั้นยายเลยต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาบ้างสิ”
   “โธ่ คุณยายครับ จะหาอะไรทำก็เอาที่มันทำอยู่บ้านได้หน่อยสิ ไปนั่งขายขนมในตลาดให้มันเหนื่อยทำไม”
   “อย่าบ่นน่าหลานรัก ไหนๆ ยายทำขนมทิ้งไว้วันนี้คงไม่ได้ขาย งั้นช่วยกันกินให้หมดนี่เลยแล้วกัน”
   อลันผู้ชื่นชอบของหวานตาเป็นประกาย น้ำเสียงขานรับฟังดูหยดย้อยแกมยินดี ท่าทางกระตือรือร้นในการกินยิ่งทำให้คุณยายโอลิเวียเอ็นดูเด็กชายตัวน้อยเพิ่มขึ้นไปอีก ใช้เวลาไม่นานคนทั้งคู่ก็พูดคุยกันถูกคอ
   อีธานมองฉากครอบครัวสุขสันต์ตรงหน้าแล้วเกิดคำถามในใจ สรุปแล้วนี่เป็นคุณยายของเขาหรือคุณยายของเจ้าตัวเล็กกันแน่
   เนื่องจากรับประทานอาหารไม่ได้มิราเคิลจึงขอตัวออกมาเดินสำรวจสภาพแวดล้อมรอบนอกแทน แม้มันไม่เหมือนมากนักแต่กลับมีบรรยากาศคล้ายคลึงกับโลกเดิมของเขาอย่างน่าประหลาด
   ไร้ซึ่งความทันสมัย ไร้ซึ่งระเบียบ แต่งตัวเรียบง่าย ผู้คนในย่านสลัมของโลกใบเก่าก็เป็นเช่นนี้
   กลีบดอกสีเหลืองคุ้นตาลอยละล่องตามลมปลิวผ่านหน้า ฝ่ามือใหญ่คว้าจับไว้มั่นก่อนยกมันขึ้นมาดู เป็นดอกของเหลืองปรีดียาธรดอกไม้โปรดของเขา
   มิราเคิลหันซ้ายหันขวามองรอบกายไม่พบต้นกำเนิดของดอกไม้ชนิดนี้ก็ชวนให้ฉงนใจนัก อดีตทหารหนุ่มผู้ถูกดอกไม้ล่อลวงจึงออกตามหาต้นตอหวังชื่นชมสักนิดให้สมใจ
   ต้นเหลืองปรีดียาธรตั้งตระหง่านอยู่กลางลานกว้างรกร้าง คาดว่าสถานที่แห่งนี้คงเคยเป็นสวนสาธารณะขนาดย่อมมาก่อน แต่เพราะไร้คนดูแลจึงมีสภาพดังเช่นปัจจุบัน
   แม้บอกว่าเป็นสวนรกร้างแต่มีหญ้าขึ้นสูงประปรายไม่หนาตา พื้นอิฐผุพังปูเป็นลวดลายตามทาง มิราเคิลหย่อนกายลงบนม้านั่งที่วางโอบล้อมต้นเหลืองปรีดียาธรเพียงต้นเดียวในสวนแห่งนี้
   หลังจากดื่มด่ำบรรยากาศจนพอใจ ขณะลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสายโดยที่ไม่จำเป็นอยู่นั้น เสียงกรอบแกรบจากการเหยียบย่ำใบไม้แห้งดังเข้าเครื่องรับเสียงเรียกความสนใจให้มิราเคิลหันมอง
   “สวนสาธารณะทิวทัศน์ย่ำแย่แบบนี้ยังมีคนมาเดินเล่นอีกแฮะ” มิราเคิลพึมพำ คิดว่าคนที่กล้าเข้ามาที่นี่ช่างไม่กลัวสัตว์มีพิษฉกกัดเอาเสียเลย ดูหางอวบยาวที่ห้อยอยู่บนต้นไม้อีกต้นตรงหน้าเขาสิ ถ้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่างูแล้วจะเป็นอะไร
   ผู้มาใหม่หันซ้ายแลขวาดูเหมือนกำลังหาใครอยู่ อีกฝ่ายไม่เห็นเขาเพราะจุดที่ยืนอยู่นี้มีพุ่มไม้สูงขึ้นบดบัง มิราเคิลรู้สึกว่าเงาร่างนั้นช่างดูคุ้นตาจึงเพ่งเล็งอีกฝ่ายราวกับจะมองให้ทะลุ
   ผมสีแดงชี้ฟูไม่เป็นทรง ดวงตาสีอำพัน หางตาชี้ขึ้น ท่าทางนักเลงไม่เป็นสองรองใครแบบนั้น หากไม่ใช่เจ้าคนที่ตั้งตัวเป็นคู่อริของอลันตลอดกาลอย่างเจย์ แบรดฟอร์ดแล้วจะเป็นใครได้อีก
   ทำไมคนคนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่?!
   มิราเคิลไม่ได้ปรากฏตัวออกไป เขายืนสังเกตการณ์เด็กหนุ่มคนนี้ด้วยความสงสัย แม้การสอดรู้สอดเห็นเป็นมารยาทที่ไม่ดี แต่เพราะท่าทางอีกฝ่ายมีพิรุธไม่เป็นธรรมชาติเกินไปจึงขอเฝ้าติดตามดูหน่อยแล้วกัน
   ไม่นานนักผู้ที่เจย์ แบรดฟอร์ดรอคอยก็มาถึง สีหน้าเด็กหนุ่มเคร่งเครียดขึ้นหลายส่วน
   “ที่นี่เป็นยังไงบ้าง” ผู้มาใหม่ไม่คิดทักทายเอ่ยเข้าตรงประเด็นทันที
   “ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีบางส่วนยอมเข้าร่วมแต่ไม่เยอะ”
   ดูเหมือนผู้มาใหม่จะไม่สบอารมณ์นัก สบถลั่นเหวี่ยงขาเตะต้นไม้ข้างตัว
   “พอได้รับความช่วยเหลือเข้าหน่อยก็ขี้ขลาดตาขาวลืมบุญคุณกันเป็นแถว ดูซิว่าไอ้พวกจอมปลอมนั่นยังจะทำดีกับพวกมันไปถึงเมื่อไหร่!”
   เจย์ขมวดคิ้วไม่ชอบใจกับท่าทีป่าเถื่อนที่ชายตรงหน้าแสดงออกมา มือข้างหนึ่งหยิบแผ่นกระดาษพับเป็นชิ้นเล็กขนาดเท่าฝ่ามือจากอกเสื้อให้อีกฝ่าย
   “ผมกลับได้รึยัง ยังมีกิจกรรมโรงเรียนที่ต้องจัดการอีกนะ ไม่ว่างเหมือนคุณหรอก”
   “ไอ้เด็กเวร หัดระวังปากระวังคำไว้ซะบ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวปากแตกไม่รู้ตัว” ชายรูปร่างกำยำลงมือบีบแก้มเชิดใบหน้าเด็กหนุ่มให้เงยขึ้นสบตากับตน
   เจ้าของดวงตาสีอำพันจ้องตอบอีกฝ่ายกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้
   “อ้อ จริงสิ พูดถึงงานกิจกรรมกระชับมิตรระหว่างโรงเรียนแล้วท่านผู้นำมีงานสำคัญให้แกทำ” ชายรูปร่างกำยำโน้มตัวลงกระซิบบางอย่างข้างใบหูของเจย์
   เด็กหนุ่มเบิกตากว้างก่อนหดแคบลงเมื่อชายรูปร่างกำยำผละตัวออกห่าง
   มิราเคิลในตอนแรกตั้งท่าจะเข้าไปช่วยเหลือเมื่อชายแปลกหน้าเริ่มใช้กำลังกับเด็กหนุ่ม แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการใช้ความรุนแรงกันอีกจึงตัดสินใจรอดูสถานการณ์ต่อไป
   ชายแปลกหน้าเดินจากไปแล้วเหลือทิ้งไว้เพียงรอยนิ้วมือบนใบหน้าของเจย์ เด็กหนุ่มยกแขนขึ้นเช็ดสัมผัสน่ารังเกียจอยู่หลายทีก่อนเดินจากไป


--------------------------------จบตอน

ส...ส...ส...ส...เสร็จแล้วค่า //นอนตาย// มานั่งไล่ดูเนื้อหาทั้งหมดแล้วมาคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เขียนมาได้ยาวขนาดนี้เลยค่ะ ปกติไม่เคยเขียนได้ยาวมาถึงขั้นนี้มาก่อนเลย (เพราะส่วนใหญ่จับลงไหดองหมด) 555

ตอนนี้ก็กำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงกลางเรื่องแล้ว พอย้อนกลับไปดูไอ้เจ้าที่เขียนๆ มาทั้งหมดนั่นมันคืออะไรนะ........ ใช้จำนวนหลายตอนมากกว่าที่คิดในการปูความสัมพันธ์ตัวละคร แล้วนี่เพิ่งเริ่มเข้ากลางเรื่อง......... จะต้องใช้ต่อไปอีกกี่ตอนถึงจะจบนะ นับแป๊บค่ะ //นับ นับ นับ นับ// อันที่จริงนับไปก็ดูเหมือนจะเปล่าประโยชน์เพราะนักเขียนมาสายนั่งมโนเขียนเอา คิดออกเท่าไหร่ก็ใส่เท่านั้น ในหัวมีแค่พล็อตต้นกลางปลายที่บรรยายแค่สามบรรทัดก็จบ ส่วนเนื้อเรื่องเหตุการณ์ที่อ่านๆ กันนั้นนนน สารภาพตามตรงว่าคิดออกสดๆ ตอนนั่งหน้าจอมองกระดาษว่างเปล่าด้วยความเหม่อลอย

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ myonlyone

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-1
ตอนที่ ๒๔
หนูทดลองดีเด่น

   “ไป-ไหน-มา~”

   ทันทีที่กลับจากการเดินเล่นนายน้อยผู้น่ารักก็กระโจนเข้ากอดเอวทันที กลุ่มผมสีทองดูหนานุ่มส่ายไปมาตามแรงขยับ มิราเคิลอดไม่ไหวยื่นมือเข้าไปลูบ “ผมเดินเล่นอยู่แถวๆ นี้แหละครับ”

   หลังจากซุกไซร้หน้าท้องผ่านเนื้อผ้าจนพอใจแล้วอลันจึงผละออก “กลับกันเถอะ”

   ตะวันเริ่มคล้อยต่ำเป็นสัญญาณบอกว่าควรกลับหอกันสักที มิราเคิลพยักหน้าเห็นด้วยก่อนเอ่ย “แล้วอีธานล่ะครับ”

   “เห็นหมอนั่นบอกว่าจะอยู่ดูคุณโอลิเวียต่ออีกหน่อย พรุ่งนี้ค่อยกลับ”

   “ข้ออ้างโดดเรียนสินะครับ” มิราเคิลพูด

   “อื้ม ข้ออ้างโดดเรียนแน่นอน” อลันซ้ำเติม

   ประตูบ้านไม้เปิดผางออกมาพร้อมกับสีหน้าดำทะมึนของคนถูกใส่ร้ายป้ายสี “ข้ออ้างโดดเรียนบ้านนายสิ! นี่แอบนินทาฉันกันอีกแล้วนะ”

   “อ้าว อยู่ด้วยเหรอ” อลันทำตาโตเอามือทาบอก แสร้งตกใจที่ถูกจับได้ว่านินทาเสียเต็มประดา แต่ขอโทษเถอะ ไม่ว่ามองมุมไหนอีธานก็รู้สึกปลอมทั้งนั้น

   “ฉันจะไปส่งนายที่หน้าปากทางต่างหาก แถวนี้พอมืดแล้วอันตราย ไม่เหมือนในเมืองหลวงหรอก” อีธานอาสา ต่อมาความหวังดีนั้นได้ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว

   “ไม่ต้องหรอก ฉันใช้มือถือเรียกแท็กซี่มาแล้ว นายกลับไปดูแลคุณยายต่อเถอะ”

   “อ๋อ อืม” อีธานส่งเสียงตอบรับในลำคอ ก่อนวินาทีต่อมาจะหลบสายตาแขกทั้งสอง นิ้วเรียวเกาแก้มใบหน้าขึ้นสี “เรื่องในวันนี้ที่มาเยี่ยม...กับของฝาก ขอบคุณนะ”

   “นึกว่าจะพูดอะไร เรื่องแค่นี้เอง ไม่ลำบากอะไรหรอก ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”

   แม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ทว่าการกระทำเล็กน้อยพวกนี้ทำอีธานซาบซึ้งจริงๆ ในที่สุดรถแท็กซี่สีขาวกลมเกลี้ยงก็ลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้า อลันกับมิราเคิลพากันขึ้นรถไป อีธานไม่รั้งทั้งคู่ไว้ได้แต่โบกมือลามองส่งจนลับตา

   ความจริงแล้วถึงเขาจะมีเพื่อนมากมาย แต่เพื่อนที่ใส่ใจพร้อมยื่นมือช่วยเหลือถึงขั้นนี้กลับไม่มีสักคน สิ่งที่เขาพอตอบแทนอีกฝ่ายได้คือคำขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ จากใจจริง




   กิจกรรมกระชับมิตรระหว่างโรงเรียนใกล้เข้ามาทุกที เวลาว่างที่อลันใช้อยู่กับมิราเคิลลดน้อยถอยลง บางวันถึงขั้นนอนค้างในห้องทำงานกลุ่มร่วมกับคนอื่นโดยไม่กลับหอ

   ด้วยเป็นห่วงสุขภาพร่างกายของคนตัวเล็ก มิราเคิลจึงทำอาหารย่อยง่ายใส่กล่องเก็บความร้อนไปส่งทุกเย็น สภาพมอมแมมสะโหลสะเหลนั้นชวนให้ปวดใจยิ่งนัก ผ้าชุบน้ำอุ่นถูกหยิบมาเช็ดหน้าเช็ดตาขาวนวลให้สดใส รอยคราบน้ำมันบนมือนุ่มติดสากถูกมิราเคิลทำความสะอาดอย่างบรรจงทีละนิ้ว

   ดูเหมือนว่านักเรียนที่ได้รับเลือกมาทำงานในกลุ่มเดียวกับอลันมีนิสัยคล้ายคลึงกันหมด คนพวกนั้นไม่ใส่ใจดูแลตัวเองเลยสักนิด เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับโค้ดลับภาษาต่างดาว บ้างก็ตั้งหน้าตั้งตาประกอบชิ้นส่วนหน้าตาประหลาดอย่างลืมวันลืมคืน จนกระทั่งได้กลิ่นอาหารที่มิราเคิลยกเข้ามาให้อลันถึงเพิ่งรู้ตัวว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งแต่เช้าแล้ว เสียงในกระเพาะพากันปลุกปั่นร้องประท้วงดังเกรียวกราว ในที่สุดต่างคนต่างหยุดมือต้องออกไปหาอะไรมาเติมเต็มเพื่อปลอบประโลมมันให้สงบแทน

   “คุณไม่ได้กลับห้องมาสักพักแล้ว” มิราเคิลพูดเสียงแผ่ว ก่อนชะงักไปเมื่อรู้สึกว่าทั้งน้ำเสียงและคำพูดฟังดูเง้างอดแกมน้อยใจราวแฟนสาว...

   อลันวางมือจากช้อนที่กำลังตักกินอาหารแล้วเอื้อมไปดึงแก้มมิราเคิลจนยืดออกมานิดหน่อย “ขอโทษนะ โพรเจกต์ของพวกเรามีปัญหาต้องแก้กันยกใหญ่ เกือบต้องวางแผนใหม่หมด เลยไม่มีเวลาว่างให้เลย”

   มิราเคิลพยักหน้ารับ ดวงตาหลุบต่ำ ความจริงเขาอยากขออลันมาอยู่เป็นเพื่อนเพื่อคอยดูแลอีกฝ่าย แต่ใจรู้ดีว่าการที่ตนมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้นอกจากช่วยเหลืออลันไม่ได้แล้วรังแต่จะเป็นตัวเกะกะคนอื่นซะเปล่าๆ

   “มามะ ขอกำลังใจหน่อย” อลันวางของทุกอย่างในมือลง ปีนขึ้นตักมิราเคิล ใช้สองมือประคองใบหน้าอีกฝ่ายไว้แล้วโน้มตัวประทับจูบลงบนแก้มฟอดใหญ่

   มิราเคิลได้แต่นิ่งอึ้งเบิกตาโต ยกมือกุมแก้มข้างที่โดนขโมยหอมก่อนคลี่ยิ้มหวานละมุนออกมา แม้ไม่อาจรู้สัมผัสผ่านผิวหนังแต่การกระทำนั้นกลับส่งตรงถึงใจ

   อลันลงมานั่งกินข้าวตามปกติ พอสังเกตเห็นรอยยิ้มนั้นก็ได้แต่อมยิ้มตาม นานๆ ทีมิราเคิลจะแสดงสีหน้าแบบนี้ให้เห็นสักครั้ง จูบครั้งนี้คุ้มค่าแล้วจริงๆ

   ปกติมิราเคิลเป็นคนยิ้มบ่อยอยู่แล้ว ทว่าต่อหน้าอลันมักเป็นรอยยิ้มแบบที่ผู้ใหญ่มีให้กับเด็ก นั่นทำให้อลันไม่ค่อยพอใจนัก เขาไม่ต้องการเป็นแค่เด็กคนหนึ่งในสายตาของมิราเคิล แต่ต้องการเป็นอะไรที่มากยิ่งกว่านั้น

   มิราเคิลไม่เคยมองเขาเป็นอื่นจึงทำให้ต้องคอยรุกแบบค่อยเป็นค่อยไป หากหุนหันพลันแล่นจนอีกฝ่ายตกใจหนีหายแล้วตัวเขาในตอนนี้จะมีปัญญาจับกลับมาได้อย่างไร

   กับคนอายุเยอะกว่าแบบนั้น... ต้องค่อยตะล่อม ทำให้สับสนในทางวงกตความรู้สึก สุดท้ายหลงทางหนีไปไหนไม่ได้อีกถึงจะดี

   ทางด้านมิราเคิล หลังจากโดนคนตัวเล็กจู่โจมหนักจำต้องใช้เวลาตั้งสติอยู่พักใหญ่ เมื่อทำใจให้สงบลงได้จึงกวาดตามองทั่วห้องจนไปสะดุดกับเรือนผมสีแดงฟูยุ่งของคนคุ้นเคย พลันภาพสวนสาธารณะรกร้างในเขตสลัมใหม่ผุดเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ

   เจย์ แบรดฟอร์ดกับผู้ชายท่าทางไม่น่าไว้ใจคนนั้นมีความสัมพันธ์ยังไงกันแน่ แถมตอนก่อนจากเหมือนเขาเห็นทั้งสองรับส่งอะไรบางอย่างให้แก่กัน...

   คงต้องเฝ้าจับตาดูต่ออีกสักหน่อย

   บางที...อาจต้องรอให้ถึงวันจัดงานกิจกรรมกระชับมิตรระหว่างโรงเรียนจึงจะรู้คำตอบ




   ครึ่งเดือนมานี้พอปราศจากเงาของร่างเล็ก มิราเคิลที่อาศัยอยู่ในห้องโล่งกว้างตัวคนเดียวรู้สึกเหงาหงอยและเซื่องซึม...ซะเมื่อไหร่ล่ะ!

   ไม่รู้ว่าเหตุใดพักนี้เพื่อนข้างห้องดูเหมือนว่าจะนำความกลัวไปเพิ่มความใจกล้าหน้าด้าน แล้วบุกเข้ามาเป็นแขกห้อง 503 ทุกวี่วัน คอยรบเร้าให้หุ่นยนต์เฝ้าบ้าน (?) ทำอาหารเช้าเย็นแบ่งมาให้กินบ้างเสมอ

   ในตอนแรกมิราเคิลยังทำเป็นเข้ม เมินเฉยต่อคำขออันไร้มารยาทของคนที่คุณก็รู้ว่าใคร แต่พอเจอมุขยืนหิ้วท้องรอหน้าประตูส่งเสียงโครกครากให้ฟังทั้งเช้าค่ำประกอบกับสายตาออดอ้อนดุจลูกหมาถูกทิ้งนั้น ไม่นานนักเขาก็ใจอ่อน

   จากเด็กชายตัวเล็กที่เคยนั่งกินข้าวในห้องครัวทุกเช้า บัดนี้กลายเป็นชายหนุ่มตัวโตเจ้าของเสียงแปดหลอดกำลังใช้ช้อนส้อมในมืออย่างละข้างทุบโต๊ะเป็นจังหวะดนตรี ปากที่ว่างแหกร้องว่า ‘หิว~ หิว~ หิว~’ และ ‘ข้าวจ๋า~ เร็วๆ หน่อย~’ เป็นทำนองเพลง

   ตะหลิวกระทบกระทะก่อเกิดเสียง ‘แก๊ง’ กังวานบาดหู มิราเคิลวางมือจากการผัดข้าวหันมาถลึงตาใส่คนก่อมลพิษทางเสียง ทุกครั้งที่อีกฝ่ายเข้ามาในห้องนี้ไม่เคยมีวันไหนที่เขาสบายหูเลยจริงๆ

   “หุบปากสักนาทีจะตายไหมครับ ถ้ายังส่งเสียงหนวกหูอีกข้าวเช้านี้ก็ไม่มีให้คุณแล้ว” และแล้วโลกนี้ก็กลับคืนสู่ความสงบ มิราเคิลหันไปผัดข้าวต่อด้วยอารมณ์ขุ่นมัว

   ใช้เวลาไม่นานนักทุกอย่างเสร็จสิ้น มิราเคิลตักแบ่งข้าวผัดบางส่วนในกระทะจัดใส่จานวางลงตรงหน้าอีธาน อีกส่วนตักแบ่งใส่กล่องข้าวลายการ์ตูนรูปกระต่ายหน้าตาน่ารัก

   กระต่ายขาวกับเทวดาตัวน้อย ช่างเข้ากันดีเสียนี่กระไร

   อีธานเหยปากเมื่อเห็นมิราเคิลถือกล่องข้าวหัวเราะคิกคักกับตัวเองราวคนโรคจิต เจ้าตัวเล็กนั่นได้ตั้งค่าความเป็นโชตะคอน ให้เจ้าหุ่นยนต์นี่เท่าไหร่กันแน่นะ ความรู้สึกน่าขนลุกที่ได้รับนี้ยากจะบรรยายจริงๆ

   “รสชาติเป็นยังไงบ้างครับ” มิราเคิลวางกล่องข้าวลงหันไปให้ความสนใจมนุษย์เพียงหนึ่งเดียวตรงหน้า

   “อร่อยดี ร้อนกำลังได้ที่เลย”

   “ผมชิมไม่ได้เลยไม่รู้ว่ารสชาติเป็นยังไง ถึงอลันจะบอกว่าอร่อยแล้วกินหมดทุกครั้ง แต่ผมก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี”

   “อืม” อีธานเกาหัวส่งเสียงครางต่ำ “มันก็อร่อยแหละ อร่อยแบบอาหารทำเองในบ้านทั่วไป ถ้านายอยากทำได้รสชาติแบบภัตตาคารหรูคงต้องให้ตัวเล็กป้อนโปรแกรมใหม่ให้แล้วละ”

   “งั้นเหรอครับ” มิราเคิลพึมพำในลำคอ แต่เดิมหลังจากมาอาศัยอยู่ในร่างนี้ เขาไม่เคยถูกชุดคำสั่งดั้งเดิมในร่างควบคุมเลยสักครั้ง ความสามารถที่มี ความคิดความรู้สึกที่แสดงออกยังคงเป็นตัวของตัวเอง นั่นจึงทำให้เขาไม่ใส่ใจคำแนะนำของอีธานมากนัก ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ถูกป้อนเข้ามาพวกนั้นเป็นได้แค่ข้อมูลชุดหนึ่งให้เขาเรียนรู้เพียงอย่างเดียวเหมือนกับการอ่านหนังสือ ถ้าอยากเก่งมีแต่ต้องศึกษาค้นคว้าฝึกฝนทดลองทำไปเรื่อยๆ แบบมนุษย์ทั่วไป

   พักนี้เนื่องจากอยู่คนเดียวไร้เงาคนตัวเล็กมาคอยออดอ้อน ด้วยความว่างงานทำให้มิราเคิลเริ่มคิดพัฒนาฝีมือด้านการทำอาหารให้สูงขึ้นอีกขั้น วัตถุดิบมีครบ หนูทดลองชิมมีพร้อม ขาดแต่ตำราในการปรุงอาหารรสเลิศสินะ

   ตัดภาพไปอีกด้าน ผู้ที่โดนแปะป้ายเป็นหนูทดลองชิมหมายเลขหนึ่งกำลังนั่งกินข้าวผัดอย่างเอร็ดอร่อย หารู้ไม่ว่านรกที่ขึ้นชื่อว่าอาหารฝีมือมิราเคิลกำลังจะตามหลอกหลอนไปอีกนานแสนนาน




   มันคือฝันร้าย

   นั่นคือคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเช้าวันเสาร์หลังจากอีธานจ้วงตักสเต๊กหมูเข้าปากคำโต พอถูกมิราเคิลจ้องอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยสายตาข่มขู่แบบนั้นทำให้เขาไม่กล้าคายทิ้งแล้วจำใจกลืนก้อนเนื้อรสชาติห่วยแตกลงท้องไป

   โอ้ ไอ้ก้อนนี่คืออะไรกัน ข้าวผัดแสนอร่อยจากแดนสวรรค์แบบเมื่อวานหายไปไหนแล้ว ตอนนี้เขาต้องการข้าวผัดจานนั้นใจจะขาด!

   สเต๊กหมูในจานตกแต่งได้ดีมาก หน้าตาอาหารมองด้วยสายตาจัดว่าหรูหราดูน่ารับประทานแบบร้านอาหารห้าดาว แต่ใครจะรู้เล่าว่าความงดงามนั้นได้ซ่อนระเบิดทำลายล้างขนาดย่อมต่อกระเพาะคนกินขนาดนี้

   สเต๊กหมูด้านบนย่างออกมาได้สีสวยมาก ทว่าหากคุณลองพลิกกลับอีกด้านจะพบตอตะโกดำปี๋อันเป็นเหตุให้พอตักเข้าปากแล้วรู้สึกได้ถึงรสชาติขมไหม้เกินบรรยาย น่ากลัวว่าถ้ากินต่อไปอีธานอาจได้กลายเป็นโรคมะเร็งในสักวัน

   ส่วนน้ำราดที่กินคู่กันนั้น... ขอโทษเถอะ เขานึกว่ามิราเคิลจงใจทำมะนาวหกใส่ลงไปเพราะไม่ชอบขี้หน้ากันซะอีก

   “ไม่อร่อยเหรอครับ” เมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอีธานมิราเคิลก็รู้ได้ทันที เขาไม่ใช่คนทำอาหารเก่ง อาหารที่ทำเป็นส่วนใหญ่จึงเป็นแค่อาหารง่ายๆ ไม่กี่อย่างเท่านั้น ถึงในภายหลังจะมีการศึกษาเพิ่มเติมบ้างเพื่อให้อลันได้กินอะไรหลากหลายขึ้น แต่อาหารที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการทำพวกนี้เขาไม่เคยลองทำมาก่อนจริงๆ

   สูตรสเต๊กที่ได้มาจากอินเทอร์เน็ตเขาเน้นอันที่มีคนการันตีว่าทำแล้วออกมาอร่อยจริงแบบภัตตาคาร ไม่รู้ว่าไปผิดพลาดที่ขั้นตอนไหนผลลัพธ์มันถึงออกมาเป็นแบบนี้

   ท่าทางเศร้างสร้อยของมิราเคิลเป็นอะไรที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก อีธานคาดเดาได้ตั้งนานแล้วว่าอีกฝ่ายตั้งใจฝึกซ้อมทำอาหารเองด้วยความมุ่งมั่น ช่างเป็นหุ่นยนต์ที่แปลกดีแท้ มีหุ่นยนต์ไหนบ้างไม่พึ่งโปรแกรมแล้วหันหน้ามาเลือกวิถีการฝึกแบบมนุษย์

   ชายหนุ่มถอนหายใจ “เอาเถอะ นายลองทำอีกทีสิ เอาแค่ตัวสเต๊กนะ น้ำราดยังไม่ต้อง ไหนสูตรล่ะ เดี๋ยวช่วยดูให้ ทำเสร็จแล้วจะช่วยชิมให้ด้วยเลยเอ้า!”

   ฉับพลันสีหน้ามิราเคิลเปล่งประกายขึ้นมาทันที ดวงตาสีเทาส่องแสงแวววับ มือใหญ่แต่เรียวสวยคว้ามืออีธานขึ้นมากุมระดับอก “ขอบคุณนะ ความจริงแล้วคุณเองก็เป็นคนดีเหมือนกันนี่ครับ สงสัยคงต้องมองใหม่แล้ว ขอบคุณที่มาเป็นหนูทดลองให้ผมนะ”

   มิราเคิลหันหลังกลับไปเตรียมเนื้อหมูสำหรับทำสเต๊กต่อ ส่วนอีธานนิ่งค้างอยู่ที่เดิมพลางครุ่นคิดถึงประโยคของมิราเคิลเมื่อครู่

   นั่นจัดว่าเป็นคำชมใช่ไหม ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกดีใจสักนิดเลยล่ะ แล้วประโยคสุดท้ายนั่นหมายความว่ายังไง หนู...หนูทดลองอะไรนะ เขาต้องหูฝาดไปแน่ๆ!

   เอาละ เมื่อตกปากรับคำว่าจะช่วยแล้ว ในฐานะหนูทดลองที่ดี อันดับแรกจะต้องช่วยมิราเคิลระวังขั้นตอนการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพกายที่ดีห่างไกลจากโรคมะเร็งแบบในจานก่อนหน้าให้ได้




------ จบตอนที่ ๒๔



เปิดตัวคู่จิ้นใหม่~ อีธาน x มิราเคิล เอ๊ะ ไม่สิ หรือว่าคู่นี้ต้อง มิราเคิล x อีธาน ?

อลัน : ... //คว้ามีดเตรียมจ้วงคนเขียน



ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ทุกหัวใจ ทุก fav.  และทุกโดเนทที่ทุกคนมอบให้นะคะ (///▽///)

ปล.วันนี้ talk สั้นจัง เปิดประวัติการหน้าใหม่ของนักเขียนเลย ฮูเร่ (*゚▽゚) /゚・:* //โปรยดอกไม้



#มิราเคิลโรบอท

FB : Nine มีเก้าชีพก็ไม่พอ




ออฟไลน์ myonlyone

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-1
ตอนที่ ๒๕
กล่องปริศนาเป็นเหตุสังเกตได้

   คนทำอาหารไม่เป็นสอนคนอื่นทำอาหาร บวก คนสัมผัสทั้งหกบกพร่องริอ่านทำอาหาร เท่ากับ เละ

   นี่เป็นสมการที่เหมาะกับหนึ่งคนจอมโวยวายกับหนึ่งหุ่นจอมดื้อรั้นในห้องครัวตอนนี้แล้ว

   “แหวะ!”

   “ผมบอกแล้วว่ามันยังดิบคุณก็ไม่เชื่อ”

   เนื่องจากสเต๊กจานแรกไหม้อีธานเลยไม่กล้าเสี่ยงใช้ไฟแรงอีก คราวนี้เขาบอกให้มิราเคิลใช้ไฟอ่อนค่อยๆ ย่างทีละด้าน เมื่อเห็นทุกด้านกลายเป็นสีสันน่ากินดีแล้วจึงบอกให้มิราเคิลนำเนื้อขึ้น

   มิราเคิลใช้ตะหลิวจิ้มเนื้อ คิ้วขมวดเล็กน้อย เอ่ยอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ‘ผมว่ามันยังไม่น่าจะสุก’

   แต่อีธานยืนกราน หากย่างนานกว่านี้เนื้อก็ไหม้แล้ว สุดท้ายผลลัพธ์เป็นอย่างที่เห็น กินไปคำเดียวแล้วต้องคายทิ้งเพราะทนความคาวของเนื้อไม่ไหว

   “ทำไมนะ ทั้งที่ย่างนานขนาดนี้แล้วหมูมันยังดิบอยู่เลย เตาไฟฟ้าบ้านนายเสียรึเปล่าเนี่ย”

   “เปล่านะครับ จานแรกที่ทอดให้คุณกินก็ใช้เตาอันนี้”

   อีธานตอบรับในลำคอ หยิบสูตรที่มิราเคิลจดไว้ขึ้นมาดูอีกครั้ง อ่านทวนแล้วทวนอีกก่อนจะพบจุดบกพร่องของสูตรนี้

   “มันมีแต่วิธีปรุงนี่ แล้ววิธีทำล่ะ”

   “เอ่อ...” มิราเคิลเกาหัวแกรกกรากก่อนส่ายหน้า

   “นายไปหาสูตรมาจากเว็บไซต์ไหน ห่วยชะมัดยาดเลย รอเดี๋ยวนะ ขอฉันค้นข้อมูลก่อน ขอยืมใช้คอมหน่อยได้ใช่ไหม”

   มิราเคิลพยักหน้า หันไปปิดเตาให้เรียบร้อยแล้วเดินตามหลังอีธานไป

   “จริงสิ วันนี้นายไม่ได้เอาข้าวไปให้เจ้าตัวเล็กหรอกเหรอ” อีธานพรมนิ้วลงบนแป้นคีย์บอร์ด แอบเสียดายที่อลันไม่ได้มาลองลิ้มชิมรสอาหารสุดห่วยมื้อนี้ดูบ้าง

   “ไม่ต้องห่วงครับ ผมทำข้าวต้มไปให้อลันแต่เช้าแล้ว”

   “หา?!” อีธานแหวลั่น ทำการเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเองทันที “ไม่ยุติธรรมนี่ นายทำของดีๆ อย่างข้าวต้มให้เจ้าตัวเล็ก แต่กับฉันดันทำอะไรไม่รู้ให้กินเนี่ยนะ!”

   มิราเคิลสวนกลับ “คนที่บังคับคนอื่นให้ทำอาหารให้กินไม่มีสิทธิ์เรียกร้องครับ”

   อีธานสะอึก คำพูดนั้นช่างทิ่มแทงกันสิ้นดี คอยดูเถอะ ถ้ามิราเคิลทำสเต๊กหมูออกมาอร่อยเมื่อไหร่ คนที่จะได้ชิมคนแรกก็คือเขา!

   “เจอแล้ว วิธีย่างสเต๊ก เอามือถือนายมาหน่อยสิ” อีธานแบมือกระดิกนิ้วขอโทรศัพท์จากมิราเคิล แต่พอนึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่มีความจำเป็นต้องใช้จึงชักมือกลับ

   หุ่นยนต์ที่ไหนเขาพกโทรศัพท์กันบ้าง ไม่เคยเห็นเลยจริงๆ

   เป็นอย่างที่อีธานคิด มิราเคิลไม่มีโทรศัพท์มือถือ การจะใช้มือจดทั้งยุ่งยากและเสียเวลา สุดท้ายจึงนึกได้ว่าเขาสามารถโอนถ่ายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ให้กับมิราเคิลได้โดยตรงนี่นา เรื่องสะดวกแบบนี้ทำไมไม่คิดให้ได้ตั้งแต่แรกนะ

   “สายเชื่อมต่อ?” มิราเคิลทำหน้างงงันเมื่อถูกถามหาสายถ่ายโอนข้อมูล หลังจากลืมตาตื่นมาอยู่ในร่างนี้เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน

   “สายชาร์จของนายไง นี่ไม่รู้เหรอว่านอกจากชาร์จแบตแล้วมันยังเอาไปทำอย่างอื่นได้อีกน่ะ”

   มิราเคิลส่ายหัว ไม่รู้เลยจริงๆ สายชาร์จที่นอกจากชาร์จแบตและสร้างความอัปยศยามชาร์จให้เขาแล้วยังมีประโยชน์อื่นอีกอย่างงั้นเหรอ

   แต่เดี๋ยวสิ หากใช้งานมันก็ต้องเสียบเข้าไปตรง... ตรง... ตรงนั้นไม่ใช่เรอะ ถ้าต้องแก้ผ้าแอ่นก้นให้เจ้าหนุ่มนี่ดู เขา...อดีตชายชาติทหารขอยอมตายดีกว่ามีชีวิตอยู่!

   “ขอปฏิเสธ!” มิราเคิลยืนกรานเสียงแข็ง แสดงท่าทางเด่นชัดว่าไม่มีทางยอมไปหยิบเจ้าสายชาร์จน่ารังเกียจนั่นออกมาเด็ดขาด ใครเห็นเข้ามีแต่อับอายขายขี้หน้า เอาปี๊บคลุมหัวแล้วมุดลงดินยังไม่แน่ว่าจะหนีความอัปยศนี้พ้นรึเปล่าเลย

   อีธานสะดุ้งเผลอกระถดตัวหนี จู่ๆ ทำไมหุ่นยนต์ตรงหน้าถึงทำท่าจะกินเลือดกินเนื้อใส่เขาอีกแล้วเนี่ย ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้ยังดีกันอยู่หรอกเรอะ?

   วินาทีต่อมาอีธานเหมือนนึกอะไรบางอย่างออกได้ เป็นเพราะความโรคจิตของเจ้าตัวเล็กที่สร้างช่องเสียบไม่เป็นที่เป็นทางแท้ๆ ถึงในห้องนี้ไม่มีใครอยู่นอกจากเขา แต่อีธานทำใจไม่ได้ที่ต้องทนเห็นผู้ชายแก้ผ้าแล้วมีไอ้นั่นอยู่ในก้นเหมือนกัน

   ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นมิราเคิลตอนเปลือย คนที่ร่วมสร้าง ออกแบบ ห่อหุ้มผิวหนังของอีกฝ่ายคือตัวเขาเองทั้งหมด เรียกได้ว่าทุกสัดส่วนทุกตารางเมตรของหุ่นยนต์ตรงหน้าถูกเขาสัมผัสมาหมดแล้ว แต่พอมิราเคิลเดินได้ขยับได้ราวกับมีชีวิตจริง เขาไม่สามารถคิดได้อีกต่อไปว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงสิ่งของหรือหุ่นยนต์ที่ไร้ชีวิตจิตใจ

   ศูนย์นวัตกรรมแห่งชาติมีขึ้นเพื่อควบคุมการสร้างเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่อาจส่งผลร้ายหรือคุกคามความปลอดภัยต่อประเทศ ใครจะรู้ว่าปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดเกินไปเหล่านั้นคิดอะไรอยู่ มีความคิดอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ ปัญญาประดิษฐ์ที่คิดเองได้พัฒนาตัวเองได้เหล่านี้จะบอกว่ามันไม่มีชีวิตก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก

   อีกอย่างแม้อลันไม่ได้สร้างมิราเคิลมาให้ฉลาดเลิศล้ำ แต่อีธานปฏิเสธไม่ได้ว่าพออยู่กับมิราเคิลนานเข้า เขาอดคิดไม่ได้เลยว่าอีกฝ่ายไม่ใช่หุ่นยนต์

   “คุณโอนข้อมูลทั้งหมดเข้ามือถือตัวเองแล้วอ่านให้ผมฟังเอาสิ”

   “ได้ๆ รอเดี๋ยวนะ ขอไปหยิบสายยูเอสบีในห้องก่อน”

   ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีอีธานก็กลับมาอีกครั้งพร้อมสายยูเอสบีในมือ มิราเคิลมองการกระทำนั้นก่อนยืนนิ่ง แล้วเอียงหัวในเวลาต่อมา

   “โทรศัพท์คุณต่อเน็ตได้ไม่ใช่เหรอครับ ทำไมเราต้องโอนข้อมูลที่หาได้ในเน็ตพวกนี้ลงมือถือกันด้วยล่ะ”

   อีธานชะงักนิ่ง หันมองมิราเคิล ก่อนปากที่ปิดสนิทจะอ้าขึ้น “เอ้อ จริงด้วย” หลังจากนั้นมิราเคิลต้องทนฟังคำบ่นไม่รู้จบนั่นไปอีกครึ่งชั่วโมง

   “ผมบอกแล้วไงว่าเพิ่งคิดออกเหมือนกัน เรื่องเทคโนโลยียุ่งยากวุ่นวายพวกนี้ผมใช้ไม่เก่งหรอกนะครับ” อย่างน้อยมิราเคิลก็รู้สึกว่าการเอากระดาษมาจดสะดวกกว่าการทำอะไรยุ่งยากพวกนี้เยอะ

   ชิ้นหมูถูกหยิบออกมาจากตู้เย็นอีกครั้ง คราวนี้ขั้นตอนเตรียมการแต่ละขั้นมีอีธานคอยอธิบายให้ฟังอยู่ด้านข้าง วิธีปรุงทุกอย่างยังคงเดิม แต่พอถึงวิธีการย่าง...

   “องศาฟาเรนไฮต์? องศาฟาเรนไฮต์นี่มันเท่าไหร่กันครับ”

   “รู้สึกมันจะเป็นการวัดโดยใช้จุดเดือดจุดเยือกแข็งของน้ำมาอ้างอิงน่ะ”

   “แล้วมันใช้ไฟแรง กลาง รึต่ำครับ”

   “เอ่อ...” อีธานเกาหัว “อันนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

   “คุณเข้า ISA มาได้ยังไงเนี่ย” มิราเคิลส่ายหน้าถอนหายใจ ยักไหล่ผายมือสองข้าง ทำหน้าตาดูถูกดูแคลนเต็มทน

   “หน็อย คนเรามันต้องมีทั้งเรื่องที่รู้และไม่รู้บ้างสิ นายลองไปถามเจ้าตัวเล็กดูนะ ดูซิว่าจะตอบได้ไหม”

   “ได้ครับ เอาไว้ผมจะถามทีหลัง ตอนนี้ผมว่าคุณหาเว็บที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายกว่านี้มาดีกว่า”

   อีธานทำตามสั่ง รีบเปลี่ยนเว็บไซต์หาวิธีย่างสเต๊กในทันใด

   “อันที่จริงผมเคยหาสูตรจากอินเทอร์เน็ตมาทำสเต๊กปลาดอลลี่ให้อลันกินอยู่นะครับ”

   “เหรอ แล้วเป็นไง” อีธานตาลุกวาว ความอยากรู้อยากเห็นพุ่งเต็มเปี่ยม

   “เห็นอลันบอกว่าอร่อย คราวนี้นึกว่าจะทำง่ายแบบครั้งก่อนซะอีก ปรากฏว่ามันยากกว่าที่คิดไว้”

   “น่าแปลกที่นายทำสเต๊กปลาไม่ไหม้ เพราะทำให้เจ้าตัวเล็กกินงั้นสิถึงพิถีพิถันทุกขั้นตอน” ชายหนุ่มวัยโตเต็มตัวกลอกตาประชดประชัน ความยุติธรรมอยู่ไหน เขาต้องการการปฏิบัติอย่างยุติธรรมจากมิราเคิลบ้าง สเต๊กที่ทำให้ตัวเล็กกินไม่ไหม้ แต่ทำไมสเต๊กที่ทำให้เขากินกลับไหม้ แถมทำอีกรอบหมูดันไม่สุกอีก นี่อยากให้พยาธิไชกระเพาะเขาทะลุตายใช่ไหม?! ตอบ!

   “ก๊อก ก๊อก ก๊อก เด็กๆ ทำอะไรกันอยู่เอ่ย” เสียงเคาะประตูจริงประสมกับเลียนเสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกความสนใจคนในห้อง

   คนที่ง่วนอยู่กับการทำอาหารทั้งคู่เดินออกไปรับแขก เห็นเป็นผู้ดูแลหอสามเอลวิส ฮิลล์ยืนอยู่ในห้องประตูเปิดอ้าซ่า มิราเคิลถลึงตามองคนข้างกายด้วยสายตาตำหนิ ปากเอ่ยต่อว่าอย่างไม่พอใจนัก

   “ตอนกลับเข้าห้องไม่ได้ล็อกประตูเหรอครับคุณอีธาน”

   “เอ่อ ลืมน่ะ แต่ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ ทำไมต้องโกรธด้วยเล่า” อีธานทำปากจู๋เขยิบตัวออกห่าง เมื่อกะระยะแล้วว่ามือคู่นั้นตะปบมาไม่ถึงแน่ก็รีบกระโจนเข้าไปหลบหลังเอลวิสอย่างหาปราการปกป้องทันที

   “ไม่เป็นไรที่ไหนกันครับ ถ้าเป็นคนไม่ประสงค์ดีเข้ามาขโมยข้อมูลค้นคว้าวิจัยของอลันเข้าจะทำไง”

   เมื่อเห็นมิราเคิลตั้งท่าจะสวดอีธานอีกยาวเอลวิสจึงเข้ามาไกล่เกลี่ย “เอาน่า ขอโทษที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องโดยไม่ได้รับเชิญนะ ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว ฉันเข้ามาไม่ได้ตั้งใจขโมยข้อมูลอะไร เพราะงั้นพอแค่นี้ก่อน ดูสิ อีธานเองก็สำนึกผิดแล้ว”

   อีธานโผล่หัวน้อยๆ ออกมาจากด้านหลังเอลวิส สภาพปากเบะน้ำตาคลอเบ้า แทนที่จะทำให้คนสงสารกลับทำให้คนรู้สึกหมั่นไส้แทน

   “ว่าแต่กำลังทำอะไรอยู่ล่ะเนี่ย กลิ่นหอมจัง”

   “สเต๊กน่ะ...”

   “สเต๊กครับคุณเอลวิส อย่าโดนกลิ่นหอมยั่วน้ำลายนี่หลอกเชียว ระวังกินไปแล้วท้องเสียไม่รู้ตัว” ตัวแสบประจำก๊วนเอ่ยขัดคำมิราเคิลก่อนพูดจบ หลังจากโดนนินทาระยะเผาขนมานานปี คราวนี้เขาขอเผาอีกฝ่ายบ้างเถอะ

   ความรู้สึกสะใจนี้สุดสุขหาใดเคียง

   “ทำไม? ไม่อร่อยเหรอ” เอลวิสถาม

   “มากๆ ครับ” อีธานพยักหน้ารับ

   “เป็นไปไม่ได้น่า คราวก่อนฉันเคยได้รับอาหารจากมิราเคิลมา ลองกินแล้วรสชาติใช้ได้อยู่นะ”

   “โห อย่าให้เล่าเลยครับ สเต๊กจานแรกหมอนี่ทำไหม้ จานที่สองหมอนี่ทำไม่สุก ของแบบนี้กินได้ที่ไหน ตอนนี้พวกเรากำลังเริ่มทำจานที่สามกันไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย คุณเอลวิสสนใจไปดูไหมครับ”

   “คนที่บอกว่าหมูสุกแล้วนั่นมันคุณไม่ใช่รึไง” มิราเคิลเอ่ยแย้งแต่หามีใครสนใจไม่ เพราะอีธานรุนหลังเอลวิสออกจากบริเวณพร้อมแหกปากร้องลั่นไม่เป็นภาษากลบคำมิราเคิลจมมิดหายไป

   และแล้วคนทั้งสามจึงย้ายร่างพากันไปแออัดในห้องครัว ผลงานผิดพลาดทั้งสองยังวางโด่เด่อยู่บนโต๊ะ เอลวิสเดินเข้าไปพลิกดูด้วยความสนใจ ก่อนหันมองเนื้อที่ผ่านการหมักปรุงเรียบร้อยในชามสเตนเลสเตรียมรอย่าง

   “เดี๋ยวนะ ฉันรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ” เอลวิสห้ามคนทั้งคู่ไว้ เดินเข้าไปดูใกล้ๆ “เนื้อนี่มันดูหนาไปหน่อยนะ ใช้เวลาทอดไม่นานพอจะไม่สุกก็ไม่แปลก แถม...”

   เอลวิสเอานิ้วจิ้มเนื้อหมูในชามสองสามทีแล้วชักกลับ “มนยังเย็นเจี๊ยบอยู่เลย เพิ่งเอาออกจากตู้เย็นใช่ไหม”

   หนึ่งคนหนึ่งหุ่นยืนนิ่งสบตากันใบ้รับประทาน

   “โอ้ พระมาโปรด เอลวิส คุณคือพระมาโปรด” อีธานวิ่งเข้าไปกอดขาเอาหน้าถูกไถ เอลวิสพยายามชักขากลับสู้แรงมือปลาหมึกนั่นไม่ไหวจึงได้แต่ปล่อยให้ทำไปจนกว่าจะพอใจ

   “แล้วคุณเอลวิสมาห้องนี้มีธุระอะไรเหรอครับ” ในที่สุดมิราเคิลก็เข้าประเด็น ถามในเรื่องที่ควรถามมากที่สุดเสียที
   เอลวิสหยิบกล่องพัสดุที่ตนถือมาวางบนโต๊ะยื่นให้มิราเคิล

   “นี่คือ...”

   “จากร้าน C&D จ่าหน้าถึงอลัน คูเปอร์ ปีศาจน้อยนั่นไง วันนี้ไม่อยู่เหรอ”

   “ครับ ไม่อยู่ ติดสร้างชิ้นงานกลุ่มสำหรับประกวดกิจกรรมกระชับมิตรระหว่างโรงเรียนน่ะ”

   “อ๋อ กิจกรรมรวมตัวพวกคนใหญ่คนโตนี่เอง” เอลวิสพยักหน้าเข้าใจ

   “นี่ อย่ามัวคุยกันสิ รีบเปิดกล่องนี่กันเถอะ ดูแล้วน่าจะเป็นของตอบแทนที่อลันพาหุ่นยนต์ป่าเถื่อนไปถ่ายแบบนะ อยากรู้จังว่าข้างในมีอะไร” อีธานตั้งท่าเปิดกล่อง แต่มิราเคิลมือไวกว่าคว้าได้ทัน

   “คุณนี่รู้จักมารยาทบ้างไหมครับ พัสดุของคนอื่นยังคิดเปิด สมบัติผู้ดีอยู่ไหนหมด”

   “ฉันไม่ได้เป็นผู้ดีมาตั้งแต่เกิดซะหน่อย สมบัติผู้ดีอะไรนั่นไม่รู้จัก”

   “พักนี้เถียงคำไม่ตกฟาก ถ้าผมสั่งสอนคุณสักหมัดสองหมัดจะยอมสงบลงบ้างรึเปล่า” มิราเคิลถอนหายใจ คิดอยากจับอีกฝ่ายมาฝึกทหารซะให้เข็ด จะได้มีวินัยและรู้จักเคารพเขาบ้าง ในฐานะครูฝึกทหารคนหนึ่งแล้วไม่เคยเลยที่จะต้องมานั่งต่อล้อต่อเถียงเรื่องไร้สาระกับผู้น้อยคนหนึ่งอย่างนี้

   แม้ไม่ใช่คำขู่ที่จริงจังนัก ทว่าอีธานยอมหุบปากแต่โดยดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากเริ่มสนิทกับมิราเคิลเขาแทบลืมรสชาติหมัดเหล็กนั่นไปแล้ว

   มิราเคิลวางกล่องพัสดุไว้อีกฟากฝั่งของโต๊ะห่างไกลจากมือเด็กซน จากนั้นหันไปจัดการนำเนื้อที่ยังไม่ผ่านการหมักปรุงแช่ลงน้ำ คอยเปลี่ยนผ่านน้ำหลายรอบ แล้วยื่นให้เอลวิสตรวจสอบอุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิได้ที่จึงนำไปหั่นจนได้ขนาดพอเหมาะแล้วนำไปหมักปรุงให้เรียบร้อย ไม่รอใช้เวลาข้ามวันในการหมักรสชาติจนเข้าเนื้อมิราเคิลก็เปิดเตานำหมูลงไปย่างทันที

   เสียงฉ่าของกระทะผสมกลิ่นหอมตลบอบอวลในอากาศเรียกน้ำลายจากใต้ลิ้นให้สอขึ้นมาทันที มนุษย์สองคนในห้องได้รับผลกระทบเข้าไปเต็มๆ อีธานได้แต่หวังว่าอาหารจานนี้จะออกมาอร่อย ช่วงเช้าเลยมายันเที่ยงแล้วนอกจากผลงานผิดพลาดของมิราเคิลสองคำแรกที่ชิมไปยังไม่มีอะไรอื่นตกถึงท้องเขาอีก

   การรอคอยช่างยาวนาน คนสมาธิสั้นไม่มีอะไรทำเริ่มอยู่ไม่สุข สายตาสอดส่ายไปทั่วจนสะดุดกับกล่องพัสดุอีกครั้ง อีธานเหลือบมองแผ่นหลังสูงใหญ่สองร่าง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครหันมาสนใจจึงค่อยๆ กระดึ๊บร่างตนเข้าใกล้มันทีละนิด

   เขาเป็นแฟนคลับร้าน C&D และชื่นชอบสไตล์เสื้อผ้าของร้านนี้ นอกจากราคาไม่แพงเกินไปแล้วการออกแบบยังสวยทันสมัย

   การที่ร้านขายเสื้อ C&D ส่งพัสดุให้อลันแน่นอนว่าต้องเป็นของตอบแทน แล้วของตอบแทนที่ว่านอกจากเสื้อผ้าแล้วจะเป็นอะไรได้อีก บางทีอาจเป็นคอลเลคชั่นใหม่ฤดูหนาวที่ใกล้จะถึงนี้ แค่แอบเปิดดูสปอยล์นิดเดียวเจ้าตัวเล็กแสนใจกว้าง (?) นั่นคงไม่บ่นอะไรหรอก

   โชคดีที่ช่วงนี้เขาไม่ได้ตัดเล็บจึงใช้นิ้วโป้งกรีดสกอตช์เทปปิดผนึกขาดออกอย่างง่ายดาย ในจังหวะที่กำลังแหวกฝากล่องเปิดนั้น น้ำเสียงกรรโชกตะโกนเรียกชื่อเขาก็ดังขึ้น

   อีธานสะดุ้งตัวโยนเงยหน้าขึ้นมอง แต่แทนที่จะได้เห็นหน้าตาโกรธขึ้งของมิราเคิลเจ้าของเสียง กลับเป็นเนื้อชิ้นโตชิ้นหนึ่งลอยละลิ่วมาแทน

   ดุจดั่งภาพสโลว์โมชัน แม้รู้ว่าควรหลบแต่ร่างกายขยับไม่ทันสมองสั่งการ สุดท้าย...

   ตุบ!

   “จ๊ากกก!!!”

   สเต๊กหมูสดใหม่จากเตาอวลไอร้อนกรุ่นก็โปะลงบนหน้าอีธานด้วยประการฉะนี้



---------------------------จบตอน

พระเอกหาย ค่าตัวแพง นักเขียนไม่มีตังจ้าง //หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาโบกลา ได้เวลาเปลี่ยนพระเอกแล้วสิ

อลัน : ค่าจ้างฉันไม่ได้สักบาท เป็นเธอต่างหากที่ไม่ยอมเขียนบทให้โผล่สักที!

แค่กๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง เป็นตอนที่เขียนแล้วรู้สึกแปลกๆ แบบบทสนทนาตัดอารมณ์สับอารณ์ไปมาจนไม่ปะติดปะต่อหรือเปล่า อ่านสะดุดไหม ถ้านักอ่านๆ แล้วรู้สึกทักได้นะคะ จะได้นำเข้าไปในลิสต์ตอนที่ต้องปรับปรุงเวลารีไรท์

เอ้อ แล้วก็มีนักอ่านคนนึงทักมาเรื่องอดีตของมิราเคิล นักเขียนอ่านแล้วคิดก็เห็นตามนั้นว่ามันยังไม่สมเหตุสมผลพอ จึงได้ทำการจดเข้าลิสต์ตอนที่ต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาอีกตอนแล้วค่ะ ขอบคุณนักอ่านที่ทักมานะคะ ได้เห็นจุดที่นักเขียนมองข้ามไปเยอะเลย

ซึ่งตอนทั้งหลายเหล่านี้จะปรับปรุงแก้ไขหลังจากเขียนนิยายเรื่องนี้จบแล้ว จะได้รีไรท์ทีเดียวเนอะ เนื้อเรื่องปัจจุบันจะได้เดินหน้าต่อได้

ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ทุกความเห็น ทุกกำลังใจนะคะ รักนักอ่านเสมอ ^^ //ปาใจ



ออฟไลน์ myonlyone

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-1
ตอนที่ ๒๖

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าชู้

มิราเคิลสาบานได้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ตั้งใจ ตอนหันกลับไปเห็นอีธานกำลังก้าวล่วงความเป็นส่วนตัวของอลันจึงรีบกระโจนตัวเอื้อมมือเข้าไปห้าม โดยลืมไปว่าแขนข้างที่เขาชักออกไปนั้นดันเป็นข้างเดียวกับที่ใช้ถือกระทะ

เนื่องจากตกใจ คาดไม่ถึง ผสมปนเปความโมโหชั่วขณะ รวมกับสัมผัสทั้งหกบางส่วนบกพร่อง ผลจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น สเต๊กหมูบินพร้อมเสิร์ฟถึงที่

“จ๊ากกก!!!”

เสียงร้องโหยหวนชวนแสบหูทำเอาเอลวิสต้องยกมือขึ้นปิดรูรับเสียงของตัวเอง

ด้วยความลนลานระคนตกใจ อีธานสะบัดหน้าปัดป่ายหวังเอาของร้อนลวกออกไปจากตัวโดยเร็วที่สุด ข้าวของบนโต๊ะหล่นกระทบพื้นพร้อมสเต๊ก ทุกอย่างจึงเข้าสู่ความสงบเมื่อชายหนุ่มตั้งสติได้

“มานี่ รีบเอาน้ำล้างหน้าเร็วเข้า” ดูเหมือนเอลวิสจะมีสติมากกว่าใครในที่นี้ฉุดแขนอีธานมาบริเวณซิงค์ล้างจาน จากนั้นช่วยกวักน้ำเย็นลูบหน้ายับยั้งความร้อนไม่ให้ลุกลาม

มิราเคิลมองด้วยสายตารู้สึกผิด เอ่ยขอโทษจากใจจริง “ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ”

อีธานยกไม้ยกมือขึ้นโบกปัดเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร แต่ความจริงในใจแอบเศร้าเล็กน้อย หวังว่าใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาคงไม่เสียโฉมไปหรอกนะ

“เดี๋ยวฉันพาอีธานไปรักษาตัวก่อน ขอโทษที่รบกวน” เอลวิสพยักหน้าให้มิราเคิลเป็นการบอกลาก่อนประคองอีธานจากไป

ห้องครัวตอนนี้สภาพเหมือนผ่านสงครามขนาดย่อม จานตกแตก อาหารหกเละเทะ ที่สำคัญของในกล่องพัสดุหล่นกระจายออกมา โชคดีพวกของจุกจิกกับหนังสือนิตยสารถูกห่อกันกระแทกมาอย่างดีจึงไม่ได้รับความเสียหายอะไร แต่พวกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสองสามชุดที่พับไว้เรียบร้อยในกล่องบัดนี้กลับยับยู่เสียแล้ว บางตัวถูกซอสสเต๊กกระเด็นใส่เปรอะเปื้อนเป็นด่างดวง

มิราเคิลถอนหายใจ ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะเก็บกวาดห้องจนเสร็จ



“เป็นอะไรไป ดูไม่ร่าเริงเลย”

ตกเย็น มิราเคิลนำอาหารไปให้อลันเหมือนเช่นเคย ทั้งที่ทำตัวปกติแต่อลันกลับดูออก เด็กหนุ่มวัยกำลังโตเขย่งเท้ายกมือขึ้นลูบแก้มเป็นเชิงปลอบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่มีอะไรครับ ก็แค่...” พูดเพียงเท่านั้นแล้วขมวดคิ้ว ความผิดพลาดนี้เขาไม่อยากเล่าเท่าไหร่

ในยุคนี้ไม่เหมือนกับยุคที่เขาจากมา ผู้ชายที่นั่นใบหน้ารอยบากบาดแผลเต็มตัวคือองอาจสมชาย แต่ที่นี่คนทุกคนมักดูแลตัวเองอย่างดี ไม่ว่าชายหรือหญิงใบหน้าต้องเนียนเรียบ ผ่องใส ไร้รอยแผลและจุดด่างดำถึงจะเรียกว่าดูดี ถ้าใบหน้าอีธานเกิดอัปลักษณ์ขึ้นมานั่นไม่เท่ากับเขาเป็นคนทำลายอนาคตอีกฝ่ายหรอกหรือ

“ไหนคนดี ลองเล่ามาซิ” คราวนี้อลันยืดตัวจนสุด ใช้สองมือประคองใบหน้ามิราเคิลให้ก้มสบตากัน ดวงตาหยีโค้งขึ้น มุมปากเผยรอยยิ้มอ่อนโยน หากมองต่ำลงอีกนิดจะสังเกตเห็นปลายเท้าที่อลันฝืนเขย่งไว้สั่นเล็กน้อย น่าเสียดาย มิราเคิลในตอนนี้ถูกรอยยิ้มดุจเทวดาตัวน้อยล่อลวงไปแล้ว

แม้จะรู้สึกแปลกและไม่คุ้นชินกับคำเรียกนั้นของอลัน แต่คนผู้ถูกเด็กหนุ่มหลอกล่อก็ยอมปริปากออกมาอย่างง่ายดาย อลันกินข้าวนั่งฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ รอยยิ้มที่มีบนใบหน้ายิ่งเปล่งประกายระยิบระยับ

“เรื่องแค่นี้เอง ถ้าหน้าหมอนั้นเสียโฉมเดี๋ยวฉันออกเงินทำศัลยกรรมให้ ราคาไม่แพงหรอก”

เรื่องไม่ใช่ว่าราคาถูกหรือแพง แต่อลันพูดออกมาได้หน้าตาเฉยราวกับเป็นเรื่องปกติ มิราเคิลรู้สึกเหงื่อตกอยู่ในใจ

“แล้วพัสดุที่ทางคุณดอร์ริสส่งมาให้จะทำยังไงครับ”

“เก็บใส่กล่องวางไว้บนเตียงนั่นแหละ...” พูดแค่นั้นแล้วชะงักค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนอึดใจต่อมาจะหันมาจ้องมิราเคิลด้วยสีหน้าจริงจัง “ห้ามแอบดูนะ”

“แต่มันหล่นออกมาหมดแล้ว คุณดอร์ริสส่งอะไรมาให้บ้างผมเห็นหมดแล้วละครับ” มิราเคิลขมวดคิ้ว สิ่งของในนั้นก็ปกติดี มีอะไรที่อลันจะต้องปกปิดจากเขากัน

“ไม่ใช่” อลันส่ายหน้า พูดขยายความอีกที “พวกหนังสือน่ะอย่าเปิดดูนะ”

“ทำไมครับ” สีหน้ามิราเคิลเริ่มจริงจังขึ้น

อลันเห็นถึงได้รู้สึกตัวว่าเผยพิรุธมากเกินไป ด้วยเกรงว่ามิราเคิลจะสงสัยแล้วแอบไปตรวจเช็กหนังสือพวกนั้นเข้าจริง จึงก้มหน้าอมลมปากยื่นช้อนตาขึ้น กำมือสองข้างไว้ในระดับอก ดวงตากลมโตสีฟ้าอิ่มน้ำสั่นไหวไปมาราวระลอกคลื่นดูโดดเด่นและเว้าวอนอยู่ในที

“คือว่า...เค้าอ่ะ แค่อยากเป็นคนแรกที่ได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนั้นเท่านั้นเอง ไม่ได้เหรอฮะ? ก็เหมือนกับเวลาที่เด็กคนอื่นแกะห่อขนมกินกับเพื่อน คนที่ต้องได้ลองลิ้มชิมรสคนแรกก็คือเจ้าของห่อขนมนั้นไม่ใช่เหรอ”

เปรี้ยง! ดุจมีใครมาลั่นไกใส่หัว กระสุนนัดนี้ทำเอามิราเคิลตายสนิท

อดีตทหารล่วงผ่านวัยฉกรรจ์ผู้มีภูมิแพ้เป็นเด็กและสตรีทรุดฮวบลง มือข้างหนึ่งทุบพื้น ส่วนอีกข้างกุมจมูก แม้รู้ดีว่ามันไม่มีอะไรให้ไหลออกมาก็ตาม แต่ว่านะ...ท่าทางต้องการเป็นคนแรกเป็นที่หนึ่งแบบเด็กๆ นั่นมันจะน่ารักเกินไปแล้ว ช่วยบอกทีว่าทำไมถึงมีเด็กน่ารักขนาดนี้อยู่บนโลกด้วย!

อลันลอบปาดเหงื่อเมื่อเห็นว่าสามารถกำจัดข้อสงสัยออกจากหัวมิราเคิลได้หมดจด การตัดสินใจใช้ท่าไม้ตายที่แอบร่ำเรียนมาจากการ์ตูนตาหวานไม่เสียเปล่าจริงๆ

มิราเคิลไม่รู้ว่าตัวเองกลับหอมาได้อย่างไร ทุกการกระทำทำไปอย่างไม่มีสติ เขาตักแกงจืดในหม้อที่เหลือใส่ถ้วย ก่อนไปเคาะประตูห้องเพื่อนบ้านด้วยความสุขล้นเอ่อ

ใช้เวลารอไม่นานนักประตูห้องก็เปิดออก อีธานในสภาพหน้ามันแผลบเดินออกมาต้อนรับ

“ทำไมหน้าคุณ...” มิราเคิลเบิกตาโต ดูเหมือนว่าอีธานสภาพนี้จะเรียกสติเขากลับมาได้บ้าง

“ยาน่ะ กลัวไม่หายเลยทาซะเยอะเลย” อีธานยกมือแตะบริเวณผิวเนื้อพุพองบนใบหน้า พยายามหักห้ามใจไม่ให้แกะเกาจนแผลแตก หากเกิดติดเชื้อขึ้นมาคงยุ่ง

“ขอโทษครับ” มิราเคิลเอ่ยขอโทษอีกครั้ง ยกถ้วยแกงในมือยื่นให้คนตรงหน้า “รับนี่ไปเถอะครับ ถือว่าแทนคำขอโทษจากผม”

หลังจากถูกเอลวิสพาไปรักษาที่คณะแพทย์ อีธานแทบลืมเรื่องข้าวปลาอาหารไปซะสนิท พอมีของกินอยู่ตรงหน้า กระเพาะเจ้ากรรมดันร้องประท้วงอย่างรู้งานสร้างความอับอายให้แก่เจ้าของ...ซะที่ไหนกันล่ะ คนอย่างอีธาน วอร์คเกอร์ไม่มีคำว่ายางอายอยู่แล้ว!



อาจเพราะแกงจืดเมื่อคืนรสชาติดี อีธานจึงไม่เข็ดดอดมาเป็นแขกในห้องครัวเพื่อนร่วมหอห้างด้านข้างอีกครั้ง แม้แผลบนใบหน้าวันต่อมาจะเริ่มดำคล้ำ แต่เจ้าตัวกลับยิ้มแฉ่งเบิกบานราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ยังเจ็บอยู่ไหมครับ” มิราเคิลวางสเต๊กหมูฉบับสมบูรณ์ลงตรงหน้าอีธาน เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“นิดหน่อยน่ะ ส่วนหนึ่งได้ยาดีช่วยด้วยเลยไม่ค่อยแสบคันเท่าไหร่ ไม่ต้องห่วงหรอก คนสอบเข้าคณะแพทย์ใน ISA ได้ไม่ใช่กระจอก หมอที่ตรวจฉันบอกว่ากินยาฆ่าเชื้อกับขยันทายาให้ตรงเวลา ไม่เอามือไปจับแผลเล่นซี้ซั้ว แค่สัปดาห์เดียวเดี๋ยวก็หายแล้ว” อีธานพูดพลางถูมือเลียปาก ไม่ปล่อยให้สเต๊กต้องทนเหงารีบหยิบช้อนส้อมขึ้นมาจัดการทันที

“เคี้ยวหน่อยก็ได้ครับ มันไม่มีขาวิ่งหนีไปไหนไม่ได้หรอก” เห็นท่าทางการกินมูมมามของอีกฝ่ายแล้วมิราเคิลได้แต่เตือนด้วยความหวังดี หากสำลักติดคอตายมาใครจะรับผิดชอบ

“จริงสิ เช้านี้นายไม่ไปหาเจ้าตัวเล็กเหรอ” อีธานถามด้วยความสงสัย

“อลันบอกว่าจะกลับมาช่วงสายหน่อยไม่ต้องไปรับ แค่ให้ผมใส่ผ้ากันเปื้อนรอเขากลับมาก็พอ”

ชายหนุ่มลอบไล่สายตาสำรวจมิราเคิลขึ้นลง ก่อนพึมพำ “หมอนั่นชอบแบบนี้เหรอเนี่ย” จากนั้นขมวดคิ้วแล้วส่ายหัว

ใช้ไม่ได้ ยังเซ็กซี่ไม่พอ เขาไม่ได้หมายถึงตัวคนใส่ แต่หมายถึงตัวผ้ากันเปื้อนนั่นต่างหาก ลายตารางหมากรุกสีน้ำตาลครีมก็สวยดีอยู่หรอก หากมองในมุมมองคนทั่วไปน่ะนะ แต่วัยรุ่นฮอร์โมนพลุ่งพล่านผู้ร่วมอุดมการณ์จับมือทำโพรเจกต์ลามกอย่างพวกเขาแค่นี้มันไม่พอจริงๆ

คิดแล้วจ้วงสเต๊กเข้าปากอีกคำโต วิธีการกินแบบนั้นทำให้คราบซอสเปรอะเปื้อนใบหน้าเต็มไปหมด จนตอนนี้แทบแยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนคราบยาอันไหนคราบซอส

มิราเคิลถอนหายใจ หยิบทิชชู่ยื่นส่งให้อีกฝ่าย หากเป็นอลันไม่มีทางกินด้วยท่าทางน่าเกลียดแบบนี้แน่ แต่มีบ้างบางครั้งที่อลันจะกินเลอะมุมปากจนเขาต้องคอยเช็ดให้อยู่บ่อยๆ

พอนึกถึงปฏิกิริยาน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กชายตัวน้อย มิราเคิลก็เผลอใช้ทิชชู่เช็ดปากให้คนตรงหน้าไปเสียแล้ว อีธานสะดุ้งตกใจนั่งแข็งค้างเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่าง ในหัวโล่งว่างเปล่าเป็นสีขาวโพลน

มิราเคิลรู้สึกตัวชักมือกลับ อีธานก้มหน้ากินอาหารต่อ ไม่มีใครพูดถึงการกระทำอันแปลกประหลาดเมื่อครู่อีก

หลังกินอาหารเสร็จล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย อีธานเดินลูบพุงออกมาจากห้องครัว สมราคาคุยของมิราเคิลว่าไปหาสูตรหลุดมาจากภัตตาคารห้าดาวได้ในอินเทอร์เน็ต เรื่องเจ็บตัวเมื่อวานเขาถือว่าเจ๊ากันไปแล้วกัน

“ยาหลุดออกหมดแล้วทาใหม่ไหมครับ” มิราเคิลยื่นผ้าเช็ดมือให้ เอ่ยทักเมื่อเห็นใบหน้าอีธานเปียกปอนมีหยดน้ำเกาะพราว

อีธานรับผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดมือจนแห้งแล้วส่งคืน สายตาสอดส่ายทั่วห้องจนสะดุดเข้ากับกระจกตั้งโต๊ะบานเล็กอันหนึ่ง

“ทาสิ ขอยืมกระจกนั่นหน่อยแล้วกัน” ไม่ว่าเปล่าหยิบยาออกจากกระเป๋ากางเกง ทรุดกายลงนั่งบนโซฟากลางห้องนั่งเล่น หยิบกระจกบานเล็กปรับองศาจนพอเหมาะ จากนั้นละเลงยาลงบนแผลพุพองจนทั่ว

“เสร็จแล้ว!” อีธานเก็บขวดยาลงกระเป๋า ขณะกำลังลุกขึ้นยืนกลับมีฝ่ามือหนึ่งกดไหล่เขาไว้ให้นั่งลงตามเดิม “มีอะไรเหรอ” เขาถามด้วยความสงสัย

“คุณทายาแบบนี้เป็นปกติเหรอ ทำไมไม่เกลี่ยให้ทั่ว” มิราเคิลดุไม่จริงจัง นั่งลงข้างกายอีธาน ก่อนจับบิดใบหน้านั้นให้หันมาหาอย่างไม่ถนอมนัก แต่นิ้วมือที่ช่วยนวดปาดยาให้เรียบกลับอ่อนโยนเป็นอย่างมาก

ตอนนี้ใบหน้าพวกเขาใกล้กันมาก ท่าทางสุขุมดูเป็นผู้ใหญ่ของมิราเคิลเผลอทำอีธานใจสั่นไปแวบหนึ่ง อีธานเบิกตากว้างประหลาดใจกับตัวเอง ความรู้สึกเมื่อกี้คืออะไร

หรือว่า... ไม่นะ เขาไม่ได้กำลังจะเบี่ยงเบนใช่ไหม แถมกับหุ่นยนต์อีกต่างหาก

“ทำอะไรกันน่ะ”

เสียงจากหน้าประตูเรียกความสนใจคนทั้งสองให้หันมอง อีธานได้จังหวะรีบดีดตัวออกจากสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนนี้ทันที

“กลับมาแล้วเหรอครับ” มิราเคิลยิ้ม ผละตัวเดินมารับอลัน

“อื้ม กลับมาแล้ว” อลันยิ้มตอบมิราเคิล แต่นาทีที่สบตากับอีธานกลับแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง “เมื่อกี้ทำอะไรกันอยู่เหรอ”

“ทายาน่ะ ทายา ไม่มีอะไรอื่นหรอก” อีธานรีบแก้ตัว เขารู้สึกว่าถ้าปล่อยให้คนตัวเล็กเข้าใจผิด บางทีโพรเจกต์ที่ร่วมมือกันอาจถูกยกเลิกกลางคันก็ได้

“เหรอ แค่ยาไม่มีปัญญาทาเองรึไง ฉันไม่อยู่แค่ไม่กี่วันนายกับมิราเคิลสนิทกันขนาดนี้แล้ว นี่ถ้าฉันไม่อยู่เป็นสัปดาห์ทั้งคู่ไม่ปีนป่ายกอดกันเลยเหรอ” อลันประชด

“พูดอะไรน่ะครับอลัน เรื่องนั้นไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว อย่ามัวแต่พูดเรื่องไร้สาระอยู่เลย มา จะกินข้าวก่อนหรืออาบน้ำก่อนดีครับ” มิราเคิลยกอลันขึ้นอุ้มนั่งบนแขน แอบขโมยหอมแก้มไปฟอดหนึ่ง

“ฉันอาบน้ำที่โรงเรียนมาแล้ว กินข้าวเลยแล้วกัน วันนี้มีอะไรเหรอ”

“สเต๊กครับ”

“ทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว?”

“ครับ ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณคุณอีธานกับคุณเอลวิสเลยที่ช่วยปรับแก้ข้อผิดพลาดให้ผม ตอนเช้าคุณอีธานกินไปสองจานแล้ว รับรองได้ว่าอร่อยครับ”

อลันกอดคอมิราเคิล ซบหน้าลงบนบ่าแกร่ง เหลือบมองมนุษย์ส่วนเกินอีกคนในห้องด้วยสายตาคมกริบ

“งั้นฉันขอตัวก่อนนะ” อีธานร้อนๆ หนาวๆ รู้สึกว่าตัวเองควรออกไปจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด

“เดี๋ยวก่อน” อลันดิ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้มิราเคิลปล่อยตัวลง ร่างเล็กวิ่งดุ๊กดิ๊กหายลับไปในห้องนอน ไม่กี่อึดใจก็วิ่งออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าสองชุด

อีธานสายตาดี สังเกตเห็นโลโก้ร้าน C&D บนป้ายราคาในทันใด เขามองมันด้วยสายตาระยิบระยับ

“เอ้า นี่ ฉันให้นาย เห็นนายชอบเสื้อผ้าร้านนี้เลยเปลี่ยนของตอบแทนจากที่ไปช่วยงานเป็นเงินมาเป็นเสื้อผ้าให้แทน” อลันยื่นของในมือให้กับอีกฝ่าย

อีธานรับมาด้วยความซาบซึ้ง มิตรภาพนี้เขาจะจดจำมันไปชั่วชีวิต สองปีที่เป็นเพื่อนกันมาคุ้มค่าแล้ว

“อา หลังจากนี้ก็อยู่ให้ห่างจากมิราเคิลหน่อยนะ ถ้านายริคิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าชู้ ฉันจะเฉือนไอ้จ้อนนายมากระทืบเล่นแล้วโยนให้เป็ดกิน” อลันเขย่งเท้ากระซิบแผ่วริมหูพอให้ได้ยินกันแค่สองคน พอจบประโยคจึงถอยตัวออกไปยืนเกาะแขนมิราเคิลพร้อมรอยยิ้มตามเดิม

ความซาบซึ้งที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้าถูกพังทลายลงทันที


----- จบตอน

เพราะเป็นตอนที่รีบแต่งไปหน่อยช่วงครึ่งหลังเขียนออกมาไม่ถูกใจ (เละ+ดูฝืนมาก) เลยต้องลบเขียนใหม่ ;w; //ปาดเหงื่อ// นึกว่าจะไม่ทัน ตอนนี้ก็ออกมาถูกใจเรียบร้อยแล้วค่ะ!


FB : Nine มีเก้าชีพก็ไม่พอ
#มิราเคิลโรบอท


ออฟไลน์ myonlyone

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-1
ตอนที่ ๒๗

อ่อยขนาดนี้ไม่สนใจกันหน่อยเหรอ

หลังจากทำการขับไล่... เชื้อเชิญเพื่อนบ้านออกไปเรียบร้อย อลันเข้าห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกมานั่งรออาหารเช้าในห้องครัว เหม่อมองแผ่นหลังแกร่งตั้งตระหง่านขยับไปมา ก่อเกิดวีไลน์อันงดงามผ่านเนื้อผ้าดูเพลินตา

ใช้เวลาไม่นานสเต๊กหมูสองจานวางลงตรงหน้า เป็นของอลันทั้งหมด ไม่ต้องบอกมิราเคิลรับรู้ดีว่าเด็กวัยกำลังโตคนนี้กินจุแค่ไหน

มิราเคิลเช็ดมือเสร็จหย่อนกายนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ท่าทางการกินของอลันยังน่ามองเสมอ เผลอไพล่คิดไปถึงแขกเมื่อเช้าแล้วช่างดูต่างกันราวฟ้ากับเหว ...ทำตนเหมือนทหารกักขฬะในค่ายที่เขาเคยอยู่ไปได้

ระหว่างเสพความงดงามของเทวดาตัวน้อยผ่านทางสายตา มิราเคิลพลันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง เอื้อมมือออกดึงเสื้อคอกลมแหวกกว้าง จนแทบเห็นไหล่มนของคนตัวเล็กขึ้นมาจัดให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจเมื่อได้ลงมือปรนนิบัติเด็กชายจนดูดี

“เสื้อย้วยหมดแล้ว สงสัยต้องซื้อชุดใหม่มาเปลี่ยนแล้วละครับ”

“อา” อลันตอบรับแค่นั้น ลงมือจัดการสเต๊กตรงหน้าต่อ ในใจเต็มไปด้วยคำมากมายยากจะเอ่ย ความรู้สึกเหมือนน้ำท่วมปากแบบนี้คืออะไร

วันนี้เขาไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง กลับจากทำงานมาเหนื่อยๆ หวังเจอคนรักออกมาต้อนรับด้วยท่าทางยิ้มแย้มในชุดผ้ากันเปื้อนเป็นภาพแรก ในความเป็นจริงกลับเห็นอีกฝ่ายกำลังอี๋อ๋อกับชายอื่นตำตา

คบชู้! คบชู้! มิราเคิลไม่เข้าใจเหรอว่าตัวเองมีสิทธิ์ดูแลถึงขั้นแตะเนื้อต้องตัวกับเขาได้แค่คนเดียวน่ะ

อลันลอบถอนหายใจ เก็บความขุ่นเคืองไว้ในอก ก็รู้ว่าแท้จริงแล้วมิราเคิลทั้งอ่อนโยนและใจดี โดยเฉพาะกับเด็กจะยิ่งใจดีจนดูแลเป็นพิเศษ สิ่งที่ทำให้อลันกังวลคือตำแหน่งในใจเขาของมิราเคิลเกรงว่าจะไม่ต่างกับเด็กทั่วไป

เพื่อดึงดูดสายตาอีกฝ่ายให้มีเพียงตนจึงงัดท่าไม้ตายก้นกรุขึ้นมาใช้ แม้เป็นวิธีทั่วไปแต่เขายังไม่เคยลองทำสักที ในฐานะเด็กการทำตัวน่ารักน่าทะนุถนอมถือเป็นเรื่องปกติเหมาะสม กระนั้นการแต่งตัวเพื่อยั่วใครสักคนเขาเพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก

ความจริงแล้วเสื้อผ้าที่เขาได้มาจากร้าน C&D มีสามชุด สองชุดแรกตั้งใจเลือกไว้ให้อีธานโดยเฉพาะ ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายหลงใหลได้ปลื้มแบรนด์นี้มากขนาดไหน ส่วนอีกชุดเป็นตัวที่เขาบังเอิญเดินผ่านเจอในร้าน เห็นว่าน่าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้จึงเลือกเก็บไว้ก่อน ไม่คิดเลยว่าเพิ่งถึงมือก็ต้องงัดออกมาใช้เร็วขนาดนี้

ในส่วนของเสื้อ มันคล้ายเสื้อยืดคอกลมสีขาวทั่วไป ลายเส้นสีดำโฉบเฉี่ยวตัดกันทำให้ดูไม่จืดชืดเกินไปนัก คอเสื้อถูกออกแบบมาให้กว้างกว่าปกติ ยิ่งอลันเลือกใส่ไซซ์ใหญ่กว่าตัวสองขนาด ทำให้คอเสื้อไหลหล่นตกลงเผยไหล่นวลหมิ่นเหม่

แต่ใครจะรู้เล่าว่าเพราะเหตุนี้จึงทำให้คนทึ่มบางคนเข้าใจผิดว่ามันเป็นเสื้อเก่ายืดย้วย สมควรทิ้งหรือทำเป็นผ้าขี้ริ้วกันเล่า!

ตลอดการรับประทานอาหารมิราเคิลชวนอลันคุยไปเรื่อยเปื่อย ทั้งข่าวสารบ้านเมือง รายการวาไรตี้น่าสนใจ ขนมออกใหม่ที่อลันชื่นชอบ หรือแม้แต่ข่าวลือการสร้างหนังภาคต่อซึ่งเป็นเรื่องโปรดของพวกเขาสองคน กระนั้นอารมณ์ไม่ใคร่ดีของอลันทำให้เจ้าตัวอยู่ในภาวะถามมาหนึ่งประโยคตอบกลับหนึ่งคำ

มิราเคิลสัมผัสได้แต่ไม่รู้ว่าตนทำผิดอะไร เลยคาดเดาไปว่าอาจเป็นเพราะงานกลุ่มไม่ราบรื่นทำให้อลันคิดมาก จึงเลิกชวนคุยรบกวนสมาธิไปโดยปริยาย

ตั้งแต่กลับมาเขาเอาแต่พูดเรื่องของตัวเอง บางทีควรอยู่เงียบๆ ให้เด็กหนุ่มมีเวลาคิดเรื่องส่วนตัวบ้าง

หลังจากกระเพาะถูกเติมเต็มด้วยของอร่อย อารมณ์อลันดูจะดีขึ้นบ้าง เมื่อทบทวนการกระทำของตนเมื่อครู่แล้วเริ่มรู้สึกผิด จึงชดเชยด้วยการลุกขึ้นเดินเข้าไปกอดเอวออดอ้อนมิราเคิลแทน

“วันนี้มาดูหนังด้วยกันนะ”

เห็นแบบนั้นมิราเคิลเผยยิ้มอ่อน โค้งตัวลงเพื่อให้หน้าผากตนแนบกับหน้าผากอีกฝ่าย จมูกชนจมูก ก่อนส่ายหัวหยอกล้อ

“ครับ”

บรรยากาศระหว่างทั้งคู่กลับมาหวานชื่นอีกครั้ง ทว่าทันทีที่มิราเคิลเอ่ยปาก ความหวานหวามในใจอลันได้พังครืนลงทันที

“ก่อนอื่น ผมว่าอลันไปเปลี่ยนชุดก่อนดีกว่าครับ เสื้อตัวนี้ยืดหมดแล้ว เดี๋ยวผมเอาไปทิ้งเอง”



อลันอมลมงอนตุ๊บป่องเอกเขนกอยู่บนโซฟา หลังจากโวยวายใส่มิราเคิลไปยกใหญ่ในที่สุดคนแก่หัวโบราณก็เข้าใจสักที

นี่ไม่ใช่เสื้อผ้าเก่ายืดย้วยสักหน่อยนะ!

“ขอโทษครับ ผมเข้าไม่ถึงแฟชั่นของสมัยนี้เท่าไหร่” มิราเคิลนั่งด้านข้างก้มตัวมาง้องอน ทำสายตาน่าสงสารหวังเรียกคะแนนเห็นใจ

ท่าทางแบบนั้นอลันทำใจแข็งได้ไม่นานนัก ก่อนเป็นฝ่ายยื่นหน้าเข้าหาหอมแก้มให้อภัย

จบโฆษณา เพลงเปิดของละครเรื่อง ‘ล่าล้างเผ่าพันธุ์’ ก็เริ่มต้นขึ้น ละครเรื่องนี้ฉายทุกเที่ยงวันเสาร์ อาทิตย์ เป็นละครเรื่องโปรดของมิราเคิล เนื้อหาของมันเกี่ยวกับสงครามอวกาศระหว่างมนุษย์และเซิร์ก [1]

เซิร์กเป็นเผ่าพันธุ์ต่างดาวที่มีความแข็งแกร่งกว่ามนุษย์หลายเท่า รูปร่างของมันมีลักษณะคล้ายแมลงกลายพันธุ์ขนาดใหญ่ ในขณะที่มนุษย์ขับหุ่นรบต่อต้านการบุกยึดดวงดาวของพวกมันอย่างยากลำบาก พวกมันเพียงใช้ร่างกายทรงพลังแต่กำเนิดกระโจนไปมาในอวกาศ ก็ฉีกกระชากสร้างความเสียหายแก่หุ่นรบด้วยมือเปล่าได้อย่างง่ายดาย

อาวุธสมัยใหม่ การต่อสู้อันดุเดือดจากนักแสดงชั้นยอด และซีจีเอฟเฟกต์สุดอลังการ กระตุ้นเลือดลมอดีตทหารวัยสี่สิบสามปีจนพลุ่งพล่าน หากไม่มีอลันอยู่ตรงนี้เขาคงลุกขึ้นตะโกนว่า ‘ฆ่ามัน’ อย่างไม่สงวนท่าที

อลันเห็นความสนใจตนของมิราเคิลถูกแย่งไปโดยหนังเลือดสาดกระจายนี่ก็นึกไม่พอใจ ยื่นขาเรียวสวยพาดตักอีกฝ่าย เอ่ยเรียก “ทำงานมาปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมดเลย นวดขาให้หน่อยสิ นะ มิราเคิล”

“ครับ” มิราเคิลละสายตาจากละครตรงหน้ามาชั่วครู่ วางมือลงบนน่องและต้นขาเรียวเล็กก่อนกะแรงบีบอย่างพอดีไม่ให้หนักหรือเบาเกินไป เมื่อจังหวะลงตัวจึงเงยหน้าขึ้นจ้องโทรทัศน์ เฝ้าดูเรื่องราวที่กำลังดำเนินต่อไป

อลันส่งเสียง ‘จิ๊’ ภายในใจ ไม่ละความพยายามขยับแข้งขยับขาอยู่ไม่สุข เพื่อร้องเรียกความสนใจจากอีกฝ่ายกลับมาอีกครั้ง

วันนี้เขาอุตส่าห์ลงทุนใส่กางเกงยีนขาสั้นกุด รับกับเสื้อตัวขาวใหญ่ยาวลงมาปิดต้นขาหมิ่นเหม่ ชักชวนให้คิดจินตนาการเรื่องไม่ดีไม่งามทั้งหลายแหล่เป็นกระบุง

อลันมั่นใจในเรียวขาขาวสว่างอมชมพูของตัวเองมาก ใครเห็นต่างก็ต้องอยากเข้ามาลูบไล้ซุกไซร้ทำเรื่องไม่ดีกันทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกตาแก่ตัณหากลับที่หลงใหลใคร่ในเด็ก แต่ปฏิกิริยาของมิราเคิลที่ได้รับทำอลันสูญเสียความมั่นใจ นี่ต้นขาของเขาสู้ไม่ได้แม้กระทั่งหนังบ้านั่นเลยเหรอ?!

“ฮึ่ม” อลันส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ หยิบมือถือขึ้นมาค้นหาวิธีอ่อยหนุ่มขึ้นเตียงอย่างแนบเนียน แน่นอนว่าเขาไม่ได้มีเจตนาพามิราเคิลไปถึงขั้นนั้น แค่อยากเห็นคนบางคนตบะแตกแล้วทำอะไรไม่ได้เท่านั้นเอง ทีนี้จะได้หลงเขาบูชาเขาจนหน้ามืดตามัวหันไปมองใครอื่นไม่ได้อีก

บอกตามตรงว่ามิราเคิลไม่มีสมาธิในการดูหนังเลยสักนิด ขาอ่อนใครบางคนขยับผ่านด้านล่างสายตาดึงดูดความสนใจไปหมด มือที่ออกแรงนวดคลึงเริ่มแผ่วลงก่อนหยุดนิ่ง สภาพนี้เขารู้สึกเหมือนกลายเป็นคนโรคจิตกำลังลวนลามเด็กไม่บรรลุนิติภาวะอยู่เลย

ต้นขาขาวผลุบหายเข้าไปในชายเสื้อ น่าสงสัยว่าข้างใต้นั้นได้สวมกางเกงอีกชั้นทับไว้หรือไม่ มิราเคิลอยากเปิดดูพิสูจน์ให้แน่ชัด แต่ศีลธรรมในใจมันบอกว่ามิบังควร แล้วอย่างนี้จะรู้ความจริงได้อย่างไร

สุดท้ายจึงวางท่าตีหน้าขรึมกระแอมไอสองครั้ง หันมองอลันด้วยสายตาจริงจัง

“อลันครับ ผมว่าในห้องเปิดแอร์เย็นขนาดนี้ควรใส่กางเกงสักหน่อยดีไหมครับ”

อลันกำลังไถหน้าจอหาเคล็ดลับการอ่อยหนุ่มหยุดชะงัก ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนหดแคบลงอย่างเจ้าเล่ห์ในเวลาต่อมา

“กางเกงเหรอ ก็ใส่อยู่นี่ไง” ว่าแล้วถกเสื้อขึ้นอย่างเชื่องช้า เผยกางเกงยีนสีดำขาสั้นกุดปรากฏแก่สายตา

มิราเคิลเบิกตากว้าง รีบตะครุบชายเสื้อลงมาปิดทันที เอ่ยตำหนิ “เป็นเด็กเป็นเล็กแต่งตัวอย่างนี้ได้ยังไงครับ ไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลย”

“ทำไมจะแต่งไม่ได้ล่ะ” อลันถาม

“ผมไม่รู้ว่าคุณไปได้แฟชั่นแบบนี้มาจากไหน แต่มันโป๊เกินไปแล้วครับ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ หากแต่งแบบนี้ออกข้างนอกโดยไม่มีผมแล้วถูกลากไปทำมิดีมิร้ายเข้าจะทำยังไง” ยิ่งพูดคิ้วยิ่งกดลง

อลันอยากแย้งจริงๆ ว่าต่อให้แต่งตัวแบบนี้ออกไปเดินข้างนอกก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรหรอก ระบบรักษาความปลอดภัยในเมืองหลวงหนาแน่นจะตาย หากภาพในกล้องวงจรปิดมีความผิดปกติแม้เพียงนิด หรือพลเมืองดีพบเห็นกดปุ่มแจ้งเรื่องร้ายฉุกเฉินที่มีวางกระจายอยู่ทั่วทั้งเมือง ตำรวจในเมืองหลวงพร้อมเร่งรุดออกมาควบคุมสถานการณ์

“ที่นายกังวลนั่นคือตอนฉันแต่งตัวออกข้างนอก แต่ตอนนี้เราอยู่ในห้องของตัวเอง ซึ่ง...มีแค่ฉันกับนาย ทำไมฉันถึงแต่งตัวแบบนี้ตอนอยู่ในพื้นที่ของตัวเองไม่ได้ล่ะ” อลันหยั่งเชิง สังเกตสีหน้าเคร่งเครียดนั้นอย่างมีความหวัง หรืออันที่จริงแผนแต่งตัวยั่วยวนจะสำเร็จแล้วกันนะ

มิราเคิลหมดคำโต้แย้ง บังคับสายตาให้มองจอทีวีต่อไป อลันไม่ละความพยายามขยับขายุกยิกหลอกล่อ บ้างนอนคว่ำหน้าเลิกเสื้อขึ้นจนเห็นบั้นท้ายโด่งเด้งน่าตี

หากมีเลือดเนื้อมิราเคิลคงหายใจสะดุด เลือดกำเดาทะลัก สภาพจิตใจของเขาตอนนี้กำลังถูกโจมตีอย่างรุนแรง

นั่นเด็กนะ นั่นผู้ชายนะ นี่ในหัวคิดเรื่องพรรค์นั้นกับเด็กผู้ชายได้อย่างไร สาบานเลยว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเด็กด้วยความคิดสกปรกแบบนี้มาก่อน แต่กับอลัน...ไม่รู้ทำไมถึงละสายตาออกจากเรือนร่างนั้นไม่ได้กันนะ

ไอ้เจ้าบ้า ทำไมถึงเลวอย่างนี้ มิราเคิลกรีดร้องในใจ สุดท้ายทนไม่ไหวลุกขึ้นพรวดเดินเข้าห้องนอนไป

อลันที่วางขาไว้บนตักมิราเคิลกลิ้งหลุนตกเก้าอี้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ มองตามแผ่นหลังสูงใหญ่จนกระทั่งหายลับเข้าไปในห้อง

อลันตะเกียกตะกายปีนกลับขึ้นบนโซฟา รู้สึกช็อกไม่หาย ตามปกติหากเผลอทำเขาเจ็บแม้เพียงนิด มิราเคิลมักกระวีกระวาดเข้ามาปลอบโยนพร้อมเอ่ยขอโทษเสมอ แล้วครั้งนี้เกิดอะไรขึ้น นอกจากทำเขาตกเก้าอี้ไม่พอ ยังไม่คิดแม้แต่ชายตามองด้วยซ้ำ

มิราเคิลกลับออกมาอีกครั้งพร้อมผ้าผืนหนึ่ง เขาคลี่ผ้าผืนนั้นมาห่มปกปิดเรียวขาดุจนมอัดเม็ดแท่งของคนตัวเล็ก จนไม่เหลือช่องว่างพอให้ผิวเนื้อเล็ดลอดออกสู่สายตา เมื่อเรียบร้อยแล้วมิราเคิลจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก หย่อนกายนั่ง จากนั้นยกขาอันน้อยสองคู่มาวางบนตักค่อยออกแรงบีบนวดตามเดิม

อลันรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง ตกลงขาอ่อนเขาใช้ยั่วยวนอีกฝ่ายได้หรือไม่ได้กัน

แม้ความสัมพันธ์กับบุพการีห่างเหิน แต่อลันยังรู้สึกขอบคุณคนทั้งคู่อยู่บ้างที่มอบหน้าตาแบบนี้มาให้ ไปไหนใครก็รัก ไปไหนใครก็เอ็นดู เรื่องรูปร่างเองพอเริ่มโตเขาจึงค่อนข้างมั่นใจพอตัวว่าเป็นแบบที่คนทั่วไปชอบ ดูนุ่มนิ่ม บอบบาง และน่าซุกไปทั้งตัว

มิราเคิลเองก็ชอบแอบฟัดแก้มเขาอยู่ประจำ แต่ทำไมพอเป็นต้นขาที่น่าฟัดไม่แพ้กันอีกฝ่ายถึงไม่ยอมกระโจนลงมา เห็นแบบนี้แต่ขาอ่อนเขาก็สวยไม่แพ้พวกผู้หญิงหรอกนะ

อลันได้แต่ตั้งคำถามอยู่ในใจ ทั้งที่จริงคำตอบนั้นช่างง่ายแสนง่าย แต่แค่เด็กหนุ่มไม่เคยรับรู้หรือลืมนึกถึงไป

ข้อแรก มิราเคิลเคยเป็นทหารผ่านศึก ผ่านการฝึกฝนความอดทนมาอย่างยาวนาน

ข้อสอง นิสัยดั้งเดิมของมิราเคิลเป็นพวกให้เกียรติกับเด็กและสตรี

ข้อสาม เพราะมิราเคิลในตอนนี้เป็นหุ่นยนต์ยังไงล่ะ!

ด้วยเหตุนั้นโดยเฉพาะข้อสุดท้าย ความอดทนต่อสิ่งเย้ายวนของมิราเคิลจึงมีมากเป็นพิเศษ แล้วยิ่งสิ่งที่อยู่บริเวณหว่างขาในตอนนี้เป็นแค่ของประดับระบุเพศที่ใช้การจริงไม่ได้ แล้วเขาจะเอาอารมณ์หื่นมากมายเยี่ยงเหล่าตาแก่ตัณหากลับพวกนั้นมาจากไหน

โอ้ แค่ภาพขาคู่นั้นโบกไปมาผ่านทางสายตาเขาแทบจะระเบิดตัวตายได้อยู่แล้ว อย่าให้มีความรู้สึกทางกายเพิ่มขึ้นเลย จิตใจมิราเคิลรับไม่ไหว

เด็กน้อยของเขาสมควรบริสุทธิ์ เดียงสา และไร้ราคีแบบนี้ต่อไปนั่นแหละดีแล้ว



[เรื่องราวหลังม่าน]

อลัน : ขาวๆ แบบนี้เสี่ยอยากซุกขาหนูรึยังฮะ *ยื่นขาพาดตัก*

มิราเคิล : *เหล่ตามอง* ยุบหนอ พองหนอ ยุบหนอ พองหนอ



[1] เป็นเผ่าพันธุ์ต่างดาวที่ปรากฏในวิดีโอเกมสตาร์คราฟต์


----------------จอบตอน

หมายเหตุ : เรื่องนี้ต่อให้หลับตา ลืมตา ขยี้ตา กะพริบตา ก็ยังเป็น อลัน x มิราเคิล แน่นอนค่ะ ovo!

นักอ่าน : มีคำถาม จงหาความเป็น อลัน x มิราเคิล ในตอนนี้

นักเขียน : *เลิ่กลั่ก* ค...แค่ใจมองเป็น อลัน x มิราเคิล มันก็เป็น อลัน x มิราเคิล เองค่ะ! *ปาดเหงื่อ*

ว่าแล้วก็เอาของมาฝาก

ทายซิใครเอ่ย~~~~

(ไม่รู้ว่าคนที่อ่านภาพจะขึ้นรึเปล่านะคะ)



ภาพนี้เราใช้เว็บแต่งตัว picrew สร้างขึ้นมานะคะ พวกโมเดลหุ่น+พร็อบบนตัวที่ใช้แต่งทำโดย purin ค่ะ

ส่วนภาพสไลด์โชว์นักเขียนใช้เว็บ bloggif ทำเอา

แล้วก็ลืมบอกไปว่ารูปหุ่นยนต์บนหน้าปก เครดิตภาพเฉพาะตัวหุ่นยนต์โดย mvolz จาก Pixabay (ในเล้าไม่มีภาพปกนิยายเนอะ)


#มิราเคิลโรบอท

FB : Nine มีเก้าชีพก็ไม่พอ


แล้วก็มีเรื่องแจ้งว่าเราอาจไม่ได้ลงเรื่องนี้ในเล้าต่อแล้วนะคะ แฮ่ เนื่องจากลงค่อนข้างยาก และมีเหตุผลอื่นๆ อีกนิดหน่อย ขอบคุณทุกคนในเล้าที่ติดตามกันมาจนถึงจุดนี้น้าา ><~


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด