M A S C O T บทส่งท้าย [ 7 / 11 / 2020 ] หน้า 2
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: M A S C O T บทส่งท้าย [ 7 / 11 / 2020 ] หน้า 2  (อ่าน 1858 ครั้ง)

ออฟไลน์ chaleeisis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
Re: M A S C O T บทที่ 19 [ 31 / 10 / 2020 ] หน้า 1
«ตอบ #30 เมื่อ31-10-2020 20:10:24 »

บทที่ 19 ไวท์บันนี่



   “รู้แล้วครับ แล้วนี่ช่ออยู่ไหนอะ”

   (เรากำลังจะไป MASCOT น่ะ อยากกินขนม)

   “อ๋อ แล้วจะไปไหนต่ออีกไหม”

   (ก็คงกลับบ้านเลยนั่นแหละ)

   “โอเค งั้นเดี๋ยวดึกๆ เมฆจะวิดีโอคอลไปหานะ”

   (เราจะรอรับสายนะ)

   “ครับ แค่นี้นะ” ผมกดวางสายก่อนจะยกมือขึ้นกุมอกตัวเอง

   งื้อออ....ใจฟูจัง

   ผมยืนมองตัวเองในกระจกที่สวมชุดยูนิฟอร์มของร้าน วันนี้ทำงานครับ จากวันสอบปลายภาคก็ผ่านมาสองอาทิตย์แล้ว มันเป็นช่วงปิดเทอมที่ดีเหมือนกันนะ มีเวลานอนมากขึ้น ทำโน่นทำนี่มากขึ้น เดี๋ยวต้นเดือนหน้าผมจะเริ่มเรียนพิเศษ ลงคอร์สวิชาภาษาอังกฤษกับภาษาจีนเอาไว้ ส่วนช่อม่วงจะเรียนเยอะหน่อย เขาจะสอบเข้าคณะแพทย์ฯ เอาจริงๆ เขาก็เตรียมตัวมานานแล้วล่ะแต่เวลามันใกล้เข้ามาทุกที

   ต้องจริงจังกับมันแล้วล่ะนะ

   ผมเชื่อว่าเขาทำได้ แฟนผมน่ะเป็นคนเก่ง อะไรก็ตามที่เขาตั้งใจจะทำ ไม่มีทางที่เขาจะทำไม่สำเร็จ อีกอย่างคือตอนนี้เจ้าตัวตัดขาดจากพ่อของเขาแล้ว ไม่มีใครขัดขวางความฝัน ช่อม่วงบอกว่าทุกอย่างมันดูเรียบร้อยจนไม่น่าไว้วางใจ ผมรู้ว่าเขายังคงระแวงเรื่องที่พ่อตัวเองพูดอยู่ว่าจะทำให้เขาไม่มีความสุข ผมไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่รู้สิ บางอย่างมันคุยกันดีดีก็ได้ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องรุนแรงใส่กัน

   มันไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่เลยด้วยซ้ำไป

   พ่อเขาคิดอะไรอยู่กันนะ

   “คิ้วชนกันขนาดนั้น” บุหลันโผล่หน้าเข้ามาหา “มีเรื่องเครียดเหรอ”

   “นิดหน่อยน่ะ”

   “เกี่ยวกับช่อม่วงรึเปล่า”

   “อืม เรื่องพ่อของเขานั่นแหละ”

   ร่างสูงเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างๆ “ที่หลันฟังเมฆเล่าวันนั้น หลันก็ยังไม่เข้าใจนะว่าพ่อของช่อจะทำแบบนั้นทำไม”

   “นั่นสิ เมฆก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”

   “ไม่เป็นไรนะ” เจ้าตัวตบไหล่ผมเบาๆ “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ต้องสู้ๆ เนอะ”

   “ก็คงงั้นแหละ เออหลัน เมฆยังไม่ได้บอกช่อเลยว่าตัวเองเป็นไวท์บันนี่”

   “ถามจริง นี่ช่อไม่รู้เหรอ ทั้งๆ ที่เขามาที่ร้านบ่อยมากแล้วคนที่ไปนั่งคุยกับเขาก็คือเมฆเนี่ยนะ”

   “ใช่น่ะสิ แต่เนี่ยะ เมฆตั้งใจจะบอกช่อพรุ่งนี้เนี่ยแหละ ไม่รู้ว่าเขาจะโกรธไหม” เรื่องนี้คือเรื่องที่ผมนึกถึงทีไรก็ใจป้อแป้ทุกที แต่ไม่เป็นไร ถ้าเขาโกรธเราก็ต้องง้อจนกว่าเขาจะหาย

   แล้วถ้าเขาไม่หายล่ะ

   “อย่าทำหน้าบู้บี้แบบนั้นสิ” มือเรียวดึงแก้มผม “ถ้าอธิบายด้วยเหตุผล คนอย่างช่อต้องเข้าใจอยู่แล้ว”

   “ขอให้เป็นแบบนั้น”

   “เอาน่ะ รีบแต่งตัวแล้วออกไปได้แล้ว ร้านจะเปิดแล้วนะ” บุหลันบอกก่อนจะเดินออกไปด้านนอก

   ผมมองตัวเองในกระจกอีกครั้งก่อนจะหยิบหัวมาสคอตมาสวม เอาล่ะ ได้เวลาทำงานแล้วดั้นเมฆ เดี๋ยววันนี้ช่อม่วงก็จะมาที่ร้าน อยากรู้จังว่าเขาจะเอาเรื่องอะไรมาชวนผมคุย ไม่รู้ว่าตอนคุยจะหน้ามืดหึงตัวเองอีกรึเปล่า เรื่องนี้ถือว่าประสาทแดกมากๆ เลยอะ งี่เง่า ผมงอนเขาบ่อยมากจนน่ารำคาญ ช่อม่วงน่ะไม่ได้อะไรหรอก แต่ปัญหามันอยู่ที่ผมเนี่ยะ อยากจะตีแขนตัวเองให้สำนึกจริงๆ

   ดั้นเมฆต้องโดนลงโทษบ้างแล้ว

   หลังจากที่คาดโทษตัวเองเสร็จผมก็เดินออกมาด้านนอกก่อนจะไปพลิกป้ายจาก Close ให้เป็น Open เอาล่ะ การทำงานเริ่มขึ้นแล้ว วันนี้ที่ร้านทำขนมช่อมะลิด้วยครับ มันจะคล้ายๆ กับช่อม่วงเหมือนกันนะแต่ว่าการทำแป้งเนี่ยะจะใช้น้ำลอยดอกมะลิทำ เพราะงั้นมันจะหอมมาก แล้วพี่อินเขาทำไส้เป็นถั่วกวน มันจะออกรสหวานแล้วก็หอมมาก อยากให้ช่อม่วงได้ลองกินจริงๆ ผมว่าเขาน่าจะชอบ

   จะว่าไป....แฟนผมก็ชอบกินทุกอย่างแหละ

   กริ่งงงง


   “สวัสดีครับ ร้าน MASCOT ยินดีต้อนรับครับ” ผมเอ่ยทักทายลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้าน พี่บันนี่คนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ของเขาไป ส่วนบุหลันก็ยืนทำหน้าทะเล้นใส่ผมอยู่ตรงแคชเชียร์

   เดี๋ยวก็โดนหรอก

   “อันนี้ขนมอะไรคะ ไม่เคยเห็นเลย”

   “อันนี้เรียกว่าขนมลืมกลืนครับ จะเป็นแป้งนุ่มๆ ราดด้วยน้ำกะทิ”

   “งั้นเอาชุดนึงค่ะ แล้วก็ช่อม่วงกับบัวลอยไข่หวานอย่างละชุดนะคะ”

   “ได้เลยครับ” พี่ป๊อบที่เป็นบราวน์บันนี่รับคำก่อนจะจัดขนมให้ ในจังหวะนั้นก็มีกลุ่มลูกค้าเดินเข้ามาในร้านจำนวนนึงซึ่งผมไม่เคยเห็นมาก่อน สงสัยจะเป็นลูกค้าใหม่ล่ะมั้ง

   “สวัสดีครับ ร้าน MASCOT ยินดีต้อนรับครับ”

   “พนักงานสวมหัวกระต่ายว่ะ” หนึ่งในนั้นพูดขึ้นพลางมองตั้งแต่หัวจรดเท้า “ดูปัญญาอ่อนยังไงก็ไม่รู้”

   อา....ไม่มีมารยาทจัง

   ผมข่มใจให้นิ่งพลางเอ่ยถาม “ลูกค้าสามารถเลือกขนมได้ทางด้านนี้นะครับ ทางร้านมีบริการแบบรับกลับบ้านด้วย ถ้าสนใจก็เชิญบอกพนักงานได้เลยครับ”

   “หนิ พวกกูไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้ว่าต้องทำยังไงไอ้กระต่าย” เสียงเข้มออกมาจากปากของคนที่รอยสักเต็มแขน ไม่เห็นต้องพูดใส่กันถึงขนาดนั้นเลยป้ะวะ ผมแค่ทำหน้าที่ของผมเอง

   “งั้นต้องขออภัยด้วยนะครับ”

   ผมหลีกทางให้คนพวกนั้นเลือกขนมที่อยู่ในตู้พลางฟังคำถากถางไปด้วย เขาใช้คำพูดไม่สุภาพเลย ใช้สายตาดูถูกพวกพนักงานคนอื่นๆ ผมรู้ว่าพวกพี่ๆ บันนี่คงไม่พอใจน่าดูแต่เราทำอะไรไม่ได้ไง ถึงจะแย่แค่ไหนเขาก็เป็นลูกค้า สำหรับเราที่เป็นพนักงานบริการก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ผมหวังแค่ว่าพวกเขาจะรีบซื้อแล้วรีบไป จะได้ไม่เป็นการรบกวนลูกค้าท่านอื่นด้วย

   แต่เหมือนสิ่งที่คิดจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นว่ะ

   ผมมองกลุ่มคนที่เดินไปนั่งโต๊ะ เขามากันแปดคนแต่แบ่งไปนั่งโต๊ะละสองซึ่งพอเป็นแบบนั้นแล้วก็เลยทำให้มีโต๊ะว่างเหลือน้อย มาด้วยกันทำไมไม่นั่งด้วยกันนะ เอาจริงๆ สิ่งที่ผมรู้สึกได้คือเหมือนว่าเรากำลังโดนปั่นประสาทยังไงก็ไม่รู้ ไม่ชอบใจเลย ผมว่าถ้าพี่อินออกมาเห็นเขาต้องหงุดหงิดมากแน่ๆ ที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น และพี่ชายผมคงหัวร้อนขึ้นไปอีกถ้าได้เห็นพวกเขาทำกับขนมที่ตัวเองทำแบบนั้น

   เขาไม่กินขนมที่สั่งไปนะครับ....แต่ขยี้เล่น

   การกระทำนั้นนับว่าเสียมารยาทมากจริงๆ แล้วเขาทำแบบนั้นในร้านของเรา จริงอยู่ว่าขนมพวกนั้นเขาซื้อไปแล้ว แต่การทำแบบนั้นมันไม่น่าทุเรศไปหน่อยเหรอวะ สายตาของลูกค้าคนอื่นที่มองทางนั้น ไม่ทำให้พวกเขารู้สึกอะไรบ้างเหรอ ขนมบางอย่างหมดเร็วมากจนคนต้องรีบมาซื้อแต่ดูพวกเขาทำกับมันสิ ไม่เห็นคุณค่าแถมยังทำลายด้วยซ้ำ

   นี่มันแย่มากจริงๆ

   “ขนมอะไรวะ ไม่เห็นจะอร่อยเลย” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นพลางเทขนมลงกับโต๊ะ “พวกที่รีวิวนี่หน้ามืดรึเปล่าวะ”

   “นั่นสิ ไอ้ลูกชุบนี่ก็เหมือนกัน กลิ่นเหม็นจนอยากจะอ้วก” มือหยาบโยนลูกชุบลงพื้นก่อนจะใช้เท้าเหยียบซ้ำ

   “ขอโทษนะครับ ผมคงต้องขออนุญาตเชิญพวกคุณออกไปจากร้านเพราะมันเริ่มเป็นการรบกวนลูกค้าท่านอื่นนะครับ”

   ผู้ชายร่างยักษ์ลุกขึ้นมาก่อนจะผลักอกผม “พวกกูก็เป็นลูกค้า มึงมีสิทธิ์อะไรมาไล่กูห้ะ”

   “เออ มึงก็แค่พนักงานกระจอกๆ ทำไมวะ แค่บอกว่าขนมไม่อร่อยแค่นี้ทำเป็นรับไม่ได้รึไง” ผู้ชายหัวทองพูดก่อนจะเททับทิมกรอบในถ้วยลงพื้นจนเลอะเต็มไปหมด “มึงต้องยอมรับอะนะว่ารสชาติของขนมมึงห่วยจริงๆ ”

   “ทางร้านต้องขอโทษที่ขนมอาจจะไม่ถูกปากนะครับ” ผมเอ่ยบอกอย่างใจเย็น “แต่ยังไง ทางเราต้องขอเชิญพวกคุณออกไปอยู่ดี”

   “กูไม่ออก มึงมีปัญหาอะไรห้ะไอ้กระต่าย” คนตรงหน้ากระชากคอเสื้อผม “ขนาดพูดกับกูยังต้องพูดผ่านหัวกระต่ายโง่ๆ นี่เลย กระจอกว่ะ”

   “ไหนกูขอดูหนังหน้าหน่อยซิ” มีมือใครก็ไม่รู้จากด้านหลัง ดึงหัวมาสคอตของผมออกไปก่อนจะขว้างมันลงกับพื้น

   “นี่พวกคุณ มันจะมากเกินไปแล้วนะ” พี่อ้ายเดินออกมาห้าม พวกพี่ๆ คนอื่นก็ช่วยกันเคลียร์ให้ลูกค้าท่านอื่นออกไปด้านนอกเพราะกลัวเกิดเหตุชุลมุน

   “กูจะทำอะไรมันก็เรื่องของกู” ผู้ชายที่ดึงหัวมาสคอตของผมไปใช้เท้าเหยียบบนหัวกระต่ายสีขาว “เห็นใส่แต่ของปัญญาอ่อนก็เลยจะช่วยเอาออกให้”

   พลั่กกกก

   ผมกระชากคอเสื้อคนพูดเข้ามาก่อนจะประเคนหมัดใส่หน้าชั่วๆ นั่นไปทันที กล้าดียังไงมาพูดถึงสิ่งที่พี่อินรักว่าปัญญาอ่อน กล้าทำกับขนมที่พี่อินตั้งใจทำขนาดนั้นด้วย ผมเกลียดจริงๆ คนประเภทนี้ ตอนแรกก็พยายามใจเย็นมากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้แล้วนะ แต่พอเขาทำแบบนั้นมันก็เย็นไม่ไหวแล้วป้ะวะ คนดีดีที่ไหนเขาทำแบบนี้กัน

   “มึงกล้าต่อยกูเหรอไอ้เด็กเวร”

   “คุณทำเรื่องเสียมารยาทมาก แค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ”

   “เก่งมากนักใช่ไหม” คนตรงหน้ายกยิ้มก่อนจะสั่งพวกข้างหลัง “พังร้านมัน” สิ้นเสียงสั่ง พวกที่เหลือก็เริ่มทำลายข้าวของในร้าน

   พวกพี่ๆ บันนี่ก็ช่วยกันห้าม นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ยะ เปิดร้านมาตั้งกี่เดือนไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย พอเห็นแบบนี้แล้วมันแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ มันเหมือนกับว่าพวกเขาตั้งใจจะมาหาเรื่องเราตั้งแต่แรก ในขณะที่ผมคิดเรื่องวุ่นวายอยู่ในหัว ก็ถูกใครบางคนเตะเข้ามาที่สีข้าง อื้อออ....อ....จุกชิบ จังหวะที่ล้มลง คนที่เตะผมจะมาเตะซ้ำแต่ก็ถูกพี่อินถีบจนเซไปอีกทาง ร่างโปร่งเข้ามาประคองผมให้ลุกขึ้น

   เขาเห็นทุกอย่างแล้วสินะ

   “มึงเป็นใครวะ”

   “เจ้าของร้าน แล้วถ้าพวกคุณไม่รีบไป ก็เตรียมไปนอนในคุกได้เลย”

   “มึงขู่กูเหรอ”

   “พี่อินระวัง” ผมผลักพี่อินให้หลบไปก่อนจะรับแรงของสันปืนที่ฟาดลงมา ซี๊ดดด...ด....เหมือนแก้มจะแตกเลยว่ะ รู้สึกเจ็บขนาดนี้ครั้งล่าสุดนี่กี่ปีก็ไม่รู้

   “รักมากเลยสินะร้านมึงน่ะห้ะ”

   ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง

   เสียงกระจกแตกดังลั่นรอบทั้งร้าน ไอ้เวรนั่นมันยิงกระจกแตกเกลื่อนเลย ไม่รู้ว่ามีใครโดนลูกหลงรึเปล่า แต่มันอันตรายเกินไปแล้วจริงๆ ถ้ามีคนเป็นอะไรไปขึ้นมาจะเป็นยังไงล่ะ คนพวกนี้ไม่คิดถึงคนอื่นที่เขาต้องเดือดร้อนเลย

   วี่หว่อ....วี่หว่อ

   “เห้ยไปพวกมึง” สิ้นเสียงพูดนั้น พวกที่ก่อเรื่องทั้งหมดก็พากันวิ่งหนีไป เสียงรถตำรวจครับ ไม่รู้ว่าจะจับคนพวกนั้นทันไหม แต่ขอให้ทันที

   พวกเขาสมควรได้ชดใช้

   ผมมองหัวมาสคอตกระต่ายสีขาวทีมีรอยบุบเพราะโดนเหยียบ แถมยังมีรอยเปื้อนแบบที่ไม่เคยมี ผมก้มไปหยิบมันขึ้นมาถือเอาไว้ เลวร้ายที่สุดเลย รู้จักกันก็ไม่รู้จัก ทำไมต้องมาทำแบบนี้ด้วย ทำลายร้าน ทำร้ายร่างกายคนในร้าน ทำลายความรู้สึกของทุกคนด้วย ร้าน MASCOT มันมีค่ามากกว่าที่จะต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้ คนพวกนั้นมัน....

   “อื้อออ...อ....” ผมยกมือกุมหัวตัวเอง “หน้ามืดจัง”

   “ดั้นเมฆ”

   เสียงนี้มัน....

   “....ช่อม่วง”

   

***

   

   “หมอนัดล้างแผลทุกวันนะคะ ส่วนยาก็กินตามนี้เลยค่ะห้ามขาดนะ”

   “ขอบคุณนะครับ” ผมเอ่ยพลางหยิบถุงยาแล้วเดินออกมาจากเคาน์เตอร์

   “เราว่าน่าจะนอนดูอาการสักหน่อย”

   “เมฆไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็หายแล้ว”

   “ดื้อ” มือเรียวของช่อม่วงเลื่อนมากุมมือผมเบาๆ “นอกจากเด๋อแล้วยังดื้ออีก”

   “อื้อออ....อ....อย่าดุเมฆสิครับ”

   “ถ้าไม่ติดว่าเจ็บก็จะตีให้ด้วย”

   “ไปร้านขนมข้างหน้ากัน เมฆมีเรื่องอยากคุยกับช่อ” ผมบอกก่อนจะพาร่างโปร่งเดินไปที่ร้านขนมด้านหน้าโรงพยาบาล

   ตอนนี้เกือบ 2 ทุ่มแล้วครับ พี่อินยังวุ่นวายกับเรื่องที่ร้านโดนพัง ส่วนพี่ๆ บันนี่คนอื่นก็มาทำแผลกันที่โรงพยาบาลนั่นแหละ เจ็บกันเอาเรื่องอยู่ แต่ดีหน่อยที่กระสุนปืนที่ถูกยิงออกไปไม่ได้โดนใครเข้า ไม่งั้นมันต้องแย่มากแน่ๆ ผมก็แก้มแตกเลย เย็บไปสามเข็มแล้วก็ต้องมาล้างแผลทุกวัน บนตัวมีรอยช้ำด้วย พรุ่งนี้มันคงระบม คิดไม่ออกจริงๆ ว่าที่ร้านไปสร้างศัตรูไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่

   หรือแค่มาสร้างความวุ่นวายเฉยๆ วะ

   แต่แบบนั้นก็เกินไปอะ

   อีกเรื่องที่ทำให้ตกใจก็คือจังหวะที่ร้านพังยับแล้ว ผมถือหัวมาสคอตกระต่ายขาวในมือ แล้วช่อม่วงก็มายืนอยู่ด้านหลัง ยอมรับนะครับว่าตกใจมากที่ความแตก เขารู้แน่ๆ เลยล่ะว่าผมคือไวท์บันนี่ แต่ดีหน่อยที่แผลบนหน้าผมดึงดูดความสนใจได้มากกว่า ช่อม่วงเป็นห่วงผมมาก รีบบอกให้มาโรงพยาบาล จนตอนนี้เขาก็ยังไม่พูดถึงเรื่องกระต่ายกากขึ้นมาเลยนะ แต่ว่ายังไงเราก็ต้องคุยกันเรื่องนี้อยู่ดี

   ผมต้องขอโทษเขาด้วย

   “เมฆจะเอาอันไหน”

   “เมฆเอาโกโก้ครับ”

   “โอเค” เจ้าตัวจดอะไรยุกยิกๆ ก่อนจะเดินไปส่งที่เคาน์เตอร์ ผมมองร่างโปร่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าพลางผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ

   “ช่อม่วง....เมฆขอโทษนะ”

   คนตรงหน้าเลิกคิ้วมองผม “เมฆจะขอโทษเราทำไม”

   “ก็เมฆปิดบังช่อมาตลอดเรื่องที่ตัวเองเป็นไวท์บันนี่ เมฆไม่ได้บอกว่าตัวเองทำงานอยู่ที่ร้านนี้”

   “....อืม”

   “คือว่าตอนแรกที่ร้านเปิดใหม่ๆ เมฆไม่ได้จะเป็นไวท์บันนี่หรอก แต่มันมีเหตุจำเป็นที่ทำให้เมฆต้องสวมหัวมาสคอตอันนั้น แล้วช่อก็มาที่ร้าน ช่อดูชอบไวท์บันนี่มาก เมฆก็เลยขอพี่อินเป็นไวท์บันนี่เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับช่อ”

   “.....”

   “เมฆชอบช่อมานานมากๆ ตอนที่อยู่โรงเรียน เราไม่ได้คุยกันเลย เหมือนเพราะว่าเริ่มต้นกันได้ไม่ดี เมฆชอบช่อมาเรื่อยๆ จนได้มีโอกาสมาใกล้ชิดแบบนี้ แล้วก็จน....เราได้เป็นแฟนกัน”

   “.....”

   “เมฆอยากจะบอกช่อเรื่องนี้หลายรอบแต่เมฆไม่กล้า เมฆกลัวช่อโกรธ ตอนนี้ที่ช่อเงียบ เมฆก็กลัวเหมือนกัน” ผมเลื่อนมือไปจับมือเขาเอาไว้ “เมฆขอโทษนะครับช่อ”

   “วันที่ร้าน MASCOT เปิดวันแรกมันเป็นวันเดียวกันกับที่มีคนเด๋อปีนข้ามรั้วโรงเรียน เราไปเห็นแล้วทำให้เขาร่วงลงมา มือเขาเป็นแผล เราก็เลยเอาพลาสเตอร์ของเราแปะไปให้ พอตอนค่ำเราก็ไปที่ MASCOT แล้วเจอพนักงานร้านที่แปะพลาสเตอร์ที่เราเป็นเจ้าของ”

   ตึกตัก

   “.....นี่อย่าบอกนะว่า”

   “เรารู้มาตั้งแต่แรกว่าดั้นเมฆเป็นไวท์บันนี่”

   รู้มาตั้งแต่แรก....งั้นเหรอ

   ผมหลุดยิ้มออกมาก่อนจะฟุบหน้าลงกับมือเขา ช่อม่วงรู้มาตลอดเลยว่าผมเป็นกระต่ายกาก แบบนี้ก็แปลว่าที่เขาพูดหยอดผมบ่อยๆ นั่นก็ตั้งใจน่ะสิ โอ๊ยยยย แล้วมันตั้งกี่เดือนก็ไม่รู้เนี่ย ร้ายกาจเหมือนกันนะแฟนผม เหมือนกับว่าเขาเองก็ชอบผมมาตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว แต่มีโอกาสได้มาใกล้ชิดกันมากๆ ก็ตอนที่ผมเป็นไวท์บันนี่ ถึงว่าสิ ตอนที่เราเป็นแฟนกัน ช่อม่วงยังคุยกับไวท์บันนี่ได้แบบปกติเพราะรู้ว่ายังไงข้างในชุดกระต่ายก็คือผม

   อื้ออ...อ...อ....แล้วที่ผมประสาทแดกมาตลอดนั่นมันคืออะไรกันวะ

   “ก็คือไม่โกรธเมฆ”

   “ไม่โกรธเพราะว่ารู้มาตั้งแต่แรก” เจ้าตัวยิ้มหวานให้ผม “ต้องขอบคุณชุดมาสคอตไวท์บันนี่ด้วยซ้ำ เพราะเมฆอยู่ในนั้นเราก็เลยมั่นใจที่จะพูดหรือแสดงความรู้สึกของตัวเอง ไม่งั้นเราต้องไม่กล้าแน่ๆ ”

   “นั่นสินะแต่มันแบบโอ๊ยยยย” ผมทำหน้าบู้บี้ “มันรู้สึกแปลกๆ อะ ยิ่งรู้สึกแปลกตอนที่ตัวเองหึงเวลาช่อพูดถึงคุณกระต่ายด้วย”

   “เราว่ามันตลกมากเลยอะ เมฆหึงตัวเองที่อยู่ในชุดกระต่ายขาว ทั้งๆ ที่ข้างในนั้นก็คือเมฆแท้ๆ เราไม่เข้าใจเลยว่าเมฆจะหึงตัวเองไปทำไม”

   “ก็เมฆไม่รู้ว่าช่อรู้หนิ แต่เมฆรู้สึกหึงจริงๆ นะ”

   “ทีนี้ก็ไม่ต้องหึงแล้วนะครับคุณกระต่าย” นิ้วเรียวเกลี่ยที่แก้มผมเบาๆ “ความเป็นเราทั้งหมด ดั้นเมฆกับคุณกระต่ายเท่านั้นแหละที่ได้เห็น เพราะแบบนี้วันที่เราทะเลาะกับพ่อ เราถึงมาหาเมฆที่ร้านไง เรารู้ว่าเมฆเป็นคุณกระต่าย เป็นคนที่เราอยากเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง ถ้าเมฆเอะใจสักหน่อย เมฆก็น่าจะรู้แล้วว่าเรารู้เรื่องนี้”

   “นั่นสิ”

   “ก็เพราะเมฆเด๋อไง เมฆเลยไม่รู้”

   “เดี๋ยวเถอะ” ผมบีบแก้มเขาอย่างมันเขี้ยว ได้ทีเอาใหญ่เลยนะเจ้าแฟน ใช่ซี้ ผมมันคนเด๋อหนิ ใครจะร้ายลึกสู้คนอย่างช่อม่วงได้

   ผมมองคนที่ตักเครปเค้กเข้าปากจนแก้มตุ่ย เขามันร้ายจริงๆ นั่นแหละ รู้ความจริงมาตั้งนานก็เก็บเงียบเฉย อาจจะสนุกอยู่ไม่น้อยเวลาที่ได้เห็นผมหึงตัวเอง จะว่าไปเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ผมกังวลมาตลอดว่าเรื่องนี้จะทำให้ช่อม่วงโกรธจนอาจจะอยากจบความสัมพันธ์ของเรา แต่มันดีที่ทุกอย่างเป็นใจ มารู้ทีหลังแบบนี้ก็ตลกว่ะ เพราะการสวมหัวมาสคอตแท้ๆ ที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกัน ได้พัฒนาความสัมพันธ์.....จนกลายเป็นแฟน

   ต้องขอบคุณเจ้ากระต่ายกากจริงๆ

   แต่ตอนนี้หัวมาสคอตนั่นคงต้องเอาไปทำใหม่ก่อนเพราะมันพังและใส่ไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าใครก็ตามที่มาทำเรื่องเลวร้ายใส่ MASCOT คนพวกนั้นจะต้องได้รับโทษอย่างที่ควรจะเป็น เสียใจนะที่สถานที่แห่งความทรงจำดีดีถูกทำลายและต้องปิดตัวชั่วคราวเพื่อปรับปรุงใหม่ แต่ไม่เป็นไร ผมจะรอจนกว่าร้านจะเปิดอีกครั้งแล้วก็ได้กลับไปทำหน้าที่ไวท์บันนี่เหมือนเดิม แต่ทีนี้คงไม่ต้องแอบมาหัวฟัดหัวเหวี่ยงหึงตัวเองอีกแล้วล่ะ

   “ดั้นเมฆ”

   “หืม....”

   “เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ดีขึ้น....เชื่อเรานะ”

   ใช่....เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ดีขึ้น

   “เมฆเชื่อช่อครับ”

   “ดีมากเจ้าเด๋อ”

   “เดี๋ยวจะโดนนะเจ้าแฟน”

   “ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ ”



   







TBC.

สวัสดีค่า ชาลมาส่งมาสคอตแล้วนะ สำหรับตอนนี้ก็เจ็บจนใจจุก สงสารทั้งร้านแล้วก็ตัวกระต่ายกากที่เจ็บตัวด้วยนะ เรื่องราวจะเป็นยังไงรอติดตามต่อค้าบ

สามาารถติดต่อข่าวสาร + สปอยล์ได้ที่ทวิตเตอร์ Chaleeisis หรือเพจ Fiction Yaoi Th น้า

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่า

ออฟไลน์ chaleeisis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
Re: M A S C O T บทที่ 20 [ 2 / 11 / 2020 ] หน้า 2
«ตอบ #31 เมื่อ02-11-2020 23:47:46 »

บทที่ 20 มันเขี้ยว



   “อยู่นิ่งๆ สิดั้นเมฆ”

   “ก็เมฆอยากยุกยิกอะ”

   “เราจะตีให้”

   “อย่าตีเมฆสิ”

   “ก็เมฆดื้ออะ”

   ที่ผมดื้อเพราะเวลาคุณดุแล้วมันน่ารักอะครับ

   ผมนั่งฉีกยิ้มแฉ่งให้คนที่กำลังทายาลบรอยแผลเป็นให้อยู่ ตอนนี้ผมตัดไหมที่หน้าแล้วนะครับ เหลือรอยแผลนิดหน่อยแล้วช่อม่วงก็บังคับให้ผมทายาเพื่อที่มันจะได้ไม่เป็นรอยแผลเป็น จากวันที่โดนพังร้านก็ผ่านมาอาทิตย์กว่าๆ แล้ว ได้เบาะแสคนร้ายและก็กำลังตามจับกุมอยู่ หนึ่งในนั้นเป็นคนที่ช่อม่วงรู้จักเพราะว่าเขาเป็นคนขับรถของพ่อตัวเอง พอเป็นแบบนั้นแล้วก็คิดได้เลยว่าพ่อของแฟนผมต้องรู้เรื่องนี้แน่นอน

   ที่บอกว่าจะทำให้ไม่มีความสุขมันแบบนี้เอง

   ผมไม่คิดว่าเขาจะทำผิดกฎหมายไง การทำลายทรัพย์สินของคนอื่น แถมยังทำร้ายร่างกายด้วยนี่มันแย่มากเลย ตอนที่ช่อม่วงเห็นภาพในกล้องวงจรปิด เขารู้สึกผิดมาก ผมต้องปลอบอยู่หลายวัน พี่อินก็คุยกับเขานะ บอกว่าเข้าใจในทุกเรื่องที่เกิดขึ้น อีกอย่างคือมันไม่ใช่ความผิดของช่อม่วงด้วยซ้ำ พ่อเขาต่างหากที่ผิดเพราะเป็นคนสั่งให้พวกลูกน้องมาพังร้าน

   พี่อินไม่ยอมแน่ล่ะเรื่องนี้

   ร้าน MASCOT ที่เขาตั้งใจสร้างขึ้นมาถูกทำลายแบบนั้น ไม่มีใครชอบใจหรอก เหล่าลูกค้าประจำที่รู้เรื่องก็ส่งข้อความมาให้กำลังใจกันเยอะพอสควรเลย ร้านต้องทำใหม่ครับ เรื่องเงินน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่ยังไงพวกที่มาพังก็ต้องชดเชยให้เราอยู่แล้ว แต่กว่าจะรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยคงใช้เวลามาก พี่อินไม่อยากรอก็เลยสั่งทำร้านใหม่ น่าจะใช้เวลาหลายอาทิตย์อยู่

   ชุดมาสคอตของผมก็เหมือนกัน

   หัวกระต่ายกากต้องทำใหม่ครับ เดี๋ยวพี่อินจะจัดการให้ ช่วงนี้ผมจะมีหน้าที่แค่ช่วยเขาทำขนมแล้วเอาไปส่งให้ลูกค้าแทน ถึงไม่มีหน้าร้านแต่ก็ยังขายขนมอยู่นะ เดี๋ยววันมะรืนผมก็เริ่มเรียนพิเศษแล้ว อาจไม่ได้อยู่ช่วยทำขนมเท่าไหร่แต่เรื่องไปส่งก็คงเป็นหน้าที่ของผมเอง อะไรๆ มันยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางแต่เดี๋ยวพอทำไปสักแป๊บมันก็น่าจะดีขึ้นแหละมั้ง

   คิดว่านะ

   “เมฆ”

   “หืม....”

   “เดี๋ยวถ้าจัดการเรื่องเราเสร็จ น้าชัชก็จะย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์แล้วนะ”

   ผมพยักหน้ารับเบาๆ “งั้นช่อก็ต้องอยู่คนเดียวน่ะสิ”

   “ใช่ การอยู่คนเดียวมันไม่น่ากลัวหรอก แต่สิ่งที่เรากลัวก็คือถ้าพ่อไม่ยอมหยุด ยังตามราวีเราไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนั้นมันต้องแย่มากแน่ๆ ”

   “ก็ถ้าน้าชัชได้สิทธิ์ขาดในการเลี้ยงดู พ่อของช่อไม่น่าจะกล้าทำอะไรรึเปล่า”

   “ไม่รู้สิเมฆ ขนาดพังร้าน MASCOT เขายังกล้าเลย” เจ้าตัวถอนหายใจออกมา “เราไม่อยากให้เรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นอีก แล้วถ้าเราเจ็บตัว เราก็ไม่อยากอยู่เฉยๆ หรอก แต่ใจเราก็ไม่อยากแจ้งความจับพ่อตัวเอง เมฆเข้าใจใช่ไหม”

   “เราเข้าใจ แต่ตอนนี้ก็ยังทำอะไรไม่ได้อะเนอะ อย่างน้อยก็ต้องรอคดีที่ร้านก่อน ถ้าพ่อของช่อเป็นคนบงการจริงๆ เขาก็ต้องได้รับโทษ”

   “เราขอโทษนะดั้นเมฆ”

   “ขอโทษทำไมเล่า ไม่ใช่ความผิดช่อสักหน่อย” ผมบีบแก้มเขาอย่างมันเขี้ยว “ลงไปช่วยพี่อินทำขนมกันไหม เดี๋ยวตอนเย็นเมฆต้องเอาขนมไปส่งด้วย”

   “เอาสิ” สิ้นเสียงตอบรับผมก็เดินนำเขาออกมาจากห้องตัวเอง

   ตอนนี้ช่อม่วงอยู่ที่บ้านผมครับ ทำการฝากเนื้อฝากตัวกับพี่อินไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ร้านเกิดเรื่อง ช่วงนี้เราอยู่ด้วยกันทุกวันเลย ส่วนมากช่อม่วงจะมานั่งดูพี่อินทำขนม ตาเขาวาววับเลยล่ะเวลาที่ได้เห็นน่ะ บางทีก็รู้สึกหึงนะ ทีกับผมเขายังไม่มองแบบปลาบปลื้มแบบนั้นเลย แต่ความหึงนี้ต้องเก็บไว้ในใจเท่านั้นแหละ ขืนบอกให้เขารู้ มีหวังล้อผมยันโน่น วันที่ร้านเปิดอีกรอบอะ

   เรื่องนี้ยอมไม่ได้เลย

   เดินลงมาชั้นล่างก็ได้ยินเสียงโครมครามดังออกมาจากในครัว ไม่ใช่พี่ชายผมแน่ๆ ที่ทำเสียงดังแบบนี้ น่าจะเป็นบุหลันตัวแสบมากกว่า ช่วยอะไรได้ไม่มากแล้วยังชอบทำปั่นป่วนด้วย พอคิดได้แบบนั้นผมก็เดินเข้ามาในครัว เห็นชามใส่แป้งคว่ำอยู่ที่พื้นจนเลอะไปหมด ผู้ร้ายที่ทำแป้งหกยืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างพี่อินที่ปั้นหน้านิ่งเพื่อข่มอารมณ์อยู่ คือถ้าเป็นผมนะ บุหลันหัวแบะไปนานแล้วล่ะ

   “ทำไรเนี่ยะหลัน” ผมเอ่ยถามพลางหยิบชามแป้งขึ้นมา

   “มันเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย”

   “บุหลันสะเพร่า” พี่อินเอ่ยเสียงเรียบ “ทำให้เราต้องเสียแป้งไปฟรีๆ ชามนึงเลย”

   “งื้ออออ....หลันขอโทษ” เจ้าตัวดีเอาหน้าไปไถแขนพี่อิน “งั้นหลันไปที่อื่นดีกว่า จะได้ไม่เกะกะ เนอะๆ ”

   “น่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว”

   คนโดนว่าเบะปาก “พี่อินอะ”

   “หลันไปข้างนอกไป เดี๋ยวเมฆจัดการเอง”

   “ฝากช่วยพี่อินด้วยนะ หลันไปล่ะ” ว่าแล้วร่างสูงก็เดินออกไป ดีหน่อยที่เช็ดคราบแป้งออกให้ แน่ล่ะ ทำเลอะเองก็ต้องจัดการเอง

   “พี่อินทำขนมอะไรครับ” ช่อม่วงถามพลางชะเง้อคอมอง “ดูยุ่งยากจัง”

   “พี่ทำขนมหันตรากับขนมเรไร รุ่นพี่ที่รู้จักสั่งมาพิเศษเพราะจะเอาไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่น่ะ”

   “ขนมหันตรากับขนมเรไร”

   ผมหยิบถั่วกวนที่พี่อินพักไว้ไปชุบไข่แดงก่อนจะเอาลงกระทะที่มีน้ำเชื่อมพักรออยู่ “อันนี้คือขนมหันตรา จะทำมาจากถั่วทองกวน มีส่วนประกอบเป็นกะทิและน้ำตาล ก่อนจะเอาไปพักไว้แล้วค่อยมาชุบไข่แดง”

   “แล้วต้องลวกเหรอ เราเห็นเมฆใส่ไปในกระทะ”

   “ในกระทะนั่นเป็นน้ำเชื่อมที่พี่พักไว้น่ะ พอเราใส่ถั่วชุบไข่ลงไปก็ค่อยเปิดไฟเพื่อต้มให้ไข่แดงสุก”

   “อย่างนี้นี่เอง แล้วไข่ในชามนี้คืออะไรเหรอครับ”

   “ไข่นี้จะไว้ทำแพเพื่อห่อขนมอีกทีนึง ช่อช่วยตีให้มันละเอียดหน่อยละกัน เดี๋ยวพี่จะสอนทำแพไข่”

   “ได้เลยครับ” แฟนผมรับคำก่อนจะตีไข่ในชามอย่างขยันขันแข็ง ชอบเวลาที่ได้ช่วยทำขนมสินะ สีหน้าถึงได้ดูมีความสุขขนาดนั้นน่ะ

   ผมพลิกถั่วชุบไข่ในกระทะเพื่อให้มันสุกเสมอกันทั้งสองฝั่ง ขนมหันตราเป็นขนมที่มีมานานแล้วครับ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถือว่าเป็นขนมที่ใช้สำหรับงานบุญเลี้ยงพระ ขั้นตอนการทำค่อนข้างใช้เวลาตั้งแต่การเตรียมตัวถั่ว ต้องแช่น้ำทิ้งไว้ก่อน ต้องนึ่งอีกพักใหญ่ แล้วถึงจะเอามาผสมกับน้ำตาลและกะทิ จากนั้นก็เอาไปปั่นละเอียดแล้วค่อยมากวนจนเป็นเนื้อเดียวกัน ต้องพักไว้ให้เย็นด้วยนะถึงจะมาปั้นขึ้นรูปเป็นสี่เหลี่ยมน่ะ

   ขั้นตอนคือหลายขั้นมากจริงๆ

   ที่ผมทำอยู่นี่คือเอาถั่วชุบไข่แดงแล้วต้มด้วยน้ำเชื่อม เดี๋ยวไข่สุกจนหมดก็ต้องเอาขึ้นไปพักไว้ รอห่อด้วยแพไข่อีกทีก็เป็นอันเสร็จสำหรับขนมหันตรา เอาจริงๆ นี่คิดว่าเป็นขนมที่มีการทำค่อนข้างเยอะแล้วนะ เจอขนมเรไรไปก็จะอีกเรื่องนึงเลย ปกติพี่อินไม่ทำขายในร้านนะครับเพราะเวลาทำต้องประณีตมาก ออเดอร์นี้คงพิเศษจริงๆ เขาถึงรับทำ ขนมเรไรเนี่ยะ เราต้องทำตัวแป้งขนม แป้งนวล งาน้ำตาลที่ไว้ใช้โรย มะพร้าวขูด น้ำกะทิที่เอาไว้ราดด้านบน

   อยากมีสักสิบมืออะ

   “ตีไข่เสร็จแล้วครับพี่อิน”

   “พี่ตั้งไฟกระทะไว้แล้ว ช่อทำแบบนี้นะ” พี่อินบอกก่อนจะใช้ปลายนิ้วจุ่มลงไปในชามไข่แล้วสะบัดเป็นแนวตั้งในกระทะ จากนั้นก็ทำอีกครั้งโดยเปลี่ยนเป็นแนวขวาง “เห็นไหมว่ามันจะเป็นเหมือนแพ พอเสร็จแล้วก็รอให้ไข่สุกก่อนจะกลับด้าน”

   “อ๋อ ช่อเข้าใจแล้วครับ”

   “สุกแล้วก็ตักเอามาพักไว้บนตะแกรงก่อนละกันนะ พี่ฝากด้วยล่ะ”

   “ไว้ใจได้เลยครับ”

   ผมตักถั่วที่สุกแล้วขึ้นมาพักไว้ “เนี่ยะ เดี๋ยวพอช่อทำแพไข่เสร็จแล้วก็ต้องเอามาห่อกับถั่วนี่นะ”

   “โอเค” เจ้าตัวรับคำก่อนจะยืนทำแพไข่อย่างขมักขะเม้น อยากถ่ายรูปเก็บเอาไว้ชะมัด มองจากทางนี้แล้วเขาโคตรน่ารักเลย

   “เดี๋ยวถ้าพี่เตรียมแป้งเสร็จ วานเมฆจัดทรงขนมเรไรให้หน่อยนะแล้วก็นึ่งให้ด้วย พอดีพี่มีธุระต้องออกไปซื้อของนิดหน่อย”

   “ได้ครับ เดี๋ยวเมฆจัดการให้ ว่าแต่ต้องเอาไปส่งด้วยไหมครับอันนี้”

   “อันนี้ไม่ต้อง เดี๋ยวพี่เขามารับที่บ้านเราเอง ขนมที่เมฆต้องไปส่งพี่จัดไว้ให้เสร็จหมดแล้วล่ะ”

   “โอเคครับ”

   หลังจากที่ทำส่วนของถั่วชุบไข่เสร็จ ผมก็เดินไปยืนข้างช่อม่วงก่อนจะหยิบแพไข่ที่เขาพักไว้มาตัดให้เป็นทรงสี่เหลี่ยม ร่างโปร่งมองตาแป๋วไม่ละ สงสัยล่ะสิว่าทำไมถึงต้องตัด ที่ตัดก็เพราะว่าจะทำให้มันเสมอกันทุกด้านครับ เวลาห่อจะได้ออกมาสวยๆ ผมหยิบแพไข่มาตัดจนครบก่อนจะหยิบถั่วที่พักไว้มาห่อให้ช่อม่วงดู เจ้าตัวทำตามที่ผมทำพลางคลี่ยิ้มออกมาเหมือนกับดีใจที่ตัวเองทำได้

   เก่งที่สุดเลยค้าบแฟนของดั้นเมฆ

   “สวยไหม”

   “สวยครับ”

   “อันนี้คือพี่อินทำส่งทั้งหมดทุกชิ้นเลยไหมครับ” ช่อม่วงเอ่ยถาม “ถ้ามีเหลือ ช่อขอซื้อนะ อยากลองกิน ช่อไม่เคยกินเลยครับ”

   “ไม่ต้องซื้อหรอก พี่ทำเผื่อไว้ด้วย ที่ใส่กล่องจะมี 100 ชิ้น ที่เหลือก็กินกันได้เลยนะ ขนมเรไรก็ด้วย”

   “ขอบคุณนะครับ”

   “ขนมส่วนมากพี่จะทำเผื่อไว้เป็นปกติอยู่แล้ว แล้วก็นะ ช่อไม่ต้องซื้อขนมร้านพี่แล้วล่ะ อยากกินก็แค่บอก”

   “ไม่ได้หรอกครับพี่อิน มันของซื้อของขาย อีกอย่างตอนนี้ที่ MASCOT ต้องปิดปรับปรุงก็เป็นเพราะช่อ ถึงร้านจะมีรายได้อยู่แต่ก็น่าจะน้อยกว่าถ้าเทียบกับตอนเปิดร้าน”

   “ช่อม่วง พี่บอกแล้วไงว่าอย่าคิดมากเรื่องนี้ มันไม่ใช่ความผิดของเรานะ”

   “เนี่ยะ ถ้าช่อยังไม่เลิกคิดแบบนี้นะ” ผมต้องเขาตาเขม็ง “เมฆจะทุบช่อ”

   “เมฆไม่กล้าทำเราหรอก” เจ้าตัวบอกพลางทำหน้ามุ่ยใส่ผม ก็จริงอย่างเขาว่า ผมไม่กล้าทำอะไรเขาหรอก ยิ่งทำให้เจ็บยิ่งไม่กล้า

   “เราสองคนนี่น้า” พี่อินเดินไปล้างมือก่อนจะหยิบชามแป้งเรไรวางไว้ตรงหน้าผม “นี่ตัวแป้งนะ เดี๋ยวพี่ไปก่อน”

   “โอเคครับ ถ้าส่งของเสร็จเดี๋ยวเมฆโทรหานะ”

   “อื้ม” เขารับคำก่อนจะเดินออกไปจากครัว ผมปล่อยให้ช่อม่วงห่อขนมหันตราไปเรื่อยๆ แล้วย้ายตัวเองมาจัดการขนมเรไรต่อ

   แป้งขนมเรไรที่พี่อินเตรียมไว้มีส่วนผสมของใบเตยครับ ผมแบ่งแป้งก่อนจะปั้นเป็นวงกลมแล้วเอาไปวางบนแท่นกดของไม้ทำขนมเรไร ลักษณะมันจะเป็นรูเล็กๆ หลายรู พอเรากดแป้งไปอีกฝั่งมันจะเป็นเส้น สุมกันคล้ายรังนก เสร็จแล้วก็จัดทรงให้ดูเป็นก้อนก่อนจะเอาไปไว้บนซึ้งเพื่อเตรียมนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ขนมก็จะสุก จากนั้นค่อยโรยมะพร้าว ราดน้ำกะทิ แล้วปิดด้วยงาน้ำตาล

   ขั้นตอนมันจะประมาณนั้นแหละครับ

   ผมลงมือทำขนมเรไรต่อ ช่อม่วงที่ห่อขนมหันตราเสร็จก็มายืนมองผม เหมือนเขาอยากทำเลย พอคิดได้แบบนั้นผมก็สอนเขาว่ามันต้องทำยังไงบ้าง ผมชอบเวลาที่เจ้าตัวตั้งใจทำอะไรสักอย่างจริงๆ สีหน้าดูมุ่งมั่น มีเสน่ห์ พอเห็นแบบนี้แล้วอยากโตไวไวจัง ผมอยากฟัดเขาแล้วอะ มันเขี้ยวไปหมด เออเมื่อวันก่อนผมแอบเห็นพี่อ้ายกับพี่อินหยอกกันตรงสวนหย่อมหลังบ้านด้วยนะ

   มีจุ๊บหัวกันด้วย

   ผมไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็นยังไง แต่คงมีซัมติงกันนั่นแหละ อยากถามหลายรอบแต่คิดไปคิดมาไม่ถามดีกว่า มันเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าเขาอยากบอกค่อยให้บอกเอง เนี่ยะ อีกตั้งนานกว่าผมจะได้จุ๊บหัวช่อม่วงแบบนั้นอะ เอ๊ะ หรือว่าเราทำได้วะ จุ๊บหัวเองหนิ ไม่น่าเสียหายอะไรรึเปล่า หรือว่าเสียหายวะ คือมันไม่น่าเป็นเรื่องที่กระต่ายกากต้องเก็บมาคิดหนักหน่วงแบบนี้แต่ว่า....ผมอยากให้เกียรติแฟนตัวเองให้ได้มากที่สุด

   เหมือนเคยนอนกอดเขาไปแล้ว

   เห็นเขาเปลือยท่อนบนก็เคย

   “เสร็จแล้วเมฆ” เสียงใสเอ่ยบอก “ทำไมทำหน้าแบบนั้นอะ”

   “เมฆกำลังคิดว่าตัวเองให้เกียรติช่อในฐานะแฟนรึเปล่า”

   “ทำไมถึงคิดล่ะ”

   “ก็คิดเฉยๆ ” ผมยกซึ้งขนมเรไรไปตั้งบนเตาแก๊สเพื่อเตรียมนึ่ง “เมฆนึกถึงที่เราสัญญากับน้าชัชเอาไว้อะ”

   “อ๋อ เรื่องห้ามทำอะไรกันน่ะเหรอ”

   “อืม คือเมฆอะเคยเห็นพี่อ้ายจุ๊บหัวพี่อินด้วย แล้วเมฆก็มันเขี้ยวช่อม่วง”

   “ทำไม เมฆจะจุ๊บหัวเราแบบนั้นรึไง”

   “ทำแบบนั้นได้ที่ไหนเล่า” ผมยกมือขึ้นไปลูบหัวเขาเบาๆ “ไว้โตก่อนเถอะ จะทำมากกว่าจุ๊บหัวอีก”

   “ทำพูดเข้า” ช่อม่วงตีแขนผม “จนกว่าจะโต เมฆอย่าเปลี่ยนใจไปจากเราก็แล้วกัน”

   “ใครจะเปลี่ยนใจจากคุณได้เหรอครับคุณช่อม่วง”

   “ไม่รู้สิ ตรงนี้มีคนฮ็อตซะด้วยนะ เดี๋ยวพอเป็นรุ่นพี่แล้วก็น่าจะมีรุ่นน้องมาทำเนียนเดินผ่านห้อง ทำตาหวานใส่พร้อมกับยิ้มน้อยๆ ดีไม่ดีทิ้งผ้าเช็ดหน้าไว้ด้วย”

   “โหย ใครเขาจะมาทิ้งผ้าเช็ดหน้าเอาไว้”

   “ไม่รู้อะ แต่พูดเผื่อไว้ก่อน”

   “ฮ่าๆ ๆ ๆ น่ารักจังเลยน้า” ผมบีบแก้มเขาก่อนจะเดินมาเปิดฝาซึ้ง สุกแล้วครับขนมเรไร กลิ่นหอมมน่ากินมาก

   ผมปิดเตาแก๊สก่อนจะยกขนมลงมา เดี๋ยวต้องจัดใส่กล่อง แล้วก็เอากะทิ งาน้ำตาลและมะพร้าวขูดแยกใส่ถุงด้วย ผมกับช่อม่วงช่วยกันจัดขนมใส่กล่อง เดี๋ยวพอจัดเสร็จก็เป็นหน้าที่เก็บกวาดครัวและนั่งกินขนมที่แบ่งไว้ แฟนผมต้องทำหน้าปลื้มปริ่มขั้นสุดตอนได้ลองกินขนมสองอย่างนี้ ก็นะ เขาไม่เคยกินมันเลยนี่นา ผมเตรียมโทรศัพท์ไว้แอบถ่ายรูปเขาดีกว่า

   เอาให้เมมเต็มไปเลย

   ใช้เวลาพักใหญ่ในการจัดขนมและเก็บกวาดครัว ผมถือจานที่มีขนมหันตรากับขนมเรไรออกมาที่ห้องนั่งเล่น ร่างโปร่งเดินตามมานั่งข้างๆ มือเรียวหยิบขนมเข้าปากแล้วเคี้ยวแก้มตุ่ย รอยยิ้มสดใสแบบที่ผมชอบผุดขึ้นบนใบหน้าใส งื้ออออ....น่ารักมากเว่อร์ เราวาร์ปไปตอนโตเลยไม่ได้เหรอวะ เฮ้อ เข้าใจฟีลว่าอารมณ์วัยรุ่นมันพลุ่งพล่านก็วันนี้นี่แหละ ไม่นะ ผมจะกลายร่างจากกระต่ายกากเป็นกระต่ายกามไม่ได้

   หายใจเข้าลึกๆ ดั้นเมฆ

   “ทำหน้าแบบนั้นทำไม”

   ผมยิ้มแห้งๆ ให้เขา “ไม่มีอะไร”

   “กินขนมสิ หรือจะให้เราป้อน” พอเขาบอกแบบนั้นผมก็อ้าปากรอทันที มือเรียวหยิบขนมมาป้อนผม “ใกล้เรียนพิเศษแล้วเนอะ เมฆต้องตั้งใจมากๆ นะ”

   “อื้อ ช่อก็เหมือนกัน อย่าแอบไปปิ๊งใครที่ไหนด้วยล่ะ”

   “เราต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายพูด” เจ้าตัวยกมือกุมแก้มผม “อย่าไปหว่านเสน่ห์ใส่ใครเขาล่ะ เราหวงดั้นเมฆมากเลยนะรู้ไหม”

   ตึกตัก

   ใจผมไปหมดแล้วค้าบคุณช่อม่วง

   “เมฆหว่านใส่ช่อคนเดียวก็พอแล้วครับ”

   “ดีมากคุณกระต่าย อะ อ้ามมม”

   “อ้ามมม” ผมรับขนมที่เขาป้อนอีกชิ้นเข้ามาในปาก อร่อยจัง ฝีมือพี่อินนี่ไม่เคยตกเลย

   จะว่าไปการที่เราค่อยๆ เติบโตไปด้วยกันเรื่อยๆ มันก็ดีนะ มันไม่ยากเลยสำหรับการยับยั้งอารมณ์คุกรุ่น ผมก็แค่ต้องอดทนเท่านั้น ช่อม่วงเองก็เหมือนกัน โมเม้นท์ที่เกิดขึ้นระหว่างเราเป็นสิ่งที่ควรเก็บเอาไว้ในความทรงจำ วันนึงที่ผมโตขึ้นแล้วย้อนกลับมานึกถึงช่วงเวลาเหล่านี้มันต้องมีความสุขมากแน่ๆ จนถึงตอนนั้นผมหวังว่าคนที่อยู่ข้างๆ ผมจะเป็นช่อม่วงนะ ไม่สิ ไม่ต้องหวังหรอกเพราะว่ายังไงมันก็ต้องเป็นช่อม่วง

   อา....ผมรักเขามากจริงๆ นั่นแหละว่ะ

   









TBC.

สวัสดีค่าชาลมาส่งมาสคอตแล้วหลังจากไปหายไปสองวันเนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพหนักมากนะคะ แต่วันนี้ดีขึ้นแล้ว เหลืออีก 5 บทก็จะจบแล้วนะคะ แล้วเดี๋ยวจะเอาบทพิเศษมาฝากนะ หนังสือยังเปิดพรีอยู่ ใครอยากได้น้องไปครอบครองสามารถอินบ็อกเข้ามาในเพจได้นะค้าบ

สามารถติดต่อข่าวสาร + สปอยล์ได้ที่ทวิตเตอร์ Chaleeisis หรือเพจ Fiction Yaoi Th น้า

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค้าบ

ออฟไลน์ chaleeisis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
Re: M A S C O T บทที่ 21 [ 3 / 11 / 2020 ] หน้า 2
«ตอบ #32 เมื่อ03-11-2020 23:07:14 »

บทที่ 21 เสียอาการ



   การเรียนภาษาจีนนั้นช่างสาหัสเหลือเกิน

   สมองดั้นเมฆพังหมดแล้ว

   ผมยืนไร้สติอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนึง คือเพิ่งเรียนพิเศษเสร็จและมีอาการมึนงงสับสนมาก เรียนภาษาจีนมาครับ เอาจริงๆ อยู่กับมันมาหลายอาทิตย์แล้วแหละแต่ยังไม่รู้สึกชินสักที แล้วยิ่งอักษรจีนคือจำยากมากอะ ผมนับถือพวกที่เขาเรียนภาษาแบบพูดได้ เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดูเก่งเนอะ อะไรที่ผมทำไม่ได้แต่คนอื่นทำได้ผมก็มองว่ามันเจ๋งทั้งนั้นแหละ และก็เชื่อว่าถ้าเราตั้งใจแบบจริงๆ จังๆ เราก็จะทำแบบเขาได้เหมือนกัน

   ไงล่ะ....คติของเจ้ากระต่ายกาก

   ตอนนี้ผมกำลังรอแฟนอยู่ครับ ช่อม่วงเองก็เรียนพิเศษแล้วเหมือนกัน อีกอย่างคือเรียนเยอะกว่าผมด้วย เจ้าตัวบ่นให้ฟังบ่อยๆ อยู่นะว่าเหนื่อย ผมในหน้าที่แฟนก็ได้แต่ปลอบเขาและทำขนมอร่อยๆ ให้กิน พักหลังมานี้เขาเข้าออกบ้านผมเป็นเรื่องปกติเลย แล้วยิ่งน้าชัชย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์แล้วด้วย ก่อนไปเขาฝากฝังช่อม่วงเอาไว้กับบ้านผม พี่อินก็รับปากว่าจะช่วยดูแลให้ ไม่ต้องเป็นห่วง

   ช่อม่วงเหมือนคนในครอบครัวผมนั่นแหละ

   เรื่องที่พ่อของเขาส่งคนมาพังร้าน ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจไปน่ะนะครับ ผมรู้มาว่าถูกจับแล้วแต่เรื่องจะสู้คดีหรืออะไรก็ปล่อยให้พี่อินจัดการ ตอนที่ช่อม่วงรู้เรื่องว่าพ่อตัวเองถูกจับ เขาดูเสียใจอยู่นะ ถึงผู้ชายคนนั้นจะเคยทำเรื่องแย่ๆ กับเขาก็เถอะ แต่พอทุกอย่างเป็นแบบนี้ น้าชัชก็วางใจเรื่องช่อม่วงขึ้นมากเลยล่ะ อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาทำร้ายหลานตัวเองแล้ว ไปทำงานได้อย่างสบายใจ

   “ดั้นเมฆ”

   ผมหันไปตามเสียงพร้อมกับยิ้มหวาน “ช่อม่วง”

   “ยิ้มอะไรน่ะ” ร่างโปร่งบ่นอุบอิบก่อนจะเขี่ยผมที่ปรกหน้าผมออกให้ “เรียนเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม”

   “นิดหน่อย แล้วช่อล่ะ เหนื่อยรึเปล่า”

   “เหนื่อยแต่ก็สนุกดี เออเมฆ เราอยากกินกับข้าวฝีมือเมฆอะ ทำให้กินหน่อยนะ นะนะนะ” เจ้าตัวบอกผมอย่างอ้อนๆ พร้อมกับทำตาปิ๊งๆ ใส่ ใครสอนเขาให้ทำแบบนี้กันนะ

   หึ้ยยยย....เดี๋ยวจะโดนนะเจ้าช่อ

   “อ้อนขนาดนี้ กะทำให้เมฆตายชัดๆ ” ผมขยี้หัวเขาอย่างมันเขี้ยว “อยากกินอะไรไหนบอกซิ”

   “อยากกินหลายอย่างเลย ไปซื้อของสดกัน” ว่าแล้วเขาก็ลากผมไปยังโซนของสดทันที ชอบจริงๆ เลยที่ได้เห็นรอยยิ้มสดใสแบบนี้

   เห็นแล้วรู้สึกหายเหนื่อยอะ

   “ไหนนน จะซื้ออะไรบ้าง” ผมเอ่ยถามพลางดูของสดต่างๆ ตั้งแต่ที่น้าชัชไม่อยู่ คนที่ทำกับข้าวให้ช่อม่วงกินบ่อยๆ ก็ผมนี่แหละ แต่บางวันเขาจะมากินข้าวที่บ้านผม ช่วงหลังๆ มาก็ฝึกทำกับข้าวอยู่กับพี่อินในครัวโน่น

   มีความตั้งใจอยากทอดไข่ให้ผมกินมาก

   “กุ้งตัวใหญ่จังเลยอะ” มือเรียวชี้ให้ผมดู “เราอยากกินแบบนึ่งสมุนไพร เมฆทำได้ไหม”

   “ทำได้ เอาปลาด้วยไหม”

   “เอาด้วยก็ได้ เออ ขออีกอย่างได้ไหม”

   “อะไรอะ”

   “คือพรุ่งนี้มันวันหยุดใช่ไหมล่ะ เราก็เลยอยากชวนเมฆค้างด้วยกันที่บ้าน ตื่นแล้วค่อยไปช่วยพี่อินกัน” ร่างโปร่งเอ่ยบอกพลางยิ้มบางๆ เหมือนตัวเลือกของผมคือมีแค่การตอบตกลงและตกลงเท่านั้น

   ดั้นเมฆยอมทุกอย่างแล้วค้าบ

   “ชวนเมฆค้างด้วยนี่คิดอะไรรึเปล่าเนี่ยะ”

   “ก็ไม่ได้คิดอะไรนะ” คนตรงหน้าหรี่ตามองผม “หรือว่าเมฆคิด”

   ผมก้มหน้าลงไปใกล้เขา “ช่ออยากให้เมฆคิดไหมล่ะ”

   “หึ....เดี๋ยวเถอะ” เจ้าตัวตีมือผมเบาๆ ก่อนจะลากไปที่โซนผักต่อ ฮันแหน่ะ เขินก็บอกสิ ทำมาเป็นลากไปดูผักกลบเกลื่อน

   ผมมองเจ้าแฟนที่หยิบโน่นนี่มาใส่รถเข็นจนเต็มไปหมด ตอนนี้ชีวิตของเขาอยู่ภายใต้การดูแลรับผิดชอบของน้าชัชโดยสมบูรณ์แล้วครับ ซึ่งมันก็คงดีแล้วแหละ หลังจากนี้ช่อม่วงอยากทำอะไรหรือใช้ชีวิตยังไง เขาจะได้ทำตามใจอยาก เรื่องเรียนก็ด้วย ในอนาคตข้างหน้า ผมจะมีแฟนเป็นคุณหมอ แล้วลองนึกภาพเวลาเขาเลิกงานมาเหนื่อยๆ กลับถึงบ้านแล้วยิ้มหวานให้พร้อมกับพูดอ้อนๆ ใส่ว่าหิวข้าวแล้วดั้นเมฆ ทำกับข้าวให้กินหน่อยสิ

   โว้ยยยยยยยยยยย

   นี่แค่คิดเองนะ

   ทุกวันนี้กลัวใจตัวเองเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะตบะแตกวันไหน แต่เอาจริงๆ ต่อให้ตบะแตกขึ้นมาผมก็คงเงอะงะน่าดูเลยล่ะถ้าถึงจุดนั้น ยอมรับจากใจจริงเลยนะครับว่ามีแอบไปศึกษาเรื่องพวกนี้มาบ้างนั่นแหละ ก็นะ....มันต้องเรียนรู้เอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ อะ ใจผมก็อยากจะถามพี่อินเหมือนกันเพราะเขามีประสบการณ์โดยตรงไง แต่คิดไปคิดมาก็เขินว่ะ ครั้นจะถามบุหลัน เขาก็ไม่ได้เป็นแบบผมที่ชอบผู้ชายซะด้วย

   เพราะแบบนั้นผมก็เลย....

   ไม่เอา ไม่พูดดีกว่า

   บางครั้งก็คิดนะว่าถ้ามีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆ ก็ปล่อยให้สัญชาตญาณจัดการเอง ยังไงซะผมก็เป็นผู้ชาย ของแบบนี้มันต้องอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว มีอย่างนึงที่เกี่ยวกับเรื่องนี้และผมชอบเก็บมันมาคิดบ่อยๆ นั่นก็คือโพซิชั่นครับ สำหรับเซ็กซ์ของผู้ชายกับผู้ชาย มันก็จะเป็นรุกกับรับใช่ไหมล่ะ คือผมอะอยากเป็นฝ่ายปู้ยี้ปู้ยำช่อม่วงอยู่แล้ว แต่ถ้าสมมุติว่าแฟนผมก็อยากทำแบบนั้นเหมือนกันอะ แล้วถ้าเขาอ้อน....

   หื้มมมม....ไม่อยากคิดเลย

   “ทำไมทำหน้าแบบนั้นอะ” ช่อม่วงเอ่ยถามก่อนจะยกมือขึ้นกุมแก้มผม “ไม่สบายเหรอ หน้าแดงๆ ”

   “เปล่า” ผมจับมือเจ้าตัวออกแล้วกุมเอาไว้แบบนั้น “คือเมฆกำลังคิดถึงเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตน่ะ”

   “เรื่องอะไรอะ”

   “พูดไปเดี๋ยวช่อก็เขิน”

   “เรื่องไม่ดีแน่เลย” ร่างโปร่งจ้องผมตาเขม็ง “เดี๋ยวจะโดนนะดั้นเมฆ”

   “ช่อจะทำอะไรเมฆได้อะหืม....ตัวก็เท่านี้” ผมขยี้หัวเจ้าแฟนเบาๆ อย่างมันเขี้ยว

   “สูงกว่านิดหน่อยทำมาเป็นนะ” เขาทำหน้ามุ่ยใส่ผมก่อนจะลากไปยังตู้นม “เราจะสูงกว่าดั้นเมฆให้ได้เลยคอยดู”

   “ไม่ต้องเลย ช่อตัวเท่านี้น่ะดีแล้ว กำลังดี”

   “แล้วเมฆก็จะสูงเรื่อยๆ งี้อะนะ ไม่เอา เราไม่ยอมหรอก”

   “ตอนนี้ช่อสูงเท่าไหร่แล้ว”

   “172 ละเมฆอะ”

   “ล่าสุด 180”

   “โหย สูงกว่าเราตั้ง 8 เซ็นฯ ยอมไม่ได้อะ” ว่าแล้วมือเรียวก็หยิบนมใส่รถเข็นเต็มไปหมด หึ....เดี๋ยวผมจะแย่งเขากินให้หมดเลยคอยดู

   “ทำไมช่ออยากสูงเท่าเมฆอะ”

   “ก็ถ้าเราสูงเท่ากัน เมฆจะได้อยู่ในระยะสายตาเราพอดีไง เวลากอดกัน คางเราก็จะอยู่ที่ไหล่ของเมฆพอดีเลย เราชอบ”

   ตึกตัก

   ดูคำพูดคำจาสิ

   “แต่เมฆอยากให้ช่อตัวเล็กกว่าเมฆเยอะๆ ”

   “ทำไม”

   “ก็เวลากอดช่อ เมฆอยากให้ช่อจมอกเมฆแบบนี้ไง” ผมรั้งหัวเขามากดไว้ที่หน้าอกตัวเอง “เห็นไหมว่ามันจะได้ยินเสียงหัวใจเต้นแรงมากๆ ด้วยนะ ไม่ชอบเหรอ”

   ผมมองช่อม่วงที่หน้าแดงก่ำถึงขั้นสุด เจ้าตัวคงเขินมากกับสิ่งที่ผมพูด หึ....ขอเอาคืนหน่อยเถอะเจ้าแฟน พักหลังมานี้ชอบหาเรื่องมาทำให้ผมปั่นป่วนได้ตลอด มันน่าหงุดหงิดตรงที่ปั่นป่วนแล้วทำอะไรไม่ได้นอกจากบีบแก้มและก็ขยี้หัวเขาเท่านั้น ใจผมน่ะอยากจับช่อม่วงทุ่มลงเตียงแล้วขย้ำๆ ให้มันสาแก่ใจที่เขาทำตัวน่ารักใส่ซะจริง เนี่ยะ พอมีความคิดแบบนี้เข้ามาในหัวก็รู้สึกกลัวตัวเองเหมือนกันนะ

   กระต่ายกากในวันนั้น....กลายเป็นกระต่ายกามในวันนี้

   เราใช้เวลาพักใหญ่ในการซื้อของก่อนจะพากันไปที่บ้านของช่อม่วง ผมโทรบอกพี่อินแล้วว่าจะค้างที่นี่ พี่ชายสุดที่รักก็ไม่ได้ว่าอะไร ตอนนี้ร้าน MASCOT ซ่อมเสร็จแล้วครับ กำหนดเปิดทำการอีกครั้งคือวันจันทร์หน้า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาทางร้านเราก็รับทำขนมแล้วส่งให้ลูกค้าทุกวันเลย เหนื่อยเหมือนกันนะแต่มันก็ดีที่ยังมีลูกค้าคอยอุดหนุนเรา พวกเขาถามตลอดเลยนะว่าเมื่อไหร่ร้านจะเปิดอีกรอบ อยากกลับมาเสพบรรยากาศสวยๆ ในร้านแล้ว

   อยากเจอเหล่าบันนี่ด้วย

   “ใครยืนอยู่หน้าบ้านด้วยเมฆ”

   ผมมองตามที่ช่อม่วงบอกก็พบร่างบางกำลังยืนรอด้วยสีหน้าที่หงุดหงิดขั้นสุด “เธอมาทำอะไรที่นี่”

   “ไม่รู้สิ” เจ้าตัวบอกก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้านิดา “เธอมาที่นี่ มีอะไรรึเปล่า”

   “อยู่สุขสบายดีหนิ รู้ไหมว่าทางนี้กำลังลำบากมากแค่ไหนอะ” เธอตวาดใส่ช่อม่วง “เพราะพี่ทำให้พ่อถูกจับ เพราะพี่คนเดียวเลย”

   “พี่ว่าน้องเข้าใจอะไรผิดแล้วนะ” ผมแย้งทันที “การที่พ่อของน้องถูกจับมันเป็นเพราะเขาคือคนบงการให้คนมาทำลายร้านขนมของพี่ชายพี่ แล้วมันเกี่ยวกับช่อม่วงตรงไหน คู่กรณีคือบ้านพี่ ไม่ใช่ช่อม่วง” พอผมบอกแบบนั้นเธอก็เงียบไปทันที แน่ล่ะ สิ่งที่ผมพูดมันเป็นความจริงหนิ

   “มันเป็นความผิดของพี่ช่อนั่นแหละ”

   “ถ้าเธอคิดแบบนั้นแล้วสบายใจก็แล้วแต่เธอเถอะนะ” เขาผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “สิ่งที่พ่อทำมันไม่ถูกต้อง เขาได้รับโทษของเขา มันก็ถูกแล้ว”

   “แต่นั่นมันพ่อพี่เลยนะ พี่จะไม่ทำอะไรสักอย่างเลยเหรอ”

   “ถ้าพี่ไม่ทำอะไรเลย แล้วเธอจะทำไม” ช่อม่วงเอ่ยเสียงเรียบพลางมองนิ่งๆ “เธอรู้ไหมว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่ต้องทนเจอกับอะไรบ้าง ตั้งแต่ที่พ่อนอกใจแม่พี่ไปหาแม่ของเธอจนแม่พี่ตรอมใจแล้วจากไป เธอว่าพี่รู้สึกยังไง”

   “....ช่อ” ผมลูบแขนเขาเบาๆ เชิงปราม สีหน้าของเขาในตอนนี้ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

   “เธอเป็นแค่ลูกติด ไม่ได้มีสายเลือดเกี่ยวข้องอะไรกับพ่อพี่เลยสักนิด แต่พ่อรักเธอ ดูแลเธอกับแม่เธออย่างดี พี่ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากพ่อเลยสักอย่าง เขาทำหน้าที่รับผิดชอบชีวิตพี่ในส่วนที่เขาควรทำ แต่หน้าที่ของคนเป็นพ่อ เขาทำแค่กับเธอ เธอได้มาตลอดทั้งชีวิตของเธอนะนิดา แล้วเธอจะมาอะไรกับพี่อีกห้ะ!!!!”

   นิดาเค้นหัวเราะออกมา “ที่แท้เพราะพี่อิจฉาหนูกับแม่สินะ พี่ถึงไม่คิดจะช่วยพ่อ”

   “คนอย่างพี่จะอิจฉาเธอไปทำไม ทุกวันนี้พี่มีความสุข ไม่จำเป็นต้องอิจฉาคนที่กำลังดิ้นรนอย่างทุกข์ร้อนหรอกนะ” ช่อม่วงยกยิ้มให้ “เธอกับแม่คงลำบากมากเลยล่ะสิที่พ่อไม่ได้อยู่ด้วย ตลอดเวลาก็ผลาญเงินพ่อไปเยอะ งานก็ไม่ทำ ใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบายเหมือนเงินจะไม่มีวันหมด คิดแบบนี้แล้ว....พี่ไม่รู้ว่าจะสงสารหรือสมเพชเธอดี”

   เพี้ยะ

   “ช่อม่วง” ผมมองคนที่โดนตบจนหน้าหัน นิดาโกรธจนตัวสั่น น้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุด ผมหงุดหงิดที่แฟนตัวเองโดนทำร้ายแต่มันก็เรื่องในครอบครัวเขา ผมควรอยู่เงียบๆ จะดีกว่า

   ช่อม่วงมองคนตรงหน้าไม่วางตา “ทำไม พูดความจริงแล้วรับไม่ได้เหรอ”

   “พี่ช่อ!!!!” นิดาจะตบลงมาอีกครั้งแต่มือเรียวรับมันเอาไว้

   “มันไม่มีครั้งที่สองหรอกนะนิดา ไม่มีใครยอมโดนทำร้ายซ้ำๆ ซากๆ หรอก” ว่าแล้วเขาก็สะบัดมือนิดาออก “ไปซะ ก่อนที่พี่จะแจ้งความว่าเธอทำร้ายร่างกายพี่ หรือดีซะอีก เธอจะได้ไปอยู่กับพ่อไง”

   “พี่ช่อม่วง!!!!”

   “หลังจากนี้เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน สำหรับพี่....เธอก็แค่คนแปลกหน้าเท่านั้น หวังว่าจะเข้าใจ” ร่างโปร่งจับข้อมือผม “เข้าบ้านกันเมฆ” สิ้นเสียงพูด....ช่อม่วงก็ลากผมเข้ามาในบ้านทันทีโดยไม่สนใจนิดาที่ยืนโวยวายอยู่ด้านนอก

   ผมมองช่อม่วงที่เดินเอาของไปไว้บนเคาน์เตอร์แล้วไปยืนนิ่งๆ อยู่หน้าซิงค์ล้างจาน ในใจเขาคงวุ่นวายน่าดูเลย ครั้งแรกเลยครับที่เห็นการกระทำและสีหน้าแบบนั้นออกมาจากแฟนตัวเอง สายตาที่มอง คำพูด ผมไม่เคยได้ยินเลย มันเป็นการด่าที่ไม่ใช้คำหยาบแต่เจ็บแสบไปทั้งทรวงอะ

   คิดแบบนี้แล้ว....พี่ไม่รู้ว่าจะสงสารหรือสมเพชเธอดี

   ร้ายขั้นสุด

   ตอนนี้ช่อม่วงคงไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ อย่างที่เคยบอกว่าการที่พ่อเขาถูกจับ มันไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รู้สึกอะไร แต่เพราะเขาทำอะไรไม่ได้เท่านั้นเอง เจ้าตัวพูดถูกที่ว่าสิ่งที่พ่อเขาทำ มันไม่ถูกต้อง โทษที่เขาโดน มันมาจากการกระทำของเขาทั้งนั้น ไม่ค่อยชอบใจที่นิดาโยนความผิดทั้งหมดมาให้ที่ช่อม่วงคนเดียวเลย คนไม่ยอมรับความจริงก็จะประมาณนี้แหละ หวังว่าหลังจากนี้เธอคงไม่มาวอแวอะไรแฟนผมอีกนะ

   ผมอยากให้ทุกวันของช่อม่วงมีแต่ความสบายใจ

   “ไหวไหม” ผมเดินไปซ้อนอยู่ด้านหลังก่อนจะเอาคางวางไว้บนไหล่เขา “เจ็บแก้มมากรึเปล่า”

   “นิดหน่อย แรงที่นิดาตบ เทียบกับตอนพ่อตบไม่ได้ด้วยซ้ำ”

   “พูดแบบนี้แล้วรู้สึกเจ็บแทนเลยอะ” ผมจับร่างโปร่งให้หันมาเผชิญหน้ากันแล้วจับมือเขาเอาไว้ “ไม่เป็นไรแล้วนะครับแฟนผม ในอดีตมันอาจจะมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นกับคุณมากมาย แต่หลังจากนี้ ผมจะไม่ให้มันเกิดขึ้นกับคุณอีกแล้ว สิ่งเดียวที่จะเข้ามาในชีวิตของคุณได้ก็คือ....ความสุข เชื่อผมนะ”

   ช่อม่วงพยักหน้ารัวๆ “เราเชื่อ”

   “ดีมาก ไหนกอดกันก่อน” ผมอ้าแขนรับเขาเข้ามาในอ้อมกอด “อื้ออออ....น่ารักจริงๆ แฟนใครนะเนี่ย”

   “แฟนเมฆนั่นแหละ” เจ้าตัวบอกก่อนจะยิ้มหวาน “ขอบคุณนะเมฆที่อยู่กับเราจนถึงตอนนี้เลย”

   “เมฆจะอยู่กับช่อไปแบบนี้เรื่อยๆ นั่นแหละ” ผมก้มหน้าลงไปใกล้ “อยากให้....รางวัลเมฆหน่อยไหม”

   “ได้สิ” มือเรียวยกขึ้นมากุมแก้มผมก่อนจะเลื่อนนิ้วโป้งมาปิดตรงปากแล้วจูบตรงนั้นเบาๆ “แบบนี้....โอเคเนอะ”

   ตึกตัก

   แบบนี้ก็ได้เหรอ

   “ช่อม่วง” ผมหลุดยิ้มออกมาหลังจากที่เขาทำแบบนั้น มือก็ลูบอกตัวเองที่หัวใจเต้นรัว โคตรเสียอาการเลยแม่งเอ๊ย แล้วดูแฟนผมสิ พอเขาเห็นผมเป็นแบบนี้ก็ยืนยิ้มร่าเชียว

   มันน่าไหมห้ะ

   “อะไรกัน เขินเหรอ”

   “เขินสิ ใครจะไม่เขินอะ”

   “น่ารักจังเลยคุณกระต่าย” เขาบีบแก้มผมทั้งสองข้าง “อาการแบบนี้อย่าให้ใครเห็นนอกจากเราเลยนะ”

   “ใครจะทำผมเขินได้นอกจากคุณล่ะ ตัวแสบ” ฝากไว้ก่อนเถอะ วันเอาคืนมาถึงเมื่อไหร่ ผมจะทำให้เขาต้องร้องขอชีวิตเลย

   “ฮ่าๆ ๆ ๆ ทำกับข้าวกันเถอะ เราหิวแล้ว” ผมพยักหน้ารับหลังจากที่เขาบอกแบบนั้น ขอเวลาตั้งสติสัก 2 นาทีก่อน หายใจเข้าออกลึกๆ เร็วดั้นเมฆ

   หืดดดด....หาดดดด

   โอเคดีขึ้นละ

   สิ่งที่เขาทำเมื่อกี๊มันเกินไปจริงๆ เหมือนเราจูบกันแต่ว่ามีปลายนิ้วของเขามาคั่นกลางเอาไว้ อา....เขินชะมัด นึกไม่ออกเลยว่าถ้าได้จูบกันจริงๆ มันจะเป็นยังไง ขนาดทำแค่นี้ยังเขินขนาดนี้เลยอะ บ้าชะมัด เกิดมาตั้งกี่ปี เสียอาการสุดก็วันนี้เนี่ยแหละ

   ช่อม่วงนะช่อม่วง

   อย่าให้ทีของดั้นเมฆนะ....หึ











TBC.

สวัสดีค่ะมาส่งมาสคอตแล้วนะ มาถึงบทนี้ก็ถือว่าเคลียร์เรียบร้อยแล้วนะคะสำหรับเรื่องคาราคาซัง ดราม่าครอบครัวต่างๆ เห็นช่อม่วงฟาดๆ แบบนั้นแต่ข้างในเขาก็เจ็บปวดไม่น้อยเลยนะ เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อรอติดตามค้าบ

สามารถติดต่อข่าวสาร + สปอยล์ได้ที่ทวิตเตอร์ Chaleeisis หรือเพจ Fiction Yaoi Th น้า

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค้าบ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2023
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0
Re: M A S C O T บทที่ 21 [ 3 / 11 / 2020 ] หน้า 2
«ตอบ #33 เมื่อ04-11-2020 19:02:56 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ chaleeisis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
Re: M A S C O T บทที่ 22 [ 5 / 11 / 2020 ] หน้า 2
«ตอบ #34 เมื่อ05-11-2020 21:33:30 »

บทที่ 22 ช่อม่วงคนดื้อ



   “ร้าน MASCOT ยินดีต้อนรับครับ”

   “วันนี้มีขนมอะไรพิเศษไหมคะคุณกระต่าย”

   “ขนมอินทนิลกับขนมลืมกลืนครับ ถ้าคุณลูกค้าสนใจ เชิญสั่งได้ที่เคาน์เตอร์เลยนะครับ”

   “โอเคค่ะ”

   ผมมองลูกค้าที่ทยอยพากันเข้ามาในร้านเรื่อยๆ จากวันที่โดนพังร้านก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วครับ ตอนนี้ร้าน MASCOT เปิดให้บริการตามปกติ มีตกแต่งเพิ่มเติมนิดหน่อยเพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยได้เยอะขึ้น แต่ทุกอย่างยังคงคุมโทนกระต่ายกับพระจันทร์แบบที่พี่อินชอบ ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ผมทำงานในร้านสลับกับการไปเรียนพิเศษ ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว ผมก็จะเรียนได้ช่วงเสาร์อาทิตย์ และก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสนามสอบต่างๆ

   มันใกล้เข้ามาทุกที

   ผมไม่ได้กังวลเรื่องสอบเข้าอะไรมากนักหรอกเพราะคิดว่าตัวเองคงทำได้แน่ๆ ต้องมั่นใจในตัวเองเอาไว้ให้มากๆ และก็ต้องเอาสิ่งที่เรียนมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด แต่จะว่าไปก็มีเรื่องนึงที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง พักหลังมานี้ผมกับแฟนงอแงใส่กันบ่อยๆ นั่นมันก็เพราะเขาดื้อมาก อ่านหนังสือจนดึกดื่น เครียดจนไมเกรนขึ้นตั้งหลายรอบ ข้าวปลาไม่ยอมกิน น่าทุบจริงๆ

   ชอบทำให้ผมเป็นห่วงอยู่ตลอดเลยคนเนี้ยะ

   ผมเข้าใจช่อม่วงนะ เข้าใจในสิ่งที่เขากำลังพยายามอยู่ แต่ผมอยากให้เขาเป็นห่วงตัวเองบ้าง เขากินข้าวน้อยลงไปเยอะ ซูบและดูโทรมเอาเรื่องเลยล่ะ ตั้งแต่เปิดเทอมมาก็โหมอ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัดและก็ไปเรียนพิเศษ ไหนจะงานของสภาฯ ที่ต้องทำอีก ความรับผิดชอบล้นมือมาก พักหลังเขาไม่ค่อยได้มาที่ MASCOT เพราะว่าต้องอ่านหนังสือ ผมได้เจอเขาเฉพาะแค่ที่โรงเรียนเองอะทุกวันนี้

   จิ๊....โคตรคิดถึงเลย

   “พี่กระต่ายฮ้าบบบบ”

   “ว่าไงครับหนุ่มน้อย” ผมย่อตัวก่อนจะอุ้มเด็กผู้ชายตัวเล็กขึ้นมานั่งบนตัก “มีอะไรให้พี่กระต่ายช่วยครับ”

   “เมื่อไหร่ผมจะโตเท่าพี่กระต่ายเหรอฮับ”

   “ถ้าอยากโตเร็วๆ ก็ต้องกินข้าวเยอะๆ กินนมเยอะๆ ออกกำลังกายและก็รอเวลาครับ”

   “ทำไมต้องรอเวลาด้วยล่ะ”

   “เพราะว่าเวลาจะทำให้เราโตขึ้นยังไงล่ะครับ” ผมลูบหัวเขาอย่างเอ็นดู “อีกอย่างต้องตั้งใจเรียนด้วยนะ”

   “เข้าใจแล้วฮับ ผมจะตั้งใจเรียนให้มากๆ คูมแม่จะได้ดีใจ ขอบคุณนะฮับพี่กระต่าย” เด็กน้อยกอดผมก่อนจะวิ่งกลับไปหาคุณแม่ของเขา

   เด็กๆ นี่น่ารักเหมือนกันน้า

   กระต่ายกากน่ะเป็นขวัญใจเด็กๆ มากเลยนะครับ ส่วนขวัญใจสาวๆ นี่ต้องยกให้พี่บราวน์บันนี่ ส่วนขวัญใจน้องหมาน้องแมวรอบร้านก็พี่กระต่ายสีดำของเราเลย รายนั้นน่ะชอบเอาอาหารมาแจกน้องหมาน้องแมวทุกวันหลังเก็บร้าน เจ้าแสบพวกนั้นรู้เวลาด้วยนะ ร้านใกล้ปิดเมื่อไหร่ก็มานั่งรอกันเต็มเลย ส่วนพี่กระต่ายอ้ายนั้นไม่ค่อยสนใจอะไรนอกจากพี่อินสักเท่าไหร่

   สำหรับเกรย์บันนี่แล้ว....คุณเจ้าของร้านจะยืนหนึ่งเสมอครับ

   วันนี้ผมมีแพลนบุกไปที่บ้านคนดื้อโดยไม่บอกเขาก่อน เมื่อเช้าเห็นสีหน้าเจ้าตัวดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมถามแล้วแต่เขาบอกว่าไม่เป็นไร คิดว่าดั้นเมฆคนนี้จะเชื่องั้นเหรอเจ้าแฟน ปากแข็งแบบนี้สมควรโดนลงโทษมากๆ ผมคิดว่าช่อม่วงอาจจะไม่สบาย ยิ่งอยู่คนเดียวแบบนี้ยิ่งน่าเป็นห่วง วันนี้ผมจะออกงานเร็วหน่อย ส่วนที่เหลือต้องรบกวนพี่ๆ บันนี่คนอื่นทำแทน

   ผมฟ้องพี่อินแล้วด้วยเรื่องช่อม่วงดื้ออะ

   ใช้เวลาทำงานอีกพักใหญ่จนนาฬิกาบนผนังบอกเวลาว่าทุ่มกว่าๆ ผมเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังร้านก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองออกมา พรุ่งนี้เป็นวันหยุด ผมก็เลยจะค้างที่บ้านช่อม่วงเลย ถ้าสมมุติว่าเจ้าแฟนไม่ยอมให้ผมนอนค้างที่บ้านเขา ผมก็นอนอยู่หน้าบ้านเขานั่นแหละ วันนี้มันต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน ผมจะไม่ให้ช่อม่วงดื้อใส่ผมอีกแล้ว

   ย๊ากกกกกกกกกกก

   โอเค เหมือนอัดอั้นตันใจอะ

   ผมขับรถมอเตอร์ไซค์มาจนถึงบ้านช่อม่วงก่อนจะถือวิสาสะใช้กุญแจสำรองไขเข้าไปในบ้านเขา เงียบและมืดมาก เพิ่งไม่กี่โมงเอง ช่อม่วงน่าจะยังไม่นอนรึเปล่า ปกติแล้วเขาไม่น่าจะปล่อยให้บ้านมืดขนาดนี้นะ หรือว่าไม่อยู่วะ ถ้าไม่อยู่แล้วเขาจะไปไหนได้ล่ะ แฟนผมไม่ใช่ประเภทชอบไปไหนมาไหนโดยไม่มีผมซะด้วย ถ้าไปกับบรรดาเพื่อนๆ แน่นอนว่าบ๋อมแบ๋มต้องรายงานผมแล้วล่ะว่าช่อม่วงอยู่กับเธอ

   ไม่ค่อยชอบมาพากล

   “ช่อม่วง” ผมเอ่ยชื่อเรียกเจ้าของบ้านแต่กลับพบว่ามันเงียบกริบ พอเป็นแบบนั้นผมจึงเดินสำรวจไปทั่วชั้นหนึ่ง ไม่มีใครเลยครับแต่พัดลมระบายอากาศในครัวยังทำงานอยู่ จากแก้วน้ำที่ตั้งตรงซิงค์นั่นยังมีไอเย็นเกาะอยู่ด้านนอก

   เขาน่าจะอยู่ข้างบนสินะ

   ผมเดินขึ้นมาบนบ้านก็เห็นว่าประตูห้องนอนของช่อม่วงเปิดอยู่ ได้ยินเสียงกุกกักดังออกมาด้วย ทำอะไรของเขากันนะ ผมโผล่หน้าเข้ามาดูก็เห็นร่างโปร่งกำลังคว้าขวดน้ำที่อยู่ข้างหัวเตียง สภาพห้องคือรกมาก เสื้อผ้ากับหนังสือกองเต็มพื้นไปหมด เอาจริงๆ คนที่กำลังคว้าขวดน้ำอยู่นั่นเหมือนไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่เลย เขาหลับตาอยู่ ใบหน้าแดงก่ำ มีเหงื่อซึมตามไรผม พอเห็นแบบนั้นผมจึงเดินเข้ามาหาเขาก่อนใช้มืออังที่หน้าผากขาว

   นั่นไง....เขาไม่สบายจริงๆ ด้วย

   “อื้อออ.....ใคร” มือเรียวจับที่ข้อมือผมก่อนจะลืมตามอง “ดั้นเมฆ”

   “ไงคนดื้อ ให้เมฆตีตรงไหนดีถึงจะสาสมกับความดื้อดึงที่ช่อมีน่ะหืม....” ผมดุเขาพลางทำหน้าจริงจัง ต้องเอาจริงบ้างครับ ผมจะใจดีกับเขาตลอดไม่ได้ ไม่งั้นช่อม่วงก็จะปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้อีก

   “เราไม่สบายอยู่นะ เมฆจะตีเราเหรอ” คนป่วยเอ่ยเสียงอ่อน

   “เมฆบอกช่อแล้วใช่ไหมว่าอย่าโหมตัวเอง ให้กินข้าวด้วย สุดท้ายเป็นยังไงล่ะ ไม่สบาย แล้วช่อก็ดื้อไม่ยอมบอกเมฆอีกว่าตัวเองกำลังป่วย เมฆถามก็บอกว่าไม่เป็นไร เมฆเป็นห่วงช่อนะ”

   “เราขอโทษนะเมฆ” ช่อม่วงขยับมากอดเอวผมเอาไว้ “ตอนแรกเราคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆ เราก็ไม่อยากให้เมฆเป็นห่วง เรากินยาไปแล้วแต่ไข้ไม่ลดอะ เราไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนี้”

   “ได้กินข้าวรึยัง”

   เจ้าตัวส่ายหน้าเบาๆ “อื้ออออ....อย่าทำหน้าดุสิ”

   “ดื้อ....ไว้หายก่อนเถอะ โดนแน่ล่ะ” ผมบีบจมูกเขาเบาๆ ก่อนจะหยิบขวดน้ำให้ “ดื่มน้ำแล้วนอนรอนิ่งๆ เลยนะ”

   “เมฆจะไปไหน”

   “ทำอะไรให้คนดื้อกินน่ะสิ” ว่าแล้วผมก็กระชับผ้าห่มให้ช่อม่วงก่อนจะเดินออกมาจากห้องเขา

   เดี๋ยวผมทำข้าวต้มกุ้งให้เขากินดีกว่า อย่างน้อยต้องให้เขากินข้าวกินยา จับเช็ดตัวแล้วให้นอนก็น่าจะดีขึ้น จะว่าไปการที่ช่อม่วงป่วยแบบนี้มันอาจจะทำให้เขาได้สติและระมัดระวังตัวเองมากกว่านี้ก็ได้ อย่างน้อยเขาก็คงไม่โหมอ่านหนังสือจนไม่ได้พักผ่อนแล้วแย่ถึงขนาดนี้ ต้องทำข้อตกลงกัน อ่านวันละกี่ชั่วโมงก็ว่าไป ถึงเวลาพักก็ต้องพัก ข้าวก็ต้องกิน ตอนนี้เขาไม่มีน้าชัชคอยดูแลเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

   จะปล่อยปะละเลยตัวเองไม่ได้

   หลายเดือนแล้วที่น้าชัชไปทำงานที่สิงคโปร์ เขาส่งเงินค่าดูแลมาให้ไม่เคยขาด เงินส่วนต่างจากที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็ขอให้บอกเขา ส่วนฝ่ายพ่อนั้นก็ตัดขาดจากช่อม่วงไปเลยซึ่งมันก็เป็นสิ่งทางฝั่งนี้ต้องการแหละนะ เรื่องคดีก็จัดการเรียบร้อยแล้วล่ะครับ ฝั่งนั้นยื่นขอประกันตัวและก็ชดใช้ค่าเสียหาย ผมไม่ค่อยได้สนใจกฎหมายว่ามันอะไรยังไง พี่อินเขาจัดการทุกอย่าง ผมหวังนะว่าหลังจากนี้เราจะต่างคนต่างอยู่

   ขออย่าให้เขาทำอะไรช่อม่วงได้อีกเลย

   ผมใช้เวลาสักพักในการทำข้าวต้มกุ้งก่อนจะยกขึ้นไปให้คนดื้อ “ข้าวต้มกุ้งครับ”

   “ขอบคุณน้า” เจ้าตัวยิ้มหวานให้ ผมเลื่อนโต๊ะมาใกล้เตียงก่อนจะวางถ้วยข้าวต้มไว้ตรงหน้าเขา

   “กินเยอะๆ นะ ช่วงนี้ช่อผอมมากเลยรู้ไหม”

   ช่อม่วงเอียงหัวมาพิงไหล่ผม “เมฆไม่ป้อนเราเหรอ”

   “อยากให้ป้อนอ๋อ”

   “อยาก....ให้ป้อน”

   “ถ้าเมฆป้อน ช่อต้องกินให้หมดนะ” ผมตักข้าวต้มขึ้นมาก่อนจะเป่าเบาๆ แล้วยื่นไปที่ปากเขา “ต้องอ้ามมมมด้วยไหม”

   “ไม่ต้องงงง” เขางับช้อนที่มีข้าวต้มอยู่ก่อนจะเคี้ยวจนแก้มตุ่ย “อร่อยจัง เหมือนนานเลยนะที่ไม่ได้กินอาหารฝีมือเมฆ”

   “นั่นก็เพราะช่อดื้อไง” ถ้าไม่ดื้อนี่ก็จะทำอาหารให้กินทุกวันอยู่หรอก

   “คนเรามันก็ต้องมีช่วงเวลาดื้อกันบ้างทั้งนั้นแหละ” แฟนตัวแสบผมบอกพร้อมกับทำหน้ามุ่ยใส่ มันน่าจับทุ่มลงกับเตียงแล้วเอาหมอนฟาดนัก

   ได้แต่คิดเท่านั้นแหละ.....กระต่ายกากอย่างผมจะทำอะไรช่อม่วงได้

   ผมนั่งป้อนข้าวต้มคนป่วยไปเรื่อยๆ จนหมดถ้วยก่อนจะเดินลงมาที่ครัวอีกครั้งเพื่อทำความสะอาดสิ่งที่ทำเอาไว้ นี่ยังดีว่าเขากินข้าวได้หมดถ้วย หึ....ลองกินไม่หมดสิ ผมจะ....หึ้ยยยย ผมเนี่ยนะจะทำอะไรเขา ทุกวันนี้ในหัวก็คิดแค่ว่าจะต้องดูแลคนๆ นี้ให้ดีที่สุด เวลาเกิดอะไรขึ้นกับเขา ผมมักจะโทษตัวเองเสมอที่ปล่อยปะละเลยให้เกิดเรื่องแบบนั้นซะได้ ช่อม่วงรู้ในสิ่งที่ผมคิดเป็นอย่างดี ตัวเขาเองก็ไม่อยากให้ผมคิดมาก

   เราสัญญากันว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเพื่ออีกฝ่ายจะได้ไม่ต้องกังวลเกินไป

   แต่ช่อม่วงผิดสัญญากับผม

   มันเพราะผมรู้สึกรักเขามากๆ ด้วยแหละก็เลยไม่อยากให้เขาต้องไม่สบายหรือฝืนตัวเองจนเป็นแย่แบบนี้ เห็นเขาตัวร้อนก็สงสาร ปกติช่อม่วงเป็นคนแข็งแรงไง ตั้งแต่รู้จักกันผมไม่เคยเห็นเขาป่วยสักครั้ง ถือว่ายังดีที่ไม่ได้เป็นอะไรหนักไปมากกว่าการเป็นไข้ แต่ถึงแบบนั้นผมก็อยากให้เขาหายป่วยเร็วๆ กลับไปกินข้าวได้เยอะๆ ยิ้มได้เยอะๆ ขอแค่นั้น ผมก็มีความสุขมากเกินพอแล้ว

   ถ้าช่อม่วงเห็นความคิดของผมทั้งหมด....เขาต้องยิ่งรักผมมากแน่ๆ

   หลังจากจัดการในครัวเสร็จผมก็เดินออกไปล็อกรั้วแล้วเข้ามาปิดไฟชั้นล่างจนหมด จากนั้นก็เดินขึ้นไปหาช่อม่วงที่ห้องเขา เจ้าตัวนั่งมองผมก่อนจะอ้าแขนออก พอเห็นแบบนั้นผมก็เดินไปหยุดตรงหน้า คนป่วยรั้งเอวผมเข้าไปกอดเอาไว้ อ้อนเก่งจริงๆ เวลาเขาทำอะไรแบบนี้มันโคตรน่ารักเลยในสายตาผม ตั้งแต่ที่ผ่านเรื่องวุ่นวายไปเรากอดกันค่อนข้างบ่อยเลยนะ มันเหมือนเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

   เป็นการชาร์ตพลังให้กับชีวิตที่ดีมากเลยล่ะ

   “หายดื้อแล้วเหรอ” ผมถามพลางลูบหัวเขา “ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ายังไง”

   “หมายความว่าเราโชคดีจังที่มีดั้นเมฆอยู่ตรงนี้ คิดไม่ออกเลยอะว่าถ้าไม่มีเมฆอยู่ เราจะทำยังไง ปกติมีน้าชัชคอยดูแลและทำทุกอย่างให้” เขาซุกหน้ากับท้องผม “หลังจากนี้เราคงต้องใส่ใจกับการดูแลตัวเองให้มากกว่านี้แล้วล่ะ ขอโทษนะเมฆที่เราปล่อยให้ตัวเองไม่สบายแบบนี้ สาเหตุมันมาจากตัวเราเองทั้งนั้นเลย”

   “เมฆน่ะพร้อมจะดูแลช่ออยู่แล้ว แต่ถึงแบบนั้นเมฆก็อยากให้ช่อดูแลตัวเองด้วย ต้องยอมรับว่าเราสองคนไม่มีเวลาที่อยู่ด้วยกันได้ตลอดหรอกนะ อย่างเมฆเองก็จะพยายามดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้ช่อเป็นห่วง ช่อเตือนอะไร เมฆก็ฟังเสมอ หลังจากนี้เมฆอยากให้ช่อฟังในสิ่งที่เมฆเตือนบ้าง เชื่อเถอะว่าทุกอย่างที่เมฆพูดมันดีกับตัวช่อเอง เมฆอยากให้ช่อสุขภาพแข็งแรง มีความสุขและอยู่กับเมฆไปนานๆ นะ”

   “จะไม่ดื้อแล้ว” เขาเงยหน้าพร้อมกับยิ้มหวานให้ “เราจะเป็นเด็กดีของคุณกระต่ายนะ”

   “น่ารัก” ผมก้มลงจุ๊บหัวเขาเบาๆ “เดี๋ยวเมฆเช็ดตัวให้ ช่อจะได้นอน”

   “ได้ แล้ววันนี้เมฆจะนอนที่นี่เลยใช่ไหม”

   “ใช่ เมฆบอกพี่อินแล้วแหละว่าจะมาค้างบ้านช่อ เขาอนุญาต ไม่มีปัญหาอะไร”

   “คิดถึงขนมฝีมือพี่อินจัง”

   “เมฆเอาขนมเปียกปูนติดมาด้วย กินไหวไหมล่ะ”

   “ไว้ค่อยกินพรุ่งนี้ดีกว่า”

   “โอเค งั้นเดี๋ยวรอเมฆแป๊บนึงนะ” ว่าแล้วผมก็เดินเข้าไปในห้องน้ำก่อนจะหยิบผ้าขนหนูและกะละมังใส่น้ำออกมา “แก้ผ้าเดี๋ยวนี้”

   “ดูพูดเข้าสิ ทำเหมือนกับจะปู้ยี่ปู้ยำเรา” คนป่วยมองแรงพลางถอดเสื้อออก ถึงจะเห็นเขาเปลือยท่อนบนบ่อยๆ ก็ไม่รู้สึกชินสักที

   หัวใจยังเต้นแรงอยู่ตลอดเลย

   “ตอนนี้ยัง แต่อนาคตน่ะโดนแน่ เตรียมใจไว้เลยนะ” ผมจัดแจงเช็ดตัวให้ช่อม่วง เขาเป็นคนที่ผิวขาวและเนียนมากเลยอะ แดดประเทศไทยทำอะไรไม่ได้เลยสินะนอกจากทำให้เขาร้อนอย่างเดียว

   ผิดกับผมลิบลับ

   ช่วงนี้ผมผิวคล้ำมากเลยครับเพราะว่าเล่นกีฬาแล้วตากแดด ช่อม่วงบ่นผมบ่อยๆ เรื่องนี้เพราะว่าการที่ผมผิวออกสีแทนแบบนี้มันทำให้ดูดีมากขึ้น ซึ่งผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างไปจากเดิมเท่าไหร่เลย แต่เหมือนว่าแฟนผมจะไม่ได้คิดเหมือนกันนี่สิ เขางอแงบ่อยอยู่นะเรื่องมีรุ่นน้องเอาขนมมาให้ผม มาสารภาพรักหรือต่างๆ นานา จะว่าไปรุ่นน้องพวกนั้นก็ถือว่ากล้ามากที่ทำเรื่องแบบนั้นทั้งๆ ที่รู้ว่าผมมีแฟนแล้ว

   เรื่องที่คบกัน เราสองคนไม่ได้ปิดบังใครเลยนะ

   ตอนแรกก็หวั่นใจเหมือนกันว่าถ้าบอกเรื่องนี้ให้คนอื่นที่โรงเรียนรู้จะเป็นยังไง แต่สุดท้ายแล้วผมคิดว่าการที่ผมคบกับช่อม่วงเนี่ยะ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด ทั้งเพื่อนและครอบครัวของเราสองคนรับรู้และยินดีกับเรื่องของเรา ถ้าคนอื่นจะคิดว่าการที่เราคบกันนั้นไม่โอเคก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขา ถ้าไม่ชอบนั่นปัญหาของเขา เราคงไม่เลิกกันแค่เพราะคนในสังคมรอบๆ ไม่ยอมรับหรอก

   พอคิดได้แบบนั้นก็เลยตั้งสถานะคบกัน

   กลายเป็นข่าวดังไปทั้งโรงเรียน

   ได้ยินมาบ้างเรื่องคำนินทาที่น่าหงุดหงิดแต่ก็นะ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดและถ้าผมไม่เก็บคำพูดพวกนั้นมาใส่ใจ มันก็ทำอะไรผมไม่ได้ ตัวช่อม่วงเองก็คิดแบบนี้แหละ ปกติแล้วเขาไม่ค่อยสนใจใครอยู่แล้ว คำพูดพวกนั้นก็แค่ลมปากของคนที่ไม่เข้าใจในเรื่องของเราแค่นั้น มีคนตั้งเยอะแยะที่อวยพรเรื่องที่เราเป็นแฟนกัน คำพวกนั้นต่างหากที่ควรเก็บเอาไว้ ย้อนกลับไปคิดเมื่อไหร่ก็รู้สึกดีเมื่อนั้น

   ความรักจะเกิดขึ้นในรูปแบบใดเราก็ควรจะยินดีกับมัน....จริงไหมล่ะ

   “ดั้นเมฆคนลามก” มือเรียวหยิบหมอนมาตีผม “เช็ดตัวเราแล้วทำหน้าแดงทำไม”

   “ก็ช่ออะ”

   “ไม่ต้องเลย เมฆเป็นของเมฆเองทั้งนั้นแหละ” เขาบอกก่อนจะลุกไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบชุดใหม่มาใส่ ผมก็เดินเอากะละมังกับผ้าขนหนูไปเก็บแล้วเดินออกมาที่เตียง

   “เป็นแบบนี้แล้วจะไม่ชอบเหรอ”

   “ไม่บอกหรอก” เจ้าตัวเดินมาใกล้ผม “เมฆอาบน้ำยัง”

   “อาบมาแล้วครับ” ผมนอนลงบนเตียงก่อนจะตีที่ต้นแขนตัวเองเบาๆ “มานอนเร็ว”

   “ใครเขาอยากหนุนแขนดั้นเมฆกัน” คนป่วยทำแก้มป่องพร้อมกับยืนกอดอกมองผมอยู่อย่างนั้น น่ามันเขี้ยวชิบ ช่อม่วงไม่รู้รึไงนะว่าเวลาที่เขาทำแบบนั้นมันทำให้ผมรู้สึกยังไง

   อารมณ์นี่คุกรุ่นไปหมด

   “ช่อพูดเองนะ” ในจังหวะที่ผมชักแขนกลับ ร่างโปร่งก็นอนลงหนุนแขนผมเอาไว้ทันที เนี่ยะ ชอบทำตัวให้ผมอยากจะอายุโตเร็วๆ อีกแล้ว

   “เมฆจะติดไข้เราไหม”

   “ถ้าเมฆไม่สบาย ช่อก็ดูแลเมฆด้วยละกัน”

   “ตอนนี้อาจจะยังดูแลไม่ค่อยเก่ง” เจ้าตัวเอ่ยก่อนจะเลื่อนมือมากอดผมไว้ “แต่ถ้าในอนาคต เมฆไม่สบาย เราจะรักษาเมฆเองนะ”

   “ได้ยินแบบนี้แล้วตื่นเต้นเลยเนอะ อีก 10 ปีข้างหน้า ช่อจะเป็นคุณหมอเหรอเนี่ย”

   “ใช่สิ เมฆจะอยู่กับเราจนถึงตอนนั้นเลยใช่ไหม” ดวงตาคมมองผมอยู่อย่างนั้น ถึงแม้ว่าผมจะย้ำกับเขาเสมอว่าจะอยู่เคียงข้างเขา จะไม่หายไปไหนแต่เหมือนกับคนตรงหน้านี้ก็ยังกังวลกับความสัมพันธ์ของเราอยู่ทุกวันเลยสินะ

   แต่ไม่เป็นไร....ผมยินดีจะพูดให้เขาฟังทุกวันอยู่แล้ว

   “เมฆจะอยู่กับช่อ ไม่ว่าจะอีก 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปี เมฆก็จะอยู่ตรงนี้ ถ้าช่อไม่เชื่อ ก็รอให้ถึงเวลานั้น” ผมลูบหัวเขาเบาๆ พลางยิ้มหวานให้ “....แล้วช่อก็จะรู้ว่าสิ่งที่เมฆพูด มันไม่เคยเปลี่ยนไป”

   “อิจฉาช่อม่วงจริงๆ ที่มีคุณกระต่ายเป็นของตัวเอง” แขนเรียวกระชับกอดผมแน่นขึ้น “ฝันหวานนะครับคุณกระต่ายที่รัก”

   “ฝันหวานเหมือนกันครับที่รักของคุณกระต่าย” พักผ่อนนะครับคนเก่ง พรุ่งนี้จะได้อาการดีขึ้น

   หลังจากนี้มีหลายเรื่องต้องจัดการ ที่สำคัญมากๆ ก็คงเรื่องเรียนกับรักษาเกรดในเทอมสุดท้ายนั่นแหละ ผ่านเทอมนี้ไปได้ก็เตรียมลงสนามสอบและก็เรื่องกิจกรรมต่างๆ แต่พอเป็นรุ่นพี่แล้ว มันก็อาจจะไม่ได้เหนื่อยเหมือนตอนเป็นรุ่นน้องก็ได้มั้ง เอาเป็นว่าทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมพร้อมรับมือกับมันอยู่แล้ว ส่วนตอนนี้คุณกระต่ายคงต้องตามเจ้าแฟนเข้าไปในความฝันก่อนแล้วล่ะ

   ราตรีสวัสดิ์ครับ....











TBC.

สวัสดีค่าชาลมาส่งงมาสคอตแล้วน้า เมื่อวานไม่ได้มาลงเพราะติดงาน ความสัมพันธ์ของสองคนนี้คือเป็นพลังบวกให้กันมากเลยนะคะ เหลือ 2 บทก็จบแลล้วนะรอติดตามค้าบ

สามารถติดต่อข่าวสาร + สปอยล์ได้ที่ทวิตเตอร์ Chaleeisis หรือเพจ Fiction Yaoi Th นะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค้าบ

ออฟไลน์ chaleeisis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
Re: M A S C O T บทที่ 23 [ 7 / 11 / 2020 ] หน้า 2
«ตอบ #35 เมื่อ07-11-2020 16:14:01 »

บทที่ 23 วันสุดท้ายของการเรียน


   .....หลายเดือนผ่านไป

   .

   .

   ผมรู้ดีว่าเวลามักจะผ่านไปไวเสมอ

   ชีวิตช่วงม.ปลายใกล้จะจบลงแล้วล่ะ

   ผมนั่งมองไวท์บอร์ดที่ตอนนี้มีคำอำลาเขียนอยู่เต็มไปหมด วันนี้เป็นวันเรียนวันสุดท้ายแล้วครับ รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้นะ ผมคิดว่าชีวิตช่วงมัธยมฯ ปลายมันคือการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น ขอบอกเลยว่าช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามันโคตรสาหัสจริงๆ การลงสนามสอบเพื่อเก็บคะแนนต่างๆ การรักษาเกรดเฉลี่ยหรือรับผิดชอบงานกิจกรรมของโรงเรียนมันเป็นอะไรที่สูบพลังชีวิตเอามากๆ

   โล่งใจที่ผ่านช่วงนั้นมาได้โดยไม่ตาย

   ความจริงผมคิดนะว่าช่วงมัธยมฯ ที่ว่าหนักหนาอาจจะไม่ได้ครึ่งกับสิ่งที่ต้องเจอในรั้วมหา’ลัยเลยด้วยซ้ำ ยิ่งโตก็ต้องยิ่งอดทน มันเป็นสิ่งแน่นอนที่เราต้องยอมรับน่ะนะ ผมหวังว่าความพยายามและความทุ่มเทที่เราตั้งใจในการทำอะไรหลายๆ อย่างที่ผ่านมา มันจะส่งผลให้เราสมหวังในสิ่งที่เราต้องการ แต่ผมก็คิดทางออกไว้เพิ่มเติมนะถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ตั้งใจน่ะ ก็นะ....ไม่มีอะไรสมดั่งใจเราตลอด

   การเตรียมรับความผิดหวังนั่นคือสิ่งที่เราควรคิดเอาไว้เสมอ

   อีกเกือบ 2 เดือนที่ผลคะแนนสอบต่างๆ จะออก จนถึงตอนนั้นก็แค่ทำใจร่มๆ และตั้งใจทำงานที่ร้านไปเรื่อยๆ ช่วงรอผลสอบต่างๆ คือตกลงกับพี่อินแล้วว่าจะทำหน้าที่เป็นไวท์บันนี่คอยเสิร์ฟขนมให้ลูกค้าเหมือนเดิม ส่วนช่อม่วงก็อาจจะมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์พี่อินช่วยทำขนม ไม่รู้ว่าจะช่วยทำหรือจะพังครัวกันแน่ เรื่องนั้นก็ต้องมารอลุ้นอีกที นี่ถ้าแฟนผมรู้ความคิดเมื่อกี๊นะ เขาต้องทุบผมจนตายแน่ๆ

   อย่าไปบอกช่อม่วงนะครับ

   “เมฆ”

   “หืม....”

   “ไหนเสื้อมึงอะ”

   “โน่น ไอ้ยักษ์ถือว่อนไปทั่วเลย” ผมมองไอ้ตัวแสบที่เอาเสื้อผมไปให้คนโน้นคนนี้เขียน ไม่เข้าใจเลย เสื้อมันก็มี จะเอาเสื้อผมไปให้คนอื่นเขียนทำไมนักหนา ใจนี่อยากจะเออ อยากให้ใครเขียนก็ค่อยบอกเขา

   แต่ไอ้ยักษ์คือเอาไปให้คนทั้งโรงเรียนละมั้ง

   “รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันเนอะมึง วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของการเรียน เหลือสอบอีกแค่ 2 วันแล้วก็รอปัจฉิมฯ พอถึงตอนนั้นชีวิตมัธยมฯ ของเราก็จะจบโดยสมบูรณ์”

   ผมพยักหน้ารับคำที่จ๋ายพูด “ไหนเสื้อมึงอะ เดี๋ยวกูเขียนให้”

   “อยู่กับกรีซ แล้วช่อม่วงไปไหนวะ”

   “อยู่ห้องสภานั่นแหละ แต่เดี๋ยวก็คงมาแหละมั้ง เออแล้วนี่เราต้องไปรวมตัวที่สนามบาสฯ หลังตึกสามตอนไหนนะ”

   “บ่ายสาม ”

   “มึงว่าน้องๆ จะทำอะไรให้เรา”

   “น้องๆ จะให้เราเข้าแถวและปิดตาเดินไปหลังตึก กูว่าต้องมีล้มเหยียบกันบ้างแหละ”

   “มึงก็พูดเป็นเว่อร์” เพื่อนรักเอียงหัวมาใกล้ผม “กูถามไรหน่อยดิ”

   “อะไร”

   “มึงก็คบกับช่อม่วงมาปีกว่าแล้วนะ เคยแบบ....” ยังไม่ทันที่จ๋ายจะพูดจบผมก็ส่ายหน้ารัว คือไม่ต้องพูดก็รู้แล้วว่ามันจะถามเรื่องอะไร

   ผมกับช่อม่วงคบกันมาปีกว่าก็จริง แต่ระหว่างเราไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ เต็มที่ก็ได้แค่กอด จับมือ แค่นั้นเอง ถามว่าอยากทำไหมมันก็ต้องอยากอยู่แล้ว ดั้นเมฆไม่ใช่พระอิฐพระปูนน่ะที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยเวลาได้ใกล้ชิดกับคนที่ตัวเองรัก ผมสารภาพด้วยความจริงใจเลยว่าบ่อยครั้งที่ผมต้องจัดการตัวเองด้วยวิธีที่หลากหลาย แฟนผมเขารู้เรื่องพวกนี้ด้วยนะ และทุกครั้งที่เขาเห็นผมแสดงท่าทีแปลกๆ ออกไป เขาก็จะ.....

   หึ้ยยยย....นึกถึงสีหน้าเขาในตอนนั้นแล้วมันคุกรุ่นจริงๆ

   “เมื่อไหร่กูจะโตวะ”

   “นี่ยังไม่โตอีกเหรอ”

   “ยังโตไม่พอ ไม่เป็นไร กูจะรอให้ตัวเองโตอีกนิดหน่อย ถึงตอนนั้นคือช่อม่วงเสร็จกูแน่” ผมต้องพร่ำบอกตัวเองทุกวันว่าอดทนนะดั้นเมฆ อดทนเอาไว้ก่อน เหมือนอดเปรี้ยวไว้กินหวานไง แต่เอาจริงๆ ผมเป็นคนชอบกินเปรี้ยวมากกว่าหวานนะ

   เฮ้อ....

   เจ็บปวดหัวใจจัง

   “มึงเคยบอกกูว่าเพราะมึงสัญญากับน้าช่อม่วงไว้ด้วยป้ะ”

   “เอออะดิ ถึงจะอยากทำเรื่องแบบนั้นแค่ไหนก็ต้องอดทนว่ะ กูไม่อยากผิดสัญญา” คนเรา...ถ้ารับปากอะไรเอาไว้ก็ควรทำให้ได้ตามนั้น เอาน่ะ อดทนมาได้ตั้งเท่าไหร่ ให้อดทนอีกหน่อยจะเป็นไรไป

   “เสื้อกูอะ” จ๋ายถามกรีซที่เพิ่งเดินเข้ามา มือเรียวส่งเสื้อนักเรียนให้ก่อนที่เจ้าตัวจะยื่นเสื้อของตัวเองให้ผม

   “เขียนให้หน่อย แล้วเสื้อมึงอะ”

   “อยู่กับไอ้ยักษ์โน่น แล้วมันก็เดินออกไปไหนแล้วก็ไม่รู้เนี่ยะ เจออีกทีจะตบให้หัวสั่นเลย” ผมบ่นก่อนจะเดินไปหยิบของที่เตรียมไว้ให้เพื่อนๆ ออกมา

   มันเป็นรูปของผมเองครับ ด้านหลังเขียนช่องทางการติดต่อต่างๆ เอาไว้ เผื่อใครอยากจะยังอยากติดต่อหลังจากที่แยกย้ายกันไปแล้ว เพื่อนๆ ส่วนมากในห้องก็จะทำของแบบนี้มาให้กันนะ ช่อม่วงก็ทำ ของเขาจะเป็นสมุดจดเล่มเล็กๆ ด้านหน้าเขียนชื่อโรงเรียน ชื่อรุ่น ชื่อห้องและก็รหัสนักเรียนของเขา ด้านหลังเป็นช่องทางการติดต่อเหมือนผมนี่แหละ พวกเพื่อนๆ ก็ทำเป็นรูปมาเหมือนกันแล้วก็มีพร้อพกิ๊กก๊อกเอาไว้ถ่ายรูปเล่นกันนิดหน่อย

   ไม้คาดผมหูกระต่าย

   คงตลกดีไม่หยอกเลยที่คนอื่นเขาใส่มงกุฎ หรือของสวมหัวเท่ๆ แต่ของกลุ่มผมคือไม้คาดผมหูกระต่าย ไอเดียนี้เป็นของไอ้ยักษ์ครับ มันซื้อมาให้และแจกจ่ายพวกผมเรียบร้อย แถมบอกว่าตอนที่ไปรวมตัวใต้ตึกต้องใส่หูกระต่ายไว้บนหัวด้วย ลองนึกถึงภาพรุ่นน้องที่เห็นพวกเราสิ ฮือฮาแน่ๆ คือช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ปลายม.5 จนถึง ม. 6 เนี่ยะ กลุ่มพวกเราค่อนข้างเป็นที่รู้จักพอสมควร มากกว่าตอนสมัยม.4 นั่นก็เป็นเพราะเราเป็นหนึ่งในวงดนตรีของโรงเรียนไง

   มีงานอะไรก็ดั้นเมฆ

   อาจารย์ใช้งานจนแฟนผมหึงหน้ามืดไปหมด

   “ดั้นเมฆ”

   ผมหันไปมองตามเสียงก็พบกับแฟนตัวเองที่เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถุงขนมและตุ๊กตากระต่ายตัวใหญ่ มองจากของต่างๆ ที่ตัวเขาแล้ว ช่อม่วงนี่เป็นที่รักของบรรดาน้องๆ ที่สภานักเรียนมากเลยนะครับ

   “ของเยอะจังอะ” ผมเดินไปรับของจากมือเรียว “แบบนี้จะใส่ของที่เมฆเตรียมมาให้ได้ไหมเนี่ย”

   “ใส่ได้เพราะเดี๋ยวเราถอดพวกขนมออก มันใหญ่เกิน”

   “เดี๋ยวน้องๆ ก็เสียใจหรอก”

   “ไม่หรอก เราใส่ของแฟนตัวเอง ถ้าพวกมันเห็น พวกมันต้องเข้าใจแหละ”

   “นี่อะไรเนี่ยะ” ผมเลื่อนมือไปจับสายสะพายที่คาดอยู่บนตัวเขา “ขวัญใจชาวสภานักเรียน ฮ่าๆ ๆ ๆ น่ารักจัง”

   “อย่าขำนะ เขินจะตายอยู่แล้ว” ช่อม่วงทำหน้ามุ่ยก่อนจะยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองเบาๆ ผมขยี้หัวเขาก่อนจะเดินไปหาเพื่อนๆ ในห้องแล้วไล่แจกรูปของตัวเอง บรรดาเพื่อนๆ ก็ให้ของผมเหมือนกัน

   อีกแป๊บนึงก็จะได้เวลาเขาเรียกไปรวมที่สนามบาสฯ แล้วแหละเพราะงั้นรีบแจกให้หมด ช่อม่วงเองก็เอาสมุดที่ตัวเองเตรียมมาแจกเพื่อนๆ เหมือนกัน วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายแล้วด้วยสำหรับการทำหน้าที่เป็นหัวหน้าห้องของเขา หวังว่าถ้าขึ้นมหา’ลัยแล้ว แฟนผมคงไม่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรที่มันเป็นผู้นำคนอื่นหรอกนะ ให้ช่วยงานน่ะได้อยู่หรอก แต่ให้รับผิดชอบโน่นนี่ผมกลัวว่าเขาจะเหนื่อยเกินไป

   ยิ่งชอบทำอะไรฝืนตัวเองอยู่บ่อยๆ

   “มองหน้าเราทำไม” เจ้าตัวเดินเข้ามาหาพร้อมกับไม้คาดผมหูกระต่ายสีขาว คือหยิบไปจากบนโต๊ะผมแน่ๆ ล่ะ นี่ไม่คิดจะห้ามไม่ให้ใส่หน่อยเหรอครับแฟน

   “ช่อจะใส่เหรอ มา เดี๋ยวเมฆใส่ให้”

   “เมฆต่างหากที่ต้องใส่” มือเรียวสวมไม้คาดให้ก่อนจะยิ้มหวานออกมาจนตาหยี “น่ารัก”

   ผมกดหัวเขาลงมาจมอกตัวเองอย่างมันเขี้ยว “ยิ้มแบบนี้ได้ไงล่ะเดี๋ยวคนอื่นเห็น”

   “อะไรเล่า หวงรึไง”

   “หวงสิ น่ารักขนาดนี้จะไม่หวงได้เหรอ” ผมเอื้อมมือไปหยิบมงกุฎดอกไม้ที่ตัวเองเตรียมมาก่อนจะปล่อยช่อม่วงออก “เมฆเตรียมของมาให้ช่อด้วย”

   “มงกุฎดอกไม้เหรอ งื้อออ....เราเป็นผู้ชายนะดั้นเมฆ”

   “ดูบนหัวเมฆสิ เมฆก็ผู้ชายเถอะ เนี่ยะ เหมากับช่อมากเลยนะ ใส่แล้วน่ารัก” ผมสวมมงกุฎดอกไม้สีม่วงขาวลงบนหัวเขา ตอนนี้ใบหน้าขาวขึ้นสีแดงระเรื่อ เขินแน่ล่ะอาการแบบนี้ อยากดึงเข้ามากอดแต่เดี๋ยวเพื่อนจะแซวกันหนักกว่านี้

   เมื่อกี๊ที่กดมาซบอกก็โดนไปหลายดอกอยู่

   “ขอบคุณนะ ส่วนอันนี้ของเรา” ว่าแล้วช่อม่วงก็หยิบพวงมาลัยช่อดาวเรืองพวกใหญ่มาคล้องคอผม ไม่ได้มีแค่นี้หรอก มีพวงมาลัยอันเล็กอันน้อยด้วย

   นี่ถ้ามีผ้าสามสีนะ ดั้นเมฆคือศาลพระภูมิแล้ว

   “คิดยังไงถึงเอาพวงมาลัยมาคล้องเมฆอะ”

   “ก็ยักษ์บอกว่าเมฆน่าจะชอบ เราก็เลย....”

   ไอ้เวรยักษ์....มึงเจอกูแน่ไอ้สันขวาน

   “งั้นเองสินะ”

   “ทำไมอะ ไม่ชอบเหรอ”

   “ชอบสิ ช่อให้อะไร เมฆก็ชอบทั้งนั้นแหละ ไปกันเถอะ ได้เวลาละ เดี๋ยวรุ่นน้องจะพาเราไปสนามบาสฯ ” หลังจากที่บอกไปแบบนั้น ผมก็ลากช่อม่วงออกมาหน้าห้องที่มีรุ่นน้องมายืนรอพวกเราอยู่ บรรดาเพื่อนๆ ก็ออกมาเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบ

   ช่อม่วงยืนอยู่ด้านหน้าของผม เหล่าสหายก็เรียงกันอยู่ด้านหลัง ไอ้ยักษ์มันกลับมาพร้อมกับเสื้อนักเรียนผมที่ไม่มีที่เหลือว่างเลยสักนิด สะเหล่อที่สุดเลยมันน่ะ ไว้จบงานต่างๆ ก่อนเถอะ มีเรื่องต้องจัดการไอ้ตัวดีด้วย กล้ามากที่มาบอกให้แฟนผมซื้อพวงมาลัยมาคล้องคอให้เป็นของปัจฉิม เมื่อกี๊ที่มันเห็นผมถูกคล้องด้วยพวงมาลัยเต็มไปหมดมันก็ขำออกมา เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวจะทำให้ขำไม่ออกเลยไอ้แสบ

   “พี่ๆ ผูกผ้าปิดตาเลยนะคะ แล้วก็จับไหล่เดินตามกันมาเป็นขบวนเลยเนอะ”

   “เดี๋ยวเมฆผูกให้” ผมจัดแจงผูกตาให้คนตรงหน้า “แน่นไปไหม”

   “ไม่แน่น”

   “โอเค” หลังจากที่ผูกผ้าให้ช่อม่วงเสร็จผมก็มาผูกของตัวเองบ้าง ลุ้นเหมือนกันนะว่าพวกน้องๆ เขาจะทำอะไรให้เรา ปีนี้ย้ายสถานที่ซะด้วย ตรงสนามบาสฯ ก็ดีเหมือนกันนะ แดดไม่ค่อยส่องเท่าไหร่ เมื่อปีก่อนไปทำกิจกรรมกันตรงสนามบอล ร้อนอย่างกับอยู่ทะเลทราย ดีนะไม่มีใครเป็นลมตายไปซะก่อน ผมว่าน้องๆ สภาฯ ปีนี้เขาคงเห็นปัญหาของปีก่อน มารุ่นผมก็เลยย้ายสถานที่ซะเลย

   เนี่ยะ เด็กในสังกัดช่อม่วงทั้งนั้น

   “เดินเลยนะพวกพี่ๆ ”

   “จับไหล่เราแน่นๆ นะดั้นเมฆ”

   “เมฆจะจับแน่นๆ เลย”

   

   [ บันทึกพิเศษ : ช่อม่วง ]

   

   ถึงผมจะพอรู้ว่าสภาฯ จะทำอะไรให้เด็กม.6 บ้าง

   แต่ก็....อดตื่นเต้นไม่ได้เหมือนกันนะ

   ตอนนี้มืดไปหมดเลยครับเพราะพวกเราโดนผูกผ้าปิดตาอยู่ ได้ยินเสียงพูดคุยกันเจื้อยแจ้วเลยล่ะ นอกจากเสียงคุยก็ยังได้ยินเสียงเพลงด้วย เป็นเพลงมาร์ชของโรงเรียน ในฐานะที่ผมทำงานสภาฯ และเรียนที่นี่มาตั้งแต่มัธยมต้น ก็ผูกพันเหมือนกันนะ โรงเรียนเหมือนบ้านหลังที่สองของผม ให้อะไรตั้งมากมาย ทั้งความรู้ ช่วงเวลาดีดีที่เกิดขึ้น ไหนจะมีเพื่อนที่ดี มีรุ่นน้องที่เคารพผม สำหรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงมัธยมฯ ผมจะไม่ลืมมันเลย

   “อยากเอาผ้าผูกตาออกแล้วอะ” ผมบ่นกับเพื่อนรักที่นั่งอยู่ด้านหน้า “แบ๋มไม่รู้สึกเคว้งคว้างบ้างเหรอโดนปิดตาแบบนี้”

   “เคว้งสิแต่ยังเอาออกไม่ได้ไหมล่ะ เราต้องรอน้องบอกก่อน”

   “ช่อบ่นเหรอแบ๋ม”

   “ใช่ งอแงใหญ่เลย มีนจัดการซิ”

   “อย่าดื้อนะเจ้าช่อม่วง” เสียงมีนที่อยู่ห่างออกไปแว่วเข้ามาในหู งืม...ตรงนี้ไม่มีใครดื้อสักหน่อย ก็แค่ไม่อยากปิดตาแล้วเท่านั้นแหละ

   “เราเปล่าดื้อ”

   “สวัสดีพี่ๆ รุ่น 31 ทุกคนนะครับ ผมเป็นประธานนักเรียนของปีการศึกษานี้ มีอะไรอยากพูดในฐานะที่พวกพี่ๆ กำลังจะจบการศึกษาออกไปนะครับ”

   เสียงไอ้เปา....บทจะจริงจังก็ทำได้แท้ๆ แต่ชอบทำตัวติ๊งต๊อง

   “ขอขอบคุณพวกพี่ๆ ที่ทำอะไรต่างๆ เพื่อรุ่นน้องอย่างพวกผมนะครับ เรื่องอาสาต่างๆ ที่เราทำร่วมกัน กิจกรรมต่างๆ ที่พวกพี่ให้ความร่วมมืออย่างไม่มีตกบกพร่อง พวกเราขอขอบคุณจริงๆ นะครับ”

   “เสียงหล่อเนอะ ใครอะ ช่อรู้จักป้ะ” แบ๋มเอ่ยถาม

   “ไอ้เปาไง ไม่เอาแบ๋มอย่าไปยุ่ง มันไม่เต็ม”

   “ช่อก็ไปว่าน้อง”

   “ผมขอให้พวกพี่ๆ ติดในมหา’ลัยที่ตัวเองต้องการในคณะที่ตัวเองเลือกนะครับ ขอให้ประสบความสำเร็จกับการเรียนครับผม”

   สิ้นเสียงไอ้เปาพูด เด็กม.6 ทั้งหลายก็พากันปรบมือแปะๆ หลังจากนั้นเพลงยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงของไอ้เปาที่ให้พวกเราถอดผ้าผูกตาออก ผมเลื่อนมือขึ้นไปแกะผ้าผูกตา ภาพแรกที่เห็นคือพวกสภาฯ ขึ้นไปอยู่ตรงระเบียงชั้น 4 แล้วช่วยกันโปรยลูกโป่งกับกลีบดอกไม้ลงมาด้านล่าง สวยมากเลยล่ะ ปีก่อนที่รุ่นผมทำให้พี่ม.6 มันไม่ใช่แบบนี้เลย เด็กปีนี้มันก็คิดอะไรที่มันสร้างสรรค์ดีเหมือนกันนะ

   สวยแบบนี้ต้องถ่ายรูปเก็บเอาไว้แล้วล่ะ

   “สวยเนอะ”

   ผมหันไปตามเสียงพูดด้านหลังก็ต้องตกใจเพราะเขายกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายพอดี “หน้าเราเหวอแน่เลย ดั้นเมฆ”

   “ไม่เหวอเลย น่ารัก”

   “รู้ไหมว่าวันนี้บอกเราน่ารักไปกี่รอบแล้ว”

   “พูดความจริงทั้งนั้น เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก”

   “ไม่ต้องเลย” ผมเอนตัวไปพิงคนด้านหลัง “ตลกเนอะ ปีเราก็ใช้เพลงยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ”

   “นั่นสิ เหมือนเพลงนี้เป็นเพลงที่ควรเปิดในวันเรียนจบ วันแต่งงาน หรือวันครบรอบอะไรแบบนี้มั้ง”

   “ขอเชิญตัวแทนพี่ม.6 ขึ้นมากล่าวอะไรกับน้องๆ หน่อยได้ไหมครับ” ไอ้เปาหันมองมาทางผม “พี่ช่อม่วงห้อง 3 ละกันครับ เชิญเลย”

   “ไอ้เปานะไอ้เปา” ผมบ่นอุบอิบก่อนจะเดินไปยังเวทีเล็กด้านหน้าแล้วขึ้นไปด้านบน ไอ้เด็กแสบก็ส่งไมค์มาให้ รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมยืนอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย แต่อาจเพราะมันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วสำหรับที่ตรงนี้

   “เอาเลยพี่”

   “ก็ในฐานะที่เป็นตัวแทนของเพื่อนๆ ม.6 นะครับ ก่อนอื่นต้องขอบคุณรุ่นน้องของเรา ทั้งแผนการเรียนหรือสภานักเรียนที่จัดกิจกรรมตรงนี้เพื่ออำลาพวกเรา ส่วนตัวของผมคือชอบนะ คิดว่าเพื่อนๆ ก็น่าจะคิดเหมือนกัน แล้วก็ขอให้น้องๆ รุ่นต่อๆ ไป ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่มีค่าของชีวิตมัธยมให้ได้เพราะเราจะมีมันแค่ครั้งเดียว ขอบคุณครับ”

   หลังจากที่พูดจบทุกคนก็พากันปรบมือ ผมเดินลงจากเวทีก่อนจะมานั่งที่เดิม หน้าที่ของผมในโรงเรียนนี้คงสมบูรณ์แล้วล่ะนะ หลังจากนี้ขอให้มีแต่เรื่องดีดีเกิดขึ้นด้วยเถอะ พยายามในหลายสิ่งหลายอย่างมามากขนาดนี้ หวังว่ามันจะสมดั่งใจผมนะ

   “ขอบคุณพี่ช่อม่วงมากเลยนะครับ อีกคนที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ นักร้องคนดังของเรานั่นเอง ขอเชิญพี่ดั้นเมฆมาร้องเพลงด้วยครับ เชิญทั้งวงเลยดีกว่า พี่ยักษ์ พี่กรีซ พี่จ๋าย เชิญเลยครับ”

   เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีที่ไอ้เปาพูดจบ หน้าแฟนผมคือเหวอเลยล่ะ คงไม่รู้ตัวแน่ๆ ว่ารุ่นน้องจะให้ขึ้นไปร้องเพลง เสียงเชียร์ดังออกมาทั้งจากพวกเพื่อนๆ และรุ่นน้อง พอเป็นแบบนั้น ดั้นเมฆจึงเดินขึ้นไปบนเวทีเล็กนั่น พวกเพื่อนๆ เขาก็จัดแจงอยู่ประจำตำแหน่งเครื่องดนตรีที่ตัวเองเล่น ความจริงวันนี้มีมินิคอนเสิร์ตด้วยครับ แต่วงที่เล่นไม่ใช่วงของดั้นเมฆไง ไม่รู้ว่าจะโอเครึเปล่านะ ร้องสดแบบไม่ซ้อมกันก่อนแบบนี้

   คงไม่เป็นไรหรอก....แฟนผมเก่งอยู่แล้วอะ

   “ก็....สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนและขอบคุณน้องเปาด้วยที่อัญเชิญพวกพี่ขึ้นมาโดยยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย”

   “เหมือนเมฆอยากจะทุบน้องประธานนักเรียนเลยอะช่อ”

   “ก็ใช่น่ะสิ อยู่ดีดีไอ้เปาก็ให้เมฆขึ้นไปร้องเพลง บอกก่อนก็ไม่ได้บอก สมควรแล้ว”

   “เป็นห่วงแฟนนนน”

   “ก็มีแฟนนนน”

   “เดี๋ยวจะโดน”

   “สำหรับเพลงที่จะร้องในวันนี้ก็มีความหมายที่ดีนะ คือต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน พวกเราก็ยังคงมีกันอยู่อย่างนี้” ร่างสูงเอ่ยพลางมองไปรอบๆ “เพลงข้อความ ของพอสครับ”

   เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงขึ้น เพลงนี้ผมไม่เคยฟัง เพลงของพอสเนี่ยะ ผมรู้จักแค่เพลงความลับที่เขาเคยร้องให้ฟังเท่านั้น จะว่าไปจากตอนนั้นมันก็ผ่านมาเป็นปีเลยนะ ช่วงจีบกันมันเป็นอะไรที่แสนหวานจริงๆ แต่ตอนนี้ ความรู้สึกแบบตอนนั้นมันก็ยังเหมือนเดิม แฟนผมน่ะ....ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย

   ผมรักเขาจริงๆ

   

   

   “จะอยู่ไกลห่างสักเท่าไหร่ สิ่งหนึ่งที่ยึดใจเราอยู่ ไว้ไม่ให้เราห่างกัน

   คือความห่วงใยที่เธอให้ฉัน คำพูดเหล่านั้น ที่เธอคอยส่งมา

   

   ให้ฉันได้รับรู้ ให้ฉันนั้นได้มั่นใจ ไม่มีสิ่งไหนที่จะลึกซึ้งถึงคุณค่า

   ผ่านมาจากถ้อยคำนั้น ผ่านมาจากสายตาฉัน และสิ่งๆนั้นบอกฉันให้รู้ตลอดมา

   

   ฉันและเธอจะเดินไปด้วยกัน ไม่ว่าจะทุกข์หรือว่าจะสุขสันต์ ฉันจะมีเธอข้างกาย

   วันเวลาจะนานสักเพียงไหน เพื่อนฉันคนนี้นั้นไม่มีวันห่าง และไม่มีวันจากไปไหน”


   

   

   [ จบบันทึกพิเศษ : ช่อม่วง ]

   

   “เพลงที่เมฆร้องวันนี้เพราะมากเลยนะ”

   “ชอบป้ะล่ะ”

   “ชอบดิ เราชอบทุกเพลงที่เมฆร้องนั่นแหละ”

   “เหมือนวันนั้นเลยเนอะ”

   “วันนั้น....”

   “วันงานโรงเรียนเมื่อปีที่แล้วไง เราอยู่ด้วยกันตรงนี้ มองคอนเสิร์ตข้างล่างแบบนี้”

   “แล้วเมฆก็บอกว่ารักเราครั้งแรก”

   “ช่อก็ด้วย” ผมยิ้มหวานให้เขาพลางมองไอ้ยักษ์ที่เกาะขอบเวทีคอนเสิร์ตเหมือนวันงานโรงเรียนเมื่อปีก่อนเลย เนี่ยะ เวลาเปลี่ยนแต่เพื่อนผมไม่เปลี่ยนนะครับ

   สะเหล่อเหมือนเดิม

   ตอนนี้เราสองคนอยู่ที่หน้าห้องม.4/3 ที่เดิมซึ่งผมบอกรักช่อม่วงครั้งแรก ตอนนั้นที่อยู่ม.5 มันก็ความรู้สึกนึงนะ ตอนนี้ม.6 มันก็โหวงๆ ยังไงไม่รู้ พวกเราคงไม่มีโอกาสได้กลับมาตรงนี้บ่อยๆ หรอก เพราะงั้นวันนี้ที่เป็นวันเรียนวันสุดท้าย ผมก็จะใช้เวลาอยู่กับเขานานๆ จนกว่าจะถึงเวลาปิดตึกละกัน ผมชอบการได้นั่งมองแฟนตัวเองในเวลาแบบนี้จริงๆ เขาน่ารัก ยิ่งมีมงกุฎดอกไม้อยู่บนหัวนั่นยิ่งน่ารัก

   ผมจะไปไหนได้อะถ้าเขาเป็นแบบนี้

   “เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันเนอะเมฆ แป๊บเดียวพวกเราก็จะจบมัธยมฯ แล้ว”

   “ถึงจะเรียนจบ แต่ความรักเราไม่จบนะ”

   “มันต้องเป็นแบบนั้นแหละ”

   “ไหนมาให้เมฆแสดงความยินดีกับช่อก่อนเร็ว” พอบอกไปแบบนั้น เขาก็ละจากการดูคอนเสิร์ตก่อนจะหันมาประจันหน้ากับผม มือเรียวเลื่อนมาจับมือผมเอาไว้

   “ว่ามา เรารอฟังอยู่”

   “เมฆภูมิใจในตัวช่อแทนน้าชัชมากๆ ที่ช่อทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีจนถึงวันสุดท้าย และเมฆก็ยินดีที่ช่อจะเรียนจบช่วงมัธยมฯ หลังจากนี้เมฆขอให้ช่อมีความสุขมากๆ ขอให้ได้เรียนหมออย่างที่ตั้งใจ”

   “ขอบคุณนะ” เจ้าตัวยิ้มหวานออกมา “เราก็ยินดีกับเมฆด้วยที่เรียนจบและขอให้ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจ เป็นแฟนที่ดีของเราไปเรื่อยๆ อยู่กับเราไปนานๆ มีความสุขมากๆ นะ”

   “ขอบคุณนะครับ” ผมยกมือช่อม่วงขึ้นมาจุ๊บเบาๆ ก่อนจะยิ้มหวานให้ ใบหน้าใสเลื่อนเข้ามาใกล้ ดวงตาคมมองผมอยู่อย่างนั้น ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยอยู่ข้างแก้มเบาๆ

   นี่เขา....

   “ดั้นเมฆ”

   ริมฝีปากบางทาบทับลงมา ความอุ่นที่ผมสัมผัสได้นั่นมันดีเหลือเกิน ช่อม่วงจูบผม ถึงมันจะเป็นแค่การเอาปากมาแตะกันแต่มันทำให้หัวใจผมเต้นแรงเอามากๆ เพียงไม่นานเจ้าตัวก็ละริมฝีปากออกไป แก้มใสนั่นขึ้นสีแดงจัด ผมทำตัวไม่ถูกเลย เงอะงะอะ ได้แต่หัวเราะออกไปเบาๆ แค่นั้นเอง เขินจนหูร้อนไปหมดแล้วเนี่ย คนตรงหน้ามีอิทธิพลกับชีวิตผมจริงๆ

   “เรา.....คือ”

   “เขินจัง” ช่อม่วงยกมือลูบคอตัวเองแก้เก้อก่อนจะหัวเราะออกมาเหมือนกัน “ไม่คิดว่ามันจะขนาดนี้”

   “นั่นสิ แต่ก็....ขอบคุณนะ สำหรับจูบแรก”

   ร่างโปร่งขยับเข้ามากอดผมเอาไว้ “ขอบคุณเหมือนกัน....เรารักเมฆนะ”

   “เมฆก็รักช่อเหมือนกันนะครับ”

   มีความสุขจัง....มีความสุขในช่วงเวลาที่ดีแบบนี้มันเหมือนเป็นพลังบวกให้กับชีวิตเลย เราสองคนจบชีวิตมัธยมฯ ด้วยความประทับใจจริง ที่ตรงนี้เราเคยบอกรักกันครั้งแรก จูบกันครั้งแรก คิดแล้วเขินอะ ทุกอย่างนี้มันมีความหมายสำหรับผมมากเลย ดีใจที่ได้เจอกันในวันนั้น ดีใจที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกัน ดีใจที่ได้มีเวลาและทำอะไรหลายๆ อย่างด้วยกัน ผมโชคดีจริงๆ ที่เขาเข้ามาในชีวิต

   กระต่ายกากในวันนั้นได้พระจันทร์มาเคียงข้างแล้วล่ะครับ

   และเจ้ากระต่ายกากก็จะเคียงข้างกับพระจันทร์....ตลอดไป

   “.....เดี๋ยวไปกินข้าวบ้านเมฆนะ พี่อินทำกับข้าวไว้เตรียมฉลองไว้ให้พวกเราเยอะเลย”

   “อื้ม....”













TBC.

สวัสดีค่ะชาลมาส่งมาสคอตแล้ว ในที่สุดคิสซีนก็มาถึงนะคะ จูบแรกของเรื่องเลยนะ ก็บทหน้า เป็นบทส่งท้ายแล้วนะคะ จะเป็นยังไงต่อรอติดตามน้า

สามารถติดต่อข่าวสาร + สปอยล์ได้ที่ทวิตเตอร์ Chaleeisis หรือเพจ Ficion Yaoi Th นะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค้าบ

ออฟไลน์ chaleeisis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
Re: M A S C O T บทส่งท้าย [ 7 / 11 / 2020 ] หน้า 2
«ตอบ #36 เมื่อ07-11-2020 22:46:29 »

บทส่งท้าย





   กริ่งงงง

   “ร้าน MASCOT ยินดีต้อนรับครับ”

   “พี่กระต่ายขา” สาวน้อยตัวเล็กเดินเข้ามากอดขาผมทันที “ทำไมวันนี้แต่งตัวแปลกๆ ล่ะคะ”

   ผมนั่งลงเพื่อคุยกับเธอ “เพราะว่าวันนี้พี่กระต่ายไปมหา’ลัยมาไงคะ”

   “แล้วนี่คือ....อะไรเหรอคะ”

   “ป้ายชื่อค่ะ อ่านออกไหมคะว่าพี่ชื่ออะไร”

   “ดัน....ดันอะไรเหรอคุณแม่ขา ช่วยอ่านหน่อย”

   “อ่านว่าดั้นเมฆค่ะลูก”

   “คืออะไรเหรอคะ”

   “ชื่อพี่คือขนมค่ะ ทางนี้เลย” ผมจูงมือคนตัวเล็กมาที่หน้าตู้ขนมก่อนจะชี้ให้เธอดู “ขนมสีน้ำเงินที่มีจุดเหลืองๆ แต้มอยู่ นั่นชื่อขนมบุหลันดั้นเมฆ น้องชายของพี่ชื่อบุหลัน ส่วนพี่ชื่อดั้นเมฆ”

   “งั้นหนูเอาอันนั้นแหละค่ะ คุณแม่ขา น้องแอนท์จะเอาอันนั้นค่ะ”

   “ได้ค่ะ งั้นพี่เอาบุหลันดั้นเมฆชุดนึง แล้วก็ลูกตาลลอยแก้วอีก 2 ชุดจ่ะ”

   “ทานที่นี่ไหมครับ”

   “ทานที่นี่จ่ะ ไปค่ะน้องแอนท์ ไปนั่งรอพี่เขาที่โต๊ะกันเร็ว” ว่าแล้วคุณแม่ของเธอก็เดินพาไปนั่งที่โต๊ะ ส่วนผมก็รอพี่บราวน์บันนี่จัดขนมให้

   ตอนนี้เกือบ 6 โมงแล้วครับ ผมเพิ่งกลับมาจากมหา’ลัย แต่วันนี้พิเศษหน่อยที่ไม่ได้เปลี่ยนชุดยูนิฟอร์ม ก็สวมหัวมาสคอตแล้วก็ใส่ชุดนักศึกษาเหมือนเดิม ดั้นเมฆเป็นเฟรชชี่ของคณะคหกรรมแล้วนะ ทั้งผมและช่อม่วงก็ติดในคณะที่ตัวเองเลือก ในมหา’ลัยเดียวกัน แล้วก็กำลังเหนื่อยกับกิจกรรมรับน้องใหม่ต่างๆ มากเลย วันที่ประกาศผลเข้ามหา’ลัยอะ แม่งโคตรสุด พอรู้ว่าติดก็คือดีใจที่ความพยายามไม่ทรยศเรา

   แฟนผมเขาดีใจจนน้ำตาคลอเลยล่ะ

   อีกสักพักเฟรชชี่ของคณะแพทย์ก็คงจะโผล่มาที่ร้าน วันนี้เขาไลน์มาหาผมแล้ว บอกว่าอาจจะมาที่ร้านช้าหน่อย คณะทำกิจกรรมอะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยววันนี้ผมจะไปนอนค้างที่บ้านช่อม่วงด้วย ขอพี่อินเรียบร้อย คือวันนี้เป็นวันศุกร์ แล้วปกติผมมักจะไปค้างกับเขาเป็นประจำไง อีกอย่างพรุ่งนี้น้าชัชจะกลับมาไทยด้วย ผมก็เลยอาสาพาช่อม่วงไปรับเขาที่สนามบิน ไฟท์ลงช่วงสายๆ หน่อย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่น้าชัชกลับไทยหลังจากที่ไปสิงคโปร์น่ะ

   ตั้งปีกว่าๆ แน่ะ

   การที่น้าชัชไปทำงานที่โน่นมันก็ทำให้การเงินต่างๆ ดีขึ้นเยอะเลยนะครับ อย่างช่อม่วง เขาก็สามารถทุ่มเทกับการเรียนได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมาพะวงถึงเรื่องเงินอีก เป็นแบบนั้นก็ดีแล้วนะ ส่วนเรื่องครอบครัวเขาก็เรียกได้ว่าตัดขาดอย่างสมบูรณ์แล้วจริงๆ พ่อของช่อม่วงไม่มายุ่งเกี่ยวอะไรอีก ผมไม่ค่อยรู้ข่าวคราวเหมือนกันนะตั้งแต่ที่ตัดสินคดีน่ะ เคยได้ยินมาว่าธุรกิจมีปัญหาแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก

   ต่างคนต่างอยู่ไปเถอะ

   แบบนั้นน่ะดีแล้ว

   “ขนมที่สั่งได้แล้วครับ” ผมยกขนมมาเสิร์ฟที่โต๊ะของคุณแม่น้องแอนท์ “ทานให้อร่อยนะครับ”

   “ขอบใจจ่ะ”

   กริ่งงงง

   “ร้าน MASCOT ยินดีต้อนรับครับ รับอะไรดีครับ” ผมเอ่ยถามคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้าน “วันนี้ขนมที่แนะนำของทางร้านคือขนมบุหลันดั้นเมฆนะครับ”

   “สวัสดีครับ คือผมเป็นผู้จัดการของโรงแรมรินธาราครับ ทางเราอยากได้ขนมสำหรับงานจัดเลี้ยงน่ะครับ”

   “งั้นเดี๋ยวผมแจ้งเจ้าของร้านให้นะครับ สักครู่ครับ” ว่าแล้วผมก็เดินเข้าไปหลังร้านเพื่อหาพี่อิน “มีคนจากโรงแรมรินธารามาติดต่อเรื่องขนมสำหรับงานจัดเลี้ยงครับ”

   “โอเคเดี๋ยวพี่ล้างมือก่อนแป๊บนึง เดี๋ยวดั้นเมฆมาติดทองคำเปลวให้พี่หน่อยนะ เดี๋ยว 2 ทุ่มจะเอาไปส่งลูกค้า” ร่างโปร่งบอกพลางเดินไปล้างมือแล้วออกมาด้านนอก ส่วนผมก็ไปจัดแจงติดทองคำเปลวบนขนมแทนพี่อิน

   ขนมที่พี่อินกำลังทำอยู่คือขนมทองเอกครับ ตัวขนมนี้จะทำมาจากไข่แดง กะทิ แป้ง และน้ำตาลเท่านั้น วิธีการทำก็คือเราเคี่ยวกะทิกับน้ำตาลให้ข้นก่อน พักให้อุ่นแล้วค่อยใส่ไข่แดงลงไปทีละฟอง เราต้องระวังเรื่องอุณหภูมิเพราะว่าถ้ากะทิยังร้อน เวลาที่เราใส่ไข่ลงไปอาจจะทำให้ไข่สุกได้ พอเราผสมส่วนกะทิกับไข่เสร็จก็ใส่แป้งข้าวเจ้าและแป้งมันไปจึ๋งนึง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสัดส่วนด้วยนะ ที่ผมเคยทำคือไข่แดง 6 ฟอง ก็จะใช้แป้งข้าวเจ้า 1+1/4 ถ้วยตวง แล้วก็แป้งมัน 20 กรัม

   การทำขนมเป็นอะไรที่สัดส่วนต้องพอดีจริงๆ

   หลังจากที่เราใส่ส่วนผสมทุกอย่างครบแล้วก็เอาไปกรองครั้งนึงก่อนจะเอาไปกวนต่อ กวนไปเรื่อยๆ จนขึ้นสีใสเลยครับ แล้วค่อยเอามาใส่แป้นพิมพ์ขนม จากนั้นเราก็จะได้ขนมทองเอกแบบนี้ แล้วค่อยนำมาติดทองคำเปลวก็เป็นอันเสร็จ ปกติแล้วขนมทองเอกจัดว่าเป็นขนมไทยโบราณที่ใช้ในงานมงคล ความหมายของมันคือการเป็นที่หนึ่ง ที่ร้านมักจะจัดชุดรวมกับขนมอื่นเป็นชุดขนมมงคล ทำแยกขายเดี่ยวๆ พี่อินก็ไม่ค่อยทำนะ็

   ความจริงขนมที่วางขายในร้านก็คือแล้วแต่พี่อินอยากกินนั่นแหละ

   หลังจากที่ผมติดทองคำเปลวลงบนขนมสักพัก พี่อินก็เดินกลับเข้ามาก่อนจะหยิบกระดาษมาจดอะไรยุกยิกๆ ก็ไม่รู้ น่าจะเป็นเรื่องงานนั่นแหละ จะว่าไปถ้าทำขนมส่งโรงแรมที่จัดงานเลี้ยงก็ถือว่าเป็นงานใหญ่เหมือนกันนะ

   “เขาว่าไงบ้างพี่อิน”

   “ก็ทำขนมมงคลให้เขาน่ะ อีก 2 อาทิตย์ ไม่แน่ว่าพี่อาจจะต้องปิดร้านวันนึง ขนมมันค่อนข้างเยอะ พี่กลัวจะทำไม่ทัน เดี๋ยวอาจจะต้องหาคนช่วยเพิ่ม เมฆช่วยเคลียร์เวลาตัวเองให้พี่ด้วยนะ พี่ต้องพึ่งเมฆจริงๆ ”

   “ไม่มีปัญหาเลยพี่อิน เออ แล้วเรื่องที่จะขยายร้านอะ ป๊าว่าไง”

   “ไม่มีปัญหา ก็เงินพี่ทั้งนั้นอะที่ทำร้าน เขาบอกว่าอยากทำอะไรก็ทำไป แต่ยังไงพอเมฆเรียนจบก็ต้องช่วยงานร้านอาหารเราที่จะเปิดสาขาที่ไทย เขาบอกพี่แค่นี้”

   ดีจัง เรียนยังไม่ทันจบก็มีงานรอละ

   “เรียกเงินเดือนสักแสนสาม”

   “ขนาดนั้นเชียว”

   “อัปค่าตัวไว้ก่อน เผื่อร้านอื่นมาซื้อจะได้แพงขึ้นอีก” ผมเดินไปล้างมือ “เดี๋ยวเมฆไปดูแลลูกค้าหน้าร้านก่อนนะ”

   “อื้ม” หลังจากที่พี่อินรับคำ ผมก็เดินออกมาด้านนอกเพื่อต้อนรับลูกค้า

   ไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะว่าร้านขนมไทยเล็กๆ ที่เปิดในวันนั้นเพราะความชอบของพี่อินจะมาได้ถึงวันนี้ ผมไม่คิดเลยว่าร้านเราจะมีลูกค้าประจำเยอะมากมายขนาดนั้น เอาจริงๆ ผมคิดว่าการที่ร้าน MASCOT เป็นที่นิยม อย่างแรกเลยเพราะสถานที่และการบริการ ส่วนตัวผมคิดว่าร้านเราตกแต่งสวย เหมาะกับการถ่ายรูป ส่วนการบริการก็พนักงานของร้านเรามียูนิฟอร์มที่ต่างจากที่อื่นคือทุกคนสวมหัวมาสคอตกระต่ายแถมยังพูดจาไพเราะน่ารักโดยเฉพาะไวท์บันนี่

   อวยตัวเองนิดหน่อยก็ไม่เป็นอะไรหรอก

   อีกอย่างก็คงไม่พ้นรสชาติของขนมฝีมือพี่อิน ผมกล้าพูดได้เลยว่าขนมทุกอย่างที่ร้านอร่อย พี่อินคือสุดยอดมากที่ถ่ายทอดสูตรขนมของคุณย่าออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถึงตอนเป็นเด็ก คุณย่าจะสอนเราเหมือนๆ กัน แต่ก็มีขนมบางอย่างที่ผมยังทำไม่ได้ รสมือมันไม่ถึงขั้นนั้นสักที แต่พี่อินคือทำได้ทุกอย่างที่ท่านสอน เนี่ยะ พี่ชายของผมเก่งจริงๆ ทำอาหารก็อร่อย ทำขนมก็อร่อยมากๆ

   ดั้นเมฆนี่ไม่ได้ครึ่งเขาเลย

   เอาน่ะ อาจเพราะว่าตอนนี้ผมยังเด็ก เดี๋ยววันนึงที่ผมโตขึ้น ผมอาจจะเป็นคนที่เก่งกว่าในตอนนี้ก็ได้ เราทุกคนย่อมต้องอาศัยเวลาในการเจริญโตทั้งทางร่างกายและทางความคิดเป็นเรื่องธรรมดา ตอนนี้ผมก็แค่ทำตามหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็เท่านั้น อย่างน้อยวันนึงข้างหน้าที่ย้อนมากลับมาคิดถึงช่วงเวลานี้ ผมจะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียดายทีหลัง พอคิดได้แบบนั้นก็ตั้งใจทำงานดีกว่า ลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นละ

   กริ่งงงง

   “ร้าน MASCOT ยินดีต้อนรับครับ”

   

***



   

   2 ชั่วโมงผ่านไปและร้านกำลังจะปิด

   ช่อม่วงยังไม่มาเลย

   ผมกำลังเช็ดโต๊ะอยู่ ตอนนี้เกือบ 2 ทุ่มครึ่งแล้ว ขนมที่โชว์อยู่หน้าเคาน์เตอร์หมดทุกอย่างแล้วครับ เดี๋ยวจะเก็บร้านแล้วล่ะ ผมติดต่อช่อม่วงไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ ป่านนี้แล้วยังทำกิจกรรมของคณะไม่เสร็จอีกรึไงก็ไม่รู้ หรือว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขาวะ โทรหาก็ไม่รับ ไลน์ไปหาก็ไม่ตอบ ผมเป็นห่วงเขา แต่อีกใจก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรหรอก ใจเย็นๆ ไว้ก่อน บางทีการที่เราตื่นตูมเกินไปก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีก็ได้

   ใจร่มๆ ไว้ก่อนแล้วกันนะดั้นเมฆ

   ถ้าสมมุติว่าช่อม่วงไม่เป็นอะไร ปลอดภัยดี ผมอาจจะต้องถามเหตุผลก่อนว่าเพราะทำไมเขาถึงไม่รับสายและไม่ตอบไลน์ ถ้าเหตุผลเขาฟังขึ้นผมก็จะไม่อะไร แต่ถ้าเหตุผลเขาฟังไม่ขึ้นก็อาจจะต้องมีดุกันหน่อย เราสัญญากันเอาไว้แล้วไงว่าจะไม่ทำตัวให้อีกฝ่ายเป็นห่วงจนเกินไป

   กริ่งงงง

   ร่างโปร่งเดินเข้ามาในร้านด้วยสีหน้าที่หงุดหงิด “เรามาแล้วเมฆ”

   “ทำไมมาช้าอะ”

   “โทรศัพท์โดนขโมยอะดิ เราไปแจ้งความมา”

   “แล้วช่อจำได้รึเปล่าว่าหายที่ไหน”

   “น่าจะบนรถเมล์ต่อแรกอะ เราเอาโทรศัพท์ไว้ในช่องเล็กของกระเป๋า แล้วเนี่ยะ กระเป๋าโดนกรีด” มือเรียวส่งกระเป๋าที่มีรอยขาดเป็นทางมาให้ผมดู “ดีนะที่กระเป๋าสตางค์อยู่อีกช่อง ตอนนั้นบนรถเมล์คนเยอะมาก”

   “แล้วตำรวจเขาว่าไง”

   “ก็รับเรื่องแล้วก็ถามโน่นถามนี่นั่นแหละ เขาบอกว่าช่วงนี้มีโจรกรีดกระเป๋าระบาดอยู่ เราไม่ใช่รายแรกที่โดน” ช่อม่วงเบะปากน้อยๆ ก่อนจะซบหน้าลงกับบ่าผม “เราอยากได้โทรศัพท์คืนอะดั้นเมฆ”

   “โอ๋ๆ ไม่เป็นไรหรอก โทรศัพท์เครื่องเดียวเอง”

   “ไม่ได้ ในนั้นมีรูปเมฆเยอะมาก ยังไงเราก็อยากได้คืน” เจ้าตัวผละออกมามองผมแบบเศร้าๆ “บางรูป เรามีโอกาสถ่ายมันได้แค่ครั้งเดียวเองนะ”

   “คือเมฆมีอะไรจะสารภาพด้วย แต่เดี๋ยวช่อนั่งก่อนละกัน” ผมจับเจ้าแฟนมานั่งรอที่ที่โต๊ะก่อนจะเดินไปด้านหลังเพื่อหยิบขนมที่แบ่งเอาไว้ให้เขาออกมา

   ทุกวันเลยนะที่ผมจะแบ่งขนมเก็บไว้ให้เขาส่วนนึง จนถึงตอนนี้ช่อม่วงก็ยังจ่ายค่าขนมเหมือนเดิมเป็นปกติ ขนาดพี่อินบอกให้กินได้ฟรีๆ เขายังไม่ยอมเลย ตั้งแต่เปิดร้านมาเนี่ยะ เขาเสียเงินให้ที่นี่เป็นแสนแล้วมั้ง แต่ช่างเถอะ อะไรที่เขาทำแล้วคิดว่ามันดี ทำแล้วสบายใจก็ปล่อยให้เขาทำไป คือคนอย่างแฟนผมอะ ไม่มีใครสามารถบังคับให้ทำอะไรได้ไง ขนาดพี่อินพูด เขายังรั้นไม่ยอมฟังเลย

   เหมือนรู้ว่าผมกำลังนินทาเลยว่ะ

   “จ้องหน้าเราขนาดนั้น” ผมนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขา “มีอะไรรึเปล่า”

   “คุณกระต่ายมีอะไรจะบอกผม”

   “ก็เมื่ออาทิตย์ก่อนที่เมฆไปค้างบ้านช่อ แล้วตอนนั้นช่อหลับไปแล้วแต่เมฆยังไม่หลับ”

   “อื้อ แล้วมันทำไมอะ” เจ้าตัวถามพลางตักขนมเข้าปากแล้วเคี้ยวจนแก้มตุ่ย

   “เราแอบเอาโทรศัพท์ช่อมาเล่น”

   คนตรงหน้ามองผมตาโตทันที “ดั้นเมฆ”

   “อย่าเพิ่งทำเสียงดุซี่ ก็นั่นแหละ แล้วตอนนั้นโทรศัพท์ช่อก็ดับไปต่อหน้าตาเมฆเลย พอเห็นแบบนั้นเมฆก็เลยคิดว่าโทรศัพท์ช่อใกล้พังแล้วแน่ๆ เมฆก็เลยแบ็กอัพข้อมูลไว้ให้ใน iCloud อะ”

   “แปลว่าทุกอย่างยังอยู่ใช่ไหม”

   “ก็น่าจะแบบนั้นนะ” ผมหยิบทิชชู่ไปเช็ดมุมปากเขาที่เลอะขนม “ขอโทษนะที่แอบเล่นโทรศัพท์ช่อน่ะ”

   “ไม่เป็นไรหรอก แต่ทำไมเมฆต้องแอบเล่นโทรศัพท์เราล่ะ คือเช็กเหรอว่าเราคุยกับใครรึเปล่า”

   “เปล่าสักหน่อย เมฆก็แค่อยากดูว่าช่อแอบถ่ายรูปเมฆตอนไหนบ้างเท่านั้นแหละ”

   “ดั้นเมฆ” แฟนผมทำหน้าดุทันที แต่ถึงเขาทำหน้าแบบนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกลัวเลยสักนิด หึ....ก็น่ารักซะขนาดนั้น ใครเขาจะกลัวกัน

   ช่อม่วงคือที่สุดของการแอบถ่ายรูปผมเก็บเอาไว้เป็นร้อย มีหลายท่าทาง หลายเหตุการณ์อีกต่างหาก ถ่ายตอนผมหลับ ตอนกินข้าว ตอนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เขาถ่ายตอนผมโป๊อะ เนี่ยะ เป็นแบบนี้ก็ต้องให้น้าชัชยกขันหมากมาขอดั้นเมฆแล้วป้ะ แต่จะว่าไปก็ไม่ใช่แค่เขาหรอกที่แอบถ่ายรูปผม ตัวกระต่ายกากเองก็แอบถ่ายรูปช่อม่วงเอาไว้เหมือนกัน เรื่องนี้เขาไม่รู้ครับ เพราะปกติเราไม่ยุ่งโทรศัพท์ของกันและกันไง

   ถ้าแฟนผมเห็นรูปในโทรศัพท์ล่ะก็....

   “คุณกระต่าย”

   “หืม....ว่าไงครับคุณแฟน”

   “เอาโทรศัพท์มา” มือเรียวยื่นมาด้านหน้าผม “เดี๋ยวนี้”

   “ช่อจะเอาโทรศัพท์เมฆไปทำไม”

   “....เราจะได้เจ๊ากันไง”

   คำว่าชิบหายคงเหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้ที่สุดแล้วล่ะ

   ผมหยิบโทรศัพท์ของตัวเองส่งไปให้เขาอย่างจำยอม “เดี๋ยวเมฆไปเคลียร์ข้างหลังแป๊บนึงนะ” ว่าแล้วผมก็ลุกมาจากตรงนั้นทันที ตายแน่ๆ คุณกระต่ายกาก ความลับที่สั่งสมมาเป็นปีกำลังจะถูกเปิดเผยแล้ว

   ไม่เป็นไร ยังไงซะวันนึงเขาก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่ดีแหละ จะว่าไปผมก็อยากรู้เหมือนกันนะว่าถ้าช่อม่วงเห็นรูปที่ผมแอบถ่ายเขา สีหน้าแบบไหนกันที่เจ้าตัวจะแสดงออกมา จะเขินไหม แก้มจะแดงรึเปล่า เดี๋ยวอีกแป๊บนึงผมค่อยออกไปหาเขาแล้วกัน ตอนนี้ขอเก็บหลังร้านก่อน แล้วเนี่ยะ ไม่มีลูกค้าแล้วแต่ก็ยังสวมหัวมาสคอตกระต่ายกากอยู่ เหมือนตัวเองชอบความลำบากยังไงก็ไม่รู้ว่ะ

   ถอดออกก็ได้แหละความจริงอะ

   “ดั้นเมฆ”

   “ครับพี่อ้าย” ผมหันมองร่างสูงที่ถือถาดขนมบุหลันดั้นเมฆอยู่ในมือ “ขนมบุหลันดั้นเมฆ หมดแล้วไม่ใช่เหรอครับ”

   “พี่อินทำเพิ่มน่ะ ให้ช่อม่วง”

   “ขอบคุณนะครับ” ผมรับขนมบุหลันดั้นเมฆมา “วันนี้บุหลันดั้นเมฆขายดีมากจริงๆ เมฆเองก็แบ่งไว้ให้ช่อไม่ทัน ปกติเขาชอบกินมากเลย”

   “ก็เอาไปให้เขาเถอะ แล้วเดี๋ยวด้านหลังตรงนี้พวกพี่จัดการเอง เมฆรอเอาขยะไปทิ้งให้ก็พอแล้ว”

   “เอาแบบนั้นก็ได้ครับ” ผมรับคำก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ที่หลังเคาน์เตอร์แล้วจัดขนมใส่จาน ตอนนี้แฟนผมกำลังนั่งกุมแก้มตัวเองอยู่ อาการเขินแน่นอนแล้วล่ะ เดี๋ยวคิดคำพูดหวานๆ ไปหยอดใส่เขาดีกว่า

   หลังจากที่วางแผนการหยอดช่อม่วงไว้ในใจแล้วผมก็เดินไปทางโต๊ะของเขาก่อนจะวางจานขนมบุหลันดั้นเมฆไว้ด้านหน้า ดวงตาคมจ้องผมอยู่อย่างนั้น ใบหน้าแดงก่ำเพราะเขิน พอเห็นแบบนี้แล้วผมยิ่งอยากทำให้เขาเขินมากขึ้นไปอีกจริงๆ

   “ในโทรศัพท์นี่มันอะไรกันหืม....”

   “ก็ไม่มีอะไรนะครับคุณลูกค้า” ผมหยิบโทรศัพท์คืนกลับมา “บุคคลที่อยู่ในรูปพวกนั้นเป็นแฟนผม เพราะเขาน่ารัก ผมก็เลยชอบที่จะแอบถ่ายรูปเขาเก็บเอาไว้”

   “ดั้นเมฆ” มือเรียวตีแขนผมพร้อมกับทำหน้าให้ดูดุที่สุดในชีวิต “เลิกพูดเลยนะ อยากเห็นเราเขินจนเป็นบ้ารึไง”

   “เขินขนาดนั้นเลยเหรอ”

   “เขินสิ ก็เมฆอะ....” ช่อม่วงทำแก้มป่องก่อนจะหยิบขนมบุหลันดั้นเมฆกิน “....นั่งสิ”

   ผมนั่งลงฝั่งตรงข้าม “เหมือนวันนั้นเลยเนอะ วันที่ช่อมาที่นี่ บอกให้เรานั่งเป็นเพื่อนหน่อยเพราะช่อเป็นลูกค้าคนสุดท้าย”

   “ตอนนั้นเมฆเด๋อมากเลยอะ เรานึกถึงทีไรก็ตลก”

   “เดี๋ยวเถอะ”

   “ก็จริงนี่นา แต่นอกจากตลกแล้วก็มีความสุขนะ ดั้นเด๋อในวันนั้นกลายมาเป็นแฟนเราแล้วในวันนี้”

   “แล้วก็จะเป็นแฟนของช่อไปทุกวันด้วย” พอผมพูดแบบนั้นออกไป คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ยิ้มหวานออกมา

   เรื่องราวระหว่างเราที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่เจอกันครั้งแรกผมยังจำได้ดี หรือจะวันนั้นที่เราเจอกันที่นี่ในร้านนี้ ผมไม่เอะใจเลยสักนิดว่าช่อม่วงจะรู้ว่าคนที่อยู่ในชุดไวท์บันนี่คือผม มันก็เด๋อจริงแบบที่เขาว่านั่นแหละ คิดแล้วโคตรเขินเลย ถ้าวันนั้นเขาไม่มาที่นี่ และถ้าผมไม่ต้องสวมชุดกระต่ายกากแทนบุหลัน เรื่องของเราอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ดั้นเมฆคงไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเขามากนักหรอก

   สำหรับผมแล้ว....เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นมันช่างดีจริงๆ

   “คุณกระต่ายกินด้วยกันไหม” ช่อม่วงจิ้มขนมก่อนจะยื่นมาทางผม “หรือว่าคุณกระต่ายต้องกินแต่แครอต”

   “.....น่ารัก”

   “ชมผมแบบนี้” เจ้าตัวยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “คิดอะไรกับผมแน่เลย”

   “ใช่ครับ ผมคิด” ผมใช้มือนึงจับข้อมือเขา ข้างที่ถือขนมอยู่ ส่วนอีกมือนึงก็ถอดหัวมาสคอตของตัวเองออก “คิดว่าตัวเองโชคดีจริงๆ ที่มีคุณมาป้อนขนมให้แบบนี้” พอพูดจบผมก็กินขนมบุหลันดั้นเมฆที่ช่อม่วงป้อน

   “ถ้าอยากให้ผมป้อนขนมให้กินไปตลอดทั้งชีวิต....คุณกระต่ายก็ต้องอยู่กับผมไปตลอดทั้งชีวิตนะครับ”

   ตึกตัก

   พูดแล้วยิ้มแบบนั้นมันโคตรโกงเลย

   “ผมไปไหนจากคุณไม่ได้หรอกครับ เพราะอะไรรู้ไหม”

   “เพราะอะไรครับ”

   “เพราะว่ารัก....” ผมยกมือเขาขึ้นมาจุ๊บเบาๆ “กระต่ายกากตัวนี้รักคุณพระจันทร์มากเลยนะครับ รักมากๆ ”

   “เราไปเป็นพระจันทร์ตอนไหนกัน”

   ผมหลุดยิ้มออกมาที่เขาเอ่ยแบบนั้น จริงสิ ช่อม่วงไม่รู้เลยว่าผมเปรียบเขาเป็นพระจันทร์ พระจันทร์ที่อยู่ไกล ไกลมากๆ จากตรงที่กระต่ายกากอย่างผมอยู่ เมื่อก่อนผมทำได้แค่มอง มองอย่างเจียมตัว ในหัวคิดแค่ยังไงมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่เคยมีกระต่ายตัวไหนที่หลงรักพระจันทร์แล้วจะได้ครอบครองหรอก แต่มันคงเป็นโชคดีของผมที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับพระจันทร์ และคว้าพระจันทร์มากอดเอาไว้ได้

   ผมจะไม่มีวันปล่อยพระจันทร์ไป

   ไม่มีวัน

   “ช่อเคยฟังเรื่องของกระต่ายที่หลงรักพระจันทร์ไหมล่ะ มันมีกระต่ายตัวนึงที่หลงรักพระจันทร์ มันทำได้แต่เฝ้ามอง และหวังว่าสักวันนึงพระจันทร์จะหันมารักมันบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว เจ้ากระต่ายตัวนั้นก็ไม่สมหวัง”

   “....ดั้นเมฆ”

   “เมฆเปรียบช่อเป็นพระจันทร์ และตัวเมฆก็เป็นกระต่าย ตอนนั้นเมฆไม่รู้ว่าตอนจบเรื่องของเราจะเป็นยังไง แต่....” ผมเลื่อนมือไปเกลี่ยแก้มใสเบาๆ “เมฆมีความสุขเสมอที่ได้อยู่ใกล้กับพระจันทร์ที่เมฆหลงรัก”

   “ความจริงอาจจะไม่ใช่แค่กระต่ายที่หลงรักพระจันทร์ก็ได้นะ พระจันทร์อย่างเรา....หลงรักกระต่ายตัวนึงอยู่ตั้งนาน แต่กว่าเขาจะรู้ตัวก็ทำให้พระจันทร์เหนื่อยไม่ใช่น้อย”

   “เด๋อมากเลยเนอะกระต่ายตัวนั้นน่ะ”

   “คงงั้นแหละ” มือเรียวตัดแบ่งขนมบุหลันดั้นเมฆชิ้นสุดท้ายออกเป็นสองซีก “เห็นแบบนี้แล้วก็เหมือนวันนั้นจริงๆ ” ช่อม่วงจิ้มขนมมาจ่อที่ปากผม

   ผมจิ้มขนมซีกสุดท้ายไปจ่อที่ปากเขาบ้าง “....คุณพระจันทร์ช่วยอยู่กับกระต่ายกากไปนานๆ นะครับ”

   “คุณพระจันทร์จะอยู่กับกระต่ายกาก.....ตลอดไปเลยครับ”


   คำสัญญากับขนมบุหลันดั้นเมฆชิ้นสุดท้ายที่ผลัดกันป้อนนี่มัน....ดีจริงๆ

   ร้าน MASCOT สำหรับผมแล้วมันเป็นสถานที่ที่มีความหมายมากจริงๆ ร้านขนมไทยที่พี่ชายผมทำให้เกิดขึ้น มันเป็นความฝันของเขา ผมได้มาทำงานที่นี่และได้ใกล้ชิดกับคนที่ผมชอบ ภายใต้ชุดมาสคอตไวท์บันนี่ทำให้ผมมีความกล้ามากขึ้น กล้าที่จะพูดคุย กล้าที่จะสานความสัมพันธ์และทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นจนเรื่องราวมันกลายเป็นแบบนี้

   MASCOT ไม่ใช่แค่ร้านขนม....แต่มันคือความทรงจำ

   และไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้ผมและเขา มีกันมาจนถึงตอนนี้ได้ ผมอยากขอบคุณจากใจเลย มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะสำหรับการที่เราชอบใครสักคนและเขาก็รู้สึกแบบนั้นกับเราเหมือนกัน ผมรู้ว่าเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีเยอะแยะทั้งดีและไม่ดี แต่ผมมั่นใจในความรู้สึกของตัวเองมากๆ ผมจะไม่เปลี่ยนใจไปจากคนคนนี้ และผมก็หวังว่าเขาจะไม่เปลี่ยนใจไปจากผมเหมือนกัน ขอให้เรามีกันและกันไปเรื่อยๆ

   มีความสุขด้วยกันแบบนี้....ตลอดไป

   

   ‘ขอบคุณนะ....MASCOT’

   

   

   

---------- END ----------



สวัสดีค่ะชาลมาส่งมาสคอตแล้วนะคะ

จบแล้วนะคะสำหรับความรักของกระต่ายกากกับพระจันทร์ของเขา ความรักมัธยมฯ ที่ใครหลายๆ คนอาจะเคยเจอกับตัวเอง

ใครที่อ่านแล้วชอบ อ่านแล้วรัก อยากเก็บเล่ม ยังเปิดพรีอยู่น้า ติดตามได้ที่ทวิต Chaleeisis หรือเพจ Ficion Yaoi Th ได้เลย

ชาลหวังว่านิยายเรื่องนี้จะให้อะไรกับบี๋ไม่มากก็น้อย

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ค่ะ ขอบคุณจริงๆ นะคะ

ออฟไลน์ PanGii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: M A S C O T บทส่งท้าย [ 7 / 11 / 2020 ] หน้า 2
«ตอบ #37 เมื่อ08-11-2020 15:20:32 »

น่ารักมากเลย ทั้งช่อม่วง ทั้งดั้นเมฆเลย

ออฟไลน์ AeAng11

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: M A S C O T บทส่งท้าย [ 7 / 11 / 2020 ] หน้า 2
«ตอบ #38 เมื่อ18-11-2020 20:13:18 »

น่ารักกันจังค่ะส่งพลังบวกและกำลังใจให้คุณซาลนะคะ

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1026
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
Re: M A S C O T บทส่งท้าย [ 7 / 11 / 2020 ] หน้า 2
«ตอบ #39 เมื่อ22-11-2020 20:36:11 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: M A S C O T บทส่งท้าย [ 7 / 11 / 2020 ] หน้า 2
« ตอบ #39 เมื่อ: 22-11-2020 20:36:11 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด