This love has a little cupid ความรักนี้มีกามเทพ / ตอนที่ 27 (End) [6/05/62] P.5
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: This love has a little cupid ความรักนี้มีกามเทพ / ตอนที่ 27 (End) [6/05/62] P.5  (อ่าน 12732 ครั้ง)

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
พี่ภาคนี่เนียนๆเลยนะแทรกซึมเข้าชีวิตประจำวันน้องตลอด อยากให้ถึงงานเลี้ยงไวๆอยากรุ้ว่าจะหึงหน้ามืดขนาดไหน ต้องโดนเพื่อนๆลองใจแน่ๆ

ออฟไลน์ sira_nann

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ตอนที่ 16

ปัญญวัฒน์ยกเอกสารที่จัดเตรียมไว้สำหรับประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทรวมทั้งแผนงานครึ่งปีที่เหลือไปห้องประชุมใหญ่ที่อยู่ชั้นล่าง การประชุมผู้ถือหุ้นจะประชุมกันปีละสองครั้ง เพื่อสรุปผลงานและแผนการบริหารในอีกหกเดือนข้างหน้า

 “มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ” ปัญญวัฒน์ถามพนิดาที่ตรวจความเรียบร้อยในห้องประชุม

“ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ขอบใจมากที่ยกเอกสารมาให้นะคะ เดี๋ยวพี่เช็คอุปกรณ์เสร็จก็จะกลับขึ้นไป” พนิดายิ้มให้ชายหนุ่มก่อนเช็คโปรเจคเตอร์ต่อ

ปัญญวัฒน์ลงลิฟท์มาชั้นล่างของตึกที่แบ่งให้เช่าพื้นที่ขายของมีทั้งร้านสะดวกซื้อและธนาคาร แต่ที่ขาดไม่ได้คือร้านกาแฟของบริษัท ที่มีทั้งกาแฟสดรวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆของบริษัท แต่กาแฟสดมีขายอยู่สามที่เป็นโครงการนำร่องผิดกับกาแฟสำเร็จรูปที่ส่งจำหน่ายร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ

“โกโก้เย็นสองแก้วครับ” ปัญญวัฒน์สั่งรายการหน้าเคาน์เตอร์

“เพิ่มวิปครีมไหมคะ โปรโมชั่นเดือนนี้เพิ่มวิปครีมฟรีค่ะ”

“เพิ่มครับ” ปัญญวัฒน์บอกก่อนจ่ายเงินแล้วไปรอด้านข้างเพื่อรอรับสินค้า ความคิดเปิดร้านกาแฟสดของบริษัทเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว มีคนให้ความสนใจมากเพราะที่ผ่านมาบริษัทขายแต่กาแฟสำเร็จรูปที่สะดวกและเก็บได้นาน

“อ๊ะ” ระหว่างที่ยืนรอเครื่องดื่มอยู่นั้นได้มีลูกค้าถอยหลังมาชนปัญญวัฒน์ที่กำลังคิดอะไรเพลินๆอย่างจัง

“ขอโทษค่ะ” เสียงหวานๆกล่าวขอโทษอย่างรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรครับ” ปัญญวัฒน์สบตาหญิงสาว เขารู้สึกคุ้นๆหน้าเธออย่างบอกไม่ถูก

“โกโก้เย็นสองแก้วเพิ่มวิปครีมได้แล้วค่ะ” เสียงพนักงานดึงความสนใจของปัญญวัฒน์ไปจากหญิงสาวตรงหน้า เมื่อรับเครื่องดื่มแล้วปัญญวัฒน์ก็กลับขึ้นไปยังห้องทำงานทันที

“พี่สุน โกโก้ครับ” ปัญญวัฒน์วางโกโก้บนโต๊ะหญิงสาว

“ขอบใจจ้านี่เงินจ้า”

“โปรโมชั่นเดือนนี้วิปครีมฟรีครับ” ชายหนุ่มบอกก่อนส่งเงินคืนให้

“จริงด้วยเห็นป้ายอยู่แว๊บๆ ทั้งเดือนเลยใช่ไหม” สุนทรีรู้สึกถูกใจโปรโมชั่นนี้มาก

“ใช่ครับ” ปัญญวัฒน์บอกก่อนเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง

“สวัสดีคับอาปัน อาสุน” เด็กชายเรนเปิดประตูเข้ามาพร้อมยกมือไหว้ทักทายทั้งคู่

“สวัสดีครับ/ค่ะ น้องเรน”

“อาปันกุ้งวันนั้นอร่อย หอยชีสก็อร่อยเรนอยากกินอีก เย็นนี้ไปกินกันนะ” เด็กชายถามขึ้น เขาอยากกิน ตอนนี้บ้านเขามีคนเยอะแยะเหมือนบ้านอาปัน อยากให้อาปันไปทำแบบนั้นที่บ้านเขาบ้าง

“อะไรคือหอยชีส” สุนทรีที่ฟังเด็กชายเจื้อยแจ้วถามขึ้นอย่างแปลกใจ

“อ๋อ หอยแมลงภู่อบชีสครับ วันก่อนที่บ้านผมทำกินกัน รู้สึกน้องเรนจะชอบมาก” ปัญญวัฒน์อธิบายดูเหมือนเด็กชายจะชอบปาร์ตี้ของนาวินเอามากๆ

“ใช่ๆเหมือนพิซซ่าเลยชีสยืดๆ” เจ้าตัวบอกสุนทรีอย่างอวดๆ

“โห น่าอิจฉาจัง อาอยากกินบ้างจัง” สุนทรีบอกเด็กชาย

“บอกอาปันเลย อาใจดีเดี๋ยวทำให้กินเลย” คำพูดของเด็กชายทำเอาผู้ใหญ่ในห้องอดที่จะยิ้มไม่ได้


ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูพร้อมประตูที่เปิดออกทำให้คนในห้องหันไปมอง

“อยู่นี่เองเจ้าตัวยุ่ง ย่าเดินหาตั้งนาน” ลาวัลย์มองหลานชายที่นั่งบนตักปัญญวัฒน์ก่อนพินิจชายหนุ่มตรงหน้า

“สวัสดีค่ะคุณลาวัลย์” สุนทรีลุกขึ้นมาทำความเคารพหญิงสูงวัยที่เดินเข้ามาหยุดข้างหน้าโต๊ปัญญวัฒน์

“สวัสดีครับ” เมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องให้ความเคารพอย่างนอบน้อมปัญญวัฒน์ที่กำลังตะลึงจึงรีบยกมือไหว้แทบไม่ทัน ติดที่เด็กชายนั่งอยู่บนตักทำให้เขาลุกขึ้นยืนไม่ได้

“สวัสดีจ้า ไม่เป็นไรไม่ต้องยืนหรอก” ลาวัลย์บอกชายหนุ่มก่อนเดินไปนั่งเก้าอี้ที่สุนทรีดึงออกมาให้ที่หน้าโต๊ะปัญญวัฒน์

“ขอบใจนะ สบายดีนะสุนทรี ลูกสาวอยู่กับใคร” ลาวัลย์พูดกับสุนทรีอย่างคุ้นเคย

“แม่ของสามีช่วยเลี้ยงให้ค่ะ” สุนทรีตอบมารดาของเจ้านาย

“อืมดีๆ เห็นว่าเจ้าตัวยุ่งมารบกวนบ่อยๆใช่ไหม” ประโยคหลังหันมาถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า

“ไม่กวนนะคุณย่า เรนไม่ได้กวนอาปันสักหน่อย” เด็กชายเริ่มร้อนตัว

“น้องเรนไม่ได้รบกวนอะไรครับ” ปัญญวัฒน์ตอบก่อนมองเด็กชายอย่างเอ็นดู

“ขอบใจมากนะที่ช่วยดูน้องเรนให้ ขอบใจจริงๆ” ลาวัลย์บอกก่อนสบตาเจ้าของห้องทั้งสองคน เธอรู้สึกขอบคุณทั้งคู่จริงๆ โดยเฉพาะชายหนุ่ม เพราะหลานชายเธอเปลี่ยนไปมาก จากเด็กที่เงียบๆเก็บตัว เอาแต่ใจ กลับสดใสสมวัยมากขึ้น

“คุณแม่อยู่ที่นี่จริงๆ” เสียงเปิดประตูพร้อมสาวสวยเดินเข้ามาทำให้คนในห้องหันไปมอง

“อ้าวยัยวรรณ ตาภาคมีอะไรกัน” ลาวัลย์เอ่ยถามคนทั้งคู่ที่เดินเข้ามา

“ยัยวรรณสงสัยว่าคุณแม่อยู่ไหนพอผมบอกว่าน่าจะอยุ่ที่นี่ เจ้าตัวก็เดินมาเลย” ภาสวรเล่าให้มารดาฟัง ทั้งที่เขาเองบอกแล้วว่าเดี๋ยวแม่ก็กลับมาแล้วรวิวรรณยังจะตามมาดูให้แน่ใจ

“ก็วรรณอยากรู้นี่” หญิงสาวค้อนพี่ชายอย่างงอนๆ

“แม่มาคุยกับสุนทรีและปัญญวัฒน์นิดหน่อย” ทันทีที่มารดาพูดจบรวิวรรณก็มองผู้ชายที่นั่งตรงหน้ามารดาทันที

“คุณแม่ของผมคงรู้จักแล้ว นี่ยัยวรรณน้องสาวผมเอง ส่วนนี่ก็คุณสุนทรีและก็ปัญญวัฒน์ ฝ่านวางแผนฯ” ภาสวรแนะนำคนในห้องให้รู้จักกัน ปัญญวัฒน์ยกมือไหว้น้องสาวภาสวรเพราะดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าเขา

“อ๊ะ จำได้แล้ว คนที่ร้านกาแฟนี่เอง” รวิวรรณพูดออกมาอย่างนึกได้

“หือ พี่คิดว่าเธอจะบอกว่าคนที่เจอที่ร้านเหล้าวันนั้นเสียอีก” ภาสวรแขวะน้องสาว น้องสาวของเขานัดเพื่อนฉลองที่เพิ่งกลับมา โทรตามให้เขาไปรับเพราะขับรถกลับไม่ไหว

“ตอนไหนไม่เห็นจะจำได้เลย” รวิวรรณพยายามทบทวน

“แสดงว่าไปดื่มหลายครั้งจนจำไม่ได้ซิท่า” ลาวัลย์พูดเสียงแข็ง ทั้งๆที่กลับมาแทนที่จะไปหาพ่อแม่ที่เชียงรายกลับมัวเที่ยวเตร่กับเพื่อนที่กรุงเทพนี่

“เปล่านะคะ วรรณไปแค่ครั้งเดียวเอง แต่วรรณจำไม่ได้ว่าเคยเจอปันนี่คะ” รวิวรรณบอกมารดาเสียงอ่อยๆ

“จำได้ก็แปลกแล้ว เธอเมามากเจอพี่กับปันเธอก็บอกว่าจะอ๊วกแล้ววิ่งไปเลย” ภาสวรยังโมโหไม่หายที่น้องสาวกินเหล้าจนเมาขนาดนั้น โชคดีที่เพื่อนๆอยู่ด้วยจนกว่าเขาจะมาถึง ไม่อย่างนั้นไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง

“โห พี่ภาคนี่ไม่เจอพักเดียวขี้บ่นขึ้นเยอะเลยนะ วรรณไม่คุยกับพี่แล้ว ไปหาคุณพ่อดีกว่า” รวิวรรณพูดอย่างแง่งอนก่อนเดินออกจากห้องไป

“ยัยวรรณเรียนจบด๊อกเตอร์แล้วยังทำตัวเหมือนเด็กๆไปได้” ลาวัลย์พูดอย่างอ่อนใจ ด้วยความที่เธอรักและตามใจลูกสาวคนเดียวจนไม่รู้จักโตแบบนี้ นี่เห็นว่าจะไปสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจะได้เรื่องได้ราวหรือเปล่าเนี่ย

“ฉันต้องขอโทษพวกเธอด้วยที่พวกฉันเข้ามารบกวนจนไม่ได้ทำงานทำการเลย นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้วไปทานข้าวด้วยกันซิ ขอฉันเลี้ยงขอบคุณพวกเธอสักมื้อนะ” ลาวัลย์เอ่ยกับทั้งคู่ สุนทรีกับปัญญวัฒน์สบตากันไม่รู้จะทำอย่างไร

“ไปเถอะ น้องเรนชวนอาสุนกับอาปันไปทานข้าวกับเราซิครับ” ภาสวรพยักหน้าให้ทั้งคู่ก่อนบอกลูกชายให้ช่วย เขารู้ดีว่าปัญญวัฒน์ไม่เคยปฏิเสธลูกชายเขาได้เลย

“ไปนะครับอาปันอาสุน” เด็กชายเรนไม่ทำให้พ่อผิดหวังหันไปชวนทั้งคู่ทันที

“ขอบคุณมากครับ/ค่ะ” ทั้งคู่ตอบรับทำให้ลาวัลย์ยิ้มอย่างพอใจ

ร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่พนิดาจองไว้ไม่ไกลจากบริษัทเพราะต้องกลับมาประชุมตอนบ่าย ปัญญวัฒน์กับสุนทรีรู้สึกดีขึ้นที่พนิดาเองก็มาร่วมโต๊ะกับครอบครัวของเจ้านายเหมือนอย่างพวกเขา

“เรนนั่งกับอาปัน” เด็กชายบอกก่อนจับมือชายหนุ่มไว้

“งั้นปันนั่งใกล้น้องเรนด้านนี้แล้วกัน” ภาสวรบอกชายหนุ่มให้นั่งใกล้เก้าอี้เด็กที่วางไว้หัวโต๊ะด้านหนึ่ง ส่วนหัวโต๊ะอีกด้าน สุริยะเจ้าของไร่แสงตะวันและผู้ก่อตั้งบริษัทกาแฟสำเร็จรูปนั่งอยู่ ส่วนลาวัลย์ผู้เป็นภรรยานั่งอยู่ด้านขวามือของท่าน พนิดาจึงไปนั่งตรงข้ามลาวัลย์แทนปัญญวัฒน์ที่มานั่งประกบเด็กชายเอาไว้ ทำให้สุนทรีนั่งตรงข้ามรวิวรรณโดยปริยาย

“น้องเรนติดปันมากเลยนะ” รวิวรรณเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเด็กชายเล่าเรื่องการ์ตูนที่ดูให้ชายหนุ่มฟัง

“ใช่แล้ว พี่เองยังแปลกใจ” ภาสวรพูดกับน้องสาวที่นั่งอยู่ติดกัน

ปัญญวัฒน์มองรวิวรรณที่นั่งข้างภาสวรแล้วรู้สึกขำตัวเองที่เข้าใจผิดจนเก็บไปคิดวิตกกังวล เดี๋ยวนะพอคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาหัวใจของชายหนุ่มก็เต้นแปลกๆ ปัญญวัฒน์จ้องหน้าภาสวรอย่างตกใจกับความคิดของตัวเอง

“อาปันคับเรนอยากกินนั่น” เสียงเด็กชายทำให้ปัญญวัฒน์ละสายตาจากภาสวร

“จะเอาอะไรนะครับ” ปัญญวัฒน์ถามเพราะตอนนี้อาหารมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะแล้ว

“หอยชีส” น้องเรนชี้จานหอยแมลงภู่อบชีสที่ภาสวรสั่งให้ ตอนนี้ตั้งอยู่ตรงหน้าปัญญวัฒน์ ชายหนุ่มจัดการตักให้ พร้อมทั้งสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าที่เด็กชายชอบทาน

“ระวังร้อนนะครับ”

“อร่อย เหมือนพิซซ่าเลย” เด็กชายถูกใจชีสที่ยืดยาวออกมาตอนที่ปัญญวัฒน์เอาตัวหอยกับชีสออกจากเปลือกให้

“อร่อยก็ทานเยอะๆนะครับ แล้วจะเอาพิซซ่าไหมครับ” ภาสวรถามลูกชายที่กำลังรอให้ปัญญวัฒน์ตักหอยอบชีสให้ทานอีกในเมื่อหอยอบชีสเหมือนพิซซ่าแล้ว แล้วพิซซ่าจะเอาอีกไหม

"เอาคับ" เขาชอบทานไม่พลาดอยู่แล้ว

“เมื่อวันก่อนเห็นน้องเรนมาเล่าให้ฟังว่าไปงานเลี้ยงบ้านปันมา เจ้าตัวชอบมากถึงกับมาบอกว่าให้ที่บ้านจัดบ้าง” รวิวรรณหันมาคุยกับปัญญวัฒน์

“ไม่ใช่งานเลี้ยงใหญ่โตอะไรหรอกครับแค่ปาร์ตี้เล็กๆเลี้ยงกันเองที่บ้าน” ปัญญวัฒน์รีบอธิบายกลัวคนอื่นเข้าใจผิด แค่กินข้าวกันในครอบครัวเท่านั้นเอง

“นั่นแหละ น้องเรนสนุกมาก บอกได้ร้องเพลงกับใครนะน้องเรน” รวิวรรณหันมาถามหลานชาย

“ร้องเพลงกับฟ้าแล้วก็อาวิน เรนได้รางวัลด้วย” เด็กชายพูดอย่างอวดๆ จนปัญญวัฒน์แทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ รางวัลที่ว่านั้นคือช็อคโกแลตที่เปรมณัชซื้อมาฝากตอนไปหาลูกค้าที่ญี่ปุ่นหลังจากคนโน้นคนนี้เลือกรสชาเขียวสุดฮิตไปกันหมดทิ้งรสดั้งเดิมที่มีขายในไทยเอาไว้ จึงเอามาให้น้องเรนบอกว่ารางวัลคนร้องเพลงเก่ง

“โหได้รางวัลด้วยเหรอ อาอิจฉาจัง”

“พ่อ ไว้เราพาอาวรรณไปร้องเพลงบ้านอาปันกันนะคับ” เด็กชายหันมาบอกกับบิดา

คำพูดของน้องเรนเรียกเสียงหัวเราะให้กับปู่ย่า พวกเขารู้สึกดีใจที่หลานชายเปลี่ยนไปจากที่นั่งเงียบๆไม่สนใจใคร ถามคำตอบคำ ถ้าคนไม่คุ้นเคยยิ่งแล้วใหญ่เขาจะไม่เข้าใกล้เลย แถมเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุดถ้าใครขัดใจจะลงไปนอนดิ้นจนทุกคนขยาด ตอนแรกที่รวิวรรณโทรมาเล่าให้ฟังว่าหลานชายไม่ตั้งแง่กับเธอเหมือนเมื่อก่อนอย่างที่เธอกลัว ก็รู้สึกแปลกใจ พอมาเจอกับตัวเองก็รู้ว่าเด็กชายช่างพูดช่างคุยผิดจากหลายเดือนก่อนที่เจอลิบลับ

ภาสวรบอกว่าเป็นเพราะปัญญวัฒน์ที่ทำให้หลานชายเขาเปลี่ยนไป จนพวกเขาอยากเจอชายหนุ่มที่น้องเรนพูดถึง พอได้เจอแล้วที่ลูกชายเขาพูดมานั้นไม่ผิดเลยสักนิด น้องเรนติดปัญญวัฒน์แจ แถมชายหนุ่มเองก็ดูใจเย็น สุภาพ อ่อนน้อม ดูแลน้องเรนเป็นอย่างดี อาการก้าวร้าวที่หายไปของน้องเรนอาจมาเพราะซึบซับบุคลิกของปัญญวัฒน์ก็เป็นไปได้

หลังทานอาหารเสร็จแล้วพ่อแม่รวมถึงตัวภาสวรเองได้เข้าประชุมผู้บริหาร ตอนแรกรวิวรรณอาสาดูหลานชายเอง แต่น้องเรนอยากอยู่กับปัญญวัฒน์มากกว่า ภาสวรเลยตามใจให้ลูกชายมานั่งเล่นที่ห้องปัญญวัฒน์โดยกำชับว่าห้ามซนจนอาปันเสียงาน ไม่อย่างงั้นจะไม่พามาอีก ซึ่งเด็กชายเองก็รับคำเป็นอย่างดี

“ถ้าน้องเรนเกเรก็พาไปส่งยัยวรรณได้นะ” ภาสวรบอกสุนทรีและปัญญวัมน์เมื่อเดินมาส่งลูกชายที่ห้องทำงานของทั้งคู่

“ไม่ต้องกังวลเรื่องน้องเรนนะคะ สุนเชื่อว่าปันเอาอยู่” สุนทรีพูดเพราะเธออย่างนั้นจริงๆ

“พ่อไปทำงานก่อนอย่าซนนะน้องเรน” ภาสวรบอกเด็กชายอีกครั้ง

“คับ เรนจะเป็นเด็กดี บ๊ายบายคับ” เด็กชายรับคำก่อนโบกมือให้พ่อที่เดินลงไปห้องประชุม

“ไหนมาให้อาดูซิว่าเอาอะไรมาบ้าง” ปัญญวัฒน์ขอดูภายในกระเป๋าที่เด็กชายถือมา มีสมุดระบายสีที่ไปเลือกกับเขาพร้อมสมุดวาดรูปอย่างละเล่ม กล่องสีไม้ และแท๊บแลตอีกเครื่อง

“น้องเรนอยากทำอะไรครับ” ปัญญวัฒน์ถามเด็กชายเมื่อเห็นของในกระเป๋าทั้งหมด

“เรนอยากเล่นเกมส์” เด็กชายล้วงเอาแท๊บแลตออกมา

“งั้นเหรอครับ เสียดายจังอาปันอยากเห็นน้องเรนวาดรูปสวยๆมากกว่า” ปัญญวัฒน์ส่งเสียงอย่างผิดหวัง

“งั้นเรนวาดรูปให้อาปันก็ได้ เดี๋ยวเรนระบายสีสวยๆให้เลย” เด็กชายพูดอย่างกระตือรือร้นก่อนเอาแท๊บแลตเก็บเข้ากระเป๋าแล้วหยิบสมุดวาดรูปพร้อมสีขึ้นมา ปัญญวัฒน์แบ่งที่ว่างให้เด็กชายด้านหนึ่งเพื่อให้นั่งทำงานได้อย่างเต็มที่ เมื่อเห็นน้องเรนตั้งใจทำงานแล้ว ชายหนุ่มหันไปสบตากับสุนทรีอย่างโล่งใจ

---- a little cupid ----

“ฮาโหล ตอนนี้กูด้านล่างแล้ว” ปัญญวัฒน์โทรหาศรัณทันทีที่มาถึงหอพักแพทย์ประจำมหาวิทยาลัยที่ศรัณเรียนอยู่

(เออ เดี๋ยวออกไปรอแป๊บ)

“โย่ มีอะไรมาถึงนี่ได้” ศรัณทักทายเพื่อนสนิท ปัญญวัฒน์โทรมาหาเขาถามว่าอยู่ไหนบอกจะมาหา ทั้งๆที่เพิ่งเจอกันเมื่อวานเอง

“กินไรหรือยัง ไปหาอะไรกินกันไหม” ปัญญวัฒน์เอ่ยชวนเพื่อน

“จะกินที่โรงอาหารหรือข้างนอกดี”

“ตามใจมึง”

“งั้นไปข้างนอก” ศรัณมองเพื่อนก่อนตัดสินใจ แล้วเดินนำปัญญวัฒน์ไปที่รถของเจ้าตัว

“มีอะไรว่ามา” ศรัณถามเมื่อสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว เขาเลือกร้านอาหารไม่ไกลจากโรงพยาบาลและค่อนข้างเป็นส่วนตัวหน่อย

“กูมีความรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก”

“แปลกกับเรื่องอะไร” ศรัณมองหน้าเพื่อนอย่างพินิจ

“คือ เมื่อวันก่อนกูไปเลี้ยงสายรหัส...” ปัญญวัฒน์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนสนิทฟัง

“มึงชอบพี่ภาค”

“แต่กูไม่เคยชอบผู้ชาย”

“ไม่เคยแล้วไง ทุกอย่างมีครั้งแรกเสมอ ทบทวนความรู้สึกตัวเองดู ออ อย่าใช้อคติมาตัดสินความรู้ตัวเองนะ อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ซื่อตรงกับความรู้สึกตัวเองซะ การที่จะรักใครสักคนไม่ผิดหรอกนะไม่ว่าจะเป็นเพศไหน ขอแค่มึงมีความสุขที่ได้รัก และยิ่งมีความสุขมากขึ้นถ้าเจ้าของความรักนั่นรักตอบกลับมา” ศรัณถอนหายใจทันทีที่พูดจบ ไม่คาดคิดว่าเพื่อนจะมาปรึกษาตัวเองเรื่องนี้

“แล้วถ้ากูชอบผู้ชายจริงๆ มึงจะรังเกียจกูไหม” ปัญญวัฒน์สบตาเพื่อนสนิท เขายอมรับว่ากลัวว่าคนรอบข้างจะรับไม่ได้

“แล้วถ้ากูบอกมึงว่ากูมีแฟนเป็นผู้ชายนานแล้ว มึงรังเกียจกูไหม” ศรัณตั้งคำถามกลับ

“ไม่ กูกับมึงคบกันมาแทบจะเท่ากับอายุตัวเองอยู่แล้ว จะรังเกียจทำไม”

“นั่นแหละคำตอบของกู” ศรัณยักคิ้วให้ปัญญวัฒน์

“เดี๋ยวนะ มึงบอกว่ามีแฟนเป็นผู้ชายนานแล้ว มึงมีแฟนแต่กูไม่รู้นี่นะ” ปัญญวัฒน์พูดขึ้นมาทันทีที่นึกได้ว่าเพื่อนพูดอะไร

“ยังไม่มีโว๊ย เวลาส่วนตัวยังไม่มีเลย กูแค่สมมุติ”

“แล้วไปคิดว่ามีแล้วปิดเพื่อนฝูง”

“ถ้ากูมีจะป่าวประกาศให้รู้กันทั่วเลยคอยดูซิ”

“เออ แล้วกูจะคอยดู” ปัญญวัฒน์ยิ้มให้เพื่อน เขารู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อได้คุยกับเพื่อนสนิท

ศรัณนั่งทานอาหารพร้อมคุยกับปัญญวัฒน์เรื่องโน่นนี้ ตอนนี้เพื่อนเขาดูจะสบายใจขึ้นพูดคุยปกติเขาเองก็สบายใจตาม เพราะได้ทำหน้าที่เพื่อนที่ดีแล้ว ให้คำแนะนำเพื่อนยามมีปัญหา พร้อมที่จะเคียงข้างเมื่อเพื่อนต้องการเขา เรื่องความรักศรัณคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิดที่คนจะรักกันไม่ว่าเพศไหนก็ตามขอให้คนที่เพื่อนรักเป็นคนดีเท่านั้น ถ้าคนที่เพื่อนเลือกไม่ดีจริงเขาก็พร้อมจะดึงปัญญวัฒน์ออกมาจากคนๆนั้น ส่วนเรื่องอื่น เวลานี้ช่างหัวมันไปก่อน



*********************
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-02-2019 11:33:59 โดย sira_nann »

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2444
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-7

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
ในที่สุดก็รู้ใจตัวเองอีกคน
ลุ้น

 :L2: :pig4:

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
ปันรุ้ใจตัวเองแล้วที่นี้กะเหลือว่าเมื่อไหรจะรุ้ตัวว่าใจตรงกันละนะ

ออฟไลน์ New_atcha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ sira_nann

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ตอนที่ 17   

ทัศนียภาพแห่งทะเลหมอกยามเช้า และไร่ชา ไร่สตรอว์เบอร์รี ขั้นบันไดตามเนินเขา เป็นภาพที่ประทับใจ เพราะทะเลหมอกที่เห็นนี่ เปรียบดังสายน้ำที่กำลังไหลผ่านช่องเขา โอบล้อมไปทั่วบริเวณ เห็นแล้วสบายตา ปัญญวัฒน์สูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าเสียชุ่มปอด สุดสัปดาห์นี้เขามาสวนกาแฟที่เชียงรายพร้อมทั้งดูร้านกาแฟสดที่เปิดนำร่องอีกสองสาขาตามคำชวนของภาสวร ในเมื่อเห็นเป็นเรื่องงานปัญญวัฒน์จึงตอบรับด้วยความยินดี

เมื่อวานตอนมาถึงก็ค่ำแล้วทางภาสวรพาเขามาพักที่ไร่แสงตะวันบ้านไม้สักหลังใหญ่ตั้งอยู่บนเนินเขา หลังจากที่ทักทายเจ้าของบ้านอย่างสุริยะและลาวัลย์ ปัญญวัฒน์เองได้ทำความรู้จักกับรวิภาส พี่ชายของภาสวรผู้ที่ดูแลไร่แสงตะวันและเป็นผู้ริเริ่มทำไร่ชาพร้อมรีสอร์ทแสงตะวันอีกด้วย

“อาปันทำอะไรอยู่คับ” เสียงเด็กชายเรนตะโกนพร้อมวิ่งมาหาชายหนุ่มที่ระเบียงบ้าน

“อากำลังดูวิวครับ”

“ดูทำไม” เด็กชายเรนถามอย่างสงสัย

“น้องเรนดูสิครับว่าสวยไหม” ปัญญวัฒน์ชี้ชวนให้เด็กชายดูไปรอบๆ

“สวย สตอเบอรี่อร่อย” เด็กชายมองคนงานที่ถือตะกร้าสตรอว์เบอร์รีเดินไปมาอยู่ในไร่

“เจ้าตัวยุ่งหิวแล้วล่ะซิ” ลาวัลย์รู้สึกขำหลานชายที่สนใจของกินมากกว่าวิวที่สวยงาม

“คับ คุนย่า”

“ปันล่ะหิวหรือยัง อาหารใกล้เสร็จแล้วรอหน่อยนะ” ลาวัลย์หันมาถามชายหนุ่ม

“ยังครับ ที่นี่สวยมากครับ”

“เดี๋ยวทานอาหารเช้าเสร็จเดินลงไปดูในไร่ซิ สายๆคนงานก็ออกมาหมดแล้ว” ลาวัลย์เอ่ยอนุญาต เพราะคนงานจะเก็บใบชาเฉพาะช่วงเช้า สายๆก็ไปทำส่วนอื่นของไร่แล้ว

“ขอบคุณมากครับ”

“มีใครสนใจสตรอว์เบอร์รีบ้างไหม” ภาสวรถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยสตรอว์เบอร์รีเดินเข้ามา

“เรนคับ” เด็กชายตาวาวทันทีที่เห็นสตรอว์เบอร์รีลูกโตๆ

“เดี๋ยวค่อยทานนะครับ ทานข้าวก่อนนะ” ลาวัลย์รีบเบรกหลานชาย


หลังอาหารเช้าภาสวรพาปัญญวัฒน์ไปแวะดูสวนกาแฟก่อนพามาร้านกาแฟสดของบริษัทที่เปิดอยู่ในรีสอร์ทแสงตะวันซึ่งอยู่อีกฝั่งกับไร่แสงตะวัน ตัวร้านตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ไม่ไกลจากรีเซฟชั่นของรีสอร์ท มีการออกแบบและตกแต่งร้านให้ผนังเป็นกระจกรอบด้าน ไม่ว่าลูกค้าจะนั่งมุมไหน ก็จะสามารถมองเห็นวิวของภูเขากว้างใหญ่ได้อย่างชัดเจน ใครอยากนั่งจิบกาแฟแบบเสียวนิด ๆ ก็มีมุมเฉลียงสำหรับนั่งห้อยขาไว้รองรับ

“คาปูชิโน่ร้อนหนึ่งแก้ว อเมริกาโน่ร้อนหนึ่งแก้ว ชาอู่หลงหนึ่งกา เค้กช็อคโกแลตกับพายมะนาวอย่างละชิ้นนะครับ ออ ขอน้ำส้มอีกแก้วด้วย“ ปัญญวัฒน์สั่งเครื่องดื่มที่หน้าเคาน์เตอร์ ที่สาขานี้มีเค้กและขนมโฮมเมคให้เลือกมากมาย แต่ที่โดดเด่นกว่านั้นก็คือ วิวสวย ๆ เห็นขุนเขาน้อยใหญ่ที่อยู่ใกล้ ๆ ไร่ชา ไร่สตรอว์เบอร์รี ของไร่แสงตะวันที่ปลูกเป็นขั้นบันไดตามเนินเขาที่สามารถมองได้จากในร้าน

“สักครู่นะคะเดี๋ยวไปเสิร์ฟให้ที่โต๊ะค่ะ” ทางร้านรับออเดอร์ให้พร้อมส่งใบรายการเพื่อนำไปชำระเงินใกล้ประตูทางออก

“วิวที่นี่สวยจังนะครับ ขอบคุณครับ” ปัญญวัฒน์พูดกับภาสวรก่อนหันมาขอบคุณพนักงานที่เอาขนมและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ หลังจากที่เขามองไปรอบๆแล้ว

“เป็นความคิดของพี่แสงที่เลือกตั้งรีสอร์ทกับร้านกาแฟที่นี่” ภาสวรเอ่ยถึงพี่ชายอย่างชื่นชม รวิภาสตั้งใจทำให้ที่นี่เติบโตกว่าตอนที่บิดาเขาดูแล

“คุณรวิภาสเป็นคนที่วิสัยทัศน์ที่ดีนะครับ”

“พี่แสงเป็นคนมุ่งมั่น ถ้าลองตั้งใจแล้วต้องทำให้ถึงที่สุดน่ะ”

“ไฟแรงดีนะครับ”

“อาปันเรนอยากกินเค้กอีก” เด็กชายที่กินเค้กอยู่เงียบๆจนหมดชิ้นก่อนร้องขอเพิ่มอีก

“น้องเรนอยากทานอีกเหรอลูก” ภาสวรพูดกับลูกชายอย่างอ่อนโยน

“คับ” เด็กชายพยักหน้าหงึกหงักมองตู้โชว์เค้กตาวาว

“ซื้อใส่กล่องกลับไปทานที่บ้านดีกว่านะ เช้านี้ทานเยอะแล้ว” ภาสวรบอกลูกชาย

“ก็ได้คับ” เด็กชายรับคำด้วยเสียงอ่อยๆ จนปัญญวัฒน์สงสาร

“อาปันพาไปเลือกนะว่าเอาชิ้นไหนบ้าง”

“ไปคับไป” เด็กชายกระตือรือร้นขึ้นมาทันที

หลังจากที่ชำระเงินเรียบร้อยแล้วภาสวรพาเด็กชายไปส่งให้ผู้เป็นย่าที่บ้านก่อนพาปัญญวัฒน์ไปที่โรงงานแปรรูปกาแฟ ที่หน้าอาคารสำนักงานมีร้านกาแฟสดอีกสาขาที่นี่ ร้านกาแฟที่มีให้เลือกทั้งเครื่องดื่มและขนมหวาน สร้างจากตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต บุผนังไม้และตกแต่งด้วยสีดำเป็นหลัก มีเคาน์เตอร์สั่งอาหารและเมนูอยู่หน้าร้าน มองเห็นได้ชัดเจนทั้งชื่อและราคา แถมมีโต๊ะและเก้าอี้สนาม พร้อมร่มกันแดดกันฝนสีขาวตั้งอยู่ด้านหน้าร้าน 4 ชุด

“โห ร้านกาแฟของบริษัทนี่สามแบบสามสไตล์เลยนะครับ” ปัญญวัฒน์เอ่ยขึ้นทันทีที่เห็น เขารู้สึกทึ่งและไม่ลืมถ่ายภาพเพื่อส่งให้สุนทรีดู

“เราปรับเปลี่ยนตามสถานที่”

“กลางวันร้อนขนาดนี้ไม่เป็นไรเหรอครับ” ปัญญวัฒน์หันมาถามภาสวร

“ลูกค้าของร้านนี้ส่วนใหญ่ซื้อกลับบ้านมากกว่ามานั่งทานในร้าน หรือไม่ก็ลูกค้าที่มาส่งเมล็ดกาแฟ” ภาสวรอธิบาย

ปัญญวัฒน์พยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วเดินตามภาสวรเข้าไปในโรงงาน มีกลุ่มเกษตรกรมาส่งเมล็ดกาแฟเชอร์รี่เพื่อจะทำให้การปอกเปลือก ทำกาแฟกะลา ภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อคงความสดกาแฟเชอร์รี่ที่จะถูกแปรรูป

“ชั้นตอนแรกคือการล้างทำความสะอาดในบ่อซีเมนต์ การล้างรอบแรกนอกจากจะทำความสะอาดเมล็ดกาแฟสดแล้ว ยังเป็นการคัดกรองเมล็ดกาแฟที่ไม่ได้คุณภาพที่ปลอมปนมาด้วย” ภาสวรอธิบายพร้อมชี้ให้ปัญญวัฒน์ดูขั้นตอนการทำงานของมัน

“หลังจากแช่น้ำทำความสะอาด คัดแยกเรียบร้อยแล้ว เมล็ดกาแฟสด ก็จะถูกลำเรียงเข้าเครื่อง ปอกเปลือกกาแฟโดยเครื่องนี้จะทำการกะเทาะเปลือกสีแดงแดงออกด้วยเครื่องหมุนๆนั่น และมีการแยกส่วนเมล็ดที่เป็นเมล็ดกาแฟ และเปลือกออกจากกัน  และคัดแยกเมล็ดกาแฟไปอีกบ่อหนึ่งซึ่งเมล็ดกาแฟส่วนนี้จะเรียกว่า “กาแฟกะลาเปียก” ส่วนเปลือกก็แยกออกไปอีกทางหนึ่ง” ปัญญวัฒน์อัดเสียงที่ภาสวรอธิบายไปด้วย

“เปลือกพวกนี้เอาไปไหนครับ” ปัญญวัฒน์ชี้เปลือกที่แยกออกไป

“เปลือกพวกนี้ไม่ได้เอาไปทิ้ง ทางโรงงานจะนำไปหมักเพื่อใช้ทำปุ๋ยในไร่กาแฟต่อไป เมล็ดกาแฟกะลาเปียกที่ใช้ได้ก็จะแยกออกมาอีกบ่อจะมีการแช่น้ำทิ้งไว้ในบ่อประมาณ 1-2 วันเพื่อล้างกำจัดเมือกให้หมดไป เมื่อเมือกออกหมดเหลือแต่เมล็ดกาแฟกะลาสดพร้อมที่จะทำให้แห้งในขั้นตอนต่อไป จากนั้นก็บรรจุลงกระสอบเพื่อบ่มอีก6เดือน ก่อนนำมาสีและคั่วต่อไป ทางด้านโน่นคือที่คั่วเมล็ดกาแฟเราคงได้แต่ดูอยู่ข้างนอกนะ” ภาสวรชี้ไปยังอีกฟากของโรงงานมีที่สำหรับดูการทำงานอยู่ด้านนอก

“กว่าจะเสร็จมาชงดื่มได้นี่ใช้เวลานานเหมือนกันนะครับ” ปัญญวัฒน์มองคนงานที่ทำงานอยู่หน้าเครื่องอบเมล็ดกาแฟก่อนหันมาดูเครื่องคั่วเมล็ดกาแฟ

“นี่แค่กาแฟสดนะ ถ้าปันไปโรงงานที่ผลิตกาแฟสำเร็จรูปจะเห็นอีกหลายขั้นตอนกว่าจะมาจำหน่ายได้”

“แค่สวนกาแฟผมก็ตกใจแล้ว” ต้นกาแฟปลูกบนเขาที่ลาดชัน กว่าจะเก็บเมล็ดได้แต่ละต้นยากลำบากสำหรับเขามากเพราะต้องเก็บทีละเมล็ด แถมยังระแวงว่าใครจะเดินสวนมาชนไหม ปัญญวัฒน์กลัวลื่นไถลตกเขาไปเสียก่อนที่จะเก็บเสร็จ คนงานเหล่านั้นเก่งจริงๆ

“หึหึ” เสียงหัวเราะทำให้ปัญญวัฒน์หันมามองคนตัวโตดวงตาเป็นประกายดูรื่นรมย์เสียจริงๆ

“พี่ภาคขำอะไรครับ”

“ไม่มีอะไร” ภาสวรปฏิเสธใครจะบอกกันเล่าว่าเขานึกถึงตอนที่พี่ชายเขาบอกว่าเมล็ดกาแฟเป็นเบอร์รี่ชนิดหนึ่ง จนปัญญวัฒน์สนใจลองชิมกาแฟเชอรี่ที่ออกหวานปะแล่มนั้น แถมหน้าตาดูผิดหวังที่รสชาติไม่หวานจัดเหมือนผลไม้อื่น แถมเจ้าตัวยังแอบแทะเล็มเมล็ดสีอื่นๆที่แตกต่างกันไปอีกด้วย

“แน่นะครับ” ชายหนุ่มเริ่มระแวง วันนี้เขาทำอะไรเปิ่นๆไปตั้งหลายอย่าง

“แน่ซิ” ภาสวรโยกหัวปัญญวัฒน์ไปมาก่อนชวนให้เดินไปที่อาคารสำนักงาน

“ถ้าผงกาแฟสำเร็จรูปมีหลายขั้นตอนขนาดนั้น ทำไมบริษัทถึงลงทุนเปิดในตอนนั้นล่ะครับ ทั้งๆที่เราขายเมล็ดกาแฟที่คั่วอย่างเดียวก็ได้” ปัญญวัฒน์ดูยอดขายเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วอย่างอึ้งๆ แถมออเดอร์สั่งซื้ออีกมากมายนั่นอีก

“เพราะเมื่อ20กว่าปีที่แล้วกาแฟสดไม่เป็นที่นิยมเหมือนตอนนี้ ตอนนั้นหาร้านกาแฟสดแทบไม่มีเลย ส่วนตอนนี้เจอทุกมุมถนนในกรุงเทพ” ภาสวรเอ่ยอย่างยิ้มๆ

 “อ๋อ ครับ” ปัญญวัฒน์ลืมคิดไปว่าบริษัทเปิดมาแล้วกี่ปี

“ความจริงต้นทุนที่ทำผงกาแฟสำเร็จรูปมากกว่าเมล็ดกาแฟคั่วอยู่เยอะมาก แต่เมล็ดกาแฟคั่วกลับมีราคาแพงกว่า”

“ใช่แล้ว แต่เราก็ไม่ทิ้งการขายผงกาแฟสำเร็จรูปนะ เพราะถ้าเทียบกันแล้วผงกาแฟสำเร็จรูปเก็บได้นานกว่า ง่ายต่อการกินกว่าแค่ชงน้ำร้อนก็ทานได้แล้ว ต่างจากเมล็ดกาแฟคั่วบดกว่าจะชงกินได้ต้องใช้อุปกรณ์การชง แถมถ้าเมล็ดกาแฟเก็บไว้นานก็ไม่หอมรสชาดก็จะแตกต่างจากตอนเปิดถุงใหม่ๆ” ภาสวรชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียของกาแฟทั้งสองแบบ

ปัญญวัฒน์ฟังภาสวรอธิบายอย่างเพลิดเพลิน มีหลายเรื่องที่เขาไม่รู้ เขาแค่มองตัวเลขที่ส่งมาแล้ววิเคราะห์แค่นั้น ไม่เคยรู้เลยว่าสินค้าที่บริษัทขายมีที่มาที่ไปอย่างไร ลำดับขั้นตอนการผลิตอย่างไร รู้แค่ยอดขายเท่านั้น



“อยากทานอาหารเหนือไหม” ภาสวรหันมาถามปัญญวัฒน์ขณะที่ขับรถออกจากโรงงาน

“อยากครับ” มาเหนือก็ต้องทานอาหารเหนือซิ ปัญญวัฒน์หันมาตอบด้วยความสนใจ

“งั้นเดี๋ยวพาไปร้านอาหารเหนือขันโตกที่อยู่ในเมือง”   

“อ้าวเราไม่ได้กลับไปทานที่บ้านเหรอครับ” เขาคิดว่ากลับไปทานที่บ้านเสียอีก

“ถ้าจะอยากทานอาหารเหนือแท้ๆต้องไปที่นี่”

“ร้านในเมืองอยู่ไกลไหมครับ ถ้าไกลไม่ไปดีกว่าเดี๋ยวน้องเรนรอครับ” ปัญญวัฒน์รู้สึกห่วงเด็กชาย พวกเขาไม่ได้บอกว่าไปนาน กลัวเด็กชายจะรอ

“ไม่ไกลหรอก หิวหรือยังหรือจะซื้อกลับไปทานที่บ้าน” ภาสวรรู้สึกดีที่ชายหนุ่มคิดถึงลูกชายของเขา

“ซื้อกลับไปดีกว่าครับเผื่อซื้อไปฝากคุณสุริยะกับคุณลาวัลย์ด้วย”

“อืม” ภาสวรยิ้มอย่างยินดี ปัญญวัฒน์มีน้ำใจคิดถึงคนรอบข้างเสมอ



 “อาปันกลับมาแล้ว” เด็กชายเรนวิ่งตุ๊บตับโผเข้าหาปัญญวัฒน์อย่างดีใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาในบ้าน

“น้อยๆหน่อยเจ้าตัวยุ่ง ทักแต่อาปันนะไม่ทักพ่อเลย” ภาสวรแหย่ลูกชายก่อนส่งถุงอาหารที่ซื้อมาให้สาวใช้

“เรนโป้งพ่อแล้ว” เด็กชายยกนิ้วโป้งให้พ่ออย่างงอนๆ

“อ้าว โป้งพ่อเรื่องอะไรครับ” ภาสวรนั่งคุกเข่าถามลูกชาย

“ก็พ่อพาอาปันไปตั้งนาน เรนคิดถึง”

“อะไรกันครับ เราจากกันไม่กี่ชั่วโมงเองนะครับ” ปัญญวัฒน์ถามอย่างเอ็นดู

“คุณปู่บอกว่าคนรักกันก็ต้องคิดถึงกัน เรนรักอาปันก็ต้องคิดถึงอาปันซิ” เด็กชายตอบพลางทำหน้าขึงขัง ทำเอาสุริยะ รวิภาส และรวิวรรณที่นั่งอยู่แถวนั้นอมยิ้มในท่าทางหลานชาย

“จริงครับคนรักกันก็ต้องคิดถึงกัน แต่น้องเรนไม่รักพ่อเหรอ” ภาสวรสบตาปัญญวัฒน์ก่อนหันมาถามลูกชาย

“เรนรักพ่อรักคุณปู่คุณย่า รักทุกคนเลย อาปันรักเรนไหม” เด็กชายโผกอดบิดาแน่นๆก่อนวิ่งไปกอดปัญญวัฒน์อีกรอบ

“รักครับ” ปัญญวัฒน์สบตาภาสวรก่อนตอบเด็กชาย เขาอยากรู้ว่าเด็กชายจะมาไม้ไหน

“รักจิงๆนะ”

“ครับ อารักน้องเรน” ปัญญวัฒน์โอบกอดน้องเรนไว้เพื่อให้เด็กชายมั่นใจ

“คุณปู่บอกว่าคนรักกันต้องแบ่งปันกันคับ” เด็กชายหน้าบานยิ้มตาหยีให้ปัญญวัฒน์

“ถูกครับ” ปัญญวัฒน์ตอบเด็กชาย เขาไม่ขัดคำสอนของสุริยะ

“งั้นเรนก็แบ่งเค้กกับอาปันได้จิ” น้องเรนตาแป๋วมองชายหนุ่มอย่างออดอ้อนและคาดหวัง

เสียงหัวเราะดังลั่นจากปัญญวัฒน์และภาสวร รวมถึงทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเพื่อรอเวลาอาหารเย็น

“เจ้านี่มันร้ายไม่ใช่เล่น” รวิภาสเดินมาโยกหัวหลานชายไปมาอย่างเอ็นดู

“อาปันมีเค้กแค่ชิ้นเดียวเองนะ แถมอาตัวโตกว่าน้องเรนถ้าแบ่งให้แล้วอาก็กินไม่อิ่มซิครับ” ปัญญวัฒน์เอ่ยอย่างล้อเลียน เขาอยากรู้ว่าเด็กชายจะทำอย่างไรต่อ ในขณะผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ก็รอลุ้นคำตอบอยู่เหมือนกัน

เด็กชายเรนทำท่าทางคิดหนัก เมื่อหันไปมองผู้ใหญ่แต่ละคนในห้อง เจ้าตัวก็ทำท่าถอนใจเลียนแบบผู้ใหญ่ได้อย่างแนบเนียน ทำเอาผู้ใหญ่ในห้องกลั้นยิ้มไม่ให้หลุดหัวเราะออกมา

“ถ้าอาปันแบ่งเค้กให้เรน เรนจะแบ่งพ่อให้อาปันมั่งก็ได้ เรนมีพ่อแค่คนเดียวเหมือนกันนะ”

ปัญญวัฒน์รู้สึกอึ้งเด็กชายคิดได้ไงที่จะเอาภาสวรมาแลกกับเค้กช็อคโกแลตเนี่ย

“โห หลานอานี่ร้ายนะแลกพ่อกับเค้ก” รวิวรรณเองก็คิดไม่ต่างจากปัญญวัฒน์

“ไม่ได้หรอกครับ พ่อของน้องเรนคงไม่ยอมแบ่งด้วยหรอก” ปัญญวัฒน์แหย่เด็กชายต่ออย่างสนุก

“ใครบอกว่าพี่ไม่ยอมล่ะ” เสียงห้าวๆที่เอ่ยขึ้น ทำปัญญวัฒน์หันไปสบตาคมพราวระยับของภาสวร ปัญญวัฒน์หลบสายตาวูบ ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมา

“เย้ ตกลงแบ่งกันนะอาปัน” เสียงเด็กชายตะโกนอย่างดีใจ ทำเอาผู้ใหญ่ในห้องหัวเราะร่วนด้วยความขบขันในความพยายามของน้องเรน รวิภาสสบตาน้องชายก่อนกระตุกยิ้มอย่างรู้ทัน ในขณะที่ภาสวรเมินสายตาพี่ชายมองคนที่ก้มหน้านิ่งหลบสายตาเขาอยู่

ปัญญวัฒน์อยากจะแทรกตัวหนี รู้สึกพ่ายแพ้ราบคาบ นี่แหละน้า ที่เขาบอกว่าอย่าริคบเด็กสร้างบ้าน



************************
ตอนนี้แทรกวิชาการเยอะหน่อย อย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาติดตามอ่านกันค่ะ

***แก้ไขคำผิดค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-02-2019 18:03:40 โดย sira_nann »

ออฟไลน์ PandP

  • Déjame vivir esa fantasía.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +134/-0
    • http://www.facebook.com/iAMpingPINGping
คนลูกก็ชงให้คนพ่อแบบไม่รู้ตัวเลย คนพ่อก็หยอดแบบเนียนไปอี๊กกก

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 179
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
น่ารักขำน้องเรน สนุกมากๆเลย มาต่อเร็วๆนะคะ :pig4: :L1:

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +98/-4
น้องเรนเด็กดี

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
กามเทพน้อยทำงานดี๊ดี พ่อปลื้มมากใช่มั่ยล่ะ

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 179
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
มารอค่า คิดถึงน้องเรน

ออฟไลน์ sira_nann

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ตอนที่ 18

พรุ่งนี้จะถึงวันแต่งงานของปาลิดา ที่บ้านดูวุ่นวายจนน่าปวดหัวทั้งๆที่งานก็จัดที่โรงแรมทั้งเช้าและบ่าย ปัญญวัฒน์เองก็ถูกขอให้ลางานก่อนหนึ่งวันมาช่วยในงานแต่งด้วย

“พี่ปา ปันไปก่อนนะเจอกันที่บ้าน” ปัญญวัฒน์บอกปาลิดาเมื่อดูรายละเอียดกับทีมจัดงานของโรงแรมเรียบร้อยแล้ว

“จ้า ไปเถอะ” ปาลิดาพยักหน้าให้น้องชาย เดี๋ยวเธอเองก็ต้องไปที่อื่นต่อเหมือนกัน

สนามบินสุวรรณภูมิ ผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมา ปัญญวัฒน์เช็คเวลาเครื่องลงก่อนถอนหายใจ เครื่องบินเพิ่งแลนดิ้ง เขามาช้าจากเวลาที่นัดกัน แต่ก็ถือว่าโชคดีที่เครื่องบินก็ดีเลย์เหมือนกันไม่อย่างงั้นปัญญวัฒน์อาจโดนบ่นหูชาที่ทำให้เพื่อนรอนาน เนื่องจากรถติดมากกว่าที่คิดไว้ อาจเป็นเพราะว่าวันนี้เป็นวันศุกร์สิ้นเดือน ทำให้รถติดมากตั้งแต่ช่วงบ่าย

“ไฮ้ รอนานไหม” เสียงทักทายดังขึ้นหลังจากที่เขานั่งรอครึ่งชั่วโมง

“ไม่นานเท่าไหร่ ภัทรดูขาวขึ้นนะ” ปัญญวัฒน์ยิ้มให้เพื่อนสนิท

“มึงเองก็ดูดีขึ้นเหมือนกัน”

หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ปัญญวัฒน์ก็ช่วยเพื่อนถือกระเป๋าพร้อมเดินนำไปที่รถของตัวเองที่จอดอยู่อาคารจอดรถ

“ตกลงอยู่ได้กี่วัน” ปัญญวัฒน์เอ่ยถามหลังจากที่ออกจากสนามบินแล้ว

“5 วันต้องรีบกลับไปเตรียมงานแฟชั่นวีคน่ะ” หลังจากจบแฟชั่นวีคเขาก็จะจบคอร์สที่ลงเรียนไว้แล้ว แถมแฟชั่นวีคนี่ก็เป็นใบเบิกทางที่วรภัทรจะทำแบรนของตัวเองให้เป็นที่รู้จักอีกด้วย

“เสียดายที่นาราติดสอบเลยไม่ได้กลับมาร่วมงาน”

“นั่นดิ กูอุตส่าห์คิดว่าจะได้รวมตัวกันครบแท้ๆ” วรภัทรบ่นอย่างเสียดาย

“เอาน่า อีกเดือนนึงมึงก็เรียนจบกลับบ้านแล้ว แถมนาเองก็ปิดเทอมพอดี ได้เจอกันอยู่แล้ว”

“ก็คงต้องเป็นแบบนั้นแหละ เรื่องกูเอาไว้ก่อนเหอะ กูอยากรู้เรื่องมึงมากกว่า ไปถึงไหนแล้ว” วรภัทรเปลี่ยนเรื่องคุย หันมาถามปัญญวัฒน์ถึงเรื่องที่เขาอยากรู้ ถามนาวินและศรัณก็ไม่มีใครพูดอะไรบ้างเลย

“อะไรถึงไหน” ปัญญวัฒน์หันมามองหน้าเพื่อนด้วยความสงสัย

“ก็เรื่องมึงกับพี่ภาคเจ้านายมึงนั่นแหละถึงไหนกันแล้ว” วรภัทรจิ้มหน้าผากเพื่อนอย่างหมันไส้

“ก็เรื่อยๆ เหมือนเดิม” ปัญญวัฒน์ปัดมือเพื่อนก่อนตอบไปอย่างไม่ปิดบัง

“อะไรว้า ในเมื่อมึงชอบเขาทำไมไม่เข้าไปจีบให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลยล่ะ” วรภัทรรู้สึกขัดใจที่เพื่อนไม่ได้ดั่งใจเขาเลย

“ถ้าพี่ภาคเป็นผู้หญิงกูคงเข้าไปจีบแล้วล่ะ นี่พี่เขาเป็นผู้ชายแถมมีลูกอีกตังหากขืนกูทะเล่อทะล่าทำอะไรลงไปแล้วพี่เขาไม่เล่นด้วย ปฏิเสธออกมาจะทำอย่างไร นี่ไม่รวมเสี่ยงตกงานอีกตังหากนะมึง”

“อืม จริงของมึง กูลืมไป เดี๋ยวนะ ไอ้วินกับไอ้รันบอกกูว่าพี่ภาคเขาน่าจะชอบมึงเหมือนกัน กูว่าเขาไม่ปฏิเสธมึงหรอก” วรภัทรพูดขึ้นมาอย่างนึกได้ ว่านาวินเคยบอกกับเขาว่าภาสวรดูเหมือนจะชอบปัญญวัฒน์เหมือนกัน

“มึงอย่าลืมว่าสังคมยังไม่เปิดกว้างเรื่องนี้นะ กูเห็นหลายๆคนปฏิเสธตัวเองเพราะแคร์คนรอบข้าง และกูก็ไม่รู้ว่าพี่เขาแคร์คนอื่นหรือเปล่า ไหนจะน้องเรนอีกล่ะ” ปัญญวัฒน์อธิบายให้เพื่อนฟัง ความรักของเขาไม่ง่ายเหมือนชายหญิงรักกัน

“มึงคิดเยอะไปป่ะ ความรักมันแค่คนสองคนรักกันไม่ใช่เหรอ” วรภัทรหันมาถาม จะว่าเขาไม่สนใจที่เพื่อนพูด หรือไม่ฟังเพื่อนอธิบายก็ได้ เรื่องความรักมันเป็นเรื่องคนสองคน ทำไมต้องดึงคนที่สามสี่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเขาไม่เข้าใจ

“มึงซิคิดน้อยไป เมื่อก่อนกูก็คิดแบบมึง แต่พวกเราไม่ใช่เด็กเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ พวกเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้นะโว้ย อย่างน้อยก็มีครอบครัว ลำพังครอบครัวกูไม่เท่าไหร่ ครอบครัวพี่ภาคนี่ดิ กูไม่รู้ว่าเขาจะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ไหนจะผู้คนที่อยู่รอบข้างอีก ยกตัวอย่างพนักงานบริษัทนี่แหละ กูไม่อยากให้ใครมองพี่ภาคไม่ดีหรือเอาพี่ภาคไปพูดกันสนุกปากโดยไม่สนใจความรู้สึกพี่ภาค น้องเรนอีกคนถ้าเขาได้ยินเรื่องพวกนี้จะรู้สึกอย่างไร” ปัญญวัฒน์อธิบายเพื่อนเสียยืดยาว

“เออๆ กูจะพยายามเข้าใจมึงละกัน” วรภัทรพูดขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ ยังไงเขาก็คิดว่าความรักมันเรื่องคนสองคนเท่านั้น

“เอาเหอะ เมื่อไหร่มึงมีความรักแล้วมึงจะเข้าใจเรื่องพวกนี้เองแหละ”

“แน่ใจเหรอ กูยังไม่เห็นผู้หญิงดีๆที่ไหนเลย เจอแต่ผู้หญิงที่จ้องแต่กระเป๋าสตางค์กูเท่านั้น” วรภัทรถอนหายใจ เพราะผู้หญิงที่เข้ามาพัวพันเขากับพี่ชายก็หวังยกระดับตัวเองกันทั้งนั้น

“มันต้องมีบ้างแหละที่ไม่จ้องกระเป๋าตังค์มึงอ่ะ แค่มึงยังไม่เจอเท่านั้นเอง”

“กูจะคอยดูแล้วกันว่าคนดีๆของมึงหน้าตาเป็นยังไง” วรภัทรบอกอย่างไม่เชื่อคำพูดปัญญวัฒน์เอาซะเลย ทุกวันนี้เขาเจอแต่คนที่จ้องหาผลประโยชน์จากเขาทั้งนั้น



“น้าภัทรมาแล้ว” เด็กหญิงอิงฟ้าโผเข้าหาวรภัทรทันทีที่เห็น

“สวัสดีค่ะน้องฟ้า คิดถึงจังเลย” วรภัทรกอดหลานสาวแน่นๆอย่างคิดถึง

“เข้าไปในบ้านก่อนค่ะ” ปัญญวัฒน์บอกเด็กหญิงก่อนสะกิดวรภัทรให้เข้าไปข้างในเพราะพ่อแม่ชายหนุ่มรออยู่

“สวัสดีครับพ่อแม่ คิดถึงจัง” วรภัทรยกมือไหว้บิดามารดาก่อนเข้าไปกอดทั้งคู่ให้สมกับความคิดถึง

“ปัน แม่ขอบใจมากนะที่ไปรับภัทร เดี๋ยวทานข้าวที่นี่ก่อนค่อยกลับนะลูก” แพรชมพูบอกปัญญวัฒน์เมื่อเห็นชายหนุ่มทำท่าจะเดินออกไปข้างนอก

“ขอบคุณครับแม่แพร” ปัญญวัฒน์ยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนเดินออกไปเปิดประตูรถเพื่อให้คนงานยกกระเป๋าเพื่อนเข้ามาข้างใน

“น้าภัทรซื้อของมาฝากน้องฟ้าหลายอย่างเลย” วรภัทรบอกหลานสาวก่อนเดินมาหยิบกระเป๋าไปเปิดหาของฝาก วรภัทรแจกจ่ายของฝากให้พ่อแม่และหลานสาว

“น้าภัทรขา ฟ้าอยากได้ช็อคโกแลตไปให้เรนด้วยค่ะ” เด็กหญิงอ้อนขอช็อคโกแลตเพิ่มเติม วรภัทรเลยยกให้อีกหลายกล่อง

“ขอบคุณค่า น้าภัทรใจดีที่สุดเลย” เด็กหญิงอิงฟ้ายกมือไหว้พร้อมหอมแก้มซ้ายขวาของวรภัทร

“ใครให้ขนมเราคนนั้นก็ใจดีทุกคนแหละ” แพรชมพูแซวหลานสาว

“ไม่ใช่ซะหน่อย น้าภัทรใจดีจริงๆนะ” เด็กหญิงจับหน้าวรภัทรให้หันมามองหน้าเธอก่อนบอกย้ำชายหนุ่มอีกรอบ

“ค่ะๆ น้าเชื่อแล้วค่ะ” วรภัทรหอมแก้มหลานสาวอย่างหมันเขี้ยว ไม่เจอกันไม่กี่เดือนอัพเลเวลการอ้อนขึ้นเยอะเลย

“ไปทานข้าวกันได้แล้ว โต๊ะจัดเสร็จเรียบร้อยพอดี” แพรชมพูเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นแม่บ้านเดินเข้ามาบอกในห้องนั่งเล่น

“ไปค่ะคุณ ไปจ้าปัน” แพรชมพูสะกิดสามีที่นั่งดูรูปในแท๊บแลต ก่อนหันไปชวนปัญญวัฒน์ที่นั่งเงียบมองน้าหลานกระหนุงกระหนิงกันตั้งแต่มาถึงยังไม่ห่างจากกันเลย

“ครับ” ปัญญวัฒน์ตอบรับก่อนเดินตามเจ้าของบ้านไปที่ห้องอาหาร


---- a little cupid ----


เช้าวันแต่งงานของศรุตและปาลิดา ปัญญวัฒน์ติดรถพี่ชายมางานพร้อมน้องฟ้าตอนเจ็ดโมงกว่าๆเพราะกะว่าจะทานอาหารเช้าที่นั่น ส่วนปาลิดาและพลอยลดานั้นไปโรงแรมกันตั้งแต่ตีห้า เพราะนัดช่างแต่งหน้าทำผมที่โรงแรมตอนตีห้าครึ่ง ซึ่งเขาเองตื่นไม่ไหวพิธีการเริ่มเก้าโมงเช้าแท้ๆไม่อยากแหกขี้ตาตื่นไปนั่งรอเหงกอยู่ที่นั่น

พอใกล้เวลาคนอื่นๆก็พากันทยอยเข้ามา ปัญญวัฒน์กับวรภัทรอยู่ฝ่ายเจ้าสาวเพราะพ่อแม่ของวรภัทรเป็นเจ้าภาพฝ่ายเจ้าสาวแทนพ่อแม่ของพวกเขาที่เสียไปแล้ว ส่วนนาวินโดนศรัณลากไปทางฝ่ายเจ้าบ่าวเพื่อไปร่วมขบวนแห่ขันหมาก ทำเอาเจ้าตัวบ่นอย่างเสียดายที่ไม่ได้กั้นประตูเงินประตูทอง

เมื่อถึงฤกษ์ขบวนขันหมากเดินมาที่ห้องพิธีต้องผ่านประตูที่น้องฟ้ากับน้องเรนถือสายสร้อยกั้นอยู่ เด็กทั้งคู่ได้ซองไปคนละสามซองถึงจะยอมให้ฝ่ายเจ้าบ่าวผ่านเข้าไป พอถึงด่านสุดท้ายที่ปัญญวัฒน์กับวรภัทรกั้นประตูเจ้าบ่าวเริ่มเหงื่อตกเพราะวรภัทรไม่ยอมให้ผ่านง่ายๆ

“โหพี่รุต ภัทรมาตั้งไกลแค่นี้ไม่พอหรอก ซองเดียวซื้อขนมให้หลานก็หมดแล้ว”

“โห ไอ้งก” นาวินที่ยืนข้างๆศรุตบ่นออกมา

“เอางี้เดี๋ยวพี่เซ็นเช็คค่าตั๋วเครื่องบินให้เลย โอเคไหม” ศรุตต่อรอง

“งั้นเอาเช็คมาก่อนถึงจะเปิดให้ เดี๋ยวพี่เบี้ยว” วรภัทรเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมให้ผ่านไป

“งั้นมาเอาที่ลุง เดี๋ยวจะไม่ทันฤกษ์” ศิวาเซ็นเช็คให้ปัญญวัฒน์กับวรภัทรคนละใบเดี๋ยวนั้นเลย

“ขอบคุณครับคุณลุง” วรภัทรกับปัญญวัฒน์ยกมือไหว้ขอบคุณก่อนปล่อยให้ฝ่ายเจ้าบ่าวฝ่ายไป

“แสนนึง รู้งี้กูอยู่ฝั่งนี้ด้วยดีกว่า มึงสองคนเลี้ยงกูเลย” นาวินที่มองเช็คในมือของเพื่อนพูดขึ้นอย่างอิจฉา

“เดี๋ยวๆ เมื่อกี้มึงยังว่ากูงกอยู่เลยนะ” วรภัทรชี้หน้าเพื่อนอย่างเคืองๆ

“ใครจะคิดว่าลุงศิวาจะใจป้ำขนาดนี้” นาวินเอ่ยขึ้นอย่างเสียดาย

“เข้าไปข้างในกันเถอะจะมีพิธีต่อไปแล้ว” ปัญญวัฒน์เอ่ยเตือนเพื่อนสนิทที่ยังถกเถียงไม่เลิก

“เออๆ” ทั้งคู่ตอบรับก่อนรีบเดินเข้าไปเพราะกลัวพลาดพิธีสำคัญ

“แล้วปันจะเลี้ยงพี่ไหม” ภาสวรกระซิบถามชายหนุ่มหลังจากที่คนอื่นๆเดินไปไกลแล้ว

“พี่ภาครวยกว่าผมอีกนะ อ้าวน้องเรนไปไหนแล้วครับ” ปัญญวัฒน์พูดขึ้นก่อนมองหาเด็กชาย เมื่อตอนแปดโมงกว่าเขาตกใจที่เจอภาสวรที่มาพร้อมพ่อแม่และน้องเรน เพราะเขาทราบมาว่าปาลิดาเชิญชายหนุ่มมาร่วมงานเลี้ยงตอนเย็น หลังจากที่คุยกันทำให้รู้ว่าทางสุริยะและลาวัลย์รู้จักสนิทสนมกับลุงศิวาและป้ามัลลิกา จึงมาร่วมงานในพิธีช่วงเช้า

“เปลี่ยนเรื่องเลยนะ น้องเรนอยู่โน่นกับน้องฟ้า” ภาสวรชี้ให้ปัญญวัฒน์มองเด็กชายและเด็กหญิงที่นั่งเล่นโดยมีแก้วและส้มคอยดูแลอยู่

“งั้นเราก็เข้าไปข้างในกันเถอะครับ” ปัญญวัฒน์ชวนเข้าไปข้างในเพราะพิธีกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

“อืม ปันไม่ต้องเลี้ยงพี่ก็ได้เดี๋ยวพี่เลี้ยงปันเอง” คำแรกเหมือนภาสวรจะตอบรับที่จะเดินเข้าไปข้างใน แต่ประโยคหลังนี่ซิทำเอาปัญญวัฒน์ใจเต้นแรงไม่รู้ว่าภาสวรหมายถึงอะไรเขาไม่อยากเข้าข้างตัวเอง

หลังจากเสร็จพิธีการในช่วงเช้าแล้ว มีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนแขกที่มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวนับถือ ปัญญวัฒน์นั่งโต๊ะเดียวกับเพื่อนๆโดยมีภาสวรกับน้องเรนมาร่วมโต๊ะด้วย

“อ้าวไอ้ภัทรไปไหนแล้ว” นาวินเอ่ยขึ้นหลังจากทานอาหารจานหลักเสร็จแล้วกำลังรอของหวานมาเสิร์ฟ

“เห็นบอกว่าไปเข้าห้องน้ำ นั่นไงมาแล้ว” ศรัณหันมาตอบเพื่อนก่อนหันไปเจอวรภัทรเดินหน้ามุ่ยกลับมาที่โต๊ะพอดี

“เป็นอะไรวะ ห้องน้ำคนเต็มเหรอ” นาวินเห็นเพื่อนทำท่าไม่สบอารมณ์เอ่ยถามขึ้น

“เปล่าห้องน้ำคนว่าง แต่กูเจอไอ้โรคจิตในนั้น”

“ห๊ะ” สิ้นเสียงของวรภัทรทำเอาคนในโต๊ะหลุดอุทานพร้อมกัน

“โรคจิตเนี่ยนะ นี่โรงแรมระดับไฮเอนนะมึง” นาวินถามอย่างไม่เชื่อที่โรงแรมสุดหรูแบบนี้จะมีโรคจิตแบบที่เพื่อนว่า

“จริงนะ กูเห็นเต็มสองตากูนี่ กำลัง... อึยไม่อยากจะพูดว่ะ” วรภัทรทำท่าทางขนลุกขนพอง จนพวกเขามองตากันเลิกลัก งานนี้วรภัทรเจอจริงๆไม่ได้อำเล่นแน่ๆ

“มึงเจอที่ไหนวะ” ศรัณถามขึ้นมา เขารู้สึกเป็นห่วงแขกที่มาร่วมงานจะเจอแบบที่เพื่อนเขาเจอ

“ในห้องน้ำเลยมึง นี่กูยังขนลุกไม่หายเลย” วรภัทรลูบแขนตัวเองไปมา

“เอาอย่างงี้แล้วกันเดี๋ยวพี่แจ้งทางโรงแรมให้เข้ามาจัดการดีกว่านะ” ภาสวรเสนอตัวเข้ามาจัดการเรื่องนี้ ก่อนจะลุกออกไป

“อาภัทรคับโรคจิตเป็นไงคับ” เด็กชายเรนที่นั่งฟังอยู่นานเอ่ยถามขึ้น ทำไมทุกคนสนใจ มันเป็นยังไงนะ

“คนโรคจิตเป็นคนไม่ดีครับ” วรภัทรตอบคำถามเด็กชาย

“เฮ้ยมึงอย่าบอกแบบนั้น” ศรัณว่าที่คุณหมอรีบบอกเพื่อน เพราะกลัวว่าเด็กชายจะเข้าใจผิด

“อ้าวไอ้หมอ ไม่ให้พูดแบบนี้แล้วจะอธิบายยังไง” วรภัทรหันมามองหน้าศรัณอย่างเอาเรื่อง

“โรคจิตคือโรคของคนป่วยครับน้องเรน อย่างน้องเรนเวลาปวดหัว ตัวร้อนมีน้ำมูก เรียกว่าโรคหวัดหรือเป็นหวัดก็ได้ครับ” ศรัณพยายามยกตัวอย่างให้เด็กชายเข้าใจ

“อ๋อคับ อาภัทรเจอคนป่วยนี่เอง” เด็กชายพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจก่อนจะถามขึ้นว่า “แล้วเป็นยังไงโรคจิตนี่เรนอยากรู้”

“นั่นไง อธิบายดีๆนะมึง” นาวินรู้สึกขำที่เพื่อนกำลังตกที่นั่งลำบาก

“น้องเรนครับ อาภัทรเจอคนป่วยในห้องน้ำน่ะ ตอนนี้คุณพ่อกำลังตามคนไปช่วยพาคนป่วยไปหาหมอแล้วครับ น้องเรนเอาขนมเพิ่มไหมเดี๋ยวอาตักให้” ปัญญวัฒน์พยายามอธิบายให้น้องเรนเข้าใจไปทางอื่นพร้อมเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กชาย ถ้าไม่มีใครพูดถึงเดี๋ยวก็คงจะลืมคำๆนี้

ภาสวรไปไม่นานก็กลับเข้ามา เขาไปสำรวจในห้องน้ำนั่นแล้วไม่พบใครหรือสิ่งผิดปกติใดๆเลย แต่เขาก็โทรไปเล่าให้เพื่อนที่เป็นผู้บริหารฟังแล้ว เพื่อพสุธาจะได้จัดการสอดส่องดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาอีก


*****************
อาทิตย์หน้ามาต่องานเลี้ยงครึ่งหลังนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกัน
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ นี่คือกำลังใจอย่างดีเลยค่ะ
ขอบคุณจริงๆค่ะ  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ New_atcha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
เนื่อคู่ภัทรจะมาเหรอ ไม่เอาได้มั้ยอ่ะ

ออฟไลน์ sira_nann

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ตอนที่ 18 (ต่อจากคราวที่แล้ว)

หลังจากที่งานเลี้ยงช่วงกลางวันเรียบร้อยแล้ว คนอื่นๆก็แยกย้ายกันไป ภาสวรไปส่งบิดามารดาของเขาที่บ้านโดยน้องเรนขออยู่ที่นี่กับปัญญวัฒน์ เขาพาเด็กชายเรนขึ้นมาห้องพักที่ปาลิดาจองเผื่อไว้เพื่อสำหรับให้พักผ่อนก่อนงานเลี้ยงที่จะมีในตอนเย็น

“น้องเรนมาอาบน้ำก่อนครับจะได้สบายตัว” ชายหนุ่มเรียกเด็กชายที่กำลังสนใจแท๊บแลตดูการ์ตูนอยู่

“คับ”

ก็อกๆ เสียงเคาะประตูหน้าห้อง ปัญญวัฒน์เดินไปเปิดประตูรับวรภัทรกับเด็กหญิงอิงฟ้าเข้ามา

“พี่พลอยหลับเราเลยพาน้องฟ้ามานี่” วรภัทรเอ่ยขึ้น

“อืม น้องเรนพึ่งอาบน้ำเสร็จ ภัทรจะอาบน้ำไหม” ปัญญวัฒน์มองดูหลานสาวที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ส่วนน้องเรนนั้นเขาให้ใส่ชุดเดิมเพราะภาสวรไม่ได้เตรียมมาให้ เพราะไม่คิดว่าลูกชายจะอยู่ที่นี่ต่อ

“เดี๋ยวก่อนก็ได้ ปันไปอาบเถอะเดี๋ยวเราดูเด็กๆให้เอง” วรภัทรบอกก่อนเดินไปดูเด็กๆที่นั่งเล่นอยู่บนเตียง

“งั้นฝากด้วยนะ”

หลังจากอาบน้ำเสร็จ เมื่อปัญญวัฒน์เดินออกมาจากห้องน้ำก็พบว่าเพื่อนของเขาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาภายในห้อง แถมนาวินกำลังง่วนกับโทรศัพท์ที่ติดตั้งไว้ในห้องพัก

“ปันมาพอดี จะกินอะไรไหม” นาวินตะโกนถามหลังจากที่เห็นปัญญวัฒน์เดินเข้ามาใกล้

“ไม่อ่ะ ตามใจนายเลย” ชายหนุ่มบอกก่อนเดินไปสมทบกับเด็กๆที่นอนดูการ์ตูนอยู่บนเตียง

“พี่ปาเปิดห้องเผื่ออีกสามห้องใช่ไหม” นาวินหันมาถามปัญญวัฒน์

“ใช่ ห้องนี้ ห้องที่พ่อแม่ไอ้รันและห้องพี่พลอยกับแม่แพรกำลังพักอยู่” ปัญญวัฒน์ตอบ

“เช็คเอ้าท์พรุ่งนี้ก่อนเที่ยงใช่ป่ะ”

“อืม ทำไมวะ” วรภัทรตอบแทน เขาเริ่มสงสัยแล้วว่านาวินต้องการอะไร

“กูไปสำรวจโรงแรมมา มีผับด้านบน หลังงานเลี้ยงพวกเราไปต่อกันนะ พอเมาก็กลับมานอนที่ห้องนี่ไงดีป่ะ” นาวินรีบอธิบายพร้อมถามความเห็นจากเพื่อนๆ

“แต่ห้องเดียวจะพักกันพอเหรอ” วรภัทรหันไปดูเตียงที่ปัญญวัฒน์นอนกับเด็กสองคนก็เต็มเตียงแล้ว

“ใครว่าห้องเดียวล่ะ เดี๋ยวกูขอกุญแจห้องพ่อกับแม่ไว้” ศรัณเอ่ยขึ้น โชคดีที่วันนี้ได้หยุดไม่มีเวรต้องดูแล

“แจ๋ว ตกลงคืนนี้ไปกัน” นาวินหันมายิ้มอย่างยินดีเมื่อเพื่อนพยักหน้าเห็นด้วย



ตอนที่ 19

   ธีมงานฉลองแต่งงานมาในแนว Red Wine & Peach โดยมีโทนสีหลักดูอบอุ่นจากสีพีชหรือชมพูนู๊ด แซมด้วยสีแดงเลือดนก ทำให้ภายในงานดูหรูหรา เหล่าเพื่อนเจ้าสาวใส่ชุดสีโอโรสคล้ายกัน ส่วนทางเพื่อนเจ้าบ่าวมีเนคไทสีแดงเลือดนกเป็นสัญลักษณ์ ซุ้มประตูหน้างานประดับด้วยกุหลาบแดงแซมสีส้ม ปัญญวัฒน์มองดูหน้างานอย่างพึงพอใจ ใกล้เวลาเข้ามาทุกทีแล้ว

   “อาปันคับ เรนหล่อไหมคับ” เด็กชายหมุนตัวอวดชายหนุ่ม

   “หล่อแล้วครับ ใส่ชุดเหมือนอารุตเลย” ปัญญวัฒน์อมยิ้มจัดหูกระต่ายให้เด็กชายเล็กน้อย งานตอนเย็นเด็กชายเปลี่ยนจากเสื้อเชิ้ตกางเกงผ้าขายาวเป็นชุดทักซิโด้สีดำมีหูกระต่ายสีแดงเลือดนกเหมือนชุดเจ้าบ่าวขนาดย่อส่วน ในขณะที่ภาสวรแต่งชุดสูทดำเสื้อเชิ้ตสีขาวมีเนคไทสีแดงเลือดหมูต่างจากเขาที่ใส่สูทดำแต่เสื้อเชิ้ตสีเลือดหมูไม่ใส่เนคไทเหมือนเพื่อนๆ เพราะวรภัทรเป็นคนจัดเตรียมไว้ให้เมื่อทราบคอนเซ็ปงาน แถมเผื่อแผ่พี่ชายน้องชายพวกเขาด้วย

   “ใกล้เวลาแล้วยังไม่มีใครลงมาอีกเหรอ” ภาสวรที่กลับมาที่โรงแรมหลังจากที่ไปส่งบิดามารดาที่บ้านเรียบร้อยแล้วเอ่ยขึ้น หลังจากที่มองดูรอบๆแล้ว

   “กำลังมากันครับ นั่นไงพวกภัทรเอาของชำร่วยมากันแล้ว” ปัญญวัฒน์มองพวกเพื่อนๆที่เดินนำพนักงานโรงแรมเข็นรถเข็นที่มีกล่องของชำร่วยเข้ามา

   “พี่ปานี่ไอเดียดีนะ ให้เจลล้างมือกับสบู่เหลวกลิ่นกุหลาบ” วรภัทรชูกล่องพลาสติกใสคาดริบบิ้นสีแดงภายในมีขวดเจลล้างมือกับสบู่เหลวขนาด 60 มิลลิลิตร ให้เพื่อนดู

   “คอนเซ็ปคุณครูกับคุณหมอไง” นาวินที่ช่วยพนักงานยกกล่องวางด้านหลังโต๊ะที่ตั้งสมุดอวยพรหน้างานเอ่ยขึ้น

   “พี่ว่าเก๋ดีไม่เหมือนใคร แถมนำเอาไปใช้ได้อีก ของรับไหว้เมื่อเช้าก็ดูดีนะ” ภาสวรเอ่ยถึงชุดผ้าขนหนู สบู่ ใยขัดผิว โลชั่นสำหรับฝ่ายหญิง ของฝ่ายชายเป็นชุดกาน้ำชา พร้อมถ้วย ซึ่งพ่อแม่เขาเองก็ชอบเพราะส่วนใหญ่แล้วของชำร่วยที่เขาไปร่วมงานมามักจะใช้อะไรไม่ค่อยได้นอกจากตั้งโชว์

   “ครับพี่ปาเลือกอยู่นาน ตอนแรกจะเอาผ้าพันคอผ้าแคชเมียร์ แต่เมืองไทยไม่ได้หนาวมาก โอกาสที่จะใช้มีน้อย เลยเปลี่ยนเป็นอะไรที่ใช้ได้ทุกวันดีกว่า” ปัญญวัฒน์หันมาอธิบาย เพราะเขานี่แหละไปเป็นเพื่อนปาลิดาตอนเลือกของชำร่วย กว่าจะลงตัวได้ใช้เวลาหลายอาทิตย์เลยทีเดียว

   “พ่อคับฟ้ามาแล้ว” เด็กชายกระตุกแขนเสื้อบิดาเบาๆเมื่อเห็นเพื่อนเล่นเดินเข้ามาในงานกับครอบครัวและบ่าวสาว

   “รอเดี๋ยวนะครับ ถ่ายรูปกับคุณครูก่อนค่อยไปเล่นกันนะครับ” ภาสวรรีบบอกลูกชายก่อนที่จะวิ่งไปหาเพื่อนเล่น

   “คับ คุนคูสวยจัง” เด็กชายมองปาลิดาตาวาว วันนี้คุณครูของเขาสวยกว่าทุกวัน เมื่อเช้าว่าสวยแล้ว ตอนนี้สวยกว่าอีกเหมือนอย่างเจ้าหญิงเลย

   “ท่าทางเจ้าชู้นะเนี่ย โตขึ้นพี่ภาคคงจะเหนื่อยน่าดู” วรภัทรเอ่ยแซวเด็กชายก่อนหันมายิ้มกับผู้เป็นพ่อที่ไม่พูดอะไรนอกจากยิ้มตอบเขาลูกเดียว

   “ไม่เหนื่อยจิ เรนไม่ดื้อไม่ซนน้า ใช่ไหมคับอาปัน” เด็กชายที่ได้ยินพูดประท้วงพร้อมหันมาถามปัญญวัฒน์เพื่อจะหาพวก

   “ครับ น้องเรนไม่ดื้อไม่ซน ถ้าอาพูดห้ามอะไรต้องเชื่อฟังนะครับ เพราะอาไม่อยากให้น้องเรนเจ็บตัว” ปัญญวัฒน์บอกเด็กชาย เพราะก่อนหน้านี้เจ้าตัววิ่งเล่นที่ทางเดินเขาห้ามก็ไม่ฟังจนวิ่งไปชนพนักงานที่เพิ่งทำห้องเสร็จขนอุปกรณ์ออกมา ตัวพนักงานเองก็ตกใจเพราะกลัวว่าทำเด็กชายเจ็บ แต่เขากับน้องเรนก็ขอโทษพนักงานคนนั้นไป พวกเขาเป็นฝ่ายผิดที่ไม่ระวังและดูแลเด็กชายไม่ดีเอง

   “คับ”

   งานเลี้ยงตอนค่ำนี้เป็นแบบบุฟเฟ่ แบ่งโซนจัดเลี้ยงเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นเวทีและโต๊ะของแขกที่มาร่วมงาน อีกโซนจะเป็นซุ้มอาหารหลากหลายประเภทมาให้เลือกทาน แถมมีหลายซุ้มที่มีการทำแบบสดๆตรงนั้นเลย อาทิซุ้มเสต็กมีให้สั่ง พอทำเสร็จจะนำมาเสิร์ฟให้ถึงที่ ซุ้มปลาดิบที่ปั้นกันให้เห็นจะๆ แถมซุ้มเครื่องดื่ม บาร์เทนเดอร์มาผสมกันตรงนั้นเลย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่พากันเดินเข้างานล้วนตื่นเต้น

   “โห เหมือนมาเทศกาลอาหารบุฟเฟ่มากกว่ามางานแต่งงานเลยว่ะ” นาวินที่เห็นซุ้มอาหารเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ

   “ความคิดพี่รุต อยากให้เพื่อนๆเขาผ่อนคลายบ้าง” ศรัณหันมาบอก คอนเซ็ปนี้เอาใจเพื่อนๆของบ่าวสาว โดยเฉพาะพวกหมอที่แทบไม่มีเวลาไปไหน วันหยุดก็ได้แต่นอนอยู่บ้าน วันนี้ถือว่ามานัดสังสรรค์รวมตัวกันหลังแยกย้ายกันทำงานตามโรงพยาบาลต่างที่กันไป

   “พวกมึงไปหาที่นั่งก่อน ค่อยมาสั่งอาหาร” วรภัทรดึงมือนาวินเอาไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้าไปในซุ้มเครื่องดื่ม ที่มีทั้งแอลกอฮอล์และโนแอลกอฮอล์

   “อาปัน เรนอยากกินกุ้ง” เด็กชายกระตุกมือชายหนุ่มเพื่อบอก เขาเห็นกุ้งปูเยอะแยะไปหมดเลย

   “ได้ครับ เดี๋ยวเราไปที่นั่งก่อนเนอะ” ปัญญวัฒน์บอกเด็กชายที่มองซุ้มอาหารอย่างตื่นเต้น

   ภาสวรเดินไปสั่งเสต็กก่อนที่ตักกุ้งปูไปเผื่อลูกชายและปัญญวัฒน์ เมื่อกลับถึงโต๊ะพบว่าวรภัทรนั่งอยู่กับเด็กชายเรนตามลำพัง

   “นี่ครับของน้องเรน ภัทรจะไปหยิบอาหารก็ไปเถอะ เดี๋ยวพี่อยู่เฝ้าโต๊ะเอง” ภาสวรบอกชายหนุ่ม ตอนแรกเขาจะไปเอาเครื่องดื่ม แต่เมื่อเห็นพนักงานมาเสิร์ฟน้ำอัดลมถึงโต๊ะเขาเลยเฝ้าโต๊ะให้วรภัทรได้ไปหยิบอาหารบ้าง

   “ครับพี่ภาค” 

   “น้องเรนครับ อาปันมีซุปกับสปาเก็ตตี้แบบน้องเรนชอบมาให้ด้วย ทานซุปก่อนเดี๋ยวอาแกะกุ้งให้นะ” ปัญญวัฒน์วางถ้วยซุปกับจานสปาเก็ตตี้ตรงหน้าเด็กชาย

   “คับ” เด็กชายตักซุปมาชิมก่อนตักสปาเก็ตตี้ทาน

   “รสชาติโอเค สมกับเป็นบุฟเฟ่โรงแรมดัง” นาวินที่ชิมอาหารทุกอย่างเอ่ยขึ้นหลังทานเสร็จ

   “ก็แน่ล่ะ พี่ปาปิดร้านอาหารบุฟเฟ่ของโรงแรมมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ” วรภัทรพูดไปกินไปไม่หยุดปาก

   “ภัทรมึงยังไม่อิ่มอีกเหรอ ระวังนะจะใส่ชุดที่ออกแบบไม่ได้” ศรัณมองจานที่วางเรียงรายแล้วรู้สึกอิ่มแทน

   “กินเผื่อคืนนี้ไง เดี๋ยวไปเที่ยวต่อใช้พลังงานเยอะ”

   “เออๆ แต่ข้างบนมีอาหารให้สั่งนะ เผื่อไม่รู้” นาวินบอกเพื่อน

   “จะไปเที่ยวกันต่อเหรอครับ” ภาสวรที่นั่งฟังอยู่นานเอ่ยถามขึ้น

   “ใช่ครับ เราจะไปต่อที่ผับด้านบนนี่เอง” ปัญญวัฒน์หันมาตอบภาสวรแทนเพื่อนๆ

   “พี่ภาคไม่ต้องห่วงนะ พวกเราเมาไม่ขับแน่นอนเพราะเราจะนอนกันที่นี่” วรภัทรเอ่ยเสริมขึ้น เพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะเป็นห่วงพวกเขาเหมือนพวกพี่ๆและพ่อแม่เขาห่วง

   “ครับ ดีแล้ว”

---- a little cupid ----

   ผับชั้นบนสุดของโรงแรมมีส่วนอินดอร์ที่เป็นโซนหลักสำหรับสายแด๊นซ์ และเล้าจ์ด้านนอกระเบียงดาดฟ้าสำหรับสายชิล โซนหลักถูกประดับเด่นหรูด้วยแชงเดอเลียขนาดใหญ่ เปิดเพลงสไตล์ Hip Hop และเพลงแด๊นซ์ชื่อดังทั้งหลาย มีชั้นลอยสำหรับ VIP ที่ต้องการความส่วนตัว เล้าจ์ด้านนอกโซนระเบียงดาดฟ้ากึ่งกลางแจ้งที่สามารถมองเห็นสวนสาธารณะตอนกลางวันได้อย่างเต็มตา และแสงไฟของกรุงเทพในยามราตรี เหมาะสำหรับการเอนหลังจิบเครื่องดื่มพูดคุยและฟังเพลงสไตล์เฮ้าส์ (House) แบบไหลๆลื่นๆ พร้อมด้วยพื้นที่ที่สามารถเล่นพูล และ ฟุตบอลโต๊ะได้อย่างสนุกสนาน สำหรับเมนูอาหารและเครื่องดื่มนั้นมีความสร้างสรรค์และหลากหลายให้เลือก พวกปัญญวัฒน์เลือกนั่งโซนสายแด๊นซ์จากการออกเสียงสามต่อหนึ่งมติเป็นเอกฉันท์

   “ไม่ทราบว่าจองไว้หรือเปล่าครับ” พนักงานเดินเข้ามาถามพวกเขาที่กำลังมองหาที่นั่งอยู่ ดูเหมือนที่นั่งจะเต็มไปหมด

   “ไม่ได้จองครับ” นาวินตอบไป พลางมองเข้าไปข้างใน คนเยอะขนาดนี้พวกเขาจะมีที่นั่งไหมเนี่ย

   “ขอโทษครับ คุณปัญญวัฒน์หรือเปล่าครับ” พนักงานสวมสูทดูภูมิฐานน่าจะเป็นผู้จัดการผับเดินเข้ามาหาพวกเขาก่อนเอ่ยถาม

   “ครับ ผมเอง” ปัญญวัฒน์ยกมือขึ้นพลางมองพนักงานอย่างงงๆ

   “เชิญที่โต๊ะ VIP 1 ได้เลยครับ” คนสวมสูทผายมือไปที่ทางขึ้นด้านบน

   “เดี๋ยวนะครับ พวกผมไม่ได้จองโต๊ะเลยนะ เข้าใจผิดหรือเปล่า” ปัญญวัฒน์แย้งออกมาหลังจากที่หันไปถามเพื่อนๆแล้วว่าใครจองโต๊ะมาก่อนหรือเปล่า เพื่อนทั้งสามได้แต่ส่ายหัวลูกเดียว

   “คุณชื่อ ปัญญวัฒน์  ศิวะรันธร หรือเปล่าครับ” พนักงานอ่านชื่อในแฟ้มเพื่อเช็คให้แน่ใจอีกครั้ง

   “ใช่ครับ นั่นชื่อและนามสกุลผม” ปัญญวัฒน์พยักหน้าตอบอย่างงงๆ

   “งั้นก็ไม่ผิด ผู้บริหารโรงแรมโทรมาจอง ถ้าคุณปัญญวัฒน์กับเพื่อนรวมสี่คนมาให้เชิญที่โต๊ะ VIP1 ได้เลยครับ เดี๋ยวคุณไอราจะตามมาสมทบ” พนักงานชี้แจงพร้อมเอ่ยชื่อพี่รหัสของนาราพวกเขาจึงเดินตามไปแต่โดยดี

   “ว้าว มุมนี้เห็นข้างล่างชัดเจนเลย” วรภัทรอุทานขึ้นหลังจากมองไปรอบๆแล้ว

   “ตกลงจะเปิดเหล้าหรือเอาอะไร” นาวินยกเมนูตั้งโต๊ะขึ้นมาดู

   “เปิดเหล้าก็ได้ผู้ชายสี่คนน่าจะหมด เมื่อกี้ผู้จัดการผับบอกว่าพี่ลมจะมาด้วยนี่” ศรัณตอบ จากการคำนวณคร่าวๆแล้วเปิดเหล้าน่าจะดีกว่า

   “มึงรู้ได้ไงว่าคนเมื่อกี้เป็นผู้จัดการผับ” วรภัทรหันมาถามเพื่อนอย่างสงสัย

   “กูเก่ง”

   “กวนตีนนะมึง กูเห็นมึงแอบถามพนักงานข้างหน้าก่อนเดินขึ้นมา” นาวินด่าศรัณที่อำวรภัทร

   “ดูจากการแต่งตัวก็น่าจะเดาได้ป่ะ” ปัญญวัฒน์เองก็ขำที่วรภัทรโดนอำจนหน้าเหลอไปไม่ถูก

   “เออๆ พวกมึงแกล้งกู กูจะฟ้องพี่พงศ์” วรภัทรหน้ามุ่ยพร้อมเอาพี่ชายมาขู่

   “ตามใจมึง กูขอสั่งบลูเลยนะ” นาวินเปลี่ยนเรื่องหันมายิ้มให้วรภัทรที่หันขวับมามองหน้าเขาทันทีที่พูดจบ

   “เอาใหญ่เชียวนะมึง สั่งมาแล้วกินให้หมดด้วยล่ะ ออ อย่างที่บอกกูเลี้ยงแต่เหล้านอกนั้นจ่ายเอง” ขนาดขู่แล้วนาวินยังไม่กลัว วรภัทรชี้หน้าคาดโทษ พอเห็นว่าเขาจะเลี้ยงรีบเชียวนะ

   “มึงเลี้ยงเหล้าไอ้ปันเลี้ยงมิกซ์เซอร์กูก็โอเคแล้ว” นาวินยักคิ้วให้วรภัทรอย่างกวนๆ

   หลังจากที่เหล้าและกับแกล้มมาเสิร์ฟพวกเขาก็ดื่มไปพลางดูบรรยากาศที่คึกคักด้านล่างอย่างสนุก แม้ว่าตอนที่พวกเขามากันเพิ่งจะสามทุ่มถือว่าเร็วไปสำหรับนักเที่ยว แต่โซนสายแดนซ์นั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังโชว์ลีลากันจนแน่นไปหมด พอสี่ทุ่มเสียงดีเจประกาศชื่อนักร้องรับเชิญที่จะมาร้องเพลงให้ฟังในค่ำคืนนี้ เสียงกรี๊ดสนั่นดังลั่นจากสาวแท้สาวเทียม

   “โห พี่ลมเปิดตัวโคตรสนั่นเลย” นาวินมองไอราที่เดินขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงกรี๊ดจากผู้คนด้านล่าง

   “แน่อยู่แล้ว แฟนคลับพี่เขาเยอะ กูว่าแล้วทำไมคนแน่นตั้งแต่หัววัน” วรภัทรเอ่ยขึ้น ตอนแรกเขาก็สงสัยว่าผับของที่นี่คนเยอะจนล้นออกไปด้านนอกทั้งๆที่อยู่ชั้นยี่สิบห้าของโรงแรม

   “ว่าไงพวกมึง ไม่เจอกันนานเลย” เสียงทักทายดังขึ้นพร้อมร่างของนักร้องดังที่เพิ่งลงจากเวทีเข้ามานั่งที่โต๊ะ

   “สวัสดีครับพี่ลม” ทั้งหมดยกมือไหว้ทักรุ่นพี่ที่คุ้นหน้ากันเป็นอย่างดี

   “ได้ข่าวว่าจะมากันกูเลยมาขอแจมโต๊ะด้วย” ไอราเอ่ยกับรุ่นน้อง เขาอยู่ตอนที่พี่ชายบอกเลขาให้จองโต๊ะที่ผับให้ พอรู้ว่าใครจอง เขาจึงบอกเลขาพี่ชายว่าจะไปร่วมโต๊ะด้วยหลังร้องเพลงเสร็จเพราะรู้จักน้องๆกลุ่มนี้

   “พวกผมก็ยังแปลกใจเลยตอนที่พนักงานบอกว่าจองโต๊ะไว้ เพราะพวกเราไม่มีใครจองสักคน แต่พอเขาบอกชื่อพี่ก็เลยมานั่งรอกันเนี่ย” นาวินอธิบาย เขายังงงไม่หาย

   “มึงบอกใครหรือเปล่าว่าจะมาที่นี่กัน เขาเลยโทรหาพี่กูให้จองโต๊ะให้น่ะ” ไอราไม่เฉลยว่าใคร เขาอยากให้พวกนี้คิดเองดีกว่า

   “นี่พี่ภาคบอกคุณดินให้จองโต๊ะให้เหรอครับ” ปัญญวัฒน์หันมาถามไอราอย่างนึกได้ว่าโรงแรมนี้พสุธาบริหารงานอยู่ แต่เขาคิดไม่ถึงจริงๆว่าชายหนุ่มจะทำแบบนี้

   “ใช่แล้ว พอดีวันนี้กูมาร้องเพลงที่ผับนี้คนเลยเยอะถ้าไม่จองก็ไม่มีโต๊ะนั่งหรอก” ไอรายอมรับก่อนอธิบายสาเหตุที่ต้องจองโต๊ะ

   “พี่มาร้องที่นี่ประจำเหรอครับ” วรภัทรเอ่ยถามอย่างสงสัยเพราะไม่มีแผ่นป้ายโฆษณาติดเอาไว้

   “เดือนละครั้ง ทุกคืนวันเสาร์ที่สามของเดือน” ไอราตอบก่อนจิบเหล้าที่นาวินชงส่งมาให้ ความจริงแล้วงานนี้เป็นกิจการของครอบครัวที่เขาเองก็บอกกล่าวต้นสังกัดเอาไว้แล้วก่อนเซ็นสัญญา

   “ถือว่าพวกผมโชคดีนะเนี่ยที่ได้มาฟังพี่ร้องเพลง” ศรัณรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่เขาขึ้นปีสามจนมาถึงปีห้านี้แทบไม่มีเวลาไปไหนเลย แค่มีเวลานอนก็ดีถมไป วันนี้นอกจากได้มางานแต่งพี่ชายแล้วยังได้มาเปิดหูเปิดตาอีกด้วย


   พวกเขากินดื่มกันจนถึงเที่ยงคืนกว่าจึงเช็คบิล ไอรานั้นขอตัวไปตั้งแต่ห้าทุ่มกว่าเพราะมีโทรศัพท์โทรมาตาม เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วก็ลงลิฟท์มาที่ห้องพัก เมื่อถึงชั้นที่ต้องการปัญญวัฒน์จึงเดินออกมา

   “แน่ใจนะว่าพวกมึงกลับห้องไหว” ปัญญวัฒน์ถามเพื่อนอีกครั้งก่อนเดินออกจากลิฟท์ เขาพักชั้นนี้คนเดียว ส่วนอีกสองห้องที่เหลือพักชั้นถัดไป

   “กูเอาไอ้สองตัวนี้ไหว ไม่ต้องห่วง” ศรัณตอบแทน เพราะเขาเองสติอยู่ครบเหมือนปัญญวัฒน์ผิดจากสองคนที่เหลือเดินแทบไม่ตรงทางอยู่แล้ว

   “เออๆ งั้นกูไปแล้ว” ปัญญวัฒน์มองดูลิฟท์เลื่อนลงไปด้านล่างก่อนเดินกลับไปที่ห้องพัก

   เมื่อเปิดเข้าไปที่ห้องพักปัญญวัฒน์รู้สึกแปลกใจที่ไฟหน้าประตูห้องเปิดไว้ทั้งๆที่เขาเพิ่งเข้า แถมแอร์ยังเปิดเย็นฉ่ำอีกด้วย ชายหนุ่มออกไปมองหน้าประตูห้องพัก เลขที่ห้องก็ถูกนี่นา สงสัยเขาจะเมา ถ้าผิดห้องคีย์การ์ดจะเปิดประตูได้ไง ชายหนุ่มยิ้มกับความคิดตัวเองก่อนเดินเข้ามาในห้องอีกครั้ง

   “กลับมาแล้วเหรอปัน” เสียงทักดังขึ้นทันทีที่เขาเดินเข้ามา

   “พี่ภาค มาอยู่ที่นี่ได้ไง” นี่เขาเมาจนเห็นภาพหลอนหรือเปล่าเนี่ย

   “เป็นอะไรหรือเปล่า เมาเหรอเรา” ภาสวรโบกมือไปมาหน้าชายหนุ่ม

   “สงสัยผมจะเมาที่เห็นพี่อยู่ในห้อง” ปัญญวัฒน์พูดออกมาเบาๆ จะว่าเขาเมาก็ไม่น่าใช่เพราะเขากินไปสามแก้วกว่าๆ แก้วที่สี่ยังไม่หมดเสียด้วยซ้ำเมื่อเพ่งดูภาสวรที่อยู่ตรงหน้าก็พบว่าเขาเห็นจริงๆ

   “หึๆ งั้นคนเมาเข้าไปอาบน้ำล้างตัวจะได้มานอนนะ” ภาสวรส่งเสื้อคลุมพร้อมผ้าเช็ดตัวให้ปัญญวัฒน์ก่อนดันชายหนุ่มเข้าไปในห้องน้ำ

   ปัญญวัฒน์เดินเข้าห้องน้ำด้วยความมึนๆงงๆ หลังจากที่อาบน้ำสดชื่นแล้ว เขาสวมเสื้อคลุมเดินออกมาเอาชุดนอนในตู้เสื้อผ้าออกมา เขาฝากคนที่บ้านให้เอาเสื้อผ้ามาให้หลังจากที่รู้ว่าต้องค้างที่นี่ จากนั้นก็เข้าไปสวมในห้องน้ำให้เรียบร้อย เมื่อเดินออกมาอีกที ก็เห็นภาสวรยืนอยู่หน้าประตูกระจกมองแสงสีกรุงเทพยามราตรีอยู่

   “ตกลงพี่ภาคมาได้ยังไงครับ” ปัญญวัฒน์ถามขึ้นเมื่อชายหนุ่มหันมาทางเขา

   “น้องเรนอยากนอนที่นี่น่ะ” ภาสวรบอก โชคดีนะที่เขามีกระเป๋าเสื้อผ้าติดมาในรถ ส่วนของน้องเรนเขาได้เอามาเผื่อตั้งแต่กลางวันแล้วไม่ได้ใช้ ส่วนคีย์การ์ดเขามีอยู่ใบหนึ่งเพราะต้องฝากกระเป๋าน้องเรนไว้ที่นี่ กะว่าตอนขากลับจะแวะมาเอา

   “น้องเรน” ปัญญวัฒน์เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นภาสวรชี้ไปที่เตียงมีร่างเล็กๆนอนหลับอยู่ เมื่อกี้เขาไม่ทันได้สังเกตุ

   “ปันไปนอนเถอะ หาวใหญ่แล้ว พรุ่งนี้ค่อยคุยกันนะ” ภาสวรบอกเมื่อเห็นว่าดึกมากแล้ว

   “แล้วพี่ภาคล่ะครับ” ปัญญวัฒน์เองง่วงมากแต่เขาเองก็อดเป็นห่วงคนตรงหน้าไม่ได้

   “งั้นไปนอนด้วยกันเลย” ภาสวรจูงมือปัญญวัฒน์ไปส่งด้านหนึ่งของเตียงเมื่อเห็นชายหนุ่มนอนข้างลูกชายเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินไปนอนอีกด้านของน้องเรน

   “ราตรีสวัสดิ์ครับพี่ภาค” ปัญญวัฒน์เอ่ยขึ้นก่อนหลับตาลง

   ภาสวรอดที่ชะโงกหน้าไปสัมผัสที่หน้าผากชายหนุ่มเบาๆ

   “ฝันดีนะปัน”


*************
ตอนที่ 18 เพิ่มเติมและตอนที่ 19 พอดีผู้เขียนตัดตอนที่ลงผิดค่ะ
ขออภัยในความสะเพร่านี้ด้วยค่ะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ
 แล้วพบกันอาทิตย์หน้าค่ะ


ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
พี่ภาคเนียนเลยนะ

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1048
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +337/-0
+1  o13 ขอบคุณครับ :pig4: :katai5:

ออฟไลน์ New_atcha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
"น้องเรนอยากนอนที่นี้" 555 คงจะแค่น้องเรนคนเดียวละมั้งที่อยากนอนที่นี้ เนียนเลย มีลูกมันดีอย่างนี้เอง จะได้เอามาเป็นข้ออ้างได้   :hao6:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ sira_nann

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ตอนที่ 20

   “อาปันตื่นเร็ว เรนหิวแล้วคับ”

เสียงเรียกดังอยู่ข้างหูพร้อมตัวถูกเขย่า ทำให้ปัญญวัฒน์ค่อยๆลืมตามอง ผนังห้องที่ไม่คุ้นตา พอพลิกตัวก็เห็นเด็กชายเรนยิ้มร่าอย่างยินดี

“อาปันตื่นแล้ว เดี๋ยวพ่อจะพาไปทานอาหารข้างล่างคับ”

“หือ แล้วคุณพ่อไปไหนแล้วครับ” ปัญญวัฒน์ลุกขึ้นนั่งมองเด็กชายตรงหน้า แสดงว่าเมื่อคืนเขาไม่ได้ฝันไปซินะ และเมื่อมองไปรอบๆไม่เจอภาสวรจึงหันมาถามเด็กชาย

“พ่ออาบน้ำอยู่คับ ไม่ต้องกลัวน้า เรนไม่ทิ้งอาปัน” เด็กชายรีบเข้ามากอดกลัวว่าอาปันจะน้อยใจว่าเขาไม่รอ เพราะพ่อบอกว่าจะพาไปทานอาหารข้างล่าง ไม่ให้กวนอาปัน นี่เขาไม่ได้กวนนะ เขากลัวว่าอาปันตื่นมาไม่เจอใคร

“อ้าว ปันตื่นแล้วเหรอ น้องเรนพ่อบอกว่าอย่ากวนอาปันไงครับ” ภาสวรเดินออกจากห้องน้ำเจอชายหนุ่มลุกขึ้นมานั่งอย่างสะลึมสะลือโดยมีลูกชายของเขานั่งเบียดอยู่ข้างก็รู้ได้ทันที

“เรนไม่ได้กวนอาปัน เรนแค่กลัวว่าอาปันจะหิวนี่คับ” เด็กชายบอกเสียงอ่อยๆ

“พี่ภาคอย่าดุน้องเรนซิครับ น้องเรนรออาแป๊บนึงนะเดี๋ยวอาไปด้วย” ปัญญวัฒน์ห้ามภาสวรอย่างตกใจ ก่อนลูบหัวปลอบโยนเด็กชาย

“คับ” เด็กชายยิ้มอย่างดีใจ ในขณะที่ภาสวรได้แต่ถอนหายใจ ทั้งๆที่เขาอย่างให้ปัญญวัฒน์นอนพักอีกสักหน่อยแท้ๆ



“อร่อยไหมครับ” ปัญญวัฒน์ถามเด็กชายที่เคี้ยวไส้กรอกตุ้ยๆ

“หย่อยคับ” เด็กชายกลืนอาหารก่อนตอบ

“ปันเอาอะไรเพิ่มไหม” ภาสวรถามปัญญวัฒน์เพราะเขาจะไปหยิบอาหารมาเพิ่ม

“พี่ภาคตามสบายเลยครับ เดี๋ยวผมเดินไปหยิบเอง” ปัญญวัฒน์ปฏิเสธ เขาว่าจะไปเอากาแฟเหมือนกัน แต่รอภาสวรกลับมาก่อนดีกว่า เขาไม่อยากทิ้งให้น้องเรนนั่งหัวโต๊ะอยู่อยู่คนเดียว

“โย่ปัน ทำไมตื่นเช้าจัง” วรภัทรเอ่ยทักชายหนุ่มก่อนหันมามองเด็กชายอย่างแปลกใจ

“รีบลงมาทำไมวะยังไม่เก้าโมงเลย” นาวินหาวออกมา เขายังไม่อยากตื่นเลย แต่วรภัทรปลุกเขาให้ลุก ก่อนบอกว่าปัญญวัฒน์รออยู่ที่ห้องอาหารแล้ว แถมยังไม่ลืมโทรปลุกศรัณให้มาด้วย

“อ้าว พี่ภาค” วรภัทรรู้สึกแปลกใจ เมื่อเห็นภาสวรเดินมาที่โต๊ะที่ปัญญวัฒน์นั่งอยู่

“อรุณสวัสดิ์ ยังคิดอยู่เลยว่าจะมาทานอาหารเช้าไหม เห็นเมื่อคืนนอนดึกกัน” ภาสวรพูดทักขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนปัญญวัฒน์ยืนอยู่ที่โต๊ะของเขา

“พี่ภาคเมื่อคืนนอนที่นี่เหรอครับ” ศรัณเอ่ยถามพลางฉุดให้เพื่อนๆนั่งตรงโต๊ะว่างที่อยู่ติดกัน

“ใช่ครับ ปันจะไปหยิบอาหารก็ไปเลยนะ น้องเรนทานเองได้ ใช่ไหมครับ” ภาสวรตอบศรัณก่อนหันมาบอกกับปัญญวัฒน์และน้องเรน

“ใช่แล้ว เรนเก่ง เมื่อเช้าเรนยังปลุกพ่อกับอาปันเลย” คำพูดของเด็กชายทำให้เพื่อนสนิทของปัญญวัฒน์หันมาส่งมองชายหนุ่มอย่างสงสัยพร้อมกดดันว่าอย่าลืมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังด้วย

“เออ เดี๋ยวขอตัวไปเอาอาหารเพิ่มก่อนนะ” ปัญญวัฒน์รีบลุกออกมา

“เดี๋ยวไปพร้อมกัน รอก่อน” วรภัทรลุกมากดให้ปัญญวัฒน์นั่งลง ก่อนนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆชายหนุ่ม ส่วนศรัณและนาวินก็ขยับเก้าอี้มานั่งที่โต๊ะเดียวกับภาสวรด้วยเหมือนกัน ไหนๆก็มีประเด็นขึ้นมาแล้วขอพูดหน่อยแล้วกัน

“พี่ภาค นี่ยังไง ตกลงว่าคิดอะไรกับเพื่อนผมหรือเปล่า” วรภัทรพูดทีเล่นทีจริงก่อนสบตาภาสวรว่าที่พูดไปนั้นเขาต้องการคำตอบจริงๆ

“ถ้าพี่ตอบว่าคิดล่ะ” ภาสวรค่อยๆไล่สบสายตาของเพื่อนปัญญวัฒน์ทีละคน

“งั้นผมคงต้องถามต่อว่าคิดอะไร และแบบไหน” นาวินที่ตื่นเต็มตาหลังจากที่ฟังวรภัทรตั้งคำถามภาสวรก็เข้ามาร่วมวงด้วยอีกคน

“วิน” ปัญญวัฒน์เรียกเพื่อนพร้อมส่ายหน้าเพื่อห้ามปรามไม่ให้ทุกคนพูดอะไรไปมากกว่านี้

“ปัน นั่งเฉยๆก่อนเห็นไหมว่าพวกเราคุยกันอยู่” วรภัทรหันมาดุไม่ให้ขัดจังหวะ กำลังจะรู้เรื่องอยู่แล้วเชียว

“ไม่เป็นไรปัน พี่แค่จะบอกเพื่อนๆปันว่า พี่ชอบปัน” ภาสวรหันมายิ้มให้ปัญญวัฒน์หลังจากที่พูดจบแล้ว ก่อนหันไปมองเพื่อนๆของชายหนุ่มราวกับจะถามว่ามีใครสงสัยอะไรอีกไหม

“แต่เรนรักอาปันที่สุดเลย” เด็กชายที่นั่งฟังอยู่นานพูดขัดขึ้นมาพร้อมกางมือประกอบ แถมฉีกยิ้มหวานให้ปัญญวัฒน์ที่เงยหน้ามองเขาหลังจากที่ก้มหน้านิ่งอยู่เมื่อกี้

“อาปันเป็นอะไรหน้าแด๊งแดง” เด็กชายถามขึ้นอย่างตกใจ กลัวว่าอาคนโปรดจะไม่สบาย เพราะใบหน้าของปัญญวัฒน์แดงจนปิดไม่มิด

   “หึๆ” เสียงหัวเราะจากคนตัวโตที่นั่งตรงข้ามเขาดูรื่นรมย์จนน่าหมันไส้ แต่ปัญญวัฒน์ได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาพราวระยับ อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดีแถมตอนนี้ใบหน้าเขาร้อนผ่าวกว่าเดิม

   “อาปัน ไม่เป็นอะไร แค่กำลังสับสนน่ะลูก” ภาสวรตอบลูกชายให้คลายกังวลก่อนมองปัญญวัฒน์ที่ตอนนี้ก้มหน้าหลบสายตาทุกคนที่มองดูอยู่

   “สับสนอะไรคับ เรนงง” เด็กชายหันมาถามผู้เป็นพ่อ

   “ก็สับสนว่า ผู้ชายที่มีลูกจอมซนและดื้ออย่างน้องเรนเนี่ย อาปันจะรับพิจารณาหรือเปล่าน่ะซิ” เสียงห้าวๆเหมือนจะคุยกับลูกชาย แต่ดวงตาคมนั่นจ้องมาทางปัญญวัฒน์ที่เงยหน้ามองอย่างตกตะลึง ในขณะที่คนอื่นๆอมยิ้มนั่งฟังอยู่เงียบๆ

   “พินาซิ พินาอยู่แล้ว ใช่ไหมอาปัน” พินาอะไรไม่รู้ พูดก็ยาก แต่เขาคิดว่าอาปันต้องพินาแน่ๆ เด็กชายเรนฉีกยิ้มก่อนหันมาพยักพเยิดกับปัญญวัฒน์

   “เรื่องนี้น้องเรนตอบแทนอาปันไม่ได้นะครับ เดี๋ยวพ่อถามอาปันเองนะ” ภาสวรก้มบอกลูกชายอย่างอ่อนโยนซึ่งเด็กชายก็พยักหน้าตอบด้วยความเข้าใจ

   “คับ แต่เรนไม่ดื้อไม่ซนนะ” เด็กชายเอ่ยประท้วงออกมา เรื่องที่พ่อพูดเมื่อกี้ไม่จริงสักหน่อย

“งั้นพวกผมขอตัวไปเอาอาหารก่อนนะครับ เดี๋ยวจะหมดเวลาเสียก่อน ฝากพี่ภาคช่วยจองโต๊ะให้หน่อยนะครับ” ศรัณหันมาบอกภาสวรก่อนสะกิดคนอื่นๆให้ตามมา หน้าที่ของพวกเขาจบแล้ว ที่เหลือให้เป็นเรื่องของคนสองคน

“ได้ๆ เดี๋ยวพี่จองให้” ภาสวรรับปากก่อนหันมาดูปัญญวัฒน์ที่จะลุกตามวรภัทรที่ชักชวนน้องเรนออกไปด้วย

“อย่าเพิ่งไปซิปัน” ปัญญวัฒน์ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จะลุกเดินหนีออกไป ภาสวรก็คงไม่ยอม ครั้นจะนั่งอยู่ทำเหมือนไม่รับรู้เรื่องที่เขาพูดกับลูกชายก็คงไม่ได้

“ว่าไงครับปัน จะรับพิจารณาพี่ได้ไหม พี่อยากให้เรามีโอกาสได้ทำความรู้จักกันและกันมากกว่านี้ และจริงจังกว่านี้ได้ไหมครับ” ภาสวรไม่อยากเร่งรัดชายหนุ่มมากไปกว่านี้ เขาอยากให้ปัญญวัฒน์เก็บข้อเสนอนี้ไปไตร่ตรองดูเสียก่อน

เสียงห้าวๆที่ทอดเสียงคล้ายออดอ้อน ทำให้ปัญญวัฒน์อดที่จะสบตาคมที่ทอดมองอย่างมีความหวังคู่นั้นไม่ได้ แก้มทั้งสองข้างของเขาแดงระเรื่อด้วยความเขินอายหลังจากสบตาคมนั่น ก่อนที่จะพยักหน้าเบาๆเพื่อตอบรับข้อเสนอของภาสวร

“อะไรนะครับ พี่ไม่ได้ยินเลย” ภาสวรยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“อื้อ พี่ภาคอย่าแกล้งซิครับ” ปัญญวัฒน์รู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งมาเห็นสีหน้ากรุ้มกริ่มของภาสวร

“พี่ไม่ได้แกล้งปัน แต่พี่ยังไม่ได้คำตอบเลยนะ” ภาสวรพูดแกมหัวเราะ

“ครับ”

“หือ” ภาสวรมองปัญญวัฒน์อย่างสงสัย

“อื้อ ตกลงไง” ปัญญวัฒน์ตอบออกมาในที่สุด

“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคุณแฟน” ภาสวรยิ้มอย่างยินดี

“ห๊ะ พี่ภาคอย่ามั่ว ไหนบอกว่าแค่ขอโอกาสทำความรู้จักกันมากกว่านี้ไง” ปัญญวัฒน์ถามขึ้นด้วยความตกใจ

“อ้าวเหรอ งั้นวันนี้เราก็ทำความรู้จักดูแลกันไป พรุ่งนี้ค่อยเป็นแฟนกันนะ” ภาสวรรีบพูดออกมา เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆเริ่มเดินเข้ามาที่โต๊ะ

“เดี๋ยว ไม่ใช่...”

“หือ ไม่ใช่อะไรเหรอปัน” วรภัทรวางขนมหวานบนโต๊ะตรงที่นั่งเด็กชาย ก่อนที่จะอุ้มน้องเรนนั่งบนเก้าอี้ตรงหัวโต๊ะ

“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก แค่ปันตอบรับกับพี่แล้ว” ภาสวรพยายามตัดบท

“จริงเหรอ ยินดีด้วยนะพี่ภาค ดีใจด้วยนะปัน” วรภัทรพูดด้วยความยินดีที่ความรักของเพื่อนสมหวัง

“อาภัทรดีใจอะไรเหรอคับ”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ น้องเรนทานขนมเถอะ” ปัญญวัฒน์บอกเด็กชายก่อนหันมาส่งสายตาปรามคนโมเมเข้าข้างตัวเองที่ยิ้มกว้างจนออกนอกหน้า


---- a little cupid ----

“พ่อคับ เรนขออยู่บ้านอาปันก่อนได้ไหม” เด็กชายเรนเอ่ยขออนุญาตภาสวรขณะที่ขับรถมาส่งปัญญวัฒน์ที่บ้าน

“ต้องถามอาปันแล้วครับว่าให้อยู่ด้วยหรือเปล่า” ภาสวรหันสบตาปัญญวัฒน์

“อาปัน” เด็กชายหันมาอ้อนปัญญวัฒน์

“ได้ครับ เดี๋ยวตอนเย็นผมแวะไปส่งให้นะ” ปัญญวัฒน์อดที่จะใจอ่อนไม่ได้ พร้อมอาสาไปส่งเด็กชาย ภาสวรจะได้ไม่ต้องเสียเวลามารับอีก

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่อยู่ด้วย วันนี้พี่ไม่มีธุระไปไหน”

“ก็ได้ครับ”


ปัญญวัฒน์พาภาสวรมานั่งที่ศาลาท่าน้ำมุมโปรดของเขา ตอนแรกเขาจะพาไปห้องทำงานเพราะชายหนุ่มอยากจะเช็คงานที่ค้างอยู่จากโน๊ตบุ๊ค แต่ภาสวรกลับบอกว่าไม่อยากอุดอู้อยู่ในห้อง เขาจึงพามาที่นี่แทน ส่วนเด็กชายเรนเมื่อเจอแด็กหญิงก็ชักชวนกันไปวิ่งเล่นทันที

“ของว่างครับ วันนี้ป้านุชทำขนมกลีบลำดวน เห็นบอกว่าพี่พลอยอยากทาน” ปัญญวัฒน์วางถาดที่วางจานขนมกับมะพร้าวอ่อนอีกสองลูกลงบนโต๊ะ

“ส่วนมะพร้าวอ่อนนี่ต้นหลังบ้านออกลูกพอดี เห็นว่าจะทำวุ้นมะพร้าวเป็นของหวานเย็นนี้” ปัญญวัฒน์ชี้ไปยังต้นมะพร้าวที่ปลูกใกล้ริมตลิ่งประมาณห้าหกต้นที่อยู่ไม่ไกล

“มะพร้าวน้ำหอมเหรอ” ภาสวรเอ่ยถามเมื่อเห็นต้นมะพร้าวต้นเตี้ยๆไม่สูงใหญ่เหมือนมะพร้าวอื่นๆทั่วไป

“ตอนเอามาปลูกเขาบอกว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม แต่พอมีลูกจริงๆกลับกลายพันธุ์ ไม่แตกต่างจากมะพร้าวแกงทั่วไป” ปัญญวัฒน์อธิบาย เขาก็ไม่รู้ว่ามันต่างยังไงแต่เห็นป้านุชกับลุงชิตพูดอยู่ว่ามันน่าจะกลายพันธุ์ไปแล้วไม่หอมหวานเหมือนชื่อพันธุ์ แต่ก็ดีเพราะไม่ต้องปีนไปเก็บสูงๆ

“ถ้าอยากให้หวานและหอมก็ต้องเอาไปเผามั้ง”

“เผา พี่ภาคเคยทำเหรอครับ”

“ไม่เคย เห็นเขาพูดกัน แถมมะพร้าวเผาก็มีขายให้เห็นอีกด้วย” ภาสวรลองชิมน้ำมะพร้าวอ่อน  “นี่ก็หวานนะ รสชาติกำลังดี” ภาสวรติดใจดูดเพิ่มอีกหลายครั้ง

“รู้แล้วครับ งั้นพี่ภาคทำงานเถอะ เดี๋ยวผมไปดูเด็กๆก่อน” ปัญญวัฒน์รู้สึกขำที่ชายหนุ่มแสดงให้เห็นว่าชอบน้ำมะพร้าวไม่ต่างจากลูกชายเลย

“เดี๋ยวซิปัน คุยกันก่อน” ภาสวรคว้าข้อมือชายหนุ่มให้นั่งลงตามเดิม

“พี่ภาคมีอะไรเหรอครับ” ปัญญวัฒน์เอ่ยถามเมื่อเห็นชายหนุ่มเอาแต่จ้องเขาไม่พูดเสียที

“ปันลำบากใจหรือเปล่าที่คบกับพี่ ที่พี่บอกชอบปันนั้นพี่พูดจริงๆนะ” ภาสวรตัดสินใจพูดออกมาหลังจากที่ท่าทางเหมือนมีอะไรในใจของปัญญวัฒน์หลังจากที่แยกย้ายจากเพื่อนแล้ว เขาพลาดเองที่ไม่ได้ถามชายหนุ่มให้แน่ใจคิดเองเออเองว่าปัญญวัฒน์คงจะชอบเขาเหมือนกัน การที่เขาพูดกับเพื่อนปัญญวัฒน์เหมือนรวบรัดมัดมือชกให้ชายหนุ่มตอบรับเขา ปัญญวัฒน์อาจเกรงใจไม่กล้าปฏิเสธเขา

“...” ปัญญวัฒน์นิ่งเงียบหลบตาชายหนุ่ม จนภาสวรใจเสีย

“พี่ไม่ได้โกหก พี่ชอบปันอยากคบกับปันจริงๆ ปัน...” ปัญญวัฒน์เอื้อมมือไปปิดปากชายหนุ่มไว้ก่อนจะพูดจบแล้วบอกว่า

“ผมเชื่อครับ”

“แล้วปันกังวลอะไร” ภาสวรกุมมือปัญญวัฒน์ไว้

“เพราะผมเป็นผู้ชาย พี่ภาคเป็นที่รู้จักมีหน้ามีตาในสังคม ถ้าคนอื่นทราบจะไม่เป็นผลดี ไหนจะน้องเรนอีก” ปัญญวัฒน์วิตกกังวลแทนภาสวร

“ขอบคุณครับที่เป็นห่วงพี่ แต่ปันไม่ต้องเอาเรื่องพวกนี้มากังวลนะ พี่ไม่สนใจว่าใครจะมองยังไง พี่ไม่แคร์สายตาคนอื่น พี่แคร์เฉพาะคนที่พี่รักและมีความสำคัญเท่านั้น” สายตาของภาสวรดูแพรวพราวจนปัญญวัฒน์ต้องเบือนหน้าหนี

“แต่ผมเป็นห่วงน้องเรน แกยังเล็ก” เด็กชายจะรู้สึกอย่างไรถ้าได้ยินคนอื่นพูดเรื่องนี้

“น้องเรนรักปันมากนะ อย่ากังวลในสิ่งที่มาไม่ถึง อยู่กับปัจจุบันตอนนี้ดีกว่า” ภาสวรแน่ใจว่าต่อไปลูกชายต้องเข้าใจ เมื่อเห็นปัญญวัฒน์นิ่งเงียบเขาจึงพูดต่อว่า

“ปันเป็นผู้ชายคนแรกที่พี่รู้สึกดีด้วย แล้วความรู้สึกก็ค่อยพัฒนาขึ้นมา ตอนแรกพี่ก็สับสน จนได้คำแนะนำจากเพื่อนว่า ใครที่ทำให้เรามีความสุข คนที่ทำให้เรายิ้มและอยากอยู่ใกล้ เพศไหนก็ไม่สำคัญ ถ้าเราจะรักและผูกพันกัน” ภาสวรนึกถึงคำพูดของพสุธาที่เปิดล็อคอะไรหลายๆอย่างให้กับเขา

“...” ปัญญวัฒน์ไม่พูดอะไรได้แต่ก้มหน้าหลบตาเขา

ภาสวรเชยคางให้ปัญญวัฒน์สบตาเขาพร้อมกุมมือชายหนุ่มก่อนพูดออกมาอย่างหนักแน่น

“พี่จะพูดปันอีกทีนะครับ พี่ชอบปัน ปันจะคบกับพี่ได้ไหม” น้ำเสียงดูออดอ้อนปนอ่อนหวานแววตาที่สื่อออกมาของภาสวรมีความจริงใจ ทำให้ปัญญวัฒน์มั่นใจว่าเขาชอบคนไม่ผิดจริงๆ

“ได้ครับ ผมตกลงคบกับพี่ภาค”

“ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ” ภาสวรดึงปัญญวัฒน์เข้ามากอดอย่างดีใจ

“พอแล้วครับ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า” ปัญญวัฒน์บอกด้วยเสียงอู้อี้อยู่ที่ไหล่ของภาสวร ชายหนุ่มผละออกอย่างเสียดาย ก่อนกดจมูกบนแก้มแดงระเรื่อของปัญญวัฒน์อย่างหมันเขี้ยว

“พี่ภาค” ปัญญวัฒน์พูดขึ้นอย่างตกใจ แก้มของเขาแดงก่ำด้วยความเขินอายที่โดนจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว


*************************
มีใครรอฉากนี้อยู่บ้างไหม
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่ะ
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์และกำลังใจที่มีให้นะคะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 706
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ New_atcha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 727
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
 o18 พอแน่ใจ พี่ภาคก็เคลมไวมากกกกก น้องปันมีแฟนซะแล้ว ตั้งตัวทันเปล่าเนี่ย

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
พี่ภาคบทจะขอเป็นแฟนขึ้นมาก็ปุ้บปั้บเชียวนะ

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
 :L2: :pig4:

เขาจะขายอ้อยกันไหม เราอยากรู้

ออฟไลน์ sira_nann

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ตอนที่ 21

ปัญญวัฒน์หันมองภาสวรที่กำลังขับรถอยู่ เขาไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะพาไปที่ไหน รู้ตัวอีกทีเขาก็มานั่งรถแบบมึนๆงงๆแล้ว

“ปันเย็นนี้ว่างไหม” ภาสวรเข้ามาในห้องทำงานหลังจากพักกลางวันเอ่ยถามขึ้น

“ว่างครับ” ปัญญวัฒน์ตอบขึ้นทันที วันนี้เขาไม่มีนัดกับใครหลังเลิกงานก็กลับบ้านตามปกติ

“แล้วงาน มีอะไรด่วนไหม” ภาสวรถามต่อ

“ไม่มีครับ”

“งั้นห้าโมงเย็นไปรอพี่ที่รถนะ” พูดจบภาสวรก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ปัญญวัฒน์สงสัยว่าภาสวรจะให้เขาทำอะไรกันแน่

ปัญญวัฒน์ถอนหายใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ภาสวรบอกแค่ว่าจะพาไปทานอาหารเย็น ถ้าแค่ทานอาหารเย็นทำไมต้องออกมาก่อนเวลาเลิกงานด้วย แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าห่วงเพราะภาสวรฮัมเพลงอย่างสบายอกสบายใจ เขาถามอะไรก็เอาแต่ยิ้มแถมบอกว่าเดี๋ยวก็รู้เอง

“ปันอย่าเพิ่งคิดอะไรมาก ไม่มีอะไรน่ากังวล เชื่อพี่สิ” ภาสวรกุมมือของชายหนุ่มเอาไว้พร้อมบีบเบาๆเพื่อให้กำลังใจ

ใช้เวลาไม่นานภาสวรก็เลี้ยวเข้าซอยหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้มีแต่บ้านหลังใหญ่ๆโตๆระดับมาสเตอร์พีช แถมระบบความปลอดภัยมีตลอดตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้าน ปัญญวัฒน์มองสองข้างทางในหมู่บ้านด้วยความสนใจ หมู่บ้านนี้เน้นพื้นที่สีเขียวดูร่มรื่นสบายตา ภาสวรขับรถมาจอดภายในบ้านหลังหนึ่งดูใหญ่โต อาณาบริเวณกว้างขวางไม่ต่างจากบ้านหลังอื่นๆในหมู่บ้าน

“อาปันมาแล้ว สวัสดีคับ” เสียงตะโกนด้วยความดีใจ ทำให้ปัญญวัฒน์หันไปมอง เด็กชายวิ่งออกมาจากในบ้านยกมือไหว้เขาก่อนโผเข้าหา

“สวัสดีครับน้องเรน” ปัญญวัฒน์เอ่ยทักเด็กชาย แล้วยกมือไหว้คุณสุริยะและคุณลาวัลย์ที่เดินตามหลานชายออกมา

“สวัสดีครับ”

“ไหว้พระเถอะลูก มาๆเข้าบ้านก่อน” คุณสุริยะรับไหว้ชายหนุ่ม ก่อนชักชวนปัญญวัฒน์ให้เข้ามาในบ้าน

“เจ้าตัวแสบรออยู่นานแล้ว ถามไม่หยุดว่าเมื่อไหร่อาปันจะมา” คุณลาวัลย์บอกด้วยน้ำเสียงแกมเอ็นดูในตัวหลานชาย

“ก็เรนคิดถึงอาปันนี่คับ” เด็กชายบอกขณะที่จูงมือปัญญวัฒน์มาที่ห้องนั่งเล่น

“อาก็คิดถึงน้องเรนครับ” ปัญญวัฒน์ยิ้มให้เด็กชาย เขาต้องขอบคุณน้องเรนที่ทำให้อาการประหม่าตื่นเต้นของเขาลดลงไปมากหลังจากที่เจอพ่อแม่ของภาสวร

“หิวกันหรือยัง อาหารใกล้เสร็จแล้ว ทานอะไรรองท้องก่อนไหม” คุณลาวัลย์เอ่ยถามทั้งคู่เมื่อเห็นว่านั่งกันเรียบร้อยแล้ว

“ไม่เป็นไรครับ รอทานมื้อเย็นทีเดียวดีกว่าครับ” ปัญญวัฒน์ตอบเมื่อเห็นคุณลาวัลย์มองมาที่เขา

“งั้นคุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวแม่ขอเข้าไปดูในครัวหน่อย ตามสบายนะปัน” คุณลาวัลย์บอกเมื่อได้ยินคำตอบของชายหนุ่มก่อนลุกออกไป

“พ่อต้องขอบคุณปันมากนะที่ช่วยดูแลเจ้าตัวแสบ เห็นว่าไปรบกวนที่บ้านปันบ่อยๆ” คุณสุริยะเอ่ยกับชายหนุ่ม

“ไม่เป็นไรครับ หลานสาวผมเองก็ไม่เหงาเพราะมีน้องเรนเป็นเพื่อนเล่นด้วยครับ” แม้จะรู้สึกสะกิดใจถึงสรรพนามที่เปลี่ยนไปของพ่อแม่ภาสวร ปัญญวัฒน์อดรู้สึกหวาดหวั่นระแวงว่าทั้งคู่จะรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภาสวร เขายอมรับว่ากลัว กลัวว่าท่านทั้งสองอาจจะรับความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้ หรือบางทีพ่อแม่ของภาสวรพูดแบบนี้กับเพื่อนลูกๆที่มาบ้านก็เป็นไปได้ ปัญญวัฒน์พยายามปลอบใจตัวเอง

“น้องเรนติดปันมากครับพ่อ ผมเลยเบาแรงไปเยอะเพราะปันช่วยดูแล” ภาสวรบอกบิดาก่อนหันมายิ้มให้ปัญญวัฒน์

“อาปันคับ เรนวาดสวยไหม” เด็กชายวิ่งเอาภาพที่วาดมาอวด

“สวยครับ ในภาพมีใครบ้างครับ” ปัญญวัฒน์เอ่ยถามเด็กชายเพราะในกระดาษนั้นเต็มไปด้วยรูปคนมากมาย

“ตงนี้คุนปู่คุนย่าลุงแสงอาวัน นี่เรนพ่อแล้วก็อาปันด้วยคับ” เด็กชายชี้ให้ปัญญวัฒน์ดูว่าใครเป็นใครในภาพ ทำเอาชายหนุ่มยิ้มอย่างเต็มตื้นที่เห็นภาพนั้น

“ไหนขอพ่อดูบ้างซิ” ภาสวรรับภาพจากปัญญวัฒน์มาดูก่อนบอกลูกชายที่เงยหน้ามองเขา

“สวยมาก น้องเรนเก่งมากครับ” ภาสวรลูบผมลูกชายเบาๆ

“อาหารเสร็จแล้ว น้องเรนไปล้างมือกับย่าก่อนนะครับ” คุณลาวัลย์กวักมือเรียกหลานชาย

หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วพวกเขาย้ายไปที่ห้องนั่งเล่นเพื่อพูดคุยกันต่อ มีแต่น้องเรนที่แยกไปอาบน้ำกับพี่เลี้ยง

“พรุ่งนี้แม่กับพ่อจะกลับเชียงรายแล้วแม่ฝากปันดูแลน้องเรนด้วยนะ” คุณลาวัลย์หันมาพูดกับปัญญวัฒน์

“ครับ”

“แม่ครับต้องฝากผมมากกว่า เพราะผมต้องดูแลปันกับลูกอยู่แล้วน่า” คำพูดของภาสวรทำให้ปัญญวัฒน์ตกใจ หน้าเริ่มซีดใจเต้นแรง

“แต่แม่เห็นปันดูแลแกกับลูกมากกว่ามั้ง ปันเองก็อย่าตามใจพ่อลูกคู่นี้มากนัก ไม่งั้นเราเองจะปวดหัวเอาได้นะ” คุณลาวัลย์หันมาสั่งสอนปัญญวัฒน์ ชายหนุ่มรู้สึกอึ้งพูดไม่ออก

“ปันเป็นอะไรไป” คุณลาวัลย์เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งเงียบไป

“คือๆ...” ปัญญวัฒน์พยายามเรียบเรียงคำพูด

“ปันไม่ต้องกังวลไปนะ พ่อกับแม่ทราบเรื่องของเราทั้งคู่แล้ว ตอนแรกก็ตกใจบ้าง แต่เห็นแบบนี้พ่อกับแม่ก็หัวสมัยใหม่เหมือนกันนะ” คุณสุริยะพูดกับชายหนุ่ม เขาเห็นท่าทางของปัญญวัฒน์ก็พอจะเดาออกว่าชายหนุ่มเป็นอะไร

“ตาภาคนี่เราไม่ได้บอกปันเหรอว่ามาคุยกับพ่อแม่แล้ว” คุณลาวัลย์หันไปดุลูกชาย มิน่าปัญญวัฒน์ถึงได้เกร็งๆฝืนๆ ไม่เป็นตัวของตัวเอง

“ผมอยากให้ปันมารับรู้ด้วยตัวเองจะดีกว่า”

“แล้วถ้าผมเครียดจนเป็นลมไปก่อนล่ะครับ” ปัญญวัฒน์หันมาถามภาสวรด้วยน้ำเสียงเคืองๆ

“นั่นซิ ทำอะไรไม่คิดเลยนะตาภาค” คุณลาวัลย์เห็นด้วยกับปัญญวัฒน์

“ปันไม่ต้องกังวลนะ เอาเป็นว่าพ่อกับแม่รับรู้ว่าทั้งคู่คบหากัน” คุณสุริยะพูดให้ชายหนุ่มสบายใจ แววตาที่มองอย่างปราณีทำให้ปัญญวัฒน์ใจชื้นขึ้นมา

“พ่อกับแม่ยินดีต้อนรับ มาเป็นลูกแม่อีกคนนะปัน” ปัญญวัฒน์สบตาท่านทั้งสองก่อนยกมือไหว้คนทั้งคู่

“ขอบคุณมากครับ” ปัญญวัฒน์น้ำตาคลอ เขาดีใจจริงๆ

“ส่วนเราตาภาคดูแลน้องดีๆล่ะ” 

“แม่ไม่ต้องบอกผมก็ทำอยู่แล้วล่ะครับ น้องเรนมาแล้วเหรอ” ภาสวรเรียกลูกชายที่กำลังเดินเข้ามา

“เรนอาบน้ำเสร็จแล้ว” เด็กชายเข้ามายืนข้างๆปัญญวัฒน์

“ไหนขออาดูหน่อยซิ” ปัญญวัฒน์หอมแก้มเด็กชายที่ทาแป้งขาวไปทั้งหน้าด้วยความหมันเขี้ยว

“มาให้พ่อหอมบ้าง” ภาสวรเรียกลูกชายให้มาหา เพราะน้องเรนเกาะติดปัญญวัฒน์ไม่ยอมห่าง

กว่าปัญญวัฒน์จะขอตัวกลับบ้านก็ดึกมากแล้ว เพราะเด็กชายจะตามชายหนุ่มมาด้วย จนผู้เป็นย่าต้องยื่นเข้ามาช่วย

“น้องเรนไม่อยากนอนกับย่าเหรอ พรุ่งนี้ย่าก็จะกลับเชียงรายแล้วนะ”

“ก็ได้คับ” เด็กชายรับคำด้วยเสียงอ่อยๆ ทั้งที่เขาอยากอยู่กับอาปันให้นานกว่านี้แท้ๆ

“เอาไว้พรุ่งนี้พ่อพาไปนอนค้างกับอาปันนะ” ภาสวรบอกลูกชายที่ทำท่าทางหงอยๆ

“จริงนะ พุ่งนี้เรนได้ไปนอนกับอาปัน” เด็กชายเงยหน้ามองผู้เป็นพ่ออย่างคาดหวัง

“จริงครับ พ่อสัญญาว่าจะพาไป” ภาสวรสัญญากับลูกชาย


---- a little cupid ----


“ปันโกรธพี่หรือเปล่า ที่ไม่ได้เล่าเรื่องพ่อกับแม่ให้ปันฟัง” ภาสวรเอ่ยถามขณะขับรถไปส่งชายหนุ่มที่บ้าน

“ไม่โกรธครับ แต่พี่ภาคทำผมเครียด” จะว่าไปแล้วเขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่พ่อแม่ของภาสวรยอมรับในตัวเขา

“พี่ขอโทษนะ” ภาสวรจุมพิตหลังมือของชายหนุ่มเบาๆก่อนจับไว้ไม่ปล่อย

“พี่ภาค” ปัญญวัฒน์ใจเต้นแรงรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า

“เวลาที่เราอยู่กันสองคนนี่สั้นจังนะ” ภาสวรบ่นออกมาเบาๆ

“เราก็ได้เจอกันอยู่ทุกวันนะครับ” วันหยุดภาสวรก็พาลูกชายมาหาเขาที่บ้าน

“เวลาที่ใช้ร่วมกันมันน้อยไป อยากอยู่ด้วยกันมากกว่านี้” ปัญญวัฒน์ได้แต่นิ่งเงียบ เขาเข้าใจความรู้สึกของภาสวร ชายหนุ่มมีความกล้ามากกว่าเขา กล้าที่จะบอกความสัมพันธ์ให้ครอบครัวรับรู้ ในขณะที่เขาไม่มีความกล้าที่จะบอกครอบครัวของตัวเอง

“ปันเป็นอะไรไป” ภาสวรหันมามองชายหนุ่มที่นั่งเงียบ จนเขาแปลกใจ

“พี่ภาคผมขอโทษ”

“ขอโทษเรื่องอะไร บอกพี่ได้ไหม” ภาสวรถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ผมยังไม่บอกเรื่องของเรากับครอบครัวของผม ไม่ใช่ไม่มั่นใจในตัวพี่ แต่ผม” ปัญญวัฒน์อึกอักไม่กล้าพูดออกมา เขารู้สึกละอายใจ

“ไม่เป็นไรปัน พี่รอได้ อยากคิดมากเลย” ภาสวรลูบผมนุ่มของปัญญวัฒน์

“เหมือนผมกำลังเอาเปรียบพี่ภาคอยู่เลย”

“ไม่หรอก ถ้าปันไม่สบายใจคิดว่าติดหนี้พี่อยู่แล้วกันนะ”

“พี่ภาคขี้โกง” ความจริงเขาเกือบจะคล้อยตามอยู่แล้วถ้าไม่เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของภาสวร

“หึหึ”

ปัญญวัฒน์อุ่นวาบขึ้นในอก ภาสวรทำให้เขาเชื่อมั่นตราบใดที่เรายังกุมมือกันอยู่ไม่มีอะไรต้องกลัว หลังจากนั้นไม่นานภาสวรก็ขับรถมาจอดหน้าบ้านของเขา

“ขอบคุณครับพี่ภาค ถึงบ้านแล้วอย่าลืมส่งข้อความมาบอกนะครับ”

“เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นได้ไหม” ภาสวรไม่ยอมปล่อยมือให้ชายหนุ่มเดินลงจากรถไป

“อะไรครับ” ปัญญวัฒน์ถามอย่างระแวง

ภาสวรไม่ตอบอะไรกลับชี้ที่แก้มของตัวเองแทน

“พี่ภาค” ปัญญวัฒน์รู้สึกเขินหน้าแดง

“ได้ไหมครับ” น้ำเสียงออดอ้อนจนเขาใจอ่อน ปัญญวัฒน์ยื่นหน้าไปหอมแก้มภาสวรอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบลงจากรถไป

“ขับรถดีๆนะครับ” ปัญญวัฒน์โบกมือลาก่อนถอยหลังเปิดประตูรั้วเข้าไปด้วยใจเต้นแรง


***************
ขอโทษนะคะ วันนี้มาค่ำไปหน่อย

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์และกำลังใจค่ะ

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
 :o8: หวานกันซะอิจฉา

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6

ออฟไลน์ New_atcha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
นี่มันโรงผลิตน้ำตาลแล้ว  :mew1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด