Love, In Every Lifetime : ตอนพิเศษที่ 20[/b
ติ๊ง!!!
เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟนเครื่องหรูดังขึ้นเป็นรอบที่ร้อยของวัน และทำลายบรรยากาศความสงบสุขในช่วงบ่ายวันเสาร์ระหว่างผมกับมิลค์
ผมนั่งพิงพนักโซฟาตัวใหญ่ในห้องนั่งเล่นของเพนต์เฮาส์ สายตาละจากหนังสือเรียนตรงหน้าขึ้นมามองเจ้าของห้องที่กำลังทำหน้ามุ่ยอยู่ฝั่งตรงข้าม มิลค์ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นสบาย ๆ กำลังขมวดคิ้วแน่น นิ้วเรียวสวยไถหน้าจอมือถือด้วยความรำคาญใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วโยนเครื่องมือสื่อสารราคาแพงทิ้งลงบนเบาะข้างตัวเสียงดังตุบ
"เป็นอะไร หน้ามุ่ยเชียว" ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ
"แม่ง ทักมาทำเหี้ยอะไรนักหนาวะ..." มิลค์สบถอย่างหัวเสีย
"... กูจำไม่ได้แล้วเนี่ยว่าใครเป็นใคร ชื่อในไลน์ก็ตั้งเหี้ยอะไรไม่รู้ บางคนมาเป็นอีโมจิ บางคนมาเป็นจุด... แล้วกูจะไปรู้ไหมว่ามึงคือใคร"
ผมแอบลอบยิ้มในใจ ก็แน่ล่ะ... ระดับมิลค์ ติณสิงห์ Rare Item ของมหาวิทยาลัย แถมพ่วงท้ายด้วยตำแหน่งทายาทมหาเศรษฐีที่หน้าตาสวยจนผู้หญิงยังต้องมองค้อน จะมีคนเข้าหาเยอะก็ไม่แปลก แต่ข้อเสียของมิลค์คือมันเป็นคนขี้รำคาญ และเกลียดความวุ่นวายที่ควบคุมไม่ได้เป็นที่สุด
"ก็ใครใช้ให้มึงเที่ยวไปแจก Contact คนอื่นเขามั่วซั่วล่ะ"
"กูไม่ได้แจก พวกแม่งไปหามาจากไหนก็ไม่รู้ บางทีก็เนียนมาขออ้างว่าคุยเรื่องงานคณะ มึงจะให้กูปฏิเสธยังไงวะ น่ารำคาญชิบหาย" มิลค์ยกมือขึ้นนวดขมับ ท่าทางเหมือนคนจัดการชีวิตตัวเองไม่ได้
"เอามานี่มา เดี๋ยวกูช่วยจัดการระบบให้..." ผมวางหนังสือลง แล้วยื่นมือออกไป มิลค์ขมวดคิ้ว แต่ก็ยอมหยิบมือถือส่งมาให้ผมอย่างว่าง่าย
"ระบบเหี้ยไรของมึง?"
ผมซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เอาไว้ในใจ ใครจะคิดว่านั่งอยู่เฉย ๆ โอกาสในการจัดการปัญหาก็หล่นมาใส่มือ รหัสปลดล็อกหน้าจอผมก็รู้ กุญแจเพนต์เฮาส์ผมก็มี ความไว้ใจที่มันมอบให้ ผมจะใช้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด
"Contact โคตรเยอะ มึงต้องจัดหมวดหมู่ให้มัน มึงจะได้รู้ว่าใครสำคัญ ไม่สำคัญ จะได้ไม่ต้องมานั่งหงุดหงิดเวลาคนทักมามั่วซั่ว" ผมอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและหวังดีแบบสุดๆ
"ทำไงอะ"
"เวลา Save ชื่อ มึงก็ตั้งโค้ดไว้ข้างหลังสิ ..." ผมกดเข้าหน้าจอตั้งค่ารายชื่อพลางอธิบาย
"... ถ้าเป็นกลุ่มเพื่อนมัธยมมึงก็ลงท้ายด้วยชื่อย่อโรงเรียน เพื่อนในคณะก็ลงท้ายด้วย Vet เพื่อนคณะอื่นก็ลงท้ายด้วยชื่อย่อคณะเขา หรืออย่างไอ้นี่ ทักมาเรื่องค่าย มึงก็วงเล็บไปว่า (ค่าย)"
"เออว่ะ ฉลาด" มิลค์พยักหน้าหงึกหงัก เริ่มเห็นด้วยกับไอเดียของผม
"แต่ถ้าเป็นพวกที่ไม่ได้สนิท หรือพวกที่เจอกันตามผับแล้วมาเนียนขอเบอร์..." ผมชะงักนิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าสบตาคนตรงข้าม
"... มึงก็ใส่เครื่องหมายกากบาทท้ายชื่อดิวะ เช่น ลงท้ายด้วย [X] มึงจะได้รู้ไงว่าพวกนี้ไร้สาระ ทักมาก็ไม่ต้องรีบตอบ ปล่อยเบลอไปเลย"
"จริงของมึง! กูจะได้ไม่ต้องกดเข้าไปอ่าน แค่เห็นชื่อก็รู้ละว่าไม่มีอะไร" มิลค์ยิ้มกว้าง ดูพอใจกับระบบที่ผมเพิ่งนำเสนอไปอย่างมาก
"งั้นมึงจัดการเซตให้กูเลยนะ กูขี้เกียจทำ... กูไปนอนเล่นเกมในห้องละ เสร็จแล้วเรียกด้วย"
"อืม เดี๋ยวกูทำให้" ผมพยักหน้ารับ
มองตามแผ่นหลังบางที่เดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีกลับเข้าห้องนอนไป ผมก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มมุมปากออกมา มิลค์เป็นคนฉลาด แต่เรื่องบางเรื่องมันก็ซื่อจนตามผมไม่ทัน ... ระบบจัดระเบียบชีวิตบ้าบออะไรนั่น ผมไม่ได้ทำเพื่อความสบายใจของมันอย่างเดียวหรอก แต่ผมทำเพื่อ 'ลดเวลา' ของตัวเองด้วยต่างหาก ผมไม่ได้มีเวลามากพอจะมานั่งสุ่มเช็กทุก Contact ในมือถือของมันหรอก แต่ถ้ามิลค์ช่วย Save ชื่อพวกนั้นแยกไว้เป็นหมวดหมู่ ผมจะได้รู้ว่าใครบ้างเป็นพวกที่ ... ต้องกำจัดทิ้ง
----------
ผมเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาใต้ตึกคณะสัตวแพทย์ในช่วงเย็น กวาดสายตามองหาโต๊ะม้าหินอ่อนประจำที่มิลค์มักจะมานั่งรอผมหลังเลิกเรียน ไม่นานผมก็เจอเป้าหมาย ... แต่ปัญหาคือ วันนี้มิลค์ไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว ข้าง ๆ ร่างโปร่งบางของเพื่อนสนิท มีผู้ชายในชุดนิสิตแขนยาวนั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางกระตือรือร้นเกินกว่าเหตุ รอยยิ้มกว้างที่พยายามชวนคุย และสายตาแพรวพราวที่มองเพื่อนสนิทของผม
ผมเห็นไอ้หมอนั่นเลื่อนแก้วพลาสติกที่มีน้ำสีเขียวเข้มไปตรงหน้ามิลค์ พร้อมกับทำหน้าตาออดอ้อน มิลค์ยิ้มรับแกน ๆ คิ้วสวยขมวดเข้าหากันนิดหน่อยแบบที่ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็คงไม่เห็น แต่มันไม่พ้นสายตาผมหรอก มิลค์เกลียดมัทฉะเข้าไส้
"รอนานไหมมิลค์" ผมปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ดึงจังหวะการเดินให้ดูชิลที่สุด ก่อนจะเอ่ยทักทายเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
มิลค์เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายดีใจอย่างปิดไม่มิด
"ไม่นาน กูเพิ่งเลิก Lab เนี่ย"
ผมทิ้งตัวลงนั่งแทรกที่เก้าอี้ฝั่งเดียวกับมิลค์ จงใจขยับเข้าไปชิดจนหัวเข่าของเราชนกัน แขนข้างหนึ่งของผมพาดไปด้านหลังพนักพิงเก้าอี้ของมิลค์ เป็นการโอบกลาย ๆ ก่อนจะปรายตามองไอ้เพื่อนร่วมคณะที่หน้าเจื่อนลงไปถนัดตา
"หวัดดีจี มารับมิลค์เหรอ" แก้วทักทายผมอย่างที่ทำเป็นประจำ
"อืม ... เดี๋ยวจะพามิลค์ไปกินข้าวเย็นกับที่บ้านนะ ม๊าอยากเจอลูกชายคนโปรดจนอดใจรอไม่ไหวแล้ว" ผมตอบรับเพื่อนสนิทของมิลค์ ก่อนจะหันกลับมาสนใจคนข้าง ๆ
ผมสวมบทเป็นคนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร วางแก้วพลาสติกที่เริ่มมีหยดน้ำเกาะลงตรงหน้ามิลค์ ก่อนจะยกแก้วมัทฉะออกไปให้พ้นทาง
"Mocha เย็น ... กูแวะซื้อร้านประจำมึงมาให้" ผมบอกเสียงเรียบ
"ขอบใจ กูกำลังอยากกินอยู่พอดี" มิลค์คว้าแก้วกาแฟของผมไปดื่มอึกใหญ่ด้วยความกระหาย ใบหน้าสวยคลายความอึดอัดลงทันที
ผมปรายตามองแก้วอีกใบที่ถูกทอดทิ้ง แล้วอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มอยู่ในใจ
"เอว Lab วันนี้โคตรเหนื่อยเลย อาจารย์สั่งงานยาวเป็นหางว่าว..." มิลค์ที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย เริ่มหันมาบ่นเรื่องเรียนให้ผมฟังอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนทุกวัน โลกทั้งใบของมิลค์ถูกดึงกลับมาอยู่ที่ผมอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งให้คนนอกกลายเป็นอากาศธาตุที่แทรกบทสนทนาไม่ได้แม้แต่ประโยคเดียว
ผมรับฟังมิลค์เงียบ ๆ ปล่อยให้มันบ่นไปเรื่อย ๆ จังหวะที่มันหันมาพูดจนหยดน้ำจากแก้วกาแฟเปื้อนมุมปาก ผมก็เอื้อมมือออกไปอย่างเชื่องช้า ใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบน้ำออกจากริมฝีปากนุ่มนั้นอย่างเบามือ
มิลค์ชะงักไปนิดนึง แต่ก็ไม่ได้หลบ แถมยังยิ้มรับสัมผัสของผมอย่างเคยชิน
จังหวะนั้นเอง... ผมตวัดสายตาข้ามหัวมิลค์ ไปมองหน้าใครอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มันเป็นสายตาที่ผมไม่ต้องประดิษฐ์ เย็นเยียบ นิ่งสนิท และแฝงไปด้วยคำเตือนที่ชัดเจน
ไม่นานเกินรอเขาก็ทนความอึดอัดและบรรยากาศโลกส่วนตัวของเราสองคนต่อไปไม่ไหว
"เอ่อ... มิลค์ งั้นเรากลับก่อนนะ" มันรีบลุกขึ้นคว้ากระเป๋า
"อ้าว ไปแล้วเหรอ เออๆ ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ" มิลค์โบกมือลาเพื่อนแบบงงๆ
ผมมองตามแผ่นหลังที่เดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับมาฉีกยิ้มละมุนให้คนข้างๆ มือหนาเลื่อนไปขยี้กลุ่มผมนุ่มของมิลค์เบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
"ป่ะ กลับบ้านกัน" ผมลุกขึ้นยืน คว้ากระเป๋าเป้ของมิลค์มาถือไว้เองด้วยความเคยชิน
มิลค์ลุกตามมาอย่างว่าง่าย เดินเคียงข้างผมออกไปจากใต้ตึกคณะ โดยที่ไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิดว่าตัวเองเพิ่งถูกผมสวมปลอกคอแสดงความเป็นเจ้าของต่อหน้าคนอื่นไปเรียบร้อยแล้ว
----------
เข็มนาฬิกาบนหน้าปัดรถยนต์คันหรูบอกเวลาตีหนึ่งกว่า ๆ ผมนั่งเคาะนิ้วลงบนพวงมาลัยรถที่จอดสนิทอยู่บริเวณลานจอดหน้าร้านเหล้าชื่อดัง สายตาจับจ้องไปที่ประตูทางเข้า ผมไม่ได้ทักไปเร่ง ไม่ได้โทรไปตาม ปล่อยให้มิลค์ได้สนุกกับเพื่อนในคณะอย่างเต็มที่
เมื่อถึงเวลาที่กะเกณฑ์ไว้ว่าตอนนี้ เจ้าตัวน่าจะเริ่มทรงตัวไม่อยู่แล้ว ผมจึงลงจากรถแล้วเดินฝ่าฝูงชนและเสียงดนตรีจังหวะหนักหน่วงเข้าไปในร้าน ใช้เวลาสอดส่ายสายตาไม่นานก็เจอเป้าหมาย
มิลค์ในเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมบนจนเห็นไหปลาร้าขาวเนียนแวบ ๆ กำลังยืนโยกตัวเบา ๆ อยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่ง แก้มใสขึ้นสีแดงจัดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ในมือเรียวถือแก้ว Cocktail ทรงสวยเอาไว้หลวม ๆ ดวงตาคู่สวยที่ปกติจะดูเย่อหยิ่ง ตอนนี้กลับหยาดเยิ้มและปรือปรอยจนน่าหงุดหงิด และแน่นอน... ความน่ารักที่ไร้การป้องกันตัวแบบนั้น ย่อมดึงดูดแมลงให้เข้ามาตอม
ผมเห็นแก้วเพื่อนสนิทของมิลค์ยืนทำหน้าเหนื่อยหน่ายอยู่ข้าง ๆ โดยมีต่อกับต้นยืนขนาบซ้ายขวาทำหน้าตึงเป็นบอดี้การ์ดจำเป็นอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้ชายโต๊ะข้าง ๆ ทรงนักเที่ยวตัวยงพยายามอาสัยจังหวะทีเผลอ เบียดเข้ามาชนแก้วกับมิลค์จนได้
ทันทีที่แก้วหันมาสบตาเจอผมเข้าพอดี สีหน้าเบื่อโลกของเธอก็เปลี่ยนเป็นโล่งอกราวกับเห็นพระมาโปรด
"โอ๊ยยยย อิจี มารับเพื่อนสนิทของมึงกลับไปสักทีค่ะ..." แก้วรีบพุ่งตัวฝ่าเสียงดนตรีเข้ามากระซิบฟ้องทันทีที่ผมเดินไปถึงโต๊ะ
"... กูขี้เกียจเป็นไม้กันหมาแล้วเนี่ย! เสน่ห์แรงเกินนนน กูกับพวกมัน 2 คน กันจนเหนื่อยแล้วนะเว้ย จะมาเต๊าะอะไรนักหนาก็ไม่รู้"
ต่อกับต้นที่ยืนอยู่ข้างหลังพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย สภาพแต่ละคนคือหมดพลังงานจะสู้รบกับความฮอตของเพื่อนตัวเองแล้ว
"อืม ขอบใจพวกมึงมาก เดี๋ยวกูจัดการต่อเอง" ผมพยักหน้ารับคำแก้ว
ผมสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวมิลค์จากทางด้านหลังอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะวาดท่อนแขนสอดเข้าที่เอวบางแล้ววางฝ่ามือหนาแหมะลงบนเอวสอบนั้นอย่างถือวิสาสะ ออกแรงรั้งเพียงนิดเดียว ร่างโปร่งของเพื่อนสนิทก็ปลิวเข้ามาปะทะแผ่นอกกว้างของผมทันที
มิลค์สะดุ้งสุดตัวในตอนแรก แต่พอจมูกโด่งรั้นได้กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย และสัมผัสที่ปลอดภัย ร่างกายที่เกร็งเขม็งก็อ่อนยวบ ทิ้งน้ำหนักเอนหลังพิงอกผมอย่างอัตโนมัติ
"จี" เสียงหวานครางเรียกชื่อผมยานคาง
"อืม กูเอง" ผมกระซิบตอบข้างหู ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองข้ามไหล่มิลค์ไปปะทะกับอีกคน
ผมไม่ได้พูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว ดึงแก้วเครื่องดื่มออกจากมือมิลค์ วางมันทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่ไยดี ก่อนจะกระชับอ้อมแขนที่รวบเอวบางไว้ให้แน่นขึ้น
"กลับได้แล้วมิลค์ เมามากแล้ว" ผมออกคำสั่งเสียงดุ ๆ แต่มิลค์กลับหัวเราะคิกคัก เอาหัวทุย ๆ ถูไถกับแผ่นอกผมอย่างออดอ้อน ก่อนที่ผมจะประคองร่างไร้สติของมันฝ่าฝูงชนกลับไปที่รถ
เมื่อกลับมาถึงเพนต์เฮาส์ ผมจัดการเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนตัวโคร่งให้มิลค์อย่างเบามือที่สุด ร่างบางสิ้นฤทธิ์หลับสนิทไปตั้งแต่ตอนอยู่บนรถ ผมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงหน้าอก นั่งลงบนขอบเตียงแล้วทอดสายตามองใบหน้าสวยที่หลับพริ้มอย่างหลงใหล
----------
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟนที่วางอยู่บนหัวเตียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ผมละสายตาจากใบหน้าหวาน เอื้อมมือไปหยิบเครื่องมือสื่อสารของคนบนเตียงขึ้นมา
นิ้วยาวกดรหัสผ่าน 6 ตัวที่ผมจำได้ขึ้นใจ ปลดล็อกหน้าจอแล้วกดเข้าแอปพลิเคชันแชตสีเขียวทันที
ข้อความใหม่ที่เพิ่งเด้งขึ้นมาทำให้ผมกระตุกยิ้มมุมปาก
Top [X]
ถึงห้องยังครับ วันนี้เมาน่ารักมากเลยนะ ฝันดีครับ
ผมไม่เสียเวลาเปิดเข้าไปอ่านข้อความไร้สาระพวกนั้น นิ้วโป้งของผมปัดหน้าจอไปทางซ้ายอย่างรวดเร็วและเลือดเย็น ... Swipe -> Block -> Delete ... ข้อความตรงหน้าหายวับไปจากหน้าจอราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้
ผมจัดการเลื่อนดูรายชื่อผู้ติดต่อที่ลงท้ายด้วยตัวอักษร [X] และวงเล็บแปลก ๆ ที่ถูกจัดหมวดหมู่ไว้ แล้วจัดการบล็อกและลบทิ้งจนหน้าแชตของมิลค์สะอาดสะอ้าน ไร้ซึ่งร่องรอยของศัตรูหัวใจหน้าไหนทั้งสิ้น
ผมวางมือถือที่ไร้มลทินคืนไว้ที่เดิม ก่อนจะใช้นิ้วมือไล่สัมผัสกับผิวแก้มของคนที่กำลังหลับใหล แม้จะไม่ได้ตั้งใจแต่จมูกกลับได้กลิ่นหอมละมุนจากผิวกายเนียนนุ่มเข้าเต็มปอด
"กูไม่ได้รีบหรอกนะมิลค์..." ผมกระซิบแผ่วเบาในความเงียบงัน
"... กูจะรอจนกว่ามึงพร้อม และเปิดใจให้กู"
1 เดือนต่อมา
บรรยากาศคืนวันเสาร์ในห้องนอนของผมเย็นฉ่ำไปด้วยอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ จีในชุดนอนตัวเก่งกำลังนอนคว่ำหน้าอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บนเตียงฝั่งหนึ่ง ส่วนผมนั่งพิงหัวเตียงไถหน้าจอมือถือเช็กโซเชียลไปเรื่อยเปื่อย นี่เป็นกิจวัตรปกติของเราสองคนที่มักจะมาขลุกอยู่ด้วยกันในวันหยุด
"มึง พรุ่งนี้ไปกินข้าวร้านเปิดใหม่หน้ามอไหม กูเห็นรีวิวว่าพาสต้าอร่อย" ผมเอ่ยทำลายความเงียบ
"อืม เอาดิ มึงจองโต๊ะยังล่ะ" จีตอบโดยที่สายตายังไม่ละจากหน้ากระดาษ
"ยัง เดี๋ยวทักไปจอง..." ผมกดเข้าแอปพลิเคชันแชตเพื่อจะหาร้าน แต่พอมองดูหน้าจอรวมๆ แล้วคิ้วผมก็อดขมวดเข้าหากันไม่ได้
"... มึงว่าไลน์กูพังป่ะวะ" ผมถามขึ้นมาลอยๆ
"ทำไม เครื่องเป็นอะไร" จีปิดหนังสือ พพลิกตัวนอนตะแคงหันมามองหน้าผม
"ช่วงนี้แม่งโคตรเงียบ เงียบแบบผิดปกติ เงียบจนกูคิดว่ากูลืมจ่ายค่าเน็ต..." ผมเลื่อนหน้าจอขึ้นลงให้ดู
"... ไอ้พวกที่เคยวอแวทักมาเช้าถึงเย็นถึง หายไปไหนหมดไม่รู้ว่ะ ปกติคืนวันเสาร์แบบนี้ต้องมีทักมาชวนไปร้านเหล้าบ้างล่ะ"
ผมไม่ได้เสียดายหรอกนะ แค่รู้สึกว่ามันผิดปกติเกินไปหน่อย
จียกยิ้มมุมปากบางๆ ก่อนจะสบตาผมด้วยใบหน้าเรียบเฉย "ก็ดีแล้วปะ มึงบ่นรำคาญเองไม่ใช่หรือไง"
"มันก็ใช่ แต่มันเงียบแปลกๆ ดิวะ บทจะหายก็หายไปดื้อ ๆ พร้อมกันหมดเลย"
"มึงคิดมาก ใกล้ช่วงสอบมิดเทอมแล้วเปล่าวะ ช่วงนี้ใครเขาก็ยุ่งๆ ต้องอ่านหนังสือกันทั้งนั้นแหละ... หรือไม่ก็" จีลากเสียงยาว แววตาพราวระยับขึ้นมาอย่างจงใจกวนประสาท
"หรือไม่ก็อะไร?"
"คนเขาคงเลิกเห่อ 'มิลค์ ติณสิงห์' กันแล้วมั้ง มีเฟรชชี่ปีหนึ่งหน้าตาจิ้มลิ้มเข้ามาใหม่ตั้งเยอะแยะ ใครจะมามัวตื่นเต้นกับมึง"
"ไอ้สัส!..." ผมคว้าหมอนใบเล็กปาใส่หน้าคนปากหมาทันที
"... กูยังฮอตเว้ย! เฟรชชี่ก็สู้กูไม่ได้หรอก!"
จีหัวเราะร่วน รับหมอนเอาไว้ได้อย่างสบายๆ
"เออๆ ฮอตก็ฮอต... แต่ไม่มีใครมากวนใจก็ดีแล้วไง ไม่งั้นเดี๋ยวก็มานั่งบ่นให้กูฟังอีกว่าไลน์เด้งไม่หยุดทั้งวัน"
ผมจิ๊ปากอย่างขัดใจที่เถียงสู้ไม่ได้ แต่พอคิดตามที่มันพูดก็...
"เออว่ะ โล่งๆ แบบนี้ก็สบายหูสบายตาดีเหมือนกัน ไม่ต้องมานั่งจำชื่อจำหน้าใครให้ปวดหัวด้วย"
ผมโยนมือถือไปไว้บนโต๊ะหัวเตียงอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ มัน โดยที่ไม่ทันได้สังเกตเลยว่า... รอยยิ้มของคนข้างกายมันดูพึงพอใจและซ่อนความร้ายกาจเอาไว้มากแค่ไหน
บางทีผมก็คิดนะว่าการมีเพื่อนสนิทที่รู้ใจและคอยจัดการชีวิตให้แบบจี... มันก็เป็นเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิตผมแล้วจริงๆ
----------
#Swipe #Block #Delete
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย