ทีเซอร์ ๓๐. Oops! Baby, I, Right or Wrong...เนี่ย!ที่รัก,ผิดหรือถูก 27-5-69
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ทีเซอร์ ๓๐. Oops! Baby, I, Right or Wrong...เนี่ย!ที่รัก,ผิดหรือถูก 27-5-69  (อ่าน 16843 ครั้ง)

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: ทีเซอร์ ๒๕. BRIDE DATE คล้องคู่ 23-3-2569
«ตอบ #30 เมื่อ23-03-2026 18:15:00 »


นาฬิกาบนผนังบอกเวลาสี่ทุ่มตรง เมื่อเสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้น แปลกตรงที่ว่า ในยามวิกาลแบบนี้ เสียงเคาะนั้นฟังดูดังกึกก้องไปทั่วทั้งบ้าน ได้อย่างน่าประหลาดใจ เมษที่เหลือบมองดูเวลาบนหน้าปัด ก่อนจะหันมองไปที่ประตูบ้านต้นเสียง ตะโกนถามนำไปก่อน ว่าใครที่มาเคาะประตูเอาเวลาป่านนี้ โดยค่อย ๆ เดินช้า ๆ ไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานนั้น



“กว่าจะมาเปิดประตูได้” ทันทีที่ประตูเปิดออก เมษได้ยินคนที่เพิ่งมาถึงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงดูกึ่งทีเล่นทีจริง เสียมากกว่าที่จะเอามาเป็นอารมณ์ขุ่นข้องจริงจังอะไร “พ่อกับแม่ไม่อยู่” เมษบอกอีกฝ่ายกลับไป เมื่อยืนกันอยู่คนละฟากของประตู “ก็ไม่ได้มาหาพ่อกับแม่” เมษมองเห็นแววตาของอีกฝ่ายที่มองมาที่เขา ด้วยอาการเหมือนจะหยอกล้ออยู่ในที ประหนึ่งว่าอีกฝ่ายนั้น รู้อยู่แล้วว่าเมษนั้นคิดอะไรอยู่



“แล้วมาหาใคร” เมษทำเสียงขุ่นใส่อีกฝ่ายอย่างจงใจ หวังว่าเขาจะเกิดอาการขุ่นข้องหมองใจขึ้นมา แล้วยอมจากไปอย่างง่ายดาย “ก็แล้วฉันกำลังพูดอยู่กับใคร ก็มาหาคนนั้นแหละ” เมษได้ยินแบบนั้น ก็ส่ายหน้า แสดงสีหน้าว่าไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูด “เธโอ เธอดูเวลาด้วย นี่มันค่ำแล้ว ไม่ใช่เวลาที่จะมาล้อเล่น” เมษนั้นทำเสียงดุและใช้น้ำเสียงแบบไม่พอใจกับเธโอ แบบทุกครั้งที่เคยได้ผล



“ก็ถ้าเธอคิดว่ามันดึกแล้ว เธอก็ยอมให้ฉันเข้าไปในบ้านสักทีสิ” เธโอเอียงคอมองไปยังอีกฝ่าย รอดูว่าเมษนั้นจะทำยังไงต่อไป “ไว้เธอค่อยมาวันหลังดีกว่า ไว้มาตอนที่พ่อกับแม่ฉันอยู่ด้วย” เมษพูดจบทำท่าจะปิดประตูบ้าน แต่ก็เห็นว่า เธโอใช้ปลายเท้ายันเอาไว้ที่ขอบประตูด้านบานพับ “เดี๋ยวก่อนสิ” เธโอพูดห้ามเมษเอาไว้ “นี่เธอจงใจปิดประตูหนีฉันหรือไง” น้ำเสียงของเธโอกลั้วหัวเราะเล็กน้อยที่ปลายประโยค



“กลัวหรือไง” เธอโอถาม “กลัวอะไร” เมษได้ยินที่เธโอถาม กับริมฝีปากของอีกฝ่ายที่เปื้อนรอยยิ้มอย่างเอ็นดู “เมษ เธอกลัวฉันหรือ” น้ำเสียงของเธโอบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าตัวเขานั้น “เปล่านี่ ไม่ได้กลัวอะไรสักหน่อย” นึกเอ็นดูเมษ ที่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ นั้น เมษทำท่าทีขึงขัง มองจ้องสบตากับเธโอตรง ๆ “ถ้าอย่างนั้นแล้วละก็” เธโอพูดต่อ “ถ้าเธอไม่กลัว” เธโอยิ้มกว้างเห็นฟันเรียงซี่สวย



“เธอก็ชวนฉันเข้าไปในบ้านสิ” เธโอยิ้มอย่างเป็นมิตร มองดูท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ ของอีกฝ่าย เมษพยายามข่มความรู้สึก กับตอนนี้ที่ใจของเขากำลังเต้นแรง จนทำให้มือไม้สั่นไปหมด และไม่รู้จะเอามันไปวางไว้ตรงไหนดี “แล้วทำไม” เมษพูดกับเธโอ “เธอไม่เดินเข้ามาเองล่ะ” ทั้งสองสบตากับนิ่ง ๆ ในตอนนั้น เธโอหุบยิ้ม เมษรู้สึกว่ามือที่จับลูกบิดประตูบ้านอยู่นั้น มันเปียกจนชื้น



“ก็เธอเป็นเจ้าของบ้าน เธอยังไม่ได้เอ่ยชวนฉันเข้าไปเลย” เธโอบอกกับเมษ ถึงเรื่อง “ตามมารยาทแล้ว มันต้องเป็นแบบนั้น” เธโอพูดอีกครั้ง “เมื่อก่อนเธอยังเข้ามาได้เอง” เมษพูดเสียงเบา มองดูแววตาของเธโอที่ดูจะมองนิ่งมาที่เขา แบบกำลังมีความต้องการอะไรบางอย่าง ใต้ดวงตาคู่นั้น “แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกับเมื่อก่อน” เมษกลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากลำบาก เธโอยืนยันกับเรื่องนี้ไม่เปลี่ยน



“คืนนี้จันทร์เต็มดวง หรือเธอจะออกมาชมแสงจันทร์กับฉันที่ข้างนอกนี่” เมษมองดูเธโอหงายมือ ยื่นมาให้เขาจับ แววตาที่ดูจับจ้องมาที่เมษของเลโอ เป็นสายตาของคนที่เจอเข้ากับสิ่งที่ต้องการที่สุดในชีวิต และจะไม่ยอมผละไปไหน จนกว่าจะได้สิ่งนั้นมาครอบครองสมใจแล้ว เมษแสดงอาการลังเล ใจอยากจะปิดประตูบ้านในทันที แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตาม เป็นเพราะด้วยแรงอะไรบางอย่าง



“พ่อกับแม่บอกเธอแล้ว” เธโอพูดกลั้วหัวเราะ “ใช่มั้ย” ก่อนที่เธโอจะพ่นลมหายใจหนัก ๆ ออกมา เมษนั้นเหมือนเด็กถูกจับไต๋โกหกได้ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ก็คว้าขวดน้ำที่เอามาวางตั้งไว้ที่โต๊ะด้านข้างประตูบ้าน ก่อนจะสาดน้ำในขวดนั้นใส่หน้าของเธโอในทันที ก่อนที่เมษจะต้องตกใจ เมื่อได้ยินเธโอร้องออกมาเสียงดัง อย่างคนที่เพิ่งพบเจออาการเจ็บปวดอย่างเหลือประมาณ



“เธโอ” เมษร้องเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงหลง ก่อนจะได้ยินเธโอตอบกลับมาเป็นเสียงหัวเราะดังลั่น อย่างคนที่เพิ่งเจอเรื่องขบขันเสียเต็มประดา “น้ำมนต์สินะ” เธโอพูดขณะที่มีหยาดน้ำเกาะพราวอยู่บนใบหน้า “มันคงจะได้ผลอยู่หรอก” เธโอใช้มือเสยผมรวบให้มันพ้นไปทางด้านหลัง “ถ้ามันคืออาการผีเข้า” เมษมองดูใบหน้าเธโอที่ดูปกติดี ไม่ได้มีอาการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยสักนิด



“นี่เธอโชคดีนะ ที่คืนนี้ ฉันมาหาเธอที่นี่” เธโอพูดกับเมษ “ด้วยความต้องการ” เธโอถึงจะพูดออกไปแบบนั้น ก็ด้วยความเป็นตัวเองของเขา แต่ปกติ ก็เป็นฝ่ายยอมให้กับเมษเสมอมาอยู่แล้ว “เพราะฟีโรโมนที่เธอหลั่งออกมาในคืนนี้” พอเธโอพูดแบบนั้น เมษก็เห็นอีกฝ่ายหลับตาลงแล้วทำท่าสูดลมหายใจเข้าไปจนลึกเต็มปอด ก่อนที่เธโอจะลืมตาขึ้นมองมาที่เมษอีกครั้ง ด้วยแววตาและสีหน้าที่พึงพอใจเป็นอย่างมาก



เห็นแบบนั้นแล้ว เมษจึงรวบรวมแรง ผลักประตูบ้านให้ปิดลงจนเกิดเสียงดัง ก่อนจะก้าวเท้าถอยกรูดให้ห่างจากประตูบ้านออกไป เสียงเธโอทุบประตูบ้านรัว ๆ ดังขึ้นติด ๆ กันอีกสองสามรอบ ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบเสียงลง เมษใจเต้นไม่เป็นส่ำ ตาจ้องเขม็งไปที่ประตูบ้าน ในใจคิดว่ามันอาจจะถูกผลักหรือถูกกระแทกให้เปิดออก แต่มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทุกอย่างที่อีกฟากหนึ่งของประตุบานนั้นเงียบลง มันเงียบจนเมษอยากจะเดินไปแอบมองดุว่า เธโอกำลังทำอะไรอยู่ แต่ใจก็ไม่กล้าพอ เมษจึงเลือกที่จะวิ่งเร็วปรื๋อขึ้นไปบนห้องนอนที่ชั้นสองของบ้านทันที



“เธอเนี่ยนะ” เมษถึงกับต้องหันขวับไปตามเสียงพูดนั้น ก่อนจะมองเห็นเธโอนั่งเหยียดขาอยู่บนราวระเบียงชั้นสอง เพราะห้องนอนของเมษ มีชานที่ยื่นออกไปด้านนอก ให้สามารถเปิดประตูออกไปยืนรับลมได้ “เธอต้องการจะยั่วโมโห พยายามทำให้ฉันโกรธให้ดี ใช่มั้ย” เมษใช้มือรูดผ้าม่านปิดหน้าต่างในทันที ก่อนจะเห็นว่า ผ้าม่านดังกล่าว ถูกเลื่อนกลับไปให้เปิดออกเหมือนเดิม



“แล้วนี่อะไรเนี่ย” เธโอมองดูสิ่งที่เมษเอามาแขวนเอาไว้รอบประตูและหน้าต่าง ก่อนจะส่ายหน้าหัวเราะออกมาเสียงดัง “เธอลืมไปแล้วหรือยังไง ว่าฉันเป็นคนทำสปาเกตตีกระเทียมเบคอนใส่พริกแห้งให้เธอกินกับมือ” เธโอนึกขำเมื่อหยิบเอาพวงกระเทียมพวงใหญ่จากกรอบหน้าต่าง เอามาถือเอาไว้ในมือ “กลัวจังเลย” ก่อนจะทำเสียงล้อเลียนเจ้าของห้องนอน ผ่านกระจกเข้าไปด้านใน



“สนุกพอแล้วเมษ เธอรีบบอกอนุญาตให้ฉันเข้าไปในบ้านเธอได้แล้ว” เธโอใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงมีท่าทีคุมเชิง เพื่อให้อีกฝ่ายทำตามที่เขาบอกเสียดี ๆ “ดึกแล้ว เราจะได้เริ่มทำอะไร ๆ ที่ต้องทำในคืนนี้ได้เสียที ก่อนที่เธอจะรู้สึกทรมานไปเปล่า ๆ โดยไม่จำเป็น นั่นไง ฉันยังพูดไม่ทันขาดคำเลย” เธโอมองไปที่เมษที่อยู่ ๆ ก็รู้สึกปวดที่ท้องน้อยขึ้นมาเสียเฉย ๆ จนแขนขาเหมือนจะไม่มีแรง จนเมษต้องล้มตัวลงนั่งที่ปลายเตียง



“ร่างกายเธอกำลังหลั่งฟีโรโมนออกมาในปริมาณที่สูงมาก” เธโอบอกกับเมษที่ปวดที่ท้องจนต้องงอตัวลง “ฉันตามกลิ่นฟีโรโมนที่เธอปล่อยออกมา ให้ฉันเข้าไปด้านในนะ เมษ เธอจะได้หายจากอาการเจ็บปวด พอเธอได้กลิ่นฟีโรโมนจากตัวฉัน ความสัมพันธ์ของค่ำคืนนี้ ระหว่างเธอกับฉัน จะได้เริ่มต้นขึ้น ฉันเลือกเธอแล้ว ฉันไม่เปลี่ยนใจหรอก แล้วเธอเองก็หนีฉันไปไม่พ้นหรอก” เสียงพูดของเธโอที่เมษได้ยิน เหมือนมันไม่ได้ผ่านเข้ามาทางโสตประสาทการได้ยิน แต่ผ่านเข้ามาโดยตรงที่สมองการรับรู้ของเมษแทน



“มันถึงค่ำคืนของเราสองคนแล้วเมษ เธอกับฉัน” เธโอเดินมาหยุดอยู่ที่ประตูระเบียงห้องนอนของเมษ มือจับลูกบิด เมษเงยหน้าขึ้นมองผ่านหน้าต่างออกไป เธโอพยักหน้าให้เจ้าของห้องนอน “แค่พูดว่า เธออนุญาตให้ฉันเข้าไปอยู่ด้านในกับเธอ เมษ” เสียงพูดที่อ่อนโยนของเธโอทำให้เมษเกิดการโต้เถียงขึ้นภายในจิตใจของตัวเอง “แล้วที่เหลือ เดี๋ยวฉันจัดการให้เธอเอง” แต่ดูเหมือนว่าเมษจะยังคงสองจิตสองใจอยู่



“นี่ถ้าตอนเช้าเธอจะจดจำเรื่องน่าอายที่เธอทำไว้นะ เมษ” เธโอส่ายหน้า เมื่อเห็นอีกฝ่าย ยกบั้นท้ายขึ้นสูง หันมาทางเธโอ แถมยังเหลียวหน้ามาส่งสายตาเชิญชวนเขา อย่างจงใจนั่นอีก เธโอถึงกับต้องใช้มือดันแก่นกลางลำตัวที่กำลังขยายตัวเพิ่มขนาด เพื่อลดอาการถูกกระตุ้นเร้าจากภาพที่เธโอเห็นอยู่ตรงหน้า



ส่วนเมษนั้น ตอนนี้กำลังรู้สึกตัวร้อนผะผ่าวไปหมด อาการเหมือนเคลิ้มหลับ เคลิ้มตื่น เหมือนความฝัน ไม่รู้ว่าตัวเองนั้น กำลังทำอะไรลงไปบ้าง ได้ยินเสียงหนึ่งอีกที เหมือนเสียงกลอนประตูถูกปลดออก แล้วลูกบิดประตูก็ถูกหมุน มีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาในห้อง ก่อนที่เสียงประตูจะปิดตามหลังเข้ามา เมษเห็นอีกครั้ง ก่อนจะไม่รู้สึกตัวอีก ก็คือภาพของเธโอกำลังฝังเขี้ยวคม ๆ แทรกเข้ามาที่ข้างลำคอของเขา



“ไม่ อย่านะ” เมษกรีดร้องสุดเสียง ก่อนจะสะดุ้งตัวลุกขึ้นจากที่นอน อาการตื่นตกใจนั้น ทำเอาเมษถึงกับหอบตัวโยน รีบมองไปรอบ ๆ ห้อง พยายามจำให้ได้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน แต่พอเริ่มตั้งสติได้ ก็พบว่าตัวเองนั้นอยู่ในห้องนอน แสงแดดยามเช้าตรู่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ผ้าม่านถูกเปิดเอาไว้อย่างเดิม ประตูระเบียงก็ปิดล็อกลงกลอน ดูไม่มีอะไรผิดแผกไปจากเดิมที่เป็นมา เมษกำลังคิดว่า หรือนี่จะเป็นเพียงแค่ฝันที่ประหลาดจนสุดขั้ว



“ตื่นแล้วหรือลูก” ทันทีที่เมษลงมาที่ชั้นล่าง แม่ก็ทักทายเขาอย่างที่เคยทำ พ่อยิ้มให้ ก่อนจะบอกว่า แม่ทำข้าวต้มเอาไว้ ให้ไปตักกิน “กำลังร้อน ๆ เลย” เมษเดินไปที่ในครัว ตักข้าวต้มใส่ถ้วย หยิบช้อนสั้น ได้ยินเสียงพ่อกัแม่ทักใครบางคนที่หน้าประตูบ้าน เมษเดินออกมาที่ข้างนอก ก่อนจะเห็นเธโอยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน เธอโอยิ้มกว้างให้กับเมษ ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาในบ้าน โดยที่เมษไม่ต้องเอ่ยปากอนุญาตแต่อย่างใด



เธโอเดินตรงเข้ามาหาเมษ ก้มลงหอมแก้มเมษฟอดใหญ่ ต่อหน้าพ่อกับแม่ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ประหลาดใจอะไร เพียงแค่บอกให้เมษกินเยอะ ๆ เพื่อบำรุงร่างกายของตัวเองให้ดี เมษตักข้าวต้ม กำลังจะใส่เข้าปาก แต่ก็ต้องวิ่งไปอาเจียนออก น้ำหูน้ำตาไหลเพราะความเหม็นที่ตัวเองได้กลิ่นจากข้าวต้ม หันมามองทั้งสามคนที่เหลือ เธโอ พ่อและแม่ ทุกคนมีสีหน้ายินดีกับสิ่งที่ได้เห็น

************************************************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาไทย โดย KADUMPA

Love Sex Magic - Ciara feat. Justin Timberlake

https://www.youtube.com/watch?v=raB8z_tXq7A



Your touch is so magic to me

รสสัมผัสจากคุณมันช่างวิเศษนัก

The strangest things can happen

ความประหลาดเหลือคราบังเกิดขึ้นได้ในครานี้

The way that you react to me

วิธีที่คุณแสดงกลับมาให้กับฉัน

I wanna do something you can't imagine

ทำให้ฉันอยากจะทำอะไรบางอย่างนอกเหนือจินตนาการ

Imagine if there was a million me's

ลองนึกภาพดูสิว่ามีฉันเป็นล้านล้านคน

Talkin' sexy to you like that

พูดจายั่วยวนคุณแบบนั้น

You think you can handle, boy

คุณคิดว่าคุณรับมือไหวมั้ย

If I give you my squeeze

หากว่าฉันบีบรัดคุณจนแน่น

And I need you to push it right back

และต้องการให้คุณดันกลับเข้ามาตอบแทน



Baby, show me, show me what's your favorite trick

ที่รักไหนขอดูหน่อย แสดงให้เห็นหน่อย ว่าไหนคือไม้เด็ดที่ทำประจำ

That you wanna use on me and I'll volunteer

ถ้าคุณใช้มันกับฉัน รับรองว่าฉันจะอาสาไม่ยอมถอย

And I'll be flowin' and goin' till clothing disappears

ฉันจะลื่นไหล พริ้วไหว จนเสื้อผ้าไม่ไหลงเหลือติดกาย

Ain't nothin' but shoes on me, oh baby

ไม่มีอะไรเหลือใส่อยู่อีก นอกจากรองเท้าเท่านั้นเอง



All night show with just you and the crowd

ค่ำคืนนี้จะมีเพียงคุณและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา

Doin' tricks you never seen

จัดการทีเด็ดในแบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน

And I bet that I can make you believe

และเชื่อได้เลยว่าคุณจะต้องเชื่อจนสนิทใจ

In love and sex and magic

ในความรัก การเสพสม และมนตรา



So let me drive my body around ya

ถ้าอย่างนั้นฉันขอเบีดกายแนบชิดคุณสักหน่อย

I bet you know what I mean

ฉันคิดว่าคุณเองก็พอเข้าใจว่ามันคืออะไร

'Cause you know that I can make you believe

เพราะฉันรู้ว่าฉันต้องทำให้คุณเชื่อได้

In love and sex and magic

กับความรัก เพศรส และมายา



Everythin' ain't what it seems

ทุกอย่างมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็น

I wave my hands and I got you

เพียงผมโบกมือและนั่นคุณก็มาอยู่ตรงหน้าผม

And you feel so fly assistin' me

ผมรู้สึกได้เลยว่าคุณกำลังดื่มด่ำและช่วยผมอยู่

But now it's my turn to watch you

แต่คราวนี้เป็นทีผมขอมองที่คุณทำให้บ้าง



I ain't goin stop you if you wanna grab my neck

ผมจะไม่หยุดคุณหากคุณจะโน้มคอผมลง

Talk sexy to me like that

แล้วเอ่ยคำวาบหวามกระซิบที่ข้างหู

Just do what I taught you, girl

แค่ทำตามในสิ่งที่ผมสอนคุณเอาไว้ก็พอ

When I give you my heat

เมื่อผมมอบความเร่าร้อนให้กับคุณ

And I need you to push it right back

คุณก็แค่คืนกลับมาให้ผมเร่าร้อนพอพอกัน



Baby, show me, show me what's your favorite trick

ที่รักไหนขอดูหน่อย แสดงให้เห็นหน่อย ว่าไหนคือไม้เด็ดที่ทำประจำ

That you wanna use on me and I'll volunteer

ถ้าคุณใช้มันกับฉัน รับรองว่าฉันจะอาสาไม่ยอมถอย

And I'll be flowin' and goin' till clothing disappears

ฉันจะลื่นไหล พริ้วไหว จนเสื้อผ้าไม่ไหลงเหลือติดกาย

Ain't nothin' but shoes on me, oh baby

ไม่มีอะไรเหลือใส่อยู่อีก นอกจากรองเท้าเท่านั้นเอง



All night show with just you and the crowd

ค่ำคืนนี้จะมีเพียงคุณและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา

Doin' tricks you never seen

จัดการทีเด็ดในแบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน

And I bet that I can make you believe

และเชื่อได้เลยว่าคุณจะต้องเชื่อจนสนิทใจ

In love and sex and magic

ในความรัก การเสพสม และมนตรา



So let me drive my body around ya

ถ้าอย่างนั้นฉันขอเบีดกายแนบชิดคุณสักหน่อย

I bet you know what I mean

ฉันคิดว่าคุณเองก็พอเข้าใจว่ามันคืออะไร

'Cause you know that I can make you believe

เพราะฉันรู้ว่าฉันต้องทำให้คุณเชื่อได้

In love and sex and magic

กับความรัก เพศรส และมายา



Oh, this is the part where we fall in love, sugar

ตรงนี้ถึงตอนที่เราสองคนต้องตกหลุมรักกันนะหวานใจ

Let's slow it down so we fall in love

ถ้างั้นเราขยับจังหวะให้ช้าลงสักหน่อยเพื่อบอกรักกัน

But don't stop what you're doing to me

แต่อย่าหยุดกับสิ่งนั้นที่ทำให้กัน

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: ทีเซอร์ ๒๖. The Delivery ส่งเธอ 26-3-2569
«ตอบ #31 เมื่อ26-03-2026 20:59:59 »


“เกือบลืม” ปริมที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง มองไปที่ทัพที่เปิดประตูเข้ามา ดูท่าทางเร่งรีบ ใช่สิ ปริมบอกกับตัวเอง จะไม่ให้รีบได้ยังไง ก็วันนี้มันสำคัญมากนี่นา “ไปกันได้แล้ว ยังต้องขับรถไปอีกไกล” ปริมมองดูทัพคว้าของสองอย่างจากหัวเตียง ก่อนจะลุกเดินตามออกจากห้องไปอย่างว่าง่าย และเงียบเชียบกว่าที่เคยเป็นมา แม้ว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ปริมไม่เคยที่จะพูดอะไรเข้าใจง่าย ๆ แบบนี้มาก่อน

 

“ไม่เป็นไรหรอก คงไปถึงก่อนฝนจะลงเม็ด” ทัพเช็กพยากรณ์อากาศเมื่อเช้า เห็นบอกว่า ที่ปลายทางของวันนี้ อาจจะมีฝนตกหนักอยู่ “แล้วก็ไม่ซ่อมให้เรียบร้อยก่อน” ปริมบ่นกระปอดกระแปด เมื่อใช้มือหมุนกระจกให้เลื่อนขึ้น แต่มันกลับเสียซะได้ “รถก็เก่า ขับไปอวดใครเขาก็ไม่ได้ แล้วยังจะมาเป็นแบบนี้อีก ขับไปแบบนี้ แดดร้อน ๆ หน้าดำพอดี แล้วถ้าฝนลงเม็ดด้วยนะ ยิ่งไปกันใหญ่” ปริมทำหน้าบอกบุญไม่รับ

 

หญิงสาวเองก็คงจะนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ที่เคยบอกกับชายหนุ่มไป ว่าให้หารถคันใหม่มาขับ แล้วก็เลือกให้มันดีกว่านี้ ให้มันสมหน้าสมตาหน่อย ดูเอาเถอะ มีอย่างที่ไหน ตอนที่ปริมนั้นไปงานเลี้ยงรุ่นเพื่อน ๆ ของทัพ ตอนขับรถกลับบ้านหลังงานเลี้ยงเลิก ปริมถึงกับต้องระเบิดอารมณ์ใส่ทัพ เผื่อว่าเจ้าตัวอาจจะเข้าใจความรู้สึก ถึงความอับอายที่ปริมมีบ้าง เมื่อบรรดาแฟนของเพื่อนทัพ พยายามกลั้นหัวเราะกัน เมื่อมีคนพูดถึงรถที่แต่ละคู่ใช้ขับกัน แต่รถของทัพนั้น ทั้งเก่า ทั้งผุพัง แต่ทัพก็ยังไม่ยอมที่จะเปลี่ยน



“มันน่าหงุดหงิดชะมัด” ปริมคิดแบบนั้นมาเสมอ ก็มันใช่เรื่องที่เธอจะมายอมที่ไหนกัน อะไรที่ทำแล้วเชิดหน้าชูตาเธอได้ในสังคม เธอก็คิดว่ามันควรที่จะต้องทำ ยิ่งเป็นผู้ชายที่เข้ามาอยู่ในชีวิตของเธอด้วยแล้ว ยิ่งต้องขวนขวายให้มาก จนแล้วจนรอดจนเธอต้องเอ่ยปากออกไป แต่กลับมาทำนิ่งดูดาย เฉยเมย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไป ในสังคมโลกมันมีโลกออนไลน์ที่ใครมีอะไร ก็ต้องอวดไม่ให้น้อยหน้ากันทั้งนั้นแหละ

 

ทัพขับรถมาได้พักใหญ่ ๆ ตอนนี้ก็ออกมาเลยชานเมืองกรุงเทพฯมาไกลแล้ว ถึงแม้ว่าถนนที่ขับมา จะยังคงเป็นถนนใหญ่หลายเลนอยู่ แต่สภาพแวดล้อมรอบข้าง ก็มีแต่ธรรมชาติ เริ่มต้นจากทุ่งนาข้าวสีเขียวขจี กว้างไกลจนสุดลูกหูลูกตา สลับกับที่รถวิ่งผ่านตัวชุมชน ที่ต้องหยุดรถตามสัญญาณไฟแดงที่สี่แยก แล้ววิ่งรถกลับไปเจอแนวต้นไม้ยาวไปตามสองข้างถนน ทำให้การขับรถระยะทางไกลและใช้เวลายาวนานนี้ ดูไม่น่าเบื่อมากเท่าไรนัก

 

ทัพเปลี่ยนอิริยาบถเล็กน้อย เมื่อเริ่มรู้สึกเมื่อยขบเล็กน้อย จากการที่ขับรถมาพักใหญ่ ดีที่ลมเย็น ๆ จากข้างนอกพัดเข้ามาด้านในตัวรถ พอจะดับความอบอ้าวลงได้ ถ้าเป็นลมร้อนคงจะแย่มากกว่านี้ เพราะระยะทางด้านหน้ายังคงอีกยาวไกล ทัพหันไปมองทางที่นั่งข้างคนขับ ก่อนจะหันกลับมามองทางด้านหน้า ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบา ๆ อาจะเป็นเพราะความเหนื่อยสะสมหรือเปล่า ที่ทับถมอยู่ในหัวใจของทัพมาจนหนักอึ้ง

 

ปริมเห็นทัพถอนหายใจแบบนั้น ก็หันกลับมองออกไปนอกหน้าต่างตามเดิม ลมเย็น ๆ ที่พัดเข้ามาด้านในรถ หญิงสาวไม่ได้รู้สึกไปตามแรงลมนั้นเลยสักนิด ปริมพาดท่อนแขนซ้ายลงบนขอบหน้าต่างรถ ก่อนจะวางคางลงไปบนแขน สายตามองไปยังด้านนอกรถ ที่ตอนทัพขับรถแซงรถไปหลายคนต่อหลายคัน ปริมเหลือบสายตาหลุบมองต่ำลง มองเห็นเส้นแบ่งเลนถนน วิ่งไปด้านหลังด้วยความเร็ว พลางทำให้เธอคิดถึงเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้น

 

“ปริมท้อง” คำพูดนั้น สำหรับทัพ มันเหมือนหยุดทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เอาไว้ และสำหรับเขาแล้วนั้น มันเหมือนหยุดชีวิตของเขาเอาไว้ ให้เดินมาหยุดได้แค่ตรงนี้ เขาไม่สามารถเดินข้ามเส้นนี้ไปไหนได้อีก “ใครเป็นพ่อเด็ก” คอที่แห้งผาก จนทัพเกือบจะไม่สามารถเปล่งเสียงถามคำถามนั้นออกไปได้ “ทำไมทัพถามแบบนั้นล่ะ ก็ในเมื่อสองเดือนก่อน ปริมมีอะไรกับทัพแค่คนเดียว” เสียงของปริมเกรี้ยวกราด กล่าวหาว่าทัพนั้นดูถูกความเป็นลูกผู้หญิงของเธอ



“แต่ว่าทัพ” ชายหนุ่มเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกไป แต่มองเห็นปริมกำลังน้ำตาร่วงเผาะ ไหลลงมาเป็นสาย สองมือก็กุมท้องของตัวเองเอาไว้ “จะไม่รับผิดชอบกันใช่มั้ย ยังจะกล้าพูดอีกหรือไง ว่าทัพเป็นเกย์ กล้าพูดแบบนั้นจริง ๆ หรือ เป็นเกย์แล้วไง เป็นเกย์แล้วไม่มีไอ้นั่นหรือไง คืนนั้นมันก็แข็งดีอยู่นี่ แล้วเป็นเกย์แบบทัพ แต่กลับมาหักหาญน้ำใจปริม แล้วจะไม่รับผิดชอบปัญหาที่ตามมางั้นหรือ” ทัพมองปริมที่กำลังแผดเสียงใส่เขาด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว

 

“ทัพจำไม่ได้ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว” ปริมโวยวายใส่ทัพอย่างคนเสียสติ ด่าทอชายหนุ่มว่าเป็นพวกที่คิดจะปัดความรับผิดชอบไปง่าย ๆ ใช้ข้ออ้างว่าตัวเองเป็นเกย์ เพื่อหนีความผิดที่ตัวเองได้ก่อเอาไว้ ทัพได้แต่นิ่งเงียบ แม้ว่าเขาอยากจะพูดอะไรต่อมิอะไรมากมายเหลือเกิน แต่ปริมก็ขู่ว่า เธอมีกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นว่า คืนนั้น ทัพอยู่กับเธอทั้งคืน เป็นไปไม่ได้ที่ทัพจะดิ้นหลุดไปจากการกระทำของตัวเอง

 

ปริมหันกลับมามองทัพที่กำลังขับรถพุ่งตรงไปข้างหน้า ลมที่ตีเข้ามาภายในรถ ส่งเสียงอื้ออึงไปทั้งคัน แต่ภายในใจของปริมมันเงียบสงัดกว่านั้น หญิงสาวตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าวันนั้นเธอไม่บอกว่าตัวเองท้อง จะมีอะไรอีกบ้างมั้ย ที่จะสามารถรั้งทัพเอาไว้ให้อยู่กับเธอ ในวันที่เธอมืดจนแปดด้าน มองไม่เห็นทางออก และไม่มีใครสักคนข้างกาย ที่พร้อมจะยื่นมือมาช่วยเหลือเธอเลย


 
ทัพเลี้ยวรถเข้าจอดที่ด้านหน้าห้องน้ำ ในปั๊มน้ำมันระหว่างทาง ชายหนุ่มเปิดประตูก้าวลงจากรถ ปริมมองตามเขาไป ก่อนที่ทัพจะเลี้ยวไปทางด้านหลังห้องน้ำชาย บริเวณที่เป็นโถปัสสาวะ ปริมยืนรออยู่ที่ข้างรถพักใหญ่ ๆ ก็เห็นทัพเดินกลับมา ชายหนุ่มคงจะสูบบุหรี่ด้วย เพราะตอนที่ทัพกลับเข้ามานั่งในรถ ตรงที่นั่งด้านคนขับ มีกลิ่นบุหรี่ลอยมาจาง ๆ เมื่อปริมนั่งลงที่เบาะข้างคนขับ ทัพไม่ได้สูบบุหรี่นานแล้ว มันคงมีอะไรที่รบกวนจิตใจของเขาเป็นแน่ ทัพถึงได้กลับมาสูบบุหรี่อีกครั้ง



“ไปกันต่อเถอะ ใกล้จะถึงแล้ว” ทัพหันมามองทางเบาะข้างคนขับแวบหนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนรถออกจากที่หน้าห้องน้ำ แล้วเลี้ยวออกจากปั๊มน้ำมันแห่งนี้ เพื่อกลับเข้าสู่ถนนใหญ่อีกครั้ง ฟ้าที่เปลี่ยนสี เพราะค่ำแล้ว ไม่สามารถมองวิวทิวทัศน์สวย ๆ รอบ ๆ ได้อีก มันมีแต่ความมืดดำปกคลุมอยู่จนทั่ว มีเพียงแสงไฟหน้ารถของทัพ ที่ประสานเข้ากับแสงไฟหน้ารถของคันอื่น ที่ขับสวนเลนมา เมื่อชายหนุ่มเลี้ยวเข้าไปในทางหลวงชนบท ที่แยกตัวออกมาจากถนนหลวง


 
ความมืดและความเงียบ มันชวนให้จิตใจห่อเหี่ยว และโหวงเหวงยังไงชอบกล ตั้งแต่ที่ทัพบอกว่าใกล้จะถึงแล้ว ก็ผ่านมานับชั่วโมง ที่ทัพขับรถออกมาจากปั๊มน้ำมันแห่งนั้น แต่ยิ่งขับลึกเข้ามาในถนนเส้นนี้มากเท่าไหร่ ความคุ้นเคยของปริมก็มีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น มันเหมือนว่ากำลังได้กลับไปในที่ที่ปลอดภัย ได้ไปอยู่ในที่ที่ไม่ต้องกังวลสิ่งใดอีกต่อไปอีก

 

สายตาของทุกคน จับจ้องไปที่รถยนต์เก่าคันนั้น เมื่อทัพเลี้ยวหน้ารถเข้าจอด พร้อมกับดับเครื่องยนต์ ชายคนหนึ่งลุกขึ้นยืน พร้อมกับเดินมาหาทัพ ที่ชายหนุ่มนั้นเปิดประตูลงมาจากด้านคนขับ เดินอ้อมมาทางด้านผู้โดยสาร ก่อนจะเปิดประตูออก ก็พอดีกับที่ชายคนนั้นเดินมาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากทัพ แสงไฟส่องให้เห็นประตูด้านผู้โดยสาร ที่ทัพเพิ่งปิดประตู กระจกหน้าต่างที่แตกและทัพยังไม่ได้ซ่อมแซมมัน กับรอยสองรอย ที่เป็นรูกระสุนชัดเจนมันบานประตูรถ

 

“ขอบใจนะ ทัพ” ชายหนุ่มคนนั้นรับรูปหน้าศพและโกศอัฐิไปจากมือของทัพ “ไม่เป็นไรครับพี่ปราชญ์ ถือเป็นสิ่งดี ๆ สิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำให้กับปริมได้” ยังไม่ทันที่ทัพจะพูดอะไรต่อ ชายหนุ่มก็มองเลยไปที่ชานหน้าบ้าน “นิว” ชายหนุ่มเจ้าของชื่อ ยืนรออยู่ที่ตรงนั้น “มาสิทัพ นิวเขามารออยู่นานแล้ว พี่เป็นคนเชิญเขามาเอง” ทัพเดินตามพี่ชายของปริมไป “นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่เราสองคนไม่ได้เจอกัน” ปราชญ์พูด ก่อนจะเชื้อเชิญให้ทั้งสองคนนั่งลง



“นี่เป็นสิ่งที่ปริมเขาต้องการ และพี่ต้องทำ ไม่งั้นเขาคงไม่หยุดที่จะมาเข้าฝัน กวนพี่ทุกคืน เชิญได้เลยครับ” ปราชญ์หันไปพูดกับชายใส่สูท ที่นั่งรอ ในมือมีซองเอกสารถือคอยท่าอยู่แล้ว “ผมขอเปิดเอกสารลับที่คุณปริม มอบเอาไว้ให้ผม หนึ่งเดือน ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต ผมเองก็ไม่ทราบนะครับ ว่าคุณปริมเธอเขียนอะไรไว้ ถ้ามีข้อพิพาทใด ๆ ผมถือว่าทุกท่านตรงนี้ ร่วมกันรับรองให้ผมเป็นพยานในการนี้นะครับ” พอเห็นว่าทุกคนตรงนั้นไม่ขัดข้อง ทนายความก็เปิดซองเอกสารนั้น เอากระดาษที่อยู่ภายในออกมาอ่านให้ทุกคนฟัง

 

“ทัพ ถ้ามาถึงตอนนี้แล้ว ปริมคงไม่ได้อยู่พูดเรื่องนี้กับทัพต่อหน้าแล้ว ก่อนอื่นเลย จะพยายามไม่ให้มันวกไปวนมา เพราะตอนนี้ปริมรู้สึกเสียใจหนักมาก งั้นปริมขอสารภาพเลยแล้วกัน ว่าปริมโกหกทัพเรื่องลูกของเรามาโดยตลอด ใช่ ปริมไม่ได้ท้องกับทัพ มันจะเป็นไปได้ยังไง ก็คืนนั้น ทัพเมามากขนาดนั้น ปริมกรอกเหล้ามอมทัพทั้งคืน ไม่นึกเลยนะ ว่าทัพจะคออ่อนขนาดนั้น ทัพเมาก็เรื่องหนึ่งแล้ว แถมทัพยังเป็นเกย์อีก ปริมจะปั่น จะอม จะพยายามให้ทัพสอดใส่เข้าไปในตัวปริมยังไง มันก็อ่อน ไม่ตั้งขึ้นมาสักที” ทนายอ่านข้อความในกระดาษมาถึงตรงนี้ ทุกคนตรงนั้นได้แต่นั่งเงียบ

 

“นิว อยู่ด้วยใช่มั้ย ฉันถือโอกาสกราบขอโทษเธอตรงนี้เลยนะ ว่าฉันได้ทำสิ่งที่เลวทรามอย่างที่สุด หลอกคนดี ๆ อย่างทัพ ว่าเขาทำฉันท้อง แล้วแยกเขามาจากเอ ทั้ง ๆ ที่ฉันเองก็รู้ดี ว่าเธอกับทัพ มีแพลนจะแต่งงานกัน ทั้งเธอและทัพคบหากันมาอย่างยาวนาน แต่ฉันก็ฉวยโอกาส หลอกทัพว่าเขาเป็นพ่อของเด็ก ใช้ความเป็นคนดีของเขาให้กลับมาทำร้ายตัวเขาเอง ทั้ง ๆ ที่ฉันรู้อยู่เต็มอก ว่าพ่อของเด็กในท้องฉัน ไม่ใช่ทัพ” นิวกับทัพหันมาสบตากัน โดยที่ปราชญ์กำลังมีท่าทีลุกลนอย่างเห็นได้ชัด



“สุดท้ายนี้ เมื่อจดหมายนี้ถูกอ่านต่อหน้าทุกคน นั่นก็แสดงว่า ทัพคงได้เจอกับนิว คนที่เขาควรจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยมาตั้งแต่แรก ดังนั้นฉัน ปริม ก็ไม่มีอะไรติดค้างกับใครอีก แม้กับคนที่ทำร้ายฉันจนฉันต้องลาจากโลกนี้ไป ฉันก็ไม่ขอติดใจเอาความอะไร ช่างมัน ฉันมาไกลได้สุดทางเพียงแค่นี้ ฉันก็ยอมรับสภาพไป ขอแค่อย่างน้อยฉันได้แก้ตัว ทำให้ทุกอย่างถูกต้องตามที่มันควรจะเป็นก็พอ ปริม” พอทนายอ่านข้อความในจดหมายนั้นจบ ปราชญ์ก็รีบดึงมันไปจากมือทนาย กวาดสายตาอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ถูกเขียนเอาไว้ ทนายแจ้งกับทุกคนว่า คลิปวิดีโอและคลิปเสียงในการอ่านต่อหน้าทุกคนในครั้งนี้ จะถูกส่งให้กับทุกคนภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง



“เดี๋ยวผมช่วยถือไปส่งที่รถครับ” ทัพอาสาช่วยทนายถือของไปที่รถ พอลับสายตาของสองคนนั้นไป “เก่งมาก” ปราชญ์ก็พูดกับนิว ที่หันมามองหน้าอีกฝ่ายทันทีเช่นกัน “แถมทนายคนนี้ ก็ได้รับมอบหมาย ได้หนังสือมอบอำนาจจากทนายดั้งเดิมมาอย่างถูกต้อง” ปราชญ์นั้นประเมินคนตรงหน้าต่ำเกินไปจริง ๆ นิวไม่ได้พูดอะไร มองสบตากับปราชญ์นิ่ง ๆ ยิ้มที่มุมปากหน่อย ๆ


 
“ถ้าเป็นเรื่องที่น้องสาวของคุณไปท้องกับผู้ชายอีกคน แต่มาสร้างความฉิบหาย ทำลายชีวิต ทำร้ายอนาคตของทัพ นั่นน้องสาวคุณปราชญ์ทำตัวเองทั้งนั้นนะครับ” นิวพูดด้วยอาการสงบนิ่ง ปราชญ์ไม่สามารถเดาอารมณ์ของอีกฝ่ายได้เลย “แล้วเรื่องที่จดหมายของยัยปริมถูกสับเปลี่ยนไปล่ะ ข้อความแรกที่ผมเคยแอบทนายอ่านแบบลวก ๆ มันไม่ใช่แบบนี้เลยสักนิด” ปราชญ์เคยมีโอกาสได้อ่านจดหมายของปริมที่สำนักงานทนายความ แต่ก็อ่านแบบผ่าน ๆ ตอนนั้นเขาน่าที่จะถ่ายรูปมันเก็บเอาไว้

 

“ในนั้นระบุชัดเจน ว่ายัยปริมท้องกับใคร ยัยปริมสงสัยว่าเมียของผู้ชายคนนั้นระแคะระคาย ยัยปริมยังบอกอีกว่า ถ้าเขาเป็นอะไรไป คุณก็คือมีส่วนร่วมด้วย” นิวเอียงคอฟังที่ปราชญ์พูดออกมาด้วยอาการของคนใจเสีย ที่รับรู้ว่าน้องสาวของเขากำลังจะไม่ได้รับความยุติธรรม “งั้นผมขอหลักฐานจากคุณปราชญ์ด้วยนะครับ อาการของพี่ชายผู้เสียชีวิต ที่ฟูมฟาย โวยวาย ตีโพยตีพาย ไปกับเรื่องที่พิสูจน์ตามกระบวนการไม่ได้ มันก็น่าเห็นใจจริง ๆ นั่นแหละ” นิวพูด ก่อนจะส่งโบกมือบอกให้ทัพยืนรออยู่ที่รถหรูของเขา ไม่ต้องเดินเข้ามา

 

“ผมจะง้างปากทนายคนแรก ทำให้เขาเปิดปากพูดเรื่องจริงทั้งหมดให้ได้” ปราชญ์พูดด้วยอาการเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน นิวชะงักฝีเท้าก่อนจะหันมาพูดกับอีกฝ่ายว่า “มันก็คงจะไม่ต่างกันหรอก” ความเย็นยะเยือกในน้ำเสียงของนิว ทำให้ปราชญ์รู้สึกสั่นสะท้าน “คนตายนั้นพูดไม่ได้” นิวยิ้มด้วยท่าทีสงบ “แล้วอีกอย่าง สังคมในตอนนี้ ใคร ๆ ก็เล่นบทเหยื่อกันได้ทั้งนั้น แต่อยู่ที่ว่า ใครจะเล่นบทนี้เล่นให้มันได้เนียนกว่ากัน และไม่ถูกจับได้เสียก่อน” นิวเอียงคอมองไปที่ปราชญ์

 

“ข้อหาเหยียดเพศมันเซนซิทีฟ คนสมัยนี้ไม่อยากโดนตรึงกางเขนด้วยข้อหานี้หรอก ใคร ๆ ก็แสดงออกกันว่าเป็นแอลจีบีทีคิว เฟรนด์ลี่กันทั้งนั้น แต่คุณจะลองดูก็ได้นะ ลองท้าทายมายาคติอันนี้ดู ว่าคุณจะชนะมันหรือไม่ กับเกย์หนุ่มที่ไม่รู้ตัวมาก่อน ว่าตัวเองเป็นหมัน มีลูกไม่ได้ แต่ถูกผู้หญิงที่สำส่อน แร่แห่แบะนอนกับใครไปทั่ว มั่วไม่เลือก ร่านจนตั้งท้อง” นิวยังคงพูดไปยิ้มไปให้กับปราชญ์ได้เห็น



“แล้วมาหลอกเกย์ผู้น่าสงสารให้เป็นเหยื่อ ตกปากรับคำยอมเป็นพ่อของเด็ก แต่ก่อนที่ชีวิตของเกย์คนนั้นจะฉิบหายไปเสียก่อน ข่าวลือ ข่าวอ้าง ข่าวปล่อย ว่าเมียหลวงของผู้ชายที่ทำให้ผู้หญิงสำส่อนคนนี้ท้อง ก็ขยับตัวเสียก่อน แต่ก็อีก มันไม่มีหลักฐานไหนสาวไปถึง นอกเสียจากคำสั่งเสียสุดท้ายของผู้วายชนม์เอง ว่าไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร ถ้าคุณปราชญ์เชื่อจริง ๆ ว่าน้องสาวของคุณมาหาทุกคืนในฝัน ไม่ลองถามดูคืนนี้ล่ะว่า ใครที่เริ่มทำชั่วก่อน แล้วพอโดนย้อนศรเข้าให้บ้าง จะโวยวายเอาเรื่องกับใครกัน” ปริมที่ยืนอยู่ตรงมุมมืด มองดูนิวเดินกลับไปขึ้นรถกับทัพ มองดูปราชญ์ พี่ชายของตัวเธอเองที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย เป็นทุกข์จากการสูญเสียน้องสาวอันเป็นที่รักไปตลอดกาล

********************************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาไทย โดย KADUMPA

I Was Born to Make You Happy - Britney Spears

https://www.youtube.com/watch?v=SBVJpaj4VwI



I'm sitting here alone up in my room

นั่งอย่างเดียวดายอยู่คนเดียวภายในห้อง

And think about the time that we've been through

และคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เราได้ผ่านกันมา

Oh, my love

ที่รักของฉัน

I'm looking at a picture in my hand

นั่งมองภาพถ่ายที่ถืออยู่ในมือ

Trying my best to understand

พยายามเหลือเกินที่จะทำความเข้าใจ

I really wanna know what we did wrong

เพราะอยากจะรู้จริงจริงว่าเราทำอะไรพลาดไป

With a love that felt so strong

กับความรักที่ดูจะลึกซึ้งจริงจัง



If only you were here tonight

หากแม้ว่าคืนนี้เธอจะอยู่ด้วยกันตรงนี้

I know that we could make it right

ฉันรู้ดีว่าเราจะทำมันให้ถูกต้องสักครั้ง



I don't know how to live without your love

ฉันไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อย่างไรเมื่อไม่มีความรักของเธอ

I was born to make you happy

เพราะฉันเกิดมาเพื่อทำให้เธอมีความสุข

'Cause you're the only one within my heart

เพราะเธอคือหนึ่งเดียวภายในใจของฉัน

I was born to make you happy

เพราะฉันเกิดมาเพื่อทำให้เธอสุขใจ

Always and forever you and me

เพราะเธอกับฉันคือนิรันดร์และจากนี้ตลอดไป

That's the way our life should be

นั่นเป็นชีวิตของเราสองคนที่ควรจะเป็น

I don't know how to live without your love

ฉันไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตโดยปราศจากความรักของเธอยังไง

I was born to make you happy

ฉันเกิดมาเพื่อความสุขของเธอเท่านั้น



I know I've been a fool since you've been gone

ฉันรู้ว่าฉันทำตัวโง่เง่าเมื่อเธอได้จากไป

I better give it up and carry on

ฉันควรจะยอมแพ้และไปตามทางของตัวเอง

Oh, my love

ที่รักของฉัน

'Cause living in a dream of you and me

เพราะการยังใช้ชีวิตติดอยู่ในความฝันที่มีเธอและฉัน

Is not the way my life should be

มันไม่ใช่หนทางที่ชีวิตของฉันควรจะเป็น

I don't wanna cry a tear for you

ฉันไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาให้เธอเห็น

So forgive me if I do

ขอจงอภัยหากฉันห้ามตัวเองไม่ไหวจริงจริง



If only you were here tonight

หากแม้ว่าคืนนี้เธอจะอยู่ด้วยกันตรงนี้

I know that we could make it right

ฉันรู้ดีว่าเราจะทำมันให้ถูกต้องสักครั้ง



I don't know how to live without your love

ฉันไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อย่างไรเมื่อไม่มีความรักของเธอ

I was born to make you happy

เพราะฉันเกิดมาเพื่อทำให้เธอมีความสุข

'Cause you're the only one within my heart

เพราะเธอคือหนึ่งเดียวภายในใจของฉัน

I was born to make you happy

เพราะฉันเกิดมาเพื่อทำให้เธอสุขใจ

Always and forever you and me

เพราะเธอกับฉันคือนิรันดร์และจากนี้ตลอดไป

That's the way our life should be

นั่นเป็นชีวิตของเราสองคนที่ควรจะเป็น

I don't know how to live without your love

ฉันไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตโดยปราศจากความรักของเธอยังไง

I was born to make you happy

ฉันเกิดมาเพื่อความสุขของเธอเท่านั้น



I'd do anything

ฉันจะยอมทำทุกทาง

I'd give you my world

โลกทั้งใบของฉันจะยอมยกให้เธอ

I'd wait forever to be your girl

ฉันจะรอคอยตราบนานเท่านานเพื่อเป็นคนคนนั้นของเธอ

(Just call out my name) Just call out my name

แค่เพียงเพรียกเรียกหาชื่อของฉัน

(I will be there) And I will be there

ฉันจะไปอยู่ที่ตรงนั้น

Just to show you how much I care

เพื่อให้เธอเห็นว่าฉันนั้นแคร์เธอมากแค่ไหน

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: ทีเซอร์ ๒๗. ManMaid หาดสวรรค์ 4-4-2569
«ตอบ #32 เมื่อ04-04-2026 21:39:04 »

เท็นยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมองไปจากจุดที่ยืนอยู่บนชายหาดนี้ เพื่อนเก่าที่พบกันบนหายชายแห่งนี้ตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็ก กำลังเดินขึ้นมาจากน้ำ ที่มีเกลียวคลื่นซัดตามหลังมา กับทุกก้าวที่อีกฝ่ายเดินขึ้นมาบนหาด และเมื่อทั้งสองคนมายืนอยู่ตรงหน้ากัน เท็นก็ไม่รอช้าที่จะย่อขาลงไปนั่งคุกเข่าต่อหน้าอีกฝ่าย แล้วกลืนความเป็นชายของอีกฝ่ายเข้าไปในโพรงปาก


รสของน้ำทะเล ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเท็นแต่อย่างใด ด้วยว่าความพรึงเพริดในจิตใจของเขาต่างหาก ที่มันกำลังพาความรู้สึกให้โลดแล่น กับฉากแห่งความหฤหรรษ์ที่กำลังเกิดขึ้น อาการพองตัวขยายใหญ่จนคับโพรงปากของเท็น ยิ่งทำให้เขาใจเต้นแรง ตื่นเต้นไปกับการป้อนสวาทจากอีกฝ่าย ที่ดูจะไม่แพ้กันในเรื่องของความรู้สึก เพราะนี่คือหนึ่งปีเต็มนับจากครั้งที่แล้ว ที่ทั้งสองคนได้กลับมาพบกันอีกครั้ง


หยาดน้ำใสเหนียวที่ผุดขึ้นที่ปลายแท่งทวนของอีกฝ่าย ไหลเอ่อจนเท็นเองก็แทบจะตวัดให้มันกลับเข้าไปในปากได้เกือบไม่หมด ยิ่งเท็นขยับริมฝีปากเลื่อนขึ้นลงความแข็งขันนั้น เร็วและแรงมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ต้องอาศัยความสามารถที่มีทั้งหมด ห่อริมฝีปากโอบรับความเหนียวอุ่นแต่สีใสนั้น เก็บกลืนมันลงไปในลำคอทั้งหมด ซึ่งมันทำให้อีกฝ่ายนั้น ส่งเสียงครางในลำคอด้วยอาการพึงใจเป็นอย่างมากเช่นกัน


หนึ่งปีเต็มที่ต้องอดทนรอคอย รอกับวันนี้ที่ได้กลับมาที่ชายหาดแห่งนี้อีกครั้ง ทุกนาทีนั้นมีค่า ที่ทั้งสองคนจะไม่ปล่อยให้มันสูญเสียไป เท็นรับรู้ถึงจังหวะที่อีกฝ่ายต้องการจะทำ เขาจึงห่อปากให้เป็นรูปตัวโอ ผ่อนคลายลำคอให้มากที่สุด เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะสอดดันลำแข็งแกร่งนั้นเข้าออก ด้วยอารมณ์ที่เตลิดไม่น้อย และเมื่อมันเกิดขึ้น น้ำตาของเท็นซึมขึ้นที่ปลายหางตาในทันที ทั้งหมดมันคือสิ่งที่เท็นตั้งใจมอบความสุขให้กับอีกฝ่าย


จนเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสมใจกับการเติมความสุขจากโพรงปากของเท็นจนพอใจแล้ว เท็นก็นอนหงายลงบนผ้าที่ปูเตรียมเอาไว้แล้ว ก่อนจะป้ายและใช้นิ้วดันเอาเจลหล่อลื่นเข้าไปด้านในช่องทางจนชุ่ม และชุ่มมากพอที่จะต้อนรับอีกฝ่าย เมื่อส่วนปลายที่หนาและบานออกนั้น กดน้ำหนักแทรกเปิดปากทางเข้ามาด้านใน ต่อให้เท็นจะบอกให้ตัวเองอย่าเกร็งอย่างไรก็ตาม แต่เจ้าตัวก็ต้องขมวดคิ้ว เม้มริมฝีปากเข้าหากันจนเกือบจะเป็นเส้นตรง เมื่ออีกฝ่ายดันความยาวที่มีทั้งหมดนั้นเข้ามา จนพวงคู่นั้นมาหยุดให้ความอุ่นร้อน แนบอยู่ที่ปากทาง


อีกฝ่ายรอจนเท็นดูผ่อนคลาย เพราะจดจำท่าทางของเท็นได้ รู้ว่าตอนไหนที่เท็นนั้นพร้อมที่จะรับแรงและการแทรกตัวเข้าออก ด้วยความเต็มใจและสุขสม พอเห็นเท็นเผยอปาก แหงนหน้าขึ้น และบีบมือลงบนท่อนแขนที่มีกล้ามเป็นมัดของอีกฝ่าย นั่นคือสัญญาณ เท็นนั้นหลุดร้องออกมาจากความสุขสมที่อีกฝ่ายกำลังป้อนให้ เสียงเนื้อบั้นท้ายที่ถูกกระแทกกระทบกับเนื้อหน้าขาของอีกฝ่าย ดังลั่นขึ้น แต่ตอนนี้ บนหาดแห่งนี้ มีเพียงแค่ทั้งสองที่กำลังระเริงรักกันอยู่ตรงนั้น


พอความผ่อนคลายเข้าควบคุมทุกอย่าง จังหวะการกระแทกกระทั้น แรงนั้นก็ทำได้จนเป็นจังหวะจะโคน เท็นตอบรับทุกแรงส่งด้วยอาการเผลอตัวยกบั้นท้ายรับอีกฝ่ายจนสุดความยาว ความเจ็บเล็ก ๆ ที่ปนแทรกอยู่นั้นไม่ได้ทำให้เท็นขยับตัวหนีแต่อย่างใด แต่มันคือความสุขสมที่เขาบอกกับอีกฝ่ายด้วยภาษากายว่า ตัวเองนั้นพร้อมจะตอบรับการบุกรุกในทุกท่วงทำนองรัก มันคือการบอกให้กันและกันรับรู้ว่า ไม่มีอะไรต้องกังวล ไม่มีอะไรต้องกลัว และไม่มีอะไรต้องทำให้ทั้งสองต้องหยุด กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น


เท็นตอบรับลิ้นอุ่นและเปียกที่แทรกเข้าในด้านในปาก ทั้งสองตวัดรัดรัวลิ้นใส่กันด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เต็มไปด้วยความคิดถึงและล้นไปด้วยความต้องการกันและกัน แรงกระแทกที่อีกฝ่ายกดเข้าหาบั้นท้ายของเท็น ทำเท็นเผลอยกขาทั้งสองขึ้นโอบรับเอวของอีกฝ่าย นั่นทำให้ทั้งความยาวของอีกฝ่ายแทรกกดเข้าไปจนสุดทาง เสียงเนื้อที่เปียกแฉะไปด้วยเหงื่อ แตะแล้วแยกออกจากกัน สร้างอารมณ์หฤหรรษ์ให้เพิ่มมากขึ้นอีก


อาการตอดกระชับของช่องทางของเท็น ทำให้อีกฝ่ายสังเกตเห็นว่า ท่อนลำของเท็นก็ปล่อยหยาดน้ำสีใส ไหลลงเปียกไปทั่วหน้าท้อง เท็นกำลังจะถูกพาให้ไปถึงจุดสุดยอด ดังนั้นพอเห็นแบบนั้นแล้ว อีกฝ่ายก็ส่งแรงทั้งหมดกระหน่ำเพิ่มขึ้นอีก เท็นเองก็ไม่ห้ามตัวเองไม่อดกลั้น แต่ปลดปล่อยความรู้สึกที่มีทั้งหมดให้รับเอาความสะท้านในความรู้สึกนั้นเข้ามาในร่างกายทั้งหมด ยิ่งทั้งสองกำลังพากันไปถึงจุดหมายใกล้มากขึ้นเท่าไหร่ ช่องทางของเท็นก็รัดแน่นขึ้น ส่วนท่อนแข็งเขื่องของอีกฝ่าย ก็เริ่มกระตุกถี่


และไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ เมื่อความแข็งขันของเท็น โดยไม่จำเป็นที่แตะต้องตัวเอง กระตุกและพ่นของเหลวสีขุ่นทะลักทลายออกมา ความแคบและตอดรัดความอุ่นรอบลำแข็ง ก็ผลักให้อีกฝ่ายปลดปล่อยความขุ่นข้นนั้นออกมาเช่นกัน อาการกระแทกแรงและเน้นหนัก ๆ นั่นส่งให้ความเหนียวข้นเข้าไปด้านในให้ได้ไกลที่สุด ลมหายใจเหนื่อยหอบ เหงื่อที่เกาะพราวหน้าของทั้งคู่ ก่อนที่จะกลายเป็นรอยยิ้ม และการกอดรัดมอบความอบอุ่นให้กันและกัน
 

เท็นจัดแจงเสื้อผ้าจนเรียบร้อย ก่อนจะมองไปที่อีกฝ่ายที่ยังคงนั่งเปลือยเปล่าอยู่บนพื้นทราย ปล่อยให้ความมืดที่กำลังเข้าปกคลุมชายหาดแห่งนั้น โลมเลียแผงอก กล้ามท้อง และความเป็นชายที่กึ่งกลางลำตัว ที่เพิ่งจะแผลงฤทธิ์ใส่เท็นไปเมื่อครู่ ให้แลดูสงบนิ่งอยู่ในตอนนี้ เท็นยิ้มให้อีกฝ่าย ที่มีแววตาอาลัยอาวรณ์เท็น อย่างเห็นได้ชัด เท็นยิ้มพลางพยักหน้าให้อีกฝ่ายรับรู้ว่า ยังไงทั้งสองก็ต้องกลับมาเจอกันใหม่อย่างแน่นอน


“นี่มีใครติดต่อเท็นมันได้บ้างหรือยัง” หนึ่งในเพื่อนกลุ่มที่สนิทที่สุดของเท็น ถามกันในวงสนทนา หลาย ๆ คนส่ายหน้าแทนคำตอบ “ปีที่แล้ว มันเล่นหายเงียบไปทั้งปี ไม่มาเจอะเจอหน้าเพื่อนฝูง ได้แต่ตอบกลับข้อความไม่กี่ครั้ง ว่ามันสบายดี แล้วนี่มันสบายดีจริงหรือเปล่า เป็นอะไรยังไง ไม่บอกกล่าวใครเลย อะไรของมันกันแน่ พอได้ข่าวว่ามันกลับมาจากไหนก็ไม่รู้ได้ มันก็หายตัวไปอีกแล้ว” บรรดาเพื่อน ๆ บ่นเกี่ยวกับการที่เท็นไม่ปริปากบอกเรื่องเกี่ยวกับตัวเองให้ใครรับรู้มากนัก


ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เท็นยืนอยู่บนชายหาดเดิมที่เขามาทุกปี มองลึกลงไปที่ในทะเล ก่อนที่จะปรากฏร่างร่างหนึ่งที่โผล่พ้นระลอกคลื่นนั้นขึ้นมา พอสิ้นแสงตะวัน เกล็ดสะท้อนแสงแวววับนั้น หางยาวคล้ายปลานั่น ก็เปลี่ยนกลายเป็นขาสองข้างเช่นคนปกติธรรมดาทั่วไป ชายหนุ่มรูปร่างกำยำเดินขึ้นจากน้ำ ยิ้มกว้างตรงเข้ามาหาเท็น ก่อนจะชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าในมือของเท็นนั้น จับมือเด็กชายคนหนึ่งเอาไว้

 
เท็นพยักหน้าให้กับชายหนุ่มคนนั้น เพื่อให้เขาเดินเข้ามาใกล้ เท็นส่ายหน้าห้ามปราม ไม่ให้ชายหนุ่มคำรามใส่เด็กชายตัวน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นแตะที่ริมฝีปากของชายหนุ่ม เขี้ยวคมของชายหนุ่มเผยตัวออกมา ชายหนุ่มสบตากับเท็น ก่อนจะก้มลงอุ้มเด็กชายตัวน้อยนั้นขึ้นมา แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือดันริมฝีปากของเด็กน้อยขึ้นดู เขี้ยวเล็ก ๆ นั้นโผล่ออกมาให้เห็น ก่อนที่จะผลุบซ่อนกลับไปดังเดิม แทนเสียงคำราม ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะกอดเด็กชายตัวน้อยนั้นแนบกับแผงอกกำยำ แล้วหันไปมองเท็นด้วยแววตาของความรักใคร่


ดวงจันทร์ปูรณมี ลอยเด่นอยู่บนฟ้า ถือเป็นช่วงเวลาที่น้อยนิดของปี ที่ทั้งสองจะได้มาพบเจอกัน และครั้งนี้พิเศษตรงที่ นอกจากเท็นและชายหนุ่มจะได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งแล้ว ก็ยังมีเด็กชายตัวน้อย พยานรักของทั้งคู่เพิ่มขึ้นมาอีกคน เท็นจำได้จากบันทึกของครอบครัว ว่าการพบกันระหว่างกันนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่จะมีเพียงแค่ไม่กี่คนนับเนื่องกันมาเท่านั้น ที่จะสืบเผ่าผสมระหว่างกันเช่นที่เกิดขึ้นนี้


**********************************************************

คำแปลเนื้อเพลงเป็นภาษาไทย โดย KADUMPA

Pure Shores - All Saints

https://www.youtube.com/watch?v=exIgCPtZLnk


I've crossed deserts for miles

เดินทางข้ามทะเลทรายมายาวนาน

Swam water for time

ว่ายน้ำมาจนเหนื่อยล้า

Searching places to find

เสาะหาถิ่นที่อยู่เพื่อพบเจอ

A piece of something to call mine (I'm coming)

อะไรบางอย่างที่เป็นของฉันจริงจริง ฉันกำลังมาถึง

A piece of something to call mine (I'm coming)

อะไรสิ่งนั้นที่เป็นของฉันจริงจริง ฉันกำลังได้มา

Coming closer to you

ได้มาเข้าใกล้เธอมากขึ้น


Ran along many moors

ออกวิ่งไปสู่ดินแดนที่เวิ้งว้าง

Walked through many doors

เดินเข้าออกประตูนับร้อยบาน

The place where I want to be

กับที่ที่ฉันต้องการจะอยู่พักพิง

Is the place I can call mine (I'm coming)

คือที่ที่ฉันจะเรียกว่าของฉันเอง ฉันกำลังจะพบมัน

Is the place I can call mine (I'm coming)

คือที่ที่ฉันจะเรียกว่าเป็นเจ้าของ ฉันกำลังจะได้เจอ

Coming closer to you

ได้เข้าใกล้เธอมากยิ่งขึ้น


I'm moving, I'm coming

ฉันกำลังเดินทาง ฉันกำลังตามหา

Can you hear what I hear

เธอได้ยินสิ่งที่ฉันได้ยินไหม

It's calling you, my dear

มันกำลังเพรียกหาเธอ สุดที่รัก

Out of reach (Take me to my beach)

แม้จะอยู่ไกล แต่ใจจะไปที่หาดทรายแห่งนั้น

I can hear it calling you

และฉันก็ได้ยินมันกำลังเรียกหาเธอเช่นกัน

I'm coming, not drowning

ฉันกำลังไป ไม่เกรงกลัวจะจมลงไป

Swimming closer to you

เพื่อไปว่ายน้ำอยู่ใกล้ใกล้กับเธอ


Never been here before

แม้จะดูเหมือนไม่คุ้นเคย

I'm intrigued, I'm unsure

แต่ฉันกลับตื่นตาตื่นใจ แม้จะไม่แน่ใจ

I'm searching for more

ฉันกำลังตามหาให้เพิ่มขึ้น

I've got something that's all mine

เพื่อให้ได้สิ่งที่เป็นของฉัน

I've got something that's all mine

เพื่อให้เจอสิ่งที่เป็นของฉัน


Take me somewhere I can breathe

พาฉันไปถึงที่ที่สูดอากาศได้เต็มปอด

I've got so much to see

ยังมีอีกหลายแห่งที่ต้องพบเจอ

This is where I want to be

นี่คือที่ที่ฉันอยากจะมาอยู่

In a place I can call mine

ในที่ที่เรียกว่าเป็นของฉัน

In a place I can call mine

ในที่ที่ได้มาเป็นของฉัน


I'm moving, I'm coming

ฉันกำลังเดินทาง ฉันกำลังตามหา

Can you hear what I hear

เธอได้ยินสิ่งที่ฉันได้ยินไหม

It's calling you, my dear

มันกำลังเพรียกหาเธอ สุดที่รัก

Out of reach (Take me to my beach)

แม้จะอยู่ไกล แต่ใจจะไปที่หาดทรายแห่งนั้น

I can hear it calling you

และฉันก็ได้ยินมันกำลังเรียกหาเธอเช่นกัน

I'm coming, not drowning

ฉันกำลังไป ไม่เกรงกลัวจะจมลงไป

Swimming closer to you

เพื่อไปว่ายน้ำอยู่ใกล้ใกล้กับเธอ


Moving, coming

เคลื่อนที่ไป ใกล้เข้าไป

Can you hear what I hear? (Hear it out of reach)

ได้ยินไหมสิ่งที่แนได้ยิน แม้มันจะไกลออกไป

I hear it calling you

ฉันได้ยินมันเพรียกหาเธอ

Swimming closer to you

ให้ได้ไปว่ายอยู่ใกล้ตัวเธอ


Many faces I have seen

ฉันพบเจอผู้คนมากมาย

Many places I have been

ได้ไปในที่ต่างต่างหลากหลาย

Walked the deserts, swam the shores (Coming closer to you)

ผ่านทะเลทรายร้อนระอุ ว่ายน้ำเลียบฝั่ง เพื่อไปใกล้เธอ


Many faces I have known

เจอเจอใบหน้าผู้คนที่เคยคุ้น

Many ways in which I've grown

กับหนทางมากมายที่ได้เติบโตมา

Moving closer on my own (Coming closer to you)

เพื่อเข้าใกล้ความเป็นตัวเอง ได้เข้าใกล้ตัวเธอ

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

“อะไรกัน แค่นี้ก็เมาแล้ว คออ่อนอะไรแบบนี้” แม้จะพูดออกไปแบบนั้น แต่อิ๊กกลับยิ้มอย่างพึงพอใจ เมื่อชายที่ก่อนหน้านี้ นั่งเอามือโอบกอดเขาเป็นหนวดปลาหมึก แกะเท่าไหร่ก็ไม่ออก ไม่ยอมปล่อยเขาเสียที ร่วงกลับผล็อยลงไปด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ที่อิ๊กเอ่ยท้าทายออกไปว่า ถ้าผสมเหล้าต่างชนิด แล้วดื่มได้สามแก้วติดต่อกัน คืนนี้อิ๊กจะยอมกลับห้องไปด้วย



“ไหนดูซิ” อิ๊กควานหากระเป๋าสตางค์ของชายคนที่ตอบรับคำท้านั้น แล้วกระดกเหล้าผสมเบียร์รวมทั้งค็อกเทลอะไรสารพัด สามแก้วเข้าไป จนตอนนี้นอนคอพับคออ่อน ม่อยกระรอกไปอย่างหมดสภาพ “ยังดีนะ ที่ยังมีคนโอลด์สคูล พกกระเป๋าสตางค์อยู่บ้าง ไม่ใช่สแกนจ่ายเงินกันซะหมด” อิ๊กพูดพลางเปิดกระเป๋าสตางค์นั้นออกดู ก่อนจะต้องแสดงอาการผิดหวังออกมา

 

“พันเดียว อะไรเนี่ย ออกมาเที่ยวกลางคืน แล้วพกอะไรแค่พันเดียว ทั้งโต๊ะนี่จะไปจ่ายพออะไร ไม่รู้ด้วยละนะ ฟื้นขึ้นมา ก็เคลียร์กับร้านเอาเองแล้วกัน” อิ๊กยัดกระเป๋าสตางค์คืนใส่กระเป๋ากางเกงให้ชายคนนั้น ก่อนจะรีบลุกเดินออกจากโซนวีไอพี โดยให้มั่นใจว่า ไม่อยู่ในรัศมีของกล้องวงจรปิด ตามที่พนักงานร้านเคยบอกเอาไว้ ก่อนจะเดินมาที่ด้านหน้าบาร์ สั่งเหล้าที่ชอบมาแก้วหนึ่ง ก่อนจะยื่นแบงก์พันที่เพิ่งได้มาใหม่ให้กับบาร์เทนเดอร์ ที่หักเงินเอาไว้สิบเปอร์เซ็นต์ ก่อนจะยื่นที่เหลือคืนให้ หลังจากค่าเหล้า

 

อิ๊กหันไปมองทางด้านหลัง ที่บาร์เทนเดอร์พยักพเยิดส่งซิกให้ อิ๊กหันไปก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่เสื้อผ้าและท่าทางของฝ่ายนั้น ตะโกนออกมาใส่หน้าทุกคนในร้านด้วยคำว่า คนรวย อิ๊กมองตามชายหนุ่มคนนั้น ที่กำลังเดินขึ้นไปบนชั้นสองของร้าน ที่ต้อนรับเฉพาะลูกค้าระดับซูเปอร์วีไอพี อิ๊กหยิบแก้วเหล้าขึ้นกระดกรวดเดียว ก่อนจะเดินตามขึ้นไปที่ชั้นสอง



“โอ๊ะ ขอโทษทีครับ” อิ๊กรีบส่งเสียงออกไปให้อีกฝ่ายรับรู้ เมื่อชายหนุ่มต้องเอื้อมมือคว้าตัวของอิ๊กเอาไว้ ไม่ให้ล้มลงไปบนพื้น เมื่อเห็นอิ๊กสะดุดล้ม “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงถามนั้นกึ่งตกใจ กึ่งเป็นห่วงจริง ๆ “ผมไม่เป็นอะไรครับ” อิ๊กพูด เมื่อยืนขึ้นได้เองแล้ว “ผมนี่แย่จริง ๆ ต้องขอโทษอีกครั้งนะครับ นี่ก็เพิ่งเคยมาร้านนี้ครั้งแรก มืดก็มืด แถมอะไรอยู่ตรงไหน ทางเดินอะไรก็ไม่คุ้นเคยเลยสักนิด” อิ๊กพูดขอโทษขอโพยไม่หยุด พร้อมกับตำหนิตัวเองให้อีกฝ่ายได้ยิน

 

“แต่ก็ต้องขอบคุณนะครับ ที่ช่วยผมเอาไว้ ถ้าล้มลงไปนี่ คงเจ็บตัวแน่ ๆ” พูดถึงตรงนี้ อิ๊กเตือนตัวเอง ว่าต้องรีบชิ่งหนีได้แล้ว “ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” อิ๊กพูดจบก็รีบเดินลงไปที่ชั้นล่าง รู้สึกว่าอย่างน้อยค่ำคืนนี้ ตัวเขาเองก็ไม่เสียเที่ยว ที่มาร้านนี้ แม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับการเจอเจ้าของร้าน ที่หมายหัวเขาเอาไว้ ว่าจะจับเขาโยนออกนอกร้าน ถ้ายังขืนจะมาที่นี่อีก กระเป๋าสตางค์ใบอ้วน นอนอุ่น ๆ อยู่ในกระเป๋ากางเกงของอิ๊กอยู่ในตอนนี้

 

อิ๊กเดินเลี้ยวเข้าห้องน้ำที่อยู่ชั้นล่างด้านหลังร้าน ล้างหน้าล้างตา เพื่อเตรียมตัวจะกลับบ้าน นาฬิกาบอกเวลาว่าตอนนี้เกือบตีสองแล้ว อิ๊กรู้ดีว่า เขาจะต้องออกจากร้านก่อนเวลาร้านปิด เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงตอนคนเยอะ ๆ อิ๊กเดินออกจากห้องน้ำ หลังจากที่จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่จนเรียบร้อย แต่ตอนเดินออกมาที่ด้านหน้าร้าน ไม่ทันเห็นบาร์เทนเดอร์ที่สนิทกัน ส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้

 

“เห็นหน้าตาน่ารักแบบนี้ ผมคิดไม่ถึงว่า คุณจะมือไวได้ขนาดนี้นะเนี่ย” ตอนนี้อิ๊กถูกชายหนุ่มที่ตามขึ้นไปด้านบนชั้นซูเปอร์วีไอพียืนขวางทางเอาไว้ โดยมีเจ้าของร้านยืนอยู่ด้วย “บอกแล้วไง ว่าไม่ให้มาที่ร้านนี้อีก แล้วนี่ยังจะกล้าทำแบบนี้ด้วย” เจ้าของร้านพูดกับอิ๊ก ก่อนจะหันไปกล่าวคำขอโทษชายหนุ่มอีกครั้ง “ผมต้องขอโทษคุณนาวินอีกครั้งนะครับ” อิ๊กมองไปที่นาวิน ที่ตอนนี้กำลังจ้องมาที่เขาอย่างไม่ละสายตา

 

“เอากระเป๋าสตางค์คืนมาให้ผม แล้วเราหายกัน ผมจะไม่เอาความ” นาวินยื่นข้อเสนอ ที่ฟังดูแล้ว น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และอิ๊กเองก็ควรจะคว้าโอกาสนี้เอาไว้ “ไม่คืน” อิ๊กตอบกลับไป เจ้าของร้านทำท่าจะพูดอะไรออกมา “ไม่คืน ก็จะคืนได้ยังไง กับสิ่งที่ไม่ได้เอามาตั้งแต่แรก” อิ๊กตอบให้กับทั้งนาวินและเจ้าของร้านได้ฟัง “งั้นก็ต้องค้นตัว เฮ้ย” เจ้าของร้านสั่งให้บาร์เทนเดอร์คนที่คุ้นเคยกันดีกับอิ๊ก เดินมาค้นตัวให้

 

“ไม่มีครับ” บาร์เทนเดอร์พูดขึ้น ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ได้ยินกันทั่ว “ชัดเจนนะ” อิ๊กพูด สบตากับบาร์เทนเดอร์คนนั้นแวบหนึ่ง แบบว่าเป็นอันรู้กัน ว่าหลังจากนี้จะต้องมีการตอบแทนเป็นส่วนแบ่ง ไม่ว่าอิ๊กจะได้ไปเท่าไหร่ในคืนนี้ “คุณนาวินดูดีแล้วใช่มั้ยครับ ว่ากระเป๋าสตางค์ไม่ได้อยู่ที่ตัวคุณนาวิน หรือหาดุจนทั่วแล้วใช่มั้ยครับ ว่าไม่ได้ไปทำตกเอาไว้ที่ไหน” เจ้าของร้านดูเป็นเดือดเป็นร้อนมากขึ้น เมื่อไม่เจอของกลางอยู่ที่ตัวของอิ๊กอย่างที่คิดเอาไว้

 

“ไปนะ” อิ๊กแอบยิ้มมุมปาก ทำท่าจะหันเดินจากไป “เดี๋ยวก่อน” นาวินเรียกให้อิ๊กหยุดก่อน “ค้นตรงนั้น” นาวินชี้ไปที่เป้ากางเกงของอิ๊ก “ถ้าบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เอาไปจริง” นาวินเป็นฝ่ายยิ้มมุมปากบ้าง “เฮ้ยค้น” เจ้าของร้านเอ่ยปากสั่งบาร์เทนเดอร์อีกครั้ง “ให้เขาค้น” ยังไม่ทันที่บาร์เทนเดอร์จะทำตามคำสั่งเจ้านาย “กระเป๋าสตางค์ของเขา ถ้าเขาคิดว่าจะหาเจอแน่ ๆ ตรงนี้ ก็ให้เขาค้นเอง เอาสิ เอาเลย ล้วงเลย” อิ๊กทำท่าเดินเข้าหานาวินช้า ๆ

 

“ค้นสิ” อิ๊กมายืนหยุดอยู่ตรงหน้าของนาวิน “ล้วงให้ลึก ๆ เลยนะครับ เผื่อกระเป๋าสตางค์ของคุณ มันจะไปหลบอยู่ตรงซอกไหนมุมไหน อย่างที่ผมถูกคุณกล่าวหา” มาถึงตอนนี้ ลูกค้าคนอื่น ๆ ต่างจ้องมาทางนาวินและอิ๊ก ว่าสองคนนี้จะล้วงกางเกงกันจริงหรือเปล่าและเมื่อไหร่ นาวินเอง เมื่อมองเห็นอิ๊กดูจะไม่กลัวว่า จะโดนจับได้ว่า ซ่อนกระเป๋าสตางค์เอาไว้ตรงนี้ ก็พอจะเข้าใจอาการมั่นอกมั่นใจ ไม่กลัวว่าจะโดนจับได้นี้ของอีกฝ่าย

 

“เฮ้ยคุณ” อิ๊กร้องเสียงหลง เมื่อนาวินไม่ได้ล้วงเข้าไปในด้านหน้ากางเกงของอิ๊ก แต่ชายหนุ่มแทรกมือทั้งสองข้างเข้าไปด้านหลังแทน “แหม เตรียมการเอาไว้อย่างดีเชียวนะ ไอ้กระเปาะที่เย็บเอาไว้ ช่างพอดิบพอดี หย่อนกระเป๋าสตางค์เก็บเอาไว้ตรงนี้อย่างแนบเนียน” นาวินพยักหน้ากล่าวอย่างชื่นชมในความช่างคิดของอีกฝ่าย “คุณปล่อยผมนะ” อิ๊กที่ตอนนี้ตัวของเขาแนบไปกับหน้าอกที่มีกล้ามแน่น ๆ ของนาวิน บอกให้อีกฝ่ายปล่อยเขาไป

 

“ผมไม่ปล่อย จะปล่อยได้ยังไง ก็ในเมื่อมันทั้งนิ่ม ทั้งเต็มไม้เต็มมือขนาดนี้” นาวินพูดยิ้ม ๆ สายตาที่กรุ้มกริ่มนั้น แปลกที่อิ๊กไม่อาจจะหลบมันไปได้ “เอ่อ คุณนาวินครับ เจอมั้ยครับ” เจ้าของร้านทำเลียบ ๆ เคียง ๆ ถาม เมื่อเห็นนาวินนั้นไม่ล้วงมือลงไปเปล่า แต่กลับบีบหนั่นเนื้อทั้งสองก้อนแน่นนั้น เพื่อดึงตัวของอิ๊กให้แนบกับตัวของชายหนุ่มเองจนแนบแน่น

 

“ให้ผมตอบเจ้าของร้านเขาไปว่ายังไงดี” นาวินกระซิบกระซาบที่ข้างหูของอิ๊ก “ว่าไง ยิ่งอยู่ท่านี้นาน ๆ ผมยิ่งตื่นตัวนะ แถมคราวนี้ ผมดูจะตื่นตัวเร็วกว่าปกติเสียด้วย” นาวินดูจะพออกพอใจกับสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างมาก “คุณ” อิ๊กนั้น ที่ไม่เคยเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเสียเปรียบมาก่อน ได้แต่อึกอัก ๆ อยู่ในลำคอ พูดไม่ออก ไปไม่เป็น “เจอครับ” นาวินตอบเจ้าของร้านไปในที่สุด ก่อนจะหันมามองตาอิ๊กอีกครั้ง อย่างรู้สึกสนุกอย่างที่สุด


*************************************************************


คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาไทย โดย KADUMPA

Oops! ... I Did It Again - Britney Spears

https://www.youtube.com/watch?v=WqkrwFSFeAE


I think I did it again

ฉันคิดว่าฉันทำมันอีกครั้งแล้ว

I made you believe we're more than just friends

ดันทำให้เธอคิดว่าเราสองคนนั้นเป็นมากกว่าเพื่อนกัน

Oh, baby

โอ้ว ที่รัก

It might seem like a crush

มันอาจจะดูเหมือนอาการของคนแอบชอบกัน

But it doesn't mean that I'm serious

แต่มันไม่ได้หมายความว่าฉันจะจริงจังอะไรนี่นา

'Cause to lose all my senses

เพราะอาการที่ฉันเสียทรงอย่างไม่ควรจะเป็น

That is just so typically me

มันก็ช่างสมกับการเป็นตัวฉันแบบนี้เสียจริงจริง

Oh, baby, baby

โอ้ว ที่รัก มันคืออย่างนี้นะ


Oops!...I did it again

อุ๊ปส์ ฉันทำมันไปอีกแล้วหรือนี่

I played with your heart, got lost in the game

เล่นเกมกับหัวใจของเธอ แล้วพ่ายแพ้ในเกมแบบนี้

Oh, baby, baby

โอ้ว ที่รัก ดั่งดวงใจ

Oops!...You think I'm in love

ว้าย เธอคิดว่าฉันถึงขั้นตกหลุมรักเลยงั้นหรือ

That I'm sent from above

แถมยังคิดว่าฉันถูกส่งมาจากสวรรค์เบื้องบน

I'm not that innocent

คือความจริงฉันเองก็ไม่ได้ใสซื่ออะไรขนาดนั้น


You see my problem is this

คืองี้ ปัญหาจริงจริงมันก็คือ

I'm dreaming away

ฉันมักจะฝันเลื่อนลอยไปไกล

Wishing that heroes, they truly exist

หวังใจว่าเจ้าชายขี่ม้าขาว มันมีตัวตนจริงในชีวิตนี้

I cry, watching the days

ฉันร้องไห้ และมองคืนวันที่ผ่านไป

Can't you see I'm a fool in so many ways

ก็เห็นเห็นกันอยู่ ว่าฉันเต่าตุ่นเกินเบอร์ไปมากมายขนาดไหน

But to lose all my senses

แต่อาการที่ฉันเสียทรงอย่างไม่ควรจะเป็นนี้

That is just so typically me

มันก็ช่างสมกับการเป็นตัวฉันแบบนี้เสียจริงจริง

Oh, baby, baby

โอ้ว ที่รัก มันคืออย่างนี้นะ


Oops!...I did it again

อุ๊ปส์ ฉันทำมันไปอีกแล้วหรือนี่

I played with your heart, got lost in the game

เล่นเกมกับหัวใจของเธอ แล้วพ่ายแพ้ในเกมแบบนี้

Oh, baby, baby

โอ้ว ที่รัก ดั่งดวงใจ

Oops!...You think I'm in love

ว้าย เธอคิดว่าฉันถึงขั้นตกหลุมรักเลยงั้นหรือ

That I'm sent from above

แถมยังคิดว่าฉันถูกส่งมาจากสวรรค์เบื้องบน

I'm not that innocent

คือความจริงฉันเองก็ไม่ได้ใสซื่ออะไรขนาดนั้น


"All aboard"

ขึ้นเรือได้

"Britney, before you go, there's something I want you to have"

คนสวย ก่อนเธอจะไป มีบางอย่างที่ผมอยากจะให้คุณรับเอาไว้

"Oh, it's beautiful, but wait a minute, isn't this...?"

โอ้ว มันสวยมากเลย แต่เดี๋ยวก่อนนะ นี่มันใช่?

"Yeah, yes, it is"

ใช่จ้ะ ถูกต้องแล้ว

"But I thought the old lady dropped it into the ocean in the end"

แต่ฉันคิดว่าคุณยายคนนั้นจงใจทิ้งมันลงไปในทะเลตอนท้ายเรื่องนี่

"Well, baby, I went down and got it for you"

แหม คนสวย ผมพุ่งหลาวลงไปงมมาให้คุณ

"Oh, you shouldn't have"

โอ้ว ไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย


Oops!...I did it again to your heart

อุ๊ปส์ ฉันทำแบบนั้นกับหัวใจเธออีกแล้วสินะ

Got lost in this game, oh, baby

การพ่ายแพ้ในเกมแบบนี้

Oops!...You think that I'm sent from above

แล้วทำให้เธอคิดว่าฉันคือพรที่ฟ้าประทานมาให้

I'm not that innocent

ฉันไม่ได้ดีงามอะไรขนาดนั้น

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

“อย่าหวังว่าคราวนี้จะรอดไปได้ ผมไม่หลงกลคุณเหมือนคราวที่แล้วหรอก” นาวินคว้าข้อมือของอิ๊กเอาไว้จนแน่น “คราวที่แล้วผมเสียรู้คุณ เพราะประมาทมากไป เผลอหน่อยเดียว คุณนี่ไวอย่างกับปรอท ชิ่งหนีผมไปได้แบบต่อหน้าต่อตา” ยิ่งอิ๊กพยายามจะทั้งบิด ทั้งดึงข้อมือของตัวเอง ออกจากการจับกุมของอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ มือของนาวินก็ยิ่งกระชับแน่นมากขึ้นเท่านั้น


 
“อยากเจ็บตัวก็เอา ดึงเลย ข้อมือของคุณน่ะ ดึงแรง ๆ” นาวินเอ่ยปากท้าให้อิ๊กลองหนีเขาดูอีกครั้ง “ผมเจ็บนะคุณ” อิ๊กประท้วง “นี่มันคือการทำร้ายร่างกายกันชัด ๆ คุณมีสิทธิ์อะไรมาจับผมเอาไว้แบบนี้ นี่มันคือการล่วงละเมิดกันชัด ๆ ผมจะแจ้งตำรวจให้มาเล่นงานคุณ” อิ๊กร้องออกมาอย่างไม่พอใจ ที่ดูท่าแล้ว คราวนี้จะหนีไปแบบเนียน ๆ เหมือนครั้งที่แล้ว ไม่ง่ายจริง ๆ

 

“โอ้โห คุณนี่กล้าหาญมากนะ กล้าเอาตำรวจมาขู่ผม แน่ใจแล้วใช่มั้ย คุณคิดว่า ตำรวจเขาจะสนใจเล่นงานผม หรือจะจัดการกับคุณกันแน่ ฮะ” ได้ยินนาวินพูดมาแบบนั้น อิ๊กที่เคยใช้คำขู่แบบนี้แล้วได้ผลมาตลอด ก็ไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรมาพูดให้อีกฝ่ายยอมคล้อยตามได้ง่าย ๆ “แล้วนี่นะ ผมต้องไปจ้างนักสืบ มาควานหาตัวคุณ กว่าจะรู้ว่า จะมาตามคุณได้ที่ไหน กว่าจะรู้ว่าบ้านคุณอยู่แถวไหน ผมถึงได้มาดักรอคุณจนเจอแบบนี้” นาวินรู้ตัวดีว่า เขานั้นกำลังถือไพ่เหนือกว่าอิ๊กอยู่ในตอนนี้



“นี่คุณถึงกับต้องลงทุนทำอะไรขนาดนี้เลยหรือ ด้วยเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ” อิ๊กพูดประชดประชันอีกฝ่ายกลับไป “คุณขโมยกระเป๋าสตางค์ผม” นาวินทบทวนความจำของอิ๊กกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ร้านนั้นหาหลักฐานให้คุณไม่ได้ บนชั้นซูเปอร์วีไอพี ไม่มีกล้องวงจรปิด” อิ๊กย่นจมูก ส่ายหน้า พยายามพูดเพื่อผลักให้ความผิดไปตกอยู่กับที่ร้าน “คุณนี่ถ้าไม่ถูกจับได้แบบคาหนังคาเขา ก็จะไม่ยอมรับใช่มั้ย อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะ ว่าคุณรวมหัว สมรู้ร่วมคิดกับบาร์เทนเดอร์ที่ร้านนั่นน่ะ” มาถึงตรงนี้ อิ๊กต้องเงียบเสียงลง เพราะเคยตกลงกับบาร์เทนเดอร์คนนั้นเอาไว้แล้ว ว่าจะไม่ซัดทอดกันและกัน

 

“นี่ไง จริง ๆ ด้วย ผมพูดไม่ผิดใช่มั้ยล่ะ” ต่อให้นาวินพูดถูกแค่ไหน จะตะโกนใส่หูดัง ๆ อิ๊กก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทำไขสือไม่ยอมรับสักอย่าง ทั้งสองคนหันมาสบตากันพอดี แววตาหลุกหลิกของอิ๊ก มันทำให้นาวินมั่นใจว่าเขารู้ถึงสิ่งที่อิ๊กทำ ส่วนอาการมั่นใจในความคิดของนาวิน มันทำให้อิ๊กนั้นหมั่นไส้ กับความฉลาดมีไหวพริบของชายหนุ่ม “คุณบอกผมมา” นาวินพูดขึ้น และยังไงก็ยังไม่ยอมปล่อยข้อมือของอีกฝ่ายให้เป็นอิสระ แต่ก็ยอมผ่อนปรนแรงจับลงมา เพื่อไม่ให้อิ๊กเจ็บตัว

 

“ว่าทำไม คุณมีเหตุผลอะไร ถึงต้องทำแบบนี้” นาวินถามออกไป ด้วยความต้องการคำตอบจริง ๆ จากอีกฝ่าย ก่อนจะได้เห็นท่าทีของอิ๊กที่เปลี่ยนไปในทันที อาการหลบสายตา ใบหน้าที่ดูเศร้าลงไปในทันที ท่าทางที่ดูอ่อนยวบลงอย่างเห็นได้ชัด “นี่คุณแสดงอยู่อีกมั้ยเนี่ย” นาวินถาม เมื่ออาการต่อปากต่อคำของอิ๊ก กลายเป็นความเงียบลงอย่างทันที ส่วนนาวิน ก็รู้สึกว่าเขาเพิ่งจะพูดอะไร ที่สะกิดปมภายในใจของอีกฝ่ายออกไปอย่างไม่ตั้งใจ แต่มันสามารถทำให้ท่าทีของอิ๊กนั้น เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว



“ถึงแล้ว นี่ไงบ้านผม” อิ๊กพานาวินที่เดินจับมือกันมาตลอดทาง มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านเช่าหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง ที่อยู่ไกลจากบ้านหลังก่อนหน้า เข้ามาจนเกือบจะท้ายซอย ซึ่งก็เป็นตำแหน่งบ้านหลังเดียวกัน กับที่นักสืบส่งข้อมูลให้กับนาวิน “คุณจะไม่วิ่งหนีใช่มั้ย” ถามจบ นาวินก็ปล่อยมือของอิ๊กให้เป็นอิสระ “ถ้าอยากรู้มากนัก ก็ตามเข้ามาในบ้านนี่” แทนคำตอบ อิ๊กเปิดประตูรั้วบ้าน ก่อนจะเดินนำชายหนุ่มเข้าไปด้านใน

 

“หม่าม้า” เมื่อประตูบ้านเปิดออก “โป๊อยู่หรือเปล่า” อิ๊กก็ตะโกนถามคนที่อยู่ในบ้านเสียงดังลั่น โดยสายตาไม่ได้ละไปจากใบหน้าของนาวิน เพราะต้องการที่จะดูสีหน้าของอีกฝ่าย ว่าจะเป็นอย่างไร “ถามอะไรของแกแบบนั้น ทำยังกับว่า แกไม่เคยเห็นอะไร ๆ ของฉันอย่างนั้นแหละ” เสียงแหบพร่าดังเป็นคำตอบกลับมา นาวินมองไปทางเจ้าของเสียงนั้น ที่อยู่ด้านหลังผ้าม่านโปร่งแสง ที่ตั้งขึงเอาไว้ตลอดแนวความยาวของห้อง



“ก็วันนี้เราได้รับเกียรติจากแขกพิเศษ เขาอยากตามมาดูน่ะ ว่าทำไมน้องถึงทำสิ่งที่น้องทำอยู่ทุกวันนี้” อิ๊กพูดบอกกับหม่าม้าของตัวเองไป ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปทางด้านหลังผ้าม่านนั้น นาวินมองตามเข้าไปที่เงาด้านหลังผ้าม่านนั้น ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีออกมาเบา ๆ ก่อนจะได้ยินอิ๊กบอกหม่าม้าว่า จะช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ก่อน หม่าม้ายอมแต่โดยดี เพราะเห็นว่ามีคนแปลกหน้ามากับอิ๊กด้วย

 

“อิ๊กไปดูในครัวให้ม้าหน่อย ทำข้าวต้มก็ได้ ม้าอยากกิน” อิ๊กทำท่าอึกอัก จะไม่ทำตาม แต่ก็เงียบเสียงลง หยิบเอาเสื้อผ้าที่มีกลิ่นคล้ายน้ำยาทำความสะอาดลงใส่ในถุงดำ “มีอะไร หม่าม้าตะโกนเรียกน้องนะ” ก่อนจะยอมเดินถือถุงดำนั้น ไปทางด้านหลังบ้านแต่โดยดี นาวินเห็นเงาที่ด้านหลังผ้าม่านโปร่งแสงนั้นขยับตัวเลื่อนมาข้างหน้า ก่อนที่ผ้าม่านนั้นจะถูกดึงเชือก ให้มันเลื่อนเปิดออกไปทางด้านข้าง

 

“คุณอยากจะมาดูไม่ใช่หรือ ว่าทำไมอิ๊กมันถึงออกไปขโมยเงินใครต่อใครแบบนั้น” นาวินที่ได้เห็นคนที่อยู่ด้านหลังม่านนั้นอย่างเต็มตา ก็ชะงักไปเล็กน้อย กับร่างกายที่ผ่ายผอมของอีกฝ่าย แม้ว่าโครงหน้าเมื่อได้เห็น ยังพอจะบอกได้ว่า เมื่อสมัยอายุน้อยกว่านี้มาก ๆ เจ้าตัวถือว่าเป็นคนที่หน้าตาสะสวยมากคนหนึ่งเลยทีเดียว “มันไม่ยอมให้ฉันจากมันไปย่ะสิ อิ๊กน่ะ มันบอกว่า ให้ฉันอยู่กับมันก่อน ให้ทรมานทั้งตัวฉัน และลำบากทั้งตัวมัน” หม่าม้าพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ ไม่ใช่มาจากอาการประชดประชัน แต่แค่อยากจะเล่าถึงข้อเท็จจริงให้นาวินรับรู้แค่นั้น

 

“ถ้ากลัวนะ โน่น ข้างหลังนั่น มีหน้ากากอนามัยกับสเปรย์แอลกอฮอล์ ใช้ได้นะ ไม่ว่ากัน แม้ว่ามันจะไม่ติดต่อกันง่ายขนาดนั้นก็เถอะ แต่ฉันเข้าใจ” คำพูดที่มาจากคนตกผลึกทางความคิดและความเข้าใจถึงความเป็นมนุษย์ พูดด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ได้รู้สึกน้อยอกน้อยใจอะไรอีกแล้ว กับสิ่งที่ตัวเองต้องเผชิญอยู่ “มันขโมยเงินคุณมาเท่าไหร่ล่ะ” หม่าม้าถามยิ้ม ๆ นาวินหัวเราะตาม ก่อนจะตอบไปว่า

 

“เขาถูกผมจับได้เสียก่อน” หม่าม้าได้ยินแบบนั้นถึงกับหัวเราะชอบใจ “นี่ครั้งแรกเลยนะ ที่มันหนีความผิดไม่พ้น แถมเจ้าทุกข์ยังตามมาจนถึงบ้านอีกต่างหาก” หม่าม้าบอกกับนาวิน พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งว่า “ฉันผิดเอง ฉันเองแหละ ที่เป็นคนสอนให้มันทำแบบนี้ เพื่อให้ได้เงินมาเร็ว ๆ” นาวินกำลังจะพูดอะไรออกไป หม่าม้าก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า

 

“เพราะฉันสั่งห้ามมันเด็ดขาด ฉันไม่อยากให้มันเป็นกะหรี่ขายตัว” หม่าม้าพูดด้วยแววตาของคนที่รู้สึกผิดมาโดยตลอด “เหมือนฉัน” นาวินมองเห็นแววตาที่หวังดีที่มีให้กับอิ๊กของหม่าม้า “ฉันพยายามจะเป็นแม่ที่ดีของมัน ด้วยคำถามที่ว่า กะเทยเป็นแม่คนได้มั้ย” นาวินเห็นหม่าม้ายิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่มีหยาดน้ำตาใส เต้นระยิบอยู่ที่ขอบตา “แต่ก็ได้เท่าที่เห็นนี่แหละนะ” หม่าม้าหัวเราะชอบใจ

 

“อย่างน้อย อิ๊กมันก็เลิกทำตัวพยศกับฉัน มันทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว แม้ว่ามันจะทำผิดวิธี แต่ฉันก็ไม่โทษมันหรอก ฉันไม่ได้ให้ชีวิตกับมัน ฉันให้มันได้แค่หนทางเอาตัวรอด ผิดถูก ค่อยว่ากัน” นาวินฟังที่หม่าม้าพูด ไม่ได้แสดงสีหน้าหรืออาการเห็นด้วยหรือคัดค้าน “ว่าแต่คุณเถอะ ยังไม่ได้กับมันใช่มั้ย” คำถามนี้ของหม่าม้า นาวินถึงกับต้องรีบปฏิเสธออกมาในทันที



“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ผมไม่ได้ทำอะไรอิ๊กแบบนั้น” หม่าม้าเห็นอาการประหม่าของนาวิน พร้อมด้วยหน้าที่แดงขึ้นจนเห็นได้ชัด ก็หัวเราะออกมาเบา ๆ “ถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านเจ้าสัวคงนอนไม่หลับไปหลายคืน” นาวินทำหน้าแปลกใจที่หม่าม้าจำเขาได้ “ถ้าจะมีใครไม่รู้จักคุณนาวิน ลูกเจ้าสัวดนัย ก็คงจะเป็นเจ้าอิ๊กนั่นแหละ” หม่าม้าพูดต่อ ก่อนจะอธิบายว่า ทำไมหม่าม้าถึงจำนาวินได้

 

“สมัยก่อน ตั้งแต่คุณยังเป็นเด็ก ท่านเจ้าสัวให้ความกรุณาอนุเคราะห์แก่กะเทยนางโชว์แบบฉันมาก ท่านเมตตาให้ฉันเข้าไปแสดงในงานประจำปีที่บริษัทอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่ง” หม่าม้ายังจดจำนาวิน ตั้งแต่ครั้งนั้นได้ดี “จนกระทั่งอะไรครับ” นาวินถามหม่าม้าออกไป หม่าม้าถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะตอบกลับเขาไปว่า “จนกระทั่ง แม่ของคุณ ไม่ต้องการให้กะเทยแต่งหญิงอย่างฉัน เข้าใกล้ลูกชายของเธอนั่นแหละ” นาวินไม่ได้แปลกใจอะไรกับคำตอบของหม่าม้า แต่เขาก็จำไม่ได้จริง ว่าหม่าม้าคนนี้ เคยอุ้มเขาครั้งหนึ่ง และก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำอีก แทบจะในทันที

 

“ฉันแก่และป่วยเกินกว่าจะอ้อมค้อมแล้วล่ะ พูดกันตรง ๆ เข้าใจกันง่าย ๆ” นาวินพยักหน้าแบบเข้าใจ ไม่ได้รู้สึกว่าหม่าม้าพูดอะไรผิดออกมา เพราะเขาก็เห็นความจริงในเรื่องนี้ เมื่อโตและเข้าใจทุกอย่างแล้ว “รู้เหตุผลของอิ๊กมันแล้ว คุณจะทำยังไงกับมันต่อ ก็แล้วแต่คุณเถอะ” หม่าม้าทิ้งให้นาวินเป็นคนตัดสินใจ ไม่ได้บังคับหรือขอร้องอะไรชายหนุ่ม ไม่ว่าจะให้เห็นใจหรือเข้าใจใด ๆ ต่ออิ๊กทั้งนั้น



“คุณคุยอะไรกับหม่าม้า ทำไมวันนี้เขาถึงกินข้าว ดูอร่อย แถมกินได้เยอะกว่าปกติอีก” อิ๊กถามนาวินออกไปด้วยความสงสัย เมื่อทั้งสองคนออกมายืนอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้าน “เปล่านี่ ก็คุยไปตามประสาผู้น้อยคุยกับผู้ใหญ่ เรื่องทั่ว ๆ ไป” นาวินตอบด้วยอาการยิ้ม ๆ พอมองเห็นแววตาที่ดูคลายกังวลขึ้นมาบ้างของอิ๊ก ก็ทำให้เขารู้สึกดี ที่หม่าม้ายอมกินข้าว โดยที่อิ๊กไม่ต้องเคี่ยวเข็ญแบบทุกครั้ง

 

“งั้นถ้าเป็นไปได้ คุณก็ช่วยคุยอะไรที่มันพิเศษ ไม่ธรรมดา ไม่ทั่วไปกับหม่าม้าหน่อย เผื่อว่า เขาจะยอมกินยาง่าย ๆ แบบนี้บ้าง” อิ๊กพูดไปแบบนั้น แค่ต้องการพูดติดตลกเท่านั้น ก่อนจะได้ยินเสียงรถพยาบาลวิ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน “หม่าม้าบอกกับผมว่า ไม่ได้ตรวจร่างกายมานานพักใหญ่แล้ว ลองตรวจดูสักหน่อย หม่าม้าก็ไม่ขัดข้องอะไร” อิ๊กได้แต่ทั้งตกใจ ทั้งอึ้ง และดีใจระคนปนเปในความรู้สึกไปหมด

 

เมื่อเห็นหมอและพยาบาล เดินลงมาจากรถพยาบาลที่นาวินเป็นคนโทรเรียกมา เดินเข้าไปในบ้าน เพื่อตรวจดูอาการของหม่าม้า ที่มันไม่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว เพราะหม่าม้าปฏิเสธที่จะไปโรงพยาบาล โดยบอกกับอิ๊กว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปตรวจซ้ำอีก เพราะไม่ได้ทำให้ความจริงอะไรเปลี่ยนแปลงไป แม้อิ๊กจะอ้อนวอนหม่าม้าเท่าไรก็ตาม แต่ในวันนี้นั้น



“คุณร้องไห้ทำไม” นาวินทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นอิ๊กพยายามจะห้าม ไม่ให้น่ำตาของตัวเองไหลลงมา “ผมไม่ได้ร้องสักหน่อย” อิ๊กปฏิเสธเสียงสั่นเครือ “ก็หม่าม้าให้ไปทำข้าวต้ม แล้วต้องหั่นหอมแดง นั่นแหละ น้ำตามันไหล เพราะหอมแดง คุณไม่เข้าใจ คุณไม่เชื่อ มันก็เรื่องของคุณ” ยิ่งอิ๊กพยายามเช็ดน้ำตาให้หมดไป น้ำตาอุ่น ๆ มันก็ยิ่งไหลลงมาเป็นสาย โดยที่นาวินนั้น เขาไม่เข้าใจตัวเองเลย ว่าไอ้อาการเจ็บแปลบ ๆ ที่เกิดขึ้นในใจ เมื่อเห็นอิ๊กร้องไห้ มันแปลว่าอะไร

****************************************************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาไทย โดย KADUMPA

Mama - Spice Girls

https://www.youtube.com/watch?v=Q2wvFQasbV8


She used to be my only enemy and never let me free,

แม่เคยเป็นศัตรูเพียงคนเดียวของฉัน ที่ไม่ยอมปล่อยให้ฉันมีอิสระ

Catching me in places that I know I shouldn't be,

ตามไปเจอฉันในที่ที่ฉันไม่เคยไปอยู่เสมอ

Every other day I crossed the line,

บ่อยครั้งในวันที่ฉันทำตัวล้ำเส้น

I didn't mean to be so bad,

แม้ว่าฉันเองจะไม่ได้ตั้งใจทำตัวเลว

I never thought you would

ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งนั้น

become the friend I never had

แม่จะกลายมาเป็นเพื่อนคนนั้นคนที่ฉันไม่เคยมี


Back then I didn't know why,

ย้อนกลับไปในวันนั้นฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไม

why you were misunderstood,

ทำไมถึงได้เข้าใจแม่ไปแบบผิดผิด

So now I see through your eyes,

แต่มาในตอนนี้เมื่อมองลึกเข้าไปในแววตา

all that you did was love,

สิ่งที่แม่ทำให้ฉันมาทั้งหมดก็เพราะว่ารัก


Mama I love you, Mama I care,

รักหม่าม้านะ แคร์หม่าม้าเสมอ

Mama I love you, Mama my friend,

หม่าม้ารักมากมากนะ หม่าม้าเพื่อนฉันเอง

My friend

หม่าม้าเพื่อนกัน


I didn't want to hear it then but

ก่อนนี้ฉันไม่ต้องการที่จะได้ยินมันแต่ทว่า

I'm not ashamed to say it now,

มาถึงตอนนี้ฉันไม่รู้สึกอับอายอะไรที่จะบอกว่า

Every little thing you said and did was left for me,

สิ่งละอันพันละน้อยที่แม่สอนและทำให้มันก็เพื่อตัวฉันทั้งนั้น

I had a lot of time to think about,

พอได้มีเวลามากพอมาคิดทบทวนถึงสิ่งเหล่านั้น

about the way I used to be,

ทบทวนถึงวีรกรรมที่ฉันเคยเป็นและเคยทำเอาไว้

Never had a sense of my responsibility

ช่างไม่รู้เลยถึงความรับผิดชอบที่พึงกระทำในฐานะลูกแม่


Back then I didn't know why,

ย้อนกลับไปในวันนั้นฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไม

why you were misunderstood,

ทำไมถึงได้เข้าใจแม่ไปแบบผิดผิด

So now I see through your eyes,

แต่มาในตอนนี้เมื่อมองลึกเข้าไปในแววตา

all that you did was love,

สิ่งที่แม่ทำให้ฉันมาทั้งหมดก็เพราะว่ารัก


Mama I love you, Mama I care,

รักหม่าม้านะ แคร์หม่าม้าเสมอ

Mama I love you, Mama my friend,

หม่าม้ารักมากมากนะ หม่าม้าเพื่อนฉันเอง

My friend

หม่าม้าเพื่อนกัน


But now I'm sure I know why,

แต่มาตอนนี้ฉันรู้ซึ้งแล้วว่าทำไม

why you were misunderstood,

ว่าทำไมใครใครต่างเข้าใจแม่ผิดไป

So now I see through your eyes,

มาถึงตอนนี้เมื่อมองลึกเข้าไปในแววตาของแม่

all I can give you is love,

ทั้งหมดที่มีให้แม่นั้นคือความรักจากใจที่มี


Back then I didn't know why,

ย้อนกลับไปในวันนั้นฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไม

why you were misunderstood,

ทำไมถึงได้เข้าใจแม่ไปแบบผิดผิด

So now I see through your eyes,

แต่มาในตอนนี้เมื่อมองลึกเข้าไปในแววตา

all that you did was love,

สิ่งที่แม่ทำให้ฉันมาทั้งหมดก็เพราะว่ารัก


Mama I love you, Mama I care,

รักหม่าม้านะ แคร์หม่าม้าเสมอ

Mama I love you, Mama my friend,

หม่าม้ารักมากมากนะ หม่าม้าเพื่อนฉันเอง

My friend

หม่าม้าเพื่อนกัน


Me Loving You

ฉันรักหม่าม้า

You Loving Me

หม่าม้าก็รักฉัน

A Love That's True

ความรักที่แท้จริง

And Guaranteed

ยิ่งใหญ่และยั่งยืน


Me Loving You

ฉันรักหม่าม้า

You Loving Me

หม่าม้าก็รักฉัน

A Love That's True

ความรักที่แท้จริง

And Guaranteed

ยิ่งใหญ่และยั่งยืน


So True

เที่ยงแท้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2026 19:09:54 โดย KADUMPA »

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0


“งั้นขอถามอีกที ว่าคุณแน่ใจแล้วนะ” อิ๊กถามกลับนาวินไป เพื่อต้องการความแน่ใจจากอีกฝ่าย ชายหนุ่มทำท่าถอนหายใจ ส่ายหน้าแทนอาการเหนื่อยใจ กับเหตุที่ต้องมาพูดบอกอิ๊กซ้ำ ๆ กันหลายรอบ กับเรื่องเดิม “ต้องให้ผมพูดกี่รอบ” อิ๊กได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้น ก็พยักหน้าช้า “ได้ พูดเองนะ” อิ๊กพูดแบบนั้น ก่อนจะยื่นมือออกไปข้างหน้า นาวินแอบยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะยื่นมือออกมาด้วยเช่นกัน



“ก็อยากรู้เหมือนกันว่า มันจะรู้สึกยังไง กับการใช้ชีวิตเป็นคนรวยกับเขาบ้างสักครั้ง” อิ๊กรับเอากุญแจรถยยนต์มาจากนาวิน ที่มองดูอิ๊กด้วยอาการของคนซ่อนยิ้มในหน้า “เอ๊า หนูยืนนิ่งอยู่ทำไมล่ะ ขึ้นรถสิ เดี๋ยวป๋าพาขับรถเล่น” นาวินได้ยินแบบนั้น ก็เลิกคิ้ว ส่ายหน้าไปมา ถอนหายใจ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถ อิ๊กหัวเราะขำ ๆ กับท่าทางทำเป็นเอือมระอาของชายหนุ่ม ที่ได้เห็นตลอดสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้


 
ขับรถดี ๆ ล่ะ ขับแบบนิ่มนวล ผมจะพักสายตาสักงีบ” เมื่อเข้ามาในรถ นาวินหันไปบอกกับอิ๊ก กำชับอีกครั้ง ให้ขับรถแบบให้เขานอนหลับได้ด้วย “แล้วรู้แล้วหรือไงว่าผมจะขับรถพาคุณไปไหน” อิ๊กถาม ก่อนจะสตาร์ทรถยนต์สปอร์ตคันงาม “เซอร์ไพรส์ผมสิ ผมชอบเรื่องเซอร์ไพรส์” นาวินพูด ก่อนจะหยิบเอาแว่นตากันแดดราคาแพงขึ้นมาใส่ อิ๊กมองไปที่ใบหน้าของชายหนุ่ม ที่ตอนนี้ ถูกปิดบังสายตาเอาไว้ด้วย แว่นสีดำหรูหราคู่นั้น

 

ตั้งแต่วันที่อิ๊กพานาวินไปที่บ้าน และชายหนุ่มก็ได้พาทีมหมอและพยาบาลมาดูแลหม่าม้านั้น นาวินก็จ้างให้อิ๊กทำนั่นทำนี่ให้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อย นาวินก็ตามอิ๊กมาทำให้ โดยค่าตอบแทนที่อิ๊กได้จากนาวิน รวมถึงเวลาที่ต้องใช้อยู่กับอีกฝ่าย ทำให้อิ๊กเอง ห่างหายไปจากการออกไปท่องราตรี หลอกเหยื่อเพื่อเอาเงินมาดูแลหม่าม้า ซึ่งจำนวนเงินมันมากพอ ที่ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของหม่าม้าดีขึ้นเป็นอย่างมาก และจำนวนเวลาที่อิ๊กใช้อยู่กับนาวินนั้น



“ดีเหมือนกัน ตื่นขึ้นมาอีกที เราอาจจะอยู่กันที่ชายแดนแล้วก็ได้” อิ๊กพูดกับใบหน้านิ่ง ๆ ภายใต้กรอบแว่นตากันแดดนั้นของนาวิน “ก็อยากเห็นเหมือนกัน ว่าเวลาคุณรู้ตัวอีกที ว่าไตข้างหนึ่งหายไปแล้ว มันจะเป็นยังไง” อิ๊กหัวเราะออกมาอย่างนึกขัน ว่านาวินจะทำท่าโวยวายยังไง ถ้าหากว่ามันเกิดแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ “ชู่ ขับรถไป” นาวินทำเสียงเข้ม แต่ก็เผลอหลุดยิ้มออกมา ก่อนจะรีบปรับเป็นสีหน้าปกติ อิ๊กยู่หน้า บุ้ยปากใส่ ก่อนจะออกรถตามที่นาวินบอกมา

 

“คุณ” อิ๊กเรียกอีกฝ่ายออกไป “คุณ ตื่นเร็ว ถึงแล้ว” นาวินที่สัปดาห์ที่ผ่านมา เขาได้นอนอย่างเต็มตาน้อยมาก จากธุรกิจและภาระที่เขาต้องรับผิดชอบ รู้สึกเหมือนได้พักอย่างเต็มที่ ทั้ง ๆ ที่อิ๊กขับรถมาถึงที่นี่ ใช้เวลายังไม่ถึงสองชั่วโมงดีด้วยซ้ำ “ถึงแล้วนี่ถึงไหน” นาวินดึงแว่นตากันแดดออก ภาพตรงหน้ามองผ่านกระจกหน้ารถออกไป คือทะเลที่ตอนนี้แดดกับน้ำทะเล ตัดกันระยิบระยับไปหมด

 

“ไม่ได้พามาถึงชายแดนหรอกน่า ไตคุณยังอยู่ครบ แต่คุณน่าจะหิวข้าวแล้ว หรือไม่หิว” อิ๊กพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะขยับเปิดประตูรถ “รีบลงรถตามมา จะพาไปกินของอร่อยระดับตำนาน” นาวินเอี้ยวตัวมองตามอิ๊กไป ด้านหลังนั้น คือร้านอาหารที่ดูธรรมดา แต่มีคนนั่งกันอยู่เต็มร้าน เดาได้ว่า คงจะเป็นหนึ่งในร้านฮิตของคนในแถบนี้ พร้อมภาพวิวทะเลหลักล้าน ที่ทอดตัวอย่างพอดิบพอดี อยู่ที่หน้าร้าน


 
“ว้าย ตายแล้ว ตาเถรหก นังอิ๊กมา นี่ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่มั้ยเนี่ย มานี่เลย” เจ้สุเจ้าของร้าน ดึงตัวอิ๊กหลานรักของเธอเข้าไปกอดจนแน่น “โอ๊ยเจ้ น้องหายใจไม่ออก” แต่เจ้สุก็ไม่ฟัง กอดหลานของเธอคนนี้อย่างให้หายคิดถึง “แกไม่มาหาฉันเลยนี่นา ก็นึกว่าแกลืมน้ากะเทยแก่ ๆ คนนี้ไปแล้ว” ถึงจะถือศักดิ์กันเป็นน้าหลาน แต่เจ้สุก็ชอบให้อิ๊กเรียกเธอแบบนี้

 

“แล้วจะมาค้างกี่วัน มีที่พักหรือยัง จะจองทำไมให้เสียสตางค์ มาค้างด้วยกันกับเจ้นี่” เจ้สุพูดยาว ด้วยอาการดีใจที่หลานมาหา “แค่แวะมากินข้าวเองเจ้ เดี๋ยวเย็นนี้ก็กลับแล้ว” อิ๊กบอกกับเจ้สุออกไป “ไม่ค้าง มาแล้วไม่ค้างได้ยังไง” เจ้สุเสียงสูง เพราะเพิ่งได้ยินสิ่งหลานพูดจาไม่เข้าหู “แล้วนี่มายังไง จะกลับได้ยังไงคนเดียว” เจ้สุถามถึงการเดินทางของหลานสุดที่รักเลยทันที



“ขับรถมาน่ะเจ้” อิ๊กบุ้ยปากไปที่รถสปอร์ตคันหรูด้านนอก ก่อนจะเห็นเจ้สุทำตาโตเป็นไข่ห่าน “ไม่ใช่รถน้องหรอก” จังหวะเดียวกันกับที่นาวิน เจ้าของรถตัวจริงเดินตามเข้ามาในร้านพอดี “นังอิ๊ก นี่ผัวแกหรือ หล่อมาก รวยด้วย” เจ้สุถึงกับหลุดปากออกไปอย่างลืมตัว “ไม่ใช่เจ้” อิ๊กรีบปฏิเสธ นาวินเองก็หัวเราะออกมาเบา ๆ “เปล่าครับ” ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธออกมาแบบสุภาพ

 

“ยังไม่ได้เป็น” นาวินพูดยิ้ม ๆ จนอิ๊กต้องหันไปเอียงคอมองชายหนุ่ม “แล้วอยากเป็นมั้ยล่ะ” เจ้สุถาม แบบต้องการรู้คำตอบจริง ๆ “เจ้ น้องหิวแล้ว” อิ๊กรีบตัดบท เจ้สุเห็นรอยยิ้มของนาวินก็พอจะเข้าใจได้ในทันที “แหม หลานเขยที่จริงใจ” เจ้สุพูดแบบอารมณ์ดี “ไป ๆ ไปหาที่นั่งก่อน โน่นมีโต๊ะว่างอยู่ตรงมุมโน้น ไม่ร้อนด้วย ลมพัดเย็นสบาย วิวดีด้วย อิ๊ก พาคุณเขาไป เดี๋ยวเจ้จัดอาหารชุดใหญ่ให้ รอแป๊บ” เจ้สุบอกกับอิ๊ก “ไม่แกล้งนะเจ้ เอาอร่อย ๆ” อิ๊กบอกกับน้าไป “แหม ปกป้อง” เจ้สุเบ้ปากใส่หลานอย่างเอ้นดู ก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว ส่วนอิ๊กก็เดินพานาวินไปนั่งที่โต๊ะ

 

“ใครน่ะเจ้” ลูกมือในครัวถาม เมื่อเจ้สุเริ่มลงมือทำอาหาร “เห็นเจ้สนิทด้วยจัง” เจ้สุใส่พริกกับกระเทียมลงในกระทะ เมื่อได้ยินคำถามนั้น “หลานฉันเอง ลูกบุญธรรมหม่าม้า นางโชว์ในตำนานของบาร์เก่า แต่ปิดไปนานมากแล้วของที่นี่” กลิ่นความอร่อยหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เมื่อเจ้สุผัดกระทะไฟลุกท่วม “แฟนเขาหน้าตาดีเนอะ” ลูกมือไม่วายหยอด เมื่อเห็นว่าอิ๊กมากับนาวิน “ดูสมกันดี” เจ้สุหัวเราะออกมาหน้าเตาไฟ “สองคนนั้นมันยังไม่ได้กัน แต่ฉันว่า เร็ว ๆ นี้แหละ” เมนูแรกเสร็จแล้ว เจ้สุ ก็ลงมือต่อกับเมนูถัดไปทันที

 

“บรรยากาศดีมาก ลมทะเลเย็นสบายจัง” นาวินยิ้มกว้างออกมา เพราะรู้สึกสบายอย่างที่บอกออกมาจริง ๆ อิ๊กนั้น เคยเห็นนาวินยิ้มแบบนี้อยู่บ้างบางครั้ง แม้จะไม่บ่อย แต่คราวนี้ เป็นยิ้มกว้างที่ออกมาจากความสุขข้างในใจของนาวินจริง ๆ “ถิ่นเก่าหม่าม้าน่ะ” อิ๊กบอกกับนาวิน เหมือนเป็นการเล่าให้กันฟัง มากกว่าจะจริงจังอะไร นาวินพยักหน้ารับรู้ “ส่วนเจ้สุ ที่รักหม่าม้าเหมือนพี่แท้ ๆ นี่ก็แม่ครัวมือหนึ่ง อาหารจานไหนจานนั้น รับรองรสชาติอร่อยติดใจแน่นอน” อิ๊กยืนยันเรื่องนี้ได้อย่างแน่ใจที่สุด



“แต่แล้ววันหนึ่ง หม่าม้าของอิ๊ก ก็หอบลูกหนีไปจากที่นี่” เจ้สุพูดขึ้น เมื่อยกอาหารหลากหลายเมนูมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ “ด้วยความหวังเดียวที่มุ่งมั่นอยู่ในใจ” เจ้สุวางจานไข่เจียวฟูนุ่ม บอกว่ากินแนมกับอาหารจานอื่น ๆ จะอร่อยมาก “เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกคนเดียวของหม่าม้า กลายเป็นกะหรี่” เจ้สุสบตากับนาวินและอิ๊กสลับกันไปมา ด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม เหมือนแค่เล่าเรื่องเก่าบอกความหลังสู่กันฟังเท่านั้น อาจจะเพราะว่า อิ๊กไม่ได้กลายเป็นอย่างที่กลัวกัน อย่างนั้นกระมัง



“สมัยก่อน แถวนี้มันไม่ได้สวยงาม เจริญหูเจริญตาแบบที่เห็นเป็นอยู่ทุกวันนี้” ตอนนี้มองไปทางไหน ก็สะอาดสะอ้าน เป็นระบบระเบียบไปทุกที่ “มันคงเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด แต่ดีที่สุดแล้วของหม่าม้า” เจ้สุวางมือบนไหล่ของอิ๊ก บีบเบา ๆ แบบถ่ายทอดความรู้สึกดีใจและภูมิใจในหลานคนนี้ของเธอ “ส่วนเจ้” เจ้าของร้านอาหารยอดฮิตพูดด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ



“เจ้เคยเป็นกะหรี่” อิ๊กมองเห็นนาวิน ที่ยกแก้วน้ำดื่มขึ้นจิบ ถึงกับต้องกลั้นอาการกระแอมกระไอนั้นเอาไว้ “แค่เคยเป็นน่ะ ตอนนี้หายแล้ว เลิกแล้ว ไม่ขายแล้ว” เจ้สุถือวิสาสะตักไข่เจียวใส่ลงบนจานข้าวของนาวิน พร้อมั้งตักแกงเนื้อวัวสูตรเด็ด ราดลงไปพร้อมทั้งไข่เจียวและข้าวสวยร้อน ๆ ด้านล่างนั่น “สมัยเด็ก ๆ เจ้สุทำแบบนี้ให้ผมกินบ่อย ๆ” อิ๊กบอกกับนาวิน ที่ตักข้าวคำใหญ่ คำนั้นเข้าปาก ก่อนจะเคี้ยวตุ้ย ๆ ด้วยดวงตาเป็นประกาย

 

“แต่ ถ้ามีเด็กรุ่น ๆ มาถามหาสกิลเด็ดของเจ้ ในเรื่องอย่างว่า” นาวินยิ้มอย่างอารมณ์ดี ด้วยอาการที่อร่อยถูกปาก และความตลกเป็นกันเองของเจ้สุ “แพงมั้ยครับ เผื่อต่อราคาลงมาได้อีกสักหน่อย” นาวินที่กลืนข้าวลงคอไปแล้ว เอ่ยถามเจ้สุ ที่ตัวเจ้เองก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “เจ้น่ะ มันของตกรุ่นไปแล้ว คุณคงต้องลองของมีค่าราคาแพงใหม่ ๆ แล้วล่ะ” เจ้สุก้มลงมองใบหน้าของอิ๊ก ที่ทำเป็นไม่ได้ยิน

 

“ได้หรือครับ” นาวินถามยิ้มกรุ้มกริ่ม สายตามองไปสบตากับอิ๊กพอดี “อะไรของคุณ” อิ๊กพยายามทำหน้านิ่ง ๆ เอาไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่ “เอาอิ๊กไง” นาวินเองก็ไม่คิด่า ตัวเขาจะพูดออกไปอย่างที่ใจคิดจริงแบบนั้น อิ๊กถึงกับแก้มระเรื่อ หูแดงขึ้นมาในทันที “อะไรนะ” อิ๊กถามเสียงหลง เจ้สุหัวเราะเสียงดังชอบใจ “คือ ก็อาหารของเจ้สุอร่อยขนาดนี้ ผมก็อยากจะเอาอีก คือ เอาอีกจานได้มั้ยครับ” นาวินพูดออกมาทั้งเขิน ทั้งดูทีเล่น แต่ถ้าได้ ก็เอาจริง



“เดี๋ยวผมขอตัวรับโทรศัพท์ก่อนนะครับ” ยังไม่ทันที่การสนทนานั้น จะไปจบลงที่ตรงไหน นาวินก็ลุกเดินออกไปรับโทรศัพท์ก่อน หลังจากที่เห็นแล้วว่า ใครเป็นคนโทรมาหาเขา “เข้าท่าดีเหมือนกันนะ คนนี้” เจ้สุพูดกับหลานของตัวเอง ด้วยอาการเอ็นดูชายหนุ่มที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก “รู้จักกันนานหรือยัง” เจ้สุยิงคำถาม อิ๊กส่ายหน้า ยกแก้วน้ำขึ้นจิบ “คบกันอยู่หรือเปล่า” เจ้สุถามต่อ

 

“เปล่าเลยเจ้” อิ๊กส่ายหน้าตอบคำถาม “เขาจ้างน้องทำโน่นทำนี่ เหมือนกับ พยายามกันน้องให้ออกจากสิ่งที่น้องทำ ๆ อยู่” อิ๊กอธิบายให้เจ้สุฟัง “อิ๊ก แกก็ยังคงยึดหลักการที่หม่าม้าแกสอนมาตั้งแต่เด็กอยู่สินะ” เจ้สุถามด้วยความเป็นห่วงหลานคนนี้ “กะหรี่ต้องไม่ตกหลุมรักแขก” อิ๊กพูดทวนคำสอนของ ของหม่าม้า ที่แม้จะสั่งห้ามอิ๊กเด็ดขาด ไม่ให้เดินเส้นทางนี้ แต่นี่คือคำสอนครอบจักรวาล รวมไปถึงในเรื่องที่ดูแล้วมันเป็นไปไม่ได้เลยอีกด้วย

 

“เขาก็แค่เป็นนายจ้างน้องเท่านั้น” อิ๊กบอกกับเจ้สุ "หม่าม้าสอนเอาไว้ว่า เมื่อไม่รัก ก็ไม่มีวันเสียใจ" มองไปที่นาวิน ที่กำลังคุยโทรศัพท์ แต่ก็หันมายิ้มและยักคิ้วให้กับอิ๊ก “แต่เจ้ก็ไม่เคยเห็นแกพาใครมาหา ไม่เคยเห็นแกอยู่กับใคร ใช้เวลากับใคร อย่างที่แกเล่ามา” อิ๊กรู้สึกว่าคำพูดของเจ้สุ กำลังทำให้ภาพตอนอยู่กับนาวินกำลังหลั่งไหลกลับเข้ามาในความรู้สึก แบบไม่ทันได้ตั้งตัว “เพราะเขาดีกับหม่าม้า” อิ๊กตอบกลับเจ้สุไปแบบนั้น

 

“นี่แกอยู่ที่ไหน นาวิน” เสียงถามมาจากอีกด้านหนึ่งของปลายส่าย “พี่นารีต้องไม่เชื่อแน่ ว่าทะเลที่นี่มันสวยมาก” นารีได้ยินน้องชายของเธอเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ “แถมอาหารก็อร่อย นี่ผมกินไปแค่อย่างเดียวนะ ยังติดใจขนาดนี้ แต่เดี๋ยวจะกลับไปนั่งกินต่อ ยังมีอีกหลายเมนูที่เจ้สุแกทำได้อร่อยมาก” นาวินเล่าให้พี่สาวของตัวเองฟัง กับสิ่งที่ได้มาเจอในวันนี้

 

“ทะเลสวย ฟ้าใส อาหารอร่อย แถมคนก็จิตใจดีกันทั้งนั้น หลานของเจ้สุก็ด้วย” นารียิ้มให้กับโทรศัพท์มือถือในมือ เมื่อรู้สึกได้ว่า น้องชายกำลังมีความสุขกับการใช้ชีวิตของตัวเอง “พี่ดีใจนะที่ได้ยินเสียงของแก สดใสและร่าเริง นาวิน” ก่อนที่หญิงสาวจะได้ยินน้องชายบอกว่ารักและคิดถึง ก่อนที่จะวางสายไป “ทำไมไม่บอกนาวินไป” เสียงของผู้เป็นมารดาถามด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “คุณแม่จำได้มั้ยคะ ว่าครั้งล่าสุดที่คุณแม่ได้ยินเสียง หรือได้เห็นนาวินมีความสุข มันเมื่อไหร่กัน มันนานแค่ไหนแล้ว นารีแค่ไม่อยากขัดน้อง ปล่อยให้นาวินได้สนุกบ้าง” นารีตัดสินใจปกป้องน้องชายของตัวเองบ้าง



สุดท้ายแล้ว เจ้สุก็บังคับให้ทั้งสองคนนอนค้างด้วยกันสักคืน เพราะตั้งใจลากยาวให้นาวินและอิ๊ก นั่งคุยกันจนเย็นค่ำ โดยที่เจ้สุ พาทั้งสองคนมาพักที่เกสต์เฮ้าส์ที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ เป็นบ้านหลังเดี่ยวที่แยกออกมาส่วนตัวจากห้องอื่น ๆ เจ้สุหอบเอาน้ำดื่มขนมนมเนยนานาชนิด เอามาให้ เผื่อทั้งสองจะหิวกลางดึก แถมยังไม่ลืมเครื่องดื่มสร้างบรรยากาศ พร้อมน้ำแข็ง ให้ทั้งสองได้คลายร้อน


 
“งั้น ผมขอไปอาบน้ำก่อน” อิ๊กบอกกับนาวิน “ส่วนคุณเลือกได้เลยนะ ว่าจะนอนบนเตียง หรือว่าจะนอนฟูกด้านล่างนี่” อิ๊กไม่รอคำตอบคว้าเอาผ้าเช็ดตัว และเสื้อผ้าใส่นอนที่เจ้สุไปหามาให้ แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป นาวินมองตามอีกฝ่ายที่ปิดประตูห้องน้ำตามหลัง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาด้วยอาการประหม่า อะไรบางอย่างนั้นตื่นตัวขึ้นมาอย่างบังคับไม่ได้ ด้วยว่าเรื่องที่กำลังวนอยู่ในหัวของชายหนุ่มในตอนนี้ มีแต่เรื่องอะไรทำนองนั้นทั้งสิ้น

 

อิ๊กยืนมองตัวเองในกระจก พยายามทำให้ใจที่กำลังเต้นแรง ให้ผ่อนคลายลงมา แต่สายตาก็มองไปที่สายชำระที่อยู่ที่ข้างกำแพง ที่สะท้อนผ่านกระจกนั้น อิ๊กเดินมานั่งลงบนโถ หันไปมองที่สายชำระ ก่อนจะหยิบมันมาถือเอาไว้ในมือ ใจของอิ๊กเต้นไม่เป็นส่ำ เมื่อความคิดของตัวเองกำลังบอกว่า นี่คือการเตรียมตัวที่เป็นเรื่องปรกติ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้ามันเกิดขึ้น ทุกอย่างมันก็จะสมูท ด้วยความมั่นใจ แต่ถ้ามันไม่เกิด ก็ไม่มีอะไรเสียหาย

 

นาวินมองอิ๊กที่เปิดประตูห้องน้ำออกมา หลังจากที่อิ๊กหายเข้าไปในนั้น นานอยู่พอสมควร นาวินมองเห็นอิ๊กที่มีหยาดน้ำพราวอยู่บนใบหน้า ทำให้เขาใจเต้นแรง จนแทบจะควบคุมไม่อยู่ ชายหนุ่มรีบเดินสวนเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ อีกครั้ง เพื่อให้ตัวเองลดอาการตื่นเต้นลงไปบ้าง นาวินหยิบเอากระเป๋าสีดำใบเล็ก ที่เจ้สุจับยัดใส่มือ แล้วบอกกับเขาว่าของในกระเป๋าใบนี้ มีแต่ของดีมีประโยชน์ทั้งนั้น และเมื่อนาวินหยิบมันออกมา มันก็คือสบู่เหลวทำความสะอาดเจ้าตัวดี รวมทั้งยังมี เจลหล่อลื่นหลอดขนาดพอเหมาะกับกิจกรรมทั้งคืน และเครื่องป้องกัน ที่อย่างน้อย ก็ได้ถึงสามยกในค่ำคืนนี้

 

อิ๊กมองดูนาวินที่ออกมาจากห้องน้ำ เอาผ้าเช็ดตัวมาแขวนเอาไว้ที่ราวไม้ด้านนอก อิ๊กนั่งอยู่ที่ปลายเตียง จะขยับลุกไป จะนั่งอยู่ต่อ อิ๊กดูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นาวินเองที่ตอนนี้ตัวเขานั้นไม่รู้จะเอามือไม้ไปไว้ที่ไหนดี ค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งที่ปลายเตียง ข้าง ๆ กันกับอิ๊ก ที่ไม่ได้ขยับตัวหนีไปไหน นาวินและอิ๊กหันมาสบตากัน ต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไร แต่กลับได้ยินเสียงลมหายใจที่บ่งบอกว่า ทั้งสองคนนั้น ทั้งตื่นเต้นและทั้งประมห่ามากเพียงใด


 
'เขาดีกับหม่าม่า' เสียงพูดของเจ้สุดังแว่วมา 'แล้วเขาดีกับอิ๊กมั้ย'

 

***********************************************************************


คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาไทย โดย KADUMPA

Right Kind of Wrong - LeAnn Rimes

https://www.youtube.com/watch?v=g_LtZn7-__0


Know all about, yeah, 'bout your reputation

รู้ดีอยู่หรอก กับคำร่ำลือที่เขาพูดเกี่ยวกับคุณ

And now it's bound to be a heartbreak situation

และมาตอนนี้ มันคือสถานการณ์เสี่ยงที่จะอกหักครั้งใหญ่

But I can't help it if I'm helpless every time

แต่ฉันก็ไม่รู้จะห้ามใจตัวเองยังไงเมื่อฉันหมดทางสู้ในทุกทุกครั้ง

That I'm where you are

ที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคุณ


You walk in and my strength walks out the door

เมื่อคุณเดินเข้ามา ความเข้มแข็งทั้งหมดที่ฉันมี ก็วิ่งหนีฉันออกไปทางประตูนั้น

Say my name and I can't fight it anymore

คุณเรียกชื่อฉันที ฉันก็ไม่อาจจะขัดขืนคุณเมื่อนั้น

Oh, I know I should go,

รู้สิ ทำไมฉันจะไม่รู้ ว่าฉันควรจะไปซะ

But I need your touch just too damn much

แต่ฉันก็รู้ว่าตัวเองต้องการรสสัมผัสจากคุณมากแค่ไหน


Loving you, that isn't really something I should do

การตกหลุมรักคุณ มันคือเรื่องที่ฉันไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง

Shouldn't wanna spend my time with you, yeah

และไม่ควรที่จะให้ตัวเองใช้เวลาอยู่กับคุณเลยจริงจริง

Well, I should try to be strong

ฉันควรจะต้องพยายามเข้มแข็งมากขึ้นกว่านี้

But baby, you're the right kind of wrong

เพราะคุณสิ่งที่ถูกจากเรื่องที่ผิด

Yeah, baby, you're the right kind of wrong

ใช่ เพราะคุณคือเรื่องที่ผิดท่ามกลางเรื่องที่ถูกเหล่านั้น


Might be a mistake, a mistake I'm makin'

มันอาจจะเป็นความผิดพลาด ความพลาดพลั้งที่ฉันได้ก่อขึ้นเองทั้งสิ้น

But what you're givin' I am happy to be takin'

แต่กับสิ่งที่คุณกำลังมอบให้ฉันมา ฉันก็พร้อมยอมที่จะรับมันเอาไว้

'Cause no one's ever made me feel

เพราะไม่มีใครทั้งนั้นที่ทำให้ฉันนั้นได้รู้สึก

The way I feel when I'm in your arms

อย่างเดียวกันกับตอนที่ฉันอยู่ในอ้อมกอดของคุณ


They say you're something I should do without

เขาบอกว่าคุณคือสิ่งที่ฉันไม่ต้องมีก็ได้

They don't know what goes on when the lights go out

แต่พวกเขาจะไปรู้อะไร ว่าสิ่งไหนเกิดขึ้นบ้าง เมื่อปิดไฟในห้องลง

There's no way to explain,

ไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไรดี

All the pleasure is worth all the pain

ทุกความสุขสันต์มันคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่จะตามมา


Loving you, that isn't really something I should do

การตกหลุมรักคุณ มันคือเรื่องที่ฉันไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง

Shouldn't wanna spend my time with you, yeah

และไม่ควรที่จะให้ตัวเองใช้เวลาอยู่กับคุณเลยจริงจริง

Well, I should try to be strong

ฉันควรจะต้องพยายามเข้มแข็งมากขึ้นกว่านี้

But baby, you're the right kind of wrong

เพราะคุณสิ่งที่ถูกจากเรื่องที่ผิด

Yeah, baby, you're the right kind of wrong

ใช่ เพราะคุณคือเรื่องที่ผิดท่ามกลางเรื่องที่ถูกเหล่านั้น


I should try to run, but I just can't seem to

ฉันควรจะหนีหายจากคุณไป แต่ทำไมมันทำไม่ได้ก็ไม่รู้

'Cause every time I run you're the one I run to

เพราะทุกครั้งที่ฉันทำ มันก็กลับมาเป็นคุณคนเดียวที่ฉันกลับมาเจอ

Can't do without what you do to me

กลายเป็นว่าขาดกันไม่ได้ นี่คุณทำอะไรกับฉันกันแน่

I don't care if I'm in too deep, yeah

ฉันจะไม่ใส่ใจแล้วนะ ว่าฉันจะจะถลำลึกไปมากแค่ไหนแล้ว


Know all about, yeah, 'bout your reputation

รู้ดีอยู่หรอก กับคำร่ำลือที่เขาพูดเกี่ยวกับคุณ

And now it's bound to be a heartbreak situation

และมาตอนนี้ มันคือสถานการณ์เสี่ยงที่จะอกหักครั้งใหญ่

But I can't help it if I'm helpless every time

แต่ฉันก็ไม่รู้จะห้ามใจตัวเองยังไงเมื่อฉันหมดทางสู้ในทุกทุกครั้ง

That I'm where you are

ที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคุณ


You walk in and my strength walks out the door

เมื่อคุณเดินเข้ามา ความเข้มแข็งทั้งหมดที่ฉันมี ก็วิ่งหนีฉันออกไปทางประตูนั้น

Say my name and I can't fight it anymore

คุณเรียกชื่อฉันที ฉันก็ไม่อาจจะขัดขืนคุณเมื่อนั้น

Oh, I know I should go,

รู้สิ ทำไมฉันจะไม่รู้ ว่าฉันควรจะไปซะ

But I need your touch just too damn much

แต่ฉันก็รู้ว่าตัวเองต้องการรสสัมผัสจากคุณมากแค่ไหน


Loving you, that isn't really something I should do

การตกหลุมรักคุณ มันคือเรื่องที่ฉันไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง

Shouldn't wanna spend my time with you, yeah

และไม่ควรที่จะให้ตัวเองใช้เวลาอยู่กับคุณเลยจริงจริง

Well, I should try to be strong

ฉันควรจะต้องพยายามเข้มแข็งมากขึ้นกว่านี้

But baby, you're the right kind of wrong

เพราะคุณสิ่งที่ถูกจากเรื่องที่ผิด

Yeah, baby, you're the right kind of wrong

ใช่ เพราะคุณคือเรื่องที่ผิดท่ามกลางเรื่องที่ถูกเหล่านั้น


Yeah, baby, you're the right kind of wrong

ใช่เลย คุณคือความผิดพลาดที่ถูกต้องนั้นของฉัน

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด