คืนที่ร้าย..นายที่รัก l (Our Half Night) >>UP//13-มึงคิดยังไงกับพี่เค้าวะ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: คืนที่ร้าย..นายที่รัก l (Our Half Night) >>UP//13-มึงคิดยังไงกับพี่เค้าวะ  (อ่าน 2085 ครั้ง)

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ KonglongKongkaeng

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Chapter 09 --- ❝ กด Undo ตรงไหน❞
------------

ผมร่ำลาเจ้าสามก้อนขี้อ้อนอยู่นานกว่าจะผละตัวออกมาได้ น้องไม่ยอมให้ผมออกมาเอาแต่ร้องเรียกเสียงหลง สลับกันเดินเอาตัวถูไถพันแข้งพันขาผมไปมา ส่งสายตาออดอ้อนน่าเอ็นดูทำเอาใจอ่อนยวบไปหมด ความที่ทุนเดิมเป็นคนชอบแมวอยู่แล้วพอมาเจอแบบนี้ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่



แมวเป็นสิ่งมีชีวิตบนโลกที่ผมชอบมากที่สุดแม้จะไม่ได้มีโอกาสได้เลี้ยงอย่างที่ใจต้องการ เพราะแม่ผมแพ้ขนแมวขั้นรุนแรงเคยแอบเอามาเลี้ยงตอนเด็กครั้งหนึ่งแม่แพ้จนกระทั่งต้องพาเข้าโรงพยาบาล ตั้งแต่นั้นผมจึงไม่ได้พาน้องเข้าบ้านอีกเลย ครั้นจะเลี้ยงที่คอนโดก็สงสารกว่าผมจะกลับห้องฟ้าก็มืดสนิทเกือบทุกวันไม่อยากให้น้องเหงานั่งรอผมกลับบ้านทุกวัน



แมวก็เหมือนคนเมื่อได้รักได้ผูกพันไปแล้วก็ยากที่จะลืมได้ง่ายๆ!!



บนถนนในช่วงเย็นวันอาทิตย์แถวชานเมืองรถไม่ค่อยติดเท่าไหร่ การจราจรคล่องตัวสบายๆ รถคันหรูสีดำขับออกจากร้านหลังจากผมร่ำลากับน้องๆ เรียบร้อยแล้ว พี่ปราบสัญญาว่าจะพาผมมาบ่อยๆ พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วผมก็โคตรจะงงในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของพี่มัน คนเราจะสามารถเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เลยหรอ ชนิดว่าจากส้นตีนสากที่ขาดการบำรุงมาเป็นหน้ามือนุ่มชุ่มชื้น



เปลี่ยนสรรพนามแทนตัวจากกูเป็นพี่ เปลี่ยนจากมึงเป็นเรียกชื่อแทนอันนี้ผมคุ้นชินอยู่บ้างเพราะตอนเด็กพี่มันพูดอยู่บ่อย (แต่พอโตขึ้นไม่รู้ทำไมถึงขึ้นมึงกู) เอาใจมากขึ้น พูดดีขึ้น กวนตีนยังพอมีบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้ผมขนลุกซู่ๆ เสียวสันหลังวาบๆ ก็คงหนีไม่พ้น

“พี่ขอโทษ”

“พี่ขอโทษ”

“พี่ขอโทษ”



แมร่งเอ๊ย!! หลอนหูชิบหายเล่นวนซ้ำเหมือนทั้งอัลบั้มมีอยู่เพลลิสต์เดียว ครั้งแรกที่ได้ฟังแทบช็อกตายคาอกแมว เอามือแหย่หูให้ลึกที่สุดเท่าที่ทำได้ ตบหน้าผากแรงๆ ว่านี่กูไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย



และข้อสรุปที่ได้คือ ‘จริง’



นี่ถ้าเมื่อคืนผมไม่ได้คุยกับแม่มาก่อนแล้วละก็ ผมคงจะคิดว่าไอ้พี่ปราบไปสะดุดตีนใครเข้าแล้วหัวฟาดกระแทกกับขอบฟุตบาทที่ไม่ได้ปิดฝาท่อแน่เลย ไม่พี่มันต้องมีฝาแฝดแน่นอน มุนิน มุตา เดือนหยาด ลิลาสลักษณ์



ไม่!!! ห่าราก นี่กูดูละครหลังข่าวกับแม่เยอะไปสัสๆ



แต่เมื่อจินตนาการของผมถูกหักล้างด้วยคำพูดของแม่เมื่อคืนก็พอจะจับใจความสำคัญตามหลักการที่อาจารย์ภาษาไทยสอนตอนเด็กได้บ้าง



ผมช่วยแม่ทำขนมอยู่ในครัวตั้งแต่เย็น แม่เคยบอกว่าการทำขนมต้องอาศัยการเคลื่อนไหวซ้ำๆ ผ่านการผสมและนวดแป้ง ไปจนถึงการตกแต่งหน้าตาขนมของเรา จะทำให้เรารู้สึกสงบขึ้นได้ ตั้งแต่พี่มันกลับไปผมจึงมาขลุกอยู่ในครัวกับแม่

“มีนทำไมใส่เกลือเยอะขนาดนั้นละลูก”

“ขอโทษครับแม่” ด้วยใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจึงทำให้ผมใส่ส่วนผสมผิดสูตรที่แม่เคยสอน

“ไม่เป็นไรลูก..ผิดแล้วก็แก้ไขได้เดี๋ยวแม่ใส่น้ำตาลเพิ่มก็ใช้ได้แล้ว”

“แล้วถ้ามันใช้ไม่ได้ละครับแม่”

“เราก็แค่ทิ้งแล้วเริ่มทำใหม่ ใส่ส่วนผสมใหม่ ตั้งใจปรับปรุงเดี๋ยวมีนก็ทำออกมาดี”

“ครับ”

“ไม่มีใครที่ไม่ทำผิดหรอกลูก คนเราก็พลาดกันได้ทั้งนั้นทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ อยู่ที่ว่าผิดแล้วจะยอมรับ พร้อมแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

.

“มีนเข้าใจที่แม่พูดใช่มั้ยลูก”



ผมไม่รู้ว่าแม่รู้เรื่องผมกับพี่ปราบหรือเปล่า แต่คำสอนทุกครั้งมักจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมต้องกลับมาคิด วิเคราะห์และตัดสินใจเองทุกครั้งและครั้งนี้ก็เช่นกัน



หากมีคนทำสูตรขนมที่ผมชอบผิดพลาด

ผมจะให้โอกาสเค้าได้แก้ไขหรือไม่?



พี่ปราบเลี้ยวรถเข้ามาหยุดบริเวณลานจอดรถของร้านหมูกระทะเจ้าดังที่รอคิวไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง ร้านนี้เปิดตั้งแต่สี่โมงเย็นแต่กระนั้นคิวก็ปาไปเกือบห้าสิบกว่าแล้ว และนี่พี่มันพาผมมาห้าโมงกว่าไม่ไปถึงคิวที่ร้อยปลายๆ แล้วหรือไง

“พี่ปราบร้านนี้รอคิวนานนะ ดูโน่น” มองไปเก้าอี้ไร้พนักพิงสีแดงกับหมู่มวลมหาประชาชีที่นั่งต่อแถว บางคนกดโทรศัพท์นั่งรอเวลา บางคนมากับเพื่อนจับกลุ่มเมาท์กันสนุกสนาน

“เราอยากกินไม่ใช่หรอ”

“พี่รู้ได้ไง” ใช่ผมบ่นว่าอยากกินหลังจากที่ไม่ได้มานานโคตรแล้วเพราะขี้เกียจรอต่อแถวนี่แหละ

“ก็เมื่อคืนมีคนมาเข้าฝันว่าอยากกิน”

ผลั๊ว!! เสียงตีแขนดังลั่น

“เจ็บนะ ตัวเท่าหมาตีโคตรแรง”

“สมน้ำหน้า กวนตีนดีนัก”

“ตอบดีดีก็ได้” พยักหน้า ง้างมือรอหากกวนตีนอีกจะฟาดเพิ่มซักฉาด

“พี่รู้ใจมีนไง”

แหง่ก!! ง้างมือค้างไว้แบบนั้น ก่อนจะรีบหลบสายตาไอ้ห่าพี่ปราบ เปิดประตูเดินลงจากรถไปต่อคิวรัวๆ แมร่งเอ๊ย..น้ำมนต์วัดไหนดังบอกหน่อยเถอะจะได้รีบพาไป



ผีที่สิงอยู่เฮี้ยนจริงๆ



รอคิวกินหมูกระทะเกือบสองชั่วโมงมีอยู่จริงๆ กว่าจะได้โต๊ะปาเข้าไปทุ่มกว่า แต่ก็ไม่ได้เบื่ออะไร ไอ้พี่ปราบชวนคุยไม่หยุด จบเรื่องนั้น เปลี่ยนเรื่องนี้ ผมจะฟังเพลงก็ถอดหูฟังเอาไปถือไว้ให้คุยกับพี่มันคนเดียว สงสัยเพื่อนไม่คุยด้วยถึงได้เก็บกดอะไรเบอร์นั้น

“เอาชุดจัมโบ้หนึ่งนะครับ เปลี่ยนหมูแดงเป็นหมูสามชั้น เพิ่มไข่ไก่สองฟอง”

ผมสั่งตามความชอบ เวลากินหมูกระทะกินเนื้อหมูแดงแล้วมันแห้งสู้กินหมูสามขั้นมันเยิ้มๆ ไม่ได้ฟินกว่าเยอะ แถมตอกไข่ไก่สองฟองลงไปในน้ำซุปที่ต้มผักจนเปื่อยนะ โคตรอร่อย

“เพิ่มคามาโบโกะจานหนึ่งครับแล้วก็ถ้าในเซตมีกุ้งเปลี่ยนเป็นปลาหมึกแทนนะครับ น้องผมแพ้กุ้ง”

คามาโบโกะของโปรดผมพี่มันจำได้ แถมยังจำได้อีกด้วยว่าผมแพ้กุ้ง

“มึงมีอะไร จะชมว่ากูใส่ใจใช่ปะ”

“เปล่า ..จะบอกว่า” ยิ้มทำไม แค่พามากินหมูกระทะยังไม่ทำให้หายโกรธนะเว้ย

“หืม” เลิกคิ้วสูงอย่างมีความหวัง

“ที่นั่งตรงข้ามก็มีจะมานั่งเบียดผมทำไม ไอ้พี่ปราบ”



หมูกระทะชุดจัมโบ้ จานหมูสามชั้น เบค่อน และคามาโบโกะ ถูกจัดการด้วยมนุษย์หิวสองคนที่กวาดทุกสิ่งสรรพให้หายเกลี้ยงไปในพริบตา สมกับความอยากและคิวที่โคตรจะรอนาน ผมนั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดสภาพ หายใจแทบไม่ออกอิ่มชิบหาย

“พี่คนหล่อครับ ช่วยผมซื้อดอกกุหลาบหน่อยครับ”

เด็กวัยไม่ถึงหกขวบกับดอกกุหลาบในมือราวๆ สิบดอกเดินเข้ามาหาพี่ปราบ หลังจากน้องเค้าเดินแวะโต๊ะอื่นภายในร้านเรียบร้อยหมดแล้ว

“พี่จะเหมาทั้งหมด ถ้าเราทำตามข้อเสนอของพี่สำเร็จ” นั่น!! กับเด็กก็ไม่เว้น พี่มันกระซิบข้างหูน้องพลางสายตาสี่ดวงมองมาที่ผมเป็นจุดโฟกัส แมร่งคงไม่ใช่ดีเท่าไหร่ดูจากรอยยิ้มมุมปากนั้นแล้ว

น้องคนขายกุหลาบเดินเข้ามาหาผม มองตามเด็กนี่อย่างไม่ไว้ใจพอๆ กับไอ้พี่ปราบคนสั่งการด้วย

“พี่ครับ พี่ผู้ชายเขาบอกว่าถ้าพี่หายโกรธ พี่เค้าจะเหมากุหลาบผม”

นั่นไง!! ซื้อหวยไม่กลับ ทำไมไม่ถูกแบบนี้วะ

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่เหมาเอง” โถ มุขง่ายๆ แบบนี้คิดหรอจะใช้ได้ผลกับไอ้มีน เด็กหวะ!! คงตั้งใจให้น้องยืนกดดันผมให้ใจอ่อนแล้วพูดยกโทษพี่มัน ฝันไปเถอะ

“เดี๋ยวพี่เหมาเอง ไม่ต้องทำตามพี่คนนั้นหรอก” หากระเป๋าตังค์แปบ ว่าแต่อยู่ไหนวะ

“ลงรถมาคว้าแค่โทรศัพท์มือถือ จะเอาตังค์ไหนจ่ายค่าเหมากุหลาบ” แมร่งเอ๊ย!! มาลืมอะไรตอนนี้วะ

“ผมอยากกลับบ้านแล้วครับพี่ พรุ่งนี้ผมต้องไปโรงเรียน ถ้าพี่หายโกรธพี่คนหล่อแล้ว พูดหน่อยเถอะครับ”

กดดันกูจริงๆ ทั้งสายตา คำพูด การกระทำ จนคนในนั้นเริ่มหันมามองที่โต๊ะแล้วเนี่ย

“ยังไง” นี่ก็กดดันจริงๆ เลย

“พี่ครับ หายโกรธพี่คนหล่อยังครับ”

สายตาคนรอบข้าง สายตาไอ้พี่มัน สายตาน้อง กับคำถามที่วนซ้ำไปซ้ำมา

“เออๆ หายโกรธแล้วนิดหนึ่งพอใจยัง”

“มาก”

พี่ปราบยิ้มกว้างอย่างพอใจ หยิบเงินค่าดอกไม้ให้น้องแลกกับกุหลาบสีแดงสวยสิบแดงในมือ น้องไหว้ขอบคุณประหลกๆ ก่อนจะเดินออกไป

“อะพี่ให้” ดอกกุหลาบสีแดงในมือถูกยื่นมาให้ผม

“ไม่เอาเว้ย”

“เอาสิบดอกนี้ไปก่อน”

อะไรอีก!!

“ส่วนดอกที่สิบเอ็ดเดี๋ยวพี่จัดให้เน้นๆ ถ้ามีนพร้อม”

.

ไอ้เหี้ยพี่ปราบ !! กูว่าแล้ว ... คนอย่างพี่ดีได้ไม่พ้นวันหรอก





ผมถึงห้องอาบน้ำสระผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย ข้างนอกตอนนี้ฝนตกหนักโชคยังดีที่ผมกลับเข้ามาถึงห้องก่อนไม่อย่างนั้นมีหวังโดนละอองฝนแล้วไม่สบายอีกแหงๆ เทียนหอมภายในห้องกับแสงไฟสลัวที่ทำให้บรรยากาศดี ยิ่งได้ฟังเพลงที่ชอบด้วยแล้วละก็มีความสุขอย่าบอกใครเชียวแหละ



21.30 น

ทุกคืนวันอาทิตย์กับรายการวิทยุโปรดของผม

รายการที่ดีเจพี่ฉ้อยพี่ออดจะเปิดโฟนอินให้คนทางบ้านโทรเข้าไปขอเพลงให้ใครก็ได้พร้อมฝากข้อความผ่านหน้าไมค์ ไอ้เก้าชอบบอกว่าโคตรจะเชยเพราะนี่มันยุค 5G กันแล้ว แค่กดส่งเพลงไปทางเฟสบุ๊คหรือไลน์ก็จบจะมามัวเสียเวลากดโทรไปขอดีเจทำไม



พวกไร้!! ความโรแมนติก



พวกแมร่งไม่รู้อะไรหรอก ว่ากว่าจะโทรติดต้องแย่งชิงกับกี่อีกสิบกี่ร้อยสาย ใช่ว่าโทรครั้งเดียวจะติดซะที่ไหนการแข่งขันพอๆ กับที่มึงส่งรหัสใต้ฝาชาเขียวลุ้นไอโฟนนั่นแหละ บางคนผมเคยฟังว่าโทรมาไม่ต่ำกว่ายี่สิบครั้งถึงจะได้คุยหน้าไมค์ โคตรทุ่มเทเลยความพยายามสำหรับการทำเพื่อใครสักคนเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับผู้ได้รับเสมอ

แถมยังต้องใช้ความกล้ามากที่จะสารภาพความรู้สึกออกไปหาใครสักคน โดยไม่รู้เลยว่าคนที่เราอยากให้รู้สิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจนั้นจะฟังอยู่หรือเปล่าและถึงแม้ฟังอยู่ ... เขาจะคิดยังไง



ผมยังแอบคิดเล่นๆ เลยว่าจะมีสักวันมั้ยที่ผมนั่งฟังอยู่ดีดีแล้วมีคนขอเพลงให้ผมบ้าง

ถ้ามีแบบนั้นจริงๆ แล้วผมจะรู้สึกยังไง ..

.

“เราได้สายหน้าไมค์แล้วนะคะสำหรับวันนี้หัวข้อการพูดคุยของเราคือ..”

.

‘ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากทำอะไรมากที่สุด’

ผมปล่อยให้เสียงของวิทยุทำหน้าที่ของมันไป ส่วนผมเดินมาหาสายชาร์จแบตมือถือในกระเป๋าเพราะแบตเตอรี่หน้าจอขึ้นขีดสีแดงแจ้งเตือนแล้ว

“สวัสดีค่ะคุณ..หล่อเสี่ยงตีน”

ดีเจพี่ฉ้อยกับพี่ออดเริ่มต้นทักทายสายจากทางบ้าน แถมยังสะดุดกับชื่อของปลายสายที่ไม่เหมือนใคร แต่ทำไมชื่อนั้นมันเหมือนกับคนที่เพิ่งมาส่งผมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้วะ

“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มที่ฟังครั้งแรกก็รู้เลยว่าเป็นคนที่ผมรู้จักอย่างแน่นอน ‘หล่อเสี่ยงตีน’ ฉายานี้ในโลกใบนี้มีแค่คนเดียวและจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ‘พี่ปราบ’

“คุณหล่อเสี่ยงตีน .. แหมเรียกชื่อแล้วอยากเห็นหน้าจังเลยนะคะ” ดีเจพากันแซวฉายานั้น .. ฉายาที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หล่อแต่ปากหมานั่นคือคำนิยามที่มาของฉายาไอ้พี่ปราบ

“ฮ่าๆ ครับผม”

“คุณหล่อเสี่ยงตีนทำอะไรอยู่คะ” ดีเจพี่ฉ้อยชวนคนในสายคุยอย่างทุกครั้ง

“กำลังขับรถกลับคอนโดครับผม”

“ไปไหนมาเอ่ย”

“ไปส่งเด็กดื้อข้างบ้านครับ” ไม่ได้ดื้อสักหน่อย!!

“วันนี้หัวข้อของเราคือ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากทำอะไรมากที่สุดคะ”

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมอยากจะขอโทษใครคนนั้นที่ผมเคยพูดจาไม่ดีด้วย ชอบแกล้ง ชอบทะเลาะ และรังแกบ่อยๆ จนทำให้เค้าต้องเสียใจอยู่เรื่อยมา”

“ค่ะ”

“ผมอาจจะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ... แต่ผมสัญญาว่าต่อจากนี้ผมจะปรับปรุงตัวให้ดี ผมจะไม่ทำให้เค้าต้องเสียใจ และร้องไห้เพราะผมอีกแล้วครับ”

..

“ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเค้าสำคัญกับผมมากแค่ไหน ..”



หัวใจผมเต้นไม่ถูกจังหวะเมื่อได้ยินเสียงที่หลุดลอดมาจากวิทยุนั้น คำสารภาพที่ฟังดูจริงใจ หนักแน่นกว่าครั้งไหนที่ผ่านมาทำเอาผมเสียอาการหนักอยู่



ภาพความทรงจำต่างๆ ตั้งแต่เด็กย้อนฉายกลับเข้ามาในความทรงจำที่ผมไม่เคยลืมอีกครั้งง แม้จะถูกแกล้งแค่ไหนแต่พี่ปราบก็ไม่เคยปล่อยให้ผมต้องเสียใจนานเลยสักครั้ง และต่อให้เราจะทะเลาะจนฆ่ากันแทบตาย ผมก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าชีวิตนั้นเคยชินกับการมีพี่ปราบอยู่ใกล้ๆ ด้วยเสียแล้ว



นั่นคือความทรงจำส่วนดีของพี่มัน แม้จะปากหมาแต่ทุกคำที่พูดออกมาเชื่อถือได้เสมอ มือเริ่มค้นหาสายชาร์ตแบตในกระเป๋าอีกครั้ง ก่อนจะดึงมันออกมาจากช่องด้านในพร้อมผ้าพันคอทรงสามเหลี่ยมสีชมพูขนาดเล็กติดออกมาด้วย ผ้าผืนนั้นที่ด้านหลังเขียนคำว่า ‘ขอโทษ’ ติดเอาไว้



แอบเอามาใส่กระเป๋าตอนไหนกันนะไอ้พี่ปราบ.. ตั้งใจจะให้ผมเห็นมันตลอดเลยหรือยังไอ้คำว่าขอโทษครั้งแรกในชีวิตที่พี่มันกล้าพูดออกมาเนี่ย



สายหน้าไมค์ถูกตัดลง พร้อมกับอินโทรเพลงที่พี่ปราบขอไว้ให้กับ ‘เด็กดื้อข้างบ้าน’ พร้อมประโยคสุดท้ายนั้นก่อนวาง



“โกรธพี่ได้..แต่อย่าเกลียดพี่เลยนะครับ”


.

แค่เสี้ยวนาทีที่ไม่ทันห้ามใจ
ปล่อยใจไปให้มันทำผิด
ไม่เคยจะคิดว่ามันจะทำให้เรามีวันสุดท้าย




ผิดที่ฉันที่มันไม่รู้ตัว ว่าตัวเองรักเธอเท่าไร
และได้ทำร้ายเธอไปอย่างนั้น

เรื่องวันนั้นที่ฉันได้ทำพลาดไป
เพราะฉันที่ทำให้เธอเสียใจ


ถ้าได้ย้อนกลับไปอีกครั้ง
จะไม่ยอมให้เธอจากไป

กด Undo ตรงไหน มีทางใดไหมให้แก้ตัว
คนๆ นี้เพิ่งรู้สึกตัวในวันที่สายไป


มารู้ตัววันที่ไม่มี ที่ตรงนี้เงียบเหงาเท่าไร
โอ้ เธอ กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้หรือเปล่า


(เพลงUndo :: ศิลปินป๊อบ ปองกูล, วันเดอร์เฟรม)

ติ๊ง !!!!!!


แอพลิเคชั่นสีเขียวดังขึ้นเด้งเตือนข้อความใหม่ที่เข้ามา....

พร้อมหัวใจของผมที่มัน...รู้สึกดีอย่างประหลาด

และระดับความโกรธที่ลดลงจากแปดเหลือเพียง...สอง !!



Prabpram :

“กลับมาเริ่มต้นใหม่...ได้หรือเปล่า”







ความโดนพี่ง้อหนักอะเนาะ .. ก็จะไปไม่ถูกหน่อยๆ !!
ขอกำลังใจผ่านคอมเมนท์หรือสติ๊กเกอร์รัวๆ ด้วยนะทุกคน ปั่นงานจนปวดหลังหมดแน้วววว

 :katai1: :katai3: :hao3:
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2021 18:34:57 โดย KonglongKongkaeng »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 45
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1

ออฟไลน์ KonglongKongkaeng

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Chapter 10 --- ❝ถ้าพี่จูบ ❞
------------

“ไอ้มีน มึงไม่มาพรุ่งนี้เช้าเลยล่ะ อีกสิบห้านาทีก็จะสายแล้วนะ”

“มึงจะเร่งทำส้นอะไรนักหนาวะ ตอนเช้ารถไฟฟ้าคนเยอะจะตายกว่ากูจะแย่งขึ้นมาได้เนี่ย”

เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งยืนคุยกันด้วยความสุภาพ หรอ!! เร่งกูจังเลยไอ้เวรเนี่ยไม่รู้ว่าเพื่อนหรือพ่อ

“ไปเถอะรายงานตัวฝึกงานวันแรกกูไม่อยากสาย”

“เออ”

ไอ้เก้าเดินนำผมไปยังจุดแลกบัตรของอาคารฝ่ายสำนักงานของโรงแรม H สถานที่ฝึกงานของผมกับมันตลอดระยะเวลาสามเดือนนี้ ผมเรียนสายบริหาร ส่วนไอ้เก้าเรียนการตลาด ที่สำคัญไอ้เวรเนี่ยพ่อมันโคตรรวยมีกิจการใหญ่โต แต่เสือกไม่ไปฝึกงานกับบริษัทพ่อตัวเองติดสอยห้อยตามติดผมมาถึงที่นี่

ลิฟท์เปิดที่ชั้นสิบตามที่พี่รปภ.ด้านล่างบอก ผมกับไอ้เก้าเดินเข้ามาตามทางก่อนจะพากันมาหยุดตรงหน้าห้องฝ่ายบุคคล

“สวัสดีครับ” ผมกับไอ้เก้ายกมือขึ้นไหว้พี่ผู้หญิงที่น่าจะเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลหลังจากได้รับอนุญาตให้เข้ามาได้แล้ว

“อ้าวมากันแล้วหรอ สวัสดีค่ะน้องๆ มาๆ นั่งก่อนนะคะ” รอยยิ้มเป็นมิตรชวนให้ผมคลายความตื่นเต้นไปได้บ้าง ด้วยรุ่นพี่ฝึกงานหลายคนบอก การออกไปฝึกงานเป็นเสมือนด่านแรกในการเข้าสู่โลกแห่งความจริง ถ้าได้ที่ฝึกงานดีชีวิตตลอดสามเดือนก็จะราบรื่น ถ้าไม่ละก็... นรกบนดินดีๆ นี่เอง

“พี่ชื่อพี่แพรวพรรณนะคะ เรียกว่าพี่แพรวก็ได้ เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล เดี๋ยวครึ่งวันแรกนี้พี่จะพาแนะนำส่วนงานของทางฝ่ายสำนักงานให้ครบทุกแผนกก่อน รวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ จากนั้นจะให้น้องๆ ไปฝึกงานตามแผนกต่างๆ นะคะ มีตรงไหนสงสัยถามได้ตลอด”

“ขอบคุณครับ”

พี่แพรวเริ่มร่ายยาวถึงกฎระเบียบต่างๆ ของทางบริษัทที่เด็กฝึกงานอย่างพวกผมควรจะได้ทราบไปเรื่อยๆ จากนั้นก็แจ้งแผนกที่พวกผมต้องแยกกันไปฝึกงาน ผมกับไอ้เก้าฝึกกันละคนแผนก ไอ้นั่นฝึกแผนกการตลาด ส่วนผมรายชื่อไปอยู่ที่สำนักบริหาร”

โรงแรม H เป็นโรงแรมชื่อดังอันดับต้นๆ ของประเทศ เน้นคอนเซ็ปต์แบบกึ่งทันสมัยแต่ยังคงรักษาความเป็นสิ่งแวดล้อมเอาไว้ได้เป็นอย่างดีจนได้รับรางวัลมากมาย ส่วนของสำนักงานตั้งอยู่บนพื้นที่อาคารสูงหลายสิบชั้นพนักงานก็เกือบพันกว่าชีวิต แบ่งสัดส่วนแผนกฝ่ายงานชัดเจนเป็นระบบได้มาตรฐานตามคุณสมบัติของบริษัทชั้นนำควรจะเป็น

หลังจากฟังกฎและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับบริษัทเรียบร้อยแล้ว รวมถึงรับป้ายพนักงานเพื่อเริ่มต้นการเป็นเด็กฝึกงานของ H กรุ๊ปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พี่แพรวจึงพาไอ้เก้าไปส่งที่แผนกก่อน

“โชคดีนะมึง” ผมบอกไอ้เพื่อนรักเบาๆ ไอ้นั่นหน้าระรื่นมีความสุข เพราะในแผนกมันมีนักศึกษาฝึกงานหน้าตาดีอยู่หลายคน ความเป็นเสือเมื่อเห็นเหยื่อจึงทำให้มันกระชุ่มกระชวย

“บอกตัวเองเถอะมึงอะเดี๋ยวจะรู้สึก” ไอ้นี่พูดจาแปลกๆ

ผมขึ้นลิฟต์ตามพี่แพรวมาชั้นเกือบบนสุด เดินตามออกมาจนถึงส่วนงานสำนักบริการ แค่เข้ามาความเย็นยะเยือกเสียวแผ่นหลังก็แผ่ซ่านปรากฏ ที่นี่เงียบมากทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันจนแทบไม่มีเสียงพูดคุย เงียบจนได้ยินเสียงหายใจ ต่างจากแผนกอื่นๆ ที่ผมเพิ่งไปทำความรู้จักมาโคตรจะสนุกสนานมีชีวิตชีวา

“ชบาพี่พาน้องฝึกงานมาแนะนำ” พี่แพรวพาผมมาหยุดอยู่ตรงโต๊ะที่มีพี่ผู้หญิงอายุราวๆ สามสิบกว่านั่งอ่านเอกสารอย่างเคร่งเครียดก่อนจะละสายตาแล้วมองผู้มาเยือน

“สวัสดีค่ะพี่แพรว สวัสดีค่ะน้องธารา” พี่ชบาส่งยิ้มอุ่นมาให้ผมได้คลายความเย็นหวามได้บ้าง

“สวัสดีครับพี่ชบา เรียกผมว่ามีนก็ได้ครับ”

“อ่อๆ จ๊ะน้องมีน”

“ฝากน้องด้วยนะชบา มีอะไรก็บอกน้องนะ” พี่แพรวย้ำสำทับกับพี่ชบา

“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่”

“ไว้เจอกันนะมีน”

“ขอบคุณครับ” ยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณพี่แพรวพรรณ พลางพี่ชบาเรียกผมให้เดินไปยังจุดกลางแผนก ตบมือส่งสัญญาณให้พี่ๆ ที่ก้มหน้าทำงานอยู่หันมาสนใจผมเป็นตาเดียว จากนั้นพี่ชบาจึงเริ่มแนะนำผมให้ทุกคนได้รู้จัก

“พวกเธอนี่น้องมีน น้องจะมาฝึกงานที่แผนกเราสามเดือนนะ มีอะไรให้แนะนำน้อง ให้น้องช่วยงานที่เป็นงานจริงๆ เค้ามาฝึกงานสิ่งที่ต้องได้คือประสบการณ์ทำงาน ไม่ใช่การไปซื้อกาแฟให้รุ่นพี่หรือการถ่ายเอกสาร หวังว่าทุกคนจะเข้าใจ”

เยี่ยม!!! สุดยอดแห่งวาทะ การฝึกงานคือการมาหาประสบการณ์ตามที่พี่ชบาบอก ผมอ่านกระทู้ในเว็บดังหลายๆ เว็บ ส่วนใหญ่จะบ่นว่าตอนไปฝึกงานได้ถ่ายเอกสารทั้งวัน บางคนได้เดินเอกสาร บางคนได้ชงกาแฟ หรือบางคนได้ไปซื้อกาแฟหรือข้าวเที่ยงให้รุ่นพี่ โดยส่วนตัวผมมองว่านั่นไม่ใช่การฝึกงาน แต่เป็นการฝึกความอดทนมากกว่า

จริงอยู่ว่านักศึกษาฝึกงานอาจไม่ได้เก่งถึงขั้นที่จะมาทำงานได้ตามผลสัมฤทธิ์ที่ทางองค์กรวางเป้าหมายไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะทำไม่ได้และที่สำคัญ



‘เรามาฝึกงาน’ นั่นหมายถึงเรายังไม่รู้ เราจึงจำเป็นต้องฝึกฝน ก่อนจะเปลี่ยนจากคำว่าฝึก เป็นคำว่า ทำ แทนที่



หลังจากนั้นพี่ๆ ทุกคนจึงเริ่มแนะนำตัวและหน้าที่ของตัวเองให้ผมได้รู้ เผื่อมีอะไรจะได้สอบถามช่วยงานได้ถูก

“น้องมีนเก่งจังเลยนะคะ ปกติไม่เคยมีเด็กฝึกงานมาฝึกที่แผนกนี้” พี่ผู้หญิงที่ชื่อจินตนาพูดขึ้น ยิ้มแต่สายตาไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่

“ครับ”

“หรือเพราะเป็นเด็กใครกันนะ”

“ช่วยทำตัวให้ดูมีวุฒิภาวะหน่อยนะจิน น้องมันจะได้เคารพ” พี่ชบาตอกกลับนิ่มๆ แต่โคตรเจ็บจนพี่จินตนาหน้าเจื่อนนั่งลงแทบไม่ทัน

ผมเดินตามพี่ชบาไปยังโต๊ะทำงานนซึ่งอยู่ตรงทางออก ใกล้ๆ กับหน้าห้องของใครคนหนึ่งที่มีป้ายติดไว้ว่า

‘ท่านรองประธาน’

“มีนนั่งตรงนี้นะ มีอะไรขาดเหลือให้บอกพี่ ไม่ต้องเกรงใจ”

“ขอบคุณครับ”

“ดูแลน้องด้วยนะอาร์ม” พี่ชบาหันไปบอกพี่ผู้ชายเจ้าของชื่อซึ่งนั่งโต๊ะข้างๆ ผม พี่อาร์มส่งยิ้มทักทายแลดูเป็นมิตร พร้อมยื่นป๊อกกี้ช็อกโกแลตมาให้

“มีอะไรก็ถามได้นะมีนไม่ต้องเกรงใจ พี่ใจดีมาก”

“ขอบคุณครับ” ผมรับขนมมาจากพี่อาร์ม

“ชื่อมีนที่มาจากราศีใช่มั้ยครับ” รุ่นพี่ข้างๆ ผมยังชวนคุยไม่หยุด

“ใช่ครับ ผมเกิดราศรีมีน” ชื่อผมคือมีนที่มาจากราศีมีน ที่แปลว่าปลา ส่วนชื่อจริงก็ชื่อธาราที่แปลว่าน้ำ รวมกันจึงหมายถึงปลาที่อยู่ในน้ำ (มีนธารา)

“เค้าบอกว่าคนราศีมีนจะได้แฟนเกิดราศีตุลย์” ผมก็เคยได้ยินเหมือนกัน

“พี่เกิดราศีตุลย์นะ ... บอกไว้ก่อนเผื่อสนใจ”

เหอะๆ!! เป็นมุกจีบที่เห่ยมากเท่าที่เคยพบเคยเจอ

.

“แล้วเคยมีหมอดูทักคุณมั้ย ว่าราศีตุลย์กำลังจะมีเคราะห์”

เสียงคุ้นทำเอาผมประหลาดใจ ทว่ามันรู้สึกเสียวต้นคอแปลกๆ ผมรีบหันไปตามเสียงนั้นแล้วก็ต้องชะงักเมื่อคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็น



ไอ้พี่ปราบปราม !!



แปลกตามากผมไม่เคยเห็นพี่มันในลุคนี้มาก่อน พี่ปราบในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มกับเสื้อเชิ๊ดสีขาวเข้ากัน ผมถูกเซตเป็นระเบียบ ใบหน้าหล่อเดิมเป็นทุนวันนี้ดูดีกว่าเก่าในมาดผู้บริหารหนุ่ม ร่างสูงร้อยแปดสิบกว่าเซ็นติเมตรยืนนิ่งมองผมด้วยความนิ่งเงียบ นัยตาสีดุดันแผ่รังสีอำมหิตไปทั่วทุกอาณาบริเวณจนผมเข้าใจแล้วว่าทำไมฝ่ายงานนี้จึงต้องเงียบ

“ท่านรองสวัสดีค่ะ” เสียงพี่ชบาดังมาแต่ไกลแล้วรีบเดินมาที่โต๊ะผมพร้อมพี่ๆ ที่ยกมือขึ้นไหว้กล่าวคำสวัสดีท่านรองอย่างพร้อมเพรียงกัน ส่วนพี่อาร์มหน้าเจื่อนถอดสีหมดมาดนักหยอดในตำนานไปเลยทีเดียว

“สวัสดีค่ะท่านรอง นี่น้องธาราค่ะ นักศึกษาฝึกงานที่ชบาเคยรายงานไป” พี่ชบารีบตัดบทแนะนำผมให้ท่านรองของเค้าได้รู้จักผม พี่ปราบจ้องผมอยู่นานแล้วเบือนหน้าหนีไป

“สวัสดีครับท่านรอง ผมธาราครับ” แนะนำตัวในฐานะเด็กฝึกงานแม้ความเป็นจริงจะรู้จักกันมาก่อนก็ตาม

“ตามเข้าไปพบผมที่ห้องทำงานด้วย” จะเก๊กหน้าทำไมวะ

“ครับ” แล้วท่านรองประธานขี้เก๊กก็เดินหายเข้าไปหลังประตู เสียงถอนหายใจนับสิบครั้งของสิบกว่าชีวิตในแผนกดังขึ้นไล่ๆ กัน ทำไมผมไม่ฉุกคิดว่าที่นี่เป็นโรงแรมในเครือของครอบครัวพี่ปราบ ถ้ารู้ก่อนหน้าจะไม่มาฝึกงานที่นี่เลย

“ไม่มีอะไรหรอกน้องมีน อย่าเครียดนะ” พี่ชบาให้กำลังใจพร้อมกับสายตาของพี่ๆ ในแผนกที่มองผมคล้ายกับจะส่งความหมายว่า



‘ขอให้น้องรอดกลับมา’



บรรยากาศในห้องทำงานของท่านรองประธานตกแต่งสวยงามตามคอนเซ็ปต์ของโรงแรมทันสมัยแต่แฝงไปด้วยความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขนาดห้องกว้างขวางสมตำแหน่ง มีมุมโซฟารับแขกเพื่อใช้คุยงาน มีห้องน้ำในตัวและด้านหลังมีประตูบานเล็กเปิดไปคาดว่าน่าจะเป็นห้องส่วนตัว ของประดับราคาแพงตามหลักฮวงจุ้ยวางอย่างถูกจุด โต๊ะทำงานสีดำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง โดยมีคนตัวสูงในชุดสูทส่งให้ดูภูมิฐานยืนมองวิวแม่น้ำเจ้าพระยาไกลสุดลูกหูลูกตาผ่านกระจกใสบานใหญ่

“มานี่” คำสั่งที่สองของผมกับพี่ปราบในฐานะเจ้านายและนักศึกษาฝึกงาน เสียงที่เรียกต่างจากเสียงตรงบริเวณหน้าห้องอยู่มาก บางทีผมก็ทำตัวไม่ถูกเพราะเวลานี้ผมกำลังอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง

“ท่านรองเรียกผมมาทำไมหรอครับ” การเว้นระยะห่างตามสถานะและกาลเทศะน่าจะเป็นสิ่งที่ควรกระทำมากที่สุดในตอนนี้ คนฟังขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอนได้ยินคำเรียกแทนตัวเองว่า “ท่านรอง” เพราะถ้าอยู่ข้างนอกผมจะเรียกว่า ‘พี่ปราบ’ ไม่ก็ ‘ไอ้พี่ปราบ’

“เสน่ห์แรงนักนะเรา มาฝึกงานได้ไม่ถึงครึ่งวัน มีหนุ่มๆ มาคอยจีบ คอยเอาขนมให้ซะแล้ว”

“เปล่านะ พี่ๆ เค้าแค่อยากให้ผมผ่อนคลาย มันเป็นการทำความรู้จักกันต่างหาก”

“หวังว่าคนอื่นจะคิดแบบนั้น ไม่อย่างนั้นละก็....” ถามจริงนี่ลูกน้องรู้มั้ยว่ามีเจ้านายเอาแต่ใจเหมือนเด็กได้ขนาดนี้ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น

“เรียกผมมาแค่นี้ใช่มั้ยครับ” เริ่มจะไร้สาระเกินไปละ ดีได้แค่วันเดียวจริงๆ เลย ให้ตายสิ!

“อยู่สองคนไม่ต้องเรียกว่าท่านรอง เรียกพี่ปราบเหมือนเดิมก็ได้”

“ไม่ดีกว่าครับ ผมมาฝึกงาน คุณเป็นเจ้านาย ผมเรียกแบบนั้นถูกแล้ว”

“เด็กดื้อ”

“ขอตัวนะครับ”

พี่ปราบรวบตัวผมไว้จากด้านหลังก่อนที่ผมจะเดินออกจากจุดนั้น กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของพี่มันใกล้เพียงปลายจมูกผมสัมผัส แผ่นหลังแนบชิดกับแผ่นอกกว้างอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อสวยที่ถูกซ่อนภายใต้สูททรงทันสมัย อ้อมกอดจากวงแขนแกร่งโอบรัดตัวผมเอาไว้จนเดินหนีไม่ได้

“ขอหอมก่อนแล้วจะปล่อยให้ไปทำงาน” อะไรของพี่มันเนี่ย ผีเข้าปะวะ!!

“ไม่......”

.

ฟอดดดดด !!

.

ไอ้เหี้ยพี่ปราบ!!!!!!





* * * * * * * * *



เที่ยงนี้ผมมาทานข้าวกับพี่อาร์มสองคนเหตุเพราะพี่ชบาติดงานกับท่านรอง ส่วนไอ้เก้ามันบอกว่ากำลังจีบเด็กฝึกงานในแผนกเลยขอไปทำความรู้จักกับฝ่ายนั้นก่อนเพื่อนค่อยเอาไว้ทีหลังเจริญฮวบๆ เลยไอ้สัสนี่ ผมเคลียร์กับไอ้ห่านั้นแล้วด้วยว่าผมเจอพี่ปราบแต่มันปกติมากตอบกลับมาว่ารู้อยู่นานแล้ว



“มึงรู้แล้วทำไมไม่บอกกูว่าพี่ปราบเป็นเจ้าของที่นี่”

“แล้วเวลามึงจะไปฝึกงานที่ไหนมึงไม่คิดจะหาข้อมูลเลยหรอว่าเจ้าของเค้าชื่ออะไร”

ด่ากูว่าโง่ยังจะเจ็บน้อยกว่าด่าแบบอ้อมๆ

“ไอ้ห่าเก้า”

“ช่วยไม่ได้เสือกไม่รอบคอบเอง แค่นี้นะกูไม่ว่าง”



อยู่ๆ ฝนก็ตกลงมาแบบไม่ทันได้ตั้งเนื้อตั้งตัว เมื่อเช้ายังสว่างจ้าคาตาอยู่เลยแต่ไหงพอเที่ยงปุ๊บก็ตกแบบฟ้ารั่วขนาดนี้ ฝนนี่ก็กวนประสาทเหมือนกันนะ จะตกเฉพาะตอนที่เราไม่อยากให้ตก ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้า ตอนพักเที่ยง หรือตอนเลิกงาน ราวกับมีใครไปตั้งเวลาเอาไว้

ผมกับพี่อาร์มตัดสินใจพากันวิ่งฝ่าเม็ดฝนจากร้านอาหารตามสั่งแถวๆ ออฟฟิศ เมื่อประเมินแล้วว่าฝนไม่มีวี่แววจะหยุดสักทีและเหลือเวลาอีก 10 นาทีจะได้เวลาเข้างานในตอนบ่ายแล้ว หากไปสายวันแรกของการฝึกงานประวัติผมเสียแน่นอน



ปี้นๆๆๆๆๆๆ ซ่า



“แมร่งเอ๊ยมึงจะรีบขับไปตายที่ไหนวะเนี่ย ฝนตกน้ำขังขนาดนี้ไม่ระวังคนอื่นเลย”

ผมมองตัวเองในสภาพที่ยับเยินพังพินาศที่สุด ฝนตกเปียกมะล่อกมะแล่กไปทั่วตัวนี่ว่าแล้ว เสือกถูกคนเห็นแก่ตัวขับรถไม่สนใจคนที่เดินอยู่เหยียบน้ำกระเด็นใส่อีก ชุดนักศึกษาสีขาวปะเปื้อนไปด้วยเศษดิน เศษโคลนกระดำกระด่างไปทั่วทั้งตัว คนที่เดินอยู่แถวนั้นที่หลบไม่ทันก็โดนไปตามๆ กันส่วนพี่อาร์มรอดเพราะวิ่งหลบได้ทัน ยืนหลับตาปี๋ปิดปากสนิทตั้งหน้าวิ่งเข้าไปยังตึกของสึกนักงานที่อยู่ไม่ไกลด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวสุดๆ



เดินเข้าแผนกมาด้วยตัวเปียกโชกตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ทั้งข้างนอกลามไปจนถึงกางเกงใน แมร่งเอ๊ยแล้วอีกครึ่งวันที่เหลือของผมจะอยู่ยังไงละเนี่ย แอร์ในห้องทำงานก็โคตรจะเย็น

“ว้ายน้องมีนไปทำอะไรมาคะเปียกหมดเลย” พี่ชบาทักขึ้นเมื่อเห็นสภาพผมไม่น่ามองสักเท่าไหร่ ผมเผ้าที่เซตเป็นทรงลู่ลงตามความเปียกชื้นของผม เสื้อขาวบางแนบเนื้อจนเห็นไปถึงข้างใน

“มีนวิ่งกลับเข้ามาออฟฟิศครับระหว่างทางเจอรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่”

“ไม่ใช่ว่าไปทำให้ใครเค้ามั่นไส้จนเค้าขับรถเหยียบน้ำใส่หรอคะ สมน้ำหน้า อุ๊ย สงสารจังค่ะ” พี่จินตนาเล่นหูเล่นตากวนอารมณ์เป็นรอบที่สองของวัน ไม่รู้ผมไปเดินสะดุดตีนแกตอนไหนถึงได้แสดงออกว่าไม่ชอบหน้าผมได้ขนาดนั้น

เดินมาหยุดที่โต๊ะทำงานของตัวเอง เพ่งพิจารณาถึงความผิดปกติที่แปลกไป เอกสาร อุปกรณ์ทำงาน รวมถึงของใช้ผมที่วางไว้บนโต๊ะไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากความว่างเปล่า

“พี่ชบาครับ ของมีนไปไหนหมดหรือครับ”

“ท่านรองสั่งให้พี่ย้ายของน้องมีนเอาไปไว้ในห้องนะค่ะ”

“รวมถึงน้องมีนด้วยนะ ต้องเข้าไปนั่งทำงานในห้องท่านรอง” คำอธิบายของพี่ชบาทำเอาทุกสายตาหันกลับมาจ้องมองมองเป็นจุดสนใจเดียว ไม่รู้ว่าไอ้พี่ปราบกำลังเล่นตลกอะไรอยู่ถึงได้ออกคำสั่งบ้าๆ แบบนั้น แล้วคนอื่นจะมองผมยังไงกัน



สงสัยคงต้องคุยกันให้รู้เรื่องแล้วแหละ!!



“อ้าวมีน .. ทำไมเปียกไปทั้งตัวแบบนี้” คำถามแรกหลังจากที่ผมเปิดประตูห้องทำงานของพี่ปราบเข้ามา โดยมีพี่ชบาเดินตามสมทบ พี่มันพิจารณาสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความไม่ชอบใจสักเท่าไหร่

“ช่างมันเถอะครับ แค่อุบัติเหตุ ที่ผมเข้ามาจะถามท่านรองว่าย้ายของผมเข้ามาในนี้ทำไม” พี่ชบาเหมือนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างขึ้นมา แต่ถูกเจ้านายของตัวเองยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน

“พี่แค่อยากให้มีนเข้ามาช่วยพี่ทำงาน ช่วงนี้ผู้ช่วยพี่ลาคลอด ส่วนคุณชบาก็ยุ่งๆ อีกอย่างข้างนอกมันไม่ปลอดภัยพี่ไม่ไว้ใจ” ฟังแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำอธิบายของท่านรองประธานตรงหน้า

“มีนต้องเปลี่ยนชุดก่อนนะครับ แล้วต้องอาบน้ำ ในห้องทำงานพี่มีห้องอาบน้ำกับเสื้อผ้าอยู่ด้านหลัง เดี๋ยวพี่พาไปเปลี่ยน ส่วนเสื้อผ้ามีนฝากคุณชบานำไปส่งซักให้ด้วย” พี่ปราบออกคำสั่งจนผมกลัวว่าคุณชบาจะรู้ว่าผมกับพี่ปราบรู้จักกันมาก่อน

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวก็แห้งผมทำงานต่อได้”

“จะเดินตามพี่ไปดีดี หรือให้พี่อุ้มไป อย่าดื้อนะมีน เกิดป่วยขึ้นมาจะทำยังไง” มองหน้าคุณชบาที่ยืนยิ้มอยู่อย่างทำตัวไม่ถูก แกจะคิดยังไงว่าผมเด็กเส้นแค่ไหนที่มาวันแรกก็ได้ย้ายโต๊ะมาอยู่ในห้องรองประธานบริษัท แล้วไหนจะได้อภิสิทธิ์ใช้ห้องน้ำส่วนตัวอีก



และผมไม่ชินกับพี่ปราบเวอร์ชันนี้สักเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าไปเดินสะดุดตีนใครแล้วล้มตื่นมาความจำเสื่อมหรือเปล่าถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ เมื่อก่อนยังกวนตีนอยู่เลย แต่มาสองสามวันนี้เสือกพูดดีแถมยังเป็นห่วงอีก

แถมเมื่อวานก็ยัง พูดคำว่าขอโทษ ทั้งๆ ที่ชีวิตนี้พี่มันไม่เคยเอ่ยคำนี้กับผมเลยสักครั้ง



ไม่รู้จะมาไม้ไหน !!! เดาเกมส์ไม่ถูกเลยกู



ผมเดินตามเจ้าของแผ่นหลังกว้าง พี่ชายข้างบ้านในวัยเด็กของผมเข้ามาในห้องพักส่วนตัว พี่มันหยิบผ้าเช็ดตัวสีขาวสะอาดตาออกจากตู้เสื้อผ้าดีไซต์สวยแล้วส่งมาให้ผม

“อาบน้ำสระผมให้เรียบร้อยนะ ของใช้ทุกอย่างเป็นของส่วนตัวพี่หยิบใช้ได้หมดเลย”

“ได้ครับ”

“ส่วนเสื้อผ้าใส่ของพี่ไปก่อนแล้วกันเนาะ มันอาจจะหลวมๆ หน่อยใส่เข็มขัดไว้คงจะพอใส่ได้แหละ เดี๋ยวพี่เตรียมไว้ให้”

“ก็คงต้องตามนั้นแหละครับ ท่านรองประธาน ผมจะไปเถียงอะไรได้ละ” คว้าผ้าเช็ดตัวจากพี่มันแล้วมุ่งตรงไปยังส่วนของห้องน้ำ น้ำเย็นจนผมต้องรีบปรับให้อุ่นแทบจะทันทีที่กระแสน้ำสัมผัสกับผิว รีบสระผมและอาบน้ำให้เสร็จโดยเร็วจะได้รีบออกไปจากห้องนี้แล้วไปทำงานเสียที

ผมพันผ้าขนหนูไว้ที่เอวหลวมๆ โดยไม่ได้ระมัดระวังอะไร แต่ผมคิดว่าในเมื่อ



ไอ้พี่ปราบนั่งอยู่บนเตียง .. และจ้องผมตาไม่กะพริบเลย



“เห้ย ทำไมพี่มานั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ออกไปละมีนจะเปลี่ยนเสื้อผ้า”

“ขาวเนาะ” ไอ้พี่ปราบมันใช่เวลามาหื่นมั้ยเนี่ย ผมหยิบผ้าขนหนูอีกผืนที่อยู่ใกล้ๆ ม้วนแล้วขว้างใส่หน้าพี่มันให้หลุดจากความคิดอุบาทว์ๆ สักที

“อะไรเนี่ย ขว้างพี่ทำไม เจ็บนะ” ถึงแม้คืนนั้นจะเห็นกันหมดทุกสัดส่วน ทุกซอกมุม หลืบร่องแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้จะมองได้สักหน่อย

“มานี่มา เดี๋ยวพี่เช็ดหัวให้ก่อน แล้วค่อยใส่เสื้อผ้า” พี่ปราบตบเตียงปุๆ เชิญชวน ผมจิ๊ปากขัดใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะห้องนี้เป็นเขตของพี่มัน จะให้พุ่งออกไปโดยไม่มีอะไรใส่ก็เกลียดอยู่

“ห้ามทำอะไรผมนะ ไม่งั้นผมต่อยพี่แน่”

“กลัวจังตัวเท่าหมา” พี่ปราบจับข้อมือผมออกแรงดึงให้เข้าไปใกล้พี่มันจนชิดติดกัน พี่มันเริ่มลงมือเช็ดหัวผมอย่างเบามือ ไม่น่าเชื่อว่าท่านรองประธานมาดนักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้เคร่งขึม กับลูกชายคนเล็กของนักธุรกิจใหญ่จะทำอะไรแบบนี้ให้คนอื่นเป็นด้วย



มันยิ่งแน่ชัดในใจแล้วว่า ...

พี่มันต้องไปสะดุดตีนใครแล้วหัวฟาดจริงๆ



“รอยยังไม่หายอีกเนาะ” สัมผัสตรงรอยช้ำที่เจ้าตัวเป็นผู้ลงมือทำแผ่วเบา สายตาอ่อนโยนโอนถ่ายความห่วงใยแม้เพียงน้อยมาให้ผมได้สัมผัส รอยนับสิบที่อยู่บนร่างของผมเขียวช้ำชัดตามวันเวลาที่ล่วงเลยก่อนที่มันจะจางหายไปในที่สุด



ทว่ารอยรักความทรงจำในคืนนี้ยิ่งนับวันยิ่งชัดเจน

แต่ยากที่จะเลือนราง

สายตาดวงนั้นจ้องมองที่ริมฝีปากบางของผม ชวนให้ใจหวั่นไหวกับเม็ดฝนที่ตกกระทบภายนอกไหลรินลงบนกระจกใสรอบห้อง ความหนาวเย็นผสมระหว่างอุณหภูมิด้านนอกประกอบกับเครื่องปรับอากาศทำเอาคนเปลือยเปล่าสะท้าน ยิ่งสายตาลวนลามไม่สุขนั้นแล้วยิ่งหวาบหวิวหนักทวีคูณ



มืออุ่นลากเลื่อนไปตามแขนเนียนของคนตรงหน้าก่อนจะหยุดเคลื่อนไหวนิ่งตรงริมฝีปากชมพู บรรยากาศสร้างให้คนเราเผลอไปกับอารมณ์ได้อย่างง่ายดาย หรือมันเป็นเพราะธรรมชาติกำหนดเอาไว้แบบนั้น



“ถ้าพี่จูบจะโดนต่อยมั้ย”

“ไม่หรอก”



ริมฝีปากคนตัวสูงกว่าประกบปากบางผมอย่างอ่อนละมุน ใจผมอ่อนยวบระทวยเมื่อลิ้นสากฉกฉวยน้ำหวานในปาก ลากไปทั่วกระพุ้งแก้มราวกับโหยหามานาน หลับตาพริ้มเคลิ้มรับสัมผัสที่อีกฝ่ายประเคนให้อย่างไม่ต่อต้าน คืนนั้นของเราสองคน ... ยังน่าจดจำแสนตรึงใจ จนกระทั่งเวลานี้



ก่อนผมจะหยุดและผละคนตรงหน้าออกแล้ว .....



ปึ๊ก!!!!!!!



“โอ๊ยมีนพี่เจ็บนะ ต่อยทำไม”



.

.

“จูบได้แต่ห้ามล้วงข้างล่างโว้ยยยยยยย”





สมน้ำหน้าพี่ปราบจริงๆ อดจูบเพราะหื่นจัด 555555
ถ้าชอบก็ + 1 มารัวๆ // เมนท์น้อยเริ่มจะน้อยใจแล้วนะ ^^

 :hao3: :hao3: :hao3:



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ KonglongKongkaeng

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Chapter 11 --- ❝ความพี่ปราบอะเนาะ ❞

------------

Kao : สรุปว่ามึงกับพี่ปราบยังไงนะไอ้มีน

Meen : ไม่มีอะไรนิ!!

Kao : กูไม่ได้หูหนวกนะ คืนนั้นพี่มันประกาศว่ามึงนอนกับมันแล้ว

ไอ้ห่านี่รู้ทั้งรู้แก่ใจยังเสือกแกล้งถามให้เป็นประเด็นอีกนะมึง

Park : กูก็ได้ยิน

Meen : ก็แค่คู่นอนปะวะ ไม่ได้มีอะไร

Kao : แต่กูว่ามี คู่นอนเหี้ยอะไรมาตามลากกลับบ้านขนาดนั้นเหมือนอะไรเอ่ย เพื่อนปาร์ค

Park : เหมือนผัววววววววว

Kao : ฮิ้วววววววว

Meen : ผัวพ่อมึงสิไอ้สัส

Kao : แถมวันนี้เค้ายังสั่งย้ายโต๊ะทำงานเข้าไปในห้องทำงานท่านรองประธานเลยนะเว้ยยยย

Meen : แล้วมึงรู้ได้ยังไง ไอ้เก้า

Kao : เค้ารู้กันทั้งตึก H แล้วมึง

Park : เชดดดดดดด ออกตัวแรงเหมือนกันนะพี่ปราบเนี่ย

Kao : เด็ดสุดละเพื่อนกู ไปฝึกงานแต่ได้ผัวเป็นเจ้าของโรงแรม ปังปุริเย่สุดๆๆ

Meen : ส้นตีนนิ



ผมกดปิดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับพวกห่านี่เท่าไหร่ ไอ้เก้านี่มันแสนรู้จนอยากส่งเข้าหน่วยฝึกให้ไปตามหาของกลางช่วยเหลือทางราชการจริงๆ จมูกดีสัสๆ ห่าราก



ทิ้งตัวนอนโง่ๆ บนเตียงหลังจากอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว จุดเทียนหอมกลิ่นโปรดสร้างบรรยากาศในห้องอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ แสงนวลจากเปลวเทียนกับกลิ่นหอมเฉพาะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหลังจากต้องออกไปเผชิญกับความเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน



(Rrrrr-- Rrrrrrr--)



“สวัสดีครับ” หลังกดรับสาย ผมกรอกเสียงราบเรียบลงไป รอกระทั่งได้ยินปลายสายตอบกลับมา เสียงนั้นไม่ใช่ใครอื่น ทว่าเป็นเสียงของคนที่ได้เพื่อนเวรสองตัวผมเพิ่งจะเอ่ยถึง

[ถึงบ้านแล้วหรือยัง]

“ถึงสักพักหนึ่งแล้ว”

[กินข้าวหรือยัง]

“กินแล้ว”

[อาบน้ำสระผมแล้วใช่มั้ย]

“เรียบร้อยแล้ว”

[แล้ววันนี้คิดถึงพี่แล้วหรือยัง]

ผมนิ่งเกือบหลุดปากกลับไป .. คำถามชี้นำสุดๆ

“ปวดขี้” พี่ปราบหัวเราะเสียงหลง

[กินยาด้วยนะ ดักไว้ก่อนเดี๋ยวไม่สบาย]

“อื้อๆ เดี๋ยวค่อยกิน”

[พี่เป็นห่วง]

“แค่นี้นะ สัญญาณไม่ดี ตู๊ดๆๆๆๆ”

กดตัดสายทิ้งแมร่งเลย ...

คนที่ต้องกินยาน่าจะไม่ใช่ผมแต่ควรเป็นพี่ปราบมากกว่า หรือถ้ายาช่วยอะไรไม่ได้ต้องให้ป้ามอกับพี่ปกพาไปรดน้ำมนต์ซักสามสิบวัดเผื่อผีที่สิงอยู่จะออก พักนี้แปลกๆ พูดจาดี ทำตัวดีจนผมขนลุก ยิ่งตอนเย็นเลิกงานพะเน้าพะนอจะมาส่งผมที่คอนโดให้ได้ แต่ก็ไม่ได้มาเพราะมีเอกสารด่วนต้องเซ็นต์ผมจึงชิ่งหนีกลับเอง พี่มันทำหน้าไม่พอใจคุณชบาที่แทรกแซงแบบนั้น

ไม่เคยจะชินเลยสักที!!!



วางสายจากพี่ปราบตั้งใจจะนอนดูอะไรเรื่อยเปื่อยในยูทูป เปิดไปเรื่อยๆ เสียงในนั้นกับกลิ่นเทียนหอม พร้อมแสงไฟสลัวบวกกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศค่อยๆ พรากเอาสติของผมหลุดล่องลอยไปทีละนิด ทีละนิดจนเสียงที่ได้ยินค่อยๆ เบาลงเรื่อยหายไปไหนที่สุด พร้อมเจ้าของห้องที่ดำดิ่งเข้าสู่ห้วงแห่งฝันคาโทรศัพท์ที่หล่นตกอยู่ข้างตัว





แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านทะลุผ้าม่านสีขาวเข้ามาจนต้องในลืมตาขึ้นแม้อยากจะนอนต่อก็ตาม

สัมผัสเตียงอ่อนนุ่มไม่ได้ทำให้ผมหลับสนิทถึงเช้าได้เลย เพราะมันหลับๆ ตื่นๆ ด้วยอาการร้อนๆ หนาวๆ ที่เกิดวนอยู่แบบนั้นตลอดทั้งคืน ครั้นจะลุกขึ้นมาก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะฝืน ได้แต่ห่มผมสลับกับถีบออกจากตัวตามอาการที่เกิดขึ้น ผมปรือตาขึ้นมาช้าๆ หลังปรับรับกับแสงจ้าที่ส่องสว่างไปทั่วห้อง ในหัวหนักอื้อ ขอบตาร้อนผ่าว ครั่นไปทั้งเนื้อตัว ยกมือขึ้นจับหน้าผากตัวเองเพื่อเช็คดูอาการพบว่าตัวโคตรร้อน สงสัยจะเป็นไข้เพื่อเปียกฝนทั้งคืน ประกอบกับลืมปิดแอร์ทั้งคืนและที่สำคัญ



แผงยาแก้ปวดลดไข้ขนาด 500 มิลลิกรัมยังอยู่ที่เดิม!!!



“ขอบคุณนะครับพี่ชบา”

วางสายจากหัวหน้างานตัวเองเรียบร้อยแล้ว หลังโทรไปขอลางานเพราะไม่มีแรงจะฝืนไปฝึกงานได้จริงๆ ปกติผมอึดมากป่วยแค่ไหนก็ต้องลากสังขารไปเรียนไม่เคยขาด แต่วันนี้ประเมินตัวเองแล้วไม่ไหวสุดๆ ขืนดึงดันไปทำงานมีหวังได้ฟุบหลับคาโต๊ะทำงานเป็นแน่แท้



ผมลุกขึ้นหยิบโจ๊กสำเร็จรูปเติมน้ำแล้วเอาเข้าไมโครเวฟจนสุก แล้วฝืนตักกินสี่ห้าคำไม่ให้ท้องว่างเกินไปก่อนกินยาตาม แม้ในปากจะไม่รู้รสชาติอะไรเลยนอกจากจืดสนิทแต่ก็ต้องฝืนกิน จากนั้นจึงลากร่างกายที่ใกล้แบตหมดเต็มทีขึ้นไปบนเตียง คุมผ้าห่มให้มิดถึงลำคอแล้วหลับตาที่หนักอึ้งลงอีกครั้ง





เหี้ยยยยยยย !!!!

เสียงร้องดังลั่นปลุกผมให้สะดุ้งโหยงตื่นมาจากความฝันว่ากำลังจะขึ้นเครื่องไปเที่ยว ใจเต้นตุบๆ ด้วยความตกใจ เม็ดเหงื่อผดขึ้นเต็มหน้า ไม่แน่ใจว่าเสียงที่ดังขึ้นเมื่อครู่เป็นฝันหรือความจริง



จนกระทั่ง ....



เพล้งงงง!!!

เสียงคล้ายจานหรือชามตกกระทบพื้นสนั่น จึงรีบลงจากเตียงแล้วหยิบหมอนอยู่ใกล้มือขึ้นมาเป็นอาวุธ เดินออกไปยังส่วนห้องครัว ใครบุกเข้ามาในห้องกลางวันแสกๆ แบบนี้วะ ไอ้เก้า ไอ้ปาร์คก็ฝึกงาน แม่ก็ไม่รู้ว่าผมป่วย จะเป็นโจรก็ไม่น่าใช่คอนโดที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงแบบนี้จะปล่อยให้คนนอกเข้ามาได้ยังไงกัน

“ตะเอ๋ตื่น.....”

เพี๊ยะ!!!

“โอ๊ยยยยยย”

ผมใช้หมอนขนเป็ดกระหน่ำตีหัวคนที่อยู่ตรงหน้าอยู่หลายทีจนแน่ใจว่าเสียงนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าแต่เป็น

“พี่ปราบ”

“ก็ใช่ไง ตีทำไมวะ”

ผมลดหมอนที่คาอยู่บนหน้าพี่ปราบไว้มิดลงอย่างช้าๆ เผยให้เห็นคนหน้าเซ็งหนึ่งอัตรายืนมองผมอยู่ ในมือถือถ้วยโจ๊กไว้แน่น

“ใครจะไปรู้ก็นึกว่าโจรขึ้นห้อง”

“โจรอะไรจะใส่สูทหล่อขนาดนี้”

พี่ปราบเดินนำไปที่โซฟา วางชามโจ๊กแล้วกวักมือเรียกให้ตามไปนั่ง ส่วนเจ้าตัวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมกดโทรออก

“ช่วยให้แม่บ้านขึ้นมาทำความสะอาดห้อง 1410 ด้วยนะ”

“ขอบคุณครับ”

หลังวางสายคนตัวสูงปลดกระดุมสูทถอดออกจากตัว พับแขนเสื้อเชิ๊ดสีขาวขึ้นให้พอสบายตัว หล่อเนี้ยบภูมิฐานในชุดทำงานอีกแล้ว ว่าแต่นี่มันก็สายมากแล้วทำไมไม่ไปทำงาน

“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ พี่ไม่มีงานต้องทำหรอ”

“มี.. แต่ลา”

“อ้าว ทำไมละ”

“มาเฝ้าไข้คนป่วยไง ถามแปลกๆ” พี่ปราบทำตัวสบายเหมือนอยู่บ้าน กดรีโมทเปิดทีวีสบายใจ

“แล้วพี่ขึ้นมาห้องผมได้ไง ที่นี่เค้าไม่ให้คนนอกขึ้นนะ” เออนั่นสิ ปีนมาหรือยังไงวะ ชั้นสิบหกนะไม่ใช่ชั้นหนึ่ง

“บอกว่าเป็นผัวเจ้าของห้อง 1410 เค้าก็ให้ขึ้นมาแล้ว”

ลอยหน้าลอยตาดีนัก ฟาดด้วยหมอนหนึ่งทีจะได้หายกวนส้นตีน

“เอาดีดี”

“คอนโดนี้อยู่ในเครือโรงแรมของพี่บ้าน เพราะงั้นพี่จะขึ้นไปจนถึงดาดฟ้าก็ได้” ยักคิ้วหงึกๆ วอนหมอนอีกรอบ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าคอนโดนี้เป็นเครือธุรกิจบ้านของพี่ปราบ รู้แค่ว่ารวยมากแต่ไม่รู้ว่าจะรวยขนาดนี้ มิน่าแม่ผมถึงอยากให้มาอยู่ที่นี่แถมบอกว่าได้ราคาพิเศษมาอีกต่างหาก

“แล้วพี่รู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ที่นี่”

“ความจำเสื่อมหรอ .. เพิ่งมาส่งเมื่อวันก่อนเองนะ” เออหวะ!!

พี่ปราบเปิดช่องการ์ตูนค้างไว้ ตาดูอย่างตั้งใจสาบานว่าอายุยี่สิบสี่และเป็นรองประธานบริษัทใหญ่

“แล้วรู้ได้ยังไงว่าผมป่วย”

“ชบาบอก” พี่ปราบจิ๊ปากเป็นเชิงรำคาญที่ผมถามไม่หยุด

“แล้วทำไม.....” คำถามข้อต่อไปของผมหายไปพร้อมกับริมฝีปากคนข้างๆ ที่มาจุ๊บไว้อยู่ชั่วครู่ ไม่ได้รุกล้ำใดๆ แล้วถอนจากไป

“ถ้าถามอีกจะปล้ำต่อหน้าลูฟี่แล้วนะ หยุดแล้วกินข้าวไปเลยจะได้กินยา”



ก้มหน้าก้มตากินโจ๊กในชามไปได้มากกว่ามื้อเช้า อาการปวดหัวยังคงหลงเหลืออยู่นิดหน่อย ตัวรุมไม่ร้อนมากเหมือนเมื่อคืน ได้นอนพักแม้จะแค่ไม่กี่ชั่วโมงให้ร่างกายได้ชาร์ตแบตกลับมาตามเดิม ส่วนคนข้างๆ นั่งจ้องทีวีเป็นเด็กน้อยอายุห้าขวบก็ไม่ปาน



แม่บ้านขึ้นมาทำความสะอาดห้องให้ผมจนเอี่ยม ดูดฝุ่น ปัดฝุ่น ล้างจาน เทขยะ เก็บเศษชามที่พี่ปราบเผลอทำแตกและเตรียมมื้อเย็นไว้ให้เรียบร้อย จากนั้นอิพี่มันก็ตั้งใจดูแลผมอย่างดีแต่ดูทุรักทุเลไปหน่อย เข้าใจว่าทั้งชีวิตไม่เคยต้องดูแลใครเลยทำอะไรไม่ค่อยเป็น แต่ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้



เริ่มจาก....



กินยาหลังอาหาร

พี่ปราบหยิบยาลดไข้ให้ผมสองเม็ดพร้อมน้ำ ผมรับไว้แล้วรีบกินก่อนจะส่งแก้วเปล่าคืนกลับไปให้คนตัวสูงที่นั่งข้างๆ

“มีน”

“ครับ”

“ตากฝนทำให้ไม่สบาย แต่ถ้ามีพี่ข้างกาย ถ้ามีนไม่สบายพี่ก็พร้อมดูแล”

ง่อวววว!!!นี่มุขหรือโฆษณาประกัน รีบนอนดีกว่ากู



เช็ดตัว

พี่ปราบออกจากห้องน้ำมาพร้อมกะละมังน้ำจนปริ่มกับผ้าขนหนูสีขาวในสภาพเปียกมะล่อกมะแล่ก ก่อนจะวางอุปกรณ์แล้วนั่งลงบนโซฟา

“มาเดี๋ยวพี่เช็ดตัวให้”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมติดแผ่นลดให้ก็ได้”

“เช็ดตัวให้อุณหภูมิลดแล้วติดแผ่นอีกที อย่าดื้อ” นั่น!!ทฤษฎีอย่างเป๊ะ .. รอดูปฏิบัติ

ผมถอดเสื้อเพื่อให้พี่ปราบสะดวกต่อการเช็ดตัว แม้จะอายแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร รีบทำรีบเสร็จแล้วกัน คนตัวสูงใช้ผ้าจุ่มลงไปในกะละมังแล้วยกขึ้นมาในทันที

วางแหมะ ลงบนไหล่ผม!!

“พี่ปราบทำไมพี่ไม่บิดผ้าให้หมาดก่อน”

“ต้องบิดด้วยหรอ ถ้าบิดก็ไม่เปียกนะสิ”

“ต้องบิดให้หมาดแล้วค่อยเช็ดไม่ใช่เช็ดทั้งที่ผ้ายังอุ้มน้ำอยู่แบบนี้”

“ใครจะไปรู้ละ”

“โอ๊ยยย!!เค้ารู้กันหมดแหละ”

ตัวผมเปียกไม่ต่างจากการอาบน้ำเลยคุณผู้ชม!!ความพี่ปราบอะเนาะ เห้อออ



ติดแผ่นลดไข้

พี่ปราบพยายามติดแผ่นลดไข้ที่หน้าผากผมอยู่นานด้วยท่าทางจริงจังและเริ่มจะหัวเสียเมื่อไม่สามารถทำได้สักทีจนผมกลั้นขำไว้ไม่อยู่

“แมร่ง ทำไมติดไม่ได้วะ”

พี่ปราบฉีกซองแผ่นติดลดไข้อันที่สามออกมาแล้วทำเหมือนเดิมก็ยังแปะไม่ได้อยู่ดี

“พี่ว่ายี่ห้อนี้ไม่ดีเลยมีน เดี๋ยวลงไปซื้ออีกยี่ห้อนึงให้นะ รอพี่แปบ”

“ไม่ต้องเปลี่ยนยี่ห้อหรอกครับ”

“ทำไมละ”

“แค่พี่กลับด้านสีฟ้าเข้าข้างใน มันก็ติดได้แล้วครับ”

“อ้าวหรอ แฮ่ๆ”

พี่ปราบหัวเราะแก้เขิน ส่วนผมหัวเราะจริงจังดังสุดๆ!!



เมื่อจัดการทุกสิ่งอย่างตามที่ท่านรองประธานตั้งใจเอาไว้จนครบถ้วน เล่นเอาเหงื่อตกจนไข้เกือบหาย พี่ปราบจึงขอนั่งเคลียร์งานที่ค้างไว้ให้เสร็จเพราะมีประชุมในวันพรุ่งนี้บ่าย ผมที่ยังไม่ง่วงจึงอ่านหนังสือแก้เบื่อไปพลาง

(Rrrrr-- Rrrrrrr--)

มึงจะวิดีโอคอลมาหาสวรรค์วิมานอะไรตอนนี้ไอ้เหี้ยเก้า!!

ผมตั้งใจจะกดตัดสาย แต่เสือกมีมือคนข้างๆ กดรับเฉย

Kao : ตายยังไอ้แว่นนนนนนน

คำทักทายคนป่วยที่ฟังแล้วชื่นใจกูจริงๆ จนอยากยกตีนใส่หน้าจอ

Park : เดี๋ยวเย็นนี้พวกกูแวะเข้าไปหานะเว้ย จะไปนอนเป็นเพื่อน

Meen : ไม่ต้องๆๆๆ

Kao : เดี๋ยวนะ กูเห็นไหล่ใครแวบๆ ข้างมึงวะ

กูยอมสายตามึงจริงๆ สงสัยตอนเด็กไม่มีเพื่อน เลยเล่นเกมส์จับผิดภาพในโทรศัพท์ทั้งวัน

Meen : ไหล่พี่เองครับ!! (พี่ปราบโผล่เข้ามาในกล้องผม)

กวนตีนหลายรอบแล้วนะวันนี้ อยากมีซีนตลอดเลย

Kao : มีผัวมาเฝ้านี่เอง เพื่อนเลยไม่ต้องไป เดี๋ยวกูจะฟ้องแม่มึง

Meen : ผัวพ่อง

Kao : พ่อกูมีผัวตั้งแต่เมื่อไหร่วะ

Park : พ่อมึงมีผัวเมื่อไหร่ไม่รู้ .. แต่เพื่อนเรามีผัวแล้วโว้ยยย

Meen : ไอ้เหี้ย!!

Kao : เบาๆ นะมึง เดี๋ยวตูดระบมแล้วไปทำงานไม่ไหว

Park : ฝากเพื่อนผมด้วยนะพี่ปราบ ขอให้มีความสุขมากๆ ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรแล้วเXดกันทุกวันนะพี่

Kao : ฮิ้วววววววว

กดตัดสายแมร่งเลย!!ก่อนที่ไอ้พี่ปราบจะตอบโต้อะไรกลับไป





ผมเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ตื่นอีกทีข้างนอกก็มืดสนิทแล้ว แถมผมยังมานอนห่มผ้าอยู่บนเตียงแบบนี้อีก มองออกไปส่วนห้องนั่งเล่นไฟยังเปิดติดอยู่แปลว่าพี่ปราบยังไม่ได้กลับ เดินออกมาพบคนตัวสูงกำลังปิดโน๊ตบุ๊คทำท่าบิดขี้เกียจไปมาจนเห็นผมที่หยุดยืนอยู่ใกล้ๆ

“หิวยังเดี๋ยวพี่ให้แม่บ้านขึ้นมาอุ่นอาหารให้”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวมีนอุ่นเองได้”

พี่ปราบพยักหน้าอย่างเข้าใจ ลุกเดินเข้ามาใกล้ผมพลางยกหลังมือซ้ายขึ้นทาบกับหน้าผาก แก้ม และซอกคอตามลำดับ จัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงจากการนอนดิ้นให้เข้าที่ ผมยังยืนยันคำเดิมว่าไม่ชินกับพี่ปราบเวอร์ชันใหม่นี้สักที

“ใกล้จะหายแล้วนะ”

“แล้วนี่พี่ปราบจะกินข้าวก่อนหรือกลับเลยครับ”

“พี่บอกหรอว่าจะกลับ” มือแกร่งทาบสนิทกับแก้มนุ่มของผม นัยน์ตา,นัยนาสีดำเต็มไปด้วยประกาบวิบวับชวนมอง

“แต่ว่า ...”

“ให้พี่อยู่เถอะนะเผื่อคืนนี้มีนไข้ขึ้นจะได้มีคนดูแล ถึงพี่จะทำอะไรไม่ค่อยเป็นแต่ก็เป็นอยู่อย่างหนึ่งนะครับ”

“อะไร”

“ก็เป็นห่วงไง”

แหวะ!!จะอ้วก

“แต่ห้องผมมีแค่เตียงเดียว ไม่ค่อยสะดวกนะครับ”

“พี่นอนตรงโซฟาได้ขอแค่ผ้าห่มกับผมก็พอหรือมีนกลัวพี่จะทำอะไร”

ผมส่ายหัว แม้ในใจจะคิดไปแล้วก็ตาม ผมยังไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ ถึงแม้ช่วงสองสามวันมานี้จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีก็เถอะ

“นะครับ ให้พี่ดูแลมีนนะ มีนล็อกห้องก็ได้ถ้ายังไม่ไว้ใจ”

“อือ”

“พี่สัญญาว่าพี่ไม่ทำอะไรหรอก มีนป่วยอยู่จะทำได้ไง”

“ครับ”

สุดท้ายก็ใจอ่อนยอมให้พี่ปราบค้างที่นี่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน แค่อุ่นใจเวลามีพี่มันอยู่ใกล้ๆ แม้ส่วนใหญ่ผมจะดูแลตัวเองก็เถอะ แต่ก็ดีกว่าอยู่คนเดียวตอนป่วยแบบนี้



“แต่ถ้าหายป่วยเมื่อไหร่...”

.

“พี่ไม่รับประกันความปลอดภัยแน่นอน”



ฟอดดดดดดดดดดด



ไอ้เหี้ยยพี่ปราบ .. กูว่าแล้วยังไงโจรก็ยังเป็นโจรอยู่วันยังค่ำ







ความพี่ปราบอะเนาะ!!โบ๊ะบ๊ะสุด โอ๊ยยชั้นขำไม่ไหว
ชอบก็ +1 เข้ามานะจ๊ะ

 :katai1: :hao3: :katai3: :hao7: :mew1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4048
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6

ออฟไลน์ KonglongKongkaeng

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Chapter 12 --- ❝ความรู้สึกประหลาด ❞

------------

ร้านกาแฟข้างออฟฟิศในตอนเช้าแสนจะเร่งรีบแบบนี้คลาคล่ำไปด้วยพนักงานออฟฟิศที่ต่อแถวหาเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นเตรียมพร้อมสำหรับการลุยงานอันแสนจะหนักหน่วงตลอดทั้งวัน กลิ่นหอมกาแฟโชยกรุ่นไปทั่วร้านละมุนดีต่อใจปลุกความง่วงที่มีให้ทุเลาลงไปได้บ้าง ผมยืนรอคิวหลังจากสั่งเครื่องดื่มสองแก้วนั่นคือเอสแปรสโซ่เย็นหวานน้อยของพี่ปราบกับชาเขียวเย็นเพิ่มหวานของผม



เช้านี้ผมกับพี่ปราบมาทำงานพร้อมกัน เมื่อคืนคนตัวสูงรักษาสัญญาไว้เป็นอย่างดีไม่ก่อความวุ่นวายปล่อยให้ผมหลับสนิทจนกระทั่งได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกนั่นแหละถึงได้ลุกขึ้น แล้วพบว่าร่างกายกลับมาเกือบปกติดีแล้ว เปิดประตูห้องนอนไปพี่มันก็แต่งตัวครบองค์เสร็จเป็นที่เรียบร้อย



ผมขอให้พี่ปราบขึ้นไปห้องทำงานก่อน ด้วยไม่อยากเดินไปทำงานพร้อมกันเกรงจะมีเสียงนินทาเกิดขึ้นตามมาภายหลังแม้จะเลี่ยงไม่ได้ก็ตามที ผมไม่มีผลกระทบในใดๆ หรอกก็แค่นักศึกษาฝึกงานคนหนึ่งแต่พี่ปราบเป็นถึงรองประธานบริษัทคงดูไม่ดีหากมีคนรู้ว่ามาทำงานด้วยกันจะเสียการปกครองเปล่าๆ



“มาทำงานได้แล้วหรอน้องมีน” เสียงทักจากพี่จินตนาเอ่ยขึ้นขณะผมก้มกดไอจีเพลินๆ รอเครื่องดื่ม

“ครับ หายแล้ว”

“มาฝึกงานวันเดียวก็ลาป่วยซะละ แถมยังลาพร้อมท่านรองประธานอีก ไม่ได้มีนอกมีในอะไรกันใช่มั้ยคะ”

“เปล่าครับ”

“ดีแล้วแหละ อะไรที่มันอยู่สูงเกินตัวอย่าไปยุ่งเลยเนาะ พี่เป็นห่วงเลยต้องเตือน” สาบานได้ว่าเป็นห่วงจริงๆ อย่างที่พูด

“แต่ที่จริงมันก็มีเส้นกั้นบางๆ ระหว่างเตือนกับเสือกเหมือนกันนะครับ” เสียงไอ้เก้าดังมาจากข้างหลังพี่จินตนา ทำเอาคนโดนย้อนมองหน้าเหวี่ยง

“ทำไมพูดกับรุ่นพี่แบบนี้ เป็นแค่เด็กฝึกงานนะ”

“พี่ก็เป็นแค่พนักงานเหมือนกัน ไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัท อย่าเก่งให้มันมาก”

“ไอ้เก้าพอแล้ว” ผมห้ามเพื่อนไว้ไม่อยากให้มีประเด็นอะไรมาก ไอ้นี่ยิ่งโหดๆ อยู่กลัวใครที่ไหน

“คิวที่ 21 ได้แล้วค่ะ” เสียงระฆังช่วยไว้ได้ทัน ผมจึงลากไอ้เก้าไปรับกาแฟที่เคาน์เตอร์ โดยมีสายตาพี่จินตนามองอย่างหมายหัว ไม่รู้ว่าตัวผมเองไปทำอะไรให้พี่แกเกลียดนักหนาพึ่งมาฝึกงานสามวันแต่โดนแซะไม่เลิก

“อ้าว ทำไมมีกาแฟด้วยละมึงไม่กินกาแฟนิอย่าบอกนะ ...” ไอ้เก้าพูดดังมากขนาดที่ว่าคนนอกร้านก็ได้ยิน ผมแอบเห็นมันเหลือบตาไปมองพี่จินตนาที่นั่งคอตรงหูผึ่ง

“ว่าแก้วนี้ของพี่ปราบตอบแทนที่เค้าไปนอนเฝ้าไข้มึงใช่ปะ”

เออนั่น!!!ไอ้เพื่อนเหี้ย หาประเด็นให้กูแล้วมั้ยละ ผมรีบลากมันออกจากร้านก่อนหายนะจะเพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้





“คุณชบาเข้ามาพบผมหน่อย” พี่ปราบกดเรียกเลขาคู่ใจให้เข้ามาพบ ไม่นานพี่ชบาก็เปิดประตูห้องเข้ามายืนอยู่หน้าโต๊ะเจ้านายพร้อมรับคำสั่ง ส่วนผมนั่งพิมพ์เอกสารสรุปการประชุมให้พี่มันอยู่

“เดี๋ยวคุณโทรให้คุณช้างเข้ามาวัดตัวตัดชุดสำหรับออกงานวันเสาร์นี้ด้วยนะ”

“ได้ค่ะท่านรอง”

“แล้วหลังจากนี้ไม่ต้องซื้อกาแฟมาให้ผมแล้วนะครับ”

“ทำไมคะ ชบาทำอะไรผิดหรือเปล่า”

“เปล่า ..แต่ผมจะให้คุณธาราเค้าเป็นซื้อมาให้แทน”

พี่ปราบมองที่แก้วกาแฟก่อนจะย้ายนัยน์ตาสีดำประกายแพรวพราวนั้นมายังผมที่แกล้งทำเป็นพิมพ์งาน ทั้งที่ใจสั่นริกๆ กลัวพี่ชบาจะจับได้

“เพราะผมชอบบบบบบ”

“ชบาเข้าใจค่ะ ชบาว่ากาแฟร้านนี้น่าจะถูกปากท่านรองมาก”

“ที่สุดเลยแหละ”

แล้วทั้งเจ้านายลูกน้องก็พากันยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ ปล่อยให้ผมที่ทำเป็นยุ่งทั้งที่ไม่มีอะไรให้ยุ่งเลย กดแป้นพิมพ์รัวๆ แก้เขินไปแบบนั้นเอง



ไม่นานช่างส่วนตัวที่พี่ปราบให้คุณชบาโทรก็เข้ามาพบ ผู้ชายอ้อนแอ้นหน้าตาดีกับผู้ช่วยอีกหนึ่งคนยกมือขึ้นสวัสดีท่านรองประธานพูดคุยกันดูสนิทสนม ผมเคยเห็นพี่เขาในนิตยสารแฟชั่นทั่วไปช่างคนนี้มีชื่อเสียงในการออกแบบเสื้อผ้าให้กับเครื่องแบบของสายการบินเบอร์ต้นๆ ของประเทศ รวมถึงงานแสดงแฟชั่นใหญ่ๆ อีกมากมาย

“คนนี้หรือเปล่าคะที่จะให้ช้างตัดชุดให้” ดีไซเนอร์คนดังหันมาทางนี้ เดี๋ยวนะผมเกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย

“ใช่ครับคนนี้แหละ” พี่ปราบตอบก่อนจะเรียกผมให้เข้าไปหา “มีนมานี่ก่อน”

“ครับ” ผมเดินออกจากโต๊ะทำงานไปหายืนข้างๆ พี่ปราบและคุณช้างตรงส่วนของโซฟารับแขก คุณช้างมองคล้ายสำรวจผมทั้งตัวแล้วยกยิ้มเอียงคออย่างพอใจ

“นี่คุณช้าง ดีไซเนอร์มือหนึ่งของประเทศ”

“สวัสดีครับคุณช้าง” ผมยกมือขึ้นไหว้

“แหม คุณปราบก็มือหนึ่งอะไรกันคะ ทั่วไปค่ะ ชมช้างแบบนี้ตัวลอยหมด”

“ยังไงผมฝากน้องด้วยนะครับอาจจะเป็นงานเร่งหน่อย พอดีเพิ่งนึกได้ว่าอยากให้เค้าไปด้วยหวังว่าจะไม่รบกวนคุณช้างจนเกินไป”

“ยินดีค่ะ เดี๋ยวช้างจะเนรมิตให้เลย รับรองปังปุริเย่สุดๆ ”

“ขอบคุณครับ”

พี่ปราบเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน ปล่อยให้คุณช้างกับผู้ช่วยจับผมหันซ้ายขวาไปตามมือและสายวัดที่ทาบไปทุกส่วน ทั้งอก ไหล่ ช่วงตัว แขน ขา จนเสร็จเรียบร้อย

“น้องมีนหน้าตาดีจังเลยนะคะ ว่างๆ ไปถ่ายรีวิวสูทให้ร้านพี่ช้างหน่อยสิ”

“มีนไม่ถนัดครับ ขอโทษด้วยนะครับ”

“เสียดายจัง ถ้าเปลี่ยนใจบอกพี่นะ พี่รอ”

“ขอบคุณครับ”

พี่ช้างชวนผมให้ไปนั่งที่โซฟาพร้อมเปิดแบบสูทหลากหลายในแคทตาล็อกให้ผมเลือกว่าชอบสีไหนทรงไหนประกอบกับแนะนำเพิ่มเติมว่าผมควรจะใส่แบบไหนถึงจะเหมาะ เรานั่งคุยกันจนสรุปสีและแบบได้เรียบร้อย พี่ช้างและทีมงานจึงขอตัวกลับ

“พี่ยังไม่ได้ถามมีนเลยนะครับ ว่ามีนจะไปงานกับพี่หรือเปล่าแบบนี้เค้าเรียกมัดมือชก” ผมพุ่งไปหาพี่ปราบทันทีที่ส่งทีมงานดีไซเนอร์เสร็จ

“ทำไมต้องถาม นี่เป็นคำสั่งของท่านรองนะ คุณธารา”

“เผด็จการ บ้าอำนาจ”

“ที่สุดเลยแหละ”



ชิ!!เกลียดท่ายักไหล่กับการร้องเพลงอย่างมีความสุขนั่นจริงๆ เลยและอะไรคือการให้ผมนั่งเลือกสีชุดสูทตั้งนานสุดท้ายจบลงที่คุณช้างบอกผมว่า



‘คุณปราบเลือกให้น้องมีนเรียบร้อยแล้วค่ะ’





เที่ยงนี้ผมลงมาหาอะไรกินแถวๆ ออฟฟิศกับไอ้เก้า สาระประเด็นหลักที่มันคุยกับผมก็หนีไม่พ้นเรื่องที่พี่ปราบกับผมมาทำงานด้วยกันเมื่อเช้า ไอ้ห่านี่เสือกตาดีเห็นผมลงจากรถพี่ปราบแถวๆ ป้ายรถเมล์ก่อนถึงบริษัท

ผมว่ามาเช้ามาแล้วนะและก่อนลงก็ดูทางแล้วว่าไม่มีใคร!!มันเห็นตอนไหนหว่า

“อะไรยังไงไหนพูด”

“อะไรของมึง” ผมแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้ไม่ชี้ ชวนให้ไอ้เก้าขมวดคิ้วก่อนจะยกมือขึ้นโบกหัวผมหนึ่งทีเพื่อให้ผมหยุดตีมึนในสิ่งที่มันถาม

“เรื่องมึงกับพี่ปราบ หลายรอบแล้วนะ กูว่าไม่ปกติ”

“ก็ปกตินะ มึงคิดไปเองหรือเปล่าไอ้เก้า”

“ส้นตีนกูนิ ปกติเหี้ยอะไร นอนด้วยกันกี่รอบแล้วพวกมึงอะ ถ้ากูเดาไม่ผิดเมื่อเช้ามึงมาทำงานกับพี่มันชัวร์”

“มะ .. มึง เห็นหรอ”

“เต็มสองตา”

“อือ เมื่อคืนพี่มันค้างห้องดู แต่พี่ปราบนอนโซฟา กูนอนในห้อง”

“ร้อนตัวนะมึงเนี่ย” ไม่ได้ร้อน กูแค่รีบอธิบายเฉยๆ

“สรุปพวกมึงเป็นอะไรกันวะ”

“ก็เป็นเจ้านายกับลูกน้อง เป็นพี่ข้างบ้านกับน้องข้างบ้านไง”

“แต่กูว่าพี่มันชอบมึงชัวร์ล้านเปอร์ คนเราถ้าไม่รักไม่ชอบไม่แสดงออกชัดเจนขนาดนี้หรอกมึง มึงยังไม่ต้องเชื่อกูตอนนี้ก็ได้นะ กูเข้าใจว่ามันต้องใช้เวลา มึงอาจจะเข็ดกับความรักมามากหรือโดนพี่ปราบแกล้งบ่อยจนฝังใจแต่เชื่อกูว่าพี่มันไม่ได้มองมึงเป็นน้องแน่นอน กูกล้าเอาหุ้นบริษัทพ่อกูเป็นประกันได้เลย”

จะเป็นไปได้ยังไงกับสมมติฐานของไอ้เก้า ถึงแม้พักหลังๆ พี่ปราบจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ทำดีกับผมจนแปลกใจเท่าไหร่ก็ตาม แต่หากเทียบระยะเวลาที่มันแกล้งผม รังแกผมกับสิ่งดีดีที่พี่มันทำผมก็ยังไม่สามารถสรุปอะไรได้ในตอนนี้ ที่สำคัญเขามีผู้หญิงของเขาอยู่แล้ว



ตอนบ่ายที่แสนจะง่วงเมื่อผมนั่งอยู่ภายในห้องทำงานแสนกว้างของท่านรองประธาน H กรุปตามลำดับ เหตุเพราะพี่ปราบมีประชุมกับฝ่ายบริหารผมเลยต้องนั่งแหง่วอยู่คนเดียว พิมพ์เอกสารไปตาก็เริ่มหนักเข้าไปทุกที หากพี่ปราบอยู่ตอนนี้ผมคงไม่ได้มีโอกาสง่วง เพราะคนตัวสูงจะชวนคุยไม่ก็แกล้งกวนประสาทผมอยู่เสมอ แม้บางทีที่พี่ปราบยุ่งเราต่างคนต่างเงียบก็ยังสดชื่นอยู่ดีไม่รู้ทำไมเหมือนกัน



ประตูห้องพี่ปราบถูกเปิดออก พร้อมกับผู้มาเยือนที่ไม่ใช่เจ้าของห้อง

ผู้หญิงสวย สูงหุ่นดีในชุดเดรสสีแดงกับกระเป๋าถือราคาแพงหยุดยืนมองผมเพ่งพิจารณา หล่อนคือผู้หญิงคนเดียวกับที่ผมเห็นเดินควงพี่ปราบร่อนทั่วห้าง ส่วนคนยืนข้างๆ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากพี่จินตนาจอมแซะ

“นี่คุณเคธี่ แฟนของท่านรอง” พี่จินตนาแนะนำหล่อน พร้อมยกยิ้มแสยะใส่ผมราวสะใจ

“สวัสดีครับ ท่านรองติดประชุมครับ” ผมลุกขึ้นยกมือไหว้รับแขกของท่านรองอย่างนอบน้อมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแม้ในใจจะโหวงๆ ชอบกล หล่อนไม่ตอบกลับอะไรนอกจากใช้สายตาเหยียดหยันผมตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า

“ชั้นรู้แล้ว ไม่ต้องบอก” เสียงนิ่งฟังดูไม่เป็นมิตรเท่าไหร่

“คุณจะนั่งรอก่อนมั้ยครับ” หล่อนเดินไปที่โซฟารับรองแต่ยังไม่วายจ้องหน้าผมอยู่ตลอด

“ไปหาน้ำส้มให้ชั้นแก้วหนึ่งตอนนี้”

“ได้ครับ เดี๋ยวบอกแจ้งแม่บ้านให้นะครับ” เตรียมจะกดโทรแจ้งแม่บ้าน ทว่าต้องชะงักไว้แค่นั้น

“ชั้นสั่งเธอ ก็ต้องเธอที่ไปยก อย่าทำเกินคำสั่ง” นับหนึ่งถึงสิบในใจก่อนจะตอบรับแล้วเดินลงไปหาแม่บ้านเพื่อเตรียมน้ำส้มให้กับแขกคนสำคัญของท่านรอง ความสวยที่ฉายอยู่บนใบหน้าไม่สามารถตัดสินเนื้อแท้ภายในของคนเราได้เลยจริงๆ กิริยาท่าทางที่แสดงออกต่อหน้าคนอื่นดูงดงาม ทว่าภายในร้ายยิ่งกว่าตัวร้ายหลังข่าวในละครที่ทาปากแดงแว่ดๆ ซะอีก



ผมกลับเข้ามาพร้อมกับน้ำส้ม แขกของท่านรองประธานนั่งหน้าเชิ่ดมองปลายด้วยหางตาในทุกก้าวย่างของผม มั่นใจว่านี่คือการเจอกันครั้งแรกระหว่างเรา (ไม่นับรวมที่ผมเคยเห็นหล่อนแล้ว) และผมก็ยังไม่ได้ทำอะไรให้เธอเกิดความไม่พอใจ แต่กลับโดนสายตาเกลียดเข้าไส้แบบนั้นมองอยู่ไม่ขาด

“น้ำส้มได้แล้วครับ” วางน้ำส้มแล้วตั้งใจจะเดินกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง หลีกเลี่ยงหล่อนน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ถ้าเธอไม่ชอบหน้าผมก็ไม่ควรจะอยู่เกะกะลูกตา มองนาฬิกาอีกไม่นานพี่ปราบก็คงเลิกประชุมมาหาแฟนเค้าแล้ว

“ชั้นเป็นแฟนของปราบ” หล่อนพูดขึ้นทำเอาผมหยุดชะงัก

“ทราบแล้วครับ คุณจินตนาแนะนำแล้วเมื่อสักครู่”

“ฉันต้องการให้เธอย้ายออกไปนั่งข้างนอก เป็นแค่เด็กฝึกงานจะเสนอหน้ามานั่งในห้องผู้บริหารได้ยังไง”

“บางทีน้องเค้าอาจจะคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญก็ได้นะคะคุณเคธี่” พี่จินตนาเอ่ยสำทับประหนึ่งอีช้อยบ่าวรับใช้คนสนิทก็ไม่ปาน

“สำคัญ” รับมุกกันซะด้วย

“ใช่ค่ะ .. แต่เป็นสำคัญตัวผิดนะคะ” เสียงหัวเราะของผู้หญิงสองคนพร้อมสายตา ท่าทางเย้ยหยันทำผมต้องสูดลมหายใจเจ้าลึกๆ เพื่ออดกลั้นเอาไว้ ผมไม่ชอบมีเรื่องโดยเฉพาะกับผู้หญิงถ้าเลี่ยงได้ผมจะเลี่ยงและอดทนให้มากที่สุดเท่าขีดจำกัดจะรองรับไหว

“ผมเป็นคนของ H กรุป ผมทำตามคำสั่งเจ้านายที่เป็นสายตรงของผมเท่านั้นนั่นคือคุณปราบปราม ต้องขอโทษด้วยที่ไม่สามารถย้ายออกไปได้ตามที่คุณสั่ง”

“แก” เสียงแหลมดังลั่นห้อง

“ถ้าต้องการให้ผมย้ายออกไป ก็ให้ท่านรองมาบอกผมเอง”

“แกคงคิดว่าการที่ปราบเค้าเอาแกมานั่งในห้อง ใช้ให้แกไปซื้อกาแฟให้ แล้วก็รับแกมาทำงานด้วยเพราะเค้าชอบแกสินะ หวังอะไรเกินตัว อย่าคิดแม้แต่จะยุ่งกับปราบชั้นเตือนแกไว้เลย”

“หรอครับ”

“ชั้นรู้ดีว่าปราบเป็นยังไง เค้าไม่มีทางไปชอบเด็กผู้ชายหรือพวกเกย์แบบแกแน่นอน เพราะพวกแกเป็นเพศที่น่ารังเกียจ”

“ผมไม่โกรธคุณหรอกครับ จะถือว่าที่พูดมาคือคำพูดของคนไม่มีวุฒิภาวะและการศึกษา ตอนนี้โลกเค้าไปถึงไหนกันแล้ว มันหมดยุคของการเหยียดเพศแล้วครับ”



ซ่า!!!!!



หล่อนสาดน้ำส้มที่อยู่ในแก้วใส่หน้าผม หยดน้ำส้มไหลลามไปทั่วไปหน้าเลอะเปอะเปื้อนเป็นด่างดวงเสื้อนักศึกษาสีขาว ผมกำหมัดอย่างข่มอารมณ์ไม่ให้ทำอะไรรุนแรงออกมาตามนิสัยที่ไม่ยอมคน

“แก้วนี้ถือว่าเปียกน้อยกว่าน้ำบนถนนที่แกโดนวันก่อนนะ”

“เป็นคุณนี่เอง” รถคันที่เหยียบน้ำใส่ผมจนเปียกไปทั้งตัววันนั้นไม่ใช่อุบัติเหตุ!!แต่เกิดจากความตั้งใจ

“แล้วน้องจะทำไมหรอ” พี่จินตนาเสริมเข้ามา

“ไม่ว่าแกคิดจะทำอะไรอยู่ชั้นขอสั่งให้แกหยุด ถ้าแกไม่หยุดชั้นจะเล่นงานแกให้กระเด็นออกไปจากที่นี่เอง”

“ว้ายๆๆๆ สมน้ำหน้า”

หล่อนคว้ากระเป๋าที่วางอยู่ มองเหยียดแรงอีกครั้งแล้วเดินออกไปพร้อมคนติดตาม เปิดประตูแล้วหยุดหันกลับมาเอ่ยคำพูดที่โคตรจะละครอีกครั้ง

“หวังว่ากลับมาคราวหน้าจะไม่เห็นหน้าโง่ๆ ของแกสะเหล่ออยู่ในห้องทำงานของแฟนชั้นอีกนะ”



ปัง!!!

เสียงประตูถูกปิดลง พร้อมกับความโกรธขั้นสุดที่เกิดขึ้นในใจผม เกิดมาไม่เคยมีเคยพูดจาดูถูกหรือมองเหยียดขนาดนี้มาก่อน ที่ผมอดทนไม่ตอบกลับไปเพราะเห็นว่าเป็นแฟนของพี่ปราบ หึ!! เค้าคงต้องเข้าข้างคนของตัวเองอยู่แล้ว จะมาสนใจผมทำไม



ขอบคุณตัวเองที่อดทนได้ในคราวนี้ ..... แต่คราวหน้า!!!ผมไม่รับประกัน





“เกิดอะไรขึ้นมีน ทำไมเสื้อเลอะไปหมดแบบนั้น”

พี่ปราบเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมคุณชบา พูดเสียงดังลั่นวินาทีที่เห็นผมครั้งแรก ท่าทางของพี่มันร้อนรนจะเดินเข้ามาหาผมอย่างลืมตัว ผมยกมือขึ้นห้ามมองไปทางพี่ชบา

“คุณชบาออกไปก่อน ”

“ค่ะท่านรอง”



พี่ปราบหันกลับมาหาผมอีกครั้ง!!

“เกิดอะไรขึ้นบอกพี่มาเดี๋ยวนี้”

“มีผู้หญิงมาหาท่านรองครับ บอกว่าเป็นแฟนท่านสั่งผมให้ย้ายโต๊ะออกไปข้างนอก สั่งให้ผมเลิกยุ่งกับท่าน”

“หืม”

“แล้วเค้าก็สาดน้ำส้มใส่ผม ก่อนหน้านั้นก็ขับรถเหยียบน้ำใส่จนผมป่วย”

ผมเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่คุณเคธี่กับพี่จินตนาเดินเข้ามาในห้องว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมไม่ใช่นางเอกในละครที่จะมาอ้ำๆ อึ้งๆ กอดความจริงเอาไว้แล้วไปเฉลยตอนจบมันเชยไปแล้ว ในเมื่อคนของพี่ปราบทำผม พี่มันก็ต้องรับรู้ความจริง ส่วนจะเชื่อหรือไมจะจัดการยังไงต่อก็แล้วแต่ผมไม่เกี่ยวข้อง



พี่ปราบนิ่งงันไปชั่วครู่ สีหน้าเริ่มออกอาการไม่พอใจชัดเจน ดวงตาวิบดำขลับไร้ประกายใดๆ

“เคธี่หรอ”

“ครับคนนั้นแหละ”

แมร่ง!!ยังไม่ทันได้อธิบายรูปร่างครบเลยก็บอกชื่อถูกว่าเป็นใคร อย่างว่าคนเป็นแฟนกันจะเดาอะไรให้มาก แล้วผมจะโหวงๆ ทำไมวะ

“แล้วมีนได้ทำอะไรเคธี่มั้ย” ห่วงกันจังเลยเนาะ

“เปล่าครับ”

“ดีแล้ว”

“คุณเค้าเป็นแฟนท่านรอง ผมไม่กล้าแตะหรอกครับ ไม่ต้องห่วงผมยืนโง่ๆ ให้เค้าทำอยู่ฝ่ายเดียว”

ดูจากสภาพก็ไม่น่าถามแล้วมั้ย ว่าผมทำอะไรคนของตัวเองหรือเปล่า แทนที่จะถามว่าผมเจ็บตรงไหนมั้ย เค้าทำอะไรผมมากแค่ไหนไม่ใช่หรือไง



เหอะ!!แต่ก็ลืมไปว่าผมไม่ใช่แฟนพี่มัน เค้าก็ต้องปกป้องแฟนเค้าอยู่แล้วจะมาสนใจผมทำไม

แมร่งเอ๊ย!!ยิ่งคิดก็ยิ่งจุกอกแปลกๆ



“มันไม่ใช่แบบนั้นมีน”

ผมปิดเครื่องเก็บของเพราะได้เวลาเลิกงานแล้ว ปกติผมจะไม่กลับบ้านตรงเวลาขนาดนี้ แต่วันนี้ผมไม่อยากอยู่แม้กระทั่งอีกแค่เศษวินาทีเดียว ผมไม่อยากเห็นหน้าพี่ปราบ ไม่อยากคุย ไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น มันร้อนวูบๆ วาบๆ ใจหวิวโหวงไปหมด เมื่อได้ยินสิ่งที่พี่ปราบพูดออกมาแต่ละอย่าง



ความรู้สึกประหลาดมันเล่นงานผมอีกแล้วคราวนี้มันหนักกว่าคราวก่อน

คล้ายอยากจะร้องไห้ อึดอัด แต่ก็หาสาเหตุไม่ได้เลยว่าทำไมผมถึงรู้สึกแบบนี้



“ฟังพี่ก่อนได้มั้ย อย่าพึ่งกลับสิให้พี่ได้อธิบายก่อน”

“ผมเลิกงานแล้ว ขอตัวกลับเลยนะครับท่านรองประธาน”

ผมเดินหลบพี่ปราบที่มายืนขวางเอาไว้ไม่ให้ผมเดินออกไปโดยง่าย สองมือกวัดเกี่ยวแขนผมพัลวันวุ่นวาย โน่นไปยุ่งกับแฟนตัวเองโน่นไม่ต้องมายุ่งกับผม

“งั้นรอแปบ เดี๋ยวพี่ไปส่งจะได้คุยกันให้เข้าใจ”

“ไม่ต้องผมกลับเอง เชิญท่านไปหาแฟนท่านเถอะครับ”

“มีน มีเหตุผลหน่อยฟังพี่ก่อน” เออ!!ผมมันคนไม่มีเหตุผล

“ถ้าแฟนท่านกล่าวหาอะไรผมท่านเชื่อได้เลยนะครับ สั่งลงโทษผมได้เลย จะให้ผมย้ายออกไปข้างนอกหรือไม่ให้ฝึกงานที่นี่แล้วก็ได้ผมยินดี”

“หึงพี่ใช่มั้ย”

กึก!!!ผมหึงพี่ปราบจริงหรอ

“ท่าทางแบบนี้เค้าเรียกว่าหึง” ท่าทางแบบไหนวะ

“ผมไม่ได้หึง ผมไม่ได้เป็นอะไรกับท่าน จะหึงทำไม”

พี่ปราบดึงผมเข้าไปประกบจูบในขณะที่ผมเผลอคิดสับสนอยู่ คราวนี้มันเป็นจูบอุ่นนี่ถูกล่วงล้ำเข้าไปในปากด้วยลิ้นสาก ผมตาเบิกโพลงตกใจรีบผลักคนฉวยโอกาสออกห่าง

“ถ้าท่านจูบผมอีกผมจะต่อยให้คว่ำเลยคอยดู”

“มีนไม่กล้าหรอก มีนหึงพี่เพราะชอบพี่ มีนไม่ต่อยคนที่มีนชอบหรอกจิงมั้ย”



หมับ!!!พี่ปราบดึงผมเข้าไปจูบอีกครั้ง



ผั๊ว !!!!

.

“โอ๊ยมีนต่อยพี่ทำไม พี่เจ็บนะ”

“อย่าฉวยโอกาสกับผมอีก เราไม่ได้เป็นอะไรกัน ผมไม่ชอบ”

“ทำไมหึงแล้วเหวี่ยงขนาดนี้ละครับ มันน่ารักรู้มั้ย”

.

“ไปตายซะไอ้พี่ปราบ”






พวกหล่อนยังไม่รู้จักลูกชายชั้นดีพอ นังธัวดีย์!!เตรียมตัวได้เลย เตือนแล้วนะ (เสียงเชฟป้อม)
นางร้ายละครไทยนิดนึง!!แต่นางมาเพื่อพลิกเกมส์นะหล่อน
มีนเป็นไรลูก!!ทำไมเหวี่ยงพี่ขนาดนั้นนนนนน


 :katai4: :katai4: :katai4:


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ KonglongKongkaeng

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Chapter 13 --- ❝ มึงรู้สึกยังไงกับพี่เค้าวะ❞

------------

X ปราบปราม




22.23 น.

ดึกมากขนาดนี้แล้วแต่ผมก็ยังไม่สามารถติดต่อมีนได้แม้แต่ช่องทางเดียว โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน บุกไปหาที่คอนโดเจ้าหน้าที่ล็อบบี้ก็บอกว่ามีนออกไปข้างนอกสักพักแล้ว



แมร่งเอ๊ย!!กลุ้มอีกแล้วไอ้ปราบไม่รู้ช่วงนี้มีเคราะห์หรือเปล่าถึงได้โดนเด็กงอนบ่อยขนาดนี้

เพิ่งหายงอนได้ไม่ถึงสองวัน เอาอีกแล้วกู



ผมไม่ได้ตั้งใจจะยั่วโมโหมีนหรือปกป้องเคธี่เลยสักนิด สาบานได้จริงๆ

“แล้วมีนได้ทำอะไรเคธี่มั้ย”

ที่ถามแบบนั้นไม่ได้หมายความว่าผมเป็นห่วงเคธี่ แต่ผมห่วงมีนมากกว่า ผมรู้ว่าถ้ามีนเอาจริงขึ้นมาจะเคธี่หรือใครก็สู้มีนไม่ได้ทั้งนั้น ผมเคยเห็นมาแล้วด่าไฟแลบชนิดที่ว่าแม่ค้ายังต้องยกมือขึ้นไหว้ขอชีวิต มีนเป็นคนไม่ชอบมีเรื่องและไม่ชอบหาเรื่องใคร ถ้าทนได้มีนจะอดทน แต่หากลามปามเกินเลยชนิดที่ว่าทนไม่ได้



จะเอาช้างมาลาก โซ่มาล่ามก็ฉุดมีนเอาไว้ไม่อยู่ ต้องตายกันไปข้าง!!



แต่ที่ผมไม่อยากให้มีเรื่องเพราะมีนไม่จำเป็นต้องปกป้องตัวเองเลยเรื่องนี้มันมีต้นเหตุมาจากผม ผมควรต้องเป็นฝ่ายจัดการให้เคธี่เลิกยุ่งกับเขาและปกป้องมีนจากทุกคนที่จะเข้ามารังแก

แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากอธิบาย ไอ้เด็กดื้อของผมก็เข้าใจไปเอง ไม่ฟังอะไรทั้งนี้ พูดจาประชดประชันอย่างเดียว สุดท้ายจบลงที่ผมโดนต่อยแล้วเค้าก็หนีกลับบ้าน



ตลกชะมัด!!!หึงจนหน้าดำหน้าแดงเก็บอาการไม่อยู่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก



ช่วงนี้ผมทำตัวน่ารักขึ้นตั้งเยอะ พูดเพราะขึ้น เอาใจเก่งขึ้น ไม่กวนประสาท และหยอดมีนทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่รู้ว่าคนตัวเล็กกว่าจะพอรู้หรือเปล่านะว่าที่ผมเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ในเวลาไม่กี่วันมันเกิดจากอะไร



คนเรามีเหตุที่ให้เปลี่ยนเป็นคนที่ดีขึ้นแค่ไม่กี่อย่างหรอก

ถ้ามีนไม่มองผมในแง่ร้ายเกินไป..คงเดาออก



ว่าแต่ตอนนี้เด็กดื้อของผมจะอยู่ที่ไหนกัน!!



(Rrrrr--Rrrrr)



“ว่าไงไอ้เก้า มีอะไรถึงโทรหากูดึกๆ แบบนี้”

ผมกรอกเสียงตามสายคุยกับเพื่อนสนิทของมีนทันทีที่กดรับ ถ้าไม่มีอะไรด่วนจะด่าเข้าให้ คนยิ่งกลุ้มๆ อยู่

[พี่ปราบ พี่ทำอะไรเพื่อนผม ทำไมมันถึงอยู่ในสภาพนี้]

“เกิดอะไรขึ้นวะ มีนอยู่ไหน”

[พี่มาดูผลงานของตัวเองเลย แล้วก็มาพามันกลับบ้านด้วย ไม่งั้นผมจะปล่อยให้มันไปกับคนอื่น]

“ขู่กูเป็นงูเห่าเลยนะมึงเนี่ย บอกมามีนอยู่ไหน”

[ผับเดิมรีบมาก่อนไอ้มีนจะไปกับคนอื่น]

“เออ เดี๋ยวกูออกไปเลย”



หนีเที่ยวพี่ไม่ว่า .. แต่ถ้าไปกับคนอื่นพี่ไม่ทน!!



23.03 น.

ขับรถเร็วยิ่งกว่าฟาสท์แปดมุ่งตรงมายังผับประจำของมีนกับพวกอย่างรวดเร็ว ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กลัวมีนจะกลับไปทำตัวแบบนั้นอีก หากเป็นเมื่อก่อนผมคงทนไหวแต่ตอนนี้ถึงมีคนบอกให้ทนก็ไม่มีทางทำได้ในเมื่อ ..



ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่ความสัมพันธ์ในคืนนั้นระหว่างเรา



รีบโยนกุญแจให้พนักงานเอารถไปจอด ส่วนตัวเองกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังทางเข้าของผับ ฝ่าฝูงชนที่แน่นจนแทบจะสิงกันอยู่ละ เดินตรงหาโต๊ะประจำของไอ้เก้ากับพวก สายตาสาดส่องมองมีนระหว่างทางกลัวเด็กดื้อของผมจะมายืนนัวเนียกับใคร ถ้าเป็นแบบนั้นละก็ผมจะกระทืบไอ้นั่นจนสลบคาตีนเลยคอยดู

“มีนอยู่ไหน” ผมมาถึงโต๊ะแต่ไม่เห็นมีน ยิ่งร้อนใจหนักเข้าไปใหญ่ อารมณ์ฉุนเฉียวมาเต็มบอกเลย

“ไปห้องน้ำ นั่นไงมาละ” ไอ้เก้าทำปากยื่นไปทางมีนที่กอดคอไอ้ปาร์คเพื่อนสนิทเดินโซซัดโซเซไม่เป็นทาง จนผมต้องรีบวิ่งเข้าไปประคองให้เดินกลับมาล้มตัวลงนั่งที่โต๊ะ

“ขอบ จายย มากไอ้ก้าวว” มีนตบแก้มผมเบาๆ เมาขนาดเห็นหน้าผมเป็นเพื่อนตัวเองซะแล้ว

“พี่เอง พี่ปราบไม่ไอ้เก้า”

“มึงอย่าพูดถึงชื่อค้าววกูไม่อยากได้ยิน” มีนนะมีนทำไมปล่อยให้เมาได้เละขนาดนี้ ถ้ารับสายพี่สักนิดหรือฟังเหตุผลของพี่บ้างก็ไม่ต้องอยู่ในสภาพนี่หรอก

“สรุปว่าพี่ทำอะไรเพื่อนผม พี่รู้มั้ยตั้งแต่มามันแดกเหล้าอย่างกับน้ำเปล่า แถมร้องไห้เสียใจ พูดถึงพี่ไม่หยุด เอาแต่บอกว่าพี่ใจร้ายทำให้มันเสียใจซ้ำๆ”

มีนซบหน้ากับอกผมแล้วกอดแน่น ตัวสั่นเทาด้วยเพราะกำลังร้องไห้ออกมา น้องคงเสียใจมากจริงๆ นั่นแหละ ผมรีบกอดปลอบประโลมเอาไว้

“เข้าใจผิดนิดหน่อย”

“ไม่หน่อยแล้วมั้ง”

ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเราให้ไอ้เก้ากับปาร์คฟัง เด็กสองตัวนี่แมร่งมีความเสือกเป็นทักษะหลักจริงๆ นั่งตั้งใจฟังยิ่งกว่าเข้าเรียนอีกมั้งผมว่า

“เอาตรงๆ นะพี่ ผมว่าที่พี่ชัดเจนแบบนี้ก็ดีแล้ว แต่พี่ต้องชัดเจนให้มากกว่านี้อีก” ไอ้เก้าหัวเรือใหญ่ออกตัว

“ต้องมากกว่านี้อีกหรอ”

“ถ้าพี่จริงจังกับเพื่อนผมจริงๆ พี่ก็ต้องชัดเจนมากกว่านี้”

จริงอย่างที่ไอ้เด็กนี่พูด ผมชัดเจนอยู่แล้วตั้งแต่วันที่รับปากน้าศรีไว้ แต่ก็ยังไม่ได้ชัดเจนขนาดทำให้มีนเชื่อใจได้ขนาดนั้น อาจจะเพราะที่ผ่านมาเรายังมีบางอย่างฝังใจระหว่างกันอยู่มาก ประกอบกับมีนผิดหวังกับความรักมาหลายหน การจะเริ่มต้นเปิดใจให้ใครสักคนและหันกลับมามอบความศรัทธาให้ความรักคงเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและการพิสูจน์จากใครสักคนที่เข้าหา



ซึ่งคนนั้นก็คือผมเอง



ผมพามีนขึ้นรถโดยมีเพื่อนทั้งสองคนของน้องช่วยกันประคองจนมีนนอนหลับบนเบาะไม่มีสติจนเรียบร้อย เลี้ยงเหล้าพวกมันเป็นการขอบคุณก่อนที่ผมจะขับรถออกมาพาน้องกลับคอนโด พูดถึงไอ้เก้ากับปาร์คสองคนนี้เป็นสายสืบที่ดีให้กับผม พวกมันคอยรายงานความเคลื่อนไหวต่างๆ ของมีนให้ผมรู้ตลอด ว่าคบกับใคร เลิกกับใคร มีนทำตัวยังไงตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา

00.21 น.



ถอดเสื้อผ้ามีนออกจนเรียบร้อย แล้วเดินไปหยิบกะละมังกับผ้าขนหนูขนาดพอดีชุบแล้วบิดให้หมาดอย่างที่คนเมาไม่ได้สติเคยสอน ลงมือเช็ดไล่ตั้งแต่กรอบหน้าเรียวสวยที่ผมชอบแอบมองบ่อยๆ ไล่ไปซอกคอที่หอมฟุ้งด้วยกลิ่นน้ำหอมประจำตัวของมีน ผิวขาวเนียนที่เคยมีรอยช้ำจากฝีมือของผมค่อยจางลงจนบางจุดหายแล้ว รีบเช็ดรีบสวมใส่เสื้อผ้าให้มีนจนเสร็จ เพราะยิ่งเห็น ยิ่งสัมผัสความเปลือยเปล่าไอ้เด็กดื้อของผม



น้องชายที่ซุกขดในกางเกงมันก็เริ่มจะอยู่ไม่สุข!!



01.20 น.



ใจผมเต้นตุบๆ ใจสั่นไม่หยุด เหงื่อผุดขึ้นทั่วหน้าแม้จะปรับแอร์ให้อยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่ายี่สิบองศาแล้วก็ตาม ข่มตาให้หลับและไม่ให้คิดทำอะไรบ้าๆ ตอนนี้ หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้



เหี๊ยเอ๊ย!!!เด้งผุงขึ้นมานั่งบนเตียง



ใครจะทนไหววะก็ตอนนี้ไอ้เด็กดื้อของผม มันค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าอีกทีละชิ้นจนเหลือแต่กางเกงในสีขาวนอนอยู่ข้างๆ ผมเนี่ย ย้อนกลับไปไม่กี่นาทีก่อนหน้ามันบ่นว่าร้อนผมก็ไม่ได้อะไรแค่ปรับแอร์ แต่น้องมันก็ไม่ยอมหยุด

“ร้อนชิบหาย”

ผมวางรีโมทแอร์แล้วหันไปตามเสียงนั้น พร้อมกับเสื้อยืดกลิ่นหอมที่ปาใส่หน้าผมเต็มๆ ผิวเนียนสวยรูปร่างสมส่วนท่ามกลางแสงไฟสีนวลตามันช่างยั่วยวนโคตรๆ รีบดึงผ้าห่มให้คลุมช่วงบนไว้แล้วหันหนีหลับตาทำสมาธิข่มใจไว้ แต่ยิ่งหลับตายิ่งปลุกอารมณ์หนักเข้าไปอีก

“มีน ใส่เสื้อผ้าดะ..ดีดี เดี๋ยวไม่สบาย” เรียกคนที่เอาแต่บนว่าร้อนให้ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้า รู้ทั้งรู้ว่าไม่ได้ผล มีนถีบเตะผ้าห่มลงไปจากเตียง มือเรียวนุ่มกัดแกว่งไปทั่วร่างกายผม คว้ากระชากขณะผมเผลอให้ล้มทับร่างเปลือยเปล่านั้นไว้



ตึก ตึก ตึก!!!



“พี่ปราบ มีนคิดถึงจูบพี่”

“นอนนะเด็กดี ดึกแล้ว” มีนยกแขนขึ้นคล้องคอผมก่อนจะดึงผมลงไปประทับจูบอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว มีนร้อนแรงจนผมแทบทนไม่ไหว กลิ่นแอลกอฮอลล์คละคลุ้งทั่วปาก ลิ้นฉกฉวยป้อนความหวานในโพลงส่งมาให้ผม พยามสะกดกั้นแล้วแต่ผมมันก็แค่ผู้ชายที่ความอดทนต่อสิ่งเร้าต่ำ จากแกนกายที่ขยายตัวอยู่แล้วยิ่งขยายหนักเข้าไปใหญ่จนปวดตุบๆ



ไม่ทงไม่ทนแมร่งแล้วโว้ยยยย ไอ้ปราบ



ลิ้นเราสองคนเกาะเกี่ยวเร่งเร้าระรานไปทั่ว มือเรียวอยู่ไม่สุขสอดล้วงเข้าไปในกางเกงนอนที่ไร้กางเกงในของผม แก่นกายแข็งร้อนราวหินหนาถูกมือเย็นคลึงเคล้าส่วนปลายให้เสียวกระสันเผลอครางออกมาเบาๆ ในลำคอ ก่อนมือนั้นจะไล้ลูบจับแน่นรูดขึ้นลงช้าๆ จนปวดระบมไปหมด

“มีน แน่ใจนะว่าจะทำ”

“มีนคิดถึงสัมผัสพี่ปราบ”

“ได้ครับ แต่ถ้ามีนจะให้พี่หยุดก็บอกนะ พี่ตามใจมีน”

คนใต้ร่างไม่ตอบอะไรกลับมา ดังนั้นจึงปล่อยให้ตัวเองได้ตอบสนองในสิ่งที่อยากทำ เริ่มต้นจากการปลุกเร้าอารมณ์ร่างบางด้วยการประโคมจูบไปตามส่วนเนียนต่างๆ และถือโอกาสประทับรอยจูบที่ไม่ได้สร้างรอยช้ำอย่างคราวก่อนเอาไว้ด้วยกลัวมีนตื่นมาเห็นแล้วจะงอนอีก



ระดมจูบจากซอกคอขาวเคล้ากลิ่นน้ำหอมยั่วยวนลามลงมาถึงหน้าอกส่วนยอดสีชมพูทั้งสองข้าง พลางใช้ลิ้นสากร้อนเกี่ยวกระหวัดดูดดึงจนส่วนเล็กๆ นั้นชูชันสู้แสงไฟสลัว

“ฮึก เสียวครับ” เสียงคราวแผ่วดังเล็ดลอดทุกครั้งที่ปลายลิ้นสัมผัสกับจุดเสียว กระตุ้นให้ร่างที่อยู่ใต้ผมกระตุกเกร็งเป็นระยะ ผมชอบเสียงครางของมีน ชอบการตอบสนองสัมผัสของผมที่แสดงออกมา ตั้งแต่ครั้งแรกที่มีอะไรกันผมไม่เคยลืมได้ลงเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว



ริมฝีปากร้อนประพรมประทับจูบอุ่นหลุดจากยอดสีชมพูชูชันไล่เรื่อยเคลื่อนผ่านผิวเนียนไปยังส่วนหน้าท้อง กดจูบลากลิ้นเลียตรงพุงน้อยของเด็กดื้ออย่างอ้อยอิ่งจนเจ้าของร่างบิดเร่าอยู่ไม่สุข ก่อนจะขยับไปยังซอกขาด้านใน พร้อมใช้มือข้างหนึ่งดันมันให้อ้าออกแล้วแทรกลิ้นเลียวนจนถึงซอกส่วนขาพับหัวเข่า ฉกลิ้นเลียอย่างเชื่องช้าส่วนมืออีกข้างกอบกุมแกนกายแข็งของมีนเบาๆ

“อ่า ดีจังครับ ฮึก” มือเรียวจับขยุ้มหัวผมเอาไว้แน่นตอบรับสัมผัสแห่งความสุขที่ผมประโคมมอบให้ด้วยความเต็มใจ



ดวงตาฉ่ำปรือเปรอะเปื้อนคราบน้ำตา ริมฝีปากเผยอยั่วยวนเป็นที่สุด แก้มแดงเพราะฤทธิ์เหล้าโคตรน่ารักขึ้นไปอีก คืนนี้มีนยังเมาผมจะไม่ล่วงล้ำส่วนสงวนนั้นแค่จะให้ความสุขกันแค่ภายนอกก็พอ

“มีน” ผมร้องตกใจเมื่อมีนพลิกผมให้นอนหงาย ส่วนเจ้าตัวจูบระรัวไปตามซอกคอผมเร่งรีบ ดูดรัดนมขาวสองฝั่งจนเป็นรอยจ้ำ มีนเร่าร้อนฉิบหายแค่เห็นก็จะแตกอยู่แล้ว

“ซี๊ดๆๆ มีนอย่า”

คนตัวเล็กกว่าจับแกนก่ายร้อนของผมเข้าปากแล้วดูดกลืนจนสุดโคน เสียงของเหลวในปากมีนเสียดสีกับผิวแก่นกายดังตามจังหวะขยับ มีบ้างที่โดนฟันเพราะมีนรีบจัดการมันเหลือเกินราวกับจะกลืนกิน

“มีนพอก่อน เดี๋ยวพี่เสร็จ”

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ไอ้เด็กดื้อของผม คลายความอุ่นร้อนที่ครอบงำแท่งสวรรค์ตรงหน้า ลิ้นลามเลียไปยังลูกบอลที่อยู่ข้างใต้ ฉกฉวยลิ้นระรัวจากคนที่มองมีนดิ้นเร่า ตอนนี้กลายเป็นผมเองที่ดิ้นไม่เป็นสุขปล่อยเสียงครางดังลั่นไปทั่วห้องอย่างสะกดด้วยสะกดมันไม่อยู่

เมื่อพอใจแล้วมีนจึงกลับมาครอบส่วนแข็งนั้นอีกครั้ง จนในที่สุดผมก็ไม่สามารถทนต่ออารมณ์ที่พลุ่งพล่านนี้ได้อีกแล้ว ต้องยอมปล่อยให้สิ่งอุ่นร้อนที่กักเก็บมาสองวันเต็มๆ พุ่งเข้าไปในปากของคนตัวเล็กกว่าจนล้นเอ่อออกมา มีนถอนปากออกจากสมอแท่งร้อนที่ยังคงกระตุกอยู่เพราะความเสียว ส่วนตัวเองกลืนกินน้ำรักของผมจนเกลี้ยง



ผมดึงมีนขึ้นมานอนข้างๆ ตัวเองเสร็จแล้ว แต่ไอ้เด็กดื้อของผมยังไม่เสร็จ ผมลงไปจัดการแท่งอุ่นร้อนของน้องเป็นการตอบแทนสิ่งที่มีนปรนเปรอให้ผมเมื่อครู่ ความเสียวซ่านคงแผ่ขยายเป็นวงกว้างไปทั่วทุกส่วนประสาทของคนถูกกระทำ เจ้าของร่างแอ่นตัวบิดเร่าร้องคราวอย่างเซ็กซี่ มีนจิกนิ้วทั้งสิบลงบนไหล่ของผมแน่น ตามด้วยเสียงร้องกระเส่าของคนมีอารมณ์ร่วมขั้นสุด ส่งผลให้ผมขยับริมฝีปากทำให้เขาเร็วขึ้นจนในที่สุด



“มีนไม่ไหวแล้ว พี่ปราบ พี่ปราบครับ”

“ถึงแล้ว แตกแล้ว อา”

เสียงดังลั่นนั้นเงียบลงทันทีที่น้ำขุ่นเหลวของมีนพวยพุ่งทะยานเข้าโพรงปากของผม รวมถึงเปรอะเปื้อนใบหน้าบางส่วนแต่ก็ไม่ได้รังเกียจแต่อย่างใด กลับชอบด้วยซ้ำที่มีนตอบสนองผมได้มากขนาดนี้



เสียงหอบหายใจดังถี่ เข้าออกเร็วคล้ายดูเหนื่อยหอบ ผมก้มลมจูบหน้าผากคนเก่งของผมอีกครั้งอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูผืนเดิมที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาทำความสะอาดคราบรักที่เปรอะเปื้อนอยู่ตามปากและใบหน้าของมีน เมื่อเรียบร้อยจึงจับคนตัวเล็กกว่าใส่เสื้อผ้า ห่มผ้าให้เรียบร้อย ก่อนที่ผมจะไปจัดการอาบน้ำเป็นรอบที่สองของคืนนี้ พร้อมความรู้สึกที่โคตรโล่งสบายตัว



หลังจากอาบน้ำจัดการตัวเองจนเรียบร้อยแล้วด้วยความเร็วแสง กลัวคนที่นอนอยู่บนเตียงจะดิ้นไปมาจนตกเตียง ไฟในห้องถูกปิดลงคงเหลือไว้แต่โคมไฟหัวเตียงกับเทียนหอมที่ผมจุดไว้สร้างบรรยากาศ ห่มผ้าให้ไอ้เด็กดื้อจนเสร็จ ทว่ามีนกลับพลิกตัวเอาไถตัวเองเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ จนซุกอยู่ในอก ส่งแขนแกร่งกอดรับเด็กดื้อไว้พร้อมลูบหัวอย่างอ่อนโยน

“เก้า กูเสียใจ” มีนละเมอเรียกชื่อเพื่อนอีกแล้ว ตอนแรกว่าจะห้ามแต่พอคิดดูอีกที ถ้ามีนคิดว่าผมเป็นเก้า น้องอาจจะบายความในใจได้สนิทใจมากขึ้น

“ยังไง”

“มึงรู้มั้ยในชีวิตกู ไม่เคยสมหวังในเรื่องความรักเลยสามครั้งที่กูมีแฟนแมร่งก็จบลงด้วยความเสียใจตลอด จนกูคิดว่าคงปิดตายเรื่องความรักไปแล้ว”

“แล้วยังไงต่อ” เสียงน้องเริ่มสั่นเทาพร้อมกับหยดน้ำใสที่ไหนออกมา

“จนกูไม่อยากมีแล้วความรัก เลยอยากแค่นอนกับใครก็ได้ แต่มึงเชื่อมั้ยตลอดหนึ่งปีกูไม่มีอะไรกับใครเลย”

ผมยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติเมื่อได้ยินความจริงนั้นจากปากมีน มีนไม่ได้นอนกับใครก็ได้แบบที่ผมเข้าใจมาตลอด

“แต่สุดท้าย กูก็นอนกับพี่ปราบ”

“แล้วไม่ดีหรอวะ” นอนในอ้อมกอดผมส่ายหัวเบาๆ

“ไม่ดีเลยมึง กูนอนกับเค้าแต่กูหวั่นไหวกับเค้า กูคิดถึงรอยจูบของเค้า กอดของเค้า และทุกสัมผัสของเค้า”

มีนร้องไห้หนักกว่าเดิม จนผมต้องกอดแน่นเพื่อให้น้องหายจากฝันร้ายที่ทำให้เผลอละเมอออกมาระบายความในใจที่ทำให้อึดอัด

“แล้ว .. มึงรู้สึกยังไงกับพี่เค้าวะ” อาศัยช่วงนี้ละกัน .. พี่ไม่ได้ขี้โกงนะมีนแต่แค่ ถ้าถามตอนปกติก็คงไม่มีคำตอบนอกจากโดนด่า

“กูว่ากู .....” คำพูดต่อจากนั้นเงียบหายสนิท พร้อมกับคนตัวเล็กกว่าที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดผมหลับตาพริ้มพ่นลมหายใจเข้าออกกับเสียงกรนเบาๆ

จังหวะนรกอะเนาะ!!ความนางเอกจะสารภาพรักแล้วหลับไป

จูบประโลมอ่อนโยนสัมผัสเบาตรงหน้าผากคนตัวเล็กกว่า สำทับคำมั่นที่ให้ไว้ว่าผมจะทำให้มีนมีความสุขมากที่สุด



“ไม่ได้มีแค่มีนหรอก ที่คิดถึงสัมผัสของพี่”

.

“เพราะพี่เองก็ไม่ต่างกันและอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ”








ดึกขนาดนี้แล้วยัง ฮึ่มฮั่มกันอีก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไปทำงานกันไม่ไหวหรอก
อีช้อย ไปเอาก้านมะยมมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ เพิ่งตอนที่ 13 ก็ปาเข้าไป 3 รอบแล้วนะคู่นี้

 :katai1: :katai1: :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4048
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
ตามมาทัน
สารภาพ ความในใจกันแล้ว ..

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด