Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 04 .​ . . . . [21/Jun/2021]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 04 .​ . . . . [21/Jun/2021]  (อ่าน 442 ครั้ง)

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-3
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่


1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม




***********************************************************************


Make it up to YOU
- สารบัญ -
Prologue
01  02  03
04


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-06-2021 14:23:17 โดย Cloverberry »

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-3
Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Prologue .​ . . . . [20/May/2021]
«ตอบ #1 เมื่อ20-05-2021 20:39:06 »

Prologue





     แม่งตัวหนักชิบหาย กินอะไรเข้าไปวะเนี่ย...


     "ไอ้ดินอย่าเพิ่งเล่นโทรศัพท์ดิวะ เก็บไปก่อน"

     "แฟนกูโทรมา"

     "ตอนนี้เอาเพื่อนมึงให้รอดก่อน จะนอนคาบันไดอยู่แล้ว ไอ้ตะหิ้วตรงเท้าดีๆ ออกแรงหน่อยดิ"

     "กูออกจนกล้ามจะขึ้นละ"

     "เอ้าไอ้ดิน จะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม เดินต่อสิกูหนัก"

     "แป๊บดิ ขอกูทรงตัวก่อน"

     คนโดนเร่งพยายามเดินไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล เนื่องจากร่างที่ไม่มีสติที่พวกผมกำลังแบกอยู่นี้ไม่ได้เบาเหมือนปุยเมฆ ผมที่หิ้วส่วนตัวและไอ้ตะที่หิ้วส่วนเท้าต่างก็ทุลักทุเลไม่แพ้กัน กว่าจะพากันมาถึงห้องผมก็หอบกินพอสมควร ยังดีที่ระหว่างทางไม่มีคนเปิดประตูออกมาว่า

     พวกผมสามคนแบกร่างที่มีทั้งกลิ่นอ้วกผสมกลิ่นเหล้ามาวางบนโซฟา ก่อนที่ไอ้ตะจะขอตัวไปอาบน้ำเป็นคนแรกเพราะทนไม่ไหว ผมกับไอ้ดินนั่งพักบนโซฟาอีกตัว เปิดทีวีดูพอไม่ให้ห้องเงียบเกินไป

     "จะเอาไงต่อกับแม่งดี" คนพูดบุ้ยหน้าไปยังไอ้นิว หรือก็คือคนที่พวกผมแบกมาเมื่อครู่

     "ปล่อยไว้แบบนั้นแหละ หรือมึงจะอาสาเช็ดตัวให้มันล่ะ"

     "ใช่เรื่อง?"

     "งั้นตอนเช้าค่อยไล่มันไปอาบน้ำ"

     "เออ แม่งตัวโคตรหนัก คนหรือควายกันวะเนี่ย"

     วันนี้พวกผมพากันไปร้านเหล้าหลังจากสอบตัวสุดท้ายเสร็จ ตอนแรกก็กะจะดื่มแค่พอสนุกให้สมกับที่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือมาเป็นสัปดาห์ แต่ไอ้นิวที่ไม่รู้ไปอดอยากมาจากไหนเล่นดื่มเหล้าเหมือนดื่มนมถั่วเหลือง จากที่ตั้งใจจะอยู่จนร้านปิดกลายเป็นว่าต้องกลับก่อนเพราะไอ้นิวไม่ไหว แต่มันก็ยังไปสร้างวีรกรรมบนรถแท็กซี่ด้วยการอ้วกใส่รถเขา ลำบากพวกผมสามคนที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้มัน รวมถึงต้องแบกมันขึ้นมาบนห้องผมอีก

     ด้วยความที่คอนโดฯ ผมอยู่ใกล้ร้านเหล้า เวลากลับจากแฮงค์เอาท์พวกมันจึงมักจะมานอนห้องผม มาบ่อยจนห้องผมแทบจะเต็มไปด้วยเสื้อผ้าของพวกมันอยู่แล้ว

     "มึงกับไอ้ตะนอนบนเตียงกันไปนะ กูนอนพื้นเอง" ไอ้ดินพูด

     "เออ หมอนกับฟูกอยู่ในตู้ จะนอนเมื่อไหร่ก็ไปหยิบ แต่อาบน้ำก่อนนะโว้ย"

     "รู้แล้วน่า"

     "เฮ้ยไอ้คุณ แชมพูมึงหมดเหรอวะ" เสียงไอ้ตะหรือชื่อเต็มว่าอชิตะตะโกนมาจากในห้องน้ำ และแน่นอนว่าคุณคือชื่อของผมเอง

     "เออว่ะ ยังไม่ได้เปลี่ยนเลย" ผมลุกไปหยิบแชมพูขวดใหม่รวมถึงผ้าเช็ดตัวที่ไอ้ตะลืมหยิบไปด้วย พอผมเคาะประตูห้องน้ำไอ้ตะก็เปิดประตูออกมาแล้วยื่นมือมารับ

     "มึงนี่เหมาะจะเป็นเมียพวกกูจริงๆ ว่ะ ดูแลดีเหี้ยๆ" ไอ้ดินพูดยิ้มๆ ผมเลยหันไปถลึงตาใส่มัน เมียเมออะไร กูเป็นผู้ชายเถอะ

     "พ่อก็พอ"

     "พ่อกูยังไม่ดูแลเท่านี้เลย"

     "ก็กูหล่อกว่าพ่อมึง" ผมยักคิ้วใส่มัน หลังจากนั้นไม่นานไอ้ตะก็อาบน้ำเสร็จ ผมกับไอ้ดินเลยเข้าไปอาบต่อ ก่อนจะพากันเข้านอนเพราะแต่ละคนใช้พลังงานไปกับการแบกคนร่างยักษ์จนไม่เหลือแรงแล้ว



























     เช้านี้ผมตื่นมาพร้อมกับอาการแฮงค์พอสมควร ถึงจะไม่เท่าไอ้นิวแต่เมื่อคืนผมก็ดื่มเยอะอยู่เหมือนกัน ผมตื่นเป็นคนแรก ไอ้ดินกับไอ้ตะยังหลับอยู่ ผมเลยลุกไปห้องนั่งเล่นเพื่อดูสภาพคนบนโซฟาว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

     "ตื่นแล้วเหรอ" ผมกอดอกมองคนที่กำลังนั่งขัดสมาธิบนโซฟา ไอ้นิวน่าจะเพิ่งตื่นก่อนผมเดินเข้ามาได้ไม่นาน มันยกมือขยี้ตา มองไปรอบๆ ห้องก่อนจะหยุดสายตาที่ผม

     "นี่ห้องมึงเหรอ"

     "เออ จำได้ไหมว่าเมื่อคืนมึงทำอะไรไว้บ้าง"

     "ก็ไปแดกเหล้ากับพวกมึงไง"

     "แค่นั้น?"

     "จะให้มีแค่ไหนล่ะ"

     โป๊ก!

     "โอ๊ย! เขกหัวกูทำไม"

     "เรียกสติไง เมื่อคืนมึงเมาอย่างกับหมา แถมยังไปอ้วกบนแท็กซี่ด้วย"

     "คนหล่อๆ แบบกูจะไปทำงั้นได้ไง มึงมั่วเปล่า"

     ผมง้างหมัดทำท่าจะเขกลงไปอีกรอบโทษฐานที่มันกวนตีน แต่คนที่เพิ่งสร่างเมายกมือขึ้นมาบังไว้ซะก่อน

     "ไปอาบน้ำไป ตัวเหม็นสัด"

     "ไอ้สองตัวนั้นอ่ะ"

     "หลับอยู่ในห้องกู"

     "แล้วทำไมทิ้งให้กูนอนโซฟาคนเดียว"

     "ก่อนจะถามมึงช่วยดูสภาพตัวเองก่อน ทั้งเหล้าทั้งอ้วก กูยอมแบกมึงเข้ามาในห้องก็บุญแค่ไหนแล้ว"

     คนโดนว่ายิ้มแหะๆ อย่างเถียงไม่ออก ผมเลยไล่ให้มันไปอาบน้ำ ก่อนจะกลับมาปลุกไอ้ดินกับไอ้ตะในห้องต่อ ผมกะว่าหลังจากไล่พวกมันให้ไปอาบน้ำหมดแล้วจะพาลงไปกินข้าวข้างล่างคอนโดฯ แล้วให้พวกมันกลับเลย ผมยังต้องทำรายงานต่อ และพวกมันเองก็เหมือนกัน

     แต่ว่า...

     "กูขี้เกียจเดิน" ไอ้ดินโอดโอย

     "กูอยากกินโจ๊ก" ไอ้ตะออดอ้อน

     "พวกเหี้ย มานอนห้องกูแล้วยังจะใช้กูอีก ลุกไปล้างหน้าแปรงฟันกันเดี๋ยวนี้เลยนะ"

     "ไอ้นิวยังอยู่ในห้องน้ำอยู่เลย มึงรีบเหรอ"

     "ลงไปซื้อโจ๊กให้กูหน่อย นะๆๆ กูเดินไม่ไหว"

     ใช่เรื่อง!?

     "ไอ้คุณ ไหนๆ มึงก็เป็นเมียกูแล้ว ทำเพื่อกูกับไอ้ตะหน่อยไม่ได้เหรอวะ"

     "ข้อแรก กูไม่ได้เป็นเมียมึง ข้อสอง กูไม่ใช่เบ๊พวกมึง!"

     เพื่อนผมมันชอบพูดอะไรสยองๆ แบบนี้ประจำแหละครับ ทั้งที่ตัวเองก็มีแฟนอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมถึงชอบแหย่ผมว่าเป็นเมียมัน ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ

     "แต่กูเดินไม่ไหวจริงๆ นะ เมื่อคืนแบกไอ้นิวจนแขนขาปวดไปหมด แถมยังเมาค้างอยู่อีก" ไอ้ตะทำปากเบะประกอบคำพูด ผมทำหน้าเอือมระอาใส่ ดูก็รู้ว่าที่มันพูดมาน่ะโกหกทั้งเพ ความจริงมันก็แค่ขี้เกียจเหมือนไอ้ดินเท่านั้นแหละ ผมรู้หรอก

     ผมถอนหายใจอย่างเซ็งๆ เดินไปหยิบคีย์การ์ดกับกระเป๋าตังค์บนหัวเตียงมาถือไว้ "จะกินอะไร"

     "โจ๊กหมูใส่ไข่"

     "กะเพรากุ้งไข่ดาว"

     ยอมๆ ไปจะได้จบๆ ถือซะว่าผมพลาดที่ให้พวกมันมาค้างห้องผมละกัน "ไอ้นิว จะกินไรวะ กูจะลงไปซื้อให้" ผมตะโกนถามคนที่กำลังอาบน้ำอยู่ พอได้คำตอบกลับมาเป็นข้าวไก่กระเทียมผมก็ออกมาจากห้อง ปล่อยให้พวกแม่งพักผ่อนในห้องผมตามสบาย ส่วนผมที่เป็นเจ้าของห้องกลับต้องลงมาซื้อข้าวให้พวกมัน

     ตรงไหนคือความยุติธรรมช่วยบอกผมที...

     ผมเลือกที่จะลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ห้องผมอยู่แค่ชั้นสาม แถมผมยังเป็นคนชอบออกแรงอยู่แล้ว ตั้งแต่มาอยู่คอนโดฯ นี้ผมจึงไม่เคยขึ้นลิฟต์เลย

     "อ้าวป้าแม้ว ถืออะไรมาน่ะครับ" ผมเอ่ยทักทายแม่บ้านประจำคอนโดฯ ที่สนิทกัน ป้าแม้วหันมายิ้มให้ผมในขณะที่สองมือของแกเต็มไปด้วย...กระเป๋าเดินทาง?

     "สัมภาระของลูกค้าน่ะค่ะ เห็นว่าเพิ่งย้ายเข้ามาใหม่วันนี้"

     "หนักไหมครับนั่น ให้ผมช่วยไหม"

     "ไม่เป็นไรๆ ขืนคุณพลรู้ว่าป้าให้น้องคุณช่วยป้าได้โดนเฉ่งแน่ๆ"

     คุณพลที่ว่าคือเจ้าของคอนโดฯ แห่งนี้ เป็นคนที่ผมรู้จักดีเพราะเวลาบังเอิญเจอกันเช่นตอนเดินขึ้นบันไดหรือตอนกำลังจะเดินออกจากคอนโดฯ พอคุณพลเห็นผมทีไรต้องเข้ามาทักทายทุกที เป็นคนที่เฟรนด์ลี่จนบางทีผมก็ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะเป็นถึงเจ้าของคอนโดฯ

     "ผมไม่บอกคุณพลหรอกครับ มา ให้ผมช่วยดีกว่า" ผมไม่รอให้ป้าแม้วได้ปฏิเสธเป็นรอบที่สอง เดินเข้าไปแย่งกระเป๋าในมือซ้ายของแกมาถือเองเลย ลูกค้าที่เป็นเจ้าของกระเป๋าอยู่ชั้นสี่ ที่จริงผมอยากขึ้นบันได แต่กลัวป้าแม้วจะไม่ไหวเลยเลือกที่จะขึ้นลิฟต์แทน

     พวกที่อยู่ในห้องผมเพิ่งตื่นกัน น่าจะยังไม่หิวมาก งั้นหิ้วท้องรอกันไปก่อนละกัน ใช้งานผมได้ก็ต้องรอได้

     พอป้าแม้วเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องที่น่าจะเป็นห้องของลูกค้าผมก็อดคิดเล่นๆ ในใจไม่ได้ ผมอยู่ห้อง 304 และห้องที่ป้าแม้วกำลังเคาะประตูอยู่นี้คือห้อง 404 ...อยู่ข้างบนห้องผมเป๊ะเลย บังเอิญจัง ไว้ว่างๆ ต้องมาทักทายซะหน่อยแล้ว เป็นการผูกมิตรกับเพื่อนบ้านใหม่ไปในตัวด้วย

     "คุณภีมคะ ป้าเอากระเป๋ามาให้แล้วค่ะ"

     ตึกตัก...ตึกตัก...

     ชื่อที่ไม่ได้ยินมาปีกว่าทำให้หัวใจของผมเกิดเต้นแรงขึ้นมา ผมหันไปมองป้าแม้วที่วางกระเป๋าลงบนพื้นระหว่างรอคนในห้องมาเปิดประตูให้

     "ป้าแม้วครับ คนที่ย้ายมาใหม่นี่ชื่ออะไรนะครับ"

     "ชื่อภีมค่ะ"

     "ภีม...เหรอครับ..." ผมพึมพำเสียงเบา หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้ฟังผิด

     "ค่ะ น้องคุณมีอะไรหรือเปล่าคะ"

     "...เปล่าครับ ไม่มีอะไร"

     บางทีผมอาจจะคิดมากไปเอง บางทีมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่ผมคิดก็ได้ โลกนี้กว้างจะตาย การจะมีคนชื่อซ้ำกันมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

     ใจเย็นไว้ไอ้คุณ อย่าเพิ่งแตกตื่น

     "ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ" ผมเอ่ยกับป้าแม้วเมื่อเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ต่อ

     "ค่ะ ขอบคุณน้องคุณมากนะคะ"

     "ไม่เป็นไรครับ คราวหลังถ้าเจอผมอีกก็เรียกผมดะ..."

     "มาแล้วครับ"

     เสียงนุ่มทุ้มที่ดังมาจากในห้องพร้อมกับเสียงเปิดประตูทำให้ผมที่กำลังคุยกับป้าแม้วต้องชะงักคำพูดตัวเอง คราวนี้หัวใจผมเต้นแรงกว่าเมื่อครู่ มันรุนแรงซะจนผมกลัวว่าจะออกมานอกอก

     เสียงแบบนี้...แล้วยังชื่อภีมอีก...

     ผมหันขวับไปมองโดยอัตโนมัติ แล้วทันใดนั้นดวงตาผมก็เบิกกว้างขึ้น ภาพป้าแม้วที่กำลังยื่นกระเป๋าให้คนในห้องไม่ได้อยู่ในสายตาผมเลย เพราะตอนนี้สายตาผมมองเห็นแค่ร่างสูงที่รับกระเป๋าไปจากป้าแม้วพลางพูดขอบคุณไปด้วย

     "จริงๆ ไม่ต้องยกขึ้นมาก็ได้ครับ ผมบอกแล้วไงว่าเดี๋ยวลงไปเอาเอง"

     "คนที่ยกขึ้นมาไม่ใช่ป้าคนเดียวหรอกค่ะ แต่เด็กคนนี้เขามาช่วย"

     "หืม? เด็กคน…!!!"

     ทันทีที่ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นหันมามองผม ผมก็มั่นใจว่าผมจำคนไม่ผิดแน่ เพราะไม่ใช่แค่ผมที่ตกใจ แต่เขาเองก็ตกใจไม่แพ้กันที่จู่ๆ ก็มาเจอผมที่นี่

     เมื่อครู่ผมพูดว่าโลกนี้กว้างจะตาย แต่คุณรู้ไหม คนที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้กลับเป็นคนที่ผมไม่อยากเจอที่สุด...

     "...คุณ?"

     ถ้าโลกกำลังแกล้งผมอยู่ บอกเลยว่าผมไม่ตลก

     "...พี่ภีม?"

     "อ้าว รู้จักกันเหรอคะ" ป้าแม้วมองผมสลับกับคนตัวสูงอย่างงุนงง

     "...ครับ เรารู้จักกัน" ร่างสูงตอบป้าแม้วแต่สายตายังไม่ละไปจากใบหน้าผม

     "ถ้างั้นป้าขอตัวก่อนนะคะ ป้าต้องไปทำงานอื่นต่ออีก เชิญตามสบายนะคะคุณภีม"

     "ครับ"

     ป้าแม้วเดินจากไปแล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่ผมกับพี่ภีมที่ยืนมองหน้ากันอยู่หน้าประตู

     พี่ภีม...ไม่ได้พูดชื่อนี้นานแค่ไหนแล้วนะ

     "คุณอยู่คอนโดฯ นี้เหรอ" คนตัวสูงเอ่ยทักทายผมด้วยคำถาม พลางกอดอกพิงขอบประตูด้วยท่าทางสบายๆ

     "ครับ"

     "ตกใจนะเนี่ย ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอเราที่นี่" คนพูดระบายยิ้มบางๆ ออกมา

     "กลับมาจากต่างประเทศแล้วเหรอครับ"

     "ใช่ เพิ่งกลับมาสัปดาห์ก่อน"

     ผมมองคนตรงหน้านิ่งๆ หลากหลายความรู้สึกประดังประเดเข้ามาจนผมตั้งรับไม่ทัน ทั้งโกรธ คิดถึง น้อยใจ ดีใจ เสียใจ รวมถึงอีกหนึ่งความรู้สึกที่ผมไม่อยากยอมรับว่าตัวเองยังรู้สึกแบบนั้นกับเขาอยู่ แม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม

     "อยู่ชั้นไหนน่ะเรา"

     "สามครับ"

     "เหรอ ถ้างั้นไว้พี่จัดของเสร็จแล้ว..."

     "ไม่ต้องมาทักทายหรอกครับ"

     "..."

     "แค่ทักทายกันตรงนี้ก็พอแล้ว"

     เสียงของผมนิ่งเรียบ แต่ภายใต้เสียงนั้นมีหลากหลายความรู้สึกเจือปนอยู่ พี่ภีมหุบยิ้มเมื่อผมพูดออกไปแบบนั้น แวบหนึ่งเหมือนผมจะเห็นความเสียใจในดวงตาของเขา แต่เพียงครู่เดียวพี่ภีมก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

     "งั้นเหรอ ถ้างั้น...ถ้าบังเอิญเจอพี่หรือเดินสวนพี่ก็ทักทายบ้างละกัน"

     "ผมขอตัวนะครับ ต้องไปทำธุระต่อ" ผมไม่ตอบรับประโยคของอีกฝ่าย แต่เลือกที่จะตัดบทสนทนาแทน การได้เจอพี่ภีมวันนี้ทำให้ผมตั้งตัวไม่ถูก มันปุบปับเกินไป ปุบปับจนผมกลัว...กลัวว่าถ้ายังยืนคุยกันต่อ ผมอาจจะเผลอแสดงอาการบางอย่างออกไปให้เขาเห็น

     แค่ไม่ตกใจจนเป็นลมก็บุญเท่าไหร่แล้ว รู้ไหมว่าตอนเห็นหน้าพี่ภีมแวบแรกผมอยากจะวิ่งกลับเข้าห้องตัวเองด้วยซ้ำ

     "เดี๋ยว"

     เสียงนุ่มทุ้มตามแบบฉบับผู้ชายเอ่ยเรียก ผมจึงชะงักขาที่กำลังจะเดินไปยังบันได ผมหันกลับไปมองร่างสูง พี่ภีมยิ้มให้ผมอีกครั้ง...และก็เป็นอีกครั้งเหมือนกันที่หัวใจของผมเต้นแรง เพราะตรงหน้าผมตอนนี้คือรอยยิ้มที่ผมคิดถึงและโหยหามาตลอด

     "ขอบคุณนะครับ...ที่ยกกระเป๋าขึ้นมาให้พี่"

     จู่ๆ ขอบตาผมก็ร้อนผ่าว ความรู้สึกบางอย่างปะทุขึ้นมากลางอก และมันจะต้องระเบิดออกมาแน่ถ้าผมยังยืนคุยกับพี่ภีมแบบนี้ต่อไป

     ผมไม่ตอบอะไร หันหลังเดินลงบันไดแล้วเดินเข้าห้องตัวเองเลย เพื่อนๆ ผมพากันแปลกใจที่เห็นผมไม่ได้ถือกับข้าวมาด้วย แต่พอเห็นสีหน้าผม พวกมันก็พร้อมใจกันปิดปากเงียบไม่ถามอะไร

     ผมเดินเข้าไปหาไอ้ดิน คว้าตัวมันมากอดไว้หลวมๆ ถ้าเป็นปกติผมคงโดนถีบไปแล้ว แต่ดูเหมือนมันจะรู้ว่าตอนนี้ผมไม่โอเคอยู่เลยปล่อยให้ผมทำตามใจ

     "อย่าเงียบนาน เพื่อนงงกันหมดแล้ว"

     ไม่ใช่แค่ไอ้ดินที่งง ไอ้ตะกับไอ้นิวก็มองมาที่ผมอย่างงุนงงเช่นกัน ผมผละออกจากอกไอ้ดิน มองหน้าพวกมันสักพักก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ

     "พรุ่งนี้พวกมึงมีเรียนเช้าป่ะ"

     "กูไม่มี"

     "กูก็ไม่มี"

     "กูมี แต่อาจารย์เพิ่งไลน์มายกคลาสก่อนมึงจะเข้ามาแป๊บเดียวเอง"

     "ดี งั้นคืนนี้ไปกินเหล้ากัน"

     "ฮะ!?" พวกมันสามคนอุทานเป็นเสียงเดียวกัน

     "จะเอาอีกแล้วเหรอ ถี่ไปเปล่าวะ มึงจำสภาพไอ้นิวเมื่อคืนไม่ได้เหรอ"

     "เถอะน่า กูอยากกิน เดี๋ยวกูเลี้ยงพวกมึงก็ได้"

     "แล้วจะค้างห้องใคร ห้องมึงอีก?"

     "ไม่ คืนนี้ไปค้างบ้านไอ้ตะกัน"

     "หา!" เจ้าของชื่อร้องเสียงหลง "คิดอะไรของมึงอยู่ ในกลุ่มพวกเราบ้านกูไกลจากร้านเหล้ามากที่สุดแล้วนะ"

     "เพราะไกลสุดกูถึงเลือกบ้านมึงไง"

     "..."

     "แค่คืนนี้คืนเดียวก็ได้ กูขอล่ะตะ คืนนี้กู...ไม่อยากนอนห้องตัวเองว่ะ"

























     TBC

     ใครที่เล่นทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊ก เข้าไปพูดคุยกันได้ในแท็ก #MiutYOU นะครับ  :L2:



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
Re: Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Prologue .​ . . . . [20/May/2021]
«ตอบ #2 เมื่อ20-05-2021 21:55:39 »

 :z6: :z13:

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-3
Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 01 .​ . . . . [21/May/2021]
«ตอบ #3 เมื่อ21-05-2021 20:30:29 »

Chapter 01





     แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาทำให้ผมที่กำลังนอนหลับอยู่ต้องขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ผมพลิกตัวไปอีกด้านในขณะที่ยังหลับตาอยู่ ปากก็พูดกับคนที่คิดว่าน่าจะเป็นคนเปิดผ้าม่านด้วยน้ำเสียงอู้อี้อย่างคนตื่นไม่เต็มที่

     "อือ...มึงจะเปิดผ้าม่านทำไมวะตะ กูหลับอยู่เห็นไหมเนี่ย"

     คนโดนว่าไม่ตอบ แต่เดินเข้ามาใกล้เตียงทีละนิด ผมรู้เพราะได้ยินเสียงฝ่าเท้ากระทบกับพื้นห้องใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงนั้นมาหยุดอยู่ข้างเตียงด้านที่ผมกำลังหันหน้าเข้า แล้ววินาทีต่อมาผมก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึง...ลมหายใจ?

     "ยังนอนตื่นสายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยแฮะ"

     หือ?

     ผมกำลังฝันอยู่เหรอ หรือเสียงไอ้ตะมันต่างไปจากเสียงปกติจริงๆ ผมรู้สึกว่าเสียงเมื่อครู่มันไม่เหมือนเสียงเพื่อนผมเลย

     ช่างเถอะ ผมคงหูฝาดไปเอง เสียงไอ้ตะไม่มีทางนุ่มทุ้มขนาดนี้ได้หรอก นอนต่อดีกว่า...

     "ตื่นได้แล้วคุณ จะเที่ยงแล้วนะ"


     !!!


     คราวนี้ผมมั่นใจว่าไม่ได้หูฝาดไปเอง ไม่ได้ฝันอยู่ด้วย เสียงไอ้ตะเปลี่ยนไปจริงๆ หรือถ้าจะให้พูดอีกนัย...คนที่กำลังพูดกับผมในตอนนี้ไม่ใช่ไอ้ตะ!

     ผมลืมตาโพลงด้วยความตกใจ พอสายตาปรับโฟกัสได้แล้วผมจึงมองเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียงเมื่อครู่ชัดเจน ตอนนั้นเองที่อาการงัวเงียหายเป็นปลิดทิ้ง เข้ามาแทนที่ด้วยความตกใจระคนแปลกใจแทน ผมสะดุ้งโหยงลุกขึ้นนั่งทันที แต่เป็นเพราะเคลื่อนไหวกะทันหันเลยเกิดอาการปวดหัวตุบๆ

     "โอ๊ย..." ผมยกมือมากุมหัว น่าจะเป็นอาการเมาค้างจากเมื่อคืน

     "อย่าลุกปุบปับแบบนั้นสิ เราแฮงค์อยู่นะ" คนที่ผมไม่คิดว่าจะมาอยู่ที่นี่เวลานี้พูดด้วยน้ำเสียงดุหน่อยๆ ก่อนจะยื่นแก้วน้ำมาให้ "กินน้ำก่อนคอจะได้ไม่แห้ง"

     ผมมองแก้วน้ำในมือสลับกับมองใบหน้าของร่างสูง พอตั้งสติได้แล้วจึงถามออกไปอย่างอดไม่ได้ "นี่มันหมายความว่ายังไงครับ"

     "หืม? เราพูดถึงเรื่องอะไรอยู่น่ะ"

     "พี่ภีมมาอยู่ในบ้านเพื่อนผมได้ยังไง"

     "บ้านเพื่อนผม?"

     "ก็นี่มันบ้านไอ้ตะ พี่เข้ามาได้ยัง..." ผมมองไปรอบๆ ห้อง ก่อนจะเริ่มเอะใจเมื่อเห็นเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่คุ้นตาเต็มไปหมด ผมจำได้ว่าตอนมาที่นี่คราวก่อน ห้องนอนไอ้ตะไม่มีกรอบรูป แถมตู้เสื้อผ้าก็ไม่มีลิ้นชักด้านล่างด้วย แล้วไหนจะบนทีวีที่ปกติจะมีตุ๊กตาตั้งไว้อีก ทุกอย่างมัน...ตรงกันข้ามหมดเลย

     ผมหันขวับมามองคนตัวสูงอีกครั้ง พี่ภีมที่เหมือนจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ก็ยิ้มบางๆ มาให้ "ไง ยังจะคิดว่าเป็นบ้านของเพื่อนเราอยู่ไหม"

     อย่าบอกนะว่า...

     "ที่นี่คือห้องพี่...เหรอครับ?"

     "ใช่"

     "อ้าว! แล้วผม..." ผมมานอนอยู่ในห้องพี่ภีมได้ยังไงและตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย!?

     พี่ภีมวางแก้วน้ำลงบนเตียง ก่อนจะยืนกอดอกมองผมยิ้มๆ "จำไม่ได้เลยเหรอว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง"

     "เมื่อคืน?" ผมทวนคำของคนตัวสูง ในหัวก็พยายามนึกย้อนไปว่าเมื่อคืนเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง

     "เมื่อคืนคุณเมามาก เมาจนเพื่อนต้องพามาส่ง แต่เหมือนจะหาคีย์การ์ดไม่เจอมั้ง ตอนนั้นพี่กลับมาจากธุระพอดีเลยผ่านมาเห็น เลยอาสาแบกเราขึ้นมานอนห้องพี่แทน"

     "ไม่จริงอ่ะ ก็เมื่อวานผม..." ผมบอกไอ้ตะว่าจะไปนอนบ้านมันนี่นา ผมตั้งใจจะพูดแบบนี้ แต่แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็ฉายชัดขึ้นมาในหัว เหมือนมีใครเทชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ลงมาในสมองของผมอย่างกระจัดกระจาย


     ...


     'ไอ้เหี้ยคุณ! อยู่นิ่งๆ สิวะ'

     'กูม่ายนิ่งงงงงง กูจะบินไปหาพระอาทิตย์~ เอิ้กกกก'

     'มึงจะเสียงดังทำเหี้ยไร คนมองแทบจะทั้งคอนโดฯ แล้ว กูอายไอ้สัด'

     'เรื่อง...เอิ้ก~ เรื่องของมึงงงงง~'

     'เฮ้ยไอ้ตะ หาอะไรมาอุดปากมันทีซิ' ไอ้ดินที่กำลังแบกผมอยู่บนบ่าหันไปพูดกับไอ้ตะที่เดินตามหลังมา ข้างๆ ไอ้ตะคือไอ้นิวที่ทำหน้าเหมือนกำลังเอือมระอาอะไรสักอย่าง

     'มึงรีบๆ เอามันเข้าห้องเหอะ กูกลัวโดนปาตะหลิวใส่มากเลยตอนนี้'

     'เมื่อวานกู วันนี้ไอ้คุณ เวรกรรมอะไรของพวกมึงสองคนกันวะเนี่ย'

     ทำไม กูทำไม ถึงกูจะเมากูก็ไม่เมาอย่างหมาแบบมึงนะเว้ยไอ้นิว

     'กว่าจะถึง เหนื่อยสัด แดกช้างเข้าไปทั้งตัวเหรอมึงอ่ะ' ไอ้ดินหันมาพูดกับผมในตอนที่พวกมันเดินมาถึงหน้าห้องผมแล้ว

     'ม่ายช่ายยยย กูแดก...เอิ้ก~ แดกฮิปโปไปต่างหากกกกก'

     'เมาแล้วเพ้อเจ้อตลอด' มันบ่นอะไรสักอย่างที่ผมฟังไม่ชัด จากนั้นก็หันไปสั่งอีกสองคน 'พวกมึงหาคีย์การ์ดให้หน่อย น่าจะอยู่ในกระเป๋ามันนั่นแหละ'

     ไอ้ตะกับไอ้นิวค้นกระเป๋าของผม พวกมันค้นอยู่สักพักก่อนจะหันมาบอกคนที่กำลังแบกผมอยู่ด้วยสีหน้าตึงเครียดกว่าเดิม

     'ไม่เจอว่ะ'

     'เอาดี?'

     'เออ เททั้งกระเป๋าแล้วยังไม่เจอเลยเนี่ย'

     'ชิบหายละไง'

     'ชิบ~ กับเดล~ มีสองพี่น้อง~~'

     'ไอ้คุณ มึงเอาคีย์การ์ดไปไว้ไหน'

     'อาบน้ำในคลอง....เอิ้กกก'

     'หรือจะอยู่ในกระเป๋ากางเกงวะ' ไอ้ดินไม่สนคำพูดของผม มันใช้มือข้างที่ว่างอยู่ล้วงเข้ามาในกระเป๋ากางเกงผม แต่ดูจากสีหน้ามันแล้วน่าจะหาไม่เจอเหมือนกัน 'เอาไปไว้ไหนวะเนี่ย เฮ้ยไอ้คุณ หยุดเพ้อเจ้อก่อน บอกมาว่าเอาคีย์การ์ดไปไว้ไหน' มันเขย่าตัวผม ไอ้นิวกับไอ้ตะก็เข้ามาช่วยค้นตัวผมด้วย

     'เอาไว้...'

     '...'

     'ไว้พักโฆษณาสักครู่แล้วกลับมาชมกันใหม่นะคร้าบบบ'

     'ไอ้เวร! กูก็รอฟังตั้งนาน'

     ทำไมมึงต้องด่ากูด้วย กูเสียใจนะ

     'ทำอะไรกันอยู่น่ะดิน'

     เสียงอันคุ้นหูดังมาจากข้างหลัง พวกเพื่อนๆ ผมจึงหันไปมองต้นตอของเสียง และทันทีที่เห็นใบหน้าของคนถามไอ้ตะกับไอ้นิวก็ทำหน้าตกใจ ในขณะที่ไอ้ดินกลับไม่มีท่าทางอะไรเลย

     'ไอ้คุณเมาน่ะครับพวกผมเลยแบกมันมาส่ง แต่หาคีย์การ์ดไม่เจอเลยยังเข้าห้องไม่ได้'

     'คีย์การ์ดหายเหรอ'

     'ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ค้นทั้งตัวแล้วยังหาไม่เจอเลยครับ'

     'กูเก่งงายยยยย ชมกูสิ กูเอาไปซ่อนเอง เอิ้กกกก'

     'ยังจะมาบอกให้ชม กูไม่ทิ้งมึงไว้หน้าคอนโดฯ ก็บุญแค่ไหนแล้ว'

     'ถ้างั้น...' พี่ภีมมองมายังผมที่อยู่บนบ่าไอ้ดิน 'คืนนี้ให้คุณมานอนห้องพี่ไหม'

     'จะไม่รบกวนพี่ภีมเหรอครับ'

     'ไม่เลย พี่เต็ม...'

     'ม่ายอาววววววว กูไม่อยากนอนกับคนใจร้ายยยยยย'

     '...'

     'พี่ภีมใจร้ายยยย คุณไม่อยากนอนกับพี่ภีมมมมม'

     '...อย่าไปสนเลยครับ เวลามันเมาก็เพ้อเจ้อแบบนี้แหละ' ไอ้ดินยิ้มแห้งๆ ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

     'ไม่เป็นไร เอาเป็นว่าคืนนี้ให้คุณนอนห้องพี่ละกัน พวกเราจะได้ไม่เหนื่อยไปมากกว่านี้...ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยเต็มใจก็เถอะ'

     'งั้น...ฝากเพื่อนผมด้วยนะครับ'

     ไอ้ดินยกตัวผมลงมายืนบนพื้น ก่อนที่พี่ภีมจะรับผมไปแบกไว้บนบ่าต่อ นี่ตัวผมเบาถึงขนาดที่ผู้ชายสองคนแบกได้สบายๆ เลยเหรอ ผมว่าผมก็กินจุอยู่นะ

     'แล้วนี่พวกเรากลับกันได้ใช่ไหม'

     'ได้ครับ เดี๋ยวเรียกแท็กซี่หน้าคอนโดฯ เอา'

     'ถ้างั้นกลับกันดีๆ ล่ะ ส่วนคุณเดี๋ยวพี่จะดูแล...'

     'งืมมมม หอมจัง มึงฉีดน้ำหอมด้วยเหรอดิน ไม่เห็นบอกกูเลย'

     '...'

     'คิดถึงจัง ไม่ได้กลิ่นนี้มาตั้งนาน งืมมมมมม ยิ่งดมยิ่งคิดถึง...'

     พวกมันสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เหมือนคำพูดของผมเป็นอะไรที่แปลกมากๆ สักพักไอ้ดินถึงได้ (พยายาม) ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ มันยิ้มแห้งๆ ให้คนที่กำลังแบกผมอยู่อีกรอบ

     'เอ่อ...ถ้างั้นพวกผมกลับก่อนนะครับ ฝากไอ้คุณด้วยนะพี่'

     คนตัวสูงหันมามองผมที่ยังคงเมาอ้อแอ้ไม่ได้สติ มุมปากทั้งสองข้างระบายยิ้มบางๆ 'อืม พี่จะดูแลคุณอย่างดี ไม่ต้องห่วงหรอก'


     ...


     "เมื่อวานผม...?" พี่ภีมทวนคำพูดผม พลางทำหน้างงเมื่อเห็นผมนิ่งไป

     "เมื่อวานผม...คือ...คือผม..."

     พอเริ่มนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนได้ลางๆ ความอายก็ถาโถมเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว แก้มทั้งสองข้างเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ จากที่มองหน้าพี่ภีมได้ปกติก็กลายเป็นต้องหันหน้าไปคุยทางอื่นแทน

     ไอ้คุณเอ๊ย เมื่อคืนไม่น่าเมาเลย แล้วจะเอาไงต่อล่ะทีนี้!

     "คือผม...?"

     "...ไม่มีอะไรครับ ช่างมันเถอะ"

     "สรุปคือนึกไม่ออกจริงๆ เหรอว่าเมื่อคืนเกิดอะไรบ้าง"

     "ครับ" สุดท้ายผมก็เลือกที่จะโกหก

     แวบหนึ่งเหมือนผมจะเห็นพี่ภีมทำหน้าเสียดาย แต่เพียงครู่เดียวคนตัวสูงก็กลับมาทำหน้าเหมือนเดิม "ไม่เป็นไร คุณตื่นแล้วรีบไปล้างหน้าแปรงฟันเถอะ พี่ทำข้าวต้มปลาไว้ให้แล้ว"

     "ข้าวต้มปลา?" ผมหันกลับมามองคนพูด ก่อนจะเจอเข้ากับรอยยิ้มของอีกฝ่าย

     "ใช่ ของโปรดเราไง อ้อ ตอนแปรงฟันใช้แปรงหน้ากระจกนะ พี่เอาอันใหม่มาให้ไม่ต้องห่วง"

     ผมไม่ได้สนเรื่องนั้น ที่ผมสนน่ะ... "พี่จำได้ด้วยเหรอว่าผมชอบกินข้าวต้มปลา"

     "ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ"

     ตึกตัก...ตึกตัก...

     จู่ๆ หัวใจของผมก็เต้นแรง แก้มที่ร้อนอยู่แล้วยิ่งร้อนขึ้นไปอีก พี่ภีมอาจจะพูดออกมาโดยไม่คิดอะไร แต่คำพูดของเขากลับมีอิทธิพลกับผมมากทั้งที่เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว

     ผ่านมาหนึ่งปีเต็ม แต่พี่ภีมยังจำรายละเอียดของผมได้ดี ไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับว่าลึกๆ แล้วผมก็แอบดีใจเหมือนกัน

     แต่ว่า...

     "ขอโทษนะครับ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้ชอบข้าวต้มปลาแล้ว"

     "..." รอยยิ้มเริ่มหายไปจากใบหน้าคนตัวสูงทันทีที่ผมพูดออกไปแบบนั้น

     "ขอบคุณที่อุตส่าห์ทำให้กินนะครับ แต่ผมลงไปซื้อข้าวข้างล่างเองได้ พี่กินไปคนเดียวเถอะ"

     "..."

     "ผมขอตัวกลับห้องก่อนนะ พอดีมีงานต้องทำต่อ ขอบคุณที่ให้ผมค้างห้องพี่นะครับ" พูดจบผมก็เลิกผ้าห่มออกจากตัว ก่อนจะเดินไปยังประตูห้องนอน หลายคนอาจจะคิดว่าผมดูใจร้ายที่พูดออกไปแบบนั้น แต่ถ้ารู้ว่าในอดีตพี่ภีมทำอะไรกับผมไว้ ทุกคนจะรู้ว่าที่ผมพูดไปมันเทียบกันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

     "อย่าลืมกินยาล่ะ ยังแฮงค์อยู่ใช่ไหม"

     มือที่จับลูกบิดอยู่ชะงักกึก ผมลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะตอบรับความหวังดีของอีกฝ่ายแล้วเปิดประตูออกไป

     "ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ลืมกินยาหรอก"

     เสียดายเหมือนกันนะ...ข้าวต้มปลาฝีมือพี่ภีมน่ะ อุตส่าห์จะได้กินของโปรดแล้วแท้ๆ แต่กลับกินไม่ได้ซะงั้น





















     [แล้วมึงก็เดินออกมาเลยเนี่ยนะ แถมไม่เอะใจสักนิดเลยด้วย นี่มึงโง่หรือโง่กันแน่วะ]

     "ถ้าจะถามโดยมีช้อยส์ให้กูแค่ช้อยส์เดียวมึงไม่ต้องถามก็ได้นะ"

     [ก็มึงมันโง่จริงๆ อ่ะ มีอย่างที่ไหน ใส่ชุดคนอื่นอยู่แต่กลับไม่รู้ตัวเลยสักนิด]

     ผมกรอกตามองบน นึกอยู่แล้วว่าถ้าโทรมาหาไอ้ดินต้องโดนมันด่า แล้วก็จริงซะด้วย

     "ก็เขาไม่บอกอะไรกูเลย แล้วกูจะไปรู้ไหม"

     [มึงแค่ก้มมองชุดที่ใส่อยู่ก็รู้แล้วป่ะ ต้องรอให้เขาบอกด้วยเหรอ]

     มันเล่นพูดมาแบบนี้ ผมก็เถียงไม่ออกสิครับ...

     เรื่องของเรื่องคือตอนที่ผมกลับมาจากห้องพี่ภีม ในขณะที่กำลังจะล้างหน้าแปรงฟัน ผมก็เพิ่งสังเกตเห็นตัวเองในกระจกห้องน้ำว่าชุดที่ใส่อยู่มันไม่ใช่ชุดผม ด้วยความที่ทำอะไรไม่ถูกผมเลยโทรไปปรึกษาไอ้ดิน แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ

     ที่จริงผมน่าจะเดาได้แต่แรกว่ามันเป็นชุดของพี่ภีม ไม่น่าโทรไปให้ไอ้ดินด่าเลย ผมพลาดแล้วไง

     "ไม่ต้องมาว่ากูเลย เรื่องที่พวกมึงไม่ยอมไปค้างบ้านไอ้ตะแต่กลับให้กูไปนอนห้องพี่ภีมแทนกูยังไม่ได้คิดบัญชีเลยนะ"

     [มึงมีสิทธิ์มาคิดบัญชีด้วยเหรอ เมื่อวานมึงเมาอย่างกับหมาข้างถนน แถมยังเสียงดังตลอดทาง ขืนให้พวกกูแบกมึงไปบ้านไอ้ตะจริงกูว่ากูคงได้วางมวยกับคนขับแท็กซี่ก่อน แล้วไหนจะเรื่องที่มึงไม่บอกพวกกูว่าพี่ภีมย้ายมาอยู่คอนโดฯ เดียวกับมึงอีก คนที่ควรจะคิดบัญชีคือพวกกูด้วยซ้ำ]

     "เดี๋ยวนะ เรื่องเมากูยอมได้ แต่เรื่องพี่ภีมกูย้ายมาอยู่ที่นี่กูจะไปรู้ไหม ตอนเห็นเขาครั้งแรกกูก็ตกใจเหมือนมึงนั่นแหละ"

     [แล้วที่ร้องไห้เมื่อวานไม่ใช่เพราะได้เจอหน้าเขาหลังจากไม่ได้เจอกันมาหนึ่งปีเต็มหรือไง]

     "..." ผมเม้มปากแน่น เถียงไม่ออกสักคำ ในกลุ่มพวกผมสี่คนไอ้ดินคือคนที่รู้ใจผมมากที่สุด อาจจะเพราะคบกันมาตั้งแต่มัธยมปลายเลยรู้ใจกันและกันมากกว่าใคร

     แต่เพื่อนที่รู้ใจกันทุกเรื่องก็ไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป อย่างในตอนนี้ ผมโคตรอยากวางสายมันมากเลย

     [เอาเป็นว่าเรื่องนั้นช่างมันก่อน ว่าแต่มึงเถอะ รู้สึกยังไงบ้างที่ได้เจอเขาอีกครั้ง]

     "...ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น"

     [แน่ใจ?]

     "ไอ้ดิน เปลี่ยนเรื่องคุยเถอะ ถือว่ากูขอ"

     [มึงจะกลัวอะไรวะ คุยกับกูแค่สองคน ไม่มีใครมาแอบฟังซะหน่อย]

     ผมไม่กลัวจะมีใครมาแอบฟังหรอก แต่ผมกลัวตัวเองนี่แหละ ไม่สิ ผมไม่ได้กลัว ผมแค่ไม่อยากยอมรับ...

     ไม่อยากยอมรับว่าจริงๆ แล้วผมดีใจมากที่ได้เจอเขาอีกครั้ง ทั้งดีใจ คิดถึง โหยหา แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกโกรธ เสียใจ น้อยใจ อยากจะเกลียดไปเลยด้วยซ้ำ แต่ทำยังไงก็เกลียดไม่ลงสักที

     [อ้าว เงียบเฉย อ่ะๆๆ กูเปลี่ยนเรื่องคุยก็ได้]

     "..."

     [หลังจากนี้จะทำยังไงต่อ จะเอาชุดไปคืนเขาไหม]

     "...ก็ต้องคืนอยู่แล้วสิ แต่คงต้องซักให้ก่อน"

     [ฮั่นแน่ มีการซักเสื้อให้กันด้วย อย่าแอบดมเสื้อเขาก่อนซักนะมึง]

     "ไอ้ดิน กูไม่ตลก"

     [...]

     "อย่าพูดเหมือนกูกับเขายังเป็นเหมือนเดิมอยู่อีก กูไม่ชอบ"

     ปลายสายเงียบไปทันทีที่โดนผมว่า เอาจริงๆ ไอ้ดินคงอยากแหย่เล่นเฉยๆ ไม่ได้พูดจริงจังอะไร แต่คนที่จริงจังกลับเป็นผมซะเอง

     [...เออ กูขอโทษ กูแค่หยอกเล่นไปงั้น มึงก็อย่าทำเสียงดุดิ ผัวกลัวแล้วนะเมียจ๋า]

     "เมียพ่อง!"

     [เมียพ่อกูก็แม่กูไง]

     "ยังไม่หยุดอีก!"

     [โอ๋ๆๆๆ อย่าอารมณ์เสียดิ]

     ก็ใครล่ะที่ทำให้อารมณ์เสีย เล่นแบบนี้มากๆ เดี๋ยวกูก็ฟ้องแฟนมึงซะเลย!

     "แล้วนี่...กูควรไปขอบคุณเขาอีกรอบไหมวะที่เขาให้ยืมชุด"

     [ไปเถอะ ป่านนี้เขาน้อยใจตายแล้วมั้งที่มึงพูดกับเขาไปแบบนั้น]

     "เขาไม่น้อยใจหรอกน่า เขาไม่ได้รู้สึกกับกูเหมือนเมื่อก่อนซะหน่อย"

     [แค่มึงไม่เหมือนเดิม ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เหมือนเดิมด้วยนะ]

     "..."

     [ไม่สิ พูดให้ถูกคือคนที่เหมือนเดิมอาจจะไม่ได้มีแค่มึงคนเดียวก็ได้...]

     ผมไม่รอให้ไอ้ดินพูดอะไรไปมากกว่านี้ รีบชิงตัดสายเหมือนที่เคยทำประจำเวลาพวกเราคุยกันเรื่องพี่ภีม

     อาจจะฟังดูเป็นคนขี้ขลาด แต่คำพูดอะไรก็ตามที่มันสื่อให้เห็นถึงความหวัง ผมจะไม่ยอมให้มันเข้ามาในโสตประสาทเด็ดขาด นั่นก็เพราะครั้งหนึ่งผมได้ลิ้มรสความผิดหวัง ผมจึงรู้ว่ามันเจ็บปวดและทรมานเกินกว่าจะกลับไปหวังอีกเป็นครั้งที่สอง

     ผมเปิดประตูระเบียง เดินกลับมาเข้ามาในห้อง ก่อนจะหันไปมองนาฬิกาบนผนัง

     บ่ายโมงตรง...พี่ภีมจะอยู่ห้องไหมนะ หรือจะออกไปข้างนอก

     ลองไปเคาะประตูก่อนละกัน ถ้าเจอก็ค่อยขอบคุณ แต่ถ้าไม่เจอก็เอาไว้ครั้งหน้า ยังไงเขาก็อุตส่าห์ให้คนเมาอย่างผมค้างด้วยหนึ่งคืน แค่พูดขอบคุณครั้งสองครั้งคงไม่ตายหรอก

     และที่สำคัญไปกว่านั้น...ผมมีเรื่องที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องถามเขาให้ได้ด้วย























     ตอนอยู่ในห้องตัวเองล่ะทำเป็นเก่ง มั่นใจว่าเป็นตายร้ายดียังไงก็ต้องถามเขาให้ได้ แต่พอมาอยู่หน้าห้องเขาแล้วไอ้ความกล้าที่มีไม่รู้หายไปไหนหมด ทำได้แค่ยืนหันรีหันข้างหน้าห้องเขาอยู่อย่างนั้น

     ใช่ครับ...ที่ว่ามาข้างต้นผมหมายถึงตัวเองล้วนๆ

     ผมยกกำปั้นไปจ่อประตู ทำท่าเหมือนกำลังจะเคาะ แต่สุดท้ายก็ชักมือกลับ เป็นแบบนี้มาสามครั้งแล้ว

     ใจเย็นไว้ ก็แค่ถามเฉยๆ ไม่มีอะไรน่ากลัวซะหน่อย ถามให้รู้เรื่องไปเลยดีกว่าปล่อยผ่านไปแล้วต้องมานั่งคิดมากทีหลังนะเว้ยไอ้คุณ

     ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกขวัญและกำลังใจให้ตัวเอง

     ยุบหนอ พองหนอ ก็แค่ถามหนอ ไม่มีอะไรหนอ

     เอาวะ ลุย!

     ปึก...

     "พี่ภะ...เห้ย!" ผมร้องอุทานอย่างตกใจ มือผมที่ควรจะเคาะลงไปบนประตูตอนนี้มันกลับแปะลงไปบนแผ่นอกกว้างของคนตัวสูงแทน พี่ภีมก้มมองมือผมที่ยังค้างอยู่บนอกตัวเอง ก่อนจะเลื่อนสายตามามองผม ผมเห็นดังนั้นเลยรีบชักมือกลับ เสมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนอาการเห่อร้อนบนหน้า

     "กำลังจะเคาะประตูเลยครับ"

     "พี่ก็กำลังจะเปิดประตูออกไปข้างนอกเหมือนกัน คุณมีอะไรหรือเปล่า จะเคาะประตูเรียกพี่ทำไม"

     "คือผม..."

     "หรือเปลี่ยนใจอยากกินข้าวต้มปลาแล้ว ยังมีเหลืออยู่นะ เดี๋ยวพี่อุ่นให้ใหม่"

     "ไม่ใช่ครับ!" ผมเผลอขึ้นเสียงใส่อีกฝ่ายด้วยความอาย แต่พอคนฟังหุบยิ้ม ผมเลยรู้ตัวว่าตัวเองเสียงดังเกินไป "คือ...ผมแค่จะมาขอบคุณ...ที่ให้ผมยืมชุดพี่..."

     "อ๋อ ไม่เป็นไรครับ พี่ไม่ได้ลำบากอะไร"

     "ไว้ซักเสร็จแล้วจะเอามาคืนให้นะครับ"

     "โอเคครับ"

     "เอ่อ...คือ..."

     "หืม?"

     พี่ภีมเลิกคิ้วเมื่อเห็นว่าผมจะพูดอะไรต่อ ผมเม้มปากแน่น ความรู้สึกลังเลมันกลับเข้ามาอีกแล้ว

     โอ๊ยยย ถามไปสักทีสิวะไอ้คุณ มัวแต่ยึกยักอยู่ได้!

     "คุณครับ มีอะไรหรือเปล่า"

     "..."

     "คุณ...เห้ย!"

     ผมคว้าหมับเข้าที่มือของพี่ภีม ก่อนจะถือวิสาสะลากคนตัวสูงเข้ามาในห้องแล้วจัดการปิดประตูเสร็จสรรพ

     ผมหันหลังพิงประตู มองหน้าร่างสูงที่ตอนนี้กำลังมองมาที่ผมอย่างงุนงง ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ อีกรอบ ก่อนจะโยนความลังเลทิ้งไปแล้วตัดสินใจถามคนตรงหน้า (ซะที)

     "ถ้าผมถามอะไรไป พี่ต้องตอบความจริงนะ ห้ามโกหก"

     "...ได้ครับ" ถึงจะยังงงๆ อยู่ แต่พี่ภีมก็ยอมรับปากผม

     "เมื่อคืน...ใครเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผมครับ"



























     TBC



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
Re: Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 01 .​ . . . . [21/May/2021]
«ตอบ #4 เมื่อ21-05-2021 21:43:16 »

 :pighaun: :haun4:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 454
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
Re: Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 01 .​ . . . . [21/May/2021]
«ตอบ #5 เมื่อ22-05-2021 10:58:13 »

 รีใหม่ใช่ไหมอะ เคยอ่านเรื่องนี้ แต่อ่านไม่จบ ตามหาเพิ่งเจอ :ling1:

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-3
Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 02 .​ . . . . [24/May/2021]
«ตอบ #6 เมื่อ24-05-2021 15:39:12 »

Chapter 02





     "เมื่อคืน...ใครเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผมครับ"

     ในที่สุดผมก็ถามออกไป หลังจากลังเลอยู่นานว่าจะถามหรือไม่ถามดี พี่ภีมกะพริบตาปริบๆ ทำหน้างงอยู่สักพัก คงนึกไม่ถึงว่าเรื่องที่ผมจะถามคือเรื่องนี้

     เอาจริงๆ ผมรู้คำตอบอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องถามด้วยซ้ำ แต่ที่ถามเพราะผมอยากคุยเรื่องนี้กับพี่ภีมแบบตรงๆ เขาจะได้รู้ว่าผมไม่ใช่คุณคนเดิมที่เขาจะมาทำอะไรให้ก็ได้

     "ใครเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้...ไม่เห็นต้องถามเลย เมื่อคืนในห้องมีแค่พี่กับคุณสองคน คนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณก็ต้องเป็นพี่อยู่แล้วสิ"

     "แปลว่าพี่เป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผม...ใช่ไหมครับ"

     คนตัวสูงทำหน้างงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อผมทวนคำพูดของเขา ถ้าให้ผมเดา ตอนนี้พี่ภีมน่าจะกำลังงงว่าผมต้องการพูดอะไรกันแน่

     "อ่า...ใช่"

     ผมละสายตาจากใบหน้าคมคาย ก้มมองพื้นห้องสีน้ำตาลแทน จากที่จะทำเป็นลืมเรื่องราวในอดีตทั้งหมด ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องพูดถึงมันขึ้นมาอีกครั้ง

     "ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องในอดีต แต่จะให้ปล่อยผ่านเรื่องเมื่อคืนไปโดยไม่ทำอะไรก็คงไม่ได้เหมือนกัน"

     "เรื่องในอดีต?"

     "จำได้ไหมครับ ที่ผมเคยบอกพี่ว่าผมไม่ชอบให้คนอื่นมาเห็นผมตอนถอดเสื้อ"

     "..."

     "กับพวกไอ้ดิน ผมยังต้องใช้เวลาตั้งนานกว่าจะกล้าเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าพวกมัน แล้วกับพี่ที่ตอนนี้กลายเป็นคนอื่นไปแล้ว...ผมเลยยิ่งไม่พอใจที่รู้ว่าพี่เป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้"

     "..."

     "ที่จริงผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรขนาดนั้น ผมไม่ใช่ผู้หญิงที่จะโป๊ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ เพียงแต่ผมแค่อยากให้พี่รู้ไว้..."

     "..."

     "ว่าตอนนี้พี่ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะทำอะไรๆ กับผมได้เหมือนเมื่อก่อน"

     มันอาจจะเป็นคำพูดที่ดูหลงตัวเองไปสักหน่อย ถ้าเกิดเมื่อคืนพี่ภีมทำไปโดยไม่ได้คิดอะไร สิ่งที่ผมพูดไปก็ไม่ต่างอะไรกับการชมตัวเองหน้าด้านๆ ว่าเขายังมีใจให้ผมอยู่ แต่ว่า...

     ถ้าเป็นคนอื่นผมคงยิ้มแห้งๆ กล่าวคำขอบคุณและคำขอโทษอย่างที่ควรจะเป็น แต่เพราะเขาคนนั้นคือพี่ภีม ผมจึงยอมให้มันผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้

     จะไม่มีวันยอมให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาในชีวิตได้อีก...นี่คือสิ่งที่ผมสัญญากับตัวเองเมื่อปีที่แล้วมาจนถึงตอนนี้

     "...โกรธสินะ ที่พี่ทำแบบนั้นกับเรา" ดวงตาของคนตัวสูงอ่อนลง มุมปากทั้งสองข้างยกยิ้มบางๆ แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าชอบกล "ขอโทษนะครับที่จู่ๆ ก็ถือวิสาสะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ แต่เมื่อคืนเสื้อผ้าที่คุณใส่อยู่มีกลิ่นเหล้าแรงมาก ถ้าไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้..."

     "ถ้ากลัวว่าที่นอนจะเลอะหรือติดกลิ่นเหล้าไปจากผม ทำไมไม่พาผมไปนอนบนโซฟาล่ะครับ หรือถ้ามันลำบากนัก ทำไมไม่เอาผมไปคืนให้พวกไอ้ดินล่ะ"

     "ถ้าที่นอนเลอะพี่ก็แค่ให้แม่บ้านซัก เรื่องนั้นน่ะพี่ไม่ซีเรียสหรอก ที่พี่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ก็เพราะกลัวว่าคุณจะนอนไม่สบาย...แค่นั้นเอง"

     "..."

     "แต่ถ้ามันทำให้คุณลำบากใจก็ขอโทษด้วยครับ พี่แค่เป็นห่วงเราเฉยๆ ไม่ได้อยากทำให้ลำบากใจเลย"

     แค่เป็นห่วงเฉยๆ...

     ผมเงยหน้ามองร่างสูง พี่ภีมยังคงยิ้มให้ผมอยู่ แวบหนึ่งความรู้สึกผิดมันตีตื้นขึ้นมาในอก เผลอคิดว่าเรื่องแค่นี้ยังจะเอามาหาเรื่องเขาได้อีก ผมนี่มันแย่สุดๆ ไปเลย

     แต่แล้วความรู้สึกผิดนั้นก็ลอยหายไป เมื่อสิ่งที่ผู้ชายคนนี้เคยทำกับผมไว้ฉายชัดขึ้นมาในหัว ผมกำหมัดแน่น เสมองไปทางอื่น พยายามไม่แสดงออกว่าตอนนี้ผมกำลังหงุดหงิด

     หงุดหงิดทั้งคนตรงหน้า...รวมถึงตัวเองด้วย

     "เอาเป็นว่า...ถือซะว่าเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วกันนะครับ เรื่องเสื้อที่ยืมไป พอซักเสร็จแล้วผมจะเอามาคืนให้ แล้วก็..."

     "..."

     "ผมก็ไม่รู้ว่าเราบังเอิญมาอยู่คอนโดฯ เดียวกันได้ยังไง แต่ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่ต้องทักทายผมรวมถึงเพื่อนๆ ของผมเหมือนเมื่อคืนก็ได้นะครับ เพราะยังไงซะตอนนี้เราสองคนก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว"

     "..."

     "ขอตัวก่อนนะครับ ขอโทษที่มารบกวนเวลาของพี่"

     ไม่ว่าผมกับพี่ภีมจะกลับมาเจอกันเพราะอะไรก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในตอนนี้คือเราสองคนไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก เพราะงั้นถ้าผมจะหยิบยื่นสถานะคนรู้จักให้เขา...มันก็คงจะไม่ใจร้ายเกินไปใช่ไหมล่ะครับ

     ที่จริงผมอยากให้เขาหายไปตลอดกาลเลยด้วยซ้ำ คนใจร้ายอย่างพี่ภีมน่ะผมไม่คิดจะอยากเจอเป็นครั้งที่สองหรอก แต่ในเมื่อเราสองคนเรียนมหา'ลัยเดียวกัน แถมพี่ภีมยังไปเรียนต่อต่างประเทศแค่ปีเดียว ความเป็นไปได้ที่จะได้เจอกันอีกจึงไม่ใช่ศูนย์อย่างที่ผมต้องการ ผมทำใจกับเรื่องนั้นไว้แล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าจะได้กลับมาเจอกันเร็วขนาดนี้ มิหนำซ้ำยังได้เจอกันในสถานที่ที่ผมไม่คาดคิดอีกต่างหาก

     ผมเดินผ่านคนตัวสูง เอื้อมมือไปเปิดประตู จังหวะที่กำลังจะปิดประตูก็มีมือยื่นมาดันประตูไว้ ทำให้การเคลื่อนไหวของผมหยุดชะงัก

     ผมเงยหน้ามองคนที่เข้ามาขวาง พี่ภีมจ้องมองมาที่ผมขณะที่ยังดันประตูไม่ให้ปิดสนิท รอยยิ้มของพี่ภีมหายไปแล้ว เหลือไว้แค่ใบหน้านิ่งๆ ที่ผมเดาอารมณ์ไม่ถูก

     "คำพูดของพี่เมื่อตอนนั้น มันคงทำให้เราเกลียดพี่มาจนถึงตอนนี้เลยสินะ"


     !!!


     เป็นเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดถึงเรื่องในอดีตออกมาตรงๆ ผมจึงตั้งตัวไม่ถูกในตอนที่ได้ยินพี่ภีมพูดแบบนั้น พอพูดจบพี่ภีมก็ยังคงหน้านิ่งเหมือนเดิม แต่แววตาอ่อนลงราวกับกำลังรู้สึกผิด หรือไม่...ก็คงสงสารผมที่จนถึงตอนนี้ยังปล่อยวางเรื่องในอดีตไม่ได้

     สงสารเหรอ...ไร้สาระ ผมไม่ได้ต้องการให้เขามาสงสารซะหน่อย!

     ผมไม่ตอบอะไร หันหลังเดินจากมาโดยปล่อยให้คนตัวสูงยืนเปิดประตูค้างไว้แบบนั้น ผมเดินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงห้องตัวเองที่อยู่อีกชั้น และในตอนที่กะพริบตาผมถึงได้รู้ตัวว่าระหว่างทางที่เดินมา...ผมร้องไห้มาตลอดทาง

     ผมปิดประตู ล้มตัวลงนั่งกอดเข่า หันหลังพิงประตูอย่างหมดสภาพ คำพูดแทงใจดำเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ภายในหัว ไม่ว่าจะสลัดยังไงก็ไม่มีท่าทีจะเอามันออกไปได้เลย

     'คำพูดของพี่เมื่อตอนนั้น มันคงทำให้เราเกลียดพี่มาจนถึงตอนนี้เลยสินะ'

     ถ้าผมเกลียดพี่ได้เหมือนที่พี่พูดจริงๆ มันก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะครับ...

     ทั้งที่พี่ใจร้ายขนาดนั้น แต่ไม่ว่าจะทำยังไงผมก็เกลียดไม่ลงเลย ผมนี่มันโง่จริงๆ เจ็บแล้วยังไม่จำอีก






















     ผมเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีคือตอนที่ท้องส่งเสียงร้องไม่หยุด ผมสะลึมสะลือ หันไปมองรอบตัวที่มืดสนิท อ่า...ตอนกลับมาจากห้องพี่ภีมผมลืมเปิดไฟสินะ ผ้าม่านก็ปิดอยู่ มิน่าล่ะมันถึงได้มืดมองอะไรไม่เห็นแบบนี้...

     พี่ภีม

     พอนึกถึงชื่อนี้ ความรู้สึกอึดอัดในอกมันก็กลับมาอีกครั้ง ผมเผลอยกมือแตะใต้ตาโดยไม่รู้ตัว คราบน้ำตา...จริงสิ ก่อนจะหลับไปผมร้องไห้อยู่นี่นะ

     นี่ผมร้องไห้หนักจนหลับไปเลยงั้นเหรอ หึ ถ้าพวกไอ้ดินรู้เข้ามีหวังโดนหัวเราะเยาะแน่

     ผมลุกขึ้นยืน เปิดไฟห้องให้มองเห็นทาง ก่อนจะโดนโงนเงนๆ ไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อย รวมทั้งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไปด้วยเลย ตอนนี้ใกล้จะหนึ่งทุ่มแล้ว เมื่อตอนบ่ายผมไม่ได้กินอะไรเลย ไม่แปลกที่ตอนนี้ท้องจะร้อง

     เป็นเพราะขี้เกียจไปที่ไกลๆ ผมจึงกะว่าจะลงไปหาอะไรกินที่ร้านประจำใต้คอนโดฯ ผมเดินออกมาจากห้องในสภาพเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้ม กางเกงขาสั้นสีขาว รองเท้าแตะ กะว่ากินเสร็จแล้วจะขึ้นมาบนห้องเลยจึงไม่มีความจำเป็นต้องแต่งตัวดีมาก

     "อ้าว น้องคุณ"

     ผมหันไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อรู้ว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร คุณพลย่างสามขุมเข้ามาหาผม บนใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มชวนให้ผู้หญิงที่อยู่ระแวกนี้ละลายกันเป็นแถว

     "คุณพลเพิ่งเลิกงานเหรอครับ"

     "ใช่ จริงๆ ควรจะเลิกตอนห้าโมงด้วยซ้ำ แต่พอดีคุยกับลูกค้าติดลมไปหน่อยเลยลากยาวมาจนถึงเมื่อกี้"

     "โหย เหนื่อยแย่เลยนะครับ"

     "ไม่เท่าไหร่หรอก ผมชินแล้วล่ะ"

     ผมยิ้มให้นักธุรกิจตรงหน้าจนตาหยี คุณพลหรือก็คือเจ้าของคอนโดฯ แห่งนี้เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ผมคิดว่าลุคของเขาไม่เข้ากับอาชีพโดยสิ้นเชิง หลังจากที่รู้จักและเคยคุยกันมานาน ทำให้ผมรู้ว่าคุณพลเป็นผู้ชายง่ายๆ สบายๆ เฟรนด์ลี่กับทุกคนทุกเพศทุกวัย ผมจึงไม่ค่อยอยากเชื่อตอนที่รู้ว่าเขาคือเจ้าของกิจการอสังหาริมทรัพย์หลายๆ แห่งในกรุงเทพฯ

     ผมยืนคุยกับคุณพลต่ออีกสักพัก กำลังจะขอตัวไปทานข้าว แต่คุณพลกลับเอ่ยชวนผมขึ้นมาซะก่อน

     "จริงสิ น้องคุณกินข้าวยังครับ"

     "ยังเลยครับ"

     "งั้นไปกับผมไหม ผมก็กำลังจะไปกินข้าวเหมือนกัน"

     "เอ่อ...จะดีเหรอครับ"

     "ดีสิครับ ผมกำลังหาคนไปกินข้าวเป็นเพื่อนอยู่พอดี ยังคิดอยู่เลยว่าผมโชคดีที่เดินมาเจอน้องคุณเวลานี้"

     ผมก็ไม่ได้อะไรมากหรอกนะ จริงๆ จะให้ไปกินข้าวด้วยก็ได้ แต่...แบบว่า...ผมกับคุณพลเรายังไม่สนิทกันถึงขั้นนั้น...

     "ว่าไงครับน้องคุณ"

     ผมกำลังจะตอบปฏิเสธ แต่เจ้าท้องของผมมันดันส่งเสียงร้องขึ้นมาซะก่อน คุณพลหลุดขำ ในขณะที่ผมหน้าแดงด้วยความอาย คนตัวสูงดึงมือผมไปจับไว้ พูดกับผมเหมือนตั้งใจจะล้อเลียนอยู่ในที

     "หลักฐานชัดเจนขนาดนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วล่ะครับ ป่ะ ไปกินข้าวกับผมเถอะ ร้านที่ผมจะพาไปน่ะดังมากเลยนะ"

     "คุณพลครับ คือว่าชุดผมมัน..."

     "อ๋อไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องอายหรอก แต่งตัวแบบนี้ก็ดูดีไปอีกแบบ"

     นี่เขาชมจริงๆ หรือแกล้งชมกันแน่นะ ชุดที่ผมใส่อยู่ตอนนี้มันหาความดูดีได้ด้วยเหรอ...

     เอาเถอะ มาถึงขนาดนี้แล้วคงปฏิเสธไม่ทันแล้วสินะ

     ผมเดินตามคุณพลไปขึ้นรถหน้าคอนโดฯ จะว่าไปนี่เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่ผมได้ขึ้นรถของคุณพล ปกติเราสองคนเพียงแค่ยืนทักทายกันตอนบังเอิญเจอกันเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าวันหนึ่งจะได้ไปกินข้าวด้วยกันแบบนี้

     คุณพลเปิดแอร์ให้อากาศภายในรถเย็นสบาย ออกรถด้วยความเร็วที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยที่เราสองคนไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองตามมาตลอด

























     "เป็นไงครับ อร่อยไหม"

     คนตรงหน้าถามอย่างตื่นเต้นขณะที่ผมตักข้าวเข้าปากคำแรก ผมหลุดหัวเราะนิดหน่อย สีหน้าคุณพลตอนนี้เหมือนสีหน้าของผมตอนลุ้นผลสอบช่วงไฟนอลไม่มีผิด

     "อร่อยครับ"

     "เห็นไหม ผมบอกแล้วว่าร้านนี้น่ะดังมาก"

     ที่จริงต่อให้คุณพลไม่บอกผมก็พอจะรู้อยู่แล้ว ดูจากจำนวนคนในร้านรวมถึงรสชาติของอาหารที่กินไปเมื่อครู่ก็ไม่แปลกที่ร้านนี้จะโด่งดังถึงขั้นได้ลงข่าวในโทรทัศน์

     ร้านอาหารแห่งนี้มีทั้งที่นั่งด้านในที่มีเครื่องปรับอากาศ และที่นั่งด้านนอกที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ ผมกับคุณพลเลือกที่นั่งด้านนอกเพราะลมตอนกลางคืนเย็นสบาย แถมยังได้มองท้องฟ้าตอนกลางคืนด้วย

     "คุณพลมาที่นี่บ่อยเหรอครับ"

     "นานๆ ทีครับ ผมมาไม่ค่อยบ่อยหรอก ถ้าร้านอยู่ใกล้บ้านผมก็ว่าไปอย่าง"

     "แล้วทำไมถึงมาวันนี้ล่ะครับ"

     "เพราะมีน้องคุณมาด้วยไงครับ"

     "หือ?"

     "ฮ่าๆๆๆ ล้อเล่นครับ" คนตัวสูงหลุดขำเมื่อเห็นสีหน้างงงวยของผม "ผมไม่ได้มาร้านนี้นาน จู่ๆ เลยคิดถึงอาหารที่นี่น่ะ" ว่าจบคุณพลก็ตักแกงเขียวหวานมาใส่จานผม

     "เอ่อ...ขอบคุณครับ" จริงๆ ผมตักเองก็ได้นะ ไม่เห็นต้องตักให้เลย

     "กินเยอะๆ นะครับ น้องคุณดูผอมลงกว่าตอนที่ผมเจอครั้งล่าสุดซะอีก"

     "ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ช่วงนี้ผมยุ่งๆ กับงานที่มหา'ลัยน่ะเลยไม่ค่อยมีเวลากินข้าว" ความจริงคือถูกเพื่อนชวนไปร้านเหล้าบ่อยกว่าร้านข้าวเลยไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปกินข้าวต่างหาก แต่ใครจะไปบอกความจริงล่ะ อายเขาแย่ อีกอย่างที่บอกว่างานยุ่งผมก็ไม่ได้โกหกด้วย

     "น้องคุณเรียนคณะอะไรเหรอครับ"

     "อักษรฯ ครับ"

     "ว้า เสียดายจัง สมัยมหา'ลัยผมเรียนบริหารฯ ถ้าน้องคุณเรียนบริหารฯ เหมือนกันผมคงช่วยอะไรได้บ้าง"

     คณะบริหารธุรกิจงั้นเหรอ

     จู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนที่เรียนบริหารฯ เหมือนกันก็ลอยเข้ามาในหัว ผมสลัดความคิดนั้นออกไป ก่อนจะแสร้งยิ้มให้คู่สนทนา

     บ้าจริง เผลอคิดถึงเขาอีกแล้ว ไม่ได้การ ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องคุยก่อนจะคิดถึงเขามากไปกว่านี้อีก...

     "เอ่อ...ขอถามอะไรอย่างนึงจะได้ไหมครับ"

     คุณพลเลิกคิ้วนิดหน่อย ก่อนจะตอบอนุญาต "ได้สิครับ"

     "มันเป็นเรื่องที่ผมสงสัยมาสักพักแล้ว แต่ไม่รู้ว่าควรถามออกไปหรือเปล่า ถ้ายังไงคุณพลจะไม่ตอบก็ได้นะครับ"

     "ไม่เป็นไรครับ ผมตอบได้หมดแหละ"

     "คือ...ผมรู้จักกับคุณพลมาก็นานอยู่ แต่ผมยังไม่เคยเห็นแฟนหรือลูกของคุณพลเลย คุณพลยังไม่มีครอบครัวเหรอครับ"

     พอผมถามจบ คนตรงหน้าไม่ได้มีท่าทีโกรธที่โดนถามเรื่องส่วนตัวอย่างที่ผมกลัว แต่กลับหัวเราะเหมือนมันเป็นเรื่องตลก ผมเลยอดงงไม่ได้ว่าคำถามผมมันมีอะไรให้น่าหัวเราะตรงไหน

     "ในสายตาน้องคุณ ผมดูแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ"

     "เย้ย! เปล่านะครับ ผมไม่ได้จะว่าคุณพลแก่นะ คือผมแค่สงสัยเฉยๆ คุณพลทั้งหล่อทั้งเก่งขนาดนี้แต่ผมยังไม่เคยเห็นคุณมากับผู้หญิงคนไหน ผมก็เลย..."

     "ผมยังไม่มีลูกครับ" คุณพลพูดขัดผมที่กำลังโบกมือโบกไม้ปฏิเสธเป็นพัลวัน "รวมถึงยังไม่มีแฟนด้วย"

     "แปลว่าตอนนี้คุณโสดอยู่เหรอครับ"

     "ครับ" คุณพลยิ้มกว้าง แวบหนึ่งเหมือนผมจะเห็นแววตาของเขาเปลี่ยนไป "ข้างนอกน่ะโสด แต่ข้างในผมมีคนที่ชอบแล้ว"

     "ใครเหรอครับ อุ๊บ!" ผมยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองโดยอัตโนมัติ "แหะๆ ขอโทษครับ ผมถามมากไปหน่อย"

     "น้องคุณถามผมมาเยอะแล้ว คราวนี้ผมถามน้องคุณบ้างดีกว่า"

     "ถามผม? ถามเรื่องอะไรเหรอครับ" ผมขมวดคิ้ว คนอย่างผมมีอะไรให้น่าถามด้วยเหรอ

     "น้องคุณมีแฟนหรือยังครับ"

     "อ๋อ ถ้าเป็นเรื่องนั้นล่ะก็ยัง..."

     ยังไม่มีแฟนครับ

     ไม่รู้ทำไมผมถึงลังเลที่จะพูดประโยคนี้ออกไป ทั้งที่มันก็เป็นความจริง ผมไม่ได้โกหกหรือใส่สีตีไข่อะไรเลย

     หรือเป็นเพราะผมก็เหมือนกับคุณพล ตรงที่ข้างนอกน่ะโสด แต่ข้างใน...

     ผมสะบัดหัวไล่ความคิดบ้าๆ ออกไป หันไปยิ้มให้คนตรงหน้าที่กำลังรอคำตอบของผมอยู่ "ผมยังโสดครับ โสดทั้งข้างนอกและข้างในเลย"

     แม้ลึกๆ แล้วผมจะรู้ดีว่านั่นคือคำโกหก แต่ผมก็เลือกที่จะเมินความจริงข้อนั้นแล้วแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไร มันอาจจะเป็นวิธีที่ดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ แต่ถ้าจะให้ยอมรับความจริงแล้วกลับไปเสียใจเหมือนเมื่อตอนนั้นอีก...สู้หลอกตัวเองอย่างที่ผมทำมาตลอดหนึ่งปียังจะดีซะกว่า

     "...เหรอครับ" พอได้ยินคำตอบผมแล้วคุณพลก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม "อืม...วันนี้ผมรู้สึกดีมากเลยครับ"

     "ได้มากินข้าวร้านโปรดของตัวเอง เป็นใครก็ต้องรู้สึกดีทั้งนั้นแหละครับ"

     คนตรงหน้าหัวเราะในลำคอ ยิ้มมุมปากเบาๆ "หึ...นั่นสินะครับ"

     คุณพลกำลังรู้สึกดี ต่างกับผมที่กำลังรู้สึกแย่สุดๆ เลย

     ร้านอาหารที่ใครต่อใครต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อย ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะกินเลยสักนิด

     นั่นก็เพราะในหัวของผมตอนนี้เอาแต่คิดถึงผู้ชายคนหนึ่งตลอดเวลา ผู้ชายที่ทำให้ผมต้องมานั่งหลอกตัวเองอยู่แบบนี้ไงล่ะ



























     คุณพลขับรถมาส่งผมที่หน้าคอนโดฯ ตอนประมาณสามทุ่ม พอลงจากรถคุณพลแล้วไอ้ตะก็โทรมาหาทันทีเหมือนรู้จังหวะ มันบอกว่าพรุ่งนี้จะขอยืมเลกเชอร์ที่ผมจดไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งพอผมถามกลับไปว่าทำไมมันต้องยืม...

     [แหะๆ เมื่อวานกูหยิบมาอ่านแล้วลืมเก็บ น้องกูเลยเอาไปฉีกเล่นน่ะ]

     ผมทำหน้าเอือมระอาใส่โทรศัพท์ ขณะที่กำลังเดินขึ้นบันได "ซุ่มซ่ามจริงนะมึง"

     [แหม ว่าคนอื่นไม่ดูตัวเองเลยนะ]

     "ทำไมกูต้องดูตัวเองด้วยวะ"

     [ก็แล้วเมื่อเช้าใครมันใส่เสื้อพี่ภีมเดินกลับมาห้องตัวเองแต่ไม่รู้ตัวเลยสักนิด]

     ไอ้ตะ ไอ้เพื่อนเวร กูเกือบเดินตกบันไดเลยเห็นไหม!

     "ไอ้ดินบอกมึง?"

     [เออ]

     ไอ้เพื่อนปากสว่างงงงงงง!!

     "ทีหลังกูมีเรื่องอะไรจะไม่บอกพวกมึงแล้ว"

     [มึงอย่าเพิ่งงอน ตอบคำถามกูมาก่อน ทำไมจู่ๆ พี่ภีมถึงมาอยู่คอนโดฯ เดียวกับมึงได้วะ บังเอิญเหรอ หรือเขาจงใจ]

     "จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงเล่า เขาเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศนะ จะไปรู้ได้ไงว่ากูอยู่คอนโดฯ ไหน" ผมอธิบายให้ไอ้ตะฟังในขณะที่กำลังใช้คีย์การ์ดเปิดประตูห้อง

     [งั้นมึงจะบอกว่าแค่บังเอิญงั้นเหรอ มันไม่บังเอิญเกินไปหน่อยเหรอวะ]

     "กูก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่ในเมื่อมันบังเอิญไปแล้วจะให้ทำไงได้วะ"

     [มึงกับพี่ภีมนี่เนื้อคู่กันจริงๆ เลยนะ จากกันไปตั้งหนึ่งปียังจะโคจรกลับมาเจอกันอีก โคตรอเมซิ่ง]

     "ไอ้ตะ ถ้ายังพูดแบบนี้อยู่อีกกูไม่ให้ยืมเลกเชอร์นะ"

     [ง่าาา กูขอโทษ]

     ผมตั้งใจจะต่อว่าคนในสายอีกนิดหน่อยโทษฐานที่มันพูดจาไม่เข้าหู แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นเสื้อยืดสีครีมบนเตียงซะก่อน จริงสิ ก่อนจะลงไปกินข้าวผมเอาเสื้อของพี่ภีมที่รีดเสร็จแล้วมาวางไว้บนเตียง กะว่าพอกินข้าวเสร็จจะขึ้นมาเอาไปคืนให้เขาที่ห้อง แต่ก็ไม่ได้ทำแบบนั้นเพราะไปกินข้าวกับคุณพลซะก่อน

     "ไอ้ตะ แค่นี้ก่อนนะ กูไปทำธุระก่อน"

     [ทำธุระอะไรตอนนี้วะ]

     "เอาเถอะน่ะ แค่นี้ก่อนนะ"

     [เออๆๆ อย่าลืมเลกเชอร์พรุ่งนี้นะ]

     ไอ้ตะวางสายไปแล้ว ผมหยิบเสื้อมาไว้ในมือพลางเดินขึ้นไปบนชั้นสี่อีกครั้ง พอมาถึงหน้าห้องพี่ภีมแล้วกำลังจะยกมือเคาะประตู คำพูดที่พี่ภีมพูดกับผมเมื่อตอนบ่ายก็กลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง

     'คำพูดของพี่เมื่อตอนนั้น มันคงทำให้เราเกลียดพี่มาจนถึงตอนนี้เลยสินะ'

     ผมเม้มปากแน่น กำเสื้อที่กอดอยู่กับอกจนยับยู่ยี่ไปหมด ทำไมต้องมาพูดเหมือนกำลังรู้สึกผิดด้วยนะ ถ้าเขารู้สึกผิดจริงก็ต้องไม่ทำแบบนั้นสิ หรือเพราะเห็นผมแสดงออกว่าไม่เป็นมิตร เขาเลยคิดเองเออเองว่าผมยังเกลียดเขาเพราะเรื่องเมื่อตอนนั้นอยู่

     ไม่ชอบความรู้สึกในตอนนี้เลย...ไม่ชอบเลยจริงๆ

     ผมสะบัดหัวไปมา ยกมือขึ้นมาเคาะประตูเพื่อเรียกคนในห้อง หลังจากคืนเสื้อตัวนี้ให้แล้วผมกับเขาก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก ผมเองก็จะได้ไม่ต้องมาเจอหน้าเขาอีกแล้วด้วย เพราะงั้นอดทนไว้นะคุณ พ้นคืนนี้ไปทุกอย่างก็จะโอเคแล้ว

     ยืนรออยู่สักพักคนในห้องถึงได้เปิดประตูออกมา พี่ภีมทำหน้าตกใจนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าคนที่มาเคาะประตูคือผม ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปเหมือนกำลังหงุดหงิดอะไรสักอย่าง

     ...หรือจะหงุดหงิดที่เห็นหน้าผม?

     หึ ผมต่างหากที่ต้องทำหน้าแบบนั้น ไม่ใช่เขา

     "ผมเอาเสื้อมาคืนให้ครับ"

     ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางยื่นเสื้อยืดสีครีมในมือให้ พี่ภีมรับไปถือไว้ ไม่มีการยิ้มให้ ไม่มีการพูดขอบคุณ ซึ่งผมก็ไม่ได้คาดหวังอยู่แล้ว ก็ตั้งใจจะไม่มาเจออีกอยู่แล้วนี่นะ

     ผมหันหลังกำลังจะเดินกลับห้องตัวเอง ไม่มีการบอกลาอะไรใดๆ ทั้งสิ้น แต่แล้วข้อมือของผมก็ถูกคว้าไว้โดยร่างสูง ผมหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะทำหน้าตกใจเมื่อคนตัวสูงเข้ามายืนชิดใกล้กว่าเมื่อครู่มาก

     พี่ภีมยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนที่ไหลรินตรงหน้าทำให้ผมเริ่มทำตัวไม่ถูก

     "เมื่อชั่วโมงที่แล้ว คุณขึ้นรถไปกับใคร"





























     TBC

     Reply to @kong6336 : ใช่ครับผม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราเคยลงในเล้าเมื่อปีก่อน ที่นำมาลงใหม่ครั้งนี้เป็นเวอร์ชั่นที่รีไรท์แล้ว ^^



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
Re: Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 02 .​ . . . . [24/May/2021]
«ตอบ #7 เมื่อ24-05-2021 16:26:51 »

 :fire: :angry2:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5406
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
Re: Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 02 .​ . . . . [24/May/2021]
«ตอบ #8 เมื่อ24-05-2021 22:47:15 »

 :katai2-1:

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 02 .​ . . . . [24/May/2021]
«ตอบ #9 เมื่อ25-05-2021 20:03:15 »

 :mew2: :L1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 02 .​ . . . . [24/May/2021]
« ตอบ #9 เมื่อ: 25-05-2021 20:03:15 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 515
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 02 .​ . . . . [24/May/2021]
«ตอบ #10 เมื่อ26-05-2021 00:50:46 »

 :hao5:

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-3
Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 03 .​ . . . . [07/Jun/2021]
«ตอบ #11 เมื่อ07-06-2021 14:32:44 »

Chapter 03





     "เมื่อชั่วโมงที่แล้ว คุณขึ้นรถไปกับใคร"

     ผมเบิกตากว้าง จากที่ตั้งใจจะขืนตัวออกก็เปลี่ยนเป็นยืนนิ่งไม่ไหวติงเพราะตกใจกับคำถามของคนตรงหน้า ถ้าพูดถึงชั่วโมงที่แล้วก็น่าจะหมายถึงตอนที่ผมกำลังจะขึ้นรถคุณพล ว่าแต่ทำไมจู่ๆ พี่ภีมถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ...

     "พี่ภีมเห็นด้วยเหรอ"

     "ทำไม ไม่อยากให้พี่เห็นหรือไง"

     ผมว่าผมถามดีๆ นะ แล้วทำไมพี่ภีมต้องประชดกลับมาด้วยเนี่ย แถมยังทำหน้าเหมือนผมไปทำความผิดมางั้นแหละ

     "พี่หมายความว่ายังไง ต้องการจะพูดอะไรกันแน่"

     "พี่ถามคุณอยู่นะ ตอบมาว่าเราขึ้นรถไปกับใคร"

     "แล้วทำไมผมต้องบอกพี่ด้วย" คิ้วผมเริ่มขมวดเข้าหากัน จากที่ตั้งใจจะพูดดีด้วย แต่พอเห็นท่าทางอีกฝ่ายสงสัยคงพูดดีด้วยไม่ได้แล้ว

     "ก็แค่บอกไม่ได้หรือไง หรือคุณไม่อยากให้พี่รู้จักผู้ชายคนนั้น"

     "แล้วทำไมผมต้องไม่อยากให้พี่รู้จักเขาด้วย"

     "ถ้างั้นก็ตอบมาสิว่าเราขึ้นรถไปกับใคร"

     "ผมจะทำอะไรแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับพี่ด้วยล่ะ!" ผมขึ้นเสียงอย่างเริ่มโมโห จู่ๆ ก็มาทำหน้าบึ้งใส่ แล้วยังจะคาดคั้นเรื่องของผมอยู่ได้ ใครบ้างล่ะจะไม่โมโห

     "คุณ พี่ถามดีๆ นะ แค่ตอบพี่มามันยากนักเหรอ"

     "ไอ้ตอบน่ะตอบได้ แต่ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องตอบ อย่าลืมสิว่าผมกับพี่ไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว เพราะงั้นพี่ไม่มีสิทธิ์มายุ่งอะไรกับชีวิตผมอีก!"

     ผมสะบัดข้อมือจนในที่สุดก็หลุดจากการเกาะกุม เงยหน้ามองคนตัวสูงพลางแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังไม่พอใจ ผมกำลังจะอ้าปากเพื่อต่อว่าคนตัวสูง แต่จู่ๆ คนที่อยู่ข้างห้องพี่ภีมก็เปิดประตูออกมา

     "คุยกันเบาๆ ได้ไหมคะคุณ ไม่รู้หรือไงว่ามันรบกวนห้องอื่นน่ะ"

     "อ่า...ขอโทษครับ พอดีพวกผมมีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย" พี่ภีมออกรับหน้าคุณป้าข้างห้องแทนผม ในขณะที่ผมไม่รู้จะทำหน้ายังไงที่โดนเลขหางไปด้วย

     "ถ้าจะทะเลาะก็ไปทะเลาะกันในห้องสิคุณ มาทะเลาะหน้าห้องแบบนี้มันเสียมารยาทนะ"

     "ขอโทษจริงๆ ครับ"

     พอได้ยินคำขอโทษแล้วคุณป้าคนนั้นก็ยอมกลับเข้าไปในห้อง ผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อจึงคิดจะกลับห้องตัวเองเหมือนกัน วันนี้มันเป็นวันซวยของผมหรือไงกันเนี่ย อุตส่าห์จะเอาเสื้อมาคืนดีๆ แต่สุดท้ายก็ทะเลาะกันซะได้ หวังว่าพ้นวันนี้ไปแล้วจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกนะ

     ผมกำลังจะเดินกลับห้องตัวเอง แต่แล้วก็ถูกคนตัวสูงจูงมือเข้าไปในห้องซะก่อน พี่ภีมอาศัยทีเผลอทำให้ผมออกแรงขัดขืนไม่ทัน

     "มานี่เลยเจ้าตัวแสบ"

     "อย่ามาเรียกเหมือนผมเป็นคนผิดได้ไหม!" ผมดึงมือออกอีกรอบ อารมณ์ที่เกือบจะเย็นลงแล้วถูกปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

     "ก็เราเสียงดังอยู่คนเดียว" พี่ภีมทำหน้านิ่งเหมือนกำลังดุผมอยู่ในที

     "พี่นั่นแหละที่เอาแต่ถามอะไรก็ไม่รู้ แล้วจะไม่ให้ผมโมโหได้ยังไง"

     "พี่แค่อยากรู้ว่าเราขึ้นรถไปกับใคร"

     "ก็ผมบอกแล้วไงว่าไม่มีความจำเป็นต้องบอกพี่"

     หลังจากโดนตอกย้ำเป็นครั้งที่สองใบหน้าของคนตัวสูงก็นิ่งกว่าเดิม สีหน้าพี่ภีมตอนนี้ดูน่ากลัวจนผมอดรู้สึกหวั่นไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังแสดงท่าทางขึงขังไม่ยอมหยุด

     "ไหนลองพูดอีกทีซิ"

     "พี่หูหนวกเหรอ ผมบอกว่าไม่มีความจำเป็นต้องบอก...!!!"

     ร่างสูงเอาแขนมาพิงประตูที่อยู่ด้านหลังผม ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่อุ่นร้อน สายตาที่พี่ภีมมองมาทำให้คำพูดของผมหายไปในพริบตา ดวงตาสีดำคู่นั้นราวกับกำลังสะกดจิตผมไม่ให้ละสายตาไปไหน

     ทั้งใบหน้าคมคายที่อยู่ในระยะประชิด แล้วก็สายตาที่มองมานั่นด้วย...

     ทำไม...ถึงไม่เหมือน...

     จู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าพี่ภีมที่อยู่ตรงหน้าผมในตอนนี้กับพี่ภีมที่ผมรู้จักเมื่อปีก่อน มันต่างกันมาก...ต่างกันราวกับเป็นคนละคน ไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ทำไมพี่ภีมคนนี้...ถึงไม่เหมือนพี่ภีมคนที่ผมเคยรู้จักเลยล่ะ

     "พี่จะถามอีกแค่ครั้งเดียว..."

     "..."

     "เมื่อชั่วโมงที่แล้วคุณขึ้นรถไปกับใคร"

     จากที่ตั้งใจจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ แต่พอสบตากับอีกฝ่ายแล้วผมก็เกิดอาการไปไม่เป็นซะอย่างนั้น คำพูดที่คิดไว้ว่าจะเอามาต่อล้อต่อเถียงกับคนตรงหน้าตอนนี้มันหายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้ เหลือไว้แต่เพียงความสงสัย...

     ว่าร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าผมในตอนนี้ จะใช่พี่ภีมคนนั้นแน่เหรอ

     "ผม...ไปกับคุณพลมา คุณพลชวนผมไปกินข้าว" ในที่สุดผมก็ยอมพูดออกมา

     "คุณพล? คนที่เป็นเจ้าของคอนโดฯ นี้น่ะเหรอ"

     "...ครับ"

     "ทำไมเขาต้องมาชวนเราด้วย สนิทกันหรือไง"

     "ผมกับเขา...บังเอิญเจอกันที่ล็อบบี้ คุณพลเลยชวนผมไปกินข้าว...ก็แค่นั้น"

     "แล้วทำไมเราถึงยอมไปกับเขา" พี่ภีมยื่นหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม ใกล้จนปลายจมูกของเราสองคนชนกันนิดๆ

     "กะ...ก็แค่ไปกินข้าวด้วยกัน ไม่เห็นเป็นอะไรเลย"

     "งั้นถ้าเปลี่ยนจากคุณพลเป็นพี่ เราก็ไม่มีปัญหาใช่ไหม"

     "ผมไม่ไปกินข้าวกับพี่หรอก"

     "ทำไม"

     "ก็..." ผมกำลังจะพูดต่อ แต่สัมผัสจากร่างสูงที่เบียดชิดเข้ามาทำให้ผมรู้สึกตัวเสียก่อน พอได้สติผมก็ผลักคนตัวสูงให้พ้นไปจากตัว ก่อนจะหายใจกอบโกยอากาศเข้าปอดเหมือนไปวิ่งมาราธอนมา ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองกลั้นหายใจไว้ตลอดตอนที่พี่ภีมยื่นหน้าเข้ามาใกล้

     ...เกือบไปแล้วไหมล่ะ!

     ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายหลังจากหายเหนื่อยแล้ว ใบหน้ายังคงร้อนผ่าวจากความประหม่า พี่ภีมยืนมองผมนิ่งๆ เหมือนกำลังจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็โดนผมชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน "อย่ามาทำแบบนี้กับผมอีก ผมไม่ชอบ!"

     ว่าจบผมก็ออกมาจากห้องเลย ออกมาทั้งที่ยังคุยกันไม่จบนั่นแหละ จนถึงตอนนี้หัวใจของผมก็ยังคงเต้นแรงไม่หยุด ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่มันก็ยิ่งเต้นแรง ทั้งลมหายใจอุ่นร้อน สายตาดุดันที่มองมา น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความไม่พอใจ ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ผมไม่เคยเห็นจากพี่ภีมมาก่อน

     ถ้าให้อธิบายความรู้สึกตอนนี้ มันทั้งโกรธ ทั้งอาย ทั้งหงุดหงิด จนผมอยากจะเอาหน้าซุกหมอนแล้วตะโกนออกมาดังๆ เพื่อระบายความรู้สึกในอก

     ทำไมถึงได้ทำอะไรแบบนี้กับผมนะ มันดูไม่ใช่พี่ภีมเลยสักนิด ตลอดเวลาที่เราคบกันเมื่อปีก่อนเขาไม่เคยทำแบบนี้กับผมเลย แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้...

     ผมเดินมาถึงห้องตัวเอง มุ่งไปยังห้องน้ำเป็นที่แรก เปิดก๊อกวักน้ำล้างหน้าไม่หยุด หวังจะช่วยให้อารมณ์ขุ่นมัวในอกหายไปได้

     ไม่ไหว...มีแต่ความสงสัยกับความประหม่าเต็มไปหมดเลย แค่คิดถึงตอนที่คุยกัน ขามันก็แทบจะยืนไม่อยู่แล้ว...

     ไม่สิ ห้ามหวั่นไหวเด็ดขาดนะคุณ!

     ผมสะบัดหน้าไปมาจนหยดน้ำกระเซ็นไปทั่ว ยกมือมาตบแก้มเบาๆ เพื่อเรียกสติตัวเอง พี่ภีมทำให้ผมทั้งสงสัยและหงุดหงิดในเวลาเดียวกันก็จริง แต่ถึงจะมีแต่เรื่องที่ไม่รู้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้รู้ในวันนี้คือผมไม่ควรอยู่ใกล้พี่ภีมอีก

     ตอนที่สบตากับพี่ภีม ความรู้สึกที่ผมพยายามจะลืมมาตลอดมันก็ชัดเจนขึ้นมา ตอนนั้นมันเหมือนทุกอย่างรอบข้างหยุดนิ่ง ภาพเหตุการณ์ในอดีตหวนขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับจะตอกย้ำว่าครั้งหนึ่งความรักและความเชื่อใจของผมถูกเขาทำลายจนไม่มีชิ้นดี

     ผมเงยหน้ามองตัวเองในกระจก หยดน้ำที่ยังเกาะพราวตามใบหน้าและไรผมค่อยๆ หยดลงไปในอ่าง

     จำความรู้สึกตอนนั้นได้ไหม? ถ้ายังจำได้ก็ห้ามหวั่นไหวเด็ดขาดแม้จะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยก็ตาม จำเอาไว้ให้ขึ้นใจนะคุณ...ถ้าไม่อยากกลับไปเสียใจเหมือนเมื่อตอนนั้นอีก

























     เช้านี้ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย ที่ตื่นได้เพราะไอ้ดินโทรมาปลุก ผมรับสายมันด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญนิดๆ แต่พอมันบอกว่าวันนี้มีนัดพรีเซนต์กับอาจารย์ จากที่ตาจะปิดอยู่รอมร่อก็ตื่นเต็มตัวโดยอัตโนมัติ

     ปกติผมมักจะไปมหา'ลัยแต่เช้า ผมชอบไปนั่งเอื่อยเฉื่อยในคลาสรออาจารย์มาสอน แต่วันนี้พวกเพื่อนๆ เห็นว่าใกล้ถึงเวลาเรียนแล้วผมยังไม่มา ไอ้ดินเลยโทรมาเร่งเผื่อผมจะตื่นสาย ซึ่งมันก็เดาถูกจริงๆ นี่ถ้ามันโทรมาช้ากว่านี้อีกนิดผมคงชวดเกรดเอวิชานี้แน่

     "อย่าลืมกราบผัวด้วยนะจ๊ะเมีย ถ้าไม่ได้ผัวป่านนี้เมียคงยังไม่ตื่นหรอก"

     มือที่กำลังเก็บของเข้ากระเป๋าชะงักกึก ผมหันไปมองคนพูดอย่างดุๆ บอกหลายครั้งแล้วว่าอย่าเล่นมุกพิเรนท์แบบนี้มันก็ไม่ฟัง "ดูปากกูชัดๆ นะ กู ไม่ ใช่ เมีย มึง!"

     "โหยน้องคุณ พูดแบบนี้พี่ดินเสียใจนะครับ"

     "เดี๋ยวกูถีบให้" ผมยกขาขึ้นมาตั้งใจจะถีบไปที่ก้นคนพูด แต่มันกลับหลบได้อย่างว่องไวแถมยังแลบลิ้นใส่อีก

     พอเลิกเรียนก็กวนตีนทันที เพื่อนผมนี่มันสุดยอดจริงๆ

     "เมื่อคืนนอนดึกเหรอมึง" ไอ้นิวเดินมาถาม ผมพยักหน้าให้มัน "เล่นเกมเหรอวะ"

     "เออ" ผมตอบส่งๆ ไป ใครจะไปบอกล่ะว่ามัวแต่คิดถึงคนบางคนจนไม่เป็นอันนอน

     "วันนี้กินข้าวมันไก่กัน กูอยากกิน"

     "ไอ้ตะ วันก่อนมึงก็เพิ่งกินไป ไม่เบื่อเหรอ"

     "ม่ายยย กูชอบ อร่อยดี"

     "กูกินจนจะเป็นเก๊าต์อยู่แล้ว"

     "กูขอผ่านนะ วันนี้อยากกินสุกี้ว่ะ"

     เมื่อมีแต่คนปฏิเสธ ไอ้ตะจึงเบะปากทำท่าเหมือนจะร้องไห้ (มันแกล้งทำ ผมรู้) ก่อนจะหันมาหาผมที่เป็นที่พึ่งสุดท้าย "คุณ~ กินข้าวมันไก่เป็นเพื่อนกูหน่อย"

     "เสียใจด้วยว่ะ คุณมันบอกจะกินสุกี้กับกู" ไอ้ดินเดินมาโอบไหล่ผม ทำเหมือนเมื่อครู่มันไม่ได้แกล้งอะไรผมเลย

     "อย่ามามั่ว กูไปบอกมึงตอนไหน กูจะกินข้าวมันไก่กับไอ้ตะเหอะ"

     "อ้าว อะไรวะ"

     ผมปัดมือไอ้ดินออกจากไหล่ เดินไปจูงมือไอ้ตะ ไอ้นิวขำจนต้องกุมท้อง ส่วนไอ้ดินหน้าเหวอที่โดนผมหักหน้า ผมหันไปยักคิ้วใส่มัน ยิ่งเห็นมันทำหน้าบูดยิ่งสะใจ

     สมน้ำหน้า อยากแกล้งกูดีนัก คิดว่ากูจะอยู่เฉยๆ ให้มึงแกล้งอยู่ฝ่ายเดียวเหรอ

     "เมียแม่งไม่ตามใจผัวเลย ผัวเสียใจ" มันบ่นอุบ

     "ถ้ายังเรียกกูว่าเมียอยู่อีก รองเท้ากูจะไปแปะบนหน้ามึงแทนบนก้น"

     พวกผมหยอกล้อกันไปเรื่อยจนเดินมาถึงโรงอาหาร ไอ้ตะรีบจูงมือผมไปซื้อข้าวมันไก่ ระหว่างที่กำลังต่อแถวมันก็ชวนผมคุย

     "มึงรู้ข่าวยัง"

     "ข่าวอะไร"

     "เรื่องที่พี่ภีมกลับมาเรียนที่นี่อ่ะ คณะบริหารฯ แม่งคึกคักกันเป็นแถว"

     ชื่อที่ออกมาจากปากเพื่อนทำให้ผมที่ไม่ค่อยสนใจฟังในตอนแรกถึงกับหันไปมอง ไอ้ตะยังคงพูดต่อไปไม่หยุด

     "เพื่อนกูบอกว่าวันก่อนพี่ภีมเดินขึ้นตึก มีคนตามถ่ายรูปอย่างกับดารา กูฟังแล้วยังตกใจเลย เมื่อก่อนพี่เขายังไม่ฮอตเท่านี้เลยนี่หว่า"

     จริงอย่างที่ไอ้ตะพูด เมื่อก่อนพี่ภีมเป็นแค่นักศึกษาธรรมดา ไม่ได้โดดเด่นเหมือนพวกเดือนคณะหรือเดือนมหา'ลัย แต่พอมาตอนนี้กลับมีคนสนใจอย่างล้นหลาม อาจจะเพราะพี่ภีมดูดีขึ้นด้วยล่ะมั้ง ตอนเจอกันครั้งแรกผมยังอดคิดในใจไม่ได้เลยว่าพี่ภีมหล่อกว่าเมื่อก่อนมากจริงๆ ที่จริงเมื่อก่อนพี่ภีมก็ดูดีอยู่แล้ว แต่กลับมาจากต่างประเทศคราวนี้...ถ้าให้ไปประกวดดาวเดือน ผมมั่นใจว่าเดือนคนปัจจุบันในตอนนี้ต้องแพ้ราบคาบแน่นอน

     เอ๊ะ! แล้วนี่ผมจะชมพี่ภีมทำไมวะเนี่ย

     "มีคนสนใจเขาเยอะขนาดนี้ กูถามจริง มีแวบนึงที่มึงรู้สึกหวงเขาป่ะ" ไอ้ตะยกศอกมากระแซะ ทำหน้าหยอกเย้าจนผมเริ่มจะรำคาญนิดๆ

     "ทำไมกูต้องหวงด้วย"

     "แน่ะ ทำเป็นปากแข็ง กูรู้นะว่าพอได้ยินกูพูดแบบนี้แล้วลึกๆ มึงก็รู้สึกหวงเขาขึ้นมา"

     "กูไม่ได้ปากแข็ง และก็ไม่ได้หวงอะไรเขาด้วย"

     "โกหก เห็นชัดๆ ว่ามึงหวงเขา"

     นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อนผมถีบกลับบ้านเก่าไปแล้วนะ ก็บอกว่าไม่ได้หวงก็คือไม่ได้หวงดิวะ

     "พูดมากอยู่ได้ กูไปหาไอ้นิวละ"

     "งื้ออออ อย่าทิ้งกูไปสิ" ไอ้ตะจับแขนผมไว้แน่น ทำเหมือนผมจะทิ้งมันไปตลอดชีวิต เว่อร์ไปแล้ว

     "ถ้างั้นก็อยู่เงียบๆ ไม่ต้องพูดอะไรอีก"

     "มึงนี่นะ พอเป็นเรื่องพี่ภีมแล้วเหวี่ยงตลอด"

     "ไอ้ตะ" ผมขมวดคิ้วใส่มัน

     "เออ ไม่พูดแล้วก็ได้ ชิชะ"

     ดูมันทำ คิดว่าทำปากจู๋แล้วจะน่ารักเหรอ น่ารักตายห่าล่ะ

     พอได้ข้าวมันไก่มาแล้วพวกผมสองคนก็เดินกลับมาที่โต๊ะที่มีไอ้ดินกับไอ้นิวนั่งอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะมากินข้าวไอ้นิวชวนพวกผมไปร้านเกม ไอ้ดินกับไอ้ตะเห็นด้วย แต่ผมยังปั่นรายงานไม่ถึงไหน เลยกะจะแยกกับพวกมันแล้วกลับห้องหลังจากกินข้าวเสร็จ ที่จริงผมก็อยากไปด้วยนะ แต่รายงานต้องส่งสัปดาห์หน้าแล้ว ถ้าไม่เร่งสปีดตอนนี้คงเสร็จไม่ทันแน่

     "สู้ๆ นะครับเมีย เดี๋ยวผัวเล่นเกมเผื่อ" ไอ้ดินล้อเลียนผมอีกรอบในตอนที่พวกเรากินข้าวเสร็จแล้วและเดินมาถึงหน้ามหา'ลัย ผมทำหน้าเอือมระอาใส่มัน ใจจริงอยากถีบมันอีกสักป้าบแต่เกรงใจคนที่เดินผ่านไปผ่านมา

     "แดกตีนกูไหม เผื่อมึงยังกินข้าวไม่อิ่ม"

     "หูย เมียโหดว่ะ"

     "จะไปก็รีบไป นู่น แท็กซี่มาแล้ว"

     พอผมบอกไปแบบนั้นมันถึงได้เลิกล้อผมแล้วหันไปโบกแท็กซี่แทน ผมบอกลาไอ้นิวกับไอ้ตะก่อนจะเดินเลยมาอีกหน่อยเผื่อจะมีแท็กซี่คันอื่นผ่านมาอีก ที่จริงพวกมันก็ยังทำรายงานไม่เสร็จเหมือนผมนั่นแหละ แต่แค่ว่าผมไม่ชิลเหมือนพวกมัน เชื่อผมสิว่าสองวันสุดท้ายมันจะพากันเก็บตัวปั่นงานกันยิกๆ ผมรู้เพราะกลุ่มพวกผมเป็นแบบนี้กันประจำ

     ผมยืนรอแท็กซี่อยู่สักพัก แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมาสักที ในขณะที่กำลังตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนไปขึ้นบีทีเอสดีไหมก็มีรถยนต์มาจอดเทียบริมฟุตบาธ ตอนแรกผมไม่ได้สนใจอะไร แต่พอคนข้างในเปิดกระจกรถลงมาผมก็ร้องออกมาด้วยความแปลกใจ

     "อ้าว คุณพล"

     "น้องคุณยืนทำอะไรอยู่ครับ"

     "กำลังรอแท็กซี่น่ะครับ แต่รอตั้งนานแล้วก็ยังไม่มาซะที" ผมยิ้มแหะๆ ให้คู่สนทนา "แล้วคุณพลมาทำอะไรแถวนี้เหรอครับ"

     "ทำธุระนิดหน่อยน่ะ" คุณพลพูดยิ้มๆ "จะกลับคอนโดฯ เหรอครับ"

     "ครับ"

     "งั้นไปกับผมไหม ผมว่าจะแวะไปเอาเอกสารที่คอนโดฯ อยู่พอดี"

     ผมยิ้มกว้างอย่างกับถูกรางวัลที่หนึ่ง รู้สึกดีใจที่ไม่ต้องยืนตากแดดอีกต่อไป "ขอบคุณครับ"

     ผมกำลังจะเดินอ้อมไปเปิดประตูอีกฝั่ง แต่ยังไม่ทันจะลงจากฟุตบาธก็มีคนมาดึงแขนผมไว้ซะก่อน จังหวะที่ผมกำลังจะหันไปมองก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาเข้ามาประชิดตัวผม แถมยังรั้งผมเข้าไปโอบเอวไว้หลวมๆ อีกด้วย

     "ขอโทษนะครับ แต่เด็กคนนี้มีนัดกับผมแล้ว"

     น้ำเสียงแบบนี้...แถมยังใช้น้ำหอมกลิ่นนี้อีก...

     ผมหันไปมองโดยอัตโนมัติ ทันใดนั้นดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ

     พี่ภีมจริงๆ ด้วย มาได้ไงวะเนี่ย!

     "อ้าว น้องคุณมีนัดแล้วเหรอครับ" คุณพลทำหน้างง "แต่เมื่อกี้บอกว่า..."

     "ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวผมพาคุณไปส่งที่คอนโดฯ เอง ขอตัวนะครับ พอดีพวกเรากำลังรีบ"

     พอพูดจบพี่ภีมก็ไม่เปิดโอกาสให้ผมหรือคุณพลได้โต้แย้งอะไรอีก คนตัวสูงจูงมือผมเดินมายังลานจอดรถโดยทิ้งคุณพลไว้อย่างนั้น ผมที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกจึงไม่ได้หืออืออะไร มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่อยู่ในรถของคนที่พามาซะแล้ว

     "ไปบอกคุณพลแบบนั้นทำไมครับ" ผมหันไปโวยวายกับคนตัวสูงที่กำลังสตาร์ทรถ

     "หึ คุณพล...เรียกซะเพราะเลยนะ"

     "ก็เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว พี่นั่นแหละไปพูดจาแบบนั้นกับเขาทำไม"

     "แล้วทำไมจะพูดไม่ได้"

     "ผมไม่ได้ไปนัดอะไรกับพี่ไว้ซะหน่อย! "

     คนตัวสูงไม่ฟังผม เอาแต่ขับรถกับมองกระจกหลังอย่างเดียว

     "พี่ภีม!"

     "พี่กำลังจะพาเราไปส่งที่คอนโดฯ"

     "ผมไม่ได้ขอเลยนะ"

     "จะขอหรือไม่ขอคุณก็ขึ้นรถมากับพี่แล้ว"

     "ก็แล้วทำไมต้องลากผมมากับพี่ด้วยล่ะ ทำไมไม่ให้คุณพลไปส่งผม"

     ตอนนี้รถของพี่ภีมขับมาจอดอยู่หน้ามอ รอให้ถนนด้านหน้าว่างอยู่ คนตัวสูงอาศัยช่วงเวลานี้หันมามองผม สายตาที่มองมาทำให้ผมที่ตั้งใจจะโวยวายเต็มที่กลับต้องชะงัก

     สายตาเหมือนเมื่อคืนอีกแล้ว...

     "อยากไปกับผู้ชายคนนั้นมากเลยเหรอ"

     พี่ภีมถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความกดดันบางอย่าง ผมสตันกับคำถามอีกฝ่ายไปสักพัก ตอนนี้ถนนว่างแล้ว พี่ภีมจึงละสายตาจากผมหันไปขับรถ

     ผมยังคงมองใบหน้าคมคายไม่วางตา อะไรบางอย่างทำให้ผมเลือกที่จะโกหกออกไป "ใช่ครับ ผมอยากให้คุณพลไปส่ง ถ้ารู้แล้วก็ช่วยจอดรถหน่อยสิครับ ผมจะโทรให้คุณพลมารับ"

     ความจริงคือผมแค่ไม่อยากกลับกับพี่ภีม เบอร์คุณพลน่ะผมมีซะที่ไหนล่ะ

     พี่ภีมเหลือบตามามองนิดนึง ก่อนจะยิ้มมุมปากส่งเสียงหึในลำคอ ผมคิดว่าเขาจะยอมจอดรถให้ แต่เปล่าเลยครับ ผมคิดผิด "เสียใจด้วยนะ พี่คงยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ ตอนนี้คุณอยู่กับพี่ พี่จะไม่ยอมปล่อยให้คุณไปหาคนอื่นอีก ต่อให้มันจะเป็นความต้องการของคุณก็ตาม"

     ตอนแรกผมตั้งใจจะลงจากรถคันนี้ให้ได้ ไม่ว่ายังไงผมก็จะไม่ยอมโอนอ่อนตามพี่ภีมเด็ดขาด

     ...แต่พอพี่ภีมพูดออกมาแบบนั้น ผมก็ถึงกับลืมคำด่าทอไปหมด นาทีนี้เหมือนผมหาลิ้นตัวเองไม่เจอ ทำได้แค่นั่งเงียบๆ ปล่อยให้คนตัวสูงขับรถไปทั้งแบบนั้น

     อยากเถียงกลับไปให้อีกฝ่ายเจ็บใจเล่น อยากทำอะไรสักอย่างนอกจากอยู่เฉยๆ แต่สุดท้ายผมก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะคำพูดเมื่อครู่มันเอาแต่คอยวนเวียนอยู่ในหัว

     ผมหันไปมองนอกหน้าต่างเพื่อหลบหน้าร่างสูง ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งราวกับจะทะลุออกมานอกอก ผมเม้มปากเข้าหากันแน่น ในหัวเอาแต่คิดถึงคำพูดของอีกคนไม่หยุด

     'พี่จะไม่ยอมปล่อยให้คุณไปหาคนอื่นอีก'

     ...เขาก็แค่พูดเพราะอารมณ์พาไป ไม่ได้มีความนัยอะไรหรอก อย่าคิดอะไรที่เป็นไปไม่ได้สิคุณ คนอย่างพี่ภีมน่ะเหรอจะตั้งใจพูดประโยคนี้ออกมาจริงๆ

     ผมไม่มีวันเชื่อหรอก...ไม่มีวันเด็ดขาด























     เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์ที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเดินทางกลับบ้านตัวเอง รถจึงติดนานกว่าวันธรรมดา กว่าจะมาถึงคอนโดฯ ก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง ทั้งที่ปกติแล้วขับรถมาแค่สิบนาทีก็ถึง

     พอลงจากรถแล้วผมก็เดินดุ่มๆ เข้ามาในคอนโดฯ ทันที ไม่มีการหันไปพูดขอบคุณคนที่ขับรถมาส่งแม้แต่น้อย พี่ภีมเดินตามผมมาติดๆ ขนาดผมเดินขึ้นบันไดเขาก็ยังจะตามมาอีก จนกระทั่งเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องตัวเอง ผมถึงได้หันไปหาคนที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ไปไหน

     "จะตามผมมาทำไม ห้องพี่อยู่ชั้นสี่ไม่ใช่เหรอ"

     "ใช่ ห้องพี่อยู่ชั้นสี่"

     "ผมถึงได้ถามไงว่าพี่จะตามผมมาทำไม"

     "ทีเรายังไปห้องพี่ได้เลย ทำไมพี่จะมาห้องเราบ้างไม่ได้"

     "ผมไม่ได้ไปเพราะอยากไปซะหน่อย แล้วหลังจากนี้ผมก็ไม่คิดจะไปห้องพี่อีกแล้วด้วย"

     คนตัวสูงไม่ตอบอะไร แต่ทำหน้านิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์พลางเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ด้วยสัญชาตญาณผมจึงค่อยๆ เดินถอยหลัง และโดยที่ไม่รู้ตัวผมก็เดินมาถึงโซฟากลางห้อง พี่ภีมยังคงเดินเข้ามาไม่หยุด แต่ผมถอยหลังไม่ได้แล้ว ในที่สุดคนตัวสูงจึงเดินมาประชิดตัวผมได้สำเร็จ

     ร่างสูงยกมือมากุมไหล่ผมไว้หลวมๆ ก่อนจะย่อตัวลงมาจนสายตาของเราสองคนอยู่ในระดับเดียวกัน พี่ภีมจ้องมายังผมนิ่งๆ มันนิ่งเสียจนผมเริ่มทำตัวไม่ถูก

     นี่มันไม่ปกติแล้วนะ!

     "จะ...จะทำอะไร" เสียงของผมแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้แม้แต่จะกะพริบตาผมยังไม่กล้าเลย โดนจ้องหน้าซะขนาดนี้ ต่อให้ไม่ใช่ผมก็ต้องมีประหม่ากันบ้างแหละ

     "พี่อยากคุยกับเรา ได้ไหมครับ"

     ตึกตัก...ตึกตัก...

     น้ำเสียงที่นุ่มทุ้มต่างจากตอนอยู่บนรถส่งผลให้หัวใจของผมเต้นแรงรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ในขณะที่พูดพี่ภีมจ้องตาผมตลอด ราวกับจะสื่อว่าเรื่องที่เขาอยากคุยด้วยเป็นเรื่องสำคัญมากๆ

     "คุยอะไร..."

     "หลายๆ เรื่อง"

     "...ก็แล้วมันเรื่องอะไรล่ะ"

     ร่างสูงถอนหายใจ แววตาที่มองมาดูอ่อนลง "มีคำคำนึงที่พี่อยากพูดกับคุณมานานแล้ว อยากพูดตั้งแต่วันแรกที่เรากลับมาพบกันด้วยซ้ำ แต่พี่อยากให้เราลงรอยกันมากกว่านี้ก่อนแล้วค่อยพูด อย่างน้อยก็อยากให้คุณเลิกปั้นปึ่งกับพี่ซะก่อน"

     "..."

     "แต่ถ้าพี่ยังไม่ทำอะไรสักอย่าง มันอาจจะแย่ไปมากกว่านี้จนเราสองคนมองหน้ากันไม่ติดอีกเลย เพราะงั้นแล้ว..."

     "..."

     "ขอโทษนะครับ...สำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา"

























     TBC



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
Re: Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 03 .​ . . . . [07/Jun/2021]
«ตอบ #12 เมื่อ07-06-2021 20:54:01 »

 :serius2: :hao6:

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-3
Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 04 (1) .​ . . . . [21/Jun/2021]
«ตอบ #13 เมื่อ21-06-2021 14:21:20 »

Chapter 04





     ผมกับพี่ภีมต่างเอาแต่มองตากัน ไม่มีใครพูดอะไรอีกหลังจากพี่ภีมขอโทษผม ผมไม่รู้ว่าทำไมพี่ภีมถึงเงียบไป แต่ที่ผมเงียบเพราะผมกำลังตกใจ ผมไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะยอมพูดคำว่าขอโทษออกมาง่ายดายขนาดนี้

     เราสองคนยืนมองตากันนานแค่ไหนไม่รู้ แต่คนที่เป็นฝ่ายละสายตาก่อนคือพี่ภีม คนตรงหน้ายืดตัวเต็มความสูง แต่ยังคงมองมาที่ผม

     "คำตอบล่ะ?"

     "...คำตอบอะไรครับ" ผมถามคนตัวสูง ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้น

     "พี่ขอโทษแล้ว คุณจะยอมยกโทษให้พี่ได้ไหม"

     ผมค่อยๆ หลับตา พยายามไม่ให้อะไรบางอย่างมันระเบิดออกมา ตอนนี้ในอกผมมีหลากหลายความรู้สึกผสมปนเปกันไปหมด เพราะไม่คิดว่าพี่ภีมจะเป็นฝ่ายพูดเรื่องเมื่อตอนนั้นออกมาเอง ผมจึงปรับอารมณ์ตามไม่ทัน

     ผมนับหนึ่งถึงสิบในใจ ก่อนจะลืมตามองคนตรงหน้า

     จะยกโทษให้ได้ไหม...หึ

     ก็ได้ ในเมื่อเขาอุตส่าห์พูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อมแล้ว ผมเองก็จะพูดตรงๆ บ้าง

     "ขอกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอครับ" ผมเงยหน้ามองร่างสูง ความประหม่าที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ไม่มีเหลืออีกแล้ว "พี่ไม่คิดว่ามันจะง่ายไปหน่อยเหรอ"

     "...ก็ไม่คิดว่าเราจะใจอ่อนอยู่แล้ว ถึงเมื่อก่อนพี่จะดูแลเราไม่ดีเท่าที่ควร แต่พี่ก็รู้ดีว่าเราเป็นคนยังไง"

     "พูดออกมาได้หน้าตาเฉยเลยนะครับ แสดงว่าไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำไว้เลยสินะ"

     แววตาของคนฟังเปลี่ยนไป เหมือนคำพูดของผมไปสะกิดบางอย่างเข้า "ถ้าไม่รู้สึกผิดแล้วพี่จะขอโทษเราทำไม"

     "พี่อาจจะแค่ขอโทษเพราะไม่อยากเป็นคนผิดก็ได้ ไม่เคยได้ยินประโยคนี้เหรอครับ คนขอโทษก่อนมักจะได้รับความเห็นใจก่อนเสมอ"

     "คุณกำลังชวนพี่ทะเลาะอยู่ รู้ตัวบ้างไหม"

     ผมแค่นยิ้มให้กับประโยคนั้น จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำตรงหน้าอย่างท้าทาย "ผมไม่เคยคิดจะพูดดีกับพี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว"

     "พี่ไม่ได้ตามเรามาเพื่อมาทะเลาะกับเรานะ"

     "บังคับให้ผมขึ้นรถมากับพี่ ตามผมขึ้นมาถึงห้อง แถมยังชวนคุยเรื่องที่พี่ทิ้งผมไป แบบนี้น่ะเหรอครับที่เรียกว่าไม่อยากทะเลาะ"

     น่าแปลกที่ผมสามารถโต้เถียงกับคนตรงหน้าได้อย่างปกติ ทั้งที่ผมเคยคิดว่าถ้าผมต้องพูดเรื่องนี้กับพี่ภีมตรงๆ ผมคงโวยวายเหมือนคนบ้า ตะคอกใส่อย่างคนกำลังโกรธจัด แต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นเลย

     "พี่ไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นเพราะจะชวนทะเลาะนะ พี่แค่อยากปรับความเข้าใจกับเรา"

     "หึ..." ผมหัวเราะในลำคอ ยิ่งนึกถึงประโยคที่อีกฝ่ายพูดออกมายิ่งอยากหัวเราะดังๆ "ผมเข้าใจอยู่แล้วครับ เข้าใจอย่างถ่องแท้เลย เข้าใจว่าพี่ไม่เคยแคร์ผม ไม่เคยเชื่อใจผม พี่ทำเหมือนความรักของผมมันไม่มีค่า เป็นแค่ลมปากพล่อยๆ ที่ไม่มีความหมายอะไรเลย"

     "คุณ..."

     "น่าขำนะครับ ผ่านมาตั้งหนึ่งปีแต่เพิ่งจะมาขอโทษเอาป่านนี้ ทีตอนนั้นผมต้องการพี่แทบตาย แต่พี่กลับไม่เคยแยแสเลย...ถ้าพี่มาเป็นผม พี่จะยอมยกโทษให้ไหมล่ะ"

     "..."

     "หนึ่งปีเต็มเชียวนะครับที่ผมต้องแบกรับความเสียใจทั้งหมดไว้คนเดียว พี่บอกเลิกผมแล้วก็ไปเรียนต่อต่างประเทศเลย พี่ไม่เคยรับรู้ว่าผมเสียใจแค่ไหนด้วยซ้ำ แล้วจู่ๆ พี่ก็กลับมา บอกว่าอยากให้ผมยกโทษให้...ไม่คิดว่ามันจะเป็นการเอาเปรียบเกินไปหน่อยเหรอครับ"

     "..."

     "ผมตกใจนะครับที่พี่พูดเรื่องเมื่อตอนนั้นออกมาเอง ตอนแรกผมนึกว่าพี่จะตีมึน ทำเหมือนเราสองคนไม่เคยมีอดีตต่อกันซะอีก แต่มันก็แค่นั้นแหละครับ...ถ้าพี่ยังมีสามัญสำนึกอยู่ พี่ก็น่าจะเข้าใจนะครับว่าแค่คำว่าขอโทษ...มันทดแทนความรู้สึกที่ผมเสียไปไม่ได้เลย"

     "..."

     "เก็บคำขอโทษของพี่ไว้เถอะครับ ผมว่าพี่ไม่ได้ขอโทษเพราะอยากหรอก พี่แค่ขอโทษเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิดมากกว่า"

     คำพูดมากมายพรั่งพรูออกมาจากปาก แม้แต่ผมเองก็ยังไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะพูดได้ยืดยาวเหมือนอัดอั้นมานานขนาดนี้ ผมสบตากับคนตัวสูงอย่างตรงไปตรงมา รอดูว่าเขาจะทำยังไงต่อ

     พี่ภีมมองผมนิ่งๆ ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ผมเลยถือโอกาสนี้ตัดบทสนทนา เพราะผมก็ไม่ได้อยากพูดเรื่องนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

     "ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้วก็เชิญครับ ผมจะทำงานต่อ พี่รบกวนเวลาของผมมามากพอแล้ว"

     ผมหันหลังให้คนตัวสูง เดินไปยังห้องนอนตัวเอง ตอนนี้ผมได้พูดสิ่งที่ผมอยากพูดไปหมดแล้ว พี่ภีมจะรู้สึกยังไงหรือจะทำอะไรต่อจากนี้นั่นคือเรื่องของเขาแล้ว ไม่เกี่ยวกับผม ถ้าถามว่าไม่ยกโทษให้แล้วจะให้เขาทำยังไง คำตอบคือไม่ต้องทำอะไรเลย...ไม่ว่าพี่ภีมจะทำอะไร มันก็เอาความรู้สึกของผมกลับมาไม่ได้แล้ว หรือถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ผมอยากให้พี่ภีมทำ มันก็คงเป็นการให้พี่ภีมหายไปจากชีวิตของผมตลอดกาล

     "สิ่งที่พี่ทำลงไปมันอาจจะทำให้เราเสียใจมาก จนเราไม่อยากยกโทษให้พี่อีกเลย แต่ว่า..."

     ขาทั้งสองข้างที่กำลังก้าวไปยังห้องนอนหยุดชะงัก ผมหันกลับไปมองคนตัวสูงอีกครั้ง พี่ภีมยังคงมองมาที่ผมเหมือนเดิม ใบหน้าคมคายนิ่งเรียบ แต่ในแววตาสีดำกำลังสั่นไหว ราวกับคนพูดกำลัง...เสียใจ

     "ที่พี่ขอโทษคุณ พี่พูดเพราะอยากพูดจริงๆ นะ" คนตัวสูงเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ลอยออกมาจากชุดนักศึกษาสีขาวสะอาด พี่ภีมดึงมือผมไปกุมไว้หลวมๆ ใบหน้าที่ปกติจะยิ้มแย้มตอนนี้มันกลับนิ่งเสียจนผมเดาอารมณ์ไม่ถูก "ยังไม่ต้องยกโทษให้พี่ก็ได้ แต่แค่อยากให้รู้ว่าที่ผ่านมา พี่อยากพูดคำคำนี้กับคุณมาตลอด"

     "..."

     "พี่รู้ว่าแค่คำว่าขอโทษ มันเอาความรู้สึกที่คุณเสียไปกลับมาไม่ได้ แต่พี่ก็ไม่อยากปล่อยเบลอเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว พี่ไม่อยากทำให้คุณรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้"

     "..."

     "คำขอโทษที่พี่พูดไป พี่ตั้งใจพูดมันออกมาจริงๆ นะ ไม่ได้ขอโทษเพื่อให้เรื่องมันจบเฉยๆ เหมือนที่เราเข้าใจเลย"

     จะตั้งใจพูดออกมาหรือไม่ ยังไงมันก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้อยู่ดี

     เราสองคนยืนมองตากันอีกครั้ง รอบห้องตอนนี้มีแต่ความเงียบเข้าปกคลุม มันเงียบจนผมได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง และก่อนที่ความรู้สึกในอกจะรุนแรงไปมากกว่านี้ ผมก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามไม่ให้สั่น

     "พี่กลับห้องไปเถอะครับ ผมจะทำงาน"

     "แต่..."

     "ถึงพี่จะพูดต่อมันก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะงั้นเรื่องในอดีตให้มันหยุดไว้แค่นี้เถอะครับ ผมไม่อยากฟัง...ไม่อยากคิดถึงมันด้วยซ้ำ"

     "..."

     "ผมพูดสองรอบแล้วนะ อย่าให้มีรอบที่สามเลย กลับห้องพี่ไปเถอะครับ พี่รบกวนผมมานานเกินพอแล้ว"

     อย่าหาว่าผมเย็นชาเลยนะ ที่ผมต้องทำแบบนี้มันก็เพราะเขาทั้งนั้น

     ผมค่อยๆ ดึงมือออกจากมือหนา หันหลังเดินเข้าห้องนอนแล้วปิดประตูใส่อีกคน ไม่นานนักผมก็ได้ยินเสียงเปิดประตูหน้าห้อง พอรู้ว่าพี่ภีมออกไปแล้วผมก็ทิ้งตัวลงกับพื้นหน้าประตู ยันเข่าขึ้นมากอดแล้วฟุบหน้าลงไป

     ถึงแม้จะแสดงออกไปแบบนั้น แต่ที่จริงคำขอโทษของพี่ภีมก็มีอิทธิพลกับผมไม่ใช่น้อย ต่อให้ไม่อยากยอมรับ แต่ก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆ แล้วผมอยากได้ยินคำขอโทษของพี่ภีมมาตลอด

     ...แต่ถึงแม้พี่ภีมจะตั้งใจพูดออกมาจริงๆ ผมก็คงยอมยกโทษให้ง่ายๆ ไม่ได้ ผมไม่ได้อยากใจร้ายกับเขาเลย แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ คนที่แย่จะกลายเป็นผม ถ้าผมไม่ใจร้ายเพื่อปกป้องตัวเอง...ผมก็ต้องกลับไปเสียใจอีกครั้ง

     ผมหลับตา ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดจะทำอะไรอย่างที่บอกกับคนตัวสูงไว้

     ออกไปจากชีวิตแล้วยังจะกลับเข้ามาทำให้ไขว้เขวอีก...ผมไม่เข้าใจพี่ภีมเลยจริงๆ























     "แล้วไง มึงจะยอมยกโทษให้เขาไหม" ไอ้ดินถามพลางตักน้ำแข็งไสในชามผมไปกินหน้าตาเฉย ผมส่ายหน้าให้มันเป็นคำตอบ มือก็คนน้ำแข็งที่ละลายเป็นน้ำในชามไปเรื่อยๆ

     "เขาอุตส่าห์มาขอโทษเลยนะ จะไม่ใจอ่อนสักนิดเลยเหรอวะ"

     "แล้วมึงคิดว่ามันยุติธรรมกับสิ่งที่เขาทำกับกูแล้วเหรอ เขาทำกับกูตั้งขนาดนั้น แต่จะให้กูยกโทษให้เพราะคำว่าขอโทษเพียงคำเดียวเนี่ยนะ"

     "งั้นมึงอยากให้เขาทำอะไรล่ะ" ไอ้ตะถาม ก่อนจะหันไปด่าไอ้นิวที่แอบขโมยลูกชิ้นมันไป "ไอ้เหี้ยนิว! นั่นลูกสุดท้ายของกูแล้วนะ"

     "ก็ของมึงอร่อยอ่ะ นิดๆ หน่อยๆ ทำเป็นหวงไปได้"

     "ถ้าอยากกินมึงก็ไปซื้อมากินเองดิ"

     "ไม่เอาอ่ะ ขี้เกียจเดิน"

     "ไอ้เวรนี่ เอาทอดมันมึงมามั่งเลย" มันพยายามแย่งทอดมันในจานไอ้นิวคืน แต่เจ้าของทอดมันก็เบี่ยงจานหลบ ภาพที่ออกมาเลยกลายเป็นผู้ชายสองคนกำลังยื้อแย่งจานข้าวกันอยู่

     เล่นกันเป็นเด็กๆ ไปได้ นี่ผมคิดถูกหรือคิดผิดเนี่ยที่เอาเรื่องพี่ภีมมาปรึกษาพวกมัน

     "ตอบมาสิคุณ ถ้ามึงไม่ต้องการให้เขาขอโทษแล้วมึงต้องการให้เขาทำอะไร" ไอ้ดินที่ยังคงสนใจเรื่องของผมอยู่หันมาถามผมแทนไอ้ตะ

     "กูไม่ได้อยากให้เขาทำอะไร เพราะกูไม่เคยคิดจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอยู่แล้ว"

     "ที่พูดออกมานั่นน่ะแน่ใจแล้วเหรอ"

     "เออ"

     "คิดก่อนตอบสิไอ้สัด ไม่ใช่สักแต่ว่าจะตอบ"

     ไอ้ดินก็ยังคงรู้ทันความคิดผมจนน่าหงุดหงิดไม่เคยเปลี่ยน...

     ตอนนี้พวกผมสี่คนกำลังนั่งกินข้าวอยู่ในโรงอาหารนิเทศฯ ตอนบ่ายผมกับไอ้ตะมีเรียนวิชาโทคณะนี้ ไอ้ดินกับไอ้นิวที่ไม่มีเรียนแล้วเลยมานั่งด้วย

     ผมทำหน้ามุ่ยใส่คนพูด หลุบตามองชามน้ำแข็งไสของตัวเองเพื่อหลบสายตาคาดคั้นตรงหน้า "ต่อให้กูจะพูดยังไง มันก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อยู่ดีป่ะวะ"

     "มันไม่ใช่ไม่ได้ แต่แค่มึงไม่ยอมปล่อยวางแค่นั้นเอง"

     "มึงก็รู้ว่าตอนนั้นกูรักพี่ภีมมาก พอเขาทำแบบนั้นกูเลยรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง จะให้กูลืมเรื่องนั้นมันคงไม่ง่ายนักหรอก"

     "ตอนนั้นมึงรักเขามาก แล้วตอนนี้ล่ะ มึงยังรักเขาอยู่หรือเปล่า"

     มือที่กำลังคนน้ำแข็งไสหยุดชะงัก สายตาเหม่อลอยที่กำลังมองน้ำแข็งในชามหรี่ลง ความรู้สึกอึดอัดในอกเริ่มกลับมาอีกครั้ง

     "...จะถามทำไม ในเมื่อได้คำตอบไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นอยู่ดี"

     ไอ้ดินถอนหายใจ มันยกชามน้ำแข็งไสของผมไปไว้ที่อื่น พอผมมองตามมันก็ทำหน้าดุๆ ใส่

     "ถ้าไม่คิดจะแดกก็หันมาสนใจกูนี่"

     "อะไรของมึงวะ"

     "ฟังกูนะคุณ ฟังแล้วคิดตามด้วย"

     "..." ทุกครั้งที่คุยเรื่องพี่ภีมไม่เห็นเป็นแบบนี้นี่หว่า แล้วคราวนี้เกิดโมโหอะไรขึ้นมาล่ะเนี่ย

     "มึงจะเอาแต่บ่ายเบี่ยงไปตลอดไม่ได้ มึงต้องหัดเผชิญหน้ากับความจริงบ้าง ถ้ามึงยังรักเขาอยู่มึงก็แค่พูดออกมา หรือถ้ามึงอยากให้เขาง้อยังไงมึงก็บอกเขาไปเลย ไม่ใช่เอาแต่ทำตัวเย็นชาเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแบบนี้"

     "มึงพูดอะไรกูไม่เห็นเข้าใจเลย"

     "อย่ามาทำไก๋ กูรู้นะว่ามึงไม่ได้เป็นอย่างที่แสดงออกให้เขาเห็น กูเป็นเพื่อนมึงนะ"

     ขอเกลียดไอ้ดินได้ไหมครับ มันชักจะรู้มากเกินไปแล้วนะ...

     "กูว่ากูพูดชัดแล้วนะว่าไม่ได้อยากให้เขามาง้อหรือรับผิดชอบอะไร ที่จริงกูไม่อยากให้เขากลับมาด้วยซ้ำ ให้มันเป็นเหมือนที่ผ่านมาก็ดีอยู่แล้ว"

     "มึงลองคิดดีๆ นะว่ามึงต้องการแบบนั้นจริงๆ หรือแค่เพราะมึงกลัวที่จะต้องกลับไปเสียใจเหมือนตอนนั้นอีก"

     "มึงอยากพูดอะไรกันแน่" ผมขมวดคิ้วใส่คนตรงหน้า นี่ผมโง่หรือมันพูดให้เข้าใจยากกันแน่

     "อ่ะ กูจะพูดให้เห็นภาพง่ายๆ นะ สมมติว่ามึงชอบเล่นฟุตบอล แล้ววันนึงเกิดอุบัติเหตุทำให้มึงขาหัก เล่นฟุตบอลต่อไม่ได้ เวลาผ่านไปมึงรักษาตัวจนขาหายดีแล้ว แต่มึงกลับเลือกที่จะเลิกเล่นฟุตบอล มึงลองถามตัวเองดูนะว่ามึงเลิกเล่นเพราะไม่ได้ชอบมันแล้ว หรือเลิกเพราะมึงเอาอุบัติเหตุครั้งนั้นมาเป็นปมในใจ ทำให้ไม่กล้ากลับไปเล่นอีก"

     "..." คำพูดเปรียบเทียบของไอ้ดินทำให้ผมที่ตั้งใจจะเถียงกลับไปถึงกับพูดไม่ออก ไม่ต้องให้มันอธิบายเพิ่มผมก็เข้าใจสิ่งที่มันต้องการจะสื่อ ถ้าคำพูดไอ้ดินคือกระสุนปืน ป่านนี้ร่างของผมคงพรุนไปหมดแล้ว

     ผมยังคงสะอึกกับคำพูดของไอ้ดิน ไอ้ตะที่แย่งทอดมันมาจากไอ้นิวสำเร็จแล้วและเห็นผมเงียบไปก็พูดสำทับขึ้นมาอีก "กูไม่ได้จะเข้าข้างพี่ภีมนะ แต่เท่าที่ฟังมึงเล่า พี่เขาก็ดูเหมือนจะรู้สึกผิดจริงๆ แล้วถ้ากูไม่ได้คิดไปเอง เหมือนเขาจะอยากกลับมาคบกับมึงด้วย มึง...จะไม่ให้โอกาสเขาแก้ตัวหน่อยเหรอวะ"

     "..."

     "กูไม่เคยพูดเรื่องพี่ภีมแบบจริงๆ จังๆ เพราะกูไม่อยากยุ่งเรื่องของมึงมากนัก แต่กูคิดว่าวันนี้มึงน่าจะอยากได้คำแนะนำ ไม่งั้นมึงคงไม่ปริปากพูดเรื่องพี่ภีมออกมาเองหรอก กูพูดถูกไหม"

     "...อือ"

     "พวกกูคงแนะนำอะไรมากไม่ได้ เพราะนี่เป็นเรื่องของมึงกับพี่ภีม คนนอกอย่างกูอาจจะไม่เข้าใจ แต่กูก็อยากให้มึงเอาคำพูดของไอ้ดินกลับไปคิดนะ ถ้ามึงจะเอาความผิดของพี่เขามาบั่นทอนความรู้สึกตัวเองไปตลอดชีวิต...บอกตรงๆ ว่ากูไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นเลย"

     "จริง กูก็คิดเหมือนไอ้ดินกับไอ้ตะ กูไม่อยากเห็นมึงเป็นแบบนี้แล้วอ่ะคุณ มึงดูไม่มีความสุขเลย"

     พวกมันสามคนมองมาที่ผมเป็นจุดเดียว ไม่มีใครคาดคั้นอะไรผมต่อ ผมเงียบ คิดวนไปวนมาในหัว จนกระทั่งไอ้ตะตบหลังผมเบาๆ ผมเลยหันไปมองมัน

     "พวกกูไม่ได้พูดให้มึงเครียดนะเว้ย แค่อยากให้มึงลองคิดทบทวนอีกที ถ้าสุดท้ายแล้วมึงยังเลือกจะทำเหมือนเดิม พวกกูก็ขัดอะไรไม่ได้อยู่แล้ว"

     ผมยิ้มบางๆ ให้มัน มีไม่บ่อยนักหรอกที่เพื่อนๆ ของผมจะพูดอะไรอย่างจริงจังแบบนี้ "ขอบใจพวกมึงมากนะ"

     ไอ้ดินเอามือมาจับหัวผม โยกไปมาเบาๆ เหมือนกำลังปลอบเด็ก "มีอะไรก็ระบายกับพวกกูบ้างก็ได้ มึงอ่ะชอบเก็บทุกอย่างมาคิดคนเดียว ตัดสินใจเองคนเดียว นี่ถ้าไม่มีพวกกูมึงคงคิดสั้นไปแล้วมั้ง"

     "ไอ้บ้า ไม่ถึงขนาดนั้นสักหน่อย"

     พวกมันสามคนเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะไม่อยากให้ผมเศร้าไปมากกว่านี้ ที่จริงผมก็ไม่เชิงว่าจะเศร้าหรอก แต่ค่อนไปทางสับสนมากกว่า ตั้งแต่วันที่ผมกับพี่ภีมกลับมาเจอกันอีกครั้ง นี่ก็ผ่านมาแค่ไม่กี่วันเอง แต่กลับมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งหลายอย่าง ผมที่ยังตั้งตัวไม่ทันเลยไม่รู้ว่าควรทำยังไงต่อไป

     ไอ้ดินชวนผมคุยไปเรื่อย ส่วนไอ้ตะกับไอ้นิวพากันไปซื้อขนม สักพักผมก็บอกไอ้ดินว่าจะไปเข้าห้องน้ำ ผมปลีกตัวออกมาจากโรงอาหาร เดินไปตามทางเรื่อยๆ แต่พอเห็นคิวคนรอเข้าห้องน้ำแล้วผมก็ต้องมุ่ยหน้า

     ทำไมห้องน้ำต้องมาเต็มวันนี้ด้วยเนี่ย...

     ผมถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ ดูท่าแล้วคงต้องไปเข้าห้องน้ำที่ตึกบริหารฯ ซะแล้วล่ะมั้ง อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้ไปเพราะอยากเจอใครบางคนนะ แต่แค่ตึกคณะนิเทศฯ กับคณะบริหารฯ มันอยู่ใกล้กัน แล้วผมก็ขี้เกียจเดินไกลด้วย

     โชคดีที่ในห้องน้ำคณะบริหารฯ ไม่มีคนอยู่เลย พอเข้ามาแล้วผมก็ตรงดิ่งมายังที่ล้างมือทันที ผมเปิดก๊อกน้ำล้างหน้าล้างตาอยู่นาน ระหว่างนั้นเรื่องราวที่พูดกับเพื่อนเมื่อครู่ก็กลับเข้ามาในหัวอีกรอบ

     ตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยมีแฟนใหม่หรือคนคุยแม้แต่คนเดียว ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะผมปิดกั้นตัวเอง หรือเพราะผมยังคงคิดถึงพี่ภีมอยู่ แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือผมจะไม่ขอกลับไปหาพี่ภีมอีกเด็ดขาด...จะว่าผมกลัว ขี้ขลาด หรือใจเสาะก็ได้ เพราะผมก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่เพราะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าผมจะไม่กลับไปเสียใจอีกครั้ง ผมจึงต้องสร้างกำแพงเพื่อปกป้องตัวเองอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้

     ผมเองก็ไม่ได้อยากเอาเหตุการณ์ครั้งนั้นมาเป็นปมในใจ แต่จะให้ลืมความเสียใจในตอนนั้นไปมันก็ทำไม่ได้ซะที แค่เห็นหน้าพี่ภีม ความรู้สึกในอดีตมันก็หวนกลับมาตอกย้ำอยู่ตลอด เพราะตอนนั้นผมทุ่มเทให้พี่ภีมมาก...พอเขาหันหลังให้ผม ก็ไม่แปลกที่ผมจะผิดหวังในตัวเขาและจำฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้

     'แล้วถ้ากูไม่ได้คิดไปเอง เหมือนเขาจะอยากกลับมาคบกับมึงด้วย มึง...จะไม่ให้โอกาสเขาแก้ตัวหน่อยเหรอวะ'

     กับคนใจร้ายอย่างพี่ภีม...อย่าว่าแต่โอกาสเลย แม้แต่คำว่ายกโทษก็ไม่สมควรได้รับด้วยซ้ำ

     ผมไม่รู้ว่าตัวเองยืนมองกระจกอยู่นานแค่ไหน จนกระทั่งมีคนเปิดประตูห้องน้ำเข้ามา ตอนแรกผมตั้งใจจะเดินออกไป แต่พอคนที่เข้ามาเห็นหน้าผมเขาก็ทักขึ้นมาซะก่อน

     "อ้าวน้องคุณ"

     ผมหันไปมองคนพูด ก่อนจะเลิกคิ้วนิดหน่อย "พี่คิน"

     "มาอยู่นี่ได้ไงเนี่ย ซิ่วมาเรียนคณะพี่แล้วเหรอ" เจ้าของชื่อพูดยิ้มๆ พลางเดินเข้ามาเล่นหัวผมเหมือนทุกที ผมหัวเราะก่อนจะตอบกลับไป

     "จะบ้าเหรอพี่ ห้องน้ำตึกผมมันเต็ม ผมเลยมาเข้าที่ตึกนี้แทน"

     "แน่ะ คิดถึงพี่ก็บอก ไม่ต้องเอาห้องน้ำมาอ้างหรอก"

     "ใครมันจะไปคิดถึงพี่วะ"

     "โห ไม่เจอกันหน่อยเดียวปากคอเราะร้ายขึ้นเยอะเลยนะ" จากที่เล่นหัวดีๆ พี่คินก็ละเลงหัวผมซะจนไม่เป็นทรง ผมแกล้งทำเป็นโวยวาย พยายามเอามือหนาออกจากหัว

     พี่คินเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของพี่ภีม ตอนที่ผมกับพี่ภีมคบกัน พี่ภีมมักจะชวนผมไปนั่งกับกลุ่มเพื่อนของเขาอยู่เสมอ ผมกับพี่คินเลยสนิทกันระดับหนึ่ง แต่พอผมเลิกกับพี่ภีมแล้วผมก็เลิกติดต่อกับพวกพี่คินไปโดยปริยาย แต่ผมก็ไม่ได้ผิดใจอะไรกับพวกเขา เวลาบังเอิญเจอพี่คินหรือเพื่อนคนอื่นๆ ของพี่ภีมเราก็ยังทักทายกันตามปกติ เหมือนอย่างในตอนนี้

     "เออ ว่าแต่คุณรู้ข่าวยัง" พี่คินถามขึ้นมาในตอนที่เลิกแกล้งผมแล้ว แต่กว่าพี่แกจะหยุดแกล้งได้หัวของผมก็เละจนจะกลายเป็นรังนกอยู่แล้ว

     "ข่าวอะไรอ่ะพี่"

     "ไอ้ภีมมันกลับมาแล้วนะ สาวๆ พากันกรี๊ดมันใหญ่ มันกลับมาคราวนี้ดูดีขึ้นจมเลย"

     ชื่อของคนที่เป็นหัวข้อบทสนทนาของผมกับเพื่อนๆ เมื่อห้านาทีก่อน พอมันออกมาจากปากพี่คินกลับทำให้ผมใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ผมเสมองไปทางอื่น พยายามทำเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร

     "รู้แล้วครับ เรื่องพี่ภีมดังมาถึงคณะผมเลย" ที่จริงผมรู้เพราะเขามาอยู่คอนโดฯ เดียวกับผมเลยต่างหาก รู้ตั้งนานแล้วด้วย

     "แล้วมันได้ไปหาคุณหรือยัง"

     "เอ่อ...ยัง...เลยครับ..." ผมบ่ายเบี่ยง ไม่อยากพูดความจริงว่าผมกับพี่ภีมเคยเจอและเคยคุยกันหลายครั้งแล้ว

     "เหรอ แปลกนะ เห็นมันบ่นกับพี่แทบทุกวันว่าคิดถึงคุณแท้ๆ"



     !!!



     "พี่ก็นึกว่ากลับมาแล้วมันจะตรงดิ่งไปหาเราเป็นคนแรกซะอีก แต่สงสัยมันคงจะงานยุ่งล่ะมั้ง เห็นว่าต้องเตรียมเอกสารสำหรับเทียบโอนหน่วยกิตด้วยนี่"

     "ที่พี่พูดนั่นน่ะ..."

     "หือ?"

     "ที่พี่บอกว่าพี่ภีมบ่นคิดถึงผมน่ะ เขาบ่นตอนไหนเหรอครับ"

     พี่คินทำหน้านึกสักพัก ก่อนจะตอบกลับมา "ก็น่าจะตั้งแต่ตอนที่มันไปเรียนต่อช่วงแรกๆ ล่ะมั้ง มันกับพี่คุยไลน์กันแทบทุกวันนั่นแหละ พี่ขอให้มันถ่ายรูปสาวๆ ที่นู่นมาให้เอง ฮ่าๆๆๆ"

     "เขาบ่นคิดถึงผมมาตลอดเลยเหรอ"

     "ใช่ ส่วนใหญ่พี่จะทักไปหามันก่อน พอคุยไปสักพักมันก็ชอบถามถึงคุณ ประมาณว่าคุณเป็นไงบ้าง ได้เจอคุณบ้างไหม คุณสบายดีหรือเปล่า"

     หัวใจผมเต้นแรงกว่าเดิม เรื่องราวที่เพิ่งได้รู้ในวันนี้ทำให้ผมไม่เข้าใจไปกันใหญ่ พี่คินยังคงพูดถึงเพื่อนตัวเองต่อไป ผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เพราะในหัวของผมตอนนี้มีแต่เรื่องที่พี่คินพูดเมื่อครู่

     หนึ่งปีที่ผ่านมาพี่ภีมคิดถึงผมมาตลอดเลยเหรอ ทำไมมันฟังดู...ไม่น่าเป็นไปได้เลยล่ะ

     พี่ภีมเป็นคนทิ้งผมไปเอง แล้วจู่ๆ ก็มาบอกพี่คินว่าคิดถึงผม แบบนี้จะให้ผมเชื่อลงได้ยังไงกัน

     "เรื่องที่พูดเมื่อกี้นี้น่ะ..." ผมพูดขัดคนตัวสูง พี่คินจึงหยุดพูดแล้วหันมามองผม "พี่ไม่ได้โกหกผมใช่ไหม"

     "เรื่องที่ภีมมันบ่นคิดถึงเราน่ะเหรอ พี่จะโกหกเราทำไมล่ะ" พี่คินพูดยิ้มๆ แต่พอเห็นสีหน้าผมพี่คินก็เริ่มผิดสังเกต "คุณ เป็นอะไรหรือเปล่า"

     "...เปล่าครับ ไม่ได้เป็นอะไร" ผมส่ายหน้าให้คนถาม ก่อนจะรีบตัดบทสนทนาเพื่อไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด "เพื่อนผมรออยู่ ผมขอตัวก่อนนะพี่"

     "ไม่เป็นอะไรแน่นะ ทำไมสีหน้าเราดูไม่ดีเลย"

     พี่คินไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งถามกันแน่เนี่ย ที่ผมเป็นแบบนี้ก็เพราะคำพูดของพี่นั่นแหละ!

     "ผมแค่คิดไม่ถึงน่ะครับว่าพี่ภีมเขาจะคิดถึงผม แต่พี่ไม่ต้องห่วงนะ ผมไม่ได้แคร์เรื่องนั้นอยู่แล้ว"

     พอพูดจบผมก็ตั้งใจจะเดินออกจากห้องน้ำ พี่คินทำท่าจะพูดอะไรต่อแต่ผมก็ไม่สนแล้ว ผมรู้แค่ว่าถ้าขืนยังยืนคุยกับพี่คินต่อไป พี่คินต้องจับได้แน่ว่าผมรู้สึกยังไงกับเรื่องที่เขาพูดออกมา

     แต่เหมือนพระเจ้าต้องการเล่นตลก ยังไม่ทันจะได้จับลูกบิดประตูก็มีใครอีกคนเปิดประตูเข้ามา เป็นคนที่ผมไม่อยากเจอมากที่สุดในเวลานี้

     "ไอ้คิน ตายห่าไปแล้วเหรอวะ แค่เข้าห้องน้ำทำไมมันนานอย่าง...!!!"

     พี่ภีมนิ่งไปเมื่อเห็นผมยืนอยู่กับพี่คิน ผมเองก็ไม่นึกว่าจะมาเจอเขาที่นี่เหมือนกันเลยทำอะไรไม่ถูก ทันใดนั้นเองเรื่องที่พี่ภีมขอโทษผมเมื่อวานก็ลอยเข้ามาในหัว แก้มทั้งสองข้างเห่อร้อนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

     สักพักคนตรงหน้าถึงได้ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ พี่ภีมเอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบตามแบบฉบับของเขา "คุณ...มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"

     ผมได้แต่มองหน้าพี่ภีม นาทีนี้บอกตรงๆ ว่าผมพูดอะไรไม่ออกเลย ทั้งเรื่องที่เขาขอโทษผมเมื่อคืน แล้วไหนจะเรื่องที่เขาบอกพี่คินว่าคิดถึงผมอีก ทุกเรื่องของพี่ภีมมันทำให้ผมสับสนไปหมด แม้แต่จะมองหน้าพี่ภีมยังไงตอนนี้ผมยังไม่รู้เลย

     ผมตัดสินใจวิ่งออกมาจากตรงนั้น ไม่สนแล้วว่าพี่คินจะผิดสังเกตหรือเปล่า ทำไมผมต้องมารับรู้อะไรแบบนี้ด้วยนะ อย่างนี้มันก็ยิ่งตัดใจยากขึ้นไปอีกน่ะสิ รู้แบบนี้ยอมเดินไกลไปเข้าห้องน้ำคณะอื่นซะก็ดีหรอก ไม่น่ามาที่นี่จนเจอพี่คินเลยไอ้คุณเอ๊ย!




























     - มีต่อ -



ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-3
Make it up to YOU​ ⛅ -​---------- Chapter 04 (2) .​ . . . . [21/Jun/2021]
«ตอบ #14 เมื่อ21-06-2021 14:21:59 »

     - Pheem's part -

     "เมื่อกี้มึงคุยอะไรกับคุณ" ผมหันไปถามไอ้เพื่อนตัวดีทันทีที่คุณวิ่งออกไปจากห้องน้ำ ใจจริงอยากจะวิ่งตามไป แต่กลัวว่าทำแบบนั้นแล้วคุณจะเกลียดผมมากกว่าเดิม

     ไอ้คินยักไหล่ ทำหน้าเหมือนไม่ทุกข์ร้อนอะไร "แค่ลองหยั่งเชิงเฉยๆ"

     "หยั่งเชิงอะไรวะ"

     "กูแค่อยากรู้ว่าคุณมันยังรักมึงอยู่หรือเปล่าก็แค่นั้น ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นผลเสียกับมึงหรอกน่า"

     ผมหรี่ตามองมัน ปากก็ด่ามันไปด้วย "ยุ่งไม่เข้าเรื่องนะมึงอ่ะ"

     "มึงต้องขอบคุณกูนะเว้ย เพราะกูแท้ๆ เลยทำให้รู้อะไรดีๆ เข้า"

     "อะไรดีๆ?"

     "ช่ายยยยย"

     ไม่รู้ทำไมผมถึงหงุดหงิดน้ำเสียงของไอ้คิน ยิ่งเห็นมันยิ้มอย่างอารมณ์ดีผมก็ยิ่งหงุดหงิด "นี่มึงไม่ได้คิดจะเป็นกาวใจให้กูกับคุณอยู่ใช่ไหม"

     "เห้ย กูเปล๊าาาา"

     ...เสียงสูงซะขนาดนี้ ไปพูดกับเด็กเนอร์สเซอรี่เด็กมันยังไม่เชื่อมึงเลย

     "ว่าแต่มึงจะไม่ถามหน่อยเหรอว่าอะไรดีๆ ที่กูพูดหมายถึงอะไร"

     "กูรอให้มึงพูดอยู่"

     "แน่ะ อยากรู้อ่ะเด้"

     "เออ"

     "ถ้าอยากรู้ก็ขอกูดีๆ ดิ เอาแบบ พี่คินสุดหล่อคร้าบ บอกผมหน่อยเถอะคร้าบ แบบเนี้ย"

     ผมไม่พูดตามที่มันต้องการ แต่ยกมือมากอดอก มองมันด้วยสายตานิ่งๆ ไอ้คินที่โดนผมจ้องอย่างหนักจึงเริ่มรู้ตัวว่าผมไม่เล่นด้วย สุดท้ายมันจึงยอมพูดออกมา (ซะที)

     "อ่ะๆๆๆ กูยอมบอกก็ได้ เห็นแก่ที่มึงยังรักคุณมันอยู่หรอกนะ"

     "..."

     "เมื่อกี้กูลองพูดเรื่องที่มึงบ่นคิดถึงคุณ กูอยากรู้ว่าคุณมันจะทำหน้ายังไง แล้วพอเห็นหน้ามัน กูก็รู้ทันที"

     "รู้อะไร"

     ไอ้คินยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ถ้าสาวๆ มาเห็นคงตายกันเป็นแถบ "รู้ว่ามันยังรักมึงอยู่ไง"

     มันคงคิดว่าพอได้ยินมันพูดแล้วผมจะทำหน้าตกใจ หรือไม่ก็แสดงอาการดีใจที่รู้ว่าคุณยังรักผมอยู่ แต่ตรงกันข้าม ผมกลับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครบางคนหน้าตาเฉย ไอ้คินที่เห็นผมไม่มีท่าทางเปลี่ยนไปจึงถามขึ้นมา

     "มึงไม่ดีใจเลยเหรอวะ"

     "ดีใจสิ"

     "แต่มึงนิ่งมากเลยนะ"

     "ก็กูรู้อยู่แล้วว่าคุณยังรักกูอยู่"

     "ฮะ? รู้ได้ไง มึงคงไม่ได้คิดแบบนั้นเพราะหลงตัวเองเฉยๆ หรอกใช่ไหม"

     ผมยักไหล่ให้มัน พอดีกับที่คนในโทรศัพท์กดรับสาย ผมเลยเลิกสนใจไอ้คินแล้วหันมาพูดกับคนในสายแทน

     ทำไมผมถึงรู้ว่าคุณยังรักผมอยู่น่ะเหรอ เพราะผมมีกาวใจประจำตัวอยู่แล้วไง

     [ฮัลโหลครับพี่ภีม]

     "คุณอยู่กับเราหรือเปล่า"

     [เพิ่งกลับมาจากห้องน้ำเนี่ยครับ มาถึงก็ไม่พูดจากับใครเลย เอาแต่นั่งเงียบอย่างเดียว เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ]

     "พอดีคุณมาเข้าห้องน้ำคณะพี่แล้วเจอไอ้คิน แล้วมันดันปากสว่างไปพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดให้คุณฟังน่ะ ยังไงก็ฝากดูแลคุณหน่อยนะ พี่ไม่อยากให้เขารู้สึกแย่กับพี่ไปมากกว่านี้"

     คนโดนพาดพิงชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ประมาณว่า 'กูผิดเหรอวะ?' ผมเลยตอบมันกลับไปแบบไม่มีเสียงว่า 'เออ!'

     [โอเคครับ เดี๋ยวผมดูแลไอ้คุณให้ มันน่าจะคิดมากเหมือนอย่างเคยแหละ พี่ภีมไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ]

     "อืม ฝากด้วยนะ แล้วก็..."

     [ครับ?]

     ผมเว้นวรรคนิดนึง ก่อนจะพูดประโยคที่เคยพูดมาหลายครั้งแล้ว "ขอบคุณนะที่ไว้ใจพี่ พี่สัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณเสียใจเหมือนเมื่อตอนนั้นอีก"

     คนปลายสายเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังกว่าเดิม [พี่ไม่ต้องขอบคุณผมหรอก ที่ผมช่วยพี่เพราะผมเห็นว่าไอ้คุณมันยังรักพี่อยู่ แต่ผมบอกไว้ก่อนนะว่าผมให้โอกาสพี่แค่ครั้งเดียว ถ้าคราวนี้พี่ยังทำเพื่อนผมเสียใจอยู่อีก ต่อให้คุณมันจะรักพี่มากแค่ไหนผมก็จะบังคับให้มันตัดใจ]

     ผมระบายยิ้มออกมา น้ำเสียงที่พูดประโยคถัดไปเต็มไปด้วยความมั่นใจ "ไม่ต้องห่วงครับ พี่ไม่ทำให้คุณเสียใจอีกแน่นอน เพราะคราวนี้มันจะไม่เหมือนเดิม พี่จะทำให้คุณรู้ว่าพี่ยังรักคุณ...เหมือนที่คุณก็ยังรักพี่เหมือนกัน"



























     TBC



 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด