best past —ever #อิคคิวไงจำไม่ได้หรอภีม 05 | it's never be a secret
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: best past —ever #อิคคิวไงจำไม่ได้หรอภีม 05 | it's never be a secret  (อ่าน 1099 ครั้ง)

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.เมื่อนิยายจบแล้วให้แก้ไขหัวกระทู้ต่อท้ายว่าจบแล้ว


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0


_________________________________________________________________________________________


Prologue


เชื่อเถอะ ต่อให้ผมจะเคยอยู่หอตอนเรียนมหาลัยแต่ก็ไม่เคยรู้สึกโหวงในใจตอนขนของย้ายเข้าเท่านี้มาก่อน ยิ่งตอนป๊ากับม้าถามซ้ำๆ ก่อนกลับว่าอยู่ได้ใช่มั้ย ไม่เหงาแน่นะ น้ำตาผมนี่ตั้งท่าจะไหลเป็นน้ำตกไนแองการาเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องฮึบเอาไว้ก่อนเพราะกลัวท่านทั้งสองเป็นกังวล

มันไม่เหมือนกันเลยนี่นา

ย้ายของเข้าหอวัยเรียนกับย้ายของเข้าคอนโดวัยทำงานน่ะ

คนติดบ้านที่ต้องจากบ้านมาไกลมันจะไม่เศร้ายังไงได้ ภูมิลำเนาอยู่ตั้งขอนแก่น ใช้ชีวิตที่นั่นตั้งแต่เด็กยันโต ไม่เคยต้องห่างอกป๊ากับม้าไปไหนไกล เพิ่งจะมาเคยไปต่างจังหวัดเป็นเวลานานสุดก็ตอนที่เสร่อไปเรียนมหาวิทยาลัยทางเหนือนั่นแหละ ทั้งๆ ที่ในจังหวัดตัวเองก็มีที่ให้เรียน

แต่อย่างว่าแหละนะ คะแนนรวมที่เลยระดับเกือบแย่มานิดหน่อยจะไปยื่นรับตรงที่ไหนติดนักหนา คณะที่สนใจก็คะแนนไม่ถึง คณะที่พอจะยื่นได้แบบสบายๆ ก็ดันไม่ใช่ทาง ถ้าเขาเก่งขนาดนั้นคงไม่หลุดไปถึงสเตปจัด 4 อันดับแอดมิชชั่นหรอก นี่ขนาดเลือกมหาลัยในบ้านเกิดไว้เป็นอันดับแรก แถมยังเทียวบนเทียวไหว้ให้ได้เรียนใกล้บ้านยังดันไปติดอันดับสองซะงั้น โคตรเศร้า ก็เลยต้องจำใจทนเพราะมันก็ไม่ได้แย่เลย จบมาแล้วยังดึงดันลงมาใช้ชีวิตวัยทำงานที่คาดว่าน่าจะยาวนานในกรุงเทพมหานครอีก

แซดสตอรี่คนติดบ้านของแท้!

ที่จริงหลังเรียนจบป๊าเสนอให้เขาเข้ามาช่วยดูแลกิจการที่บ้าน ฟังดูเข้าท่านะ แต่มันไม่ได้เป็นทางเลือกที่เวิร์คที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้ ทำแบบนั้นแทบจะไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาตลอด 4 ปีเพื่อสั่งสมประสบการณ์ให้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ อีกอย่างเขายังไม่พร้อมจะรับช่วงต่อ แม้จะติดบ้านยังไง ใจนึงก็อยากลองโผลบินดูก่อน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองออกมาเผชิญโลกในมุมที่ตัวเองยังไม่เคยสัมผัส ได้ลองใช้ชีวิตด้วยการพึ่งพาตัวเองจริงๆ สักครั้ง ซึ่งครอบครัวเขาสนับสนุนการตัดสินใจเต็มที่ อยากทำอะไรทำ อยากลองอะไรลอง ด้วยความเป็นลูกคนเล็กด้วยแหละ ป๊ากับม้ายิ่งตามใจเป็นพิเศษ สุดท้ายเลยลองสมัครงานที่กรุงเทพฯ หลังเสร็จสิ้นการรับปริญญา

ซึ่งฟลุ๊คหรือบริษัทต้องการคนด่วนก็ไม่รู้ สัมฯ ที่แรกได้งานเลย

เอาสิวะ .. เรื่องดวงไกลบ้านขอให้บอก!

คิดว่าจะได้สัมหลายๆ ที่และรอเรียกสักสองสามเดือน

แต่การมาอยู่ที่นี่มันคงไม่แย่นักหรอก อาจต้องใช้เวลาปรับตัวซักพักเหมือนตอนเข้ามหาลัย แรกๆ อาจจะยังงงแต่อยู่ไปสักพักก็คงชิน ดีอย่างตรงที่เพื่อนมหาลัยผมทุกคนเป็นคนกรุงเทพที่เผอิญอยากอยู่ห่างบ้าน โหยหาชีวิตอิสระรอบรั้วมหาลัยเลยเลือกไปเรียนเชียงใหม่ ทำให้การมาอยู่กรุงเทพของผมไม่โดดเดี่ยวซะทีเดียว อย่างน้อยเวลาเหงาก็ยังนัดเจอกันได้ง่ายๆ เจเจ้(พี่สาวผม)ก็แต่งงาน ซื้อบ้านอยู่แถวชานเมืองมาหลายปีแล้ว แต่คงไม่ได้ไปเจอกันบ่อยๆ หรอก เกรงใจสามีเจ้แกน่ะ

ผมกางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ก่อนจะเดินวนกลับไปหยิบมือถือเพื่อเปิดเพลงของ summer salt ให้คลอเป็นเพื่อนระหว่างที่ทยอยแขวนเสื้อผ้าที่เลือกเอามาบางส่วนเก็บเข้าตู้ คอนโดฯ ที่ผมกำลังทยอยจัดข้าวของให้เข้าที่เข้าทางนี่ป๊าลงทุนซื้อให้ บอกว่าเป็นของขวัญเรียนจบและได้งาน แม้ผมจะยืนกรานว่าไม่ต้อง เพราะยังไม่รู้เลยว่าจะชอบที่นี่มากกว่าบ้านหรือเปล่า หรือจะต้องเปลี่ยนที่ทำงานอีกมั้ย แต่ป๊าให้เหตุผลว่าซื้อเป็นชื่อของเรามันดีกว่าอยู่แล้ว ถึงเราจะไม่อยู่ก็ปล่อยให้เช่าได้ ก็เลยต้องแล้วแต่ป๊า โชคดีเท่าไหร่ที่ผมเบรกเรื่องซื้อรถไว้ได้สำเร็จ

จะให้มาขับในกรุงเทพอ่ะหรอ ไม่เอาด้วยหรอกนะ -*-




/





กินเวลาเกือบค่อนวันกว่าผมจะจัดห้องเรียบร้อยและออกมาเซอร์เวย์ ของแรกเข้าจริงๆ มีไม่เยอะ ส่วนมากจะเป็นเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ พวกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งป๊าจัดเต็มให้เสร็จสรรพก่อนที่ผมจะย้ายเข้าซะอีก ครึ่งค่อนวันที่ว่าเลยหมดไปกับการจัดนั่นเรียงนี่ให้ดูสบายตาและพักเบรกนอนเกลือกกลิ้งไถมือถือดูยูทูปไปเรื่อย อีกตั้งอาทิตย์กว่าจะถึงวันเริ่มงาน ที่ย้ายเข้าไวเพราะต้องการปรับตัวให้ชินกับเมืองหลวงก่อนเฉยๆ

นับเป็นการทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยตัวเองเฟิร์สไทม์เลย



“ใช้เหรียญแตะเอาครับคุณ”

“เอ่อ ..”

“แตะที่ตรงนี้ครับ”

“ขอบคุณนะครับ” และนี่นับเป็นการปล่อยไก่เล้าแรกของผมเช่นกัน



ไอ้บ้าเอ้ย! ทำไมชีวิตเด็กต่างจังหวัดในเมืองหลวงมันยุ่งยากจัง กะอีแค่ใช้เหรียญที่แลกมาทำให้ประตูอัตโนมัติ MRT เปิดยังทำไม่ได้ ต้องก้มๆ เงยๆ หาช่องหยอดเหรียญอยู่ตั้งนาน จนคนข้างหลังทนเห็นความเซ่อซ่าไม่ไหวเลยช่วยชี้ทางสว่าง น่าอับอายสุด ผมเป็นคนทำให้แถวชะงัก ถ้าต้องการให้แตะเอาจะทำเป็นเหรียญเพื่อสากกะเบืออะไร คิดว่าเหรียญมีไว้หยอดเท่านั้น



“จะรอดมั้ยวะเนี่ย” ผมสบถกับตัวเอง



หลุดจากนวัตกรรมที่เกือบจะหนีบสะโพกมาได้ผมก็เริ่มคิดทบทวนในหัวแล้วว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการปรับตัวให้เข้ากับที่นี่แบบไม่ประสาทแดก เมืองที่ทุกอย่างเร่งรีบไปหมด ขนาดจะหันไปขอบคุณคนที่ช่วยอย่างเป็นกิจจะลักษณะยังหาตัวคนพูดไม่เจอแล้วเลย

จะรีบร้อนกันไปไหนครับ TT



“มิณทร์ ถามไรหน่อย จากใต้ดินสถานีสุขุมวิทไปเซ็นทรัลเวิลด์ยังไงอ่ะ ต้องขึ้นฝั่งไหนหรอ” ผมเอามือป้องปากคุยโทรศัพท์กับเพื่อนเสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ขณะที่บันไดเลื่อนค่อยๆ เลื่อนลงพาผมมาเจอกับชานชลาซึ่งแบ่งเป็นสองฝั่ง ที่จริงคงไม่มีใครมาตั้งใจฟังสิ่งที่ผมกำลังพูดหรอก แต่จะพูดดังกว่านี้ก็รู้สึกเขินชอบกล ไม่อยากให้ใครรู้ว่าสกิลการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะในกรุงเทพของผมเป็นศูนย์ เอ่อ .. จะพูดให้ถูกกว่านั้นก็คือติดลบ

[จะไปไหนนะ]

“เซ็นทรัลเวิร์ล”

[แล้วลงไป MRT ทำไมอ่ะ]

“เพิ่งบอกว่าจะไปเซ็นทรัล”

[โถ่ว้อยยยยยยยยยยยยย] ผมผละโทรศัพท์ออกห่างหู เสียงว้อยยาวแบบนี้เป็นลางบอกเหตุว่าถ้าไม่โดนบ่นก็ต้องโดนเทศน์แน่นอน [มาจากสุขุมวิทใช่มั้ยคุณ ถ้าจะไปเซ็นทรัลเวิร์ลต้องไปขึ้น BTS มันจะมีสถานีอโศกเชื่อมกันอยู่ เก็ทป่ะ ไปลงชิดลมแล้วเดินสกายวอคต่อแปบนึงถึงห้างเลย MRT มันไม่มี $&#!฿%!@...]



โอเค! เก็ท!



ไม่ต้องรอให้มิณทร์พูดจบ ผมหมุนตัวกลับและสับขาอย่างไวเพื่อย้อนขึ้นไปในเส้นทางที่เพิ่งลงมา โดยไม่ลืมอ่านป้ายไกด์ทางไปสถานีรถไฟฟ้าอโศก ซึ่งไอ้คนปลายสายก็ยังเทศน์ต่อไม่เลิก แต่ผมไม่ได้ตั้งใจฟังมันหรอก จุดนี้คือสับขาหาทางออกอย่างเดียว ว่าแล้ว .. แอบตะขิดตะขวงใจตั้งแต่แรกว่าใช่หรือเปล่านะ แต่ก็เลือกที่จะเชื่อสัญชาตญาณแรกของตัวเองแทนที่จะเสิร์จหาข้อมูลหรือโทรถามใครก่อน แต่สิ่งนึงที่ทำได้แบบไม่ผิดอีกแล้วคือผมหยอดเหรียญสีดำอันเดิมเพื่อเปิดอีประตูอัตโนมัติที่เหมือนสร้างไว้เพื่อหนีบตูดคนเดินช้าออกมาแบบชิวๆ ล่ะวะ





/




“Caramel Frappuccino ของคุณดรีมได้แล้วค่า”



ผมกลั้นขำที่พนักงานร้านอุตส่าห์เปลี่ยนพยัญชนะนำหน้าชื่อเล่นให้ผมแถมยังเพิ่มควบกล้ำให้ด้วย ดีนะที่ยังคงตัวสะกดเดิมเอาไว้ ไม่งั้นผมคงลังเลที่จะลุก



“ขอบคุณนะครับ”



คงจะเป็นกันทุกสาขา เรียกชื่อถูกเมื่อไหร่สิถึงแปลก

แต่ก็เป็นเอกลักษณ์ที่น่ารักดีเหมือนกัน

ผมเดินออกจากสตาร์บัคส์โดยมี Caramel Frappuccino อยู่ในมือแก้วนึง มืออีกข้างหิ้วถุงชอปพะรุงพะรัง มีทั้งเสื้อผ้าที่เลือกซื้อไว้ใส่ไปทำงาน น้ำหอมแบรนด์ไทยที่กำลังจัดโปรฯ (เลยได้มาหลายขวด) นอกนั้นก็พวกของจิปาถะที่เห็นแล้วชอบเลยซื้อ ซื้อเยอะจนไม่มีมือจะหิ้วแล้วเนี่ย

หลังจากเสียหายไปอีกหลายบาทในชอป Jaspal ผมตั้งใจว่าจะหาอะไรทาน เพราะตั้งแต่ทานมื้อเช้าพร้อมป๊ากับม้าแล้วก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องจนถึงตอนนี้ แต่ขอโทษเถอะ ยิ่งเดินยิ่งงง ยิ่งเดินยิ่งวน จะบอกว่าเหมือนเดินในเขาวงกตก็ไม่ผิดซะทีเดียว อะไรวะเนี่ย ผมเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วว่าตัวเองเดินเข้าห้างมาทางไหน ไม่อยากจะคิดในแง่ร้ายด้วยว่ากำลังหลง

บ้าเอ้ย...

ห้ามบอกม้าเขาเด็ดขาด!

ผมหยุดเดินทึ้งหัวตัวเองเมื่อนึกขึ้นได้ว่าควรจะวนไปถามพี่พนักงานที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์แทนที่จะสุ่มเดินตามป้ายบอกทางที่ก็ไม่ได้ช่วยให้คนเพิ่งเคยมาแบบผมเก็ทเท่าไหร่ เอาเหอะ ไม่กงไม่กินมันแล้ว หาทางออกจากห้างนี่ให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน นี่ก็วนมาเจอชอปเดิมที่เพิ่งเดินผ่านไปเป็นรอบที่สองละ คิดได้แบบนั้นเลยหมุนตัวตั้งท่าจะเดินกลับทางเดิม

ผลั๊ก

แต่ซวยซ้ำ ซวยซ้อน ซวยซ่อนเงื่อน



“ชิบหาย! เอ้ย! โทษครับ!”



มันเป็นตอนนั้นที่ Caramel Frappuccino อีกครึ่งแก้วของผมกระโจนเข้าหาเสื้อเชิ้ตสีขาวของใครก็ไม่รู้อย่างเหมาะเหม็งเหมือนเล็งไว้ แถมหัวยังไปโขกกับคางเขาดังปั่กจนต้องถอยกรูดออกมา วิปครีมเจือสีคาราเมลค่อยๆ ไหลจากเสื้อเชิ้ตที่น่าจะราคาแพงเอาเรื่องผ่านเข็มขัดแบรนด์เนมก่อนจะล่วงแผละลงบนพื้น ผมมองมันค่อยๆ ละลายตาไม่กระพริบ น้ำลายที่เข้าใจมาตลอดว่าเป็นของเหลวคล้ายจะกลืนลำบากเหมือนถูกแปรสภาพเป็นของแข็ง ตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออก ในหัวมีแต่คำว่า ‘ชิบหายแล้ว'

นอนร้องไห้กลางห้างทันมั้ยวะ

หรือจะโทรให้ป๊าม้าวนรถกลับมารับไปขอนแก่นดี TT



“ความเซ่อซ่าของผมทำเสื้อคุณเลอะหมดเลย ขอโทษครับ” คลำๆ กระเป๋ากางเกงหาผ้าเช็ดหน้าสักผืนเพื่อพบว่ามันไม่มีเพราะตัวเองไม่เคยพกก็ได้แต่หัวหดเหมือนหมา พูดไปก็น้ำตาคลอ จะร้องแล้วจริงๆ นะเว้ย หน้าเขาผมยังไม่กล้ามองเลย โฟกัสอยู่แต่คราบสกปรกบนเสื้อนั่น ยิ่งขาวจั๊วเหมือนกระดาษยังไง สีที่แต่งแต้มลงไปยิ่งเห็นได้ชัด ใจผมนี่สั่นผับๆ ไม่ใช่เพราะฤทธิ์กาแฟ แต่แคร์อารมณ์ฝ่ายตรงข้าม

ถ้าโวยวายขึ้นมานี่ผมแกล้งเป็นลมเลยนะ

คือขี้หดตดหายหมดแล้วเนี่ย TT



“คุณจะให้ผมชดใช้ยังไงก็ได้นะ ผมขอโทษ”



เติบโตมาจนป่านนี้ไม่เคยมีวันไหนที่รู้สึกอยากร้องไห้เท่าวันนี้มาก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมอยากทรุดลงนั่งร้องจ๊ากๆ ให้รู้แล้วรู้รอด ป๊ากับม้าจะรู้ไหมว่าขณะที่ตัวเองยังขับรถไม่ถึงขอนแก่นเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับลูกชายคนนี้แล้วบ้าง



“เอ่อ ..” ชายคนดังกล่าวดึงเสื้อขึ้นชื่นชมผลงานระดับมาสเตอร์พีซของผมก่อนถอนหายใจออกมายาวๆ ในใจผมได้แต่ภาวนาว่าอย่าด่ากันเลย ผมผิดไปแล้ว

“ทำยังไงได้เนอะ มันเลอะขนาดนี้แล้ว ผมเข้าใจว่าไม่ได้ตั้งใจ”

“แต่มันเปื้อนเยอะชิบหาย”

“หะ?”

เอ้า .. เผลอพูดความคิดออกไปซะงั้น บ้าบอ

“แต่มันซักยังไงก็คงไม่หาย”

“ช่างมันเหอะคุณ”



ทำไมใจดีจังวะ TT



“ ... ” ผมเม้มริมฝีปากแน่น

“จริงๆ นะ ไม่—”



และกล้าที่จะเงยหน้าสบตาเขาแล้ว



“ยังไงผมก็ต้องขอโทษจริงๆ นะครับ”

“ภีม?”

“ ... ”



เดี๋ยวก่อนนะ .. พนักงานสตาร์บัคส์ก็ไม่ใช่ แล้วรู้จักชื่อเขาได้ไงวะ



“ภีมใช่ป่ะ?”

“ครับ”



ว่าแต่ใคร ..



“ไม่คิดเลยว่าจะเจอกันที่นี่อ่ะ!”



ผมอยากสวนมากเลยว่าช่วยอธิบายก่อนได้มั้ยว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง อย่างน้อยก็บอกกันก่อนสักนิดนึงว่าเป็นใคร พูดเหมือนเข้าใจอยู่คนเดียว แล้วผมก็เด๋อด๋าซะด้วย เอาแต่อ้าปากพะงาบๆ เงยหน้ามองเขาตาปริบๆ

ตึบไปหมดแล้ว



“เอ่อ ..”

“ภีมจำเราไม่ได้หรอ” เขาเลิกคิ้วถามผมจริงจัง

“คิดว่าไม่นะ”

“นึกดิ”



ขอโทษนะ สาบานเลยว่านึกไม่ออก เพื่อนยิ่งชอบว่าว่าสมองปลาทองอยู่ด้วย ผมเติบโตมาทำใครในชีวิตตกหล่นไปบ้างยังไม่รู้เลย แล้วเพิ่งตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดมาหมาดๆ ยังจะมาคาดคั้นให้ระลึกชาติอีกเนี่ยนะ!



“ใครอะ ..”



ชายที่ตัวสูงกว่าผมประมาณนึงแค่นหัวเราะจนตาหยี



“สมองปลาทองจริงด้วย”



แหน่ะ! ดันรู้ฉายากันอีก!



“นี่ด่าใช่มั้ย”

“เปล่าๆ มันตลกดีที่จำกันไม่ได้เฉยเลย”

“ก็บอกมาสิ” ผมเผลอฟึดฟัดจนเกือบลืมหางเสียง “ครับ”

“เราไง .. จำไม่ได้หรอภีม”

“เราไหนล่ะ ก็บอกว่าจำไม่ได้ๆ ถ้าจำได้ผมจะถามทำไม"



ผมยืนกำแก้วสตาร์บัคส์เปล่าๆ อีกข้างก็เกาหัวแกรกๆ เริ่มมึนแล้วว่าตอนนี้ควรทำตัวแบบไหน จะชิวๆ สบายๆ เพราะอีกฝ่ายถือศักดิ์เป็นคนรู้จัก(ที่ผมยังนึกไม่ออก)หรือควรจะสำนึกผิดต่อดี ทำไมเหตุการณ์มันพลิกผันไวจังวะ เขาไม่รู้จะใช้สรรพนามอะไรแทนตัวแล้ว จะคุณ จะผม จะเรา เล่นเอางงไปหมดแล้วเนี่ย!



“กระปอม ข้าวเม่า ..”

“เห้ย!”



ทำไมรู้ไปยันชื่อเพื่อนๆ เขาเลยวะ เริ่มไล่มาจนจะครบแล้วเนี่ย

แต่เดี๋ยวนะ .. พอมองดีๆ หน้าแบบนี้ รอยยิ้มแบบนี้ คิ้วแบบนี้ ..



“ซึกิ ซึกิ ซึกิ ซึกิ ซึกิ ซึกิ—”



ชัดเลย



“อิคคิว!”

“คร้าบบบบผม โป๊ะเชะ” เขาดูดีใจมากที่ผมพูดชื่อตัวเองถูกจนดีดนิ้วดังเป๊าะ



บ้าบอกันไปใหญ่แล้ว!

ต้องดีใจที่ทำกาแฟหกใส่ถูกคนหรือต้องเสียใจกันแน่เนี่ย

โธ่เอ้ย! นี่มันปรากฏการณ์รวบรวมเรื่องมหัศจอรอหันการันยอในชีวิตไว้ในวันเดียวหรือเปล่า อะไรมันจะพีคในพีคในพีคได้ขนาดนั้น ผมเคยเชื่อมาตลอดเลยว่าวัยทำงานเป็นวัยที่เราจะเจอเพื่อนเก่าได้ยากมากที่สุด ยิ่งเป็นเพื่อนสมัยประถมที่ไม่ได้เจอกันมาเป็นสิบกว่าปีจนนึกว่าต่างฝ่ายต่างหายจากชีวิตของกันและกันจนคงจะจำหน้ากันไม่ได้แล้วยิ่งเป็นเรื่องที่เปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้น้อยมาก

แล้วเจอใครไม่เจอ ..

ดันมาเจออดีตศัตรูตัวฉกาจที่เคยเป็นคู่ปรับในวัยเด็กอีกต่างหาก!

แต่มันก็เป็นเพื่อนเขาเนี่ยแหละ สนิทมั้ยน่ะหรอ ..



“ดีใจมากๆ ที่ได้เจอกันอีกครั้งนะตัวเปี๊ยก”



มันน่าดีใจตรงไหนถามก่อน



“ตัวเปี๊ยกที่หน้าบ้านมึงสิ!”

“ใช่ ชอบมายืนเปี๊ยกที่หน้าบ้านเราประจำ”



พอผมถึงบางอ้อความทรงจำในวัยเด็กก็กลอกลับเหมือนตลับเทป

ผมไม่เคยลืมวีรกรรมสักเรื่องที่มีร่วมกับมัน

มันคนที่ขโมยจูบแรกของผม

แล้วก็ย้ายบ้านหนีมาอยู่กรุงเทพเป็นสิบปี



“ใครจะคิดว่าเปี๊ยกคนนั้นจะโตมาอย่างน่ารักเลย”



วอทเดอะฟัค!



























tbc.

;











สวัสดีคับเพื่อนๆ (ノ◕ヮ◕) ノ ˏˋ°•*⁀➷

สารภาพว่าตื่นเต้นมากกับวายเรื่องแรก แอบรู้สึกประหม่าเล็กน้อย *เกาแก้ม*

แปะป้าย ‘ มือใหม่หัดแต่ง ’ เอาไว้ป้องกันตัวหากมีไรเกิดขึ้น!

น้องสัญญาว่าน้องจะมาอัพบ่อยๆ คับพ้ม! มิต้องเป็นกังวลแต่อย่างใด

เชื่อใจ แล้วจะไม่ทำให้เพื่อนๆ ผิดหวัง *ทุบอกปักปัก*

เราขอฝากเด็กๆ ไว้ในอ้อมอกทุกคนด้วยนะคะ อยากให้รักเขาแบบที่เรารัก

คำพูดลิเกสุดๆ แต่ไม่มีสิ่งไหนจะเปรียบเท่าความรู้สึกนี้แล้ว แงแง

ฟูมฟักอิคคิวกับภีมจนผูกพันแน้ว รักเด็กๆ มากพูดเลย

ฝากติดตามเป็นกะลังใจให้น้องเยอะๆ ด้วยเด้อ

ไปรวมตัวกันได้ที่แท็ก #อิคคิวไงจำไม่ได้หรอภีม ในทวิตเตอร์

ถึงจะไม่รู้จักแต่ว่ารักนะค้าบ

ˎ₍•ʚ•₎ˏ



Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-01-2021 22:09:16 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
1
อยากสนิท


ผมไม่ได้เกลียดอิคคิว แค่ไม่ค่อยชอบขี้หน้ามันเฉยๆ

เพราะอะไรน่ะเหรอ .. ก็ตั้งแต่มันย้ายเข้ามาเรียนปอหนึ่งโรงเรียนเดียวกันกับผมมันก็ฮอตจนหนิงปลื้มนักหนา หนิงเป็นเพื่อนที่ผมแอบชอบตั้งแต่อนุบาล เราสนิทกันมาก นอนกลางวันข้างกันเลย แต่พอมีมันย้ายเข้ามาหนิงก็เปลี่ยนไปเยอะ ไม่ค่อยสุงสิงกับผม จริงๆ ไม่ใช่แค่หนิงหรอก เพื่อนผู้หญิงคนอื่นก็ด้วย

และไม่ใช่แค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว ผมไม่ชอบที่มันขี้เก๊กเกินวัย อืม .. ไม่รู้ว่าเป็นธรรมชาติของมันหรือเปล่านะ แต่ผมจะขัดหูขัดตากับทุกอย่างที่เป็นมันไปหมด หน้าตาดี เรียนก็เก่งเกินหน้าเกินตาคนอื่น มันเก่งไปหมดทุกอย่าง แถมที่บ้านยังมีของเล่นล่อตาล่อใจเพื่อนเยอะแยะจนแก๊งค์ผมส่วนใหญ่ก็แห่ไปเล่นบ้านมันกันตรึม ผมไปด้วยบ้างแต่ไม่บ่อย มันมักมีของเล่นใหม่ๆ ก่อนใครเสมอ อย่างทามาก็อตจิ ดิจิไวซ์ เบย์เบลด เกมบอย เพลสเตชั่น หรือรถบังคับกระป๋องตราเพชรเงี้ยแม่งก็ไปหาซื้อมาได้ก่อนใครเพื่อน ด้วยเหตุผลนั้นมันเลยฮอตสุดๆ ในบรรดาเพื่อนผู้ชายเหมือนกัน

ที่แย่กว่านั้น บ้านเราเสือกอยู่ข้างกันด้วย ทำให้ผมเห็นหน้ามันทุกวัน ขึ้นรถโรงเรียนคันเดียวกัน บางครั้งก็ออกไปเล่นเป็นกลุ่มด้วยกัน แต่ผมไม่ค่อยคุยกับมันดีๆ เท่าไหร่ และด้วยความที่บ้านใกล้กันมาก ม้าเลยมักจะใช้ให้ผมเอานั่นเอานี่ไปให้แม่มันบ่อยๆ ตามประสาคนบ้านใกล้เรือนเคียงในต่างจังหวัดนั่นแหละ



“ภีม”

“ครับม้า”

“มาหาม้าในครัวหน่อยลูก”



ผมที่กำลังนอนอ่านหนังสือการ์ตูนอย่างสบายใจเฉิบบนโซฟารีบลุกขึ้นวิ่งเข้าครัวอย่างไว ม้ากำลังทำกับข้าวสำหรับมื้อเย็น ผมเห็นจานปีกไก่ที่ทอดเสร็จแล้ววางอยู่บนโต๊ะกินข้าวเลยแอบหยิบมาแทะเล่นชิ้นนึงช่วงที่ม้ากำลังหันหลังหั่นถั่วฝักยาว อย่าบอกนะว่าเรียกเขาเข้ามาช่วยทำกับข้าวน่ะ เด็กผู้ชายอย่างเขาน่ะเหรอจะเป็นงานครัว ถ้าให้ช่วยล้างผักเล็กๆ น้อยๆ ก็ว่าไปอย่าง



“ม้าวานวิ่งไปขอพริกบ้านป้าดาให้หน่อย ม้าลืมซื้อมา”



ใช่แล้ว .. ป้าดาที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก แม่อิคคิวเอง



“ทำไมม้าไม่ให้เจเจ้ไปอ่ะ” ผมบ่นกระปอดกระแปดตามประสา ไม่ได้ขี้เกียจอะไรนะ แต่ไม่อยากไปบ้านมัน ง่ายๆ ก็คือไม่อยากเจอหน้ามันนั่นแหละ

“เจ้เขาอ่านหนังสือ”

“โห่ม้าอ่ะ ภีมก็อ่านหนังสืออยู่เหมือนกันนะ”

“หนังสืออะไรครับ”

“โคนัน”



เห็นม้าส่ายหัวขำๆ



“ถ้าภีมขี้เกียจไปงั้นเดี๋ยวม้าไปเอง แต่ภีมต้องสับไก่นี่ให้ม้า ทำได้มั้ย”



ผมมองไก่ทั้งตัวในกะละมัง โอ้โห! ม้าประชดก็บอกมาเลยตรงๆ เด็กตัวกระเปี๊ยกและกล้ามเนื้อที่มีแรงกระจิ๊ดเดียวกับไก่ไซส์ใหญ่เบิ้มเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว ใครมันจะไปสับได้ อย่าว่าแต่เขาเลย เจเจ้ที่โตกว่าห้าปีก็จะสับได้มั้ย -*-



“ภีมไปให้ก็ได้”

“น่ารักที่สุด”



ผมเดินต่อยลมเตะหินกระฟัดกระเฟียดไปบ้านอิคคิวซึ่งอยู่รั้วติดกันนี่แหละ เดินแปบเดียวก็ถึง มันมักจะเป็นแบบนี้เสมอเวลาที่อะไรบ้านใครหมดก็จะเดินมาหยิบยืมกัน มะนาวเอย พริกแกงเอย ใบมะกรูดเอย เป็นความสัมพันธ์เพื่อนบ้านที่น่ารักดีนะเขาว่า แต่จะดีกว่าถ้าไม่ใช่บ้านมันน่ะนะ



“ป้าดาครับ”



ผมยืนเกาะรั้วแกร่ว เอาหน้าเล็กๆ ยื่นเข้าไปในซอกลูกกรงเหล็ก



“ป้าดาครับ”



เงียบ



“ป้าดาาาา”



ก็ยังเงียบว่ะ -*-



“ป้า...”

“แม่ไม่อยู่บ้าน ภีมมีอะไรหรือเปล่า” ว่าและ .. เป็นมันที่เดินออกมาชะโงกดูว่าใครตะโกนเรียกชื่อแม่มันนักหนา พอเห็นว่าเป็นผมมันเลยรีบหยุดสิ่งที่กำลังทำแล้วสวมรองเท้าแตะหูหนีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาคุยด้วยที่ริมรั้ว

“ไม่อยากเจอหน้ามึงเลย”

“ดูพูดเข้า”

“ก็พูดจริงๆ อ่ะ” ผมแวดใส่มันไปที “แล้วป้าดาไปไหน”

“ออกไปทำธุระที่ธนาคารกับพ่อ ทำไมหรอ”

“ม้ากูให้มาขอพริก” ผมเอาหัวผลุบออกจากกรงเหล็กแต่ผิดจังหวะไปนิดหน่อยเลยงกๆ เงินๆ จนมันหลุดขำ หน้าอายจริงๆ เลย เห็นในมือมันถือรีโมตบังคับรถกระป๋องด้วย อิจฉาชิบหาย มันมีหลายคันเลย ทั้งที่เอาออกมาเล่นและตั้งโชว์ไว้ในตู้ ส่วนเขาอ่ะขอป๊ามาเป็นเดือนแล้วแต่ป๊ายังไม่ยอมซื้อให้สักที

“พริกอะไรอ่ะ พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกหยวก พริกป่นหรือพริกแกง”



เออว่ะ

มัวแต่บ่นเลยลืมถามม้าไปเลย คิดไม่ถึงว่าจะมีสารพัดพริกที่ผู้ใหญ่เขาใช้ทำกับข้าวขนาดนั้น เข้าใจว่าพริกก็คือพริก จะวิ่งกลับไปถามม้าที่บ้านแล้ววิ่งกลับมาบอกมันใหม่ก็ขี้เกียจ แล้วแม่งก็ยืนกดดันเขาอยู่นั่น!



“พริกที่เขาเอาไว้ผัดไก่อ่ะ”

“ก็ทำได้หมดนะ”

“ไอ้ห่าเอ้ย! งั้นก็เอามาหมดนั่นแหละ เดี๋ยวเอามาคืน”



เรื่องเยอะจริงๆ เลย

ไม่ใช่มันนะ ผมเนี่ย!



“พูดให้มันเพราะๆ หน่อยภีม ไม่น่ารักเลย”

“ใครอยากน่ารักวะ”



มันส่ายหัวเอือม “จะเข้ามารอในบ้านก่อนเปล่า”



“โน”

“งั้นเดี๋ยวมา รอแปบนึง”



มันว่างั้นก่อนจะวิ่งกลับเข้าบ้าน ผมแอบเห็นพี่โอโม่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ในสวนหลังบ้านด้วย อ่อ... พี่โอโม่คือพี่ชายของอิคคิว เดาว่าน่าจะโตกว่าเจเจ้ของเขาไม่เท่าไหร่หรือไม่ก็เท่ากัน เขาไม่เคยคุยกับพี่มันแบบจริงๆ จังๆ หรอก มาเล่นบ้านมันกี่ครั้งก็เห็นพี่โอโม่เอาแต่อ่านหนังสือตลอด

ไม่เคยจะมาเล่นด้วยกันเลย

ว่าแต่บ้านป้าดานี่ร่มรื่นดีจัง

มะกอกออกลูกเพียบเลย แอบปีนเก็บไปจิ้มพริกเกลือซะดีมั้ยเนี่ย



“อ่ะ” ผมละสายตาจากพวงมะกอกไปมองทางต้นเสีย โอ้โห! มันแม่งเอาสารพัดพริกใส่ตะกร้าหิ้วมาให้เขาเลย ไม่ดิ แบบนั้นเขาเรียกกระเช้าป่ะวะ

“เยอะไปป่ะ!”

“ไม่รู้ว่าป้าอรจะใช้เยอะแค่ไหนนิ”

“ผัดแจกคนทั้งตำบลแล้วมั้งเนี่ย!”



เข้าใจว่าหวังดี แต่ใครมันจะใช้พริกเป็นกระเช้าแบบนั้นทำผัดไก่แค่ตัวเดียววะถามหน่อย แต่จะไปว่ามันกวนตีนก็ไม่น่าได้เพราะผิดที่เขาเองที่ไม่ถามม้ามาให้ดีว่าจะใช้พริกแบบไหน จำนวนเท่าไหร่ ให้เลือกหยิบสุ่มๆ ไปอย่างละนิดก็กลัวไม่พอแล้วต้องวิ่งกลับมาขอมันใหม่อีกรอบ

เพราะงั้นมันให้อะไรมาก็ถือๆ ไปเหอะวะ



“เดี๋ยวเราช่วยหิ้วไปส่ง”

“ไม่ต้อง”

“แต่มันหนักนะ”

“มึงถือได้กูก็ต้องถือได้ดิวะ” ไม่วายแวดใส่มันอีกรอบ จะบอกขอบคุณก็คันปากยิบๆ เหมือนไม่เป็นตัวเองก็เลยไม่พูดแม่ง ปล่อยให้มันยืนกอดอกมองผมกะเตงกระเช้าพริกจากบ้านมันหายเข้าบ้านตัวเองแล้วนั่นแหละถึงเดินกลับเข้าบ้านไป



ว่าแต่ไอ้ที่หนักนี่หนักพริกหรือหนักกระเช้ากันแน่วะ

ทำไมมึงไม่ใส่ถุงหิ้วให้กูเนี่ย!





/





พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า

ผมกลับมายืนอยู่หน้าบ้านป้าดาอีกครั้งพร้อมกับของที่มากกว่ารอบแรก มือข้างนึงถือจานผัดไก่ใส่ถั่วฝักยาว มืออีกข้างหิ้วกระเช้าอันเดิมมาคืน ไม่รู้มันแกล้งเขาหรือหวังดี ตอนม้าเห็นกระเช้าพริกนี่ร้องใส่เขาว่าเอามาทำไมเยอะแยะ จะใช้แค่นิดเดียว แล้วก็หยิบพริกออกไปนับได้สิบเม็ด คือมันจะให้ถือมายิ่งใหญ่ทำเพื่อ -*-

แล้วก็เหมือนเดิม

ผมยืนเรียกแม่มันอยู่หน้าบ้าน ยุงก็กัดขายิกๆ

เหมือนเขาจะกลับมากันแล้วนะ เห็นรถยนต์จอดอยู่ในโรงรถ



“กินเลือดกันอยู่นั่นแหละไอ้พวกยุงอำมหิต!” ผมเอ็ดยุงตัวดีทั้งหลาย จะวางจานผัดไก่กับกระเช้าพริกที่พื้นเพื่อตบก็ใช่เรื่อง เลยได้แต่ยกเท้าลูบขาตัวเองปอยๆ จนยืนโงนเงน แถวต่างจังหวัดมันก็แบบเนี้ย พอดึกหน่อยนะยุงเยอะโคตร

“มาอีกแล้ว”

“มึงอีกและ”

“มาบ้านเราคิดว่าจะเจอกระปอมหรือไงภีม”

“ไม่ได้เรียกหามึงแมะ”

“แม่ให้เราออกมาแทน ใช้เสร็จแล้วหรอนั่นน่ะ” มันพยักเพยิดมาที่กระเช้าพริก

“สิบเม็ดเท่านั้นแหละ ให้มาซะเยอะ”



ผมบ่นไปเรื่อยแต่มันไม่ได้ว่าอะไรเพราะมัวแต่เลื่อนประตูเหล็ก ท่าทางทุลักทุเลเล็กน้อยเพราะตัวมันก็เล็กพอๆ กับผมเลยนั่นแหละถ้าหากเทียบกับประตูหน้าบ้านแล้ว ผมส่งทั้งจานและกระเช้าให้มันทันทีที่ประตูเปิดออก



“อ่ะ .. แม่ให้เอานี่มาให้ด้วย”

“ขอบใจมาก”

“ไปและ”

“เดี๋ยวดิ! เข้ามาก่อน แม่เราจะให้ภีมเอาทุเรียนกลับไปด้วย”



ผมเบรกฝีเท้าหน้าเกือบทิ่มเพราะพุ่งออกตัวสุดแรง เมื่อกี้มันพูดอะไรนะ ทุเรียนหรอ? โห เอาของชอบมาล่อกันเลยหรอวะนั่น ว่าแต่ทำไมต้องเข้าไปในบ้านด้วย เอาออกมาให้เฉยๆ ก็ได้ป่ะ คิดหงุดหงิดรำคาญใจมันไปงั้นแหละ เพราะแค่ได้ยินคำว่าทุเรียนเขาก็เดินตามมันต้อยๆ แล้ว

มันพาผมเดินผ่านห้องนั่งเล่นที่พี่โอโม่กำลังนั่งดูสารคดีเข้าไปในครัว เห็นป้าดากำลังนั่งขัดสมาธิปอกทุเรียนอย่างขะมักเขม้น เข้าใจแล้วว่าทำไมป้าดาถึงส่งอิคคิวออกมาหาเขา เพราะตัวเองกำลังนั่งแงะทุเรียนอยู่นี่เอง



“แม่ครับ ป้าอรให้ผัดไก่มาจานนึงนะ”

“เหรอลูก ฝากขอบคุณม้าด้วยนะน้องภีม” ประโยคแรกพูดกับลูกชายตัวเองที่เดินเอาจานผัดไก่กับกระเช้าพริกเจ้าปัญหาไปวางบนโต๊ะกินข้าวและหาฝาชีมาครอบจานอาหารฝีมือม้าเขาเอาไว้ ส่วนประโยคถัดมาพูดกับเขาที่พอรู้ตัวอีกทีก็มานอนเท้าคางดูป้าดาปอกทุเรียนใกล้ๆ แล้ว



คางแทบจะเกยเข่าแม่มัน



“หอมจัง”

“ชิมมั้ยลูก หมอนทองนะ ป้าซื้อมาหลายลูกเลย เดี๋ยวแบ่งๆ ไปกินกัน”



ได้ยินแบบนั้นผมเลยตาลุกวาว แหงนมองหน้าป้าดาเหมือนจะถามว่ากินได้เลยเหรอ มันเป็นตอนนั้นเองที่อิคคิวยื่นทุเรียนพูใหญ่กว่าฝ่ามือเราให้เขาอันนึง ในขณะที่มันก็กำลังงับกินอีกพูอย่างเอร็ดอร่อย

ผมรับมาถือแล้วลุกขึ้นนั่งกินดีๆ

ของโปรดเลยแหละทุเรียนเนี่ย!



“อร่อยจังครับป้าดา”

“กินเยอะๆ เลยนะลูก เอากลับไปให้ป๊าม้าแล้วก็ภัสด้วย”

“ผมว่ากรอบๆ แบบนี้อร่อยกว่านิ่มๆ นะครับแม่”

“แม่ก็ชอบแบบนี้เหมือนกัน กินแล้วไม่ค่อยมีแก๊สในท้อง”



ผมนั่งฟังแม่ลูกคุยกันเกี่ยวกับสาระน่ารู้ของทุเรียนที่ไม่เคยรู้มาก่อน ถึงว่าล่ะทำไมตอนนั้นกินทุเรียนเยอะแล้วแน่นท้องจนต้องไปล้วงคออ้วก เขาเป็นพวกชอบกินทุเรียนที่นิ่มๆ เละๆ เหมือนไอติม แต่จะว่าไปกรอบๆ ก็อร่อยกว่าแบบที่อิคคิวพูดจริงๆ

ผมเล็มกินทุเรียนพูเดิมอย่างละเมียด ไม่อยากให้มันหมดไว เห็นอิคคิวแอบขำเขาใหญ่ ไม่รู้เป็นเหี้ยอะไรนักหนา จะด่ามันก็ไม่ได้เพราะแม่มันนั่งอยู่ตรงนี้ เลยทำได้แค่แอบชูนิ้วกลางใส่มัน ซึ่งมันก็หยักไล่ใส่เขาแบบกวนๆ

ไอ้หน้าหมา!



“อิคคิวพาภีมออกไปรอห้องนั่งเล่นก่อนก็ได้นะลูก ในนี้มันร้อน เดี๋ยวแม่ปอกเสร็จอีกครึ่งลูกแล้วจะเอาใส่จานให้ภีมถือกลับบ้าน ถือไหวเนาะ”

“ไหวครับ”

“โอเค งั้นออกไปดูทีวีรอกับพี่โอโม่กันก่อนนะ แปบเดียว”



อิคคิวรีบลุกขึ้นโยนเม็ดทุเรียนลงถังขยะจากระยะทางไกล แล้วก็น่าหมั่นไส้ที่มันลงกลางถังอย่างเหมาะเหม็ง ผมเลยเอามั่ง แต่นู่น .. นอกจากจะไม่ตรงถังแล้วยังกระเด็นกระดอนไปข้างเตาแก๊สให้ลำบากต้องวิ่งตามไปเก็บลงถังอีก

มันกวักมือเรียกผมหยอยๆ แล้วผมก็เดินตามมันไปอย่างว่าง่ายเฉยเลย อาจเป็นเพราะนี่ถิ่นมันด้วย แวดมากไม่ได้ ซ่ามากก็ไม่ควร เลยยอมเดินตามมันต้อยๆ ผ่านหน้าพี่โอโม่ไปยังอีกมุมของห้องนั่งเล่นที่มีตลับเกมส์เยอะแยะเลย



“มึงขี้อวดจังวะ”  มันยังไม่ได้พูดอะไร ผมหมั่นไส้เอง

“อวดอะไร จะชวนมาเล่นเสาร์อาทิตย์”

“ชวนกูเนี่ยนะ?”

“ชวนทุกคนแหละ ภีมมาด้วยดิ”



ผมกอดอกทำลีลาว่าจะมาดีหรือเปล่า จริงๆ มันรู้แหละว่าเขาไม่ค่อยชอบหน้า คงเดาได้จากท่าทางและคำพูดที่หยาบคายกับมันคนเดียว แต่มันคงไม่เคยรู้เหตุผลว่าทำไม เพราะงั้นถึงได้พยายามทำดีกับเขามาตลอด ชวนมาเล่นบ้านหลายต่อหลายครั้งแต่เขาไม่ค่อยอยากจะมา แต่ถ้ามีเพื่อนมากันเยอะๆ นั่นแหละถึงจะยอมมาบ้างเป็นครั้งคราว ครั้งนี้แม่งเอาเกมส์ใหม่มาล่อว่ะ ยังไงดีล่ะ นี่ก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ ทั้งๆ ที่ใจอยากเล่นจะตายชัก

เล่นตัวหน่อยแล้วกัน



“ไว้จะบอก”

“พ่อเราซื้อตลับเกมส์ใหม่มาให้ มีคอนทร่า มาริโอ้ แพคแมน adventure island แล้วก็ ice climber ด้วย เสาร์อาทิตย์ภีมไปไหนหรือเปล่า”

“เหอะ ไม่ได้ไป”

“งั้นมาดิ เพื่อนๆ นัดกันเก้าโมง” มันว่ายิ้มๆ

“เดี๋ยวคิดก่อนละกัน”

“ต้องคิดอะไร”

“ก็กูไม่ได้อยากเล่นขนาดนั้น”



ไม่จริงอ่ะ ผมโกหก -*-

จริงๆ อยากเล่นตอนนี้เลยด้วยซ้ำ



“แล้วแต่ภีมนะ”

“เดี๋ยวกูขอไปถามกระปอมก่อน”

“กระปอมตัวตั้งตัวตีเลย ”



ผมจิ๊ปาก ทำไมทั้งหมู่บ้านต้องเป็นมันที่มีเพลสเตชั่นคนเดียวด้วยนะ

น่าหงุดหงิดจริง!

คิดไปก็เซ็งหัวใจเปล่าๆ ผมไม่ได้ตอบอะไรมันเพราะมัวแต่คิดอิจฉาที่มันมีบรรดาเกมส์ให้เล่นสบายๆ ที่บ้านตั้งเยอะแยะ ก็ถ้ามันบอกว่าเพื่อนๆ เขาทุกคนจะมาก็แสดงว่าเขาก็ต้องมาด้วยหรือเปล่า ถ้าไม่มาจะเล่นกับใครล่ะ



“เยอะจังวะ” ผมหมายถึงตลับเกมส์

“มีเยอะกว่านี้อีก ที่บ้านกรุงเทพนะ”

“มึงจะเปิดร้านเกมส์หรือไง”



อิคคิวเขยิบแบ่งที่ให้ผมหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ ผมหยิบตลับเกมส์พวกนั้นขึ้นมาพลิกดูอย่างสนอกสนใจ อยากได้อ่ะ อยากมีไว้ที่บ้านสักอัน จะเกณฑ์เพื่อนทั้งห้องมาเล่นให้ตับแล่บ โชคไม่ค่อยดีที่เขาเป็นคนเรียนไม่เก่ง ช่วงนี้ป๊ากับม้าเลยยังไม่อยากซื้อเกมส์อะไรให้เป็นของตัวเอง เพราะกลัวว่าเขาจะเอาแต่เล่นจนไม่เป็นอันทำอะไร เพราะขนาดไม่มีเกมส์ก็ไม่ค่อยจะทำอะไรอยู่แล้ว -*-



“อยากให้มานะ”

“ภีม ทุเรียนเสร็จแล้วนะลูก”

“ครับ” ผมทิ้งอิคคิวนั่งอยู่หน้าชั้นตลับเกมส์แล้ววิ่งออกไปหาป้าดา นี่ก็ดึกแล้ว การบ้านเขาก็ยังไม่ได้ทำเพราะมัวแต่อ่านโคนันตั้งแต่กลับมาจากโรงเรียน



ผมอุ้มจานทุเรียนโดยมีอิคคิวกับป้าดาเดินออกมาส่งหน้าบ้านเพราะมันมืด โชคดีจังเลยได้ทุเรียนกลับบ้านมาจานพูนๆ ม้ากับเจเจ้ต้องดีใจมากแน่ ป้าดาน่ะใจดีสุดๆ ใจดีรองจากม้าผมเลยนะ เอ็นดูผมเหมือนลูกเหมือนหลาน



“ไม่ต้องวิ่งล่ะ ค่อยๆ เดิน” ป้าดากำชับ

“อย่าลืมให้คำตอบด้วยนะว่าเสาร์อาทิตย์จะมาหรือเปล่า”



เร้าหรือจริงๆ เลย

อยากแวดกลับไปว่า ‘เออไอ้ห่า’ แต่แม่มันยืนอยู่ด้วยเลยได้แต่พูดกลับไปว่า



“โอเคจ้าอิคคิว”











/











หากถามว่าชอบกรุงเทพหรือเปล่า ผมชอบนะ

ตัดเรื่องความวุ่นวายเวลาต้องออกไปใช้ชีวิตเร่งรีบข้างนอก เปลี่ยนมาเป็นยืนมองภาพรวมจากมุมสูงๆ ของระเบียงคอนโดแล้วมันก็ไม่ได้แย่ เพียงไม่กี่วันผมเริ่มชินและปรับตัวเข้ากับไลฟ์สไตล์ในแบบที่มันควรต้องเป็น อาจเพราะผมโตขึ้นกว่าเมื่อก่อน หรือตื่นเต้นกับวันเริ่มงานซึ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

หวังว่ามันคงจะราบรื่นนะ

ผมใช้ผ้าขนหนูซับเส้นผมที่เริ่มจะหมาดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังกลับเข้าห้อง ทิ้งภาพตึกสูงระฟ้าแน่นขนัดและกลุ่มก้อนจางๆ ของ PM2.5 ไว้เบื้องหลัง แต่ยังไม่ทันได้เดินเอาผ้าขนหนูไปผึ่งในห้องน้ำก็ต้องเดินมาหยิบโทรศัพท์มือถือเมื่อได้ยินเสียงโนทิฟิเคชั่นอันใหม่ที่เพิ่งเด้งเข้ามา



IKKYU : อย่าลืมให้คำตอบด้วยนะว่ากี่โมง



ครับ .. เป็นข้อความจากอิคคิว

อิคคิวถามผมซ้ำต่อจากบทสนทนาที่เราคุยกันค้างเอาไว้เมื่อสองวันก่อน คำถามสุดท้ายที่มันส่งมาวันนั้นผมเปิดอ่านเฉยๆ แต่ไม่ได้ให้คำตอบ หรือตอบแล้วในใจไม่รู้แหละ คงจะเบลอๆ ไม่ก็เพราะหลับคาโทรศัพท์

หลังเหตุการณ์เพ้นท์เสื้อด้วยลาเต้อิคคิวอาสาขับรถมาส่งผมที่คอนโด โดยให้เหตุผลว่าผมถือของพะรุงพะรัง ทั้งที่ผมปฏิเสธหัวชนฝาว่าไม่ต้อง มันยังกำชับกึ่งบังคับด้วยว่าผมต้องไปซื้อเสื้อเชิ้ตตัวใหม่เป็นเพื่อนมันวันนี้ แม้ว่าวันนั้นมันจะพูดเองว่าช่างมันเถอะ ไม่เป็นอะไรหรอก

มันเลยทั้งแอดไลน์และเอาเบอร์ผมไปด้วย

โชคดีเท่าไหร่แล้วที่ให้เขาไปเป็นเพื่อนเฉยๆ

ถ้าให้ซื้อคืนไม่ไหวเด้อบอกเลย



Peem : 11 โมงละกัน

IKKYU : โอเค เราจะได้ออกจากบ้านเลย

Peem : จะให้ไปเจอที่ไหน

IKKYU : เดี๋ยวไปรับ

Peem : ไม่ต้อง

IKKYU : ไปเองถูกหรือไง

Peem : ก็บอกมาด้วยเลยว่าไปยังไง

IKKYU : ภีมมาไม่ถูกหรอก

IKKYU : ถ้าต้องบอกเยอะขนาดนั้น

IKKYU : เราไปรับง่ายกว่า

Peem : มึงทำอย่างกับกูเป็นเด็กเล็ก

Peem : แท็กซี่ก็มี แกร๊บก็มี

Peem : จะยากอะไรนักหนาวะ

IKKYU : ไม่อยากเถียงด้วย

IKKYU : เรา ไป รับ

IKKYU : เตรียมตัวเลยนะ กำลังออก



“เชี่ยนี่! มีสิทธิ์อะไรมาสั่งวะ!” ผมกระทึบเท้าฟึดฟัด โมโหที่พิมพ์ตอบกลับมันไม่ทัน แล้วก็ไม่ชอบไอ้ประโยคที่พูดเหมือนเขาเป็นเด็กเล็กที่ทำอะไรไม่เป็นนั่นด้วย



พูดซะอย่างกับว่าต้องขึ้นเขาลงห้วยต่อเรืองั้นอ่ะ

อายุยี่สิบสองแล้วนะเว้ย ไม่ใช่เด็กๆ



Peem : อย่าพูดว่าการเดินทางง่ายๆ ในกรุงเทพ

Peem : เป็นเรื่องยากสำหรับกูได้ป่ะ!



พิมพ์ตอบกลับไปอย่างโชว์เหนือ

แต่อย่าให้มันรู้เชียวนะว่าครั้งนึงไม่นานมานี้เขาเคยยอมซื้อเหรียญรถไฟใต้ดินสุดสายเพียงเพื่อจะสุ่มลงสถานีไหนก็ได้ที่ใกล้กับเซ็นทรัลเวิร์ล -*-





/





“มีอะไรอยากเล่าให้เราฟังป่ะ”

“ไม่มี”

“เรื่องมหาลัยก็ได้นะ”

“ขี้เกียจเล่า”

“ป๊ากับม้าภีมสบายดีหรือเปล่า”



ผมกอดอกมองหน้าอิคคิวอย่างหงุดหงิด นึกสงสัยว่าที่บ้านไม่มีใครพูดกับมันหรือไงถึงได้ถามเขาไม่หยุด จะสรรหาอะไรมาซักไซ้กันนักหนา แล้วรู้อะไรมั้ย ไอ้ที่มันบอกว่าจะมาซื้อเสื้อเชิ้ตตัวใหม่น่ะ ตอนนี้ยังไม่ได้เฉียดเข้าร้านเสื้อผ้าสักร้าน แถมยังต้องมานั่งหันหน้าเข้าหากันในร้านโอ้กะจู๋อะไรนี่อีก



“ยังแข็งแรงดี แล้วพ่อแม่มึงล่ะ”

“เรียกชื่อแทนได้มั้ย”

“ไม่ถนัดปาก ถ้าเรียกมึงไม่ได้ก็ไม่อยากคุยด้วย”

“พูดจาไม่ได้เข้ากับหน้าเลย”

“มันทำไม!”



อิคคิวหัวเราะที่อยู่ๆ ผมก็อารมณ์ขึ้น

ยังดีแหละที่มันชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ

เพราะถ้ามันพูดถึงอดีตของเราและหยิบเรื่องที่เคยทำกับผมไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อนมาพูดก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไง เดาว่าไม่ซัดหน้ามันก็เอาจานสลัดแซลมอนเนี่ยแหละฟาดหัวสักสามทีแทนการชำระแค้น แต่มันนานมากแล้ว ไม่รู้มันลืมเหตุการณ์นั้นไปแล้วและมีแค่ผมที่ยังจำได้หรือเปล่า

แต่ภาวนาให้ลืมไปเถอะ



“ซี่โครงนี่อร่อยนะ” อิคคิวหั่นชิ้นใหญ่ๆ มาวางใส่จานผม

“ตักเองได้ มึงกินเหอะ”

“กินอยู่ไง แต่เห็นภีมไม่ค่อยกินเลย”

“ ... ”

“เอาแต่นั่งมองหน้าเรา”



เออ ก็ข้องใจ

นี่เขาต้องบอกมันนิดนึงมั้ยว่าเขากินผักไม่เก่ง คือกินอ่ะกินได้แหละ แต่น้อยมาก ถ้าเลือกได้ก็ไม่กิน แล้วดูมันพามานั่งในร้านสลัด เสิร์ฟมาแต่ละจานผักกองเท่าเทือกเขาหิมาลัย ถ้าพาเข้าร้านชาบูหรือบอนชอนอะไรอย่างงั้นก็ว่าไปอย่าง



“ไม่อร่อยเหรอ”

“อร่อยๆ แต่แบบ .. อยากกินแต่เนื้อ ไม่เอาผักอ่ะมึง”

“ภีมยังไม่กินผักอีกเหรอ”



ใช้คำว่าอีกเหรอแสดงว่ามันจำได้ -*-

เขาโคตรไม่ชอบผักเลย



“เป็นไจกาโนโทซอรัสกลับชาติมาเกิด”

“ ... ”

“สัตว์กินเนื้ออ่ะเข้าใจป่ะ”



มันวางมีดและส้อมเพื่อกุมขมับขำผมโดยเฉพาะ

ภีมก็ยังเป็นภีมแหละนะ



“เอาเลย ยกไปทั้งชิ้นเลยแซลมอนเนี่ย”

“ ... ”

“เราสั่งมาให้”

“ ... ”

“จำได้ว่าชอบกินปลา”



มันอมยิ้มกับตัวเองก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาจัดการกับซี่โครงที่บอกว่าอร่อยนักหนา ดูท่าอิคคิวจะมีความสุขมากที่ได้เจอเพื่อนเก่า และเชื่อมั้ยว่าต่อให้ผมเคยไม่ชอบขี้หน้ามันตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันโตขึ้นแล้วดูดีกว่าเดิมมาก ผมหมายถึงตอนเด็กๆ มันดูดีและโดดเด่นจนเป็นที่สนใจของใครหลายคนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คูณสิบไปเลย ด้วยความที่มันตัวสูง หุ่นเลยดีตามระเบียบ พอโตเป็นหนุ่มเบ้าหน้าหล่อเหมือนพ่อมันเปี๊ยบ ผิวพรรณก็สวย นิ้วมือมันยังสวยเลยอ่ะ

แต่อย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้อิจฉามันหรอกนะ

แค่พูดให้ฟังตามที่เห็นเฉยๆ



“ตอนเราย้ายมา โรงเรียนเปลี่ยนไปเยอะป่ะ”



โอ้โห .. มึงก็เล่นย้อนถามไกลจังเลยวะ -*-

ต้องระลึกชาติตอบป่ะเนี่ย



“เจริญขึ้นเยอะเลยตอนไม่มีมึง”

“กัดเจ็บจริงๆ เลยนะตัวแค่เนี้ย”



ผมยักไหล่กวนๆ ตักแซลมอนชุ่มน้ำสลัดวาซาบิเข้าปากคำโต

โคตรอร่อยเลยว่ะ



“นึกๆ แล้วเราคิดถึงตอนเรียนที่ขอนแก่นนะ”

“ทำไมอ่ะ ที่นี่ไม่เจ๋งเหรอ”

“โรงเรียนชายล้วนอ่ะ มันคนละฟีล”

“อ๋อ .. จะบอกว่าไม่มีสาวๆ ให้มึงหว่านเสน่ห์เล่นว่างั้นเหอะ”

“ก็แย่แล้ว”



หมั่นไส้ว่ะ!



แล้วผมก็รับหน้าที่ฟังมันสาธยายเรื่องราวของตัวเองว่าที่มันย้ายมากรุงเทพมันเข้าเรียนโรงเรียนชายล้วนย่านบางรัก เพื่อนมหาลัยผมคนนึงก็จบจากโรงเรียนเดียวกันกับมันนี่แหละ อิคคิวเล่าต่อว่าตอนกำลังจะเข้ามหาลัยเป็นจุดหักเหของชีวิต มันสอบติดคณะนึงแต่พ่อมันอยากให้เรียนอีกคณะในมหาลัยเดียวกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วมันได้เรียนตามที่พ่อต้องการ ฟังแล้วน่าเห็นใจแต่ก็นึกหมั่นไส้เบาๆ วิถีคนเก่งเนอะ สอบรอบไหนก็ติด



“เรียนอะไรก็เรียนได้ สำคัญที่ว่าชอบหรือเปล่า”

“แต่ก็ดีแล้วป่ะ จบเกียรตินิยมดับหนึ่ง”

“เฉยๆ มันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลยสำหรับเรา”

“หมั่นไส้ว่ะ!” ผมเตะแข้งมันไปที



มันก็เป็นซะอย่างเนี้ย จะไม่ให้ผมหมั่นไส้ได้ยังไง บอกเลยนะว่ามันเป็นคนเดียวในชีวิตที่ผมใช้คำว่าหมั่นไส้ด้วยอย่างสิ้นเปลืองที่สุด เก่งจะตายชักแต่ชอบพูดจาอะไรที่คนไม่เก่งด้านไหนเลยแบบผมฟังแล้วขัดหู ถ้าผมเป็นมันแล้วเรียนได้ดีถึงขั้นได้เหรียญเกียรตินิยมนะจะคุยโวไปสามเดือนเลย!

เรานั่งกินและเงียบมากกว่าพูดคุยกันต่ออีกสักพัก



“แล้วนี่เราจะไปกันได้ยัง”

“อิ่มแล้วเหรอ”

“มาก!”

“เดี๋ยวเช็คบิลเลย มื้อนี้เราเลี้ยงภีมเอง”



ผมพยักหน้าเออออ แม้จะแอบเกรงใจเล็กๆ แต่ก็รู้สึกดีที่อิ่มท้องแล้วยังไม่เสียตังค์สักกะบาท จริงๆ แอบง่วงด้วย มักจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งเวลาที่กินอะไรอิ่มมากๆ หนังตามันจะหนักยังไงไม่รู้ อยากรีบซื้อรีบกลับไปนอนจะแย่แล้ว

จะว่าไปสยามในบ่ายวันเสาร์นี่คนเยอะเป็นบ้า

วัยรุ่นเดินกันให้ขวัก



“ร้านอยู่ไกลป่ะ” ผมถามมันตอนเราเดินขนาบข้างกันไปเรื่อยๆ

“ร้านอะไร”

“เอ้า! ก็ร้านเสื้อเชิ้ตมึงไง”

“ลืมไปแล้วนะเนี่ย”



ลืมอะไร มึงชวนกูเองแท้ๆ

เดี๋ยวตบปากแตก



“อย่ามาตลกนะ”

“จริงๆ เรื่องเสื้อไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก”

“ ... ”

“อยากชวนภีมออกมาเที่ยวเฉยๆ”

“ ... ”

“กลัวว่าจะเบื่อ”



ไอ้ประโยคนั่นมันหมายความว่ายังไงนะ? คือมันหลอกผมออกมาเหรอวะ? ผมหยุดยืนมองหน้ามันแต่จุกจนจะอ้วกบวกง่วงด้วยเลยนึกสรรหาคำด่าไม่ออก และไม่ต้องรอให้ผมยืนทำหน้าพะอืดพะอมอยู่นาน เพราะมันเดินกลับมาดันหลังให้เดินต่อไปหยุดอยู่หน้าร้านชานมที่ห่างไปไม่ถึงสิบเมตร



“บราวน์ชูก้าร์ครีมมูสใส่ไข่มุกสองแก้วครับ”

“สองร้อยสี่สิบบาทค่ะ”

“อยากให้ลอง”

“มึงแดกเหอะ จุกจะตายห่าแล้ว”

“ได้ยังไง สั่งมาสองแก้ว”

“แล้วมึงไม่ถามกูสักคำเลย สั่งเอาๆ” ผมแหวมันไปที แต่แทนที่จะสลดมันกลับเล่นหูเล่นตากวนบาทาผมไปอีก ไอ้นี่มันโตแล้วอัพเลเวลความกวนตีนขึ้นด้วยหรือเปล่านะ ตอนเด็กๆ ไม่เห็นจะน่าถีบขนาดนี้เลย

“เอาน่า กินไม่หมดก็ทิ้ง แต่อยากให้ลองชิม”

“มึงพูดทิ้งต่อหน้าร้านเขาเนี่ยนะ”

“เราไม่ได้บอกว่าทิ้งเพราะไม่อร่อยซะหน่อย”



เออ .. เอากับมันเหอะ

เขาขี้เกียจจะเถียงละ ต่อปากต่อคำโคตรเก่ง

ปวดประสาท!

“เร้าหรือชิบหายเลยมึง” ผมรับแก้วชาไข่มุกมาถือแบบไม่สบอารมณ์

แล้วก็เจาะดูดให้มันจบๆ เรื่องไป

แต่เออ .. อร่อยดีว่ะ

ไม่ต้องทิ้งแม่งละ เสียดายของ -*-

“ภีม” อิคคิวเอาศอกถองสีข้างผม “ถามอะไรหน่อย”

เราเดินดูดชานมไข่มุกแก้วเบ้อเร่อข้างกันไป เดินลัดเลาะทะลุตัวห้างนึงเพื่อข้ามไปฝั่งสยามพารากอน ระหว่างทางมีคนมองเราเป็นระยะๆ จากตอนแรกที่ไม่คิดอะไรกลายเป็นผมเริ่มประหม่า เริ่มเช็คความเรียบร้อยของตัวเองว่าใส่เสื้อกลับตะเข็บหรือเปล่า หรือมีอะไรเปื้อนหน้าผมเหรอ ทำไมมองเรากันไม่หยุด



“ห้าร้อย”

“เกินไป”

“จะถามอะไรนักหนาวะ มึงเหนื่อยบ้างมั้ยเนี่ย”

“ไม่เหนื่อยอ่ะ พลังเหลือเฟือ”



ยอมมันเลยจริงๆ



“ว่า!”

“พูดเพราะๆ กับเขาเป็นบ้างป่ะ ทำไมต้องมีหยาบสร้อยตลอด”

“อันนี้คือคำถามมึงแล้วเหรอ”

“ใช่”

ผมดูดน้ำอีกอึกใหญ่และไอแค่กๆ เพราะไข่มุกพุ่งพรวดเข้าคอ

“พูดเป็น เลือกหยาบเฉพาะคน”

“เหตุผลเข้าท่า”

“ ... ”

“ถึงไม่ชินแต่จะว่าไปเราชอบนะ”

“ ... ”

ผมเพิ่งค้นพบความจริงข้อนึงว่า

“เพราะฟังแล้วมันดูสนิทกันดี”

อิคคิวมันช่างจ้อซะจริง




;
#อิคคิวไงจำไม่ได้หรอภีม



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-11-2020 13:04:51 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ MayuYume

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
น่ารักมากๆ ภีมก็เกรี้ยวกราดเกิ๊น

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
2
บึ้งตึงไม่จริง



“ไปเร็วๆ ภีม คนอื่นเขารอ”
“จะชวนทำไม เล่นกันแค่นี้ก็ได้หนิภัส” เกือบทุกครั้งที่เวลาผมเริ่มหงุดหงิดพี่สาวจะชอบเผลอเอ่ยชื่อเล่นเธอห้วนๆ โดยปราศจากคำว่าเจเจ้ที่แสดงถึงการให้เกียรติช่องว่างระหว่างวัยของเราที่ห่างกันถึงห้าปี และเขามักได้รับสายตาขุ่นเคืองกับน้ำเสียงกระแทกกระทั้นกลับมาอยู่เสมอ
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ..
“มีแค่เจ็ดคน จะโอลาน้อยออกยังไง ฝั่งนึงก็คนเยอะกว่าสิ!”
“ทำไมไม่ชวนพี่สตางค์มาเล่นด้วยล่ะ”
“สตางค์ไปบ้านยาย”
“พี่ตะวัน”
“ตะวันไปเยี่ยมน้าหน่อยคลอดน้อง”
“แล้วพี่ ..”
“อะไรนักหนาเนี่ย ไม่งั้นภีมก็ไปนั่งดูเฉยๆ เลย ไม่ต้องเล่น”
“ตลอด!” ผมเตะกระป๋องน้ำอัดลมกลิ้งหลุนๆ ไปใต้ต้นมะขามที่ซึ่งข้าวเม่านั่งดูพวกเราตกลงกันไม่เสร็จสักทีอยู่บนแคร่ ผมถอนหายใจ จะชวนข้าวเม่ามาเล่นด้วยกันให้ครบคนก็ไม่ได้ เพราะรายนั้นเป็นโปลิโอ พอเปลี่ยนจากเล่นดีดลูกแก้วเป็นกระโดดยาง ข้าวเม่าก็เลยต้องนั่งพักตามระเบียบ
“ขอโทษนะข้าวเม่า เกือบโดนแกเลย”
“ไม่เป็นไร”
ข้าวเม่าเป็นเพื่อนอีกคนที่เขาสนิทด้วย ครอบครองฉายาคนดีเสมอมาและคงตลอดไป คุณสมบัติตรงตามคำขวัญโรงเรียนเป๊ะ เด็กดี มีวินัย ใฝ่ศึกษา นำพาชาติเจริญ แต่ที่โรงเรียนมักถูกเพื่อนล้อว่าไอ้เป๋อยู่บ่อยๆ ไม่ค่อยมีใครอยากเล่นกับข้าวเม่าเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่พวกผู้ชายชอบเล่นอะไรผาดโผน ใช้พละกำลัง ซึ่งถ้ามีข้าวเม่ามาแจมด้วยทุกคนจะต้องเล่นอะไรง่ายๆ แบบที่ไม่ต้องขยับร่างกายออกแรงมากนัก และเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เวลาเล่นอะไรจะชวนข้าวเม่ามาร่วมด้วยเสมอ เหมือนครั้งนี้ที่ปั่นจักรยานไปรับถึงที่บ้าน
แต่เล่นสนุกด้วยกันไม่เท่าไหร่ก็ทำหน้าบูดเป็นตูดให้เพื่อนเห็นซะแล้ว เหตุเพราะไม่อยากทำตามคำสั่งพี่สาว เพื่อนที่แสนดีเลยอาสาจะทำแทน ร่างแคระแกร่นกว่าเด็กวัยเดียวกันเขยิบตัวหย่อนขาลีบๆ ข้างซ้ายลงจากแคร่ไม้ไผ่เพื่อสวมรองเท้าแตะ เห็นแบบนั้นเขาเลยต้องรีบห้ามและโบกมือเป็นพัลวัน
“ไม่ต้องๆ”
“เราไปให้”
“ไม่เป็นไรข้าวเม่า เดี๋ยวเราไปเอง”
จบคำที่ทุกคนรอคอย ภัสที่เปรียบเป็นหัวโจกในเวลานี้เลยนำผองเพื่อนไปนั่งรอบนแคร่เป็นเพื่อนข้าวเม่าระหว่างที่ส่งผมเป็นตัวแทนไปเจรจากับอิคคิว ทั้งที่ก่อนหน้าไม่ถึงชั่วโมงผมเพิ่งแกล้งเมินมันตอนอุ้มโหลลูกแก้วไซส์ใหญ่เบิ้มมาเพื่อขอเล่นด้วย ทำให้มันต้องนั่งจ๋องดูศึกคริสตัลหลากสีที่มีหวานเย็นเป็นเดิมพันสักพักแล้วกลับบ้าน แต่ดูตอนนี้ดิ .. ผมต้องบากหน้าไปขอร้องให้มันกลับไปเล่นกับพวกเรา
อัปยศสุดๆ -*-
“เดินให้มันไวกว่านั้นหน่อย นับก้าวอยู่นั่นแหละ”
ผมเดินเอื่อยเฉื่อยจนเจเจ้บ่นไล่หลัง ระหว่างนั้นก็คิดไปด้วยว่าจะพูดกับมันยังไงให้ไม่เหมือนประโยคขอร้อง น่าเบื่อจริงๆ วันนี้เพื่อนผู้ชายพากันหนีไปเล่นว่าวปักเป้ากับพี่เอกที่คันนาลุงนวยโดยไม่รอเขา แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ เขาอ่านการ์ตูนดึกจนตื่นสายโด่งเอง และม้าก็ไม่อยากขุดจากที่นอนเพราะเห็นว่าเป็นวันเสาร์ นี่ถ้าไม่ติดว่าตื่นสายจนไปไหนมาไหนไม่ทันเพื่อนนะ จะไม่ง้อเจเจ้เลย!
เพราะวันหยุดสุดสัปดาห์ของเด็กต่างจังหวัดไม่ได้มีอะไรให้ทำนักหนา พอดูหนังจักรๆ วงศ์ๆ ต่อด้วยโมเดิร์นไนน์การ์ตูนจบก็ไม่มีอะไรสนุกๆ แล้ว เด็กวัยไล่เลี่ยกันในระแวกนี้เลยมักจับกลุ่มเล่นกันเป็นก๊วน ทั้งขายของ ซ่อนแอบ ตี่จับ เตย เบสบอล เขี่ยไพ่ ดีดลูกแก้ว กระโดดยาง อ้อ .. ไอ้แผลงๆ พิเรนทร์ๆ หน่อยก็มีบ้าง เช่น ยิงนก ตกปลา จับกิ้งก่า หรือแอบผู้ใหญ่จุดไฟต้มเทียนเล่นมังกรพ่นไฟจนเกือบไหม้บ้าน มันก็มีอยู่เท่านี้แหละ
แต่วิถีเด็กชนบทน่ะ
มันโคตรสุดยอดและเจ๋งที่สุดแล้ว ..
จริงๆ นะ
“อิค ..” และแล้วผมก็มาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านอิคคิวจนได้ แต่ไม่ทันที่จะได้ตะโกนเรียก เจ้าของชื่อก็เดินออกจากบ้านมาเหมือนตั้งใจจะไปที่ไหนสักแห่งอยู่แล้ว คนที่ตระเตรียมประโยคมาตลอดทางแบบผมก็เลยไปไม่เป็น ทำได้แค่ยืนกำถุงลูกแก้วที่กินของคนอื่นมาและมองหน้ามันตาปริบๆ
“จะ .. จะไปไหน”
“ว่าจะไปดูพวกภีมเล่นกันแหละ เพิ่งกินขนมเสร็จ”
“กลับบ้านมากินขนมหรอกเหรอ”
“ใช่ .. เอาโหลลูกแก้วมาเก็บด้วย”
“...”
“แล้วภีมล่ะ มาทำอะไรตรงนี้ เลิกเล่นกันแล้วหรอ”
เอาล่ะ ดันลืมประโยคขอร้องที่ไม่ใช่ประโยคขอร้องไปซะสนิท ผมกัดริมฝีปาก มือกำชายเสื้อ ตาก็เหลือกมองยอดต้นปีบหน้าบ้านมัน พยายามนึกสรรหาคำที่ฟังดูเข้าท่าจนอิคคิวกางมือโบกไปมาใกล้ๆ หน้าผมและเรียกชื่อซ้ำๆ มันคงคิดว่าผมเป็นบ้าไม่ก็กำลังจะชักแน่ๆ
“จะเล่นโดดยาง คนไม่ครบ ไปเล่นด้วยกันเถอะ”
“...”
“.. มั้ย”
“...”
“.. นะ”
“...”
“.. ดิ”
“...”
“.. ป่ะ”
ผมกัดลิ้นตัวเองไปที
มันไม่เหมือนประโยคขอร้องตรงไหนวะ! ไม่ว่าจะลงท้ายประโยคด้วยคำไหนก็ดูเหมือนเขาง้อมันไปเล่นทั้งหมดเลย ผมแกล้งกระแอมดังๆ ยัดถุงลูกแก้วใส่กระเป๋ากางเกงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าการยืนนิ่งๆ หลังจากพูดประโยคที่อิคคิวคงนึกในใจว่า ‘ อิหยังของมันวะ ’ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ความเก้อลดน้อยลง
“ป่ะ! ไปดิ .. ไปกันเลยเนอะ” ที่แน่ๆ อิคคิวหัวเราะผมไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันตลกส่วนไหนของประโยค หรือตลกที่ผมเพิ่งทำอะไรเปิ่นๆ คงดีกว่านี้ถ้ามันช่างสงสัยและถามผมสักหน่อยว่าทำไมอยู่ๆ ถึงมาชวน ผมจะได้มีโอกาสอธิบายเพิ่มเติมว่าตัวตั้งตัวตีคือเจเจ้ แต่ไหนๆ มันก็เดินตามมาอย่างว่าง่ายแล้ว ช่างแม่ง!
แค่ไม่เข้าใจว่าจะยิ้มทำไมนักหนา
น่ารำคาญ!
ในระหว่างที่เดินตามกันไปยังลานอเนกประสงค์หน้าบ้านผู้ใหญ่เราก็ไม่รู้จะคุยอะไรกัน ความน่าอึดอัดในทีแบบนี้ย้ำฟ้องว่าความสัมพันธ์ของผมกับอิคคิวโคตรจะห่างกัน ห่างในที่นี้หมายถึงแม้ว่าบ้านเราจะใกล้กันแค่รั้วกั้นแต่เราแทบไม่ได้ทำกิจกรรมฉบับเด็กๆ ร่วมกันเท่าไหร่ นี่นับเป็นครั้งแรกที่ผมชวนอิคคิวเล่นด้วยโดยไม่มีก๊วนเด็กผู้ชายคนอื่นร่วมแจม ผมเดินผิวปากคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ถ้าเป็นเพื่อนคนอื่น ตลอดเส้นทางเราคงแย่งกันพูดไม่หยุด แต่กับอิคคิวเป็นข้อยกเว้น
เพราะอิคคิวต่างจากคนอื่นๆ
และมันก็น่าอึดอัดซะจนผมต้องเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
“ทำไมมึงไม่ไปเล่นว่าวกับพวกพี่เอกวะ”
“ตื่นสาย”
“โถ่เอ้ยยย! นอนกินบ้านกินเมืองซะจริง”
“นั่นสิเนอะ”
“หัดตื่นให้มันเช้าๆ บ้าง”
อิคคิวลอบขำที่ได้ยินคนเดินนำพูดเช่นนั้น จริงๆ แล้วเขาไม่ได้นอนตื่นสายหรอก ตั้งเตกับเปตองปั่นจักรยานมาชวนให้ไปด้วยกันตั้งแต่เช้าแล้ว บอกว่าพี่เอกจะขับรถกระบะมารับที่บ้านกิ่งข่อยตอนแปดโมง แต่เผอิญเขาแอบได้ยินป้าอรมาคุยเล่นกับแม่ตอนเช้าว่าภีมนอนไม่ยอมลุกไม่ยอมตื่นสักที คาดว่าไม่น่าจะทันเวลาพี่เอกมารับ ก็เลยจำเป็นต้องปฏิเสธคำชวนเจ้าแฝดไป
เพราะว่าเขาไม่ได้อยากเล่นว่าวปักเป้า
“นอนจนตะวันแยงก้น!”
แต่เขาอยากเล่นอะไรก็ได้ .. กับภีม (:



/



เราเลิกเล่นยางจันทร์อังคารมาเล่นยางบ้านกันแล้ว
“ห้ามเหยียบหนอนนะ” เป็นเสียงข้าวเม่าเองที่ตอนแรกนั่งพากย์อยู่บนแคร่ดีๆ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมานั่งขัดสมาธิคลุกฝุ่นอาสาเป็นพี่เลี้ยงจำเป็นให้อิคคิวแล้ว คนนึงก็สอนดี๊ดี อีกคนก็เชื่องจังเลย
“หนอนไหน?”
“ยางที่เป็นปมๆ น่ะ ห้ามเหยียบ”
“อันนั้นล่ะเหยียบได้ป่ะ”
“ไม่ได้ๆ”
“โอเค เข้าใจละ แอบยากนะเนี่ย”
อ่ะ .. ดูเอาเถอะ อิคคิวมันช่างไม่รู้กฎกติกาเบสิคอะไรเลย แค่เรื่องง่ายๆ ยังต้องให้เพื่อนชี้นิ้วกำกับ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นคนไม่เคยเล่นยางที่เล่นยางเก่งชิบหาย ฟังดูย้อนแย้งใช่มั้ย? แต่มันเป็นแบบนั้นเลย
เจเจ้ถามมันว่าเคยเล่นมาก่อนหรือเปล่า ซึ่งคำตอบคือไม่ เลยต้องเสียเวลาอธิบายกฎการเล่นยางเดี่ยวที่เราตกลงจะเล่นกันเป็นอย่างแรกแปบนึง มันทำความเข้าใจไวมากโดยไม่ต้องมีใครสาธิต ไวซะยิ่งกว่าตอนเขาทำความเข้าใจเวลาเจเจ้สอนการบ้าน แถมอิคคิวยังกระโดดโคตรสูง ขนาดอีเอวเพชฌฆาตของเจเจ้ที่ใครต่างก็ตายในด่านนี้มันยังกระโดดข้ามได้อย่างชิวๆ โดยที่ยางไม่กระดิกสักกะติ๊ด ใดๆ ก็ไม่สู้ท่าตีลังกาจบตอนอีชูหรอก มันกระแทกอกกระแทกใจผองเพื่อนเจเจ้เขาเหลือเกิน
กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ -*-
คนมันหล่ออ่ะ เขยิบตัวทำอะไรก็ดูดีไปหม๊ด!
“เราว่าเราเกิดไวไปนิดว่ะ!”
“อยากกลับไปเรียนปอสามห้องเดียวกับน้อง”
“แกเอาโอโม่ไป เราขอน้องอิคคิว”
“น้อยๆ หน่อยพวกแกน่ะ นั่นเพื่อนน้องเรานะ”
ผมล่ะหมั่นไส้ความคลั่งไคล้และป้อยอเกินเหตุของบรรดาพวกผู้หญิงบวกกับเหนื่อยที่จะยืนเป็นหลักให้อิคคิวชนะแล้ววนมาเล่นอีตุ่มใหม่รอบแล้วรอบเล่าเลยขอเปลี่ยนเกมส์กับเจเจ้ที่เป็นเจ้าของยาง โชคดีที่เราอยู่ทีมเดียวกันและกำลังเบื่อหน่ายการยืนเอายางพันข้อพับขาจะแย่แล้ว ระหว่างแกะยางที่พันรอบเข่าออก ผมแยกเขี้ยวชี้หน้ามันซึ่งถลกกางเกงวอร์มเตรียมจะเหินฟ้าอีกครั้ง
“มึงโดดรัวๆ จนยางกินขนหน้าแข้งกูหมดแล้วเนี่ย!”
นั่นแหละ เราถึงได้เปลี่ยนมาเล่นยางบ้านกันสักที
และเกมส์นี้ผมไม่แพ้มันแน่!
“จะโชว์ให้เด็กมันดูสักหน่อย”
“โม้เก่งจริงๆ เลยน้องใครวะ”
“ธรรมด๊า!”
จะว่าผมเซียนยางบ้านก็ไม่ผิดนะ เพราะมีพี่สาว และเวลาอยู่บ้านเรามักจะนำยางมาล้อมเสากลางบ้านสี่ต้นและเล่นด้วยกันอยู่บ่อยๆ กิจกรรมฮิตๆ ของเด็กๆ ก็วนอยู่เท่านั้น ช่วงพักกลางวันตามที่ต่างๆ ของโรงเรียนก็จะมีแต่วงยาง วงหมากเก็บ วงไพ่เขี่ย เสียอย่างเดียวที่ครูไม่อนุญาตให้เล่นลูกแก้ว ไม่งั้นคงจะขุดหลุมกันตะปุ่มตะป่ำเป็นดาวอังคาร ว่าไปเขาก็เล่นเก่งพอตัวเลยนะลูกแก้วน่ะ ท้าเขาไปทั่ว เที่ยวกินของพวกฝีมืออ่อนๆ แล้วก็เอาไปขายคืนให้พวกมันนั่นแหละ เป็นยังไงล่ะ .. หนทางหาตังค์ในวัยเรียน
คนชื่อภีมนี่มันเก่งจริงๆ เลยวุ้ย!
“อ้าวภีม เหยียบหนอน ตายๆๆ”
“ไหนนนน”
“ก็ใต้ตีนน่ะ ยังเหยียบคาอยู่เลย”
“โห่เจเจ้! อันนิดเดียวเอง”
“นิดเดียวก็หนอนจ่ะ ตายแล้วออกไปรอเลย อย่างอแง” เจเจ้ทำไมเป็นคนแบบนี้นะ พอได้อยู่คนละข้างกันล่ะจ้องจับผิดเขาคนเดียว ปมจึ๋งนึงนั่นก็นับเป็นหนอนด้วยหรอ ถ้ายางมันจะเก่า ขาดแล้วต่อ ต่อแล้วขาดจนปมเยอะขนาดนี้ก็ซื้อมาร้อยใหม่ดีกว่ามั้ย เดี๋ยวเขานั่งร้อยให้ก็ได้ ปัดโธ่!
สุดท้ายผมเลยโดนถีบออกจากวงมานั่งจ๋องข้างๆ ข้าวเม่า
“หน้าบึ้งอีกแล้ว”
“เล็กแค่นั้นใครเขานับเป็นหนอนกัน”
“ภีมอย่าขี้โกงสิ”
“ข้าวเม่าว่าเราหรอ เสียใจนะ” ผมนั่งกอดเข่ามองเพื่อนแสนดีตาละห้อย แค่ข้าวเม่าเอาตัวเองไปเป็นขาอีกข้างเพื่อช่วยให้อิคคิวเล่นเก่งขึ้นทุกตาเขาก็น้อยใจเกินทน นี่ยังมาว่ากันอีก เห็นเขาเป็นหมาหัวเน่าแล้วสินะ
“เปล่าว่า เล่นอะไรก็ต้องทำตามกฎกติกา”
“...”
“เราอาจจะใช้คำผิด ภีมไม่ได้โกง แค่งอแง”
“ใครๆ ก็สนใจแต่อิคคิว”
“ก็อิคคิวเก่งจริงๆ นั่นแหละนะ”
“ข้าวเม่า!”
“ล้อเล่น ฮ่าๆ ตาต่อไปภีมก็ดูดีๆ แล้วกัน”
ผมนั่งชันเข่าเท้าคางมองตรงไปยังจุดที่อิคคิวกำลังใช้เท้าเกี่ยวยางกระโดดขาเดียวด้วยการทรงตัวที่ทะมัดทะแมง มันเก่งจริงๆ นั่นแหละ มันหัวไวไปหมดทุกอย่าง แล้วผมก็เพิ่งรู้ตอนที่ได้มานั่งมองมันจากไกลๆ ว่าตัวมันสูงขึ้นจากที่รู้จักกันตอนแรกตั้งเยอะ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มในรองทรงนั้นพลิ้วไหวตอนกระโดด เสียงหัวเราะและรอยยิ้มกว้างๆ จนตาหยีของอิคคิวตอนเสียศูนย์เกือบล้มจ้ำเบ้าในท่ากระต่ายขาเดียวช่างสดใส ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครต่อใครต่างก็หลงไหลมันนักหนา
“น่าเบื่อชะมัด”
ทำไมผมไม่ป๊อปเหมือนมันบ้างนะ
คิดแล้วเซ็ง มานั่งตรงนี้ก็โดนเพื่อนแสนดีเทศน์ ต้องเป็นเพราะไอ้ตัวดีที่กำลังกระโดดเหยงๆ ทำท่าเหมือนว่าจะเข้าวงการเซียนยางบ้านทั้งที่เพิ่งเล่นได้ตาแรกแน่ๆ ที่ทำให้วันดีๆ ของเขาหม่นหมอง เล่นอะไรก็แพ้ ต้องเป็นมันแน่ที่เป็นตัวซวย!
“เก่งมากอิคคิว!”
“ไว้มาเล่นกับพวกพี่บ่อยๆ นะ”
“เอ้าลุก! เริ่มตาใหม่” เสียงเจเจ้เปิดศึกยางรอบที่สอง โชคดีที่ผมได้เล่นต่อเลย คราวนี้แหละจะประกาศศักดาให้ทุกคนเห็นชัดๆ กันไปเลย ว่าไอ้เหยียบหนอนตายไม่สมศักดิ์ศรีตาที่แล้วน่ะแค่พลาด ของจริงมันกำลังจะเริ่มตะหาก
เด็กตัวเล็กยิ้มร่า กุลีกุจอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือไม้สะบัดปัดกางเกงแบบลวกๆ และรีบสวมรองเท้าแตะที่ก่อนหน้านั้นถอดมันวางรองก้นนั่ง ฟ้าหลังฝนสดใสเสมอแหละ สิบนาทีก่อนเขาเล็งไว้หมดแล้วว่ามีหนอนตรงไหนบ้าง จะตัวเล็ก ตัวใหญ่ ตัวไหนๆ ก็ไม่ได้แอ้มเขาหรอกตาเนี้ย คอยดู!
“หลบหน่อย ตัวจริงจะเดิ..”
ตุบ!
“เฮ้ย!”
“ภีม!”
ไม่แน่ใจว่าใครอุทาน แต่เป็นอิคคิวที่เรียกชื่อผมดังลั่น และก็เป็นมันที่วิ่งเข้ามาถึงตัวเป็นคนแรก มันช้อนมือเข้าใต้วงแขนในท่าหิ้วปีกโดยที่นั่งยองๆ ข้างกัน เศษฝุ่นในลานยังคละคลุ้ง ละอองพวกนั้นปะทะกับลมตีเข้าหน้าจนผมต้องหยีตา ไม่รู้ว่าควรทำอะไรก่อนระหว่างรีบลุกขึ้นให้ไวหรือแหกปากร้อง
“ฮื่อออออ!”
ครับ ผมเลือกร้องไห้ ;_;
“ไม่ต้องร้อง ฮึบไว้ๆ”
“มันเจ็บ .. ฮึก”
“เดี๋ยวเราเป่าให้ ลุกไหวมั้ย เจ็บตรงไหนบ้าง”
ภัสและผองเพื่อนอีกเป็นแสน(ผมประชด)ทิ้งยางและวิ่งกรูตามกันมา ทั้งหมดนั่นพร้อมใจกันเป็นไทยมุงยืนล้อมเราจนมืดตึบ สุดท้ายอิคคิวเลยบอกให้ทุกคนถอยออกไปก่อน มันพยุงผมเดินเขย่งไปที่แคร่โดยมีข้าวเม่าเดินตุปัดตุเป๋นำ ช่วงที่อิคคิวค่อยๆ วางผมนั่งลงบนแคร่แล้วระเบียบข้อเท้าขยับจากเดิมที่เดินลากมาทำเอาผมแหกปากลั่นแบบสนั่นหวั่นไหว
“พี่ภัส อิคคิวว่าภีมข้อเท้าน่าจะพลิกนะ”
“ไม่หักใช่มั้ย”
“ไม่น่าหรอกครับ สะดุดล้มนิดเดียวเอง”
“ทำไงดี”
“แง เค้าจะโดนตัดขามั้ยเจเจ้”
“ถ้ายังร้องอยู่ เดี๋ยวก็ถูกจับตัดขาจริงๆ หรอกนะ” อิคคิวเอ็ดผม เป็นครั้งแรกเลยที่มันทำพฤติกรรมแบบนี้ใส่เขา หมายถึงว่าการกระทำที่ทำเหมือนเขาเป็นเด็กเล็กกว่ามันนักหนา ผมเม้มปากจนเป็นขีด มองหน้ามันตาปริบๆ ได้แต่นึกขอบคุณในใจ แต่สุดท้ายน้ำตาแห่งความเจ็บปวดก็ล่วงเผละลงมาอยู่ดีนั่นแหละ
“เพี้ยง..”
“...”
“เดี๋ยวก็หายนะ”
ผมหายใจสะดุดที่อิคคิวทำแบบนั้น มันเป็นความรู้สึกอุ่นใจเหมือนตอนที่ม้าปลอบเขาและเป่าแผลให้ตอนขับจักรยานล้ม อิคคิวไล่เป่าแผลและใช้มือปัดฝุ่นออกจากเนื้อตัวเขาที่มอมแมมไปหมดก่อนจะพินิจพิจารณาดูแผลที่เกิดจากการคะมำ มีเลือดออกที่หัวเข่าทั้งสองข้างนิดหน่อย แล้วก็รอยถลอกที่ฝ่ามือตอนค้ำยัน บาดแผลแค่นั้นน่ะจิ๊บจ๊อย หนักก็ตรงข้อเท้านี่แหละ ไม่รู้ป๊ากับม้าจะว่ายังไง
ไอ้หินเวรเอ๊ย!
กระโดดเหยงๆ สปริงข้อเท้าตีลังกาอยู่ตั้งนานสองนานไม่เห็นเป็นอะไร ดันมาตายเพราะสะดุดหินก้อนเท่ากำปั้นแล้วขาพลิกเนี่ยนะ น่าอายจะตายชัก
“พาไปหาหมอเถอะพี่ภัส”
“จะหามไปยังไงล่ะมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น”
ผมทำหน้าหมาหงอย
จ้องหน้าข้าวเม่าแล้วกระพริบตาปริบ
ตัดไปได้เลยคนนี้น่ะ
“เจเจ้ค๊าบ”
“เจ้แบกไม่ไหวหรอก”
ให้เดินเองก็อย่าหวัง ขยับนิดหน่อยก็ร้องเหมือนหมาแล้ว ;_;
ผมมองหน้าข้าวเม่าสลับกับอิคคิวที่มีสีหน้าเป็นกังวลมาก
อย่าบอกนะว่า ..
“เดี๋ยวขี่หลังอิคคิวไปได้ครับพี่ภัส”
นั่นแงะ กูว่าแล้ว ..
“ขึ้นมาภีม”
คนที่อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นอัศวินขี่ม้าขาวอย่างอิคคิวกระโดดลงจากแคร่ที่ก็ไม่ได้สูงกว่าที่เท้าจะแตะถึงพื้น เด็กปอสามที่ตัวสูงและใหญ่กว่าคนเจ็บประมาณนึงย่อเข่าลงตรงหน้าในท่าที่มั่นคงและพร้อมจะให้คนที่นั่งน้ำตาล่วงเผละๆ อยู่บนแคร่โถมตัวลงมาที่หลังเขาได้เลย
“อย่าให้ตกนะ” เสียงภีมสั่นเครือ
คนตัวเล็กค่อยๆ โถมกายเบาๆ โดยมีพี่ๆ และข้าวเม่าช่วยประคอง
ถือว่ายอมสมานฉันท์กันวันนึงก็แล้วกัน
เขากลั้นน้ำตาแสร้งอวดเก่งไม่ไหวจริงๆ
ผมกอดคออิคคิวแน่นกันตกในจังหวะที่มันกระชับวัตถุขนาดหนักบนหลังให้เข้าที่เข้าทาง ได้ยินมันงึมงำในลำคอตอบรับประโยคที่เขาบอกก่อนหน้า เราเดินนำทุกคนมาก่อนเพราะที่เหลือต้องช่วยกันเก็บสัมภาระ และพี่ๆ ส่วนนึงต้องคอยพยุงข้าวเม่าให้เดินตามมาได้ไวกว่าปกติ จุดมุ่งหมายคือบ้าน เราต้องไปบอกป๊ากับม้าให้เอารถออกแล้วไปโรงพยาบาล ซึ่งเดาไม่ได้เลยว่าม้าจะตกใจแค่ไหนที่ลูกโดนแบกกลับมาพร้อมข้อเท้าที่ปูดบวม
ผมยกแขนเสื้อยืดตัวเก่งเช็ดน้ำตา ท่าขี่หลังแบบนี้ทำให้ใบหน้าของเราใกล้กันมาก เราสบตากันในจังหวะที่อิคคิวเหลือบมามองหน้าผมที่แก้มแนบไหล่มันอยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของมันสะท้อนภาพผมชัดเจน
“เราไม่ทำให้ภีมเจ็บเพิ่มหรอก”
อิคคิวกระชับมือใต้ขาเขาแน่นทุกท่วงท่าที่ออกเดินอย่างมั่นคง
“สัญญา”



/



“อาภีม มากิงข้าวได้เลี้ยว ม่าเอ็งทำของอร่อยเยอะแยะเลย”
“ครับกง”
“ค่อยๆ เดินล่ะ” เจเจ้กึ่งวิ่งกึ่งเดินมาช่วยพยุงผมที่นั่งเล่นอยู่หน้าร้าน วันนี้เรามาทานข้าวกับองกงอาม่าเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของท่าน ใช่ครับ ต้องใช่คำว่าของท่านทั้งสองเพราะกงกับม่าเกิดวันเดียวกันแค่คนละปี ปีนี้อากงแปดสิบ ส่วนอาม่าเจ็ดสิบหก แต่ร่างกายยังแข็งแรง เดินเหินปร๋อเชียวล่ะ
เอ้ะ .. ผมเคยบอกทุกคนไปหรือยังนะว่าบ้านของเราเปิดร้านทองในตลาด เปิดมายาวนานตั้งแต่รุ่นเหล่ากงเหล่าม่าแล้ว เรียกได้ว่าเป็นตระกูลที่สืบทอดกิจการร้านทองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ขณะนี้ป๊าผมทำหน้าที่รับช่วงต่อ เนื่องจากเป็นลูกชายเพียงคนเดียว ส่วนอาม่ากับอากงก็ยังช่วยดูแลร้านอยู่เสมอ ท่านบอกว่าท่านรักและจะอยู่ดูแลที่นี่ไปจนถึงวันที่ท่านหมดลมหายใจนั่นแหละ
“อ่ะ .. ปลาจาระเม็กลึ่งบ๊วยของโปรกอาภัก”
“ขอบคุณค่ะอาม่า”
“อ่ะ .. เลี้ยวนี่ กะพงสามรกของโปรกอาภีม”
“ขอบคุณครับม่า ม่าน่ารักที่สุดเลย”
อาม่ายิ้มแฉ่งให้หลานรักจนแป้งที่พอกไว้ที่หน้ากลายเป็นรอยยับย่น ผมโผกอดอาม่าอย่างสุดรักเพราะเรานั่งข้างกัน อาม่าลูบหัวผมเบาๆ เหมือนทุกครั้ง ท่านยังเห็นผมเป็นเด็กตัวเล็กๆ เสมอในขณะที่อาม่าแก่ลงเรื่อยๆ มือที่เคยสานปลาตะเพียนให้เขาตอนห้าขวบเหี่ยวย่นและมีกระเนื้อขึ้นเต็มไปหมด
ผมหอมแก้มอาม่าแล้วน้ำตารื้น
ไม่รู้เลยว่าอาม่าจะอยู่ตักปลากะพงสามรสให้ผมอีกนานแค่ไหน
“ม่าอยากทานอะไร เดี๋ยวภีมตักให้เอง”
“กุ้งผักผงกระหรี่”
“เอาผัดเกี๊ยมฉ่ายด้วยมั้ย อาม่าชอบนิ”
“กงดูมังสิ หัวมังจำเก่งจริงๆ เลยนะไอ้เล่กคงนี้ ฮ่าๆๆๆ”
“เรื่องอื่นจำเก่ง แต่เรื่องเรียนไม่ได้เรื่องเลยม่า”
“เงียบน่า” ผมหันไปแหวเจเจ้ที่หยิบกรรเชียงปูชิ้นเบ้อเร้อเข้าปาก แม้จะจริงอย่างที่บอก แต่ประเด็นการเรียนของเขาไม่ว่าจะหยิบยกมาพูดเมื่อไหร่ ก็ไม่เคยสร้างความหนักใจให้ใครในครอบครัวเลย เขาไม่รู้ว่าบ้านอื่นเป็นยังไง แต่บ้านเขาทุกคนสามารถหัวเราะกับมันได้เมื่อเข้าใจความจริงที่ว่าเขาเก่งได้แค่นี้ และไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องบังคับให้ลูกหลานเรียนเก่งเป็นเลิศโดยแลกกับรอยยิ้มกว้างๆ และเสียงหัวเราะเต็มเสียงที่อาจจะหายไป
“เทอมนี้ได้ที่เท่าไหร่บอกม่าหน่อยลูก”
“สิบเก้าครับ”
“ห้องน้องมีสามสิบเอ็ดคนค่ะม่า” เจเจ้เอ่ยเสริม
“โอ้โห .. อาตี๋น้อย มังขึ้งมาตั้งสี่อังดับแหน่ะ ฮ่าๆ”
ผมปีนโต๊ะแย่งเป๋าฮื้อในจานเจเจ้มากินแก้เขิน เพราะเธอพูดมากดีนัก! ซึ่งนั่นทำให้ทุกคนหัวเราะไม่หยุดที่เห็นเราทะเลาะกันทั้งที่นั่งอยู่คนละฝั่งแท้ๆ แล้วเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารก็ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เราผลัดกันตักของโปรดให้กันและกัน ม้าต้องลุกไปตักซุปเยื้อไผ่ถึงสองรอบเพราะพวกเรากินกันเก่งจนอาม่าปลื้มใจ ส่วนอากงก็ชงชาอร่อยๆ มาให้เราดื่ม
“ปีนี้มีแค่การ์ดเหมือนเดิมนะ รอภีมโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ทำงานมีกะตังค์เยอะๆ แล้วภีมจะซื้อของขวัญแพงๆ ให้อากงกับอาม่าเลย ขอแค่กงกับม่าอยู่กับภีมไปนานๆ” ผมนั่งคลอเคลียผู้อาวุโสทั้งสองเหมือนลูกแมวตัวนึง เราทานข้าวเสร็จและย้ายมานั่งห้องนั่งเล่นเพื่อมอบของขวัญและอวยพรอากงกับอาม่าเหมือนที่ทำมาตลอด วันเกิดปีนี้ผมเขียนการ์ดอวยพรมาให้ท่านเช่นเคย แต่คราวนี้วาดรูประบายสีเองเชียวนะ สีน้ำกล่องใหม่เลยด้วย
ขนาดเจเจ้ยังชมว่าวาดสวยมาก
ไม่อยากจะอวด!
“แค่เป็งเล่กดี กงกับม่าก็ชื่งใจ ไม่ต้องการอารายเลี้ยวอาภีม”
“ภีมเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซนอยู่แล้วนะ”
“จริงหรือเป่า”
“จริงที่ซู้ดดด หลานอากงดีที่หนึ่งเลย”
“ฮ่าๆ มังต้องอยากอ้องเอาอารายแน่”
แหม่ .. อากงนี่รู้ทันหลานรักตลอดเลยแหละ ผมปีนขึ้นไปนั่งตักอากงแม้ว่าตัวเองจะตัวใหญ่ขึ้นกว่าปีก่อนตั้งเยอะ ตอนแรกก็ว่าจะไม่อ้อนขออะไรหรอก แต่อากงเล่นเปิดโอกาสให้ซะขนาดนี้แล้วก็เอาสักหน่อย เผื่อฟลุ๊ค
“ภีมอยากได้เกมบอย” ผมกระซิบเบาที่สุดให้ได้ยินกันแค่สองคน
แต่ความอากงน่ะนะ
หูตึงไม่พอ ยังชอบพูดเสียงดังตลอด
“เกมบอยมังคือราย”
“ชู่ว! เบาๆ สิกง เดี๋ยวป่ะป๊าก็ได้ยิน”
“ได้ยินแล้ว” ป๊าส่งเสียงทุ้มมาทางนี้ทั้งที่นั่งไขว่ห้างกดรีโมทเปลี่ยนช่องอยู่ตั้งไกลตรงนู้น ผมหน้ามุ่ยลงและเอนหลังพิงอากง จบสิ้นแล้วแผนการปะเหลาะเอาของ อุตส่าห์กระซิบเบาๆ แล้วนะเนี่ย ไม่น่าเลย อากงนะอากง
“วันเกิดอากง ทำไมเราไปขอของจากอากงล่ะภีม”
“ก็ป๊าไม่ยอมซื้อให้สักที ..”
“น่าๆ งั้งเลี๋ยวกงซื้อให้อาภีมเอง”
“ไม่ต้องครับป๊า เดี๋ยวจะเคยตัวว่าขออะไรกงก็ได้ ผมสัญญากับลูกแล้วว่ายังไงก็จะซื้อให้ แต่คอยดูให้เขารับผิดชอบหน้าที่การเรียนของเขาให้ดีซะก่อน”
“แสดงว่าป๊าจะซื้อให้ภีมเร็วๆ นี้ใช่มั้ย!” ผมดีดตัวขึ้นมาตาเป็นประกาย โฟกัสแค่ประโยคที่ป๊าบอกว่ายังไงก็จะซื้อให้ นี่คิดเพ้อฝันไปถึงตอนเพื่อนๆ แห่มาบ้านเพื่อเล่นเกมกับเขาแล้วนะเนี่ย มันต้องเป็นความรู้สึกที่สุดเจ๋งแน่นอน!
“ใครบอก”
“เอ๊า ..”
“จะซื้อเมื่อภีมยอมทำการบ้านเองและเลิกนิสัยไปลอกเพื่อนที่โรงเรียน”
“หูยยยย .. ไม่มีวันได้เล่นแล้ว” ผมทำหน้าหมาหงอยอีกครั้งจนทุกคนหัวเราะ นึกโกรธสิ่งที่เรียกว่าสมุดพกที่สุดเลย ทำไมครูจะต้องเขียนเรียงความรายงานความประพฤติที่โรงเรียนให้ป๊ากับม้ารู้ละเอียดขนาดนั้นด้วยนะ
ไม่อยากได้แล้วก็ได้เกมบอยน่ะ
ขี้เกียจทำการบ้าน! -*-



/



“เสือเอ๋ยเสือ ช่างดุร้ายเหลือ เสือร้องโฮกปิ๊บ”
เอ่อ ..
“ป๊า เสือทำไมร้องโฮกปิ๊บอ่ะ”
ป๊าที่นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ข้างๆ ถึงกับมองลอดแว่นเพื่อดูเนื้อหาในหนังสือเล่มที่ผมกำลังอ่าน เย็นนี้ม้ากับเจเจ้ชวนกันไปตลาด เลยปล่อยให้ผู้ชายเฝ้าบ้านกันตามลำพัง โดยป๊าบอกให้ผมเอาหนังสือมาอ่านออกเสียงให้ฟังหนึ่งเล่ม เป็นกิจกรรมที่เราทำด้วยกันบ่อยๆ อยู่แล้ว
แบบว่า ฝึกการอ่าน
ตามประสาโปรเฟชชั่นนอล
“แล้วจริงๆ เสือร้องยังไงล่ะ”
“นั่นน่ะสิ”
แต่ต้องไม่ใช่โฮกปิ๊บแน่ๆ -*-
“ภีม”
“...”
“ภีม”
ผมยันกายลุกขึ้นนั่งจากท่านอนคว่ำบนโซฟาเมื่อได้ยินเสียงคนตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พอเดินออกมาถึงพบว่าไอ้คนที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่หลังประตูเหล็กคือเด็กข้างบ้านผมนี่เอง แต่มันมาด้วยธุระอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน
“ม้าไม่อยู่บ้าน”
“ไม่ได้มาหาป้าอร มาหาภีม”
เออเนอะ ..
มันเรียกชื่อเขา ไม่ได้เรียกชื่อม้านี่หว่า
“มีอะไรอ่ะ”
“มาถามว่าข้อเท้าดีขึ้นแล้วหรอ เห็นวันนี้วิ่งปร๋อเลย” อิคคิวยืนล้วงกระเป๋ากางเกงข้างเดียวถามผมอย่างมีมาด วันเกิดเหตุอิคคิวเป็นอีกคนที่นั่งรถไปโรงพยาบาลด้วยกันกับครอบครัวผม มันมานั่งเฝ้าถึงในห้องฉุกเฉินตอนที่หมอใส่เฝือกให้เลยด้วยซ้ำ แต่หลังจากวันนั้นเราก็ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่
เพราะถึงจะเรียนห้องเดียวกันแต่แก๊งเพื่อนสนิทคนละแก๊ง และแม้ว่าเราจะขึ้นรถโรงเรียนคันเดียวกันแต่ก็นั่งห่างกันไกลโพ้น เราเลยมีโอกาสได้เล่นด้วยกันเฉพาะบางวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่จะมีแค่เด็กๆ ในระแวกหมู่บ้าน แต่นี่วันเสาร์ยังมาไม่ถึง อิคคิวเลยไม่มีโอกาสได้ถามไถ่เพื่ออัพเดทอาการ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะร้อนรนใจจนมาถามถึงบ้าน แบบเดินมาเรียกถามถึงหน้าบ้านเลยอ่ะ
ยังไงของมันวะ ..



(ตัวอักษรเกิน อ่านต่อเม้นถัดไป)



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-12-2020 20:59:43 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0


(ต่อจากช่วงที่ขาดไป)



“ดีขึ้นเยอะแล้วแหละ เดี๋ยวก็คงได้ถอดเฝือก”
“ถ้าไม่เจ็บซ้ำอ่ะเนอะ”
“มึงแช่งเลยหรอ”
อิคคิวหัวเราะ ก็คงจะได้ถอดเร็วๆ นี้หรอกมั้ง เขาเห็นที่โรงเรียนวันนี้ยังเล่นวิ่งไล่จับกับเพื่อนที่สนามฟุตบอลตอนกลางวันเหมือนไม่มีเฝือกหุ้มข้อเท้า ไอ้ตอนกระโดดเหยงๆ แกล้งโยนรองเท้ากิ่งข่อยขึ้นฟ้านั่นอีก ขาไม่พลิกซ้ำก็บุญเท่าไหร่
คนอะไร .. โคตรซน
“เอ้อ .. เราเอานี่มาให้อ่ะ”
ผมคอยืดคอยาวแสดงความอยากรู้อยากเห็นสุดๆ
เห็นแต่แรกแล้วว่ามันหิ้วอะไรมาด้วย
แต่ก็คิดว่าไม่เกี่ยวกับเขา
“ไรวะ”
“ให้ทาย”
“ขนมฝีมือป้าดาหรอ กูหิวพอดีเลย”
“ฮ่าๆ เสียใจด้วยที่วันนี้แม่ไม่ได้ทำ”
“โห่!”
แล้วผมก็รับถุงกระดาษที่อิคคิวยื่นให้ผ่านซี่ประตู ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเราต้องมายืนคุยกันผ่านลูกกรงเหมือนเยี่ยมคนคุกด้วยวะ แทนที่จะเปิดให้อีกคนเข้ามาหรือผมควรจะออกไปยืนคุยกับมันดีๆ แต่ช่างเถอะ เราคงยืนอยู่ตรงนี้กันไม่นาน ผมเลยไม่รอช้าที่จะเปิดถุงดูว่าในนั้นมันคือ
“มวยปล้ำม้วนใหม่!”
“อืม”
“ไปเช่ามาไวจังวะ มึงดูจบแล้วหรอ?”
“ยังหรอก เมื่อวานเราได้ยินภีมคุยกับกระปอมที่โรงอาหารว่าอยากดู แล้ววันนี้แม่เราแวะทำธุระแถวร้านเช่าวิดีโอพอดีก็เลยหยิบติดมือมา”
“พูดเสียงดังขนาดนั้นเลยหรอวะ” ผมไม่ได้ตั้งใจฟังว่าอิคคิวมันตอบกลับมาว่ายังไงเพราะมัวแต่นึกย้อนถึงตอนที่โม้เรื่องมวยปล้ำกับแก๊งเพื่อนๆ ในโรงอาหาร จำได้อยู่นะว่าแย่งกันพูดเอาเรื่อง
ว่าแต่ .. มันมีด้วยเหรอวะ
ไอ้หยิบติดมือมา
โดยไม่ตั้งใจน่ะ ..
“เราหยิบมาถูกม้วนใช่ป่ะ?”
“อ่าห๊ะ”
“พี่เจ้าของร้านบอกว่าของเพิ่งมาตอนเที่ยงเลย”
“เขาชื่อพี่ท็อป เขาบอกกูตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วว่าของจะเข้าวันนี้ แต่กูไม่ได้ไปตลาดกับแม่ กะว่าจะไปยืมเสาร์เนี้ยแหละ มึงแม่งไวตลอด” ผมพลิกตลับวิดีโอยลโฉมอยู่อย่างนั้นเพราะไม่รู้ว่าจะยืนมองหน้ากันไปทำไม เดาว่าอิคคิวคงจะไม่ใช่ลูกค้าประจำร้านเช่าวิดีโอแน่ เพราะขนาดชื่อเจ้าของมันยังไม่รู้จักเลย
ส่วนเขาน่ะซี้กันกับพี่ท็อปเพราะไปเช่าประจำ เห็นแบบนี้แฟนพันธุ์แท้มวยปล้ำเลยนะเว้ย ดูมาแล้วแทบทุกม้วน รายชื่อนักมวยคนโปรดนี่เขียนเป็นภาษาไทยไว้เต็มเสาบ้านไปหมด มีสังเวียนจำลองเป็นฟูกนอนของตัวเองด้วย!
โชคสแลมหมอนข้างก่อนนอนทุกวัน
“ภีมดูเสร็จแล้วค่อยเอามาคืนละกัน”
“เอ้ย .. แล้วมึง”
“...”
“มึงไม่เอาไปดูก่อนหรอ เช่ามาก็เอาไปดูก่อนดิวะ เดี๋ยวกูยืมต่อก็ได้” ผมยื่นถุงคืนมันทั้งที่จริงๆ ไม่จำเป็นด้วยซ้ำ มันเดินเอามาให้เขาเองโดยที่เขาไม่ได้บังคับซะหน่อย แต่ก็นั่นแหละ .. เกิดความรู้สึกลำบากใจนิดหน่อย
นิดเดียวเท่านั้นแหละ
“ภีมเอาไปดูเหอะ”
“เกรงใจว่ะ”
“ไม่ต้องเกรงใจ เราตั้งใจเช่ามาให้ภีม”
“...”
แล้วไหนบอกว่า .. หยิบติดมือมาล่ะ
ผมชักแขนที่ยื่นออกไปกลับมา
“เออๆ”
และเก็บคำว่า ก็ได้วะ ไว้ในใจ
เป็นตอนนั้นเองที่ผมตระหนักได้ว่าผมยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพียงแต่มันเป็นอะไรที่ยืนเฉยๆ หลังจากได้ยินแบบนั้นไม่ได้จนต้องแกว่งแขนที่ถือถุงกระดาษเล่น มองไปยังทิวตาลไกลลิบที่ตะวันดวงใหญ่แอบอยู่ข้างหลังและสาดแสงสีส้มไปทั่วบริเวณ ท้องฟ้ามีริ้วสีส้ม ม่วง น้ำเงินที่ม้าชอบเรียกว่าเวลาโพล้เพล้ ฝูงนกที่ผมรู้ดีว่ามันกำลังบินกลับรัง และเรายืนยักไหล่ไหวคิ้วให้กันอยู่ตรงนั้นเมื่อไม่รู้จะพูดอะไรต่อ สุดท้ายผมเลยพยักหน้าแทนคำตอบว่าโอเคอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน
ไม่เข้าใจว่าทำไม
บางอย่างก็ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย
แต่ขนาดเสือยังร้องโฮกปิ๊บได้
ก็คงไม่แปลกอะไรที่ ..
“มึง! ขอบใจนะเว้ย”
ผมจะพูดแบบนี้กับมันสักครั้ง







;

#อิคคิวไงจำไม่ได้หรอภีม



มาอย่างต่อเนื่องคับพ้ม!
เราจะลงใน dek-d และ ReadAwrite ไวกว่าในเล้านะคะ
ใครอยากอ่านรวดยาวๆ ก็สามารถตามกันไปได้
ในนี้ก็จะทยอยลงเช่นกันค่ะ ยังงมๆ อยู่ แอบยาก แง
แล้วก็มีบางตอนที่จำนวนตัวอักษรเกิน ลงได้ไม่ครบ
เราจะมีวงเล็บบอก และลงให้เพิ่มในคอมเม้นถัดๆ ไปนะคะ
ขออภัยอย่างยิ่ง บางแชปอย่างยาวเลย T T







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-12-2020 21:00:10 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
3
การ์ดวันเกิด



“ทำไมวันนี้กิ่งข่อยไม่มาโรงเรียนอ่ะภีม”

“กินน้ำโค้กเยอะ ปวดท้อง”

“แล้วต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลมั้ย?”

“เห็นว่าแค่นอนพักที่บ้านเองนะ”

“ดีจัง .. วันหลังเรากินน้ำโค้กเยอะๆ มั่งดีกว่า”

“เห้อ”



ผมส่ายหัวโดยไม่มองหน้าเพื่อนเพราะกำลังตั้งหน้าตั้งตาระบายสีในคาบศิลปะอย่างขะมักเขม้น ในขณะที่เพื่อนคนอื่นเอาแต่คุย ทั้งๆ ที่ครูสั่งไว้ว่าระหว่างครูไปประชุมให้นั่งทำงานกันในห้องเงียบๆ และห้ามลุกจากที่ของตัวเอง



“เด็กชายติณณ์! กลับที่ของตัวเองเดี๋ยวนี้เลย”

“ไม่กลับแล้วเอวาจะทำไมเหรอ?”

“เราจดชื่อแกจริงแน่”

“น่ารักแล้วทำไมต้องโหดด้วยนะ”

“หนึ่ง สอง สา ..”

“อะโหๆ กลับแล้ว เป็นเด็กดีของครูจังนะลูกป้าแต๋นเนี่ย” ติณณ์ที่เมื่อกี้ยืนเกาะขอบโต๊ะเขาอยู่รีบวิ่งแจ้นสไลด์ถุงเท้าคาร์สันกลับที่เพราะโดนเอวาหัวหน้าห้องขู่จะจดชื่อให้ครูหมูแดง ผมหันไปขำที่เห็นเอวาชูมะเหงกให้คนที่เรียกชื่อแม่เธอ แต่ก็นั่นแหละ ติณณ์เป็นพวกไฮเปอร์ อยู่ไม่สุข เดี๋ยวอีกแปบก็ลุกมาเดินเผล่นพล่านอีก เคยกลัวซะที่ไหน ไม่งั้นจะได้ไปยืนกางแขนคาบไม้บรรทัดนอกห้องประจำเหรอ



ขาอมบอระเพ็ดเพราะพูดมากก็ติณณ์นี่แหละ

เดาว่าสมุดเอวาที่ครูหมูแดงให้จดชื่อคนลุกออกจากที่นั่น

คงจะมีแต่ชื่อ ติณณ์ ติณณ์ แล้วก็ติณณ์

ดูเอาเหอะ เพิ่งโดนขู่ไปไม่ทันไร แอบยัดหมากฝรั่งตรานกแก้วเข้าปากอีกแล้ว



“ภีม”

“หือ”

“เราขอยืมสีหน่อยได้มั้ย”



คนตัวเล็กละสายตาจากงานศิลปะชิ้นเลิศเพื่อมองหน้าเพื่อนที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหน้า เป็นหนิงเองที่เอี้ยวมายิ้มแฉ่งโชว์ฟันหลอ เขาชั่งใจอยู่ซักพักว่าจะทำยังไง สีไม้กล่องเนี้ยม้าซื้อให้ใหม่ เพิ่งแกะกล่องใช้วันแรกเลย

ไม่ใช่ไม่อยากให้ยืม

อย่าเข้าใจผิด ..

แต่แค่เขามีอีกกล่องที่ยังไม่กุดในกระเป๋า



“เอาสิ หยิบเลย .. แต่หนิงใช้แล้วเรียงสีให้เหมือนเดิมด้วยนะ” ผมกำชับพร้อมรอยยิ้ม จริงๆ ไม่ค่อยให้ใครยืมอุปกรณ์การเรียนเท่าไหร่หรอก เพราะคนนี้ยืมก็หาย คนนั้นยืมก็ไม่คืน จะว่าเขาขี้หวงก็ไม่ถูกซะทีเดียว มันแค่ติดนิสัยมาตั้งแต่เด็กๆ ยิ่งเป็นสีไม้ด้วยแล้วยิ่งพาให้ประสาทเสียง่าย มันขัดใจนักเชียวเวลาที่ใครยืมไปใช้แล้วใส่กลับเข้ากล่องผิดที่ผิดทางน่ะ

ผมไม่ชอบให้ฝากล่องเลอะสีปนๆ กัน



“ขอบคุณนะ”

“ยินดี :)



ลืมบอกอีกอย่าง ผมเลิกชอบหนิงแล้ว ตั้งแต่ขึ้นปอสามมาผมก็เปลี่ยนไปชอบตังเม เพราะเธอน่ารักดีเวลาที่ตัดผมม้า จริงๆ แล้วใครน่ารักผมก็ชอบไปเรื่อยแหละ แค่ไม่เคยบอกเพื่อนสักคนเนื่องจากกลัวโดนล้อ เข็ดซะแล้ว สมัยอนุบาลเคยโดนล้อกับเพื่อนคนนึงซะจนเธอไม่คุยกับผมอีกเลย

แต่การแอบชอบเงียบๆ มันสบายใจดีนะ

ไม่ต้องเป็นเจ้าของ

และไม่ต้องสูญเสีย



“กิงข่อยมันกินไปจั่กข้วดน้อถึงลาโฮงเฮียนเลย”

“เห็นแม่ข่อยบอกขวดลิตร” ผมเหลาสีแหลมเฟี้ยวขณะที่ตอบกระปอม

“เบิ๊ดข้วดเลยติ!”

“อือ กินคนเดียวด้วยนะ”

“โว้ .. จ๊ากกินอิหยังกะด้อกะเดี้ยปานนั้น เป็นตาตายแก่แด่ดอก”



ผมขำที่กระปอมบ่นคนขาดเรียนไม่หยุด

แต่จริงๆ รู้แหละว่าห่วงเพื่อนน่ะ



“เฮากินเคิ่งเดียว จอกหลอกแจกแหลกก็ป๊วดท้องแล้ว”

“แต่ป๊าม้าเราไม่ให้กินเลยนะ น้ำอัดลมน่ะ”

“อือ จังซี่มื้ออื่นกิงข่อยก็อาจไปซ้อมดนตรีกับเฮาบ่ได้”

“หา? ดนตรีอะไร” ผมมุ่นคิ้วเข้าหากัน หยุดฝนสีไม้ลงบนภาพวาดกระท่อมในนิทานเพื่อมองหน้ากระปอมชัดๆ ไอ้เจ้าสองคนนี้มันมีเรื่องอะไรปิดบังผมอย่างนั้นเหรอ และไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเราพูดคนละภาษาแต่เข้าใจกันได้



เด็กส่วนมากจะพูดภาษาถิ่นกับที่บ้าน และใช้ภาษากลางที่โรงเรียน บ้านผมเป็นบ้านคนจีนเลยติดพูดภาษากลางกันในชีวิตประจำวัน ผมเคยลองพูดภาษาถิ่นนะ แต่พูดแล้วสำเนียงมันแปร่งๆ ไม่ได้ใกล้เคียงกับคนอื่นๆ จนกระปอมขอให้ผมเลิกพยายาม แต่ถึงผมจะพูดภาษาถิ่นไม่ถนัดก็ไม่ได้เป็นปัญหากับการฟัง ส่วนกระปอมตรงกันข้ามกับผม รายนั้นน่ะเว้าอีสานทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนเลย



“เฮาไปสมัครเฮียนอิเล็กโทน เฮียนทุกวันเสาร์”

“จริงป่ะเนี่ย?”

“เท่แม่นบ่ล่ะ! กิงข่อยฮั่นสมัครเฮียนเบส”

“ที่ไหน”

“ร้านอ้ายเด่น เพิ่นสอนเอง มีครูหลายคนนำ”

“แล้วทำไมเราไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลย”



ผมมุ้ยหน้าใส่กระปอมเพื่อนรักที่นั่งข้างกันมาตั้งแต่ปอหนึ่ง กระปอมดูหน้าเจื่อนไปนิดหน่อยเพราะคงไม่คิดว่าการที่ไปสมัครเรียนดนตรีกับกิ่งข่อยตอนทั้งสองบ้านบังเอิญติดรถคันเดียวกันไปซื้อสังฆทานที่ตลาดจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น ปกติมีอะไรสนุกๆ เราจะชวนกันเสมอ มีแค่ครั้งนี้นี่แหละ หรือเพื่อนเห็นเขาหัวไม่ดีด้านดนตรีก็เลยเลือกที่จะไม่ชวนวะ งอนจริงๆ ซะดีมั้ยเนี่ย!



“ไม่ได้โกรธหรอกน่า”

“โธ่ .. ภีมก็ตามมาเรียนแม๊ ถ้ายากเล่นนำกันอ่ะ”

“คิดอยู่แหละ เดี๋ยวไปขอป๊าเลยเย็นนี้!”

“ผาดหว่า! ตัวเล่นกลองดีบ่ เฮาสิได่ครบวงเลย”

“เอาดิ น่าสนุกดี!”



ผมหัวเราะคิกคักเมื่อนึกถึงเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น พอรู้มาบ้างว่ากระปอมมีความชอบและหัวไปทางดนตรี เจ้าตัวใฝ่ฝันเลยนะว่าจะเล่นให้เป็นทุกอย่างและมีวงของตัวเอง แต่เขาน่ะไม่ชอบหรอก เห็นเพื่อนเล่นก็อยากเล่นตามไปงั้น เอาจริงๆ เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองถนัดอะไร

นอกจากเล่นไปวันๆ แล้วก็นอน



“งั้นมื้ออื่นเฮาสิพาไปสมัครตอนไปเฮียน”

“ตื่นเต้น!”



มาเหอะ .. จะเป็นมือกลองที่ดีให้ได้เลย!













/



















พวกเราโคตรเท่ห์เลยว่ะ

เท่ห์จริงๆ นะเว้ย



“ไม่อยากเล่นแล้วอ่าา ยากชะมัดเลย”

“เจ่บนิ้วไปเบิ๊ด!”

“เราว่า เปลี่ยนไปเฮ็ดอย่างอื่นกันดีบ่”



แต่แค่เท่ห์เท่านั้นแหละ

ผม กระปอม กิ่งข่อย และตั้งเตนั่งยองๆ เรียงกันกินน้ำปั่นที่ซื้อมาจากร้านเจ๊น้อยที่คูหาติดกันกับโรงเรียนสอนดนตรีที่พวกเราเพิ่งมาเริ่มเรียนวันแรก มือข้างนึงเสยผมที่ม้าอุตส่าห์ปาดเจลแต่งทรงให้จนแข็งโป๊ก เราแต่งตัวกันมาเต็มยศ เสื้อยืดตัวเก่งสีฉูดฉาด กางเกงห้าส่วนขาบานแสนเท่ห์ ถุงเท้ายาวครึ่งแข่งและผ้าใบลายการ์ตูน แถมข้อมือผมยังสวมสายรัดสีดำใหม่เอี่ยมที่ป๊าเลือกให้ด้วย



“แต่เราว่าพักก่อนดีกว่านะ”

“กลับไปดี๊ดลูกแก๊วกันดีบ่พวกเฮาเนี่ย ฮ่าๆ”



ดนตรีไม่ได้สนุกแบบที่เราคิด

สักกะนิดเลย ..

สามชั่วโมงที่ผ่านมาทรมานเหลือเกิน ภาพในหัวที่คิดคือเราจะได้เล่นสนุกด้วยกัน แต่เปล่า .. เราแยกกันซ้อมคนละห้องตามประเภทเครื่องดนตรี ผมประสบปัญหาประสาทมือและเท้าทำงานพร้อมกันไม่ได้จนต้องมานั่งจ๋องอยู่มุมห้องตอนดูเพื่อนคนอื่นฝึก ส่วนตั้งเตเล่าให้ฟังว่ามันบ่นอุบตั้งแต่เริ่มจับคอร์ดกีต้าร์ ดีดไปกี่ครั้งก็บอด กดจนนิ้วเปิงไปหมดก็ยังบอด ด้านกิ่งข่อยน่ะบอกว่ามันไม่ชอบเสียงเบสเอาซะเลย จะมีก็แต่กระปอมนั่นแหละที่ดูจะสนุกและแฮปปี้ที่สุดในกลุ่ม

แหงล่ะ .. กระปอมมาเล่นเพราะตั้งใจนี่นา

ส่วนที่เหลือนี่ตามกันมาเองเฉยๆ



“หมู่สูยังยากเล่นกันอยู่บ่”

“ไม่! /บ่! ” แน่นอนว่าเราทั้งสามคนประสานเสียงกันเลย

“แต่เฮาสิเฮียนต่อเด้อ”

“อือ กระปอมต้องทำได้ดีอยู่แล้ว”

“ขอบใจหลาย”

“แบบนี้ก็ต้องให้แม่มาเอาเงินคืนบ่” กิ่งข่อยถามแทนทุกคนในเรื่องที่พวกเราก็เกือบลืมไปแล้ว จะบอกว่าเพื่อนเขาคนนี้น่ะน่ารักดีเหมือนกันนะ มันมักจะชอบพูดภาษาถิ่นปนๆ กับภาษากลางอยู่ตลอด เป็นภาษาถิ่นที่สำเนียงโคตรกลาง

“บ่ได่คืนแน้ว เงินมัดจำเขาสิเก็บไปเลย”

“หา! เรียนไปแค่วันเดียวเองนะ”

“ค่าเฮียนบ่เกี่ยวกับค่ามัดจำ เขาบ้อกตอนสมัครฮั่นเดะ”

“โห่เซ็งเลย” ตั้งเตบ่นอุบ



ผมทำแค่พยักหน้าหงึกหงัก ตักน้ำปั่นรสโกโก้กินด้วยหน้าตาเซ็งเป็ด สรุปว่าเรามาเสียเงินฟรีๆ สามร้อย แถมยังจำเป็นต้องพับแผนเส้นทางสายนักดนตรีเก็บใส่กระเป๋า แต่อย่างน้อยก็ได้ลองเล่น แม้จะใจหายเล็กๆ ที่ความฝันอันน่าสนุกมันเกิดขึ้นและจบลงไวไปหน่อย คิดในแง่ดี .. พวกเราอาจจะยังเด็กเกินไปสำหรับเครื่องดนตรี หรือไม่ก็ไม่เหมาะกับทางนี้ตั้งแต่แรก น่าอิจฉากระปอมจริงๆ ที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้วทำมันออกมาได้ดีซะด้วย

ถามว่าเสียดายเงินมั้ย เสียดาย เบื่อที่จะฟังม้าบ่นด้วยประโยคเดิมๆ ที่เขาได้ยินประจำว่า ‘ม้าบอกภีมแล้ว’ หรือเปล่า ก็เบื่อ แต่จะให้ทำยังไง ฝืนเรียนต่อไปทั้งๆ ที่ก็รู้ตั้งแต่เริ่มแล้วว่าตัวเองไม่ได้ชอบน่ะเหรอ ฟังดูจะเป็นเรื่องที่ไม่มีความสุขและน่าลำบากใจสุดๆ ไปเลย

ใครมันจะไปทนทำสิ่งที่ไม่ได้ชอบได้ขนาดนั้น

ไม่มีหรอก



“ไปเหอะ” ผมกระดกน้ำปั่นที่เหลืออยู่ค่อนแก้วจนหมด เดินเอาไปทิ้งลงถังขยะที่อยู่ไม่ไกลและกลับมาหาทุกคนที่ยังนั่งทำหน้าเอือดกันไม่เลิก

“เราจะไปร้านพี่ท็อป มีใครจะไปป่ะ”

“ไปนำๆ อยากเช่าดราก้อนบอลไว้เบิ่งพรุ่งนี้”

“แต่เฮาวาสิไปร้านเซ่าการ์ตูน”

“เฮาไปร้านพี่ท็อปนำ สิไปเซ่าเทปเพลงมาฟัง”

“งั้นแยกกันตรงนี้ เจอกันที่บ้านเด้อ” ผม กิ่งข่อย และกระปอมโบกมือลาตั้งเตที่ต้องเดินแยกไปอีกทางเพราะร้านเช่าการ์ตูนอยู่อีกฝากของตลาด ส่วนพวกเราเดินเลียบร่มตึกไปร้านเช่าวิดีโอที่อยู่ใกล้ๆ นี่เอง

“ได้เบิ่งมวยปล้ำม้วนใหม่กันยัง”

“ผมดูก่อนใครเลยค้าบ!”



เราพูดคุยกันตลอดทาง ผมเดินตรงกลางและกอดคอเพื่อนรักทั้งสองที่เหมือนจะสูงนำหน้าไปเล็กน้อย วันนี้ท้องฟ้าโปร่ง อากาศแจ่มใส มีเมฆคอยบังแสงอาทิตย์เอาไว้เป็นระยะ และถึงแม้ว่าพวกเราบางคนจะไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งมั่น แต่รอยยิ้มกว้างที่ปรากฏขึ้นระหว่างที่เดินข้างๆ กันก็พอบอกได้ว่าพวกเราก็ยังมีความยินดีเต็มเปี่ยม ยินดีที่ได้มีโอกาสตามหาสิ่งอื่นๆ ที่เราอาจจะชอบ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือยินดีกับเพื่อนรักที่เติบโตมาด้วยกันซึ่งหาความฝันเจอแล้ว

ผมหันไปมองหน้ากระปอมยิ้มๆ

และเอ่ยในใจ .. ยินดีด้วย

ที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ และมีความสุข (:













/





















เที่ยงวันกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวภายในโรงอาหารเป็นของคู่กันฉันใด ผัดบล็อคโคลี่ใส่กุ้งกับแตงไทยน้ำกะทิก็เป็นของคู่กันฉันนั้น ภีมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมที่โรงอาหารต้องมีแต่เมนูสารพัดผักมาให้กินทุกวัน ป้าภารโรงเขาไม่รู้จักน่องไก่ทอดหรือพวกไข่ตุ๋น หมึกยัดไส้หมูอะไรแบบนี้บ้างเลยหรอ แบบที่ม้าเขาชอบทำน่ะ



“เสียใจด้วยครับน้องภีม วันนี้มีเนื้อหน่อยเดียว”

“หน้าจ๋อยไปเลยเพื่อนเรา”

“อย่างเซ็งเลย”



ผมเขย่งปลายเท้าชะเง้อคอยาวมองหม้อผัดผักหม้อเบ้อเริ่มที่ป้าภารโรงกำลังตักแจกจ่ายให้เด็กๆ ในแถวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นเคย เรายืนถือถาดหลุดเรียงคิวคุยกันไปเรื่อยระหว่างที่รอให้แถวร่นขึ้นไปทีละนิด เห็นเมนูวันนี้แล้วก็จะร้องไห้ เอาวะ อย่างน้อยก็มีกล้วยไข่กับองุ่นให้ทานเป็นของหวานแหละ

ขนมจีนใส่น้ำปลาโรยน้ำตาลยังเคยกินมาแล้วเลย



“ป้าแตงผมเอาแต่กุ้งกับน้ำผัดนิดนึง ไม่เอาบล็อกโคลี่ครับ”

“แค่ห้าตัวเองนะลูก จะอิ่มหรอ”

“มันดมเอาครับป้าแตง กินนิดเดียวมันก็อิ่มแล้ว”



ผมถองศอกเข้าสีข้างติณณ์อย่างแรงจนหน้ามันเหยเก สงสัยเจ็บจริง แต่สมน้ำหน้า ชอบล้อเขาดีนัก อย่าคิดว่าหน้าหล่อตี๋ผิวขาวจั๊วะแบบมันมายืนทำหน้าออดอ้อนใส่เขาแบบนี้แล้วจะทำให้เขาใจอ่อนแบบสาวๆ ห้องสาม

ฝันไปเหอะ!



“เอ้ยๆ หลบหน่อยว่ะ คนหล่อหิวข้าว”

“ชนเพื่อนเกือบล้มไม่เห็นหรอวะ!”

“เฮ็ดหยังเนี่ย!”



และก่อนที่เขาจะข่วนหน้าติณณ์ได้สำเร็จเพราะหมั่นเขี้ยว ทุกสายตาก็เปลี่ยนไปจับที่ต้นทางเสียงเอะอะโวยวาย ขนาดป้าแตงที่ตักอาหารอยู่ยังชะงักทั้งที่ยังถือกระบวย ภาพที่เขาเห็นคือเปตองกำลังพยุงข้าวเม่าที่เหมือนจะทรงตัวไม่อยู่ไว้ในขณะที่กระปอม กิ่งข่อย และตั้งเตจ้องมองเด็กอ้วนที่ตัวใหญ่กว่าใครในแถวตาเขียวปั๊ด

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฝ่ายไหนโดนรังแก



“เห็นแล้วจะชนหรอวะ”

“ขอโทษเป็นบ่!”

“ไม่เคยพูดว่ะ แต่กูว่ากูก็เดินของกูมาดีๆ นะ ไม่ได้ชนมันแรงเลย แต่เอ้ะ .. หรือที่มันจะล้มเป็นเพราะมันขาเป๋กันแน่วะ ใช่มั้ยไอ้พริกไทย ไอ้ไข่!”

“จริงครับลูกพี่!”

“ขาเป้ก็ยืนดีๆ หน่อยสิวะไอ้แมงเม่า เอ้ย! มันชื่ออะไรนะไข่”

“ข้าวเม่าครับ มันชื่อไอ้ข้าวเม่า”

“เออนั่นแหละ ทีหลังยืนให้มันแข็งแรงหน่อยนะเว้ยข้าวเม่า”

“เฮ้ยไอ้โบ้! มีปัญหาอะไรกับเพื่อนเรามากป่ะ”



ภาพติณณ์วิ่งไล่ตะครุบภีมที่เดินอาดๆ ตรงเข้ามาหาคนก่อเรื่องอยู่ในสายตาอิคคิวที่มองเหตุการณ์อยู่ในแถวถัดมาสิบกว่าคนตั้งแต่แรก เห็นแล้วว่าคนตัวเล็กยืนกำหมัดแน่นตอนที่เด็กอ้วนนั่นหาเรื่องข้าวเม่า แล้วก็ไม่คิดเลยว่าภีมจะใจกล้าเดินเข้ามาหามันในระยะประชิดขนาดนั้น เขาตกใจพอๆ กับติณณ์นั่นแหละ

ติณณ์หน้าเจื่อนไปเลย

และตอนนี้ดูเหมือนเด็กๆ จะไม่สนใจอาหารกลางวันกันแล้ว

เพราะทุกคนมองมวยคู่เอกเป็นตาเดียว



“มึงอีกแล้วหรอไอ้ภีม”

“เออ! มึงคิดว่าตัวใหญ่แล้วจะเบ่งใส่ใครก็ได้หรอวะ”

“แล้วมึงมาเสือกอะไรด้วยวะ กูคุยกับข้าวเม่าอยู่นะ”

“ก็มึงชนเพื่อนกูแล้วยังว่าเพื่อนกูอีกไง!”

“ทำไมอ่ะ? เดือดร้อนแทนหรอ ไอ้เป๋ขาลีบ โปลิโอ ไอ้พิการ แล้วจะทำไมวะ”

“หุบปากไปเลยไอ้โบ้!”

“อ่ะๆ .. แต่เล็กจนโตโปลิโอแดกขาาาา”

“ไอ้เหี้ยอ้วน!”

“โอ้โห! หลานร้านทองเสี่ยวหยินนี่มันปากดีจังเลยว่ะไอ้พริกไอ้ไข่ ทำยังไงดี”

“ต่อยมันเลยมั้ยลูกพี่”

“เอาป่ะล่ะ!”



และก่อนที่ตัวเล็กกับตัวใหญ่จะพุ่งเข้าหากัน เด็กที่ความสูงหนึ่งร้อยห้าสิบแปดเซนติเมตรก็วิ่งออกจากแถวอย่างรวดเร็วจนพื้นรองเท้าเบียดพื้นซีเมนท์ดังบาดหู อิคคิวคว้าแขนภีมเอาไว้ก่อนจะเหวี่ยงให้ไปยืนหลบอยู่ข้างหลังตัวเอง เดชะบุญที่โบ้อ้วนและยืดยาดถึงขนาดว่าเหวี่ยงหมัดชักช้าทำให้เขาเบี่ยงหน้าหลบได้แบบเฉียดฉิว



“อะไรกันน่ะเด็กๆ ทะเลาะอะไรกัน”



ครูใหญ่เดินเข้ามาถึงจุดเกิดเหตุพร้อมกับคุณครูสอนพละ

นั่นทำให้โบ้สลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ปอดแหก!



“ไม่มีอะไรครับครูใหญ่ เราแค่แกล้งกันเฉยๆ ใช่มั้ยไอ้โบ้!”

“เอ่อ .. ใช่ครับ แกล้งกันนิดหน่อย”

“อย่าให้ครูรู้นะว่ามีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ไม่งั้นเจอดีแน่”



ติณณ์กับโบ้ที่อยู่ๆ ก็ญาติดีกันชั่วคราวยิ้มให้กันแหยงๆ ก่อนที่ครูใหญ่จะเดินจากไป สุดท้ายแล้วไอ้อ้วนจอมวายร้ายก็ชี้หน้าคาดโทษภีมก่อนจะขมุบขมิบปากอ่านได้ว่า ‘ฝากไว้ก่อนนะมึง’ ก่อนจะเดินจากไปพร้อมลูกสมุน

มันคิดว่ามันอยู่ในหนังมาเฟียฮ่องกงหรือไงวะไอ้อ้วน!



“ทำไรของภีมเนี่ย ถ้าโดนมันต่อยขึ้นมาทำยังไง”

“ต่อยก็ต่อยดิวะ! มีมือมีตีนเหมือนกัน!”

“ช่วยดูตัวมันกับตัวภีมซะก่อน”

“แล้วมึงเห็นที่มันทำกับข้าวเม่าหรือเปล่าล่ะ ห๊ะ!”



เห็นสิทำไมจะไม่เห็น เห็นหมดนั่นแหละว่าเกิดอะไรขึ้น ประมาณการณ์เอาไว้แล้วด้วยว่าต่อยยังไงคนที่เจ็บตัวมากกว่าก็ต้องเป็นภีม แต่เขาไม่ได้พูดอะไร ทำได้แค่ยืนมองหน้ากันทั้งที่ยังจับข้อมือภีมแน่นอยู่แบบนี้ หน่วยตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาทำให้ใจเขากระตุก ภีมตัวสั่นเทาไม่รู้ว่าเพราะความโกรธยังหลงเหลือหรือว่าโมโหที่เขาเข้ามาขวางศึกกำปั้นกันแน่

ตัวเล็กซะเปล่า ใจกล้าเป็นบ้า



“เจอกันที่โต๊ะเลยติณณ์ เดินนำไปก่อนเลยๆ” เสียงกิ่งข่อยตะโกนขึ้นมา



เหตุการณ์ในโรงอาหารกลับมาเป็นปกติแล้ว ทุกคนเลิกสนใจพวกเราและกลับไปยืนต่อคิวให้ป้าแตงตักอาหารกลางวันให้ และเมื่อเขาเห็นว่าติณณ์ถือถาดหลุมมาสองใบ รายนั้นส่งสัญญาณบอกกันด้วยมือว่าถาดนี้ของภีมนะ เขาเลยค่อยๆ จูงมือคนตัวเล็กที่น้ำตาหยดแหมะๆ ไปที่โต๊ะทานอาหาร

แล้วเราก็นั่งทานข้าวรวมกันสองกลุ่มในวันนี้

โดยที่ลูกคิดอาสาถือถาดของเขามาให้



“ภีมโคตรเท่ห์เลยว่ะตอนที่จะต่อยมัน”

“มึงก็ชมเก่งจังเลยไอ้ติณณ์ อยากเห็นเพื่อนต่อยกับมันหรือไง ห๊ะ”

“เปล่า แต่มันเท่ห์จริงๆ นะเว้ย”

“ขอบคุณนะภีม แต่อย่าไปยุ่งกับมันอีกนะ” ข้าวเม่าแตะมือผมเบาๆ

“มันนิสัยบ่ดีบักโบ้อ่ะ บ่มีไผมักมันจักคน นอกจากบักพริกไทย บักไข่”

“หรอวะ เห็นพอพวกลูกน้องได้เลื่อนชั้น มันก็หาสมุนใหม่ทุกปี”

“มันมักขู่ให้คนอ่อนแอไปเป็นสมุนมันเดะ”

“แล้วมึงอ่ะไอ้ติณณ์ ไปยิ้มให้มันทำไมวะ” เปตองที่กินข้าวหมดจานแล้วถาม

“ไม่ยิ้มก็โดนลากไปหวดด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ มึงไม่เห็นหน้าครูใหญ่หรือไง”

“ช่างเถอะ .. ขอแค่ภีมอย่าไปมีเรื่องกับมันอีกพอ” อิคคิวเอ่ยเสียงเป็นกังวล



ถ้าโบ้ได้ฝากไว้แบบนั้นแล้ว มันคงไม่จบง่ายแน่



“แต่เราไม่ชอบให้ใครมาว่าข้าวเม่าแบบนั้นหนิ!”

“เออหน่าใจเย็น กินข้าว อ้ำๆ นั่นแหละ!”



ผมตักข้าวกับกุ้งหนึ่งตัวเข้าปากทั้งน้ำตา

เพื่อนบางส่วนลูบหลังปลอบให้หยุดร้องได้แล้ว บางส่วนก็นั่งหัวเราะคิกคักเพราะเอ็นดูถาดหลุมของผมที่สีสันน่ากินน้อยกว่าของพวกมัน มีแค่กุ้งตัวเหี่ยวๆ เพราะโดนผัดสี่ตัว แต่มันน่าขำตรงไหนถามก่อน เดี๋ยวก็สั่งน้ำมูกใส่ซะเลยนี่!

ผมรับผ้าเช็ดหน้าจากอิคคิวมาเช็ดดวงตาที่บวมเป่ง

คิดแล้วก็แค้นใจไอ้โบ้

เด็กอันธพาลลูกอาแปะเขียงหมูท้ายตลาด ไม่รู้ว่ามันถูกเลี้ยงดูมายังไงถึงชอบทำตัวเป็นมาเฟียขาใหญ่ในโรงเรียนนัก มันเป็นเด็กที่เวลาเขาไปร้านอากงอาม่าเมื่อไหร่จะเห็นมันชอบเอาขวดน้ำโพโลลิตรมาคั่นล้อจักรยานให้เวลาปั่นเสียงดังลั่นตลาดตลอด แต่เดี๋ยวนี้มันขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าของเตี่ยมันได้แล้ว ใช่ .. มันขี่มอไซค์

ใครเห็นไอ้อ้วนที่เป็นลูกคนจีนแท้ๆ แต่ตัวดำปิ๊ดปี๋ แถมที่คอมีขี้ไคลเป็นเส้นเหมือนใส่สร้อยอยู่ตลอดเวลาสตาร์ทรถและเข้าเกียร์สี่ก่อนออกตัวที่ไหนก็คือมันนั่นแหละ จริงๆ แล้วมันเป็นเด็กโตที่ซ้ำชั้นไม่รู้กี่ครั้ง ตอนเขาปอหนึ่งมันก็เรียนปอหนึ่ง จนตอนนี้เขาขึ้นปอสามแล้วมันก็ยังไม่ได้ขึ้นปอสองเลย

ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้วมันอายุกี่ขวบกันแน่

เหมือนกับที่ไม่มีใครรู้ว่ามันเรียนปอหนึ่งมานานแค่ไหนแล้ว

ผมสูดน้ำมูก ตักข้าวเข้าปากคำโต

แล้วก็มุ่นคิ้วเมื่อช้อนคันนึงตักกุ้งห้าตัวมาวางในถามหลุมผม

อิคคิวนั่นแหละ ..



"มึงไม่กินหรอ"

"บล๊อคโคลี่อร่อยกว่าตั้งเยอะ"

"อี๋ .. ตรงไหนวะ"

"กินๆ เข้าไปเถอะ อย่าตักแต่กุ้งสิ กินข้าวด้วย"



ผมแลบลิ้นใส่มันและตักข้าวเข้าปากตามกุ้งตัวเหี่ยวเข้าไป รสชาติอาหารกลางวันวันนี้ออกจะเค็มนำไปหน่อยเพราะกินกับน้ำตา แต่มันก็อร่อยอย่าบอกใครเพราะผมได้กินกุ้งเป็นสิบตัวเลย ผมเขี่ยข้าวเป็นก้อนๆ ไปไว้ข้างจานในขณะที่ฟังเพื่อนๆ คุยแล้วก็ได้แต่คิด มันจะมีสักกี่คนนะที่บื้อไม่ยอมกินของอร่อยแบบอิคคิวน่ะ



“นี่ เสาร์อาทิตย์นี้ไปเล่นว่าวที่คันนากันมั้ย”

“เออเอาดิ พ่อเราเพิ่งเฮ็ดว่าวจุฬาอันใหม่ให้ อย่างสวยเลย”

“ไปด้วยๆ แต่ไม่มีว่าวอ่ะ” ผมที่พอได้ยินเรื่องสนุกก็ปาดน้ำมูกแล้วเปลี่ยนโหมดทันทีจนเพื่อนๆ พากันหัวเราะ มีบางคนในนี้ที่ไปเล่นด้วยกันไม่ได้เพราะบ้านไกลจากหมู่บ้านของพวกเราอย่างติณณ์ เต็งหนึ่งและลูกคิด ซึ่งทั้งหมดนั่นทำหน้าเซ็งๆ เหมือนผม แต่เซ็งคนละเรื่อง

“เดี๋ยวเราให้ยืม”



เป็นเสียงอิคคิวที่นั่งข้างผม

และเป็นครั้งแรกเลยล่ะมั้ง

.. ที่ผมยิ้มให้มันก่อน











/















ท้องฟ้ายามเช้าสดใสกว่าวันไหนๆ อาจเพราะเมื่อคืนฝนตกหนัก เช้าวันถัดมาถึงได้บรรยากาศดีเหมาะแก่การนอนมากกว่าเล่นว่าว ก็พื้นดินในคันนาเฉอะแฉะไปหมดแล้วน่ะสิ ให้ตายเถอะ ยังไม่เริ่มแผนก็จะล่มซะแล้ว



“เละตุ้มเป๊ะ เฮาเปลี่ยนไปเล่นที่ถนนริมห้วยบ่”

“มันวิ่งได้หรอ”

“ได้นะ มีถนนยาวๆ รถไม่ค่อยวิ่งผ่าน”

“ดีเลย”



เด็กหกเจ็ดคนเดินหอบว่าวของตัวเองอพยพไปยังที่หมายใหม่อย่างกระทันหัน มันคงจะดีกว่านี้ถ้าพวกเราปั่นจักรยานกันมา แต่ก็เพราะว่าไม่มีใครนึกได้ว่าฝนเพิ่งตก คันนาจะต้องแฉะและเราต้องเปลี่ยนไปเล่นอีกที่ซึ่งไกลกว่าก็เลยไม่มีใครเอายานพาหนะมาสักคน จะกลับไปเอาก็เสียเวลาเปล่าๆ เดินเอานี่แหละ

ไกลจากกันไม่มากนักหรอก



“ภีมชอบว่าวอันนี้หรือเปล่า”

“หา?”



ผมหันไปทำหน้างงใส่คนที่เรียกชื่อเพราะไม่ได้ตั้งใจฟังตั้งแต่แรก และก็พบว่าใครคนนั้นคืออิคคิวที่เดินตามหลังผมมาติดๆ วันนี้มันดูเป็นเด็กแสนเท่ห์ยังไงก็ไม่รู้ ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ ทุกคนที่มาด้วยกันวันนี้น่ะนะ

ตัวสูงยาวสมส่วน

สวมเสื้อกั๊กทับเสื้อยืดกับกางเกงขากระบอก

สะพายว่าวปักเป้าสีเขียวไว้ที่หลัง

กับรอยยิ้มแบบนั้น



“ว่าไงนะ”



รอยยิ้มที่ผมได้เห็นมันบ่อยเหลือเกิน



“เราถามว่าภีมชอบว่าวอันนี้หรือเปล่า”

“ชอบนะ”

“เรายกให้ จะได้ไม่ต้องซื้อหรือทำใหม่”

“เอ้ย! .. คือให้ฟรีๆ เลยหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ” มันพยักหน้าแล้วถามต่อ “หรือภีมจะจ่ายเป็นอะไรดีล่ะ”



อิคคิวมองเพื่อนตัวเล็กที่หยุดเดินและทำไม้ทำมือเหมือนกำลังใช้ความคิด เขาหยุดฝีเท้าตามและปล่อยให้เพื่อนๆ ที่เหลือเดินคุยโฉงเฉงนำหน้าไปก่อน จริงๆ ไม่อยากบอกภีมหรอกว่าเขามีว่าวของตัวเองแค่อันเดียว ไม่ได้มีสำรอง แต่วันนั้นได้ยินว่าอีกคนไม่มีก็เลยบอกไปก่อนว่าให้ยืม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แล้วเย็นวันนั้นเขาก็ขอให้แม่พาเข้าตลาดเพื่อซื้อโครงว่าวปักเป้ากับกระดาษสำหรับทำว่าวสีเดียวกันกลับมา และลงมือทำมันด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก

เพราะหวังว่าภีมจะชอบ



“คูก้าสองเม็ดพอมั้ย บาทนึงเป๊ะ”

“ให้เยอะไปป่ะ”

“เอ้าเยอะไปหรอ! งั้นเอาไปเม็ดเดียว โอเคแมะ”

“ยังคิดหนักเลย”



อิคคิวหัวเราะจนตาหยี เผลอเอามือเกาท้ายทอยและเตะหินไปริมถนน

พอแล้ว .. จะคูก้าสองเม็ด เม็ดเดียว

หรือจะให้เป็นอะไรที่มันไม่ได้มีราคา

เขาก็ดีใจทั้งนั้น ถ้าภีมเป็นคนให้น่ะ



“เอ้ย! เดินช้ากันจังวะสองคนนั้นอ่ะ เร็วๆ!”

“ต่อให้ก่อนเลย! วิ่งทันอยู่แล้ว!”

“แน่จริงก็ตามมาาาา”

“มึง ฝากถือหน่อยดิ กูจะวิ่งงง”

“ระวังด้วยล่ะ”

“ระดับผมแล้ว ไม่มีวันล้มครับ”



อิคคิวพยักหน้าให้คนที่ได้ข่าวว่าเพิ่งถอดเฝือก เขารับว่าวปักเป้าอันเล็กมาถือไว้คู่กันกับของตัวเอง ว่าวที่ไม่รู้ว่าภีมทันสังเกตมั้ยว่ามันสีเดียวกันเปี๊ยบ ตาคมๆ มองตามแผ่นหลังเพื่อนตัวจิ๋วที่วิ่งไวเป็นบ้า

เขาว่าภีมไม่เห็นจำเป็นต้องเสียตังค์บาทเดียวเพื่อคูก้าสองเม็ดเลย



.. เพราะแค่รอยยิ้มเมื่อกี้นี้เขาว่ามันก็เพียงพอแล้ว





(ตัวอักษรเกิน อ่านต่อเม้นถัดไป)




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-12-2020 21:01:37 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ MayuYume

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
มาต่อเร็วๆนะคะ เรื่องน่ารักมากๆเลย
 :hao7:

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0



(ต่อจากช่วงที่ขาดไป)



ท้องฟ้ายามเช้าสดใสกว่าวันไหนๆ อาจเพราะเมื่อคืนฝนตกหนัก เช้าวันถัดมาถึงได้บรรยากาศดีเหมาะแก่การนอนมากกว่าเล่นว่าว ก็พื้นดินในคันนาเฉอะแฉะไปหมดแล้วน่ะสิ ให้ตายเถอะ ยังไม่เริ่มแผนก็จะล่มซะแล้ว



“เละตุ้มเป๊ะ เฮาเปลี่ยนไปเล่นที่ถนนริมห้วยบ่”

“มันวิ่งได้หรอ”

“ได้นะ มีถนนยาวๆ รถไม่ค่อยวิ่งผ่าน”

“ดีเลย”



เด็กหกเจ็ดคนเดินหอบว่าวของตัวเองอพยพไปยังที่หมายใหม่อย่างกระทันหัน มันคงจะดีกว่านี้ถ้าพวกเราปั่นจักรยานกันมา แต่ก็เพราะว่าไม่มีใครนึกได้ว่าฝนเพิ่งตก คันนาจะต้องแฉะและเราต้องเปลี่ยนไปเล่นอีกที่ซึ่งไกลกว่าก็เลยไม่มีใครเอายานพาหนะมาสักคน จะกลับไปเอาก็เสียเวลาเปล่าๆ เดินเอานี่แหละ

ไกลจากกันไม่มากนักหรอก



“ภีมชอบว่าวอันนี้หรือเปล่า”

“หา?”



ผมหันไปทำหน้างงใส่คนที่เรียกชื่อเพราะไม่ได้ตั้งใจฟังตั้งแต่แรก และก็พบว่าใครคนนั้นคืออิคคิวที่เดินตามหลังผมมาติดๆ วันนี้มันดูเป็นเด็กแสนเท่ห์ยังไงก็ไม่รู้ ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ ทุกคนที่มาด้วยกันวันนี้น่ะนะ

ตัวสูงยาวสมส่วน

สวมเสื้อกั๊กทับเสื้อยืดกับกางเกงขากระบอก

สะพายว่าวปักเป้าสีเขียวไว้ที่หลัง

กับรอยยิ้มแบบนั้น



“ว่าไงนะ”



รอยยิ้มที่ผมได้เห็นมันบ่อยเหลือเกิน



“เราถามว่าภีมชอบว่าวอันนี้หรือเปล่า”

“ชอบนะ”

“เรายกให้ จะได้ไม่ต้องซื้อหรือทำใหม่”

“เอ้ย! .. คือให้ฟรีๆ เลยหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ” มันพยักหน้าแล้วถามต่อ “หรือภีมจะจ่ายเป็นอะไรดีล่ะ”



อิคคิวมองเพื่อนตัวเล็กที่หยุดเดินและทำไม้ทำมือเหมือนกำลังใช้ความคิด เขาหยุดฝีเท้าตามและปล่อยให้เพื่อนๆ ที่เหลือเดินคุยโฉงเฉงนำหน้าไปก่อน จริงๆ ไม่อยากบอกภีมหรอกว่าเขามีว่าวของตัวเองแค่อันเดียว ไม่ได้มีสำรอง แต่วันนั้นได้ยินว่าอีกคนไม่มีก็เลยบอกไปก่อนว่าให้ยืม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แล้วเย็นวันนั้นเขาก็ขอให้แม่พาเข้าตลาดเพื่อซื้อโครงว่าวปักเป้ากับกระดาษสำหรับทำว่าวสีเดียวกันกลับมา และลงมือทำมันด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก

เพราะหวังว่าภีมจะชอบ



“คูก้าสองเม็ดพอมั้ย บาทนึงเป๊ะ”

“ให้เยอะไปป่ะ”

“เอ้าเยอะไปหรอ! งั้นเอาไปเม็ดเดียว โอเคแมะ”

“ยังคิดหนักเลย”



อิคคิวหัวเราะจนตาหยี เผลอเอามือเกาท้ายทอยและเตะหินไปริมถนน

พอแล้ว .. จะคูก้าสองเม็ด เม็ดเดียว

หรือจะให้เป็นอะไรที่มันไม่ได้มีราคา

เขาก็ดีใจทั้งนั้น ถ้าภีมเป็นคนให้น่ะ



“เอ้ย! เดินช้ากันจังวะสองคนนั้นอ่ะ เร็วๆ!”

“ต่อให้ก่อนเลย! วิ่งทันอยู่แล้ว!”

“แน่จริงก็ตามมาาาา”

“มึง ฝากถือหน่อยดิ กูจะวิ่งงง”

“ระวังด้วยล่ะ”

“ระดับผมแล้ว ไม่มีวันล้มครับ”



อิคคิวพยักหน้าให้คนที่ได้ข่าวว่าเพิ่งถอดเฝือก เขารับว่าวปักเป้าอันเล็กมาถือไว้คู่กันกับของตัวเอง ว่าวที่ไม่รู้ว่าภีมทันสังเกตมั้ยว่ามันสีเดียวกันเปี๊ยบ ตาคมๆ มองตามแผ่นหลังเพื่อนตัวจิ๋วที่วิ่งไวเป็นบ้า

เขาว่าภีมไม่เห็นจำเป็นต้องเสียตังค์บาทเดียวเพื่อคูก้าสองเม็ดเลย



.. เพราะแค่รอยยิ้มเมื่อกี้นี้เขาว่ามันก็เพียงพอแล้ว



/



“โห นกกระยางเพียบเลย”

“มีควายตรงนั้นด้วยสองตัว มันจะวิ่งมาขวิดเราป่ะวะ”

“ไม่แน่ใจ แต่ตรงนี้ข้าก็เห็นควายตัวนึงนะ”

“...”



เปตองหยุดเดิน หันหลังไปมองแฝดพี่ที่เดินตามมาแล้วมองหน้าตัวเองไม่หยุด นั่นมันหลอกด่ากันหรือเปล่าวะ แล้วก็นั่นแหละ เพื่อนๆ หัวเราะที่ตั้งเตเปตองวิ่งไล่ทุบกันอักๆ อีกแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าควายที่ไหนจะมาขวิดมัน เพราะมันขวิดกันเอง

เราใช้เวลาไม่นานนักก็ถึงที่หมายที่กระปอมบอก

มันก็ไม่ใช่ที่ซึ่งเหมาะแก่การเล่นว่าวเท่าไหร่หรอก เพราะฝั่งนึงเป็นห้วย อีกฝั่งเป็นป่าเตียนๆ ที่มีแต่ต้นไม้แห้ง แต่ก็พอจะทดแทนคันนาได้แหละนะ เพราะถ้าไม่เล่นที่นี่เราก็คงต้องเปลี่ยนแผนไปเล่นอย่างอื่นเพราะไม่มีที่แห้งๆ ให้วิ่งแล้ว

จริงๆ ไม่มีใครเขาเล่นว่าวปลายฝนต้นหนาวกันหรอก -*-

แต่ทำยังไงได้อ่ะ อยากเล่นนี่นา



“กระปอมต้องวิ่งไวกว่านั้นอีกๆ”

“บ่ไหวแล้ว เมื่อย!”

“งั้นมาพัก ไอ้เตมึงไปก่อนเลย”



เราผลัดกันวิ่งเพื่อปล่อยว่าวขึ้นฟ้า กว่าจะขึ้นได้สักอันก็เล่นเอาหอบแฮ่กลิ้นห้อยเหมือนลูกหมา เพื่อนๆ หลายคนเลยไปนั่งพักกันเป็นกระจุกที่ใต้ต้นไม้ริมห้วย ทั้งคนที่ปล่อยว่าวขึ้นฟ้าได้แล้วและคนที่วิ่งกี่รอบก็เอาไม่ขึ้นสักที

เรานั่งดูว่าวติดลมบนหยอกล้อกับสายลมไหวไปทางนั้นทีไหวไปทางนี้ทีอย่างเพลินตา ปกติพี่เอกจะพาเราไปเล่นว่าวด้วยเสมอ แล้วก็จะพูดสาระต่างๆ เกี่ยวกับว่าวให้เราฟังเหมือนคุณครูเล่านิทาน ซึ่งพวกเราชอบมากๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ร้อนวิชามาเล่นกันเอง และก็ถึงตาผมที่ต้องออกไปวิ่งปล่อยว่าวแล้ว

อิคคิวมองเพื่อนตัวเล็กที่หน้าตามุ่งมั่นเหลือเกิน

ฝีเท้าที่ต้องยอมรับเลยว่าที่หนึ่ง

แต่ตานี่สิทำไมไม่มองทางนะ



“เฮ้ยๆๆๆ ภีม!”

“มองทางหน่อย!”

“แล้วสิเฉไปเฮ็ดหยังกะด้อกะเดี้ย!”

“ภีม! ระวังตกน้ำ!”



ตู้ม!

นั่นไง .. พูดยังไม่ทันขาดคำ



อิคคิวและเพื่อนๆ รีบวิ่งใส่เกียร์หมามาที่จุดเกิดเหตุแต่ไม่มีใครกระโดดลงไปสักคนเพราะน้ำไม่ได้ลึกขนาดนั้น คนที่เพิ่งพลัดตกลงไปยืนร้องไห้จ๊ากๆ อยู่ในน้ำที่ความสูงเพียงแค่เอว กระปอมเป็นคนวิ่งไปหยิบกิ่งกระถินกิ่งใหญ่อีกฝั่งมายื่นให้ภีมจับเพื่อที่เราจะได้ช่วยกันดึงลูกหมาตกน้ำขึ้นมาอย่างปลอดภัย แต่ก็ทุลักทุเลกว่าที่คิด เพราะขอบห้วยลื่นจนภีมกลิ้งลงน้ำอีกรอบ



“สิฮอดบ่น้อมื้อนี่”

“จับดีๆ ดิภีม แล้วก็เหยียบตรงหญ้า นั่นแหละ”

“ฮึก .. จับดีแล้ว”

“ดึงนะ หนึ่ง สอง สาม ฮึบ!”



การเล่นว่าวสำหรับวันนี้ ..

เปียกปอน เละเทะ แถมยังเหยียบหอยทากแบนแต๊ดแต๋ คาตีนเลย -*-



“ฮึก! เราอยากกลับบ้าน ..”



แล้วเขาก็เสียน้ำตาอีกแล้ว

อิคคิวมองคนตัวเล็กที่ขามาตัวขาวจั๊วะแต่ตอนนี้มอมแมมสุด หัวจรดเท้ามีแต่ขี้โคลนเต็มไปหมด เห็นแล้วก็นึกสงสาร แต่เขาก็ขำเพราะเอ็นดูอีกนั่นแหละ เพื่อนคนนี้น่ะร้องไห้เก่งที่หนึ่ง แล้วมีที่ไหนวิ่งไม่ดูทาง แหงนมองแต่ว่าว เลยเป็นซะอย่างเนี้ย วิ่งเฉลงห้วยเฉยเลย แล้วที่ร้องๆ นี่ไม่รู้ว่าเพราะเจ็บ อาย หรือเสียใจที่เหยียบหอยทากตายไปตัวนึงก็ไม่รู้เหมือนกัน



“เจ็บตรงไหนบ้าง”

“ฮึก .. เจ็บ”



อิคคิวจับเขาหมุนเบาๆ เพื่อเช็คสภาพที่ไม่มีตรงไหนดูได้สักที่ มันเป่าเพี้ยงแกล้งๆ เหมือนหวังว่าจะทำให้เขาหายเจ็บ หายตกใจ และหยุดร้องไห้ในที่สุด มือที่ใหญ่กว่ากันไม่มากเอื้อมมากุมมือของเขาเอาไว้หลวมๆ แล้วปาดน้ำตาให้กัน



“งั้นเรากลับกันเถอะ”

“สุดไปเลย พามันมาตกน้ำโดยแท้มื้อนี้”

“ระ .. รองเท้า”

“อิหยังอีกน้อบัดทีนี้”

“รองเท้า .. รองเท้าหายไปข้างนึงอ่ะ” อิคคิวสังเกตเห็นก่อนคนที่กำลังสะอื้นจะเอ่ยซ้ำ เขาเดินกลับไปชะโงกดูตรงริมห้วยว่ามันหลุดลอยไปที่ไหนหรือเปล่าแต่ก็ไม่เห็น เป็นไปได้ว่าคงจะจมอยู่ใต้โคลนไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย

“งั้นใส่ของเราไปก่อนละกัน”

“มะ .. ไม่เอา”

“ใส่เถอะน่า อย่าดื้อ”



ภีมน้ำตารื้นมองอิคคิวที่ถอดรองเท้าให้กันอย่างง่ายดาย แล้วตัวเองก็ตีนเปล่าถือรองเท้าเขาข้างเดียว เพื่อนๆ พากันงงยกใหญ่ว่าทำไมมันใจดีเหมือนเทพบุตรเดินดินขนาดนั้น แต่ก็สนใจได้ไม่นานเพราะทุกคนรีบชวนกันให้ไปจากที่นี่ไวๆ



“อิคคิว ..”

“หืม?”



อิคคิวยิ้มอบอุ่นแบบนั้นอีกแล้ว ..



“ขอ .. ขอบใจนะ”



ยิ้มที่ผมเผลอยิ้มตาม



เราออกเดินข้างกันไปโดยที่ผมยังปาดน้ำตาไม่หยุด ว่าวเจ้ากรรมถูกอิคคิวรวบไปถือไว้กับของมันเพื่อให้เขาเดินตัวเปล่า โชคดีเท่าไหร่ที่ว่าวตกลงกลางถนนพอดีไม่ได้จมลงในห้วยเหมือนตัวเขา ไม่งั้นล่ะเสียใจแย่แน่



“อิคคิว ขอ ..”

“...”

“ช่างเถอะ ลืมว่าพูดไปแล้ว”



จริงๆ เขาจะบอกมันว่าขอขี่หลังแบบวันนั้นจะได้มั้ย เจ็บตรงฝ่าเท้า

แต่กลัวเพื่อนๆ จะหาว่าสำออย

เดินเอาก็ได้วะ ลูกผู้ชายเขาไม่ขึ้นหลังใครหรอก!



“ภีมจะโดนม้าดุหรือเปล่าเนี่ย เดี๋ยวเราไปช่วยพูดให้มั้ยว่าอุบัติเหตุ”

“ไม่เป็นไรหรอก ม้าคงไม่คิดว่ากูอยากเล่นน้ำมั้ง”

“ยังจะกวนได้อีก”

“ก็พูดจริง”



เราที่เดินข้างกันรั้งท้ายเพื่อนคนอื่นๆ คุยกันไปเรื่อยระหว่างทาง ต่างกับตอนที่เขาไปชวนมันเล่นยางลิบลับ ตอนนั้นแค่เดินข้างกันยังอึดอัด ไม่รู้จะพูดอะไรเพื่อทำลายความเงียบด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้สบายๆ คงดีกว่านี้หน่อยถ้าเขาไม่ต้องอยู่ในสภาพแบบนี้น่ะ คงจะหล่อสูสีมันได้บ้างเวลาเดินข้างกัน

เด็กตัวสูงลอบยิ้มที่เพื่อนขี้แยยังไม่หยุดสะอื้น

น่าโอ๋ปลอบ

อิคคิวสะบัดความคิด ตาคมๆ หันมองตะวันดวงใหญ่ที่คล้อยขึ้นจากขอบฟ้าทางขวามือเรา ลมหนาวที่พัดโชยเข้ามาปะทะผิวแก้มทำให้เขารู้สึกเย็นและเป็นห่วงคนเปียกปอน ก็เลยถอดเสื้อกั๊กตัวเก่งคลุมให้ทั้งอย่างนั้นโดยไม่พูดอะไร ฝูงนกกระจิบร้องทักทายเราทั้งคู่ก่อนจะบินโฉบผ่านไป ทิวตาล คันนา ว่าวและเรา เขาชอบทุกอย่างในวันแสนธรรมดาที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุด

เป็นอีกครั้งที่เขาเผลอเกาท้ายทอยของตัวเอง

สำหรับอิคคิวแล้ว ..



“ภีม”

“หา?”



นอกจากข้าวไข่เจียวหมูสับกับผัดเปรี้ยวหวาน

น้ำส้มคั้นที่แม่ทำให้ทานเมื่อเช้า

บวกกันกับช่วงเวลานี้ เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีก



“บนหัวภีม”

“ทำไม?”

“มีหอยทากอยู่บนนั้นด้วยอ่ะ”

“อ๊าก .. หยิบมันออกไปปปป!”



แค่ได้เดินเคียงข้างและได้ชำเลืองมองกันเป็นระยะก็อิ่มใจจะแย่ (:



/



นับตั้งแต่จำความได้ ผมชอบเดือนธันวาที่สุด

เพราะนอกจากจะเป็นเดือนเกิดแล้วยังมีวันคริสต์มาสที่โรงเรียนจะจัดกิจกรรมให้พวกเราสนุกกันทุกปี หลังคริสต์มาสสองวันก็วันเกิด นับถัดไปอีกไม่กี่วันก็ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เลยเหมือนว่าธันวาคมเป็นเดือนพิเศษแห่งการเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และของขวัญ



“ม้า ภีมขอเอาผ้าปูโต๊ะลายอุลตร้าแมนได้มั้ย”

“ได้สิลูก เอาในลิ้นชักมาเปลี่ยนเลย”

“โต๊ะขนมจะเอาวางไหนหรอ”

“หน้าทีวีเลยเจเจ้ เดี๋ยวกินเค้กเสร็จจะไปเล่นยูกิกันตรงนั้น”



ทุกคนเอาใจผมเป็นพิเศษ

เพราะวันนี้เป็นวันที่ผมอายุครบแปดขวบแล้วยังไงล่ะ!

ป๊ากับม้าจัดงานวันเกิดให้ผมเหมือนทุกปี เรารับอากงกับอาม่ามานอนที่บ้านหนึ่งคืน และแน่นอนว่าต้องปิดร้านทองหนึ่งวัน การ์ดเชิญถูกเขียนและระบายสีด้วยมือก่อนนำไปให้เพื่อนๆ ในหมู่บ้านแทนการบอกกล่าวว่าทุกคนสามารถมาร่วมงานเพื่อทานของอร่อยๆ ในวันพิเศษสุดของผม เราจะร้องเพลงสุขสันต์วันเกิด กินเค้กก้อนใหญ่ และเล่นอะไรสนุกๆ เยอะแยะด้วยกัน

ม้าทำของอร่อยเพียบเลยน้า! มีแต่ของที่ผมชอบทั้งนั้นเลย!

และโชคดีที่วันเกิดปีนี้ตรงกับวันเสาร์

เราเลยมีเวลาจัดงานกันนานหน่อย~



“ป๊า”

“หืม”

“ภีมรักป๊าที่สุดเลย ขอบคุณสำหรับเค้กอุลตร้าแมนนะครับ” ผมยืนถือผ้าปูผืนใหม่เอี่ยม เงยหน้ายิ้มแฉ่งให้ป๊าที่นั่งอยู่บนบันไดขาตั้งและกำลังไล่แปะระบบสุริยะจักรวาลเรืองแสงบนเพดานให้ผม ป๊าหัวเราะเบาๆ ก่อนจะติดกาวจันทร์ครึ่งเสี้ยวชิ้นนั้นให้เสร็จและค่อยๆ ไต่ลงจากบันได

“ป๊าก็รักภีมที่สุด” ป๊านั่งยองๆ ลงตรงหน้าผม มือใหญ่ๆ นั่นลูบหัวอย่างสุดรัก แววตาที่ป๊ามองมายังเป็นแววตาแสนอบอุ่น เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจที่ผมเติบโตมาเป็นอย่างดีเช่นเคยตั้งแต่ผมจำความได้

“ภีมจะเป็นภีมแปดขวบที่เก่งที่สุดให้ป๊าดีใจ”

“ไม่ต้องเก่งที่สุดก็ได้ลูก ..”

“...”

“.. แค่ภีมเติบใหญ่ พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ใจชอบ ป๊าม้าก็พอใจแล้ว”



และธันวาก็ทำให้เขารู้ว่า ..

เขาโชคดีแค่ไหน ที่ได้เกิดเป็นลูกป๊ากับม้า



/



“ซึกิ ซึกิ ซึกิ ซึกิ ซึกิ ซึกิ— อิค คิว ซัง”

“คร๊าบผม จะรีบไปไหนๆ”

“ไม่ได้ให้พูดต่อ”



เออ แล้วผมจะร้องเพลงนี้ทำไมวะ

ผมหันไปทำหน้ายุ่งใส่อิคคิวที่เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมน้ำผลไม้สองแก้ว ผมกำลังนั่งกินคุกกี้เนยสดโดยแงะลูกเกดข้างหน้าออกอยู่บ้านอิคคิวในห้องนั่งเล่น ป้าดาเป็นคนเปิดให้เข้ามาเพราะกำลังตัดแต่งกิ่งต้นไม้อยู่ที่สวนหน้าบ้าน ทีแรกจะฝากการ์ดเชิญนี่ผ่านแม่มันแล้วแหละ แต่ป้าดาคะยั้นคะยอให้เข้ามาเล่นข้างในก่อน มีขนมอร่อยๆ จะให้ทาน ซึ่งผมก็ไม่เคยปฏิเสธของอร่อยอยู่แล้วด้วย

แหะ

ห้ามว่าว่าตะกละเลยนะ!



“ดื่มให้หมดเลยนะ แม่เราคั้นสดทุกเช้า”

“โห .. เกิดเป็นลูกบ้านนี้ดีจังเลยนะ ได้กินของอร่อยทุกวันเลย”

“สมัครเป็นลูกแม่เราอีกคนป่ะล่ะ”

“มึงก็จะกลายเป็นหมาหัวเน่า”

“ขนาดนั้นเลย”

“อือ” ผมหยุดหอบหายใจเพราะกระดกน้ำส้มคั้นไปอึกใหญ่มากๆ “ถ้าเกิดสมมติกูเป็นลูกป้าดานะ ป้าดาจะต้องรักกูมากเลยเพราะว่ากูน่ารัก เขาชอบทำแบบนี้ หึ้ม! น่าหมั่นเขี้ยวจังเลยน้องภีม แล้วก็บีบแก้มแบบนี้ๆ”



ผมไม่พูดเปล่า แต่เอื้อมมือไปบีบแก้มมันด้วย

อิคคิวตาโตและแทบสำลักน้ำส้ม

ผมเลยหยุด



“เจ็บหรอวะ”

“เปล่าๆๆ”

“กูว่ากูบีบเบาๆ เองนะ ทำไมหน้าแดงแป๊ดเลย”



อิคคิวกระแอมเบาๆ เกาท้ายทอยรัวๆ สงสัยสำลักเข้าจริง ท่าทางมันลุกลี้ลุกลนเหมือนเวลามดกัดก้นเขาตอนเข้าแถวหน้าเสาธงแต่ล้วงมือเข้าไปเกาไม่ได้เลย เอ้าๆ กระดกน้ำส้มเข้าไปอีกแล้ว ไอ้นี่นิ! พิลึกจังวะ



“เชื่อแล้วแหละว่าแม่ต้องรักมาก”

“อ่ะแน่นอน”

“พี่โอโม่น้ำส้มคั้นอยู่ในตู้เย็นนะครับ” ไม่ทันที่เราจะได้คุยอะไรกันต่ออิคคิวก็หันไปหาคนที่เพิ่งเดินหน้าเคร่งเครียดลงมาจากบนบ้าน แว่นตาที่สวมอยู่ทำให้เขาพอเดาได้ว่าพี่โอโม่คงอ่านหนังสือมาก่อนหน้านี้ เพราะเวลาปกติแล้วเขาไม่ได้สวมแว่น และก็ไม่ได้หน้ายุ่งอย่างนั้นด้วย

“หวัดดีน้องภีม”

“วะ .. หวัดดีครับพี่โอโม่”



ทักก่อนด้วยว่ะ

ร้อยวันพันปีไม่ยักจะเคยคุยกันเท่าไหร่



“วันนี้เป็นวันเกิดเราหรอ”

“ครับ”

“สุขสันต์วันเกิดนะ มีความสุขมากๆ ล่ะ”

“สาธุ”



ผมพนมมือเหนือหัวเหมือนได้รับพรจากพระขณะที่มองพี่โอโม่ที่เมื่อกี้เพิ่งส่งยิ้มแสนหล่อให้เขาก่อนจะเดินเข้าไปในครัว แล้วผมก็ค้างอยู่ท่านั้นจนอิคคิวต้องสะกิดกันให้เอาแขนลงก่อน งงๆ อยู่นะ พี่โอโม่รู้ได้ยังไงว่าวันนี้วันเกิดเขา นี่เพิ่งจะเอาการ์ดเชิญมาให้น้องชายพี่เขาเลยนะเนี่ย

เก่งชิบหาย

ผมหยิบคุกกี้มากัดอีกชิ้น ตาเหลือบมองกองตลับเกมส์

และก็นึกอะไรสนุกๆ ขึ้นออก



“มึง!”

“ตกใจหมด!”



อิคคิวที่เหมือนสติจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่แล้วเมื่อกี้สะดุ้งโหยงเมื่อฝ่ามือเล็กๆ นั่นตบลงบนหน้าตักเขา ตาสองชั้นหลบในที่วันนี้มองเห็นชั้นตาชัดหน่อยจ้องหน้ากัน ริมฝีปากเล็กๆ ที่ยังเคี้ยวคุกกี้ไม่หมดอมยิ้ม มือก็เขย่าขาเขาไม่เลิก



“ถ้าจะยืมเพลสเตชั่นไปเล่นที่งานวันเกิดได้มั้ยๆ”

“เกมส์หรอ”

“อือ .. วันนี้เพื่อนมาเยอะ”

“เอาดิ ภีมเลือกตลับเกมส์ที่อยากเล่นแล้วยกเครื่องกลับไปเลย”

“ได้จริงใช่มั้ย!”



ท่าทางดีใจสุดเหวี่ยงนั่นทำให้เขายิ้มกว้าง

น่ารักเป็นบ้า



“จริงๆ ดีเหมือนกัน”



แล้วเพื่อนตัวจ้อยเขาก็แทบถลาลงไปนั่งจุมปุกอยู่หน้าชั้นวางตลับเกมส์เพื่อเลือกแผ่นที่ตัวเองชอบ เสียงพูดคุยปรึกษากับตัวเองดังเป็นระยะๆ เรียกเสียงหัวเราะจากอิคคิวเป็นอย่างดี แต่ครั้งนี้เพื่อนตัวเล็กไม่ได้ดุหรือเสียงดังใส่อย่างที่ชอบทำ ไม่ว่าเขาจะขำหรือพูดอะไรก็ยิ้มหวานใส่ท่าเดียว ไม่นานนักภีมก็ได้ตลับเกมส์ในจำนวนที่พอใจ เขาเอามันเหล่านั้นใส่รวมลงในถุงพลาสติกเพื่อง่ายต่อการถือ

ส่วนเครื่องเล่นเขาถือมาให้ระหว่างที่เดินมาส่งบ้าน



“มาด้วยนะ ห้าโมง ห้ามลืมของขวัญด้วยล่ะ”

“คร๊าบผม”



อิคคิวพยักหน้าให้คนที่ยืนเกาะประตูหน้าบ้านเมื่อต้องจากกัน เขาเดินกลับบ้านตัวปลิวผิวปากอย่างอารมณ์ดี ไอ้ไปอ่ะไปแน่ ของขวัญก็ไม่ต้องกลัวว่าจะลืมเลย

เตรียมไว้ตั้งนานแล้ว



/



เพื่อนๆ แห่กันมาตรงตามเวลาเชิญในการ์ดเป๊ะ

และแน่นอน .. พร้อมกล่องของขวัญ

แต่อิคคิวมาพร้อมสิ่งหนึ่งที่มากกว่าคนอื่นๆ นั่นคือรองเท้าอีกข้างของเขาที่หายไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มันบอกว่าปั่นจักรยานไปเล่นแถวนั้นพอดีแล้วเจอก็เลยเอาไม้เขี่ยเก็บกลับมา ทั้งที่เราก็น่าจะรู้กันอยู่ว่าไม่มีใครไปเล่นแถวนั้นหรอกนอกจากพวกเรา ก็มันน่าไปปั่นจักรยานเล่นซะที่ไหนล่ะ ทางตัน

แต่ผมก็ดีใจที่ได้รองเท้าอีกข้างกลับคืน

ม้าทยอยเสิร์ฟลูกชิ้นทอดให้แขกลูกชายทานกันเล่นก่อนที่อาหารอื่นๆ จะตามมาเต็มโต๊ะ ลานข้างบ้านของเรากว้างหน่อยเลยพอให้เด็กจำนวนมากพากันกระโดดโลดเต้นได้อย่างสบายๆ พวกเราพากันทานนั่นทานนี่จนอิ่มแปล้ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเล่นแม้แต่น้อย เพราะวัยนี้น่ะแรงเหลือเฟือ

ตกดึกเราถึงได้ย้ายถิ่นหนียุงกันมาวิ่งวุ่นในบ้าน

ผมเหนื่อยเป็นพิเศษ เพราะเทียววิ่งเทียวเดินไปหยิบของเล่นมาอวดเพื่อนไม่หยุด ตามประสาเด็กที่นานๆ ทีจะมีเพื่อนเยอะแยะมาเล่นที่บ้าน ทุกคนแย่งกันพูดซะจนเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว เรานั่งผลัดกันเล่นเกมส์จนกลัวว่ามันจะพังเอาวันนี้ ผมสนุกมากจนเกือบจะลืมไปเลยว่าวันนี้ทุกคนมารวมตัวกันเยอะแยะทำไม จำได้อีกครั้งก็ตอนที่มีใครดับไฟลงนั่นแหละ



“เฮ!”

“ดูข้างบนนั้นดิ มีดาวเต็มเลย!”

“โหหหห สุดยอด!”

“คือสวยจังแท้ภีม!”



ทุกคนพากันฮือฮากับบรรดาจักรวาลเรืองแสงท่ามกลางความมืด

แต่ไม่นานนัก

เปลวเทียนไหวๆ ก็ใกล้เข้ามา

และผมถูกรายล้อมด้วยเพื่อนๆ ที่แสนดี (:



“แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู~ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู”

“แฮปปี้เบิ้ร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ .. แฮปปปปี้เบิร์ดดดเดย์ทูภีมม”



เสียงปรบมือดังระงม เพื่อนๆ ทุกคนต่างแย่งกันพูดให้ผมอธิษฐานสักที บางคนก็เขย่าตัวผมไม่เลิกจนผมต้องบอกว่าโอเคๆ ใจเย็นๆ กันหน่อยเพื่อน ดูเอาเถอะ .. ไอ้พวกนี้น่ะมันเป็นเด็กใจร้อนซะจริงๆ เพลงเพิ่งจะจบไปได้แปบเดียวเอง



“อยากกินเค้กอุลตร้าแมนกันแล้วก็บอกมา”

“ใช่ๆ รออยู่!”



นั่นแงะ .. ว่าแล้วเชียว

ผมกลั้นขำ หลับตาลง พนมมือไว้ระดับเดียวกับใบหน้า

ทุกปีผมไม่เคยอธิษฐานอะไรมากไปกว่า ..

ขอให้ทุกคนที่เขารักและรักเขาอยู่กับเขาแบบนี้ไปนานๆ

ตราบนานแสนนานเท่าที่จะนานได้



“ฟู่ววววว”

“เย้~”



พอเทียนดับลงไปสักพัก แสงสว่างจากหลอดไฟก็จ้าขึ้น

แล้วผมก็เพิ่งสังเกตเห็น

ว่าแผนกคุมไฟฟ้า .. คืออิคคิวนั่นเอง



“เป็นเด็กดี มีความสุขมากๆ นะลูกนะ”

“ดื้อให้มันน้อยๆ ลงหน่อยนะไอ้น้องชายตัวแสบ”

“สุขภาพแข็งแรงนะครับคนเก่งของป๊า”

“เลี้ยวก็เปงหลางที่น่ารักของกงกับม่าแบบนี้ตลอกไปเลยน้าอาภีม”



ผมกระโดดกอดสมาชิกในครอบครัวเรียงคนท่ามกลางเสียงหัวเราะแสดงความยินดีกับวัยแปดขวบอย่างเป็นทางการหมาดๆ ปกติแล้วผมไม่ค่อยแสดงความรักต่อหน้าเพื่อนๆ เท่าไหร่ เพราะมันเขินจะตายไปน่ะสิ แต่วันพิเศษแบบนี้ละเว้นเอาไว้แล้วกัน ขอหอมทุกคนฟอดใหญ่ๆ ก่อน



“อ่ะไปๆ เพื่อนๆ รอให้ของขวัญกันแล้ว”

“ม้าเขินเพื่อนภีมล่ะซี~”

“ช่างพูดจริงนะเราน่ะ” ม้าเขกหัวผมที่เกาะเอวเป็นปลิงเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับเขียดผู้มีแกก เอ้ย! แขกผู้มีเกียรติของผมในวันนี้ทุกคน “เด็กๆ เดี๋ยวไปถ่ายภาพด้วยกันตรงนั้นนะจ๊ะ อย่าลืมถือกล่องของขวัญมาด้วยน้า”



ม้าเขานี่น่ารักที่หนึ่งเลย



“โอ้โห .. กล่องเบ้อเริ่มเลยข้าวเม่า ข้างในเป็นอะไรหรอเนี่ย”

“บอกแล้วเขาจะเรียกว่าของขวัญหรอ”

“เยลลี่ยักษ์ใช่มั้ย!”

“ไม่ต้องมาหลอกถามเลย”

“อ่าๆ ให้ของขวัญแล้วมองกล้องกันหน่อยจ้าเด็กๆ นึง .. ซอง .. ซั่ม!”



ผมไล่รับของขวัญจากเพื่อนๆ พูดคุยและถ่ายภาพคู่ด้วยกันเรียงคน ในวันเกิดผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษมากๆ มีแต่คนต่อคิวให้ของและถ่ายภาพด้วยยาวเหยียด ม้าเล่าให้ฟังว่าตอนอนุบาลผมเคยขอร้องให้ม้าจัดวันเกิดให้เดือนละครั้ง เหตุผลคือชอบแกะของขวัญมากๆ นึกถึงทีไรก็ขำน้ำตาเล็ดทุกที

ผมวางกล่องของขวัญกล่องแล้วกล่องเล่าบนโต๊ะ

มันเรียงกันจนจะสูงกว่าหัวผมแล้ว



“คนสุดท้าย .. สุดหล่อของป้าอร ยืนชิดกันหน่อยจ้า นั่นล่ะ อีกนิดนึง”

“สุขสันต์วันเกิดนะภีม ขอให้รอยยิ้มนี้อยู่กับภีมตลอดไป”

“ยิ้มตลอดไปก็เป็นบ้าน่ะสิ”

“หมายความแบบนั้นซะเมื่อไหร่เล่า”

“เออๆ น่า ขอบใจ”

“หวังว่าจะชอบของขวัญของเรานะ”



ผมยิ้มเกร็งแบบรู้สึกได้ ไม่รู้ว่าเพราะเป็นภาพคู่ใบสุดท้ายหรือเปล่า ม้าถึงสั่งให้เราเขยิบเข้าใกล้กันไม่หยุด อิคคิวอมยิ้มเกาท้ายทอยในจังหวะที่ม้าทำไม้ทำมือบอกว่าให้ถือกล่องของขวัญอย่างนั้นนะ แล้วเดินเข้าไปชิดภีมอีกหน่อย แต่สาบานว่าอีกหน่อยของม้ากับมันไม่เท่ากันเลย ไม่งั้นมันคงไม่มายืนเบียดผมขนาดนี้หรอก



“มากเกินไปละกูว่า”

“ก็ป้าอรบอกว่าให้ขยับชิดๆ กันนิดนึงไง”

“นิดบ้านมึง! จะขี่คอกันแล้วเนี่ย”



ผมล่ะปวดกระบาลกับมันจริงๆ ไม่รู้ว่าแกล้งซื่อบื้อหรือแกล้งเขากันแน่วะ จะว่าว่าก็ว่าเหอะ .. ไอ้นี่ไม่มีความพอดีเลยสักนิด ตอนแรกก็ยืนห่างเขาเป็นวา ไม่รู้ว่าเว้นที่ว่างไว้หาพระแสงหอกหักอะไร พอม้าบอกให้เขยิบหน่อยก็นี่แหน่ะ แทบจะยืนซ้อนกันอยู่แล้ว ตกลงว่าเข้าใจคำว่านิดนึงมั้ยวะไอ้บ้าเอ้ย



“ขี่คอหรอ ก็ได้นะ”

“...”

“เท่ดีออก”

“ประชดโว้ย! เหยิบไปนิด!” จังหวะที่ผมใช้ศอกถองสีข้างและทำหน้ายักษ์ใส่มัน แสงแฟลตจากกล้องก็สว่างวาบจนเราทั้งคู่หันไปหาม้าและเข้าใจตรงกันว่าเหตุการณ์เมื่อกี้นี้คงจะถูกบันทึกไว้ในม้วนฟิล์มแล้ว

“ถ่ายไปแล้วหรอม้า ภีมยังไม่ได้ยิ้มเลย!”

“ยักษ์ขมูขีน่ารักดี”

“โธ่เอ้ย .. บอกว่าขอแต่รูปหล่อๆ ไงเล่า”

“นี่ยังไง ถ่ายอีกภาพนึง”

“เบียดกูอีกแล้วไอ้เวรนี่ บอกให้เหยิบไปนิดนึงไงโอ้ย!”



แล้วภาพเด็กเล็กขี้โวยวายกับนายจอมซื่อก็อยู่ในสายตาม้าตลอดเวลา

แก่นเซี้ยวนักเชียว



“ภีม พูดกับเพื่อนเพราะๆ หน่อยสิลูก”



โดนเอ็ดไปทีเลยเห็นมั้ย

ขยันหาเรื่องให้เขาตลอดเลยมันเนี่ย ..



“อิคคิวเขยิบไปหน่อยนึงค้าบ เพื่อนภีมเก๊กท่าไม่ถนัดเลย”



ผมประชดคำใหญ่คำโต ยืดหลังตรงๆ แหงนมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่ทำท่ายื่นของขวัญให้ผมในขณะที่มืออีกข้างแยกนิ้วโป้งนิ้วชี้เก๊กหล่อไว้ใต้คางและฉีกยิ้มอย่างน่ารัก เอ่อ .. ผมไม่ได้ชมมันนะ ม้าตะโกนบอกแบบนั้น



“ภีม .. ยิ้มสิ”

“อ่ะ .. เออๆ”

“พร้อมนะ นึง .. ซอง .. ซั่ม”



แชะ



แสงแฟลตจากกล้องฟิล์มที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นบวกกับการที่ผมเป็นคนเดียวที่ยืนถ่ายอยู่ตรงนี้นานแล้วทำให้ผมดันกระพริบตา ครับ .. ไม่รู้ว่าม้าถ่ายทันช่วงไหน แล้วเขาจะดูหล่อน้อยกว่ามันหรือเปล่า ลบถ่ายใหม่ก็ไม่ได้ซะด้วย



“ม้าเอาใหม่! ภีมหลับตาอ่าา!”

“เสียใจด้วยจ่ะฟิล์มหมดพอดี”



อิคคิวกลั้นขำและตบบ่าผมเบาๆ



“ยังไงก็น่ารักที่สุดในงานอยู่แล้ว”

“ต้องบอกว่าหล่อสิวะ!”

“โอเค หล่อก็หล่อ .. ไม่เบะสิ ไปเล่นยูกิกันเถอะ เพื่อนๆ รอ”



ผมมุ่ยหน้าใส่ม้าที่ส่ายหัวว่าเราไม่มีฟิล์มเหลือให้ถ่ายซ่อม กล่องของขวัญกล่องสุดท้ายที่เล็กและเบากว่าใครๆ ถูกผมแอบเขย่า สงสัยว่าข้างในเป็นตังค์หรือเปล่า แต่อิคคิวสะกิดผมอีกครั้งว่าเราควรจะไปร่วมวงยูกิกับเพื่อนๆ มากกว่ามายืนทำหน้าบึ้งเสียใจไปก่อนเห็นว่าภาพมันจะออกมาไม่ดี

ผมวางกล่องที่ห่อด้วยกระดาษผิวเรียบลายหัวใจไว้บนสุด

ถอนหายใจ หันไปมองหน้าอิคคิวที่ยิ้มให้กันเสมออย่างปลงๆ เมื่อตระหนักความจริงข้อนึงได้ว่าเหตุการณ์ใดๆ ที่ถูกบันทึกลงในภาพถ่าย หมายความว่าความทรงจำเหล่านั้นจะถูกแช่แข็งเอาไว้ตลอดกาล ไม่มีวันหายไปไหน

แน่นอนว่าภาพหลับตาของผมด้วย



“ไปกัน”

“อือ ..”



ไว้รอลุ้นภาพตอนล้างเสร็จก็ได้วะ



(ตัวอักษรเกิน อ่านต่อเม้นถัดไป)


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-12-2020 21:11:21 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0



(ต่อจากช่วงที่ขาดไป)



“แหน่ะๆ จะเข้าห้องนอนแล้วแปรงฟันหรือยังภีม”

“ตกใจหมดเลยม้า”



ผมที่วิ่งแจ้นขึ้นบ้านด้วยความเร็วปานจรวดถึงกับต้องเบรกเอี๊ยดหัวขมำเมื่อพบว่าม้านั่งทาครีมอยู่ที่โซฟาหน้าห้อง แน่นอนว่าผมยังไม่ได้แปรงแล้วก็เพิ่งแอบจกเค้กในตู้เย็นกินหนึ่งคำก่อนวิ่งขึ้นบ้านด้วย เนี่ย! ยังเคี้ยวไม่หมดปากเลย



“ไปเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวฟันผุก็จะมาโอดครวญอีกล่ะ”

“เข้าใจแล้วค้าบ”



สุดท้ายก็เดินหัวหดไต่ราวบันไดลงมาแปรงฟันที่ห้องน้ำชั้นล่าง แต่ก็เสียเวลาแปรงอยู่ไม่นานนักหรอก เพราะว่าใจเขาน่ะร้อนรนอยากแกะของขวัญจะแย่



“อย่านอนดึกนะลูก ม้าให้เข็มสั้นชี้เลขสิบต้องนอน”

“ค้าบ!”



ผมตะโกนตอบม้าทั้งที่นั่งอยู่หน้ากองของขวัญแล้ว

อืม .. เริ่มจากใหญ่เบิ้มก่อนละกัน

ผมค่อยๆ แกะเทปกาวออกจากกระดาษห่อของขวัญ ไม่อยากจะฉีกให้มันขาดยับเยินเพราะรู้ว่าทุกคนตั้งใจห่อมาให้เขา แกะไปก็นั่งชื่นชมกับของขวัญที่ได้อยู่คนเดียว มีตั้งแต่ขนม เครื่องเขียน การ์ดยูกิ หนังสือการ์ตูน โยโย่ เยลลี่ยังมีเลย เยอะแยะไปหมด ผมชอบทั้งนั้น!

จนมาถึงกล่องสุดท้าย

ที่เล็กที่สุด ..

ผมพลิกกล่องที่ห่อด้วยกระดาษลายหัวใจสีขาวไปมา อิคคิวคงห่อเองแหละเพราะที่หัวพับไม่ค่อยเป็นระเบียบและติดเทปกาวเป๋ไปเล็กน้อย ผมยิ้มขำๆ ก่อนจะเริ่มแกะมันออกเพื่อพบกับกล่องสีน้ำตาลเข้ม



“โห!”



ในนั้นเป็นซาวด์เบ้าท์เครื่องใหม่เอี่ยม!

มันขอตังค์แม่ซื้อหรือเปล่าวะเนี่ย ผมคิดในใจก่อนจะหอบเอากล่องจิ๋วนี่และตัวเครื่องเล่นเพลงตะกายขึ้นเตียงไปยลโฉมอย่างสนอกสนใจ ไฟในห้องถูกปิดลงด้วยเท้าของเขา และก็ไม่แปลกหรอก ปิดแบบนี้ประจำแหละ

ท่ามันก็จะพิสดารหน่อยๆ



“กี่บาทวะเนี่ย” ผมพึมพำกับตัวเอง



มือก็ยังรื้อกล่องที่เล็กแค่นั้น ไม่มีอะไรมากมายไปกว่าหูฟังสีดำที่มาพร้อมตัวเครื่อง และตลับเทปหนึ่งตลับที่อิคคิวใส่มาด้วย

มีการ์ดด้วยแหะ ..

ผมดีดตัวพลิกนอนคว่ำ แกะซองการ์ดสีครีมที่ถูกปิดผนึกไว้ไม่ได้แน่นหนานัก ในนั้นเป็นการ์ดใบเล็กที่ทำจากกระดาษปอนด์ เดาว่าอิคคิวตัดเอง วาดเอง ระบายสีเอง และเขียนเอง เพราะมันไม่ได้เนี้ยบซะจนดูไม่ออกว่าเป็นฝีมือเด็กประถม เหมือนการ์ดที่เขาทำให้อากงอาม่านั่นแหละ ทำเองหมด

มันวาดภาพอุลตร้าแมนด้วย

วาดสวยเท่าผมเลย

ผมเปิดมันออกและเผลออ่านออกเสียงอย่างที่ป๊าชอบให้ทำ



“สุขสันต์วันเกิดภีมพัฒน์ วัฒนาพฤฒิพงศ์ ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพร่างกายแข็งแรง นี่เป็นปีแรกที่เราได้มาร่วมงานวันเกิดของภีม ดีใจมากๆ หวังว่าภีมจะชอบของขวัญวันเกิดชิ้นนี้นะ มันมาจากค่าขนมของเราเอง ฟังบ่อยๆ ล่ะ (:”



มันเก็บตังค์ซื้อเองด้วยว่ะ ..

ผมอ่านถึงประโยคสุดท้ายแล้วแอบจุกอกเล็กน้อยที่อิคคิวพยายามตั้งขนาดนั้นเพื่อซื้อมันมาให้เขา ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ ไม่จำเป็นต้องซื้อของที่มีราคาให้กับเพื่อนที่ไม่ได้สนิทกันซักเท่าไหร่ จริงๆ แล้วไม่ต้องเลย

ผมเหลือบไปมองประโยคสุดท้ายในการ์ดที่เขียนไว้มุมขวามือล่าง

ลายเส้นยึกยือๆ เหมือนไม่ถนัด

แต่ก็เขียนออกมาสวยใช้ได้เลย



あなたが好きです



อะไรวะ งง ..

ผมวางกล่องเปล่าๆ ไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียง พลิกตัวถือการ์ดใบนั้นล่อแสงโคมไฟแล้วก็ได้แต่สงสัยว่ามันแปลว่าอะไรกัน แอบเบะปากนึกหมั่นไส้หน่อยๆ ว่าทำไมจะต้องอวดฉลาดเขียนลงท้ายการ์ดอวยพรให้คนอื่นเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย จะตอกย้ำกันว่าโง่ว่างั้นเหอะ? ผมเอื้อมมือยัดการ์ดเก็บเข้ากล่องและใส่ลงในลิ้นชักเมื่อคิดขึ้นได้ว่าถ้าไม่ลืมซะก่อนจะเอาไปถามคนอื่นเผื่อมีใครพอรู้ความหมาย

ตอนนี้ขอนอนฟังเพลงให้สบายใจก่อนละกัน



“ไหน .. มีเพลงอะไรให้ฟังบ้าง”



ภีมเอื้อมมือไปปิดโคมไฟเมื่อดนตรีเพลงแรกจากม้วนเทปที่อิคคิวใส่มาเฉยๆ เพื่อให้มันดูครบหรือเปล่าก็ไม่รู้เริ่มบรรเลง หน้าครึ่งซีกฝังลงกับหมอนนุ่มที่คลุมด้วยผ้าเน่าผืนโปรด เหวี่ยงขาซ้ายก่ายหมอนข้างในท่าประจำที่ทำให้หลับสบายที่สุด โดยมีทาโร่ตุ๊กตาลิงน่าตาขี้เหล่คู่ใจอิงไว้ข้างๆ หัว



รักเธอ เธอไม่รู้หรอก เก็บไว้ในใจก็พอ

เห็นเธอเธอไม่เห็นหรอก แอบเห็นก็เพียงข้างเดียว

เก็บมาฝันใฝ่ สร้างความหวังใหญ่ ..



จากที่กำลังเคลิ้มๆ ผมลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดและมุ่นคิ้วหนักเมื่อได้ฟังเนื้อร้อง เผลอมองออกนอกหน้าต่างที่เปิดอ้าไว้แล้วปิดทับด้วยผ้าม่านผืนบาง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เยื้องกันกับห้องนอนของอิคคิวพอดิบพอดี



“เพลงอะไรของมึงวะเนี่ย ..”



โคตรแก่เลย!










;
#อิคคิวไงจำไม่ได้หรอภีม

‘โปรดคลั่งรักอย่างสงบ’ นะคะทุกคน เป็นกำลังใจให้เด็กซึน
พี่ๆ คนไหนหรือใครที่เก่งพาสาจี้ปุ่งก็ช่วยบอกน้องภีมเขาหน่อยว่ามันหมายฟามว่าไง
ส่งกะลังใจมาให้น้องหน่อย ไปแท็ก #อิคคิวไงจำไม่ได้หรอภีม กันด้วย
น้องจะฬ้องไห้แล้ว เล่นคนเดียว
สิ่งที่น้องกำลังทำนั้นเหมือนรักข้างเดียวไม่มีผิด
แต่น้องก็จะดึงดันที่จะลงจนจบ แม้จะไม่มีใครรอคอยก็ตาม *ปาดน้ำตา*
ใครมีกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ก็ปามาได้นะคับ
ต้องการจำนวนเย๊อะ



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0


4
พิเศษใส่ไข่สองฟอง



เช้านี้อากาศเย็นกว่าวันไหนๆ อาจเพราะพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นมาแบ่งปันความอบอุ่นเต็มที่หรือเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเต็มรูปแบบ หมอกจางๆ ยามเช้าและควันที่พวยพุ่งออกจากปากเวลาพุดคุยนอกบ้านจึงดูเป็นเรื่องปกติ อิคคิวเลือกที่จะใส่เสื้อยืดผ้าคอตต้อนตัวโปรดทับด้วยเสื้อกันหนาวสีครีมที่แม่ซื้อมาฝากจากญี่ปุ่น มันทั้งอุ่นทั้งดูหล่อ แม่ว่าอย่างนั้น ดวงตาคมเหลือบมองเข็มนาฬิกาโบราณกลางบ้านเพื่อเตือนใจว่าใกล้เวลาที่จะต้องตระเตรียมตะกร้าสำหรับไปวัดของแม่ให้เสร็จ



“พี่โอโม่เด็ดดอกพุดซ้อนให้แม่หรือยังครับ”

“เออ .. พี่ลืมไปเลย”

“ไม่เป็นไรครับๆ พี่ตักเถอะ เดี๋ยวอิคคิวออกไปเด็ดเอง”

“ขอบคุณครับ”



เด็กชายวัยแปดขวบที่ความสูงเริ่มทิ้งห่างจากเพื่อนๆ วัยเดียวกันรีบละจากบรรดาขนมไทยที่จัดเรียงใส่ปิ่นโตเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นว่าพี่ชายของเขากำลังง่วนอยู่กับการตักแกงกะทิร้อนๆ ใส่หม้ออวย การได้ตื่นแต่เช้ามาเป็นลูกมือช่วยแม่ทำอาหารคาวหวานเพื่อเตรียมไปทำบุญที่วัดเป็นอีกหนึ่งในกิจกรรมที่เขาชอบทำมากที่สุด กระตือรือร้นโดยที่แม่ไม่ต้องขุดออกมาจากที่นอนเลยด้วยซ้ำ



“อ้าวอิคคิว เตรียมของเสร็จเรียบร้อยแล้วหรอจ๊ะลูก”

“ใกล้จะเสร็จแล้วครับ รอแม่แต่งตัวลงมาจากบ้าน ป้าดาล่ะครับ”

“เหลือรอคุณชายเขาอาบน้ำให้เสร็จน่ะจ่ะ”

“ตื่นไปกับเขาด้วยเหรอเนี่ย”

“ไม่ได้หรอก วันพระใหญ่ทั้งที ยังไงก็ต้องลากออกมาจากที่นอน”



พอนึกถึงตอนภีมโดนลากลงที่นอนแล้วก็ขำ

คงจะงอแงไม่เบา

ระหว่างที่หยอกล้อกับแมลงเต่าทองตัวน้อยที่ยึดดอกพุดซ้อนดอกใหญ่ของเขาไปอิคคิวรู้สึกเหมือนมีแววตาพิฆาตกำลังเล่นงานเขาอยู่สักแห่ง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก คนที่เพิ่งจะโดนแม่ตัวเองนินทาไปหยกๆ นั่นแหละ

แล้วไม่หนาวเลยเหรอนั่นน่ะ

ยืนถอดเสื้อทำตาเขียวปั๊ดมองเขาอยู่ได้แหะ

อิคคิวเลือกเด็ดพุดซ้อนดอกใหญ่และกลีบสวยรองลงมาจากดอกที่แมลงเต่าทองนอนหลับไหลอยู่ด้วยรอยยิ้ม ยิ้มเพราะตะวันยังขึ้นไม่พ้นขอบฟ้าดีก็มีเรื่องน่ารักๆ เกิดขึ้นซะตั้งเยอะแล้ว



“อ้าวแล้วทำไมยืนล่อนจ้อนอยู่ล่ะภีม เร็วๆ”

“ภีมไม่ใส่เสื้อตัวนี้อ่ะม้า”

“แล้วจะใส่ตัวไหนล่ะลูก”

“ไอ้เสื้อแขนยาวๆ ที่เหมือนฮ่องเต้อยู่ไหน”

“ถ้าหมายถึงตัวสีแดงนั่นมันเล็กไปแล้วลูก ม้าเก็บเอาไปบริจาคแล้ว”

“ม้าอ่ะ!”

“ใส่ตัวนั้นนั่นแหละ ม้าเลือกให้หล่อแล้ว ไปแค่วัดนี่เองไม่ได้ไปเที่ยว แล้วก็รีบๆ หน่อยนะ จะได้ออกพร้อมบ้านป้าดาเขาเลย” ป้าอรส่ายหัวยิ้มๆ ที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเดินอมลมฟึดฟัดกลับเข้าไปในบ้านแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่ามายืนสอดแนมแม่ตัวเองและเพื่อนข้างบ้านนานแค่ไหน



ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงสิบนาทีทุกอย่างก็เรียบร้อย อิคคิวมีหน้าที่ถือตะกร้าหวายโดยที่พี่ชายที่โตสุดหิ้วปิ่นโตและหม้ออวยที่ยังร้อนอยู่คนละมือ เราทั้งสองบ้านเดินเนิบนาบไปด้วยกันโดยมีเด็กเล็กสุดเดินรั้งท้าย

ไม่ใช่ว่าเดินช้าอะไรหรอก

ก็ภีมน่ะสิกระเตงตะกร้าซะไหล่เอียง



“หนักหรอ”

“เหอะ”

“งั้นเดินไหล่ให้มันตรงๆ สิ เสียบุคลิกหมด”

“มึงพูดเหมือนคนแก่”

“แก่ไร หนักก็บอกมา เอามานี่เดี๋ยวถือให้”

“ดีเลย”



คนขี้เกียจรีบยื่นตะกร้าหวายสำหรับไปวัดของตัวเองให้แบบไม่มีอิดออดหรือหยุดคิดสักนิดเดียว กลายเป็นว่าเราสองคนเดินเคียงข้างกันไปอย่างที่อีกคนตัวปลิวพ่นไอออกจากปากอย่างสนุกสนาน ภีมคิดว่าการได้ตื่นเช้าๆ แบบนี้ในหน้าหนาวมันก็ดีเหมือนกัน ถ้าได้นั่งผิงไฟกินข้าวจี่ก็คงจะเป็นอะไรที่สุดแสนจะบรรเจิด

เอาไว้ชวนเพื่อนๆ สักวันดีกว่า

ถ้าตื่นน่ะนะ

ย้ำว่าถ้าตื่น -*-



“รีบเดินหน่อยดิวะ ยืดยาดจริงๆ เลย เขาถึงนู่นกันแล้ว”

“ไม่ต้องถืออะไรก็พูดได้สิครับ”

“เร็วเข้าไอ้หนู!”

“ไอ้ตัวแสบ! เข้าวัดสำรวมหน่อย วิ่งซนเป็นลิงเป็นค่าง!”

“ดุเหมือนหมาเลยเจเจ้”

“เดี๋ยวเถอะ!”



อิคคิวมองตามหลังเพื่อนตัวเล็กที่วิ่งปรูดปราดตีโค้งเข้าประตูวัดไปด้วยท่าทางแสนซนจนเกือบจะโดนพี่สาวและม้าตัวเองไล่ทุบแล้วอดหัวเราะไม่ได้ เขามีหนึ่งคำถามแขวนอยู่ในหัวตลอดว่าทำไมเพื่อนคนนี้ถึงได้ดื้อนักหนา ตัวก็แค่นั้น ไม่เคยลืมเลยว่าเจอกันครั้งแรกก็ต้อนรับเขาแบบแสบสรรกว่าจะยอมให้เล่นด้วย

มันเป็นวินาทีนั้นที่เขาเดินหิ้วตะกร้าผ่านต้นหว้าหน้าวัดแล้วเผลอยิ้ม

ต้นหว้าที่ภีมสั่งให้เขาปีนขึ้นไปเก็บพวงมันลงมา

เด็กตัวกะเปี๊ยกที่มีแผ่นกอเอี๊ยะแก้ปวดฟันแปะอยู่ที่แก้มซ้ายนั่นน่ะ ..

เกกมะเหรกเกเรสุดบอกเลย



‘เพิ่นตกลงมาฮั่นหลังหักได้เลยเด้ภีม มันสูงโพด ข่อยย่าน’

‘เหอะน่ากระปอม มันพูดเองว่าทำได้ทุกอย่าง’

‘แต่ถ้าอิคคิวเป็นไรไป เราจะโดนแม่ตีนำเด้อ เพราะบ่ห้ามภีมเนี่ย’

‘มึงก็อย่าบอกแม่สิวะกิ่งข่อย’

‘อะไรของมึงเนี่ยตั้งเต! แทนที่จะช่วยกันห้ามเพื่อน’

‘อิคคิวถ้ามันบ่ปลอดภัยก็ท่าลงมาเด้อ บ่เป็นหยัง!’

‘ไม่! ถ้ามึงไม่ได้ลูกหว้าพวงนั้นลงมา พวกกูจะไม่รับมึงเข้าแก๊งค์’

‘ภีมหยังใจฮ้ายกับเพิ่นแท้’



โคตรเอาแต่ใจก็ที่หนึ่ง



เป็นวันนั้นที่เขารู้สึกถูกชะตากับเพื่อนคนนี้เป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าไปชอบใจเอาตรงไหน และไม่ว่าจะคุยหรือทำดีด้วยยังไงอีกฝ่ายก็ขยันบึ้งตึงใส่กันซะเหลือเกิน แต่เขาไม่เคยถือสาเลยนะ กลับมองว่าน่ารักดี ธรรมชาติของเด็กผู้ชายแก่นเสี้ยว ซึ่งเพื่อนที่กรุงเทพฯ ของเขาไม่มีเป็นแบบภีมเลยสักคน

ตัวเปี๊ยก แสบซน

ไม่ว่าจะมองครั้งไหนก็เห็นป้ายแก่นเสี้ยวแปะอยู่หน้าผากตัวเบ้อเร่อ

แต่เอ้ะ .. หรือเขาถูกใจแก้มยุ้ยๆ นั่นกันแน่นะ

จากความชอบใจกลายเป็นอยากรู้ว่าจะถมึงทึงใส่กันได้นานแค่ไหน จำได้ว่าวันนั้นภีมเป็นคนเดียวที่สั่งการให้เขาทำนั่นทำนี่ตามใจตัวเอง ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ พยายามขอร้องให้เขาลงจากกิ่งไม้สูงๆ นั่นสักที ไม่รู้อะไรซะแล้วว่าเขาย้ายมาจากโรงเรียนที่มีลานทราย ต้นไม้ใหญ่ และเถาวัลย์อรพิมให้ปีนป่ายแทนเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น ตอนกระโดดลงมาเลยแกล้งสลบเป็นการเอาคืนเด็กจอมแก่นให้ตกใจเล่นๆ ซะเลย



‘อิคคิว! เป็นหยังบ่ คือมิดจี่หลี่แท้วะ!’

‘กระปอม .. มะ มันยังหายใจหรือเปล่า เอานิ้วแตะจมูกมันหน่อย’

‘ซวยแน่เลยพวกเรา มันตายบ่เนี่ย’

‘เฮาบอกแล้วว่าบ่ต้องให้ปีน! เฮ็ดจั่งได๋ล่ะบัดทีนี้’

‘แม่ฟาดข้อยตูดเปิงแน่”

‘ล้อเล่น .. เราไม่ได้เป็นอะไร ขอโทษที่ทำให้ตกใจ’



เท่านั้นล่ะยืนกำหมัดหน้าดำหน้าแดงไปหมด ..



‘ขี้หดตดหายเบิ่ดอิคคิว! บ่เอาเด้อ! ข่อยคึดไปฮ้อดไม้เรียวแม่แล้วก่’

‘คิดว่าจะโดนหวดตูดลายแล้ว ใจหายเบิด’



ปากแดงๆ ที่เม้มเข้าหากันนั่น .. แก้มกลมๆ ที่กักลมเอาไว้



‘อ่ะ ลูกหว้าพวงที่ภีมต้องการ เราแถมให้ภีมอีกพวงนึงเลย’



ทำไมน่ารัก

ได้ขนาดนั้น



‘มึงหลอกกูหรอ! ไอ้ตูดหมึก! ทุกคนไม่ต้องไปเล่นกับมัน!’

‘บ่น่าฮักเลยเด้อภีม อิคคิวอย่าถือสาเลย’



แล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะญาติดีกับเขาแบบถาวรนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรหรอก เพราะยังไงเขาก็ยังอยากเล่นกับเพื่อนคนนี้ในทุกวัน แม้จะชอบโดนคำพูดคำจาที่น่าเอามือตีปากมาพูดด้วยบ่อยๆ ก็เถอะ เรื่องราวระหว่างเรากับต้นหว้าและการประกาศศักดาว่าภีมเป็นหัวโจกตัวจี๊ดประจำหมู่บ้านทั้งที่ตัวเล็กกว่าใครเขาก็จบลงเพียงเท่านั้น และมันไม่เคยเลือนหายไปจากหัวเขาเลย

คิดแล้วก็น่าหมั่นเขี้ยว

เจ้าตัวดูจะภูมิอกภูมิใจมากเลยนะที่เพื่อนๆ พากันตามใจ

คงคิดว่าตัวเองน่าเกรงขามที่สุดนั่นแหละ

แต่เขามองแล้วคิดว่าเพื่อนๆ ต่างเอ็นดูซะจนไม่กล้าขัดใจอะไรภีมมากกว่า

อิคคิวมองดูต้นหว้าที่เต็มไปด้วยความทรงจำแรกพบอีกครั้ง



ก็น่ารักซะมากมาย









/








ศาลาวัดแน่นขนัดไปด้วยผู้คนในหมู่บ้านที่เราต่างก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ส่วนมากจะเป็นบรรดาคุณตาคุณยายซะมากกว่าที่ชอบเข้าวัดเข้าวาทำบุญประจำ ปีใหม่นี้ก็เรียบง่ายเหมือนเช่นเคย ไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรือว่าจัดงานใหญ่โต แค่เราทุกคนตื่นมาเข้าวัด ตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรม กันเป็นปกติ



“คุณยายผมช่วยนะครับ”

“เอ้อ .. ขอบใจหลายเด้อลูกเด้อ แก่แล้วเป็นจั่งซี่ล่ะ กระดู้กบ่ค่อยดี”

“วางตรงนี้ดีมั้ยยาย ยายจะได้นั่งพิงเสาได้”

“เอ้อๆ ตรงฮั่นแหน่ะลูก”

“กระโถนบ้วนน้ำหมากครับ”

“ขอบใจหลายบักหล้า ว่าแต่ลูกเต้าเล่าไผเนี่ย คือจั่งเป็นตาฮักแท้น้อ”



เราไม่ได้ตอบกลับอะไรเพียงแค่ยิ้มๆ ให้กันระหว่างช่วยกันพยุงคุณยายที่น่าจะอายุมากแล้วนั่งลงข้างๆ เสาใหญ่กลางศาลาก่อนจะยกมือไหว้และเดินกลับมาที่นั่งของตัวเอง ตอนนี้ผู้คนในศาลายังคงพลุกพล่านและเดินหาที่นั่งของตัวเองกันอยู่ เสียงมัคทายกลองไมค์หอนตามลำโพงดังเป็นระยะ



“เป็นตาฮักแปลว่าอะไรหรอ”

“แปลว่าน่ารัก”

“อ๋อ .. ถ้างั้นคุณยายคงชมภีมแหละเมื่อกี้”



ได้ยินแบบนั้นผมแทบจะปลิ้นตาใส่มันเลย

จะบอกว่าตัวเองต้องเป็นคำว่าหล่ออย่างงั้นสิ เหอะ!



“ใครจะเหมือนมึง พ่อเนื้อหอมสุดหล่อ ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษพร่ำเพื่อ”

“ใครเขาสอนให้พูดแบบนี้เนี่ย”

“จะหว่านเสน่ห์ให้ทุกเพศทุกวัยเลยหรือไง”



ดูคำพูดคำจาเขาเถอะ คงดูทีวีมากไปสินะ



“เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว”

“เอ้าด่า!”

“ภีมก็ลุกไปช่วยยายไวพอกับเรานั่นแหละ”



ผมบุ้ยปากขมุบขมิบเพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด อันที่จริงก็ไม่ผิดอะไรหรอก แค่รู้สึกหมั่นไส้เวลามันทำอะไรแบบนี้เฉยๆ ชอบทำตัวเป็นพระเอก พ่อพระ เป็นคนดีศรีขอนแก่นจริงๆ เลย ทั้งที่เพิ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่นานแท้ๆ

น่าหมั่นไส้ไปหมด

แต่แล้วผมก็ยิ้มเมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้จะเขียนอะไรในสมุดบันทึกความดี

และก็หุบยิ้มไม่ลงเมื่อเห็นคุณยายนั่งทำหน้าอิ่มสุข



“พี่ดา วันศุกร์นี้จะไปดูเด็กๆ เขาเต้นกันหรือเปล่าจ๊ะ”

“ถ้าพ่อเขาไม่ติดธุระอะไรก็น่าจะไปนะ อรล่ะ”

“ภีมเขาไม่อยากให้ไปเลย น่าตี มีที่ไหนไม่อยากให้แม่ไปโรงเรียน”

“คงเขินล่ะมั้ง เด็กวัยกำลังอาย”

“ไม่เห็นเหมือนอิคคิวของพี่ดาเลยเนอะ ฮ่าๆ”



คนเป็นแม่ที่นั่งพับเพียบอยู่ข้างกันรอเวลาพระขึ้นศาลาหันไปมองบรรดาลูกชายที่นั่งโต้วาทีกันอย่างออกรส บุคคลช่างจ้อที่สุดในกลุ่มเห็นจะเป็นเจ้าตัวจ้อยที่นั่งกอดขวดไวตามิลค์ที่เธอเพิ่งดุไปตอนลูกแอบคลานมาหยิบว่าเอามาใส่ในตะกร้าตั้งแต่เมื่อไหร่ จะกินก่อนพระไม่ได้ เลยเอาไปนั่งถือไว้อยู่แบบนั้น กาลเวลาพาให้เด็กๆ โตขึ้นทุกวัน อีกหน่อยคงจะกลายเป็นหนุ่ม แต่สายตาเธอยังมองลูกเป็นเพียงเด็กสามขวบที่ร้องงอแงจะเอาอมยิ้มในร้านโชว์ห่วยอยู่เลย

สายตาคนเป็นแม่น่ะ

โตแค่ไหน ลูกก็ยังเป็นเด็กเสมอ



“อิคคิวเขาสูงนำภีมไปเยอะเลยเนอะพี่ดา แปบเดียวเอง”

“ชอบดื่มนมน่ะ สูงได้พ่อเขาด้วยแหละ”

"ดีจังเลย"



ภาพเด็กตัวเล็กสุดนั่งขัดสมาธิงอหลังจ้องหน้าพี่คนโตที่กำลังเล่าอะไรให้ฟังแล้วโดนเด็กที่ตัวโตกว่ากันไม่มากคอยดันแล้วดุเบาๆ ว่านั่งหลังตรงหน่อยโดนอีกฝ่ายหันมาแยกเขี้ยวใส่นั่นทำเอาคนที่ลอบเฝ้ามองสถานการณ์พากันหัวเราะเพราะเอ็นดู ถึงแม้เด็กสองคนนี้จะอายุไล่เลี่ยกันแต่ไม่ได้เติบโตมาด้วยกัน เธอยังจำได้ว่าวันแรกที่มีคนย้ายมาอยู่บ้านข้างๆ ลูกชายบ้านนั้นตัวเล็กนิดเดียวเอง

แต่ดูตอนนี้เถอะ

แขนขายาวขึ้นเยอะเลย โตไวจริงๆ นั่นแหละ



“ลูกหนูนี่กินแต่ขนมกรุบกรอบจนพี่สาวขู่ประจำว่าเดี๋ยวเป็นพุพอง”

“เอาน่า อีกหน่อยเดี๋ยวก็สูงทันกัน เด็กผู้ชาย”

“อ่ะ .. พระมาแล้วค่ะ”



สามหนุ่มน้อยที่แรกทีนั่งเกาะกลุ่มกันคุยเรื่องไดโนเสาร์แตกวงออกมานั่งเรียงกันหน้ากระดาน ภีมที่นานๆ ทีจะตื่นมาเข้าวัดเข้าวากับม้านั่งยุกยิกพนมมือขึ้นไหว้พระอย่างเป็นไปเองตามธรรมชาติ ดูทรงเข้าท่าอยู่หรอกแต่ก็ไม่วายมีมือปริศนาเอื้อมมาหยิกก้นกันซะจนเขาเกือบร้องลั่นศาลาแข่งกับพระ



“ม้าเจ็บนะ!”

“นั่งให้มันดีๆ หน่อยลูก ใครเขานั่งขัดสมาธิไหว้พระกันหือ”

“มันชอบเป็นเหน็บชาหนิ”

“เดี๋ยวเถอะ แล้วก็อย่ายุกยิกนัก นั่งนิ่งๆ เหมือนอิคคิวบ้าง”



ยังไม่ทันได้ทำหน้างอแงใส่คนเป็นแม่ตอนที่ขยับขาข้างนึงเปลี่ยนเป็นท่าพับเพียบมือก็ลั่นทุบหลังคนที่หัวเราะคิกๆ ดังอักไปแล้ว ทุบแรงจนแม่มันหันมามองหน้าเราด้วยท่าทีตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาหัวเราะแหะๆ แล้วแกล้งบอกไปว่ายุงกัด แต่ถึงไม่บอกแบบนั้นป้าดาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก

บอกแล้วว่าแม่มันน่ะรักเขาจะตาย

ไปบอกใครว่าเป็นลูกชายอีกคนใครเขาก็เชื่อ



“ยิ้มแย้มหน่อยเข้าวัดน่ะภีม”

“เสือก!”

“พูดหยาบในวัดเดี๋ยวก็ตกนรกหรอก”

“... “



นรกที่ร้อนๆ มีกระทะทองแดงน่ะหรอ ..

ผมเม้มปากแน่น นั่งตาแป๋วเพราะเชื่อมันซะสนิทใจ

คิดนำไปแล้วว่าถ้าต้องลงไปอยู่ในนรกจะต้องร้องไห้หาป๊ากับม้าแน่เพราะว่าเขาไม่ชอบอากาศร้อน เขาชอบอากาศเย็นสบายๆ เหมือนปลายธันวาที่สุด เพราะฉะนั้นเขาจะรูดซิปปากเก็บทุกคำหยาบเอาไว้ก่อนเผื่อจะได้ขึ้นสวรรค์



“ดีมาก เป็นตาฮักที่สุด”

“ไอ้ ..”

“แอ๊ะ .. ตกนรกหมกไหม้เลยนะภีม”

“ครับ! รอเราออกจากวัดก่อนครับอิคคิว!”



ไม่ด่าก็ไม่ด่า ใครเขาอยากจะตกนรกกันวะ

เอ้ย! ครับ!

































/



















“ภีมลงมาช่วยกันเขียนสรุปก่อนดีมั้ย”

“อือ .. แปบเนิงงง”

“ทำเสร็จแล้วจะได้นอนดูยาวๆ ไง”

“น่าาา! อย่ากวน ฟังหนังไม่รู้เรื่อง”



อิคคิวมองเพื่อนตัวเล็กที่โบกมือปัดๆ ทำหน้ายุ่งเพราะเขาดันไปรบกวนสมาธิ ไอ้ท่าขัดสมาธิแต่โน้มตัวมาเท้าแก้มกอดถุงโปเต้ดูหนังอยู่บนเตียงเขานั่นมันอะไรกัน น่าจับมาบีบ บอกม้าตัวเองว่ามาทำรายงานไหงกลายเป็นแบบนั้นไปซะได้นะ

ขัดใจไม่เคยได้ซะด้วย

กินเข้าไปเถอะไอ้ขนมก๊อบแก๊บน่ะ ห่อที่สามแล้ว

เขามองภีมที่ยังกอดถุงขนมและล้วงหยิบเข้าปากไม่หยุด แก้มยุ้ยๆ ที่พอเท้าอยู่บนฝ่ามือแล้วเนื้อมันปลิ้นออกมาเป็นก้อน ทำเขาคันไม้คันมือแปลกๆ จนนึกขำตัวเอง นี่ขนาดนั่งจ้องอยู่ตั้งนานแล้วยังไม่รู้ตัวเลย ไอ้หลักการจิตวิทยาเวลาโดนมองอะไรนั่นที่พี่โอโม่เคยเล่าให้ฟังน่ะใช้ไม่ได้เลยกับเพื่อนคนนี้ บทจะแก่นก็แก่นจนปวดตับ บทจะตีมึนก็มึนจนน่าหยิก

อยู่ๆ ก็นึกหมั่นเขี้ยวขึ้นมา



“งั้นยกขึ้นไปเขียนบนนั้นนะ เราจดข้อมูลหมดแล้ว”

“เอ้ะ! บอกว่าฟังหนังไม่รู้เรื่อง”

“ครับๆ”



อิคคิวรวบเครื่องเขียนของตัวเองใส่กล่องดินสอเพื่อเตรียมตัวโยกย้ายรายงานการเจริญเติบโตของเมล็ดถั่วเขียวขึ้นไปนอนทำบนเตียงหลังใช้ไม้บรรทัดวัดขนาดความสูงของถั่วงอกที่ยาวกว่าเมื่อวานนิดหน่อย เราได้ทำงานคู่กันเพราะเลขที่ต่อกัน และมันเป็นสิ่งที่พิเศษสุดสำหรับเขา

ถามว่าเขียนๆ คนเดียวให้เสร็จไปเลยได้มั้ย ก็ได้

แต่อยากให้ภีมได้ช่วยคิด ช่วยทำ

และที่สำคัญ อยากใช้เวลาด้วยกันให้นานขึ้นอีกหน่อย

ไม่ใช่เอาแต่สนใจหนังแบบนั้นน่ะ

ภีมส่งเสียงงึมงำเหมือนลูกหมา ดูเอาเถอะ ถ้าหนังไม่จบก็อย่าหวังว่าจะเสด็จลงมาเขียนงานต่อง่ายๆ ทั้งที่อยู่ในห้องด้วยกันแค่สองคนแต่เหมือนจะไม่สนใจเขาสักนิดเลย ดินสอไม้ลายทางที่เรามีเหมือนกันเปี๊ยบเพราะแม่เขาเป็นคนซื้อให้คนละแท่งถูกยกขึ้นมาหมุนดูอย่างนึกชอบใจ

ภีมเป็นเด็กประเภทที่ข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในความดูแลรักษาของตัวเองมักจะหายเป็นประจำ ให้เพื่อนยืมบ้าง ไม่ก็ลืมทิ้งไว้ที่ไหนบ้าง เจ้าตัวเลยแก้ปัญหาฉบับเด็กๆ ด้วยการเขียนชื่อใส่กระดาษชิ้นเล็กด้วยลายมือตัวอ้วนๆ ว่า ‘ของภีม’ และเอาเทปใสแปะไว้ที่เครื่องเขียนทุกชิ้น ยกเว้นก็แต่ยางลบที่เอาดินสอเขียนบนเนื้อยางลบตัวเบ้อเริ่มเทิ่มว่า ‘ของภีม ห้ามกิน’

ทีนี้ไม่ว่าจะไปทำหายที่ไหนก็จะหาเจอได้ง่าย

ดินสอแท่งนี้ของเขาก็โดนแปะด้วยเหมือนกัน

เพราะเกิดเหตุการณ์หยิบเกินไปคราวก่อนตอนมาทำการบ้านวิชาคณิตฯ

เขาได้คืนมาแต่ไม่ยอมแกะออกโดยให้เหตุผลว่ามันเหนียว

ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่หรอก (:



“ขอกินหน่อย”

“มึงหยิบเอาถุงใหม่ดิ”

“ไม่เอาๆ ขอชิ้นเดียว”

“น่าเบื่อ!”

“นะ”

“จุ้นจ้าน!”



ม้ายัดใส่ถุงมาให้ตั้งเยอะจะมาแย่งกินห่อเดียวกันทำไมวะ

ภีมมุ่ยหน้าเหมือนว่ารำคาญกันเต็มทนแต่ก็ยอมยื่นซองโปเต้ให้กันทั้งๆ ที่ยังนั่งในท่านั้น ส่วนตาก็ไม่ยอมละจากจอทีวีเลยสักวินาที ถึงว่าล่ะทำไมป้าอรชอบบ่นดังข้ามบ้าน เขาอมยิ้มให้กับการแบ่งปันแรกที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รู้จักกันมาเลย อิคคิวล้วงมือลงในซองขนมเพื่อพบว่าอีกฝ่ายกำก้นห่อไว้แน่น แน่นขนาดว่าจะหยิบได้แต่ละชิ้นต้องเอานิ้วโป้งนิ้วชี้แหวกต้านแรงบีบของอีกคนเข้าไป

บอกขอชิ้นนึงก็กั๊กไว้ให้หยิบได้แค่ชิ้นนึงจริงๆ

หมั่นเขี้ยว



“ขนมก๊อบแก๊บเนี่ยกินมากๆ ไม่ดีรู้หรือเปล่า”

“ก็มันอร่อย”

“อร่อยเพราะมันมีผงชูรสเยอะไง”

“บ่นเหมือนม้ากูไปแล้ว”

“ไม่ได้บ่น หวังดีถึงได้เตือน”

“เออ หยุดหวังดีสักที” แล้วจะหยุดยัดขนมเข้าปากได้เมื่อไหร่

“ไม่เห็นหรือไงเขาเขียนไว้ เด็กควรบริโภคแต่น้อย นี่ล่อไปสามห่อแล้ว”

“เห้อ”

“กินมากไม่ดีนะ มันไม่มี ..”

“มันไม่มีประโยชน์”



ภีมโพล่งขึ้นพร้อมกันเหมือนว่าประโยคเหล่านั้นได้ยินทุกวันจนท่องได้ขึ้นใจแล้ว และมันจะไม่เป็นอะไรเลยถ้าอีกคนไม่ได้ยืดตัวขึ้นมาจ้องหน้าเขาจนใบหน้าเราใกล้กันแค่คืบ ไอ้แววตาใสแจ๋วที่มองกันแบบนั้นมันคืออะไร

เหมือนลูกหมาชะมัด



“พูดมาก”



เขาได้กลิ่นขนมกรุบกรอบเจือกลิ่นน้ำหวานเฮลบลูบอยที่อีกคนชงใส่ขวดน้ำแบบห้อยคอพกติดตัวมาบ้านเขาด้วย ปากเล็กๆ ที่ปกติอมชมพูอยู่แล้วแดงเข้าไปใหญ่เมื่อภีมจิบน้ำหวานบ่อยๆ มันแดงเด่นล่อตาล่อใจจนอยากบีบเล่น ถ้าไม่ติดว่าเขารู้สึกเหมือนมีแผ่นดินไหวอยู่ในใจน่ะนะ

แล้วมันดันไหวแรงซะด้วย



“บ่นเป็นคนแก่ไปได้แหะ”

“ภีม”

“ทั้งที่อยู่ปอสามเหมือนกันแท้ๆ หึ้ย!”



ภีมถอยใบหน้าออกไปห่างๆ โดยทิ้งหางตาเอาไว้ หน้าตารั้นๆ นั่นน่าหมั่นเขี้ยวที่สุด ได้ข่าวป้าอรเอาขนมใส่ถุงมาหลายห่อเพราะกะให้เราแบ่งกันกินตอนทำงาน แต่นี่ภีมถือโอกาสกินเยอะซะงั้น ปากสีแดงขมุบขมิบบ่นเขาไม่หยุด และมันก็ดึงดูดสายตาเขาตามไปด้วยจนต้องหยิกแขนตัวเองแรงๆ อือ .. ถอยออกไปก็ดีแล้ว มันทำให้เขาพรูลมหายใจออกมายาวๆ อย่างโล่งอกและตระหนักได้ว่าเมื่อกี้นี้กักลมหายใจเอาไว้และหายใจแค่ครึ่งปอด

มันเป็นแบบนั้นเสมอเวลาเขาตื่นเต้น

เมื่อภาพในจอน่าสนใจกว่ารายงานที่เราต้องทำ อิคคิวเลยเลื่อนกองเครื่องเขียนและกระดาษรายงานเล่มนึงไว้ริมเตียงเพื่อเคลียร์พื้นที่สำหรับนอนคว่ำเท้าคางข้างๆ กัน อย่างน้อยภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คงยืดเวลาให้เราอยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกหน่อย แล้วก็อีกนิดนึงตอนเดินไปส่งภีมที่บ้านตอนหัวค่ำ



“ใครเช่าหนังเรื่องนี้มาวะ”

“พี่โอโม่”

“สนุกดีอ่ะ กูชอบ” ภีมพลิกกล่องซีดีเพื่อทวนชื่อเรื่องอีกครั้ง “หมานคร”

“เพลงประกอบก็เพราะนะ เราชอบมาก”



ในใจไม่เคยมีผู้ใด .. จนความรักเธอเข้ามา

ทำให้ดวงตาฉันเห็นความสดใส

ข้างกายไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเมตตา

เป็นพลังให้ฉันสู้ต่อไป

บนโลกที่โหดร้าย .. เหลือเกิน



“เออใช่ เพราะดี แต่กูว่ากูจะไปหัดแร็ปเพลงการเดินทางของยาย หนังไรวะโคตรตลก ยายตายแล้วเกิดเป็นจิ้งจกไม่พอ พระเอกเผลอตัดนิ้วตัวเองเข้าไปอยู่ในกระป๋องปลากระป๋องอีก สลับนิ้วกับคนอื่นได้ด้วย ฝนก็ตกเป็นหมวกกันน็อค ฮ่าๆ”



เพื่อนตัวเล็กยัดขนมเข้าปากเป็นกำ

อือ ฟังกันจริงๆ นั่นแหละ



“ดูไปกูก็ไม่เข้าใจหรอก รู้แต่ว่าขำดี”

“แบบนั้นแหละ พี่โอโม่บอกว่ามันเป็นแนวเมจิคอล เรียลริซึ่ม”

“หา ... อะไรซึมนะ”

“เมจิคอลเรียลริซึ่ม”

“...”



อิคคิวขำใบหน้ามึนงงตาใสแจ๋วเหมือนเด็กตีโจทย์เลขไม่แตก

โปเต้ชิ้นนึงที่ค้างเติ่งอยู่ในปากนั่นน่างับซะจริง



“เหตุการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นแต่ทุกคนในเรื่องมองว่ามันเป็นสิ่งปกตินั่นแหละเรียกว่าเมจิคอลเรียลริซึ่มอะไรนั่น ยายเกิดเป็นหลายอย่างก่อนจะเกิดเป็นจิ้งจก นิ้วป๊อดเข้าไปอยู่ในกระป๋องปลากระป๋อง ฝนตกเป็นหมวกกันน็อค ธงชัยตุ๊กตาหมีพูดได้ ภูเขาพลาสติก แล้วอะไรอีกอ่ะ”

“ติ๊กสมองเสื่อมที่เลียทุกอย่าง เอาจริงๆ มันแปลกทั้งเรื่องอ่ะ”

“อืมใช่”

“จะมีคนที่ไหนเขาอยากมีหางวะ”

“...”

“ถ้าอยู่กรุงเทพแล้วมีหางงอกออกมาไม่เห็นจะน่าไปอยู่เลย”

“พี่โอโม่บอกว่ามันเป็นสารที่ผู้กำกับซ่อนไว้ให้เราตั้งคำถาม”

“อะไรเอ่ยมีหาง”

“ไม่ใช่สิภีม ตั้งคำถามกับความเป็นจริงต่างหาก”

“แล้วความเป็นจริงคือไรหรอ”



การอธิบายฉบับเด็กปอสามให้เด็กปอสามด้วยกันเองฟังมันไม่ง่ายเลย

เขาก็จำที่พี่ชายพูดมาทั้งนั้น



“อะไรคือเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ระวังจะมีหางออกมาจากก้น”

“พี่โอโม่บอกเราประมาณว่าความทะเยอทะยาน ภีมรู้จักความหมายของคำว่าทะเยอทะยานมั้ย? เหมือนเราปีนต้นไม้แข่งกันแล้วภีมอยากปีนให้สูงกว่าเพื่อนๆ แม้จะต้องพยายามมากกว่าหลายคน ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองดูสูงและเหนือกว่าคนอื่น เปรียบเทียบชีวิตคนกรุงเทพกับคนชนบทอย่างป๊อดที่ไม่มีอะไรเด่น แต่เข้ากรุงเทพฯ เพราะอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า”

“...”

“ชนบทคือบ้านนอกน่ะ เข้าใจใช่มั้ย”

“อือ แล้วที่ป๊อดตัดนิ้วตัวเองลงไปในกระป๋องปลากระป๋อง”

“สนใจจริงๆ นะเนี่ย”

“เหอะน่า! เล่ามาาา”



ภีมกดรีโมทหยุดการเล่นไว้ชั่วคราวเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อหันมาจ้องหน้าตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างจริงจังทั้งที่ก่อนหน้านั้นขอร้องให้เขาหยุดพูดตลอด



“คิดว่าป๊อดไม่ได้ตั้งใจแต่เผลอตัดลงไปเฉยๆ นะ เหมือนอยู่ดีๆ ก็สูญเสียความเป็นตัวเองไป ทำงานเหมือนเครื่องจักร พอมันหายไปก็เที่ยวออกตามหานิ้วชี้ของตัวเองคืนไปเรื่อยๆ พี่โอโม่บอกว่าไร้เป้าหมายในชีวิต”

“...”

“บางอย่างยิ่งออกตามหาก็ยิ่งหาไม่เจอ กรุงเทพฯ อาจจะไม่ใช่ที่ของป๊อดก็ได้ ป๊อดอาจจะเหมาะกับบ้านนอก ที่ๆ ถึงจะไม่มีอะไรโดดเด่นแต่ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่ต้องพยายามในสิ่งที่มันไม่ใช่เพื่อให้กลมกลืนไปกับคนส่วนมากด้วย”



ภีมนั่งกระพริบตาฟังปริบๆ

อิคคิวเวลาที่อธิบายอะไรนี่

ดูเป็นผู้ใหญ่จัง ..



“แล้วฝนตกเป็นหมวกกันน็อคล่ะ”

“ถามเก่งจริงๆ”

“ก็มันไม่เข้าใจ”

“อืม .. อันนี้ก็แล้วแต่จะคิดเลยนะ เราลืมถามพี่โอโม่ แต่เดาเอาเองว่าพี่คงขับวินมอเตอร์ไซค์ทุกวันไม่สวมหมวกกันน็อคเลย จะต้องรอให้ฝนตกลงมาเป็นหมวกกันน็อคก่อนใช่มั้ยถึงจะกลัวตายและยอมสวมหมวกสักที”

“เออว่ะ พอตายแล้วพี่คงก็สวมหมวกกันน็อคตลอดเลย”

“ซึ่งมันไม่ทันแล้ว”

“โอ้โห! .. นี่มันหนังผู้ใหญ่ชัดๆ ปวดหมอง!”



อิคคิวแทบจะสำลักน้ำลายตายกับประโยคนั่น

ใครเขาเรียกแบบนั้นกันเล่า ..



“เอ่อ .. หนังผู้ใหญ่มันเป็นอีกแบบนึงนะภีม”

“อะไร”



ผมอ้ำอึ้ง เกาท้ายทอยตัวเองอย่างช่วยไม่ได้

จะพูดยังไงดีล่ะ



“มันเป็นชื่อเรียกหนัง แบบนั้น .. ไม่ใช่เหรอ”

“อะไรของมึง! ชาตินี้จะเข้าใจมั้ยวะ”

“หนังที่เขา ..” แล้วเขาก็ประกบมือเข้าหากันประกอบคำพูด นั่นแหละ

“ไอ้ลามก!”

“อยากให้เรียกให้ถูกเฉยๆ โอ๊ย!”



ได้บาทาคู่นั้นแทนคำขอบคุณในคำตอบ เสียงโครมที่ดังสนั่นหวั่นไหวทำให้แม่ตะโกนขึ้นมาถามคนข้างบนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาต้องกลั้นเสียงร้องโอดโอยและค่อยๆ ตะกายขึ้นเตียงที่มีเพื่อนแรงเยอะนั่งทำตาเขียวใส่อยู่บนนั้น ก่อนจะตะโกนกลับลงไปบอกแม่ว่าไม่มีอะไร แค่ของล่วงนิดหน่อย

ทำดีด้วยให้ตายก็ได้กลับมาแค่นั้น

สำหรับภีมแล้ว คงต้องรอให้ฝนตกลงมาเป็นหน้าเขาก่อนล่ะมั้ง ..

ถึงจะเข้าใจอะไรๆ ในสิ่งที่เขาทำมากขึ้นน่ะ














(ตัวอักษรเกิน อ่านต่อเม้นถัดไป)


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-12-2020 16:44:52 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0


(ต่อจากช่วงที่ขาดไป)



“ง่วงก็ไปนอนเถอะอิคคิว”

“ยังไม่ง่วงเลยครับ อยู่เป็นเพื่อนพี่โอโม่ก่อน”

“ตามใจ”



อิคคิวมองพี่ชายที่อมยิ้มให้กันและหันกลับไปสนใจหนังสือบนโต๊ะต่อ เขาโตมากับภาพจำของพี่โอโม่ที่จะอยู่คู่กันกับหนังสือเสมอ แม้เวลาที่เราจะออกไปไหนยังต้องถือหนังสือเตรียมสอบสักเล่มติดมือไปไว้อ่านเมื่อว่างตลอด

โตมาพร้อมกับคำพูดที่พ่อมักจะบอกเสมอว่า

ทำให้ได้แบบพี่โอโม่เขานะ

พี่ชายคนเดียวของเขาที่เราทำกิจกรรมฉบับเด็กๆ ด้วยกันนับครั้งได้ ทั้งที่บ้านเรามีแต่ลูกชายและน่าจะมีเรื่องสนุกๆ ให้ทำด้วยกันในฐานะพี่น้องตั้งมากมาย แต่มันก็กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เราไม่ได้ไม่สนิทกัน แต่เราสนิทกันในแบบที่พี่โอโม่ดูจะโตและมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าเด็กปอสามอย่างเขาเท่าตัว



“พรุ่งนี้พ่อไปกรุงเทพ เราไปตลาดเช่าหนังมาดูกันดีมั้ยครับ”

“เอาสิ อิคคิวอยากดูเรื่องอะไร”

“แฮร์รี่พอตเตอร์กับนักโทษแห่งอัซคาบัน!”

“แฟนพันธุ์แท้พ่อมดเลยนี่”

“ใจอยากจะเรียนในฮอกวอร์ตเลยล่ะครับ”



เก้าอี้สำหรับนั่งอ่านหนังสือถูกหมุนเก้าสิบองศาเมื่อคนที่อายุมากกว่าปิดหนังสือเล่มหนาลงแล้ว แว่นกรองแสงที่จะเห็นพี่โอโม่สวมเสมอเวลาอ่านหนังสือถูกถอดออกวางไว้เหนือกองหนังสือที่อิคคิวไม่เคยคิดแม้แต่จะอยากเดินไปเลือกหยิบดูสักเล่มว่ามันเป็นหนังสืออะไร เขารู้เพียงแค่หนังสือพวกนั้นริบเอารอยยิ้มและความร่าเริงของพี่ชายเขาไป จนบางครั้งเขานึกสงสัยว่ามันจะหายไปตลอดกาลหรือเปล่า

ไอ้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะตอนสอนเขาปั่นจักรยาน

รอยยิ้มที่เขาคิดว่าน่ามองที่สุดแล้วเวลาได้อธิบายหนังสักเรื่องให้เขาฟัง

ความสดใสในดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ



ที่เหมือนกันกับเขาไม่มีผิด


















/
















“เด็กๆ ครับ เล่นกันเพลินเลย แม่ซื้อขนมวงกับข้าวโพดย่างกะทิมาจากตลาด ใครหิวมาหยิบกินเอาบนโต๊ะกินข้าวนะ รองท้องก่อนกินข้าวกลางวัน”

“ภีมกิน!”

“เฮ้ยไปนำ! อย่าแย่งขนมวงเบิดเด้อ แบ่งกัน”

“ขอข้าวโพดให้เราอันนึง!”

“ค่อยๆ วิ่ง เดี๋ยวตกบันได”



พวกเราวิ่งสี่คูณร้อยกรูตามกันลงมาโดยมีเสียงอิคคิวตะโกนไล่หลังเพราะกลัวใครในนี้จะหกคะเมนตีลังกาลงจากชั้นสอง เสียงลงส้นเท้าปึงปังดังสนั่น ต่างคนต่างแข่งกันวิ่งลงบันไดไปให้ถึงของกินก่อนใครเพื่อน แล้วก็เป็นตั้งเตที่สะดุดขากางเกงวอร์มตัวเองตรงบันไดขั้นสุดท้ายจนกลิ้งหลุนๆ มันหัวเราะแหะๆ ให้พี่โอโม่ที่นั่งขำมันอยู่ตรงโซฟาก่อนจะวิ่งเขินๆ กลับมาหาพวกเราที่ยืนชี้หน้าหัวเราะมันเสียงดัง



“โคตรโง่เลย ฮ่าๆ”

“พี่โอโม่ผมเปตองนะ ไม่ใช่ตั้งเตครั .. โอ้ย!”

“มึงน่ะตั้งเต!”



แล้วมันก็โดนน้องชายฝาแฝดตัวเองเผ่นกระบาลดังเพี๊ยะโทษฐานที่ใช้มุกเดิมๆ อีกแล้วเวลาทำอะไรขายขี้หน้า ตอนฉี่รดกางเกงที่โรงเรียนก็ทีนึงและ ชอบอ้างชื่อแฝดเอาตัวรอดตลอด นิสัยเสียจริงๆ เลยไอ้ตัวดี ภีมมองพี่โอโม่ที่ยังนั่งหัวเราะไอ้แฝดนรกนี่ไม่หยุด เขาตั้งใจมองจนกระปอมลากคอเข้าครัว โห นานๆ ทีจะเห็นพี่โอโม่ยิ้ม

อิคคิวว่าหล่อแล้ว

หล่อกว่าอิคคิวว่ะ



“โห่ไรวะ! แพ้เลย”

“เพราะเอ็งแท้ๆ ไอ้เต ซุ่มซ่าม”

“แล้วเอ็งไม่วิ่งไปก่อนข้าอ่ะไอ้ตอง มัวแต่ยืนขำอยู่ได้ ฟาย!”



และเพราะเราเสียเวลาอยู่กับความโก๊ะของตั้งเต

เราก็เลยมาไม่ทันอิคคิวที่นั่งรอหน้าสลอนแล้ว

ความหิวโหยจากการเล่นเกมส์มาราธอนจนท้องว่างทำให้เราแย่งขนมวงกันจนถุงขาดเยิน ผมซึ่งแทะข้าวโพดไม่ได้ชั่วคราวเพราะฟันน้ำนมข้างหน้าเพิ่งหลุดและอีกซี่ข้างๆ กำลังจะตามไปเลยเสียสละให้เพื่อนๆ กินหมดแม้ว่าจะอยากกินแค่ไหนก็ตาม ถ้าอยู่บ้านนะป่านนี้ม้าคงจะเอามีดเฉือนข้าวโพดใส่จานมาให้ตักกิน แต่มาเล่นบ้านเพื่อนใครเขาจะมานั่งทำให้ล่ะจริงมั้ย

เลยหยิบได้ขนมวงมาสองอัน

อือ .. แย่งมาทันเท่าเนี้ยแหละ



“ไอ้ตองกินมูมมามว่ะ หกหมดละเนี่ย แม่เอ็งไม่เคยซื้อให้กินไง!”

“แม่ข้าก็แม่เดียวกันกับแม่เอ็งแหละ”

“กิ่งข่อยหักแบ่งกัน เฮากินบ่หมดฝัก”

“เอาอีกแล้วไอ้แฝด” ผมว่าและส่ายหัวให้สองพี่น้องที่ทะเลาะกันทุกครึ่งชั่วโมง แม้แต่ตอนกินขนมมันก็สามารถตีกันได้ เอากับมันสิ อยู่ในท้องเดียวกันมายังไงวะ



เมื่อทุกคนจับจองเก้าอี้กันหมด ผมเลยลงมานั่งขัดสมาธิที่พื้นกับข้าวเม่าที่เหมือนว่าอิคคิวจะเป็นคนพยุงตามหลังพวกเราลงมา ผมไม่ได้ทิ้งเพื่อนนะ แต่ตอนนั้นมันหิวซะจนลืมไปหมดเลยว่าข้าวเม่าวิ่งไวไม่ได้

ขนมวงชิ้นที่สองถูกงับเข้าปากอย่างละเมียด มันเป็นขนมไทยไม่กี่อย่างที่ผมโปรดปราน เวลาไปตลาดผมจะให้ม้าพาไปซื้อตลอด และจะต้องเป็นร้านคุณยายน้อยเท่านั้นด้วยที่อร่อยสุด เป็นสูตรโบร่ำโบราณที่กงกับม่าโม้ว่าทานตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาวเพราะเป็นเพื่อนกับยายน้อย นี่ถือว่าป้าดาโชคดีมากเลยนะที่ซื้อทัน เพราะขนมวงยายน้อยขายหมดไวมาก ช้าหมดก็อดกิน

นี่ก็หยิบช้าจนเกือบอดกินเหมือนกัน

แต่ได้มาเท่านี้ก็บุญแล้ว ถือคติค่อยๆ เล็มให้หมดช้าเหมือนเดิม



“ทำไมกินแบบนั้นล่ะ บนโต๊ะหมดแล้วเหรอ” ข้าวเม่าที่นั่งแทะฝักข้าวโพดอย่างเอร็ดอร่อยหันมาถามเขาตาตื่นๆ แล้วตัวเองก็ไม่ได้หยิบขนมวงมาสักอัน แต่หยิบข้าวโพดมาตั้งสองฝักแหน่ะ สงสัยจะชอบ

“โบ๋เบ๋ ..”

“เอาข้าวโพดมั้ย เราแบ่งให้ภีมฝักนึง”

“ขอบใจมากแต่ข้าวเม่ากินเถอะ เราแทะไม่ได้ ฟันหลออยู่เนี่ย”



พอพูดถึงฟันแล้วก็เซ็งบรม ไม่รู้ฟันแท้จะงอกทันวันที่เขาต้องเต้นงานวันปีใหม่หรือเปล่า ก็ไอ้ฟันกระต่ายตัวดีเนี่ยมันโยกอยู่ตั้งหลายวัน เอาลิ้นดุนก็แล้ว จับโยกเล่นก็แล้วแต่ไม่ยอมหลุดสักทีจนม้าทนไม่ไหวแทนเขา จับอ้าปากพันเชือกไว้ที่ฟันแล้วพันปลายเชือกอีกด้านไว้ที่คอขวดไวตามิลค์ให้เขาเขวี้ยงไปไกลๆ ฟันซี่น้อยๆ ถึงได้หลุดออกไปกลายเป็นหลอลี่ในวันนี้

อายตังเมตายเลย หึ้ย!

และตอนที่ผมยิงฟันหลอโชว์ข้าวเม่าที่หัวเราะทั้งที่ข้าวโพดย่างเต็มปากจนผมกลัวว่ามันจะไหลลงคอนั่นก็มีมือนึงยื่นจานพลาสติกที่ภายในมีข้าวโพดฝานกับขนมวงสามชิ้น ทีแรกคิดว่าเป็นมือป้าดาเพราะเห็นนิ้วเรียวๆ แต่มันก็เล็กซะจนผมเข้าใจในวินาทีถัดไปที่เจ้าของมือนั่งยองๆ ลงตรงหน้า

อิคคิว



“ทีหลังหยิบให้ทันเพื่อนหน่อย”

“เยาะเย้ยหรอ”



มันยิ้มเหมือนที่มันชอบยิ้ม และยัดจานใบนั้นใส่มือผมจนทุกคนโห่แซว



“โห่อิคคิว! ทำไมไม่ฝานให้เรามั่งว้าา”

“เฮาก็นึกว่าไปยืนเฮ็ดหยัง”

“เฮ็ดให้แต่ภีมผู้เดียว อีหยังน้อบัดทีนี้”

“โคตรเก่ง ปอสามใช้มีดเป็นแล้ว กูยังใช้มีดเหลาดินสอไม่แหลมเลย”

“ฝานให้กระปอมนำ มันแทะข้าวโพดจนฟันเหยินหมดแล้ว”



ผมมองหน้าพวกเพื่อนตัวดีอย่างเย้ยหยันที่ได้กินข้าวโพดไร้ฝักในขณะที่พวกมันนั่งแทะจนติดฟันกระต่ายเต็มไปหมด เหมือนสวรรค์โปรดเลย คิดเบาๆ กับตัวเองในใจอยู่ดีๆ ว่าได้กินขนมวงอีกสักสองสามชิ้นคงจะมีความสุขมาก แล้วบุญก็หล่นทับหัว แม้ว่าจะมาจากคนที่ยิ้มไม่หุบแล้วเอาแต่เกาท้ายทอยตัวเองตรงหน้าเขานี่ก็เถอะ



“แม่บอกว่าตอนกลางวันจะทำยำวุ้นเส้นให้กิน”

“อ่าห๊ะ”

“ภีมไม่ชอบวุ้นเส้นหนิ อยากกินอย่างอื่นเปล่า”



ผมตักข้าวโพดย่างกะทิเข้าปากคำโตทั้งๆ ที่มีมันนั่งจ้องหน้ากันอยู่อย่างนี้ แล้วไปรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะว่าเขาไม่ชอบกินวุ้นเส้นน่ะ



“ถ้าเพื่อนๆ กินก็ต้องกิน จะเปลี่ยนได้ยังไงวะ”

“จะให้แม่ทำแยกให้ภีม”



เราจ้องหน้ากันตาปริบๆ

ทำไมอิคคิวชอบมาพร้อมกับเรื่องอะไรที่ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ในอกตลอดเลย ทำไมจะต้องมีข้อยกเว้นต่างจากคนอื่น ทำไมจะต้องมารู้เรื่องที่มีแค่ไม่กี่คนที่สังเกต ทำไมจะต้องอะไรกับเขามากมายขนาดนั้นนะ ไม่เข้าใจเลย



“หืม .. ภีมอยากกินอะไร”

“ผัดมาม่าหมูสับ ใส่ไข่สองฟอง”

“โอเค”



พอได้สิ่งที่ต้องการแล้วมันก็ไป ทิ้งให้ผมนั่งงงอยู่กับจานขนมและข้าวเม่า

อะไรของมันวะ



“สเปเซียล”

“หา?”

“คำภาษาอังกฤษ แปลว่าพิเศษ”



ผมหายใจสะดุดและแทบสำลักออกมาเป็นเมล็ดข้าวโพดเมื่อได้ยินข้าวเม่าพูดแบบนั้น มันเป็นคำนี้หรือเปล่านะที่เขาพยายามหามาประกอบความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกแต่นึกไม่ออกว่ามันคืออะไร มันเหมือนกับที่อาม่าจะตักปลากะพงสามรสให้เขาเพราะรู้ว่าเขาชอบ เหมือนกันกับที่ม้าจะทำอาหารจานโปรดของเขาอย่างน้อยหนึ่งจานในทุกมื้อท่ามกลางอาหารอื่นๆ ที่เขาไม่แตะ ใส่ใจ ใช่หรือเปล่านะ? ผมสะบัดหัววางจานลงกับพื้นและเท้าสะเอวมองคนข้างๆ ด้วยสีหน้าบูดบึ้งแบบแกล้งๆ มันหมายความว่ายังไงแน่นะ

ทำไมฟังแล้วขนลุกพิลึก

ยิ่งบวกกับแต่ละสิ่งที่มันขยันทำแล้วยิ่งแปลกๆ



“จะล้อเราหรอ”

“บ้าหรอ ไม่ใช่”

“แล้วพูดเชียลๆ นั่นทำไมล่ะ”

“ก็แค่คิดว่าอิคคิวทำกับภีมสเปเชียลกว่าคนอื่น”

“ไม่เอา! ห้ามคิด คิดก็ไม่ได้”

“อะไรของภีมเนี่ย ไม่เห็นจะพูดผิดตรงไหนเลย”

“ไม่ฟังแล้ว!”



ข้าวเม่ายิ้มแฉ่งกับท่าทางแสนดื้อของเพื่อนตัวจิ๋วที่เอามือปิดหูไปแล้ว

ภีมเนี่ยน้า ..



“โอเคๆ หมายถึงพิเศษใส่ไข่สองฟองก็ได้เอ้า!”



ช่างไม่รู้อะไรบ้างเล้ย







































tbc.

;



















รักวัยประถมมันก็ต้องใช้เวลาบ่มเพาะหน่อยเนอะ อิ__อิ

หนังที่อิคคิวกับภีมดูเรื่อง หมานคร(2004) นะคะ

แนะนำให้ทุกคนไปดู มันดีมากจริงๆ อยู่ในลิส best movie ever ของเราเลย

อย่าลืมไปเม้ามอยกันในแท็ก #อิคคิวไงจำไม่ได้หรอภีม กัน!

หรือมาเล่นกับน้องได้ที่ @bumbamonly

เอ็นดูอิคคิวกับภีมเยอะๆ นะคับ!

ถึงไม่รู้จักแต่ว่ารักเหมียนเดิม

บบ.







ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
5
awareness



วันนี้วันดีปีใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใส พาใจสุขสันต์

ยิ้มให้กันในวันปีใหม่

โกรธเคืองเรื่องใดจงอภัยให้กัน



“ทานขนมแล้วรบกวนเก็บซองไปทิ้งลงถังขยะให้เรียบร้อยด้วยนะคะ ช่วยกันดูแลความสะอาดภายในห้องด้วย เดี๋ยวตอนเที่ยงจะมีบาร์บีคิวและข้าวมันไก่ เก็บท้องเผื่อไว้ด้วยนะจ๊ะนักเรียน” ครูหมูแดงยืนพูดอยู่หน้าชั้นเรียนที่ตอนนี้โต๊ะและเก้าอี้ถูกเคลื่อนย้ายไปเรียงกันรอบห้อง มันเลยกลายเป็นลานกว้างๆ ให้เด็กนักเรียนเกลือกกลิ้ง นั่งกินขนมและเล่นนั่นเล่นนี่กันตามประสา

“เข้าใจมั้ยคะนักเรียน”

“เข้าใจค่า/ครับ”



เพื่อนๆ นอนกินขนมกันเกลื่อน

ถ้าเป็นวันปกตินะ ป่านนี้โดนทำโทษเรียงคนไปแล้ว

แต่เพราะวันนี้เป็นวันพิเศษน่ะสิ

ทุกอย่างเลยกลายเป็นข้อยกเว้นไปทั้งหมด

เรางดเรียนทุกวิชาและใส่ชุดลำลองมาทุกคน การมาโรงเรียนในวันนี้จุดประสงค์หลักคือเล่นสนุก เราสามารถทานขนมในห้องได้โดยที่ไม่ต้องแอบไว้ใต้โต๊ะ สามารถวิ่งเล่นกันได้บนอาคาร พูดคุยกันเสียงดังโดยไม่มีใครดุว่า แถมที่โรงเรียนยังเปิดเพลงตามเสียงตามสายเพื่อเฉลิมฉลองวันปีใหม่ด้วย สนุกสุดๆ ไปเลย แม้ว่าจะผ่าน 1 มกราคมมาสามวันแล้วก็ตาม

วันปีใหม่โรงเรียนหยุดนี่นา

ทุกปีเลยจะจัดย้อนหลังแบบนี้เป็นประจำ



“ภีมเอาคอนเน่อีกหรือเปล่า”

“ไม่เอาแล้ว เราเก็บท้องไว้กินบาร์บีคิว”

“ต้องพูดว่าเก็บท้องไว้กินแต่ไก่กับหมู”

“มนุษย์ไม่กินผัก”

“กินให้มันเยอะๆ นะจะได้โตทันเพื่อน”



ผมตีขาเปตองไปทีนึงโทษฐานที่ล้อกัน



“ติณณ์ขอโปเต้ถุงนึง!”

“เออได้ๆ”



เรานั่งล้อมวงกันกลางห้อง มีกองถุงขนมที่กินหมดแล้วเต็มไปหมด จริงๆ ของพวกนี้มาจากเงินพวกเราที่หัวหน้าห้องเก็บฝากคุณครูวันละห้าบาท เราเรียกมันว่าเงินกองกลาง เวลามีกิจกรรมอะไรเราจะเอาเงินส่วนนั้นมาใช้จ่าย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องขอเงินผู้ปกครองทีละเยอะๆ



“ซ้อมท่องบทอาขยานที่ต้องออกไปท่องหน้าห้องกันยัง

“โห่เปตอง! วันดีแบบนี้ใครเขาพูดเรื่องเรียน”

“เอ้า .. นึกออกเลยถาม”



แฝดคนพี่ของเปตองบ่นอุบแล้วเอาเท้าเขี่ยก้นคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วให้เขยิบวงออกมากว้างอีกนิดนึงเพราะจะนั่งบ้าง ภีมมองแล้วก็ขำ ไม่น่าเชื่อเลยว่าสองคนนี้จะเป็นฝาแฝดกันได้ เพราะไม่มีอะไรเหมือนกันยกเว้นหน้าตาที่ถอดกันมาเปี๊ยบ คนนึงขยันเรียนสุดๆ ในขณะที่อีกคนน่ะหรอ ..



“ตอนข้าออกไป เอ็งขยับปากบอกข้าก็จบละ”

“โกงว่ะ จะฟ้องแม่”

“ฟ้องไปเลย ลูกไอ้ขี้ฟ้อง แบร่!”

“ไอ้ฟายแม่เดียวกัน! ด่าคนอื่นเขาเข้าตัวเองทุกที”



แล้วไอ้คำเรียกแทนตัวว่าข้าๆ เอ็งๆ นี่ก็มีแค่พวกมันเท่านั้นแหละที่ใช้ ไม่รู้ว่าหลุดมาเกิดผิดยุคหรือเปล่า ได้ยินทีไรเหมือนจะชวนกันออกรบทุกทีเลย



“เห้ยๆ ตังเมห้องสองมาว่ะ!”

“ถ้าจะดังขนาดนั้นไม่ต้องทำเสียงกระซิบก็ได้มั้งไอ้ตอง!”

“เขาไม่ได้ยินหรอกน่า”



ฝาแฝดโบ้ยหน้าเถียงกันว่าเสียงกระซิบที่ดังกว่าปกติเมื่อกี้นั้นสู้เสียงวิ่งไล่จับของเพื่อนผู้หญิงห้าหกคนได้หรือเปล่า มันทุบตีกันตุบตับๆ ตามประสาพี่น้องที่คุยกันดีได้ไม่เกินสิบประโยค ภีมหัวเราะน้ำตาเล็ดแต่ไม่ได้คิดจะห้ามเพราะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว สิ่งที่เขาทำคือลอบมองเด็กผู้หญิงผมม้าหน้าตาจิ้มลิ้มที่ยืนเกาะขอบประตูคุยกับจุบแจงเพื่อนนักเรียนหญิงห้องเขาอยู่อย่างเนียนๆ

ยิ้มน่ารักเป็นบ้าเลย

และก็คิดว่าไม่ได้อยู่ในสายตาใครทั้งนั้นตอนที่เขาลุกเดินไปที่กระเป๋าเป้ของตัวเอง ที่นอกจากในนั้นจะมีของขวัญซึ่งเตรียมมาเพื่อแลกกันตอนเย็นแล้วยังมีของขวัญอีกหนึ่งชิ้นที่เขาเตรียมมาเป็นพิเศษเพื่อใครบางคน

ใครบางคนที่ไม่เคยสนใจกันด้วยซ้ำ



“ทำอะไร”

“เห้ยเหี้ย! ตกใจหมด!”



จากที่นั่งยองๆ ผมหงายเงิบทิ้งน้ำหนักตัวลงจนก้นจ้ำเบ้า และลูบอกตัวเองเพื่อเรียกขวัญกลับคืน โถ่เอ้ย .. เล่นก้มลงมาโผล่หน้าจ๊ะเอ๋กันแบบนี้ไม่ให้ตกใจได้ยังไง บุญแล้วที่ไม่ลุกพรวดพราด ไม่งั้นมีคนคางแตกเพราะหัวเขาแน่



“ลุกขึ้นมา”



ผมปัดมือที่ยื่นมาช่วยเหลือของอิคคิวออก

และลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง



“อยากเอาไปให้เขาหรอ”

“อะไร?”

“ในมือนั่นไง”

“มึงพูดเรื่องอะไรของมึง”

“ตังเม”



แล้วผมก็ถลาเข้าไปตะครุบปากมันทันทีก่อนที่จะพูดอะไรมากกว่านั้น อิคคิวตกใจเล็กน้อยที่อยู่ๆ ก็โดนอีกคนกระโจนเข้าหา ดวงตาคมเบิกกว้างและเพียงชั่วขณะก็หลุบต่ำลงเมื่อเห็นว่าใบหน้าเราห่างกันไม่เท่าไหร่

อวัยวะตำแหน่งอกซ้ายส่งเสียงเตือน

ไม่ปลอดภัย



“อย่าเสียงดัง!”



เด็กตัวสูงกว่าในชุดที่หล่อเป็นพิเศษพยักหน้ารับคำอย่างง่ายดาย เขาเห็นภีมแอบมองตังเมตั้งแต่เธอเดินผ่านไปผ่านมาอยู่หน้าห้องก่อนที่เปตองจะตะโกนดังลั่นตอนเธอมาหยุดยืนเกาะที่ประตูซะอีก ภาพความลังเล หยิบของขวัญเข้าๆ ออกๆ จากกระเป๋าก็อยู่ในสายตาเขาตลอด

จริงๆ ก็อยู่มาตั้งนานแล้ว



“มึงรู้ได้ยังไง!”

“...”

“ตอบมาดิวะ มึงรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”

“...”



ใจจริงอยากแกะมือนี้ออกแล้วบอกให้อีกคนฟังชัดๆ

เป็นฝ่ายมองมาโดยตลอด

จะไม่รู้ได้ยังไง

แต่คนเรา ไม่ต้องพูดทุกอย่างที่คิดก็ได้ ..



“ใครเป็นคนบอกมึง?”



อิคคิวเหมือนจะสลัดความตกใจทิ้งไปแล้ว เหลือแค่ใบหน้ายิ้มๆ ที่แม้จะโดนมือปิดปากไว้แต่มองที่ดวงตาโค้งเป็นสระอิใต้คิ้วเข้มก็พอเดาออกว่ารูปปากของอีกคนเป็นแบบไหน มันยืนล้วงกระเป๋าจ้องหน้าผม หลุบตาลงเป็นภาษากายแทนการบอกว่ามือน่ะจะอุดปากกันอีกนานแค่ไหน

ผมเลยสะบัดออกไวๆ อย่างหัวเสีย

แต่ทำไมรู้สึกเหมือนโดนจุ๊บเลยวะ

บ้าบอไปแล้ว



“ไม่มีใครบอก เราเห็นเองว่ามอง”

“ค .. ใครมอง”

“ภีมไง”

“...”

“ชอบหรอ?”

“ค .. ใครชอบ”



อิคคิวถอนหายใจ

น้ำเสียงตะกุกตะกักกับใบหน้าตื่นๆ แบบนั้นตอบแทน

.. ว่าคงจะชอบ



ใบหน้าสมมาตรที่รับกันดิบดีกับดวงตาคมและแพรขนตาที่เชื่อว่ายาวและงอนกว่าลูกคนจีนแบบภีมเสมองไปนอกหน้าต่าง มือข้างนึงเสยผมที่ปรกลงตรงหน้าผากอย่างขอไปที อิคคิวทิ้งสายตาไว้ตรงนั้นชั่วขณะ แต่ก็นานพอที่จะให้คนที่มายืนประชันหน้ากันแบบนี้คิดในใจว่านี่เราต้องแหงนมองมันตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะได้พินิจพิจารนาโครงสร้างระดับเทพที่นานๆ ทีจะได้เห็นอย่างลืมตัว

เข้าใจคำพูดที่ม้าเคยบอกให้ฟังแล้วว่าอิคคิวเป็นเด็กประถมที่เครื่องหน้าชัด หากวัดจากหนึ่งถึงสิบ อิคคิวคงเป็นคนเดียวในระดับชั้นที่ยืนอยู่ตำแหน่งเลขสิบอย่างไร้ข้อกังขา ดวงตาคมสมมาตรกันทั้งสองข้าง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน คิ้วดกดำเป็นทรง แพรขนตายาวเป็นระเบียบ สันจมูกที่รับกับริมฝีปากกระจับได้รูปสีแดงระเรื่อ และโครงหน้าที่แม้ว่าจะมีแก้มหน่อยๆ แต่ก็พอมองเห็นสันกราม เขาคิดว่ามันดีซะจนดีมากไปกว่านี้ไม่ได้ นี่น่ะเหรอนิยามที่ใครพูดกันว่าเครื่องหน้าฟ้าประทาน



“ถ้าภีมไม่ชอบฟังคำตอกย้ำ ก็อย่าถามเราซ้ำนักเลย”

“...”



อิคคิวมุ่นคิ้วมองคนตรงหน้า

ไม่ใช่แค่ภีมที่รู้สึกไม่ชอบที่ความลับแตก

เขาเองก็ไม่ชอบ ไม่ชอบที่ต้องมาล่วงรู้ความลับนี้โดยบังเอิญเช่นกัน

ไม่อยากพูดซ้ำ

ให้ทั้งภีมและตัวเขาเองฟังอีก



“มึง ...”



คนที่สูงแค่อกของอีกฝ่ายยืนกำกล่องกระดาษใบเล็กด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องที่อิคคิวล่วงรู้ความลับที่เก็บซ่อนมันเอาไว้ลึกสุดในหัวใจหรือเรื่องอะไรกันแน่ ไม่ได้โกรธเลย ไม่ได้อยากด่าสักนิด กลับกลายเป็นว่าตอนนี้อิคคิวเหมือนหลุมหลบภัยที่ปลอดภัยสำหรับเขา

รู้หรอกว่าเก่ง ..

แต่มันจะเก่งเกินไปแล้ว



“ชอบ”

“...”

“ห้ามบอกใครเด็ดขาด ไม่งั้นกูชกแน่”

“อืม”



เป็นตอนนั้นที่อิคคิวรู้สึกว่าตัวเขาต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการทำงานของอวัยวะภายในที่เรียกว่าหัวใจ ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกเจ็บและชาจากด้านในเมื่อได้ฟังคำสั้นๆ เพียงหนึ่งพยางค์ หนึ่งพยางค์ที่หวังว่าจะได้ยินมันเปล่งออกมาจากปากอีกคนในความหมายที่เขาอยากฟัง

แต่มันก็แค่นั้น ..

เพราะต่อให้เป็นคำที่เขารอคอย



“อยากให้เขาก็เอาไปให้เขาเลย”



แต่มันหมายถึงคนอื่น



“ไม่กล้า ..”

“แล้วภีมเตรียมมาเพื่อจะเอากลับคืนไปเหรอ”

“.. อย่างงั้นมั้ง”



อิคคิวยืนมองหน้าภีมที่ดูสลดลงอย่างเห็นได้ชัด

แม้จะดีใจที่เห็นความเป็นไปได้ที่แผนจะล่ม

แต่เขาตระหนักได้ในวินาทีเดียวกันว่า .. ไม่ชอบเลย

ไม่ชอบใบหน้าแบบนั้นของอีกคนเลย



“ตั้งใจแล้วก็เอาไปให้เถอะ”

“ไม่ล่ะ .. ไม่อยากให้แล้ว ช่างมันเหอะ”

“...”

“มันคงยังไม่ถึงเวลา”

“ให้เราเอาไปให้มั้ย?”

“...”



เด็กหนุ่มที่เต็มใจอาสามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความลังเล คิ้วสวยๆ เหมือนป้าอรขมวดเข้าหากัน ภาพความวุ่นวายเจี๊ยวจ๊าวของเพื่อนๆ ในห้องที่เล่นสนุกกันหลุดโลกแทบจะไม่ได้อยู่ในความสนใจ สุดท้ายมันก็กลายเป็นเพียงภาพพื้นหลังเคลื่อนไหวจางๆ ในสายตาเขาเมื่อจุดโฟกัสสำคัญมีเพียงแค่คนตรงหน้า คือภีมที่ยังคงมองกล่องของขวัญในมือสลับกับใบหน้าแป้นแล้นของเด็กหญิงผมม้าที่เปลี่ยนมานั่งขัดสมาธิคุยกับจุบแจงในห้องของเราเป็นที่เรียบร้อย



“ดีกว่ามั้ย”

“มันจะดีกว่ายังไง”



ถ้ามันเอารอยยิ้มนั้นกลับคืนมาได้

เขาอยากพูดแบบนั้น ..

แต่ทำได้แค่จุดรอยยิ้มจริงใจ และยื่นมือออกไปข้างหน้า



“.. อย่าบอกเขาว่าจากกู”

“...”



มือสั่นเทาของภีมยัดกล่องของขวัญชิ้นเล็กใส่มืออิคคิวไวๆ

และทำได้เพียงก้มลงมองปลายเท้าตัวเอง

กระจอก



“ไม่บอกแล้วเขาจะรู้ได้ยังไง”

“...”

“.. ความรู้สึกที่มีต่อเขา”



ความรู้สึกเดียวกัน

ที่เขาพร่ำบอกมาเสมอ



“เหอะน่า ..”



อิคคิวถือกล่องใบนั้นด้วยฝ่ามือที่อ่อนเปลี้ยเสียเต็มประดา ทำไมกัน ทั้งๆ ที่กล่องมันก็เล็กแค่เท่านี้ น่าจะเบากว่ากล่องไหนๆ ที่เคยถือมาทั้งชีวิต แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่ามันหนักเหมือนอุ้มโลกไว้ทั้งใบเลย

หนักพอๆ กับความรู้สึกมากมายที่ต้องแบกเอาไว้



“กูยังไม่กล้าขนาดนั้น”



สีหน้าท่าทางของบางคนทำให้คนที่มองมาโดยตลอดอย่างเขาใจแป้ว

ไม่ชอบ ..

ไม่ชอบแบบนี้เลยจริงๆ



“ยิ้มได้แล้ว เวลาภีมยิ้มสดใสกว่าเยอะเลยรู้เปล่า”



แล้วฝ่ามืออุ่นๆ ก็ปรับไหล่ที่ห่อลงของเขาให้ตรงเหมือนที่ชอบทำเสมอมา มือข้างเดิมตบลงที่บ่าเหมือนตั้งใจจะเติมความมั่นใจให้กันก่อนอิคคิวจะเดินผ่านไป ทิ้งไว้เพียงไอลมเย็นๆ เวลาเดินสวนและความสับสนที่ยังแล่นพล่านในหัว ชอบเขาตั้งขนาดนั้นแล้วยังไม่กล้าแสดงออกให้ชัดเจน ภีมต่อว่าตัวเองในใจและได้แต่ถอนหายใจกับความว่างเปล่าตรงหน้า

ที่ซึ่งเคยมีใครคนนึงยืนอยู่เสมอ ...



“ตังเม มีคนฝากของขวัญมาให้น่ะ”

“ห .. ให้เราหรอ”

“อืม สวัสดีปีใหม่นะ ขอให้มีความสุขมากๆ”

“ขอบคุณนะ .. อิคคิว”



อิคคิวส่งยิ้มที่ไม่ได้ดูสดใสขนาดนั้นให้กับเธอผู้ที่รับกล่องของขวัญไปแล้วแก้มแดงเป็นลูกตำลึง รอยยิ้มฝืนๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าการต้องยิ้มในเวลาที่เราไม่อยากยิ้มมันยากแค่ไหนถูกพับเก็บใส่กระเป๋าพร้อมกับมืออันสั่นเทาที่ล้วงเข้าไปจับบางสิ่งบางอย่างที่เขาตระเตรียมมาในกระเป๋ากางเกง

เขาปล่อยให้เสียงซุบซิบและเสียงเอ่ยแซวของบรรดาเพื่อนผู้หญิงดังไล่หลังโดยที่ไม่ได้ตั้งใจฟังเลยสักประโยค

มันไม่มีอะไรสะลักสำคัญ



“แก๊ อิคคิว!”

“อะไรเนี่ย ได้ของขวัญจากผู้ชายเหรอ”

“อิคคิวชอบแกชัวร์! ชอบแกแน่ๆ เลยตังเม!”

“ข .. เขาบอกว่ามีคนฝากมาให้นะ”

“เขานั่นแหละ เชื่อเรา!”



เพราะหน้าที่ของเขาที่ตั้งใจจะทำจบลงแล้ว

ได้แต่หวังว่ามันจะทำให้ภีมยิ้มได้



ได้แต่หวัง ..

























/























“เป็นอะไรเพื่อน จะขึ้นเต้นอยู่แล้วทำไมดูไม่ร่าเริงเลย”

“ไม่สบายหรือเปล่า?”



อิคคิวหันไปมองคนมาใหม่ทั้งสองที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ กันที่ขั้นบันใดขึ้นอาคารเรียน หนึ่งในนั้นยื่นโคคาโคล่าเย็นๆ เปิดฝาแล้วให้เขาหนึ่งขวด เขาเพียงรับมันมาถือเอาไว้โดยที่ไม่ได้จิบ ไม่รู้จะตอบคำถามเพื่อนยังไงเพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่รู้สึกอยู่ตอนนี้มันเรียกว่าอะไรกันแน่

มันแค่รู้สึกเหมือนว่า .. หัวใจเขาฟีบลง

เป็นลูกโป่งสวรรค์ที่ถูกเจาะเอาลมออก

เข้าใจยากเหลือเกิน



“ตื่นเต้นหรอ?”

“หรือว่าปวดขี้วะอิคคิว”

“จะขึ้นโชว์แล้วมันก็จะแบบนี้อ่ะเนอะ”

“แต่เราแอบไปอึมาละ”

“ไม่เกี่ยวเลย”



สุดท้ายเขาก็หลุดขำกับบรรดาข้อสันนิษฐานของเพื่อนสนิททั้งสองที่นั่งหันหน้าชนกันเดาว่าอาการของเขามันเข้าข่ายไหนบ้าง นึกขอบคุณพวกมันในใจที่พยายามจะเข้าใจและหาทางช่วยเขาจนต้องยื่นเท้าที่สวมผ้าใบแสนเท่ห์นั่นเตะก้นพวกมันที่นั่งต่ำกว่าเขาหนึ่งขั้นเบาๆ คนละที



“หรือว่าอกหัก”

“รักครั้งแรก หัวใจก็แตกสลายยยยย เร็วเกินไปมั้ย .. กับความผิดหวัง”

“มาเป็นเพลง”

“เห้ย! ถามก่อน อกหักจริงป่ะเนี่ย”

“ไม่ใช่หรอกม้าง ระดับอิคคิวแล้ว”



รอยยิ้มของอิคคิวหยุดชะงัก

อกหักเหรอ

ถ้าพูดว่าหักมันคงต้องเจ็บใช่มั้ยนะ



.. ก็อาจจะใกล้เคียง



“เลิกถามสักทีเถอะลูกคิด ถ้ามันจะบอกมันบอกเองแหละ”

“จ้าเต็งหนึ่ง ได้ข่าวว่ามึงเริ่มก่อน”



ลูกคิดใช้นิ้วชี้หน้าเพื่อนที่เล่นหูเล่นตาน่าตบกะโหลก คนที่นั่งซึมมาสักพักเลยมองภาพนั้นด้วยเสียงหัวเราะ ลูกคิดเป็นลูกชายเจ้าของร้านขายยาในตลาด เป็นเพื่อนคนแรกที่เดินเข้ามาทำความรู้จักเขาตอนย้ายเข้ามาใหม่ อัธยาศัยดี แล้วก็พูดจ้อไม่หยุด เลยทำให้เราสนิทกันไวโดยใช้เวลาแค่สองวัน

ส่วนเต็งหนึ่งบ้านอยู่ไกลมาก แต่พ่อกับแม่อยากให้เข้าเรียนโรงเรียนนี้ อิคคิวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบ้านเต็งหนึ่งอยู่ที่ไหน ไกลจากที่เขาอยู่มากหรือเปล่า รู้แค่ว่ารายนั้นมีคนขับรถมารับมาส่งทุกวัน และวันๆ ก็เอาแต่นั่งวาดภาพ ชอบขนาดมีสมุดวาดเขียนพกติดตัวมาโรงเรียนทุกวันเลย



“เออแล้วโรลเลอร์เบลดคู่ที่ว่าพ่อมึงจะซื้อให้ปีใหม่อ่ะได้มายัง”

“ยัง! อะโห่พูดแล้วขึ้นเลย” จู่ๆ ลูกคิดก็เปลี่ยนโหมดกระทันหัน

“โมโหพ่อตัวเองเหรอ สุดจริง”

“ก็แย่แล้ว โมโหคนซื้อตัดหน้าไปต่างหาก”

“อ้าวแล้วไหนว่าจองเอาไว้แล้ว”

“จองด้วยสายตา แต่คนนั้นเขากำตังค์มาซื้ออะ จะให้ทำยังไงวะ” ลูกคิดเล่าไปตบเข่าฉาดไป นึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็หัวเสีย เข้าใจมั้ยว่าไปห้างทีไรก็เทียวไปแปะโป้งจองไว้ตลอด ยืนเกาะกระจกร้านมองอยู่ได้เป็นสิบๆ นาที แล้วก็สัญญากับพ่อดิบดีว่าปีใหม่นี้ต้องได้ถอยมาประเดิมที่ถนนซีเมนต์หน้าบ้านแน่ แต่สุดท้ายก็โดนคนอื่นซื้อตัดหน้าไปก่อนปีใหม่แค่ไม่กี่วัน บ้าซะจริง



แอบมองและแอบจองมาตั้งนาน

ศูนย์เปล่า



“หวงแหละ แต่ก็ทำไรไม่ได้ป่ะวะ”

“ทำใจได้อย่างเดียว”

“มันเรียกว่าการซ้ำเติมหรือเปล่า ที่มึงพูด”

“เขาเรียกปลอบใจ”

“งั้นเหรอ เคๆ” ลูกคิดเหรัญญิกประจำชั้นปอสามทับสามที่ยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจความแตกต่างระหว่างการซ้ำเติมกับการปลอบใจพยักหน้าหงึกหงัก “อยากได้มากนะ แต่คิดไปคิดมาก็ใหญ่กว่าตีนกูเยอะเลย”



จริงๆ เราทุกคนยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง

แต่เดี๋ยวก็โตขึ้นทุกวัน



“เออ .. ถ้าซื้อมาเล่นคงใส่ถุงเท้าสามสิบชั้น”

“ไม่ก็ต้องรอให้โตจนกว่าจะใส่ได้”

“ก็ถือซะว่ามันไปอยู่กับคนที่สมควรแล้วกัน”

“คิดแบบนั้นก็เสียใจน้อยดีเนอะ”



อิคคิวอมยิ้มกับบทสนทนาของเด็กปอสามที่ทำเหมือนว่าเข้าใจโลกเป็นอย่างดี มันคงจริงอย่างที่ลูกคิดพูดแหละมั้ง บางสิ่งบางอย่างที่เราอยากได้มากแค่ไหน ต่อให้ชื่นชมมันทุกวันยังไง การเป็นเจ้าของก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อยู่ดี เงื่อนไขของมันไม่ได้มีเพียงหนึ่ง มันรวมถึงความเหมาะสมด้วยที่เขาอาจจะหลงลืมไป พ่อลูกคิดอาจจะเห็นว่ามันใหญ่กว่าเท้าลูกชายมากๆ เลยประวิงเวลายังไม่ซื้อให้ก็เป็นได้ และการที่วันนึงมันจะตกไปอยู่ในมือของคนที่คู่ควรกับมันจริงๆ ก็คงจะไม่แปลก .. ไม่แปลกอะไรเลย

แล้วก็ไม่มีสิทธิ์ไปโกรธเคืองคนที่ได้ไป

เพราะเขาไม่ได้ผิดอะไร

เขาว่าเขาเข้าใจ ..



“ป่ะ .. ไปกินบาร์บีคิวเอาแรงกันดีกว่า”

“ยิ้มได้แล้วหรอ”

“ก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร”



เข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลย



















/























“เขี่ยออกอีกแล้ว”

“ก็ภีมไม่ชอบนี่ม้า มันขม”

“ลองชิมดูหรือยังลูก? ตัดสินไปก่อนจะลองซะอีก”

“ผักมันก็เหมือนๆ กันหมดนั่นแหละครับ”

“เด็กคนนี้นี่นะ”



ผมทำหูทวนลม ตั้งหน้าตั้งตาเขี่ยสารพัดผักไปไว้ขอบจาน เช่นเดียวกับทุกคนบนโต๊ะอาหารที่ขยันตักผักหลากหลายชนิดที่ผมรู้จักและไม่รู้จักเนียนๆ ปนมากับเนื้อสัตว์ ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่ายังไงผมก็จะใช้ส้อมเขี่ยมันออกอยู่ดี



“ถึงได้สูงไม่ทันใครเขาไง” เจเจ้แหวตาเหลือกทันทีที่ผมตักดอกกระหล่ำชิ้นเบ้อเร่อคืนใส่จานของเธอ เพราะจานผมไม่มีที่จะให้เขี่ยหลบแล้ว

“เกี่ยวอะไรเจเจ้ ผักนะไม่ใช่นมซะหน่อย”

“เหรออออ”

“อยากสูงเขาต้องกินแคลเซียมต่างหาก”



ผมงับกุนเชียงชิ้นโตเคี้ยวหงับๆ เล่นหูเล่นตาที่ได้อวดฉลาดใส่เจเจ้บ้าง



“กินไม่ครบห้าหมู่ก็เกี่ยวย่ะ!”

“คนมันจะสูงเดี๋ยวมันก็สูงเองแหละน่า!”



แล้วเธอก็ตักต้มจืดผักกาดขาวใส่จานผมอีกแล้ว

เป็นพี่ภาษาอะไรกัน!

เรานั่งทานข้าวกันต่อโดยที่สุดท้ายแล้วกองผักในจานผมก็โดนป๊ากับม้าช่วยกันตักไปทานคนละนิดคนละหน่อย ผักกาดขาวกับเต้าหู้ไข่ถูกส้อมเขี่ยไปมาเมื่อผมนึกถึงเหตุการณ์ตอนเที่ยงและใบหน้าเศร้าๆ ของเด็กผู้ชายคนนึง

เรายังไม่ได้คุยอะไรกันอีก



“แล้ววันนี้งานที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างลูก สนุกมั้ย”

“น่าเบื่อจะตายค่ะม้า”

“ไม่เห็นจะน่าเบื่อเลยเจเจ้ ภีมเต้นหลุดโลกไปเลย”

“เก่งมากครับอนัน อันวาเบอร์สอง”

“เป็นงั้นก็ดีน่ะสิ” ผมมุ่ยหน้าเมื่อนึกถึงงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมง ถ้าเป็นอนัน อันวาเบอร์สองอย่างที่ม้าบอก อย่างน้อยๆ ในหอประชุมก็ต้องมีคนตะโกนชื่อเขาให้กำลังใจกันบ้างสิจริงมั้ย

“น้องอยากป็อบแต่ไม่ป็อบค่ะม้า มีแต่คนตะโกนชื่ออิคคิว”

“เจเจ้ด้วยใช่มั้ยล่ะ”

“อ่ะแน่นอน”

“เนี่ย! แทนที่จะตะโกนเรียกชื่อน้องตัวเองดังๆ โถ่เอ้ย!”



แต่วันนี้จิตวิญญาณอนัน อันวา ประทับอิคคิวจริงแหละ

เต้นโคตรเก่ง เล่นหูเล่นตาที่หนึ่ง



“คนนั้นเขาหล่อจริงๆ นี่เนอะ”



อ่ะ .. ม้าก็เป็นไปกับเขาด้วย

ไปรับมันมาเป็นลูกเป็นน้องเลยดีมั้ย ชมกันต่อหน้าขนาดนี้แล้วก็นะ



“อุตส่าห์แต่งตัวจ๊าบ ปาดเจลผมชี้โด่ชี้เด่เหมือนอนัน อันวา”

“ภัสอย่าแซวน้องเยอะสิลูก”

“ป๊าตีเจเจ้เลยครับ!”

“แต่ลูกม้านี่น่ารักที่สุดแล้ว”



ผมยู่หน้าขอความช่วยเหลือจากป๊า แต่ก็ได้มาแค่เสียงหัวเราะที่เดาได้ว่าคงจะเออออห่อหมกกับม้าและเจเจ้ ทั้งบ้านน่ะชอบพูดกรอกหูเขานักว่าน่ารักอย่างงั้น น่ารักอย่างงี้ ม้าเคยบอกว่าตอนผมเป็นทารกตัวนี่จ้ำม่ำ แก้มยุ้ย แขนเป็นปล้องๆ เหมือนมัดข้าวต้ม เวลาอุ้มไปไหนก็จะมีแต่คนขอเล่นด้วย จับแก้มบ้าง ขออุ้มบ้าง แต่ม้าพูดขำๆ ว่าผมเป็นคนหวงตัว เวลาที่ใครมาทำอะไรแบบนั้นผมจะกอดคอม้าแน่นแล้วก็ร้องไห้จ้า



“นี่ถ้าภีมเป็นผู้หญิงนะ ม้าจะขอป้าดาจองอิคคิวไว้เลย”

“แค่กๆ ..”

“จองไว้เลยก็ได้นะคะม้า”

“เจเจ้!”

“อะไรยะ! ถ้าเจ้รุ่นเดียวกับอิคคิวเจ้ก็ชอบนะ”



ผมกรอกตากับบทสนทนานั่น แล้วก็ได้แต่นั่งฟังพี่สาวกับม้าพูดถึงคุณงามความดีของเพื่อนข้างบ้านโดยที่แอบตักกุนเชียงกินเปล่าๆ ไม่หยุด นึกตามว่าถ้าผมเกิดเป็นผู้หญิงอย่างที่ม้าพูดจริงๆ ผมจะชอบอิคคิวหรือเปล่านะ ..

อิคคิวที่เป็นเจ้าของรอยยิ้มที่ผมชอบมอง

อิคคิวที่เป็นสุภาพบุรุษเต็มรูปแบบ

อิคคิว ... ที่มอบแต่สิ่งดีๆ ให้กันเสมอมา



“ถ้าอิคคิวเอาของขวัญปีใหม่มาให้ เจเจ้จะรู้สึกยังไงเหรอ”



ไม่รู้ว่าคิดอะไรผมถึงถามออกไปแบบนั้น เจเจ้เองก็ดูจะงงๆ เดาได้จากการที่เธอชะงักช้อนกลางอากาศทั้งๆ ที่คำนั้นจะเข้าปากอยู่แล้ว ผมกัดส้อมกระพริบตาปริบๆ เกิดอยากจะรู้ความคิดเห็นของผู้หญิงเหมือนตังเมแค่นั้น

อือ ... ก็แค่อยากรู้



“เจ้ขอจินตนาการภาพในหัวก่อนนะ”

“ต้องขนาดนั้นเลย”

“เพื่อความสมจริง”



เธอหันมาตอบผมหน้ากวนๆ ก่อนจะยัดข้าวคำนั้นเข้าปากแล้วหลับตาลงกลางวงอาหาร ม้ากับป๊าหลุดขำที่ภัสก็โตเป็นเด็กมอสองแล้วแต่ยังเออออกับน้องไปซะทุกเรื่อง ภัสยิ้มทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย มือที่ก่อนหน้านั้นกำช้อนกับส้อมเอาไว้เปลี่ยนมาจับแก้ม แล้วก็เลื่อนมาอุดปากในวินาทีถัดมาเมื่อหัวเราะจนข้าวพุ่ง



“เขิน”



ภีมถอนหายใจเซ็งๆ



“แล้วถ้าอิคคิวบอกว่ามีคนฝากมาให้ล่ะ”

“คิดว่าเขาคงเขินที่จะบอกว่าของตัวเอง”

“ไม่ๆ มีคนฝากอิคคิวไปให้”

“จะเอามาให้เองหรือใครฝากมาให้ก็เขินเหมือนกันค่า!”



ให้มันได้อย่างนี้สิวะ .. อยู่ๆ ภีมก็พาลหงุดหงิดผัดกาดขาวและเต้าหู้ไข่ในจานจนใช้ช้อนสับมันเป็นชิ้นเล็กๆ อย่างลืมตัวว่าม้าเคยสอนว่าห้ามเล่นอาหารแม้ว่าจะไม่ทานก็ตาม ทำไมเขาต้องรู้สึกขุ่นๆ ในใจด้วย

ไม่เข้าใจ

ผมหยิบแก้วน้ำขึ้นมากระดก สมองรวนซะจนมองก้นแก้วเห็นภาพตังเมกับอิคคิวกระหนุงกระหนิงหยอกล้อกันเหมือนคู่รัก ไอ้ใบหน้าเขินอายของทั้งคู่ที่มีต่อกันในหัวเขาทำเอาอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาซะดื้อๆ



‘อิคคิวชอบแกชัวร์! ชอบแกแน่ๆ เลยตังเม!’

‘ข .. เขาบอกว่ามีคนฝากมาให้นะ’

‘เขานั่นแหละ เชื่อเรา!’



หน้าแดงๆ นั่นมีสิทธิ์เป็นไปได้มาก

ปัดโถ่เอ้ย! ไม่อยากให้ตังเมชอบอิคคิวเลย



“เอามานี่เจ้จะกินให้”



ผมเผลอตวัดหางตามองเจเจ้เหมือนแมวหวงปลาทู ปลายช้อนถูกยื่นออกไปสกัดด้ามช้อนที่ยื่นมาในเขตจานเพื่อหวังจะช่วยจัดการกับผักกาดขาวที่คิดว่าชาตินี้หรือชาติหน้าตอนบ่ายแก่ๆ ผมก็ไม่มีทางตักมันเข้าปากเด็ดขาด

แต่วันดีคืนดีนึกอยากจะกินขึ้นมา

บ้าบอชะมัด



“ไม่เอา ภีมจะกินเอง”

“น้องเป็นอะไรคะม้า”



.. หวานดีนี่หว่า



















(ตัวอักษรเกิน อ่านต่อเม้นถัดไป)





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-12-2020 09:48:44 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ KaitlyynDuff

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
มันดีจริงๆ! ทำให้ฉันยิ้มมาก. ฉันหวังว่าจะได้เห็นความคิดเห็นต่อไปเช่นกันเพราะฉันอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ฉันหวังว่ามันจะถูกโพสต์เร็ว ๆ นี้ฉันชอบเรื่องราวของพวกเขามาก ทำให้ฉันยิ้มได้ตลอดเวลาที่อ่าน พวกเขามีตัวละครที่น่ารัก!

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0


(ต่อจากช่วงที่ขาดไป)



เด็กที่ครองความสูงหนึ่งร้อยห้าสิบแปดในวัยเก้าขวบเดินเอาผ้าเช็ดตัวไปตากไว้ที่ด้ามจับตู้เสื้อผ้าหลังจากนั่งเช็ดผมอยู่ปลายเตียงสักพัก คืนนี้อากาศหนาวเอาเรื่อง จากตอนแรกตั้งใจจะอาบน้ำเย็น พอจุ่มมือลงอ่างเพื่อเช็คอุณภูมิก็ได้แต่คิดกับตัวเองว่าแย่แน่ๆ สุดท้ายเลยลงไปขอให้แม่ต้มน้ำอุ่นให้เพราะต้องใช้สระผม

ประตูห้องข้างๆ ที่ถูกปิดลงอย่างเบามือบอกกับเขาว่าพี่โอโม่คงจะอ่านหนังสือเสร็จและอาบน้ำขึ้นบ้านเตรียมตัวนอน อิคคิวหย่อนตัวลงนั่งปลายเตียง จำไม่ได้ว่าเมื่อก่อนกิจวัตรในแต่ละวันของพี่ชายเขามีอะไรที่มากไปกว่านั้นบ้างมั้ยนะ เขาเกิดตอนพี่โอโม่อายุห้าขวบ กว่าจะจำความได้พี่ชายก็แปดขวบเข้าไปแล้ว

ในช่วงแรกๆ เราพอได้เล่นด้วยกันบ้างตามประสาเด็ก แต่พอพี่ชายเริ่มเข้ามัธยมทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากหน้ามือค่อยๆ พลิกเป็นหลังมือในเวลาเพียงแค่นั้น และคนที่สังเกตเห็นมันได้มากกว่าใครก็คงจะเป็นเขา คิดว่าเขาแค่คนเดียว .. รอยยิ้มของโอโม่เป็นสิ่งที่นานครั้งเราจะได้เห็น ภาพเด็กชายที่แสนร่าเริงเปลี่ยนเป็นหนุ่มน้อยที่เอาแต่คลุกอยู่กับกองหนังสือแทน

เส้นแบ่งระหว่างเราเลยชัดขึ้นเรื่อยๆ

ชัดซะจนบางครั้งเขาก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่มย่ามเท่าไหร่

และก็ได้แต่คิดว่า ..

โตไปเขาจะเป็นเหมือนโอโม่หรือเปล่านะ



“อิคคิวนอนหรือยังลูก”

“ยังครับแม่”

“เปิดประตูให้แม่หน่อยครับ”



เจ้าของชื่อดึงตัวเองออกจากภวังค์ความคิด กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปเปิดประตูห้องเพื่อพบกับแม่ที่ถือแก้วนมอุ่นๆ ไว้ในมือสองแก้ว รอยยิ้มหวานๆ ที่เขามองว่าสวยที่สุดของแม่ยังเป็นรอยยิ้มเดิมที่เขาชื่นชอบ มันเป็นแบบนี้ทุกวันที่แม่จะอุ่นนมร้อนให้เขาและพี่ชายดื่มก่อนเข้านอน และมันเป็นสิ่งที่น่ารักเสมอมา

อิคคิวรับสัญลักษณ์ของความรักและความใส่ใจมาดื่มจนหมด



“ห่มผ้าหนาๆ นะ วันนี้อากาศเย็นจนแม่ปวดจมูกเลย”

“แม่ก็ด้วยนะครับ”

“จ่ะ .. ฝันดีนะครับคนเก่ง”

“ฝันดีครับแม่”



อิคคิวปิดประตูลงพร้อมรอยยิ้ม หันไปมองเข็มนาฬิกาก็สองทุ่มกว่าแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะนั่งคิดอะไรเพลินๆ หลังอาบน้ำตั้งนานสองนาน ก็แน่ล่ะนะ วันนี้เป็นวันที่สนุกสุดๆ แม้จะมีบางเรื่องน่าเศร้าใจไปบ้าง

แต่ถึงจะเศร้า ก็เข้าใจ

กล่องของขวัญที่จับฉลากได้มาถูกหยิบมาถือ พอนึกถึงใบหน้าเจ้าของกล่องของขวัญแล้วก็ขำ ตอนเขาออกไปยืนหน้าห้องแล้วจับฉลากมาหนึ่งใบ อ่านออกเสียงอย่างดังให้ฟังชัดว่า ‘ภีม’ เจ้าตัวโห่ร้องซะ

ภีมพัฒน์น่ะ ..



“สุขสันต์วันปีใหม่ ขอให้ปีนี้เป็นอีกปีที่ดีที่สุดเลย เรียนให้สนุก คิดสิ่งใดขอให้สมปาดทะหนาทุกประการ หวังว่าจะชอบของขวัญและใช้มันนะ”



อิคคิวอ่านข้อความใน ส.ค.ส. แผ่นเล็กที่เจ้าของเขียนใส่มา ลายมือยึกยือแต่เข้าใจได้ว่าพยายาม คำที่สะกดผิดและรอยยางลบที่กระดำกระด่างในกระดาษบางจุดแต่งแต้มรอยยิ้มบนริมฝีปากเขาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ พลันทำให้ลืมไปเลยว่าอาการหัวใจฟูบฟีบตอนกลางวันเป็นยังไง

ใครบางคนเป่าจนมันกลับมาพองโตเหมือนเดิมแล้ว

แม้ว่าจะเห็นรอยปะก็เถอะ



“ขอบคุณนะ ..” เอ่ยกับตัวเองเบาๆ อย่างหวังว่าลมหนาวที่พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างจะหอบเอาคำจากใจของเขาลอยไปเคาะห้องนอนใครบางคนที่เลือกถุงเท้าสำหรับใส่นอนลายน่ารักให้กันเป็นของขวัญ



เขาเองก็หวังเอาไว้เช่นนั้น

คำอวยพรใน ส.ค.ส.

แต่เพราะสะกดคำอวยพรให้เขาผิดหรือเปล่านะ

ถึงได้ไม่เข้าใกล้ความปรารถนาสักที



ไฟในห้องถูกปิดลงก่อนที่เจ้าของจะเอนตัวลงนอนหนุนหมอน มีเพียงแสงจากโคมไฟหัวเตียงเท่านั้นที่ให้แสงสว่างเพียงพอสำหรับการอ่านหนังสือนิทานก่อนนอนเล่มที่อ่านค้างไว้ใกล้จบ ลำตัวที่ซุกอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนาคุดคู้หาท่าที่สบาย



ถุงเท้าขนปุยคู่ใหม่ใส่แล้วรู้สึกอุ่นอย่างน่าประหลาดใจ

เป็นไปได้ยังไงกันนะ ..

สวมไว้ที่เท้าแต่อุ่นขึ้นมาถึงขั้วหัวใจเลย



ดวงตาคมไล่อ่านตัวหนังสือในสมุดนิทาน ซึมซับเนื้อหาตอนจบที่คาดว่าน่าจะสวยงาม และยิ้มกับการที่วันนี้เขาได้เติบโตขึ้นอีกขั้น เรียนรู้หนึ่งสิ่งใหม่ซึ่งเรียบง่ายและแสนจะจริง ความจริงที่ว่าเราบังคับให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ใจต้องการไม่ได้ มันอาจจะดีกว่าถ้าเราปล่อยให้ดอกไม้แสนสวยที่เราเฝ้ามองทุกวันได้เติบโตอย่างสมบูรณ์ในพื้นดินที่เหมาะสม ได้รับแสงตะวันและหยาดน้ำค้างในยามเช้า แทนที่จะเด็ดมาครอบครองไว้ในแจกันเพื่อรอวันร่วงโรย

แค่หมั่นรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ

แค่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือด้วยความเต็มใจในวันที่เขาหกล้มหรือเสียใจ

แค่ได้รับรู้ว่ารอยยิ้มนั้นควรค่าแก่การมีอยู่ ...

แค่นั้นก็พร้อมยอมรับและเข้าใจทุกอย่าง

สมุดนิทานถูกปิดลงเมื่ออ่านถึงตอนจบ ที่เจ้าชายครองรักกับเจ้าหญิง

ส่วนอัศวินมีหน้าที่คอยปกป้องตลอดไป

มันไม่เป็นอะไรเลย

ถ้าจะผิดหวังจากที่คิดเอาไว้บ้าง



“อุ่นดีจัง”



และถึงแม้วันนี้เขาจะไม่ได้ให้ของขวัญกับคนที่เขาอยากให้

แต่มันก็ยังดี ..







ที่เขาได้รับของขวัญจากคนที่เขาอยากได้ (:



























/





























อิคคิวชอบวิชาเพิ่มเติมและวิชาชุมนุม เพราะมันเป็นสองวิชาที่เขาสามารถเลือกเรียนตามความชอบ และหากถามว่าวิชาอื่นในหลักสูตรล่ะชอบมั้ย ก็ชอบ เพียงแต่ไม่ได้ชอบวิชาไหนเป็นพิเศษ



“แตกอีกแล้ว ทุกทีเลย”

“ภีมก็จับเบาๆ ดิ ดึงออกแบบนั้นก็หักหมด”

“ไม่อยากทำแล้วเนี่ย”

“ลองใหม่ เดี๋ยวเราผสมปูนให้เอง”



ต่างจากภีมที่นอกจากจะไม่ชอบวิชาอะไรเลยแล้วยังไม่ถนัดงานด้านอื่นที่โรงเรียนเปิดเป็นรายวิชาเพิ่มเติมให้สักอย่าง คงเป็นความบังเอิญที่เขาและภีมเลือกลงวิชาเพิ่มเติมเดียวกัน ได้ยินมาว่าตามเพื่อนอย่างกิ่งข่อยและติณณ์มาเรียน เพราะจะตามไปเรียนดนตรีกับกระปอมก็ไม่ใช่ทาง เย็บปักกับข้าวเม่าก็กลัวเข็ม หรือจะลงเรียนเพาะชำกับพวกตั้งเต เปตอง ก็กลัวร้อน

เลยเลือกเรียนเพิ่มเติมวิชาประดิษฐ์



“ขึ้นปอสี่เราเปลี่ยนไปเรียนเพิ่มเติมทำขนมกันมั้ยกิ่งข่อย”

“โอ้ยบ่เอา จะไปเผาห้องคหกรรมเขาติ”

“ไม่ใช่ เราก็ให้ผู้หญิงเขาทำขนมกันไป”

“แล้ว .. “

“พวกเราก็รอกินอย่างเดียวไง ได้กินหนมฟรีอ่ะ ดีจะตาย”

“ฉลาดแท้วะ!”

“สมกับเป็นภีมเลย”



อิคคิวที่นั่งเงียบๆ ระบายสีปูนปลาสเตอร์ชะงักพู่กันกลางอากาศ ลอบมองสามเพื่อนซี้ที่แปะมือกัน เขาไม่เห็นคนตัวเล็กจะตั้งใจทำสิ่งที่ครูสั่งเลย ครั้งที่แล้วครูสั่งให้เอาลวดมาดัดเป็นรูปร่างต่างๆ ก็ดัดเป็นรูปไม้บรรทัดเพราะเสร็จไวดี ทีตอนที่ให้เอาผลไม้มาแกะสลักเจ้าตัวก็แบกแตงโมมา แต่ไม่ได้แกะนะ เอามาผ่ากินเฉย

ขี้ดื้อชะมัด

เขากับภีมไม่ได้คุยกันสามวันแล้ว



“อิคคิว แล้วเรื่องตังเมนี่ยังไงแน่ จะเล่าได้ยัง”

“เออ .. เขาแซวกันทั่วประถม”

“ไม่มีอะไรจริงๆ เป็นเรื่องเข้าใจผิด”



สาเหตุก็มาจากเรื่องนี้นั่นแหละ ..

เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันผิดพลาดตรงไหน แต่หลังสัปดาห์ของงานกิจกรรม ระดับชั้นประถมศึกษาก็ลือกันไปทั่วว่าอิคคิวสามทับสามชอบตังเมสามทับสอง ลือกันไปถึงพี่ๆ ชั้นโตกว่าที่พอรู้มาบ้างว่าแอบปลื้มกัน แล้วเพื่อนตังเมก็รุกหนักซะยิ่งกว่าเจ้าตัวที่โดนจับคู่ เทียวแซวเทียวล้อเขาไม่เลิก

เขาไม่สนใจและไม่ได้นึกรำคาญ

แต่แคร์คนที่เศร้าลงและบึ้งตึงใส่กันต่างหาก



“เข้าใจผิดบ้าไร! แกเอาของขวัญไปให้เขานะ”

“เป็นกำไลสวยๆ ซะด้วย”

“น่า .. ไม่ต้องเขินหรอก เพื่อนกัน เล่าได้เว้ย”



คนที่วนพู่กันในจานสีได้แต่ส่ายหัวเพราะไม่รู้จะหลบเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้ยังไงแล้ว เขาไม่รำคาญก็จริงแต่รู้สึกลำบากใจไม่น้อยเลย ลำบากใจที่ต้องเห็นสายตาที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าตังเมมีใจให้ ลำบากใจที่บอกใครไม่ได้ว่าของขวัญชิ้นนั้นไม่ใช่ของเขา และลำบากใจที่พอไม่พูดหรือไม่แสดงท่าทีอะไรให้ชัดเจนก็กลายเป็นให้ความหวังกัน ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยคิดอะไรกับเธอเลย

ไม่เคยเลย

ต่างจากอีกคนลิบลับ ..



“เอาเป็นว่าเราไม่ได้ชอบตังเม”

“คำเดิมเปี๊ยบ!”

“เบื่อจะถามแล้วนะเนี่ย ต้องง้างปากมั้ย”



อิคคิวยักไหล่ใส่เพื่อนแล้วตั้งหน้าตั้งตาระบายสีปูนปลาสเตอร์รูปดอกชบาที่ตัวเองหล่อกับมือให้เสร็จเพื่อที่จะได้นำไปให้ครูดูว่าใช้ได้และดีกว่าครั้งก่อนหรือเปล่า และก็เป็นเชิงบอกเต็งหนึ่งกับลูกคิดด้วยว่าต่อให้ทั้งสองคนเอาคีมมาง้างปากกันจริงๆ เขาก็จะพูดประโยคเดิมที่มันคงฟังกันจนเบื่อแล้วว่า

เขาไม่ได้ชอบตังเม



“อิคคิว ตังเมมา!”



แต่เหมือนเธอจะชอบเขาซะเหลือเกิน

เห้อ ..



สิ่งแรกที่อิคคิวทำหลังจากได้ยินเพื่อนสนิทบอกแบบนั้นไม่ใช่การหันไปหาคนมาใหม่ หากแต่หันไปมองคนที่ชะงักการเทปูนปลาสเตอร์ไปซะดื้อๆ จนกิ่งข่อยตบไหล่ถามว่าเป็นอะไรไป คนๆ นั้นที่นั่งห่างจากเขาไม่มาก

ภีมพัฒน์นิ่งไปจนเขาใจหาย



“ไม่ออกไปหาเขาหน่อยหรอ”

“เอออิคคิว เสียมารยาท”

“เพื่อนเขากวักมือเรียกแล้ว”

“น่ารักเนอะ”

“ว่าที่แฟนเพื่อนเว้ย!”

“เออ! ก็แล้วจะชมไม่ได้เลยหรือไงวะ”



เขาจำเป็นต้องถอนหายใจและละจากสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอย่างฝืนๆ อิคคิวสบตากับภีมที่หันมามองกันแปบนึงก่อนจะหันกลับไปสนใจสิ่งตรงหน้าเหมือนอยากจะตัดขาดจากเหตุการณ์ตรงนี้เสียเต็มประดา



“วันนี้เพิ่มเติมเราอบคุกกี้ ก็เลยเอามาให้อิคคิวลองชิม”

“ขอบคุณมากนะตังเม”

“ยินดีค่ะ”

“เราขอตัวกลับไประบายสีต่อก่อนนะ”

“ดะ .. เดี๋ยวก่อนสิอิคคิว”



เด็กตัวสูงกับกล่องคุกกี้เนยในมือหยุดหมุนตัวกลับทันทีที่เธอเรียกไว้ ตังเมไม่ได้พูดอะไรแม้ว่าเพื่อนๆ อีกสี่ห้าคนที่แห่กันมาทำไมก็ไม่รู้จะผลักๆ เหมือนกดดันให้เธอทำอะไรสักอย่าง ท่าทางเธอดูประหม่า เห็นได้จากการที่เธอไม่หยุดเอามือทัดผมและก็กัดริมฝีปากย้ำๆ จนเขากลัวเหลือเกินว่าจะห้อเลือด



“คือว่า ..”



แต่ไม่ทันที่ตังเมจะได้พูดอะไร

ใครบางคนก็เดินแทรกผ่านเราทั้งสองออกไปจากห้อง

ใครคนนั้นที่ดูเคืองกันไม่น้อย



“ภีม!”

“อะ อิคคิว .. “

“ตังเมขอบคุณมากๆ สำหรับคุกกี้นะ เราขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน”



แล้วผมก็ทำนิสัยไม่ดีวิ่งออกมาทั้งอย่างนั้น ปล่อยให้เธอที่ตั้งใจเดินจากอาคารสองเพื่อนำคุกกี้เนยกล่องเล็กๆ มาให้กันถึงอาคารห้ายืนเก้อไม่เป็นท่าอยู่กับที่ ผมได้แต่เอ่ยขอโทษเธอในใจเป็นสิบครั้งในจังหวะที่ออกแรงวิ่งตามหลังเพื่อนตัวเล็ก ไม่ว่าปลายทางจะเป็นที่ไหน แต่ถ้าที่นั่นมีภีม ..

แทบไม่ต้องคิดเลยว่าเขาต้องวิ่งตามไป



“ภีม”



ไม่ใช่ยืนอยู่ตรงนั้น







/







เรื่องของหัวใจมันยาก

และมันก็ยากของมันแบบนั้นมาตลอด



“มึงจะตามกูมาทำไม”



นั่นสิ ..

ตอบไม่ได้เลยเลือกที่จะนั่งแกว่งชิงช้าเงียบๆ ข้างๆ กัน เขารู้แค่ว่าร่างกายมันสั่งให้เขาวิ่งตามออกมาเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของภีมตอนที่เดินแทรกกลางผ่านเขาและตังเมออกจากห้อง ภีมทำเหมือนกับว่าห้องนั้นเต็มไปด้วยมวลความอึดอัดที่ทำให้ภีมหายใจไม่ออก

สุดท้ายเราเลยวิ่งมานั่งกันอยู่ที่สนามเด็กเล่น

ท่ามกลางเหล่าเด็กอนุบาล

นับว่าไม่ผิดมากมายที่เราจะเดินออกจากห้องโดยพลการ เพราะคาบวิชาเพิ่มเติมเป็นคาบสุดท้ายของวันระหว่างที่เรารอเวลากลับบ้าน เด็กๆ ส่วนใหญ่เลยสามารถออกมาเดินเตร็ดเตร่นอกห้องเรียนได้เป็นเรื่องปกติ



“ภีมโกรธเราใช่มั้ยที่มันกลายเป็นแบบนี้”

“เป็นแบบไหน”



เขาไม่ชอบการถามซ้ำ

ในกรณีที่อีกฝ่ายรู้คำตอบในใจอยู่แล้ว



“ภีมเองก็รู้ไม่ใช่ ..”

“ว่าตังเมชอบมึงอ่ะหรอ”



แล้วเขาก็ไม่ชอบที่อีกคนตอกย้ำตัวเอง



“ช่างมันเหอะว่ะ ไม่อยากฟังละ”



ภีมได้แต่ก้มหน้ามองรองเท้านักเรียนที่เปรอะฝุ่น

แต่เดี๋ยวหม่าม้าซักก็คงหาย



มันมอมแมมเหมือนใจเขาตอนนี้เลย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เขาไม่ได้คิดที่จะครอบครองหัวใจใครอยู่แล้วตั้งแต่แรก เพราะการได้แอบชอบไปเรื่อยๆ มันก็ดีในแบบของมันอยู่แล้ว แต่มันแค่รู้สึกเจ็บใจยังไงไม่รู้ตอนที่รู้ว่าตังเมชอบอิคคิว ตอนที่ใครต่างก็พูดกันให้ได้ยินบ่อยๆ ไม่เข้าใจทำไมต้องเป็นอิคคิวร่ำไป

ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับหัวใจน่ะ



“แต่ภีมรู้ใช่มั้ยว่าเราไม่ได้ชอบ?”

“กูจะไปรู้กับมึงหรอ”

“เราไม่ได้ชอบตังเม เรามีคนที่ชอบอยู่แล้ว”

“...”



จุดที่ลึกลงไปจากอกเสื้อที่มีคำว่า ภีมพัฒน์ วัฒนาพฤฒิพงศ์ ปักอยู่เจ็บจี๊ด

เจ็บขึ้นมาแบบหาสาเหตุไม่ได้

มันเป็นความรู้สึกที่พาให้ภีมหงุดหงิดจนอยากเตะหินก้อนที่อยู่ใกล้รองเท้าออกไปไกลๆ เขาเบื่อไอ้ความรู้สึกที่ต่อให้เล่นถามตอบกับตัวเองว่าเป็นบ้าอะไรนักหนาก็ยังหาคำตอบไม่ได้สักที ได้ยินมันสารภาพตรงๆ ว่าไม่ได้ชอบตังเมก็คิดว่าจะหาย แต่พอได้ยินว่ามันมีคนที่ชอบอยู่แล้วก็ดันเป็นขึ้นมาอีก

จะเอายังไงกับเขากันแน่



“มึงจะพูดอะไรก็พูดเหอะ”

“ภีม”

“กูไม่อยากชอบใครและ”

“...”

“มึงกินให้อร่อยแล้วกัน” ว่าพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “คุกกี้รูปหัวใจน่ะ”

“ภีม”



อิคคิวทำได้เพียงแค่มองเสื้อนักเรียนของอีกคนที่เดินไกลห่างออกไปเรื่อยๆ เขาไม่ได้ลุกตามไปเพราะรู้สึกปวดที่หัวใจยังไงไม่รู้ นึกโกรธตัวเองที่วันนั้นออกปากอาสาเอาของขวัญไปให้ นึกโกรธตัวเองที่วันนั้นไม่ดื้อรั้นขัดคำสั่งพูดมันออกไปชัดๆ ว่าของใคร นึกโกรธที่สุดท้ายมันเป็นแบบนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ รู้อย่างนี้เขายอมให้ภีมโกรธที่บอกชื่อคนให้ดีกว่า แลกกับการที่จะเอาภีมมาอยู่ในจุดๆ นี้แทนเขา จุดที่อีกคนอาจจะยิ้มเพราะสมหวัง ดีกว่าทำหน้าเศร้าแล้วไม่ยิ้มให้กันเลย

เป็นแค่เด็กป.สามทำไมต้องว้าวุ่นกับเรื่องหัวใจขนาดนี้ด้วย

ต่อให้เขาบอกตรงๆ ไปสักกี่ครั้งแล้ว

ภีมก็ไม่เคยเข้าใจกันเลย















/















ตึดตื่ดดึ๊ด ตื่อดึ๊ด ตื่อดึ๊ดตึ๊ดตื่อ

ตึดตื่ดดึ๊ด ตื่อดึ๊ด ตื่อดึ๊ดตึ๊ดตื่อ ไอศกรีมเนสท์เล่

ไอศกรีมเนสท์มาแล้ว! มาเลย! อร่อยกัน!



ภาพผมและเพื่อนๆ ยืนดีดดิ้นโบกรถไอติมสีฟ้าเป็นภาพที่เห็นได้เป็นประจำทุกวันเสาร์อาทิตย์ เราออกมาจับกลุ่มเล่นกันเช่นเคย และคุณลุงก็จะขับรถไอติมสีเดียวกับท้องฟ้าหลังฝนตกมาถึงหมู่บ้านเราเวลาเดิม การเล่นมาเหนื่อยๆ แล้วได้กินของเย็นๆ น่ะเป็นอะไรที่โคตรชื่นใจเลย



“เหลืออยู่หลายบ่ลุง สิพอให้พวกเฮาเหมาเบิดบ่น้อ”

“โถ ... มีจักบาทบักล้าสิเหมาเบิด”

“แม่มันให้มาแค่ยี่สิบเองแหละลุง”



แล้วพวกเราเหล่าเด็กชายวัยซนก็ปีนขึ้นรถไอศกรีมเนสท์เล่เหมือนอย่างที่ชอบทำทันทีที่คุณลุงบิดกุญแจดับเครื่อง ฝาถังไอศกรีมถูกเปิดพาเอาไอเย็นๆ ปะทะกับผิวหน้าที่แดงแจ๋เพราะเพิ่งไปวิ่งเล่นกันมา

ผมเอื้อมมือหยิบรสโปรดตามเคย

ชอบกินอยู่ไม่กี่อย่างหรอก



“เอ้ยอย่าแย่งดิวะ!”

“มีตั้งเยอะเอ็งก็มาหยิบอันเดียวกับข้าเนอะไอ้ตอง!”

“ข้าหยิบก่อนเอ็งอีก ปล่อยเลย”

“ไอ้นี่นิ! ข้าเป็นพี่เอ็งนะ”

“เป็นพี่เขาต้องเสียสละให้น้องเสมอโว้ย”



เพี้ยะ!

ป๊าบเข้าให้หนึ่งทีก่อนจะยอมยกแท่งนั้นให้คนเป็นน้อง ดูหน้าก็รู้ว่าพอใจมันแล้วแหละที่ได้ตบกระบาลนั่นไปที ผมขำไอ้สองแฝดที่ทะเลาะกันไม่พัก สมกับที่เกิดวันเวลาไล่กันดีแหละ ไม่รู้ว่าที่เปตองได้เป็นน้องเพราะถีบตั้งเตออกมาก่อนหรือเปล่า

ผมแกะหนังยางที่ผูกสตางค์เหรียญสิบสองเหรียญไว้ที่เสื้อ

จ่ายให้ลุงไอติมไปหนึ่งเหรียญ



“ขอนั่งพักบนรถได้มั้ยครับลุง”

“เออๆ ขึ้นมา”



แล้วผมก็ปีนขึ้นมอไซค์ที่พ่วงกับรถไอติมไปนั่งอยู่ข้างหลังลุงอย่างสบายใจเฉิบ ดูดไอติมไปด้วยพูดคุยเสียงดังกันไปด้วย จนทุกคนได้ครบแล้วนั่นแหละคุณลุงถึงบอกให้พวกที่ปีนๆ เกะกะอยู่รอบรถลงไปก่อนเพราะจะขับไปจอดใต้ร่มมะขาม จะได้เย็นสบายกว่ายืนกลางแดด ใครวิ่งถึงก่อนลุงใจดีจะแจกไอติมฟรีหนึ่งแท่ง

ผมนั่งแทะไอติมซ้อนรถลุงไปถึงต้นมะขาม

ส่วนเพื่อนๆ วิ่งตามกันมาเป็นขบวน

หากเป็นตอนเรียน ภีมก็คือคนที่นั่งหดแขนไม่ยกขึ้นแย่งใครตอบตอนครูถามคำถามในห้องท่ามกลางเพื่อนๆ ที่ยื้อแย่งกันจะตอบสุดฤทธิ์เพื่อชิงคะแนนพิเศษ ก็นะ .. เขามันสายชิวในทุกๆ เรื่องอยู่แล้ว

การแข่งขันนี่ขอบาย



“แลกไอติมครับลุง”

“เอารสอะไรดีสุดหล่อ ช็อกโกช็อกโกเหมือนเดิม?”

“ครับ”



ก็ว่าอิคคิวหายไปไหนตอนพวกเราชุลมุนวุ่นวาย มันวิ่งไปเอาไม้ฟรีจากบ้าน แก้มขาวๆ แดงเป็นลูกตำลึงเพราะคงรีบจัดไปหน่อยเลยลืมไปว่าลุงเขาจะมาจอดรอให้พวกเรากินกันจนอิ่มแล้วนั่นแหละถึงจะจากไปเหมือนทุกครั้ง

เราจับกลุ่มเล่นตามประสาเด็กผู้ชายตั้งแต่แปดโมง เหนื่อยกันจนเหงื่อซกแต่ก็ไม่มืดไม่กลับ ขนาดพวกแม่ๆ มาตามกลับบ้านไปกินข้าวกลางวันยังไม่มีใครอยากจะละจากกันไปไหนเลย สุดท้ายแล้วทุกวันเราเลยจะได้เงินมาคนละนิดละหน่อยเอาไว้ซื้อของกินตอนกลางวันแก้หิว

แต่ก็ลงที่ไอติมจนเกือบหมด

เพราะเขาน่ะโคตรรักไอศกรีมเอสกีโมเลย!



“ไม้ฟรีโว้ย!”

“เราก็ได้เหมือนกัน! เย้ๆ เอารสอะไรดีน้า”

“โชคดีกันจังวะภีมกับกิ่งข่อย”



ผมเลียไม้ไอติมจนสะอาดเอี่ยมแล้วส่งมันให้กับคุณลุงที่รับไปยิ้มๆ ลุงแกดึงเสื้อผมเอาไว้ด้วยตอนถลามาเลือกหยิบไอติมจนเกือบไหลลงถัง คุณลุงใจดีเสมอมาตั้งแต่พวกเราจำความได้ เอ็นดูเราเหมือนลูกเหมือนหลานเลย

เห็นกระปอมรีบกัดไอติมใหญ่เลย

หวังจะได้ไม่ฟรีกับเขาบ้าง



“เอ้าได้กับเขาเหมือนกันหรอหนุ่ม” ลุงหันไปพูดกับอิคคิวที่นั่งอยู่ราวเกาะด้านหน้า มันยิ้มจนแก้มปริเหมือนผมตอนได้ไม้ฟรี เด็กอย่างพวกเราน่ะ ไม่ได้หวังอะไรไปมากกว่าได้กินของอร่อยและลุ้นโชคเล็กๆ น้อยๆ หรอก



เราคืนดีกันแล้ว

ไม่ใช่สิ .. ต้องเรียกว่าคุยกันเป็นปกติอย่างห่ามๆ เหมือนที่เคยเป็น เพราะว่าที่จริงแล้วเขาไม่ได้โกรธมันเลยเรื่องตังเม มาคิดดูมันก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เขาเป็นคนฝากมัน กำชับมันว่าห้ามบอกว่าของขวัญใคร ส่วนเรื่องใครจะชอบใครก็เรื่องของคนนั้น ไอ้ที่ผมหงุดหงิดคนเดียวนี่ก็เรื่องของผมเช่นกัน

อีกเหตุผลนึงคือเขาขี้เกียจตอบคำถามเพื่อน

ว่าทำไมเราไม่คุยกัน

ถ้าเล่าไปความลับก็แตกน่ะสิ!

เรายืนเกาะ ยืนโหนรถไอติมกันเหมือนลูกลิง กินแล้วได้ไม้ฟรีจนลิ้นชาไปหมดแต่ก็หยุดไม่ได้เพราะมันอร่อย เสพติดความหวาน ทุบสถิติการได้ไม้ฟรีตั้งแต่เกิดมา นี่ปาไปแท่งที่สามแล้ว ก็ได้แต่ภาวนาว่าไม้ที่กำลังจะหมดนี่เป็นไม้ฟรีด้วยเถอะ



“เป็นยังไงไอ้หนู .. ลุงหยิบรอแล้วเนี่ย”

“อดอ่ะลุง เสียใจ”

“ฮ่าๆ กินไปตั้งเยอะแล้วนี่”

“แต่ยังอยากกินอยู่เลยอ่ะ”



อิคคิวมองคนงอแงที่เอาหน้าแนบไปกับป้ายไอติมตาละห้อย เขากับภีมเป็นสองคนสุดท้ายที่ยังผลัดกันได้ไม้ฟรีอยู่อย่างนั้น น่าแปลกใจที่คนที่หยิบเมื่อไหร่ก็แจคพอตตลอดแบบภีมจะพลาดไปได้ หรืออาจเป็นเพราะโชคมันมาอยู่ในมือเขาล่ะมั้ง



“อ่ะ .. “

“อะไรของมึง”

“อยากกินอีกไม่ใช่หรอ นี่ไงไม้ฟรี”



ภีมมองไม้ไอติมเลอะช็อคโกแลตที่อีกคนยื่นให้แบบงงๆ

อะไรล่ะ ได้ก็แลกไปสิวะ

จะเอามายื่นให้กันทำไม

บ้าเปล่า ..



“เอาไปเถอะน่า อยากรีบไปเล่นแล้ว”

“...”



ปากเล็กๆ ที่แดงเข้าไปใหญ่หลังกินของเย็นอ้าหวอๆ อย่างน่าหมั่นเขี้ยวมากมายในความรู้สึกเขา ดวงตาเรียวเล็กสองชั้นหลบในมองมือตัวเองที่โดนยัดไม้ฟรีใส่อย่างงงๆ แต่ไม่รอให้บางคนยื่นคืนหรอก เพราะเขาวิ่งละมาก่อนแล้ว

จะขยันน่ารักไปถึงไหน

ตัวก็แค่นั้น



“ไอ้หนู เพื่อนเอ็งคนนั้นคงจะรักเอ็งมากเลยนะเนี่ย”

“หาาาา ..”

“ไม่มีใครเขายอมสละโชคให้กันง่ายๆ หรอก”



จริงเหรอ .. ไม่ได้คิดถึงตรงนั้นเลย

ถ้าเป็นเขาจะยอมให้ใคร

.. มั้ยนะ



“มันคงอิ่มแล้วล่ะมั้งลุง”

“ไม้ฟรีเก็บไว้แลกกันวันหลังได้ เห็นมั้ยมันมีวันหมดอายุบอก”



ผมหายใจสะดุดเมื่อได้ยินคุณลุงพูดแบบนั้น

จริงด้วยแหะ .. วันนี้มันยังวิ่งกลับไปเอาไม้ฟรีมาจากบ้านเลย

กินไปตั้งห้าหกไม้ไม่เสียตังค์สักกะบาท



“โชคหลายชั้นอย่างไม้ฟรีเนี่ยเขาไม่ได้ให้ใครง่ายๆ หรอกนา”

“...”

“ถ้าไม่ใช่คนพิเศษจริงๆ น่ะ”



พิเศษอีกแล้ว ..

พูดเหมือนข้าวเม้าวันนั้นเลย



‘โห เดี๋ยวนี้มันเป็นนักฟังเพลงว่ะ โคตรเท่ห์’

‘พี่ท็อปอ่ะ แซวผม’

‘อะไร เดี๋ยวนี้ไม่เช่ามวยปล้ำแล้วไง’

‘ม้วนล่าสุดดูไปแล้วครับ วันนี้มาหาเทปเพลงเพราะๆ ฟัง’

‘ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ เราไม่ได้มาร้านพี่นานแล้วนะ’

‘เพื่อนยืมไปให้อ่ะครับ’

‘เดี๋ยวนี้มีบริการฝากยืมด้วยว่ะ’



มันทำให้ผมนึกถึงบทสนทนาในร้านเช่าหนัง

วันที่ผมเดินถือซาวด์เบ้าท์ที่อิคคิวให้มาไปเลือกดูเทปเพลงรอแม่ซื้อกับข้าว



‘มันบอกแม่มันมาทำธุระพอดี เลยหยิบติดมือไป’

‘หยิบติดมือไปซะด้วย!’

‘แหะๆๆ’

‘อยากเสือกเลย แก๊งค์ที่ชอบมาด้วยกันบ่อยๆ หรอ’

‘ไม่ๆ มันน่าจะไม่เคยมาเช่านะ’

‘เอ .. ม้วนนี้มีเด็กยืมไปไม่กี่คนนะ ใช่ไอ้เด็กหน้าหล่อๆ ตัวสูงๆ หน่อยป่ะ’

‘อ่า น่าจะใช่มั้งครับ’

‘ถ้าใช่ไอ้เด็กนั่นพี่จำได้ละ โคตรตลก มันวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในร้านแล้วก็ถามหาแต่มวยปล้ำม้วนใหม่ พี่ครับๆ มวยปล้ำม้วนล่าสุดที่ของจะมาวันนี้มีคนยืมไปหรือยัง แม่งหอบเป็นหมาเลย วิ่งมาจากไหนไม่รู้ ตอนนั้นของเพิ่งถึงร้านเอง’

‘เหรอครับ ...’

‘อย่างกับจะรีบเอาไปให้คนพิเศษ’



เรื่องราวใกล้เคียงกันแต่ต่างเวลาที่ปะติดปะต่อเข้าหากันราวกับจิ๊กซอว์

ทำให้ภีมลืมว่าตัวเองเป็นใครไปชั่วขณะ

เขาปล่อยให้ลุงพูดคนเดียว มองตามแผ่นหลังไอ้เด็กตัวสูงที่วิ่งโคตรไวไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ โจทย์เลขบางข้อยังง่ายกว่าการทำความเข้าใจเพื่อนนิสัยแปลกของเขาคนนี้เลย มันอยากสนิทกับเขาจนต้องยอมเป็นต่อในทุกเรื่องทำไม ทั้งๆ ที่มันเป็นคนประเภทที่ไม่จำเป็นต้องง้อให้ใครมาสนใจมันเลยด้วยซ้ำ

ภีมก้มมองไม้ไอติมในมือที่ใครบางคนยัดใส่ให้กัน ใครคนนั้นที่ตั้งใจหย่อนเมล็ดพันธุ์ที่ภีมไม่รู้จักไว้ในใจเขาตั้งนานแล้ว มันอาจจะช้าถ้าเทียบกับการปลูกถั่วงอกทำรายงาน เพราะนั่นใช้เวลาเพียงสามวันในการงอกเงย แต่ความไม่ย่อท้อและการกระทำสม่ำเสมอของคนที่หมั่นรดน้ำ เฝ้ารอคอยวันที่ต้นกล้าเหล่านั้นจะเติบโต หยั่งรากลึกลงไปให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงการมีอยู่ .. เริ่มจะเห็นผลบ้างแล้ว

เมื่อรากอ่อนงอกโผล่พ้นเมล็ดเล็กๆ

.. และเริ่มชอนไชลงในใจที่วูบไหว



“เลือกรสอะไรไอ้หนู”

“ขอเป็นจู๋หมาเหมือนเดิมครับลุง”

“เขาเรียกไอติมวนิลาสตรอเบอรี่โว้ย ฮ่าๆ”

“นั่นแหละครับ เหมือนกัน”



เหมือนจะเติบใหญ่ได้อย่างง่ายดาย



(ตัวอักษรเกิน อ่านต่อเม้นถัดไป)


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-12-2020 20:01:22 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0



(ต่อจากช่วงที่ขาดไป)


“หนึ่งร้อยสามสิบสอง ..”



ผมขีดๆ เขียนๆ กระดาษทดเลขจนเลอะเทอะไปหมด สุดท้ายก็เลือกกาคำตอบที่ใกล้เคียงกับตัวเลขที่ตัวเองคิดได้ ทำไมน่ะเหรอ .. ก็เพราะว่าคำตอบที่คิดได้มันไม่ตรงกับตัวเลือกไหนใน ก ข ค ง เลยน่ะสิ -*-

ก็ใช้ทักษะนี้กับวิชาคณิตมาตลอดแหละ

คิดได้หนึ่งร้อยสามสิบสอง

ไม่มีข้อไหนให้กา ก็กาหนึ่งร้อยสามสิบไง

มันจะไปยากอะไร!



“กระปอม”

“...”

“ปอม!” ผมเปร่งเสียงเบาๆ เรียกเพื่อนซี้ที่นั่งแถวข้างๆ แต่ห่างกันเป็นวา กระปอมทำหน้าเลิ่กลั่กเหมือนจะถามว่าต้องการอะไร แต่ในสถานการณ์แบบนี้แทบไม่ต้องเดา เรียกกันในห้องสอบไม่พ้นต้องการคำตอบอยู่แล้ว

“ครูชลดาดุ!”

“เอียงๆ มานิดเดียว นั่นแหละๆ”



เราคุยกันเงียบเชียบที่สุด แต่เชื่อเถอะว่าต่อให้เปร่งแต่ลมเบาๆ ออกมายังไงก็ดังที่สุดในห้องที่กริบจนวิ้งๆ ในหูขนาดนี้ มันคงจะน่ารำคาญพอกันกับเวลาที่ปะป๊าหรี่เสียงโทรทัศน์จนเบาเหลือขีดเดียวเพื่องีบหลับ แต่สุดท้ายก็หงุดหงิดรำคาญเสียงหึ่งๆ เหมือนยุงบินจนต้องเดินไปชักปลั๊ก

ปั๊ก!

ชิบ

ใครคนนึงถีบเก้าอี้ผมจากด้านหลัง

เป็นใครไปไม่ได้หรอก

นอกจากไอ้มนุษย์ขายาวเลขที่ต่อจากผม



“ถีบกูทำไม!”

“แค่ เตะ เฉย เฉย เอง”

“มันไม่เหมือนกันตรงไหน!”



อิคคิวส่ายหัว

มันชอบทำมาดนิ่งเหมือนว่าโตกว่าผมนัก



“เห็นนะว่าลอกข้อสอบกระปอม” คนที่ขายาวเหลือเกินนั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้ขยับปากแบบไม่มีเสียงบอกแบบนั้น เขาเลยแยกเขี้ยวยกมะเหงกใส่มันไปที ลอกแล้วจะทำไมวะ ไม่ได้ขอร้องลอกของมันสักหน่อย

“ยุ่ง!”

“ตั้งใจหน่อยครับ”



ภีมมุ่ยหน้าใส่แม้จะเอี้ยวมองคนข้างหลังได้นิดเดียว เป็นแบบนี้ตั้งแต่อิคคิวย้ายเข้ามาเรียนแล้ว ทุกครั้งของการสอบเขาจะเห็นพฤติกรรมไม่น่ารักที่ก็ยังน่ารักเดิมๆ ของเพื่อนตัวเล็กเสมอ ก็เลขที่มันต่อท้ายกันและเขาได้นั่งข้างหลังตลอด

ยางลบบ้างล่ะ

ไม้บรรทัดบ้างล่ะ

ดื้อชะมัด



“ภีมพัฒน์ ขยุกขยิกอะไร ห้ามลอกกันนะ ไม่งั้นครูจะกาหัวกระดาษ”



ภีมสะดุ้งโหยงที่อยู่ๆ ครูคุมสอบก็พูดเสียงดัง อย่าว่าแต่เขาเลย เพื่อนคนอื่นๆ ที่กำลังใช้สมาธิก็ด้วย มีแค่อิคคิวที่นั่งกำดินสอกดกลั้นขำ



“เพราะมึง!”

“ยังอีกนะภีมพัฒน์!”

“ผมหาวเฉยๆ ครับครู ขอโทษค้าบบบ”



ภีมทำหน้าหงอยก่อนจะหันกลับมาสนใจโจทย์เลขข้อต่อไป

ว่าแต่เพิ่งโดนดุมา

ทำไมเขาต้องยิ้มเหมือนคนบ้าด้วยวะเนี่ย
























tbc.

;



























หากว่ามีกำลังใจมอบให้กัน

มันคงจะดี

#อิคคิวไงจำไม้ได้หรอภีม

૮₍´。• ᵕ •。'₎ა

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
6



there is no such thing as a coincidence

it's never be coincidence

we met for some reason







"เอาแดงๆ เลยนะม้า"

“จะแดงไปถึงไหนไม่ได้กัด ผมเดิมก็สีเข้มขนาดนั้น”

“อย่าให้แพ้คนอื่นเขา”



ม้าหัวเราะทั้งที่ยังเอาแปรงสีฟันอันเก่าจุ่มสีย้อมผมปาดไปทั่วหัว



“สงกรานต์ใครๆ เขาก็ย้อมผมแป๊ดๆ กันทั้งนั้นแหละม้า เราจะต้องโดดเด่น จะได้ไม่น้อยหน้าเพื่อน เป็นไงล่ะ ภีมเลือกสีเหมือนเป้สะพายฉีดน้ำที่ป๊าซื้อให้เปี๊ยบ ม้าเชื่อเหอะว่าภีมยืนเล่นน้ำอยู่ที่นี่มองเห็นจากบ้านแฮดเลย”



ปิดเทอมใหญ่บ้านเราไม่ได้ไปไหนเช่นเคย

ตอนแรกม้าบอกว่าจะไปเยี่ยมญาติที่เพชรบูรณ์ แต่เปลี่ยนแผนกะทันหันเนื่องจากทางนั้นจะไปเที่ยวต่างประเทศ ดีแล้วแหละ ผมเป็นคนติดบ้าน ไม่ค่อยชอบออกไปไหนไกลๆ นี่ก็วางแผนเอาไว้ว่าจะย้อมผมต้อนรับวันสงกรานต์ที่จะถึงสักหน่อย จะเอาให้จ๊าบโดนใจสาวทั้งอำเภอไปเลย



“ช่างพูดจริงๆ ลูกชายใครเนี่ย”

“ลูกชายคนที่สวยและหล่อที่สุดในตำบลไงครับ”

“ปากหวานแบบนี้โตไปสาวๆ ติดตรึมแน่”



อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็จะสงกรานต์แล้ว เด็กๆ ในตำบลเรานัดกันตั้งป้อมหน้าบ้านผมวันแรก และขึ้นรถกระบะพี่เอกไปตะลอนเล่นในตลาดวันที่สอง ส่วนวันที่สามเรายังไม่ได้ตกลงกันว่าจะเอายังไง แต่เล่นน่ะเล่นกันทุกวันอยู่แล้ว ทุกปีเลย



“ป้าอรครับ .. อ้าวหวัดดีภีม”

“ว่ายังไงจ๊ะสุดหล่อ”



ผมมองไอ้คนที่เดินเข้าบ้านมาแบบไม่เรียกเจ้าของบ้านก่อน หรือมันเรียกแล้วเราไม่ได้ยินเพราะป๊าเปิดวิทยุเสียงดังก็ไม่รู้ แต่ปกติแหละ เพื่อนผมเดินเข้าออกบ้านเป็นว่าเล่น กระปอมนี่วิ่งขึ้นไปปลุกผมถึงที่นอนก็เคยมาแล้ว



“เอาขนมตาลมาให้ครับ เพิ่งทำเสร็จเลย”

“ขอบคุณมากค่ะลูก น่ากินจังเลย ไปเอาตาลมาจากไหนเนี่ย”

“มีคุณยายเอามาขายในตลาดครับ ผมสงสารเพราะแกแก่มากแล้วก็เลยให้แม่ซื้อมา พ่อบ่นอยากทานขนมไทยอยู่พอดีด้วย ทานตอนร้อนๆ จะอร่อยนะครับป้าอร ถ้าเก็บไว้ก็เอามาอุ่นก่อนทานครับ”



ประจบประแจง ช่างพูด

น่าหมั่นไส้

แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่าเวลาผมอยู่กับป้าดาแม่ของมันก็ใช่ย่อย -*-



“ครับลูก ดีจังเลย มีขนมอร่อยมาให้กินประจำ ภีมเขาชอบมาก”

“เหรอครับ”

“มาชมให้ฟังตลอดว่าขนมป้าดาอร่อย อยากกินบ่อยๆ”



ผมกอดอกทำหน้าบึ้งตึงใส่มันที่คุยหัวกับม้าเขาไม่เลิก

จะอีกนานมั้ย

แสบหนังหัวไปหมดแล้วเนี่ย!



“เอ้อ แล้วสงกรานต์อิคคิวไม่ย้อมผมกับเขาบ้างหรอลูก”

“พ่อคงไม่ให้ทำหรอกครับ”

“แสดงว่าจริงๆ ก็อยากใช่มั้ยล่ะ”

อิคคิวอมยิ้ม ยิ้มที่ม้าชอบชมให้ผมฟังบ่อยๆ จนเบื่อว่ามันหล่อ “ครับ”

“เอาแบบนี้มั้ยคะ เดี๋ยวป้าย้อมให้ปอยนึง ข้างหน้าเนี่ยเห็นไม่ชัดหรอก ต้อนรับวันสงกรานต์อย่างที่ภีมเขาบอก ดูซิเนี่ยเลือกสีมาซะป้าปวดหัวเลย”



มันหัวเราะ ยืนคิดสักพักก่อนจะพยักหน้า

แล้วม้าก็พามันเดินมาหาผมที่นั่งจุมปุกอยู่บนเก้าอี้ที่นั่งแล้วขาลอย



“ลัดคิวให้อิคคิวเขาหน่อยนะ”

“ม้าอ่ะ!”

“เอานิดเดียวก็พอนะครับ เดี๋ยว .. พ่อผมจะดุเอา”



ถึงจะนึกเคืองแต่ก็แอบขำมือท่าจีบเล็กจีบน้อยประกอบคำพูดของมัน

พูดเฉยๆ ม้าเขาก็เข้าใจหรอกน่า

จะทำไม้ทำมือเพื่อ

ผมกระโดดลงจากเก้าอี้อย่างจำใจเพราะโดนไล่ทางอ้อม เห็นมันกำชับหม่าม้าเป็นรอบที่สองก็ได้แต่คิดว่าพ่อมันคงจะดุจริงๆ แหละ ลุงกันต์น่ะเป็นคนหล่อมาก แต่ก็หน้านิ่งซะจนผมไม่กล้าดื้อต่อหน้าเขาเลยเวลาไปเล่นบ้านมัน ผมยังไม่เคยเห็นลุงกันต์ยิ้มสักเท่าไหร่ แล้วเวลาคุยกับลูกๆ ก็ไม่เหมือนเวลาป๊าเขาคุยกับเขาและเจเจ้เลย เหมือนจะใจดีนะ แต่ก็มาดดุที่สุดเหมือนกัน

อือ .. ผมยังกลัวเลย

ผมคิดระหว่างที่ม้าเริ่มใช้แปรงสีฟันอันเดิมนั้นปาดปอยผมสีอ่อนข้างหน้าของอิคคิวอย่างใจเย็นว่าถ้าผมเกิดเป็นลูกบ้านนั้นผมจะกลายเป็นหมาหงอยหรือเปล่านะ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยโดนป๊ากับม้าดุเลยสักครั้ง กับอีแค่โดนพูดเล่นๆ ใส่ว่าไม่อยากเลี้ยงแล้วเพราะดื้อเกินไปตอนอนุบาลสามยังร้องไห้บ้านแทบแตก ยิ่งตอนที่ม้าเคยลืมเขาไว้ที่ตลาดในร้านโกเฉ่งแล้วเป็นป๊าขับรถกลับมารับแทนนั่นก็ต้องโอ๋ต้องง้อกันเป็นวัน ถ้าเจอแบบอิคคิวมีหวังเป็นเด็กเก็บกดแหงเลย



“ไงแฟนต้า ไปเล่นซนที่ไหนมาเนี่ย มอมแมมอีกและ”

“บ๊อก!”



ผมเดินทั้งๆ ที่มีถุงดำใส่ขยะตัดก้นให้หัวโผล่ออกมาได้คลุมตัวอยู่มาอุ้มหมาบางแก้วตัวเล็กขนสีขาว หอมหัวมันฟอดใหญ่ๆ เพราะหมั่นเขี้ยว ลืมบอกไปว่าผมกับอิคคิวเก็บมันมาเลี้ยง ใช่แล้วครับ .. ผมกับอิคคิว

เรื่องมันมีอยู่ว่าวันที่เราเล่นซ่อนแอบกันเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เราบังเอิญไปแอบหลังโอ่งใต้ต้นน้อยหน่าในสวนป้าศรีด้วยกัน ช่วงที่กำลังนั่งกินน้อยหน่าที่แอบเด็ดมาอิคคิวสังเกตเห็นว่าใต้ถุนยุ้งฉางมีลูกหมาจากที่ไหนก็ไม่รู้นอนร้องหงิงๆ อยู่ และดูเหมือนว่ามันจะกำลังหิว



‘คงมีแม่หมามาแอบคลอดไว้แน่เลย’

‘แต่มันไม่ได้คลอดทีละตัวไม่ใช่หรอ หมาน่ะ’

‘แม่มันอาจคาบไปไม่หมด’

‘เราแบ่งน้อยหน่าให้มันกินดีมั้ย’

‘มันกินไม่ได้ภีม’



ผมผู้รักสัตว์ยิ่งชีพก็เลยวิ่งพรวด คลานเข้าใต้ถุนยุ้งฉางที่เต็มไปด้วยฝุ่นข้าวเพื่ออุ้มมันออกมา เรานั่งเถียงกันว่าใครจะเป็นคนได้มันไป อิคคิวเองก็อยากเลี้ยงแทบแย่แต่พ่อคงไม่ยอม เราเลยหาข้อสรุปว่าผมจะนำมันกลับมาเลี้ยงที่บ้านโดยเราทั้งคู่เป็นเจ้าของ เหมือนเจ้าจ้อยพันธุ์บางแก้วนี่จะรู้ความ มันเห่าเสียงเล็กๆ เหมือนเห็นด้วย นั่นทำให้ผมโดนโป้งก่อนใครเพื่อน แต่อิคคิวไวกว่าด้วยการวิ่งอ้อมโอ่งมาแปะกิ่งข่อยทั้งที่มือยังถือน้อยหน่าอยู่เลย

โคตรตลก

เราตั้งชื่อมันว่าแฟนต้า

จากสิ่งที่มันนอนกอดอยู่ตอนที่เราเห็นนั่นเอง



“น่ารักเนอะ”

“อะไร”

“แฟนต้า หมาของพวกเราไง”

“จะเน้นทำไม”

“ย้อมผมเสร็จแล้วเราพามันไปเดินเล่นดีมั้ย”

“อือ ..”



ผมมองมันที่ย้อมปอยผมข้างหน้าเสร็จแล้วกำลังลูบพุงลูกหมาตัวเล็ก อิคคิวน่ะ .. หม่าม้าชอบชมว่าหล่อเกินหน้าเกินตาลูกชายตัวเอง ยิ่งได้นั่งมองใกล้ๆ ยิ่งเข้าใจว่าจริง มันดูดีทุกมุม ไม่ว่าจะก้มหรือเงย ต่างจากผมที่ตัวก็เล็ก ตาสองชั้นหนีหน้าแบบฉบับจีนมาได้นิดหน่อยแต่ก็ดันหลบในซะจนเกือบมองไม่เห็น ยังดีนะที่สันจมูกโด่งเอาเรื่อง ริมฝีปากก็กระจับสู้มันได้อยู่หรอก แต่ยิ้มแล้วไม่ยักจะหล่อเท่ามันเลยวะ เห้อ! เปรียบแล้วก็เหนื่อยใจ

หากเทพบุตรมีจริง



“มาครับคุณลูกชาย จะได้ไปล้างพร้อมๆ กัน”



ก็คงหน้าตาประมาณมันนี่แหละมั้ง















/















“แอ๊ะ! อย่าไปฉี่ใส่สังกะสีบ้านคนอื่นเขา”

“มันเป็นหมานะภีม”



ช่วงเวลาที่ผมชอบมากที่สุดของวันคือประมาณห้าโมงเย็น เวลาที่ทุกอย่างดูอ้อยอิ่ง เชื่องช้า เหมือนไม่อยากลาจากกัน ท้องฟ้าสีสวยมากกว่าตอนเช้า ยิ่งหน้าหนาวฟ้าจะมืดเร็วกว่าปกติหน่อย ผมชอบที่ท้องฟ้ามีหลากสีแต่งแต้มบนนั้น มันทั้งสวยและน่าค้นหา เหมือนภาพวาดจากศิลปินเก่งๆ เลย สีไม่เคยซ้ำกันในแต่ละวัน



“ปล่อยให้มันวิ่งเล่นไปเถอะ วิ่งตามจนเหงื่อท่วมแล้ว”

“กลัวมันจะหนีอ่ะดิ”

“เดี๋ยวมันก็กลับมา แฟนต้าติดภีมจะตาย”



ผมพยักหน้าเห็นด้วย

ตามองออกไปไกลๆ แฟนต้ากำลังวิ่งไล่งับแมลงปอเหมือนพยายามทำความรู้จักเพื่อนใหม่ เราพามันออกมาเดินเล่นในระแวกหมู่บ้าน ผ่านวัด ผ่านลานอเนกประสงค์หน้าบ้านผู้ใหญ่ ผ่านโรงเรียนเตรียมอนุบาลประจำตำบล จนสุดท้ายมาหยุดนั่งพักกันในสนามเด็กเล่นของหมู่บ้าน

มีแฟนต้าเพิ่มเข้ามาในชีวิตแล้วรู้สึกดีจัง

ไม่อยากนึกถึงวันที่ไม่มีมันเลย

ผมมองตามลูกหมาตัวจ้อยไม่ละสายตา กลัวเหลือเกินว่าเจ้าแฟนต้าที่ผมกับอิคคิวจะช่วยกันจับมันอาบน้ำทุกวันจันทร์และวันพฤหัสฯ จะหายไป หมาบางแก้วตัวจ้อยกับปลอกคอสีน้ำตาลของเรานั่นน่ะ แสนซนที่หนึ่ง มันวิ่งไวซะจนผมที่เป็นคนดึงเชือกวิ่งตามจนหอบแห่ก



“ตัวมันอ้วนขึ้นเยอะเลยเนอะ”

“แหงล่ะ กินจุขนาดนั้น”

“ที่แม่เราทำข้าวตับคลุกให้มันเมื่อวานกินหมดหรือเปล่า”

“เกลี้ยงชามเลย มันชอบมาก”



ก่อนจะเดินมาพักเหนื่อยที่สนามเด็กเล่นอิคคิวเป็นคนจูงมันเอง แล้วก็ไม่เห็นว่าคนตัวสูงจะเหนื่อยจนเหงื่อซกแบบเขา มันเดินชิว วิ่งตัวปลิว เหมือนกับว่าการวิ่งตามหมาเด็กที่ตื่นโลกนั่นเป็นงานจิ๊บๆ

เราเหมือนเริ่มสนิทกันกลายๆ

ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ..

เพราะแฟนต้าล่ะมั้ง

นับตั้งแต่วันที่เราออกไปเล่นซ่อนแอบกันวันนั้นแล้วได้ลูกหมากลับบ้านมาหนึ่งตัวผมกับอิคคิวก็มีเรื่องให้ต้องเจอกันบ่อยๆ กลายเป็นว่าเด็กข้างบ้านคนนั้นเข้าออกบ้านผมบ่อยขึ้นด้วยเหตุผลที่ว่ามาเล่นกับหมา

อืม .. มาเล่นกับหมา



“ภีมก็กินเยอะๆ เหมือนแฟนต้าบ้าง จะได้ตัวโตกว่านี้หน่อย”

“เดี๋ยวนี้มึงเทียบกูกับหมาแล้วหรอ”

“เปล่า .. พูดถึงว่ากินเยอะๆ หน่อย เลิกเขี่ยผักได้แล้วด้วย”

“กินได้แล้วน่า!” ผมเถียงเสียงเบาๆ



เขี่ยเท้าวาดรูปบนดินเรื่อยเปื่อย พักหลังๆ ที่เหมือนจะสนิทกับอิคคิวเขามีโอกาสได้ทานข้าวที่บ้านมันบ่อยๆ เวลาเราต้องทำงานด้วยกัน ล่าสุดจับคู่กันปั้นดินน้ำมันส่งวิชาศิลปะก่อนปิดเทอม ลืมเล่าไป .. เราเถียงกันแทบตายว่าจะปั้นอะไร เพราะคนขี้เกียจและหัวไม่สร้างสรรค์แบบผมน่ะนึกอะไรไม่ออกนอกจากงู เพราะง่ายดี ปั้นเป็นเส้นยาวๆ เติมตาสองข้างและลิ้นแฉกๆ ซะก็จบ

เถียงกันตับแล่บ สุดท้ายมันเลือกปั้นสวนสัตว์

ผมไม่ค่อยได้ช่วยมัน

เพราะเอาแต่นอนกินขนมซองที่แม่มันซื้อมาให้

ตอนเราทำการถนอมอาหารในวิชาการงานอาชีพไปส่งก็เหมือนกัน มันเลือกที่จะทำมะม่วงดองและให้แม่ไปซื้อจากตลาดมาให้ ผมซึ่งเป็นคู่มันก็ไม่ได้ช่วยสักเท่าไหร่ ทำไปก็อดหยิบเข้าปากไปไม่ได้ สุดท้ายเลยเหลือส่งครูนิดเดียว

แหะ

แต่เห็นอย่างเนี้ย .. ป้าดาเอ็นดูผมมากนะ ว่าไม่ได้หรอก

เขารักกอดรักหอมผมสุดๆ เพราะบอกว่าหน้าตาผมน่ารัก พูดเหมือนม้าเปี๊ยบเลย ยิ่งตอนเราทานข้าวด้วยกันนี่เหมือนม้าผมไม่มีผิด คอยตักนั่นตักนี่ใส่จานให้ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงผัก และก็เป็นอิคคิวนั่นแหละที่คอยตักออกจากจานผมไปกินบ้าง



“เด็กน้อย”

“ทำอย่างกับมึงโตกว่ากูนักแหละ”

“แต่ก็สูงกว่าตั้งเยอะ”

“เหอะ .. ม้าให้กูกินยาซางแล้ว เดี๋ยวก็คงจะอ้วนขึ้น”

“กุมารตราไก่น่ะหรอ”

“อือ .. อร่อยชิบหาย กูชอบแอบจิบเล่น”

“นี่ขนาดแอบจิบเล่นแล้วนะ”



ผมเตะน่องอิคคิวไปทีที่อยู่ๆ มันก็ปิดปากขำกันต่อหน้า เห็นกับตาเลยว่าลั่นขึ้นมาทันทีที่เขาพูดจบ พึ่งยาซางแล้วไง ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย เด็กๆ หลายคนเขาก็กินกันทั้งนั้น ใครจะไปตัวสูงหุ่นดีเหมือนมันนักหนาล่ะ



“แต่ตัวแค่ไหนก็น่ารักอยู่ดีแหละเราว่า”

“พูดเหมือนม้ากู”

“ก็มันจริง”

“แต่มึงพูดแล้วกูขนลุก ได้โปรดพอแค่นี้”

“ฮ่าๆ โอเค”



แสงส้มอมม่วงย้ำเตือนเราว่าอีกไม่นานพระอาทิตย์จะโบกมือลา

เพื่อมาพบกันใหม่ในวันพรุ่งนี้



“ว่าแต่ .. สงกรานต์นี้มึงจะไปเล่นกับพวกกูป่ะ”

“แน่นอน พ่อเราไม่อยู่บ้าน”

“ไปกรุงเทพหรอ”

“ใช่ กลับไปหาคุณย่า แต่แม่ไม่อยากเดินทางช่วงเทศกาลเลยไม่ได้ไป”

“พี่โอโม่ไปป่ะ ชวนเขามาเล่นด้วยดิ”

“เราไม่แน่ใจว่าพี่จะสนใจหรือเปล่านะ แต่เดี๋ยวลองชวน”

“ไม่ใช่ว่าไปกรุงเทพกับพ่อล่ะ”



พอจะรู้มาจากม้าว่าครอบครัวอิคคิวย้ายมาจากกรุงเทพตอนที่มันเรียนปอหนึ่งพอดี บ้านหลังที่มันอยู่ตอนนี้ก็เหมือนว่าจะเป็นบ้านของญาติห่างๆ ที่พ่อกับแม่อิคคิวซื้อต่อไว้ จับใจความได้ประมาณนี้เพราะฟังแล้วไม่ค่อยจะเข้าใจ รู้แค่มันย้ายมาจากกรุงเทพด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับงานที่พ่อมันทำ



“ทำไมมึงดูกลัวพ่อจัง”

“ยังไงเหรอ”

“ก็แบบ ..” ถามเองแต่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง อิคคิวดูเป็นธรรมชาติเวลาอยู่กับแม่ แต่ค่อนข้างจะเกร็งเป็นพิเศษเวลาอยู่กับพ่อ เอ้ะ .. หรือว่าจริงๆ แล้วมันเป็นคนที่ดื้อเอาเรื่องจนโดนพ่อที่ดุๆ ตีจนกลายเป็นคนแบบนี้วะ น่าจะเป็นไปได้เนอะ “มึงดูกลัวพ่อมากอ่ะ จะให้บอกยังไง นึกคำไม่ออก”

“พ่อเราเจ้าระเบียบมั้ง”

“คืออะไร”

“ก็แบบ .. เป็นคนเคร่งครัดน่ะ”



เคร่งครัดคืออะไรวะ หมายถึงชอบให้อิคคิวคัดลายมือแบบที่พ่อชอบให้ผมอ่านออกเสียงให้ฟังหรือเปล่า มันก็ไม่เห็นจะต้องกลัวขนาดนั้นเลยนี่นา น่าสนุกออก ขนาดผมยังชอบอ่านให้พ่อฟังเลย ได้แต่ถามตอบกับตัวเองในใจ ไม่ได้พูดออกไปเพราะกลัวมันจะหาว่าเขาโง่ที่ไม่เข้าใจศัพท์ง่ายๆ ที่มันอายุเท่ากันยังรู้เลย

แล้วสรุปมันตอบคำถามเขาหรือยังวะ

ช่างแม่ง -*-

อิคคิวลุกจากม้านั่งลงไปนั่งยองๆ เล่นกับแฟนต้าที่วิ่งคาบใบไม้แห้งกลับมา ผมมองฝ่ามือที่ลูบหัวหมาอย่างอ่อนโยนและยิ้มจนตาหยีตอนแฟนต้าพยายามกระโดดจะเลียหน้ามันให้ได้ เสียงที่ใช้คุยกับเจ้าขนปุยเป็นเสียงที่ต่างจากเวลาอิคคิวพูดปกติ ปอยผมสีเดียวกันนั้นทำให้ผมเผลอยิ้ม

ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเลย

ทุกการเคลื่อนไหวของอิคคิวตรึงสายตาภีมอยู่อย่างนั้น มันอ้อยอิ่งและเชื่องช้าในความรู้สึก ยิ่งมองยิ่งคิดว่ารอยยิ้มนั้นเหมาะสมกับคนแบบอิคคิว เหมาะสมซะจนมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวเขาว่ารอยยิ้มนี้ไม่ควรหายไปด้วยเหตุผลอะไรทั้งนั้น แต่บางครั้ง .. บางครั้งอิคคิวก็ดูนิ่งและเหมือนคิดอะไรในหัวอยู่ตลอดเหมือนผู้ใหญ่ ทำให้บางมุมดูโตกว่าเด็กวัยเดียวกันไปซะเยอะเลย



“ภีม”

“หืม”

“กลับบ้านกัน”



แต่ก็นั่นแหละ ..



“ช่วยกันจับแฟนต้าอาบน้ำด้วยนะ”

“แน่นอนอยู่แล้ว”



มันก็ยังเป็นอิคคิว

อิคคิวคนเดิม





































/


















































(พาร์ทโต)
ภีมยืนเท้าระเบียงชมวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพยามบ่ายแก่ รถราตามท้องถนนไม่เคยน้อยลงเลย แต่เขาเริ่มชินบ้างแล้วกับการใช้ชีวิตในเมืองหลวง แม้จะค่อนข้างประสาทเสียทุกครั้งเวลาใช้ขนส่งสาธารณะ มันทั้งแออัด เบียดเสียด น่าหงุดหงิด แต่จะทวงป๊าเรื่องออกรถก็ไม่ใช่ความคิดที่ดี

เขายังไม่อยากขับไปเสยท้ายใคร

ทนไปแล้วกัน





Falling isn’ t really that bad

If it’ s for you

Your lips, your blush, your eyes, your touch

Baby, your are really something else ♬





ตะกร้าหวายใส่ผ้าที่แห้งแล้วถูกยกเข้าห้องขนาด 60 ตารางเมตร ภีมวางมันลงบนพรมในห้องนั่งเล่น กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ตีกันกับกลิ่นแดดโลมเลียหอมฟุ้งทำเอาเจ้าของห้องอารมณ์ดีซะจนร้องเพลงไปด้วยพับผ้าไปด้วย วันหยุดแบบนี้น่ะเหมาะที่สุดแล้วกับการทำงานบ้านและนอนเอาแรง ชดเชยการทดลองงานที่แสนหนักหน่วง นี่โชคดีนะที่พี่เลี้ยงเขาใจดี

แต่ก็แอบแปลกๆ อยู่เหมือนกัน

ไลน์

โนทิฟิเคชั่นที่ดังระงมติดต่อกันหลายครั้งทำเอาคนที่ปากเคี้ยวขนมปังโฮลวีททานูเทลล่าผสมเนยถั่วหงับๆ สลับกับดูดไวตามิลค์มุ่นคิ้ว ไม่ใช่อะไร มันทำให้เพลงที่เขาเปิดในสปอติฟายเชื่อมกับลำโพงบลูทูธดังๆ หายๆ กะว่าจะพับผ้าให้เสร็จก่อนสักหน่อยค่อยทำอย่างอื่นต่อ แต่ได้ยินแบบนี้แล้วก็แสดงว่าไลน์กลุ่มต้องมีเรื่องเมาส์มอยแบบเรียลไทม์ไม่ใช่เหรอ

ถ้างั้นขอบิดขี้เกียจทิ้งตัวนอนอ่านไลน์ให้หายเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวก่อน

ว่าแต่คุยอะไรกันขนาดนั้นวะน่ะ ไล่อ่านแทบไม่ทัน



Min : ร้านเดิม เคป่ะ?

Cutter : ว่างเสมอเมื่อเธอต้องการ

Chopang : พร้อมออก

Min : มึงใจเย็นๆ โชแปง จะพุ่งตลอด

Cutter : เฮิร์ทหนัก ผูกจิตฝากชีวิตไว้กับร้านเหล้าใช่มั้ยมึงช่วงนี้

Chopang : หายดีแล้วเว้ย แค่อยากเจอเพื่อนเฉยๆ

Min : อย่าให้กูเห็นมึงเมาแล้วร้องไห้เอาหัวจุ่มถังน้ำแข็งอีกนะ

Chopang : มึงจะทำไม

Min : กูจะอัดคลิปลงติกต่อกแม่งเลย

Cutter : โชแปงมึงอย่าพลาดนะเว้ย! ฟอลโล่วเวอร์ไอ้มิณทร์เยอะเหี้ยๆ

Peem : กะจะไปกันทุกอาทิตย์เลยหรอ

Chopang : เราอ่ะจะมามั้ย?

Min : ต้องมา! กูตอบแทนเลย นี่คือการบังคับ

Cutter : ห้ามเทอีกล่ะคุณ ทุกวันนี้เพื่อนก็คิดว่าเป็นสาวเชียร์เบียร์แล้ว

Chopang : เตอร์อย่าว่าเพื่อน!



ภีมกลืนไวตามิลค์อึกสุดท้าย หัวเราะกับบทสนทนาของเพื่อนๆ ที่ยังคุยกันไม่หยุด ทั้งหมดเป็นเพื่อนมหาลัยที่เขาเคยบอกว่าเป็นเด็กกรุงเทพที่อยากอยู่ห่างบ้าน แต่ก็แค่สี่ปีเท่านั้นแหละ เพราะเรียนจบปุ๊บพวกมันก็ต้องกลับมาทำงานที่นี่



Cutter : ใครสักคนโทรชวนอาชวินด้วยนะ ขุดมันออกมาให้ได้เลย



เอ้อ .. ลืมบอกไป จริงๆ แล้วในกลุ่มเรามีอาชวินอีกคน เป็นเพื่อนต่างคณะที่สนิทกันจากการไปค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติที่สวนผึ้งตอนปีหนึ่งเทอมสอง รายนั้นน่ะงานยุ่งแบบเสมอต้นเสมอปลาย เป็นโปรแกรมเมอร์หัวกะทิที่ชอบวิ่งเข้าหางาน ไม่ใช่งานวิ่งเข้าหา แทบไม่เคยปล่อยให้ตัวเองว่าง ไม่รู้จะบ้างานอะไรขนาดนั้น

หากจะแบ่งประเภทมนุษย์ไม่อ่านไลน์กลุ่มว่าเป็นคนยังไง

แบบอาชวินนี่ล่ะหนึ่ง

เราเปลี่ยนมาวิดีโอคอลแบบกลุ่มกันเมื่อทุกคนเริ่มขี้เกียจพิมพ์แต่อยากคุย อะไรแบบนี้ทำให้คนที่อยู่คนเดียวคลายเหงาได้บ้าง เพราะต่อให้เราจะอินโทรเวิร์ดสักแค่ไหน แต่ก็ยังอยากมีปฏิสัมพันธ์กับคน คนเป็นๆ ที่สามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราวให้กันฟังได้ มันดีกว่าการจมอยู่ในโลกของตัวเองอย่างเงียบๆ กับสิ่งไม่มีชีวิตในห้องเป็นไหนๆ

ผมหัวเราะเรื่องที่คัตเตอร์เล่าจนน้ำตาเล็ดระหว่างที่เดินเข้าครัวไปหาอะไรกินเพิ่ม มีที่ไหนไอ้คนที่โง่ขนาดที่ลืมไปว่าตัวเองใส่หูฟังแล้วเรอดังตอนอยู่ในรถไฟใต้ดินแบบไม่มีกั๊กเพราะคิดว่าเสียงเพลงดังกลบ คนไม่หันมามองมันก็แปลกแล้วแหละ ผมตอกย้ำความโง่ของเพื่อนด้วยการหัวเราะใส่มันยาวๆ ขณะที่เปิดตู้เย็นเพื่อพบว่ามีแต่นมถั่วเหลืองที่ผมโปรดปรานและผลไม้นิดๆ หน่อยๆ ของสดน่ะตัดไปได้เลย ทำกับข้าวไม่เป็น

สุดท้ายก็เดินไปหยิบสแปมแฮมบนชั้นลอยเหนือเตามาหนึ่งกระปุก

ขี้เกียจสั่งแกร็บฟู๊ด กินไรง่ายๆ รองท้องไปก่อน



(กูรีบปิดแมสเดินออกเลยครับ รอขบวนถัดไป)

(โคตรเหี้ย! เรอแล้วหนี)

(มึงก็พูดเว่อร์ กูแค่เรอไม่ได้อ้วกโว้ย!)

(ป้าที่นั่งข้างๆ คงนึกเมนูเย็นนี้ออกละ ทำผัดกะเพราดีกว่า หอมดี)

(โชแปง ไอ้หน้าเหี้ย! ทุเรศว่ะ)

(มึงก็ไม่ได้เบาไปกว่ากูเลยนะไอ้มิณทร์ได้ข่าว)



“หยุดพูดเรื่องผัดกะเพรามั้ยอ่ะ เราหิวแล้วเนี่ย” ผมจ้วงสแปมแฮมคำโตเข้าปากและเอ่ยตัดบทก่อนที่มันจะยืดยาวไปมากกว่านี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการให้เกียรติคุณป้าและผู้โดยสารคนอื่นๆ ในขบวนรถไฟวันดังกล่าวที่อยู่ๆ ก็ต้องมารับกลิ่นเรอรสกะเพราไก่ของไอ้คัตเตอร์และให้เกียรติท้องของเขาที่ร้องโครกครากไม่หยุด แค่นี้ก็หิวจะแย่ เพื่อนๆ จะทำร้ายกันไปถึงไหน



(หาไรกินดิคุณ)

“กินอยู่เนี่ยแหละ นึกอยากกินผัดกะเพราขึ้นมาเลย”

(วนกลับมาเองว่ะ ฮ่าๆ ไอ้เตอร์มึงจัดการ)

(เดี๋ยวสั่งแกร็บให้ไปส่งถึงคอนโดเลยครับ)



ผมยกกระปุกสแปมแฮมชี้หน้าพวกมันทั้งหลายก่อนที่เราจะเปลี่ยนเรื่องคุย หลายคนคงจะสงสัยว่าทำไมสรรพนามที่เพื่อนๆ ใช้กับเขามันต่างออกไปจากที่พวกมันคุยกันเอง อันนี้ก็ไม่รู้จริงๆ เหมือนกันว่าทำไม แต่โชแปงเคยบอกตอนรู้จักกันใหม่ๆ ว่าผมดูเป็นคนดีที่ไม่เหมาะกับคำหยาบคายทุกรูปแบบ เลยทำให้เพื่อนๆ ไม่กล้าเอาอะไรมาแปดเปื้อน อยากทะนุถนอมให้เป็นสมบัติของกลุ่ม มันว่าอย่างงั้นนะ

ซึ่งก็เป็นการยอมรับไปในตัวว่าพวกมันเป็นคนเลว

แต่เขาก็ไม่พูดคำหยาบกับเพื่อนมาตั้งแต่เด็กนะ

จะว่าไป .. เว้นไว้คนนึงแล้วกัน





















/





















“เหงาๆ อยากโดนเหลากระบาล”

“ได้เลยครับเพื่อน เอามีดมาเดี๋ยวกูจัดการให้มึงเองโชแปง”



ผมเท้าคางมองเพื่อนๆ ที่ยังไม่เมาเพราะกินกันไปยังไม่ถึงสามแก้ว ก่อนหน้านี้เสียเวลาง้อพวกมันตั้งนาน เพราะมาเลทกว่าเวลานัดเกือบชั่วโมง เนื่องจากติดธุระต้องไปทานข้าวเป็นเพื่อนพี่ที่บริษัท อืม .. คนที่สอนงานผมก่อนจะผ่านโปรเนี่ยแหละ ไม่เข้าใจความจำเป็นที่จะต้องออกไปไหนด้วยกันนอกวันเวลาทำงานเหมือนกัน

แต่จะปฏิเสธก็รู้สึกไม่สบายใจเอง

เพราะเกิดเขาโกรธขึ้นมาแล้วไม่สอนงานผมซวยเลย

ยิ่งช้าๆ อยู่ด้วย



“เออภีม แน่ใจว่าคนที่มาส่งไม่ใช่แฟน?”

“อย่ามาหลอกว่าแค่พี่น้องนะเว้ย เห็นพวกเราหน้าโง่ๆ แต่ไม่โง่นะครับ”

“หน้ามึงน่ะสิโง่คนเดียวมิณทร์ อย่าเหมารวม”

“พี่น้องที่ไหนเขาขับมาเซราติมาส่งถึงหน้าร้านวะพวกมึง”



ผมกรอกตาสามร้อยหกสิบองศาและชกไหล่คัตเตอร์ที่กำลังชงเหล้าให้โชแปงเพราะมันนั่งใกล้มือสุด ไอ้พวกที่เหลือกลัวจะโดนเหมือนกันเลยรีบลุกหนีกอดกันเป็นก้อมกลมอย่างไวเลย ผมล่ะเบื่อหน่ายความชงเอง คิดเองเออเองของพวกมัน ตอนเรียนน่ะพร้อมใจกันท่าทุกคนที่จะเข้าหาผมเชิงสานสัมพันธ์กันใหญ่ พอตอนนี้เที่ยวจับคู่ให้มั่วซั่วไปหมด น่าทุบเรียงตัวจริงๆ

พี่เขารู้ว่าผมมีนัดกับเพื่อนต่อก็เลยใจดีอาสาขับรถมาส่ง

แค่นั้นแหละ

เลอะเทอะกันใหญ่แล้วพวกมัน



“มือมันหนักเหมือนเดิมป่ะวะไอ้เตอร์”

“กระดูกบุบเลยเนี่ยชิบหาย”

“เดี๋ยวจะได้บุบจริงๆ ถ้ายังไม่เลิกพูดเรื่องนี้กัน”



เท่านั้นแหละ รูดซิปปากฉับก่อนจะกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเอง คัตเตอร์ที่ทำหน้าที่บาร์เทนเดอร์ประจำกลุ่มทุกครั้งที่พวกเราไปร้านเหล้าส่งแก้วน้ำเปล่าให้ผมทั้งที่บนโต๊ะมีเครื่องดื่มมึนเมาและมิกเซอร์ตั้งอยู่หลายขวด ทุกคนรู้ดีว่าผมไม่ดื่ม แม้แต่น้ำอัดลมก็ไม่ แบบไม่เลย ไม่ใช่ว่าดัดจริตหรืออะไรนะ

แค่ไม่ชอบเฉยๆ

แต่ถามว่าเคยกินมั้ย เคย

ลองกินมาหมดแล้ว มันขม ไม่อร่อย

เคยได้ยินคนพูดว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นการเข้าสังคมอย่างนึง ควรฝึกไว้เพราะโตแล้ว เขาว่าไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหน เขาไม่ดื่มเหล้าไม่ดื่มเบียร์ก็มีเพื่อนเยอะแยะ ไม่เห็นมีใครหายไปเพราะเงื่อนไขนี้สักคน แต่ถ้ามันจะมีคนยึดติดกฎการเข้าสังคมที่ไม่สมเหตุสมผลนี้แล้วจากเขาไปก็เข้าใจได้นะ เขาไม่ติดอะไร จะฉีกยิ้มโบกมือให้จากใจจริงเลย



“เอาน้ำแข็งอีกก้อนป่ะภีม”

“พอแล้วๆ ขอบใจ”



ทุกครั้งที่สังสรรค์กันเพื่อนก็ลากคอผมไปด้วยตลอด โดยที่ทุกคนยอมรับเงื่อนไขตายตัวว่าผมไม่ดื่ม เพราะฉะนั้นจะไม่มีการบังคับ ไม่มีการกดดัน ไม่เร้าหรือ ใครจะดื่มก็ดื่ม ใครไม่ดื่มก็ไม่ว่า เพราะเราเคารพเหตุผลกันและกันเสมอมา

ทำไมเราจะต้องฝืนสิ่งที่เราไม่ชอบเพื่อเอาใจใครด้วยวะ

มันเคยมีครั้งนึง ตอนรับน้องสาขา พวกรุ่นพี่ผู้ชายพยายามจะมอมเหล้าผม

โดนไอ้พวกนี้เทศน์ซะหัวหด

เออ .. รุ่นพี่ก็รุ่นพี่เถอะ เจอเพื่อนเขาไปหน่อยก็จ๋อยแดก

แสบซ่ากันทั้งแก๊งค์



(ตัวอักษรเกิน อ่านต่อเม้นถัดไป)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-12-2020 20:22:48 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0


(ต่อจากช่วงที่ขาดไป)



“ดื่มเยอะๆ นะครับคนเก่งของคัตเตอร์”

“เดี๋ยวจะโดนชกอีกรอบนึง”

“โตแล้วดุจังเลยนะ”



คัตเตอร์กวนตีนผมด้วยการลูบหัวกันเบาๆ ไม่รู้ทำไมมันชอบมองผมด้วยฟิลเตอร์เด็กห้าขวบนักหนา ทั้งที่รูปร่างและส่วนสูงของเราเท่ากันเด๊ะ ถึงแม้ว่ามันจะหน้าคมกว่าผมซึ่งเป็นลูกครึ่งไทยจีนขนานแท้นิดหน่อยแต่เราก็ชอบแข่งกันหล่อต่อหน้าสาวบ่อยๆ เพราะพอจะสูสีกันได้บ้าง ไม่ต้องไปพูดถึงการเทียบชั้นกับโชแปงและมิณทร์หรอก สองคนนั้นน่ะเหมือนเทพเจ้าบรรจงปั้นมันแรมปีก่อนจะส่งมาเกิด

แค่นั่งจิบเหล้าคุยกันเฉยๆ สาวในร้านยังมองกันตรึม



“แกๆ คนนั้นหล่อมาก ยิ้มทีฉันจะละลาย”

“มิณทร์ไงแก! พระเอกโฆษณาเครือข่ายมือถือx อ่ะ”

“ใช่ป่ะ .. ว่าแล้วหน้าคุ้นๆ ตัวจริงหล่อกว่าเยอะเลย”

“ฉันฟอลไอจีเขาด้วยแหละ”

“ขอด่วน!”



นี่ถ้ามีอาชวินมาด้วยอีกคน ไม่ได้ผุดได้เกิดละผมกับคัตเตอร์

เราก้าวข้ามผ่านคำว่าน่ารักไม่ได้สักที

แม้จะตัวโตตั้งเท่านี้แล้วก็ตาม น่าหดหู่ใจชะมัด -*-

หรือเพราะว่ารายล้อมด้วยพวกมันวะ



“เออ อาชวินไม่มาเหรอ”

“ภีมมาช้าเลยลืมบอก มันเทจ้า เพราะงานยังไม่เสร็จ”

“เสาร์อาทิตย์เนี่ยนะ?”

“ทำงานเจ็ดวันครับระดับอาชวินแล้ว!”

“นัดปุบปับมันมาไม่ได้หรอก”

“เออ จะนัดมันต้องบอกล่วงหน้าสักเดือน เดี๋ยวมันเคลียร์ตารางให้เอง”

“เจอตัวยากเย็นจริงๆ ขอวิดีโอคอลหาหน่อยดีกว่า”



ผมหยิบมือถือขึ้นมาคอลหาเพื่อนสนิทอีกคนที่วันนี้ไม่มาด้วย ไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ ถ้าให้เดาคงจะสวมแว่นกรองแสงนั่งอยู่หน้าคอมชัวร์ แต่ผิดคาดแหะ เพราะคนที่เขาคิดว่าคงไม่รับสายง่ายๆ กำลังเช็ดผมที่เปียกอยู่ สงสัยเพิ่งอาบน้ำเสร็จเพราะเสื้อผ้าก็ยังไม่สวม แต่ผู้ชายอ่ะมันไม่อายกันเองหรอก ไม่งั้นอาชวินจะทำหน้ามึนๆ กับยิ้มกวนๆ ใส่เขาแบบนี้เหรอ



“ขี้เทว่ะคุณ”

(ไมภีมไม่โทรมาชวนเองอ่ะ ถ้าภีมโทรมานี่ไปเลยนะ)

“ตอแหล” เสียงแหลมๆ ที่ผ่านการดัดแล้วของโชแปงและมิณทร์ทำให้คนในจอสมาร์ทโฟนหัวเราะลั่น รอยยิ้มมีเสน่ห์ของอาชวินทำให้เขาคิดขึ้นมาในหัวแวบนึงว่าดีแล้วแหละที่เจ้าตัวไม่มาด้วย เพราะถ้ามาคงมีบรรดาสาวๆ เทียวเดินมาชนแก้วด้วยบ่อยๆ จนไม่ได้หยุดคุยกับเพื่อนอย่างต่อเนื่องแน่นอน

“พักบ้างนะทำงานอ่ะ เพื่อนๆ เป็นห่วง”

(เพื่อนนี่รวมถึงภีมด้วยป่ะ)

“แน่นอน”

“กูเกลียดการเล่นหูเล่นตาของมึงได้มั้ยอ่ะอาชวิน”



มิณทร์ยื่นหน้าเข้าเฟรมมาแจมจนเขาต้องตั้งโทรศัพท์พิงไว้กับขวดเหล้าและเราก็ตะโกนคุยกับคนปลายสายแข่งกับเสียงเพลงที่ดังสนั่นจนแทบไม่ได้ยินอีกฝ่าย



(เดี๋ยวครั้งหน้าไม่พลาดแน่ สัญญา นัดมาล่วงหน้าเลยจะไปไหนกัน)

“อ่าได้ .. พูดแล้วนะ กลับคำเป็นหมานะเว้ย”

(ระดับผมอ่ะคัตเตอร์)

“กลับคำแน่นอนใช่ป่ะ”

(ใช่ครับ .. ถุย)

“สกปรก!”

“น่าเห็นใจเขานะครับเนี่ย งานเอาเวลาของเขาไปซะหมด ยิบสี่ชั่วโมงก็ไม่พอ เวลาให้เพื่อนก็ไม่ยักจะมี แล้วทีนี้จะเอาเวลาไหนไปเติมเต็มหัวใจใครคนนั้นล่ะครับ”

(เติมเต็มใครไม่ได้หรอก กูเป็นโปรแกรมเมอร์ไม่ใช่เด็กปั้มไอ้สัด)

“แล้วมันเกี่ยวไรกับเด็กปั้มวะมึง” มิณทร์ที่เพิ่งโดนสวนมาหยกๆ สะกิดโชแปง

“เติมเต็มไงไอ้ควาย!”

(เต็มถังอ่ะ)

“อ่อ .. โหมุกมึงเนอะ”

(หล่อนะแต่ทำไมโง่จังเลยวะพ่อพระเอกโฆษณา)

“มึงมันด่ากูอ่ะ”

“เออ! รู้แล้ว!” ทุกคนพร้อมใจกันพูด ทำเอามิณทร์แกล้งปิดหน้าร้องไห้



สีสันของการนัดเจอเพื่อนมันตลบอบอวลไปด้วยความสุขจริงๆ นั่นแหละ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้พูดคุยและรับรู้ว่าต่างฝ่ายต่างสบายดีแม้จะมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นจากตอนที่ยังเป็นนักเรียน นักศึกษา เราคุยกับอาชวินต่ออีกหน่อยก่อนจะปล่อยให้มันไปสางงานต่อ



“มาๆ ชนแก้วกันหน่อยครับ!”

“Bottoms up!”

“ไม่อยากให้ถึงวันจันทร์เลยว่ะ ขี้เกียจทำงานโคตร”

“เปิดเรื่องมาซะเพื่อนอยากลาตาย มึงดูหน้าไอ้เตอร์ด้วย” มิณทร์กระดกเหล้าหมดแก้วแล้วยื่นให้คัตเตอร์ชงใหม่ คำพูดของโชแปงไม่ใช่แค่ทำให้เตอร์อยากลาตาย เขาเองก็เหมือนกัน นึกถึงวันจันทร์แล้วอยากจะร้องไห้ เอาจริงตัวงานที่เขาต้องรับผิดชอบน่ะไม่ได้เหนือความสามารถเท่าไหร่หรอก แต่มันค่อนข้างจุกจิก ถ้าเทียบกับงานโชแปงแล้วล่ะก็ของมันน่าสนุกกว่าตั้งเยอะ



เยอะมากๆ เลยแหละ

โชแปงเป็นครีเอทีฟคอนเท้นท์ให้กับบริษัทชื่อดังใจกลางเมือง จากที่ฟังมันแชร์เรื่องการทำงานคร่าวๆ ครั้งก่อน เขาว่าน่าสนใจและน่าสนุกไม่น้อย เป็นงานที่โคตรเข้ากับไลฟ์สไตล์ของเพื่อนเขาเอามากๆ โชแปงเป็นหนุ่มไฟแรงที่หัวก้าวไกลเรื่องความคิดสร้างสรรค์มาตั้งแต่ตอนเรียน ภาพอนาคตของมันชัดเจนตั้งแต่ปีหนึ่งว่าเหมาะกับอาชีพแบบไหนที่สุด เป็นพวก Social addict ชอบเสพสื่อทุกรูปแบบ แต่ไม่ถึงขั้นขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง มันยังให้ความสำคัญกับครอบครัวและเพื่อนๆ เท่ากัน รวมถึงบรรดาคนคุย

เพื่อนเขาคนนี้น่ะคนเก่ง การที่มันเสพสื่อมากมายทำให้มีคลังความรู้ในหัวรอบด้าน เพื่อนๆ เลยชอบเรียกโชแปงแบบขำๆ ว่าไดนามิกดาต้า เรื่อง strategy ในการดึงดูดความสนใจผู้คนบนโลกออนไลน์นี่ยกให้มันที่หนึ่งเลย

ไม่ว่าจะโพสต์หรือแชร์อะไรลงไปในโซเชียลก็จะเป็นกระแสให้คนแชร์ต่อเรื่อยๆ พอกันกับความฮอตของเจ้าตัวนั่นแหละ ยอดฟอลไอจีตั้งหลายสิบเค แถมยังเขียนบล็อกรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวและรีวิวอาหารอร่อยๆ ในแต่ละที่ที่ไปมาด้วย คนตามเกือบครึ่งแสนเพราะโชแปงเริ่มทำมาตั้งแต่เรียนปีสอง

มีคนจ้างเพื่อนเขารีวิวเยอะแยะแต่มันไม่เคยรับหรอก

เก่งแล้วก็อินดี้จัดแหละ

เขียนบล็อกจากความชอบส่วนตัวล้วนๆ ไม่แลกเงิน

ส่วนมิณทร์ก็อย่างที่สาวโต๊ะข้างๆ เม้าท์กันเบาๆ แต่เผอิญพวกเราได้ยิน มิณทร์เดินสายวงการบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ มีถ่ายโฆษณาบ้าง ถ่ายเอ็มวีบ้าง นอกเหนือจากนี้ก็มีต้นสังกัดหลายๆ แห่งทาบทามให้มันไปเป็นนักแสดงในค่าย แต่มิณทร์ยังไม่สนใจสังกัดไหนเป็นพิเศษ มันให้เหตุผลว่ายังไม่พร้อมเหนื่อย อยากใช้ชีวิตชิวๆ หลังเรียนจบโดยรับงานเล็กๆ น้อยๆ ไปก่อน เพื่อจะได้มีเวลาเป็นของตัวเอง จะไปเที่ยวต่างประเทศหรือป้วนเปี้ยวอยู่แถวนี้ก็คนรู้จักมันน้อยดี

แต่เขาว่าก็ไม่ได้น้อยเท่าไหร่นะ

หน้ามันเบ้อเริ่มเบ้อเทิ่มเลยที่ขึ้นป้ายบนสถานีรถไฟฟ้าน่ะ



“อะไร กูชิวๆ ว่ะ”

“หราจ๊ะ”



คัตเตอร์จบมารับช่วงดูแลกิจการของที่บ้านต่อทันที บ้านมันทำธุรกิจเกี่ยวกับผลไม้แห้งส่งออก มันบอกพวกเราตั้งแต่เป็นเพื่อนกันใหม่ๆ ว่าช่วยฉุดกระชากลากถูมันให้สอบผ่านและจบภายในสี่ปีพร้อมกันด้วย เพราะมันเรียนไม่เก่ง แต่สัญญาเป็นอย่างดีว่าจะพยายามเต็มที่ เหตุผลการต่อปริญญาตรีของมันน่ะโคตรน่าเขกกะโหลก คัตเตอร์บอกว่าเข้ามหาลัยมาเพื่อเอาคอนเนคชั่นล้วนๆ เหตุผลรองคือเอาใบปริญญาไปให้แม่มันใส่ตู้ตั้งโชว์ที่บริษัท เรื่องอนาคตน่ะตกลงกับพ่อไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

แต่ถึงจะน่าทุบมันให้ดิ้น

ก็ขอบคุณมันเหมือนกันที่ตัดสินใจมาเรียนซะตั้งไกล

เลยได้เป็นเพื่อนกันถึงทุกวันนี้ไง (:



“มึงลาออกเลยโชแปง ออกมาเปิดร้านยำ”

“ยำเหี้ยอะไร” โชแปงถึงกับหลุดขำกับข้อเสนอแสนกวนตีนของมิณทร์

“เดี๋ยวนี้เขาฮิตเปิดร้านยำกันเว้ย รวยระเบิดระเบ้อ”

“ว่าไหวป่ะวะ น้ำหน้าอย่างไอ้โชแปงเนี่ยนะจะไปขายยำ”

“อ้าว .. ดูถูกกันซะแล้วไอ้เตอร์มึง”

“มาหุ้นกับเราได้นะ”

“จริงจัง” แล้วผมก็ได้หัวยุ่งๆ จากฝีมือโชแปงเป็นคำตอบ เราหัวเราะให้กันจนตาหยี ผมเผลอคิดเล่นๆ ไปถึงว่าถ้ามันเป็นเรื่องจริงขึ้นมาจะเป็นยังไงนะ การที่ไอ้คนหน้าหล่อแบบโชแปงต้องมายืนใส่ผ้ากันเปื้อนแล้วทำยำรสแซ่บสะท้านเสิร์ฟบรรดาลูกค้าที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายน่ะ



คงน่ารักดี



“เอาชื่อร้านอะไรดี ช่วยกันคิดหน่อย”

“ภีมโชโนตวง”

“เอาๆ ชื่อนี้กูซื้อ! แถมสโลแกน อร่อยไม่ซ้ำ เพราะจำสูตรไม่ได้”

“โคตรเหี้ยยย”

“รสชาติไม่เหมือนเดิมสักวัน”

“จุดเด่นของร้าน แดกวันนี้รสนึง มาแดกใหม่พรุ่งนี้เมนูเดิมก็อีกรสนึง”

“การตลาดให้ผู้บริโภคมาแดกทุกวัน”

“บูลลี่กันเก่งมาก ไอ้พวกเวร” ขอบคุณโชแปงมากที่ไล่ทุบหัวพวกมันคนละทีแทนเขา เราเปลี่ยนท็อปปิคและพูดคุยกันอย่างออกรสไปเรื่อย ไม่รู้ว่าเสียงดังเกินไปหรือเปล่าเพราะโต๊ะผู้หญิงข้างๆ มองมาไม่หยุดเลย



(เสียงโทรศัพท์เข้า)



“เออๆ เดี๋ยวออกไปรับ เพื่อนกูถึงและ”



ประโยคแรกพูดกับคนในสาย ประโยคถัดไปบอกกับพวกเขา มิณทร์ยัดมือถือลงในกระเป๋ากางเกงก่อนจะจิบเหล้าหนึ่งอึกแล้วเดินออกจากร้าน ได้คำตอบจากเพื่อนที่เหลือว่าเพื่อนสมัยมัธยมที่สนิทของมิณทร์จะมาร่วมแจม เห็นว่ามีเรื่องไม่สบายใจ อยากดื่มให้หายก็เลยโทรมาชวนมิณทร์ตอนที่พวกมันถึงร้าน มิณทร์เลยชวนให้มาดื่มด้วยกันซะเลยจะได้ทำความรู้จักกันเอาไว้

แต่เหมือนว่าคนที่มิณทร์พาเดินมา



“หล่อมากอ่ะแก!”

“กลุ่มนี้เขาคัดหน้าตาหรือเปล่าเนี่ย”

“เบ้าหล่อทั้งโต๊ะ”



เขาจะรู้จักอยู่แล้วเลย



“เห้ยพวกมึง นี่อิคคิวเพื่อนสนิทกูเอง”



เออ ... เชื่อในเชื่อแล้วล่ะว่าโลกกลม



(ตัวอักษรเกิน อ่านต่อเม้นถัดไป)


ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
(ต่อจากช่วงที่ขาดไป)



เพื่อนเก่าสมัยมัธยมกับเพื่อนมหาลัยของมิณทร์ดูจะพูดคุยกันถูกคอเหลือเกินทั้งที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก ความเฟรนด์ลี่ของโชแปงทำให้มันลุกไปกอดคอคุยกับอิคคิวเหมือนซี้กันมาเป็นชาติ ทุกคนดูสนุกสนานยกเว้นเขาที่สบตากันกับอิคคิวเป็นระยะ แอบทำตัวไม่ถูกในความโลกกลมพรหมลิขิตขึ้นมายังไงไม่รู้แหะ



“ไหน .. เห็นไอ้มิณทร์บอกมีเรื่องไม่สบายใจ ปรึกษาพี่ได้เสมอ”

“พี่พ่อมึงสิ รุ่นเดียวกัน”

“เออโชแปง กูว่ามึงเมาแล้วเนี่ย”

“เห้ยได้อยู่”

“ได้อยู่แปลว่าไม่ได้โว้ย!”



มิณทร์ไม่เคยเล่าเรื่องเพื่อนมัธยมให้พวกเราฟังเลย

จริงๆ ก็ไม่มีใครเคยเล่าหรอก

เราเข้ามหาลัยไปก็เป็นสังคมใหม่อีกสังคมนึง

แต่ใครจะคิดล่ะว่าเพื่อนประถมเขาจะกลายเป็นเพื่อนมัธยมมิณทร์

แล้วมิณทร์ก็ดันมาเป็นเพื่อนสนิทเขาตอนเรียนมหาลัยอีก

โอ้โห .. ซับซ้อนอย่างกับสมการคณิตฯ

ต่างคนต่างไม่พูดว่ารู้จักกันมาก่อน จริงๆ ต้องบอกว่าหาโอกาสแทรกบทสนทนาไม่ได้น่าจะถูกกว่า ตัดที่โชแปงไปวอแวกับอิคคิวล่ะก็ ตั้งแต่เดินกอดคออิคคิวมาถึงโต๊ะมิณทร์ก็แนะนำชื่อเสียงเรียงนามต่อด้วยการโฆษณาประวัติความเป็นมาเพื่อนตัวเองไม่หยุด เหมือนมันไม่เล่าถึงมาสี่ปีเพื่อเก็บมาเล่าวันนี้วันเดียว พวกเราที่เหลือรวมถึงอิคคิวเลยต้องรับบทผู้ฟังตาแป๋วอย่างเลี่ยงไม่ได้



“แม่งฮอตชิบหาย! ย้ายมาเทอมแรกสาวคอนแวนต์ มาแตร์ติดตรึม ส่องเช้าส่องเย็นเลย ดักรอให้ขนมหน้าโรงเรียนประจำ เอาเรื่องป่ะล่ะเพื่อนกู เออแล้วพวกมึงรู้จักไอ้นี่ป่ะ ชื่ออะไรนะแม่ง ติดอยู่ที่ปากเนี่ย”

“ลิปมัน”

“ส้นตีนนี่!”

“เอ้า! พวกกูจะรู้กับมึงมั้ยเนี่ย”

“อ๋อ! นึกออกละๆ เพจบีทีเอสคิ้วท์กาย”

“เออเคยเห็นดังอยู่ช่วงนึงตอนยังไม่รณรงค์เรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว”

“นั่นแหละ ตอนมอห้ามีคนแอบถ่ายรูปมันบนบีทีเอสไปลงเพจ หนุ่มหล่อเกงน้ำเงิน คนแชร์หลายหมื่น คนไลค์เกือบแสน เขาแชร์รูปมันเป็นปีๆ อ่ะ จนพวกกูขึ้นมอหกกันแล้วรูปนั้นยังโดนแชร์อยู่เลย”

“อวยเพื่อนเก่งจังเลยมึง”

“มีเพื่อนฮอตก็อยากขิงนิดนึงป่ะวะ”

“โหรู้อย่างนี้กูขึ้นบีทีเอสไปเรียนก็ดี จะได้มีคนถ่ายกูไปลงมั่ง”

“หน้าอย่างมึงอ่ะคัตเตอร์”

“ทำแมะ! หน้าอย่างกูแล้วมันทำไม”

“เปล๊าาาาา”



เรามองคัตเตอร์กับโชแปงพองขนใส่กันเหมือนหมาอย่างขำๆ และสายตาที่มองมิณทร์ของแต่ละคนก็ดูเหมือนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามิณทร์เองก็ใช่ย่อย สมัยเรียนคงฮอตไม่แพ้อิคคิวหรอก แค่มันไม่เคยสาธยายโปรโมทเรื่องของตัวเองเท่านั้น แอบเห็นอิคคิวคันปากยิบๆ อยากเล่าอยู่เหมือนกัน

ว่าแต่กลุ่มเพื่อนมัธยมมันคัดหน้าตาคบกันหรือป่าววะ

ทำเอาอยากรู้เลยเนี่ยว่าเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่มมันจะหล่อขนาดไหน



“แต่สุดจริงต้องจตุรมิตรปีสุดท้าย อันนั้นแจ้งเกิดเต็มรูปแบบเพราะคนจำหน้ามันได้จากเพจบีทีเอสคิ้วท์กายเว้ย ไอ้ห่า .. จะเดินไปทางไหนคนทักกันไม่หยุด! ขอพินรายทาง แต่ไอ้นี่มันไม่โลภ เป็นกูนะจะเอาพินขึ้นสแตนแปรอักษรเลย”

“อันนั้นมึงก็รัชดาลัยไปมิณทร์” คัตเตอร์เตะหน้าแข็งมันไปที



ผมเท้าคางฟังมิณทร์ร่ายชีวประวัติของอิคคิวอย่างขำๆ เขามองหน้ามันอย่างเดียวเลยเพราะพูดมากชิบหาย มีสบตากับอิคคิวบ้างบางจังหวะ มันเหมือนไม่ค่อยอยากพรีเซ้นท์ตัวเองขนาดนั้นนอกจากบอกชื่อเสียงเรียงนามให้เรียกกันถูกแต่ป่วยการจะขัดเพื่อน มันทำหน้าเอือมๆ กับความเล่นใหญ่ไฟกระพริบของมิณทร์ แอบเห็นว่ามันจะเอามืออุดปากไอ้คนพูดเยอะหลายรอบแล้ว

โชคดีที่เราทุกคนไม่มีใครเอ่ยขัดขามิณทร์เพราะลึกๆ แล้วเพื่อนที่เหลือยกเว้นผมดูจะสนใจแบ็คกราวด์ของไอ้หน้าหล่อที่ใส่แบรนด์เนมทั้งตัว แม้มองผ่านๆ ดูเหมือนมันจะแต่งกายสบายๆ แค่เชิ้ตดำ กางเกงขากระบอก และรองเท้าแตะก็เหอะ

แต่ดูดีจนคนเหลียวหลังรายทาง

ธรรมดาที่ไหนอ่ะ



“พักดื่มหน่อยมั้ยมึง ดูเหมือนจะพูดมากจนคอแห้ง”

“เพื่อนรักนี่มองตาก็รู้ใจว่ะ”

“ขอเข้มๆ นะคัตเตอร์ เอาให้แม่งหัวทิ่ม”

“เออจะได้ไม่ต้องพูดมาก”

“ไม่พูดมากแต่แหกปากร้องเพลงแข่งกับวงดนตรีอ่ะ”



ผมไม่แปลกใจสักเรื่องที่มิณทร์เล่า ได้รู้มาก่อนมันอีกว่าอิคคิวมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามมากแค่ไหน มันก็ฮอตมาตั้งแต่อายุหลักเดียวนั่นแหละ พอย้ายมากรุงเทพก็คงหล่อขึ้นตามอายุเพราะเบ้าหน้าดีมาแต่เกิด กลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบสิบกว่าปีมันก็ไม่ทิ้งห่างนิยามคำว่าหล่อเลย อิคคิวที่นั่งตรงข้ามผมตอนนี้คืออิคคิวคนเดิม อิคคิวที่ใบหน้าสมมาตร คิ้วเข้ม ตาคม สันจมูกโด่งรับกับกระจับปาก เบบี้แฟตที่หายไปทำให้เห็นโครงหน้าและสันกรามของมันอย่างชัดเจน อืม ..

อิคคิวคนเดิมที่ไม่เคยหยุดหล่อเลย

แถมหล่อกว่าเดิมตั้งเยอะ

บ้าเอ้ย!



“ไงภีม สนใจเพื่อนเราเปล่า ถึงไม่ได้ขับมาเซราติแต่ขับพอร์ชนะเว้ย”

“จับคู่ให้เพื่อนไม่หยุดเลยมึงเนี่ย”

“กูโหวตอิคคิวว่ะ หล่อกว่าไอ้คนมาส่งตั้งเยอะ”

“เหมาะสมอย่างกับหมูยอห่อหมก”

“กิ่งทองใบหยกไอ้สัด!”

“รำคาญ” ผมเอ่ยตัดบทก่อนจะกระดกน้ำเปล่าหมดแก้ว ทำไมคุยไปคุยมามันวกมาถึงตัวเขาได้วะ อุตส่าห์นั่งเงียบๆ สงบปากสงบคำแล้วแท้ๆ โทษมิณทร์เลยตัวดี อยากตะโกนใส่หน้าว่าเคยนั่งมาแล้วตั้งสองรอบ!



ไม่เห็นต้องสนใจเลย

ไม่ได้ชอบสักหน่อย



“หึ”

“ขำเหี้ยไร”

“น้องภีมมมมมมม! พูดอะไรแบบนั้นคะ!”

“เดี๋ยวจับตีปากเลยนะ พูดอะไรออกมา นั่นเพื่อนเพื่อนนะ” โชแปงและคัตเตอร์ดูจะตกอกตกใจกับคำถามหยาบคายของเขาที่พูดกับอิคคิว รวมถึงหน้าตาเอาเรื่องนั่นด้วย น่าตกใจอยู่หรอก ร้อยวันพันปีเขาไม่เคยคายคำหยาบออกมาเลย พอพวกมันได้ยินเลยเป็นเงี้ย



หน้ามิณทร์นี่อย่างเหว๋อ



“ภีมเพื่อนเรา .. “

“ไม่เป็นไรมิณทร์ รู้จักกัน”

“...”

“เรากับภีมเป็นเพื่อนกันตอนอยู่ขอนแก่น”

“วอท!”



สามเสียงประสานกันแบบไม่ได้นัดหมาย หน้าพวกมันที่มองผมกับอิคคิวเหมือนจะตำหนิกันกลายๆ ว่าไม่บอกซะพรุ่งนี้เลยล่ะ นั่นมันเป็นสิ่งที่ควรจะบอกกล่าวกันตั้งแต่เห็นมิณทร์เดินกอดคออีกคนเข้ามาแล้วไม่ใช่หรือไงวะ

แต่จะให้เขาทำยังไงอ่ะ

พูดแทรกก็ไม่ได้

ไม่รู้ด้วยว่ามันอยากพราวทูพรีเซ้นท์เรื่องของเรามั้ย

เห็นไม่อยากบอกเลยไม่บอกบ้าง



“อิคคิว ใช่ใช่มั้ย?”

“อืม”



ผมแอบเห็นมิณทร์ใช้ขาสะกิดอิคคิวใต้โต๊ะแล้วกระซิบกระซาบกันแบบที่ผมบังเอิญอ่านปากมิณทร์ออก แต่ก่อนจะได้พูดอะไรโชแปงก็ปรบมือเสียงดัง ไม่รู้ว่ามันเมาหนักหรือยินดีในความบังเอิญ โลกกลม แต่คงไม่ใช่พรหมลิขิตแน่ๆ

ไม่มีทาง!



“ไม่เห็นเล่าให้ฟังเลยอ่ะภีม”

“ก็เห็นว่าไม่ได้สำคัญอะไร จะเล่าทำไม” ผมตอบมิณทร์ไปตามตรง ก็ถ้าไม่ใช่คนที่มีอิทธิพลกับหัวใจซะจนต้องเล่าหรือระบายให้ใครฟังมันคงไม่นึกอยากเล่าหรอกจริงมั้ย อยู่ๆ จะให้พูดถึงเรื่องเพื่อนเก่าที่เพื่อนใหม่ไม่รู้จักก็ยังไงอยู่นะ

“มาชนแก้วกัน! เกิดเรื่องดีๆ ขี้นในร้านเหล้าเมื่อไหร่กูจ่ายเอง”

“พูดกว้างขนาดนี้ กลับคำยากแล้วนะมึง”

“คำไหนคำนั้น!”

“เหมือนเพลงแลคตาซอยห้าบาท ร้อยยี่สิบห้ามิลลิลิตรไง ได้พูดแล้ว จะขึ้นราคาก็ยากละเพราะคนจำขึ้นใจ ถ้างั้นเกิดเรื่องดีๆ ที่ร้านเหล้าเมื่อไหร่มึงเลี้ยงตลอด”

“เห็นด้วยจ้า!”

“โอ้โห .. ก็เหี้ยแล้ว!”

“ไม่สนอ่ะ เอ้าชนครับ!”



ดูเอาเถอะ

กะเมาไม่เผื่อแฮงค์เหมือนมะรืนไม่ต้องทำงานกันเลยเพื่อนผม



“น้องเตอร์ชงเหล้าเข้มๆ ให้อิคคิวหน่อย”

“ใครน้องมึง”

“เอ้ะหรืออยากเป็นเมีย”

“โอเค! .. หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ อย่างนั้นแหละคัตเตอร์ เวรย่อมระงับด้วยการตบไอ้เวรสักทีดีมั้ยเนี่ย! หลายรอบแล้วนะมึง!”

“โทษครับเพื่อนเตอร์ น้องแปงผิดไปแล้ว”



ผมขำโชแปงที่มุดโต๊ะหลบถังน้ำแข็งที่คัตเตอร์พยายามยัดเยียดให้ไปสวัสดีกับกระบาล พอหันมาอีกทางก็สบสายตากับเพื่อนเก่าที่เอาแต่นั่งควงแก้วเหล้ามองหน้าผม ทำไมไม่หันไปหว่านเสน่ห์ให้พวกสาวๆ ที่มองมานู่นวะ

จะมองอะไรนักหนา



“ไหนว่าจะมาดื่มไง ทำไมไม่พร่องเลย” มิณทร์ใช้ศอกสะกิดแขนอิคคิวที่นั่งจ้องหน้าสมบัติของกลุ่มเขาอย่างภีมไม่ละสายตา พอจะรู้ว่าเรื่องราวของทั้งสองเป็นมายังไงแบบคร่าวๆ เพราะอิคคิวเล่าให้เขาฟังตั้งแต่วันที่บังเอิญเจอเพื่อนเก่าในรอบสิบปี เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวในอดีตด้วย



มันเล่าทั้งหมดนั่นแหละ

แต่ใครจะคิดล่ะวะว่าคนๆ นั้นที่มันพูดถึงบ่อยๆ จะเป็นเพื่อนสนิทเขา

ใกล้ตัวไปอีก!



“วันหลังแล้วกัน วันนี้ไม่อยากเมาแล้ว”

“เปลี่ยนใจดื้อๆ แบบนี้ก็ได้ว่ะ”

“เอ้าเพื่อนค๊าบบบบ มาร้านเหล้าไม่เมายังงายยยย เป็นภีมสองหรอ” โชแปงลิ้นเริ่มเปลี้ยเพราะขยันยื่นแก้วให้คัตเตอร์ชงเหล้าไม่หยุด สายตาอิคคิวเหมือนจะตอบเป็นนัยว่าเพิ่งคิดได้ว่าไม่อยากดื่มเยอะ



เพราะต้องขับรถ

และต้องใช้ความปลอดภัยเป็นพิเศษ



“เดี๋ยวตอนแยกย้าย กลับพร้อมกันนะ เราไปส่ง” ไม่ต้องหันซ้ายหัวขวาให้เสียเวลาว่ามันพูดกับใคร เพราะอิคคิวมองหน้าผมโดยตรง



มองมาโดยตลอด



“เอาว่ะๆ ! ยังไงเนี่ย”

“มีอะไรในกอไก่แน่”

“กอไผ่!” คัตเตอร์ทำหน้าเอือมโชแปงที่ไปก่อนใครเพื่อน

"มึงนี่น้า"

“กูขอให้มึงไปส่งตั้งแต่ตอนไหน?”

“ไม่ได้ขอ แต่เห็นมิณทร์บอกว่าขามามีคนมาส่ง”

“...”

“ขากลับจะได้ไม่ต้องรบกวนเขา เดี๋ยวเราไปส่งเอง”

“เพื่อนคนอื่นก็มี”

“จะเมาแอ๋กันหมดแล้ว”

“ไม่มาววว แต่ไปส่งกันเลย ได้กันเยยจ้า”

“คายลิ้นก่อนมั้ยมึงอ่ะ”



เห็นท่าไม่น่ารอดแหละ

แต่เกี่ยวกันยังไงวะ แกร็บก็มี แท็กซี่ก็โบกได้ ส่งถึงหน้าคอนโดเหมือนกัน ทำไมจะต้องทำเป็นเรื่องใหญ่บอกเอากลางวงขนาดนั้นด้วยไม่เข้าใจ ผมไม่ได้ตอบอะไรแต่กอดอกมองหน้ามันสลับกับหน้ามิณทร์ที่เลือกหลบสายตากันและกระดกเหล้าเข้าปากไม่พักเหมือนอยากจะเมาตามเลเวลโชแปงไปติดๆ พอเห็นว่าเขาไม่เลิกจ้องมิณทร์ก็ได้แต่ส่ายหน้าเหมือนกับจะบอกว่า

ไม่เอา .. ไม่พูดดีกว่า























/





















“ไม่เข้าใจอะไรตรงไหนถามพี่ได้นะครับ”

“ขอบคุณครับพี่ชานนท์”

“แล้วเที่ยงนี้ไปทานข้าวด้วยกันอีกนะ เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”

“เอ่อ .. ไม่เป็นไรครับๆ ผม ..”

“อย่าปฏิเสธเลยครับน้องภีม”



ผมพรูลมหายใจ มองตามหลังพี่ชานนท์ที่ทิ้งรอยยิ้มใจดีเอาไว้แต่ตัวเดินไปนู่น นับวันพี่แกยิ่งแปลกไปจนผมรู้สึกได้ จากตอนแรกเฉยๆ กลายเป็นอึดอัดซะอย่างนั้น ผนวกเข้ากับเรื่องที่เพิ่งอ่านดวงมาแล้วยิ่งปวดหัว ดวงประจำเดือนนี้เขียนไว้ว่าคนเกิดเดือนธันวาความรักจะมีเรื่องให้สับสนวุ่นวายใจ การงานไม่ราบรื่น มีอุปสรรคเล็กน้อย การเงินพอใช้ สุขภาพต้องระวัง

เนี่ย! ดวงกุดสุดๆ ไปเลย

ไม่อยากจะคิดว่าเกี่ยวกับพี่เขาหรอก

ไอ้การงานไม่ราบรื่น

สุขภาพต้องระวังน่ะ

แต่ขอบ่นหน่อย พอรู้ว่าชอบทานปลาก็พาเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นไม่หยุด

กินซาชิมิจนคลอเลสเตอรอลสูงแล้ว!

ผมละจากจอคอมพิวเตอร์เพื่อหลับตาลงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ บอกเลยว่าตั้งแต่ทำงานมาผมปวดกระบอกตาสุดๆ วันๆ ต้องนั่งจ้องแต่หน้าคอมแทบไม่ได้พัก เลยนึกสงสัยอยู่หลายครั้งว่าอาชวินทนนั่งจ้องแสงเป็นวันๆ ยังไง ขนาดผมทำงานวันละแค่แปดชั่วโมงมีพักบ้างยังแทบตาย

นึกได้ว่ายังไม่ได้ตอบเมสเซนเจอร์กระปอมเลยดันตัวมาหยิบมือถือที่หย่อนมันลงในลิ้นชักเพราะไม่อยากให้แจ้งเตือนใดๆ รบกวนการทำงาน เขาและเพื่อนๆ ที่ขอนแก่นยังคงติดต่อกันอยู่อย่างสม่ำเสมอแม้ว่าพอโตขึ้นทุกคนจะแยกย้ายไปทำตามฝันของตัวเองและไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยๆ ก็ตาม

แต่มิตรภาพเรายังแน่นแฟ้นเหมือนเดิม (:

กระปอมยังคงเอาดีด้านดนตรี เพื่อนเขาเติบโตมาพร้อมกับการเล่นเครื่องดนตรีเป็นหลายประเภท เข้าเรียนมหาลัยได้ด้วยโควตาพิเศษ รับจ๊อบสอนดนตรีตั้งแต่ยังเรียนมหาลัย ปัจจุบันเปิดร้านขายเครื่องดนตรีครบชนิด มีวงเป็นของตัวเอง เล่นตามร้านและออกงานเทศกาลดนตรีเป็นประจำ



KP : มานะงานแคท

Peem : เราไปแน่ ว่าแต่เพื่อนคนอื่นๆ ล่ะ?

KP : เห็นบอกจะพยายามเคลียร์งานมาให้ได้ นัดเจอๆ



ส่วนกิ่งข่อยใครจะเชื่อว่าได้ทุนไปเรียนต่ออเมริกา กลายเป็นหนุ่มเอเชียสุดฮอตในบอสตันไปแล้ว นานๆ ถึงจะกลับไทยมาเยี่ยมครอบครัวและเพื่อนๆ ที ตั้งเตทำผู้หญิงท้องตอนเรียนปีสองเลยแต่งงานกับแฟน ช่วยกันเลี้ยงลูกและเรียนต่อจนจบแม้จะช้าไปปีนึง เปตองน้องชายฝาแฝดมันเป็นวิศวกรโยธาที่งานยุ่งพอตัว ผลุบโผล่หลายจังหวัด ส่วนติณณ์ไฮเปอร์คนนั้นกลายเป็นสจ๊วตของสายการบินดังไปแล้ว

ทุกคนดูแฮปปี้กับเส้นทางที่ตัวเองเลือกเดิน

คงจะมีแค่ผม ..

ผมที่เกิดคำถามกับตัวเองบ่อยๆ ว่าที่ทำอยู่ตอนนี้มันมีความสุขมั้ย

และใช่สิ่งที่ผมชอบจริงๆ หรือเปล่า

เพราะบางครั้งก็รู้สึกว่ามันไม่สนุกเอาซะเลย



Peem : เออกระปอม เราเจออิคคิว

KP : สิทธันต์ พานิชตันติชลานนท์ อ่ะนะ? !

Peem : อืม เจอเดือนที่แล้ว

KP : แล้วทำไมเพิ่งมาบอก! เพื่อนๆ คิดถึงมันจะแย่

Peem : ง่ะ ขอโทษที่ไม่ได้เล่า

KP : แล้วมีคอนแทคกันป่ะเนี่ย

Peem : ก็มี



ผมเล่าทั้งหมดให้กระปอมฟัง ทั้งเหตุการณ์ที่เซ็นทรัลเวิร์ด บังเอิญเจอกันในนามเพื่อนของเพื่อนที่ร้านเหล้า รวมถึงเรื่องที่มันอาสามาส่งผมที่คอนโดด้วย จริงๆ จะบอกเพื่อนตั้งแต่วันแรกที่เจอกันแล้ว แต่ก็เลือกที่จะเก็บไว้ก่อน เพราะลึกๆ ยังรู้สึกเคืองมันไม่หาย เลยพาลไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน

ก็มันน่ะใจร้าย

ทำไมเขาจะต้องยินดีที่ได้เจอมันจนรีบไปบอกเพื่อนด้วย



KP : ตั้งใจปิดบังหรือเปล่า

Peem : เปล่า เราแค่ลืม มีหลายเรื่องต้องทำ

KP : วันหลังนัดเจอกันบ้างสิ ไม่รู้อิคคิวจะจำพวกเราได้มั้ย

Peem : จำได้อยู่แล้ว หล่อไม่เปลี่ยนแบบกระปอม

KP : เหรออออ

KP : ว่าแต่ ให้อิคคิวมาส่งคอนโดหมายความว่าหายโกรธแล้วใช่มั้ย?



ผมมองข้อความในมือถืออยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้กดตอบในทันที เป็นปริศนาที่เพื่อนๆ ทุกคนยังไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เด็กสองคนที่เหมือนกำลังจะสนิทกันดีแล้วกลายเป็นไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยชื่อ อิคคิวจากพวกเรามาแบบไม่ล่ำลาสักคำ นัดกันดิบดีว่าจะเล่นด้วยกันแต่ตื่นเช้ามาก็ไม่เจอมันแล้ว เป็นผมที่ไม่เคยพูดถึงมันอีกเลยนับแต่วันนั้น และทุกครั้งที่เพื่อนบ่นคิดถึงอิคคิวผมจะลุกหนี หนีจนทุกคนเข้าใจตรงกันว่าผมไม่อยากได้ยินเรื่องของมันอีก

เรื่องราวของเพื่อนที่ชื่ออิคคิว

เพื่อนข้างบ้าน

เพื่อนที่เลขที่ต่อท้ายผม

เพื่อนที่ร่วมเป็นเจ้าของแฟนต้า

เพื่อนที่บังคับให้ผมเขียนเฟรนด์ชิพให้ตอนปอห้า

และถูกผมด่าว่ามึงบ้าหรือเปล่า

เพื่อนคนนั้น ...



KP : *สติกเกอร์สงสัย*

Peem : *ส่งสติ๊กเกอร์ยิ้ม*



เพื่อนที่ผมตั้งใจยัดความทรงจำระหว่างเราเอาไว้ลึกๆ

ในกล่องความทรงจำใบเก่า

แต่ถามว่าช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาเปลี่ยนความรู้สึกอะไรไปบ้างมั้ย



ผมเองก็ไม่แน่ใจนักหรอก





/




“วันหลังพี่ชานนท์ไม่ต้องเลี้ยงผมแล้วก็ได้นะครับ มันบ่อยเกินไป”

“งั้นเปลี่ยนเป็นน้องภีมเลี้ยงพี่คืนบ้างดีมั้ย”

“เอ่อ ...”

“ล้อเล่นครับ พี่ยินดีเลี้ยง ยินดีมากๆ เลย”



ผมเดินทำหน้าลำบากใจเคียงข้างพี่ชานนท์อยู่ในห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ บริษัท เราเลิกงานกันแล้ว และเราก็ทานมื้อเย็นด้วยกันเป็นรอบที่เท่าไหร่ตั้งแต่รู้จักกันมาแล้วก็ไม่รู้เสร็จเรียบร้อย ผมอุตส่าห์หนีมื้อกลางวันมาได้อย่างหวุดหวิดเพราะพี่ๆ คนอื่นคุยกันว่าจะสั่งไก่ทอดร้านดังผ่านแกร็บมาทานที่บริษัท ผมเลยเนียนแจมด้วยแม้ไม่ได้อยากทานไก่ทอดเท่าไหร่ แต่พี่ชานนท์ก็ไม่วายหว่านล้อมผมออกมาทานมื้อเย็นด้วยกันจนสำเร็จอีกครั้ง ซึ่งผมขอพูดตรงนี้เลยนะว่าลำบากใจมาก

มาก!



“ไว้วันหลังภีมไปทานข้าวที่บ้านพี่มั้ยครับ”

“โอ้โห ... ไม่ดีกว่าครับ”

“ขี้เกรงใจจังเลยนะเรา”

“เอ่อ ...”



จะบอกเขายังไงดีว่าไม่ได้เกรงใจ

แต่ผมอึดอัด!

อึดอัดโว้ยยย

ระหว่างที่เดินไปเรื่อยๆ เพื่อออกไปยังลานจอดผมก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ได้เจอใครสักคนที่พอจะปลีกตัวผมออกไปจากพี่ชานนท์ได้ ใครก็ได้ที่ช่วยให้ผมหายอึดอัดกับคำพูดเลี่ยนๆ และการกระทำที่โจ่งชัดเกินไปของพี่เขา



“แม่พี่ทำกับข้าวอร่อยมากนะครับ”

“อ่า ... เหรอครับ”



เหมือนว่าโชคชะตาจะเข้าข้างผม

แม้ดวงจะกุดก็ตาม



“อิคคิว!”

“!!!”



คนถูกเรียกสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าดูไม่ค่อยแปลกใจที่เจอกันเท่าไหร่ มันทำเพียงขมวดคิ้วมองหน้าผมสลับกับผู้ชายที่เดินมาข้างๆ ซึ่งความสูงน่าจะใกล้เคียงกัน แต่ไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรพี่ชานนท์คนสุภาพก็เอ่ยขึ้นอย่างที่ภีมนึกขอในใจล่วงหน้าว่าให้เขาพูดแบบนั้นทีเถอะ



“นี่เพื่อนน้องภีมหรอครับ”

“...”



อิคคิวหน้านิ่ง

และเปลี่ยนมางงในชั่วพริบตากับคำตอบของผม



“แฟนครับ นี่อิคคิวแฟนผม”

“!!!”

“เรากำลังจะโทรบอกเลยว่ากินเสร็จแล้ว กำลังจะออกจากห้าง”

“...”

“แต่ตัวเองมารับก็ดีแล้ว งั้นผมขอกลับพร้อมแฟนเลยนะครับพี่ชานนท์”



ประโยคแรกพูดกับมัน ประโยคถัดไปพูดกับคนที่โตสุด ผมเดินยิ้มแป้นเข้าไปควงแขนอิคคิว และในช่วงจังหวะที่พี่ชานนท์หน้าเหวอผมยังแอบหยิกเอวมันทีนึงจนสะดุ้งและหันมาทำหน้าดุใส่กันว่าจะหยิกมันทำไม น่า .. ผมแค่จะส่งสัญญาณบอกว่าช่วยตีเนียนกับละครด้นสดของผมหน่อย ไม่รู้จะเตี๊ยมยังไงเลยแกล้งบีบจมูกหมั่นเขี้ยวแล้วส่งยิ้มหวานที่พออิคคิวเห็นมันถึงกับหูแดง เอามือเกาท้ายทอยตัวเองใหญ่



“เอ่อ ...”



แต่ก่อนจะถามอะไร

ช่วยพาเขาออกไปจากตรงนี้ก่อนได้มั้ย!



“ก่อนกลับไปซื้อโคมไฟหัวเตียงอันใหม่กันมั้ย ที่เมื่อวานที่รักทำแตก”



พลีส! ช่วยตามน้ำให้ที ขอร้องเลยก็ได้



“มันไม่ได้แตกแค่โคมไฟนี่ครับ”



เออ! ให้มันโบ๊ะบ๊ะแบบนี้สิวะ!



































tbc.

;



























#อิคคิวไงจำไม่ได้หรอภีม



รักชอบคนไหนในแก๊งค์นี้ก็พูดมา เราแฟนคลับมิณทร์ ٩ (ˊ  ᗜˋ*) و

หนึ่งเดียวในใจน้องพูดเลย

แต่อิคคิวกับภีมเนี่ยโพลลูกตลอดกาล

รักสุด *หอมหัว*

ปากำลังใจมาเยอะๆ เลยนะคับ

แบมบี้



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-12-2020 18:56:37 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ Grey Twilight

  • Moderator
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +170/-17
เขียนได้น่ารักมากเลยครับ ตอนเด็กนี่ภีมน้องมาก ฮืออ ฟูนุ่มสุดๆ น่าจับมานั่งหยอก น้วย จุ๊บเล่น เหมือนลูกหมาตัวเล็กๆที่ชอบซน ชอบเห่าชอบกัดเล่นน้อยๆกับคนอื่น (พูดจาหยาบคายแบบเด็กๆ) แถมมีดื้อชอบวิ่งตื๋อไปเป็นหัวโจกอีกแน่ะ พอโตมาแล้วก็ยังดูไม่เปลี่ยน แต่ที่ดูเหมือนเฉยๆชาๆมากขึ้น น่าจะเพราะว่าโตขึ้น เลยดูมีมาดเป็น แล้วก็มีเพื่อนมาคอยกันท่าให้สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และน่าจะเคยโดนผู้ชายจีบด้วย เลยทำให้ภีมวางตัวได้กลางๆ ไม่ถึงกับยิ้มหวานเรี่ยราดให้คนหัวใจสั่นเล่น หรือขี้อ้อนให้สมกับเป็นนิสัยลูกหมาซนๆล่ะมั้งครับ แต่ชอบที่น้องเหมือนหาทางซอกแซกหนีคนจีบจนสุดท้ายต้องมาพึ่งอิคคิวนี่แหละ ความน้องน่าจะทำให้ฝ่ายจีบเหวอไปเลย ชอบเล่นใหญ่สมกับเป็นน้อง (หัวเราะ)

ผมชอบอิคคิวนะ เป็นผู้ชายน่ารักอบอุ่นดี เป็นสุภาพบุรุษและเทคแคร์ภีมดีมากกก ดีสุดๆเลยครับ สำหรับวัยเด็กนี่มันหวานมากเลยนะ อ่านแล้วใจฟูสุดๆเลยครับ อิคคิวยอมตามภีมตลอดเลย แถมยังคอยดูแล เป็นเพื่อนและมีแต่เจตนาดีๆให้ตลอดเลย ซึ่งภีมเองก็ไม่ได้ต่อต้าน ถึงจะมีดื้อหน่อยๆก็เถอะ โมเมนต์ให้ขี่หลังเอย ยอมไปหารองเท้าแตะให้เอย ทุ่มเทมากอะอิคคิว น้องได้มากครับ พี่ยกนิ้วให้ เจ๋งจริง

ตอนโตนี่ผมคิดว่าอิคคิวน่าจะเปลี่ยนพอสมควรครับ เหมือนที่ภีมเปลี่ยน แต่ผมคิดว่าอิคคิวน่าจะยังชอบภีมแหละ แต่ว่าจะทำยังไงให้มันชัดสิ อันนี้น่าคิด ภีมดูออกไม่ยากหรอกครับว่ามีคนมาจีบ เพราะน่าจะเคยมีประสบการณ์ แต่จะทำยังไงให้อิคคิวให้ลุคเป็นสุภาพบุรุษแบบเท่ๆ ไม่ใช่ลุคแบบเพื่อนเก่าที่ยังมีแต่ปรารถนาที่ดีให้ต่อกัน อันนี้งานยากละ อาจจะต้องสกินชิพเชิงรุกหน่อย แต่มาดดุๆหน่อยนี่เท่ละนะ เพราะน้องภีมน่าจะคนจีบเยอะ คนจะเป็นตัวจริงจะกำราบลูกหมาต้องดุกันบ้าง ตามใจกันเยอะ เรื่องธรรมดาครับ

ว่าแต่...แค่ประโยคสุดท้ายเมื่อกี้ น้องภีมอาจจะยังมองโลกมุมน้องหมาอยู่ หยอกเล่นกับอิคคิว แต่อีกฝ่ายน่าจะกลายร่างมีเขี้ยวเล็บเป็นหมาป่าเหมือนกันแล้วนะครับ แถมไปเล่นแบบนั้น คนจีบเกิดเค้าไม่ท้อถอย จะทำให้สมจริงต้องอยู่ติดกับอิคคิวบ่อยๆนะครับ แล้วเดี๋ยวหยอกไปๆมาๆพอสมยอมเดี๋ยวโดนจับกินนะภีม ผมว่าอิคคิวน่าจะเฮิร์ตที่หายจากภีมไปพอสมควร แถมไม่ได้ติดต่อกันเลย ดูเค้าเหมือนตอนแรกจะหงุดหงิดปนคล้ายๆถอดใจเรื่องภีมด้วย ถึงต้องมาหามิณทร์แล้วเหมือนอยากดื่ม ต้องกระตุ้นพระเอกนะครับน้องภีม! แค่อ้อนๆหน่อยหรือยิ้มหวานๆให้ก็พอแล้วแหละมั้งสำหรับอิคคิว

ผมเดาว่าลักษณะการแสดงออกของภีมต่ออิคคิวไม่น่าใช่โกรธ น่าจะเป็นน้อยใจ น้อยใจปนเหงามากด้วย เดาไม่ผิดตอนเด็กๆนี่น้องภีมนั่งร้องไห้น้ำตาตกแน่ๆพออิคคิวหายไป แต่พอโตมาเจอก็เลยพาลโกรธไม่มีสาเหตุ น้อยใจเก็บซ่อน ไม่อยากคุยด้วย พูดง่ายๆว่างอนน่ะแหละ แต่ตัวอิคคิวเองก็ดันทำตัวไม่ถูก พออีกฝ่ายงอนหนักๆไม่พูดจา เลยพาลคิดว่าอีกฝ่ายเกลียดตัวเอง ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วยล่ะสิ โถ พระเอกต้องขยันง้อนะครับ เดี๋ยวพอน้องภีมหายโกรธแล้วออกนิสัยเดิม รับรองหวานกันจนทะเลหวานแน่ๆ

ปล. ผมแนะนำนิดนึงครับ ถ้าตัดสลับพาร์ทระหว่างอดีตกับปัจจุบัน อยากให้ไล่ทำสีตัวอักษรหน่อย จะได้ทราบได้ว่าตรงไหนเป็นพาร์ทไหน ไม่งั้นอ่านแล้วบางทีชะงักครับ ตามเรื่องไม่ราบรื่นเท่าไหร่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-12-2020 22:00:11 โดย Grey Twilight »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
7



I have never keep it deep down in the heart

I openly it all since we met

all thing, i mean (:






[แล้วไหวหรือเปล่า? ถ้าท้อหรือเหนื่อยเล่าให้เจ้ฟังได้นะ]

“ไม่ต้องเป็นห่วงเลย ตัวโตขึ้นตั้งเยอะ เรื่องแค่นี้สบายมาก” อดยิ้มให้กับน้ำเสียงเป็นห่วงของเจเจ้ไม่ได้ แม้เราไม่ค่อยได้เจอกัน แต่เราโทรหากันเสมอ นอกจากป๊ากับม้าที่เป็นห่วงผมที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวแล้วก็มีเจเจ้นี่แหละที่เป็นกังวล กลัวน้องชายคนเดียวที่แสนติดบ้านจะเหงา เลยเฝ้าโทรถามสารทุกข์สุขดิบประจำ ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยล่ะว่าตอนเด็กๆ จะกัดกันบ่อย

“เจเจ้ ..”

[หืม?]



ผมเผลอกัดริมฝีปากตัวเอง วางผักสดและเนื้อหมูคืนชั้นเมื่อคิดได้ว่าถึงซื้อไปก็คงไม่ได้ทำอะไรทานเองอยู่ดี มันจะเน่าคาตู้เย็นลำบากต้องเก็บทิ้งซะเปล่าๆ มันมีอยู่บนโลกจริงๆ นะคนที่ไม่ได้เรื่องสักอย่างน่ะ เขาแล้วล่ะหนึ่ง



“เจเจ้เสียใจมั้ยที่ภีมไม่เก่งอะไรเลย .. เก่งไม่ได้ครึ่งของเจเจ้ด้วยซ้ำ”

[ทำไมเจ้ต้องเสียใจด้วยล่ะภีม]

“...”

[แค่เป็นคนไม่เก่งที่พยายามเต็มที่มันทำให้ครอบครัวหนักใจด้วยหรอ”

“...”

[หืม?]



ภัสเป็นคนที่มักตอบคำถามผมด้วยคำถามเสมอ ไม่ใช่ว่าเธอไม่มีคำตอบ แต่เธอแค่อยากให้ผมคิดและค้นหาคำตอบที่จริงที่สุดด้วยตัวของผมเอง และตอบตัวเองให้ได้ เธอเป็นแบบนั้นเสมอมา ไม่เคยตัดสิน ไม่เคยตอกย้ำ ไม่เคยซ้ำเติม ไม่เคยตั้งทาร์เก็ตหรือเซตเป้าหมายว่าน้องคนนี้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไปให้ถึง เธอเป็นคนรับฟัง ปลอบโยน และให้กำลังใจผมเสมอมา

แม้ว่าตอนเด็กๆ เธอจะเคี่ยวเข็ญผมอย่างหนักเรื่องหน้าที่

แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะหวังดี



“ภีมแค่ .. ฮึก”



และเพราะว่าเราเข้าใจกันและกัน

เธอเลยรู้ว่าถึงผมจะเป็นแบบนี้ แต่ผมก็พยายามที่สุดในทุกๆ ช่วงวัย



[เจ้รู้ว่าน้องเจ้ไม่ได้เก่ง เจ้รู้อีกเหมือนกันว่าน้องเจ้พยายามอย่างเต็มที่มาโดยตลอด และมันไม่เป็นอะไรเลย .. ป๊าม้าและเจ้ไม่เคยคาดหวังว่าภีมต้องเก่ง เราคาดหวังแค่ว่าภีมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข มีวุฒิภาวะ และพร้อมรับมือกับสิ่งต่างๆ ทั้งหนักและเบาที่จะเข้ามาในวันข้างหน้า รู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ทำมันให้เต็มที่ในแบบที่ภีมทำมาตลอด พวกเรายินดีกับทุกสิ่งที่ภีมเลือกทำ และมีความสุขที่เห็นภีมสุข ป๊าม้าเจ้ไม่มีสิทธิ์เสียใจกับสักอย่างในความเป็นภีมเลยนะ]

“...”

[รู้มั้ยครับเด็กดี]

“ฮึก .. ทำไมภีมถึงรู้สึกว่า .. จนถึงตอนนี้แล้วภีมก็ยังหาตัวเองไม่เจออีก”

[.. ภีม]

“เหมือนกับภีมแค่ได้ทำ แค่ขอให้ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนเพื่อนๆ เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่ดูเพื่อนๆ มีความสุข ในขณะที่ภีมไม่มีเลย”



ความไม่เก่งและไม่ชัดเจนในเส้นทางชีวิตของเขาถูกเปรียบเทียบกับเพื่อนด้วยตัวเขาเองมาตลอด เขาไม่เคยอิจฉาเลยเวลาเพื่อนค้นพบความชอบของตัวเอง แต่จะคิดย้อนว่าทำไมเราถึงทำแบบนั้นไม่ได้ ทั้งที่อายุเท่ากัน เขาไม่มีความชื่นชอบเป็นพิเศษ เรียนไม่เก่ง ไม่มีความถนัดสักด้าน ครึ่งๆ กลางๆ ล่องลอย โตมาแบบที่รู้แค่ว่าอยากมาลองทำงานที่กรุงเทพ เพราะเป็นเมืองที่คิดว่าเจริญแล้ว



[ชีวิตเราไม่ได้หยุดแค่ยี่สิบสอง ยี่สิบห้า หรือสามสิบนะภีม ตราบใดที่ยังหายใจ เรายังเหลือเวลาอีกมากเพื่อค้นหาแก่นแท้ของความสุขที่เราจะแฮปปี้กับการอยู่กับมันไปตลอดชีวิตในระหว่างที่เราเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่หลายๆ ด้าน]

“...”

[บางคนใช้เวลาไม่นาน แต่บางคนใช้เวลาเกือบค่อนชีวิตในการค้นพบความจริงว่าแท้จริงแล้วเขาชอบทำสวน อยู่กับตัวเองและธรรมชาติมากกว่าการใส่สูทเข้าห้องประชุม มันสำคัญที่เราตักตวงประสบการณ์ เรื่องราวดีๆ ที่เข้ามาระหว่างทางเพื่อก่อเป็นบันใดสูงๆ ให้เราได้ค้นหาตัวเองง่ายขึ้น ซึ่งภีมก็อยู่ในโพรเสจของการออกไปลองให้รู้ไม่ใช่เหรอ?]

“.. ฮึก ครับ”



ผมสะอื้น ตั้งใจฟัง และเก็บเอาคำตอบเชิงคำถามแบบวาทศิลป์นั้นมาคิดทบทวนเพื่อให้คำตอบแก่ตัวเองในหัว คงไม่มีใครเห็นหรอกมั้งว่าผมแอบมายืนจอดรถเข็นของซุปเปอร์อยู่แผนกของสดและยืนปาดน้ำตาลวกๆ เพื่อที่มันจะไหลลงมาใหม่ ผมไม่ได้เสียใจในเรื่องอะไร ผมร้องให้ดีใจในความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นลูกป๊ากับม้า และได้เป็นน้องของเจเจ้ที่แสนดี

เพราะถึงชีวิตมันจะเหนื่อยขนาดไหน

แต่ผมมีเบาะรองกายและใจนุ่มๆ ถึงสามชั้นเสมอ



[ไว้หยุดยาวนี้มาเที่ยวบ้านเจ้มั้ย เดี๋ยวทำของอร่อยๆ ไว้ต้อนรับ”



และมันก็อุ่นไม่เบาเลย



“คงต้องเป็นโอกาสหน้าแล้วแหละเจเจ้”

[ทำไมล่ะ อย่าบอกนะว่ามีนัดกับแฟน]

“ก็แย่แล้ว! ยังไม่มีสักหน่อย เพื่อนนัดกันไปเขาใหญ่ต่างหากล่ะ”



ผมกำลังจะเล่าต่อว่าได้เจอกับอิคคิว แต่คิดไปคิดมาคงโดนซักต่ออีกนานแน่ๆ เลยเก็บเอาไว้เล่าวันหลังตอนได้เจอกันตัวเป็นๆ น่าจะดีกว่า



[อ๋อ .. งั้นไปเถอะ ไปสูดอากาศบริสุทธิ์จะได้สดชื่นขึ้นบ้าง]

“ภีมรักเจเจ้นะ”

[เจ้ก็รักภีมเหมือนกัน]



ได้คุยกับครอบครัวก็สบายใจขึ้นเยอะ



“เห้ย!”



เคยเป็นมั้ย .. นึกถึงใครในหัวแล้วมันก็มายืนยิ้มอยู่ตรงหน้าเหมือนวาร์ปออกมาจากความคิดได้ นี่ถ้าไม่ติดว่ายืนหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอรดหัวเขาอยู่ล่ะก็จะคิดว่าเป็นผีแล้วนะ ทำไมผลุบๆ โผล่ๆ มาเจอกันตลอดเลยวะ



“ไง”

“มายืนนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

“สักพักแล้ว เห็นคนแถวนี้ร้องไห้ด้วย”

“ไม่มีมารยาท!”

“ใครเขาให้มายืนน้ำตาไหลกลางซุปเปอร์มาเก็ตกันเล่า”



ผมค้อนอิคคิวไปทีและซับน้ำตาลวกๆ เหลือบมองรถเข็นของมันที่มีของสดประปราย เผลอมองอีกคนหัวจรดเท้า วันนี้มันแต่งตัวสบายๆ แต่ดูดีชิบหายด้วยเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สีครีมกับกางเกงผ้าขาสั้นสีดำที่ทำให้ผมเห็นว่าขามันยาวโคตรๆ

ไหล่ก็กว้าง

หุ่นดีขนาดนี้ทำไมไม่ไปเป็นนายแบบเลยวะ

ยังจะมายืนข้างๆ ให้รู้สึกด้อยอีก



“มาซื้ออะไร”



ถามกันทั้งๆ ที่ตาคมยังคงกวาดมองหาสิ่งที่ต้องการหยิบลงตะกร้า นับว่ามันเป็นคนมีมารยาทมากคนนึงที่ไม่ถามถึงเรื่องที่ทำให้เขาร้องไห้ เพราะความไม่สบายใจของใคร ถ้าเขาสะดวกใจจะเล่าเดี๋ยวเขาก็เล่าเองนั่นแหละ



“พวกของกิน เอาไปติดห้องไว้เวลาขี้เกียจออกไปไหน”

“มาคนเดียวหรอ”

“เห็นผีสักตัวมั้ยล่ะถาม”

“นึกว่ามากับพี่ชาน ..”

“หยุดพูดชื่อนั้นเดี๋ยวนี้!”



ผมแทบจะเอามืออุดปากคนที่ยืนทำหน้านิ่ง

วันดีๆ ของผมจะหม่นลงก็เพราะมันเอ่ยชื่อที่พ่วงความลำบากใจต่อท้ายมาเป็นกระพรวนนี่แหละ แล้วใครที่ว่าก็ตายยากตายเย็น ขนาดผมปรามอิคคิวได้ทัน แต่ชื่อ ‘พี่ชานนท์’ ก็ยังโผล่มาปรากฏบนหน้าจอมือถืออีก

เดี๋ยวนี้ไม่โทรเฉยๆ แล้วนะ

วิดีโอคอลมาเลยจ้า!



“ว่าไงครับพี่ชานนท์”

[ภีมว่างหรือเปล่าครับ พี่จะชวน ...]

“มาซุปเปอร์กับแฟนครับ”



ผมใช้เท้าถีบรถเข็นเปล่าของตัวเองไปไกลๆ แล้ววิ่งเข้าไปซบอกอิคคิวที่กำลังยืนเลือกผัดสด พี่ชานนท์หน้าเจื่อนเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มขำตามมารยาท คนตัวสูงที่เปลี่ยนมายืนขนาบหลังกันกดจมูกลงมาที่หัวจังๆ แล้ววินาทีต่อจากนั้นผมก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงฟอด

มันดังขึ้นจากการกระทำบางอย่างของอิคคิว

ความรู้สึกประหลาดเหมือนมีมือปริศนาเอื้อมมากดเปิดสวิตช์ในใจ

นี่มันคืออะไรกัน ..



“เรากำลังเลือกซื้อของสดไปทำมื้อเย็นทานที่คอนโดผมกันน่ะครับ”

“ห้ะ?”



ประโยคนั้นดึงผมออกจากภวังค์และหันไปสบสายตากับคนที่ย่อตัวเอาคางมาวางเกยบนไหล่กันซะแล้ว อิคคิวทิ้งน้ำหนักลงมาแนบชิดเหมือนอยากจะแกล้งใครสักคนที่ถ้าไม่ใช่เขาก็คนในสาย ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นเปปเปอร์มินต์ที่เป่ารดแก้มกับกลิ่นน้ำหอมที่ทำให้นึกถึงไอหมอกในป่าสนนั่นกำลังสร้างความปั่นป่วนให้เขาจนเกือบทำโทรศัพท์ล่วง

โชคดีที่อิคคิวรับมันไปถือเอาไว้

และแขนยาวๆ นั่นก็วิดีโอคอลต่อในองศาที่เห็นเราแนบชิดกันชัดเจน



“คุณมีธุระอะไรกับแฟนผมหรือเปล่าครับ”

[พอดีจะชวนภีมออกมาคุยงานนิดหน่อย]

“แต่นี่มันวันเสาร์นะครับคุณชานนท์ เป็นวันที่เราต้องใช้เวลาด้วยกัน”



เสาร์และเรา

ผมเกือบเผลอร้องไห้เมื่อได้ยินประโยคนั้น

ประโยคที่ทำให้หวนนึกถึงช่วงเวลาที่มีกันและกัน ... ตั้งแต่เช้าจรดเย็น



“วันอาทิตย์ก็ไม่ว่างเช่นกันครับ”



เสาร์ อาทิตย์ ... เราสองคน

นานเท่าไหร่

นานเท่าไหร่แล้วที่ผมล็อคโฟกัสสายตาเอาไว้ที่ริมฝีปากหยักสวยซึ่งกำลังขยับเป็นคำพูดของใครบางคนที่ใช้ไหล่เขาเป็นที่พักพิง ใบหน้าคมคายในระยะใกล้ที่ผมแค่ขยับนิดเดียวปลายจมูกก็จะจมลงบนแก้มนั่นพอดิบพอดี สันจมูกโด่งที่น่าอิจฉา

น้ำเสียงทุ้มนุ่มละมุน

ทั้งหมดทั้งมวลนั่น ...



“แฟนผมยังไม่สะดวก”



ทำเอาเขาหาข้อแก้ต่างใดๆ มาลบล้างไม่ได้

บางอย่างใต้แผ่นอกซ้าย

กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง



“วางไปแล้ว”

“...”

“ภีม”

“หือ”



เหมือนจิตผมหลุดออกจากร่างชั่วคราว และมันก็หวนกลับคืนในตอนที่อิคคิวเอานิ้วจิ้มแก้มกันเบาๆ มืออีกข้างโบกโทรศัพท์ราคาแพงนั่นให้ดูว่าบุคคลน่ารำคาญแห่งปีหายไปจากหน้าจอแล้ว มันโชว์ภาพหน้ายิ้มจนตาปิดของผมที่มิณทร์เป็นคนถ่ายให้ตอนเรียนปีสุดท้าย ผมเลยนำมาตั้งไว้เป็นภาพพักหน้าจอ



“ยังน่ารักเหมือนเดิมเลยเนอะ”



อิคคิวยังคงเกยคางไว้อย่างเก่า

แต่ตามองภาพพักหน้าจอในโทรศัพท์ผมด้วยรอยยิ้ม

.. รอยยิ้มแบบนั้น

ที่ผมปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าไม่เคยลืม



“บ .. บอกกับพี่เขาไปว่ายังไง”

“ก็ไม่ได้ว่ายังไง”

“!!!”



อิคคิวพรูลมหายใจกลิ่นเปเปอร์มินต์ ยืดตัวขึ้นเต็มความสูงแบบต้องแหงนหน้ามองอีกครั้ง ไม่เข้าใจว่าทำอีท่าไหนปลายจมูกโด่งๆ นั่นถึงเฉียดแก้มกันไปจนหน้าเขาร้อนวูบเหมือนโดนเป่าด้วยไดร์อย่างจงใจ



“แค่บอกว่าทุกเสาร์อาทิตย์ไม่ว่าง เพราะต้องให้เวลากันและกัน อย่างวันนี้ก็จะไปทำมื้อเย็นและทานข้าวด้วยกันที่คอนโดเรา”

“วอท!”

“ไม่วงไม่วอท บอกไปแล้ว”

“เป็นตุเป็นตะ!”



แล้วผมก็เท้าสะเอวทำหน้ายักษ์ใส่มันโดยที่มันไม่สนใจกันเลยสักนิด

มัวแต่ยินเลือกผักอยู่นั่นอ่ะ



“ถามกูยังเนี่ยว่าจะไปมั้ย”

“ต้องถามด้วยหรอ”

“เออสิวะ! นี่มึงเป็นคนแบบไหนวะเนี่ย ปวดหัว”

“ก็เป็นแฟนภีมไง”

“เลอะเทอะใหญ่ พี่เขาวางไปแล้วโว้ย! เอาโทรศัพท์คืนมา”

“ล้วงเอาเอง ในกระเป๋ากางเกงเนี่ย”

“จะบ้าหรือไง!”



ผมมองกางเกงขาสั้นของมันตาเขียว

จะหยิบออกมาได้ต้องเลิกเสื้อตัวนี้ขึ้นไปก่อนจะล้วง

ก็แย่แล้ว!



“เอามาาาาา”



ผมเลยยืนทึ้งมันอยู่หน้าโซนของสดในซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังใจกลางเมือง ใครผ่านมาเห็นคงงงว่าไอ้เตี้ยนี่เป็นอะไร ภาพคนตัวสูงที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋าข้างนึงในขณะที่เอื้อมหยิบสิ่งที่ต้องการบนชั้นโดยมีลูกลิงเกาะแกะอยู่แบบนั้นน่ะ

แต่ก็น่าแปลกแหะ

การกระทำกึ่งบังคับแบบเดียวกัน

แต่ผมไม่อึดอัดเลย



“เดี๋ยวพี่เขาวีดีโอคอลกลับมาหาอีกแล้วโดนจับได้ว่าโกหกจะทำไง”

“มึงบอกว่าภีมไม่ค่อยสบายก็จบ”

“นั่นเป็นการแช่ง”

“โอ้ย!”



ป่วยการจะเถียงกับไอ้คนเอาแต่ใจ

จะทำอะไรก็ทำไปเลย!

อิคคิวมองเด็กขี้งอนที่เดินกระฟัดกระเฟียดไปยืนเกาะรถเข็นรอ เด็กคนนั้นที่อายุน้อยกว่าเขาไม่กี่เดือน เด็กคนนั้นที่กว่าจะยิ้มให้กันได้ช่างยากเย็น และก็ยังเป็นเด็กคนนั้นที่ชอบเข้ามาสร้างกระแสน้ำวนในใจเขาทุกคราวที่มีโอกาส กวัดแกว่งมันเล่นอย่างไม่รู้ตัวเลยว่าทิ้งบางอย่างตกค้างไว้ในใจ และสิบกว่าปีก็ยาวนานพอที่จะทำให้สิ่งๆ นั้นตกตะกอน เกาะกลุ่มก้อน กลายเป็นผลึกที่ชัดเจน



“อยากซื้อขนมอะไรไปกินด้วยมั้ยภีม”

“มึงจะซื้อให้หรือไง!”



มีหลายสิ่งหลายอย่างที่พอเราเติบโตขึ้นแล้วมองย้อนกลับไปจะรู้สึกว่าถ้าเป็นเราตอนนี้ในช่วงเวลานั้นจะไม่ตัดสินใจทำอะไรแบบนั้น หรือคงไม่รู้สึกอะไรอย่างนั้นต่อสิ่งใดๆ เด็ดขาด แต่เขา .. ต่อให้เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันหรือโตขึ้นกว่าตอนนั้นสักแค่ไหน ถ้าหากให้เขาตัดสินใจอีกครั้ง

ก็ยังคงจะทำทุกๆ อย่างเหมือนเดิม



“อยากกินอะไร ไปเลือกหยิบเลย”

“จะเลี้ยงใช่มั้ย”

“อืม”

“ได้!”



แล้วแผ่นหลังเล็กๆ ที่วิ่งปรูดปราดหายเข้าไปในโซนเยลลี่และขนมขบเคี้ยวครบรูปแบบนั่นก็ทำให้เขาคลี่ยิ้มออกมาและเข็นรถเข็นตามไปช้าๆ ใครคนนั้นที่วันนี้ใส่เสื้อยืดตัวโคร่งสีครีมกับกางเกงวอร์มสีดำ ภาพภีมวัยเก้าขวบทับซ้อนภาพใครบางคนที่กำลังนั่งเลือกเยลลี่หลากชนิดมาใส่ไว้ในอ้อมแขน



“เอาเยอะๆ ได้มั้ย”

“ที่กินไหวก็พอ มันไม่มีประโยชน์”

“ได้!”



แล้วซองเยลลี่ครบยี่ห้อในอ้อมแขนนั่นก็ถูกถ่ายเทลงมาในรถเข็นที่ฟากนึงมีแต่ของสดสำหรับทำมื้อเย็น และเป็นเขานี่แหละที่ต้องเลือกหยิบขนมก๊อบแก๊บบางส่วนวางคืนบนชั้นในจังหวะที่คนเดินนำหน้าไม่ทันมอง

ภีมเหมือนเด็กห้าขวบที่มาห้างครั้งแรกกับพ่อ

สายตาที่มองบรรดาขนมพวกนั้น

น่าเอ็นดูชะมัด





‘ป้าดาให้เงินมากี่บาท’

‘เจ็ดสิบ’

‘ไวตามิลค์คนละขวด แล้วที่เหลือซื้อหนมนะ’

‘กินไหวหรือไง’

‘ไหว!’





“พอแล้วมั้ย จะกินไหวหรอภีม”

“ไหว!”



เสียงนั้น ใบหน้าดื้อๆ แบบนั้น

เหมือนในความทรงจำเขาเลย

ไม่เคยหายไป



“ให้หยิบอีกแค่สามอย่างพอนะ”

“ได้!”



อิคคิวยิ้มขำกับตัวเอง ฟังแล้วหวาดเสียวบัตรเครดิตในกระเป๋าตังค์ดีจัง

ไอ้คำว่าได้คำเดียวเนี่ย




(ตัวอักษรเกิน อ่านต่อเม้นถัดไป)





;
#อิคคิวไงจำไม่ได้หรอภีม


ตั้งแต่เริ่มเขียนมายังไม่เคยได้รับคอมเม้นยาวๆ สักครั้ง
นี่เป็นครั้งแรกที่เราใจฟูมากๆ
เราซาบซึ้งกับคอมเม้นของคุณ Grey Twilight ที่สุดเลย
ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณจากใจจริงๆ
ถ้าคุณได้เห็นข้อความนี้ เราอยากจะบอกคุณว่า
ฟีดแบคของคุณทำให้เรามีกำลังใจขึ้นเป็นกอง ยิ้มจนแก้มปริเลย
คุณใส่ใจในทุกๆ ดีเทล คุณวิเคราะห์ตามเส้นเรื่อง
ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเชื่อว่านักเขียนทุกคนอยากให้มันเกิดขึ้น
ไม่ใช่แค่อ่านไปผ่านๆ แต่คุณได้รับสารบางอย่างที่ซุกซ่อนไว้
เราจะไม่ทำให้ผิดหวังนะคะ
สำหรับคำแนะนำ เราจะนำไปปรับปรุงแก้ไขนะคะ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจดีๆ ค่ะ ^^
ฝากเป็นกำลังใจให้อิคคิวกับภีมต่อไปนะคะ
นักอ่านที่น่ารักทุกๆ คนเลย
มีตรงไหนอยากพูดคุย คอมเม้นได้เสมอเลยค่ะ
แบมบี้


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-01-2021 22:13:02 โดย Mister bamboo »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0



(ต่อจากช่วงที่ขาดไป)



ภีมไม่รู้ว่าไอ้คอนโดที่กินพื้นที่เกือบทั้งชั้นนี่มันเรียกว่าอะไร เขารู้แค่ว่ามันโคตรใหญ่ อยู่ใจกลางทองหล่อ และต้องขึ้นลิฟต์ไปถึงชั้นยี่สิบห้า! เทียบกับคอนโดขนาด 60 ตารางเมตรที่ว่าใหญ่มากๆ ของเขาแล้วล่ะก็ .. นั่นน่ะขี้ฝุ่นไปเลย

ลูกลุงกันต์กับป้าดามันรวยขนาดนี้เลยหรอวะ!



“มาช่วยเป็นลูกมือในครัวหน่อย”

“ทำไม่เป็น”

“แค่ล้างผักก็ได้ ไปยืนเกาะทำอะไรตรงนั้น”



เจ้าของเพ้นทเฮ้าส์ที่ใส่รองเท้าสลิปเปอร์ลายสก๊อตยืนล้วงกระเป๋ากางเกงมองคนที่ยืนเอามือแปะกระจกและเอาหน้าแนบชมวิวทิวทัศน์ข้างนอกขำๆ ตั้งแต่เพื่อนตัวเล็กก้าวเท้าเข้ามาก็พูดคำว่าโอ้โหจนนับครั้งไม่ถ้วน

เหมือนเด็ก

กระจกบานใหญ่ที่สูงเท่าความสูงอิคคิวคูณด้วยสองถูกเปิดออกให้ลมเย็นๆ ปะทะกับผิวหน้าคนที่ตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่ง ภีมอ้าแขนหลับตาสูดอากาศเข้าเต็มปอด เขาว่าเขาชอบห้องนี้นะ มันเรียบหรูและโปร่งเพราะเพดานสูงมากๆ แถมระเบียงยังกว้างขวางแบบลากเตียงขนาดหกฟุตออกมานอนดูดาวตอนกลางคืนซึ่งไม่รู้ว่าจะเห็นไหมยังได้เลย



“อยู่คนเดียวจำเป็นต้องห้องใหญ่ขนาดนี้มั้ยวะ”

“...”



ภีมเพิ่งรู้ว่าบางคนมายืนซ้อนข้างหลังก็ตอนที่ถอยไปเหยียบเท้านั่นจังๆ มันเป็นตอนนั้นที่เขาหันไปสบตากับคนที่ก้มลงมองกันแทนที่จะเป็นวิวมุมสูงของกรุงเทพตรงหน้า เหมือนใครแอบเข้าไปตั้งโปรแกรมอะไรไว้ในร่างกายเขา เพราะทุกครั้งที่ได้สบตาคู่นั้นในระยะใกล้ ดวงตาที่ไม่ว่าจะหันไปมองเมื่อไหร่ก็หยุดอยู่ที่เขาเสมอ มันทำให้อวัยวะหนึ่งเดียวที่สูบฉีดเลือดได้นั่น

.. สั่นไหวรุนแรง

ไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่เลย



“ชอบมั้ย”

“ชอบไร”

“ห้องนี้น่ะ ภีมชอบมั้ย”

“อืม .. ชอบนะ”

“...”

“โคตรกว้างเลย เหมือนบ้านทั้งหลัง วิวตอนกลางคืนน่าจะสวย”



อิคคิวจุดรอยยิ้มที่ซ่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้

แอบคิดไปไกลถึงขนาดที่ว่า

ถ้าเป็นภีมคนนี้ .. ที่จะมาอยู่ด้วยกันในที่แห่งนี้

.. ก็คงจะดี



“กี่ล้านวะเนี่ยถามก่อน”

“สำคัญด้วยหรอ”

“อ่ะเนี่ย! เรามันชอบพูดจาน่าโดนด่าตลอด”



ภีมทิ้งหางตาให้คนที่ยังไม่เปลี่ยนโฟกัสสายตาไปไหนก่อนจะหันกลับไปมองภาพตรงหน้า เขาแปะโป้งกับตัวเองในใจว่าตอนห้าโมงจะมายืนชมท้องฟ้าที่นี่ ดูซิว่ามันจะสวยได้เท่าท้องฟ้าที่ขอนแก่นหรือระเบียงคอนโดเขามั้ย

ถ้าได้ยืนดูกับใครอีกคน



“เราไม่รู้ราคาหรอก แต่คิดว่าน่าจะแพงอยู่”

“แหงดิ! ห้องใหญ่เท่าชั้นนึงขนาดนี้ หกสิบล้านจะอยู่หรือเปล่าเหอะ”

“...”

“ห้องตัวเองยังไงไม่รู้ราคา กูก็คิดว่ามึงรวยด้วยอายุเท่านี้ กำลังจะอิจฉาละ”

“พ่อเราซื้อเอาไว้ให้น่ะ”

“โอ้โหลุงกันต์! รางวัลคุณพ่อยอดเยี่ยมแห่งปีเอาไปเลย! โคตรป๋าอ่ะ”

“...”



อิคคิวคลี่ยิ้ม

ตาคมแอบมองริมฝีปากเป็นกระจับที่ขยับเป็นคำพูดไม่หยุด แพขนตาที่พัดพาเอาลมเย็นๆ มาหมุนวนในใจเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ แก้มกลมๆ ที่เขาเผลอสัมผัสมันไปแล้วตอนอยู่ในห้างสรรพสินค้า มองทุกองค์ประกอบของคนตรงหน้าเพื่อซึมซับความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้น ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะเคลื่อนไปมองภาพเดียวกันกับที่ภีมมองอยู่ มองไกลออกไป ไกลจนสุดสายตา



“ป๊ากูที่ว่าแน่ก็ต้องแพ้ลุงกันต์อ่ะ”



ถ้าภีมได้รู้ว่าพ่อให้เขามากแค่ไหน

ภีมจะยังอิจฉาเขาอยู่หรือเปล่านะ



“มึงมีสระว่ายน้ำส่วนตัวด้วยป่ะ?”

“ถามเยอะไปแล้ว ไปทำอาหารเย็นกินกันเถอะ”

“นี่! เดี๋ยวเซ่”



ภีมก้าวตัวปลิวตามแรงของคนที่กุมข้อมือกันเดินออกจากห้องนั่งเล่นแล้วมุ่งหน้าไปทางที่เขาเดาว่าน่าจะเป็นครัว หัวใจดวงน้อยเกิดแผ่นดินไหวขนาดเจ็ดจุดสี่ริกเตอร์ขึ้นอีกครั้งเมื่อมองไปยังข้อมือของตัวเองที่อิคคิวจับเอาไว้หลวมๆ ไม่แน่ใจว่าแผ่นดินไหวรุนแรงจะสร้างความเสียหายมากแค่ไหน

เขาสนใจเพียงแค่สัมผัสอุ่นๆ ที่ข้อมือนั่น ..

เป็นอะไรที่ทำให้ภีมมั่นใจว่าต่อให้เดินไม่มองทาง



“อยากทานเมนูอะไรเป็นพิเศษมั้ย”

“อะไรก็ได้ ได้หมดเลย”



แต่ก็ยังจะปลอดภัย



“ภีมรู้มั้ยว่าอะไรก็ได้กับได้หมดนี่หาทานยากมาก”



และดูเหมือนว่าหนังเรื่องเก่า .. หนังเรื่องนั้นที่เขาตั้งใจกดรีโมท pause เอาไว้เนิ่นนานจะเริ่มดำเนินเรื่องต่อจากที่ค้างเอาไว้อีกครั้ง









/









ภีมเติมข้าวเป็นจานที่สอง นั่นทำให้เชฟจำเป็นอย่างอิคคิวอดอมยิ้มกับฟีดแบคไม่ได้เลย เพื่อนตัวเล็กของเขากำลังเจริญอาหาร ถึงแม้ว่าเมนูแต่ละอย่างไม่ได้เอื้อให้มื้อเย็นในวันนี้เป็นดินเนอร์ที่เลิศหรู ไม่มีเชิงเทียน ไม่มีไวน์รสชาติดีที่หมักบ่มเป็นเวลาหลายสิบปี ไม่มีแสงไฟอมส้ม ไม่มีเสียงไวโอลินหรือเสียงจากเปียโนบรรเลงคลอเพื่อสร้างบรรยากาศ

บนโต๊ะอาหารสำรองนอกระเบียงมีเพียงกระหล่ำปลีตุ๋นเห็ดหอมใส่กระดูกหมู ปูนิ่มทอดกรอบราดน้ำสลัดงาแบบญี่ปุ่น หน่อไม้ฝรั่งผัดน้ำมันหอย ไข่เจียวหมูสับ และปลากะพงขาวที่เอาไปเซียร์ในกระทะทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ภีมและเขาช่วยกันทำ มีสปาร์คกลิ้งวอเตอร์รสองุ่นแทนไวน์



มื้อเย็นแสนเรียบง่าย

กับข้าวเมนูบ้านๆ ที่พาเขาสองคนย้อนกลับไป

หวนคืนสู่อะไรที่เบสิกธรรมดา

ทว่ามีค่ามากที่สุด ..



“อร่อยหรือเปล่า”

“อือ .. อร่อยอย่างงี้เลย! ทำกับข้าวเก่งก็ไม่บอก” ภีมยกนิ้วโป้งให้เขาสองข้าง

“ถ้าอร่อยก็ทานเยอะๆ เลยนะ”

“ตักไข่เจียวโปะบนข้าวให้กูหน่อยดิ”



ความธรรมดาที่เขาโหยหามาทั้งชีวิต

ความธรรมดาที่อยากแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา ..



“วิวพันล้านโคตร!”

“เคี้ยวข้าวให้หมดปากก่อน เดี๋ยวจะสำลัก”



ภีมตักข้าวกับกระดูกหมูที่ถูกตุ๋นในหม้ออัดแรงดันจนเปื่อยเข้าปากคำโต ไม่มีอะไรดีไปกว่าอาหารอร่อยๆ กับภาพวิวระดับพันล้านในเวลาที่พระอาทิตย์เล่นซ่อนหากับขอบฟ้า แสงส้มอมม่วง สายลมเอื่อยๆ ในวันที่ชั้นบรรยากาศปราศจากฝุ่น PM2.5 พัดพาความเย็นทว่าอบอุ่นในทีจากที่ใดสักแห่งใกล้ๆ นี้มาชโลมจิตใจเขา



“จะไม่ลองทานกระหล่ำปลีตุ๋นหน่อยเหรอ”

“ไม่เอาอ่ะ”

“อร่อยนะ”



ภีมส่ายหน้าหวือ เบี่ยงหน้าหลบช้อนที่ตักกระหล่ำปลีตุ๋นจนเปื่อยตัดเป็นชิ้นพอดีคำป้อนให้กัน อิคคิวไม่ได้บังคับ ไม่ได้เร้าหรือ มันทำเพียงนั่งเท้าคางมองมาโดยที่มือข้างนึงยังถือช้อนค้างกลางอากาศในรัศมีที่ใกล้ปากเขามากๆ เลย



“อร่อยจริงๆ”

“...”



ตาแป๋วๆ มองอาหารในช้อนสลับกับใบหน้าหล่อๆ ทุกจานที่ทานมาก็พอทำให้เขามั่นใจในรสมือที่อร่อยไม่แพ้ใครได้แล้วล่ะ ยิ่งกระหล่ำปลีช้อนนี้มาจากหม้อเดียวกันกับกระดูกหมูที่เขากินเข้าไปเป็นสิบๆ ชิ้นแล้วด้วย

สุดท้ายก็ยอมงับอาหารจากช้อนนั้นอย่างว่าง่าย

รสชาติหวานเค็มกลมกล่อม เนื้อสัมผัสที่ละลายหายไปเพียงใช้ลิ้นดุน

ทั้งหมดนั่นไม่ทำให้เขาอึ้งไปมากกว่า

การที่อิคคิวส่งช้อนนั้นเข้าปากตัวเอง

ช้อนที่เพิ่งป้อนปากเขา



“เป็นยังไง?”

“อะ .. อร่อยดี”

“การทานผักไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น .. ลองหันมาทานมันบ้างได้แล้ว”

“เข้าใจแล้วน่า”



อิคคิวมองภีมที่ก้มหน้าหงุดๆ ใช้ช้อนกลางตักกระหล่ำปลีตุ๋นทานด้วยตัวเอง คำที่สองตามด้วยคำที่สาม การกระทำที่ทำให้เขามั่นใจในระดับนึงว่าคนตรงหน้าเริ่มเปิดใจให้กับสิ่งที่เคยไม่ชอบมากๆ

... บ้างแล้ว





I think of you

when I am sad and down

when the silence makes me cry

when it’ s hard to try

I simply fall back into you





เสียงเพลงจากเพลย์ลิตส์แบบไพรเวทในสปอติฟายดังคลอแผ่วเบา

เราสบตากัน ประจวบเหมาะกับเนื้อร้องท่อนนั้นดิบดี

มันเป็นเพลงเศร้า เขาเข้าใจ

แต่น่าแปลกที่พอฟังกับคนตรงหน้า

เขาไม่เศร้าเหมือนทุกครั้ง

และถึงแม้ว่าสิ่งต่างๆ ที่หนักอึ้งเหมือนโลกทั้งใบไม่ได้หายวับไปอย่างสมบูรณ์

แต่แค่เวลาเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้อยู่ด้วยกัน

เวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน



“ขอหมูชิ้นนั้นได้มั้ยอ่ะ เล็งไว้นานแล้ว”

“เอาไปสิ”

“แต๊งค์กิ้วโซมัช”

“กินให้หมดเลย”

“ท้องแตกพอดี!”



มันก็มากพอที่จะทำให้เขามีเรี่ยวแรง

หยัดยืนขึ้นใหม่

และก้าวเดินต่อไปในโลกที่เราเลือกอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง



“ทำกับข้าวอร่อยแบบนี้ ใครได้เป็นสามีคงโชคดีแย่เลยอ่ะ”

“...”



สักอย่างเดียว.



“เอ้า เงียบเลย”

“ภีมชอบทานพวกอาหารตะวันตกหรือเปล่า”

“เช่น?”

“สเต็ก พาสต้า ลาซานญ่า อะไรเทือกๆ นั้น”

“จะทำให้กินอีกหรอ”

“เปล่าๆๆ ถามเฉยๆ”



ภีมทำตาโตใส่คนที่นั่งตรงข้ามเพราะคิดว่านอกเหนือจากอาหารบนโต๊ะแล้วเรายังจะทัวร์ยุโรปกันด้วยอาหารที่อิคคิวว่าต่ออีก เขาเขี่ยส่วนที่ไม่ใช่กระดูกอ่อนไว้ริมจาน ซดน้ำซุปรสชาติกลมกล่อมจนโล่งคอ ก่อนจิ้มปลากะพงชิ้นเล็กเข้าปาก และเพิ่งจะสังเกตว่าอิคคิวเอาแต่ตักให้เขาอยู่ฝ่ายเดียว

ทำเหมือนตอนเด็กๆ ไม่มีผิด



“ชอบนะ ยิ่งอะไรที่มีชีสด้วยยิ่งชอบเลย”

“งั้นเดี๋ยววันหลังเราพาไปทานร้านของพี่รหัส จริงๆ ร้านนี้ต้องจองคิวล่วงหน้าเป็นเดือนๆ เลย เพราะว่ารับลูกค้าต่อวันไม่มาก บางวันรับแค่โต๊ะเดียว แต่ถ้าเป็นเพื่อนๆ หรือสายรหัสที่สนิทหน่อยก็พอจะต่อรองกับเชฟได้”

“จริงจัง!”

“อืม ขายอาหารตามอารมณ์เชฟล้วนๆ เป็นงี้แต่คิวก็เต็มตลอด”

“แสดงว่าต้องอร่อยมากดิ”

“อร่อยอ่ะอร่อยระดับเทพอยู่แล้ว แต่อีกเหตุผลนึงคือเชฟหล่อ”

“โอ้โห! งั้นป่ะ! ขอไปดูหน้าเทวดาเดินดินซะหน่อย”



อิคคิวจรดรอยยิ้มที่ริมฝีปาก

เขาคิดและถามตอบตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าการที่เราชื่นชอบอะไรมากๆ จนคิดว่ามันไม่สามารถมากขึ้นไปกว่านั้นได้อีก จะมีโอกาสมากขึ้นไปอีกได้มั้ย และภีมก็ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเขา

ว่ามันคงมากไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว

เพราะมันมากจนท่วมท้น

มากล้นซะจนกลายเป็นความมั่นคง

ซื่อตรง

อยู่ในเลเวลที่มากที่สุดมาตั้งแต่แรก



“ว่าแต่พี่รหัสมึงจะอินดี้ไปไหนวะ จบนิติศาสตร์แต่มาเป็นเชฟเนี่ยนะ”

“เขากำหนดทางเดินชีวิตของตัวเองได้ไง”

“เออดีว่ะ”

“ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำแล้วมีความสุข”

“...”

“น่าอิจฉาดีเนอะ”



ไข่เจียวคำนั้นกลืนยากทันทีที่ภีมเห็นสายตาที่เปลี่ยนไปของอิคคิว

นัยน์ตาสดใสเป็นประกายที่มองมาที่เขาเวลาเราพูด

แวบนึงมันแปรเปลี่ยนเป็นแววตาที่อัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวด ..

แววตานั้นกับคำพูดที่ทำให้ภีมย้อนถามตัวเองในใจ

ว่าคนที่เพรียบพร้อมอย่างอิคคิว

ยังต้องนึกอิจฉาใครอีก



“ตักให้แต่คนอื่นอ่ะ เราเองก็กินเยอะๆ บ้างนะ อ่ะ ..”

“ขอบคุณ”

“อะ .. อืม”



ภีมมองคนที่เรียกรอยยิ้มสดใสที่หายไปชั่วคราวนั้นกลับคืน อิคคิวจิ้มปูนิ่มทอดกรอบที่เขาเลือกตักชิ้นใหญ่ๆ วางใส่จานให้เข้าปากทั้งที่ยังมองหน้ากัน

มวลบางอย่างแผ่ซ่านในอากาศ

ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา

ทว่าสัมผัสได้ด้วยก้อนเนื้อขนาดเล็กที่อกซ้าย

เขาไม่เคย

ทำแบบนี้



“...”

“...”



วินาทีนั้นเหมือนโลกหยุดหมุนรอบตัวไปดื้อๆ

เหมือนเข็มวินาทีเองก็หยุดเดิน

คำพูดของ Arthur Aron ที่บอกว่า four minutes of eyes contact brings people closer to each other better than everything else. ยังคงเป็นอะไรที่อิคคิวอยากพิสูจน์ว่าเป็นจริงตามนั้นมั้ย ไม่ต้องรวม 36 questions that lead to love นั่นก็ได้ เขาแค่อยากรู้ .. ว่าถ้าคีพอายคอนแทคกับคนตรงหน้าที่ไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้และถอนสายตาออกไปจะทำให้มีเรื่องมหัศจรรย์ใดๆ เกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า

สี่นาที .. กับความเป็นไปได้ที่จะตกหลุมรัก



“...”





up in the garden alone, I'm freezing, but it's fine

‘cause I'm thinking of you

and all the things we could do

running as fast as I can, glad I forgot to tie my shoes





“...”



แต่สำหรับอิคคิวแล้ว

คงไม่ต้องพึ่งทฤษฎีหรืองานวิจัยของนักจิตวิทยาคนไหนเพื่อพิสูจน์





baby, you are really something else

‘cause I don't think I have smiled like this before

when I spend my time with you it tends to stop





เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง ..





honey, being around you is all I need

Baby





แสดงออกให้เห็นชัดเจนตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว



(เสียงโทรศัพท์เข้า)

ริงโทนจังหวะน่ารักจากโทรศัพท์ภีมในกระเป๋ากางเกงเขาแยกเราออกจากกัน และการจ้องตาก็ยุติลงเพียงเท่านั้น ภีมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเสมองออกไปไกลๆ มือข้างที่ไม่ได้ถือช้อนยกเกาแก้มแก้เก้อ เช่นเดียวกับอิคคิวที่งุนงงตบหามือถือเจ้ากรรมในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ทั้งที่มันสั่นครืดๆ อยู่ด้านขวา

คิดแล้วก็อดอมยิ้มกับจานข้าวของตัวเองไม่ได้ เราใช้เวลาด้วยกัน ทำนั่นทำนี่ด้วยกันจนลืมไปเลยว่ายังไม่ได้คืนมือถือให้กับเจ้าของ ส่วนภีมเองก็ลืมทวง มันรู้สึกแปลกๆ ในใจดีเหมือนกันที่สมองโยนความคิดนึงเด้งเข้ามา ความคิดที่เราทั้งคู่ทราบดีว่าพฤติกรรมของเราเปลี่ยนไปเมื่อได้ใช้เวลาร่วมกัน



“ไง”



ช่วงเวลากับใครบางคน

ที่ทำให้เราลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คโนทิฟิเคชั่นจากแอพใดๆ



[เห้ย! โทรผิดว่ะๆ กูจะกดโทรหาภีม]

“อ่าห๊ะ”



หน้างงๆ ของมิณทร์ที่กำลังกดหน้าจอต๊อกแต๊กอยู่ทำให้เขาขำ



[ก็ถูกแล้วนี่หว่า! กูคอลเข้าไลน์ภีมเนี่ย มือถือจะพังป่ะวะแม่ง]



เอาเข้าไป

เห็นทีว่าจะต้องรีบเฉลย

ก่อนที่พระเอกโฆษณาจะปามือถือที่สปอนเซอร์ให้มาฟรีๆ ทิ้ง



“เออ ถูกแล้วไง โทรเข้าไลน์ภีมเนี่ย”

[อะไรวะ]



อิคคิวถือวิสาสะกดรับสายวิดีโอคอลด้วยตัวเอง เพราะคนที่โทรเข้ามาถือศักดิ์เป็นเพื่อนที่สนิทของเขาเช่นกัน ภีมไม่ได้ว่าอะไร รายนั้นทำเพียงนั่งกินข้าวกับกระหล่ำปลีตุ๋นต่อโดยที่เหลือบมองเขาเป็นระยะ



[อย่าบอกนะว่าอยู่ด้วยกัน!]

“เออ”

[โอ้โหอิคคิว! นักรักระดับ..]



ภีมแอบเห็นว่าไอ้หน้าหล่อที่นั่งคอลผ่านมือถือเขาอยู่ตรงข้ามนี่ส่งสัญญาณทางสายตาให้กับคนในสายเหมือนจะบอกว่าภีมเองก็นั่งอยู่ตรงนี้ นั่นทำให้เสียงมิณทร์เงียบไปและแทนที่ด้วยการกระแอมไอแบบโคตรปลอม

ไอ้เพื่อนตัวดี!



[ไหนล่ะไอ้แสบ]



อิคคิวหันกล้องมาทางเขาซึ่งกำลังตักปลากะพงชิ้นเบ้อเร้อเข้าปากเคี้ยวตุ่ยๆ



[ไง ไปโผล่อะไรห้องเพื่อนผมอ่ะคุณ]

“ก็มันพามาเอง”

[แล้วก็ใจง่ายมากับเขาเลยเนี่ยนะลูก]

“เดี๋ยวก็จวกด้วยส้อมนี่!”

[ฮ่าๆๆ โหดจังเลยว่ะ ตัวก็เท่าลูกหมา]



ภีมถลึงตา ใช้ส้อมชี้หน้าเพื่อนตัวดีที่เหมือนว่าจะคอลมาจากข้างนอก หมายถึงมิณทร์คงจะอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่บ้าน สังเกตได้จากเสียงจอแจที่แทรกเข้ามาเป็นระยะ และผู้คนที่เดินผ่านหลังไปนับไม่ถ้วน



“มิณทร์อยู่ไหนเนี่ย”

[อยู่ดองกิโฮเต้ นี่มาต่อคิวซื้อมันเผาให้เลยนะ กะว่าจะแวะเข้าไปฝากที่คอนโด มีซูชิด้วยเนี่ยกล่องเบ้อเร่อ แต่คงไม่ต้องแล้วเนอะ ภีมน่าจะอิ่มแล้ว]



สาบานว่าเขาเกลียดหน้าและน้ำเสียงของมิณทร์จนอยากจะข่วนสักที



“เอา! ไว้กินมื้ออื่นก็ได้”

[ไรคุณ ใกล้แค่เนี้ยก็ให้อิคคิวพาขับออกมาซื้อละกัน]

“ใจร้าย!”



แล้วมิณทร์ก็ขอคุยกับอิคคิวต่ออีกหน่อยเพราะไหนๆ ก็คอลทีเดียวได้คุยธุระถึงสองคน ภีมนั่งตักข้าวเข้าปากไปเรื่อยๆ โดยฟังเพื่อนซี้สมัยมัธยมคุยกันไม่พัก เป็นมิณทร์มากกว่าที่พูดไม่หยุด จะเรียกว่านั่นเป็นการบ่นก็น่าจะได้ จับใจความได้ว่ามิณทร์ไปทำงานมาและมันไม่ค่อยจะราบรื่น เขาไม่ได้ตั้งใจฟังเพราะมัวมองแต่อิคคิว

เริ่มเชื่อแล้วล่ะ สิ่งที่ใครต่อใครต่างพูดกันว่าเวลาจะพาใครคนนั้นที่มีอิทธิพลต่อการทำงานของหัวใจไม่ทางใดก็ทางนึงมาให้เราพบในเวลาที่เหมาะสม สายใยบางอย่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าถูกเกี่ยวโยง มัดเชื่อมกันเป็นปมที่ดูไม่ค่อยแข็งแรงแต่มั่นคง มันถูกกำหนดเอาไว้ว่าเราจะต้องเจอกันอีกครั้งในสักวัน และสำหรับเขา มาในรูปแบบเพื่อนสนิทของเพื่อนสนิทอีกที



[ไว้เจอกันวันเดินทางนะ]

“โอเค”



คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เขาติดแอดมิชชั่นอันดับสอง

เพราะถ้าไม่ได้ไปเรียนที่นั่น

เขาก็คงไม่รู้จักกับมิณทร์

และถ้าเขาไม่รั้นจะลงมาทำงานที่กรุงเทพ

ก็คงไม่ได้เจอกับอิคคิว ...



[เฮ้นี่คุณ! รอผมด้วย คุณผู้จัดการส่วนตัว]



มิณทร์วางสายไปด้วยการวิ่งตามใครบางคน อิคคิววางมือถือไว้บนโต๊ะข้างๆ กับแก้วน้ำของตัวเอง ตักไข่เจียวส่วนที่มีหมูสับเยอะๆ วางในจานภีม และจิ้มหน่อไม้ฝรั่งผัดน้ำมันหอยขึ้นมาทานเองหนึ่งชิ้น



“เห็นห้องมึงมีนาฬิกาทรายวางอยู่หลายจุดเลย ชอบหรอ”

“อืม”



คนตัวเล็กยกน้ำขึ้นดื่มและตั้งใจฟังบางคนพูด



“เราชอบความหมายของมัน นาฬิกาทราย การเติมเต็มให้อีกฝั่ง ความว่างเปล่าที่เหลือไว้เมื่อได้ให้มันไปหมดแล้ว และการรอคอยใครบางคนพลิกมันกลับด้านเพื่อเติมเต็มทรายเหล่านั้นให้กันและกันกลับคืน”

“...”

“อีกแง่นึงหมายถึงความรักที่ไม่มีวันหมดเวลา ไม่มีวันที่นาฬิกาทรายจะตาย ไม่ต้องอาศัยถ่านในการทำงาน เวลามันจะยังคงไหลเวียนอยู่ในขวดโหลเหล่านั้นเสมอ ต่อให้จะผ่านไปนานสักแค่ไหน จะหนึ่งปี ห้าปี หรือสิบปี ทุกครั้งที่เราจับมันพลิกฝั่ง มันยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างต่อเนื่อง”



ความรัก



“...”

“ผลัดกันเติมเต็มส่วนที่ขาด”

“...”

“เป็นทั้งฝ่ายให้และฝ่ายรับ”



รสชาติอาหารที่บางคนตั้งใจทำให้กันยังคงติดตรึงอยู่ปลายลิ้น

ภีมจ้องมองลึกลงไปในแววตาที่สะท้อนภาพเขาชัดเจน

แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมากมาย



“นาฬิกาทุกเรือนทำได้แค่เดินไปข้างหน้า”

“...”

“แต่นาฬิกาทราย”

“...”



ที่เขาเหมือนจะเข้าใจ แต่ยังแสร้งทำเป็นว่าไม่เข้าใจ



“เราย้อนเวลากลับไปที่เดิมได้เสมอ”



เฉกเช่นเดียวกันกับภาพความทรงจำ

ที่เขาชอบแสร้งทำเป็นลืม



(ตัวอักษรเกิน อ่านต่อเม้นถัดไป)



ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

(ต่อจากช่วงที่ขาด)


“จะถึงแล้วๆ ขอโทษทีเราตื่นสายไปหน่อย”

[ค่อยๆ เดินคุณ ไม่ต้องรีบเดี๋ยวรถชน ซ้ายๆ ซ้ายโว้ย! ทางเน้!]

“เห็นเราแล้วหรอ!”

[อ่ะหมุนๆ หมุนเข้าไป จะถึงมั้ยเนี่ยชาตินี้]



ผมกระชับเป้หมุนรอบทิศทั้งที่ยังถือสาย เหมือนว่าคัตเตอร์และเพื่อนๆ จะเห็นผมแล้ว เพราะทางนั้นส่งเสียงหัวเราะลอดเข้ามากันระงม แต่ผมน่ะยังหาตำแหน่งของเพื่อนไม่เจอเลย อยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนเป็นตัวละครซื่อบื้อในเกมส์ที่หาทางออกจากด่านไม่เจอสักทีโดยมีพวกมันมอนิเตอร์อยู่ที่ไหนสักแห่ง -*-

ภีมเอ้ย! ไม่น่ากดเลื่อนนาฬิกาปลุกเลย

ล่กไปหมด!



“ไหนอ่าาา”

[หันหน้าออกนอกถนนแล้วทางซ้ายมือ]

[กูว่าเราขับไปรับมันเลยง่ายกว่าป่ะวะ สงสารแล้วเนี่ย ฮ่าๆ]



เรื่องมันยาก (สำหรับผมคนเดียวมั้ง) ตรงเรานัดกันขึ้นรถที่ปั๊มแห่งหนึ่ง ตกลงกันว่าจะไม่ขับรถไปเนื่องจากสภาพของแต่ละคนที่เพิ่งสางงานให้เสร็จก่อนหยุดยาวไม่อำนวยให้ใครพร้อมขับรถทางไกลเลยสักคน เราเลยแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการนั่ง Hyundai H1 deluxe ไปพร้อมกับคนขับรถบ้านคัตเตอร์

เออ แล้วผมจะเดินวนเป็นวงกลมเพื่อไร!



“ทางนี้โว้ยคุณ!”

“แล้วจะให้แท็กซี่ดรอปหน้าปั๊มทำไมวะ!”



ผมหันไปทางเสียงที่คุ้นหูเพื่อพบกับเพื่อนๆ เป็นโขยงกำลังโบกมือดักกวักมือเรียกกันอย่างพร้อมเพรียง สภาพพวกมันดูอิดโรยแต่ก็แหกปากหัวเราะเพราะคงเห็นผมกึ่งวิ่งกึ่งเดินเด๋อด๋าอยู่ในปั๊มอีกฝั่งนึงมาสักพักแล้ว ก็คนมันรีบจนลนนี่หว่า!

เป็นอิคคิวที่เดินล้วงกระเป๋าออกมารับผมที่เดินจะถึงแล้ว

มันเอื้อมมือมาจับเป้ที่หนักเอาเรื่องของผมและทำท่าหิ้ว

เลยดูเหมือนหิ้วหลังผมไปด้วย -*-



“ไม่ต้องรีบแล้ว ทุกคนรอได้ หายใจเข้าลึกๆ”

“น .. เหนื่อยชิบ!”

“หายใจก่อน”



แล้วผมก็สละสายเป้ทั้งสองข้างที่สะพายหลังไว้เมื่อมันยืนยันจะหิ้วให้

ตัวเบาเลย



“ขอบใจนะ”

“ยินดี”



เราเดินขนาบข้างกันไปช้าๆ มุ่งหน้าไปหาเพื่อนๆ ที่ยืนพิงรถกันเป็นแถวโดยอิคคิวริบสัมภาระของผมทั้งหมดไปหิ้วด้วยมือเดียว และมันก็ดูชิวซะจนผมที่ต้องกำสายเป้ดึงเพื่อทุ่นแรงที่หลังตลอดอยากเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่วันนี้ เพราะผมเหนื่อยง่ายและดูแข็งแรงไม่ได้ครึ่งของมันเลยด้วยซ้ำ เห้อ!



“ทำไมทุกคนเห็นเราอ่ะ โอ้ยเหนื่อย!”

“โห “.. มองจากห้าแยกลาดพร้าวก็เห็น ตัวขาวโบ๊ะขนาดเนี้ย”

“ละดูแต่งตัว ออลแบล็ค! ใจร้ายสัดๆ”

“หนุ่มสาวเขาใหญ่เรียงคิวตายไปเลย”

“นัดกันกับอิคคิวป่ะเนี่ยคุณ แต่งตัวเหมือนแฟนกันเปี๊ยบ”

“เออว่ะ เดินคู่กันมามีแต่ฟามแฟน!”

“...”

“...”



จากที่ยืนก้มตัวเท้าเข่าหอบแฮ่กๆ เหมือนลูกหมา ผมยืดตัวขึ้นหันไปมองโชแปงตาเขียวปั๊ด มันน่าตบให้ปากแตกแบบไม่ต้องรอหนาว เพื่อนของเขาคนนี้น่ะเป็นคนตรงๆ คิดอะไรก็พูดออกมาเลยเหมือนสมองไม่มีตัวกรอง มันเลยมักจะพูดสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวก่อนเสมอ

และความเป็นมันน่ะ

เสี่ยงตีนมาหลายหนแล้ว บุญเท่าไหร่ที่ไม่ตายตั้งแต่อนุบาลสอง



“กินอะไรมาหรือยัง”

“ตื่นสายจะทันได้กินอะไรล่ะ”

“เข้ามินิมาร์ทก่อนมั้ย”

“ก็ดีนะ หิวอ่ะ”



ผมหันไปมองใบหน้าอิคคิวที่โน้มลงมาใกล้กันมาก โชคดีที่โชแปงติดโม้มันเลยไม่ทันเห็น ไม่งั้นคงหลุดพูดอะไรที่คราวนี้ผมคงกระโดดตะครุบปากและเอาซองมันฝรั่งทอดกรอบที่มันหยิบกินอยู่นั่นยัดปากมันแน่ อิคคิวเดินเอาสัมภาระผมไปเก็บที่รถ ผมเลยได้สังเกตแบบเต็มตาว่าการแต่งกายของเราในวันนี้คล้ายกันจริงๆ เสื้อยืดดำ ยีนส์ดำขาดๆ กับรองเท้าผ้าใบสีเข้มและหมวกแก๊ป



“มีใครเอาอะไรในเซเว่นเพิ่มมั้ย เดี๋ยวพาภีมไปหาของรองท้องก่อน”

“ฝากเอาเลย์ออริจินัลห่อใหญ่มาอีกสามดิ”

“ไม่ต้องรีบกันนะ ปวดขี้ว่ะ เดี๋ยวกูขอไปเข้าห้องน้ำก่อน”

“โอเค”



ผมเดินตามอิคคิวไป ผ่านหน้ามิณทร์ที่ส่งสายตาเชิงสัญลักษณ์ให้เพื่อนซี้สมัยมัธยมจนผมอยากเผือกเหลือเกินว่ามีลับลมคมในอะไรกันนักหนา พอผมหยุดสบตามิณทร์ก็ยืนพิงรถกระดกแมนซั่มกินหน้าตาเฉย

เออ .. เขารู้แล้วล่ะน่าว่าเป็นพรีเซนเตอร์

ไม่ต้องมากระดกโชว์!

ภีมหยิบสิ่งของที่อยากกินลงตะกร้าที่อิคคิวหิ้วเดินตามต้อยๆ มีทั้งพวกแซนวิช ขนมปังแท่งบิสกิตเคลือบรสสตอเบอรี่ ขนมกรุบกรอบที่หยิบๆ ใส่ไปเพราะกะจะเอาไปแบ่งให้เพื่อนๆ กินกันบนรถ และนมถั่วเหลืองยี่ห้อโปรด เขาเห็นอิคคิวหยุดอยู่ตรงนั้น เลือกหยิบดาร์กช็อกโกแลตบาร์สามสี่แท่งแล้วก็พวกลูกอม หมากฝรั่ง เราเดินวนไปหยิบมันฝรั่งทอดกรอบที่โชแปงฝากซื้อเป็นอย่างสุดท้าย

และมายืนรอพี่พนักงานเวฟแซนวิชกับไส้กรอกชีสให้หลังจ่ายตังค์แล้ว

แน่นอนว่าอิคคิวควักเงินตัวเอง

แม้ผมจะพยายามยัดแบงก์พันใส่มือมันก็เถอะ



“ทำไมตื่นสายล่ะ นอนดึกหรอ”

“สี่ทุ่มเองนะ แต่มันหลับสบายอ่ะ เลยกดเลื่อนนาฬิกา”

“...”

“อุตส่าห์ตั้งปลุกไว้เป็นสิบรอบ”

“การตั้งปลุกแบบ snooze มันไม่ดีนะรู้หรือเปล่า”

“ปลุกรอบเดียวมันไม่ตื่นนี่หว่า”

“แต่หลับๆ ตื่นๆ แบบนั้นมันเป็นการรบกวนวงจรการนอน มันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพและการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายเรานะ ภีมถึงได้ดูไม่สดชื่น ไม่ค่อยกระปี้กระเปร่าทั้งที่เข้านอนไม่ได้ดึกมากนี่ไง”

“บ่นเก่งชะมัด”

“แซนวิชแซลมอนมาโยโนริสาหร่ายกับไส้กรอกชีสได้แล้วค่ะ”

“ขอบคุณครับ”



ผมเดินไปหยิบของเวฟและเปลี่ยนหน้าบูดบึ้งเป็นหน้ายิ้มๆ



“เข้าใจที่บอกมั้ยภีม”

“แล้วจะให้ทำยังไง ตั้งปลุกเสียงดังๆ ไว้ในตู้เสื้อผ้าเพื่อไขไปปิดหรือไง”



เข้าใจหรอกน่าว่าหวังดีอ่ะ

แต่เขามันเป็นคนขี้เซ่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วมั้ยล่ะ

จะแก้ยังไงก็ไม่หายหรอก



“ให้เราโทรปลุกทุกเช้ามั้ย”

“...”



หันไปมองใบหน้าจริงจังของเพื่อนตัวสูง ที่สูงซะจนบังแดดไม่ให้แยงตา

เพื่อนคนนั้นที่เอามืออีกข้างที่ว่างกางมาบังแดดวิตามินให้กันอีกชั้นนึง





‘ให้พี่โทรปลุกมั้ยครับน้องภีม’

‘อย่าเลยครับ ผมเกรงใจ’

‘ไม่ต้องเกรงใจครับ ถ้าเป็นน้องภีม พี่โทรปลุกได้ทุกวันเลย’





ทำไมใจความมันเหมือนกับประโยคนั่น ..

ที่รุ่นพี่หน้าม่อใช้จีบเขาเลยวะ

ล้อหมุนออกจากกรุงเทพแปดโมง จากตอนแรกคิดว่าทุกคนจะหลับเป็นตายเพราะเมื่อวานยังต้องทำงานกันอยู่ แต่เปล่า .. เพื่อนๆ แหกปากคุยตับแล่บเหมือนชาตินี้ไม่เคยคุยกันมาก่อน มีโยนซองขนมข้ามหัวกันไปมา ทำเอาผมที่นั่งระบายสีสมุด doodle art อยู่เบาะหน้าสุดข้างอิคคิวถึงกับต้องดุคนละที

มันรบกวนสมาธิกัน

และก็รู้หรอกว่าไม่สมควรมานั่งระบายสีบนรถ

แต่ก็ไม่ควรโยนของข้ามหัวกันไปมามั้ย!



“เดี๋ยวก็ได้เมารถหรอก มองออกไปข้างนอกดีกว่ามั้ยภีม”

“มีอะไรน่ามอง มีแต่รถ”

“เถียงเก่งจริงเลย”

“เขาไม่ได้เรียกเถียงสักหน่อย เขาเรียกว่าพูดความจริง”



อิคคิวกระตุกยิ้มหนึ่งทีที่ผมต่อปากต่อคำ เราได้นั่งข้างกันแบบงงๆ เพราะเพื่อนๆ กรูกันขึ้นรถและจับจองที่นั่งกันก่อนแล้ว คัตเตอร์จองคนเดียวสามเบาะรวดข้างหลังเพราะจะเอนกายนอนหลับจนกว่าจะถึงเขาใหญ่ แต่เขาไม่เห็นว่ามันจะหลับเลย นอนกินปลาเส้นสบายใจเฉิบ ส่วนโชแปงและมิณทร์นั่งข้างกันเบาะกลางหลังผมกับอิคคิวเพราะมีศึกดวลเกมส์กันยาวๆ อาชวินเองก็มากับเราด้วย แต่มันขอนั่งหน้าข้างโชเฟอร์เพราะเป็นคนขี้รำคาญที่หนึ่ง

โชแปงกับมิณทร์นี่แหละตัวเสียงดังเลย

นั่งห่างกันแค่ที่วางแก้วกั้นแท้ๆ

แต่แหกปากคุยกันเหมือนอยู่คนละริมฝั่งโขง

ให้ตายเถอะ



“double kill แม่งเลย!”

“มึงถอยมาช่วยกูตรงนี้ก่อนโว้ย ไอ้ชิบหาย!”

“อ้าวเพื่อน!”



จะบ้าตาย!



ผมปิดสมุดระบายสีลงเมื่อสมาธิกระเจิดกระเจิงหมดแล้ว จะเอาหนังสือที่หยิบติดมือขึ้นรถมาอ่านก็อย่าหวังว่าจะรู้เรื่องแถมจะอ้วกเอา แค่ระบายสีที่ใช้สมาธิน้อยกว่าตั้งมากยังล้มเหลวเพราะเสียงเจี๊ยวจ๊าวของไอ้สองตัวข้างหลังเนี่ย เออ .. ผมแอบเห็นว่าอิคคิวเองก็ถือหนังสือขึ้นรถมาเหมือนกัน มันคงมีนิสัยชอบอ่านหนังสือจนต้องพกติดตัวจริงๆ แหละ เป็นตั้งแต่เด็กเลย

ไม่ทันที่ผมจะได้คิดว่าจะบังคับตัวเองให้หลับหรือทำอะไร

หูฟังบลูทูธอันเล็กๆ ก็ถูกยัดเข้าที่หูแล้ว



“อะไร”

“ฟังเพลงกัน”

“แล้วไมมึงไม่ฟังคนเดียววะ”

“อยากให้ฟังเป็นเพื่อน”



ผมมองหน้ามันอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้คิดจะหาคำตอบ ฟังเพลงก็คงดีกว่าฟังมิณทร์กับโชแปงกัดกันแง้วๆ อิคคิวอมยิ้มที่ผมรู้สึกว่ามันหยิบมาใช้บ่อยเกินไป บ่อยพอๆ กับที่มันชอบเกาท้ายทอยตัวเองนั่นแหละ ผมมองนิ้วเรียวยาวที่เห็นทีไรก็นึกอิจฉาในความสมบูรณ์แบบของมันกดปิดเคสหูฟังสีดำสนิทที่มีคำภาษาอังกฤษสลักไว้ว่า sudio ก่อนจะเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ จิ้มลงที่เพลย์ลิสที่ตัวเองสร้างไว้แต่ผมมองไม่เห็นว่าเขียนชื่อว่าอะไรในสปอติฟาย

และทันทีที่เสียงดนตรีดังขึ้นผมก็หลุบตาลง



“ไอ้เหี้ยโชแปง! มึงจะเอาใช่ป่ะ!”

“อย่าทำหนูค่ะพี่มิณทร์”



ตัดขาดจากความวุ่นวายทั้งหมด

ปล่อยตัวไปกับห้วงทำนองที่พาให้ผมกระดิกนิ้วมือตามเป็นจังหวะ





จำได้มั้ยเราเคยพบกัน

แต่ว่าฉันเองไม่กล้าบอกมันออกไป





และถ้าหากภีมลืมตาขึ้นมาสักนิด





มีบางคำข้างในหัวใจ





คงจะได้เห็นรอยยิ้มที่เคยคุ้นเคย

และนัยน์ตาที่สะท้อนภาพเขา





อยากจะเจอเธอทุกวัน เพราะคิดถึงเธอทุกวัน





.. แววตาซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกชัดเจนมากมายที่อัดแน่นในนั้นตลอดมา





อยากจะหยุดเวลาเอาไว้ที่ตรงนั้น













/











ความวุ่นวายไม่จบสิ้นแค่บนรถ เพราะทันทีที่ถึงที่พักโชแปงก็แหกปากลั่นอีกครั้งเนื่องจากปวดท้องหนักแต่ห้องน้ำทั้งสามห้องมีคนเข้าหมดแล้ว มันเลยยืนทุบประตูห้องน้ำที่คัตเตอร์กำลังปลดทุกข์เป็นจังหวะสามช่าเลย



“มึงจะเคาะอีกนานมั้ยไอ้เหี้ย! กูขี้ไม่ออก!”

“เร็วสิวะ จะไม่ไหวแล้ว!”

“คนขี้มันเร่งกันได้ด้วยหรือไงโว้ย รีบมากทำไมมึงไม่ ..”

“ไม่ต้องพูดว่ารีบมากทำไมไม่มาตั้งแต่เมื่อวาน”

“...”

“มันเสร่อแล้ว!”

“มาเข้าห้องนี้มาโชแปง โวยวายเสียงดังเป็นเด็กไปได้มึง” อาชวินเดินทำหน้าเบื่อหน่ายมาทางเราก่อนจะโบ้ยหน้าให้ไอ้คนที่ข้าศึกบุกประชิดกำแพงเมืองไปใช้ห้องน้ำต่อ ใบหน้าเปียกๆ และผมหน้าหมาดๆ บอกเขาว่าเจ้าตัวล้างหน้าล้างตามา



นอนหลับคอพับคออ่อนมาบนรถเลยน่ะสิอาชวิน

เล่นทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่พัก

มาเที่ยวแบบนี้ก็คงจะได้พักผ่อนเต็มที่หน่อยล่ะ



“ดื่มน้ำเย็นๆ หน่อยมั้ยอาชวิน?”

“ขอบใจมาก .. ชื่ออะไรแล้วนะ”

“อิคคิว”

“เออ ขอบใจมากเว้ยอิคคิว”



อาชวินรับขวดน้ำที่เพื่อนใหม่โยนมาให้แบบชิวๆ ก่อนจะเปิดดื่มทีครึ่งขวด ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาข้างๆ ภีมที่กำลังดูยูทูปและจ้วงปลาเส้นที่แย่งมาจากคัตเตอร์กินจนแก้มตุ่ย เขาเพิ่งเคยเจออิคคิวครั้งแรกและแนะนำตัวกันแบบผิวเผินที่จุดนัดพบ แต่ตอนนั้นมันเช้ามาก สมองยังเบลอๆ เลยไม่ค่อยได้คุยอะไรกัน พอจะรู้จากมิณทร์คร่าวๆ ก่อนมาว่าจะมีอิคคิวซึ่งเป็นเพื่อนสมัยมัธยมของมันและเป็นเพื่อนเก่าของภีมมาแจมทริปด้วย

ไม่รู้ว่าเพราะไม่เคยคลุกคลีด้วยมาก่อนหรือเปล่า

ถึงทำให้เขาจับสังเกตอะไรบางอย่าง

ว่าอิคคิวกับมิณทร์ก็สนิทกันดีนะ

แต่กับไอ้เพื่อนตัวเล็กของเขาเนี่ยสิ มีรังสีอะไรบางอย่างที่

.. น่าสนใจว่ะ



“ไม่คิดจะแบ่งเพื่อนฝูงกินบ้างหรือไง เคี้ยวหงับๆ คนเดียว”

“โอ้ยยยยเจ็บ!” คนที่โดนดึงแก้มจนยืดติดมือร้องเสียงหลง ตากลมที่ก่อนหน้านั้นจ้องแต่คลิปม็อกบังในโทรศัพท์มือถือตวัดมองเพื่อนตัวโตที่นานๆ ทีจะเจอกันแล้วยังมาแกล้งกันแบบนี้อีกอย่างเคืองๆ

“ไอ้อ้วน!”

“อ้วนตรงไหน พุงก็ไม่เห็นจะใหญ่”

“ตัวไม่อ้วน แต่นิสัยเด็กอ้วน”

“ฟ้องมิณทร์แน่!”

“ฟ้องเลย” อาชวินทำหน้าดื้อๆ แบบนั้นล้อเลียนกลับ “กินก็ไม่แบ่งใคร”

“อยากกินก็ขอดีๆ สิเดี๋ยวให้”

“ซองนี้ของใคร”

“ของคัตเตอร์”

“พูดเหมือนของตัวเองเลย”

“โอ้ยอาชวิน!”



แล้วภีมก็โดนมือใหญ่นั่นยีหัวจนผมยุ่งไม่เป็นทรง เลยได้เห็นปากเล็กๆ ที่มีปลาเส้นแล่บออกมาหรอมแหรมยู่เข้าหากันเหมือนเด็กโดนขัดใจก่อนจะใช้มือรวบยัดเข้าปากจนแก้มตุ่ย คงจะหมดซองก่อนคัตเตอร์จะขี้เสร็จนั่นแหละดูท่าแล้ว



“...”



รังสีแปลกประหลาดบางอย่างที่อยู่ไม่ไกลทำให้คนตัวสูงเหลือบมอง

และพบกับใบหน้าเรียบตึงของอิคคิว



“ขี้แกล้งนักก็ไปเล่นคนเดียวตรงนู้น”

“ไล่เลยหรอ”



อืม .. ดูท่าเขาหลงเข้าห้องแห่งความลับโดยไม่ได้รับอนุญาตซะแล้ว



“สรุปจะกินเปล่า เหลือหนึ่ง สอง สาม สี่ เหลือไม่ถึงสิบเส้นแล้วนะ”

“เราไม่ได้อยากกิน”

“เอ้า! แล้วก็มาบ่น”

“หมายถึงคนนู้นต่างหาก เห็นเขามองตั้งนานแล้ว คิดว่าอยากกิน”



อาชวินโบ้ยหน้าไปทางผู้ชายตัวสูงอีกคนในห้องนั่งเล่น ซึ่งยืนเอาเอวพิงกับขอบโต๊ะกอดอกหน้านิ่งมองมาทางเรา อาชวินยีหัวเขาอีกรอบอย่างนึกหมั่นเขี้ยวกันก่อนจะเดินโยนรับขวดน้ำเปล่าออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงเขาที่นั่งทำหน้างุนงงกับอิคคิวที่ไม่หยุดมองกันด้วยสายตาแบบนั้นสักที



“อยากกินทำไมไม่ซื้อตอนเข้าเซเว่นล่ะวะ”



สองมาตรฐานชัดๆ เลยไอ้เปี๊ยก!











/











เนื่องจากเช่าบ้านพักหลังใหญ่ที่มีวิวภูเขาสง่าอยู่หน้าบ้าน ทำให้มิณทร์เกิดไอเดียว่าดึกๆ เราควรตั้งแคมป์ผิงไฟ ซึ่งเป็นความคิดที่ดีและทุกคนเห็นด้วย เราติดต่อขออนุญาตเจ้าของที่พักหลังทำธุระส่วนตัวเสร็จ และให้คนรถพาไปห้างสรรพสินค้าที่ใกล้ที่สุดเพื่อเลือกซื้อเต้นท์ เก้าอี้ตั้งแคมป์ และบรรดาของกินต่างๆ ที่เราจะปาร์ตี้ปิ้งย่างกันมื้อดึก แค่คิดก็สนุกจะแย่

อยู่กรุงเทพไม่เห็นดาวมาเป็นเดือนๆ

ได้มาต่างจังหวัดแบบนี้รู้สึกดีเป็นบ้า



“เอ้ยๆ มึงเอาแผ่นกระเบื้องรองพื้นก่อนนะ เดี๋ยวหญ้าเขาไหม้”

“แผ่นกระเบื้องอยู่ข้างเต้นท์ หยิบเอา”

“อากาศดีจังโว้ย!”



เรากลับจากห้างสรรพสินค้าและช่วยกันตั้งแคมป์ทันที ตกลงกันว่าคืนแรกเราจะนอนกันในเต้นท์เพื่อดื่มด่ำบรรยากาศให้เต็มที่ ทั้งๆ ที่เช่าบ้านหลังใหญ่โตตั้งสามคืน เตาปิ้งบาร์บีคิวถูกโชแปงจับประกอบร่างเสร็จสรรพก่อนจะยกมาวางข้างๆ เก้าอี้ตัวเล็กที่เราตั้งล้อมเป็นวงกลม

แสงส้มอมม่วงของท้องฟ้าวันนี้สวยไม่แพ้วันไหนๆ หลังจากเสร็จหน้าที่ของตัวเองผมปลีกตัวมายืนชมความงามของศิลปะที่ธรรมชาติสรรสร้าง สูดลมหายใจเอาออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ฝูงนกบินกลับรังส่งเสียงทักทายรายทาง กลิ่นอายของวัยเด็กตลบอบอวล และมันชัดเจนขึ้นเมื่อเด็กคนนั้นที่โตเป็นหนุ่มแล้วเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ กัน โดยที่เราไม่ได้ปริปากพูดอะไร

เหมือนเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นแล้ว

ภาพเดียวกัน

ในช่วงเวลาที่แตกต่าง



“ท้องฟ้าวันนี้สวยจัง”

“อืม .. จริงๆ ท้องฟ้ามันก็สวยแบบนี้มาตั้งนานแล้ว”

“...”



ในชั่วขณะนึงผมรู้สึกหวั่นไหวกับประโยคนั้น

ผมไม่รู้ว่ามันเรียกรูปประโยคแบบนี้ว่าอะไร

การพูดอ้อมๆ อย่างงั้นหรือเปล่านะ?

จะอะไรก็ตาม .. มันทำให้ผมนึกถึงวาทกรรมของคุณหญิงกีรติที่มีต่อนพพร

วาทกรรมที่มักแฝงความในใจเอาไว้เสมอ

ถ้ามันเป็นวาทกรรมเดียวกัน ก็คงแปลได้ว่า





พระจันทร์สวยจังเลยนะ

ฉันชอบเธอ

พระจันทร์ก็สวยของมันมานานแล้ว

ฉันเองก็ชอบเธอมาโดยตลอด





หรือเปล่านะ ..



“คิดถึงตอนพาแฟนต้าไปเดินเล่นตอนเย็นๆ เลยเนอะ”

“...”

“บรรยากาศประมาณนี้เลย”



เป็นครั้งแรกที่เอ่ยบอกกันว่ามันยังจำเรื่องราวในอดีตได้

แค่ที่ผ่านมา .. ไม่เคยพูดถึง



“อืม”

“คิดถึงแฟนต้าเหมือนกันนะ”



และผมก็ใจกระตุกพร้อมความรู้สึกจุกที่คอในประโยคถัดมา ทั้งรู้สึกดีที่ได้นึกหวนถึงอดีตและรู้สึกโกรธคนข้างๆ ในเวลาเดียวกัน อิคคิวไม่เคยรู้เลยว่าการจากไปโดยไม่ล่ำลามันเจ็บปวดขนาดไหน เพราะมันย้ายมากรุงเทพในตอนที่แฟนต้ายังมีชีวิต แต่เขา .. เขาเป็นเจ้าของเพียงคนเดียวที่ใช้เวลาอยู่กับมันในช่วงชีวิตที่ยังเหลือ เห็นมันเจ็บ เห็นมันนอนซมใกล้ตาย และกอดมันไว้ในวินาทีที่สิ้นใจ

แต่การจากไปของแฟนต้ามันยังดี

ยังดีที่มีเวลาให้เขาทำใจ

ยังดีที่มีเวลาให้ตระหนักกับตัวเองว่าไม่ช้าก็เร็วแฟนต้าต้องจากไป



“มันก็คงคิดถึงมึงเหมือนกันแหละ”



แต่การจากไปโดยไม่ล่ำลาต่างหากที่ดูใจร้าย

และเจ็บปวดที่สุด



“...”

“แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เพราะมันไปอย่างสงบ”

“...”

“กูฝังมันด้วยรักกับมือเลย”



ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ และพรูลมออกทางปากอย่างที่หลอกตัวเองว่ามันจะนำพาความรู้สึกหน่วงๆ ที่วิ่งวนอยู่ภายในใจออกไปด้วย เหลือบมองคนข้างกายที่นิ่งไป ไม่รู้ว่าผมตาฝาดมั้ยที่เห็นดวงตาคมของอิคคิวเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำสีใสๆ ก่อนที่มันจะหันหลังกลับและชวนเขาไปหาเพื่อนๆ



“อิคคิว ..”



นั่นทำให้ความโกรธของผม

ชะงักไปในทันที
















(อ่านต่อเม้นถัดไป)



ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0


(ต่อจากช่วงที่ขาด)



“ไหม้หมดแล้วไอ้เหี้ย! ห่วงแต่คุย”

“เอ้าๆ สะบัดทำส้นตีนไร ถ้าบินมาโดนหน้าหล่อๆ กูชกนะเว้ย”

“หล่อตายแหละโชแปงหน้าหมา!”



เราปิ้งมาร์ชเมลโล่กินกับแครกเกอร์และช็อกโกแลตบาร์ที่อิคคิวซื้อมา หรือที่เรียกว่าสมอร์แบบที่โชแปงบอก หลังจากพุงกางจากสเต็กเสียบไม้แล้วเราก็มานั่งล้อมวงคุยกัน ดาวบนท้องฟ้าส่องแสงระยิบระยับเหมือนจับต้องได้ บรรยากาศมันเอื้อไปหมดให้พวกเราแลกเปลี่ยนเรื่องราวรวมถึงเล่นเกมส์สนุกๆ



“เดี๋ยวกูจะหมุนขวดนะ ถ้าปากขวดหันไปหาใครคนนั้นตอบคำถาม”

“ใครถามวะ” มิณทร์ถามคัตเตอร์แทนเขาที่สงสัยไม่แพ้กัน

“จะใครถามก็ได้ แต่ตานึงถามได้แค่คำถามเดียว”

“ตอบตอแหลได้ป่ะ”

“ก็แล้วแต่ แต่คิดว่าดูออกแหละ”

“เก่งไปหมดปรมาจารย์คัตเตอร์”



คัตเตอร์บึนปากไม่ยี่หระ ใช้ขวดเบียร์ที่ดื่มเกลี้ยงแล้ววางบนพื้นหญ้าที่ถูกรองด้วยแผ่นกระเบื้องอีกที มาเที่ยวสถานที่ธรรมชาติแบบนี้ก็ไม่อยากจะรบกวนหรือสร้างความเสียหายใดๆ แม้จะแค่ปลายใบหญ้าก็ตาม พวกเขาถือคติว่าถ้าต้องการฟีลตั้งแคมป์ในป่าก็แค่จำลองมันขึ้นมาเท่านั้น ใบหน้าลุ้นๆ ของทุกคนโคตรตลก ดูท่าแล้วไม่มีใครอยากให้ปากขวดหันหาตัวเองเท่าไหร่ แม้แต่คนหมุนเองก็เถอะ

เชื่อว่าไม่ถามคำถามเบสิกหรอกระดับพวกมันแล้ว



“โชแปง!”

“กูตลอด! มึงแกงกูป่ะเนี่ยไอ้เตอร์”

“ได้ซะที่ไหน ไอ้นี่พาลแล้ว”

“อ่ะ! ถามมาเลย เบาๆ พี่ไม่เอานะ ขอคำถามแรงๆ”



ปากดีเสมอต้นเสมอปลาย

โชแปงน่ะ



“ไอ้ที่มึงโดนเทบ่อยๆ เพราะมึงเล็กใช่มั้ยวะ”

“โหไอ้เหี้ยเตอร์แรงสัด!”

“พันสี่ร้อยแรงม้า พุงชนจนม้ามแตกแล้ว ไอ้เหี้ยเอ้ยกูเวท!”

“เจื่อนเลยว่ะ หงอยเหมียนหมา”

“ตัวหดเป็นไอ้ตัวเล็กตัวน้อยเลยเพื่อนกู มาหอมหัวโอ๋ๆ มา โถ่ ..” มิณทร์คว้าหัวโชแปงไปซบลงที่ไหล่แล้วจุ๊บหยอกๆ ทำท่าปลอบคนที่แกล้งกระซิกแล้วไม่น่าสงสารแต่น่าตบ ใครก็รู้ว่าโชแปงเป็นไอ้หน้าหล่อที่โดนเทบ่อยมาก ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร แต่เขาเดาว่ามันน่าจะติสท์เกินไปจนสาวทนไม่ไหวมากกว่า



เห็นกวนแบบนี้แต่ก็เข้าใจยากเหมือนกัน

ใครทนมันได้ยอมเลย



“ไม่ตอบ สรุปว่าจริง”

“พิสูจน์เองคืนนี้เลยมั้ยไอ้เตอร์ ให้รู้คำตอบชัวร์ๆ ไปเลย เต้นท์นี้ก็ได้”

“ไอ้ควาย! ทุเรศชิบหาย! ข้าม!”

“ไม่นักเลงพอนี่หว่า”

“สัด!”



เสียงหัวเราะดังกระหึ่มเมื่อกระสุดนัดที่คัตเตอร์ยิงขึ้นฟ้าย้อนตกลงมาใส่หัวมันด้วยความแรงและความเร็วกว่าตอนที่มันลั่นไกตามหลักฟิสิกส์ ทำเอาคัตเตอร์ที่เป็นคนกุมชะตากรรมของคนรอบวงรีบโยนขวดเบียร์ให้ภีมอย่างเซ็งๆ มันทำหน้าเหมือนกับจะพูดว่าไม่น่าไปแกล้งไอ้เพื่อนสารเลวนี่เลย

ผมรับขวดเบียร์มาถืออย่างงงๆ จะส่งต่อให้ใครก็มีแต่คนส่ายหัว

เลยจำใจหมุนเบาๆ แล้วรอลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ

อยากให้ชี้มิณทร์เหลือเกิน

แต่ดวงผมกุดไม่หยุด

ทำไมมันมาหยุดอยู่ตรงหน้าตัวเองซะได้วะแม่ง



“พบคนแกงตัวเองหนึ่งแมตซ์”

“มันต้องซวยเบอร์ไหนวะกูถามก่อน หมุนโดนตัวเองเนี่ย”

“กูขอถามๆๆๆๆ” จะจำเอาไว้ว่าอาชวินเสนอหน้าคนแรก



แล้วยกมือพูดครั้งเดียวคนเขาก็เข้าใจแล้วมั้ย

ทำไมต้องกระดี๊กระด๊าพูดย้ำ

อย่าให้ถึงตาเขาบ้างนะเว้ย!

จะเล่นให้หนักเลย



“เคยมีจูบแรกหรือยัง เฟิร์สคิสอ่ะ”



ผมแทบหงายหลังตกเก้าอี้ทั้งที่สติครบถ้วนสมบูรณ์ ทำไมคำถามมันเหมือนหมัดหนักที่ฮุกลงกลางท้องเลยวะ อาชวินไม่เคยธรรมดาผมทราบดี แต่ก็ไม่คิดว่าจะถามกันหน้าตายแบบนี้ ผมเผลอสบตาอิคคิวและเราเก้ๆ กังๆ เกาแก้มกันทั้งคู่ ไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไง และเกมส์นี้มันจริงจังศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน ถ้าผมโกหกแล้วสายฟ้าจะฟาดลงมากลางหัวหรือทำให้อาภัพรักตลอดชีวิตหรือเปล่า

ยากจังโว้ย!



“อย่ามาอึกอัก ตอบภายในสามวินาที หนึ่ง สอง สา ..”

“เออ เคยๆ”

“ไอ้เหี้ย! เอาแล้วลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของมึงไอ้มิณทร์ ไม่รอดแล้ว!”

“เป็นไปได้ยังงายยย!”

“มันไปมีตอนไหนวะ” คัตเตอร์ดูจะเอ๋อแดกสุด เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา บอกเลยว่าไม่เคยมีใครเข้ามาเกาะแกะหรือพัวพันกับเขาได้สักคน เพราะกำแพงหมาบ้ามีหลายชั้น ด่านแรกเจอไอ้โชแปงเข้าไปก็หนีตะเพิดแล้ว



หวงเพื่อนซะยิ่งกว่าโจรสลัดหวงสมบัติ

แต่น่าแปลกใจที่มิณทร์ดูจะไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่

ทั้งที่มันควรเป็นคนแรกที่ตาเหลือก

และมาเขย่าๆ ตัวเขาเค้นความจริง



“เมื่อไหร่! บอกได้ป่ะ!”

“เขาให้ถามคำถามเดียวไม่ใช่หรือไง อะไรของมึงเนี่ยโชแปง!”

“กูว่ากูกันดีแล้วนะเว้ย ไปพลาดตอนไหนวะชิบหาย”

“เขาอาจจะมีจูบแรกตั้งแต่ยังไม่รู้จักพวกเราก็ได้ป่ะ”

“เออว่ะ .. แล้วสรุปเมื่อไหร่อ่ะภีม?”

“โชแปงมึงหยุด” เป็นมิณทร์เองที่ผลักหัวห้ามไอ้ดื้อที่เกาะแกะวอแวเขาไม่เลิก



โชแปงมีนิสัยเร้าหรือบางเรื่อง

หากไม่ห้ามอีกสักพักมันคงเอาอะไรมาง้างปากกันจนได้



“มึงน่าจะถามว่าจูบแรกเมื่อไหร่ว่ะอาชวิน ไม่ฉลาดเลย”

“จ้าพ่อคนฉลาดเฉลียว” คัตเตอร์หมั่นไส้จนยื่นเท้ามาแตะแข้งมันไปที

“หมุนให้โดนตัวเองอีกรอบได้ป่ะภีม”

“เรื่องเสือกขอให้บอก” แล้วโชแปงก็โดนมิณทร์หยิกหู เอาจริงๆ เขายังตกใจตัวเองอยู่เลยว่าทำไมตอบออกไปแบบนั้น ทั้งที่ในใจคิดเอาไว้แล้วว่าจะโกหกคำโต เพราะเขาไม่มั่นใจในเรื่องนั้น ไม่รู้ด้วยว่าจูบกับเพศเดียวกันนี่มันเหมารวมเป็นเฟิร์สคิสด้วยมั้ย ไม่ประสีประสาว่าการจูบที่แท้จริงมันต้องสมัครใจด้วยกันทั้งสองฝ่ายหรือแค่ปากแตะกันและแช่เอาไว้เนิ่นนานก็นับ



เห้ย! แล้วทำไมผมต้องร้อนหน้าด้วยวะ



“เอาอีกๆๆๆๆ สนุกว่ะ”



แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือผมไม่ชอบสายตาอิคคิวที่มองมา

รวมถึงอาชวินที่กอดอกยิ้มกริ่มด้วย!



“ยินดีด้วยครับอิคคิว”

“กูถามเองๆ”



อาชวินรีบชิงยกมือคนแรกเพราะกลัวจะโดนใครแย่งถามหลังจากมิณทร์หมุนปากขวดไปหยุดที่อิคคิวเพราะเขาไม่ยอมหมุนสักกะที แม้จะรู้สึกไม่แฟร์ที่อาชวินจะขอเหมาถามรวดสองคนแต่เพื่อนๆ ก็ยอมมันและออกจะขำกับความออกตัวแรง ขัดมันไปก็เท่านั้นแหละ นานๆ ทีมันจะได้มาร่วมวงกับเพื่อนกับฝูงบ้าง ให้โอกาสมันเต็มที่หน่อย

แต่สาบานเหอะ ..

สายตาไม่ชอบมาพากลของอาชวิน



“เอานะ .. กูจะถามละนาาา”

“อ๊ายหนูกลัว!”

“เดี๋ยวกูทุบอักเลยไอ้โชแปง”



ทำให้เขาเสียววาบแปลกๆ



“มองหน้าภีมแล้วใจเต้นป่ะ”

“เอ่อะ .. คำถามเหี้ยอะไรของมึงก่อน”

“เขาเพื่อนกันโว้ย! ชงมั่วซั่ว”

“เพื่อนกันแล้วไงอ่ะ”



ผมเอามือตบกระบาลเสียงดัง คิดผิดจริงจังที่เป็นอีกหนึ่งเสียงที่สนับสนุนให้เกมส์นี้เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะไม่ง่วงแล้วยังเครียดมากๆ มันเป็นเกมส์ประสาทแดกที่แท้จริง เขาพูดเลย อย่าได้หวังคำถามซึ่งนำไปสู่สาระและข้อขบคิดต่างๆ ที่จะได้จากปากของแต่ละคน เพราะเรื่องมีสาระเราคุยกันในเวลาปกติ แต่เรื่องเกมส์น่ะไม่มีใครยอมใครหรอก งัดไม้เด็ดมาทิ้งบอมพ์ให้ตายกันไปข้าง มันเลยเป็นอย่างที่เห็นนี่ไง ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามบ้าบอ นี่ขนาดไม่โดนถามยังโดนเอี่ยวเลย

อ้างว่าเมาน้ำฝรั่งแล้วหนีไปนอนได้มั้ยวะ

แกล้ง กัน ไม่ หยุด!



“อืม .. ก็ใจเต้นนะ”

“น้อววววว! เอาว่ะ”

“อาชวินมึงจับคลื่นความถี่อะไรได้ไหนบอก!”

“มันต้องมีอะไรในตอไผ่แน่ๆ”

“กอไผ่ไอ้สัด! ชาตินี้มึงจะพูดคำนี้ถูกสักทีมั้ย”



ผมเกลียดคำว่า ‘น้อว’ ของมิณทร์ที่ดูจะแฮปปี้กับคำตอบ แถมยังชกไหล่แซวอิคคิวเบาๆ และผมก็เกลียดการตบมุขโบ๊ะบ๊ะของเพื่อนๆ ที่เหลือแม้จะมั่นใจว่ามันไม่มีอะไรทั้งนั้น เหล้าเข้าปากก็พากันบ้าบอกันไปใหญ่

ไอ้อิคคิวก็เป็นไปกับเขาด้วย



“คิดไรป่ะวะอิคคิว”

“วันเควชชั่นโว้ยเพื่อนรัก เสือกเบาๆ หน่อย”

“อยากตอบอ่ะ ตอบได้ป่ะ?”

“เอากับมันสิวะ! ไม่เบาเหมือนกันนะเพื่อนมึงอ่ะไอ้มิณทร์”

“โอ้ยกูยอมเลยว่ะไอ้หน้าหล่อ!”

“ท็อปฟอร์มเหี้ยๆ !”



ผมถลึงตาใส่อิคคิวแทนคำถามว่า ‘มึงจะเอาใช่ป่ะ’

ซึ่งมันยักคิ้วใส่ผมหน้าทะเล้น

ไอ้นี่หนิ กวนตีน!



“เดี๋ยว ใจไม่เต้นก็ต้องช่วยกันหามส่งโรงบาลแล้วไอ้ควาย”

“อะไรของมึงเตอร์”

“อิคคิวมันยังไม่ตาย ใจก็ต้องเต้นดิวะ”

“...”

“เออใช่! เรามองหน้าอิคคิวเราก็ใจเต้น”

“เออว่ะไอ้สัด .. ใครๆ เขาก็ใจเต้นกันเป็นปกติทั้งนั้นแหละ”

“ก็เออน่ะสิวะ คนตายนู่นใจหยุดเต้นอ่ะ”

“คำถามดักควายนี่หว่า!”

“ถ้าถามว่าใจเต้นแรงเปล่าก็ว่าไปอย่าง”

“โถ่เอ้ย! มีไอ้อิคคิวฉลาดอยู่คนเดียว น่าเศร้าชิบหาย ควายยกกลุ่ม”



ผมอาศัยช่วงเวลาที่พวกมันด่ากันเองเรียกความมั่นใจกลับคืน จะมีใครทันสังเกตมั้ยนะว่าเขาแอบเหวอไปเล็กน้อยกับคำตอบเสียงเรียบและใบหน้านิ่งเฉยแกมกวนตีนที่คาดเดาอารมณ์ได้ยากของอิคคิว แต่เขาสังเกตเห็นอย่างนึงว่าอิคคิวกับอาชวินมีรอยยิ้มแปลกๆ ให้กัน

ต่างจากในห้องนั่งเล่นถนัดตา

นี่มันรวมหัวกันแกล้งเขาชัดๆ

นิสัยเสียว่ะ!



“ชนหน่อยครับเพื่อน”

“หมดแก้ว”



อิคคิวยื่นแก้วเครื่องดื่มออกไปชนกับเพื่อนใหม่ที่เหมือนจะเพิ่งถูกชะตากันอย่างจริงจังไม่ถึงหนึ่งนาที ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ในห้องนั่งเล่นเขาแอบหงุดหงิดใจเล็กน้อยตอนเห็นอาชวินเล่นกับภีมแบบนั้น มันรู้สึกต่างจากเวลาเห็นมิณทร์หรือคนอื่นๆ ทำ แต่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก่ายกองภายในชั่วข้ามคืนที่เขาได้รู้ว่าไอ้หมอนี่มันเป็นฝ่ายซัพพอร์ท ไม่ใช่ฝ่ายข้าศึก และเขาก็รู้ด้วยว่าคำถามเมื่อกี้ไม่ใช่คำถามดักควาย



“เอ้า! ตามึงหมุนละกันอิคคิว ใครโดนถามคนนั้นหมุนไปเลย”

“เออง่ายดี ไม่อยากหมุนละแม่ง”

“กลัวโดนตัวเองและได้พิสูจน์มะโรงมะเส็งของไอ้โชแปงอ่ะดิคัตเตอร์”

“ตบปากตัวเองเท่าอายุเดี๋ยวนี้เลย! หยาบคาย! เล่นนักษัตร!”

“มองไม่ออกว่าโวยวายกลบเกลื่อน”



แต่มันเป็นคำถามที่อาชวินมองออก



“หนอย .. แฟนคลับมึงรู้ป่ะเนี่ยว่ามึงเหี้ยขนาดนี้อ่ะไอ้มิณทร์”

“ผมคนดีครับเตอร์”

“ตอแหล!”

“โอเค งั้นเราหมุนละนะ หลบกันดีๆ”



ว่าเขาอยากตอบ











/











เปลวไฟจากกองเพลิงเล็กๆ กลางวงยังคงสว่างไสวเพราะมีหนึ่งคนคอยเติมฟืนอยู่เสมอ เหมือนกันกับที่เขาหมั่นเติมความรู้สึกดีๆ ในใจให้บางคนสัมผัสได้อย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ ไม่ร้อนเกินแต่อุ่นกำลังดี เพื่อนๆ เริ่มคลานเข้าไปงีบหลับในเต้นท์ มีแค่มิณทร์เท่านั้นที่ปลีกตัวออกไปคุยโทรศัพท์ ทำให้ตอนนี้มีแค่ภีมกับอิคคิวนั่งอยู่ที่เดิม แต่ไร้ซึ่งบทสนทนา ทั้งสองทำเพียงแค่นอนเอนกายมองผืนฟ้า

ที่ดาดาษไปด้วยดวงดาวน้อยใหญ่ ทอแสงระยิบระยับ

การได้เห็นดาวในรอบหลายปีสำหรับอิคคิว

มันรู้สึกหัวใจพองโต

แต่สำหรับภีมแล้ว

ดวงดาวผูกมัดเวลาของเขาเอาไว้กับวัยเด็ก

ครั้งหนึ่งเมื่อตอนยังเล็ก ม้าเคยปลุกภีมขึ้นมาดูดาวตกหรือที่ม้าเรียกว่า ‘ผีพุ่งไต้’ ตอนเที่ยงคืนเพื่อให้ขอพร เขายังจำได้ดีว่าวันนั้นตัวเองงัวเงียเดินหลับตากอดเอวม้ามายืนเกาะหน้าต่าง พอเห็นดาวตกลงมาเป็นเส้นยาวๆ บนผืนฟ้าสีดำสนิทเท่านั้นแหละลืมง่วงไปเลย เขาขอพรยาวเหยียดและลงท้ายด้วยคำอธิฐานแสนโปรดว่าขอให้ไม่มีใครหายไปจากชีวิต

เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าขออะไรมันจะเป็นจริง

แต่พอโตมาเขาได้รู้ว่าคำอธิฐานของเขาไม่สามารถเป็นจริงได้ในทุกข้อ

เพราะขนาดดาวยังมีหมดอายุขัย

และต้องลาท้องฟ้าในที่สุด

นับประสาอะไรกับคนเรา ..



“คิดถึงตอนตั้งแคมป์บ้านกระปอมเนอะ ที่เรานอนเรียงๆ กันดูดาว”

“จำได้ด้วยเหรอ”

“แล้วทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ”



ผมไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่หลับตาลงทั้งที่ข้างในยังตื่น ผมยังไม่ง่วง แค่อยากปิดเปลือกตากั้นเส้นแบ่งระหว่างเหตุการณ์ปัจจุบันกับเรื่องราวในอดีต มันเคยสวยงาม สนุกสนาน และน่าจดจำเสมอ เพียงแต่ว่าบางเรื่องราวเราอาจจะจับมันยัดเก็บลงในล็อคความทรงจำที่ลึกที่สุด ทางเข้าทางออกซับซ้อนที่สุด เพียงเพื่อที่มันจะได้ไม่ต้องโผล่ออกมา

ทำให้เรารู้สึกอะไรบ่อยๆ





‘ผลัดกันเล่าเรื่องผีบ่ คนละเรื่อง’

‘ไม่เอา เดี๋ยวฝันร้าย’

‘สิกลัวเฮ็ดหยัง นั่งกันอยู่ตั้งหลายคน’

‘ถ้ากลัวก็เขยิบมานี่มา’

‘มึงห้ามขยับไปไหนนะ นั่งกันหลังให้กูแบบนี้แหละ เดี๋ยวผีมาจับ’

‘อืม ไม่ไปไหนหรอก’





ภาพผมนั่งขัดสมาธิซ้อนอยู่ข้างหน้าอิคคิว โดยที่มันพาดมือทั้งสองข้างไว้ที่หน้าตักเขาและเกยคางไว้ที่ไหลยังคงชัดเจนในความทรงจำ ชัดเจนถึงขนาดที่ว่าผมยังจำได้ดีว่าวันนั้นกิ่งข่อยเล่าตำนานผีในโรงเรียนแล้วพวกเราขนลุกจนปวดฉี่แต่ไม่มีใครกล้าออกไปนอกเต้นท์ เราเลยผลัดกันปิดตาและฉี่ใส่ขวดน้ำในเต้นท์นั่นแหละ

ทั้งที่ผมเก็บเรื่องราวของมันไว้ลึกขนาดนั้น

ขนาดนั้นแล้วแท้ๆ



“...”



เสียงเกากีต้าร์และเสียงฮัมเพลงเบาๆ ดึงผมออกจากภวังค์ความคิดและกลับมาปัจจุบัน ที่ซึ่งอิคคิวไปเอากีต้าร์มาจากไหนไม่รู้มานั่งไขว่ห้างเกาเป็นทำนองและร้องเพลงคลอไปด้วย มันผ่อนคลายอารมณ์ดีเหมือนกัน อากาศเย็นๆ ท้องฟ้าโปร่ง กับบทเพลงไพเราะ ที่ไม่น่าเชื่อว่าอิคคิวจะบรรเลงมันเอง



“วันเวลาพาให้ความรู้สึกมันชัดเจน ยิ่งนานยิ่งชัดเจน ..”



เราสบตากันท่ามกลางเสียงตีคอร์ดและเสียงร้องที่เพราะจับใจ



“จะกี่ฤดูกาล ร้อนหนาวที่มันพ้นเลยผ่าน เปลี่ยนเธอไม่ไหว ..”



เพราะจนเขาอยากฟังไปอีกนานๆ



“สั่งให้มีหิมะ โปรยลงมาในหน้าร้อนยังง่ายกว่า เปลี่ยนให้เธอมารักฉันในวันนี้ .. มันเป็นเพียงความฝันที่โง่งมงาย ต้องผิดหวังทุกที ฉันรู้ดี ..”



และค่ำคืนนั้นก็จบลงด้วยเสียงเพลงของอิคคิว

กับความรู้สึกอบอุ่นที่กายเมื่อมีผ้าผืนนุ่มคลุมตัวผมมิดลำคอ




(อ่านต่อเม้นถัดไป)



ออฟไลน์ Mister bamboo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0



(ต่อจากช่วงที่ขาด)


“รบกวนช่วยกูไปก่อนนะช่วงนี้ โอเคมั้ยวะ”

“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว โทรเรียกเราได้ตลอดเลย มารับได้ทุกวัน”

“เออ รอกูมีแฟนเป็นตัวเป็นต้นแล้วจะไม่รบกวนละ”

“...”

“เหี้ย!” ผมกำเข็มขัดนิรภัยแน่นเมื่ออิคคิวหักเปลี่ยนเลนส์กระทันหันทั้งที่ข้างหน้าไม่ได้มีรถขับช้าขวาง มันกระแอมเบาๆ แล้วทำทีเป็นมองกระจกข้างฝั่งผม ใบหน้ายุ่งๆ นั่นทำให้ผมประหลาดใจและได้แต่ถามตัวเอง



อะไรของมันวะ

เมื่อกี้ยังยิ้มอยู่เลย เป็นไบโพล่าหรือไง



“อึดอัดว่ะบอกตรงๆ ไม่รู้พี่ชานนท์จะดื้อดึงไปไหน ขนาดบอกว่ามีแฟนแล้วยังไม่เชื่อแบบสนิทใจ ยืนยันที่จะอยู่ในฐานะพี่ที่สนิทแบบไม่ปรึกษากูเลย เอาจริงกูแอบรำคาญและไม่ชอบนะ แต่ไม่กล้าบอกเขาตรงๆ ว่ะ”



คนฟังได้แต่ถอนหายใจกับพวงมาลัย

จีบคนแบบภีมไม่เคยง่าย

แสดงออกน้อยก็ไม่เข้าใจ มากไปก็กลัวจะกลายเป็นสร้างความรำคาญ



“แล้วภีมจะแก้ปัญหายังไง”

“ช่างแม่ง อยากตื้อก็ตื้อไป กูไม่สนใจซะอย่าง”

“มันจะเหมือนให้ความหวังพี่เขาหรือเปล่า ถ้าเราก็ไม่ปฏิเสธอะไรเลย”



ภีมนั่งกอดอกมองการจราจรที่ติดขัดเป็นประจำทุกเย็นอย่างใช้ความคิด กลายเป็นว่าการพลั้งปากเพื่อจบทุกความวุ่นวายของเขาวันนั้นยิ่งทำให้พี่ชานนท์วอแวไม่เลิก และเหมือนจะหนักขึ้นเรื่อยๆ อีกรูปแบบนึง นิสัยดื้อที่น่ารำคาญแบบนั้นเขาทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากดึงตัวอิคคิวที่ไม่มีความจำเป็นต้องเจอกันบ่อยๆ มารับเขากลับจากบริษัททุกเย็น

อืม .. อิคคิวรับบทบาทแฟนจำเป็นไปแบบงงๆ

โดยที่ภีมเองไม่เคยรู้ว่ามันสร้างทั้งความยินดี

และความเจ็บปวดในคราวเดียวกัน



“ภีมควรจะบอกให้ชัดเจนนะ สงสารพี่เขา”

“สงสารทำไม ใครเขาขอให้มาชอบ”

“ก็ชอบไปแล้วให้ทำไง”

“แล้วมึงจะอินอะไรขนาดนั้นเนี่ย ..”



อิคคิวไม่ตอบ ทำเพียงแค่มองออกไปนอกหน้าต่างระหว่างรอไฟเขียว

อยู่ใกล้กันขนาดนี้แต่ขยับเดินหน้ามากกว่านั้นไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย

มันติดอยู่หลายเงื่อนไข



“ไม่เป็นไร เดี๋ยวลาออกซะเลย ไปทำที่ใหม่”

“จริงจังป่ะเนี่ย”

“เออดิ ก็ไม่ได้ชอบงานขนาดนั้นอยู่แล้วอ่ะ”



อิคคิวขมวดคิ้วมองคนข้างกายในขณะออกรถเคลื่อนตามขบวนเครื่องจักรยนต์เคลื่อนที่ที่มาจากหลายแห่งแล้วพร้อมใจกันมาติดแหงกอยู่บนถนนเส้นเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงในเวลาเดิมแทบทุกวัน เขาไม่รู้สึกหงุดหงิดอะไรเลยเพราะชินซะแล้วกับสภาพการณ์แบบนี้ในกรุงเทพ แต่คนตัวเล็กน่ะสิ วันแรกๆ ที่มารับกลับบ่นตับแล่บเลยว่าแย่พอกับขนส่งสาธรณะ แต่อันนั้นถึงคอนโดไวกว่า

กรุงเทพอ่ะ เอาไรมาก

อิคคิวกำลังขับรถมุ่งหน้าสู่ตลาดพลูที่ซึ่งนัดกับภีมเอาไว้เมื่อหลายวันก่อนว่าศุกร์เย็นเราจะไปหาของอร่อยๆ ที่นั่นทานและถ่ายภาพฟิล์มเล่นกัน เนียนว่าถือเป็นการฉลองในรอบสัปดาห์ที่ภีมจะได้ไม่ต้องเจอพี่ชานนท์อีกสองวัน คิดแล้วก็แอบสงสารภีมอยู่เหมือนกันนะ นอกจากจะเครียดเรื่องงานแล้วยังต้องเป็นกังวลกับคนที่เข้ามาเกาะแกะทุกวี่วัน ใจเขาน่ะอยากจะช่วยให้มากที่สุด

แต่ทำยังไงได้

เพื่อนตัวเล็กให้เขาเป็นได้เท่านี้

แล้วก็ดันปากหนักไม่กล้าบอกออกไป

กลัวว่าภีมจะรู้สึกอึดอัดใจกับเขาเหมือนที่รู้สึกกับพี่ชานนท์ไปอีกคน



“เออมึง .. พวกกระปอมบอกว่าคิดถึงมึงนะ อยากคุยด้วย”

“คิดถึงเหมือนกัน เป็นยังไงกันบ้างอ่ะ”

“สบายดีแหละ ไว้วันไหนที่ว่างตรงกันคงได้นัดเจอ”



อิคคิวยิ้มกริ่มและขับรถเลี่ยงการจราจรออกมาได้ในที่สุด ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาคิดถึงเพื่อนเก่าที่ไม่เคยเก่าเลยทุกคน แต่เนื่องจากยุคสมัยที่เราจากกันมันยังไม่มีเทคโนโลยีอะไรที่สามารถติดต่อกันได้สะดวกนอกจากจดหมาย เอ็มเอสเอ็นก็ไม่มี โทรศัพท์มือถือก็ไม่มี ยังต้องหยอดตู้สาธารณะโทรหากันอยู่เลย และการจากมาของเขาค่อนข้างกะทันหัน

เลยไม่มีแม้แต่คอนแทคใดๆ



“เต็งหนึ่งกับลูกคิดก็คิดถึงมึงเสมอเลยนะเว้ย”

“ภีมมีคอนแทคพวกมันมั้ย”

“มีนะๆ เดี๋ยวกูส่งให้มึงในไลน์ละกัน โอเคป่ะ”

“โอเค”

“เดี๋ยวกูเชิญมึงเข้าไลน์กลุ่มด้วยแล้วกัน จะได้คุยกับเพื่อนๆ ได้ตลอด”

“ขอบคุณนะภีม”



เขามีความกังวลตลอดมาว่าการจากมาที่ไร้ซึ่งคำล่ำลา หรือเรียกให้ถูกกว่านั้นว่าไม่มีโอกาสได้ล่ำลามันจะสร้างความบาดหมางและเคืองโกรธให้กับคนโดนกระทำหรือเปล่า ถ้าเขาเป็นฝ่ายโดนเพื่อนที่สนิทกันมาแต่วันนึงหายไปแบบนั้นเขาก็คงจะรู้สึกเสียใจและผิดหวังในตัวมันเล็กน้อย

แต่พอได้ยินภีมบอกว่าทุกคนคิดถึงด้วยมวลที่เต็มไปด้วยยินดีที่ได้พบอีกครั้งและไร้ซึ่งความขุ่นเคืองมันทำให้เขาเผลอฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ยอมรับว่าครั้งแรกที่เจอภีมโดยบังเอิญเขาแอบกังวลว่าอีกฝ่ายจะเดินหนีมั้ยพอรู้ว่าเขาเป็นใคร จะโดนชกหนักๆ สักครั้งมั้ยกับเรื่องที่เคยทำ แต่แล้วความกังวลก็เปลี่ยนเป็นความผิดหวังที่อีกฝ่ายทำท่าทีเหมือนจะจำเรื่องราวในอดีตของเราไม่ได้เลย ไม่มีการพูดถึง ไม่มีการเกริ่นเข้าเรื่องที่ค้างคา จนเขาคิดว่าถ้าภีมเหวี่ยงหมัดใส่เขาแรงๆ ต่อยปากเขาจังๆ เขาคงดีใจกว่านี้

เพราะเขาไม่เคยลืมสักอย่าง

ไม่เคยเลย

เราสบตากันชั่วขณะในจังหวะที่รถเคลื่อนไปยังเส้นทางข้างหน้าที่ปักหมุดเอาไว้อย่างแน่ชัด ภีมเชื่อว่าเพลงที่กำลังเล่นในแอพพลิเคชั่นสีเขียวที่อิคคิวเชื่อมกับบลูทูธในรถเป็นเพลงที่อีกคนสร้างเพลย์ลิสต์เอาไว้ เพราะแนวเพลงมันสวิตช์จาก dream pop ฟังสบายๆ ของ Lany ไปเป็น alternative ไทยความหมายดี





ต้นเหตุที่ทำให้เรานั้นโคจรได้เจอ

กำหนดหรือเป็นเพียงเรื่องบังเอิญอย่างไร

มันอาจจะไม่จำเป็นเท่าการรับรู้

ว่าฉันนั้นรักเธอมากเท่าไหร่





ภีมทำให้อิคคิวเข้าใจคำว่า ‘ความคิดถึงเดินทางมาหาถึงที่’

ภีมพิสูจน์ว่าฟ้าเข้าใจคำอ้อนวอนของเขา ว่าขอให้เราพบกันอีกสักครั้งในวันนึง เขาใจเต้นแรงแทบบ้าเมื่อพบว่าคนตรงหน้าที่ยืนกำแก้วสตาร์บัคส์และทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้นั่นเป็นคนที่เขาเฝ้านึกถึงมาตลอด แม้จะผ่านมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว





ยินดีที่ได้พบเธอ ยินดีที่ได้รักเธอ





“พามากินนี่ถ้าไม่อร่อยกูด่านะ บอกก่อน”

“โตขึ้นแต่ตัวนะเนี่ย นิสัยเหมือนเดิมเปี๊ยบ”

“มึงเปลี่ยนตายอ่ะ!”

“ก็เหมือนเดิม เรื่องอื่นก็เหมือนเดิม”

“...”



คนตัวเล็กทำหน้ายุ่ง ปรับเบาะเอนลงนอนเพราะเหนื่อยเหลือเกินกับการนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ บวกกับร่างกายยังระบมจากการเล่นเครื่องเล่นแอดเวนเจอร์ต่างๆ ที่พวกเพื่อนสรรหาทำที่เขาใหญ่ไม่หาย แต่ก็ยืดเส้นยืดสายได้ไม่นาน เพราะเหมือนว่าอิคคิวจะเลี้ยวเข้าหาที่จอดรถและเราคงจะถึงตลาดพลูที่เต็มไปด้วยของอร่อยอย่างที่อิคคิวโม้เอาไว้แล้ว

เราจอดรถไว้อีกที่และเดินข้างกันไปตามทาง มีร้านรวงต่างๆ มากมายและเต็มไปด้วยผู้คน อาจเพราะนี่เป็นช่วงเวลาหลังเลิกงาน ผู้คนเลยเลือกมาฝากท้องกันที่นี่เพราะจะได้ไม่ต้องทำอาหารเย็นให้เหนื่อยอีก ภีมไม่รู้หรอกว่าตอนกลางวันที่นี่เป็นยังไง เขารู้แค่ว่าตอนกลางคืนมันครึกครื้นใช้ได้เลยแหละ ว่าแต่มันจะไปหาที่ถ่ายภาพยังไงก่อน



“แสงไม่มีแบบนี้มึงจะชวนมาถ่ายรูปยังไงวะ”

“ถ่ายได้ กล้องฟิล์ม ถ่ายอาร์ตๆ”

“แบบที่ไม่ต้องเห็นหน้ากูก็ได้แบบนั้นอ่ะหรอ”

“ประมาณนั้น”

“สัด!”



ภีมสบถกับตัวเองก่อนจะเดินกอดอกนำหน้าอิคคิวไปทั้งที่ไม่รู้ทางและร้านอร่อยที่เราจะฝากท้องสำหรับมื้อเย็น มันก็พูดมาได้ ไหนบอกว่าจะชวนมาถ่ายภาพ แต่ไม่เห็นที่ไหนจะมีแสงสวยๆ เลย เห้อ!

กะว่าจะได้รูปสวยๆ ไปอวดลงไอจีสักหน่อย

ระหว่างทางภีมหยุดซื้อโตเกียวไส้เผือกกับมะพร้าวอ่อนหนึ่งถุงและแบ่งกันกินกับเพื่อนตัวสูงที่เดินขนาบข้างกันมาไม่ห่าง เราเดินเบียดกันในบางจังหวะที่คนเยอะ รู้สึกหายเหนื่อยจากการทำงานเลย การได้มาเปิดหูเปิดตา เดินตะเวนกินของอร่อยๆ รายทางแบบนี้มันสวรรค์เลยล่ะ ขอบคุณอิคคิวที่ทำให้วันธรรมดาอันแสนเหน็ดเหนื่อยของเขาปิดท้ายด้วยความสุข

เราเลือกกินบะหมี่ตงเล้ง

อืม .. มาไกลถึงตั้งนี่แต่กินบะหมี่ งงยัง

บอกแล้วว่าไม่อร่อยจะด่า



“เป็นไง”

“...”



แต่เสียดายที่ไม่ได้ด่า

เพราะอร่อยชิบหาย!

เขากินไปสองชามแล้ว และมีวี่แววว่าจะต่อชามที่สามด้วย



“พร้อมด่ายังอ่ะ”

“ถือว่าแต้มบุญมึงยังสูงเลยรอดตัวไปวันนี้นะ”

“เสียใจแย่ เตรียมตัวโดนด่าเต็มที่”

“หรือมึงจะเอา”

“ไม่ครับ”



เราหัวเราะออกมาพร้อมกัน ผมตักผักบางส่วนในชามของตัวเองใส่ชามอิคคิวเช่นเคยแม้ว่าจะกินได้มากขึ้นบ้างแล้ว ภาพวัยเด็กและเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ทับซ้อนเข้ามาจนต้องสะบัดไล่ความคิดและคีบหมูแดงเข้าปากคำโต อิคคิวไม่มีบ่นอิดออดหรือว่าเขาเลยที่ทำให้ชามของมันกลายเป็นสวนผัก เหมือนตอนเด็กๆ ไม่มีผิด มันกินไปยิ้มไปแล้วก็สละหมูกับลูกชิ้นในชามให้เขาจนหมด



“เก็บท้องไว้กินหมี่กระเฉดด้วยล่ะ”

“ยังไม่หมดอีกหรอ!”

“แน่นอน”



มันยักคิ้วหลิ่วตาเหมือนจะบอกว่าค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล ถ้าพุงไม่โย้ซะก่อนก็อย่าหวังว่าจะได้กลับคอนโดง่ายๆ ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้รีบหรอก ดีซะอีก กลับห้องไปไวก็เท่านั้นเพราะไม่มีอะไรให้ทำนักหนา จะว่าเหงาก็เหงา

อยู่กับอิคคิวก็สนุกดี



“เออว่าจะถาม มึงชอบเล่นกล้องด้วยหรอวะ”

“อืม ถ่ายแต่กล้องฟิล์ม”

“ทำไมอ่ะ”

“มันทำให้เรารู้จักรอมั้ง แล้วก็ยิ่งเก่ายิ่งมีค่า”

“เท่ห์ดี กูอยากลองบ้างอ่ะ แต่ไม่ค่อยมีฝีมือ”

“ของแบบนี้มันฝึกกันได้”

“ยากแหละ แล้วมึงถ่ายอะไรเหรอส่วนมาก”

“ไม่ได้เจาะจงนะ ปกติเราจะถ่ายแต่สิ่งที่ชอบ แล้วเก็บเป็นคอลเลคชั่น”

“เคยไปถ่ายตามต่างประเทศมั่งป่ะ”

“มีบ้าง แต่ไม่บ่อย”

“อ่อ .. แสดงว่าก็ถ่ายทั่วไปแหละ?”

“อืม มีไอจีสำหรับลงผลงานภาพถ่ายโดยเฉพาะด้วยนะ”

“เหรอๆ ไหนเอามาส่องหน่อย”



ผมยื่นโทรศัพท์ของตัวเองที่เปิดแอพพลิเคชั่นอินสตราแกรมค้างเอาไว้ให้อิคคิวพิมชื่อแอคเคาน์ของไอจีที่ว่านั่นลงไปให้เพราะสะดวกกว่าการที่อีกคนต้องนั่งบอกอัลฟาเบทเขาทีละตัวแล้วต้องลบๆ พิมพ์ๆ ใหม่หลายครั้ง



“ไม่มีภาพคนสักคน มีแต่วิว”

“ก็ถ่ายแต่ที่ชอบ”



ภีมนั่งเลื่อนดูภาพฟิล์มสวยๆ จนหน้าจะมุดจอ ในนั้นมีแต่ภาพวิวที่เขาไม่เคยเห็น นับถือมันที่ช่างไปสรรหาถ่ายมา บางอันเป็นสถานที่ที่เขาคุ้นเคยในมุมที่เขาไม่เคยเห็น การเล่นแสง การเล่นมุม การใช้เทคนิคต่างๆ ของมันถือว่าใช้ได้เลยในฐานะมือสมัครเล่น หรือมันถ่ายมานานแล้วก็ไม่รู้แหะ

ภาพในไอจีมีเป็นร้อย

ผมกดฟอลโล่วแต่มือดันเลื่อนรีเฟรซหน้าจอและมันก็ปรากฏภาพใหม่ที่เหมือนจะเพิ่งถูกเจ้าของแอคเคาน์อัพโหลดลง มันเป็นภาพวิวแนวกว้าง เห็นทิวเขากับระแวกไม้ไกลๆ แสงสีส้มอมม่วงตอนพระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า โลเคชั่นเขาใหญ่ ถามว่ารู้ได้ยังไง ก็เราไปด้วยกันมา และผมได้ยืนมองวิวในภาพกับตา องค์ประกอบมันไร้ที่ติ แต่ที่ผมประหลาดใจคือองค์ประกอบหลักที่เด่นชัดกว่าสิ่งใดในภาพคือร่างของคนหนึ่งคนที่ยืนหันหลังมองวิวตรงหน้า เสื้อสีดำตัวโคร่งกับเส้นผมสีอ่อน ผมตระหนักได้ในเวลาอันสั้น

ว่านั่นคือตัวผม

มันคงเป็นแค่เรื่องบังเอิญแหละมั้ง ..





‘ปกติเราจะถ่ายแต่สิ่งที่ชอบ แล้วเก็บเป็นคอลเลคชั่น’

‘ก็ถ่ายแต่ที่ชอบ’





ที่ภาพผมเป็นภาพบุคคลภาพแรกในไอจีมัน

และต่อเนื่องด้วยภาพผมอีกเช่นกัน เป็นภาพที่สอง สาม



“มึง ..”

“...”

“ทะ ทำไมลงภาพกูรัวเลยวะ”



เราสบตากันเนิ่นนาน

.. นานพอที่จะอ่านใจ






#อิคคิวไงจำไม่ได้หรอภีม



I told you, it's never be a secret.
hint เรื่องต่อๆ ไปไว้บ้างประปราย คิ_คิ
ชื่นชอบก็บอกกันได้นะคับ!
กำลังใจมีค่าตะเหมอสำหรับคนแต่ง
จะบอกว่าแชปนี้เป็นแชปที่ยาวสุดๆ แล้ว T_T
หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะคะ
ส่วนเนื้อเรื่องก็จะค่อยๆ เข้มข้นขึ้น
ยังไงอย่าลืมเป็นกำลังใจให้อิคคิวกับภีมด้วย
รักเสมอ.


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด