∞ มีค่าเป็นอนันต์ ∞ ・ Chapter 05 ・ [22/Nov/2020]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ∞ มีค่าเป็นอนันต์ ∞ ・ Chapter 05 ・ [22/Nov/2020]  (อ่าน 665 ครั้ง)

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-3
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่


1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม




***********************************************************************


#มีค่าเป็นอนันต์
- สารบัญ -
Prologue
01  02  03
04  05


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-11-2020 21:01:00 โดย Cloverberry »

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-3
เพราะความบังเอิญที่ได้มาเจอกัน

เป็นเหตุให้ความรักก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ

กว่าทั้งสองจะรู้หัวใจของตัวเอง

ความรู้สึกภายในอกก็เอ่อล้นจนมีค่าเป็นอนันต์



.




.




"พี่นาวาคือความสุขของผม"


"คิมหันต์คือความสบายใจของพี่"




.




.





Prologue





     “อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำหลายรอบ ฉันสั่งให้แกไป…แกก็ต้องไป”

     เสียงกังวานที่ดังไปทั่วบริเวณเต็มไปด้วยความทรงอำนาจที่ใครได้ยินต่างก็ต้องกลัว ทว่าไม่ใช่กับร่างสูงที่ยืนจ้องตากับเจ้าของประโยคเมื่อครู่อย่างไม่เกรงกลัวเลยสักนิด ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำสนิทหรี่ตามองลูกชายตรงหน้า หรือก็คือคนที่เขาตั้งใจจะให้เป็นทายาทผู้สืบทอด ‘ธราลัยวิโรจน์กรุ๊ป’ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมาแรงในแวดวงธุรกิจตอนนี้

     ใบหน้าคมคายจ้องมองคนตรงหน้าอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจพูดสิ่งที่เคยพูดไปแล้วหลายครั้ง เขารู้ดีว่าพ่อของเขาเป็นคนประเภทที่ถ้าต้องการสิ่งใดแล้วไม่มีทางที่จะไม่สมปราถนา แต่เขาเองก็จะยอมไปเสียทุกครั้งไม่ได้เช่นกัน เพราะสิ่งที่พ่อเขาต้องการ…มันคืออิสระทั้งชีวิตที่เหลือของเขา

     “คุณพ่อยังมีคนรู้จักอีกหลายคนที่เก่งและมีประสบการณ์มากกว่าผม ผมไม่คิดว่าตัวเองจะทำสิ่งที่พ่อขอได้หรอกนะครับ”

     “ฉันไม่ได้ขอ ฉันกำลังบอกว่าแกต้องไป”

     “ผมไม่ไปครับ”

     “นาวา! แกกำลังยั่วโมโหฉันอยู่รู้ตัวไหม”

     ระดับเสียงที่เพิ่มขึ้นตามอารมณ์ไม่ได้ทำให้เจ้าของชื่ออยากกลับคำพูดตัวเองเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มในชุดนักศึกษากระชับสายกระเป๋าที่สะพายอยู่บนไหล่ขวา ในเมื่อคุยกันดีๆ แล้วไม่รู้เรื่อง เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องยืนเถียงกับคนตรงหน้าอีกต่อไป ร่างสูงละสายตาจากใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยโทสะ เดินผ่านไปโดยไม่คิดจะพูดอะไรอีก แต่นั่นกลับเป็นการราดน้ำมันลงไปบนเปลวไฟที่โหมกระหน่ำอยู่ก่อนแล้ว

     “แกจะไปไหน เรายังคุยกันไม่จบเลยนะ”

     ขาทั้งสองข้างที่กำลังก้าวเดินหยุดนิ่งอยู่กับที่ ลูกชายเพียงคนเดียวของบ้านธราลัยวิโรจน์แห่งนี้ลอบถอนหายใจก่อนจะพูดขึ้นมาอีกโดยไม่หันไปมองคู่สนทนา “ผมบอกพ่อไปแล้วว่าจะไม่ไป”

     “แต่ฉันบอกเพื่อนๆ ไปแล้วว่างานเลี้ยงฉลองธุรกิจอุตสาหกรรมพรุ่งนี้ฉันจะพาลูกชายไปด้วย แกคิดจะทำให้ฉันขายหน้าหรือไง”

     “คิดว่าผมไม่รู้เหรอว่าพ่อจะพาผมไปรู้จักคนพวกนั้นในฐานะว่าที่คู่แข่งที่คิดจะฮุบธุรกิจเขา ที่ลงทุนจัดงานเลี้ยงให้ซะใหญ่โตก็เพื่อจะสอดส่องกิจการของเขาแค่นั้นเอง”

     “ถ้ารู้อยู่แล้วแกก็ควรทำตามที่ฉันสั่ง สิ่งที่ฉันเลือกให้แกมันไม่เคยผิดพลาดแกก็รู้”

     คนฟังแค่นยิ้มกับประโยคที่ออกมาจากปากของพ่อตัวเอง ไม่เคยผิดพลาด…หึ ไม่เคยถูกต้องเลยต่างหาก ทุกสิ่งที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้ นาวาไม่เคยร้องขอหรือต้องการแม้แต่นิดเดียว

     เมื่อไร้ซึ่งคำตอบจากลูกชาย อชิระก็ยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก เขาไม่ชอบเลยกับการที่คุยกันอยู่แล้วอีกฝ่ายก็เงียบไปดื้อๆ เพราะนั่นมันเหมือนกับเขาตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรอง “แกอยากหักหน้าฉันมากนักหรือไง ถึงได้กล้าขัดคำสั่งฉันแบบนี้”

     “พ่อไปบอกพวกเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากผม นั่นมันเป็นปัญหาของพ่อครับ ไม่ใช่ผม”

     “นาวา! แกกล้าเถียงฉันเหรอ”

     “พรุ่งนี้ผมมีเรียนเช้า ขอตัวนะครับ” ร่างสูงตัดบทพลางก้าวขึ้นบันได ทิ้งให้คนที่เขาไม่รู้ว่ายังเรียกว่าพ่อได้เต็มปากหรือเปล่ายืนเคว้งอยู่คนเดียว

     “ถ้าแม่แกรู้ว่าลูกชายที่เขารักนักหนาดื้อด้านแบบนี้ เขาคงตายตาไม่หลับหรอกนะ”

     แผ่นหลังกว้างที่กำลังก้าวขึ้นบันไดหยุดชะงักเหมือนมีอะไรตรึงไว้ ประโยคประชดประชันเมื่อครู่เป็นเหมือนสวิตซ์ที่ปิดความสุขุมเยือกเย็นของเขาไป พร้อมกับเปิดความโกรธที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายปีให้ระเบิดออกมา

     นาวาหันกลับมามองพ่อตัวเองด้วยแววตาวาวโรจน์ คนที่เดินมายังบันไดอย่างช้าๆ กระตุกยิ้มเมื่อเขาทำให้ลูกชายเสียความสุขุมได้

     “อย่าพูดเหมือนไม่ใช่ความผิดตัวเองจะได้ไหม”

     “ฉันผิดอะไร แม่แกมันร่างกายอ่อนแอเอง” อชิระเดินมาหยุดอยู่หน้าคนตัวสูงที่ตอนนี้กำหมัดแน่นเพื่อระงับความโกรธ ยิ้มเยาะเย้ยคนที่ล่วงลับไปแล้วแต่ยังทิ้งลูกชายไว้ให้เขาดูแล

     “ก็เพราะคุณไม่ใช่หรือไงแม่ผมเลยต้องตาย”

     “ฉันไม่เคยทำใครตาย ถ้าแกยังมีสมองอยู่ก็ช่วยทบทวนใหม่ด้วย”

     “ทำไมจะไม่เคย! ถ้าวันนั้นคุณไม่เอาแต่บ้างานแม่ผมก็ไม่ต้องตายอยู่ในห้องตัวเอง เพราะคุณไม่ยอมพาแม่ไปโรงพยาบาล แม่ผมเลยไม่ได้รับการรักษา!! คุณมันเป็นฆาตกร!!!”


     เพียะ!


     เปรี้ยง!!


     ใบหน้าแดงก่ำของคนตัวสูงหันไปตามทิศทางของฝ่ามือ เสียงเนื้อที่กระทบกันดังขึ้นพร้อมกับเสียงฟ้าผ่าที่เล็ดลอดเข้ามาภายในคฤหาสน์ อชิระมองคนที่กำลังเลือดกบปากด้วยแววตานิ่งเรียบ ต่างกับอีกคนที่โทสะในตัวพลุ่งพล่านถึงแม้จะเพิ่งโดนประทุษร้ายไปก็ตาม

     “ถ้ายังพูดแบบนี้อยู่อีกมันจะไม่จบแค่โดนตบ แต่แกจะไม่มีวันใช้ชีวิตตามที่ต้องการได้อีกเลย”

     เจ้าของเสียงอันเกรี้ยวกราดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินผ่านร่างสูงขึ้นบันไดไป คนที่ยังยืนอยู่ที่เดิมยกมือขึ้นมาแตะปาก นึกขอโทษคนบนสวรรค์ที่ไม่สามารถระงับอารมณ์ไว้ได้อยู่ในใจ

     เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก มันเคยเกิดมาแล้วหลายครั้งและทุกๆ ครั้งก็มักจะลงเอยแบบเดียวกันเสมอ นาวาไม่ได้ต้องการให้อีกฝ่ายมารับผิดชอบอะไร เขาแค่อยากให้อีกฝ่ายเคารพดวงวิญญาณของคนที่ครั้งหนึ่งแกเคยรักอย่างสุดหัวใจ แต่ทุกวันนี้นอกจากอชิระจะชอบเอาเรื่องนี้มาทะเลาะกับเขาแล้ว เขายังไม่เคยเห็นน้ำตาหรือได้ยินคำขอโทษจากปากของคนที่เขาเรียกว่าพ่อเลย

     คนตัวสูงหันไปมองหน้าต่างที่ข้างนอกมีเม็ดฝนมากมายกำลังตกลงมาจากฟ้า เหม่อมองอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานก่อนจะตัดสินใจเดินลงบันไดไปยังประตู

     ต่อให้กลับห้องไปตอนนี้ก็คงนอนไม่หลับอยู่ดี สู้ออกไปเดินตากฝนให้มันชำระล้างความโกรธภายในจิตใจเสียยังจะดีกว่า














     “พี่เกล้า! เอาเหมือนเดิมนะพี่”

     เสียงกระดิ่งดังขึ้นทันทีที่ผมเปิดประตูเข้ามา เมื่อเห็นว่าในร้านไม่มีลูกค้าคนอื่นแล้ว ผมเลยตะโกนบอกเจ้าของร้านที่น่าจะง่วนอยู่หลังร้านพลางเดินไปนั่งที่หน้าเคาน์เตอร์

     “เอานี่ไปเช็ดหัวก่อน เปียกเป็นลูกหมาเลยนะเรา”

     เจ้าของชื่อที่เพิ่งออกมาจากหลังร้านโยนผ้าขนหนูมาให้ ผมรับมาเช็ดหัวแบบลวกๆ ก่อนจะส่งคืนให้คนที่กำลังเริ่มชงนม

     “ทำไมวันนี้มาช้าล่ะ พี่เกือบจะปิดร้านอยู่แล้วเนี่ย”

     “โหพี่ ไอ้ไทน์มันลากผมไปกินข้าวตั้งไกล พอกลับมาถึงมอฝนก็ดันตกอีก กว่าจะฝ่าฝนมาหาพี่ได้ผมโคตรลำบากสุดๆ เลย”

     “ถ้าลำบากขนาดนั้นไม่ต้องมาก็ได้นะ ขาดลูกค้าไปคนนึงร้านพี่ไม่เจ๊งหรอก เรานั่นแหละจะเป็นหวัดไปซะก่อน” คนพูดยังคงสาละวนอยู่กับการทำนมชมพู ผมที่นึกอะไรดีๆ ออกเลยลองเสนอไอเดียพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย

     “ถ้าห่วงผมก็ให้ผมกินฟรีดิ แล้วรับรองผมจะดูแลตัวเองอย่างดีไม่ให้เป็นหวัดแน่นอน”

     เจ้าของร้าน Drink & Deal ที่ผมนั่งอยู่นี้เอื้อมมือมาเขกหัวแบบไม่แรงมากนัก ก่อนจะยกเครื่องดื่มโปรดปรานของผมมาวางไว้ตรงหน้า “ให้มันน้อยๆ หน่อย เรื่องนั้นกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันเลย พี่บอกว่าเสียลูกค้าไปคนนึงร้านก็ไม่เจ๊งไม่ได้หมายความว่าจะให้เรากินฟรีได้นะ”

     ผมยิ้มแฉ่งให้คนตรงหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะยกนมชมพูมาดูดด้วยความกระหาย สาเหตุที่ผมต้องฝ่าฝนมาร้านกาแฟตอนสามทุ่มแบบนี้ก็เพราะนมชมพูในมือนี่แหละครับ ลองมาก็หลายร้าน แต่ยังไม่มีร้านไหนทำได้อร่อยเท่าร้านพี่เกล้าเลย อร่อยถึงขนาดที่ผมต้องมากินทุกวันหลังเลิกเรียนจนกลายเป็นลูกค้าประจำของร้านนี้ไปแล้ว

     พี่เกล้าเป็นรุ่นพี่ที่เคยเรียนมหา'ลัยเดียวกับผม ผมเพิ่งมารู้ตอนได้เป็นลูกค้าประจำของร้านนี้แล้ว จะว่าบังเอิญก็โคตรบังเอิญสุดๆ เลย เสียดายที่ผมมารู้ช้าไป ไม่งั้นผมได้กินนมชมพูฝีมือพี่เกล้าตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว ไม่ต้องรอให้ถึงปีสองแบบนี้หรอก

     พี่เกล้าชวนผมคุยเรื่องกิจกรรมรับน้องที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน ผมที่ตอนนั้นต้องวิ่งวุ่นจัดเตรียมงานหลายอย่างเลยบ่นออกมาซะยาวเหยียด กว่าจะรู้ตัวว่าคุยติดลมไปหน่อยก็ตอนที่หันไปมองนาฬิกาบนผนังที่บอกเวลาสามทุ่มครึ่ง

     “ตายล่ะ! ป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย ผมกลับก่อนนะพี่ ถ้าไม่รีบกลับมีหวังปั่นรายงานไม่ทันส่งพรุ่งนี้แน่” ผมหันไปพูดกับคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ พี่เกล้ามองไปยังนอกร้านก่อนจะทำสีหน้ากังวล

     “แล้วจะกลับยังไง ฝนยังตกอยู่ไม่ใช่เหรอ”

     “เดี๋ยวผมวิ่งฝ่าไปก็ได้”

     “จะวิ่งฝ่าไปทำไม ร่มร้านพี่ก็มี เอ้า เอาไปใช้ก่อนแล้วค่อยเอามาคืนพรุ่งนี้”

     ผมรับร่มมาจากพี่เกล้าพลางพูดขอบคุณ พี่เกล้าไล่ให้ผมกลับบ้านก่อนจะยกของไปเก็บไว้หลังร้าน ผมที่เห็นดังนั้นเลยอดเสนอตัวไม่ได้

     “พี่จะเก็บของเหรอ มา เดี๋ยวผมช่วย”

     “ไม่ต้องเลย เรารีบกลับไม่ใช่เหรอ”

     “ไม่ได้รีบขนาดนั้นซะหน่อย ให้ผมช่วยพี่ตอบแทนที่พี่ให้ยืมร่มไง”

     ผมไม่สนคำทัดทานของพี่เกล้า เดินอ้อมไปหลังเคาน์เตอร์แล้วแย่งกล่องกระดาษในมือพี่เขาเอาไปไว้หลังร้าน แต่ช่วยงานได้ไม่เท่าไหร่ผมก็โดนไล่ให้กลับบ้านอีกรอบ ผมที่เห็นว่าเหลือแค่งานกวาดถูเลยยอมแพ้แล้วหยิบกระเป๋ามาสะพาย ก่อนจะเปิดประตูออกไปผมหันไปลาเจ้าของร้านพร้อมกับยิ้มให้

     “ผมไปล่ะนะพี่ ขอบคุณสำหรับร่มอีกครั้งครับ”

     ผมเอื้อมมือไปเปิดประตูในขณะที่อีกมือถือนมชมพูอยู่ แต่ในจังหวะที่หันไปปิดประตู หางตาผมก็เหลือบไปเห็นใครบางคนที่นั่งอยู่บนม้านั่งหน้าร้าน

     มานั่งทำอะไรอยู่คนเดียวในเวลานี้กันนะ…

     “เอ่อ…คุณครับ ร้านปิดแล้วนะครับ”

     ผมเดินไปใกล้ๆ ผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่ใส่ชุดนักศึกษาอย่างหลุดลุ่ย ทั้งตัวเขาเปียกปอนไม่ต่างจากผม เดาว่าคงฝ่าฝนมาเหมือนกัน เขาคนนั้นหันมามองผม มองแบบจ้องตาไม่กะพริบแต่กลับไม่พูดอะไรเลย ผมที่เห็นเขาแปลกๆ กำลังจะถามต่อว่าเป็นอะไรไหม แต่ก็สังเกตเห็นแผลที่มุมปากเขาซะก่อน

     “เฮ้ย! คุณเป็นแผลนี่”

     ผมถือวิสาสะนั่งลงข้างๆ เขา ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อจะมองรอยฟกช้ำได้ชัดๆ คนตัวสูงเหมือนจะตกใจนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้เขยิบหนี แค่มองมาอย่างสงสัยว่าไอ้เด็กบ้านี่มายุ่งอะไรด้วย

     เลือดที่มุมปากแห้งกรัง เหมือนเขาได้แผลนี้มาสักพักแล้วแต่ไม่ทำอะไรกับมันเลย ผมลองเอานิ้วไปแตะเบาๆ แต่ก็ต้องชักกลับเมื่อเจ้าของแผลร้องโอ๊ยขึ้นมา

     “ขอโทษครับ เจ็บเหรอ”

     “เจ็บ…” นั่นคือประโยคแรกที่เขาพูดกับผม แต่อย่าเรียกว่าประโยคเลย เรียกว่าคำอุทานจะดีกว่า

     “มีเรื่องชกต่อยมาเหรอครับ”

     “…” ไม่มีคำตอบจากคนที่โดนถาม ผมมองแผลตรงหน้าอยู่สักพักก่อนจะลุกขึ้นยืน

     “รอตรงนี้แป๊บนึงนะ เดี๋ยวผมมา”

     ร่างสูงทำหน้างงที่จู่ๆ ผมก็พูดไปแบบนั้น ผมวิ่งกลับเข้าไปในร้าน ขอกล่องปฐมพยาบาลจากพี่เกล้าแล้วกลับมาที่ม้านั่งหน้าร้านอีกครั้ง

     พอเห็นกล่องปฐมพยาบาลที่ผมถือมาด้วย เขาก็ขมวดคิ้วมุ่นแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ผมนั่งลงข้างๆ เขาเหมือนเดิม วางนมชมพูไว้ข้างตัวก่อนจะหยิบอุปกรณ์ทำแผลออกมา

     “ทนเจ็บหน่อยนะครับ แป๊บเดียวเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

     อีกฝ่ายนิ่วหน้าเหมือนไม่พอใจที่ผมพูดอย่างกับกับเขาเป็นเด็ก แต่ก็ยอมอยู่นิ่งให้ผมทำแผลโดยไม่ปริปากอะไรเลย ผมขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิดเพื่อจะได้ทำแผลให้ถนัดๆ ผมจ้องแผลตรงหน้าไม่กะพริบตาขณะที่บรรจงจิ้มสำลีลงไปอย่างแผ่วเบา น่าแปลกที่คราวนี้เขาไม่ร้องสักแอะ ไม่รู้ว่าเพราะผมมือเบาหรือเพราะเขาอดทนเก่งกันแน่

     ใช้เวลาประมาณห้านาทีผมก็ทำแผลให้คนตรงหน้าเสร็จเรียบร้อย มันเป็นห้านาทีที่คนเจ็บเอาแต่มองผมจนบางช่วงผมก็รู้สึกเกร็งขึ้นมา ผมเก็บอุปกรณ์เข้ากล่องให้เรียบร้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อเอาไปคืนคนในร้าน แต่จู่ๆ ร่างสูงที่นั่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยถามขึ้นมา

     “…เท่าไหร่”

     “ครับ?” ผมหันไปเลิกคิ้วใส่คนที่นั่งอยู่ อีกฝ่ายมองกล่องปฐมพยาบาลในมือผม ก่อนจะขยายความคำถามของตัวเอง

     “ค่าทำแผลเท่าไหร่”

     ผมกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ คิ้วเข้มของคนตรงหน้าเลยขมวดเข้าหากันอีกครั้งเหมือนกำลังงงว่าถามแค่นี้ทำไมต้องยิ้มด้วย

     “ผมไม่คิดเงินหรอก เพราะอุปกรณ์พวกนี้มันไม่ใช่ของผม ส่วนที่ทำแผลให้…ผมเต็มใจครับ ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน”

     คนฟังยังขมวดคิ้วไม่เลิก ผมยิ้มให้เขาอีกครั้งก่อนจะเข้าไปในร้านเพื่อคืนกล่องปฐมพยาบาลให้พี่เกล้า แต่พอเดินกลับออกมาก็เห็นคนตัวสูงยังนั่งอยู่ที่เดิม

     “คุณ…ไม่กลับบ้านเหรอ”

     คนโดนถามค่อยๆ หันมามอง แวบแรกผมนึกว่าจะโดนด่า แต่สักพักเขาก็เบือนหน้าไปทางอื่นก่อนจะตอบเสียงแผ่วเบา “ไม่อยากกลับ”

     “ไม่มีร่มเหรอครับ”

     “…ไม่อยากกลับไปเจอคนที่บ้าน”

     ผมเอียงคอทำหน้างงกับคำพูดของอีกคน ก่อนจะร้องอ๋อในใจเมื่อเริ่มจะเดาเรื่องราวได้ ผมนั่งลงข้างๆ คนเจ็บอีกครั้ง มองไปยังเบื้องหน้าที่มีเม็ดฝนโปรยลงมาไม่ขาดสาย คนตัวสูงเหลือบมามอง ก่อนจะเบนสายตาไปมองข้างหน้าเหมือนกันโดยไม่ได้ว่าอะไร

     ทะเลาะกับครอบครัวมาสินะ…

     “หนาวไหมครับ” ผมเอ่ยถามขึ้นมาโดยไม่ละสายตาไปจากภาพตรงหน้า เมื่อไม่มีคำตอบจากคนข้างๆ ผมเลยพูดขึ้นมาอีก “บ้านคุณคงอยู่แถวนี้สินะครับ ผมเห็นตัวคุณเปียก เลยเดาเอาว่าคุณน่าจะเดินตากฝนมา”

     “…”

     “ต่อให้รีบร้อนแค่ไหนก็น่าจะพกร่มมาด้วยนะครับ เกิดเป็นหวัดขึ้นมามันคงไม่ดีเท่าไหร่”

     “…ไม่ดูตัวเอง”

     “ครับ?” ผมหันไปมองคนข้างตัวที่จู่ๆ ก็พูดแทรกขึ้นมา แต่พอจับใจความได้แล้วผมก็หลุดขำอย่างอดไม่ได้ “นั่นสินะ ขนาดผมยังไม่พกร่มเลย แล้วจะมีหน้าไปว่าคุณได้ยังไงล่ะเนอะ”

     ผมหยิบนมชมพูขึ้นมาดูด เงยหน้ามองท้องฟ้าที่ตอนนี้กลายเป็นสีดำสนิท ลมเย็นยามกลางคืนพัดมากระทบผิวหนัง ชวนให้รู้สึกหนาวจนขนลุก

     “ฝนนี่คาดเดายากชะมัดเลยนะครับ คิดจะตกก็ตกไม่บอกกันก่อนเลย แต่พอวันไหนที่อยากให้ตกดันไม่ตก ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ”

     “…”

     “ไหนจะเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าอีก ได้ยินทีไรเป็นต้องสะดุ้งทุกที เพราะแบบนี้ผมเลยไม่ค่อยชอบฤดูฝนเท่าไหร่”

     "คิดจะพูดอะไรกันแน่"

     ผมชะงักกับคำถามไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มบางๆ ออกมา เจ้าของคำถามกำลังเหม่อมองฟ้าเช่นกัน แต่ผมรู้ได้ว่าเขากำลังถามผม “ไม่รู้สิครับ ผมก็แค่พูดไปเรื่อย เผื่อมันจะทำให้คุณหยุดคิดถึงเรื่องเครียดๆ แล้วเปลี่ยนมาคิดเรื่องที่ผมพูดได้บ้าง”

     ใบหน้าคมคายหันมามองหลังจากที่ผมพูดจบ ภายในดวงตาสีน้ำตาลฉายแววฉงนอย่างไม่คิดจะปิดบัง ผมยิ้มให้เขาโดยไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม ก่อนจะยกมือมาลูบแขนเมื่อลมเริ่มพัดแรงขึ้น

     “คุณหนาวไหม” คำถามเดิมถูกถามเป็นรอบที่สอง ทว่าคราวนี้อีกฝ่ายไม่เงียบเหมือนรอบแรก…แต่ตอบกลับมาด้วยคำถาม

     “ถ้าหนาวก็รีบกลับ จะมานั่งตากลมทำไม”

     “ทีคุณยังนั่งได้เลย แล้วทำไมผมจะนั่งบ้างไม่ได้”

     คนฟังยังคงทำหน้านิ่ง แต่ผมสัมผัสได้ว่าเขาแอบถอนหายใจเล็กน้อย ผมอมยิ้มพลางหันไปมองท้องฟ้าเหมือนเดิม ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ โดยลืมไปสนิทเลยว่าต้องรีบกลับไปทำรายงาน

     นั่นสินะ…ผมจะมานั่งตากลมให้เป็นหวัดทำไม ที่จริงจะกลับตอนนี้เลยก็ยังได้ แต่ผมกลับเลือกที่จะไม่ทำ แค่เพราะไม่อยากให้ผู้ชายคนนี้นั่งทำหน้าเศร้าอยู่คนเดียว

     เราสองคนนั่งข้างกันเงียบๆ มานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะนานพอแล้ว คิดได้ดังนั้นเลยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปยื่นมือให้อีกคนที่ยังนั่งอยู่ “กลับบ้านกันครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”

     ร่างสูงที่เปียกไปทั้งตัวก้มมองมือผม ก่อนจะเลื่อนสายตามามองหน้าผมอย่างงงๆ

     “อีกนานกว่าฝนจะหยุดตก แล้วคุณก็ไม่มีร่มด้วย ขืนนั่งนานไปกว่านี้เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา และอีกอย่าง…”

     “…”

     “ถ้ามีเพื่อนไปด้วย มันอาจจะทำให้การกลับบ้านของคุณไม่แย่เหมือนเก่าก็ได้นะ”

     ผมฉีกยิ้มให้คนตัวสูงอีกครั้ง พยักเพยิดหน้าไปที่มือเป็นการเร่งอีกฝ่ายไปในตัว คนที่เอาแต่ทำหน้านิ่งมองมาเหมือนกำลังชั่งใจ ก่อนจะยื่นมือมาจับมือผมแล้วลุกขึ้นยืน

     โหย...ไม่นึกว่าจะตัวสูงขนาดนี้ ตอนแรกผมนึกว่าเราสองคนจะสูงใกล้เคียงกัน แต่พอเขายืนแล้วผมถึงรู้ว่าตัวเองเตี้ยกว่ามาก

     “เอาร่มมา”

     “…ครับ?”

     “เตี้ยขนาดนี้จะถือร่มยังไง เอาร่มมา เดี๋ยวถือเอง”

     ผมสตันไปประมาณสามวินาที ก่อนจะส่งร่มให้คนตัวสูงอย่างงงๆ เมื่อกี้เขาพูดว่าผมเตี้ยหรือเปล่านะ หรือผมแค่หูฝาดไปเอง

     คนที่อาสาถือร่มให้ไม่พูดอะไรต่อ แต่รุนหลังผมให้ออกเดินโดยที่ตัวเองมาเดินขนาบข้าง เม็ดฝนที่ตกมากระทบร่มเบาบางลง แต่ก็ยังไม่หยุดซะทีเดียว ระหว่างที่เดินอยู่ผมก็แอบเหลือบมองคนข้างๆ พลางคิดในใจว่าถึงแม้จะมีแผลที่มุมปากแต่เขาก็ถือว่าเป็นผู้ชายที่หล่อมากคนหนึ่ง

     เราสองคนเดินเคียงข้างกันไปเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เป็นเพราะขนาดของร่มไม่ได้ใหญ่มาก บวกกับตัวเขาที่ค่อนข้างใหญ่ ผมเลยต้องขยับเข้าไปชิดเขาเพื่อไม่ให้โดนฝน จนบางครั้งแขนของเราก็มาชนกัน ผมมองไปรอบๆ ตัว รู้สึกไม่คุ้นทางที่กำลังเดินอยู่ตอนนี้เลย

     จู่ๆ คนที่กำลังนำทางก็มาหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูบ้านหลังหนึ่ง แต่พอผมมองเข้าไปแล้วก็เริ่มไม่มั่นใจว่าต้องใช้คำว่าบ้านหรือคฤหาสน์ถึงจะเหมาะสม คนตัวสูงยื่นร่มมาคืนผมเหมือนต้องการจะบอกว่าถึงบ้านเขาแล้ว ผมรับร่มมาถือไว้ มองไปยังบ้านของคนตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะเอ่ยชม

     “บ้านสวยดีนะครับ”

     “คิดงั้นเหรอ”

     “ครับ ผมเพิ่งเคยเห็นบ้านที่สวยและใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก”

     แทนที่จะดีใจเพราะมีคนชมบ้านตัวเอง แววตาของร่างสูงกลับหม่นลงเหมือนกำลังคิดตรงกันข้าม จริงสิ เขาเพิ่งบอกไปว่าไม่อยากกลับมาเจอคนที่บ้าน สำหรับเขาที่กำลังมีปัญหากับครอบครัว…ต่อให้บ้านจะใหญ่โตสักแค่ไหนก็คงไม่มีความสุขอยู่ดีสินะ

     “ผมกลับก่อนนะครับ…ขอให้คืนนี้หลับฝันดีนะ” ผมบอกลาคนตัวสูง ยิ้มบางๆ ให้ก่อนจะเดินออกมาจากประตูบ้าน ที่จริงผมก็อยากถามถึงปัญหาของเขา เผื่อผมจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่เราสองคนยังไม่รู้จักกัน สิ่งที่ผมพอจะช่วยได้เลยมีแค่นี้

     “เดี๋ยวสิ”

     เสียงนุ่มทุ้มที่ตะโกนแข่งกับเสียงฝนทำให้ผมหยุดเดินแล้วหันกลับไปมอง คนที่ผมนึกว่าเข้าบ้านไปแล้วกลับยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน เขามองผมนิ่งๆ อยู่สักพัก เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง จนในที่สุดเขาก็พูดออกมาท่ามกลางสายฝนที่เริ่มแรงขึ้นอีกครั้ง

     “นายชื่ออะไร”

     ผมหลุดยิ้มกับคำถามของคนตรงหน้า ก่อนจะตอบกลับไปด้วยเสียงดังฟังชัด “คิมหันต์ครับ แล้วคุณล่ะ”

     “นาวา”

     ผมยิ้มกว้างหลังจากที่เราได้รู้ชื่อของกันและกันแล้ว กำลังจะเอ่ยลาอีกรอบเพราะไม่อยากยืนคุยกันกลางสายฝนนานๆ แต่จู่ๆ คนที่ผมเพิ่งรู้จักชื่อก็พูดขึ้นมาอีกหนึ่งประโยค…พร้อมกับรอยยิ้มที่ผมเพิ่งได้เห็นจากเขาเป็นครั้งแรก

     “หลับฝันดีเหมือนกันนะ…คิมหันต์”














     TBC

     ใครที่เล่นทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊ก เข้าไปพูดคุยกันได้ในแท็ก #มีค่าเป็นอนันต์ นะครับ  :L2:


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-11-2020 11:43:23 โดย Cloverberry »

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-3
Chapter 01





     “หาวอยู่นั่นแหละ แมลงวันเข้าปากไปกี่ตัวแล้วได้นับบ้างหรือเปล่า”

     “เว่อร์ไปละ กูไม่ได้อ้าปากกว้างขนาดนั้นซะหน่อย” ผมพูดเสียงเนือยๆ ก่อนจะหาวขึ้นมาอีกรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ คนที่มองมาหลุดขำ พลางเสนอทางออกให้

     “กลับห้องไปนอนไหม เดี๋ยวคาบบ่ายกูจดเลกเชอร์ให้”

     “ถ้าทำได้กูทำไปแล้ว มึงลืมเหรอว่าคาบบ่ายมีเช็กชื่อ”

     “ก็ให้ไอ้โอห์มมันทำแทนไง ไม่เห็นจะยาก เนอะ” ท้ายประโยคมันหันไปถามคนที่ถูกพาดพิง เจ้าของชื่อที่กำลังนั่งฟังเพลงอยู่ในโลกส่วนตัวหันมาขมวดคิ้ว

     “มีเวลาเหลืออีกตั้งหลายชั่วโมง มึงก็นอนไปก่อนดิ ตรงนี้แดดไม่ร้อนด้วย"

     “ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวพวกมึงแอบถ่ายรูปกูตอนหลับ”

     “กูไม่เลวขนาดนั้นหรอกน่า”

     “มึงนั่นแหละตัวดี คราวที่แล้วก็เป็นฝีมือมึงไม่ใช่เหรอ” ผมชี้ไปยังคนตรงหน้าอย่างคาดโทษ ไอ้ไทน์ยิ้มแหยๆ อย่างไม่มีอะไรจะแก้ตัว ก็แน่ล่ะ คราวก่อนมันโดนจับได้คาหนังคาเขา ลองเถียงมาสิผมจะเถียงกลับให้ดู

     เมื่อประมาณเดือนก่อนจู่ๆ ก็มีรูปผมตอนหลับไปโผล่อยู่ในเพจรวมคนดังของมหา'ลัย พอเห็นแบบนั้นผมเลยรีบทักไปถามแอดมินว่าเอารูปมาจากไหน สืบไปสืบมาถึงได้รู้ว่าเพื่อนสนิทผมนี่แหละที่เป็นตัวการ มันสารภาพในภายหลังว่าแอบถ่ายตอนมาทำงานกลุ่มที่คอนโดฯ ผม เห็นผมนอนอ้าปากหวอแล้วน่าตลกดีเลยอดใจไม่ไหว เจ๋งไหมล่ะเพื่อนผม

     แต่ผมก็ไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร เพราะรู้ว่าไอ้ไทน์แค่หยอกเล่นเฉยๆ แต่จะให้หลับต่อหน้ามันอีกก็คงไม่มีทางซะหรอก คนอย่างคิมหันต์น่ะเจ็บแล้วจำครับ

     ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนไอจีดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย เผื่อจะช่วยให้ลืมความง่วงไปได้บ้าง ไอ้ไทน์กับไอ้โอห์มที่คบกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งต่างก็อยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเอง บรรยากาศช่วงเช้าวันนี้มีแดดพอสมควรไม่อึมครึมเหมือนวันก่อน

     ที่จริงวันนี้ผมมีเรียนทั้งวัน ผมเลยต้องตื่นเช้าเพื่อมาเรียนให้ทันคาบแรก แต่พอมาถึงมหา'ลัยแล้วอาจารย์ที่สอนคาบแรกกลับไลน์มาบอกว่ายกคลาส จะให้กลับห้องก็ไม่ได้เพราะต้องรอเรียนคาบบ่ายอีก ผมที่นอนน้อยมาหลายวันเลยตกอยู่ในสภาพเหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลาแบบนี้

     เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ผมเจอ ‘ผู้ชายแปลกหน้า’ คนนั้นนั่นแหละ วันนั้นผมไปส่งเขาที่บ้านทั้งๆ ที่ตัวเองต้องรีบกลับไปทำรายงาน ผลคือผมต้องอดหลับอดนอนเพื่อที่จะปั่นงานให้ทันเดดไลน์ แต่พอเอางานไปส่งอาจารย์กลับคืนมาให้แก้ใหม่ หลายวันที่ผ่านมาผมเลยง่วนอยู่กับการแก้รายงาน กว่าจะผ่านได้ก็สูบพลังชีวิตไปเยอะเหมือนกัน

     แต่ผมก็ไม่ได้โทษเขาหรอกนะ ผมเต็มใจที่จะช่วยเขาเอง…หวังว่าป่านนี้เขาจะดีขึ้นแล้ว อย่างน้อยก็แผลตรงมุมปากน่ะนะ

     ผมยกมือมาปิดปากหาวอีกรอบ ไอ้ไทน์ที่หันมาเห็นพอดีเลยขำขึ้นมาอีก ผมถลึงตาใส่มัน ก็แค่คนหาวไม่เห็นมีอะไรน่าขำเลย

     “นอนไปเถอะ กูไม่แกล้งแล้วจริงๆ สัญญา”

     “อย่าคิดว่ากูจะเชื่อ”

     “เห็นมึงเพลียขนาดนี้กูคงจะแกล้งลงหรอก”

     “ต่อให้มึงพูดจริงกูก็หลับไม่ลงอยู่ดี” ผมมองไปรอบๆ ใต้ตึกบริหารฯ ที่พวกผมกำลังนั่งอยู่ตอนนี้ ถึงแม้จะเป็นช่วงเช้าแต่ก็ยังมีคนมาเยอะพอสมควร เสียงพูดคุยดังระงมไปทั่ว แล้วแบบนี้คิดว่าผมจะหลับได้เหรอ

     “งั้นไปห้องสมุดไหม มึงจะได้งีบหลับได้” เพื่อนสนิทอีกคนเสนอไอเดียขึ้นมา ไอ้ไทน์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ผมนิ่งคิดสักพัก ก่อนจะพยักหน้าด้วยอีกคน

     ผมยกแก้วนมชมพูที่ซื้อมาเมื่อเช้าขึ้นมาดูด หยิบกระเป๋ามาสะพายแล้วลุกขึ้นยืน คนที่นั่งโต๊ะข้างๆ ต่างหันมามองกัน แต่ผมชินกับอะไรแบบนี้แล้ว

     อาจจะฟังดูหลงตัวเองไปสักหน่อย แต่พวกผมสามคนค่อนข้างจะดังพอสมควร โดยเฉพาะไอ้โอห์มที่มีดีกรีถึงอดีตเดือนบริหารฯ มาดนิ่งๆ เคร่งขรึมของมันทำให้หญิงแท้หญิงเทียมใจละลายมานักต่อนักแล้ว

     ส่วนไอ้ไทน์ก็ไม่น้อยหน้า มันต่างกับไอ้โอห์มตรงที่เฟรนด์ลี่กว่า ขี้เล่น ชอบโปรยยิ้มใส่คนอื่นไปทั่ว คนส่วนใหญ่เลยมองว่ามันเป็นผู้ชายรักสนุก แต่มันก็ไม่เคยควงแขนผู้หญิงคนไหนออกสื่อ มันให้เหตุผลว่าไม่ชอบความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย ถ้าจะมีทั้งทีก็อยากมีคนที่จริงจังไปเลย

     และคนสุดท้ายในกลุ่มซึ่งก็คือผม…ผมก็ไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่เขาชอบอะไรในตัวผมกัน บางคนบอกว่าผมยิ้มสวย บางคนบอกว่าผมใจดี แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองหน้าตาดีอะไรมาก ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ ผมก็คงหน้าตาดีน้อยที่สุด แต่ใครสนเรื่องนั้นกันล่ะ ที่ผมสนน่ะ…

     คือในแต่ละวันจะได้กินนมชมพูหรือเปล่า แค่นั้นแหละครับ

     ระหว่างที่เดินไปห้องสมุดผมก็หยิบหูฟังมาเสียบกับโทรศัพท์ ก่อนจะเปิดเพลงที่ช่วงนี้มักจะชอบฟังเป็นประจำ ไอ้ไทน์หันไปปรึกษาไอ้โอห์มเรื่องเกมที่เล่นไม่ผ่านด่านซะที ส่วนผมก็หันไปมองทางอื่นไม่ได้โฟกัสอะไรเป็นพิเศษ แต่จู่ๆ ผมก็ต้องหยุดเดินเมื่อเหลือบไปเห็น ‘ใครบางคน’ ที่ไม่นึกว่าจะมาอยู่ที่นี่

     “เป็นไรไปวะมึง หยุดเดินทำไมอ่ะ” ไอ้ไทน์ว่าก่อนจะหันไปมองทางที่ผมกำลังมองอยู่ สุดปลายของสายตาผมคือผู้ชายร่างสูงใหญ่ในชุดนักศึกษาที่กำลังนั่งทำหน้าเคร่งอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ก ผมกะพริบตาปริบๆ มองอยู่สักพักก่อนจะมั่นใจว่าไม่ผิดคนแน่ๆ เพื่อนทั้งสองคนมองผมอย่างงุนงง พอรู้ตัวว่านิ่งนานไปผมเลยหันไปยิ้มแห้งๆ ให้พวกมัน

     “เอ่อ…โทษทีนะ พวกมึงไปกันก่อนเลย เดี๋ยวกูตามไป”

     “อ้าว แล้วมึงจะไปไหน”

     “พอดีมีธุระนิดหน่อยน่ะ” พูดจบก็ไม่รอให้มันถามต่อ รีบจ้ำอ้าวไปหาคนในโรงอาหารทันที ไอ้ไทน์กับไอห์มยังคงมองมา แต่ก็ไม่ได้ตามมาซึ่งก็ดีแล้ว

     พอเข้ามาในโรงอาหารแล้วผมก็ลดความเร็วของการเดิน มือกำแก้วน้ำไว้แน่น ในหัวก็คิดว่าจะทักทายอีกฝ่ายยังไงดี จนในตอนที่ผมใกล้จะเดินถึงโต๊ะ คนที่นั่งทำงานอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองพอดี สายตาของเราสองคนสอดประสานกัน ก่อนที่ใบหน้าคมคายจะฉายแววตกใจระคนแปลกใจออกมา

     เขาคือคนที่นั่งอยู่หน้าร้านพี่เกล้าเมื่อหลายวันก่อน เขาคือคนที่ผมทำแผลตรงมุมปากให้ เขาคือคนที่ผมเดินไปส่งที่บ้าน…เขาคือ ‘นาวา’ คนที่ผมไม่นึกว่าเราจะได้มาเจอกันอีกครั้ง

     “แฮร่” ผมฉีกยิ้มทักทายคนตัวสูง เลิ่กลั่กอยู่สักพักก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยไม่ขออนุญาตก่อน คนตรงหน้ายังคงมองผมไม่วางตา ผมที่ทำอะไรไม่ถูกเลยยกมือมาเกาแก้ม

     ยังไงต่อดีวะ…

     “เอ่อ…ไม่คิดว่าคุณจะเรียนมอเดียวกับผมนะครับเนี่ย บังเอิญสุดๆ ไปเลย คุณว่างั้นไหม?” ผมถามพลางยิ้มกว้าง อีกฝ่ายมองผมนิ่งๆ ก่อนจะหันไปสนใจหน้าจอโน้ตบุ๊กต่อโดยไม่ตอบอะไร แต่ในตอนที่ผมคิดว่าจะโดนเมินซะแล้ว จู่ๆ เสียงนุ่มทุ้มก็เอ่ยขึ้นมา

     “…ปีสี่”

     “ครับ?”

     “ฉันอยู่ปีสี่” ร่างสูงขยายความคำพูดตัวเอง ก่อนจะถามต่อโดยไม่หันมามอง “นายล่ะ อยู่ปีอะไร”

     “ผมอยู่ปีสองครับ”

     มิน่าล่ะถึงดูเป็นผู้ใหญ่ ทั้งขนาดตัว บุคลิก รวมถึงความรู้สึกตอนที่อยู่ใกล้ ที่แท้ก็อยู่ปีสี่แล้วนี่เอง

     แต่เดี๋ยวนะ…ถ้าอยู่ปีสี่ ก็แสดงว่าต้องอายุมากกว่าน่ะสิ

     ผมค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนเกือบจะชิดขอบโน้ตบุ๊ก อีกฝ่ายเหลือบตามามอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันนิดหน่อย “ผมขอเรียกว่าพี่นาวาได้ไหม?”

     แทนที่จะตอบอะไรบ้าง คนตัวสูงกลับเอาแต่มองผมนิ่งๆ ไม่พูดอะไรเลยสักคำ ภายใต้ใบหน้านิ่งเรียบดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ผมที่รอคำตอบอยู่เลยยิ้มแห้งๆ แก้เก้อ

     คงไม่ได้สินะ…

     “คือ…ผมแค่คิดว่าตัวเองอายุน้อยกว่าเลยน่าจะเรียกคุณว่าพี่น่ะครับ แต่ถ้าคุณไม่โอเค ผมเรียกว่าคุณเหมือนเดิม…”

     “น้องคิมหันต์”

     “…?” ผมสตันไปกับคำพูดของคนตรงหน้า รู้สึกงุนงงที่จู่ๆ ก็ถูกเรียกว่าน้องโดยไม่ทันตั้งตัว

     “ถ้านายจะเรียกพี่นาวา…ฉันก็ต้องเรียกนายว่าน้องคิมหันต์สินะ”

     เจ้าของคำถามยังคงมองมานิ่งๆ กลับกลายเป็นผมซะเองที่ทำอะไรไม่ถูก ผมยกมือมาเกาแก้มอีกครั้ง รู้สึกแปลกๆ กับสรรพนามที่อีกคนตั้งให้

     “เรียกคิมหันต์เฉยๆ ก็พอครับ พอมีน้องนำหน้าแล้วผมรู้สึกเหมือนเป็นเด็กเลย”

     อีกฝ่ายทำเพียงแค่หัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันไปทำงานของตัวเองอีกครั้ง ผมที่ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนเลยถามขึ้นมาอีก

     “ตกลงผมเรียกพี่นาวาได้ใช่ไหม”

     “…แล้วแต่นายสิ อยากเรียกอะไรก็เรียกไป” คนโดนถามตอบหน้านิ่ง พอได้ยินดังนั้นผมเลยยิ้มกว้างจนตาทั้งสองข้างแทบจะปิด

     “โอเคครับ…พี่นาวา”

     ผมหยิบนมชมพูมาดูดพลางมองคนที่เอาแต่ทำงานโดยไม่พูดอะไร เท่าที่สังเกตพี่นาวาน่าจะเป็นคนพูดน้อย มนุษยสัมพันธ์ไม่ค่อยดี เอ่อ…ผมไม่ได้จะว่าเขานะ แต่ท่าทางเขามันทำให้ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ

     ร่างสูงขยับเมาส์ในมือไปมา สลับกับเลื่อนมือไปพิมพ์คีย์บอร์ดเป็นครั้งคราว ดวงตาสีน้ำตาลขยับไปมาตามหน้าจอ บางครั้งก็หยิบเอกสารข้างตัวมาดูประกอบการทำงาน

     ผมมองไปยังมุมปากที่หลายวันก่อนเคยทำแผลให้ ตอนนี้มันไม่มีแผลแล้ว แสดงว่าหายดีแล้วสินะ พอเห็นดังนั้นผมเลยถอดหูฟังออกแล้วเก็บเข้ากระเป๋า เพื่อจะได้คุยกับคนตรงหน้าอย่างสะดวกๆ

     “พี่นาวาเรียนบริหารฯ เหมือนกันเหรอครับ”

     มือหนาที่กำลังรัวคีย์บอร์ดหยุดชะงัก ใบหน้านิ่งเรียบหันมามองพลางเลิกคิ้ว “เหมือนกัน?”

     “ผมก็เรียนบริหารฯ ครับ”

     “งั้นเหรอ”

     “ทำงานอยู่ใช่ไหมครับ ให้ผมช่วยไหม”

     มุมปากของคนโดนถามยกยิ้ม ราวกับกำลังนึกขำคำพูดของผม “อยู่แค่ปีสองไม่ใช่หรือไง จะมาช่วยอะไรได้”

     “อ้าว พี่ดูถูกผมเหรอ เห็นแบบนี้แต่ผมได้เอทุกวิชาน้าาา” ผมโอ้อวดตัวเองก่อนจะลุกเดินไปนั่งอีกฝั่ง ผมนั่งลงข้างๆ คนตัวสูง หยิบเอกสารที่ตั้งเป็นกองมาดู แต่พอเห็นอะไรก็ไม่รู้เต็มหน้ากระดาษผมก็อยากจะกลับคำพูดซะเดี๋ยวนั้น

     นี่น่ะเหรองานของปีสี่ ทำไมผมอ่านไม่รู้เรื่องเลยวะ มีทั้งตารางทั้งกราฟและอะไรไม่รู้อีกเยอะแยะ แถมยังเป็นภาษาอังกฤษล้วนอีก

     “ไง ยังอยากช่วยอยู่ไหม ฉันจะได้พักแล้วให้นายทำต่อ”

     ผมหันไปยิ้มเจื่อนๆ ให้คนพูด รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหน้าแตกของตัวเอง “แหะๆ ผมว่าผมนั่งให้กำลังใจพี่เฉยๆ ดีกว่า งานของตัวเองก็ต้องทำด้วยตัวเองสิครับมันถึงจะถูกต้อง”

     พี่นาวากระตุกยิ้มเมื่อได้ยินคำแก้ตัวที่ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ เอื้อมมือมาหยิบชีทในมือผมไปแล้วหันไปทำงานต่อ ผมที่ไม่รู้จะทำอะไรต่อเลยหยิบนมชมพูมาดูดพลางมองไปยังอีกคนเฉยๆ

     ยิ่งได้เห็นตอนตั้งใจทำงานแบบนี้แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าพี่นาวาดูดีมากๆ ขนาดไอ้โอห์มที่ว่าหล่อมากแล้ว ถ้ามายืนคู่กับพี่นาวาผมว่าความหล่อมันน่าจะดรอปลงไปเยอะเลยแหละ

     เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดของคนข้างๆ ดังเข้ามาในหูเป็นระยะ ผมมองไปนานๆ ก็เริ่มจะง่วงเลยยกมือมาปิดปากหาว ทำอย่างนี้อยู่สองสามครั้งจนเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดหายไป ก่อนที่ร่างสูงจะหันมามองเหมือนอยากถามว่าทำไมถึงหาวบ่อย

     “แหะๆ ขอโทษครับ มันคงรบกวนพี่สินะ”

     “ง่วงเหรอ” อีกฝ่ายไม่ได้ว่าอะไร แค่ถามกลับมาเบาๆ

     “นิดหน่อยครับ พอดีเมื่อคืนไม่ค่อยได้นอน” ที่จริงไม่นิดหน่อยหรอก แต่ง่วงจนแทบจะฟุบหลับได้ทุกเมื่อเลยต่างหาก

     พี่นาวาไม่พูดอะไรต่อ แต่หันไปทำอะไรสักอย่างกับของข้างตัว ผมมองตามอย่างงุนงง แล้วก็ต้องงงมากยิ่งขึ้นเมื่อคนตัวสูงหยิบกระเป๋ามาวางไว้ตรงหน้าผม

     ผมมองกระเป๋าใบใหญ่ตรงหน้าตาปริบๆ ส่วนเจ้าของกระเป๋าก็หันไปทำงานต่อ แต่ในขณะที่ผมจะเอ่ยปากถามเขาก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนเหมือนรู้ว่าผมกำลังสงสัย “เอาของข้างในออกให้หมดแล้ว คงใช้หนุนนอนได้นะ”

     “นี่พี่…เอากระเป๋าตัวเองให้ผมยืมหนุนเหรอ?”

     “ถ้าไม่พอใจก็เอาคืนมา”

     “เปล่าครับๆ ผมแค่สงสัยเฉยๆ” ผมรีบทักท้วงเมื่อพี่นาวาทำท่าจะเอากระเป๋ากลับไป พอเห็นท่าทางร้อนรนของผมคนตัวสูงก็หัวเราะในลำคอ ผมวางแขนสองข้างลงไปบนกระเป๋า ก่อนจะฟุบหัวลงไปบนแขนอีกที หันไปมองเจ้าของกระเป๋าที่กำลังไล่สายตาอ่านเอกสาร

     “ขอบคุณนะครับ”

     อีกฝ่ายเหลือบตามามอง ก่อนจะหันกลับไปทำงานต่อ แต่แวบหนึ่งเหมือนผมจะเห็นความพึงพอใจในดวงตาสีน้ำตาล

     ผมค่อยๆ หลับตาลง ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด น่าแปลกที่ปกติผมจะเป็นคนไวต่อเสียง ถ้ารอบข้างมีเสียงรบกวนแม้แต่นิดเดียวผมจะหลับไม่ลง แต่ในโรงอาหารที่คนเยอะแบบนี้ผมกลับสามารถหลับได้อย่างง่ายดาย

     บางทีอาจจะเป็นเพราะกระเป๋าที่ผมกำลังใช้หนุนนอน หรือไม่…ก็อาจจะเป็นเพราะเจ้าของของมัน













     “คิมหันต์”

     “…”

     “คิมหันต์”

     “…”

     “คิมหันต์ครับ”

     ผมค่อยๆ ปรือตาในตอนที่รู้สึกเหมือนกำลังมีคนเรียก ภาพตรงหน้าค่อนข้างเบลอ แต่สักพักก็เริ่มชัดขึ้น และเมื่อสายตาปรับโฟกัสได้แล้วผมก็มองเห็นใบหน้าของใครบางคน

     “เที่ยงแล้ว” คำพูดสั้นๆ ของคนตรงหน้าทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมา มองไปยังรอบๆ ตัวก่อนจะหันมามองคนข้างตัวอีกครั้ง

     “ผมหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอ”

     “ใช่”

     ผมยกมือมาขยี้ตา ยืดแขนขึ้นเพื่อบิดขี้เกียจ พี่นาวาเหลือบมองปากผมแล้วกระตุกยิ้มเหมือนกำลังขำอะไรบางอย่าง

     “พี่ยิ้มอะไรอ่ะ” ผมยกมือมาแตะปากตัวเอง แต่พอเห็นน้ำใสๆ ที่ติดมากับนิ้วก็ร้องเสียงหลง “เฮ้ย! นี่ผมนอนน้ำลายไหลเหรอ เวรละไง กระเป๋าเลอะเปล่าวะเนี่ย”

     ผมกุลีกุจอหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดกระเป๋า ในหัวก็คิดไปพลางว่าจะชดใช้ยังไงดี ดูทรงแล้วกระเป๋าใบนี้ไม่ใช่ถูกๆ ซะด้วย แต่แทนที่จะมีท่าทีอะไรบ้าง พี่นาวากลับเอาแต่มองมาอย่างยิ้มๆ จนผมเช็ดกระเป๋าเสร็จแล้วหันไปมอง เขาก็ยังยิ้มอยู่ไม่มีอาการโกรธเลย

     “ขอโทษนะพี่”

     “ขอโทษทำไม เรื่องแค่นี้เอง”

     “พี่ไม่โกรธเหรอ”

     พี่นาวาหันไปปิดโน้ตบุ๊ก หยิบกระเป๋าตรงหน้าผมไปใส่เอกสารกับของอย่างอื่น ผมมองการกระทำของคนตัวสูงพลางทำตาปริบๆ จนกระทั่งบนโต๊ะไม่มีของเหลือแล้วอีกฝ่ายก็ยืนขึ้นแล้วหันมามอง

     “วันนี้ยังมีเรียนอยู่ไหม”

     แป๊บนึงนะ ที่ผมถามไปก่อนหน้านี้มันคนละเรื่องไม่ใช่เหรอ…

     “มีตอนบ่ายครับ” ถึงจะยังงงอยู่แต่ผมก็ตอบกลับไป ร่างสูงยิ้มมุมปากก่อนจะพูดขึ้นมาอีก

     “งั้นมากินข้าวด้วยกันไหม”

     “ครับ?” ผมกะพริบตาปริบๆ รู้สึกยังจับต้นชนปลายไม่ถูก “พี่ชวนผมกินข้าวเหรอ”

     “อยากให้โกรธเรื่องกระเป๋าไหมล่ะ ถ้าไม่อยากให้โกรธก็มากินข้าวด้วยกัน”

     ตอบไม่ตรงคำถามอีกแล้ว…

     “ไม่เห็นต้องเอากระเป๋ามาอ้างเลย แค่ชวนเฉยๆ ผมก็ตกลงแล้ว” ผมยิ้มแฉ่งโชว์ฟันขาว ลุกขึ้นยืนเพื่อจะได้ไปซื้อข้าวด้วยกัน แต่มือหนาของอีกคนกลับกดลงมาบนไหล่เบาๆ ให้ผมนั่งลงเหมือนเดิม ผมเงยหน้าไปมอง ก่อนจะเจอเข้ากับประโยคที่เหมือนจะเป็นคำสั่ง

     “รออยู่นี่แหละ เดี๋ยวไปซื้อมาให้”

     พี่นาวาพูดจบก็เดินไปร้านอาหารทันทีโดยไม่รอให้ผมทักท้วง ผมมองแผ่นหลังกว้างพลางทำหน้างงกับการกระทำของเขา ที่จริงผมก็พอจะดูออกว่าพี่นาวาไม่ชอบพูดอะไรตรงๆ แต่ผมก็อดแปลกใจกับสิ่งที่เขาทำไม่ได้อยู่ดี

     เหมือนจะเย็นชา แต่ก็แอบใจดีเหมือนกันแฮะ

     ผมนั่งแกว่งเท้าระหว่างรอคนตัวสูงซื้อข้าวมาให้ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างมองมายังผมเหมือนทุกที ไม่สิ…ไม่เหมือน คราวนี้เหมือนพวกเขาจะมองผมแปลกๆ ผมขมวดคิ้วนิดหนึ่ง รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทั้งที่ปกติก็โดนมองจนน่าจะชินได้แล้ว

     สุดท้ายผมก็เลิกคิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะหยิบนมชมพูมาดูด แต่ตอนนี้ในแก้วกลับเหลือแต่น้ำแข็ง ผมเลยบึนปากด้วยความเซ็งนิดหน่อย แต่สักพักก็ยิ้มออกมาเมื่อคิดอะไรดีๆ ได้

     ผมหันไปมองคนตัวสูงที่กำลังต่อแถวซื้อข้าวอยู่ ทันใดนั้นสองขาของผมก็รีบเดินไปยังร้านขายน้ำทันที ด้วยความที่ผมค่อนข้างดังพี่คนขายน้ำเลยรู้จักผมด้วย เวลามาซื้อน้ำเขาเลยชอบชวนผมคุยเป็นประจำ

     “อ้าว! น้องคิมหันต์ นึกว่าจะไม่มาแล้วนะเนี่ย วันนี้เอาเหมือนเดิมหรือเปล่า”

     “เหมือนเดิมครับพี่ แต่เพิ่มเป็นสองแก้ว”

     “หืม? ปกติเห็นสั่งแก้วเดียว วันนี้พาแฟนมากินข้าวด้วยเหรอ”

     ผมหัวเราะกับคำแซวของคนตรงหน้า ตอบปฏิเสธกลับไปพร้อมกับจ่ายเงิน ไม่นานนักนมชมพูทั้งสองแก้วก็มาวางอยู่ตรงหน้า ผมบอกลาคนขายน้ำก่อนจะถือกลับมาที่โต๊ะเดิม หลังจากนั้นไม่นานพี่นาวาก็เดินกลับมาพร้อมกับข้าวมันไก่สองจานในมือ คนตัวสูงวางหนึ่งจานลงตรงหน้าผม ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม แต่พอเห็นแก้วน้ำวางอยู่สองแก้วใบหน้าคมคายก็ฉายแววงุนงงออกมา

     “ผมซื้อมาให้พี่ครับ แลกกับที่พี่เลี้ยงข้าวผมไง”

     ร่างสูงไม่พูดอะไร ทำเพียงแค่หยิบนมชมพูไปดูใกล้ๆ

     “อร่อยนะพี่ ผมนี่กินทุกวันเลย”

     “…นายชอบ?”

     “ครับ ชอบมาก พี่ลองกินดูดิ อร่อยจริงไม่ได้โม้”

     คนตรงหน้าหยิบหลอดไปจ่อปาก ก่อนจะค่อยๆ ดูดน้ำสีชมพูเหมือนกำลังลองชิมสิ่งที่ไม่เคยกินมาก่อน ดูดได้สักพักก็วางไว้ที่เดิมแล้วเริ่มกินข้าว ผมที่เป็นคนเชียร์เลยอดถามขึ้นมาไม่ได้

     “เป็นไงครับ อร่อยไหม”

     “…ถามมาก กินข้าวไปได้แล้ว”

     เปลี่ยนเรื่องแบบนี้แสดงว่าอร่อยแต่ไม่อยากยอมรับ ผมอมยิ้มกับคนปากแข็งก่อนจะลงมือกินข้าวของตัวเองบ้าง

     เราสองคนกินข้าวของตัวเองกันเงียบๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังมีคนมองมาอยู่ แต่ผมคิดว่าพวกเขาคงมองพี่นาวากัน ก็พี่เขาออกจะหล่อซะขนาดนี้ ถ้าจะมีสาวๆ มองก็คงไม่แปลกอะไร

     ผมหยิบนมชมพูมาดูดหลังจากกินข้าวหมดแล้ว พออีกคนเห็นแบบนั้นเลยถามขึ้นมา “เมื่อเช้าก็กินไม่ใช่เหรอ”

     “ใช่ครับ”

     “กินทั้งวันเลย?”

     ผมวางแก้วน้ำลงพลางนิ่งคิดสักพักว่าจะตอบกลับไปยังไงดี เอ…ตอนเช้าหนึ่งแก้ว ตอนกลางวันหนึ่งแก้ว ตอนไปร้านพี่เกล้าอีกหนึ่งแก้ว… “ส่วนใหญ่ก็วันละสามแก้วครับ แต่บางวันก็กินแค่แก้วเดียว ขืนกินสามแก้วทุกวันได้เป็นเบาหวานตายพอดี”

     คนตรงหน้าไม่พูดอะไร แต่ทำหน้าเหมือนอยากถามว่า ‘แค่นี้มันก็ยังเสี่ยงเป็นเบาหวานอยู่ดีไม่ใช่เหรอ’ ผมหลุดยิ้มออกมา นั่งรอสักพักพี่นาวาก็กินข้าวเสร็จ ประจวบกับใกล้บ่ายโมงพอดี ผมเลยหยิบกระเป๋ามาสะพายเตรียมตัว

     “ผมคงต้องไปเรียนแล้ว ขอบคุณที่เลี้ยงข้าวนะครับ”

     “จะไปแล้วเหรอ”

     “ครับ”

     พี่นาวายังคงทำหน้านิ่ง แต่ภายในแววตาเหมือนกำลังรู้สึกเสียดาย ผมเลยจ้องมองคนตรงหน้าต่อ เผื่อว่าเขาอยากจะพูดอะไร แต่จนแล้วจนรอดพี่นาวาก็ไม่พูดอะไรออกมา ผมเลยลุกขึ้นยืนพร้อมกับยิ้มบางๆ ให้

     “ผมไปก่อนนะครับ”

     ผมเดินออกมาจากโต๊ะกินข้าว ในหัวก็คิดเล่นๆ ว่าถ้าคราวนี้อาจารย์ยกคลาสอีกจะชวนไอ้ไทน์กับไอ้โอห์มไปดูหนังซะเลย แต่จู่ๆ ผมก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สองขาเลยหยุดเดินกะทันหันแล้วกลับไปยังโต๊ะที่ยังมีร่างสูงนั่งอยู่เหมือนเดิม ผมจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งๆ พี่นาวาเองก็มองผมพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงสงสัย หลังจากมองตากันสักพักผมก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม

     “วันนี้…อยากให้ผมไปส่งอีกไหมครับ”

     แวบแรกผมมองเห็นความตกใจในดวงตาของเขา แต่สักพักคนตัวสูงก็ยิ้มออกมา ก็ไม่รู้หรอกว่าทำไม แต่ผมรู้สึกว่ารอยยิ้มของพี่นาวา…มันดูดีมากๆ และถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากให้เขายิ้มบ่อยๆ ไม่ใช่เอาแต่ทำหน้านิ่ง

     “ฉันอยู่คอนโดฯ ไม่ได้อยู่บ้าน ที่นายเห็นฉันกลับบ้านวันก่อนฉันแค่กลับไปเอาของ”

     “อ่า…งั้นเหรอครับ…” ผมยกมือขึ้นมาเกาแก้ม รู้สึกอายที่จู่ๆ ก็ไปเสนอตัวโดยไม่ได้ถามก่อนเลย ผมบอกลาพี่นาวาอีกครั้งก่อนจะรีบเดินออกมาเพราะทนอายไม่ไหว ไอ้คิมหันต์เอ๊ย ทำไมไม่ถามเขาก่อนวะ เล่นโพล่งไปทั้งอย่างนั้นหน้าแตกเลยไหมล่ะ

     “คิมหันต์”

     เสียงนุ่มทุ้มที่เอ่ยเรียกชื่อทำให้ผมหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองอีกรอบ พี่นาวาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าในขณะที่บนไหล่ขวามีกระเป๋าสะพายอยู่ ผมจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาขณะรอว่าเขาจะพูดอะไร คนตัวสูงมองผมนิ่งๆ อยู่นาน แต่สุดท้ายก็พูดออกมา

     “ฉันแทนตัวเองว่าพี่กับนายได้ไหม”

     “…อะไรนะครับ?” ผมทำหน้าเหลอหลาอย่างนึกไม่ถึงว่าพี่เขาจะถามอะไรแบบนี้ คนตรงหน้าขมวดคิ้ว ก่อนจะทวนคำถามอย่างเสียไม่ได้

     “ฉันถามว่า…ฉันแทนตัวเองว่าพี่กับนายได้ไหม”

     “แล้วทำไมพี่นาวาถึงคิดว่าไม่ได้ล่ะครับ”

     “ก็เผื่อว่านายไม่อยากให้ฉันเรียกแบบสนิทสนม”

     ผมหลุดขำออกมา ขำแบบออกเสียงเลยแหละครับ แต่พอโดนอีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาดุๆ ผมเลยต้องหยุดขำแล้วทำเป็นยิ้มกลบเกลื่อน “ขอโทษครับ ผมแค่ไม่นึกว่าพี่จะคิดเล็กคิดน้อยขนาดนี้”

     “…”

     “พี่อยากแทนตัวเองว่าอะไรก็แทนไปเถอะครับ ผมไม่ได้คิดมากเรื่องนั้นเลย ดีซะอีก เราจะได้สนิทกันมากขึ้นไง”

     พี่นาวาไม่พูดอะไรต่อ แต่มุมปากทั้งสองข้างค่อยๆ ยกยิ้ม สายตาที่คนตัวสูงมองมาเต็มไปด้วยความดีใจ และมันก็ทำให้ผมรู้สึก…เขินแปลกๆ

     นี่ถ้าผมเป็นผู้หญิง ผมคงหน้าแดงบิดตัวเป็นเลขแปดแล้วแน่ๆ

     “รีบไปเถอะ เดี๋ยวไปเรียนสาย”

     “อ๊ะ! จริงด้วย ผมไปก่อนนะพี่ ไว้เจอกัน”

     ผมพูดขึ้นมาอย่างลนๆ ก่อนจะขอตัวแล้วรีบวิ่งไปตึกเรียน อาจารย์ที่สอนคาบบ่ายนี้โหดมาก ใครมาไม่ทันเช็กชื่อจะโดนหักคะแนนทันที ผมเลยต้องรีบวิ่งเหมือนกำลังแข่งมาราธอนอยู่แบบนี้ไง

     ผมวิ่งมาหยุดอยู่หน้าห้องเรียน ก้มตัวเท้าแขนกับเข่าแล้วหายใจออกมาทางปาก พอหายเหนื่อยแล้วผมก็สูดอากาศเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องเรียนที่มีคนมาแล้วประปราย

     น่าแปลก…ที่จนถึงตอนนี้หัวใจของผมก็ยังไม่หยุดเต้นแรง ราวกับมันไม่ได้เต้นแรงเพราะเหนื่อย…แต่เพราะผมเอาแต่คิดถึงรอยยิ้มของใครบางคน















     TBC


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-11-2020 12:21:18 โดย Cloverberry »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2026
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-3
Chapter 02





     เช้านี้ผมตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ต่างจากหลายวันที่ผ่านมาที่แทบจะคลานลงจากเตียง สาเหตุก็เพราะเมื่อวานหลังจากกลับมาจากร้านพี่เกล้าผมก็หลับเป็นตาย ลืมกินข้าว ลืมอาบน้ำ ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ในใจมันเอาแต่เรียกร้องหาเตียงนอนอย่างเดียว

     ได้นอนหลับเต็มอิ่มมันก็ดีอยู่หรอก แต่ผมก็ต้องตื่นมาพร้อมกับอาการหิวโซ พอไปเปิดตู้เย็นดูก็พบว่าทั้งอาหารแช่แข็งและของสดหมดเกลี้ยง วันนี้มีเรียนเช้า จะไปซูเปอร์ฯ ก่อนก็ไม่ได้ซะด้วย สงสัยคงต้องไปกินข้าวในโรงอาหารซะล่ะมั้ง

     ผมเดินไปหน้ากระจกพลางหวีผมไปด้วยผิวปากไปด้วย วันนี้อุตส่าห์มีเวลาเหลือเฟือ ต้องเพิ่มความหล่อก่อนไปเรียนซะหน่อย


     Rrrr~


     เสียงริงโทนดังขึ้นในตอนที่ผมหวีผมเสร็จแล้วและกำลังจะใส่เนคไท ผมเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่หัวเตียงมากดรับคนที่ไม่รู้ว่าเมื่อวานหายหัวไปไหน

     “กว่าจะโทรมาได้ กูนึกว่าตายไปแล้วซะอีก เมื่อวานมึงหายไปไหน…”

     [ยังจะมาพูดอีก! คำพูดนั้นน่ะกูต้องถามมึงไม่ใช่เหรอ!]

     ผมยกโทรศัพท์ออกห่างจากหูเพราะเสียงของคนปลายสายดังเกินจะทนฟังไหว สักพักผมก็ค่อยๆ เอามาแนบหูเหมือนเดิมพลางเอ่ยถามกลับไป “มึง…พูดว่าอะไรนะ”

     [เมื่อวานมึงหายไปไหนมา]

     “ไม่ได้หายไปไหนนี่ กูก็ไปเรียนคาบบ่ายตามปกติ พวกมึงนั่นแหละไปไหนกัน ปล่อยให้กูเรียนคนเดียว”

     [ไปตามหามึงไง]

     “ตามหากูทำไมอ่ะ”

     [ก็มึงไม่มาหาพวกกูที่ห้องสมุด โทรไปก็ปิดเครื่องใส่ กูก็ต้องตามหาสิครับ!] ระดับเสียงที่เพิ่มขึ้นบ่งบอกได้ชัดว่าคนพูดกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธ ผมยิ้มแหยๆ เมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานผมมัวแต่อยู่กับพี่นาวาจนลืมพวกมันไปสนิท

     “ไทน์มึงใจเย็นๆ ก่อนนะ เมื่อวานโทรศัพท์กูแบตฯ หมด กูก็เพิ่งรู้ตอนที่กลับห้องมาแล้ว ส่วนเรื่องที่ไม่ไปห้องสมุดนี่กู…”

     [อยู่กับพี่นาวาจนลืมพวกกูสินะ]

     “เฮ้ย! ทำไมมึงรู้!?” ผมร้องขึ้นมาอย่างตกใจ ลืมไปสนิทว่ากำลังผูกเนคไทอยู่ ไอ้ไทน์มันรู้ได้ไง ผมยังไม่ได้บอกมันเลยนะ แล้วที่สำคัญกว่านั้นคือทำไมมันพูดเหมือนรู้จักพี่นาวาอยู่แล้ว

     [รูปมึงกับพี่นาวาว่อนไปทั่วเฟซบุ๊กซะขนาดนี้ กูคงไม่รู้เลยมั้ง]

     “อ้าว! แล้วทำไมถึงมีรูปกูกับพี่นาวาในเฟซบุ๊กได้วะ”

     [ก่อนที่จะตอบ กูขอถามก่อนว่ามึงรู้จักพี่นาวามานานยัง]

     ผมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเรื่องรูปในเฟซบุ๊กกับเรื่องนี้มันเกี่ยวกันยังไง แต่ก็ยอมตอบไปตามที่เพื่อนถาม “ประมาณสามสี่วันได้มั้ง”

     [แล้วมึงรู้หรือเปล่าว่าเขาคือใคร]

     “เขาชื่อนาวา เรียนบริหารฯ เหมือนพวกเราแต่อยู่ปีสี่”

     [มึงรู้แค่นี้?]

     “ก็แค่นี้แหละ จะให้รู้แค่ไหนล่ะ”

     [กะแล้วว่ามึงต้องไม่รู้จัก คนอย่างมึงน่ะเคยสนใจอย่างอื่นนอกจากนมชมพูซะที่ไหน]

     กูชอบนมชมพูแล้วมันผิดตรงไหนไม่ทราบ มาว่ากระทบนมชมพูแบบนี้เดี๋ยวพ่อก็ถีบให้หรอก

     [มึงฟังกูนะ พี่นาวาเขาเป็นเดือนมหา'ลัยเรา คำว่าเดือนมหา'ลัยก็แปลว่าต้องดังมาก ทุกคนในมอเลยรู้จักเขาหมด จะมีก็แต่มึงนี่แหละที่ไม่เคยรู้จักใครเลย]

     ได้ยินไอ้ไทน์พูดแล้วผมก็ต้องอ้าปากด้วยความทึ่ง นี่ผมได้รู้จักเดือนมหา'ลัยโดยบังเอิญเหรอเนี่ย มิน่าล่ะเมื่อวานตอนนั่งกินข้าวคนถึงชอบมองกันนัก ที่แท้ก็มองพี่นาวาอย่างที่ผมเดาไว้จริงๆ

     ก็คิดอยู่ว่าคนหล่อๆ อย่างพี่นาวาไม่น่ารอดสายตาพวกแมวมองในมหา'ลัยไปได้ แต่ก็ไม่นึกว่าจะเป็นถึงเดือนมหา'ลัย ตอนแรกผมคิดเล่นๆ ว่าเขาอาจจะเป็นแค่เดือนคณะด้วยซ้ำ

     [ทีนี้พอมีคนเห็นมึงไปนั่งกินข้าวกับพี่นาวา เขาเลยถ่ายรูปแล้วแชร์ต่อๆ กันมาจนตอนนี้มึงกลายเป็นคนดังไปแล้ว]

     คำพูดของไอ้ไทน์ทำให้ผมที่กำลังเยินยอพี่นาวาอยู่ในใจต้องสะดุด “หา? แค่กูนั่งกินข้าวกับพี่เขาเนี่ยนะ”

     [ใช่]

     “แล้วแบบนี้ถ้าพี่นาวากินข้าวกับเพื่อน เพื่อนคนนั้นก็ต้องถูกแอบถ่ายเหมือนกูน่ะสิ”

     ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จนในที่สุดมันก็ตอบกลับมา […กูเชื่อแล้วว่าก่อนหน้านี้มึงไม่เคยรู้จักพี่นาวาจริงๆ]

     “หมายความว่าไงวะ”

     [เอาเป็นว่าไว้คุยกันทีหลังดีกว่า ตอนนี้มึงรีบมาก่อนเถอะ พวกกูอยู่มอแล้วเนี่ย]

     “บอกตอนนี้เลยไม่ได้เหรอ กูอยากรู้แล้ว”

     [มึงเชื่อกูเถอะ ตอนนี้มามอก่อนดีกว่า กูกับไอ้โอห์มมีเรื่องอื่นอยากถามมึงด้วย]

     “เออๆ เอางั้นก็ได้” แทนที่จะพูดมาเลยจะได้จบๆ ดันอยากให้ผมไปหาก่อนอีก เรื่องมากจริงๆ เลยเพื่อนผม

     [อ้อ! ถ้ามีคนมองจนผิดปกติก็ไม่ต้องแปลกใจนะ มึงเล่นไปเป็นข่าวกับคนอย่างพี่นาวา จะมีคนสนใจมึงเยอะก็ไม่ใช่เรื่องแปลก]

     ไอ้ไทน์ทิ้งท้ายให้ชวนสงสัยก่อนจะวางหูไปโดยไม่ให้ผมถามอะไรเพิ่มเติม ผมมองโทรศัพท์ในมือพลางนิ่วหน้า ไม่เข้าใจคำพูดของมันเลยจริงๆ ก็แค่ได้รู้จักกับเดือนมหา'ลัย จะเป็นข่าวใหญ่อะไรกันนักหนา

     ผมส่ายหัวให้เรื่องวุ่นวายที่ประดังประเดเข้ามาตั้งแต่เช้า โยนโทรศัพท์ไปบนเตียงก่อนจะหันมาแต่งตัวต่อ เอาเถอะ ในเมื่อไอ้ไทน์บอกว่าไว้คุยกันทีหลังผมก็ไม่จำเป็นต้องรีบคิดมากตอนนี้ ทำตัวปกติเหมือนทุกทีละกัน ยังไงซะก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก

     ว่าแต่…วันนี้ผมจะได้เจอพี่นาวาอีกไหมนะ?















     “กว่าจะมาได้นะมึง พวกกูรอจนรากงอกแล้วเนี่ย”

     คำทักทายของเพื่อนสนิททำให้ผมที่เดินมาอย่างอารมณ์ดีต้องขมวดคิ้ว ไอ้ไทน์ไม่พูดพร่ำทำเพลง มาถึงมันก็คว้าคอผมไปนั่งข้างๆ แล้วยื่นหน้ามาใกล้

     “อะไรของมึงเนี่ย จะมากอดทำไม กูร้อน”

     “หยุดเล่นตัวแล้วบอกมาซะดีๆ ว่าทำไมมึงถึงไปกินข้าวกับพี่นาวาได้"

     สายตาคนถามดูมุ่งมั่นที่จะรู้คำตอบให้ได้ ไอ้โอห์มไม่ได้พูดอะไรแต่ก็มองมาเหมือนอยากรู้เหมือนกัน ผมมองพวกมันสองคนก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เอาวะ เล่าก็เล่า ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปกปิดอยู่แล้ว

     “วันก่อนกูไปเจอพี่นาวาที่หน้าร้านกาแฟตอนกลางคืน ที่ปากเขามีแผล กูเลยอาสาทำแผลให้เขา แล้วเมื่อวานกูก็แค่เข้าไปทักทายเขาตามประสาคนที่เคยเจอกัน แต่เรื่องกินข้าวเขาเป็นคนชวนกูเอง”

     “เขามีเรื่องชกต่อยมาเหรอวะ”

     “จะไปรู้ไหมล่ะ กูแค่ทำแผลให้เขาเฉยๆ” ผมจงใจเลี่ยงเรื่องที่พี่นาวามีปัญหากับครอบครัวเพราะคิดว่าเจ้าตัวคงไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องนี้ ไอ้ไทน์เอามือลูบคาง มองผมเหมือนกำลังครุ่นคิด

     “เดี๋ยวนะ” จู่ๆ ไอ้โอห์มก็โพล่งขึ้นมา “มึงบอกว่าพี่นาวาชวนมึงกินข้าวเหรอ”

     “ใช่”

     “ชวนมึงกินข้าวด้วยกันสองคนอ่ะนะ?”

     “ก็ใช่ไง” ผมนิ่วหน้า มันจะถามซ้ำทำไมหลายรอบวะ ทำอย่างกับมันเป็นเรื่องเหลือเชื่องั้นแหละ

     พวกมันสองคนหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่ไอ้ไทน์จะหันมาพูดกับผม “คิมหันต์ มึงรู้ไหมว่ามึงเป็นคนแรกที่ได้นั่งกินข้าวกับพี่นาวา”

     “เป็นคนแรก? หมายความว่าไงวะ”

     “นี่มึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่นาวาเลยเหรอ” ไอ้โอห์มถามด้วยสีหน้าอึ้งๆ ต่างกับไอ้ไทน์ที่ทำหน้าเอือมอย่างรู้อยู่ก่อนแล้ว

     “เห็นไหม กูบอกแล้วว่ามันไม่รู้อะไรเลย”

     “ก็แล้วมันคืออะไรล่ะ พวกมึงก็บอกมาซะทีสิ”

     พวกมันมองผมพลางถอนหายใจ เหมือนผมไม่ได้รู้เรื่องที่ควรจะรู้เลย จนในที่สุดไอ้ไทน์ก็เป็นคนพูด “กูก็ไม่รู้อะไรมาก แต่เท่าที่รู้ พี่นาวาไม่เคยมีเพื่อนเลย”

     “…ฮะ? มึงว่าไงนะ”

     “ได้ยินไม่ผิดหรอก พี่นาวาไม่เคยมีเพื่อนเลยตั้งแต่เรียนมหา'ลัยมา”

     ผมอึ้งกับคำพูดของไอ้ไทน์ สตันไปประมาณสามวินาที คนอย่างพี่นาวาเนี่ยนะจะไม่มีเพื่อน ก็จริงอยู่ที่เขาอาจจะดูเข้าถึงยาก แต่…ถึงขนาดไม่เคยมีเพื่อนสักคนเลยเหรอ…

     “กูก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน แต่พี่นาวามักจะชอบอยู่คนเดียว กินข้าวคนเดียว ไม่สุงสิงกับใคร ขนาดเพื่อนรุ่นเดียวกันยังไม่คุยด้วยเลย เห็นว่ากว่าจะยอมประกวดดาวเดือนพวกรุ่นพี่ก็ตื๊ออยู่นานเหมือนกัน”

     “…”

     “มีหลายคนที่อยากเข้าไปทำความรู้จัก บางคนถึงขนาดทอดสะพานให้ก็มี แต่พี่นาวาก็ไม่เคยสนใจใครเลย วันๆ เอาแต่เรียนอย่างเดียว เรื่องที่บ้านหรือเรื่องส่วนตัวก็ไม่มีใครรู้อะไรเลย ตอนนี้เลยไม่มีใครอยากเข้าใกล้เพราะความเย็นชาของเจ้าตัวนั่นแหละ”

     “…”

     “ทีนี้มึงคงพอเดาได้แล้วสินะว่าทำไมแค่ไปกินข้าวด้วยกันถึงเป็นข่าวดังขนาดนี้ ก็เพราะที่ผ่านมาพี่นาวาไม่เคยทำแบบนี้กับใคร มีแต่มึง…คิมหันต์ มึงเป็นคนแรกที่ได้ใกล้ชิดพี่นาวาขนาดนี้”

     ผมกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ว่าเวลานี้ควรรู้สึกยังไงกับเรื่องราวที่ได้รู้จากเพื่อน แต่ที่แน่ๆ คือผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอื่นๆ ถึงทำเหมือนเรื่องของผมกับพี่นาวาเป็นเรื่องใหญ่

     ถึงจะพอรู้อยู่แล้ว แต่พอได้ยินแบบนี้ผมก็อดแปลกใจไม่ได้เหมือนกัน พี่นาวา…เป็นคนโลกส่วนตัวสูงขนาดนี้เลยเหรอ

     “กูจะถามอีกครั้ง มึงไม่เคยรู้จักหรือพูดคุยกับพี่นาวามาก่อนเลยใช่ไหม"

     “…ไม่เคย ตอนเห็นเขาครั้งแรกกูไม่นึกว่าเขาจะเรียนมอเดียวกันด้วยซ้ำ”

     “ถ้างั้นก็น่าแปลกนะ ทำไมพี่นาวาถึงทำตัวกับมึงไม่เหมือนที่ทำกับคนอื่นเลยวะ”

     ไอ้ไทน์ทำหน้าเครียดเหมือนกำลังแก้สมการแคลคูลัส ไอ้โอห์มที่ปกติไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นก็มองผมอย่างสงสัยด้วย ผมขมวดคิ้วมุ่น ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ พี่นาวาที่ไอ้ไทน์เล่าให้ฟังกับพี่นาวาที่นั่งกินข้าวกับผมเมื่อวาน…ดูยังไงๆ ก็ไม่เหมือนกันเลยสักนิด ราวกับเป็นคนละคนกันงั้นแหละ

     มีเรื่องให้คิดมากจนได้สินะ…

     “หรือว่า…”

     ผมกับไอ้ไทน์รีบหันไปมองคนที่เกริ่นเหมือนจะพูดอะไรทันที ไอ้โอห์มทำหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่คนเดียว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่พูดต่อสักที

     “หรือว่าอะไร รีบๆ พูดมาดิ”

     “…เปล่า ช่างมันเถอะ กูแค่คิดมากเกินไปน่ะ มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก”

     แล้วจะพูดขึ้นมาทำไมตั้งแต่แรกฟะ

     ไอ้ไทน์ทำหน้าเซ็ง ส่วนผมก็กลับมาขบคิดกับตัวเองต่อ จะว่าไงดีล่ะ…ผมเพิ่งรู้จักกับพี่นาวาได้ไม่นาน เลยยังไม่รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง การจะคาดเดาความคิดจากพฤติกรรมของเขามันเลยเป็นเรื่องที่ยากมากๆ และโดยเฉพาะผมไม่ค่อยถนัดอะไรแบบนี้ซะด้วยสิ

     พี่นาวาเขาคิดอะไรอยู่กันแน่นะ…

     โว้ยยยยยย! ไม่คิดแล้ว ปวดหัว

     “ช่างมันเถอะมึง คิดไปก็ปวดหัวเปล่าๆ เอาเวลาไปกินข้าวดีกว่า กูหิวจะตายแล้วเนี่ย” ผมโพล่งขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจอะไรมาก พอเห็นดังนั้นพวกมันเลยหันมามองผมอย่างอึ้งๆ

     “มึงไม่สงสัยเลยเหรอ นั่นพี่นาวาเชียวนะเว้ย คนระดับนั้นมาทำตัวเป็นกันเองกับมึงได้นี่มันต้องมีสาเหตุดิวะ”

     “กูก็สงสัย แต่คิดมากไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี แล้วอีกอย่าง การได้สนิทกับรุ่นพี่มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ ไม่ว่าจะสนิทกันเพราะอะไร แต่มันก็ดีกว่าเขาเกลียดเราอ่ะจริงไหม”

     “คิมหันต์…ใจคอมึงไม่คิดจะเครียดกับอะไรบนโลกนี้เลยเหรอ”

     “เอาน่า ก็สมกับเป็นมันแล้วนี่ มองโลกในแง่ดีได้ทุกเวลา” ไอ้โอห์มพูดยิ้มๆ แต่คนฟังอย่างผมกลับรู้สึกแหม่งๆ

     “นั่นคำชมป่ะวะ”

     “แล้วแต่มึงจะคิด”

     “เฮ้อ…ไม่คิดก็ไม่คิด คนที่สนิทกับเขาคือมึงนี่ ถ้ามึงไม่คิดพวกกูจะไปคิดอะไรได้”

     ไอ้ไทน์ว่าอย่างปลงๆ ผมที่เห็นเพื่อนหายเครียดแล้วเลยยิ้มกว้าง พวกมันสองคนกินข้าวกันแล้ว แต่ก็ยอมไปโรงอาหารกับผมอีกรอบเพราะผมยังไม่ได้กิน ระหว่างทางยังมีคนมองพวกผมเหมือนเดิม แต่คราวนี้ผมไม่รู้ว่าเขามองไอ้โอห์มหรือมองผม

     ที่จริงผมก็สงสัยไม่ต่างกับไอ้ไทน์หรอก เพียงแต่ผมไม่คิดว่าพี่นาวาจะคิดอะไรร้ายๆ กับผม ดังนั้นไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไร แต่การที่เราสองคนได้มารู้จักกันมันก็คือเรื่องดีสำหรับผม

     และที่สำคัญ…ผมไม่อยากเห็นพี่นาวาทำหน้าเหมือนเมื่อวันนั้นอีก















     “เข้าใจแล้วนะคะทุกคน โปรเจกต์นี้อาจารย์ให้เวลาถึงก่อนไฟนอล แต่ระหว่างนั้นนักศึกษาต้องส่งความคืบหน้าให้ทุกสัปดาห์ เนื่องจากทุกคนยังอยู่ปีสอง อาจารย์เลยจะคอยไกด์ไลน์ให้”

     คนข้างๆ ผมทำหน้าเหยเกทันทีที่ได้ยินคำว่าโปรเจกต์ ก็แน่ล่ะ เมื่อวันก่อนมันเพิ่งปิดโปรเจกต์เก่าไป แต่วันนี้มีโปรเจกต์ใหม่มาให้ปวดหัวอีกแล้ว และไม่ใช่แค่มัน แต่ทุกคนในเซคฯ ก็น่าจะคิดแบบเดียวกันอยู่

     “ถ้าไม่มีใครสงสัยอะไรแล้วก็เลิกคลาสได้จ้ะ แล้วเจอกันใหม่สัปดาห์หน้าพร้อมกับหัวข้อโปรเจกต์นะ”

     สิ้นประโยคอาจารย์ก็ถือเอกสารเดินออกไปจากห้อง เหลือไว้เพียงใบหน้าเซ็งๆ ของเหล่านักศึกษาที่ต้องจับกลุ่มทำโปรเจกต์กัน ระหว่างที่ผมเก็บของเข้ากระเป๋าไอ้ไทน์ก็หันไปเร่งไอ้โอห์ม ท่าทางมันดูลุกลี้ลุกลนแปลกๆ จนผมอดถามไม่ได้

     “เป็นไรของมึงวะไทน์ ทำไมต้องรีบขนาดนั้นด้วย”

     “กูนัดเพื่อนต่างคณะไว้ว่าจะไปเล่นเกมด้วยกัน”

     “ไอ้โอห์มก็ไปด้วยเหรอ”

     “ใช่ กูจะให้มันไปศึกษาว่าโปรเพลเยอร์ที่แท้จริงเขาเล่นกันยังไง” มันพูดพลางยืดอกอย่างภาคภูมิ แต่ไม่ทันไรก็โดนคนที่ถูกพาดพิงโบกหัวซะเกือบทิ่ม

     “โปรเพลเยอร์กับผีอ่ะดิ มึงให้กูไปช่วยเคลียร์ด่านที่มึงกับเพื่อนไม่ผ่านซะทีไม่ใช่หรือไง”

     “เออๆๆ กูมันกากเองแหละ มึงก็รีบๆ เก็บของดิอย่ามัวแต่พูดอย่างเดียว”

     พอเถียงไม่ออกก็โวยวายกลบเกลื่อน สุดยอดไปเลยเพื่อนผม

     แต่เดี๋ยวนะ…

     “ไอ้ไทน์ แล้วเรื่องหัวข้อโปรเจกต์อ่ะ”

     “ส่งตั้งสัปดาห์หน้า ไว้ค่อยคิดพรุ่งนี้ก็ได้”

     “แล้วสมาชิกอีกคนอ่ะจะเอาใคร”

     “ไว้ค่อยหาพรุ่งนี้เหมือนกัน"

     “แล้ว…”

     "คิมหันต์มึงอย่าเพิ่งถามเยอะ ไอ้โอห์มก็เร็วๆ หน่อยดิวะ กูโดนเพื่อนเร่งยิกๆๆ แล้วเนี่ย”

     ผมกับไอ้โอห์มส่ายหัวให้คนที่ติดเกมเกินเหตุ พอเห็นว่าเก็บของเสร็จแล้วไอ้ไทน์ก็ไม่รอช้า รีบลากไอ้โอห์มไปหาเพื่อนทันที ผมมองตามแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ จะให้ไปด้วยก็ได้อยู่หรอก แต่ผมไม่ชอบเล่นเกมเหมือนพวกมัน ถึงไปด้วยก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี

     อาจารย์กำหนดให้หนึ่งกลุ่มมีสมาชิกสี่คน แน่นอนว่าผม ไอ้ไทน์ และไอ้โอห์มที่คบกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งย่อมต้องอยู่กลุ่มเดียวกันโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือจะหาอีกคนมาจากไหนนี่สิ ผมกะว่าจะลองถามคนในเซคฯ ดูว่าใครยังไม่มีกลุ่มบ้าง แต่ก็มัวแต่คุยกับไอ้ไทน์จนคนอื่นออกไปจากห้องกันหมดแล้ว เฮ้อ เอาไว้วันหลังแล้วกัน จำนวนคนในเซคฯ หารสี่ลงตัว ยังไงมันก็ต้องเหลือหนึ่งคนที่ต้องมาอยู่กลุ่มผมอยู่ดี

     ผมเดินเตร็ดเตร่มาจนถึงโรงอาหาร มองร้านอาหารแต่ละร้านแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ที่จริงผมตั้งใจจะชวนไอ้ไทน์กับไอ้โอห์มไปกินชาบูด้วยกัน เพราะหลายวันมานี้ผมกินแต่กับข้าวในโรงอาหารจนเริ่มเบื่อขึ้นมาแล้ว แต่…อย่างที่ทุกคนเห็นนั่นแหละครับ พวกมันทิ้งผมไปแล้ว ผมเลยต้องจำใจกินข้าวในโรงอาหารคนเดียวอย่างเซ็งๆ

     “ทำไมทำหน้าอย่างนั้น”


     !!!



     ผมหันไปมองคนข้างหลังด้วยความตกใจ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่พี่นาวามายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง คนตัวสูงกำลังไล่สายตาดูเมนูอาหารแต่ละร้าน แต่ประโยคเมื่อครู่ผมคิดว่าเขาน่าจะถามผม

     “มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง ตกใจหมดเลยพี่”

     “ขวัญอ่อน”

     “ไม่ต้องมาว่าเลยครับ พี่นั่นแหละผิด” ผมย่นจมูกใส่อีกคน พี่นาวาไม่ตอบอะไร แต่เดินไปร้านก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเหมือนจะสื่อว่าเขาจะกินร้านนี้ สองเท้าผมรีบก้าวตามแผ่นหลังกว้างไปทันที ในใจก็แอบลิงโลดเพราะจะไม่ต้องกินข้าวคนเดียวแล้ว

     มาได้ถูกจังหวะจริงๆ เลยครับพี่

     “ยังไม่ได้ตอบเลย” ระหว่างที่ยืนรอคิวอยู่คนข้างหน้าก็พูดขึ้นมาอีกโดยไม่หันมามอง ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อจะได้เห็นหน้าตอนคุยกัน

     “ตอบอะไรอ่ะพี่”

     “ทำไมทำหน้าอย่างนั้น”

     “หือ? อย่างไหนครับ” ผมขมวดคิ้ว ก่อนจะเข้าใจในวินาทีถัดมา “อ๋อ พอดีผมโดนเพื่อนทิ้งน่ะ พวกมันติดเกมกัน ต่างกับผมที่ติดหิว”

     ผมพูดติดตลกพลางยิ้มแหะๆ คนตัวสูงไม่ตอบอะไร ผมเลยถอยออกมาเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงจะไม่คุยอะไรแล้ว

     เราสองคนยืนรอกันอยู่สักพัก พอถึงคิวพี่นาวาเขาก็สั่งเส้นเล็กน้ำตก ผมที่ไม่รู้จะกินอะไรเลยสั่งตาม ร่างสูงกระตุกยิ้มเมื่อได้ยินผมสั่งเมนูเหมือนตัวเอง

     ก็ผมน่ะไม่ได้ตั้งใจจะมากินร้านนี้อยู่แล้ว แค่เห็นพี่นาวามาผมก็เลยตามมาเท่านั้นเอง

     พอได้ก๋วยเตี๋ยวแล้วพี่นาวาก็เดินลิ่วไปที่โต๊ะ ผมเลยต้องรีบเดินตามไปโดยที่ยังไม่ได้ปรุงอะไรเลย ผมทำเนียนเป็นเดินไปฝั่งตรงข้ามแล้วค่อยๆ วางชามก๋วยเตี๋ยว ก่อนจะฉีกยิ้มกลบเกลื่อนเมื่อคนตัวสูงเหลือบมามอง

     “แฮร่”

     ทีแรกผมนึกว่าพี่นาวาจะไม่พอใจที่จู่ๆ ผมก็มาร่วมโต๊ะด้วย แต่สุดท้ายเขาก็ไม่พูดอะไร นั่งลงแล้วเริ่มลงมือกินก๋วยเตี๋ยวทันที พอเห็นดังนั้นผมเลยยิ้มกว้างด้วยความดีใจ

     ผมนั่งลงตรงหน้าร่างสูง ขณะเดียวกันคนรอบข้างก็มองมายังเราสองคน ที่จริงผมก็รู้สึกแปลกๆ นะกับการที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาตอนกำลังกินข้าวแบบนี้ แต่ดูเหมือนพี่นาวาจะไม่รู้สึกอะไรเลย เขายังกินข้าวได้ปกติราวกับไม่ได้โดนมองอยู่

     ในเมื่อพี่นาวาไม่คิดอะไร แล้วผมจะคิดให้เปลืองสมองไปทำไมล่ะ

     ผมเริ่มกินก๋วยเตี๋ยวของตัวเองบ้าง ระหว่างนี้ก็คิดว่าจะชวนอีกฝ่ายคุยอะไรดี แต่จู่ๆ พี่นาวาก็ถามขึ้นมาโดยที่ผมยังคิดไม่ออก

     “วันนี้ไม่กินนมชมพูเหรอ”

     “เออใช่! ผมลืมไปสนิทเลย” ผมอุทานอย่างตกใจนิดๆ ก็ว่าอยู่ว่าขาดอะไรไป ที่แท้ก็ขาดน้ำไปนี่เอง พอนึกขึ้นได้ผมก็รีบลุกพรวดเหมือนมีของร้อนติดก้น “เดี๋ยวผมไปซื้อมาก่อนนะ พี่จะเอาอะไรไหมครับผมจะได้ซื้อมาเผื่อ…”

     คำพูดของผมหายไปในลำคอเมื่อคนตัวสูงดันไหล่ผมให้นั่งลง ผมมองพี่นาวาอย่างงงๆ แล้วก็ต้องงงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่ออีกฝ่ายพูดแบบเดียวกับเมื่อวาน

     “เดี๋ยวไปซื้อมาให้”

     ผมมองแผ่นหลังของร่างสูงพลางกะพริบตาปริบๆ ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมพี่นาวาใจดีจัง นี่น่ะเหรอคนที่ไอ้ไทน์บอกว่าเย็นชา ตั้งแต่วันที่เจอกันหน้าร้านพี่เกล้าจนมาถึงวันนี้ผมยังมองไม่เห็นความเย็นชาจากพี่นาวาเลย

     ผมนั่งกินก๋วยเตี๋ยวของตัวเองไปเรื่อยๆ สักพักพี่นาวาก็เดินกลับมาพร้อมกับน้ำเปล่าและนมชมพู ผมพูดขอบคุณคนตัวสูงก่อนจะรับแก้วน้ำมาดูด ตาก็มองคนที่ซื้อมาให้ไปด้วย

     “พี่เลี้ยงผมสองวันแล้วนะครับ”

     “ไม่ชอบ?”

     “เปล่าครับ แค่เกรงใจ”

     “เมื่อวานเลี้ยงเพราะอยากเลี้ยง ส่วนวันนี้…” เสียงนุ่มทุ้มหยุดคำพูดไว้แค่นั้น ก่อนที่เจ้าของใบหน้าคมคายจะยกสองมือมาประสานกันตรงหน้า “เลี้ยงเพราะอยากขอบคุณเรื่องเมื่อวันก่อน”

     ของเหลวสีชมพูที่กำลังไหลขึ้นมากลับต้องหยุดอยู่แค่นั้นเมื่อผมปล่อยหลอดออกจากปาก ผมจ้องมองคนพูดด้วยหลากหลายความรู้สึก จู่ๆ ก็ทำอะไรไม่ถูกขึ้นมากะทันหัน

     “ขอบคุณที่ทำแผลให้”

     “…”

     “ขอบคุณที่เดินไปส่ง”

     “…”

     “ขอบคุณ…ที่อยู่เป็นเพื่อน”

     ไม่ใช่แค่คำพูด แต่แววตาสีน้ำตาลตรงหน้าก็แสดงความรู้สึกขอบคุณออกมาเหมือนกัน ผมเม้มปากแน่นพลางก้มมองนมชมพูในมือตัวเอง คนไปมาอยู่อย่างนั้นจนฟองขึ้น

     จู่ๆ ก็มาพูดขอบคุณโดยไม่บอกกันก่อน แบบนี้ผมก็ตั้งตัวไม่ทันน่ะสิ

     “…ไม่เป็นไรครับ ผมก็ไม่ได้ลำบากอะไร” ผมตอบกลับไปเสียงเบา พี่นาวายิ้มบางๆ ก่อนจะกินก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าต่อ ผมเหลือบมองคนตัวสูง ไม่รู้จะพูดอะไรต่อเพราะคิดไม่ออก เลยกลายเป็นว่าเราสองคนต่างก็กินก๋วยเตี๋ยวของตัวเองกันไปเงียบๆ

     ผมหยิบนมชมพูมาดูดหลังกินข้าวเสร็จเหมือนทุกที มองไปยังคนที่ยังกินอยู่แล้วก็ได้แต่แอบสงสัยในใจ คนอะไรหล่อแม้กระทั่งตอนกินข้าว ไม่แปลกใจเลยว่าได้ตำแหน่งเดือนมหา'ลัยมาได้ไง แต่ถ้าจะแปลกใจก็คงเป็นเรื่องที่คนตัวสูงยอมประกวดดาวเดือนมากกว่า

     จริงด้วย ผมมีเรื่องที่อยากพูดกับพี่นาวาอยู่นี่นา…

     “พี่นาวาครับ”

     เจ้าของชื่อเหลือบมองมายังผม ทำหน้านิ่งๆ เหมือนกำลังรอว่าผมจะพูดอะไร

     “พี่เห็นรูปเราสองคนในเฟซบุ๊กยังครับ”

     คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยหลังผมพูดจบ ก่อนจะตามมาด้วยการเปิดโทรศัพท์ดูรูปที่ว่า “นี่น่ะเหรอ”

     “ใช่ครับ”

     พี่นาวาหันโทรศัพท์มาให้ผมดู สักพักก็เก็บเข้ากระเป๋าไปดังเดิม คนตัวสูงจ้องมองผมพลางทำหน้านิ่ง จนผมเริ่มจะเกร็งขึ้นมานิดๆ

     “นายซีเรียสหรือเปล่า”

     “ครับ?”

     “เรื่องรูปน่ะ ซีเรียสหรือเปล่า”

     ผมงงนิดหน่อยที่จู่ๆ ก็โดนถาม แต่ก็ตอบกลับไปแบบไม่คิดอะไรมาก “ไม่ครับ ผมไม่ได้ซีเรียสอะไร”

     “ถ้านายไม่…พี่ก็ไม่”

     ผมยิ้มออกมาบางๆ เมื่อได้ยินคำพูดของคนตรงหน้า พอพี่นาวากินก๋วยเตี๋ยวเสร็จแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องแยกกัน คนตัวสูงมีเรียนต่อ แต่ผมไม่มีแล้วเลยว่าจะกลับเลย ผมลุกขึ้นยืนพลางยิ้มให้อีกคน หยิบกระเป๋ามาสะพาย

     “ขอบคุณที่เลี้ยงน้ำนะครับ ผมไปล่ะ”

     ผมเดินออกมาจากโต๊ะพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กะว่าจะโทรถามพวกแม่งว่าเล่นเกมกันเสร็จหรือยัง แต่เสียงนุ่มทุ้มที่ดังมาจากด้านหลังทำให้ผมต้องหยุดเดินแล้วหันกลับไปมอง

     “คิมหันต์”

     ผมเดินกลับไปที่โต๊ะตัวเดิม มองหน้าคนที่เรียกชื่อด้วยความงงนิดๆ “ว่าไงครับพี่”

     ร่างสูงไม่ตอบอะไร แต่กลับยื่นโทรศัพท์ที่ปลดล็อกแล้วมาให้ ผมจ้องมองไอโฟนตรงหน้าอย่างงุนงง พอมองเลยไปยังเจ้าของมันก็เจอเข้ากับสายตานิ่งๆ

     “อยากแอดอะไรก็แอดมา เผื่อวันไหนเพื่อนติดเกมอีกพี่จะได้มากินข้าวเป็นเพื่อน”

     ผมสตันกับคำพูดของคนตรงหน้าไปสักพัก แต่พอจับใจความได้แล้วก็ค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา ผมหยิบโทรศัพท์ตรงหน้ามาแลกไลน์กับเบอร์ตามที่อีกคนบอก ก่อนจะส่งคืนให้เจ้าของเมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว

     เป็นคนที่ชอบพูดอ้อมค้อมจริงๆ ด้วยแฮะ…

     “เอ่อ...พี่นาวาครับ”

     ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ผมยกมือมาเกาแก้มพลางเสมองไปทางอื่น ลังเลอยู่นิดหน่อยแต่สุดท้ายก็ถามกลับไป

     “ถ้าเพื่อนผมไม่ได้ติดเกมแต่ผมอยากกินข้าวกับพี่…แบบนี้ผมโทรไปหาได้ไหม?”

     พูดจบผมก็เม้มปากแน่น จ้องมองดวงตาสีน้ำตาลตรงหน้าอย่างลุ้นคำตอบ คราวนี้กลายเป็นพี่นาวาที่สตันไปกับคำพูดของผม คนตัวสูงมองผมนิ่งๆ สายตาที่มองมานั้นคาดเดายากซะจนผมแอบใจแป้วนิดๆ

     …แต่ในตอนที่ผมกำลังจะถอดใจ พี่นาวาก็พูดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มที่เหมือนจะกว้างกว่าทุกครั้ง จนผมอดยิ้มตามด้วยความโล่งใจไม่ได้

     “ถ้านายเป็นคนโทร…จะเมื่อไหร่หรือเพราะอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ”














     TBC


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-11-2020 20:04:57 โดย Cloverberry »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2026
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-3
Chapter 03





     “ถ้าจะเอาแต่มองโทรศัพท์แล้วยิ้มแบบนี้ทีหลังไม่ต้องสั่งเครื่องดื่มก็ได้นะ สั่งแล้วเอามาวางเฉยๆ เนี่ย”

     ผมเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอไอโฟน มองคนที่กำลังทำหน้ายิ้มๆ เหมือนจะล้อเลียนอยู่ในทีแล้วก็ได้แต่ยิ้มเก้ออย่างทำอะไรไม่ถูก

     “พี่เกล้าพูดอะไรเนี่ย ผมไม่ได้ยิ้มซะหน่อย แล้วผมก็ไม่ได้เมินนมชมพูของพี่ด้วย นี่ไง” ผมปฏิเสธข้างๆ คูๆ ก่อนจะคว้าเครื่องดื่มอันโปรดปรานมาดูดจนของเหลวข้างในหายไปครึ่งแก้ว พี่เกล้ายิ้มพลางส่ายหน้ากับการกระทำของผม

     “มองรูปแฟนอยู่หรือไงถึงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว”

     “ฮื่อออ ผมยังไม่มีแฟน”

     “ยังไม่มีแฟน แต่ยิ้มให้โทรศัพท์ซะกว้างเชียวนะ”

     “พี่มั่วแล้ว ผมยังไม่ได้ยิ้มเลย”

     คนตรงหน้ายังมองล้อเลียนไม่เลิก ผมที่รู้ว่าคำโกหกไม่ได้ผลไม่รู้จะทำยังไงต่อเลยหันไปมองทางอื่นซะเลย จนกระทั่งมีลูกค้าคนอื่นมาสั่งกาแฟนั่นแหละพี่เกล้าถึงจะยอมผละไปจากผม พอไม่มีคนมองแล้วผมก็หันกลับมาดูตัวเลขสิบหลักในโทรศัพท์อีกครั้ง มุมปากทั้งสองข้างเผลอยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว

     หลังจากได้เบอร์พี่นาวามาแล้วผมก็เอาแต่ดีใจเป็นบ้าเป็นหลัง ไม่รู้ว่าดีใจอะไรนักหนา รู้แค่ว่าดีใจมากๆ ตั้งแต่เข้ามาในร้านผมก็เอาแต่นั่งมองเบอร์พี่นาวา มองแล้วยิ้มอยู่คนเดียวในแบบที่ถ้าคนอื่นมองมาคงคิดว่าผมเป็นคนแปลกๆ

     อยากรู้จังว่าเสียงพี่นาวาในโทรศัพท์จะเป็นยังไง จะหล่อสู้เสียงจริงๆ ได้หรือเปล่า

     พอมองเบอร์พี่นาวาจนอิ่มเอมแล้วผมก็เปลี่ยนไปเข้าไอจีเพื่อสอดส่องชีวิตของเพื่อนๆ ไอ้ไทน์ลงสตอรี่เมื่อสิบนาทีก่อน มันกับไอ้โอห์มยังอยู่ห้องเพื่อนกันอยู่เลย ผมดูแล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ สองทุ่มแล้วยังไม่เลิกกันอีก แล้วพรุ่งนี้จะลืมงานกลุ่มหรือเปล่าเนี่ย

     ผมวางโทรศัพท์ไว้เหมือนเดิม นั่งดูดนมชมพูพลางมองพี่เกล้าที่เดินไปเช็ดโต๊ะบ้าง เสิร์ฟเครื่องดื่มบ้าง ชงกาแฟบ้าง สักพักใหญ่ๆ กว่าพี่แกจะว่างมานั่งคุยเล่นกับผมเหมือนเดิม เห็นแบบนั้นแล้วผมก็อดแนะนำไม่ได้

     “ถ้างานยุ่งขนาดนี้พี่น่าจะหาลูกน้องไว้ช่วยงานสักคนนะ”

     “พี่เพิ่งเปิดร้านได้แค่ครึ่งปีเอง ยังไม่รู้จะเอาใครมาช่วยงาน แล้วอีกอย่างลูกค้าร้านพี่ก็ไม่ได้เยอะมาก พี่ยังทำคนเดียวไหว”

     “แต่เท่าที่ผมเห็นเมื่อกี้พี่ดูยุ่งมากเลยนะ”

     “คิดมากน่า พี่ไม่ได้ยุ่งขนาดนั้นสักหน่อย”

     พูดจบยังไม่ถึงสามวินาทีก็มีลูกค้าใหม่เปิดประตูเข้ามา คนที่กำลังคุยกับผมอยู่เลยต้องลุกไปรับเมนูหน้าเคาน์เตอร์ ผมมองตามแล้วก็ได้แต่แอบส่ายหัวเบาๆ

     นี่น่ะเหรอไม่ยุ่ง ดูทรงแล้วน่าจะเรียกว่าไม่มีเวลาว่างมากกว่า

     ผมหยิบแก้วนมชมพูมาดูดอีกครั้ง แต่ดูดได้ไม่เท่าไหร่น้ำสีชมพูภายในแก้วก็หมด เหลือแต่น้ำแข็ง ผมนั่งเล่นต่ออีกสักพักก่อนจะคว้ากระเป๋ามาสะพาย บอกลาคนที่ยังเก็บถ้วยชามอยู่แล้วเดินออกมาจากร้าน

     วันนี้ผมกะจะมาถามไถ่พี่เกล้าเรื่องโปรเจกต์ สมัยเรียนมหา'ลัยพี่เกล้าเรียนบริหารฯ เหมือนกัน ผมเลยคิดว่าแกน่าจะมีคำแนะนำดีๆ ให้บ้าง แต่ดูท่าแล้วคงไม่น่าจะได้ถามอะไร เพราะพี่แกเหมือนจะยุ่งอยู่ตลอดเวลาเลย

     อีกอย่างคือวันนี้ผมเอาร่มที่ยืมไปเมื่อวันก่อนมาคืนพี่เกล้าด้วย ที่จริงผมควรจะคืนตั้งนานแล้ว แต่ที่มาคืนเอาป่านนี้เป็นเพราะ…ลืมครับ แหะๆ เหตุผลสั้นๆ แค่นี้เลย

     แต่…พอพูดถึงร่มแล้วก็อดนึกถึงคนที่ผมกางร่มไปส่งที่บ้านเมื่อวันก่อนไม่ได้ ถึงแม้ในความเป็นจริงเขาจะเป็นคนถือร่มให้ก็เถอะ

     ป่านนี้พี่นาวาจะทำอะไรอยู่นะ

     ผมหยิบหูฟังออกมา กะว่าจะเปิดเพลงฟังระหว่างเดินกลับคอนโดฯ แต่ในตอนที่ปลดล็อกโทรศัพท์มันกลับโชว์เบอร์ของใครบางคนที่ผมกดเข้าไปดูก่อนจะปิดโทรศัพท์ ผมหยุดเดินกะทันหัน จ้องมองตัวเลขสิบหลักในมือ ฉับพลันความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว

     พี่นาวาบอกว่าถ้าผมเป็นคนโทร จะโทรไปเมื่อไหร่หรือโทรเพราะอะไรเขาก็ไม่มีปัญหา ผมกัดริมฝีปากอย่างกำลังใช้ความคิด นิ้วชี้เคาะเคสโทรศัพท์ไปพลางๆ

     จะโทรดีไหมนะ…

     แล้วถ้าโทรแล้วจะคุยอะไรกันดีล่ะ…

     ผมยืนคิดหนักอยู่สักพักก่อนจะส่ายหัวไปมา โยนเรื่องคิดมากต่างๆ ออกไปจากหัว ถ้าอยากโทรก็โทรเลยไม่เห็นจะยาก เรื่องที่จะคุยกันเอาไว้โทรแล้วค่อยคิดก็ได้นี่ กล้าๆ หน่อยสิคิมหันต์ มึงไม่ได้ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย มึงแค่โทรไปหาเขาเองนะ

     ผมจ่อนิ้วโป้งไปบนปุ่มสีเขียว ค้างไว้สักพักก่อนจะกดลงไปในที่สุด เสียงรอสายดังขึ้นในตอนที่ผมยกโทรศัพท์มาแนบหู เสียงแต่ละตู๊ดทำเอาหัวใจผมเต้นแรงตามไปด้วย

     ระหว่างที่ยืนรอสายอยู่ผมก็นึกขึ้นมาได้ ถ้าพี่นาวายุ่งอยู่ก็เท่ากับผมโทรไปรบกวนน่ะสิ

     …หรือจะทักไปถามก่อนดีนะ ไหนๆ ก็มีไลน์ของกันและกันแล้ว อย่างน้อยถ้าพี่เขาไม่ว่างอยู่ผมจะได้…

     [ฮัลโหล]

     รับแล้ว! พี่นาวารับสายแล้ว!!

     ผมเผลอกำโทรศัพท์แน่นโดยไม่รู้ตัว จู่ๆ ก็รู้สึกเกร็งขึ้นมา “เอ่อ…พี่นาวาครับ…คือ…ผมคิมหันต์นะ…”

     [พี่เมมฯ เบอร์นายไว้แล้ว ไม่ต้องแนะนำตัวก็ได้]

     หือ? เมมฯ เบอร์เบอร์ผมไว้แล้ว??

     “พี่มีเบอร์ผมด้วยเหรอครับ มีได้ไงอ่ะ ผมยังไม่เคยโทรหาพี่เลยนะ” ผมรัวคำถามเป็นชุดด้วยความงง ลืมความเกร็งไปชั่วขณะ ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยเสียงที่เหมือนจะล้อเลียนอยู่หน่อยๆ

     [เด็กขี้ลืม]

     “เอ้า ผมถามแค่นี้ทำไมมาว่าผมเฉยเลยอ่ะ”

     [นายเมมฯ เบอร์ไว้ในโทรศัพท์พี่เอง ลืมแล้วหรือไง]

     ชะอุ้ย!

     จริงด้วย ผมเป็นคนแลกเบอร์ของเราสองคนเองนี่หว่า แถมยังแลกในโทรศัพท์พี่นาวาอีกด้วย

     ไอ้คิมหันต์เอ๊ย อยู่ดีไม่ว่าดีดันไปปล่อยไก่ใส่พี่เขาซะงั้น

     “แหะๆ ขอโทษครับ ผมลืม” ผมหัวเราะแห้งๆ อย่างไม่มีอะไรจะแก้ตัว อีกฝ่ายขำในลำคอ ส่วนผมก็ยิ้มอย่างอายๆ ระหว่างที่เดินกลับคอนโดฯ

     [แล้วนี่นึกยังไงถึงโทรมา]

     “ผมกำลังเดินกลับคอนโดฯ น่ะครับ แล้วจู่ๆ ก็เกิดอยากคุยกับพี่ขึ้นมา แต่ถ้าพี่ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร…”

     [ยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าไม่ว่าง ถ้าไม่ว่างแล้วพี่จะรับสายทำไมล่ะ]

     “…”

     [นายโทรมาน่ะดีแล้ว พี่ก็อยากคุยกับนายอยู่เหมือนกัน]

     คำพูดที่ไม่อ้อมค้อมของอีกฝ่ายทำเอาผมพูดอะไรไม่ถูกขึ้นมากะทันหัน ผมยกมือมาเกาแก้มที่เริ่มจะร้อนขึ้นมานิดๆ มุมปากทั้งสองข้างยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

     ทีแบบนี้ทำไมถึงพูดตรงนักนะ…

     [ทำไมเงียบล่ะ]

     “ผม…ไม่รู้จะตอบอะไร”

     [ไหนบอกอยากคุยกับพี่]

     “ก็อยากคุยจริงๆ ครับ แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะคุยอะไร”

     [งั้นพี่จะถือสายเป็นเพื่อนจนกว่านายจะถึงห้อง โอเคไหม]

     “…เอางั้นก็ได้ครับ”

     ผมเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน กลางเมืองที่มีแต่ตึกแบบนี้ไม่แปลกที่จะมองไม่เห็นดาวเลย แต่ถึงอย่างนั้นท้องฟ้าสีดำสนิทเบื้องหน้าในตอนนี้ก็ยังสวยมากอยู่ดีสำหรับผม เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดดังออกมาจากโทรศัพท์ พอได้ยินแล้วผมก็อดถามไม่ได้

     “พี่นาวาทำงานอยู่เหรอครับ”

     [เปล่า วันนี้ไปหาลูกค้ามาน่ะ ตอนนี้เลยกำลังตรวจทานอะไรนิดหน่อย]

     “เหนื่อยไหมครับ”

     [ตอนแรกก็เหนื่อย…]

     “…”

     [แต่พอได้ยินเสียงใครบางคนแล้วก็หายเหนื่อยเลย]

     คู่สนทนาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ได้มีอารมณ์อะไรแฝงอยู่ในนั้น แต่กลับกลายเป็นผมซะเองที่รู้สึกเขิน ลืมไปสนิทว่าจะพูดอะไรต่อ

     เป็นอีกครั้งที่ผมไม่รู้จะตอบอะไรกลับไป ได้แต่เม้มปากเข้าหากันแน่น ยกมือมาบีบแก้มที่เหมือนจะกำลังยิ้มกว้างเกินไป

     พี่นาวาหายเหนื่อยแล้ว แต่หัวใจผมกลับเต้นแรงจนเริ่มจะเหนื่อยแทน…

     ถ้าใครเดินผ่านมาคงคิดว่าผมเป็นบ้าแน่ๆ ก็เล่นเดินไปยิ้มไปอยู่คนเดียวแบบนี้

     “…ลองหันไปมองท้องฟ้าสิครับ เผื่อจะหายเหนื่อยมากขึ้น” นานทีเดียวกว่าผมจะหาลิ้นตัวเองเจอแล้วตอบกลับไป ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะมีเสียงเปิดประตูดังเข้ามา เดาว่าพี่นาวาคงกำลังออกไปที่ระเบียงเพื่อมองท้องฟ้าตามที่ผมบอก

     [ก็ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่]

     “ใช่ครับ วันนี้ไม่มีดาวเลยสักดวง”

     [แล้วนายจะให้พี่มองอะไร]

     “มองท้องฟ้าไงครับ”

     […]

     “บางทีการได้มองท้องฟ้าโล่งๆ ที่ไม่มีดาวอยู่เลยมันก็ทำให้รู้สึกสบายใจได้เหมือนกันนะครับ”

     ผมเดินมาหยุดอยู่หน้าคอนโดฯ เงยหน้ามองท้องฟ้าที่ตอนนี้อีกคนน่าจะกำลังมองอยู่เหมือนกัน ผมยิ้มออกมาบางๆ ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมเราสองคน

     พี่นาวาจะกำลังมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าแบบไหนกันนะ…ถ้าให้เดาผมว่าต้องเป็นหน้านิ่งๆ ที่เจ้าตัวชอบทำแน่เลย

     [เหมือนวันนั้นเลย]

     “ครับ?”

     [วันที่นายเดินมาส่งพี่…ถึงตอนนั้นจะฝนตกอยู่ แต่ท้องฟ้าก็ไม่มีดาวเลยเหมือนกัน]

     “เหรอครับ วันนั้นผมไม่ได้สังเกตเลย”

     ลมหนาวยามกลางคืนลอยมากระทบผิวหนัง ชวนให้รู้สึกเย็นสบายราวกับจะช่วยปลอบประโลมความเหนื่อยที่เรียนมาทั้งวัน ผมยืนอยู่ที่เดิมสักพักก่อนจะหันหลังเดินเข้าคอนโดฯ เนื่องจากเกรงว่าถ้ายืนตรงนี้นานๆ เดี๋ยวจะเป็นหวัดไปซะก่อน

     [คิมหันต์]

     “ครับ?”

     [ทำไมวันนั้นนายถึงทำแผลให้พี่ล่ะ]

     คำถามที่ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะถามขึ้นมาในเวลานี้ทำให้ผมที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในลิฟต์ชะงักไปชั่วครู่ ผมไม่ตอบในทันที แต่เอื้อมมือไปกดหมายเลขชั้นที่ต้องการ เมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบอะไรคนในสายเลยพูดขึ้นมาอีก

     [ตอนนั้นนายกับพี่ยังไม่รู้จักกัน นายจะเมินพี่แล้วกลับไปเลยก็ยังได้ แต่นายกลับมาเสียเวลาทำแผลให้คนที่ไม่รู้จัก แถมยังเดินไปส่งเขาอีก]

     “…”

     [บอกได้ไหมว่าทำไมนายถึงทำอย่างนั้น]

     สายตาผมมองไปยังเบื้องหน้าขณะที่ถือโทรศัพท์แนบหูอยู่ ผมกับพี่นาวาต่างเงียบใส่กัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก จนกระทั่งลิฟต์เปิดแล้วผมเดินออกมา ระหว่างนั้นผมก็ใช้ไหล่แนบโทรศัพท์ไว้กับหูเพื่อค้นหาคีย์การ์ดในกระเป๋า ผมเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องตัวเอง ก่อนจะแตะคีย์การ์ดไปบนเครื่องสแกน

     ปลายสายยังคงเงียบราวกับกำลังรอคำตอบอยู่ ผมเดินไปนั่งลงที่ปลายเตียง วางกระเป๋าแล้วระบายยิ้มออกมาบางๆ

     ถามอะไรก็ไม่รู้นะพี่นาวาเนี่ย…

     “ไม่เห็นเกี่ยวเลยครับว่าจะรู้จักกันหรือเปล่า ถ้าตอนนั้นผมไม่ทำแผลให้พี่ก็ต้องกลับบ้านไปนอนพร้อมกับรอยแผลบนหน้า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง…มันคงเป็นอะไรที่น่าเศร้ามากๆ”

     […]

     “ผมไม่รู้หรอกว่าพี่ได้แผลมายังไง แต่ตอนนั้นพี่กำลังเจ็บอยู่ ผมคงไม่ใจร้ายพอที่จะเมินคนที่เจ็บอยู่ได้หรอก แล้วอีกอย่าง…”

     […]

     “เอ่อ…ไม่มีอะไรครับ มันไม่ได้เกี่ยวกัน เพราะงั้นช่างมันเถอะ” ผมพูดปัดพลางยกมือมาโบกเป็นพัลวัน โยนความคิดบางอย่างออกไปจากหัว

     [พูดมาขนาดนี้แล้วก็ต้องพูดให้จบสิ]

     “แต่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องแผลพี่เลยนะครับ”

     [แต่ก็เป็นเรื่องพี่ใช่ไหมล่ะ]

     “…ใช่ครับ”

     [ถ้างั้นก็พูดมาเถอะ พี่อยากฟัง]

     ผมลังเลอยู่สักพัก เม้มปากแน่นอย่างคนคิดหนัก จนสุดท้ายก็ยอมพูดออกมา “ผมแค่…ไม่อยากเห็นพี่ทำหน้าเศร้าเหมือนวันนั้นอีกน่ะครับ”

     […]

     “ผมก็ไม่รู้ว่าพี่มีปัญหาอะไรอยู่ แต่ผมไม่อยากให้พี่ทำหน้าเศร้าจริงๆ นะ แววตาพี่ตอนนั้นน่ะ…มันหม่นหมองมากๆ เลย”

     […]

     “ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้พี่ยิ้มมากกว่า ผมชอบรอยยิ้มของพี่ ตอนพี่นาวายิ้มพี่ดูดีมากเลยนะครับ”

     ไม่รู้ว่าพูดแบบนี้มันจะดูแปลกไปหรือเปล่า แต่ทุกคำที่พูดออกไปมันคือสิ่งที่ผมคิดจริงๆ ผมไม่ชอบพี่นาวาตอนทำหน้าเศร้า…ไม่ชอบเลยสักนิด

     ถึงจะเพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน แต่ผมกล้าพูดว่าพี่นาวาตอนยิ้มน่ะดูดีกว่าตอนเศร้ามากๆ

     […แล้วตอนอยู่ด้วยกันนายเห็นพี่ทำหน้าเศร้าไหมล่ะ] จู่ๆ คนในสายก็ถามขึ้นมา ผมที่มัวแต่จมอยู่กับความคิดตัวเองเลยไม่ทันได้ฟัง

     “อะไรนะครับ”

     [ตอนนายอยู่กับพี่ นายเคยเห็นพี่ทำหน้าเศร้าหรือเปล่า]

     “ถ้าไม่นับวันที่ฝนตกก็…ไม่เคยครับ”

     [แล้วนายรู้หรือเปล่าว่าเพราะอะไร]

     ไม่รู้ว่าทำไม แต่หัวใจผมมันเริ่มเต้นแรงขึ้นมาอีกรอบ ผมกะพริบตาปริบๆ คิดคำพูดที่จะตอบอีกฝ่ายกลับไปไม่ออกเลย

     [พี่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ตอนอยู่กับนายพี่ไม่เคยคิดถึงเรื่องเศร้าเลย น่าแปลกดีเนอะ พี่ไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครมาก่อน…จนกระทั่งมาเจอนาย]

     “…”

     [นายเป็นคนแรกที่ทำให้พี่ลืมเรื่องเศร้าไปได้]

     ผมยกมือมาเกาแก้มอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมือไม้มันเกะกะไปหมด ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน

     ตั้งแต่รู้จักกันมา ครั้งนี้พี่นาวาน่าจะพูดเยอะที่สุดแล้ว ที่จริงผมก็อยากให้เขาพูดกับผมเยอะๆ นะ แต่วันนี้ผมกลับไม่อยากให้เขาพูด…

     ผมกลัวหัวใจตัวเองจะเต้นแรงเกินไป เพียงเพราะคำพูดที่แสนจะเถรตรงของเขา

     “ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อเลย”

     [เขินเหรอ]

     “ก็พี่เล่นพูดซะขนาดนี้ ใครจะไม่เขินบ้างล่ะครับ”

     ปลายสายขำออกมาเบาๆ ส่วนผมก็เอาแต่ยิ้มอยู่คนเดียว เราสองคนเงียบใส่กันอีกครั้ง แต่กลับเป็นความเงียบที่ไม่รู้สึกอึดอัดเลย

     …และเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยเสียงนุ่มทุ้มขึ้นมาทำลายความเงียบ ผมถึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังยิ้มกว้างขนาดไหน

     [หลังจากนี้…มานั่งกินข้าวกับพี่บ่อยๆ ได้ไหม]

     “ถ้าพี่นาวาต้องการ…จะเมื่อไหร่ผมก็ยินดีครับ”



















     ผมจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความเซ็ง ขณะเดียวกันก็ตักข้าวเข้าปากไปด้วย คนที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังทำผมหงุดหงิดเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ของมันไปเรื่อย ปากก็พร่ำบ่นเหมือนผมไปทำความผิดร้ายแรงมา

     “กูแค่แวบไปเล่นเกมกับไอ้โอห์มวันเดียวมึงถึงกับสร้างวีรกรรมอีกแล้วเหรอ คิดจะประกาศให้คนรู้จักทั่วทั้งมอเลยหรือไง”

     “ประกาศเหี้ยอะไรล่ะ ตอนนั้นกูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนแอบถ่าย”

     “ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่มีคนแอบถ่าย มันอยู่ที่มึงไปนั่งกินข้าวกับพี่นาวา”

     “ก็แค่นั่งกินข้าวด้วยกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกป่ะวะ แล้วกูก็ไม่ได้ไปหาเขาด้วย เขานั่นแหละที่เข้ามาหากูก่อน”

     ไอ้ไทน์มองผมอย่างอึ้งๆ ยกมือตบหน้าผากตัวเองด้วยท่าทางโอเวอร์มากๆ “มึงนี่ขยันทำให้กูตกใจจริงๆ เลยนะ”

     “มึงเว่อร์ไปเองต่างหาก กูบอกแล้วไงว่าพี่นาวาไม่ได้เย็นชาอย่างที่มึงคิด” พูดจบก็ทำเป็นเนียนแย่งทอดมันของมันมา ไอ้ไทน์ที่กำลังสนใจแต่เรื่องพี่นาวาเลยไม่ทันรู้ตัวว่ามีทอดมันหายไปชิ้นหนึ่ง

     “จะไม่ให้กูตกใจได้ไง นั่นพี่นาวาที่ไม่เคยคุยกับใครมาตลอดสี่ปีเลยนะ แล้วการที่จู่ๆ คนแบบนั้นก็มาทำตัวเหมือนสนิทกับเพื่อนตัวเอง เป็นใครใครก็ตกใจป่ะ”

     ผมส่ายหน้าให้ประโยคของไอ้ไทน์ หันกลับมากินข้าวของตัวเองต่อ เลิกสนใจคนที่เอาแต่พูดอะไรก็ไม่รู้ ร้านอาหารใต้คอนโดฯ ที่พวกผมกำลังนั่งอยู่นี้เป็นร้านประจำของผม แถมตอนนี้ยังมีลูกค้าไม่เยอะ ผมเลยนั่งได้ชิลๆ โดยไม่ต้องรีบกิน

     ถ้าสงสัยว่าไอ้ไทน์มาอยู่คอนโดฯ ผมได้ยังไง ก็คงต้องย้อนไปเมื่อชั่วโมงก่อนที่มันโทรมาตอนที่ผมกำลังหลับอยู่ มันบอกว่าจะมาสิงห้องผมจนกว่าจะถึงเวลาเรียนคาบบ่าย ให้ผมลงมารับมันที่ล็อบบี้ ผมที่ถูกปลุกทั้งที่ยังนอนไม่เต็มอิ่มเลยเดินงัวเงียลงมาในสภาพเสื้อยืดสีขาวกับบ็อกเซอร์สีเทา พอเจอหน้ากันก็ถามด้วยความหงุดหงิดว่าจะมาทำไมแต่เช้า และคำพูดที่มันตอบกลับมาก็ทำให้ผมหงุดหงิดกว่าเดิม

     ไอ้ไทน์บอกว่าจะมาซักฟอกเรื่องที่ผมไปกินข้าวกับพี่นาวาเมื่อวาน ที่มันรู้เพราะมีคนถ่ายรูปผมกับพี่นาวาไปลงเพจ (อีกแล้ว) พอรู้เหตุผลที่มันโทรมาปลุกแต่เช้าผมก็โมโหเลยครับ เรื่องเล็กๆ แค่นี้ถึงกับต้องพรากเวลานอนไปจากผม ไอ้คิมหันต์คนนี้ยอมไม่ได้

     แต่จะไล่มันกลับไปก็ดูจะใจร้ายเกินไป แล้วผมก็เป็นประเภทที่ถ้าตื่นแล้วจะหลับต่อไม่ลงด้วย สิ่งที่ทำได้เลยมีแค่ยอมให้มันมาฆ่าเวลาในห้องตัวเอง กับพามันลงมากินข้าวเช้าด้วยกันอย่างที่เห็นนี่แหละครับ

     ผมถอนหายใจพลางมองคนที่ยังไม่หยุดเล่นโทรศัพท์ ผมกินข้าวหมดแล้ว แต่ข้าวในจานมันยังพร่องไปไม่ถึงครึ่งจานเลย

     “จะแดกไหมข้าวน่ะ หรือจะแดกโทรศัพท์แทน”

     คนที่โดนผมว่าแดกดันหันมามองพลางทำปากยื่น มันวางโทรศัพท์ลง แต่ปากยังบ่นพึมพำต่อ

     “แค่มาเพื่อถามอะไรนิดๆ หน่อยๆ ทำเป็นโมโหไปได้”

     “กูไม่ปารองเท้าไล่กลับไปก็ดีแค่ไหนแล้ว มีใครที่ไหนบ้างมาปลุกคนที่นอนอยู่เพียงเพราะเรื่องไร้สาระแค่นี้”

     “มึงเห็นเรื่องพี่นาวาเป็นเรื่องไร้สาระเหรอ”

     “เปล่า แต่กูหมายถึงเรื่องของคนที่ไม่เกี่ยวกับเรามันคือเรื่องไร้สาระ”

     แทนที่จะสลดกับคำพูดผม คนตรงหน้ากลับยิ้มหน้าระรื่นอย่างไม่สะทกสะท้าน “พี่นาวามายุ่งกับมึง แล้วมึงก็เป็นเพื่อนกู ดังนั้นเรื่องของมึงกับพี่นาวาก็เกี่ยวกับกูด้วย แปลว่าสิ่งที่กูทำในวันนี้มันไม่ไร้สาระ”

     ถ้าจะพูดขนาดนี้มึงเอาแกทเชื่อมโยงเต็มไปเลยเถอะ กูล่ะเหลือเชื่อกับความคิดของมึงจริงๆ

     “นี่ไทน์ กูพูดจริงๆ นะ คือกูก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมพี่นาวาถึงคุยกับกูคนเดียว”

     “นั่นไง ทีมึงยังสงสัยเลย แล้วทำไมกูจะสงสัยบ้างไม่ได้”

     “ฟังให้จบก่อนไอ้สัด อย่าเพิ่งแทรก” ผมตบหัวคนตรงหน้าไปทีหนึ่ง มันมองผมพลางทำปากยื่นอีกรอบ “กูสงสัยก็จริง แต่กูก็ไม่กล้าถามเขาตรงๆ คิดว่าเขาคงมีเหตุผลของเขา และอีกอย่างคือไม่ว่าพี่นาวาจะทำอะไรมันก็เป็นเรื่องของเขาเปล่าวะ ถึงแม้ที่ผ่านมาเขาจะไม่คบใครเลย แต่ถ้าหลังจากนี้เขาจะไปคบหรือไปคุยกับใครมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถึงขั้นที่ต้องตกใจขนาดนี้ไหม”

     “แต่เผอิญว่าคนที่เขาคุยด้วยมันคือมึงซึ่งเป็นเพื่อนกูไง ถ้าเป็นคนอื่นกูคงไม่ตามเสือกขนาดนี้หรอก” ไอ้ไทน์ว่าพลางทำหน้าจริงจังต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่ามันจะจริงจังอะไรขนาดนี้ “เมื่อวานกูเอาเรื่องนี้ไปคุยกับไอ้โอห์มอีกรอบ แล้วมันก็พูดเรื่องที่น่าสนใจมาเรื่องนึง”

     “เรื่องอะไรวะ”

     “ยังบอกไม่ได้”

     ผมขมวดคิ้วใส่คนพูด นึกอยากตบหัวแม่งอีกสักรอบ อะไรของมันวะ ถ้าไม่คิดจะบอกแล้วจะพูดขึ้นมาตั้งแต่แรกทำไม

     “กูกับไอ้โอห์มไม่อยากพูดตอนนี้ อยากรอดูให้มั่นใจก่อนว่ามันจะเป็นอย่างที่คิดจริงๆ”

     “แล้วพวกมึงคิดอะไรกันล่ะ บอกกูก่อนไม่ได้เหรอ”

     “อยากรู้เหรอ”

     มึงพูดมาซะขนาดนี้ จะไม่อยากรู้ก็ไม่ได้แล้วล่ะครับเพื่อน

     “ก็อยากรู้นิดนึง”

     “งั้นคราวหน้ามึงต้องพากูไปนั่งกินข้าวกับพี่นาวาด้วย”

     “ฮะ?” ผมร้องออกมาเสียงหลง ไม่มั่นใจว่าตัวเองหูฝาดหรือเปล่า “มึงเนี่ยนะอยากกินข้าวกับพี่นาวา”

     “กูไม่ได้อยากกินข้าวกับเขา กูแค่อยากดูพฤติกรรมเขาตอนที่อยู่กับมึง”

     เป็นอีกครั้งที่ผมขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ก็ดูคำพูดของเพื่อนผมสิ พูดมาแต่ละอย่างไม่ได้ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นเลย

     “มึงบอกเองไม่ใช่เหรอว่าพี่นาวาไม่สุงสิงกับใครเลยนอกจากกู ถ้ามีคนอื่นไปขอนั่งกินข้าวด้วยพี่เขาจะโอเคเหรอวะ”

     “ไม่ต้องห่วง ถ้าสิ่งที่กูคิดไว้เป็นความจริงเขาต้องโอเคแน่นอน” สีหน้าคนพูดบ่งบอกว่ามั่นใจในคำพูดของตัวเองมาก ไอ้ไทน์กระหยิ่มยิ้มย่องเหมือนคนมีแผนร้ายอยู่ในใจก่อนจะหันไปกินข้าวของตัวเองต่อ แต่จู่ๆ มันก็ร้องขึ้นมาเสียงดัง “เฮ้ย! ทอดมันกูหายไปไหนชิ้นนึงวะ”

     เสียงโวยวายของคนตรงหน้าไม่ได้เข้าหูผมเลย ตอนนี้ผมกำลังคิดหนักว่าพี่นาวาจะโอเคไหมถ้าผมเอาเพื่อนไปด้วย เมื่อคืนพี่นาวาอนุญาตให้ผมไปนั่งกินข้าวกับเขาแล้วก็จริง แต่เขาไม่ได้บอกสักหน่อยว่าผมสามารถพาเพื่อนไปได้ ผมเลยกลัวว่าถ้าเอาไอ้ไทน์ไปด้วยจริงๆ จะกลายเป็นว่าพี่นาวาไม่พอใจผม

     เฮ้อ…พวกแม่งนี่ก็นะ ขยันหาเรื่องมาให้ผมคิดมากซะจริงๆ แค่เรื่องโปรเจกต์อย่างเดียวยังไม่พออีกหรือไง




















     TBC


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-11-2020 16:59:24 โดย Cloverberry »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2026
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +101/-0
คนนึงก็สดใสดั่งดวงอาทิตย์ฉายแสงตอนกลางวัน อีกคนนั้นเหมือนท้องฟ้ากลางคืนที่ไม่มีดาว โคจรมาพบกัน มันดีต่อใจจริง เริ่มจีบกันแล้ววว สิทธิ์พิเศษคิมหันต์ได้รับคนเดียวจากพี่นาวา อาร๊ายยสนุกดีค่ะ รอตอนหน้า มาต่อๆ 55 ขอบคุณนะคะที่แต่งให้อ่าน :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 464
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-0
น้องคิมหันต์ช่วยมาแต่งแต้มสีสันในโลกสีเทาของพี่นาวาแล้ว :hao7:
พี่นาวาจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป :hao3: :impress2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-3
Chapter 04





     งานประกวดดาวเดือนจะจัดขึ้นสัปดาห์หน้า คนในมหา'ลัยผมเลยตื่นเต้นกันยกใหญ่ แต่ผมกลับเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้สึกเฉยๆ กับเรื่องนี้ เรียกว่าไม่สนใจเลยก็ว่าได้

     ผมยกมือมาปิดปากหาว ในห้องสมุดที่เปิดแอร์แรงขนาดนี้ทำให้ความง่วงเมื่อเช้ากลับมาอีกครั้ง ไอ้โอห์มที่นั่งฝั่งตรงข้ามเหลือบมามองอย่างสงสัย

     “เมื่อคืนนอนดึกเหรอ”

     “เปล่าหรอก แค่เมื่อเช้ามีไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้โทรมาปลุก”

     ‘ไอ้บ้า’ ที่โดนว่ากระทบหันมายักคิ้วใส่ ไม่มีอาการสำนึกผิดเลยสักนิด “กูเป็นห่วงมึงไง กลัวมึงจะตื่นสายมาเรียนไม่ทัน”

     “ไม่ต้องมาโกหก พูดมาเลยก็ได้ว่าอยากเสือกเรื่องกู”

     ไอ้ไทน์ยักไหล่อย่างไม่สนใจ ผมทำหน้าเอือมใส่มันก่อนจะโยนหนังสือที่อ่านจบแล้วไปตรงหน้าเบาๆ แล้วหยิบเล่มใหม่มา แต่ไม่ว่าจะเปิดดูสักกี่หน้าก็ไม่เจอหัวข้อโปรเจกต์ที่น่าสนใจเลย

     “พวกมึง เรื่องนี้เป็นไง พอจะได้ไหม” ไอ้โอห์มโพล่งขึ้นมาพลางหันหนังสือมาให้ดู แต่พอเห็นหัวข้อที่มันเสนอผมก็ส่ายหน้า

     “ไม่เอาอ่ะ ต้องหาข้อมูลเยอะ”

     “งั้นเรื่องนี้อ่ะ” คราวนี้ไอ้ไทน์หันหนังสือมาให้ดูบ้าง แต่ผมก็ส่ายหน้าเหมือนเดิม

     “เนื้อหากว้างไป อาจารย์คงไม่ให้หรอก”

     “ทำไมแค่คิดหัวข้อโปรเจกต์มันถึงยากจังวะ นั่งงมมาสองชั่วโมงแล้วนะยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย" ไอ้ไทน์ทำหน้าเซ็งๆ มันวางหนังสือแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ “คิมหันต์ มึงไม่มีอะไรอยากเสนอเลยเหรอ”

     “เอาจริงๆ กูก็มีหัวข้อในใจแล้วแหละ แต่เมื่อคืนลองไลน์ไปปรึกษาอาจารย์แล้ว แกบอกว่ามันยากเกินไปและต้องหาข้อมูลเยอะมากๆ”

     “เฮ้อออ นี่ถ้ากลุ่มเรามีคนครบคงได้หัวข้อไปแล้วแท้ๆ”

     “เอาน่ามึง ค่อยๆ คิดกันไปนี่แหละ แล้วสัปดาห์หน้าก็ค่อยไปหาอีกคนในเซคฯ เอา”

     วันนี้ผมนัดพวกมันสองคนมาช่วยกันคิดหัวข้อโปรเจกต์ในห้องสมุด เผื่อจะมีหนังสือที่พอจะให้ไอเดียอะไรได้บ้าง อาจารย์ให้ตั้งหัวข้อเกี่ยวกับเศรษฐกิจประเทศไทยตอนนี้ แต่เนื้อหามันก็มีหลายด้านจนพวกผมเลือกหัวข้อไม่ถูก เลยต้องมานั่งทำหน้าเครียดกันอยู่อย่างที่เห็น

     แต่เอาจริงๆ อาจารย์ก็นัดตั้งสัปดาห์หน้า วันนี้ยังไม่ได้หัวข้อก็น่าจะยังไม่เป็นไร ไว้คิดวันต่อๆ ไปก็ได้ พอคิดได้ดังนั้นผมเลยปิดหนังสือที่อ่านค้างอยู่ มองพวกมันสองคนสลับกัน

     “วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะมึง ไปกินข้าวกัน กูหิวแล้ว” ผมพูดพลางลูบท้องตัวเอง ไอ้ไทน์ที่ส่อแววขี้เกียจมานานเลยรีบผสมโรงทันที

     “เออๆ ไปกินข้าวกัน กูเอียนหนังสือไปหมดแล้วเนี่ย”

     “พวกมึงไปกันก่อนเลย กูต้องไปช่วยงานประกวดดาวเดือน”

     “ฮะ? ตอนกลางวันก็ต้องทำด้วยเหรอวะ”

     “ว่าจะไปดูไอ้เพลิงซ้อมเดินประกวดน่ะ เห็นท่าเดินมันเมื่อวานแล้วหงุดหงิดยังไงไม่รู้”

     ไอ้โอห์มว่าจบก็รีบเก็บของแล้วลุกจากไปทันที เท่ากับว่าเหลือแค่ผมกับไอ้ไทน์สองคน เพลิงที่ว่าคือเดือนปีหนึ่งคณะผม เห็นว่ามันไม่ค่อยประสีประสาเรื่องการประกวดเท่าไหร่เพื่อนผมที่เป็นเดือนปีที่แล้วเลยต้องไปช่วยซ้อมให้มัน

     เป็นดาวเดือนนี่ก็งานยุ่งเหมือนกันนะครับ แม้แต่เวลากินข้าวก็แทบจะยังไม่มีเลย ผมทำหน้าเห็นใจคนที่เดินออกไปจากห้องสมุดแล้ว กำลังจะหันมาเก็บของตัวเองบ้างแต่เสียงคนข้างๆ ก็ลอยมาให้ได้ยิน

     “โทรนัดพี่เขายัง”

     “นัด? นัดใครวะ”

     “พี่นาวาไง”

     ผมเลิกคิ้วใส่มัน ก่อนจะทำหน้าเหลอหลา “ไอ้ไทน์…อย่าบอกนะว่าที่พูดเมื่อเช้ามึงเอาจริง”

     “อ้าว กูก็บอกอยู่ว่าจะไปกินข้าวกับพี่เขาด้วย มึงคิดว่ากูพูดเล่นเหรอ”

     “ก็เออน่ะสิ”

     “กูไม่ได้พูดเล่น กูพูดจริง"

     แต่กูอยากให้มึงพูดเล่น…

     "รีบโทรหาพี่เขาเลยมึง กูหิวแล้ว”

     ผมทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก มองอีกคนอย่างหนักใจว่าจะทำตามที่มันบอกดีไหม แต่สุดท้ายก็ทนสายตากดดันของมันไม่ไหว ยอมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนตัวสูงจนได้

     เอาวะ โทรก็โทร หวังว่าพี่นาวาจะไม่โกรธผมนะ

     ระหว่างที่ยืนรอสายอยู่ผมก็หันไปมองคนข้างๆ อีกครั้ง ไอ้ไทน์ทำหน้าขึงขังเหมือนจะสั่งว่าห้ามวางสายกลางคัน ผมกำลังจะบอกมันว่าเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน แต่ก็ต้องกลืนคำพูดลงคอไปเมื่อเสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นมา

     [ฮัลโหล]

     “เอ่อ…พี่นาวาครับ คือว่า…เอ่อ…”

     [จะโทรมาให้พี่ฟังนายพูดติดอ่างหรือไง] ปลายสายขำขึ้นมาเบาๆ ผมเลยยิ้มนิดๆ ด้วยความเขิน

     “คือ…ผมจะโทรมาถามว่าพี่เรียนเสร็จยังน่ะครับ”

     [เสร็จแล้ว]

     “งั้นกลางวันนี้มากินข้าวกับผมนะ เดี๋ยวผมไปรอที่โรงอาหาร”

     คู่สนทนาขำขึ้นมาอีกรอบ จากที่ยิ้มอยู่ผมเลยขมวดคิ้วด้วยความงง

     “พี่ขำอะไรอ่ะครับ”

     [รู้ไหมว่าก่อนที่นายจะโทรมาพี่ก็กะจะโทรไปหานายเหมือนกัน]

     “จะโทรมาหาผมทำไมอ่ะ”

     [ก็จะชวนนายมากินข้าวด้วยกันไง]

     “…”

     [ใจตรงกันเลยนะ…นายกับพี่น่ะ]

     ผมกะพริบตาปริบๆ เม้มปากแน่นพลางอมยิ้ม นับวันพี่นาวายิ่งพูดกับผมเยอะขึ้นเรื่อยๆ มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่สำหรับผมมันคือเรื่องที่น่าดีใจมากๆ เลยล่ะ

     …แต่พอหันไปเห็นสายตาดุๆ ของคนด้านข้าง ผมก็รีบหุบยิ้มแล้ววกเข้าประเด็นสำคัญทันที “พี่นาวาครับ ผมมีเรื่องอยากขอพี่หน่อยอ่ะ”

     [ว่าไง]

     “คือว่า…ผมพาเพื่อนไปกินข้าวด้วยได้ไหมครับ”

     อีกฝ่ายเงียบไปทันทีที่ผมพูดจบ ผมรู้ได้เลยว่าบรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป พี่นาวาเงียบไปนานซะจนผมนึกว่าเผลอวางสายไปแล้ว ไอ้ไทน์ขยับปากถามแบบไม่มีเสียงว่าเป็นไงบ้าง ผมยกนิ้วมาจ่อปากบอกอ้อมๆ ให้มันอย่าเพิ่งถามก่อนจะเอ่ยเรียกคนในสาย

     “เอ่อ…พี่นาวาครับ”

     […]

     “คือเพื่อนผมมันไม่มีเพื่อนกินข้าวน่ะครับเลยอยากมากินข้าวกับผมเฉยๆ แต่เพื่อนผมนิสัยดีนะ มันไม่กวนพี่แน่นอนผมรับประกัน”

     พี่นาวายังคงเงียบเหมือนเดิม ผมที่เริ่มจะหมดหวังเลยหันไปส่ายหน้าให้คนข้างๆ ไอ้ไทน์ทำหน้ายุ่งแต่ก็พยักหน้ารับ ผมเลยหันมาพูดกับคนในสายอีกรอบ

     “…พี่เงียบแบบนี้แสดงว่าไม่โอเคสินะ ไม่เป็นไรครับผมเข้าใจ เดี๋ยวผมบอกมัน…”

     [ถ้านายอยากพาเพื่อนมาก็พามาสิ พี่ไม่ว่าอะไรหรอก]

     “จริงนะครับ! ผมพาเพื่อนไปได้จริงๆ ใช่ไหมครับ!” ผมร้องออกมาอย่างดีใจ ไอ้ไทน์ที่หงอยไปแล้วเลยกลับมาตาโตด้วยความดีใจอีกครั้ง

     [อืม ตอนนี้พี่อยู่ในโรงอาหารแล้ว โต๊ะเดียวกับเมื่อวานน่ะแหละ]

     “โอเคครับ เดี๋ยวผมจะรีบไปหา…”


     ตู๊ดๆๆ~


     คนตัวสูงวางสายไปแล้ว วางไปโดยที่ผมยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ ผมยกโทรศัพท์ออกจากหูแล้วเอามามองอย่างงงๆ ไอ้ไทน์ที่ยังดีใจไม่หายรีบมาเขย่าแขนผมใหญ่

     “คิมหันต์! พี่นาวาเขายอมให้กูไปกินข้าวด้วยจริงๆ เหรอวะ”

     “อะ…เออ”

     “เชี่ย! กูจะเอาเรื่องนี้ไปใส่ในพอร์ตสมัครงานตอนเรียนจบ แม่งโคตรอเมซิ่งเลยว่ะ ตอนแรกกูนึกว่าจะโดนปฏิเสธแล้วนะเนี่ย”

     ไอ้ไทน์ยังคงพร่ำเพ้อของมันต่อไป ผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เพราะในใจมันเอาแต่คิดถึงสิ่งที่พี่นาวาทำกับผมเมื่อครู่

     ผมไม่รู้ว่าปกติพี่นาวาเป็นคนแบบไหน ระหว่างรอให้อีกฝ่ายพูดจบแล้วค่อยวางสาย กับพอพูดธุระเสร็จแล้วก็วางสายเลยโดยไม่สนใจคู่สนทนา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพอจะจับใจความได้ก็คือ…

     พี่นาวากำลังไม่พอใจผม

















     ช่วงนี้อยู่ในฤดูฝนก็จริง แต่สัปดาห์นึงจะมีแค่ไม่กี่วันที่ฝนตก ส่วนใหญ่ผมเลยไม่ได้พกร่มมามหา'ลัยเพราะชอบทึกทักเอาเองว่าฝนไม่ตกหรอก แต่ดูจากกลุ่มเมฆสีเทาที่ลอยมาแต่ไกลแล้วดูเหมือนวันนี้ท้องฟ้าจะไม่เป็นใจสักเท่าไหร่

     ผมพาไอ้ไทน์เดินมายังโต๊ะที่พี่นาวานั่งอยู่ พี่นาวาบอกว่านั่งโต๊ะเดียวกับเมื่อวานผมเลยไม่ต้องเสียเวลาเดินหา คนตัวสูงกำลังก้มหน้าก้มตากินก๋วยเตี๋ยวของตัวเอง แต่พอรู้ตัวว่ามีคนเดินมาก็เงยหน้าขึ้นมามอง

     “พี่นาวาครับ นี่เพื่อนผมชื่อไทน์” ผมฉีกยิ้มพลางตบไหล่คนที่เดินมาด้วยเบาๆ ไอ้ไทน์ที่คุยจ้อมาตลอดทางตอนนี้มันกลับใบ้รับประทานไปซะงั้น “เงียบทำไมเล่า ทักทายพี่เขาหน่อยสิวะ”

     “เอ่อ…สะ…สวัสดีครับพี่นาวา วันนี้ผมขอมากินข้าวด้วย…นะครับ…”

     ร่างสูงเมินคำพูดของเพื่อนผมด้วยการก้มไปกินก๋วยเตี๋ยวต่อตั้งแต่มันยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ ใบหน้าเรียบเฉยของพี่นาวาทำให้ผมรู้ว่าเขากำลังไม่พอใจผมอยู่จริงๆ ไอ้ไทน์กอดคอผมให้ถอยห่างออกมา รั้งหัวผมเข้าไปกระซิบ

     “ปกติพี่นาวาเย็นชาแบบนี้กับมึงป่ะ”

     “ไม่นะ กูชวนคุยอะไรเขาก็คุยด้วยตลอด”

     “หรือเขาจะไม่พอใจที่มึงพากูมาด้วยวะ”

     “กูก็เตือนมึงแล้วว่าอย่ามา มึงก็เอาแต่บอกว่าพี่นาวาโอเคแน่ๆ แล้วเป็นไงล่ะทีนี้ ยังจะโอเคอยู่อีกไหม”

     ไอ้ไทน์ทำหน้ายุ่งอย่างกำลังคิดมาก ผมถอนหายใจใส่ก่อนจะตัดบทเพราะไม่อยากทะเลาะกับเพื่อน

     “เอาเป็นว่าตอนนี้มึงไปซื้อข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวกูนั่งรออยู่นี่แหละ ซื้อมาเผื่อด้วย”

     “อ้าว กูต้องซื้อมาให้มึงเหรอ”

     “หรือมึงอยากนั่งกับพี่นาวาสองคนแล้วให้กูไปซื้อ?”

     มันรีบส่ายหน้าแล้วเดินหนีไปร้านข้าวทันที ผมทำหน้ายิ้มๆ ให้ไอ้คนที่เก่งแต่ปาก เห็นก่อนมาทำเป็นพูดดีว่าจะคอยสังเกตพฤติกรรมของพี่นาวาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอมาเจอเขาจริงๆ กลับกลัวจนหัวหดซะงั้น

     ผมนั่งลงตรงหน้าร่างสูงที่กินก๋วยเตี๋ยวโดยไม่พูดจาอะไรเลย ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนอีกคนต้องเหลือบมามอง

     “หิวเหรอครับ เห็นเอาแต่กินอย่างเดียวไม่พูดกับผมเลย”

     พี่นาวามองผมนิ่งๆ ก่อนจะเมินคำพูดผมด้วยการหันไปกินก๋วยเตี๋ยวต่อเหมือนที่ทำกับไอ้ไทน์ ผมกะพริบตาปริบๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก เอื้อมมือไปจับมือหนาของคนตัวสูงเอาไว้

     “เดี๋ยวดิพี่ อย่าเมินกันแบบนี้ดิ พี่โกรธอะไรผมอยู่เปล่าเนี่ย”

     แทนที่จะตอบคำถามผม คนตรงหน้ากลับเหลือบลงไปมองมือผมที่กุมมือเขาอยู่ ผมมองตามก่อนจะยิ้มแห้งแล้วค่อยๆ ดึงมือออก พี่นาวาเลยหันไปกินก๋วยเตี๋ยวของตัวเองอีกครั้งโดยที่ผมทำได้แค่มองอย่างเดียว

     แบบนี้มันโกรธกันอยู่ชัดๆ แต่พี่นาวาโกรธอะไรผมล่ะ โกรธที่ผมพาเพื่อนมาด้วยน่ะเหรอ?

     ผมนั่งมองคนตัวสูงด้วยแววตาหงอยๆ สักพักไอ้ไทน์ก็เดินกลับมาพร้อมข้าวผัดกะเพราสองจาน มันนั่งลงข้างๆ ผม หันมาเลิกคิ้วใส่เหมือนจะถามว่าเป็นอะไร ผมส่ายหน้าให้มันเบาๆ ก่อนจะเริ่มกินข้าวของตัวเอง

     ทำไมมันถึงอึดอัดแบบนี้วะเนี่ย…

     กินข้าวไปตาก็เหลือบมองคนตรงหน้าไป จนถึงตอนนี้พี่นาวายังไม่พูดอะไรกับผมเลยสักแอะ ไอ้ไทน์ที่คอยมองผมกับพี่นาวาอยู่เป็นระยะยื่นหน้ามากระซิบเหมือนเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่

     “ฟังจากที่มึงเล่าแล้วกูคิดว่ามึงกับพี่นาวาน่าจะกินข้าวแบบสนิทกันกว่านี้ แต่ดูจากบรรยากาศอึมครึมตอนนี้แล้วพี่เขาต้องกำลังโกรธมึงอยู่แน่ๆ”

     “ก็เพราะใครกันล่ะที่ทำให้พี่นาวาโกรธ หยุดพูดแล้วหันไปกินข้าวได้แล้ว เดี๋ยวเรื่องง้อพี่นาวากูหาทางเอง”

     “อย่ามาโทษกันแบบนี้ดิ เขาอาจจะไม่ได้โกรธเรื่องกูอยู่ก็ได้ ถ้าเขาโกรธที่มึงพากูมาด้วยจริงๆ เขาก็ต้องปฏิเสธตั้งแต่ตอนที่มึงโทรมาขอไม่ใช่เหรอวะ”

     คำพูดของเพื่อนสนิททำเอาผมเงียบเพราะเถียงไม่ออก ที่ไอ้ไทน์พูดก็มีน้ำหนักอยู่เหมือนกัน หรือว่า…ที่จริงแล้วพี่นาวาโกรธเรื่องอื่นอยู่

     จู่ๆ คนที่ผมคิดว่ากำลังโกรธอยู่ก็คีบลูกชิ้นมาให้โดยไม่บอกกล่าวอะไร ผมหันไปมองพลางทำหน้าเหลอหลา สบตากับดวงตาสีน้ำตาลโดยไม่ตั้งใจ

     “พี่ให้ผมเหรอ”

     “ถ้าไม่กินก็เอาคืนมา”

     “เฮ้ย ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าจะไม่กิน” ผมรีบยกจานหนีเมื่อคนตัวสูงยื่นตะเกียบมาทำท่าเหมือนจะแย่งคืนไป “ผมแค่งงน่ะครับ ก็จู่ๆ พี่ก็คีบมาให้”

     “เห็นเมื่อวานนายเก็บลูกชิ้นไว้กินอย่างสุดท้าย เลยคิดว่านายชอบกินลูกชิ้น”

     ผมมองตาพี่นาวาอยู่สักพัก ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ อีกฝ่ายไม่พูดอะไรต่อ หันไปกินก๋วยเตี๋ยวเหมือนเดิม ส่วนผมก็หันมากินข้าวของตัวเองโดยที่ยังไม่หุบยิ้ม

     ถึงจะยังไม่แน่ใจว่าทำไมท่าทางของพี่นาวาถึงเปลี่ยนไป แต่การที่เขาทำแบบนี้กับผมก็แสดงว่าเขาไม่ได้โกรธผมมากสินะ

     ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย…

     “อ้าว ไม่กินหรือไง เอาแต่มองกูแล้วมันจะอิ่มไหม” ผมหันไปพูดกับคนข้างๆ ในตอนที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูกมันมองอยู่ ไอ้ไทน์ที่จ้องผมมาสักพักเลยยอมผละจากผมหันไปกินข้าวของตัวเอง

     ผมเหลือบไปมองคนตัวสูงอีกครั้ง พี่นาวากินก๋วยเตี๋ยวใกล้จะหมดแล้ว พอเห็นดังนั้นผมเลยนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้

     “ไอ้ไทน์ อยู่กับพี่เขาไปก่อนนะ เดี๋ยวกูมา”

     “อ้าวเฮ้ย มึงจะไปไหนอ่ะคิมหันต์ ไอ้คิมหันต์ กลับมาก่อน อย่าทิ้งกู!”

     ผมรีบเดินมายังร้านขายน้ำร้านโปรดที่อยู่ไม่ไกลจากโรงอาหาร พี่คนขายที่เพิ่งขายน้ำให้คนอื่นไปพอหันมาเห็นผมก็ส่งเสียงมาทักทาย

     “ว่าไงครับน้องคิมหันต์สุดหล่อ วันนี้เอานมชมพูเหมือนเดิมหรือเปล่า”

     ผมยิ้มกับคำชมตรงหน้าก่อนจะตอบกลับไปเสียงใส “เอาเหมือนเดิมครับ”

     “หนึ่งหรือสองแก้ว”

     “สองครับ”

     “มากินข้าวกับแฟนอีกล่ะสิ เดี๋ยวพี่แถมให้เยอะๆ เลย”

     ผมหลุดยิ้มออกมา เมื่อวันก่อนผมก็ปฏิเสธไปแล้วนะ แต่ไม่รู้ว่าพี่เขาลืมหรือไม่ได้ยิน แต่ก็เอาเถอะ ถ้าเขาอยากคิดอย่างนั้นก็ปล่อยให้คิดไปละกัน

     ผมเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับนมชมพูสองแก้วในมือ ไอ้ไทน์ที่กำลั่งนั่งเกร็งสุดฤทธิ์พอมันหันมาเห็นผมก็รีบยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ “ซื้อมาให้กูเหรอ โหย ทำไมวันนี้มึงใจดีจังวะ”

     “ใครบอกว่ากูซื้อมาให้มึง”

     “อ้าว ถ้าไม่ใช่กูแล้วมึงซื้อมาให้…”

     ผมเดินไปหยุดอยู่ข้างคนตัวสูง ใบหน้าคมคายเลยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามอง และทันทีที่สายตาของเราประสานกันผมก็ฉีกยิ้มกว้างพลางยื่นแก้วน้ำไปตรงหน้า

     “ผมรู้ว่าพี่ติดใจนมชมพูของผมเมื่อวันก่อน ผมเลยซื้อมาให้พี่อีก”

     พี่นาวายังคงมองผมนิ่งๆ ไม่ยอมรับแก้วน้ำไปสักที ผมเลยถือวิสาสะดึงมือหนามาถือแก้วไว้แล้วกลับไปนั่งที่เดิม

     นี่แหละครับวิธีง้อของผม ก็ไม่รู้หรอกว่าวันนี้พี่นาวาเป็นอะไร แต่ถ้าได้กินนมชมพูแล้วไอ้คิมหันต์คนนี้รับรองว่าพี่นาวาจะต้องร่าเริงขึ้นแน่นอน

     “คิมหันต์ มึงซื้อนมชมพูมาให้พี่นาวาทำไม” ไอ้ไทน์ยื่นหน้ามากระซิบข้างหู มันทำหน้าเครียดเหมือนผมเอายาพิษให้พี่นาวากินงั้นแหละ

     “ทำไมกูจะซื้อไม่ได้ เงินก็เงินกู ไม่ได้ไปขอใครซะหน่อย”

     “นี่มึงไม่รู้จริงๆ เหรอว่าพี่นาวา…”

     ไอ้ไทน์หยุดคำพูดไว้แค่นั้นเมื่อมันเหลือบไปเห็นคนตัวสูงดูดนมชมพูที่ผมซื้อมาให้ มันมองภาพตรงหน้าแล้วทำหน้าอึ้งเหมือนกำลังมองสิ่งที่มหัศจรรย์มากๆ ผมเลิกสนใจเพื่อนตัวเองแล้วหันไปยิ้มให้พี่นาวาแทน ยอมกินน้ำที่ผมซื้อให้แบบนี้แปลว่าอารมณ์ดีขึ้นแล้วแน่ๆ

     “ได้กินของอร่อยแล้วก็เลิกทำหน้าบึ้งได้แล้วครับ วันนี้ผมยังไม่เห็นพี่ยิ้มเลย ยิ้มให้ผมดูหน่อยดิ” ผมว่าพลางยกมือมาดึงแก้มตัวเองยิ้มๆ ประกอบคำพูด แต่แทนที่จะยิ้มตามที่ผมขอ พี่นาวากลับยื่นมือมาผลักหน้าผากผมเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นถือชามก๋วยเตี๋ยวกับแก้วนมชมพูเดินจากไป

     ผมมองตามแผ่นหลังกว้างอย่างงุนงง ความรู้สึกตอนนี้มันเหมือนผมทำผิดแล้วกำลังโดนพี่นาวาโกรธอยู่เลย ผมหันมามองนมชมพูของตัวเอง ในหัวก็นึกย้อนไปเมื่อวันก่อนๆ ผมว่าผมก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนะ ทุกครั้งที่กินข้าวด้วยกันพี่นาวาก็ดูปกติดี แล้วทำไมวันนี้ถึงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนได้ล่ะ

     โกรธที่ผมพาเพื่อนมากินข้าวด้วยจริงๆ เหรอ หรือว่ายังมีเหตุผลอื่นอยู่อีก…

















     “คิมหันต์”

     “…”

     “ไอ้คิมหันต์”

     “…”

     “ไอ้เหี้ยคิมหันต์”

     ผมหันไปมองคนที่ริอาจเติมสัตว์โลกน่ารักไว้ข้างหน้าชื่อ เอาปากกาไปเคาะหัวมันเบาๆ “กูชื่อคิมหันต์เฉยๆ”

     “ก็เรียกคิมหันต์แล้วมึงไม่ได้ยินนี่หว่า เอาแต่เหม่ออยู่ได้”

     “กูตั้งใจเรียนอยู่หรอก”

     “อ๋อเหรอ นึกว่าคิดถึงใครบางคนอยู่ซะอีก”

     คำพูดแทงใจดำของไอ้ไทน์ทำให้ผมต้องทำหน้าขึงขังเพื่อกลบเกลื่อน ไอ้โอห์มที่กำลังจดเลกเชอร์ตามคำพูดของอาจารย์เหลือบมามองนิดนึงแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร

     “ไม่ได้คิดถึงใครอยู่ทั้งนั้นแหละ ว่าแต่มึงเถอะเรียกกูทำไม”

     “แค่จะถามว่าวันนี้พี่นาวาเขาเป็นอะไร”

     ชื่อที่ออกมาจากปากเพื่อนทำเอาผมนิ่งงันไป ไอ้ไทน์ที่จ้องผมอยู่ก่อนแล้วเลยยิ้มเผล่เหมือนผู้ใหญ่ที่จับผิดเด็กขี้ขโมยได้

     “กำลังคิดถึงพี่นาวาอยู่จริงๆ สินะ”

     เกลียดจริงๆ ไอ้พวกที่ชอบรู้ทันเนี่ย!

     “เออ กูคิดถึงพี่นาวาอยู่ ก็ดูท่าทางของเขาวันนี้ดิ จะไม่ให้กูคิดมากได้ยังไง” ผมทำหน้ามุ่ย ยอมสารภาพอย่างช่วยไม่ได้

     “จะให้กูดูอะไรล่ะ ปกติกูเคยเห็นเขามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นซะที่ไหน เอาจริงๆ ถ้าไม่ได้ฟังเรื่องที่มึงเล่ากูก็คงไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมพี่เขาถึงทำตัวตึงๆ กับมึง”

     ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือมาเกาหัวพลางขมวดคิ้วมุ่น ตลอดเวลาที่นั่งเรียนมานี่ผมไม่มีสมาธิเลย ในใจเอาแต่คิดมากว่าพี่นาวาอาจจะกำลังไม่พอใจผมอยู่

     …เพียงแต่ผมไม่มั่นใจว่าเขาไม่พอใจเรื่องอะไร

     “มึงว่าเย็นนี้กูควรไปขอโทษเขาดีไหม”

     “จะไปขอโทษเขาน่ะมึงรู้แล้วเหรอว่ามึงผิดอะไร”

     “กูก็ไม่รู้ แต่ให้อยู่แบบนี้ต่อไปกูก็ไม่สบายใจอ่ะ สู้ไปขอโทษเขายังจะดีกว่า”

     “คิมหันต์ กูรู้ว่ามึงชอบแคร์คนอื่น แต่มึงอย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปดิวะ บางทีพี่เขาอาจจะเครียดเรื่องเรียนอยู่ก็ได้”

     ไอ้ไทน์ว่าจบก็เอามือมาผลักหัวผมเบาๆ ผมมุ่ยหน้า ในหัวก็คิดตามคำพูดของมัน ก็จริงอยู่ที่พี่นาวาอาจจะแค่เครียดเฉยๆ เลยดูเหมือนกำลังอารมณ์ไม่ดี แต่…ไม่รู้สิ ลางสังหรณ์ผมบอกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น อย่างน้อยที่พอจะเป็นไปได้ก็คือพี่นาวาโกรธเรื่องที่ผมพาเพื่อนไปกินข้าวด้วย แต่ถ้าเขาไม่พอใจจริงๆ ทำไมเขาไม่ปฏิเสธตั้งแต่ตอนที่ผมโทรไปขอล่ะ แบบนั้นมันดูสมเหตุสมผลกว่าตั้งเยอะ

     “คิ้วขมวดเป็นปมเชียวนะมึง” ไอ้โอห์มละสายตาจากสไลด์หันมานวดคิ้วผมเล่น “ไอ้ไทน์บอกกูว่าวันนี้มึงกับมันจะไปกินข้าวกับพี่นาวา แล้วทำไมถึงกลับมาในสภาพนี้ได้วะ”

     “เหมือนพี่นาวาเขาจะโกรธกูอยู่อ่ะ แต่กูไม่รู้ว่าเขาโกรธอะไร”

     “ก็บอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งตีโพยตีพาย ถ้าเขาโกรธมึงอยู่จริงๆ เขาคงไม่มีกะจิตกะใจตักลูกชิ้นมาให้มึงหรอก” ไอ้ไทน์ว่าพร้อมกับทำหน้าเหลือเชื่อ “รู้ไหมว่าตอนนั้นกูแทบจะควักลูกตาออกมาล้างแล้วมองใหม่เผื่อว่ากูจะตาฝาดไป เกิดมาไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะได้เห็นพี่นาวาทำอะไรแบบนี้”

     “นี่มึงพูดจริงหรือพูดเล่น” ไอ้โอห์มถามพลางทำหน้าเหลือเชื่อตาม เอาเข้าไปเพื่อนผม แทนที่จะจริงจังเรื่องที่ควรจะจริงจัง กลับไปสนใจแต่อะไรก็ไม่รู้

     “ยังมีที่พีคกว่านั้นอีกนะ ไอ้คิมหันต์แม่งซื้อนมชมพูมาให้พี่นาวา และพี่นาวาก็ดันกินด้วย”

     คนฟังเลิกคิ้วเหมือนได้ยินเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ ผมหันไปมองคนข้างๆ แล้วขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม “เดี๋ยวนะมึง นมชมพูมาเกี่ยวอะไรด้วยวะ มึงพูดเหมือนพี่นาวากินนมชมพูไม่ได้งั้นแหละ”

     “ไม่ใช่กินไม่ได้ แต่กูนึกไม่ถึงว่าเขาจะกิน”

     “มึงพูดให้เข้าใจง่ายๆ หน่อยไม่ได้เหรอ กูงงนะเว้ย”

     ไอ้ไทน์ถอนหายใจใส่ ก่อนจะพูดเสียงไม่ดังทว่าฟังชัด “กูเคยดูคลิปที่พี่นาวาให้สัมภาษณ์ตอนรับตำแหน่งเดือนมหา'ลัย ตอนนั้นเขาโดนถามว่าเกลียดอะไรมากที่สุด มึงรู้ไหมว่าพี่นาวาตอบว่าไง”

     “ตอบว่า?”

     “ทุกอย่างที่เป็นสีชมพู”



















     TBC



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-11-2020 20:53:01 โดย Cloverberry »

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-3
Chapter 05





     เสียงเม็ดฝนกระทบตัวอาคารดังระงมไปทั่วบริเวณ ลมเย็นจากไอฝนพัดมาโดนผิวหนังชวนให้รู้สึกหนาวจนต้องยกมือมากอดอกไว้ ผมมองภาพเบื้องหน้าด้วยความว้าวุ่นใจ ขณะเดียวกันก็ก่นด่าตัวเองที่ไม่พกร่มมา นี่ถ้ามีร่มนะป่านนี้กลับถึงห้องไปนานแล้ว

     ผมหันซ้ายหันขวา นอกจากผมแล้วแถวนี้ยังมีอีกสองสามคนที่กำลังรอฝนหยุดตกเหมือนกัน แต่ดูจากความแรงของฝนแล้วสิ่งที่ผมและคนอื่นๆ หวังไว้คงจะเป็นไปได้ยาก

     ผมนึกสังหรณ์ใจตั้งแต่กลางวันแล้วว่าฝนจะตก ตอนเรียนเสร็จผมเลยรีบบอกลาเพื่อนๆ เพื่อจะได้กลับคอนโดฯ ก่อนที่ฝนจะเทลงมา แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาออกจากตึกเลยฝนเม็ดแรกก็ตกลงมาแล้ว และหลังจากนั้นก็ตามมาอีกหลายร้อยเม็ดจนผมได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ ใต้ตึกมองดูสายฝนที่โปรยลงมาจากฟ้า

     ป่านนี้ไอ้โอห์มน่าจะอยู่กองซ้อมประกวดดาวเดือน ส่วนไอ้ไทน์เห็นว่าไปเล่นเกมกับเพื่อนต่างคณะ ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง แต่ระดับมันแล้วคงเอาตัวรอดได้สบายๆ ที่น่าเป็นห่วงก็คงจะมีแต่ผมนี่แหละ


     Rrrr~


     “ฮัลโหล” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย เป็นไอ้โอห์มที่โทรมา

     [กลับยัง]

     “ยัง ติดฝนอยู่ใต้ตึกเนี่ย”

     [กูว่าละ]

     “แล้วมึงอ่ะโทรมาทำไม จะไปส่งกูเหรอ”

     [กูมีรถที่ไหนล่ะ แค่จะชวนมาอยู่ด้วยกันก่อน แล้วพอฝนหยุดตกมึงก็ค่อยกลับ]

     ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน ไม่ใช่ว่ามันยุ่งอยู่หรอกเหรอ “มึงพูดเหมือนกูไปอยู่ด้วยได้อ่ะ”

     [ได้ดิ ไม่เห็นเป็นไรเลย มึงก็มานั่งเล่นฆ่าเวลาในห้องซ้อมไง เพาเวอร์แบงก์กูก็มีให้ยืม]

     “แล้วจะไม่รบกวนมึงเหรอวะ”

     [ไม่หรอก เหลือแค่ซ้อมเดินแนะนำตัวให้ไอ้เพลิงก็จะเสร็จแล้ว]

     ผมทำหน้าคิดหนักกับคำชวนของเพื่อนสนิท กำลังชั่งใจว่าระหว่างยืนรอฝนหยุดตรงนี้กับไปนั่งดูพวกดาวเดือนซ้อมเดินกันจะเลือกทางไหนดี แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจอะไรเสียงเข้มๆ ของใครอีกคนก็ดังขึ้นมาในสายซะก่อน

     [พี่โอห์ม! เนคไทผมหลุดอ่ะ เข็มขัดก็หลวมด้วย พี่มาช่วยผมหน่อย]

     [เรื่องแค่นั้นมึงทำเองก็ได้ป่ะวะ เป็นเด็กสามขวบหรือไงถึงติดเนคไทไม่เป็นอ่ะ]

     [ผมไม่มีกระจก กลัวทำเองแล้วมันเอียง เนี่ยรุ่นพี่เขาเร่งแล้ว เร็วดิพี่อย่ามัวแต่คุยโทรศัพท์]

     “มึงไปช่วยน้องเพลิงเถอะ ไม่ต้องห่วงกู เดี๋ยวฝนก็หยุดแล้ว” ผมโกหกเพื่อให้มันวางสายแล้วไปช่วยน้องแต่งตัว จากที่ตอนแรกลังเล แต่พอเห็นว่ามันกำลังยุ่งอยู่ผมก็ตัดสินใจได้ว่าไม่ไปรบกวนมันดีกว่า

     [จะไม่มาหากูจริงๆ เหรอ ฝนยังตกแรงอยู่เลยนะ]

     “เออน่ะ กูเอาตัวรอดได้ มึงรีบไปดูน้องเถอะ”

     [พี่โอห์ม! กางเกงผมจะหลุดแล้วนะ] เสียงน้องเพลิงเร่งเพื่อนผมดังขึ้นมาอีกรอบ ผมหลุดขำในขณะที่มันถอนหายใจเสียงดัง

     [เออๆ รู้แล้วๆ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ] ไอ้โอห์มตอบน้องกลับไปก่อนจะบอกลาผม [งั้นกูแล้วแต่มึงละกัน ดูแลตัวเองด้วย ไว้เจอกันพรุ่งนี้]

     “เจอกันมึง”

     มันวางสายไปแล้ว คาดว่าคงกำลังไปช่วยน้องแต่งตัว ผมเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า มองพายุฝนตรงหน้าแล้วถอนหายใจเหมือนไอ้โอห์มออกมา

     เดี๋ยวฝนก็หยุดอะไรกันล่ะ ตกหนักขนาดนี้คงอีกครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างต่ำนั่นแหละกว่าจะหยุดจริงๆ ผมยกมือมาเกาหัว นึกอยากเขกหัวตัวเองสักร้อยรอบโทษฐานที่ไม่เอาร่มมา

     โอ๊ยยย ไอ้คิมหันต์เครียดครับ!

     …หืม?

     จู่ๆ ก็มีร่มสีขาวลอยมาอยู่เหนือหัว ผมเงยหน้ามองอย่างงุนงงก่อนจะหันไปมองด้านหลัง และทันทีที่เห็นใบหน้าของเจ้าของร่มดวงตาผมก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ

     “…พี่นาวา?”

     เจ้าของชื่อมองผมนิ่งๆ ขณะที่ยังถือร่มค้ำหัวผมอยู่ ภาพที่ออกมาเลยเหมือนเราสองคนกำลังยืนมองตากัน ด้วยความที่ผมกับพี่นาวามีคนรู้จักอยู่ไม่น้อย คนที่อยู่บริเวณนี้ต่างก็มองมายังเราสองคนพร้อมกับซุบซิบกัน ผ่านไปสักพักผมถึงได้สติ รีบเบนสายตาหนีก่อนจะถามกลับไปเสียงเบา

     “มาอยู่ตรงนี้ได้ไงครับ”

     “กำลังซ้อมงานประกวดดาวเดือนแล้วขอมาเข้าห้องน้ำ เลยมาเจอเด็กติดฝนอยู่ตรงนี้”

     ผมรีบเงยหน้ามองคนตัวสูง ทำปากยื่นด้วยความโมโหหน่อยๆ “ผมไม่เด็กแล้วนะ อายุยี่สิบแล้ว และผมก็ไม่ได้ติดฝนด้วย แค่มายืนสูดกลิ่นฝนเฉยๆ ต่างหาก”

     “จะบอกว่าต่อให้ฝนไม่หยุดตกก็ไม่กลัว?”

     “แน่อยู่แล้วครับ ใครเขากลัวฝนกัน ไม่มี”

     พี่นาวาไม่ตอบอะไร แต่พยักเพยิดหน้าไปข้างนอกตึกที่ยังมีเม็ดฝนจำนวนมากตกลงมาราวกับจะท้าให้ผมวิ่งลุยฝนไป ผมหันไปมองแล้วก็แอบกลืนน้ำลาย สีหน้าอวดดีเมื่อครู่ตอนนี้หายไปหมดแล้ว

     …เกลียดไอ้นิสัยปากไวของตัวเองเหลือเกิน แต่แก้ยังไงก็ไม่หายซะที ผมล่ะเครียด

     “นิ่งทำไมล่ะ ไม่กลัวไม่ใช่เหรอ”

     ผมค่อยๆ หันมามองร่างสูง ยิ้มแฉ่งเพื่อกลบเกลื่อนคำพูดตัวเอง “พอมาคิดๆ ดูแล้วเนี่ย ถ้าผมเปียกฝนไปตอนนี้ผมก็จะมาเรียนไม่ได้ ถ้าผมมาเรียนไม่ได้ผมก็จะเรียนไม่จบ ถ้าผมเรียนไม่จบพ่อแม่ผมก็ต้องผิดหวัง…”

     ประโยคอันยืดยาวของผมค้างเติ่งไว้แค่นั้นเมื่อกระเป๋าที่ผมสะพายอยู่ถูกคนตรงหน้าแย่งไปถือ พี่นาวาเอากระเป๋าผมไปสะพายไว้ที่ไหล่ตัวเอง ผมเลยมองตามอย่างงงๆ แต่พอเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้นมาผมก็เข้าใจในทันที

     “จะไปส่ง”

     “ไม่ต้องก็ได้ครับ พี่ยังซ้อมไม่เสร็จไม่ใช่เหรอ ผมยืนรออีกแป๊บนึงเดี๋ยวฝนก็หยุดแล้ว”

     คนฟังเหลือบไปมองสายฝนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลงเลย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเหมือนไม่เชื่อคำพูดผม

     “จะไปส่ง” พี่นาวายังยืนยันคำเดิม

     “ไม่เป็นไรจริงๆ พี่ ผมบอกแล้วไงว่า…”

     “คิมหันต์” ชื่อตัวเองที่ถูกเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำทำเอาผมลืมไปสนิทว่าจะพูดอะไรต่อ พี่นาวาขยับเข้ามาใกล้ พูดประโยคเดิมทว่าฟังดูหนักแน่นกว่ามาก “พี่อยากไปส่งนาย”

     ผมฟังผิดไปหรือเปล่านะ ตอนแรกเขาพูดว่า ‘จะ’ ไม่ใช่ ‘อยาก’ ไม่ใช่เหรอ

     “แต่…พี่นาวาซ้อมอยู่…”

     “ส่งนายเสร็จแล้วค่อยกลับมาซ้อมต่อก็ได้ นายคิดว่าพี่อยากอยู่ซ้อมเต็มเวลานักหรือไง”

     “…”

     “ให้พี่ไปส่งนายเถอะ…เหมือนวันก่อนที่นายไปส่งพี่ไง”

     ผมเม้มปากเข้าหากันแน่น หลบดวงตาสีน้ำตาลด้วยการก้มมองเท้าตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็รับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ายังคงมองผมอยู่

     ตอนกลางวันดูเหมือนจะโกรธ แต่ตอนเย็นกลับมาเป็นห่วง พี่นาวาจะเอายังไงกันแน่เนี่ย ผมงงไปหมดแล้วนะ…

     ผมไขว้มือไว้ด้านหลัง ทำเป็นหันไปมองต้นไม้ที่อยู่แถวนั้น อ้อมแอ้มตอบกลับไปด้วยระดับเสียงเดียวกัน “…ถ้ากลับมาไม่ทันซ้อมผมไม่รู้ด้วยนะ”




















     พี่นาวาเป็นคนตัวสูง แถมยังตัวใหญ่กว่าผมมากๆ แต่ก็ไม่ถึงกับพวกนักเพาะกล้าม ใช้คำว่าร่างกายกำยำน่าจะเหมาะที่สุด

     ที่อธิบายสรีระของพี่เขาก็ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่จะบอกว่าตอนนี้เราสองคนเดินชิดกันมากๆ ไม่ต่างจากวันที่ผมไปส่งพี่นาวาเลย ร่มมันไม่ได้เล็ก แต่ตัวพี่นาวาต่างหากที่ใหญ่ นี่อีกนิดนึงพี่เขาก็แทบจะโอบไหล่ผมเดินได้แล้วนะ

     ผมอาศัยจังหวะที่อีกคนไม่รู้ตัวแอบหันไปมองเสี้ยวใบหน้าคมคาย ตลอดทางที่เดินมาพี่นาวาไม่พูดอะไรกับผมเลย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คอยกางร่มให้อย่างดี ผมจ้องอยู่สักพักก่อนจะเบนหน้าไปทางอื่นเมื่อคนตัวสูงหันมามอง ทำเป็นเดินดูรอบทางไปเรื่อยเพื่อไม่ให้โดนจับได้

     บรรยากาศตอนนี้…จะว่าไงดีล่ะ เหมือนจะปกติแต่มันก็ไม่ปกติซะทีเดียว

     ผมยังติดใจเรื่องเมื่อตอนกลางวันอยู่ แต่พอจะถามออกไปก็เกิดไม่กล้าขึ้นมาซะงั้น

     สายฝนยังเทลงมาไม่หยุด จากที่คิดไว้ว่าจะกลับไปตากผ้าคงต้องเปลี่ยนเป็นปั่นแห้งแทน ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีแต่กลุ่มเมฆสีเทาก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความเซ็ง

     “เป็นไร” จู่ๆ คนข้างตัวก็เอ่ยถามขึ้นมา ผมเลยหันไปมองแล้วยิ้มให้

     “เปล่าครับ แค่เซ็งที่วันนี้ตากผ้าไม่ได้”

     อีกฝ่ายไม่ตอบอะไร ผมเองก็ไม่พูดต่อเพราะไม่มีอะไรจะพูด เลยกลายเป็นว่าเราสองคนเงียบใส่กันอีกครั้ง แต่คราวนี้มันต่างจากทุกครั้งตรงที่ผมรู้สึกอึดอัด

     พี่นาวาจะเป็นเหมือนกันไหมนะ

     ไม่รู้ว่าตอนนี้ไอ้โอห์มจะเป็นยังไงบ้าง เห็นพักหลังๆ มานี้มันชอบบ่นว่าซ้อมดาวเดือนเหนื่อยสุดๆ ผมก็อยากไปช่วยมันนะ แต่ติดตรงที่ผมไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับงานประกวดดาวเดือนเลย กลัวว่าถ้าไปแล้วจะเป็นได้แค่ตัวเกะกะที่เอาแต่ยืนเก้ๆ กังๆ

     จริงสิ เห็นพี่นาวาบอกว่ากำลังซ้อมงานประกวดดาวเดือนอยู่เหมือนกันนี่นา…

     “พี่นาวา” ผมหันไปเรียกคนข้างๆ พลางยิ้มกว้าง

     “ว่าไง”

     “พี่ทำหน้าที่อะไรในงานประกวดดาวเดือนเหรอ”

     “อยากรู้ไปทำไม”

     “ผมแค่สงสัยเฉยๆ วันนี้เพื่อนผมมันก็ไปช่วยซ้อมให้เดือนคณะเราเหมือนกัน”

     “ถ้าแค่สงสัยเฉยๆ งั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่พี่ต้องตอบ”

     “โธ่ ตอบหน่อยเถอะพี่ ถ้าพี่ไม่ตอบคืนนี้ผมนอนไม่หลับจริงๆ ด้วย” ผมหยุดเดินแล้วขยับไปยืนขวางทาง พี่นาวาเลยต้องหยุดเดินตามไปด้วย “พี่ฟังนะ ถ้าผมนอนไม่หลับพรุ่งนี้ผมจะไปเรียนสาย ถ้าพรุ่งนี้ผมไปเรียนสายอาจารย์ก็จะหักคะแนน ถ้าผมโดนหักคะแนนเกรดผมก็จะแย่ ถ้าเกรดผมแย่พ่อกับแม่…”

     นิ้วอุ่นร้อนของคนตัวสูงเอื้อมมาแตะริมฝีปากผมที่กำลังพูดไม่หยุด ผมเงยหน้ามองกะพริบตาปริบๆ คำพูดที่กะจะใช้คลายความตึงเครียดตอนนี้อันตรธานหายไปจากหัวหมด

     “อาจารย์อยากให้พี่มาช่วยดูน้องๆ ตอนซ้อม แถมวันงานพี่ต้องขึ้นไปพูดด้วย วันนี้เลยต้องมานัดแนะกับพิธีกรถึงสิ่งที่ต้องพูดบนเวที”

     “…”

     “ถ้ารู้แล้วก็หยุดพูดเพ้อเจ้อได้แล้ว เข้าใจไหม…เจ้าเด็กบ๊อง”

     ร่างสูงค่อยๆ เลื่อนนิ้วออกไปหลังจากพูดจบ แต่ยังมองผมนิ่งๆ ไม่ยอมละสายตาไปไหน ผมสตันอยู่สักพักก่อนจะดึงสติกลับมาได้ ตอบอีกฝ่ายกลับไปด้วยเสียงที่เบาต่างจากปกติลิบลับ

     “ผม…ไม่ได้บ๊องซะหน่อย”

     พี่นาวาออกเดินต่อ ทำเหมือนไม่สนใจสิ่งที่ผมแย้งไปเลย ผมรีบเดินมาขนาบข้างคนตัวสูงเหมือนเดิม ไหล่ของเราสองคนชนกันนิดหน่อยเพราะพื้นที่ในร่มไม่ได้เยอะมาก

     ผมยกมือมาแตะปากตัวเองที่ยังมีสัมผัสอุ่นร้อนจากนิ้วอีกคนเหลืออยู่ ลูบไล้ไปมาเบาๆ ในหัวก็พยายามทำความเข้าใจความรู้สึกชั่ววูบที่ผุดขึ้นมาเมื่อครู่

     อุ่นชะมัดเลยแฮะ…นิ้วของพี่นาวาเนี่ย

     ใช้เวลาประมาณสิบนาทีเราสองคนก็มาหยุดอยู่หน้าคอนโดฯ ผม หลังจากเข้ามาอยู่ใต้ตึกเรียบร้อยแล้วพี่นาวาก็ยื่นกระเป๋าคืนมาให้ “คราวหลังถ้ากลับไม่ได้อีกก็โทรมาบอก นี่ถ้าพี่ไม่ผ่านไปเห็นนายก็คงต้องยืนให้ยุงกัดทั้งคืนสินะ”

     ไม่รู้ว่าคำพูดตรงหน้ามันคืออะไร ระหว่างคำบ่น คำบอกเล่า หรือคำแสดงความเป็นห่วง แต่ผมก็ได้แต่ยิ้มแห้งกลับไปเพราะเวลานี้คิดคำแก้ตัวไม่ออก พี่นาวามองผมนิ่งๆ สักพักแล้วหันหลังเดินออกไปจากตึก ในตอนนั้นเองที่รอยยิ้มของผมค่อยๆ หายไป

     ผมพูดได้ไม่เต็มปากหรอกว่าผมรู้จักพี่นาวาดีแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือถึงแม้วันนี้เขาจะทำดีกับผมเหมือนทุกๆ ครั้งที่เราเจอกัน…

     แต่พี่นาวาในวันนี้ต่างจากพี่นาวาในทุกๆ วัน

     “พี่นาวาครับ”

     ร่างสูงใหญ่หยุดนิ่งอยู่กับที่เมื่อเสื้อด้านหลังถูกผมดึงไว้หลวมๆ ผมเม้มปากเข้าหากันแน่น ก้มมองมือตัวเองที่กำชายเสื้อของอีกคนไว้แล้วค่อยๆ หายใจเข้า

     พี่นาวาหันกลับมามอง ใบหน้าคมคายนิ่งเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ เหมือนกำลังรอฟังว่าผมรั้งเขาไว้ทำไม ผมเองก็เงยหน้ามองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ เป็นเวลานานทีเดียวที่เราสองคนยืนมองตากันอยู่อย่างนั้น

     …สุดท้ายก็เป็นผมที่ทนสบตาด้วยไม่ไหว ต้องหลุบตาลงต่ำขณะที่เอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ “ขอถามอะไรอย่างนึงได้ไหมครับ”

     “ได้สิ”

     “พี่…โกรธผมอยู่ใช่ไหมครับ”

     คนฟังเลิกคิ้วขึ้น เหมือนนึกไม่ถึงว่าผมจะถามอะไรทำนองนี้ พี่นาวาขยับเข้ามาใกล้ผม ระยะห่างของเราเลยลดลงจนแทบไม่มีเหลือ “ทำไมถามแบบนี้ล่ะ”

     “วันนี้พี่ไม่ค่อยคุยกับผมเลย ไม่ยิ้มให้ผมเหมือนทุกครั้งด้วย ตอนแรกผมคิดว่าพี่โกรธที่ผมพาเพื่อนมากินข้าวด้วย แต่เอาเข้าจริงผมก็ไม่มั่นใจว่าพี่โกรธเรื่องอะไร ผมรู้แค่ว่า…พี่กำลังโกรธผม”

     “…”

     “ผมขอโทษนะครับ ถึงจะยังไม่รู้ว่าผิดอะไรแต่ผมก็อยากขอโทษ” ผมเงยหน้ามองพี่นาวาอีกครั้ง เอื้อมมือไปดึงมือหนามากุมไว้หลวมๆ “บอกได้ไหมว่าโกรธอะไรผมอยู่ หรือถ้าไม่อยากบอกจะตีหรือต่อยผมก็ได้ แต่ถ้าทำแล้วพี่ต้องหายโกรธผมนะ ผมไม่ชอบพี่นาวาตอนโกรธเลย…กลับมายิ้มให้ผมเหมือนเดิมได้ไหมครับ”

     ผมมองคนตรงหน้าด้วยสายตาอ้อนวอน ความรู้สึกในอกตอนนี้มีแต่ความกลัวเต็มไปหมด กลัวว่าพี่นาวาจะไม่หายโกรธ กลัวว่าพี่นาวาจะไม่ยิ้มให้อีก กลัวว่าพี่นาวาจะไม่ให้ไปกินข้าวด้วย กลัว…ถ้าผมจะไม่ได้รู้จักพี่นาวาให้มากกว่านี้

     นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เราสองคนยืนมองตากัน แต่พอพี่นาวาทำท่าจะดึงมือออกผมก็ตกใจแล้วหลับตาแน่นเพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะต่อยตามที่ผมแนะนำจริงๆ

     ผมทำใจรอรับแรงกระแทกที่แก้ม แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับกันผมหน้าม้าที่เปียกฝนจนแนบไปกับหน้าผากของผมกลับถูกคนตัวสูงเอื้อมมือมาเกลี่ยเล่น ก่อนที่มือนั้นจะเลื่อนลงมายังแก้มแล้วลูบไล้วนอยู่อย่างนั้น สัมผัสแผ่วเบาเหมือนที่ริมฝีปากทำให้ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองด้วยความงุนงง

     “เด็กบ๊อง”

     ผมขมวดคิ้วกับคำพูดของคนตรงหน้า รู้สึกงงที่จู่ๆ ก็โดนว่า “พี่ว่าผมบ๊องทำไมอ่ะ”

     “ก็นายมันบ๊องจริงๆ”

     “ผมไม่ได้บ๊องซะหน่อย นี่ผมกำลังขอโทษพี่อยู่นะ”

     “นั่นแหละที่เรียกว่าบ๊อง ก่อนจะขอโทษน่ะรอเขาตอบก่อนสิว่าเขาโกรธอยู่จริงๆ หรือเปล่า” พี่นาวาพูดจบก็เอามือออกไป มองผมนิ่งๆ แต่ในดวงตามีแววขบขัน

     “หมายความว่า…พี่ไม่ได้โกรธผมเหรอ”

     “อืม”

     “แล้วทำไมพอผมบอกว่าจะพาเพื่อนไปกินข้าวด้วยท่าทางพี่ถึงเปลี่ยนไปอ่ะ”

     ความขบขันในดวงตาสีน้ำตาลหายไปทันทีที่ผมพูดจบ ใบหน้าคมคายที่จ้องมองผมอยู่หม่นลงจนผมนึกว่าเผลอพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า

     “พี่นาวาครับ” ผมเอ่ยเรียกอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่เงียบ เจ้าของชื่อถอนหายใจ เบนสายตาไปมองทางอื่น

     “พี่แค่คิดว่านายอึดอัดที่ต้องนั่งกินข้าวกับพี่สองคน…จนต้องพาเพื่อนมานั่งด้วย”

     “…”

     “พี่ไม่เคยมีเพื่อน พี่ชวนใครคุยไม่เก่ง ถ้านายจะรู้สึกอึดอัดเพราะพี่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

     “…”

     “ปกติพี่ชอบนั่งกินข้าวคนเดียว แต่พอได้เจอนายพี่กลับอยากนั่งกินข้าวกับนายทุกวัน พี่ไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครมาก่อน และคิดว่ามันคงไม่มีทางเป็นกับคนอื่นที่ไม่ใช่นาย แต่พอเห็นนายอึดอัดพี่เลยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเอาแต่ใจ…”

     “…”

     “ขอโทษนะ”

     คำพูดมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากคนตัวสูงทำเอาผมพูดไม่ออกเพราะมีแต่เรื่องที่คาดไม่ถึง พี่นาวาหันมามองผม ในแววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เสียงฝนตกยังคงดังมาให้ได้ยินเป็นระยะ แต่มันกลับดังไม่เท่าเสียงหัวใจผมในตอนนี้

     วันนี้ผมคิดมากเรื่องพี่นาวาทั้งวัน เอาแต่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง แต่ตอนนี้ผมได้รู้แล้วว่าพี่นาวาเองก็กำลังคิดมากไม่ต่างกัน

     ทั้งที่พี่นาวาบอกว่าอยากนั่งกินข้าวกับผม ทั้งที่พี่นาวาพูดยืดยาวขนาดนี้ แต่บอกตรงๆ ว่าผมไม่ดีใจเลย…ไม่เลยสักนิด

     ผมไม่ได้อยากฟังพี่นาวาพูดพร้อมกับทำหน้าเศร้า ที่ผมต้องการน่ะ…คือรอยยิ้มของพี่นาวาที่มีค่ามากกว่าคำพูดนับร้อยต่างหาก

     ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาล ขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงให้มากขึ้น ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะแก้มของคนตรงหน้าเบาๆ แล้วระบายยิ้มออกมา “ก่อนจะขอโทษน่ะ รอเขาตอบก่อนสิครับว่าเขาอึดอัดอยู่จริงๆ หรือเปล่า”

     คนตัวสูงทำหน้างงเมื่อโดนย้อนด้วยประโยคของตัวเอง ผมอมยิ้ม ยื่นหน้าเข้าไปใกล้คางอีกฝ่าย

     “ถ้าผมอึดอัดจริงๆ ผมคงไม่มาหาพี่ตั้งแต่แรก ไม่โทรไปชวนพี่คุย ไม่ให้พี่เดินมาส่ง ทุกอย่างที่ผมทำมันคือความเต็มใจของผมทั้งนั้น"

     “…”

     “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ผมสบายใจนะเวลาที่อยู่กับพี่ แล้วกับคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ พี่คิดว่าผมจะกล้าอึดอัดใส่เขาได้ลงคอเหรอ”

     “…”

     “ไอ้ไทน์มันเป็นคนขอมานั่งกินข้าวด้วยตัวเอง ผมก็ไม่รู้ว่ามันอยากมาทำไม แต่ผมไม่ได้พามันมาเพราะอึดอัดแน่นอน ดังนั้นพี่ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกนะครับ”

     “…”

     “ผมดีใจนะที่พี่บอกว่าอยากนั่งกินข้าวกับผม ผมเองก็อยากนั่งกินข้าวกับพี่ทุกวันเหมือนกัน แต่ผมจะดีใจมากกว่านี้ถ้าพี่พูดแล้วยิ้มให้ผม…ไม่ใช่ทำหน้าเศร้าเหมือนอย่างในตอนนี้”

     ผมยืดแก้มเบาๆ หลังพูดจบเพื่อให้ใบหน้าคมคายยกยิ้ม สายตาของเราสอดประสานกันในทุกๆ คำพูดของผม พี่นาวายังคงจ้องผมไม่วางตา ไม่ได้ดึงมือผมออกแต่อย่างใด แต่กลับมองมานิ่งๆ เหมือนกำลังอึ้งกับสิ่งที่ผมพูด

     “ที่พูดมาทั้งหมดนั่นน่ะ…ไม่ได้โกหกใช่ไหม”

     “ผมจะโกหกทำไมล่ะ หน้าผมออกจะคนดีขนาดนี้” ผมแกล้งทำหน้างอนยื่นปากใส่คนตัวสูง พี่นาวามองผมนิ่งๆ…ก่อนจะยิ้มออกมาในที่สุด

     เดี๋ยวนะ ผมไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม

     “พี่นาวา…กำลังยิ้มเหรอครับ”

     “ก็อยากเห็นพี่ยิ้มไม่ใช่เหรอ” ว่าจบคนตัวสูงก็ยิ้มกว้างขึ้นอีก พาให้ผมยิ้มตามไปด้วย

     “พี่ยิ้มแล้ว! พี่นาวายิ้มแล้วจริงๆ ด้วย!”

     “ดีใจขนาดนั้นเลย?”

     “ก็วันนี้ผมเพิ่งเห็นพี่ยิ้มนี่ครับ รู้ไหมว่าตอนแรกผมโคตรกลัวเลย นึกว่าจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มพี่แล้วซะอีก”

     พี่นาวายกมือมาทับมือผมที่วางอยู่บนแก้มตัวเอง มือหนาลูบไล้หลังมือผมไปมาอยู่อย่างนั้น “ถ้าอยากเห็นพี่ยิ้มบ่อยๆ ก็มาหาพี่บ่อยๆ สิ”

     ทั้งสัมผัสแผ่วเบาบริเวณหลังมือ รวมถึงสายตาที่คนตรงหน้ามองมา ทุกๆ อย่างมันทำให้ผมทำตัวไม่ถูกขึ้นมากะทันหัน จะดึงมือออกคนตัวสูงก็ไม่ยอมปล่อย

     เอ่อ…ผมว่ามันชักจะแปลกๆ แล้วนะ

     “พี่นาวาครับ ปล่อยมือได้แล้ว”

     “ไม่ปล่อย”

     “แต่คนอื่นเขาเริ่มมองแล้วนะครับ”

     “ให้เขามองไปสิ”

     จะไปทำแบบนั้นได้ไงล่ะครับพี่!

     “พี่ต้องรีบกลับไปซ้อมงานดาวเดือนต่อไม่ใช่เหรอ”

     “ไม่อยากกลับ อยากอยู่กับนาย”

     “เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้เจอกันที่มหา'ลัยแล้ว วันนี้พี่กลับไปซ้อมก่อนเถอะครับ”

     คนตัวสูงกุมมือผมไว้สักพักก่อนจะยอมปล่อยให้เป็นอิสระ ผมดึงมือมากุมไว้ด้านหน้า หลุบตามองต่ำเพราะจู่ๆ ก็เกิดไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายขึ้นมา

     “ยังไม่ตอบตกลงเลย”

     “ตกลงอะไรครับ”

     “มาหาพี่บ่อยๆ นะ” คนตัวสูงขยับเข้ามาใกล้อีก ผมเลยต้องเขยิบถอยหลังเพราะไม่อย่างนั้นมันจะชิดเกินไป

     “ผมไม่รู้ตารางเรียนพี่ แถมบางวันเราอาจจะว่างไม่ตรงกันอีก”

     “มีทั้งเบอร์ทั้งไลน์ เดี๋ยวพี่ทักไปถามนายทุกเช้าก็ได้ วันไหนว่างตรงกันก็มาอยู่ด้วยกัน หรือแค่นั่งกินข้าวด้วยกันก็ยังดี”

     “แต่ว่า…”

     “นะครับ”

     ผมเงยหน้ามองร่างสูง ตอนนี้พี่นาวาไม่ทำหน้านิ่งแล้ว แต่ใบหน้าคมคายกลับหงิกงอนิดหน่อยเหมือนเด็กน้อยที่กำลังรบเร้าให้ผู้ปกครองซื้อของเล่น

     พี่นาวา…ทำหน้าแบบนี้เป็นด้วยเหรอ

     “ว่าไงครับคิมหันต์ พี่ต้องกลับไปซ้อมแล้วนะ รีบตอบมาเร็ว”

     ทีตอนนี้ล่ะมาเร่ง แล้วเมื่อกี้ใครกันที่ดื้อจะไม่กลับไปซ้อมน่ะฮะ!?

     “…แล้วถ้าวันไหนผมไปหาพี่ไม่ได้ล่ะ”

     “แค่โทรคุยกันก็ได้ พี่เองก็ไม่ได้ว่างตลอด บางวันต้องไปหาลูกค้าทั้งวันก็มี”

     ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่แววตาของพี่นาวาเหมือนกำลังอ้อนผมอยู่เลย จู่ๆ ผมก็รู้สึกร้อนที่แก้ม ยิ่งสบตากับคนตรงหน้าความร้อนบนแก้มก็ยิ่งเพิ่มขึ้น สุดท้ายผมเลยต้องละสายตาลงมามองอกพี่นาวาแทน

     เอาเถอะ ไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธอยู่แล้วนี่นะ ใช่ว่าคนที่อยากอยู่ด้วยจะมีแค่พี่นาวาซะที่ไหน

     ผมก้มมองเท้าตัวเอง ตอบกลับไปด้วยเสียงที่เบาจนแทบจะเป็นกระซิบ เรียกรอยยิ้มจากคนตัวสูงให้กว้างขึ้นกว่าเดิม “เอางั้นก็ได้ครับ ผมไม่ได้ติดขัดอะไร ขอแค่ได้เห็นพี่นาวายิ้ม...ผมก็พอใจแล้ว”



















     TBC


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-11-2020 21:04:19 โดย Cloverberry »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด