#แสงเหนือของผม โดย นายบังเอิญ EP.2
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: #แสงเหนือของผม โดย นายบังเอิญ EP.2  (อ่าน 114 ครั้ง)

ออฟไลน์ นายบังเอิญ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

#แสงเหนือของผม

     สวัสดีครับ นี่เป็นครั้งแรกของนิยายเรื่องแรกของผมเลยก็ว่าได้ ขออนุญาตแนะนำตัวเองในนามว่า 'นายบังเอิญ' แล้วกันนะครับ ก็หวังว่าทุทุกท่านจะเพลิดเพลินกับเรื่องราวนี้ไม่มากก็น้อย เชิญอ่านเลยครับ ^^...

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-05-2020 20:00:10 โดย นายบังเอิญ »

ออฟไลน์ นายบังเอิญ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
#แสงเหนือของผม EP.1

   คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่เราแค่อยากจะบอกว่า 'แสงเหนือ' ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่จะต้องไปถึงขั้วโลกเหนือเพื่อชมสิ่งมหัศจรรย์อันสวยงามนั้น มันไม่จำเป็นแล้ว เพราะมีผู้ชายคนหนึ่ง เขาได้คว้า 'แสงเหนือ' มาเป็นของส่วนตัว และที่สำคัญ แสงเหนือนี้ ยังได้นำทางเขาไปสู่ความดีงามที่สมควรจะได้พบเจอ แสงเหนือที่ปรับเปลี่ยนเขา ให้มองชีวิตตัวเองอย่างมีคุณค่ามากขึ้น มองโลกในแง่ที่ไม่เลวร้ายจนเกินไป และที่สำคัญ ทำให้เขารู้จักการให้… โดยเฉพาะหัวใจและความรัก

     
     ที่มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังอันดับต้นๆของประเทศ ที่ว่ากันว่าสอบเข้ายากพอสมควร มีรถหรูหนึ่งคันซึ่งสะดุดตาใครหลายคนที่เดินผ่านไปมา เพราะมันเป็นรุ่นล่าสุดที่เพิ่งออกจำหน่ายได้ไม่ถึงเดือนดี จอดลงข้างหน้าคณะเศรษฐศาสตร์ ประตูฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าเปิดออกมา ให้เห็นชายคนหนึ่ง รูปร่างโปร่ง สูงพอมาตรฐานชายไทย ลงมาจากรถ พร้อมกับกระเป๋าสะพายหลัง และเสียงของคนขับก็เรียกให้หันไปหา
     
     "แล้วตอนเที่ยงกูจะมารับมึงไปกินข้าวนะ"
   
     "จ้าๆ ไปละนะ " ชายร่างโปร่งกล่าวลาพร้อมกับยิ้มให้และโบกมือให้คนขับ ทำเอาหลายคนที่เห็นมองด้วยความเอ็นดู โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนของ 'แสงเหนือ' ที่มานั่งรอเจ้าตัวได้ไม่นานก็ทักขึ้น
     

     "แหมๆ มาส่งกันทุกเช้าเลยเชียวนะ แกไม่เบื่อบ้างไงวะ" 'หนิง' หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มทักขึ้น ในขณะที่ทั้งจอร์จและไก่ ชายหนุ่มอีกสองพลอยเออออเห็นด้วย
     
     "ก็ไม่หนิ ดีแล้วที่มาสั่ง อย่างน้อยก็กันคนที่จะมาจีบไปเรื่อยได้" แสงเหนือรับคำอย่างไม่ซีเรียส
     
     "อ่อ มึงคงหมายถึงพี่ตุ้ยปีสามใช่มะ กูละเห็นใจพี่แกจริงๆ ตามจีบมาตั้งนาน ยังไม่รู้เล้ยว่ามึงมีแฟนแล้ว" ไก่ว่าขึ้นมาอย่างเห็นใจรุ่นพี่คนนั้นหน่อยๆ เพราะว่าเป็นพี่รหัสของตนด้วย
   
   "นั้นดิวะ หรือแกอาจจะรู้แต่ทำเป็นไม่รู้ก็ได้นะเว้ย" จอร์จขัดขึ้นมาอย่างเบาๆ เพราะว่าตนก็รู้จักชายหนุ่มรุ่นพี่คนนี้พอสมควร ที่กล้าหาญมาจีบเพื่อนคนนี้ ทั้งที่มีแฟนอยู่แล้ว
     
     "เฮ้อ เมื่อไหร่พี่แกจะเลิกตามตื้อเราสักทีนะ รำคาญว่ะ อุตส่าห์บอกไปตั้งแต่แรกละว่ามีแฟนแล้วๆ บอกเป็นล้านหนมั้ง มิได้นำพา" แสงเหนือบ่นออกมา ทำเอาเพื่อนเขาทั้งสามคนหัวเราะกันใหญ่ เนื่องด้วยพวกเขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่รับน้องแล้ว ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งสนิทสนมกัน จนพูดคุยเรื่องราวส่วนตัวได้ และที่สำคัญ เรื่องราวความรักของแสงเหนือ ที่ทำเอาหลายคน โดนเฉพาะหนิงอิจฉาตาร้อนกันไปใหญ่
     
     แสงเหนือนึกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกแปลกใจกับตนเองอยู่ ที่ไม่เคยคาดคิดเหมือนกัน ว่าเขาจะได้มีความรักกับผู้ชายคนนั้น ใช่ มันคือสิ่งที่แทบคาดไม่ถึงเลยล่ะ...

5 ปีที่แล้ว
     
     "สวัสดีค่ะผู้โดยสารทุกท่าน ขณะนี้ รถบัสของเราได้เดินทางมาถึงขนส่งจังหวัดน่านแล้ว ขอให้ผู้โดยสารทุกท่าน เตรียมสัมภาระของตนเอง และอย่าลืมแท๊กของท่าน เพื่อรับกระเป๋าโดยสารของตนเอง ขอบคุณค่ะ"

     ผมที่กำลังนั่งดูวิวด้วยความรู้สึกหลายหลาย ทั้งตื่นเต้น กังวลใจ ประหลาดใจ และอีกมากมายที่ผมก็เล่าไม่ถูก ก็ละสายตาแล้วก้มมองดูกระเป๋าตัวเองที่นั่งกอดมาตั้งแต่กรุงเทพ จนตอนนี้ ที่เดินทางมาถึงจังหวัดน่านแล้ว เพื่อเช็คว่าแท็คนั้นยังห้อยอยู่ดี แล้วจึงเตรียมตัวและรอให้รถทัวร์จอดถึงขนส่งอย่างดี

     อ้อ ผมขออนุญาตแนะนำตัวเองหน่อยดีกว่า ผม ด.ช.แสงเหนือ รุ่งโรจน์บุญครับ จะเรียกว่าแสงเหนือตามชื่อจริง หรือ 'หนูนิด' ชื่อเล่นที่แม่ผมตั้งให้ก็ได้ แต่ถ้าให้ดี เรียกชื่อจริงดีกว่า แฮ่ๆ และนี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเด็กอายุ 15 ย่าง 16 ปีอย่างผมเลยก็ว่าได้ เพราะมันคือการที่ผมจะต้องเปลี่ยนจากการเป็นเด็กกรุงเทพ ใช้ชีวิตในแสงสีเสียงมากมาย มาสู่จังหวัดที่เรียกได้ว่า สงบเงียบ ผ่อนคลาย แทบจะเป็นจังหวัดทางผ่านเลยก็ว่าได้ นั้นคือจังหวัดน่านนั้นเอง ส่วนสาเหตุที่ต้องย้ายมาอยู่ที่นี่หน่ะหรอครับ เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟังนะ แต่ตอนนี้ ผมลงมาข้างล่างแล้ว บิดตัวให้คลายความเมื่อยลง เนื่องจากนั่งรถทัวร์มาเป็นเวลานานมาก ตั้ง 10 ชั่วโมงแหนะ กำลังรอกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบ จากนั้นก็รอไม่นานนัก มีคุณลุงคนนึง เดินมาทางผมแล้วทักขึ้น

     "ใช่คุณหนูแสงเหนือมั้ยครับ" ลุงทักผมขึ้นมาซะอายเลย โดยเฉพาะคำว่า 'คุณหนู' นี่แหละ ทำเอาหลายคนในแถวนั้นหันมามองด้วยความสนใจทีเดียว

     "อ่าใช่ครับ"

     "อ้อ ผมเป็นคนขับรถของพ่อเลี้ยงศุภวงศ์นะครับ มาตามที่คุณกาญจนาสั่งไว้" คุณกาญจนาที่ว่านี่ แม่ผมเองแหละครับ แม่แท้ๆเลย แต่พ่อเลี้ยงศุภวงศ์ ไม่ใช่พ่อแท้ๆหรอกครับ แต่เป็นสามีใหม่ของแม่เอง มาถึงตรงนี้ คงอยากรู้แล้วใช่ไหมครับ ว่าพ่อแท้ๆผมละ อยู่ไหน จะเล่าให้ฟังแต่แรกเลยก็ได้

     จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ผมอาศัยอยู่กับพ่อและแม่แท้ๆของผมมาตลอดครับ จนมาช่วงหนึ่งตอนอยู่ป.2 ได้ แม่ผมก็เดินเข้ามาบอกว่า

     'แม่คงต้องไปอยู่ที่น่านแล้วนะลูก'

     'ไปทำไมครับแม่ แล้วมันอยู่ที่ไหนหรอครับ ผมไปด้วยได้มั้ย' ผมในตอนนั้นที่ถามตามประสาเด็กขี้สงสัย

     'เหนือไปด้วยไม่ได้หรอกจ่ะ เหนือยังต้องเรียนหนังสืออยู่ที่นี่นะ ทำตัวเป็นเด็กดีกับพ่อไว้นะลูก แต่แม่สัญญาว่า แม่จะมาหาเหนือทุกๆเดือนนะลูก'

     หลังจากการถามตอบนี้ ทั้งพ่อและแม่ก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก ผมก็ยังคงสงสัยไม่หาย แม้กระทั่งวันที่แม่ขนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่หลายใบออกจากบ้าน แล้วขึ้นรถแท๊กซี่สีเขียวเหลืองไป ผมยังคิดแค่ว่า แม่จะกลับมาหาผมทุกเดือน แต่จนผ่านไปได้หลายปีแล้ว ผมที่กำลังเรียนมัธยมต้นอยู่ พอจะรับรู้เรื่องราวอะไรได้บ้าง ทำให้รู้ว่า พ่อกับแม่ หย่ากันโดยสมบูรณ์ทางกฏหมายแล้ว

     ไม่รู้สิ ผมแค่ตกใจเท่านั้นแหละ แต่ก็ไม่ได้ว่าถึงกับรู้สึกโลกสั่นสะท้านอะไรนัก เพราะว่าทั้งพ่อและแม่ก็ทำหน้าที่การผู้ปกครองให้ผมโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะแม่ ที่สัญญากับผมไว้อย่างไร เขาก็ทำอย่างนั้นทุกเดือน ด้วยการลงมาหาผมจากน่านในทุกๆหนึ่งถึงสองอาทิตย์ของทุกเดือน แต่ก็จะมีช่วงหนึ่งที่แม่ไม่ค่อยได้ลงมา แต่ยังโทรศัพท์มาถามไถ่ข่าวคราว โดยเฉพาะเรื่องการเรียน แม่ผมเธอค่อนข้างซีเรียสเรื่องนี้พอสมควรครับ แต่ไม่ใช่ในแง่การบังคับว่าเมื่อเข้ามัธยมแล้วต้องเรียนสายนี้ เข้ามหาลัยต้องต่อคณะนี้หรอกนะครับ

     'จำไว้นะเหนือ แม้วันหนึ่งที่เราไม่มีสมบัติภายนอกอะไรเหลือแล้ว แต่ถ้าเรายังมีความรู้จากการเรียนหนังสือเป็นสมบัติส่วนตัว เราก็ไม่อดตายหรอกนะ' แม่เคยกล่าวอย่างนี้ไว้กับผม

     ชีวิตของผม ก็ยังดำเนินในรูปแบบนี้มาเรื่อยๆ จนมาถึงวันหนึ่ง ที่เป็นจุดพลิกผันในชีวิต คือวันที่พ่อเรียกผมมานั่งคุยที่โซฟาห้องนั่งเล่น ด้วยท่าทางที่แลดูขรึมไปกว่าเดิม

     'จบมอสามแล้ว เหนือต้องไปอยู่กับแม่ที่น่านนะ'

     สิ้นประโยคนั้น ทั้งบ้านเงียบลงเหมือนใครลดวอลุ่มเสียงลง ผมที่นิ่งไปนานเอ่ยขึ้นถาม

     'ปะ...ไปทำไมอ่ะพ่อ แล้วพ่อล่ะ?'

     'พ่อ…. ฮึกๆๆ' พ่อยังไม่ทันจะตอบอะไร พ่อจะสะอื้นเหมือนจะร้องไห้ออกมา ผมตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องรีบปลอบพ่อยกใหญ่ จนกระทั่งพ่อให้ขึ้นไปอยู่บนห้องก่อน แล้วจะค่อยคุยด้วยอีกที ผมจึงทำตามคำสั่งนั้นอย่างว่าง่าย แต่ก็ยังรู้สึกใจเสีย เพราะรู้แค่ว่า มันต้องมีอะไรสักอย่างแน่นอน จนแล้วจนเล่า พ่อก็ยังไม่บอกอะไรผมเหมือนเดิม กระทั่งหนึ่งอาทิตย์ให้หลัง ผมสอบปลายภาคของเทอมสองเรียบร้อยแล้ว แค่รอรับเกรดและใบวุฒิ ม.3 เท่านั้น ก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งเป็นเบอร์แปลก

     'สวัสดีครับ นั้นใช่น้องแสงเหนือหรือเปล่า'

     'อ่อใช่ครับ ผมแสงเหนือกำลังพูดครับ'

     'นี่หมอพร้อมพัฒน์โทรจากโรงพยาบาล… นะ มาหาหมอหน่อยนะ มีเรื่องจะคุยเกี่ยวกับพ่อเราหน่ะ'

     ผมเพิ่งเข้าใจคำว่าตัวชาวาบก็วันนั้นเลย ทำไมจะต้องให้ไปที่โรงพยาบาลล่ะ แถมยังเกี่ยวกับพ่อผมอีกหรอ มันชักจะไม่ดีแล้วสิ หรือเกี่ยวกับเรื่องวันนั้นที่พ่อจะบอกให้ฟังหรือเปล่า คิดได้ดังนั้น จึงรีบหยิบโทรศัพท์และกระเป๋าตังค์ เรียกแท็กซี่ไปที่โรงพยาบาลเพื่อให้เร็วที่สุด

     หลังหมดการสนทนากับหมอแล้ว ผมเหมือนเดินโดยไม่รู้สึกอะไรที่อยู่รอบข้างเลย พูดง่ายๆคือเหมือนกำลังลอยอยู่ และกำลังตรงไปยังห้องพักผู้ป่วยของพ่อ ด้วยคำพูดของคุณหมอที่วนเวียนในหัวไม่จางหาย

     'พ่อหนูป่วยเป็นภูมิแพ้ตัวเองนะ'

     ทำไมพ่อไม่เคยบอกเรื่องนี้เลย ผมรับมือแทบไม่ทัน ผมคิดได้แค่ ทำไมต้องเป็นกับพ่อเราด้วยละ คิดโดยก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม จริงๆผมควรเอะใจตั้งแต่หนึ่งอาทิตย์ที่อยู่พ่อก็ไม่กลับมาบ้าน เขาบอกเพียงจะไปค้างที่โรงแรมแถวที่ทำงาน เนื่องจากงานโอทีมีเยอะขึ้น จนมาถึงหน้าประตูห้องพ่อ มือที่จับลูกบิดรู้สึกเย็นเฉียบขึ้นมาโดยฉับพลัน เพราะผมก็ไม่รู้ว่า เข้าไปแล้ว จะต้องเจอกับพ่อตัวเองในสภาพไหน พ่อที่อารมณ์แจ่มใสอยู่ตลอด แต่ถ้าเกิดอาการป่วยขึ้นมาบ้างละ จะยังคงเหมือนเดิมหรือเปล่า โชคดีที่จังหวะนั้น พ่อกำลังหลับพอดี ผมจึงนั่งลงตรงโซฟาข้างๆเตียงผู้ป่วย ผมมองพ่อที่กำลังนอนอยู่ด้วยความรู้สึกน้อยอกน้อยใจ ทำไมพ่อไม่บอกกันสักคำเลยนะ อย่างน้อยเหนือจะได้ช่วยอะไรบ้าง รับฟังความทุกข์ของพ่อก็ยังดี ไม่ใช่เก็บไว้อยู่คนเดียว แล้วต้องมานั่งทุกข์ใจกับตัวเองตลอดเวลา

     เวลาผ่านไปได้สักพัก พ่อก็ตื่นขึ้นมาเห็นผมพอดีและกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบ้างอย่าง ผมจึงเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน

     'ทำไมพ่อไม่เคยบอกอะไรเลยครับ'

     'ไม่ลูก… ลูกคงคิดว่าตัวเองไม่ได้ช่วยอะไรพ่อใช่ไหม ไม่เลยๆ แค่ลูกเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนให้พ่อเห็น พ่อก็สบายใจแล้ว' พ่อเอ่ยไปพลางน้ำตาก็รื้นออกมา ทำให้ผมยิ่งไม่สบายใจ จึงลุกขึ้นจากโซฟา แล้วเดินไปกอดพ่อ เรากอดกันอยู่อย่างนั้น โดยมีเพียงเสียงร้องไห้ของทั้งผมและพ่อผสมกัน…

     ผมคิดย้อนเรื่องราวในอดีตไปพลาง ระหว่างที่กำลังนั่งรถบีเอ็มรุ่นล่าสุด ที่ดูจะโดดเด่นสุดแล้วเมื่อมันขับอยู่ในตัวจังหวัดน่าน ผมที่นั่งอยู่ตอนหลัง ทั้งๆที่ตอนแรกจะนั่งหน้าด้วย แต่คุณลุงไม่ยอม แกบอกว่า กลัวจะโดนพ่อเลี้ยงว่าเอา ขณะที่กำลังมองวิวนอกหน้าต่าง ดูบ้านเมืองที่ผมจะต้องอยู่อาศัยนับจากนี้ต่อไป คุณลุงคนขับที่ภายหลังผมมาทราบชื่อว่า 'ลุงชัย' ทักขึ้นมาอย่างเบาๆ

     "ตื่นเต้นมั้ยครับที่จะมาอยู่ที่นี่ อยู่แรกๆคงจะแปลกที่ทางไปหน่อย ลุงเข้าใจดีครับ น่านมันไม่ค่อยมีอะไรทันสมัยเหมือนกรุงเทพแหละเนอะ ฮ่าๆ"

     ลุงชัยเอ่ยขึ้นมา ซึ่งผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เพราะมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆแหละ ผมใช้ชีวิตที่มีความสะดวกสบายอย่างในกรุงเทพมาตลอด จนกระทั่งที่ผมต้องมาอยู่ที่นี่ ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็นยังไง เอาง่ายๆ รถโดยสารสาธารณะก็แทบจะหายากแล้วครับ จะมีก็แค่แท๊กซี่ที่ต้องโทรเรียกเท่านั้น แถมบางคันก็ไม่มีมิเตอร์อีก นั้นแสดงว่า เสี่ยงต่อการถูกโกงค่าโดยสารมาก!

     "ก็ตื่นเต้นแหละครับ เอ่อ ลุงครับ ผมเรื่องอยากจะรบกวนลุงชัยจะได้มั้ยครับ"

     "อ้อ ว่ามาเลยครับคุณหนู"

     "นี่แหละครับเรื่องที่จะรบกวน อยากให้ลุงเลิกเรียกผมว่าคุณหนูจะได้มั้ยครับ ผมไม่ชินเลย เรียกผมแสงเหนือธรรมดาๆดีกว่านะครับ"

     "อ้าว เป็นงั้นไป ก็คุณหนู… เอ้ย คุณแสงเหนือเป็นลูกคุณกาญจนานิครับ ผมก็ต้องเรียกอย่างนั้น เหมือนลูกพ่อเลี้ยงศุภวงศ์หน่ะครับ"

     "นะครับๆ ถือว่าผมขอแล้วกันครับ ผมไม่อยากให้เรียกอย่างนั้นเลย"

     ที่พูดนี่เพื่อไม่ได้เอาใจหรอกนะครับ แต่ผมแค่คิดอย่างนั้นจริงๆ ผมก็คนธรรมดาๆทั่วไปนี่แหละครับ กินข้าวแกงข้างทาง เดินเท้าเหมือนคนทั่วไป ไม่ใช่ลูกเศรษฐีหรือลูกในตระกูลผู้ดีที่จะต้องมาเรียกอย่างนั้น พ่อผมสอนมาว่า ถึงเราจะมีหน้าที่หรือฐานะอย่างไร เราก็ควรปฏิบัติต่อคนอื่นให้เทียมเท่าเสมอกัน แม้ว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะสูงหรือต่ำกว่าเราก็ตาม

     ลุงชัยที่ได้ยินเช่นนั้น จึงรับคำด้วยสีหน้ายิ้มแย้นด้วยความเอ็นดูในตัว 'คุณหนู' เอ้ย 'แสงเหนือ'

     หลังจากก็เป็นถามไถ่เรื่องราวทั่วไป โดยคำถามส่วนใหญ่จะมาจากผม ถามเรื่องเกี่ยวกับตัวจังหวัด โดยเฉพาะตัวเมืองนี้ เผื่อผมจะอย่างมาเที่ยวบ้าง เพราะเขาว่ากันว่า มีวัดที่สวยงาม มีร้านกาแฟสวยๆน่านั่ง

     นั่งรถมาได้เกือบยี่สิบนาที รถบีเอ็มดับบลิวสีน้ำเงิน ก็มาถึงเรือนครึ่งไม้ครึ่งปูนหลังเด่นกว่าบ้านของชาวบ้านในละแวกนั้นแล้ว

     New chapter ของชีวิตผม กำลังจะได้เริ่มขึ้นจริงๆแล้วสินะ ขอให้โชคดีแล้วกันตัวเรา…

TBC
   
         
     
     

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2023
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
ดีแล้วที่ไม่ไปให้ความหวังพี่เขา

ออฟไลน์ Keane

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 250
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +148/-0

ออฟไลน์ นายบังเอิญ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
#แสงเหนือของผม EP.2

    เมื่อได้เข้ามาในตัวบ้านแล้ว ก็พบว่า มันดูเรียบง่าย แต่มีสไตล์ บ่งบอกถึงรสนิยมที่ดีของเจ้าของบ้าน เฟอร์นิเจอร์ที่มีไม่มากเกินความจำเป็น ที่จัดได้เข้าที่เข้าทาง และดูไม่พยายามแต่งให้มันเกินงาม เพื่ออวดร่ำอวดรวยอย่างบ้านเศรษฐีทั่วไป ทำให้ผมอดชื่นชมไม่ได้ในใจ และคงจะดูได้นานกว่านี้ ถ้าเกิดแม่ไม่ลงมาจากชั้นบนของบ้านเสียก่อน
     
     แม่ผม หรือที่ลุงชัยเรียกว่า 'คุณกาญจนา' ยังเป็นผู้หญิงในวัยปลายสี่สิบ ที่ดูแลตัวเองอย่างดีเสมอ เค้าความงามที่บอกได้ดีว่าสมัยสาวๆคงสวยไม่แพ้ดาราหรือนางงามเลย ผมที่พอเห็นแม่แล้ว ดีใจจนรีบวางกระเป๋าสะพายคู่ใจแทบไม่ทัน เดินไปกอดแม่ด้วยความคิดถึงบวกตื่นเต้น

     "ว่าไงจ๊ะเหนือ มาถึงก็อ้อนเชียวนะเรา"
     
     "ก็เหนือคิดถึงแม่นี่ อยากมาอยู่กับแม่เร็วๆแล้ว"
   
     "จ้าๆ แม่ก็คิดถึงเหนือเหมือนกันนะ แล้วยังไงล่ะเรา ไม่ยอมนั่งเครื่องบิน จะนั่งรถทัวร์อย่างเดียว" แม่ว่าอย่างไม่จริงจังนัก เพราะก่อนหน้าแม่เสนอให้ผมนั่งเครื่องบินดีกว่า ซึ่งราคามันถูกพอๆกับรถทัวร์เที่ยวหนึ่งเลย แต่ผมก็ยังขอเลือกอย่างหลังแทน ด้วยเหตุผลที่ฟังแล้วไม่เข้าท่า

     "ก็เหนือกลัวอ่า แหะๆ" คำตอบของผมเรียกรอยยิ้มอย่างเอ็นดูจากแม่ได้ ก่อนที่จะให้ผมไปอาบน้ำและกำชับให้ลงมากินข้าวให้เรียบร้อย

     หลังจากผมทำธุระส่วนตัว เก็บข้าวของ เสื้อผ้าต่างๆจากกระเป๋าที่มีคนใช้ยกขึ้นมาให้ก่อนหน้า ในห้องนอนแขกที่แม่เตรียมไว้แล้ว ก็ลงมาที่ข้างล่าง และเดินตรงไปยังโต๊ะกินข้าวใหญ่ ที่นอกจากจะมีแม่แล้ว ตอนนี้ยังมีเจ้าของบ้านตัวจริงนั่งอยู่หัวโต๊ะ และพร้อมกันนั้น ก็มีชายอีกคน นั่งทางซ้ายมือของพ่อเลี้ยง ลูกชายอีกคนของเขา ซึ่งอายุมากกว่าผมประมาณ 2-3 ปีได้

     "อ้าว พ่อเลี้ยง พี่คูณ สวัสดีครับ" ผมว่าพลางยกมืิอไหว้อย่างงามๆ ชายทั้งสองก็ไหว้รับด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส
 
     "เออๆว่าไงเรา เดินทางมาเหนื่อยมั้ย มาๆกินข้าว" 'พ่อเลี้ยงศุภวงศ์' เอ่ยทักขึ้นมา แล้วจึงสั่งให้เด็กรับใช้แถวนั้น ตักข้าวให้ผมจานใหม่ ที่นั่งลงแล้วข้างๆแม่นั้นเอง

     "แล้วลุงเคยบอกแล้วใช่มั้ย อย่าเรียกลุงว่าพ่อเลี้ยงเลย พ่อเลี้ยงหน่ะให้คนอื่นเรียก แต่กับพวกเราในบ้าน เรียกว่าลุงสุขเถอะ" พ่อเลี้ยง เอ้ย คุณลุงว่าขึ้นอีกครั้ง ซึ่งผมก็รู้สึกขัดเขินอยู่ในตอนแรก แต่พอหลังๆที่รู้จักกันเซ้าซี้ให้เรียก ผมก็ยอมทำตามที่ฝ่ายนั้นขอไว้

     "ช่ายย…" พี่คูณลากเสียงยาวๆก็เอ่ยขึ้น "พ่อเลี้ยงหน่ะ ให้คนอื่นเรียกเถอะ แกบอกเวลาคนในบ้านเรียก รู้สึกสะอิดสะเอียน"

     "อ้าว ไอคูณนี่ แฉพ่อซะงั้น มันจริงนี่หว่า พ่อไม่ชอบ" สองพ่อลูกแหย่กันเล่น ทำเอาทั้งผมและแม่ยิ้มตาม ถ้าถามว่าผมมารู้จักกับสองพ่อลูก ที่เป็นทั้งสามีใหม่และลูกใหม่ของแม่ได้อย่างไร มันก็สืบเนื่องมาจากช่วงที่พ่อผมไม่สบายนี่แหละครับ พอแม่ซึ่งตอนนั้นรู้ข่าว ก็รีบลงมากรุงเทพ เพื่อดูอาการและมาเยี่ยม โดยที่ได้พาสองพ่อลูกคู่นี้มาด้วย พ่อเลี้ยงศุภวงศ์ ที่อายุน่าจะมากกว่าแม่ 5 ปีได้ และชายอีกคน ที่ดูแล้วคงจะเป็นรุ่นพี่ผม แม่แนะนำเสร็จ ทั้งสองมองผมด้วยแววตาของความเอ็นดูและเหมือนรู้จักผมมานานแล้ว… เขารู้จักผมงั้นหรอ แม่เล่าให้ฟังงั้นสิ

     แม่เพียงแค่แนะนำคนทั้งสองว่าเป็นใคร แต่ไม่ได้บอกถึง 'ความสัมพันธ์' ของแม่และพวกเขาสองคน จนเมื่อมาถึงวันที่พ่อจะต้องไปแล้ว เขาไม่อยากให้การรักษามันยืดเยื้อไปมากกว่านี้ ทรมานกันเปล่าๆโดยเฉพาะตัวพ่อเอง เขาจึงเรียกทั้งผม แม่ และชายอีกสองคนนั้นให้เข้ามาหาในห้องพักผู้ป่วยที่พ่อนอนอยู่ และกล่าวอย่างสั้นๆกับแม่และพ่อเลี้ยงศุภวงศ์ แต่ได้ใจความว่า

     "กาญ… คุณสุข… ผมขอฝากเหนือไว้ด้วยนะ ขอให้คุณส่งเขา ไปถึงฝั่งฝันที่เขาตั้งใจไว้ด้วย ผมรักเขามาก.." พ่อเรียกผู้ชายคนนั้นอย่างคุ้นเคยกัน รู้จักกันด้วยหรอ? ผมที่มัวแต่สังเกตุเรื่องนี้ จนลืมฟังสิ่งที่พ่อพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่กลับแฝงพลังบางอย่างที่แรงกล้า ไม่เหมือนคนที่กำลังป่วยเลย ทั้งแม่และพ่อเลี้ยงศุภวงศ์ พยักหน้ารับและกล่าวด้วยคำสัญญาอย่างหนักแน่นว่าจะเลี้ยงดูผมอย่างดีให้สุดความสามารถ ก่อนที่พ่อจะหยุดพูดไป แล้วหันมาทางผม ที่พี่คูณกำลังยืนแตะไหล่ปลอบใจผมที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักพอควร เพราะแค่นึกถึงว่าพ่อ… ที่อยู่ด้วยกันมานานจะไม่อยู่ให้เจอกันอีกแล้ว
 
     "แสงเหนือลูก… มาหาพ่อซิ มาใกล้ๆนี่" ผมก้าวเท้าไปที่เตียงผู้ป่วยตามคำพูดนั้น ยกมือพ่อขึ้นมากุมไว้แน่นๆ พ่อก็กุมมือตอบ ก่อนที่จะเอ่ยต่อ

     "พ่อขอให้พระเจ้า คุ้มครองแสงเหนือนี้ ให้ส่องสว่างสู่ความงดงาม แผ่แสงสู่เส้นทางอันสดใส ทั้งคนอื่นๆและตัวเหนือเอง และให้แสงนี้ ป้องกันภยันตรายใดใดที่จะก้าวล้ำเข้ามาทำร้ายให้ออกไป พ่อเชื่อว่า ลูกจะเติบโตเป็นคนดีของสังคมได้นะ" ฝ่ายพ่อที่พูดด้วยสีหน้าเปื้อนความสุข ตรงกันข้ามกับผมที่หยุดร้องไห้แล้ว กลับมาสะอื้นฮักอีก เพราะคำพูดนี้ ทำให้รู้ว่า เข็มนาฬิกาชีวิตของพ่อ ได้เคลื่อนมาสุดทางของมันแล้ว และมันยิ่งได้ยืนยันอีกครั้ง เมื่อเปลือกตาของพ่อ ค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆ เหมือนคนที่กำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา ปากที่ยิ้มของพ่อ ค่อยๆคลายตัวลงเป็นปกติ แต่มันจะต่างแค่ที่ว่าการ 'พักผ่อน' ของพ่อคราวนี้ มันคือการพักที่จะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย…

     หลังจากนั้น ผมก็แทบจะทำตัวไม่ถูกเลยครับ มันเป๋ไปหมด ว่าจะยังไงต่อล่ะ พ่อเสียแล้ว เราจะทำยังไงต่อกับชีวิตดี จนลืมเรื่องวุฒิ ม.3 ที่ต้องไปรับมาด้วยซ้ำ ยังดีที่เพื่อนโทรมาเตือนผม แต่ในความโชคร้ายมันก็ยังมีเรื่องดีๆอยู่นะครับ ที่ทั้งลุงสุขและพี่คูณ เข้ามาช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ทั้งการแจ้งการตายของพ่อ เรื่องงานศพ ที่ตั้งใจจัดแค่สามวันตามที่พ่อได้สั่งเสียไว้ โดยเฉพาะพี่คูณ ที่มักจะคอยดูแลผมเป็นเพื่อนในช่วงนี้อย่างเต็มที่ เหมือนผมได้พี่ชายคนใหม่มาแบบงงๆเลยล่ะ
     
     ถึงจะมีแม่จัดการเป็นหัวเรือใหญ่ แต่ผมเชื่อว่า แม่คนเดียวคงเอาไม่อยู่แน่ครับ และความข้องใจในความสัมพันธ์ทั้ง 'พ่อเลี้ยงศุภวงศ์' และ 'คุณกาญจนา' จากการที่ทั้งสองต่างคอยช่วยเหลือกันมาตลอด ผมจึงรับรู้ได้ทันทีว่า ต่างคนต่างก็เป็นคนรักกัน ซึ่งตรงนี้ ผมก็ไม่ได้เคืองใจอะไรมากนัก เหมือนกับคนอื่นๆที่พอรู้ว่า พ่อหรือแม่เมื่อไปมีสามีหรือภรรยาใหม่ จะต้องแสดงท่าทางต่อต้าน ไม่เห็นด้วย ผมจะเคืองก็ตรงที่ ทำไมพ่อหรือแม่ไม่ยอมบอกกันก่อนเลยนะ! ต้องอมพะนำทุกเรื่องทุกทีสิน่า…

     หลังจบงานศพและงานฌาปนกิจของพ่อแล้ว ทั้งแม่ ลุงสุข และพี่คูณ ก็อยู่เป็นเพื่อนผมที่กรุงเทพต่ออีกอาทิตย์กว่า เนื่องจากว่าพ่อลูกต้องการเที่ยวกรุงเทพ อยากเห็นแสงสีต่างๆ ประกอบกับช่วงนั้นเป็นสงกรานต์พอดี จึงอยู่เที่ยวกันให้เต็มอิ่ม และเมื่อจะกลับ ทุกคนได้ลงความเห็นกันแล้วว่า จะให้ผมไปอยู่ที่น่านด้วยกันกับพวกเขา ตรงนี้ผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะว่าไม่รู้จะอยู่ที่นี่ต่อทำไม เพราะพ่อก็ไปแล้ว และถ้าผมอยู่กรุงเทพต่อ แม่ก็ยังจะต้องลงมาในหนึ่งอาทิตย์ของทุกเดือน เหนื่อยเปล่าครับ ผมเลยขอย้ายไปอยู่กับทุกคนที่น่านแทน

     และนี่คือสาเหตุหลักๆของการมาย้ายมาอยู่น่านของผมครับ จากวันแรกที่มาถึง ผ่านมาตอนนี้ก็สองอาทิตย์กว่าๆแล้ว กิจวัตรช่วงนี้ก็จะยังไม่มีอะไรมากหรอกครับ เพราะว่ายังปิดเทอมอยู่ โรงเรียนที่แม่ได้ส่งเอกสารการสมัครไปแล้ว ยังต้องรอทำเรื่องอีกนิดหน่อยจึงเข้าเรียนได้ตามปกติ เริ่มจากการตื่นตั้งแต่ไก่โห่ หกโมงกว่าๆของที่นี่ก็คือสายแล้วนะครับ (ตอนแรกที่มาไม่ชินเลยครับ จะบ้าตาย) แล้วผมจะไปวิ่งกับพี่คูณในถนนของหมู่บ้านนั้นเอง ผมไม่อยากจะบอกนะ แต่อากาศที่นี่ตอนเช้าสดชื่นมาก แถมรถก็ยังไม่ค่อยมีสวนผ่านกันไปมาบ่อยนัก ทำให้วิ่งไปได้สูดอากาศดีๆไป คิดไม่ผิดเลยแหละที่ย้ายอยู่ที่นี่ หลังจากวิ่งเสร็จ ก็จะอาบน้่ำ แล้วลงมากินข้าวเช้า กินอาหารเรียบร้อย ต่างคนก็ต่างไปทำงาน

     พ่อเลี้ยงและพี่คูณจะมีทำงานทั้งที่บ้านและออฟฟิศซึ่งอยู่ในตัวเมือง แต่กับแม่ผมเธอจะลงไปที่ออฟฟิศของตัวเมืองทุกวัน เพื่อควบคุมดูแลบริหารบริษัทของลุงสุข มาถึงตรงนี้หลายคนสงสัยใช่มั้ยครับ ว่าพ่อเลี้ยงเปิดบริษัทอะไร พ่อเลี้ยงเล่าว่าเขาทำบริษัทลอจิสติกส์ ขนส่งพวกสินค้าโดยเฉพาะการเกษตรในตัวจังหวัดน่านส่งออกไปยังกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง ทำมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่ก็ว่าได้ จึงทำให้ครอบครัวของพ่อเลี้ยงเป็นที่รู้จักกว้างขวางในจังหวัดดี

     ในมื้อเที่ยงของวันหนึ่ง ที่มีทุกคนยกเว้นแต่แม่ผม เพราะต้องไปดูแลออฟฟิศในตัวเมืองอย่างทุกวันธรรมดา ลุงสุขก็เอ่ยบางอย่างขึ้น

     "เหนือ เดี๋ยววันนี้ลุงกับพี่คูณจะไปงานเลี้ยงของผู้ประกอบการในจังหวัดนะ สนใจมั้ย"

     "เออๆ ไปมั้ยละเหนือ ไปเปิดหูเปิดตาหน่อยก็ดี" พี่คูณว่าขึ้นอย่างเห็นด้วย

     "ผมขอตัวแล้วกันนะครับ เชิญลุงกับพี่คูณไปดีกว่า" ผมว่าขึ้นอย่างเกรงใจ จริงๆแล้วเรื่องการเข้าสังคม ผมไม่ได้รู้สึกอายอะไรหรอกนะครับ แต่เพียงแค่เวลาเจอคนแปลกหน้าครั้งแรก ผมจะทำตัวไม่ถูกเอง ยิ่งลุงสุขเป็นที่รู้จักอยู่ คนก็จะยิ่งสนใจในตัวผมอีก ฉะนั้น ผมว่าผมขออยู่เฉยๆ อยู่แบบคนธรรมดา ใช้ชีวิตแบบง่ายๆดีกว่า

     "ตามใจแล้วกันนะ หรือเอางี้มั้ย วันนี้วันศุกร์พอดี มีถนนคนเดินกาดข่วงด้วยนะ ของกินเพียบเลย"

     "แหมพี่คูณ เห็นผมเป็นคนตะกละอย่างนั้นหรออ" ผมว่าขึ้นอย่างขำๆ อะไรกัน ไม่ใช่คนชอบกินสักหน่อย… มั้ง

     "เฮ้ยๆ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ที่นั้นหน่ะอาหารพื้นเมืองมีขายเยอะไง เคยกินไข่ป่ามป่ะ" ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ เกิดมาเพิ่งจะเคยได้ยินเมนูนี้ครั้งแรกแหละ ก่อนที่พี่คูณจะพูดต่อ

     "งั้นต้องลองกินดู อร่อยนะ แล้วมันก็จะมีดนตรีพื้นเมืองมาเล่นให้ฟังสดๆด้วย ถ้าไม่อยากจะกินอะไร ก็ไปฟังเพลงเอาชิลๆได้"

     ผมฟังแล้ว รู้สึกสนใจแหะ เพราะอยู่แต่กับบ้านมาก็นานแล้ว อยากไปเที่ยวบ้างตามประสาคนพลัดถิ่นพลัดที่อยู่แหละ

     "ถ้างั้น เดี๋ยวตอนเย็นเหนือก็ไปพร้อมกันกับลุงกับพี่คูณนะ แล้วค่อยนัดกันอีกทีว่าจะมารับกี่โมง" ลุงสุขเสนอมาอย่างนั้น ผมก็รับตามที่ว่า หลังจบมื้อเที่ยง ลุงสุขและพี่คูณก็แยกย้ายไปทำงานต่อ ส่วนผมที่ไม่มีภาระอะไร ก็ขึ้นไปบนห้องส่วนตัว อ่านหนังสือ ดูทีวี เล่นมือถือไป จนผมเริ่มรู้สึกง่วงๆละ ขอหลับสักงีบแล้วกัน...

     ตื่นขึ้นมาอีกทีตอนสี่โมงเกือบจะห้าโมงแล้ว พอดีเวลากับที่ทั้งสองคนนั้นออกจากออฟฟิศซึ่งอยู่หลังบ้าน เพื่อจะขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้า ไปงานเลี้ยงที่ว่าตอนมื้อเที่ยง ส่วนผมก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ด้วยเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นปกติ จากนั้นชั่วโมงต่อมา พวกเราทั้งหมดก็มาที่รถตู้ที่ลุงชัยเตรียมไว้แล้ว และก็เคลื่อนตัวออกเมื่อพระอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ ดวงตะวันสีส้มอมเหลืองหน่อยๆ ที่ตอนนี้ส่วนล่างถูกกลืนไปกับขอบฟ้าแล้ว มันเป็นภาพที่สวยจนผมอดไม่ได้ต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่าย แล้วยิ้มให้กับความงามราวกับงานศิลปะชั้นเอกที่อยู่ตรงหน้านี้ จนเวลาผ่านไปสิบกว่านาทีเท่านั้น รถตู้ก็เคลื่อนมาจอดฝั่งตรงข้าม 'กาดข่วง' ที่พี่คูณว่า แค่เห็นจากตรงนี้ ผมยังรู้สึกได้เลยว่า ข้างในต้องมีร้านของกินเยอะแยะแน่นอนเลย

     "เดี๋ยวลุงไปก่อนละ ถ้าจะกลับหรือจะไปหาที่งานก็โทรเข้าพี่คูณเขาเลยนะ" ลุงสุขกำชับอีกที ก่อนที่รถตู้นั้นจะเคลื่อนออกไปยังจุดหมายที่ว่า

     ถนนคนเดินกาดข่วง สถานที่เที่ยวที่แรกซึ่งผมได้มา หลังจากเหยียบเท้าลงบนแผ่นดินน่านแล้ว ต้องบอกว่าที่พี่คูณพูดไว้ไม่มีผิดหรือเว่อร์เกินที่โฆษณาเลยครับ ของกินเยอะมาก (ก.ไก่ล้านตัว) ผู้คนที่มาเดินส่วนใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและเทศ เดินกันขวักไขว่เชียวครับ ส่วนฝั่งขวามือที่ผมเห็นเหมือนเป็นลานกว้างหน้าวัดอะไรสักอย่าง มีเวทีตั้ง และกำลังมีนักดนตรี บรรเลงเพลงพื้นเมืองบ้าง เพลงสากลทั่วไปบ้างออกมาอย่างไพเราะ แถมด้วยที่นั่งให้คนไปนั่งเอาของกินที่ซื้อมา นั่งกินไปชมดนตรีไป โห มันชิลดีจังเลยครับ นึกขอบคุณพี่คูณในใจที่แนะนำที่ๆนี้ให้

     จากนั้นก็คือการเดินดูของกินครับ โชคดีที่ผมยังไม่ได้กินมื้อเย็นมามาก ก็เลยขอจัดเต็มแบบไม่เกรงใจกระเพาะแล้วกันนะ อิอิ ผมซื้อของกินมาหลายอย่างอยู่ รวมทั้งไข่ป่าม ที่เจ้าถิ่นได้แนะนำไป จากนั้นผมก็นำของกินที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง (จากที่ผมหยิบๆกินๆระหว่างทางแล้ว) มานั่งที่ลานกว้าง เพื่อจะเสพทั้งอาหารและดนตรีที่กำลังเล่นอยู่ตรงหน้า แน่นอนครับ ตามธรรมเนียมมนุษย์โซเชียล ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่าย แล้วเช็คอินสถานที่ พร้อมกับขึ้นแคปชั่น

'ชิลดีจัง ^^'

อัพไปยังไม่ถึงนาทีดี พี่คูณที่แอดเป็นเฟรนด์ในเฟสบุ๊คหลังจากผมมาน่าน ก็กดไลค์ให้และคอมเมนท์ใต้ภาพ 'เป็นไงๆ ชิลอย่างที่บอกมั้ยละ' ผมก็ได้แต่ยิ้มๆอย่างนั้น จนเก็บมือถือแล้วเสพดนตรีต่อ จนครึ่งชั่วโมงได้ ผมจึงลุกขึ้นเพื่อไปซื้อน้ำมากินต่อ

     "โทษนะคร้าบ ผมเอาน้ำแดงครับ ใส่แก้ว" ผมสั่งกับคนขายเสร็จ จังหวะที่กำลังจะหยิบเงินเพื่อจ่าย อยู่ๆก็มีมือหนามือหนึ่ง เอื้อมมาหยิบแก้วน้ำแดงที่ผมสั่งไป ผมก็สงสัย อะไรกัน เราสั่งก่อนไม่ใช่หรอ…

     "เอ่อ… โทษนะครับ แก้วนี้ของผมนะ" ผมหันไปหาเจ้าของมือพร้อมกับบอกอย่างเบาๆ เป็นชายที่น่าจะรุ่นเดียวกับผมแหละ เพราะดูหน้าตาก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไป ตัดสกินเฮด ร่างที่ทั้งสูงและหนากว่าผม มองผมแค่แวบเดียว แล้วก็หยิบแบงค์ร้อยยัดใส่มือ และหยิบแบงค์ร้อยอีกใบให้พ่อค้า ที่กำลังยืนหน้าซีดตรงนั้น

     "แล้ว?" เขาตอบมาสั้นๆแค่นั้นเลย! อะไรกัน นี่มาเที่ยวที่แรกก็โดนเจ้าถิ่นเล่นงานแล้วหรอเรา ซวยอะไรขนาดนี้หว้า แต่ก็อาศัยความใจดีสู้เสือใส่ เลยตอบกลับไปอย่างเรียบๆ

     "คือไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่จะบอกว่าคุณหน่ะ แซงคิวผมนะ ผมสั่งก่อนนะ"

     "ก็กูจะกิน มึงมีปัญหาหรอ?" เชื่อเลยครับ ไม่ขอโทษไม่ว่า ยังจะทำท่ากวนบาทาใส่อีก ผมคงต้องพยายามใช้วิธีสันติให้นานแล้วสิ เพราะตอนนี้ เหมือนคนรอบข้างตรงนั้นเริ่มหันมามองอย่างสนใจแล้ว ว่าเกิดดราม่าอะไรขึ้นหรือเปล่า

     "อะไรกัน แล้วไอเงินคุณนี่ก็เอากลับไปเลย!" ผมว่าแล้วก็ยื่นแบงค์แดงที่เจ้าถิ่นเพิ่งยัดใส่มือมา เอากลับคืนเจ้าของไปและกลับมาพูดต่อ

      "ผมไม่รู้นะว่าคุณจะได้สั่งไปแล้วก่อนหน้าหรือยัง แต่ที่ผมรู้ คือผมอยู่ตรงนี้ และไม่เห็นคุณยืนรอของคุณ เพราะฉะนั้น คุณเป็นฝ่ายผิด" ผมพูดอย่างช้าๆและชัดๆ เน้นทีละคำในประโยคหลัง และเหมือนเดิม… ไอยักษ์ตรงหน้า ไม่มีทีท่าสลดหรือสำนึกผิดเลย ซ้ำยังลอยหน้าลอยตาให้เคืองสายตาอีก!

      "พี่ครับๆ…" ผมหันไปทางคนขาย หวังจะให้เขาเป็นพยานให้ แต่กลับเห็นแค่สีหน้าที่เหมือนจะร้องไห้ออกมาได้ พร้อมกับสายตาที่เหมือนจะส่งข้อความมาว่า 'ยอมๆเขาไปเถอะน้อง พี่ขอนะ'

      อะไรกันวะ ไหงกลับเป็นอย่างนี้ได้ ผมก็ยิ่งฮึดฮัด และยิ่งไอยักษ์ตรงหน้าพูดบางอย่างขึ้นมา ทำเอาผมแทบอยากกระโดดถีบใส่หน้าอกมัน

     "มึงไม่ต้องมากระแดะพูดคุณพูดผมหรอก ฟังแล้วเอียนว่ะ อีกอย่างนะ ไม่เคยมีใครกล้ามาต่อปากกับกู แต่มึงก็ใจกล้าดีนะ งั้น… ขอให้สนุกกับการเที่ยวที่นี่แล้วกัน" ประโยคสุดท้ายนี่ สาบานเถอะว่าอวยพร เพราะแววตาเขาตอนนี้เหมือนพร้อมจะพ่นไฟออกมา ให้กาดที่นี่ราบเป็นหน้ากลองได้ และก่อนที่สงครามย่อยๆนี้จะสานต่อไปไม่จบ ก็มีเสียงเรียกของใครบางคนดังขึ้น

     "ไอจ้าวๆ อยู่นี่เองหรอวะ" เสียงเรียกนั้นดังมาทางพวกเรา อ่อ ไอยักษ์นี่ชื่อจ้าว แต่จะจำไว้ว่ามึงชื่อไอยักษ์แล้วกัน เพราะความสูงนี่ หัวผมคือระดับเลยไหล่มันมาหน่อยนึงแหละ

     "ต้องไปแล้วว่ะ พวกเขามากันละ" ชายคนนั้นซึ่งความสูงไล่เลี่ยกับผม บอกสั้นๆแค่นั้น มันก็พยักหน้า และก่อนจะเดินจากไป ก็หันมาทิ้งสายตาที่… จะเรียกยังไงดีละ เหยียดหยาม สมน้ำหน้า หรือขำผมวะ โว้ย! แทบอยากกระทืบเท้าระบายอารมณ์ แต่ตอนนี้ไทยมุงทั้งหลายที่ยังไม่คลายตัวออกไป ยังเกาะกันตรงนั้นอยู่ ผมก็ต้องเก็บอารมณ์ไว้ให้อยู่หมัดเชียว เดี๋ยวคนคิดว่าเป็นบ้าเอาครับ

     จังหวะพอดีที่พี่คูณโทรมาหาผมว่า อีกห้านาทีจะไปรับแล้ว ผมแปลกใจนิดหน่อย ว่าทำไมถึงมารับเร็วจัง งานเลิกละหรอ นี่มันแค่สองทุ่มครึ่งเองนะ ในตอนนั้นที่ผมเดินออกมาจากกาดข่วงแล้ว ไม่มีกะจิตกะใจจะซื้อน้ำกินครับ โมโหเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่หาย ระหว่างที่รอรถมา ก็หยิบมือถือเพื่อเข้าเฟสบุ๊คเช็คการแจ้งเตือนหน่อย ว่ารูปที่อัพโหลดล่าสุดมีใครมากดไลค์บ้าง ผมเลื่อนดูไปเรื่อยๆ ก็ต้องต้องมาสะดุดกับแอคเค้าท์หนึ่งในจำนวนคนกดไลค์สิบห้าคน ที่มันขึ้นปุ่มแอดเฟรนด์ แสดงว่าคนนี้ไม่ใช่เพื่อนกับผมแน่นอน เพราะรูปที่โพสต์ไป มันเปิดเป็นสาธารณะ ซ้ำยังมีการเช็คอินด้วย คนภายนอกเลยเห็นและกดไลค์ได้ ผมเลยลองดูที่แอคเค้าท์นั้น รูปโปรไฟล์เป็นเหมือนทะเลตอนกลางคืน หรืออะไรสักอย่าง รู้แค่ว่า มันเป็นรูปตอนกลางคืนแน่นอน พร้อมกับชื่อที่ดูแล้วมันแปลกๆอยู่นะ

     'Deepsea Bluedarksky'

TBC
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-05-2020 00:15:32 โดย นายบังเอิญ »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด