แค่รักกัน มันก็พอ [BL] UP : CH10 เพราะว่ารักมาก
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: แค่รักกัน มันก็พอ [BL] UP : CH10 เพราะว่ารักมาก  (อ่าน 625 ครั้ง)

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ 

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.เรื่องสั้นให้จั่วคนว่าเรื่องสั้นด้วยนะครับ และนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************








แค่รักกัน มันก็พอ

INTRO

“ที่ผ่านมาเป็นไงบ้างอะ” ผมชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนี้ออกมาจากปากรุ่นพี่ตรงหน้า ไม่คิดว่าเขาจะกล้าถามตรง ๆแบบนี้ ทำเอาผมพูดไม่ออกไปเลยทีเดียว

“สบายดีไหม กินข้าวอิ่มรึเปล่า ยังไม่ชอบฝนตกอยู่ไหม” ร่างที่สูงกว่าเพียงเล็กน้อยก้าวเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

“เฮีย..” ความรู้สึกหลายอย่างผสมปนเปกันไปหมด และหนึ่งในนั้นคือ ‘ ความเสียใจ ’ ผมพูดไม่ออกและรู้สึกว่าขอบตามันร้อนๆ

“ที่ถามเพราะอยากรู้จริง ๆ ไม่ได้อยากทำให้รู้สึกแย่ อย่าร้องดิ”


วินาทีที่เขาพูดจบประโยคคือวินาทีเดียวกันกับที่น้ำตาของผมไหลไม่หยุด











------------------------------------------------------
LYNJIIN
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-05-2020 00:43:09 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
แค่รักกัน มันก็พอ

Chapter 1

รุ่นพี่สายโค


[ So ]

“ไอ้โซ่ มึงเดินเร็ว ๆดิ้ สายละเนี้ย” ผมมองไอ้คนที่พูดบ่นไม่ยอมหยุดตั้งแต่ออกจากหอจนมาถึงร้านเหล้าหลังมอจนอยากหาอะไรมาอุดปากมันไว้

“มึงลากกูออกมาเองนะไอ้ทีม เดี๋ยวกูโบกเลย” พอผมบ่นบ้าง ไอ้ทีมก็รีบคว้าแขนผมไปกอดและทำตัวเล็กตัวน้อยจนหน้าหมั่นไส้

“ขอโทษน้า น้องทีมจะไม่บ่นอีกแล้ว พี่โซ่อย่าเพิ่งหงุดหงิดเลยนะ” เพราะรำคาญมือปลาหมึกของไอ้เพื่อนเวรมากๆ ผมเลยเอามือผลักหัวมันออก

ผมหยุดยืนอยู่หน้าร้านเหล้าชื่อดังหลังมอและกำลังคิดว่าถ้าเกิดทิ้งไอ้เพื่อเวรข้างๆตัวแล้วกลับหอไปนอน มันจะโกรธผมกี่วัน ระหว่างกำลังชั่งใจอยู่นั้น ก็เหมือนไอ้ทีมจะอ่านความคิดผมออกพอดี มันเริ่มทำหน้าตาอ้อนตีนอีกรอบ

“มึงจะทิ้งกูลงจริง ๆเหรอวะ กูเป็นเพื่อนมึงมาตั้งกี่ปี”

“มึงเพิ่งเป็นเพื่อนกู 2 เดือนก่อน เลิกเกาะแกะกูได้ละ รำคาญเนี้ย” ฟังไม่ผิดหรอกครับ ผมกับไอ้ทีมเพิ่งรู้จักกัน 2 เดือนก่อน มันเป็นคนที่นั่งรับน้องอยู่หน้าผม และเป็นคนที่ทำให้ผมเปียกไปทั้งตัวอีกต่างหาก  มันเลยบอกจะชดใช้ด้วยการเป็นเพื่อนกับผมไปจนจบปี 4 เองแถมการเป็นรูมเมทแชร์ห้องกันให้ด้วย ซึ่งไม่ได้ถามความสมัครใจกูเลยด้วย

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผมไม่อยากมาร้านเหล้าวันนี้ก็เป็นเพราะพวกรุ่นพี่ปี 3 ปิดร้านเลี้ยงน้องปี 1 แต่อย่าคิดไปว่ามันเป็นเรื่องที่ดี เพราะการที่รุ่นพี่ปิดร้านเลี้ยงน่ะ มันหมายความว่าเหล้าไม่หมดไม่ต้องมีใครได้กลับห้อง สายรหัสใครแดกเหล้าดุหน่อยก็ซัดกันไปยันเช้าเลยทีเดียว

“กูรู้นะที่มึงให้กูมาเป็นเพื่อนเพราะมึงไม่อยากโดนมอมคนเดียวอ่ะ”

“ก็รู้นิเพื่อน ถ้ามึงไม่มา กูโดนซ่อมแทนมึงตายห่าแน่ มึงก็รู้ว่ากูคออ่อนอ่ะ ถ้าเกิดกูกลับห้องไปแล้วอ้วกแตกเต็มพื้นทำไงวะ มึงลำบากแย่เลยนะ” ผมมองหน้ามันแล้วรู้สึกคันไม้คันมืออยากต่อยคนยิบๆ

“เออ กูก็มาแล้วเนี้ย” จบประโยคไอ้ทีมก็ปั้นหน้ายิ้มตอแหล ลากผมเข้าไปในร้านเหล้าอย่างเริงร่า จนทำเอาผมไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือคนที่กลัวอ้วกใส่พื้นห้อง

โต๊ะพวกรุ่นพี่สายรหัสผมกับไอ้ทีมอยู่โต๊ะเดียวกัน เพราะเราเป็นสายโคกัน ตอนมาถึงก็มีรุ่นพี่นั่งอยู่ก่อนแล้วคือพี่ฟลุ๊ค พี่รหัสผม และพี่เฌอแตม กับรุ่นพี่อีกสองสามคนที่ผมไม่รู้จัก ไอ้ทีมดูสะดีดสะดิ้งเป็นพิเศษตอนเห็นพี่เฌอแตม ซึ่งผมไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่เพราะพี่เขาเป็นผู้หญิงที่จัดได้ว่าสวยชนิดหาตัวจับยากคนนึง

“สวัสดีครับพี่ฟลุ๊ค” ผมยกมือไหว้พี่รหัสปี 3 ของตัวเอง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆพี่ฟลุ๊ค ส่วนไอ้ทีมก็ดีดดิ้นไปนั่งฝั่งตรงข้ามที่มีพี่เฌอแตมนั่งอยู่ ทั้งๆที่พี่เขาไม่ใช่พี่รหัสมันด้วยซ้ำ วันรับรุ่นพี่รหัสไอ้ทีมไม่ได้มา มันเลยซึมไปแปปนึงจนพี่เฌอแตมเดินมาบอกมันว่าพี่มันติดธุระนั่นแหละถึงได้ดี๊ด๊าขึ้นมาอีกครั้ง

“อ้าว ไอ้โซ่ หวัดดีๆ ไหนตอนแรกไอ้ทีมบอกมึงไม่มาวะ”

“อ๋อ ตอนแรกผมมีธุระนิดหน่อยอ่ะพี่ ตอนนี้ไม่มีละ”

“กูก็อุตส่าห์เตรียมของดีไว้ให้ไอ้ทีมคนเดียว เสียดายว่ะ มีมึงมาหารด้วยละ” ไอ้ทีมส่งยิ้มประมาณว่า มึงโดนแน่มาให้ผม จนผมอยากจะบอกมันเหลือเกินว่า กูโดน มึงก็โดน ไอ้เวร

“ทำไมไอ้เฮียมันออกไปข้างนอกนานจังวะ ไม่ใช่โดนสาวที่ไหนฉุดไปแล้วนะ” ผมชะงักมือที่กำลังรับแก้วเหล้าจากพี่ฟลุ๊คไป เมื่อได้ยินพี่เฌอแตมพูดประโยคนั้นออกมา ให้ตายเถอะ ผ่านไปเป็นปีแล้วนึกว่าจะไม่เป็นไรกับคำเรียกแบบนั้นแล้วซะอีก แม่งก็ยังสะดุ้งเหมือนเดิม..

“สภาพมันเนี้ยนะจะโดนสาวฉุด ถ้าบอกกูว่าไปต่อยคนอยู่กูยังจะเชื่อมากกว่า”

“อ้าว นั่นไง พูดถึงก็มาพอดี” ผมยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ก่อนจะต้องตกใจตอนที่หันไปสบตากับเจ้าของเรือนผมสีควันบุหรี่ที่กำลังเดินตรงดิ่งเข้ามา

เหี้ย..


“ขอโทษนะเฮีย แต่ผมรักคนอื่นไปแล้วว่ะ”
 
“อะไรนะ..”

“ผมขอโทษ แต่ที่ไม่บอกก่อนหน้านี้ เพราะยังไม่แน่ใจ”

“..”



 “ไอ้โซ่ !” เสียงพี่ฟลุ๊คดึงสติของผมให้กลับมา ก่อนจะพบว่า ‘เฮีย’ ที่ทุกคนกำลังพูดถึงเดินมานั่งลงตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว เขาเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก มากจนผมเองยังเกือบไม่แน่ใจ

“มึงมองอะไรไอ้เฮียขนาดนั้นวะ รู้จักกัน ?”
 
“เปล่าครับ แค่.. ”

“รุ่นน้องจากโรงเรียนเก่ากูเอง” ผมมองไปยังคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง เขาดูไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่หลังจากพูดจบ ยังคงจิบเหล้าและฟังเพลงต่อด้วยท่าทีปกติ อันที่จริงผมควรจะดีใจ แต่ลึกๆแล้วกลับไม่รู้สึกอย่างนั้นเท่าไหร่นัก   

“เอ้า บังเอิญดีว่ะ ไอ้เฮียมันเป็นทั้งพี่สมัยมัธยมของมึงแล้วก็ยังเป็นพี่รหัสสายโคมึงอีกอ่ะ ให้มันเลี้ยงมึงไปคนเดียวเลยดีกว่า กูคงไม่ต้องเลี้ยงแล้วมั้งเนี้ย” ผมทำได้แค่ยิ้มเล็กน้อยเท่านั้น จู่ ๆก็พูดอะไรไม่ออกขึ้นมา

บังเอิญเกินไปมั้ง ได้แฟนเก่าเป็นพี่รหัสสายโคอ่ะ

พวกรุ่นพี่นั่งคุยกันสนุกสนานเฮฮา ต่างจากผมที่นั่งเงียบไม่กล้าสบตาคนข้างหน้า เหล้าแก้วแล้วแก้วเล่าถูกรินใส่แก้วของผมกับไอ้ทีมแบบไม่ขาดสาย ผ่านไปไม่นานไอ้ทีมก็เริ่มอาการออก

“พี่เฌอค้าบบบบ”

“ทีมนั่งดีๆ” พี่เฌอแตมดุออกมา ทำเอาไอ้ทีมทำหน้าเป็นหมาหงอย

“เฮียค้าบบบบ” แค่ไม่ถึงนาทีเท่านั้นแหละที่คนอย่างมันจะเศร้า  ผมมองเพื่อนตัวเองที่เริ่มไปเกาะแกะกับคนข้างๆอีกคนแทนเมื่อพี่เฌอแตมไม่เล่นด้วย

“มีอะไร” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงธรรมดา แต่เป็นผมซะอีกที่กลับรู้สึกอะไรบางอย่างตอนได้ยิน

“ทำไมทุกคนถึงเรียกเฮียว่าเฮียวะ.. ”
 
“พวกมันได้ยินตอนน้องสาวกูเรียก เลยเรียกตาม”

“แล้วจริงๆเฮียชื่ออะไรค้าบบ” พูดจบแม่งก็ฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะ เหมือนที่พูดเมื่อกี้คือประโยคบอกเล่าไม่ใช่ประโยคคำถาม

“ไอ้ทีมเมาแล้วเหรอวะ อ่อนฉิบหาย” พี่ฟลุ๊คพูดออกมา ทำเอาไอ้ทีมที่เพิ่งฟุบหน้าลงไปโวยวายขึ้นมาทันที

“อะไรพี่ ว่าใครเมาวะห้ะ ผมยังไม่เมา..” พูดจบมันก็ฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะเป็นรอบที่สอง

“พี่ฟลุ๊ค ผมว่าไอ้ทีมมันไม่ไหวแล้วว่ะ ผมก็เริ่มจะเมาแล้ว ถ้าผมพามันกลับก่อนได้ป่ะ” ผมเห็นพี่ฟลุ๊คยิ้มแปลกๆออกมา ก่อนที่จะหันไปรินบางอย่างใส่แก้วเล็กๆสองแก้ว แล้วยื่นแก้วที่มีของเหลวสีใสมาให้ผม ส่วนอีกแก้วตั้งบนโต๊ะหน้าไอ้ทีม

“มึงแดกแก้วนี้ให้หมด กูถึงจะให้กลับได้ ไอ้ทีมมึงก็ด้วย” 

“ด้ายเลยพี่ กี่แก้วก็ผมก็หวาย” ผมมองสภาพทุเรศทุรังของไอ้ทีม แล้วหันไปพูดกับพี่ฟลุ๊คต่อ

“เดี๋ยวผมกินแทนมันเองพี่ ถ้าเมามากกว่านี้ แบกกลับลำบาก”

“แล้วเรารู้เหรอว่าในแก้วนั่นน้ำอะไร พี่บอกไว้ก่อนว่าพวกเวรนี่ไม่รินน้ำเปล่าให้หรอกนะ” พี่เฌอแตมเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี  แต่ไม่ทันแล้ว เพราะผมยกเหล้าแก้วนั้นดื่ม จากนั้นก็ตามด้วยอีกแก้วของไอ้ทีมติดๆ
 
“เฮ้ยๆ เบาได้เบาดิวะ กูไม่ได้ให้มึงแดกเร็วขนาดนั้น”

ความแสบคอหลังจากที่กินเหล้าสองแก้วนั้นตีขึ้นมาจนผมเบ้หน้า รสชาติเหี้ยมากจนผมเสียดายที่ไอ้ทีมไม่ได้แดกด้วย รู้งี้น่าจะปลุกมันขึ้นมาแดกด้วย น่าจะตื่นเต็มตาแน่ๆ

“เอ้า น้ำเปล่า” ผมรับแก้วจากพี่ฟลุ๊คมาอย่างระแวง

“อันนี้น้ำเปล่าจริงๆ มาระแวงตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วมึงอ่ะ”

“ทีนี้ผมกลับได้แล้วใช่ป่ะพี่ พรุ่งนี้มีธุระต้องทำนิดหน่อยด้วยอ่ะ” พี่ฟลุ๊คส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ ส่วนพี่เฌอแตมก็ส่ายหน้าด้วยอีกคน

“เรานั่งต่ออีกสิบนาที ถ้ายังยืนตรงๆได้พี่ถึงจะให้กลับ” ถึงแม้จะไม่เข้าใจความหมายนัก แต่ผมก็ขัดอะไรรุ่นพี่ไม่ได้อยู่แล้ว อยู่ต่ออีกสิบนาทีก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรด้วย
“งั้นเดี๋ยวผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะพี่”

ตอนลุกขึ้นมาพวกพี่ๆก็เหมือนจะมาด้วย แต่ผมบอกปัดไป เพราะไม่ได้เมาเท่าไหร่ จนเดินออกมาจากห้องน้ำนั่นแหละถึงรู้สึกมึนๆ แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่พี่ฟลุ๊คให้กินคืออะไร แต่เดาได้ว่าน่าจะแรงพอตัว ไม่งั้นคงไม่ออกอาการเร็วขนาดนี้แน่ ผมยืนพิงผนังไม่ให้ร่วงลงไปกองกับพื้นเพราะความเมา จู่ๆก็เหมือนมองภาพข้างหน้าไม่ชัดและเสียงรอบข้างก็อื้อไปหมด

“มึง.. ไปดูไอ้โซ่ดิ้”

“โซ่ไหวป่ะ”

“มึงรู้ป่ะว่าหอน้องอยู่ไหน”

“เชี่ย..”

“โซ่.. มึง..” อีกหลายต่อหลายประโยคที่ดังขึ้น และผมพยายามตั้งใจฟังแล้ว ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่ดี จู่ๆภาพข้างหน้าก็ดับวูบไปราวกับมีคนปิดไฟ

อากาศที่เย็นจัดทำให้ผมขดตัวขึ้นผ้าห่มขึ้นมาถึงคอและคว้าหมอนข้างมากอด ก่อนจะต้องรู้สึกแปลกๆที่หมอนข้างมันมีลักษณะเปลี่ยนไป แทนที่จะเป็นหมอนนุ่มๆ กลับกลายเป็นสัมผัสที่แข็งๆแทนจนผมต้องลืมตาขึ้นดู

“เหี้ย..” ผมหลุดอุทานออกมา ก่อนจะต้องรีบปิดปากตัวเองไว้ เมื่อเห็นว่าคนข้างๆกำลังหลับอยู่ 

เจ้าของเรือนผมสีเทาพลิกตัวไปอีกด้าน เพราะว่าเขาไม่ได้ใส่เสื้อผมเลยมองเห็นว่าตรงไหล่ซ้ายของเขามีรอยสักเป็นประโยคยาวๆอยู่ประโยคนึง


‘ I only love once and it must be you ’










---------------------------------------------------------------------------------
LYNJIIN

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-04-2020 21:48:28 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 

แค่รักกัน มันก็พอ

Chapter 2

น้องรหัสเพื่อน


[ Tae ]

“มึงเอาอะไรให้น้องมันแดกวะฟลุ๊ค” เฌอแตมถามขึ้นหลังจากที่โซ่ลุกออกไปเข้าห้องน้ำแล้ว

“เหล้า” ผมหันไปมองไอ้ฟลุ๊คก่อนจะถามขึ้นบ้าง

“เหล้าขาว ?”

“เหล้าจีน..” ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยตอนได้ยินคำตอบและเอ่ยถามต่อ

“กี่ดีกรี”

“65”

“เชี่ยฟลุ๊ค น้องมันจะไหวเหรอวะ ก่อนหน้านี้ก็แดกไปตั้งเยอะ” เฌอแตมพูดขึ้นมาดุๆ 

“กูไปดูมันก่อนนะ” ผมลุกขึ้นและเดินไปยังทางห้องน้ำทันที ซึ่งก็เจอเข้ากับคนที่เพิ่งโดนเอ่ยถึงพอดี

หน้าของคนตรงหน้าแดงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงไฟในร้าน หรือเป็นเพราะฤทธิ์เหล้ากันแน่  โซ่กำลังยืนพิงผนังราวกับทรงตัวไม่ได้จนผมต้องรีบเข้าไปคว้าแขนมันไว้ไม่ให้ทรุดลงไป เฌอแตมเดินเข้ามาตามด้วยไอ้ฟลุ๊ค

“โซ่ไหวป่ะ อย่าเพิ่งหลับนะ” สิ่งที่เฌอแตมพูดเหมือนจะส่งไปไม่ถึงไอ้คนที่กำลังจะหลับตาลง

“มึงรู้ป่ะว่าหอน้องอยู่ไหน” ไอ้ฟลุ๊คส่ายหัวเป็นคำตอบให้เฌอแตม ผมโอบคนที่สติใกล้ดับเต็มทีให้แน่นขึ้นเพราะกลัวมันจะร่วงลงไปกอง 

“เชี่ย กูขอโทษว่ะ เห็นแม่งคอแข็ง ไม่คิดว่าเจอเหล้าจีนแล้วจะไปเร็วขนาดนี้”

“ช่างเถอะ เอาไงต่อดีวะไอ้เฮีย ไอ้ทีมก็เมามากเหมือนกัน” เฌอแตมหันมาถามผม ผมมองคนที่ตัวเองกำลังหิ้วอยู่ก่อนจะพูดตอบ

“ให้ไปนอนห้องไอ้ฟลุ๊คไม่ได้เหรอ”

“ห้องกูเต็มว่ะ ไอ้ปันกับไอ้ซิกบอกว่าจะมานอนห้องกูเหมือนกัน” พูดจบไอ้ฟลุ๊คก็นิ่งคิดไปแปปนึง
 
“ให้ไปนอนห้องมึงดิไอ้เฮีย ไหนๆก็เป็นรุ่นน้องที่มึงรู้จักด้วย” ผมกำลังจะพูดปฏิเสธ แต่เฌอแตมกลับพยักหน้าเห็นด้วยขึ้นมาซะอย่างงั้น

“นั่นดิมึง พาน้องกลับด้วยเถอะ มึงเอารถมาด้วยนิ” ในเมื่อไม่เหลือทางให้ปฏิเสธ ผมจึงทำได้แต่พาโซ่กลับห้องมาด้วย



ผมวางคนที่เมาไม่ได้สติลงบนเตียง ก่อนจะนั่งจะมองหน้ามันชัดๆอีกครั้ง สูงขึ้น ขาวขึ้น ดูดีขึ้น พอนึกไปถึงสีหน้ามันตอนเจอผมแล้วตกใจก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้

“ถ้าหลังจากนี้ต้องเจอหน้ากันทุกวัน มึงจะทำยังไงวะ” ผมพูดเพราะรู้ดีว่าพูดไปคนตรงหน้าก็ไม่ได้ยินอยู่ดี 

ผมเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อใหม่ให้โซ่ จากนั้นก็ทำงานของตัวเองต่อจนเกือบถึงตี 5 ตอนจะปิดโน้ตบุ๊คผมเลือกที่จะเข้าไปยังหน้าโปรไฟล์ของใครบางคน

Profile : So Saran

Status : In a relationship with G Getty

ถ้านับจากตอนนั้นถึงตอนนี้ก็คงคบกันได้เกือบๆ 2 ปีแล้ว ผมหันไปมองคนที่นอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียง  ถ้าเป็นคนทิ้งไปเองแล้วทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นตอนเจอกัน สายตาที่มองมาเหมือนตัวเองก็เป็นคนเจ็บคืออะไรวะ ผมตั้งคำถามเงียบๆภายในใจ

ให้พูดกันตามตรงตั้งแต่เลิกกับมันไปจนถึงตอนนี้ ผมยังลืมไม่ได้ เคยลองพยายามที่จะลืมแล้ว ลองมาทุกวิธีแล้ว แต่มันก็ยังจมอยู่กับคำถามที่ว่า กูผิดอะไรวะ ทำไมถึงรักกูไม่ได้ จนตอนนี้มันกลับกลายเป็นความชินไปแล้วที่จะจมอยู่กับความรู้สึกที่ยังรักมันอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรักมันได้ขนาดนี้ ผมขยี้ผมตัวเองไล่ความคิดมากมายออกไป ก่อนจะทิ้งตังลงนอนตรงที่ว่างข้างๆอีกคน ผมลูบหัวคนที่กำลังหลับเบาๆ

รักคนมีเจ้าของมันเจ็บ

รักคนมีเจ้าของทั้งๆที่เขาเคยเป็นคนของเราแม่งเจ็บฉิบหายเลยว่ะ



ครืน ครืน ครืน..

ผมเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ที่กำลังสั่นไม่หยุดมากดรับสายด้วยอาการงัวเงีย เมื่อคืนกว่าจะได้นอนพระอาทิตย์ก็ขึ้นพอดี ถ้าคนที่โทรมาไม่มีธุระสำคัญจริงๆ คงได้โดนผมบล็อกเบอร์แน่ๆ 

“ว่า”

“ไอ้เฮีย มึงส่งไฟล์งานให้กูยัง” เสียงไอ้ฟลุ๊คดังเข้ามาตามสาย ผมลุกขึ้นนั่งพลางขยี้หัวอย่างหงุดหงิด

“ส่งให้ไอ้แตมแล้ว”

“เสียงแบบนี้ อย่าบอกนะว่าเพิ่งตื่น อย่าลืมนัดทำงานตอนเย็นนะเว้ย”

“เออๆ รู้แล้ว แค่นี้นะ กูจะไปอาบน้ำ” ผมกดวางสายโดยไม่รอฟังเสียงอะไรอีก หันไปมองคนที่อยู่บนเตียงและพบว่ามันยังหลับอยู่ ผมคว้าผ้าเช็ดตัวและเดินไปอาบน้ำ

ตอนออกมาก็เห็นว่าโซ่ตื่นแล้วและกำลังพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์ของมันอยู่บนเตียง ท่าทางลุกลี้ลุกลนของมันอยู่ในสายตาของผมทั้งหมด

“ตื่นแล้วเหรอ” โซ่หันมามองผม มันเหมือนตกใจจนนิ่งค้างไปนิด ก่อนจะเอ่ยตอบกลับมา

“ครับ.. เมื่อคืนเฮียเป็นคนพาผมกลับเหรอครับ” มันไม่ยอมสบตาผมอีกหลังจากที่พูดจบ ผมเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหาเสื้อมาใส่พลางเอ่ยตอบ

“ใช่ กูพามึงกลับ รู้สึกปวดหัวบ้างไหม” 

“ก็มึนๆนิดหน่อยครับ”

“จะอาบน้ำก่อนไหม กูแต่งตัวเสร็จแล้วจะพาไปส่งหอ”

“เดี๋ยวกลับไปอาบที่หอก็ได้ครับ” ได้ยินมันตอบกลับมาแบบนั้น ผมก็ไม่ได้ถามอะไรต่ออีก

หลังแต่งตัวเสร็จ ผมก็ขับรถพาโซ่ไปส่งหอ ตลอดทางมันไม่ได้พูดอะไรอย่างอื่นนอกจากบอกทาง ผมรู้ว่ามันกำลังรู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่กับผมแค่สองคน

“จอดตรงนี้ก็ได้ครับเฮีย” ผมขับรถมาหยุดอยู่หน้าหอพัก C
 
“ขอบคุณที่มาส่งครับ”

“เดี๋ยว” ผมยื่นขวดน้ำส้มที่เอามาจากห้องตัวเองให้คนข้างๆ

“ครับ ?”

“เอาไปกินแก้แฮงค์ดิ” โซ่รับขวดน้ำส้มไป ผมได้ยินมันพึมพำขอบคุณเบาๆ

เมื่อเห็นโซ่เดินเข้าหอไปเรียบร้อยแล้ว ผมถึงได้ขับรถออกไปเพื่อไปคอนโดไอ้ฟลุ๊คต่อ ตอนที่ไปถึง เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็อยู่กันครบหมดแล้ว ทั้งไอ้ฟลุ๊ค ไอ้ปัน ไอ้ซิก แล้วก็เฌอแตม

“กว่าจะเสด็จมาได้นะท่าน กูนึกว่ามึงตายไปแล้วซะอีก” เจ้าของห้องอย่างไอ้ฟลุ๊คเอ่ยทักด้วยประโยคที่ผมได้แต่ชูนิ้วกลางส่งให้มัน

“เมื่อคืนมึงกลับตอนไหนวะไอ้เต กูไปห้องน้ำแปปเดียว กลับมาก็ไม่เจอมึงละ” ไอ้ซิกเอ่ยถามขึ้นโดยไม่ละสายตาออกไปจากโน้ตบุ๊คที่มันกำลังทำงานด้วยซ้ำ

“กูพาน้องกลับก่อน มันโดนไอ้ฟลุ๊คมอมไป”

“น้องไหนวะ ไอ้ทีมน้องรหัสมึง กูก็เป็นคนแบกกลับ”

“น้องโซ่อ่ะ สายโคไอ้เฮียมัน” คราวนี้เป็นเฌอแตมที่พูดตอบแทน ไอ้ซิกละสายตาจากโน้ตบุ๊คมามองหน้าผมแทน

“โซ่ไหนวะ”

“ไอ้โซ่ รุ่นน้องโรงเรียนเก่าไอ้เฮียมันอ่ะ” ไอ้ฟลุ๊คเป็นคนตอบแทน ผมเห็นว่าไอ้ซิกทำท่าจะถามอะไรต่อ เลยพูดตัดบทมัน

“กูไปสูบบุหรี่นะ พวกมึงทำงานไปก่อนเลย” พูดจบผมก็ไปเดินออกไปที่ระเบียงทันที และเป็นไอ้ซิกที่เดินตามออกมาติดๆ มันยืนมองหน้าผมนิ่งๆก่อนจะถอนหายใจแล้วคว้าบุหรี่จากมือผมไปขยี้ทิ้ง

“มึงเลิกบุหรี่ได้แล้วไม่ใช่เหรอวะ กลับมาสูบทำไมอีก”

“เครียดเรื่องงานนิดหน่อย” ผมโกหก และไอ้ซิกก็ดูออก มันเป็นเพื่อนที่ผมคบมาตั้งแต่มัธยม จนมาสอบติดคณะเดียวกัน มหาลัยเดียวกัน ที่ผมไม่อยากคุยกับมันเพราะมันเป็นคนนึงที่รู้เรื่องระหว่างผมกับโซ่ดี

“เครียดเรื่องงาน หรือเรื่องโซ่กันแน่วะ”

“มึงจะถามให้มันได้อะไรขึ้นมา” 

“ก็มึงกำลังจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอ่ะ สภาพมึงตอนที่เพิ่งเลิกกับไอ้โซ่อ่ะ มึงจำไม่ได้เหรอวะ” ผมหันไปมองหน้าเพื่อน ก่อนจะดึงบุหรี่มวนใหม่ออกมาจุด

“แล้วถ้ากูกลับไปเป็นแบบเดิม มันจะทำไมวะ”

“ไอ้เต กูเป็นห่วงมึงนะ กูรู้ว่ามึงไม่ได้ปกติแบบที่มึงกำลังแสดงออกมาอ่ะ ทำไมมึงถึงไม่ยอมลืมสักทีวะ มันผ่านมาต้องสองปีแล้วนะเว้ย” ผมพ่นควันบุหรี่ออกมาช้าๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ



“ก็กูไม่ได้อยากลืม”











--------------------------------------------------------------
LYNJIIN

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
แค่รักกัน มันก็พอ

Chapter 3

คนลืมง่าย


[ So ]

“โซ่ กูแดกน้ำส้มมึงได้ป่ะ” ผมมองไอ้ทีมที่กำลังรื้อหาของกินในตู้เย็น พลางคิดว่าถ้ามึงจะรื้อขนาดนี้ ออกไปหาไรกินข้างนอกเลยดีไหม

“แดกไปเหอะ”

“เอ้อ แล้วเมื่อคืนมึงเป็นไงบ้างวะ กูภาพตัดตั้งแต่ 3 ทุ่มละ จำเหี้ยไรไม่ได้สักอย่าง ตื่นมาอีกทีก็อยู่ห้องพี่ฟลุ๊คเลยอ่ะ”
 
“ไม่รู้ กูจำไม่ได้เหมือนกัน” ผมตอบไอ้ทีมส่งๆ จะว่าไปผมก็ภาพตัดเหมือนกัน ความทรงจำล่าสุดคือหยุดอยู่ที่หน้าห้องน้ำ หลังจากนั้นก็ตื่นมาอีกทีบนเตียงเดียวกับเฮียเตแล้ว ถึงแม้มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เถอะ แต่พอมองไปยังเสื้อของรุ่นพี่ที่แขวนอยู่ทีไร แม่งก็รู้สึกแปลกๆทุกที

“แล้วใครมาส่งมึงวะ”

“เฮียเต”

“เฮียเต ? มึงหมายถึงพี่รหัสกูอ่ะนะ”

“เออ”

“ตกลงมึงเป็นรุ่นน้องเฮียตอนมัธยมใช่ป่ะ”

“มึงจะถามอะไรมากมายวะ ถ้าหิวก็ลงไปหาไรกินไป” ผมพูดตัดบทไอ้ทีม จนมันทำหน้าเศร้าสร้อยแบบที่เรียกได้ว่าไม่จริงใจเลยสักนิด 


หลายวันที่ผ่านมาผมไปเรียนตามปกติ ไม่ได้เจอเฮียเตอีกเลยนับตั้งแต่วันที่เขาขับรถมาส่ง ช่วงนี้เป็นช่วงประกาศคะแนนสอบกลางภาคด้วย ซึ่งคะแนนของผมอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้ดีอะไร อย่างน้อยก็ผ่านมีนทุกวิชา แต่ไอ้ทีมดูแล้วเหมือนจะน่าเวทนากว่าเล็กน้อย เพราะแม้แต่ครึ่งมีนมันยังคว้ามาไม่ได้
   
“ไอ้โซ่ มึงดูคะแนนแคลกูดิ ไอ้เหี้ยกูเรียนวิศวะทำไมก่อนเถอะ คะแนนเน่าฉิบหาย”

“นั่นสิ มึงดูไม่ค่อยไหวนะ ลาออกวันนี้เลยดีไหม” พอได้ยินผมตอบไปแบบนั้น ไอ้ทีมก็มองค้อนกลับมา

“มึงอ่ะ ไม่ให้กำลังใจกันเลย กูกำลังเครียดจริงๆนะเนี้ย”

“กูว่ามึงไปหาที่ติวเถอะไอ้ทีม สภาพนี้ไม่น่ารอดยันปี 4” ไอ้จีน เพื่อนอีกคนที่เพิ่งเดินถือจานข้าวกลับมาถึงโต๊ะพูดขึ้น

“เฮ้ย ! กูคิดออกละ กูว่ากูให้เฮียเตช่วยติวดีกว่า พวกมึงรู้ป่ะ เฮียเตแม่งเรียนเก่งมากเลยนะเว้ย ได้ที่ 1 เกือบทุกเทอมเลยอ่ะ” ผมสำลักน้ำแทบจะทันทีที่ได้ยินสิ่งที่ไอ้ทีมพูด 

“เอ้า แดกดีๆ ไม่ใช่เหล้า ไม่ต้องรีบยกหรอกเพื่อน” ผมรับทิชชู่ที่ไอ้จีนส่งมาให้เช็ดปากแบบลวกๆ ก่อนที่สายตาของผมจะไปสังเกตเห็นรุ่นพี่กลุ่มนึงกำลังเดินเข้ามาในโรงอาหารพอดี และเรือนผมสีเทาก็ยังคงสะดุดตาผมอยู่เหมือนเดิม

โรงอาหารคนค่อนข้างแน่นเนื่องจากเป็นช่วงเที่ยงพอดี ผมเห็นพี่เฌอแตมกำลังมองหาโต๊ะอยู่และบังเอิญเหลือเกินที่พี่เขาดันมาสบตากับผมพอดี ไอ้ทีมก็เหมือนจะเห็นพี่เขาเหมือนกัน มันถึงได้รีบตะโกนเรียกออกมาแบบไม่เกรงใจชาวบ้านชาวช่อง

“พี่เฌอค้าบบ !” ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าไอ้ทีมมันเรียกเพราะอยากให้พี่เขามานั่งโต๊ะเดียวกัน กลุ่มพี่ปี 3 เดินเข้ามาหาพวกผม หนึ่งในนั้นมีพี่รหัสผมอยู่ด้วย

“เป็นไงบ้างไอ้โซ่ หายเงียบไปเลยนะมึง” พี่ฟลุ๊คเป็นคนแรกที่เอ่ยทัก

“ก็ดีพี่”

“พวกพี่นั่งด้วยกันไหมครับ” ไอ้ทีมเสนอขึ้นมาโดยไม่ได้ถามความเห็นของผมกับไอ้จีนด้วยซ้ำ

“พวกมึงว่าไง กูว่าไม่น่ามีโต๊ะว่างแล้วมั้ง นั่งกับพวกแม่งนี่แหละ เบียดๆหน่อย ดีกว่ายืนแดกละกัน” พูดจบพี่ฟลุ๊คก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆไอ้ทีม ทำเอาไอ้ทีมสีหน้าออกว่าเสียดายที่ไม่ได้นั่งข้างพี่เฌอแตม

รุ่นพี่ผู้ชายอีกคนที่ผมรู้สึกคุ้นหน้าเล็กน้อยนั่งลงข้างๆพี่ฟลุ๊ค ส่วนเฮียเตนั่งลงข้างผม ถัดจากเขาก็เป็นพี่เฌอแตมและรุ่นพี่อีกคนที่ผมไม่รู้จัก ผมสังเกตได้ว่ารุ่นพี่ที่นั่งอยู่ตรงข้ามมองหน้าผมบ่อยมาก จนขนาดพี่ฟลุ๊คเองยังสัมผัสได้

“ไอ้ซิก มึงมองไอ้โซ่ทำไมเนี้ย คือโรงเรียนมัธยมพวกมึงสอนให้มองหน้ารุ่นพี่รุ่นน้องกันหรือยังไง ถ้าจำน้องมันได้ ก็ทักไปดิวะ”

ผมนึกย้อนกลับไปตอนมัธยม ก่อนจะจำได้ลางๆว่าพี่ซิกคือเพื่อนเฮียเตตอนเรียนมัธยม นั่นทำให้ผมเข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมเขาถึงได้มองผมบ่อยนัก พี่ซิกยิ้มเล็กน้อย

“น้องมันน่าจะลืมกูไปแล้วมั้ง ใช่ป่ะโซ่” ประโยคสุดท้ายเขาพูดพร้อมทั้งมองหน้าผมตรงๆ

“ครับ ?” ผมไม่เข้าใจที่พี่ซิกกำลังจะสื่อมากนัก จนกระทั่งได้ยินประโยคถัดมานั่นแหละ

“ปกติมึงไม่ใช่คนลืมยากอะไรอยู่แล้วนิ” พี่ซิกกับเฮียเตเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก ไม่แปลกที่เขาจะไม่พอใจตอนเห็นหน้าผม แต่ขอโทษเถอะ ผมเองก็ไม่ได้ใจเย็นพอที่จะทนฟังคำพูดกระทบกระทั่งได้เฉยๆโดยไม่ตอบโต้อะไร

“ถ้าสำคัญพอ ผมก็คงไม่ลืมหรอกครับ” ประโยคนี้ผมพูดตอบกลับพี่ซิกอย่างไม่ได้คิดอะไร  ก่อนจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าคำพูดเมื่อกี้มันไม่ใช่คำพูดที่ดีสักเท่าไหร่นัก

“กูไปซื้อข้าวนะ” เฮียเตลุกขึ้นและเดินออกไปทันทีที่พูดจบ

“อะไรของพวกมึงวะ ไอ้เฮียมันรำคาญละเห็นไหมเนี้ย พอๆ ไปหาอะไรแดกไป” พี่ฟลุ๊คพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศไม่ดีระหว่างผมกับพี่ซิก หลังจากนั้นพี่ซิกก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เขาลุกขึ้นเดินตามเฮียเตไปติดๆ
 
บทสนทนาเมื่อกี้ทำให้ความอยากอาหารของผมหายไปหมด การเผชิญหน้ากับเฮียเตแม่งไม่ดีต่อผมเลยสักนิด ผมเลยบอกพวกพี่ๆแล้วก็ไอ้ทีมว่าจะไปหาหนังสืออ่านที่หอสมุดแทน ทีแรกไอ้ทีมก็จะตื้อตามมาด้วย จนโดนพี่ฟลุ๊คด่าเข้าให้มันถึงได้นั่งจ๋อยอยู่ที่เดิม


ผมอยู่ในหอสมุดตั้งแต่ช่วงเที่ยงถึงเย็นเพราะไม่มีเรียนเรียนแล้วหลังจากนั้น ตอนที่กำลังจะเก็บของและกลับหอ จู่ๆฝนแม่งก็ตกพอดี จนผมคิดว่าอะไรมันจะประจวบเหมาะได้ขนาดนี้ นั่งอยู่ตั้งหลายชั่วโมงไม่ตก ดันมาตกเอาตอนนี้ ผมยืนชั่งใจหน้าหอสมุดอยู่นานว่าจะเอายังไง จนกระทั่งเมื่อเห็นว่าฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก ผมเลยตัดสินใจว่าจะวิ่งฝ่าฝนออกไป 

ในตอนที่วิ่งออกไปนั้น ผมก็รู้สึกได้ว่ามีคนวิ่งตามมา เงาร่มที่บดบังสายฝนทำให้ผมหันไปมองคนที่ถือร่มคันนั้น ก่อนจะเห็นใบหน้าที่ผมพยายามเลี่ยงไม่เจอเมื่อตอนเที่ยงอีกครั้ง เฮียเตยื่นร่มมาให้ใกล้ผมมากกว่าเดิมจนผมเผลอถอยหนี

“อยู่นิ่งๆ” น้ำเสียงของเขาติดจะดุเล็กน้อย จนทำเอาผมก้าวเท้าไม่ออก

“..”

“เดี๋ยวกูไปส่ง”
 
“ไม่เป็นไรเฮีย” เฮียเตราวกับไม่ได้ยินที่ผมพูด เขาจับข้อมือผมและพาเดินไปด้วยกัน มันเหมือน.. ตอนที่เรายังคบกัน


“โซ ! อย่าวิ่งตากฝนดิ”

“ก็ฝนมันไม่ยอมหยุดตกอ่ะเฮีย”   

“งั้นก็หัดพกร่มไว้บ้าง เฮียกางร่มให้เราไม่ได้ทุกครั้งที่ฝนตกหรอกนะ”



ผมลอบมองคนข้างๆเล็กน้อย สังเกตเห็นว่าไหล่อีกด้านของเขาเปียกจนชุ่มไปหมด แต่ตัวผมกลับโดนแค่ละอองฝนจางๆเท่านั้น ผมเอามือไปจับก้านร่มและเลื่อนไปหาเขาบ้าง

“ไม่เป็นไร”

“เฮียจะพูดว่าไม่เป็นไร ทั้งๆที่เสื้อเฮียเปียกไปหมดแล้วไม่ได้นะ”

ตลอดทางที่เดินมาจนถึงรถเฮียเต เขายังคงกางร่มให้ผมจนตัวเองเปียกหมดเกือบทั้งตัวอยู่ดี เฮียเตถอดเสื้อช็อปตัวนอกออกและโยนไว้หลังรถ

ความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างเราไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดเหมือนตอนแรกๆที่ต้องอยู่ด้วยกันแล้ว มีคำถามหลายอย่างที่ผมอยากจะถามคนข้างๆ แต่ผมรู้ดีว่าเส้นบางเส้นมันก็ไม่ควรจะข้ามไป เรื่องของผมกับเฮียมันจบลงไปแล้ว และบางอย่างมันก็ควรค่าแค่เก็บไว้ให้คิดถึง

ในตอนที่กำลังนั่งรถอยู่ โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นพอดี ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทำให้ผมหันไปมองคนข้างๆ และพบว่าเขาหันมาพอดี แววตาของเขาสั่นไหวไปเล็กน้อย นั่นทำให้ผมไม่ได้กดรับจนโทรศัพท์ตัดสายไป



1 Missed Call from Getty









------------------------------------------------------------
LYNJIIN

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
แค่รักกัน มันก็พอ

Chapter 4

แค่คนรู้จัก



[ So ]

ในตอนแรกผมคิดว่าเฮียเตจะพูดอะไรบ้าง แต่เขากลับเงียบไปเลยจนกระทั่งส่งผมกลับหอเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ เขาถึงได้ยื่นร่มมาให้ผมและบอกให้พกติดตัวไว้ด้วย  ผมเอ่ยปากขอบคุณเขาแล้วก็ลงจากรถไปทันที

“ไอ้โซ่ มึงกลับมายังไงวะ ฝนตกหนักเลยไม่ใช่เหรอ” ไอ้ทีมที่นอนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บนเตียงทักขึ้นตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมเปิดประตูเข้าห้อง

“ไม่ได้เดินกลับมาแน่ๆอ่ะ”

“เอ้า กวนตีนอีก นี่พูดดีๆกับน้องทีมไม่เป็นเลยใช่ป่ะ”

“พูดว่าน้องอีกคำ กูไล่มึงไปนอนนอกห้องจริงๆนะ” 

“หยอกเล่นไง หยอกเล่น ชีวิตไม่ติดตลกเลยมึงอ่ะ” ผมไม่ได้สนใจจะต่อล้อต่อเถียงกับมันอีก

โทรศัพท์ของผมดังขึ้นมาอีกครั้ง บนหน้าจอก็ยังคงเป็นชื่อเดิม ต่างกันที่คราวนี้ผมกดเลื่อนรับสายและเดินเลี่ยงไอ้ทีมออกไปคุยตรงระเบียง

“รับสายช้าจังวะ” ปลายสายเอ่ยบ่นทันทีที่ผมกดรับ

“พอดีติดธุระนิดหน่อย มีอะไร”

“ก็ไม่ได้มีอะไรหรอก แค่จะถามว่าเป็นไงบ้าง ในกลุ่มเห็นมีมึงคนเดียวเงียบหายไปเลย” เก็ตบ่นเสียงอ่อย

“กูสบายดี แค่นี้ใช่ป่ะ วางนะ” พอผมทำท่าจะวางสาย ปลายสายก็เหมือนจะโวยวายขึ้นมา 

“ไอ้โซ่ เดี๋ยว !”

“มีอะไรอีก กูหิวข้าวละ จะไปหาอะไรกิน”

“สเตตัสในเฟสของมึงกับกูอ่ะ เอาออกได้ยังวะ พอดีคนที่มาจีบกูเค้าสับสนจนคิดว่ากูกับมึงเป็นแฟนกันจริงๆแล้วอ่ะ” ได้ยินแบบนั้นผมจึงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบไป

“เออ เอาออกเถอะ” หลังคุยกับเก็ตจบ ผมก็เดินกลับเข้ามาในห้อง ยังไม่วายต้องมาเห็นสายตาที่มองแซวมาของไอ้ทีม

“กูล่ะอยากมีสาวโทรหาบ้างจริ๊งๆ”

“งั้นก็ดีแล้วที่ไม่มี สงสารผู้หญิง” พอฟังที่ผมพูดจบไอ้ทีมมองค้อนมาทันที


ช่วงนี้ตอนที่ไปมหาลัย ผมเลี่ยงไม่ไปกินข้าวที่โรงอาหารคณะอีกเพราะกลัวจะเจอเฮียเตเข้า การไม่เจอกันเลยน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดระหว่างผมกับเขา แต่บางครั้งสิ่งที่คิดกับความเป็นจริงมันมักจะไม่ได้เป็นตามที่เราต้องการเสมอไป ผมตระหนักถึงความจริงข้อนี้ได้ก็ในตอนที่กำลังนั่งมองไอ้ทีมทำโจทย์แล้วมีเฮียเตนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนั่นแหละ

“ผมไม่ไหวแล้วอ่ะเฮีย ทำไมมันยากจังวะ” ไม่ต้องถามเลยว่านี่คือสถานการณ์แบบไหน ไอ้ทีมทึ้งผมตัวเองอย่างหัวเสีย โดยมีพี่ฟลุ๊คมองตามด้วยสายตาสมเพชอย่างไม่ปกปิด

“มึงโง่เองรึเปล่าไอ้ทีม ไอ้เฮียพูดแปปเดียวกูก็เข้าใจแล้วนะ มีมึงอ่ะ ไม่เข้าใจอยู่คนเดียว” พี่ฟลุ๊คพูดขึ้นมาจนผมรู้สึกเจ็บแทนไอ้ทีมขึ้นมาเลยทีเดียว

“วันนี้พอแค่นี้ได้ป่ะเฮีย ผมเหนื่อยแล้วอ่ะ นี่มันก็ดึกแล้วด้วย ยุงเยอะอ่ะ”

ตอนนี้เป็นเวลาใกล้จะสามทุ่ม เกือบสามชั่วโมงที่ผมโดนไอ้ทีมหลอกให้มานั่งเป็นเพื่อนที่ใต้คณะ ยอมรับว่าผมผิดเองที่ไม่ได้ถามมันตั้งแต่แรกว่ามาทำไม จนมาเห็นพี่ฟลุ๊คและเฮียเตนั่งอยู่ใต้คณะเหมือนกันนั่นแหละ ถึงได้เข้าใจว่ามันจะมาให้รุ่นพี่ติวหนังสือให้ ซึ่งพอผมจะขอกลับก่อนแม่งก็ไม่ทันแล้ว นี่มันเข้าข่ายยิ่งหลบหน้า ยิ่งพบเจอชัดๆ

“ถ้ามึงทำข้อนี้ได้ กูถึงจะให้กลับ” เฮียเตยังคงจดจ่ออยู่กับการเคี่ยวเข็ญไอ้ทีม จนมันพูดบ่นไม่หยุด

“เฮีย.. มันยากจริงๆนะ กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ความฉลาดผมก็เหมือนกันนะเฮีย”

“กูจะทำให้มึงสร้างกรุงโรมเสร็จวันนี้แหละ” ว่าแล้วเฮียเตก็ยื่นกระดาษที่มีโจทย์เลขข้อหนึ่งมาให้ไอ้ทีมทำ

อีกกว่าครึ่งชั่วโมงที่ไอ้ทีมนั่งแก้โจทย์ จนในที่สุดมันก็ได้คำตอบที่ถูกต้องสักที ระหว่างที่รอมันเก็บของ ผมเลยเดินไปเข้าห้องน้ำ ตอนที่กำลังจะเดินออกไปก็สวนกับเฮียเตที่เดินเข้ามาพอดี ผมชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเดินต่อไปโดยพยายามไม่สนใจเขา

“โซ่” เสียงเรียกของเขาฉุดเท้าผมไว้

“มึง.. ยังคบกับเก็ตอยู่รึเปล่า” ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงถามผมแบบนั้น และไม่รู้ด้วยว่าเขาจำได้ไหมว่าเมื่อสองปีก่อนเขาก็เคยถามผมแบบนี้

ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างเราอีกครั้ง ผมเงียบเพราะไม่รู้ว่าคำตอบไหนคือคำตอบที่ถูกต้อง ผมเองที่เป็นคนขีดเส้นความสัมพันธ์นี้ขึ้นมา ความสัมพันธ์ที่ผมกับเขาเป็นแค่คนรู้จักกัน ทั้งๆที่ผมแม่งก็ไม่ได้อยากเป็น..

“ยังคบกันอยู่เฮีย” ครั้งก่อนผมตอบเขาด้วยคำพูดที่โกหก ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน

ผมเดินออกมาจากห้องน้ำทันทีโดยไม่รอฟังเขาพูดอะไรอีก ไอ้ทีมที่สะพายกระเป๋ารออยู่แล้วลุกขึ้นเมื่อเห็นผม ก่อนที่มันจะขมวดคิ้วเล็กน้อย

“หน้ามึงเปื้อนน้ำอะไรวะ” ผมยกมือขึ้นเช็ดหน้าลวกๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ

“เมื่อกี้ล้างมือมา น้ำคงกระเด็นไปโดนมั้ง มึงอ่ะ เสร็จยัง กูง่วงแล้วเนี้ย”

“กูอุตส่าห์ตกใจ เห็นทำหน้าเหมือนโดนเมียทิ้ง นึกว่าแอบไปร้องไห้มา”

“มึงมาก็ดีละ พี่ปี 4 ฝากมาบอกว่าสิ้นเดือนนี้สายเราจะมีพาไปเลี้ยงที่ทะเลอ่ะ พอดีที่บ้านพี่เค้าเพิ่งสร้างรีสอร์ทเสร็จ เลยชวนสายรหัสไปเที่ยวด้วยเลย” ผมยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ไอ้ทีมก็แทรกขึ้นมาซะก่อน

“ผมได้ไปด้วยป่ะพี่ ผมก็เป็นสายโคไอ้โซ่นะ”

“เออ ก็ไปกันหมดเนี้ย ทั้งมึง กู ไอ้โซ่ ไอ้เฮีย” ชื่อสุดท้ายทำเอาผมจะเอ่ยปากปฏิเสธไป

“ผมว่าผมไม่..”

“ไม่ต้องปฏิเสธ โอเคนะ กูตอบตกลงไปแล้ว ขี้เกียจไปบอกพี่เค้าหลายรอบ” พี่ฟลุ๊คพูดตัดโอกาสที่ผมจะปฏิเสธไป

เฮียเตเดินออกมาจากห้องน้ำ เขายังคงอาสาที่จะไปส่งผมกับไอ้ทีมที่หอโดยมีพี่ฟลุ๊คติดรถไปด้วย ไอ้ทีมกับพี่ฟลุ๊คตีกันตลอดทางอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ผมทนมองสองคนทะเลาะกันไม่ไหว จึงหลับตาลง กะว่าจะพักสายตาสักพักจนกว่าจะถึงหอ แต่เสียงคุยโทรศัพท์กลับดึงความสนใจผมขึ้นมาแทน 

“อาทิตย์นี้เฮียไม่น่าจะได้ไปหาแล้วนะ พอดีติดเข้าแลป”

“เฮียก็คิดถึงเราเหมือนกัน”

“โอเคครับ ไว้คุยกันนะ เฮียขับรถอยู่” สาบานได้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะฟังสิ่งที่เฮียเตพูดเลยแม้แต่นิดเดียว

“ฮอตจังวะไอ้เฮีย ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังมีสาวโทรหามึงอีก” ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น เพื่อจะดึงความสนใจของตัวเองออกจากบทสนทนาของคนทั้งคู่

“น้องกูเถอะ”

“ให้มันจริงเถ๊อะ คุยกับน้องซะเสียงหวานเลยนะมึง” พี่ฟลุ๊คยังคงแซวต่อไม่หยุด จนเฮียเตเหมือนจะเงียบเพื่อตัดความรำคาญไป


พอถึงหอ ผมก็อาบน้ำและทิ้งตัวลงนอนบนเตียงทันที ส่วนไอ้ทีมก็อ่านหนังสือต่อจนเกือบเช้า จนวันรุ่งขึ้นตอนไปเรียนมันถึงได้เข้าไปหลับในคาบเรียนทั้งคาบ ผมรู้สึกเวทนามันล่วงหน้านิดหน่อย ปลายภาคก็คงไม่ต่างจากกลางภาคหรอกสภาพนี้

“กูเรียนวิชาของอาจารย์สุธีไม่รู้เรื่องเลยว่ะ พวกมึงเรียนรู้เรื่องกันเปล่าวะ” ไอ้ทีมบ่นๆออกมาเมื่ออาจารย์เดินออกจากห้องไปได้ไม่กี่ก้าว ไอ้จีนเลยเอาแขนไปคล้องคอไอ้ทีมพลางพูดขึ้น

“กูว่านะ.. อาจารย์สุธีไม่ได้สอนไม่เข้าใจหรอกเว้ย น่าจะผิดที่มึงมากกว่า”

“ทำไมวะ” ไอ้ทีมถามด้วยหน้าตาที่สงสัย จนผมคิดในใจว่ามันไม่รู้จริงๆหรือเป็นมุขกันแน่

“มึงโง่ไง”

“พวกมึงอ่ะ ชอบบูลลี่กู แค่นี้กำลังใจจะเรียนก็ไม่มีอยู่ละ” 

“ลาออกไง กูบอกตั้งแต่ครั้งก่อนละ” ได้ยินผมพูดแบบนั้น ไอ้ทีมก็ทำหน้าสลดลงไปจนน่าหมั่นไส้

“กูไม่คุยกับพวกมึงละ”

“ไอ้โซ่ !” เสียงตะโกนเรียกชื่อทำให้ผมหันไปดู จึงพบเข้ากับพี่ฟลุ๊คยืนอยู่หน้าห้อง

“หวัดดีครับพี่ฟลุ๊ค” ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยถามว่าพี่ฟลุ๊คมาทำไม พี่แกก็ยื่นหนังสือประมาณสี่ห้าเล่มมาให้ผม
 
“กูเอาหนังสือมาให้เผื่อมึงต้องใช้ แล้วก็นี่ไอ้เฮียฝากมาให้ไอ้ทีม” ชีทสรุปเนื้อหาและเลคเชอร์อีกสามชุดถูกส่งมาจากรุ่นพี่ตรงหน้าเช่นกัน

“โอเคเลยพี่ ขอบคุณมากครับ”

ผมพลิกเปิดชีทเลคเชอร์คร่าวๆ ก่อนจะไปสะดุดตากับคำๆนึงที่ดูไม่ได้จะเกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหาที่เรียนในเลคเชอร์เลยแม้แต่น้อย











-----------------------------------------------------------
LYNJIIN




ออฟไลน์ meanmena

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
คิด​ถึง

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 113
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
อยากรู้สาเหตุที่น้องบอกพี่ว่าคบกับเก็ตอ่ะ​

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
แค่รักกัน มันก็พอ

Chapter 5

เลี้ยงสายที่หัวหิน


[ Tae ]

“ไอ้เต พรุ่งนี้มึงจะไปหัวหินจริงๆเหรอวะ” ผมเงยหน้าจากรายงานที่กำลังเขียน เห็นไอ้ซิกกำลังมองมาอย่างจริงจัง แต่ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไรออกไป ไอ้ฟลุ๊คก็พูดขึ้นมาซะก่อน

“แล้วทำไมไอ้เฮียจะไปไม่ได้วะ”

“ไอ้โซ่ก็ไปใช่ป่ะ” สีหน้าของไอ้ซิกดูหงุดหงิดเล็กน้อย

“ไปดิ ไปกันทั้งสายยกเว้นพวกน้องปี 2 อ่ะ มันติดทำแลปกัน เลยอด ว่าแต่มึงเถอะไอ้ซิก มึงไม่ชอบหน้าน้องกูป่ะเนี้ย”

“ก็ไม่เชิง พอดีตอนมัธยมมีปัญหากันนิดหน่อย”  ไอ้ซิกตอบไอ้ฟลุ๊ค แต่สายตาของมันกลับยังมองมาที่ผม จนผมถอนหายใจออกมาเบาๆ เลือกที่จะละสายตาจากมันไปคุยกับไอ้ฟลุ๊คแทน

“เดี๋ยวพรุ่งนี้กูขับรถไปรับมึงก่อน แล้วค่อยไปรับคนอื่นทีหลัง มึงนัดเวลาพวกมัน แล้วทักมาบอกกูด้วยละกัน” ผมพูดพลางเก็บของไปด้วย

“มึงไม่มานอนห้องกูเลยวะ จะได้ออกพร้อมกัน”

“วันนี้กูว่าจะกลับบ้าน น้องกูเริ่มบ่นละ”

“เออๆ งั้นขับรถดีๆ ไว้เจอกัน”


บ้านผมไม่ได้อยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ขับรถไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงแล้ว ผมเลี้ยวรถเข้ามาจอด ก่อนจะสังเกตเห็นว่ารถของทุกคนในครอบครัวจอดอยู่ครบจนน่าแปลกใจ ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถ เสียงตะโกนเรียกก็ดังขึ้นจนผมต้องหันไปมอง

“เฮียเต !!”

“หมวย อย่าวิ่ง” ผมพูดออกไปอย่างดุๆเมื่อเห็นว่าน้องสาวตัวเองกำลังวิ่งเข้ามาหาอย่างไม่ระวังอะไร

“ก็หมวยคิดถึงอ่ะ เฮียไม่กลับมาตั้งหลายเดือน ม้าบ่นคิดถึงเฮียจนหมวยหูชาหมดแล้วเนี้ย” ผมเอื้อมมือไปกอดคอน้องสาวแล้วเดินเข้าบ้านไปด้วยกัน

“เฮียเห็นรถของติกับป๊าจอดอยู่ วันนี้อยู่กันครบเลยเหรอ”

“ใช่ค่ะ ป๊าเรียกเฮียติกลับมาด้วย เห็นว่ามีเรื่องจะคุยกับเฮียติ” 

ผมเดินเข้าบ้านไป เห็นแม่บ้านกำลังตั้งโต๊ะกินข้าวเย็นพอดี เลยเอาของขึ้นไปเก็บบนห้องก่อนจะเดินลงมาข้างล่าง จังหวะที่เปิดประตูห้องนอนออกมา ก็เจอเข้ากับน้องชายคนกลางเข้าพอดี ผมสังเกตได้ว่าสีหน้าของน้องดูไม่ดีเท่าไหร่นัก
 
“เป็นอะไรรึเปล่า”

“เปล่าเฮีย.. ไม่มีอะไร” ติตอบทั้งๆที่ไม่สบตาผมด้วยซ้ำ แต่ผมไม่ได้อยากคาดคั้นน้องมากนัก จึงปล่อยเลยตามเลย

ในระหว่างที่นั่งกินข้าวด้วยกัน ไม่มีใครพูดอะไรมากนัก นอกจากม้าที่คอยถามความเป็นไปบ้าง ผมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศน่าอึดอัดที่เกิดขึ้นระหว่างน้องชายและป๊า

“ติ ช่วงนี้การเรียนเป็นไงบ้าง” สิ่งที่ป๊าเอ่ยถาม ทำเอาติชะงักไป

“ก็.. เรื่อยๆครับ”

“แล้วจะเรียนต่อที่ไหน คิดไว้รึยัง”

“ติอยากเรียนต่อด้านวาดรูป” ประโยคนั้นของน้องชาย ทำให้ผมมองหน้าป๊าเงียบๆ

“แล้วเรียนจบไปจะทำงานอะไร”

“..”

“ลองไปคิดๆดูนะ คณะที่จะช่วยงานที่บ้านได้น่ะ มีเยอะแยะ ถ้าวาดรูปแล้วมันช่วยงานได้ ป๊าก็จะส่งแกเรียนต่อ”

“ครับ”


หลังจบอาหารมื้อนั้น ติก็ปลีกตัวเข้าห้องไปทันที ผมค่อนข้างเป็นห่วงน้องพอสมควร จึงตามขึ้นไปดู ป๊าค่อนข้างเป็นคนดุ เขามักจะเคร่งกับน้องชายผมมากกว่าคนอื่นในบ้าน ส่วนนึงเป็นเพราะป๊าเป็นห่วงเจ้าติมากกว่าพี่น้องคนอื่นด้วยเช่นกัน ในบรรดาลูกสามคน ตินับได้ว่าเป็นคนที่พูดคุยกับป๊าน้อยที่สุด การที่เขาจะไม่เข้าใจสิ่งที่ป๊าทำมันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก

ก๊อก ก๊อก

“เฮียเอง” หลังจากพูดไปไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก สีหน้าเจ้าของห้องฉายแววไม่พอใจอยู่หลายส่วน

“มีอะไร” ติถามเสียงห้วน

“ถ้าติจะโกรธป๊า เฮียก็เข้าใจได้นะ แต่อย่าพาลใส่เฮีย” ผมเอ่ยปากเตือน เพราะไม่อยากให้น้องติดนิสัยไม่ดีไปใช้ แต่ติดูเหมือนจะไม่เข้าใจนัก
 
“แล้วเฮียมีอะไรจะคุยกับติ ถ้าจะมาพูดเรื่องที่ป๊าคุยกับติ ก็ไม่ต้อง ติไม่อยากคุยเรื่องนั้นแล้ว” ทีแรกผมกะจะพูดกับติให้เข้าใจ แต่เมื่อเห็นท่าทีของน้องแล้ว ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวไปก่อนอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

“งั้นก็พักผ่อนเถอะ”


ผมกลับเข้าไปในห้องตัวเอง เพื่อจัดของสำหรับไปเลี้ยงสาย ระหว่างกำลังจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋า สายตาของผมก็ไปสังเกตเห็นกล่องในหนึ่งที่ด้านในสุดของตู้เสื้อผ้า ผมลังเลเล็กน้อย ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาเปิดดู รูปภาพใบหนึ่งถูกหยิบขึ้นมา มันคือรูปคู่ใบแรกและใบเดียวของผมกับโซ่ ตอนนั้นน้องมันยังยิ้มกว้างจนตาหยีอยู่เลย มุมขวาล่างของรูปเขียนเลข 07/07/2017 เอาไว้

“ยังคบกันอยู่เฮีย”

ประโยคที่เคยได้ยินเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนวนกลับมาฉายซ้ำ จนทำให้ผมต้องเก็บทุกอย่างลงกล่องไปตามเดิม ถ้าโซ่ยังยิ้มได้แบบวันก่อนอยู่ บางทีผมอาจจะลืมมันได้ดีกว่านี้ ถ้ามันคบคนใหม่ แล้วใช้ชีวิตให้ดีจนผมอิจฉา ตอนนี้ผมคงไม่กลับมาคิดเรื่องของมันอีกแล้ว


วันรุ่งขึ้น ผมออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด ประจวบเหมาะกับที่ป๊าตื่นมาออกกำลังกายพอดี จึงได้บอกลาตอนนั้นเลย ผมขับรถมารับไอ้ฟลุ๊คเป็นคนแรก และขับรถไปรับโซ่กับทีมที่หอต่อ

“เมื่อคืนได้นอนบ้างป่ะเนี้ย หน้ามึงไม่พร้อมจะขับรถเลยนะ” ไอ้ฟลุ๊คทักจนผมอยากจะเปิดรายงานที่นั่งทำทั้งคืนให้มันดู

“รายงานพวกมึงกูลบไฟล์ทิ้งได้นะ”
 
“แหม ขอโทษครับเฮีย แซวเรื่องหน้าตาไม่ได้เลยนะครับเนี้ย แล้วเด็กหลังรถนั่งนิ่งเลยวะเฮ้ย ไม่ครึกครื้นหน่อยวะ จะไปเที่ยวทั้งทีนะเนี้ย” ไอ้ฟลุ๊คหันไปพูดกับน้องด้านหลัง และเป็นไอ้ทีมที่ดีดตัวขึ้นมาตอบทันที

“พี่ฟลุ๊คต้องดูนาฬิกาบ้าง นี่มันคือ 8 โมงเช้านะ น้องทีมง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้วเนี้ย จะให้มาโวยวายเหมือนพี่ฟลุ๊คคงทำไม่ได้หรอก”

“มึงหลอกด่ากูป่ะเนี้ย”

ไอ้ฟลุ๊คชวนไอ้ทีมทะเลาะตลอดทาง จนผมเกิดสงสัยขึ้นมาว่ามันแค่แกล้งน้องเล่น หรือตั้งใจหาเรื่องจริงๆ ผมมองผ่านกระจกหลัง เห็นโซ่หลับไปแล้วโดยที่หัวมันพิงอยู่กับกระจก ผมจึงชะลอความเร็วรถลงเล็กน้อย


ผ่านไปเกือบๆสองชั่วโมงครึ่ง ก็มาถึงยังรีสอร์ทแห่งหนึ่งใกล้กับชายหาดหัวหิน พี่เป้เป็นคนแรกที่เดินเข้ามาหาตั้งแต่ผมจอดรถ พี่แกเรียนปี 4 และกำลังทำโปรเจคจบอยู่ รุ่นน้องเลยไม่ค่อยเห็นหน้าแกในมหาลัยสักเท่าไหร่นัก ยิ่งช่วงนี้ใกล้ไฟนอลแล้ว พวกปี 4 คงปั่นงานกันหัวหมุนน่าดู

“โห ไอ้เต หัวเด่นมาตั้งแต่หน้าปากซอยเลยนะมึง”

“ไม่ขนาดนั้นพี่” ยังไม่ทันจะได้คุยอะไรกันต่อ ไอ้ฟลุ๊คที่เพิ่งลงจากรถก็เดินมาทักทายพี่เป้ทันที

“อะไรเนี้ยพี่เป้ บ้านรวยขนาดนี้ไม่ยอมบอกกันเลย ผมจะได้ไถตังค์พี่ให้หมดตัวอ่ะ” ไอ้ฟลุ๊คพูดพลางสังเกตรอบๆรีสอร์ทของครอบครัวพี่เป้ไปด้วย

“พอเลยมึงอ่ะ แล้วสองคนนั่น ปี 1 เหรอวะ”  พี่เป้หันไปสนใจอีกสองคนข้างหลังแทน ผมเห็นโซ่ยังมีท่าทีมึนๆเหมือนเพิ่งตื่น
 
“เดี๋ยวนี้มหาลัยคัดหน้าตามาเรียนรึเปล่าวะ รุ่นหลังกูแม่งมีแต่เด็กหน้าตาดี”

“ชมกันตรงๆอย่างงี้ ผมก็เขินนะพี่”

“ยกเว้นมึงคนนึงอ่ะไอ้ฟลุ๊ค แล้วน้องชื่ออะไรกันบ้างเนี้ย”  พี่เป้ถามขึ้น ไอ้ทีมที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเอ่ยปากตอบ

“ผมชื่อทีมครับพี่ เป็นน้องรหัสเฮียเต ส่วนนี่ไอ้โซ่ เป็นน้องรหัสพี่ฟลุ๊ค”

“เออ ยินดีต้อนรับเข้าสายนะ กูเป็นพี่รหัสไอ้ฟลุ๊ค สายโคไอ้เต อยู่ที่นี่ก็ทำตัวตามสบายได้เลยนะ ขาดเหลืออะไรก็บอกได้ กูรวย”

“ทีกับพวกผมนี่เลี้ยงทิ้งเลี้ยงขว้างนะพี่”

“แต่ก็เลี้ยงป่ะวะ ไปๆ เอาของไปเก็บที่ห้องกันก่อน แล้วนี่ใครจะนอนกับใคร กูจองไว้ 2 ห้องใหญ่ แต่ถ้าจะนอนรวมกันก็แล้วแต่พวกมึงเลย”

“ไอ้เฮียมึงนอนกับโซ่ เดี๋ยวกูนอนห้องเดียวกับไอ้ทีมเอง” ผมยังไม่ทันจะตอบตกลงอะไร ไอ้ฟลุ๊คก็ลากไอ้ทีมให้เดินไปด้วยกัน เหลือผมกับโซ่ที่ยังยืนอยู่ด้วยกัน

“เดี๋ยวกูไปคุยให้มันย้ายห้องให้ มึงจะได้นอนกับไอ้ทีม” ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรที่จะนอนห้องเดียวกับโซ่ แต่เดาว่ามันน่าจะไม่สบายใจที่จะอยู่ห้องเดียวกับผมมากกว่า ผมจึงพูดออกไปแบบนั้น

“ไม่ต้องก็ได้เฮีย ไม่เป็นไร”









--------------------------------------------------------------
ช่วงนี้ติดสอบนะคะ มาช้าหน่อย  :pig4:
LYNJIIN

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2020 13:58:10 โดย LYNJIIN »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
แค่รักกัน มันก็พอ
Chapter 6
ความสัมพันธ์ที่เจ็บ



[ So ]

ผมโยนกระเป๋าของตัวเองลงบนเตียงขนาดคิงไซส์ ก่อนจะเดินไปเปิดผ้าม่าน เพื่อดูวิวของห้องที่ได้ และพบว่ามันเป็นห้องที่เห็นชายหาดพอดี จังหวะที่หมุนตัวกลับมาก็เจอเฮียเตที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องพอดี ผมชะงักไปเล็กน้อย ตอนแรกคิดว่าพี่เป้จะจองห้องเตียงคู่ให้ เลยลืมคิดไปเลยว่าถ้าเป็นเตียงเดี่ยวจะเป็นไง

“ไอ้ฟลุ๊คบอกว่าตอนเย็นค่อยไปเดินตลาดกลางคืนกัน กูว่าจะนอนพักหน่อย มึงจะอยู่นี่ หรือจะไปห้องพวกนู้นก็ได้นะ ห้องติดกันเลยซ้ายมือ”  ร่องรอยอ่อนล้าจางๆบนหน้าเฮียเตบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาค่อนข้างเหนื่อยพอสมควร

“งั้นเดี๋ยวผมมานะ”  พูดจบผมก็เดินออกจากห้องไปทันที


รีสอร์ทของพี่เป้มีลักษณะเหมือนบ้านเป็นหลังๆ ซึ่งผมแทบไม่ต้องหาเลยว่าไอ้ทีมอยู่หลังไหน เพราะเสียงโวยวายของมันดังเอะอะออกมาจากบ้านหลังข้างๆนี่เอง

“พี่ฟลุ๊ค พี่จะมานอนกับผมทำไมเนี้ย ทำไมไม่ไปนอนกับเฮียเตล่ะ”

“อะไร นี่ทริปกระชับความสัมพันธ์ มึงกับไอ้โซ่นอนด้วยกันทุกวัน ครั้งนี้นอนกับกูนี่แหละ อย่าบ่น”

“เหตุผลอะไรของพี่เนี้ย พี่แย่งพื้นที่เตียงผมอ่ะ ขยับหน่อยดิ๊”

“โวยวายเก่งจังวะมึงอ่ะ”

ตอนแรกผมกะจะเข้าไปอยู่หรอกนะ แต่อย่าเลยดีกว่า ผมขี้เกียจฟังเสียงสองคนนี้ตีกัน มันปวดหูเกินไป ผมเดินกลับเข้ามาในห้องของตัวเอง เห็นเฮียเตนอนหันหลังให้ ผมรู้ว่าเขาเป็นคนขี้ร้อน แต่เพิ่งรู้ว่าขี้ร้อนถึงขนาดต้องถอดเสื้อนอนตลอด ตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว

ผมเดินไปทิ้งตัวลงนอนข้างๆเฮียเต เขายังคงนอนหันหลังให้เหมือนครั้งก่อน ผมเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มขึ้นมาให้เขา แอร์เย็นขนาดนี้ เดี๋ยวได้ไข้ขึ้นก่อนพอดี ผมจำไม่ได้ว่านอนมองแผ่นหลังของคนข้างๆไปนานแค่ไหน รู้ตัวอีกทีทุกอย่างก็ดับไปแล้ว


ครืน..

เสียงสั่นของโทรศัพท์ทำให้ผมต้องควานหา แต่ก็ยังไม่เจอจนต้องลืมตาขึ้น ก่อนจะพบว่าใบหน้าของเฮียเตอยู่ใกล้มาก และเขายังคงหลับอยู่ มือของเขาพาดอยู่ที่ลำตัวของผม จนเหมือนเรากำลังกอดกันกลายๆ ผมนิ่งเพราะทำตัวไม่ถูก โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ยังสั่นไม่หยุดจนเฮียเตงัวเงียตื่นขึ้นมาอีกคน เขาเองก็เหมือนจะตกใจเล็กน้อยตอนเห็นหน้าผม  เฮียเตเป็นฝ่ายลุกขึ้นก่อน เขาคว้าโทรศัพท์ที่อยู่ข้างเตียงมากดรับ

“กูเผลอหลับ กี่โมงแล้ววะ”

“เออๆ เดี๋ยวออกไป” หลังวางสายไป เฮียเตก็หันมาพูดกับผม

“พวกไอ้ฟลุ๊คเสร็จแล้วนะ มันจะไปตลาดกันแล้ว มึงจะอาบน้ำก่อนไหม”

“ผมแค่ล้างหน้าก็พอ” พูดจบผมก็รีบลุกไปเข้าห้องน้ำทันที

ให้ตายเถอะ.. ความเย็นของน้ำไม่ได้ช่วยให้ใจผมสงบขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว 


ตอนจะไปตลาดพี่เป้เป็นคนหารถมอไซค์มาให้พวกผม 2 คันเพื่อให้ง่ายในการหาที่จอด ซึ่งพี่ฟลุ๊คดึงตัวไอ้ทีมไปอีกตามเคย ผมเลยเป็นคนที่ต้องนั่งซ้อนท้ายเฮียเตไปโดยปริยาย ส่วนพี่เป้ไม่ได้ไปด้วยเพราะติดงาน พอมาถึงตลาดคนก็เยอะมากจริงๆ เจอของกินเข้า ท้องผมก็ร้องทันที แม่งลืมไปเลยว่าไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยง

 “ไปหาอะไรกินกันก่อน” เฮียเตเหมือนจะเดาความคิดผมได้ เขาพาผมเดินไปโซนของกิน โดยไม่สนพี่ฟลุ๊คกับไอ้ทีมที่กำลังเดินไปอีกทาง

 
เพราะความหิวทำให้ผมลืมเฮียเตและพุ่งไปสั่งปลาหมึกย่าง ตามมาด้วยไก่ทอด ผัดไทย และของกินอีกสองสามอย่าง บอกก่อนว่าผมไม่ได้สั่งเยอะ แค่อยากลองชิมหลายๆอย่างเฉยๆ โดยที่ทุกอย่างเฮียเตเป็นคนจ่าย ผมบอกเขาแล้วว่าจะจ่ายเอง แต่เขาไม่ยอม ผมเลยช่างแม่งละกัน คิดซะว่าเขาไม่ได้เลี้ยงทุกวัน

“เอาอันนี้สองไม้ครับ” ผมหยุดรอเฮียเตสั่งลูกชิ้น พอได้ของเขาก็ยื่นไม้ที่มีลูกชิ้นเสียบอยู่มาให้ผม

“ลองดิ” อาจจะเป็นเพราะความเคยชิน ทำให้ผมเผลอกัดลูกชิ้นจากไม้เลย จนเห็นเฮียเตกำลังมองอยู่นั่นแหละ ถึงได้นึกขึ้นได้

“โทษทีเฮีย..” เฮียเตกินลูกชิ้นอีกครึ่งนึงที่ผมกัดไว้

“เอาอีกป่ะ” เขายื่นลูกชิ้นมาให้ผมอีกรอบ ผมรู้สึกเหมือนเห็นสายตาล้อเลียนมาจากคนข้างๆ และเป็นอีกครั้งของวันที่ผมทำตัวไม่ถูก

“ไม่กินแล้ว เฮียก็กินไปดิ” พูดจบผมก็รีบเดินนำไปก่อนทันที

 เชี่ย.. เพราะคนเยอะและอากาศมันร้อนแท้ๆ หน้าผมเลยร้อนไปด้วยเลย

พวกเราเดินจนมาหยุดอยู่ที่โซนที่มีร้านขายสัตว์เลี้ยง ผมคว้าแขนเฮียเตให้เดินเข้าร้านขายลูกแมวร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกแมวสายพันธุ์อเมริกันช็อตแฮร์ ที่บ้านผมเลี้ยงแมวพันธุ์นี้อยู่ ผมเลยค่อนข้างสนใจมันเป็นพิเศษ

“เฮียดูดิ โคตรน่ารักอ่ะ” ผมอุ้มลูกแมวหันไปให้เฮียเตดู

“เออ น่ารักดี” ผมสบตาเขา และพบว่าเขาไม่ได้กำลังมองลูกแมวในอ้อมแขนผมสักนิด เฮียเตกำลังมองหน้าผมตรงๆเลยเถอะ ผมแกล้งทำเป็นไม่สนใจสายตาเขา และก้มลงเล่นกับลูกแมวต่อ

ผมกับเฮียเดินเที่ยวเล่นอีกเกือบๆชั่วโมง จนพี่ฟลุ๊คโทรตาม เห็นบอกว่าไม่อยากกลับดึก พี่เป้มีเลี้ยงเหล้าต่อ  ไอ้ทีมเดินถือไอติมมา โดยมีพี่ฟลุ๊คเดินโอบไหล่มันอยู่ ไม่ได้อยากคิดอกุศลนะ แต่ภาพมันเหมือนคู่รักที่ชวนกันมาเที่ยวมากๆ


กว่าจะกลับมาถึงรีสอร์ท ฟ้าก็มืดพอดี รีสอร์ทของพี่เป้จัดได้ว่าค่อนข้างดูดีเลยทีเดียว ทำเลดี การออกแบบและตกแต่งนี่เรียกได้ว่ามีระดับพอตัว แถมช่วงกลางคืนยังมีวงดนตรีสดและอาหารเลี้ยงแขกบริเวณสระน้ำของรีสอร์ทอีกด้วย

“เอ้า เด็กๆ เต็มที่ไปเลย ไม่หมดไม่เลิก” พี่เป้ยกลังเบียร์มาวางลงบนโต๊ะ ไอ้ทีมเบ้หน้าก่อนใครเพื่อน

“หมดนี้ได้ตายก่อนแน่พี่เป้” ไอ้ทีมบ่นอุบ แต่มือแม่งก็รับแก้วจากพี่เป้เหมือนกัน

“ไม่หมดมึงก็ตายเหมือนกัน ลองดู”

ผมพนันได้เลยว่าไม่เกินสองขวด ไอ้ทีมเมา และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อเริ่มเข้าขวดที่สอง หน้าไอ้ทีมก็เริ่มแดง และเริ่มเลื้อยไปเลื้อยมา มันเอาหัวไปพิงเฮียเต ก่อนจะโดนพี่ฟลุ๊คเป็นคนผลักออก

“คออ่อนชิบหายเลยมึงอ่ะ”

“อ่อนอะไรพี่.. ผมไม่ได้เมา” การที่บอกว่าไม่เมานั่นแหละ คือการที่มึงเริ่มเมาแล้ว ผมคิดพลางยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม 

 
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ ผมรู้แค่ว่าตัวเองกำลังฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะ เสียงวงดนตรีก็ดับไปแล้ว หัวแม่งก็อื้อไปหมด ผมเงยหน้าขึ้นมา ไม่เห็นคนอื่นแล้ว ตามันมัวๆ เหมือนเห็นคนกำลังเดินเข้ามา

“โซ่.. ” ผมมองหน้าเขาไม่ชัด แต่เรือนผมสีเทาของเขามันกลับเตะตามากๆ


ไม่ชอบเลยว่ะ..

ย้อมทำไมวะ ถ้าเป็นผมสีดำก็คงไม่รู้ว่าเป็นใคร ผมลุกขึ้นและเซเล็กน้อย จนเขาเข้ามาจับแขนไว้ ไม่รู้เพราะอะไรผมถึงดึงมือออก แม่งจู่ๆก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา ไม่ได้หงุดหงิดคนตรงหน้า แต่หงุดหงิดตัวเอง

“ไม่ต้องมาจับ”

“ไม่ต้องมายุ่งได้ป่ะ..”

“มึงเป็นอะไรวะโซ่” เขาเดินเข้ามาใกล้และพยายามจะคว้าแขนผมอีกครั้ง แต่ผมเบี่ยงตัวหลบจนเสียหลักล้มลง

“ทำไมต้องเป็นเฮียด้วยวะ !”

“ทำไมไม่เป็นคนอื่น..” ผมรู้ว่าตัวเองเมา และเผลอพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปแล้ว

“ถ้าเฮียเป็นคนอื่น.. ผมก็คงไม่ต้องเป็นแบบนี้” ไม่รู้ทำไม ทั้งๆที่แม่งไม่ได้อยากร้องไห้สักนิด แต่ผมกลับห้ามตัวเองไม่ได้ ผมก้มหน้าลงปาดน้ำตาลวกๆ

“มึงเมาแล้ว ลุกขึ้น กูจะพามึงกลับห้อง”  น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้างขึ้นมา

“ทำไมต้องมาสนใจด้วยวะ.. ”

“เพราะเป็นมึงไงโซ่ !” ผมเงยหน้ามองเขา แต่ครั้งนี้มันกลับมัวเพราะคราบน้ำตาแทน

“ขอโทษนะที่กูเป็นคนอื่นให้มึงไม่ได้”

“ขอโทษที่เป็นเก็ตให้มึงไม่ได้”
 
“แล้วเป็นกูไม่ได้เหรอวะโซ่ คนที่มึงจะรักอ่ะ..”















---------------------------------------------------------
ความจริงจะแต่งนิยายคอมเมดี้นะคะ  :pig4:
LYNJIIN
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-05-2020 19:12:10 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

แค่รักกัน มันก็พอ
Chapter 7
กลับมาไหม


[ Tae ]

“แล้วเป็นกูไม่ได้เหรอวะโซ่ คนที่มึงจะรักอ่ะ..”

โซ่เงยหน้ามองผมทั้งน้ำตา นี่แทบจะเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันที่เห็นน้องมันร้องไห้ ขนาดในวันที่เลิกกัน ผมยังไม่เคยเห็นน้ำตามันสักหยด  ผมพยายามดับอารมณ์ร้อนที่เกิดขึ้นภายในใจและเดินเข้าไปใกล้โซ่อีกครั้ง ครั้งนี้น้องไม่ได้ถอยหนีอีก

“กลับห้องกันนะ” ยอมรับว่าลึกๆแล้วผมยังรู้สึกโกรธ ต่อให้รู้ว่ามันพูดออกมาเพราะเมาก็ตาม 

ครั้งนี้โซ่ยอมให้ผมพาเดินไปที่ห้อง ผมประคองมันให้นอนลงบนเตียงดีๆ   ในตอนที่ผมกำลังจะผละตัวออกไป โซ่กลับคว้าต้นคอผมกลับไปและกดริมฝีปากของน้องกับผมเข้าด้วยกัน ผมตกใจจนนิ่งค้างไป โซ่ไม่ได้จูบจริงๆ เหมือนน้องแค่แตะริมฝีปากของตัวเองไว้กับผมเฉยๆ และอาจจะเป็นความโลภของผมเอง ที่ไม่ยอมดึงตัวเองออกไป

ในเมื่อน้องเมา ผมก็ขอเอาเปรียบมันหน่อยแล้วกัน ผมเอียงคอเล็กน้อยเพื่อสอดลิ้นเข้าไปในปากของคนด้านล่าง ก่อนที่จะค่อยๆสอนมันว่าจูบจริงๆเป็นยังไง โซ่เหมือนจะคล้อยตามจูบนั้น ความหวานติดอยู่ที่ปลายลิ้น หวานซะจนผมเกือบสติหลุด ยังดีที่ฉุดตัวเองออกมาได้ทัน

ผมปล่อยให้โซ่เป็นอิสระ น้องหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้น นั่นทำให้ผมรู้ว่าโซ่ไม่ได้หลับจริงๆ ผมกำลังจะลุกขึ้นออกไปจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง แต่กลับถูกดึงชายเสื้อเอาไว้ หันไปมองคนที่นอนอยู่บนเตียง เห็นโซ่มองมาด้วยดวงตาที่บวมและคล้ายคนใกล้หลับ

“ถ้า..”

“ถ้าผมบอกว่ายังรู้สึกกับเฮียเหมือนเดิม”

“เฮียจะกลับมาไหม”

“มึงนอนพักเถอะ ดึกแล้ว” พูดจบผมก็เดินออกไปนั่งบริเวณหน้าบ้าน

บุหรี่มวนหนึ่งถูกจุดขึ้นสูบ ผมพ่นควันออกมาช้าๆ พลางใช้ความคิดของตัวเองไปเงียบๆ คำถามเมื่อกี้ไม่จำเป็นต้องรอคำตอบสักนิด แต่เป็นเพราะการกระทำของโซ่ที่ทำให้ผมเลือกที่จะไม่ตอบอะไร น้องมันยังสับสนในตัวเองเกินไป ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์และความขาดสติ ผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น

“ไงไอ้เฮีย มานั่งเหม่ออะไรเงียบๆคนเดียววะมึง” ไอ้ฟลุ๊คเดินออกมาจากบ้านหลังข้างๆ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลง

“ไม่มีอะไร”

“เมื่อกี้.. กูเห็นนะ ที่มึงทะเลาะกับไอ้โซ่อ่ะ มึงไม่จำเป็นต้องเล่าให้กูฟังทุกเรื่องก็ได้นะ กูแค่จะถามว่ามึงโอเครึเปล่า” ผมอัดบุหรี่เข้าปอดอีกครั้งและเอ่ยตอบเพื่อน

“ถ้าไม่โอเคแล้วจะเปลี่ยนอะไรได้วะ แค่มันไม่ได้รักกู ทุกอย่างก็ชัดอยู่แล้ว”

“เหรอวะ แต่ที่กูเห็นมันไม่ใช่เลยนะ พวกมึงแม่งดูพังพอๆกันเลยอ่ะ ทำไมไม่ลองคุยกันดีๆวะ” ผมแสยะยิ้มอย่างสมเพชตัวเองออกมา

“ตอนไม่เมา หน้ากูตรงๆมันยังไม่มองเลย แล้วมึงจะให้คุยอะไรวะ” ไอ้ฟลุ๊คถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ

“ความรักแม่งทำให้คนตาบอดจริงๆด้วยวะ ทำไมมึงไม่ลองมองให้กว้างๆวะ มองในมุมของโซ่มันอ่ะ ถ้าไม่รู้สึกอะไรจริงๆ มันก็คงมองหน้ามึงได้ตรงๆเหมือนกันรึเปล่าวะ”

คืนนั้นไอ้ฟลุ๊คนั่งคุยเรื่อยเปื่อยกับผมจนเกือบเช้า จนกระทั่งมันเริ่มไม่ไหวแล้วนั่นแหละ ถึงได้กลับเข้าห้องไปนอน ผมเองก็กลับเข้าห้องตัวเองไปเหมือนกัน เสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอบ่งบอกได้ว่าคนที่อยู่บนเตียงหลับสนิทไปแล้ว ผมเดินไปจัดผ้าห่มให้โซ่ดีๆ ก่อนจะนั่งลงข้างๆและเกลี่ยผมที่ปรกหน้ามันเล่น

“ต่อให้โซ่ไม่ได้รู้สึกกับเฮียเหมือนเดิม เฮียก็พร้อมจะกลับไปอยู่ดี” นั่นคือคำตอบของผม ที่มันจะไม่มีวันได้ยิน


เกือบเที่ยงของอีกวันกว่าผมจะตื่น ตอนลุกขึ้นก็ไม่เห็นโซ่แล้ว ได้ยินแต่เสียงคนกำลังอาบน้ำ คิดว่ามันน่าจะตื่นก่อนผมได้ไม่นานนัก ผมเก็บของต่างๆลงกระเป๋าเพื่อเตรียมกลับ ที่จริงพี่เป้จองห้องไว้สองคืน แต่จากเหตุการณ์เมื่อคืน ผมว่าอยู่ต่อคงไม่มีใครสนุกหรอก ตอนกำลังเก็บของ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นขัดจังหวะพอดี ผมเลื่อนไปกดรับเมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้า

“ว่าไงหมวย”

“เฮียเต.. เฮียอยู่ไหนอ่ะ” น้องถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“อยู่หัวหิน แต่กำลังจะกลับแล้ว มีอะไรรึเปล่า”

“เมื่อกี้เฮียติกับป๊าทะเลาะกันหนักมากแล้วเฮียติก็ขับรถออกจากบ้านไปเลย”

“ทะเลาะกันเรื่องอะไร หมวยรู้ไหม” ผมถามทั้งๆที่พอจะเดาออกได้ลางๆว่ามันเป็นเรื่องอะไร

“หมวยไม่ได้ฟังอ่ะ โดนป๊าสั่งให้ขึ้นห้องไปก่อน แต่หมวยไม่เคยเห็นเฮียติเสียงดังใส่ป๊าขนาดนั้นเลยนะ”

“โอเค เดี๋ยวเฮียกลับไปแล้วเราค่อยคุยกันเรื่องนี้อีกทีนะ”

ผมกดวางสายไป เป็นจังหวะเดียวกับที่โซ่เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี มันชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นผม ก่อนจะเดินไปอีกฝั่งของเตียง ผมก้มลงเก็บของต่อโดยไม่ได้พูดอะไร

“เมื่อคืน.. ที่ผมถามเฮีย” เป็นโซ่ที่พูดขึ้นมาก่อน

“คิดให้ดีนะโซ่ก่อนจะพูดอะไรออกมา”

“..”

“ถ้าเมื่อคืนมึงพูดออกมาเพราะว่าเมา กูจะไม่ว่าอะไร แต่ถ้าตอนนี้มึงยังจะพูดเรื่องเมื่อคืนขึ้นมาอีก กูจะให้มึงรับผิดชอบคำพูดของมึงด้วย อย่างน้อยก็ช่วยจริงใจกับความรู้สึกของมึงหน่อยเถอะ กูจะได้รู้ว่าควรทำตัวยังไง” ผมมองหน้าโซ่ มันนิ่งเหมือนคิดอะไรสักอย่าง จนผมจัดของต่อ

“ผมไม่ได้เมา ผมถามจริงๆ”

“คบกับเค้าแล้วมันไม่ดีเหรอวะ”

“ถ้าเฮียหมายถึงเก็ต.. ตอนนี้ไม่ได้คบกันแล้ว” ผมหันไปสบตากับโซ่อีกครั้ง

“ถ้ากลับมาครั้งนี้ เฮียไม่ปล่อยโซ่ไปง่ายๆเหมือนครั้งก่อนแล้วนะ” น้องมองหน้าผมอึ้งๆ เหมือนไม่คิดว่าผมจะตอบกลับไปแบบนั้น
 
ครั้งก่อนผมยอมถอย เพราะน้องพูดเองว่าจะมีความสุขมากกว่าถ้าไม่มีผม แต่ในเมื่อมันเลือกจะกลับมาอีกครั้ง ต่อไปผมจะไม่สนอีกแล้วว่ามันจะความสุขกับคนอื่นมากกว่ารึเปล่า ผมจะไม่ยอมปล่อยให้มันเดินไปกับคนอื่นง่ายๆอีกแล้ว

หลังจากนั้นพอจัดการเก็บของทุกอย่างและอาบน้ำเสร็จ ตอนเดินออกไปด้านนอก ก็เจอไอ้ฟลุ๊คกับทีมรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นหน้าโซ่ ไอ้ทีมก็พุ่งเข้าหาทันที 

“พี่โซ่ คิดถึงจัง ไม่เคยห่างกันนานขนาดนี้เลยอ่า”

“มึงก็เวอร์ไปไอ้ทีม เจอหน้ากันทุกวัน ห่างกันบ้างเถอะพวกมึงอ่ะ” ไอ้ฟลุ๊คพูดพลางล็อคคอไอ้ทีมให้ถอยห่างจากโซ่

“กลับกันเร็วจังวะพวกมึง ไหนตอนแรกบอกจะมาสองคืน กูยังไม่ได้พาเที่ยวเลย มัวแต่ยุ่งๆเรื่องโปรเจคจบ” พี่เป้เดินเข้ามาทัก

“ไว้มาวันหลังอีกก็ได้พี่ พอดีผมติดธุระที่บ้านนิดหน่อยด้วยเลยต้องรีบกลับ” ผมตอบกลับไป พี่เป้เลยเดินเข้ามาตบไหล่ผม

“เออ เรียนจบเดี๋ยวกูเลี้ยงสายอีกรอบ มึงก็รีบจบนะไอ้เต กูจะจองตัวมาช่วยธุรกิจที่บ้าน”

“โหพี่เป้ ไอ้เฮียต้องไปช่วยงานที่บ้านมันก่อนดิ ผมเนี้ยยังว่าง ไม่ต้องจองตัว พร้อมไปเสมอ” พี่เป้ผลักหัวไอ้ฟลุ๊คเบาๆ ก่อนจะพูดติดตลก

“ถ้าต้องจ้างมึง เดี๋ยวกูยุบบริษัททิ้งก่อนดีกว่า ยังไงก็เจ๊ง”

“กับน้องกับนุ่งไม่เคยอ่อนโยนเลยนะพี่”

พวกผมคุยเรื่องฝึกงานกับพี่เป้อีกสักพักนึงถึงขอตัวกลับ ตอนขับรถกลับโซ่หลับไปก่อนใครเพื่อน ส่วนอีกสองคนก็วนลูปทะเลาะกันเรื่องไร้สาระ ไอ้ฟลุ๊คชอบพูดปั่นประสาท ส่วนไอ้ทีมก็ต่อปากต่อคำไปเรื่อยตามประสา ผมไปส่งไอ้ฟลุ๊คที่คอนโดก่อน จากนั้นจึงส่งโซ่กับทีมที่หอต่อ

“โซ่” ผมเรียกโซ่ไว้ก่อนที่มันจะก้าวลงจากรถ

“ว่าไงเฮีย”

“ยังใช้เบอร์เดิมอยู่ไหม”

“เบอร์เดิมเฮีย ยังไม่ได้เปลี่ยน”

“ไว้เฮียโทรไปนะ” ผมพูดโดยไม่สนใจสายตาที่มองมาของไอ้ทีม


หลังส่งทุกคนเรียบร้อยแล้วผมจึงได้ขับรถไปคอนโดของติต่อ ก่อนหน้านี้ผมโทรหาน้องแล้ว แต่ติไม่ได้รับสายผม ผมเลยกะว่าจะลองไปหาที่คอนโดดู ป๊าผมเลี้ยงลูกแบบปล่อย เขาจะให้ลูกออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองตอนเรียน แต่ต้องกลับมาช่วยงานที่บ้าน ครอบครัวผมทำธุรกิจรับเหมามาตั้งแต่รุ่นอากง ป๊าจึงอยากให้ลูกหลานเป็นคนทำต่อ 

ขณะวนหาที่จอดรถภายใต้คอนโด ผมเจอรถของติจอดอยู่พอดี แสดงว่าน้องน่าจะอยู่ห้อง ผมมีคีย์การ์ดของห้องติ เพราะมันเคยเป็นห้องผมมาก่อนตอนเรียนมัธยม ผมกดลิฟต์ไปยังชั้น 10 พอถึงหน้าห้องติ ผมกดกริ่งไปรอบหนึ่ง แต่กลับไม่มีคนเปิด เพราะเริ่มกังวลใจ ผมจึงแตะคีย์การ์ดและถือวิสาสะเข้าไปเลย

สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้าทำให้ถึงกับต้องยืนอึ้งไป กลุ่มนักเรียนม.ปลายที่กำลังสุมหัวกันเสพยา และหนึ่งในนั้นมีน้องผมอยู่ด้วย มีคนหนึ่งที่หันมาเห็นผมพอดี เขาหน้าตาตื่นด้วยความตกใจทันที ก่อนจะไปสะกิดติ


“นี่มันอะไรกันติ”











—————————————
LYNJIIN




ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0


แค่รักกัน มันก็พอ

Chapter 8

รอยร้าวที่ไม่เคยมองเห็น


[ Tae ]

ตินั่งอยู่ตรงหน้าโดยที่ไม่ยอมสบตาผม น้องก้มหน้าลงนิ่ง เด็กคนอื่นโดนไล่กลับไปหมดแล้ว ส่วนพวกของไม่ดีทั้งหลายก็ยังกองอยู่ที่เดิม ผมมองเข็มฉีดยาและผงสีขาวด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกนัก ผิดหวังและเสียใจ ผมไม่เคยอยากใช้คำพวกนี้กับคนในครอบครัวของตัวเอง โดยเฉพาะกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องชาย 

“ทำไมถึงทำแบบนี้”

“..”

“เฮียไม่ได้ถามเพราะจะดุหรือด่าติหรอกนะ เฮียแค่อยากเข้าใจ ถ้าติทำไปเพราะอยากรู้อยากลอง มันก็ไม่ผิด แค่บอกให้เฮียรู้ก็พอ” ติเม้มปากแน่น ผมรู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะคุย แต่ครั้งนี้ผมไม่สามารถปล่อยผ่านได้เหมือนครั้งก่อนๆแล้วจริงๆ เรื่องนี้มันใหญ่เกินไป   

“ถ้าเฮียรู้แล้วเฮียจะรับได้เหรอ ?”

“ลองพูดออกมาก่อนสิ”

“ถ้าผมบอกว่าเหตุผลที่ผมเสพยามันเป็นเพราะเฮียอะ เฮียรับได้เหรอ” ประโยคที่ออกมาจากปากน้องชายทำให้ผมรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว

“หมายความว่าไง”

“เฮียไม่ต้องพยายามทำมาเป็นเข้าใจผมหรอกนะ ผมไม่ได้ต้องการ เป็นแบบที่ผ่านๆมาตามเดิมมันก็ดีอยู่แล้ว เฮียแค่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็พอ ผมคงจะรู้สึกขอบคุณเฮียมากกว่าถ้ามันเป็นแบบนั้น” ผมมองหน้าติอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าน้องจะพูดประโยคแบบนั้นออกมาจริง ๆ

“อะไรทำให้ติคิดแบบนั้น” ผมทนถามออกไปทั้ง ๆที่ในใจรู้สึกทั้งโกรธและเสียใจจนไม่อยากจะมองหน้าน้องอีกต่อไปแล้ว

“เฮียไม่เหนื่อยเหรอ ที่คอยมาถามอะไรผมมากมายอะ ผมจะบอกอะไรสักอย่างนะ เผื่อเฮียไม่รู้ ผมไม่เคยอยากยุ่งกับเฮียเลย เลิกมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของผมสักทีเหอะ !”

“ติใช้ชีวิตแบบนี้ แล้วบอกให้เฮียอย่ามายุ่งงั้นเหรอ ถ้าติไม่ใช่น้อง เฮียคงไม่มาวุ่นวายกับติแบบนี้หรอก”

“ผมก็ไม่ได้อยากได้เฮียเป็นพี่เหมือนกัน ! เพราะเฮียนั่นแหละ ผมถึงไม่เคยดีอะไรในสายตาป๊าสักอย่าง !”

“..”

“เฮียอย่าทำให้ผมรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้เลย ถือว่าผมขอร้องก็ได้” พูดจบ ติก็คว้ากระเป๋าและเดินออกจากห้องไปทันที

ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าขับรถออกมาจากคอนโดของติตอนไหน คำพูดทุกประโยคของติยังดังชัดทุกอย่าง สีหน้าและแววตาของน้องมันฝังลึกลงไปเรื่อย ๆจนผมรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา ติทำให้ผมรู้ว่ามีหลายอย่างที่ผมทำพลาดไป หนึ่งในนั้นคือการปล่อยผ่านความรู้สึกของน้อง ผมไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นการละเลยขนาดนี้ โทรศัพท์ถูกกดโทรไปหาใครบางคน คนที่ผมไม่เคยมีสิทธิ์โทรหามาก่อน

“โซ่.. ” ผมชั่งใจว่าจะเอ่ยประโยคถัดไปดีไหม จนกระทั่งปลายสายตอบกลับมา

“ว่าไงเฮีย มีอะไรรึเปล่า”

“ทีมอยู่ห้องไหม”

“มันเพิ่งเก็บของกลับบ้านไปเมื่อกี้อะ”

“ไปหาได้ไหม”

“มาดิเฮีย”

ใช้เวลาไม่นานผมก็ขับรถไปถึงหอของโซ่ ผมโทรให้น้องมารับด้านล่าง โซ่ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดเลยตั้งแต่กลับมาจากหัวหินทั้งๆที่ผ่านมาหลายชั่วโมงจนตอนนี้ฟ้าเกือบมืดแล้ว ผมเดินตามโซ่ไปจนถึงห้องที่น้องอยู่ รอบๆหอไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าตอนแรกที่คิดไว้จนผมเกิดเป็นห่วงขึ้นมา

“เฮียกินข้าวยัง” ผมนั่งบนเตียง โดยมองตามเจ้าของห้องที่เดินไปตรงครัว

“ไม่อยากรู้ว่าทำไมถึงมาหาเหรอ” โซ่หันมามองผมเมื่อได้ยินประโยคนั้น

“อยากดิ แต่ถ้าถามแล้วเฮียจะตอบเหรอ”

“ถ้าเป็นโซ่ถาม ก็คงตอบ” น้องเดินมาหาผมพร้อมยื่นน้ำแก้วหนึ่งในมือมาให้

“เดี๋ยวผมหาอะไรให้กินก่อน แล้วค่อยคุยกันหลังจากนั้นก็ได้” โซ่ก็ยังเป็นโซ่ น้องยังเป็นคนที่รู้จักผมดีกว่าตัวผมเองในบ้างครั้งเสียอีก ผมคว้ามือของโซ่ไว้ในตอนที่น้องกำลังจะเดินไป

“มีอะไรรึเปล่าเฮีย” ผมลูบมือน้องเบาๆ

“ขอบคุณนะ” ขอบคุณที่ยอมกลับมา ผมไม่กล้าพอที่จะพูดประโยคสุดท้ายออกไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มั่นใจ ไม่มั่นใจว่าที่เป็นอยู่ มันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป

“ไม่เป็นไรเองเฮีย เรื่องแค่นี้”

ผมทิ้งตัวลงนอนเพราะความเหนื่อยล้า สมองวนกลับไปคิดเรื่องของติซ้ำ ๆราวกับทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ตรงหน้า เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ผมหันไปมอง ทีแรกผมคิดจะไปเปิดประตู แต่โซ่กลับเดินไปเร็วกว่า เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่มาใหม่ มันทำให้ผมต้องมองค้างไป

“เซอร์ไพรส์ !”

“เก็ต.. มาไงวะ” ผมไม่รู้ว่าโซ่พูดประโยคนั้นด้วยสีหน้ายังไง

“ก็มึงบอกกูว่าเมทมึงไม่อยู่ กูผ่านมาแถวนี้พอดี เลยแวะมาหามึง อีกอย่างแม่มึงฝากของมาให้ด้วย” ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาในห้องโดยไม่ทันสังเกตว่าในห้องมีผมอยู่ด้วย

“แล้วนี่หอมึงไม่มีคีย์การ์ดให้แปะเข้าเหรอวะ กูว่า.. เฮียเต” เก็ตเหมือนจะช็อคไปตอนหันมาเห็นผม แต่ในวินาทีนั้นผมไม่ได้สนใจเก็ตเลยแม้แต่น้อย ที่ผมสนใจคืออีกคนที่ยืนอยู่

“กูเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระพอดีอะ งั้นกูกลับเลยละกัน”

“เดี๋ยว กูขอคุยอะไรด้วยแป๊บนึงดิ” ประโยคนั้นของโซ่ทำให้ผมไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้อีก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ควรรู้สึกยังไง มันเป็นจังหวะเดียวกับโทรศัพท์ของผมสั่นขึ้นพอดีและผมกดรับโดยไม่ได้ดูว่าใครเป็นคนโทรมา 

“ไอ้เต กูอยู่ร้านเหล้าอะ เห็นไอ้ฟลุ๊คบอกมึงกลับจากหัวหินแล้ว มึงจะออกไหมวันนี้”

“เดี๋ยวกูไป” พูดจบผมก็กดตัดสายไปทันที โซ่ดูอยากจะพูดอะไรสักอย่างกับผม

“เฮีย คือ..”

“ไปคุยกันให้เสร็จดิ เฮียออกไปหาเพื่อนก่อน เดี๋ยวกลับมา แล้วถ้าตอนนั้นโซ่อยากพูดอะไร ก็ค่อยพูด” ผมไม่สามารถทนอยู่ตรงนั้นต่อได้อีกแม้แต่วินาทีเดียวจนต้องเดินออกมา


“เฮียว่าถ้าต้องเลิกกัน เราจะเลิกกันเพราะอะไร”

“ไม่รู้ดิ ไม่ได้คิดจะเลิก”

“ก็ถ้าลองสมมุติดูไงเฮีย โซ่ไม่ได้ถามเพราะจะเลิกกับเฮียนะ โซ่แค่อยากรู้อะ”

“สำหรับเฮียก็คงจะเลิกกันตอนที่โซ่รักคนอื่นมั้ง ถ้าโซ่รักคนอื่นไปแล้ว เฮียคงไม่มีเหตุผลให้อยู่ข้างโซ่แล้วเหมือนกัน”



 “ไอ้เต มึงจะแดกเหล้าไม่ผสมโซดาเลยเหรอวะ” ผมยกแก้วเหล้าเข้าปากโดยไม่ได้สนใจคำพูดของไอ้ซิก

“มันเป็นอะไรวะวันนี้ ปกติกูไม่เห็นมันแดกเหล้าแบบนี้ตั้งแต่ปี 1 แล้วนะ”

“กูอะต้องถามมึงไอ้ฟลุ๊ค ตอนไปหัวหินเกิดอะไรขึ้นรึเปล่าวะ”

“กูไม่รู้ด้วยแล้ว มึงก็ถามไอ้เฮียเองดิ”

“มันคงบอกกูหรอก สภาพนี้” ไอ้ซิกพูดพร้อมทั้งคว้าขวดเหล้าที่ผมกำลังเติมอยู่ออกไปจากมือ

“อะไร” ผมมองหน้ามันด้วยความหงุดหงิดอย่างปิดไม่อยู่ ทุกเรื่องที่เจอมาวันนี้ทำให้ผมอยากจะระบายใส่ใครสักคนจนแทบบ้า

“มึงอะเป็นเหี้ยอะไร แดกแบบนี้คือกะแดกเอาตายเลยรึไง”

“ช่างกูเถอะ” ผมพูดขึ้น ก่อนจะคว้าขวดเหล้ามาเติมใหม่จนเต็ม และยกเข้าปากใหม่อีกครั้ง

ผมดื่ม เพราะไม่อยากจำได้ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ต่อให้มันจะลืมแค่คืนเดียวก็ตาม แค่นั้นมันก็มากเกินพอให้ผมสามารถอยู่ต่อไปได้แล้ว เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดจะยุ่งกับของมึนเมาพวกนี้เลย จนกระทั่งเลิกกับโซ่ไป ตอนนั้นเหล้าเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมยังใช้ชีวิตได้ต่อไปเรื่อย ๆ

ผมไม่เคยโทษโซ่ที่ไม่รักผม

จนถึงตอนนี้ต่อให้น้องมันไม่ได้รัก ผมก็ไม่เคยโทษ











« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2020 15:52:18 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
แค่รักกัน มันก็พอ
Chapter 9
เหตุผลที่ไม่เคยบอก


[ So ]

เฮียเตเดินออกไปแล้วและผมรู้สึกแย่มาก ๆ ในตอนที่มองเห็นแววตาปวดร้าวของเขา ผมไม่ได้อยากให้เฮียเตไปไหน แต่ก็ไม่มีเหตุผลให้รั้งเขาไว้เหมือนกัน แม่ง..

“โซ่ เฮียเตมาอยู่ห้องมึงได้ไง”

“กูว่า.. กูจะกลับไปคบกับเฮียว่ะ”

“เรื่องครั้งก่อนอะ เรื่องที่ผ่านมา มึงจะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ อะนะ มึงไม่สงสารเฮียเต ก็สงสารตัวเองหน่อยดิวะ”

“มึงจะให้กูทำยังไงวะเก็ต 2 ปีแล้วนะที่กูยังไม่ลืม กูเคยคิดเหมือนกันว่าวันนึง กูจะลืมเขาได้ จนได้มาเจอหน้าเขาอีกครั้ง จนได้มารู้ว่าเฮียก็ยังรออยู่ มึงจะให้กูไปต่อได้ยังไงไหววะ” เก็ตขยี้ผมตัวเองแรง ๆ อย่างหัวเสีย

“แล้วแม่เฮียเตอะ ถ้าเกิดแม่เฮียเตรู้ มึงจะทำยังไง กูไม่ได้อยากห้ามมึงนะ กูรู้ว่ามึงรักเฮียเตจริง ๆ แต่กับแม่เขา มันก็อีกเรื่อง” ความเป็นจริงที่เก็ตพูดขึ้นมาทำเอาผมพูดอะไรไม่ออก

“..” เก็ตส่ายหัวเมื่อผมไม่ได้ตอบอะไร

“เฮ้อ ช่างแม่งมันละ จะทำอะไรก็ทำไป แต่กูไม่เอาด้วยแล้วนะ แบบครั้งก่อนอะ กูสงสารเฮียเต มึงก็คิดดูดี ๆ นะ ว่าจะบอกเขาเรื่องของมึงกับกูยังไง เล่าความจริงออกไปเลยก็ได้ กูว่าเฮียเตคงเข้าใจ”

“มึงจะให้กูบอกยังไงวะ มึงจะให้กูโทษแม่เขาเหรอ แล้วเฮียเตเขาจะรู้สึกยังไงวะ สู้ให้เขามองกูเป็นคนผิดแบบเดิมนั่นแหละ มันดีที่สุดแล้ว”
 
“คิดให้ดีละกัน สักวันนึง ถ้าเฮียเตรู้ เขาอาจจะรู้สึกแย่กว่านี้ก็ได้” เก็ตเดินมาตบไหล่ผมเบา ๆ ก่อนยื่นถุงผ้ามาให้

“ป้าลันฝากมาให้มึงอะ แล้วก็กลับบ้านบ้าง แม่มึงคิดถึง” ผมเปิดดูถุงผ้า ข้างในมีเสื้อผ้าใหม่ที่ยังไม่แกะป้ายราคาออกด้วยซ้ำ

“อาทิตย์หน้าน่าจะได้กลับนะ”

“เออ กลับไปก็ค่อยโทรหากู วันนี้กูกลับก่อนละกัน มึงจะได้เคลียร์กับเฮียเต อย่าปล่อยให้พี่เขาเข้าใจผิดนาน”

ผมเดินไปส่งเก็ตข้างล่าง จริง ๆ ผมจะนั่งรถไปส่งมันด้วยซ้ำ เพราะนี่มันก็เริ่มดึกแล้ว แต่มันปฏิเสธไป เห็นบอกว่าจะไปค้างกับเพื่อนอีกคน  ก่อนจะขึ้นรถแท็กซี่ เก็ตโบกมือลาผมและพูดขึ้น

“รู้ใช่ปะ ถึงกูจะด่ามึง แต่กูก็ดีใจที่มึงกับเฮียเตกลับมาคุยกันนะ ครั้งนี้ก็อย่ายอมแพ้ง่าย ๆ อีกล่ะมึงอะ”

หลังจากเก็ตกลับไป ผมก็กดโทรหาเฮียเตทันที แต่เขาไม่รับสาย ผมไม่รู้จะทำยังไงเลยได้แต่รอเขาอยู่ที่ห้อง จนเข็มนาฬิกาบอกเวลาตี 2  ถึงได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมเดินไปเปิดประตู กลิ่นเหล้าโชยออกมาแรงจนผมถึงขั้นขมวดคิ้ว

“เฮีย.. ดื่มไปเยอะแค่ไหนเนี่ย” เฮียเตไม่ได้ตอบ เขาเดินเข้าห้องมาและเซเล็กน้อย ผมจึงเข้าไปช่วยพยุงเขาไว้

เฮียเตทิ้งน้ำหนักของเขาทั้งหมดลงที่ผม จนผมเดินไม่ถนัด ในจังหวะนั้นเองเฮียเตก็บีบไหล่ผมและผลักเข้าผนังห้องอย่างรวดเร็ว ผมตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เขาไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าบีบไหล่ของผมแน่นขึ้น เฮียเตก้มลงซุกหน้าของเขาลงกับไหล่ข้างหนึ่งของผม

“ไม่ไปได้ไหม..” เสียงของเขาแผ่วเบาซะจนผมเกือบไม่ได้ยิน

“..” 

“ไม่กลับไปหาเขาได้ไหม” ความชื้นที่เปียกเสื้อทำให้ผมรู้ว่าเขากำลังร้องไห้ ร้องไห้เงียบ ๆ โดยไม่มีเสียงสะอื้น ราวกับแค่ปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมาเรื่อย ๆ ผมยกมือขึ้นไปลูบหลังเขาอย่างช้า ๆ

“ไม่กลับไปหรอก”

“โซ่ก็อยู่ที่เดิมมาตลอด เหมือนเฮียนั่นแหละ..”

ทั้งคืนผมเฝ้าเช็ดตัวเฮียเตและพาเขาไปอ้วกจนไม่ได้นอน เดาว่าเขาน่าจะดื่มมาหนักพอตัว เพราะผมไม่เคยเห็นเขาเมาแบบนี้เลยตั้งแต่กินเหล้าด้วยกันมา ผมนั่งมองหน้าเขาตอนหลับ ไม่รู้จะชดใช้ความรู้สึกที่เสียไปของเฮียเตยังไง ผมไม่คิดมาก่อนว่าความสัมพันธ์ของเรามันจะทรมานเขาขนาดนี้ เพราะเขาไม่เคยพูด ผมรู้ดีว่าคนอย่างเฮียเตไม่พูดหรอก ต่อให้เขาเจ็บจนเจียนตายเขาก็ไม่เคยคิดจะปริปากพูด

กว่าเฮียเตจะตื่นก็เกือบเที่ยง โดยที่มีผมนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้าง ๆ เตียง เฮียเตนิ่งไปตอนเห็นหน้าผม เขาเหมือนกับจะไม่เชื่อว่าผมอยู่ตรงนั้นจริง ๆ ถึงได้เอื้อมมือมาสัมผัสหน้าผม

“ปวดหัวรึเปล่าเฮีย ไปอาบน้ำก่อนไหม” เฮียเตลุกขึ้นและไปอาบน้ำโดยไม่ได้พูดอะไรถึงเรื่องเมื่อคืน จนเมื่อเขาก้าวเท้าออกมาจากห้องน้ำ ผมถึงได้เป็นฝ่ายพูดขึ้นเอง

“เมื่อคืน.. ผมคุยกับเก็ตเรียบร้อยแล้วนะ ตอนนี้ไม่มีอะไรต่อกันแล้ว”

“ที่ผ่านมาเป็นไงบ้างอะ” ผมสะอึกไป เมื่อได้ยินคำถามนี้ออกมาจากปากคนตรงหน้า ไม่คิดว่าเขาจะกล้าถามตรง ๆ แบบนี้ ทำเอาผมพูดไม่ออกไปเลยทีเดียว

“สบายดีไหม กินข้าวอิ่มรึเปล่า ยังไม่ชอบฝนตกอยู่ไหม” ร่างที่สูงกว่าเพียงเล็กน้อยก้าวเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

“เฮีย..” ความรู้สึกหลายอย่างผสมปนเปกันไปหมด และหนึ่งในนั้นคือ ‘ ความเสียใจ ’ ผมพูดไม่ออกและรู้สึกว่าขอบตามันร้อน ๆ

“ที่ถามเพราะอยากรู้จริง ๆ ไม่ได้อยากทำให้รู้สึกแย่ อย่าร้องดิ”

วินาทีที่เขาพูดจบประโยคคือวินาทีเดียวกันกับที่น้ำตาของผมไหลไม่หยุด เขามาห่วงความรู้สึกของผมทั้ง ๆ ที่ความรู้สึกของเขามันพังไม่มีชิ้นดีได้ยังไงวะ เฮียคว้าตัวของผมเข้าไปกอด เขาลูบหลังพลางพูดปลอบ

“ไม่เป็นไรนะ.. ไม่เป็นไรแล้ว”

“ฮึก.. ขอโทษ”

ขอโทษที่ทำให้รู้สึกแย่มานาน ขอโทษที่ไม่เคยรู้ว่าเฮียรักมากขนาดนี้

“เฮียไม่เคยโกรธโซ่ ไม่ต้องขอโทษ”

เฮียเตปลอบผมอยู่พักใหญ่ กว่าที่ผมจะเลิกร้องไห้ได้  ทีแรกเขาจะอยู่กับผมทั้งวัน แต่เพราะมีงานเข้ามาและผมเองก็โอเคขึ้นแล้ว ผมถึงบอกให้เขาไปทำงานก่อนก็ได้ ไม่ต้องห่วงผม

ช่วงสองสามวันมานี้ เฮียเตไม่ได้มาหาผมอีก แต่เขาก็ส่งข้อความมาบอกตลอด ผมคิดว่าเขาน่าจะเจอปัญหาอะไรสักอย่าง เดาจากสีหน้าของเขาในวันที่มาหา ก็คงเป็นปัญหาที่หนักหนาพอตัว

“ไอ้โซ่ หลังคาบนี้ไปไหนปะ กูจะชวนไปดูหนัง”

“ดูหนัง ? ก็คือเตรียมตัวลาออกแล้วใช่ปะ ถึงได้มีอารมณ์จะไปเที่ยว” ไอ้ทีมหน้าบึ้งทันทีที่ได้ยินผมพูดแบบนั้น

“เอะอะจะให้กูลาออกอย่างเดียวเลยนะ ไม่รักกันก็อย่าผลักไสดิวะ”

“ไหน ใครจะไปดูหนัง กูไปด้วย เดี๋ยวกูเลี้ยงเอง” พี่ฟลุ๊คโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ จู่ ๆ ก็มาล็อคคอไอ้ทีม จนมันโวยวายลั่น

“อะไรเนี่ย ! ปล่อยเลยพี่ฟลุ๊ค ผมหายใจไม่ออก” กลุ่มเพื่อนพี่ฟลุ๊คเดินตามมา หนึ่งในนั้นมีเฮียเตอยู่ด้วย

“กินข้าวยัง” ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบให้เขา

“เฮียอะ”

“ยังเหมือนกัน ไปกินด้วยกันไหม”

“เดี๋ยว พวกมึงนี่ยังไงกันครับเนี่ย ได้ข่าวกูเป็นพี่รหัสไอ้โซ่นะ ทำไมดูแลมันดีกว่ากูจังเลย” 

“ไอ้ทีมก็น้องรหัสกูนะ” เฮียเตตอบกลับไปแค่นั้น แต่พี่ฟลุ๊คถึงขั้นไปไม่เป็น

“ขอกูคุยกับโซ่หน่อยดิ” เป็นพี่ซิกที่พูดแทรกบทสนทนานั้นขึ้นมา พี่เขายังมองหน้าผมเหมือนเดิมและในแววตาของเขายังคงมีความไม่ชอบใจอยู่อย่างชัดเจน

“มึงจะคุยอะไร”

“กูไม่ทำอะไรมันหรอก ไม่ต้องห่วง แค่อยากคุยด้วยเฉย ๆ ” 

“ไม่เป็นไรเฮีย” ผมเองก็อยากรู้ว่าเขามีอะไรจะคุยกับผม

 พี่ซิกเดินนำผมออกมาห่างจากกลุ่มเพื่อนเขาพอสมควร เขาไม่ได้มีท่าทีคุกคามอะไร จะมีก็แต่แววตาที่เหมือนกำลังมองคนที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้น
 
“มึงคิดอะไรอยู่วะ”

“ผมไม่ได้คิดจะทำอะไร”

“กูไม่ได้อยากสอดมือเข้าไปยุ่งหรอกนะ แต่กว่าไอ้เตจะผ่านช่วงที่เลิกกับมึงมาได้ มันเจ็บไม่ใช่น้อย ๆ  ”   

“ผมรู้”

“และเผื่อมึงลืม มึงเองนะ ที่เป็นคนนอกใจมันน่ะ”

“..”

“มึงเป็นคนทำเหี้ยกับไอ้เตก่อน ช่วยจำไว้ด้วย”













« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2020 16:10:42 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0


แค่รักกัน มันก็พอ
Chapter 10
เพราะว่ารักมาก



[ Tae ]

โซ่เดินกลับมาด้วยสีหน้าปกติ จนผมเดาไม่ออกว่าไอ้ซิกมันพูดเรื่องอะไรกับน้อง ซิกไม่ได้ไปกินข้าวด้วย มันบอกว่ามีธุระต้องไปทำ และผมก็ยังคงเป็นคนที่ต้องขับรถพาทุกคนไปหาอะไรกิน จริง ๆ ไอ้ฟลุ๊คก็มีรถของมันเอง แต่มันไม่ค่อยเอาออกมาขับเพราะขี้เกียจหาที่จอด

“จะไปดูหนังกับพวกนี้ไหม” ผมถามโซ่เมื่อเรานั่งอยู่ในร้านอาหารร้านหนึ่งในห้าง

“เฮียอยากดูไหมอะ”

“เฮียแล้วแต่โซ่” ผมก็อยากดูอยู่หรอก ถ้าอยู่กับโซ่แค่สองคนนะ

“แหม ตามใจน้องมันเหลือเกิน”

“ดูดิโซ่ กูกะจะมาดูกับมึงเลยนะเรื่องนี้อะ” ได้ยินไอ้ทีมพูดแบบนั้น ผมเลยพูดตัดบทมัน

“งั้นไว้มาดูกันวันหลังดีกว่า”

“โห่เฮีย อะไรเนี่ย”

“บ่นอะไรไอ้ทีม รีบแดกข้าวดิ๊ หนังจะเข้าแล้วเนี่ย” นั่นแหละเหตุผล ถ้าเกิดไอ้ฟลุ๊คกับไอ้ทีมไปวุ่นวายกันในโรงหนัง ผมคงได้พาโซ่ลุกออกก่อนแน่ ๆ

“พี่เต.. พี่เตใช่ไหมคะ ?” เสียงเรียกชื่อทำให้ผมหันไปมอง ก่อนจะพบเข้ากับผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง

“อ้าว น้องหลิน” ไอ้ฟลุ๊คเป็นคนที่เอ่ยทักน้องกลับไป หลินยิ้มรับตามมารยาท สายตาของเธอมองผมสลับกับโซ่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
 
“ไม่เจอกันตั้งนาน พี่เตเปลี่ยนไปเยอะเลยนะคะ หลินเกือบจำไม่ได้แน่ะ”

“หลินก็เหมือนกันนะ” ผมตอบกลับไปแค่สั้น ๆ เท่านั้น จนไอ้ฟลุ๊คต้องเป็นคนพูดคลี่คลายบรรยากาศน่าอึดอัดที่กำลังก่อตัวขึ้น

“น้องหลินมากินข้าวร้านนี้เหรอ มีที่นั่งรึยัง พวกพี่กำลังจะเสร็จพอดี นั่งต่อเลยไหม” 

“ไม่เป็นไรค่ะ พอดีหลินมากับเพื่อน จองโต๊ะไว้แล้วด้วย”

“อ๋อ.. ครับ” ไอ้ฟลุ๊คส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาให้ผม แต่ผมไม่ได้พูดอะไรอีกหลังจากนั้น
 
“งั้นหลินขอตัวก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเพื่อนรอ” ในจังหวะที่หลินจะเดินกลับไป จู่ ๆ เธอก็หยุดเดินแล้วหันกลับมาถาม

“พี่เต คนนี้เหรอคะ ที่พี่เตเคยบอกหลินอะ” ผมรู้ดีว่าประโยคที่หลินถามหมายถึงอะไร

“ไม่ใช่เรื่องที่หลินต้องสนใจหรอก” หลินเพียงแค่ยิ้มเหมือนเดิม ก่อนจะเดินไปนั่งกับเพื่อนเธออีกโต๊ะหนึ่ง ผมลอบมองหน้าโซ่และเห็นว่าน้องไม่ได้ดูติดใจอะไร

หลังจากกินข้าวมื้อนั้นเสร็จ ผมกับโซ่ก็แยกกับพวกไอ้ฟลุ๊คทันที ปล่อยพวกมันไปตามทางเถอะ ผมชวนน้องเดินห้างต่ออีกสักพัก ถึงได้กลับกัน

“ไปนั่งเล่นห้องเฮียก่อนไหม”   ผมถามไปโดยไม่ได้รอคำตอบจากโซ่ เพราะเลือกขับรถไปทางคอนโดตัวเองเรียบร้อยแล้ว

“ห้ะ..” โซ่มองผมอึ้ง ๆ จนผมเขกหัวน้องเบา ๆ

“คิดอะไร ไม่ได้จะพาไปทำอะไรสักหน่อย กลับหอไปก็อยู่คนเดียวไม่ใช่เหรอ”

ตอนที่มาถึงคอนโด เราไม่ได้ทำอะไรกันมากไปกว่าการนั่งทำงานของตัวเอง โซ่อ่านหนังสืออยู่บนเตียง ส่วนผมก็นั่งทำงานต่อ รู้สึกตัวอีกทีฟ้าก็เปลี่ยนสีไปแล้ว พอหันไปมองโซ่ ก็พบว่าน้องหลับไปแล้ว ไม่รู้หลับไปตั้งแต่ตอนไหน

“โซ่” ผมเขย่าไหล่โซ่เบา ๆ 

“อือ.. กี่โมงแล้วอะเฮีย” โซ่เอ่ยถามพลางขยี้ตาอย่างงัวเงีย เห็นแล้วอดที่จะเอามือไปยีหัวน้องไม่ได้

“จะสองทุ่มแล้ว ค้างที่นี่เลยไหม เฮียไม่อยากขับรถตอนกลางคืน” แน่นอนว่ามันคือข้ออ้าง ความจริงคือผมยังไม่อยากให้น้องกลับมากกว่า

“แต่พรุ่งนี้ผมมีเรียนเช้านะ”

“เดี๋ยวเฮียไปส่ง” ผมไม่เปิดโอกาสให้โซ่ปฏิเสธด้วยการไล่น้องไปอาบน้ำ

ผมทำอาหารง่าย ๆ ระหว่างรอโซ่อาบน้ำเสร็จ ตอนน้องออกมาจากห้องน้ำ ผมก็บอกให้ไปกินข้าว โซ่ดูตื่นเต้นตอนรู้ว่าผมเป็นคนทำอาหารพวกนั้น

“เฮียทำเองหมดเลยจริงดิ”

“ใช่ ไม่เชื่อเหรอ”

“เปล่า แค่ไม่รู้ว่าเฮียทำอาหารเป็นด้วย”

“รู้แล้วก็อย่าปล่อยไปนะ ผู้ชายทำอาหารเก่งไม่ได้มีเยอะ”

“โดยเฉพาะผู้ชายที่ชอบทำอาหารให้แฟนกิน” โซ่เหมือนจะนิ่งค้างไป หน้าของน้องเริ่มแดงจนลามไปถึงหู จนผมหลุดหัวเราะออกมา

“รีบกินดิ เดี๋ยวเย็นหมดก็ไม่อร่อยพอดี”  หลังพูดจบผมก็เดินไปอาบน้ำ

ตอนออกมาจากห้องน้ำเห็นโซ่กำลังล้างจานอยู่พอดี ผมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา พลางมองคนที่ยืนอยู่หน้าอ่างล้างจาน ถ้ามันเป็นแบบนี้ไปตลอดก็คงดี ผมแค่อยากมีน้องอยู่ในสายตาทุกวัน แค่นั้นเอง

“ไม่เข้าห้องไปนอนเหรอเฮีย”

“ไปดิ รอเข้าไปพร้อมโซ่อะ” โซ่รีบเดินดุ่ม ๆ เข้าห้องนอนไปโดยไม่กล้าสบตาผมด้วยซ้ำ ได้ยินน้องบ่นพึมพำเรื่องที่ผมไม่ยอมใส่เสื้อเบา ๆ จนผมเผลอยิ้มออกมา ก่อนจะเดินตามน้องเข้าไปนอน

“เฮีย.. หลับยัง” ผมพลิกตัวไปมองโซ่ท่ามกลางความมืด

“ยัง”

“ถามอะไรหน่อยดิ”

“ว่า”

“ทำไมถึงกลับมาอะ ไม่โกรธโซ่เหรอ” คำถามของโซ่ทำให้ผมเงียบไปพักหนึ่ง

“ถ้าตอบเราแล้วเฮียจะได้อะไร”

“..” คราวนี้กลับเป็นน้องที่เงียบไปแทน

“โกรธดิ โกรธจนหายโกรธไม่รู้กี่รอบแล้ว”

“แต่มันรักมากกว่า” หลังพูดจบ ผมก็ลุกขึ้นไปคร่อมตัวและจับข้อมือของน้องเอาไว้ เพราะความมืดทำให้ผมไม่รู้ว่าโซ่มีสีหน้ายังไง แค่รู้สึกได้ว่าน้องเหมือนจะตกใจจนเกร็งตัวเล็กน้อย

“เฮียเต.. ผมยังไม่..”

“เฮียรู้ แค่จูบได้ไหม” ผมมองคนที่อยู่ด้านล่างผ่านความมืด ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวลงไป

ความหวานจากน้องทำให้ผมเผลอกดริมฝีปากแน่นกว่าเดิม ผมค่อย ๆ ละเลียดความหวานนั้นไปทีละเล็กทีละน้อย และการที่น้องพยายามจะจูบตอบกลับมามันทำให้ผมถลำลึกไปราวกับต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบคุมสติไม่อยู่ กระทั่งเริ่มได้ยินเสียงโซ่หายใจหอบ ผมจึงได้ถอนริมฝีปากออกไป

“มีอะไรจะถามเฮียอีกไหม”

“ไม่.. ไม่มีแล้ว” ผมปล่อยโซ่ให้เป็นอิสระ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนกอดน้องไว้กลาย ๆ

“ถ้ารู้ว่าเฮียรักมากขนาดนี้ ก็อย่าหายไปไหนอีกนะ..” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมพูดกับน้องในคืนนี้

วันถัดมาผมไปส่งโซ่ที่มหาลัย ส่วนผมไม่มีเรียนวันนี้จึงได้ตัดสินใจกลับไปเคลียร์อะไร ๆ ที่บ้านให้เรียบร้อย ผมไม่ได้เจอกับติอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น ซึ่งคุยกับน้องตอนนี้มีแต่จะสร้างความร้าวฉานมากขึ้น การคุยกับป๊าให้เข้าใจจึงเป็นอีกทางเลือกที่ผมจะทำ

“เตมีเรื่องจะคุยกับป๊า”

“ถ้าเป็นเรื่องฝึกงาน ป๊าคุยกับโกวจิให้แล้ว เตไปฝึกงานกับโกวได้เลย” ป๊าตอบทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เงยหน้าจากกองเอกสารที่กำลังดูอยู่ด้วยซ้ำ
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก เตจะคุยเรื่องของติ” ป๊าละสายตาจากเอกสารในมือมามองผม

“ทำไมล่ะ เตคิดว่าสิ่งที่ป๊าตัดสินใจให้น้องมันไม่ดีเหรอ”

“ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่ถ้าน้องไม่ได้ชอบจริง ๆ เรียนไปมันก็ไม่มีความสุขหรอก อีกอย่างป๊าก็มีผมมาช่วยอยู่แล้ว”

“แล้วเตคนเดียวจะไหวเหรอ ทุกวันนี้ที่ป๊ากับเจ็กช่วยกันยังเหนื่อยเลยนะ คนในครอบครัวช่วยกัน ยังไงก็ดีกว่าให้คนนอกมาช่วย”

“เตเข้าใจสิ่งที่ป๊าพูดนะ แต่ป๊าก็ต้องเข้าใจว่าติไม่ได้เหมือนเต ป๊าไปกดดันน้องมาก ๆ มันยิ่งจะทำให้น้องเตลิดไปไกลนะ”

“เอาเถอะ ๆ ไว้ป๊าจะลองคิดดู” โน้มน้าววันนี้คงยังไม่ได้ผล แต่ยังดีที่อย่างน้อยป๊าก็ได้ตระหนักถึงความรู้สึกของติให้มากขึ้น แค่นั้นมันก็มากพอแล้วสำหรับตอนนี้

ผมลงมาด้านล่าง เจอม้ากำลังเตรียมผลไม้อยู่ในครัวพอดีเลยเดินเข้าไปทัก ม้าส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะชวนผมนั่งลงคุยด้วย ผมไม่ค่อยได้คุยกับม้าบ่อยนัก เหตุผลหนึ่งคือเพราะไม่ค่อยได้เจอกัน ส่วนอีกเหตุผล.. เป็นเพราะเรื่องที่ม้าอยากคุยกับผม มักจะไม่ใช่เรื่องที่ผมอยากตอบสักเท่าไหร่

“มา ๆ มานั่งกินผลไม้ก่อนลูก อย่าเพิ่งรีบไป”

“ช่วงนี้เป็นไงบ้างม้า”

“ม้าสบายมาก ว่าแต่เตเถอะลูก สบายดีนะ ไม่เห็นโทรหาม้าบ้างเลย”

“เตสบายดีม้า ช่วงนี้เรียนหนักนิดหน่อย”

“แล้ว.. เรื่องความรักเป็นไงบ้าง ไม่มีใครเข้ามาบ้างเหรอ” คำถามของม้าทำให้ผมเผลอถอนหายใจออกมา

“ก็มีคุย ๆ อยู่คนนึง”

“ใครล่ะ หนูหลินรึเปล่า ม้าว่าหนูหลินก็ดีนะ ม้ารู้จักกับแม่ของน้องด้วย”

“เปล่า ไม่ใช่หลินหรอกม้า”

“ไว้ถ้าน้องพร้อม ผมจะพามาเจอนะ”













 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด