ผมคือ...ตัวร้าย : ความหลัง ความรู้สึก ความรัก (มานพXธันวา) [03.08.21] P. 6
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมคือ...ตัวร้าย : ความหลัง ความรู้สึก ความรัก (มานพXธันวา) [03.08.21] P. 6  (อ่าน 12066 ครั้ง)

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3409
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
อะไรยังไงมานพเธอจูบธันเพราะอะไรตอบค่ะ อย่ามาให้ความหวังธันแบบนี้นะคะถ้าเธอยังไม่ชัดเจน ส่วนจื้อหลินถ้าเธอทำให้ดินของเราต้องเจ็บได้เห็นดีกันแน่ เพราะแค่นี้จ้าวซินก็ไม่ชอบดินอยู่แล้วยังจะมาพูดอะไรแบบนี้อีก

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2053
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
อยากให้คู่ธันวามานพหวานกันอีกเยอะๆๆๆ เป็นกำลังใจให้คนเขียนนะจ้า

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
ยังไงนพยังไง?ไปจุ๊บเขาเนี้ย ยอมรับใจตัวเองแล้วหรอ อ๊างงง  :-[ ก็คงจะประมาณนั้นแหละนะก็เป็นห่วงเขาขนาดหาข้าวให้กินเมื่อรู้ว่าเขายังไม่กินข้าว วุ้ยยยย  :o8: 5555 ชอบคู่นี้รองจากหงส์เงา //โฮรรรร้องไห้กับจื้อหลินเป็นวรรคเป็นเวร  :m15: :monkeysad: ชอบความดราม่าเรียกน้ำตาได้นี้จริง 555 ชีวิตจื้อหลินให้สุดเลย เข้าใจจื้อหลินที่ลงมือทำอะไรลงไปทั้งหมด แม้จะไม่ถูกต้องก็ตามแต่คือเข้าใจว่าทำไปด้วยวิถีของตัวเอง ‘จะสนวิธีการไปทำไม สนผลลัพธ์ที่จะได้ดีกว่า’ กว่าจะรู้ตัวว่ามันไม่ใช่ยังไงก็ไม่ได้ใจเขามา อยู่ข้างกายก็ไรตัวตน และไม่รู้ว่าจะสายไปรึป่าวกับการที่จะเสียเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวไป ถ้าดินรู้ว่าตัวเองได้ใจที่เย็นชาของจื้อหลินไปทั้งหมดแล้วตอนนี้ มิหนำซ้ำยังคิดถึงขั้นอยากจะไปอยู่ด้วย จื้อหลินเปิดใจรับดินมากขนาดไหน แทบไม่ต้องคิดเลย หวังว่าดินจะให้โอกาสจื้อหลินนะ เหมือนที่สดายุให้โอกาสเป็นเพื่อนกันเริ่มต้นใหม่กับตัวเอง  :mew4: ถ้าหากแม้ดินตัดรอนยุติความสัมพันธ์เพื่อนกับจื้อหลินครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าจื้อหลินจะอยู่ยังไงกันแล้ว คราวนี้คงไม่มีชื่อจื้อหลินให้เรียกอีกเพราะจะไม่มีใครมองเห็นตัวตนของจื้อหลิน ในสายตามเราที่มองดินจนจะขึ้นเป็นหงส์นี้แหละรู้สึกโตขึ้นมาก แต่เมื่อเป็นเพื่อนกับจื้อหลินนี่คือดีในสายตาเราไปเลย 5555 ตลอดมาก็แอบรำคาญความดื้อรันไม่ฟังของดินนะ มีครั้งนี้ที่อยากจะให้ดินดื้ออีกสักครั้ง แอบๆติดต่อกับจื้อหลินกันทางใหม่ ดินจิตใจดีน่าจะไม่ทอดทิ้งจื้อหลิน เราจะเอาใจช่วยให้หลบพวกมังกร ดื้อให้ถึงที่สุด 555 //เราชอบความดราม่าแต่ว่าเป็นพวกสุขนิยม จื้อหลินดราม่าหนักแต่ท้ายที่สุดเราก็อยากให้จื้อหลินมีความสุขจริงๆสักครั้งในชีวิตวะ ที่ผ่านมาโหดร้ายเกินไปแล้ว ไม่มีใครเข้าใจจื้อหลินเลย ยิ่งเรื่องฆ่าพี่สาวยิ่งไม่น่าใช่ ไม่เอะใจอะไรกันบ้างเลยหรอ ไม่สามารถจะตามจะรู้ได้เลยหรอว่าพี่สาวของเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่เชื่อว่าจื้อหลินจะลงมือเพราะเวลาที่จื้อหลินกล่าวถึงพี่สาวของตนบางทียังมีความรักความคิดถึงอยู่เลย สายตาที่กล่าวถึงก็ไม่ได้คั่งแค้นขนาดอยากให้ตาย คนที่มีศิลปะในหัวใจจะลวงพี่สาวไปฆ่าจริงหรอ ยิ่งคิดยิ่งส่ายหัว เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้ ต้องรอดูตอนต่อไป และที่บอกว่าจื้อหลินไม่อาจเดาใจได้เย็นชาเหี้ยมก็เพื่อความอยู่รอดของตัวเองทั้งนั้น อ่อนแอ แยแสต่อโลกก็อาจจะโดนรังแก เลยต้องสวมหน้ากากตายด้านไว้ เวลาที่อยู่กับดินนั่นคือตัวตนที่แท้จริงของจื้อหลินแล้วแหละ สภาพแวดล้อมที่โตมาไม่แปลกที่จื้อหลินจะยังคงหลงจ้าวซินมากขนาดนั้นเพราะเป็นคนเดียวที่ทำให้มีตัวตนก่อนจะมาเกิดเรื่อง  แต่ต่อไปนี้ก็อยากให้จื้อหลินไม่แยแสต่อจ้าวซินสักทีเถอะ ครั้งนี้โกรธมากจริงจนเลือดตกยางออก  :angry2: ทรมานมาเกินพอแล้วกับที่ให้ใจเขาไป ไปเล่นกับดินนะ 555 มันจะมีวันที่ความจริงจะเปิดเผยไหม อยากเห็นจ้าวซินดิ้นพล่านถ้ามันไม่ใช่อย่างที่ตัวเองคิด //โว้ยยยยยยโคตรสนุกเลย อ่านรวดเดียว วางไม่ลง กินข้าวไม่ได้ งานไม่ทำ ติดงอมแงม โหแต่งเก่งมากอ่ะ ความมาเฟียผูกเรื่องราวต่างๆ บับ สุดยอด ครบทุกอารมณ์ อ่านไปอ่านมากลายเป็นว่าชอบคู่หงส์เงามากสุด รองลงมาคู่บอดี้การ์ด แล้วตามด้วยคู่หลัก 555 รอตอนหน้าจะไม่ไหวแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะที่กลับมาต่อให้อ่านกัน ทำเขาเจ็บแต่ก็เรียกหมอมาดูนะเออคนเรา ชิ ตื่นมาอย่าเผลอดีใจละจื้อหลิน 5555 ว่างๆอยากให้จื้อหลินวาดภาพเอาศิลปะที่ตัวเองชอบจนหลงลืมมันไปกลับมานะ ให้เหลือความเป็นตัวเองอยู่ โอ๊ยยสนุกจริง ชอบเลย  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
ยังไงนพยังไง?ไปจุ๊บเขาเนี้ย ยอมรับใจตัวเองแล้วหรอ อ๊างงง  :-[ ก็คงจะประมาณนั้นแหละนะก็เป็นห่วงเขาขนาดหาข้าวให้กินเมื่อรู้ว่าเขายังไม่กินข้าว วุ้ยยยย  :o8: 5555 ชอบคู่นี้รองจากหงส์เงา //โฮรรรร้องไห้กับจื้อหลินเป็นวรรคเป็นเวร  :m15: :monkeysad: ชอบความดราม่าเรียกน้ำตาได้นี้จริง 555 ชีวิตจื้อหลินให้สุดเลย เข้าใจจื้อหลินที่ลงมือทำอะไรลงไปทั้งหมด แม้จะไม่ถูกต้องก็ตามแต่คือเข้าใจว่าทำไปด้วยวิถีของตัวเอง ‘จะสนวิธีการไปทำไม สนผลลัพธ์ที่จะได้ดีกว่า’ กว่าจะรู้ตัวว่ามันไม่ใช่ยังไงก็ไม่ได้ใจเขามา อยู่ข้างกายก็ไรตัวตน และไม่รู้ว่าจะสายไปรึป่าวกับการที่จะเสียเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวไป ถ้าดินรู้ว่าตัวเองได้ใจที่เย็นชาของจื้อหลินไปทั้งหมดแล้วตอนนี้ มิหนำซ้ำยังคิดถึงขั้นอยากจะไปอยู่ด้วย จื้อหลินเปิดใจรับดินมากขนาดไหน แทบไม่ต้องคิดเลย หวังว่าดินจะให้โอกาสจื้อหลินนะ เหมือนที่สดายุให้โอกาสเป็นเพื่อนกันเริ่มต้นใหม่กับตัวเอง  :mew4: ถ้าหากแม้ดินตัดรอนยุติความสัมพันธ์เพื่อนกับจื้อหลินครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าจื้อหลินจะอยู่ยังไงกันแล้ว คราวนี้คงไม่มีชื่อจื้อหลินให้เรียกอีกเพราะจะไม่มีใครมองเห็นตัวตนของจื้อหลิน ในสายตามเราที่มองดินจนจะขึ้นเป็นหงส์นี้แหละรู้สึกโตขึ้นมาก แต่เมื่อเป็นเพื่อนกับจื้อหลินนี่คือดีในสายตาเราไปเลย 5555 ตลอดมาก็แอบรำคาญความดื้อรันไม่ฟังของดินนะ มีครั้งนี้ที่อยากจะให้ดินดื้ออีกสักครั้ง แอบๆติดต่อกับจื้อหลินกันทางใหม่ ดินจิตใจดีน่าจะไม่ทอดทิ้งจื้อหลิน เราจะเอาใจช่วยให้หลบพวกมังกร ดื้อให้ถึงที่สุด 555 //เราชอบความดราม่าแต่ว่าเป็นพวกสุขนิยม จื้อหลินดราม่าหนักแต่ท้ายที่สุดเราก็อยากให้จื้อหลินมีความสุขจริงๆสักครั้งในชีวิตวะ ที่ผ่านมาโหดร้ายเกินไปแล้ว ไม่มีใครเข้าใจจื้อหลินเลย ยิ่งเรื่องฆ่าพี่สาวยิ่งไม่น่าใช่ ไม่เอะใจอะไรกันบ้างเลยหรอ ไม่สามารถจะตามจะรู้ได้เลยหรอว่าพี่สาวของเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่เชื่อว่าจื้อหลินจะลงมือเพราะเวลาที่จื้อหลินกล่าวถึงพี่สาวของตนบางทียังมีความรักความคิดถึงอยู่เลย สายตาที่กล่าวถึงก็ไม่ได้คั่งแค้นขนาดอยากให้ตาย คนที่มีศิลปะในหัวใจจะลวงพี่สาวไปฆ่าจริงหรอ ยิ่งคิดยิ่งส่ายหัว เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้ ต้องรอดูตอนต่อไป และที่บอกว่าจื้อหลินไม่อาจเดาใจได้เย็นชาเหี้ยมก็เพื่อความอยู่รอดของตัวเองทั้งนั้น อ่อนแอ แยแสต่อโลกก็อาจจะโดนรังแก เลยต้องสวมหน้ากากตายด้านไว้ เวลาที่อยู่กับดินนั่นคือตัวตนที่แท้จริงของจื้อหลินแล้วแหละ สภาพแวดล้อมที่โตมาไม่แปลกที่จื้อหลินจะยังคงหลงจ้าวซินมากขนาดนั้นเพราะเป็นคนเดียวที่ทำให้มีตัวตนก่อนจะมาเกิดเรื่อง  แต่ต่อไปนี้ก็อยากให้จื้อหลินไม่แยแสต่อจ้าวซินสักทีเถอะ ครั้งนี้โกรธมากจริงจนเลือดตกยางออก  :angry2: ทรมานมาเกินพอแล้วกับที่ให้ใจเขาไป ไปเล่นกับดินนะ 555 มันจะมีวันที่ความจริงจะเปิดเผยไหม อยากเห็นจ้าวซินดิ้นพล่านถ้ามันไม่ใช่อย่างที่ตัวเองคิด //โว้ยยยยยยโคตรสนุกเลย อ่านรวดเดียว วางไม่ลง กินข้าวไม่ได้ งานไม่ทำ ติดงอมแงม โหแต่งเก่งมากอ่ะ ความมาเฟียผูกเรื่องราวต่างๆ บับ สุดยอด ครบทุกอารมณ์ อ่านไปอ่านมากลายเป็นว่าชอบคู่หงส์เงามากสุด รองลงมาคู่บอดี้การ์ด แล้วตามด้วยคู่หลัก 555 รอตอนหน้าจะไม่ไหวแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะที่กลับมาต่อให้อ่านกัน ทำเขาเจ็บแต่ก็เรียกหมอมาดูนะเออคนเรา ชิ ตื่นมาอย่าเผลอดีใจละจื้อหลิน 5555 ว่างๆอยากให้จื้อหลินวาดภาพเอาศิลปะที่ตัวเองชอบจนหลงลืมมันไปกลับมานะ ให้เหลือความเป็นตัวเองอยู่ โอ๊ยยสนุกจริง ชอบเลย  :pig4: :pig4: :pig4:

ขอบคุณมากๆๆๆๆๆ เลยค่ะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มอบให้นะคะ อ่านคอมเม้นต์แล้วใจสั่นเลยค่ะ มันตื้นตันไปหมด  :hao5:
ขอโทษที่เคยหายไปนานนะคะ และขอบคุณมากๆอีกครั้งที่รักจื้อหลินด้วย ทั้งที่น้องพร้อมมากกับการโดนเกลียด 555
ปมของคู่จื้อหลินยังมีอะไรให้ได้ลุ้นกันอีกเยอะเลยค่ะ แต่ถึงจะดราม่ายังไง อนาคีก็สุขนิยมคนหนึ่ง ดังนั้นในตอนจบทุกคนจะต้องได้เจอความสุขแน่นอน ได้แฮปปี้ในแบบของตัวเองแน่ๆค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ตอนต่อไปจะพยายามรีบมานะค๊า

รักม๊ากกกกก
อนาคี99


ออฟไลน์ riangkarn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
รอตอนต่อไปอยู่นะค้าาา เห็นเปลี่ยนหัวเรื่องแล้วแต่ยังไม่ได้เพิ่มตอน รอติดตามอยู่นะคะ

ออฟไลน์ Kran123

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :mew1:อ่านรอมาสามรอบแล้วยิ่งอ่านยิ่งหลงรักตัวละครทุกคนสู้ๆนะเป็นกำลังใจให้ค่ะ(เราอย่าให้จบแบบแฮปปี้ทุกคนสมหวังในรัก55555)

ออฟไลน์ Kran123

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :mew1:อ่านรอมาสามรอบแล้วยิ่งอ่านยิ่งหลงรักตัวละครทุกคนสู้ๆนะเป็นกำลังใจให้ค่ะ(เราอย่าให้จบแบบแฮปปี้ทุกคนสมหวังในรัก55555)

ออฟไลน์ nuum

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
เรื่องนี้สนุกกว่าภาคแรกอีกครับ
ชอบๆๆ


                        :man1:

ออฟไลน์ lcortsess

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 171
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-3

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
จื้อหลิน หายยัง พักนานแล้ว ป่านนี้หายดีแล้วเนอะ 5555 ไม่ได้มากดดันนะคะ แค่มาบอกว่าคิดถึงจื้อหลินค่ะ  :call: :call: 555555  :L1: :L1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
รอยสักและความทรงจำ

PART 3 [ มานพ X ธันวา]



**นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนทั้งหมด ดังนั้นไม่สามารถใช้อ้างอิงในหลักความจริงใดๆ ได้นะจ๊ะ**

*************************





“เหอะ! ได้กันครั้งเดียวดูแลเป็นเมียเชียวนะ...”



หลุดปากพูดไปแล้วพลันคิดขึ้นได้ว่าไม่ควร ครั้นจะหยุดปากก็ไม่ทัน ใบหน้าที่ควรแสดงความสะใจจึงกลายเป็นเจื่อนสี นี่มันเรียกว่าปลาหมอตายเพราะปากโดยแท้!





มานพพ่นลมหายใจคล้ายรำคาญ “ชิ”



“!!?? ” สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นทำเอาธันวาตกใจจนหัวใจดวงน้อยกระเด้งกระดอนหายไปจากอก





เสียง ‘จุ๊บ’ ดังขึ้นเบา ๆ เมื่อริมฝีปากของมานพผละจากในขณะที่ธันวายังคงเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ





“พูดให้มันน้อย ๆ หน่อย”





ธันวานิ่งค้างหัวใจเต้นโครมครามจนเหมือนจะกระเด้งกระดอนออกจากอก ตาที่โตอยู่แล้วยิ่งเบิกโพลงเกือบเท่าไข่ห่านจ้องหน้าคนที่ใบหน้าห่างกันแค่ปลายจมูกจนตาแทบเหล่ ชายหนุ่มตกใจเสียจนในหัวขาวโพลนไปหมด





...เขาโดน...จูบ?





มานพถอนหายใจแล้วถอยกลับไปนั่ง เลื่อนโต๊ะตัวเล็กที่วางสปาเกตตีออกจากตรงหน้าไปก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ของจนเข้ามาใกล้ธันวามากขึ้น ยิ่งเห็นใบหน้าตื่นตระหนกชัดเจน มานพก็ยิ่งเจ็บยอกกลางอก ตนทำอะไรลงไปไม่ใช่ไม่รู้ตัว ยิ่งกว่านั้นคือไม่ได้ทำเพราะเผลอไผลใจง่ายหรือบรรยากาศพาไป แต่ลงมือทำด้วยความตั้งใจ…





ตั้งแต่เกิดเรื่องคราวนั้นเขาทั้งคู่ไร้ปฏิสัมพันธ์กันมาเนิ่นนานโดยเฉพาะในด้านความรู้สึกดีๆ เรียกได้ว่าทุกทีที่เจอก็มีแต่แตกหัก ความทรงจำวันวานที่เคยมีไมตรีจิตต่อกันมันเลือนหายไปจนแทบจำไม่ได้



ทั้งที่คิดว่าชาตินี้ตายคงไม่เผาผี



แต่แล้ว...วันหนึ่งธันวากลับข้ามกำแพงของมานพเข้ามา มานพไม่รู้ว่าตอนนั้นธันวาคิดอะไรอยู่ แม้จะเคยระแคะระคายในความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีให้แต่ก็ไม่เคยจินตนาการไปว่ามันจะมากมายถึงขนาดนั้น ภาพจำในคืนที่ธันวายอมมอบทุกอย่างให้ เขาไม่สามารถลบมันจากความทรงจำได้เลย



...กลับยิ่งเพิ่มพูนในความรู้สึกขึ้นทุกวัน





“...ทำไม? ” ธันวาถามขึ้นในที่สุด เมื่อสติเริ่มกลับมา



“กูไม่รู้...ก็มึงพูดไม่หยุด” มานพตอบ



“ก็...ก็...” ธันวาอ้าปากพะงาบ อยากเถียงอะไรออกไปสักอย่างแต่สมองดันประมลผลไม่ได้เพราะเหมือนมันจะยังกลายสภาพเป็นของเหลวอยู่



มานพถอนหายใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “กูยอมรับว่าเรื่องคืนนั้นมันติดค้างในใจกูมาก...มึงทำเพื่อช่วยกู ทั้งๆ ที่กูร้ายกับมึงมาตลอด...กู...ติดค้างมึง...”



“หยุดพูดเถอะ” ไม่ปล่อยให้มานพพูดจบ ธันวาก็โพล่งขึ้นห้ามไว้ คำพูดของมานพชัดเจน แต่เขาไม่อยากรับรู้



“ธัน...กูเองก็ยังสับสนว่าตอนนี้กูรู้สึกยังไง” แต่มานพก็ยังไม่ยอมหยุด ทั้งที่ปกติเป็นคนประหยัดคำพูดมากแท้ๆ



“บอกให้หยุดไง! ”



“.....!!?? ”



ธันวาตวาดลั่นก่อนที่จะโถมทั้งร่างเข้าหามานพทั้งที่สองมือของตนยังถูกล็อคไว้ที่ด้านหลัง เพราะตัวเล็กกว่าจึงทำให้ต้องขึ้นไปนั่งอยู่บนตักของอีกฝ่ายขณะลงมือจูบปิดปากของมานพอย่างดุดัน





เสียงเปียกชื้นเล็ดลอดเมื่อสองริมฝีปากบดขยี้กันไปมา มานพอึ้งไปอึดใจก่อนตอบรับจูบนั้น จากเป็นฝ่ายตั้งรับเปลี่ยนเป็นฝ่ายรุกกลับฉับพลัน





“อื้อ!? ” ธันวาอุทานเมื่อจู่ๆ ก็เกมพลิก ทั้งที่เขาตั้งใจจะจูบฝ่ายนั้นกลับเพื่อแกล้งให้ตกใจแท้ๆ แต่ดันโดนรุกกลับแบบไม่ทันตั้งตัวเสียได้ ครั้นพอจะผละหนีถอยออกจากตักก็ถูกสองมือแกร่งโอบรั้งเอวสอบเอาไว้ ฉับพลันทั้งร่างก็ถูกอุ้มขึ้นทั้งอย่างนั้นแล้วถูกพาไปโยนโครมลงบนเตียงแบบที่ธันวาเองยังจินตนาการตามไม่ทัน แถมยังไม่ทันได้คิดอะไรร่างสูงใหญ่ของมานพก็ตามลงมาคร่อมร่างของธันวาไว้ สองสายตาสอดประสานในความหมายลึกซึ้ง รสจูบที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่ยังกรุ่นอยู่ตรงริมฝีปาก





“มึง...ทำแบบนี้อีกแล้ว...” มานพถามเสียงพร่าขณะคร่อมตัวเหนือร่างของอีกฝ่าย ทั้งที่ในความรู้สึกยังคงสับสนที่จู่ๆ ตนก็ไปจูบอีกฝ่ายเข้า ไม่ทันได้ตกตะกอนความคิดให้ลึกซึ้งก็ดันโดนธันวารุกจูบเข้ามาอีก ความเร่าร้อนของรสสัมผัสที่ชวนสติเตลิด กว่าจะรู้ตัวก็ตกอยู่ในสภาพที่เขากดอีกฝ่ายลงบนเตียงเสียแล้ว



“...ก็แค่ทวงหนี้...” ธันวาเองก็ตอบเสียงสั่น ลมหายใจยังคงหอบสะท้านจากรสจูบที่เหมือนจะพรากวิญญาณกันไปเมื่อครู่



“หนี้? ” มานพสงสัย



“ก็ไหนบอกว่าไม่อยากติดค้างกันไง? เอาตัวเข้าแลกสิ แล้วจะถือว่าไม่เคยติดค้างกัน” ธันวาพูดด้วยแววตาที่ติดจะเหม่อลอยหน่อยๆ



ขอมีความสัมพันธ์ทางกายอีกครั้งมันคงเป็นเรื่องที่บ้า แต่เขาไม่สนแล้วว่าต่อจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมานพจะเป็นอย่างไร จะเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนที่ผ่านมาหรือจะพัฒนาไปในทิศทางไหน ในเมื่อเป็นมานพเองที่เอาตัวใส่พานมาวางไว้ตรงหน้า ธันวาก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าตนมีสิทธิ์ที่จะรับ



คำพูดนั้นทำเอาใบหน้าของมานพแสดงอารมณ์หลากหลายคล้ายเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ ธันวาเหยียดยิ้มบาง ใช้แขนที่ถูกพันธนาการไว้ด้านหลังยันตัวขึ้นไปหาคนที่ยังคร่อมอยู่บนร่าง พลางเอียงหน้ากระซิบ



“ทำเหมือนคืนนั้นสิ”





จบเสียงกระซิบหวานราวกับเสียงของมารราคะที่หลอกล่อให้มนุษย์สูญสิ้นความผิดชอบ มานพโถมจูบลงบนริมฝีปากของธันวาหนักหน่วงทันที ริมฝีปากบดเบียดร่างกายเสียดสีทั้งที่สองมือของธันวายังคงถูกพันธนาการไว้ ครั้นจะเอ่ยปากขอให้ช่วยปลดปล่อยก็ไม่มีโอกาสเพราะมานพไม่ยอมผละจากริมฝีปากหอมหวานนี้ ระหว่างนั้นฝ่ามือใหญ่ก็เร่งเร้ารูดซิปเสื้อฮู้ดหนาแล้วสอดเข้าไปใต้เสื้อยืดตัวบางด้านใน ตะโบมลูบไล้บนผิวเรียบตึงจนธันวาสะท้านไปทั้งกาย





“อย...อย่าถอด! ” ธันวารีบห้ามเมื่อเสื้อยืดถูกเลิกขึ้นสูง “ได้โปรด…”





คำขอได้ผล มานพทำเพียงดึงเสื้อฮู้ดออกจนไปคาอยู่ที่แขนด้านหลังของธันวาแทน โดยที่ยังไม่ยอมปลดพันธนาการให้อีกฝ่าย เพราะสองแขนถูกยึดโยงอยู่ด้านหลังในท่าที่นอนหงายนี้จึงทำให้ส่วนเอวถึงสะโพกแอ่นหยัดขึ้นเหนือส่วนอื่นจึงไปเสียดสีกับหน้าท้องแกร่งของคนที่คร่อมร่างอยู่จนร้อนระอุไปหมด ธันวาสะท้านหอบ ส่งเสียงอื้ออึงในคอไม่ขาดเมื่อริมฝีปากถูกประทับบดเบียดครั้งแล้วครั้งเล่าจะเริ่มรู้สึกเจ็บชา แม้แต่ในโพรงปากก็ถูกกวาดต้อน เรียวลิ้นถูกเกี่ยวพันไปมาจนแทบกลืนน้ำลายไม่ทัน ส่งผลให้หยาดน้ำใสส่วนหนึ่งเอ่อจากมุมปากอย่างน่าสงสาร





ในหัวของธันวาตอนนี้มานพไม่ต่างจากปีศาจจูบที่เฝ้าจะกระชากวิญญาณผ่านริมฝีปากร้อนแรงนั้น ทั้งริมฝีปาก พวงแก้ม สันกรามจนกระทั่งซอกคอขาวต่างถูกกลีบปากร้อนชื้นของมานพไล่สำรวจจนทั่ว ทุกสัมผัสหนักหน่วงรุนแรงคล้ายกับความดิบเถื่อนในสัญชาตญาณของบอดี้การ์ดร่างใหญ่กำลังถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่อาจควบคุม





“...พี่...นพ...” ธันวาครางชื่ออีกฝ่ายเมื่อร่างใหญ่ผละออกไป สายตาปรือปรอยจับจ้องคนที่ยังนั่งคร่อมอยู่บนตัวเขากำลังยืดตัวขึ้นแล้วค่อยๆ ปลดเข็มขัดกางเกงของเขาออก ใบหน้านิ่งเฉยไม่ต่างดินปั้นตลอดเวลาของมานพตอนนี้ฉายชัดถึงความปรารถนา ลมหายใจที่รุนแรงขึ้นของอีกฝ่ายเร่งเร้าให้ส่วนกลางร่างกายของธันวาปูดนูนขึ้นมาทันทีที่ซิปกางเกงยีนส์โดนรูดลง ธันวาสูดลมหายใจทางปากจนริมฝีปากแห้งผากยังรู้สึกราวกับกำลังจะหายใจหายคอไม่ทัน เพราะตนไม่ยอมให้อีกฝ่ายถอดเสื้อมานพจึงทำเพียงเลิกมันขึ้นสูงเผยให้เห็นหน้าท้องเรียบตึงและลอนกล้ามเนื้อน้อยๆ ใต้ผิวลื่นมือถนัดตา





มานพลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอก่อนก้มลงจูบตรงแอ่งสะดือของธันวาเบาๆ อย่างห้ามใจไม่ไหว เขาไม่รู้เลยว่าตนเองเป็นอะไรไปแล้วทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังนึกรังเกียจคนใต้ร่างนี้เข้าเลือดเข้ากระดูก หรือหากย้อนไปไกลกว่านั้นก็นึกเห็นเอ็นดูไม่ต่างจากน้องชายคนหนึ่ง มาตอนนี้เขากลับปรารถนากลืนกินอีกฝ่ายลงท้องชนิดไม่ให้เหลือซาก ความหวามหวานที่ได้ลิ้มลองเพียงครั้งในคืนที่พลาดพลั้งปลูกฝังหยั่งรากให้เขาไม่อาจถอดถอนความรู้สึกในร่างกายนี้ได้





‘ลืมมันซะ คิดเสียว่าผมชดใช้ให้พี่...เราได้ไม่ต้องมีอะไรติดค้างกัน





‘ลืมมันเสียนะพี่...ผมขอโทษที่เอาแต่ใจ’





ถ้อยคำที่ธันวาเอ่ยทิ้งไว้ในเช้าวันนั้นมันยังคงจิกจำในความรู้สึก ให้ลืมอย่างนั้นหรือ? ถ้ามันง่ายดายเพียงนั้นเขาคงไม่ต้องร้อนรนอยู่แบบนี้ มานพย่อมรู้ชัดถึงความรู้สึกที่ธันวามีให้ เพราะการที่ผู้ชายคนหนึ่งจะยอมมีความสัมพันธ์กับผู้ชายอีกคนมันไม่ได้เป็นเรื่องที่จะบังเอิญเกิดขึ้นกันง่ายๆ หากไม่ได้มีจิตปฏิพัทธ์ แต่แม้จะรู้ชัดก็ยังชวนให้รู้สึกสับสนยิ่งกว่าว่าเรื่องระหว่างฝ่ายนั้นกับบัว อดีตภรรยาของเขามันคืออะไรกันแน่?





ในหัวของมานพมีความคิดล้านแปดไหลเวียน แต่มันก็เหมือนแค่ฟองอากาศที่ผุดขึ้นจากก้อนสมองที่กำลังเดือดเป็นลาวา ผุดพรายแล้วหายไปวูบแล้ววาบเล่า เพราะภาพตรงหน้าที่ธันวากำลังหอบครางบางเบา บิดกายเร่าไปกับรสสัมผัสที่เขามอบให้นั้นมันมีพลังทำลายล้างได้มากกว่า ไม่ว่าจะพยายามใช้ความคิดวิเคราะห์แยกแยะอย่างไรในที่สุดก็ถูกสัญชาตญาณกลืนกิน



“อื้อ! ” ธันวาพยายามกลั้นเสียงแต่ก็ยังมีเล็ดลอดผะแผ่ว ยามที่โดนจุมพิตเรื่อยจากแอ่งสะดือลงไปจนท้องน้อยด้านล่าง ริมฝีปากร้อนผ่าวของมานพไม่ได้อ่อนโยนต่อเขาเลยสักนิด รอยจูบดึงดันขบเม้ม กางเกงถูกมือแกร่งดึงทึ้งจนหลุดลอยจากสะโพกแน่น ทั้งร่างของธันวาสะท้านเฮือกเมื่อส่วนที่ร้อนจัดแข็งขึงของตนสัมผัสอากาศเย็นที่ภายนอก



ทั้งที่ยามปกติโดนก่นด่าว่าหน้าหนาหน้าทน แต่ตอนนี้บอดี้การ์ดร่างจ้อยกลับรู้สึกกระดากอายเหลือกำลังที่ส่วนนั้นของตนกำลังชี้หน้ามานพอย่างไม่อาจควบคุมได้ ให้ตายเถอะเพราะครั้งก่อนในห้องของมานพถูกปิดไฟจนมืดเขาถึงได้ใจกล้าหน้าด้าน แต่ตอนนี้ที่ไฟในห้องสว่างโร่จนมองเห็นไปหมดทุกอย่างมันทำเอาหัวใจของธันวาเกินรับไหว



“...พ...พี่นพ!? ” ธันวาผวาจะร้องไห้ให้ได้ด้วยความทำตัวไม่ถูกเมื่อสองขาถูกแยกกว้างออกจากกันแล้วถูกจูบอย่างดุดันที่ต้นขาด้านใน



“อย...อย่าพี่...” พยายามร้องห้ามเพราะกังวลว่าอีกฝ่ายจะรับไม่ได้ เขาเป็นผู้ชาย อะไรต่อมิอะไรที่ไม่ได้ต่างจากมานพนักอาจทำให้อีกฝ่ายจะรู้สึกแย่ เขาขยับสะโพกเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยงแต่กลับถูกตะปบไว้แน่น การที่สองมือถูกพันธนาการไว้ทำให้ยิ่งรู้สึกอิหลักอิเหลื่อจนหลุดเสียงสั่นเครือออกมา





“!! ” ธันวาสะดุ้งวาบ สั่นเทิ้มไปทั้งร่างเพียงแค่ลมหายใจร้อนผ่าวของมานพปัดผ่านส่วนปลาย สองขาดิ้นรนขลุกขลักพยายามดันตัวออกมาให้หลุดของสองมือแกร่งที่เกาะยึดเอาไว้ จนสามารถหลบมานอนตะแคงขดตัวเข้าหากันในสภาพเปลือยท่อนล่าง





อาการปฏิเสธชัดเจนทำให้มานพชะงักไปเล็กน้อย สติรับรู้ผิดชอบที่ยังพอหลงเหลืออยู่เตือนให้เขาหยุดคุกคามคนใต้ร่างมากเกินไปกว่านี้ ผู้รุกรานกัดฟันข่มกลั้นความต้องการ ไม่อยากต้องทำเรื่องที่ฝืนใจอีกฝ่าย





“ขอ…โทษ” เสียงทุ้มพร่ากล่าวเบา ๆ ค่อยยันตัวขึ้นจากร่างที่ขดจนกลมตรงหน้าช้างๆ แต่ในขณะที่จะผละตัวออก ธันวากลับหยัดตัวตามขึ้นมาแล้วกระซิบแผ่วที่ตรงข้างหู





“แก้มัดผมหน่อยสิ...”





คำขออย่างมีนัยด้วยน้ำเสียงวอนเว้าชัดแจ้งสื่อสารให้มานพรู้ได้ทันทีว่าธันวาไม่ได้คิดขัดขืนหรือปฏิเสธการมีสัมพันธ์ บอดี้การ์ดรุ่นพี่กุลีกุจอล้วงหาลูกกุญแจในกระเป๋ากางเกงด้านหลังของตนเพื่อปลดพันธนาการให้อีกฝ่ายได้เป็นอิสระ ดำฤษณาครอบงำจนคนที่อยู่ในกฎระเบียบเคร่งครัดยังยอมขัดคำสั่งผู้เป็นนายเหนือ





เมื่อสองแขนถูกปลดปล่อยธันวาก็ดันตัวเองขึ้นมานั่งคร่อมบนตักของมานพในท่าเผชิญหน้ากัน สองมือเร่งเร้าถอดเสื้อสูทสีดำออกจากร่างของคนที่ตนแสนปรารถนา แม้ใบหน้าของมานพยังคงดูนิ่งเฉยเย็นชาแต่แววตาที่สื่อสารไปในทางเดียวกันนั้นก็ทำให้ธันวาเอมอิ่ม



จากผู้ล่ากลายเป็นผู้ตั้งรับ เกมพลิกกลับเป็นธันวาที่เป็นฝ่ายควบคุมบ้าง และมานพก็ไม่ได้ขัดขืน ยินยอมให้คนตัวเล็กกว่าขึ้นมานั่งแอ่นกายยั่วเย้าอยู่บนต้นขา ยอมถูกบริการด้วยการใช้มือปลดกระดุมเสื้อไปพร้อมกับการถูกจูบซับแผ่วเบาไปตามผิวเนื้อร้อนร่านของตน เสียงเข็มขัดถูกปลดพร้อมเสียงซิปกางเกงที่ถูกรูดลงจนสุดนั้นแสนบาดลึกในห้วงอารมณ์





“!!!? ” ร่างหนาสะท้านเยือกเมื่อส่วนร้อนจัดถูกกลืนกินเข้าสู่โพรงปากเล็กของอีกฝ่าย มานพหลับตา ขบกรามแน่นเพื่อข่มกลั้นอารมณ์ที่พุ่งสูงด้วยกลัวจะเผลอหลั่งตั้งแต่ยังไม่ทันจะได้เริ่มต้นทำอะไร เมื่อผ่อนลมหายใจจนสามารถตั้งรับกับความวาบหวามที่เกิดขึ้นได้แล้ว เขาก็รีบคว้าใบหน้าของธันวาไว้ให้หยุดการเคลื่อนไหว





ทว่านั่นยิ่งเลวร้าย เพราะแค่ดวงตากลมโตที่ขอบตาเป็นสีแดงระเรื่อช้อนมองขึ้นมาด้วยความสงสัย ขณะปลายลิ้นแลบเลียริมฝีปากแดงช้ำไปพลางข้าง ๆ กับอาวุธแข็งชูชันที่วาววามไปด้วยหยาดน้ำลายของอีกฝ่ายด้วยแล้ว สมองของมานพก็แทบระเบิดเป็นเสี่ยง





“อ๊ะ! เจ็บ” ธันวาร้องเมื่อจู่ ๆ ก็ถูกมานพทึ้งเส้นผมตรงท้ายทอย





มือแกร่งกำรอบศีรษะแล้วดึงเข้าหาอย่างไม่ปรานี ท่ามกลางความงุนงงของธันวา





“ดูคล่องเสียจริงนะ บอกมา มึงเคยทำเรื่องแบบนี้กับใคร!? ”





มานพเค้นเสียงแหบต่ำถามออกมาด้วยความสงสัย เขาคาใจมาตั้งแต่ครั้งก่อนที่ธันวาดูจะรู้ไปเสียทุกอย่างเกี่ยวกับการมีสัมพันธ์ทางกายระหว่างผู้ชายด้วยกัน มานพขบกรามแน่น เขาตั้งใจที่จะไม่สงสัย แต่ก็ไม่อาจทำใจยอมรับหากคนคนนี้เคยเป็นของใครมาก่อน





ไม่รู้ทำไมจู่ๆ เขาถึงได้เกิดใจแคบอย่างที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อนแบบนี้ กับคนอื่นที่เคยเข้ามาในชีวิตหรือแม้แต่กับภรรยาเก่าเขายังไม่คิดถือสาถึงอดีต แต่กับธันวา…





แค่จินตนาการว่าคนคนนี้เคยทำสีหน้าแบบนี้กับผู้ชายคนอื่น เคยเผยส่วนที่เร่าร้อนนี้ต่อหน้าผู้ชายคนอื่น เพียงแค่คิดหัวใจเขาก็ราวถูกบีบรัด ไม่มีทาง เขาไม่อาจทนได้!!





"............." ธันวาตกใจในครั้งแรก ตระหนกไม่น้อยเมื่อถูกลงไม้ลงมือและถูกมองด้วยสายตาดุดันนั้น ทว่าเมื่อได้ยินคำถาม หัวใจดวงน้อยก็เต้นเร่าในอก





...เขาขอเข้าข้างตัวเองได้ไหมนะ? ว่ามานพกำลังหึงเขา…





ธันวายิ้มบาง ยืดตัวเข้าหามานพยิ่งขึ้น ก่อนออกปากกระซิบถามตรงข้างหูของอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่เต้นระทึก “ทำไม? ”





“กูไม่ชอบใช้ของร่วมกับใคร! ” แสร้งตอบเสียงเหี้ยมออกมาแบบนั้นทั้งที่ชีวิตจริงไม่ได้ติด แค่คนคนนี้ แค่ธันวาเท่านั้นที่รู้สึกว่าไม่ได้ ที่ไม่ต้องการให้ใครแตะต้องมาก่อนตน





แม้จะเป็นเพียงคำตอบที่ไม่ได้หวานหู แต่นั่นก็เพียงพอให้หยาดน้ำตาของธันวาเอ่ออาบขึ้นมาได้ กลัวมานพจะเห็นจึงรีบใช้สองแขนโอบรอบคออีกฝ่ายไว้ โอบกอดศีรษะฝ่ายนั้นแล้วเอ่ยกระซิบเสียงหวาน





“ถ้าไม่นับสาว ๆ ...พี่ก็คือผู้ชายคนแรกของผม”





“...!! ” จบคำธันวาก็ถูกคว้าใบหน้าเข้าไปบดจูบรุนแรงราวกับเป็นของรางวัลที่สามารถทำให้มานพพอใจในคำตอบได้





สองร่างกอดรัดตะโบมจูบซึ่งกันและกันเพื่อสานต่อบทรักให้ต่อเนื่อง มานพผละออกครู่หนึ่ง ยืดตัวขึ้นถอดเสื้อเชิ้ตสีดำที่ถูกปลดกระดุมจนหมดแล้วออกให้พ้นตัว เผยเรือนร่างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นลอนสวยใต้ผิวเนื้อตึงมือนั้นช่างเย้ายวนกระแทกความรู้สึกของธันวาจนเลือดในร่างแทบปะทุ ผิวกายไม่ได้ขาวนักแต่ก็เนียนตา รอยสักที่พาดตั้งแต่ไหปลาร้าจนถึงต้นแขนและแผ่นหลังก็ช่างเย้ายวนใจ ธันวาลอบกลืนน้ำลายคืนนั้นอาจเต็มไปด้วยความฝืนใจ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ ไม่รู้ว่าเขาควรนิยามเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนี้ว่าอะไรดี จงใจ เผลอไผล อารมณ์พาไป แต่จะอะไรก็ได้แค่ตอนนี้รู้ว่ามานพมีความรู้สึกร่วมกันไปด้วยกับเขา ต้องการมีความสัมพันธ์กับเขา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรธันวาก็ดีใจทั้งนั้น





เขามันก็แค่แมลงเม่าที่หลงใหลในแสงไฟ ต่อให้รู้ว่าเพลิงนี้อาจแผดเผาจนชีวิตมอดมลายเขาก็ยังอยากได้ใคร่ไขว่คว้า ต่อให้พรุ่งนี้ต้องตื่นขึ้นมาร้องไห้เขาก็ไม่หวั่น แค่ตอนนี้ได้อยู่ในอ้อมกอดคนตรงหน้านี้ แค่ในช่วงขณะหนึ่งนี้ ธันวาก็ไม่ร้องขออะไรแล้ว





พอมานพถอดเสื้อออกไปให้พ้นตัวได้ก็ถูกธันวาจูบเล้าโลมตั้งแต่แก้ม สันกราม ซอกคอแกร่งลามไปจนถึงแผ่นอก ธันวาจูบซับไปตามผิวลื่นที่เต็มไปด้วยรอยสักตั้งแต่คอจนถึงแผ่นอก พลันสายตาไปสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง





“!? .....”





หนึ่งในรอยสักที่น่าเกรงขามรูปยักษ์ลวดลายญี่ปุ่นเข้มขลังตั้งแต่อกซ้ายไปจนถึงต้นแขน ในรอยสักใหญ่โตนั้นมันแอบซุกซ่อนหนึ่งรอยสักที่เขาเองก็เคยรู้ที่มาของมันเป็นอย่างดีมาตั้งแต่ที่พี่ชายคนนี้ยังไม่รอยอื่นเต็มตัวเหมือนอย่างตอนนี้…





มันรอยสักลายดอกบัวญี่ปุ่นสีชมพูอ่อนช้อย กลางกลีบดอกมีชื่อหนึ่งสลักเอาไว้





‘บัว’



ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
‘บัว’





ความร้อนเร่าในอกของธันวาพลันเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งทิ่มแทงลึก กลางตัวเย็นเฉียบราวถูกตอกอัดเข้าไปในธารน้ำแข็ง





มานพชะงักไปบ้างเมื่อเห็นว่าธันวาหยุดการเคลื่อนไหว เพียงแต่เขาไม่รู้เหตุผล และยังไม่ทันที่จะได้เปิดปากถาม ร่างเล็กบนตักก็ผละจาก





“ไปเอาโลชั่นในห้องน้ำก่อนนะ” ธันวาโพล่งขึ้น ขณะแสร้งผินหน้าหลบสายตาสงสัย





“โลชั่น? ” มานพฉงนไปเล็กน้อย มือแกร่งกักตัวคนบนตักเอาไว้ไม่ให้หนีหาย รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เขากอดเอวสอบนั่นไว้ รั้งตัวให้อยู่เผชิญหน้า จู่ ๆ ก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้





เมื่อยังถูกรั้งไว้ ธันวาก็ได้แต่กลั้นหยาดน้ำตาที่กำลังจะถะถั่ง กลืนมันลงไปในอก แสร้งยิ้ม หันมาโอบกอดมานพไว้อีกครั้งแล้วกระซิบเสียงเบาตรงใบหูร้อนจัดของเจ้าของอ้อมแขน





“ให้ผมเตรียมตัวหน่อยสิ ของพี่ใหญ่ขนาดนี้มันเข้าไปไม่ได้หรอกนะ” แกล้งบอกในเรื่องที่ชวนให้ใจสั่นปลุกเร้าคนรอให้ต้องกลืนน้ำลายลงคอแห้งผาก และมันก็มีเหตุผลพอให้มานพยอมปล่อยเขาออกมาได้ในที่สุด

















“อึก…”





“...ฮึก อือ…”





เสียงครางจากลำคอแผ่วเบาเล็ดลอดเมื่อปลายนิ้วชุ่มโชกไปด้วยโลชั่นแทรกผ่านเข้ามาพยายามให้ช่องทางนั้นขยายตัวและอ่อนนุ่มที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ธันวาจัดการตัวเองอยู่เพียงลำพังในห้องน้ำกว้างเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับคนข้างนอก รู้ดีว่านานไปอาจทำให้อารมณ์ขาดตอนแต่ถ้าไม่เตรียมการให้ดีทั้งเขาและมานพอาจบาดเจ็บได้





อีกอย่าง...ธันวาอยากขอเวลาอีกสักนิดเพื่อทำหัวใจให้ยอมรับถึงสิ่งที่จะต้องกลับออกไปเห็น หยาดน้ำตารินรื้นแม้ไม่ถึงกับหยดเป็นสายแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เจ็บ





ไม่คาดหวังแต่ก็ยังเจ็บ…





“อ๊ะ!? ” ธันวาร้องด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ ก็ถูกกอดจากทางด้านหลัง พลางถูกซุกไซร้ปลายจมูกไปทั่วทั้งหลังคอจนถึงหลังใบหู ‘ยังไม่เสร็จอีกหรือ? ’ คือคำถามที่ฝ่ายนั้นเพียรถาม น้ำเสียงแลดูออดอ้อนยิ่งขึ้น ความแข็งชูชันร้อนจัดที่บดเบียดไปมาตรงหลังสะโพกเป็นสัญญาณให้ธันวาได้ทราบว่ามานพถึงที่สุดแห่งการรอคอยแล้ว





ธันวากลั้นก้อนสะอื้นที่พุ่งสูงลงคอหันไปโอบกอดต้นคอของมานพไว้แล้วซุกใบหน้าเข้ากับไหล่กว้าง ‘อุ้มกลับไปหน่อยสิ’ คือคำอ้อนที่ไม่ได้พูดกับอีกฝ่ายมานานมากแล้วนับตั้งแต่ที่พวกเขามีหญิงสาวที่ชื่อ ‘บัว’ เข้ามากั้นกลางในชีวิต





น้ำตาแทบจะไหลออกมาให้ได้เมื่อร่างถูกช้อนอุ้มขึ้นมาในท่าเจ้าสาว ตัวเขาไม่ได้เบาแต่ความกำยำของคนตัวสูงใหญ่ดีกรีทหารพรานเก่าอย่างมานพนั้นน้ำหนักขนาดนี้ถือว่าสบายมาก เมื่อถูกอุ้มขึ้นแทบอกแกร่งธันวาก็ซุกใบหน้าลงกับบ่ากว้างเพื่อซุกซ่อนดวงตาแดงช้ำ และเมื่อถูกวางลงอย่างเบามือบนเตียงนิ่ม เขาก็รีบตะกายขึ้นไปนั่งบนตักของมานพทันที





“...ธัน? ” มานพขานชื่อคนบนตัก ก่อนที่ริมฝีปากจะถูกปิดด้วยริมฝีปากร้อนชื้นของอีกฝ่าย และเมื่อถูกปลายลิ้นเล็กรุกรานขยับซอกซอนไปทั่วโพรงปากก็สร้างความพึงใจให้เขาไม่น้อย





“...!!? ” โดยในขณะที่จูบกันธันวาก็ขยับกายเข้าหามานพในจุดที่พอเหมาะ ขยับสะโพกเข้าบดเบียดส่วนที่ทั้งแข็งและร้อนจัดของมานพทันทีหลังจากปล่อยให้สิ่งนั้นรอคอยมาอย่างยาวนาน แล้วกดสะโพกลงไปรับส่วนนั้นเข้ามาในร่างช้า ๆ แม้จะเตรียมตัวไว้จนช่องทางนุ่มพร้อม ถึงอย่างนั้นความใหญ่โตสมร่างของมานพก็ยังทำให้รู้สึกคับแน่นจนแทบหายใจไม่ออกอยู่ดี



“อึก! ” น้ำตาที่ไม่รู้ว่ามาจากความเจ็บ หรือความกระดากอายกันแน่ไหลซึมผ่านหางตาของธันวาเล็กน้อย ได้มีความสัมพันธ์กับมานพอีกครั้งมันยิ่งกว่าความฝัน ต่อให้จะถูกก่นด่าว่าหน้าไม่อายเขาก็พร้อมจะยืดอกรับ หรือต่อให้บนอกข้างซ้ายของอีกฝ่ายนั้นจะมีชื่อของใครอยู่ก็ตาม ผิดหรือที่เขาอยากเป็นหนึ่งเดียวกับคนที่ตนรัก อยากหลงมัวเมากับความหอมหวานของรสสัมผัสทางร่างกายที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง



แม้ว่าอีกฝ่ายนั้นจะไร้ความรู้สึกใด ๆ กับเขาเลยก็ตาม



“อึก…อื้อ…” ธันวาครางหวานเมื่อในที่สุดก็สามารถรับมานพเข้ามาจนสุด เมื่อความทรมานในจังหวะแรกของการถูกชำแรกผ่านพ้น ความสุขสมที่แทบจะทำให้สติหลุดลอยก็ตามมา เขากดสะโพกลงไปขยับให้ส่วนที่ร้อนร่านนั้นบดเบียดเข้ากับจุดที่ไวสัมผัสที่สุดภายใน



“เจ็บหรือเปล่า? ” มานพกระซิบถาม พลางใช้ปลายนิ้วช่วยปาดเช็ดหยดน้ำตาที่กลิ้งหลุน ๆ ผ่านข้างแก้มของธันวาลงมา



คนตัวเล็กส่ายหน้ายิกพลางรีบก้มหลบไม่ยอมให้มานพได้เห็นขอบตาแดงเรื่อของตนจนต้องรู้สึกแย่ สองมือสั่นน้อย ๆ ค่อย ๆ ยกขึ้นคล้องไว้กับต้นคอหนา ก้มหน้าซุกกับบ่ากว้างแล้วขยับโยกตัวไปมาอย่างเงอะงะ มานพจึงขยับสะโพกตนเพื่อให้ความช่วยเหลือ



“อ๊ะ! ” พอถูกกระแทกสวนจากเบื้องล่างอย่างไม่ทันตั้งตัว ธันวาก็เผลอร้อง มานพฉวยจังหวะนั้นจับใบหน้าของอีกฝ่ายเข้ามามอบจูบดูดดื่มตั้งใจจะทำให้ธันวารู้สึกผ่อนคลายขึ้น



ระหว่างมอบจูบลึกล้ำมือของบอดี้การ์ดร่างใหญ่ก็ไม่อาจปล่อยทิ้งให้อยู่นิ่ง ในเมื่อธันวาไม่ยอมให้ถอดเสื้อ มานพจึงสอดมือเข้าใต้เสื้อยืด สัมผัสผิวเรียบลื่น บีบเคล้นจากสะโพกหยุ่นลากเรื่อยผ่านเอวสอบจนมาถึงหน้าอกที่มีแต่กล้ามเนื้อของธันวา ฝ่ายนั้นสะดุ้งคล้ายจะขืนตัวหนี มานพก็ฝืนบังคับกลาย ๆ รีบใช้ปลายนิ้วหนีบยอดอกเล็กของธันวาไว้จนเจ้าตัวถึงกับต้องนิ่วหน้าครางแผ่ว



“อื้อ…” ร่างเล็กกว่าบิดเร่าอยู่บนตักแกร่งเมื่อถูกโลมเล้ายอดอกหนักหน่วง เขินอายที่ถูกกระทำแต่ร่างกายกลับยินดีจนแผ่นอกแอ่นหยัดเข้าหาผู้กระทำอย่างไม่เจตนา สภาพนั้นทำให้มานพทนต่อความยั่วเย้าไม่ไหว ก้มลงใช้ปลายลิ้นแลบเสียส่วนเต่งนูนจากภายนอกเสื้อยืด



“อ๊ะ! พี่นพ? อื้อ...” ธันวาสะท้าน ตกใจที่ถูกเล็มเลียตรงยอดอก มันชวนให้วาบหวิวแปลก ๆ เมื่อถูกกระทำทั้งที่ยังมีเสื้อยืดกั้นอยู่ เพราะเนื้อผ้าไม่ได้หน้านัก เพียงครู่เดียวตรงส่วนที่ถูกดูดดุนนั้นก็เปียกชื้นซึมเนื้อผ้าเข้าไปจนถึงด้านใน



ยอดอกถูกโลมเล้าด้วยปลายลิ้น เบื้องล่างก็ยังถูกสอดคาไว้ด้วยลิ่มเนื้อ ยังความรู้สึกซ่านเสียววาบไปทั้งท้องน้อยและกระดูกสันหลัง แก่นกายของมานพที่ฝังลึกอยู่ในร่างแข็งชันจนรู้สึกได้ถึงจังหวะชีพจรของฝ่ายนั้นอย่างชัดเจน แม้จะใช้โลชั่นชโลมจนชุ่มโชกก็ยังเหมือนไม่เพียงพอต่อความใหญ่โตที่สอดแทรกจนฝืนคับฝืดเคืองอยู่ดี ความคับแน่นยังส่งผลให้ที่รองรับเจ็บร้าวอยู่บ้างจนธันวาไม่อาจขยับตัวได้ตามใจนึกนัก จึงทำได้แค่นั่งอยู่บนตักแกร่งนี้นิ่ง ๆ โอบกอดศีรษะของมานพไว้แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายได้เล็มเลียตุ่มไตบนแผ่นอกบางผ่านเสื้อยืดอยู่อย่างนั้น



“อ๊ะ! ” แต่เพียงครู่ทั้งร่างก็ต้องสะท้านเยือกเมื่อบั้นท้ายใต้เสื้อยืดถูกบีบเคล้น ทั้งที่ริมฝีปากร้อนระอุนั้นก็ยังบดขยี้อยู่ที่ยอดอกอ่อนไหว ธันวาแทบขาดใจเมื่อจู่ ๆ การรุกรานก็นักหน่วงขึ้น มานพเริ่มขยับสาวสะโพกจากเบื้องล่าง ช่องทางคับแคบหดเกร็งเมื่อร่างกายถูกโจมตีทุกทาง



มานพขมวดคิ้วมุ่น ส่งเสียงครางในลำคอด้วยความพึงใจที่ถูกบีบรัดจากด้านในของธันวา ช่องทางรักอุ่นจัดเปียกลื่นบีบรัดทุกการเคลื่อนไหวของเขาไว้ราวกับจะดูดดึงให้ยิ่งดำดิ่งสู่ภายในร่างนั้น เตียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะโยกตัวของคนทั้งคู่ที่สอดประสานอย่างเป็นจังหวะ เอวและบั้นท้ายของธันวาถูกมานพตะปบเอาไว้แล้วชักนำให้เคลื่อนไหวไปอย่างที่ใจปรารถนา



“อื้อ! ” ธันวาร้องเมื่อจู่ ๆ มานพก็เอนตัวไปด้านหลังโดยมีตัวเขาแนบลงไปทับในท่าที่อ้าขาคร่อมช่วงสะโพกของอีกฝ่ายไว้ ยังไม่ทันตั้งตัวว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร ก็ต้องกลั้นหายใจเมื่อถูกมานพกระทั้นสะโพกสวนขึ้นจากเบื้องล่างในจังหวะที่เร็วและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในท่วงท่านี้ที่อีกฝ่ายขยับกายได้สะดวกขึ้น



“!!!?? ” มานพสะท้านเมื่อถูกบีบรัดอย่างแรง พร้อมกับรับรู้ได้ถึงร่างของธันวาที่กระตุกไหวเป็นจังหวะ อีกฝ่ายปลดปล่อยระหว่างที่ถูกเขากระทั้นใส่จากด้านล่าง การปลดปล่อยของธันวามันราวกับเป็นการเติมเต็มช่องว่างในอกของมานพ แต่เป็นเหมือนกับการเติมเต็มด้วยเข็มที่ถูกเผาไฟจนร้อน





อิ่มเอม...แต่เจ็บปวด



มานพผ่อนการเคลื่อนไหวลงเมื่อคนบนร่างถึงจุดสุดยอด เพื่อให้โอกาสธันวาได้หายใจหายคอบ้าง สองมือโอบกอดปลอบประโลมร่างที่สั่นเทิ้มเอาไว้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหยุดเพียงเท่านี้เพราะเขาเองก็หมิ่นเหม่ที่จะปลดปล่อยแล้วเช่นกัน



“อา...อ๊ะ! พี่นพ? อ๊า!! ” ระหว่างที่สมองยังพร่าพรายกับการถึงจุดสุดยอดที่รุนแรงเกินต้านทำให้ธันวายังไม่อาจตั้งรับการขยับโยกครั้งต่อไปของมานพไหว เขาร้องประท้วงแต่ดูเหมือนจะไม่ทันกับที่ร่างกายใหญ่โตของมานพจับพลิกกดเขาลงไปนอนหงายใต้ร่างนั้นแทน ก่อนที่จะขยับโยกจนสะเทือนไปทั้งตัว



“อย...อย่าเพิ่ง! อื้อ!! ” เพราะเพิ่งปลดปล่อยร่างกายจึงยิ่งอ่อนไหว เมื่อช่องทางเล็กยังคงถูกสอดคว้านถูกรั้งให้อ้ากว้างจนถึงขีดจำกัดด้วยท่อนลำที่ราวกับท่อนเหล็กร้อนขยับสอดใส่อย่างต่อเนื่องธันวาก็แทบร้องไม่เป็นภาษา จากที่คิดว่าจะข่มกลั้นไม่ออกเสียงมาเพราะกลัวจะทำให้มานพหมดอารมณ์ก็ไม่อาจต้านทานไว้ได้อีกต่อไป



โดยไม่รู้ตัวเสียงแหบพร่าครางต่ำที่ธันวาคิดมาตลอดว่าจะทำให้มานพเกิดความขยะแขยงนั้น แท้จริงแล้วมันกลับสร้างความหฤหรรษ์ให้อีกฝ่ายได้มากกว่า ท่อนแขนใหญ่กำยำจับต้นขาของธันวาให้อ้ากว้างและสอดสวนสะโพกเข้าหาช่องทางกึ่งกลางร่างนั้นอย่างรวดเร็ว ความเป็นชายที่ทั้งร้อนและแข็งจนแทบระเบิดดำดิ่งเข้าไปยังส่วนลึกตามสัญชาตญาณว่าต้องการปลดปล่อยเมล็ดพันธุ์เข้าสู่จุดที่ลึกที่สุดในร่างกายของอีกฝ่าย



“!!!! ” มานพครางต่ำในลำคอครั้งหนึ่งขณะกดร่างแล้วปลดปล่อยเข้าสู่ร่างกายของธันวา หยาดหยดร้อนผ่าวทะลักพรวดออกในจังหวะที่ได้สอดแทรกเข้าไปจนลึกล้ำที่สุด สะโพกแกร่งกระตุกถี่สองสามครั้งเพื่อหลั่งรดเมล็ดพันธุ์สู่ร่างของธันวา





“.........อื้ออออ.!!!!!! ” ผู้ถูกกระทำเผลอครางออกมา ทั้งร่างสะท้านเยือกเมื่อของเหลวร้อนระอุถูกปลดปล่อยเข้าไปในร่าง กระตุ้นให้เขากระตุกร่างแอ่นหยัดด้วยความกระสันซ่านก่อนปล่อยกายให้โยกไหวไปตามแรงกระทั้นเบา ๆ ที่มานพยังคงขยับเพื่อรีดเร้นหยาดพันธุ์เข้าสู่ร่างจนครบทุกหยด





ปล่อยตัวปล่อยใจตัวเองให้ล่องลอยดื่มด่ำไปกับความรสหฤหรรษ์ที่แสนเจ็บปวด...





สองร่างหอบสะท้านไปกับความสุขสมที่เพิ่งผ่านพ้น มานพใช้ศอกค้ำร่างตนไว้เหนือร่างของธันวาในขณะก้มใบหน้าลงซุกอยู่กับซอกคอของอีกฝ่ายทั้งที่ยังไม่ได้ถอดถอนลิ่มเนื้อออกจากส่วนลึกแม้จะอ่อนตัวลงบ้างแล้ว



ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการเป็นผู้ตั้งรับ ลมหายใจของธันวาจึงยังขาดห้วง มานพผงกศีรษะขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อลอบมองไปยังใบหน้าของธันวาที่ยังหลับตาพริ้มอยู่ ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ เงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงหอบหายใจได้อย่างชัดเจน สายตาคมกริบจับจ้องพวงแก้มแดงระเรื่อของธันวาแล้วพาลคิดไปว่าช่างน่าหลงใหล ริมฝีปากสีแดงระเรื่อที่ยังเผยอน้อย ๆ ขณะหอบหายใจชวนให้อยากมองอย่างไม่อาจละสายตา อยากขบเม้มดูดดึง อยากสัมผัสอีกครั้งอย่างทนไม่ไหว



“....?? ”



....จุ๊บ



ธันวาปรือตาขึ้นมองทันทีที่ริมฝีปากถูกสัมผัส สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือแววตาที่กำลังปรารถนาในรสรักอีกครั้ง เมื่อสองสายตาสอดประสาน ความต้องการในส่วนลึกก็สามารถสื่อสารถึงกันได้โดยไม่ต้องออกปาก ธันวายกแขนสองข้างขึ้นโอบรอบคอหนา ซุกตัวเข้าหาอีกฝ่ายแล้วส่งเสียงกระซิบ



“...ทำอีกสิ”



ก่อนที่ทุกอย่างจะดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น ธันวาเพียงปรารถนาให้ห้วงเวลานี้ยาวนานเท่าที่จะนานได้

*

*

*

*

*





ดึกสงัดหลังการโรมรันนับครั้งไม่ถ้วนสิ้นสุดลง ธันวาที่ถูกมานพสูบพลังจนสิ้นไร้เรี่ยวแรงผล็อยหลับไปเมื่อถูกทำให้ปลดปล่อยในครั้งสุดท้าย แล้วปล่อยร่างไร้สติไว้ในอ้อมกอดแกร่งของมานพโดยไม่รู้ตัว





เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความเมื่อยขบแล้วลืมตาเห็นว่ากำลังอยู่ในวงแขนของใคร ธันวาก็ชะงักตกใจไปครู่หนึ่ง เมื่อลอบชำเลืองไปยังใบหน้าที่หลับสนิทของเจ้าของอ้อมกอดก็อดไม่ได้ที่จะขยับกายเข้าหาแล้วมอบจูบเบา ๆ ตรงริมฝีปากนิ่มของอีกฝ่าย





‘พี่นพ...ผมรักพี่’





‘ธันรักพี่นพ...’





หัวใจเรียกร้องตะโกนบอกคำว่ารักกับอีกฝ่ายนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งที่รู้ว่าคำว่ารักที่ไม่มีเสียงมันไม่อาจส่งผ่านไปถึงใจของอีกฝ่ายได้ รู้แก่ใจดีแต่ก็ไม่กล้าพอจะปริปาก หากถูกปฏิเสธขึ้นมามั่นใจว่าหัวใจดวงนี้คงไม่อาจรับไหว เพราะคิดแบบนั้นจึงได้แต่นอนถอนหายใจแล้วขยับซุกตัวเข้าหาอ้อมอกอุ่น โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยนักหากรีบตักตวงได้ ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี





ทว่าพอขยับสายตาก็พลันไปสะดุดเข้ากับที่เดิม...รูปดอกบัวตรงอกด้านซ้าย เขาชะงักไปครู่ก่อนเหม่อมองที่รอยสักรูปดอกบัวนั้นด้วยความเจ็บปวด ภาพในวันเก่าก่อนค่อย ๆ หวนชัดเข้ามาในความทรงจำ





‘เฮ้ยไอ้ธันดูอะไรนี่สิ’





‘โห สักมาเหรอพี่ รูปดอกบัวโคตรสวย...เฮ้ย! นี่อย่าบอกนะว่าเป็นชื่อพี่บัว? ’





‘ใช่’





‘โหพี่ ทำตัววัยรุ่นไปไหนเนี่ย? สักชื่อหญิงที่อกข้างซ้าย ถ้าเลิกกันทำไงอ่ะ? ’





‘ปากหมาแล้วมึง ฮะฮะ’





‘ก็มันจริง เห็นคนอื่นเขาสักกันแบบนี้แล้วพอเลิกก็ต้องหารูปอื่นมากลบบ้าง ไปลบบ้าง’





‘แช่งกูจังนะมึง’





‘ก็แค่เป็นห่วง พี่เพิ่งคบกับพี่บัวได้ไม่เท่าไหร่ก็ไปสักชื่อเขาบนตัวเสียแล้ว พี่ก็รู้อดีตของพี่บัวเขา ผมเลยอดห่วงไม่ได้ ที่พูดเนี่ยเพราะรักพี่หรอกนะ เป็นคนอื่นผมไม่ทักให้โดนต่อยปากเล่นหรอก’





‘เออ กูรู้มึงห่วงกู เพราะถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่มึงพูดกูคงต่อยปากแตกไปแล้วจริงๆ ’





‘นั่นไง หูยเดชะบุญของไอ้ธัน’ พูดพลางใช้สองมือปิดปากตัวเองไว้ ป้องกันเผื่อมีหมัดจากไหนลอยมา





แต่ที่ลอยมาจริง ๆ แล้วไม่ใช่หมัด เป็นเพียงอุ้งมืออุ่นที่ลูบหัวด้วยความเอ็นดู





‘ฟังนะไอ้ลูกหมา กูรักบัวเขาจริง ๆ ต่อให้เขาจะเคยเป็นอะไรมาก่อน แล้วต่อให้สุดท้ายแล้วเลิกกันกูก็จะไม่ลบรอยสักนี้หรอก’





‘ทำไมอ่ะ? หรือจะสักทับ? ’





‘มึงนี่นะ เฮ้อ กูไม่ทำอะไรกับรอยสักอันนี้ทั้งนั้นแหละ กูจะเก็บเอาไว้จำว่าครั้งหนึ่งกูเคยรักเขามากแค่ไหน’





‘อ้าว? แล้วถ้าพี่มีเมียใหม่ทำไง? ’





‘.........มึงนี่วอนโดนต่อยปากจริง ๆ แล้วนะ’





‘ก็อยากรู้’ ปิดปากหลบหมัดอีกรอบ





‘เออ! ให้มันมีวันนั้นก่อนค่อยว่ากันแล้วกัน! ’





“พี่นพ...อกข้างซ้ายของพี่ยังคงสลักด้วยชื่อของเขา ที่อกข้างซ้ายของผม...มันก็ยังสลักไว้ด้วยชื่อของพี่”





ธันวาเปรยขึ้นมาอย่างลืมตัว ภาพจำนั้นยังคงชัดเจน...เรื่องในวันวานก็ยังคงชัดเจน ทั้งรักทั้งเกลียดไม่เคยจางหายไปจากใจ น้ำตาของธันวาเอ่อล้นจากดวงตาอีกครั้ง เมื่อรู้สึกถึงความเปียกชื้นก็ได้แต่นึกขำตัวเอง เป็นเด็กขี้แยยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยนเลยนะเรา ทั้งที่เป็นเด็กวัดควรเข้มแข็ง เป็นลูกกำพร้าไม่ควรอ่อนแอ แต่ตอนยังเล็กแค่โดนรังแกก็ร้องไห้จ้า โตขึ้นมาต่อให้มีนิสัยเกเรแต่พอโดนหลวงตาว่าเอาก็มีน้ำตา ขนาดตอนมาเป็นมือปืน เป็นลูกน้องมาเฟียทั้งที มีอะไรสะเทือนใจหน่อยก็ยังร้องไห้ออกมาง่าย ๆ







ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่วันนี้เขามีน้ำตา ธันวาไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้น จึงไม่อาจกลั้นมันเอาไว้ได้ เมื่อเห็นว่ามานพหลับไปแล้วเขาจึงไม่อาจกลั้นมันไว้ สุดท้ายจึงได้นอนสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนของมานพ ร้องไห้เพราะดีใจที่ได้อยู่ในอ้อมแขนนี้อย่างที่ไม่เคยคิดเคยฝัน ร้องไห้เพราะเสียใจที่ไม่อาจไปไกลมากกว่าที่ฝัน ไม่ว่าวันนี้มันจะดียิ่งกว่าที่เคยจินตนาการไว้แค่ไหน สุดท้ายพรุ่งนี้ก็ยังต้องตื่นมาอยู่ดี





ธันวาหลับตาลงพร้อมหยาดน้ำตาไหลหลั่งผ่านร่องจมูก กลั่นใจไม่ให้สะอื้นแต่ก็ยังไม่วายสั่นสะท้านเพราะความร้าวรานที่อัดแน่นอยู่ในอก





สะอึกสะอื้นอยู่แบบนั้นโดยไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าของอ้อมกอดเองก็กำลังเฝ้ามองเขาอยู่…





“!!? ” ธันวาสะดุ้งเมื่อจู่ ๆ อ้อมแขนที่โอบกอดเขาอยู่ก็รัดแน่นขึ้น ใจหายวาบเพราะคิดว่ามานพตื่นอยู่ แต่พอได้ยินเสียงครางเบา ๆ คล้ายคนละเมอที่เหนือศีรษะ แล้วพอลอบมองก็เห็นว่าฝ่ายนั้นยังคงหลับสนิทอยู่ จึงได้แต่ถอนหายใจแล้วพยายามหยุดร้องไห้เพื่อจะได้ไม่ไปกวนมานพจนตื่น





‘อยากให้คืนนี้ยาวนานนับชั่วนิรันดร์…’





ธันวาหลับไปหลังจากนั้นไม่นาน มีเพียงมานพที่นอนลืมตามองคนหลับสนิทในอ้อมแขน





“พี่นพ...อกข้างซ้ายของพี่ยังคงสลักด้วยชื่อของเขา ที่อกข้างซ้ายของผม...มันก็ยังสลักไว้ด้วยชื่อของพี่”





มานพได้ยินชัดเจนแม้ธันวาจะเพ้อออกมาเพียงเสียงกระซิบ ชายหนุ่มรอจนกระทั่งคนในอ้อมแขนร้องไห้จนหลับสนิทไป แล้วลอบเปิดเสื้อที่ธันวาหวงนักหวงหนาขึ้นดูสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านในเพื่อเป็นการพิสูจน์ถ้อยคำที่ตนได้ยิน





เพราะอยู่ในวงการนักเลง รอยสักบนตัวของธันวาก็มีไม่น้อยไม่ต่างจากเขา เพียงแต่ที่สะดุดตาก็คือรอยสักตรงอกข้างซ้ายของฝ่ายนั้น มานพกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอด้วยความรู้สึกที่หลากหลายคล้ายกับว่าลำคอของเขาตอนนี้กำลังแห้งเป็นผง





รอยสักไม่ใหญ่มากรูปดอกกุหลาบสีแดงสดที่ก้านมันเกี่ยวพันกับตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเขียน อ่านได้อย่างชัดเจนว่า ‘MANOP’ แล้วด้านล่างนั้นก็เขียนภาษาอังกฤษกำกับไว้ว่า ‘Love Forever’





น้ำตาของมานพเอ่อรื้นขึ้น เขาหลับตาลงเพื่อเก็บงำมันเอาไว้ หัวใจตะโกนร้องถามคนที่หลับอยู่ตรงหน้า ‘ตั้งแต่เมื่อไหร่กันธัน? มึงคิดกับกูเกินพี่น้องตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วมึงทำแบบนั้นกับกูทำไม? เป็นชู้กับบัวทำไม? ...มึง...เจ็บมากไหม? ’





แต่ก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา หัวใจมานพยังสับสนหนัก แม้จะรู้สึกได้ตั้งแต่ก่อนหน้าว่าธันวารู้สึกกับเขาเกินเลยแต่ก็ไม่นึกว่าจะมากมายถึงขนาดนี้ เขาทำอะไรไม่ถูกเพราะยังไม่รู้ว่าจะรับมือกับอนาคตอย่างไร จะตอบรับธันวาในรูปแบบไหน…





มือใหญ่ดึงเสื้อยืดของผู้ที่ยังอยู่ในห้วงนิทราปิดลงแล้วลงไปนอนโอบกอดร่างนั้นไว้อย่างเก่า น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากหางตา ก่อนที่ริมฝีปากอุ่นจะบรรจงจูบเบา ๆ ที่ข้างขมับขาว







****************************************************



สวัสดีค๊าาา

PART นี้ช่างจบยากจบเย็นเหลือเกิน เหลืออีก 2 คู่นะคะ

มาลุ้นกันว่ารอยสักและความทรงจำของอีก 2 คู่จะอยู่ที่ตรงไหนกันนะคะ อิอิ

ขอโทษที่มาช้านะคะ (ขอโทษที่มาช้าตลอดศกเลยค่ะ ฮรือออ)



ขอบคุณที่ยังรอนะคะ

รักเสมอ

อนาคี99

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
รอตอนต่อไปอยู่นะค้าาา เห็นเปลี่ยนหัวเรื่องแล้วแต่ยังไม่ได้เพิ่มตอน รอติดตามอยู่นะคะ

ขอโทษด้วยนะคะ เปลี่ยนหัวข้อแล้วน่าจะเกิดข้อผิดพลาดเลยกลายเป็นเนื้อหาไม่ได้อัพไปด้วย กรี๊ดดด เลยค่ะ (ปาดเหงื่อ)
 :mew5:

:mew1:อ่านรอมาสามรอบแล้วยิ่งอ่านยิ่งหลงรักตัวละครทุกคนสู้ๆนะเป็นกำลังใจให้ค่ะ(เราอย่าให้จบแบบแฮปปี้ทุกคนสมหวังในรัก55555)

จบ Happy ในแบบของแต่ละคนแน่นอนค่ะ อิอิ

 :mew1:

เรื่องนี้สนุกกว่าภาคแรกอีกครับ
ชอบๆๆ


                        :man1:

ขอบคุณที่ชื่นชอบนะค๊า กราบสามครั้งแบบตัวบรรจงเต็มบรรทัด
 :-[


จื้อหลิน หายยัง พักนานแล้ว ป่านนี้หายดีแล้วเนอะ 5555 ไม่ได้มากดดันนะคะ แค่มาบอกว่าคิดถึงจื้อหลินค่ะ  :call: :call: 555555  :L1: :L1:

จื้อหลินเดี๋ยวมาตอนหน้านะคะ ตอนนี้ขอน้องธันได้เสียตัวก่อนเนอะ อิอิ
 :hao7:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-08-2020 14:27:39 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ nuum

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
ชอบ&ชอบ ครับ
รอตอนบดินทร์ต่อนะครับ


         :amen: :110011: :z7: :amen:

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2053
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
หวานปนขม อยากจะร้องไห้ตามธันวา

ออฟไลน์ Kran123

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
โว้ววทำเอาน้ำตาของลูกผู้ชายอย่างมานพไหลได้นี่มันเกินความคาดหมายไปมากเลยเว้ยธัน 5555 คนซึน ไม่รู้ตัวในความรู้ตัวเอง คนแบบนี้มันต้องโดนปั่นหัวสักอาทิตย์รับรองความสับสนที่มีว่าคิดยังไงกับเขาชัดเจนแน่นอน ธันวิ่งตามมาตลอด จังหวะให้เขาวิ่งตามบ้างมันมาแล้ว ช่วงนี้นพกำลังอ่อนลงมาก ตายใจขึ้น หึหึ นี่ธัน ลองบอกว่าผมจะเลิกรักพี่แล้ว ไม่ติดค้างอะไรกันอีกแล้วสิ จากนั้นก็ทำทีแวะไปร้านสักอ้างจะลบรอยสักดิ โอ้โห้ คงได้เห็นคนเต้นเร่าๆห้ามลบออกแทบไม่ทันอ่ะ 555 ขนาดแค่คิดว่าจะเป็นของใครมาก่อนยังออกอาการขนาดนั้น ไปหาน้วยกับคนอื่นดูสิ รับรองรู้เลยว่าคิดยังไงด้วย และไอ้ที่คาใจสงสัยว่าทำไมถึงเล่นชู้ด้วย เชื่อเถอะ ปั่นหัวสักอาทิตย์สองอาทิตย์ ก็แทบจะไม่อยากรู้อีกต่อไปแล้ว ไม่สำคัญแล้ว ไม่ว่ายังไงก็จะสนธันแค่ในปัจจุบัน ดีไม่ดีรอยสักคำว่าบัวจะไม่อยู่แล้วก็ได้ คึคึ // กรี๊ดมากตอนที่มานพบอกว่าไม่เคยเกิดความรู้สึกแบบนี้กับใครที่ว่าหวงแม้กระทั่งอดีตเขาว่าจะเคยเป็นของใครมาก่อน โอ๊ยยยแบบรักเขาไปแล้วไงพวกไม่รู้ตัว คนอื่นก็แค่ความใคร่ ภรรยาก็คือความชอบ ความสบายใจ รักแต่ไม่ลึกซึ้ง แต่กับธันเนี้ย เนี้ยมันคือความรัก รัก แบบรักอ่ะ อธิบายไม่ถูกเว้ย 555 แต่อย่างที่มานพบอกเลยว่ามันต่างกับคนอื่น  แค่ว่าสับสนเลยไม่ยอมรับออกมา ต้องมีตัวเร่งกับคนแบบนี้ คนซึนไง 55555 รักเขาไปแล้วแต่ไม่แสดงออก เขาเลยไม่รู้ไง ก็จะคิดกันไปคนละทางอย่างที่เห็นนี้ละ รอ รอใครจะมาเป็นผู้โชคร้ายให้ธันน้วยให้คนซึนหึงเล่นๆ 5555 สนุกกมากว้อย ncนี้แบบ  :oo1: :jul1: แข้งขาอ่อนเลย (คนหื่น) 55555 ขอบคุณนะคะที่มาอัพต่อ ดีใจมาก เห็นหลายวันแล้วแต่กลัวอ่านแล้วจบเร็วเลยเพิ่งมาอ่าน 5555 ตอนหน้าจื้อหลินจะมาแล้วววว  o13 รอตอนต่อไปเลยค่ะ บอกเลยว่าชอบ ชอบมากๆ เป็นกำลังใจในการแต่งทุกๆตอนนะคะ ไฟท์ติ้งงงงงงง ฮึบ :katai2-1: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ wildride

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
 :mew2:
 
ทำไมน้ำตาไหลทั้งที่เป็นซีนวาบหวิว

ผู้เขียนบรรยายได้ปวดตับไตหัวใจมากเลย

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
รอยสักและความทรงจำ

PART 4 ดนัยXบดินทร์



**นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนทั้งหมด ดังนั้นไม่สามารถใช้อ้างอิงในหลักความจริงใดๆ ได้นะจ๊ะ**





*******************************************************









“คุณกล้าพูดได้เต็มปากไหมว่าคุณเข้าใจและรู้ทุกอย่างที่หมอนั่นคิด? ”



“ผมไม่รู้…”



“ไม่รู้? แต่ก็เลือกที่จะไว้ใจหมอนั่น”



“ใช่…ผมไม่ได้เข้าใจหรือรู้จักจื้อหลินเลย เท่าๆ กับที่ไม่รู้จักคุณ…”



“…………”



“ผมไม่ได้รู้จักพวกคุณเลย จะรู้จักก็แค่ในส่วนที่พวกคุณต้องการให้รู้จัก เห็นแค่ในส่วนที่พวกคุณต้องการให้เห็น ผมแค่อยากจะเชื่อและไว้ใจใครสักคน…คนที่สามารถเข้าใจได้ว่าผมกำลังประสบพบเจอกับอะไรอยู่ คนที่…น่าจะอยู่ในสถานะเดียวกันก็เท่านั้นเอง…”



“…ดิน”



“ขนาดกับคุณเองผมก็ยังยอมยกทั้งชีวิตนี้ให้…ทั้งที่ไม่ได้รู้จักตัวตนของคุณมากไปกว่าจื้อหลินเลยแม้สักนิด...ผมผิดเหรอ? ที่อยากจะเชื่อในตัวพวกคุณ”



“…………”



“คุณบอกให้ผมระวังตัว ห้ามเชื่อใจจื้อหลิน แล้วผมเชื่อใจคุณได้ใช่ไหม? แม้จื้อหลินจะทำร้ายผมแต่คุณจะไม่ทำเหมือนกันใช่ไหม? ดนัย? ”



“ในโลกนี้ผมไม่เหลือใครแล้วนอกจากคุณ…คนที่ผมรู้จักแค่เพียงผิวเผิน ต่อให้คุณเคยร้ายกับผมแค่ไหนผมก็ยังเลือกที่จะเชื่อคุณ ในฉากสุดท้ายหากคุณจะทำร้ายกันเหมือนที่คนอื่นๆ หมายจะทำ ผมก็หวังแค่ว่าคุณจะปรานีผมบ้าง โปรดช่วยให้ผมตายอย่างไม่ทรมาน อย่าให้ต้องเจ็บให้ต้องรู้สึกอะไร ผมขอเพียงเท่านี้คงได้ใช่ไหม? ”



ไม่มีคำพูดใดออกจากปากของดนัยในตอนนั้น เขาทำเพียงคว้าร่างที่กำลังสะอื้นจนตัวโยนของบดินทร์เข้ามากอดแน่น รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นตรงบ่าที่บดินทร์ซบหน้าไว้อยู่



มังกรหนุ่มขบเม้มริมฝีปากแน่น คิ้วสวยขมวดมุ่น หัวใจของดนัยปวดร้าวราวกับเป็นแผลฉกรรจ์ บดินทร์พูดถูกทุกอย่างซึ่งเขาไม่อาจโต้เถียง สิ่งเดียวเท่านั้นที่เขาพอจะให้คำมั่นกับอีกฝ่าย



“ผมจะไม่มีวันยอมให้คุณเป็นอันตราย ไม่มีวันเด็ดขาด”



ได้ยินคำมั่นนั้นบดินทร์ก็หลับตาลงพร้อมหยาดน้ำตาที่พรั่งพรูต่อเนื่อง สัญญาว่าจะไม่ยอมปล่อยให้เป็นอันตราย แต่ไม่ได้ให้สัจจะว่าจะไม่หลอกใช้ บดินทร์สะอื้น รู้อยู่แก่ใจว่าในจุดที่ยืนอยู่นี้มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับความจริงใจ และที่เขาร้องไห้อยู่ตอนนี้นอกจากความน้อยเนื้อต่ำใจในความไม่เอาไหนของตัวเองแล้วมันรวมถึงความอัดอั้น ความรู้สึกสับสนปนเปคล้ายฟ้าถล่มลงมาปะทะกับพื้นดิน เหมือนเส้นความอดทนที่พยายามมาทั้งหมดมันขาดผึง



เรื่องที่จื้อหลินทำไม่ได้ร้ายแรง ใช่ว่าเขาจะรับไม่ได้แต่มันคล้ายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาไม่อาจอดทนต่อสิ่งที่เผชิญอยู่ เหมือนคว้าจับอะไรไว้บางอย่างแล้วมันอันตรธานไปต่อหน้า การเกลือกกลิ้งอยู่บนเส้นทางที่ไม่รู้จัก การอยู่ข้างกายคนที่ไม่อาจวางใจ ยินยอมให้ชีวิตกับเขาคนนั้นทั้งที่ไม่ได้แน่ใจเลยว่าเขาจะสามารถรักษามันไว้ได้



5 เดือนแสนสั้นนับจากวันที่จากบ้านมา



5 เดือนแสนสั้นนับจากวันที่ยอมละทิ้งชีวิตเก่าที่เขาเป็นคนลงมือทำลายจนพินาศย่อยยับลงด้วยมือของตัวเอง



5 เดือน ที่ดนัยเปลี่ยนเศษเดนข้างถนนให้เป็นหงส์เหนือใคร แต่นั่นเป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วในเนื้อแท้ของบดินทร์มันยังไม่เคยเปลี่ยน แสร้งว่าปากเก่ง แสร้งว่าเย็นชา แต่แท้จริงก็ยังเป็นแค่ไอ้ดินที่กลัวเจ็บกลัวตายอยู่วันยังค่ำ



น้ำตาที่หลั่งริน ลึกๆ แล้วมันอาจไม่ใช่เพราะโกรธหรือน้อยใจอะไรจื้อหลินหรอก มันเป็นเพียงความอัดอั้นที่สั่งสมมานานจนสุดกลั้นแล้วก็เป็นได้



หงส์หนุ่มผละออกจากอ้อมกอดอุ่นของมังกร ปาดน้ำตาลวกๆ แล้วเงยขึ้นสบตาอีกฝ่ายด้วยดวงตาแดงช้ำ



“จ้าวซิน...จะทำอะไรจื้อหลินหรือเปล่า? ” เอ่ยถามเสียงเครือ



ดนัยขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน “ทำไม? คุณยังห่วงอีกเหรอ? ”



“...ก็เขาเป็นเพื่อนผม” บดินทร์ตอบจริงจังแม้ปลายเสียงจะยังสั่นอยู่บ้าง “อีกอย่าง...ผมโกรธเขาไม่ลงหรอก ตอนที่ผมทำกับสดายุมันยังแรงยิ่งกว่านี้อีก”



“ดิน” คิ้วของดนัยผูกเป็นปมในที่สุดเมื่อได้ยินว่าบดินทร์ยังคงเห็นว่าฝ่ายนั้นเป็นเพื่อน ทั้งที่เพิ่งประสบกับตัวแท้ๆ ว่ากำลังถูกหลอกใช้ กลับยังคิดเป็นห่วงเป็นใยคนพรรค์นั้น ทั้งที่เคยเตือนแล้วว่าคนหน้าซื่อแต่ยากอ่านใจอย่างจื้อหลินนั้นไม่ควรเข้าใกล้ ก็ยังไม่ยอมฟังจนเอาตัวเข้าไปเกี่ยว



“จ้าวซินจะไม่ทำร้ายจื้อหลินใช่ไหม? ” บดินทร์ถามย้ำ ด้วยรอยน้ำตาที่ยังไม่จางหายไปจากใบหน้า



ดนัยพ่นลมหายใจทางจมูกแรงๆ ครั้งหนึ่งก่อนตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจนัก “สิ่งที่จ้าวซินเกลียดที่สุดคือการถูกขัดคำสั่ง เกลียดมากหากคนในอาณัตินอกลู่นอกทาง โดยเฉพาะกับคนอย่างจื้อหลินที่จ้าวซินพยายามหาเรื่องฆ่าให้ตายวันละหลายสิบหน” ดนัยแสยะยิ้ม ทั้งที่ใบหน้าชาชืดเต็มไปด้วยความหยามหยันต่อคนที่กล่าวถึง “ผมนับถือความใจกล้าชนิดไม่กลัวตายของมันมากนะ ที่กล้าเรียกร้องความสนใจจากจ้าวซินโดยการใช้คุณ ทั้งที่มันก็รู้ผลลัพธ์ของเรื่องนี้ดีอยู่แล้วว่ามันจะไปจบที่ตรงไหน และมันจะมีสภาพยังไง”



คำพูดของดนัยเย็นชาโดยเฉพาะเมื่อเอ่ยถึงจื้อหลิน ไม่รู้ทำไมแต่เมื่อก่อนบดินทร์รู้สึกว่าดนัยจะไม่ได้รู้สึกชังอีกฝ่ายเท่าตอนนี้..เพราะเขาหรือ?



“เรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะผมเอาแต่เล่นสนุก เลยทำให้เขาต้องซวยไปด้วย” บดินทร์ถอนหายใจหนักๆ ครั้งหนึ่ง แล้วเดินผละจากตรงหน้าของดนัยไปเลือกที่จะไม่สนใจอาการของมังกรคนนี้เพราะเขามีเรื่องที่น่ากังวลมากกว่า พอคลายอาการน้อยใจได้ความกังวลก็เข้ามาแทน ใจเริ่มเป็นห่วงจื้อหลินมากขึ้นจนไม่คิดติดใจที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือแล้ว



“...............” ดนัยนิ่งมองบดินทร์ที่กำลังยืนก้มหน้าใช้ความคิด หัวใจมังกรหนุ่มยอกแปลบราวเข็มทิ่มตำเมื่อได้เห็นว่าหงส์ของตนกำลังห่วงใยคนที่ไม่ควรห่วง ทั้งยังดูเหมือนว่าจะให้ใจกับฝ่ายนั้นไปจนแทบไม่เหลือแล้ว ดนัยไม่สบอารมณ์กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าจนเหมือนกับว่าจะมีออร่าสีดำปกคลุมดวงตาเขาอยู่



“ผม...ขอไปหาเขาได้ไหม? ” พอคิดขึ้นได้ว่าจื้อหลินอาจเป็นอันตราย ใจคอที่มีแต่ความเป็นห่วงก็ผลักดันให้บดินทร์ออกปากร้องขอต่อดนัย ทั้งที่ความผิดในครั้งนี้ยังไม่ทันได้ชำระความ



“ผมไม่อนุญาต! ”



แต่แล้วทันทีที่เอ่ยปากขอ เสียงกร้าวทว่าเยียบเย็นกลับปฏิเสธพร้อมกับเงาร่างทะมึนที่ทาบทับไปบนแผ่นหลังของบดินทร์หงส์ที่ตอนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปเผชิญหน้ากับมังกร บดินทร์กลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอด้วยสัมผัสได้ว่าดนัยกำลังไม่พอใจในเรื่องนี้อย่างมาก



เสียงหัวใจของบดินทร์เต้นรัวขึ้น นานแล้วที่เขาไม่ได้สัมผัสความเหี้ยมเกรียมของอีกฝ่าย เพียงครั้งเดียวที่ถูกกระทำมันยังจิกจำในความรู้สึก แค่นึกถึงก็ทำเอาสั่นสะท้าน แล้วพอสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของคุกรุ่นของดนัยในตอนนี้เข้าบดินทร์ก็อดกริ่งเกรงไม่ได้ แม้ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาดนัยจะอ่อนโยนด้วยมาเสมอไม่เคยลงมือทำร้ายให้ต้องเจ็บช้ำ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามังกรคนนี้จะเมตตาเขาตลอดไป โดยเฉพาะเมื่อเขาทำตัวขัดคำสั่งอยู่อย่างนี้



“!!? ” บดินทร์สะดุ้งเยือกเมื่อจู่ๆ ก็ถูกจับเบาๆ ตรงหัวไหล่ทั้งสองข้างจากด้านหลังพร้อมร่างที่แนบเข้ามาใกล้



แรงสะท้านรู้สึกได้ถึงฝ่ายรุกราน ดนัยยึดหัวไหล่แข็งเกร็งของบดินทร์ไว้มั่นแล้วก้มลงกระซิบที่ข้างใบหูแดงจัด ราวกับยิ่งต้องการจะกลั่นแกล้งกันให้เสียขวัญยิ่งขึ้น



“ตัวคุณหอมจัง ผมชอบกลิ่นคุณที่สุดมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว” พูดพลางสูดกลิ่นตรงซอกคอหอมที่เคยคุ้น กลิ่นยามหวาดประหวั่นของบดินทร์ที่ดนัยหลงใหลเป็นที่สุด



“คุณ...? ” ถูกเปลี่ยนประเด็นออกจากเรื่องของจื้อหลินแถมยังถูกไล่ต้อนทางร่างกายแบบไม่ทันให้เตรียมตัวเตรียมใจก่อน บดินทร์จึงพยายามโต้เถียงกลับไปแต่ติดตรงที่ความกลัวที่ปะทุขึ้นในร่างทำเอาลำคอแห้งผากไปเสียก่อน



ทั้งที่คิดเอาไว้ว่าคงจะชินกับดนัยแล้ว อยู่ด้วยกันมาจนสามารถวางใจใส่มือของอีกฝ่ายไว้จนได้แล้วแท้ๆ เอาเข้าจริงเขากลับยังกลัวในตัวตนของดนัยมากมายเหลือเกิน ในขณะที่เขายืนอยู่กลางแสงไฟสาดส่องไปทั่วร่าง ดนัยกลับยืนอยู่ในเงามืดดำที่เขาไม่อาจมองเห็น



ในขณะที่ดนัยรู้จักตัวตนของเขาทุกซอกทุกมุมรวมไปถึงครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รัก



เขากลับ...ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลยนอกจากชีวประวัติที่ถูกเขียนเป็นตัวหนังสือที่เขาถูกบังคับให้อ่านก่อนจะขึ้นเป็นหงส์



บดินทร์ตระหนักอยู่เสมอว่าเขาไม่ได้รู้จักตัวตนของดนัยเลย ไม่เคยอ่านใจฝ่ายนั้นออกเลยสักครั้ง แบบนั้นจึงยิ่งทำใจให้ไม่กลัวไม่ได้



“อึก!? ” บดินทร์สะดุ้งทันทีที่ถูกปลายลิ้นร้อนของดนัยแลบเลียที่ผิวอ่อนตรงหลังคอ พลางรีบหดคอหนี ก่อนจะเผลอตัวตะคอกถามออกไป “คุณจะทำอะไรน่ะ? ”



ตั้งใจจะผละออกจากการเกาะกุม แต่ดันถูกโอบกอดเอาไว้ทั้งตัวเสียได้



“คุณดนัย? ” บดินทร์ร้องด้วยความตื่นตระหนก หลังคอถูกขบกัดลามไปจนถึงสันกรามโดยที่เขาไม่อาจดิ้นรนให้พ้นได้ พอได้สติบดินทร์ก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นเหล้าเจือจางจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย ‘ดนัยเมา? ’ พลางนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้าที่อีกฝ่ายจะมาตามตัวเขา ทั้งดนัยและจ้าวซินหน้าจะอยู่ในงานเลี้ยงกับลูกค้าคนสำคัญ จึงไม่แปลกหากอีกฝ่ายจะอยู่ในอาการมึนเมา



“อื้ออ...ดนัย คุณเมา? ” บดินทร์ร้องห้ามเมื่อลำคอขาวถูกขบแทะหนักขึ้นจนเริ่มเจ็บ



“ใช่ ผมเมา...คุณผิดเองนะที่มายั่วให้ผมโกรธเอาตอนที่ผมอาจไม่มีสติพอในการยับยั้งตัวเองแบบนี้” ดนัยกระชับอ้อมกอดคนที่กำลังดิ้นขลุกขลักแล้วกดริมฝีปากลงที่ข้างหูของอีกฝ่ายเพื่อกระซิบถ้อยคำชวนตระหนก



“เพราะงั้น ผมจะไม่มีวันอนุญาตให้คุณไปเจอกับจื้อหลินสองต่อสองอีกเด็ดขาด! ” ดนัยออกคำสั่งกร้าว ข้อห้ามนั้นทำให้คนในอ้อมแขนถึงกับเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความขุ่นใจ



“...คุณ ให้ผมเป็นหงส์แต่กลับไม่ยอมให้ผมได้มีอิสรภาพแม้เพียงการไปเยี่ยมเยียนเพื่อนสักครั้งเลยเหรอ? ” แต่กระนั้นบดินทร์ก็ทำได้เพียงแค่ตัดพ้อเสียงสั่น ทั้งที่ยังไม่กล้าผินหน้าไปสบตากับคนที่ยืนอยู่เบื้องหลัง



อ้อมกอดยังคงกระชับแน่น ลมหายใจร้อนผ่าวยังคงเป่ารดอยู่ตรงข้างลำคอขาวเพราะปลายจมูกโด่งยังคงซุกไซ้อยู่ตรงนั้น และเมื่อจบประโยคตัดพ้อ ความเงียบก็เข้าปกคลุมคนทั้งคู่ไว้



นานร่วมหลายนาทีจนบดินทร์ยิ่งอกสั่นขวัญแขวน



“...ผมเกลียดมันจัง”



ในที่สุดดนัยก็เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง



“......?? ”



“เข้าใจพี่เมธแล้วว่าทำไมถึงเกลียดคุณนัก มาเจอกับตัวเข้า ผมรู้แล้วว่ามันน่าหงุดหงิดมากจริงๆ ”



“อ...อะไรน่ะ? ” จู่ๆ ก็ถูกพูดเรื่องที่ยากจะทำความเข้าใจ บดินทร์จึงได้แต่เหวอ กฤตเมธเกลียดเขาแล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่ดนัยจะต้องเกลียดจื้อหลินด้วยเล่า?



ดนัยกระซิบพร่าทว่าชัดเจนอยู่ตรงข้างหูของบดินทร์ “ทั้งที่ผมเจอคุณก่อน ทั้งที่ผมให้คุณได้มากกว่า แต่ก็ยังไม่มีค่าในสายตาของคุณเท่ากับมันที่คุณเพิ่งได้เจอกันแค่ไม่กี่วัน”



“มันไม่ใช่แบบนั้น ผมเห็นเขาเป็นแค่เพื่อน” ได้ยินดนัยว่า บดินทร์ก็รีบแก้ต่างในเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด อารมณ์หวามไหวหรือความกริ่งกลัวเริ่มจางหายไปจากความรู้สึกแล้วเปลี่ยนเป็นเคืองขุ่นกับการพูดไม่รู้เรื่องของผู้เป็นเจ้าชีวิต



“เพื่อน? ...ทั้งๆ ที่คุณไม่ได้รู้จักมันดีเลยสักนิด” ดนัยยังคงโต้แย้ง แอลกอฮอล์ในเลือดคล้ายจะทำให้ความคิดอ่านเยาว์วัยลงไปขั้นหนึ่ง



“ก็พอๆ กับที่ไม่รู้จักคุณนั่นแหละ ผมยังเป็นหงส์ให้คุณได้เลย! ”



“งั้นผมก็เกลียดมันที่กล้าดีมาเป็นเพื่อนกับคุณ”



“คุณดนัย! ” ยิ่งเถียงยิ่งยืดเยื้อจนบดินทร์ถึงกับถอนหายใจอย่างหัวเสีย แล้วตวาดกลับไปอย่างเหลืออด





“เรียกต้นสิ”





“!?? ”



“ชื่อเล่นของผม...ต้น”



จู่ ๆ ดนัยก็เผยบางอย่างออกมาทำเอาบดินทร์ถึงกับฉงน จนอารมณ์ที่กำลังพุ่งสูงติดเพดานถึงกับหล่นวูบ



“ต้น? ”



“ใช่…ผมชื่อต้น ชื่อที่พ่อแม่ผมตั้งเอาไว้ให้แต่ไม่เคยมีใครเรียก” ดนัยกระซิบแผ่วตรงหลังหูของบดินทร์ เล่นเอาคนในอ้อมแขนตัวแข็งไปหมดเพราะไม่ค่อยคุ้นชินกับเสียงออดอ้อนนี้เท่าไหร่นัก “ทีนี้คุณรู้จักผมเพิ่มขึ้นแล้วนะ”



“ก็แค่ชื่อเล่น” บดินทร์ค้าน



“แต่ชื่อนี้ไม่เคยมีใครรู้แม้แต่พวกมานพหรือจ้าวซิน...หรือแม้แต่พงศธรก็ยังไม่รู้เลย เป็นชื่อที่ครอบครัวผมเท่านั้นที่รู้” อ้อมกอดกระชับพร้อมเสียงกระซิบที่หวานขึ้นเรื่อยๆ “ผมอยากให้คุณเรียกชื่อนี้ เราจะได้เป็นครอบครัวเดียวกัน” พูดพลางประทับจูบเบา ๆ ตรงข้างซอกคอหอมอีกครั้ง



“ในฐานะที่คุณเป็นภรรยาของผม ผมอยากให้คุณเรียกผมด้วยชื่อนี้”



บดินทร์ดิ้นขลุกขลักทันทีราวกับได้ยินเรื่องแสลงหู คำว่า ‘ภรรยา’ มันชวนกระดากจนไม่อาจทนไหว ใช้คำว่า ‘คู่ขา’ ยังไม่รู้สึกอะไรเท่านี้



“พูดอะไรน่ะคุณดนัย ภรรยาอะไรของคุณกัน? ” แม้ดิ้นรนก็ไม่อาจหลุดจากอ้อมกอดที่ราวกับกรงขัง ทั้งที่ตัวไม่ได้ต่างกันมากแต่บดินทร์ก็ไม่อาจสู้แรงของดนัยได้



“บอกให้เรียกต้นไง เรียกให้ผมชื่นใจหน่อยสิ” ดนัยย้ำเสียงหวาน แต่สายตากลับเจือไว้ด้วยสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาความหมาย ก่อนจะเอ่ยต่อตรงซอกคอของอีกฝ่าย



“คุณเป็นหงส์ของผมย่อมไม่ต่างจากภรรยา” ดนัยเอ่ยเรียบง่าย “เป็นภรรยา...เป็นเมียของผม”



พูดจบก็ยอมปล่อยตัวของบดินทร์ออกจากอ้อมกอด



“........” เมื่อถูกปล่อยตัว บดินทร์ก็ได้แต่ยืนสั่นสะท้าน หัวใจเต้นรัวในอกคล้ายใกล้ระเบิด “คุณ...เมาแล้วล่ะ ไปพักเถอะ ผมขอโทษที่ก่อเรื่องแล้วกันนะ”



เมื่อเห็นว่าดนัยดูแปลกไปและคงไม่อาจเจรจาความเรื่องของจื้อหลินจนรู้เรื่องได้บดินทร์จึงขอถอยออกมาตั้งหลัก อารมณ์วันนี้ของดนัยไม่ปกติและเขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร พูดจบหงส์หนุ่มก็หมุนตัวหนีออกจากตรงหน้ามังกร หมายจะเดินเข้าไปหลบซ่อนในห้องน้ำ สำนึกแล้วว่าตัวเขามีส่วนผิดต่ออีกฝ่ายอยู่มากสมควรที่จะโดนโกรธ จึงคิดไปว่าหากปล่อยให้ดนัยได้อยู่คนเดียวเพื่อผ่อนคลายอารมณ์กรุ่นโกรธสักพัก ให้สร่างเมาอีกสักหน่อย เดี๋ยวก็คงจะกลับมาเป็นปกติ กลับมาเป็นดนัยที่เขาคุ้นเคย



หัวใจของบดินทร์เจ็บหน่วง เขาผิดเองที่อ้างเรื่องไม่รู้จักตัวตนขึ้นมาป้องกันตัว แล้วอย่างไรเล่า พอฝ่ายนั้นเปิดเผย เขากลับไม่กล้าพอจะแบกรับ...ช่างขี้ขลาดไม่เปลี่ยนจนน่าสมเพชเหลือเกิน!



“คุณไม่ชอบที่จะถูกเรียกกว่า ‘เมีย’ ใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นผมจะไม่เรียกคุณแบบนั้นอีกก็ได้”



บดินทร์ชะงัก ดูเหมือนดนัยจะไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ คนผู้นั้นจึงยังไม่ยอมหยุดที่จะรั้งเขาไว้ด้วยถ้อยคำเสียดแทง



“ดิน...ไหนคุณเคยบอกว่าคุณยอมเป็นของผม ยอมมอบทุกอย่างให้กับผมไง” ดนัยทวงถามสิ่งที่บดินทร์เคยบอกว่าจะมอบให้ “ผมคนนี้ที่ให้คุณได้ทุกอย่างเพื่อแลกกับการที่คุณจะอยู่เคียงข้างกัน...มันยังไม่พอสำหรับคุณใช่ไหม? ”



“ดนัย...ผมว่าคุณน่าจะเมามากแล้วจริงๆ ” บดินทร์รีบตัดบท เขาพยายามใจเย็นแม้จะยังแตกตื่นในใจเมื่อได้เห็นดนัยในมุมนี้



คนที่มักมีใบหน้าแย้มยิ้มราวเทพบุตรตลอดเวลา เวลานี้หน้าตางอง้ำ คนที่มักมีแต่วาจาเชือดเฉือนกับถ้อยคำโอ้โลมไล่ต้อน แม้ตอนนี้จะไม่ต่างจากปกติมากนัก แต่อาการเหมือนกำลังน้อยอกน้อยใจนั่นก็ทำเอาบดินทร์ไม่อาจรับมือได้



...เขาควรทำอย่างไรดี?



“กับจื้อหลิน…” จู่ ๆ ดนัยก็โพล่งขึ้น “คุณดูแคร์มันจังนะ ทั้งที่คุณเพิ่งเจอกับมันแค่ไม่นาน...แต่ทีกับผม…ไม่เห็นคุณเคยกระวนกระวายแบบนั้น รับมันเข้ามาในหัวใจ ยอมให้มันใช้สิทธิ์การเป็นเพื่อน...และแม้รู้ทั้งรู้ว่าถูกมันหลอกใช้ ก็ยังยอมให้อภัยมันง่ายๆ ”



“..............”



“แต่กลับไม่เคยให้อภัยผมบ้าง…”



คำสุดท้ายของฝ่ายนั้นแผ่วลงจนบดินทร์ใจหาย เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นว่าดนัยผินหน้าหนีแล้วหันหลังให้เขาเสียแล้ว แผ่นหลังกว้างใหญ่ของมังกรยามปกติตอนนี้ดูแคบลงจนรู้สึกสงสาร ความน้อยใจจากถ้อยคำเหล่านั้นมีหรือที่บดินทร์จะสัมผัสมันไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะตอบรับมันด้วยวิธีไหนก็แค่นั้น



จะทำอย่างไรดี?



“ผมแค่ห่วงเขาเพราะจ้าวซินมันโหดร้าย ที่พามานี่ก็แค่เห็นว่าเป็นเพื่อน...มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ” บดินทร์ละล่ำละลักอธิบาย ไม่รู้ทำไมเหตุการณ์ถึงชักพามาจนถึงจุดนี้ได้



“…………..”



แต่ถึงจะเอ่ยออกไปแบบนั้นสิ่งที่ตอบกลับมา กลับมีเพียงความเงียบงัน จนบดินทร์เริ่มทำตัวไม่ถูก และเพราะแบบนั้น สุดท้ายแล้วเขาจึงตัดสินใจเลือกที่จะเดินไปหาดนัย เป็นฝ่ายเข้าหาอีกฝ่ายบ้าง



ก้าวเข้าหาดนัยเพียงก้าว หยุดยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงเบื้องหลังของอีกฝ่าย กลั้นหายใจแล้วโอบกอดแผ่นหลังกว้างเข้าแนบอก ส่วนสูงที่ต่างกันไม่เกิน 10 เซ็นต์ทำให้บดินทร์สามารถซบหน้าผากลงบนไหล่ของดนัยได้อย่างพอดิบพอดี



“...ขอโทษ...ที่ผมบุ่มบ่ามออกมา จนทำให้วุ่นวายกันไปหมด”



เพราะไม่รู้ควรจะง้อแบบไหน บดินทร์จึงเริ่มด้วยการขอโทษก่อน ไม่รู้ทำไมเขาถึงยอมง้ออีกฝ่ายทั้งที่ไม่เคยคิดอยากทำ ทั้งที่เคยเกลียด ทั้งที่ยังกลัว แต่หัวใจกลับไม่อยากให้เหินห่างหมางเมิน ไม่ใช่แค่เพราะความกลัวที่จะร่วงลงสู่หุบเหวแค่เพียงถูกคนคนนี้ชิงชัง แต่ลึกๆ แล้วเขายังกลัวว่าความอุ่นซ่านที่เหมือนสิ่งหล่อเลี้ยงหัวใจที่เคยมีจะเหือดหายไปด้วย



หัวใจของบดินทร์เต้นระทึก แม้คนในอ้อมแขนจะไม่ได้ผลักไสกันแต่ก็ยังคงเงียบงันไม่ตอบรับคำขอโทษ ไม่รู้ควรทำอย่างไรแล้วจึงเลือกที่จะกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น แล้วพร่ำความรู้สึกนึกคิดของตัวเองออกไปจนหมด เผื่อว่าอย่างน้อยๆ มันอาจพอทำให้ดนัยเข้าใจเขาขึ้นมาบ้าง



“จริงอยู่ที่ผมรู้สึกดีกับจื้อหลิน แต่มันก็แค่ในฐานะเพื่อน อีกอย่าง…เขาเองก็มีประโยชน์กับผมในฐานะหงส์ มีหลายอย่างที่ผมยังต้องเรียนรู้จากเขา”



“………”



“…ผม…ยังอยากมีเขาเป็นเพื่อน แต่หากถึงวันที่จะต้องเลือกระหว่างเขากับคุณ ผมก็จะไม่ลังเล…”



“แล้วคุณเลือกใคร? ” ดนัยถาม



“ต้องเป็นคุณอยู่แล้ว…ต้น”



เพียงประโยคสุดท้ายสิ้นเสียง ร่างสูงใหญ่ในอ้อมแขนก็หมุนกลับมาคว้าตัวของบดินทร์เข้าสู่อ้อมกอดพร้อมประทับจูบดูดดื่มแนบแน่น ดึงดันบังคับในทีแรก ก่อนจะอ่อนโยนลงเมื่อบดินทร์ไม่มีทีท่าขัดขืน



ริมฝีปากหยุ่นนุ่มที่เปลี่ยนมุมจูบอ้อยอิ่ง ขบเม้มอ่อนโยนอยู่กับริมฝีปากของเขานั้นเรียกขวัญกำลังใจของบดินทร์ให้กลับมาได้ในที่สุด สองมือที่เพียงเกาะยึดต้นแขนของดนัยไว้จึงค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปคล้องคออีกฝ่ายไว้แล้วโน้มลงมาคลอเคลียแล้วมอบจูบหวานล้ำให้ เพราะสัมผัสได้ว่าความคุกรุ่นของดนัยแผ่วลงแล้ว บดินทร์จึงยิ่งโอนอ่อนและเริ่มรู้สึกสำนึกถึงความผิดพลั้งของตัวเองมากขึ้น ด้วยความสำนึกผิดเขาจึงยินดีที่จะยืนอยู่ในอ้อมกอดของดนัยแล้วปล่อยให้ฝ่ายนั้นได้ตักตวงเรือนร่างนี้จนสมใจปรารถนา



“คุณรับปากแล้วนะ” เมื่อริมฝีปากผละจากดนัยก็เอ่ยย้ำคำ



บดินทร์พยักหน้ารับทั้งที่ยังหลับตา และเมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ตรงหน้าเขาก็ได้แต่ขำออกมาเบาๆ ก่อนตัดพ้ออย่างไม่จริงจังนัก



“คุณทำแบบนี้เสมอ...ชอบไล่ต้อนให้ผมจนมุมจนไม่เหลือทางเลือก” พูดพลางเขย่งขึ้นกระซิบประโยคสุดท้ายที่ข้างใบหูร้อนจัด “เพราะแบบนี้ไง ผมถึงพอใจที่ได้อยู่กับจื้อหลินมากกว่า”



เพราะดนัยนั้นจอมเจ้าเล่ห์ บดินทร์จึงอดยอกย้อนด้วยความแสบสันคืนไปไม่ได้



ดนัยดึงร่างของบดินทร์ออกห่างเล็กน้อยเพื่อสบสายตากับอีกฝ่ายตรงๆ เพื่อจะได้ประเมินจากสายตานั้นว่ามีความจริงจังในน้ำคำกี่ส่วน



เมื่อเห็นว่าแปดในสิบของสายตาที่บดินทร์ส่งมามีในทีหยอกเย้า ดนัยจึงเลิกคิ้วเล็กน้อย พร้อมถามกลับด้วยท่าทีแกล้งยียวน “คุณคิดเหรอว่าผมจะยอมปล่อยคุณไปกับมัน? ”



คิดว่าคำตอบที่ได้อาจเจ็บแสบอย่างเช่นทุกครั้ง ตามวิสัยไม่ยอมใครของบดินทร์ ทว่าสิ่งที่ดนัยได้รับกลับทำให้มังกรหนุ่มตกตะลึงไม่น้อย เพราะการตอบโต้ของบดินทร์ในคราวนี้คือการสวมกอดเขาไว้อย่างอ่อนโยนพร้อมซบศีรษะลงตรงบ่าราวกับกำลังอ้อน พลางเอ่ยตอบ



“ไม่คิดอยู่แล้ว” บดินทร์ตอบเพียงเท่านั้นแล้วเงียบไปขณะที่ยังกอดดนัยไว้แน่น



ดนัยก็ไม่คิดกลั่นแกล้งใดๆ ต่อ ไม่คิดทำโทษที่บดินทร์ดื้อรั้นอีกแล้ว เขาทำเพียงกอดตอบคนตรงหน้าแน่นเท่าที่จะแน่นได้แล้วซบศีรษะลงบนศีรษะของคนในอ้อมแขนเท่านั้น เมื่อในที่สุดต่างฝ่ายต่างก็สงบใจลงได้ ดนัยไม่เล่นแง่และบดินทร์เลิกฟูมฟาย บรรยากาศระหว่างทั้งคู่จึงกลับมาราบเรียบคลื่นลมสงบอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างคิดอะไรบางอย่างในใจเงียบๆ



หากเป็นก่อนหน้านี้ ถ้าต้องมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่บดินทร์จะเป็นฝ่ายง้องอนดนัยเช่นวันนี้ แต่เพราะเขาไม่อยากฝืนใจตัวเองและไม่ต้องการทำลายความสัมพันธ์อันดีที่แสนเปราะบางระหว่างเขากับดนัยลงจึงยอมโอนอ่อนลงให้เท่าที่จะสามารถทำได้



ฝ่ายดนัยเองหากเป็นก่อนหน้านี้เขาก็คงไม่ใช้แผนแกล้งทำเป็นงอนเป็นเด็กแบบนี้หรอก คงใจกำลังฝืนบังคับ สร้างเงื่อนไขที่อีกฝ่ายไม่อาจปฏิเสธแล้วบีบให้บดินทร์ยอมอยู่ในโอวาทอย่างเช่นที่เคยทำ แต่เพราะตอนนี้เขาไม่อยากฝืนใจอีกฝ่าย ไม่ต้องการให้บดินทร์ต้องรู้สึกเหมือนถูกเขาคุมขังบังคับ จึงลองเปิดโอกาสให้ฝ่ายนั้นได้รุกเร้าเขาบ้าง



มังกรเริ่มจับทางได้แล้วว่าหงส์ของตนนั้นไม่ชอบการถูกไล่ต้อน แต่ชอบที่จะเป็นฝ่ายเข้าหาเองมากกว่า อย่างเช่นกรณีของจื้อหลินหรือฮัว ที่พอตนได้เป็นฝ่ายรุกบ้างก็จะรู้สึกฮึกเหิม ครั้นพอถูกเขาคนนี้เข้าหาก็เอาแต่ถอยหนีเรื่อยไป



เมื่อเป็นแบบนั้นดนัยจึงลองยอมปล่อยมือเพื่อเรียกร้องให้บดินทร์วิ่งเข้าหาดูบ้าง และดูเหมือนแผนเล็กๆ นี้จะได้ผล



มังกรหนุ่มลอบยิ้มกับความสำเร็จที่สามารถคว้าหงส์แสนดื้อนี้มาไว้ในอ้อมแขนได้โดยละม่อม อุ่นซ่านในอกไม่น้อยที่รู้สึกว่าอย่างน้อยๆ มังกรคนนี้ก็ยังอยู่ในสายตาของหงส์บ้าง ไม่ได้ถูกหมางเมินอย่างที่คิด คำว่ามอบชีวิตให้ของฝ่ายนั้นเชื่อได้อย่างสมบูรณ์



และคำว่าจะปกป้องไปทั้งชีวิตของเขาเองก็สาบานเอาไว้ว่าจะทำอย่างเต็มที่เช่นกัน





“เหม็นเหล้า”




[ต่อด้านล่าง]

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-09-2020 08:45:09 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ


“เหม็นเหล้า”



ซึมซาบความหอมหวานได้เพียงครู่หนึ่งบดินทร์ก็บ่นออกมา



ดนัยหัวเราะแล้วผละอ้อมกอดออกจากคนที่กำลังทำหน้าเหม็น พลางเอ่ยสัพยอก “งั้นก็อาบน้ำให้ผมสิ”



บดินทร์ค้อนทั้งที่ยิ้มในหน้า พลางถามยียวน “เรื่องแค่นี้คนเป็นถึงหงส์จำเป็นต้องทำด้วยเหรอ? ”



ดนัยยิ้มร้ายพลางโน้มตัวเข้าหาบดินทร์จนแก้มแทบแนบชิด แล้วเอ่ยกระซิบที่ข้างใบหูแดงซ่าน “ยังต้องทำมากกว่านี้อีก”



จบถ้อยคำชวนคิดไกล ทั้งคู่ก็ได้แต่ยิ้ม ซึ่งทั้งสองรู้ดีว่าความหวานล้ำที่อวลอายอยู่รอบตัวพวกเขาตอนนี้นั้นมันก็แค่สิ่งที่เคลือบความขมปร่าเจียนขาดใจเอาไว้ภายในเพื่อหลอกล่อให้พวกตนยังทนเดินเคียงคู่กันไปอยู่บนเส้นทางอันแสนเจ็บปวดนี้ เมื่อได้สบสายตาที่เจือความเศร้าสร้อย ดนัยยกปลายนิ้วขึ้นมาช่วยปาดเช็ดคราบน้ำตาที่ยังคงเปื้อนตรงข้างแก้มขาว แล้วจูบซับอย่างอ่อนโยน



ระหว่างนั้นเรียวนิ้วของบดินทร์ก็ค่อยๆ ปลดสายที่คาดปืนตรงใต้อกของดนัยออกช้าๆ ค่อยๆ ปลดสายผ่านไหล่กว้างแล้วโยนมันลงไปตรงโซฟาข้างเตียง จากนั้นจึงหันมาลงมือกับกระดุมเสื้อเชิ้ตเนื้อดีต่อ ยินดีบริการให้อย่างที่อีกฝ่ายออกปากขอ เมื่อผลัดเสื้อตัวนั้นพ้น ผิวกายขาวผาดก็ปรากฏแก่สายตา ผิวด้านหน้านั้นสะอาดสะอ้าน



ดนัยเองก็ใช้สองมือช่วยปลดซิปเสื้อฮูดของบดินทร์ออก ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวในค่อยๆ สอดปลายนิ้วเข้าในสาบเสื้อ ลูบไล้ไปบนผิวเนียนมือผ่านหัวไหล่กลมมนเพื่อเป็นการดันให้เสื้อเชิ้ตนั้นหลุดออกจากร่างของบดินทร์ช้าๆ หวานปนขมคือรสชาติของผู้ใหญ่ ดนัยก้มลงลิ้มลองรสชาติของคนตรงหน้าโดยการขบแทะเบาๆ ไปบนผิวกายขาวละเอียดตรงหัวไหล่ ไล่ขึ้นมาถึงซอกคอขาวและข้างแก้ม..ยังคงหวานลิ้นไม่เปลี่ยน



บดินทร์หลับตาพริ้มปล่อยตัวปล่อยใจไปกับริมฝีปากร้อนผ่าวของดนัยที่กำลังเลียชิมอยู่บนร่าง เขาทำเพียงแค่ซบศีรษะลงบนลาดไหล่เปลือยเปล่าของผู้รุกรานตรงหน้า สวมกอดคนคนนั้นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย



อาบน้ำกัน คือคำชวนที่กระซิบตรงริมหูก่อนที่มือแกร่งจะออกแรงดึงเล็กน้อยเพื่อพาเขาไปยังห้องน้ำ



เพราะถูกดนัยจูงมืออยู่ข้างหน้า บดินทร์จึงได้เห็นแผ่นหลังเปลือยของอีกฝ่ายชัดๆ ภาพรอยสักรูปงูตัวใหญ่เกล็ดสีดำมะเมื่อมกำลังเลื้อยผ่านกลุ่มดอกเบญจมาศสีขาว ดวงตาสีอำพันของงูตัวนั้นคล้ายจ้องตะครุบเหยื่อ ทั้งที่เป็นเพียงรอยสักแต่มันกลับมีพลังอำนาจเสียจนคนมองยังเกือบขาสั่น รอยสักนั้นใหญ่จนเต็มแผ่นหลัง ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเจ้าของมันเคลื่อนไหว งูตัวนั้นจึงราวกับมีชีวิต บดินทร์รู้สึกคล้ายถูกสะกดด้วยสายตาของงูตัวนั้น



นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็น แต่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเต็มสองตา



“อยากสักบ้างจัง” บดินทร์เปรยขึ้นเบาๆ ด้วยเพราะเผลอไผลไปกับความสวยงามและมนต์ขลังที่ดึงดูดของรอยสักบนหลังนั้น พลางใช้ปลายนิ้วไล้เกลี่ยไปตามแนวตัวงูบนแผ่นหลังนั้นด้วยความหลงใหล



ดนัยหยุดเพื่อให้บดินทร์ได้ชื่นชม แล้วหันไปตอบสิ่งที่ฝ่ายนั้นเปรย



“รอยสักนี่มันก็ไม่ต่างจากตราประทับหรอกนะ มันจะเป็นสิ่งที่จองจำคุณไว้ที่ตรงนี้...” พูดพลางเกลี่ยปลายนิ้วไปที่ข้างแก้มเนียนแผ่วเบา “แบบนั้นคุณยังต้องการมันเหรอ? ”



“................” บดินทร์เพียงนิ่งฟัง นั่นสินะ รอยสักแบบนี้มันคงเป็นเครื่องหมายของผู้มีอำนาจ ไม่ใช่เพียงแค่รอยสักสวยงามอย่างที่เขาเคยพบเห็น การมีมันอยู่บนตัว แต่ละเส้นแต่ละสีที่ฝังบนผิวหนังคงมาพร้อมภาระหน้าที่ที่มากล้นเทียมเท่ากับอำนาจที่มันมอบให้



“ก็ถ้า...” ริมฝีปากสวยเผยรอยยิ้มบาง “มันจะสามารถทำให้ผมกลายเป็นพวกเดียวกับคุณได้ เครื่องจองจำที่มาพร้อมอำนาจล้นมือแบบนี้ สำหรับคนอย่างผมแล้ว…บางทีมันก็อาจเรียกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มก็ได้”



คำตอบของบดินทร์ทำให้ดนัยลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ “ตอนที่ผมสักมันผมก็คิดแบบคุณนี่แหละ”



“แล้วมันดีไหม? หลังจากที่คุณมีมัน” บดินทร์เอียงหน้าถาม



“มันก็ทำให้ผมรู้สึกมีพลังขึ้นละมั้ง” เรียวนิ้วที่เคยเกลี่ยอยู่ข้างแก้มเปลี่ยนไปเป็นโอบรอบท้ายทอยของผู้ถาม



คำตอบพร้อมสายตาลึกล้ำที่มองตรงมาทำให้บดินทร์พูดอะไรไม่ออก จู่ๆ ก็ราวถูกสะกดไว้ด้วยสายตานั้น คล้ายกลายเป็นเหยื่อที่กำลังจะถูกกิน แปลกที่มันดันเป็นการถูกกินโดยสมยอมยินดีจากเหยื่อผู้นี้เอง



“มอบมันให้ผมบ้างสิ ผมอยากมีพลังพอที่จะยืนเคียงข้างคุณ” คำพูดคล้ายอ้อนก่อนหันไปจุมพิตที่แขนข้างที่โอบคอเขาอยู่เบาๆ



แบบนั้นยิ่งทำให้ดนัยอ่อนยวบ ความขุ่นเคืองเรื่องหนีออกมากับจื้อหลินแทบละลายสิ้นจนไม่คิดอยากถือสาหาความอีก ติดแค่เรื่องเดียวจึงรีบคว้าใบหน้าของบดินทร์เข้ามาใกล้ แล้วย้ำชัดให้อีกฝ่ายได้ฟัง



“ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณไปเรียนรู้วิธีนี้มาจากไหน แต่มันโคตรได้ผล”



บดินทร์เพียงยิ้มในหน้าขณะยอมให้ดนัยกระซิบข่มขู่อยู่ข้างใบหู



“อย่าให้ผมรู้ว่าคุณไปทำแบบนี้กับใครเชียว ผมจะควักตาไอ้เวรตัวนั้นขยี้ทิ้งซะ แล้วขังคุณไว้ในบ้านไม่ให้ใครได้เห็นคุณอีก”



คำขู่ที่เอื้อนเอ่ยออกมาพร้อมน้ำเสียงอุ่นทุ้มละมุนหวาน พาลให้ไม่อยากนึกกลัวเกรง ทั้งสัมผัสหยุ่นนุ่มจากริมฝีปากที่ประทับแผ่วบนผิวเนื้อนั้นก็ยิ่งทำให้ไม่รู้สึกหวาดหวั่นเข้าไปใหญ่ บดินทร์เพียงยิ้มให้ตัวเองที่ไม่คิดว่าตัวเขาจะมาถึงจุดนี้…จุดที่การเป็นคนของเจ้าพ่อแม้จะหวานปนขม แต่ก็ดันรู้สึกเสพติดคนที่มีกลิ่นอายอันตรายไปทั้งตัวอย่างดนัยไปเสียได้



ทิ้งชีวิตใส่มือไว้ให้ ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าเนื้อแท้อีกฝ่ายเป็นใคร ในอกแม้รวดร้าว แต่ความรู้สึกที่ราวกับจะลอยได้นี้มันคืออะไรกันนะ…



บดินทร์ปล่อยตัวปล่อยใจล่องลอยไปกับรสจูบหวานล้ำที่ดนัยปรนเปรอให้ ร่างกายแทบไม่แยกออกจากกันแม้ขณะอาบน้ำ เรื่องจื้อหลินไม่ได้หายออกไปจากหัว เพียงแต่บดินทร์เลือกที่จะซ่อนเร้นมันไว้ก่อน แม้วันนี้เขาจะโอนอ่อนให้ดนัยแค่ไหน แต่ในสักวันเขาก็ตั้งใจที่จะหาทางเจอกับจื้อหลินเพื่อคุยกับอีกฝ่ายให้รู้เรื่องให้ได้



แต่ก่อนหน้านั้นเขาต้องจัดการให้ดนัยหายโกรธก่อน





*

*

*

*

*







จ๋อม…



จ๋อม จ๋อม…



เสียงน้ำในอ่างดังจ๋อมแจ๋ม เมื่อมีสองร่างนั่งตระกองกันอยู่ในอ่างน้ำสุดหรู แสงไฟในห้องน้ำถูกปรับให้สลัว เพื่อขับวิวด้านนอกกระจกบานเขื่องให้ยิ่งสวยชัดยิ่งขึ้น วิวน้ำตกยามค่ำคืนที่ถูกแต่งแต้มด้วยไฟหลากสีสวยงาม เพราะตอนอาบน้ำเมื่อครู่บดินทร์ถูกดนัยสูบพลังชีวิตไปจนเกือบหมด ตอนนี้เขาจึงได้แต่นอนเอนตัวอิงแอบอยู่ตรงอกของดนัยเพื่อพักกายขณะแช่น้ำอุ่นแสนสบายเท่านั้น



ความเหนื่อยอ่อนทำเอาสมองของบดินทร์ทำงานอย่างเอื่อยเฉื่อย ยิ่งน้ำอุ่นกำลังดี ยิ่งวิวข้างนอกแสนสวย ยิ่งในห้องน้ำมีกลิ่นสมุนไพรอาโรม่าอ่อนๆ ยิ่งขับให้เขาเคลิ้มฝัน ห้องสวีทที่แพงที่สุดบนโรงแรมหรูที่มีวิวระดับล้านดาวให้ชมแบบนี้ เมื่อก่อนตอนยังเป็นดาราดังเขาก็คงยอมทุ่มไม่อั้นเพื่อให้ได้พักอยู่บ้างเพราะถึงอย่างไรเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งด้านการถลุงเงินถัง แม้แต่ตอนตกกระป๋องแล้วมีหนี้สินมากล้นท่วมหัวจะไม่มีปัญญานอนห้องหรูเบอร์นี้แต่ก็ยังทำตัวติดหรูอยู่ดีเพราะไม่อยากดูกากในสายตาใคร ไม่อยากถูกเหยียดหยัน เพราะเขาเกลียดการถูกดูแคลนยิ่งกว่าอะไร ซึ่งมันก็เป็นแค่ศักดิ์ศรีจอมปลอมที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกปิดความอ่อนแอและความขี้ขลาดตาขาวของตัวเองแค่นั้น



ในตอนนั้น...ใฝ่ฝันแทบตายว่าอยากจะขึ้นมายิ่งใหญ่มีอำนาจเหนือใครให้ได้ อยากเหนือกว่าคนที่เอาแต่ดูถูกกันให้ได้ ไขว่คว้าแทบตายสุดท้ายก็ยิ่งตกลงสู่หุบเหวอย่างน่าสมเพช



แต่พอจะตัดใจละทิ้งทุกสิ่ง อำนาจวาสนาที่เคยตัดใจทิ้งไปกลับถูกยัดใส่มือมาทั้งที่ไม่ได้ปรารถนา จากผู้ซึ่งเขาเคยเกลียดกลัวยิ่งกว่าปีศาจร้าย



อำนาจของจอมมารที่เขาไม่อาจปฏิเสธหลีกเลี่ยง



ถูกตีตราด้วยความโหดร้าย



ถูกช่วยเหลือไว้ทั้งที่ไม่ได้ร้องขอ



ถูกบังคับให้อยู่เคียงข้างทั้งที่ไม่ต้องการ



มอบทุกอย่างให้ทั้งที่ไม่ปรารถนา



ถูกไล่ต้นทั้งร่างกายและหัวใจมาจนถึงจุดที่ไม่อาจขัดขืน



เคยคิดว่าเพราะเขาคนนี้เคยทิ้งชีวิตไปแล้วครั้งหนึ่งจึงไม่ใส่ใจแล้วว่ามันจะตกไปอยู่ในมือของใครหรือใช้ทำอะไร ในเมื่อไม่อาจหนีจากเงื้อมมือแล้วก็จึงยอมยกทุกอย่างให้เพื่อแลกกับคำสัญญาว่าจะดูแลสิ่งมีค่าสุดท้ายในชีวิตของเขานั่นคือครอบครัวไว้ให้ แล้วจะยอมให้ใช้ชีวิตของคนคนนี้ทำอะไรก็ได้ ไม่แคร์ ไม่ยี่หระแม้ความตายจะมาอยู่ตรงหน้า



ถึงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจะยังคงบีบคั้นให้เขากลัวเจ็บกลัวตาย แต่สุดท้ายก็ตัดใจลุยกับมันได้ทุกครั้งเพียงเพราะเชื่อในคำสัญญาคำเดียวของมารร้ายคนนั้น



ทั้งที่คิดแบบนั้นมาตลอดแท้ๆ แต่พอมารู้ตัวอีกทีเขากลับเป็นฝ่ายโหยหาอ้อมกอดนี้เองเสียได้...



“........? ” ระหว่างกำลังเหม่อลอย นิ้วมือข้างซ้ายก็ถูกดนัยจับขึ้นมาคลึงเล่น



“ผมดีใจนะที่คุณยังสวมแหวนที่ผมให้ไว้” ดนัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุขจนบดินทร์สัมผัสได้ เขาจึงมองตามไปที่นิ้วนางข้างซ้ายของตนที่กำลังถูกลูบไล้อย่างทะนุถนอมจากคนที่เขากำลังอิงแอบอยู่



“ก็คุณสั่งให้ผมห้ามถอด” บดินทร์แกล้งตอบ “ผมเลยไม่กล้าขัด”



ได้ยินแบบนั้นดนัยก็ได้แต่ขำออกมาเบาๆ เพราะรู้ว่านั่นเป็นแค่การหยอกเย้าจากอีกฝ่าย



“ถ้าเชื่อฟังแบบนี้ไปตลอดก็ดีสิ” แล้วจึงหยอกกลับไปบ้าง ที่เป็นเมื่อก่อนคงถูกค้อนใส่ไปแล้ว แต่ครั้งนี้บดินทร์เพียงส่ายหน้าขบขัน ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับคำแกล้งว่าของดนัยเท่าไหร่



“ผมก็ไม่ได้ดื้อมากเสียหน่อย”



“ตัวแสบเลยต่างหาก ถึงได้ชอบทำตัวเสี่ยงจนผมใจหายใจคว่ำไปหมดแล้ว”



“ผมขอโทษ แล้วกัน คราวหน้าผมจะระวังนะ”



ได้ยินแบบนั้นดนัยจึงรีบช้อนใบหน้าของบดินทร์ให้หันมาสบตา “พูดแบบนี้ ยังคิดจะทำอีกสินะ”



บดินทร์เพียงยิ้มไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาคงไม่คิดเถลไถลแบบนี้แล้ว แต่ก็ไม่อาจรับปากว่าจะทำให้อีกฝ่ายต้องปวดหัวอีกหรือเปล่า เพราะเขาเองก็ยังไม่รู้จะวางตัวหรือเอาตัวรอดในที่แห่งนี้ยังไงเหมือนกัน



“ดิน” ดนัยเสียงอ่อน “อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงในที่ที่ผมมองไม่เห็นอีกเลยนะ ถ้าคุณเป็นอะไรไปผมคงไม่ให้อภัยตัวเอง”



คำพูดนั้นหนักแน่นจริงจัง สายตาที่มองตรงมาที่บดินทร์ก็ชัดเจนว่าไม่ได้โกหกหรือแกล้งพูดให้รู้สึกดี บดินทร์เพียงถอนหายใจบาง แล้วซุกกายเข้าหาคนเบื้องหลังมากขึ้น



“ชีวิตผมมันไม่ได้มีค่าขนาดนั้นหรอก ขนาดตัวผมเองยังเคยคิดจะทอดทิ้งมัน...จนถึงตอนนี้ ในร่มเงาของคุณ ผมยังไม่รู้เลยว่าควรเอาชีวิตตัวเองวางไว้ตรงไหน อำนาจที่คุณมอบให้ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะมีพลังพอที่จะใช้มันได้หรือเปล่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำตัวยังไง...” ยิ่งพูดปลายเสียงของบดินทร์ก็ยิ่งแผ่วลง “ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะเป็นประโยชน์ให้คุณได้หรือเปล่า”



“ดิน คุณอย่าดูถูกตัวเองแบบนั้นเลย” ดนัยเอ่ยพลางกระชับอ้อมแขนกอดร่างอุ่นจัดแน่นขึ้น หงส์ของเขากำลังต้องการคนปลอบขวัญ “คุณเก่งยิ่งกว่าที่ผมคาดไว้ตั้งเยอะ ตัวตนของคุณเป็นที่ยอมรับโดยที่ผมแทบไม่ต้องออกโรงเลยด้วยซ้ำ”



“อย่าแกล้งอวยเลย ผมหาเรื่องใส่ตัวมาเท่าไหร่แล้วคุณก็เห็น” บดินทร์แค่นยิ้ม กระดากเกินกว่าจะยอมรับคำชื่นชมสรรเสริญ



“ไม่ได้อวย ทำไมชอบดูถูกตัวเองนัก การที่คุณสามารถดูแลจัดการคาสิโนได้อย่างไม่มีข้อตำหนิ นั่นก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วไม่ใช่เหรอว่าคุณไม่ได้ไร้ประโยชน์อย่างที่ตัวเองคิดน่ะ”



“นั่นเพราะฮัวเป็นคนจัดการอยู่หลังฉากต่างหาก ผมก็แค่แสดงไปตามบท”



“แต่ฮัวไม่ใช่คนที่ยอมรับใช้ใครง่ายๆ แม้แต่ผมเองยังทำไม่ได้เลย นั่นแสดงว่าคุณเก่งกว่าผมเสียอีก”



บดินทร์ได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธคำของดนัยโดยไร้คำพูดใด จะว่าไม่ดีใจเลยที่ถูกชื่นชมคงไม่ถูกนัก แค่ขัดเขินที่จะยอมรับเพราะไม่คิดว่าตัวเองทำได้ดีขนาดที่อีกฝ่ายพูด ตั้งแต่จำความได้เขาเกิดมาเป็นลูกนายทหารชั้นสัญญาบัตรที่แหกกฎเกณฑ์จนถูกเฉดหัวออกจากบ้าน เข้าวงการเพราะหน้าตาดีที่ดีแต่หน้าตาจริงๆ จนโดนเขาดูถูกไปทั่ว ชีวิตไม่เคยประสบความสำเร็จด้วยตัวของตัวเองเลยสักครั้ง จองหองพองขนไปวันๆ ให้คนที่เกลียดกันหมั่นไส้เล่น แต่ลึกๆ แล้วเขาไม่เคยรู้สึกภูมิใจในตัวเองเลย พอถูกชื่นชมแบบนี้เข้าจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังขา



“ขนาดชีวิตตัวเองยังทำเละเลย...” หงส์มือใหม่เอ่ยเสียงเบาคล้ายรำพึงกับตัวเอง พลางยกมือซ้ายขึ้นมาตั้งไว้บนเข่าข้างซ้ายที่ตั้งชันขึ้นมารองรับ รอยแผลกรีดยาวบนข้อมือข้างนั้นยังคงชัดเจน ความร้อนของน้ำที่แช่อยู่ทำให้ผิวเนื้ออ่อนขึ้นสีชมพูระเรื่อเด่นชัดกว่าพื้นผิวอื่น ที่มาของมันยังคงชัดเจนในความทรงจำเสมอเพราะมันคือรอยเดียวกันกับที่กรีดลงบนหัวใจเน่าๆ ดวงนี้เช่นกัน



ในขณะกำลังเหม่อมองร่องรอยความน่าสมเพชในอดีตของตน มือข้างนั้นก็ถูกกอบกุมไว้ด้วยมือแกร่งของคนเบื้องหลังที่เขานั่งพิงกายอยู่ เรียวนิ้วสวยบรรจงลูบไล้ผิวเนื้อเหนือรอยแผลเป็นนั้นอย่างทะนุถนอม



บดินทร์ยิ้มบาง “น่าสมเพชเนอะ ในตอนนั้นผมทำได้แค่ตายเพื่อจะได้จบปัญหาทั้งหมดอย่างคนขี้ขลาด”



“ไม่หรอก” ดนัยตอบ “ในชีวิตที่แสนสั้นของคนเราบางครั้งมันก็จำเป็นต้องฝากรอยแผลไว้บนร่างของตัวเองเพื่อการก้าวไปข้างหน้าบ้าง” พูดพลางหงายมือซ้ายของตนขึ้นเพื่อเผยร่องรอยอย่างเดียวกันกับของอีกฝ่ายให้บดินทร์ได้เห็น



“...นั่นมัน!!? ” ดวงตาคู่สวยของหงส์หนุ่มเบิกกว้าง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นบาดแผลแบบนั้นบนแขนของอีกฝ่ายชัดๆ เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน



บนท่อนแขนขาวแข็งแรงมีรอยแผลเป็นคล้ายของมีคมบากไว้จำนวนมาก แม้จะจางมากแล้วแต่ก็ยังมองเห็นได้ว่ามันเคยเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะแผลบากตรงข้อมือที่ใหญ่ที่สุด แผลที่คล้ายคลึงกับที่เขามี



บดินทร์รีบหันกลับไปมองสีหน้าของดนัยด้วยความตกใจระคนสงสัยถึงที่มาของแผลเหล่านั้น “นี่มัน? ”



“มันเป็นแผลที่ผมทำขึ้นมาเอง” ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้มเจือความเศร้าซ่อนเร้น



“ทำไม? ”



“เป็นแผลที่ผมใช้ฆ่าตัวผมอีกคนที่อ่อนแอ” ดนัยตอบเสียงเรียบ “แล้วแผลสุดท้ายนั่น คือแผลที่ผมใช้ฆ่ามันได้สำเร็จ”



“……………” บดินทร์ไม่อาจตอบอะไรได้เลยใบบทสนทนานั้น เพราะเขาไม่รู้ควรจะปลอบโยนหรือทำอย่างไรดี มันหน่วงที่หัวใจเมื่อได้เห็น นี่หรือคืออีกด้านที่ดนัยไม่เคยเปิดเผย



สายตาสับสนที่บดินทร์ส่งให้ มันมีความห่วงใยแฝงเร้นอยู่ในนั้นที่ดนัยสัมผัสได้ มังกรหนุ่มยกมือซ้ายขึ้นลูบศีรษะทุยตรงหน้าเบาๆ บรรจงจูบตรงขมับขาวตรงหน้าแล้วออกปาก



“คุณช่วยฟังอดีตผมหน่อยได้ไหม? เรื่องของไอ้คนอ่อนแอที่ผมฆ่าตายไป”



เอ่ยขอ แล้วจึงเปิดปากเล่า



“ที่เมืองไทย ดนัยที่ทุกคนรู้จักคือลูกชายคนเล็กของนายพลยศใหญ่ที่ผ่าเหล่าผ่ากอที่สุดใช่ไหม? ” ดนัยเริ่มตันเรื่องด้วยคำถาม ก่อนเล่าต่อ “ในบรรดาพี่น้อง 4 คน มีเพียงผมที่ไม่ได้อยู่ในสายทหาร ทั้งที่พวกพี่ชายและพี่สาวต่างก็ใช่ชีวิตในเครื่องแบบตามรอยพ่อที่เป็นนายพล แถมยังได้ดิบได้ดีมียศใหญ่กันทั้งนั้น ผิดกับผมที่ดันออกมาเป็นดารานายแบบ ผู้คนต่างสงสัยว่าทำไมท่านนายพลที่เฮี้ยบขนาดนั้นถึงได้ยอมปล่อยลูกคนเล็กลอยชาย ทั้งสปอยและตามใจเกินหน้าลูกๆ คนอื่นของตัวเอง…”



“…เพราะคุณ…ไม่ใช่ลูกเขา” เพราะดนัยเงียบไปในประโยคนั้น บดินทร์จึงเผลอต่อคำให้



“ใช่แล้วดิน เพราะผมไม่ใช่ลูกเขา แต่เป็นลูกของผู้มีพระคุณที่เขาจำต้องเลี้ยงไว้ด้วยหน้าที่”



“ผมไปอยู่กับเขาตั้งแต่อายุยังไม่เต็มขวบ เป็นลูกนอกไส้ที่เขาจำเป็นต้องเลี้ยงให้ดี ทอดทิ้งไม่ได้ เปิดเผยก็ไม่ได้ ยิ่งเฉพาะเมื่อเส้นทางของตระกูลนั้นกับอนาคตของผมมันสวนทางกัน มันเลยยิ่งเกิดช่องว่าง ตั้งแต่จำความได้ผมไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนั้น แม้เขาจะเลี้ยงผมไว้ในฐานะของลูกชายคนเล็กแต่ก็ไม่ได้ให้ความอบอุ่นเช่นที่ลูกๆ ของเขาได้ ทั้งท่านนายพลและท่านผู้หญิงบอกกับผมอย่างชัดเจนเสมอว่าผมเป็นใคร และพวกเขาเป็นใคร แม้คนภายนอกจะไม่รู้ แต่ผมเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของบรรดาพี่เลี้ยงและบอดี้การ์ด ไม่มีใครทำหน้าที่พ่อแม่…



ในบ้านหลังนั้นต่อให้ผมจะเกเรหรือทำผิดอย่างไรก็ไม่มีใครกล้าลงโทษ อยู่ในฐานะของคนที่ห้ามแตะต้อง เหมือนจะดีนะ แต่แท้จริงมันก็คือความเย็นชาต่อผมที่เป็นคนนอกบ้านก็เท่านั้น ทุกครั้งที่ผมเห็นเขาอยู่กันเป็นครอบครัว ผมไม่เคยได้มีส่วนร่วมในนั้น ด้วยฐานะที่แท้จริงทำให้ผมไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่นได้ หึหึ มันก็เป็นแค่ความงี่เง่าของวัยเด็กแหละนะ มันถึงทำให้ตอนนั้นผมไม่ต้องการพลังอำนาจอะไรเลย แต่ต้องการแค่ใครสักคนที่เห็นผมเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว”



ดนัยเล่าเรื่อยถึงอดีตในวัยเยาว์ของตนที่บดินทร์ไม่คาดคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ฟังจากปากของอีกฝ่าย เรื่องที่ดนัยเล่านั้นบดินทร์เชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นเพื่อเรียกร้องความเห็นใจอะไรทั้งนั้น เพราะทั้งสีหน้า แววตา หรือแม้กระทั่งฝ่ามืออุ่นที่บีบแน่นอยู่ตรงหัวไหล่เขาอย่างเผลอไผลนั้นมันสื่อให้เขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเรื่องนี้คงเป็นสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในหัวใจของอีกฝ่ายเป็นแน่



“ถึงตอนเด็กผมจะเกเรเอาแต่ใจเพื่อเรียกร้องความสนใจจากที่นั่นแค่ไหน พอโตขึ้นมาผมก็รู้ดีว่ามันคงไร้ประโยชน์ ในตอนที่ผมอายุได้ 11 ปี ได้มีคนของทางพรรคไปคุยกับท่านนายพลเรื่องของผม ในขณะที่บ้านนั้นพยายามคะยั้นคะยอให้ทางพรรครับตัวผมกลับให้ได้ แต่เพราะเรื่องของพรรคในตอนนั้นยังอันตรายต่อผมที่ยังเด็กเกินไปจึงยังไม่สามารถพากลับไปได้ ทำให้ตระกูลนั้นจำใจรับเลี้ยงผมต่อไป”



ดนัยเอ่ยพลางยกมือข้างซ้ายขึ้นมามองไปที่รอยแผลแห่งความทรงจำพลางเล่าต่อ



“ดูเหมือนเป็นคนที่มีค่าสูงนะ แต่ความจริงก็แค่เด็กที่ไม่มีใครต้องการ ตอนนั้นผมเพิ่งอายุครบ 11 ปี และผมไม่อาจแบกรับมันนั่นจึงเป็นที่มาของแผลแรกที่ใหญ่ที่สุดบนข้อมือของผม แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมเป็นอะไรมากหรอก ผมถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลทันเวลาและรักษาชีวิตไว้ได้”



“การลืมตาขึ้นในวันนั้นเหมือนการได้เกิดใหม่ ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับที่ได้คว่ำไอ้ตัวผมอีกคนที่อ่อนแอลงได้สำเร็จ ผมรู้ตัวแล้วว่าตลอดระยะเวลาที่ผมเอาแต่เรียกร้องความสนใจจากบ้านหลังนั้นมันน่าสมเพชแค่ไหน และผมจะไม่มีวันกลับไปเป็นแบบนั้นอีก ส่วนร่องรอยยิบย่อยพวกนั้นมันก็แค่ความคะนองตอนวัยรุ่นที่ผมลงมือทำเพื่อข่มไอ้อีกตัวตนที่อ่อนแอของตัวเองไว้ไม่ให้โผล่ออกมาอีก…”



ดนัยยังคงเล่าทุกอย่างด้วยสีหน้าเศร้าหมอง คล้ายกับว่ายิ่งพรั่งพรูเรื่องราวออกมามากเท่าไหร่ชายหนุ่มก็เหมือนถูกดูดเข้าไปในหลุมดำมืดที่ลึกเกินหยั่งมากขึ้นเท่านั้น บดินทร์เจ็บหน่วงในหัวอกอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ฟังเรื่องราวเหล่านั้น



จุ๊บ…



“…? ….”



ความเห็นใจรินหลั่งจนไม่อาจทนฟังต่อไปได้อีก ดังนั้นทันก่อนที่ดนัยจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อบดินทร์จึงยืดตัวขึ้นจูบปิดริมฝีปากนั้นไว้ ดนัยเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ด้วยความตกใจจากการกระทำของบดินทร์ แล้วก็พลันนึกขึ้นได้ว่าเขาคงเพลินกับการเล่าเรื่องเกินไปจนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ขึ้นมาเสียแล้ว



“รู้สึกแย่เหรอ ผมขอโทษนะ คงเพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้น่าฟังเท่าไหร่ ผมเลยไม่เคยคิดเล่าให้คุณฟัง” ดนัยกล่าวขอโทษเสียงหวาน ใช้มืออุ่นลูบข้างแก้มเนียนของบดินทร์แทนการปลอบโยน ซึ่งบดินทร์ก็ไม่ได้ขัดขืน



“ผมต่างหากที่บังคับคุณ” เพราะดันไปกดดันให้ดนัยเล่าด้วยอ้างว่าไม่รู้จัดตัวตนของอีกฝ่าย



“ไม่หรอก มันเป็นสิทธิ์ที่คุณควรรู้ ผมผิดเองที่ปากหนัก เพราะผมเองตอนที่มารับตำแหน่งที่นี่หากเรื่องไหนที่ผมไม่อาจรู้อย่างกระจ่างได้มันก็น่าหงุดหงิดมากเหมือนกัน” ดนัยปลอบพลางพูดให้บดินทร์ได้ฉุกคิดถึงเรื่องของตนเองดูบ้าง “ดิน คุณเองก็ควรเลิกดูถูกตัวเองได้แล้วนะ คุณไม่ควรปิดกั้นตัวเองเพราะแผลนั่น คุณต้องก้าวข้ามมันได้แล้ว”



บดินทร์ไม่ได้ตอบอะไร เพียงเหม่อมองไปที่รอยแผลเป็นบนข้อมือของตัวเองอีกครั้ง ก่อนที่จะถูกดนัยกอบกุมข้อมือตรงแผลนั้นไว้



“แผลนี่…ผมเองก็มีส่วนผิด” ปลายนิ้วลูบไล้รอยแผลนั้นแผ่วเบา “เพราะเรื่องเลวร้ายที่ผมทำตอนนั้น…”



บดินทร์ส่ายหน้า ไม่ยอมให้ดนัยพูดจนจบ “ต่อให้คืนนั้นคุณไม่ได้มาที่ห้องผม…ผลที่เกิดในตอนเช้ามันก็จะไม่เปลี่ยนอยู่ดี”



“ดิน...”



“ใช่…รอยแผลนี้มันเหมือนเส้นกั้นที่ผมยังไม่อาจก้าวข้าม มันรวมความอัปยศที่ผมเคยทำทั้งหมดเอาไว้ แต่ผมจะพยายามทำอย่างที่คุณบอก ผมจะพยายามมองว่ามันเป็นรอยแผลที่เป็นเครื่องหมายว่าผมคนเก่าที่เคยอ่อนแอมันได้ตายไปแล้ว และได้เกิดใหม่มาเป็นผมคนนี้”



ดนัยถอนหายใจ ยกข้อมือซ้ายของบดินทร์ขึ้นจรดจูบที่ริมฝีปากอย่างแผ่วเบา แล้วเอ่ยปากขอ



“แผลนี่…ยกมันให้ผมนะ”



“…? ผมบอกแล้วไงว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับคุณ”



“ยกให้มันเป็นแผลของผมเถอะ คุณจะได้ลืมมันไปเสีย”



ถ้อยคำอ่อนหวานที่ออกมาจากคนตรงหน้าราวน้ำหวานชโลมหัวใจจนบดินทร์สะท้านไปทั้งอก แต่นั่นยิ่งทำให้เขายิ่งเกิดคำถาม



“ทำไมคุณถึงเลือกผมเป็นหงส์ ให้ผมอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญขนาดนั้นเคียงข้างคุณ”



ดนัยยิ้มเมื่อได้ยิน “ถามแบบนี้อีกแล้วนะ ผมเคยบอกแล้วไงว่าผมไว้ใจคุณที่สุด”



“นั่นและคำถาม” บดินทร์รีบแย้ง “ทำไม? ”



หงส์หนุ่มพยายามสบดวงตาของมังกรอย่างตรงไปตรงมาเพื่อค้นหาสิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้ในนั้น แต่เพราะดนัยยังคงเงียบบดินทร์จึงเอ่ยต่อ



“ผมรู้ว่าคุณถูกใจผม แต่แค่เลี้ยงไว้ข้างกายก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้...ถึงคุณจะพยายามชื่นชมยังไง แต่ผมรู้ตัวของตัวเองดีว่าทำได้แค่ไหน ซึ่งผมสัมผัสได้ว่าคุณเองก็รู้”



“ดิน...”



“เหมือนกับว่า...คุณตั้งใจให้ผมอยู่ในตำแหน่งนี้แค่ไม่นาน ให้ผมอยู่เพื่อรอใคร....” พูดไม่ทันจบก็ถูกดนัยปิดริมฝีปากเอาไว้ด้วยปลายนิ้ว



“คุณคิดถูกแล้ว เพราะผมถูกใจคุณเลยให้คุณมาอยู่ข้างกาย และเพราะคุณพิเศษมากผมถึงได้ให้คุณมีอำนาจไว้ในมือเพื่อที่คุณจะได้ปกป้องตัวเองได้ยามที่อยู่ไกลตาผม” ดนัยอธิบาย พลางยกข้อมือซ้ายของตัวเองขึ้นมาตรงหน้าของบดินทร์ “แล้วถ้าผมบอกว่าเพราะเรามีสัญลักษณ์แบบเดียวกัน ผมเลยรู้สึกว่าเราคือพวกเดียวกันถึงได้ไว้ใจคุณที่สุด คุณจะเชื่อผมไหม? ”



บดินทร์นิ่งไปครู่ ก่อนบ่นออกมา “แค่เพราะเรามีแผลที่เดียวกันเนี่ยนะ ตรรกะเพี้ยนไปนะคุณ”



ซึ่งนั่นก็ทำได้แค่ทำให้ดนัยหัวเราะออกมาเบาๆ “ผมก็แปลกแบบนี้คุณยังไม่ชินอีกเหรอ? ”



“คุณมันร้าย ผมเชื่อคุณไม่ลงหรอก ขืนไม่ระวังตัวไว้บ้างจะโดนคุณผลักตกเหววันไหนก็ไม่รู้” บดินทร์แกล้งเย้ากลับ



แม้คำถามบางข้อจะไม่ได้รับการแถลงไข แม้ทุกอย่างจะยังคงคลุมเครือสับสน แต่เอาเถอะ อย่างน้อยวันนี้ก็ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจมังกรคนนี้ขึ้นมาหน่อยแล้ว



สัญลักษณ์เดียวกันงั้นเหรอ? พูดแบบนั้นมันก็ชวนให้รู้สึกดีอยู่เหมือนกันนะ...



ดนัยก้มลงจูบ โอบกอดร่างของบดินทร์ไว้แนบอก แล้วกระซิบบางอย่างออกมาเบาๆ แค่พอให้ได้ยินกันเพียงสองคน



“ถ้าวันไหนที่ต้องผลักคุณลงเหว ผมสัญญา...ว่าจะโดดลงไปพร้อมกับคุณด้วยแน่นอน”



พูดเพียงแค่นั้นแล้วโอบกอดบดินทร์ไว้เงียบๆ



ได้ยินแบบนั้น บดินทร์ก็เพียงหลับตาลงแล้วจมสู่อ้อมกอดของดนัยเงียบๆ เช่นกัน










*****************************************************************



*********************************************

[ต่อด้านล่าง]

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ

ไม่ว่าต้องการให้ค่ำคืนนั้นยาวนานเท่าไหร่ ถึงอย่างไรรุ่งเช้าก็ต้องมาถึง เมื่อแสงแรกแห่งวันสาดส่องผ่านม่านบางเข้ามาในห้อง บดินทร์ก็ลืมตาตื่นขึ้นจากห้วงความฝันในอ้อมกอดของดนัย หงส์หนุ่มกะพริบตาสองสามครั้งเพื่อขับไล่ความง่วงงุน แล้วอาศัยแสงสลัวช่วยให้ได้มองเห็นใบหน้าของเจ้าของอ้อมแขนที่กำลังหลับลึกอยู่ชัดๆ



บดินทร์จ้องมองใบหน้าตรงหน้าไม่วางตา นี่คงเป็นครั้งแรกเลยมั้งที่เขาได้หลับนอนกับคนคนนี้จนถึงรุ่งเช้า โดยที่ฝ่ายนั้นไม่หนีหายไปก่อนจนเหลือเพียงที่นอนข้างกายที่เย็นเยียบเช่นทุกครั้ง



…นี่เขา…โหยหาดนัยถึงเพียงนี้เลยหรือ?



บดินทร์ได้แต่ย้ำคิดกับตัวเองพลางนึกขัน ทั้งที่ไม่กี่เดือนก่อนหน้ายังเกลียดกลัวจนไม่อยากเข้าใกล้ แต่ดูตอนนี้สิ แค่ตื่นมาแล้วเห็นว่าดนัยยังหลับอยู่ข้างกันในหัวอกก็ดันเกิดตื้นตันสุขล้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเสียได้ โดยเฉพาะที่มังกรคนนี้ยอมเปิดเผยเรื่องราวมากมายให้ได้รู้ คำมั่นสัญญาที่ได้รับมาช่างหวานล้ำจนอุ่นซ่านในอกไปหมด



เรียวนิ้วยกขึ้นมาแตะเบาๆ ตรงสันกรามแกร่ง ลากเรื่อยผ่านลำคอขาว เตาะแตะไต่ไปตามมัดกล้ามงามที่ท่อนแขนแกร่งที่โอบกอดเขาไว้อยู่ เห็นว่าเป็นแขนข้างซ้ายพอดีจึงค่อยๆ ยกขึ้นมาตรงหน้า มองแผลเป็นตรงข้อมือนั้นแล้วยกข้อมือซ้ายของตนขึ้นเทียบเคียง



รอยแผลเดียวกันอย่างที่ดนัยว่าไว้ ผิดกันแค่ช่วงเวลา ดนัยได้รับมาเมื่อครั้งยังเยาว์ แต่เขาเพิ่งจะมีมันได้ไม่ถึงปี ความสดของบาดแผลแตกต่าง แต่ความเจ็บปวดของการได้รับมันมาไม่ได้แตกต่างกันเลยแม่แต่น้อย บดินทร์เหม่อมองรอยแผลทั้งคู่ เพราะอะไรกันนะ ยามที่เขาเห็นรอยแผลนี้บนร่างของคนคนนี้ถึงได้รู้สึกสนิทใจขึ้นมาทั้งที่ควรนึกสงสารมากกว่า



คงเป็นเพราะมันคือบาดแผลของผู้แพ้เหมือนกันหรือเปล่านะ ถึงได้ทำให้เขารู้สึกว่าดนัยคือพวกเดียวกัน



‘หึ’ บดินทร์หัวเราะให้ตัวเองเบาๆ เขามันก็แค่คนงี่เง่าคนหนึ่ง ที่พอเห็นด้านที่อ่อนแอพ่ายแพ้ของอีกคนเท่านั้นก็ดันใจง่ายยอมรับทุกอย่างของเขาเพียงเพราะเห็นว่าไม่ต่างกัน ลืมทุกเรื่องที่เคยต่อต้าน มองข้ามเรื่องที่เคยถูกกระทำ เปิดใจให้ได้ง่ายๆ จนได้แต่ต้องมานอนหัวเราะเยาะตัวเองอยู่แบบนี้ ‘ไอ้ใจง่ายเอ้ย’



ถึงจะปรามาสตัวเองในใจแบบนั้น แต่ก็ยังยกแผลบนข้อมือของดนัยนั้นขึ้นมาจรดแนบริมฝีปากบางเบา







***********************************************************************



**********************************************







ฟ้ายังไม่ทันสาง มานพก็ลืมตาตื่นขึ้นมาในความมืด เช้านี้มีนัดหมายว่าต้องกลับไปสู่รังวิษธร ในฐานะหัวหน้าบอดี้การ์ดเขาต้องรีบตื่นขึ้นมาจัดการตัวเองให้พร้อมเพื่อจะได้รอดูแลนายเหนือต่อจากพวกเวรดึก



ขยับเพียงนิดก็รู้สึกถึงความอุ่นในวงแขน อะไรบางอย่างเป็นเงาตะคุ่มตรงหน้าเป็นม้วนกลมอยู่ใต้โปงผ้าห่มหนา แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นธันวาคนเดิมในความทรงจำ มันตัวเล็กจึงขี้หนาว ถึงได้ชอบกระโดดโลดเต้นไม่เป็นสุขเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เพราะความขี้หนาวของมันจึงเป็นเหตุให้มันติดนิสัยชอบออเซาะคนนั้นคนนี้ไปทั่ว ชอบอยู่ในอ้อมกอดของคนอื่นเพื่อคลายหนาว เพราะมันเป็นเด็กกำพร้าจึงโหยหาเพียงอ้อมกอดอุ่นและสัมผัสอ่อนโยน เป็นภาคหนึ่งเจ้านักเลงหัวไม้จอมเกเร มือปืนและลูกน้องมาเฟียผู้มีนิสัยก้าวร้าว มันจึงชอบนอนกับผู้หญิงไปทั่วเพียงเพราะมันโหยหาที่คลายหนาว ครั้นพออยู่คนเดียว มันก็จะเอาแต่นอนคลุมโปงอยู่แบบนี้คล้ายดักแด้



“กอดกูไม่อุ่นหรือไง ถึงได้ห่อเป็นแหนมแบบนี้” มานพก้มลงกระซิบข้างใบหูเย็นจัดที่โผล่เหนือผ้าห่มคล้ายเป็นเพียงการบ่นพร่ำ และมันคือการปลุกคนที่ยังหลับลึกไปในตัวด้วย



คงเพราะอ่อนเพลียมาก เสียงนั้นจึงทำได้แค่ให้คนหลับลึกส่งเสียงครางอืออาราวกับละเมอแค่นั้น



“ธัน…ตื่นมาอาบน้ำก่อน เดี๋ยวต้องขึ้นไปรับนายท่านแล้ว” เพราะดักแด้ในผ้านวมขี้เซาเกินไป มานพจึงต้องเรียกซ้ำด้วยน้ำเสียทุ้มเบา



เสียงนั้นในที่สุดก็ปลุกธันวาขึ้นมาได้ สัญชาตญาณลูกน้องดีเด่น แค่ได้ยินชื่อเจ้านายก็สามารถเรียกสติให้ฟื้นจากความง่วงงุนขึ้นมาได้ชะงัด



“...!? ” ตกใจเล็กน้อยที่พอลืมตาแล้วเห็นว่าตนยังอยู่ในวงแขนของคนในความฝัน ร่างนั้นเท้าแขนยกตัวครึ่งบนไว้ครึ่งหนึ่ง ในระยะที่ใกล้จนหัวใจแทบกระดอนออกจากอก



ธันวาขัดเขิน ยิ่งคิดไปถึงเรื่องเมื่อคืนยิ่งพาลให้ทำตัวไม่ถูก ในครั้งแรกนั้นเพราะเขาหนีออกจากห้องของมานพก่อนที่ฝ่ายนั้นจะตื่นจึงไม่ได้รู้สักอะไร แต่คราวนี้มัน…



ภาพความเร่าร้อนที่แล่นวาบเข้ามาในหัวอย่างกะทันหันนั้นเล่นเอาธันวาอยากจะควักสมองที่เอาแต่คิดเรื่องลามกของตัวเองออกมาขยี้กับพื้นให้หายบ้าเสียเหลือเกิน



“...พี่...พี่ไปอาบก่อนเลย ผมอาบเร็วเดี๋ยวผมอาบทีหลัง” ธันวาเอ่ยพลางขยับตัวลุกออกจากอ้อมแขนของมานพอย่างเก้ๆ กังๆ โดยที่มานพเองก็ไม่ได้รั้งไว้ ทำเพียงมองแผ่นหลังเล็กค่อยๆ หย่อนเท้าลงจากเตียงด้วยความระมัดระวังเท่านั้น เสียงร้องซีดดังขึ้นแทบจะทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสพื้น พร้อมร่างที่เซน้อยๆ เพราะทรงตัวไม่อยู่



มานพเอื้อมมือไปคว้าไว้ตามสัญชาตญาณ ความเป็นห่วงฉายชัดขึ้นมาพร้อมความขัดเขิน



ธันวาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกช่วยเหลือ ความประหม่าทำให้ไม่สามารถมองหน้าของมานพได้โดยตรงจึงทำได้เพียงก้มหน้างุด ความใจกล้าหน้าทนอย่างเมื่อคืนหายสิ้นไปหมดจนน่าตกใจ เขินจนตัวแดงเป็นกุ้งต้มไปหมดแบบนี้มันช่างผิดวิสัย แต่ก็ไม่อาจฝืนทำเป็นกลบเกลื่อน



“เป็นไรไป? ” มานพถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าธันวาทรงตัวยืนไม่ไหว



คำถามนั้นเล่นเอาคนที่ตัวแดงเป็นกุ้งต้มอยู่แล้วยิ่งแดงจนร้อนขึ้นมาอีก เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง มันกระอักกระอ่วนเกินไปที่จะให้ตอบ ‘เพราะพี่ไง เลยเมื่อยสะโพกจนเดินแทบไม่ไหว’ แล้วด้วยเหตุผลแบบนี้จะให้พูดออกไปได้ยังไงกัน!?



สภาพอิหลักอิเหลื่อ อึกอักของธันวาที่มาพร้อมสองข้างแก้มแดงก่ำ ในที่สุดมานพก็ถึงจุดกระจ่าง



‘เพราะเมื่อคืนสินะ’ มานพลอบคิดในใจแต่ไม่ได้กล่าวอะไรเพราะไม่ต้องการให้คนในมือนั้นแตกตื่นไปมากกว่านี้ “เดินไหวไหม? ” จึงเป็นเพียงคำถามง่ายๆ ที่เหมารวมทุกอย่าง



และมันก็มีพลังพอให้อีกคนยิ่งลนลานเข้าไปใหญ่



“ไม่เป็นไรเลยพี่! ” ธันวาตอบเสียงหลง ก่อนรีบขยับร่องเสียงแล้วพยายามเอ่ยใหม่อย่างสงบ “แฮ่ม...เอ่อ...พี่ไปจัดการตัวเองตามสะดวกเลย ไม่ต้องห่วงผม”



พูดพลางขยับผละออกจากอ้อมแขนของมานพช้าๆ แสร้งทำตัวแข็งทั้งที่ขายังสั่น ก่อนค่อยๆ เดินถอยห่างออกไป ทีละก้าว ทีละก้าวด้วยความยากเย็น พลันมองเห็นเสื้อผ้าอาภรณ์กระจัดกระจายแล้วยิ่งขัดเขิน แม้เขาจะยังเหลือเสื้อยืดติดตัวไว้ แต่อีกฝ่ายนั้นล่อนจ้อนจนไม่อาจทำใจมองโดยไม่ให้กำเดาพุ่งออกจากรูจมูกได้



“...!!? ” แต่เพียงผละมาได้ไม่เท่าไหร่ ฉับพลันถูกรวบเข้าที่เอวจนเล่นเอาสะดุ้งโหยง ครั้นจะหันไปมองว่าอีกฝ่ายกำลังคิดทำอะไรก็ต้องร้องเหวอเมื่อทั้งร่างถูกยกขึ้นจนตัวลอย



แถมยังถูกอุ้มในท่าเจ้าสาวที่เล่นเอาเกร็งไปทั้งร่างเพราะทำตัวไม่ถูก ซึ่งมาพร้อมกับถ้อยคำที่ชวนขนหัวลุกเกรียวยิ่งกว่า!



“อาบพร้อมกันเลยแล้วกัน”



ธันวาตกใจจนตาแทบถลน จะดิ้นก็ไม่ได้ จะยอมแต่โดยดีก็อิหลักอิเหลื่อ รู้เลยว่าสภาพตอนนี้ของตัวเองต้องไม่น่าดูมากแน่ ๆ แต่ก็ไม่รู้จะต่อต้านอย่างไร สุดท้ายจึงได้แต่เกร็งทื่อไปทั้งตัวและยอมให้อุ้มเข้าห้องน้ำได้อย่างง่ายดายอย่างคนทำอะไรไม่ถูกเท่านั้น แล้วเพียงอึดใจเดียวก็ถูกวางลงอย่างเบามือตรงห้องอาบน้ำ ระหว่างที่ธันวาได้แต่ยืนพิงผนังพลางกลั้นหายใจแล้ว กลั้นหายใจอีกด้วยความทำตัวไม่ถูกนั้น มานพก็จัดแจงเปิดน้ำจากฝักบัว



สองร่างยืนแนบชิดกันใต้สายน้ำจากฝักบัวใหญ่กลางห้องที่ไหลลงมาประดุจสายฝน และเพราะร่างสูงใหญ่ผ่าเผยตรงหน้านั้นเปลือยล่อนจ้อน ธันวาจึงเลือกที่จะหลับตาลงเพราะไม่อยากเลือดเดือดจนกำเดาพุ่งตายไปกับภาพเรือนร่างบาดตาบาดใจนั้น



อีกทั้ง...เขาต้องรีบสลัดความหวือหวามนี้ออกจากหัวแล้วกลับไปเป็นปกติให้ได้โดยเร็วที่สุด ฝันอันแสนหวานได้จบลงแล้ว



เมื่อคิดได้ หัวใจที่เต้นรัวอยู่เมื่อครู่ก็เจ็บหน่วง ทันก่อนที่มานพจะได้ช่วยถอดเสื้อยืดที่เกะกะการอาบน้ำอยู่ออกให้ ธันวาก็ยกมือหนึ่งขึ้นแตะเบาๆ ตรงหน้าอกของอีกฝ่าย เพื่อเป็นการยั้ง



“อย่าพี่! ...พี่อาบก่อนเลย เดี๋ยวผมจัดการตัวเองทีหลัง” ธันวาเอ่ยเสียงแผ่ว พลางยึดชายเสื้อยืดขัดขืนไม่ให้ถูกถอด



“ทำไม? อาบด้วยกันจะเป็นไรไป หรือมึงกลัวกู...ทำอะไร? ” มานพเอ่ยถามด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าถึงขั้นนี้แล้วทำไมธันวาถึงยังดูขัดเขินทั้งที่ไม่ใช่วิสัยของฝ่ายนั้น ที่ไม่เคยเห็นว่าจะเป็นคนขี้อายมาก่อน อีกทั้งข้างในเสื้อตัวนั้นเขาก็ได้เห็นหมดแล้ว



นี่อาจเป็นจุดด้อยจุดใหญ่ของมานพในเรื่องชีวิตรัก ที่ตัวเขานั้นไม่ค่อยมีความละเอียดอ่อนในเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ความแข็งทื่อในจุดนี้จึงทำให้ชีวิตรักล่มไม่เป็นท่าเสมอมา แถมเจ้าตัวยังไม่ได้รู้สึกอะไรอีกต่างหาก



เพราะเป็นคนทื่อๆ แบบนี้ ดังนั้นต่อมความรู้สึกที่ราวกับก้อนหินของมานพจึงไม่อาจเข้าใจความรู้สึกของธันวาได้เลยว่ากำลังปั่นป่วนแค่ไหน บอดี้การ์ดร่างใหญ่แค่เพียงคิดว่าในเมื่อเขาทั้งคู่ได้มีความสัมพันธ์กันแล้ว เรื่องที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ควรเป็นเรื่องปกติวิสัย เพราะธันวาเหนื่อยจากเรื่องเมื่อคืน เขาจึงควรรับผิดชอบต่ออีกฝ่ายทั้งจากวันนี้และต่อๆ ไป



ทั้งที่คิดว่าธันวาคงคิดแบบเดียวกัน แต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิดไป...สินะ



“คือผม…” ธันวาอึกอัก ด้วยไม่รู้จะตอบคำถามว่าอย่างไรดี



“แค่ยืนยังขาสั่นแบบนั้น ให้กูอาบให้แปบเดียวก็เสร็จ กูไม่ทำอะไรมึงแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอก” แต่ดูเหมือนมานพจะยังไม่ยอมตามใจ



“คือพี่...เอ่อ...มันไม่ใช่แค่อาบน้ำ...คือผม...ผมมีเรื่องต้องทำด้วย แบบว่า...เอ่อ...ธุระส่วนตัวน่ะ” ธันวาพยายามอธิบายด้วยใบหน้าที่แดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ



“อ๋อ มึงจะถ่าย…”



“ไม่ใช่! ”



ธันวาถอนหายใจแรง ในเมื่อพูดอ้อมๆ แล้วไม่รู้เรื่องเสียทีก็คงต้องบอกความจริง! เรียกความหน้าหนากลับมาแล้วโพล่งออกไปทันที



“ผมต้องเอาของพี่ออกไม่งั้นมันจะปวดท้อง! ”



“...? อะไร? ”



“ก็พี่ปล่อยอะไรเอาไว้ข้างในเล่า ก็เอาอันนั้นแหละออก! ”



บทสนทนาเหมือนที่ไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะได้พูดหรือฟังเล่นเอาทั้งธันวาและมานพถึงกับนิ่งอึ้งไปทั้งคู่ คนหนึ่งกำลังประมวลผลเรื่องที่ได้ฟัง ส่วนอีกคนนั้นวิญญาณกำลังจะหลุดจากร่างเพราะความอายจงสมองแทบระเบิด และเหมือนในที่สุดแล้วมานพก็เข้าใจความหมาย เขาพยักหน้าหงึกๆ เป็นสัญญาณ เห็นแบบนั้นธันวาจึงจัดแจงรีบเดินออกจากตรงใต้ฝักบัวเพื่อที่มานพจะได้รีบอาบน้ำตามลำพังและเขาเองก็จะได้ออกไปรอข้างนอกตามมารยาท



กระนั้นยังไม่วายถูกรั้งตัวเอาไว้ มือแกร่งโอบรอบเอวสอบดึงให้ร่างเล็กกว่าเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ความรู้สึกบางอย่างตีวนในอกจนรู้สึกจั๊กจี้ เมื่อมานพเข้าใจความหมายของธันวาเป็นอย่างดีแล้วว่าอีกฝ่ายเก้อเขินในเรื่องอะไร เขาเองก็อยากมอบความสบายใจให้อีกฝ่ายด้วยการ...



“ให้กูช่วยนะ”



...ออกปากเสนอตัวช่วยธันวาเพื่อแสดงออกว่าเขาไม่ได้นึกรังเกียจ



“พี่จะบ้าเหรอ!!? ” ธันวาได้แต่ร้อง นี่หรือมานพจะไม่เข้าใจเรื่องที่เขาจะทำ? หรือต้องให้อธิบายใหม่กันว่าไอ้การเอาสิ่งนั้นออกจากตัวนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาช่วย!



“ทำไม? มึงอาย? ทั้งที่เรา…”



“พี่นพ! ” ธันวารีบห้ามก่อนที่มานพจะเอ่ยอะไร “การที่เรานอนด้วยกันแค่ครั้งสองครั้งมันทำให้ความสัมพันธ์ของเราดีขึ้นขนาดนั้นเลยเหรอ? ” พร้อมตั้งคำถามที่มานพไม่อาจตอบ



“พี่สามารถลืมเรื่องที่ผมนอนกับผู้หญิงคนนั้นได้งั้นเหรอ? ”



“ไอ้ธัน! มึงจะพูดขึ้นมาทำไมอีก? ” มานพถามเสียงต่ำ ร้างไร้อารมณ์หยอกเย้าเช่นเมื่อครู่ มืออุ่นที่โอบกอดรอบเอวสอบคลายลง แล้วปล่อยอีกคนให้เป็นอิสระในที่สุด



“ก็พี่คอยถามอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอ? ” เพราะรู้ว่านี่คือคำถามแทงใจ ธันวาจึงไม่ลังเลที่จะใช้ เพราะถ้าเขาทั้งคู่ยังไม่อาจก้าวข้ามมันไปได้ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน



“แล้วมึงมีคำตอบให้กูไหมล่ะ? ” ความหวานที่ติดปลายลิ้นอยู่ตอนนี้ขมเสียจนแทบทนไม่ไหว มานพได้แต่เพียงตั้งคำถามกลับไปด้วยหัวใจที่เจ็บปวด แล้วจ้องมองว่าคนที่ยังหลบสายตาไม่เลิกนั้นจะหันกลับมาตอบคำถามกันแบบไหม หรือจะมีคำตอบให้หรือไม่



เพราะมันเป็นคำถามที่ร้างไร้คำตอบมาตั้งแต่แรกแล้ว



“....................” และสิ่งที่ธันวามอบให้ก็ยังคงเป็นความเงียบเช่นเดิม



“เรียกร้องให้กูถาม มึงก็ควรมีคำตอบให้กูนะ” มานพถอนหายใจแล้วเค้นถาม ความอึดอัดระหว่างกันกำลังทวีสูง ไม่รู้ทำไมจู่ๆ สถานการณ์ถึงได้ดำเนินมาทางนี้ได้ ทั้งที่เมื่อครู่นี้มันยังมีรสหวานติดปลายลิ้นอยู่บ้างแท้ๆ แต่นี่...มันเหลือเพียงความขม



“ผมไม่มีอะไรจะพูดทั้งนั้น” ธันวาตอบพลางชำเลืองมองไปยังมานพด้วยสีหน้าที่แสร้งว่าเย็นชาทั้งที่แววตากำลังรู้สึกเจ็บร้าวจนสุดหยั่ง “ตราบเท่าที่ชื่อของผู้หญิงคนนั้นยังอยู่บนอกพี่”



พูดจบธันวาก็ทำทีว่าจะเดินจากออกไป มันจบแล้ว ฝันหวานเพียงตื่นหนึ่งภินท์พังลงไปแล้วในความรู้สึกของเขา มันได้กลับสู่โลกของความจริงอย่างสมบูรณ์



แต่ก่อนที่จะได้ทันก้าวพ้นจากประตูห้องน้ำ ทั้งตัวกลับถูกคว้าเอาไว้อีกหน แล้วดึงเข้าสู้อ้อมกอดแกร่งที่ไม่ต่างจากกรงเหล็กกล้า แผ่นอกหนาโอบกอดแผ่นหลังสั่นระริกไว้จนแทบจะจมไปทั้งร่าง



ธันวาดิ้นขลุกขลัก เขาไม่มีความอดทนเหลือพอที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดโดยที่ไม่ร้องไห้ออกมา เขาไม่สามารถทนเผชิญหน้ากับมานพที่เย็นชาทั้งที่เพิ่งหลับนอนด้วยกันมาได้อีก



“ปล่อย! ” ธันวาร้อง แต่เหมือนยิ่งดิ้นอ้อมกอดนั้นก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น และที่น่ากลัวกว่านั้นคือมือแกร่งข้างหนึ่งของมานพกำลังล้วงเข้ามาในเสื้อเปียกลู่ มาจนถึงหน้าอกด้านซ้ายของเขา พร้อมเสียงกระซิบพร่าที่ข้างหู



“มึงพูดแบบนั้น หรือต้องการให้บนอกกูเปลี่ยนเป็นชื่อมึงแทน? ”



“!!!!?? ”



ประโยคเดียวนั้นทำเอาธันวานิ่งค้าง ตกใจเสียจนแทบลืมหายใจ สมองประมวลผลไม่ทันจนเกือบเออเร่อ





นี่หรือว่า…มานพจะรู้แล้ว!?





ติ๊ด!



-นพ นายท่านตื่นแล้ว เตรียมตัวเลย-





“!!!? ”



“…………..”



คล้ายระฆังช่วยชีวิตธันวาจะดังขึ้น เมื่อเสียงจากเครื่องสื่อสารที่พวกเขาพกเอาไว้ตลอดดังขึ้น เป็นเสียงของสิงหาที่เป็นการสื่อสารทางเดียวเพื่อเรียกบอดี้การ์ดนอกกะทุกคนให้เตรียมพร้อม



ทั้งมานพและธันวาชะงักไปเพราะเสียงนั้น กรงเหล็กนั้นในที่สุดก็คลายออก ร่างร้อนจัดของมานพผละจากแล้วเดินผ่านร่างที่สั่นเทาของธันวาไปเบื้องหน้า ธันวาลอบมองตามไปด้วยหัวใจระแวดระวัง ตกใจเล็กน้อยเมื่อร่างนั้นหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า ก่อนหันกลับมามองหน้าเขาอีกครั้ง



ธันวากลืนน้ำลายลงคอโดยที่สายตายังถูกตรึงไว้กับดวงตาที่ร้อนแรงราวเพลิงผลาญของคนตรงหน้า



มานพถอนหายใจ เสยผมที่เปียกลู่ของตนขึ้นเพื่อเผยสายตาลึกล้ำมองตรงมายังธันวาแน่วแน่ ก่อนเอ่ยถามสิ่งสุดท้าย



“ถ้ามึงจะไม่ตอบเรื่องบัว งั้นมึงตอบกูเรื่องหนึ่งได้ไหม? ”



“……………….”



“มึงยอมนอนกับกูทำไม? ”



แค่ได้ยินก็รู้ได้ทันทีว่าคำถามมันจริงจังเช่นเดียวกับสายตาคู่นั้น แต่ธันวาก็เลือกที่จะหลบเลี่ยงที่จะตอบอีกครั้ง



“พี่ไม่จำเป็นต้องรู้” คือคำตอบเดียวเท่านั้นที่เขามีให้ สองมือสั่นเทายกขึ้นมากอดตัวเองไว้ด้วยความหนาวสั่น ทั้งจากหยาดน้ำที่ยังเปียกฉ่ำอยู่บนร่าง และจากความหวาดประหวั่นในหัวใจที่ไม่อาจจัดการกับเรื่องตรงหน้าได้



และเพราะเอาแต่ก้มหน้าจึงไม่อาจมองเห็นว่ามานพได้สืบเท้าเข้ามาใกล้อีกครั้งแล้ว



ฟึ่บ!



“…? ” ผ้าขนหนูถูกโยนลงมาคลุมร่างของธันวาไว้ตั้งแต่ศีรษะลงไป ก่อนที่เสียงที่อ่อนลงของมานพจะเอ่ยขึ้น



“รีบจัดการตัวเองซะ กูไปรอข้างนอก”



เอ่ยเพียงเท่านั้นมานพก็ออกจากห้องน้ำไป โดยที่ไม่ได้อาบน้ำหรือทำอะไรต่อ ครู่หนึ่งธันวาได้ยินเสียงทางฝั่งห้องครัว เพราะประตูห้องน้ำไม่ได้ถูกปิด จากเสียงที่ได้ยินธันวาเดาได้ไม่ยากเลยว่าฝ่ายนั้นคงจะล้างหน้าแปรงฟันที่ตรงนั้นเพราะไม่อยากอยู่ในห้องน้ำให้ต้องเสียเวลามีปากเสียงกับเขาอีก



ธันวาสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วกลั้นมันไว้อย่างนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะสะอื้นฮั่กออกมาอย่างสุดกลั้น สมองกับหัวใจถูกความสับสนปั่นรวมกันจนกลายเป็นของเหลว มันจึงไม่อาจประมวลผลการกระทำของมานพได้ อีกทั้งยังไม่สามารถเข้มแข็งอยู่ได้อีกเช่นกัน ดังนั้นธันวาจึงไม่ลังเลเลยที่จะปล่อยความอัดอั้นออกมาเป็นหยาดน้ำตาถะถั่ง สองมือกำผ้าขนหนูบนศีรษะแน่นหมายซึมซับความอ่อนโยนสุดท้ายที่มานพทิ้งเอาไว้ให้ แล้วร้องเอาความอ่อนแอของตนออกให้สิ้น เพราะเขาต้องรีบกลับมาเข้มแข็ง เป็นไอ้ธันวาหน้าหนาให้ได้โดยเร็วที่สุด
[/color]





**********************************************************************



*****************************************



*****************************************************************************







มุมนักเขียน Talk!!



กราบสวัสดีท่านผู้มีอุปการคุณทุกท่าน ในที่สุดอนาคีก็โผล่หัวมาแล้วค๊า



** ในที่สุดรอยสักก็โผล่มาเสียที 5555 **



ดนัยเขาก็หึงเป็นเหมือนกันนะคะ อิอิ



[แอบบ่นจากบทมานพXธันวา : การเขียนบท NC มันยากขึ้นทุกวันเลยค่ะ เพราะนิยายแต่ล่ะเรื่องของอนาคีมี NC เยอะพอสมควร แถมยังเขียนเต็มตั้งแต่ต้นจนจบไม่นิยมแพนกล้องออกจากเตียงเสียด้วย จึงทำให้การจะเขียนออกมายังไงให้ดูไม่จำเจเป็นอะไรที่ยากลำบาก 555 แต่ด้วยความหื่นหืดหาดในจิตใต้สำนึก สัญญาว่าจะพยายามทำออกมาให้ดีที่สุดค่ะ!! วะฮะฮ่าาาาา!!]



[บ่นต่อใน Part ดนัย X ดิน] Part นี้เขียนยากมากกกก ไม่รู้ทำไม คิดบทสนทนาระหว่างดนัยกับบดินทร์ไม่ออกเลย จนขนาดเขียนตอนของมานพธันวาและจ้าวซินจื้อหลินจนจบถึงได้กลับมาพยายามเขียนดนัยกับบดินทร์ได้ (จ้าวซินxจื้อหลิน มาตอนหน้านะจ๊ะ)

สปอย : ที่ยากเพราะว่ามันจะต้องเป็นเรื่องราวที่ปูไปถึงจุด...แตก...ห๊ะ!!? แตกอะไร ใครแตก??

จะพยายามคลายทุกปมให้เคลียร์ที่สุดนะจ๊ะ ใครสงสัยอะไรถามทิ้งไว้ได้นะ เผื่ออนาคีจะหลงลืมไปจนไม่ได้แก้ปมที่ท่านสงสัยไว้ในเรื่อง จากนี้ไปเนื้อเรื่องที่ท่านว่าหนักอยู่แล้วจะเจ้มจ้นขึ้นไปอีก ทั้งที่ตั้งใจจะแต่งให้เป็นนิยายโรแมนติกเบาๆ แท้ๆ ทำไมถึงเป๋มาเวย์นี้ได้ก็ไม่รู้ 5555 (จริงจรี๊งงง)



ตอนแรกตั้งพล็อตหลังจากตอนรับตำแหน่งไว้แค่เหลือแค่ 17 ตอน ทำไปทำมาน่าจะเกินหรือเปล่านะ (ปาดเหงื่อ) ที่เกินก็น่าจะเป็นเพราะแต่ละตอนแบ่งเป็น PART เยอะเหลือเกินนี่แหละ!! ผมคือตัวร้ายจะยาวทำลายสถิติ ผมคือนางเอก ได้ไหมหนอ รอลุ้นกันนะจ๊ะ 555



ขออภัยที่นิยายแต่ละตอนออกช้าอย่างคงเส้นคงวาไม่มีตอนไหนออกเร็วได้สักตอนเลยนะคะ

สปีดตอนนี้อาจช้า ในอนาคตก็ตั้งใจว่าจะพยายามเร่งขึ้นเท่าที่ทำได้ ฮรืออออ

(พยายามมา 3 ปี ช้านานชาติแบบคงที่ไม่มีตกเลยจริง ๆ)



ขออภัยจริงๆ ที่ล่าช้าม๊ากกกกกกกค่ะ



รักเสมอ

อนาคี99

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2053
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
หวานปนขมทุกคู่เลย รอวันที่จะหวานกันจริงๆนะ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
เอ้อร้องซะให้พอ! เข้มแข็งไว้ ใจต้องนิ่ง
คำตอบของคำถามที่ว่านอนด้วยเพราะอะไร? อย่าเพิ่งพูดคำนั้นออกมา รอจนกว่าคนหัวใจชาๆจะพูดก่อน หึหึ อิอิ งานนี้ใครแพ้ใครชนะใจ แต่เห็นแววร่ำๆ จะรอดูคนที่ไม่ยอมรับใจตัวเองสักที เช๊อะ!! หมั่นไส้มานพ 55555 หากิ๊กๆธัน ออร่ากำลังออก 55555 ชอบอ่ะ //โอ้โห้ เบื้องหลังดนัยจนมาเป็นมังกรไม่ง่ายเลย ชีวิตแม่งแบบ.....!!!! เออ!เข้าใจเลยว่าทำไหมถึงต้องร้าย เพราะมันจำต้องเข้มแข็งถึงจะอยู่รอดได้ คือถ้าอ่อนแอจะแพ้ไปจริงๆ เข้าใจเลยว่าทำไมดนัยถึงต้องหวงดินมาก หวงทุกอย่างแม้กระทั่งหวงความรู้สึกที่ให้คนอื่น เมื่อมันเป็นสิ่งที่เพิ่งเป็นของๆตัวเองจริงๆก็เลยรู้สึกหวงมาก เพราะไม่เคยได้อะไรเป็นของตัวเองมาตลอด ต่างคนก็ต่างมีแผล ถือเป็นเครื่องเตือนใจในความฮึบ! มันดีมากที่ช่วยกันปลอบโยนกันและกัน ดินก็อย่าดูถูกตัวเองอีกเลยนะ ทุกคนพลาดได้ กลับไปแก้ไม่ได้ก็แก้ใหม่ในข้างหน้า วันนี้รู้จักดนัยมากขึ้น ไม่ต้องเขินนะดินถ้าต้นจะเรียกว่าเมียๆผัวๆ ยอมเขาไปเถอะ เดี๋ยวน้อยใจ 555555  :-[ //งื้ออออออขอบใจดินที่ไม่คิดจะทิ้งจื้อหลิน ยังคงห่วงจื้อหลินคิดเป็นเพื่อนเหมือนเดิม น่าร๊ากกก บอกขอตรงๆไปแล้วไม่ได้ก็ขอแอบเจอละนะ 555555 ตอนหน้าจะมาแล้ววววววว เป็นไงบ้างไม่รู้ หึยยยยคิดแล้วอยากทุบจ้าวซิน  :z6: 555 รออ่านเลยค่ะ โอ๊ยยยสนุก ชอบมากๆ ชอบถึงขนาดที่ว่าไม่ต้องลงตอนพิเศษในเว็บก็ได้เพราะจะตามไปเก็บเป็นหนังสือ 5555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รรรรรรรรร เป็นกำลังใจในการแต่ง ไฟท์ติ้ง  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
คิดถึงจื้อหลินนนน 555  :call: :call: :call: รออยู่นะคะ (ฮาา)

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
คู่บดินทร์-ดนัยเข้าใจกันแล้ว ว่าแต่คู่บอดี้การ์ดเนี่ย จะเข้าใจกันได้เมื่อไหร่หนอ

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
มังกรคืนรัง





“ท่านจ้าว ชอบดอกไฮเดรนเยียเหรอครับ? ”



เสียงหวานเอ่ยถาม เพราะทุกครั้งที่มาหาเขาสังเกตเห็นว่าที่ห้องทำงานของคนคนนี้มักมีดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าประดับอยู่ตลอด



“อืม แม่ฉันชอบน่ะ”



เสียงทุ้มตอบอย่างอ่อนโยนเฉกเช่นทุกครั้ง



ตั้งแต่แต่งหงส์เข้าพรรคมา แม้ความสัมพันธ์ระหว่างมังกรแห่งตระกูลจ้าวกับหงส์ของเขาจะไปได้ไม่สวยนัก แต่กับน้องชายฝาแฝดของหงส์นั้นกลับตรงกันข้าม คงเพราะมังกรเคยให้ความเอ็นดูตั้งแต่ที่เจอกันครั้งแรกในบ้านตระกูลหาน เด็กหนุ่มที่หน้าตาละม้ายพี่สาวราวพิมพ์เดียวแต่กลับไม่ได้รับความเอาใจใส่จากเจ้าบ้านผู้เป็นพ่อ ในตอนนั้นจ้าวซินหยิบยื่นไมตรีให้เด็กหนุ่มอย่างจริงใจ เช่นเดียวกับที่มอบให้ผู้เป็นพี่สาว



หลังจากการแต่งหงส์เข้าพรรค ด้วยเงื่อนไขหลายอย่างทำให้หงส์และมังกรไม่เคยร่วมห้อง จ้าวซินยึดมั่นคำสัตย์พอที่จะไม่แตะต้องรั่วหลินหากฝ่ายนั้นไม่ยินยอม ยิ่งเมื่อเข้ามาอยู่รังเดียวกันความเย็นชาของหงส์ก็ยิ่งมากขึ้น กลับเป็นน้องชายผู้ติดตามหงส์คนนี้เสียมากกว่าที่ยังคงเกาะติด หยิบยื่นไมตรีจิตให้พี่เขยคนนี้ไม่ขาด



ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ในทุกวันตั้งแต่เข้าร่วมชายคา จื้อหลินจะแวะเวียนเข้ามาหามังกรพรรคแล้วขลุกอยู่ด้วยกันตลอดย่างสนิทสนม ไม่ว่าในหัวใจดวงน้อยนั้นจะคิดอะไรอยู่ แต่ในสายตาของจ้าวซินเขาให้ความรักและเอ็นดูเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ต่างกับเป็นน้องชายตัวน้อยคนหนึ่งของตน จะมีลอบคิดอกุศลก็แค่เพียงนิดที่มังกรคนนี้แอบลอบมองจื้อหลินยิ้มแล้วคิดไปถึงหงส์ของตน แอบใช้ใบหน้าที่เหมือนกันราวพิมพ์เดียวนั้นปลอบโยนหัวใจที่บอบช้ำจากการถูกหมางเมินของตัวเอง



“ท่านจ้าว พักดื่มกาแฟหน่อยไหมครับ? ”



“อืม ขอบใจนะ”



กาแฟร้อนกำลังดีถูกเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ ทั้งที่เป็นอเมริกาโน่ทั่วไปแต่ไม่รู้ทำไมฝีมือการชงของจื้อหลินถึงได้ถูกปากจ้าวซินกว่าที่ไหนๆ และไม่ใช่เพียงกาแฟแม้กระทั่งอาหารต่างๆ ก็เป็นรสชาติที่ถูกใจ คล้ายกับว่าเจ้าหนุ่มน้อยคนนี้รู้ดีไปเสียทุกอย่างว่าเขาชอบรสชาติแบบไหน



แรกเริ่มจื้อหลินเป็นคนพูดน้อย ประหยัดถ้อยคำ มักก้มหน้าก้มตาไม่สุงสิงกับใครและชอบหลบหลังพี่สาวอยู่เสมอ แต่ด้วยการแสดงความกล้าในครั้งหนึ่งจึงทำให้เข้าตาจ้าวซินเข้าและหลังจากนั้นก็ถูกเจ้าพ่อหนุ่มคอยชวนคุย พูดจาให้กำลังใจมาเสมอ ทุกครั้งที่มังกรแห่งตระกูลจ้าวคนนี้ไปมาหาสู่กับว่าที่หงส์ที่บ้านตระกูลหาน ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะไม่แวะเวียนทักทายปราศรัยกับจื้อหลินด้วย ทั้งมีของฝาก คอยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ คอยสอดส่องสายตาหา และมองเห็นการมีตัวตนของคนคนนี้มาตลอด



นั่นทำให้คนอมทุกข์ดูมีชีวิตชีวาขึ้น และเฝ้ารอคอยทุกวันให้ท่านผู้นั้นมาหา แม้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงในการมาจะไม่ใช่การมาหาเขา แต่แค่การได้เป็นตัวแถมก็สุขล้นมากแล้วสำหรับคนที่ไม่มีใครมองเห็นมาทั้งชีวิตอย่างจื้อหลินคนนี้



เพียงพอแต่ไม่เคยพอ จื้อหลินเก็บงำความรู้สึกนี้ไว้ในใจเงียบๆ คนเดียวอย่างเจียมตนมาตลอด จวบจนถึงวันที่จ้าวซินแต่งตั้งรั่วหลินขึ้นเป็นหงส์อย่างเป็นทางการ และได้พาเขาเข้าไปอยู่ในพรรคตระกูลจ้าวด้วยในฐานะผู้ติดตามของหงส์



ความสัมพันธ์ของมังกรและหงส์ถือว่ากระท่อนกระแท่นนัก คนนอกต่อให้ไม่มีใครรู้แต่จื้อหลินเห็นด้วยตามาตลอดว่ารั่วหลินนั้นเย็นชากับจ้าวซินแค่ไหน มีเพียงมังกรที่คอยห่วงใย แต่หงส์นั้นกลับยิ่งทำร้ายน้ำใจ ความเหินห่างเย็นชาจนน่ากลัวระหว่างหงส์และมังกรทำให้มีหลายครั้งจื้อหลินแอบเห็นว่าจ้าวซินอยู่ในอาการเศร้าหมอง ในเวลานั้นชายหนุ่มจึงไม่ลังเลเลยที่จะเข้าไปคอยปลอบใจอีกฝ่ายด้วยแรงใจทั้งหมดที่มี หวังเพียงช่วยคลายความหม่นเศร้าให้ผู้เป็นเจ้าของดวงใจ



สถานการณ์เหล่านั้นยังผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างจ้าวซินกับจื้อหลินจึงได้พัฒนาแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ จากที่เป็นแค่น้องชายที่จ้าวซินให้ความรู้สึกเอ็นดูก็เริ่มกลายเป็นคนที่มังกรหนุ่มขาดไม่ได้ ไม่ว่าผู้เป็นนายเหนือจะออกไปทำงานที่ไหน หากเมื่อไหร่ที่กลับมาที่รังก็จะมีจื้อหลินมาคอยต้อนรับขับสู้อย่างอบอุ่นทุกครั้ง ในเมื่อหงส์เองไม่เคยทำหน้าที่เพราะติดพันภารกิจจนไม่เคยมีเวลามาพบหน้ามังกร หน้าที่ผู้ดูแลจิตใจจึงตกเป็นของจื้อหลินคนนี้



ทุกวันในตอนนั้นในรังใหญ่ของมังกรจะมีหนุ่มน้อยหน้าสวยคนหนึ่งคอยนั่งเฝ้ารอการกลับมาของมังกรทุกวัน ตระเตรียมสิ่งของทุกอย่างและอาหารการกินที่มังกรชอบเอาไว้ให้ จัดการดูแลให้นายเหนือคนนี้ผ่อนคลายหัวใจและความเครียดรุมเร้า



จื้อหลินตั้งใจทำทุกอย่างด้วยหัวใจและความจงรักภักดีต่อมังกรคนนี้อย่างหาที่สุดมิได้ จ้าวซินเองก็คอยตามใจจื้อหลินในทุกเรื่อง แม้ไม่อาจพาติดตัวไปไหนมาไหนด้านนอกได้ แต่ทุกครั้งก็จะมีของฝากมาให้เป็นการปลอบขวัญ ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ถือได้ว่ามีความสุขตั้งแต่เกิดมาของจื้อหลินคนนี้





“สุขสันต์วันเกิดนะจื้อหลิน”



เสียงทุ้มกังวานเอ่ยพลางยื่นกล่องกำมะหยี่สีน้ำตาลวอลนัทมาให้ตรงหน้า เด็กหนุ่มหน้าสวยได้แต่ตะลึงพรึงเพริดกับสิ่งที่เห็นจนไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปแตะต้องสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้น



“ท...ท่านจ้าวทราบวันเกิดผม? ”



คำถามโง่ๆ ที่คนถามอยากทุบหัวตัวเองเสียทีที่นึกขึ้นมาได้ 'จะไม่ให้จ้าวซินรู้ได้อย่างไร ในเมื่อมันคือวันเดียวกันกับรั่วหลิน หงส์ที่มังกรรักจนสุดใจคนนั้น'



“ฉันรู้เพราะมันเป็นวันเดียวกับรั่วหลิน แต่ฉันไม่ได้มองว่านายเป็นแค่ตัวแถมหรอกนะ ของขวัญนี่ฉันก็ตั้งใจเลือกมาให้นายโดยเฉพาะ และวันนี้ฉันก็ตั้งใจกลับมาฉลองให้นายคนเดียว”



จ้าวซินเอ่ยพร้อมรอยยิ้มประดับบนใบหน้าคมดุ รอยยิ้มที่เจ้าพ่อคนนี้มอบให้น้องชายที่ชื่อว่าจื้อหลินมาเสมอ แล้วเอื้อมมือไปประคองมือของจื้อหลินให้ขึ้นมารับของขวัญในมือ



จื้อหลินรู้ว่าที่คนคนนี้อยู่ตรงหน้าก็เพราะว่าพี่รั่วหลินปฏิเสธที่จะให้มังกรจัดวันเกิดให้ ฝ่ายนั้นเลยมุ่งมาที่ตนแทน แต่แล้วอย่างไรเล่า แค่จ้าวซินยังคิดถึงกันเขาก็มีความสุขจนไม่มีอะไรจะมาเทียบเทียมแล้ว



มีความสุขเหลือเกินที่ถูกมองเห็นค่า ดีใจเหลือเกินที่มังกรคนนี้คำนึงถึงกันแม้กระทั่งของขวัญวันเกิด



น่าเสียดายที่เขาจำวิธีร้องไห้ไม่ได้เสียแล้ว ไม่อย่างนั้นตอนนี้น้ำตาแห่งความตื้นตันคงล้นเอ่อ



เมื่อจื้อหลินเปิดเห็นของขวัญในกล่องที่เป็นนาฬิกาเรือนหรูที่เขาเองก็ไม่ได้รู้จักสักเท่าไหร่ แต่ก็พอรู้ว่าราคาค่างวดของมันนั้นคงไม่ใช่ธรรมดา



“Cartier Earth and Moon รุ่นนี้ฉันว่าเหมาะกับนายที่สุด ถึงภายนอกนายจะดูลึกลับเยือกเย็นเหมือนดวงจันทร์ แต่ฉันรู้ว่าตัวตนของนายอบอุ่นเหมือนโลกทั้งใบ”



จ้าวซินอธิบายถึงความหมายของของขวัญที่ตนอุตส่าห์เลือกมาให้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้าตลอดเวลา



“ฉันให้ช่างสลักชื่อนายไว้ที่ที่ด้านหลังสายหนังด้วยนะ เป็นของขวัญที่เป็นของนายเท่านั้น”



จ้าวซินเอ่ยพลางหยิบนาฬิกาในกล่องเรือนนั้นออกมาช่วยสวมให้ข้อมือเล็กๆ ตรงหน้า ความตื้นตันผลักดันให้จื้อหลินใจกล้าขึ้น เขาจึงสวมกอดจ้าวซินอย่างที่ไม่เคยกล้าทำมาก่อน



“ท่านจ้าว...ชีวิตน้อยนิดของจื้อหลินคนนี้ขอมอบให้ท่าน”



จื้อหลินเอ่ยด้วยหัวใจที่เต็มล้นจนไม่อาจห้าม แม้ความเงียบของร่างที่อยู่นิ่งในอ้อมแขนทำเอาใจฝ่อ แต่แล้วเมื่อถูกฝ่ามืออุ่นลูบหัวอย่างอ่อนโยนก็ทำเอาสะท้านไปทั้งร่าง



“เด็กโง่” จ้าวซินเอ่ย “ชีวิตเป็นของนายจะมายกให้ฉันทำไม? หึหึ ใช้ชีวิตของนายให้เต็มที่ให้สมกับที่นายอยากใช้แบบนั้นฉันจะดีใจมากกว่าอีก ไม่ว่านายจะต้องเจอกับอะไรก็ไม่ต้องกลัวนะ ฉันจะเป็นคนสนับสนุนนายเอง”



คำปลอบโยนดั่งพี่ชายปลอบน้องชายด้วยความเมตตาเอ็นดู แบบนั้นยิ่งทำให้จื้อหลินหลงรักมังกรคนนี้จนสุดก้นบึ้งของหัวใจ ต่อให้ในตอนนั้นเขาจะพยักหน้ารับคำของอีกฝ่ายแต่ในหัวใจดวงน้อยที่เต้นแรงในทรวงอกนี้มันร่ำร้องเพียงอยากเป็นของจ้าวซิน อยากเป็นคนของเจ้าพ่อคนนี้ อยากมอบชีวิตให้อย่างไม่มีเงื่อนไข ขอเพียงได้อยู่ข้างกายไม่ว่าอะไรจื้อหลินก็พร้อมยอมสละ



ในหัวใจดวงน้อยของจื้อหลินเป็นของจ้าวซินหมดทั้งใจ แต่ในสายตาของนายใหญ่มองเขาเป็นแค่น้องชาย ที่ตามใจและให้เป็นคนพิเศษเหนือใครก็เพียงแค่รู้สึกเห็นใจในอดีตของเด็กคนนี้เท่านั้น และไม่คิดเลยว่าจื้อหลินจะคิดมักใหญ่ใฝ่สูง



ทว่าในวันที่จื้อหลินแสดงตัวว่าอยากครอบครองมังกรคนนี้ ความเมตตาปรานีที่เคยมีมานั้นก็เปลี่ยนไป



แม้จื้อหลินจะพูดอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ได้คาดหวังหรือขวัญกล้าจะเป็นตัวแทนของพี่สาว แต่ไหนเลยที่จ้าวซินจะยอมเชื่อในถ้อยคำเหล่านั้น ตั้งแต่วันที่เด็กหนุ่มยินยอมพร้อมพลีร่างกายให้นายเหนือคนนี้ มังกรหนุ่มก็หมายหัวเอาไว้แล้วว่าจื้อหลินมีแผนการซ่อนเร้น



ยิ่งวันเวลาผ่านผัน ยิ่งความสัมพันธ์ทางร่างกายลึกซึ้ง จิตใจของทั้งคู่กลับยิ่งห่างเหิน



ในวันที่จื้อหลินอัพเกรดตัวเองจนเป็นคนข้างเตียงของจ้าวซินได้ ฐานะของน้องชายผู้ไร้เดียงสาก็หายไปตลอดกาล ในทุกคืนหากมังกรต้องการ จื้อหลินคนนี้ต้องก็ปรนเปรอให้ได้ทุกอย่าง และทุกครั้งเขาจะแต่งกายในชุดกี่เพ้าเลียนแบบรั่วหลินผู้เป็นพี่สาว เพราะรู้ดีว่าจ้าวซินชอบและยอมมีความสัมพันธ์เพื่อใช้ตนเป็นตัวแทนของหงส์คนนั้น



ถึงหลังจากนั้นจื้อหลินจะสำนึกได้ว่าก่อนที่เรื่องราวจะถูกเขาทำให้ดำเนินมาในทิศทางนี้ จ้าวซินเคยให้ความเมตตาใกล้ชิดและมอบความสุขให้เขามากแต่ไหน แต่เอาเถิดในตอนนี้แม้ความเมตตานั้นจะลดทอนลงไป เพราะสถานะที่เปลี่ยนจากน้องชายเป็นเพียงชายบำเรอ จื้อหลินก็ยังมีความสุขอยู่ดีที่อย่างน้อยก็ยังได้อยู่ในอ้อมกอดแกร่งนั้น ยังเป็นคนที่จ้าวซินเรียกหายามที่กลับมาถึงรัง ยังได้รับการปลอบประโลมใจหากบางครั้งมังกรจะเผลอเย็นชา หรือหนักมือกันไปบ้าง



ซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับจื้อหลินคนนี้







...แต่ มนุษย์ทุกคนย่อมมีหน้าที่ของตนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้





ในวันหนึ่ง หลังบทรักอันร้อนแรงจนจื้อหลินแทบขาดใจจบลง บนเตียงนุ่มหลังโตในห้องส่วนตัวของมังกรใหญ่ ในอ้อมกอดที่อบอุ่นและแน่นกระชับกว่าทุกวัน...



"รั่วหลินกำลังจะกลับมานะ"



เสียงทุ้มเอ่ยอยู่ตรงขมับ รับรู้ได้ถึงลมหายใจที่สะดุดไปแต่ก็ไม่คิดหยุดเอ่ยต่อ



ในน้ำเสียงนั้นแม้จะมีความสงสารแต่ก็เจือไปด้วยความยินดีอยู่หลายส่วน ซึ่งจื้อหลินสัมผัสได้อย่างชัดเจน



...นั่นสินะ



ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าวันนี้จะต้องมาถึง ที่ผ่านมาก็เฝ้าภาวนาให้เวลาเดินช้าๆ แล้วในวันที่ไม่ทันได้ตั้งตัวนี้ มันกลับโจมตีเขาจนได้



“ขอโทษนะ”



มังกรพูดเพียงแค่นั้นแล้วโอบกอดจื้อหลินไว้แนบอกแน่น



“อย่าได้เอ่ยคำนั้นกับคนอย่างผมเลย แค่เพียงท่านยังเมตตาให้จื้อหลินอยู่เคียงข้างไม่ว่าในฐานะไหน จื้อหลินก็ไม่ต้องการอื่นใดอีกแล้ว”



“ฉันจะปล่อยนายเป็นอิสระ ภายใต้ชายคาแห่งตระกูลจ้าวนี้นายจะมีฐานะเป็นรองแค่หงส์ ฉันจะไม่ยอมให้ใครดูหมิ่นรังแกนายได้ และหากวันใดที่นายได้พบเจอกับคนในพรหมลิขิต ฉันก็จะไม่กีดกัน”



‘คนในพรหมลิขิตของผมคือท่าน ชีวิตนี้จื้อหลินปรารถนาเพียงท่านเท่านั้น! ’ จื้อหลินตะโกนกู่ก้องอยู่ในใจ



“ชีวิตและร่างกายของจื้อหลินเป็นของท่าน…เป็นของท่านเท่านั้นจนลมหายใจสุดท้าย”



จื้อหลินเอ่ยเพียงแค่นั้นแล้วโอบกอดจ้าวซินแน่นเช่นกัน พร้อมกับเสียงถอนหายใจบางเบาตรงเหนือกระหม่อม



“เด็กโง่”



จ้าวซินเอ่ยอย่างอ่อนใจ พร้อมมอบรอยจูบเบาๆ ตรงหน้าผากมนของคนช่างดื้อเพื่อแทนคำขอโทษจากมังกรคนนี้



แต่เพียงแค่นั้นก็เพียงพอทำให้จื้อหลินยิ้มได้แล้ว



รักเหลือเกิน จื้อหลินรักจ้าวซินเหลือเกิน แต่ต่อให้รักมากแค่ไหนก็คงไม่อาจขัดขืนต่อความต้องการของผู้เป็นดั่งจ้าวชีวิต ดังนั้นคำว่าให้สิทธิเท่าเดิมแต่จะไม่สามารถอยู่เคียงข้างกายได้อีกนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่จื้อหลินทำได้เพียงก้มหน้าก้มตารับอย่างไม่มีข้อแม้



และเมื่อวันแห่งโชคชะตามาถึง จื้อหลินที่อุตส่าห์ดั้นด้นออกไปเจรจากับพี่สาวก่อนทั้งที่ไม่คุ้นชินกับการออกนอกพรรคเพียงลำพังจนต้องสร้างสถานการณ์จ้างคนให้พาตัวไปอย่างยากลำบาก เขาไม่คิดเลยว่าในวันนั้นจะเกิดเรื่องที่ไม่อาจแก้ไขได้ขึ้นมา...



“แกคิดจะหักหลังฉันเหรอ? ”



“แกคิดหรือว่าถ้าแก้เลือกทางนี้แล้วชีวิตแกจะได้ดิบได้ดี...”



“ฝันหวานไปหน่อยหรือเปล่า? ”



“แต่ในฐานะที่แกเป็นน้องชายคนเดียวของฉัน ฉันจะให้โอกาสแกสักครั้งก็ได้”



“ใช้มันให้คุ้มล่ะ หึหึหึ”



คือการพูดคุยครั้งสุดท้ายพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบของรั่วหลิน ก่อนที่หลังจากนั้นจื้อหลินจะทำได้เพียงยืนมองรถคันงามของพี่สาวไหลตกลงสู่หุบเหวด้วยสีหน้าที่ชาชืดยิ่งกว่า ก่อนที่จะยิ้มกว้างแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยหัวใจที่พองโตจนคับอก



...จะไม่มีรั่วหลินเข้ามาเป็นส่วนเกินในเส้นทางของเขากับจ้าวซินอีกแล้ว!















“รั่วหลิน!! ”



ทว่ามันอาจเป็นเคราะห์กรรมที่ตามติดจื้อหลินมา เพราะที่ในเสี้ยววินาทีที่รถเบื้องล่างระเบิดนั้นมังกรแห่งตระกูลจ้าวก็มาถึงพอดี เสียงตะโกนเรียกชื่อคนในดวงใจแผดลั่นจนสะเทือนไปทั้งหัวอกของจื้อหลิน แต่เขาก็ไม่อาจปั้นหน้าเศร้าโศกหรือร้องไห้ให้กับการสูญเสียตรงหน้า ทั้งยังแอบลอบยิ้มเสียมากกว่าที่รั่วหลินจะไม่กลับมาวุ่นวายในความสัมพันธ์นี้อีก ดังนั้นในทันทีที่จ้าวซินสบสายตาเย็นชาและรอยยิ้มพึงใจที่เขามี…



“บอกมาจื้อหลินว่ามันเกิดอะไรขึ้น!!? ”



“นายหัวเราะทำไม? พวกมันเป็นใคร!!? ”



ในตอนนั้นด้วยความตกใจทำให้จื้อหลินไม่ต่างจากคนบ้าใบ้ เพราะนอกจากรอยยิ้มที่ค้างอยู่บนใบหน้าแล้วชายหนุ่มก็ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก



ครั้นพอจ้าวซินไปสอบปากคำพวกที่ถูกจับตัวได้ตรงนั้น เหล่าคนที่พาตัวจื้อหลินมาให้การซัดทอดว่าถูกจ้างวานให้ลักพาตัวจื้อหลินมา แม้ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่เมื่อมาถึงก็ถูกคนตีจนสลบ มาฟื้นก็ตอนที่ได้ยินเสียงปืนกับเห็นรถของรั่วหลินไหลลงหน้าผาโดยมีจื้อหลินยืนมองอยู่ตรงนั้นด้วยทีท่าไม่ทุกข์ร้อน ในมือถือปืนอยู่ก่อนจะโยนลงเหวไปพร้อมรถคันนั้น



ด้วยการซัดทอดที่ไม่อาจรู้ว่าจริงหรือไม่นั้นทำให้จ้าวซินหันมาคาดคั้นกับจื้อหลินอีกรอบด้วยหัวใจที่เจ็บร้าวราวกับจะแหลกเป็นผุยผง และเมื่อหันไปเห็นว่าจื้อหลินมองเหม่อไปที่รถของรั่วหลินพร้อมรอยยิ้มที่ดูราวกำลังสะใจ ความอดทนของมังกรผู้สูญเสียก็หมดสิ้นลง



ปืนพกที่เหน็บอยู่ตรงเอวถูกชักออกมาจ่อที่หน้าผากของผู้ที่ตนเคยให้ความเอ็นดูและเชื่อใจที่สุด!



“ตอบมา! ใครเป็นคนทำ!? ”



“........................”



จ้าวซินเค้นถามแต่ในเมื่อจื้อหลินไม่ยอมตอบ มังกรหนุ่มจึงผลักคนปากแข็งให้ล้มลงพร้อมยิงรัวไปที่ขาซ้ายของอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่เหลือความเมตตาปรานีให้กับใครหน้าไหนอีกแล้ว หัวใจมันถูกควักจากอกออกไปบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว





ปัง ปัง ปัง ปัง!!





ชีวิตแทบปลิดปลิวไปพร้อมคมกระสุนนั้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้จื้อหลินมีน้ำตาหรือระส่ำระสายคล้ายกับล่วงรู้ชะตาตนอยู่แล้ว



นั่นสินะ...เขามัวคาดหวังอะไรอยู่?



ขาซ้ายเจ็บชาราวไร้ความรู้สึก มันถูกยิงด้วยปืน 9 มม. จนแหลกเละด้วยน้ำมือของผู้เป็นจ้าวชีวิต



เช่นเดียวกับหัวใจเปื่อยยุ่ยดวงนี้ที่ถูกเจ้าของหัวใจบดขยี้จนแหลกสลายไปพร้อมกัน



แต่ก่อนที่จะทำการปลิดชีวิตมังกรแห่งวิษธรก็เข้ามาห้ามไว้เสียก่อน





“ความจริงยังไม่กระจ่าง พี่อย่าเพิ่งผลีผลามเลย”



ดนัยเข้ามาขวางไว้ ก่อนที่จ้าวซินจะลั่นไกเพียงเสี้ยววินาที



“มันไม่ยอมพูดก็เท่ากับมันยอมรับ! แล้วจะให้ฉันเก็บมันเอาไว้ทำไม!? ”



“ถ้ารั่วหลินตายแล้วจริง หมอนี่ก็ยังเป็นหงส์ให้พี่ได้นะ”



ดนัยพยายามเตือนสติ แต่เพราะประโยคนั้นชายหนุ่มก็ถูกจ้าวซินกระชากคอด้วยความดุดันทันที



“จะให้มันเป็นหงส์!!? ทั้งที่มันเป็นคนฆ่ารั่วหลินน่ะเหรอ แกเห็นฉันเป็นบ้าหรือไงแดนนี่!!? ”



ดนัยจ้องหน้าจ้าวซินนิ่ง ไม่กริ่งกลัวต่อความดุร้ายที่อีกฝ่ายมอบให้ แล้วกล่าวเตือนสติพี่ชาย



“พรรคจ้าวอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ตอนนี้เราจะให้ใครรู้เรื่องรั่วหลินไม่ได้ หงส์ยังจำเป็นต่อพรรคและหมอนี่เป็นคนเดียวที่เราจะใช้งานได้ เรื่องของรั่วหลินผมจะรีบช่วยสืบให้อีกแรง แต่ก่อนอื่นเราต้องเก็บเขาไว้”



”พี่จ้าว…ถือว่าผมขอ”





ชีวิตที่ควรปลิดปลิวไปวันนั้นถูกขอไว้ด้วยมังกรของวิษธร ภาพตรงหน้าพร่าเบลอจนไม่อาจจับใจความได้ว่าฝ่ายนั้นคุยอะไรกับจ้าวซิน เขาถึงได้ยังมีชีวิตอยู่



จากความชากลายเป็นความเจ็บรวดร้าวไปจนถึงแก่นสมองในเวลาเพียงไม่นาน จื้อหลินจึงไม่อาจทนพิษบาดแผลได้ไหวในที่สุดจึงสลบไป



ในตอนนั้น ขณะหนึ่งในห้วงสุดท้ายของสติที่หลงเหลือจื้อหลินพลางคิดไปว่าหากเขาสามารถจมดิ่งอยู่ในความมืดนี้แล้วไม่ต้องลืมตาตื่นอีกตลอดไปก็คงดี...



จะได้ไม่ต้องรับรู้เรื่องความผิดบาปหนักอึ้งที่กำลังแบกไว้บนหลัง



จะได้ไม่ต้องรับรู้ว่าถูกเกลียดชัง



จะได้ไม่ต้องรับรู้ว่า...เขายังคงเป็นแค่ไอ้จื้อหลิน เป็นไอ้คนไร้ค่าคนเดิมคนนั้น



ไม่เคยเปลี่ยน...



จื้อหลินแหลกสลายเป็นผุยผงไปแล้ว หากได้หลับตาลงครั้งใด ก็ไม่ปรารถนาจะลืมตาตื่นขึ้นมาอีก



อยากจมอยู่ในความมืดมิดนี้ไปตลอดกาล





********************************************



ต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-01-2021 17:43:11 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ


“เท่าที่ตรวจดูเบื้องต้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงครับ ไว้ถ้าเขาฟื้นผมจะเช็คอย่างละเอียดอีกที”



น้ำเสียงนุ่มลึกสุขุมสมกับวิชาชีพเอ่ยขึ้นขณะถอดถุงมือเปื้อนเลือดของตัวเองจากการเย็บแผลตรงศีรษะของคนไข้ที่ยังคงสลบไสลออก



“พี่ปรานีกับเขาบ้างเถอะ เรียกผมมาทีไรสภาพปางตายทุกที...”



“หุบปาก! นี่ไม่ใช่ธุระที่แกจะต้องมาสอดจื่อหลง”



คำตัดจบของผู้เป็นใหญ่ในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นคนที่สนิทสนมด้วยแค่ไหนในเวลาแบบนี้ก็ไม่ควรหาเหาใส่หัว หยางจื่อหลง หรือ ‘หมอหยาง’ จึงจำต้องหุบปากอย่างจำใจ



หมอหยางถอนหายใจบาง ในฐานะที่เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องคนสนิทที่รู้เห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างญาติผู้พี่กับคนข้างกายอย่างจื้อหลิน ทั้งยังเป็นคนที่มองเห็นภาพรวมจากภายนอก บางครั้งก็อยากจะสอดปากออกไปบ้างเหลือเกินว่าทิฐิที่พี่ชายสร้างขึ้นนั้นมันบังตาเกินไปจนทำให้จ้าวซินไม่อาจมองเห็นว่าหงส์คนนี้ทุ่มเทความรักทั้งชีวิตให้มังกรและพรรคมากแค่ไหน อยากให้ลองเปิดใจและเลิกทำร้าย



...แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่รู้เลยว่าควรจะพูดยังไง เพราะฝ่ายหงส์เงาอย่างจื้อหลินเองก็มีแต่ความคลุมเครือที่ไม่ยอมปริปากพูดถึงเรื่องการตายของรั่วหลินสักคำ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธหรือยอมรับ แม้ว่าจะถูกสอบสวนด้วยความทารุณโหดร้าย ริมฝีปากนั้นก็ยังคงปิดสนิท ดวงหน้านั้นก็ยังคงนิ่งเฉยไม่ต่างจากปูนปั้น แม้เจ็บปวดสาหัสก็ร้างไร้แม้สักหนึ่งหยดน้ำตา แบบนั้นจึงไม่แปลกเลยที่จะไม่ได้รับความเมตตาปรานี



“เมื่อไหร่จะฟื้น? ” จ้าวซินถามไถ่เสียงเรียบเย็นขณะที่หมอหยางกำลังเก็บเครื่องไม้เครื่องมือลงกระเป๋า



“อีกสักเดี๋ยวก็คงตื่นครับ ไม่น่าเกินชั่วโมง”



“อืม” จ้าวซินพยักหน้า ก่อนออกคำสั่ง “ให้ใครมาช่วยเปลี่ยนไอ้ชุดขัดตานี่ออกไปที”



หมอหยางเพียงถอนหายใจพลางรับคำแล้วให้พยาบาลติดตามผู้หญิงสองคนที่เป็นคนสนิทและรู้เรื่องของจื้อหลินเป็นอย่างดีมาช่วยจัดการเรื่องเปลี่ยนเสื้อผ้าของคนที่ยังหลับใหล แล้วตนก็หลบฉากออกไปอย่างทุกครั้ง เพราะจ้าวซินไม่อนุญาตให้ผู้ชายหน้าไหนได้เห็นผิวกายของหงส์เงาคนนี้ แม้แต่หมอประจำตัวอย่างเขาเองจะได้รับอนุญาตก็ต่อเมื่อต้องมาดูแลรักษาอาการบาดเจ็บของจื้อหลินตามโอกาสโดยมีผู้เป็นนายเหนือนั่งเฝ้าไม่ห่างเท่านั้น



ทั้งที่ก็หวงยิ่งกว่าจงอางหวงไข่แท้ๆ แต่ก็ยังใจแข็งไม่ยอมรับ



หลังออกจากห้องมาหมอหยางได้แต่คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น วันที่เขาถูกเรียกตัวให้มาดูอาการของ ‘รั่วหลิน’ ที่บาดเจ็บสาหัส แต่เมื่อมาถึงคนที่เขาทำการตรวจกลับเป็นแฝดน้องที่ชื่อว่าจื้อหลิน ในขณะที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกเขาก็ถูกดนัยใช้ปืนจ่อขมับพร้อมเอ่ยคำขอร้อง



“จื้อหลินตายไปแล้วหมอหยาง ช่วยรักษารั่วหลินให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ทีนะครับ”



พร้อมอธิบายว่าที่จ้าวซินไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น เพราะต้องไปจัดการศพของ ‘จื้อหลิน’



เพียงแค่นั้นหมอหยางก็กระจ่างทุกอย่างว่าตอนนี้เขากลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับแผนการอะไรสักอย่างของสองมังกรเข้าให้แล้ว เมื่อเขาตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ดนัยจึงเล่าทุกอย่างให้เขาฟัง ซึ่งการทำแบบนั้นของดนัยหมอหยางรู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่การเล่าสู่กันฟังเพราะเห็นว่าเป็นพวกเดียวกัน



แต่เป็นการบังคับให้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด แล้วกลายเป็นตัวประกันอย่างไม่มีข้อแม้เท่านั้น



เพราะดันรู้เรื่องเข้าเสียแล้วจึงไม่มีทางที่จะปฏิเสธไม่รับรู้



เพราะรู้เรื่องเข้าเสียแล้วจึงไม่อาจไม่ทำตาม



เพราะดันรู้ความลับของเจ้าพ่อเข้าเสียแล้ว ชีวิตก็เหมือนอยู่ในมือของฝ่ายนั้น



แม้ตัวเขาจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของจ้าวซินก็ตาม มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกนั้นจะหาเรื่องฆ่าเขาไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่ออ้างว่า ‘ฆ่าเพื่อพรรค’ โดยเฉพาะกับคนอย่างดนัย มังกรแห่งวิษธร อสรพิษผู้เย็นชาโหดร้าย หยางจื่อหลงคนนี้ไม่ผลีผลามมีเรื่องด้วยน่าจะดีที่สุด



กับจ้าวซินนั้นแม้มีนิสัยมุทะลุดุร้ายแต่ก็ยังอ่านใจได้ง่ายกว่าคนอย่างดนัยที่เอาแต่ยิ้ม พูดจาไพเราะแต่ออกคำสั่งฆ่าคนได้ง่ายดายยิ่งกว่าบี้มด เดาใจไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าภายใต้ดวงหน้าเป็นมิตรกับรอยยิ้มพิมใจนั้นแอบแฝงความอำมหิตอะไรไว้บ้าง



ถึงก่อนหน้าหมอหยางจะไม่ได้รับรู้มากนักว่าดนัยเป็นอย่างไร แต่เหตุการณ์หงส์เงาในตอนนั้นก็ทำให้หมอหยางตระหนักระวังภัยจากคนชื่อดนัยมากขึ้น



ในตอนนั้นอาจเป็นโชคของจื้อหลินที่ในวันนั้นจ้าวซินยอมฟังที่ดนัยร้องขอ ชีวิตของชายหนุ่มจึงยังคงเหลือรอดอยู่ และเพราะเรื่องของรั่วหลินไม่สามารถแพร่งพรายได้ ดนัยจึงออกคำสั่งให้เหล่าคนของตนที่อยู่ในเหตุการณ์ปล่อยข่าวออกไปว่าจื้อหลินถูกจับตัวไปแล้วถูกสังหารจนตาย ส่วนรั่วหลินที่ไปช่วยนั้นรอดมาได้แต่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้นจึงออกคำสั่งลับให้คนไปจัดการทำลายแก๊งค์ที่จื้อหลินจ้างวานมาให้ราบแล้วให้ปล่อยข่าวว่าแก๊งค์นั้นเป็นพรรคไม่เจียมตนที่หาเรื่องลอบสังหารหงส์ของตระกูลจ้าว แล้วทำลายราบในคืนเดียว



เพราะเป็นเรื่องที่ไม่อาจให้คนอื่นรู้มากไปได้ คนที่ไม่น่าไว้วางใจหรือเสี่ยงต่อการปากพล่อยจึงถูกดนัยและจ้าวซินจัดการในตอนนั้นจนหมด



ความโหดร้ายเป็นที่ประจักษ์จนคนที่เหลือและรับรู้เรื่องราวเพียงหยิบมือถึงกับขอสาบานว่าจะไม่แพร่งพรายเด็ดขาด



หมอหยางเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้เขาจะไม่ได้ล่วงรู้ทั้งหมด แต่เท่าที่ดนัยเล่าให้ฟังก็พอเดาได้ว่าเกิดการลอบสังหารหงส์ตัวจริงของตระกูลจ้าว โดยการวางแผนของน้องชายหงส์เองซึ่งก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาน้องชายหงส์คนนี้ไว้เพื่อให้สวมรอยเป็นพี่สาวไปพลางระหว่างยังหาข้อสรุปไม่ได้ ส่วนศพของรั่วหลินนั้น ได้ถูกเก็บกู้อย่างเงียบเชียบขึ้นมาในคืนนั้น สภาพศพไหม้จนเหลือเพียงเถ้ากระดูกติดซากรถ นิ้วมือของหญิงสาวยังคงสวมแหวนของผู้เป็นหงส์และ แม้จะเหลือเพียงเถ้าแต่ก็พอเห็นเป็นรูปพรรณสัณฐานที่ชัดเจนว่าเป็นใคร ทั้งยังมีตำหนิในจุดเดียวกันจึงคาดว่าไม่ผิดตัว



ศพในรถคือรั่วหลิน



เพราะไม่อาจให้เป็นข่าวแพร่งพราย การจัดงานศพจึงเงียบเชียบและเป็นไปในนามของจื้อหลินแทน หมอหยางรู้เพียงแค่นั้นและเขาก็รักษารั่วหลินเงานี้จนหายดี แม้จะไม่สามารถรักษาขาซ้ายตั้งแต่ล่างเข่าลงไปให้ได้เพราะมันถูกทำร้ายจนสาหัสเกินไป แต่นอกนั้นก็ถือว่าแข็งแรงสมบูรณ์



เขาไม่ล่วงรู้สิ่งใดอีกหลังจากการรักษาครั้งนั้นจนกระทั่ง ถูกเรียกตัวอีกครั้งหลังจากนั้นเกือบครึ่งปี สภาพยับเยินของจื้อหลินในวันนั้นทำเอาตกใจปนสลดใจ จะเรียกว่าจื้อหลินก็ไม่เต็มปากนักเพราะร่างกายของคนผู้นั้นถูกทำให้คล้ายรั่วหลินเสียจนแยกไม่ออก หากไม่เพราะร่างกายยังเป็นผู้ชายอยู่เขาคงคิดว่าเป็นรั่วหลินจริงๆ ไปเสียแล้ว



แต่ก็นะ นอกจากสภาพภายนอกกับการแต่งตัวที่เหมือนรั่วหลินแล้ว คนคนนี้ไม่มีอะไรที่เหมือนหงส์คนเก่าเลยแม้แต่นิดไม่ว่าจะเป็นดวงตาเหม่อลอยว่างเปล่าและโดยเฉพาะบาดแผลบนร่างที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ร่องรอยบอบช้ำที่ไม่มีวันเกิดขึ้นกับหงส์ตัวจริงอย่างเด็ดขาด



แต่ต่อให้เขาสงสารปานใจจะขาดขนาดไหน คนเป็นแค่หมออย่างเขาก็ไม่มีสิทธิ์พูดสิ่งใดนอกจากรักษาบาดแผลบนร่างนั้นตามหน้าที่ เพราะจ้าวซินจะคอยนั่งเฝ้าดูการรักษาอยู่ด้วยทุกครั้งป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ เพื่อไม่ให้ความลับบางอย่างรั่วไหลมาถึงเขานั่นเอง



เวลาผ่านพ้น ความถี่ในการไปรักษาหงส์เงาก็ลดน้อยลง เพราะข่าวว่ามังกรไม่อยู่รังร่วมกับหงส์อีกต่อไปแล้ว เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับหมอหยางไม่น้อย แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายวันนี้เขาก็ถูกเรียกตัวมาอีกจนได้



น่าแปลกที่วันนี้หงส์เงาอยู่ในสภาพของชายหนุ่มไม่ใช่หญิงสาวอย่างปกติ แต่จากสีหน้าของจ้าวซินหมอหยางรู้สึกได้ว่าเขาไม่ควรสอดปากถามเรื่องนี้ เรื่องของมาเฟียรู้ให้น้อยเป็นดีที่สุด



แต่การอยู่ในเซฟโซนของหมอหนุ่มดันถูกสั่นคลอนเข้าเสียได้



“จื่อหลงนี่มันหมายความว่ายังไง? ”



เสียงเรียกด้วยความขุ่นข้องทำให้หมอหยางที่ยืนปักหลักอยู่ตรงหน้าประตูถึงกับต้องรีบรุดเขาไปดูเหตุการณ์ด้านใน ‘งานอะไรเข้าอีกแล้วเนี่ย? ’



“อธิบายมา” จ้าวซินคาดคั้น



“……………..” แต่หมอหยางที่มัวตะลึงจึงยังไม่ตอบคำใด นอกจากมองภาพตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา จื้อหลินนอนเปลือยกายอยู่แต่มีผ้าห่มคลุมปิดร่างไว้ ยกเว้นขาด้านซ้ายที่ถูกนำออกมาโชว์ให้เห็น



ท่อนขาขาวเนียนที่ไม่มีเท้า มันขาดหายไปตั้งแต่ครึ่งล่างของหน้าแข้ง ที่สำคัญตรงต้นขานั้นมีรอยสักที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน



รอยสักรูปใบหน้าที่กำลังร้องไห้จนบิดเบี้ยวของใครบางคน โดยรอบใบหน้านั้นมีดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าล้อมกรอบอยู่ พอลองมองดูใกล้ๆ ก็เห็นได้ชัดว่าใบหน้าที่กำลังร้องไห้จนเหยเกนั้นคือใบหน้าของจื้อหลิน!



“แกเคยเห็นมาก่อนหรือเปล่า? ” จ้าวซินถามย้ำเมื่อเห็นว่าหมอหยางยังเงียบ “ฉันไม่เคยอนุญาตให้มันสัก ใครเป็นคนทำ!? ”



แน่ล่ะ ในเมื่อจ้าวซินไม่อนุญาตให้ใครก็ตามได้เห็นแม้ผิวกายของคนคนนี้ การมีรอยสักบนตัวก็อนุมานได้ว่ามีคนทำให้ แบบนั้นแล้วใครกันที่เป็นคนทำ ใครที่ขวัญกล้าได้ขนาดนั้น?



“ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยพี่ ผมได้เจอกับเขาก็แค่ตอนที่พี่อนุญาต ไม่เคยเจอกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน และไม่เคยได้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้” หมอหยางปฏิเสธยาวเหยียด เรื่องอะไรที่เขาไม่ควรเกี่ยวเขาก็จะไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งเด็ดขาด



“แกให้คนไปตามตัวหวางมู่กับหลี่ซู่เหลยมาเดี๋ยวนี้ มันสองตัวต้องรู้แน่” จ้าวซินออกคำสั่ง รังสีอำมหิตปกคลุมไปทั่วร่างราวกับยักษ์มารจนคนในห้องนั้นพากันเย็นสันหลังไปหมด ไม่เว้นหมอหยางที่ยืนหัวใจหดเกร็งอยู่ตรงนั้น



ยามปกติก็ยังพอคุยกันได้อยู่หรอกนะ แต่ยามโกรธนี่คุยกันไม่รู้เรื่องจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องของหงส์เงาคนนี้



เพียงไม่นานหลังจากหมอหยางออกไปแจ้งให้บอดี้การ์ดหน้าประตูทราบเรื่อง อึดใจต่อมาหวางมู่กับหลี่ซู่เหลยในสภาพสะบักสะบอมก็ถูกนำตัวเข้ามาในห้องนั้น ยับเยินขนาดที่ว่าหมอหยางยังต้องเบือนหน้าหนี



โทษของการลักลอบพาจื้อหลินออกนอกรังมันแสนสาหัสขนาดนั้นเลยสินะ



“พวกมึงรู้เรื่องรอยสักนี้หรือเปล่า? ”



ไม่พูดพร่ำทำเพลงใดแค่เพียงสองนักโทษเข้ามาถึงจ้าวซินก็ถามขึ้นทันที พร้อมกับชี้ไปตรงส่วนที่โผล่นอกผืนผ้าออกให้ทั้งสองได้เห็น หลี่ซู่เหลยเพียงชำเลืองมองแวบเดียวก็รีบก้มหน้าแล้วปฏิเสธว่าไม่เคยรู้เห็น เป็นหวางมู่ที่เงียบไปครู่แล้วเปิดปากเล่าความบางอย่าง



“รอยสักนั่นหงส์ท่านเป็นคนสักให้ตัวเองครับ” แม้ริมฝีปากจะแตกช้ำแต่หวางมู่ก็ยังเอ่ยทุกถ้อยคำด้วยน้ำเสียงมั่นคง



“มึงว่าไงนะ? ” จ้าวซินขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยิน



“ก่อนหน้านี้ผมเห็นท่านศึกษาเรื่องการสักลายบนเรือนร่าง แล้วให้ผมไปซื้อเครื่องมือมาให้ แต่ผมไม่ทราบว่าท่านนำมาสักที่ตรงไหนหรือเป็นรูปอะไรครับ”



คำตอบของหวางมู่ชัดเจน เช่นนั้นจ้าวซินจึงไม่คิดถามซ้ำ เริ่มคลับคล้ายว่าก่อนนู้นครั้งยังเคยสนิทสนมจื้อหลินเคยบอกกับตนว่าสนใจเรื่องรอยสัก และจื้อหลินเองก็เป็นคนมีฝีมือด้านศิลปะเป็นเลิศตามที่เขาเคยเห็น ดังนั้นเรื่องที่หวางมู่พูดมาจึงเชื่อได้ทั้งสิบส่วน



“เอาพวกมันออกไป” จ้าวซินไม่คิดสาวความ จึงสั่งให้บอดี้การ์ดพานักโทษออกไปยังที่ของพวกมัน แล้วหันกลับมาไล่พวกหมอหยางดัวย “แกเองก็กลับไปได้แล้ว ถ้ามันตื่นขึ้นมาแล้วมีปัญหาฉันค่อยให้คนไปเรียก”



หมอหยางเพียงพยักหน้ารับคำ ถึงจุดนี้ต่อให้เขาอยากอยู่ต่อก็ไม่ของัดข้อกับญาติผู้พี่ดีกว่า เขาเดินออกจากห้องไปพร้อมภาพสุดท้ายที่ได้เห็น







…ภาพของจ้าวซินที่นั่งเหม่อมองรอยสักของจื้อหลินด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง









****************************************




ต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-01-2021 17:43:42 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ

เพราะตัวจริงไม่เคยมีน้ำตา แต่ใบหน้าในรอยสักนั้นกลับร้องไห้เสียจนหน้าตาบูดเบี้ยวอย่างน่าสงสาร นี่คือหน้าจริงอย่างนั้นหรือ? น้ำตาของจริงที่ไม่เคยรินหลั่งอย่างนั้นมันจึงถูกสลักไว้ในรอยสักนี้อย่างนั้นหรือ แต่ละครั้งที่จื้อหลินลงเส้นลงสีไปบนลวดลายนี้แท้จริงแล้วกำลังร้องไห้อยู่ด้วยหรือเปล่านะ?



จ้าวซินเพียงจ้องมองรอยสักนั้นด้วยความรู้สึกสับสน พาลนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาพยายามมองข้ามมาตลอด ดอกไฮเดรนเยียในห้องทำงานของเขาที่ไม่ว่าจะมาเมื่อไหร่มันก็จะประดับเอาไว้อย่างสวยงามเสมอ ทุกครั้งที่มากาแฟรสชาติถูกปากก็จะถูกเสิร์ฟให้ทุกครั้ง ลูกน้องที่ไว้ใจได้ต่างก็เคยบอกเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่าที่โซฟาตรงหน้าห้องนั้นมีคนคนหนึ่งคอยนั่งรอคอยการกลับมาของเขาตลอด



หงส์เงาผู้โดดเดี่ยวรอคอยการกลับมาของมังกรทุกวัน



นั่น…ไม่ใช่สิ่งที่จ้าวซินไม่รู้ ความจงรักภักดีนั้นเขาสัมผัสถึงมันได้มาตลอด แต่ตราบใดที่ความจริงเรื่องของรั่วหลินไม่กระจ่างเขาก็ไม่อาจทำใจเชื่อในตัวของจื้อหลินคนนี้ได้อีกแล้ว



จ้าวซินจ้องมองดวงหน้าของคนที่ยังหลับใหล และเพราะเขารู้ซึ้งในความจงรักภักดีของจื้อหลินเป็นอย่างดีนี่แหละเขาถึงได้เชื่อว่าการตายของรั่วหลินนั้นไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะไม่รู้เห็น จื้อหลินไม่เคยพูดปด ดังนั้นเรื่องใดที่พูดไม่ได้ก็จะไม่ฝืนโกหกเด็ดขาด แต่จะไม่ปริปากอะไรเลยแทน



การไม่พูดอะไรก็เท่ากับการยอมรับในเรื่องที่ถูกกล่าวหาเนื่องจากโกหกไม่ได้และไม่มีข้อแก้ต่าง เพราะเข้าใจในจุดนี้ของจื้อหลินดีนี่แหละจ้าวซินถึงได้ปักใจเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นวันนั้น ในช่วงแรกที่คนคนนี้ยอมรับตำแหน่งหงส์เงาโดยไม่ปริปากจึงยิ่งทำให้มังกรคนนี้เดือดดาล หน้าด้าน ไร้ยางอาย สารเลว คือถ้อยคำผรุสวาทที่เขาใช้เหยียบย่ำจื้อหลินมาตลอด เมื่อความเชื่อใจถูกป่นจนแหลกสลายเป็นผุยผงมันจึงคงเหลือเพียงความชิงชังรังเกียจเข้าไส้เข้ากระดูก



อะไรก็ตามที่สามารถทำให้ร่างกายและจิตใจของหงส์เงาคนนี้เจ็บช้ำได้ มังกรอย่างเขาก็ยินดีที่จะลงมือทำด้วยตัวเองทั้งหมด ในเมื่ออีกฝ่ายอยากเป็นหงส์อยากสวมรอยแทนรั่วหลินนักเขาก็จะยอมให้เป็นโดยมีความอัปยศอดสูเป็นของแถม



ในตอนนั้นยิ่งสามารถทำให้จื้อหลินเจ็บช้ำได้มากเท่าไหร่เขาก็จะยิ่งสะใจมากเท่านั้น



…แต่นานวันเข้า ความสะใจก็ชาชืดไป เขาจึงออกจากรังเพื่อจะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้าอีกฝ่ายอีก ปล่อยเวลาและระยะทางเยียวยารักษาหัวใจดวงนี้ แต่มันไม่เคยเป็นอย่างที่คาดหวัง ความเจ็บร้าวมันไม่เคยจางหาย แถมความคำนึงหากลับเพิ่มกลับเพิ่มพูนขึ้นทุกวันจนน่าโมโห



แล้วสุดท้ายเขาก็เก็บงำหงส์เงาคนนี้เอาไว้ในที่ที่ลึกที่สุด ไม่ให้ใครคนไหนเข้าถึงและแตะต้องได้ เขาพลาดเองที่ยินยอมให้ดนัยส่งคนเข้ามาไว้ใกล้ตัวจื้อหลิน เพราะในตอนแรกชิงชังและยังทำใจเรื่องรั่วหลินไม่ได้จึงดันยกหน้าที่จัดการหงส์คนนี้ใส่มือของดนัยไว้ และเพราะคนของดนัยอย่างหวางมู่กับหลี่ซูเหลยไม่เคยทำเกินหน้าที่ในการดูแล เขาจึงวางใจ



พลาดเองที่ดันให้สิทธิ์แก่ดนัย เพราะหลังจากนั้นก็ยังมีไอ้หงส์ใหม่คนนั้นเข้ามาวุ่นวายกับจื้อหลินอีก แถมจื้อหลินยังดูเหมือนจะไปติดใจฝ่ายนั้นเข้าให้…



เกลียดมันจริงๆ!!



ตอนแรกก็ไม่ชอบใจอยู่แล้วที่ดนัยตัดสินใจเลือกหงส์ที่ไม่คู่ควรเลยอย่างมัน แต่ก็ไม่ได้คิดขัดขวาง ทั้งอย่างนั้นมันกลับกล้ายื่นมือเข้ามาแตะต้องของของเขาอย่างไม่เกรงใจ



ไม่น่าเลย…ไม่น่ายินยอมให้มันได้ขึ้นเป็นหงส์ง่ายๆ เลย แถมดนัยเองก็ดูเหมือนจะหลงใหลมันมากเสียจนใครก็แตะต้องไม่ได้เสียด้วย



พลาดไปแล้วจริงๆ!!



‘จื้อหลินเป็นของท่านเสมอมา ใจของจื้อหลินไม่เคยเป็นอื่น แต่หากวันไหนที่จื้อหลินไร้ประโยชน์ต่อท่านแล้ว ขอจื้อหลินไปอยู่กับคุณดิน’



คำพูดของจื้อหลินเมื่อครู่นั้นยังกระจ่างชัดอยู่ในความทรงจำ ยิ่งคิดสันกรามของจ้าวซินก็ถูกบดเข้าหากันด้วยความขุ่นข้อง ทั้งที่สายตายังไม่ยอมละจากดวงหน้าเผือดสีที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติอยู่ตรงหน้า



ครู่หนึ่งเขาละสายตาลงมาตรงลายสักที่ท่อนขาบอบบางของอีกฝ่ายแล้วใช้มือแกร่งจับต้องตรงใบหน้าที่รอยสักนั้น ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า



“ต่อให้ต้องตายฉันก็จะไม่มีวันยกแกให้ใครเด็ดขาด แกเคยสาบานเองนะว่าจะเป็นของฉันไปจนลมหายใจสุดท้าย เพราะงั้นต่อให้แกจะแหลกสลายจนเหลือแต่เถ้ากระดูกฉันก็จะไม่มีวันปล่อยให้แกไปเป็นของใครทั้งนั้น…ไม่มีวัน! ”



จ้าวซินเอ่ยทุกคำออกมาเบาๆ ช้าๆ และหนักแน่น รู้แก่ใจว่าถ้อยคำนี้ไม่อาจส่งไปถึงคนที่หลับใหล ทว่าเขาก็พูดมันออกมาราวกับสะกดจิตตัวเอง



มีสิ่งหนึ่งที่จ้าวซินไม่มีวันรู้คือ…



หัวใจและความรักของเขานั้นเป็นของรั่วหลินก็จริง แต่นอกจากนั้นแล้วเขามันยกให้จื้อหลินทั้งหมด…ทั้งหมดที่ไม่ใช่แค่ความโกรธแค้นชิงชัง ทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่ชีวิตและลมหายใจที่เขาใช้มันเพื่อผูกมัดอีกฝ่ายไว้ให้เป็นของเขาผู้นี้แต่เพียงผู้เดียว



*

*

*

*

*





‘เจ็บ…’



ความรู้สึกที่ผุดขึ้นในสติอันเลือนรางคือการเจ็บแปลบตรงศีรษะ ทั้งหัวหนักอึ้งไปหมด ร่างกายก็รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แปลกๆ ข้อกระดูกเจ็บร้าวไปหมด…หรือว่าเขาจะไม่สบายกันนะ? ถึงได้ปวดร้าวไปหมดทั้งร่างจนลืมตาไม่ขึ้นแบบนี้



‘ทรมาน…’



จื้อหลินทำได้เพียงแค่นอนโอดครวญอยู่ในใจเพียงลำพังในความมืด



‘เย็น…รู้สึกดีจัง…’



พลันรู้สึกได้ถึงสัมผัสหนึ่งที่ลูบไล้อย่างอ่อนโยนอยู่บนใบหน้า ความเย็นจากสัมผัสนั้นช่วยคลายความร้อนรุ่มจนทรมานลงไปได้ชะงัด เมื่อสัมผัสนั้นลูบไล้ลงมาถึงข้างแก้มจื้อหลินจึงไม่ลังเลที่จะแนบใบหน้าลงไปที่สัมผัสนั้นด้วยความโหยหาเพราะรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย คิ้วที่ขมวดมุ่นด้วยความทรมานนั้นจึงคลายลง สีหน้าที่คล้ายเจือด้วยรอยยิ้มน้อยๆ นั้นทำให้เจ้าของสัมผัสชะงักไป



รอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานานทำให้จ้าวซินรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจไม่น้อย นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้านี้



ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของมังกรหนุ่มเต้นรัวอย่างหนักอึ้ง ฤทธิ์แอลกอฮอล์ในเลือดมันกร่อนกำแพงบางอย่างในใจให้ลดทอนลงจนบางสิ่งที่กักเก็บเอาไว้ในนั้นมันพรั่งพรูออกมา



...ภาพจื้อหลินในความทรงจำที่นั่งรอการกลับบ้านของเขาทุกวัน แค่เพียงหันมาเจอหน้ากันก็จะรีบวิ่งมาหาพร้อมรอยยิ้มแสนหวาน ดวงตากลมโตที่มักมองมาด้วยความเทิดทูนรักใคร่



...ภาพที่เขาเก็บฝังมันไว้ในก้นหีบแห่งความทรงจำแล้วกลับฝังทับไว้ด้วยความชิงชังรังเกียจ







หลังหมอหยางกลับไปไม่นาน ขณะที่จ้าวซินนั่งดื่มเหล้าไปพลางเพื่อระบายความเครียดขึงอยู่ตรงข้างเตียงใหญ่ จู่ๆ คนที่หลับไม่ได้สติก็แสดงอาการทรมาน เสียงละเมออืออาที่ดังขึ้นทำให้จ้าวซินลุกขึ้นไปดูแล้วลองใช้มือแตะไปบนใบหน้านั้นเพื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่าฝ่ายนั้นตัวร้อนคงเพราะพิษบาดแผล แต่ขณะที่จ้าวซินลองตรวจสอบลูบไล้ไปตามใบหน้านั้นเพื่อตรวจเช็คอุณหภูมิ แต่จื้อหลินกลับแนบใบหน้าเข้าหาฝ่ามือของเขาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน



“คิดว่าเป็นใครกัน? ”



จ้าวซินขมวดคิ้วมุ่นด้วยรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาครามครัน จากสภาพที่เห็นเขาคาดเดาไปว่าจื้อหลินอาจคิดว่านี่คือมือของบดินทร์ แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้ลงมือทำรุนแรงต่อคนตรงหน้าอย่างที่เคยคิดทำ กลับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ด้วยหัวใจที่เรียกร้องให้กระทำบางสิ่งอย่างโหยหา



แต่เพียงแค่ขยับเข้าใกล้ แพขนตาไหวระริกตรงหน้าก็เผยอขึ้น ครู่เดียวดวงตาหนักอึ้งของจื้อหลินก็ค่อยๆ เปิดกว้าง



“!!? ” วินาทีที่ลืมตาขึ้นแล้วได้สบตาเข้ากับจ้าวซินที่อยู่ใกล้แค่คืบ จื้อหลินก็ชาวาบไปทั้งตัวก่อนที่จะพยายามยันตัวลุกขึ้นแล้วค้นพบว่าตัวเขาตอนนี้นอนอยู่บนเตียงของมังกรไม่ใช่ห้องของตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งยังเปลือยอยู่!



“ท…ท่านจ้าว? ” ด้วยความตกใจที่ถาโถมทำให้จื้อหลินที่พรวดพราดลุกขึ้นอย่างลืมตัวเจ็บแผลที่ถูกเย็บไว้บนศีรษะจี๊ดขึ้นมา



“ทำไม? คิดว่าเป็นใครหรือไง? ” อาการตกใจจนลนลานของจื้อหลินทำให้มังกรหนุ่มรู้สึกดคืองขุ่นไม่น้อย จ้าวซินจึงออกปากถามด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นพลางหย่อนตัวลงนั่งลงบนเตียงข้างกัน จ้องมองดวงหน้าเผือดสีของจื้อหลินอย่างมีคำถามก่อนหลุบสายตาลงมองผิวพรรณเปล่าเปลือยอย่างมีนัย



“จ...จื้อหลินไม่กล้า” จื้อหลินรีบตอบพร้อมส่ายหน้าพรืด หัวใจสั่นสะท้านไปกับสายตารุ่มร้อนที่จ้าวซินส่งมาด้วยความไม่คุ้นชิน ความกริ่งเกรงต่อสายตานั้นจึงทำให้หัวใจเต้นแรงจนศีรษะเจ็บแปลบขึ้นมาเป็นระลอกแต่ไม่รุนแรงเท่าไหร่นัก เขาเผลอดึงชายผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างไว้จนถึงคอโดยไม่ทันคิด



“ไม่กล้า? หึ” จ้าวซินเลิกคิ้วพลางเหยียดยิ้มเยาะให้กับคำตอบแบบขอไปทีของจื้อหลิน มังกรหนุ่มโน้มกายเข้าหาคนที่ขดเป็นตัวนิ่มแล้วกระซิบ “ไม่กล้าคิด หรือไม่กล้าบอกกันล่ะ? ”



จื้อหลินได้แต่สับสนกับคำถามนั้น ทั้งยังทำตัวไม่ถูกกับท่าทีของนายเหนือผู้ห่างเหินกันไปเกือบสามปีจึงเลือกที่จะไม่ตอบคำถามใด และยิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่



“!!? ” มือที่กระชับผ้าห่อกายจู่ๆ ก็ถูกดึงคว้า ไม่ทันตั้งตัวทั้งร่างจึงถลาเข้าหาผู้กระทำโดยไม่ทันได้ขัดขืน การเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันทำให้สมองมึนทื่อไปครู่ ก่อนที่กลิ่นแอลกอฮอล์ที่ฟุ้งมาเตะจมูกจะยิ่งทำให้จื้อหลินมึนงงเข้าไปอีก ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องท่านจ้าวไม่เคยเข้าใกล้เขาขนาดนี้ จื้อหลินได้แต่ประหวั่นอยู่ในอกเนื่องจากไม่อาจคาดเดาว่านายเหนือกำลังคิดอ่านสิ่งใด



“เจอแค่ไม่กี่ครั้งก็เอาแต่คิดถึงมัน โดนมันทำอะไรเข้าแล้วหรือไงถึงได้ติดใจมันนัก” จ้าวซินถามขึ้นดื้อๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ทั้งยังไม่ได้ระบุว่า ‘มัน’ ในที่นี้หมายถึงใครกันแน่?



“...ท่านหมายถึง? ” จ้าวซินถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ ใจคิดไปว่าคงเดาไม่ผิด ‘บดินทร์...สินะ’



หรือผลของการลงทุนจะเริ่มสัมฤทธิผลเป็นรูปเป็นร่างแล้ว?



ทั้งที่เมื่อคืนเขาเห็นกับตาว่ามันพังไม่เป็นท่า...นี่อย่าบอกนะว่ามันกำลังออกดอกผล?



จ้าวซิน...ให้ความสนใจเขาแล้วหรือ?



จะกลับมาอย่างนั้นหรือ?



“บอกมาว่าแกง่ายกับมันไปหรือยัง? ” จ้าวซินคาดคั้นทั้งยังไม่ยอมตอบคำถามว่า ‘มัน’ คือคนไหน



แต่มันก็เป็นแค่การถามไปงั้นเพราะมังกรไม่ได้ต้องการได้ยินคำตอบตั้งแต่แรก วินาทีที่จื้อหลินกำลังจะอ้าปากตอบ มังกรก็ฉกจูบลงบนริมฝีปากนั้น



“!!? ........” มันรวดเร็วเสียจนจื้อหลินไม่ทันตั้งรับ และเนิ่นนานพอให้สติสัมปชัญญะของหงส์เงาคนนี้หลอมละลายไปกับรสจูบที่โหยหา



นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกนี้...



เรียวลิ้นร้อนซอนแทรกเข้าไปในโพรงปากอุ่น เมื่อแตะโดนเข้ากับปลายลิ้นสั่นระริกของผู้เป็นเจ้าบ้านก็ไม่ลังเลที่จะย่ำยีรังแก ไล่ต้อนบดขยี้ไปจนถึงโคนลิ้นของอีกฝ่าย รุกรานเสียจนจื้อหลินไม่อาจกลืนน้ำลายได้ จนมันไหลเยิ้มเปรอะเปื้อนไปถึงปลายคาง



จ้าวซินตะโบมจูบไปทั้งใบหน้าและลำคอของจื้อหลิน ความร้อนระอุอันเนื่องจากพิษไข้จากร่างในอ้อมแขนไม่ได้ทำให้เขารู้สึกปรานีต่ออีกฝ่าย เหมือนทำนบขวางกั้นความต้องการในร่างนี้ของเขาได้พังทลายป่นปี้ลง จึงทำให้ไม่อาจยับยั้งความปรารถนาต่อจื้อหลินได้



ร่างกายนี้เคยเป็นของเขา และจะเป็นของเขาตลอดไป



เจ้าของร่างนี้ติดหนี้เขา และมันต้องชดใช้ไม่ว่าด้วยอะไร!



จื้อหลินถูกกดลงบนเตียงช้าๆ ขณะถูกฟอนเฟ้นไปทั้งตัว หัวใจดวงน้อยเต้นรัวจนสั่นสะท้านไปหมด สัมผัสที่เริดร้างเนิ่นนานทำเอาตั้งรับไม่ถูกจึงได้แต่ปล่อยให้จ้าวซินลงมือทำอย่างใจโดยไม่ขัดขืน ใจหนึ่งระริกระรี้ที่จะได้อยู่ในอ้อมกอดนี้ แต่อีกใจก็กลัวว่านี่อาจเป็นเพียงความฝัน กลัวสิ่งที่จะต้องแลกกับมัน เพราะรู้ดีว่าของฟรีไม่มีในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างหากจะได้มาก็ย่อมต้องมีของแลกเปลี่ยน แล้วเขาคนนี้จะยังเหลือสิ่งใดให้แลกได้บ้างเล่า?



“อ๊ะ! ” เสียงสั่นพร่าเผลอครางออกมาเมื่อยอดอกโดนโรมรันขบเม้ม พื้นที่ร่างกายถูกตรวจสอบด้วยปลายลิ้นเกือบทุกตารางนิ้ว



เพราะพิษไข้ทุกอย่างจึงพร่าเบลอไปหมด แต่ภาพของจ้าวซินที่กำลังเปลื้องชุดออกจากร่างทีละชิ้นพร้อมดวงหน้าและลำคอเห่อแดงไปด้วยแรงปรารถนานั้นมันกลับชัดเจน ร่างกายถูกหลอมละลายด้วยปลายนิ้ว หัวใจถูกหลอมละลายด้วยเสียงครางพึงใจของนายเหนือ เพราะเมาหรือเปล่านะจ้าวซินจึงอยากมีความสัมพันธ์กับจื้อหลินคนนี้ แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรจื้อหลินก็ยินดีทั้งนั้น



ทั้งที่หัวใจเต้นแรง เลือดลมสูบฉีดจนร้อนผ่าวไปหมดทั้งตัว กระนั้นเรี่ยวแรงของจื้อหลินก็เหมือนถูกจ้าวซินดูดกลืนไปจนหมด อ่อนเปลี้ยจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะตอบสนองความต้องการของฝ่ายนั้นนอกจากการนอนหอบสะท้านอย่างไร้ทางเลือก และทำได้เพียงร้องอย่างไม่อาจอดกลั้นเมื่อสองขาถูกจับแยกกว้างแล้วถูกบางสิ่งเย็นๆ ลื่นๆ ลูบไล้ตรงปากทางที่ยังปิดแน่น



ด้านในถูกก่อกวนเพียงครู่ คงเพราะมีไข้ทุกอย่างจึงคลายตัวได้ง่ายดังนั้นเพียงไม่นานต่อมาสองขาก็ถูกแบะออกกว้างและสะโพกถูกยกสูงจนลอยขึ้น



“อื้อ!!? ” จื้อหลินสะท้านเยือกไปทั้งร่างเมื่อถูกความร้อนลวกไม่ต่างเหล็กลนไฟบังคับชำแรกเข้ามาราวกับจะฉีกทึ้งช่องทางคับแน่น คุณภาพและปริมาณที่นิ้วไม่สามารถเทียบได้จึงทำให้จื้อหลินอึดอัดและเจ็บร้าวไปทั้งช่องท้องทันทีที่ถูกสอดใส่เข้ามาจนสุด



ความหนาวยะเยือกผุดขึ้นจากส่วนลึกก่อนที่มันจะกลายเป็นกองไฟแผดเผาเขาไปทั้งร่างในวินาทีที่จ้าวซินขยับสาวสะโพกเข้าออก ความคับแน่นของช่องทางสร้างความรู้สึกดีต่อผู้รุกรานจนมังกรหนุ่มส่งเสียงครางอย่างพึงใจในลำคอไม่หยุด เพียงเท่านั้นก็ทำให้ความทรมานของจื้อหลินปลิดปลิวหายไปได้ในพริบตา



เมื่อการร่วมรักเริ่มต้นขึ้น เมื่อช่องทางอ่อนนุ่มและเปิดกว้างพอให้ผู้กระทำขยับกายได้คล่องแคล่วขึ้น ภาพตรงหน้าของจื้อหลินก็สั่นสะเทือนไปหมดเพราะถูกกระแทกกระทั้นจากสะโพกแกร่งเบื้องล่าง



‘คิดถึง…คิดถึงความรู้สึกนี้เหลือเกิน’



จื้อหลินอิ่มเอมเปรมปรีดิ์อยู่ในใจ แล้วพอถึงจุดหนึ่งที่ภายในถูกก่อกวนจนทนไม่ไหวเขาก็แยกขาออกจากกันอย่างไร้ยางอาย เหมือนที่เคยทำเพื่อเอาใจผู้เป็นเจ้าชีวิต



ร่างกายที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง จังหวะที่รุนแรงขึ้น เสียงเนื้อกระทบกัน และเสียงครางแผ่วของนายเหนือนั้นเป็นสัญญาณที่จื้อหลินรู้ดีว่าร่างกายนี้ยังสามารถทำให้จ้าวซินพึงใจได้ แบบนี้…เขาจะสามารถอนุมานได้ว่าเขาสามารถกลับไปยืนเคียงข้างอีกฝ่ายอย่างเมื่อก่อนได้หรือไม่นะ?



…คาดหวังได้หรือเปล่านะ?



“อึก อื้อ…อ๊ะ…” จื้อหลินหอบหายใจขาดห้วงตามจังหวะการโจนจ้วงของคนบนร่าง ช่องทางร้อนระอุดูดกลืนความเป็นชายของจ้าวซินเข้าไปจนเต็มท้อง ภายในถูกโยกวนก่อกวนจนปั่นป่วน สองมือของจื้อหลินจึงยกขึ้นจิกทึ้งอยู่กับหมอนเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ที่พุ่งสูง แก่นกายอ่อนไหวของเขาขยับไปมาอย่างน่าสงสารตามการเคลื่อนไหวป่าเถื่อน



มีความสุข…เขามีความสุขเหลือเกิน



สะโพกถูกยกสูงขึ้น จ้าวซินเปลี่ยนมุมเอวขยับโยกกดเข้าไปให้พอดีกับจุดที่ถูกทารุณทาเร้น มังกรหนุ่มจ้องมองคนใต้ร่างไม่วางตา มองดวงหน้าแดงซ่านที่กำลังหลับตาแน่น ริมฝีปากแดงก่ำที่พยายามขบเม้มไม่เปล่งเสียงจนแทบจะห้อเลือดเช่นเดียวกับในอดีตที่จื้อหลินจะไม่ปล่อยเสียงแหบห้าวอย่างผู้ชายของตัวเองออกมาจากปากเด็ดขาดเพราะกลัวเขาจะหมดอารมณ์



ยังเหมือนเดิม ปฏิกิริยาของจื้อหลินยังเหมือนเดิม ร่างกายของคนคนนี้ยังคงเป็นของเขาคนเดียว



…เป็นของมังกรคนนี้เท่านั้น



“ร้องออกมาสิ”



เสียงกระซิบจากเหนือศีรษะของจื้อหลินดังขึ้นครั้งหนึ่งระหว่างที่สติสัมปชัญญะของเขายังเตลิดอยู่



‘ร้อง? ’ คำสั่งทำจื้อหลินมึนงง เขาลืมตาขึ้นมองไปยังจ้าวซินเพื่อทวนคำสั่ง ทว่าภาพที่เห็นกลับชวนให้หัวใจปั่นป่วนยิ่งกว่าเดิม



“ร้องไห้ออกมาซะ” จ้าวซินเอ่ยขณะยกต้นขาข้างซ้ายของจื้อหลินขึ้นสูงแล้วกอดไว้ ขาข้างนั้นที่มีใบหน้ายามร้องไห้ของจื้อหลินอยู่



“!!? ” ลมหายใจของจื้อหลินสะดุดห้วง เมื่อเห็นดวงตาคมปลาบของจ้าวซินจ้องเขม็งมายังตน ก่อนเคลื่อนใบหน้าลงต่ำแล้วแลบลิ้นเลียไปบนรอยสักรูปหยดน้ำตาบนใบหน้าที่ขาของเขา



“อ๊ะ!!? ” จู่ๆ ร่างของจื้อหลินก็กระตุกไปพร้อมกับหัวใจ



เขาปลดปล่อยของเหลวสีขาวขุ่นออกมาจนชุ่มทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสส่วนนั้นเลยแม้แต่ปลายนิ้ว



สติขาดห้วงไปพร้อมลมหายใจหอบสะท้าน



จ้าวซินส่งเสียงเบาๆ เมื่อถูกผนังภายในของจื้อหลินหดรัดดูดกลืนจนแทบหลอมละลายเขาก็ปลดปล่อยเข้าไปในส่วนลึกของร่างกายนั้นอย่างอิ่มเอม





เสียงกระซิบสุดท้ายที่จื้อหลินได้ยินก่อนจะสลบไป







“ฉันจะกลับมาอยู่ที่นี่”










*
*****************   ตัดฉึ่บ!!!   ********************







มุมนักเขียน Talk!!



ทิชชู่…ได้ใช้ไหมคะ? อิอิ



ทามไลน์ความสัมพันธ์ของจ้าวซิน x จื้อหลินจะค่อยๆเฉลยออกมาเรื่อยๆ นะคะ อย่างบทนี้ก็จะเห็นแล้วว่าที่จริงก่อนหน้านั้นจ้าวซินเองก็ให้ความเอ็นดูกับน้องไม่น้อย แต่พอนางร้าย พี่แกก็ร้ายเกิ๊นนนน 5555 รอเฉลยในพาร์ทต่อๆ ไปนะคะ มาดูกันว่าความลับซ่อนอยู่ที่ไหนบ้าง...



บางทีก็นั่งเหม่อนะคะ แล้วคิดว่านี่ตรูกำลังเขียนนิยายอะไรอยู่!!? ทำไมมันถึงได้ดราม่าแม่เจ้าโว้ยขนาดนี้!! ทั้งที่ตัวนักเขียนเองออกจะบ้าบอและเริงร่า 5555 บทของดนัย ดิน นพ ธัน ยังพอถูไถนะคะ แต่ไอ้จ้าวซิน จื้อหลินนี่คือ…อร๊ากกกกก!!! อยากจะซื้อตั๋วเครื่องบิน บินไปภูเก็ตแล้วไปยืนตะโกนถามตัวเองที่แหลมพรหมเทพว่าข้าพเจ้ากำลังเขียนนิยายอะไรอยู่!!? (หรือควรบินไปเชียงใหม่แล้วขึ้นไปตะโกนที่ยอดดอยอินทนนท์ เอ๊ะ หรือจะไปที่ผาหล่มสักบนภูกระดึงดี? อิอิ ไปมันทุกภาคเลย 555 บ่นไปงั้น ที่จริงแค่อยากเที่ยว)



อ่านชิวๆ ไปนะคะทุกคน นิยายเรื่องนี้ดราม่า ระดับ 8 กะโหลกเอง 5555



อะไรนะถามหาขนมหวาน? หึหึ ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ แต่สัญญาว่าท้ายเรื่องจะหวานจนต้องถามหาน้ำมะนาวกันเลยทีเดียว อดทนกันอีกนิดนะคะ ฮึบๆๆ



ปล. ดนัยในพาร์ทนี้ดูร้ายนิดๆ ใช่ไหมคะ อิอิ ฆ่าคนเป็นผักปลาไปนิดแต่อย่าเพิ่งเกลียดน้องน๊า น้องร้ายเพราะหน้าที่การงานจริงจรี๊งงง



ปล.2 ไหนๆ นายเอกสองคนก่อนหน้าก็เสียตัวสังเวยพาร์ทรอยสักไปแล้ว เลยกลัวจื้อหลินน้อยหน้าค่ะ 555 จากนี้ไปชีวิตน้องจะเป็นแบบไหน จ้าวซินที่ว่าจะกลับมาอยู่ด้วยนั้น หมายถึงจะกลับมาทรมานจื้อหลินให้ตายทั้งเป็นอีกหรือเปล่า…รอลุ้นไปพร้อมกันนะจ๊ะ





ขอบคุณที่ยังติดตามนิยายเดือนละตอนนะค๊า TT^TT



รักและคิดถึงเสมอ



อนาคี99
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-01-2021 17:44:00 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
ดนัยเวอร์ชั่นเจ้าพ่อนี่น่ากลัวจริง

เบื้องหลังแต่ละคู่ไม่รู้ใครที่จะหนักหน่วงกว่ากันเลย.  :hao4:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
โว้ยยยยยยยอะไรเนี้ย อุกรี๊ดดดด เหนือความคาดหมายมาก  :oo1: :jul1: :pighaun: 555555 อารมณ์มันทั้งเขินทั้งแบบว่า ทำไมจ้าวชินทำแบบเน่ ยังงี้จะมีโอกาสที่จะได้เห็นความสาสมแล้วที่จ้าวชินได้ทำลงไปต่างๆนานากับจื้อหลินหรือป่าว ดูท่าจื้อหลินจะเจ็บแล้วไม่จำ จะกลับมาอยู่ ยิ่งจะหลงไปอีก  :hao4: 555555 แล้วที่บอกว่าตอนนี้ไม่สามารถเชื่อใจจื้อหลินได้เพราะความจริงการตายของรั่วหลินยังไม่กระจ่าง ในวันที่มันกระจ่าง จะสายไปแล้วหรือป่าว (ขอให้เมียหนี ตามไม่เจอ5555555) รั่วหลินตายจริง?? รั่วหลินเลือกเองใช่ไหม?? เพราะอะไร?ทำไม? ยังคาใจต่อไป 55  อะไรคือความผิดบาปที่จื้อหลินแบกรับไว้ หงษ์เงาคนนี้ที่เจอมายังไม่พอใช่ไหม เวลาที่จื้อหลินเล่าถึงความรักและภักดี กับจ้าวชินเล่าถึงความหมางเมินที่มอบให้ ในขณะฟัง https://www.youtube.com/watch?v=_r2AUHpRjms ไปด้วย เรียกน้ำตาไหลพรากๆ บ้าบอ บิ้วเองร้องไห้เอง  :m15: :monkeysad: 55555 ชอบอ่ะชอบความดราม่า หวานๆขมๆ มาต่อให้ตอนนี้ถือเป็นของขวัญปีใหม่เลย ขอบคุณมาก สวัสดีปีใหม่ 2564 ขอให้ผู้แต่งมีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง เฮงๆเงินทองไหลมาเทมา และแต่งนิยายดีๆให้ได้อ่านกันตลอดทั้งปีนะคะ  :กอด1: :L2: :3123: :L1: :pig4: :pig4: :pig4:

ไม่อยากอ่านให้จบเร็วเลยเพราะมันอยากอ่านต่ออีกทันที 5555555 ไม่ว่าจะนานทีอัพ ยังไงก็รออยู่เสมอนะคะ ชอบมากเรื่องนี้ ดราม่าระดับ10ก็จัดมาแต่ว่าขอจบแบบสุขนิยมพอ 55555 ตั้งหน้าตั้งตารอตอนต่อไปเลยค่ะ  :call: :call:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด