ผมคือ...ตัวร้าย ตอน : รอยสักและความทรงจำ PART 4 [ดนัย X ดิน] (15.09.20) P. 5
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมคือ...ตัวร้าย ตอน : รอยสักและความทรงจำ PART 4 [ดนัย X ดิน] (15.09.20) P. 5  (อ่าน 5312 ครั้ง)

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ


3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป


12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail


16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


*****************************************************************************************

ผม...มันก็แค่ตัวร้าย ส่วนเขา... ก็ไม่ต่างจากผู้ลงทัณฑ์ ผู้ที่กักขังผมไว้ด้วยพันธนาการที่ผมไม่สามารถหลุดพ้น...หากยังมีลมหายใจ

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-09-2020 00:43:36 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
*คำเตือน*
 

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งขึ้นจากจินตนาการ

บุคคล เนื้อหา รวมถึงสถานที่ทีกล่าวถึงในเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสถานที่จริงแต่อย่างใด

เนื้อหาในแง่ของโลกมืด มาเฟีย หรือเจ้าพ่อก็เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเองจากจินตนาการของผู้แต่ง

ไม่สามารถใช้อ้างอิงตามหลักความจริงได้

นิยายเรื่องนี้อาจมีภาพ หรือเนื้อหา ที่ไม่เหมาะสมในด้านพฤติกรรม ความรุนแรง เพศ และการใช้ภาษา

ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและจินตนาการอย่างสูงในการอ่าน

ผู้อ่านที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีควรได้รับคำแนะนำ


 

 

 

ผมคือ...ตัวร้าย

 

INTRO…

 

ทั้งชีวิต ผมพยายามทำทุกวิถีทาง

เพื่อให้ตัวเอง ได้เป็น ดาวจรัสฟ้า เป็นดาราดวงเด่น...

เป็น ‘พระเอกดัง’

อยู่หน้าเวทีมีไฟสาดส่อง พร้อมพรมแดงปูทาง

 

ทั้งที่ในชีวิตจริง หลังม่านมายาอันน่าหลงใหลนี้

คนโสโครกอย่างผม มันก็เป็นได้แค่...

 

‘ตัวร้าย’

 

*

*

*

*

*

 

ผม...เคยเป็นนักแสดงแถวหน้าของวงการ...

หึหึ...จะเรียกว่าแบบนั้นได้หรือเปล่านะ

แถวหน้า? ...พระเอกดังเหรอ?

....เปล่าเลย

ก็แค่ตัวประกอบกากๆ เล่นแข็งๆ

ถูกดันขึ้นเป็นพระเอกได้ไม่กี่เรื่อง ก็โดนด่ากระจุย เพราะเล่นแข็งเป็นท่อนไม้

จนได้ฉายา อันน่าภาคภูมิใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น...

‘พระเอกหน้าเดียว’ ‘พระเอกโรบอท’ หรือแม้กระทั่ง ‘ท่อนไม้’

 

ผมก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง แน่นอนว่า ผมย่อมมีกิเลส ตัณหา ความอยากได้ใคร่มี ความทะยานอยาก

ในสิ่งที่ทั้งชาติ...ให้ตายคนอย่างผมก็ไม่มีวันเอื้อมถึง

 

แล้วถ้าลดละได้ง่ายๆ ชีวิตผมจะได้เป็นอย่างวันนี้หรือ?

 

ไม่...ต่อให้เวลาหวนคืนไป ผมก็ยังมั่นใจว่า ไอ้คนสารเลวที่ชื่อว่า บดินทร์ จะยังคงยืนยันที่จะชั่วช้า เช่นเดิม

ผมไม่ใช่เทวดานะ...ไม่ใช่คนที่ฝักใฝ่ในศาสนา ไม่สนใจผิดชอบชั่วดี

ผมยึดมั่นแค่เพียงว่า...

 

ถ้าผมได้ดี ทุกอย่าง มันคงจะดีตามไปด้วย

ถ้าผมได้ดี อะไรเลวร้ายที่ผ่านมา มันคงจะดีไปด้วย

ถ้าผมได้ดี ความชั่วที่เคยทำมา มันคงถูกลืมไปด้วย

 

ถ้าผมได้ดี...

 

สิ่งที่ผมทำเอาไว้กับอดีตเพื่อนคนสำคัญ...มันก็อาจจะดีขึ้นด้วย

 

ผมมันก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง และรักตัวกลัวตาย

คนอย่างผม รักชีวิตมากกว่าศักดิ์ศรี

คนอย่างผม ยอมตายดีกว่าต้องเผชิญปัญหา ที่หาทางแก้ไม่ได้

 

บนเศษทุ่นลอยน้ำเล็กๆ ...

คนอย่างผมสามารถทนเห็นเพื่อนรักจมน้ำตายต่อหน้า

มากกว่าจะยอมตายตกไปพร้อมกัน

 

...คนอย่างผมมันขี้ขลาดตาขาว

ไร้ศักดิ์ศรี...เลวระยำ

 

เมื่อชั่วช้า จนไม่สามารถกู่กลับ

เมื่อปมปัญหาที่ผมผูกขึ้น มันรัดคอจนไม่สามารถหลบหนี...

ครั้งหนึ่ง...ผมจึงตัดสินใจ ‘ฆ่าตัวตาย’

ด้วยความคิดโง่ๆ ที่ว่า... ‘ถ้าตายซะ ทุกอย่างก็จะจบ’

 

แต่กรรมเวรที่ผมได้เคยสร้างเอาไว้ มันแสนหนักหนาสาหัส

ขนาดที่ว่า แม้แต่ความตาย ก็ไม่สามารถลบล้างได้

เรียกง่ายๆ ดีกว่า ว่า ‘แค่ตาย...มันง่ายไป’

 

ดังนั้น...วันนี้ผมจึงยังมีลมหายใจอยู่ เพื่อชดใช้เคราะห์กรรมที่ผมเคยสร้าง

และแน่นอนว่า คนต่ำช้าบาปหนักเช่นผม ฟ้าคงไม่ปรานี ให้ผมชดใช้กรรมได้ง่ายนัก

ถึงได้ส่งผู้คุมขังอย่าง ‘มัน’ ลงมาสำเร็จโทษผมถึงบนโลกนี้

มัน...ผู้มีรอยยิ้มดุจเทพยดา ทว่ากลับโหดร้ายกับผมราวกับพญายมราช

มัน...คือผู้ลงฑัณฑ์ และผู้คุมขังอย่างสมบูรณ์ของผม

 

ทุกวัน...ผมได้แต่เฝ้าอ้อนวอนต่อท้องฟ้า

ขอให้กรรมของผม...

กรรมของคนบาปคนนี้...

 

สิ้นสุดลงเสียที

 

*

*

*

*

*

 

แรกเริ่ม ชายที่ชื่อบดินทร์ ในสายตาของดนัย คือดารากระแสตกไร้ค่า ทั้งยังเป็นตัวเสนียดที่คอยตามราวีสดายุเพื่อนของเขาจนน่ารำคาญอีกด้วย คนไร้ค่า ที่แค่ขยี้นิดเดียวก็ตายได้ในทันที แต่ถึงอย่างนั้น ดนัยก็อุตส่าห์ปล่อยบดินทร์ไว้ เขาไม่คิดสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นเพียงมดปลวก กระทั่ง วันที่บดินทร์เป็นฝ่ายก้าวล่วง เข้ามาหาเรื่องใส่ตัว โดยการร่วมมือกับชิดจันทร์ทำร้ายสดายุ

 

มดที่ไม่กัด เขาย่อมไม่ทำอะไร แต่ไอ้มดที่กัดไม่เลือก ก็มีแต่ต้องบี้ให้ตายเท่านั้น

 

และดนัยก็ทำตามที่ว่า คือขยี้มดตัวนั้นจนแหลกคามือ แต่ก็ยังปรานียอมปล่อยให้มีลมหายใจเพื่อชดใช้กรรมของมันต่อ ไม่คิดเลยว่าเจ้ามดตัวนั้นในที่สุดจะดิ้นรนหาทางปลิดลมหายใจของตัวเองเอง โดยที่เขาไม่ได้หยิบยื่นให้ ในตอนแรกดนัยออกอาการหงุดหงิด เขาคือคนที่มีอำนาจ เหยื่อทุกคนที่เคยผ่านการตักเตือนจากเขา ไม่ว่าด้วยวิธีไหนเหตุผลใด คนเหล่านั้นมักสงบเสงี่ยมเจียมตัว เชื่อฟัง และอยู่ใต้อาณัติเขาทั้งสิ้น

 

ยกเว้นเจ้ามดตัวร้ายคนนี้ ที่ยืนหยัดท้าทายอำนาจของเขาจนถึงที่สุดอย่างไม่กลัวตาย

 

ไม่ใช่แค่ไม่กลัวตาย

 

แต่เรียกร้องที่จะตาย เพียงเพื่อหลบลี้จากเงื้อมมือของเขา

 

ฝันไปเถอะ เจ้ามดอวดดี เขาจะไม่ยอมให้มันมีโอกาสแม้แต่จะตายเด็ดขาด

 

เขาจะกักขังมันไว้ในกล่องแก้วข้างกายนี่แหละ จะเลี้ยงดูจนอ้วนพี

 

แต่จะไม่ยอมให้หนีไปได้

 

และเมื่อไหร่ที่เขาต้องการ เขาต้องได้มัน!

 

...โถ

 

...............เจ้ามดผู้น่าสงสาร



**************************************************

สวัสดีค่ะ อนาคี99 เอง
นานมากแล้วที่เราไม่ได้พบเจอกัน ขอโทษที่หายไปนะคะ
เนื่องจากช่วงหนึ่งติดภารกิจมากมายทำให้ไม่อาจมาลงต่อตัวร้ายและเรื่องอื่นๆ
จนโดนลบไปหนึ่งครั้ง ต้องขอโทษท่านผู้อ่านและทางเว็บเล้าเป็ดด้วยนะคะ
เกเรจนได้เรื่องจริงๆ อิอิ

ขณะนี้กลับมาเขียนต่อเพิ่มได้หลายตอนแล้วค่ะ
และคงสมารถแต่งจนจบได้ในไม่ช้านี้
จึงขออนุญาตนำมาทยอยลงในเล้าใหม่อีกรอบนะคะ

ขอบคุณที่สนับสนุนค่ะ
อนาคี99

 

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ผมคือ...ตัวร้าย

ตอนที่ 1 บดินทร์







สนามบินนาริตะ เวลา 06:15



6 นาฬิกา 15 นาทีตามเวลาท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่น ในที่สุดเครื่องบินที่บดินทร์และดนัยโดยสารมาก็ลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย เช้าตรู่ในฤดูหนาวของญี่ปุ่น ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท อากาศหนาวจัด ขนาดที่ว่าทันทีที่ก้าวขาออกจากงวงช้างก็สัมผัสได้ถึงอากาศหนาวเหน็บ สนามบินนานาชาติโตเกียว มีกองหิมะที่ถูกเก็บกวาดอย่างดี กองเอาไว้เป็นหย่อมๆ บดินทร์เหม่อมองกองหิมะเหล่านั้นผ่านความมืดของยามเช้า ขณะเดินตามหลังของดนัยเนิบนาบ



มาทำอะไรที่ญี่ปุ่น?



ตอนแรก บดินทร์รู้เพียงว่าต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่นี่ แต่ตอนที่ต้องผ่านเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมือง ก็ได้แต่แอบสงสัยว่าทำไมต้องผ่าน ทั้งที่เขาควรจะไปโผล่ที่ส่วนของการ Transit เครื่อง ไม่ใช่ฝั่งคนเข้าเมืองแบบนี้?



ก็ได้เพียงคิด และเก็บงำความสงสัยเอาไว้เงียบๆ เพราะถึงอย่างไร ต่อให้ดนัยจะพาเขาไปตาย บดินทร์ก็ไม่มีสิทธิ์ขัดขืน หรือตั้งคำถาม คนที่ตกเป็นเบี้ยล่าง มีหรือจะกล้าอ้าปากต่อกร

เมื่อผ่านด่านสุดท้าย ตรงเคาน์เตอร์ศุลกากร บดินทร์และดนัยก็ออกมาพบกับ กลุ่มคนใส่ชุดสูทสีดำจำนวน 5 คน สองคนในจำนวนนั้นบดินทร์จำได้ว่าชื่อ มานพกับวิเชียรที่เป็นลูกน้องคนสนิทของดนัย ก่อนที่คนทั้งกลุ่มจะพาบดินทร์และดนัยไปยังรถที่จอดรออยู่ด้านนอก รถยุโรปคันใหญ่สีดำเงาติดฟิล์มดำทั้งคันจอดเรียงกัน สองคนรออยู่ก่อนแล้ว บดินทร์และดนัย ถูกเชิญให้ขึ้นคันที่อยู่ตรงกลางก่อนเหล่าสมุนอีก 5 คนที่มาด้วยจะกระจายกันไปขึ้นรถอีกสองคนที่เหลืออยู่

ในรถนั้นกว้างขวางและนั่งสบาย บดินทร์นั่งอยู่ข้างกันกับดนัยแม้ไม่เต็มใจนัก ส่วนด้านหน้าก็มีมานพนั่งคู่ไปกับคนขับที่บดินทร์ลองลอบมองผ่านกระจกหน้าก็พบว่าน่าจะเป็นชาวญี่ปุ่น แม้หน้าตาจะไม่ได้ดูดุดัน แต่ริ้วรอยบนใบหน้านั้นก็สามารถบ่งบอกได้อย่างดีว่าชายคนนี้ไม่ธรรมดา

นั่นสินะ...คนธรรมดา จะมาเป็นลูกน้องเจ้าพ่อได้อย่างไร

ในรถเงียบสนิท ไม่มีใครถาม ไม่มีใครตอบ ไม่มีใครชวนใครคุยทั้งนั้น ดนัยนั่งเอนหลัง บดินทร์ไม่ได้หันไปมองว่าดวงตาภายใต้แว่นเรย์แบนสีดำนั่นกำลังหลับหรือลืม เพราะตัวเขาเองก็กำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างมองวิวข้างทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปด้วยสมองที่ว่างเปล่า ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มมุมปากออกมาบางๆ ด้วยนึกขันกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญ ยิ่งนึกถึงคนที่นั่งอยู่ข้างกันยิ่งรู้สึกขบขันจนแทบกลั้นเอาไว้ไม่ได้ ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิมาด้วยบทบาทของนักแสดงตัวประกอบอดทนของฮอลลีวู้ด นักแสดงโนเนมที่ไม่ค่อยดังเท่าไหร่ แต่ก็เรียกว่าพอจะมีเงินถุงเงินถังพอที่จะได้นั่งชั้นเฟิร์สคลาส...

แต่ไอ้นักแสดงโนเนมในไทยคนนั้นพอเหยียบเท้าออกนอกประเทศปุ๊บก็เผยโฉมหน้าใหม่ในฐานะเจ้าพ่อผู้เรืองอำนาจทันที ออกจากประเทศไทยมาด้วยมาดของดาราคนหนึ่ง แต่กลับเหยียบเข้าประเทศญี่ปุ่นด้วยมาดของผู้มีอิทธิพล

ต่างกับเขา...ต่างกับไอ้บดินทร์คนนี้ คนที่เป็นได้แค่หมาจนตรอก...ที่ขึ้นเครื่องออกจากประเทศไทยมาในฐานะผู้ถูกช่วยเหลือโอบอุ้ม และลงมาเหยียบแผ่นดินของประเทศอื่น ในฐานะ ‘ลูกหนี้’ ผู้ไม่มีแม้แต่สิทธิ์เสียงที่จะลิขิตชีวิตของตัวเอง!

...น่าขัน จนน้ำตาแทบไหล

สุดท้าย บดินทร์จึงเลือกที่จะปิดเปลือกตาของตัวเองซะ เป็นไปได้ก็อยากจะหลับไปเสียเลย ไม่ขอรับรู้สิ่งใดอีก



**************************************************



บดินทร์ คือดารานักแสดงที่มีผลงานมากมาย ทั้งงานละคร พิธีกร และนายแบบ ซึ่งกว่าที่เขาจะมีวันนี้ได้ บดินทร์เคยรับบทเป็นแค่ตัวประกอบมาก่อน ตัวประกอบอดทนที่ไร้ฝีมือจนได้รับการกล่าวขวัญว่านอกจากหน้าตาแล้วก็ไม่มีอะไรดี ไร้ฝีมือ ไร้พรสวรรค์ แข็งเป็นท่อนไม้ นักแสดงโรบอท

เริ่มได้เป็นที่รู้จักและมีงานเป็นชิ้นเป็นอันก็ตอนที่สามารถกำจัดอดีตเพื่อนรักที่เป็นถึงพระเอกดังอย่างสดายุได้ ใครๆ ต่างก็เห็นเป็นเช่นนั้น แม้ในความจริงมันจะแตกต่างออกไป แต่ถึงอย่างไรมันก็ดูไม่แตกต่าง หลักฐานมัดตัวจนยากที่จะดิ้นรนปฏิเสธ พูดไปก็ไม่มีใครฟังหรือเข้าข้าง สุดท้ายจึงต้องสวมบทตัวร้ายโดยไม่ตั้งใจ

ไม่สิ ใครว่าไม่ตั้งใจ สิ่งระยำตำบอนที่มัดตัวอยู่ตอนนี้ ก็ตัวเองนี่แหละที่เผลอลงมือทำลงไปทั้งหมด จะโทษใครได้นอกจากตัวเอง

เพื่อนรักเพียงคนเดียวที่เผลอทำร้ายจนต้องออกจากวงการไป ถึงตอนนี้แม้แต่หน้าก็คงไม่อยากเห็นกัน

เพื่อนที่ออกจากวงการไปอย่างหงส์ปีกหัก



กระนั้น หงส์ก็ยังเป็นหงส์



ผิดกับอีกาหน้าด้าน ที่ยังคงแบกหน้าอยู่ในวงการต่อโดยไม่รู้สึกรู้สาต่อคำติฉินหรือประณามหยามหยัน

หัวใจอีกามันด้านยิ่งกว่าพื้นซีเมนต์ มันไม่เจ็บ มันไม่จำ มันไม่เคยสำนึก!



โดดเด่นตรงความเย่อหยิ่ง จริงจังตรงความเอาแต่ใจ ต่อหน้านายใหญ่แสร้งทำเป็นเด็กดีสอพลอ แต่พอต่อหน้าคนอื่นก็ทำตัวราวคางคกขึ้นวอ ได้ดีเพราะขี้ประจบจนได้งาน บางครั้งก็มีขึ้นเตียงกับสาวใหญ่นายทุน ยอมเป็นหนุ่มน้อยไร้พิษสงให้พวกหล่อนเหล่านั้นผลัดกันดูแล จนกว่าสัญญาจ้างโฆษณาหรืองานเหล่านั้นจะจบลง

ดาราดีต้องใช้ฝีมือแลกงาน แต่สำหรับบดินทร์มันไม่ใช่ เพราะฝีมือไม่ได้ดี อะไรที่พอมีก็ต้องงัดออกมาใช้ เสียน้ำแลกงานมันเป็นเรื่องธรรมดาของวงการฟอนเฟะนี่อยู่แล้ว น้ำดี...ก็อยู่ได้นาน บดินทร์นึกขอบคุณตัวเองอยู่ไม่น้อย ที่แม้ฝีมือการแสดงจะธรรมดา แต่ดันมีพรสวรรค์เรื่องลีลาบนเตียงจนมีนายทุนหน้ามืดคอยส่งงานให้ไม่ขาด

บดินทร์ชินชากับชีวิตเน่าหนอนของตัวเองจนเหม็นเบื่อ ข่าวคาวคลุ้งไปทั้งวงการว่าทุกงานที่ได้ใช้อะไรแลกไปบ้าง ใช่เพียงแต่กับนายทุนสาวใหญ่ แม้แต่กับผู้จัดเพศที่สาม หากมีงานดีๆ ให้ได้ บดินทร์ก็ไม่ขัดข้องเช่นกัน ข่าวลือฉาวโฉ่ไปแบบนั้น แต่บดินทร์ก็ยังทำตัวจองหอง ก็มีน้ำดีแลกงาน ใครทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาริษยากัน! เครื่องเคราดี ลีลาเด็ด ข่าววงในปิดกันให้แซ่ดว่าถ้าอยากได้ต้องเงินถึง และดาราแท่งทองคนนี้...สายรุกเท่านั้น!

บดินทร์ไม่เคยใส่ใจว่าใครจะเล่าลือไปว่าอย่างไร ไม่ว่ามันจะเกินจริงไปไกลแค่ไหน เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้อยู่แล้วว่า...มันไม่จริง ก็ในเมื่อเสียน้ำเพื่องานจริงๆ ก็ไม่รู้จะทำเป็นซื่อใสไปทำไม?

จะมีก็แค่ซอลย่าผู้จัดการส่วนตัวเท่านั้นที่คอยประคบประหงมดูแลกันมาตลอด พี่ชายเพียงคนเดียวที่บดินทร์เปิดใจให้ ซอลย่าคือคนเดียวที่บดินทร์รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายจริงใจ และมอบมิตรไมตรีแสนอบอุ่นให้มาเสมอ

ทว่าความรักของพี่ชายอย่างซอลย่าก็ไม่เคยเติมเต็มบดินทร์ได้

มีงาน มีหน้ามีตา ทว่าไม่เคยมีความสุข บดินทร์จ่อมจมอยู่ในบ่อตมแห่งความทุกข์ ทั้งร่างถูกพันธนาการไปด้วยความผิดบาป เหม็นคาวและสกปรก รยางค์สีดำข้นหนืดแห่งความชั่วช้าต่ำตมผูกพันธนาการร่างกายของบดินทร์เอาไว้ไม่ยอมให้หลุดพ้น นับตั้งแต่เผลอลงมือทำให้เพื่อนเพียงคนเดียวที่มีต้องออกจากวงการไปอย่างไม่อาจมองหน้า จิตใจของบดินทร์ก็สิ้นไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีใดๆอีก มีงาน มีเงิน แล้วก็ผลาญ



เมื่อถึงที่สุด เมื่อเจ้าตัวไม่คิดว่าตัวเองเหลืออะไรให้ต้องแคร์อีก ดาราหนุ่มจึงหันเข้าบ่อนเป็นว่าเล่น แรกเริ่มก็แค่ตามสาวใหญ่คู่ขาและนายทุนกระเป๋าหนักมา แต่จากนั้นบดินทร์ก็ไม่สามารถถอนตัวจากอบายมุขทั้ง 6 ได้อีก ทั้งติดสุรา เที่ยวกลางคืน ติดการพนันเข้าบ่อน คบคนพาล จนสุดท้ายก็ทิ้งการทิ้งงานด้วยความเหลวไหล เพียงไม่นานจากนั้นงานเงินก็เริ่มขาดมือ เหลือเพียงงานสัญญาระยะยาวที่ซอลย่าอุตส่าห์ช่วยประคับประคองไว้ แถมหนี้บ่อนยังทบท่วมจนนับไม่หวาดไม่ไหว จนสุดท้ายต้องกลายเป็นลิ่วล้อให้แก่หญิงสาวที่ตนเกลียดชังที่สุดเพียงเพื่อเอาตัวรอด

บดินทร์รู้ตัวดีว่าตัวเองในตอนนี้มันคือความชั่วช้าที่ไม่อาจหาสิ่งใดเปรียบ

ไม่คิดเลยว่าหลังจากนี้ไปต่างหาก ที่ทำเอาบดินทร์แทบไม่อยากมีชีวิตอยู่...





“ให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะดิน อย่าให้ฉันต้องเสียเวลามาคอยเก็บข่าวฉาวของเธออีก”

เสียงทรงอำนาจสมกับอำนาจในมือของเจ้าแม่แห่งวงการเอ่ยเตือนขึ้นมาด้วยความเยือกเย็น หล่อนปรายตามองมาที่ดาราหน้าเก่าที่หล่อนไม่ค่อยพึงปรารถนา บดินทร์รับคำอย่างที่เคยทำแล้วออกจากห้องของท่านประธานใหญ่มาอย่างไร้อารมณ์

‘ใครแม่งคาบข่าวมาฟ้องอีป้านี่อีกวะ!?’ บดินทร์ทำได้เพียงสบถในใจแล้วรีบเดินออกจากอาณาบริเวณของห้องนายใหญ่ โดยไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เจอกับคนที่เขารอคอย

ขณะที่กำลังเดินจ้ำด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่าน ในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยวตรงมุมทางเดิน ก็มีร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งเลี้ยวมาขวางเอาไว้พอดี และทันทีที่ได้เห็นว่าเจ้าของร่างนี้คือใครหัวใจของบดินทร์ก็เต้นไม่เป็นจังหวะ

“...อ้าว? สดายุ...”

“................!!!?”

บดินทร์ร้องทักไปอย่างลืมตัว สิ่งที่ได้กลับมาคือใบหน้าที่แสดงอาการตกใจของอีกฝ่าย ใบหน้าเดียวกันกับที่ฝังแน่นในความทรงจำนั้นตอนนี้เริ่มเปลี่ยนจากแปลกใจเป็นโกรธเกรี้ยว ดวงตาคู่สวยที่จ้องมองมานั้นก็ค่อยๆ ขวางเขม่น จดจ้องมาอย่างเยือกเย็นและดุดัน



คนตรงหน้ายังคงเป็นสดายุ เพื่อนที่เขารักที่สุด

และเพราะคือสดายุ...เพื่อนที่เขาเผลอทำเรื่องเลวร้ายอย่างไม่น่าให้อภัย

ก็ไม่แปลกหรอก...ที่อีกฝ่ายจะเกลียด



‘ยุ...เป็นยังไงบ้าง? สบายดีหรือเปล่า?’

‘นายดูผอมไปเยอะเลยนะ ได้ข่าวว่าถ่ายหนังโหดเหรอ? อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะ อย่าหักโหมเหมือนเมื่อก่อนอีกล่ะ’

‘ยุ...เรื่องที่ผ่านมา...เราขอโทษนะ...’

ถ้อยคำล้านแปดภายในหัวใจหลั่งไหลพรั่งพรู ทว่าถ้อยคำเหล่านั้นเขาไม่อาจเอื้อนเอ่ยมันออกมาได้แม้แต่เพียงเสี้ยวเดียวของเศษคำ เพียงเพราะเขารู้ดี ว่าคำพูดเหล่านี้ไม่มีความหมาย อีกทั้ง...

ตัวเขาไม่มีค่าพอที่จะพูดมัน

“หึหึ...ทำไมทำหน้าดุแบบนั้นล่ะ? ไม่ทักทายเพื่อนเก่าหน่อยเหรอ...” บดินทร์ทักออกไปโดยไม่ยอมหลบออกให้พ้นทางของสดายุที่น่าจะกำลังหัวเสียหนักโดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำพูดยียวนกวนอารมณ์ของเขาเข้าคงยิ่งทำให้อารมณ์ของอีกฝ่ายมีตะกอน

แต่ถึงอย่างนั้นสดายุก็เลือกที่จะเลี่ยงการสนทนาโดยสินเชิงกับบดินทร์ ไม่ตอบ ไม่มอง และรีบเบี่ยงตัวเลี่ยงไปอีกฟากเพื่อหลบทางให้พ้น

ในอกของบดินทร์ยอกแปลบขึ้นทันทีที่เห็นสดายุหมางเมินกันอย่างเย็นชา ทั้งที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าถ้าได้เจอกันมันจะต้องออกมาในรูปแบบนี้ แต่พอมันปรากฏอยู่ตรงหน้า เขากลับรับมันไม่ได้

“อ๊ะ อ๊ะ เดี๋ยวสิครับ แหม...เย็นชาเหมือนเดิมเลยนะ” บดินทร์รีบเข้าไปขวางไว้อีกครั้ง กางกั้นไว้แม้อีกฝ่ายจะพยายามเบี่ยงซ้ายหลบขวา สดายุสูดหายใจเฮือกใหญ่เพื่อระงับอารมณ์คุกรุ่น พร้อมกับหัวใจของบดินทร์ที่เต้นระทึกขึ้น เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้สดายุโกรธ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะสามารถรั้งอีกฝ่ายให้อยู่ด้วยกันได้อีกหน่อย อยากคุยด้วยอีกนิดไม่ว่ายังไงก็ตาม

การเล่นดักทางกันไปมาราวกับเด็กๆ นั้น ในที่สุดฝ่ายสดายุก็ถึงที่สุดแห่งความอดทน ชายหนุ่มหยุดนิ่ง สายตาที่มองปลายเท้าอยู่เมื่อครู่ตวัดขึ้นมามองมาทางบดินทร์อีกครั้ง

“ช่วยหลบผมหน่อยได้ไหม? คุณบดินทร์!!” น้ำเสียงขุ่นข้องของสดายุกล่าวออกมาเสียงดังฟังชัด ถ้อยคำสุภาพทว่าแฝงความแข็งกร้าวออกมาชัดเจน กระแทกใจของบดินทร์จนเจ็บแปลบ เขาแสร้งหัวเราะออกมาเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยเจ็บช้ำ พอเห็นว่าสดายุจะเบี่ยงตัวหนีไป เขาก็ตัดสินใจขยับเข้าหาสดายุอย่างคุกคาม ฝ่ายนั้นถอยห่างอย่างนึกรังเกียจ ก่อนจะหนีไปจนสุดผนังชนิดหลังชนฝาโดยมีบดินทร์ใช้แขนขวาเท้าผนังปิดการเคลื่อนไหวของสดายุไว้

ไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็หวนกลับไปไม่ได้อีก

หากนี่จะเป็นหนทางสุดท้ายที่จะได้ต่อเวลาเสวนากับอีกฝ่ายล่ะก็...

“ยังหยิ่งทะนงไม่เปลี่ยนเลยนะสดายุ ทั้งที่ไม่เหลืออะไรจะให้หยิ่งผยองได้แล้วแท้ๆ …” เสียงแหบพร่าเล็กน้อยของบดินทร์ แสร้งเอ่ยเยาะขึ้น วาดหวังเดียวให้สดายุตอบโต้กลับมาบ้าง

“ถอยไป!” แต่สดายุกลับแค่ตวาดบอกให้เขาเปิดทาง

“จุ๊ จุ๊ โถ…อย่าเพิ่งตัดรอนกันขนาดนั้นสิครับ สดายุ เรามันก็คนคุ้นเคยนะ เพื่อนรักที่ไม่เจอกันตั้งเป็นปีๆ เขาเย็นชากันแบบนี้เลยเหรอ เฮ้อ ใจร้ายจังน๊า สดายุเนี่ย…” บดินทร์แสร้งยิ้มพราวกล่าวคำตัดพ้อด้วยน้ำเสียงทุ้มหวานทรงเสน่ห์ พลางเอียงหน้าเข้าหาสดายุเล็กน้อยคล้ายเย้าแหย่ แท้จริงก็แค่อยากเห็นใบหน้าของสดายุชัดๆ อยากมองหน้าของคนที่คิดถึงนานๆ อีกทั้งยังต้องการให้สดายุฟิวส์ขาดจนควบคุมตัวเองไม่ได้ อยากเห็นสดายุโมโหแล้วพาล ยิ่งลงไม้ลงมือกับตนได้เลยยิ่งดี

แสร้งทำว่าเกลียดจนอยากให้สติแตก ทั้งที่จริงๆ แล้วแค่ไม่อยากถูกเมินเฉย

“ขอโทษนะ ผมไม่เคยมีเพื่อน…แบบคุณ”

“แบบผม? มันยังไงเหรอคร๊าบ…คุณสดายุ? ...” บดินทร์ยังคงยิ้ม

“…มันยังไงน่ะเหรอ? ...” สดายุเปรยขึ้น ชำเลืองมองบดินทร์ตั้งหัวจรดเท้า ก่อนพ่นลมหายทางจมูกแรงๆครั้งหนึ่งราวกับกำลังเยาะเย้ยบางสิ่งที่น่าสมเพช “หึ…ก็ไม่รู้สินะ ผมไม่เคยใส่ใจเสียด้วยสิ…โอ๊ะ! ถ้าจะพูดให้ถูกก็คง… ‘ไม่เคยอยู่ในสายตา’ น่ะ…หึหึ”

หมับ!!

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการโต้เถียง และเพราะคำหยามหยันที่สดายุพูดออกมา กว่าจะรู้ตัวบดินทร์ก็เผลอลงมือตะปบคางของสดายุเอาไว้อย่างแรง

“อย่าอวดดีให้มันมากนักนะครับ สดายุ! แค่ท่านประธานเขาใจดีจับคุณใส่ตะกร้าล้างน้ำแล้วให้รับงานเป็นตัวเอกของหนังเรื่องใหม่…หึหึ…หนังเกย์ที่อุตส่าห์ให้คุณกฤตเมธมาเป็นป๋าดัน กะให้กลับมารุ่งอีกครั้ง…คุณคิดว่าแค่กลับมารับงานเรื่องเดียวข่าวเน่าๆ ประวัติฟอนเฟะที่คุณเคยทำไว้มันจะลบล้างกันได้ง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ เฮอะ! ตลกน่า…” บดินทร์ผรุสวาทใส่สดายุไม่ยั้ง เขารักอีกฝ่ายแทบตาย แต่ก็เกลียดท่าทางแบบนี้เข้ากระดูก เย่อหยิ่งจองหอง หงส์ปีกหักที่ไม่เคยเสื่อมค่า จนอีกาอย่างเขาอิจฉาจนทนไม่ไหว

“หึ…อิจฉาเหรอ?” สดายุเยาะขึ้น

“…ว่าไงนะ!?”

“อ๋อ…ขอโทษครับ ผมลืมไป คนอย่างคุณที่มีชื่อเสียงแถมงานชุมขนาดนี้คงไม่เสียเวลามาคอยอิจฉาผมหรอก…ผมเผลอนึกว่าเป็นเมื่อก่อนน่ะ…สมัยคุณยังเป็นแค่ดาราขายไม่ออก…จนต้องขายเพื่อนเพื่อเป็นบันไดให้ตัวเอง…ดัง…”

“สดายุ!! แก!! ...” เพราะอารมณ์ของบดินทร์ฉุนเฉียวขึ้นจากแรงยุส่งของสดายุ ทำให้เขาเผลอกดร่างของอีกฝ่ายกระแทกเข้ากับผนังแรงขึ้น ยิ่งสดายุดิ้นรนมากเท่าไหร่ บดินทร์ก็โถมแรงใส่มากเท่านั้น

“ปล่อย!!” สดายุคำรามทันทีที่สองแขนถูกบดินทร์กดตรึงกับผนังอีก

ความโกรธขึ้งทำให้อีกฝ่ายมองไม่เห็นความเจ็บปวดที่แฝงอยู่ในสายตาของบดินทร์เลยแม้แต่นิด สดายุในตอนนั้นมีแต่ความโกรธเกรี้ยวและเกลียดชัง ซึ่งในจุดนั้นบดินทร์ก็เข้าใจอีกฝ่ายดี เขาทำไว้เยอะ เป็นใครก็เกลียด



หลังจากนั้นการโต้เถียงกันยังดำเนินไปต่ออีกครู่หนึ่งก่อนที่สดายุจะสามารถสลัดตัวออกจากปราการของบดินทร์ไปได้สำเร็จ และ บดินทร์เองก็ไม่ได้เหนี่ยวรั้งอะไร นอกจากคาดหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้ง คำว่าเพื่อนมันแตกต่างออกไปแล้ว จากนี้ไปนอกจากคำว่าศัตรูที่สดายุมอบให้ ก็คงมีอีกคำจากใจของบดินทร์คนนี้ที่เขาไม่กล้าพูดมันออกไป



จากวันนั้น บดินทร์เพียรเข้าสำนักงานทุกวัน เพียงคาดหวังว่าอาจเจอคนที่ถวิลหา แม้ปากจะบอกใครต่อใครว่าไม่ชอบหน้าก็ตาม

แต่แล้วความกระเหี้ยนกระหือรือในการอยากเจอจนแทบบ้าของบดินทร์นั้นก็เป็นอันต้องพังทลายไป

ในวันที่บดินทร์เข้าห้องน้ำอยู่ในโซนที่ถือว่าเงียบสงบที่สุดในสำนักงาน เสียงคนสองคนที่คุยกันดังขึ้นในตอนนั้น แล้วฉากเลิฟซีนเร่าร้อนก็ปรากฏสู่สายตาของเขาทันทีที่แง้มประตูเปิดออกดู สองคนนั้นเป็นผู้ชาย หนึ่งในนั้นบดินทร์จำได้ดีว่าเป็นกฤตเมธ พระเอกรุ่นใหญ่ในวงการที่ถือได้ว่าโด่งดังและมีชื่อเสียงในทางดีงามมากที่สุด และพระเอกดังคนนั้นกำลังตะโบมจูบอยู่กับคนที่ทำให้หัวใจของบดินทร์แตกร้าวที่สุด ‘สดายุ’ !!!

บดินทร์กัดฟันรออย่างใจเย็นจนกระทั่งกฤตเมธขอตัวออกไปก่อน เหลือเพียงสดายุที่ยืนหน้าแดงจัดอยู่เพียงลำพัง

และในตอนนั้นเอง

“แหม แหม...ได้สกู๊ปข่าวใหญ่เลยเว้ยวันนี้...” บดินทร์ก็ร้องทักออกไป แอบยิ้มเยาะในใจที่ได้เห็นสีหน้าตกใจสุดขีดของอีกฝ่าย

สดายุตั้งท่าจะหนีไปจากสถานการณ์กระอักกระอ่วน แต่บดินทร์ไม่ยอม เขาไล่ต้อนอีกฝ่ายจนจนมุมตรงกำแพงห้องน้ำ ใบหน้าของสดายุที่แสดงความรังเกียจออกมาอย่างสุดทนที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับตนนั้น ในที่สุดก็ทำให้บดินทร์ขาดสติ

“แหม...นี่ถ้ารู้ว่ากับผู้ชายก็ไม่มีปัญหาล่ะก็...ตอนนั้นผมคงไม่ปล่อยคุณไว้...” บดินทร์พูดหยัน พลางจ้องมองต้นคอขาวผ่องของสดายุอย่างจาบจ้วง เขากระหายในตัวอีกฝ่ายมากเท่าๆ กับที่รักและถวิลหา

“ปล่อยเหี้ยอะไรวะ!!?” สดายุหลับหูหลับตาตวาดกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้ และมันก็เข้าทางบดินทร์พอดี

“ก็ปล่อยให้หมากฤตเมธคาบไปแดกเสียแล้วยังไงล่ะ” จบคำกระซิบร้ายที่ข้างใบหูเย็นเฉียบ บดินทร์ก็ลองลิ้มใบหูแดงก่ำนั้นด้วยเรียวลิ้นของตน

สดายุดิ้นรนในฉับพลันที่ถูกล่วงล้ำราวคนคลั่ง แต่แทนที่จะทำให้บดินทร์รู้สึกตัวเขากลับยิ่งกระทำการจาบจ้วงกับอีกฝ่ายอย่างหื่นกระหาย ทั้งเลียทั้งขบเม้มไปทั่วต้นคอขาวกระจ่างด้วยความต้องการที่กระพือโหม



เขาอยากได้ เขาต้องการสดายุ!!



แต่แล้ว!



แกร๊ก...



“...............!!!!!???” เสียงประตูที่เปิดขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ทำเอาบดินทร์รีบผละจากการคุกคามสดายุชั่วขณะ

“อ๊อกก!!” ยังไม่ทันที่จะได้รู้ว่าแขกไม่ได้รับเชิญคือใครบดินทร์ก็ถูกสดายุยันเข้าไปที่ท้องเต็มรัก ก่อนเจ้าของเท้าจะผลุนผลันออกจากห้องน้ำไปปล่อยคนที่จุกจนพูดไม่ออกไว้ด้านหลัง

“..............อืมมม...เดินลิ่วเลยแฮะ” ผู้มาใหม่รำพึงขึ้นเบาๆ ขณะยังมองตามแผ่นหลังของสดายุไป

บดินทร์ยันตัวขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก เดินโขยกเขยกไปตรงหน้าประตูที่มีคนขวางอยู่แล้วตวาด “หลีกไป!”

เขารู้สึกหงุดหงิดกับเหตุการณ์เกิดขึ้นมาก  ทั้งเจ็บและเสียหน้า จึงตะเบ็งเสียงข่มขู่ผู้มาใหม่ให้ถอยให้พ้นทาง ขณะเดินกุมท้องมาตรงหน้าประตู

ทว่าแทนที่คนที่ยืนบังทางออกอยู่จะทำตามคำของเขา ฝ่ายนั้นกลับยิ้มแล้วกระแทกประตูปิด บดินทร์คำรามเสียงขรมเมื่อถูกดาราหน้าใหม่ที่เขาไม่คุ้นหน้ากวนโอ้ยโดยการแกล้งเบี่ยงตัวแกล้งทำเป็นหลบแล้วก็ปิดประตูใส่หน้าเขา ขังตัวมันเองไว้กับเขาในห้องน้ำสองต่อสอง พร้อมรอยยิ้มกวนเบื้องล่างแล้วยังพูดจากวนประสาท

“โอ๊ะ ขอโทษทีมือมันลื่น”

ฝ่ายนั้นสูงกว่าเขาราวๆ 4-5 เซนติเมตร ไม่เยอะ แต่ก็มากพอให้มันต้องหลุบตามองเขาเมื่ออยู่ในระยะใกล้ และบดินทร์เองก็ต้องเงยหน้าขึ้นนิดหน่อยเพื่อเหยียดมอง ซึ่งสภาพนี้มันไม่ถูกจิตเขาเลยแม้แต่นิด

ด้วยความที่แน่ใจว่าคนตรงหน้าเป็นเพียงดาราหน้าใหม่ที่ไม่มีสัมมาคารวะ บดินทร์จึงข่มอีกฝ่ายไปไม่ยั้ง ตั้งใจให้รู้ว่าเขาเป็นใคร อยากเห็นว่ามันตอนกลัวจนหัวหดจะทำหน้าแบบไหน แต่แทนที่คนตรงหน้าจะยำเกรงกัน มันกลับยิ้ม ราวกับไม่ยี่หระในอำนาจจอมปลอมที่หนุนหลังเขาอยู่เลย

ในตอนนั้นบดินทร์ไม่รู้ว่าคนตรงหน้านี้เป็นใคร

แต่ในอีกไม่ช้าเขาจะได้รับรู้มัน

ซึ่งกว่าที่บดินทร์จะได้ประจักษ์ว่าคนคนนี้คือคนที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตของตน ก็หลังจากนี้ไปอีกระยะหนึ่ง



TBC




*********************************************************



เชิงอรรถ

________________________________________________________________________________________

** อบายมุข 6 คือ วิถีชีวิต 6 อย่าง แห่งความโลภและความหลงที่ทำให้เกิดความเสื่อม ความฉิบหายของชีวิต ประกอบด้วย

1. ดื่มน้ำเมา (Addiction to intoxicants) คือ พฤติกรรมชอบดื่มสุราเป็นนิจ

2. เที่ยวกลางคืน (Roaming the streets at unseemly hours) คือ พฤติกรรมชอบเที่ยวกลางคืนเป็นนิจ

3. เที่ยวดูการละเล่น (Frequenting shows) คือ พฤติกรรมชอบเที่ยวดูการแสดงหรือการละเล่นเป็นนิจ

4. เล่นการพนัน (Indulgence in gambling) คือ พฤติกรรมชอบเล่นการพนันเป็นนิจ

5. คบคนชั่วเป็นมิตร (Association with bad companions) คือ พฤติกรรมชอบคบหาคนพาลเป็นนิจ

6. เกียจคร้านการงาน (Habit of idleness) คือ พฤติกรรมชอบเกียจคร้านในการงานเป็นนิจ

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ผมคือตัวร้าย

ตอนที่ 2 ดนัย



ดนัย ในสายตาของคนทั้งโลกคือนักแสดงชาวเอเชีย ที่เคยมีบทบาทในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง ทว่าก็ไม่ใช่บทเด่น แต่ก็เป็นบทที่มีความหมาย

ดนัย ในสายตาของคนในประเทศบ้านเกิด คือดาราโกอินเตอร์ ที่เคยมีอดีตเป็นนายแบบสุดเซ็กซี่มาก่อน

ดนัย ในสายตาของคนในวงการด้วยกัน คือดาราลูกนายทหารใหญ่ยศสูง ที่หากใครเผลอไปมีเรื่องมีราวด้วย จบไม่เคยสวยสักราย

นี่คือดนัย เบื้องหน้าที่ใครหลายๆ คนรู้จัก

แต่ไม่ใช่ดนัยตัวจริงในอีกโลก ที่ไม่มีใครกล้าจินตนาการถึง



ลูกชายคนเล็กของท่านนายพลใหญ่ที่เข้าวงการบันเทิงเพียงเพราะไม่มีความสนใจในเครื่องแบบอันทรงเกียรติที่ใครๆ ต่างก็หมายปอง ดนัยเข้าวงการบันเทิงแรกเริ่มด้วยการเป็นนายแบบก่อนเข้ามาแสดงละครจอแก้ว เขาเข้าวงการเพียงเพราะความสนุก เขาสนุกกับการแสร้งปั้นหน้าหลอกใครต่อใครว่าเทพบุตรยิ้มสวยคนนี้ ช่างเป็นคนแสนดี

หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมดนัยถึงไม่เป็นทหารเหมือนบิดา แล้วทำไมท่านนายพลถึงได้ยินยอมให้ลูกชายเข้าวงการบันเทิง ทั้งที่คนอย่างดนัยนั้นถ้าได้เข้ากรมก็คงทรงอิทธิพลในวงการไม่แพ้ผู้เป็นบิดาเป็นแน่

ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ดนัยปรารถนา

เพราะเขามีอีกด้านที่เป็นตัวตนของเขามากกว่านั้น

ด้านที่ไม่ใช่แค่นักแสดงยิ้มสวย ไม่ใช่ลูกชายคนเล็กของพ่อนายพลผู้ทรงอิทธิพล แต่เป็นเจ้าพ่อในวงการมืด วงการแห่งการทำธุรกิจเหนือกฎหมายหลายอย่าง ที่ไม่มีใครเคยคาดถึง

เจ้าพ่อที่ยิ้มสวย และมีใบหน้าราวเทพบุตรผู้มีจิตใจสูงส่ง

*

*

*



ในวันหนึ่งขณะที่ดนัยกลับมาเมืองไทย เพื่อโปรโมทภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ตนเล่นเป็นดาราสมทบ โดยมีเหตุผลลับที่เกี่ยวกับการมาสอดส่องตลาดของอีกโลกที่เขารับผิดชอบอยู่ด้วย

โลกของวงการบันเทิงที่น่าเบื่อขึ้นทุกวัน ซึ่งดนัยเองก็เซ็งเต็มแก่จนเริ่มรับงานน้อยลง หากในวงการนี้ไม่มีกฤตเมธพี่ชายที่แสนดีกับสดายุเพื่อนร่วมวงการที่เขาชอบพอแล้วล่ะก็ วงการบันเทิงไทยก็จะไม่เหลือเสน่ห์อะไรยึดดนัยไว้ได้อีก

ทว่าการกลับมาครั้งนี้ ดนัยได้พบกับอีกเหตุผลที่ทำให้เขายังอยากอยู่ในวงการต่อไปอีกหน่อย

ในห้องน้ำส่วนที่เงียบที่สุดของสำนักงาน ฝั่งเดียวกับห้องของท่านประธานใหญ่ ดนัยที่เพิ่งกลับออกจากห้องของท่านประธานจากการถูกเรียกมารับคิวงานที่ต้องให้สัมภาษณ์กับทางรายการ Star Talk ที่พิธีกรเป็นดาราเก่าแก่ของวงการคนหนึ่งซึ่งเขาก็จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร เพราะไม่ได้สนใจที่ท่านประธานเพิ่งกรอกหูไปเมื่อครู่มากนัก จังหวะเหมาะตอนกำลังคิดจะเข้าไปสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองก็ดันได้ยินเสียงคนทะเลาะกันในห้องน้ำเข้า

“อะไรกันวะ น่าเบื่อชะมัด” ในทีแรกดนัยได้แต่บ่น แล้วคิดจะผละจากไปโดยไม่สนใจใยดี แต่ในนาทีนั้นก็พลันได้ยินชื่อที่แว่วออกมา

‘สดายุ’ เพื่อนรักกำลังตกที่นั่งลำบาก ดนัยจึงไม่รอช้าที่จะเปิดประตูเข้าไปช่วย แล้วภาพที่เห็นก็เล่นเอาชะงัก ‘สดายุเพื่อนรักกำลังถูกใครสักคนคลุกวงในอยู่’ ในขณะที่คิดในใจว่าจะยื่นมือเข้าช่วยหรือฟ้องพี่ชายกฤตเมธเพื่อจะได้ดูเรื่องสนุกๆ ดีก็ประจวบกับที่สดายุประเคนหมัดเท้าเข้าหาไอ้คนหาเรื่องผิดคนคนนั้นจนลงไปนั่งจุกตัวงอ

อืม…ไม่จำเป็นต้องถึงมือเขาจริงด้วย

“เอ่อ…สดายุ?” ดนัยตั้งท่าจะทักแต่กลับโดนเมิน แถมยังถูกเดินกระแทกไหล่ออกไปเสียก่อน สดายุผลุนผลันจากไปโดยไม่มีการเหลียวหลังกลับมามองผลงานของตัวเองที่ยังนั่งจุกอยู่แม้แต่น้อย

“..............อืมมม...เดินลิ่วเลยแฮะ” ดนัยรำพึงขึ้นกับตัวเองเบาๆ ขณะยังไม่ละสายตาจากแผ่นหลังของสดายุ เกิดอะไรขึ้นบ้างคงไม่ต้องเดา เพราะเขาเห็นเต็มสองตาอยู่เมื่อครู่

ไม่ได้ตั้งใจจะมาสอดรู้สอดเห็นหรอก แต่บังเอิญว่าผ่านมาทางนี้พอดีเลยกะจะแวะล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย ไม่นึกว่าจะมาได้ยินเรื่องไม่บังควรเข้า ตอนแรกก็กะจะผละไป ถึงจะพอเดาเรื่องได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจากความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย ก็ไม่ใช่ธุระกงการที่เขาจะต้องเข้าไปสอด แต่เพราะเป็นสดายุหรอกนะถึงทำให้เขาไม่รอช้าที่จะทะเล่อทะล่าเข้ามาให้ตกใจเล่น แล้วพอได้เห็นว่าอีกคนที่กำลังมีปัญหากับเพื่อนเขาอยู่คือใคร ดนัยก็ถึงกับสตั้นไปเล็กน้อย

‘บดินทร์?’

สดายุกับบดินทร์คือคนสองคนที่ไม่ควรโคจรมาพบกันได้ในห้องน้ำแคบๆ นี้ เพราะเท่าที่จำได้ก่อนที่เขาจะจากไปทำงานที่ต่างประเทศนั้น สองคนนี้มีปัญหากันสุดๆ ข่าววงในปิดกันให้แซ่ดว่าที่สดายุต้องระเห็จออกจากวงการ ก็เพราะคุณบดินทร์เพื่อนรักนี่แหละที่เป็นต้นเรื่อง ข่าวว่าเกลียดกันจนไม่เผาผี แล้วนี่มันยังไงวะ?

แต่ยังไม่ต้องประมวลผลอะไรมาก ทันทีที่สดายุถีบเข้ายอดอกของบดินทร์จนหงายเก๋ง ดนัยก็รู้ได้ทันทีเลยว่า...อ๋อ...

‘อ่าฮะ...เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดนี่เอง’

อดีตเคยเป็นมายังไงไม่รู้ล่ะ แต่ตอนนี้ บดินทร์หวังแทงข้างหลังสดายุแบบมิดด้ามมีดเลยทีเดียว...

“หลีกไป!”

ห้วงความคิดของดนัยที่ยืนเงียบนิ่งไม่ไหวติงในที่สุดก็ถูกปลุกขึ้นจากเสียงทุ้มต่ำที่แฝงอารมณ์ร้ายกาจของชายที่ชื่อบดินทร์ เพราะเขาดันมายืนตัวใหญ่ขวางประตูอยู่ เลยถูกข่มขู่ด้วยความไม่สบอารมณ์ของอีกฝ่าย

ตอนแรกดนัยก็ไม่ได้คิดจะขวางอะไรบดินทร์หรอก ไม่ได้อยากจะยุ่งด้วยเลยด้วยซ้ำ แต่พอเห็นสีหน้าหงุดหงิดงุ่นง่านของคนที่กุมท้องจ้องหน้ากันอยู่นั้น ความคิดบางอย่างก็แล่นปราดขึ้น

‘แหม่...หน้ามันกวนโอ๊ยดีเว้ย’

“บอกให้หลีกไง! ...” บดินทร์ขึ้นเสียงอีกครั้ง และในตอนนั้นเอง



ปัง!



“เฮ้ย!?”

“โอ๊ะ ขอโทษที…มือมันลื่น”

“แก...” บดินทร์คำรามเสียงขรม แหงนเงยขึ้นจ้องตาข่มดนัยในระยะประชิด ก่อนจะกร้าวเสียงถาม “มึงเด็กสังกัดใคร?”

เห็นท่าทีแบบนั้นของบดินทร์เข้า ดนัยก็นึกขัน หรือว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องสนุกให้เขาได้แก้เบื่อในช่วงกลับมาไทยกันนะ?

“ก็...ยังไม่ได้สังกัดใครครับ ผมเพิ่ง...” เสียงทุ้มตอบข้อความนุ่มเนิบพร้อมรอยยิ้ม ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะปิดบังเรื่องที่ตัวเองเป็นใครอยู่หรอกนะ แต่การปล่อยให้อีกฝ่ายได้ก้าวร้าวใส่แบบไม่รู้หัวรู้หางแบบนี้ก็สนุกดีไปอีกแบบ

“มาใหม่! งั้นมึงก็ควรรู้ว่าต้องทำตัวยังไงเวลาอยู่ต่อหน้ากู!” พอได้ยินว่าดนัยเป็นเด็กใหม่เท่านั้น บดินทร์ก็ยิ่งขึ้นเสียงขู่สำทับ

ดนัยเลิกคิ้วน้อยๆ เมื่อถูกบดินทร์ใช้นิ้วชี้จิ้มมาที่กลางอกก่อนจะหยันใส่เล็กๆ แล้วแนะนำตัวเองด้วยอาการหยิ่งผยอง

“กูชื่อบดินทร์ และกูไม่ใช่ดาราระดับที่มึงจะมาเล่นหัวด้วยได้ไอ้เด็กใหม่ จำ ใส่ หัว มึง ไว้ ด้วย!!” บดินทร์ย้ำเน้นๆ ทีละคำตรงหน้าของดนัย ก่อนจะกระแทกไหล่หนาเปิดประตูออกไปด้านนอกด้วยความคุกรุ่น

หัวใจของดนัยเต้นแรงขึ้น นานเหลือเกินแล้วที่ไม่มีใครกล้าทำยโสใส่เขาแบบนี้

หรือว่าเรื่องสนุก…กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

“เคยได้ยินมาว่า คุณบดินทร์กับคุณสดายุไม่ถูกกัน...” ดนัยเอ่ยขึ้น ก่อนที่บดินทร์จะเดินห่างออกไป “แต่เมื่อกี้เห็นนัวเนียกันขนาดนั้น...คงไม่ได้เกลียดกันตามข่าวแล้วม๊างงง” แสร้งลากเสียงยาวชวนระคายอารมณ์คนฟัง เพราะตั้งใจจะกวนให้บดินทร์ขุ่นเคืองอยู่แล้ว

“...อย่าเสือก!”

และมันก็ได้ผล เมื่อบดินทร์กระแทกเสียงกร้าวกลับมาก่อนจะหมุนตัวจากไปทันที ปล่อยให้ดนัยได้แต่เบะปากหมั่นไส้ “คนอะไรวะ? หลงตัวเองชิบ” ก่อนจะยิ้มร้ายกับตัวเองบางๆ มองตามแผ่นหลังของคนที่เดินจ้ำจากไป





Target Lock on!!



**********************************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตอนที่ 3 นายพราน # บ่วง # เหยื่อ PART 1







ในซอกเล็กๆ ของห้องแต่งตัวนักแสดง ควันบุหรี่จางๆ ถูกพ่นออกจากปากและจมูกโด่งรั้น ข้างนอกนั้นมีแต่เสียงของทีมงานที่กำลังจัดฉากรายการที่กำลังจะเริ่มถ่ายทำในอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า



อีกตั้งชั่วโมง แต่บดินทร์พิธีกรผู้ดำเนินรายการก็แต่งตัวรอเรียบร้อยแล้ว วันนี้ชายหนุ่มไม่มีงานอื่นนอกจากการถ่ายแบบเมื่อช่วงเช้า ดังนั้นจึงว่างมากพอที่จะแต่งตัวรอเรื่อยเปื่อย ซอลย่าผู้จัดการส่วนตัวของเขาก็ดันมีเรื่องต้องไปคุยอะไรบางอย่างกับท่านประธานด่วน ทำให้ตอนนี้บดินทร์จึงต้องนั่งแกร่วอยู่ลำพัง



นั่งอยู่คนเดียวเงียบๆ กับบุหรี่หนึ่งมวน วันนี้บดินทร์ต้องสัมภาษณ์ดาราคนหนึ่งที่เพิ่งกลับจากเมืองนอกในฐานะเด็กปั้นอีกคนของท่านประธานเสน่ห์จันทร์ต่อจากกฤตเมธ ขึ้นชื่อว่าเด็กปั้นของท่านประธาน ไม่ว่ายังไงก็ดูยิ่งใหญ่ จะทำอะไรก็มีแต่คนสนใจ จะทำอะไรก็มีแต่คน 'เกรงใจ' บดินทร์ไม่รู้จักหน้าค่าตาของดาราคนนั้นหรอก ได้ยินแค่ว่าชื่อ 'ดนัย' อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขานี่แหละ แต่คงเพราะถูกส่งไปล่าค่าตัวที่เมืองนอกตั้งแต่เพิ่งเข้าวงการ จึงทำให้เขาไม่ค่อยคุ้นหน้า แต่จะยังไงก็เถอะ วันนี้เขาก็ต้องสัมภาษณ์คนคนนั้นด้วยความสุภาพ ด้วยความชื่นชมแม้จะขัดกับความรู้สึกเล็กๆ ก็เถอะ ในเมื่อมันเป็นหน้าที่เสียอย่าง จะอะไรบดินทร์ก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ



ในห้องแต่งตัวยังไม่มีใครเข้ามา บดินทร์เลยยังสูบบุหรี่ได้อย่างสบายใจ ชายหนุ่มรู้ดีว่าทำไมในห้องนี้ถึงไม่มีใครเข้าใกล้

นั่นก็เพราะเขาคนนี้ยังนั่งอยู่เลยไม่มีใครกล้าเข้ามา

ตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาก็ไม่ได้มีเพื่อนเป็นตัวเป็นตน โดยเฉพาะตอนนี้ที่เรียกได้ว่าไม่มีใครเลย ไม่มีแฟน ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม...



"ฟู่..." บดินทร์ยังคงพ่นควันปุ๋ยๆ ด้วยสีหน้าชาชิน ชายหนุ่มไม่มีใครคบมานานมากแล้ว อันที่จริงช่วงชีวิตหนึ่งเขาเคยคบหากับพระเอกชั้นแนวหน้าอย่างสดายุอยู่พักใหญ่ๆ สดายุผู้เก่งกาจและหยิ่งทะนง คนคนนั้นไม่เคยสนใจแม้ใครจะว่าร้าย เพราะไม่เคยเห็นว่าใครจะคู่ควรพอที่จะให้ตัวเองลดตัวลงไปคลุกคลีด้วย



แล้วพอสดายุออกจากวงการไปเพราะข่าวฉาว บดินทร์ก็ไม่เหลือใคร และไม่มีใครกล้ายุ่งกับเขาอีกเพราะทุกคนรู้...



ทุกคนในวงการรู้ว่าที่สดายุต้องระเห็จออกจากวงการ มันเป็นเพราะใคร



หลังจากที่สดายุออกจากวงการไปแล้ว บดินทร์ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เพราะไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษเขาเลยไม่คบค้ากับใคร จนได้คำสรรเสริญที่ไม่ค่อยถูกจริตว่าบดินทร์กำลังตั้งตัวเป็นสดายุคนที่สอง พร้อมคำปรามาสพ่วงท้ายว่า 'ไม่มีทางเทียบสดายุได้แม้เพียงฝุ่น!'



สดายุคือพระเอกขั้นเทพ มากมายฝีมือ และไม่เคยใส่ใจกับปากหมาปากปูหรือข่าวเสียหาย เพราะไม่เคยคิดจะเอาตัวลงมาเกลือกกลั้ว

แต่บดินทร์คือนักแสดงกากๆ ที่หักหลังเพื่อนจนได้ดิบได้ดี นิสัยต่ำทรามผิดกับหน้าตา หาเรื่องคนอื่นไปทั่ว ทำตัวกร่างด้วยคิดว่าตัวเองเป็นลูกรักอีกคนของท่านประธาน หลงตัวเอง!



หลากหลายคำประณามหยามเหยียดลับหลังที่เขาเคยได้ยินอยู่หลายๆ ครั้ง และทุกครั้งบดินทร์ก็ฉะแหลกเล่นเอาคนพูดถึงกับหน้าชากันไปเป็นแถว

ถึงจะเป็นกากเป็นเดน แต่บดินทร์ก็ไม่เคยตกงาน การเป็นเด็กดีในสายตาของท่านประธานกับการการันตีผลงานโดยผู้จัดการส่วนตัวผู้มากฝีมืออย่างซอลย่า ทำให้บดินทร์ยังคงมีงานเนืองๆ และยังอยู่ในวงการได้ไม่เดือดร้อน สัญญาระยะยาวยังอยู่ในมือเขาอีกหลายฉบับ ไม่นับอีเว้นท์เล็กอีเว้นท์น้อยที่ได้เงินดีอีกนับไม่ถ้วน เรียกได้ว่างานเงินไม่ขาดแม้จะไม่ได้เป็นที่สุดแต่ก็อยู่ได้



แถมดูเหมือนเพราะไม่ว่าจะโดนโจมตียังไงก็ยังอยู่ได้นี่แหละ หลังๆ เลยมีข่าวว่าเขาเป็นเด็กเก็บท่านประธานและมีอิทธิพลมืดพอสมควร ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้ายุ่งกับเขาอีก



เรื่องจริง...ไม่มีใครรู้



แต่ก็ดีแล้ว ที่ไม่มีใครรู้



แม้แต่กับสดายุเองเขาก็ไม่อยากให้รู้...



บดินทร์หลับตาลง ชันขาข้างหนึ่งขึ้นมาเพื่อพักแขนที่คีบบุหรี่ไว้ พลางเอนตัวพิงกับผนังห้องเงยศีรษะขึ้นเล็กน้อยก่อนจะอัดบุหรี่เข้าเต็มปอดแล้วพ่นควันออกมาเป็นสาย ใบหน้าเรียบเฉยสายตามองเหม่อไร้โฟกัส ดูเหนื่อยล้าและเงียบเหงาอย่างยากจะอธิบาย

แต่...ไม่มีใครได้รู้เห็น

และเพราะไม่มีใครเห็น บดินทร์จึงหลับตาลงช้าๆ ปล่อยอารมณ์ล่องลอยคล้ายควันบุหรี่ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศก่อนจะจางหายไป



"ขอบุหรี่สักมวนได้ไหมครับ? "



"…!? " เสียงทุ้มต่ำปลุกบดินทร์จากภวังค์ เมื่อลืมตาขึ้นมองก็ถึงกับผงะ เพราะเจ้าของเสียงทุ้มนั้นยื่นหน้าเข้ามาใกล้ในรัศมีที่เกินกว่าบดินทร์จะรับได้



"มีธุระอะไร? " บดินทร์ที่ผงะถอยในคราแรก พอเห็นได้เต็มตาแล้วว่าใครกันที่บังอาจเข้ามารบกวนเวลาพักผ่อน ก็ถึงกับชักสีหน้าเข้ม เพราะมันคือไอ้เด็กใหม่จอมกวนโอ้ยที่เพิ่งเจอกันที่หน้าห้องน้ำเมื่อตอนสายๆ นั่นเอง



"บุหรี่คุณกลิ่นหอมดี ขอสักมวนได้ไหมครับ? " คนถูกชักสีหน้าใส่ยังคงตอบกลับด้วยถ้อยคำแสนสุภาพและรอยยิ้มพิมพ์ใจ



แต่นั่นกลับยิ่งทำให้บดินทร์หงุดหงิด 'ยิ้มพิมพ์ใจอะไรกัน มันยิ้มกวนตีนต่างหาก! '



"กูถามว่ามึงมีธุระอะไร ที่นี่ไม่ได้มีงานอะไรให้หน้าใหม่โชว์ตัวหรอกนะ!" บดินทร์ตะคอกเสียงขรม เขาไม่ชอบเลยที่มีคนมากวนโอ้ยใส่ด้วยรอยยิ้มแบบนี้



"ขอโทษที่ให้รอนะคะคุณดนัย มาแต่งหน้าได้เลยค๊า...อุย! "



"…!!? "



"................."



ยังไม่ทันจะได้จัดการอะไร ช่างแต่งหน้าสาวสองก็เปิดประตูทะลึ่งพรวดเข้ามาพร้อมเสียงใสแจ๋ว (ที่ต้องหุบปากลงทันทีที่เห็นว่าบดินทร์ก็นั่งหัวโด่อยู่ด้วย)



และในเสียงใสๆ นั่นก็มีหนึ่งคำที่กระแทกมโนสำนึกของบดินทร์เข้าอย่างจัง

'ดนัย!?'



"...คราวนี้...จะกรุณาให้บุหรี่ผมสักมวนได้หรือยังครับ...คุณบดินทร์? " ดนัยเอ่ยถามขึ้นเบาๆ ให้พอได้ยินกันเพียงสองต่อสอง รอยยิ้มพิมพ์ใจยังคงอยู่ แต่สายตาที่จ้องมองมานั้นแฝงด้วยแววเจ้าเล่ห์



".............." หัวใจของบดินทร์กระตุกวูบวาบราวกับเต้นไม่ถูกจังหวะ ไร้ร้างคำพูดใดๆ จะเอื้อนเอ่ย

ดนัย...คนตรงหน้าเขาคือดนัย คนที่เป็นเหมือนลูกรักคนที่สองของท่านประธานเสน่ห์จันทร์! ตกใจไม่เท่ากระวนกระวายใจ ก็จะให้คงสติอยู่ได้อย่างไรเล่าในเมื่อที่สามารถหยัดยืนในวงการอยู่ได้ก็เพราะอาศัยบารมีของท่านประธานล้วนๆ แถมยังไม่ใช่ลูกรักกลับเป็นแค่ลูกชังกลายๆ เสียอีก แล้วนี่ดันทะลึ่งไปกร่างกับลูกรักของท่านเข้า อนาคตเขาจะเหลืออะไรล่ะ!?

แค่มโน จิตสำนึกก็ตกประหม่าแต่ก็ยังตั้งสติกัดฟันหยิบบุหรี่หนึ่งมวนส่งให้ดนัยที่ยืนคอยท่าด้วยมือที่สั่นระริกบางเบา



"ขอบคุณครับ" ดนัยยิ้มรับแบบไม่มีขัดเขิน



บดินทร์ก้มหน้าหลบเลี่ยงทันทีที่ส่งบุหรี่ให้เสร็จสรรพ ตั้งท่าจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องที่ตอนนี้ตรงหน้าประตูมีสองสาวช่างแต่งหน้ายืนทำหน้าตาเลิ่กลั่กกันอยู่ ทว่าพอจะลุกออกมาให้พ้นซอกที่นั่ง ร่างสูงสง่าของดนัยก็ก้าวเข้ามาขวางเอาไว้หมิ่นเหม่



"ทำไมเงียบจังละครับ เมื่อกี่ยังชวนผมคุยจ้อยๆ อยู่เลย..." นอกจากจะเบี่ยงกายออกมาขวางบดินทร์แล้ว ดนัยยังเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงสดใสราวกับว่ามองไม่เห็นบรรยากาศรอบตัวของบดินทร์เลยแม้แต่นิด



".............." ฝ่ายบดินทร์แม้จะถูกสกัดทางผ่าน แต่ก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตาดนัย ภายในใจของชายหนุ่มตอนนี้นอกจากความตื่นตระหนกแล้ว มันยังอัดแน่นไปด้วยความคุกรุ่นอย่างยากจะยอมรับ



"เอ๊ะหรือว่า....พูดไม่ออก...ครับ...คุณบดินทร์ หึหึ...คงไม่ใช่หรอกมั้ง คุณจะกลัวอะไรล่ะ ขาใหญ่ซะอย่าง..." เห็นว่าอีกฝ่ายยังคงเงียบจัด ดนัยเลยอดไม่ได้ที่จะแขวะเล่นให้ได้เห็นบดินทร์ขึ้นหน้าซับสีเลือด จริงอยู่ถึงดนัยจะดูเป็นคนอารมณ์ดี เข้าถึงง่ายยิ้มง่ายขี้เล่น แต่ทั้งหมดที่ทุกคนเห็นนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าแท้จริงชายหนุ่มยังมีด้านมืดที่เป็นคนชอบข่มขวัญคนที่ไม่ชอบหน้าอยู่ด้วย และเลวร้ายชนิดที่ว่า หากใครทำเขาไม่ชอบหน้าขึ้นมาล่ะก็ดนัยเจ้าชายยิ้มหวานคนนี้จะทำทุกวิถีทางเพื่อลิดรอนศักดิ์ศรีของคนที่เขาชิงชัง ทำทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการ และแน่นอนว่าที่เขาทำอยู่ตอนนี้ก็คือการแผ่บารมีข่มบดินทร์ให้ยิ่งจมดิน ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียวคือ 'หมั่นไส้'



หมั่นไส้ทั้งท่าทางหยิ่งผยองไม่เป็นท่า



และโคตรหมั่นไส้ ที่บังอาจมาแกล้งข่มสดายุ ผู้เคยมีบุญคุณของเขานั่นเอง!



ที่สำคัญ...



นี่มันแค่การเริ่มต้นเท่านั้นด้วย



"อ๊ะ เดี๋ยวสิคร๊าบ..." พอเห็นบดินทร์จะเดินเลี่ยงออกไปทั้งที่ยังไม่ยอมพูดอะไรอีก ดนัยก็เข้าไปขวางในระยะประชิดอีกครั้ง



"..............." ความอดทนสุดท้ายของบดินทร์ขาดผึง ชายหนุ่มตวัดสายตาขุ่นขวางขึ้นสบตาดนัยทันที

เห็นดังนั้นดนัยก็รีบก้มหน้าลงใกล้ในระยะที่ทำให้บดินทร์ถึงกับผงะอีกรอบ



บดินทร์สับสนในคราแรก แต่พอดนัยเอาบุหรี่ขึ้นมาคาบที่ปากแล้วโยกหน้าน้อยๆ เป็นเชิงให้สัญญาณ บดินทร์ก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร



'แม่งงงงง'



กริ๊ง..แชะ...



บดินทร์กัดกรามกรอด เพราะท่าทีของดนัยนั้นมันหมายถึงให้เขาบริการจุดบุหรี่ให้ ไม่อยากทำจนอยากจะกัดลิ้นตาย แต่ก็ต้องจำใจหยิบzippoขึ้นมาจุดให้อย่างเลี่ยงไม่ได้



ดนัยพ่นควันปุ๋ยๆ ท่าทางช่างสำราญใจ ยิ่งได้เห็นบดินทร์จำยอมจนเส้นเลือดปูดตรงขมับดนัยยิ่งอิ่มเอมเปรมปรีจนหยุดยิ้มไม่อยู่

"ฟู่...ขอบคุณครับ ขาใหญ่" พูดขอบคุณออกไปพร้อมเบี่ยงตัวเปิดทางให้ในที่สุด และบดินทร์เองก็รีบผละออกไปอย่างไม่รอช้าเช่นกัน



การสัมภาษณ์ในวันนั้น เป็นไปด้วยดี เจ้าคนร้ายกาจที่เพิ่งปะทะกันในห้องแต่งตัวนักแสดงอย่างดนัย ให้ความร่วมมือในการให้สัมภาษณ์อย่างดีอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะมีการถึงเนื้อถึงตัวแบบเจตนาระหว่างพิธีกรกับแขกรับเชิญบ้าง เพื่อเรียกเสียงกรี๊ดจากบรรดาคนดู แต่มันก็ผ่านแค่นั้น



เมื่อการอัดรายการจบลง เมื่อหน้าที่หน้ากล้องเสร็จสิ้น บดินทร์รีบหลบลี้จากไปทันที เขาไม่มั่นใจว่าดนัยจะมีปัญหาอะไรกับตนหรือเปล่า แต่สัญชาตญาณมันบอกว่าผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไปจนไม่อยากเข้าใกล้



*

*

*

*



หลังจากนั้นบดินทร์ก็ไม่ได้ผ่านมาพบเจอกับดนัยอีกเลยอยู่พักใหญ่ เวลาผ่านไปนานจนพิธีกรหนุ่มเริ่มตายใจว่าที่ผ่านมาก็แค่เหตุบังเอิญ



และวันนี้ก็เป็นวันดี วันที่เขาจะได้เจอกับสดายุอีกครั้ง ในฐานะของพิธีกรและแขกรับเชิญ บดินทร์เตรียมตัวอย่างดีตั้งแต่เช้า ทั้งที่คิวอัดเริ่มตอนสี่โมงเย็น แต่เขาอยากทำให้ดีที่สุด เวลาในการอัดรายการเพียงสองชั่วโมง ซึ่งมันมีค่ามาก



บดินทร์รอคอยอย่างตื่นเต้นมาจนถึงเวลาที่เริ่มอัดรายการ ทั้งที่เขาพยายามจะใช้เวลาในช่วงก่อนอัดไปเทียวแอบส่องสดายุเสียหน่อย แต่ก็ดันถูกองครักษ์อย่างผู้จัดการส่วนตัวของอีกฝ่ายและก้างชิ้นใหญ่อย่างกฤตเมธคอยกีดกันไว้จนไม่สามารถเข้าใกล้สดายุได้เลย แม้แต่ในช่วงเบรกแต่ละช่วง ก็หาโอกาสดีๆ ไม่ได้



ในช่วงของการอัดรายการ สคริปที่ทางทีมงานให้มาจะให้เน้นหลักที่กฤตเมธที่ได้ชื่อว่าดังที่สุดในตอนนี้ กับเด็กบ้านล่าฝันคู่รองคู่จิ้นที่กำลังเป็นกระแสอยู่ โดยให้ความสำคัญกับสดายุน้อยสุด เพราะยังถือว่าไม่มีผลงาน



แต่บดินทร์ไม่เชื่อ



เพราะเขาเริ่มคำถามแรกที่สดายุ และพยายามถามอีกฝ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้



ทำไมถึงไม่ยอมทำตามสคริป แม้จะถูกไดเรคเตอร์กรอกหูอยู่ตลอดน่ะเหรอ?



ก็เพราะเขาคิดถึง และอยากคุยกับสดายุที่สุดยังไงล่ะ เหตุผลมันก็มีอยู่แค่นั้นเอง ทั้งที่รู้ว่าเดี๋ยวพอตัดจบเบรก เขาจะต้องโดนผู้จัดด่าจนหูชา แต่เขาไม่สน!



การสัมภาษณ์ดำเนินมาด้วยดีจนท้ายเบรกสุดท้าย การได้พักอีกครั้งก่อนเข้าเบรกจบทำให้บดินทร์ได้มีเวลาในการนั่งเหม่อมองสดายุที่นั่งอยู่ห่างออกไปได้อีกสักพัก วันนั้นเขายังคงถูกเมินหมาง แต่มันก็ยังดีที่ได้เจอและพูดคุย แม้จะเป็นแค่เรื่องงานก็ตาม



เอาเถิด…แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว



บดินทร์คิดเอาไว้ตลอดว่าวันนี้จะจบลงด้วยดี ทุกอย่างจะเป็นเหมือนทุกวันที่ผ่านมา



จนกระทั่ง…



RRRRRRRR…



[ไปรอฉันที่โรงแรมของเสี่ยฮง ห้อง 4505 เอากล้องไปด้วยล่ะ]



มันคือคำสั่งจากชิดจันทร์ ผู้หญิงโรคจิตที่คิดจะทำลายกฤตเมธเพื่อเอาชนะแม่ของตัวเองที่เป็นถึงประธานใหญ่ของสำนักงานความบันเทิงเต็มรูปแบบแห่งนี้



บดินทร์มือสั่น



เขาไม่อยากทำ ถึงจะไม่ชอบหน้ากฤตเมธแต่ก็ไม่ได้อยากทำ เขาพลาดที่ดันไปเป็นหนี้บ่อนของเพื่อนนางมารร้ายคนนี้ หนี้เพียงสิบล้านที่เขาไม่สามารถหาเงินมาคืนได้เสียที เพราะลำพังแค่เงินค่าพิธีกร ที่เหลือเพียง 3 งานในมือเพราะเป็นสัญญาระยะยาวนั้น มันไม่เพียงพอในการดำเนินชีวิตในฐานะดาราที่ต้องดูดีดูเด่นเป็นเป้าของสื่อที่อาจแวะมาตอนไหนก็ได้เสียด้วยซ้ำ! แถมยังต้องเจียดออกมาจ่ายดอกเบี้ยที่มหาศาลทุกวันเสียอีก แล้วเขาจะไปเหลืออะไรมาจ่ายเงินต้นท่วมหัวนี่กัน!



ในเมื่อบดินทร์ไม่ใช่ดาราที่มีเงินในบัญชี แถมยังมีหนี้ท่วมหัว เขาจึงทำได้เพียงยอมเป็นลิ่วล้อให้กับลูกสาวท่านประธาน เพื่อแลกกับอนาคตว่าจะยังมีงาน ไม่อย่างนั้นนอกจากงานในมือที่มีอยู่น้อยนิดจะหลุดไปแล้ว ยอดหนี้ที่ท่วมท้นอยู่นั้นอาจทวีคูณขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวด้วย



บดินทร์จำยอม



เขาไปตามที่ชิดจันทร์นัดแนะ โดยการพรางตัวจากทุกสายตาด้วยเสื้อเจ็คเก็ตยีนส์สีดำ ใส่หมวกแก๊ป แว่นตาดำและผ้าปิดปากมิดชิด



“ทำไมช้านักห้ะ!?” หล่อนตะคอกถามขึ้นทันทีที่เจอหน้ากัน



บดินทร์มองเข้าไปในห้องเห็นเพียงกฤตเมธนอนสลบไสลอยู่ ก่อนจะถามขึ้นมา “จะถ่ายแบล็คเมล์?”



“ใช่ ถ่ายมันกับฉันก่อน แล้วเดี๋ยวฉันเตรียมเรียกเด็กไว้เพิ่มแล้ว ถ่ายเสร็จแกก็รีบส่งให้นักข่าวทันทีด้วยล่ะ หึหึ เอาให้มันอาย” เจ้าหล่อนตอบหน้าตาเฉย ราวกับไม่รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังจะกระทำมันผิดเลยแม้แต่นิด



บดินทร์ได้แต่สะท้อนใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำตามที่ชิดจันทร์สั่ง



แต่ฉับพลันที่พวกเขาเดินเข้าไปในห้องนั่นเอง



พรึ่บ!



“ว๊ายยยย!!?”



ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายที่ประตูกำลังจะปิดลง มันกลับถูกยับยั้งไว้ด้วยแขกไม่รับเชิญอีกสองคนที่วิ่งกรูกันเข้ามา เสียงกรีดร้องของชิดจันทร์ดังขึ้นก่อนที่จะทันได้เห็นว่าสองคนมาใหม่นั้นคือใคร



“ไอ้สดายุ!!” หญิงสาวแผดเสียงด้วยความตกใจ



“เออ! แล้วคิดว่าใครกันล่ะครับ คุณหนู?” และสดายุก็ตอบรับทันควัน



หัวใจของบดินทร์เย็นวาบจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ภาพของสดายุที่กำลังโต้เถียงกับชิดจันทร์ทำเอาเขากลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอแทบไม่ทัน ถ้าสดายุรู้ว่าเป็นเขา จะต้องเกลียดกันมากขึ้นแน่!



“จะยืนเซ่ออยู่ทำไมล่ะ! จัดการมันซิยะ!! ไอ้โง่!!!” ขณะที่กำลังยืนตะลึงอยู่จู่ๆ ชิดจันทร์ก็หันมาออกคำสั่ง บดินทร์สะดุ้งเยือกไปทั้งตัว เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั้งขมับและแผ่นหลัง



“ก็ลองแตะน้องยุดูสิ! พ่อเตะคว่ำแน่!!” แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไร บลูม่าผู้จัดการร่างยักษ์ของสดายุก็ประกาศกร้าวขึ้นมาด้วยเสียงห้าวเข้ม ถึงตรงนี้บดินทร์ยิ่งละล้าละลัง เขาไม่ได้อยากมีเรื่องด้วย ไม่ต้องการมีปัญหา แต่ว่าเขาควรจะทำอย่างไรดี!?



“อ๊ายยย!! แกจะไปกลัวบ้าอะไรกับอีแค่พวกกะเทยห้ะ!!? รีบจัดการมันเข้าสิ ไอ้ผู้ชายเฮงซวยนี่!!” ชิดจันทร์หันไปออกคำสั่งทั้งยังก่นด่ากันเป็นการใหญ่เมื่อเห็นว่าเขายังคงยืนลังเล



ถึงตรงนี้บดินทร์ไม่คิดอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาพุ่งเข้าหาบลูม่าที่อยู่ตรงหน้าประตูทันที ก่อนจะหลบหมัดของที่ฝ่ายนั้นปบ่อยมาอย่างหวุดหวิด แล้วเอื้อมคว้าลูกบิดประตูเปิดถลาออกจากห้องไปแบบไม่เหลียวหลัง



“เฮ้ย!!? อย่าหนีนะ!!” เสียงของบลูม่าไล่หลังมาพร้อมเสียงฝีเท้า



โชคดีที่บดินทร์คนนี้ฝีเท้าดี อย่างน้อยตอนยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมก็มีดีกรีเป็นนักวิ่งระยะสั้นของโรงเรียนมาก่อน แม้จะไม่ได้เก่งกาจ แต่ก็ถือว่าฝีเท้าดีกว่าคนทั่วไปอยู่พอสมควร ดังนั้นเพียงไม่กี่อึดใจเขาก็สลัดบลูม่าที่วิ่งตามมาติดๆ ในตอนแรกได้พ้น



วิ่งหนีลงทางบันไดหนีไฟได้ถึงชั้นที่สี่ พลันได้ยินเสียงลิฟท์เปิดและมีคนออกมาพอดี บดินทร์จึงไม่รอช้าที่จะถลาเข้าไปหามัน ทว่าการที่เขาพุ่งเข้าไปอย่างแรง ทำให้ปะทะเข้ากับคนที่ยืนอยู่ก่อนจนทำเอาผงะ



“อ๊ะ ขอโทษครับผมนึกว่าไม่มีคนเข้า” ชายหนุ่มอีกคนในลิฟท์เอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรพลางส่งยิ้มแผล่มาให้ เพราะเจ้าตัวเป็นคนกดปิดประตูลิฟท์เองทำให้มันเกือบจะหนีบเข้ากับร่างของบดินทร์ที่วิ่งกระหืดกระหอบมา



‘ไม่จริง!!’ น้ำเสียงที่คุ้นหูทำให้ดวงตาใต้แว่นตาดำของบดินทร์เบิกกว้าง คนตรงหน้าคือดนัย! คนที่เขาไม่อยากเจอมากที่สุด



บดินทร์รีบผละออกจากตัวของดนัยทันที โดยไม่ยอมตอบคำใดแม้อีกฝ่ายจะเอ่ยคำขอโทษ ครั้นพอลิฟท์เปิดขึ้นที่ชั้นหนึ่งบดินทร์ก็พุ่งพรวดออกไปแบบไม่คิดเหลียวหลัง ในหัวใจที่เต้นรัวกำลังพร่ำภาวนาขอให้ดนัยจำตนเองไม่ได้ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าขณะที่เขากำลังวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่นั้น...

ก็ดันเผลอทิ้งหลักฐานชิ้นสำคัญเอาไว้ให้อีกฝ่ายเสียแล้ว

*

*

*

*



ทว่าแม้จะหนีมาจากเหตุการณ์ของวันนี้ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหนีพ้น เพราะทันทีที่เขากลับมาถึงห้องพัก เสียงโทรศัพท์ติดตามตัวที่ดังขึ้นพร้อมกับชื่อของคนที่เขาไม่อยากได้ยินเสียงที่สุด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธสาย



หัวใจของบดินทร์ดำมืดลงทุกที



"ฮ...ฮัลโหล? "



[รับสายได้เสียทีนะไอ้ขี้ขลาด หนีเอาตัวรอดหน้าด้านๆ เลยนะแก!]



ชิดจันทร์ต่อว่ากันอย่างไม่ใยดี ในสายตาของอีกฝ่ายบดินทร์คนนี้คงแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์



[คนเลวชาติอย่างแก ไม่มีสิทธิ์จะเรียกร้องอะไรทั้งนั้นแหละ! ถ้าไม่มีฉัน หนี้พนันกว่าสิบล้านของแกจะเอาที่ไหนไปจ่าย! แกคิดว่าแกจะยังหายใจอยู่ได้อย่างงั้นเหรอหากฉันไม่ขอเพื่อนฉันไว้? ถ้าฉันไม่เอาชื่อช่วยการันตีแก ให้แกได้ผ่อนดอกเขาไปวันๆ แกว่าวันนี้แกจะเป็นผีอยู่ที่ไหน หืม...บดินทร์!? แล้วแกคิดว่านอกจากฉันคนนี้จะมีใครช่วยแกได้อย่างงั้นเหรอ? ครอบครัวเขาก็ตัดขาดแกไปแล้วเพราะแกไปทำระยำกับน้องเลี้ยงลูกรักของเขา...กับไอ้สดายุมันคงช่วยแกหรอก โดนแกหักหลังซะขนาดนั้น หึหึ...]



ด่ากราดแบบสาดเสียเทเสีย ก่อนจะใจดีเพิ่มงานชั่วช้าให้ พร้อมกับเงื่อนไขอันแสนโหดร้าย



[...หึ! เห็นว่าแกอุตส่าห์อ้อนวอนหรอกนะ งั้นฉันจะให้งานแกทำอีกงานหนึ่ง ถ้าแกทำงานนี้สำเร็จ หนี้ 10 ล้านที่แกติดเพื่อนฉันไว้ ฉันจะให้เขายกหนี้ให้แกทั้งหมด ...แต่ถ้าไม่สำเร็จแกก็ต้องคืนหนี้ก้อนนั้นทั้งก้อนทันที! รวมทั้งเรื่องเน่าฉาวโฉ่ที่แกพยายามหมกเม็ดทั้งหมดก็จะถูกกระจายสู่สาธารณะด้วย...ทีนี้ก็เลือกเอาแล้วกัน ว่าจะทำหรือไม่ทำ...]



[จัดการย่ำยีไอ้สดายุมันซะ แล้วถ่ายคลิปมาให้ฉัน! จะทำคนเดียวหรือจะรุมโทรมก็แล้วแต่แก แต่มันจะต้องโดนดี และฉันต้องได้คลิปมัน!]



จบคำสั่งแสนเย็นชาร้ายกาจจากคนที่ถือได้ว่าเป็นผู้กุมชะตาชีวิต โทรศัพท์ถูกตัดสายไปนานแล้ว แต่เหมือนเสียงหวานใสที่เต็มไปด้วยความเลวร้ายนั้นจะยังก้องอยู่ในหู บดินทร์ค่อยๆ ทรุดตัวลงตรงผนังข้างเตียงนอนในห้องคอนโดห้องเล็ก ภายในห้องนั้นยังคงมืดด้วยเพราะเขายังไม่ยอมเปิดไฟเพิ่มความสว่าง แม้ว่าจะมืดจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดเลยก็ตาม



สองแขนสั่นระริกยกขึ้นกอดตัวเองช้าๆ



ค่อยๆ แน่นขึ้นจากเพียงกอดเป็นรัดรึง ปลายนิ้วทั้งสิบเกาะจิกตรงบ่าของตัวเองอย่างเผลอไผลจนแทบขึ้นรอยช้ำแม้จะผ่านเนื้อผ้าของเสื้อยืดอีกชั้นก็ตามที



ร่างทั้งร่างที่กอดเข่าคุดคู้สั่นระริกราวกับหนาวเหน็บระคนหวาดกลัว



เสียงสะอื้นจางๆ ดังออกมาจากใบหน้าที่ก้มซุกอยู่ตรงซอกเข่าตั้งชัน



และเพียงครู่เสียงนั้นก็ดังขึ้น...ดังขึ้น จนกลายเป็นสะอื้นฮั่ก พร้อมเสียงปล่อยโฮของคนที่ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย



น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าพรั่งพรูจนกางเกงยีนส์ที่ต้นขาเปียกฉ่ำ



น้ำตาที่แสนเศร้าสร้อย เสียงสะอื้นที่แสนหงอยเหงา ร่างคุดคู้ที่ได้เพียงกอดตัวเองด้วยความโดดเดี่ยว



..ไม่มีใคร



...เขาไม่มีใครเลย



รอบกายมืดมิดแม้ในความฝัน



ร่างกายเย็นเฉียบเหน็บหนาวแม้จะกอดตัวเองแน่นหนา



ไม่มีทางใดให้เลือก



ไม่เหลือทางใดให้เดิน



อยากพูดคุยกับใครสักคนก็ไม่กล้า...



กลัว...



เพราะไม่เคยมีใคร



หนึ่งเดียวที่เคยไว้ใจ...



ก็ทำลายไปจนสิ้นด้วยมือของตัวเอง



...เจ็บปวด เหน็บหนาว ร้าวราน ทุรนทุราย



ไร้ทางหนี



ไร้ทางไป



ไม่ใช่เพียงอยู่ชดใช้ในสิ่งที่เคยก่อ แต่ยังต้องอยู่ต่อไปเพื่อก่อเวรสร้างกรรมเพิ่ม



เพื่ออะไร? เขาจะยังอยู่เพื่ออะไร?



อยากย้อนเวลา...



คนเขลาแสนขลาดคนนี้อยากย้อนเวลา...



หากสามารถนั่งไทม์แมชชีนกลับไป เขาจะแก้ไขมัน แก้ไขมันทุกอย่าง...



จะไม่ปล่อยให้ความต้องการอยู่เหนือเหตุผล ที่ไปเผลอมีอะไรกับเด็กคนนั้น จนตั้งท้องเด็ดขาด



หรือไม่ ก็จะยืดอกรับว่าเป็นพ่อเด็ก ไม่ยอมให้ยัยแม่เลี้ยงนั่นใช้มันไปหลอกจับสดายุ จนเป็นข่าว เป็นเรื่องราวใหญ่โต...



หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่เป็นไอ้บดินทร์ที่ขี้ขลาด จะพูดความจริงทุกอย่าง จะปกป้องเพื่อนเพียงคนเดียวที่มีอย่างสุดกำลัง จะไม่ยอมให้มันกลายเป็นแบบนี้...



หากย้อนเวลากลับไปได้ล่ะก็...........



……..ก็คงได้เพียงแค่คิด



เพราะในตอนนี้ มันไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนอะไรได้อีกแล้ว



ทำน้องเลี้ยงท้อง...



รู้ทั้งรู้ว่าเพื่อนรักถูกโยนความผิด แต่กลับไม่กล้าปริปาก



มัวแต่กลัว...



กลัวจะถูกสังคมประณาม กลัวพ่อจะรู้แล้วโดนรังเกียจยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ กลัวจะอยู่ในวงการไม่ได้อีก กลัว กลัว กลัว กลัว...



กลัวจนตาขาว กลัวจนยอมทิ้งทุกอย่างให้ตัวเองรอด ทิ้งทุกอย่างให้เพื่อนรัก...ให้สดายุต้องรับกรรมแทน



ถูกรังเกียจแล้วยังไม่ยอมสำนึก ทั้งที่ทรยศเพื่อนจนได้หน้าด้านอยู่ในวงการต่อ ขนาดยอมเป็นลูกล่อลูกชนให้ทางต้นสังกัด ที่สกัดให้รับแต่งานระยะยาวซึ่งไม่มีทางเกิด ซ้ำๆ ไปวันๆ แบบนั้นอย่างหน้าด้านหน้าทน



ซ้ำยังไม่คิดจะทำดีล้างชั่ว ยังเลวซ้ำติดการพนันจนหมดตัว หนี้สินมากล้น เกือบจะตายโหงเพราะโดนทวงอยู่หลายรอบ



จนสุดท้ายต้องยอมตกเป็นเครื่องมือของชิดจันทร์ นังเด็กอำมหิตวิปริตผิดมนุษย์... เพราะหล่อนคือเพื่อนของเจ้าของบ่อนผู้เป็นเจ้าหนี้ เพราะหล่อนเห็นถึงความเลวระยำในตัวเขาที่สามารถเรียกใช้งานได้ เพราะงั้น หล่อนเลยยอมบากหน้าขอร้องเจ้าหนี้เพื่อนหล่อนให้ เพื่อให้เขาได้ต่อลมหายใจ ให้เขาได้มีชีวิตอยู่ต่อ...



...แม้จะอยู่ในฐานะของลูกสมุนแสนเลวก็ตาม



หล่อนคือจอมมาร...และเขาก็คือซาตานลูกสมุน



รับคำบัญชา ทำทุกอย่างเพื่อแลกกับการหายใจไปวันๆ



เพื่ออะไร? เขาจะยังอยู่เพื่ออะไร?



ใจจริงรู้ดี...ว่าที่ต้องการคืออะไร



เขาทนอยู่มาจนวันนี้เพื่ออะไร



...เพื่อที่ในสักวัน เขาจะได้เอ่ยขอโทษเพื่อนรักคนนั้นอย่างเต็มปาก



...เพื่อที่ในสักวัน เขาจะได้รับการอโหสิกรรม...



ทว่า...



แค่...สบตา ก็โดนรังเกียจไปทุกอณูขุมขน...



ถูกสายตาของคนคนนั้นจ้องมองอย่างชิงชัง จนไม่อาจทนได้ เผลอร้ายใส่ทั้งที่ไม่ต้องการ...



อย่างนี้แล้ว...



ยังจะหวังการให้อภัยจากใครอีก...



แล้วมัน...



เพื่ออะไร? เขาจะยังอยู่เพื่ออะไร?



หรือว่า...



จะเป็นการอยู่เพื่อ.............................



'......................................ครั้งสุดท้าย'



******************************************************


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-2020 18:20:56 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตอนที่ 3 พราน#บ่วง#เหยื่อ PART 2




“เอ่อ…ไม่เห็นเลยจริงๆ เหรอครับ?”



“ค่ะ คือถ้ามีทางเราจะเก็บเอาไว้ให้คุณลูกค้าอยู่แล้ว แต่นี่ดิฉันให้หลายๆ ฝ่ายช่วยกันเช็คแล้ว แต่เราไม่เห็นจริงๆ ค่ะ” พนักงานแผนกคอนเชียสสาวสวยที่ทำหน้าที่ต้อนรับและประสานงานให้นั้นต่างก็ยืนยันขันแข็งกับบดินทร์ว่าไม่พบหรือเห็นกระเป๋าเงินสีดำที่ชายหนุ่มอ้างว่าทำตกไว้ที่โรงแรมแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อคืนเลยแม้แต่นิด ทั้งสืบทั้งค้น ประสานงานไปทางหลายๆ แผนก ก็ไม่มีใครเห็น



“งั้น...ขอบคุณครับ” ในที่สุดชายหนุ่มก็ถอดใจ เขาเองก็ไม่ได้แน่ใจนักว่าเขาทำกระเป๋าเงินตกหายที่ไหน เมื่อคืนกว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่กลับถึงบ้านแล้ว ระหว่างทางเขาใช้เพียงเศษเงินที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต เลยไม่ได้ใส่ใจกระเป๋าเงินของตัวเองมากนัก จึงไม่รู้ว่าร่วงตั้งแต่ที่โรงแรม บนแท็กซี่ หรือแถวคอนโดกันแน่



ความจริงกระเป๋าใบนั้นมันก็ไม่ได้มีของมีค่ามากนักหรอก เงินสดในนั้นก็มีเพียงสองพันกว่าบาท บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็มเขาก็สั่งอายัตหมดแล้ว เหลือก็เพียงบัตรประชาชนกับใบขับขี่ที่เสียดายมากหน่อยเพราะไม่อยากไปแจ้งหาย และขี้เกียจไปทำใหม่



สิ่งเดียวในกระเป๋าใบนั้นที่สำคัญมากจนเขาต้องตามหาเสียให้วุ่น นั่นก็คือ ‘รูปถ่ายหนึ่งใบ’ ที่เขาซ่อนมันไว้ช่องลับ รูปเพียงใบเดียวที่เขามี...



รูปที่เขาถ่ายคู่กับสดายุเมื่อนานมาแล้ว รูปที่สดายุยิ้มสวยที่สุด…



“ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าพอจะสะดวกฝากเบอร์ติดต่อเอาไว้ได้หรือเปล่าคะ เผื่อว่าอาจมีลูกค้าท่านอื่นนำมาคืน เราจะได้ติดต่อคุณลูกค้าให้มารับน่ะค่ะ” พนักงานสาวเสนอบริการ



“ขอบคุณครับ” บดินทร์รีบเขียนเบอร์โทรฝากไว้กับหญิงสาว ก่อนจะเดินจากออกมา



ทว่ายังไม่ทันที่จะเดินพ้นจากล็อบบี้ ชิดจันทร์ก็โทรมาตามงานอีกงานที่หล่อนสั่งการเอาไว้เมื่อก่อนหน้า นั่นก็คือการเอารูปถ่ายที่หล่อนควงกับกฤตเมธเข้าโรงแรมส่งให้กับนักข่าว เพื่อกระพือข่าวฉาวให้กฤตเมธเสียหาย บดินทร์รีบหลบเข้าไปคุยในซอกหนึ่งตรงโถงลิฟท์ที่ปลอดคนทันที



เพราะกฤตเมธเป็นเด็กในสังกัดโดยตรงของท่านประธานเสน่ห์จันทร์ แม่ที่ชิดจันทร์เกลียดเข้ากระดูก และเพราะกฤตเมธเป็นประหนึ่งลูกรักของท่านประธานนี่แหละ หล่อนจึงตั้งใจทำลายสิ่งที่แม่รักให้หมดสิ้น ก็เพียงเพื่อแก้แค้นเรื่องที่แม่เคยทำร้ายน้ำใจเมื่อนานมา



บดินทร์ถอนหายใจ กฤตเมธตกเป็นเหยื่อ ก็เพียงเพื่อใช้ทำร้ายแม่ตัวเอง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องเห็นใจเหยื่ออย่างกฤตเมธ ก็ใครใช้ให้หมอนี่ได้เป็นคนที่สดายุรักเล่า เป็นใครอื่นบดินทร์คงยังพอเห็นใจบ้าง แต่สำหรับกฤตเมธ…มันก็น่าจะโดนสักที (โทษฐานที่ทำให้หมั่นไส้)



บดินทร์รีบรับคำชิดจันทร์ว่าจะเร่งทำงานส่งรูปกฤตเมธให้สำเร็จภายในเย็นนี้ ก่อนจะรีบตัดสายทิ้งไปเพื่อตัดรำคาญกับเสียงก่นด่าแสบแก้วหูของนางมาร ช่างหัวมันแล้วว่าชิดจันทร์จะว่าอะไรต่อหรือเปล่า ตอนนี้เขาไม่อยากคุยอะไรกับหญิงสาวทั้งนั้น ถ้าเป็นไปได้ ไม่ต้องคุยกันอีกเลยยิ่งดี!



บดินทร์ในชุดไปรเวทสีดำใส่หมวกใส่แว่นปิดหน้ามิดชิด ยังคงยืนทำอารมณ์อยู่ตรงซอกหนึ่งตรงโถงทางขึ้นลิฟท์ แค่กระเป๋าเงินหายเขาก็รู้สึกย่ำแย่พออยู่แล้ว ยังมาโดนชิดจันทร์งี่เง่าไม่เข้าเรื่องใส่อีก ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย ชีวิตเขาถูกต้อนให้จนตรอกขึ้นทุกที



'อยากหลุดพ้น...'



'อยากหนีไป...ให้พ้นๆ ...'



"สวัสดีครับ คุณบดินทร์"



"!!!? " ขณะที่บดินทร์ยังคงยืนสงบใจ ยังไม่ทันจะถึงนาทีเสียงกระซิบทุ้มพร่าตรงข้างหูก็ทำเอาพิธีกรหนุ่มสะดุ้งสุดตัว



และที่น่าตกใจมากกว่านั้น ก็คือคนที่เข้ามาทักเขา... มันเป็นคนที่บดินทร์ไม่ต้องการที่จะเจอที่สุดในตอนนี้...



'ดนัย!! '



"มาทำอะไรแถวนี้ครับ? พักที่นี่เหมือนกันเหรอ? " ดนัยเอ่ยถามด้วยหน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตร



"...อะ...ค...แค่ผ่านมา ผมขอตัวก่อนละกัน" ทว่าบดินทร์ไม่ได้อยากเป็นมิตรด้วย ชายหนุ่มรีบตัดบทลากันดื้อๆ ทันที



"อ่ะ เดี๋ยวสิคร๊าบ...จะรีบไปไหนกัน อยู่คุยกันก่อนสิ...นะ" ดนัยขยับตัวขวางไว้ทัน ปิดทุกทางที่บดินทร์จะหนีได้ ซ้ำยังเอ่ยชวนเสียงใส เล่นเอาหัวใจของบดินทร์เต้นรัว



'ดนัย...มันรู้ได้ยังไงว่าเป็นเรา? อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนมันจำเราได้...' บดินทร์คิดหนัก หัวใจป่วยๆ ของเขายิ่งเต้นรัวระส่ำ มือไม้เย็นเฉียบขึ้นมาจนถึงข้อศอก เหงื่อกาฬแตกชื้นเต็มแผ่นหลัง



'ต้องหนี! '



'เขาต้องรีบไปให้พ้นจากคนคนนี้!! '



หมับ!!



"อ๊ะ!!?? " ทันทีที่บดินทร์ตั้งท่าจะเบี่ยงกายออกวิ่ง มือแกร่งของอีกฝ่ายก็คว้าแน่นเข้าที่ต้นแขน เหนี่ยวรั้งรุนแรงจนบดินทร์ก้าวพ้นไปจากตรงนั้นไม่ได้



"จะรีบหนีไปไหนล่ะครับ" ดนัยยังคงพูดจาไพเราะ ใบหน้า ดวงตายังคงยิ้มให้บดินทร์ ดูไร้พิษภัย แต่มือที่จับแขนบดินทร์ไว้นั้นส่งกระแสคุกคามอย่างชัดเจน!



"....ปล่อย...ปล่อยผม! " บดินทร์พยายามดิ้นรน แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล



โดยส่วนสูงแล้วดนัยสูงกว่าบดินทร์ไม่เท่าไหร่ แต่ความหนาของร่างกายเรียกได้ว่าชนะขาด คนที่ต้องเฟิร์มหุ่นสู้กับดาราต่างชาติอย่างดนัยย่อมได้เปรียบดาราไทยแท้อย่างบดินทร์หลายขุมอยู่แล้ว



ดังนั้นจึงไม่แปลกที่แม้บดินทร์จะดิ้นรนเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถหลุดจากอุ้งมือของดนัยได้สักที





"ไม่ได้ตามหาไอ้นี่อยู่หรือไง? "



"…!!? ...ทำไม..." พอได้เห็นสิ่งที่ดนัยหยิบขึ้นมา สันหลังบดินทร์ก็เย็นวาบ



กระเป๋าเงินของเขาที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายนั้นเป็นสิ่งยืนยันได้อย่างดีว่า...ดนัยรู้แล้วว่าคนที่เจอกันเมื่อคืน...คือเขาเอง



และอาจจะรู้แล้ว....เรื่องที่เขากับชิดจันทร์ร่วมมือกัน!



"คุณ...ต้องการอะไร? " เห็นดังนั้นบดินทร์ก็ไร้ทางหลีกเลี่ยง จึงได้แต่ถามออกไปตรงๆ ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจากเขากันแน่



เขากับดนัย เพิ่งพบเจอกันแค่สองครั้ง



เขากับดนัย ไม่เคยมีปัญหาต่อกัน (นอกเสียจากครั้งแรกที่เขาหาเรื่องอีกฝ่ายก่อน) แต่ก็แค่นั้น บดินทร์ออกจะมั่นใจด้วยซ้ำว่าไม่เคยสร้างความแค้นเคือง แต่ที่เขาไม่อยากพบเจอกับดนัย ก็เพราะเคยไปกร่างใส่ครั้งหนึ่งนั่นแหละ ซ้ำตอนเจอครั้งล่าสุดยังเป็นตอนที่เขากำลังทำเรื่องไม่ดีกับเด็กปั้นของท่านประธานเสียอีก (แม้จะร่วมมือกับลูกท่านก็เถอะ) เขากลัวว่าถ้าเกิดดนัยรู้เข้าแล้วคาบข่าวไปฟ้องท่านประธานขึ้นมาเขาอาจจะลำบาก



ดังนั้น บดินทร์จึงไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ดนัยต้องการมากนัก คิดจนหัวแทบแตกก็ไม่เข้าใจ เพราะคนอย่างเขาแทบไม่มีอะไรให้ดนัยได้เลย แล้วอีกฝ่ายยังจะตามมาวุ่นวายเขาอยู่แบบนี้ทำไม?



“ขึ้นไปคุยเล่นที่ห้องผมก่อนไหม?” ดนัยยิ้มให้ พลางเอ่ยชวน



“ผมไม่สะดวก” และแน่นอนว่าบดินทร์ย่อมปฏิเสธ ‘จู่ๆ จะมาญาติดีชวนขึ้นห้องเพื่อ!?’



“งั้น...ผมไม่คืนให้นะ” ดนัยชูกระเป๋าเงินของบดินทร์ขึ้น ก่อนจะขยับไปๆ มาๆ ต่อหน้าเจ้าของ มันดูง่ายถ้าบดินทร์จะคว้าของตรงหน้า แต่มันก็ช่างแสนยากเมื่อคนที่ถือมันคือดนัย



“นี่คุณ!?”



“บอกให้มาก็มาดีๆ เถอะน่า!”



“โอ๊ย!!”



รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นเหยียดยิ้ม น้ำเสียงละไมกลายเป็นเหี้ยมห้าว มีแกร่งที่ยังคงจับอยู่ตรงต้นแขนยิ่งกระชับแน่นพลางกระตุกร่างบางกว่าเข้าประชิด แล้วข่มขู่แบบไม่ไว้หน้า



“ถ้าไม่ไปดีๆ ผมจะถอดหมวกกับแว่นคุณออก แล้วอุ้มขึ้นลิฟท์ไปทั้งๆ อย่างนี้แหละ คงได้ฮือฮากันทั้งล๊อบบี้!”



“…….น…นี่มันเรื่องอะไรกัน? ...คุณต้องการอะไรกันแน่…” บดินทร์ได้แต่กระซิบถามเสียงสั่นพร่า เมื่อหมดทางจะหนี เพราะแน่ใจเหลือเกินว่าคำขู่ของอีกฝ่ายนั้น ไม่ใช่แค่เพียงต้องการให้เขากลัว…



“เดี๋ยวก็รู้”



*

*

*



ในที่สุดบดินทร์ก็ถูกบังคับลากจับลากมาจนถึงชั้นที่ 47 ห้องเบอร์ 4704 อันเป็นห้องพักสุดสวยหรูในระดับ 5 ดาวใจกลางเมือง แน่นอนว่าราคาต่อคืนนั้นไม่ใช่น้อย นับประสาอะไรกับการเช่าอยู่รายเดือนของดนัย บดินทร์ได้แต่คิดในใจว่าลำพังแค่ค่าตัวนักแสดงที่เมืองนอกเมืองนาของดนัยนั้น สามารถทำให้เจ้าตัวอู้ฟู่ได้ขนาดนี้เชียวเหรอ? หากเป็นระดับกฤตเมธ หรือสดายุสมัยรุ่งเรื่องเขาอาจไม่สงสัย แต่สำหรับดนัยที่ไม่ได้มีบทเด่นในวงการหนังไทย…ที่เมืองนอก คนคนนี้เล่นบทเด่นแค่ไหนกันนะ?



ทันทีที่ประตูห้องถูกเปิด บดินทร์ก็ถูกผลักเข้าไปในห้องนั้นทันที โดยมีดนัยผู้เป็นเจ้าของห้องตามประกบเข้าไปติดๆ ก่อนจะปิดปิดล็อคประตูตามหลังโครมใหญ่ ทั้งสองยืนสบตากันอยู่ในห้องที่ค่อนข้างจะมืดเพราะดนัยไม่ยอมสับสวิชต์ไฟเสียที



“ตกลง…คุณมีอะไรจะคุยกับผม?” บดินทร์กัดฟันถามออกไปอีกครั้ง เมื่อเจ้าของห้องยังคงยืนกอดอกจ้องมองเขาไม่ละสายตา แถมยังไม่ยอมปริปากพูดอะไรเสียที



“ก็แค่เชิญมาดื่มชา” ดนัยตอบยิ้มๆ



“ถ้าแค่นั้น…ผมต้องขอโทษที ผมไม่ว่างพอจะดื่มชากับคุณหรอก ช่วยคืนกระเป๋าผมด้วย ผมต้องรีบไป” บดินทร์รีบตัดบท เพราะเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของดนัยแล้ว บดินทร์ก็ไม่อาจวางใจจะอยู่ในห้องนี้ต่อ เพราะเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน และต้องการอะไรจากเขากันแน่?



ความไม่รู้ทำหัวใจของบดินทร์เต้นระส่ำ ความกลัวผุดพรายในส่วนลึกอย่างยากจะหักห้าม



“ว้า…เสียดายจัง คุณจะรีบไปไหนเหรอ? ให้ผมไปส่งมั้ย?” ได้ยินอีกฝ่ายว่ารีบ ดนัยก็แสร้งทำสีหน้าลำบากใจ พลางเสนอตัวไปส่งราวกับห่วงใยหนักหนา ทว่าสายตาที่จับจ้องมา กลับยิ่งทำให้บดินทร์ขนลุก…



“ไม่เป็นไรครับ ผมกลับเอง…ช่วยคืนกระเป๋าผมมาที” บดินทร์ยังคงพยายามขอร้อง



“โธ่…คุณบดินทร์ครับ อุตส่าห์มาทั้งที นั่งคุยเป็นเพื่อนผมหน่อยไม่ได้เหรอ อยู่ว่างๆ คนเดียว ผมเหงาจะแย่…นะครับนะ แป๊บเดียวก็ยังดี” ดนัยพยายามหว่านล้อม แถมไม่พูดเปล่า ยังถือวิสาสะเข้าไปโอบเอวบดินทร์ไว้แล้วดันพรืดๆ ไปที่โซฟากลางห้องรับแขก พลางลอบแสยะยิ้มออกมาเล็กๆ เมื่อเห็นท่าทางอิหลักอิเหลื่อของบดินทร์



พอถูกจับมานั่งตรงโซฟาได้ บดินทร์ก็ไม่กล้าจะลุกไปไหน หัวใจจดจ่ออยู่กับกระเป๋าสตางค์ของตัวเองที่ดนัยยังคงยึดเอาไว้อยู่ อึดใจต่อมาชาอุ่นๆ ก็มาเสิร์ฟถึงที่ กลิ่นชาหอมกรุ่น คนที่อุตส่าห์ทำมาให้ก็ยังคงส่งยิ้มละมุนไม่ขาด ดังนั้นบดินทร์จึงจำต้องยอมนั่งจิบชาที่ดนัยอุตส่าห์ทำมาให้อย่างเสียไม่ได้



“เออ จริงสิ เมื่อกี้ที่ด้านล่าง ได้ยินคุณพูดถึงรูป…กับข่าว มันคือรูปอะไรเหรอ?”



ไม่ต้องเสียเวลานาน ดนัยถามขึ้นทันทีที่ชงชาให้บดินทร์เสร็จ คำถามนั้นทำบดินทร์ถึงกับหน้าถอดสี ชายหนุ่มตกใจไม่น้อยที่ได้รู้ว่าดนัยได้ยินบทสนทนาของเขากับชิดจันทร์เมื่อครู่ด้วย!?



“ไม่เกี่ยวกับคุณ!” บดินทร์ตะคอกออกมาไม่ดังนักเพราะต้องพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นอย่างเต็มที่



“ไม่หรอก ผมว่าเรื่องนี้…ผมเกี่ยวได้”



“!!?” จบคำดนัยก็ทรุดกายนั่งลงตรงข้างบดินทร์ทันที คนถูกต้อนถึงกับผวาเฮือกจนถ้วยชาแทบจะหลุดจากมือ ดนัยยิ้มให้น้อยๆ พลางดึงถ้วยชาใบย่อมออกจากมือของบดินทร์แล้ววางลงบนโต๊ะเบาๆ



บดินทร์จับจ้องคนข้างกายไม่วางตา การกระทำเนิบนาบนั้นสั่นคลอนประสาทเขาจนตึงเครียด โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายรุกคืบจนใกล้เกินกว่าที่เขาจะรับได้ บดินทร์ตั้งท่ารีบลุกออกจากโซฟานั่นทันที



แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับกายให้พ้นจากโซฟาตัวใหญ่ ฉับพลันร่างของบดินทร์ก็ถูกผลักลงบนพื้นโดยแรง ตามด้วยดนัยที่ขึ้นคร่อมบนร่างของเขาไว้ อารามตกใจบดินทร์รีบกระเสือกกระสนหนีจากการถูกคุกคามตามสัญชาตญาณที่รู้สึกว่าอันตราย แต่ก็ใช่ว่าจะหนีพ้น ร่างของเขาถูกดนัยจับตรึงไว้กับพื้นห้องอย่างง่ายดาย



“ทะ...ทำอะไรน่ะ!!? ปล่อยนะ!!” บดินทร์ตวาดถามออกไปด้วยความหวาดหวั่น



‘น่ากลัวเหลือเกิน’



หัวใจของบดินทร์เต้นรัว เนื้อตัวเริ่มสั่นสะท้าน เขากลัวแววตาที่เหมือนจะฉีกกระชากร่างให้เป็นชิ้นๆ นั่น กลัวอุ้งมือที่แม้จะพยายามดิ้นรนหนีออกไปเท่าไหร่ก็ยิ่งถูกบีบรัดแน่นจนเจ็บร้าวราวกระดูกจะแหลกเป็นผุยผง ถึงจะไม่รู้ว่าดนัยต้องการอะไร แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการนั้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อเขาเป็นแน่



บดินทร์พยายามดิ้นรนหลบหนี แต่ยิ่งขยับกายดนัยก็ยิ่งโถมร่างกดทับ ซ้ำยังเอาแต่ยิ้มเยาะไม่ยอมพูดอะไรเลย



“ปล่อย!!” บดินทร์ตวาดลั่นอย่างสุดจะอดกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป ทั้งพยายามดิ้นหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย “ปล่อยกู!!” เหมือนยิ่งดิ้นรน ยิ่งถูกกดตรึง ยิ่งผลักไส ยิ่งถูกรุกไล่



“บอกมา! เมื่อกี้มึงคุยเรื่องรูปเหี้ยอะไรกับยัยคุณหนูชิดจันทร์!!?”





ในที่สุดดนัยก็ปริปาก และคราวนี้ไม่ใช่คำพูดเสแสร้งหวานหูที่ใช้ประจำ แต่เป็นเสียงตะคอกห้าวทั้งยังเป็นคำหยาบคายที่บดินทร์ไม่เคยได้ยินจากดนัยมาก่อน



“เสือก! ไม่ใช่เรื่องของมึง!” บดินทร์ตะคอกกร้าวอย่างลืมตัว ความกลัว ความตึงเครียด และถ้อยคำหยาบคายที่อีกฝ่ายพ่นใส่หน้า ทำสติบดินทร์เลอะเลือนไปชั่ววูบ



“ปล่อยกู สัด…อู้!!?” ดนัยคว้าใบหน้าของบดินทร์ไว้ด้วยมือข้างเดียว แล้วบีบบังคับให้ใบหน้านั้นให้มองตรงมาที่ตน ชายหนุ่มจ้องมองลงไปที่แววตาตื่นตระหนกของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเย้ยหยัน เขาเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปากก่อนจะกล่าวคำที่ทำให้เลือดในกายของบดินทร์เย็นเฉียบ



“ทำไมจะไม่เกี่ยว…สดายุเป็นผู้มีบุญคุณของกู กฤตเมธเป็นพี่ที่คอยช่วยเหลือกู สองคนนี้เป็นคนที่กูรัก และกูจะไม่ให้ไอ้เหี้ยตัวไหนเข้ามาวุ่นวายกับสองคนนี้ทั้งนั้น…”



ยิ่งพูด เสียงของดนัยก็ยิ่งเบาลง



ยิ่งพูดใบหน้าของดนัยก็ยิ่งโน้มต่ำลง



“ถ้าจะเหี้ย…ก็มาเหี้ยกับกูนี่…”



แล้วใบหน้าร้ายกาจนั่นก็โน้มลงมาจนจดจ่ออยู่กับใบหน้าของบดินทร์เพียงแค่ลมหายใจกั้น



ดนัยแสยะยิ้มร้าย ก่อนก้มลงกระซิบเบาๆ ที่ริมหูบดินทร์



“กูชอบกินเหี้ย” จบคำดนัยก็ก้มลงลากลิ้นร้อนไปบนแก้มของบดินทร์ ผู้ถูกกระทำถึงกับแข็งทื่อไปทั้งร่างราวกับถูกฉาบทาด้วยพิษร้าย



“อ๊ะ...อยะ...อย่า อย่า!!” พอรู้สึกตัวขึ้นมาได้มือข้างหนึ่งที่เป็นอิสระของบดินทร์ ก็ผลักใสทุบตีร่างหนาเพื่อหวังเพียงจะหลุดพ้น กลัว…บดินทร์กลัวจนแทบจะคลั่ง มือหนึ่งปัดป่าย อีกมือก็พยายามบิดขยับเพื่อให้พ้นจากพันธนาการ หากแต่ก็ไม่ได้เป็นผล ซ้ำยังถูกกดตรึงข้อมือทั้งสองข้างลงบนพื้นอีกครั้ง ร่างที่คร่อมอยู่ของดนัย เริ่มโน้มกายเข้าหาจนแทบจะแนบลงบนร่างของบดินทร์ เพื่อจะบดเบียดย่ำยีราวกับจะเย้ยหยัน



“อ๊า!! อย่า! ไอ้เหี้ย! ปล่อยกู!!” บดินทร์ร้องลั่น ส่ายหน้าไปมาราวกับเสียสติ อยากดิ้นรนหลบหนี แต่รู้ดีว่ายากนัก เมื่อข้อมือทั้งสองข้างยังถูกตรึงไว้ แถมยังถูกดนัยโถมทับมาทั้งตัวจะแทบหายใจหายคอไม่ออก



“บอกมาก่อนสิ ว่ามึงวางแผนจะทำห่าอะไร? กูรู้หมดแล้วเรื่องที่เมื่อคืนมึงมาที่นี่ เพื่อจะทำเรื่องระยำกับกฤตเมธ มึงรวมหัวกับชิดจันทร์จะทำเรื่องอะไร? แล้วรูปที่มึงถ่ายไว้เมื่อคืน มึงจะเอาไปให้นักข่าวใช่มั้ย? บอกกูมาสิ!!”





“ไม่มีอะไร! กูไม่รู้อะไรทั้งนั้น!! ปล่อยกู!!” บดินทร์ไม่ยอมพูด



“บดินทร์!! พูด!!”



“กูไม่รู้!! ปล่อยยยย!! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!!” ต่อให้ถูกข่มขู่ ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมปริปาก นอกจากพยายามดิ้นรน และร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ



และคราวนี้เส้นความอดทนของดนัยก็ขาดสะบั้นในที่สุด



“ดี! มึงจะไม่ยอมพูดใช่มั้ย…ได้…” ดนัยยิ้มร้ายให้กับนักโทษในมือใต้ร่าง ใช้มือข้างเดียวกดบดินทร์เอาไว้ ส่วนอีกมือก็เอื้อมไปหยิบไอโฟนของตัวเองออกมาจากกระเป๋าหลัง



“งั้น…ก็มาเป็นนางเอกในคลิป x ของกูหน่อยแล้วกัน!” ทันทีที่พูดจบ ดนัยก็คว้าเสื้อของบดินทร์เลิกขึ้น ตั้งท่าถ่ายคลิปดังคำขู่



“ม่ายยยยยยยยยยยยยยยย!!!” บดินทร์ถึงกับดิ้นพราดๆ เป็นปลาโดนทุบหัว สองมือปัดป่าย ร่างกายบิดพล่าน ต่อให้ต้องตายเขาก็จะต้องหนีออกจากใต้ร่างนี้ให้ได้!!



ผลั่ก!



“โอ้ยยยย!!!” เสียงดนัยร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด บดินทร์เองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไรลงไป เสียงของแข็งบางอย่างกระทบพื้นเสียงดัง แต่บดินทร์ไม่เห็นหรอกว่ามันคืออะไร สายตาเขาถูกตรึงไว้กับสีแดงฉานของของเหลวอะไรบางอย่างที่กำลังไหลเป็นทางตรงหางคิ้วของดนัย…



ของเหลวสีแดงนั้นไหลเร็วไปตามข้างแก้มของดนัย จากนั้นก็หยดเปาะแปะลงบนพื้น



ถึงตอนนี้บดินทร์ไม่อยู่เฉยอีกต่อไป ชายหนุ่มดิ้นรนอีกครั้ง และคราวนี้มันช่างง่ายดาย แค่ดันตัวออกมาเพียงนิดเดียวก็สามารถหลุดพ้นจากคนบาดเจ็บตรงหน้าได้แล้ว



หัวใจของบดินทร์เต้นระรัว ลมหายใจสะดุดเป็นห้วง จ้องมองคนที่ยังคงนั่งปาดเลือดของตนเงียบๆ ตรงหน้า



และในจังหวะที่ฝ่ายนั้นเงยขึ้นมาสบตาบดินทร์ก็ไม่อยู่รออะไรอีกต่อไป

*

*

*

เสียงฝีเท้าที่วิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต เสียงประตูห้องที่ปิดล็อคอัตโนมัติ และความเงียบที่เข้าปกคลุมรอบกาย



ดนัยยิ้มออกมาน้อยๆ ด้วยใบหน้าซีกซ้ายที่นองไปด้วยเลือด…



“…ดีมากบดินทร์…” เสียงทุ้มพร่าดังขึ้นเบาๆ



“เหี้ยแบบนี้…กูชอบ”





****************************************************************



“มานพ ฉันมีเรื่องให้นายทำ” ดนัยเอ่ยขึ้น ขณะนอนให้ลูกน้องคนสนิทจัดการกับแผลแตกตรงขมับให้



ตั้งแต่ที่ปล่อยให้บดินทร์หนีออกไปได้ เขาก็เรียกให้ลูกน้องที่อยู่ห้องข้างกันเข้ามาช่วยทำแผล ในตอนแรกเหล่าลิ่วล้อก็ออกอาการโกรธเกรี้ยวคนที่ทำให้นายเหนือได้แผล ตั้งใจติดตามลากตัวให้ แต่ดนัยกลับห้ามไว้ เขายังไม่อยากให้เหยื่อที่หมายตาตื่นตระหนกจนหนีเตลิดไป ดนัยจึงเรียกมานพลูกน้องมือขวาที่ไว้ใจที่สุดมามอบหมายงานสำคัญ



นายพราน กำลังจะเตรียมบ่วงบาศ



“ไปสืบเรื่องของบดินทร์มาให้ฉันที”



*

*

*

*



บดินทร์ในตอนนั้นที่หนีกระเซอะกระเซิงจากดนัยมาด้วยความหวาดกลัว เมื่อกลับมาถึงห้องของตัวเองได้ ก็รีบหลบเร้นกายอยู่ในห้องนอนด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงโดนคนที่เพิ่งรู้จักกันเพียงไม่กี่ครั้งกระทำลวนลามจาบจ้วงได้ถึงขนาดนั้น



เวรกรรมเหรอ?



เพราะสิ่งที่เขาทำกับสดายุมันย้อนกลับมาทำร้ายเขาอย่างนั้นเหรอ?



บดินทร์หวาดหวั่นกับเรื่องที่เกิดขึ้น จนจับต้นชนปลายไม่ถูก และไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อความชั่วที่เขาต้องทำยังมีอีกมาก แล้วกรรมที่จะตามมาคืออะไร มันต้องน่ากลัวกว่านี้ใช่หรือไม่



กลัว…



เขากลัวเหลือเกิน…



บดินทร์ในตอนนั้น ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้เขากลายเป็นเหยื่อที่ถูกดนัยหมายตาไปเรียบร้อยแล้ว…



***********************************************
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-2020 18:21:32 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตอนที่ 4 ทัณฑ์มัจจุราช PART 1





“นายจะหยุดไปไหนเหรอดิน ตั้งหลายวัน?” ซอลย่าผู้จัดการส่วนตัวของบดินทร์ถามขึ้น ด้วยสีหน้ากังวล



“ผมมีธุระนิดหน่อยน่ะพี่ซอล ขอลาหลายวันหน่อย พี่บอกเขาไปแล้วกันว่าผมป่วย แล้วก็ให้คนที่เคยแทนผมอยู่บ่อยๆ นั่นแทนไปก่อนแล้วกัน”



“กะทันหันขนาดนี้ พี่ไม่รู้ว่าเขาจะรับงานเราได้หรอกนะ รายนั้นก็คิวงานชุกอยู่”



“ยังไงก็ฝากด้วยแล้วกันนะพี่ซอล ผมจำเป็นจริงๆ”



เสียงพูดคุยระหว่างสองหนุ่มดังก้องอยู่ตรงโถงทางเดิน ทว่าตอนนี้ก็เกือบจะสามทุ่มแล้ว พนักงานในส่วนสำนักงานคนอื่นๆ ต่างก็กลับบ้านกันไปเสียส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยลำบากนักหากบดินทร์กับซอลย่าจะคุยกันด้วยเสียงที่ไม่ต้องเบามากได้



วันนี้บดินทร์มาคุยกับซอลเรื่องลาหยุดกะทันหัน ทั้งๆ ที่วันพรุ่งนี้เขาต้องอัดรายการ Star Talk และยังไม่สามารถหาคนทำแทนได้



เรื่องนี้ถึงกับทำให้ซอลย่าหัวหมุน ชายหนุ่มค่อนข้างระอาใจกับดาราหนุ่มในสังกัดตัวเองคนนี้เหลือเกิน บดินทร์เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงมาก แถมยังอีโก้สูงตามอีกด้วย การจะรั้งจะเตือนเลยสุดแสนจะลำบาก บทอยากจะลาก็ลา อยากจะหยุดก็หยุด ไม่มีเหตุผล ไม่ให้ตั้งตัว แม้จะไม่ได้บ่อยมาก แต่ก็จะเป็นแบบนี้เกือบทุกครั้ง



อย่างตอนนี้ จู่ๆ ก็บอกว่าจะหยุด แถมยังเกือบสัปดาห์ ให้หาคนแทนทั้งๆ ที่พรุ่งนี้ช่วงเย็นก็จะอัดรายการกันอยู่แล้ว แม้เรื่องแบบนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย จนพูดได้ว่า เหลวไหล หรือ ไม่รับผิดชอบ แต่การทำตัวแบบนี้ของบดินทร์ในแต่ละครั้ง ก็ทำให้เจ้าของงานฉุนขาดได้ทุกทีเช่นกัน



อารมณ์อยากทำงานของบดินทร์ขึ้นลงพรวดพราด เหมือนความดันเลือดของผู้ดูแลอย่างซอลย่าที่สูบฉีดปรื๊ดปร๊าดทุกครั้งที่ต้องมารับหน้างานให้



‘โดนด่าแทนบดินทร์อีกแล้วสินะคราวนี้...’



“เอาเป็นว่าคราวนี้ดินขอโทษพี่ด้วยแล้วกันนะ แต่ดินจำเป็นจริงๆ พี่ซอลเข้าใจดินนะ”



“อืมๆ ดินเล่นแบบนี้พี่ก็ไม่มีทางเลือกอ่ะ แต่ดินช่วยกลับมาให้ทันเทปหน้าด้วยแล้วกันนะ งานอื่นๆ ด้วย” สุดท้ายการขอร้องที่จริงจังของบดินทร์ก็ทำให้ซอลย่าใจอ่อนจนได้



“เดี๋ยวพี่ไปคุยกับทางพวกผู้จัดก่อน จะได้รีบติดต่อไปที่คนนั้นด้วย”



“ขอบใจนะพี่ซอล ดินขอบใจพี่จริงๆ”



“ต้องรีบกลับมานะ อย่าเถลไถลเด็ดขาดเชียว”



“...อืม...ครับ ผมจะเคลียร์ทุกอย่างให้เร็วที่สุด” บดินทร์ให้คำมั่น ที่ทำให้ซอลย่าค่อนข้างแปลกใจ เพราะโดยปกติชายหนุ่มไม่ค่อยจะแยแส เรื่องคราวนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ หรือนี่ ไม่ใช่ธุระเรื่อยเปื่อย หรือป่วยการเมืองอย่างที่ผ่านมาสินะ



“...พี่...รอผมด้วยนะ”



“รอ?”



“อืม...รอผมกลับมา”



ยิ่งพูดก็ยิ่งแปลกหู เอาเข้าจริงซอลย่าเพิ่งจะสังเกตว่าวันนี้สีหน้าท่าทางของบดินทร์ก็ไม่ค่อยจะเหมือนเดิม ท่าทางอีกฝ่ายดูกังวลจนน่าเป็นห่วง



“...วันนี้นายดูแปลกๆ ไปนะดิน มีปัญหาอะไรหรือเปล่า? มีเรื่องอะไรที่พี่พอจะช่วยได้ไหม?”



“ไม่เป็นไรครับพี่...แค่พี่ทนอยู่เคียงข้างผมมาถึงตอนนี้ ผมก็ขอบคุณมากแล้ว” บดินทร์ยิ้มน้อยๆ แทนคำขอบคุณที่ให้อีกฝ่าย



“...แล้วก็...ขอโทษด้วยนะพี่ ผมทำพี่ลำบากอีกแล้ว” จากนั้นก็เอ่ยขอโทษเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งลงทุกที



แปลกไปจริงๆ วันนี้บดินทร์แปลกไปจนซอลพูดไม่ออก มันเป็นอะไรที่ติดอยู่ตรงปาก แต่ไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้ ทำได้เพียงกังวลใจ และมองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง



“...ดิน? ...”



“...ดินไปก่อนนะพี่ซอล แล้วเจอกัน”



“อ...อืม รีบกลับมาล่ะ”



บดินทร์เอ่ยลาแค่นั้น แล้วเดินจากไปทางโถงลิฟท์ ดวงไฟสีอำพันที่ส่องรายทางยิ่งช่วยขับสะท้อนให้แผ่นหลังของคนที่เดินจากไปดูหม่นแสง และอ้างว้าง เพียงแค่มองหัวในจองซอลย่าก็วูบไหว สังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็เลือกที่จะไม่สนใจ เพราะคิดไปว่า ‘คงคิดมากไปเอง’



‘ขอบคุณนะพี่ซอล...ที่ดีกับผมมาตลอด หลังจากวันนี้ไป ไม่รู้ผมจะยังได้กลับมาหาพี่ หรือได้กลับเข้าวงการได้ไหม หรือแม้แต่ลมหายใจผมก็ไม่แน่ใจว่าจะยังเหลืออยู่ถึงพรุ่งนี้มะรืนนี้หรือเปล่า.....’



‘ทุกการช่วยเหลือของพี่ที่ผ่านมาทั้งชีวิต...ผม...ขอบคุณพี่มากนะ...’



‘...แล้วก็...’



‘...ขอโทษนะครับ ที่ผมอาจจากพี่ไป...’



‘แบบไม่ได้ลา.......’



บดินทร์ได้แต่เอ่ยลาผู้จัดการคนดีอยู่ในใจ เพราะแน่ใจอย่างยิ่งว่านับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าคมคายสูดลมหายใจลึกพร้อมขบเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นบาง มือขวาที่ล้วงอยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตสีดำ กำบางสิ่งที่อยู่ในนั้นแน่น...



วันนี้เขาต้องลงมือทำเรื่องชั่วช้าเพื่อล้างหนี้ หลังจากสืบมาอย่างดีแล้วว่าสดายุมีถ่ายหนังที่ตึกแห่งหนึ่ง และวันนี้สดายุต้องกลับคอนโดเอง เพราะต้องแยกกับกฤตเมธเพื่อหลบนักข่าวที่กำลังตามขุดคุ้ยเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่



บดินทร์ติดตามสดายุทั้งวัน เพื่อหาเวลาที่ประจวบเหมาะที่สุด ในการลักพาตัวอีกฝ่าย คำสั่งของชิดจันทร์คือการทำลายสดายุ แต่บดินทร์ตั้งใจเพียงจับตัวสดายุมา เพื่อถ่ายรูปที่ชิดจันทร์ต้องการ แล้วจะปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระ



แต่ถึงจะทำเพียงแค่นั้น ภาพที่ออกมาก็ไม่ต่าง เขาทำมันลงไปเพียงเพราะความเห็นแก่ตัว ทำชั่วซ้ำกับสดายุ เพียงเพราะต้องการให้ตัวเองหลุดพ้นจากหนี้สินที่กำลังตามหลอกหลอนชีวิตของตน



เอาชื่อเสียงของสดายุแลกกับชีวิตของตัวเอง



เลวระยำอย่างไม่สามารถหาสิ่งใดเปรียบได้

*

*

*



รอจนกระทั่งดึก ในที่สุดโอกาสทำเลวของบดินทร์ก็มาถึง สดายุเดินออกมาที่ลานจอดรถเพียงลำพัง โดยแยกกับบลูม่าตรงทางออก



พรึ่บ!



“!!!!!!!!!!???”



บดินทร์จึงไม่รอช้า เขาย่องเข้าไปที่ด้านหลังของสดายุ แล้วจู่โจมจากด้านหลังของอีกฝ่ายแบบไม่ยอมให้ทันตั้งตัว บดินทร์ล็อคตัวสดายุไว้ในวงแขน การที่อีกฝ่ายผอมบางลงมากจากการถ่ายทำภาพยนตร์ทำให้เขาสามารถล็อคอีกฝ่ายเข้าสู่อ้อมแขนได้ง่ายกว่าที่คิดไว้ และบดินทร์ไม่รอช้าที่จะกดผ้าเช็ดหน้าชุบยาสลบตรงจมูกของสดายุ จนอีกฝ่ายแน่นิ่งไปในที่สุด



ทันทีที่ร่างในอ้อมแขนแน่นิ่งไปแล้ว บดินทร์ก็รีบแบกสดายุไปที่รถ แล้วรีบพากลับไปที่คอนโดของตน เพื่อลงมือทำสิ่งที่ร้ายกาจที่สุด



แกร่ก...แกร่ก



วี่.......วี่.............................วววว...



สองมือสั่นน้อยๆ ทั้งยังเย็นเป็นน้ำแข็งของบดินทร์ กำลังพยายามตั้งกล้อง ตรงข้างเตียงในมุมที่เห็นทุกอย่างชัดเจนที่สุด พร้อมทั้งเปิดบันทึกภาพในขั้นตอนสุดท้าย ใบหน้าของชายหนุ่มเครียดขึง ทั้งยังหม่นหมองจนแทบไม่เหลือคราบดาราที่แสนทรนงอย่างที่ใครๆ รู้จัก ไหล่ที่เคยตั้งตรงผึ่งผาย ตอนนี้ตกลู่ ราวกับคนอ่อนแอ ขาดความมั่นใจ หัวใจของเขาเต้นระส่ำกับสิ่งที่กำลังทำอยู่



"ทำไมครับคุณชิด! ทำไมต้องทำสดายุ? สดายุไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย! ..."



"ใช่! มันไม่เกี่ยว แต่มันกล้าอวดดีกับฉัน สะเออะมายุ่งเรื่องของฉัน! คนอย่างมันต้องโดนสั่งสอนให้รู้สำนึก! ให้มันรู้ว่าใครเป็นใคร!! "



"...แต่"



"จะทำไม่ทำ! ถ้าไม่ ฉันจะได้เรียกใช้คนอื่น!! "



"...คุณจะให้ผมทำอะไร? ..."



"...ฉันจะให้แก ข่มขืนมัน แล้วถ่ายคลิปให้นักข่าว! "



“ไม่! คุณชิด ผมทำไม่ได้!! ท...ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น!?”



“ถ้าแกไม่ทำฉันจะจ้างคนอื่น!!”



“...ได้โปรดเถอะครับคุณชิด...แบบนั้นมันมากเกินไป สดายุไปทำอะไรให้คุณ?”



“บอกให้ทำก็ทำเถอะน่า อย่าเรื่องมากนักจะได้ไหม? ไอ้สดายุก็ใช่จะไม่เคย มันกับพี่เมธ...หึ! ตกลงจะทำไหม!!?”



“........................................”



“ไอ้บดินทร์? แกจะหุบปากอีกนานมั้ย!?”



“แค่รูป.....แค่รูปใช่ไหม?”



“เออ! จะรูปหรือจะคลิปก็เอามา! แค่เป็นรูปที่มันโดนชำเราก็พอ! แกจะทำคนเดียวหรือจะเรียกพวกมารุมโทรมมันฉันก็ไม่ว่า!!”



“...เข้าใจแล้ว...”



ประโยคสนทนาในวันนั้นยังชัดเจนอยู่ในหัวราวกับมันกำลังเกิดอยู่ตรงหน้า น้ำเสียงน่ารังเกียจของชิดจันทร์ที่สั่งให้เขาทำงานสกปรกชั่วร้ายกับสดายุยังคงแว่วชัดก้องอยู่ในโสตประสาท ชิงชังรังเกียจชิดจันทร์จนแทบบ้า แต่เหนืออื่นใดก็ชิงชังตัวเองยิ่งกว่าที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แถมตอนนี้....



เขา....คนอย่างเขา...คงไม่สามารถเรียกว่ามนุษย์ได้อีกแล้วล่ะ เพราะถ้าเขายังมีความเป็นคนเหลืออยู่บ้าง วันนี้เขาคงไม่ไปหาคนของชิดจันทร์ตามที่โดนโทรเรียก และคงไม่รับของที่พวกมันส่งให้...



ยาสลบ...ยาปลุก



รับมา...แล้วยัง ลงมือทำ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะลงมือ แต่พอเห็นสดายุอยู่คนเดียวลำพัง ในสถานที่ที่คาดไม่ถึง ลานจอดรถ เปลี่ยวผู้คน และ....ไม่ระวังตัว ในจังหวะนั้น เขาไม่ตั้งใจ...ไม่ได้ตังใจที่จะเดินตาม ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปล็อคตัว ไม่ได้ตั้งใจจะโปะยาสลบ...แต่...เขากลับทำมันลงไปด้วยสองมือนี้ทั้งสิ้น



แล้วตอนนี้ สดายุก็นอนสลบไสลอยู่บนเตียงของเขา



“...นี่เรา...ทำอะไรลงไป...” น้ำเสียงของบดินทร์สั่นพร่า



“...ยุ...” ร่างกายที่ผ่ายผอมลงไปมาก ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ร่างของคนที่ยังคงนอนนิ่ง ก่อนจะค่อยๆ หย่อนกายลงนั่งข้างๆ ร่างนั้น พร้อมเอ่ยคำพูดที่แสนเจ็บปวด...



“ยุ...เราขอโทษ...”



เอ่ยคำขออภัยทั้งน้ำตา ทว่ามือสั่นระริกก็ยังเอื้อมไปปลดกระดุมของอีกฝ่ายอย่างหน้าไม่อาย



บดินทร์ค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นออกจากร่างของสดายุอย่างแผ่วเบา กระทั่งร่างนั้นเปลือยเปล่า ผิวกายขาวผาด อีกทั้งสรีระส่วนโค้งเว้าสวยงามที่ปรากฏตรงหน้ามันช่างเย้ายวนจนเจ็บยอกไปหมดทั้งแผ่นอก เจ็บที่ไม่ได้ครอบครองเรือนร่างนี้ และเจ็บที่จะต้องย่ำยีเรือนร่างนี้



กล้องวิดีโอกำลังบันทึกภาพ บดินทร์ค่อยๆ ซุกกายลงแนบกับร่างเปลือยเปล่าของสดายุช้าๆ มือไม้สั่นระริกสัมผัสบางเบา เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเสียก่อน ทว่าเพียงครู่ต่อมา เสียงครางเบาๆ ก็ดังขึ้น



“...อืมมม...” สดายุเริ่มรู้สึกตัวแล้ว!!



“.......ยุ...” บดินทร์สะดุ้งสุดตัวทันทีราวกับถูกจับได้ว่ากำลังกระทำความผิด แต่ในเมื่อหนีไม่ได้แล้วเขาจึงทำได้เพียงเอ่ยขอโทษสดายุออกไป “...ยุ...ขอโทษนะ...ยุ...เรา....ขอโทษ..."



“เราสัญญา...เราจะไม่ทำอะไรนายนะยุ” บดินทร์กระซิบอธิบายให้สดายุได้ฟังราวเสียงคราง มันทั้งสั่นทั้งแหบพร่า



ยิ่งขอโทษออกไปมากเท่าไหร่ ยิ่งคนใต้ร่างสั่นสะท้านมากแค่ไหน บดินทร์ก็ยิ่งกลั้นน้ำตาของตัวเองไว้ไม่อยู่ “เราขอโทษจริงๆ ...เราขอแค่รูปในคลิปมันแค่การทำหลอกๆ เท่านั้นไม่ต้องกลัวนะยุเราไม่ทำอะไรนายหรอกเชื่อใจฉันนะ...”



สดายุยังไม่ยอมลืมตา เพราะฤทธิ์ยาสลบยังคงตกค้าง แต่บดินทร์รู้ว่ามันคงอีกไม่นาน เขาจึงรีบลงมือทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้น ก่อนที่สดายุจะทันได้ฟื้นแรง สองมือสั่นระริก พยายามลูบไล้ข้างลำตัวของสดายุ จงใจให้ด้านที่ตั้งกล้องไว้ถ่ายติด แสร้งทำ แสร้งซุกไปตรงซอกคอคนอ่อนแรง



ทำทั้งที่ตัวเขาเองก็ยังร้องไห้ไม่หยุด ทำไมเรื่องราวถึงต้องเป็นแบบนี้ ทำไมชีวิตของเขาต้องเป็นแบบนี้!



ปึ่ง!!



โครมมม!



“เหี้ยเอ้ย!! หยุดนะมึง!!”



ทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาโดยกฤตเมธที่ตอนนี้กลายร่างเป็นยักษ์ถมึงทึง ขณะที่บดินทร์ยังคงตะลึงลานเพราะไม่คิดว่าจะถูกตามตัวมาเจอร่างของเขาก็ถูกผู้บุกรุกกระชากลงมาจากเตียง แล้วประเคนหมัดใส่ไม่ยั้ง

ทั้งตกใจ ทั้งเจ็บ แต่ลึกๆ แล้วบดินทร์รู้ดีว่ามันสมควรโดน



“ไอ้ระยำ!” เสียงของกฤตเมธตะคอกลั่น ข่มขวัญให้บดินทร์ที่กลัวจนตัวสั่น ยิ่งหัวใจกระตุกวูบเข้าไปอีก



“ไอ้สัตว์! มึงจะทำเหี้ยอะไรกับยุ!!?” คือคำพูดสุท้ายที่บดินทร์ได้ยินก่อนที่ร่างเขาจะปลิวหวือลงไปกองบนพื้นพร้อมทั้งเลือดที่กบอยู่ตรงมุมปาก หน้าชาไปเป็นแถบจนไม่รู้สึกเจ็บไปครู่หนึ่ง จากนั้นความรู้สึกต่อมาคือ เสียงของทั้งหมัดทั้งเท้า ที่ระดมรัวลงบนร่างแบบไม่มียั้งแรง



เจ็บจุก...แต่ก็ไม่คิดจะต่อกร



นั่นก็เพราะว่า...



เขาสมควรได้รับมัน



โทษทัณฑ์นี้ มันช่างเหมาะสมกับเขาที่สุดแล้ว...



“พอเถอะค่ะ คุณเมธ เดี๋ยวมันเสือกตายขึ้นมา เราจะลำบาก แค่นี้มันก็ได้หยอดน้ำข้าวต้มไปหลายวันแล้วล่ะค่ะ” เสียงของบลูม่ายั้งขึ้น เมื่อเห็นว่าบดินทร์นอนขดกลมอยู่บนพื้นอย่างไร้ทางสู้ ดูหมดฤทธิ์แล้วจริงๆ



“จำใส่กะโหลกไว้เลยนะไอ้บดินทร์ ถ้ามึงกล้าเข้าใกล้สดายุอีกเป็นครั้งที่สอง คราวหน้า มึงได้ตายจริงแน่!” กฤตเมธก้มลงข่มขู่อยู่ใกล้หูของบดินทร์ที่สิ้นสภาพไปนานแล้ว เพื่อย้ำชัดว่าคนอย่างบดินทร์ ไม่มีสิทธิ์จะยุ่มย่ามกับสดายุอีกแม้เพียงปลายผม หรือแม้เพียงเงา และเรื่องนั้น...บดินทร์เองก็รู้ดีที่สุด



กฤตเมธหายออกไปจากร่างของบดินทร์แล้ว…ดวงตาปรือปรอยของผู้ถูกลงทัณฑ์พยายามชำเลืองมองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น



สดายุปลอดภัยดี...ร่างที่เคยเปลือยเปล่านั้นถูกบลูม่าช่วยจัดการสวมเสื้อผ้าคืนให้ แล้วตอนนี้ร่างบอบบางก็ถูกช้อนขึ้นอุ้ม สู่อ้อมอกของกฤตเมธอย่างหวงแหน...



ดีแล้ว...



บดินทร์คิดเพียงแค่นั้นขณะเหม่อมองดูกฤตเมธอุ้มสดายุเดินออกไป พร้อมกับบลูม่าที่ตามไปติดๆ ทว่าตรงหน้าประตูบานนั้นกลับมีผู้ร่วมเหตุการณ์อีกหนึ่งคน



หนึ่งคนที่บดินทร์ไม่อยากให้มาเห็นตัวเองในสภาพนี้เลย



“...พี่...พี่ซอลย่า...? ...”



บดินทร์เอ่ยเรียกผู้จัดการส่วนตัวของตนด้วยน้ำเสียงที่เครือสั่น ยิ่งเห็นใบหน้าแสดงความผิดหวังแบบไม่มีปิดบังฉายชัดอยู่บนใบหน้าโศกหวานนั้น บดินทร์ก็แทบจะขาดใจ น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดเอ่อท้นสองตาอย่างไม่อาจห้าม



“พี่ซอล...”



บดินทร์พยายามยันร่างตัวเองขึ้นเล็กน้อย เพื่อเอื้อมมือหาพี่ชายคนเดียวที่คอยยืนเคียงข้างเขาในวงการแห่งนี้ แม้เขาเคยเหลวไหลผิดบาป ซอลย่าก็ไม่เคยทอดทิ้ง และครั้งนี้ บดินทร์ก็ยังคาดหวัง



“” พี่ซอล...ดินอธิบายได้...”



“พอเถอะครับ...”



“...พี่? ....”



“ผมผิดหวังในตัวคุณเหลือเกินบดินทร์ ไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นคนที่ร้ายกาจขนาดนี้...”



“.......พี่ซอล...” ทว่าความหวังเดียวของบดินทร์ก็สิ้นสลายลงในทันที พร้อมกับคำตัดพ้อของซอลย่า



“...คุณมันช่างเลือดเย็น...”



“พี่ซอล...ได้โปรด...ฟังผมอธิบายก่อน...”



บดินทร์พยายามกระเสือกกระสนขยับกายเข้าใกล้ซอลย่าอย่างเอาเป็นเอาตาย ใครจะว่าเขายังไงก็ช่าง แต่ขอแค่คนเดียว ขอแค่ซอลย่าคนเดียวเท่านั้น เขาไม่อยากให้ซอลย่าต้องรู้สึกเสียใจกับเขาไปมากกว่านี้อีกแล้ว



แค่ซอลย่าคนเดียวที่ไม่อยากให้เสียใจ...



‘เอาอีกแล้วนะ ดิน ชอบทำให้พี่ห่วงเรื่อย’



‘ไม่เป็นไร ใครก็พลาดกันได้ พี่เข้าใจ’



‘ยังคิดมากเรื่องคุณสดายุอยู่อีกเหรอ? สักวันเรื่องนี้มันต้องดีขึ้น พี่เชื่ออย่างนั้นนะ’



‘ต้องให้บ่นตลอดเลยนะดิน...ถ้าไม่มีพี่จะทำไงเนี่ย’



‘ไม่ต้องกังวลน่า..พี่ไม่ได้โกรธดินหรอก แต่คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ’



‘เราสองคนนี่เหมือนเป็นพวกนอกคอกเนอะ...หึหึ สมกับเป็นพี่เป็นน้องกันดีจริง’



‘เอาน่า...อย่านอยด์นักสิ คิ้วผูกเป็นโบว์แล้ว’



‘อย่าทำร้ายตัวเองอีกนะดิน พี่เป็นห่วงนายมากนะรู้ไหม?’



คนเดียวที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอด...คนเดียวที่เขามักจะมองผ่าน เพราะคิดว่าไม่ว่ายังไงก็จะไม่มีทางหายจากกันไปไหน เคยคิดว่าไม่ได้มีค่าต่อตนมากขนาดนั้น แต่ตอนนี้บดินทร์เข้าใจแล้ว ว่าซอลย่ามีค่ากับเขามากแค่ไหน เพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่าตลอดมาคนที่อยู่เคียงข้างเขาเสมอคือใคร แล้ววันที่ได้รู้ สายตาที่เคยห่วงหาอาทรเขาคู่นั้น ก็ไม่เหลือความเชื่อมั่นในเขาอีกต่อไปแล้ว



แม้สายตาคู่นั้นจะไม่ได้ส่งกระแสดูแคลน แต่ก็สิ้นแล้วซึ่งศรัทธา...



“...พี่ซอล...ดินขอโทษ...” บดินทร์พูดได้เพียงแค่นั้น ขณะมองดูซอลย่าถูกบลูม่าลากตัวออกไป ความรู้สึกที่ซอลย่ามีให้เขาคงจบอยู่แค่ตรงนั้น ความรู้สึกที่เขามีให้ตัวเองก็เช่นกัน



จบสิ้น...กันแล้ว

*

*

*

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-2020 18:22:27 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตอนที่ 4 ทัณฑ์มัจจุราช PART 2


หลังจากเหตุการณ์สงบลง และทุกคนออกไปจากห้องจนหมด ชายหนุ่มเหม่อมองที่ประตู ด้วยสายตาที่ร้างไร้ความรู้สึก เป็นนานสองนานกว่าบดินทร์จะรู้สึกตัวว่า ประตูห้องของเขายังถูกเปิดอยู่ อยากเดินออกไปปิด แต่สภาพร่างกายของเขาตอนนี้ย่ำแย่เกินกว่าจะกระดิกตัว แค่ขยับ ตั้งแต่ชายโครงขึ้นมาก็ยอกแปลบ คงเพราะเขาถูกกฤตเมธเตะย้ำตรงนี้อยู่หลายครั้ง ‘อาจหัก?’ แต่เห็นยังเอี้ยวตัวไหว สงสัยคงแค่ยอก...



“อึก...”



บดินทร์ได้แต่โอดโอย พลางพยายามขยับกายไปเรื่อย หวังจะไปปิดประตูห้องตนเสียให้เรียบร้อย ระหว่างนั้นก็ไพล่นึกไปถึงการบุกมาของกฤตเมธกับบลูม่า ตอนแรกยอมรับว่าตกใจอยู่ไม่น้อยที่ถูกบุกประชิดตัวได้โดยง่าย แต่พอได้เห็นหน้าซอลย่า บดินทร์ก็พอเข้าใจว่าคนเหล่านั้นเข้ามาได้ยังไง ซอลย่ามีกุญแจสำรองห้องของเขาอยู่ เขาให้ฝ่ายนั้นไว้เผื่อว่า เขาจะแฮงก์อยู่ห้อง จนต้องมาลากกัน ซึ่งก็เป็นอยู่บ่อยครั้ง



และในครั้งนี้ ก็ถือว่าซอลย่าได้ช่วยเขาไว้ เช่นกัน



ช่วยให้เขาหลุดพ้น...จากขุมนรกที่เขาก่อไว้เร็วขึ้นอีกหน่อย



ในที่สุด บดินทร์ก็เคลื่อนกายถึงหน้าประตู ดูเหมือนไม่นาน แต่สำหรับสังขารไม่อำนวยอย่างบดินทร์นั้น เวลาแค่นาทีก็รวดร้าวจนแทบจะร้องไห้ แค่นี้ก็รู้สึกแย่ จนแทบทนตัวเองไม่ไหว แต่ชายหนุ่มก็ยังฝืนกัดฟันทน เพราะไม่ว่ายังไงเรื่องมันก็จบไปแล้ว และไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน เขาก็ไม่เหลือสิทธิ์ใดๆ ที่จะไม่ยอมรับมัน...



ในตอนนั้น บดินทร์ที่ยังไม่มีสติครบถ้วน ไม่มีทางรู้ตัวเลยว่า ความหมดอาลัยตายอยากที่ตัวเองประสบอยู่ในตอนนี้ มันช่างน้อยนิด เมื่อเทียบกับสิ่งที่รอเขาอยู่ตรงหน้าประตู...



หมับ!



“...!!!?” ในจังหวะที่เอื้อมมือไปหวังปิดประตูห้องให้เรียบร้อย วินาทีนั้นข้อมืออ่อนแรงของบดินทร์ก็ถูกคว้าไว้โดยง่ายจากใครอีกคนที่ยืนพิงหลังอยู่ตรงหน้าห้อง





"สวัสดีครับ...คุณบดินทร์"





และในวินาทีนั้น สันหลังของบดินทร์ก็ชาวาบ ในหัวขาวโพลนไม่สามารถประมวลผล ในร่างที่แข็งทื่อราวกับถูกสาปนั้น มีเพียงหัวใจที่เต้นรัวเต็มกำลังราวกับจะหลุดจากอก



"...ดนัย? ..." ริมฝีปากสั่นระริก ถ้อยทีเอ่ยนามของพญายมราชผู้เฝ้ารอพิพากษาโทษ ดวงหน้าบดินทร์ซีดเผือด ไร้ซึ่งสีเลือดแม้เพียงเศษเสี้ยวทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มของผู้ที่กำลังจะกระชากทั้งวิญญาณเขาออกจากร่าง



...ตาย...แน่ๆ



แค่ได้เห็นว่าคนที่รออยู่ตรงหน้าประตูคือใคร บดินทร์ก็แทบจะหยุดหายใจเสียงตรงนั้น ร่างกายสะบักสะบอมก้าวถอยหลังอย่างลืมตัว พร้อมเกร็งกายรอรับการลงทัณฑ์อย่างเต็มที่ ไม่หมัด ก็เท้า เพียงอึดใจต่อจากนี้ต้องมีปลิวมาบ้างแน่...



“ไง...เยินน่าดูเลยนี่ พี่เมธนี่...ไม่ยั้งมือเลยน๊า...” ทว่าดนัยไม่ได้ผลีผลามจู่โจมอย่างที่บดินทร์คิด ชายหนุ่มเพียงทักทายสบายๆ ขณะพาตัวเองเข้ามาในห้องของบดินทร์ ก่อนจะลงมือลงล็อคประตู



...กริ๊ก...



เฮือก! ...เพียงแค่เสียงล็อคประตูเบาๆ ก็ทำเอาบดินทร์สะดุ้งไหวไปทั้งร่าง สถานการณ์ตอนนี้น่ากลัวเสียยิ่งกว่าตอนที่กฤตเมธบุกเข้ามาหลายขุม



“...อ...ออกไปนะ” บดินทร์เอ่ยปากไล่ด้วยน้ำเสียงแผ่วผิวจนแทบจะเป็นเสียงคราง เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดติดร่างก็ราวกับจะละลายหายไปเสียตรงนี้ ยิ่งเห็นอีกฝ่ายสืบเท้าเข้าหา ร่างกายบอบช้ำก็ทำได้เพียงถดถอย



ผู้รุกรานไม่สนองตอบใดๆ กับคำขับไส ร่างสูงใหญ่ยังคงทำตัวสบายๆ ค่อยๆ ก้าวเท้าเนิบนาบเข้าหาเจ้าของห้องพร้อมรอยยิ้มละไม ดังเช่นที่เคยกระทำ



“อ...ออกไป!!? ไปให้พ้น!!” บดินทร์ตวาดออกไปด้วยเรี่ยวแรงแทบจะทั้งหมดที่ยังคงเหลือ เพราะการกระทำของอีกฝ่ายทำเขาหวาดหวั่น พรั่นพรึงจนไม่อาจควบคุมสติ



‘น่ากลัวเหลือเกิน’ หัวใจของบดินทร์เต้นรัว เนื้อตัวเริ่มสั่นสะท้านเขากลัวแววตาที่เดาทางไม่ได้ของดนัยเหลือเกิน ความทรงจำในครั้งก่อนที่ถูกไล่ต้อนยังคงฉายชัด จำได้ติดหัวว่าอุ้งมือของดนัยนั้น ต่อให้มีแรงสักเท่าไหร่ หรือต่อให้จะพยายามดิ้นรนหนีสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางหลุดพ้น กลับยิ่งถูกบีบรัดแน่นจนเจ็บร้าวราวกระดูกจะแหลกเป็นผุยผงเสียอีก



ดนัยยังคงยิ้มพราว ขณะก้าวเข้าใกล้บดินทร์ขึ้นเรื่อยๆ ไล่ต้อนจนร่างสะบักสะบอมนั้นถอยร่นไปจนเกือบถึงเตียงนอน ห้องนี้มันช่างเล็ก จนแทบจะนึกไม่ถึงว่าเจ้าของห้องเป็นถึงพิธีกรมีชื่อ แต่เรื่องนั้นใครจะสน ดีเสียอีก ยิ่งแคบก็ยิ่งจับเหยื่อได้เร็วขึ้น



ร่างของบดินทร์ยิ่งสะท้านหนัก เมื่อถอยร่นมาจนถึงขอบเตียง เขาไม่คิดว่าดนัยจะทำอะไรอย่างที่เขาจินตนาการ แต่ก็อดหวั่นไหวไม่ได้ คราวที่เรื่องกันคราวก่อน เขาถูกดนัยเสียแก้ม แถมยังเกือบถูก ข่มขืนถ่ายคลิป คราวนั้นบดินทร์ใช้ที่เขี่ยบุหรี่กระเบื้องทุบเข้าข้างขมับดนัยจนแตก ภาพสีหน้าราวกับสัตว์ป่าของดนัยในวันนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในกระบอกตาราวกับว่ามันยังคงเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า บดินทร์ราวเห็นภาพหลอนทั้งที่ดนัยยังคงยิ้มละไม สายตาก็ไม่ได้ฉายแววรุกราน การเคลื่อนไหวเนิบนาบ เชื่องช้า ยิ่งกว่าเขาที่กำลังบาดเจ็บ ข้างขมับขาวสวยของดนัยนั้นก็แปะพลาสเตอร์เอาไว้อย่างดีแล้วเหตุการณ์ตอนนี้ ไม่เหมือนอย่างตอนนั้นที่เขาถูกดนัยกดตรึงไว้ใต้ร่างอย่างคุกคาม



ตอนนี้เขายังคงหนีได้ แต่ไม่รู้ทำไม ร่างกายไม่ยอมขยับไปไหน ทำได้เพียงแต่ถอยหนีทีละก้าว ทีละก้าว เพราะสิ้นแล้วซึ่งเรี่ยวแรง หรือเพราะ...เขาถูกสะกดไว้ด้วยสายตานั้นกันแน่นะ...



ภายในห้องเงียบกริบ ไร้เสียงพูดคุยใดๆ ยินเพียงเสียงลมหายใจที่ขาดห้วงของบดินทร์เท่านั้น



“อ๊ะ!!?” ในที่สุดร่างกายบอบช้ำก็สิ้นแล้วซึ่งเรี่ยวแรงพยุงกาย เพราะเพียงแค่สะดุดเข้ากับพรหมผืนน้อยที่ข้างเตียง ทั้งร่างของบดินทร์ก็ลงไปกองอยู่บนพื้นอย่างน่าสมเพช และในจังหวะนั้นเอง



พรึ่บ!



“......!!!!??” ไฟในห้องก็ถูกปิด บดินทร์เห็นไม่ชัด แต่รู้แน่ว่าดนัยเอื้อมแขนยาวๆ ของตน ไปปิดสวิชต์ที่อยู่ตรงผนังที่ยื่นออกมาเล็กน้อย เพื่อกั้นอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างห้องใหญ่กับซอกเตียงนอน



ภายในห้องมืดสนิท ความกลัวภายในหัวใจของบดินทร์ก็ยิ่งท้วมท้นพรั่งพรู



บดินทร์แทบจะกลั้นใจตายเสียให้พ้น หัวใจดวงเท่ากำปั้นของเขาเต้นถี่จนแทบจะหลุดยวงออกมานอกอก สมองมืดดำพร่ำอ้อนวอนภาวนา จะยังมีทางไหม จะยังเหลือทางใดไหม ให้เขารอดออกจากที่นี่



ห้องน้อยที่เคยเป็นที่รังปลอดภัยที่สุดของเขา ตอนนี้มันกลับอันตรายที่สุดไปเสียแล้ว...



‘น่ากลัว...ใครก็ได้ช่วยด้วย...’



ดนัยส่งยิ้มเป็นมิตรให้บดินทร์ที่สภาพยับเยินแบบดูไม่จืดอยู่บนพื้น ฝ่ายนั้นค่อยกระถดกายหนีห่างเพราะยังลุกเดินไม่ไหว เขาค่อยๆ รุกคืบเข้าใกล้ทีละน้อย ไม่รีบร้อน แต่ก็ไม่ปล่อยปละ ดนัยยิ้มให้อีกฝ่ายเป็นนัยว่าสบายใจเถอะ ไม่ทำให้เจ็บนักหรอก...ถึงแม้ว่ารอยยิ้มนี้ อีกฝ่ายจะไม่มีทางได้เห็นก็เถอะ เขาจะไม่ซ้อมซ้ำรอยกฤตเมธให้ต้องเสียของ เพราะสิ่งเดียวที่เขาตั้งใจจะทำกับบดินทร์คือ...



เซ็กส์!



ทำไมถึงทำแบบนี้กับบดินทร์?



ง่ายมาก...นั่นก็เพราะเขาสนใจในตัวบดินทร์เป็นทุนอยู่ก่อนแล้วยังไงล่ะ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันหน้าห้องน้ำสำนักงาน กลิ่นหอมรุนแรงจากตัวของอีกฝ่ายปลุกความปรารถนาของเขาให้ลุกโชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และกลิ่นนั้นมันก็ทวีความรุนแรงในทุกๆ ครั้งที่ได้พบหน้า



ตอนแรกเขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะคิดว่าถึงยังไงก็คงไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกัน แต่พอนานเข้า เจอกันบ่อยครั้งเข้า มันก็เริ่มจะทนไม่ไหว กลิ่นของบดินทร์นั้น มันหอมรัญจวนจนทำให้เขาบังเกิดภาพหลอนให้ยิ่งเสน่หายิ่งต้องการ เพราะถือคติไม่ยุ่งกับคนไม่มีตำหนิเขาเลยยังนิ่งไว้



แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็นแล้ว



บดินทร์ที่ถูกความเขลาขลาดกัดกินจนแปดเปื้อนเป็นดังเหยื่ออันโอชะที่เขาไม่อาจปล่อยให้หลุดมือไปได้ คนเลวคนอื่นๆ ...ทำให้เขามีเพียงความรู้สึกอยากทำลายล้าง แต่สำหรับบดินทร์...มันทำให้เขารู้สึกแตกต่าง



ไม่ได้อยากทำลายให้ย่อยยับ แต่กลับอยากไล่ต้อนให้ค่อยๆ จนมุม ติดหมุดปักปีกสีสวยตรึงเอาไว้ในห้องส่วนตัวไม่ให้หนีไปไหน คอยชื่นชมใบหน้าที่แสร้งว่าหยิ่งทะนงแต่กลับแฝงไปด้วยความหวาดหวั่น ถึงบดินทร์แสร้งว่าองอาจไม่สนใจผู้ใดแต่เขารู้ดีว่าหัวใจของมันช่างขี้ขลาด ยิ่งทำตัวกร่างหัวใจดวงน้อยที่เต้นอย่างเอาเป็นเอาตายของมันก็ยิ่งหวาดกลัว แค่เขาข่มขวัญมันแค่นิดหน่อยร่างกายของมันก็สั่นระริกแววตาของมันฉายชัดแต่ความกลัว



กลัวในตัวของเขาอย่างไม่อาจปิดบัง



ยิ่งกลัวกลิ่นกายของมันยิ่งหอมฟุ้ง กลิ่นของเหยื่อตัวเล็กๆ ที่กำลังจะถูกบูชายัญให้กับราชันผู้เป็นใหญ่



กลิ่นที่ทำให้เขาพรึงเพริด



กลิ่นที่ปลุกกำหนัดของเขาได้ไม่รู้จบ



อย่างเช่นตอนนี้...ตอนที่บดินทร์ขดกายราวกับเด็กน้อยค่อยๆ กระถดหนีไปด้านหลังอย่างเอาเป็นเอาตาย สองมือแทบจะไหว้ท่วมหัวเพื่อขอชีวิตรอด แม้หลังจะติดผนังริมเตียงไปแล้วร่างสั่นระริกนั่นก็ยังไม่หยุดถดถอย ปากบางพร่ำวอนขอความเมตตาทว่าเสียงกลับเบาหวิวราวอากาศธาตุ สภาพเช่นนั้นแทนที่จะทำให้ดนัยเห็นใจ กลับยิ่งปลุกเร้าให้ชายหนุ่มรุกไล่ไม่ให้ได้พัก



ในห้องปิดไฟมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเงามืดทะมึนรางเลือนที่เขยื้อนเข้าใกล้เชื่องช้า ร่างนั้นแสยะยิ้มกว้างให้บดินทร์ราวกับเป็นมิตร ทว่ากลับแผ่รังสีคุกคามจนหายใจหายคอไม่ออก แค่ความผิดที่คั่งค้างใจก็จุกอกจนทำอะไรไม่ถูกอยู่แล้ว ร่างกายที่เพิ่งเจ็บหนักจากการถูกลงทัณฑ์อันแสนเย็นชา ยังบอบช้ำไปทั้งตัวจนแทบกระดิกไม่ได้ หัวใจเล่ายิ่งบอบช้ำกว่าเป็นไหนๆ ที่ไม่สามารถหนีความขลาดเขลาของตัวเองพ้น อ่อนแอเป็นหนอนชั้นต่ำ ที่ทำแต่สิ่งผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่คนที่ตัวเองรัก...ยังปกป้องเอาไว้ไม่ได้ ซ้ำร้ายยังเป็นคนลงมือเสียเอง



น่ารังเกียจ… เกลียดตัวเองจนโกรธกฤตเมธไม่ลงที่ซ้อมเขาจนไม่มีชิ้นดี แม้แต่คนตรงหน้าที่หมายจะเข้ามาทำร้ายก็ไม่กล้าจะโกรธ



ไม่ได้โกรธ....แต่หวาดกลัว



คนตรงหน้านี้น่ากลัวเกินไป ซ้อมเขาให้จมกองเลือดตายเสียยังดีกว่าทำแบบนี้



ได้โปรด...



“นี่...จะเข้าไปสิงในนั้นรึไง” ดนัยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะขบขัน



ถึงที่สุดแล้วก็ไร้ซึ่งทางหนี บดินทร์ที่ได้แต่ขดตัวคุดคู้อยู่ตรงข้างหัวเตียงนั้นทำได้เพียงยกมือไหว้อ้อนวอน ให้ดนัยมีเมตตากับตนสักครั้ง รู้อยู่เต็มอกว่าคำขอคงไม่มีทางเป็นผล แต่สัญชาตญาณก็ได้แต่สั่งให้ทำ



“ด...ได้โปรดเถอะครับ..อย่าทำอะไรผมเลย...ผมกลัวแล้ว”



คำอ้อนวอนทำดนัยนึกขัน เคยเห็นแต่ใบหน้าหยิ่งผยอง ยิ่งหวาดกลัว ยิ่งทำตัวกร่างกร้าว ไม่คิดเลยว่า จะมีวันได้ยินบดินทร์อ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า และถ้อยคำสุภาพหวานหูได้ถึงเพียงนี้



“...กลัว? คุณจะกลัวอะไรกันครับ?” ดนัยถามไถ่ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางโน้มตัวลงไปคร่อมร่างคุดคู้ของบดินทร์ไว้ โดยใช้แขนข้างหนึ่งเท้าเตียงนุ่ม ส่วนอีกข้างก็ยันกำแพงไว้ ไม่ได้ตั้งใจ แต่มันก็กลายเป็นกรงขังดีๆ ที่ใช้กักกันผู้ร้ายปลายแถวอย่างบดินทร์ได้อย่างอยู่หมัด



เสียงอ่อนหวานไม่ได้ช่วยอะไร เพราะถึงยังไงท่าทีคุกคามอย่างโจ่งแจ้งนี้ก็ทำบดินทร์ผวาแทบสิ้นสติไปแล้ว



“ผ...ผมขอโทษ...ปล่อยผมไปเถอะครับ...”



“จุ๊ จุ๊...หึหึ อย่ากลัวไปเลยครับคุณบดินทร์ ผมสัญญา จะไม่ต่อย ไม่เตะคุณแม้สักหมัดเดียวนะ...”



“.....จ...จริงเหรอครับ? ....”



“จริงสิ...แหม ผมไม่ได้เป็นขาโหดเหมือนพี่เมธหรอกน่า ไม่ต้องห่วง”



บดินทร์รู้แก่ใจว่าไม่ควรเชื่อ แต่เมื่อเห็นว่าดนัย ยืดร่างยืนตรง ละห่างจากตัวเขาออกไป หัวใจดวงน้อยก็เริ่มคลายความกังวลขึ้นเล็กน้อย เพียงแค่เล็กน้อยจริงๆ เพราะตราบใดที่คนคนนี้ยังอยู่ในห้อง ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าเขาจะรอด





พรึ่บ....



“เฮ้อ...ขอโทษนะที่แกล้งแรงไปหน่อย”



บดินทร์สะดุ้งวาบทันทีที่ไฟเปิด ความสว่างกะทันหันทำสายตาปรับโฟกัสไม่ทันไปครู่หนึ่ง เสียงดนัยเอ่ยขอโทษอยู่ตรงหน้า ทว่าไกลออกไปนิดหน่อย ชายหนุ่มเดินไปเปิดไฟในห้องให้ พร้อมเอ่ยขอโทษที่แกล้งปิดไปเมื่อครู่ บดินทร์ได้แต่จ้องมองอีกฝ่ายนิ่งงัน เพราะเดาไม่ถูกว่าดนัยต้องการอะไรกันแน่ จากตอนแรกที่ปิดไฟ แล้วตรึงร่างเขาที่ไร้ทางสู้เอาไว้ในตรอกที่ไม่อาจหนีพ้น ตอนนี้กลับเดินทิ้งออกไปเสียไกล ราวเปิดโอกาสให้ได้หลบหนี



“อย่าจ้องกันอย่างนั้นสิ...หึหึ ที่จริงตอนแรกผมก็กะจะมายำคุณให้เละอยู่เหมือนกันนั่นแหละ แต่พอเห็นคุณโดนพี่เมธยำล่วงหน้าไปแล้ว ก็เลยทำไม่ลง...เละขนาดนี้ ผมคงไม่ซ้ำคุณแล้วล่ะ” ดนัยพูดพลางหยิบกล้องที่ตั้งอยู่ตรงโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาดู พลางแกะ SD Card ข้างในออกมา



“แต่ถึงยังไง ภาพในกล้องนี้ ผมก็ขอยึดไว้แล้วกันนะ” ดนัยพูดขึ้นพลางเก็บ SD card นั้นไว้ในกระเป๋าเงิน ก่อนจะเดินเข้าไปหาบดินทร์อีกครั้ง



บดินทร์ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับไปไหน จนแม้แต่ตัวเองยังสงสัยว่าทำไมไม่ยอมเคลื่อนไหว เพื่อหนีห่าง ทำไมยังนั่งอยู่ ทำไมถึงยังยอมให้อีกฝ่ายเข้าใกล้



“โอเคล่ะ ผมหมดธุระเรื่องสดายุแล้ว” ดนัยเอ่ยขึ้นขณะเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของบดินทร์ ชายหนุ่มยิ้มกว้างจนตาหยี เพราะท่าทางคลายกังวลของบดินทร์ทำเอาดนัยแทบแทบสำลักความขำถึงไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่บดินทร์กำลังคิดว่าตัวเองจะรอดสินะ พิธีกรหนุ่มยังคงกลัวเขามาก แต่เพียงไม่กี่คำกล่อม ก็ตายใจคล้อยตามเสียแล้ว



‘อาห์...กลิ่นหอมจัง’



“นี่” ดนัยเอ่ยเรียกคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา



แล้วคราวนี้บดินทร์ได้สะดุ้งอีกครั้ง เมื่อจู่ๆ ก็ถูกผู้ที่ยืนอยู่จับช้อนใบหน้าของตนให้เงยขึ้นสบตา



ดนัยยังคงยืนตัวตรงนิ่ง สองแขนยืดตรงลงมาใช้ทั้งสองมือช้อนใบหน้าของบดินทร์ให้แหงนหงาย ใบหน้านั้นซีดเผือดและสั่นน้อยๆ ดวงตาฉายแววหวาดหวั่น คงกลัวมาก เพราะดนัยสังเกตเห็นได้ถึงรอยเหงื่อชื้นตรงไรผม ‘กลัว...จนเหงื่อแตก’



“หมดเรื่องสดายุแล้ว...เรามาคุยเรื่องของเรากันต่อดีกว่า”



ในที่สุดดนัยก็เข้าเรื่องที่ตัวเองมาเยือนห้องนี้เสียที ชายหนุ่มคลายสองมือที่เขาใช้ประคองหน้าบดินทร์ออก แล้วใช้มันกอดอกอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า ก่อนจะมองไปยังคนเบื้องล่างด้วยท่าทีเย้ยหยันอย่างไม่มีปิดบัง



“......ร...เรื่องของเรา? ....” ลางหายนะเริ่มมาเยือน บดินทร์รู้สึกอย่างนั้น อยากหนี แต่มือไม้อ่อนแรงไปหมด



คนคนนี้ต้องการอะไร?



“ใช่...เรื่องของเราไง ผมยังไม่ได้คิดบัญชีคุณ เรื่องแผลแตกตรงขมับผมเลยนะ”



“............!!?”



“เย็บตั้งสิบเข็มแน่ะ หมอบอกว่าอาจมีแผลเป็นเล็กๆ ด้วยนะ”



“....ผ...ผม....ผมขอโทษ....”



ไม่ใช่เพียงแค่ลางร้าย แต่มันคือความหายนะที่ตอนนี้มันกำลังถาโถมใส่บดินทร์ไม่ยั้ง คนที่ประคองใบหน้าเขาอยู่ยังคงส่งยิ้มให้ไม่ขาด ทว่ามันคือรอยยิ้มของพญามัจจุราช ไม่ใช่มนุษย์!



“แค่ขอโทษมันไม่พอหรอกครับ...ใบหน้าของดารามันก็เหมือนสินค้าคุณก็รู้ เวลามันเกิดความเสียหายขึ้นมา แค่คำขอโทษมันจะไปพอได้ยังไง โดยเฉพาะกับหน้าของผม ที่มีสัญญาหนังระดับโลกหลายเรื่องอยู่ในมือ”



‘อืม...หวาดกลัวให้มากกว่านี้อีกสิบดินทร์ ยิ่งกลัว ตัวนายก็จะยิ่งหอม...’



“...ล...แล้วจะให้...ผมทำยังไง? ...”



“จ่ายมาสิ”



“จ่าย?”



“จ่ายค่าเสียหายมาซะ”



“ค่าเสียหาย?”



“ใช่”



‘ถูกรีดไถ’ แต่จ่ายเป็นเงิน ย่อมดีกว่าการถูกทำอย่างอื่น



“ด...ได้ ผมจะจ่าย คุณจะเรียกเท่าไหร่?”



‘จะจ่าย’ คำตอบหยิ่งผยองเหมือนเดิมแล้ว ดนัยยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินคำตอบ คิดว่าต้องจ่ายเป็นเงินสินะ ‘โง่ชะมัด’ ช่างเป็นคนคิดอะไรตื้นๆ ได้อย่างไร้ที่สิ้นสุดจริงๆ



“คุณตกลงจ่ายแล้วสินะ...แต่บอกไว้ก่อน ว่าผมไม่รับเป็นเงินหรอกนะ”



“....หมายความว่ายังไง?”



‘ไม่รับเป็นเงิน’ หมายความว่า....



“คุณต้องจ่ายค่าเสียหายให้ผม...ด้วยตัวของคุณ”



“ว่าไงนะ!!?” คำตอบของดนัยทำเอาสันหลังของบดินทร์ชาปลาบ เย็นวาบตั้งแต่ปลายผมจนถึงปลายเท้า คำขอพิสดารเขารับมันไม่ได้เด็ดขาด คนคนนี้ต้องการเหยียดหยามเขา ต้องการทำลายเขา เขามันบ้าเองที่ดันหลงไปวางใจว่าอาจรอดได้ อาจพอคุยกันได้ คิดผิดตั้งแต่แรก



บดินทร์ประจักษ์แล้วว่าเขาโดนรอยยิ้มกับท่าทีสบายๆ ของดนัยหลอกให้ตายใจมาตั้งแต่เริ่ม



“ฟังไม่ผิดหรอกคุณบดินทร์...” ร่างสูงที่ยังคงกอดอกอยู่ค่อยๆโน้มกายลงมาน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยคำที่บดินทร์หวาดกลัวที่สุดออกมา “คุณต้องจ่ายค่าเสียหาย...โดยการนอนกับผม!”



สิ้นคำของดนัย บดินทร์ก็รีบคลานหนีออกจากตรงนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาตีความหมายของคำพูดนั้นไม่ออก ‘นอน’ หมายถึงดนัยต้องการมีเซ็กส์กับเขา? แต่เพื่ออะไรล่ะ? แค่อยากแกล้งเหยียดหยามเขาเท่านั้นใช่ไหม? ที่พูดออกมาแบบนั้นก็แค่แหย่เขาเล่นสนุกๆ เพราะเห็นว่าเขาจนตรอก บดินทร์พยายามคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้นแต่พอได้เห็นท่าทีคุกคามของดนัย ที่ยืนยิ้มหยัน มองเขาคลานหนีทุลักทุเลก็รู้ได้ทันทีว่า ‘สิ่งที่ดนัยพูดคือเรื่องจริง’ ดวงหน้าซีดเผือดของบดินทร์ยิ่งซีดหนักเข้าไปอีกเมื่อได้หันไปเห็นหน้าของดนัยชัดๆ ใบหน้านั้นกำลังส่งยิ้มชั่วร้ายจดจ้องมายังเขาไม่เพียงแค่นั้นร่างสูงใหญ่นั่นยังขยับเข้าใกล้เขาอีกด้วย



หนี...



ต้องหนี!!



หมับ!!



“สภาพแบบนั้น จะคลานไปไหนกันครับคุณบดินทร์?”



คลานล้มคลานลุกยังไม่ถึงไหน ขาขวาของบดินทร์ก็ถูกคว้าจับเอาไว้ แค่กระตุกเบาๆ เพียงครั้งเดียวก็สามารถรั้งทั้งร่างของบดินทร์ให้ร่วงลงไปนอนกองใต้ร่างอย่างง่ายดาย



ดนัยแย้มยิ้ม แม้จะถูกบดินทร์ผลักไสพร้อมก่นด่าสารพัด



“ไอ้สัตว์! ไอ้วิปริต! มึงกับกูเป็นผู้ชายเหมือนกันนะ!! มึงบ้าไปแล้วเหรอ!!?” บดินทร์กระถดหนีการคุกคามของดนัยอย่างบ้าคลั่ง ทั้งเตะทั้งถีบ สองมือปะป่ายผลักไสไปทั่ว พยายามเอาตัวรอดจากคนคุกคามอย่างสุดกำลัง ตอนนี้ดนัยน่ากลัวเสียจนบดินทร์เกิดภาพหลอนว่าใบหน้าของดนัยนั้นกำลังวิปริตบิดเบี้ยวคล้ายภูติพรายอสูรร้าย ไม่ใช่มนุษย์!



“...ครับๆ ผมมันสัตว์ครับ สัตว์เดรัจฉานวิปริต ที่อยากฉีกเนื้อคุณกินตอนกำลังเอาคุณด้วยนะ”



“อร๊ากกก!!! ปล่อยยยย!!!” บดินทร์กรีดร้องสุดเสียง ทันทีที่โดนดนัยอุ้มขึ้น ดิ้นรนผลักไส ไร้ผล สุดท้ายก็ถูกบรรจงวางลงบนเตียง ราวกับเป็นทารก



“ชี่...อย่าดิ้นนักสิครับ ผมไม่อยากรุนแรงนะ” ดนัยยังคงพูดจาไพเราะ แต่ยิ่งดนัยทำทีว่าอ่อนโยนด้วยมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มดีกรีความน่ากลัวให้ทะยานสูงขึ้นมากเท่านั้น และมีหรือที่บดินทร์จะยอมอยู่เฉย แม้จะแทบสิ้นเรี่ยวแรง แม้จะเจ็บระบมไปทั้งร่างเมื่อขยับกาย แต่บดินทร์ก็ยังคงดิ้นรนไม่หยุด หนทางรอดดูช่างริบหรี่ ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย



แต่โอกาสดิ้นรนของบดินทร์ก็มีเพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น



เพราะเพียงพริบตาต่อมา



ฟึ่บ!



มีดพกสีดำมะเมื่อมก็ปักลงบนที่นอนด้วยความแรงจนเกือบจะมิดไปทั้งด้าม และมันก็เฉียดใบหูเขาไปเพียงนิดเดียว



“บอกแล้วไง...อย่าให้ต้องใช้กำลัง อย่าให้ต้องพูดซ้ำนะครับ คุณบดินทร์!” คำข่มขู่ที่มาพร้อมกับอาวุธร้าย สามารถทำให้บดินทร์หยุดดิ้นรนได้ชะงัด น้ำเสียงคนขู่ดูแฝงอารมณ์คุกรุ่นไม่น้อย แตกต่างกับใบหน้าที่ยังคงแย้มยิ้ม



“อย...อย่าทำอะไรผมเลย ได้โปรด...” บดินทร์พยายามขอร้อง อ้อนวอนด้วยเสียงแหบพร่าอีกครั้ง ทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่น หยาดน้ำตาแห่งความกลัวแทบบ้า เอ่อรื้นคลอหน่วย แต่เห็นแบบนั้นดนัยกลับยิ่งยิ้มรับ ก่อนจะบรรจงใช้มือลูบแก้มใสเบาๆ เพื่อปลอบขวัญ



“งั้นก็อย่าดิ้นสิครับ แล้วผมจะอ่อนโยนด้วย” ดนัยก้มลงกระซิบเสียงหวานตรงหน้าของบดินทร์ ก่อนจะกระชากมีดน้อยที่ปักคาอยู่ขึ้นมากระชับมือ





“ถึงเวลาสนุกแล้ว”

ราวกับคำให้สัญญาณ สิ้นคำดนัยก็ใช้มีดพกสีดำในมือตนเกี่ยวรั้งชายเสื้อยืดของบดินทร์ขึ้น แล้วออกแรงลากตัดเนื้อผ้าขึ้นมาเบาๆ



เสื้อยืดตัวบางค่อยๆ ถูกตัดขาดด้วยมีดพกคมกริบ บดินทร์ถึงกับกลั้นหายใจทั้งลุ้นระทึก ทั้งหวาดหวั่น ว่ามีดเล่มน้อยที่กำลังกรีดผ่านเนื้อผ้าอยู่นั้น มันจะลามมาเชือดเฉือนเนื้อหนังของเขาด้วย



กลัวเหลือเกิน ว่าอีกฝ่ายจะไม่ปรานีเขาขนาดปาดคอเขาทีเดียวให้ตาย แต่จะค่อยๆเชือดเนื้อเถือหนังเขาไปทีละน้อย ให้เขาได้เจ็บปวดเจียนตายจากความทรมานแสนสาหัส...



คนบนร่างส่งยิ้มหวานให้ไม่ขาด ขณะกำลังใช้มีดน้อยเกี่ยวรั้งตัดขาดไปทีละนิด กระแสความเหี้ยมเกรียมฉายชัดทั้งที่ใบหน้านั้นยังคงความเป็นมิตร ข่มขวัญบดินทร์ให้สั่นสะท้านไปทั้งร่างราวกับกำลังมองเห็นความตายตรงหน้า...หรืออันที่จริงแล้ว ความตายยังดูจะปรานีสำหรับเขามากกว่าการถูกกระทำอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้



แคว่ก....เสียงมีดบาดเนื้อผ้าดังชัด มันก้องกังวานไปทั้งโสตประสาท ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศเริ่มเข้ามาปะทะผิวเนื้อโดยตรง ตามรอยขาดของเสื้อยืดที่ถูกตัดลากไปเป็นทางตั้งแต่ชายเสื้อตรงเอวยาวขึ้นมาจนถึงหน้าอก บดินทร์กลั้นหายใจเมื่อปลายมีดเริ่มเข้าใกล้ลูกกระเดือก



ปึ่ด! เสียงด้ายเส้นสุดท้ายขาดจากกัน แบ่งเสื้อยืดสีขาวตัวบางเป็นสองส่วน เผยให้เห็นผิวเนื้อขาวผ่องเนียนละเอียดตลอดตั้งแต่คอถึงท้องน้อย



หน้าอกกระเพื่อมถี่ ด้วยเพราะบดินทร์สูดหายใจหนักหน่วงจากความหวาดกลัว ดนัยบรรจงใช้ปลายมีดสะกิดรั้งชายเสื้อที่ขาดวิ่นให้เปิดออกจากกัน เพื่อดื่มด่ำกับอาหารตาขาวสะอาดตรงหน้า แม้จะดูผอมบางแต่บดินทร์ก็หุ่นดีจนดนัยถึงกับผิวปากหวิว ผิวขาวจัด หน้าอกนูนเด่นด้วยกล้ามน้อยๆ หน้าท้องเรียบตึง จนเห็นกล้ามเนื้อเป็นลอนบางๆ ส่วนเอวมีโค้งเว้า สะโพกผายออกเล็กน้อย ๆ ไม่ตรงทื่อซะทีเดียวเหมือนผู้ชายบางคน ยอดอกสีน้ำตาลอ่อน อ่อนมากจนแทบจะกลืนไปกับผิวกาย



บดินทร์นั้นหากมองในฐานะผู้ชายทั่วไปคงพูดได้เต็มปากว่าช่างหล่อเหลา คมคาย



แต่ในสายตาของดนัยตอนนี้ บดินทร์ที่อยู่ตรงหน้าเขานั้น ช่างหอมหวานน่ากิน



เสียดายก็แค่นิดเดียว ตรงที่มีรอยช้ำทั่วไปหมด แถมหลากสีสัน ทั้งแดง เขียว ม่วง กระจายไปทั้งแขน โดยเฉพาะตรงชายโครง ม่วงปนเขียวขึ้นเป็นปื้น กระทั่งใบหน้าที่ใช้ทำมาหากิน ก็ทั้งแตก ทั้งม่วง น่าสงสารเหยื่อของเขาเหลือเกิน แต่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ไปขโมยคาบของเขามากิน ก็ต้องโดนเจ้าของเขาอาละวาดใส่แบบนี้แหละ



ว่าแต่...



‘พี่เมธนี่ไม่เหลือของสวยงามไว้ให้บ้างเลยน๊า’



ระหว่างที่ดนัยใช้เวลาพินิจพิจารณา บดินทร์เองก็เริ่มหาทางหนีทีไล่



ขั้นแรก...ต้องแย่งมีด!



บดินทร์คิดไปสายตาก็สอดส่องชำเลืองมองไปยังมีดในมือของดนัย ที่อีกฝ่ายถือไว้หละหลวม แถมเจ้าของมีดยังสนใจอยู่กับรอยช้ำตรงสีข้างของเขาไม่วางตา ไม่ได้สนใจว่าเขากำลังจะทำอะไร...เพราะฉะนั้น...ตอนนี้แหละ!!



บดินทร์ลงมือทันที “อ๊ะ!” ทว่าทันทีที่จะเอื้อมมือคว้าดนัยก็ยกมีดหลบมือของบดินทร์ได้ในพริบตา ราวกับเตรียมตั้งรับไว้อย่างดีอยู่แล้ว ตวัดหลบได้ยังไม่พอ ดนัยยังโถมทับแล้วกดปลายมีดเล่มน้อยไว้ตรงคอหอยของบดินทร์ด้วย



“จุ๊ จุ๊ อย่าดื้อสิครับ ผมบอกแล้วไงว่าอย่าดิ้น” คำพูดหยอกเย้าราวกับหลอกเด็ก แต่ความเย็นเยียบของปลายมีดที่จ่อคออยู่มันไม่ได้ช่วยสนับสนุนคำหยอกเอินนั้นให้ดูน่าฟังขึ้นแม้แต่นิด



คราวนี้บดินทร์ยิ่งสะท้านกายหนัก หวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเหลือเกิน แต่ ณ ขณะที่ร่างกายสั่นระริก สมองของเขาก็พลันนึกอะไรได้บางสิ่ง



จริงสิ...มีดที่จดจ่ออยู่ตรงคอหอย หากมันจะปักลงมาให้เขาขาดใจเสีย เขาอาจไม่ต้องทรมานอีก กับดนัยที่ชิงชังเขาเป็นทุนเดิมคงไม่ยากที่จะลงมือ และหากเขาอ้อนวอนสักหน่อยก็ไม่แน่ว่าดนัยอาจใจดี ปาดทีเดียวให้ตาย ไม่ต้องทุรนทุราย...



ตายเสียตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องตื่นมาเจอความอดสูเลวร้าย....



ตายเสียตั้งแต่ตอนนี้...เขาจะได้หลุดพ้นจากทุกอย่าง



ตายซะ!




**********************************************************
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-2020 18:22:58 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตอนที่ 4 ทัณฑ์มัจจุราช PART 3



“...ฆ่าผม...ฆ่าผมให้ตายเสียเถอะ” เมื่อคิดได้ดังนั้น บดินทร์ก็เริ่มเอ่ยปากอ้อนวอน คนอย่างเขา ไม่ควรมีชีวิตอยู่



“...??” คำขอทำดนัยหุบยิ้มทันควัน ความหงุดหงิดเข้าแทนที่ความสนุกไปครู่หนึ่ง หงุดหงิดกับความคิดตื้นๆ ของบดินทร์จนแทบทนไม่ไหว



“ตาย? ง่ายไปไหมคุณ?” เสียงเหี้ยมเกรียม บ่งบอกความไม่พอใจชัดแจ้ง ตอกกลับคำขอของบดินทร์อย่างไม่มีปรานี



“...............” คำว่า ‘ตาย...มันง่ายไป’ ทำบดินทร์แทบจะสิ้นหวัง แค่นี้ชีวิตเขายังโหดร้ายไม่พออีกหรือ



“ก่อกรรมทำชั่วกับคนโน้นคนนี้ไว้สารพัด แล้วคิดจะตัดช่องน้อยแต่พอตัว หนีไปดื้อๆ อย่างนั้นเหรอ? ใครจะไปยอมกัน” เสียงของดนัยเคร่งขรม สีหน้าตึงดุดัน ความกราดเกรี้ยวภายในกำลังขมวดเขม็งเกลียว พร้อมจะกลายเป็นสายแซ่ฟาดฟันให้คนไม่รู้จักคิดได้ลิ้มลองความเจ็บปวดสาหัสดูบ้าง แม้แต่ยุงตัวเล็กๆ ยังรักชีวิตของมัน ทุกวันในห้วงชีวิตสั้นๆ ยังคงกระเสือกกระสนเอาตัวรอด เสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต สูบเลือดกินเนื้อเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ แต่คนใต้ร่างของเขา เป็นคนมีแขนมีขามีสมองเหนือสัตว์อื่นแท้ๆ กลับไม่มีใจสู้ กลับจะทอดทิ้งชีวิต



ไม่แม้แต่จะพยายามดิ้นรนออกจากการคุกคามของเขา...



เพราะอย่างนี้สินะ ถึงได้ยินยอมก่อกรรมไม่เลิก



“อยู่ชดใช้กรรมก่อนสิ จากนั้นจะไปตายไหนก็ไป” ดนัยพูดห้วน เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห จริงอยู่วันนี้เขามาที่นี่เพื่อจัดการกับบดินทร์ สู้อุตส่าห์ทำตัวเลวร้ายโดยการฉวยโอกาสจากการที่อีกฝ่ายก่อเหตุทำร้ายสดายุ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการกระทำย่ามใจของตน ว่าทำไปเพื่อแก้แค้นแทนเพื่อน เพื่อชำระความ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอาให้ตาย หรือต้องจัดการให้ได้ภายในวันนี้



เพราะลึกๆ ก็พอเห็นใจอยู่บ้างที่บดินทร์ถูกกฤตเมธซ้อมเสียจนเกือบตาย เลยกะว่าถ้าอีกฝ่ายดิ้นรนขัดขืนจริงจังอีกสักหน่อย ก็จะปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ อย่างคราวที่แล้วอยู่เหมือนกัน ทั้งๆ อย่างนั้น แต่คนใต้ร่างเขากลับไม่ยอมทำอะไรให้สมกับคนที่จะดิ้นรนเพื่ออยู่รอด ไร้ความพยายามหลบหนี หนำซ้ำยังมัวแต่พร่ำอยากตายอย่างนั้นอย่างนี้อีก มาแบบนี้ความสงสารในใจที่มีอยู่เพียงเศษธุลี ก็สลายสิ้นในบัดดล



‘อยากตายนัก...จัดให้’



‘แต่แน่นอน ไม่ได้ตายสบายนักหรอก ตายไปทั้งที่ยังหายใจนี่แหละ!’



‘ชอบนัก พวกเลวไม่สุด แถมยังไม่มีสมองเนี่ย’



“จะต้องให้ผมทำยังไง!?” ถูกต้อนหนักเข้า บดินทร์ก็ทำเพียงแต่ตั้งคำถาม คนอย่างเขาจะไปทำอะไรได้ แค่ตอนนี้ยังจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว เสียเพื่อน ทำงานพลาด หนี้สิน แถมยังอาจกลับไปทำงานไม่ได้แล้วอีก เขาหมดสิ้นหนทางจะเดินแล้ว จะให้เขาทำอย่างไรต่อ



คนมันมืดแปดด้าน จะให้ทำยังไง!?



“โง่จัง ไม่เคยได้ยินเหรอทำสิ่งไหนก็ย่อมต้องได้สิ่งนั้น...เมื่อกี้คุณตั้งใจจะทำอะไรสดายุล่ะ?” ถามมาก็ตอบไป แต่คงเป็นคำตอบที่ค่อนข้างรุนแรงไปเสียหน่อย เพราะมันถึงกับทำให้บดินทร์พูดไม่ออก



“...ผม...เปล่า....” อยากปฏิเสธว่าไม่ได้ตั้งใจทำเกินเลย แต่เพราะมันจำเป็นถึงได้ทำเรื่องชั่วช้า ต่อให้ถูกด่าว่าเห็นแก่ตัวเขาก็ไม่เจ็บ แต่ยังไม่ทันจะได้อธิบายความ ดนัยก็ตัดสินชะตากรรมให้เขาให้เสร็จสรรพเรียบร้อยเสียแล้ว



และคำตัดสินความของดนัยก็ถือเป็นคำสิ้นสุดที่บดินทร์ไม่มีโอกาสได้ยื่นอุทธรณ์อีกต่อไป



“ความเลวที่คุณทำกับสดายุ มันเกินการให้อภัย เพราะฉะนั้นผมจะมาชำระความให้คุณเอง”



“ชำระ? แต่ผมไม่ได้จะทำ...!? ....อื้อ!!!?” ไม่ทันจะได้บอกกล่าวอธิบายสิ่งใด แก้มของบดินทร์ก็โดนลิ้นร้อนๆ ของดนัยเลียชิมเข้าเสียแล้ว บดินทร์ตกใจจนตัวเกร็งเสียงเครือสั่นร้องครางด้วยความกลัวสุดขีดเมื่อลิ้นของอีกฝ่ายลากเลื้อยผ่านลำคอขาวไปจนถึงไหปลาร้าเล็กพร้อมใช้ฟันขบแทะผิวเรียบลื่นเบาๆ



“...อย...” อยากจะผลักไส ติดแต่ตัวแข็งทื่อไปหมด ทั้งเรียวลิ้นคุกคาม ทั้งปลายมีดที่ขยับแน่นติดปลายคาง และยังร่างกายที่แค่ขยับก็ปวดปลาบไปหมดนี่อีก ‘หนีไปไหนไม่ได้แล้ว ใครก็ได้ช่วยที’



บดินทร์สะดุ้งเฮือกเมื่อยอดอกถูกครอบครองด้วยริมฝีปากแล้วปลายลิ้นร้อนผ่าวของดนัย ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือเรื่องจริงแต่ก็โกหกตัวเองไม่ได้ว่านี่คือความฝัน



“อ๊า!” บดินทร์ครางผวาขึ้นทันทีที่ยอดอกถูกกระตุ้นด้วยปลายลิ้นถี่ๆ และเสียงนั้นก็เรียกความรัญจวนใจจากดนัยไม่น้อย



“โดนเลียแบบนี้แล้วเสียวสินะครับ…”



“...ม...ไม่..”



เมื่อรู้ว่ายอดอกคือจุดอ่อนไหวของบดินทร์ ดนัยก็โจมตีสองตุ่มเล็กนั่นแบบไม่มีพักจนผู้ถูกกระทำทั้งครางทั้งสะดุ้งจนตัวเกร็ง



เสียงที่กลั่นมาจากความหวาดกลัว รังเกียจ



รังเกียจ...แต่ไม่อาจต้านทาน



“เอาล่ะ…เรามาเริ่มกันเถอะ” ดนัยละจากหน้าอกของบดินทร์ขึ้นมาเพียงครู่เพื่อเอ่ยคำเริ่มต้น ก่อนจะยืดตัวขึ้นนั่งตรงพร้อมถอดเสื้อยืดของตัวเองผ่านศีรษะออกไป เผยผิวขาวจัดและรูปร่างสมส่วนกำยำให้บดินทร์ได้เห็นชัดเต็มๆ ตา



“...ไม่เอา...ไม่เอาแล้ว...” เพียงแค่เห็นก็ไม่ต้องเดาอนาคต ผู้ชายบนร่างคนนี้กำลังจะข่มขืนเขา กำลังจะทำให้เขาเป็นบ้า ไม่! เขาจะไม่ยอมหยุดอยู่ตรงนี้ อย่างน้อย ขอแค่ให้ได้ดิ้นรน เผื่อดนัยจะหมดอารมณ์



ต้องหนี...แม้จะไม่รอด ก็จะลองพยายาม



และในจังหวะที่ดนัยกำลังจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองอยู่นั่นเอง บดินทร์ก็กระเด้งตัวพรวดขึ้นพยายามเกลือกกลิ้งไปตามที่นอน วาดหวังริบหรี่ว่าถ้าสามารถหลุดจากเตียงนี้ไปได้ เขาคงรอด



‘รู้จักหนีได้แล้วเหรอ? หึหึ...ค่อยสนุกขึ้นหน่อย’ ดนัยยิ้มร้ายขึ้นทันที ที่บดินทร์กระเสือกกระสนผ่านร่างเขาไปจนได้ ร่างกายของอีกฝ่ายยังคงบาดเจ็บ การเคลื่อนไหวจึงเชื่องช้ากว่าปกติ ดังนั้นที่บดินทร์ยังรอดจากเงื้อมมือของดนัยไปได้ ก็เพราะชายหนุ่มตั้งใจ



เพราะเหยื่อที่ยังไม่ตาย มันถึงใจกว่า



โครม! ปล่อยให้หนีได้ แต่ก็ไม่ได้ให้ไปไกลมือ แค่พ้นขอบเตียง ร่างของบดินทร์ก็ถูกคว้าลากกลับมาจนได้



“อย่า! ...” ถูกจับถอดเสื้อ ถอดเข็มขัด รูดซิบกางเกง จากนั้นก็ดิ้นหลุดออกมาได้อีก แต่เพียงครู่ก็ถูกตามไล่ล่าลากตัวกลับไปได้ทุกครั้ง หัวใจของบดินทร์เต้นรัวราวจะขาดหลุดออกมานอกอก หนีได้ไม่เคยพ้นขอบเตียง



ในผลสุดท้าย ร่างกายของชายหนุ่มก็เปล่าเปลือยล่อนจ้อน ง่ายดายเสียจนบดินทร์แทบจะร้องไห้ แต่ดนัยกลับหัวเราะยินดี



“ปล่อย!!”



“ก็ดิ้นให้หลุดเองสิ” ดนัยยั่วเย้า พลางกดร่างของบดินทร์ลงบนที่นอนนิ่มอีกครั้ง กะจะโถมตัวทับ แต่เขาประมาทบดินทร์ไปนิด



ผลั่ก! ร่างกำยำถึงกับเซลงจากเตียง เนื่องจากถูกบดินทร์ถีบเข้าที่ยอดอกอย่างจัง นี่ถ้าเกร็งหน้าท้องรับไว้ไม่ทัน คงจุกไม่น้อย ‘ฤทธิ์เยอะ’ จนดนัยต้องเปลี่ยนแผนการกินเหยื่อตัวนี้เสียหน่อย ความนุ่มนวลคงใช้ไม่ได้เสียแล้ว...



ผลั่ก! หมัดเดียว ไม่เบานักสวนเข้าตรงยอดลิ้นปี่ของคนที่เอาแต่หนีอย่างจัง แบบไม่มีเวลาให้ตั้งตัวรับ บดินทร์เจ็บจุกจนขยับไม่ไหว จำต้องลงไปนอนขดตัวสิ้นเรี่ยวแรงอยู่บนเตียงอย่างไร้ทางสู้



สิ้นสุดแล้ว...



"บอกแล้วไงครับว่าอย่ายั่วโมโหผม อยากให้ผมรุนแรงด้วยรึไง? " ดนัยโน้มตัวลงใกล้คนเจ็บพร้อมถามเสียงเหนื่อยหน่าย



“...ป...ปล่อย...ปล่อยผมไป...ได้โปรด...” บดินทร์ก็ได้แต่อ้อนวอนเสียงพร่า นอนขดกายสั่นระริก เอ่ยปากขอร้องเพราะสถานการณ์แบบนี้เขาควรโอนอ่อนจะได้ไม่เจ็บตัวเพิ่มอีก ตอนนี้ถ้าแค่ทำให้เขารอดได้ต่อให้ต้องกราบเท้าเขาก็ยอม



"หึ...ถ้าพูดดีๆ น่ารักๆ ผมจะไม่รุนแรงกับคุณนะ..."



"ไม่! อย่า!! อื้อ!! " ปากก็ว่าไม่รุนแรง แต่กลับลากร่างบดินทร์เข้ามาประกบจูบแบบไม่ปรานีปราศรัย ริมฝีปากบางบดขยี้หนักหน่วงจนริมฝีปากของบดินทร์เจ็บชา เพียงครู่ก็แทรกลิ้นร้อนเข้าไปชอนไชจนถึงโคนลิ้นของบดินทร์อย่างรุกเร้าดุเดือด



ใช่ว่าบดินทร์จะไม่เคยจูบกับใคร แต่รสจูบรุนแรงที่ดนัยมอบให้ มันแสนร้ายกาจจนแทบทนไม่ไหว จูบรสชาติกักขฬะที่ทำให้บดินทร์ทั้งขยะแขยง ทั้งซาบซ่านจนไม่แน่ใจว่าความรู้สึกไหนที่มากกว่ากันแน่



‘ไม่เอา! จะเคลิ้มตามไปไม่ได้เด็ดขาด เขาต้องหนีสิ!!’



"อึก!!! " และสัญชาตญาณการดิ้นรนนั้น ก็ได้กระทำอะไรที่สูญเปล่าลงไปเสียแล้ว



"หืม?...ถึงกับกัดกันเลยเหรอครับ...ชอบแบบซาดิสต์ก็ไม่บอก..."



บดินทร์ตัดสินใจกัดริมฝีปากของดนัยลงไปแบบจมเขี้ยว หวังใจให้อีกฝ่ายถอนจูบ แต่ดูเหมือนว่าการตัดสินใจคราวนี้ มันจะทำให้ความตั้งใจกลับตาลปัตรไปเสียหมด



แค่เห็นใบหน้าของดนัย บดินทร์ก็ถึงกับหน้าซีดเผือด คิดเอาไว้ว่าอย่างไรเสียดนัยก็ต้องโกรธ แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยิ้มออกมา ดนัยยิ้มให้เขา ทั้งที่มีเลือดไหลเป็นทางตรงมุมปาก!!



"...อื้อ!!! " เพียงอึดใจต่อมาแบบไม่ให้ตั้งตัวติด กลิ่นคาวเลือดก็คลุ้งอยู่ในปากของบดินทร์ หากแต่กลิ่นเลือดนั่นไม่ใช่เลือดเขา เป็นเลือดของดนัยซึ่งมากจากแผลลึกตรงริมฝีปากที่เขาเพิ่งสร้างไว้เมื่อครู่ กลิ่นคาวเลือดพาคลื่นเหียนจนพาลจะอาเจียนออกมาให้ได้



"อ๊ะ ฮ้า แค่ก แค่ก..."



"เป็นไง? เลือดผมหวานไหม? หึหึหึ" เมื่อดนัยผละริมฝีปากออกบดินทร์ก็ถึงกับทั้งหอบสะท้านจากการขาดอากาศ และทั้งไอทั้งสำลักเพราะน้ำลายกับเลือดที่ไม่ใช่ของตน



น้ำตาไหลถะถั่งออกจากดวงตาคู่โศก เมื่อได้เห็นปีศาจร้ายที่กำลังส่งสายตาจับจ้องราวกับจะกลืนกินเขาลงไปทั้งตัว แถมริมฝีปากฉ่ำไปด้วยเลือดและน้ำลายนั้นยังยกยิ้มร้ายพลางแลบลิ้นสีแดงสดเลียแผลที่มุมปากด้วยท่าทางที่หยาบโลน ภาพตรงหน้าโจมตีบดินทร์จนแทบคลั่ง บีบรัดหัวใจดวงน้อยจนเกือบหยุดเต้น เมื่อเห็นว่าไร้แล้วซึ่งทางออก ชายหนุ่มก็ทำได้แค่ร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตา...



กรุณา...ฆ่าผมเสียเถอะ!



แซ่ก...เสียงแกร่กกรากดังขึ้นขณะที่บดินทร์ยังเฝ้าพร่ำภาวนา ร่างกายอ่อนล้าเกินกว่าจะทัดทานไหว แต่ด้วยเสียงอันคุ้นหูจากการกระทำของคนบนร่างนั้นก็สามารถเรียกสติของบดินทร์ให้กลับมาอีกครั้ง



และเป็นการกลับมาเพื่อรับรู้ว่าการอ้อนวอน...ถึงที่สิ้นสุดแล้ว



เสียงรูดซิบดังบาดหู บดินทร์สะอื้นฮั่กทันทีที่เห็นดนัยนำอาวุธอันเขื่องเกินมาตรฐานของตนออกมา ความตกใจทำให้บดินทร์ไม่อาจละสายตาจากภาพตรงหน้า อวัยวะนั้นผงาดแอ่นพองตึงจนราวกับจะเห็นเส้นเลือดที่ปูดโปน ตรงส่วนปลายเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำใสแสดงถึงอารมณ์ที่กำลังพุ่งสูงของผู้เป็นเจ้าของ ดนัยยิ้มร้ายเมื่อเห็นว่าเหยื่อของตนกำลังตกตะลึงพรึงเพริดกับสิ่งที่ตัวเองได้เผชิญอยู่



บดินทร์กลัวจนแทบเสียสติ เขารู้ และสิ่งที่เขายังไม่ได้บอกกับอีกฝ่ายคือ ‘ยิ่งบดินทร์หวาดกลัว กลิ่นกายของอีกฝ่ายก็ยิ่งรุนแรง และมันสามารถปลุกกำหนัดของเขาได้อย่างดี’



นี่ถ้าบดินทร์รู้ถึงเรื่องนี้ ดนัยเดาได้เลยว่า ชายหนุ่มต้องทำทุกวิถีทางให้ตัวเองไม่รู้สึกกลัวในตัวของเขาเป็นแน่



และเรื่องแบบนั้น ดนัยไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้น!



“ดูสิดิน เราเป็นผู้ชายเหมือนกัน ของผมเป็นขนาดนี้แล้วคุณคงเข้าใจใช่ไหม...งั้นเรามาเริ่มกันเลยเถอะ”



“…ม…ไม่เอานะ...ปล่อยผมไปเถอะ!!” เป็นครั้งแรกที่บดินทร์ร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นแบบไม่เหลือสภาพ อ้อนวอนขอร้องให้ตัวเองหลุดพ้นเสียยิ่งกว่าสัตว์ที่กำลังจะถูกเชือด บดินทร์สั่นเทิ้มไปทั้งร่างที่ร้างไร้เรี่ยวแรงแม้เพียงพยุงกาย



“เถอะน่า...ไม่ทำให้เจ็บนักหรอก ผมสัญญา”



“...ฮือ...ไม่เอา...”



“เอาเถอะครับ...ผมจะทำให้คุณเคลิ้มจนพูดไม่ออกเลย” ดนัยยียวน ด้วยถ้อยคำลามกหยาบโลน จงใจทำให้บดินทร์เสียขวัญ และมันก็ได้ผลทุกคำพูด





“...ว้า...แย่จัง ไม่มีโลชั่น” ดนัยบ่นพึมพำขณะ พยายามวุ่นวายกับช่องทางด้านหลังของบดินทร์



“งั้น...ทนเจ็บนิดนะครับ”



“ไม่! ....ไม่เอา! ......อื้อ!” ยังไม่ทันจะได้ร้องทัดทาน ปากของบดินทร์ก็ถูกผนึกไว้ด้วยนิ้วสามนิ้วของดนัย ที่จู่ๆ ก็ยัดใส่เข้ามาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย



“อื้อ! อื้อออ!!” ไม่หนำซ้ำอีกมือที่เหลือยังเกาะกุมเข้ากับกึ่งกลางร่างกายของบดินทร์ ก่อนจะลงมือสาวขึ้นลงเร่งเร้า แบบไม่สนใจเลยว่าคนเป็นเจ้าของจะยินยอมหรือไม่



เรียวลิ้นถูกหยอกเย้าด้วยปลายนิ้ว ยอดอกถูกโลมเลียด้วยลิ้นหนาตวัดดูดดุน ท่อนเนื้อก็ถูกปรนเปรอด้วยฝ่ามือร้อนระอุ ถึงไม่อยากยอมรับ แต่ในตอนนี้ร่างกายของบดินทร์กลับเสียวกระสันเคลิ้มตามการชักนำของดนัยไปโดยง่าย



“อ๊ะ! ...อย....อย่าเข้ามา...อื้มมม...” เพียงครู่ปากของบดินทร์ก็เป็นอิสระจากปลายนิ้วร้ายกาจ แต่มันไม่ใช่เรื่องดีเลยเพราะปลายนิ้วที่ฉ่ำเยิ้มด้วยน้ำลายของบดินทร์กำลังรุกรานทะลวงดิ่งเข้าร่างของเขาเองอย่างไม่มีการขอ



“อ๊า!!”



“...อืม...แน่นดีจัง”



“...อย่า....”



“อย่าช้าเหรอ? งั้นเอาเลยนะ” แม้จะเห็นว่าบดินทร์กรีดร้องห้ามปราม ดนัยก็ไม่ใคร่เห็นใจนัก ไม่สิ... เรียกว่าถูกใจน่าจะตรงกว่า เมื่อสามนิ้วร้ายเบิกทางเสร็จสรรพ คราวนี้ก็ถึงเวลาของจริง



“อ๊ะ!?” บดินทร์ร้องขึ้น เมื่อขาทั้งสองข้างถูกยกสูงขึ้นพาดกับไหล่ของดนัยอย่างง่ายดาย ทั้งที่กำลังจะเกร็งขาหนีก็ถูกร่างสูงใหญ่โน้มลงมาทาบทับทันทีจนร่างเขาราวกับถูกพับครึ่ง และในขณะที่บดินทร์ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวอวัยวะที่ตื่นตัวเต็มที่ของดนัยก็สัมผัสเข้ากับร่องก้นของตนเอง สิ่งนั้นถูวนไปมาอยู่กับช่องทางลับของบดินทร์อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่มันจะพยายามบดเบียดเพื่อจะชำแรกตัวเข้าไป



“.....อ๊ะ..........................เจ็บ!! ...” แค่เพียงส่วนหัวที่มุดเข้ามาก็ทำให้บดินทร์เจ็บเจียนจะขาดใจ ลมหายใจชายหนุ่มกระตุกขาดห้วง เจ็บจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ทั้งที่ทรมานขนาดนี้ แต่เงาร่างที่ทาบทับอยู่นั้นก็หาได้ปรานีหยุดยั้ง



ดนัยค่อยๆ บรรจงดันสะโพกไปด้านหน้า ค่อยๆดึงดันรุกคืบเข้าไปในกายของบดินทร์อย่างเชื่องช้า



“อา..ข้างในมัน...แน่นมากเลยครับ...อืม...”



“อะ…อย่า….อ๊าอึก” ช่องทางนั้นคับแคบเกินกว่าจะฝืนเข้าไปในคราวเดียว แค่น้ำลายไม่ได้ช่วยให้ความฝืดแน่นลดทอนลง บดินทร์เจ็บจุกจนลมหายใจขาดห้วง ภายในร่างตอดรัดถี่ ตามสัญชาตญาณของร่างกายเพื่อขับไล่สิ่งแปลกปลอม ทว่ายิ่งบีบรัด คนบนร่างก็ยิ่งครางเครือเสียงแผ่ว พึงใจกับรสสัมผัสที่บดินทร์มอบให้เหลือเกิน



‘ใช่เพียงเป็นเหยื่อที่มีกลิ่นอันรัญจวนเท่านั้น แต่บดินทร์ยังมีร่างกายที่เลิศรสอีกด้วย’



“...อืม...รู้สึกไหมครับบดินทร์...ผมกำลังเข้าไปเยี่ยมคุณถึงด้านในแล้วนะ...หึหึ...รู้สึกใช่ไหมครับ ตอบรับกันใหญ่เลย”



“...อ...เอาออกไป...ได้โปรด...”



“ซื้ด...อย่าเกร็งนักสิ ผมไม่อยากเสร็จตั้งแต่เข้าไปได้แค่ครึ่งทางนะ...ปรานีผมหน่อยเถอะครับ...” ดนัยขยับกายเชื่องช้า โยกสะโพกเป็นจังหวะเบาๆ เพื่อค่อยๆ คืบร่างเข้าไปในตัวของบดินทร์เชื่องช้า สิ่งแปลกปลอมฝืดเคืองหนัก ทำให้ร่างกายของบดินทร์ค่อยๆ ขับเมือกลื่นบางๆ ออกมาชโลมทางให้ลื่นขึ้น ดนัยรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น และเขาก็ไม่รอช้าที่จะให้มันให้เป็นประโยชน์



บดินทร์ผลักร่างดนัยออกห่างอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาไม่อยากรู้สึกเช่นนี้เลย ทั้งๆ ที่กำลังถูกข่มขืน แต่เขากลับรู้สึกประหลาด ความเสียดเสียวในร่างกำลังจะทำให้สติของเขากระเจิดกระเจิง แม้บดินทร์จะพยายามดิ้นหนีสักเท่าไหร่ แต่ร่างใหญ่ของดนัยก็ตามมาทาบทับสกัดไว้ได้ทุกครั้ง และเมื่อสามารถสอดใส่เข้าไปจนสุด ดนัยก็ถึงกับกระตุกน้อยๆ พึงใจไปกับร่างของตนที่จมดิ่งอยู่ในตัวของบดินทร์



ถูกดูดกลืนตอดรัดจนรู้สึกทรมานจากความสุขล้นที่ได้กลืนกินเหยื่ออันโอชะ ที่เขาเฝ้าจดจ้องรอคอย ดนัยขบริมฝีปากอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแลบลิ้นเลียริมฝีปากของตนช้าๆ เมื่อสามารถปรับอารมณ์ของตัวเองลงมาได้ จากนั้นก็เริ่มสาวสะโพกเข้าออก



จากเชื่องช้า ค่อยเร่งจังหวะหน่วงหนัก เสียงเนื้อกระทบกันดังบาดหู



“...เจ็บ...ผมเจ็บ...” เสียงที่ครางเครือราวกับอ้อนวอนจากปาก ที่บดินทร์ไม่อยากเชื่อเลยว่าคือเป็นเสียงของตน กำลังวอนขอดนัยอย่างน่าสมเพช



หากยังพอเหลือศักดิ์ศรีแม้เพียงน้อยนิด เขาไม่ควรอ้อนวอนอีก



“...ฆ...ฆ่าผม...เสียยังดีกว่า...หยุดทำ...แบบนี้....เสียที....” บดินทร์เอ่ยปากขอให้ปลิดชีพตน เสียดีกว่ากระทำการหยามเกียรติกันถึงขนาดนี้



“หึหึ...ก็กำลังฆ่าอยู่นี่ไง...” ดนัยทาบกายลงแนบชิดพร้อมตอบคำถาม พลางขยับกายหนักหน่วงขึ้น แล้วเฝ้ามองใบหน้าที่สะบัดไปมาตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงของบดินทร์อย่างเพลิดเพลิน



ตอนแรกก็ไม่ชอบหน้า ยิ่งรู้ว่าเป็นคนที่เคยทำร้ายสดายุยิ่งเกลียดเขากระดูก ทั้งๆ อย่างนั้น เขากลับหลงใหลในกลิ่นกายยวนเย้า แล้วตอนนี้ก็กำลังถลำลึกไปกับเสน่ห์ทางกายเต็มล้นของอีกฝ่ายอย่างยากจะหักห้าม ทัณฑ์ทรมาน ที่หอมหวานแก่ผู้กระทำ แต่แสนบอบช้ำต่อผู้ถูกลงโทษ



ลมหายใจของบดินทร์เริ่มขาดห้วง เมื่อผู้รุกรานเริ่มกระทั้นกายหนักหน่วงเข้า ต้นขาด้านในเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ เกร็งสั่นอย่างสุดหักห้าม บดินทร์แยกขาออกกว้างอย่างไร้ยางอาย เพราะไม่สามารถฝืนทนต่อการความรู้สึกทางกายที่เกิดขึ้นไหว ที่หว่างขาสะท้อนแต่เสียงเปียกแฉะลามกจากการถูกกระทำที่เบื้องล่าง เสียงผิวเนื้อกระทบกันดังก้องไปหมด ระหว่างถูกโยกกายหน่วงหนัก บางครั้งดนัยก็ผ่อนการเคลื่อนไหว เพื่อยืดตัวขึ้นมองตรงที่เชื่อมโยงกัน แล้วแสร้งสาวกายยาวๆ ช้าๆ ให้ได้เห็นว่าช่องทางของบดินทร์นั้นกำลังดูดกลืนความเป็นชายของตนเข้าไปแบบไม่ยอมปล่อยห่าง



ทั้งที่บดินทร์แสนจะอัปยศอดสู แต่ก็ดันมีอารมณ์ร่วมไปด้วยในที่สุด เมื่อภายในร่างถูกก่อกวนหนักข้อ บดินทร์ก็เผลอใช้มือช่วยตัวเองไปด้วยอย่างลืมตัว



“...หึหึ...เป็นร่างกายซื่อสัตย์ดีนะครับ”



“อ๊ะ! ...ห....หุบปาก!” แม้จะถูกดูหมิ่น แต่บดินทร์ก็ไม่สามารถหยุดร่างกายของตนได้



“แหม...ดุซะด้วย...อืมมม...แต่ปากล่างกับปากบนนี่ไม่ตรงกันเลยนะ ปากว่าอย่า...แต่ตรงนั้นเนี่ย...ซื้ดดด...”



“ช่วย...หุบปากไปที! ...อ๊ะ!!”



“โอ๊ะ! อย่ารัดแน่นแบบนั้นสิ หึหึ...ขยันยั่วจังนะ เด็กไม่ดีต้องทำโทษรู้ไหม?” พูดจบดนัยก็เปลี่ยนมุมของเอวให้ดันสูงขึ้น เพื่อให้การโยกกายแต่ละครั้ง ตรงจุดอ่อนไหวของบดินทร์ที่เขาเฟ้นหาไว้จนเจอแบบพอเหมาะพอดี



“อ๊ะ...อย...อย่า...ตรงนั้น...อ๊ะ! ...อ๊ะ...อ๋า....!!” การถูกไล่ต้อน ทำให้บดินทร์หมดทางดิ้นรน น้ำตาของผู้พ่ายแพ้หลั่งไหล พร้อมสายธารขาวขุ่นที่ถูกปลดปล่อยออกจากร่าง



เสร็จสม...ทั้งที่สิ้นหวัง



“….อา…จะแตกแล้ว…อึก!!” เมื่อบดินทร์ปลดปล่อย ภายในร่างก็เกร็งกระชับแน่นเป็นระลอกคลื่น แค่นั้นก็ทำให้ผู้ที่ยังฝังกายอยู่ถึงกับสะท้านกายไปด้วย ดนัยกระทุ้งกายอย่างหยาบโลนเข้าร่างเหยื่ออันโอชารสได้เพียงครู่ ชายหนุ่มก็ไม่อาจต้านทานความกระสันที่ทะยานสูงขึ้นทุกครั้งที่ขยับกายเข้าสู่ร่างของบดินทร์ได้ไหว



ดนัยกัดฟันกระทั้นกายหนักๆ รัวติดกันไม่กี่ครั้งก่อนจะชำแรกเข้าไปจนสุด แล้วค้างอยู่อย่างนั้นพร้อมกระตุกร่างอีกสองสามครั้งตามแรงอารมณ์ที่มาถึงจุดสิ้นสุด



จุดสุดยอดที่ถึงในตัวของบดินทร์รุนแรงราวกับสายฟ้าฟาด ดนัยปล่อยธารความปรารถนาทะลักทลายจนเต็มล้นในช่องทางรักที่แสนน่าสงสาร มันยังตอดกระชับลิ่มเนื้อของเขาไม่หยุด ราวกับกำลังเรียกร้องให้มีครั้งต่อไป



ซึ่งแน่นอนว่า...



ดนัยไม่ปฏิเสธ



คืนนั้น ในห้องเล็กๆ ของคอนโดห้องน้อยกลางเมืองหลวง มีแต่เสียงครวญครางและเสียงอ้อนวอนน่าสงสาร การลงทัณฑ์ยังคงดำเนินต่อไป แบบไม่มีการหยุดพัก ซึ่งมันจะจบลงตรงไหนนั้น...ไม่มีใครรู้



จนกว่าจะถึงรุ่งเช้าของวันต่อไป

***************************************************
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-2020 18:23:26 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตอนที่ 4 ทัณฑ์มัจจุราช PART 4



แสงหรุบหรูรำไรที่ลอดทะลุผ้าม่านหน้าต่างเข้ามาทางหัวนอนปลุกร่างอ่อนล้าเปลือยเปล่าที่นอนขดเป็นลูกนกให้ได้รู้สึกตัวตื่น



“...อา..” เสียงครางหวิวดังขึ้นเบาๆ เมื่อร่างบอบช้ำขยับกาย เจ็บร้าวไปหมดตลอดหัวยันปลายเท้า



กว่าจะได้ลุกขึ้นนั่งเป็นกิจจะลักษณะได้ ก็เล่นเอาหมดแรง ตั้งสติได้รีบมองซ้ายมองขวา เพื่อให้แน่ใจว่าตอนนี้มีเพียงเขาที่อยู่ที่นี่แล้วจริงๆ



มัจจุราชตนนั้น...จากไปแล้วจริงๆ



ในห้องมืดหม่นว่างเปล่า มองไปรอบกายไม่เห็นเสื้อผ้าอาภรณ์ของอีกฝ่ายที่ถอดเรี่ยราดไว้เมื่อคืนแล้ว แสดงว่าคงไม่อยู่แล้วจริงๆ เห็นดังนั้นบดินทร์ก็ถอนใจออกมาบางเบา



‘รอดแล้ว...หรือเปล่านะ’



ไม่...ใครว่ารอด แม้ว่าเมื่อคืนจะถูกลงทัณฑ์ปางตาย ก็ไม่ได้หมายความว่าความชั่วของเขาจะได้รับการชำระล้าง บดินทร์ทำได้เพียงถอนหายใจเหนื่อยล้า ก่อนทิ้งกายเอนพิงกับหัวเตียงเพื่อพักกายที่อ่อนแรง



สมองมึนเบลอ คิดเพ้อไปต่างๆ นาๆ ไม่ได้คิดน้อยใจในเรื่องเลวร้ายที่ได้ถูกกระทำสักเท่าไหร่ แต่เสียใจในเรื่องเลวร้ายที่ตัวเองได้ทำลงไปเสียมากกว่า คิดวกไปวนมา ก็เริ่มรู้สึกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานนั้นราวกับความฝัน ยิ่งได้นั่งเงียบๆ เพียงลำพัง ยิ่งเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง...



นึกไปก็เผลอยิ้มออกมาบางๆ ถ้าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน มันคงจะวิเศษที่สุด...



ถ้าเป็นแค่เพียงความฝัน...



ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด...



ร่างบอบช้ำสะดุ้งไหว เพราะเสียงนาฬิกาปลุกที่ดันดังขึ้นกวนจนลอบใจหายไปวูบหนึ่ง นาฬิกาบอกเวลา 6 โมงครึ่ง ขณะที่บดินทร์เอื้อมมือไปปิดเสียงปลุก ก็ไพล่นึกไปถึงคนที่เพิ่งจากไป ถ้าจำไม่ผิดดนัยน่าจะออกจากห้องไปตอนตี 4 หลังเสร็จสิ้นกับการลงทัณฑ์รอบสุดท้าย



คิดไปคิดมาบดินทร์ก็ได้แต่หัวเราะกับตัวเองเล็กๆ ทำไมกันนะ ทำไมเขาถึงได้ไม่รู้สึกเจ็บช้ำที่โดนดนัยข่มขืน ไม่ได้รู้สึกว่าโดนทำร้าย แม้จะร้าวระบมไปทั้งร่าง ‘สาสมแล้ว’ งั้นเหรอ? หรือเป็นเพราะหัวใจของเขาตายด้านกันแน่นะ



เฮ้อ...เขาคงฟันแล้วทิ้งแหละเนอะ



วันนี้จะกินอะไรดีน๊า...



อา...เจ็บก้น...



ฟ้าหลัวจัง...สงสัยฝนจะตกแฮะ...



บดินทร์ได้แต่นั่งเหม่อ คิดอะไรเพ้อเจ้ออยู่คนเดียวโดยไม่ยอมขยับกายไปไหน นั่งแก้ผ้าโล่งโจ้งอยู่ในห้องมืดๆ เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวเศร้า แล้วแต่เรื่องที่แล่นวาบไปวาบมาอยู่ในหัว



ส่วนลึกรู้ดีว่าตอนนี้เขากำลังหนีความจริงอยู่...



แต่เพราะรู้นี่แหละ เลยพยายามอย่างเอาเป็นเอาตาย เข้าขั้นบ้าคลั่งที่จะไม่คิดถึงพรุ่งนี้ หรือแม้แต่นาทีต่อไป



กบดานอย่างเงียบเชียบอยู่ในห้องน้อยๆ ของตัวเอง



เปาะ แปะ...



เปาะแปะ...



เสียงเม็ดฝนร่วงหล่นจากฟ้า แล้วถูกสายลมพัดพาให้มากระทบอยู่กับหน้าต่างตรงหัวนอน เปาะแปะ เปาะแปะ จากบางเบาค่อยๆ หนักหน่วงขึ้น บดินทร์เอนศีรษะซบตรงขอบหน้าต่างเพื่อสดับฟังเสียงฝนที่ช่างไพเราะราวกับกำลังฟังวงออเคสตร้ามืออาชีพ ไพเราะจนดึงสติอันฟุ้งซ่านของเขาให้สงบลงได้ ราวกับเสียงนั้นได้ชโลมให้หัวใจของเขาได้ชุ่มฉ่ำขึ้นอีกครั้ง...



เสียงของน้ำฟ้าที่ชะล้างได้ทุกสิ่ง...



ฝนเอย...จะชำระล้างหัวใจโสมมดวงนี้ได้ไหมนะ...







วืด...วืด...



กำลังนั่งเหม่อลอยไม่ทันไร เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ทำเอาผวา ไม่ว่าจะเป็นสายจากใครก็ตาม ไม่น่าคุยทั้งสิ้น...



วืด....วืด....วืด....



เสียงเครื่องสั่นไม่ยอมหยุด แม้จะสิ้นสุดการเรียกจนนิ่งไปได้ แต่เพียงครู่เดียวก็สั่นขึ้นมาใหม่ ใครกันนะที่ตื้อไม่เลิกขนาดนี้? เจ้าหนี้? ชิดจันทร์? ตำรวจ? ยิ่งคิดก็ยิ่งตกประหม่า มือสั่นระริกค่อยๆ เอื้อมไปที่เจ้ามือถือที่ยังสั่นไม่หยุดของตนช้าๆ ตั้งใจจะปิดเครื่องเสียให้รู้แล้วรู้รอด ปิดเครื่อง ล็อคห้อง ตัดขาดจากสรรพสิ่งทั้งปวง



แต่ในขณะที่จะกดปิด เบอร์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอก็ทำเอาหัวใจได้ฉงนสงสัยอีกครั้ง



‘พ่อ?’



ตั้งแต่ถูกไล่ออกจากบ้าน ตั้งแต่ถูกตัดพ่อตัดลูกกันมาเป็นปีๆ บดินทร์ไม่เคยได้รับโทรศัพท์จากผู้เป็นพ่อเลย แม้กระทั่งเขาเป็นฝ่ายโทรไปเอง อีกฝ่ายยังไม่ยอมรับสายเลยด้วยซ้ำ แล้ววันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกัน? หรือว่า...



ในหัวใจแห้งแล้งเริ่มสับสนขึ้นอีกคราว ไม่แน่ใจว่าควรรับสายจากบิดาดีหรือไม่



แต่เพราะวันนี้เขาอ่อนล้า



เพราะวันนี้เขาแสนเหงา



เพราะชื่อนี้...เขาแสนคิดถึง



ปิ๊บ...



ปลายนิ้วสั่นระริกจึงกดรับสายราวกับต้องมนต์



“...ค...ครับพ่อ”



[ไอ้ดิน!!?]



แค่เสียงเรียกผ่านสาย ก็ทำเอาใจหายวูบ จนอดคิดไม่ได้เลยว่า ‘ไม่น่ารับสายเลย’



[แกนี่มันลูกทรพีจริงๆ! สร้างเรื่องได้ไม่หยุดหย่อน! ฉันไปสร้างกรรมสร้างเวรอะไรกับแกไว้นัก ฮึ! ถึงได้ตอบแทนข้าวแดงแกงร้อนที่ฉันสู้อุตส่าห์ฟูมฟักแกมาแบบนี้!? แกเกลียดอะไรฉันนัก!!? ...]



คำผรุสวาทที่ออกจากปากผู้เป็นพ่อ ทำหัวใจบอบช้ำอยู่แล้วของบดินทร์ยิ่งเจ็บร้าวหนัก เกิดอะไรขึ้นที่บ้านกันนะ ถึงได้ทำให้พ่อของเขารู้สึกเดือดดาลเขาได้ขนาดนี้



“...เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจู่ๆ พ่อมาด่าผมแบบนี้?”



บดินทร์ถามออกไปด้วยความจนใจ และอย่างที่คิดเอาไว้ จบคำถามพ่อของเขาก็ยิ่งโมโหแล้วพาลใส่เขาหนักกว่าเดิม



[อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องนะ!! เหอะ! ไอ้ผีพนัน ฉันไม่เคยเลี้ยงแกมาให้เป็นแบบนี้นะ! เป็นหนี้ จนเจ้าหนี้เขามาทวงให้เสียชื่อเสียเสียง แกลอยนวล แต่เขามาทวงกับฉันที่เป็นพ่อแกนี่! พวกมันประจานจนชาวบ้านชาวช่องเขารู้กันหมดแล้ว! พวกมันทำจนฉันไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว! สิบล้าน แกทำไปได้ยังไง? แกทำกับพวกฉันอย่างนี้ได้ยังไง? ถ้าแกไม่รีบใช้หนี้ให้พวกมันมันจะยึดบ้าน ยึดที่ซุกหัวนอนและทรัพย์สินของพวกฉันทั้งหมด! แกทำอย่างนี้ได้ยังไงห๊า...]



คำเฉลยของพ่อทำเอาบดินทร์ถึงกับทรุด หัวใจเต้นรัวราวกับจะทะลุออกจากอก ‘ทวงหนี้?’ คำคำนี้ยอกใจบดินทร์จนเป็นหนอง ตกใจจนสมองแทบไม่ประมวลผลถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พวกนั้นมันรู้ได้ยังไงว่าเขาทำงานพลาด? นี่เพิ่งจะ 7 โมงเช้า แล้วพวกมันบุกไปถึงบ้านพ่อเขาได้อย่างไร?



[ใจจริงฉันไม่ได้อยากจะโทรหาแกเลยแม้สักนิด แต่แบบนี้มันเกินไปแล้ว มันมากเกินไป! พวกมันมาเฝ้าราวีพวกฉันตั้งแต่เมื่อคืน จะทำอะไรมันก็ไม่ได้ แจ้งความก็ไม่ได้ มันบอกว่าเพื่อใช้หนี้ แกยอมกระทั่งทำเรื่องชั่วช้า แต่ดันทำพลาด แกเป็นถึงขนาดนี้ได้ยังไงห๊ะ ไอ้ดิน ไอ้ลูกชั่ว!!]



ถูกตลบหลังสินะ...ยัยชิดจันทร์ นังชั่ว!



[แกรีบไปเคลียร์กับพวกมันเลยนะ! คิดจะทำห่าเหวอะไรก็แล้วแต่เรื่องของแก แต่อย่าให้พวกฉันต้องไปรับเคราะห์กับเรื่องชั่วๆ ที่แกทำอีก!!]



...ถูกตัดหางปล่อยวัดโดยสมบูรณ์เลยว่ะ



“..พ...พ่อ ผมขอโทษ...พ่อช่วยถ่วงมันไว้ให้ผมหน่อยได้ไหม? ถ้าพวกมันเจอผมตอนนี้ ผมตายแน่”



แม้จะถูกตัดรอน แต่ในส่วนลึกในหัวใจก็ยังคาดหวัง ว่าบุพการีคนเดียวในชีวิตที่ยังเหลืออยู่ จะยังพอเหลือใจเมตตากับเลือดในอกคนนี้บ้าง



[เรื่องของแกสิ! ทั้งหมดนี่แกทำมันขึ้นมาเองทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ!? แกก็ต้องรับผิดชอบเอง ไม่ใช่ให้พวกฉันที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวต้องไปรับผิดชอบด้วย!]



แต่ดูเหมือนมันจะเป็นเพียงแค่ความหวัง ที่ไม่มีทางเป็นเรื่องจริง



“...พ่อ...ไม่เห็นว่าผมเป็นลูกเลยเหรอ? ตัดรอนกัน...ขนาดนี้...”



[...ลูกชายฉัน ตายไปนานแล้ว]



คำพูดสุดท้ายก่อนบิดาจะวางสาย คือคำพูดสุดท้าย ระหว่างความผูกพันสองพ่อลูก บดินทร์ได้แต่น้อยใจในส่วนลึก แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเขาเองก็ผิดกับบิดาไว้มาก การจะโดนทอดทิ้ง คงเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว...



นังผู้หญิงคนนั้นมันดีกว่าแม่ตรงไหน หรือแค่คลำแล้วไม่มีหางก็เอาได้ทั้งนั้น!?



ดิน! เรื่องนี้พ่อผิดเองแต่พ่ออยากให้ดินรู้ว่าพ่อไม่มีทางรักใครมากไปกว่าแม่ของดินและดินเลยนะ



ใครจะไปเชื่อลงกัน! พ่อหลงมันจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว!



ดิน! หยุดลามปามพ่อได้แล้ว!! พ่อเป็นพ่อนะ!!



พ่อที่เห็นผู้หญิงคนอื่นดีกว่าลูกในไส้น่ะผมไม่มีก็ได้!



ดิน!!



ดินลูกพ่อตายห่าไปนานแล้ว!!



>>>



แกทำอย่างนี้ได้ยังไงดิน!? แกทำกับน้องได้ยังไง!?



มันไม่ใช่น้องผม! มันก็แค่ผู้หญิงร่านๆ เหมือนแม่มัน!



ฉันไม่เคยเลี้ยงแกให้โตขึ้นมาหน้าตัวเมียแบบนี้นะดิน! ลูกผู้ชายกล้าทำต้องกล้ารับสิ!



ไม่ว่าจะพูดยังไงพ่อก็เห็นพวกมันดีกว่าผมอยู่แล้วนี่ ต่อให้ยัยเด็กนั่นดอดเข้ามาขย่มผมเองตอนกลางดึก ผมก็เป็นฝ่ายผิดอยู่ดี!



แต่เพียงดาวท้องไปแล้ว!! ...



ลูกผมหรือเปล่ายังไม่รู้เลย! พ่อเคยรู้บ้างหรือเปล่า ว่าลูกเลี้ยงที่พ่อรักหนักหนาเนี่ย ไปนอนกับสดายุมากี่ครั้งแล้ว! กับคนอื่นๆ มันก็เคย แถมไม่หนำใจยังมาขอนอนกับผมอีก! ลูกสาวคนดีของพ่อร่านขนาดนี้ ควรจะให้ผมรับผิดชอบไหม!?



จะยังไงก็ตาม แกต้องรับผิดชอบเพียงดาว!



ถ้าเด็กเกิดมาแล้วใช่ลูกผมล่ะก็ ผมรับก็ได้ แต่ถ้าไม่ใช่ก็เร่หาพ่อเด็กเอาเองละกัน! พ่อไม่ต้องกลัวไปหรอกน่า เดี๋ยวมันก็หาได้ ง่ายเหมือนคนเป็นแม่ที่ได้งาบพ่อได้ง่ายๆ ไง!



ไอ้ดิน!



ผลัวะ!!



.......นี่พ่อต่อยผมเพื่อมัน!?



คนไร้สามัญสำนึกอย่างแกไม่ใช่ลูกฉัน! ฉันไม่เคยมีลูกอย่างแก!!



เออ! ผมมันก็แค่ลูกเมียเก่า จะเฉดหัวกันเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้วนี่



เออ! ออกไปจากบ้านฉันซะ! ตั้งแต่วันนี้ไปแกกับฉันไม่ใช่พ่อไม่ใช่ลูกกันอีก!!



ก็ได้! จะได้รู้กันไปว่าพ่อเห็นมันดีกว่าผม! รักลูกนอกไส้ มากกว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง!



คนที่ไม่เคยเห็นฉันเป็นพ่ออย่างแก รีบไสหัวออกไปจากชีวิตฉันซะ ออกไป๊!!



...พ่อพูดเองนะ



ออกไป...



...เออ ผมจะออกไปเอง เชิญพ่อเสวยสุขอยู่กับพวกมันไปแล้วกัน



ไปเถอะ จากวันนี้ไป ฉันจะถือว่าลูกชายของฉัน มันได้ตายไปแล้ว...

.

.

.

.

.



ย้อนคิดไปถึงอดีต บดินทร์ก็ได้แต่ยิ้มเยาะในทิฐิอันโง่เขลา และความชั่วช้าต่ำทรามของตน ผลกรรมหนักเบาที่เคยทำไว้ตั้งแต่คราวนั้น พลันย้อนกลับมาสนองเขาแล้วในคราวนี้



เพียงดาว...ลูก ทอดทิ้ง ดูแคลน แม้ลูกน้อยจะไม่ได้ลืมตาดูโลก ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นลูกเขาหรือไม่ หรือต่อให้การแท้งของเพียงดาวไม่ใช่เหตุจากเขาโดยตรง แต่แน่นอนว่าเขาก็คือหนึ่งในปัจจัยนั้น



เนรคุณบุพการี ว่าร้าย ทิฐิ จองหอง



ดูดายเพื่อนรักที่ต้องมาต้องมลทินเพราะตัวเขา ต้องออกจากวงการเพราะตัวเขา



และ...ชีวิตอันไร้ค่าของตัวเขาเอง ที่เขาทำลายมันจนป่นปี้คามือ



เคราะห์กรรมหนักหนาเหลือเกินที่เคยสร้าง หนักหนาจนไม่รู้ว่าจะหาทางออกแบบไหน รอบด้านมืดมนไปหมด หนี้บ่อนสิบล้าน ในชาตินี้เขาคงไม่มีปัญญาจ่าย เรื่องเลวร้ายที่ทำลงไปกับสดายุ เขาคงไม่มีทางได้รับการให้อภัย งานการ ก็คงไม่มีโอกาสได้กลับไปทำอีกแล้ว วันนี้คงมีข่าว พรุ่งนี้คงยังเป็นข่าว ถูกยกเลิกสัญญาว่าจ้าง อาจถูกปรับ เงินติดบัญชีมีไม่ถึงห้าพัน ค่าผ่อนคอนโดงวดต่อไปคงไม่มี จะโทรหาใครก็ไม่ได้



เขาไม่มีใคร



พี่ซอล...คนที่เคยช่วยเหลือดูแล พี่ซอลที่ผิดหวังกับสันดานของเขาจนแทบไม่อยากมองหน้า คงไม่มีทางให้ความช่วยเหลือ ไม่มีทางอยู่ข้างๆ กันอีกแล้ว...



แม้แต่ครอบครัวที่เขาเหลืออยู่อย่างพ่อ ก็คงไม่เอาลูกทรพีที่ดีแต่ทำตัวเลวไปวันๆ อย่างเขาอีกแล้ว



มือที่ยังกำมือถืออยู่สั่นระริก หยาดน้ำอุ่นหยดน้อยค่อยๆ กลั่นตัวหล่นกลิ้งไปตามพวงแก้มซีดเผือด หยดแล้ว หยดเล่าริมฝีปากพร่ำพูดเพียงคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำอีก



‘พ่อ...พี่ซอล...เพียงดาว...ยุ...ดินขอโทษ’



วืด...วืด...โทรศัพท์ในมือสั่นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับปรากฏเบอร์เรียกเข้าที่ไม่เคยคุ้น



วืด....วืด....วืด....แต่ตอนนี้บดินทร์ไม่ได้รู้สึกตกใจกลัว ว่าปลายสายที่เรียกเข้ามาจะเป็นใคร เขากดรับ และอย่างที่เคยนึกกลัว คนของบ่อนโทรมาจริงๆ ในเมื่อเขาทำงานพลาด สัญญาคุ้มกะลาหัวทั้งหมดที่มีก็สิ้นสุด จากวินาทีนี้ไป เขาต้องชดใช้ทั้งหมดให้แก่เจ้าหนี้ผู้ยิ่งใหญ่นี้ หนี้ที่ยาวนาน ทางบ่อนต้องการให้จบภายในวันนี้



บดินทร์ไม่ได้ต่อรอง เขาแค่ถามออกไปเพียงคำถามเดียวว่า...



‘ถ้าไม่มีจ่าย จะเป็นยังไง?’



และคำตอบที่ได้คือ...



‘ตาย’



น่าแปลกที่บดินทร์ไม่รู้สึกตกใจ เขาตอบกลับไปเพียงแค่ ‘เข้าใจแล้ว’ และกดวางสายอย่างสงบ



หัวใจของบดินทร์ว่างเปล่า แม้แต่สมองก็ขาวโพลน ไม่คิดถึงเรื่องอะไรอีก วูบหนึ่งเท่านั้นที่คิดอะไรขึ้นมาได้



ตายเหรอ? ...



เพราะในหัวเต็มไปด้วยคำคำนั้น นิ้วมือเย็นเย็บจึงเผลอกดเบอร์ของคนที่คิดถึง เบอร์ที่เขาแอบเอามาเมมไว้ในโทรศัพท์โดยที่เจ้าของเบอร์ไม่เคยรับรู้



รอเพียงครู่ฝ่ายนั้นก็กดรับสาย



[สดายุพูดครับ]



“.................” เสียงของสดายุยังคงแหบหวานเหมือนวันวานที่เคยได้ฟัง วันช่างไพเราะเสียจนบดินทร์ยังต้องเผลอยิ้มออกมา



[ฮัลโหล? ได้ยินหรือเปล่าครับ?]



“..............................” ฝ่ายนั้นทวนคำ เพราะบดินทร์ไม่ยอมพูดอะไรเสียที เขาไม่ได้ตั้งใจกวน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดีก็แค่นั้น แต่พอได้ยินเสียงบ่นจากปลายสายว่าจะตัดสายกัน บดินทร์ก็อาศัยจังหวะนั้น…

“...ยุ...” เสียงที่เอ่ยออกมาแหบเครือจนตัวเขาเองยังตกใจ แต่ถ้านี่เป็นโอกาสเดียวที่จะได้คุยปรับความเข้าใจกับสดายุแล้วล่ะก็ เขาก็ต้องรีบคว้ามันเอาไว้ “...ร่างกาย...เป็นยังไงบ้าง?”



[หาเรื่องรึไง!?] คือสิ่งที่สดายุตอบกลับมา แน่ล่ะ อีกฝ่ายคงโกรธเกลียดกันจนแทบจะฆ่ากันได้ ใครจะอยากมาคุยดีด้วย



“...ปล...เปล่า...ฉันเป็นห่วงนายจริงๆ นะ...” บดินทร์รีบอธิบาย ไม่อยากให้โอกาสครั้งสุดท้ายนี้หลุดลอยไป ได้โปรดเถิด ช่วยฟังกันอีกสักครั้ง



[อย่ามาตลก! เป็นห่วง? ต่อให้อมพระมาพูด แม่งก็เชื่อไม่ลงหรอก!]



“...ขอโทษ...”



[ถ้าขอโทษแล้วมันจบง่ายๆ โลกจะมีตำรวจเอาไว้บูชารึไง!?] คำตอกกลับรุนแรงอย่างที่บดินทร์คิดไว้ แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังไม่วางสาย เขายังมีโอกาส





“ขอโทษนะยุ...ขอโทษในทุกเรื่องที่ผ่านมา ฉันคนนี้จะไม่ขอแก้ตัวอะไรทั้งนั้น เรื่องทั้งหมด ฉันคนนี้แหละที่เลว ฉันคนนี้เองที่ชั่วช้า ระยำชั่วชาติ ฉันที่หักหลังนาย ฉันที่ทำตัวกร่าง ฉัน...ที่คิดจะทำร้ายนาย...เมื่อคืน... ฉัน...คนนี้...มันไม่สมควรจะ......” เสียงเศร้าสร้อย รวดร้าวราวใจจะขาดพยายามเอื้อนเอ่ยคำขอโทษออกมาซ้ำๆ แม้ว่าก้อนสะอื้นมันจะมาตันอยู่ตรงคอหอยจนแทบพูดอะไรไม่ออก



[หยุดพล่ามได้แล้ว! พูดอะไรของมึงกัน!? ชั่วดีก็รู้อยู่แก่ใจนี่ จะมาสาธยายให้กูฟังทำไม!?] ก่อนที่บดินทร์จะเอ่ยความจบ สดายุก็ขัดขึ้นเสียก่อน มารยาทแย่ๆ ที่ถ้าไม่เกลียดชังจริงจัง สดายุจะไม่เคยแสดงกับใครง่ายๆ ซึ่งบดินทร์รู้ซึ้งในข้อนี้ดี



“...ฉันควรทำยังไง? ...ควรทำยังไง ควรชดใช้ให้นายยังไง...” บดินทร์อ้อนวอนด้วยเสียงสั่นพร่าราวกับกำลังร้องขอชีวิต เสียงสะอึกสะอื้นเป็นระลอกเล็ดลอดออกมาอย่างสุดกลั้น หยาดน้ำตาพรั่งพรูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บดินทร์ร้องราวกับเด็กทารก ร้องจนเสียงแหบแห้ง



โดยเฉพาะเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยคำสุดท้าย



[ออกไปจากชีวิตของกูซะ อย่าได้ต้องเจอะต้องเจอกันอีกเลย]



คำขอสุดท้ายของสดายุ ก่อนที่จะกดวางสายไป ที่แม้บดินทร์จะพยายามขอโทษหรืออ้อนวอนเท่าไหร่ ก็เหมือนจะไม่เป็นผลอีกต่อไป เสียงของสายโทรศัพท์ที่ถูกตัดไปแล้วนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหู



โทรศัพท์มือถือร่วงจากมือหล่นปุลงไปบนที่นอน พร้อมกับหยาดน้ำตา เหมือนหัวใจจะหลุดหายไปจากอก รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองเป็นคนผิดไม่มีสิทธิ์ดิ้นรนขอการให้อภัย แต่ก็ไม่อาจห้ามใจให้ตั้งความหวัง



นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนเสียงแหบโหย พลันนึกถึงอีกคนที่อยากคุยด้วย อยากสารภาพถึงเรื่องราวที่ผ่านมา อยากขอโทษ ทว่าทันทีที่กดโทรออกไป กลับไม่มีสัญญาณตอบรับ แต่ในขณะที่จะทำการโทรออกไปอีกครั้ง น้ำเสียงเย็นชาและสีหน้าที่แสดงถึงความสิ้นศรัทธาของซอลย่าก็วาบเข้ามาในหัว



‘ผมผิดหวังในตัวคุณเหลือเกินบดินทร์ ไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นคนที่ร้ายกาจขนาดนี้...คุณมันช่างเลือดเย็น...’



เสียงนั้นดังก้องจนเจ็บปวดในอกไปหมด…พี่ซอลย่า…ทอดทิ้งเขาแล้ว



ความเคว้งคว้างแล่นลึกเข้าสู่หัวใจอย่างเงียบเชียบ บดินทร์เงยหน้าขึ้นมองรอบกาย บรรยากาศในห้องเดิมๆ ของตัวเองที่คุ้นตา ห้องที่บดินทร์ที่เจ้าตัวอุปโลกน์ว่ามันคือรัง…รังที่ปลอดภัยที่สุด ตราบใดที่เขายังอยู่ที่นี่เขาจะปลอดภัย



แล้วข้างนอกนั่นเล่า…



ที่จริงวันนี้เขาต้องไปอัดรายการ Star Talk นี่ก็เกือบเจ็ดโมงเช้าแล้ว จัดนู่นเตรียมนี่สักบ่ายสามโมงก็ออกไปทำงานได้ตามปกติ



แต่…



มันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ข้างนอกนั่นไม่มีใครต้อนรับเข้าอีกแล้ว ข้างนอกนั่นมีทั้งคนที่รอเหยียบย่ำ คนที่รอจะจิกทึ้งรังควาน คนที่รอสมน้ำหน้า และคนที่หมางเมินไม่แยแสกันอีก



พ่อ…พี่ซอลย่า…สดายุ คนที่เขารักสุดหัวใจ แต่กลับทอดทิ้งกันไปหมดแล้ว



เพราะเขาเอง…เพราะเขาทำตัวเอง



ไม่เหลือใครอีกแล้ว



บดินทร์กอดเข่าจับเจ่าอยู่บนเตียงนุ่ม เสียงสายฝนกระหน่ำด้านนอกหน้าต่างยังคงชัดเจน…



หนาว…เพราะทั้งร่างยังคงเปลือยเปล่าจึงหนาวสั่น มือสั่นระริกคว้าผ้าห่มขึ้นมาห่อตัวไว้ คลุมไปจนตลอดศีรษะเหลือเพียงโผล่หน้าชาชืดไร้อารมณ์ใดๆ ออกมา



เงียบ…นอกจากเสียงฝนกระหน่ำตรงหน้าต่างแล้ว ทุกอย่างก็เงียบไปหมด เหลือเพียงเสียงลมหายใจนี่ล่ะมั้งที่ยังคงได้ยินแผ่วๆ



บดินทร์ยังคงนั่งกอดเข่าอยู่คนเดียวเงียบๆ ในหัวว่างเปล่า หัวใจก็กลวงโบ๋



ไม่เหลืออะไรให้ยึดติดอีกต่อไป…



**************************************************************
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-2020 18:24:16 โดย อนาคี99 »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตอนที่ 4 ทัณฑ์มัจจุราช PART 5



“สวัสดีครับ ชาวโซเชียลแคม...”



“จำหน้าผมกันได้หรือเปล่าเอ่ย...ผมบดินทร์ไงคร๊าบ สภาพอาจดูแย่หน่อย แต่ตัวจริงเสียงจริงแน่นอน...”



“สงสัยกันใช่ไหมล่ะครับ ว่าผมโผล่มาทำอะไรตอนนี้ อย่างแรกเลย ผมมาเพื่อขอบคุณแฟนๆ ทุกท่านครับ ที่ให้การสนับสนุนผมเสมอมา...”



“และ...”



“ผมมาเพื่อขอโทษครับ...”



“ขอโทษที่ผมเลว...ผมคือคนเลว คือคนที่หักหลังเพื่อนได้อย่างเลือดเย็น คือผีพนัน คือคนที่ทำร้ายคนอื่นได้ทุกอย่างเพียงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดครับ คนอย่างผม...คือคนเลวที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้เลย...”



“ยังจำเรื่องข่าวฉาวของพระเอกดังอย่างสดายุได้ใช่ไหมครับ...เรื่องที่ทำผู้หญิงท้องแล้วไม่รับ ความจริง...ผมเป็นคนใส่ร้ายเขาเองครับ...”



“ใช่แล้วครับ ผมใส่ร้ายเพื่อนรักของตัวเอง เพียงเพราะอิจฉา...ผมอิจฉาสดายุที่เด่นกว่า ดังกว่า ผมเลยร่วมมือกับน้องสาว...เพื่อหาเรื่องใส่ความเขา...เพื่อให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เพื่อให้เขาอยู่ในวงการไม่ได้อีกต่อไป เพื่อผมจะได้อาศัยฝีมือง่าวๆ ของผมสวมรอยเขา...แค่เรื่องแรก ก็ยี้กันแล้วใช่ไหมครับ...หึหึ อย่าเพิ่งปิดคลิปนะครับ เรื่องเน่าๆ ของผมยังมีอีกเป็นกุรุส...”



“อย่างเรื่องผีพนัน คุณรู้ไหมครับ ผมติดการเข้าบ่อนมาก มีเงินเท่าไหร่ไม่เคยพอ ผมเอาไปถลุงที่บ่อนหมดทุกบาท พอหมดก็เริ่มเป็นหนี้ ก็มันยังไม่พอนี่ครับ ผมยังอยากเล่น มันสนุก มันเร้าใจ จนตอนนี้...ผมเป็นหนี้บ่อนอยู่ 10 ล้านครับ และกำลังหนีเจ้าหนี้หัวซุกหัวซุนอยู่...น่าสมเพชใช่ไหมล่ะครับ”



“ยังครับ...ยังไม่หมด พอผมเป็นหนี้ ผมก็เริ่มรับงานชั่วๆ ที่อีผู้หญิงคนหนึ่งจ้างวาน อีนั่นคือชิดจันทร์ครับ ชื่อคุ้นไหมเอ่ย ลูกสาวคนเดียวของเจ้าแม่เสน่ห์จันทร์ไงล่ะครับ หล่อนเป็นเด็กโรคจิต ฮิสทีเรียมากผมบอกเลย อยากได้ผู้ชายจนตัวสั่น พอเขาไม่เล่นด้วยก็จ้างผมให้ไปทำร้ายผู้ชายคนนั้นสารพัด...ตอนนั้นผมเองก็หน้ามืด เพราะไม่มีทางเลือก ก็บ่อนที่ผมไปติดเงินเขาอยู่ดันเป็นบ่อนของคู่ขาของนาง นางหลอกใช้ผมว่าจะยกหนี้ให้ถ้าทำร้ายผู้ชายคนนั้นได้ และคุณเชื่อไหม...ว่าผมทำ บอกแล้วว่าผมมันเหี้ยกว่าที่พวกคุณคิด...ผมทำ แต่เสือกไม่สำเร็จ นังชิดจันทร์ตัวแสบกับคู่ขาของมันเลยยกพวกมาถล่มบ้านผม...เพราะอย่างนี้ไงครับ ผมเลยมาออกคลิปไว้ก่อน เผื่อผมถูกฆ่าหมกห้อง แล้วถูกจัดฉากว่าฆ่าตัวตายขึ้นมา จะได้ตามตัวถูก"



“ถ้าผมเป็นอะไรไป บอกเลย นังชิดจันทร์กับเจ้าพ่อคู่ขาของมันแน่นอนครับ”



“สุดท้าย...ผมคงไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว นอกจากฝากไปบอกผู้ชายคนนั้นที่เป็นเหยื่อเคราะห์ร้ายในครั้งนี้ว่า...”



“ผมขอโทษ”



“คุณตำรวจครับ จะจับก็รีบมานะครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่คอนโด xxcc ชั้น 10 ห้อง 1010 รีบมาก่อนผมเป็นศพนะครับคุณตำรวจ”



“แล้วก็.............พี่ซอล....”



“...ดินขอโทษนะ ที่ทำให้พี่เดือดร้อนอีกแล้ว ขอบคุณนะครับ ที่ช่วยดูแลดินมาตลอดเลย...”



“.............พ่อ...ผมขอโทษนะครับสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา...ลูกเนรคุณคนนี้...ขออโหสิกรรมได้ไหมครับ...”



“เพียงดาว...พี่ขอโทษนะ”



“.........................”



“..........ยุ...”



“...ยุ...กูขอโทษ”





“ทุกคนครับ...สิ่งเลวร้ายทั้งหมดที่ผมได้ทำลงไป ผมขอชดใช้มันด้วยลมหายใจอันโสโครกของผมเอง...”



“................”



“..........”



“......”



“...”





“ลาก่อนครับ”



*****************************************************

I remember tears streaming down your face

When I said, I'll never let you go

When all those shadows almost killed your light

I remember you said, Don't leave me here alone

But all that's dead and gone and passed tonight



เสียงเพลงคลอเบาๆ เพลงที่บดินทร์ชอบที่สุด ชอบขนาดที่เรียกได้ว่า ฟังอยู่แค่เพลงเดียว ชอบทั้งนักร้อง ชอบทั้งความหมาย ฟังแล้ว...รู้สึกปลอดภัย



Just close your eyes

The sun is going down

You'll be alright

No one can hurt you now

Come morning light

You and I'll be safe and sound





ร่างสูงโปร่ง ยืนแต่งตัวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแย้มยิ้มบางๆ ให้ตัวเองในกระจก หันซ้ายที ขวาที เช็กความเรียบร้อยของชุดเก่งตัวโปรด เสื้อยืดคอเต่าแขนยาวสีขาว ที่ซื้อเป็นคู่กันกับของสดายุที่เป็นสีดำ กางเกงยีนส์ขาเดฟมีรอยขาดรุ่งริ่งเป็นแฟชั่น ที่สดายุซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด สร้อยทองสองบาทพร้อมจี้พระเลี่ยมทององค์ที่พ่อรักที่สุด ที่พ่อให้ไว้ในงานฉลองรับปริญญา นาฬิกาข้อมือ แทคฮอยเออร์ ที่ผู้จัดการส่วนตัวอย่างซอลย่าซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดในปีที่ผ่านมา...



ของแสนรัก จากคนที่รักเขา แขวนเต็มอยู่บนร่าง รู้สึกอบอุ่นจนต้องยกแขนขึ้นมากอดตัวเองสำทับ อุ่นจริงๆ อุ่นจนน้ำตาจะไหลให้ได้...



Don't you dare look out your window darling?

Everything's on fire

The war outside our door keeps raging on

Hold on to this lullaby

Even when the music's gone



บนเตียงถูกจัดไว้อย่างดี สะอาดสะอ้าน ประดับประดาไปด้วยตุ๊กตาและของขวัญต่างๆ มากมายที่เคยได้มาจากเหล่าแฟนคลับ เตียงนอนดูน่าอบอุ่น ช่างน่านอนเหลือหลาย ผ้าม่านถูกเปิดออกกว้าง มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม แม้มันจะเหมือนเดิมทุกวัน แต่วันนี้ดูเหมือนมันจะสวยที่สุด สายฝนหวดกระหน่ำไม่หยุด ทำให้ภาพเมืองหลวงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นเพียงเมืองในสายหมอกราวกับเทพนิยาย ทุกอย่างเป็นใจไปหมด งดงาม เข้ากับบทเพลงที่บรรเลงซ้ำไปซ้ำมาอย่างที่สุด



บดินทร์ยิ้มหวานให้ตัวเองในกระจกอีกครั้ง ก่อนจะเดินมายังที่นอนของตน



มีดพกคมกริบตรงหัวเตียงถูกหยิบขึ้นมากระชับมั่นไว้ในมือ บดินทร์จ้องมองสิ่งนั้นแน่นิ่ง เหม่อลอย



เขาพร้อมแล้ว...





ฟึ่บ!



คมมีดกรีดลึกรวดเดียวถึงเส้นเลือดใหญ่ตรงข้อมือซ้าย ของเหลวสีแดงคล้ำข้นคลั่กทะลักออกมาจากบาดแผลนั้นแทบจะทันที



บดินทร์ยิ้มขื่น มองเลือดของตนหยาดหยดลงบนพื้นด้วยความเย็นชา



เจ็บ...



แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บ...



Just close your eyes

The sun is going down





บดินทร์เอนร่างลงบนเตียง นอนในท่าที่สบายที่สุด เขาชอบนอนตะแคงข้าง แล้วกอดตุ๊กตาหมีตัวโปรดที่สดายุยกให้ตอนเพิ่งเข้าวงการไว้ในอ้อมกอด พาดแขนซ้ายออกนอกเตียง ปล่อยโลหิตรินรดลงพื้นไม่หยุดหย่อน



You'll be alright

No one can hurt you now



เสียงเพลงแว่วหวานเข้าหู ทำให้บดินทร์อดไม่ได้ที่จะร้องตามไปด้วย



เพลงความหมายดีๆ บอกว่าเขาจะไม่เป็นอะไร ไม่มีใครสามารถทำร้ายเขาได้อีกแล้ว...



บดินทร์ร้องเพลงไปยิ้มไป พาลนึกไปว่า...อยากได้อ้อมกอดอุ่นๆ จังเลยนะ...



Come morning light

You and I'll be safe and sound



ความหมายของท่อนนี้คือ...เมื่อแสงของพรุ่งนี้สาดส่อง เราทั้งคู่จะปลอดภัย...สินะ



บดินทร์แปลความพลางยิ้ม



แต่เรามันตัวคนเดียว...ถ้าพรุ่งนี้มาถึง...เราคง...ไม่เหลือลมหายใจอีกต่อไปแล้ว แบบนั้น จะเรียกได้ว่าปลอดภัย...หรือเปล่านะ



ถ้าเราไม่อยู่แล้ว...จะมีใคร...เสียใจไหมนะ



ถ้าเราไม่อยู่แล้ว...จะมีคน...เหงา...บ้างไหมนะ...



งานศพ...จะมีคนมาไหม...



เอ๊...หรือเราจะเป็นศพไร้ญาติ ต้องพึ่งร่วมกตัญญูกันนะ...



หนาว...จังเลย



ร่างอ่อนแรงขดตัวเข้าหากันเล็กน้อย ปล่อยหยาดน้ำตาหลั่งรินหยดแล้วหยดเล่า...



เหงา...จังเลย





Just close your eyes

The sun is going down

You'll be alright

No one can hurt you now

Come morning light

You and I'll be safe and sound





เสียงแหบแห้งยังคงร้องเพลงเจื้อยแจ้ว แม้มันจะแผ่วลงเรื่อยๆ แต่ริมฝีปากซีดเซียวนั้นก็ยังคงขยับขับขาน



ติ๋ง...



ของเหลวอุ่นร้อนสีแดงคล้ำ ไหลเรื่อยจากข้อมือสู่ปลายนิ้ว หยดลงพื้นไม้ปาเก้ราวก๊อกรั่ว



ติ๋ง...ติ๋ง...



ยิ่งไหลออกมามากเท่าไหร่ โลหิตแดงฉานก็ขยายวงไปบนพื้นไม้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ



ร่างกายผู้เป็นเจ้าของอ่อนแรงลงทุกขณะ



เหมือนหัวใจดวงเท่ากำปั้นจะแผ่วแรงลง



ลมหายใจค่อยๆ เนิบช้า...



>

>

>



ดิน!!!



เสียงเรียกชื่อของตนดังแว่วมาไกลๆ จนบดินทร์ไม่อาจหยั่งรู้ว่าเสียงเพรียกนั้นดังมาจากที่ไหน...สติของเขาเลื่อนลอยออกไปในทุกขณะ



โธ่เว้ย! เรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!



กับเสียงใครสักคนสบถอยู่ไกลๆ ...ข้างห้อง...หรือเปล่านะ?





ทำไมถึงทำอะไรโง่ๆ อย่างนี้!?



นั่นคือประโยคสุดท้ายที่บดินทร์ได้ยิน ก่อนที่จะรู้สึกว่าร่างของตัวเองลอยได้



จากนั้นทุกอย่างก็มืดสนิท...



เขาตาย...แล้วสินะ...



ดีจัง...



>

>

>



เสียงไซเรนรถพยาบาลดังแว่วบ่อยครั้ง ตลอดเวลาที่ดนัยยังคงนั่นนิ่งอยู่ตรงหน้าห้องฉุกเฉิน เสื้อของชายหนุ่มเปื้อนสีแดงคล้ำเป็นดวงๆ อยู่หลายจุด สองมือประสานกันแน่นราวกับกำลังสะกดกลั้นอะไรบางอย่าง ใบหน้าก้มต่ำ ริมฝีปากเม้มแน่น การรอคอยมันช่างยาวนานเหลือเกิน



จะเกิดอะไรขึ้นกับบดินทร์นะ...ถ้าเขาไม่กลับเข้าไปที่ห้องของชายหนุ่ม



จะเกิดอะไรขึ้นกับบดินทร์นะ...ถ้าเขาช้าไปกว่านั้นอีกเพียงไม่ถึงสิบนาที



จะเกิดอะไรขึ้นกับบดินทร์นะ.......



จะเกิดอะไรกับเขานะ...ถ้าบดินทร์...ตาย



“โธ่เว้ย!!” กำปั้นแกร่งทุบลงบนหน้าขาอย่างแรงซ้ำๆ เพื่อระบายความอัดอั้น ระบายความรู้สึกบางอย่างที่เอ่อท้น เขาสะใจที่เห็นบดินทร์เจ็บ แต่เขาใจจะขาดเมื่อเห็นบดินทร์ใกล้จะตาย



ดนัยโกรธจนตัวสั่นเทา…ทั้งโกรธ ทั้งกลัว



“...อย่าตายนะบดินทร์...ห้ามตายเด็ดขาดเลยนะ...” ดนัยได้แต่ภาวนากับตัวเองแผ่วเบา ขณะยังรออยู่ตรงที่เดิมต่อไป “...ถ้าฉันไม่อนุญาต นายห้ามตายเด็ดขาดเลยนะ...ขอร้องล่ะ อย่าตายนะ”



ทั้งที่เพิ่งจะผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ แต่มันช่างเนิ่นนานเหลือเกินในการรอคอยของดนัย ชายหนุ่มรู้ดีว่ามันยังต้องใช้เวลา แต่เขากลับร้อนใจจนแทบบ้า



ในขณะที่ยังนั่งกระวนกระวายอยู่นั้น จู่ๆ ประตูก็เปิดออกโดยแรง พร้อมกับร่างของพยาบาลสาวในชุดสีเขียววิ่งถลาออกมา ในจังหวะนั้น ดนัยไม่รอช้าที่จะเข้าไปขวางตรงหน้าร่างนั้นไว้



“ขอโทษนะครับ! เข้าเป็นยังไงบ้าง!?” ด้วยความเร่งรีบพยาบาลสาวจึงเดินเลี่ยงดนัย พร้อมอธิบายความอย่างเร่งร้อน



“คนไข้เสียเลือดมากค่ะ เลือดสำรองเราเหลือไม่พอ จึงต้องหาเลือดเพิ่มด่วนค่ะ”



“ก...กรุ๊บอะไรครับ!?”



“AB ค่ะ!”



“กรุ๊ปเดียวกับผมครับ! ผมให้เลือดได้!”



>

>

>


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-2020 18:25:05 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตอนที่ 4 ทัณฑ์มัจจุราช PART 6



ในห้องพักฟื้นผู้ป่วย ห้องพิเศษสุดหรูของโรงพยาบาลเอกชนมีชื่อ ห้องเงียบ ไร้คนรบกวน ทั้งที่มีดาราที่เป็นกระแสแรงสุดในตอนนี้อย่างบดินทร์ที่เพิ่งออกคลิปประกาศความชั่วของตนออนไลน์ทั่วประเทศแบบไม่กลัวตกงาน แต่ภายในห้องพักกลับไร้วี่แววนักข่าวรบกวน นั่นก็เพราะอิทธิพลของบ้านดนัยนั่นเองที่สามารถปิดเงียบทุกความเคลื่อนไหว และ ณ ตอนนี้ ตัวดนัยเอง ก็นั่งอยู่ในห้องเงียบสงัดแห่งนี้ด้วย



บดินทร์ที่ยังนอนให้น้ำเกลืออยู่ยังคงนอนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับไร้วิญญาณ ฝ่ายดนัยเองก็ได้แต่จ้องมองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเงียบๆ ไม่พูดไม่จา เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ที่บดินทร์ถูกย้ายมาพักฟื้นที่ห้องพิเศษห้องนี้ คำสุดท้ายระหว่างกันคงเป็นคำว่า ‘ทำไมถึงทำอะไรโง่ๆ อย่างนี้!?’ ที่ดนัยโวยวายใส่ ตอนพาตัวบดินทร์ส่งโรงพยาบาล ขณะที่ยังไม่หมดสติ จากตอนนั้นก็ผ่านมาร่วมครึ่งวัน จากสิบโมงเช้า จนตอนนี้จะทุ่มหนึ่งแล้ว ทั้งคู่ยังไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน ที่มากไปกว่าการนั่งจ้องกับการนอนนิ่งๆ เลย



“...คุณ...ไม่ต้องเฝ้าผมก็ได้นะ...” เสียงแหบพร่า เอ่ยขึ้นเบาๆ ให้พอได้ยินกันเพียงสองคน เรียกได้ว่าเป็นประโยคแรกที่ออกจากปากของบดินทร์ นับตั้งแต่เขาถูกพาตัวมาที่นี่เลยก็ว่าได้



“...ที่ผมเป็นแบบนี้ คุณไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก...เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น...มันไม่ได้เกี่ยวกับคุณเลยสักนิด...” บดินทร์ยังคงพูดเรื่อย โดยที่ไม่ได้หันมามองเลยว่าดนัยจะต้องการรับฟังเรื่องเหล่านั้นหรือไม่



“ทำไม? ก็เห็นอยู่ว่ามันเกิดขึ้นเพราะผม” ดนัยตอบโต้ คิ้วของชายหนุ่มเริ่มขมวดเป็นปม ไม่ได้อยากเป็นผู้ร้าย แต่คำพูดของบดินทร์ที่สลัดเขาออกจากเรื่องทั้งหลายที่เกิดขึ้น ทำให้ดนัยรู้สึกไร้ค่าอย่างบอกไม่ถูก เพียงแค่นั้นก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดจนแทบทนไม่ได้ น้ำเสียงจึงกร้าวขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ



“ไม่ใช่หรอก...ไม่ใช่คุณหรอก สิ่งที่คุณทำมันสาสมดีแล้ว...ถูกต้องที่สุดแล้วในสิ่งที่คนชั่วช้าอย่างผมได้รับ ไม่มีใครผิดทั้งนั้นแหละครับ...นอกจากตัวผมคนนี้...คนอย่างผม...คนเลวอย่างผม ไม่ควรได้รับการให้อภัย หรือความเห็นใจจากใครเสียด้วยซ้ำ...” ได้ยินเสียงกรรโชกเล็กๆ ของดนัยเข้า บดินทร์ก็อธิบายออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนเปลี้ย ไม่ได้เจตนายั่วยุให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีเสียหน่อย ใยถึงโมโหขึ้นมาได้กันนะ หรือเพราะเขา...เพราะเป็นคำพูดของเขาที่ทำให้อีกฝ่ายอารมณ์ไม่ดี...นี่เขาผิดอีกแล้วเหรอ



คำพูดตัดพ้อตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าของบดินทร์ ปลุกจิตสำนึกของดนัยขึ้นมาได้อีกครั้ง ตอนนี้คนตรงหน้าของเขาช่างเปราะบางจนแทบจะแตกสลายไปต่อหน้า เขาไม่ควรต่อว่าอีกฝ่ายให้สะเทือนใจอีก



“.........ผม...” จากนั้น ดนัยก็พยายามสรรหาบางถ้อยคำเพื่อปลอบประโลมคนอ่อนล้าให้ได้พอทุเลาลงบ้าง แต่ก็ดันมืดแปดด้านทันทีที่จะพูด ด้วยความเป็นคนเสแสร้งเก่ง ความจริงเขาเป็นคนคารมคมคายดีเสียด้วยซ้ำ ไม่รู้ทำไมคราวนี้กลับน้ำท่วมปากขึ้นมาเสียได้ จนได้แต่อึกอัก พูดไม่ออกแม้สักคำ...



“.................” ที่พูดไม่ออก หรือเพราะในใจเขากำลังสับสนกันนะ หากเป็นคนทั่วไป คนอื่นคนไกล เขาคงพูดได้น้ำไหลไฟดับ แต่พอเป็นบดินทร์ที่เขาเพิ่งลงมือทำร้ายไปสดๆ ร้อนๆ เขากลับพูดไม่ออก คิดในแง่ร้าย ก็อาจเป็นเพราะคนตรงหน้าคือศัตรู คือเหยื่อ คือคนเลวร้ายในสายตา ความรู้สึกบางอย่างในหัวใจของเขาจึงยังคงแข็งกร้าวต่ออีกฝ่าย



เพราะบดินทร์คือเหยื่อที่เขาหมายตา การตัดสินใจวู่วามของอีกฝ่ายจึงเป็นเรื่องที่เขาโกรธ เพราะหากขึ้นชื่อว่าเป็นคนของเขาแล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะตายตามใจชอบ



คิดถึงตรงนี้ ดนัยนึกขึ้นได้ ว่าบดินทร์ยังไม่รู้ตัว เพราะอีกฝ่ายยังไม่รู้ว่าตัวเองยังมีค่ามีราคาจึงตัดสินใจที่จะตาย…



ถ้าอย่างนั้น…เขาจะทำให้อีกฝ่ายได้รู้



ก๊อก ก๊อก ก๊อก...



“ขออนุญาตครับ”



“อ้าว...หวัดดียุ พี่เมธ”



สุดท้าย ดนัยก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป นอกจากกำมือแน่นแล้วนั่งมองคนที่นอนเบือนหน้าไปอีกด้านอย่างร้อนรน พอนึกขึ้นได้ว่ากำลังจะพูดอะไรสักอย่าง ก็พอดีกับที่กฤตเมธและสดายุเปิดประตูเข้ามาพอดี ดนัยลุกขึ้นยืนต้อนรับการมาของคนทั้งคู่อย่างยินดี แม้แต่บดินทร์ที่เอาแต่นอนทื่อก็เริ่มหันมามีปฏิกิริยา ชายหนุ่มพยายามลุกขึ้นนั่งมองมายังสดายุและกฤตเมธด้วยสายตาวูบไหว...



ดูท่าบดินทร์จะตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ สดายุก็มาเยี่ยม



“มาเยี่ยมเหรอ?” ดนัยเอ่ยปากถามสดายุที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า และพยายามจะชวนคุยต่อ “เอ่อ...เมื่อวานเป็นยังไง....บ้า...ง...” แต่ดูเหมือนสดายุจะไม่ได้สนใจดนัยเลยแม้แต่นิด เพียงพริบตาเดียว สดายุก็ก้าวพรวดๆ เข้าถึงร่างของบดินทร์เสียแล้ว



เพี้ยะ!!



เสียงดังฟังชัด ที่เล่นเอากฤตเมธและดนัยถึงกับตะลึง เพราะไม่คิดว่าสดายุจะลงมือตบหน้าบดินทร์ฉาดใหญ่โดยไม่มีแม้คำเตือน



คนตบ ยืนนิ่งเป็นศิลา



คนโดนตบ ก็แข็งทื่อยิ่งกว่าตุ๊กตาดินปั้น



เหลือเพียงกฤตเมธ และดนัยเท่านั้น ที่ได้แต่ยืนมองหน้ากันเพื่อส่งความสงสัยผ่านสายตา



“ขอโทษนะครับ...ผมขอคุยกับเขาแค่สองคนได้ไหม?” ท่ามกลางความเงียบที่โรยตัวอยู่นานหลายอึดใจ ในที่สุดเสียงแหบหวานก็เปรยขึ้นมาเบาๆ ไม่มีกระแสใดๆ ในน้ำเสียงนั้น ทั้งความโกรธ หรือความเศร้า



กฤตเมธและดนัยไม่ได้ตอบคำใด ต่างก็ได้แต่พยักหน้า แล้วเคลื่อนตัวเองออกจากห้องไปเงียบๆ ตามเจตจำนงของสดายุ เพียงอึดใจความเงียบก็เข้าครอบคลุมในห้องผู้ป่วยอีกรอบ คราวนี้ไม่ใช่แค่เงียบ แต่มันแฝงความอึดอัดเพิ่มทวีขึ้นด้วย เมื่อสดายุผู้มาเยือนยังไม่ยอมเอื้อนเอ่ยสิ่งใด บดินทร์เจ้าของห้องก็ไร้ซึ่งถ้อยคำใดๆ ในการโต้ตอบทั้งนั้น



แล้วจากนั้น มหกรรมการเค้นคอก็เกิดขึ้น บดินทร์ถูกสดายุซักฟอกทุกอย่าง ทุกเรื่อง เพื่อเคลียร์ใจระหว่างกัน ฝ่ายกฤตเมธกับบดินทร์ที่ถูกกันออกมาจากห้องสืบสวน ก็ได้เปิดใจคุยกันครั้งแรก



“เรื่องครั้งนี้ เป็นบทเรียนราคาแพงเลยนะ สำหรับบดินทร์” กฤตเมธเอ่ยขึ้น ขณะยังคงยืนกอดอกพิงกำแพง เสมองไปทางอื่นไม่ได้สนใจคนที่ยืนอยู่ข้างกายแม้แต่น้อย



“และมันก็เป็นบทเรียนที่มีค่ามากสำหรับนายด้วย ดนัย”



“.............” คำพูดของรุ่นพี่ที่เคารพ ที่วกมาจี้ใจดำทำเอาดนัยพูดอะไรไม่ออก ใบหน้าที่เครียดเคร่งอยู่แล้วยิ่งตึงเขม็ง ถึงขนาดที่ว่าอยากจะอัดบุหรี่เข้าปอดสักฟอดใหญ่ มือเรียวขาวหยิบบุหรี่ตัวหนึ่งขึ้นมาคีบไว้ในมือ แต่ก็นึกขึ้นได้เสียก่อนว่าตรงนี้คือโถงหน้าห้องผู้ป่วย การสูบบุหรี่เป็นที่ต้องห้าม ชายหนุ่มชะงักงัน แต่มือที่คีบตัวบุหรี่นั้นยังคงค้างอยู่และเกร็งสั่นน้อยๆ ขนาดที่ว่ากฤตเมธยังรู้สึกได้



และพี่ชายใจดีอย่างกฤตเมธนั้น ก็ไม่ปล่อยโอกาสสั่งสอนให้หลุดมือ



“อย่างที่พี่เคยบอกนาย จุดยืนของคนเราไม่เท่ากัน อย่างที่แล้วๆ มา คนที่นายกำจัดให้พ้นทาง จุดยืนของพวกนั้นอาจเข้มแข็ง อาจมีคนคอยหนุน ถึงจะล้ม ก็ยังอยู่ได้ แต่สำหรับคนบางคนจุดที่เขายืน อาจมีเพียงที่เดียวตรงปากเหวลึก ซ้ำตัวเขาเองยังอ่อนแอจนแทบจะสิ้นแรงอยู่รอมร่อ เพราะฉะนั้นเพียงแค่โดนลมพัดเขาก็พร้อมจะร่วงหล่นลงเหวนั้นได้โดยง่าย...อย่างเช่นบดินทร์ไง...”



“ผมจะไม่ให้เขาทำแบบนั้นอีก”



ทันทีที่กฤตเมธเตือน ดนัยก็เอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงเย็นชาจนกฤตเมธยังต้องถอนหายใจ เพราะกฤตเมธรู้ดีว่าเบื้องลึกเบื้องหลังของดนัยคืออะไร พี่ชายต่างสายเลือดจึงทำได้เพียงชักแม่น้ำทั้งห้าตักเตือนพล่ามไปเรื่อย ก็รู้แหละว่าโลกทางนั้นดนัยมีอำนาจมากแค่ไหน แต่ในโลกฝั่งนี้พี่ชายที่แสนดีอย่างกฤตเมธก็ขอโอกาสได้ช่วยเตือนสติอีกสักนิด



พี่ชายน้องชายต่างสายเลือดจึงคุยกันไปเรื่อยเปื่อย โดยมีพี่ชายคอยสอน และน้องชายนั่งทำหน้าไร้อารมณ์



“บดินทร์ผิดเต็มประตูใครๆ ก็รู้ พี่เองก็บันดาลโทสะไปหลายหมัดเหมือนกัน เพราะหน้ามืดที่เขามาทำคนของพี่ ส่วนนายจะเจ็บใจไปด้วยพี่ก็ไม่ว่า แต่สิ่งที่นายทำ มันเกินไปหน่อยหรือเปล่า? คิดบ้างไหม? พี่รู้ตัวนะ ว่าพี่เองก็มีส่วนผิด เราเจ็บใจ เราเดือดดาลที่เขามาทำคนที่เรารัก เราจึงลงมือทำร้ายเขาแล้วคิดว่ามันคือความยุติธรรม ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอก ที่พอเขาทำร้ายเราเขาผิด แต่พอเราไปทำร้ายเขาแล้วเราไม่ผิดน่ะ ต่างคนก็ต่างผิดด้วยกันทั้งนั้น...”



“เฮ้อ...นั่นสินะครับพี่...ผมเอง...ก็คงพลาดไปแล้วจริงๆ ...” จนในท้ายที่สุด ดนัยก็เหมือนจะยอมรับฟังขึ้นมาบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังหน้าตาเคร่งเครียดอยู่ดี



เพราะเห็นว่าบดินทร์สมควรโดน เขาจึงลงมือกระทำเรื่องที่ถือว่าเลวร้ายระดับสุดยอดลงไปกับอีกฝ่าย โดยไม่นึกว่าผลที่ตามมาจะกลายเป็นแบบนี้ ให้ตายเถอะถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็ เขาจะไม่สนใจใยดีเด็ดขาด จะตายตกตามกันไปอย่างไร ก็มีแต่จะสร้างความสาแก่ใจให้เขามากกว่า



แต่คนคนนั้นต้องไม่ใช่บดินทร์!



แม้ในโลกฝั่งนี้เขาจะต้องรู้สึกผิดไปกับการกระทำที่เผลอทำลงไป และต้องรับผิดชอบดูแลอีกฝ่ายให้ดีที่สุดเพื่อไถ่โทษก็เถอะ แต่ในโลกอีกฝั่งของเขานั้นกำลังเฝ้ารอการมาของบดินทร์อย่างใจจดใจจ่ออยู่



ดนัยขบกรามกรอด ทั้งที่เขาไม่เคยให้ความสนใจใครเท่านี้มาก่อน อุตส่าห์คิดว่าจะให้ความสำคัญแท้ๆ แต่อีกฝ่ายดันรนหาที่เสียได้ ทั้งที่ตั้งใจจะเชิญมาอยู่ด้วยกันดีๆ แต่จากนี้คงต้องบังคับกันเท่านั้นสินะ…



คิดแบบนั้นขึ้นมาได้ บดินทร์ก็กระตุกยิ้มมุมปากบางๆ ในมุมที่กฤตเมธจะมองไม่เห็น แล้วเอ่ยประโยคตอบโต้พี่ชายออกไป



“....แล้วผม...ควรทำยังไงดีอ่ะพี่ พูดจริงๆเลยว่าตอนนี้น่ะ ผมตึ่บไปหมด...” ดนัยเอ่ยถามกฤตเมธด้วยน้ำเสียงเครือพร่า ใบหน้าเรียบเฉยอยู่เมื่อครู่ออกอาการสำนึกผิด การที่เป็นสาเหตุให้คนคนหนึ่งฆ่าตัวตาย มันเป็นความสะเทือนใจไม่น้อย



กฤตเมธหันมายิ้มให้ดนัยพลางยีหัวอย่างนึกเอ็นดู เพราะสีหน้าที่ดนัยแสดงออกไปนั้น คงสามารถทำให้พี่ชายวางใจได้แล้วว่า น้องชายคนนี้สำนึกผิด และจิตตกไปเพราะเรื่องที่ตัวเองได้ลงมือกระทำไปแล้วจริงๆ



“พี่ว่านายมีคำตอบของตัวเองอยู่ในใจแล้วล่ะ” กฤตเมธพูดออกมาเพียงแค่นั้น ก่อนเอื้อมมือไปตบตรงไหล่ของดนัยเบาๆ เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้คำพูดของตน โดยไม่ได้ทันสังเกตว่ารอยยิ้มของน้องชายนั้น…แปลกไป



>

>

>



“ขอโทษที่ให้รอครับ”



ปล่อยความเงียบปกคลุมบริเวณอยู่ได้ครู่หนึ่ง สดายุก็เปิดประตูออกมา กฤตเมธกับดนัยถึงกับหันมองเป็นตาเดียวว่าใบหน้าของสดายุนั้นมีลางดีหรือลางร้าย ทว่าใบหน้าคมคายนั้นกลับนิ่งสงบ ไม่มีริ้วรอยแห่งความโกรธเกลียดเคียดแค้น ไม่โมโห หรือแม้กระทั่งความยินดี



นิ่งสงบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นในห้องนั้น



แล้ว...ทั้งคู่คุยอะไรกันบ้างนะ?



“กลับกันเถอะครับ เราต้องรีบไปกองถ่ายกันแล้ว เดี๋ยวจะสาย” สดายุชวนกฤตเมธกลับทันทีที่ออกจากห้องคนป่วย และกฤตเมธก็เห็นด้วยเพราะพวกเขาติดภารกิจสำคัญจริงๆ



แต่ก่อนที่จะเดินจากไป กฤตเมธได้หันกลับมาพูดสิ่งหนึ่งกับดนัย



“คนเรา...ไม่มีสิทธิ์ตัดสินชีวิตใคร เหมือนกับที่ไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินชีวิตของเรานะ...จำเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้แล้วกัน นายจะได้โตขึ้นเสียที”



“...ขอบคุณครับ...พี่เมธ” คำสอนสุดท้ายของพี่ชายที่เคารพรัก เป็นไปด้วยความจริง และสัจธรรมของผู้ที่ผ่านโลกมามากกว่า ทุกคำแนะนำที่เขาได้เคยได้จากกฤตเมธมาตั้งแต่เริ่มเข้าวงการล้วนมีแต่เรื่องดีๆ ที่สามารถทำให้เขายังสามารถเป็นที่รักของคนในวงการต่อไปได้ทั้งนั้น



ครั้งนี้ก็เช่นกัน คำสอนของกฤตเมธ จะตราตรึงในหัวใจของเขาไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน



แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นระหว่างเขากับดินทร์ในเร็วๆ นี้แน่



เพราะตราบใดที่อีกฝ่ายยังพยศ…เขาก็ต้องปราบก่อน!



>

>

>



ดนัยเปิดประตูเข้าห้องมาในที่สุด หลังจากยืนนิ่งเงียบอยู่ตรงหน้าห้องเนิ่นนาน



ทันทีที่เข้ามาได้คนที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ ก็ผินหน้ามามองทางเขาเล็กน้อย ใบหน้านั้นซีดขาว แต่ดวงตาแดงช้ำราวกับผ่านการร้องไห้อย่างหนักมา ประกอบกับริมฝีปากและปลายจมูกที่แดงระเรื่อ เป็นการยืนยันได้อย่างดีว่าก่อนที่เขาจะก้าวเข้ามาเพียงครู่เดียว คนคนนั้นคงจะร้องไห้อย่างหนักอยู่



ดนัยยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตู ไม่แม้แต่จะขยับกาย หรือพูดทักอะไรออกไป ต่างฝ่ายต่างเงียบงัน แต่ดนัยยังคงจดจ้องไปทางร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงนั้นไม่วางตา ใบหน้าราวรูปสลักของผู้จดจ้องไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ดวงตานั้นหรือก็ว่างเปล่า ไม่หลงเหลือแล้วซึ่งความหยิ่งผยอง หรือกระแสคุกคามที่เจ้าตัวมักแสดงออกทุกครั้งยามสบตา



เนิ่นนานที่ทั้งสองมองหน้ากัน และสุดท้ายก็เป็นบดินทร์เอง...ที่ละสายตาเบือนหน้ากลับไปในที่สุด จากนั้นก็หลับตาลง ทิ้งหยาดน้ำหยดสุดท้ายกลิ้งผ่านแก้มสู่หมอนนิ่ม อย่างเงียบงัน



คำสุดท้ายของสดายุยังก้องอยู่ในหัว



‘ดิน...กูอโหสิกรรมให้...เพราะกูจะถือว่าคนที่ชื่อบดินทร์ได้ตายไปจากชีวิตกูไปแล้ว...’



‘แต่เรา...’



‘คงกลับไปเป็นเพื่อนกันไม่ได้อีก...’



‘อย่าร้อง...จากนี้ไปมึงต้องอยู่ให้ได้...กรรมที่มึงสร้างขึ้นมาแล้ว ชดใช้มันซะให้จบ’



‘เอาล่ะ...’



‘นอนพักซะ...’



บดินทร์ดีใจที่สดายุอภัยให้ แต่การที่ไม่สามารถเคียงข้างอีกฝ่ายได้แล้วนั้น…มันเจ็บปวดเหลือเกิน



ขอโทษนะยุ ขอโทษที่ทำเรื่องเลวทรามกับยุลงไปมากมาย ดินขอโทษจริงๆ



ดินรักยุนะ…รักที่สุด…และจะรักไปตลอดชีวิต


***********************************************




คิดถึงนะคะ ครั้งนี้จะไม่เกเรแล้วค๊า
กอดดดดดดด
:impress2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-2020 18:25:36 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตอนที่ 5 อ้อมกอดเทวดา PART 1




เจ็ดโมงครึ่งในพักฟื้นพิเศษ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง อาหารคนป่วยมาตามเวลาตรงเป๊ะ เป็นมาตรฐาน ด้วยเมนูโรงพยาบาลที่ไม่ค่อยน่าลิ้มลองสักเท่าไหร่ นั่นคือโจ๊กหมูร้อนๆ รสชาติชืดสนิท

หลังจากพยาบาลสาวเข็นรถอาหารเข้ามาให้ ดนัยก็จัดการปลุกคนที่ยังหลับใหลให้ตื่นขึ้นมาทานอาหารและยาตามเวลา

“โจ๊กร้อนๆ น่ะ ตื่นมาทานเสียหน่อยสิ” เสียงทุ้มรื่นหูเอ่ยขึ้นเบาๆ ตรงข้างเตียงคนป่วย ในระยะที่ไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ได้ไกลนัก

เข้าวันที่สองแล้วที่ดนัยและบดินทร์ใช้ชีวิตอยู่ในห้องพักฟื้นพิเศษสุดหรูนี้ด้วยกัน และก็เป็นสองวันที่ทั้งคู่ยังไม่มีบทสนทนาระหว่างกันอื่นใดนอกเหนือจากการเรียกทานข้าว

“..............” ได้ยินเสียงเรียกขานบดินทร์ก็ลืมตาตื่น ความจริงชายหนุ่มตื่นมาได้สักพักใหญ่ๆแล้ว เพียงแต่ยังไม่อยากลืมตาเพราะกลัวว่าจะต้องสบตาหรือสนทนากับดนัยคนเฝ้าไข้ที่อยู่โยงยาวมาทั้งคืน ชำเลืองมองก็ได้เห็นร่างสูงใหญ่กำลังจัดการเตรียมนำโจ๊กร้อนๆ มาตั้งบนโต๊ะเลื่อนสำหรับทานอาหารบนเตียงของคนป่วย พร้อมทั้งรินน้ำส้มเย็นฉ่ำจากตู้เย็นมาวางคู่น้ำเปล่าไว้ให้เสร็จสรรพ

บริการดี แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดี บดินทร์ผินหน้ากลับมาที่เดิมพร้อมหลับตาลงอีกครั้ง แสร้งไม่ได้ยินเสียงปลุกหรือกลิ่นหอมของโจ๊ก

“คุณดิน...” ดนัยเอ่ยปากเรียกขานอีกครั้ง เมื่อเห็นว่า บดินทร์ยังคงหลับต่อ ดนัยรู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งหลับ เพราะเมื่อครู่เขาแอบเห็นว่าบดินทร์ยังหันมามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปไม่ใยดี ดนัยก็เพิ่งรู้ตัวเองเดี๋ยวนี้นี่แหละว่าเขาเองก็มีความอดทนสูงเหมือนกัน ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยต้องเอาใจใครขนาดนี้มาก่อนเลยแท้ๆ แต่ดูเหมือนการคอยเอาใจบดินทร์ที่เอาแต่ทำหน้าเหม็นบูดนี่ก็สนุกดีไม่น้อย

“...ผมไม่หิว” คือคำตอบที่ได้กลับมา

“...อย่าดื้อสิคุณ ทานโจ๊กเสียหน่อย จะได้ทานยาต่อ” แน่นอนว่าดนัยก็พอจะเดาได้ ชายหนุ่มเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะพยายามหว่านล้อมดูอีกครั้ง เขายังไม่อยากยอมแพ้ตอนนี้ ทั้งที่จะยอมถอยก่อนก็ไม่เสียหลาย แต่การทำแบบนั้นมันง่ายเกินไป

“...วางไว้ก่อนได้ไหม...ผมยังทานไม่ลงจริงๆ” แต่ถึงอย่างไร บดินทร์ก็ยังคงยืนยันคำเดิม ดวงตายังคงปิดแน่น และผินหน้าหลบไปอีกด้านเช่นเดิม การปฏิเสธที่ชัดเจนขนาดนี้ ทำให้ดนัยได้แต่ถอนหายใจ พร้อมกับยื่นข้อเสนอ ที่เขาเพิ่งคิดได้ออกไป

“ทานเสียหน่อยเถอะ คุณไม่ทานอะไรเลยตั้งแต่เมื่อคืน แล้วยาหลังอาหารพวกนี้ คุณก็ต้องทานตามเวลา...”

“................”

“...ถ้าการที่มีผมอยู่ทำให้คุณกินไม่ลง...เอาเป็นว่าผม...ออกไปรอข้างนอกก็ได้นะ”

และดูเหมือนข้อเสนอของดนัยจะได้ผล เพราะถึงแม้บดินทร์จะยังคงไร้ปฏิกิริยาตอบสนองเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยอมที่จะลืมตา

ดนัยเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ขณะถอยหลังออกจากเตียงคนป่วยช้าๆ ไปจนเกือบหน้าประตู แสร้งปิดประตูเสียงดัง แล้วลอบมองผ่านกระจกไปยังเตียงผู้ป่วยจากด้านนอก

เพราะบดินทร์บาดเจ็บวันนี้เขาถึงได้ยอมให้ เพราะสำนึกผิดเหรอ? หรือต้องการรับผิดชอบ? กับการที่เขาทำรุนแรงกับอีกฝ่ายแล้วฝ่ายนั้นดันฆ่าตัวตายขึ้นมา ก็นะ…มันอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขายอมออกมายืนอยู่ตรงนี้ เพราะถ้าไม่ใช่อย่างนั้นป่านนี้บดินทร์คงถูกเขาจับข้าวกรอกปากไปเรียบร้อยแล้ว

บดินทร์จะรู้ตัวหรือเปล่านะ ว่าที่ได้รับอยู่ตอนนี้คืออภิสิทธิ์พิเศษที่น้อยคนจะได้รับจากดนัยคนนี้ ถ้าไม่ใช่คนที่เขาหมายตา ถ้าไม่ใช่เหยื่อเนื้อตัวหอมหวาน ถ้าเขาไม่ได้ต้องการ มีหรือที่อีกฝ่ายจะยังเชิดหน้าชูคอกับเขาเหมือนอย่างตอนนี้ได้

ช่างเถิด…ดนัยจะถือเสียว่าเพราะบดินทร์ยังไม่รู้ว่าเขาคนนี้คือใคร

และช่างเถิดเพราะบดินทร์ยังมีค่าพอให้ตามใจ

ดนัยยิ้มร้าย ขณะจ้องมองบดินทร์ที่กำลังพยายามตักข้าวต้มเข้าปากไม่วางตา

“ใช้สิทธิ์ให้คุ้มเสียตั้งแต่ตอนนี้นะครับดิน ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ใช้มันอีก”

*

*

*

ดนัยออกจากห้องไปแล้ว บดินทร์รับรู้ถึงการไร้ตัวตนของอีกฝ่ายในห้องได้จากเสียงประตูที่ปิดลง ไม่เกิน 5 นาทีถัดมาบดินทร์ก็ขยับกายลุกขึ้นนั่ง แล้วหันไปมองถ้วยโจ๊กร้อนๆ ที่ตั้งรออยู่บนโต๊ะเลือนข้างเตียง พอจะเดาได้อยู่หรอกว่ารสชาติมันคงจืดชืดสมฐานะอาหารโรงพยาบาล แต่กลิ่นนั้นก็แสนเย้ายวนให้สูดดมซ้ำแล้วซ้ำเล่า บดินทร์ไม่ได้อยากอาหารแต่เพราะไม่ได้ทานอะไรเลยมาตั้งแต่คืนก่อน มื้อสุดท้ายเป็นอะไรเขายังแทบจำไม่ได้ รู้แต่ทานรองท้องไว้ก่อนที่จะลงมือทำเรื่องระยำกับสดายุ...

แค่คิดถึงตรงนี้ บดินทร์ก็พาลกินอะไรไม่ลงอีกรอบ ถ้าร่างกายเขาไม่ประท้วงโครกครากขึ้นมาจนรู้สึกหน้ามืดเสียก่อนมือเขาก็คงไม่เอื้อมไปดึงโต๊ะเลื่อนเข้าหาตัว กว่าจะรู้สึกตัว มือขวาของเขาก็กำลังตักโจ๊กคำแรกขึ้นมาจ่อรอที่ปากเสียแล้ว

ร้อน...

บดินทร์ชะงักเล็กน้อยทันทีที่โจ๊กคำแรกหายเข้าไปในปาก ‘ร้อน’ นี่อาจเป็นความรู้สึกรู้สาแรกที่เขารู้สึกได้ หลังจากตายด้านมานานเกือบสองวัน

คำแรกผ่านไป คำที่สองที่สามก็ตามมา พูดไม่ได้ว่าอร่อย แต่ก็พอทำให้มือที่สั่นล้าพอมีเรี่ยวแรง บดินทร์ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะหิวโหยมือไม้สั่นพั่บ ขนาดไม่คนาต่อความร้อนของโจ๊กได้ขนาดนี้ ร้อนจนลิ้นชา แต่เขาก็ยังซดโฮกๆ ลิ้นไม่ได้รับรส รับรู้เพียงมันคืออาหาร

ไหนๆ ก็เลือกจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ก็กินให้มันหมดๆ กินให้มันจบๆ ไป

“โอ้ย!” ด้วยความรีบร้อนไปหน่อย มือที่ไม่มั่นคงอยู่เป็นทุน จึงเผลอทำช้อนที่เต็มไปด้วยโจ๊กร้อนๆ ร่วงใส่หน้าอก ตรงช่องว่างระหว่างเสื้อผู้ป่วยที่เปิดอ้าอยู่อย่างพอดิบพอดี ความร้อนลวกผ่านผิวเนื้อตามทางที่โจ๊กไหลเปื้อน แสบจนบดินทร์ถึงกับร้องออกมา

เพล้ง!

พอพลาดสักอย่าง ก็พาลกันไปเป็นโดมิโน่ ความแสบร้อนบนทรวงอกทำให้บดินทร์ลนลานควานมือหากระดาษทิชชู่ที่อยู่บนชั้นวางของถัดออกไปจากหัวเตียง เพราะไกลจนต้องเอื้อมไปจนสุดแขนขวา มือซ้ายที่ยังพันไว้แน่นหนาก็ไปชนเข้ากับแก้วน้ำร่วงลงจากโต๊ะเลื่อน หล่นโดนตัวจนเปียกนองไปทั้งหน้าท้อง ก่อนจะกลิ้งหลุนๆ หล่นไปแตกที่พื้น เป็นการปิดฉาก

“...อะไรกันวะเนี่ย” บดินทร์สบถออกมาเบาๆ ออกอาการขัดใจเล็กๆ กับความซุ่มซ่ามแบบต่อเนื่องของตัวเอง ทั้งร้อน ทั้งเหนียว ทั้งเปียก ทั้งแตก ชายหนุ่มขยับมือเลื่อนโต๊ะออกจากเตียงช้าๆ ก่อนพยายามก้าวลงจากเตียง ในขณะเดียวกันกับที่ดนัยเปิดประตูเข้ามาพอดี

“อย่าเพิ่งลงมา เดี๋ยวมันจะบาดเอา” ดนัยร้องห้าม ขณะเร่งฝีเท้าจากหน้าประตู เดินไปหยิบที่ตักขยะพร้อมไม้กวาดตรงตู้เก็บอุปกรณ์ข้างประตู แล้วรีบจัดการเก็บกวาดเศษแก้วแตก และถูพื้นที่เปียกให้แห้ง ท่ามกลางการจับจ้องไม่วางตาของคนไข้บนเตียงอย่างบดินทร์

‘ยังจะดูแลกันทำไม?’

คงเพราะท้องอิ่มสมองจึงเริ่มทำงาน บดินทร์ถึงได้เริ่มสงสัยในการกระทำของดนัย อย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ชายหนุ่มที่ง่วนอยู่กับการกำจัดเศษแก้วตรงหน้านั้นรูปร่างสูงใหญ่สมส่วน ผิวพรรณขาวใสสะอาดตา ใบหน้าคมคาย ดวงตาโตคมกล้า จมูกโด่งรั้นรับกับปากกระจับสีแดงระเรื่อ ดูดีสมฐานะนักแสดงมีชื่อของวงการ

...น่าอิจฉา..

ความคิดที่ผุดวาบขึ้นมาทำให้บดินทร์ขำตัวเอง คนอย่างเขาจะมีสิทธิ์ไปอิจฉาอะไรใครได้

“...!!?”

เพี้ยะ!! บดินทร์ฟาดมือของดนัยออกไปสุดแรงด้วยความตกใจ ที่นั่งเหม่อมองอยู่ดีๆ จู่ๆ ดนัยก็เอื้อมมือเข้ามาปลดปมเชือกเสื้อผู้ป่วย ร่างบดินทร์สะท้านเฮือกขึ้นมาทันควันอย่างห้ามไม่อยู่ ดวงหน้าตื่นตระหนกจดจ้องดนัยที่ชะงักค้างอยู่ตรงหน้า เหมือนหลุมเวลาจะเกิดขึ้นอยู่ครู่หนึ่ง จึงทำให้พวกเขานิ่งค้างอยู่อย่างนั้นหลายนาที

“...มันเลอะโจ๊กไม่ใช่รึไง ถอดออกก่อนไม่ดีกว่าเหรอ?” เป็นดนัยที่รู้สึกตัวก่อน เขาอธิบายแก่บดินทร์ที่ยังทำหน้าแตกตื่นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ สองมือแกร่งยื่นเข้าหาบดินทร์อีกครั้งเพื่อช่วยแกะปมเชือกเสื้อผู้ป่วยให้

“...ผมทำเองได้” บดินทร์เบี่ยงตัวหลบทันทีที่เห็นว่าดนัยยังคงพยายามยื่นมาหา ใบหน้าบูดบึ้งสื่อสารชัดเจนว่าไม่ต้องการโดนดนัยแตะต้อง สองมือพิการชั่วคราวที่ข้างหนึ่งยังคงมีสายน้ำเกลือ และอีกด้านที่ยังคงเจ็บแปลบแม้ขยับเพียงนิด พยายามดิ้นรนแกะปมเสื้อด้วยตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความช่วยเหลือที่ตนไม่ต้องการ

และในที่สุดก็สำเร็จ บดินทร์ชำเลืองมองทางดนัยที่ยืนนิ่งมองมาอยู่ก่อนแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนจะขยับตัวลงจากเตียง เพื่อไปจัดการตัวเองต่อในห้องน้ำ ด้วยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคงไม่ดีนัก ถ้าจะถอดชุดคลุมกายออกต่อหน้าของดนัย

“จะไปไหน?”

“ห้องน้ำ”

“ผมช่วย”

“ไม่ต้อง..ผมไปเองได้”

ทั้งสองเริ่มโต้เถียงกันทันทีที่บดินทร์พยายามจะลงจากเตียง แต่ดันมีดนัยยืนขวางทางเอาไว้ คนหนึ่งแค่อยากช่วย และต้องการที่จะช่วยให้ได้ ส่วนอีกคนกลับไม่ต้องการ ไม่แม้แต่อยากอยู่ใกล้เสียด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าแม้แต่หน้าของดนัยเองบดินทร์ก็ยังไม่อยากมอง ได้แต่หลบเลี่ยงสายตาอยู่ตลอด

“มือข้างหนึ่งก็พ่วงสายน้ำเกลือ ส่วนอีกข้างก็ยังขยับไม่ได้ แล้วคุณจะล้างตัวได้ยังไง?”

“ผมแค่เจ็บ ไม่ได้พิการ” คำสุดท้ายของบดินทร์แทบจะเป็นตะคอก แม้ว่าดนัยจะพยายามถามไถ่ด้วยน้ำเป็นมิตรขนาดไหนก็ตาม การโต้เถียงหยุดลงที่ตรงนั้น ต่างฝ่ายต่างเงียบนิ่ง เพียงแค่จ้องหน้ากันแบบไม่มีใครยอมใคร

ร่วมหลายนาทีที่ตาจ้องตาโดยไม่มีใครยอมลงให้ก่อนเพราะต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าตัวเองถูกต้อง และจะไม่ยอมถอยจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ แต่มันก็นานเกินไปสำหรับคนที่หัวใจยังคงอ่อนแออย่างบดินทร์ เพราะเพียงครู่ต่อมาชายหนุ่มก็ต้องยอมเป็นฝ่ายปราชัยผินหน้าหลบสายตาคมกล้าของดนัยก่อน ถอนหายใจ แล้วขยับกายลงจากเตียงผ่านร่างสูงใหญ่ของดนัยเพื่อลากสังขารตัวเองไปยังห้องน้ำตามเจตนารมณ์

พรึ่บ!! ยังไม่ทันจะพ้นก็โดนคว้าตัวขึ้นพาดบ่าแล้วพาเข้าห้องน้ำทั้งๆ อย่างนั้น

“เฮ้ย!! ปล่อยผมนะ!” อยากจะโวยวาย แต่ก็ไร้เรี่ยวแรง เสียงแหบแห้งที่เปล่งออกมาจึงออกไปทางครางเครือมากกว่าน้ำเสียงแสดงความไม่พอใจ มือข้างหนึ่งถูกโยงกับเสาคล้องขวดน้ำเกลือในมือของดนัย ส่วนอีกมือก็เจ็บร้าวจนขยับแทบไม่ไหว แถมสองขายังถูกล็อคเอาไว้ด้วยท่อนแขนทรงพลังของดนัยด้วยอีก ทำให้การดิ้นรนถูกสกัดไว้ได้อย่างสิ้นเชิง

เมื่อรู้ว่าทำไปก็ไร้ประโยชน์ สุดท้ายบดินทร์ก็หยุดการกระทำที่ตัวเองคิดว่าไร้ค่า แล้วจำยอมปล่อยให้ดนัยพาไปห้องน้ำอย่างไม่ชอบใจนัก บดินทร์ออกอาการกระฟัดกระเฟียดเล็กน้อยตอนที่ถูกจับให้นั่งบนขอบอ่างอาบน้ำ แต่อาการนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของดนัยที่เริ่มจัดการรองน้ำอุ่นใส่กะละมังพร้อมหาผ้าขนหนูผืนน้อยมาเตรียมรอ

“ผมบอกแล้วไง ว่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น” บดินทร์ตัดสินใจโพล่งขึ้น พลางใช้มือข้างที่ระโยงสายน้ำเกลือขึ้นปัดมือดนัยที่ตั้งท่าจะช่วยปลดเสื้อออกให้ไปด้วย และมันก็สามารถทำให้ดนัยชะงักได้เล็กน้อย

“ผมก็ไม่ได้คิดหรอกนะ ว่าเรื่องแค่นี้มันจะเรียกได้ว่ารับผิดชอบ” ดนัยตอบออกมาโดยไม่ได้มองบดินทร์ด้วยซ้ำว่ากำลังทำหน้าตาแบบไหนอยู่ ดนัยเพียงตั้งหน้าตั้งตาถอดเสื้อของบดินทร์อีกครั้งแม้จะถูกขัดขืนแค่ไหนก็ตาม

“...แล้วคุณทำไปเพื่ออะไร?” เสียงสั่นเครือถามไถ่ขึ้นอย่างใคร่รู้จริงจัง เพราะบดินทร์ไม่เข้าใจจริงๆว่าดนัยคิดอะไรอยู่ เขามั่นใจเหลือเกินว่าดนัยเกลียดชังเขา ยิ่งมั่นใจมากเมื่อผ่านคืนนั้นมา คืนที่เขาถูกตัดสินประหารชีวิต และเพชฌฆาตผู้ลงทัณฑ์คนนั้นเป็นดนัยไม่ผิดแน่ ทั้งที่เขายอมรับทุกอย่างที่ถูกกระทำ และคิดว่าคงสาแก่ใจดนัยแล้วหากคนที่ชั่วช้าอย่างเขาจะหายไปจากโลก...

แต่...พอลืมตาตื่นมาอีกครั้ง ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด คนที่บดินทร์คิดว่าจะต้องยินดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นคนนั้น กลับมานั่งเฝ้านอนเฝ้าเขาที่โรงพยาบาล ทั้งยังดูแลสารพัด ประคบประหงมราวกับเป็นญาติสนิท มันต่างกันเกินไปกับคนความทรงจำ บดินทร์จึงค่อนข้างสับสน และรู้สึกทำตัวไม่ถูก

“คุณจะยังมายุ่งวุ่นวายกับผมทำไม? ...กับคนอย่างผม......คุณยังต้องการอะไร?” ในเมื่อหาคำตอบตัวเองไม่ได้ ตอนนี้จึงทำได้เพียงพยายามเลี่ยงจากดนัยให้ได้มากที่สุดเท่านั้น ทุกคำถามที่หลุดจากปาก ไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่เป็นประโยคขับไล่ฝ่ายตรงข้ามกลายๆ ว่าให้เลิกวุ่นวายวกวน สองมือทั้งปัดทั้งป้อง กระชับเสื้อคนไข้เปียกชื้นเลอะเทอะไว้อย่างสุดกำลัง

“...........ผมไม่มีเหตุผลจะอธิบาย และไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการดูแลคุณที่นี่จนกว่าคุณจะออกจากโรงพยาบาล....” คำตอบของดนัยที่ออกจากปาก พร้อมกับหน้าตาจริงจังทำเอาบดินทร์พูดอะไรไม่ออก

“...คุณ...สมองคุณมันเพี้ยนไปแล้ว” ได้แต่ครางเครือออกมาเบาๆ ด้วยความไม่เข้าใจ คำถามล้านแปดยังอัดแน่นอยู่เต็มอก แต่ไม่สามารถเรียบเรียงกลั่นกรองออกจากปากได้เลย สุดท้ายจึงได้แต่บริภาษออกไปเท่านั้น

“ใช่...ผมเพี้ยน....นี่อยู่นิ่งๆ ได้ไหม ดิ้นอยู่แบบนี้ มันเสียเวลานะ” แต่คำส่อเสียดก็ไม่ได้ทำให้ดนัยรู้สึกขุ่นข้อง ซ้ำยังยอมรับหน้าตาเฉยเสียอีก ออกแนวไม่สนใจเลยเสียด้วยซ้ำเพราะแค่วุ่นวายกับการจับคนป่วยตัวแฉะเปลื้องผ้าให้ได้นี่ก็ดึงสมาธิดนัยจากทุกอย่างไปได้แล้ว

“งั้นก็อย่ายุ่งกับผมสิ! คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งนั้นนี่ ทั้งการมาคอยเฝ้าอยู่อย่างนี้ ทั้งเรื่องการรักษาตัว หรือแม้แต่การช่วยชีวิตผม! คุณเกลียดผมไม่ใช่รึไง! ทำไมไม่ปล่อยให้ผมตายไปเสียเล่า!!” จากเส้นประสาทที่ตึงเครียดอยู่แล้วของบดินทร์ พอได้ยินคำบ่นพ้อเบาๆ ของดนัยเข้าก็พาลฟิวส์ขาด จนเผลอตวาดอีกฝ่ายออกไปด้วยเสียงสั่นพร่า ร่างกายบอบช้ำสะบัดเบี่ยงเต็มกำลัง เพื่อหลบเลี่ยงไปให้พ้นหน้าดนัย

หากแต่ยังไม่ทันจะพ้นก็โดนดนัยคว้ากลับมานั่งที่เดิมด้วยไร้พลังในการขัดขืน สองมือทรงพลังคว้าไหล่ทั้งสองข้างของบดินทร์ไว้แน่น อย่างไม่คิดที่จะให้ดิ้นรนน่าโมโหเช่นที่แล้วๆ มาอีก

“ยังอยากตายอยู่อีกเหรอ?” เสียงทุ้มเครียดขึงของเจ้าของมือแกร่งเอ่ยถาม คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างรู้สึกขุ่นข้อง ใบหน้าที่เรียบเฉยมาตลอดเริ่มมีปฏิกิริยา

บดินทร์ไม่ได้ดิ้นรนให้หลุดพ้นอุ้งมือใหญ่อย่างที่ดนัยคิด แต่กลับสงบนิ่งแล้วส่งสายตาท้าทายมาแทน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่แสดงถึงจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนให้ดนัยได้สำเหนียก

“...มันเรื่องของผม ชีวิตผม คุณไม่เกี่ยว”

แน่นอนว่าคำพูดของบดินทร์ถูกต้อง ชีวิตของบดินทร์ เรื่องของบดินทร์ แท้จริงแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับดนัยเลยแม้เพียงนิด แต่ในกรณีที่บดินทร์จะพูดประโยคดังกล่าวเร็วกว่านี้สักสองวัน ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ ต่อให้บดินทร์สิ้นลมไปตรงหน้า ดนัยก็อาจไม่ได้รู้สึกอะไรเลยแม้แต่จะให้ความสนใจ

ทว่า...มันเป็นคนละกรณีเดียวกันอย่างสิ้นเชิงกับตอนนี้ที่ดนัยจะทนไม่ยุ่งไม่สนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

“...หึ...ชีวิตของคุณเมื่อไหร่กัน?” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มบางพร้อมตั้งคำถาม ที่ไม่ได้คิดจะสนใจคำตอบ พร้อมกันนั้นก็ช่วยสาธยายให้บดินทร์ที่กำลังขึงตามองมาให้ได้กระจ่างแก่ใจด้วย “อย่าลืมสิ...คุณเลือกที่จะทิ้งชีวิตของคุณแล้ว คุณหมดสิทธิ์ที่จะถือครองมันอีกต่อไป ผมคนนี้ที่พยายามรักษามันไว้ต่างหาก ที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของมัน”

“พูดบ้าอะไรของคุณน่ะ?” บดินทร์ไม่มีทางเข้าใจ

ซึ่งดนัยรู้ดี เขายิ้มหวานให้กับบดินทร์ที่กำลังยืนตกตะลึงอยู่ตรงหน้า แล้วย้ำคำชัดๆ ให้อีกฝ่ายได้สดับอีกครั้ง

“พูดเรื่องจริง...เพราะฉะนั้นต่อจากนี้เป็นต้นไป ชีวิตของคุณเป็นของผม”

สิ้นคำประกาศิตเอาแต่ใจของดนัย ทุกอย่างก็พลันเงียบสงัด ต่างคนก็ต่างไม่พูดอะไรขึ้นมาอีก ไม่มีแม้เพียงคำ ทุกอย่างนิ่งไม่มีไหวติง จนสุดท้ายมีเพียงเสียงถอนหายใจบางเบาของบดินทร์เท่านั้นที่ดังขึ้นมาในที่สุด

“นั่นสินะ” น้ำเสียงที่คล้ายจะหมดแรง เอ่ยบางถ้อยคำออกมา ดวงหน้าก้มต่ำ ไม่ยอมสบสายตากับดนัยอีก เงียบกริบ ก่อนจะค่อยๆ ขยับมือถอดเสื้อผู้ป่วยออกจากตัวช้าๆ ประจักษ์ว่าลำบากอย่างที่ดนัยว่าไว้จริง เพราะแขนของบดินทร์ทั้งสองข้างล้วนแต่บาดเจ็บ และระโยงไปด้วยสิ่งกีดขวางเกะกะ ความทุลักทุเลของบดินทร์ ทำให้ดนัยต้องเข้าไปช่วยจัดการปลดเปลื้องอีกครั้ง จนสำเร็จได้ในที่สุด

ดนัยถอนหายใจโล่งอก ที่อย่างน้อยก็ไม่ต้องออกแรงบังคับกันตอนนี้อีก ทว่าพอได้เห็นผิวเนื้อที่เผยให้เห็นหลังจากที่ร่างตรงหน้าเปลือยเปล่านี้ ดนัยก็นิ่งงันไป

บนผิวขาวละออนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ เขียวช้ำ บางจุดก็หนักจนกลายเป็นสีม่วง รอยแดงคล้ำเป็นจุดกระจายอยู่ทั่วบนแผ่นอกขาวความป่าเถื่อนฉายชัดในร่องรอยเหล่านั้นอย่างไม่ต้องมีคำบรรยายเสริม กรีดลึก จนดนัยเองยังต้องเบือนสายตาหลบเลี่ยงด้วยว่ารู้สึกลำบากใจที่จะต้องทนเห็น ความบอบช้ำจากน้ำมือของตน

และที่ยิ่งไปกว่านั้น คือร่องรอยเหล่านั้นมันยิ่งทำให้เขาเกิดอารมณ์พิศวาส!

“ผิวโดนลวกนิดหน่อย แต่คงไม่ถึงกับพองหรอก แค่แดงนิดๆ เดี๋ยวผมขอยาจากพยาบาลให้” ดนัยเอ่ยขึ้นขณะใช้ผ้าขนหนูบิดหมาดบรรจงซับรอยแดงตรงแผงอกขาวของคนหน้านิ่งราวตุ๊กตากระเบื้องไร้ชีวิต

“................”

“คุณจะอาบน้ำเลยไหม หรือจะแค่เช็ดตัวดี?”

“................”

“...ไม่ตอบ งั้นผมแปลว่าคุณต้องการอาบน้ำก็แล้วกันนะ” ไร้คำตอบโต้ใดๆ อย่างที่คาดไว้ ดนัยจึงไม่ใยดีบดินทร์อีก แล้วหันไปทิ้งผ้าขนหนูผืนน้อยลงในอ่างล้างหน้า ก่อนจะจัดการเปิดรองน้ำอุ่นใส่อ่างอาบน้ำ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าบดินทร์นั้นยังระโยงระยางอยู่กับสายน้ำเกลือ ทั้งแขนอีกข้างก็ยังบาดเจ็บระบมจากแผลเย็บนับหลายสิบเข็มที่ข้อมือนั่นอีก จะให้ลงแช่น้ำคงเสี่ยงที่แผลจะเปียกเกินไป สุดท้ายจึงได้แต่บ่นออกมาเบาๆ

“ขอโทษที ลืมไปว่าแขนคุณเจ็บอยู่ เดี๋ยวผมเช็ดตัวให้แทน” ด้วยเห็นว่าบดินทร์ยังคงเงียบนิ่ง ดนัยจึงตัดสินใจเอาเองเสร็จสรรพ ปิดก๊อกน้ำในอ่างใหญ่ เพื่อตั้งใจว่าจะเปิดน้ำใส่กะละมังเล็กตรงอ่างล้างหน้าแทน ทว่ายังไม่ทันจะได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น

“จะทำอะไรก็ตามสบายเถอะครับ...ไม่ต้องถามผมให้เมื่อยปากหรอก ทำตามที่เห็นควรเถอะ...ถึงยังไง ผมก็ไม่มีสิทธิ์อยู่แล้วนี่...”

น้ำเสียงเย็นชาของบดินทร์ก็เอ่ยถ้อยคำระคายหู ที่สามารถยั่วยุอารมณ์ได้ไม่น้อยขึ้นมาเสียก่อน ทันทีที่ได้ยินทุกกิจกรรมของดนัยก็หยุดชะงัก คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย ดวงตาคมกล้าชำเลืองหาต้นตอของประโยคบาดหู ผู้ที่กำลังนั่งก้มหน้าต่ำ แสร้งไม่แยแส ไม่แลเห็นว่าเขาอยู่ในสายตา

“...อย่างอนสิคุณ ผมไม่คิดจะลิดรอนคุณถึงขนาดนั้นหรอกน่า” ตอนแรกดนัยก็นึกหงุดหงิด แต่พอคิดได้ว่าตอนนี้บดินทร์ไม่ได้อยู่ในภาวะปกติสักเท่าไหร่ ก็พอให้ใจเย็นขึ้นได้หน่อย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ถ้อยประโยคที่โต้ตอบออกมาดูปรานีผู้ฟังอย่างบดินทร์เลยสักนิด

“ผมไม่ได้งอน!” บดินทร์ตวาดขึ้นอย่างลืมตัว เพราะหงุดหงิดไม่น้อยที่ถูกกระเซ้าราวกับตัวเขานั้นเป็นผู้หญิง แต่ดูเหมือนการแสดงอารมณ์ขุ่นข้องของเขาจะถูกใจดนัยไม่น้อย เพราะเพียงสิ้นคำตวาด ดนัยก็หัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับจะเย้ยทันที

“ยังมีความรู้สึกอยู่นี่นา หึหึ ผมนึกว่าคุณจะตายด้านไปแล้วเสียอีก” ไม่ได้ตั้งใจจะว่าร้ายรุนแรง แต่เพราะไม่ได้คิดจะถนอมน้ำใจตั้งแต่ต้น เลยทำให้ดนัยเผลอใช้คำที่ค่อนข้างจะหนักหน่วงสำหรับคนหัวใจเปราะบางอย่างบดินทร์เข้า

แค่จะแหย่คนใจแข็งแต่ดูท่าจะแรงไปหน่อย เพราะแทนที่จะทำให้คนใจน้อยเดือดปุด กลับยิ่งฉุดความรู้สึกของบดินทร์ให้ยิ่งดำดิ่ง และทำให้ความอดทนของคนเจ็บช้ำ ขาดสะบั้นลงในที่สุด

...อยากดูถูกกันนักใช่ไหม? อยากเห็นไอ้บดินทร์คนนี้ย่อยยับนักใช่ไหม?

งั้นเอาเลยสิ เหยียบย่ำกันให้สาแก่ใจ มันคงเป็นเวรเป็นกรรม และมึงคงเป็นเจ้ากรรมนายเวรกูคนนี้ เอาเลยสิ เอาคืนกันให้สาสม

กูจะไม่เรียกร้องสักคำ ขอแค่ให้กรรมระหว่างกูกับมึงจบลงในชาตินี้

จะให้กูเป็นเหี้ยอะไรก็ได้...กูยอมทั้งนั้น...

“ถ้าแม้แต่การแสดงความรู้สึก ก็ยังไม่ได้รับอนุญาต...ผมก็จะไม่ทำอีก” หลังจากตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง บดินทร์ก็กลับไปเป็นหุ่นไม้หน้าตาย ที่เอ่ยได้เพียงถ้อยคำทำร้ายตัวเอง

“อะไรของคุณอีกล่ะ? นี่ ขอร้องเถอะ อย่าเล่นแง่กับผมนักเลย ผมรับมือคุณที่เป็นแบบนี้ไม่ไหวหรอกนะ” ดนัยส่ายหัวดิก ด้วยไม่เข้าใจว่าจู่ๆ บดินทร์เป็นอะไรไปอีก คุ้มดีคุ้มร้าย จนเริ่มน่ารำคาญ

“.................” บดินทร์ไม่ยอมปริปากพูดใดๆ ชายหนุ่มก้มหน้าต่ำ ไม่อยากรับรู้หรือสนใจสิ่งใดอีกแล้ว

ดนัยได้แต่หงุดหงิด แม้กระทั่งตอนนี้ บดินทร์ก็ยังคงก้มหน้าต่ำ ไม่ยอมผินมามองทางดนัยเลยแม้แต่หางตา ความหงุดหงิดงุ่นง่านของดนัยพุ่งสูง โดยปกติเขาก็ไม่ใช่สุภาพบุรุษ ไม่ใช่ผู้ที่มีความอดทนสูงส่ง หรือเรียกได้ว่าจุดเดือดต่ำเลยเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นการที่จะต้องมาอดทนอะไรแบบนี้ จึงเป็นสิ่งที่ผิดวิสัย และตอนนี้เขากำลังจะหมดความอดทนอยู่รอมร่อ

‘พยศเหลือเกินนะ!!’




ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตอนที่ 5 อ้อมกอดเทวดา PART 2



‘พยศเหลือเกินนะ!!’

“เฮ้? อย่าเงียบ มีอะไรก็คุยกันตรงๆ” ดนัยกดเสียงต่ำกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อเอ่ยประโยคกดดันบดินทร์บ้าง พร้อมกันนั้นก็ใช้มือแกร่งของตนยื่นไปเชยปลายคางของบดินทร์ ให้ได้เงยขึ้นสบตากันตรงๆ เสียที

ใบหน้าเผือดสี ราวกับไร้สิ้นทั้งวิญญาณของบดินทร์มันยอกใจของดนัยนิดหน่อย ดวงตาที่เขาเคยจำได้ติดตาว่าแสนจะคมกล้าท้าทายคู่นั้นคล้ายจะหม่นแสงลง และไหวระริกด้วยความตื่นตระหนกที่ถูกเขาแตะต้องอย่างคุกคาม ใช่ว่าดนัยจะชอบใช้กำลัง หรืออยากรุกรานให้บดินทร์ตกใจกลัว ใจจริงแล้วเขาอยากสัมผัสฝ่ายนั้นอย่างแผ่วเบาถึงขั้นทะนุถนอมเลยเสียด้วยซ้ำ แต่ทั้งๆ ที่คิดว่าจะทำดีด้วยอย่างสุดความสามารถ อยากจะตะล่อมให้มาอยู่ข้างกันด้วยความเต็มใจ เพราะไม่อยากแพ้จนต้องโดนปรามาสซ้ำซากว่าใช้เป็นแต่กำลัง ทั้งๆ ที่ตั้งใจไว้อย่างนั้น แต่บดินทร์กลับทำลายมันลงจนป่นปี้ ถึงดนัยจะรู้ตัวว่าตัวเองผิด แต่แล้วมันยังไงล่ะ? ถ้าทำดีด้วยแล้วมันส่งไปไม่ถึงอีกฝ่าย งั้นเขาก็คงต้องใช้วิธีการในแบบของเขานี่แหละ!

สายตาแข็งกร้าวเล็กๆ ที่ดนัยส่งออกมา กับปลายนิ้วร้อนผ่าวที่กระชับอยู่ตรงปลายคางนั้น บดินทร์ไม่ปฏิเสธเลยว่า ‘กลัว’ ในทันทีที่ถูกสัมผัสตัว ความทรงจำสดใหม่แล่นปราดเข้ามาในสมองราวกับกำลังเกิดขึ้นตรงหน้า สัมผัสกักขฬะ ความรุนแรงเลวร้าย เขาจำได้ติดตา ถึงใบหน้าเหี้ยมโหด จำได้ทุกรสสัมผัสของเรียวนิ้วหยาบโลนบ้าคลั่งที่ฉีกกระชากทุกอย่างออกจากร่างเขาอย่างไร้ความปรานี...

ร่างกายของบดินทร์สะท้านวูบด้วยความ ‘กลัว’

แต่มันกลับเป็นเพียงความกลัวที่เกิดจากร่างกายช่างจดจำของเขาเท่านั้น หาใช่จิตใจที่ชาด้านดวงนี้ไม่

ต่อให้ร่างกายบอบช้ำนี้จะสั่นระริกต่อต้าน แต่หัวใจที่เพิกเฉยต่อทุกสรรพสิ่ง ย่อมไม่รู้สึกหวาดหวั่นแม้เพียงการขู่คุกคาม

‘เอาเถิด...อยากทำอะไรก็ทำ’

“ดิน!?” ดนัยเรียกซ้ำ เมื่อเห็นว่าบดินทร์ยังคงเงียบทื่อ อ่อนใจจนรู้สึกหงุดหงิดทบทวี เรียวนิ้วที่บีบปลายคางของอีกฝ่ายอยู่จึงกระชับแน่นขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ

“จะให้ผมพูดอะไรครับเจ้านาย สั่งมาสิ แล้วผมจะพูดให้...หรือจะให้ทำอย่างอื่นก็ได้นะ ผมทำได้ทุกอย่างแหละ...แค่นายสั่ง...” และในที่สุดบดินทร์ก็ยอมปริปาก ทว่าถ้อยคำที่ปล่อยออกมาแต่ละคำ ทำเอาดนัยเกือบจะหน้ามืด แต่ละคำบาดลึก ทั้งที่ใบหน้าของเจ้าของถ้อยคำเหล่านั้นสุดแสนจะว่างเปล่า เรียบนิ่ง ไม่มีเศษเสี้ยวอารมณ์ใดๆ ฉายอยู่เลยแม้แต่นิด จะมีก็เพียงมุมปากหยักสวยเท่านั้น ที่เหยียดยิ้มออกมาบางๆ ดนัยถอนหายใจพรู ก่อนจะเคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้บดินทร์อีกเล็กน้อย แล้วกดเสียงต่ำ ตักเตือนผู้ท้าทายให้ได้รู้สึกตัว

“อย่ามาตลกครับ ผมไม่ขำ”

“...งั้นผมขอโทษครับ เจ้านาย” แต่ดูเหมือนยิ่งว่าก็เหมือนยิ่งยุ บดินทร์ยังคงตีหน้าตาย ตอบโต้ดนัยด้วยถ้อยคำเจียมตนราวกับประชด

“บดินทร์! คุณอย่าท้าทายผมแบบนี้นะ!!” ความอดทนอดกลั้นของดนัยเองก็กำลังจะถึงขีดสุดเช่นกัน ชายหนุ่มตวาดเสียงกร้าว มือที่กำจนแน่นเพื่อระงับความโกรธนั้นเริ่มสั่นระริก ดูเหมือนคำขอร้องที่เขาพยายามส่งออกไป ไม่ได้ส่งถึงหัวใจของอีกฝ่ายเลยแม้เพียงเศษเสี้ยว เพราะหลังจากสิ้นเสียงของดนัย บดินทร์ก็หลับตาลงทันที แล้วไม่พูดอะไรอีก

“........นี่......คุณตั้งใจกวนผมใช่ไหม!?” ดนัยถอนหายใจพรู และตีความเอาเองแล้วว่าสิ่งที่บดินทร์แสดงออกมานั้นคือสาสน์ท้ารบ เขาถอนมือออกจากปลายคางของอีกฝ่าย แล้วเปลี่ยนมาคร่อมร่างนั้นแทน กั้นคอกมนุษย์กักขังบดินทร์เอาไว้ในคอกแขน ก่อนจะโน้มตัวลงหาคนที่นั่งหลับตานิ่งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวใดๆ รอบกาย เพื่อปฏิเสธการมีตัวตนของดนัยโดยสิ้นเชิง

เข้าใกล้ จนลมหายใจคุกรุ่นรินรดปลายจมูกของบดินทร์อย่างตั้งใจ

ใกล้....จนในที่สุดก็เป็นบดินทร์เองที่ทนเงียบต่อไปไม่ไหว ถึงต้องเป็นฝ่าย เอ่ยปากแดกดันดนัยออกมา พูดทั้งๆ ที่ไม่ยอมลืมตามอง

“จะให้ผมพูดอะไร? .......ก็เจ้านายไม่ให้ผมพูด...”

ปึ้ง!!!

เหมือนในหูข้างซ้ายของบดินทร์จะได้ยินเสียงดังวิ้ง เนื่องจากถูกกระทบกระเทือนด้วยคลื่นเสียงหนักหน่วงจากเสียงของกำปั้นทุบลงบนผนัง หนักจนคนที่ตั้งใจจะทำอารยะขัดขืนอย่างบดินทร์ยังต้องสะดุ้งลืมตาสบประสานกับความเคืองขุ่นที่วาวโรจน์อยู่ในดวงตาของดนัย

ใบหน้าราวรูปสลักเครียดขึงปั้นปึง รูปหน้าเรียวสวยสมส่วนถูกทาบด้วยเงามืดเนื่องจากกำลังก้มต่ำลงมาหา งดงามทว่าแลดูเหี้ยมเกรียม เพียงแค่เห็นหัวใจของบดินทร์ก็กระตุกวูบไหว

ลมหายใจสะท้านกับทรวงอกที่สะท้อนขึ้นลงหนักหน่วงของบดินทร์ทำให้ดนัยรู้สึกตัวว่า แท้จริงคนที่แสร้งว่าตัวเองแน่นั้น กำลังสั่นเทิ้มอยู่ต่อหน้า

เป็นเพราะเขาสินะ...

ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าหวาดประหวั่นของบดินทร์ สภาพสิ้นไร้ไม้ตอกของอีกฝ่ายนั้นมันทำให้ความก้าวร้าวของดนัยลดทอนลงได้หน่อย

เอาเถิด…เขายังทนไหวอยู่

“....ขอโทษที่ทำให้ตกใจครับ...ผมเผลอไปหน่อย.........” ดนัยจึงพยายามกล่าวขอโทษอีกฝ่ายด้วยท่าทีที่อ่อนโยนขึ้น หวังใจให้ปฏิสัมพันธ์อันน่ากระอักกระอ่วนนี้คลายความอึดอัดลงได้บ้าง

“....จะขอโทษทำไมกันครับ ในเมื่อมันเป็นสิทธิ์ของคุณ” ทว่าอาการกวนใจไม่เลิกของบดินทร์ ในที่สุดก็ทำให้ดนัยไม่สามารถอ่อนข้อชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะก้มหน้ามองต่ำ แล้วเอ่ยบางสิ่งออกมา

“...โอเค...ถ้าคุณต้องการแบบนี้จริงๆ ล่ะก็ ผมจะจัดให้” น้ำเสียงดนัยนั้นเรียบเย็น จนบดินทร์ยังอดขนลุกขนชันไปด้วยไม่ได้ เขาไม่อาจตอบโต้ใดๆ ทำได้เพียงนิ่งงัน ทั้งที่สายตาหวาดหวั่นนั้นยังคงจดจ้องปอยผมปิดหน้าปิดตาจ้องดนัยที่ยังคงก้มหน้า อย่างไม่วางตา

สังหรณ์ว่าลางร้ายกำลังจะบังเกิดกับตนอีกครั้ง

“แล้ว...อย่ามาโอดครวญทีหลังก็แล้วกันนะครับ” ดนัยเอ่ยคำเตือนเสียงแผ่วราวกับกำลังกระซิบ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ เพื่อสบตากับบดินทร์อีกครั้ง

“...ว่าง่ายๆ ก็ดี.......ยืนขึ้นสิ ผมจะถอดกางเกงให้” นั่นไม่ใช่ประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง แต่เป็นประโยคลองใจ ว่าแท้จริงแล้ว บดินทร์ใจกล้าบ้าบิ่นพอที่จะรับคำท้าของเขามากแค่ไหน เพราะหากบดินทร์กล้าพอ ดนัยก็พร้อมจะวางทุกเดิมพันในเกมนี้ด้วยเช่นกัน!

เอาสิ ดิน...ฉันรับคำท้าของนาย

อยากรู้เหมือนกัน ว่าสงครามประสาทที่นายพยายามสร้างขึ้นเนี่ย

ใครกันแน่ที่จะยืนหยัดได้นานกว่ากัน!

แล้วอย่าหาว่าฉันใจร้ายล่ะ...

เพราะเรื่องทุกอย่างที่มันกำลังดำเนินอยู่นี่ นายนั่นแหละ ที่เป็นคนทำตัวเองทั้งหมด!!

*************************************************************

ดนัยสบตากร้าวของบดินทร์ ในขณะที่เอ่ยประโยคเดิมพันนั้น หัวใจดวงแกร่งเต้นแรงขึ้นทุกขณะ เขาไม่ได้เจตนาให้เรื่องมันดำเนินมาในทิศทางนี้ แรกเริ่มเพียงหวังตั้งใจจะดูแลให้ดีที่สุด เพราะรู้สึกผิดต่ออีกฝ่ายหนักหนาก็เท่านั้น แต่เพราะเผลอพาลที่อีกฝ่ายปฏิเสธความหวังดี ถึงได้ไม่อาจสงบใจปล่อยผ่าน

ในเมื่อบดินทร์ออกปากยอมมอบชีวิตให้ แม้แท้จริงจะเป็นแค่ความใจเร็วที่เพียงต้องการแดกดันตัดพ้อ แต่ดนัยก็ขอน้อมรับมันไว้อย่างจริงจังแล้วกัน จะดูแลได้อย่างดีไหม ตอนนี้เขาไม่รู้ แต่ขอจัดการให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปโดยราบรื่นก่อนก็แล้วกัน

อย่างแรก...คือการปราบพยศ!!

‘ไม่ต้องกลัวจะเป็นหนี้บุญคุณกันหรอกครับดิน เพราะสิ่งที่คุณได้จากผมไปวันนี้ รับประกันเลยว่าผมเอาคืนจากคุณจนคุ้มแน่’

ตาสบตา บดินทร์ยังคงนั่งนิ่ง อยากหลับตาลงไม่สนใจสิ่งใดอีกอย่างเช่นที่ผ่านมา แต่ทว่าไม่อาจละสายตาที่กำลังถูกสะกดจากดนัยได้ แม้กระทั่งตอนที่ถูกพยุงตัวให้ยืนขึ้น บดินทร์ยังไม่รู้เลยว่าควรจะทำตัวอย่างไร หัวใจดวงนี้ด้านชาแล้วจริงหรือ เขาเริ่มไม่แน่ใจ ทั้งที่คิดว่ามีเพียงร่างกายเท่านั้นที่หวาดหวั่นกับสัมผัสของอีกฝ่าย แล้วก้อนเนื้อที่เต้นกระหน่ำอยู่กลางทรวงอกนี้เล่า หรือแท้ที่จริงแล้ว...หัวใจที่คิดว่าไร้ความรู้สึกไปแล้วนั้น มันยังคงมีเลือดเนื้อหลงเหลืออยู่

เฮือก! บดินทร์สะดุ้งเยือกทันทีที่แผ่นหลังเปลือยเปล่าสัมผัสกับผนังเย็นเฉียบ ก่อนที่ลมหายใจจะสะดุดห้วงด้วยไม่ทันตั้งตัวที่ถูกร่างร้อนผ่าวของดนัยกระหนาบตามมาประชิด อยากจะตะโกนร้อง อยากจะผลักไส ความรู้สึกสะอิดสะเอียนตีขึ้นจนคลื่นไส้ ทว่าเขาไม่อาจทำอะไรได้ ในเมื่อลั่นวาจาออกไปแล้วว่าจะไม่ขัดขืน แม้จะถูกฝืนใจยังไง ศักดิ์ศรีตีตราตอกหน้าว่าให้กัดฟันนิ่งไว้ เขาเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอเสียหน่อย เหตุใดจะต้องรู้สึกหวาดหวั่น คิดได้ดังนั้นบดินทร์ก็ค่อยๆ หลับตาลง

ทว่าบดินทร์พลาดไป เพราะยิ่งหลับตารสสัมผัสก็ยิ่งชัดเจน นรกชัดๆ คิดผิดจริงๆ ที่ดันหลับตา บดินทร์ทำได้เพียงก่นด่าตัวเองในใจ ขณะอดทนกับการต้องรับรู้ถึงสัมผัสของนิ้วมือร้อนผ่าวของดนัยที่กำลังจัดการถอดกางเกงให้อย่างเชื่องช้า เผยทุกอย่างบนร่างขาวกระจ่างสู่สายตาของดนัย

“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ ผมไม่จับคุณกินหรอกน่า” ดนัยแกล้งกระเซ้า ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพียงความสาแก่ใจเล็กๆ เพราะค่อนข้างหงุดหงิดกับปฏิกิริยาชวนอารมณ์ขึ้นของบดินทร์ และอีกอย่างคือเขาไม่ชอบความเงียบ เพราะมันทำให้เขาไปต่อไม่ถูก

“เฮ้อ...นี่...อย่าเกร็งขนาดนั้นสิ ผมไม่ได้จะทำร้ายอะไรคุณเสียหน่อย...” เห็นว่าทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล บดินทร์ยังคงหลับตาแน่น ทั้งตัวยังสั่นเป็นลูกนก ทุกที่ที่เขาบรรจงสัมผัส เกร็งทื่อราวกับโดนพิษร้าย ดนัยถอนลมหายใจพรั่งพรูเป็นครั้งที่ร้อย เขาตั้งใจจะปราบพยศคนช่างประชด คนที่จองหองไม่เลิกคนนั้น ไม่ได้อยากปราบคนที่ยืนตัวสั่นงันงกอย่างนี้เสียหน่อย สั่นเป็นลูกนกแบบนี้มันชวนให้รู้สึกอยากจับกด มากกว่าปราบพยศนะ!

หึ...

เสียงบางเบาราวกับหูฝาด ทำให้ดนัยที่กำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดตัวให้กับบดินทร์อย่าง ขะมักเขม้น ถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมอง

หึหึ...

และในที่สุดก็ชัดเจนถึงแหล่งที่มาของเสียงหัวเราะบางเบา เจ้าของใบหน้าซีดเผือดค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พร้อมกับริมฝีปากที่เหยียดยิ้มออกมาช้าๆ

ยิ้มครั้งแรกของบดินทร์…ยิ้มที่ราวกับจะเหยียดหยันให้ดนัยจมลงตรงหน้า

“...ไม่ทำร้าย...ให้ผมเชื่อคุณ? ...หึหึหึ” เสียงแหบระโหย ค่อยๆ ทวนประโยคของดนัยออกมา ทีละคำๆ ราวกับจะตอกย้ำในทุกๆ ความหมายให้เด่นชัด ทั้งยังขบขันไม่หยุด เหมือนมันคือเรื่องตลกสุดกู่

“คุณดนัยครับ คุณเห็นผมเป็นตัวอะไร หมา? หรือควาย? ตัวเหี้ยอะไรเหรอครับที่คุณอยากให้ผมเป็น? ตัวเหี้ยที่มันเจ็บไม่จำ...”

“คุณดิน!?” ดนัยแผดเสียงกร้าว เพื่อยั้งสิ่งที่บดินทร์พยายามจะพูดต่อ แต่ดูเหมือนจะยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้บดินทร์มีแรงมากขึ้น คนที่แทบไม่เหลือแรง ถึงได้แผดเสียงกร้าวใส่ดนัยไม่ยั้ง เค้นพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ด้วยแรงแห่งความโกรธเกรี้ยว

“คุณเลิกทำดีกับผมเสียทีเหอะ! ขยะแขยงว่ะ! จะไม่ทำร้ายผม เหอะ! เชื่อก็ควายแดกหญ้าแล้วคู๊ณ! ไม่ทำร้าย แล้วคืนก่อนใครวะที่ทำให้ผมต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้!? ฮะฮะ เออๆ ก็ถูกของคุณ ไม่ได้ทำร้าย ก็แค่เย่อกัน มันส์ดีออกว่าไหม ผมยังเคลิ้มเลย...” บดินทร์เอียงหน้าเล็กน้อย พูดไปหัวเราะไปราวกับเสียสติ

“เงียบเสียที! ...” ดนัยได้แต่ทนฟังอย่างเหนื่อยหน่าย หรือเขาควรเลิกตามใจเสียที? จัดการเสียตอนนี้เลยดีไหม?

“ทนฟังไม่ได้เหรอครับ? ทำไมล่ะ...ผมยังทนได้เลย หึหึหึ คุณอยากให้ผมเชื่อคุณสินะ เชื่อว่าคุณจะไม่ทำร้ายผม...ฮ่าฮ่าฮ่า...จะให้ผมเชื่อ? ...เชื่อ ทั้งๆ ที่คนที่ทำร้ายผมเมื่อคืนก่อนคือคุณ! ทำร้ายผมอย่างตั้งใจ ทำร้ายผมด้วยความสะใจ เบิกตาดูรอยบนตัวผมสิ หลักฐานคาตาไหม!? แล้วเนี่ย!! ข้างในท้องผมน่ะ ยังมีน้ำรักคุณค้างอยู่เต็มเลย! ตอนนั้นเอาผมแทบตาย ผ่านมาวันหนึ่ง ก็บอกจะดูแล จะไม่ทำร้าย จะให้ผมเอาอะไรไปเชื่อคุณกัน!! ประสาทหรือไง!! ....คุณมัน..............เห็นแก่ตัว..............คุณ....................”

“เฮ้ย ดิน!?”

พูดไม่ทันจบร่างอ่อนเปลี้ยของบดินทร์ก็ทรุดฮวบลงกองแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย โชคยังดีที่ดนัยเข้าไปช้อนร่างนั้นไว้ได้ทันก่อนจะลงไปกอง

บดินทร์ใช้แรงในการอาละวาดเกินลิมิต การแผดเสียงมากไปทำให้หน้ามืด แรงข้าวต้มอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ จึงถูกใช้หมดก๊อกในครั้งเดียว หมดขนาดที่ว่าไม่เหลือแรงแม้สักนิดที่จะพยุงตัวเองออกจากอ้อมกอดของดนัย หรือแม้แต่คุมสติตัวเองให้ยั้งยืนฝืนต่อ

เขากำลังจะ.................

ยังไม่ทันไร บดินทร์ก็ผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของคนที่ตนไม่ต้องการอยู่ใกล้มากที่สุด ไม่ใช่แค่หลับ เรียกว่าน็อคไปเลยน่าจะเหมาะกว่า พอแบตฯ ที่เหลืออยู่น้อยนิดหมดลง ร่างกายของบดินทร์ก็ชัตดาวน์ทันที

ดนัยกอดร่างสลบไสลไว้เงียบๆ ก้อนเนื้อในอกเต้นรัวกับความจริงที่บดินทร์ตอกใส่หน้ามาเมื่อครู่

เออ! เขาไม่เถียงหรอก ใช่แล้วล่ะ...เขามันเห็นแก่ตัว!

เขาจะไม่ปฏิเสธสักคำ ว่าที่ทำอยู่ตอนนี้คือความเห็นแก่ตัวของเขาล้วนๆ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ใครบ้างจะทนไหว เรื่องนี้เขารู้อยู่แก่ใจ แล้วจะทำไมล่ะ? เพราะถึงยังไงเขาก็จะพยายามยัดเยียดให้บดินทร์ทำตามความพอใจของเขาอยู่ดี เพราะมันคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบดินทร์ ทางที่เขาเลือกให้ คือทางที่บดินทร์จะบอบช้ำน้อยที่สุด

ใครเป็นคนตัดสินเหรอ?

ก็ตัวเขานี่ยังไงล่ะ

ถึงในบทละครที่เขาเคยได้รับ จะเป็นบทพระรองแสนดีราวเทวรูป หรือแม้แต่ภาพลักษณ์ที่ใครๆ เห็นจะเป็นเจ้าชายยิ้มสวย นิสัยดีเหมือนเทวดา อัธยาศัยน่าคบหาก็เถอะ แต่นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของเขา ดนัย ที่ไม่ใช่แค่ลูกชายคนเล็กของท่านรัฐมนตรีพ่วงยศนายพลคนดังที่ถูกบิดาผู้มากด้วยอิทธิพลเลี้ยงเขามาบนกองเงินกองทองที่ไม่ว่าของที่เขาต้องการจะเลอค่ามากแค่ไหนก็ไม่มีสิ่งใดที่พ่อจะหามาให้เขาไม่ได้ แต่เป็นเจ้าพ่อดนัยที่มีชื่อในโลกมืดเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการถึง

แค่พ่อมีอิทธิพลน่ะไม่เท่าไหร่หรอก อิทธิพลที่เขาสร้างขึ้นมาเองต่างหากที่ยิ่งใหญ่ของจริง

นี่อาจเป็นนิสัยเสียๆ ที่ติดตัวมา แล้วยังไงล่ะ? เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่เขาอยากได้แล้วไม่ได้มาไว้ในมือสักที เพราะฉะนั้นตัวของคนในอ้อมแขนนี่ก็เช่นกัน ถ้าเขาอยากได้เสียอย่าง ก็ไม่มีอะไรจะมาขวางเขาได้ทั้งนั้น

ถึงคุณจะไม่ยอมก็ตาม ผมก็จะไม่ยอมปล่อยคุณไปเด็ดขาด!




ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตอนที่ 5 อ้อมกอดเทวดา PART 3



ใบหน้าราวรูปสลัก นิ่งเรียบไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ก่อนจัดการอุ้มร่างเปลือยของบดินทร์ขึ้นพาดบ่า แล้วพาออกจากห้องน้ำทั้งสายน้ำเกลือน่ารำคาญ เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงเตียงคนป่วย

ดนัยวางร่างแน่นิ่งลงบนที่นอนอย่างเบามือ พลางมองที่ร่างเปล่าเปลือยนั้น ด้วยสายตาที่แสดงความกระหายใคร่อยากจะเป็นเจ้าของย่างเต็มที่

เพราะไม่เคยอยากได้อะไรแล้วไม่ได้

เพราะไม่เคยผิดหวัง จึงไม่เคยลุ่มหลงในสิ่งใด

แต่กับคนตรงหน้าที่ดนัยไม่เคยคิดเสน่หา กลับไม่รู้อะไรดลใจ ทำให้ละสายตาไปไหนไม่ได้ ความรู้สึกอยากครอบครอง พาเอาแทบคลุ้มคลั่ง เพียงแค่มองก็รู้สึกลำคอและริมฝีปากแห้งผาก จนต้องแลบลิ้นเลียไว้ให้ชุ่มชื้น

ความหื่นกระหายครอบงำจิตใจโดยไม่รู้ตัว

อยากได้ อยากได้ อยากได้

ยิ่งบดินทร์ดิ้นรนผลักไส ดนัยก็ยิ่งอยากได้

เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นมันเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่มั่นใจเต็มร้อยก็ตอนรับร่างของบดินทร์เข้าสู่อ้อมกอดนี่แหละ

ทั้งที่เคยมองว่าเป็นแค่ของไร้ค่า

ทว่าตอนนี้กลับ......

‘อยากได้เหลือเกิน’

*

*

*

*

ครืด~ ครืด~ ครืด~ เสียงมือถือสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง เรียกสติของดนัยกลับมา เขาเอาผ้าห่มปิดร่างเปลือยของบดินทร์ไว้ชั่วคราว ก่อนเร่งกดรับสายทันทีที่เห็นว่าเป็นเบอร์ใคร

“ว่าไง?”

[จริงอย่างที่คาดครับนาย พวกมันมาดักรออยู่ที่คอนโดของคุณบดินทร์จริงอย่างที่นายคาดไว้ไม่ผิดเลยครับ ทั้งพวกบ่อน ทั้งนักข่าว]

เสียงตามสายคือลูกน้องคนสนิท ที่เขาใช้ให้ไปคอยเฝ้าคอนโดของบดินทร์ไว้อย่างลับๆ เพื่อสืบว่าใครกันที่เป็นเจ้าหนี้สิบล้านของบดินทร์

“แล้วรู้หรือยังว่ามันเป็นพวกของบ่อนใคร?”

[มันส่งแต่พวกปลายแถวมา แต่ก็พอจะสืบได้แล้วครับ น่าจะเป็นพวกของเสี่ยอัครเดช ไม่ผิดแน่]

“ดี เฝ้ามันไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวฉันจะบอกอีกทีว่าต้องทำยังไง”

[ครับนาย]

ตั้งแต่ที่ดนัยสั่งลูกน้องพ่อให้ตามสืบเรื่องของบดินทร์นั้น เขาก็ได้รับรู้เรื่องราวของอีกฝ่ายมากมาย โดยเฉพาะเรื่องหนี้บ่อน กับการตกเป็นลิ่วล้อของชิดจันทร์โดยไม่ตั้งใจ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่สนใจใยดีนัก แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป เพราะไม่ว่าเจ้าตัวจะยอมรับหรือไม่ แต่ตอนนี้บดินทร์เป็นคนของเขาแล้ว ดังนั้นใครหน้าไหนก็แตะต้องไม่ได้อย่างเด็ดขาด

อีกอย่างจากคลิปที่บดินทร์ปล่อยออกมา ทำให้ได้รู้ว่า ไอ้เจ้าของบ่อนนั่นเป็นพวกเดียวกับชิดจันทร์ ศัตรูตัวเอ้ ของสดายุและกฤตเมธอีก งานนี้ดนัยยิ่งปล่อยผ่านไม่ได้เข้าไปใหญ่

อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าพ่อบ่อนใหญ่คู่ขาคุณหนูชิดจันทร์จะใหญ่ไปกว่าบารมีของเขาหรือเปล่า

>

>

>

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดบดินทร์ก็รู้สึกตัวตื่น แต่สมองยังมึนงง เกินกว่าจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ในสิบนาทีแรกที่ลืมตาแล้วมองไปรอบตัวถึงได้รู้ตัวว่าถูกพากลับมานอนเรียบร้อยอยู่ที่บนเตียงผู้ป่วยแล้ว อีกทั้งยังอยู่ในชุดคนไข้ชุดใหม่หอมสดชื่นกับร่างกายที่สะอาดสะอ้านด้วย เหตุการณ์สุดท้ายก่อนจะหมดสติไป จำได้ว่าเขาสติแตก แล้วร่างกายก็ยังเปลือยล่อนจ้อน บดินทร์ใจหายวาบทันทีที่คิดขึ้นได้ ชายหนุ่มเพ่งสมาธิกับร่างกายของตัวเองทันที ก่อนจะถอนหายใจโล่งอกในวินาทีถัดมา

เขาไม่ได้โดนล่วงเกินอะไร

บดินทร์ถอนหายใจโล่งอก แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า จะโล่งใจทำไมกับแค่เรื่องที่รอดปลอดภัยจากการกระทำมิดีมิร้าย เขาเป็นผู้ชายทั้งแท่ง จะกลัวอะไรนักหนา ไม่ใช่สาวน้อยหน้าบางอ่อนต่อโลกเสียหน่อย โดนเท่าไหร่ก็ไม่เห็นสึกหรอ แต่...อย่างนี้ก็ดีแล้วล่ะ

รู้ดีว่าคงไม่ได้อยู่คนเดียวในห้อง สองตาจึงลอบชำเลืองไปหาในที่ประจำของคนเฝ้า แล้วก็จริงดังที่คิด ดนัยนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้น อยู่ที่เดิม เห็นแบบนั้นบดินทร์ก็วางใจที่จะผ่อนคลายได้หน่อย การปะทะกันในห้องน้ำเมื่อครู่ยังคงทิ้งร่องรอยในอารมณ์ขุ่นมัว ดีแล้วที่ตื่นมา ไม่ต้องปะทะคารมต่อเนื่องอีก วันนี้เขาเหนื่อยเหลือเกิน หลายวันมานี้เขาเหนื่อยเหลือเกิน

ดีแล้วที่...ต่างคนต่างอยู่

คนไข้นอนนิ่งอยู่บนเตียง คนเฝ้าก็อ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ตรงโซฟามุมห้อง

จนกระทั่งเก้าโมงเช้า แขกคนสำคัญก็มาถึง

แขกที่ดนัยรู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร แต่เป็นแขกที่บดินทร์คาดไม่ถึง

“....ดิน...” เสียงทุ้มหวานเอ่ยเรียกคนที่เหม่อลอยอยู่บนเตียงคนป่วยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า เสียงนั้นคุ้นเคยจนบดินทร์ถึงกับต้องรีบหันมามอง

“...พี่ซอลย่า?”

นี่อาจเป็นการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าครั้งแรกของบดินทร์เลยก็ว่าได้ นับตั้งแต่ที่ลืมตาตื่นขึ้น ณ โรงพยาบาลแห่งนี้ นับตั้งแต่อยู่ในความดูแลของดนัย ทว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะดนัย แต่เป็นเพราะซอลย่า คนที่บดินทร์รอคอย

“พี่ขอโทษที่ทิ้งดินเมื่อคืน พี่ผิดเอง พี่ขอโทษ”

“ไม่ครับพี่ซอลย่า ดินต่างหากที่ผิดเอง ดินขอโทษ”

สองร่างที่ค่อยๆ สวมกอดซึ่งกันและกัน ถ่ายทอดภาพแห่งความซาบซึ้งสู่สายตาของดนัยเป็นฉาก ใจหนึ่งก็อยากร่วมยินดีด้วยอยู่หรอกนะกับความอบอุ่นที่บดินทร์ยิ้มรับจากซอลย่า แต่ไม่รู้ทำไม ดนัยถึงได้แอบเสียวยอกในใจอยู่ลึกๆ ชายหนุ่มส่ายหน้าดิก ไม่อยากจะคิดว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร

นี่อย่าบอกนะว่า เขากำลัง..... ‘อิจฉา’

ดนัยยิ้มเยาะให้กับความรู้สึกแปลกประหลาดของตน ก่อนจะนั่งมองสองคนพี่น้องพร่ำอาลัยกันต่อ โดยเนื้อหาที่ดนัยได้ยินนั้นก็มีเพียงแค่เรื่องที่บดินทร์และซอลย่าต่างขอโทษขอโพยกันที่ทำให้ต้องลำบากใจแค่นั้น

เพราะที่นี่เข้าถึงยาก คนที่จะเข้ามาเยี่ยมอาการของบดินทร์ได้ต้องผ่านทางดนัยก่อน สดายุและกฤตเมธได้สิทธิ์นั้นโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ส่วนของซอลย่าเองก็เช่นกัน และมีอีกหนึ่งคนที่ซอลย่าขอพาตัวมาเยี่ยมบดินทร์ด้วย แลกเปลี่ยนกับการเล่าเรื่องราวส่วนตัวบางอย่างเกี่ยวกับครอบครัวของบดินทร์ให้ดนัยได้ฟัง

และคนที่มาใหม่นั้นคือ พิลาสลักษณ์ แม่เลี้ยงของบดินทร์นั่นเอง

“.....คุณน้า”

“เป็นไงบ้าง...ดิน”

การเผชิญหน้ากันอย่างกะทันหันทำให้บดินทร์ทำหน้าไม่ถูกแม่เลี้ยงที่ไม่เคยญาติดีกันวันนี้กลับมาเยี่ยมเขาถึงที่ดวงหน้าของหญิงวัยกลางคนแม้จะดูอิ่มเอิบแต่ก็มีร่องรอยความกังวลหล่อนยิ้มบางๆ ให้บดินทร์ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้แล้วทรุดกายลงนั่งที่ข้างเตียง ข้างกันกับซอลย่า บดินทร์ทำเพียงเอ่ยทักทายตามมารยาท แล้วก็ไม่ได้ให้ความสนใจอีก ไม่ใช่หยิ่งยโสมาจากไหน แต่เป็นเพราะเขากับแม่เลี้ยงไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตั้งแต่แรก บดินทร์เลยไม่รู้ว่าจะสานต่อการสนทนาที่มากไปกว่าการกล่าวขอบคุณได้อย่างไร ทางฝ่ายผู้สูงวัยกว่าก็เช่นกัน หล่อนไร้คำพูดโดยสิ้นเชิง ทำเพียงนั่งนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ กับซอลย่าเท่านั้น

จนในที่สุดซอลย่าก็แอบหลบฉากออกมา เพื่อให้สองแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงได้สนทนากันบ้าง

“...ดิน เป็นยังไงบ้าง?” หลังจากถูกปล่อยให้อยู่ด้วยกันสองต่อสอง พิลาสลักษณ์ จึงเอ่ยถามอาการของลูกเลี้ยงด้วยความห่วงใย น้ำเสียงสั่นน้อยๆ ตามวัยที่สูงขึ้น และไม่มีกระแสตัดพ้อหาความ ตามอย่างที่บดินทร์จินตนาการไว้

“ผมโอเคขึ้นแล้วครับ...ขอโทษคุณน้าด้วยที่ทำให้ต้องลำบากมาเยี่ยม...ขอโทษที่ผมทำแต่เรื่องเดือดร้อน” บดินทร์ก้มหน้าก้มตาขอโทษเสียงแผ่วคิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยเพราะรู้สึกผิดจากใจจริงเขาสร้างเรื่องอีกแล้วลูกเลวอย่างเขาสร้างเรื่องเดือดร้อนให้ครอบครัวอีกแล้วพ่อเขาคง...โกรธมาก

"...ดิน" น้ำเสียงอ่อนโยนขานชื่อคนที่กำลังความคิดเตลิดให้ได้สติพร้อมเอื้อมมือไปสัมผัสที่แขนซ้ายอ่อนล้าแผ่วเบาเพื่อเรียกให้บดินทร์ตระหนักรับฟังในเรื่องที่กำลังจะเอ่ย “...ตอนนี้คุณบดี กำลังไปทำเรื่องขายที่ที่ราชบุรีอยู่...”

“.....!!?”

“ส่วนที่ของน้าที่ลำปาง ก็กำลังให้ญาติที่นั่นช่วยทำเรื่องขายอยู่”

“ทำไม? ....”

“เราจะรีบขายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ามันจะไม่พอสิบล้านจริงๆ เราก็ตัดสินใจกันแล้วว่า จะจำนองบ้าน...”

“เดี๋ยว คุณน้าหมายความว่ายังไง ผมงงไปหมดแล้ว?” บดินทร์ถามเสียงพร่า เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่พิลาสลักษณ์ต้องการจะสื่อ ไม่สิ แท้จริงสมองเขาก็พอจะเข้าใจอยู่หรอก แต่หัวใจเขามันกลับปฏิเสธ

“เงินที่ดินติดเขาอยู่น่ะ สิบล้านใช่ไหม หลังจากทราบเรื่องเมื่อวาน คุณบดีก็เดินทางไปราชบุรีทันที เพื่อทำเรื่องขายที่ตรงสวนผึ้ง เห็นว่ามีนายหน้ารอติดต่อขอซื้ออยู่แล้ว ที่สวย น่าจะได้ราคางามอยู่...”

“ทำไม? พ่อทำแบบนั้นทำไม ที่ดินผืนนั้น...เป็นของคุณปู่ ของดูต่างหน้าที่พ่อหวงมาก....ทำไม....”

“ของดูต่างหน้า หรือจะสู้ดวงใจ...ไม่ว่าต่อหน้าดิน เขาจะแสดงท่าทียังไง น้าอยากให้ดินรู้ ว่าทุกลมหายใจของคุณบดี...ดินยังคงเป็นลูกชายคนเดียว ที่เขารักที่สุดเสมอ”

“.....พ่อ....ฮึ่ก....” หลังฟังคำเฉลย บดินทร์แทบจะขาดใจ บุพการีเพียงคนเดียวที่เขาเหลืออยู่ พ่อที่เขานึกว่าได้ถูกตัดขาดออกจากอ้อมอกแล้ว แท้จริง ความรักมากมายยังคงเอ่อล้นรอบกายของเขาไม่เคยขาดสาย น้ำตาของบดินทร์ไหลพราก รู้สึกผิดเหลือเกิน

“...ฮือ....ผมขอโทษ...พ่อ...คุณน้า...ผมขอโทษ...ฮึ่ก....” บดินทร์ร่ำไห้อย่างไม่มีความอายหลงเหลือ เจ็บปวดรวดร้าวกับความไม่ยั้งคิดของตัวเอง จนไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีแล้ว นอกจากการพร่ำขอโทษ

พิลาสลักษณ์เองก็ถึงกับน้ำตาคลอหน่วย แม้ว่าหล่อนกับบดินทร์จะไม่ได้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น แต่หล่อนก็ไม่เคยเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนไกล หรือน่ารังเกียจตรงไหน มันไม่มีหลงเหลืออีกแล้วทิฐิใดๆ ที่เคยผูกใจเจ็บ ยิ่งได้เห็นว่าบดินทร์คนนี้แสนบอบบาง หล่อนก็รู้ได้ว่า น่าเสียดายเวลาที่พวกเขาปล่อยให้เสียเปล่าไป โดยไม่ยอมทำความเข้าใจกันเสียจริง

ผู้มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงลอบถอนหายใจบางเบา เพื่อพยายามข่มกลั้นก้อนสะอื้นที่ตีตื้นขึ้นมาถึงคอหอย สูดหายใจแล้วเอื้อมมืออีกข้างเข้าประคองแขนที่ยังรยางค์สายน้ำเกลือของบดินทร์ สองมืออวบอิ่มอ่อนโยน ค่อยๆ บีบมือของลูกเลี้ยงผู้บอบบางแน่นขึ้น มือของหญิงวัยห้าสิบเอ็ดปีไม่นิ่มนวลเช่นมือสาว สากระคายทว่าแสนอบอุ่น ใบหน้าอิ่มเอิบที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย ส่งยิ้มมาไม่ขาดสาย พร้อมเอ่ยถ้อยคำพร่ำปลอบโยนบดินทร์ออกมาไม่ขาดปาก

“น้ายังไม่ได้บอกเรื่องที่ดินเข้าโรงพยาบาลให้คุณบดีฟังหรอกนะ น้าเองก็เพิ่งรู้เมื่อเช้าจากคุณซอลย่าเหมือนกัน น้าไม่กล้าบอก เพราะลึกๆ น้าเองก็พอรู้ ว่าที่ดินตัดสินใจแบบนี้ ส่วนหนึ่ง คงเป็นสาเหตุจากโทรศัพท์จากคุณบดี แต่น้าอยากให้ดินรู้ ถึงคุณบดีจะต่อว่าดินแบบนั้น แต่หลังจากวางสาย เขาก็ไม่ได้รู้สึกสาแก่ใจที่ได้ทำแบบนั้นหรอกนะ ใบหน้าของคุณบดีตอนนั้นราวกับจะร้องไห้ เขาร้อนรนในการหาโฉนดที่ดินผืนสำคัญ รีบเร่งติดต่อกับทางนายหน้าค้าที่ ที่เขาเคยด่าสาดเสียเทเสียไปหลายครั้ง เพื่อติดต่อยอมขายที่ให้ในราคาที่เคยถูกเสนอให้ แล้วเดินทางไปราชบุรีทันทีที่สามารถติดต่อนายหน้าได้...”

“ขอโทษนะ ที่น้าเห็นแก่ตัว น้ากลัวว่าคุณบดีจะสติแตกหากรู้เรื่องของดิน น้าเลยยังเงียบไว้ ขอโทษที่น้าเป็นห่วงเขามากกว่าดิน เชื่อเถอะ ว่าถ้าเขารู้ เขาต้องกลับมาหาดินทันทีแน่ คุณบดีน่ะ เขารักดินมากนะ เพราะฉะนั้น น้าจึงอยากให้ดิน เป็นคนไปบอกเรื่องนี้กับคุณบดีเอง ไปบอกกันต่อหน้า แล้วเปิดอกพูดกันตามประสาพ่อลูก น้าคิดว่าแบบนั้น ความเจ็บปวด อาจถูกลดทอนลง...ดิน...เห็นด้วยกับน้าใช่ไหม? ...”

“ครับ...ครับ ผมเห็นด้วย ทันทีที่พ่อกลับมา ผม...ฮึ่ก...ผมจะไปกราบท่านเอง...”

“จ๊ะ...กลับมาเถอะนะ กลับมาบ้านของดิน น้าอยากให้ดินรู้เหลือเกิน ว่าตั้งแต่ที่ดินจากมา คุณบดี...พ่อของดิน ยังคงนั่งรอที่โซฟาหน้าบ้านตัวเดิมจนดึก ถึงปากจะบอกว่าไม่ได้รอใคร แต่น้ารู้ ว่าสายตาของเขาที่จับจ้องตรงประตูรั้วไม่วางตานั้น กำลังรอใครอยู่ กลับมานะ บ้านของดิน พ่อของดิน ยังรอดินอยู่...”

“...บ้านของเราครับ...ผมจะกลับไป...ที่บ้านของเรา...”

จบประโยคบอกเล่าความในใจ บดินทร์ก็ก้มลงกราบลงข้างเตียง เทียบเคียงว่ามันคือตักอุ่นของผู้มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยง พิลาสลักษณ์เองก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป หล่อนปล่อยมันไหลพรั่งพรูออกมาพร้อมกับที่ก้มลงโอบกอดร่างสั่นเทาของลูกเลี้ยงของหล่อนไว้ กอดแรก ที่อบอุ่นและตราตรึงในความรู้สึกของทั้งคู่ที่สุด

ภาพความสัมพันธ์อันแสนอบอุ่นระหว่างบดินทร์กับแม่เลี้ยงนั้นก็ยังคงอยู่ในสายตาของดนัยตลอด แต่ทว่าตอนนี้ชายหนุ่มไม่ได้มีความรู้สึกอุ่นใจร่วมไปด้วยกับภาพนั้นนักหรอก เพราะเขามีเรื่องที่จะต้องรีบจัดการเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งแล้ว

หนี้สิบล้านของบดินทร์ กับที่ดินที่ราชบุรีของครอบครัว



**************************************************************


ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1973
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
โอ้โห ตุ้บๆเลย

ออฟไลน์ sosi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
คิดถึงดิน มาก :L1:

ออฟไลน์ G-NaF

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 850
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1
ดินกลับมาแล้ววว

ออฟไลน์ CKJPQQ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ smmikie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
รออยู่นะ มาต่อหน่อย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
สร้างหนี้บุญคุณ


"สวัสดีครับคุณดนัยผมไม่ทราบว่าคุณจะแวะเวียนมาเลยไม่ทันได้ต้อนรับต้องขอโทษด้วยนะครับ"

เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ เอ่ยทักแขกคนสำคัญที่จู่ๆ ก็บุกมาเยือนโดยไม่คาดหมาย อัครเดชยิ้มทักทันทีที่ได้เห็นดนัยยืนยิ้มรับอยู่ตรงหน้าโซฟาห้องรับแขกสุดหรูหราพร้อมกับบอดีการ์ดประจำตัวยืนขนาบด้านหลังสองคนลูกนายพลก็แบบนี้แหละเวลาไปไหนมาไหนมักมีสมุนพ่อตามติดไม่ห่าง

“สวัสดีครับคุณอัครเดช หึ ทางผมต่างหากที่ต้องขอโทษที่จู่ๆ ก็มาโดยพละการ ไม่ได้นัดเอาไว้ก่อน” ผู้เป็นแขก เอ่ยต้อนรับการมาของเจ้าถิ่น ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มพราวผูกมิตรทันที แต่ก็หาได้ซ่อนแววตาแข็งกล้าท้าทาย “พอดีว่า...ผมมีเรื่องร้อนใจ อยากให้คุณช่วยด่วนน่ะครับ เลยเผลอเสียมารยาท มาโดยไม่ได้นัดล่วงหน้า”

“แหม ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้นก็ได้ครับ ผมยินดีช่วยเหลือคุณอยู่แล้ว เชิญตามสบายเลยครับ” แม้ว่าจะไม่ได้วางใจผู้มาเยือนนัก แต่อัครเดช ก็ไม่อาจแล้งน้ำใจ ชายหนุ่มรับปากแข็งขันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่ต่างเทพผู้ทรงศีล ตามสมัญญานามในวงการใต้ดิน ‘หน้ากากพระพุทธรูป’

หลังคำตอบรับของมาเฟียหนุ่มใหญ่ ดนัยยิ้มพราวขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่ทั้งคู่ยังส่งสายตาหยั่งเชิงกันไม่หยุดหย่อน สองร่างกำยำสูสีหย่อนตัวลงบนโซฟาราคาแพงระยับคนละฝั่ง ด้านตรงกันข้ามที่สามารถหยั่งเชิงกันได้อย่างพอดิบพอดี

แท้จริงแล้ว เส้นทางของดนัย และอัครเดช ไม่ค่อยจะได้ร่วมกันมากเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนชีวิตของทั้งคู่จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หนึ่งคือมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลในวงการธุรกิจใต้ดินทุกประเภท โดยเฉพาะการเป็นเจ้าพ่อในบ่อนสุดหรูกลางเมือง ที่กฎหมายยังไม่สามารถล่าล้างได้หมด แต่อีกหนึ่งกลับเป็นลูกชายคนเล็กของนายพลระดับสูง ผู้มากด้วยอิทธิพลทั้งทางการทหารและการเมืองการเผชิญหน้ากันระหว่างคู่ที่ต่างขั้วกฎหมายค่อนข้างสร้างบรรยากาศที่เข้มข้นได้ไม่หยอก

หากเข้าหากันด้วยอาชีพ คงต้องล่าล้างกันจนสิ้นกันไปข้าง ทว่าหากเข้าหากันด้วยผลประโยชน์แล้วไซร้ ก็ใช่ว่าจะเอื้ออาศัยกันไม่ได้แต่มันมีข้อแตกต่างกันนิดหน่อย ซึ่งมันเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอยู่รอดของวงการเถื่อนในมือของอัครเดช นั่นก็คือ หากฝ่ายเขาต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมายจากท่านนายพล เขาจะต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาอกเอาใจผู้ทรงอำนาจทางกฎหมายนั้นให้เห็นดีเห็นงามด้วย แต่หากเป็นฝ่ายนั้นต้องการความช่วยเหลือละก็ เพียงคำเดียวเท่านั้น อัครเดชก็ต้องสรรหามาถวายให้ถึงที่ โดยไม่มีอิดออด

ก็บารมีมันต่างกัน ในข้อนั้นอัครเดชเข้าใจดี แต่เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจในจุดนี้เท่าไหร่นัก อย่างไรเสีย เขาประโยชน์ที่เขาได้รับจากพวกคนใหญ่คนโตเหล่านี้ ก็ใช่น้อยเสียที่ไหน เสียของเสียศักดิ์ศรีไม่กี่มากน้อย แลกกับความสะดวกสบายของธุรกิจใต้ดินของตน เท่าไหร่ก็จ่ายได้เสมอ

คนมีบารมีคบไว้ก็ไม่เสียหาย หมดประโยชน์เมื่อไหร่จะกำจัดทิ้งเสียตอนไหนก็ได้อยู่แล้ว

เช่นกันกับครานี้ หากไอ้เด็กเมื่อวานซืนตรงหน้าต้องการอะไร เขาก็คงต้องจัดหามาให้ คิดแล้วอัครเดชก็อมยิ้มน้อยๆ ด้วยวัยขนาดดนัย ก็อาจเดาของที่ต้องการได้ไม่ยากนัก

ทว่าดูเหมือนคราวนี้ มาเฟียตัวพ่ออย่างอัครเดช จะเดาผิดไปเสียแล้ว

“ได้ข่าวว่าคุณอัครเดช กำลังจะซื้อที่ดินผืนงามที่ราชบุรีอยู่สินะครับ” เพราะทันทีที่ได้ยินคำขอ ใบหน้าเสี่ยใหญ่ก็แทบจะคลายยิ้มเป็นมิตรแทบไม่ทัน

“อ่า...แหม...คุณทราบด้วยเหรอครับเนี่ย?” แม้นรอยยิ้มจะเจื่อนลง แต่เส้นประสาทระดับเจ้าพ่อ ย่อมแข็งกว่าคนทั่วไป อัครเดชจึงยังคงส่งยิ้มให้ดนัยไม่ขาดช่วง ขาดตอน ดวงตาคมกล้า เริ่มพิเคราะห์อีกฝ่ายด้วยความระแวดระวังมากขึ้น

“ระดับเจ้าพ่ออย่างคุณอัครเดช ขยับนิด ขยับหน่อยเขาก็รู้กันทั่วแล้วล่ะครับ” คำตอบของดนัยทำเอาเปลือกตาขวาของอัครเดชกระตุกยิบ สมองอันชาญฉลาดของคนผ่านโลกมานาน สามารถประมาณการได้ทันทีว่า ‘เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา’ และคลับคล้ายว่าที่ดินผืนงามที่อุตส่าห์จะได้มากำลังจะหลุดลอยในไม่ช้า

“คุณดนัยอยากได้เหรอครับ? ถึงได้มาหาผม” หลังประเมินด้วยสายตา และพิจารณาถี่ถ้วนแล้ว อัครเดชก็ไม่อ้อมค้อมกับดนัยอีกต่อไป ระดับเจ้าพ่ออย่างเขา แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า คนตรงหน้าไม่ได้อ่อนเหมือนวัย ใจนั้นใหญ่พอฟัดเหวี่ยง ยิ่งมีแบ็คระดับนายพลด้วยแล้ว กระดูกอ่อนนั่นคงเคี้ยวแทบไม่แตกแน่ๆ

“ตรงดีนะครับ หึหึ ผมชอบคุณจัง” เห็นว่าอัครเดชเข้าใจเหตุผลการมาของตนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ดนัยก็หัวเราะร่า คลายร่างเอนกายพิงพนักโซฟา ดูหย่อนใจ ทั้งที่ใบหน้ายังไม่คลายแววตาแห่งลูกราชสีห์

แต่ถึงอย่างไรอัครเดชเองก็ใช่จะเป็นลูกกวางน้อยให้ล่าได้ง่ายๆ ดนัยรู้ดีว่าเวลาที่ผ่านไปแต่ละลมหายใจมีความหมายมากแค่ไหน ชายหนุ่มจึงไม่รอช้าที่จะเปิดการเจรจา

“ครับ...ผมอยากได้ที่ผืนนั้น ตามที่คุณว่ามานั่นแหละ”

ดนัยประกาศความต้องการของตนออกไปแบบตรงเป้า และแววตาแรกที่เขาได้เห็นจากอีกฝ่ายในทันทีที่จบประโยคนั้น ตีความหมายได้ไม่ยากเลยว่า ‘ไม่มีทาง’ แต่นั่นก็อยู่ในเรื่องที่ชายหนุ่มคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ถึงตัวเขาจะมากด้วยบารมี แต่ก็เป็นแค่บารมีพ่อ ใช่ของตัวเอง อีกฝ่ายต่างหากที่เป็นผู้มีพลังที่แท้จริง เพราะฉะนั้นการที่อัครเดชอ่อนข้อให้ขนาดนี้ ใช่เพราะตัวตนของคนที่ชื่อดนัย แต่เป็นเงาอำนาจสูงใหญ่ที่ค้ำยันแผ่นหลังอ่อนประสบการณ์นี้ไว้ต่างหาก

และเพราะอย่างนั้นแหละ ดนัยจึงต้องใช้มันให้คุ้ม

“คุณดนัยครับ...ขอโทษจริงๆ ที่ผมต้องเสียมารยาท แต่ที่ผืนนั้นน่ะ ผมไม่ได้ได้มันมาง่ายๆ เลยนะ ผมใช้วิธีหว่านล้อมสารพัด งัดออกมาแทบจะทุกกระบวนท่า กว่าเจ้าของที่ดินจะยอมใจอ่อน เสียเงินไปก็ใช่น้อย และผมเองก็ชอบที่ผืนนั้นมากเสียด้วย....” อัครเดชยังคงเผยรอยยิ้มพิมพ์ใจ เคล้าไปกับสีหน้าที่แสดงความรู้สึกลำบากใจ ว่าคำขอของดนัยนั้นมันช่างหนักหนา “เปลี่ยนเป็นของกำนัลอย่างอื่นที่สมน้ำสมเนื้อไม่ต่างกันแทนได้หรือไม่ครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมจะเสนอให้ต่อไปนี้ คุณอาจชอบมันมากกว่าที่ผืนนั้นนะ” เจ้าพ่อหนุ่มค่อยๆ หว่านล้อม

แน่ล่ะ เขาจะยอมเสียที่ดินฝืนนั้นไปได้อย่างไร โดยเฉพาะให้กับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างดนัย มีพ่อใหญ่ ทรงอำนาจแล้วไง สุดท้ายผลประโยชน์ระหว่างผู้ใหญ่ ก็สามารถทำให้เรื่องที่เขาไปขัดใจลูกชายคนเล็กกลายเป็นแค่เรื่องขี้ผงได้ไม่ยากอยู่แล้ว ที่

ดินที่ราชบุรีผืนนั้น เป็นที่ทำเลงามเหมาะสำหรับการทำรีสอร์ทและเปิดฟาร์มแกะ เป็นที่สุด อัครเดชต้องตาต้องใจตั้งแต่แรกเห็น ถึงกับรีบส่งคนไปติดต่อขอซื้อในราคาที่เรียกได้ว่าสูงกว่าท้องตลาดทันที ทว่าเจ้าของที่กลับปฏิเสธอย่างไร้เหยื่อใยสิ้นเชิงที่เป็นแค่นายทหารปลดประจำการ กินบำนาญจนๆ แท้ๆ แต่กล้าปฏิเสธเงินถุงเงินถังที่เขาอุตส่าห์จะขนไปปรนเปรอให้ นี่ถ้าไม่ได้ลูกชายดาราใจแตกแถมดวงซวยของมันช่วยไว้ ไม่แน่ว่าป่านนี้ ลุงทหารคนนั้นอาจเหลือแค่ชื่อไปแล้วก็เป็นได้

กว่าเหยื่อจะฮุบเหยื่อล่อ จนทุกอย่างกำลังจะเข้ามาอยู่ในมือในอีกไม่กี่อึดใจ อัครเดชไม่ยอมปล่อยให้มันหลุดลอยไปเพียงเพราะดนัยบ่นอยากได้เป็นแน่

“โถ่...อย่าเพิ่งตัดรอนกันสิครับ ผมจำเป็นต้องได้ที่ผืนนั้นจริงๆ นะ” ดนัยเองก็ไม่ยอมลดรา ยังพยายามส่งลูกตื้อเป็นช่วงๆ เพื่อสะกิดบางอย่างจากผู้ทรงพลังกว่า “เอาเป็นว่าผมขอซื้อต่อแล้วกัน คุยกันเป็นธุรกิจแฟร์ๆ เลย คุณอัครเดชอยากเรียกสักเท่าไหร่ครับ สิบล้าน พอไหม? รู้สึกว่ามันจะมากกว่าราคาที่คุณซื้อมาตั้งเท่าหนึ่งเลยนะ...” ตอนมา ก็ไม่ได้แค่คิดจะขอเปล่าๆ ฟรีๆ อยู่แล้ว ดนัยจึงไม่คิดมากเลย หากจะลองเสนอราคาให้ทางเจ้าพ่อลองพิจารณา และแน่นอนว่า เขาต้องการให้อัครเดชพิจารณาเพียงคำตอบเดียว

ข้อต่อรองของดนัย เล่นเอาตาขวาของอัครเดชกระตุกยิบอีกรอบ ทุกถ้อยคำของอีกฝ่ายแย้มพรายให้ได้ประจักแล้วว่า การมาในครานี้ ไม่ใช่เพียงมาเพื่อขอของเล่น เช่นเด็กน้อยลูกท่านหลานเธอคนอื่นๆ แต่ดนัยมาเพื่อประกาศตัวช่วงชิงของที่เขากำลังจะได้ไว้ในกำมือ ที่ดินผืนนั้น ที่อุตส่าห์ทั้งหลอกทั้งล่อ การถูกลูบคม ไม่ใช่อะไรที่เส้นความอดทนของเขาจะยืดหยุ่นให้ได้มากนัก คิ้วคมหนาของคนระดับเจ้าพ่อถึงกับเริ่มขมวดปมลางๆ รอยยิ้มที่เคยเฉิดฉันท์ตอนนี้เหลือเพียงแค่ ยิ้มเจื่อนๆ กับดวงตาที่กล้าแสงขึ้น

“...ดูท่า ผมคงปฏิเสธลำบากเลยนะครับ หากจะไม่ตกลงยกให้” อัครเดชยืดตัวตรง ไหล่ที่ตั้งผึ่งผายดูองอาจนั้น แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในฐานะเจ้าพ่อตลาดมืดได้แบบไม่มีซ่อนเร้น หากเป็นคนอื่นที่ต้องจับพลัดจับผลูมาเผชิญหน้า คงไม่วายกลัวตายหัวหดกันเป็นทิวแถว แต่กับดนัย มันไม่ได้ให้ความรู้สึกใดมากนักหรอก นอกจากความท้าทาย

“ผมก็แค่คาดหวังความเมตตาจากเจ้าพ่ออย่างคุณอัครเดชเท่านั้นแหละครับ” ชายหนุ่มยังคงสูดหายใจสบายๆ ไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศกดดันใดๆ ที่อีกฝ่ายแผ่ออกมาข่ม แน่นอนว่าดนัยมั่นใจในตัวเองอยู่พอตัวอยู่แล้ว การมาวันนี้ไม่ได้จู่ๆ ก็มาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ถึงโดยสันดานแล้วเขาจะเป็นแค่ผู้ชายเสเพล แต่ด้วยสัญชาตญาณพยัคฆ์ร้ายที่พ่อเขาได้ปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย ดนัยย่อมไม่ผลีผลามจับเหยื่อตัวใหญ่โดยไม่มีการเตรียมพร้อม

“แล้วถ้าผมขอปฏิเสธล่ะ...” ในที่สุดรอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าอ่อนกว่าวัยของมาเฟียหนุ่มใหญ่ก็จางหายไป ดวงตาแข็งกร้าว จ้องลึกเข้าไปที่ดวงตาคมกล้าของฝ่ายตรงข้ามลูกพยัคฆ์แล้วไงยังไงก็แค่ตัวลูกเขาอุตส่าห์ล่าของดีมาได้ทำไมต้องยอมให้ใครก็ไม่รู้มาชุบมือเปิบถ้าเด็กมันคุยไม่รู้เรื่องมัวแต่เหลิงแบบนี้สงสัยจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัวเช่นเดียวกับที่เขาเคยกำราบเด็กนิสัยไม่ดีลูกนักการเมืองสั่วๆ พวกนั้น

"ในเมื่อคุณหนูเองถึงกับอุตส่าห์มาหาผมถึงที่นี่เพื่อขอสิ่งที่มีค่าสุดๆ ในมือผมไปคิดเหรอครับว่าเงินแค่สิบล้านมันจะพอ? "เจ้าพ่ออัครเดชพูดพลางโน้มห้าเข้าใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อยสองมือประสานกันเหนือเข่าที่ใช้ค้ำข้อศอกไว้อย่างมั่นคงเพิ่มความน่าเกรงขามและกดดันให้ดนัยได้รู้สึกกริ่งกลัวขึ้นได้บ้าง

"แหม...โก่งราคาจังเลยนะครับรับซื้อมาแค่ห้าล้านเองแท้ๆ " ดนัยหัวเราะร่วนเมื่อได้ยินสิ่งที่อัครเดชพูดตาต่อตาฟันต่อฟันคิดจะข่มคนอย่างเขาคิดผิดเท่านั้นล่ะคนอย่างดนัยใช่มีเพียงบารมีพ่อหนุนหลังเท่านั้นหรอกนะเส้นสายในโลกมืดทั้งในทั้งนอกเขาเองก็มีอยู่ใช่น้อยเสียเมื่อไหร่เพียงแต่ไม่ได้ออกหน้าออกตาและแน่นอนว่า เรื่องนี้อัครเดชย่อมไม่รู้ นักแสดงหนุ่ม ตั้งตัวตรง ก่อนจะเองโน้มกายไปด้านหน้า เพื่อประจันหน้ากับอัครเดชโดยตรง พร้อมส่งข้อความที่แฝงความหมายหลายๆ อย่างออกๆ ไป

“แถมยังเป็นห้าล้าน ที่ไม่ต้องจ่ายสักแดงเดียวด้วย”

“!!?”

เพียงได้ยินประโยคที่ดนัยเอ่ยออกมา เส้นเลือดข้างขมับของอัครเดชก็บีบตัวถี่ มันเต้นตุบๆ ราวกับจะปริแตก ด้วยแรงอารมณ์เคืองขุ่น ไอ้เด็กบ้าตรงหน้ามันกำลังคิดจะงัดข้อกับเขา กำลังใช้บารมีที่หนุนหลังมันอยู่มาวัดรอยเท้าเขา อัครเดชกัดฟันกรอด ก่อนจะแสยะยิ้มออกมาน้อยๆ

“หึ...ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าคุณจะเอาที่ผืนนั้นไปทำอะไร แต่ผมคงให้ไม่ได้ ขอโทษด้วยที่ต้องปฏิเสธ คุณหนูดนัย...เก็บสิบล้านให้พ่อคุณไว้ใช้เลี้ยงสมุนให้ดีดีกว่านะ”

ดูเหมือนเส้นความอดทนของเจ้าพ่อจะตึงเกินกว่าผัดผ่อนได้ จริงอยู่เขาไม่ได้อยากมีปัญหากับพวกหัวโจกฝ่ายกฏหมาย ไม่อยากเกี่ยวพันกับพวกด้านสว่างสีเทาเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยอำนาจบารมีที่มีมันต่างกันคนละขั้ว อยู่ห่างได้น่าจะเป็นการดี ดังนั้นตลอดมาเขาจะพยายามตามใจ และดีด้วยกับคนเหล่านั้นมาตลอด เพื่ออวยทางให้เส้นทางใต้ดินของเขาไร้หูไร้ตาสอดส่อง เจ้าพ่อโลกมืดอย่างเขาเข้ากันได้ดีมากกับพวกนายพล นายกอง และพวกนักการเมืองกังฉินบ้าบารมีและเจ้ายศเจ้าอย่างกับอำนาจจอมปลอม แสร้งทำเป็นอ่อนให้หน่อย ปั้นคำป้อยอ กับบรรณาการเล็กน้อย ขี้คร้าน คลานตามกลิ่นเงินกันมาเป็นแถว ไม่เว้นแม้แต่พ่อนายพลของไอ้เด็กเวรตรงหน้าเขาก็เช่นกัน ยิ่งใหญ่ แต่ก็ใช่จะไม่มีช่องโหว่ เอาเป็นว่าหากมีปัญหากับลูกมัน ตัวพ่อก็คงไม่คิดจะหักล้างถางพงเขาสักเท่าไหร่หรอก ไม่กล้าขนาดนั้นแน่ ตราบใดยังต้องเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันอยู่ ผู้ใหญ่ระดับนั้น คงไม่ปล่อยให้ลูกชายคนเดียวทำลายสิ่งที่สร้างมาแน่

คิดแล้วอัครเดชยิ่งแสยะยิ้มร้าย ไอ้เด็กอวดดีตรงหน้า คงคิดว่าตัวเองแน่เสียเต็มประดาเลยกระมัง ถึงได้ ไม่ยี่หระกับการโดนเขาข่มขวัญ คงต้องสั่งสอนกันหน่อยแล้ว

“นายพลท่าน ประวัติดีมาตลอด และตัวผมเองก็ให้ความศรัทธาในบารมีของตัวท่านอยู่ไม่ใช่น้อย ดังนั้นผมเองก็อยากเห็นท่าน ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคนนายคนแบบนี้ไปอีกนานแสนนาน เข้าใจไหมครับคุณหนู ว่าผมไม่อยากมีเรื่อง เพราะงั้น กลับไปเสียตั้งแต่ผมยังอารมณ์ดีดีกว่านะครับ ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมส่งของขวัญปลอบใจตามไปให้”

อัครเดชข่มขู่ และแน่นอนว่า คำขู่ของเขานั้นไม่ใช่แค่คำขู่พล่อยๆ ที่ทำให้เกิดขึ้นจริงไม่ได้อย่างแน่นอน อัครเดช คิดอยู่ในใจว่า ความจริงจังของเขา คงพอทำให้ดนัยรู้สึกกริ่งเกรงได้บ้าง เด็กน้อยควรรู้ ว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงหมากเบี้ย แต่เป็นเจ้าของกระดาน ที่สามารถกำหนดตาเดินได้ด้วยตัวเอง และยังสามารถกำหนดได้กระทั่งเบี้ยตัวใหญ่ระดับนายพลได้ด้วย คนที่มีเบื้องหน้าดีๆ น่ะกลัวการป้ายสีอย่างกับอะไร แล้วคนที่มีเบื้องหลังไม่หน้าไว้ใจอย่างท่านนายพลก็ย่อมกลัวการถูกเปิดโปงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดอยู่แล้ว ผู้รักษากฎหมายน่ะเวลาถูกจับได้มันร้ายกว่าพวกใต้ดินไร้ตัวตนอย่างพวกเขาอยู่นักหนา ในข้อนี้แหละที่เจ้าแห่งโลกใต้ดินอย่างอัครเดชถือไพ่เหนือกว่าพวกนายพลคนดีล่ะ

“นี่...เล่นขู่กันถึงพ่อเลยเหรอครับ แหม...น่ากลัวจัง” ดนัยแสร้งทำหน้าตื่นทันทีที่สิ้นคำขู่ขวัญ ก่อนจะยิ้มหวานออกมา พร้อมโน้มกายลงต่ำ คล้ายว่าจะนอบน้อม “พ่อผมท่านจะเกษียณอยู่แล้วให้ท่านพักสบายๆ เถอะครับ เอ๊...แต่รู้สึกจะจำได้ว่าธุรกิจของคุณอัครเดชกับพ่อผมก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันสักเท่าไหร่จะเอาเรื่องอะไรมาเล่นงานพ่อผมเหรอ? อาห์...ก็คงมีแหละนะท่านก็ใช่จะตงฉินใสสะอาด แต่ผมขอร้องเถอะอย่าไปวุ่นวายท่านเลยถือว่าเป็นความปารถนาดีจากผมก็แล้วกันนะ”

ดนัยพร่ำพูดราวกับบ่นบางอย่างให้อัครเดชฟังฟังดูก็เหมือนจะขอร้องให้เจ้าพ่อโลกมืดไม่มาวุ่นวายกับครอบครัวตน ทว่าฟังไปฟังมากลับไม่ใช่ในความหมายในเชิงนั้น จากท่าที ถ้อยคำ และรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าอ่อนเยาว์นั้น อัครเดชรู้ดีแล้วว่า ไอ้เด็กหนุ่มตรงหน้า ไม่ได้กริ่งกลัวแม้แต่เพียงนิด นั่นทำให้อัครเดชเริ่มรู้ตัวว่า ดนัย ไม่ธรรมดาเสียแล้ว

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของผมคนเดียวครับ สิบล้านนั่นก็เงินผมเอง ถ้าจะมีปัญหาล่ะก็ เล่นกับผมตรงๆ เลยดีกว่านะ คุณอัครเดช” ดนัยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับอยู่ในบรรยากาศสบายๆ ไม่ต่างอยู่บ้าน ร่างสูงใหญ่ขยับกายลุกยืนต่อหน้าอัครเดช ก่อนจะหันหลังให้เจ้าพ่อรุ่นใหญ่ แล้วเดินไปหยิบนู่น ชมนี่เล่น อย่างตอนนี้ก็กำลังชมความงามของแจกันหยกใบน้อยในมืออยู่

“ดูเหมือนธุรกิจค้าของเก่ากำลังไปได้สวยเลยนะครับ เส้นทางสายไหมจากแผ่นดินใหญ่ ดูท่าจะสร้างกำไรงามอย่างคาดไม่ถึง คู่ค้ารายล่าสุดอย่างมิสเตอร์จางก็ดูท่าจะถูกใจคุณอยู่ไม่น้อย...ขนาดยอมเสี่ยงรับงานตามล่าหยกแก้วโบราณในสุสานหลวงชื่อดังมาให้คุณได้ จุ๊จุ๊ เจ้าพ่ออัครเดชนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ...ถ้าได้หยกนั่นมาไว้ในมือเมื่อไหร่ คงฟันกำไรได้หลายล้านแน่นอนเลยใช่ไหมครับ...หึหึ”

คำพูดของดนัยเฉลยทุกสิ่ง ขนาดเจ้าพ่อที่ว่าแน่อย่างอัครเดช ยังถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง ธุรกิจใต้ดิน มีมุมมืดซุกซ่อน เส้นทางการค้า คู่ค้า การได้มาซึ่งสินค้า ล้วนแล้วแต่เป็นความลับกับบุคคลภายนอกธุรกิจ พยัฆร้ายเจนสนามย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดอันตรายแก่ตน ให้คุณให้โทษ ซึ่งเจ้าพ่อหนุ่มกระจ่างใจแล้วว่าตอนนี้ ดนัยเป็นภัยแก่เขา อัครเดชเริ่มลุกลี้รุกลน เขาเดาไม่ออกจริงๆ ว่า ดนัยได้ข้อมูลเหล่านั้นมาได้ยังไง เขามั่นใจมากว่าในส่วนของคนมีสี ยังไม่มีใครทราบเรื่องนี้แม้แต่คนเดียว

“...แกเป็นใครกันแน่?” อัครเดชกัดฟันถามกันตรงๆ ถึงขั้นนี้คงไม่ต้องอ้อมค้อมใดๆ อีก

ได้ยินดังนั้น ดนัยก็ส่งยิ้มให้ด้วยแววตาร้ายกาจ “ก็แค่ดาราโกอินเตอร์ธรรมดา ก็แค่ลูกนายพลกระจอกๆ ไม่ได้มีความหมายกับคนระดับคุณหรอก เจ้าพ่ออัครเดชผู้มากด้วยบารมี...หึหึ ไม่เอาน่า อย่าทำหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อกันอย่างนั้นสิครับ วันนี้ผมก็แค่มาที่นี่เพราะมีเรื่องขอร้องอ้อนวอนคุณก็เท่านั้นเอง”

“...ที่ผืนนั้น...”

“ครับ ที่ผืนนั้น แค่ที่ผืนเดียวเอง แลกกับเงินตั้งสิบล้าน คุณไม่คิดว่ามันคุ้มเหรอ?”

“....หึ ถ้าฉันไม่ยอมตกลง คงไม่ใช่แค่ชวดเงินสิบล้านสินะ แต่ก่อนอื่น ฉันขอรู้หน่อยได้ไหม ว่าแกเป็นคนของใคร?”

ในเมื่อทางเลือกเหลือเพียงหนึ่ง อัครเดชก็ไม่คิดจะเสี่ยงดิ้นรน เจ็บใจไม่หยอก แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ดนัยเป็นคนของใคร และรู้ความเคลื่อนไหวของเขาแค่ไหน มันเสี่ยงที่จะวัดกันซึ่งๆ หน้า จะให้ฆ่าอีกฝ่ายปิดปากไว้ซะที่นี่ยังรู้สึกว่าลำบากกว่าการปล่อยให้ที่ผืนนั้นหลุดลอยไปเสียอีก ยิ่งคิด เส้นเลือดในสองของเจ้าพ่ออัครเดชยิ่งโป่งโพงจนแทบจะปริแตก ตรงข้ามกับท่าทางสบายๆ ของอีกฝ่ายยิ่งนัก

“อาห์...นี่เห็นว่าคุณใจดียอมเจรจาด้วยง่ายๆ หรอกนะ ผมจะยอมบอกเรื่องส่วนตัวของผมให้ฟังสักหน่อยก็ได้”

ดนัยเอ่ยพลางไหวไหล่เล็กๆ ก่อนจะเดินมายืนเผชิญหน้ากับอัครเดชอีกครั้ง ด้วยความที่ส่วนสูงและรูปร่างดูจะพอๆ กัน ดังนั้นทางกายภาพจึงข่มกันไม่ค่อยลง ทว่าคนนอกไม่มีวันมองออกหรอกว่า ตอนนี้ดนัยกำชัยชนะเหนือเจ้าพ่อไว้ได้แล้ว

“จ้าวซิน เควิน บารอส... พวกเขาเป็นเพื่อนกินข้าวที่น่ารัก ถึงจะหัวรุนแรงไปหน่อย แต่ก็เป็นเพื่อนที่คบหาได้ ถ้าคุณอยากลองรู้จัก สักวันผมจะแนะนำให้ ดูเหมือนจ้าวซินเขาจะสนใจพวกค้าของเก่าอยู่เหมือนกัน แต่เพราะมิสเตอร์จางประกาศตัวเป็นขาใหญ่ จ้าวซินเลยยังไม่คิดจะทำอะไร เพราะไม่อยากไปขัดแข้งขัดขาใครเข้า...แต่ในอนาคต ผมก็ไม่แน่ใจนักหรอกนะ ว่าจ้าวซินจะเอายังไงต่อ เพราะถึงหมอนั่นจะเลือดเย็นเป็นอสรพิษที่เก็บทุกคนที่ขวางทางจนเกลี้ยงได้ แต่มันโคตรขี้เกียจและขี้รำคาญ อะไรที่ดูจะยุ่งยากเป็นไปได้มันก็จะไม่ค่อยเอาตัวเข้ามายุ่ง...ตรงจุดนี้เรื่องมิสเตอร์จางคงพอสบายใจได้นิดหนึ่ง...มั้งครับ”

ดนัยพูดแค่นั้นแล้วยิ้ม แต่คนฟังอย่างอัครเดชถึงกับหน้าซีดสนิท สามชื่อที่ดนัยเอ่ยออกมาล้วนเป็นเจ้าแห่งโลกมืดรุ่นใหม่ที่ถือได้ว่ามีอำนาจมากที่สุดในยุคนี้ บ่อน ยา อาวุธสงคราม ทั้งหมดล้วนอยู่ในการควบคุมของสามคนนี้ทั้งสิ้น นอกจากจะยิ่งใหญ่แล้วยังเข้าถึงตัวได้ยาก ไม่มีใครจะสามารถเข้าใกล้สนิทสนมแต่นี่...ถึงขั้นได้ร่วมโต๊ะกินข้าว....ถามตัวเองว่าจะเชื่อได้หรือไม่กับสิ่งที่ดนัยพูด สามผู้ยิ่งใหญ่ที่เข้าถึงยากขาดนั้น ทำไมคนอย่างดนัย ถึงได้ไปสนิทถึงขั้นนั้นได้ มันน่าสงสัย แต่เรื่องที่ดนัยพูดถึง เรื่องจ้าวซินสนใจค้าของเก่า เรื่องที่กำลังเล็งจัดการมิสเตอร์จาง เรื่องเหล่านั้นข่าววงในก็ระแคะระคายกันอยู่ ข่าววงในในสายทางของเขาเท่านั้น แน่นอนว่าไม่มีชื่อดนัยเอี่ยวอยู่แน่ๆ แล้วดนัยรู้ได้อย่างไร จากปากจ้าวซินโดยตรง ตามที่เจ้าตัวพูดไว้จริงๆ น่ะหรือ? หรือมันเป็นเพียงแค่เรื่องแอบอ้าง? แสนยากที่จะคาดเดา แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เรื่องที่ดนัยอวดโอ้มาทั้งหมดก็เข้าเค้าเรื่องจริงอย่างยากจะปฏิเสธ แค่เท่านี้มันก็เกินพอแล้ว ที่จะทำให้อัครเดชไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงอะไรกับดนัยอีก

“ก็ได้...คุณดนัย ที่ดินผืนนั้นผมยกให้คุณ”

ในที่สุด อัครเดชก็ตัดใจปล่อยที่ดินผืนสำคัญที่หมายตาเอาไว้จากมือไปในที่สุด เอาเถอะ นอกจากเสียหน้าแล้ว ก็ไม่ได้เสียอะไร ในเมื่อไม่ได้ที่ดิน เขาไปขู่เอาเงินจากบดินทร์ ลูกชายเฮงซวยของไอ้เจ้าของที่นั่นแทนก็ได้ ไม่เป็นไร แค่เสียเนื้อที่อุตส่าห์ล่าได้ ดีกว่าเสียแขนขาล่ะนะ

เมื่อการเจรจาสัมฤทธิ์ผลตามคาด ดนัยก็ส่งยิ้มพราวเสน่ห์ให้อัครเดชทันที แบบไม่มีสงวนทีท่า ไม่กลัวเลยว่าอีกฝ่ายจะมองว่ากำลังเย้ยเยาะ

“ขอบคุณนะครับเสี่ย ผมนี่เคารพใจเสี่ยสุดๆ ไปเลย หึหึ” ดนัยกล่าวชื่นชม ที่ใครฟังก็รู้ว่าไม่ได้มาจากใจ ก่อนจะหันไปเรียกลูกน้องคนสนิท ให้หยิบกระเป๋าใส่เงินสดจำนวนสิบล้านบาทถ้วนมาให้อัครเดช เพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนดังที่ได้ตกลงกัน

“ไม่ต้องหรอกครับ ที่ผืนนั้นผมเองก็ยังไม่ได้จ่ายเงินซื้อขาย คงไม่กล้ารับเงินจากคุณหรอก” อัครเดชรีบปฏิเสธ อย่างน้อยขอเหลือศักดิ์ศรีไว้สักหน่อยเถอะ อีกอย่างการรับเงินจากดนัยอาจไม่ใช่เรื่องดีกับตัวก็เป็นได้

“แหม...อย่าเพิ่งตัดรอนสิครับ ถือว่าเป็นค่าปลอบใจ ที่โครงการรีสอร์ทสุดหรูควบบ่อนคาสิโนเป็นอันต้องล้มไม่เป็นท่าเพราะผม...รับไปเถอะครับ” ยิ่งดนัยพูด อัครเดชยิ่งได้รู้ว่าดนัยไม่ธรรมดา ราวกับถูกมองจนทะลุปรุโปร่ง ทุกความเคลื่อนไหวของเขาถูกเปิดเผยในที่แจ้ง แบบหมดเปลือก อันตราย เด็กหนุ่มตรงหน้าเขาช่างอันตราย

“ผมรับไว้ไม่ได้จริงๆ ครับคุณหนู หากอยากปลอบใจผม ช่วยรับปากว่าโปรดอย่างยุ่งเกี่ยวกับผมอีกก็พอ ฝ่ายผมเองก็จะระวังอย่างสุดความสามรถครับ ที่จะไม่ไปทำอะไรขวางหูขวางตาคุณหนูอีก ผมขอเพียงแค่นี้ หวังว่าคุณหนูคงพอจะกรุณา” อย่างไรเสียอัครเดชก็ไม่ยอมรับเงินเพราะแม้จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างไร ศักดิ์ศรีเจ้าพ่อของเขา ก็ใช่จะโค่นกันได้ง่ายๆ และที่สำคัญ อัครเดชมั่นใจอย่างเต็มที่ ว่าหากเผลอรับเงินก้อนนี้ ดนัยอาจเข้ามาพัวพันกับชีวิตของเขาไปอีกนาน สู้ไม่ขอรับ แล้วแลกเปลี่ยนเป็นคำสัญญาแทนเสียยังเบาใจกว่า

“อาห์...ถ้าคุณว่าอย่างนั้นผมก็คงไม่คิดบังคับใจล่ะครับ ถ้าอย่างนั้น ผมขอเปลี่ยนเงินสิบล้านนี่จากค่าปลอบใจ เป็นค่าไถ่ก็แล้วกัน”

“ค่าไถ่?”

ดนัยถอยแต่โดยดี พร้อมเงื่อนไขใหม่ที่ทำเอาอัครเดชต้องขมวดคิ้วสงสัยอีกครั้ง ‘จะมาไม้ไหนอีกวะ?’

“สิบล้าน จำนวนเงินเท่ากับหนี้ที่บดินทร์ติดคุณอยู่ไงครับ ผมขอไถ่ตัวเขาเป็นไทจากคุณ คราวนี้รับเงินผมได้อย่างสบายใจแล้วสินะ”

ในที่สุดอัครเดชก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ทั้งหลายทั้งปวงหมู่มวลเหตุผลร้อยแปด ที่ดนัยดั้นด้นมาหาเขาถึงที่นี่ แท้จริงแล้วเพื่ออะไร


‘เพื่อช่วยบดินทร์’



ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


‘เพื่อช่วยบดินทร์’

ไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่า บดินทร์ไปเป็นคนของดนัยตอนไหน อัครเดชเองก็มีหูมีตาเป็นสับปะรด เจ้าพ่ออย่างเขาที่รู้แทบจะทุกเรื่องเกี่ยวกับลูกท่านหลานเธอ เพราะมันจะสามารถเอามาใช้ประโยชน์ในธุรกิจของเขาได้ และนั่นหมายถึงว่าเรื่องของดนัยเอง เขาก็พอจะรู้ แม้จะไม่ได้แม่นยำมาก เพราะอีกฝ่ายโกอินเตอร์อยู่เมืองนอก แต่ตอนช่วงที่ดนัยกลับมาไทย อัครเดชก็พอเห็นข่าวคราวอยู่บ้าง ส่วนใหญ่แล้วดนัยไม่มีการรับงานในไทยมากนัก เพราะเป็นแค่การกลับมาพักผ่อน จะเห็นมีสนิทสนมก็แค่สดายุ กับกฤตเมธ ไม่เห็นมีข่าวไหนโยงไปถึงตัวบดินทร์เลยแม้แต่นิด ไม่เคยร่วมงาน ไม่เคยพูดคุย ไม่มีทีท่าว่าดาราสองคนนี้จะมาสนิทชิดเชื้อขนาดที่ดนัยถึงกับหอบเงินสิบล้านมาใช้หนี้แทน แถมข่มขู่สารพัดเพื่อให้เขาตัดใจจากที่ดินของบ้านบดินทร์อีกต่างหาก นี่...เขาพลาดอะไรไปตอนไหนกันนะ

“นึกไม่ถึง ว่าคุณกับคุณบดินทร์จะสนิทกัน” อัครเดชลองถามหยั่งเชิง

“ก็ไม่เชิงหรอกครับ...” ทว่าดนัยไม่ยอมตอบ เพียงแค่ยิ้ม แล้วพยักพเยิดกระเป๋าเงินจำนวนสิบล้านให้เท่านั้น

“งั้นผมก็เต็มใจรับไว้ ขอโทษด้วยแล้วกันนะครับ ไม่นึกว่าบดินทร์จะเป็นคนของคุณ”

อัครเดช ยอมรับเงินไว้ในที่สุด เพราะมันคือเงินในส่วนที่เป็นสิทธิ์ที่เขาพึงได้ รับมาพร้อมกล่าวขอโทษที่เผลอล่วงเกินโดยไม่ตั้งใจ หากรู้ว่ามันจะออกมาในรูปแบบนี้ เขาคงไม่เลือกบดินทร์เป็นเหยื่อตั้งแต่แรก…พลาดไปเสียแล้ว

“ขอบคุณที่ยอมรับเงินนี่ครับ ตามที่คุณขอมาให้เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีกนั้นผมทำให้ได้ทุกอย่างเลย ถ้าคุณยอมทำตามเงื่อนไขของผมข้อหนึ่ง”

เห็นว่าอีกฝ่ายยอมรับเงินไปดนัยก็เอ่ยปากต่อรองเรื่องสุดท้ายให้อีกฝ่ายได้ใจตุ้มๆ ต่อมๆ อีกครั้ง

“เงื่อนไข? เชิญคุณเสนอได้เลยครับ” อัครเดชเปิดทางอย่างไม่มีอิดออดถึงตอนนี้มีอะไรบ้างล่ะที่เขาจะสามารถใช้ขัดแข้งขาคนตรงหน้าได้จะเป็นเจ้าพ่อได้ต้องคิดถ้วนถี่แข็งได้อ่อนเป็น

“ถ้าคุณสัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับบดินทร์และครอบครัวอีกผมก็จะช่วยคุยกับจ้าวซินให้ว่าควรปล่อยมิสเตอร์จางไปตามทางของเขาและไม่ควรสอดมือเข้ามายุ่งกับวงการค้าของเก่าในเขตของคุณ คุณอัครเดชว่าข้อแลกเปลี่ยนนี้คู่ควรพอแล้วหรือไม่ครับ หรือคุณต้องการอย่างอื่นอีก?”

“โอ...แค่นี้ก็ขอบคุณแล้วครับ ความจริงแค่ชดใช้หนี้สิบล้านเสร็จสิ้น ผมก็ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับคุณบดินทร์อีกอยู่แล้ว แต่หากคุณหนูกรุณาผมถึงขนาดช่วยคุยกับจ้าวซินให้ ผมก็ยินดีขอรับน้ำใจไว้ไม่ขัดข้องครับ”

จริงไม่จริงไม่รู้ล่ะตกลงเอาไว้ก่อนหากข่าววงในหลังจากนี้เป็นไปดังที่ดนัยว่าเขาก็จะยอมรับนับถือเด็กคนนี้เอาไว้และรักษาคำสัญญาเป็นอย่างดีแต่ถ้าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถ้าทั้งหมดเป็นเพียงคำลวงล่ะก็ถึงวันนั้นค่อยหาวิธีจัดการเอาคืนให้สาสมกับความเจ็บแสบที่ถูกล้อเล่นกับศักดิ์ศรีเจ้าพ่ออย่างเขาให้ดู จะจัดการจนล่มจมให้หมดทั้งตระกูล เอาให้เสียใจที่เกิดมาเลยทีเดียว!

“คุณรับปากผมแล้วนะ”

“ด้วยเกียรติ์ของผมเลย”

“งั้นเป็นอันว่าการเจรจาธุรกิจของเราไปได้สวยและจบลงด้วยดีขอบคุณที่สละเวลาครับเสี่ยอัครเดช” เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้องการดนัยก็ยืนขึ้นพร้อมยื่นมือให้อัครเดชเพื่อเป็นเครื่องหมายของพันธะสัญญาระหว่างกัน

“ยินดีครับ” อัครเดชเองก็ลุกขึ้นพร้อมเอื้อมมือไปจับมือกับดนัยเพื่อยอมรับข้อตกลงอย่างว่าง่าย

ดวงตาสองคู่จดจ้องกันอย่างไม่ลดละทั้งที่ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตากลับแฝงแววระแวดระวังภัย

หลังจากตกลงธุรกิจกันเสร็จสิ้นดนัยก็ขอตัวกลับไปในทันทีแบบไม่ต้องให้เสียเวลาเชิญ และไม่ยอมพิรี้พิไรขออยู่ให้ต้องเลี้ยงอาหารตามมารยาท ก่อนจากไปยังมีทิ้งท้ายให้อัครเดชต้องนั่งกุมขมับอีกเล็กน้อย

‘อ่อ...ฝากเตือนน้องสะใภ้คุณด้วยนะครับว่าให้เลิกยุ่งกับกฤตเมธและสดายุเสียทีมันหมดเวลาเล่นสนุกของเด็กน้อยแล้วนะครับ ผมรู้คุณเองก็คงเหนื่อยตามล้างตามเช็ดแล้วเหมือนกัน เพราะงั้น ขอฝากด้วยนะครับ’

เจ้าพ่อรุ่นใหญ่นั่งกอดอกครุ่นคิดเพียงลำพังในห้องโถงกว้างขวาง ถึงสิ่งที่ตัวเองได้ประสบมาวันนี้

ดนัยผู้ที่เขาเคยมองเห็นเป็นเพียงลูกแมวตัวน้อยผู้เย่อหยิ่งจองหอง คิดว่าตัวเองแน่ทั้งที่เป็นฝ่ายถูกเลี้ยงดูอยู่แท้ๆ ทว่าวันนี้อัครเดชเพิ่งประจักษ์กับตาว่าที่เขาเห็นมาตลอดนั้นล้วนเป็นภาพลวง ลูกแมวที่ไหนกันลูกเสือตัวใหญ่เลยต่างหาก เผลอแค่นิดเดียวเขาก็เกือบโดนขย่ำคอตายโดยไม่ทันตั้งตัวเสียแล้ว ไอ้ลูกเสือที่แสร้งทำตัวเป็นลูกแมวนั่นซ่อนเขี้ยวเล็บแหลมคมขนาดไหนเอาไว้กันแน่นะ

อัครเดชถอนหายใจเฮือกเจ้าพ่อหนุ่มพยายามข่มกลั้นความเดือดดาลพยายาม สกัดกั้นไม่ให้ความหวาดกลัวภายในจิตใจหลุดรอดออกมา คนอย่างเขากว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ต้องใช้ความแข็งแกร่งและความเลือดเย็นตั้งมากมายเท่าไหร่ หลังขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดของกลุ่ม เขาอุตส่าห์ใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังมาตลอดทุกการเคลื่อนไหว ทุกย่างก้าวเงียบเชียบ มีสติทุกครั้งที่ลงมือทำอะไรสักอย่าง มั่นใจว่าความในที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเขานั้นแทบจะไม่มีเล็ดรอด เขาเชื่อมั่นอย่างนั้นจนกระทั่ง ได้มาเจอกับดนัยนี่แหละ คนอย่างดนัย...แค่คนอย่างดนัยกลับรู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมดที่เขาเป็น รู้ทุกความเคลื่อนไหว รู้แม้กระทั่งความสัมพันธ์ของเขากับคนที่คาดไม่ถึง มันรู้แม้กระทั่งปูมหลังว่าเขาเป็นใคร

ยิ่งคิดยิ่งหนักอก จากนี้ไปคงต้องใช้สายตามองคนใหม่และยังต้องเพิ่มการระมัดระวังมากขึ้นด้วย ขืนยังเป็นอย่างนี้ไม่แคล้วคงต้องพลาดท่าเสียทีใครๆ อีกเป็นแน่.....

***********************************************

หลังจากที่สามารถจัดการปัญหาเรื่องหนี้สินของบดินทร์ได้แล้ว ดนัยก็เตรียมตัวจัดการเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายอีกเล็กน้อย เพราะพรุ่งนี้บดินทร์ก็จะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ดนัยวางแผนที่จะพาเจ้าตัวไปต่างประเทศด้วยกัน ดังนั้นเขาจึงต้องรีบสั่งการให้ลูกน้องช่วยจัดการหลายๆ อย่าง เช่นเรื่องของวีซ่าเข้าประเทศของบดินทร์

ทว่าในขณะนั้นเอง ก็ดันเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน

“ว่าไงนะพี่เมธ! ยุถูกลักพาตัว!? พวกมันเป็นใคร!?” เสียงดนัยแผดลั่นอย่างกลั่นไม่อยู่ เมื่อทราบข่าวที่ไม่ค่อยดีนักจากพี่ชายร่วมสังกัด

ทันทีที่หลุดปากอุทานเสียงกร้าวออกมา ดนัยก็เพิ่งนึกได้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว ในห้องพิเศษกว้างขวางนี้ยังมีอีกคนที่หลับลึกอยู่บนเตียงคนป่วย เสียงดังขนาดนั้น ภาวนาว่าบดินทร์จะไม่ได้ยิน ดนัยชำเลืองมองไปทางคนที่ยังคงนอนอยู่บนเตียงเพียงแวบเดียว ก่อนจะรีบหลบออกมาคุยไกลๆ "ได้พี่ เดี๋ยวผมจัดการให้ ตอนนี้พี่อยู่ไหน เดี๋ยวผมไปหา...ครับเดี๋ยวเจอกัน"

"มานพ ส่งคนออกไปตามล่ารถตู้สีบรอนซ์ทะเบียน XX-6426 ด่วน เจอมันที่ไหน รีบติดต่อฉันทันที"

"ครับนาย"

ออกมาสั่งการลูกน้องคนสนิทข้างนอกเสร็จสรรพ ดนัยก็เร่งฝีเท้ากะรีบไปฝากพยาบาลพิเศษที่จ้างเอาไว้ให้ช่วยดูแลบดินทร์ต่อ พรุ่งนี้ช่วงเช้าเป็นกำหนดออกจากโรงพยาบาลของบดินทร์ หากเขากลับมาไม่ทันจะได้ให้ทางพยาบาลพิเศษช่วยประสานงานต่อให้ แน่นอนว่าจะมีลูกน้องในสังกัดเขาส่วนหนึ่ง อารักขาบดินทร์ไปส่งจนถึงเซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัยจากนักข่าวที่สุดของดนัย ที่เขานัดพ่อและแม่เลี้ยงของอีกฝ่ายรวมทั้งผู้จัดการส่วนตัวอย่างซอลย่าให้ไปทำการรอรับอย่างอบอุ่น

ทว่ายังไม่ทันจะได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น

"ผมไปด้วย! " คนป่วยที่ดนัยคิดว่ายังคงนอนอยู่บนเตียงคนไข้ ตอนนี้กลับออกมายืนดักอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมชุดที่ดูไม่ค่อยเหมาะจะพาติดสอยห้อยตามไปไหนทั้งนั้น

บดินทร์ในชุดคนไข้ที่ท่อนบนใส่คลุมไว้ด้วยเสื้อมีฮู้ดตัวโคร่งสีดำสนิทของดนัย แต่ท่อนล่างคือกางเกงคนป่วยสีเขียวอ่อนพิมพ์ชื่อโรงพญาบาลชัดเจน พร้อมรองเท้าแตะที่ใช้ใส่เวลาจะเข้าห้องน้ำ

ขนาดนี้ยังจะตามไป? ดนัยถึงกับถอนหายใจอย่างหัวเสีย หงุดหงิดตัวเองที่เผลอพูดดังไปในตอนแรก กะไว้อยู่แล้ว ว่าถ้าเป็นเรื่องของสดายุ บดินทร์ต้องขอตามไปด้วยแน่ๆ

แล้วก็คาดไว้ไม่มีผิดเลยเชียว!!

"กลับไปนอนพักซะ นี่ไม่ใช่เรื่องของคุณ" ถึงอย่างไรดนัยก็ไม่มีทางให้บดินทร์ติดตามไปด้วยอย่างเด็ดขาด ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เขาจะออกไปเผชิญนั้น จะมีอันตรายอะไรรออยู่บ้าง ซึ่งเขาไม่อยากห่วงหน้าพะวงหลัง หากต้องมีการต่อสู้

“แต่สดายุถูกลักพาตัว.....” บดินทร์ไม่ยอมถอย

“แล้วไง? เกี่ยวอะไรกับคุณ?” แต่การ์ดดนัยก็ยังแข็งแรงกว่ามาก

“สดายุเขาเป็นเพื่อนผม” บดินทร์พยายามต่อรอง

“เหรอ? ไม่ยักรู้...เห็นเกลียดกันจะแย่” แต่ก็ถูกดนัยดักคอทุกทางเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่ายังไง ดนัยก็ไม่ยอมให้บดินทร์ตามไปเสี่ยงด้วยเด็ดขาด

“...อย...อย่างน้อย ก็เคยเป็นเพื่อนรักกัน และผมต้องการ ไปช่วยเพื่อนผม” แม้คำกระทบกระเทียบของดนัย จะจี้ใจดำจนเจ็บร้าว แต่ก็ไม่อาจทำให้ความตั้งใจของบดินทร์ดับดิ้นลงได้ เคยชั่วช้ากับสดายุแล้วยังไงล่ะ เขาเป็นห่วงนี่ เขาอยากไปช่วย ใครก็ห้ามไม่ได้ทั้งนั้น

ตอนแรกก็คิดจะดื้อดึงติดตาม แต่พอเห็นว่ามือถือที่ดนัยถืออยู่มีรูปบางอย่าง บดินทร์ก็ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายพลั้งเผลอ แย่งยุดฉุดมือถือเครื่องนั้นมาจากมือดนัยจนได้

“เฮ้ย! ทำอะไรของคุณน่ะ เอาคืนมาเลย!” จู่ๆ ก็ถูกฉกของในมือไปต่อหน้า แม้จะเป็นบดินทร์ก็เถอะ ใช่ดนัยจะไม่รู้สึกหัวเสีย

“เฮ้! บดินทร์!!” พอยื่นมือจะไปเพื่อขอคืน บดินทร์ก็พลิกตัวหนีหน้า สองมือไสลด์รูปในมือถือดนัยที่กฤตเมธส่งมาให้รัวๆ พอจะได้ทันเห็นรูปพรรณของกลุ่มคนร้าย และป้ายทะเบียนที่กฤตเมธพิมพ์ส่งมาได้ทันก่อนจะถูกดนัยแย่งกลับไป

“อย่าคิดสร้างเรื่องนะคุณ รีบกลับเข้าห้องไปซะ ผมเองก็ต้องรีบไปนะ!” ดนัยเริ่มฉุน เมื่อถูกบดินทร์ตอแยไม่เลิก ชายหนุ่มตวาดเสียงไม่ดังนัก แต่ใบหน้าหล่อเหลาที่บึ้งตึงนั้น เป็นเครื่องหมายได้อย่างดี ว่าห้ามใครขัดใจอีก

“................” บดินทร์เงียบ ไม่พูดอะไรอีก

เห็นแบบนั้น ดนัยก็ถอนหายใจ แล้วหันหลังเดินจากไป โดยมีบดินทร์ยืนส่งจนลับสายตา

ติ้ง....

ได้ยินเสียงลิฟท์แว่วๆ บดินทร์ก็ยกยิ้มร้าย ได้ เขาไม่ไปพร้อมดนัยก็ได้ แต่ใครบอกล่ะว่าเขาตัดใจไม่ออกตามหาสดายุแล้ว คนใส่หมวกในรูปนั่นเขารู้จัก ผู้หญิงที่ถูกจับไปด้วยนั่นเขาก็รู้จัก หากใครไม่คุ้นตาคงนึกไม่ออก แต่เขารู้ดี ว่านั่นคือชิดจันทร์ และชายที่ใส่หมวกนั้นคือ พิมาน ไม่ผิดแน่นอน

ดาราตกอับที่ถูกอับเปหิจากวงการเพราะติดหนี้พนัน เพราะถูกเจ้าหนี้ราวีถึงกองถ่ายจนเสียการเสียงาน สิ้นเนื้อประดาตัว และเสียผู้เสียคนในที่สุด ดารารุ่นพี่ที่ชะตาชีวิตไม่ต่างจากเขามากนัก ดารารุ่นพี่ที่เขาเจออยู่เป็นประจำในบ่อนของเสี่ยอัครเดช ดารารุ่นพี่ที่ชื่อว่า ‘พิมาน!’

แหล่งกบดานไม่แน่ชัด พวกลิ่วล้อนั่นเขาก็ไม่เคยเห็น แต่อย่างน้อย เขาก็พอจะคลำทางไหว

คิดได้ดังนั้น บดินทร์ก็รีบออกเดิน ออกไปที่โถงลิฟท์ทันที ดนัยไม่ให้เขาไปด้วยแล้วยังไง วินมอเตอร์ไซด์ก็ได้ แท็กซี่ก็มี เงินติดตัวก็ยังเหลืออยู่ตั้งสองพันห้า เขาออกไปหาเองก็ได้!!

หมับ!!!

“ดื้อจังนะคุณ”

ความตั้งใจของบดินทร์เต็มล้น ทว่ายังไม่ทันพ้นทางเลี้ยวโถงลิฟท์ ก็ถูกรวบตัวเข้าอ้อมกอดของผู้ดักรออยู่เข้าเต็มรัก บดินทร์ผวามองเจ้าของอ้อมแขนร้ายกาจ ผู้ยิ้มเยาะอยู่ด้านหลังอย่างผู้มีชัย เสียงลิฟท์นั่นเป็นเสียงลวง!!

“ปล่อยนะ!! ปล่อยผม!!” บดินทร์ดิ้นรนรุนแรง ทั้งขัดใจ และผวาหวาดหวั่นกับอ้อมแขนที่สวมกอดมาอย่างกะทันหัน แม้ความหนากับส่วนสูงจะต่างกันไม่มาก แต่บดินทร์รู้สึกว่าเขาช่างไร้พลังเหลือเกินเมื่ออยู่กับคนคนนี้

คนที่เคยพรากทุกอย่างไปจากชีวิตเขาอย่างเลือดเย็นที่สุด!!

“ผมบอกให้อยู่ที่นี่ดีๆ ไม่ชอบใช่ไหม ชอบให้บังคับสินะ ต้องให้มีคนเฝ้าใช่ไหม? ได้...เดี๋ยวผมจะสั่งคนเฝ้าคุณไว้เอง!” นี่ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่ทุกประโยคที่พูดออกมาล้วนสัจจริง ดื้อนักก็ต้องสั่งสอน พยศนักก็ต้องปราบ!

“ผมรู้ว่าพวกนั้นเป็นใคร และผมรู้ว่าจะหามันได้จากที่ไหน ได้โปรดให้ผมได้ไปช่วยสดายุด้วย!!” เมื่อดิ้นรนออกจากวงแขนไม่เป็นผล ซ้ำยังถูกเรียกคนมาคอยจับตาเฝ้า บดินทร์ก็สิ้นหนทางจะหลบหนี จึงจำต้องอ้อนวอนดนัยอีกครั้ง โดยต่อรองด้วยข้อมูลน้อยนิดที่ตนมีอยู่

“ว่ายังไงนะ?” ยินว่าคนที่ยังคงดิ้นรนในอ้อมแขนรู้อะไรมาบ้าง ดนัยก็ถึงกับหูผึ่ง สองมือแกร่งกระชากไหล่ลาดให้หันมาสบตาตนทันทีอย่างเร่งร้อน

“คุณบอกว่าคุณรู้ว่าไอ้เวรพวกนั้นมันเป็นใครงั้นเหรอ?” ดนัยถามย้ำกับคนตรงหน้า สองมือแกร่ง เกร็งสั่นเล็กน้อย ทว่ายังคงจับไหล่บดินทร์แน่น

“ใช่ เพียงแค่คุณยอมให้ผมติดตามไป ผมจะยอมบอกคุณทั้งหมด” บดินทร์พยักหน้าน้อยๆ พร้อมแหงนขึ้นสบตากับดนัยจริงจัง คำต่อรองสุดท้าย ได้โปรดให้เขาติดตามไป ได้โปรดให้เขาได้ไถ่โทษ ได้โปรด...

“ร้ายนักนะ ก็ได้ งั้นมากับผม”

สุดท้ายดนัยก็ยินยอม บดินทร์ยิ้มขึ้นน้อยๆ ด้วยความดีใจที่ในที่สุดคำขอร้องก็สัมฤทธิ์ผล ทั้งสองสบตากัน ด้วยความหมายที่แตกต่าง ในขณะที่ดนัยกดลิทฟ์รอ บดินทร์มองดนัยด้วยเหตุผลที่ว่า ขอบใจที่ให้ติดตาม

ส่วนดนัยนั้นต่างออกไปเล็กน้อย…เขามองบดินทร์ด้วยความหมายที่ว่า....’ ปรารถนาเหลือเกิน’

ไม่มีคำพูดใดจากนั้น ทันทีที่ลิฟท์มา สองร่างก้าวเข้าไป เพื่อภารกิจตามหาสดายุ!!

>

>

>

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ในเรื่องการออกตามหาตัวของสดายุนั้น ไม่น่าเชื่อว่าบดินทร์จะกลายเป็นคนที่มีประโยชน์ขึ้นมา เพราะดันเคยไปรู้จักมักจี่กับโจรเข้าตอนที่ติดพนันบ่อนอยู่ด้วยกัน แต่ก็มีแค่นั้น เพราะในส่วนอื่นๆ ลูกน้องของดนัยจัดการเอาไว้ให้หมดแล้ว

“พี่เมธติดต่อมา ว่าล่วงหน้าเข้าไปข้างในก่อนแล้ว จะเข้าไปดูลาดเลาให้” ดนัยเอ่ยขึ้นทันทีที่กดวางสายจากกฤตเมธ ตอนนี้พวกเขาและเหล่าสมุนมือดีอีกสามคน มาถึงหมู่บ้านร้าง แหล่งกบดานของพวกโจรลักพาตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาเลือกที่จะจอดรถไว้ด้านนอก แล้วเดินเท้าฝ่าทางมืดทึบเข้าตัวหมู่บ้านเพื่อให้ง่ายต่อการพรางตัว

หลังหาที่จอดรถซุกซ่อนสายตาในความมืดได้แล้ว เหล่าชายฉกรรจ์มากฝีมือก็เตรียมตัวไล่ล่าพวกผู้รายตัวแสบ เพื่อแย่งชิงตัวประกันคนสำคัญคืน ทุกคนเตรียมพร้อม บดินทร์ก็พร้อม ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดคนไข้อีกต่อไปแล้ว เพื่อความคล่องตัว ดนัยเลยให้ลูกน้องคนสนิทหาชุดลำลองมาให้บดินทร์เปลี่ยน ชุดง่ายๆ แค่เสื้อยืดแขนสั้นสีดำ กางเกงยีนส์ กับรองเท้าผ้าใบ บดินทร์จัดแจงเดินตามกลุ่ม บอดี้การ์ดตัวล่ำของดนัย ทว่ากลับถูกนายใหญ่ของกลุ่มรั้งร่างเอาไว้เสียก่อน

“คุณรออยู่ที่นี่ดีกว่านะ ข้างในมันอันตราย” ดนัยว่า พลางดึงร่างของบดินทร์ให้เดินตามกลับมาที่รถ เขาไม่อยากให้บดินทร์ต้องเข้าไปเสี่ยง

“ไม่! ผมจะเข้าไปด้วย” เมื่อถูกห้าม บดินทร์ก็ออกอาการฉุนเล็กๆ เขาต้องการเข้าไปช่วยสดายุ ไม่ต้องการแค่รออยู่ตรงนี้ อยากเข้าไปช่วยเพื่อน บดินทร์สะบัดแขนตนออกจากอุ้งมือของดนัย เขาจะไม่ยอมรออยู่ที่นี่อย่างเดียวแน่ ถ้าไม่ให้ไปด้วย เขาก็จะเข้าไปคนเดียว!

“สภาพคุณตอนนี้ เข้าไปก็เป็นได้แค่ภาระ ผมไม่อยากเอาคนถ่วงแข้งถ่วงขาเข้าไปด้วยจนทำงานล่มหรอกนะ” เห็นว่าคนป่วยช่างดื้อ ถึงไม่ได้เหนือความคาดหมายนัก เพราะดนัยเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าคนดื้ออย่างบดินทร์ไม่มีทางยอมอยู่เฉย เขาเลยลองปรามาสอีกฝ่ายดู จี้จุดให้รู้ถึงสถานภาพของตัวเอง แต่ก็ไม่แน่ใจนักหรอกนะว่ามันจะกลายเป็นการสาดน้ำมันเข้ากองไฟหรือเปล่า...

"ผมไม่ทำตัวถ่วงคุณหรอกน่า! ผมไม่ได้โง่ขนาดนั้น!! " บดินทร์ฉุนขาด

'กะแล้วเชียว...'

"ก็ที่ทำอยู่นี่แหละ ถ่วง! " ดนัยถึงกับส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ

“เออ! แล้วแต่คุณจะว่าเถอะ แต่ถึงยังไงผมก็จะเข้าไป!” ยิ่งถูกห้ามบดินทร์ยิ่งเสียงดังขึ้น แท้จริงทั้งสองคนรู้ดี ว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายมัวแต่ดื้อดึงไม่ยอมฟังกัน จึงจำเป็นต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของตน ทว่า หากยังปะทะคารมกันต่อ ดูเหมือนจะไม่จบไม่สิ้น บดินทร์จึงไม่คิดจะโต้เถียงอีก ชายหนุ่มเลือกที่จะหุบปากเสีย แล้วเดินไปเองลำพัง โดยไม่สนใจคำทัดทานใดๆ ของหน้าไหนทั้งนั้น

ลมพัดแรงขึ้นทุกขณะ เสียงหวีดหวือดังชัด แรงลมหน่วงหนักเริ่มโยกต้นไม้รกครึ้มให้ไหวคลอนไปตามแรงมัน บดินทร์เดินจ้ำฝ่าแรงลมหน่วงหนัก นำลิ่วไป แบบไม่สนใจใครเลยแม้แต่ดนัย เห็นท่าจะรอต่อไปไม่ไหว ดนัยจึงต้องรีบจัดการขั้นเด็ดขาด คนอะไร โคตรดื้อ!

“อย่าดื้อดิคุณ” ดนัยสุดทนในที่สุดจึงรี่เข้ามาฉุดแขนซ้ายบดินทร์ขึ้น เพื่อลากจูงกลับไปขังไว้ในรถให้รู้แล้วรู้รอด แต่อีกคนก็ยังคงดื้อดึง ขืนตัวตัวไว้ไม่ยินยอมท่าเดียว

“ปล่อย!”

“ชิ! หาเรื่องจริงนะ!!” ร่างสูงใหญ่ฉุนกึก คว้าเอวแล้วยกทั้งร่างนั่นจนตัวลอยหวือ ด้วยบันดาลโทสะ บดินทร์เบิกตากว้าง สวนกำปั้นเข้าใส่อย่างลืมตัว แต่ดนัยที่รู้ทางตั้งแต่แรกรีบคว้าข้อมือบดินทร์ไว้แล้วจับตรึงไว้ด้านหลัง ให้ได้สิ้นหนทางขัดขืน

ดิ้นรนยังไม่ถึงเท่าไหร่ ทั้งร่างก็ถูกโยนโครมเข้าไปในเบาะหลัง ทั้งยังถูกคร่อมไว้ด้วยร่างของดนัยจนยากจะหลบหนี ตาจ้องตา ไม่มีใครยอมใคร

บดินทร์จะไปเสียอย่างใครก็ห้ามไม่ได้...

ดนัยไม่ให้ไปเสียอย่าง ใครก็ขัดไม่ได้...

“ผมขอล่ะ อย่าให้ถึงขนาดต้องขังไว้ในรถเลยนะครับ บดินทร์” สุดท้าย ดนัยก็เป็นฝ่ายขอยอมแพ้ และเป็นฝ่ายเริ่มขอร้องดีๆ กับบดินทร์ก่อน “ในนั้นมันอันตราย...ผมไม่อยากให้คุณบาดเจ็บ” พร้อมออกปากวอนเว้าเล็กๆ ตามสันดานปากหวานที่เป็นนิสัยประจำกาย

ได้ผล ทันทีที่ดนัยยอมลงให้ บดินทร์ก็คาบอาการแข็งเกร็งขัดขืน ดวงตาแข็งกร้าวที่จ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตาในคราแรก อ่อนแสงลงเล็กน้อย แทนด้วยสีหน้าแห่งความลำบากใจมาแทนที่

“...อย่าทิ้งผมไว้คนเดียวที่นี่ ได้โปรด...”

คราวนี้เป็นดนัยบ้างที่ต้องนิ่งอึ้ง กับใบหน้าหมดจดตรงหน้า ที่กำลังส่งสายตาอ้อนวอนตอบกลับมา เล่นเอาใจแข็งๆ ของลูกผู้ชายอย่างดนัยถึงกับอ่อนยวบ “แต่...”

“ขอร้องเถอะครับ ให้ผมเข้าไปกับคุณด้วย...ให้ผมได้เข้าไปช่วยสดายุกับคุณ...” เห็นว่าดนัยเริ่มใจอ่อน บดินทร์ก็ยิ่งออดอ้อน หนัก ถึงจะง่อยยังไง ก็ดีกรีนักแสดงเก่า เรื่องปั้นหน้าใช่ว่าจะไม่ถนัด ถึงตาจน ก็ต้องงัดออกมาสู้

“ผมรู้ ว่าคุณปกป้องผมได้...”

โดนอ้อนขนาดนั้นเข้าไป ใครเล่าจะอดใจไหว แม้ดนัยจะรู้อยู่แก่ใจ ว่าบดินทร์คงใช้ความพยายามน่าดู

แต่...ถึงบดินทร์จะกัดฟันพูด สำหรับดนัยนั้น

มันโคตรน่าฟัง...

ไม่ต้องถามถึงผลที่ตามมาหลังจากนั้น เพราะแน่นอนว่า ผู้พ่ายเป็นใครไปไม่ได้นอกจากดนัยที่ในที่สุดก็ยินยอมเอาภาระติดตามเข้าไปด้วย และในอึดใจต่อมา ทั้งห้ามุ่งหน้าสู้ความมืดพร้อมกัน ด้วยจุดหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือช่วยสดายุ

การบุกชิงตัวประกันเป็นไปตามแผนการ พลาดหน่อยตรงที่กฤตเมธโดนยิงตอนเข้าไปช่วยชิงตัวสดายุ แต่ก็ไม่ได้โดนจุดตาย ทำให้ดนัย ที่ตามเก็บเรื่องคนร้าย สามารถจัดการลำเลียงส่งโรงพยาบาลได้ทัน

และในคืนนั้นเองที่บดินทร์ได้รับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของดนัย ว่าที่แท้ชายหนุ่มไม่ใช่แค่ลูกนายพลจึงมีอิทธิพล แต่ตัวดนัยเองนั่นแหละที่มีอิทธิพลของจริงจากการเจ้าพ่อในวงการมืด บดินทร์ขนลุกไปทั้งตัวทันทีที่ได้รู้ เพราะนั่นหมายความว่า นอกจากเสี่ยอัครเดช ที่เป็นเจ้าของบ่อนเจ้าหนี้ของเขาแล้ว ชีวิตบดินทร์คนนี้ยังต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเจ้าพ่อตัวเอ้อีกคน ที่น่าจะร้ายกาจไม่แพ้เสี่ยอัครเดชอีกด้วย

ในตอนนั้นบดินทร์มีความคิดเพียงอย่างเดียว คือต้องการถอยออกมาให้ห่าง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองนั้นติดบ่วงนายพรานที่ชื่อว่าดนัยไปเรียบร้อยแล้ว และไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนอย่างไรก็ไม่มีทางหนีพ้นเสียด้วย

******************************************************

หลังจากเรื่องราวสงบลง วันรุ่งขึ้นดนัยทำเรื่องพาบดินทร์ออกจากโรงพยาบาล และจะพาอีกฝ่ายไปเก็บตัวไว้ที่เซฟเฮ้าส์ของเขาเองที่วังน้ำเขียว โดยให้ลูกน้องช่วยจัดการพาครอบครัวของบดินทร์มารอรับกันอยู่ที่นั่นแล้ว

และเนื่องจากกฤตเมธเข้ารับรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเดียวกัน มาอยู่ใต้บารมีของตระกูลดนัยต่อ เพื่อที่จะได้ไม่มีนักข่าวที่ไหนมาคอยวุ่นวาย ดังนั้นก่อนที่ดนัยจะพาตัวของบดินทร์ออกจากโรงพยาบาล จึงได้พาแวะเข้าเยี่ยมกฤตเมธก่อน

“รู้สึกข้าววันนี้ท่าทางจะอร่อยน่าดูเลยนะครับ” ดนัยส่งเสียงทักตั้งแต่หน้าประตูห้องพิเศษ เพื่อแซวคนป่วยที่เอาแต่อ้อนพยาบาลพิเศษของตัวเองไม่

“ของมันแน่อยู่แล้ว” กฤตเมธยิ้มรับคำแซวแบบไม่เคอะเขิน “ขอบใจนะ ที่ช่วยพี่ไว้...ขอบใจจริงๆ ว่ะดนัย” ก่อนตบท้ายด้วยคำขอบคุณจากใจ

“เฮ้ยพี่ คนกันเอง ไม่ช่วยพี่แล้วจะให้ผมไปช่วยใครล่ะ โอ๋ๆ อย่าร้องนะครับ” โดนคำขอบใจจริงจังเข้าหน่อย ดนัยเลยต้องรีบแก้เก้อ โดยการรีบจ้ำเข้าไปหาพี่ชายคนดี แล้วเอ่ยแซวซ้ำเพื่อตัดอารมณ์ซึ้ง เพราะไม่ว่ายังไง เขาก็ไม่ถนัดทางนี้ เรื่องซึ้งๆ นี่ดนัยขอผ่าน แล้วก็สำเร็จ เพราะทันทีที่สัพยอกออกไปคำว่า ‘ไอ้บ้า’ ก็ลอยมากระแทกหน้าอย่างจัง สมอารมณ์หมายเรียบร้อย

“ขอบใจนะดนัย ที่อุตส่าห์ไปช่วยเราไว้ ถ้าไม่ได้นาย เราคงแย่” คราวนี้เป็นตาสดายุเอ่ยคำขอบคุณบ้าง ดนัยยิ้มรับพลางเอื้อมมือไปหยิกแก้มสดายุเบาๆ คล้ายหมั่นเขี้ยว “คราวหน้าคราวหลังก็อย่าเที่ยวซ่าแบบนี้อีกนะ สงสารพี่เมธเหอะ แกแก่แล้ว....” ยังไม่ทันพูดจบหัวดนัยก็ปลิวตามมือกฤตเมธที่ผลักออกมาแบบสุดมือ ก่อนชี้หน้าคาดโทษแบบทีเล่นทีจริง เรียกเสียงหัวร่อต่อกระซิกกันทั้งสามคน

จะเว้นเสียก็แต่อีกคน ที่ยังคงยืนมองอยู่ไกลๆ ไม่กล้าแม้แต่จะเข้ามาในระยะสายตา อีกคนที่ลอบมองมาทางสดายุไม่วางตา มองด้วยสายตาที่แสดงความโหยหา จนกฤตเมธอดทักออกไปไม่ได้

“ขอบใจนะบดินทร์” คนเหม่อแทบจะสะดุ้งโหยงทันทีที่ถูกทัก

“ขอบใจที่นายอุตส่าห์ตามไปช่วยยุ ฉันขอบใจนายจริงๆ” ถูกพูดขอบคุณกันซึ่งหน้าบดินทร์ก็ได้แต่ยิ้มแหย แล้วรีบก้มหน้าหลบสายตาคมกล้าของกฤตเมธทันที เพราะบดินทร์รู้ดีว่าสายตานั่นคือสายตาของผู้เป็นเจ้าถิ่น ที่ปฏิเสธ ไม่ยอมให้เขาได้ล่วงล้ำเข้าไปในเขตปกครอง...ที่มีของเลอค่าแสนหวงแหน

ทว่า...สุดท้ายบดินทร์ก็ไม่อาจห้ามใจ ที่จะช้อนสายตาของตนขึ้นมองไปยังคนที่ตนแสนปรารถนาอีกครั้ง...

ยังอาวรณ์เหลือเกิน...

.......!!!? ตาสบตา ทันทีที่แอบสอดส่อง เล่นเอาคนแอบมองสะท้านวาบ จะเบือนหน้าหลบก็ไม่ทัน จึงต้องยืนใจสั่นจดจ้องอย่างตรงไปตรงมา

“เฮ้...ไปเป็นเพื่อนซื้อกาแฟหน่อยสิ”

“เอ๊ะ?” คำชวนที่จู่ๆ ก็ลอยมากระแทกหน้า เล่นเอาบดินทร์ถึงกับเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก

ยังไม่ทันจะได้จับต้นชนปลายเท่าไหร่ เขาก็ถูกสดายุลากตามออกจากห้องคนป่วยไปด้วยกันเสียแล้ว

>

>

>

“เอาน้ำอะไรไหม? ลาเต้ปั่นของที่นี่อร่อยนะ” หลังจากมาถึงหน้าร้านเก่าร้านเดิม ที่สดายุเคยแวะมาชิมตอนมาเยี่ยมบดินทร์ครั้งนั้น สดายุก็หันมาถามคนที่เดินตามต้อยๆ ไม่พูดไม่จาตั้งแต่ออกจากห้อง บดินทร์หน้าเหวอขึ้นเล็กน้อย เพราะไม่นึกว่าจะโดนถาม “มึงชอบกินลาเต้ปั่นไม่ใช่รึไง? ไม่เอาสักแก้วล่ะ”

‘มึงชอบลาเต้ปั่นไม่ใช่เหรอ? ...’ คำถามนี้สะท้อนไปมาในหัวของบดินทร์ ทั้งก้องอยู่ในโสตประสาท และยังแว่วหวานถึงความทรงจำ อันเนิ่นนาน ใบหน้าเศร้าหมองเริ่มทอประกายสดใสขึ้น ริมฝีปากที่เม้มแน่น ค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้ม “...ยังจำ...ได้ด้วยเหรอ ว่ากูชอบ ลาเต้ปั่น” อึกอักถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“ก็ชอบกินลาเต้เหมือนกันนี่ แต่กูชอบไม่ปั่น ส่วนมึงชอบกินแบบปั่น แค่นั้นทำไมจะจำไม่ได้...กูเป็นคนจำแม่น มึงก็รู้” สดายุตอบ โดยไม่ได้หันมามองทางบดินทร์เลยแม้แต่นิด ว่าท้ายประโยคของตนนั้น ทิ่มแทงใจของคนที่ยิ้มค้างอยู่มากเพียงใด บดินทร์ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก ได้แต่ยืนเงียบ ยินเพียงเสียงสั่งน้ำของสดายุเท่านั้น ‘น้องครับ ขอลาเต้ปั่นหนึ่ง ไม่ปั่นหนึ่ง วิปครีมเยอะๆ อ่อ ราดคาราเมลฉ่ำๆ เลยนะน้อง เอ่อพี่เอา...’

“เฮ้ย...มึงจะยืนลดพลังวิญญาณอีกนานไหม? เอาแก้วมึง”

บดินทร์สะดุ้งเล็กๆ เมื่อถูกเรียกขาน เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเหม่อไปนานแค่ไหน เพราะกว่าจะรู้ตัวอีกที ลาเต้ปั่นวิปครีมพูนแก้วก็ส่งถึงมือเขาแล้ว พร้อมกับจาน Choc Devil Cake อีกหนึ่งถูกยื่นมาให้ถือเต็มไม้เต็มมือ แค่เห็น น้ำตาของบดินทร์ก็พาลจะไหล

สดายุจำได้...

จำได้ว่าเขาชอบลาเต้ปั่น ที่ใส่วิปครีมจนพูนและราดคาราเมลเยอะๆ

และยังจำได้ว่าเขาชอบทานเค้กช็อกโกแลตมากขนาดไหน...

สดายุยังจำได้...

แม้แต่เรื่องของชอบของคนเลวๆ คนนี้ สดายุก็ยังจำได้

“รีบไปนั่งดิเฮ้ย เดี๋ยวที่ก็เต็มกันพอดี” ก่อนที่หยาดน้ำตาของบดินทร์จะถูกกลั่นออกมาเป็นหยด สดายุก็เร่งผลักคนที่สูงใหญ่กว่าตนเล็กน้อยให้ได้เคลื่อนร่างออกจากหน้าร้าน เพื่อหาที่นั่งเสียที “เอ้า...นั่งตรงนี้แหละ” แล้วดันคนที่ยังเดินเหม่อ งกๆ เงิ่นๆ ให้นั่งปุลงบนโซฟาหน้าร้านแบบไม่เบามือนัก

จากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมคนทั้งคู่อีกครั้ง เนิ่นนาน เสียจนบดินทร์ไม่กล้าหยิบจับอะไรทั้งนั้น มีก็เพียงสดายุ ที่ดูดลาเต้ของตน ซืดๆ อยู่ฝ่ายเดียว กระทั่งลาเต้หมดแก้ว

“รีบกินซะสิ กูจะขึ้นข้างบนแล้ว” สดายุแกล้งเร่ง

“อ..อืม” และบดินทร์ก็รีบกินของตรงหน้าตามที่สดายุว่า โดยไม่ยอมพูดยอมจาอะไรเช่นเดิม เขาไม่กล้าจริงๆ กลัวว่าจะเผลอพูดอะไรออกไปแล้วทำให้สดายุไม่พอใจ แค่การได้มานั่งกินกาแฟ กินเค้กด้วยกันอย่างตอนนี้ ก็เกินฝันมากพอแล้ว

เห็นคนตรงหน้ากินเอาๆ สดายุก็ได้แต่จ้องมอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาบางๆ แล้วเอ่ยบางอย่างกับอดีตเพื่อนรัก

“ขอบใจนะ ที่มึงอุตส่าห์ไปช่วยกู”

คำขอบใจทำบดินทร์ชะงัก ดวงตาคู่โศกค่อยๆ ช้อนมองคนตรงหน้า ทว่าแสงสว่างเจิดจ้าเกินไปที่ส่องมาจากด้านหลังของสดายุจนเกิดเงานั้น ทำให้บดินทร์ไม่อาจมองเห็นว่าสดายุกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่

แต่...การที่มองไม่เห็นแบบนี้ มันอาจดีแล้วก็ได้

อย่างน้อยการที่ไม่ต้องเห็นสายตาของสดายุตรงๆ อาจทำให้บดนิทร์กล้าพอจะเอ่ยความในใจ

“...คือ...กูไม่ได้ทำไปเพื่อล้างบาปที่ทำกับมึงหรอกนะ...” บดินทร์อธิบาย เกรงว่าสดายุอาจเข้าใจเจตนาของตนผิดไป...

“กูรู้” และคำตอบของสดุก็สามารถเรียกกำลังใจของบดินทร์ให้กลับมาได้อีกโข ริมฝีปากสั่นระริก เลยกล้าที่จะเอ่ยเจรจา

“...ยุ...คือกู” ทว่า สดายุกลับไม่เปิดโอกาสให้เขาอีกเป็นหนที่สอง”

“ดิน กูกลับไปเป็นเหมือนเดิมกับมึงไม่ได้แล้วว่ะ ไม่ว่ายังไงกูก็ทำไม่ได้ มึงเป็นคนที่ให้ตายกูก็เกลียดไม่ลง แต่มันก็คงฝืนใจกูเกินไป ถ้าจะให้กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน กูเป็นคนผูกใจเจ็บ มึงก็รู้ ลองได้ฝังใจไปแล้ว กูเลิกคิดยาก เพราะงั้น ถ้ามึงยังคาดหวัง กูก็ขอให้มึงเลิกคิดเสียเถอะ”

คำปฏิเสธของสดายุชัดเจน แจ่มแจ้งเสียจนบดินทร์ไม่อาจกลั้นน้ำตาของตนเอาไว้อีกต่อไปได้

น้ำตาที่ถะถั่ง หลั่งไหลลงเต็มสองแก้ม รินรดเผลาะแผละลงบนก้อนเค้กราวกับน้ำฝน เพียงครู่เสียงสะอื้นฮั่กก็ดังตามออกมา พร้อมคำว่า ‘ขอโทษ’ สดายุจับจ้องคนที่เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือเข้าหาใบหน้าที่ก้มต่ำนั่น แล้วบรรจงใช้ปลายนิ้วโป้งปาดหยาดน้ำตาออกให้อย่างเบามือ

การกระทำนั้น ทำบดินทร์ชะงักการสะอื้น ดวงตาแดงก่ำฉ่ำชื้นช้อนขึ้นมองสดายุอย่างไม่เชื่อสายตา

รอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานานแสนนานปรากฏขึ้นตรงหน้า

“กูกลับไปเป็นเหมือนเดิมกับมึงไม่ได้ก็จริง......แต่กูเริ่มใหม่กับมึงได้นะ”

ได้ยินคำนี้เข้าไป บดินทร์ถึงกับสะอื้นก้อนน้ำตาออกมาอีกรอบ ในตอนนั้นสิ่งเดียวที่เขาคิดคือ ดีใจเหลือเกินที่ยังมีชีวิตอยู่

แต่ถึงจะมีความสุขอย่างไร สุดท้ายก็ต้องส่งสดายุคืนให้กับกฤตเมธ เมื่อเวลาจากลามาถึงบดินทร์ก็ต้องออกจากโรงพยาบาลมาพร้อมกับดนัย ไปที่เซฟเฮ้าส์ของอีกฝ่ายตามที่ดนัยบอกว่ามีครอบครัวของเขาไปรออยู่ล่วงหน้าแล้ว

ถึงตรงนี้บดินทร์ก็ได้แต่เจ็บยอกในอก กับสิ่งที่ดนัยทำให้

ทั้งเรื่องที่ช่วยชีวิต

ช่วยจัดการเรื่องโรงพยาบาลที่ไม่มีนักข่าวหน้าไหนวสักคนตามตัวได้ ทั้งๆ ที่เขาเองกำลังเป็นที่ต้องการตัวของนักข่าวมากในตอนนั้น

ทั้งเรื่องที่ช่วยจัดการเรื่องที่ซ่อนตัวจากสังคม

เรื่องเซฟเฮ้าส์

เรื่องครอบครัว…

นี่เขา…ติดหนี้บุญคุณของดนัยกี่เรื่องกัน หนี้บุญคุณที่เขาไม่ต้องการเหล่านั้น

>

>

>

‘กูกลับไปเป็นเหมือนเดิมกับมึงไม่ได้ก็จริง......แต่กูเริ่มใหม่กับมึงได้นะ’

“ไม่ได้เห็นคุณยิ้มมานาน มีเรื่องดีๆ สินะ” ดนัยทักขึ้น เมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ข้างกันอมยิ้มอยู่คนเดียว แน่นอนว่าบดินทร์ไม่ได้ตอบอะไร ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับอยู่แบบนั้น และรีบปรับสีหน้าเป็นปกติทันที ไม่ยอมหลุดยิ้มต่อหน้าดนัยอีก

บดินทร์ได้แต่สบถในใจ ให้ตายเถอะ! เขากำลังหาวิธีจัดการกับหนี้บุญคุณของดนัยอยู่แท้ๆ แต่ดันเผลอนึกไปถึงคำที่สดายุพูดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ได้ พอนึกถึงครั้งหนึ่ง ก็พาลละเมอยาวว่าจะได้กลับไปเป็นเพื่อนที่รักกันอีก จนลืมไปเลยว่าตอนนี้กำลังอยู่บนรถของใคร!

“อะไรกันคุณ ทักนิดทักหน่อย หน้าบึ้งซะแล้ว ยิ้มอีกสิ ผมชอบ” ดนัยแกล้งแซว ขณะ ที่สายตายังคงแน่วแน่อยู่กับถนนมุ่งสู่นอกเมือง เส้นทางที่จะนำเขาทั้งคู่ไปยังเซฟเฮ้าส์ส่วนตัวของบ้านดนัย ที่ซึ่งมีครอบครัวของบดินทร์รออยู่ตามนัดหมายของดนัย เพื่อเหตุผลในการหลบนักข่าว

“ผมต้องทำตามใจคุณทุกอย่างหรือเปล่า แม้กระทั่งการนั่งปั้นหน้ายิ้มเป็นตุ๊กตาให้คุณดู” บดินทร์ย้อน

บรรยากาศผ่อนคลายหายไปจากรถทันที บดินทร์เบือนหน้ามองข้างทาง ส่วนดนัยก็ถึงกับเงียบขึงไปเช่นกัน สองมือที่ถือพวงมาลัยกำแน่น แม้ไม่ตั้งใจ แต่คนอย่างดนัยดันทนกับอะไรได้ไม่นาน เรียกว่าไม่เคยทนเลยน่าจะดีกว่า

และโดยไม่ตั้งใจ มือที่จับพวงมาลัยอยู่ก็ดันหักเลี้ยวแบบสุดตัว แล้วบึ่งขึ้นทางยกระดับออกสู่อีกฟากของจุดหมายปลายทางเดิม

“เฮ้ย! คุณจะไปไหน!? ทางนี้ไม่ใช่ที่ที่เราต้องไปนี่!” บดินทร์ร้องถาม เมื่อเห็นว่ารถออกนอกเส้นทางกะทันหัน

ทว่าถามไปก็เท่านั้น เพราะดนัยไม่ยอมตอบ แต่กลับกดเบอร์หาลูกน้องคนสนิทแทน

“มานพ บอกคุณบดีและครอบครัวด้วยว่า บดินทร์ยังไปหาวันนี้ไม่ได้ ให้รอที่นั่นไปก่อนแล้วกัน”

*******************************************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
มอบตัว
PART 1

ครืน...ซ่า....

ซ่า...ซ่า......

เสียงคลื่นกระทบฝั่งวังเวงแว่ว ท้องทะเลสีดำเวิ้งว้างทอดไกลสุดลูกหูลูกตา หากแต่ระยิบระยับประดับประดาไปด้วยเรือตกหมึก สีเขียวเรืองรอง ลอยฟ่องไปหมด ราวกับอัญมณี มรกตสีสวย

ท้องทะเลสุดลูกหูลูกตาพราวระยับ ตรงหน้าหาดเองก็สว่างไสวด้วยสปอร์ตไลท์สีเหลืองนวลตา หาดส่วนตัวที่ตั้งใจสร้างบรรยากาศแสนโรแมนติก

ใช่...สิ่งที่เห็นอยู่คือความงามวิจิตร ที่สามารถทำให้หัวใจที่ร้อนรุ่ม สงบลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ

แต่ทว่า...คงใช้ไม่ได้กับหัวใจของบดินทร์ในตอนนี้ ชายหนุ่มนั่งกอดอกหน้ายู่อยู่ในรถ จ้องมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนกระดกเบียร์สบายใจเฉิบอยู่ตรงกระโปรงรถแบบไม่วางตา ทั้งที่เป้าหมายที่แท้จริงของเขาในวันนี้ คือการกลับบ้าน หรือที่ไหนก็แล้วแต่ที่มีพ่อกับครอบครัวรออยู่ แล้วนี่คืออะไร ทำไมเขากลับต้องมานั่งแกร่วอยู่ตรงหาดส่วนตัวอะไรสักอย่างกับดนัยสองต่อสองด้วย

ทะเลหัวหิน ตอนเกือบเที่ยงคืน นี่มันไม่ตลกนะ!!

“เฮ้ จะไม่ออกมาดื่มด้วยกันหน่อยเหรอ? มารยาทแย่จังนะคุณเนี่ย” นั่งเหม่ออยู่ครู่ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ดนัยเดินมาเปิดประตูเรียกนั่นแหละ แถมมีแขวะเล็กๆ ด้วย ดนัยยิ้มหวาน แม้จะถูกบดินทร์มองจ้องอย่างกับจะจับหักคอ แต่ก็เท่านั้น เพราะสุดท้าย บดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์นัก ก่อนจะลุกออกจากรถตามที่ดนัยเอ่ยปากชวน

ทำไงได้ สถานภาพของเขาตอนนี้ ก็ไม่ต่างจากเบี้ยล่าง หรือนักโทษที่กำลังถูกควบคุมตัว จะหือจะอือมาก เดี๋ยวโดนทิ้งไว้ที่นี่ขึ้นมาเขาอาจลำบากกว่าเดิม เพราะทั้งมือถือ ทั้งกระเป๋าเงิน ทุกอย่างอยู่ที่คอนโดทั้งหมด ตัวเขาตอนนี้ไม่มีอะไรติดตัวเลย แม้แต่เงินสักแดงเดียว!

“ผมไม่ชอบดื่มเบียร์ คุณมีบุหรี่ไหม?” บดินทร์ปฏิเสธกระป๋องเบียร์อย่างดีมียี่ห้อทันทีที่ดนัยยื่นให้ กับเหล้าเท่าไหร่เท่ากัน แต่กับเบียร์นั้นเขาไม่ไหว ทนกลิ่นมันไม่ได้จริงๆ ปฏิเสธเบียร์กระป๋องใหญ่ แต่เอ่ยปากขอสิ่งที่ถูกจริตกว่า แน่นอนว่าดนัยย่อมมีตามที่เอ่ยปากขอ

“ยี่ห้อนี้ได้หรือเปล่า ผมชอบเย็นๆ น่ะ” ดนัยยิ้ม วางกระป๋องเบียร์ลงบนกระโปรงหน้า ก่อนจะล้วงบุหรี่ซองหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อสูทลำลองของตน Marlboro Ice Blast ซองดำน้ำเงินถูกยื่นมาให้ บดินทร์รับมาโดยไม่ได้กล่าวอะไร ปกติเขาสูบแอลเอ็มแดง แต่เอาเข้าจริง ยามเครียดๆ ขึ้นมา จะยี่ห้ออะไรเขาก็ดูดได้ทั้งนั้น

หยิบบุหรี่ขึ้นคาบ ก็นึกขึ้นได้ว่าต้องขอไฟแช็ค ทว่าขณะที่กำลังจะยื่นมือออกไปขอ...

ชริ้ง...แชะ!

แสงไฟจาก Zippo ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเสียก่อน คนจุดรอ ทอดรอยยิ้มพิมพ์ใจ รอยยิ้มที่บดินทร์รู้ดีว่า มันหลอกลวงทั้งเพ ถึงกระนั้น เขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า การยอมจุดบุหรี่จากไฟที่ดนัยยื่นให้

คนมันจนตรอก จะยื่นขนนกหรือแซ่มาให้ เขาก็ต้องยินดีรับทั้งนั้น

ฟู่...บดินทร์อัดบุหรี่เข้าปอดหนักๆ ฟอดใหญ่ๆ นิ้วคีบบีบเม็ดบีทส์ตรงก้นกรองเพิ่มความเย็นฉ่ำชุ่มคอ พอได้พ่นควันออกมาจนสุดปอด ก็ทำให้สมองโล่งขึ้นได้นิดหน่อย บดินทร์เหม่อมองกลุ่มควันจากปอดของตนที่กำลังโดนลมบกหอบลงทะเล ความขมเฝื่อนติดลิ้นช่วยพยุงสติเขาไว้ได้เล็กน้อย...

อืม…รสดี

ขณะที่บดินทร์ ยังคงเสพสุขกับรสละมุนลิ้นของบุหรี่มีราคา กว่าจะรู้ตัวว่ามีใบหน้าของดนัยเคลื่อนเข้าใกล้ ก็ช้าเกินกว่าจะระวังตัว

ดวงตาคู่สวยเบิกว้างทันทีที่ดนัยก้มลงประกบริมฝีปาก

“อื้อ...!?” บดินทร์ชะงักไปด้วยอารามตกใจในทีแรก พอตั้งสติได้ มือข้างที่ว่างก็ออกแรงดันร่างหนากว่าให้พ้นทาง แต่ดูเหมือนยิ่งดัน ร่างนั้นยิ่งโถมใส่ ริมฝีปากที่พยายามเบือนหนี ก็ถูกรุกไล่ จนมิอาจหลุดพ้นได้โดยง่าย แรงบดขยี้ที่ได้รับ แม้ไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บปวด แต่ก็รู้สึกได้ว่าคงทำให้ปากเจ่อได้ คิ้วหนาของบดินทร์ขมวดมุ่น ความหงุดหงิดแล่นวาบเข้ามาในความคิด ริมฝีปากที่ยังคงถูกบดคลึงจึงเผยอขึ้น หวังฝังเขี้ยวผู้รุกรานให้ได้เลือดสักรอบ…ทว่าในเสี้ยววินาที ก่อนจะทันได้ขยับ ริมฝีปากผู้รุกรานกลับไหวตัวทันเสียก่อน และมันก็เอ่ยกระซิบข้อตกลงชั่วร้าย อยู่บนริมฝีปากของบดินทร์ “นี่...ถ้าว่าง่ายๆ ผมจะยอมพาคุณกลับแต่โดยดีนะ”

‘นั่นสินะ...เขาจะขัดขืนไปทำไม’ บดินทร์ฉุกคิด

‘ตัวเขายังเหลืออะไรให้น่าหวงแหนนักเหรอ? ก็ไม่มีนี่ ในเมื่อมันยังเหลือค่าพอจะต่อรองอะไรได้บ้าง ทำไมเขายังต้องดิ้นรน’

“...อืมมมม...” ไร้คำตอบใดๆ เพียงเผยอริมฝีปากเพียงนิดแทนความหมายเท่านั้น และไม่ต้องรอนาน ก็ถูกเรียวลิ้นร้อนแรงของดนัย ล่วงล้ำเข้ากวาดชิมความหวานล้ำภายในช่องปากอย่างเสน่หา เสียงจ๊วบจ๊าบ จากการผสมผสานระหว่างน้ำลาย อากาศ และสองลิ้นพัวพัน ทำบดินทร์อดขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิมไม่ได้ เขาไม่ชอบการถูกรุกรานแบบนี้ พูดได้เต็มปากว่าออกจะขยะแขยงมากด้วยซ้ำ

บดินทร์ไม่ได้หลับตา เช่นเดียวกับดนัย แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างกันเล็กน้อย นั่นคือบดินทร์ไม่ต้องการหลับตาพริ้มราวกับยอมทอดทั้งกายเพื่อรองรับจูบจากผู้ชายที่ตนไม่ชอบขี้หน้า ส่วนดนัยนั้นแตกต่าง เขาไม่อาจข่มตาหลับลงได้ เพราะดวงตาแข็งกร้าวของบดินทร์กำลังปลุกเร้าเขาจนพลุ่งพล่าน ทั้งคู่ต่างจดจ้องกันในระยะประชิด จากการบดเบียดริมฝีปากกันไปมา ดวงตาบดินทร์ฉายชัดถึงความจำใจ นั่นทำให้ดวงตาของดนัย แสดงความพึงใจออกมาอย่างชัดเจน

และความร้อนแรงจนแทบจะเผาร่างเขาให้ไหม้เป็นจุลที่ส่อออกมาจากดวงตาคู่สวยของดนัยนั้น สุดท้ายบดินทร์ก็สุดต้านทาน เขาหลับตาลงในที่สุด พยายามให้สมองคิดไปถึงเรื่องอื่น แล้วปล่อยให้มีเพียงร่างกายเท่านั้น ที่ต้องรองรับเรื่องระยำที่ยังเกิดต่อเนื่องนี่

จ๊วบ...อึ่ก.... เสียงเปียกชื้นในปาก โจมตีโสตประสาทและสมองที่ล่องลอยของบดินทร์อยู่อย่างต่อเนื่อง น้ำลายเปียกฉ่ำเริ่มไหลออกทางมุมปาก ให้ตายเถอะ ดนัยรุกรานจนบดินทร์ไม่สามารถกลืนน้ำลายได้ทัน มือที่ว่างอยู่ เริ่มควานหาที่ค้ำยัน เมื่อร่างกายถูกโถมทับจากร่างหนากว่าหนักหน่วงขึ้น พอเลิกขัดขืน ก็ยิ่งถูกรุกรานหนักข้อ แม้พยายามปฏิเสธว่าสรจูบนี้มันช่างห่วยแตก แต่ร่างกายกลับทรยศจิตใจได้อย่างน่าทุเรศ เมื่อมันกลับตอบรับเรียวลิ้นจาบจ้วงนั่นราวกับกำลังยินดี

“...อา...” บดินทร์อดครางออกมาเบาๆ ไม่ได้ เมื่อริมฝีปากที่บดเบียดกันอย่างเร่าร้อนอยู่เมื่อครู่นั้น ค่อยๆ ผละจากกันอย่างอ้อยอิ่ง

ด้วยใบหน้าที่ร้อนฉ่านั้น ทำให้บดินทร์ยังไม่คิดจะลืมตา เขาต้องการปรับอารมณ์ให้เข้าที่ก่อน ไม่อยากยอมรับสักเท่าไหร่หรอกนะ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าดนัยจูบเก่งเอาเรื่อง ถ้าตัดเรื่องความสัมพันธ์แย่ๆ ระหว่างกันทิ้งไป เขาคงเคลิ้มกับจูบของหมอนี่ไม่น้อย

“รสชาติเยี่ยม” นี่คือคำชื่นชม ที่ดนัยอดมอบให้กับบดินทร์ไม่ได้ คำเดียวเท่านั้น ก็สามารถทำให้บดินทร์ลืมตาโพลงขึ้นมาค้อนดนัยได้ทันที แม้พวกเขาจะอยู่ห่างจากดวงไฟส่องทางออกมาพอสมควร แต่ดนัยก็เห็นได้ชัดเจน ว่าใบหน้าซับสีเลือด และริมฝีปากฉ่ำน้ำของบดินทร์นั้นเย้ายวนแค่ไหน ดนัยเผลอกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ให้ตายสิ เขาจะห้ามใจไม่จับบดินทร์กดไหวไหมเนี่ย...

"พอใจหรือยังล่ะ? กลับได้แล้วสินะ" ความหวามไหวหายลับออกจากสาระบบ บดินทร์ผลักร่างดนัยออกให้พ้นทาง ก่อนจะเดินเลี่ยงห่างออกมาเล็กน้อย อารมณ์เกลียดพลุ่งพล่านตีรวน เขาอัดบุหรี่ที่เหลือเข้าปอดเฮือกใหญ่ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในหัวอก แล้วรีบทวงสิ่งที่ตนควรได้รับจากถ้อยสัญญาของดนัย

"คร๊าบๆ ผมไม่หน่วงคุณไว้นานหรอกน่า แค่พามาสงบสติอารมณ์หน่อยแค่นั้นเอง" ดนัยว่าพลางยักไหล่เล็กน้อย แล้วกอดอกพิงกายกับกระโปรงหน้ารถคันหรูของตน

คำยั่วเย้าทำบดินทร์ฉุนขึ้นมาอีกคำรบ ใครกันแน่ที่ต้องสงบสติอารมณ์! แต่ก็คร้านจะโต้เถียง จึงเร่งอัดบุหรี่ที่เหลืออีกนิดหน่อยเข้าปอดอีกสองสามสูด แล้วขยี้ก้นกรองทิ้งลงบนผืนทราย จากนั้นก็พาตัวเองขึ้นไปนั่งรอตรงที่นั่งข้างคนขับเช่นเดิม โดยไม่ใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะมอง หรือจะว่าอะไรเพิ่ม

ใครใคร่อยู่ต่อก็ตามใจ เขาหลับรอในรถก็ได้!

อารยะขัดขืนได้ผล เพราะสุดท้ายดนัยก็ตามขึ้นมาประจำที่คนขับในที่สุด

"ก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมก็เคยพายุมาสงบจิตสงบใจที่นี่นะ" ทว่าก่อนจะได้ทำอะไร ดนัยก็เปิดประเด็นชวนคุยต่อ ด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจเสียด้วย

"ตอนนั้น ยุเขาจิตตกเรื่องพี่เมธ ผมเลยต้องพาเขามาปลอบใจถึงที่นี่..." ดนัยพยายามพูดจาส่อเจตนาให้คิดลึก โดยการพูดไปพลาง ใช้ปลายนิ้วลูบริมฝีปากตัวเองไปพลาง

ความพลุ่งพล่านที่มีอยู่เป็นทุน ทำบดินทร์โพล่งถามแบบลืมคิดหน้าคิดหลัง "แล้วไง? อย่าบอกนะว่าคุณขอจูบยุเป็นสิ่งตอบแทนด้วย!? "

"หึหึ...ผมจะไปกล้าได้ยังไงล่ะ เดี๋ยวพี่เมธได้เล่นงานผมตายสิ" เข้าทางตามที่ดนัยวางไว้ ชายหนุ่มแสร้งทำยิ้มซื่อพร้อมเจรจาเจื้อยแจ้ว

"หึ! ระดับคุณ คนอย่างกฤตเมธจะทำอะไรได้! " ยินคำสรรเสริญ ก็อดค่อนขอดไม่ได้ ต่อหน้าดนัย เขาไม่จำเป็นต้องปิดบังความรู้สึกที่มีต่อกฤตเมธ

"ใช่...ถ้าแค่พระเอกเนื้อทองธรรมดาก็คงไม่อยู่ในสายตาผมหรอก...แต่สำหรับพี่เมธที่ผมให้ความศรัทธาไม่ต่างจากพี่ชายแท้ๆ อย่าว่าแต่ตัวผมเองจะทำอะไรเลย...ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้องพี่ผมทั้งนั้น"

คำสาธยายของดนัย บดินทร์ก็เข้าใจอยู่หรอก แต่จะให้ร่วมยินดียินร้าย ให้ตายเขาก็ไม่มีวันรู้สึก จะเคารพศรัทธาอะไร ก็แล้วแต่แล้วกัน มันไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้วนี่ 'เหอะ' ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่ต้องหยันออกมาเบาๆ

"เกลียดพี่เมธสินะคุณน่ะ" ยินเสียงเย้ยหยันจากคนข้างกาย ดนัยก็เหยียดยิ้มถูกจริต พร้อมถามอย่างตรงไปตรงมา แท้จริงเขารู้อยู่ก่อนหน้าแล้วว่าบดินทร์ไม่ชอบกฤตเมธ แต่อยากรู้นัก ว่าจะไม่ชอบถึงขนาดไหน...และถ้าเขาเดาไม่ผิดล่ะก็... "เกลียด เพราะพี่เมธเป็นคนรักของยุ"

คำถามเสียดแทง แต่บดินทร์ก็ไม่คิดปฏิเสธ ถูกแล้วล่ะ เขาเกลียดกฤตเมธ ยิ่งเกลียดหนักที่เขาไม่สามารถแสดงออกไปได้ว่าเกลียดกฤตเมธแค่ไหนต่อหน้าสดายุ รู้ดีว่าทุกอย่างเป็นความผิดของตนทั้งสิ้นแต่ก็ไม่สามารถทำใจยอมรับได้อยู่ดี ที่ต้องมีผู้ชายอื่นอยู่ข้างกายของสดายุนอกจากตน เป็นผู้หญิงซะยังทำใจง่ายกว่า ทำไมต้องเป็นกฤตเมธด้วย!

"เกลียดที่พี่เมธได้หัวใจของยุไป ยิ่งเกลียดเพราะรู้ว่าแม้แต่ร่างกาย ยุก็คงพลีให้พี่เมธด้วย..." ดนัยไม่หยุดจี้ใจดำ และแต่ละถ้อยคำที่ออกจากปากนั้นก็ราวกับคมมีดปากฉลาม ที่หั่นเลื่อยหัวใจเจ็บช้ำของบดินทร์ให้บาดแผลยิ่งกินลึกชุ่มเลือด สุดทนจนไม่อาจอยู่ร่วมในที่แคบไหว บดินทร์กระชากประตูเปิด หวังหนีออกนอกรถเสียตอนนั้น ไม่อยากฟังใครพล่ามอะไรให้ระคายเคืองจิตใจอีก

!!!?

แต่ดูเหมือนซาตานจะไม่ยอมให้หลบหนี ฝ่ามือแกร่งตามมากระชากประตูปิดล็อคไว้ได้ทันพอดีกับที่บดินทร์ตั้งท่าจะเปิด การถูกคร่อมร่างเบียดบังในระยะประชิด ทำบดินทร์สะดุ้งไหว เหวี่ยงศอกหลังไปตามสัญชาตญาณ โชคร้ายที่ดนัยหลบได้ทันแบบหวุดหวิด ทำให้ชีวิตของบดินทร์ถูกต้อนจนมุมอีกครั้ง

"อะไรกันคุณบดินทร์ เอะอะก็เอาแต่หนีนะคุณเนี่ย" ดนัยเย้า ก่อนจะผละจากตัวบดินทร์แต่โดยดี เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยอมหยุดนิ่ง

"นี่คนอย่างผมคงไม่มีโอกาสได้มีลมหายใจเป็นของตัวเองอีกแล้วสินะ เจ้านาย...บุญคุณของเจ้านายท่วมหัวมากเสียด้วย จะเนรคุณซะก็คงจะดูระยำเกินไปสินะครับ ยังไงดีล่ะ? จะให้ผมทดแทนด้วยอะไรดี? แต่ขอตอบแทนเป็นอย่างอื่นนอกจากเงินเถอะนะครับ แค่หนี้เก่า ก็เยอะจนผมแทบจะชดใช้ไม่หมดอยู่แล้ว...ขอร้องล่ะครับนาย ช่วยล้างหนี้บุญคุณครั้งนี้ให้หมดไปจากหัวผมเสียที"

เมื่อจนตรอกไร้ทางหนี บดินทร์ก็ได้แต่ต่อรองด้วยจิตใจที่หยาบช้าของตน ไม่อยากเกี่ยวพันกับคนคนนี้อีกต่อไป บดินทร์พร้อมทำทุกอย่าง ให้โดดน้ำทะเลตาย หรือขายร่างกาย ขอแค่ไม่ต้องพบเจอดนัยอีกเป็นพอ!

"หึ...ปากคุณนี่ นอกจากกับสดายุแล้ว เคยอ้อนใครบ้างไหมเนี่ย? ทีอยู่ต่อหน้ายุนี่ อ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟ แต่พออยู่กับผมทีไร กลายร่างเป็นกระบองเพชรทุกที..." ดนัยตัดพ้อ

"ผมคงไม่จำเป็นต้องเอาคุณไปเทียบกับสดายุมั้ง" บดินทร์ตัดบท ในเมื่อขนาดนี้ยังไม่ได้ผล คงไม่ต้องเจรจาอะไรกันอีก

"ใช่สิ...ผมไม่ได้เป็นที่รักเหมือนสดายุนี่"

"................"

"ผมรู้...คุณรักยุ รัก...เหมือนที่พี่เมธรัก อยากได้ทั้งหัวใจและ...ร่างกาย...อยากนอนกับยุ..."

"เออ! รู้ก็ดีแล้วนี่! ใช่!! ผมเป็นเกย์! และหลงรักยุมานานแล้ว! ถูกของคุณเลย ไอ้ชั่วตัวนี้แหละที่แอบรักและหวังจะฟันยุให้ได้อยู่ทุกลมหายใจ แต่มันใจหมา มันไม่กล้าพอ! แถมยังไม่มีหน้าไปพบอีกเพราะเสือกทำเรื่องเหี้ยๆ จนยุต้องออกจากวงการ! ทีนี้รู้แล้วสิว่าผมเกลียดไอ้กฤตเมธมันแค่ไหน ที่มันมาชุบมือเปิบ ขโมยยุของผมไป ทั้งๆ ที่อุตส่าห์ภาวนาให้มันตายไปตั้งแต่โดนยิง แต่มันก็เสือกดวงแข็ง หึ! ยังอุตส่าห์มีชีวิตอยู่เป็นก้างตำใจอยู่ได้!! ทีนี้กระจ่างแล้วใช่ไหมเจ้านาย! พอใจคุณแล้วหรือยัง!!? "

เมื่อถูกดนัยใช้จิตวิทยาไล่ต้อนหนักเข้า บดินทร์ที่จนตรอกอยู่แล้ว ก็ไม่เหลือสติควบคุมความคิดความรู้สึกของตัวเองได้อีก ชายหนุ่มคายความในใจด้วยอารมณ์ประชดประชันออกมาจนสิ้น จริงบ้าง อารมณ์พาไปบ้าง แต่บดินทร์ไม่คิดสนใจอีก ไม่ว่าดนัยจะเข้าใจเป็นอะไร ก็ช่างหัวมันแล้ว เขาไม่คิดจะให้ความสนใจหรอก!

"เหอะ...เป็นไปได้นะคุณเนี่ย คิดได้ยังไง ว่าพี่เมธแย่งยุจากคุณ หึหึ ตลกเป็นบ้า" ดนัยเย้ยออกมาแทบจะในทันทีที่ได้ฟัง ตรรกะของบดินทร์ผิดเพี้ยนไปแล้วจริงๆ

"เออ! เนื้อแท้ผมก็เหี้ยแบบนี้แหละ คุณก็รู้อยู่แก่ใจ เอาล่ะ! ตกลงคุณจะเอายังไง? ไอ้หนี้บุญคุณที่ผมไม่ต้องการเนี่ย จะให้ผมชดใช้ด้วยอะไร!? "

'หนี้บุญคุณที่ไม่ได้ต้องการ' คำๆ นี้ทำดนัยแอบจุกเล็กน้อย แต่ก็พอรู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งจะต้องโดนบดินทร์ตอกหน้าด้วยคำๆ นี้ ดีนะ ที่ตอนนี้เขายังสนให้ความสนใจในตัวของบดินทร์อยู่ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ป่านนี้ เขาคงได้จับคนคนนี้โบกปูนถ่วงทะเลไปแล้ว

หึ...อยากชดใช้นักใช่ไหม

ได้....

"อยากชดใช้งั้นเหรอ เรื่องอะไรบ้างล่ะ? ไอ้หนี้บุญคุณที่ไม่ได้ต้องการ ของคุณน่ะ? " ดนัยเอ่ยถาม โดยไม่ได้หันมองหน้าบดินทร์ รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นน้อยๆ นั่น บดินทร์ไม่เห็นหรอกว่ามันน่ากลัวขนาดไหน

"ทั้งหมด! " บดินทร์เองก็ตอบออกมา โดยไม่คิดจะมองหน้าดนัยเหมือนกัน ต้องชดใช้ด้วยอะไรเขาเดาได้ไม่ยาก ถึงขนาดนี้แล้ว หากไม่รู้ว่าดนัยปรารถนาอะไรในตัวเขา ก็คงจะโง่ดักดานเต็มที ถ้าไม่วิตถารเกินไปหนัก เขาก็พอรับไหวอยู่แล้ว

"โลภไปหรือเปล่า? คุณมีอะไรติดตัวมา ที่สามารถใช้หนี้บุญคุณของผมจนหมดได้ในคืนเดียวงั้นเหรอ? " ดนัยหยั่งเชิง ร่างหนาเอนพิงเบาะคนขับด้วยท่าทางสบายๆ เบือนหน้ามามองทางบดินทร์เล็กน้อย ราวกับจะหยันให้เห็นถึงความไร้ค่า

บดินทร์กัดฟันกรอด "อย่าคิดว่าผมมองไม่ออกว่าคุณต้องการอะไร! ...ผีเห็นผีน่า..." ก่อนจะสวนกลับด้วยถ้อยคำที่ตนคิดว่าคงเจ็บแสบพอให้ดนัยได้หน้าม้านไปบ้าง

"อุ๊บ! ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! " ทว่าเปล่าเลย บดินทร์ตีค่าดนัยต่ำไป ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกเจ็บจุกกับคำค่อนขอดของเขาแม้แต่นิด ซ้ำร้ายยังดูเหมือนจะชอบใจมากเสียอีก เสียงหัวเราะนั่น ถึงได้บาดใจบดินทร์นัก

"ฮะ ฮะ ไหนบอกมาสิ ว่าคุณจะชดใช้เรื่องอะไรกับผมบ้าง ผมไม่อนุญาตให้คุณใช้คำว่า 'ทั้งหมด'! แน่จริงก็สาธยายมาสิ แล้วผมจะบอกให้ ว่าคุณต้องชดใช้ยังไง...หึหึ" ดนัยท้าทาย อยากรู้เหมือนกัน ว่าบดินทร์จะใช้หนี้บุญคุณเขาจนหมดได้จริงหรือเปล่า

คนอย่างดนัยถ้าคิดทำคุณกับใคร เขาไม่เคยคิดถึงการได้รับสิ่งตอบแทน ไม่เคยคิดให้ใครต้องมาชดใช้ แต่ถ้าเจ้าตัวอยากรนหาที่...อันนี้เขาก็ไม่คิดปฏิเสธ เช่นกัน

บดินทร์นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะเปิดปากกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่นหนัก "ผมพร้อมชดใช้ เรื่องที่คุณช่วยชีวิตผมไว้จากการฆ่าตัวตาย เรื่องที่คุณซ่อนตัวผมจากพวกนักข่าวและเจ้าหนี้ รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด...เรื่องที่คุณจัดการดูแลคนที่บ้านผม และ...เรื่องที่พาผมออกจากโรงพยาบาล" บดินทร์กล่าวรัวถึงเรื่องที่เขาคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณที่ตนไม่ต้องการและไม่อยากติดค้างนานไปกว่านี้ “ส่วนเรื่องที่คุณช่วยยุ ผมจะหาทางตอบแทนคุณอีกที ผมถือว่าเรื่องนี้คือบุญคุณที่ผมนึกขอบคุณจากใจจริง”

"...หมดแค่นี้แน่นะ ยังเหลืออะไรต้องทดแทนผมอีกหรือเปล่า? ผมให้โอกาสคุณคิดอีกครั้งก็ได้นะ" ดนัยเย้า หลังฟังบดินทร์สาธยายจนจบ พลางลอบหยันอยู่ในใจเล็กๆ หนี้บุญคุณไร้สาระทั้งนั้น ที่บดินทร์เอาไปคิดเล็กคิดน้อยอยู่

"ไม่มีอะไรอีกแล้ว! ผมตั้งใจชดใช้ให้คุณแค่นี้! " ยิ่งได้ยินเสียงตอบฉะฉาน ดนัยยิ่งสงสารบดินทร์จับใจ หึหึ...ไม่รู้ตัวเลยสินะ ว่าได้ถูกสร้างหนี้บุญคุณที่ใหญ่กว่านี้ไปเรียบร้อยแล้ว ประกายตาของนักล่า ฉายชัดอยู่ในดวงตาของดนัยที่ใช้ลอบมองบดินทร์อยู่ ถ้าเหยื่อไม่ก้าวร้าวรนหาที่แบบนี้ เขาก็กะจะปล่อยเอาไว้ให้อยู่อย่างสุขกายสบายใจเสียหน่อย

นี่ช่างกระไร ดิ้นรนจนเข้ามาติดบ่วงนายพรานเองซะได้...

ช่างน่าสงสารเหลือเกิน

"โอเค...งั้น...ผมคงไม่ต้องถามใช่ไหม ว่าคุณจะตอบแทนผมด้วยอะไร..." ดนัยหันไปถามพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ รอยยิ้มลวงโลกที่บดินทร์แสนรังเกียจ

แค่มองตาก็รู้ถึงความหมายที่แอบแฝงอยู่ข้างใน บดินทร์สูดหายใจลึก ขบกรามแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขากัดฟันถอดเสื้อยืดสีดำออกจากตัวด้วยความรวดเร็ว มือซ้ายของเขายังบาดเจ็บ การทำอะไรที่เร็วเกินไป จึงสะเทือนถึงแผลจนเจ็บแปลบอย่างช่วยไม่ได้ แต่ ณ วินาทีนั้น บดินทร์ไม่คิดจะสนใจอะไรอีกแล้ว

เพราะคำว่า 'ไอ้ตัว' ที่ลอยฟ่องในหัว มันบดบังความคิดทุกอย่างจนสิ้น บดินทร์หลับตาลงพร้อมสูดหายใจลึกๆ พลางพร่ำบอกตัวเอง ว่าจะยังคิดถึงศักดิ์ศรีจอมปลอมนั่นอีกทำไม ในเมื่อเขาตัดสินใจใช้ร่างกายเข้าแลกในสิ่งที่ต้องการไม่ต่างโสเภณีแล้ว คงไร้สาระน่าดูหากจะยังจะมัวอาวรณ์วุ่นวาย แค่กัดฟันทำๆ ให้จบๆ ไปก็พอ

ทว่าความจริงย่อมโหดร้ายกว่าที่จินตนาการเสมอ ขณะหลับตาทำใจยอมรับกับเรื่องที่จะเกิดขึ้น ก็ต้องผวาเฮือกเมื่อเบาะที่ตนซุกกายอยู่นั้น ถูกปรับเอนจนราบไปทั้งตัว รวมถึงตัวเขาด้วย บดินทร์เบิกตาโพลงแทบจะทันทีที่ถูกจู่โจมด้วยความรวดเร็ว

สิ่งที่พบเห็นทำเอาขนหัวลุกไม่น้อย ไม่รู้เพราะแสงสลัว หรือเพราะสายตาเขาปรับโฟกัสไม่ทันกันแน่ สิ่งที่เห็นตรงหน้าจึงไม่ได้เป็นดนัยอย่างที่เป็น

...แต่คือดนัยคนเดียวกับคืนนั้น...

คืนที่คนคนนี้กลายร่างเป็นสัตว์ป่าที่มีคมเขี้ยวแหลมคมแสนดุร้าย

สัตว์ป่าที่มีนัยน์ตาแสนงดงาม เท่าๆ กับกรงเล็บแหลมคม ที่เคยฉีกทึ้งเขาจนแทบเอาชีวิตไม่รอด บดินทร์อดไม่ได้ที่จะบังคับหัวใจไม่ให้เต้นแรง บังคับร่างกายไม่ให้สั่นสะท้าน กัดฟันฝืนทน...ไม่นาน

แค่ไม่นาน!

เห็นแววตาตื่นตระหนกของบดินทร์เข้า ดนัยก็ส่งยิ้มหวานให้เผื่อว่าจะพอปลอบประโลมคนใต้ร่างได้บ้าง ทั้งที่รู้ดีว่า น่าจะให้ผลตรงกันข้ามมากกว่า

"เซ็กส์ครั้งที่สองของเราสินะ" ดนัยก้มลงกระซิบพร่า ใกล้ๆ ใบหน้าซีดเผือดของบดินทร์ เขายังไม่คิดจะทำอะไรบดินทร์หรอก จริงๆ แล้วความคิดนั้นไม่ได้อยู่ในหัวตั้งแต่แรกแล้ว ใช่จะไม่อยากได้ร่างกายของบดินทร์ แต่ดนัยคาดหวังว่าจะได้จากการสมยอมอย่างหมดใจ ชนิดศิโรราบแทบอกมากกว่าการฝืนเอาตัวเองเข้าแลกแบบนี้

ฉะนั้น จึงลองแกล้งข่มขวัญหยอกเย้า เผื่อว่าบดินทร์จะยอมล่าถอย

"สักแต่ 'เอา' จนเสร็จอยู่ฝ่ายเดียว แบบนั้นคงเรียกว่าเซ็กส์ไม่ได้หรอกมั้ง" ทว่าสิ่งที่บดินทร์ตอบโต้มา ก็ทำให้ดนัยต้องหัวเราะร่าอีกครั้ง

หมดแล้วความเห็นใจ

ไม่เหลือแล้วความเอ็นดู

ในเมื่อเหยื่อตัวน้อยยังคงรนหาที่ไม่เลิก จะไม่สนองให้สักหน่อย คงเสียเชิงราชสีห์

"ดีครับ...งั้นเดี๋ยวผมจะจัดเซ็กส์มันส์ๆ เป็นการไถ่โทษให้คุณเอง"

*

*

*


ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ดนัยให้คำมั่น พร้อมถอดเสื้อของตนออกบ้าง "ที่นี่ปลอดคนพอจะมีเซ็กส์ทั้งในและนอกรถได้อย่างเพลิดเพลินซะด้วยสิ บอกไว้ก่อนนะ ผมชอบสด ไม่พกถุง...หึหึ"

!!!?? ทุกคำของดนัย ข่มขวัญบดินทร์ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทว่าในเมื่อเขาเป็นคนลั่นวาจาออกไปเองว่าจะชดใช้ด้วยวิธีนี้ ก็ไม่มีทางกลับคำได้อีกต่อไปแล้ว แค่ถูกสัมผัสด้วยฝ่ามือร้อนผ่าว ทั้งร่างบดินทร์ก็สะท้านเฮือก ในรถคันหรูกว้างขวางพอให้ทำกิจกาม แต่ก็แคบเกินกว่าจะให้ขยับหนีสัมผัสจาบจ้วง

บดินทร์กัดฟันสกัดกลั้นเสียงที่อาจเล็ดรอดออกมาทุกวิถีทาง ซอกคอถูกกดฝังด้วยปลายจมูกโด่งรั้น ยินเสียงกดจูบและสูดดมดังไปทั่ว ทั้งร่างสะดุ้งหวืออีกครั้งเมื่อยอดอกถูกโลมเลียด้วยปลายลิ้นเปียกฉ่ำและร้อนผ่าว อยากผลักไส แต่ทำได้เพียงเกร็งสองมือจิกลงบนเบาะที่นั่งอย่างไร้ทางหนี เสียงลามกหยาบโลนที่อีกฝ่ายตั้งใจทำให้เขาได้ยิน ทำเอาบดินทร์ต้องรีบยกมือข้างที่เจ็บจนจิกเบาะไม่ไหวขึ้นมาปกปิดใบหน้าแดงซ่านของตนแทน

'เสียว' เขาพยายามปฏิเสธความรู้สึกต้องห้ามที่เกิดขึ้นอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่พอโดนรัวลิ้นใส่ไม่หยุดพัก ก็ราวกับสติที่มีมันขาดหายไปอยู่ช่วงหนึ่ง มารู้ตัวอีกที ก็ตอนที่กางเกงยีนส์หลวมโพรกกับกางเกงในถูกถอดออกไปจนถึงต้นขา พอจะดิ้นรนขัดขืน มันก็หลุดออกจากเรียวขาไปหมดแล้ว

เปลือยอย่างสมบูรณ์...

ความรู้สึกอับอายพลุ่งพล่าน อายจนอยากวิงวอนให้หยุดยั้ง แต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะคลายริมฝีปากที่เม้มแน่น ด้วยกลัวเหลือเกินว่าเสียงที่หลุดออกมา อาจไม่ใช่เสียงห้ามปราม

"อย่าสั่นขนาดนั้นสิครับ คุณก็รู้ ยิ่งคุณกลัว ผมยิ่งหื่น....เอาล่ะ เป็นเด็กดีนะครับ" ดนัยกระซิบชั่วร้ายในขณะบีบอะไรบางอย่างใส่มือตน

บดินทร์เบิกตาโพลงขึ้นทันทีที่ถูกเจลอุ่นลูบไล้อยู่ตรงช่องทางต้องห้าม ทั้งร่างเกร็งสะท้านขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ สมองสั่งการให้รีบหนีความจริงไปซะก่อนที่ร่างกายจะเตลิดไปไกลกว่านี้ คิดเสียว่ามันคือฝันร้าย...

ฝัน...ที่ต่อเนื่องจากครั้งก่อน

จุ๊บ...ริมฝีปากที่เม้มแน่น จู่ๆ ก็ถูกจู่โจมกะทันหัน มันเป็นเพียงจูบที่บางเบา แต่หนักแสนหนักในความรู้สึก

"อย่าเกร็งนักสิ เดี๋ยวจะเจ็บเอานะ" เสียงพร่ากระซิบแผ่วอยู่บนริมฝีปาก ดนัยจับขาของบดินทร์แยกออกกว้าง เท่าที่พื้นที่ในรถจะอำนวย ขาข้างหนึ่งถูกจับพาดบ่าแกร่งไว้ เปิดช่องทางที่เคยปิดสนิทสู่สายตาของดนัยได้อย่างชัดเจน มันหวาดกลัวจนหุบสนิททันทีที่เรียวนิ้วนั้นเริ่มรุกคืบเข้าด้านใน กลีบดอกตูมหุบเกร็งอย่างเต็มกำลังเพื่อต้านทาน แม้ผู้เป็นเจ้าของร่างกายจะไม่รู้ตัวก็ตาม

เมื่อร่างกายของบดินทร์ยังคงต่อต้าน ดนัยก็ตั้งใจจะเล้าโลมคนใต้ร่างด้วยรสจูบจูงใจอีกครั้ง ทว่าตั้งแต่ริมฝีปากขึ้นไปตลอดจนทั้งใบหน้า โดนท่อนแขนขาวทั้งสองข้างปกปิดเอาไว้อย่างมิดชิด เสียจนมองแทบไม่เห็น สิ่งเดียวที่เปิดโอกาสให้ได้รุกเร้า จึงหนีไม่พ้นยอดอกอ่อนไหว

เฮือก! บดินทร์สะดุ้งวาบไปทั้งร่างแม้กระทั่งเสียงที่พยายามปิดกั้นเอาไว้ยังเกือบเล็ดลอดออกมา เมื่อยอดอกตั้งชันถูกประกบดูดว่องไว ชนิดที่ไม่ให้ได้ตั้งตัว และเพราะมัวแต่ตื่นตระหนก ร่างกายที่คลายอาการเกร็งกะทันหัน จึงถูกรุกคืบเข้าด้านในได้ในที่สุด

"อ...อย่า..." แม้จะเคยถูกดนัยสอดใส่มาแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ก็ไม่ได้ทำให้บดินทร์รู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งแปลกปลอมที่จู่ๆ ก็เข้ามาในร่างของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่างขาวโพลนของบดินทร์บิดพล่าน พยายามผลักดันปลายนิ้วของดนัยออกจากร่างกายอย่างเอาเป็นเอาตาย

"คับมากเลยนะครับ...เหมือนครั้งแรกไม่มีผิด" ดนัยผิวปากหวิว พร้อมเอ่ยชมไม่ขาดปาก คลี่ยิ้มอ่อนโยนให้บดินทร์ ขณะยังใช้นิ้ววนคว้าน รุกเร้าอยู่ในร่างของบดินทร์อย่างนักล่าที่แสร้งใจดีทั้งที่มีแต่เจตนามุ่งร้าย

"หุบปากไปซะ! แล้วรีบๆ ทำให้เสร็จๆ ไปซะที" และนั่นก็ทำให้บดินทร์ไม่อาจกัดฟันทนต่อไปไหว ร่างเปลือยไร้ทางสู้ตวาดลั่น ทั้งที่ยังไม่ยอมเอาแขนออกจากหน้าตน

ไม่อยากเห็น...

ไม่อยากรับรู้อะไรผ่านสายตานี้ทั้งนั้น!!

ทว่าแม้หลับตา เสียงฉ่ำแฉะสวบสาบกลับยิ่งดังชัด เสียงเจ๊าะแจ๊ะหยาบโลนแสดงให้ได้รู้ว่าตนกำลังถูกดนัยทำอะไรอยู่ บดินทร์รีบเปลี่ยนจากการปกปิดใบหน้าเป็นปิดหูตัวเองเสีย

เขาไม่อยากได้ยิน ไม่อาจทนฟังเสียงของร่างกายของตนที่กำลังดูดกลืนนิ้วของดนัย!

"อ๊ะ! ..." เสียงครางเล็ดลอดออกมาจนได้ ร่างกระตุกเฮือกขึ้น เมื่อสิ่งที่ยังฝังอยู่ในร่าง ขยับโดนจุดสำคัญ 'ตรงนี้สินะ' แว่วเสียงดนัยพูดบางอย่างขึ้น ยังไม่ทันที่บดินทร์จะได้ประมวลผลใดๆ เขาก็ถูกปลายนิ้วนั้นบดขยี้ที่เดิมซ้ำๆ จนหายใจหายคอแทบไม่ทัน...

ความเสียวซ่านปะทุพุ่งจนบดินทร์แทบจะร้องไห้ออกมา หัวใจพร่ำอ้อนวอน

โปรดเถิด...ได้โปรดรุนแรงกับเขาอย่างเช่นครั้งก่อน ช่วยทำให้เขาเจ็บปวดรวดร้าวจนแทบขาดใจตายเสียยังดีกว่า การปรนเปรอเขาอย่างอ่อนโยนแบบนี้...

ท่ามกลางการต่อต้านสับสนของหัวใจ ร่างกายกลับตอบสนองขึ้นเรื่อยๆ บดินทร์รู้สึกได้ว่าอวัยวะเพศของเขากำลังมีปฏิกิริยาจากการที่โดนดนัยรุกรานต่อมลูกหมากซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามอย่างเต็มที่ที่จะรวบรวมความคิด พยายามตรึงสติตนไม่ให้เตลิด คิดทุกอย่างให้เป็นเหตุเป็นผล เพราะเขาเป็นผู้ชาย เป็นสัตว์เพศผู้ที่ขับเคลื่อนชีวิตด้วยสัญชาตญาณและตัณหาราคะ สิ่งที่เกิดขึ้น ที่กำลังเผชิญมันก็แค่การปลดเปลื้องอารมณ์ทางเพศของตัวผู้ด้วยกันเท่านั้น ไม่มีอะไรให้ต้องใส่ใจ

ใช่...ไม่มีอะไรที่เขาต้องใส่ใจ…

เดี๋ยวมันก็จบ

เดี๋ยวมันก็ผ่านไป...

"...นุ่มขึ้นแล้วนะ"

"บ...บอกให้หุบปากไง! ...อึ่ก!! อะ..."

แม้ไม่อยากยอมรับ แต่ช่องทางน่ารังเกียจของตนก็ดูดกลืนปลายนิ้วของดนัยไว้ไม่ยอมปล่อยจริงๆ แม้กระทั้งตอนที่ชายหนุ่มเพิ่มการสอดนิ้วจากหนึ่งเป็นสอง จนเป็นสาม มันยังดูดรัดการรุกรานของดนัยอย่างยินดี ราวกับร่างกายของสัตว์ป่าผู้หิวกระหาย

บดินทร์หอบหายใจสะท้าน ต้นขาอ้ากว้างเกร็งกระตุกเป็นระยะ จากความเสียวซ่านที่ดนัยมอบให้ แก่นกลางร่างกายที่เคยเหี่ยวแห้ง เติบใหญ่ขึ้นได้แม้ไม่โดนสัมผัส ขนาดยังพองขยายได้ไม่เต็มที่ แต่ส่วนปลายก็เริ่มขับน้ำหล่อลื่นเหนียวใสออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน

"อืม...อย่ารัดขนาดนั้นสิครับ นิ้วผมจะขาดเอานะ" ดนัยยังคงยั่วเย้าด้วยถ้อยคำหยาบโลน ไม่สนใจแม้บดินทร์จะโวยวายบอกให้หยุด

ก็เสียงด่าทอที่กระเส่าขนาดนั้น มันน่าฟังมากกว่าน่าโมโหสำหรับดนัยอยู่แล้ว

ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะไม่ทำอะไรเกินเลยกว่าการตอดเล็กตอดน้อยแท้ๆ จู่ๆ เจ้าตัวก็ถวายตัวใส่พานมาให้ถึงตรงหน้าเสียได้ หากไม่กินซะให้เกลี้ยงจาน ก็คงเป็นการเสียน้ำใจแย่

ดนัยมั่นใจร้อยเต็มพัน ว่าจากวันนี้ไปคงโดนบดินทร์ชังน้ำหน้ายิ่งกว่าที่ผ่านมา

แต่เขาจะแคร์ทำไมล่ะ ในเมื่อที่เป็นอยู่ตอนนี้ บดินทร์ก็เกลียดขี้หน้าเขาไม่ต่างกัน

"อย่ากลั้นเสียงสิดิน...ปล่อยออกมาสบายกว่านะ จะร้องให้ลั่นรถเลยผมก็ไม่ว่าคุณหรอก..."

"...ล...เลิกร่ำไรเสียทีน่า! อ๊ะ! ...อึก! ..." เห็นว่าบดินทร์ยังดื้อ ดนัยก็จงใจขยับนิ้วให้เกิดเสียงฉ่ำแฉะบาดหูมากขึ้น เป็นการลงโทษที่บดินทร์ไม่ยอมแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา

"อ๊ะ...อื้อ...." บดินทร์แทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองเสียให้ขาด เมื่อเสียงครางเครือยังคงเล็ดลอดทั่งที่ยังกัดริมฝีปากไว้จนแน่น ผนังช่องท้องหดเกร็งด้วยความหวามไหวตอบรับปลายนิ้วของดนัยที่สาวเข้าออกไม่หยุดหย่อน ให้ตายเถอะ เขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขากำลังเผชิญอยู่กับความหฤหรรษ์ที่ไม่เคยพานพบ

"หึหึ...ตรงนี้มันรอคอยอย่างน่าสงสารเชียว ขอผมเอ็นดูหน่อยแล้วกันนะ"

"อ๊า!!! " บดินทร์ร้องออกมาอย่างสุดกลั้นพร้อมกับสะโพกที่แอ่นหยัดขึ้นทันทีที่แก่นกายโดนมือร้อนของดนัยรูดรั้งอย่างไม่ทันตั้งตัว

"หยุด...นะ! ไม่..เอา! อ๊ะ!! ...ม...ไม่ไหว...อื้อ..." ดนัยส่งเสียงสะอื้น ความหฤหรรษ์โจมตีหนักหน่วงทั้งความต้องการด้านหน้าที่ถูกรูดรั้งไม่หยุด ทั้งช่องทางด้านหลังที่ยังถูกบดขยี้ด้วยปลายนิ้วร้ายสอดคว้านราวี บดินทร์รู้สึกได้ว่าร่างกายของตนร้อนผ่าวราวมีเปลวไฟแผดเผา

ร่างกายบิดเร่าเมื่อในที่สุดปลายนิ้วก็ถูกถอนออกไป พร้อมๆ กับแก่นกายด้านหน้าที่ถูกผละจากอย่างกะทันหัน อารมณ์ค้างเติ่งทำบดินทร์หอบสะท้านดำกฤษณาเรียกร้องสิ่งที่สามารถเติมเต็มได้มากกว่านิ้ว

“เอาล่ะ อย่าเกร็งนะ”

ราวกับเสียงสัญญาณอันตราย เมื่อดนัยก้มลงกระซิบถ้อยคำแสนหวานตรงริมหูของบดินทร์ สิ้นคำ ส่วนที่แข็งขึงและร้อนผ่าวก็จ่อประชิดปากทาง ร่องสะโพกเจ็บเสียดราวกับจะฉีกขาดเพียงแค่ส่วนหัวอวบใหญ่ผลุบเข้าไปในช่องทาง บดินทร์เบิกตาโพลง ภาพที่ดนัยกำลังชำแรกอวัยวะเพศของตนเข้ามาในร่างปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน

“...อ๊ะ....อย่า....” สิ่งที่ได้เห็นหลอนประสาทเกินไปจนเผลอส่งเสียงครางอย่างอ่อนแอออกมา ก่อนจะรู้สึกตัวขึ้นได้ว่าเขาไม่ควรอ้อนวอน ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้อีกฝ่ายหยุดการกระทำ...

“เจ็บหรือเปล่า ผมจะอ่อนโยนให้นะ” เสียงกระซิบ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ส่งมอบให้บดินทร์ถึงตรงหน้า ทว่าเขาไม่มีวันต้องการ บดินทร์เบือนหน้าหลบทันที ยกแขนข้างขวาที่ไม่บาดเจ็บขึ้นมาปิดริมฝีปากไว้ ขณะที่ดนัยหยุดการสอดใส่เอาไว้เพียงส่วนปลาย เพื่อเว้นวรรคให้บดินทร์ได้พอเหลือพื้นที่หายใจ

“รีบทำๆ เข้าเถอะ!” แต่ดูเหมือนความหวังดีจะไม่ใช่สิ่งที่บดินทร์ต้องการในตอนนี้ ดนัยขมวดคิ้วน้อยๆ แต่ยังคงส่งยิ้มบางๆ ให้กับคนที่เบือนหน้าหลบอย่างสุดกำลัง โอเค ไม่อ่อนโยนก็ได้...

ดนัยแสยะยิ้ม พลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากของตัวเองอย่างนึกสนุก

“อ๊ะ!” บดินทร์ไม่อาจกลั้นเสียงร้อง เมื่อดนัยสอดพรวดเข้ามาในรวดเดียว เนื้อเมือกด้านในถูกอวัยเพศแข็งแกร่งชำแรกจนเบิกกว้าง ท่อนเนื้อแกร่งขุดคว้านทะยานสู่ด้านในลึกล้ำเสียยิ่งกว่าปลายนิ้ว

เพราะสิ่งแปลกปลอมที่ค่อยๆ แทรกฝังเข้ามานั้นใหญ่โตเกินไป ร่างกายจึงปฏิเสธอย่างเต็มที่ ช่องทางขยับผลักดันอย่างสุดกำลัง เพื่อไม่ให้สิ่งนั้นรุกล้ำเข้ามาลึกกว่าที่ควรจะเป็น

“...อืม...อย่าเกร็งนักสิ มันขยับลำบากนะ...” แรงบีบรัดภายในทำเอาดนัยทรมานกับการฝืนกลั้นไม่น้อย เขาจึงโน้มตัวลงคร่อมร่างบดินทร์ไว้ แล้วกระซิบพร่าให้ช่วยคลายการบีบรัด “ผมไม่อยากทำคุณเจ็บจริงๆ นะ ผ่อนคลายหน่อยสิครับ”

บดินทร์เม้มริมฝีปากแน่น ทั้งที่อยากจะตะโกนใส่หน้าดนัยออกไปว่ารู้อยู่แล้ว เลิกพูดเสียที แต่ก็ได้แค่กัดฟันทน แล้วผ่อนคลายร่างกายท่อนล่างตามที่อีกฝ่ายร้องขอ เขาไม่ต้องการให้กิจกรรมดำเนินล่าช้านัก อะไรที่พอจะทำแล้วมันเสร็จๆ ไปเร็วๆ ได้ เขาก็ไม่ควรอิดออด

เมื่อบดินทร์ยอมคลายอาการเกร็งขืน ดนัยที่รู้สึกได้ว่าภายในที่บีบตัวแน่นมาตลอดได้คลายตัวลง พริบตานั้นเขาก็ฉวยโอกาสดันกายเข้าสู่ส่วนลึกจนสุดโคน

“อ๊ะ! อึ่ก.....” ความใหญ่โตเต็มแน่นอยู่ในช่องท้อง มันสร้างความอึดอัดให้บดินทร์ราวกับสิ่งนั้นมันจะดันขึ้นมาจุกอยู่ตรงคอหอย นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็ให้ความรู้สึกเจ็บร้าวไม่ต่าง ท่อนล่างชาหนึบราวกับเป็นอัมพาต

“เก่งมาก” ดนัยเอ่ยชม หลังจากสอดใส่จนมิดสุดโคนได้แล้ว เขายังไม่ยอมขยับในทันที เพราะอยากให้บดินทร์ได้ปรับร่างกายให้ชินกับของเขาก่อน ไม่อยากรุนแรงจนอีกฝ่ายต้องเจ็บเหมือนครั้งแรก แต่อยากให้สุขสมไปพร้อมกัน แบบนั้นท้าทายกว่ากันเยอะ

“รู้สึกไหม ว่าผมเข้าไปจนสุดแล้ว” ดนัยก้มลงกระซิบยั่ว ให้บดินทร์ที่กัดฟันสกัดกลั้นเสียงกระเส่าอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น ได้ตอบโต้โดยการค้อนใส่ดนัย ด้วยสายตาแห่งความเกลียดชังสุดขีด

ทว่าดวงตาแดงก่ำนั่น คงไม่ได้ทำให้ดนัยรู้สึกกลัวสักเท่าไหร่นัก เพราะทันทีที่เห็น เขาก็รีบส่งยิ้มอ่อนหวานให้บดินทร์ทันที “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ผมดีใจนะ ที่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับคุณอีก” น้ำเสียงเปรมปรีด์อย่างไม่มีปิดบังของดนัย ทำให้บดินทร์รู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้ย่อยยับ เขาหลับตาลงอีกครั้ง พร้อมกับคำพูดลอดไรฟันอย่างเจ็บปวด

“ได้โปรด...ช่วยทำให้มันจบที...”

ดนัยรับคำ “คุณไม่ต้องกลัวนะ ผมจะค่อยๆ ทำ”

และก็เป็นดังคำที่ดนัยรับปาก เขาค่อยๆ เคลื่อนไหวเชื่องช้า ขยับออกจนสุด แล้วค่อยๆ ดันตัวเข้าไปอย่างอ่อนโยน ทว่ายิ่งทำแบบนั้น บดินทร์ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนเหยียดหยาม เขาทุบอกดนัยไปครั้งหนึ่ง พร้อมคำก่นด่าว่า ไม่กล้า ไม่แน่จริง ถึงได้อ่อนปวกเปียกเชื่องช้านัก พร้อมปรามาสว่าช่างห่วยแตกไม่ถึงใจ แน่นอนว่าทั้งหมดที่พูดออกไป ก็เพียงเพื่อยั่วโมโหให้ดนัยเปลี่ยนใจมารุนแรงใส่เขาให้มากกว่านี้ ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเจียนตาย ดีกว่าให้ต้องรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกทะนุถนอม แบบนั้นเขาอาจทำใจรับได้มากกว่า

ดนัยชะงัก คำดูแคลนของบดินทร์ได้ผล ใบหน้าที่โปรยยิ้มอ่อนโยนอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้นิ่งเรียบ ดวงตาที่คมกล้าราวพญาเหยี่ยว ฉายชัดว่ากำลังหมดความอดทน กรงเล็บที่เก็บซ่อนถูกกางออกเรียบร้อย

พร้อมแล้วที่จะฉีกกระชากร่างเหยื่อ

พร้อมแล้วที่จะกัดกินจะไม่เหลือแม้เศษกระดูก!

“ได้...งั้น...ผมไม่เกรงใจล่ะนะ”

อ๊ะ! ร่างกายของบดินทร์สะดุ้งไหว เมื่อถูกจับขาอ้ากว้างออกไปอีก การเปลี่ยนท่าทางกะทันหันทำให้เขาจำต้องมองเห็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ ท่วงท่าที่ถูกจัดใหม่ ทำเอาหน้าบดินทร์ร้อนวาบ ขาซ้ายเบียดชิดกระจก ขาขวาถูกแยกออกกว้างไปพาดไว้กับพนักพิงของเบาะคนขับ ตรงกึ่งกลางร่างกายมีร่างของดนัยตั้งตระหง่านอยู่ พร้อมบดขยี้ความเป็นชายของตนตรงจุดซ่อนเร้นของบดินทร์อย่างหยาบโลน

ร่างกายของบดินทร์โยกคลอนไปตามแรงเสียดแทงของดนัย รู้เลยว่ามันรุนแรงเสียจนตัวรถเองยังคลอนตามไปด้วย ทิวทัศน์นอกกระจกรถสั่นไหว บดินทร์หน้าแดงซ่านเมื่อไพล่คิดไปถึงว่า หากใครเดินผ่านมาเห็นเข้า คงรู้ได้ทันทีว่าในรถคันนี้กำลังมีกิจกามที่เร่าร้อนขนาดไหน

เพราะเป็นที่แคบ เสียงกิจกรรมที่กำลังทำจึงค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสียงเนื้อกระทบกันของหน้าขากับเนินสะโพก เสียงเจลหล่อลื่นที่กำลังโดนเสียดสี เสียงหอบหายใจ กระทั่งเสียครางเบาๆ ด้วยความพึงใจของดนัย บดินทร์ก็ได้ยินชัดเต็มสองรูหู

และแม้กระทั่งเสียงครางของเขาเอง

ไม่รู้เมื่อไหร่ ที่แม้พยายามสกัดกลั้นเพียงใด เสียงน่าอายนั่นยังคงเล็ดรอดออกมาออกมาไม่หยุด

สองร่างสอดประสานเร่าร้อน ขนาดที่ว่าอวัยวะเพศที่อ่อนปวกเปียกลงหน่อยของบดินทร์ยังสะบัดไปมาตรงหน้าท้องไม่หยุด ความเป็นชายของบดินทร์ที่อ่อนลงจากการถูกสอดใส่ จู่ๆ ก็ถูกคว้าไว้ด้วยฝ่ามือร้อนผ่าวของบดินทร์

“อย...อย่ายุ่งกับมัน!” บดินทร์ร้องห้ามแทบจะทันทีที่ถูกสัมผัส สองมือรีบคว้ามือของดนัยไว้ ไม่ให้กระทำย่ามใจมากไปกว่านี้ ทว่ากลับถูกดนัยล็อคไว้ทั้งสองมือ ด้วยมือข้างที่เหลือของตน

“แค่จับนิดหน่อยก็แข็งเชียว มีอารมณ์สินะคุณ” ดนัยล้อ “จะถึงก่อนก็ได้นะ ผมไม่ถือ” ก่อนจะป้อนยาพิษให้บดินทร์โดยการขยับข้อมือไม่หยุด เพียงแค่ดนัยเริ่มขยับมือไม่เท่าไหร่ ส่วนนั้นของบดินทร์ก็เริ่มรินรดน้ำเมือกลื่นออมามาเปรอะเปื้อนมือของดนัยเสียแล้ว

ดนัยเร่งขยับมือพลางขยับโยกสะโพกช้าๆ

“อยะ…อย่า…แบบนั้น มะ…ไม่เอา” บดินทร์พยายามเบี่ยงกายหนี แต่ก็ถูกตรึงร่างไว้ทันทีเช่นเดิม

“อยู่นิ่งๆ สิครับ” ดนัยออกคำสั่งพร้อมกับกระชับมือเข้ากอบกุมส่วนอ่อนไหวของบดินทร์ให้แนบแน่นขึ้น ทั้งรูดรั้งหนักหน่วง พลางแสยะยิ้มพึงใจ เมื่อเห็นว่าบดินทร์กำลังข่มกลั้นอารมณ์หวามไหวที่กำลังปะทุเดือดอยู่ภายในอย่างสุดกำลัง บดินทร์บิดกายเร่า พยายามหลีกเลี่ยงสัมผัสที่รุกรานไม่หยุดหย่อน แม้จะถูกความหฤหรรษ์เข้าครอบงำจนคิดอะไรไม่ออก บดินทร์ก็ยังกัดฟันฝืน เขาไม่อยากเสร็จ โดยเฉพาะด้วยมือของดนัย!

แต่แน่นอนว่าถึงตอนนี้แล้ว ดนัยเองก็จะไม่ยอมหยุดเช่นกัน คนอย่างดนัยถ้าอยากได้อะไรก็ต้องได้ ดังนั้นแค่คนอย่างบดินทร์ ทำไมเขาจะคว้ามาเป็นของตัวเองไม่ได้กัน!

ความเสียวซ่านแล่นปราดจนสะโพกแอ่นลอย บดินทร์ไม่อาจรักษาสติสมประดี เมื่อถูกรุกเร้าหนักหน่วงขึ้น เขาไม่อาจสะกดกลั้นเสียงหอบกระเส่าจากความหวามไหวของตนได้อีกต่อไป ไม่เหลือความคิดต่อต้านอะไรอีกแล้ว จะเหลือก็เพียงก้อนสมองเปล่าๆ กับใจที่เจ็บร้าวเมื่อจุดสุดยอดกำลังแล่นมาถึง

“ฮึ่ก!!” จุดสุดยอดมาถึงในพริบตา มันรุนแรงราวถูกฟาดที่กลางกระหม่อม บดินทร์เกร็งร่างกระตุกไหว ลำคอหงายเริ่ด เพื่อสูดหายใจหอบกระเส่า ความหฤหรรษ์ที่ได้รับนำพาให้บดินทร์ครางเสียงหวาน หยาดอารมณ์พุ่งทะลักออกมาจนเปื้อนไปหมดทั้งท้องน้อย ใบหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากแดงช้ำจากการขบเม้มเพื่อกลั้นเสียงครางเผยอหอบ น้ำตาแห่งก้อนทิฐิที่ถูกทำลายย่อยยับ ค่อยๆ รื้นขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม

ทว่าบดินทร์ก็ต้องรีบห้ามมันไว้ไม่ให้หลั่งไหล...

เพราะมันยังไม่จบ

“ออกซะเยอะเชียว” ดนัยล้อ สบดวงตาฉ่ำน้ำของบดินทร์ตรงๆ พลางยกมือที่เปียกแฉะไปด้วยหยาดน้ำขุ่นขาวของบดินทร์ขึ้นโชว์ให้เห็นกันจะจะ ก่อนจะแลบลิ้นเลียชิมตรงปลายนิ้วของตนอย่างเอร็ดอร่อย

สิ่งที่ดนัยทำ ทำให้บดินทร์ต้องรีบเบือนหน้าหนี พลังทำลายล้างของภาพเบื้องหน้ามันน่ากลัวเกินกว่าจะทนมองไหว น้ำตาของบดินทร์ค่อยๆ กลั่นตัวขึ้นอีกครั้ง เขาพ่ายแพ้ จนไม่เหลืออะไรติดตัวอีกแล้ว

“อื้อ...” บดินทร์ครางแผ่ว เมื่อถูกดนัยลามเลียอยู่ตรงแอ่งชีพจร นอกจากมือแล้ว ดนัยยังตามเลียชิมหยาดอารมณ์ของบดินทร์ที่เปื้อนอยู่บนร่างของบดินทร์ด้วย เนื่องจากร่างกายยังคงซาบซ่านกับการปลดปล่อยที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่ ดังนั้นแม้สัมผัสแค่ปลายลิ้นเพียงเล็กน้อย บดินทร์ก็สั่นผวา ความเสียวซ่านโจมตีร่างกาย จนหัวใจที่อ่อนแออยู่เป็นทุน ถึงกับหลอมละลายกลายเป็นหยาดน้ำตาหลั่งริน

“อย่าร้องสิครับ ผมแพ้น้ำตาของคุณนะ” ดนัยกระซิบแผ่วหวาน พร้อมช่วยเลียซับหยาดน้ำตาที่หลั่งรินไม่หยุดของบดินทร์ด้วยความอ่อนโยน หากถามว่าดนัยรู้สึกสงสารบดินทร์ขึ้นมาหรือไม่ คำตอบคือใช่ แต่ในความเห็นใจนั้นมันมีความพึงพอใจแฝงเร้นอยู่ด้วย

การไล่ต้อนจนบดินทร์หมดทางสู้ ทำหัวใจของดนัยเต้นแรงกว่าที่เคย ความทะนงและความย่ามใจฉีดพล่าน ปฏิกิริยาลิงโลดแสดงออกชัดเจน จนทำให้สิ่งที่ยังฝังลึกอยู่ในร่างของบดินทร์ถึงกับกระตุกไหว และขยายใหญ่ขึ้นอีก

“...อือ...ได้โปรด...ช่วย...ทำให้...มันจบที...” ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บดินทร์สามารถรับรู้มันได้อย่างดี ความอึดอัดที่เพิ่มทวี ทำให้ต้องออกปากอ้อนวอน

“...งั้น...ขอผมหลั่งในตัวคุณได้ไหม?” ดนัยแสร้งกระซิบขอ ทั้งที่ไม่ว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ เขาก็ไม่คิดจะหลั่งนอกอยู่แล้ว ทว่าตอนนั้นบดินทร์ที่กำลังอ่อนแอ ก็ไม่ได้คิดทบทวนว่าดนัยร้องขออะไรมา เขาแค่อยากให้เรื่องนี้มันจบลงโดยเร็ว จะอะไรก็ได้ทั้งนั้น

บดินทร์จึงตอบออกไปแค่ “ขอร้องล่ะ” รีบทำให้เสร็จๆ ไปเสียทีเถอะ

คำอนุญาตเรียกรอยยิ้มให้ดนัยไม่น้อย ชายหนุ่มยันตัวเองขึ้น แล้วเริ่มขยับสะโพกอีกครั้ง

“อ๊า...” เพราะเพิ่งถึงจุดสุดยอดไปเมื่อครู่ ดังนั้นร่างกายจึงยังไวสัมผัส เพียงแค่ดนัยขยับเพียงน้อยนิด ความเสียดเสียวก็แล่นพล่านไปทั่วร่างอย่างน่าตกใจ บดินทร์ครางหวาม กระดกสะโพกรับแรงเสียดทานอย่างห้ามไม่อยู่

ช่องท้องของบดินทร์เร่าร้อนเกินไป จนดนัยเองยังต้องหลุดเสียงครางต่ำๆ ออกมาด้วยความพึงใจในรสชาติของบดินทร์อยู่ไม่ขาด ยิ่งอีกฝ่ายส่งเสียงหอบกระเส่า เขาก็ยิ่งเสือกแทงรุนแรงยิ่งขึ้น ราวกับจะบดขยี้อวัยวะภายในของบดินทร์ให้หลอมละลาย

บดินทร์ส่งเสียงครางถี่อย่างลืมอาย ช่องทางตอดรัดถี่ ตอบสนองการเคลื่อนไหวของดนัยอย่างสุดกำลัง ต้นขาเบียดกันแนบชิด เสียงเนื้อกระทบกันเป็นจังหวะยิ่งพาอารมณ์ปรารถนาเตลิด ผนังเมือกบีบรัดท่อนเนื้อแน่น ทำให้การดึงดันเคลื่อนไหวของมัน ยิ่งทำให้เกิดการเสียดสีรุนแรง

“......อ๊ะ” บดินทร์เผลอสวนสะโพกตอบรับอย่างไม่ตั้งใจ เมื่อดนัยขยับเสือกแทงบดเน้นไปที่จุดอ่อนไหว ร่างกายบิดแอ่น ซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์ เย้ายวนจนดนัยยังถึงกับหน้ามืด ร่างใหญ่โถมทับบดบี้ เบื้องล่างขยับสอดคว้านไม่หยุด ริมฝีปากแห้งผากเองก็เริ่มหางานทำ เมื่อไม่อาจละสายตาจากยอดอกสีอ่อนชูชัน ดนัยก็ไม่อาจห้ามใจที่จะก้มลงแลบเลียไปที่ปลายหัวนมที่แข็งเป็นไตตอบรับ ละเลงลิ้นวนเป็นวงรอบ แล้วดูดดุนเสียงดัง ถึงตอนนี้บดินทร์เองก็แอ่นร่างรับริมฝีปากของดนัยอย่างสุดแรงเกิด ในสมองพร่าพรายจนไม่อาจประมวลความคิด

ความเร็วและความรุนแรงในการขยับเพิ่มขึ้นตามที่ใจปรารถนา สองร่างสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว เพียงอึดใจต่อมาดนัยก็เกือบจะไปถึงจุดหมาย เขาสอดร่างถี่ยิบ ส่ายสะโพกรัวเร่งใส่ร่างเกร็งสั่นของบดินทร์ไม่ยั้ง...................ในอึดใจสุดท้าย!

“........!!!!!” บดินทร์หอบสะท้าน ส่งเสียงหอบเครือระโหย เมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนจัดที่สาดซัดอยู่ภายในส่วนลึกของร่างกาย ดนัยหยัดร่างเกร็งเครียด แหงนหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขสมขึ้นจากหน้าอกของบดินทร์ เพื่อซึมซับทุกความสุขกระสันที่ซ่านผ่าวไปทั้งร่างกาย ทุกการเคลื่อนไหวจบลง แต่สิ่งที่ฝังลึกอยู่ในร่างของบดินทร์ยังคงเกร็งกระตุก

เมื่อรีดเร้นความต้องการของตนสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของร่างกายบดินทร์จนหมดแล้ว สีหน้าของดนัยก็ผ่อนคลายขึ้น เขาเหยียดยิ้มพราวส่งให้บดินทร์ที่จ้องมองเขาอยู่ด้วยสายตาปรือปรอย ดนัยขยับสะโพกบดเบียดอีกสองสามครั้ง พอให้บดินทร์ต้องนิ่วหน้า

“เอาออกไปเสียที” เสียงแหบพร่าของบดินทร์ออกคำสั่ง เมื่อดนัยยังคงรั้น ไม่ยอมขยับกายไปไหนเสียที ดนัยพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนเอื้อมมือข้ามตัวของบดินทร์ไปหยิบกล่องทิชชู่ที่เบาะหลัง ทั้งที่ยังไม่ยอมถอดถอนกายออกจากตัวของบดินทร์

“ฮื่อ...นี่คุณ?” การขยับยุกยิกโดยที่ยังเชื่อมร่างกันอยู่ทำให้บดินทร์ไม่สะดวกใจนัก เขาเอ็ดดนัยออกมาอีกครั้ง หวังให้ดนัยทำตาม

ทว่าเขากลับได้รับอย่างอื่นมาแทน

จุ๊บ...

จุมพิตอ่อนหวานทิ้งท้าย ก่อนที่ดนัยจะถอนร่างออกไป

พร้อมกับน้ำตาหยดสุดท้ายของบดินทร์

...จบสิ้นเสียที



ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
มอบตัว
Part 2


Porsche Cayenne คันหรูวิ่งห้อไปบนถนนสายหลัก ดึกสงัด มีแต่เหล่ารถพ่วง รถบรรทุกขนส่งสินค้าแล่นกันเร็วจี๋ ดนัยขับแซงสิงห์รถบรรทุกไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น เหลือบมองคนที่เอนกายเหม่อมองข้างทางอยู่ข้างๆ ร่างสมส่วนกอดตัวเองไว้หลวมๆ ดูเหมือนต้นแขนขาวที่โผล่พ้นเสื้อยืดสีดำตัวบางจะหนาวแอร์อยู่ไม่น้อย ดนัยหักรถเลี้ยวเข้าปั้มน้ำมันโดยไม่ต้องคิด

“เอาอะไรรองท้องหน่อยไหมคุณ?” หาที่จอดรถได้ ดนัยก็ถามขึ้นด้วยความห่วงใย แต่บดินทร์ยังคงนั่งนิ่ง ดนัยจึงไม่เซ้าซี้ เขาลงไปซื้อกาแฟกระป๋อง มากระดกรวดเดียวหมด แล้วรีบกลับเข้ามาในรถ ที่มีบดินทร์นั่งเหม่ออยู่

“คุณแน่ใจนะ ว่าไม่อยากแวะอาบน้ำก่อน?” ดนัยอดถามต่อไม่ได้ เพราะหลังจากมีเซ็กส์กันเสร็จ บดินทร์ก็รีบแต่งตัวเข้าที่เข้าทางโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง แม้จังหวะที่ลุกขึ้นแล้วสิ่งที่ดนัยปล่อยเอาไว้ด้านในเกิดทะลักไหลออกมา เจ้าตัวก็ไม่คิดแยแส เพียงแค่ดึงทิชชู่ไปกดซับเองจนมันหยุดไหลเท่านั้น ถึงดนัยอยากยื่นมือเข้าช่วยก็ไม่ยอม เสร็จแล้วก็รีบแต่งตัวแล้วนั่งประจำที่ เรียกร้องเพียงอย่างเดียวคือกลับบ้าน ดนัยจึงจำใจพากลับออกมาในที่สุด

“ถ้าคุณไม่สบายตัว ให้ผมแวะโรงแรม...”

“ผมอยากกลับบ้าน...ช่วยพาผมกลับบ้านที”

ตบท้ายด้วยคำว่า ‘ขอร้อง’ เล่นแบบนี้ดนัยก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะดูเหมือนบดินทร์จะไม่สนใจว่าตัวเองจะเป็นอย่างไร สิ่งเดียวที่เขาต้องการตอนนี้คือการกลับไปหาครอบครัว

ดนัยจึงไม่ถามหาความอะไรอีก เขาเพียงเอื้อมไปหยิบเสื้อสูทที่แขวนอยู่ด้านหลังมาคลุมร่างของบดินทร์ไว้เท่านั้น ยังดีที่บดินทร์ไม่ทิฐิกับเขาขนาดปัดเสื้อของเขาทิ้ง แม้จะไม่มีคำขอบคุณตอบมาก็ตาม

แต่ก็ใช่ว่าบดินทร์จะสิ้นฤทธิ์เสียทีเดียว “ผมคงไม่ต้องตอบแทนค่าเสื้อคลุมใช่ไหม?” เพราะยังอุตส่าห์มีคำค่อนขอดตอบกลับมาด้วย

เจอแบบนี้เข้าไปดนัยก็ได้แต่ส่ายหน้า ปากแบบนี้มันน่าโดนอีกสักรอบจริงๆ!

“สบายใจเถอะคุณ ผมไม่คิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นหรอก” ดนัยตอบออกไปอย่างเซ็งๆ คำว่า ‘เดี๋ยวก็จัดอีกรอบเสียหรอก’ ลอยฟ่องเต็มสมองไปหมด บดินทร์จะรู้ไหมนะ ว่าตัวเองทำให้ดนัยต้องอดทนมากแค่ไหน...

ไม่มีใครพูดอะไรอีกหลังจากนั้น ดนัยทำหน้าที่สารถีไปเงียบๆ

บดินทร์เองก็ได้เพียงนั่งเหม่อ...ตลอดการเดินทาง

กว่าเจ็ดชั่วโมงจากหัวหินสู่วังน้ำเขียว ดนัยขับรถมือเดียวมาตลอดทางแบบไม่หยุดพัก จนในที่สุดก็มาถึงเซฟเฮ้าส์ของดนัยตอนเช้าตรู่ แค่เพียงเสียงรถเข้าไปจอดเทียบด้านหน้า เหล่าคนที่กำลังรอคอยก็กรูกันออกมาที่หน้าบ้าน

บดินทร์รีบก้าวลงจากรถโดยไม่รีรอ เขาวิ่งไปจนสุดฝีเท้า ทว่าก็ไปหยุดชะงักอยู่ตรงหน้าของผู้เป็นบิดาด้วยความละล้าละลังว่าจะสามารถวิ่งเข้าไปกอดได้อย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า พ่อจะยอมกอดหรือเปล่า?

แต่ฉับพลันที่ได้เห็นบิดาร้องไห้ แล้วผายมือมาหา บดินทร์ก็ถลาเข้าไปหาโดยไม่คิดอะไรอีก ร่างสูงโปร่งหมอบกรานบนพื้นปูนโดยไม่ยี่หระว่าจะเปรอะเปื้อน สองมือพนมก้มกราบแนบหลังเท้าเปลือยพร้อมน้ำตาที่ถะถั่งออกมาอย่างยากระงับ คำขอโทษแผ่วระโหยด้วยเพราะมีก้อนสะอื้นเข้าขัดขวาง ร่างคุดคู้สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีฝ่ามืออุ่นหนาบรรจงลูบลงที่ศีรษะอย่างอ่อนโยน ก่อนที่ทั้งร่างจะถูกประคองขึ้นมาสวมกอด

"ดิน...ดินลูกพ่อ" บดีครางเรียกชื่อลูกชายคนเดียวด้วยความคิดถึง นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้โอบกอด ความโหยหาถูกเติมเต็มจนเอ่อล้นเป็นหยาดน้ำตาหลั่งริน

สองพ่อลูกประคับประคอง สวมกอดกันด้วยความคิดถึง น้ำตาที่ผสมหลากหลายความรู้สึกรินหลั่ง รู้สึกผิด เศร้า เหงา เสียดาย รัก คิดถึง ดีใจ ไม่อายแล้วว่ายังมีใครคนอื่นเห็นความน่าสมเพชเหล่านี้หรือไม่ ความตื้นตันผลักดันให้รู้สึกอิ่มเอมเสียยิ่งกว่าความอับอาย

"ผมขอโทษครับพ่อ ผมมันเป็นลูกเลว ผมทำให้พ่อต้องลำบาก ผมมันทรพี..." บดินทร์สะอื้นฮั่ก พร่ำเอ่ยขอโทษบิดาของตนไม่ขาดปาก ความรู้สึกผิดถาโถมจนหัวใจเจ็บร้าว

"ไม่เป็นไรลูก...ไม่เป็นไร พ่อเองต่างหากที่ผิด ที่ไม่ฟังลูก พ่อสิต้องขอโทษเจ้า ดินเอ้ย พ่อขอโทษ...ทั้งหมดเป็นเพราะพ่อคนนี้ทั้งนั้น พ่อขอโทษนะลูก..." ฝ่ายบิดาก็ไม่ได้คิดจะทำร้ายต่อว่าตอกย้ำซ้ำเติม แต่กลับสวมกอดลูกชายแน่น ลูบแผ่นหลังสั่นระริกปลอบประโลม แล้วยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นมาเป็นของตัวเองแต่เพียงผู้เดียว

"ฮือ...พ่อครับ ดิน...ขอโทษ.....ดิน...คิดถึงพ่อครับ คิดถึงพ่อ..." บดินทร์กอดร่างเล็กกว่าของบิดาแน่น ซุกใบหน้าเปื้อนน้ำตา ลงบนไหล่ที่เล็กลงกว่าความทรงจำ พ่อผอมลงมาก แค่เห็นน้ำตาของบดินทร์ก็ถะถั่งออกมาอีกรอบ พูดออกไปไม่ไหว ทั้งที่ในหัวใจรู้สึกผิดกับบิดาเหลือเกิน

เนิ่นนานกว่าสองพ่อลูกจะกลับมามีสติ กว่าจะหยุดร้องไห้กันได้ ก็เล่นเอาหน้าตาแดงช้ำกันไปหมดทั้งพ่อลูก ในที่สุดทั้งหมดก็ได้เคลื่อนตัวจากหน้าบ้าน เข้ามานั่งคุยกันในห้องรับแขกได้เสียที

เพราะลูกน้องของดนัยโทรมาแจ้งเมื่อคืนว่า ดนัยและบดินทร์จะยังไม่ตรงกลับมาที่เซฟเฮ้าส์เมื่อคืน ทำให้ผู้รอคอยอีกคนอย่างซอลย่าต้องขอตัวกลับไปก่อน โดยรับปากว่าจะรีบกลับมาที่นี่อีกครั้งในตอนเช้า ซึ่งตอนนี้ก็เพิ่งแปดโมง คาดว่าอีกไม่นานซอลย่าคงจะมาถึง

ดนัยนั่งมองอยู่ห่างๆ ในฐานะเจ้าบ้านเขายังไม่มีสิทธิ์ผละจากที่ที่มีแขกเหรื่ออยู่กันเต็มบ้าน แต่ก็ยังไม่ใช่เวลาแสดงตัว เพราะดูเหมือนตอนนี้ยังเป็นเวลาของครอบครัว

บดินทร์ยังคงสะอื้นเล็กๆ แต่ใบหน้าอิ่มเอมขึ้นจากตอนแรกมาก วันนี้อาจเป็นวันที่เขามีความสุขที่สุดในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ ได้กอดพ่อ ได้กราบขอโทษแม่เลี้ยง และได้ปรับความเข้าใจ ได้เอ่ยขอโทษน้องเลี้ยงอย่างเพียงดาว

เพียงดาวอุ้มลูกสาวหน้าตาน่ารัก ผิวขาวดวงตาสีน้ำข้าวเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเหมือนผู้เป็นพ่อ หล่อนนั่งส่งยิ้มให้พี่ชายต่างสายเลือดที่ไม่ได้เจอกันนานไม่ขาด ไม่ว่าหล่อนกับบดินทร์จะเคยมีเรื่องอะไรระหว่างกันมา ตอนนี้หล่อนอภัยให้ได้หมดแล้ว

ผิดกับบดินทร์ที่ยังคงรู้สึกผิดกับเพียงดาวมากมาย วัยเยาว์ผ่านไปไวนัก เผลอเพียงนิดเดียว ตอนนี้พวกเขาก็เลยมาจนถึงจุดที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

บดินทร์รู้สึกผิดต่อเพียงดาวมากมายเสียจนแทบไม่กล้ามองหน้า

เขาเป็นเกย์...

แม้ไม่ได้แน่ใจนัก แต่บดินทร์ชอบผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ถึงแม้จะยังไม่เคยปรารถนาที่จะมีสัมพันธ์ทางกายกับผู้ชายคนไหนนอกเหนือจากสดายุ แต่ก็ไม่นึกอยากนอนกับผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษเช่นกัน

เขาคงเป็นเกย์...ที่สามารถนอนกับผู้หญิงได้อย่างไม่นึกรังเกียจ แต่เป็นแค่การมีความสัมพันธ์ทางกายบังหน้า เพียงเพื่อรักษาภาพพจน์ตอนที่ยังเป็นนักแสดง เพราะนิสัยเพลย์บอยนิดๆ จะสามารถทำให้อนาคตในวงการไปได้ไกลกว่าการเป็นดาราชายที่รักนวลสงวนตัว ดังนั้นบดินทร์จึงจะต้องเลือกขึ้นเตียงกับดารานางแบบบางคน เพื่อรักษาหน้าตาของตัวเองไว้

เขาไม่สามารถเผยตัวตนได้ไม่ว่ากับใครก็ตาม และด้วยเหตุผลนี้ ทำให้เขาเลือกที่จะทิ้งหัวใจของตัวเอง ในเมื่อเป็นตัวของตัวเองไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขามีจึงเป็นเพียงความเงียบเฉยเย็นชา ซึ่งมันกลายเป็นสันดานดิบติดตัวมาจนถึงตอนนี้

และเพราะเขาอาจเป็นเกย์นี่แหละ เขาจึงรู้สึกผิดต่อเพียงดาวเหลือเกิน

ในโลกที่แสนเย็นชา มีเพียงสดายุคนเดียวเท่านั้นที่บดินทร์รักและเปิดใจให้ ขนาดรู้ทั้งรู้ว่าสดายุเป็นชายแท้ที่ชอบผู้หญิง แต่บดินทร์ก็ยังคงรู้สึกรัก แม้ได้อยู่ข้างกันในฐานะเพื่อน ก็สุดแสนจะยินดีแล้ว

ทว่าในวันที่สดายุตกลงเป็นแฟนกับเพียงดาว ภายใต้การแนะนำจอมปลอมของตน บดินทร์ใจแทบขาด ในวันนั้นเขาโกรธเกลียดเพียงดาวเหลือเกิน ที่มาคว้าสิ่งสำคัญของเขาไปซึ่งๆ หน้า

เพียงดาวยังเด็กเกินไป หล่อนยังมีความสุขในการบริหารเสน่ห์วัยใส ดังนั้นจึงไม่ยากเลยที่บดินทร์จะใช้เสน่ห์ของตนยั่วเย้าให้เพียงดาวขึ้นเตียงกับตน เพื่อที่บดินทร์จะสามารถใช้ความผิดของเพียงดาวในข้อนี้ กีดกันเพียงดาวให้ออกจากสดายุได้

แผนชั่วของเขา มันคงสำเร็จไปได้ด้วยดี ถ้าแม้เพียงดาวจะไม่ท้องขึ้นเสียก่อน จนเกิดเรื่องราวมากมายตามมาในที่สุด...

เรื่องนี้บดินทร์ยังไม่กล้าเอ่ยปากกับใคร แม้แต่กับสดายุ

บดินทร์ได้แต่เกลียดตัวเองเหลือเกินที่มักหันหลังหนีปัญหา เกลียดตัวเองที่ไม่เคยคิดเผชิญหน้าแม้กระทั่งตอนนี้

"...ดาว...พี่...ขอโทษ" แต่ถึงอย่างไรวันนี้เขาควรกล่าวขอโทษเพียงดาว ขอโทษในสิ่งชั่วช้าที่เขาเคยกระทำ หากจะถูกก่นด่าตอบโต้กลับมาอย่างไร เขาก็ยินยอมรับมันทั้งนั้น…

และสิ่งที่บดินทร์ได้รับกลับมา คืออุ้งมืออุ่นของเพียงดาวที่ขยับมาจับกุมมือของเขาไว้ด้วยความเอื้ออารี หล่อนยิ้ม เฉกเช่นวันเก่าก่อนในความทรงจำ ยิ้มให้กับบดินทร์ที่กำลังมีน้ำตาคลอหน่วย พร้อมเอ่ยถ้อยคำที่ราวกับน้ำผึ้งชโลมใจ

“เรื่องที่มันผ่านไปแล้ว ก็ให้มันผ่านไปเถอะพี่ดิน ดาวไม่คิดติดใจอะไรพี่ดินหรอกค่ะ มันก็แค่ความผิดพลาด เราทั้งคู่ก็แค่ยังเด็ก ที่ดาวมาวันนี้ดาวไม่ได้มาเพื่อฟังคำขอโทษหรอกนะคะ ดาวมาเพราะคิดถึง มาเพราะอยากเจอพี่ชายของดาวอีกครั้ง ก็เท่านั้นเอง”

เพียงดาวเอ่ยทุกถ้อยคำออกมาด้วยความจริงใจ กระชับมือของบดินทร์ไว้มั่น แล้วเอนซบในอ้อมกอดของพี่ชายด้วยความรัก บดินทร์กอดเพียงดาวแน่น ไม่ได้กล่าวคำใดมากไปกว่าคำว่าขอโทษ ทั้งที่ยังมีสิ่งติดค้าง แต่เพียงดาวยืนยันกับชายหนุ่มทางสายตา ว่าไม่ต้องการให้บดินทร์เอ่ยสิ่งใดอีก หล่อนกระซิบบางเบา… “เก็บมันไว้เป็นอดีตเถอะค่ะ” หลังผละจากกันเพียงดาวก็แนะนำลูกสาวให้คุณลุงอย่างบดินทร์ได้รู้จัก สาวน้อยวัยขวบเศษ ลูกครึ่งสวีเดน ตามสัญชาติของผู้เป็นพ่อ น่ารักจนบดินทร์ต้องขออุ้มมากอด เด็กน้อยยิ้มร่า จนเพียงดาวยังแซวว่า ปกติไม่ยอมให้ใครอุ้มง่ายๆ แท้ๆ แต่ดูเหมือนจะติดลุงแจเสียแล้ว

ทุกอย่างผ่านไปได้อย่างเรียบร้อย พร้อมกับที่บดินทร์เล็งเห็นแล้วว่า เขาควรพูดเรื่องสำคัญกับบิดาของตนได้เสียที

เรื่องที่ดิน กับหนี้สินสิบล้าน

ทว่า…ทันทีที่ถามออกไป คำตอบที่ได้ กลับทำให้บดินทร์ถึงกับมึนทื่อไปทั้งท้ายทอย ใบหน้าเนียนชาวาบราวกับเพิ่งถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด

“พ่อยังไม่ได้ขายที่หรอกดิน เพราะคุณดนัยเพื่อนลูก เขาช่วยใช้หนี้สิบล้านแทนให้ลูกทั้งหมดแล้ว”

"คุณดนัยบอกพ่อว่า เขาตกลงกับดินแล้ว ว่าเขาจะจ่ายหนี้ก้อนนี้ให้ดินก่อน แล้วดินจะไปทำงานกับเขาเพื่อใช้หนี้" คำอธิบายของบดี ทำหัวใจของบดินทร์บีบรัด แต่เมื่อได้เงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นบิดาอีกครั้ง ใบหน้านั้นดูกังวล คงรู้สึกได้ว่าเขากำลังมีปัญหากับข้อตกลงที่เกิดขึ้นโดยที่ตนยังไม่รู้ตัว

พ่อย่อมไม่รู้ว่าเขาโดนดนัยรวบโดยไม่ทันรู้ตัว ข้อตกลงที่ฝ่ายนั้นอ้างกับพ่อ แน่นอนว่าเขาไม่มีส่วนรู้เห็น

ไม่แปลกหรอกหากบิดาของตนจะเชื่อดนัย ก็ใครที่ไหนจะยอมใช้หนี้แทนให้ดื้อๆ ตั้งสิบล้าน หากไม่ได้มีการตกลงรับปากหรือทำสัญญาอะไรกันไว้ก่อน

แต่ก็ดีแล้วล่ะ...เปลี่ยนเจ้าหนี้ก็ดีเหมือนกัน คนของบ่อนมันชอบตามราวีถึงครอบครัว แต่กับเจ้าหนี้ใหม่คงตามรังควาญแต่เฉพาะตัวเขา

ในเมื่อได้มากกว่าเสีย ทำไมเขาจะต้องปฏิเสธเล่า

ไม่สิ...เขาไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธต่างหาก ชีวิตเขาถูกดนัยซื้อไว้แล้วด้วยเงินจำนวนสิบล้าน เขามันบ้าไปเองที่เคยคิดว่าจะหนีคนคนนี้พ้น

"ครับพ่อ ผมตกลงจะไปทำงานให้คุณดนัย เพื่อใช้หนี้ให้เขา" บดินทร์ยิ้มขื่น ถอนหายใจบางๆ แล้วทำสีหน้าที่ดีที่สุดให้บิดาได้เห็น ลูกอกตัญญูคนนี้ จะไม่ยอมให้พ่อต้องทุกข์ใจไปด้วยอีกแล้ว

>

>

>

บ่ายโมงกว่าๆ ท้องฟ้ายังคงขมุกขมัว วังน้ำเขียวที่ปกติดูร่มรื่นอยู่แล้ว วันนี้ยิ่งครึ้มหนัก เข้าปลายฤดูฝน น้ำฟ้ายิ่งพรั่งพรู เสียงเมฆดำคำรามครืนมาแต่ไกล เดาได้ว่าในไม่ช้าหยาดฝนคงลงดอก ใต้ร่มหลังคาบ้านไม้ทรงสวย มีบางคนกำลังนั่งเหม่อมองท้องฟ้าสลัวอย่างล่องลอย มองควันบุหรี่สีขาวปลอดที่ค่อยๆ กระจายตัวพุ่งจากปอดออกมาทางจมูกปากตน อ้อยอิ่งอยู่ในอากาศตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะสลายตัวไปอย่างช้าๆ รสขมเฝื่อนในปากคงเป็นอย่างเดียวที่พอทำให้บดินทร์รู้ตัวว่าตนยังคงตื่นลืมตาอยู่

บดินทร์ถูกทิ้งให้อยู่ที่เซฟเฮ้าส์เพียงลำพัง เพราะพ่อของตนร้องขอไว้ ตอนนี้ยังมีนักข่าวบางคนวนเวียนอยู่แถวบ้านไม่ขาด การปรากฏตัวของบดินทร์ช่วงนี้คงไม่เป็นผลดีเท่าไหร่ อีกทั้งร่างกายบดินทร์เองก็ยังไม่พร้อม ทั้งข่าวฉาวเรื่องคลิป ข่าวติดหนี้บ่อนพนัน ทั้งยังข่าวการฆ่าตัวตายที่เล็ดรอดออกในไปตอนที่ดนัยบุกเข้าไปช่วยไว้วันแรก หลายหลากประเดประดัง บดินทร์จึงยังไม่พร้อมจะตอบคำถามใครทั้งสิ้น ดังนั้นจึงเป็นการดีที่สุด ที่เขาจะถูกเก็บตัว หลบเร้นกายอยู่ในป่าเขานี่สักพัก...

แม้จะเป็นถิ่นของคนที่แสนเกลียดก็ตาม บดินทร์คงทำได้เพียงยกศักดิ์ศรีจอมปลอมของตัวเองทิ้งไป และยอมรับความช่วยเหลือแต่โดยดีเท่านั้น...เพราะเขามัน ไม่มีค่า

พูดถึงเจ้าของบ้าน เขาไม่เห็นหน้าดนัยมาตั้งแต่ช่วงสาย หลังทักทายครอบครัวของเขาเสร็จ รู้สึกเจ้าตัวจะขอตัวเข้าไปนอนพักผ่อน เพราะขับรถมือเดียวทางไกลแบบไม่มีแวะพักมาทั้งคืน แน่ละ จากหัวหินมาวังน้ำเขียว มันเกือบ 7 ชั่วโมงเชียวนะ

ทั้งที่ความจริงบดินทร์อยากจะคุยเคลียร์ให้จบๆ ไปเรื่องหนี้สิน แต่ดนัยดันหนีไปนอนเสียก่อน สุดท้ายเขาจึงต้องแกร่วรออยู่แถวระเบียงบ้านอย่างที่เห็น จะออกไปไหนก็ไม่ค่อยปลอดภัย แถมยังมีบอดีการ์ดเฝ้าเต็มบ้านไปหมด จนแล้วจนรอด บดินทร์เลยแทบไม่ได้กระดิกตัว

กลัวทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า อาจโดนเป่าด้วยลูกตะกั่วตายอยู่แถวนี้

เฮ้อ…พ่อไม่น่ารีบกลับ เพราะห่วงบ้านเลย

“บ่ายแล้ว ไม่ทานอะไรหน่อยเหรอคุณ?”

ดูเหมือนเพียงครู่ต่อมา การรอคอยของบดินทร์จะสิ้นสุดลงได้ในที่สุด ทันที ที่ได้ยินเสียงทุ้มละมุนหูที่ใครต่อใครต่างก็ชื่นชม ดังมาจากเบื้องหลัง บดินทร์ก็ได้ฤกษ์เปิดฉากการเจรจาเสียที

“คุณเอาเงินสิบล้านไปไถ่หนี้ของผมที่บ่อนของเสี่ยอัครเดช?” คำถามตรงประเด็นส่งตรงถึงดนัยโดยไม่รอช้า ทั้งๆ ที่คนถามไม่มีแม้แต่จะผินหน้าไปมอง

“อือฮึ แล้วมันทำไมเหรอ?” ดนัยไหวไหล่เล็กน้อย ตอบออกมาด้วยทีท่าที่ไม่ได้ยี่หระต่อคำถามของบดินทร์สักเท่าไหร่ ทั้งยังเดินเฉิบๆ เข้ามานั่งเอกเขนกตรงเก้าอี้หวายข้างกายของบดินทร์เฉย

และท่าทีกวนประสาทแบบนี้ของดนัยนี่แหละ ที่บดินทร์นึกชังนัก “จู่ๆ ก็เอาเงินสิบล้านไปละลายทิ้งเพราะผม คุณต้องการอะไรจากผมกันแน่?” ความไม่เข้าใจทำกิริยาของชายหนุ่มก้าวร้าวขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ เพราะนอกจากไม่เข้าใจแล้ว ยังเจ็บใจตัวเองมากอีกด้วยที่ไม่รู้จะต้องทำอย่างไรต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งยังอับอายเหลือเกินกับเรื่องที่เขาทำลงไปเมื่อคืน

"ก็ไม่ได้ต้องการอะไร แค่เงินสิบล้านไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม" ดนัยตอบชิลล์ เอนกายลงเอนหลังกับเก้าอี้หวายเต็มตัว เขารู้ดีว่าบดินทร์เดือดขนาดไหน กอปรกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนด้วยแล้ว เวลานี้ในอกของอีกฝ่ายคงร้อนรุ่มดังไฟสุม

คำว่าไม่ได้ต้องการอะไรของดนัย หมายความตามคำนั้นจริงๆ และดนัยรู้ว่าบดินทร์คงไม่พอใจ ยิ่งถ้ารู้ว่าที่เขาทำไปก็เพราะต้องการไถ่โทษ บดินทร์คงโกรธจนลมออกหู

บดินทร์หยิ่งในศักดิ์ศรีแค่ไหนทำไมเขาจะไม่รู้…เป็นตัวร้ายที่ยอมตายดีกว่าการขอความเมตตา

"สิบล้านไม่สำคัญ...เฮ๊อะ คนมีอันจะกินนี่โคตรน่าอิจฉา แต่ก่อนจะทำบุญทำทาน ก็ช่วยถามความสมัครใจของขอทานด้วยได้ไหมล่ะ ว่ามันอยากได้หรือเปล่า? โปรดอย่าใจบุญสุนทานพร่ำเพรื่อกับผมเสียทีได้ไหม? ผมไม่ต้องการ! " คำปรามาสร่ายยาวเป็นวรรคเป็นเวร สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบดินทร์อารมณ์เสียกับเรื่องนี้มากแค่ไหน คำว่า 'หนี้บุญคุณที่ไม่ต้องการ' ฉายชัดอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้นอย่างที่ไม่ต้องเสียเวลาแปลความหมาย

“อย่าคิดมากนักสิคุณ ผมไม่ใช่เจ้าหนี้ทวงโหดเหมือนเสี่ยอัครเดชหรอกนะ...หึหึ” ยิ่งเห็นว่าบดินทร์เริ่มพาลจนหน้าแดงหน้าดำ ดนัยก็ยิ่งเย้าแหย่ แท้จริงถึงภายนอกเขาจะดูเป็นมิตร ยิ้มสวย เทพบุตรสักแค่ไหน เนื้อแท้เขาก็แค่คนร้ายกาจที่ไม่ชอบให้ใครก้าวล่วงดูถูก หากคนตรงหน้าไม่ใช่บดินทร์ ป่านนี้คงได้ลงไปนอนกับรากไม้ใต้ดินไปแล้ว เพราะเป็นบดินทร์คนที่เขาให้สิทธิพิเศษหรอกนะ ถึงสามารถทำแบบนี้กับเขาได้...

"สนุกนักหรือไงที่เห็นผมต้องดิ้นรนกระเสือกกระสน เพื่อล้างหนี้ของคุณ แล้วเรื่องใหญ่ขนาดเงินสิบล้านเนี่ย ทำไมไม่บอกผมตั้งแต่แรก ปล่อยให้ผมโง่เง่าทำเรื่องสิ้นคิดแบบนั้น! สะใจมากใช่ไหม ที่เห็นผมโง่น่ะ!!? " ถูกเย้ากลับมารวมถึงท่าทางได้ทุกข์ไม่ร้อนของดนัย ทำเอาบดินทร์สติแตก ร่างสูงลุกพรวด ตั้งท่าจังก้าชี้หน้าว่าร้ายดนัยไม่ขาดปาก ตัดพ้อต่อว่าสารพัดในเรื่องที่ถูกอีกฝ่ายปกปิด หากเขารู้สักนิดว่าตัวเขาถูกดนัยจองจำไว้ด้วยหนี้สินถึงสิบล้านนี้แล้วล่ะก็ อย่างน้อยเมื่อคืน...

เขาคงไม่ต้องเปลืองตัวแบบนั้น

เจ็บใจนัก!!

“ผมบอกคุณเหรอว่าสะใจ คิดเองเออเองเก่งนะคุณเนี่ย” ดนัยยังคงพูดขำ แต่ในอกชักไม่ขำด้วย รู้สึกว่าสิทธิพิเศษที่มอบให้บดินทร์ไปจะเริ่มสั่นคลอนไม่น้อย เส้นบางๆ ระหว่างความอดทนกับไม่อดทนมันกำลังจะขาดอยู่รอมร่อ

“หึ! คิดเองเออเองอย่างนั้นเหรอ? เห็นๆ อยู่ว่าคุณยัดเยียดมันให้กับผม!!”

ปึ่ด*…*

ดนัยรู้สึกได้ทันที ว่าเส้นเชือกแห่งความอดทนของเขากับลังจะสะบั้น ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วประจันหน้ากับบดินทร์ตรงๆ บ้าง สองแขนแข็งแกร่งสอดล้วงกระเป๋ากางเกงไว้ เพื่อรั้งสติไม่ให้เผลอเอื้อมไปคว้าคอคนพูดไม่รู้ฟังให้มาอยู่ใต้อาณัติ ลมหายใจแห่งสัมปชัญญะถูกสูดเข้าปอดลึกๆ ครั้งหนึ่ง แต่ดูเหมือนอารมณ์คุกรุ่นบางเบาที่ประทุขึ้นมาแล้วนั้น มันจะไม่สามารถข่มสะกดให้สงบลงได้ง่ายๆ

ร่างสูงใหญ่ของดนัยยืดตัวตรงกว่าเดิม ใบหน้าคมคายเอียงองศาเล็กน้อย จดจ้องไปยังสีหน้าดาลเดือดของบดินทร์เขม็ง หัวใจดนัยร่ำร้องว่าความต้องการในตัวของบดินทร์กำลังพุ่งสูงจนแทบจะปะทุออกจากอก ยิ่งภาพความทรงจำอันร้อนเร่าของคืนวานผ่านวาบเข้ามาในหัวทุกครั้งที่มีอารมณ์ขุ่นข้อง

มันยิ่งเร่งเร้า

มันยิ่งพลุ่งพล่าน

มันยิ่งขับดันให้เลือดในกายของดนัยร้อนระอุ จนอยากเอื้อมมือไปคว้า จับกด และฉีกทึ้งให้บดินทร์เปลือยเปล่าไปทั้งร่าง อยากสัมผัสผิวเนื้อรุนแรง อยากแทรกกายเข้าสู่เรือนร่างร่านร้อนจนแทบจะบ้าคลั่ง อยากกักขังเอาไว้ในห้องปิดตายไม่ให้หนีไปไหนได้

สั่งสอนด้วยกำลัง บังคับด้วยอำนาจ

ฝึกให้เชื่องกับเขา จนหนีไปไหนไม่รอด…

แต่…มันยังไม่ใช่ตอนนี้

“นั่นสินะ...ใช่ ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมตั้งใจทำให้คุณโดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน สำหรับคุณแล้ว มันคือการยัดเยียด คือหนี้บุญที่คุณไม่ต้องการ… แต่ผมก็อยากให้คุณรู้เอาไว้ ว่าสิ่งที่คุณมอบให้ โดยอ้างว่าคือการชดใช้ ผมเอง…ก็ไม่เคยร้องขอเหมือนกัน” เมื่อยังพอรังสติอยู่ไหว ว่าเขาควรเว้นช่องว่าให้บดินทร์ได้หายใจหายคอบ้าง ยังอยากเลี้ยง ไม่ใช่ล่าม

ดังนั้นดนัยจึงเลือกที่จะตอบโต้บดินทร์ทางวาจาแทนร่างกาย ทว่าคำยอกย้อนของเขาก็ใช่จะเบาเหมือนสติ ทุกถ้อยทุกคำย้อนยอกตอกกลับจริงจังหนักแน่น เช่นเดียวกับที่โดนบดินทร์ต่อว่ามา แน่นอนว่ามันแสบสันเสียจนบดินทร์ถึงกับหน้าชา

"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรับไปสิ!! "

“แล้วทำไมผมต้องปฏิเสธ? ในเมื่อคุณเป็นคนเสนอตัวมาให้ผมเอง”

สิ้นคำดนัย บดินทร์ก็ไม่สามารถระงับความขุ่นข้องของตนได้อีกต่อไป เดือดดาลหนักหนากับสิ่งที่ตีความได้จากทุกถ้อยคำที่ดนัยกล่าวมา มันตีความได้ไม่ยากเลยว่า การยินยอมทอดกายเพื่อแลกอิสรภาพของเขานั้น ในท้ายที่สุด มันเป็นเพียงการดิ้นรนอย่างไร้ความหมายของเหยื่อที่โง่เง่าเท่านั้นเอง

“ไอ้ดนัย!!” บดินทร์คำรามลั่น พร้อมกับที่เหวี่ยงหมัดฮุคเข้าหาดนัยอย่างไม่ออมแรง

หมับ! แต่ก็ไม่ได้ระคายผิวดนัยแม้เพียงปลายผม หมัดหนักๆ ของบดินทร์ที่เจ้าของว่าแม่นยำนั้น กลับถูกดนัยคว้าเอาไว้อย่างง่ายดาย แม้ส่วนสูงจะต่างกันไม่เท่าไหร่ แต่แรงกล้ามที่ผิดกันหลายข้อ ทำให้บดินทร์แทบจะไม่สามารถสะบัดหลุดจากอุ้งมือหนาของดนัยได้เลย

“อย่ารนหาเรื่องบดินทร์ ผมขอล่ะ” ดนัยขอร้องอย่างใจเย็น ทว่าดูเหมือนประโยคที่ว่านั่น จะไม่เหมือนประโยคขอร้องสักเท่าไหร่นักในความคิดของบดินทร์

สองร่างยืนประชิด สองสายตาสบประสานเกรี้ยวกราด ต่างขิงก็ราข่าก็แรง ไม่มีใครยอมลงให้ใครก่อน ดนัยขบกรามกรอดกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เขาคิดเอาไว้ไม่เคยผิดเลย บดินทร์คือตัวร้ายที่ยอมตายดีกว่าร้องขอชีวิต หากเป็นคนอื่นได้รับความช่วยเหลือขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นการฉุดขึ้นจากขุมนรกอย่างที่ถ้าเป็นคนอื่นร้อยทั้งร้อยคงยอมมอบกายถวายชีวิตให้เขาแบบไม่ต้องคิด แต่มันดันไม่ใช่สำหรับบดินทร์ คนคนนี้ นอกจากจะไม่ร้องขอให้ช่วยเหลือแล้ว ยังรังเกียจมือของเขาที่ยื่นลงไปให้อีกต่างหาก

ยอมถูกไฟนรกพร่าผลาญมากกว่าจะจับต้องมือของเขาสินะ

ความหงุดหงิดงุ่นง่านเริ่มคืบคลานเข้าครอบงำจิตใจใฝ่คุณธรรมที่เหลือเพียงน้อยนิดของเขาอย่างช้าๆ สมองดนัยประมวลผลเร็วรี่ ว่าควรทำอย่างไรกับคนดื้อด้านอย่างบดินทร์ดี

นิ่งไปพักใหญ่ๆ ใช้สมองขณะใช้ร่างกายจับตรึงบดินทร์ที่ดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตายให้ยอมอยู่นิ่ง และในที่สุดดนัยก็คิดขึ้นได้ ในจังหวะเดียวกับที่สามารถรวบบดินทร์เข้ามาในอ้อมแขนได้พอดี

“ไปอเมริกากัน!”

“ห๊ะ!? อะไรของคุณ?” คำชวนที่จู่ๆ ก็ถูกโพล่งออกมาจากอีกฝ่าย เล่นเอาบดินทร์ที่กำลังดิ้นเร่าถึงกับหยุดชะงัก

“คุณก็รู้ตัวไม่ใช่เหรอ ว่าคุณไม่เหลือที่ยืนในประเทศนี้แล้ว สิ่งที่คุณทำลงไป อย่าว่าแต่กลับเข้าวงการเลย แม้แต่งานดาษๆ อื่นๆ คุณก็ทำไม่ได้ ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน คุณคงไม่คิดจะหมกตัวอยู่แต่บ้าน หลบๆ ซ่อนๆ ไปจนกว่าเรื่องจะเงียบใช่ไหมล่ะ?” พอบดินทร์ชะงัก ดนัยก็เร่งอธิบาย เหตุจูงใจมีร้อยแปดพันเก้า ติดอยู่แค่บดินทร์จะยอมคล้อยตามหรือไม่

“ใช่! เรื่องนั้นผมก็รู้อยู่ แต่มันเกี่ยวอะไรกับการที่ผมจะต้องไปต่างประเทศกับคุณด้วย?” แน่นอนว่าบดินทร์ยังคงเถียง แต่น้ำเสียงที่เบาลง และการดิ้นรนที่โอนอ่อนให้ ทำให้ดนัยพอจะสัมผัสได้ว่า ถ้อยคำจูงใจของเขา อาจได้ผล

ความตั้งใจของดนัยแรงกล้า เขาต้องการพาบดินทร์ไปอยู่ในรังของเขาให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด แต่แน่นอนว่าการเกลี้ยกล่อมให้บดินทร์ยอมตัดสินใจตามไปด้วยตัวเองย่อมให้ผลที่น่าพึงใจกว่า แน่นอนว่าที่ทำไปทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือบดินทร์ดังที่เคยลั่นวาจาไว้ทั้งสิ้น ชดใช้ ชดเชยในสิ่งที่เขาเคยบังคับพรากมาก

แต่ก็แน่นอนอีกแหละ ว่าในความตั้งใจเหล่านั้น ย่อมมีเจตนาไม่บริสุทธิ์แอบแฝงอยู่ด้วย

อ้อมแขนแกร่งกระชับร่างบดินทร์แน่นขึ้นโดยพยายามให้รู้สึกตัวน้อยที่สุด ก่อนจะโน้มใบหน้าลงใกล้ แล้วกระซิบคำโฆษณาสุดท้ายตรงริมหูบดินทร์…

“เพราะมันคือทางเดียวที่คุณจะสามารถทำงานหาเงินมาใช้หนี้ผมได้ในเวลาอันสั้นไง”

>

>

>

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


บ่ายสามแก่ๆ หลังการโต้เถียงอันยาวนานระหว่างดนัยและบดินทร์ ที่ไม่ว่าดนัยจะโอ๋จะกล่อมกระทั่งข่มขู่ยังไง บดินทร์ก็ยืนกรานไม่ยอมรับฟังท่าเดียว ประมาณว่า สุขใจผู้ให้ขัดใจผู้รับ บดินทร์ไม่อยากรับความช่วยเหลือใดๆ จากดนัยอีก แต่จนแล้วจนรอด ความพยายามของดนัยก็ได้ผล เพราะในที่สุดทั้งสองคนก็ได้ข้อสรุป ด้วยข้อตกลงระหว่างกันที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์สูงสุดให้บดินทร์ แต่จริงๆ แล้วเข้าทางดนัยอย่างที่สุด พร้อมๆ กับที่ซอลย่าเดินทางมาถึงเซฟเฮ้าส์ แหล่งกบดานของบดินทร์เสียที

“ดิน!” ร่างบอบบางของซอลย่าถลาเข้าหาน้องรักทันทีที่เจอหน้า ด้วยความที่ตัวเตี้ยกว่าอยู่หลายขุม ทำให้พอเข้าซุกอ้อมกอดของบดินทร์แล้วร่างบอบบางของซอลย่านั้นแทบจะจมหายไปในอ้อมอกน้องชายราวกับเด็กน้อย

“เป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่าหนีออกจากโรงพยาบาลตามคุณดนัยไประห่ำจับผู้ร้ายมาด้วยใช่ไหม? ทำไมชอบทำให้พี่เป็นห่วงแบบนี้หืม? แล้วนี่เป็นยังไงบ้าง คลาดกันไปคลาดกันมาตลอดเลย” กอดจนอุ่นใจได้ ผู้จัดการดาราร่างเล็กก็รีบผละจากอ้อมอกอุ่น พลางเทศนาบดินทร์เสียยกใหญ่ที่ทำอะไรแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง รู้ดีว่าบดินทร์เป็นห่วงสดายุมาก แต่ก็ไม่ควรจะบุ่มบ่ามทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังบาดเจ็บอยู่แบบนี้ ดังนั้น ทันทีที่ได้เห็นหน้า ซอลย่าจึงอดบ่นไม่ได้ สองมือเรียวเล็กเอื้อมประคองสองแก้มของน้องชายไว้ จับหันซ้ายหันขวา ดูว่ามีรอยแผลฟกช้ำน่ากลัวที่ไหนหรือเปล่า หนวดเคราเขียวครึ้มสากมือที่สัมผัสได้ เป็นเครื่องหมายยืนยันได้อย่างดีว่า บดินทร์แทบไม่ได้ดูแลตัวเองเลย เห็นแค่นั้นซอลย่าก็แทบร้องไห้ ร่างบางจึงโผเข้ากอดน้องชายอีกครั้งด้วยความสงสาร หัวกลมเล็กของพี่ชายถูไถไปมาในอ้อมกอดกว้าง ปฏิกิริยาประจำตัวยามที่ซอลย่าต้องการจะปลอบใจบดินทร์

กิริยาน่ารัก จนบดินทร์ยังอดยิ้มไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะทุกข์ หรือเครียดกับอะไรมากแค่ไหน พอได้เจออาการห่วงน้องสุดกำลังของซอลย่าเข้าไป ความอบอุ่นอ่อนโยนนั้นก็ทำให้บดินทร์ยิ้มได้ทุกครั้ง

พี่ชายคนนี้…เขารักมากเหลือเกิน

ทว่า…พฤติกรรมของทั้งสองคนนั้นช่างขัดตาแขกอีกคนที่มาด้วยกับซอลย่าเหลือเกิน

“อะแฮ่ม!” ดังนั้นเสียงกระแอมไม่สู้มีมารยาทนัก จึงถูกส่งออกไปเตือนสติของคนทั้งคู่ ว่าโลกนี้ยังมีคนอื่นยืนหัวโด่อยู่ด้วย

“สวัสดีค่ะ คุณบดินทร์! ออกจากโรงพยาบาลได้ สบายดีแล้วสินะคะ!” ประโยคทักทายระคนข่มขวัญที่ใช้เสียงเบสทุ้มต่ำคำรามถาม เรียกสายตาของบดินทร์ให้มาหยุดอยู่ที่ผู้มาเยือนอีกคนที่เขาค่อนข้างจะแปลกใจในการมาของอีกฝ่ายไม่น้อย

“สวัสดีครับคุณบลูม่า…” บดินทร์ทักออกไปเพียงแค่นั้น ทั้งที่ใจจริงอยากจะถามต่อว่ามาได้อย่างไร และมาทำไม แต่ก็ได้สติยั้งปากไว้ได้ทันเสียก่อน เอาเถอะ เขายังไม่มีอารมณ์จะตีกับใครตอนนี้ โดยเฉพาะคนที่ยืนตาขวางจ้องเขม็งมาราวกับจะจับเขาหักคอได้ทุกเมื่ออย่างบลูม่า

“มาด้วยกันได้ยังไงครับเนี่ย?” แต่เห็นอย่างนั้นบดินทร์ก็แอบสงสัยไม่ได้ จึงต้องก้มลงกระซิบถามเอากับซอลย่าว่าแท้จริงแล้ว แขกคนนั้นโผล่มาหาเขาถึงนี่ได้อย่างไร

“เอ่อ…เขามากับพี่น่ะ ช่วยขับรถมาให้…” ซอลย่าตอบอ้อมแอ้ม ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อยอย่างลืมตัว

“……!!??” และสภาพนั้นก็เล่นเอาบดินทร์ถึงกับผงะ ขนาดนี้ คงไม่ใช่บังเอิญไปเจอกันแล้วตามกันมาเยี่ยมเขาแน่ๆ

ทำไมบดินทร์จะไม่สงสัยเล่า ก็ในเมื่อตั้งแต่จำความได้ ซอลย่ากับบลูม่านั้นไม่ถูกโรคกันยิ่งกว่าอะไร ข่าวว่าเป็นทั้งคู่แข่งทั้งด้านความรักและอาชีพ โดยเฉพาะหลังจากตอนที่เขากับสดายุแตกหักกัน ผู้จัดการส่วนตัวอย่างสองคนนี้ ก็แตกหักหนักข้อกันขึ้นไปอีก เรื่องราวที่บดินทร์พอจะจำได้เป็นมาแบบนั้น แต่เหตุไฉนตอนนี้ ถึงได้จูงมือกันมาหาเขาได้เล่า มิหนำซ้ำซอลย่ายังออกอาการเคอะเขินทันทีที่ถามถึงบลูม่า ฝ่ายบลูม่าเองก็ดูท่าจะกระโดดเข้ามางับคอเขาให้ได้ที่เห็นว่าเขายังกอดร่างเล็กของซอลย่าไว้ไม่ยอมปล่อย ทำราวกับว่ากำลังหึงหวง…

อื๋อ…หึงหวง!!??

“พี่ซอล? อย่าบอกนะว่า…เฮ้ย! ตั้งแต่เมื่อไหร่!?” พอตีความได้ บดินทร์ก็ยั้งใจไม่ได้ที่จะต้องถามความขึ้นทันที งานนี้ไม่ธรรมดาแล้ว พี่ซอลย่าของเขากับบลูม่ามีซัมติ้งกัน!!?

ยิ่งบดินทร์ทักซอลย่ายิ่งลนลาน หน้าแดงเหงื่อแตก กระทั่งจะพูดยังสำลัก แต่สุดท้ายเมื่อตั้งสติได้ ก็อธิบายให้บดินทร์ได้ฟังและรับรู้ในที่สุด ซอลย่าไม่มีอะไรปิดบัง และไม่คิดจะปิดบังกับน้องชายคนนี้อยู่แล้ว

ความเข้าใจนำพาความโล่งอกโล่งใจมาสู่บดินทร์ แม้จะยังขัดใจ เพราะเขายังไม่อยากยกซอลย่าให้ใคร แต่ก็อุ่นใจ เมื่อได้รับรู้ว่าอย่างน้อย พี่ชายของเขาก็สมหวังในรักเสียที

“ยินดีด้วยนะพี่ซอล” บดินทร์พูดแค่นั้น ก่อนจะโอบกอดพี่ชายไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง

“ขอบใจนะดิน…” ซอลย่าตอบกลับ พร้อมกระชับอ้อมแขนเพื่อกอดน้องชายแน่น ซบใบหน้าลงบนอกอุ่นด้วยความรักและห่วงหา

และคราวนี้ก็ถึงเวลาที่บดินทร์จะเล่าเรื่องของตนบ้างแล้ว

“ผมดีใจนะที่จะมีคนดูแลพี่แทนผม…”

“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ ทำอย่างกับจะไปไหนไกล?”

“…พี่ซอล ผมจะไปทำงานกับคุณดนัยที่อเมริกานะ”

“ห๊ะ!? ว่าไงนะดิน! ป..ไปเมื่อไหร่!?”

“เดือนหน้าครับ”

****************************************************

ท่าอากาศยานแห่งชาติกรุงเทพ เนืองแน่นไปด้วยผู้คนดังเช่นทุกวันตามปกติคลาคล่ำมากมายไปทั้งไทยและเทศ เกือบสามทุ่มมีหลายสายการบินที่กำลังจะทยานออกสู่สุดฟากฟ้า

เพียงไม่นานหลังจากที่บดินทร์ทำข้อตกลงกับดนัย เอกสารเดินทางต่างๆ ของเขาก็ถูกดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพียงแค่อึดใจ โดยที่ยังไม่ทันได้เตรียมใจวันที่เดินทางก็มาถึง

หลังจากวันที่ดนัยไปคุยข้อตกลงกันที่วังน้ำเขียว ฝ่ายนั้นก็ไม่ได้กลับมาที่เซฟเฮ้าส์อีกเลย เพราะต้องอยู่จัดการภารกิจต่างๆ ที่ในตัวเมืองกรุงเทพมหานคร กระทั้งวันนี้ที่ไปรับกันมาจากที่พักนั่นแหละ บดินทร์ถึงได้มาเจอกับดนัยอีกครั้ง ถึงจะไม่ได้ต้องการเท่าไหร่ก็เถอะ

"เดี๋ยวยุมาถึงเขาก็โทรหาเองแหละ ไม่ต้องเฝ้ามือถือขนาดนั้นก็ได้มั้ง"

เสียงค่อนขอดที่ดังขึ้นที่ด้านหลัง ทำคนฟังอย่างบดินทร์หงุดหงิดไม่น้อยจริงอยู่ว่าเขาเฝ้าจอมือถือไม่ห่างแต่นั่นก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของดนัยไม่ใช่หรือ

ในที่สุดวันเดินทางก็มาถึงก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่เป็นเรื่องดี แต่สำหรับบดินทร์มันแตกต่างเพราะการไปในครั้งนี้ไม่ใช่การไปเพื่อเริ่มต้นใหม่แต่ไปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่เขาเคยก่อเอาไว้ต่างหากไปอยู่ในสถานจองจำที่เจ้าหนี้อย่างกฤตเมธกำหนดเอาไว้ให้ทั้งยังถูกควบคุมทุกฝีก้าวจนน่าอึดอัด อย่างเช่นตอนนี้ก็เหมือนกันแท้จริงหากเกรงว่าเขาจะหนีหนี้นัก แค่ส่งคนมาคุมไว้ก็พอ ตัวเองก็ออกจะมากบารมีลูกน้องในมือก็เหลือเฟือ จะเจียดมาเฝ้าเขาไว้สักคนก็คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงแต่ไม่รู้ทำไมคนอย่างดนัยถึงต้องเสด็จลงมาดูแลจัดการในเรื่องของเขาเองไปเสียหมดจดจนบดินทร์รู้สึกว่าตัวเขาเองแทบจะบ้าตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้

ทุกวันนี้ที่ยังทนอยู่ได้ ก็เพียงเพราะความหวังถึงอนาคตอันแสนไกล ว่าในสักวันจะหลุดพ้นเฝ้ารอว่าเมื่อถึงวันนั้นที่เขาชดใช้หนี้กรรมจนสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วคงสามารถกลับมายืนเคียงข้างสดายุในฐานะเพื่อนคนหนึ่งได้อีก ได้ทำงานได้สร้างครอบครัวให้พ่อแม่ผู้มีพระคุณ ได้มีอนาคต เพื่อความหวังนั้นวันนี้บดินทร์จึงยังอยากมีลมหายใจ และมีพลังที่จะอยู่ต่อ (แม้จะต้องต่อกรกับคนที่ชิงชังที่สุดอย่างดนัยก็ตามที)

ปิ๊บ...ระหว่างกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยในที่สุดเสียงเรียกเข้าจากคนที่รอคอยมาเนิ่นนานก็ปรากฏขึ้น ‘สดายุ’

“ฮ...ฮัลโหล...” บดินทร์รีบรับสาย ทว่ากลับยังปรับเสียงเป็นปรกติไม่ได้เสียทีเขาสั่นเสมอเมื่อต้องคุยกับสดายุ

“ไง อยู่ตรงไหน กูมาถึงแล้ว” เสียงแหบเสน่ห์ที่ตอบกลับมาจากปลายสาย ช่างทำให้หัวใจของบดินทร์พองโต อยากเจอเร็วๆ จึงรีบบอกพิกัดของตัวเองออกไป แล้วเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อเพราะอีกฝ่ายบอกว่าไม่เกินห้านาทีจะเดินมาถึง

และก็เป็นดังคำที่สดายุให้คำมั่นไว้เพราะรออยู่ตรงที่เดิมได้ไม่เท่าไหร่ สดายุก็มาถึง แน่นอนว่ามีกฤตเมธพ่วงมาด้วยในสภาพอำพรางรูปลักษณ์สุดขีด ผมเซอร์ใสหมวกสวมแว่นตาดำแต่ทั้งคู่ก็ยังดูเด่นสะดุดตาอยู่ดี โดยเฉพาะรอยยิ้มแสนสวยของสดายุที่มันช่างหวานเชื่อมใจเขาเสมอ

“โทษที รถติดกว่าที่คิดน่ะ” วิ่งมาถึงตัวบดินทร์ที่ยิ้มร่ารอคอยแล้วสดายุก็กล่าวขอโทษขอโพยขึ้นทั้งที่ยังติดจะหอบอยู่หน่อยๆ เพราะวิ่งห้อมาให้ทันเวลาส่งบดินทร์และดนัยเข้าGate

“ไม่เป็นไร…แค่มาส่งก็ดีใจแล้ว…” บดินทร์ตอบกลับน้อยๆ ด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อขึ้นหน่อยๆ เขาคิดแบบนั้นจากใจจริงๆ ไม่มีการเสแสร้งแค่นี้ก็ดีใจจนแทบจะเต้นได้อยู่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างกันของเขากับสดายุที่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ ทำให้บดินทร์มีแรงใจที่จะเดินต่อไปได้โขดีใจจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ดีใจเหลือเกินที่ได้เอ่ยคำขอโทษ…

สดายุยิ้มให้เช่นเดียวกับที่บดินทร์ยิ้มรอ

ภาพความเคอะเขินระหว่างกันดูมุ้งมิ้งมากในสายตาของผู้จับจ้องมองตามอย่างกฤตเมธและดนัยคนหนึ่งเหยียดยิ้มให้ด้วยเห็นว่าน่ารักดีแต่อีกคนหนึ่งนี่สิ…

เริ่มขบกรามน้อยๆ พร้อมขมวดคิ้วจนเป็นปมหนาเสียแล้ว

“เมื่อไหร่จะพามันไปให้พ้นหูพ้นตาเสียทีหืม? Gateปิดกี่โมงเนี่ย?” เสียงทุ้มต่ำน่าเกรงขามของกฤตเมธดังขึ้นแค่พอให้ได้ยินกันสองคนกับดนัยน้ำเสียงแข็งกล้าคาดคั้นน้องชายตัวร้ายหมายจะเร่งให้รีบพามารหัวใจไปให้พ้นหน้าเสียทีเพราะกฤตเมธเริ่มทนดูต่อไปไม่ได้แล้ว

“ให้เวลาเขาหน่อยสิพี่จะหวงทำไมนักเนี่ย? ผมมีเวลาให้สองคนนั้นเหลือเฟืออ่ะ เช็คอินแล้ว เหลือเข้า ตม.ซึ่งน้าเขยผมใหญ่ที่นี่ ผมใช้ทางพิเศษผ่านปร๋อ รอได้ชิวๆ …” ดนัยตอบถ้อยฟังสบายๆ ทว่าพอหันมาเจอสายตาพิฆาตมารของกฤตเมธเข้าให้น้องชายนอกไส้ตัวดีอย่างดนัยจึงแทบหุบปากไม่ทัน

“ไว้นายมีอย่างพี่บ้างแกจะรู้ว่าทำไมต้อง ‘หวง’ โดยเฉพาะกับคนที่ทำสายตาแบบนั้นใส่แฟนของตัวเองน่ะ” กฤตเมธตอบกลับ พร้อมสั่งสอนกลายๆ

“หึหึ…อย่างผมเนี่ยนะ จะหวงใคร? ยากจังชีวิตนี้คงบรรลุอย่างพี่ไม่ได้หรอก ฮ่าฮ่า” ดนัยว่าขำๆ ชีวิตที่อยากได้อะไรหรืออยากได้ใครก็ไม่เคยต้องดิ้นรนอย่างเขา ไม่เห็นจำเป็นต้องหวงเพราะทุกอย่างที่เขาต้องการ เวลาที่ได้มาก็คือสิทธิ์ขาดที่เป็นของของเขาอย่างสมบูรณ์อยู่แล้วแน่นอนว่าไม่เคยมีใครกล้าออกจากมือเขา นอกเสียจากเขาจะเป็นคนปล่อยมือเอง แล้วแบบนี้มีเหตุจำเป็นอะไรให้ต้องหวงอย่างนั้นหรือ?

“เออ…ก็เผื่อใจไว้หน่อยเผื่อในอนาคตจะมีขึ้นมา” เห็นน้องชายเถียงคำไม่ตกฟาก กฤตเมธก็ได้แต่บ่นอย่างระอาสอนยากสอนเย็นจริงๆ ไอ้เด็กมาเฟียที่โดนสปอยมาแต่เด็กนี่

“คร๊าบๆ ถ้ามีล่ะก็ จะบอกเฮียคนแรกเลย หึหึ” ดนัยตอบพลางยิ้มร่าแสร้งว่าไร้เดียงสาจนกฤตเมธนึกอยากลงมะเหงกสักดอก ว่าแล้วยังย้อนได้ฟังแบบนั้นก็อดตอกกลับไม่ได้ทั้งที่ไม่อยากจี้ใจดำแท้ๆ

“แล้วกับไอ้คนที่อุตส่าห์หอบกระเตงๆ พาไปนอกด้วยเนี่ย…เริ่มหวงขึ้นมาบ้างหรือยังล่ะ?” ถามตรงไปตรงมา แบบไม่ต้องมีอ้อมค้อมความจริงจังที่ส่งผ่านมาพร้อมน้ำเสียงเด็ดขาด พาให้ดนัยรู้ว่าพี่ชายไม่ได้ล้อเล่น

พอถูกถามเรื่องของบดินทร์เข้าความขี้เล่นก็หายไปจากใบหน้าหล่อเหลา แต่เขาไม่มีคำตอบให้อีกฝ่าย นอกจากหันไปยิ้มให้แทนคำตอบแค่นั้น เขาขี้เกียจโกหกพี่ชาย และไม่อยากบอกเหตุผลที่ตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าทำไมต้องสนใจคนที่ชื่อบดินทร์นักหนาด้วย

ดังนั้นสิ่งเดียวที่พอจะทำได้ คือยิ้มตอบเท่านั้น

และนั้นก็ทำให้กฤตเมธเข้าใจในทันที ว่าเรื่องนี้น้องชายเขาจริงจังเกินกว่าจะเอามาบอกกัน เอาเถิดเขาเองก็ไม่ได้สนใจนักหรอก

“เข้า Gate ไปเสียทีเหอะ รำคาญตาจะแย่แล้ว” และเพื่อไม่ให้เกิดบรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนระหว่างกัน กฤตเมธจึงออกปากไล่ดนัยกลายๆ เป็นเชิงว่าช่วยพาบดินทร์ไปให้พ้นจากสดายุเสียทีเพราะเขาเริ่มรับไม่ได้กับสายตาหวานฉ่ำที่ทั้งคู่ส่งให้กันมาได้สักพักหนึ่งแล้วหวังใจเหลือเกินว่า การที่ดนัยพาบดินทร์ไปกินไกลถึงต่างแดนขนาดนี้น้องชายของเขาจะบังคับจับกินจนเรียบตั้งแต่หัวตลอดหางชนิดที่ไม่ต้องเหลือเศษซากกลับมาหาคนรักของเขาอย่างสดายุได้อีกเป็นครั้งที่สองลาทีลาขาด สาธุ…

ได้ยินพี่ชายอันแสนเคารพรักออกปากมาเสียขนาดนั้นดนัยก็ได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วส่งเสียงเรียกออกไปเป็นนัยว่าได้เวลาออกเดินทางแล้ว

ครั้นพอสดายุและบดินทร์เห็นดังนั้นก็ประจักษ์แล้วว่าเวลาของเขาทั้งคู่จวนจะหมดลง การพูดคุย งกๆ เงิ่นๆ เคอะๆ เขินๆ เหมือนที่ผ่านมา ดูเหมือนจะต้องจบมันลงเสียที

และมันก็ถึงเวลาของความในใจอย่างสุดท้ายเสียที

เมื่อสดายุยังคงยิ้มให้บดินทร์ก็ตัดสินใจทำบางอย่างที่ถือว่าอุกอาจกล้าหาญ

หมับ!

สดายุชะงักไปเล็กน้อยที่จู่ๆ ก็ถูกบดินทร์สวมกอดร่างที่สูงใหญ่กว่าตนเล็กน้อยของอดีตเพื่อนรัก ยังคงค้างเติ่งอยู่ในความทรงจำเสมอทำให้สดายุยังคงจำสัมผัสของอ้อมกอดนี้ได้เป็นอย่างนี้แต่สำหรับบดินทร์คงแตกต่างหน่อย เพราะตอนนี้สดายุผอมลงจนเหลือเพียงตัวบางๆ ความรู้สึกเวลาสวมกอดคงไม่เหมือนเก่าก่อนอีกแล้ว

ก็เช่นกันกับความรู้สึก…ที่คงไม่อาจย้อนไปเป็นเหมือนเก่าได้อีก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างใหม่ไม่ได้ อย่างน้อยนี่คือการเริ่มต้น

“ยุ…กูขอโทษสำหรับที่ผ่านมานะ ไม่ว่าจะยังไงก็ตามต่อให้มึงจะหาว่ากูโคตรเห็นแก่ตัว แต่ขอร้องล่ะ รับกูเป็นเพื่อนอีกครั้งเถอะนะสาบาน ว่ากูจะไม่ทำตัวชั่วช้าแบบนั้นกับมึงอีกแล้ว กูเข็ดแล้วจริงๆ ได้โปรดเถอะ….” บดินทร์ขอร้องอย่างสิ้นท่าน้ำเสียงเครือครางอ้อนวอนหนัก พูดจบแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยตัวสดายุยังคงกอดร่างผอมบางของคนที่ตัวเองหลงรักค้างเติ่งเอาไว้แบบนั้นขณะรอฟังคำตอบของสดายุอย่างใจจดใจจ่อ รอจนตัวสั่นเทิ้มไปด้วยความกลัวว่าจะถูกต่อว่า ปฏิเสธ

รอนาน…จนบดินทร์เริ่มที่จะถอดใจ นั่นสินะตัวเขาเองทีทำเลวกับสดายุไว้ขนาดนั้น ยังอุตส่าห์ใจกล้าหน้าด้านหน้าทนขอร้องในเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยอีก ใครเขาจะอภัยให้ง่ายขนาดนั้นกันเล่าเห็นสดายุดีด้วยหน่อยก็ทำเป็นเหลิงได้ใจว่าหากเอื้อนเอ่ยออกไปคงไม่มีปัญหา…คิดผิดสิ้นดี…

ในขณะที่คนใจปลาซิวอย่างบดินทร์กำลังคิดจะถอดใจ ขณะที่ร่างสั่นเทิ้มค่อยๆ คลายวงแขนขณะนั้นเอง ที่ทั้งร่างของบดินทร์ถูกสวมกอดกลับมาจากวงแขนผอมบางของสดายุ หัวใจของบดินทร์สั่น เท่าๆ กับที่ร่างกายสั่น ถูกกอด…เขากำลังถูกสดายุสวมกอด

นี่เขา…ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?

“ก็เป็นเพื่อนกันอยู่ไม่ใช่เหรอกูถึงมาส่งมึงถึงที่นี่” เสียงแหบหวานค่อยๆ กระซิบถ้อยคำแสดงน้ำใจให้บดินทร์ได้ฟังช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “จริงอยู่ว่ากูเคยบอกว่าเราคงกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้…แต่กูก็บอกมึงไปแล้วไงว่ากูนับหนึ่งกับมึงได้ และกูก็เริ่มนับมาสักพักแล้วอย่าบอกนะว่ามึงไม่รู้ตัว” พูดถึงตรงนี้ สดายุก็คลายวงแขนออกแล้วผละออกมาเพื่อสบตาฉ่ำน้ำของบดินทร์ตรงๆ “และนั่นคือเหตุผล…ที่กูไม่เปลี่ยนสรรพนามที่ใช้กับมึงไง”

แค่คำพูดเดียวของสดายุก็ทำทำนบน้ำตาของบดินทร์พังทลายทั้งชีวิตของผู้ชายจับจดเห็นแก่ได้อย่างบดินทร์คนนี้พ่ายแพ้อย่างหมดรูปกับสดายุเพียงคนเดียว แพ้มาตั้งแต่ที่ได้เจอกันครั้งแรก…กระทั่งตอนนี้

หลังล่ำลาอาลัยกันเสร็จสรรพเรียบร้อยความรักของบดินทร์ก็ถูกกีดกันอย่างสิ้นเชิงโดยเจ้าของหัวใจของสดายุอย่างกฤตเมธที่เข้ามาแทรกกลางด้วยความอดรนทนไม่ไหวพร้อมออกปากไล่ด้วยความเป็นมิตรเทียมกลายๆ ว่าได้เวลาออกเดินทางแล้วโดยมีดนัยเข้ามาสมทบทีหลัง เมื่อหมดเวลา ทั้งบดินทร์และสดายุก็ยอมรับในกติกาทั้งคู่ถอยห่างจากกันเพื่อประจำในจุดที่ของตัวเอง กล่าวคำล่ำลาเล็กน้อยก่อนที่บดินทร์จะผินร่างเดินจากไปพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ยังไม่เหือดแห้ง

“บายพี่ เดี๋ยวค่อยแวะมาหาใหม่นะ บ๊ายบ่ายยุเดี๋ยวถึงแล้วไลน์หานะ จุ๊บๆ” ดนัยเอ่ยคำลาพร้อมส่งจูบชวนคลื่นไส้ให้สดายุด้วย

“อืม โชคดีนะ” สดายุยิ้มพราวพร้อมโบกมือลาขำๆ

“เออ ไปได้แล้ว เดินทางดีๆ ล่ะ” เช่นกันกับกฤตเมธที่ในที่สุด ก็โบกมือให้ พร้อมอวยพรน้องชายให้โชคดี

“เอ่อดนัย…” แต่ก่อนที่ดนัยจะได้ทันเดินไกลออกไป สดายุก็เรียกชายหนุ่มเอาไว้ด้วยเพราะยังมีเรื่องติดค้างเล็กๆ ดนัยหันมองพร้อมส่งรอยยิ้มทะเล้น กะจะเล่นมุกว่า ‘ไม่อยากให้ไปเหรอจ๊ะ’ แต่ก็ช้าไปกว่าประโยคต่อมาของสดายุ

“ฝากดูแลดินด้วยนะ…” คำฝากฝังที่สดายุต้องการอ้อนวอนต่อดนัยโดยตรงโดยไม่ต้องการให้ทางเจ้าตัวอย่างบดินทร์ได้รับรู้ ถึงความห่วงใยลับๆ ของเขาพร้อมบรรยายสรรพคุณของคนที่ตนฝากฝัง ว่าควรระวังตรงไหนบ้าง “ไอ้นั่นมันขี้งอน น้อยใจเก่งเป็นที่หนึ่ง แข็งนอกอ่อนใน แถมยังขี้กลัวสุดๆ อย่ารุนแรงกับมันมากนักล่ะฝากผลักดันมันแทนเราด้วยนะ…ขอร้องล่ะ”

ดวงตาแน่วแน่และเชื่อมั่นที่มองจ้องมาทำดนัยทะเล้นไม่ออก ‘ฝากดูแล’ ช่างเป็นคำที่หนักอึ้งเหลือเกินเพราะดนัยค่อนข้างมั่นใจ ว่าลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างตนกับบดินทร์ไม่มีทางที่จะดูแลอย่างดีได้ ดังนั้นดนัยจึงไม่ได้รับปากออกไปเป็นคำพูดทำแค่เพียงยิ้ม แล้วโบกมือลาให้สดายุอีกครั้ง

ดนัยเป็นคนแบบนี้แหละหากไม่อาจรักษาคำพูดได้ เขาจะไม่รับปากใครเด็ดขาด

…แต่ก็ใช่ว่าจะดูแลไม่ได้ล่ะนะ

“ขี้งอนเหรอ? ...หึ” แต่ข้อมูลที่สดายุให้มาก็เป็นประโยชน์ไม่น้อยอยู่นะ ดนัยเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะเดินมุ่งหน้าตามบดินทร์เข้าช่องตรวจพาสปอร์ตไป

บ่วงบาศสัมฤทธิ์ผล เหยื่อที่เขาหมายตาไว้...ตอนนี้ได้มาอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว



**********************************************************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
โลกใหม่
PART 1




สนามบินนาริตะ เวลา 06:15



6โมง 15 นาทีตามเวลาท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่น ในที่สุดเครื่องบินบดินทร์และดนัยโดยสารมาก็ลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย เช้าตรู่ในฤดูหนาวของญี่ปุ่น ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท อากาศหนาวจัด ขนาดที่ว่าทันทีที่ก้าวขาออกจากงวงช้างก็สัมผัสได้ถึงอากาศหนาวเหน็บ สนามบินนานาชาติโตเกียว มีกองหิมะที่ถูกเก็บกวาดอย่างดี กองเอาไว้เป็นหย่อมๆ บดินทร์เหม่อมองกองหิมะเหล่านั้นผ่านความมืดของยามเช้า ขณะเดินตามหลังของดนัยเนิบนาบ



มาทำอะไรที่ญี่ปุ่น?



ตอนแรก บดินทร์รู้เพียงว่าต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่นี่ แต่ตอนที่ต้องผ่านเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมือง ก็ได้แต่แอบสงสัยว่าทำไมต้องผ่าน ทั้งที่เขาควรจะไปโผล่ที่ส่วนของการ Transit เครื่อง ไม่ใช่ฝั่งคนเข้าเมืองแบบนี้?



ก็ได้เพียงคิด และเก็บงำความสงสัยเอาไว้เงียบๆ เพราะถึงอย่างไร ต่อให้ดนัยจะพาเขาไปตาย บดินทร์ก็ไม่มีสิทธิ์ขัดขืน หรือตั้งคำถาม คนที่ตกเป็นเบี้ยล่าง มีหรือจะกล้าอ้าปากต่อกร



เมื่อผ่านด่านสุดท้าย ตรงเคาน์เตอร์ศุลกากร บดินทร์และดนัยก็ออกมาพบกับ กลุ่มคนใส่ชุดสูทสีดำจำนวน 5 คน สองคนในจำนวนนั้น บดินทร์จำได้ว่าชื่อ มานพกับวิเชียร ที่เป็นลูกน้องคนสนิทของดนัย ก่อนที่คนทั้งกลุ่มจะพาบดินทร์และดนัยไปยังรถที่จอดรออยู่ด้านนอก รถยุโรปคนใหญ่สีดำเงา ติดฟิล์มดำทั้งคัน จอดเรียงกัน สองคน รออยู่ก่อนแล้ว บดินทร์และดนัย ถูกเชิญให้ขึ้นคนที่อยู่ตรงกลาง ก่อนเหล่าสมุนอีก 5 คนที่มาด้วยจะกระจายกันไปขึ้นรถอีกสองคนที่เหลืออยู่



ในรถนั้น แน่นอนว่ามันช่างกว้าง และนั่งสบาย บดินทร์นั่งอยู่ข้างกันกับดนัย แม้ไม่เต็มใจนัก ส่วนด้านหน้า ก็มีมานพ นั่งคู่ไปกับคนขับ ที่บดินทร์ลองลอบมองผ่านกระจกหน้า ก็พบว่าน่าจะเป็นชาวญี่ปุ่น แม้หน้าตาจะไม่ได้ดูดุดัน แต่ริ้วรอยบนใบหน้านั้น ก็สามารถบ่งบอกได้อย่างดีว่า ชายคนนี้ไม่ธรรมดา



นั่นสินะ...คนธรรมดา จะมาเป็นลูกน้องเจ้าพ่อได้อย่างไร



ในรถเงียบสนิท ไม่มีใครถาม ไม่มีใครตอบ ไม่มีใครชวนใครคุยทั้งนั้น ดนัยนั่งเอนหลัง บดินทร์ไม่ได้หันไปมองว่าดวงตาภายใต้แว่นเรย์แบนสีดำนั่นกำลังหลับหรือลืม เพราะตัวเขาเองก็กำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง มองวิวข้างทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป ด้วยสมองที่ว่างเปล่า ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มมุมปากออกมาบางๆ ด้วยนึกขันกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญ ยิ่งนึกถึงคนที่นั่งอยู่ข้างกัน ยิ่งรู้สึกขบขันจนแทบกลั้นเอาไว้ไม่ได้ ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิมาด้วยบทบาทของนักแสดงตัวประกอบอดทนของฮอลลีวู๊ด นักแสดงโนเนมที่ไม่ค่อยดังเท่าไหร่ แต่ก็เรียกว่าพอจะมีเงินที่จะได้นั่งชั้นเฟิร์สคลาส...



แต่ไอ้นักแสดงโนเนมในไทยคนนั้น พอเหยียบเท้าออกนอกประเทศปุ๊บ ก็เผยโฉมหน้าใหม่ในฐานะเจ้าพ่อผู้เรืองอำนาจทันที ออกจากประเทศไทยมาด้วยมาดของดาราคนหนึ่ง แต่กลับเหยียบเข้าประเทศญี่ปุ่นด้วยมาดของผู้มีอิทธิพล



ต่างกับเขา ต่างกับไอ้บดินทร์คนนี้ คนที่เป็นได้แค่หมาจนตรอก...ที่ขึ้นเครื่องออกจากประเทศไทยมาในฐานะผู้ถูกช่วยเหลือ โอบอุ้ม และลงมาเหยียบแผ่นดินของประเทศอื่น ในฐานะ ‘ลูกหนี้’ ผู้ไม่มีแม้แต่สิทธิ์เสียงที่จะลิขิตชีวิตของตัวเอง!



...น่าขัน จนน้ำตาแทบไหล



สุดท้าย บดินทร์จึงเลือกที่จะปิดเปลือกตาของตัวเองซะ เป็นไปได้ก็อยากจะหลับไปเสียเลย ไม่ขอรับรู้สิ่งใดอีก



>

>

>



คฤหาสน์สไตล์ญี่ปุ่นโบราณหลังใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางป่าเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ช่างดูมีมนต์ขลัง เงียบสงบ และน่าเกรงขาม ความหนาวเหน็บพุ่งเข้าโอบร่างไว้ทันทีที่ก้าวออกจากรถหรู ในรถมีฮีตเตอร์จึงไม่ได้รู้สึกอนาทรณ์ต่อสภาพอากาศ ทว่าตอนนี้ที่ต้องยืนเผชิญกับมันตรงๆ บดินทร์เองยังถึงกับสั่นเบาๆ เพราะลำพังเสื้อโค้ทกับกางเกงยีนส์มันยังอุ่นไม่พอ



ลงจากรถลีมูซีนสุดหรูมาได้ บดินทร์ก็เดินตามดนัยต้อยๆ เนียนเป็นผู้ติดตามคนหนึ่ง เหมือนกับบอดีการ์ดข้างกายอย่างมานพและวิเชียร กัดฟันฝ่าลมหนาวแผ่วผิวแต่โหดเหี้ยม เข้าสู่ด้านใน



เพียงผ่านประตูบานใหญ่ตรงกำแพงรั้วหน้าบ้านเข้าไปได้ ตัวคฤหาสห์หลังใหญ่ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า งดงาม มีมนต์ขลัง สวนหินตกแต่งแนวญี่ปุ่นโบราณกว้างใหญ่ที่ตอนนี้ขาวโพลนไฟด้วยหิมะหนาเป็นฟุตขนาบสองข้างทางเดินสู่ตัวคฤหาสน์ ตลอดจากหน้าประตูรั้วยาวไปจนถึงหน้าประตูทางเข้า มีเหล่าชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำยืนเรียงเป็นสองแถวราวกับไม่คณากับความเหน็บหนาว คอยโค้งรับไปเรื่อยจนสุดปลายทาง ที่มีผู้ชายในชุดกิโมโนญี่ปุ่นยืนรออยู่



ชายชาวญี่ปุ่นแท้ ผิวขาวสะอาด รูปร่างกำยำสูงใหญ่ ภายใต้ชุดญี่ปุ่นสีกรมท่าคลุมทับด้วยเสื้อสีดำที่บดินทร์เองก็ไม่รู้ชื่อเรียกอีกชั้นไว้ด้านนอก บดินทร์ลอบมอง เห็นใบหน้าหล่อเหลาทว่ามีรอยบากเล็กๆ ที่ข้างแก้ม ส่งยิ้มให้ดนัยที่เดินอยู่ข้างหน้าตน ก่อนจะเผลอสบเข้ากับเรียวตาเล็กหยีแต่ดุดันราวพญาเหยี่ยวนั่นเข้า หัวใจของเขากระตุกวูบเบาๆ ตามสัญชาตญาณหยั่งรู้ ว่าชายตรงหน้านั้นไม่ธรรมดา...



ยากูซ่า...สินะ



บดินทร์คิดในใจตัวเองเงียบๆ ขณะหลุบตาต่ำเพื่อหลบซ่อนความหวาดหวั่นที่บังเกิดขึ้นในหัวใจ เพราะพอรู้อยู่ว่าคนที่พาเขามาที่นี่ มีอำนาจขนาดไหน จึงเดาได้ไม่ยาก ถึงแขกที่อีกฝ่ายอุตส่าห์แวะมาเยี่ยมเยือน



สองผู้มีอำนาจทักทายกันพอหอมปากหอมคอ ก่อนพากันเข้าไปในคฤหาสน์ ที่ทางเจ้าบ้านได้จัดเตรียมการรับรองไว้ให้อย่างหรูหรา บดินทร์ที่ตอนแรกตั้งใจจะนั่งให้ไกลสุดกู่ก็ถูกดนัยรั้งไว้ให้นั่งข้างกันโดยไม่สามารถเอ่ยปากขัดได้



ไม่เต็มใจ แต่ก็ได้แค่หุบปากนิ่ง



[ไม่ใคร่อยากละลาบละล้วงหรอกนะ แต่ขอรู้ได้ไหม ว่าข้างหลังนายเป็นใครกัน? แดนนี่]



เจ้าของคฤหาสน์เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ากรุ้มกริ่มเล็กน้อย ภาษาญี่ปุ่นคือภาษาที่ห่างไกลจากบดินทร์จนราวกับเป็นภาษาต่างดาว แน่นอนว่าเขาฟังไม่รู้เรื่อง ทว่าสายตาคมกล้าที่จับจ้องมองมาคู่นั้น ทำให้เขาเดาได้เลยว่า ชายผู้เป็นเจ้าของที่แห่งนี้ กำลังเอ่ยอะไรบางอย่างถึงตัวเขาเอง



ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรล่ะ แต่สายตาที่ส่งมาถึงนั้น มันช่างชวนขนลุก บดินทร์หลุบสายตาหลบทันที ร่างกายสั่นเทิ้มบางเบา ราวกับกำลังหวาดกลัวกับสิ่งที่ส่งมาพร้อมกับสายตานั้น ‘สายตา ราวกับหมาป่ารอฮุบเหยื่อ’



[ของหวงน่ะ ขอโทษนะโอกามิซัง]



ที่น่าแปลกใจคือคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าเขา กลับตอบโต้ด้วยภาษาเดียวกันอย่างฉะฉาน บดินทร์ไม่รู้มาก่อนเลยว่าดนัยพูดภาษาญี่ปุ่นได้ หรือนี่คือความสามารถที่ต้องมี ของคนที่เป็นเจ้าพ่อกันนะ?



บดินทร์ไม่รู้ว่าดนัยพูดกับอีกฝ่ายออกไปว่าอะไร ที่รู้สึกได้มีเพียงความกดดันทางสายตาที่ฝ่ายตรงข้ามส่งมาให้ดูเบาบางลง สุดท้ายสายตานั้นก็ละจากเขาไปได้ในที่สุด



การพูดคุยเป็นไปด้วยดี ต่อเนื่อง ซึ่งบดินทร์เอง ก็ไม่รู้ว่าดนัยคุยอะไรกับหัวหน้าของอีกฝ่าย เพราะเขาฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออก เป็นแบบนั้นจึงเหมือนถูกปล่อยเกาะเคว้งคว้าง อารมณ์เบื่อหน่าย จึงพาลให้สายตาเริ่มออกสำรวจ และในทันทีที่ลองไล่สายตาไปเรื่อยๆ ก็ไปประสานเข้ากับอีกสายตาที่มองสบมาเข้าพอดี



“.............” หัวใจของบดินทร์เต้นผิดจังหวะขึ้นมาทันใด เมื่อใบหน้าของเจ้าของสายตากำลังลอบส่งยิ้มบางมาให้ ชายคนนั้นนั่งอยู่ด้านหลังของเจ้าบ้านในตำแหน่งที่คล้ายเป็นคนสนิท ใบหน้าสะอาดสะอ้านหมดจดดูเพลินตา ดวงตาคู่นั้นไม่ได้โตมากแต่แพขนตาดกดำทำให้ดูหวาน จมูกโด่งสันรับกับคิ้วเฉียงขึ้นน้อยๆ ปากกระจับดูจุ๋มจิ๋มสีชมพูอ่อนน่ามอง ผิวขาวอย่างชาวอาทิตย์อุทัย ส่วนรูปร่างก็ดูบอบบางเกินกว่าจะเป็นบอดีการ์ดของยากุซ่าเหมือนคนอื่นๆ ได้



ที่ปรึกษา? หรือว่า...



คิดถึงตรงนี้บดินทร์ก็สะดุดใจตัวเอง นี่เขาคงว่างมากถึงได้มีเวลาพินิจพิเคราะห์อีกฝ่ายที่ไม่ได้รู้จักมักจี่กันได้ละเอียดถึงขนาดนี้ ใบหน้าร้อนวาบขึ้นทันทีเมื่อนึกถึงเรื่องสุดท้ายที่ดันไปคิดใส่ร้ายอีกฝ่ายว่าเป็น ‘เด็กเจ้าพ่อ’



บดินทร์หลุบตาลงเพื่อหลบสายตาของอีกฝ่ายเล็กน้อยเพราะเริ่มกระดากอายที่ดันคิดไม่ซื่อ พอเริ่มทำใจได้หน่อยก็ลอบชำเลืองมองไปอีกครั้ง ทว่า...



“!!?” หัวใจของบดินทร์ก็ต้องกระตุกวูบขึ้นมาเมื่อสายตาที่เขาส่งไป ดันไปประสานเข้ากับอีกคนหนึ่งแทน



เจ้าบ้านผู้น่าเกรงขามที่กำลังสบตาเขาอยู่แล้วยิ้มให้!!



บดินทร์รีบหลบสายตาด้วยใจระทึก เขาไม่สามารถทำความเข้าใจในรอยยิ้มที่ส่งมาได้ มั่นใจแค่ไม่ใช่แนวมิตรภาพแน่ๆ นี่เขาเผลอไปแหย่หนวดเสือเข้าแล้วหรือเปล่านะ!? แล้วหลังจากนั้นบดินทร์ก็ได้แต่นั่งสงบปากสงบคำ ไปจาการเจรจากันระหว่างสองขั้วอำนาจไทย-ญี่ปุ่นจบลง



ในตอนนั้นบดินทร์อุตส่าห์แอบนึกดีใจที่ในที่สุดก็จะสามารถออกจากสถานที่อึดอัดแห่งนี้ได้เสียที ถึงแม้ว่าตอนที่อยู่กับดนัยก็ไม่ได้สวยหรูอะไรก็เถอะ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นความอึดอัดที่คุ้นเคย ไม่เหมือนที่นี่ ถิ่นของมาเฟียญี่ปุ่นคนนี้ที่นอกจากบรรยากาศหนักอึ้งจนแทบหายใจหายคอไม่ออกแล้ว



สายตาโลมเลียนั่น...ก็ทำเอาเสียวสันหลังไม่ใช่น้อย



ทว่าไม่เคยมีคำวอนขอใดของบดินทร์ที่สัมฤทธิ์ผล เพราะผลสรุปของคืนนี้คือการได้รับการรับรองพิเศษจากยากูซ่าเจ้าของบ้าน ให้ได้พักแบบสุดหรูที่คฤหาสน์สไตล์ญี่ปุ่นโบราณแห่งนี้!



“ทำหน้าเหมือนไม่พอใจ ทำไมครับไม่อยากพักที่นี่เหรอ?” ดนัยทักขึ้นในระยะประชิด ในขณะที่กำลังเดินตามคนของคฤหาสน์ไปที่ห้องพักรับรอง

แต่บดินทร์เลือกที่จะไม่ตอบอะไร แล้วแต่สิจะพักที่ไหน เขามีสิทธิ์เลือกหรือไงกัน?



“ผมรู้ว่าคุณอึดอัด จะย้ายที่ไหมล่ะ?” ดนัยยังคงหว่านล้อมแปลกๆ



พาลให้บดินทร์เกิดความหวังขึ้นมานิดหน่อย เพราะถ้าย้ายได้จริงๆ มันก็น่าจะดีกว่าค้างที่นี่



“ลองอ้อนผมดีๆ สักคำสิ ผมจะยอมปฏิเสธไมตรีของโอกามิซังให้ก็ได้นะ”



ทว่าในประโยคต่อมาก็ทำให้บดินทร์เขวี้ยงทุกความหวังลงพื้นไปอย่างไร้ค่า ให้เขากัดลิ้นตายดีกว่าถ้าต้องไปอ้อนออเซาะคนอย่างดนัย!



การหมางเมินของบดินทร์ทำให้ดนัยหัวเราะขึ้นมาเบาๆ ราวกับถูกใจในปกิกิริยาของบดินทร์เสียเหลือเกิน ร่างใหญ่เดินนำไปหลังจากนั้น เพื่อเข้าห้องรับรองใหญ่ตามที่ผู้รับใช้เจ้าบ้านแนะนำ



ห้องไสตล์ญี่ปุ่นโอ่อ่า ตกแต่งเรียบง่ายแต่ดูขลัง แค่เพียงเห็นห้องโถงใจคอของบดินทร์ก็เต้นรัว เขาไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาต้องพักที่ไหน หากห้องนี้เป็นของดนัย แล้วพวกลิ่วล้อเล่า? โดยเฉพาะเขาคนนี้ที่ยังไม่มีสถานภาพแน่ชัด ลูกน้อง? ขี้ข้า? หรือต่ำต้อยกว่านั้น?



แท้จริงแล้วมีอีกตำแหน่งหน้าที่ที่บดินทร์รู้อยู่แก่ใจแต่ไม่อยากคิดถึงมัน ‘คู่นอน!’



แล้วเขาจะสามารถเลือกได้หรือไม่?



ได้แต่ภาวนาว่าขอให้มันเป็นแค่ความคิดบ้าๆ ที่ไม่เกิดขึ้นจริง โดยเริ่มจากที่คืนนี้เขาจะไม่ต้องอยู่ในห้องนี้กับดนัย





“นี่คุณ...เหม่ออะไรอยู่น่ะ เขาจะพาคุณไปที่ห้อง ตามเขาไปสิ…หรือว่า...อยากอยู่กับผมที่ห้องนี้ก็ได้นะ”



ราวกับฟ้ามาโปรดทันทีที่ได้ยินจากดนัยว่าแยกห้องกัน จากนั้นก็แอบอายตัวเองที่ดันเผลอคิดไปถึงไหนต่อไหนว่าจะกลายเป็นคู่นอนทั้งที่ไม่ต้องการ บดินทร์หน้าแดงขึ้นด้วยความรู้สึกอับอายเมื่อไพล่นึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อนานมา



ครั้งแรก...เขาถูกดนัยขืนใจเพราะเป็นการแก้แค้นที่เขาทำเรื่องเลวทรามกับสดายุ



ส่วนครั้งที่สอง...ตอนนั้นมันเป็นเพราะเขาโง่ ที่ไปเสนอตัวให้กับอีกฝ่ายเอง



ไม่เคยมีครั้งไหนที่เกิดจากความใคร่เสน่หา น่าอายสิ้นดีที่เผลอคิดเกินเลย



พอเห็นว่าอีกฝ่ายจัดารการอยู่อาศัยให้แยกกันอย่างชัดเจนแบบนี้ บดินทร์ก็ใจชื้นและเริ่มมองอีกฝ่ายดีขึ้นอีกหน่อย งานที่ว่าจะพามาทำคงเป็นเรื่องที่น่าจะเชื่อถือได้ งานอะไรก็ตามที่สามารถทำให้เขาใช้หนี้อีกฝ่ายจนครบทุกบาททั้งต้นทั้งดอกได้ เขายินดีทำทั้งนั้นไม่ว่ามันจะสกปรกแค่ไหน ลูกน้องเจ้าพ่อเหรอ...หึ มันก็ไม่ได้เลวร้ายนักหรอก



ถึงตอนนี้บดินทร์ก็พอยิ้มได้ อะไรก็ตามที่มันหน่วงในอกมาตั้งแต่ที่บินออกจากประเทศไทย รู้สึกว่าจะค่อยเบาขึ้นหน่อยแล้ว แม้ว่าจะรู้สึกแปลกแยกไปหน่อย เพราะต้องนอนเพียงลำพัง ไม่ได้ไปรวมตัวกับพวกบอดีการ์ดก็ตาม



เพียงไม่นานหลังจากมาที่ห้องพัก ในช่วงบ่ายคล้อยก็มีคนนำข้อความจากเจ้าบ้านมาแจ้งว่างานเลี้ยงรับรองถูกเตรียมการไว้รอเรียบร้อยแล้ว ในตอนแรกบดินทร์ยังคงละล้าละลัง เพราะไม่แน่ใจว่างานนี้จะเกี่ยวข้องกับตน แต่ในตอนที่ลูกน้องคนหนึ่งของดนัยที่ชื่อว่าวิเชียรเดินมาแจ้งให้เตรียมตัว บดินทร์จึงจำต้องเข้าร่วมงานตามมารยาท



หลังตอบรับการเข้าร่วมงาน ก็มีหญิงสาวสองคนที่มากับวิเชียรเข้ามาช่วยบดินทร์แต่งตัวใหม่ในชุดแต่งกายแนวญี่ปุ่นที่ไม่คุ้นเคย ที่ไม่แน่ใจว่าควรเรียกกิโมโนหรือยูกาตะดี เพราะเขาเองก็จำแนกไม่ถูก ทั้งยังรู้สึกเคอะเขินไปกับการช่วยเหลือของสาวญี่ปุ่นหน้าตาแฉล้มอีกด้วย



งานเลี้ยงในคืนนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น สองขั้วอำนาจไทย-ญี่ปุ่นสนทนากันอย่างครื้นเครง แม้ในความครื้นเครงนั้นจะแฝงไปด้วยบรรยากาศแสนอึดอัดที่กินกันไม่ลงเลยก็ตาม ยิ่งบดินทร์ถูกจัดให้นั่งอยู่ถัดจากดนัยด้วยแล้ว เขายิ่งอึดอัดจนแทบคีบอะไรเข้าปากไม่ลง นอกจากจะฟังไม่ออกว่าสองเจ้าพ่อคุยอะไรกันบ้างแล้ว ยังอึดอัดกับสายตาที่อ่านความหมายไม่ได้ของมาเฟียเจ้าบ้านที่ส่งมาให้เป็นระยะด้วยนี่แหละ!

ในงานเลี้ยงไม่ได้มีเพียงแค่เจ้าบ้านกับดนัย แต่ยังมีบุคคลที่คาดว่าน่าจะมีความสำคัญในกลุ่มแก๊งมาร่วมวงอยู่ด้วยอีก 3 คน ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้บดินทร์รู้สึกว่ามันจะเกี่ยวกับตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนเขาจะได้รับความสนใจแค่ช่วงแรก ก่อนที่จะดูเหมือนถูกเมินกันไปในตอนท้าย



งานเลี้ยงยาวนาน อาหารพร้อมพรั่ง สุราเลิศรส และการแสดงตระการตา และนารีหน้าตาแช่มช้อยที่ถูกเรียกตัวเข้ามาในตอนท้าย ทุกอย่างดูลงตัวทว่าไม่ได้ช่วยให้บดินทร์รู้สึกสนุกสนานไปด้วยแต่อย่างใด มันน่าเบื่อ อยากออกไปข้างนอก อยากกลับไปนอน อยากได้บุหรี่สักตัว



และเมื่ออดทนมาจนถึงจุดหนึ่ง ในขณะที่กระทาชายหลายคนกำลังครื้นเครงไปกับการหยอกล้อกับเหล่าผู้หญิงที่คอยเข้ามาให้บริการ และทางดนัยเองก็กำลังสนทนาพาทีกันอย่างออกรสชาติกับมาเฟียเจ้าบ้าน บดินทร์จึงถือโอกาสนั้นหลบเลี่ยงออกจากงาน หนีสาวน้อยที่คอยตามประกบเอาใจไม่ห่างแม้จะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง



“เฮ้อ...ค่อยหายใจคล่องขึ้นหน่อย” ออกมาได้ดนัยก็ถึงกับสูดหายใจลึกๆ เพราะรู้สึกเหมือนขาดออกซิเจนมานาน จากนั้นก็ล้วงเอามวนบุหรี่ที่ซ่อนเอาไว้ขึ้นมาจุดสูบเพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย



ความขมบนปลายลิ้นกับรสมิ้นท์ ซาบซ่านทำให้สมองของบดินทร์โล่งขึ้น ควันหอมลอยฟ่องออกมาทางปากและจมูก รู้ดีว่ามันเป็นพิษแก่ร่างกายแต่เขายังเลิกมันไม่ได้ในตอนนี้ ไม่ได้สุบบ่อยถึงขั้นติด แต่ยามที่อยากขึ้นมาร่างกายมันก็ออกอาการโหยหาอยู่



“เบื่อ เหรอครับ?”



“!? ...” เสียงไม่คุ้นหูทำเอาบดินทร์แทบสำลักบุหรี่ ทันทีที่หันไปมองก็ต้องตกใจหนักขึ้นไปอีก เพราะนี่คือคนของเจ้าบ้าน คนของยากูซ่า แล้วทำไมถึงพูดไทยได้?



“ผมเคยอยู่ไทย พูดไทยได้นิดหน่อย” ฝ่ายนั้นเฉลยเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของบดินทร์เข้า ใบหน้าหมดจดส่งยิ้มเป็นมิตร “เห็นคุณเบื่อ ผมเองก็เบื่อ”



“คือผมฟังพวกเขาไม่รู้เรื่องน่ะ เอ่อภาษาญี่ปุ่น” บดินทร์ตอบกลับไปแบบเคอะเขิน คงเพราะอีกฝ่ายพูดภาษาไทยสำเนียงแปร่งหูมา เขาจึงตอบกลับไปแบบกระท่อนกระแท่นไม่ต่าง เพียงเพื่อพยายามหาคำศัพท์และรูปประโยคที่น่าจะเข้าใจง่ายสื่อสารออกไป



“ผมฟังออกก็เบื่อครับ ฮะฮะ” อีกฝ่ายตอบออกมาพร้อมเสียงหัวเราะสดใส ด้วยใบหน้าที่ไม่เข้ากับรังยากูซ่าที่นี่เลยแม้สักเศษเสี้ยว “อ่ะ ผมชื่อมาซามินะ...ชิโรซากิ มาซามิ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ก่อนจะแนะนำตัวออกมาราวกับเพื่งนึกขึ้นได้



“อ่ะ สวัสดีครับคุณมาซามิ ผมชื่อบดินทร์ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” บดินทร์เองก็รีบแนะนำตัว



“ครับคุณ เอ่อ โบะดิน” ชายญี่ปุ่นหน้าสวยพยายามออกเสียงชื่อของบดินทร์ให้ชัดเจน แต่ลักษณะการออกเสียงที่น่าขบขันนั้นก็เล่นเอาบดินทร์ลอบขำออกมา



“เรียกแค่ดินก็ได้ครับ ดิน”



“อ่ะ ครับคุณดิน” ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้มรับก่อนบอกเล่ามารยาทบางอย่างแก่บดินทร์ด้วย “ถ้าเจอครั้งแรก ปกติคนญี่ปุ่น เรียกนามสกุลครับ แต่ผมอยากให้คุณดินเรียกว่า มาซามิ มากกว่า จะได้สนิทกัน”



“อ่า คุณมาซามิ” บดินทร์ขานรับ แม้ไม่เข้าใจการเรียกชื่อหรือสกุลของคนญี่ปุ่นนักว่ามันแตกต่างกันหรืออะไรยังไง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายอยากให้เรียกชื่อ เขาก็จะเรียกตามใจ เพราะตอนนี้ใบหน้าคมคายนี้กำลังสะกดเขาอยู่ และเพราะอย่างนั้นจึงไม่อยากให้การสนทนานี้จบลงง่ายๆ อุตส่าห์เจอเพื่อนคุยคลายเบื่อทั้งที ก็อยากคุยกันไปนานๆ หน่อย “เคยไปที่ไทย เอ่อ ทำอะไรครับ?”



“อา...ไปทำงานครับ พนักงานบริษัท สาขาประเทศไทย” และคู่สนทนาอย่างมาซามิก็ตอบความไม่มีอ้อมค้อม



“เอ๊ะ? บริษัทของที่นี่...เอ่อ เหรอครับ?” พออีกฝ่ายตอบว่าเป้นพนักงานบริษัทสาขาในไทย ก็พาลเริ่มสงสัยต่อว่าตะกุลยากูซ่าน่ากลัวนี้กำลังทำธุรกิจมืดอะไรในประเทศไทยกันแน่ และคำตอบที่ได้ก็พาโล่งใจได้หน่อย



“อ่ะ ที่ทำงานเก่าครับ ไม่ใช่ที่นี่” ชายหนุ่มตอบ พร้อมยกสองมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าในเชิงปฏิเสธ ทีท่าน่ารักสมกับเป็นญี่ปุ่น



บดินทร์ยิ้มออกมาให้กับท่าทางน่ารักน่าชังของอีกฝ่าย ที่จริงก้อยากถามต่อว่ามาทำงานอะไรที่นี่ แต่เห็นจากแบ็คกราวของเจ้าบ้านแล้ว บดินทร์จึงเลือกที่จะไม่ถามออกไป เพราะอาจเป็นการละลาบละล้วงอีกฝ่ายจนดูเสียมารยาท อีกทั้งการรู้มากไปในเรื่องทางนี้น่าจะไม่ใช่เรื่องดี เดี๋ยวถูกยากุซ่าเจ้าถิ่นจับถ่วงอ่าวโตเกียวเหมือนในการ์ตูนที่เคยอ่านขึ้นมาจะลำบากเอา



การสนทนาต่อจากนั้นก็เน้นไปทางเรื่องสบายๆ เช่นเคยเที่ยวเมืองไทยที่ไหน เคยไปญี่ปุ่นเมืองใด รวมถึงแนะนำที่เที่ยวดีๆ สนุกๆ เผื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเวลาอาจได้พอไปสัมผัสด้วยตัวเอง มิตรภาพที่ดีเกิดขึ้นระหว่างบดินทร์และเพื่อนใหม่นามว่ามาซามิอยู่ครู่ใหญ่ๆ ก่อนที่จะมีหนึ่งในลิ่วล้อของนายยากูซ่าใหญ่มาเรียกตัวของมาซามิไป ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มสุดท้าย ก่อนที่ความรู้สึกของบดินทร์จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในอีกไม่ช้านี้



ดูเหมือนงานเลี้ยงจะยังไม่เลิกรา แต่บดินทร์ไม่เหลือใจจะกลับเข้าไปในงานอีก เขาจึงเดินกลับห้องตัวเองไปทั้งๆ อย่างนั้น เขาคงไม่ถูกจับโบกปูนถ่วงอ่าวกับอีแค่หนีงานเลี้ยงยากุซ่าหรอกจริงไหม? วันนี้เหนื่อยจะตายชัก ต่อให้ไม่ได้ทำอะไร แต่เพราะความล้าจากการเดินทางที่สั่งสมมาตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งยังความเครียดเขม็งตึงของเส้นสมองที่ต้องเผชิญกับบรรยากาศอึดอัดมาค่อนวันค่อนคืน ถึงตอนนี้บดินทร์ไม่เหลือความอดทนใดๆ เขาเมาเล็กน้อยจากการดื่มเอาๆ ในงานเลี้ยง เพราะแม่สาวที่ถูกจัดมาเอาใจนั้นเล่นมอมเหล้ากันไม่หยุด ทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายกับการได้คุยกับใครสักคนอย่างมาซามิ ถึงตอนนี้ร่างกายของบดินทร์มันเปลี้ยไปหมดแล้ว อยากพักผ่อน อยากล้มตัวลงนอนเสียที



โดยไม่คิดเลยว่า เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกอีก เขาจะต้องพบกับเรื่องที่ไม่คาดคิด



เพราะเผลอหลับไปครู่หนึ่ง ตอนที่ตื่นขึ้นมาจึงตาสว่างพอสมควร ความเงียบในฝั่งห้องรับรองนี้ทำให้บดินทร์อดไม่ได้ที่จะเดินออกไปสำรวจว่าทางห้องจัดเลี้ยงนั้นไปถึงไหนกันแล้วบ้าง และหากว่าโชคดีอาจเจอเข้ากับมาซามิอีกครั้ง



“ชุดมันรุ่มร่ามจังแฮะ” บดินทร์บ่นออกมาเมื่อเห็นว่าชุดญี่ปุ่นบนร่างกายเริ่มหลุดลุ่ยเล็กน้อย คงเพราะเขาแอบไปนอนมาเมื่อครู่นี้ จึงทำให้มันเสียระบบไปหมด



อ๊ะ...



“!?” และเพราะกำลังง่วนอยู่กับการจัดชุดให้เข้ารูปเข้ารอยนี่แหละ ทำให้บดินทร์เผลอเดินผ่านมาในจุดที่ไม่ควรเข้า



เสียงหอบหายใจสะท้านจากใครสักคนใกลๆ นี้ ที่เดาได้ไม่ยากเลยว่ากำลังอยู่ในกิจกรรมอะไรนั้น มันเล่นเอาบดินทร์แข็งชาไปทั้งร่างจนไม่กล้าขยับไปไหน ‘เสียงมันมาจากที่ไหนกัน เราจะหลบทันไหมเนี่ย?’



แต่พอคิดว่าจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง บดินทร์ก็เป็นอันต้องปวดหัวหนัก เพราะมันแต่ก้มจัดเครื่องแต่งกายบนร่าง ทำให้เขาดันเลี้ยวผิดจนหลงทางมาเสียไกล ยิ่งหันซ้ายแลขวาก็ยิ่งหลง จะกลับทางเดิมก็เห็