♣♣♣ {My Lord} ทาสสวาท ♣♣♣ Up!!!! ตอนที่ 18 (100%) P.4 (23/05/63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ♣♣♣ {My Lord} ทาสสวาท ♣♣♣ Up!!!! ตอนที่ 18 (100%) P.4 (23/05/63)  (อ่าน 8414 ครั้ง)

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
แงท่านลอร์ด ในน้ำก่ยังไม่เว้น :jul1:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
เอ้อ จะได้เจอกันจนเบื่อจริงๆเช่นกันละนะ หมอเอลวิส 555 ท่านลอร์ดหื่นดีจริงๆ  :oo1: จะได้รักษาหายไหม แพมไหวป่าว 5555 สนุก รอตอนต่อไปเลยค่ะ  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1068
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
งือเเอ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7664
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
หมอนี่คงมาป่วนน่าดู

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3315
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
นังนี่มันร้ายยยย

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
    • Juharah
(ยังไม่ได้เกลาซ้ำอีกรอบหนึ่ง หากเจอคำผิดบอกได้เลยนะคะ)

ตอนที่ 15

ในเช้าวันใหม่แสนสดชื่น แพมรู้ได้ทันทีว่าในคืนที่ผ่านมาพื้นที่คฤหาสน์และพื้นที่รอบนอกได้ข้ามผ่านบรรยากาศครึ้มฝนมาตลอดคืน ดูจากต้นไม้ใบหญ้าดอกไม้ที่เปียกแฉะ ร่างโปร่งตั้งใจว่าจะมารดน้ำต้นไม้เสียหน่อย ไปหยิบใส่น้ำจนเต็มแล้วก็เพิ่งจะเอะใจ ในที่สุดถังน้ำที่เตรียมมาก็ต้องนำกลับไปวางไว้ที่เดิม

ร่างโปร่งไปเดินเล่นที่เรือนกระจกหลังจากขอกุญแจเปิดประตูมาจากคนสวนเอ็ดเวิร์ด แพมได้เข้าไปทักทายเจ้านกแก้วที่เริ่มตัวใหญ่ขึ้นต่างจากครั้งแรกที่เจออย่าเห็นได้ชัด เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปเจ้านกแก้วสีสวยก็บินมาเกาะไหล่และส่งเสียงแหลมใสออกมาทักทาย

"ไงนิกกี้ เป็นเด็กดีหรือเปล่า" แพมถามอมยิ้ม ใช้นิ้วลูบหัวเล็กบอบบางเบา ๆ

"ฉันมาเทอาหารเทน้ำให้แล้วนะ อย่าไปยุ่งกับต้นไม้ของลอร์ดมอร์ริสล่ะ ถ้าแกไม่อยากกลายไปเป็นซุป แน่นอนว่าฉันกินไม่ลงแน่!"

หลังจากสิ้นคำสั่ง นิกกี้นกแก้วขนสวยสง่าก็ส่งเสียงร้องโต้ตอบกลับมาราวกับรู้ว่าแพมพูดอะไร มันบินลงจากไหล่บางแล้วไปกินน้ำในถ้วยที่ร่างโปร่งเพิ่งเทให้

"คงจะได้เวลามื้อเช้าแล้ว ฉันไปก่อนนะนิกกี้ อย่าซนล่ะ" แพมชี้นิ้วกำชับอีกครั้งแล้วเดินออกมาจากเรือนกระจก ไม่ลืมที่จะปิดประตูลงกลอนเช่นเดิม

ร่างโปร่งเดินตามทางหินอ่อนกลับไปที่ตัวคฤหาสน์ใหญ่ ให้ทันเวลาก่อนที่มอร์ริสจะเดินลงมาจากชั้นบน หากไม่เห็นแพมนั่งอยู่ที่โต๊ะ มอร์ริสจะหงุดหงิดใส่เขาพาลทำเอาอาหารมื้อเช้าไม่อร่อยไปด้วย

แต่วันนี้กลับผิดจากที่คาด แพมมั่นใจว่าเขามาถึงที่โต๊ะอาหารตามเวลาปกติอย่างที่เคยเป็น แต่วันนี้ที่หัวโต๊ะมีมอร์ริสมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ที่นั่งด้านข้างไม่ได้ว่างเปล่าดังทุกที วันนี้มันถูกจับจองด้วยชายหน้าหวานตัวบางของคุณหมอเอลวิส แพมชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเดินมานั่งที่ประจำหัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับมอร์ริส

"ขอโทษที่ให้รอนะครับ" แพมพูดออกมาเสียงค่อย แต่ก็ทำให้คนในห้องอาหารได้ยิน

เมื่อแพมนั่งประจำที่เรียบร้อย เหล่าสาวใช้ก็พากันเดินออกมาพร้อมกับถาดอาหารในมือ มาจัดสรรวางไว้ตรงหน้าคนสามคนโต๊ะอาหารที่รอมื้อเช้า แพมมองสองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเขา เอลวิสกำลังคุยกระซิบกระซาบกับมอร์ริสเสียงเบา บางครั้งก็ขำออกมาเบา ๆ เหมือนกับเรื่องที่เล่านั้นมันตลก แพมใจกระตุกเมื่อมอร์ริสเองก็กระตุกยิ้มเบา ๆ ให้เอลวิส แล้วจ้องใบหน้าหวานของอีกคนไม่วางตา ราวกับแพมกลายเป็นธาตุอากาศไปเสียแล้ว ไม่มีคำทักทาย คำพูดลามกส่อเสียดที่คอยเย้าแหย่เขาเช่นทุกวัน แพมยกมือขึ้นมากุมอกตัวเองที่มันเจ็บแปลบอย่างไม่รู้สาเหตุ

"ลอร์ดมอร์ริส คุณไม่คิดจะแนะนำหนุ่มน้อยตัวเล็กคนนี้ให้ผมรู้จักสักหน่อยหรือครับ" เอลวิสเอ่ยถามมอร์ริส ทำให้แพมสะดุ้งเงยหน้ามองมา

"แพม เป็น..." มอร์ริสพูดแค่น้้นแล้วเหลือบตามองมองแพมคุ้นคิดก่อนจะพูดต่อให้จบ "...คนที่ฉันรับไว้ดูแล"

เขามันก็แค่นั้นแหละ แค่คนอาศัย...

แพมไม่โต้ตอบอะไรปล่อยให้ทั้งคู่พูดเรื่องเขาโดยไม่แย้งพลางกลืนแพนเค้กชิ้นโตที่เอาเข้าปากไป ทั้งที่รสชาติของมันอร่อยมากแท้ ๆ แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกกินมันไม่ลงกันนะ แพมไม่แน่ใจเลยสักนิดว่ามื้อนี้เขาจะกินแพนเค้กอีกสามชิ้นในจานไหวเหมือนครั้งก่อน ๆ หรือไม่

"ลอร์ดมอร์ริสไม่เหมือนกับที่ใคร ๆ เขาพูดถึงเลยนะครับ" เอลวิสพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง จ้องหน้าคนที่ชื่นชอบด้วยความปลาบปลื้ม

"พูดอะไรกันล่ะ?" มอร์ริสยกมือเท้าคางมองใบหน้าหวานของคนพูด

"แหม่ ถามทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้ว ความจริงก็เป็นคนใจดีนี่ครับ ช่วยรับเลี้ยงคนยากไร้ด้วย" เอลวิสพูดพลางหันหน้าไปยิ้มให้แพมจนตาหยี

"หืม ใส่เยอะเกินไปหรือเปล่า"

มอร์ริสไม่ได้พูดคุยเรื่องของคนอาศัยที่นั่งอยู่หัวโต๊ะต่อ แต่เอ่ยทักที่เห็นมือบางของเอลวิสหยิบถ้วยน้ำผึ้งมาราดบนแพนเค้กจนฉ่ำเยิ้ม แพมเองที่ได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้ามองตามด้วยความแปลกใจ เขาไม่ได้แปลกใจที่เอลวิสทานหวาน แต่กำลังแปลกใจมอร์ริส

"อ้อ ผมชอบกินหวานน่ะครับ เผอิญแพนเค้กนี่มันจืดไป" เอลวิสตอบเอา ๆ เกรงว่าแครอไลน์ที่ยืนรอรับใช้อยู่ใกล้ ๆ จะได้ยิน ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้พูดเบาแค่ไหนก็ต้องได้ยินอยู่ดี แพมหันหน้าไปมองหัวหน้าแม่บ้านที่ยืนทำหน้าสลดเสียใจ แครอไลน์เป็นคนที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับฝีมือการทำอาหารของเธอเพราะเธอชื่นชอบมันมาก เธอแทบไม่เคยถูกติเรื่องฝีมือของเธอเลยสักครั้ง

"แครอไลน์ ครั้งหน้าปรับสัดส่วนตามที่เอลวิสต้องการด้วย" มอร์ริสหันไปสั่งแครอไลน์เสียงเข้ม ทุกคนต่างพากันเงยหน้ามองมอร์ริสตกตะลึง แพมเองก็เช่นกัน

"ค่ะนายท่าน" แครอไลน์ก้มหน้าตอบรับ

"ขอบคุณนะครับลอร์ดมอร์ริส" เอลวิสชื่มชมในใจ แบบนี้เขายิ่งหลงลอร์ดมอร์ริสเข้าไปใหญ่

แพมมือสั่นเทา มันสั่นพอ ๆ กันใจของเขาตอนนี้เลย ตากวางมองเสี้ยวหน้าของมอร์ริสนิ่ง...ไม่เคยเห็นมอร์ริสให้ความสำคัญกับใครขนาดนี้โดยไม่มีเหตุผล

"ผมอิ่มแล้วครับ" ร่างโปร่งบอก วางส้อมลงกับจานแล้วลุกขึ้นยืน

"นั่ง" มอร์ริสสั่งเสียงเข้มแล้วจ้องหน้าเรียวเขม็ง "ยังไม่หมด"

"จริงด้วย กินให้หมดสิครับ คุณผอมมากเลยนะครับ" เอลวิสหันมาบอกเขาแล้วยิ้มให้บาง ๆ

แพมแอบกำหมัดแน่น ก่อนจะนั่งลงไปที่เดิมฝืนกล้ำกลืนมันไปจนหมดไม่เหลือ

เคล้ง!

ร่างกายแปรผันไปตามแรงอารมณ์จนไม่ได้ยั้งคิดเผลอวางมีดส้อมลงกับจานที่ว่างเปล่าอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง หยุดการพูดคุยของคนสองคน แพมลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องอาหารไปโดยไร้เสียงรั้งเรียก

ร่างสูงไม่ได้รั้งเอาไว้ เขามองตามแผ่นหลังบางออกไปจนสุดสายตา เสียงพูดของคนที่นั่งข้างเขาดังเข้ามาในโสตประสาทเรื่อย ๆ แต่เขาก็ไม่ใส่ใจจับใจความของมันไม่ได้ มอร์ริสวางอุปกรณ์การกินตามแล้วยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบก่อนจะลุกขึ้นยืน

"เอ่อ อิ่มแล้วหรือครับ" เอลวิสถามทันทีที่มอร์ริสทำท่าจะเดินออกไป และร่างสูงไม่ได้ตอบคำถามเขาราวกับไม่ได้ยิน

"วันนี้ผมจะขอคุย...เรื่องอาการป่วยของคุณ" เอลวิสบอกก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินออกไป

"ตามใจ" มอร์ริสหยุดชะงักแล้วตอบโดยไม่หันมามอง สองขายาวเดินต่อไปไม่สนเอลวิสที่ยืนมองไม่เข้าใจ



ปัง!

แพมปิดประตูห้องหนังสือเสียงดังลั่น แล้วทิ้งตัวลงนอนกันหมอนรองนั่งอันใหญ่ เล็บบางจิกเข้ากับผิวนุ่มของมัน

"เกิดอะไรขึ้นกับเรากัน" แพมพึมพำกับตัวเอง

เขาหงุดหงิดใจเหลือเกิน...

เขาอารมณ์เสีย...

"แล้วทำไมต้องหงุดหงิดล่ะเนี่ย" แพมยีหัวตัวเองจนยุ่งฟู

ก๊อก ๆ ๆ

แพมสะดุ้งโหยงลุกขึ้นยืนมองไปที่บนประตู เผลอคิดไปว่าเป็นร่างสูงที่เป็นคนเคาะ แต่ร่างโปร่งก็ส่ายหัวไล่ความคิดนั้น

"เขาไม่มีความเกรงใจแบบนั้นหรอก" แพมพูดกับตัวเองเสียงเบา แล้วเดินไปเปิดประตู

ไม่ใช่มอร์ริสอย่างที่แพมคิดไว้จริง ๆ ที่หน้าประตูคือพ่อบ้านฮาร์วียืนอมยิ้มให้เขา แพมเอียงคอแล้วถามพ่อบ้าน

"คุณฮาร์วี มีอะไรหรือเปล่าครับ"

"กระผมจะมาเตือนว่าวันนี้มีเรียนกับครูวินสตันนะขอรับ" ฮาร์วียื่นสมุดจดและดินสอมาให้

"จริงด้วย ผมลืมไปเลย" แพมอุทานตกใจ

"คุณแพมดูอารมณ์ไม่ดีนะขอรับ มีอะไรให้กระผมช่วยหรือเปล่า" ฮาร์วียังคงยืนอยู่ที่เดิม ไถ่ถามอย่างห่วงใย

"เอ่อ หมอคนนั้น..คุณเอลวิส มารักษาลอร์ดมอร์ริสสินะครับ" แพมมองซ้ายขวา ถามเสียงเบา

"ใช่ขอรับ"

"ลอร์ดมอร์ริสเป็นอะไรหรือครับ ทำไมต้องให้คุณเอลวิสมาดูแล ไม่ใช่หมอไมเคิลอย่างทุกที" แพมถามสิ่งที่สงสัยออกไป

"หมอเอลวิสไม่ได้มารักษาร่างกายหรอกนะขอรับ แต่รักษาจิตใจต่างหาก" ฮาร์วีตอบไร้รอยยิ้ม นึกถึงอาการป่วยของผู้เป็นนาย ผลของอาการนั้นก็ได้เอามาลงกับคนตรงหน้าเขา ที่ถามไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยสักนิด นายท่านไม่ได้บอกอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

นายท่านของเขาพยายามเพื่อตัวเองขนาดนี้แท้ ๆ ยังไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย...

"จะ จิตใจ เป็นอะไรหรือครับ" แพมถามร้อนรน ทำเอาฮาร์วียิ้มออก

"เรื่องนี้ คุณแพมไปถามนายท่านเองเถอะขอรับ กระผมขอตัว" ฮาร์วีก้มหัวให้

"อะ เดี๋ยวครับคุณฮาร์วี" แพมยกมือขึ้นรั้ง

"ขอรับ?"

"คือลอร์ดมอร์ริสน่ะ..." แพมถามเสียงตะกุกตะกัก

"?"

"ลอร์ดมอร์ริส..ชอบคุณหมอเอลวิสหรือ อะ ผมหมายถึง..ดูลอร์ดมอร์ริสให้ความสนใจ เลยสงสัย" แพมรีบโบกมือปฏิเสธเมื่อเห็นฮาร์วียกยิ้มแซว

"ไม่รู้สิขอรับ แต่นายท่านชอบคนที่หน้าตาติดหวานแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร...และก็ชอบคนอวบด้วยนะขอรับ" ฮาร์วีมองบนทำท่านึก

"อืม..กระผมไม่รู้จริง ๆ"

"เอ่อ ขอบคุณสำหรับนี่นะครับ" แพมยิ้มแหย ยกสมุดของตัวเองที่ฮาร์วีเอามาให้ขึ้นโชว์

"ขอรับ"

แพมปิดประตูแล้ววิ่งกลับไปนั่งที่เดิม สีหน้าไม่ได้ดูดีขึ้นเลยสักนิด...ไม่น่าถามฮาร์วีเลย

"คุณหมอเอลวิสผอมจะตาย!"



"ทำอะไรอยู่หรือครับ"

เอลวิสยืนพิงขอบประตูห้องทำงานหรูหลังจากแอบถือวิสาสะเปิดมันโดยไม่ได้ขออนุญาต สายตาเต็มไปด้วยความชื่นชมเสน่หาจดจ้องไปที่ร่างสูงใหญ่ที่ยืนหันหลังมองดอกไม้ที่ระเบียงผ่านหน้าต่างที่เปิดออก บ่ากว้างจนน่าอิงแอบแนบซบ สะโพกสอบลำขาแข็งแรงยาวเหยียดน่าเอาตัวขึ้นไปเกาะเกี่ยวรัดไว้ด้วยท่าทางน่าอาย

​​​​เอลวิสใช้ฝ่ามือปิดหน้าตัวเองทันทีที่เผลอคิดภาพลามกของตัวเองกับมอร์ริสเพียงแค่มองอีกฝ่ายจากด้านหลัง ก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดตั้งสติแล้วเดินไปยืนที่ข้าง ๆ

คิ้วเรียงตัวสวยของคนตัวเล็กขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ สิ่งที่มอร์ริสทอดมองไม่ใช่ไม้เลื้อยหรือดอกไม้ที่อยู่ริมระเบียง แต่เป็นบุคคลสามคนที่นั่งอยู่ด้วยกันที่สวนริมน้ำไกล ๆ จนแทบมองไม่เห็นหากไม่สังเกต หนึ่งในสามคนนั้นคือทาสตัวผอมจากต่างเมืองที่มอร์ริสซื้อมา คนที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกแอบมองได้แต่นั่งตั้งใจฟังชายคนที่มีลักษณะประหลาดใส่เสื้อโค้ตตัวหนาท่ามกลางแดดอ่อนและอากาศอุ่น ๆ ที่ข้าง ๆ คือเด็กสาววัยสิบห้าลูกสาวแม่บ้าน ทาสหนุ่มนั่งหยิบคุกกี้ในจานมากินไม่หยุดหย่อนพร้อมกับหัวเราะขำขัน เอลวิสหันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างกาย

ยิ้ม...

เอลวิสมองไม่ผิดแน่! มอร์ริสกำลังยิ้มอยู่ ถึงแม้จะเป็นยิ้มที่บางจนแทบไม่รู้ว่ายิ้ม แต่สายตาที่แสดงออกมานั่น หวานเสียจนสามารถทำคนที่จดจ้องอ่อนไหวเป็นสายธารได้เลย หากเอลวิสมีเงินมากกว่านี้สักร้อยเท่า เขาจะไปซื้อกล้องถ่ายรูปมาถ่ายภาพร่างสูงตอนนี้ไว้ทันท่วงที

แต่ตอนนี้ไม่ใช่ประเด็นสักหน่อย!

พรึบ!

เอลวิสดึงผ้าม่านสีเข้มมาปิดบดบังทัศนียภาพจนสิ้น ทำให้มอร์ริสชะงักหันมามองด้วยความเคือง เอลวิสทำตาโตเกรงว่าตัวเองจะถูกดุ แต่ก็โล่งอกเมื่อมอร์ริสไม่ได้กล่าวว่าอะไร แต่เปิดผ้าม่านทึบออกอีกครั้งเพื่อให้แสงสว่าง สองขายาวเดินไปที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงานไม้สลักหรูหราทิ้งตัวนั่งลงไปอย่างสง่า หยิบหนังสือเล่มหนาที่อ่านค้างไว้มาเปิดอ่านต่อ เอลวิสเดินไปนั่งที่ฝั่งตรงข้ามท่าทีเหมือนเด็กถูกขัดใจ

"ทาสคนนั้น..หมายถึงเด็กที่ชื่อแพม ดูจะพิเศษสำหรับคุณมากนะครับลอร์ดมอร์ริส" เอลวิสถามออกมาอย่างเก็บไว้ไม่ได้

"..." มอร์ริสไม่ตอบ

"เขาใช่คนรักหรือเปล่า ไม่ใช่สินะครับเพราะเขาเป็นทาสนี่นา คุณคงไม่อยากให้ชื่อเสียงอันดีงามของคุณแปดเปื้อน"

เอลวิสถามร้อนใจเมื่อมอร์ริสไม่ตอบ ไม่วายย้ำเตือนในประโยคสุดท้ายเพราะเกรงว่าสิ่งที่ถามจะเป็นเรื่องจริง แต่มอร์ริสก็ยังคงไม่ตอบคำถามเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

"คุณพร้อมจะให้การรักษาหรือเปล่าลอร์ดมอร์ริส" เอลวิสถามหงุดหงิดที่ไม่ได้คำตอบที่ต้องการ

ปึก! หนังสือเล่มหนาถูกปิดเสียงดังจนร่างบางสะดุ้งโหยง มือหนาวางมันไว้กับกองหนังสือตั้งใหญ่ เปรยสายตาเย็นชามาจดจ้องใบหน้าหวาน

"ไม่เห็นว่าจะตั้งใจมาทำหน้าที่ของเธอ สิ่งที่ถามอยู่ในรายการรักษาหรือ?" มอร์ริสถามเสียงเย็น

"ชะ ใช่สิครับ ผมต้องการรู้ความสัมพันธ์กับคนที่ใกล้ชิดคุณ" เอลวิสตอบเสียงสั่น หลบตาคม

"งั้นหรือ" มอร์ริสเลิกคิ้วราวกับไม่เชื่อ

"ตกลงว่าใช่หรือเปล่าครับ" เอลวิสยังคงดึงดันที่จะถาม

"ไม่ใช่คนรัก..." มอร์ริสตอบคำถามหนักแน่น แล้วหยัดยิ้ม

"สเปคของฉัน แบบเธอเลยล่ะ" มอร์ริสใช้น้ำเสียงยั่วเย้า ทอดสายตามองร่างบางที่นั่งหน้าแดงตรงหน้า

แสดงออกง่ายเสียจริง...

เอลวิสใจสั่น แค่ได้ยินคำตอบเขาก็ดีใจแทบจะแย่อยู่แล้ว แต่กลับมาถูกมอร์ริสพูดเย้าแหย่ด้วยประโยคที่ไม่คาดคิดจะได้ยิน แน่นอนว่าเขารู้อยู่แล้วว่าคนที่มอร์ริสจะสนใจต้องมีลักษณะแบบไหน เขาก็ทำตามทุกอย่างเพื่อให้เป็นไปตามที่มอร์ริสชื่นชอบ ยิ่งมอร์ริสพูดย้ำความเข้าใจของเขามาแบบนี้ เอลวิสก็แทบจะลงไปกองที่พื้นถวายตัวให้ ร่างบางกระแอมเก็บอาการ

"ขอบคุณที่ตอบตามความจริงนะครับ" เอลวิสพูดยิ้มบาง

พรึบ!

มอร์ริสส่งกระดาษสีขาวให้ เอลวิสยื่นมือมารับ กายบางสะดุ้งเมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับไออุ่นจากมืออีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ เอลวิสได้แต่พูดขอบคุณหมอไมเคิลภายในใจเป็นล้านครั้ง ที่มอบหมายหน้าที่ตรงนี้ให้เขา เอลวิสจำต้องผละมือออกมาพร้อมกระดาษด้วยความเสียดาย ก้มลงอ่านข้อความมากมายในนั้น คิ้วสวยขมวดเข้มเมื่อในกระดาษนั้นคืออาการที่เกิดขึ้นกับมอร์ริสโดยละเอียดโดยลายมือของหมอไมเคิล แค่นี้เขาก็พอเข้าใจแล้วว่าเจ้าของปัญหาที่นั่งอยู่กับเขาไม่ต้องการที่จะพูดมันออกมาเอง

เอลวิสใช้เวลาอ่านข้อความด้านในทุกตัวอักษรด้วยความตกตะลึงในใจ ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลของร่างสูงที่เขาก็ไม่เคยรับรู้มาก่อนและคิดว่าก็คงจะไม่มีใครรู้นอกจากหมอไมเคิลและคนใกล้ตัวมอร์ริสเช่นเดียวกัน มอร์ริสไม่ได้กล่าวต่อว่าเอลวิสที่อ่านข้อมูลนั้นซ้ำไปมาหลายรอบใช้เวลาไปนานพอสมควร

เอลวิสวางกระดาษสีขาวลงกับโต๊ะแล้วเงยหน้าสบตาคนที่จ้องมาอยู่แล้ว

​​​​​"ลอร์ดมอร์ริส คุณจะบอกว่าคุณมีพฤติกรรมการร่วมเพศที่รุนแรง ถึงขั้น..." เอลวิสถามเสียงเบา เขายอมรับว่าเขาตกใจกับข้อมูลที่ได้อ่าน แต่มันก็ไม่ทำให้เขาลดความชื่นชอบในตัวมอร์ริสได้

"หลั่งเลือด" มอร์ริสต่อประโยคนั้นให้จบ

"...คุณมักมีความต้องการที่รุนแรงกว่าคนทั่วไปหมอไมเคิลเชื่ออย่างนั้น และผมขอยืนยันอีกเสียงว่ามันคือเรื่องจริง" เอลวิสพูดเสียงจริงจังตามที่ได้อ่านข้อมูลเบื้องต้น มือบางหยิบสมุดจากกระเป๋าผ้าของตัวเองขึ้นมาจดข้อมูล

"..."

"คุณระบายมันกับใคร หญิงขายบริการหรือ" เอลวิสถาม

"เมื่อก่อนใช่" มอร์ริสตอบ ร่างโปร่งชะงักแล้วเงยหน้ามอง

"ตอนนี้ล่ะครับ" เอลวิสถาม

"เขา...เด็กคนนั้น" มอร์ริสตอบ

'แพม' ชื่อนี้ลอยอยู่ในหัวเอลวิสเต็มไปหมด ทั้งอิจฉา ทั้งริษยา ก่อนจะยิ้มปลอบใจตัวเองเบา ๆ

'แค่นางบำเรอสินะ' เอลวิสคิดในใจ

"ให้ผมเดาคุณคงไม่อยากที่จะรับการแนะนำสักเท่าไหร่ เพราะมันน่าอาย ผมจะขอนัดคุยกับคุณเป็นรายครั้งเพื่อไม่ให้คุณอึดอัดลอร์ดมอร์ริส" เอลวิสบอกร่างสูงใหญ่

"มันจะหายหรือเปล่า" มอร์ริสต้องการรู้แค่นั้น

"เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะชนชั้นขุนนางเช่นคุณ เหล่าขุนนางเป็นแบบนี้แทบทุกคน หลงระเริงในความรุนแรง แต่ลอร์ดมอร์ริสครับ...คุณคือรายแรกที่ผมเคยเจอ..." เอลวิสหายใจสะดุดพูดไม่ออก

"..."

"คุณเคยฆ่าคนจากพฤติกรรมแบบนี้..."

"..."

"ผมไม่มั่นใจว่าหากมันรุนแรงขนาดนี้ มันจะแก้ได้ไหม แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เรื่องนั้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีก..เด็กคนนั้นอาจจะโชคร้ายเหมือนกัน" เอลวิสพูดถึงแพม เด็กคนนั้นตัวผอมบางดูอ่อนแอเกินไปที่จะรับเรื่องแบบนี้ไหว

"ไม่มีทาง กับเขาฉันไม่เคย..ฉันไม่รุนแรงขนาดนั้น" มอร์ริสกลืนคำพูดว่าไม่เคยทำร้ายลงคอไป ในเมื่อหลักฐานมันอยู่ที่ร่างกายของแพม มันคือแผลเป็น รอยกัดของเขา ตามตัวที่เคยมีแผลเป็นจากตอนเป็นเบี้ยล่างมาตลอดยี่สิบปี ตอนนี้เพิ่มพูนโดยฝีมือเขา

"ตอนที่หญิงบริการสิ้นลมหายใจแทบอกคุณ คุณก็คิดแบบนี้หรือเปล่าลอร์ดมอร์ริส" เอลวิสถาม

"มันนานมาแล้ว ตอนนั้น...มันรุนแรงยิ่งกว่านี้" มอร์ริสพูดเสียงแผ่ว หายใจขัดแน่นหน้าอกจนต้องเงยหน้ามองเพดานนึกคิดถึงเรื่องเลวร้ายในอดีต

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
    • Juharah
แพมเดินเข้ามาในตัวคฤหาสน์ใหญ่พร้อมตะเกียงในมือใช้ส่องแสงยามค่ำคืน วันนี้เขาใช้เวลาหลังมื้อเย็นไปกับการขลุกตัวอยู่ที่เรือนกระจกกับนิกกี้เจ้านกแก้วแสนรู้ โดยการหอบเอาหนังสือจากที่ห้องไปนั่งอ่านที่นั่นเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ หนังสือเหล่านั้นทำให้ในหัวของเขามันจดจ่อกับเนื้อหาไม่มีเวลาไปคิดถึงเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดหัวใจ เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาหลายชั่วโมงจนเรือนกระจกมืดมิดไร้แสงสว่าง แพมรู้สึกขอบคุณเพราะที่เรือนกระจกมีตะเกียงเก็บไว้อยู่ใกล้ ๆ มันช่วยให้เขาเดินกลับมาโดยไม่ได้รับอันตรายอะไร

แพมแขวนตะเกียงไว้ที่หน้าประตูคฤหาสน์ สองมือถูลำแขนตัวเองหลายทีเมื่ออากาศเริ่มหนาวเย็นลง แพมเข้ามาด้านในแล้วปิดประตูลงกลอนเบา ๆ เพราะเกรงจะรบกวนคนที่อยู่ด้านใน

แพมเห็นเงามืดของคนมาทาบทับตัวก่อนที่จะได้รับสองแขนแข็งแรงมาโอบกอดตัวของเขาไว้จากด้านหลัง สองมือหนานั้นสัมผัสร่างกายเขาอย่างนุ่มนวลไม่ให้เขาตื่นตกใจ แพมยกมือจับที่ท่อนแขนนั้นเบา ๆ ลอบถอนหายใจ

"มีอะไรหรือครับ" แพมถาม

"วันนี้มาที่ห้องหรือเปล่า" มอร์ริสวางคางกับไหล่บางแล้วถามเสียงเบา

"ผมต้องไปอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ"

มันคือสิ่งที่แพมทำจริง ๆ ตามที่พูด หลังจากวันที่เขายอมตกลงปลงใจรับใช้มอร์ริสอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทุก ๆ คืนเขาก็ต้องคอยมานอนกับมอร์ริส ไม่ใช่ทุกคืนที่จะมีความสัมพันธ์กัน ส่วนมากแพมแค่มีหน้าที่มานอนข้าง ๆ เป็นเพื่อนจนกระทั่งอีกฝ่ายหลับไป พอผ่านพ้นเที่ยงคืนแพมก็จะกลับมานอนที่ห้องของตัวเองที่อยู่ข้าง ๆ ความจริงมอร์ริสไม่ได้ห้ามหากแพมจะนอนต่อ แต่เมื่อเขากลับมาที่ห้อง มอร์ริสก็ไม่ได้ว่าอะไรเช่นกัน แพมจึงเลือกที่จะกลับมานอนหายใจทั่วท้องที่ห้องตัวเอง

"วันนี้เหงื่อออกมาก ผมจะกลับไปอาบน้ำก่อน" แพมบอกมอร์ริส แล้วแกะท่อนแขนแข็งแรงออกจากตัว ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่ หนำซ้ำยังกอดรัดแน่นกว่าเดิม

"อาบที่ห้องฉัน" มอร์ริสกระซิบ ร่างสูงได้ยินเสียงถอนหายใจจากร่างบางเบา ๆ

"ครับ"



แพมเดินออกจากห้องน้ำมาด้วยสภาพที่เรียบร้อยแล้ว ตากวางมองไปยังร่างสูงที่นั่งเหยียดขายาวอยู่บนเตียง กายท่อนบนเปลือยเปล่าปล่อยให้ปะทะลมที่ผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่แง้มออกเล็กน้อย นัยน์ตาสีประหลาดเขียวแกมฟ้าจดจ้องเขาไม่วางตา

แพมเดินขึ้นไปนั่งบนเตียงนอนกว้างข้าง ๆ กับมอร์ริส ร่างโปร่งเลียนแบบท่านั่งอีกฝ่ายโดยการเหยียดขายาวออกไปเห็นขนาดความยาวเรียวขาที่ต่างกันของคนสองคน แพมหยิบผ้าห่มหนานุ่มมาคลุมตัวเองไว้ เขาหนาวแต่อีกคนไม่

มอร์ริสขยับตัวลงนอนบนเตียง หันตัวเข้าหาแพมยกใบหน้าขึ้นหนุนตักเล็กแล้วยกแขนขึ้นมากอดต้นขาของแพมไว้ นัยน์ตาคมของชนชั้นสูงมองออกไปนอกหน้าต่างทอดตาดูพระจันทร์เต็มดวงที่โดนก้อนเมฆบดใบไปครึ่งแบบไม่กะพริบ แพมลังเลที่จะเอามือวางบนผมนุ่มสลวยแต่ก็ตัดสินใจที่จะวางมันลงไปอย่างเบามือ เมื่อเห็นว่ามอร์ริสไม่ว่าอะไรเขาจึงลูบมันเบา ๆ

"สีหน้าดูไม่ดีเลยนะครับ" แพมถามเสียงแผ่ว มองออกไปที่เดียวกันกับมอร์ริส

"แค่เรื่องทุกข์ใจ" มอร์ริสตอบกลับมา ได้ยินเสียงร่างโปร่งขำเบา ๆ เขาจึงหันไปมอง "มีอะไรให้ขำ"

"คนไม่แคร์อะไรแบบคุณมีเรื่องทุกข์ใจ มันได้ย้ำเตือนผม..ว่าคุณยังมีหัวใจ" แพมก้มลงมาสบตาคนที่ใช้หัวหนุนตักเขา แพมพูดต่อ

"ต่อให้ร่ำรวยขนาดไหน สูงส่งเพียงใด หรือมีพร้อมไปเสียทุกอย่างแล้ว...ก็ยังมีเรื่องให้ทุกข์ใจหรือกลัวได้เหมือนกันสินะครับ" แพมพูดลอยออกมา ซึ่งดูไม่เหมือนว่าจะเป็นคำถาม ที่มอร์ริสเป็นแบบนี้ คงเป็นเพราะว่าได้เข้าสู่กระบวนการรักษาแล้ว

"..." มอร์ริสนอนฟังเงียบ

"ไม่รู้ว่าคุณจะเจออะไรมา ลืมมันไปเถอะครับ ...ถ้ามีความกลัวก็ย่อมกลายเป็นคนขี้ขลาดแม้ตัวเองจะเป็นคนเลวหรือน่าเกรงขามแค่ไหน"

"คุณไม่เหมาะที่จะเลวแบบขี้ขลาดหรอกครับ อย่าให้ความกลัวมันมาขัดขวางคุณเลย ไม่สมเป็นคุณเลยสักนิด"

แพมลูบศีรษะนั้นเบา ๆ ขณะที่ยังคงพูดจาปลอบ แม้จะเป็นคำปลอบที่ฟังดูไม่ดีสักเท่าไหร่

"คุณน่ะ อ่อนแอมากเลยล่ะครับ ลอร์ดมอร์ริส" แพมผละมือออกช้า ๆ เมื่อมอร์ริสลุกขึ้นนั่ง

"เธอมองเห็นแบบนั้นหรือ" มอร์ริสถามเสียงแผ่ว ลูบไล้หลังมือไปกับแก้มเนียน จ้องเข้าไปนัยน์ตากวางค้นหาความจริง

"คุณน่ากลัว...คุณน่ากลัวไม่เปลี่ยนไปจากวันแรกที่เราพบกัน แต่คุณก็ดูอ่อนแอ...มากเหลือเกิน" แพมรู้สึกแบบนั้น ยิ่งเขาได้รู้จักใกล้ชิดอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ แพมยิ่งรู้สึกแบบนั้น

"คุณรู้ไหมว่าทุกครั้งที่คุณเหม่อ ดวงตาน่ากลัวนี่จะแปรเปลี่ยน...มีแต่ความกลัว ความเศร้า มากมายหลายอารมณ์เหลือเกิน น่าแปลก..ผมมักจะเห็นคุณเหม่อเป็นประจำ และคนอื่นไม่เคยได้เห็นแววตาขี้ขลาดนี้เลยสักครั้ง"

แพมยกปลายนิ้วลูบไล้ที่เปลือกตาบางเบา มอร์ริสห้ามมันไว้โดยการทาบทับมือลงมา

"อวดดีเหลือเกิน" มอร์ริสแสยะยิ้มมองร่างโปร่ง

"มาบอกฉันอ่อนแอ ทั้ง ๆ ที่ไม่สามารถต้านทานฉันได้ด้วยซ้ำ"

มอร์ริสรั้งคออีกคนเข้ามาใกล้แล้วมอบจูบดูดดื่มหวานล้ำกลับไป ลิ้นร้อนตวัดเกี่ยวอย่างร้อนแรงและขัดใจ ราวกับกำลังลงโทษคนที่บังอาจมาสำรวจตัวเขาจนลึกเข้าไปถึงจิตใจ น่าเจ็บใจ..คนที่เปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในโลกที่โหดร้ายกลับสามารถอ่านคนอย่างมอร์ริสได้ทะลุปรุโปร่ง หนำซ้ำยังมาพูดให้เขาดูอ่อนแอยิ่งไปกว่าตัวเอง เป็นแค่กวางแท้ ๆ มอร์ริสผละจูบออกมาอย่างเสียดาย เมื่อถูกดันอกออกอย่างแรง

"นอนเถอะครับ" แพมบอกเสียงเบา

"คืนนี้อย่าไปไหน" มอร์ริสจูบซับที่ผิวหน้าเนียน ก่อนจะเลื่อนปลายจมูกไปตามแนวคอแล้วสูดดมกลิ่นหอมอ่อน

"นอนนะครับ"

แพมดันตัวร่างสูงให้ล้มลงไปกับที่นอน จัดแจงวางหมอนนุ่นให้เข้าที่กับศีรษะได้รูป แพมล้มตัวลงไปนอนข้าง ๆ ก่อนจะหอบผ้าห่มมาคลุมตัวเองจนถึงคอ หลับตาพริ้มคอยรับท่อนแขนใหญ่ที่พาดมากอดรัดไว้แน่น

ผ่านไปอีกคืนของการหลับใหล...





'ลูกรัก มันเจ็บสินะ..แต่ก็ดีใช่ไหม...'

'แกบอกว่าฉันไม่ใช่แม่แกงั้นเหรอ!'

'แม่เลี้ยงลูกมา ลูกต้องทำได้สิ'

'เจ็บแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น ที่รัก'

'อ๊อก!'

มอร์ริสลุกพรวดขึ้นมากลางดึก เขาหายใจหอบหนักใช้มือจับที่คอตัวเอง ความรู้สึกหายใจไม่ออกราวกับจะขาดใจตาย ห้องสี่เหลี่ยมหมุนเคว้งสอดแทรกกับภาพในความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน พลันรู้สึกถึงฝ่ามือจับเข้าที่ไหล่ตนเอง มอร์ริสหันไปมองมือเรียวบนไหล่ตัวเอง ไล่มองเล็บยาวสีแดงของสตรีขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเจอกับผู้หญิงใบหน้าคุ้นเคยฉีกริมฝีปากแดงสดยิ้มอ่อนโยนมาให้

"แม่กลับมาหาลูกแล้วนะ" เธอพูดแบบนั้นพร้อมโชว์เชือกเส้นหนาในมือ มอร์ริสปัดมือของเธอออกจากไหล่อย่างแรง แล้วส่งฝ่ามือไปปะทะใบหน้าเธอเสียงดัง

เพี๊ยะ!

ทุกอย่างที่มอร์ริสเห็นได้เลือนรางหายไปพร้อมกับหญิงที่โผล่มาหาเขากลางดึก ห้องที่หมุนเคว้งเริ่มหยุดและกลับเข้าที่พร้อมกับสติของมอร์ริส เขาจึงตระหนักได้ว่าเขาประสาทหลอนไปเอง แต่ความเจ็บร้าวยังคงอยู่ที่ฝ่ามือไม่เลือนหาย มอร์ริสหันไปมองร่างโปร่งที่ลุกขึ้นนั่ง เลือดสีแดงไหลซึมที่มุมปากและรอยแดงบนแก้มเป็นหลักชัดเจนว่าคือมอร์ริสที่เป็นคนตบ ร่างสูงนัยน์ตาสั่นระริกจิกเล็บกับมือตัวเองจนเจ็บราวกับจะทำโทษ

ร่างโปร่งบางที่เสียการทรงตัวจากแรงปะทะบนใบหน้า ค่อย ๆ ยันตัวเองขึ้นช้า ๆ มือบางยกขึ้นจับแก้มซ้ายตัวเอง มันชาจนเขาแทบไม่รู้สึกอะไรเลย มีเพียงความเจ็บแปลบที่มุมปากและรสคาวของเลือดจากด้านในกระพุ้งแก้มที่กระแทกกับฟันแรงจนมันแตกเป็นแผล

มอร์ริสตบแพม ซึ่งร่างโปร่งก็ไม่รู้สาเหตุของมันว่าเขา ดูเหมือนว่าคนที่ตบเขาก็ตกใจไม่น้อยเลยที่ตัวเองทำเช่นนั้น

"จู่ ๆ คุณก็ลุกขึ้นมา แล้วก็เหงื่อออกเสียเยอะ" แพมไม่ได้ไถ่ถามอะไร และไม่โกรธเคือง ตอนที่มอร์ริสตบเขา ร่างสูงเหมือนคนเสียสติไปก็เท่านั้น แพมยกมือขึ้นจับหน้าผากอุ่นของมอร์ริส

"คุณตัวร้อน ผมจะไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้" แพมบอก กำลังจะเคลื่อนย้ายลงจากเตียง แต่ถูกมอร์ริสสวมกอดเข้าที่ด้านหลัง ตัวอีกฝ่ายสั่นจนน่ากลัว

"อย่าไปไหน" มอร์ริสกระซิบ

​"คุณ...อ่อนแอจริง ๆ"



มอร์ริสหลับไปอีกรอบแล้ว...แต่แพมไม่ อาการชาบนหน้าแก้มลดลงไปแล้ว แต่ความเจ็บปวดเข้ามาแทนที่จนแพมแทบอยากจะให้มันกลับไปชาเหมือนอย่างเดิม เขารับรู้ได้ว่ามันบวมเป่งขึ้นมาเล็กน้อย มอร์ริสตบเขาไม่ยั้งมือเลยสักนิด

ร่างโปร่งลุกขึ้นนั่งชันเข่าอยู่บนเตียงนอนกว้าง จ้องเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของมอร์ริสนิ่ง นึกถึงตอนที่เขาตื่นมาแล้วเจอมอร์ริสนั่งหอบหายใจติดขัดทุกข์ทรมาน เหงื่อไหลซึมไปทั่วทั้งตัว สายตาเหม่อลอยไร้จุดเพ่งเล็ง เขาพลาดเองที่เผลอแตะมือเข้าที่ไหล่สั่นกลัวในขณะที่อีกฝ่ายยังคุมสติไว้ไม่อยู่ จึงทำให้ตัวเองเจ็บตัวแบบนี้

ไม่ใช่ครั้งแรก...

​​​​​'ลอร์ดมอร์ริสไม่เคยให้คู่นอนอยู่ด้วยถึงเช้าหรอกค่ะ ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกัน'​ ​​​​​คำพูดของแครอไลน์ดังกังวานในหัว

เหตุผล..ก็คงเพราะแบบนี้สินะ

"คุณเป็นอะไรกัน ลอร์ดมอร์ริส"

.

.

.

--------------100%------------

โครม!

"ห่า! " ร่างโปร่งลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความตกใจ มือหยิบมีดยาวที่วางอยู่ใกล้ ๆ มาใช้ป้องกันตัวกะทันหัน

ไอ้เลอยู่บนเรือคนเดียว แล้วเสียงอะไรที่เหมือนของหนักล้มเสียงดังขนาดนั้น!

"อ้วก! "

"เฮ้ย! ใครวะ ใครมาอ้วกบนเรือลุงกูวะ! "

ทะเลวิ่งลงจากห้องบังคับไปที่ด้านล่างของเรือเดินตามเสียงเหมือนคนกำลังอ้วกไป ในมือถือมีดยาวแน่น

"อ้วก! แค่ก ๆ ๆ

ทะเลวิ่งไปดูที่มุมอับข้างเรือ เห็นกลุ่มผมยาวรุงรัง แผ่นหลังกว้างของชายร่างใหญ่กำลังเกาะขอบเรือโก้งโค้งระลอกเอาของเหลวออกจากท้องตัวเอง ทะเลตาถลนรีบวิ่งไปหาชายคนนั้น แล้วยกเท้าถีบที่แผ่นหลังกว้างสุดแรงตามที่ใจคิด จนฝ่ายนั้นพลัดตกจากเรือไป

ตู้ม!

ทะเลยืนอึ้ง ยกเท้าที่มีอีแตะหูคีบสวมอยู่ค้างกลางอากาศ ไม่นานมันก็เรียกสติกลับมาอยู่ที่ตัวจนได้

"เหี้*!!! ทำอะไรไม่คิดอีกแล้วกู! " ทะเลปล่อยมีดยกมือกุมขมับทันใด เดินไปเดินมาบนเรือท่าทีเป็นกังวล ไอ้เลขบกัดริมฝีปากฉ่ำของตัวเองคิดมาก

"หัวมันจะกระแทกท้องเรือตายเปล่าวะ ถ้ามันว่ายน้ำไม่ได้จะจมน้ำตายไหมวะ แล้วๆ โอ๊ย ไอ้เล ไอ้โง่เอ๊ย! " ทะเลขยี้หัวทุยของตัวเองแล้วยิ่งไปดูที่ท้ายเรือ ดีนะที่เรือไม่ได้แล่นไว หัวมันคงไม่กระแทก...

"เหี้*!!!! " ทะเลอุทานดังลั่น

ไอ้เลช็อกไปอีกรอบเมื่อเห็นคนที่มันถีบตกเรือโผล่หัวพรวดขึ้นมาจากน้ำ แล้วว่ายตามมาด้วยความไวแสง จะวิ่งไปเร่งเรือให้ไวขึ้นก็คงไม่ทัน ทะเลจึงวิ่งไปหยิบมีดยาวขึ้นมาเล็งอีกฝ่ายไว้ไม่ไปไหนราวกับพร้อมจะสู้ แต่ตัวเองกลับเดินถอยหลังหนีจนชิดขอบเสียแล้ว

ร่างสูงใหญ่เกือบร้อยเก้าสิบเกาะขอบเรือแล้วปีนขึ้นมาได้สำเร็จ มือหนายกมือเสยผมยาวรุงรังที่ปรกหน้าผากขึ้น เลือดสีแดงสดไหลย้อยลงมาจากขมับ นัยน์ตาดำสนิทจ้องเขม็งไปยังร่างโปร่งที่กำลังยืนขาสั่นมองเขากลัว ๆ

"มะ มึงเป็นใครอ่ะ ขึ้นมาบนเรือตั้งแต่เมื่อไหร่ มะ มึงเป็นโจรเหรอ"

ทะเลถามพลางเดินถอยหลังไปเรื่อย ๆ เมื่อร่างสูงเดินต้อนมาหาทะเลอย่างช้า ๆ ทะเลพยายามมองหน้าชายตัวใหญ่ที่เดินต้อน เสื้อเชิ้ตขาดวิ่น กางเกงลายสวยแต่สกปรกและเก่า ผมยาวหนวดเฟิ้ม นัยน์ตาดำสนิท...

ไอ้เลนึกออกแล้ว!

"มึงเป็นคนจรจัดใช่ไหม ที่ขโมยปลาเจ๊น้ำวันนั้น! " ทะเลถามเสียงสั่นเดินถอยหลังหนีเป็นวงกลม แต่ไอ้คนจรตรงหน้ามันก็ไม่หยุดตามสักที แถมยังไม่พูดอะไรอีกต่างหาก

"อย่าเข้ามานะเว้ย! กูฟันจริง ๆ นะ...เหวอ!!! "

ทะเลร้องเสียงหลงเมื่อร่างใหญ่ก้าวขายาวมาถึงตัวมันอย่างรวดเร็ว พร้อมปลดมีดออกจากมือแล้วโยนลงน้ำไปต่อหน้าต่อตาของทะเล มือใหญ่ทั้งสองข้างล็อกเอวมันประชิดตัวแน่น ทะเลอ้าปากค้างแล้วยกมือขึ้นพนม

"อยะ อย่าทำอะไรไอ้เลเลยนะ ไอ้เลจะสู้ไหวได้ยังไง ตัวมันสูงแค่หัวไหล่เองนะ อย่าฆ่ามันเลย มันเพิ่งเกิดมาดูโลกได้แค่สิบเจ็ดปีและมีแม่ที่ต้องคอยดูแล" ทะเลเริ่มขอร้องเสียงอ่อน ยกมือพนมเหนือหัวปรก ๆ พยายามดิ้นตัวหนีจากมือหนาที่จับเอวไว้แน่น แต่ที่น่ากลัวคือแรงของอีกคนเยอะมาก ไอ้เลขยับไม่ได้เลย!

"ขอ" เสียงทุ้มลึกเอ่ยออกมาเบา ๆ

เห? ทะเลชะงักเงยหน้าสบตาอีกคน เอียงคอตกงง ๆ

"ขออยู่ด้วยนะ" ร่างสูงใช้เสียงทุ้มน่ากลัวขอร้อง มองหน้าร่างโปร่งเว้าวอนแล้วพูดต่อ "สัญญาว่าจะไม่วุ่นวาย จะเชื่อฟัง"

เอ๋!!!!! ทะเลแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ผู้ชายตัวใหญ่แข็งแรงที่สามารถหักคอมันได้มือเดียว กำลังร้องขอให้ช่วยชีวิตกับไอ้เลที่ถูกจับตัวไว้ด้วยสองแขนล่ำสัน ทะเลรีบตั้งสติแล้วดิ้นขลุกขลักให้หลุดจากการจับกุม เมื่อเห็นท่าทีว่าอีกฝ่ายจะไม่ทำอะไร

"เอ่อ ปล่อยก่อนได้ไหม" ทะเลถาม แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหัว

"เออ ไม่หนีหรอก จะหนีไปไหนได้ ให้กูโดดลงน้ำหรือไง" ทะเลบอกอย่างรำคาญ

ร่างสูงทำหน้าลังเลก่อนจะปล่อยมือออกช้า ๆ ทะเลรีบรุดไปยืนอีกที่ห่างราวสองเมตรอย่างกลัว ๆ ก่อนจะเก๊กท่าเคร่งขรึม

"เมื่อกี้บอกจะเชื่อฟังใช่ไหม" ทะเลถามย้ำ

ร่างสูงพยักหน้ารับเบา ๆ

"ไหนเดินไปตรงนู้นดิ้" ทะเลชี้นิ้วไปหางเรือเพื่อให้ร่างสูงเดินห่างออกไป และร่างสูงก็ทำตามรวดเร็วไม่อิดออด ทะเลเริ่มยิ้มสนุกเมื่อเห็นว่าอีกคนว่าง่าย แล้วออกคำสั่ง

"ไหนนั่ง"

สิ้นคำสั่งร่างสูงก็ทรุดตัวคุกเข่ากับพื้น ทะเลเริ่มได้ใจ

"ยกมือขึ้น"

ทะเลสั่ง แต่คราวนี้ร่างใหญ่ไม่ได้ทำตามในทันที แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้น ทะเลนั่งลงกับพื้นจ้องหน้าคนจรจัดเขม็ง ผมยาวปรกลงมาแทบครึ่งหน้า คนตัวโตที่นั่งคุกเข่ายกมือตรงหน้าไอ้เลตอนนี้เป็นผู้ใหญ่อายุประมาณสามสิบ หน้าตาอ่อนแรงเหนื่อยล้า

"ก็ไม่ได้เป็นบ้านี่หว่า" ทะเลพิจารณาจากการโต้ตอบที่ใช้สติสัมปชัญญะครบถ้วน

"เปล่า..เปล่าบ้า" ร่างใหญ่สบตากับร่างบาง แล้วพูดความจริง

"เออ ๆ เอาลง ๆ เดี๋ยวจะเมื่อย" ทะเลสั่ง หลบตาคมที่จ้องมา แล้วพูดต่อ

"พี่เป็นคนจรจัดที่วิ่งชนฉันคราวก่อนสินะ ทำไมวันนี้ถึงแอบมาขึ้นเรือฉัน" ทะเลใช้สรรพนามที่สุภาพแต่ยังคงน้ำเสียงกดขี่เอาไว้ ถึงมันจะนิสัยห่าม ๆ แต่แม่มันก็สอนมาดีให้พูดจาเพราะ ๆ กับคนที่ไม่รู้จัก แต่แม่มันไม่ได้สอนให้ใช้น้ำเสียงดี ๆ สักหน่อย

"ขอ..ไปอยู่ด้วย"

"จะบ้าหรือไง! ฉันไม่มีปัญญาเลี้ยงพี่หรอกนะ" ทะเลท้วง

"จะไม่กินเยอะ จะทำตัวมีประโยชน์ ขอแค่ไปอยู่ด้วย...แค่แป๊บเดียว"

"แป๊บเดียวเหรอ" ทะเลถามย้ำ

"ใช่ จะไม่รบกวนนาน"

จะว่าไปแล้ว พี่จรคนนี้ก็ดูไม่มีพิษภัย มันไม่เห็นความเจ้าเล่ห์ดุร้ายในแววตาคู่นั้นเลยแม้แต่นิดเดียว อีกทั้งยังดูเชื่อง ๆ ยอมเชื่อฟังทั้ง ๆ ที่ตัวเองตัวใหญ่น่าเกรงขาม ถ้ามีไว้เดินตามหลังเหมือนกับเป็นบอดี้การ์ดของพระเอกในละครน้ำเน้าหลังข่าวที่ชอบนั่งดูกับแม่ ใครเขามองคงจะเท่น่าดู

ไอ้เลคนนี้มันมีลูกน้องตัวใหญ่คอยเชื่อฟัง!

คิดไปแล้วก็อดรู้สึกฮึกเหิมอยากโอ้อวดไม่ได้ ไหน ๆ กระท่อมลับที่มันสร้างไว้ก็ไม่มีใครไปอยู่ ให้พี่จรคนนี้ไปอยู่ก็ไม่เห็นจะเสียหาย ค่อยหัดให้หาปลากินเองก็แล้วกัน

"ก็ได้! แต่ต้องมีข้อตกลงที่พี่ต้องทำตามนะ" ทะเลยืนขึ้นแล้วบอกอีกฝ่ายที่ยังคงยั่งคุกเข่า ร่างใหญ่พยักหน้ายอมรับ

"ดี! ฉันชื่อทะเล บอกชื่อของพี่มา" ทะเลบอก

"ทำไมถึงพูดดีด้วย" คนตัวใหญ่ถามสงสัย ลุกขึ้นยืนกะทันหัน ทำเอาร่างโปร่งสะดุ้งถอยกรูดไปไกล

"กะ ก็พี่น่าจะแก่กว่าฉัน อาจจะใกล้ ๆ แม่ฉันก็ได้ แม่ฉันสามสิบห้าแล้วพี่ก็คงจะสามสิบต้น ๆ " ทะเลตอบสั่น ๆ ใช้มือลูบอกให้หายตกใจ

"..." อีกฝ่ายนิ่งไป

"ตกลงพี่ชื่ออะไรล่ะ" ทะเลถามย้ำ

"ราม พี่ชื่อราม"

---------- เมียรักคนจร -----------

สวัสดีค่ะรีดเดอร์ นักอ่านที่น่ารัก และความอดทนสูง มีหลายคนถามว่ามาม่ามากไหม...

ตอบไม่ได้เหมือนกันค่ะ ฮ่าาา แต่จะขอยืนยันว่าอิลอร์ดมันทั้งหลงทั้งรักน้องขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะแปรเปลี่ยนไปรักใครอื่นแน่นอน ไม่ต้องกลัวว่าจะจบแบบน้ำตาหลั่งออกมาเป็นท่อประปาแตกหรอกนะค้าาา

#เมียจร (สปอยล์ที่นำมาลงอาจจะงงๆหน่อยนะคะ) ตอนนี้ทาสสวาทได้ดำเนินมาแล้วเกินครึ่งเรื่องแล้ว เราเลยได้ทำการวางพล็อตนิยายเรื่องถัดไปไว้ ชื่อเรื่อง "เมียรักคนจร" และจะอัปให้อ่านเร็ว ๆ นี้ อัปรองจากทาสสวาส เนื่องจากทาสสวาทเริ่มมีเนื้อหาที่เข้มขึ้นและมันค่อนข้างจะแต่งออกมาได้ยาก เราจึงต้องมีเรื่องรองไว้ค่ะ

#เมียจร ตามที่วางไว้คือเรื่องของเด็กชาวเกาะที่ชื่อทะเล ได้มารู้จักกับคนจรจัดโดยบังเอิญ เรื่องนี้จะแบ่งไทม์ไลน์เป็นสองช่วงอายุ คือตอนที่ทะเลอายุ 17 กับ 27 เรื่องราวจะเป็นยังไง หากใครสนใจก็รอติดตามได้นะคะ

"จะลงแค่ใน ReadAwrite กับ Tunwalai ส่วนเด็กดีจะไม่มั่นใจเหมือนกันค่ะ (ริบหรี่) ไม่ลงในเล้าเป็ดนะคะเนื่องจากจะไม่สามารถทำตามกฎของเล้าได้ค่ะ


คลิ๊กไปเพจตรงนี้เลยจ้า

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
นายเอกเรื่องนี้นี่ทนมือทนเท้าดีเหลือเกินลู๊กกกก สงสารง่ะ :ling1:

แล้วท่านลอร์ดมีแผนให้เค้าหึงป้ะเนี่ย :hao3:


ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3315
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
นังหมอนี่น่ากระทืบจริงๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
ดูท่าหมอที่จะมารักษาแล้ว เห้อออ *ถอนหายใจ* มันจะหายไหมมม ถ้าไม่คิดเลิกอ่อยมอร์ริสซักที เขาไม่สนหรอก มันเสียเวลารักษาค่ะคุณหมอเอลวิส 555 อาการหนักกว่าที่คิดแฮะ อีแม่ปลอมๆนั่นทำไรไว้ว่ะ เดี๊ยะๆ (ฮา) แพมมหึงแล้วเว้ย อัยๆ อยู่เคียงข้างท่าลอร์ดนะแพม กำลังใจดีจะได้หายเร็วๆ เราก็จะได้ไม่เจ็บตัวมาก คึคึ!! ขอบคุณที่มาต่อค่ะ  :pig4:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7664
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
ลำไยหมอเก๊คนนั้นมาก!

ออฟไลน์ anue

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เมียรักคนจรก็น่าอ่าน 
ใจจดจ่อรอท่านลอร์ดด้วย

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
    • Juharah

ตอนที่ 16

"หน้าไปโดนอะไรมาหรือ? "

เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยทักทายกับชายร่างผอมที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้ด้านหน้าคฤหาสน์ อีกคนยืนรดน้ำต้นเดิมจนมันท่วม จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สีหน้าคิดวิตกเรื่องบางอย่างอยู่ตลอดเวลาจนเหม่อลอยไม่รับรู้การมาของอีกคน แต่แล้วก็สะดุ้งเมื่อเอลวิสเดินมาพูดใกล้ ๆ หู จนร่างโปร่งหลุดจากวังวนความคิด ทำตัวไม่ถูก มีท่าทีเลิ่กลั่ก

"อ่า คุณเอลวิสว่าอย่างไรนะครับ" แพมหันไปถามทวน เหมือนว่าเอลวิสจะถามอะไรเขาสักอย่าง

"ผมอยากรู้ว่ารอยช้ำบนหน้าคุณไปโดนอะไรมา เมื่อวานตอนมื้อเย็นยังไม่เป็นอะไรเลย"

เอลวิสถาม ยื่นมือมาเชยคางอีกคนสอดส่องดูรอยแดงที่ซีกแก้มซ้ายของอีกคน ก่อนจะถอยมือกลับมายืนกอดอกรอคำตอบ เอลวิสสังเกตเห็นรอยช้ำและท่าทีแปลก ๆ ของอีกฝ่ายตั้งแต่เช้าแล้ว รวมถึงมอร์ริสก็ดูเงียบและคอยจ้องมองอีกคนอยู่ตลอดจนเขาสงสัย เอลวิสมองร่างโปร่งยกมือขึ้นจับที่แก้มตัวเองเบา ๆ แล้วส่งยิ้มน้อยกลับมา

"ผมนอนตกเตียงน่ะครับ" แพมโกหกกลับไป

"ผมอยากบอกให้คุณรู้ว่าผมค่อนข้างจับผิดเก่ง คุณกำลังโกหก ไม่มีใครนอนตกเตียงจนได้รอยเป็นนิ้วมือทั้งห้าแบบนี้" เอลวิสเลิกคิ้วถาม

"วันนี้คุณไม่มีธุระอะไรกับลอร์ดมอร์ริสหรือครับ คุณหมอเอลวิส" แพมหันหน้ามาไปมองหน้าหวานของอีกฝ่ายตรง ๆ ด้วยความจริงจังเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตนเองจะโดนก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว แล้วพูดต่อ "ผมไม่ใช่คนไข้ของคุณสักหน่อย"

"..." เอลวิสยืนจ้องหน้ากลับมาพูดไม่ออก

"ผมมีเรียนกับคุณครูวินสตัน ขอตัวก่อนนะครับ" แพมก้มหัวให้เล็กน้อยแล้วปลีกตัวออกมา

"มอร์ริสทำใช่ไหม! "

มอร์ริส? แพมชะงักกับสรรพนามนั้น เอลวิสเพิ่งเข้ามาที่นี่ได้เพียงสามวันแต่กลับเรียกเจ้าของบ้านที่มีศักดิ์เป็นถึงเอิร์ลด้วยความสนิทสนมเช่นนี้เลยหรือ...ความสัมพันธ์ช่างเดินหน้าไปไวเหลือเกิน

"คุณอย่าคิดว่าที่เขากกอยู่กับคุณเพราะเขาหลงใหลในตัวคุณนะ เป็นเพราะเขาป่วยต่างหาก" เอลวิสตะโกนไล่หลัง

"...ป่วย? " แพมหันมาถามด้วยความสนใจ "ป่วยอะไร"

"ผมคงบอกไม่ได้ แสดงว่ารอยที่หน้าเป็นฝีมือเขาจริง ๆ สินะ" เอลวิสทำหน้าเครียด แล้วกล่าวต่อ "คุณช่างโชคร้าย ทำไมถึงไม่หนีไปนะ รับไหวได้ยังไง"

"ทำไมคุณถึงดูจะใส่ใจผมกับลอร์ดมอร์ริสนัก คุณหมอเอลวิส" แพมขมวดคิ้วเอ่ยถามสงสัย

"ฉันถามเป็นข้อมูลไว้เฉย ๆ แล้วรอยนั่น...ได้มาตอนไหน"

"เขาฝันร้าย เหมือนคนเมายา..แล้วเขาก็ตบ" แพมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อกลางคืนที่ผ่านมาก็อดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายฝันอะไร

"เมื่อคืน..อยู่ด้วยกันเหรอ" เอลวิสทำหน้าอึ้ง

"...ผมต้องไปหาเขาทุกคืน" แพมทำหน้างง เอลวิสดูไม่ตกใจเรื่องที่เขาเล่าแต่กลับตกใจเรื่องอื่นเสียมากกว่า

"ชิ! "

แพมมองคนที่ยืนกอดอกแน่น อยู่ ๆ ก็อารมณ์เสียขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ หนำซ้ำยังแอบมองหน้าเขาด้วยความไม่พอใจ เหมือนแพมเคยเห็นท่าทีแบบนี้จากที่ไหนนะ...

อ่า ซาบริน่า ท่าทีนี้เหมือนกับลูกสาวเศรษฐี ซาบริน่า คู่นอนคนก่อนของเอลวิส แพมเข้าใจแล้วล่ะ...

"คุณชอบลอร์ดมอร์ริสสินะครับ" แพมถามเสียงเรียบ

"ไม่มีใครไม่ชอบเขา" เอลวิสตอบกลับมาสีหน้าปกติ เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจยอมรับคำกล่าวหานั้น

"ผมไม่ชอบเขา" แพมตอบกลับทันที แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบในใจ แล้วยกถังน้ำรดต้นไม้ขึ้นมาเดินออกมา

"งั้นเหรอ...ทำไมไม่หนีไปเสียล่ะ" เอลวิสถามด้วยความไม่เชื่อ คำถามนั้นทำเอาแพมชะงักไป และตอบกลับมาโดยไม่หันกลับมามองเขา

"ผมเคยทำแบบนั้นแต่ก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้น..คุณช่วยทำให้เขารักคุณทีนะ ผมจะได้ไปโดยที่เขาไม่มาขัดขวาง" แล้วแพมก็เดินออกมา

"เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว" เอลวิสพึมพำกับตัวเอง มองแผ่นหลังของคนตัวผอมพลางส่งเสียงเย้ยหยันขึ้นจมูก

"ไม่ชอบงั้นเหรอ ตลกหรือไง! "





"พวกเขาคุยอะไรกัน"

ร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องนอนของตัวเอง เยื้องไปด้านหลังคือพ่อบ้านที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ร่างสูงใหญ่ทอดสายตาสีสวยมองลงไปหน้าคฤหาสน์ที่มีชายสองคนกำลังยืนคุยหน้าคร่ำเครียด และแล้วคนคุ้นเคยของเขาก็เป็นฝ่ายผละออกมาจากการสนทนา

"เอ่อ กระผมก็ไม่ทราบเช่นกันขอรับ กระผมยืนอยู่ด้านหลังกับนายท่าน" ฮาร์วียิ้มแหยมองไปที่จุดเดียวกัน

"พวกเขาจะคุยเรื่องฉันหรือเปล่า" มอร์ริสยังคงขอความเห็นจากพ่อบ้านคนสนิท

"เอ่อ เป็นไปได้นะขอรับ" ฮาร์วีเกาหัวตัวเองแกรก ๆ เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่าสองคนนั้นคุยอะไรกัน เขาไม่ได้มีหูทิพย์จากพระผู้เป็นเจ้าเสียหน่อย

"กวางมีนิสัยขี้หวงไหม" มอร์ริสถาม มองใบหน้านิ่งของร่างผอมจากไกล ๆ

ฮาร์วีแอบงงไปชั่วขณะ แต่เมื่อมองตามสายตาผู้เป็นนายเขาถึงได้เข้าใจในความหมายนั้น ก่อนจะอมยิ้มแล้วตอบกลับไป

"หมายถึงคุณแพมสินะขอรับ คุณแพมเขาไม่ใช่คนเวิ่นเว้อหรอกนะขอรับ ถึงจะใจกว้างยอมให้คนอื่นก่อนเสมอแต่ภายใต้หน้าตาที่เรียบเฉยนั่นก็คงมีความรู้สึกเหมือนกับคนทั่วไป"

มอร์ริสนิ่งไปนานก่อนจะหันมาจ้องฮาร์วีเขม็ง จนพ่อบ้านเริ่มเหงื่อตกสงสัยว่าตนเองพูดอะไรผิดไป

"นายรู้จักเด็กนั่นดีจริงนะ" มอร์ริสถามเสียงเข้ม

"เอ่อออ" ฮาร์วีหน้าซีด แล้วลอบหายใจเมื่อผู้เป็นนายไม่ว่าอะไรต่อแล้วเดินออกไปจากห้องนอน

"จะรู้ไหมว่าตัวเองขี้หึงยิ่งกว่าอีกคนเสียอีก" ฮาร์วีแอบนินทาเบา ๆ





มอร์ริสกลับเข้าไปที่ห้องทำงานใหญ่ของตัวเอง เดินไปรินไวน์ใส่แก้วของตนเองเป็นอันดับแรกก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่แล้วรูดผ่านม่านออกกว้าง ยืนจิบไวน์ที่มุมเดิมมองเห็นสวนดอกไม้ข้างสระน้ำใหญ่...มุมที่ได้แอบมองกวางน้อยซึ่งกำลังขะมักเขม้นเตรียมพร้อมกับการรับความรู้จากครูสอนหนังสือที่เขาจัดหามาให้ เขาแอบรู้สึกเสียดาย เพราะอีกไม่นานหน้าที่ของคุณครูวินสตันก็จะจบลงพร้อมกับการร่ำเรียนหาความรู้ของแพมและลูกหัวหน้าแม่บ้านอย่างลิลลี่ที่ถูกเติมเต็มเข้าไปจนรอบรู้ เขาคงไม่ได้มองเห็นกวางของเขาจากห้องทำงานนี้อีกแล้ว





อืม...จะให้เรียนอะไรต่อดีนะ

มอร์ริสเดินลูบคางที่เริ่มมีตอหนวดงอกขึ้นมาอย่างครุ่นคิด สองขายาวก้าวเดินไปที่ชั้นหนังสือที่มุมห้อง ไล่นิ้วเรียวยาวไปกับสันหนังสือเล่มหนา แค่นิ้วสัมผัสเขาก็รู้แล้วว่าหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรเพราะเขาอ่านมันจบมาหลายรอบ หากแต่บางครั้งก็ดันหนังสือบางเล่มที่ไม่ค่อยได้อ่านมันออกมาเพื่ออ่านชื่อหนังสือที่หน้าปกแข็ง จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หนังสือเล่มบางเล่มหนึ่ง มอร์ริสกางหนังสือออกอ่านเนื้อหาด้านใน แต่พบว่ามันมีแต่รูปภาพดอกไม้ พรรณไม้เท่านั้น และที่สำคัญมอร์ริสเป็นผู้วาดมันขึ้นมาเองตั้งแต่เมื่อเยาว์วัย เขาลืมไปแล้วว่ามีมันอยู่

"อืม วาดรูป" มอร์ริสพึมพำเคาะนิ้วกับปกแข็งของหนังสือ ก่อนจะปิดมันลงแล้วยัดใส่ที่เดิม

ก๊อก ๆ ๆ เหมือนเป็นการเคาะเตือนเสียมากกว่าเพราะไม่ต้องรอคนด้านในอนุญาตคนที่อยู่ด้านนอกก็เปิดประตูเข้ามาเองเสียแล้ว มอร์ริสไม่ได้กล่าวว่าอะไรคนหน้าหวานเพราะวันนี้เขาอารมณ์ดีเกินกว่าที่จะโกรธเคืองเรื่องเล็กน้อย มอร์ริสแกว่งแก้วไวน์ในมือเบา ๆ หันไปสบตาหวานฉ่ำของเอลวิสที่ส่งมาให้แล้วเอ่ยถามเสียงนิ่ง

"ชาไหม? "

"ไม่ ขอบคุณครับ"

เอลวิสยิ้มอ่อนโยนไปให้แล้วเดินไปหาคนตัวสูงช้า ๆ ด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ ก่อนจะหยุดที่ตรงหน้าในระยะประชิด นิ้วเรียวเกี่ยวปากแก้วไวน์ที่มอร์ริสถือบางเบาให้เอียงมาทางตนเองก่อนจะจรดริมฝีปากให้ของเหลวมึนเมาไหลเข้าปากไปพร้อมกับสายตาที่ยังจ้องกับคนตัวสูงไม่ละไปไหน ก่อนจะค่อย ๆ ละริมฝีปากคืนไม่ลืมที่จะแลบลิ้นเลียเบา ๆ

"หวานจัง" เอลวิสพูดเสียงเบากับร่างสูง

"น่าจะพูดว่าอยากดื่มไวน์" มอร์ริสยิ้มมุมปาก ดื่มไวน์แก้วนั้นจนหมดแล้วเดินเอาไปวางที่โต๊ะของตัวเอง

"ผมถนัดวิสกีมากกว่า ได้ยินมาว่าเอิร์ลวอซลีโปรดปรานการดื่มไวน์ แต่ไม่คิดว่าจะชื่นชอบถึงขั้นมีเก็บเป็นของสะสม"

เอลวิสเดินไปนั่งเก้าอี้หนังฝั่งตรงข้ามมอร์ริส แล้วมองไปที่กำแพงเหนือหัวร่างสูงที่มีชั้นไม้ล้อมกระจกที่ด้านในมีขวดไวน์รูปแบบต่าง ๆ แสดงโอ้อวดเด่นหรา ดูเป็นของที่หายากและมีราคาแพง

"ทุกคนมีความชื่นชอบ" มอร์ริสพึมพำ เอนหลังพิงกับพนักพิงแล้วมองใบหน้าหวานของเอลวิสนิ่ง

"เป็นเรื่องจริงนะครับ" เอลวิสเห็นด้วย ยิ้มหวานกลับไป

"อยากรู้จริงว่าที่กำแพงบ้านของเธอจะมีอะไรประดับไว้เป็นของสะสม" มอร์ริสพูดกับเอลวิส ไม่รู้ว่าประโยคของเขามันมีอะไรถึงกับทำให้ร่างโปร่งบางสะดุ้ง แถมหน้าแก้มยังขึ้นสีแดงจัดคล้ายคนกำลังเขินอาย

"จะไปมีอะไรได้ยังไงล่ะครับ" เอลวิสเกาแก้มใสของตัวเอง

ที่กำแพงบ้านของเอลวิสน่ะเหรอ...ก็มีแต่รูปของมอร์ริสเต็มไปหมดน่ะสิ ส่วนใหญ่เป็นรูปวาดและส่วนน้อยเป็นรูปถ่ายที่เขาต้องยอมเอาเงินเดือนทั้งเดือนไปจ่ายเพื่อซื้อรูปขาวดำนี้มา ถ้ามอร์ริสรู้เรื่องนี้อีกฝ่ายคงมองเขาเป็นโรคจิตแน่

"จริงสิ ผมได้คุยกับเด็กคนนั้นเรื่องที่คุณทำร้ายเขา" เอลวิสเข้าเรื่องสำคัญ

"อืม" มอร์ริสยอมรับ

ที่แท้ก็คุยกันเรื่องนี้สินะ... ในที่สุดข้อสงสัยของมอร์ริสก็ถูกไขกระจ่างแจ้ง

"คุณคงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าพฤติกรรมรุนแรงมันเป็นเรื่องของเมื่อก่อน ในเมื่อตอนนี้คุณก็เป็นอยู่"

"..."

"เขาบอกว่าคุณฝันร้าย...ช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหม"

"มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือไง ก็แค่ฝันร้าย" มอร์ริสถามกลับทันควัน

"เป็นเพราะคุณไม่อยากเล่า มันถึงได้สำคัญยังไงล่ะ"

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกับอาการตึงเครียดของคนทั้งสองคนภายในห้อง อีกคนที่เป็นฝ่ายคาดคั้นเปี่ยมล้นความต้องการให้อีกคนได้หายขาดจากอาการผิดปกติ ส่วนอีกคนก็เครียดเกร็งเมื่อต้องเล่าเรื่องที่ไม่อยากรื้อฟื้น เสียงลมที่พัดผ่านแทรกช่องหน้าต่างดังเข้ามาเป็นระยะราวกับจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ในตอนนี้

"คุณฝันร้ายทุกคืนไหม แล้วนอนหลับหรือเปล่า" เอลวิสถาม

"นอนหลับทุกคืน แต่ก็ต้องตื่นและนอนต่อไม่ได้เพราะความฝัน...ทุกคืน" มอร์ริสมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วกำหมัดแน่น เจ็บใจที่เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับเขา

"ฝันร้ายกับความทรงจำ มันคนละอย่างกันนะ" เอลวิสบอกเสียงนิ่ง

"..." ร่างสูงเงียบ ไม่ตอบอะไรกลับมา

"คุณคงจะกลัวการนอนหลับมากสินะครับ"

เอลวิสถอนหายใจ ในอกเจ็บปวดรวดร้าว เขาต้องการให้มอร์ริสหาย ต้องการให้คนที่เขาชื่นชอบมานานหลายปีเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบไร้มลทินไม่ว่าจะเรื่องอะไรอย่างที่ผู้คนหมู่มากเชื่อเช่นนั้น แต่มอร์ริสไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด...ดูเหมือนเอลวิสคงได้อยู่ที่นี่อีกนานเพื่อรักษาตำหนิของมอร์ริส จนกว่ามอร์ริสจะยอมรับและเอ่ยปากเล่าความในใจทุกอย่าง

"ผมไม่เร่งคุณหรอกนะครับ ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็เรียกผมได้ทุกเมื่อ"

"..."

"ผมขอที่อยู่หมอไมเคิลทีนะครับ เขาอยู่ในเมืองใช่ไหม" เอลวิสเปลี่ยนเรื่องคุย ถ้าเขาขอรู้ข้อมูลกับมอร์ริสไม่ได้เขาคงต้องพึ่งพาตัวช่วยอย่างหมอประจำตระกูลที่อยู่มานาน

"ฮาร์วีจะจัดการให้" มอร์ริสตอบเป็นครั้งแรกหลังจากเงียบไปนาน

"ขอบคุณครับ"





"วันนี้ทำดีมากเลยนะ หัดอ่านหนังสือสะกดคำบ่อย ๆ ด้วยล่ะ" วินสตันยิ้มกว้างให้ลูกศิษย์ทั้งสอง ปิดกระปุกน้ำหมึกแน่นหนาแล้วหย่อนลงไปในกระเป๋าสะพายของตัวเองพร้อมกับกระดาษและหนังสือเล่มหนาเตอะ

"เป็นเพราะครูวินส์ที่สอนดีต่างหากครับ" แพมเอ่ยชื่นชมเอาใจ

"แหม จะพูดก็เถอะนะแต่มันก็เรื่องจริงอยู่ โหะ ๆ ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองสอนดีจนมาเจอเธอเลยนะ สามารถอ่านออกเขียนได้ โดยเฉพาะศัพท์ยาก ๆ จากนวนิยายของเชคสเปียร์ทำฉันอึ้งจริง ๆ "

"เป็นเพราะคุณแพมชอบอ่านหนังสือมากต่างหากค่ะ" ลิลลี่เถียงคนหลงตัวเอง

"ลิลลี่" แพมเอ็ดเบา ๆ จนเธอต้องหดคอกลับ ร่างโปร่งขำเล็กน้อยส่งยิ้มเจื่อนไปให้วินสตันที่นั่งหน้าตึง

"อยู่ทานมื้อเย็นด้วยกันไหมครับครูวินส์" แพมลุกขึ้นชวนเมื่อวินสตันทำท่าจะเดินทางกลับ

"ไม่ล่ะ ขอบใจ" วินสตันโบกมือปฏิเสธ

"ทำไมคุณชอบปฏิเสธอยู่เรื่อยเลยล่ะครับ"

แพมถามสงสัย ทุกครั้งที่เรียนเสร็จแพมมักจะเอ่ยชวนวินสตันแบบนี้ทุกครั้ง แต่อีกฝ่ายก็ปฏิเสธกลับมาทุกครั้งทั้งยังทำสีหน้าลำบากอกลำบากใจ ร่างสูงโปร่งขาวซีดในเสื้อโค้ตหนาหลายชั้นรีบเดินรุดเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเบา ๆ

"อย่าเอาไปพูดเชียวนะ ฉันน่ะกลัวเอิร์ลวอซลีเป็นที่สุดเลย ท่าทีผู้ดีอังกฤษชัดเจนออกนอกหน้าขนาดนี้คงไม่ชอบใจคนอเมริกาอย่างฉันเป็นแน่ ฉันค่อนข้างอึดอัดใจหากได้ร่วมโต๊ะอยู่ในสายตาน่ากลัวนั้นตลอดมื้ออาหาร" วินสตันพูดพลางแลซ้ายแลขวากลัวใครจะได้ยิน ส่วนลิลลี่ก็แอบชะโงกหัวฟังอยู่ที่ด้านหลังแพม

แพมพยายามนึกภาพตามพลางขมวดคิ้วมึนงง ไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของวินสตันก่อนจะเอ่ยปากบอก

"ถ้าลอร์ดมอร์ริสเขาไม่ชอบใจคุณ เขาจะจ้างคุณมาทำไมกันครับ? " เหมือนเป็นประโยคบอกเล่าชวนให้คิดตามเสียมากกว่าประโยคคำถาม วินสตันชะงักไปชั่วขณะก่อนจะเกาหัวตัวเองดังแกรก

"อ่า นั่นสินะ ฉันคิดอะไรเนี่ย แต่ช่างเถอะ! ยังไงฉันก็ยืนยันที่จะกลับ อะ! เจ้าพ่อบ้านประหลาดมารับฉันแล้ว"

แพมหันหน้าไปมองตามสายตาของวินสตัน ฮาร์วีกำลังเดินอมยิ้มหน้าตาสดใสตรงมาทางพวกเขา แต่แพมกลับไม่สามารถยิ้มตามและรู้สึกดีได้เพราะบุคคลที่เดินตามข้างหลังพ่อบ้าน เอลวิส หมอหน้าหวานปานดอกไม้ก็เดินตามฮาร์วีมาด้วย

"โอ้ว ชายหน้าสวยข้างหลังนั่นใครกันฮาร์วีพ่อบ้านประหลาด" วินสตันเอ่ยทักเมื่อสะดุดตากับคนไม่คุ้นหน้า

"หืม คนอเมริกันหรือ? ทำไมใส่เสื้อผ้าหนาเตอะท่ามกลางฤดูร้อนกัน" เอลวิสกอดอกเอ่ยถาม พลางขมวดคิ้วสงสัย

"แหม คุณผู้ชายครับตอนนี้ก็กำลังจะแปรเปลี่ยนฤดูแล้ว อากาศก็แปรผันตลอด ถ้าฝนตกขึ้นมามันก็จะหนาวได้นะครับ" วินสตันคิ้วกระตุกกับท่าทีของชายหน้าหวาน แต่นิสัยกลับไม่หวานสมรูปลักษณ์

...ไอ้เด็กนี่ทำวินสตันหงุดหงิด

"นี่คือคุณหมอเอลวิสขอรับ คุณเอลวิสนี่คือคุณวินสตันเป็นครูสอนหนังสือขอรับ" ฮาร์วีแนะนำให้ทั้งคู่ได้รู้จัก

"ฉันไม่อยากรู้เท่าไหร่แล้วล่ะ ไปกันได้หรือยังฉันรู้สึกถึงฝนกำลังจะตก" วินสตันเขย่าแขนฮาร์วี

"เอ๋ คงจะหนาวแล้วสินะขอรับ ให้กระผมไปเอาเสื้อโค้ตมาเพิ่มไหมขอรับ" ฮาร์วีถามห่วงใย

"ไม่ล่ะ"

"อ่า อย่างนั้นก็ได้ขอรับ จริงสิ เนื่องจากคุณหมอเอลวิสจะไปพบหมอไมเคิลในเมือง คุณทั้งคู่จึงจะต้องนั่งรถไปพร้อมกันนะขอรับ" ฮาร์วีบอกทั้งคู่ ประโยคนั้นทำเอาวินสตันทำหน้าเบื่อโลกขึ้นมาทันใด ก่อนจะหันไปลาแพม

"ฉันไปก่อนนะ"

"เดินทางปลอดภัยนะครับ" แพมบอก

แล้ววินสตันก็เดินนำหน้าออกไปจากสวนท่าทีฟึดฟัด เอลวิสไม่ไปรีบร้อนตามไปแต่กลับเดินมาหาแพมแล้วกวักมือไล่ลิลลี่ให้ออกไปก่อน เด็กสาวมีท่าทีลังเลแต่ก็ไม่สามารถขัดได้จึงเดินออกไปเชื่องช้า

"โชคดีจริง ๆ ทั้งที่เกิดมาไร้ทางเดินต่อ แต่กลับได้รับการศึกษาที่คนกลุ่มน้อยจะได้รับ" เอลวิสชำเลืองตามองสมุดและขวดหมึกดำในมือของแพม

"พระเจ้าคงมีความเห็นใจผมสักนิดน่ะครับ" แพมเงียบไปสักครู่ก่อนจะตอบ

"คุณยกความดีความชอบให้กับพระเจ้า ทั้ง ๆ ที่คนที่มอบสิ่งนี้ให้คุณเป็นเขา? " เอลวิสหมายถึงมอร์ริส

"..." นั่นสินะ...แพมได้แต่คิดในใจ





เอลวิสมองเสี้ยวหน้าของคนที่ไม่ยอมสบตากับเขา อีกคนดูมีท่าทีที่อยากจะหนีออกไปจากตรงนี้ไม่อยากที่จะพูดคุยกับเอลวิสสักนิด

"คุณดูไม่มีความสุขเลยนะเมื่อเจอผม" เอลวิสเปิดประเด็นที่ทำให้เขาขัดใจ อีกฝ่ายเป็นเพียงทาสแต่กลับกล้าแสดงท่าทีไม่ชอบใจเขา

"ผมไม่ปฏิเสธหรอกนะครับ" แพมตอบกลับไปตรง ๆ

"ทำไมกัน..เป็นเพราะผมเข้ามาที่นี่สินะ"

"..." แพมตอบไม่ได้ เขาไม่รู้สาเหตุที่เขาไม่ค่อยอยากเจอหน้าอีกฝ่าย

"คุณคงหวั่นว่าผมจะมาแย่งมอร์ริสไปจากคุณ ซึ่งมันมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวเพราะผมเป็นแบบที่เขาชอบเลยล่ะ ใครก็พูดกัน" เอลวิสโอ้อวดออกมา

"คุณพูดอะไรอยู่รู้ตัวหรือเปล่า คุณพูดจาเหมือนกับเด็กน้อยไม่มีผิด" แพมขมวดคิ้วรับไม่ได้กับท่าทีอวดเบ่งไร้สาระ

"ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะพึงพอใจผมมากทีเดียวพอตัว ไม่ต้องห่วงนะ เพราะอีกไม่นานผมจะทำให้คุณออกไปจากที่นี่ตามที่คุณต้องการ" เอลวิสพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ

"คุณดูไม่มีความกังวลที่จะมีความรักใคร่กับผู้ชายด้วยกันเอง คุณยอมรับสายตาคนอื่นได้หรือในฐานะที่คุณมีศักดิ์ศรีหน้าตาในสังคมนี้" แพมถามจี้จุดด้วยความหงุดหงิด

"ระวังคำพูดด้วย คุณเป็นใครถึงได้กล้าพูดแบบนี้กับผม" เอลวิสกดเสียงต่ำเหลืออด

"...ผมเป็นแค่ทาส"

"ใคร ๆ ก็มองคุณแบบนั้นรู้ตัวไว้เสียด้วย อย่าคิดว่าตัวเองได้รับการดูแลจากขุนนาง ได้รับความเอ็นดูให้ได้รับการศึกษาเพียงนิดแล้วจะสามารถมาสั่งสอนคนอย่างผมได้ คุณกับผมยังห่างไกลกันนัก เพียงแค่ผมเอ่ยปากเพียงเล็กน้อย ตำรวจก็จะแห่มาจับกุมตัวทาสหลบหนีแบบคุณ ไม่มีใครเขาฟังคุณหรอกนะ"

เอลวิสข่มขู่ด้วยความรู้สึกอารมณ์เสียแล้วเดินออกไปหลังจากได้ทำการดูถูกต่อว่าจนสมใจ ทิ้งให้แพมมองตามแผ่นหลังเล็กนั้นพลางกำหมัดแน่นเก็บกดอารมณ์

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
    • Juharah
.
.
.
เขาไม่เคยที่จะเจ็บใจเมื่อโดนผู้อื่นพูดจาดูถูก เขามักจะยอมมาตลอด แต่เมื่อคนที่พูดจากดขี่เขากลายเป็นเอลวิส ชายผู้เปี่ยมไปด้วยความรู้และหน้าตามีแต่คนชื่นชอบ และยิ่งเอาตัวเขาไปเปรียบเทียบด้วยแล้วนั้น แพมกลับเจ็บใจเหลือเกิน ความรู้สึกด้านมืดมีความต้องการที่จะเหนือกว่า แต่ท้ายที่สุดแล้วแพมก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับความจริง ในเมื่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูดคือเรื่องจริงทั้งหมด และเขาก็ไม่อยากถูกจับโดยพวกถือกฎหมาย อุตส่าห์หลบหนีมาตลอดยี่สิบปีจะมาถูกจับเพราะความโกรธเคืองเพียงเสี้ยววินาทีไม่ได้

"เหม่ออะไร? "

แพมสะดุ้งโหยงกับเสียงทุ้มที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ น้ำเสียงที่ใช้เข้มกว่าปกติ ราวกับว่าอีกฝ่ายหงุดหงิดที่เรียกเขามาเป็นเวลานาน แพมมองตาสีเขียวแกมฟ้าด้วยความรู้สึกหลากหลายไม่เข้าใจในตนเอง ก่อนจะหยิบเหยือกแก้วมาเติมชาใส่ถ้วยให้มอร์ริสหลังจากมันพร่องไปเกือบหมด ตอนนี้แพมยังนั่งเก็บบรรยากาศอยู่ที่สวนริมสระเช่นเดิมที่แปลกไปคือบุคคลที่มานั่งกับเขาด้วยตอนนี้ มอร์ริสที่น้อยครั้งจะว่างพอมานั่งอ่านหนังสือผ่อนคลายที่ริมสระน้ำสีเขียวใสสะอาดและเป็นที่แปลกตาเมื่อชายร่างสูงใหญ่หน้าตาเคร่งเครียดอย่างมอร์ริสจะมาอยู่ตรงนี้ท่ามกลางสวนดอกไม้ส่งกลิ่นหอม

"แค่บรรยากาศมันร่มรื่นจนผมอยากเคลิ้มหลับ" แพมตอบคำถามเสียงอ่อน แล้วเชยหน้ารับลมเย็นที่พัดผ่านผิวน้ำ

"เธอถึงได้ชอบที่จะมานั่งตรงนี้" มอร์ริสกล่าวต่อไล่สายตาไปกับตัวหนังสือในหน้ากระดาษ

"คงงั้นครับ แต่ผมมักจะอยู่ห้องหนังสือกับเรือนกระจกเสียมากกว่า" แพมแย้งเล็ก ๆ

"เรือนกระจก? ไม่ยักรู้เธอแอบเข้าไปในที่ของฉันบ่อย" มอร์ริสกล่าวหาน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้โกรธจริงจังตามประโยคที่กล่าว ชำเลืองมองเสี้ยวหน้าของร่างโปร่งที่กำลังมองสระน้ำกว้าง เส้นผมปลิวไสวตามแรงลมอ่อน

"ผมมีหน้าที่ไปให้อาหารนกแก้วที่คุณไม่เหลียวแลมัน และชอบที่จะไปดูต้นไม้ที่มีพัฒนาการต่างจากเดิมแม้เพียงเล็กน้อย ผมหมายถึงมันกำลังขึ้นดอกน่ะครับ" แพมพูดยิ้ม ๆ

"อีกนานกว่าที่มันจะบานเต็มที่" มอร์ริสกล่าวต่อ พอนึกออกว่าต้นที่แพมพูดถึงคือต้นอะไร

แพมพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนสายตามามองมดตัวสีดำสามตัวที่กำลังพากันไต่ตามกลิ่นหอมหวานน้ำตาลตามถาดขนมที่วางเรียงเป็นชั้นสามชั้น พวกมันพากันไปได้สุดที่ชั้นแรกเท่านั้น เศษคุกกี้กลิ่นหวานวนิลากลายเป็นเหยื่อของพวกมันในที่สุด ตัวเล็กแต่กลับพากันแบกวัตถุที่ใหญ่กว่าตนเองได้...เก่งกันจริงนะ

"อาการป่วยของคุณดีขึ้นไหมครับ" แพมพูดขึ้นมา ถึงแม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร มอร์ริสชะงักไปชั่วขณะแต่ก็ตอบกลับมา

"..ไม่"

แพมไม่ถามอะไรต่อแล้วทุกอย่างก็อยู่ท่ามกลางความเงียบอีกครั้ง เขาคงชินชากับบรรยากาศแบบนี้ไปเสียแล้วทั้ง ๆ ที่เขาควรจะรู้สึกอึดอัดใจ

"ไม่ถามหรือไง" มอร์ริสพูดขึ้นมาขณะที่ยังอ่านหนังสืออยู่

"ไม่ใช่ไม่อยากรู้ แต่มันเป็นเรื่องของคุณ" แพมตอบกลับมองซีกหน้าหล่อเหลา

มอร์ริสพับหนังสือเล่มหนาลงแล้วยกขาขึ้นไขว่ห้าง ทิ้งสายตาให้มองสระน้ำกว้าง คลื่นน้ำที่ไล่กันมาตามแรงลมที่พัดช่วยให้เพลินตา เขาเงียบไปครู่ใหญ่หลังได้ยินคำตอบจากร่างโปร่งก่อนจะพูดขึ้นมาเสียงแผ่ว

"นาน...มันนานมากเหลือเกิน จนคิดว่าไม่อาจหาย"

"..." แพมฟังเงียบ ๆ แต่มอร์ริสก็ไม่เล่าอะไรต่อ ร่างใหญ่คงจะไม่ต้องการที่จะพูดมันออกมา

"อยากไปจากที่นี่หรือเปล่า" มอร์ริสหันหน้ามามองร่างโปร่ง

ยอมรับว่าแพมแอบใจหายวูบเมื่อได้ยินคำถามนั้นจากมอร์ริส จู่ ๆ ทำไมถึงถามขึ้นมากัน และที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือแพมไม่อาจหาคำตอบได้อย่างมั่นใจอย่างทุกครา

"...คำตอบยังเหมือนเดิมครับ" แพมพึมพำออกมา

"ทำไมถึงตอบช้า"

"..." แพมเงียบ

ถ้าเขาจะไป ก็จะยอมปล่อยเขาไปแล้วใช่ไหม?

ทำไมถึงไม่โกรธล่ะ? ทั้ง ๆ ที่เป็นคำตอบที่ไม่ชอบมาตลอด...

เพราะหมอหน้าหวานคนนั้นหรือเปล่า?

"จะได้เวลามื้อเย็นแล้ว กลับเข้าด้านในกันไหมครับ" แพมเอ่ยถามเปลี่ยนเรื่อง

"...วันนี้ฉันไม่ทานมื้อเย็น" มอร์ริสตอบพลางลุกขึ้นยืนจะเดินกลับ

นัยน์ตากวางวูบไหว ใจเผลอคิดสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นให้เจ็บช้ำ แค่ 'เขา' คนนั้นไม่อยู่ร่วมโต๊ะด้วยสินะ เล็บคมจิกเข้าฝ่ามือตัวเองเครียดเกร็ง ก่อนจะโพล่งปากออกไปก่อนที่มอร์ริสจะเดินไปไกล

"คืนนี้ผมจะไปหานะครับ! " ประโยคนั้นทำให้สองขายาวของมอร์ริสชะงัก ก่อนจะหันหน้านิ่งมามองคนที่พูด

"ก็ต้องเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือไง"







"ไม่ต้องรอคุณฮาร์วีก็ได้นะคะ ค่ำขนาดนี้แล้วคงยังจะไม่กลับวันนี้หรอกค่ะ"

"ครับ"

แพมตอบรับและยิ้มให้แครอไลน์กับลิลลี่เมื่อทั้งคู่กำลังจะกลับไปที่พักของตัวเองเมื่อหมดหน้าที่ ได้เวลาที่พวกเธอจะต้องกลับไปพักผ่อนเสียที แพมปิดประตูบานสูงเข้าหากันแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของตัวคฤหาสน์ใหญ่ ร่างโปร่งเดินผ่านห้องตัวเองไปอีกห้องที่อยู่ถัดไป ข้อนิ้วแข็งแรงเคาะไปที่บานประตูจนเกิดเสียงเป็นการเตือนคนด้านในว่าเขามาถึงแล้ว ก่อนที่แพมจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน

"อ้ะ! "

แพมตกใจสะดุ้งโหยงเมื่อคนตัวสูงเจ้าของห้องมายืนอยู่ที่ข้างบานประตูไม่ให้สุ้มให้เสียง แพมถอนหายใจออกช้า ๆ แต่ใจยังคงเต้นแรงจากอาการตกใจ

"ยังไม่นอนหรือครับ" แพมถามมอร์ริสแล้วปิดประตูกลับที่เดิม

"รอเธอ"

แพมหน้าสีเขินอายก่อนจะผละตัวหนีจากมอร์ริสแล้วเดินไปที่เตียงนอนจัดหมอนและผ้าห่มแก้เก้อ ร่างสูงเดินมานั่งที่เตียงจนมันยวบลงไป แพมจึงเดินไปปิดหน้าต่างแบบไม่สนิท แง้มให้ลมเย็นโชยเข้ามาเล็กน้อยก่อนจะปิดม่านสีทึบเข้าหากัน เมื่อเรียบร้อยแล้วแพมก็เดินมาหามอร์ริสที่ยังคงนั่งอยู่ที่ขอบเตียงไม่ล้มตัวนอนสักที

"คุณต้องการไวน์หรือเปล่า อะ! "

มอร์ริสกระชับเอวบางแน่นเมื่อเจ้าของร่างทำท่าจะลุกขึ้นไปจากหน้าขาแข็งแรงของเขา แพมทำสีหน้าบูดบึ้งเมื่อตัวเองถูกบังคับให้นั่งตักทั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มอร์ริสทำแบบนี้ด้วยซ้ำ

"ทำไมถึงไม่ชอบ" มอร์ริสเอ่ยถามด้วยความสงสัย

"ผมเป็นผู้ชายนะครับ! แถมก็ไม่ใช่ตัวเล็ก ๆ หมายถึงผมก็มีขนาดตัวเป็นผู้ชายทั่วไปให้มานั่งตักคุณได้ยังไง มันค่อนข้างจะตลก" แพมพูดติดขัดเมื่อพอจะบอกว่าตัวเองตัวใหญ่แต่เมื่อเทียบกับมอร์ริสแล้วแตกต่างนักเพราะอีกฝ่ายตัวสูงใหญ่เกินไป

"ไม่มีใครเห็น" มอร์ริสขมวดคิ้วไม่เข้าใจ

"ผมไม่ชอบนี่ ปล่อยเถอะครับ"

"ไม่"

มอร์ริสปฏิเสธเสียงเข้ม กดจมูกลงไปกับซอกคอขาวสูดดมเอากลิ่นกายหอมเข้าจมูกฟอดใหญ่ ทำเอาขนอ่อนตามแขนของแพมลุกชันขึ้นมา แพมขยับคอหนีอย่างจั๊กจี้ มอร์ริสเงยหน้าช้อนตามองกับตากวางของอีกคน ใช้มือใหญ่กดหัวทุยของร่างโปร่งลงมาให้รับริมฝีปากร้อนระอุของเขา ริมฝีปากหยักขมเม้มไปตามเนื้อปากนุ่มก่อนจะใช้ลิ้นลามเลียและสอดแทรกเข้าไปแลกเปลี่ยนความหวานและแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรง ลิ้นเล็กตวัดเกี่ยวตอบรับอย่างเผลอไผลแม้จะสู้ความร้อนแรงของอีกคนที่มอบมาให้ไม่ได้

ในขณะที่สองริมฝีปากยังคงแลกเปลี่ยนความร้อนแรงให้แก่กัน มือหนาของมอร์ริสก็เริ่มสารวนอยู่กับขอบเสื้อตัวใหญ่ของร่างโปร่ง สองมือเริ่มเลื่อนสัมผัสผิวกายลื่นใต้ร่มผ้าบีบเคล้นไปตามเนินเนื้อจนถึงหน้าอกแบนราบสองนิ้วใหญ่ก็เริ่มบดขยี้ยอดอดนิ่มรุนแรงจนมันแข็งขืนสู้มือ ร่างโปร่งผละริมฝีปากออกซบหน้าไปกับไหล่กว้างหอบหัวใจรัว สัมผัสรุนแรงที่ยอดอกสร้างความเจ็บแปลบและวาบไหว ความรู้สึกกระซ่านค่อย ๆ แล่นกระจายผ่านตามร่างไปกระจุกอยู่ที่กึ่งกลางลำตัว

"แค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ? " มอร์ริสกระซิบเสียงกระเส่าแล้วขบติ่งหูปิดท้าย ก่อนจะพูดต่อ



"ร้อนแรงขึ้นนะรู้ตัวไหม? " มอร์ริสแสยะยิ้มพอใจ โดยยังคงกลั่นแกล้งร่างโปร่งให้ระทวย

"ปะ เปล่านะครับ" แพมหน้าขึ้นสี ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นบานประตูถูกเปิดออกอย่างแรง

ปึง!

"พอแค่นั้นแหละครับ"

แพมรีบลุกขึ้นจากตักหนาไปยืนที่ด้านข้างเตียง มอร์ริสนั่งนิ่งก่อนจะหันหลังไปมองบุคคลที่เข้ามาขัดจังหวะ เป็นเอลวิสที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องพร้อมกับฮาร์วีที่ยืนสีหน้าเป็นกังวลอยู่ด้านหลัง

"กระผมบอกคุณเอลวิสแล้วขอรับ แต่ก็ไม่เป็นผล" ฮาร์วีรีบแก้ตัว

ตั้งแต่ที่เดินทางกลับมาจากบ้านของหมอไมเคิลแล้วเอลวิสพยายามเร่งให้เขาพากลับมาที่คฤหาสน์เร็วไว เมื่อถึงแล้วเอลวิสก็รีบเปิดประตูรุดหน้าจะขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้าน ตอนนั้นฮาร์วีถึงได้เข้าใจ เขาพยายามห้ามไม่ให้เอลวิสเดินมาในส่วนของมอร์ริสแล้ว แต่อีกคนก็ยังดื้อดึงไม่ฟังคำขอทั้งยังเปิดประตูห้องเจ้าของบ้านโดยไม่บอกกล่าว

"เธอลืมล็อกประตูอีกแล้วสินะ" มอร์ริสหันไปถามเสียงเข้มกับแพม

"ผมขอโทษครับ" แพมอยากจะทึ้งหัวตัวเองเสียจริง ภาพน่าอายได้ปรากฏสู่สายตาคนนอกถึงสองคน

"มีอะไร" มอร์ริสเดินเปลือยท่อนบนไปหาเอลวิสแล้วเอ่ยถาม ปัดมือบอกให้ฮาร์วีปิดประตู ภายในห้องจึงเหลือคนสามคน

เอลวิสกลืนน้ำลายดังเอือกเมื่อเห็นร่างกายที่เขาไม่เคยได้เห็น แต่ก็กลับมารู้สึกไม่พอใจเมื่อชายร่างผอมอย่างแพมได้เห็นอยู่ทุกครั้งและเอลวิสยิ่งโกรธหนักไปกว่าเก่าเมื่อนึกถึงภาพตอนที่เขาเปิดประตูเข้ามา เขาเห็นใบหน้าของแพมช่างสุขสมจนน่าหมั่นไส้ เขาคิดถูกแล้วที่เปิดประตูออกตามที่ใจคิด มอร์ริสเองก็ไม่ได้โกรธอะไรเขาเลยสักนิดเอลวิสยิ่งได้ใจ

"คุณคงลืมเรื่องที่ผมบอกไปนะครับลอร์ดมอร์ริส เรื่องเขาน่ะ" เอลวิสชายตาไปมองแพม

"ฉันเพิ่งรู้ว่าต้องทำตามเธอบอก" มอร์ริสเดินไปหาร่างโปร่งหน้าหวานช้า ๆ แล้วค้ำมือกับบานประตูเหนือหัวเอลวิส เอียงคอมองทำหน้าไม่เข้าใจ

มอร์ริสคงไม่รู้ว่าการทำเช่นนั้นทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ็บในหัวใจ ต่างจากผู้ถูกกระทำอย่างเอลวิสที่ทำหน้าชื่นชอบและสะใจเมื่อสบตากับแพม

"คุณคงไม่รู้สึกอะไรถ้าทำใครตายอีก แต่ผมไม่ชอบ" เอลวิสยิ้มตอบ แล้วใช้มือนุ่มดันแผงอกแน่นให้ห่างออกไปแล้วเดินไปหาแพมที่ยืนมองไม่ละสายตา

"คุณกลับไปที่ห้องคุณเถอะครับ..." เอลวิสลากเสียงแล้วมองมอร์ริส "เดี๋ยวคืนนี้ผมดูแลเขาให้เอง"

แพมตัวสั่นจ้องหน้าเอลวิส ก่อนจะหันไปมองมอร์ริสที่ยืนกอดอกใช้หลังพิงประตูมองตรงมาสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความคิดเห็นอะไร แพมส่งสายตาขอความเห็นจากมอร์ริส ดูเหมือนมอร์ริสจะเข้าใจ

"เธอกลับไปก่อน" มอร์ริสตัดสินใจแทน เขากำลังสนุกที่ได้เห็นท่าทีแปลกใหม่จากแพมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เป็นคำตอบที่แพมไม่พอใจเลยสักนิด...

มอร์ริสคิ้วกระตุกเมื่อเห็นแพมยืนนิ่งก่อนที่ใบหน้าเรียวจะเผยรอยยิ้มแสยะออกมาเล็ก ๆ พร้อมกับเสียงพ่นลมออกจากจมูก ท่าทีแบบนี้มอร์ริสก็ไม่เคยเห็นอีกเช่นกัน...

แพมเดินไปหาเอลวิสช้า ๆ แล้วยิ้มบางให้ ก่อนจะเดินผ่านมอร์ริสไปเปิดประตูเสียงเบา ก่อนจะหันมาบอกเอลวิสผ่านมอร์ริส

"อย่าลืมล็อกประตูนะครับ" แพมพูดทั้งรอยยิ้มบาง

มอร์ริสทำหน้าเข้มก่อนจะจับขอบประตูแน่น แล้วมองหน้าแพมเขม็ง

"ไม่จำเป็นหรอก ออกไปกันให้หมด" มอร์ริสหันหางตาไปมองเอลวิส

แพมไม่เข้าใจแต่ก็ยังคงฝืนส่งยิ้มบางมาให้คนทั้งสอง เอลวิสที่ตอนนี้ทำตัวไม่ถูกที่ตนเองก็ถูกไล่เช่นกัน แพมจึงบอกเอลวิสช้า ๆ

"เดี๋ยวผมเปิดประตูไว้ให้นะครับ" แล้วแพมก็เดินออกไปจากห้องนอนหรู ทิ้งไว้เพียงบานประตูที่ยังคงเปิดออก



--------------100%--------------

ถ้าไม่มีคนมาขัด อิลอร์ดกับนุ้งแพมก็ได้กันแล้วค่าาา (ปั่นสุด)

ช่วงนี้ทุเรียนกำลังเยอะเลยใช่ไหมคะ ฮ่าาา

ขอบคุณทุก ๆ comment ทุก ๆ กำลังใจเลยนะคะ แค่เห็นเม้นต์พลังชีวิตก็ฟูขึ้นมาแล้วล่ะค่ะ ฮ่าาา

ขอบคุณอีกครั้งน้าาา Love

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
นอกจากมอร์ลิสจะต้องได้รับการรักษาใจแล้ว หมอเอลวิสก็ควรจะรักษาด้วยเช่นกันนะ บางทีอาจเร่งด่วนกว่าเขาอีก 55555 วันนี้แพมรอดตัวไป หึงกันไปมา ต่างเริ่มแคร์กันมากขึ้น แล้วจะเป็นยังไงต่อไป รอตอนหน้าเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รรรร  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3315
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
อิหมอแกควรรักษาตัวแกเองก่อน ป่วยมาก!!!

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
แงง ช่างขัดจังหวะเสียจริง

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1068
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7664
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
หมั่นไส้เอลวิสมาก!

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
    • Juharah

เจอคำผิดบอกได้นะคะ ^^

ตอนที่ 17

จากเหตุการณ์ตื่นระทึกในคืนนั้นดูเหมือนว่าการใช้ชีวิตของแพมจะเปลี่ยนไปจากเดิมอยู่มากโข เกือบจะหนึ่งเดือนแล้วที่แพมไม่ได้แวะเข้าไปหามอร์ริสในตอนดึกอีกเลย ห้องที่ตนเองเคยนอนก็ถูกย้ายไปอยู่อีกมุมหนึ่งที่ห่างออกไป ส่วนห้องนอนนั้นได้กลายไปเป็นของเอลวิสไปโดยปริยายเนื่องจากคุณหมอหน้าหวานคนนั้นได้ขอและให้เหตุผลว่าห้องนอนของเขามันอยู่ใกล้กับห้องนอนและห้องทำงานของมอร์ริส จึงสะดวกในการพูดคุยเรื่องอาการป่วยของมอร์ริสมากกว่า ซึ่งถ้ามอร์ริสตกลงปลงใจเขาเองก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นการพูดคุยกันของเขากับมอร์ริสเองก็ลดลงไปเยอะเนื่องจากไม่ค่อยได้พบกัน

การใช้ชีวิตของแพมได้ถูกปลดล็อกในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการออกไปเดินเล่นด้านนอกคฤหาสน์หรือไปจ่ายตลาดกับแครอไลน์ในตอนเช้าได้ตามปกติโดยไม่เกรงกลัวว่าเขาจะหนีเหมือนครั้งนั้น ลวดหนามกับดักที่วางไว้ตามจุดต่าง ๆ ก็ถูกปลดออกไป ตอนที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้แพมถึงได้รู้สึกว่าก่อนหน้านี้เขาถูกปฏิบัติราวกับสัตว์เลี้ยงขนาดไหน

หน้าที่ในแต่ละวันอันน่าเบื่อของแพมคือการรดน้ำต้นไม้ ตัดแต่งกิ่ง ปลูกต้นไม้ช่วยเอ็ดเวิร์ด ไปเรือนกระจกหานิกกี้ เจ้านกแก้วที่นับวันยิ่งตัวใหญ่และแผงปีกสง่าผ่าเผย รวมทั้งอ่านหนังสือที่สวนริมสระจนถึงเย็นและช่วยชิมขนมและอาหารฝีมือลิลลี่ เด็กสาวที่เตรียมรับหน้าที่เป็นสาวใช้เต็มตัว ดูเหมือนว่าเธอจะมีพรสวรรค์โดดเด่นในเรื่องนี้เหมือนกับมารดา เพราะทุกอย่างที่เธอทำมาให้แพมกินมันล้วนจะมีรสชาติที่ดีจนเขารู้สึกตะลึง

 

และในวันนี้ก็เช่นกัน...

เด็กสาววัยใสใบหน้าผุดผ่องเนื้อตัวขาวสะอาดสะอ้านในชุดสาวใช้กระโปรงคลุมเข่าวิ่งมาหาเขาเร็วรี่สีหน้าตื่นเต้นไม่มีท่าทีเขินอายเหมือนวันแรกที่เขาย่างก้าวเข้ามา ในมือของเธอคือเค้กชิ้นสามเหลี่ยมครีมสีขาวฟูดูน่ากิน ตกแต่งด้วยหน้าสตอเบอรี่สีแดงสดลูกใหญ่ แพมยิ้มแล้ววางหนังสือเล่มหนาลงบนโต๊ะ มองเด็กสาวที่มานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วยื่นเค้กที่ถือมาให้กับเขา

"หืม วันนี้เป็นเค้กสตอเบอรี่เหรอเนี่ย" แพมถาม แล้วรับมันมา

"เปล่านะคะ เอ๊ะ ใช่ค่ะ แต่เป็นครีมแครอท" ลิลลี่เอียงคอนึกคำอธิบายผลงานของเธอ

"สตอเบอรี่กับแครอทสินะ ความคิดสร้างสรรค์ดีจริง" แพมยิ้มรับแล้วใช้ช้อนตักเนื้อเค้กเข้าปาก ทำท่าหลับตาดื่มด่ำรสชาติ

"หืม อร่อยใช้ได้เลยนะ! " แพมพูดยิ้ม ๆ แล้วตักเข้าปากอีกคำก่อนจะจิบน้ำตาม

"จริงเหรอคะ! " ลิลลี่ตาโตฉายแววความสุข

"ฉันจะโกหกไปทำไมกัน เปิดร้านได้เลยนะลิลลี่" แพมพูดตามใจคิด แต่สิ่งตอบรับกลับเป็นสีหน้าเศร้าสร้อย

"จะเป็นไปได้ยังไงกันคะ หนูต้องอยู่ที่นี่" ลิลลี่ชำเลืองมองเข้าไปในคฤหาสน์อันเป็นที่ที่เธออยู่มาตั้งแต่กำเนิด เธอต้องเป็นสาวใช้ไปตลอดชีวิต ตระกูลของเธอมีไว้เพื่อรับใช้วอซลี

"..."

จริงสินะ...

แพมยกมือลูบหัวเด็กสาวเบา ๆ ปลอบประโลม เธอยังเป็นเด็กและอายุยังน้อย เธอมีความฝันของเธอ แต่ขีดจำกัดของเธอก็มีอยู่เช่นกัน ทั้ง ๆ ที่เธอควรจะได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กสาวทั่วไปแท้ ๆ ลิลลี่โผกายเล็กเข้ากอดแพมแน่นจนเขาตกใจเกร็ง แต่ก็ผ่อนคลายลงได้เมื่อเด็กสาวมีท่าทีตัวสั่นราวกับกำลังเก็บกลั้นความรู้สึก

"กลางวันแสก ๆ แท้ ๆ "

เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้น ลิลลี่ผละตัวออกช้า ๆ แล้วหันไปมองทิศทางของเสียง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเป็นเอลวิสและที่ข้างหลังนั้นก็คือลอร์ดมอร์ริส ลิลลี่รีบลุกขึ้นก้มหัวลงต่ำก่อนจะวิ่งออกไป เอลวิสมองตามแผ่นหลังบางแล้วพ่นลมหายใจออกจมูก

"เด็กคนนั้นอายุไม่ถึง 15 ด้วยซ้ำ น่าเกลียดเสียจริง" เอลวิสพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจใส่แพม

"ต้องขอขัดนะครับ ผมมองลิลลี่เป็นเหมือนน้องสาวแท้ ๆ และลิลลี่เองก็มองผมเป็นพี่ชายคนหนึ่งเท่านั้นและเธอก็ใกล้จะ 16 แล้วด้วย" แพมลุกขึ้นยืนมองคนทั้งสองแล้วแก้ไขคำเข้าใจผิด

"ไม่ต้องเขินอายไปหรอก กอดกันกลมเสียขนาดนั้น แต่ถ้าทำกันในที่ลับจะดีเสียกว่านะ" เอลวิสเถียงกลับ

"...คุณทั้งสองจะไปไหนกันหรือครับ" แพมเงียบไปสักพักเพื่อคิดว่าจะตอบโต้ดีหรือไม่ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเปลี่ยนประเด็นไป

"เราสองคนอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศ อยู่แต่ด้านในมันน่าเบื่อ" เอลวิสตอบ แล้วหันไปยิ้มให้มอร์ริสที่ยังคงจ้องหน้าแพมไม่พูดจา

เราสองคน...

"เราจะมานั่งที่ตรงนี้ รบกวนคุณด้วย" เอลวิสมองไปที่โต๊ะสีขาวที่แพมเพิ่งลุกออกมา

แพมนิ่งไปสักพักก่อนจะเก็บของบนโต๊ะมาถือไว้แล้วเปิดทางให้ ทั้งคู่เดินผ่านหน้าเขาไปแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ เอลวิสยิ้มให้แพมอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยเบา ๆ

"ถึงแม้จะมีที่ว่างเหลือ แต่ขอความเป็นส่วนตัวให้เราทีนะ"

"..ครับ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย อย่าลืมดูสภาพอากาศด้วยนะครับ" แพมบอก

"ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ผมดูแลตัวเองได้ และจะดูแลเขาด้วย"

ประโยคท้ายเอลวิสหันไปยิ้มให้มอร์ริสเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับหลังมือใหญ่ของอีกคน แพมหันใบหน้าหนีจากภาพนั้นแล้วเดินออกมาช้า ๆ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจในตนเอง เขาทั้งรู้สึกโกรธและน้อยใจ แต่ก็หาสาเหตุที่รู้สึกแบบนั้นไม่ได้ แพมหยุดยืนที่หน้าเรือนกระจก ไม่รู้ว่าเขาเดินมาหยุดอยู่ที่นี่ได้ยัง คงเพราะอาจจะเผลอมาด้วยความเคยชิน

แพมถอนหายใจ เปิดประตูเข้าไปด้านในช้า ๆ มองหาเจ้านกแก้วที่มักจะมาเกาะแข้งขายามเขามาที่นี่ แต่วันนี้มันไม่มา... ถาดน้ำและอาหารเหลือเท่าเดิมไม่ต่างจากตอนที่เขามาเติม หลายวันมานี้เจ้านิกกี้ค่อนข้างเซื่องซึมและกินอาหารได้น้อย แพมมองหาตัวมันตามซอกมุมและต้นไม้ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งชิดกระจก เจ้านิกกี้กำลังยืนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่แล้วมองออกไปด้านนอกเรือนกระจกอยู่เงียบ ๆ แพมฝืนยิ้มออกมาช้า ๆ เขาคิดว่ามันคงโตพอที่จะเข้าใจแล้วว่าที่ที่มันอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่ที่ของมัน แต่เป็นด้านนอกนั่นต่างหาก

"แกก็จะทิ้งฉันไปอีกคนเหรอเนี่ย" แพมพูดออกมาให้นิกกี้ได้ยิน เขายิ้มเมื่อมันร้องตอบกลับมาแต่ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน

"คงถึงเวลาแล้วสินะ" แพมเดินเข้าไปใกล้ แล้วใช้นิ้วชี้ลูบหัวมันเบา ๆ

"ฉันไม่ใช่คนใจร้ายหรือชอบกักขังสักเท่าไหร่ ยอมรับว่าเผลออยากเปลี่ยนความคิดเก็บแกไว้กับฉันตลอดชีวิตของฉันหรือของแก แต่ไอ้ธรรมชาติจอมปลอมนี่มันไม่ใช่ที่ของแก คงดีกว่านี้ถ้าแกได้อยู่ในป่า เจอนกสวย ๆ ที่จะมาเป็นคนรัก ถ้าฉันปล่อยแกไปตอนนี้เขาก็คงไม่ว่าหรอกมั้ง เขาคงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีแกอยู่ที่นี่" แพมมองออกตาใสของนกแก้วเพื่อนต่างสายพันธ์ุ

"มานี่สิ"

แพมยืนแขนไปให้มันเกาะและมันก็ยอมว่าง่ายทำตามแต่โดยดี แพมเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่แล้วเลื่อนมันให้เปิดออกกว้าง ก่อนจะยื่นแขนออกไป นิกกี้หันมามองหน้าเขามึนงง แพมยิ้มกลับไปให้มัน

"ไปได้แล้ว หัดหาอาหารกินเองนะ จะไม่มีใครให้อาหารแกอีกแล้ว"

แพมสะบัดแขนขึ้นให้นิกกี้โผทะยานขึ้นไปบนฟ้าก่อนที่มันจะบินออกไปไกล ปีกของมันแผ่ขยายโชว์ลวดลายสวยงามราวกับภาพวาดพลิ้วไสวไปกับแรงลม สมแล้วที่มันเป็นถึงของกำนัลของท่านลอร์ด

"รีบไปให้ถึงก่อนที่พายุจะมาล่ะ" แพมพึมพำ ก่อนจะปิดหน้าต่างลงตามเดิม

แกรก!

แพมหันไปมองทางประตูเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่ย่างก้าวมาเบา ๆ ใจเขาแอบคิดว่าเป็นมอร์ริสแต่ก็ผิดหวังเมื่อคนที่เจอเป็นคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุด

"คุณเอลวิส มีอะไรหรือเปล่าครับ" แพมถามเสียงเบา

"ผมแค่มีเรื่องจะคุยกับคุณ" เอลวิสตอบกลับมาแล้วเดินไปนั่งแคร่ใต้ต้นไม้

"ผมคิดไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าเรามีอะไรต้องคุยกัน" แพมตอบกลับไป

"คุณไม่รู้จริง ๆ น่ะเหรอ? คุณแพม" เอลวิสลากเสียงยาว เลิกคิ้วราวกับไม่เชื่อสิ่งที่อีกฝ่ายบอก

แน่นอนว่าแพมรู้...เอลวิสมีแค่เรื่องเดียวที่จะคุยกับเขาเท่านั้น เรื่องเขา...มอร์ริส

"ต้องขอบคุณหลาย ๆ อย่างที่คุณยอมออกห่างจากมอร์ริส ทำให้เขาได้ใช้เวลากับผมค่อนข้างเยอะทีเดียว แต่จะดีกว่านี้ถ้าไม่มีคุณอยู่ที่นี่"

เอลวิสกอดอกแล้วมองเขานิ่ง ท่าทางอวดดีแบบนี้แพมรู้สึกชินไปเสียแล้ว

"ผมบอกคุณไปแล้ว ว่าเขาไม่ยอมให้ผมไป" แพมตอบกลับ

"คุณแน่ใจเหรอที่พูดแบบนั้น"

แพมชะงัก ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงมั่นใจมากว่าไม่มีทางที่เขาจะออกไปจากที่นี่ แต่ตอนนี้เขากลับไม่แน่ใจเอาเสียเลย

"คุณไม่รู้สึกจริง ๆ เหรอว่าตอนนี้ดูเหมือนคุณจะได้รับอิสระไปเกินครึ่งแล้วนะ เหลือแค่คุณก้าวขาออกไป" เอลวิสลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาชิด

"..."

"นกตัวนั้น...เมื่อคุณเปิดหน้าต่างมันก็ไปทันที ต่างกับคุณ...ทั้งที่ประตูทุกบานเปิดออกกว้างเสียขนาดนี้แต่ตัวเองกลับยังไม่ไป" เอลวิสกระซิบเสียงเข้ม

"ทำไมถึงได้คอยแต่พูดเรื่องเขา ทำไมต้องไม่ชอบผมเพราะเขา ทำไมคุณถึงได้ใส่ใจผมนัก ไม่ว่าใคร..ทำไมต้องมาสนใจผมขนาดนี้!"

แพมตวาดกลับอย่างอดกลั้น มือสองข้างสั่นอย่างควบคุมไม่ได้จนต้องกำมันไว้แน่น สิ่งที่เขาพูดสิ่งที่เขาคิด ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นใครก็คอยแต่ดูถูก

"ทั้งซาบริน่า ทั้งหมอไมเคิลที่พยายามกีดกัน แม้แต่คุณผู้ชายที่มีใบหน้าหวานและเพียบพร้อมทุกอย่าง คนที่รักและหลงใหลมอร์ริสล้วนชังผม ผมเป็นเพียงแค่ทาสนะ..ทำไมต้องมาใส่ใจกันขนาดนี้ ผมเป็นทาสนะ..คุณควรไม่เห็นผมอยู่ในสายตาสิ!" แพมจ้องตาเอลวิสเขม็งแล้วพ่นความในใจ

"ใช่ คุณเป็นแบบนั้น แต่สำหรับเขา..คุณไม่ใช่" เอลวิสตอบกลับ

"คุณจะมารู้ดีกว่าตัวผมได้ยังไงกัน คุณเอลวิส" แพมยิ้มแสยะมองใบหน้าหวาน "คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่กับเขาผมเจออะไรมาบ้าง"

"งั้นก็ไปเสียสิ!!!" เอลวิสตะโกนดังลั่น ทำเอาแพมอึ้งที่เห็นชายหน้าหวานโกรธจัด

"ผมทำให้คุณหนีไปได้แล้วก็ไปเสียสิ! ตามที่คุณขอ!" เอลวิสมองหน้าแพม

"ขอ...ขออะไร"

"ขอให้เขารักผมยังไงล่ะ แล้วคุณจะไป...ผมทำได้แล้ว เขาเป็นของผมแล้ว" เอลวิสบอกแล้วแสยะยิ้มทั้ง ๆ ที่โกรธ

แพมนิ่งงัน ราวกับโลกทั้งใบถล่มลงมาทับเขา พลางนึกไปถึงสาเหตุที่พบเจอก่อนหน้านี้ ทั้งเขาและมอร์ริสก็ต่างไม่ค่อยได้เจอและพูดคุยกันอย่างที่เคยเป็น และมอร์ริสก็จะอยู่กับเอลวิส ทั้งคู่มักจะออกไปเที่ยวค้างคืนด้วยกันเสมอ แพมหัวเราะเบา ๆ ขอบตาเริ่มรื้นน้ำตา

"คุณโกหก เขารักใครไม่เป็นหรอก" แพมบอกเอลวิสเสียงสั่น แล้วพูดต่อ "และผมจะไปก็ต่อเมื่อเขาอยากให้ไปจริง ๆ"

"เขาไม่สนใจไยดีคุณอีกแล้ว ยอมรับเสียเถอะ" เอลวิสพูดตอกย้ำ แพมส่ายหัวช้า ๆ

"ไม่ ไม่มีทาง คุณไม่มีทางรับตัวตนจริง ๆ ของเขาได้หรอกคุณเอลวิส" แพมพูดแล้วเดินหนีออกมา

"ถ้าเป็นเรื่องที่เขามีความต้องการบนเตียงที่รุนแรงล่ะก็ ผมรู้อยู่แล้วล่ะคุณแพม" เอลวิสงัดไม้ตายสุดท้ายมาใช้ ซึ่งได้ผล เพราะเขามามารสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของแพมได้

 แพมตาโตแล้วหันขวับกลับไปมองเอลวิส ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว

"คุณรู้..."

"แน่นอน เพราะผมก็ผ่านมันมาแล้วไม่ต่างไปจากคุณ" เอลวิสหันมาประชันหน้ากับแพมพร้อมรอยยิ้มชัยชนะ

"!"

"ยอมรับว่าครั้งแรกทำผมป่วยจนแทบลุกไม่ขึ้น วันนั้นที่ผมหายหน้าไปนั่นแหละ" เอลวิสพูดเสียงยืดยาดแล้วเดินมาจับใบหน้าใสของคนที่ยืนตกใจ

"เตียงที่ห้องนอนเก่าคุณมันนุ่มดีนะ แต่เสียดายที่ผมไม่ค่อยได้ใช้มันเท่าไหร่" เอลวิสยื่นปากไปกระซิบเบา ๆ ที่ใบหูของแพม

"ก็เตียงนอนของมอร์ริสน่ะ มันนุ่มกว่านี่นา" เอลวิสผละใบหน้าออกมาแล้วจับใบหน้าของตัวเองเขินอาย

"ผม...ไม่เชื่อ" แพมบอก

 "คุณอยากจะไปพิสูจน์ก็ได้นะ แต่ถ้ารู้ความจริงแล้วก็รีบไปเสียเถอะ บอกตรง ๆ ว่าผมไม่ชอบคุณเลยสักนิด คุณมันขัดหูขัดตาไปหมด กรุณาช่วยทำตามคำพูดตัวเองด้วยล่ะ" เอลวิสตอบแค่นั้น แล้วเดินออกไปจากเรือนกระจก

แพมเดินไปล้มตัวนั่งบนแคร่ไม้แล้วใช้สองมือขยุ้มศีรษะตัวเองอย่างใช้ความคิด เขาแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เอลวิสพูดเลยสักนิด แต่อีกฝ่ายกลับรู้เรื่องนั้น...และประสบพบเจอสิ่งเดียวกับเขา ถ้าทั้งคู่ยังไม่ขึ้นเตียงด้วยกันเอลวิสก็ไม่มีทางรู้เป็นแน่ แพมหลับตาลงจนน้ำตาหนึ่งหยดตกลงที่พื้นก่อนที่จะตามมาอีกระรอกใหญ่ แพมหัวเราะออกมาด้วยความสมเพชแก่ตัวเอง

"ร้องไห้? มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง แกอยากออกไปจากที่นี่ไม่ใช่หรืออย่างไร! ร้องไห้ทำไมกัน!"

 

หน้าต่างกระจกบานใหญ่กำลังถูกปะทะหยาดฝนที่ตกลงมาห่าใหญ่ ลมกระโชกแรงเสียจนไม่อาจต้านไหวสั่นคลอนเสียงดังน่ารำคาญ เศษกิ่งไม้ใบหญ้าลอยพัดปลิดปลิวมาตามสายลมรุนแรงดูน่ากลัวราวกับท้องฟ้าโกรธเกรี้ยว แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากคนที่นั่งอยู่บนเตียงยกขาสองข้างชันขึ้นชิดอกโดยมีสองแขนโอบรัดมันไว้แน่น เจ้าของร่างที่นั่งชันเข่าขยับตัวไปมาสีหน้าคร่ำเครียดคิดแต่เรื่องที่สนทนากับหมอหนุ่มหน้าหวาน แม้ใจจะเชื่อคำพูดของเอลวิสไปแล้วเกินครึ่งแต่แพมก็ยังอยากจะพิสูจน์ เขาใจว้าวุ่น ระส่ำระสาย ผิดหวัง ความรู้สึกแย่ ๆ มันปนเปไปหมด

เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกแบบนี้ด้วยซ้ำ ความรู้สึกน้อยใจและหึงหวง บางทีแพมก็แอบคิดว่า หากมอร์ริสไม่เคยกล่าวคำพูดเรื่องที่จะไม่ยุ่งกับใครอื่นนอกจากเขา สัญญาว่าจะมีความสัมพันธ์ทางกายเพียงแค่กับเขา..หากมอร์ริสไม่ตกลงสัญญาแบบนั้น แพมคงไม่รู้สึกแบบนี้ในตอนนี้

แพมคิดว่ามอร์ริสไม่ใช่คนปลิ้นปล้อน ไม่ใช่คนที่ไม่รักษาคำพูดของตัวเอง มอร์ริสเป็นคนที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี หากร่างสูงกล้ากลับคำตัวเองจะต้องรู้สึกไม่ดีเป็นแน่ นอกเสียจากว่า...

มีสิ่งที่พิเศษกับตัวเองมากเสียจนต้องกลับคำ...

แพมยกมือขยุ้มหัวตัวเองเมื่อรู้สึกเครียด เขาจ้องมองนาฬิกาเรือนไม้ที่คอยบอกเวลา ล่วงเลยมาจวนจะสี่ทุ่มแล้ว ริมฝีปากแดงชุ่มชื่นถูกกัดย้ำหนักหลายครั้งหลายคราว สีหน้าคนที่กำลังทำร้ายตนเองออกอาการครุ่นคิดตัดสินใจ ก่อนที่เจ้าของร่างจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วค่อย ๆ เดินไปเปิดประตูออกจากห้องอย่างช้า ๆ

แพมหันซ้ายแลขวาหาสิ่งมีชีวิตอื่น มีแสงลอดจากช่องประตูห้องของฮาร์วีที่อยู่ถัดไปไม่ไกล ในยามนี้พ่อบ้านมากความสามารถคงกำลังทำธุระของตนเองอยู่ในห้องส่วนตัว แพมเดินย่ำเท้าเสียงเบาไปตามทางเดินชั้นสองมุ่งหน้าไปที่ห้องนอนเก่าของตนเอง เมื่อใกล้ถึงจุดหมายเขาก็แอบตัวเองเข้ากับเสาบ้านต้นใหญ่แล้วชะโงกหน้าออกมาดู

แพมเผลอยิ้มออกมาเมื่อที่ประตูห้องนอนเก่าของเขาที่ตอนนี้เป็นของเอลวิสมีแสงสว่างออกมาจากด้านใน แสดงให้เห็นว่ายังมีคนอยู่ในห้อง

เอลวิสหลอกเขาอย่างที่คิดจริง ๆ เรื่องที่เอลวิสพูดเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น คงจะหวังให้เขาหงุดหงิดใจ...

แพมปล่อยมือจากต้นเสาอ่อนแรง ถอนหายใจโล่งอกก่อนจะหันหลังเพื่อกลับไปยังที่นอนตนเอง

แกรก..ปึง

เสียงกลอนประตูถูกปลดล็อกก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงปิดประตูเบา ๆ ทำให้สองเท้าที่กำลังย่างก้าวด้วยความโล่งอกหยุดชะงักลงทันใด

แพมหันตัวขวับแล้วเดินไปแอบที่เสาต้นใหญ่ตามเดิม ลอบมองไปตามทิศทางของเสียง เอลวิสกำลังเดินไปยังห้องนอนใหญ่ข้าง ๆ ที่อยู่ติดกัน ซึ่งเป็นห้องของเจ้าของบ้าน แพมมองตามด้วยใจที่เริ่มเต้นช้าลงเรื่อย ๆ แน่นหน้าอกราวกับจะหายใจไม่ออก สองขาผอมเรียวค่อย ๆ เดินตามไปอย่างเงียบเชียบไม่ให้คนที่ถูกตามนั้นรู้ตัว จนกระทั่งเอลวิสหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของมอร์ริสจริง ๆ คนหน้าหวานเปิดประตูห้องนอนนั้นด้วยรอยยิ้ม ไม่นานร่างสูงใหญ่คุ้นตาก็เดินเปลือยท่อนบนออกมารับ

"ผมต้องศึกษาเรื่องของคุณเยอะไปสักหน่อย จึงได้มาพบช้าน่ะครับ หวังว่าจะไม่โกรธ" เสียงใสของเอลวิสเปล่งออกมา สีหน้าแย้มยิ้มให้คนตัวสูง

"ทำไมฉันต้องโกรธเธอ" มอร์ริสตอบกลับ

ร่างโปร่งผอมที่แอบยืนมองในความมืดอยู่ไม่ห่างได้แต่ยกมือขึ้นมาจิกเข้าที่อกตัวเองเนื่องจากรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้างใน แต่มันก็ไม่ช่วยบรรเทาอาการลงได้เลย มันยิ่งเจ็บปวดชัดเจนเมื่อเห็นชายหน้าหวานกำลังเดินเข้าไปในห้องนอนของมอร์ริสช้า ๆ ก่อนที่จะปิดประตูลงเงียบเชียบ แพมที่ยืนอยู่ในความมืดค่อย ๆ เผยตัวออกมา สายตาจดจ้องไปที่ประตูห้องที่เพิ่งปิดลง

ไม่รู้ว่าแพมหยุดยืนอยู่ที่เดิมนานแค่ไหน รู้เพียงแต่ว่าในหัวเขาจินตนาการถึงคนในห้องสองคนที่อยู่กันเพียงลำพังว่าทำอะไรกันอยู่บ้างและเขาได้คิดไปไกลหลายล้านอย่างแต่ละอย่างแล้วล้วนเป็นสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกเขาเอง

แพมต้องการแค่ยืนยันว่ามอร์ริสผิดคำพูดกับเขาหรือเปล่า เขาต้องการเพียงแค่นั้น... สองขาเรียวมุ่งเดินไปที่ประตูบานนั้นอย่างไร้เรี่ยวแรง สองแขนทิ้งลงข้างตัวมือผอมสั่นเทาด้วยความกังวลว่าสิ่งที่ตนคิดจะเป็นจริง

มือผอมลูบไล้ไปตามลวดลายบนประตูไม้ที่ถูกแกะสลักสวยงามเน้นเรียบหรู ก่อนที่จะเลื่อนลงมายังกลอนประตูสีทองเงางาม ภายในใจเขาหวังว่าให้มันถูกปิดล็อกจากด้านในทำให้แพมไม่สามารถเห็นข้างในนั้นได้ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นดั่งที่หวังเพราะว่าเขาสามารถหมุนให้มันเปิดออกได้ แพมออกแรงผลักบานประตูให้เปิดแล้วมองเข้าไปด้านในที่สลัวด้วยแสงเทียนสีส้ม

ทั้งเนื้อตัวเย็นยะเยือกฉับพลันยิ่งกว่าอากาศหนาวจากลมฝนในตอนนี้ ดวงตาเริ่มพร่าไปด้วยหยาดน้ำตาที่คลอจนเต็มเบ้า ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นมาแล้วแอบพ่นลมหายใจออกทางจมูกสั้น ๆ อย่างสมเพชในตนเอง ภาพของคนสองคนที่กำลังนอนทาบทับกันบนเตียงโดยมีร่างเล็กเปลือยท่อนบนเผยผิวขาวชมพูทาบทับอยู่บนตัวมอร์ริส ร่างสูงเองก็กำลังจ้องตอบคนที่ทาบทับด้วยสายตาคาดเดาความคิดไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้แพมแทบทรุดเลยก็คือตอนที่ริมฝีปากของคนหน้าหวานทาบทับลงไปกับริมฝีปากของมอร์ริส

ลอร์ดมอร์ริส..โกหกเขาอีกครั้งเสียแล้ว

นัยน์ตาสีสวยเขียวแกมฟ้าของคนที่ถูกบดขยี้ริมฝีปากตวัดมองมายังบุคคลที่เป็นผู้บุกรุกที่ยังยืนมองทุกอย่างที่คนสองคนที่กำลังแสดงให้กันทางกาย แพมสบตากับมอร์ริสยิ้ม ๆ หยดน้ำตาเม็ดใหญ่ไหลเผาะออกมา ร่างสูงยังคงจ้องเขานิ่งไม่ได้ขัดขืนหรือหยุดการกระทำของตนเอง แพมจึงถึงได้สำนึกว่าเขาช่างเสียมารยาทเสียจริง แพมควรไปได้แล้ว...

ใช่ แพมจะต้อง 'ไป' ได้แล้วล่ะ...

ร่างโปร่งปิดประตูเสียงเบาเดินถอยออกมาเชื่องช้า ก่อนที่จะเดินลงไปด้านล่างตัวคฤหาสน์แล้วเปิดประตูบานใหญ่ออกไป ร่างผอมโปร่งเดินฝ่าพายุโดยไร้สิ่งป้องกัน ไม่นานตัวที่เคยแห้งสนิทก็เปียกปอนภายในเสี้ยววินาที ฝนห่าใหญ่มากับลมกระโชกรุนแรงทำเอาตัวเซเล็กน้อย แพมเริ่มออกเท้าวิ่งไปตามทางรวดเร็วท่ามกลางบรรยากาศฟ้าถล่มและมืดสนิทไร้แสงจากดวงจันทร์ มือบางปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเรื่อย ๆ โดยไร้เสียงสะอื้น

ปึก!

"อะ!" แพมอุทาน

ท่ามกลางความมืดและเส้นทางที่ถูกฝนบดบังทำให้แพมที่วิ่งมาด้วยความไวเผลอสะดุดเข้ากลับกิ่งไม้ใหญ่ที่ถูกหักโค่นลงมาจากต้น เข่าสองข้างกระแทกลงกับพื้นดินรองรับน้ำหนักทั้งตัวเอาไว้ ถึงแม้จะมองไม่เห็นแต่เขาก็รู้ว่ามันต้องเป็นแผลเหวอะแน่นอนเมื่อเทียบกับอาการเจ็บแสบ แพมไม่สนใจมันเท่าไหร่หรอก ตากวางบวมเป่งหันหลังกลับไปมองทิศทางที่ตนเองวิ่งมา เขาเห็นยอดคฤหาสน์วอซลีไกล ๆ แต่ไร้ซึ่งคนที่ตามมาไม่เหมือนกับที่เขาหนีครั้งแรก เหตุการณ์เดิมแต่ช่างแตกต่าง

แพมถูกทิ้งโดยสมบูรณ์แบบแล้ว...

แพมเป็นอิสระตามที่ตนเองเคยต้องการ...แต่ทำไมกลับไม่มีความรู้สึกยินดีเลยสักนิด

เขารู้แล้วว่าตัวเองรู้สึกเช่นไร ความรู้สึกที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยมั่นใจและไม่เข้าใจมาก่อนว่ามันคืออะไร แต่ตอนนี้เขาได้รู้แล้ว...มันชัดเจนที่สุดก็ตอนที่เขาถูกทิ้ง ตอนถูกปล่อยเป็นอิสระ...กำปั้นทั้งสองทุบลงบนพื้นดินหยาบระบายอารมณ์และลงโทษตัวเองไปในตัวที่เผลอไปรู้สึกแบบนั้น

เขาได้รักผู้ชายคนนั้นไปแล้ว ผู้ชายที่เป็นชนชั้นสูง ผู้ที่แตกต่างราวกับฟ้าเหว...

ผู้ชายที่ให้หลาย ๆ อย่างทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีกับเขา ให้ได้เรียน ให้ได้มีเพื่อน ความสัมพันธ์ดี ๆ กับคนที่นั่น...แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่เลวร้ายคือแพมมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับผู้ชายที่ทำร้ายเขาทั้งร่างกายและจิตใจ เหยียบย่ำ ทั้งขโมยศักดิ์ศรีเพียงอย่างเดียวไปด้วย

เขารักผู้ชายจิตใจโหดร้ายรุนแรงคนนั้น...

เขารักมอร์ริสไปแล้ว...

นั่นคือสิ่งที่ผิดมหันต์ที่สุดในชีวิต...และเขาได้ถูกพระผู้เป็นเจ้าลงโทษเข้าให้แล้ว

ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าตนเองจะได้สัมผัสกับคำคำนี้ 'ความรัก' ถ้าเป็นไปได้เขาไม่ขอมีมันเสียดีกว่า เพราะเมื่อเขามีแล้ว ความรักของเขาก็ถูกทำร้ายโดยคนที่ทำให้รัก...ครั้งนี้มอร์ริสทำเขาเจ็บเหลือเกิน จนไม่อาจที่จะต้านทานและอยู่ต่อไปไหว

มอร์ริสไม่ยอมให้เขาจากไปด้วยดี แต่รอไล่เขาไป ตัดเขาออกอย่างเจ็บปวดทรมาน...

แพมลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ไร้จุดหมาย สองข้างทางมีแต่ป่า ต้นไม้ใหญ่หลายต้นโคลงเคลงตามแรงลม สิ้นแผ่นหลังบางเพียงเสี้ยววินาที ต้นไม้ต้นหนึ่งก็หักลงมาขวางทางไว้ นับว่าพระเจ้ายังคงมีความเมตตากับเขาสักนิด... แพมไม่รู้ว่าตัวเองจะวิ่งไปไหนแต่รู้เพียงว่าจะวิ่งหนีไปให้ไกล เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งที่เขาคิดว่าตนเองวิ่งมาจนเหนื่อยและระบายอารมณ์มาเต็มที่แล้ว ก็คงไม่มีเหตุผลให้อยู่ต่อไป ไม่นานเขาก็คงถูกจับ ถูกลากไปเป็นทาสโดนใช้แรงงานหรือถูกเฆี่ยนตีจนตัวตาย สู้ให้เขาจบชีวิตเละเทะด้วยตัวเองเสียดีกว่า ต้องขอบคุณขุนนางผู้นั้นที่ทำให้เขาคิดแบบนี้...

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตทาสของแพม คงเป็นบุรุษสูงศักดิ์คนนั้น...

มอร์ริส...

 

...........100%..........

.

.

.

#อิลอร์ดอิควัย!

ถ้าอ่านมาถึงตอนนี้แล้วอย่าเพิ่งลุกหนีเลิกอ่านนะคะ ใจเย็น ๆ อยู่ด้วยกันก๊อนนน!

เรามีสอบนะคะช่วงนี้ ขอให้อ่านสนุก ๆ น้าาา

คงเป็นมาม่าก้อนสุดท้ายแล้วล่ะค่ะ(มั้ง) เราก็ไม่ชอบแต่งดราม่าเท่าไหร่ แต่งไปแล้วก็รู้สึกอึดอัด หายใจไม่ทั่วท้อง LOL

ขอบคุณทุก ๆ คอมเมนต์เลยนะคะ


คลิ๊กไปเพจ Juharah ตรงนี้เลยจ้า

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
แพมหนีไปให้ไกลจากคนใจร้ายย!

ออฟไลน์ ninknpk

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
งื้อออ แพมมมหนีไปให้ได้นะะ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
โอ๊ะ!! ไม่นะ อย่าเชียวนะแพม หวังว่าจะมีใครตามมาทัน รีบตามมาเซ่ มอร์ลิส มัวทำไรอยู่แล้วจะเสียใจ คึ! :) อะเขามีใจให้แล้ว วันนี้ก็มาถึง แต่จะสายเกินไปถ้ามัวชักช้า ถถ สนุกกกค่า รอตอนหน้า  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3315
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
แพมหนีไป อย่ากลับมาอีก~ :katai4:

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
แพมนี่รู้สึกได้เลือดทั้งเรื่อง เป็นนายเอกที่ถึกบึกบึนที่สุดคนหนึ่ง

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
    • Juharah
//นายเอกเรื่องนี้ทนมือทนตรีนค่ะ เจ็บตัวทั้งเรื่อง 55555

ตอนที่ 18

แกรก...

เสียงเปิดประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเรียกสายตาของมอร์ริสที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงนอน นัยน์ตาสีเขียวแกมฟ้าจดจ้องไปยังใบหน้าหวานของชายผู้มีศักดิ์เป็นหมอพิเศษที่จับจ้างมา ร่างเพรียวยืนยิ้มหวานอยู่หน้าประตูห้องนอนของเขาแบบไม่พูดอะไร จนมอร์ริสต้องเดินลงจากเตียงไปหาอีกคน

"ผมต้องศึกษาเรื่องของคุณเยอะไปสักหน่อย จึงได้มาพบช้าน่ะครับ หวังว่าจะไม่โกรธ" เสียงใสของเอลวิสเปล่งออกมาสดใส

มอร์ริสไม่เข้าใจว่าทำไมเอลวิสถึงได้มาหาเขายามวิกาลเช่นนี้ เจ้าตัวมีแผนการอะไรที่สร้างความปวดหัวให้เขาอีก มอร์ริสจ้องมองรอยยิ้มหวานที่สามารถมัดใจผู้คนได้ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลกับเขาสักเท่าไหร่ ร่างสูงเหลือบตาหันไปเห็นเงาตะคุ่มในความมืด แค่มองปราดเดียวเขาก็รู้แล้วว่าเป็นใคร ส่วนสูงรูปร่างแบบนั้นไม่มีใครอื่นอีกแล้ว คงคิดว่าเขาจะไม่เห็นสินะ...เจ้ากวางเนื้อหวาน

มอร์ริสหยัดสายตากลับมามองเอลวิสมากแผนร้ายที่ยืนอยู่ตรงหน้า ถ้าเป็นเมื่อก่อนมีบุคคลหน้าตาหวานหยด จิ้มลิ้มอ่อนเยาว์ น่าทะนุถนอมมายืนอยู่ตรงหน้าในเวลานี้แล้วนั้น เขาคงจะมีความพึงพอใจและฉุดกระชากเข้าไปทำเรื่องสุขสมภายในห้องทันทีทันใด แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกตายด้านกับคนที่มีลักษณะที่เขาชอบเสียแล้วหรือไม่ว่าใครก็แล้วแต่

ที่ผ่านมามอร์ริสได้ยินข่าวคราวจากพ่อบ้านฮาร์วีมาตลอดว่าเอลวิสหมอหนุ่มหน้าหวานชอบไประรานกวางของเขา ถึงแม้จะไม่รู้รายละเอียดที่ชัดเจนแต่คงต้องเป็นเรื่องของเขาเป็นแน่ แต่มอร์ริสก็พึงพอใจไม่อยากขัดเพราะมอร์ริสเองก็อยากที่จะเห็นเจ้ากวางใจด้านแสดงอารมณ์หึงหวงหรือโกรธเคืองให้เขาได้เห็นเสียบ้าง ซึ่งดูเหมือนจะได้ผลโดยเฉพาะครั้งนี้...กวางของเขาติดกับแผนร้ายของหมอหนุ่มเสียแล้ว

"ทำไมฉันต้องโกรธเธอ" มอร์ริสตอบยั่วเย้า กระตุกยิ้มให้เล่นตามแผน "เธอมาทำไม"

ไม่ทันที่มอร์ริสจะพูดจบ มือบางก็ยกขึ้นมาแตะริมฝีปากเขาเบา ๆ อย่างอาจหาญ มอร์ริสหน้านิ่งจ้องเขม็งให้เจ้าตัวได้ทราบว่าตนเองล้ำเส้นไปเสียแล้ว ซึ่งเอลวิสไม่ได้รู้สึกผิดหรือเกรงกลัวอะไร แค่เพียงเอามือออกแล้วยิ้มกว้างมาให้เขา

"ขอโทษทีครับ แต่คุณพูดเสียงดังเกินไปเดี๋ยวคนอื่นเขาจะตื่นเอานะ" เอลวิสเอียงคอกระซิบเบา ส่งสายตาหวานมาให้ดูน่ารักน่าชัง วันนี้เขาเตรียมแผนมาหว่านเสน่ห์มอร์ริสเต็มที่เลยล่ะ

"ฉันเป็นเจ้าของที่นี่ จำเป็นหรือที่ต้องเกรงใจใคร" มอร์ริสตอบเสียเย็น

"หืม มีอยู่คนหนึ่งนี่ ชายผอมกะหร่องที่อยู่ห้องสุดท้ายฝั่งโน่นไง คุณดูเกรงใจเขาพอตัวเลยนะ" พูดไปก็เจ็บใจเอง

"...อย่ามารู้ดี" มอร์ริสบีบคางเล็กแล้วขู่เสียงเข้ม

"ผมขอเข้าไปนะ" เอลวิสปัดมือที่จับคางตัวเองออกแล้วแทรกตัวผ่านกายกำยำเข้าไปด้านในห้องนอนส่วนตัว

มอร์ริสแสยะยิ้มมองไปในเงามืดที่กำลังตื่นกังวลตัวสั่นระริก เขาเริ่มสนุกและอยากเห็นอะไรมากกว่านี้ มือหนาจับบานประตูและปิดมันลงเชื่องช้า

ปึง!

"คิดจะทำอะไร" หลังบานประตูปิดมอร์ริสก็หันไปถามเอลวิสหน้านิ่ง

"อะไรกัน? ผมแค่มาถามเรื่องอาการของคุณ" เอลวิสทำหน้าตาไม่รู้เรื่องราวเดินไปนั่งที่ขอบเตียงหนานุ่ม ทั้งยังใช้มือลูบมันอย่างหลงเสน่ห์ เอลวิสต้องการที่จะล้มตัวนอนตรงนี้ข้าง ๆ มอร์ริส

"ในเวลานี้งั้นเหรอ อย่ามาพูดจากตลกเสียเลย อย่าคิดว่าฉันไม่เห็นว่าเธอพาใครมา" มอร์ริสตอกกลับทันใด สองขายาวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเอลวิสที่นั่งอยู่ ใบหน้าหวานหันมามองตอบเข้าช้า ๆ ไร้ความรู้สึก

"คุณก็รู้นี่ครับลอร์ดมอร์ริสแล้วจะมาถามผมทำไม"

"แล้วเธอพาคนของฉันมาเพื่ออะไร"

"นี่ก็เป็นเรื่องที่คุณน่าจะรู้อยู่แล้วนี่ ไม่เอาน่ามอร์ริส..." เอลวิสทอดเสียงยานแล้วลุกขึ้นยืนชิดกายหนาตรงหน้า ท่อนบนที่เปลือยเปล่าเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแรงทำให้เขาอยากจะประทับริมฝีปากเสียจริง

"คุณก็ดูชื่นชอบกับสิ่งที่ผมทำ...ไม่ใช่เหรอ" เอลวิสวางมือร้อนผ่าวของตัวเองบนกล้ามเนื้อหน้าอกแน่นของมอร์ริสเบา ๆ แล้วลูบไล้มันช้า ๆ การกระทำอาจกล้า แต่ภายในใจเต้นรัวเร็วแทบระเบิด เอลวิสเชยตาฉ่ำมองมอร์ริสเย้ายวน

"น่าขันเสียจริงที่ชายอย่างเธอมาทำนิสัยและกิริยาปานหญิงซ่องโสเภณี" มอร์ริสแสยะยิ้ม ปล่อยให้คนตัวเล็กอาจหาญแตะต้องเนื้อกายเขา

"คุณก็ชอบพวกนั้นไม่ใช่เหรอมอร์ริส คู่นอนของคุณส่วนใหญ่ก็มาจากซ่องทั้งนั้น" เอลวิสแอบหน้าชาเล็กน้อยแต่ก็ตอกกลับด้วยประโยคเสียดแทงใจ ก่อนจะพูดต่อ

"ไหน ๆ คุณก็เห็นดีงามกับสิ่งที่ผมทำ เราไม่ลองมาทำให้มันสุด ๆ ไปเลยล่ะ" เอลวิสจับมือใหญ่ให้มาทาบหน้าที่หน้าอกตัวเอง แล้วกระซิบเบา "อีกไม่ถึงสามนาทีประตูก็จะเปิดออกอีกครั้งพร้อมสิ่งที่คุณอยากเห็น ทาสหึงหวง"

แควก!

"อ๊ะ! "

เอลวิสนิ่วหน้าเล็กน้อยด้วยความเจ็บแปลบ เมื่อมอร์ริสกระชากเสื้อเชิ้ตเขาออกจนมันขาดวิ่นบาดผิวอมชมพู มอร์ริสกระชากสะโพกเข้ามาชิดแล้วบีบแก้มก้นแน่นเต็มมือทั้งสองข้างรุนแรง เอลวิสหายใจรัวเร็วตื่นเต้นก่อนจะส่งยิ้มยั่วยวนไปให้ เขาผลักให้มอร์ริสล้มตัวนอนลงบนเตียงแล้วขึ้นไปทาบทับ

"หึ คิดไปถึงไหนกัน" มอร์ริสใช้สายตาดูถูกมองคนที่กระหายบนตัวเขา

"ไม่รู้สิครับ" เอลวิสยิ้มให้

มือเล็กลูบไล้กายแกร่งเชื่องช้าก่อนจะเลื่อนลงมาที่กึ่งกลางลำตัวใหญ่โตของคนที่นอนอยู่ เอลวิสลูบคลำมันด้วยความตื่นเต้นมือไม้ที่ลูบไล้สั่นอย่างควบคุมไม่ได้ แต่แล้วร่างโปร่งก็เริ่มขมวดคิ้วเมื่อความเป็นชายของมอร์ริสไม่ได้แข็งขืนขึ้นมาแม้แต่นิด

"คุณไม่มีอารมณ์เลยเหรอ" เอลวิสถาม

"หึ มีความสามารถแค่นี้เองหรือ เร็วเข้าสิ..อีกไม่นานประตูจะเปิดแล้วนะ" มอร์ริสแสยะยิ้ม

เอลวิสหน้าเสียด้วยความไม่พอใจก่อนที่จะละมือจากจุดสำคัญมากอบกุมโครงหน้าคมหล่อเหลาแล้วประกบปากของตัวเองเข้ากับริมฝีปากหยักสวยของมอร์ริส ราวกับเอลวิสเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวเพราะมอร์ริสไม่มีท่าทีตอบสนองเขาเลย

แกรก! เสียงกลอนประตูดังขึ้น พลันเสี้ยววินาทีมือหนาของมอร์ริสก็ยกขึ้นมาวางบนเอวคอดของเขาทันใด ไม่รู้ว่าเกิดอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น แต่เอลวิสเองก็ลอบพอใจอยู่ลึก ๆ เมื่อทุกอย่างเข้าแผนที่เขาวางไว้ ไม่นานเสียงประตูก็ปิดลงเบา ๆ ราวกับไม่ได้รับความโกรธเคือง เอลวิสแอบเสียดายที่เจ้าทาสไม่เข้ามาโวยวายร้องห่มร้องไห้ให้ดูน่าสมเพช แต่กลับยอมไปอย่างใจเย็นเสียได้

"อะ! "

เอลวิสเผลอร้องเสียงหลงเมื่อมอร์ริสใช้ท่อนแขนแข็งแรงเพียงข้างเดียวผลักเขาให้ออกจากตัวเอง จนเอลวิสต้องล้มลงไปนอนข้าง ๆ จะตกเตียงอยู่หมิ่นเหม่ ร่างสูงเดินลงจากเตียงไปที่ประตูบานที่เพิ่งปิดลง เอลวิสรีบวิ่งไปโผกอดรั้งตัวเอาไว้

"จะไปไหนน่ะ เรื่องของเรายังไม่จบนะ! " เอลวิสพูดร้อนรน ขวางตัวเองกับบานประตู

"เรื่องของเรา? อย่ามาแสร้งโง่หน่อยเลย" มอร์ริสเหยียดตามองต่ำแล้วพูดเสียงเย็น

"!!! " เอลวิสตกใจกับท่าทีที่ตนเองได้รับ

"หลีกไป" มอร์ริสพูดเสียงเข้ม

"คุณจะไปไหนครับ จะตามเขาไปงั้นเหรอ! "

มอร์ริสไม่สนใจเอลวิส เขาผลักให้ร่างบางหลบออกไปอย่างไร้ความปรานีแต่เอลวิสก็ยังคงจะดื้อดึงขัดขวางเขาไม่ยอมให้เปิดประตู จนมอร์ริสเริ่มมีอารมณ์ขุ่นมัวเพราะเสียเวลากับเอลวิสอยู่นานโข

"กลับออกไปก่อนที่ฉันจะหงุดหงิดไปมากกว่านี้" มอร์ริสใช้สายตาน่ากลัวจ้องเขม็ง จนเอลวิสชะงักไปก่อนจะถอยหลังหลบช้า ๆ

มอร์ริสเดินออกมาจากห้องตรงไปที่ห้องของแพม หลังจากได้เห็นแววตาและรอยยิ้มปลงชีวิตของร่างผอมแกร็นเขาก็รู้สึกแปลกสังหรใจไม่ดีสักนิด เหมือนว่าสิ่งที่มอร์ริสคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกลับดูเกินคาดไป

ประตูห้องนอนของคนที่มอร์ริสจะมาหาเปิดออก ร่างสูงคาดหวังว่าจะได้เจอเจ้าของห้องจับจองพื้นที่บนเตียงร้องไห้สั่นเครือแต่สิ่งที่พบกลับขัดแย้งกัน ไร้สิ่งมีชีวิตใด ๆ ทั้งสิ้น มอร์ริสกำหมัดทั้งสองข้างแน่นภายในห้องมืดไม่มีใครรับรู้ใบหน้าที่กักเก็บอารมณ์รุนแรงนั้นได้

"ฮาร์วี! " เสียงก้องกัมปนาทดังออกมาจนก้องคฤหาสน์

ไม่นานเจ้าของชื่อที่มอร์ริสเรียกก็วิ่งหน้าตั้งมาด้วยความตื่นตระหนกไม่หาย เขายังมีอาการผวาเนื่องจากถูกปลุกด้วยเสียงที่ดุดันรุนแรง พ่อบ้านหนุ่มถามผู้เป็นนายทันทีที่พบหน้า

"ขอรับนายท่าน! "

"ไปตามกลับมา"

"ขอรับ? "

"ไปตามแพมกลับมา!!! " มอร์ริสตะเบ็งเสียงดังแล้วหันแววตาโกรธขุ่นไปมองฮาร์วี

พ่อบ้านฮาร์วีที่เพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ห้องนอนของแพม จึงตระหนักได้ว่าเขาไม่พบร่างของเจ้าของห้องเลย เมื่อรู้เช่นนั้นฮาร์วีก็เบิกตาโพลงแล้ววิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว







เพี๊ยะ!

มือใหญ่ตบใบหน้าของพ่อบ้านหนุ่มดังฉาดใหญ่ท่ามกลางสาวใช้แม่บ้านที่มายืนรวมตัวกันในกลางดึกด้วยสภาพที่เปียกโชกหลังจากฝ่าพายุฝนออกไปตามหาคนที่หลบหนี

"แกคิดดีแล้วสินะที่พูดแบบนั้นออกมา" มอร์ริสพูดเสียงเครือโกรธ

"กระผมขอยืนยันคำเดิมขอรับ ที่ทางสัญจรมีต้นไม้ใหญ่หลายต้นล้มลงมาเพราะแรงพายุทุกเส้นทางและตอนนี้พายุก็ยังคงไม่มีท่าทีจะเบาลง ทำให้ไม่สามารถเดินไปได้จริง ๆ ขอรับแม้จะปีนป่ายเดินไปก็ตาม" ฮาร์วีตอบเสียงเครือ ใช้หลังมือเช็ดหยดเลือดจากมุมปากตัวเอง ก่อนจะหลับตาแน่นเมื่ออีกฝ่ายง้างมือขึ้นอีกครั้ง

"จริง ๆ อย่างที่คุณฮาร์วีบอกค่ะคุณท่าน ได้โปรดอย่าลงโทษคุณฮาร์วีเลยนะคะ ตอนนี้พายุฝนก็หนักเอาการ คุณแพมคงไปไหนไม่ได้ไกลหรอกค่ะ ถ้าพายุเบาลงสักนิดเราจะรีบหาทางแก้ไขและรีบไปตามกลับมาทันทีค่ะ" แครอไลน์รีบขัดก่อนที่ฝ่ามือใหญ่จะกระทบใบหน้าของพ่อบ้านประจำตระกูล

ดูเหมือนสิ่งที่เธอพูดจะได้ผลเพราะมอร์ริสยอมหยุดการกระทำรุนแรง แล้วร่างสูงใหญ่ก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังสัตว์ราวกับคนหมดแรง

"ออกไปให้หมด" มอร์ริสสั่งเสียงเข้ม

"ผมด้วยหรือเปล่า" เอลวิสที่อยู่ในเหตุการณ์ถามขึ้นมา

"ฉันบอกว่าให้ออกไป! " ร่างสูงตะโกนดังลั่น

ต่างคนที่ได้ยินดังนั้นก็รีบเดินออกมาจากตัวคฤหาสน์ พ่อบ้านฮาร์วีจึงต้องรับหน้าที่ในการบังคับให้เอลวิสออกมาด้วยขืนช้ากว่านี้เอลวิสคงได้ต่อล้อต่อเถียงกับมอร์ริสตามฉบับเด็กเอาแต่ใจจนทำให้เจ้าของบ้านโกรธหนักกว่าเก่า

"ปล่อย! ทำไมผมต้องออกมาด้วย แล้วผมจะไปนอนที่ไหน! " เอลวิสสะบัดแขนตัวเองให้หลุดจากการจับกุมจากฮาร์วี แล้ววิ่งไปพยายามจะเปิดประตูกลับเข้าไปแต่โดนสาวใช้หลายคนขัดขวางอยู่

"ที่บ้านพักคนงานยังมีห้องว่างอยู่" แครอไลน์เดินหน้าตั้งมาหาเอลวิสแล้วพูดเสียงเข้ม

"ผมเป็นแขกนะ จะให้ไปนอนเรือนคนใช้งั้นเหรอ! " เอลวิสทำท่าไม่ยินยอม ก่อนจะพูดต่อ "ก็แค่ทาสชั้นต่ำเพียงคนเดียว กลับทำให้เกิดปัญหาได้มากมายขนาดนี้! "

"คนที่ทำให้เกิดปัญหาคงเป็นคนอื่นเสียมากกว่านะคะ" แครอไลน์ยอกย้อน

"ทำไมต้องปกป้องมันขนาดนั้น มันน่ะเป็นทาสนอกกฎหมายต่ำต้อยยิ่งกว่าพวกคุณแต่พวกคุณกลับต้องรับใช้และเดือดร้อนเพราะมันนะ"

"หยุดพูดเถอะค่ะคุณหมอเอลวิส อย่าคิดว่าพวกเราไม่รู้อะไรกันนะคะ" สาวใช้คนหนึ่งพูดขึ้น

"คุณคงไม่รู้ว่าบรรดาสาวใช้แม่บ้านที่นี่หูตาปากไวแค่ไหน ที่คฤหาสน์วอซลีไม่มีอะไรที่เป็นความลับหรอกนะคะ คุณทำอะไรไว้พวกเรารู้กันอยู่แล้ว อย่ามาใส่สีให้ร้ายคุณแพมให้เราฟังเถอะค่ะ" สาวใช้อีกคนหนึ่งพูดขึ้นก่อนที่เธอจะเดินออกไป

"ถ้าคุณนอกที่บ้านพักคนงานไม่ได้ก็เชิญนอนที่หน้าประตู หากริอ่านเข้าไปด้านใน เรื่องของคุณถูกแพร่งพรายแน่คุณหมอเอลวิส"

แล้วทุกคนก็เดินจากไปโดยไม่ลืมส่งสายตาแกมต่อว่ามาให้เอลวิส หมอหน้าหวานยืนตัวสั่นด้วยความไม่พอใจอยู่กับที่มองตามเหล่าสาวใช้ไปโดยไม่สามารถทำอะไรได้ เอลวิสซึ่งเป็นลูกที่ถูกตามใจมาแต่เกิดเมื่อเจอแบบนี้จึงรู้สึกโกรธและเจ็บใจ ที่เมืองของเขาทุกคนต่างพากันรักชอบพอเขา เอลวิสไม่เคยเห็นใครกล้าทำกิริยาแบบนี้มาก่อน

"ชิ!" สุดท้ายเอลวิสก็ยอมเดินกระทืบเท้าตึงตังตามไป





"ไม่เจอ?"

"ขอรับนายท่าน ตอนนี้กระผมส่งกำลังคนออกไปตามหาทุกซอกทุกมุมของเมืองแล้ว หากยังไร้วี่แววก็จะส่งคนเพิ่มไปตรวจตามเมืองข้าง ๆ ขอรับ" ฮาร์วีรายงานข้อมูลกับมอร์ริสที่นั่งกุมมือหน้าเครียดอยู่บนเตียงนอน

"..."

"ตอนนี้ผ่านมาสามวันแล้ว คุณแพมคงไปไกลสุดได้แค่เมืองข้าง ๆ นะขอรับ" ฮาร์วีพูดปลอบใจ

"ทำใบประกาศหาโปรยไปทั่วเมือง ใครนำตัวมาให้ฉันได้ฉันจะให้รางวัลตอบแทนอย่างงาม"

"ขอรับ"

ปัง! เสียงประตูเปิดออกกะทันหันโดยไม่บอกกล่าว ฮาร์วีกลอกตาเบื่อหน่าย ไม่ต้องหันไปมองเขาก็รู้ว่าเป็นใครที่เปิดประตูเข้ามาเสียงดัง

"ฉันคิดว่าบ้านเธอควรจะสอนเรื่องมารยาทสักนิด" มอร์ริสพูดเสียงเข้ม

"กระผมขอตัวก่อนนะขอรับ" ฮาร์วีก้มหัวลาแล้วเดินออกไป ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ด้วยกัน

"มาทำไม" มอร์ริสถามรำคาญ

"คุณจริงจังเกินไปหรือเปล่าเรื่องมัน...เรื่องเด็กคนนั้นน่ะ" เอลวิสเผลอหลุดคำไม่สุภาพออกไป

"ไม่ใช่เรื่องของเธอ ออกไป"

"ท่าทีแบบนั้นคืออะไรกัน ก่อนหน้านี้คุณดูพอใจผมมากไม่ใช่หรือไง!" เอลวิสพูดเสียงดังแกมต่อว่า

"พอใจ? อะไรทำให้มั่นใจขนาดนั้น" มอร์ริสขมวดคิ้วถามกลับไป

"ก็...!" เอลวิสจะเถียงกลับไปแต่ก็กลั้นคำพูดที่จะเข้าข้างตัวเองเอาไว้

ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาร่วมเดือนมอร์ริสมีท่าทีสนอกสนใจเขาจริง ๆ นี่นาไม่ว่าจะเรื่องที่เคยพูดตรง ๆ กับเอลวิสว่าเขามีลักษณะแบบที่มอร์ริสชื่นชอบเกือบทุกประการไม่ว่าจะเป็นสีผิวขาวสว่าง ใบหน้าหวานราวสตรี ส่วนสูงที่พอเหมาะกัน แล้วไหนมักจะส่งยิ้มให้เขาอยู่เรื่อยทั้ง ๆ ที่ตนเองเป็นคนยิ้มยาก ขนาดกับทาสที่มอร์ริสกำลังร้อนใจตามหาอยู่ตอนนี้เอลวิสก็ไม่เคยเห็นร่างสูงจะยิ้มให้สักครั้ง ซ้ำยังปล่อยทิ้งขว้าง ไหนจะเรื่องตามใจเขาทุกอย่างไม่ว่าจะต้องการอะไร ที่ผ่านมามอร์ริสแสดงออกว่าชื่นชอบเขาแท้ ๆ แต่ทำไมตอนนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน เอลวิสเดินถอยหลังเมื่อจู่ ๆ มอร์ริสก็ลุกขึ้นจากเตียงเดินตรงมา

"ตอนนี้เธอไม่มีประโยชน์กับฉันสักนิด" มอร์ริสก้มลงกระซิบเสียงเหยียดหยันกับเอลวิส "จะไปจากที่นี่ตอนนี้เลยก็ได้"

"ทะ ทำไมล่ะ! คุณไม่พอใจอะไรผมงั้นเหรอ" เอลวิสจับแขนของร่างสูงสั่นไปมา

"กวางของฉันหลุดไปก็เพราะเธอ ตอนนี้เธอยังมีลมหายใจอยู่ฉันก็ปราณีมากแล้ว" มอร์ริสบีบข้อมือที่จับแขนเขาไว้อย่างแรงแล้วจ้องหน้าหวานเขม็ง

"ผิดแล้วมอร์ริส! มันเป็นเพราะคุณด้วยต่างหาก ถ้าคุณไม่มาเล่นตามหมากที่ผมวางไว้ มันก็ไม่หนีไป!" เอลวิสตะคอกกลับ

"หุบปาก" มอร์ริสขู่เสียงสั่น

"คุณชักจะไปกันใหญ่แล้วนะลอร์ดมอร์ริส ประสากับแค่ทาสคนเดียว!" เอลวิสตะโกนโกรธจัดออกไปก่อนจะชะงักแล้วมองใบหน้ามอร์ริสราวกับไม่อยากเชื่อ เสียงหวานเอ่ยสั่นเครือออกมา "หรือว่า..."

"..."

"คุณรักมันเหรอ"

มอร์ริสชะงักกับคำพูดของเอลวิส สมองอัจฉริยะที่ปราดเปรื่องในทุกเรื่องมาตลอด ไม่มีเรื่องใดที่เขาไม่รู้แต่ตอนนี้หัวสมองของมอร์ริสกลับตื้อไปหมดราวกับหยุดทำงานเพียงแค่คำคำเดียว มอร์ริสกำหมัดแน่นแล้วออกปากไล่เอลวิส!

"ออกไป!"

"ฮ..ฮะ ฮะ อะไรกัน... จริงเหรอเนี่ย!" เอลวิสนัยน์ตาคลอ ยกมือกอดตัวที่สั่นคลอนของตนเอง

มอร์ริสหมดความอดทนเมื่อเอลวิสยังคงไม่ออกจากห้องเขาไป สองขายาวจึงทำท่าจะเดินออกไปเองแต่ก็ถูกชายหน้าหวานโอบกอดเข้าที่ด้านหลังไว้พร้อมใบหน้าที่ซบแนบแผ่นหลัง

"ทำไมต้องเป็นมันล่ะ ผมต่างหากที่ควรได้รับความรัก ผมเฝ้ามองคุณมานานถึงสิบปีเชียวนะ..แค่คุณคนเดียว ผมต่างหากที่คุณควรให้ความสำคัญ ไม่ว่าคุณจะเป็นยังไงผมก็รัก แพมน่ะ ถ้ามันรู้ว่าคุณเป็นอะไรมันรับไม่ได้หรอกนะ ผู้ชายที่มากความรุนแรงในกามถึงขั้นที่เคยปลิดชีวิตหนึ่งมาแล้ว ไม่มีทาง..รับได้" เอลวิสปล่อยให้น้ำตาซึมผ่านเนื้อผ้าของมอร์ริส

"..."

"คุณอาจจะแค่หลงใหลในร่างกายมันก็ได้ ผมก็ให้ได้นะถ้าคุณต้องการ ร่างกายนี้ไม่เคยเป็นของใคร..ผมพร้อมให้คุณอย่างเต็มใจ"

เอลวิสเดินอ้อมมาด้านหน้ามอร์ริสเชื่องช้า นิ้วเรียวปลดกระดุมเสื้อตัวเองจนหมดแล้วทิ้งมันลงบนพื้น มือบางบังคับให้มือหนาของมอร์ริสมาสัมผัสกาย ก่อนจะบังคับให้มอร์ริสเดินตามมาที่เตียงช้า ๆ โดยไม่ละสายตาที่สบมองกันอยู่ เอลวิสนอนลงที่ขอบเตียงนอนใหญ่ตามด้วยมอร์ริสที่ทาบทับตามมา เอลวิสหลับตาพริ้มรอเวลาให้ริมฝีปากได้รูปสวยของมอร์ริสมาเชยชมเรือนร่าง

"อัก!"

เอลวิสตาเหลือกตกใจเมื่อมีบางอย่างมาคล้องคอเขาแล้วกระชากไปด้านหลังจนหายใจไม่ออกทำให้ต้องเอามือมาขืนไว้กะทันหัน พบว่ามันเป็นเชือกเส้นหนาเส้นหนึ่งที่คล้องคอเขาไว้ เอลวิสเห็นเพียงมอร์ริสที่กำลังมัดปลายเชือกกับหัวเตียง ตอนนี้เอลวิสเหมือนกับสัตว์ที่มีเชือกจูงคอไว้ เพียงแต่เชือกที่คอมันแน่นจนน่ากลัว

"ปล่อยนะ ท..ทำอะไรน่ะ!" เอลวิสมองตามร่างสูงที่เดินไปเปิดหีบใบหนึ่ง เอลวิสมองพลางพยายามแกะเชือกที่หัวเตียง

เอลวิสเบิกตาโพลงเมื่อเห็นสิ่งที่มอร์ริสหยิบมันออกมาจากหีบแล้วโยนลงบนเตียงทีละชิ้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเชือกเส้นหนา บางเส้นเลอะของเหลวสีแดงคล้ายเลือด มอร์ริสหยิบมันขึ้นมาเส้นแล้วขึงเสียงดังโดยจ้องหน้าเขานิ่ง

"ไหน ๆ ก็จะพลีกายให้แล้ว ก็ทำตามใจฉันหน่อยเป็นอย่างไร" มอร์ริสพูดหน้านิ่งแล้วง้างมือ

เพี๊ยะ!

"โอ๊ย!"

เอลวิสสะดุ้งตัวโยนเมื่อมอร์ริสฟาดเชือกเส้นนั้นลงมาที่อกเขาอย่างแรง จนเอลวิสลืมไปว่าคอตัวเองถูกรั้งด้วยเชือกที่มัดไว้จนทำให้มันรัดแน่นหายใจไม่ออกยามเขาสะดุ้งตัวโยน เอลวิสกระถดตัวหนีเมื่อมอร์ริสง้างฟาดมันอีกครั้งจนเฉียดขาเขาไปแต่ก็ทำให้ได้เลือดอยู่ดี

"หยุดนะ!"

"ทำไมดูกลัวขนาดนั้น ฉันนึกว่าเธอจะรู้อยู่แล้วเลยไม่เคยพูดเรื่องนี้"

"!!!" เอลวิสสั่นกลัวรุนแรง

"รับไม่ได้งั้นเหรอ... หึ อย่ามาทำรู้ดีหน่อยเลย" มอร์ริสเขวี้ยงสิ่งที่ถือลงพื้นอย่างแรงเดือดดาลแล้วพูดต่อ

"ของพวกนี้น่ะ เด็กคนนั้นเห็นและสัมผัสมันมาทุกอย่างแล้ว! และยังใช้มันอย่างสุขสมล้นทะลักอยู่ในอกบนเตียงที่เธอกำลังนั่งอยู่!" มอร์ริสพูดเสียงเข้ม

"คุณมันบ้าไปแล้ว!" เอลวิสส่ายหัวตื่นกลัวรีบปลดเชือกที่มัดอยู่ได้สำเร็จก่อนจะรีบลงจากเตียง

"รีบไปจากที่นี่ และจำไว้...ว่าฉันจะไม่มีวันไปเกลือกกลั้วกับเธอ!" มอร์ริสพูดเหยียดหยัน

เอลวิสรีบวิ่งไปที่ประตูอย่างหวาด ๆ หยิบเสื้อตัวเองที่พื้นมาปิดตัวไว้ ก่อนที่ชายหน้าหวานจะออกไป เอลวิสก็พูดออกมาเสียงผิดหวัง

"นี่เหรอคนที่ผมรอมาสิบปี น่าสมเพชเสียจริง!"





หลังเหตุการณ์ในคืนนั้นที่แพมหายไปก็ล่วงเลยมาเป็นระยะเวลาสองเดือนเต็มที่ตระกูลวอซลีไม่สามารถหาบุคคลที่สูญหายได้ ภายในเมืองวาแคนก็เต็มไปด้วยรูปวาดประกาศตามหาของชายผอมแกร็นโดยขึ้นรางวัลให้แก่ผู้นำเบาะแสมาให้เป็นจำนวนเงินที่มากโข แต่ก็ไม่มีใครสามารถหาตัวมาเจอได้ เนื่องจากในวันที่หายไปได้เกิดพายุหนักรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีจึงไม่มีใครกล้าออกจากบ้านเรือนเป็นเหตุให้ไม่มีใครพบเห็น

ภายในคฤหาสน์วอซลีที่เต็มไปด้วยบรรยากาศหม่นหมองอึมครึมที่แผ่ซ่านมาจากตัวของผู้เป็นใหญ่ในบ้าน ชายผู้ที่เคยเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ ตอนนี้ภาพนั้นได้ลดลงไปอย่างมาก หนวดเคราปล่อยรกรุงรัง ใบหน้าร่างกายขาดการบำรุงจนหมองคล้ำทรุดโทรม ในมือมักจะถือของมึนเมาจนเห็นชินตาแต่คนกินก็ไม่เคยยักจะเมาให้เห็นสักครั้ง

ดื่มหนัก...

อาหารไม่กิน...

งานไม่ทำ...

ซ้ำยังไล่หมอพิเศษที่มารักษาตัวเองกลับไปด้วย พ่อบ้านฮาร์วีที่ลอบมองอยู่ได้แต่ส่ายหัวระอา เขาเดินเข้าไปหาผู้เป็นนายใกล้ ๆ เตรียมรายงานผลดั่งทุกครั้ง

"..." มอร์ริสเงียบไม่เอ่ยทักทาย

"62 วัน ยังไร้วี่แววครับ กระผมขอพูดตรง ๆ จากที่หลาย ๆ คนได้ออกความเห็นมา วันที่พายุเข้ารุนแรงอาจมีความเป็นไปได้ที่คุณแพมไปวิ่งไปตามเส้นทางต้องห้าม อาจพลัดลื่นตกผาลึกไป..."

"หุบปากเดี๋ยวนี้" มอร์ริสขัดเสียงเบา

"...งั้นกระผมขอรายงานเรื่องถัดไป ในอีกสิบสี่วันข้างหน้านายท่ายต้องเดินทางไปงานเลี้ยงน้ำชาของมาร์ควิสกอร์เดสที่เฮเดรียนซึ่งระยะทางค่อนข้างไกลอาจใช้เวลาเดินทางถึงสองวัน"

"ลอร์ดกอร์เดสงั้นหรือ...ไม่ไป" มอร์ริสปฏิเสธ

"ไม่ได้ขอรับ เป็นรับสั่งของราชินี ซึ่งพระองค์จะไปร่วมงานครั้งนี้ด้วยขอรับ" ฮาร์วีสวนขึ้นมาทันควันราวกับรู้คำตอบ

"ไม่ไป! หุบปากได้แล้วฮาร์วี แล้วอังเดรล่ะ" มอร์ริสถามถึงบุคคลที่สาม

"นายท่านน่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้วนะขอรับ อังเดรไม่มีทางปริปากหากนายท่านไม่ไปหาเขาด้วยตนเอง"

"มันชักจะเอาใหญ่แล้ว" มอร์ริสทุบโต๊ะดังลั่น

ปึง! เสียงประตูเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับร่างอ้วนท้วมของหัวหน้าแม่บ้านที่วิ่งหน้าตาตื่นตระหนก

"คุณท่านคะ!"

"มีอะไรหรือขอรับป้าแคร์" ฮาร์วีถามไถ่ร้อนรน

"ที่ตะวันตกของเมืองค่ะ มีคนพบศพลอยมาตามลำธารลักษณะคล้าย..คุณแพมค่ะ!" แครอไลน์พูดเสียงสั่น ไม่อยากให้มันเป็นสิ่งที่เธอคิด





"น่าจะตายมาเป็นเดือนแล้ว"

"เนื้อเน่าแทบเหลือแต่กระดูก น่ากลัวชะมัด"

"ลอร์ดวอซลีมา!"

"หลบไปหน่อย"

ฮาร์วีดันคนที่ยืนมุงอยู่ข้างลำธารให้เปิดทางออก ซึ่งทุกคนก็ทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็วเมื่อพบว่าขุนนางประจำหัวเมืองเดินทางมา สร้างความตกใจและก่อเสียงกระซิบกระซาบกับชาวบ้านทันทีเมื่อพวกเขาเห็นสภาพของมอร์ริส

มอร์ริสเดินไปหานายตำรวจที่กำลังยืนคุมคนให้ทำการห่อศพ เมื่อนายตำรวจเห็นดังนั้นจึงรีบหันมาก้มหัวเคารพและทักทาย

"เป็นเกียรติที่ได้พบครับเอิร์ลวอซลี ถึงแม้จะในสถานการณ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก" ชายร่างกำยำผู้ถือกฎหมายเป็นคนพูดแล้วมองไปยังคนที่เคยมมีชีวิต

"เปิดผ้าออก" มอร์ริสสั่ง

"เอ่อ..ครับ เปิดผ้าออก" ประโยคหลังเขาหันไปสั่งคนที่กำลังห่อศพ

ผ้าห่อศพเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นโครงกระดูกที่ยังคงเหลือเนื้อหนังติดอยู่แต่ก็รุ่ยออกไปเป็นจำนวนมาก ถึงอย่างไรก็ทำให้รู้ว่าชายผู้เคราะห์ร้ายนี้มีรูปร่างเป็นอย่างไร

"เหมือนว่าศพจะลอยมาตามทางน้ำที่ไหลมาจากแอ่งหน้าผาน่ะครับ จากสภาพที่เห็นคงตายมานานมากแล้วจนเห็นแต่กระดูกเป็นส่วนใหญ่ คงทำการตรวจสอบได้ยากเพราะว่าเนื้อที่ใบหน้าหายไปจนแทบมองไม่ออกว่าเป็นใครครับ" นายตำรวจรายงานผลคร่าว ๆ

"เสื้อผ้าที่ยังเหลือติดตัวชายคนนี้ตรงกับเสื้อผ้าของคนที่ลอร์ดวอซลีตามหาเลยนะครับ ต้องเป็นเขาแน่ ๆ และผมเป็นคนพบศพเองผมจะได้รับรางวัลใช่ไหม!" ชายวัยกลางคนหนึ่งออกมาแสดงตัว เขาเป็นคนที่พบศพคนแรกและแจ้งไปยังทางการ

"..."

มอร์ริสยืนมองศพเงียบ ๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนี

"นายท่าน..."

"พาฉันไปหาอังเดร" มอร์ริสพูดแล้วชำเลืองตาไปมองศพที่กำลังถูกห่อปิดบังอีกครั้ง แล้วพูดต่อ

"ฉันไม่เชื่อหรอกนะ..."



-------------100%-------------

สั้นหน่อยนะคะ ที่จริงแต่งครบตอนตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ แต่เผลอหลับไปแล้วฝันว่าอัปให้แล้ว 555555555

ทั้งที่ควรได้อ่านตั้งแต่เมื่อวานแล้วสิ!

ตอนที่แล้วคอมเมนต์เข้ามาเยอะมากเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ปริ่มมมมม

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
มันต้องมีอะไรผิดพลาด เสื้อผ้าแพมถึงมาอยู่กับศพนี่ หรือว่าจะเป็นแพมจริง 555 ไม่หรอกแพมคนอึด เป็นเด็กมอร์ริสต้องอดทน สิบล้อชนต้องไม่ตายอะไรประมาณนั้น 555555 เออ! เอลวิสไปรักษาตัวเองด่วนเลยนะ ไม่ไหวๆรู้สึกว่าจะคันมากไปแล้ว 5555 แพมไปอยู่ไหนละเนี้ย มอร์ลิสตามเจอนะ สนุกกกกกก ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รอตอนต่อไปเลยจะเป็นยังไงบ้าง เจอไหม รรรรรร  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1068
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3315
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ทีตอนทำละไม่คิด เชอะ~

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด