*∞.:ETERNITY:.∞* EP.17 : Nick's birthday. [28/06/2020]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.17 : Nick's birthday. [28/06/2020]  (อ่าน 7193 ครั้ง)

ออฟไลน์ jum1201

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 608
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-5
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.17 : The Kardos. [20/06/2020]
«ตอบ #120 เมื่อ25-06-2020 12:51:53 »

คือดี ลูกสามีพร้อม  :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 625
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +255/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.17 : Nick's birthday. [28/06/2020]
«ตอบ #121 เมื่อ28-06-2020 00:49:53 »


Together
Episode 18: Nick's birthday.






“เธอเป็นอะไรเนี่ย…” มือซ้ายเย็น ๆ ของเขาจับไปทั่วใบหน้าของผมอย่างอ่อนโยน
   

“…ฉันอ่านใจเธอไม่ได้นะ มีอะไรก็บอกฉันสิ เธอหน้าบูดมาเป็นชั่วโมงแล้ว” ผมละสายตาจากวิวข้างทางหันไปมองนิคที่กำลังมองผมอย่างเป็นกังวลและมีแววออดอ้อน
   

“ก็บอกว่าไม่ให้มาด้วยไงเล่า” ผมว่าด้วยความหงุดหงิดนิดหน่อย
   

“ไม่มาด้วยได้ยังไงล่ะ แล้วใครจะพาเธอเที่ยวในดับลิน”
   

“แฮร์รี่ไง” นิโคลัสขมวดคิ้วอ่อน ๆ หน้าตาดูจริงจังปนสับสน
   

“เธอไม่อยากใช้เวลาอยู่กับฉันเหรอ” ผมพ่นลมหายใจเบา ๆ
   

“อยาก…” เขายังคงทำหน้าเดิม
   

“…แต่เราก็ต้องมีพื้นที่ส่วนตัวให้กันบ้าง” ท่าทางของนิคดูอึกอัก
   

“ฉันรุกล้ำความเป็นส่วนตัวเธอเกินไปเหรอ” เขาดึงมือที่วางอยู่บนแก้มผมออกไปอย่างหวาดกลัว
   

“ไม่ใช่ คือ…” ผมย่นจมูกและตัดใจพูดออกไป
   

“…ผมจะไปหาซื้อของขวัญวันเกิดให้คุณ แล้วคุณมาด้วยแบบนี้ มันจะเซอร์ไพรส์ยังไงล่ะ” สีหน้าของนิคค่อย ๆ คลายออกจนกลายเป็นนิ่ง เขากะพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงงก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเข้าใจ ผมที่กำลังงอนเกือบหลุดขำออกมาที่เห็นพ่อแวมไพร์เขางงถึงขั้นกะพริบตา
   

“ผมตั้งใจจะมาซื้อเค้ก ซื้อของขวัญให้ แล้วผมไม่อยากให้คุณรู้ คุณจะได้รู้สึกเซอร์ไพรส์ไง” ตอนนี้หน้าเขาเหมือนเด็กน้อยกำลังงุนงง
   

“เอ่อ…” เขาหันไปทางแฮร์รี่ที่กำลังขับรถเงียบ ๆ
   

“…เดี๋ยวฉันให้แฮร์รี่ลบความทรงจำก็ได้” ผมพยายามจะไม่ขำแล้วนะ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะหน้าตาของเขาดูน่าเอ็นดู๊น่าเอ็นดู ตอนนี้หน้าผมเลยกลายเป็นการกลั้นขำ
   

“โอ๊ย ไม่ต้องแล้ว…” ผมมองเขาด้วยความหมั่นไส้
   

“…อย่าจ้องมองว่าผมจะหยิบจะจับอะไรนักล่ะ แล้วก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ให้เนียนหน่อยก็แล้วกัน” สีหน้าของนิครู้สึกผิด
   

“ฉันขอโทษนะ” ผมพ่นลมหายใจ แม้จะขัดใจและอ่อนใจ แต่ก็เข้าใจว่าผมมาบ้านเกิดเขาทั้งที ก็ต้องอยากเป็นคนพาผมเที่ยวอยู่แล้ว
   

“กลับมาบ้านก็ห้ามจับจ้องผมนะว่าผมทำอะไรบ้าง”
   

“ไม่จับจ้อง แต่มองอยู่ห่าง ๆ ได้มั้ย ฉันกลัวเธอหาย”
   

“มองห่าง ๆ แต่มองไม่วางตาล่ะสิ…” ผมแกล้งมองค้อน นิคตีหน้ามึน
   

“…ให้ผมได้เหลือความเซอร์ไพรส์ไว้ให้คุณบ้างเถอะ” 
   

“ก็ได้” คล้ายว่าเขาจะทำหน้างอน ผมมองแล้วก็ยิ้มอย่างเอ็นดู
   

เรากำลังเดินทางไป Dublin เมืองหลวงของไอร์แลนด์ที่อยู่ห่างจากบ้านของนิคสองชั่วโมงกว่า ก่อนออกมาผมก็คิดแล้วละว่าจะทำยังไงให้นิคไม่ไปด้วย ซึ่งผมก็ไม่มีคำตอบให้ตัวเอง เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่มาด้วย แล้วจะให้ใครช่วยหาหนทางก็ไม่ได้ เพราะนิคอ่านความคิดทุกคนได้หมด อ่านปุ๊บรู้ปั๊บว่าผมคิดจะทำอะไร ถึงเขาจะเคยบอกว่าถ้าผมไม่อนุญาตให้เขาอ่านความคิดใครเขาก็จะอ่านไม่ได้ แต่ผมจะแน่ใจได้ยังไงล่ะว่ามันจะได้ผลจริง อย่างกับพ่อกับแม่เราใกล้ชิดกันตั้งแต่เกิด อาจจะได้ผลเพราะสายใยอะไรทำนองนั้นมากกว่าการที่ผมสั่ง ผมเลยไม่เสี่ยงบอกใครดีกว่า เพราะอยากให้เขารู้อีกทีตอนเห็นของขวัญ แต่เนี่ย รู้แล้ว ผมเลยคิดว่างั้นอย่างน้อยไม่ให้เขารู้แล้วกันว่าผมกำลังจะทำอะไรให้
   

“คุณว่าผมทำตัวห่างเหินกับลูกไปหรือเปล่า…” ผมย่นคิ้วแล้วคลายออก
   

“…ผมรู้สึกว่าตัวเองควรมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขามากกว่านี้น่ะ เมื่อวานผมดูไม่ค่อยคิดถึงลูกเท่าไหร่” ผมยิ้มแห้ง นิโคลัสยิ้มขำ
   

“เธอไม่ได้เจอลูกมาหกร้อยกว่าปีนะ ให้เวลาสร้างสายใยหน่อย” ผมยิ่งรู้สึกว่ารอยยิ้มตัวเองแห้งมากขึ้น
   

“นั่นแหละประเด็น คือ เอ่อ…” ผมเม้มปากและรู้สึกไม่แน่ใจ นิคเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม
   

“…แหม กับคุณผมรู้สึกต่อติดไวมาก สายใยเราดูเชื่อมกันรวดเร็ว แต่กับลูกผมกลับ แหะ ๆ ผมดูรักผัวมากกว่าลูกอีกอะ” นิคอ้าปากค้างหลายวินาทีแล้วก็เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะลั่นรถ แม้แต่แฮร์รี่เองก็ยังตลกไปด้วย แต่คงเพราะกลัวเสียมารยาทเขาเลยฮึบเอาไว้และไม่เปล่งเสียงหัวเราะออกมา
   

“เธอก็ทำถูกแล้วนี่ ต้องรักฉันมากกว่าสิ” เขายิ้มอิ่มเอม
   

“ผมกลัวลูกน้อยใจ”
   

“ไม่หรอก พวกเขาเข้าใจ แค่เราสองคนกลับมาอยู่ด้วยกัน สามหนุ่มก็แฮปปี้กับเราแล้ว” ผมทำหน้าตาไม่แน่ใจเท่าไหร่
   

“จริงนะ” นิคพยักหน้าพร้อมคลี่ยิ้ม
   

“พวกเขาตระหนักดีว่าฉันรอวันที่จะได้ครองรักกับเธอมานานแค่ไหน”
   

“แล้วโซฟีล่ะ เธอตระหนักหรือเปล่า” นิคถอนหายใจพลางลดมือลงจากแก้มผมแล้วมากุมมือขวาผมไว้
   

“ในตอนแรกเขาเข้าใจดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฉันเป็นได้แค่ไหน แต่พอวันเวลาผ่านไปโซฟีก็เริ่มต้องการมากขึ้น และฉันจำเป็นต้องหยุดความสัมพันธ์นั้นไว้”
   

“เธอต้องการมากขึ้นเพราะคุณไปให้ความหวังอะไรเธอหรือเปล่า” นิคมองผมนิ่งหลายวินาที
   

“ก็เป็นไปได้…” เขาขบกรามเบา ๆ
   

“…เธอเป็นคู่นอนที่ฉันใช้เวลาด้วยมากที่สุด ตรงนี้เลยอาจทำให้โซฟีมีความหวัง”
   

“แค่นี้จริงเหรอ ผมไม่โกรธนะ ผมแค่อยากรู้ให้เคลียร์” เขาพยักหน้ายืนยัน
   

“ฉันไม่รู้จะใช้อะไรในการยืนยัน แต่ฉันไม่เคยคิดจะเอาใครมาแทนที่เธอเลยนะเฌอแตม” ผมมองตาเขาและคิดว่าผมเชื่อเขาได้ และผมยังคงยืนยันกับตัวเองเหมือนเดิมว่าผมเข้าใจจริง ๆ กับการที่เขามีคู่นอน
   

“โซฟีเป็นใครในบ้านเหรอ”
   

“หลานสาวของดาน่า เขาหลงรักฉันตั้งแต่สมัยที่เธอยังไม่ได้ขึ้นเป็นราชินี”
   

“โอ้ว มิน่าล่ะ เธอถึงยิ่งหวัง ก่อนหน้านั้นคุณไม่สนใจเธอ จนวันที่ผมจากไป คุณก็เลยยื่นโอกาสนั้นให้เธอแม้จะเป็นเพียงคู่นอน แต่เธอก็รับไว้ เพราะเธอรักคุณมานานแล้วนี่เอง” นิคพยักหน้าท่าทางเครียด
   

“เป็นความผิดพลาดของฉันเองที่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจนทำให้ความรู้สึกของโซฟีถลำลึก” ผมถอนหายใจ ทั้งรู้สึกเข้าใจและรู้สึกเคืองเขานิด ๆ ไม่ได้เคืองที่เขานอนกับคนอื่นในขณะที่ดวงวิญญาณผมลอยอยู่ไหนก็ไม่รู้ แต่เคืองตรงที่เขาเล่นกับความรู้สึกของผู้หญิงคนนั้น
   

“ผมรู้นะว่าคุณไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ แต่ผมอดเคืองคุณไม่ได้จริง ๆ…” สีหน้าของนิคสลดลงไปนิด
    

“…อาจจะด้วยคำพูดและคำสัญญาของคุณที่มีต่อเธอ แต่นั่นน่ะความรู้สึกคน เอ่อ อย่างน้อยเธอก็เคยเป็นคนมาก่อน แล้วไอ้ความรู้สึกแอบรักแอบชอบมานานพอวันนึงดูว่าเราจะมีโอกาส มันยากมากนะนิคที่จะไม่หวัง”
   

“ความผิดพลาดฉันเองที่ฉันไม่ยอมอ่านความคิดหรือใจของเธอให้ลึกลงไป” ผมมองหน้านิคอย่างพิจารณาครู่หนึ่ง
   

“คุณเองก็มีความรู้สึกดี ๆ ให้เธอบ้างอยู่ใช่มั้ยล่ะ” แวบหนึ่งเขามีความตกใจบนสีหน้า แต่ก็ไม่ใช่ตกใจใหญ่โตจนชัดเจน
   

“ไม่งั้นคุณไม่ใช้เวลากับเธอบ่อย ๆ หรอกทั้งที่คุณก็อ่านความคิดและความในใจของเธอได้” นิโคลัสระบายลมหายใจออกมาสั้น ๆ
   

“เธอโอบอุ้มความรู้สึกของฉันไว้ได้ในช่วงที่ฉันอ่อนแอกับการรอคอยเธอ…” ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ
   

“…ขอโทษที่จิตใจฉันไม่เข้มแข็งและไม่แข็งแรงมากพอ”
   

“หกร้อยกว่าปีที่ผ่านมา คุณทำได้ดีมาก ๆ แล้ว” ผมยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาและคลี่ยิ้มกว้าง
   

“ขอโทษนะที่ฉันยังมีอารมณ์ทางเพศอยู่” ผมหัวเราะอ้าปากกว้าง
   

“มีแหละดีแล้ว ผมชอบ” ผมเม้มปากฉับแล้วยื่นมือซ้ายไปจับเป้ากางเกงยีนส์ของเขา นิคหัวเราะอารมณ์ดีพร้อมกับรีบยกมือขวามาจับมือผมไว้แน่น
   

“ซนอีกแล้ว” เขายิ้มกรุ้มกริ่ม ผมฉีกยิ้มแฉ่งแล้วทำท่าจะก้มหน้าซุกเป้าเขา นิครีบใช้สองแขนรัดตัวผมแล้วดึงเข้าไปใกล้ตัวก่อนจะก้มลงมาขยี้แก้มผมจนผมหัวเราะคิกคัก
   

ใช้เวลาเดินทางจากบ้านนิคมาถึงดับลินทั้งหมดสองชั่วโมงสิบนาที ซึ่งน้อยกว่าที่แมพบอกเวลาไว้ ช่วงที่ผมมาคือช่วงฤดูร้อนของไอร์แลนด์ เป็นช่วงแดดจัดที่สุดของปี และมีเวลากลางวันยาวนานกว่าฤดูอื่น อากาศบ้านเขาร้อนก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ร้อนลิ้นห้อยแบบเมืองไทย แต่ถามว่าร้อนแบบไม่ต้องพึ่งลม ไม่เปิดแอร์ได้มั้ย บอกเลยว่าไม่ได้ เพราะขนาดลูกชายทั้งสามของผมยังบ่นว่าร้อนจนต้องกระโดดทะเลสาบหน้าบ้านอยู่บ่อย ๆ เชื่อแล้วว่าภาวะโลกร้อนนั้นรุนแรงจริง ส่งผลแม้กระทั่งเหล่าพวกตัวเย็นอย่างแวมไพร์   
   

“หิวรึยัง อยากกินอะไรก่อนมั้ย”
   

“ขอหาของสักสามร้านก่อนได้มั้ย ถ้ายังไม่เจอเดี๋ยวค่อยไปกิน” นิคพยักหน้าขณะที่จูงมือผมเดินไปตามถนนริมแม่น้ำสายหลักของเมืองที่ชื่อว่าแม่น้ำ Liffey มองแล้วชวนให้นึกถึงแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเราที่ผ่ากลางเมืองเช่นกัน แต่ความต่างกันคือ Liffey สะอาดกว่าเจ้าพระยาเยอะ แล้วก็ใสกว่ามากด้วย คือถ้ามาเดินทำ music video แถวนี้ก็จะได้ฟีลมาก ๆ ไม่มีเศษผักบุ้ง ผักตบชะวาหรือเศษขยะลอยหลุดเข้าไปในเฟรมแน่นอน


ผมมองตึกและรวงร้านข้างทางตรงข้ามแม่น้ำที่เรากำลังเดินผ่านไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ไอ้ตื่นเต้นที่ได้มาเที่ยวต่างประเทศน่ะแน่นอนอยู่แล้ว แต่พ้อยท์หลักที่ทำให้ใจผมฟูฟ่องคือรูปแบบตึกของเมืองนี้ที่เป็นแนวที่ผมชอบ ตึกที่มักได้รับแรงบันดาลใจให้อยู่ในแฟร์รี่เทลตั้งเรียงติดกันอย่างเป็นระเบียบและมีหลากหลายสีด้วยกัน บางตึกก็เพิ่มสีสันด้วยการประดับดอกไม้สีสดกับปักธงชาติของไอร์แลนด์ไว้สักมุมของตึก
   

“ดูร้านนี้มั้ย” นิคชี้ร้านสีเขียวเข้มที่เขียนว่า Carrolls ให้ผมดู มีตัวอักษรเล็ก ๆ บนชื่อป้ายร้านเขียนว่า Irish gifts
   

“ดูครับ ๆ” นิคพาผมเลี้ยวซ้ายเข้าไปในตรอกที่ปูถนนด้วยหิน ร้านที่นิคแนะนำเต็มไปด้วยของขวัญและของฝากจากชาวไอริชมากมาย แต่ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองตามหานั้นจะมีรึเปล่า มันไม่ใช่ของหายาก แต่มันเป็นของที่เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นแบบนี้ ๆ
   

“อุ๊ย ลืม คุณออกไปรอข้างนอกก่อนนะ…” นิคกลอกตาและปล่อยมือผม
   

“…ห้ามอ่านความคิดพนักงานในร้าน และห้ามอ่านความคิดแฮร์รี่ด้วย” เขาย่นคิ้ว
   

“ทำไม”
   

“เพราะผมขอให้เขาช่วยทำของขวัญน่ะสิ เดี๋ยวคุณรู้” เขาจิ๊ปากแต่ก็ยอมเดินออกไปรอนอกร้าน เดี๋ยวรู้เลยว่าที่ผมห้ามไปจะได้ผลมั้ย ถ้าไม่ได้ผลเหมือนที่พ่อบอกคือจกตามากนะ
   

พอเขาออกไปแล้วผมก็เริ่มสอดส่องมองหาของที่ต้องการ ผมไม่รู้ว่าต้องเจาะจงดูโซนไหนถึงจะเจอของที่ตัวเองอยากได้ เลยใช้วิธีดูตั้งแต่โซนแรกจากหน้าร้านแล้วเดินไล่ยาวไปเรื่อย พอหมดแถวแรกก็ไปต่อแถวที่สองแล้วลากยาวต่อไปจนบริเวณด้านหน้าหมดโซนที่ผมสามารถดูได้แล้วผมเลยเดินเข้าไปข้างในเพื่อดูเพิ่มเติม
   

“Can I give you a hand? (ให้ช่วยมั้ยครับ)” ผมหันไปมองคุณลงผมขาวรูปร่างอวบในชุดพนักงานสีน้ำเงินเข้ม
   

“Oh, okay, I’m looking for…” ผมอธิบายให้คุณลุงฟังว่าตัวเองกำลังหาอะไรจากร้านนี้ ผมกลัวเขาจะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษของผมเลยเปิดรูปที่เซฟจากกูเกิลให้เขาดู และอธิบายเพิ่มเติมว่าผมจะเอาเจ้าสิ่งนี้ไปทำอะไร
   

“Ah, yeah. I got that, but I’m not sure if we have it. I will go to check. Please wait a sec. (อ้อ ใช่ ผมเข้าใจละ แต่ไม่แน่ใจว่ามีมั้ย เดี๋ยวผมไปดูให้ รอก่อนนะ)” คุณลุงพนักงานเดินไปทางหลังร้าน ผมมองสำรวจของอย่างอื่น หลาย ๆ อย่างในร้านจะทำเป็นสีเขียว สีส้ม และสีขาวซึ่งเป็นสีธงชาติของชาติเขา ผมเดินเข้าไปจับเจ้าตุ๊กตา McMurfy ตัวอ้วนนุ่มนิ่ม เจ้าเคราสีส้มยิ้มร่าเชิญชวนให้เสียเงินซะเหลือเกิน
   

“Hey, sorry, we don’t have it. I think you should go to check at the jewelry store. And I suggest a Designist, it’s a handmade shop. You may find something interesting at there. (เฮ้ ขอโทษที เราไม่มีน่ะ ผมคิดว่าคุณควรลองไปดูที่ร้านเครื่องประดับ แล้วผมก็ขอแนะนำร้าน Designist เป็นร้านแฮนด์เมดน่ะ คุณอาจเจออะไรที่น่าสนใจที่นั่นก็ได้)”
   

“Fine. Thank you so much. I will take him instead. (ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากเลย เดี๋ยวผมเอาเขากลับไปแทนแล้วกัน)” ผมชูพวงกุญแจตุ๊กตา McCurfy ตัวขนาดกลางให้เขาดู คุณลุงยิ้มกว้างอย่างใจดีและตอบรับอย่างเป็นมิตร ผมบอกว่าขอเวลาเลือกของฝากให้เพื่อนอีกสักพักแล้วเดี๋ยวจะไปจ่ายตังค์ พอคุณลุงเดินจากไปผมก็เลือกของฝากให้พวกเพื่อน ๆ กับพ่อและแม่ มีพวงกุญแจที่เป็นคนละแบบกับของผม ถุงผ้า หมวกไหมพรม แม็กเน็ตติดตู้เย็น แล้วก็แก้ว mug พอได้ครบตามที่ต้องการก็เอาไปจ่ายเงิน กำลังจะควักเงินตัวเองขึ้นมาจ่ายแต่นิโคลัสก็พุ่งตัวมายื่นบัตรเครดิตให้ก่อนพอดี
   

“ถ้าจะจ่ายเงินก็เรียกฉัน”
   

“ผมเห็นว่ามันเป็นของฝากที่ผมจะให้เพื่อน ๆ น่ะเลยว่าจะซื้อเอง”
   

“ฉันซื้อให้ได้ ตอนนี้เงินฉันก็เท่ากับเงินเธอแล้ว” ผมอมยิ้มและพยักหน้าก่อนหันไปรับของมาจากพนักงาน พอนิคเซ็นลายเซ็นบนสลิปเสร็จเรียบร้อยก็พากันเดินออกจากร้าน
   

“คุณลุงพนักงานเขาแนะนำให้ผมไปที่ร้าน Designist กับร้านเครื่องประดับน่ะ”
   

“เครื่องประดับงั้นเหรอ…” ผมพยักหน้าแบบงง ๆ
   

“…จะซื้อแหวนหรือสร้อยคอให้ฉันล่ะ” ผมหายงงแล้วเปลี่ยนเป็นหน้าเอือม นิคหัวเราะเสียงทุ้ม
   

“ห้ามเดาด้วยว่าผมจะซื้ออะไรให้” ผมถลึงตาใส่แวมไพร์จอมรู้ดี นิคคลี่ยิ้มกว้างแล้วจูงมือผมเดินต่อ
   

ที่ร้านแฮนด์เมดผมไม่ได้อะไรกลับมาเลย ไม่มีความใกล้เคียงในสิ่งที่ผมอยากได้เลยสักนิด แต่ร้านเขาน่ารักมากเลยนะ ถ้าผมไม่ปักธงว่าอยากได้อะไรผมคงได้สินค้าจากร้านนี้กลับบ้านไม่น้อย ผมมาได้ของอีกทีตอนกำลังเดินไปร้านเครื่องประดับ อยู่ในโซนที่เป็นตลาดกลางคืนแต่ร้านนี้เขาเปิดขายกลางวันด้วยเพราะเป็นที่ประจำ เขามีหนึ่งในสิ่งที่ผมอยากได้พอดีแล้วเหลืออันสุดท้ายด้วย ซึ่งพอได้มาผมก็เก็บมุบมิบไม่ให้นิคเห็น
   

“คุณไปจองร้านอาหารก่อนมั้ย เสร็จแล้วเดี๋ยวผมตามไป” เขาหรี่ตาลงแวบหนึ่ง
   

“ของขวัญฉันเป็นเครื่องประดับแน่ ๆ” ผมกัดริมฝีปากล่างพร้อมถลึงตา
   

“เอ๊ะ?! บอกว่าอย่าเดาไง เดี๋ยวผมก็ให้แฮร์รี่ลบความทรงจำจริง ๆ ซะหรอก” เขาหัวเราะชอบอกชอบใจ
   

“เดี๋ยวฉันรอหน้าร้าน ร้านเครื่องประดับอยู่ในห้างนี้ เธอไม่เคยมาเดี๋ยวจะหลงเอา” ผมอ้าปากหวอแล้วแหงนหน้ามองอาคารสีขาวทรงสี่เหลี่ยมที่ด้านหน้ามีโดมกระจกเป็นยอดอยู่ด้านบน คือมันไม่ได้ดูเป็นห้างเลยสักนิด ผมนึกว่าโรงแรมซะอีก
   

“ห้างเหรอเนี่ย”
   


“Stephen’s green shopping Centre” ผมพยักหน้าแบบงุนงงแล้วก็ถูกนิคจูงมือเข้าไปข้างในตัวห้าง ซึ่งพอเข้ามาด้านในแล้วผมยิ่งสัมผัสความเป็นศูนย์ช็อปปิ้งไม่ได้เลย จากมองว่าเป็นโรงแรมตอนนี้กลายเป็นเรือนกระจกปลูกสมุนไพรแบบเดียวกับของพ่อไปแล้ว
   

ร้านที่นิคพามาชื่อว่าร้าน Celtic spirit ผมไม่ได้คาดหวังว่าที่ร้านจะมีสิ่งที่ผมต้องการหรือไม่ ในหัวคิดไปแล้วว่าอาจจะต้องสั่งจากทางอินเตอร์เน็ต และอาจจะต้องเลื่อนวันให้ของขวัญวันเกิดนิค แต่ปรากฏว่าเขามีสิ่งที่ผมต้องการ แล้วมีให้เลือกหลายสไตล์หลายอันด้วย แวบแรกผมกะว่าจะจิ้มเลยว่าจะเอาอันไหนเพราะมีในใจมาแล้ว แต่นึกขึ้นได้ว่าควรเอามาเทียบเคียงกับสิ่งที่เพิ่งซื้อมาจากร้านข้างนอกก่อนดีกว่าว่าอันไหนเข้ากันมากที่สุด ซึ่งพอเทียบกันจริง ๆ แล้วก็อันแรกที่ผมจะจิ้มแต่แรกนั่นแหละเข้ากันสุดละ
   

“Thank you.” พนักงานสาวเอ่ยขอบคุณหลังผมรับบัตรคืนมาจากหล่อน ผมเอ่ยขอบคุณกลับด้วยความรู้สึกกระชุ่มกระชวยที่ได้ของครบตามที่ต้องการแล้ว
   

“Ready for lunch now? (พร้อมสำหรับมื้อเที่ยงรึยัง)” ผมพยักหน้าหลายทีติดกันพร้อมกับยิ้มกว้าง นิคจับมือผมแล้วพาเดินกลับไปทางประตูห้าง ระหว่างนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาใครสักคน
   

“See you at the hairy lemon pub… What?... Are you sure?... I don’t see any vampires around here… what are they doing here then?... They still have brain in their head I will know if they come… I will be at the pub in five minutes… okay.” เขากดวางสายแล้วยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ผมว่าคนในสายเมื่อกี้คงเป็นแฮร์รี่
   

“มีแวมไพร์อยู่แถวนี้เหรอ”
   

“ณ ตอนนี้ไม่มี แต่พวกเราก็ใช้ชีวิตปะปนกับมนุษย์เป็นเรื่องปกติ แต่ที่อยู่ใกล้เราตอนนี้คือพวก humachine”
   

“พวกครึ่งคนครึ่งเหล็กนั่นน่ะเหรอ…” นิคพยักหน้า
   

“…พวกนั้นมาล่าแวมไพร์ในเมืองนี้งั้นสิ”
   

“คิดว่าเป็นแบบนั้น ซึ่งแวมไพร์ที่อยู่ใกล้พวกมันตอนนี้ก็คือฉันกับแฮร์รี่”
   

อ้าว
   
V
v
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 625
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +255/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.17 : Nick's birthday. [28/06/2020]
«ตอบ #122 เมื่อ28-06-2020 00:50:16 »

V
v
v


หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จเราก็ออกจากดับลินมุ่งตรงกลับบ้านทันที ปีกไก่ทอด สตูเนื้อ แซนด์วิชแฮมเห็ด และอาหารกินเล่นอีกสามอย่างของร้านอร่อยมากเลยนะ แต่ผมกินไประแวงไปเลยทำให้บางช่วงลืมรสอาหารซะงั้น เพราะเอาแต่มองว่าพวกครึ่งคนครึ่งเหล็กจะโผล่มาหรือเปล่า แม้นิคจะบอกว่าให้กินได้ตามสบายเพราะถ้าพวกนั้นมาเขากับแฮร์รี่จะรู้เอง แต่ผมก็อดระแวงไม่ได้อยู่ดี
   

“พวกนั้นตั้งใจมาล่าคุณกับแฮร์รี่เหรอ” นิคยักคิ้วพร้อมกับเบ้ปากเล็ก ๆ
   

“น่าจะบังเอิญมาในช่วงที่ฉันสองคนอยู่มากกว่า แต่ถามว่าบ้านเราเป็นเป้าหมายหลักของพวกนั้นมั้ย ก็คือใช่ เป็นมานานแล้ว”
   

“ทำไมบ้านเราเป็นเป้าหมายหลักล่ะ…” ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว
   

“…เพราะบ้านเราเป็นชนชั้นราชวงศ์เหรอ”
   

“นั่นก็มีส่วน แต่หลัก ๆ เป็นเพราะฉันกับผู้นำของพวกมันเป็นศัตรูกัน” ผมร้องอ้อแบบไร้เสียง
   

“พวกนั้นจะรู้ได้ยังไงเหรอว่าคนไหนเป็นแวมไพร์”
   

“เธอเรียกมันว่าครึ่งคนครึ่งเหล็กใช่มั้ยล่ะ…” ผมพยักหน้าหงึก ๆ
   

“…มันถูกพัฒนามาเพื่อกำจัดแวมไพร์ เทคโนโลยีที่อยู่ในตัวพวกมันถูกสร้างมาเพื่อฆ่าเราโดยเฉพาะ ฉะนั้นมันแยกเราออกจากมนุษย์ได้สบายมาก”
   

“โห… ล้ำ”
   

“ฉันคิดว่าตอนนี้พวกนั้นกำลังพยายามพัฒนาการต่อต้านพลังพิเศษของแวมไพร์อยู่” ผมย่นคิ้วครู่สั้น ๆ
   

“ยังไงเหรอ”
   

“ครั้งล่าสุดที่ฉันเจอพวกนั้นที่ไทย…” ผมพยักหน้าโดยที่ในหัวผุดภาพนิคชกสมองของหนึ่งในนั้นจนทะลุ
   

“…ฉันเกือบจะควบคุมมันไม่ได้ สกิลการต่อต้านของพวกมันแข็งแรงกว่าเมื่อก่อน” ผมกำลังทบทวนภาพเหตุการณ์นั้น แล้วก็รู้สึกแปลก ๆ นิดหน่อย
   

“ปกติพวกนั้นสู้เก่งมั้ยครับ” นิโคลัสเลิกคิ้วขึ้น
   

“พวกนั้นไม่กลัวตายพอ ๆ กับเวม่อน”
   

“คุณคิดว่าพวกนั้นจะพัฒนาจนสำเร็จมั้ย เรื่องที่ต่อต้าน gifted ของแวมไพร์น่ะ” นิคถอนหายใจแผ่วเบา
   

“ก็มีโอกาสมากทีเดียว”
   

“แล้วคุณจะปล่อยให้พวกเขาทำสำเร็จเหรอ…” หน้านิคดูเหนื่อยปนปลดปลง
   

“…ถ้าพวกเขาทำสำเร็จ มันก็ง่ายต่อการกวาดล้างแวมไพร์น่ะสิ”
   

“เราเข้าไปขัดขวางไม่ได้ เพราะสถานะพวกนั้นถือว่าเป็นมนุษย์ ถ้าเราฆ่าพวกนั้น เราก็จะกลายเป็นฝ่ายผิดและโดนเล่นงานจากมนุษย์ที่ต่อต้านแวมไพร์” ผมขมวดคิ้วด้วยความเหวอ
   

“มนุษย์กระป๋องน่ะสิ ดึงเนื้อออกก็เจอแต่เศษเหล็กเต็มไปหมด พวกมนุษย์จริง ๆ ไม่มีใครรู้เลยรึไงว่าพวกนั้นเป็นตัวอะไร”
   

“เพราะมีมนุษย์ที่สนับสนุนนักล่าแวมไพร์ยังไงล่ะ…” ผมชะงักกึก นิคถอนหายใจแผ่วเบา
   

“…พวกมนุษย์ระดับสูงที่รับรู้การมีอยู่ของพวกเรา มีทั้งที่เปิดใจรับและรับไม่ได้ ซึ่งพวกที่รับไม่ได้ก็หาทางกำจัดเรา ถ้ามีคนที่คอยไล่ล่าเราอยู่แล้ว พวกเขาก็แค่ให้การสนับสนุน”
   

“อย่าบอกนะว่าที่ไอ้มนุษย์กระป๋องพวกนั้นมีวิวัฒนาการขนาดนี้เพราะได้เงินจาก…” นิคพยักหน้า ผมอ้าปากค้างพร้อมขมวดคิ้วหน้าหยี
   

“หัวหน้านักล่าแวมไพร์ก็ร่ำรวยอยู่แล้วละ แต่พอได้เงินสนับสนุนจากพวกมนุษย์ระดับสูง เลยยิ่งพัฒนาได้ก้าวกระโดดมากขึ้น” ผมพ่นลมหายใจด้วยความรู้สึกหน่าย
   

“ผมก็รู้แหละว่าแวมไพร์ที่ไม่ดีสร้างเรื่องไว้มากจนต้องโดนกำจัด แต่ถ้าล่าเพียงเพราะเป็นแวมไพร์มันไม่ยุติธรรมเลย” นิคยิ้มเยาะ
   

“มันไม่สนใจหรอกว่ายุติธรรมหรือเปล่า” ผมพยักหน้าและยิ้มเยาะบ้าง
   

“ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมก็รู้ได้เลย”
   

แฮร์รี่เข้าไปจอดรถในโรงรถใต้เนินเขาของบ้าน นิคถือของให้ผมแล้วพาเดินไปขึ้นลิฟต์จากใต้โรงรถซึ่งจะไปโผล่บนห้องโถงของบ้านพอดี แล้วผมก็ได้รู้ตอนลงลิฟต์เมื่อเช้านี้ว่าบ้านนี้มีฟิตเนส สระว่ายน้ำ โรงหนังส่วนตัว ห้องเล่นพูลอยู่ใต้เนินเขาด้วย ผมยังไม่เห็นด้วยตาตัวเอง มีเพียงคำบอกเล่าของนิคเท่านั้น แต่แค่ฟังผมก็รู้สึกว่ามันอเมซิ่งมากกับการมีอะไรซ่อนอยู่ใต้ดิน
   

“จะให้ฉันไปอยู่ตรงไหนดี ในระหว่างที่เธอทำของขวัญให้ฉัน” เขายิ้มล้อ ผมได้แต่ทำหน้าเซ็งกับการที่มันไม่เซอร์ไพรส์แล้ว
   

“อยู่ในห้องนอนก็ได้ เดี๋ยวผมทำอยู่ข้างนอก” ผมดึงถุงผ้าใบเล็กที่ใส่อุปกรณ์ทำของขวัญให้นิคไว้โดยเฉพาะออกมาจากมือของเขา
   

“ฝากแช่เค้กด้วยนะ” นิคหัวเราะไร้เสียงแล้วก็เดินไปทางครัว ส่วนผมกำลังเดินหาของรอบห้องโถงของบ้าน
   

“แม่หาอะไรเหรอ” ผมหันไปมองดอวน์ด้วยความตกใจนิดหน่อยที่จู่ ๆ เขาก็เข้ามา
   

“หากรรไกรน่ะ บ้านนี้ใช้กรรไกรกันมั้ย”
   

“อ้อ มีครับ เดี๋ยวผมเอาให้” เขาเคลื่อนตัวดั่งลำแสงไปทางห้องครัวก่อนจะกลับออกมาพร้อมกรรไกรสีเขียว ผมคลี่ยิ้มเป็นการขอบคุณ
   

“ขอบใจนะ” ผมหมุนตัวเตรียมจะเดินออกไปทางหลังบ้าน
   

“แม่จะไปไหนครับ”
   

“ไปตรงตีนเขาหลังบ้านน่ะ”
   

“ไปทำไรอะแม่” ผมคลี่ยิ้มแฉ่งแบบแห้ง ๆ
   

“ไปเก็บใบโคลเว่อร์ให้พ่อ เอ้ย นิค เอ้อ พ่อนั่นแหละ”


“อ้อ ให้ผมช่วยมั้ยครับ” ผมกำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่ภาพความเขียวขจีของใบโคลเว่อร์ก็พุ่งวาบเข้ามา


“เอ่อ เอางี้ ถ้าเรา เอ้ย แม่ ไม่สิเราดีกว่า”


“แม่ดีกว่า” เขายิ้มกว้าง ผมยิ้มเงอะงะแล้วตามด้วยพยักหน้า


“ถ้าแม่หาไม่เจอจริง ๆ เดี๋ยวเรียกให้ไปช่วยนะ”


“ทำไมไม่ให้ผมช่วยเลยล่ะ ไม่ต้องใช้เซ้นส์แวมไพร์ก็ได้แล้ว”


“คือจะเอาใบที่มีสี่แฉกน่ะ” อาเธอร์หน้าเหวอไปวิสั้น ๆ ก่อนเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้ว


“โห งั้นแม่ให้ผมช่วยหาเถอะ ถ้าแม่หาเอง จนพระอาทิตย์ตกดินจะเจอมั้ย”


“อยากใช้ความพยายามของตัวเองก่อน…” ผมยิ้มแหะ ๆ ลูกชายคนโตของผมทำหน้าไม่เข้าใจ


“…มันเป็นเรื่องของความภาคภูมิใจน่ะ” แล้วเขาก็ทำหน้าเข้าใจ


“แล้วแม่แน่ใจได้ยังไงว่าไอ้ทุ่งหลังบ้านเรามันจะมีใบโคลเว่อร์สี่แฉก” ผมกะพริบตาปริบ ๆ แบบมึนงง เพราะลืมคิดถึงประเด็นนี้


“เอ่อ ลองหาก่อนละกัน” ผมเหลือบมองทางครัว เห็นนิคเดินถือถุงของฝากของผมออกมา


“แน่ะ หายไปหลายนาที แอบฟังใช่มั้ย” เขาหัวเราะเริงร่าอารมณ์ดี


“ฉันยืนดื่มน้ำอยู่” ผมหรี่ตามองอย่างจับผิด ดอวน์มองเราสองคนสลับไปมาอย่างงง ๆ แต่ริมฝีปากเขาก็ขยับเป็นรอยยิ้ม นิคเดินมายีหัวผมสองสามทีแล้วก็เดินออกไปจากห้องโถง


“เอาเป็นว่าถ้าถึงที่สุดแล้วจริง ๆ จะเรียกนะ” ดอวน์พยักหน้า ผมหมุนตัวเดินฉับ ๆ ไปทางประตูหลังบ้านที่ออกไปถึงสวน แวะเอาถุงแขวนไว้บนรูปปั้นของเซลีนก่อนจะเดินไปเปิดประตูสวนที่จะพาออกไปทางตีนเขา ผมยืนมองทุ่งใบโคลเว่อร์ที่แผ่เป็นวงกว้างด้วยความท้อใจเล็ก ๆ แล้วก็รีบรวบรวมกำลังใจกลับคืนมา


ปกติใบโคลเว่อร์จะมีแค่สามแฉก ซึ่งนักบุญแพทริค บุคคลสำคัญทางศาสนาคริสต์ของชาวไอริชได้ใช้เป็นสัญลักษณ์ของ holy trinity แล้วก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของนักบุญชื่อดังคนนี้จนถึงปัจจุบัน ทุกวันที่ 17 มีนาคมของทุกปีก็มักจะมีใบสีเขียวสามแฉกในขบวนพาเหรดรำลึกถึงเซ้นต์แพทริค ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะครีเอทออกมาเป็นยังไง


แต่มีอีกความเชื่อหนึ่งของชาวเคลต์ในอดีต (หรือปัจจุบันคือแคว้นเวลส์ในอังกฤษ) ตั้งสมัยศตรวรรษที่ 17 ว่าเจ้าใบสามแฉกอันนี้คือสัญลักษณ์ของความโชคดี แล้วต่อมาไม่นานก็มีคนชื่อว่าฟิลิปปาวอริ่งที่ผมยังไม่รู้สักทีว่าเขาเป็นใครมาจากไหนได้เขียนไว้ว่า หากพบไอ้ใบผักแว่นอันนี้แบบสี่แฉกจะเป็นเรื่องราวที่โคตรดี เพราะมันไม่ได้หากันง่าย ๆ ในหนึ่งพันต้นจะพบได้เพียงหนึ่งอันเท่านั้น มีความเชื่อแม้กระทั่งว่าถ้ามอบให้กันตอนออกไปรบ ก็จะโชคดีมีชัยและกลับมาอย่างปลอดภัย


และผมก็อยากจะมอบความโชคดีอันนี้ให้กับนิค


แต่… ผ่านมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ผมยังไม่เจอใบผักแว่นสี่แฉกเลยแม้แต่เศษรากของมัน วี่แววที่จะเจอก็ไม่มีด้วย ผมนั่งแหวกมาเกือบครึ่งทางแล้ว และค่อนข้างแน่ใจว่าสอดส่องสายตาดีมาก แต่ก็ยังไม่พบสิ่งที่ตามหาสักที


ผมเหนื่อยนะ ไม่ได้เหนื่อยใจ เหนื่อยก้ม ๆ เงย ๆ เหนื่อยสายตาที่ต้องจับจ้องมองหาดี ๆ แต่ผมก็ไม่ท้อและไม่คิดจะถอยกลับไปง่าย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ได้ในสิ่งที่หวัง


แล้วถ้าทุ่งนี้ไม่มีอย่างที่ดอวน์ว่าล่ะ…


…ไม่ ต้องมีสิ ผมรู้สึกว่ามันมี


แต่เฌอแตม ผ่านมาอีกชั่วโมงเป็นสองชั่วโมงแล้วนะ นายยังไม่เจอเลย


“นี่ ไม่ร้อนเหรอ” ผมเหลียวหลังไปมอง นิคยืนกอดอกมองผมจากประตูสวน


“นี่! บอกไม่ให้มาจับจ้องไง เข้าไปในบ้านเลยนะ ฮู่ว!” เขาคลี่ยิ้มขำและดูจะหัวเราะด้วย เพราะไหล่สั่นเชียว


“หน้ามอมแมมหมดแล้วนั่น” ว่าแล้วเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดถ่ายรูปผม และน่าจะถ่ายไปหลายช็อต ผมมองเขาตาปรือและทำปากเป็นเส้นตรง


“ได้รูปแล้วก็กลับเข้าไปในบ้านสิ” นิคอมยิ้มแล้วก็หมุนตัวเดินกลับ ผมหันกลับมาสนใจทุ่งผักแว่นต่อด้วยความท้อใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นทีละนิด ผมแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีฟ้าสดใส มองแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง เหมือนได้พักสายตาจากสีเขียวไปหาสีฟ้าแทน


ถ้าขอพรเทพหรือเทวดาสักองค์ ท่านจะด่าว่าบ้ามั้ยที่ขอให้หาใบไม้เจอเนี่ย


ผมก้มลงมามองทุ่งผักแว่น ถอนหายใจยาว ๆ ไปทีแล้วก็เริ่มแหวกต่อ บ่นกับตัวเองในใจว่าหายากขนาดนี้ ถ้าเจอแล้วต้องมีความพิเศษให้ได้รู้สึกว้าวนะ ซึ่งความพิเศษนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องเป็นยังไง จากสี่ใบเพิ่มเป็นมีห้าใบงี้เหรอ


‘จงร้องขอสิ…’ ผมเงยหน้าขึ้นมองไปรอบตัวทันที


“ใครอะ” ผมพึมพำพลางหันซ้ายแลขวาแต่ก็ไม่พบใคร คิ้วผมขมวดเข้าหากันเพราะว่าเสียงนั้นมัน…


‘ร้องขอข้า แล้วข้าจะช่วย’ เสียงคุ้น ๆ


“นิค!” แล้วสักพักก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะ ผมหันไปมองบนหลังคาบ้านก็เห็นนิคนั่งยิ้มร่าตาหยีอยู่บนนั้น ผมถลึงตาใส่เขา นึกอยากหยิบอะไรสักอย่างปาหัวเขาสักทีแต่แน่นอนว่าไม่ใช่หิน อันนั้นก็จะรุนแรงไป


“จะสามชั่วโมงแล้ว เธอยังไม่เจอของที่ต้องการเลย”


“เดี๋ยวก็เจอ! แต่คุณกลับเข้าบ้านก่อนซี่! บอกว่าไม่ให้มาจับจ้องกันไง”


โฮ่ง!


เสียงเจ้าหมาป่าตัวยักษ์สักตัวเห่าอยู่เบื้องล่าง นิคชะโงกหน้าลงไปมองแวบหนึ่งก่อนหันมาทางผม


“ถ้ามืดเมื่อไหร่ เธอต้องเข้าบ้านนะ” ผมบุ้ยปากแทนการตอบรับใด ๆ ก็ถ้าเกิดมืดแล้วยังหาไม่เจอผมกะว่าจะเปิดไฟฉายจากมือถือส่องหา


นิคกระโดดลงจากหลังคาบ้านฝั่งโซนของเราสองคน ผมหันกลับมามองทุ่งใบโคลเว่อร์ต่อ สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วรวบรวมกำลังใจของตัวเองกลับมาเพื่อมุ่งหน้าหาต่อไป



ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร…


แต่ตอนนี้มันกำลังทำร้ายผม จะร้องห้ายยย!


ผมหาตั้งแต่บ่ายสามโมงกว่า ๆ จนตอนนี้สองทุ่มแล้ว ถึงแม้ว่าแสงพระอาทิตย์จะยังมีให้เห็นรำไร ๆ แต่มันก็หมายถึงว่าความมืดเริ่มเข้ามาเยือน ทุกคนในบ้านเริ่มมาวนเวียนป้วนเปี้ยนแถวประตูหลังของสวนมากขึ้นเพื่อมาดูว่าผมกำลังทำอะไรและยังอยู่ดีมั้ยหรือว่าเป็นลมไปแล้ว


มันต้องมีสิ ผมยังเชื่ออยู่ว่ามันต้องมี แม้จะแหวกมาจนถึงโซนสุดท้ายของทุ่งแล้ว แต่ผมก็ยังเชื่อว่ามันต้องมี


ท่านเทพยดาองค์ใดก็ตามที่บังเอิญได้ยินคำขอของลูก ขอได้โปรด ช่วยลูกด้วย ขอให้ทุ่งนี้มีและขอให้หาเจอ แล้วค่อยมาเข้าฝันลูกเอาว่าท่านเป็นเทพหรือเทวดาองค์ไหน อยากกินอะไรให้บอก ลูกจะทำให้ หรือถ้าอยากได้อะไร เราคุยกันก่อนว่ายากเกินความสามารถลูกเกินไปมั้ย ถ้าให้ได้ก็จะให้ ถ้าไม่ได้ท่านก็กลับสวรรค์ไป


อ่าว สมมุติมาขอให้ผมแลกแหวนแต่งงาน แลกวิญญาณใครสักคนในชีวิตอะไรทำนองนี้ขึ้นมาล่ะ ไม่เอาหรอก ดักไว้ก่อน พวกเทพยิ่งเล่ห์เหลี่ยมจัดใช่ย่อย


และถ้าฉันเจอแกนะ ไอ้ผักแว่น ฉันจะ…


เจอแล้ววว!!!


ผมอ้าปากค้าง มองเจ้าใบสี่แฉกสีเขียวสดที่รูปร่างของใบคล้ายกับหัวใจสี่ดวงแผ่ขยายออกอย่างสวยงาม ผมว่านี่แหละคือความพิเศษของมันที่ผมอาฆาตมันเอาไว้ว่าถ้าเจอแล้วต้องว้าว เจ้าอ้วนทั้งสี่เป็นหัวใจดวงอวบที่ดูอิ่มเอิบ ไม่ใช่หัวใจผอมเพรียวขาดสารอาหารอะไรแบบนั้น หนูสวยที่สุดเลยลูกกก


“ฮึก ๆ ในที่สุด…” ผมสูดน้ำมูกดังฟึด ๆ ขณะที่กำลังจะใช้กรรไกรตัดมันออกมา แต่ด้วยความที่นั่งหามานานและมันน่าจะมีแค่ต้นเดียว ผมก็เริ่มประสาทเสียกลัวว่ามันจะตายนั่นนี่ เลยใช้ปลายกรรไกรขุดดินรอบต้นของมัน จากนั้นก็ใช้สองมือแซะมันออกมาทั้งต้นโดยที่ยังมีดินโอบอุ้มรากของมันอยู่


ผมค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับไปตามทางเดิมอย่างช้า ๆ ทั้งเพราะระมัดระวังและบรรยากาศเริ่มมืดแล้ว ผมกลับเข้ามาในสวน เดินไปหยิบถุงจากรูปปั้น เร่งฝีเท้ากลับเข้าไปในบ้านแล้วออกทางประตูข้างห้องโถงเพื่อทะลุมาหน้าบ้าน


“แฮฮฮฮฮร์รี่!” ผมตะโกนเรียกแฮร์รี่พลางก้าวเท้าลงไปตามบันไดเนินหน้าบ้าน ไม่สนใจแล้วว่าใครจะมองอยู่หรือเปล่า ความดีใจกำลังพุ่งพล่านรัว ๆ จนผมต้องพักสิ่งรอบตัวไว้ก่อน ผมเห็นแฮร์รี่ออกมายืนมองจากชานระเบียงหน้าบ้าน ผมรีบก้าวเท้าเปล่าของตัวเองไปยืนตรงหน้าเขา


“คุณเฌอแตมร้องไห้ทำไมครับ” ผมคลี่ยิ้มกว้างแม้ว่าน้ำตาจะอาบสองแก้ม


“น้ำตาแห่งความดีใจน่ะ...” คล้ายว่าแฮร์รี่จะเหวอไปนิดหน่อย


“…นี่ ๆ ผมได้มาแล้ว ช่วยหน่อยนะ”


“โอ้ โอเคครับ เดี๋ยวผมเข้าไปเอาอุปกรณ์ คุณเฌอแตมรออยู่ข้างนอกก่อนนะครับ” ผมพยักหน้าอย่างตื่นเต้นและกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในโซนหน้าบ้านของแฮร์รี่แต่ก็ชะงักเท้าไว้แล้วก้มหน้ามองระเบียงห้องนอนตัวเองผ่านต้นกัลปพฤกษ์ ไม่แน่ใจว่ามีใครยืนอยู่ตรงนั้นมั้ย


“นิค! ห้ามอ่านความคิดแฮร์รี่นะ!” ผมเชื่อว่าเขาต้องได้ยิน หูแวมไพร์ดีซะขนาดนั้น


จริง ๆ ตอนนี้นิคคงพอเดาออกแล้วละว่าผมจะทำอะไรให้ แต่ยังไงเขาก็ยังนึกภาพไม่ออกหรอกว่าของขวัญจะออกมาเป็นรูปแบบไหน เพราะผมมุบมิบอุปกรณ์จากสายตาเขาไว้
   

แฮร์รี่กลับออกมาอีกครั้งพร้อมอุปกรณ์ครบครัน ผมเป็นคนทำเองโดยมีแฮร์รี่คอยเป็นแบ็คอัพ หัวใจผมฟูฟ่องที่ของขวัญของนิคเริ่มเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น ผมทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง และใจเย็นในทุก ๆ ขั้นตอน นิคแวะมาตามผมไปกินข้าวและแอบดูอยู่พักหนึ่ง ซึ่งผมก็ใช้ตัวบังเต็มที่และห้ามเขาอ่านความคิดแฮร์รี่เด็ดขาด เขาขำทิ้งท้ายก่อนจะเดินกลับขึ้นไปบนบ้าน


ใช้เวลาขลุกอยู่กับเจ้าของขวัญชิ้นนี้เกือบสองชั่วโมงจนกระทั่งทำมันเสร็จเรียบร้อย ผมมองมันด้วยความชื่นชม มองด้วยความชื่นใจ มองด้วยความภูมิใจ มันสวยเรียบ ๆ แต่มีความดึงดูดชวนมองไม่เบื่อดั่งที่จินตนาการไว้ไม่มีผิด และผมคิดว่ามันเหมาะกับนิคมาก ๆ


“ขอบคุณนะแฮร์รี่” ผมหันไปยิ้มปริ่มกับบอดี้การ์ดคู่ใจของนิค เขาคลี่ยิ้มอ่อนตอบกลับมา


“เที่ยงคืนไปเป่าเค้กกันนะ เดี๋ยวผมจะนัดทุกคน”


“เอ่อ…” เขาดูอึกอัก ผมมองเขาอย่างงง ๆ


“…พวกผมไม่เคยฉลองวันเกิดให้นายท่านเลยครับ เพราะท่านไม่ชอบ” ผมร้องอ้อด้วยความเข้าใจ


“เลยแปลก ๆ งี้เหรอ” เขาพยักหน้า


“และเสี่ยงต่อการทำให้ท่านไม่พอใจด้วยครับ” ผมพ่นลมหายใจสั้น ๆ พลางเลื่อนตัวลงจากเก้าอี้ทรงสูง


“งั้นเดี๋ยวผมจัดการเอง ถือว่าเป็นการละลายพฤติกรรมให้นายท่านของคุณไปก่อน” แฮร์รี่ยิ้มไม่เต็มปากนัก ผมเอาของขวัญที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วใส่ถุงผ้าอันเดิมก่อนจะกำปากถุงแน่นแล้ววิ่งออกจากชานระเบียงบ้านแฮร์รี่กลับไปทางบันได




สรุปก็ไม่มีใครมาร่วมเป่าเค้กกับผมจริง ๆ ด้วย เพราะทุกคนไม่อยากท้าทายอำนาจมืดของนิค อาเธอร์เล่าว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยลองเซอร์ไพรส์พ่อ แต่โดนนิคเกรี้ยวกราดใส่ซะเละ หลังจากนั้นวันนี้ก็เลยกลายเป็นวันธรรมดา ๆ วันหนึ่งเท่านั้น ทำได้มากที่สุดก็แค่เอ่ยปากบอกว่าสุขสันต์วันเกิด


ท่าทางเขาจะซีเรียสเรื่องวันเกิดตัวเองมากกว่าที่ผมคิดไว้อีกแฮะ


ตอนนี้นิคกำลังอาบน้ำอยู่ ทางเลยสะดวกให้ผมเตรียมเค้กไว้ให้เขาอย่างไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ถึงเขาจะรู้แล้วว่ามีเค้ก แต่ผมขอสร้างบรรยากาศให้ตัวเองหน่อยเถอะ นี่แฟนคนแรกในชีวิตเลยนะ แล้วก็เป็นการเซอร์ไพรส์วันเกิดแฟนตัวเองครั้งแรกด้วย


กึก


เสียงลูกบิดประตูห้องน้ำดังขึ้นก่อนที่มันจะถูกดึงเข้าไปข้างใน ผมกดปิดไฟในห้องนอน แสงเทียนส่องสว่างชัดเจนแม้จะมีไฟจากห้องน้ำลอดออกมาก็ตาม


“Happy birthday to you. Happy birthday to you. Happy birthday, happy birthday… Happy birthday to Nickkkk!” นิคพ่นลมหายใจแรง ๆ และทำหน้าตาเอือมระอา เขามองหน้าผมด้วยสายตาที่คล้ายว่าจะหงุดหงิดแต่ก็แค่นิดหน่อย… มั้ง


“ไม่มีใครกล้ามาเลยสักคน มีแค่ผมคนเดียว และคุณห้ามโกรธผมด้วย ไม่งั้นผมจะฟ้องพ่อว่าคุณดูแลผมไม่ดี” ผมแกล้งมองค้อน นิคยกสองมือเท้าเอวและมองผมด้วยความเซ็ง


“มันไม่มีอะไรซะหน่อย มีความสุขกับผมสิ อายุหกร้อยหกสิบห้าปีแล้วนะ อย่างอแงได้มั้ย”


“ถ้าฉันไม่รักล่ะก็ ฉันจะจับเธอส่งให้พวกหมาป่า” ผมอมยิ้ม


“ถ้ารักผมก็อธิษฐาน แล้วก็รู้สึกดีกับวันเกิดตัวเองได้แล้ว” เขาพ่นลมหายใจและทำท่าจะเป่า ผมยกเค้กหนีทันที


“อธิษฐานก่อนซี่”


“ขอให้เธออย่าดื้อกับฉันไปมากกว่านี้” ผมหน้าเหวอไปนิด


“อธิษฐานอะไรเนี่ย ฮู่!” เขาคลี่ยิ้มขำอ่อน ๆ


“ขอให้เธอมีความสุขที่ได้อยู่กับฉัน” ผมคลี่ยิ้มกว้างและยื่นเค้กช็อคโกแล็ตก้อนขนาดกลางไปตรงหน้าเขา


“คำอธิษฐานสัมฤทธิ์ผลแล้ว” เขายิ้มกริ่มก่อนจะเป่าเทียนดับภายในครั้งเดียว ซึ่งผมใช้เทียนตัวเลขอายุเขานั่นแหละ เพราะถ้าจะให้ปักเทียนหกร้อยกว่าเล่มก็คงต้องสั่งเค้กไซซ์พิเศษ


“เย้!” ผมส่งเสียงเริงร่าแล้วยื่นหน้าไปหอมแก้มเขา นิคหอมแก้มผมกลับ ผมเอาเค้กวางบนโต๊ะเขียนหนังสือแล้วเดินไปเปิดไฟให้ห้องสว่างอีกครั้ง นิคดึงผ้าขนหนูออกจากเอวจนตัวเปลือยเปล่าขณะที่เดินไปนั่งเช็ดหัวบนเตียง ผมเดินมานั่งคร่อมตักเขา นิคโอบสองแขนรอบเอวผม


“ไหนล่ะของขวัญที่พยายามซ่อนฉันน่ะ” ผมคลี่ยิ้มกว้างแล้วล้วงเจ้าของขวัญออกมาจากกระเป๋ากางเกง


“ทาดา! เซอร์ไพรส์!” ผมปล่อยให้สร้อยคอหล่นลงจากมือโดยที่สายหนังสีน้ำตาลเข้มยังคล้องกับข้อมือ นิคมองจี้สร้อยคอที่เป็นตลับใสทรงกลมกรอบสีทองอ่อนที่ในนั้นมีใบโคลเว่อร์สีเขียวสี่แฉกรูปหัวใจแผ่อยู่ตรงกลาง


“น่ารักดี” ผมยิ้มกว้างอย่างดีใจ


“ชอบมั้ย…” เขาพยักหน้า


“…ผมให้แฮร์รี่ใส่น้ำยาคงกระพันฟันแทงไม่เข้าเหมือนที่คุณใส่ในต้นกัลปพฤกษ์ด้วย ทีนี้มันก็จะไม่เหี่ยว ไม่เฉา สดใสตลอดไป”


“อ้อ น้ำใส ๆ นั่นคือน้ำยาพิษแวมไพร์เองเหรอ”


“อือฮึ แต่ให้แฮร์รี่สกัดออกมาให้ใสเหมือนน้ำน่ะ” เขามองหน้าผมแล้วคลี่ยิ้มละมุน


“ผมเลือกสร้อยหนังเพราะรู้สึกว่ามันต้องเท่มาก ๆ เวลาอยู่บนตัวคุณ…” ผมสวมสร้อยให้เขา จี้โคลเว่อร์อยู่เหนือร่องอกอย่างพอดิบพอดี ไม่สั้นเกินหรือยาวมากไป


“…เท่จริง ๆ ด้วย เหมาะกับคุณมากเลย” ผมมองเจ้าสร้อยโคลเว่อร์ด้วยความอิ่มเอมใจ


“ขอบคุณที่ไปนั่งหน้ามอมอยู่หลังบ้านเพื่อฉัน” ผมเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง


“มันจะคุ้มครองคุณแล้วก็นำความโชคดีมาให้คุณนะ” หัวใจของผมฟู่ฟ่าเหลือเกิน


“รู้ได้ไง”


“เพราะผมบอกมันแล้ว และมันจะทำตามที่ผมบอกอย่างแน่นอน” เขาคลี่ยิ้มขำ ผมยกสองแขนกอดคอเขาแล้วจุ๊บปากเขาสองสามที


“เฌอแตม ขอบคุณนะ” ผมคลี่ยิ้มแล้วคลี่ยิ้มอีก


 “ถ่ายรูปกันมั้ย…” นิคพยักหน้า


“…แล้วก็เอารูปใหม่ขึ้นหน้าจอโทรศัพท์นะ” ผมหัวเราะคิกคัก นิคยิ้มกว้างจนหางตาย่นเบา ๆ ผมลงจากตัวเขาแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์ของนิคที่วางอยู่บนเตาผิงมากดเปิดกล้อง พอเดินกลับมานิคก็จับผมถอดเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่าเช่นกัน


“Naked photo. (รูปเปลือย)” ผมยิ้มกว้างและหัวเราะ นิคเร่งเช็ดผมจนแห้งหมาด ๆ จากนั้นเราก็ขึ้นไปนั่งบนเตียงด้วยกัน แล้วก็ถ่ายรูปเปลือยคู่กันหลายรูปหลายแอค ถ่ายไปถ่ายมาผมเกิดอารมณ์ซะงั้น


“ก็มันอยากนี่” ผมว่าเสียงอ่อย นิคหัวเราะร่วนก่อนจะจับผมนอนอ้าขาแล้วแทรกตัวเข้ามา สองแขนค้ำร่างตัวเองไว้เหนือร่างของผม


“เห็นแก่ความพยายามของเด็กดี ไม่ต้องรอแต่งแล้วก็ได้” ผมกะพริบตาปริบ ๆ และเม้มปากกลั้นยิ้มเขิน ตวัดสองขาขึ้นรัดบั้นท้ายของเขา สองแขนยกขึ้นคล้องคอเขาแน่น นิคหัวเราะชอบใจ


“ถ้าฉันทำรุนแรงไป เรียกสติฉันด้วยจี้สร้อยคอของเธอได้เลย จิ้มตรงไหนก็ได้ให้ฉันรู้สึกตัว” ผมพยักหน้าหงึก ๆ นิคก้มหน้าลงมากดริมฝีปากของเขาลงบนริมฝีปากของผม สองมือเคลื่อนขึ้นไปขยุ้มเส้นผมของเขาแน่น ขนผมลุกซู่ไปทั้งตัว


โฮ่ง ๆ ๆ ๆ !


นิคเด้งตัวขึ้นหลังจากได้ยินเสียงเห่าของสุนัข เขามองผนังห้องครู่หนึ่งแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น


“อะไรเหรอ” ผมถามด้วยความรู้สึกตื่นเต้นปนสงสัย


แฮ่!!


เสียงเห่าเปลี่ยนเป็นเสียงขู่เหมือนว่ามันพร้อมจะกัด


“Watch out, Arthur! (อาเธอร์ระวัง!)”


“อ้ากกกกกกกกกกกกกก!!!!” เสียงร้องด้วยความทรมานดังสนั่นมาจากลานสนามหญ้าข้างบ้าน





 :mew1:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +221/-3
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.17 : Nick's birthday. [28/06/2020]
«ตอบ #123 เมื่อ28-06-2020 01:13:21 »

มีก้างโผล่มาจนได้

ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +273/-12
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.17 : Nick's birthday. [28/06/2020]
«ตอบ #124 เมื่อ28-06-2020 08:38:38 »

โอ๊ยกำลังหวาน

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1525
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-1
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.17 : Nick's birthday. [28/06/2020]
«ตอบ #125 เมื่อ29-06-2020 10:50:03 »

ได้ของขวัญปุ๊ปก็ได้เวลามารมาผจญ เอาล่ะมาดูแค่พลังปกติของนิคก็คิดว่ามากมาเจอเครื่องรางของแตมเข้าไปอีก 
ว่าแต่แตมเอ้ยยย อดอีกแล้ว  :jul3:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด