|| Me After You || บทที่๘ ความหวาน (Sweet) ส่วนที่ ๑ อัพ ๑๓ มิถุนา ๖๓
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: || Me After You || บทที่๘ ความหวาน (Sweet) ส่วนที่ ๑ อัพ ๑๓ มิถุนา ๖๓  (อ่าน 6508 ครั้ง)

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 219
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
คิดถึงเรือนคุณหลวงแห่งอัมพวา นับวันรออ่านเลยค่ะอย่างนี้ คงจะมีความโกลาหลเกิดขึ้นที่อัมพวาแน่นอน..และในอนาคตสตาร์ดัสกับละเวงก็คงจะมีเรื่องสนุกๆให้อ่านแน่นอน...รอ รอ รอ ขอบคุณArtemisมากค่ะที่มาต่ออย่างเร็ว...ร้ากกกก :pig4:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
ดีละมาเลย มาอยู่อัมพวาทั้งละเวงและสตาร์ต้องมีได้รับบทเรียนจากคุณแม่มูนและพ่อเต้ยร่วมสมคบคิดด้วยคุณเท้าช้าง จัดการเปลี่ยนนิสัยให้ดีซะ หึหึ!! เสียวแทนเลย คุณแม่มูนเขาผ่านอะไรมาเยอะ ต้องเจอๆ 5555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อ สนุกกกกกก รอตอนต่อไปเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-05-2020 00:47:33 โดย blove »

ออฟไลน์ yoyothaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เอาใจช่วยเรนให้ผ่านอุปสรรคไปด้วยดีนะคะ ทั้งพี่ตัวทั้งหลานมอสต้องหนักแน่เลย..หวังว่ามูนจะช่วยได้นะคะ ชอบบรรยากาศอัมพวาทำให้นึกถึงรักนี้ต้องมีพิน..รักนักเขียนนะคะ..รอติดตามตลอดจ้า

ออฟไลน์ งงปะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
ขอบคุณทั้งสองท่านมากๆ จะไปตามหาอ่านจะได้เข้าใจความเป็นมามากขึ้น
ส่วนตอนนี้ ระเวงนี้คือสาเหตุทำให้พ่อแม่ตายสินะคงรีบมาหาจนเกิดอุบัติเหต
แต่ระเวงนิสัยไม่ได้เลยจริงๆ แสดงที่พูดคราวที่โรงพยาบาลเนื่องแต่งตัวนั้นพูดออกมาจากใจจริงสินะ
รับไม่ได้เลยที่คนพี่เป็นยังงี๊ ขออย่าให้มอสหลงกลละกัน

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ละเวงนางไม่ดีสะแล้วต้องมีส่วนกับการตายของพ่อแม่แน่นอนสงสารเรนจังถ้าความจริงเป็นอย่างที่คิดคงเสียใจมากมอสก็หยอดเรนจังนะสงสารช้างซวยตลอดเลยสตาร์นิสัยเหมือนโรสเลือดแรงมากขนาดมูนเป็นคนเลี้ยงแท้ๆดีนะที่ซันมาช่วยขัดตาทัพไว้ได้เรนจ๋าศึกหนักแล้วคิดถึงบ้านสวนจัง

ออฟไลน์ kokoro

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1180
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-2
น้องเรนสู้ชีวิตจริง เอาใจช่วยค่ะ
น้องมอสควรลดความปากร้ายลงนิด ไม่ต้องเอาอย่างไอดอลไปซะหมด 5555

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
Me After You บทที่ ๗ หิ่งห้อย ริมคลอง สองเรา(ครึ่งแรก)


เมื่อขจัดคนขวางทางได้แล้ว อุศเรนก็เดินตามหลังน้องซันมาเรื่อยๆ ระหว่างทางที่เดินมานั้น สายตาก็มองไปรายรอบ แล้วก็เห็นว่ามีกระถางบัวลายมังกรตั้งเป็นทิวแถวรายเรียงอยู่ริมขอบระเบียงผนังไม้ สังเกตได้ว่าล้วนเป็นบัวสีขาวสลับกับสีเหลือง แต่ละดอกในแต่ละกระถางเบ่งบานงดงามยิ่ง เงยขึ้นไปก็เห็นบรรดากล้วยไม้ที่แขวนไว้ตามชายคามีแต่ขาวหรือไม่ก็เหลืองอีก นึกแปลกใจครามครันที่พี่เจ้าของบ้านนิยมแต่สีขาวกับสีเหลืองหรือไร

“ของคุณมะมูนครับพี่ มีทั้งบัวหลวง บัวฝรั่ง โน่นๆ กระถางโน้นสัตตบุศย์ สวยเชียว” น้องซันเหมือนรู้ หันมาบอกให้ แล้วอธิบายต่อ “คุณมะเกิดวันจันทร์น่ะครับพี่ ดอกไม้ที่บ้านนี้ส่วนใหญ่จึงมีสีขาวหรือไม่ก็เหลือง สีอื่นก็พอมีนะ อย่างเช่นบัววิกตอเรียสีชมพู  เป็นของคุณทวด อยู่หน้าห้องพระกับตรงท่าน้ำ เดี๋ยวน้ามอสก็พาเดินดูเองแหละ”

“ครับน้องซัน สวยมากๆเลยครับ พี่ชักอยากเห็นแล้วสิ”

“นี่ถ้าซันว่างนะ ซันพาเดินดูเองแล้ว แต่เผอิญช่วงนี้ต้องทำหน้าที่ผู้คุมนักโทษ”

ซันพูดจบก็บุ้ยปากไปทาง สตาร์ที่กำลังเดินตามหลังแล้วแซงขึ้นมาทำหน้าบอกบุญไม่รับเข้าไปด้านใน แถมยังจงใจ เอาไหล่กระแทกแขนเรนแรงๆจนเซ พร้อมประโยคลอยๆส่งมาให้

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” สตาร์พูดจบก็รีบวิ่งหนีซันที่เตรียมคว้าคอตนจนไม้กระดานเรือนลั่นออกไป ทิ้งพี่ชายให้ยืนส่ายหน้าอย่างระอาต่อหน้าแขก

“สันดานไม่ดี เดี๋ยวจะฟ้องคุณมะให้ดู”

“ช่างเขาเถอะน้องซัน” เรนไม่อยากถือสาหาความอีก คิดว่าต่อจากนี้ ถ้าเลี่ยงได้ก็คงต้องเลี่ยงเด็กคนนี้ให้ไกล

“ขอโทษแทนสตาร์ด้วยนะครับ” ซันยิ้มปลอบใจ แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “ เอ่อ เกือบลืม พี่เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ถ้าเป็นไปได้ ก็อย่าลงไปเดินข้างล่างคนเดียวนะครับ งูชุม”

“หืม...มีงูด้วยเหรอ มีพิษไหม”

“ส่วนใหญ่จะมาในแบบจงอางน่ะครับ พี่ว่ามีหรือไม่ล่ะ แต่ก็นะ ก็บ้านอยู่ริมน้ำนี่ครับ สัญจรสะดวก พวกเขาก็เลยมาๆไปๆ มีอยู่เลยก็แค่ตนสองตน เอ๊ยตัวสองตัว” น้องซันบอกคร่าวๆให้เรนฟังด้วยสุ้มเสียงใสติดตลก ราวกับเรื่องงูจงอางเป็นเรื่องธรรมดาซะนี่

“แล้วน้องซันกับคนที่นี่ไม่กลัวเหรอ”

“คนที่นี่เขาชินแล้วล่ะครับ ...ส่วนซันน่ะไม่กลัวหรอก ต้องถามพวกมันต่างหากว่ากลัวซันหรือเปล่า” ซันยังพูดขำๆ แต่เล่นเอาคนฟังฉงนฉงาย แล้วก็นึกได้อีกเรื่อง “เอ้ออออ อีกเรื่องหนึ่ง อย่าลืมให้น้ามอสพาไปไหว้คุณทวดจ๋าด้วยล่ะ”

“ครับน้องซัน”

เรนรับคำมิได้ถามต่อว่าคุณทวดจ๋าเป็นใคร แล้วเดินตามหลังเจ้ารูปสลักงามงดอันมีชีวิตต่อ อดคิดไม่ได้ว่า หลานชายคนนี้ของมอส เจอทีไรก็สร้างความรู้สึกแปลกๆให้ได้เสมอทุกที แปลกในที่นี้มิได้หมายถึงแปลกประหลาด  หากแต่รู้สึกเหมือนว่า น้องซันคนนี้ ต้องมีอะไรๆซ่อนอยู่ที่ใครหลายๆคนไม่มี  แล้วอะไรๆที่กำลังคิดอยู่นี่นั้น มันจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดอย่างไร หากจำต้องเล่าให้คนอื่นฟัง

ครั้งแรกที่เจอนั้นยังจำได้ ...ว่ารอบกายของซันเสมือนมีไอร้อนผ่าวมากระทบตนตลอดที่เดินใกล้ๆ ทั้งๆที่แอร์ในห้องเย็นเฉียบ
ส่วนเมื่อกี้ตอนจัดการน้องนิสัยไม่ดี....เจ้าน้องสตาร์นั้นกลัวพี่มันจนแทบลนลาน

อุศเรนคิดถึงตรงนี้ เสียงหัวเราะหึๆของซันก็ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมๆกับลมวูบหนึ่งที่พัดมาจากด้านหน้าพาเอาไอร้อนที่ห่างหายกำจายมาโดนตนเต็มๆ วงหน้าหวานคม เอี้ยวมามองตามมาด้วยรอยยิ้มน้อยๆมุมปากราวกับจะหันมาดูผลงานอย่างไรอย่างนั้น

“อ้าว อยู่นี่เอง ไอ้คุณหนู นึกว่าหลงทาง...อ้าวเฮ้ย ไงวะหลานชาย” มอสร้องทักขึ้น เดินย้อนจากข้างในออกมาหา และก็น่าแปลกเสียจริงเชียว ที่พอมอสมาถึง ไอร้อนผ่าวจากตัวของซันก็มลายห่างหายไปสิ้น

“ไงครับ น้าชายสุดหล่อ”

ซันยกกำปั้นต่อยกับกำปั้นน้าที่ส่งมาเบาๆ เป็นการทักทายแบบเพื่อนของบรรดาวัยรุ่นฝรั่ง จนเรนเผลอคิดไปว่าสองหนุ่มนี่เป็นเพื่อนกันมิใช่น้าหลาน ผิดกับสตาร์นักที่กอดน้าจนเต็มรักไม่ยอมปล่อย แถมยังรัดแน่นหากก็มิได้ใช้แรงใช้วงแขนสำหรับหลานกอดน้า ความรู้สึกตามที่เห็นมันชี้ชัดว่าเป็นอย่างนั้น นี่เรนคงไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม   

“พอดีพาพี่เรนเขาเดินดูดอกบัวตรงเฉลียงอยู่น่ะ อ่ะพามาส่งให้แล้ว ทีหลังก็ดูแลกันดีๆ จะได้ไม่ต้องไปวิ่งตามหากันถึงในวัดอีก”

“รู้ดีนักนะไอ้แสบ ก็เลียนแบบมาจากคุณป๊ะกับคุณมะของนายนั่นแหละโว้ย นี่แน่ะ ขอสักที”

มอสอดขำไม่ได้เตะหลานเบาๆแก้เขิน ส่วนเรนก็ได้แต่ยืนเขินจริงเขินจังหน้าแดง นี่คนที่นี่คงรู้เรื่องรู้ราวที่เกิดขึ้นกับตนกันหมดแล้วสินะ...แล้วสองน้าหลานก็พากันเดินเข้าด้านใน ปล่อยเรนให้เดินตามหลัง มุ่งหน้าไปยังหอนั่งอันเป็นสถานที่สำคัญที่หนึ่งของเรือนคุณหลวง ที่ยามนี้มองไกลๆก็เห็นคนหลายคนนั่งออกันอยู่ ครั้นพอถึงและมองไปรอบๆ เรนก็ต้องตะลึง และเกือบหลุดปากไปว่า นี่มันบ้านพระน้ำพระยาหรือว่าตำหนักฝ่ายในอย่างที่เคยเห็นในละครสี่แผ่นดินตอนยังมีทีวีให้ดูเมื่อครั้งยังเป็นคุณหนูกันแน่

ที่ว่าเป็นบ้านพระน้ำพระยา เพราะมุมหนึ่งของบ้าน พี่เต้ยกำลังทรุดลงนั่งบนเบาะหนานุ่ม พิงหมอนอิงปักดิ้นเลื่อมอักษรย่อเกี่ยวกระหวัด ว.อ. ล้อแสงระยิบระยับ เริ่มต้นเซ็นต์เอกสารแฟ้มเบ้อเร่อที่วางอยู่บนตั่งขาสิงห์อย่างขะมักเขม้น ข้างๆคือชุดน้ำชากาแฟเบญจรงค์พร้อมของว่างที่ยังมิพร่องไปสักเท่าไรเลย บางครั้งบางคราพี่เต้ยก็เงยหน้ามาคุยกับผู้ชายผูกไทค์สามสี่คนที่นั่งพับเพียบเรียบแปล้อยู่ด้านหน้า ชายเหล่านั้นทยอยลำเลียงเอกสารที่เซ็นต์เสร็จแล้วกลับมาพร้อมยื่นชุดใหม่ไปให้มิขาด น้ำเสียงของพี่เต้ยที่ได้ยินแว่วๆยามนี้ฟังแล้วกังวาน สัมผัสได้ถึงอำนาจ ผิดกับตอนด่าพี่ช้างด้วยความสนุกยิ่งนัก

แลคงเป็นเพราะพี่เขาอยู่ในเสื้อผ้าป่านบางสบายๆกับกางเกงแพรละมังและยังไม่ได้เซ็ตผมตั้งๆเหมือนเมื่อวันก่อน อีกทั้งผสมกับบรรยากาศรายรอบของเรือนไทยที่ตกแต่งออกไปทางคลาสสิคร่วมสมัย และถ้าตัดโน้ตบุ๊กกับปริ้นเตอร์ออกไป จะดูเสมือนผู้ชายสมัยก่อนที่นั่งทำงานและถกข้อราชการกับพวกทนายหน้าหอจริงๆ

“พี่เขาน่าจะงานยุ่งนะมอส แยกกันแป๊บเดียว ขึ้นบ้านมาก็นั่งทำงานเลย”

“ อืมใช่ งานพี่เต้ยเขายุ่งเสมอ เขาถึงมีออฟฟิศย่อยๆของเขาที่บ้านไง บางทีก็มีประชุมเล็กๆที่นี่ หรือบางทีพนักงานที่รีสอร์ทก็เอาเอกสารมาให้เซ็นต์อย่างที่เห็นตามแต่พี่เขาจะสั่งนั่นแหละ”

“เหมือนเจ้าพระยาในหนังในละครเลยเนอะ”

“เหมือนคุณหลวงมากกว่า”

มอสพูดจบก็ผสานเสียงหัวเราะกับน้องซันหลานชาย จนเรนงงหน่อยๆว่า มันน่าหัวเราะตรงไหน แล้วสองน้าหลานก็พากันทรุดกายลงริมหอนั่ง พาเรนคลานเข่าราวกับจะพาทะลุมิติไปโผล่ยังตำหนักฝ่ายในที่มีพี่มูนกำลังนั่งเด่นเป็นสง่าบนเบาะนุ่มหนาเหนือผืนพรมสีนวลเจือเขียวอ่อนลายดอกพิกุลร่วง  เพียงแค่ทรุดเข่าลงลมเย็นๆก็พัดมา พาเอากลิ่นหอมคล้ายน้ำอบไทย และกลิ่นดอกไม้สารพัดมาเตะจมูก หากก็มิมีกลิ่นใด จะจรุงเท่ากลิ่นมะลิที่มาจากเจ้าของบ้านได้อีกแล้ว

เจ้าของบ้านหรือพี่มูนยามนี้ วางข้อศอกข้างขวาไว้บนหมอนอิงแต่มิยอมทิ้งตัว ดำรงการไว้ตัวได้อย่างน่าดูชมและมิรู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าพี่มูนดูมีสง่าราศรีผุดผาดกว่าทุกคน ฤาเป็นเพราะแสงไฟตกกระทบลงมาที่ตัวพอดี ข้างๆและรายรอบนั้นคือท่ามกลางบริวาร  อันเป็นสตรีหลากหลายวัยในเสื้อคอบัวสีอ่อน ที่บ้างก็กำลังเย็บถุงผ้าโปร่งเล็กๆ บ้างก็กำลังช่วยกันร้อยมาลัย บ้างก็กำลังแกะสลักผักผลไม้ และบ้างก็กำลังใช้กรวยใบตองหยอดเม็ดแป้งเล็กๆหอมกรุ่นลงบนผ้าขาวบาง ทุกคนมีงานในมือทำกันหมดทั้งสิ้น เป็นงานฝีมือที่ผู้หญิงสมัยใหม่ไม่ค่อยได้ทำกัน และถ้าลองจับทุกคนไปใส่สไบ ยังไง้ ยังไง ก็ต้องมองเป็นฝ่ายในแน่นอน

“กราบสวัสดีอย่างเป็นทางการอีกครั้งขอรับ คุณพี่” มอสกราบตักพี่ตัวด้วยทีท่าน่าเอ็นดู แล้วรีบกวักมือเรียกเรนที่ยังมัวแต่ตะลึงจนประดักประเดิดให้ทำตาม

“ เร็วไอ้คุณหนู มากราบคุณเขาซะสิ เดี๋ยวนี้คุณเขาใหญ่โตมีนางข้าหลวงกำนัลเป็นสิบ อีกไม่กี่ปีหรอกคงได้เป็นคุณหญิงตามแม่ผัว”

“ทะเล้น ทะลึ่ง ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะน้องชายฉันเนี่ย” พี่มูนไม่พูดเปล่า กลับเอากระบวยตักน้ำอบข้างๆตัวเคาะหัวเจ้าซุปตาร์ให้ด้วย จนมันโอดครวญ

“โอ๊ย มอสเจ็บนะครับพี่มูน”

“ก็จงใจให้เจ็บ หมั่นไส้มาหลายทีแล้วตั้งแต่ไปเรียนกรุงเทพจนเป็นดาราดังนี่ ห่างไม้ห่างมือมานาน”

พี่มูนปากก็บอกว่าหมั่นไส้ แต่สายตาที่มองน้องคือความรักความเอ็นดู คือความภาคภูมิใจอันปิดไว้ไม่มิดที่ใครๆก็สัมผัสได้แม้กระทั่งคนนอกอย่างเรนที่กำลังยกมือไว้อย่างงามที่สุด

“สวัสดีครับพี่มูน”

“สวัสดีจ้ะเรน ดีขึ้นแล้วใช่ไหม” พี่มูนถามเช่นนี้ แสดงว่ามอสคงเล่าอะไรให้ฟังหมดแล้ว

“ดีขึ้นแล้วครับ โชคดีที่ได้มอสช่วย ถ้าไม่ได้มอสคงแย่”

เรนตอบพี่มูนไปตามจริง หาได้สังเกตไม่ว่าคนช่วยที่กำลังฟัง ลอบยิ้มในใจมากมายเพียงไร

“พี่ก็เพิ่งจะเห็นเขาได้เรื่องได้ราวก็คราวนี้แหละ”

“โธ่พี่มูน พูดอย่างนี้ภาพลักษณ์พระเอกเสียหายหมด” มอสโอดครวญด้วยสุ้มเสียงน่าเอ็นดูอีกครา

“ก็มันจริงไหมล่ะ”

“อย่าไปเชื่อนะไอ้คุณหนู ในสายตาพี่มูนเขาน่ะ ผู้ชายทั้งโลกมีดีอยู่แค่คนเดียวก็คือพี่เต้ย ” มอสตีลูกย้อน แล้วถามเรนต่อมาต่อหน้าใครหลายๆคนว่า

“ว่าแต่ชอบไหมละ”

“ชอบอะไร” เรนถามกลับเพื่อความแน่ใจ ไม่อยากคิดไปไกลว่าหมายถึงชอบคน หรือหมายถึงอะไร และคำตอบของมอสก็ทำให้พี่มูนต้องลอบค้อนด้วยความหมั่นไส้กับความยียวนของน้องชาย

“ชอบที่นี่ไง สวยไหม”

“สวยสิ ชอบมากด้วย สวยกว่าบ้านเก่าตอนเราเป็นเด็กๆ”

เรนมิได้พูดเกินจริง บ้านหลังเก่าก่อยอยู่บ้านเช่า แม้จะเป็นคฤหาสน์ หากก็มิได้งามเหมือนกับที่นี่ ที่นั่นมันเหมือนกับโชว์รูมที่เอาบรรดาเฟอร์นิเจอร์มาตั้งรวมๆกันไว้ให้ดูพอเข้ากันเท่านั้น ผิดกับที่นี่ที่การตกแต่งและเครื่องเรือนดูลงตัวกลมกลืนงามตาไปซะหมด งามเสียจนกระทั่งข่มแขกอย่างตนให้เจียมตัว

“นั่งสบายๆก็ได้เรน ไม่ต้องเกร็ง” พี่มูนคงรู้ จึงส่งเสียงนุ่มบอกมา แล้วชวนคุยต่อให้ผ่อนคลาย  “แต่แหม ถอดรูปมาอย่างนี้ ทำเอาพี่เกือบจำไม่ได้แน่ะ ดูดีขึ้นมากๆเลยรู้ไหมเรา”

“ขอบคุณครับพี่มูน”

“แล้วนี่นึกยังไงถึงแต่งตัวมาคู่กันล่ะ” พี่มูนยังคงถามยิ้มๆ มองสลับไปสลับมาระหว่างเจ้าน้องชายซุปตาร์กับเจ้าผู้ช่วย พี่มูนก็ยังเป็นพี่มูนคนเดิม อะไรนิดอะไรหน่อยที่สะดุดตาก็เก็บเอามาฉุกใจให้คิด  “มีอะไรที่พี่ไม่รู้หรือเปล่า”

“จริงด้วยครับ คุณมะ ซันก็เพิ่งจะได้สังเกต” น้องซันเป็นเสียงเสริมทันใด พูดจบก็ทอดกายยึดตักมูนเป็นหมอนหนุน นอนมองดูหน้าน้าชายที่กำลังแดงหน่อยๆ และเริ่มจะไปไม่เป็น หากเจ้าน้ารูปหล่อก็ไปต่อได้

“แหมมม บังเอิญหรอกครับพี่มูน” มอสรีบตอบ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วนี่พี่ช้างยังล้างเนื้อล้างตัวไม่เสร็จอีกเหรอครับ”

“คงอีกนาน... นั่งบ่นอยู่นั่นแหละว่ามีคนแกล้งไปขุดหลุม ใครเขาจะไปแกล้ง ถ้าเขาแกล้งจริงๆน่ะ หลุมต้องต้องใหญ่กว่านี้ นี่คงมัวแต่เดินเชิดหน้ากรีดกรายเป็นคุณท้าวอยู่ละมังเลยไม่มองทาง”

เรนที่ฟังอยู่ก็แทบหลุดหัวเราะอีกครากับอีเรื่องหลุมนี่ ส่วนมอสก็ได้แต่หัวเราะลั่น ฝ่ายน้องซันที่ยังไม่รู้อะไรก็ได้แต่งง จนมอสต้องเอาคลิปที่ถ่ายไว้ให้ดู แล้วจึงมีเสียงหัวเราะลั่นพอๆกันตามมา มูนเกรงว่าเสียงจะไปรบกวนพี่เต้ยจึงปรามให้เบาลง แล้วถามเรนขึ้นว่า

“คุยกับพี่สาวแล้วใช่ไหม เรื่องมาทำงานกับพี่”

“ครับพี่”

“อืม แล้วขัดข้องอะไรกันไหม”

“ไม่เลยครับพี่มูน ละเวงยินดีมา”

“ถ้างั้นก็ดีจ้ะ อยู่กับพี่ก็จะได้เรียนงานรีสอร์ท งานโรงแรม และก็จะได้พวกงานฝีมือโบร่ำโบราณติดตัวไปด้วย ป้าเมี้ยนของมอสเขาเก่ง เขาได้หมดงานอาหาร งานดอกไม้สด เขาถ่ายทอดมาให้หลายคนแล้ว พี่น่ะได้แค่เครื่องหอมอย่างเดียว คงขึ้นอยู่กับคนเรียนเองแหละว่าสุดแต่อยากจะเอาดีทางไหน เผื่อวันข้างหน้าได้เอาไปใช้ต่อยอดทำมาหากินต่อได้ ”

เรนฟังแล้วก็รู้สึกดีใจอย่างที่สุด จากเดิมที่นิยมชมชอบพี่มูนอยู่แล้ว กลับเพิ่มพูนทวีคูณขึ้นไปอีก ละเวงโชคดีแล้วที่จะได้มาทำงานกับพี่เขา แต่ไหนแต่ไร ละเวงเขาก็เหมาะกับทางนี้ พวกงานฝีมืออะไรนี่ หมดห่วงเรื่องละเวงไปได้เยอะ

“เรนเองถ้าอยากเรียน ก็มาที่นี่บ่อยๆนะจ๊ะ มาอยู่กับพี่ พี่จะได้สอนทำพวกเครื่องหอม พวกดีฟิวเซอร์ พวกน้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นที่มอสเขาชอบ จะได้เอาไปไว้ใช้ที่คอนโด หรือมาเรียนทำอาหารกับป้าเมี้ยนเขา เขาจะได้สอนเมนูโปรดของเจ้าพระเอกจอมทะเล้นนี่ให้ เผื่อจะได้ทำให้เขาทานที่นู่น”

มูนทอดเสียงนุ่มเสนาะ คิดอะไรในใจไม่มีใครรู้ คงมีแต่เจ้าซันละมัง ที่เบือนหน้าไปซ่อนยิ้มก่อนจะหันกลับมายักคิ้วให้น้าชาย ส่วนเจ้าน้าชายที่สัมผัสได้เพียงผิวเผิน แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้แทบเผลอยิ้มกว้างออกมาจนแก้มปริ เพราะไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง หรือสายตาของพี่มูนยามมองยามคุยกับไอ้คุณหนู มันคือความพึงพอใจระคนเอ็นดู ถึงขนาดอยากให้มาอยู่ใกล้ชิด ราวกับพี่มูนจะบอกเป็นนัยๆให้รู้ว่า ‘ผ่านขั้นแรก’ แต่ก็ไม่ได้พามันมาคัดตัวอะไรสักหน่อยนี่นา แค่พามันมาช่วยงานทำบุญเปิดหูเปิดตาก็เท่านั้นเอง

ทว่าที่ผ่านมาเคยพาเพื่อนผู้หญิงและดาราสาวๆที่เคยคุ้น มาเที่ยวบ้านสวนหลายคน หากก็ไม่มีคนไหนที่พี่มูนชวนให้มาบ่อยๆเลยสักคน ไอ้คุณหนูมันจะรู้ไหมนะว่ามันเป็นคนแรกจริงๆ...คนแรกที่พี่มูนชวนให้มาและอยากให้มันรู้ว่าตนโปรดอะไร แล้วพี่มูนก็ถามขึ้น ดำเนินบทสนทนาต่อ

 “เออ มัวแต่คุยเรื่องอื่นจนเพลิน เกือบลืมถามว่าหิวหรือยัง วันนี้มีข้าวแช่ให้กินเล่น ของหวานเป็นส้มฉุนสนใจไหมจ๊ะเรน”

“แหมมม ถามแต่คนอื่นนะ น้องชายกับลูกชายตัวเองนี่ คิดจะถามบ้างไหมครับ” มอสแทรกขัดมาให้ ตามมาด้วยน้องซัน

“ถูกต้องที่สุดแล้วครับน้าชาย”

“อยากจะแกล้งปล่อยให้อดตายสักวัน ชอบขัดจริงเชียว พวกแก๊งค์หมาบ้า เข้ากันดีนัก”

พี่มูนค้อนทั้งน้องทั้งลูก แล้วจึงหันไปสั่งความบรรดาแม่สาวๆแก๊งค์คอบัวที่รางานในมือตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้มานั่งชม้ายชายตาดูมอสกันสลอน จนต้องกระแอมเรียกสติ สั่งความย้ำให้ไปยกสำรับข้าวแช่ และในระหว่างที่รอตั้งโต๊ะ มอสก็ขอตัวพาเรนออกจากหอนั่งไปพบคนสำคัญอีกคน ณ ครัวใหญ่หลังใหม่ที่อยู่ยังด้านล่างหลังบ้าน ที่เดี๋ยวนี้เป็นใหญ่เป็นโต ถึงขั้นนั่งๆนอนๆบนตั่งชี้มือสั่งอย่างเดียว

“โอ้โห ใหญ่โตเหลือก้ำเหลือเกินจริงๆขอรับคุณเมี้ยน  แม่ข้าหลวงใหญ่ มีหมอน่งหมอนวดกับเขาด้วย”

มอสพาเรนเดินมาถึงหน้าครัว ร้องทักสตรีสูงวัยเสียงใสที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนบนตั่ง และกำลังมีคนคอยนวดคอยเฟ้นขาให้ สตรีสูงวัยผู้นั้นเห็นมอสก็รีบลุกขึ้นมานั่ง ไล่หมอนวดที่คงเป็นลูกไล่ไปไกล ทักตอบด้วยความดีใจอย่างยิ่งกลับมา และก็แทบจะโผเข้ามากอดหลาน

“อ้าวไอ้มอด ...มาวันนี้ทำไมไม่บอก ป้าก็นึกว่าจะมาพรุ่งนี้”

‘มอด’มิใช่ ‘มอส’ เรนที่เดินตามมาฟังแล้วก็ขำ เดาว่านี่คงเป็นฉายา ที่คุณป้าขนานนามมาให้แน่แท้ ดีละถ้าวันไหนพูดอะไรไม่เข้าหู หรือเรียกตนว่าไอ้อุศเลอะอีกละก็ จะเรียกไอ้มอดบ้างให้ดู

“เปลี่ยนใจมาวันนี้แทนครับ จะได้ค้างหลายคืนหน่อย”

 “แล้วนี่ใครกันละเนี่ย”

“ผู้ช่วยมอสเองครับ ชื่อเรน...เรนนี่ป้าแท้ๆของเรา ที่พี่มูนพูดถึงเมื่อกี้ไง ชื่อป้าเมี้ยนอดีตต้นห้องคนสำคัญของคุณท่าน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณข้าหลวงอาวุโสของที่นี่ ไหว้ท่านซะงามๆ ท่านจะได้เมตตาหาของกินอร่อยๆให้”

มอสกัดป้าตัวเองเล็กๆ อย่างที่ชอบทำเสมอมา ป้าก็ได้แต่ค้อนขวับโต้ตอบตามประสา เรนรู้สึกอิ่มใจในความรักของป้าหลานที่สัมผัสได้ และไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ป้าเมี้ยนทันทีที่มอสแนะนำจบ แม้นในใจจะยังงุนงงหน่อยๆ เพราะรู้แค่คร่าวๆมาจากพี่ช้างว่ามอสไม่ใช่หลานแท้ๆของคุณท่านและก็ไม่ใช่น้องแท้ๆของพี่มูนแค่นั้น ส่วนป้าแท้ๆนี่ไม่รู้เลย ไว้ว่างๆคงต้องถามเอาจากพี่ช้างเพื่อความกระจ่าง แต่ถึงจะยังไม่กระจ่างเรนก็สำแดงความนอบน้อมมาเต็มเปี่ยม จนคนรับไหว้สูงวัยและคนมองพึงพอใจ

“สวัสดีครับคุณป้า”

“ไหว้พระเถอะจ้ะ เออ หน้าตาน่าเอ็นดู ว่าไหมมอส” ป้าหันไปถามความเห็นหลาน ที่กำลังแกล้งยืนไม่รู้ไม่ชี้ “ไปๆขึ้นข้างบนกันเถอะ เดี๋ยวอีนังก้นครัวพวกนี้ มันจะไม่เป็นอันทำการทำงาน”

คงจะจริงอย่างที่ป้าเมี้ยนพูดละมังว่าพวกนังก้นครัวของป้าไม่เป็นอันทำการทำงาน เพราะทุกคนต่างทิ้งตะหลิวที้งสากชะโงกมาดูมอสกันหมด แถมยังส่งเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดกันเกรียวกราว ยามที่มอสส่งยิ้มโบกมือทักทาย  เรนเห็นแล้วก็ยอมรับอีกครั้งว่ามอสนี่เสน่ห์แรงจริงๆ แถมยังรู้จักหว่านส่งความหวานอันดูเป็นธรรมชาติไปให้คนมองจนต้องมองเพลินและเสียอาการ ขนาดตนเดินตามด้านหลัง ยังต้องเผลอลอบมองอยู่บ่อยๆ นึกชื่นชมอยู่ในใจอีกประการว่า มอสเป็นคนมีสัมมาคารวะได้อย่างน่าเอ็นดู มาถึงบ้านก็รีบไปหาผู้หลักผู้ใหญ่ไปสวัสดีจนหมดครบทุกคนสำคัญ ที่เรนคิดเอาเองว่าครบแล้ว หาได้ฉุกคิดหรือเฉลียวใจเลยว่า ยังขาดไปอีกหนึ่งท่านที่น้องซันก็เตือนแล้วว่าเป็นใคร

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
ครั้นเมื่อกลับขึ้นมาถึงหอนั่ง ป้าเมี้ยนก็เดินนำอาดๆ พกบารมีคุณข้าหลวงใหญ่มาเต็มเปี่ยม เล่นเอาแม่แก๊งค์คอบัวสาวๆที่กำลังช่วยกันจัดโต๊ะอาหารหลบกันเป็นแถว

“อ้าวแล้วนี่ใครใช้ให้จัดโต๊ะอย่างนี้ละยะ ไม่ได้ความ ไม่เรียบร้อยเลย ดูสิเนี่ยผ้าปูโต๊ะยับอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน ไปเปลี่ยนผืนใหม่มาเลย นังพวกนี้สอนไม่รู้จักจำ จะมาทำลวกๆเหมือนอยู่บ้านพวกหล่อนไม่ได้หรอกนะยะ” ป้าเมี้ยนเริ่มเอ็ดตะโร จนนังพวกสาวๆบางคนถอยกรูดรีบไปจัดการ พี่มูนคงสงสารเลยออกรับแทนให้

“อย่าไปว่ามันเลยป้าเมี้ยน มันยังเด็กอยู่ทั้งนั้น ค่อยๆหัดกันไป”

“คุณมูนน่ะใจดีอย่างนี้ทุกที เป็นป้าหน่อยไม่ได้ ไล่ออกไปหมดแล้วค่ะ  นังพวกนี้ก็ดีแต่มือห่างตีนห่าง ถนัดชม้อยชม้ายชายตา ทำงานไม่ได้เรื่องกันเลยสักคน” ป้าเมี้ยนตอบพี่มูนก็จริง แต่ก็สามารถหันไปทำตาเขียวส่งไปให้บรรดาแม่สาวๆที่ซ่อนนัยตาแพรวพราวแทบไม่ทัน ซึ่งก็คงไม่ต้องบอกว่าส่งไปให้ใคร

“แหม หวงหลานชายก็บอกมาเถอะครับป้าเมี้ยน สักวันนะ เต้ยจะยุให้ไอ้เจ้ามอสมันลากมาทำเมียสักคนสองคน หวงดีนักหลานชายพระเอกคนนี้เนี่ย” พี่เต้ยแทรกมาให้ เดินมาสมทบร่วมวงเตรียมรับข้าวแช่ ตามมาด้วยพี่ช้างที่เดินสะบัดพัดจีบออกมาเสริมบทสนทนาได้เหมาะเจาะ

“อย่างที่คุณเต้ยว่าก็ดีนะคะ เอาเด็กในบ้านแบบพ่อน้องอัยนี่แหละ ไม่ค่อยพูดมาก ไม่ค่อยมีปากมีเสียงดี ”

“โธ่ คุณเต้ย คุณน้องอัยล่ะก็ อย่าพูดสิคะ ป้ายิ่งกลัวๆอยู่ นังพวกนี้มันไว้ใจได้ที่ไหน หูตามันนี่แพรวพราวนัก ”

“แหม หลานชายป้าก็ตัวดีไม่แพ้กันหรอก นี่ไงมายืนหว่านเสน่ห์อยู่นี่ เอ้า เลือกมาสักคนสิ พี่จะตกแต่งให้  อยากได้ที่ดินตรงไหนเลือกมา พี่จะปลูกเรือนหอให้ด้วย” มูนยิ่งแกล้งพูด ยิ่งทำให้ป้าเมี้ยนกลัว แต่ก็ต้องเบาใจลงเมื่อมอสตอบว่า

“เลือกน่ะเลือกได้ครับ แต่เลือกมาแล้วก็อยากให้ถูกใจพี่มูนด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่ผ่านๆมา มีเข้าตาพี่มูนบ้างหรือยัง”

“เป็นน้องพี่ซะเปล่า ไม่รู้ได้ไงว่าใครถูกใจและเข้าตาพี่บ้าง”

มอสฟังแล้วก็หน้าแดง เพราะเพิ่งคิดแหมบๆอยู่ก่อนลงไปข้างล่างเมื่อกี้ เรื่องคนถูกใจของพี่มูน และเพราะหน้าส่งอาการนี่เองเลยทำให้ถูกเจ้าซันที่เดาว่ามันน่าจะรู้ดีที่สุดส่งเสียงโห่จนเขิน จนต้องรีบตัดบท

“ กินข้าวแช่กันเถอะครับ”
 
นั่นแหละป้าเมี้ยนจึงได้ฤกษ์ เอาผ้าผืนใหม่จากแม่สาวๆ มาปูลงบนโต๊ะซะเองด้วยความว่องไวผิดกับวัยที่มากขึ้น แล้วยืนกำกับแม่คอบัวสองสามนางให้จัดการวางถ้วยใบย่อมเข้าประจำที่ผู้ร่วมโต๊ะจนเรียบร้อย โดยมีอุศเรนเป็นหนึ่งในนั้นที่กำลังทึ่งยามได้เห็นภาชนะที่ใช้รับประทานข้าวแช่ ที่บอกเป็นของทานเล่นของที่นี่ เป็นถึงเครื่องเบญจรงค์เขียนลายทอง และเมื่อเครื่องเคียงถูกลำเลียงออกมาบนเครื่องเบญจรงค์เข้าชุดกัน อุศเรนก็รู้สึกว่ามื้ออาหารหรูๆในชีวิตคุณหนูที่ผ่านมานั้น หาได้ตระการตาเท่ากับที่นี่เลย

ใครจะคิดว่าแค่พริกหยวกธรรมดาๆ กลับถูกห่อด้วยตาข่ายสีทองจากไข่ วางรวมกันเป็นแพฟูฟ่องจนน่าหยิบมากัดให้ขาด ลูกกะปิกับหอมแดงยัดไส้ขนาดคัดมาแล้วเท่าๆกัน ราวกับอัญมณีสีนิลกับสีม่วงลูกกลมๆไล่สีที่ใส่ไว้อยู่เต็มพาน และยังมีเครื่องเคียงอีกหลายอย่าง ที่กำลังพินิจพิเคราะห์ดูว่าเป็นอะไร

“อ้าวแล้วโถข้าวล่ะยะ ทำไมไม่ยกมาทีเดียว”

ป้าเมี้ยนที่คอยกำกับสาวๆถามหา ยังไม่ทันที่แม่พวกนั้นจะเยื้องกรายเข้าไปยกมา โถข้าวแช่ก็ลอยออกมาพร้อมพนักงานเสิร์ฟที่มีศักดิ์เป็นถึงลูกคนเล็กของเจ้าของบ้านผู้หายหน้าหายตาไปนานกว่าชั่วพัก ยามนี้จู่ๆก็กลับออกมาพร้อมรอยยิ้มจางๆที่ส่งมาให้เรนโดยเฉพาะ แต่เรนดันไม่ทันเห็น มิรู้ว่ายิ่งเดินเข้ามาใกล้ ยิ้มก็กว้างขึ้น กว้างขึ้น จวบจนได้ระยะอันเหมาะสมนั่นแหละ ขาที่มั่นคงก็จำเป็นต้องสะดุดพรม มือที่แข็งแรงก็ถึงคราวต้องอ่อนปวกเปียก ทำให้โถข้าวที่ใส่น้ำอบควันเทียนหอมกรุ่นทั้งโถคว่ำลงกลางหัวเรนพอดิบพอดี

“อ้าวเฮ้ย สตาร์ดัสท์!!!”

มอสได้สติคนแรก รีบผลุดลุกจากที่ ปากเรียกหลาน แต่ร่างทั้งร่างดันเข้าไปหาเรน  มิได้สนใจจะไปพยุงหลานขึ้นเลย และเพราะความเฉยเมยที่มีมาให้อย่างกะทันหัน ทำให้คนที่ทำตัวเองล้มลงลอบยิ้มสะใจนั้น หุบยิ้มลุกขึ้นมาเองทันที

“ไอ้คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่า.... ป่ะ เดี๋ยวเราพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”

มอสรีบยกโถข้าวออกจากหัวเรน ท่ามกลางทุกสายตาที่ยังไม่หายตกตะลึงพรึงเพริดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โชคดีที่ไม่ใช่ของร้อน ไม่งั้นคงต้องรีบพาไปโรงพยาบาล..แล้วมอสก็พาเรนที่ปั้นหน้าปั้นตาไม่ถูก แถมยังเลอะเทอะไปด้วยข้าวแลเปียกปอนไปทั้งหัวและทั้งตัวช่วงบนจากน้ำอบควันเทียนออกไปจากตรงนั้น แต่ก่อนที่จะได้ออกไป มือน้อยๆของสตาร์ก็รั้งแขนเรนไว้มั่น พร้อมประโยคที่เรนไม่คิดจะอยากได้ยิน

“สตาร์ขอโทษนะครับพี่เรน สตาร์ไม่ได้...” เสียงใสมิน่าเชื่อจะกลายเป็นเศร้าในเสี้ยววินาที สำนึกผิดลำดับมาแผ่วเบา ไม่เท่าคำสุดท้ายที่เน้นหนักให้รู้เลยว่า  “...ตั้งใจ”

มองในแง่ดีน้องอาจจะเว้นวรรคผิดก็เป็นได้ .... คงจะมีแต่สายตาน้องเท่านั้นแหละที่ส่งมาบอกว่า จะมองในแง่ร้ายก็ได้นะ จะไม่ถือเลยสักนิดเดียว

“มะ ไม่เป็นไรครับ”

เรนปั้นหน้าปั้นตาไม่ถูกเช่นเดิม พยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจ ไม่ให้ปรี๊ดแตกเอากับไอ้เด็กเวรตรงหน้า หนึ่งเพราะตนเป็นแขก สองคือเพราะถ้าทำไป มอสคงไม่สบายใจที่ไปมีเรื่องกับหลานของเขา อีกทั้งพ่อแม่ของเด็กคนนี้ก็นั่งอยู่ที่นี่... พี่เต้ย พี่มูนก็คงเห็นแล้วสินะว่าลูกตนเองเป็นอย่างไร ปล่อยให้จัดการกันเองคงดีที่สุด

“สตาร์ไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะครับ สตาร์ขอโทษ”

นี่ถ้าไม่มีเรื่องกันตรงซุ้มประตู เรนก็อยากจะเชื่ออยู่หรอก เอาเถอะในเมื่อไอ้เด็กเวรคนนี้มันอยากจะแสดงละคร ตนก็จะแสดงด้วย ปล่อยให้มันเล่นคนเดียวคงไม่สนุก

“บอกแล้วไง พี่ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไรเลยจริงๆ”

เรนยิ้มให้ พูดให้ทุกคนได้ยิน ย่อเข่าลงไปลูบหัวมัน แล้วส่งเสียงกระซิบที่ได้ยินเพียงสองต่อสอง ก่อนจะเดินออกไปจากวงข้าวแช่พร้อมมอสว่า

“จิ๊บๆว่ะ”

เพราะไม่มีใครได้ยินนี่เอง สตาร์จึงกำหมัดแน่นและเริ่มจะเต้นเร่า หากก็ยังมิทันได้ทำ เพราะคอเสื้อถูกกระชากจากแรงพี่ชาย ลากออกไปจากหอนั่ง แล้วเหวี่ยงเข้าห้อง ช้างเห็นท่าไม่ดี และมูนกับเต้ยก็ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นไปดูลูก จึงเตรียมผลุดลุกไปดูหลาน แต่เต้ยก็สกัดไว้ เล่นเอาช้างงุนงง

“ไม่ต้องช้าง .... หมดรุ่นพวกเราแล้ว ให้รุ่นพวกเขาจัดการกันเอง”

ทางด้านสตาร์ที่ถูกซันเหวี่ยงเข้าห้อง จนร่างทั้งร่างล้มลงไปนอนบนพื้นเตียงนั้น ก็พยายามยันกายลุกขึ้นมา หากก็กระทำมิได้ เพราะซันดันผลักอกให้กระเด็นกระดอนนอนซ้ำลงไปที่เดิม แล้วแทรกกายลงมาทาบทับตรึงน้องไว้อยู่กับที่

“ปล่อยนะพี่ซัน พี่ทำบ้าอะไรของพี่” สตาร์เสียงกร้าว พี่ชายก็ใช่ย่อย

“แล้วนายล่ะทำบ้าอะไร ไปทำพี่เรนเขาอย่างนั้นได้อย่างไร”

“บอกแล้วไงว่าไม่ได้ตั้งใจ ใครๆก็เห็นว่าสตาร์สะดุดล้ม...แล้วก็ปล่อยซะที สตาร์อึดอัด”

“ยังไม่ปล่อยโว้ย...เหอะ สะดุดล้มเหรอ” ซันยิ้มเยาะ แล้วทิ้งน้ำหนักกดทับน้องแน่นยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีก หน้าเคียดขึ้งก้มลงมาใกล้ซอกคอน้องอย่างไม่เคยกระทำมาก่อนในชีวิต

“ใครเชื่อนายก็ควายแล้วล่ะ พรมมันเป็นพรมผืนใหญ่ทอมาเต็มผืน มีรอยให้สะดุดตรงไหน หรือจะบอกว่าสะดุดขาตัวเองก็ยิ่งไม่น่าเชื่อใหญ่  เพราะนายไม่ใช่เด็กที่เดินเตาะแตะ จะบอกอะไรให้นะทุกคนที่เขาเห็นเหตุการณ์ เขาดูออกกันทั้งนั้น โดยเฉพาะน้ามอส”

“มะ... ไม่จริง มะ.. มะ.. ไม่มีทาง” สตาร์เริ่มตะกุกตะกัก ใครจะรู้ก็ช่าง แต่ต้องมิใช่น้ามอส “ปะ ปล่อยนะ สตาร์จะไปหาน้ามอส จะไปอธิบายให้น้ามอสฟัง”

“มันสายไปแล้วล่ะสตาร์ น้ามอสเขารู้แล้วว่า...”

“ระ รู้อะไร”

สตาร์ยังมิหยุดอึกๆอักๆ ด้วยเพราะหน้าพี่ซันเริ่มก้มลงมาใกล้ซอกคอ จนสัมผัสได้ถึงไอร้อนผะผ่าวที่ออกมาจากปลายจมูกของพี่ชาย ทำให้กายทั้งกายและเสียงตนสั่นพร่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ซันเองไยจะมิรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ก็หาได้ยุติการกระทำที่เกินคำว่าพี่ชายไม่ นี่ถ้าหากเป็นอย่างในละครน้ำเน่าที่ยายเมี้ยนชอบดู ร้ายๆอย่างไอ้สตาร์นี่ มันต้องถูกลงโทษด้วยการฟัดลงไปตรงซอกคออย่างไม่มีเหตุผล ทว่านี่ไม่ใช่ในละคร บทลงโทษของมันคือการที่มันต้องยอมรับความจริงที่กำลังจะบอกมันว่า

“เขารู้ว่านายมัน ‘ปลอม’ ไงสตาร์...ปลอม!!! อย่าหวังเลยว่าน้ามอสจะเรียกนายว่าสตาร์ดัสท์อีก นายคงไม่ใช่ ‘หลานที่รัก’ และไม่มีวันที่น้าจะ ‘รักหลาน’ อย่างนายแน่นอน”

ซันกระแทกคำพูดหนักๆบางคำลงไปตรงข้างหูสตาร์ ซึ่งก็ส่งผลให้เจ้าน้องตัวร้ายนิ่งงันไปทันที เมื่อสิ่งที่จงใจได้ผล ซันก็ยันกายขึ้นจากร่างของน้องที่ยังไม่ไหวติง ปรายตาหันมาดูแค่เล็กน้อยแล้วเดินออกจากห้อง ทิ้งน้องให้นอนน้ำตาไหลและทิ้งไว้แค่ไอร้อนผะผ่าวที่ยังจับอยู่เต็มซอกคอของสตาร์ พร้อมคำพูดบางคำที่ต้องก้องอยู่ในสมองสลับกันไปมาว่า  ‘หลานที่รัก รักหลาน’ เพียงเท่านั้นเอง

ทางด้านมอสที่พาเรนมาถึงห้องพักซึ่งก็เป็นห้องเดียวกับพี่ช้างที่อยู่ข้างๆห้องตนแล้ว เมื่อเข้าห้องก็พบว่า ข้าวของสัมภาระที่เตรียมมาวางไว้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยมิต้องร้องขอหรือสั่งการอันใดเพิ่มเติม

“รีบอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสระผม แป้ง มีไว้ให้หมดแล้วในห้องน้ำ เสร็จแล้วไลน์บอกเรา เดี๋ยวเราจะพาไปข้างนอก”

มอสสั่งความด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ แล้วเดินออกไปจากห้อง เจ้าตัวมิได้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เรนมายืนคิดๆดู ก็อยากให้มันจบลงโดยมิต้องพูดถึงก็ดีไปอีกอย่างเหมือนกัน อย่างน้อยการที่ตนมิตอบโต้มันก็ทำให้มอสไม่ได้มีสีหน้าหม่นแสงลงไปกว่าเดิมมิใช่หรือ ในเมื่อใจยกให้เขาเป็นคนสำคัญแล้ว อะไรที่ทำให้เขาหนักใจเพิ่มก็หาควรได้ทำ เพราะสิ่งที่ควรทำ คือระมัดระวังตัวเองมิให้ใกล้เจ้าสตาร์

นิ่งเฉยและอยู่ห่างๆ น่าจะเป็นการดีที่สุด ...แต่ถ้ามันยังมิยอมหยุด ก็คงต้องเล่นละครไปพร้อมมันอย่างที่ทำเมื่อครู่

เมื่อหักใจคิดได้ดังนี้ จึงเข้าห้องน้ำไปจัดการธุระส่วนตัว มินานก็เสร็จเรียบร้อย พอผัดหน้าผมแห้งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเบาสบายสไตล์ลำลองขาสั้นเสร็จ เปิดประตูห้องมายังมิทันได้ไลน์หา เจ้าซุปตาร์ก็มารออยู่หน้าห้องซะเอง

“กำลังจะไลน์หาพอดี รอนานไหม” เรนมองคนรอที่เปลี่ยนเสื้อผ้ามาใส่เสื้อกีฬาสีแดง สีหน้าของเขาคนนั้นยามนี้ ดูดีกว่าเดิมนิดหน่อย  “ที่ว่าจะพาไปข้างนอกนี่ จะพาเราไปเตะบอลเหรอ”

“นี่มันชุดนักบาสต่างหาก เห็นไหมว่าแขนกุด แต่ก็ไม่ได้พาไปเล่นบาสหรอกนะ จะพาไปนั่งเรือเล่น”

“หืมมม”

เรนร้องหืมเสียงสูง แต่ก็มิได้ขัดอันใด ยอมเดินตามลงไปข้างล่าง บนพื้นอิฐศิลาแลงใต้ร่มลีลาวดีสีขาวอันร่มรื่น ข้างๆตลอดทางคือพุ่มดาหลาสีชมพูสดเป็นแนวยาวสลับมะลิซ้อนสีขาวชูช่ออร่ามตา

“แป๊บนึงนะ”

มอสหยุดเดินหันมาบอก เด็ดช่อมะลิซ้อนมาสามช่อ แล้วเดินต่อเลี้ยวนำไปยังทางเล็กๆที่ทั้งสองข้างเป็นไม้พุ่มเตี้ยมีดอกสีขาวเล็กๆ ก่อนจะสูงขึ้นเรื่อยๆเป็นปราการวงกลมใต้ร่มลีลาวดีที่ตรงใจกลางเป็นน้ำพุหลายๆสายพุ่งขึ้นฉีดกระทบไปยังรูปปั้นสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังร่าเริงอย่างที่สุด

“ไอ้ตูน” มอสนิ่งอยู่เพียงครู่ หันมาบอกพร้อมตารื้นๆ หน่อยๆ.. เรนก็เข้าใจดีว่าอะไรเป็นอะไรจึงไม่ถาม ทว่ามอสก็บอกมาให้เอง

“ ไอ้ตูนมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ พี่เต้ยพามันมาจากบ้านที่กรุงเทพ มันเป็นเพื่อนสนิทของเราคนหนึ่ง โดนพี่มูนบ่นด้วยกัน โดนพี่มูนทำโทษด้วยกัน โตเป็นหนุ่มมาพร้อมๆกัน มันชอบลงจากบ้านมาเล่นมาขุดดินตรงนี้ ยังจำได้เลยว่า วันที่เรานั่งรถเข้ากรุงเทพน่ะ มันวิ่งตามรถเราไปจนสุดทาง และมันก็ชอบมารอหน้าโรงรถทุกๆวันเสาร์เพราะมันรู้ว่าเราจะกลับมา พอเราได้เป็นดาราเราก็ไม่ค่อยมีเวลากลับมาหามากอดมาเล่นกับมันอีก แต่ก็ยังดีที่ยังมีไอ้สามแสบหลานเราคอยเป็นเพื่อนกับมัน จนเมื่อปีที่แล้วนั่นแหละ มันอายุมาก มันป่วยและมันก็ไม่ยอมให้หมอมารักษา หนีมานอนหลบอยู่ตรงนี้ วันนั้นมอสถ่ายละครอยู่พอดี พี่มูนก็โทร.ไปบอกว่าไอ้ตูนไม่ไหวแล้ว เป็นครั้งแรกที่เราทิ้งงานขับรถกลับอัมพวาทันที พอเรามาถึงเรารู้ว่ามันอยู่ตรงนี้ และมันก็รู้ว่าเรามา สายตามันดีใจมากเราเห็นน้ำตามันไหลด้วย มันพยายามตะเกียกตะกายมาหาเรา เรารีบวิ่งเข้าไปอุ้มมันขึ้นมาจะพาไปหาหมอ และพอเรากอดมันเท่านั้น ตามันก็หลับและไม่ยอมตื่นขึ้นมาอีกเลย”

คนฟังอย่างเรนฟังแล้วจะทำกระไรได้นอกจากขอบตารื้นขึ้นมาเหมือนคนเล่า แถมยังลอบเช็ดน้ำตาที่กำลังจะไหลด้วยหลังมือ แล้วหันไปรับช่อมะลิซ้อนช่อหนึ่งจากมอสวางตามลงไปตรงด้านหน้ารูปปั้นของเจ้าตูน

“ในเมื่อมันชอบที่นี่ เราก็ให้มันอยู่ตรงนี้ มันชอบเล่นน้ำเราก็เลยทำน้ำพุให้มันด้วย” ประโยคบอกเล่าเรียบๆ หาได้เล่าความราบเรียบในท่วงทำนองน้ำเสียงของมอส สำแดงความรักส่งต่อความทรงจำที่มีให้ไอ้ตูนมาในทุกๆคำ นี่คงเป็นมิติที่ลึกลงไปของเขา หากมิได้ใกล้ชิดก็คงจะมิได้เห็นได้ยิน โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่เรนจะจำไว้ไปตลอดกาล

“การจากไปของไอ้ตูน มันทำให้เราคิดได้ว่า เราไม่ควรทิ้งคนที่รักเราให้เหงาอยู่ข้างหลัง และเราก็ไม่มีทางรู้เลยว่ากอดสุดท้ายที่จะมีให้คนที่รักเราและเรารักนั้นมันจะมาเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นกอดทุกกอดสำหรับเราจึงมีค่าทางใจอย่างที่สุด”

มอสพูดจบก็ยังดำรงความนิ่ง ยืนฟังเสียงน้ำพุซัดซ่าไปอีกชั่วพัก แล้วหันหลังเดินจากรูปปั้นไอ้ตูนมาด้วยตาแดงๆ เรนตามมาอย่างเงียบๆเข้าใจความรู้สึกของมอสดี อยากจะบอกเหลือเกินว่าเสียใจด้วยกับเรื่องไอ้ตูน แต่ก็มิรู้จะพูดอย่างไรให้น่าฟัง จึงถือวิสาสะส่งพลังจากมือน้อยๆ ไปกุมมือที่หนากว่าข้างๆ เจ้าของมือเองก็เข้าใจและรับรู้ได้ดีโดยมิต้องบอกเป็นคำพูดอะไรเพิ่มเติม

มอสพาเรนเดินมาเรื่อยๆจนถึงศาลาริมน้ำ แล้วเรนก็อดตกใจระคนตะลึงมิได้ว่า ศาลาหลังนี้ช่างเหมือนกับที่เคยฝันเห็นเสียเหลือเกิน ศาลาหลังนี้แหละที่ฝันเลอะเทอะว่าน้องซันกลายเป็นงูใหญ่มารัดตนคู่ไว้กับมอส นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน

“มะ ไม่น่าเชื่อ”

“อะไรไม่น่าเชื่อ” มอสถามขึ้นระหว่างลงไปปลดเชือกเรือ แล้วดึงมาที่ตีนบันได

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร”

“ถ้าไม่มีอะไรก็ลงมา”

“ไม่ต้องบอกพี่ช้างก่อนเหรอว่าจะไปข้างนอก”

“เราบอกให้แล้ว ...ไปกันเถอะเร็ว อากาศกำลังดี”

แล้วมอสก็นั่งประจำที่ฝีพายท้ายเรือเรียบร้อย เรนตามลงมานั่งหันหน้าเข้าหาอยู่กลางลำ เมื่อลงตัวหัวเรือลำน้อยก็เบนออกจากท่า เคลื่อนทะยานเหนือม่านน้ำคลองใสอันมีสะเก็ดระยิบระยับของแดดยามบ่ายคล้อยที่ลงมาตกกระทบ เรือลำน้อยลอยไปเรื่อยๆ ท่ามกลางทัศนียภาพของริมคลองร่มครึ้มต่างจังหวัดที่ไม่ธรรมดาในสายตาและความรู้สึกของคนมอง

มอสนอกจากจะทำหน้าที่ฝีพายได้ดีแล้ว ยังเป็นมัคคุเทศก์ได้ดีอีกด้วย บอกได้หมดว่านั่นต้นอะไรนี่ต้นอะไร ตรงนั้นบ้านใครตรงนี้บ้านใคร จนคนฟังเริ่มเพลิน แถมยังทักทายผู้คนที่ทำกิจกรรมอยู่ริมคลองด้วยอัธยาศัยที่ไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง ผู้คนหลากวัยเหล่านั้นก็คงรู้จักมอสกันเป็นอันดี เสียงทักทายกันเกรียวกราวจึงดังลั่นคลองไปหมดตลอดเรือผ่าน ทำให้มอสยิ้มกว้างออกมาได้เป็นครั้งแรกหลังจากข้าวแช่ล่มลงที่หอนั่ง และก็ต้องยิ้มกว้างขึ้นไปอีกเมื่อลมเย็นๆวูบหนึ่งพัดมาจากทางหัวเรือ พาเอากลิ่นหอมจางๆสะอาดสะอ้านหากแต่จรุงใจ อันเลือกให้ไว้แล้วมาด้วย

“ใช้สบู่กับแป้งที่อยู่ในห้องน้ำใช่ไหม”

มอสแสร้งถามคนต้นลมไปอย่างนั้น ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นกลิ่นอะไร..กลิ่น‘ชมนาด’นี้ไม่ใช่ฤา ที่ไลน์มารบกวนให้พี่มูนเตรียมไว้ล่วงหน้า ในเมื่อไอ้ปอนด์มันจับ ‘ถอดรูป’ เขาเองนี่แหละจะเป็นคน ‘เติมกลิ่น’ ให้มันเอง และกลิ่นที่เติมก็ต้องเป็นกลิ่นที่ตนชอบคนเดียว

“ใช่ๆ หอมดีนะ โดยเฉพาะแป้ง...อ้อมีน้ำหอมสีเขียวๆด้วยอ่ะ หอมมาก หอมเหมือนข้าวหุงใหม่ กลิ่นสะอ๊าด สะอาด แต่ไม่กล้าฉีดเยอะ เลยฉีดมาติ๊ดเดียว กลิ่นมันแรงไปเหรอ”

“ไม่เลย กำลังดี” กำลังดีของมอส คือดีต่อใจ จึงแสดงออกมาทั้งสายตาและสีหน้าได้เต็มเปี่ยม “ว่าแต่เมื่อกี้บอกว่ามีน้ำหอมสีเขียวๆด้วยใช่ไหม อันนั้นน่ะเขาเรียกว่าน้ำปรุงเป็นน้ำหอมสมัยก่อนผู้หญิงในวังเขาใช้กัน ส่วนแป้งที่นายใช้เมื่อกี้ เป็นแป้งเกสรดอกไม้ นายใช้แล้วชอบหรือเปล่า”

“ชอบสิ ชอบมาก ว่าจะถามอยู่ว่ายี่ห้ออะไร ซื้อที่ไหน ถ้าไม่แพง เงินเดือนออกจะไปซื้อใช้บ้าง”

“ไม่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปหรอก พี่มูนเขาทำเอง ...ถ้าอยากจะได้ก็มาที่นี่บ่อยๆ พี่มูนเขาก็บอกแล้วนี่ว่าจะสอนให้”

“เขาบอกเขาจะสอนกลิ่นที่มอสชอบต่างหาก จะได้เอาไปไว้ใช้ที่คอนโด”

“ก็นี่แหละที่ชอบ ชอบซะจนอยากเก็บไว้ดมคนเดียว”

ประโยคนี้คงเป็นประโยคดาษดื่น พื้นๆธรรมดา ถ้าคนพูดมิได้ส่งประกายสายตาซ่อนนัยมาด้วย ยิ้มกรุ้มกริ้มประหนึ่งหนุ่มน้อยเพิ่งแตกพานอันเพิ่งพานพบรักแรกตามมาสำทับ แล้วก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้จนคนเห็นคนฟัง จำต้องแสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้ตีความไม่ออกเช่นกันว่าเขาหมายถึงอะไร 

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
“ทำไมถึงชอบซะจนอยากเก็บไว้ดมคนเดียว”

“เราหวง..บอกไปเมื่อคืนไง หรือว่าตื่นมาก็ลืมหมดแล้ว”

ครานี้ทุกอย่างชัดแจ้งไม่มีแสร้งไม่รู้ไม่ชี้ เรนอยากมุดกระดานเรือแล้วลงไปซ่อนตัวเพราะกลัวเขาจะรู้ว่าเขิน อยากจะหนีไปจากตรงนี้ ไปจากบรรยากาศและธรรมชาติที่ด้อยค่า เพราะโดนเจ้าดาราตรงหน้าขโมยซีน มอสรังแกด้วยรอยยิ้มและสายตาได้อย่างน่าเอ็นดู กลบธรรมชาติรายรอบได้สิ้นเชิง!!

“หิวแล้ว”

ประโยคเดียวกับเมื่อคืนที่ตามต่อมาจากคำว่าเราหวงส่งมาอีกครั้ง ก่อนที่หัวเรือจะเบนเข้าริมตลิ่ง แล้วโบกให้เรือก๋วยเตี๋ยวที่พายสวนมาแต่ไกลเทียบตามมา เมื่อเรือเทียบกันสนิทมอสก็บอกลุงคนขายที่คุ้นกันสั้นๆว่า

“เหมือนเดิมครับ”

“เหมือนกันครับ”

เรนยามนี้คงเปรมจนคิดอะไรไม่ออกจึงสั่งเหมือนกัน ลุงคนขายก็ทำไปอมยิ้มไปพอเสร็จก็ยื่นชามตราไก่ใบเบ้อเร่อให้สองชามใส่ก๋วยเตี๋ยวน้ำเส้นเล็กพร้อมหมูแดงกับลูกชิ้นจนพูน

“จะกินหมดไหมเนี่ย”

อุศเรนเริ่มไม่แน่ใจในปริมาณที่กระเพาะตนจะรับไหว แต่พอกินไปกินไป มันก็เพลินและยังอร่อยโดยที่ไม่ต้องปรุงด้วยซ้ำ แถมยังโดนคนข้างๆ ดอดมาขโมยลูกชิ้นกับหมูแดงไปอีก จึงทำให้มันพอดีกระเพาะ ...ไม่คาดคิดเลยนะว่าคลองเงียบๆแห่งนี้จะมีอะไรดีๆซ่อนอยู่ และพอจ่ายตังค์ก็ต้องตกใจขึ้นไปอีก เพราะตกแค่ชามละ สามสิบห้าบาท ด้วยปริมาณขนาดนี้ หาที่กรุงเทพไม่มีแน่นอน

“ให้ลุงเขาไปร้อยหนึ่งนั่นแหละ” มอสบอกเรนที่กำลังหยิบเงินส่วนกลางที่พี่ช้างเตรียมไว้ให้ยามออกไปไหนมาไหนกับมอส ให้ส่งให้ลุงคนขาย “ไม่ต้องทอนนะครับ”

“ขอบคุณมากๆนะมอส ขอให้ดังๆเฮงๆ”

“คร้าบบบลุง ขายดิบขายดีนะลุงนะ”

ลุงคนขายพายเรือจากไปแล้ว มอสก็เบนหัวเรือออก พายไปข้างหน้าเรื่อยๆ เรนก็ไม่รู้หรอกว่ามอสจะพาไปไหน รู้แต่ว่าจากสองฝั่งคลองที่มีบ้านคนปลูกรายเรียงกัน ยามนี้บ้านผู้คนกลับบางตา มีแต่ต้นไม้แปลกตาอึมครึมสองฝั่งฟาก มินานแดดบ่ายคล้อยก็กลายเป็นแสงสีส้มอ่อนๆ บอกสัญญาณใกล้จะโรยรา มอสจึงเสือกหัวเรือ เข้าไปยัง ต้นไม้ใหญ่กิ่งระน้ำซึ่งมอสก็บอกมาให้ว่าเป็นต้นลำพูที่ทั้งพุ่มและใบของมันบังตาได้พอดี

“จอดทำไมกันล่ะมอส”

“ดูหิ่งห้อยไง ...อีกแป๊บก็ได้เห็นแล้ว”

อีกแป๊บของมอส จะยาวนานเท่าไหร่ก็สุดรู้ รู้แต่ระหว่างรอนี่ รอบด้านที่เคยมองเห็น กำลังถูกความมืดจับทีละน้อย พร้อมเพลงบรรเลงจากออร์เคสตร้าวงใหญ่จากบรรดาจั๊กจั่นอันเริ่มดังกระหึ่มมิน้อยหน้าซิมโฟนี่หมายเลขเก้าของบีโธเฟ่นอันจะจบลงแค่ตรงหัวค่ำ มอสดูท่าจะเพลินเพลิดกับบรรยากาศรายรอบ จึงนั่งรอไปเล่นมือถือไปได้เงียบๆ เรนเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะจึงตั้งใจจะถามมอสเรื่องละเวงว่าคุยอะไรกัน หากก็ต้องเปลี่ยนใจงดไปกะทันหัน ยามหันไปมองดวงอาทิตย์ลูกใหญ่สีส้มค่อยๆจมลับหายไปตรงชายคลอง

“สวยจัง สวยมากๆเลยครับมอส” เรนเอี้ยวคอมองดู ด้วยสีหน้าน้ำเสียงตื่นตาตื่นใจ

“หันหน้าไปมองทางเดียวกับเราสิ เอี้ยวคอไปดูอย่างนั้น เมื่อยเปล่าๆ”

เรนทำตามที่มอสบอกทันที คือนั่งหันหลังให้มอสเพื่อที่หน้าจะได้หันไปทางเดียวกัน เมื่อหันมาก็เห็นดวงอาทิตย์ตกน้ำได้อย่างถนัดชัดเจน แต่ก็เริ่มจะนั่งไม่ถนัดเพราะจู่ๆคนพายที่อยู่ด้านท้ายก็ย้ายมานั่งคร่อมนั่งซ้อนหลังตนอยู่กลางเรือ

ใจหนึ่งอยากบอกให้เขาถอยห่าง ทว่าอีกใจก็บอกว่าอย่าเชียวเดี๋ยวจะเสียบรรยากาศ......นี่ตนควรจะเชื่อใจไหนดี

ในระหว่างที่ยังลังเล คนที่ซ้อนอยู่ก็เขยิบเข้ามาใกล้เสียจนไม่มีช่องว่างให้ลมพัดผ่านจากด้านหลัง แผงอกกว้างแผงเดิมมันทาบจนปิดสนิทแน่น แลต้นขาแข็งแรงก็คร่อมจนแนบไปกับบั้นเอวมิปล่อยไว้ให้ขยับเขยื้อน และเพียงเขาเอาคางมาวางไว้บนไหล่เท่านั้นแหละ ใจแรกที่อยากบอกให้เขาถอยห่าง ก็ถูกขว้างทิ้งลงคลองไปในทันที

“นั่งอย่างนี้ไม่กลัวคนเห็นเหรอ” เรนถามทั้งๆที่รู้ว่ากิ่งก้านลำพูมันบังซะมิด อย่างนี้แล้วใครจะมาเห็นกัน

“โตมาที่นี่ มีหรือเราจะไม่รู้ว่าตรงไหนเงียบ ตรงไหนไม่มีคน”

“แล้วทำไมต้องพามาตรงที่เงียบๆ และไม่มีคนด้วยล่ะ”

“ก็หิ่งห้อยมันชอบอยู่ที่เงียบๆ และไม่มีคนน่ะสิ”

มอสพูดจบความมืดก็เข้ามาขัดจังหวะโรยตัวลงมาจนเต็ม แต่ถึงจะเต็มเพียงไร สายตาของเรนก็สามารถมองเห็นช่อดอกมะลิซ้อนอันเป็นหนึ่งในสามช่อที่มอสเด็ดมาตอนบ่ายคล้อยได้ หะแรกคิดว่ามอสเด็ดมาเกิน แต่ที่ไหนได้มะลิซ้อนช่อนั้นถูกยื่นมาด้านหน้า มาพร้อมกับเรื่องที่คนให้ยังค้างๆคาๆ มิได้พูดออกมาตอนข้าวแช่ล่มลง

“ขอบคุณมากๆนะครับเรน ที่ไม่ตอบโต้สตาร์ในวันนี้ และมอสก็ขอโทษแทนหลานด้วยช่อมะลิซ้อนช่อนี้ด้วย ที่ไม่น่ารักเอากับเรนซะเลย มอสผิดเองแหละที่ตามใจสตาร์เสียจนเคยตัว”

“ช่างมันเถอะมอส อะไรๆที่ทำเพื่อมอสได้ เรนยอมเสมอ อย่างเช่นเรื่องของสตาร์ เรนโมโหนะ แต่ก็หักใจไม่ตอบโต้ เพราะถ้าทำไป มอสอาจจะไม่สบายใจ อีกอย่างพี่เต้ยพี่มูนก็อยู่ตรงนั้น พี่เขาคงเห็นแล้วล่ะว่าลูกเขาเป็นอย่างไร ให้เขาจัดการกันเองดีที่สุด เรนสัญญาและจะพยายามไม่ทำให้มอสหนักใจในเรื่องนี้ เรนจะอยู่ไกลๆสตาร์ แต่จนแล้วจนรอดนี่เรนก็ยังไม่รู้เลยว่าสตาร์เขาเกลียดเรนเรื่องอะไร”

แล้วเรนก็รับช่อมะลิมาจากมือมอส ดมกลิ่นเบาๆที่ปลายจมูกตน เป็นขณะเดียวกับปลายจมูกของมอสที่เริ่มเสาะหากลิ่นดอกชมนาดโลดไล่ไปทั่วซอกคอของเรนเบาๆ คงมิมีเหตุผลสมควรอันใดที่จะยุติการกระทำนั้น ในเมื่อ ณ ที่นี้ เวลานี้ ไม่มี ‘เรา’ หรือ ‘นาย’ ไม่มี ‘ไอ้อุศเลอะ’ หรือ ‘ไอ้คุณหนู’ คงมีแค่ ‘มอสกับเรน’ ที่แทนตัวตนกันออกมาจริงๆ

“สตาร์เขาหวงมอสน่ะ เพื่อนผู้หญิงมอสก็เคยโดนแนวๆนี้หลายคน แต่เรนหนักสุด ”

“อย่างนี้เรนควรจะดีใจ หรือเสียใจดี ที่โดนหลานหวงน้าแกล้งหนักสุด ...แล้วทำไมสตาร์ถึงหวงมอสล่ะ”

“เพราะซันมันเป็นลูกรักของพี่เต้ยพี่มูน เป็นหลานรักของย่า ส่วนสกายเป็นหลานรักของปู่กับตา ยังไม่เคยเจอสกายใช่ไหมเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้เจอ เหลือแต่สตาร์ที่จริงๆแล้วทุกคนก็รักแหละแต่มิเคยมีใครออกปากว่าลูกรักหรือหลานรักสักคน ถ้าไม่เชื่อกลับไปลองสังเกตดูนะ มอสก็เลยรับไว้เป็นหลานรักของมอสซะเอง ตามใจทุกอย่าง สตาร์ก็เลยยึดมอสไว้ตั้งแต่เล็กมาจนโต”

“โธ่ อย่างนี้เอง” เรนฟังแล้วก็อดเห็นใจสตาร์ไม่ได้ แต่พอคิดๆดู มันก็น่าจะมีเหตุให้หวงมากกว่านี้หรือเปล่า เห็นทีกลับไปคงต้องสังเกตอย่างที่มอสว่าซะแล้ว

“ก็ประมาณนี้แหละ”

มอสพูดไปด้วย ใช้ปลายจมูกหากลิ่นไปด้วยคงจะเหนื่อย จึงพักไว้บนไหล่ของเรนอีกครา หากแต่ก็พักไว้ได้มินาน เมื่อแสงกระพริบวิบวับสีทองระยับลอยวนอยู่เต็ม

“นี่ไง เรน หิ่งห้อย”

“สวยจังมอส อย่างกับนั่งเรือล่องทะเลดาว”

เรนมิได้พูดเกินจริงอันใด และมอสเองก็เห็นด้วย เพราะหิ่งห้อยเหล่านั้น แทนที่จะจับอยู่เหนือกิ่งก้านลำพู กลับดันมาโบยบินส่งแสงทองพลิ้วไสวไปรอบเรือ ประหนึ่งเรือได้ล่องไปในท้องทะเลดาวสีทองอย่างที่เรนว่า บางตัวยังโพยพุ่งบินลงมาเกาะอยู่บนผมเรน มอสเอาลมปากเป่าไล่ไปยังไงก็ไม่ยอม เรนนึกสนุกกำบางตัวที่คว้าจับมาได้ไว้ในมือเบาๆ โชว์ให้มอสดูกำปั้นเรืองแสง เป็นที่สนุกสนานก่อนจะปล่อยมันไป แล้วนั่งดูเฉยๆต่อไปอย่างเดียว

“อยากรู้ตำนานหิ่งห้อยไหม จะเล่าให้ฟัง” แล้วริมฝีปากกับปลายจมูกของมอสก็เริ่มทำงานอีกครั้ง มิรอคำตอบจากเรนว่าอยากฟังหรือไม่ “ว่ากันว่า หิ่งห้อยคือวิญญาณของชายหนุ่มที่จุดโคมตามหาสาวคนรักที่ชื่อนางลำพูซึ่งจมหายไปในแม่น้ำ หิ่งห้อยจึงออกตามหาแล้วหาเล่าจนมาเจอกับต้นลำพูและเลือกเกาะอยู่ที่ต้นลำพูนี้ เพราะเป็นวิญญาณคนรักของตนนั่นเอง”

“น่าสงสารจัง”

“สงสารหิ่งห้อยหรือว่าลำพูล่ะ”

“ทั้งคู่”

“ใจตรงกัน น่าสงสารทั้งคู่ คนหนึ่งตามหา ส่วนอีกคนก็กลายเป็นต้นไม้ ครองรักกันไม่ได้ แต่หิ่งห้อยก็เลือกที่จะไม่ไปไหน เลือกที่จะวนเวียนส่งแสงไปรอบๆลำพู ถ้ามอสเป็นวิญญาณของนายหิ่งห้อย มอสก็คงเลือกที่จะทำแบบเดียวกัน แล้วเรนล่ะ ถ้าเรนต้องกลายเป็นต้นลำพู เรนจะยอมให้หิ่งห้อยตัวน้อยๆ อย่างมอสนี่เกาะไหม” มอสขับเสียงออกมาเบาๆ ส่งผ่านลงไปตรงข้างหู ปลายจมูกที่เคยละเลียดแค่ผิวผ่าน เตรียมตั้งท่าใช้มาโลมไล้ มอสรู้ตัวว่าพูดอะไร ทำอะไร
   
“ตกลงจะให้เกาะไหม...หืม ว่าไง ไอ้คุณหนูลำพู” 

ประโยคสุดท้ายถามแผ่วเบามาเช่นนั้น เพราะถึงคราวที่ริมฝีปากต้องหยุดพูด พักจริงจังตรงซอกคอเสียที มอสไม่พักเปล่า หากแต่เกาะแน่นเบาๆ ด้วยการขบเขยิบสูงขึ้นไปเป็นระยะๆ วนเวียนส่งแสงทองระยับด้วยประกายสายตาไปยังลำพูที่หมายใจ เจ้าต้นลำพูที่ยังนั่งนิ่งในทีแรก เริ่มสั่นพร่าอ่อนไหวไปทั้งต้น ไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าหิ่งห้อยตัวนี้ มิยอมเกาะเปล่าๆดังปากว่า กลับส่งประจุไฟฟ้าแปลกพิสดารให้วิ่งซ่านไปได้อีกด้วย จากเดิมก็นั่งเกาะชิดสนิทแน่นอยู่แล้ว ยามนี้กลับเพิ่มระดับยิ่งขึ้นไปอีก ชิดเสียจนสัมผัสได้ว่าบั้นเอวอันเปรียบเสมือนโคนต้นของตน เจอกับของแข็งเคาะโคนทักทายเบาๆอยู่เนืองๆ

นี่เจ้าหิ่งห้อยเรืองแสง...มันซ่อนด้ามไม้พายไว้ด้วยหรือไร!!

จะด้วยความอยากรู้จริงหรือไม่ หรืออะไรก็ตามแต่ มือน้อยๆจึงเอื้อมมาพิสูจน์ความจริงของลำแข็งๆจากด้านหลัง และพอคลำเจอเพียงเท่านั้น ความตกใจก็ทำให้สะดุ้งพรวดผละออกทันที

“อุ้ยยย”

เจ้าลำพูร้องเบาๆ หน้าตาตื่น ปล่อยมือ เขยิบหนีถอยห่างไปเป็นคืบ ผิดกับหิ่งห้อย ที่กำลังขับแสงแพรวพราว อมยิ้มอยู่มุมปาก ลำพูมิรู้หรอกว่าเจ้าหิ่งห้อยตัวสำคัญตัวนี้มันคิดอะไร ... ฝ่ายเจ้าหิ่งห้อยเห็นลำพูถอยหนีเช่นนั้น จึงบินตามเข้ามานั่งลงใกล้ๆ ถามตัวเองในใจว่าจะเร็วไปไหม หากยามนี้จะลองปลดกางเกง

หน้าตามันตื่น เขาเองก็เตลิด....หากเขาเสนอมา ไอ้คุณหนูลำพูจะสนองได้หรือไม่

มิควรเลย มิควรเลย กับการสูดหากลิ่นที่ชอบบนซอกคอ คงต้องโทษพี่มูนสินะ ที่ปรุงกลิ่นออกมาได้แสนหอมจนเตลิดไปไกล แถมบรรยากาศก็ยังเป็นตัวขับเคลื่อนจนไม่อยากคิดอะไรต่อให้วุ่นวายอีกต่อไป ว่าแล้วมือแข็งแรงก็ตัดสินใจจับไปที่ขอบกางเกง เตรียมปล่อยอะไรที่แข็งกว่ามือให้เป็นอิสระ แต่ทว่าก็ตองชะงักลง เพราะเสียงโทรศัพท์ข้างตัวดังขึ้น ทำให้ใจที่เตลิดเปิดเปิงไป กลับมาอยู่กับตัวจนหัวเสีย

“ใครวะ โทร.มาทำเหี้ยอะไรตอนนี้” มอสหงุดหงิด พึมพำ ก่อนจะรับสาย “ครับพี่ช้าง”

“กลับบ้านได้แล้วเพคะ มัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกัน รอทานมื้อค่ำกันอยู่ค่ะ”

“ครับ กลับเดี๋ยวนี้แหละครับ”

มอสวางสายได้ก็หยิบไม้พายของจริงที่ไม่ได้อยู่ในกางเกง พายเรือออกไปจากสุมทุมพุ่มลำพูมุ่งหน้ากลับบ้านทางเดิมด้วยหน้าตาตูมๆ นึกด่าอีผู้จัดการใหญ่ในใจอยู่ตลอด  คงมีแต่เรนที่ยิ้มแฉ่งโล่งใจ ทำลอยหน้าไม่รู้ไม่ชี้ มองสลับไปมาระหว่างริมคลองที่มีไฟสลัวๆกับหน้าคนพาย จนคนพายที่หงุดหงิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต้องขู่ออกมานั่นแหละ ถึงได้หยุด

“มองได้มองดี ..มองอีกทีจะจับปล้ำแล้วนะ”

ฉะนี้เรนจึงก้มหน้างุดๆ กลับมาดมช่อมะลิซ้อนในมือแล้วหัวเราะเบาๆไปเรื่อย จนกลับมาถึงศาลาท่าน้ำ พอเรือเทียบตีนบันไดท่าได้ มอสที่เริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยก็บอกให้ขึ้นไปก่อน เพราะเขาจะเอาเรือไปเก็บในโรงเรือที่อยู่ถัดไปจากศาลาสองท้องร่อง เรนมิขัดอันใด เดินตามทางออกจากศาลามุ่งหน้าขึ้นบ้านพร้อมรอยยิ้มจับเต็มด้วยนึกถึงเหตุการณ์ใต้ต้นลำพูเมื่อครู่ ไม่คาดคิดเลยว่าหลังจากเจอเรื่องร้ายๆที่หอนั่ง จะมีเรื่องที่จัดว่าดีต่อใจตามติดมา แต่แล้วในระหว่างที่เดินยิ้มคิดอะไรเพลินๆ ก็ต้องสะดุ้งโหยง ด้วยมือลึกลับเย็นเฉียบโผล่มาจากพุ่มดาหลาข้างทางจับข้อศอกตนไว้แน่น พอหันไปก็เห็นเป็นสตรีสูงวัยคนหนึ่งยืนอยู่ทางด้านหลัง คุณยายคนนี้ มายืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เมื่อกี้เดินผ่านไปทำไมไม่เห็น

“ไอ้หนู เดี๋ยวก่อน ชื่ออะไรกันล่ะพ่อคุณ ” เสียงคุณยายเย็นพอๆกับมือ มาพร้อมกับกลิ่นหอมเย็นๆ จนบรรยากาศรายรอบเย็นลงจนขนแขนลุกกรูอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็หาได้เป็นอุปสรรคสำหรับเรนในการยกมือสวัสดีทักทายตอบ ด้วยกริยานอบน้อมเช่นเดิม

“สวัสดีครับ ชื่ออุศเรนครับ”

“ไหว้พระเถอะพ่อคุณ นี่มากับไอ้มอด กับแม่หนูอัยใช่ไหม”

“ใช่ครับผม ว่าแต่คุณยายมายืนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ผมตกใจหมดเลย”

“ก็สักพัก เราน่ะ มัวแต่เดินใจลอยอมยิ้ม จะไปเห็นอะไร”

เรนฟังแล้วก็สิ้นสงสัย มันก็จริงอย่างที่คุณยายพูดแฮะ แล้วก็เริ่มลอบมองคุณยายตรงหน้าอย่างระมัดระวังมิให้เสียมารยาท ก็เห็นว่าคุณยายมิได้ใส่เสื้อคอบัวเหมือนแก๊งค์ข้าหลวงของพี่มูน คุณยายท่านนี้ ดูผุดผ่องมีราศรีอยู่ในเสื้อลูกไม้ขาวผ้านุ่งลายดอกไม้ร่วงสีทอง จะเป็นเพราะหรือแสงไฟหรือแสงกระไรก็มิทราบ ไยคุณยายจึงดูสว่างๆ แต่งตัวอย่างนี้ ฐานะคงมิใช่ธรรมดา เดาว่าน่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของมอสหรือเปล่า เพราะเรียกมอสว่าไอ้มอด แถมเรียกพี่ช้างว่าแม่หนูอัยอีก แต่วันนี้มอสก็พาไปไหว้หมดแล้วนี่  ...เอ หรือท่านจะเป็นคุณหญิงแม่ของพี่เต้ย ที่มาร่วมงาน ว่าแต่หน้าตาท่านดูใจดีมีเมตตาอย่างนี้ เคยเห็นที่ไหนกัน นึกไม่ออก

“แล้วนี่ไอ้มอดมันไปไหน อยากจะแพ่นกบาลมันสักที มาถึงแทนที่จะไปหายาย กลับพากันไปไหว้หมา” คุณยายบ่นขันๆ ฟังดูก็รู้ว่าบ่นไม่จริงจัง เพราะน้ำเสียงท่านที่เรียกมอสว่าไอ้มอดได้ทอดความเอ็นดูมาเต็มเปี่ยม

“มอสเอาเรือไปเก็บครับ เดี๋ยวเดินตามมา.. แล้วคุณยายอยู่ที่นี่ หรือว่ามาร่วมงานครับ” เรนถามเลี่ยงๆ กลัวจะเสียมารยาทที่ถามตรงๆว่าท่านเป็นใคร

“ยายไปๆมาๆระหว่างที่นี่กับวัดแหละจ้ะ กลับมาแต่ละทีก็อยากจะอยู่นานๆ พ่อเต้ยเขาทำที่นี่ซะสวยเชียว ดีใจเหลือเกินที่เจ้ามูนมันเลือกไม่ผิดคน เสียดายยายไม่น่า.....”

คุณยายพูดยังไม่ทันจบ เสียงมอสก็ตะโกนเรียกเรนแว่วๆ คุณยายท่านนั้นจึงพูดในประโยคใหม่ว่า “ ไอ้มอดมันเรียกแล้ว ไปเถอะ  เอ้านี่ ฝากใบเตยไปให้นังเมี้ยนเขาด้วย แต่แหมเดี๋ยวนี้มันใหญ่โต ต้องเรียกมันว่าคุณเมี้ยนสินะ บอกมันด้วยว่า ไอ้ที่สาระแนมาขอน่ะ เลขทะเบียนรถไอ้มอด ยายไปล่ะ”

คุณยายพูดจบก็ส่งใบเตยขนาดย่อมมัดหนึ่งให้ เรนรับมาอย่างงงๆ  แล้วคุณยายท่านนั้นก็เดินแทรกเข้าไปในพุ่มดาหลาข้างทาง แต่ก่อนที่ท่านจะเดินลับไป เรนก็ไม่ลืมที่จะถามท่านว่าท่านชื่ออะไร

“ยายชื่อการะเกดจ้ะ”

คุณยายเดินลับพุ่มดาหลาหายไปแล้ว หากเรนก็ยังติดใจว่าหลังพุ่มดาหลามันมีทางเดินไปหรืออย่างไร จึงตามเข้าไปจะแหวกดู แต่ก็ยังมิทันจะได้แหวก มอสก็วิ่งมาตามเรียกขึ้นพอดี

“จะแหวกไปไหนน่ะ ...ทางขึ้นบ้านอยู่ทางนี้ แล้วนี่ไปเอาใบเตยมาจากไหน”

“เอ้า มอส คุณยายเขาให้มา เขาฝากไปให้ป้าเมี้ยน ”

“คุณยายที่ไหน” มอสขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย

“ก็ที่นี่แหละ ท่านบอกว่าท่านไปๆมาๆ ท่านชื่อการะเกด”

“อะไรนะ ชะ ชื่ออะไรนะ” มอสหน้าตาตื่นขึ้นมาทันที หน้าแดงๆจากเลือดหนุ่มสูบฉีดตอนอยู่ใต้ต้นลำพูหายไปสิ้น ยามนี้มีแต่สีซีด

“ท่านชื่อการะเกด”

“ฉิบหายแล้ว !!”

มอสอุทานออกมาได้เท่านั้นจริงๆ แล้วขนตรงต้นคอ ต้นแขนก็ลุกเกรียวขึ้นมาพร้อมๆกัน ยามมีลมเย็นยะเยียบวูบหนึ่งพัดพาเอากลิ่นหอมที่ตนคุ้นเคยเป็นอย่างดีลอยมาเตะจมูกเป็นการสำทับว่า ‘ใช่’

มอสรู้ดีว่าในบ้านนี้ กลิ่น ‘ดอกจันทร์กระพ้อ’นี่เป็นของใคร ครั้งหนึ่งยังเด็กตนเจอลูก....แต่วันนี้ไอ้คุณหนูมันเจอแม่ของแท้แน่นอน คงมิต้องรอให้สมองสั่งการอันใด มอสก็ฉุดแขนเรนวิ่งขึ้นบ้านไปในทันที

***********************************

รบกวนติดตามต่อในบทที๗ ครึ่งหลัง นะคะ

ครึ่งแรกนี้มาเร็วก่อนกำหนดนิดหน่อยค่ะ  :o8:  ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอบพระคุณทุกๆความเห็น คุณanterosz คุณtweetpuen คุณsugarcane_aoi คุณblove คุณyoyothaka คุณงงปะ คุณOooy และก็คุณkokoro สำหรับกำลังใจและติดตามกันเสมอมา  :pig4:  :กอด1:  :man1:

รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ... แล้วพบกันค่ะ  :mew1:

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ขอบคุณนะคะมาไวสมรอคอย5555น่ารักทีสุดเอาทีละเรื่องคิดถึงรักนี้ต้องมีพินมูนเต้ยคุณหลวงแม่มณีจันทร์บรรยากาศเ่าๆเลยบรรยายได้สวยงามจริงๆค่ะต่อมาเจ้าซันของเราถ้าเรนรุ้ที่มาที่ไปรับรองล้มทั้งยืนแหงสตาร์พลาดแล้วต้องการให้ซันสั่งสอนอีกเยอะส่วนเจ้ามอดของเรารุกหนักมากนะกำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มคุณช้างไม่นา่ขัดเลยคุณยายการะเกดมาเองเพราะว่าเจ้ามอดไม่ยอมพาหลานสะไภ้ไปแนะนำตัวดันพาไปหาหมาแทน555ถ้าเรนรุ้จะเป็นยังไงยายเมี้ยนจะถูกหวยแน่เลขท้ายรถมอสทำบุญใหญ่เลยจ้าบ้านนี้แหละเฮี้ยนของจริงรอภาคต่ออัศวินดาราด้วยนะคะรักษาสุขภาพด้วยค่ะขอบคุณค่ะมากๆอ่านเพลินสนุกมากมีความสุขมากเลยค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 754
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-1
มากันครบเลย รวมถึงคุณท่านด้วย แก๊งนักบาสจะมาด้วยรึเปล่า

คิดถึงไอ้ตูนตอนมาอยู่ใหม่ๆ ที่น้องซันโดนคุณป๊ะคุณมะจะให้ไปนอนกับไอ้ตูน

น้องซันมีองครักษ์ส่วนพระองค์ด้วย 2 ตน ดีนะที่มาในแบบจงอาง ถ้ามาในร่างจริง บ้านคงจะพัง 555

รออ่านตอนต่อไปครับ

ออฟไลน์ Caramel Syrup

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-2
ลืมผู้หลักผู้ใหญ่ได้ไงมอส  คุณยายเค้ามาเตือนเองเลย

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
เอ้อ! เป็นไงละ ไม่ไปไหว้ท่านซักที เลยมาหาก่อนเลย เผ่นแน๊บ 555 อาร๊ายยเขาล่องเรือชมหิ่งห้อยหวานๆด้วยกันไปอี๊ก พามาปลอบใจที่โดนแกล้ง แคร์เขามาก ใจตรงกัน ดูๆกันอยู่ก็อย่าให้มีอะไรมาทะเลาะกันเลยนะ มอสพร้อมปกป้องเรน สตาร์ยิ่งทำตัวแบบนี้น้ามอสจะไม่รักเหมือนเดิมนะ จะรอดูจะคิดได้เมื่อไหร่ ใครจะปราบได้ถ้าไม่ใช่พี่ซัน อิอิ สนุกกกกกก อ่านเพลินดี รอตอนต่อไปค่ะ ได้เห็นคุณหลวงเต้ย มะมูน คุณช้างคิดถึงบรรยากาศเก่าๆเลย 555 รรร ขอบคุณนะคะที่แต่งมาอัพต่อ  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ tweetpuen

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เจอดีเสียแล้วอุศเรน :katai1:

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 219
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ขอบคุณมากค่ะที่มาต่อไวทันใจ คุณท่านมาแนะนำตัวเองก่อนเลย พี่มอดดันพาเรนไปไหว้พี่ตูนก่อนคุณท่านซะนี่ คุณท่านเลยต้องมาแนะนำตัวเอง แทน:pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-05-2020 10:08:32 โดย sugarcane_aoi »

ออฟไลน์ kokoro

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1180
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-2
มอสไม่รู้หน้าที่เลย ไม่พาไปกราบคุณท่าน โดนแน่ 5555

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
คิดถเรนกะมอสล๊าวววว มาเมื่อไหร่คับ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1787
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 219
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ยังไม่มาต่ออีกเหรอ รออยู่นะคะ แวะไปรบกับเหล่าเทวะอัสสะกับไอ้ดื้อมา2รอบแล้วมอสกับเรนก็ยังมิมาเลย :mew6:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
@คุณwutwit @คุณsugarcane_aoi มาช้านิดนึงนะคะ น่าจะมาหลังวันที่๑๐เดือนหน้า ขออภัยด้วยนะคะ :mew1:
พอดีช่วงนี้เร่งเขียนอีกเรื่องและกลับเข้าofficeบ้างแล้ว แต่ยังไงจะรีบลงต่อให้ค่ะ ขอบพระคุณนะคะ รักที่สุด :กอด1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 219
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
@คุณwutwit @คุณsugarcane_aoi มาช้านิดนึงนะคะ น่าจะมาหลังวันที่๑๐เดือนหน้า ขออภัยด้วยนะคะ :mew1:
พอดีช่วงนี้เร่งเขียนอีกเรื่องและกลับเข้าofficeบ้างแล้ว แต่ยังไงจะรีบลงต่อให้ค่ะ ขอบพระคุณนะคะ รักที่สุด :กอด1:
ขอบคุณมากค่ะที่เข้ามาแจ้ง ตั้งตารอเลยค่ะ

ออฟไลน์ Caramel Syrup

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-2
สู้ สู้ ค่ะ  เป็นกำลังใจให้นะคะ

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 754
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-1

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
Me After You บทที่ ๗ หิ่งห้อย ริมคลอง สองเรา (ส่วนที่เหลือ)

แล้วเสียงไม้กระดานเรือนลั่น ก็เรียกร้องความสนใจให้กับทุกๆคนบนหอนั่งที่กำลังนั่งรอเจ้าซุปตาร์ตัวดีเข้าร่วมมื้อเย็น ครั้นเมื่อเห็นเจ้าดาราพระเอกหนัง วิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาเช่นนั้น ก็พากันตกใจ

“ไอ้มอด โตจนจะมีเมียได้อยู่แล้ว ยังวิ่งเป็นเด็กๆอีก เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวจะให้คุณมูนเอาไม้เคาะตาตุ่ม” ป้าเมี้ยนรีบเอ็ดหลานชาย “ แล้วทำไมหน้าตาเป็นอย่างนั้น วิ่งหนีอะไรกันมา”

“จะบอกอย่างไรดีล่ะ แต่คราวนี้ไม่ใช่มอสหรอกครับ ” มอสยังทำหน้าทำตามิถูก แล้วหันไปทางเรน ที่ยืนหอบเพราะโดนมอสฉุดแขนให้วิ่งตามมาอย่างงุนงง “ เอ้า บอกให้ป้าเขาฟังสิ ไอ้คุณหนู ว่าไปเจอใครมาก่อนขึ้นมานี่”

“เจอใครกันล่ะพ่อหนูเรน”

“อ๋อ ผมเจอคุณยายท่านหนึ่งครับ คุณยายฝากให้เอาใบเตยมาให้ป้าเมี้ยน” เรนเล่าไปหอบไปพูดความไปตามจริง ยังไม่เข้าใจในอากัปกิริยาของมอสเท่าไหร่นัก แล้วยื่นส่งใบเตยมัดที่คุณยายท่านนั้นฝากขึ้นมาให้ป้าเมี้ยน พอป้าเมี้ยนรับมาก็อุทานลั่นมาคำเดียวกับมอส จนพี่มูน รีบผลุดลุกมาดู

“ฉิบหายแล้ว!!!”

“อะไรกันป้าเมี้ยน” พี่มูนรีบถามขึ้น ป้าเมี้ยนไม่ตอบอะไรในทีแรก รีบส่งใบเตยไปให้พี่มูนดูต่อ

“คะ คุณมูนคะ ดะ ดูเอาเถอะค่ะ ตัดใบเตยอย่างนี้มีคนเดียว”

พี่มูนพอรับใบเตยมาดู สีหน้าก็เปลี่ยนไปในฉับพลันทันใด เพราะใบเตยมัดย่อมๆทั้งมัด ตัดปลายอ่อนๆ ตัดโคนแข็งๆ ทิ้งไปจนหมดสิ้น ลักษณะการตัดใบเตยเช่นนี้เป็นการตัดเพื่อเอามาทำเครื่องหอมโบราณเช่นน้ำอบ น้ำปรุง โดยเฉพาะ การตัดใบเตยแบบนี้เป็นการพิถีพิถันขั้นต้น เพื่อให้ได้กลิ่นจำเพาะของใบเตยที่ไม่แก่ไม่อ่อนออกมาพอดีๆ คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีนี้ จึงใช้กันทั้งใบ

ส่วนตนเองนั้นมีหรือจะไม่รู้ แต่ด้วยความที่อยากจะประหยัดเวลา จึงละเลยไปเสีย ป้าเมี้ยนเองก็เช่นกัน เพราะเคยลองทำออกมาแล้ว กลิ่นหอมก็ไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่เลย จึงข้ามขั้นตอนการตัดใบเตยไป มิเคยบอกและถ่ายทอดผู้ใด คนที่รู้วิธีตัดอย่างนี้นอกจากตนกับป้าเมี้ยนแล้วก็คงมีอยู่แค่คนเดียว

“ทูนหัวของเมี้ยน ดันรู้เสียอีกว่าใบเตยขาดพอดี เมี้ยนกำลังจะให้นังพวกเด็กๆลงไปตัดเชียว” ป้าเมี้ยนพนมมือไหว้ไปทั่วสารทิศ แล้วเกาะเอวพี่มูนแน่น เรนเห็นเข้าก็เริ่มรู้สึกทะแม่งๆ มันต้องมีอะไรแน่ๆเชียว ส่วนมอสขนาดไม่ได้เจอเอง ขนก็ยังลุกเกรียวไม่หาย ยิ่งคิดถึงเรื่องที่ตนเจอตอนเด็กๆ ขนแขนยิ่งตั้งชัน

“โอ๊ยยย แต่ละคน มาแต่ละที อัพสกิลกันทั้งนั้น คราวคุณป้าศศิก็ทีหนึ่งแล้ว”

“โถ ...เรนเอ๊ยเรน ยังไม่ทันข้ามคืนเลย”

มูนพูดขึ้น รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงจะลงความเห็นว่าบังเอิญและมองเป็นเรื่องเหลวไหล แต่เพลานี้ จากประสบการณ์ที่ผ่านๆมา แถมเจ้ามอสก็ยังเคยเจอแม่ศศิของตนในวันที่พ่อเอกกลับมาหาและนั่งคุยกันเป็นคุ้งเป็นแคว อีกทั้งเด็กในบ้านก็เจอจนลาออกกันไปหลายคน จึงไม่มีเหตุผลใดจะหามาหักล้างได้อีกต่อไปแล้ว

“มีอะไรหรือเปล่าครับพี่มูน ผมงง”

“พี่จะพูดยังไงดีนะ” พี่มูนทำหน้าปั้นยากขึ้นไปอีก แล้วหันไปหาป้าเมี้ยน “ตัดแบบนี้ก็มีอยู่คนเดียวแหละป้าเมี้ยน จะอธิบายให้เรนเขาฟังยังไงกันดีล่ะ”

“นั่นสิคะคุณมูน... ว่าแต่คุณยายคนนั้น ท่านว่าอะไรต่ออีกไหมจ๊ะพ่อหนูเรน”

“ท่านบอกว่าอยากแพ่นกบาลมอสสักที มาถึงแทนที่จะไปหายาย แต่ดันพาไปไหว้หมา”

“เออใช่ จริงด้วย ลืมไปเลย  ซวยแล้วกู” มอสอยากตบกบาลตัวเองนักเชียว ลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร

“และท่านก็บอกอีกว่า ไอ้ที่ป้าเมี้ยนขอไว้คือเลขทะเบียนรถมอส อ้อ...และท่านชื่อการะเกดครับ”

“จริงเรอะ!!!”

พี่มูนกับป้าเมี้ยนตบอกอุทานมาแทบจะพร้อมๆกัน จนพี่เต้ยกับพี่น้องอัย ตามมาดู แล้วพี่มูนก็หันไปเล่าความทั้งหมดให้พี่เต้ยกับพี่อัยฟัง พี่ทั้งสองพอได้ฟังก็ทำหน้าตกอกตกใจไม่ต่างอะไรกับทุกคน จนเรนทนไม่ไหวหันไปสะกิดมอส ให้ช่วยอธิบาย

“เกิดอะไรขึ้นเหรอมอส เรางงไปหมดแล้ว ทำไมทุกคนดูตกอกตกใจ นายก็ด้วย”

“กำลังจะหาวิธีบอกให้หายงงนี่แหละ แต่ไม่รู้จะบอกยังไง ไม่ให้นายตกใจ”

“แล้วทำไมเราจะต้องตกใจ ไม่เห็นมีอะไรจะต้องน่าตกใจซะหน่อย บอกมาเถอะมอส” เรนคะยั้นคะยอ

“เอ๊าก็ได้ บอกก็บอก ...ตามมานี่”

มอสพูดจบก็กลั้นใจฉุดข้อมือเรนอีกครา ให้ตามเข้ามาด้านในหอนั่ง แล้วเดินข้ามไปอีกฟาก ไปยังผนังที่มีรูปติดอยู่เต็ม ซึ่งบรรดารูปแต่ละรูปนั้น เรนเห็นเข้า ก็จำที่มอสพูดได้ทันทีว่าทุกคนคือคนสำคัญ เหมือนที่ติดไว้ที่ผนังห้องคอนโดไม่มีผิด และแล้วสายตาก็มาหยุดยังรูปที่อยู่ตรงกลาง ตำแหน่งเดียวกันเป๊ะ เป็นรูปของสตรีสูงวัยใบหน้ายิ้มแย้มที่มอสเรียกว่า ‘คุณท่าน’ แว่บแรกที่เห็นก็มองผ่านไป แต่แล้วก็เหมือนกับนึกอะไรออกรีบหันขวับกลับมามองชัดๆ และก็รู้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาอธิบายอะไรเพิ่มเติมอีกแล้วว่า... ใครเป็นใคร

“เหมือนคุณยายที่เจอข้างล่างไหม ไอ้คุณหนู”

“มะ มะ มอสสสส”

เรนเรียกชื่อมอสมาเบาๆแค่นั้น ตามมาด้วยความรู้สึกสุดท้ายคือขนทุกเส้นและผมทั้งกบาลลุกกรูชูชัน ก่อนจะวืดหงายหลัง ลงไปในอ้อมแขนของมอสที่เตรียมตั้งท่ารอรับไว้แล้วพอดิบพอดี

“ว่าแล้วเชียว....ไอ้คุณหนูเอ๊ย”

มอสพูดพลางส่ายหน้าพลาง อุ้มร่างเรนมานอนกลางหอนั่ง ป้าเมี้ยนที่รู้งานดีอยู่แล้ว รีบไปเอาน้ำมนต์ในห้องพระมาประพรมให้ ท่ามกลางสายตาของทุกๆคนที่มารวมกันอยู่ ณ หอนั่งกระจุกเดียว....อุศเรนกว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็ราวสองทุ่มเศษ พอผงกหัวยันตัวขึ้นมาได้ ก็เห็นทุกคนกรูกันเข้ามารายล้อมตนทันใด

 “ซันก็บอกแล้วววววววว ว่าอย่าลืมให้น้ามอสพาไปไหว้คุณทวดจ๋า เป็นไงล่ะพี่เรน น้ามอสก็อีกคน ลืมอะไรไม่ลืม” น้องซันเป็นคนแรกที่พูดขึ้น ตามมาด้วยพี่ช้าง

“เชื่อพี่หรือยังล่ะไอ้เรน เรื่องคุณท่านที่พี่เล่าให้ฟังตอนมาทำงานวันแรกน่ะ”

“นี่มันเรื่องจริงใช่ไหมครับ” เรนถามเสียงสั่นๆหน่อยๆคงยังกลัวไม่หาย แล้วนึกยังไงไม่รู้ เอามือลูบหัวตัวเองดู ก็เห็นผมร่วงติดมือมาได้เกือบกระหย่อม “ผมร่วงเลย”

แล้วท่าทีที่ตกอกตกใจของทุกคนที่เรนเห็นก่อนจะหมดสติในตอนแรก ก็สลายกลายเป็นเสียงหัวเราะมาถ้วนทั่วจากทีท่าและน้ำเสียงของเรน มอสนี่แหละตัวดี ที่ไม่ปราณีปราศรัยในการยั้งเสียงไว้เลย แถมยังพูดกลั้วเสียงหัวเราะตัวเองขึ้นมาอีกว่า

“เหมือนเราตอนเจอแม่พี่มูนเลย ตื่นมาก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน ผมเนี่ยตั้งโด่เด่ และก็ร่วงด้วย คอยดูนะ พรุ่งนี้ร่วงหมดทั้งหัวแน่ไอ้คุณหนู ”

“มอสนี่ก็ เราก็มีส่วนผิดนะ ยังไปหัวเราะเรนเขาอยู่ได้ น่าให้คุณยายเอาไม้มาแพ่นกบาลจริงๆ สักทีเถอะ” พี่มูนหยุดขำเป็นคนแรก ปรามน้องชาย แล้วสั่งความต่อ “หยุดหัวเราะได้แล้ว แล้วพาเรนไปไหว้คุณยายซะ จะได้ออกมากินข้าวกัน เลยเวลากันมาเยอะแล้ว”

“ครับผม”

แล้วมอสก็พาเรนลุกขึ้นมาจากผืนพรมกลางหอนั่ง เตรียมพาไปไหว้คุณยายยังห้องพระ แต่ก่อนที่เรนจะเดินออกไป ทั้งป้าเมี้ยนและพี่ช้าง ก็ฉุดมือเรนไว้พร้อมกัน แล้วแทบจะถามพร้อมกันเป็นคำถามสำคัญอันจะลืมมิได้เลย

“เลขทะเบียนรถมอสแน่นะ”

เช้าวันรุ่งขึ้น เกือบเจ็ดโมงกว่าแล้ว เรนรีบลุกจากเตียงที่ยังมีพี่ช้างยังนอนกรนอยู่ข้างๆ ดูผมตัวเองเป็นอันดับแรกว่าร่วงอีกไหม และก็โล่งอกนักที่มันไม่ร่วงเพิ่ม จึงรีบจัดการธุระอาบน้ำแต่งตัว เตรียมออกไปช่วยงานที่หอนั่ง เพราะได้ยินกลางมื้ออาหารค่ำมากเมื่อคืนว่าวันนี้มีงานต้องช่วยตระเตรียมกันเยอะ แม้จะไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรเขาได้ แต่ก็ควรออกไป ช่วยหยิบช่วยจับอะไรเล็กๆน้อยๆก็ยังดี ดีกว่าอยู่เฉยๆ ให้งานลอยมาหา ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านจะว่าเอาได้ ตามคำโบราณที่ท่านว่าเอาไว้นั่นคือ อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น ถึงแม้ลูกคนเล็กของท่านจะไม่น่ารักกับตนเอาซะเลยก็ตาม

เรนคิดเองได้ โดยที่พี่ช้างหรือมอสต้องบอก ฉะนี้เมื่อเดินตามกลิ่นหอมน้ำอบจรุงใจออกมาถึงหอนั่ง สายตาของผู้ที่นั่งเด่นเป็นสง่า จึงฉายแววออกมาเกินพอใจ

“ไงเรน หลับสบายดีไหม ตื่นเช้าเชียว” พี่มูนทักขึ้น เรนจึงคลานเข่าเข้ามานั่งกลางพรม คิดว่าตัวเองตื่นเช้าแล้วเชียว รีบเปลี่ยนความคิดซะใหม่ เพราะทั้งพี่มูนและบรรดานางข้าหลวงที่เรียกติดปากตามมอส ก็นั่งประจำที่ที่เดิมครบองค์ อย่างกับเมื่อวานตอนตนมาถึงอย่างไรอย่างนั้น

“หลับสบายดีครับพี่มูน อากาศตอนเช้าที่นี่ดีจังเลยนะครับ”

“เช้านี้อากาศดี เย็นสบาย กลับไปนอนต่อก่อนก็ได้ สักเก้าโมงค่อยออกมา จะได้ทานของเช้า ”

“ไม่ดีกว่าครับพี่ ออกมาช่วยงานพี่มูนดีกว่า ไม่อยากนอนกินบ้านกินเมือง แล้วพี่มูนมีอะไรที่พอจะให้ผมทำได้บ้างไหมครับ”

ด้วยน้ำเสียงซื่อๆ คำพูดคำจาอีกทั้งกริยาไร้เดียงสาที่ไม่ประดิษฐ์ประดอยอะไรมาก คนฟังย่อมสัมผัสได้ว่าเด็กคนนี้มิได้มาสอพลอเอาใจ ผิดกับเพื่อนดาราสาวๆหรือเพื่อนผู้หญิงของมอสหลายคน ที่แต่ละคนกว่าจะตื่นก็เกือบสิบโมง สมกับมาเป็นแขกอย่างเดียวจริงๆ บางคนก็ออกมาช่วยบ้าง แต่ก็ช่วยแค่ดูนะ ช่วยมากหน่อยก็แค่หยิบๆจับๆพอเป็นพิธีแล้วถ่ายรูปลงไอจีก็เลิกรา ผิดกับเจ้าพระสังข์ถอดรูปตรงหน้านี้นัก มูนจึงยิ้มกว้างกว่าเดิมเกินคำว่าพอใจไปหลายระดับ แล้วหยิบดอกบัวข้างๆตัวมาสองกำยื่นส่งให้ ประจวบเหมาะกับป้าเมี้ยนเดินมาที่หอนั่งพอดี

“งั้นก็ช่วยพี่พับดอกบัวถวายพระให้พี่หน่อย ป้าเมี้ยนมาพอดี ไปถามป้าเขาว่าวันนี้จะให้พับอย่างไร”

“ครับพี่มูน”

เรนรับคำรับดอกบัวสองกำนั้นมา แล้วคลานเข่าไปหาป้าเมี้ยน นึกชื่นชมพี่มูนอยู่อีกแล้วในใจ ที่มีศิลปะในการพูดในการหาครูมาสอนให้ทางอ้อม อย่างพี่มูนคงดูปราดเดียวก็รู้ว่าตนทำไม่เป็น จึงให้ไปหาป้าเมี้ยนเสีย ป้าเมี้ยนเองก็ตอบรับอย่างใจดี หยิบบัวมาดอกหนึ่ง พับกลีบแป๊บๆ จากดอกบัวก็กลายเป็นกุหลาบงดงาม

“สวยจังเลยครับป้าเมี้ยน”

“ยังไม่สวยเท่าไหร่หรอก พ่อหนูเรน สมัยป้าสาวๆน่ะ พับได้สวยกว่านี้อีก ตอนนี้หูตามันเริ่มฝ้าฟางแล้ว ..เอ้าพับตามป้านะ”

แล้วป้าเมี้ยนก็หยิบบัวมาอีกดอก ให้เรนทำตาม เรนก็ดูและทำพร้อมกันอย่างตั้งใจ โดยมีสายตาของมูนลอบมองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอด  พอดอกแรกของเรนเสร็จ ป้าเมี้ยนก็พูดดังลั่นขึ้นยามได้เห็นผลงาน

“ต๊ายยยย พ่อหนูเรน นี่มันดอกอะไรกันล่ะคะเนี่ย บูดๆเบี้ยวๆ เอาใหม่ค่ะเอาใหม่ พับไม่สวยระวังนะคะ ระวังคุณท่านจะมาหาอีก ”

ป้าเมี้ยนพูดกลั้วหัวเราะ ระคนเสียงคิกๆคักๆของบรรดานางข้าหลวงแก๊งค์คอบัว เรนก็ยิ้มอย่างเขินอายทั้งเรื่องดอกบัวและเรื่องที่ล้มตึงยามรู้ว่าคุณท่านเป็นใครเมื่อคืน จึงแก้เขินโดยการตั้งหน้าตั้งตาหยิบดอกใหม่มาพับ คราวนี้ออกมาดูเป็นดอกกุหลาบขึ้นกว่าดอกแรกจนป้าเมี้ยนชม ป้าเมี้ยนครั้นเห็นว่าปล่อยไว้ลำพังได้แล้วจึงกลับลงไปดูงานครัวด้านล่าง เรนจึงนั่งพับดอกต่อไปเรื่อยๆ จนช้างออกมายังหอนั่งเห็นเข้าก็ยิ้มอย่างพอใจแต่ก็ไม่วายถามมูนไปว่า

“นึกยังไงใช้ให้ไอ้เรนมันพับดอกบัว” เสียงแปร๋นของช้างบีบลงเพียงกระซิบ

“ใช้อะไรที่ไหนกันเล่า น้องเขาอาสามาช่วย ก็เลยให้เขาทำ”

“เออดีๆ เรนมันเป็นเด็กดี รู้หน้าที่โดยไม่ต้องบอก ทัศนะคติก็ดี ขยันโดยเนื้อแท้ของมัน ไม่นั่งๆนอนๆ งอมืองอตีน ถึงจะมาเป็นแขกก็ยังรู้จักช่วยงานเจ้าของบ้าน...นี่คงถูกใจหร่อนละสิยะ อีมูน”

“หรือว่าช้างไม่ถูกใจ ช้างนี่จะว่าไปก็ตาถึงนะ”

“ถ้าไม่ถูกใจ ฉันก็ไม่พามาบ้านหร่อนหรอกย่ะ แต่ไม่ใช่ฉันหรอกที่ตาถึง นู่นคนตาถึงอยู่โน่น”

ช้างบุ้ยปากปรายตาหรี่เล็ก ไปยังทางเดินตรงเฉลียง ที่มีเต้ย มอสและซันกำลังเดินคุยกันหัวเราะร่าถือลูกบาสเข้ามายังหอนั่ง นี่คงจะลงไปเล่นบาสกันมาตั้งแต่เช้าจนเหงื่อชุ่ม แล้วคนตาถึงที่ช้างบอกก็ส่งสายตาส่องประกายปรายมาอย่างพึงใจ เมื่อเห็นว่าใครนั่งพับดอกบัว

“พับเป็นด้วยเหรอ ไอ้คุณหนูลำพู”

สุ้มเสียงใสกล่าวขึ้นพร้อมตัวยามทรุดลงนั่งข้างๆ เน้นแสนจะเน้นไปตรงคำว่า ‘ลำพู’ ที่ต่างคนต่างรู้ว่าสื่อถึงอะไร เรนเองจึงหันมาตอบโดยมิรู้เหมือนกันว่ากำลังเขินเรื่องใต้ต้นลำพูหรืออายในฝีมือพับดอกบัวของตนกันแน่

“เพิ่งหัดเมื่อกี้น่ะมอส ป้าเมี้ยนสอนให้ ”

“ถึงว่าสิ เพิ่งพับเป็นนี่เอง ถึงได้บูดๆเบี้ยวๆ กุหลาบหรือกุเหลี่ยมเนี่ย”

“โธ่มอสล่ะก็ ให้กำลังใจกันหน่อยสิ”

“ก็มันจริงนี่น่า เก่งนะเนี่ย ครีเอทดอกกุเหลี่ยมได้”

มอสวิจารณ์มาขำๆ แล้วหยิบดอกนู้นดอกนี้มาติชมไปเรื่อย เติมบทสนทนาต่อไปมิหยุดหย่อน โดยที่ทั้งสองมิรู้หรอกว่า พี่มูนกำลังลอบจับจ้องอยู่ทุกอิริยาบทแห่งการสนทนานั้น เจ้าน้องชายตัวดีของตนนี่ มันออกท่าออกที ทำหน้าทำตาอย่างกับเตรียมมาหว่านเสน่ห์ ณ ฝ่ายในของตนโดยเฉพาะ ส่วนเจ้าเรนก็ดูท่าว่าจะอิ่มเอมเปรมใจที่มีคนมาคอยนั่งคอยดูฝีมือพับดอกบัวตัวเองอยู่มิห่าง

เห็นแล้วก็นึกถึงตัวเองเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนที่เต้ยมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ นั่งมวนบุหรี่กลีบบัวให้เขาทีไร เต้ยก็ไม่เคยนั่งไกลไปจากตนสักนิดเดียว ทั้งวอแวทั้งตอแยมิมีหยุด มอสทำตัวมิต่างอะไรกับเต้ยเลย ตนก็ได้แต่ยิ้มไปมวนบุหรี่ไป เหมือนกับเจ้าเรนที่ยิ้มไปพับดอกบัวไปมิมีผิด เจ้าสองคนนี่ทำให้ตนนึกถึงวันเก่าๆ และมิใช่แค่ตนที่คิดไปเองคนเดียว

“คล้ายๆเราสองคนสมัยก่อนเลยนะมูน” เต้ยนั่งลงข้างๆ กระซิบเบาๆ โอบไหล่เมียแน่น หอมแก้มไปฟอดใหญ่ ไม่อายใคร “เห็นแล้วก็นึกถึงวันเก่าๆของเราสองคน สงสัยไอ้มอสมันคงแอบดูเราแล้วเอามาทำตามแน่ๆ”

“นั่นสิเต้ย มูนก็คิดอย่างนั้น นี่ถ้ามอสมันเกเรอีกหน่อย แล้วเรนมันค้อนขวับๆละก็ ใช่เลย”

มูนตอบผัว ยิ่งมองก็ยิ่งเกิดเอ็นดูทั้งคู่ โดยเฉพาะกับเรน และเพราะความเอ็นดูผนวกกับที่สามารถทำให้เห็นภาพตนเองในสมัยก่อนเนี่ยแหละ จึงทำให้ต้องกวักมือเรียกเข้ามาหา ขัดบทสนทนาทั้งสองขึ้น เรนจึงจำต้องวางดอกบัวในมือลง หยุดคุยกับมอสคลานเข่าเข้าไปหาพี่มูนทันใด

“เรนมาหาพี่หน่อย” 

“มีอะไรเหรอครับพี่มูน”

“แป๊บนึงนะจ๊ะ” มูนตอบเจ้าพระสังข์ถอดรูปตรงหน้า แล้วหันไปบอกเด็กสาวในเสื้อคอบัวคนหนึ่งว่า “ไปหยิบกำปั่นที่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอนฉันมาให้ที”

เด็กสาวคนนั้นรับคำ รีบคลานเข่าออกไปจัดการตามคำสั่งมูน มินานก็กลับเข้ามายื่นส่งกำปั่นไม้ใบย่อมใบหนึ่งให้ มูนพอรับมาได้ ก็เปิดออกแล้วหยิบถุงแพรสีชมพูใบเล็กขึ้นมาถุงหนึ่ง พอเปิดออก ก็เป็นสร้อยสามกษัตริย์เส้นเล็กพร้อมจี้ทองฝังเพชรเม็ดเล็กๆเป็นอักษรรูปตัวเอ็ม ที่คงน่าจะมาจากนามเต็มคือมูน แต่แล้วก็มิใช่

“สร้อยสามกษัตริย์แท้พร้อมจี้เส้นนี้ พี่ทำไว้ให้มอสเขา แต่เขาใส่แล้วแพ้แถมยังกลัวหาย เลยเอามาคืนพี่ พี่จะเก็บไว้เฉยๆก็เสียดายเปล่าๆ พี่ให้เรนแล้วกัน ถือเป็นของเรียกขวัญที่เจอยายจ๋าของพี่เมื่อคืนและโดนลูกพี่แกล้งเมื่อวาน พี่เต้ยกับพี่ต้องขอโทษด้วยนะ” มูนพูดจบก็ยื่นสร้อยส่งให้

“โอยยย ไม่เป็นไรครับพี่มูน อย่าเลยครับ”

เรนรีบปฏิเสธทันที รู้ดีว่าสร้อยสามกษัตริย์แท้นี้มันมีราคาแพงเพียงใดถ้าเทียบกับทอง ซึ่งถ้าเพิ่มเงินอีกนิดหน่อยก็ซื้อทองได้แล้ว สร้อยประเภทนี้จึงเหมาะกับผู้ที่มีเงินเหลือใช้ไม่ได้ตั้งใจเก็บไว้ขายกินยามลำบาก ซึ่งส่วนใหญ่คนมีตังค์เขาซื้อมาใส่เล่นๆกันทั้งนั้น ยิ่งเห็นจี้รูปตัวเอ็มด้วยแล้ว มันช่างห่างไกลกับฐานะของตนลิบลับ และยิ่งรู้ว่าเป็นของมอสแล้วยิ่งมิกล้ารับเข้าไปใหญ่

“รับไว้เถอะเรน อย่าให้พี่เสียน้ำใจ”

“ผมรับไว้ไม่ได้จริงๆครับพี่มูน” เรนยังยืนยันคำเดิม เริ่มทำใจลำบาก มองไปรอบๆ ก็เห็นมอสผู้เป็นเจ้าของเก่ายิ้มให้และพยักหน้า และยังคลานเข่าตามมาใกล้ๆ เฉกเดียวกับพี่อัย ที่นอกจากจะพยักหน้าบอกให้รับแล้ว ยังช่วยสำทับเพิ่ม จนมิมีทางปฏิเสธ

“รับไว้เถอะเรน ผู้ใหญ่เขาตั้งใจให้ของแล้วไม่รับ มันดูไม่งาม”

“แต่มันแพงครับพี่อัย ผมรับไว้ไม่ได้หรอก”

“เอ๊ะ เรนนี่ยังไง ผู้ใหญ่เขาให้ก็ต้องรับ จะแพงแค่ไหนก็ช่าง ผู้ใหญ่เขาให้มาแสดงว่าเขาเต็มใจจะให้ อีกอย่างที่พี่เขาให้ไปเนี่ย มันก็ไม่เดือดร้อนเขาสักนิด แค่นี้ขนหน้าแข้งพี่เขากับผัวไม่ร่วงหรอก ...รับไป”

พี่ช้างเอ็ดเสียงดังเข้าให้ นั่นแหละจึงทำให้เรนจำต้องรับสร้อยเส้นนั้นมา แล้วกราบลงตักพี่มูน พอเงยขึ้นมา มอสที่ปราดตามมา ก็ฉวยเอาสร้อยเส้นนั้น มาปลดตะขอออกซะเอง ยิ้มกว้างเสียยิ่งกว่ากว้าง ยักคิ้วจนน่าดูสมกับเป็นคิวท์บอย พูดเสียงใสชัดถ้อยชัดคำต่อหน้าพี่ๆทุกคน

“สร้อยของมอส เจ้าของเก่าอย่างมอสก็ต้องใส่ให้เองสิครับ...ให้เราใส่ให้นะ”

มอสมิรอให้ใครอนุญาต เรนจะร้องห้ามก็มิทัน เพราะมอสเอาสร้อยคล้องคอเรนเกี่ยวตะขอคืนมาดังเดิมแล้ว มอสทำอย่างนี้จะรู้ไหมว่าใจของเรนมันเต้นโครมครามเพียงใด หน้าขาวใสแดงขึ้นด้วยเลือดฝาดเกินธรรมชาติอย่างเลี่ยงไม่ได้ มอสทำอย่างกับว่ากำลังหมั้นหมายตนต่อหน้าผู้ใหญ่อย่างไรอย่างนั้น นี่ถ้ามีใครพูดขึ้นว่าให้กราบตักมอสเป็นการตอบขอบคุณก็คงเป็นดังคิดแน่แท้

เจ้าซุปตาร์ทำไปเพราะอะไร จะคิดถึงขั้นไหนเรนไม่รู้.... รู้แต่ตนอดคิดไปไกลอย่างที่กำลังคิดไม่ได้จริงๆ

“ยาวพอดี กำลังสวยรับกับคอเลยครับพี่มูน” มอสยังคงดำรงเสียงใส หันไปบอกพี่มูน แต่มิวายแอบพูดเบาๆ ระคนยิ้มกรุ้มกริ่ม ให้เรนได้ยินคนเดียว

“จองแล้วนะ”

มอสจะพูดเล่นหรือพูดจริงเรนก็มิรู้ มิทันสังเกตอีกหรอกว่า พี่อัยกำลังลอบสะกิดพี่มูนยิกๆเพียงไร ส่วนพี่เต้ยและน้องซันที่นั่งอยู่ด้านหลังก็กำลังหันไปซ่อนยิ้มแทบจะพร้อมๆกันในทันที แทบทุกคนอมยิ้มออกมากับภาพและกริยาที่มอสทำตรงหน้า สร้างบรรยากาศสีชมพูลอยอวลที่หอนั่งยามสายได้อย่างน่าดูชม คงมีแต่สายตาสีน้ำตาลคู่หนึ่งที่มอสและใครๆก็ไม่เห็น ที่เจ้าตัวเดินออกมาจากห้องมาหยุดอยู่ตรงมุมเสาแอบดูอยู่เป็นนานสองนาน

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
“ทำไมน้ามอสต้องใส่สร้อยให้มึงด้วย... กูเกลียดมึงไอ้เรน ”

สตาร์พูดกับตัวเอง ส่งสายตาชิงชังไปยังหอนั่งโดยไม่มีใครรู้ ไม่ใช่เพราะไอ้เรนนี่หรอกหรือ ที่มันมาแย่งความสนใจของน้ามอสไปจากตนจนหมดสิ้น ตั้งแต่เมื่อวานที่น้ามอสมาถึงแล้ว น้ามอสก็เอาแต่ขลุกอยู่กับมัน ไม่มาหาไม่มาเล่นไม่มาคุยกับตนอย่างแต่เก่าก่อน และที่น่าเจ็บใจที่สุดคือน้ามอสเลือกที่จะไปดูมัน เป็นห่วงมัน แทนที่จะมาประคองตนให้ลุกขึ้นมาหลังจากจงใจคว่ำโถข้าวแช่ลงกลางหัวของมัน และนี่ก็ทำให้น้ามอสไม่คุยกับตนอีกเลยหลังจากเกิดเรื่อง ไม่ถามสักคำว่าถูกลงโทษอย่างไร

เพราะมึงคนเดียวแท้ๆไอ้เรน ....ถ้าไม่มีมึง น้ามอสก็คงไม่หมางเมินอย่างนี้
มึงยังยิ้มหน้าระรื่นได้อย่างนี้ เห็นทีเมื่อวานจะเบาไปเสียแล้ว

ยิ่งสตาร์มองภาพเรนกับมอสกลางหอนั่ง ก็ยิ่งคิดเป็นเรื่องเป็นราวเกินเด็กวัยสิบสองจะคิด แต่แล้วจู่ๆ ในระหว่างที่คิดเคียดแค้นอยู่นั้น ก็มีฝีเท้าย่องเบาๆมาจากทางข้างหลัง  แล้วเสียงตบหัวพลั้วะก็ดังขึ้นตามมา จนหน้าคว่ำคะมำถลำออกไปจากมุมเสา ตามมาด้วยเสียงลั่นๆ สมชื่อ ‘ลั่นฟ้า’ ผู้ที่เป็นพี่ชายและลูกชายคนกลางของบ้านนั่นเอง

“นี่แน่ะ ขอสักที ห่างมือไปหลายอาทิตย์”

“โอ๊ยยยย เจ็บนะโว้ยไอ้พี่สกาย ไอ้....”

“ไอ้อะไร จะด่าอะไร เอาอีกสักทีดีไหม” พี่ชายผู้มีประพิมพ์ประพายเหมือนกัน ต่างแค่สีผิวที่คล้ำเข้ม ทำท่าเงื้อมือขึ้นขู่ไปอย่างนั้น แล้วก็ลดระดับมือลงซะเอง

“พี่ซันเล่าให้พี่ฟังหมดแล้ว เรื่องวีรกรรมของนาย ทำไมนายชอบทำตัวมีปัญหานักวะ แล้วนี่นายมาแอบดูอะไรอยู่ตรงนี้”

“อย่าสอด พี่สกายจะมายุ่งอะไรด้วย สตาร์จะดูอะไรก็ช่างและสตาร์ก็เป็นของสตาร์อย่างนี้ ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาตรงไหน คนอื่นนั่นแหละที่เดือดร้อนและมีปัญหากันไปเอง”

“อยากให้น้ามอสมาได้ยินจังเลยโว้ยไอ้ที่นายพูดเมื่อกี้ คนอาไร้ กำลังจะเป็นหมาหัวเน่าอยู่แล้ว ยังไม่รู้ตัว”

สตาร์ฟังแล้วก็เหมือนถูกเหล็กร้อนๆ เสียดแทงลงไปตรงกลางใจ โมโหถึงขนาดกำมือขึ้นมาตั้งท่าจะต่อยปากพี่ชายเกเร แต่แล้วก็ต้องลดหมัดลงพลัน เมื่อเห็นคุณปู่กับคุณหญิงย่า เดินผ่านซุ้มประตูเข้ามา จึงรีบเปลี่ยนสีหน้าโผเข้าไปหาสวัสดีทักทาย แล้วพาทั้งสองท่านไปยังหอนั่งที่คุณป๊ะคุณมะและทุกๆคนกำลังนั่งอยู่

“คุณป๊ะ คุณมะ พี่ซัน สกายกลับมาแล้วครับ คุณปู่คุณย่าก็มาด้วย” สกายส่งเสียงลั่น สมชื่อลั่นฟ้าของตัวอีกครา วิ่งเริ่ดนำหน้ากระโดดมากอดพ่อกอดแม่และพี่ชายยังหอนั่ง

“ไอ้น้องชาย” ซันดึงน้องคนรองมากอดคอแน่น เต้ยก็เขกหัวลูกด้วยความเอ็นดูยิ่ง

“เฮ้ย ไอ้แสบ ป๊ะคิดถึงแทบแย่... อ้าวพ่อ แม่จ๋า มาถึงทำไมไม่โทร.บอก จะได้ลงไปรับ”

พี่เต้ยพอเห็นพ่อเห็นแม่ก็รีบผละจากสกาย ผลุดลุกมาพร้อมพี่มูนมาต้อนรับทันใด พอๆกับซันที่วิ่งไปหาเข้ากอดทั้งสองท่านแน่นโดยเฉพาะคุณหญิงย่าที่กอดไปและโดนกอดตอบจนเต็มรัก เฉกเดียวกับมอสที่เข้าไปหาแม่ตัวจริงของพี่เต้ย ซึ่งเป็นคนละท่านกับคุณยายเมื่อคืน และท่านก็กำลังลูบหัวรับไหว้มอสอย่างเอ็นดู พี่ช้างเองก็ดูท่าจะคุ้นเคยกราบสวัสดีทั้งสองท่านอย่างงดงาม โอภาปราศรัยกันจนเสียงหัวเราะระเรื่อ เรนเห็นอย่างนั้นก็เตรียมถอยฉาก เพราะญาติผู้ใหญ่ฝั่งมอสมาเพิ่มแล้ว แต่ก็ยังมิทันจะได้ถอย เพราะมอสเรียกไว้ก่อน แล้วพาแนะนำ

“คุณป้าครับ ผู้ช่วยคนใหม่มอสเองครับ ชื่ออุศเรน ...เรน นี่คุณแม่พี่เต้ย คุณหญิงวาสิฏฐี ที่ท่านช่วยเรื่องผ่าตัดของพี่สาวนายไง ส่วนท่านนี้ก็คุณลุงเมฆ คุณพ่อพี่เต้ย”

“สวัสดีครับคุณหญิง สวัสดีครับคุณท่าน”

เรนกราบลงกับพื้นใกล้ๆตักของทั้งสองท่าน ในที่สุดก็ได้เจอคุณหญิงใจบุญที่ช่วยให้เรื่องผ่าตัดของละเวงง่ายขึ้น พอเงยขึ้นมาก็เห็นคุณหญิงท่านรับไหว้และตอบรับด้วยยิ้มอย่างเมตตา ส่วนคุณท่านผู้ชายก็หัวเราะร่วนรับไหว้และพูดขึ้นว่า

“คุณท่งคุณท่านอะไรกัน เรียกว่าลุงเฉยๆดีกว่า ลุงน่ะไม่ใช่คุณท่านอะไรหรอก ก็แค่ลุงแก่ๆธรรมดา แต่มีเมียเป็นถึงคุณหญิงก็เท่านั้น”

แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นสอดประสาน ส่วนคุณหญิงท่านก็ยิ้มน้อยๆนั่งตัวตรง หลังตรง ทอดเสียงนุ่มเหมือนพี่มูนไม่มีผิด “ไหว้พระเถิดจ้ะ ขาดเหลืออะไรเรื่องผ่าตัดก็บอกผ่านมอสมานะ ฉันจะช่วยหนูเอง”

“ขอบพระคุณครับคุณหญิง รบกวนคุณหญิงแย่” เรนกราบลงอีกครั้ง ซึ้งใจจนขอบตารื้น

“ไม่ได้รบกวนเลยจ้ะหนู ฉันอยากช่วย อีกอย่าง มูลนิธิที่ฉันดูแลอยู่ มีกองทุนช่วยเหลืออยู่แล้ว”

“คุณย่าใจดี ช่วยคนเยอะ อีกหน่อยจะได้เป็นท่านผู้หญิง”

จู่ๆน้องซันก็พูดแทรกขึ้น เรียกความสนใจได้จากทุกๆคน และในที่นั้นก็ไม่มีใครว่าน้องซันพูดเหลวไหล เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปีสองปีก่อน ซันก็เคยพูดว่า คุณย่าจะได้เป็นคุณหญิง และคุณย่าก็ได้เป็นจริงๆ มีแต่เรนที่ไม่รู้อะไรกับเขา แต่รู้ดีว่า พี่มูนออกตัวกำลังเปลี่ยนเรื่อง มิให้ใครพูดต่อในเรื่องนี้ทันควัน

“มูนว่าตั้งสำรับเช้ากันเถอะ ได้เวลาพอดี”

ว่าแล้วมูนก็พยักหน้าสั่งความให้บริวารสาวคอบัว จัดโต๊ะอาหารเช้าทันใด ซึ่งก็ใช้เวลามินานในการจัด แล้วทุกอย่างก็พรักพร้อม แต่ก่อนที่จะนั่งลงประจำที่ มอสก็แนะนำหลานชายคนรองให้เรนรู้จัก เรนเห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นแฝดกับสตาร์ดาวร้าย อันแยกออกง่ายๆจากสายตาว่าต่างกันที่สีผิว หวังว่านิสัยก็คงจะต่างเช่นกัน แต่จะว่าไป ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า หลานชายมอสคนนี้ ผิวเข้มหน้าคมจนดูคล้ายพี่ตำรวจของมอสที่เจอที่สำเพ็งตอนสตาร์หายซะเหลือเกิน

“นี่ไงเรน สกายหลานชายคนกลางของเราที่เล่าให้ฟัง ตัวแสบประจำบ้านอีกตัว”   

“หวัดดีครับสกาย” เรนกลั้นใจทักไปด้วยไมตรี และแล้วไมตรีก็ไม่สูญเปล่า ไม่เหมือนคราวทักสตาร์

“หวัดดีครับพี่เรน พี่ซันโทร.เล่าเรื่องพี่ให้ฟังเมื่อคืนหมดแล้ว เป็นไงล่ะเจอคุณทวดจ๋า”

“ก็น่าจะตกใจจนช็อคไปให้ตายห่า เสียให้รู้แล้วรู้รอด”

สตาร์ส่งเสียงพึมพำแทรกบทสนทนามา มิคิดว่าจะมีใครได้ยิน แต่โชคก็ดันมิเข้าข้าง เพราะมอสดันได้ยินครบถ้วนกระบวนความจนขมวดคิ้วเป็นปม หากแต่ก็คลายลง หักใจที่จะไม่สนใจ

สตาร์จะรู้ไหมว่า เมื่อคืนน้าชายคนนี้ก็หักใจที่จะไม่เคาะห้องเข้าไปคุยด้วยเหมือนแต่เก่าก่อนมาครั้งหนึ่งแล้ว น้าชายคนนี้กำลังดัดนิสัย บอกให้รู้ว่าถ้ายังเกเรร้ายกาจอย่างนี้ น้าจะไม่คุยด้วย ไม่ยุ่งด้วย ...ทว่าอย่างสตาร์น่ะหรือจะเข้าใจในวิธีการสอนแบบนี้ ยิ่งเห็นน้าไม่ยุ่ง ไม่พูด ไม่คุย มองตนเหมือนเป็นอากาศ ยิ่งทำให้คับข้องใจอย่างไม่เคยเป็น

และยิ่งไม่พอใจหนักขึ้นไปอีก เมื่อเริ่มรับประทานมื้อเช้าอันเป็นข้าวต้ม พร้อมกับเครื่องเคียงนานาชนิด น้ามอสเลือกที่จะตักกับข้าวแต่ละอย่างให้ไอ้เรน ห่างเหิน เย็นชา จนถ้วยข้าวต้มของตนว่างเปล่าไม่มีกับหรือเครื่องเคียงอันใด ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่มีใครสนใจตนเลย ทุกคนทำเหมือนกับว่าไม่มีดาวของบ้านอย่างตนร่วมโต๊ะฉะนั้น ตาเศร้าๆสีน้ำตาลจึงหรุบต่ำลงในชั่วแวบ และในชั่วแวบนั้นเอง หยาดน้ำตาสองสามหยด ก็รินรดร่วงลงบนตัก ก่อนเจ้าตัวจะใช้หลังมือปาด เงยหน้ามาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คาดอยู่แล้วว่าคงไม่มีใครสนใจจะเห็น กินข้าวต้มเปล่าๆในถ้วยตนไปเงียบๆคนเดียว

แต่สตาร์คงคิดผิด สตาร์คงมิรู้หรอกว่า เรนที่ตนเกลียดนั้นกำลังลอบมองอยู่ ซึ่งก็เห็นจริงอย่างที่มอสพูดเมื่อคืนใต้ต้นลำพูว่า สตาร์ไม่ค่อยมีใครสนใจ เพราะซันกำลังถูกคุณหญิงย่า พี่เต้ย พี่มูน พะเน้าพะนอเอาใจตักโน่นตักนี่ให้ ส่วนคุณพ่อพี่เต้ยกับพี่อัยก็เอาใจแต่กับสกาย ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนขี้สงสารเห็นใจคนแต่กำเนิด เรื่องร้ายๆที่น้องสตาร์ทำไว้กับตนจึงถูกพับเก็บลงไว้ชั่วขณะ ตักเครื่องข้าวต้มปลาใส่ลงถ้วยให้สตาร์ทันที

“ไม่เห็นตักกับข้าวเลย อ่ะพี่ตักให้”

สตาร์เงยหน้ามาจ้องมองคนตักให้เขม็ง แล้วเขี่ยออกข้างถ้วยอย่างไม่ไยดี มูนหันมาเห็นพอดี จึงอดมิได้ จำใจสอนลูกมากลางโต๊ะต่อหน้าทุกๆคนว่า “สตาร์ทำไมไม่ขอบคุณพี่เรนเขาล่ะลูก พี่เขาอุตส่าห์ตักให้ มะสอนกี่ครั้งแล้วเรื่องคำขอบคุณเนี่ย”

“สตาร์ไม่ได้ขอให้เขาตักนี่ครับคุณมะ” สตาร์ตอบคุณมะด้วยเสียงเรียบๆ แล้ววางช้อนข้างถ้วย “ สตาร์อิ่มแล้วครับ สตาร์ขอตัว”

แล้วลูกคนเล็กผู้เป็นดาวดวงน้อยของบ้านก็ลุกเลี่ยงออกมาจากวงสำรับมื้อเช้า เดินออกจากหอนั่งไม่หันหลังกลับมามองใคร มอสเห็นแล้วก็ถอนหายใจมาอย่างหนักใจ วางช้อนเตรียมลุกขึ้น

“มอสขอไปดูหลานแป๊บหนึ่งนะครับ”

“ไม่ต้องมอส ไม่ต้องตาม ปล่อยเขาไป” เต้ยห้ามขึ้นทันควัน คุณวาสิฏฐีเองก็คงสงสารหลาน จึงแทรกมาบ้าง

“งั้นแม่จะไปดูเอง แม่ว่าสตาร์มันคงน้อยใจที่ไม่มีใครสนใจเขา”

“แม่ครับ เต้ยขอเถอะ ถ้าสตาร์มันยังคิดไม่ได้ ก็จะไม่มีใครสนใจมันอย่างนี้แหละครับ มอสก็เหมือนกัน เรื่องนี้พี่ขอ ...ทานข้าวกันต่อเถอะครับ”

เมื่ออาญาสิทธิ์ห้าวกังวานของเต้ยมีมาจากหัวโต๊ะอย่างนี้ ทุกคนจึงดำเนินมื้ออาหารเช้ากันต่อไป เรนสงสารเห็นใจน้องสตาร์ขึ้นมาจับใจ รู้แล้วว่านี่คงเป็นแผนดัดนิสัยหรืออีกนัยเป็นการลงโทษของพี่เต้ย แต่ถึงจะมิใช่แผนทุกคนก็คงลืมที่จะเอาใจ สนใจสตาร์อยู่ดี มอสถึงต้องรับไว้เป็นหลานรัก

ควรไหมที่จะลองปรับความเข้าใจกับน้องสตาร์ ทิ้งความตั้งใจที่จะหนีห่าง
ถ้าเข้าใจกันได้ดี เจ้าดาวดวงน้อยนี่ ก็จะมีตนเป็นเพื่อนอีกคน

ด้านสตาร์เมื่อออกมาจากหอนั่งได้แล้ว ก็มานั่งระบายความเจ็บใจ อัดอั้น เหนือบันไดขั้นบนสุดใต้ซุ้มประตู เพราะไอ้เรนแท้ๆทีเดียว ทำให้โดนคุณมะเอ็ดต่อหน้าทุกๆคน นี่ถ้ามันไม่มาเสือกกระโหลกตักกับข้าวให้ ตนก็คงไม่โดนว่ามาหรอก ยิ่งคิดก็ยิ่งเกลียด มันคือต้นเหตุคือสาเหตุในทุกๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องหัวใจ มันกำลังจะมาแย่งน้ามอสไปจากชีวิตของตน

เจ้าดาวดวงร้ายคิดถึงตรงนี้ก็ยิ่งหงุดหงิด จนลุกเดินระบายอารมณ์ลงมาจากบันไดบ้านทั้งๆที่ยังอยู่ในช่วงถูกกักบริเวณ สตาร์เดินไปตามทางเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวว่าลงมา ก็เดินมาจนเกือบจะถึงท่าน้ำ และก็นึกแปลกใจเสียจริงเชียวว่าวันนี้ทำไมแขกของพี่ซันไม่มาขวางทางอยู่ตรงกลางบันไดเหมือนวันก่อนๆ

อาจจะเป็นเพราะใกล้วันงาน หรือวันไหนญาติผู้ใหญ่มา คุณมะคงสั่งให้พี่ซันพาแขกตัวเองหลบๆไปเหมือนทุกครั้ง ไม่อยากให้แขกเจอแขกจนแตกตื่น แต่ถ้าใครอยากเจอแขกพี่ซันให้ตื่นตา ตนก็รู้ดีว่าควรพาไปที่ใด

‘คงน่าสนุกน่าดู ถ้ามีใครทะเล่อทะล่า เดินเข้าไปหาแขกพี่ซัน’

สตาร์คิดในใจเช่นนั้น แล้วหน้าเศร้าๆ ก็หวนคืนมายิ้มกระหยิ่ม เดินกลับขึ้นบ้านเข้าห้อง วาดเหตุการณ์ต่อจากนี้เป็นฉากๆจนสมใจ

มื้อเช้าสิ้นลงได้ไปชั่วพักแล้ว ทว่าผู้หลักผู้ใหญ่และพี่ๆทั้งหลาย ก็ยังนั่งจิบกาแฟ นั่งคุยกันเรื่องงานทำบุญ และเรื่องธุรกิจโรงแรมแห่งใหม่ที่คุณพ่อของพี่เต้ยเจรจาขอซื้อจนสำเร็จและเซ็นต์สัญญาเสร็จเรียบร้อยที่เชียงใหม่ ซึ่งได้หนีบเจ้าสกายหลานรักขึ้นไปเที่ยวด้วย พอผู้ใหญ่คุยกันเป็นการเป็นงานอย่างนี้ เด็กๆอย่างซันกับสกายจึงลุกเลี่ยงออกมาเล่นเกมส์ออนไลน์ยังโต๊ะทำงานของเต้ย มอสจะลุกตามมาด้วยแต่พี่เต้ยพี่เขยไอดอลก็ขอให้อยู่ฟังด้วยกัน เพราะพี่เขาอยากให้มอสช่วยเป็นพรีเซ็นเตอร์ ช่วยถ่ายแบบโฆษณาประชาสัมพันธ์โรงแรมแห่งใหม่แห่งนี้ ส่วนเรนก็ขออนุญาตพี่ช้าง ออกไปพับดอกบัวที่ค้างคาไว้ต่อยังหอนั่ง ท่ามกลางบรรดาพี่ๆข้าหลวงเสื้อคอบัวของพี่มูน

ในระหว่างที่นั่งพับดอกบัวเพลินๆนี่เอง พี่ๆข้าหลวงก็แหวกทางแตกออกเป็นช่อง เพื่อหลีกทางให้ใครบางคนเดินเข้ามา เจ้าคนนี้พยายามสาดส่อง เลือกเวลาได้เหมาะเจาะตอนออกมาจากห้อง ในช่วงที่ไม่มีใครสนใจได้ดีเหลือเกิน แต่มันคงคาดจังหวะผิดไปนิดเพราะพี่ซันดันเงยหน้าขึ้นมาเห็นพอดี พี่ชายส่งสายตามามองในทีแรก เจ้าตัวเล็กชะงักงันนิดหน่อย สองจิตสองใจว่าจะถอยกลับดีหรือไม่ แต่เจ้าพี่ชายก็มิได้มาใส่ใจอะไร เพราะพี่สกายดันดึงสายตาพี่ซันให้หันมาสนใจเกมส์ตรงหน้าต่อ เรนเองมิทันได้สังเกตเห็นในทีแรก จึงมิรู้ว่าใครมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้า ครั้นพอเสียงกระแอมดังขึ้นจึงเงยหน้าขึ้นมา ก็พบว่าเป็นสตาร์มายืนถือขันเงินใบย่อมค้ำหัวอยู่นั่นเอง

“ว่างไหม ลงไปเก็บดอกมะลิเป็นเพื่อนหน่อย” น้ำเสียงห้วน กึ่งกระชากฟังดูไม่น่ารัก คนฟังไม่รู้จะจำแนกว่าเป็นคำสั่งหรือร้องขอให้ช่วยกันแน่

“พี่พับดอกบัวอยู่”

“บูดๆเบี้ยวๆไม่เห็นจะสวย เอาไปไหว้พี่ตูน พี่ตูนยังโกรธ” ยิ่งสตาร์พูด ยิ่งเพิ่มความรุนแรงเชือดเฉือน แต่ก็ลดระดับได้ลงมาน่าฟังหน่อยเมื่อเห็นท่าว่าคนฟังเริ่มขยับหนี  “ลงไปช่วยเก็บดอกมะลิเป็นเพื่อนหน่อยเถอะ พอดีต้องใช้ทำธุระให้คุณมะ ข้างบนนี้ไม่มีใครเขาว่างเลย ดอกบัวน่ะทิ้งไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยกลับขึ้นมาพับก็ได้”

ถึงจะน่าฟังแต่ก็ยังห้วนไปในความรู้สึกเรนอยู่ดี แต่ก็เอาเถิดความสงสารเห็นใจเมื่อกี้ก็ยังพอมีเหลืออยู่ ทว่าใจหนึ่งก็ยังเตือนตัวเองไว้ให้อยู่ห่างๆ อยากจะถามว่าที่บอกไม่มีใครว่างหรือแท้จริงคือไม่มีใครอยากจะยุ่งด้วยกันแน่ หากอีกใจเห็นตาสีน้ำตาลมันเศร้าๆ เลยตัดสินใจปฏิเสธมิลง

‘เอาวะ น้องเขาคงไม่เกลียดเราจนถึงขั้นพาไปฆ่าหรอกน่า’

ด้วยเพราะคิดอย่างนี้ จึงวางดอกบัวในมือลง ลุกขึ้นเดินตามสตาร์ที่ก้าวพรวดๆออกมาจากหอนั่งอย่างกับกลัวใครเห็น มุ่งหน้าลงไปยังด้านล่างของบ้าน เดินไปตามทางพื้นอิฐศิลาแลงเล็กๆ อันเป็นคนละทางกับที่เดินไปยังศาลาท่าน้ำ

สตาร์เดินนำมาเรื่อยๆ ไม่พูดไม่จาอีก เรนจึงไม่กล้าจะชวนคุยอันใด จนมาถึงสุดทางเป็นศาลาทรงปั้นหยาตามแบบปลายรัชสมัยรัชกาลที่ห้าหลังหนึ่ง อันตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ร่มรื่นเขียวชะอุ่ม จรุงกลิ่นชมนาดผสานกลิ่นมะลิหอมฟุ้ง ที่ปัจจุบันส่วนใหญ่พี่ซันชอบมายึดไว้ครอบครองใช้ประหนึ่งท้องพระโรง นั่งคุยกับแขกส่วนตัว ตัวย้าว ยาว เป็นบ้าเป็นบออยู่เนืองๆ

“ศาลาโยคะของคุณมะมูน คุณมะเคยเป็นครูสอนโยคะมาก่อน แต่คุณมะก็ต้องเลิกไปเพราะคุณป๊ะหวงคุณมะมาก ไม่อยากให้ใกล้ชิดลูกศิษย์ผู้ชายคนอื่น คุณป๊ะเลยสร้างศาลานี้ให้คุณมะเป็นของขวัญครบรอบสามปีที่อยู่ด้วยกัน สร้างไว้ให้ฝึกแต่ไม่ให้รับสอนใครเด็ดขาด คุณมะจึงจับทุกคนในบ้านมาเป็นลูกศิษย์ฝึกโยคะแทน จนทุกคนมีพื้นฐาน เล่นเองกันได้ มีแต่น้ามอสกับพี่ซันนั่นแหละที่เกินขั้น เล่นโยคะเก่งกว่าใครๆ ”

สตาร์ยิ้มได้โดยไม่ฝืนเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ไม่ว่าจะกี่รอบต่อกี่รอบ และในขณะเดียวกับที่พูดอยู่นั้น หนึ่งในคนที่เล่นโยคะเก่งบนหอนั่ง ก็เริ่มละสายตาจากเกมส์อีกครั้ง มองไปรอบๆ แล้วลุกขึ้นเดินมาหาพี่ๆข้าหลวงของคุณมะที่นั่งจับกลุ่มกัน

“พี่ๆครับ เมื่อกี้เห็นหลังสตาร์ไวๆ ไปไหนเสียแล้ว ”

“ลงไปข้างล่างกับคุณเรนค่ะคุณซัน” พี่ผู้หญิงคอบัวคนหนึ่งตอบ

“โดนกักบริเวณอยู่นี่ ลงไปได้ยังไง แล้วลงไปไหน”

“ได้ยินว่าลงไปเก็บดอกมะลิค่ะ”

“อะไรนะ!!”

ซันเกือบตะโกนมาเสียงดัง ดีที่ยั้งเสียงไว้ ไม่พูดอะไรต่อ รีบร้อนออกจากหอนั่งลงไปข้างล่างทันใด ที่รีบก็เพราะรู้ว่าดอกมะลิเนี่ยอยู่กันเป็นดงตรงไหน ที่ร้อนก็เพราะรู้ว่าใครไปนอนซ่อนตัวอยู่เป็นประจำ

การล่วงล้ำเข้าอาณาเขตโดยมิบอกกล่าว ย่อมหมายถึงอันตราย  นี่สตาร์ไม่รู้หรือว่าจงใจ!!!

พอลงมาได้เจ้าพระอาทิตย์ของบ้าน จึงวิ่งสุดฝีเท้าไปตามทาง เป็นขณะเดียวกันกับสตาร์ที่พาเรนเดินต่ออ้อมไปทางด้านหลังศาลาโยคะ ที่มีมะลิชูช่อกันเป็นดง

“นี่ไงดอกมะลิที่จะให้ช่วยเก็บ ...เก็บซะสิ” สตาร์บอกเรนด้วยเสียงเรียบๆ แล้วส่งขันเงินที่ถือมาให้ เรนรับมาแต่ยังไม่ทันเดินเข้าไป สตาร์ก็ดันหลังโดยแรง ให้ถลำไปกลางดงทันที

“ชักช้าน่ารำคาญ เข้าไปเก็บสักทีสิ”

สิ้นเสียงสตาร์ เสียงสวบสาบรายรอบก็ดังขึ้น พร้อมทั้งเสียงขู่ฟ่อๆชวนประหวั่นพรั่นพรึง เรนที่โดนผลักถลาเข้ามายังยืนเหรอหรากะเล่อกะล่าทำอะไรไม่ถูกในทีแรก พอเสียงดังขึ้นอีก จึงตัดสินใจถอยท้าวหนี แต่มันก็ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว เพราะไอ้เจ้าของเสียงนั่น มันโผล่หัวพร้อมลำตัวกลมยาวสีน้ำตาลทองขึ้นมาจากกอมะลิตรงหน้า ห่างไปไม่ถึงเมตร ใกล้ๆกันด้านข้างก็มีอีกหัวหนึ่งชูคอขึ้นมาไม่ต่างกันพร้อมลำตัวดำมะเมี่ยมเกล็ดเป็นเงาวะวับ เจ้าของพื้นที่ทั้งสองสัณฐานยาวราวขดเชือก มีขนาดใหญ่เท่าท่อนแขน และก็พร้อมเอาเรื่องอย่างถึงที่สุด

“งะ งูจงอาง”

หัวใจของเรนแทบจะตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม นึกได้ทันทีว่าน้องซันเคยเตือนแล้วเรื่องงู ไม่คิดว่าจะได้เจอก็ได้เจอจริงๆ เจอคุณท่านก็นับว่าหนักแล้ว เจองูยิ่งหนักกว่า อะไรๆที่น้องซันเตือนมา ดันเจอครบหมดแล้วทั้งสิ้น แต่ละสิ่งที่พบเจอมันน่าหวาดหวั่นจนขันที่อยู่ในมือตอนนี้ ร่วงหล่นลงไปตอนไหนก็ไม่รู้ เป็นอาการของคนมืออ่อนตีนอ่อนยามเจอนักเลงเจ้าถิ่นไร้ตีน ฉะนี้จึงถอยกรูดๆให้มากที่สุด ออกห่างจากองศาที่หัวมันจะพุ่งฉกลงมา เจ้าสองตัวทั้งด้านหน้าและด้านข้าง ก็ดูเหมือนว่าจะเริ่มเลื้อยต้อนดักทางไว้ตลอด ด้วยเพราะความตกใจจึงทำให้วิ่งเตลิดไปอย่างไม่คิดชีวิต ส่วนเจ้าดาวร้ายที่ถอยหลังมายืนยิ้มอย่างสะใจในทีแรก ก็ต้องหุบยิ้มพลัน เพราะไอ้เรนมันดันเสือกวิ่งมาทางตน

“อ้าวเฮ้ยยยย ไอ้เรน อย่าวิ่งมาทางนี้สิโว้ย”

เรนดูเหมือนจะไม่ได้ยิน แต่ถึงได้ยินก็คงไม่สนใจอะไรแล้ว ยังคงวิ่งมาทางสตาร์ แถมเสียงขู่ฟ่อๆจากจงอางสองตัวก็ตามมาอย่างกระชั้นชิดไม่ลดละ สตาร์เห็นจวนตัวจึงหันหลังถอยหนีบ้าง วิ่งเริ่ดนำหน้าเรน แต่ด้วยความที่ขาสั้นกว่า จึงทำให้เรนแซงไปได้ และไอ้ขาเจ้ากรรมนี้นี่เอง มันก็ดันพันกันอาจจะเพราะกรรมที่ก่อ เจ้าดาวร้ายผู้เซ็ทฉากก่อเรื่องจึงล้มลง เป็นเหตุให้ตกอยู่ใต้คมเขี้ยวชะโงกเงื้อมอยู่เหนือหัวนั้นซะเอง

“น้องสตาร์!!”

อุศเรนตะโกนก้องอย่างสุดเสียง หยุดวิ่งทันใด มองไปด้านข้างก็เห็นไม้ท่อนหนึ่ง จึงรีบฉวยไว้ วิ่งย้อนกลับมาฟาดไปข้างหน้า เจ้าเชือกยาวสองเส้นลิ้นสองแฉกมันหลบวืดหวุดหวิด เรนจึงขว้างออกไปโดนตัวมันดังพลั่ก พวกมันซวนเซไปเล็กน้อย  จึงเป็นโอกาสให้พยุงสตาร์ขึ้นมากอดไว้แน่น สตาร์ทำอะไรไม่ถูกแล้ว ร้องไห้ตัวสั่นราวกับลูกนกซุกหน้าในอ้อมอกเรนก้าวขาไปไหนไม่ออก  ฝ่ายเจ้าจงอางก็ดันผงกตัวกลับมาได้รวดเร็ว แล้วเจ้าตัวสีดำก็เลื้อปราดราวพายุ มาดักทางข้างหน้าไว้ ทำให้มนุษย์ทั้งสองหมดทางหนีเสียแล้ว ฤานี่จะเป็นวาระสุดท้ายของตน

“ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย”

เจ้าพระสังข์ถอดรูปตะโกนลั่น ทว่าก็ไม่ดังไปกว่า เสียงฟ่อๆ ประสานกันมาพร้อมสายตาอำมหิต พังพานแผ่กว้างเยือกเย็น ชูคอสูงขึ้นไปอีกระดับจนเกินตระหง่าน จนได้ระยะองศาของมัน จึงพุ่งหัวลงมาพร้อมกันทันที

“หยุดเดี๋ยวนี้ ชลธี ชลธร”

ในวินาทีแห่งความเป็นความตาย เสียงของซันก็ดังขึ้นมาพร้อมตัว หยุดคมเขี้ยวไว้กลางอากาศได้อย่างชะงัด ห่างจากร่างของเรนกับสตาร์ที่นกอดกันแน่นหลับตาปี๋ไปไม่ถึงคืบ เจ้านักเลงเจ้าถิ่นมีชื่อสองตัวจึงรีบลดพังพานยอบลำตัวลงรวดเร็ว มิต่างอะไรกับหมอบราบกราบกรานฉะนั้น

“ไปได้แล้ว เดี๋ยวเราจะคุยกับทั้งสองคนนี่เอง”

มิเชื่อก็ต้องเชื่อ เจ้าจงอางสองตัวมันคล้ายผงกหัวมารับทราบ ก่อนจะเลื้อยหายง่ายดายกลับไปยังดงมะลิ เรนลืมตามาเห็นเข้าก็ตาค้างอ้าปากค้าง ไม่ผิดแน่แล้วที่คิดว่าน้องซันคนนี้ไม่ธรรมดา

“ น่ะ น้องซัน นี่มันอะไรกัน ” เรนถามขึ้นทันใด ไม่เสียเวลาถามว่าลงมาช่วยได้ยังไง

“ไม่มีอะไรแล้วพี่เรน ...พี่จำไว้ มันไม่มีอะไรแล้ว” ซันมิพูดเปล่า เอื้อมมือมาจับต้นแขนเรนแน่น จนเรนสะดุ้งเพราะรู้สึกว่ามือของน้องซันมันร้อนเสียเหลือเกิน และมันก็น่าแปลกเสียจริงเชียวที่อาการตระหนกเมื่อครู่หายสิ้น มิเหลือร่องรอยตกใจให้ตกตะกอน แล้วน้องซันก็พูดต่อมา เน้นหนักในทุกๆคำเป็นประโยคบอกเล่าในท่วงทำนองของคำสั่งช้าชัด 

“เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ ซันต้องขอโทษด้วย ... พี่เรนจะต้องไม่เล่าให้ใครฟัง นะครับ”

“ดะ ได้สิ พี่จะไม่พูดให้ใครฟัง”

“ดีมากครับ พี่ขึ้นบ้านไปได้แล้วครับ เดี๋ยวซันจะขอคุยกับสตาร์เอง”

“ครับน้องซัน”

เรนรับคำมาอย่างงุนงง มิรู้ตัวเองว่าทำไมถึงเชื่อตามที่น้องซันบอก ปล่อยสตาร์ที่กอดไว้แน่นออกจากอ้อมอก ส่งให้ซันแล้วหันหลังเดินกลับไปตามทาง

เมื่อพี่เรนลับตาไปแล้ว ซันก็ฉุดข้อมือสตาร์ที่ยังร้องไห้ตัวสั่นงันงกทำอะไรไม่ถูก ลากเข้าศาลาโยคะ สตาร์พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็เดาทางได้ว่าลักษณะอาการอย่างนี้ พี่ชายคงคว้าคอหรือไม่ก็ซัดตนจนหมอบแน่ที่ก่อเรื่องไม่หยุดหย่อน ปากน้อยๆสั่นพร่าเตรียมหาคำอธิบาย แต่แล้วก็ต้องเตรียมเก้อ ผิดคาด เพราะพี่ซันมิได้ทำดั่งที่คิดไว้เลย

“พี่ซัน....”

“ไม่ต้องพูด ไม่มีอะไรแล้วนะสตาร์ ไม่ต้องกลัว เราจะไม่พูดถึงเรื่องเมื่อกี้กันอีก หยุดร้องไห้ได้แล้ว ตัวแสบของพี่”

ซันไม่พูดเปล่า กลับใช้ริมฝีปากรูปกระจับหยักงามประทับเรียกขวัญน้องกลางหน้าผาก ดึงน้องมากอดไว้แน่น มือแข็งแรงลูบหัวน้องเบาๆไปมา พูดให้น้องสั่นสะท้านไปทั้งตัวและหัวใจ

“อกน้ามอสกอดก็แค่อุ่น แต่อกพี่มันทั้งอุ่นและจะปกป้องนายได้เสมอไป พี่จะรอ รอจนกว่านายจะรู้ค่ามัน ...สตาร์ดัสท์ ละอองดาว ”

สตาร์ฟังแล้วก็เกิดอาการวาบไปทั่วร่างเป็นครั้งแรกในชีวิต แม้จะเคยชิดใกล้น้ามอสก็มิเคยเป็นเช่นนี้เลย พี่ซันเป็นคนแรกที่สร้างมันขึ้น สภาวะอาการอย่างนี้มันเป็นเพราะอะไรกัน แม้จะยังไม่รู้และได้คำตอบในยามนี้ แต่ที่แน่ๆ มันเริ่มไร้ข้อกังขาโดยดุษฎีว่าอกพี่ซันนอกจากจะอุ่นจริงแล้ว ยังทำให้รู้สึกปลอดภัยจนคลายตระหนกได้อย่างแปลกประหลาดจนน่าประทับใจได้อีกด้วย

ละอองดาวของพี่ชาย ยิ่งคิดตามก็ยิ่งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่แนบหัวชิดอกพี่ชายอยู่เป็นนานสองนาน ... ...อย่างนี้แล้ว จะเรียกว่า ‘รู้ค่า’ ได้หรือยัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-05-2020 15:06:27 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
ทางด้านเรนที่เดินกลับมาตามทาง ในหัวตอนนี้มีแต่ประโยคของซันที่ว่า ‘พี่เรนจะต้องไม่เล่าให้ใครฟัง’ เรนก็ยังหาเหตุผลมิได้ว่าทำไมถึงเชื่อและรับปากอย่างง่ายดาย เดินไปก็คิดไปจนจะถึงตัวบ้านอยู่แล้ว ก็ยังคิดอยู่นั่นแหละ จนได้ยินเสียงแปร๋แปร๋นของพี่อัยดังลั่นอยู่ใกล้ๆ จึงเดินเลี้ยวไปดู พอเดินมาถึงก็เห็นพี่สาวผู้จัดการใหญ่ทั้งตำแหน่งทั้งร่าง ยืนกางร่มถือพัดจีบ ชี้ไม้ชี้มือสั่งการให้พนักงานที่คาดว่าน่าจะมาจากรีสอร์ทพี่เต้ย ช่วยกันตั้งเต๊นท์เตรียมไว้ในวันงานทำบุญ

“อ้าวไอ้เรนไปไหนมา”

“ลงมาทำธุระนิดหน่อยครับ” เรนตอบเลี่ยงๆไป ยังหาเหตุผลไม่ได้อยู่เช่นเดิม ว่าทำไมต้องเชื่อน้องซัน ครั้นจะบอกความจริงก็เหมือนกับคำพูดมันติดอยู่แค่คอ ขับเสียงต่อมิได้ แล้วจึงถามเปลี่ยนเรื่องกลับไปว่า

“พี่ประชุมเสร็จแล้วเหรอ”

“ไม่เสร็จแล้วจะลงมาได้ยังไงล่ะ มึงนี่ถามแปลกๆ” พี่อัยค้อนขวับ แล้วจีบปากจีบคอต่อ “แต่ลงมาก็ดีแล้ว มาช่วยพี่คุมพนักงานที่รีสอร์ทคุณเต้ยกางเต๊นท์กันเถอะ”

“งั้นผมขอขึ้นไปพับดอกบัวให้เสร็จก่อนนะครับ เดี๋ยวผมลงมาช่วย ผมกลัวพี่มูนว่าเอา”

“ไม่ต้องแล้ว พวกแม่สาวๆข้างบนมันทำแทนแล้ว มาอยู่ข้างล่างกับพี่ดีกว่า มีอะไรดีๆให้ดูเยอะ” พี่อัยมิพูดเปล่า บุ้ยปากไปทางพนักงานชายผิวขาวหน้าตี๋มีกล้ามดูดีสะอาดสะอ้านคนหนึ่ง อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเรนและมอส แล้วทำเสียงซี๊ดปากเหมือนกินของเผ็ดจนเรนได้ยิน

“ได้สักทีจะเป็นบุญหีบ กูนัก”

“พี่ช้างทำไมไปจ้องเขาอย่างกับจะจับเขากินทั้งตัวอย่างนั้นแหละ ผมว่าเขาเห็นนะครับ ว่าพี่กำลังมองเขาอยู่” เรนเตือนด้วยความหวังดี ครั้นจะบอกว่าพี่ไม่มีมารยาทก็กลัวโดนด่า

“ด้านได้ อายอดไม่เคยได้ยินเหรอยะ ผู้หญิงอย่างเราๆมัวแต่ชักช้า เดี๋ยวผู้ชายก็แดกกันเองพอดี โอ๊ยเสียเวลาคุยกับมึงจัง มึงมาทำงานแทนเจ้เลยดีกว่า โน่นไปคุยกับหัวหน้าแผนกจัดเลี้ยงแทนเจ้ที ว่าเต๊นท์ของแฟนคลับมอสที่จะมาร่วมงานด้วยขอใหญ่ๆหน่อย คนจะมากันเยอะ”

“อ้าวแล้วพี่จะไปไหน”

“เออน่า เดี๋ยวเจ้มา”

ว่าแล้วพี่ช้างที่ตอนนี้แทนตัวเองว่าเจ้ ก็ย้ายร่างโอฬารสังขารใหญ่ เดินอาดๆประหนึ่งช้างตัวเมียในฤดูผสมพันธ์ไปยังผู้ชายคนนั้นที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาหมู่พนักงานชายที่กำลังกางเต๊นท์ ส่วนเรนก็แยกย้ายไปคุยกับหัวหน้างานจัดเลี้ยงตามที่อีพี่ช้างมันโยนงานมา

พอพี่ช้างเดินเข้าไปใกล้ เสียงวีดวิ้วผิวปากจากเพื่อนพนักงานก็ดังขึ้น จนไอ้พนักงานตี๋หล่อมันเขินจนหน้าแดง และพวกผู้ชายก็เริ่มแตกฮืออย่างทุกๆครั้งในชีวิตของช้าง เพราะต้องการรักษาเป้ากางเกงตนไว้และรู้ดีว่าเพื่อนคุณเต้ยคนนี้ สนใจใคร

“อ้าว เฮ้ยพวกมึงจะไปไหน” เจ้าตี๋หล่อร้องเรียกเพื่อนแต่เพื่อนก็ไม่สนใจ

“ปล่อยพวกเขาไปเถอะจ้ะ อยู่คุยกับพี่ตรงนี้แหละ เป็นพนักงานใหม่เหรอ พี่ไม่เคยเห็นหน้า” เสียงหวานผิดสันดาน จะมีมาทุกครั้งยามช้างคุยกับผู้ชาย

“ครับ เพิ่งมาทำงานได้สองเดือนครับ”

“แล้วอยู่แผนกอะไรกันล่ะ”

“อยู่ฟิตเนสครับ แต่วันนี้แผนกจัดเลี้ยงคนขาด ผมเลยมาช่วย จะได้มีเงินพิเศษเพิ่ม”

“อุ๊ย ขยันจัง แต่แหม อยู่ฟิตเนสนี่เอง ถึงได้น่าดูด เอ๊ย น่าดู ไปทุกสัดทุกส่วน”  ช้างเน้นคำว่าน่าดูเป็นพิเศษ แล้วก็จ้องแต่เป้ากางเกงอูมๆอย่างกับมีอะไรยัดไว้ของเจ้าตี๋หล่อจนตาหรี่เล็กลุกวาว จนผู้ชายอายต้องยกมือมากุม แต่คำพูดคำจาที่โต้ตอบกลับมานี่ มันไม่ได้บอกว่าอายเล้ยยย ช้างมีเอ๊ยมา ชายหนุ่มก็มีเอ๊ยไปบ้าง

“ก็พอดูดได้ เอ๊ย พอดูได้ครับ”

“แหมมมม คารมคมหอกไม่เบา ว่าแต่ชื่ออะไรกันล่ะคะเนี่ย พี่ชื่อพี่น้องอัยนะคะ พี่ช่วยงานเป็นผู้จัดการน้องมอสน้องชายคุณมูนที่เป็นดาราน่ะ” ช้างส่งสายตาหยาดเยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยไปให้ชายตรงหน้า มองตั้งแต่หน้าลื่อนลงมากลางเป้าอีกครั้ง แนะนำตัวสั้นๆ พอผู้ชายฟังแล้วตาก็ลุกวาว และก็น่าแปลกเสียจริงเชียว น้องคนนี้มันอายประสาอะไร ดันปล่อยมือที่กุมเป้าไว้ออก

“ผมชื่อแฮ็คส์ครับ แฮ็คส์ที่เป็นชื่อลูกอมน่ะครับ”

“ต๊ายยยยยยย งั้นก็แสดงว่าอมได้น่ะสิ”

“ไหวเหรอครับ เผ็ดนะครับแฮ็คส์เม็ดนี้”

เอาสี้ เอากับไอ้ตี๋หล่อมันสิ โต้ตอบมาอย่างนี้ ฉอเลาะที่หนึ่งอย่างนี้ ไม่เล่นด้วยก็ไม่รู้จะว่ายังไง และด้วยความเจนจัด อีกทั้งความคันอันเป็นสันดานเดิมที่ติดตัวมาตั้งแต่แรกรุ่นของช้าง จึงทำให้รู้ทางและชวนให้ผู้ชายเดินตามทางมาได้มิยาก

“ขอให้จริงอย่างที่พูดเถอะจ้ะ ยิ่งทำให้พี่ซี้ดปากยันเย็นได้ยิ่งดี พี่ไม่อั้น” 

นางคชสารร่านสวาทพูดจบ ก็เอามืออวบอูม ล้วงกระเป๋าเสื้อตัวเอง พอเอามือออกมา แบงค์พันแบงค์หนึ่ง ก็ลอยมาตกใส่มือน้องแฮ็คส์พอดิบพอดี แล้วเจ้าแฮ็คส์เม็ดน่าอมก็รู้ดีว่าจะต้องทำอะไร

ช้างมิต้องพูดอะไรต่อ เดินดุ่มๆ นำไปข้างสนามข้ามท้องร่องสวน จนไปถึงโรงเก็บเรือริมคลองของเต้ย ส่วนเจ้าแฮ็คส์เม็ดละพันก็ตามมาห่างๆอย่างรู้งาน เปิดประตูแล้วพากันเข้าไป พอปิดประตูได้ แฮ็คส์เม็ดใหญ่ก็หายเข้าไปอยู่ในปากช้าง พร้อมเสียงจ๊วบจ๊าบอย่างตะกละตะกลามหื่นกระหายตายอดตายอยาก ภายในโรงเก็บเรือกลางวันแสกๆ นั่นเอง

นางคชสารหยำฉ่าหายไปราวร่วมชั่วโมง พอกลับออกมา ผมเผ้าที่เซ็ทไว้เป็นทรงตีกระบัง ก็มีอันกระเซิงฟูฟ่องอย่างกับโดนตีนละเลงหัวมาอย่างนั้น ลิปสต่ง ลิปสติก เปรอะเปื้อนเป็นทางยาวข้างแก้มมิรู้โดนอะไรขยี้ แต่ถึงสภาพและสารรูปจะดูไม่ได้อย่างนี้ แต่ช้างก็มิได้อนาทรร้อนใจอะไรเลย กลับอารมณ์ดียิ้มแฉ่งมาให้เรนที่กลับมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว และเมื่ออารมณ์ดีซะอย่างคำพูดคำจากับน้องกับนุ่ง จึงมีมาให้ได้ยินหวานหู

“ไงคะคุณน้องเรน คุยงานกับหัวหน้าจัดเลี้ยงเรียบร้อยไหมคะ อ้าวแล้วนี่พนักงานไปไหนกันหมด”

“เรียบร้อยครับพี่ ย้ำเขาไปให้แล้วครับว่าของแฟนคลับขอใหญ่หน่อย ส่วนพนักงานไปพักครับ ผมว่าอีกสักพักพี่อัยไม่มา ผมจะขึ้นบ้านไปล้างหน้าล้างตาสักหน่อย แล้วนี่พี่ไปทำอะไรมาครับเนี่ย ทำไมสภาพพี่เป็นอย่างนั้น”

“ไปกินของเผ็ดมาสิจ๊ะ แซ่บมาก กอ ไก่ล้านตัวเลยค่ะคุณน้อง เต็มปากเต็มคำที่สุด”

เรนฟังแล้วก็อยากจะถามว่าไปกินอะไร แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ เพราะสายตาดันเห็นว่า มีเส้นขนหงิกงออยู่สองเส้นติดอยู่ที่ซอกฟันกับมุมปากของพี่สาวผู้จัดการ

“เอ๊ะ ขนอะไรติดปากติดฟันพี่น่ะครับ”

“สงสัยจะเป็นขนหมอ....” ช้างหยิบมาดู เกือบเผลอปากพูดออกไป ดีว่ายั้ง ยอ ยักษ์ไว้ทัน “เอ่อ สงสัยจะเป็นผมคันพี่มั้งคะ เมื่อกี้พี่ถอนผมคันเล่นน่ะ ไม่รู้มาลอยติดปากติดฟันพี่ได้ไง”

“เอ๊ะ แล้วคราบอะไรอ่ะครับ ติดผมพี่ ขุ่นข้นเป็นเมือกอย่างกับน้ำมูก” เอ๊ะที่สอง มีมาอีกระลอกจากเรนจนได้ ช้างมีหรือจะไม่รู้ว่าเมือกอะไร

“อุ๊ยยยย พี่ว่าพี่กินหมดแล้วเชียว”

“ห๊า..อะไรนะครับ กินน้ำมูกเนี่ยนะพี่”

“เอ่อ เปล่าจ้ะ พี่ก็พูดเล่น พอดีเมื่อกี้พี่จาม น้ำมูกพุ่งแร้งแรง มันเลยกระเด็นมาติดหัว” ช้างรีบเอามือเช็ดออกแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องกลัวไอ้เจ้าเรน จะเอ๊ะมาอีก  “เออนี่ อย่าเพิ่งถามอะไรพี่เลย มีเงินกองกลางติดตัวสักห้าร้อยไหม พี่จะเอามาใช้ส่วนตัวก่อนเดี๋ยวพี่เอาคืนให้”

“มีครับ”

“ดีเลย งั้นเอาเงินห้าร้อยเนี่ย ไปให้น้องผู้ชายที่ชื่อแฮ็คส์ น้องเขารออยู่หลังพุ่มดอกดาหลาตรงนู้น บอกเขาว่าพี่อัยฝากมาให้ พี่จะขึ้นบ้านไปล้างเนื้อล้างตัวหน่อย”

“ครับพี่ ...แล้วทำไมถึงต้องให้เขาด้วยครับ”

“เออน่า อย่าถามอะไรเลยพี่ไปล่ะ รีบเอาเงินไปให้เขาได้แล้ว ”

ช้างสั่งความเสร็จก็เดินขึ้นบ้าน  เรนก็แยกออกไปทำตามคำสั่งอีกครา เดินลัดสนามไปยังพุ่มดาหลา หารู้ไม่ว่า เจ้าซุปตาร์กำลังยืนมองอยู่ที่ระเบียง และมุมระเบียงตรงนี้เองก็ทำให้เห็นภาพทั้งหมดว่า หลังพุ่มดาหลามีชายคนหนึ่งยืนลับๆล่อๆ แล้วก็เห็นอุศเรนส่งเงินให้ ไม่รู้ให้กันทำไม ... เพราะความสงสัย ทำให้รีบลงจากบ้านมา เดินมายังไม่ถึงสิบก้าว ยังไม่ทันจะเดินผ่านโค้งไปหา มอสก็เผอิญได้ยินพนักงานจัดเลี้ยงที่ยืนพักคุยกันลั่นๆอย่างออกรสเต็มสองรูหูว่า

“ไอ้แฮ็คส์มันไลน์มาบอกโว้ย ว่าแม่งแดกน้ำของมันจนแทบหมดตัว โดนไปสามน้ำ น้ำละห้าร้อย ร่านฉิบหาย ให้มาก่อนพันหนึ่ง เพิ่งจะเอาไปให้อีกห้าร้อยเมื่อกี้”

“เฮ้ยจริงเหรอวะ ท่าทางไอ้แฮ็คส์มันคงจะร้อนเงินจริงๆ มันถึงได้ยอม แล้วมันไปเอากันที่ไหน”

“โรงเก็บเรือคุณเต้ยไง ไอ้แฮ็คส์แม่งได้ผู้ช่วยงานผู้จัดการคุณมอสเลยนะโว้ย นั่นไงมันเดินมาแล้ว ถามมันเลย ”

ไอ้คนตอบนี่ ตอบอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน น่าตบปากนัก  จาก ‘ช่วยงานเป็นผู้จัดการ’ กลายเป็น ‘ผู้ช่วยงานผู้จัดการ’ ได้ไงก็ไม่รู้ หรือจะเป็นที่ไอ้เจ้าลูกอมร้อนเงินมันส่งความมาผิดก็มิทราบ แต่ที่แน่ๆ พวกมันจะรู้ไหม สื่อความผิด มันทำให้คนได้ยินเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปโดยปริยาย

มอสได้ยินเท่านี้ก็เดาออกว่าอะไรเป็นอะไร ปะติดปะต่อเรื่องได้โดยมิยาก ทั้งภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยินอย่างบังเอิญมันตีความเป็นอย่างอื่นมิได้ นี่ใช่ไหมถึงต้องให้เงินกัน หายลงมาจากบ้านตั้งนาน ที่แท้ก็ลงมาเพื่อการนี้นี่เอง เสียแรงที่ช่วย เสียแรงที่หวง เสียแรงที่คล้องไว้ด้วยสร้อยสามกษัตริย์ คิดถึงตรงนี้ความผิดหวังจึงปะปนกับอาการเสียความรู้สึกจนเกือบถูกขับออกมาเป็นน้ำตาใสๆเต็มสองตา มือทั้งสองอดมิได้ที่จะกำเป็นหมัดแน่น โมโหแสนโมโหจนหน้าแดง หากก็หักที่จะระเบิดอารมณ์พลุ่งพล่านไว้ได้ ทั้งๆที่ใจอยากจะเข้าไปต่อยไอ้คนชื่อแฮ็คส์ที่ว่าเหลือเกิน ให้สาสมกับสิ่งที่มันบังอาจ ทว่าเรื่องอย่างนี้จะโทษมันคนเดียวก็ไม่ได้ ตบมือข้างเดียวมันดังเสียที่ไหน จึงจำใจหันหลังเดินขึ้นบ้าน พูดกับตัวเองว่า

“ถ้าเรารู้ว่านายง่ายขนาดนี้ เมื่อวานเราจัดให้ที่ริมคลองจนสมใจไปแล้ว ไอ้คุณหนูลำพู”

เจ้าซุปตาร์พูดจบก็เดินกริ้วปังหน้าแดงจนมาถึงห้องตัวเอง ปิดประตูได้ ก็นั่งนิ่งบนเตียงชั่วพัก สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ จนคลายอารมณ์ลงได้หลายระดับ แล้วก็คล้ายจะคิดอะไรออก จึงตัดสินใจหยิบมือถือ ส่งไลน์ไปหาเจ้าต้นเหตุแห่งความรู้สึกทันใด

“มาหาเราที่ห้องนอนเราเดี๋ยวนี้ มีงานให้ทำ”

ชั่วพักแห่งการส่งสาส์นไป เรนที่เพิ่งจะเดินกลับมาถึงตรงเต๊นท์ก็เปิดอ่าน มันนานพอที่จะทำให้คนส่งมา ตระเตรียมตัวที่จะสร้างงานให้ทำจนพรักพร้อม เรนพออ่านเสร็จก็รีบมุ่งหน้า กลับขึ้นไปบนบ้าน เดินไปยังห้องนอนของมอสที่อยู่ข้างๆห้องตัว พอถึงก็เคาะประตู บอกให้รู้ว่ามาแล้ว

“เรนเองครับมอส”

“เข้ามาได้เลย ไม่ได้ลั่นดาลไว้ เข้ามาแล้วปิดประตูด้วย ”

เรนเปิดประตูเดินเข้าไป พอปิดลั่นดาลกลับคืนตามคำสั่งได้ ก็ต้องตกใจ เพราะคนที่บอกว่ามีงานให้ทำ มันดันนุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวสีขาวผืนเดียว เดินออกมาจากหลังพรึงไม้แกะสลักด้านใน แล้วเจ้าตัวคนสั่งก็ทรุดลงเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงหนานุ่มขาวสะอาดตา

 “นวดเป็นไหม นวดให้หน่อยสิ”  มอสยิ้มที่มุมปากน้อยๆ แต่สายตานี้สิ มันส่งประกายวูบวาบมิน้อยเลยสักนิดเดียว !!!

***********************************

รบกวนติดตามต่อในบทที่๘ นะคะ

มาเร็วก่อนกำหนดอีกแล้วค่ะ พอดีงานเสร็จเร็ว จึงรีบเขียนก่อนจะกลับมาวุ่นกับงานที่ออฟฟิศอีกรอบ  :katai4:

 :pig4: ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านมากๆนะคะ ขอบพระคุณทุกๆความเห็น ทั้งคุณOooy คุณanterosz  คุณCaramel Syrup
คุณblove คุณtweetpuen คุณsugarcane_aoi คุณkokoro คุณwutwit และก็คุณAkuaPink สำหรับกำลังใจและติดตามกันเสมอมา  :man1:  :mew1:

รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ... แล้วพบกันค่ะ  :mew3:

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
คู่เล็กเริ่มมีนิมิตรหมายที่ดี ส่วนอีกคู่นี่เจ้อัยย์คนงามสร้างเรื่องคนเดียวเลยนะ รอตอนต่อไปละกัน

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 754
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-1
มาแล้ว มาแล้ว

ราชองครักษ์ของน้องซันชื่อ ชลธี ชลธร สงสัยจะเป็นแฝด

น้องซันกับสตาร์จะเป็นยังไงต่อไป อยากรู้จัง

ส่วนเรนสงสัยจะเสร็จมอสแน่ๆ เข้าใจผิดไปแบบนั้น ต้องโทษอีคุณช้างเลย

รอตอนต่อไปครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-05-2020 17:23:22 โดย anterosz »

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ขอบคุณนะคะมี๊เข้ามาส่องทุกวันเลยทั้งอัศวินดาราเจ้าดื้ออัศดงและเรนมอสงานเข้าเรนเต็มๆเพราะความร่านของคุณอัยแท้ๆเลยเนี่ยมอสต้องเข้าใจผิดแน่เลยกำลังจะไปกันได้ดีแล้วเชียวส่วนซันสตาร์น่าจะมีอะรรเป็นนิมิตหมายที่ดีนะหวังว่าสตาร์จะเข้าใจรับรุ้ความรุ้สึกของซันและเลิกเกลียดเรนสักทีสงสารสตาร์เหมือนกันนะไม่มีใครสนใจเรนาดีจริงๆที่เห็นสกายหน้าคลายคุณเปรมบริวารซันนี่ดุจังรอตอนต่อไปรักษาสุขภาพด้วยนะคะนักเขียนที่น่ารัก

ออฟไลน์ tweetpuen

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
อบอุ่นเกินไปแล้วพี่ซัน

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด