[จีนโบราณ] >>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<<< บทที่ 38 [29/7/63] หน้า 5
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [จีนโบราณ] >>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<<< บทที่ 38 [29/7/63] หน้า 5  (อ่าน 16386 ครั้ง)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1843
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 30




“หากยุทธภพสงบสุขแล้วเจ้าจะทำสิ่งใดหรือ หยางเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงได้แต่ยกมุมปาก ทว่ามิได้เอ่ยคำใด

คุณชายรองตระกูลหยางแห่งเทียนซานผู้นี้นอกจากจะเป็นคนเงียบขรึมแล้ว ยังนับว่าเป็นคนคอแข็งอยู่พอตัว การประชันดื่มสุรากับเสียนหย่งเฉิง หากไม่ใช้พลังลมปราณขับออก ก็นับว่าข้าได้พบสหายร่วมดื่มสุราชั้นยอด หลังจากพรรคมารล่มสลาย ข้าตั้งใจจะชวนหยางเย่ถิงออกท่องยุทธภพ มือหนึ่งรำกระบี่ อีกมือดื่มสุรา ค่ำไหนนอนนั่น ทุกคืนวันสุขสำราญ

“เจ้าซ่อนตัวเหลียวตงไว้ที่ใด”

หยางเย่ถิงพูดสั้น ๆ เพียงว่า “ทางนี้” แล้วออกเดินนำสู่บันไดทอดคดเคี้ยวผ่านเชิงผาแห่งเขาจงหนาน ลัดเลาะต้นไม้ใบหญ้ากระทั่งถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง ด้านหน้าปรากฏป้ายศิลาจารึกตัวอักษรไว้ว่า ‘ถ้ำสำนึกตน’

ข้าปล่อยจิ้งจอกน้อยเหลียงจินลงบนพื้น เมื่ออีกฝ่ายทำท่าทำทางเหมือนจำเป็นต้องไปทำธุระส่วนตัว พอข้าวางเขา ปิศาจจิ้งจอกขนฟูสีขาวก็วิ่งกระโจนหายไปทางพุ่มไม้ทันที

“รีบไปรีบมา เหลียงจิน” ข้าออกปากสั่งความ

“เจ้ารับปากข้ามาก่อน” หยางเย่ถิงขอคำรับรอง

“รับปากสิ่งใด” ข้ายังไม่เข้าใจจึงถามกลับ

หยางเยวี่ยนพูดต่อไปว่า “ไม่ว่าเหลียวตงจะพูดสิ่งใด เจ้าจะไม่พลั้งมือสังหารเขาเด็ดขาด”

“เรื่องนั้นเจ้าวางใจ ลูกไม้ตื้น ๆ เช่นนั้น ข้าไม่มีวันหลงกล จงเชื่อมือข้า หากยังมิได้ความจริงจากปากหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬ อย่าหวังว่าเขาจะสิ้นลมจากโลกนี้ไปได้ง่าย ๆ” ข้าให้คำมั่นสัญญา

“...”

“เจ้าตั้งใจจะเตือนข้าเพียงแค่นี้หรือ” พอข้าเห็นหัวคิ้วของหยางเย่ถิงก็พลันรู้สึกไม่ชอบมาพากล

“เจ้ารู้หรือไม่ ถ้ำสำนึกตนแห่งนี้ มีประวัติความเป็นมาเช่นไร” หยางเยวี่ยนมิได้ตอบตามตรง ทว่ากลับยกเรื่องอื่นขึ้นมาถามข้าแทน

“ข้าได้ยินว่า ถ้ำสำนึกตน เคยเป็นสถานที่กักกันนักโทษประหารชีวิตจากทางการ ภายหลังสำนักศาลยุติธรรมปรับเปลี่ยนกฎระเบียบจึงยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติเสีย ถ้ำสำนึกตนจึงถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ข่าวคราวใดจากถ้ำแห่งนี้อีก”

“ถ้ำแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่เก็บผงราคะไฟ”

พอหยางเย่ถิงเฉลยความจริง พลันคำพูดของฉินเหอหนาน พ่อค้าสำเภาแห่งฉางอันได้เคยกล่าวไว้ก็ดังขึ้นในใจข้าทันที

“คุณชายหยวนสืบค้นจนมาถึงตัวข้าพเจ้านี้ นับว่ามีไหวพริบเปี่ยมปัญญา หากแต่ภัยร้ายซึ่งทำลายเถ้าแก่เสียงย่อมจะมาถึงตัวข้าพเจ้านี้ดุจเดียวกัน เหตุว่าพ่อค้าผงราคะไฟรายใหญ่แห่งฉางอัน หาใช่ข้าพเจ้าทั้งสองไม่”

“เถ้าแก่ฉินตั้งใจจะพูดถ้อยความใด” ข้าขยับพัดจีนโบกไปมา

“ข้าพเจ้าจะบอกข้อความสำคัญแด่คุณชายแลกกับการคุ้มกันภัย ไม่ทราบว่าคุณชายจะยินดีหรือไม่” ฉินเหอหนานย่อมรู้ชะตาชีวิตตัวเองดี มิได้มีทีท่าหวาดหวั่นว่าจะถูกฆาตกรรมดุจเสียงจงกิม หนำซ้ำยังใจเย็นต่อรองกับนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวน ไม่ต่างกับการต่อรองซื้อขายสินค้า

“ข้ายินดีให้ความคุ้มครองท่านฉิน ต่อแต่นี้ท่านต้องรับปากว่าจะยกเลิกกิจการค้าขายผงราคะไฟชั่วชีวิต”

“ข้าพเจ้ารับปาก อีกประการหนึ่งบนเทือกเขาจงหนาน มีถ้ำสำคัญถูกปล่อยทิ้งร้างอยู่ ในเมื่อวันนี้คือเทศกาลฉงหยาง คุณชายหยวนจงใช้โอกาสขึ้นเขาจิบสุรา ลักลอบไปดูให้เห็นกับตาตนเองเถิด”

ข้าเห็นว่าไม่อาจซื้อคำพูดจากปากฉินเหอหนานไปมากกว่านี้จึงขอตัวลา แล้วสั่งยอดฝีมือจำนวนหนึ่งลักลอบปะปนกับคนของเถ้าแก่ฉินเพื่อคุ้มครองภัยอันตราย

คำหยางเย่ถิงสอดรับกับฉินเหอหนานเช่นนี้ หรือว่าผู้ค้าผงราคะไฟรายใหญ่แห่งฉางอันคือเหลียวตง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬกันแน่

“เจ้าหมายความว่า เหลียวตงคือผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารเสียงจงกิมและครอบครัวร้านขายยาหลิวจินเถาหรือ” ข้าสรุปความรวบรัด

ทว่าหยางเย่ถิงเพียงทำท่าทีไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ เจ้าคุณชายรองมองเข้าไปในถ้ำสำนึกตนสลับกับจดจ้องดวงจันทราบนท้องฟ้า

“ประมุขพรรคมาร...” หยางเย่ถิงกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา พลางสบตากับข้า “ก่อกรรมทำเข็ญ ฆ่าคนเป็นผักปลาเพื่อผงราคะไฟ ใส่ร้ายป้ายสีพรรคคมเบญจมาศให้มัวหมอง ดึงเจ้าเข้ามาเป็นแพะรับบาป”

ดวงตาหยางเย่ถิงมีประกายของความโกรธแค้น ทำให้บุคลิกเย็นชาซึ่งข้าเคยสัมผัสเป็นปรกตินั้นกลับกลายเป็นสิ่งไม่ชินตา หยางเย่ถิงคงค้นพบความลับบางอย่าง

“คนของข้าตรวจสอบภายในถ้ำสำนึกตน ค้นพบห้องลับไว้ใช้เก็บผงราคะไฟจำนวนมาก เหลียวตงยอมสารภาพว่า ประมุขพรรคมารใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่เก็บผงราคะไฟเพื่อใช้แจกจ่ายสมาชิกพรรค ทุก ๆ เก้าวัน ประมุขพรรคมารจะเข้ามายังถ้ำแห่งนี้เพื่อฝึกวิชาและใช้ผงราคะไฟบำบัดธาตุทั้งสี่” หยางเย่ถิงกำด้ามกระบี่แน่น

“ราตรีนี้คือคืนที่ 9 ใช่หรือไม่” ข้าเกาะแขนอีกฝ่ายด้วยอาการตื่นเต้น พัดพรายเพลิงในมือข้าร้อนขึ้นราวกับต้องการสำแดงอิทธิฤทธิ์

“ถูกต้อง”

“ในที่สุดข้าจะได้พบประมุขพรรคมารเสียที” หยวนหลงซานไม่อาจระงับความดีใจไว้ได้ เมื่อโอกาสทำลายพรรคมารอยู่ใกล้แค่เอื้อม

“ในร่างนี้น่ะหรือ” หยางเย่ถิงพิจารณาเรือนร่างสตรีของข้า ราวกับเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคในการออกวิชา

“ไม่มีปัญหา กระบวนวิชาใดซึ่งข้าทำได้ดีตอนเป็นบุรุษ ไม่เคยพลาดพลั้งยามอยู่ในร่างสตรี เจ้าจงหายห่วง”

“ข้า...มิได้ห่วง” โถ คุณชายรองตระกูลหยาง เพียงอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่เช่นนี้ หากเหลียงจินอยู่ด้วยก็คงจะผงกหัวเห็นด้วยกับข้าเป็นแน่

“อ้า ไม่ห่วง ไม่ห่วง” ข้าสวมบทไม่รู้ความแล้วพยักหน้าสนับสนุน “เช่นนั้นเจ้ามีแผนการรับมือประมุขพรรคมารประการใด”

ข้าลอบเห็นหยางเยวี่ยนแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วบอกเสียงเรียบเฉยว่า

“ใช้เหลียวตงเป็นตัวประกัน วางค่ายกลจับเป็นประมุขพรรคมาร”

“จับเป็น?” ข้าแถบไม่เชื่อหูตัวเอง พรรคคมเบญจมาศยึดหลักคุณธรรมสูงส่งแค่ไหนกัน ถึงคิดว่าประมุขพรรคมารจะยินยอมให้จับเป็น ข้าจึงยิงพลุส่งสัญญาณขึ้นบนท้องฟ้า ในมิช้าหลี่ปิงหวน หวังเป่าเหอ และนางคณิกาปลอมทั้งหมดคงจะปรากฏตัว ณ บริเวณนี้

“พรรคคมเบญจมาศจะตัดสินใจทำสิ่งใด ข้าไม่ขอขัดขวาง แต่หากโอกาสมาถึงพรรคเสี้ยวจันทราจะขอลงมือปราบปรามมารร้ายให้สิ้นซาก ตัดไฟแต่ต้นลม ยุทธภพจะได้สงบสุขโดยเร็ว”

“ประมุขพรรคมารต้องได้รับการลงโทษไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” หยางเย่ถิงยินยอมอ่อนข้อ “แต่เจ้าต้องระวังตัว หากประมุขพรรคมารหรือเหลียวตงหนีรอดไปได้ อวี้หงหยวนจะตกอยู่ในอันตรายทันที”

“เรื่องนั้นเป็นหน้าที่รับผิดชอบของข้าเอง” ข้าตอบอย่างมั่นใจ

“พรรคเสี้ยวจันทรามิได้ดำรงอยู่เพียงผู้เดียวในยุทธภพ” หยางเยวี่ยนเหมือนตัดสินใจได้แล้ว จึงมองใบหน้าข้าในร่างหยวนอวี้ฟ่าน นางคณิกาปลอมชั้นเอกแห่งอวี้หงหยวน “เจ้าถามข้าว่าหลังเรื่องราวทุกอย่างจบสิ้น ข้าจะทำสิ่งใด ข้า...ต้องการฟื้นฟูสำนึกฝึกวิชาเฉินชิงหลุน สั่งสอนอนุชนรุ่นหลัง ยึดมั่นคุณธรรม ทุกคนเสมอภาค สู้ปราบปรามคนชั่ว ช่วยเหลือคนดี”

ไม่คาดคิดว่าในใจลึก ๆ ของคุณชายรองตระกูลหยางต้องการกระทำสิ่งดังกล่าว ข้ารู้สึกนับถือหยางเย่ถิง

“ไม่นึกว่าพวกเราทั้งสองต่างมีความคิดไปคนละทางเช่นนี้ แต่กว่าจะถึงตอนนั้น ข้าต้องกำจัดประมุขพรรคมารให้ได้เสียก่อน”

หยางเย่ถิงพยักหน้าเห็นด้วย

“หยวนฟง เจ้ากับข้า...” คุณชายรองตระกูลหยางยังไม่ทันพูดจบ เสียงเจรจาของคณะนางคณิกาปลอมจากอวี้หงหยวนกว่ายี่สิบคนต่างทยอยเดินทางมาถึงยังหน้าปากถ้ำสำนึกตนโดยพร้อมเพรียง พอเหมาะกับจิ้งจอกน้อยเหลียงจินทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ผลุบออกมาจากพงหญ้า พอหันซ้ายแลขวาเห็นคนหมู่มากแปลกตาก็หมุนตัวกลับจะเข้าพงหญ้าไปหลบซ่อน ข้าก็กวักมือเรียกไว้

หลี่ปิงหวน หวังเป่าเหอและพรรคพวก เมื่อแลเห็นสุนัขจิ้งจอกขนสีขาวสะท้อนแสงจันทราเช่นนั้นก็รีบเร่งเข้ามา

“เรียนประมุขหยวน จิ้งจอกน้อยตนนี้...”

ยังมิทันที่ข้าจะเฉลยความจริง หลี่ปิงหวนก็คว้าตัวเหลียงจินขึ้นมาอุ้มชูด้วยสองมือ

“เหลียงไถจิน เป็นเจ้าใช่หรือไม่”

ข้าพยักหน้ารับว่าเป็นความจริง

นางคณิกาปลอมต่างส่งเสียงร้องดีใจประหนึ่งออกรับใช้แขกแล้วได้สินรางวัลเป็นเงินทองมากมาย ต่างก็เข้ามากลุ้มรุมล้อมจิ้งจอกน้อย ตั้งใจจะลูบสัมผัสปลอบโยนให้หายคิดถึง

หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอร้องเรียกชื่อเหลียงไถจินไปพลางก็ร้องไห้ด้วยความยินดีไปพลาง เมื่อสหายซึ่งพลัดพรากจากไปหวนคืนมา เจ้าจิ้งจอกเหลียงจินทำได้แค่กระดิกหูตอบรับ แลบลิ้น อ้าปาก ขยับขา สำแดงว่ายินดีดุจเดียวกัน

ข้าเฝ้ามองกิริยาต้อนรับเหลียงจินของบรรดายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทราแล้วปริ่มใจอยู่


*******************

พูดคุย

คุณชายรองช้าอ่ะ เดี๋ยวโดนคาบไปแ_ก นะ
คงต้องระวังเสียนหย่งเฉิงแล้วล่ะ

จิ้งจอกน่ารัก
อยากเลี้ยงเลย

คุณชายรองต้องตามมาดูแลเมียอยู่แล้ว เดี๋ยวโดนแย่ง
ปล่อยไว้ไม่ได้เลย มีคนต่อคิวแย่งอยู่ 55+

:pig4:
 :3123:
:pig2: :pig4:


ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 31



 

ลัทธิเสพผงราคะไฟไม่เคยเฟื่องฟูเท่านี้มาก่อน นับแต่ประมุขพรรคมารประกาศทั่วยุทธภพว่า การฝึกวิชาให้บรรลุขั้นสูงสุดจำเป็นต้องผสมผสานเคล็ดลับดังกล่าว บรรดาจอมยุทธ์ที่มิอาจฝึกวิชาให้ก้าวล้ำไปกว่าที่เป็นอยู่ ครั้นหันมาพึ่งพาผงราคะไฟแทนที่จะใช้กลกามบำบัดธาตุทั้งสี่ตามที่ปฏิบัติมาแต่ดั้งเดิม กลับเห็นผลสำเร็จ ต่างก็พากันเข้าร่วมฝ่ายพรรคโคมแดงเป็นจำนวนมาก ทว่าประมุขพรรคมารคัดสรรจอมยุทธ์ด้วยกฎเกณฑ์พิสดารล้ำ คือเลือกเฉพาะแต่บุรุษเท่านั้น หากมีภรรยาหรือบุตรแล้วจำจะต้องตัดขาดจากครอบครัว มิเช่นนั้นอาจมีโอกาสละทิ้งคำสอนหันกลับไปเสพกามเพื่อบำบัดธาตุตามเดิมอีก ลำดับแรกบรรดายอดฝีมือต่างก็ถอนใจไปจำนวนมาก ต่อมาเห็นว่าฝีมือวรยุทธ์ตนถดถอยลงก็ต้องกลับไปใช้ผงราคะไฟอีก เมื่อผงราคะไฟมีคุณมากกว่าโทษก็หันกลับมาเข้าร่วมพรรคมารเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ครอบครัวชาวยุทธ์จำนวนมากบ้านแตกสาแหรกขาด สามีไปทาง ทิ้งภรรยาและบุตรให้ตกระกำลำบากไว้เบื้องหลัง มีหรือที่ยุทธภพจะสุขสงบ เมื่อโอกาสทำลายพรรคมารใกล้เข้ามา มีหรือหยวนหลงซานจะไม่รีบเร่งไขว่คว้าไว้ ข้อถอนคำสาปจึงกลับกลายเป็นเรื่องรอง

จริงอยู่ที่ว่าข้าประสงค์ล้างคำสาปชายสลับหญิงออกจากกาย ทว่าอาคมนี้มีคุณประโยชน์ส่งเสริมวิชาพัดเสี้ยวจันทราบรรลุขั้นสูงสุดโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผงราคะไฟ ทำให้ข้าบังเกิดสองจิตสองใจ เหล่าท่านทั้งหลายอาจสงสัย ในเมื่อข้าเสียตัวให้หยางเย่ถิงผู้กำเนิดภายใต้กลุ่มดาวราศีมังกร ตกฟากยามเฉินแล้ว ไฉนจึงยังมิสิ้นคำสาปอีก ข้าคงจะเฉลยให้ทราบในภายหลัง แต่นั่นก็นำมาซึ่งสิทธิอันชอบธรรมที่ข้าสามารถจะครอบครองพัดพรายเพลิง อาวุธวิเศษของบรรพชนข้า หยวนอู่ชิง

หากข้าขจัดเส้นทางการค้าขายผงราคะไฟสำเร็จ ก็เหมือนกับตัดปีกของพรรคมารไปข้างหนึ่ง หน้าที่ของข้าย่อมบรรลุผลสำเร็จไปด้วย

นับแต่การขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา ข้าไม่อาจปฏิเสธหรือแบ่งรับแบ่งสู้ความชอบธรรม ในเมื่อผู้อาวุโสและจอมยุทธ์ทั้งปวงเห็นว่าข้าเหมาะควรยิ่งกว่าผู้ใด ใช่ ข้าเกิดมาเพื่ออยู่ในฐานะนี้ แม้นในใจลึก ๆ แล้ว ข้าปรารถนาให้เป็นคนอื่นสืบทอดแทน คำที่ข้ากล่าวกับหยางเย่ถิงซึ่งว่าหากปราบปรามพรรคมารโคมแดงสำเร็จแล้วจะออกท่องยุทธภพ หาใช่คำพูดชวนขบขันไม่ ข้าตั้งใจจะวางมือจากยุทธภพแล้วทำตามความต้องการของตัวเองบ้าง

ทุกคนรู้ เหล่ายอดฝีมือรู้ พรรคเสี้ยวจันทรายืนยงคงอยู่คู่ยุทธภพฝ่ายธรรมะได้ ไม่ใช่เพราะประมุขฝ่ายสกุลหยวน หากแต่เป็นจอมยุทธ์ทุกตระกูลช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ธรรมเนียมปฏิบัติที่จะต้องยกย่องตระกูลหยวนเป็นผู้นำนั้นไม่จำเป็นอีก ข้าจะเสนอความเห็นนี้เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย

หยางเย่ถิงพิจารณาหยวนหลงซานในร่างหยวนอวี้ฟ่านแล้วมองต่ำ รู้สึกอดกังวลใจไม่ได้ เจตนาประมุขพรรคเสี้ยวจันทราสะท้อนว่าคิดวางมือจากยุทธภพหลังจบเรื่องราวทั้งหมด ทำให้คุณชายรองตระกูลหยางอับจนคำพูด เขาจดจ้องประดานางคณิกาปลอมหยอกล้อปิศาจจิ้งจอกเหลียงจินแล้วถอนหายใจ

หยวนหลงซานได้ยินลมหายใจจากคนข้างกายก็หันกลับมาซักถาม

“เจ้ากังวลสิ่งใดหรือ หยางเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงสั่นหน้า

ข้าเห็นว่าทุกคนมาพร้อมแล้วก็ร้องบอกพวกตัว “ยอดฝีมือทุกท่าน คุณชายรองตระกูลหยางได้นำตัวเหลียวตงหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬผู้สังหารเหลียงจินและหัวหน้าสีฝูเหยามากักขังไว้รอส่งมอบตัวอยู่ภายในถ้ำสำนึกตน”

หลี่ปิงหวนอุ้มเหลียงจินเข้ามาใกล้ข้าเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ “เช่นนั้นพวกเราจะได้ล้างแค้นแทนหัวหน้าสีแล้วใช่หรือไม่ขอรับ ประมุขหยวน”

เหล่านางคณิกาปลอมต่างปลิดสีหน้าแจ่มใสเป็นแค้นเคืองทันที ยามให้ยินชื่อเหลียวตง ศัตรูคนสำคัญ

ข้าพยักหน้ารับรอง แล้วว่า “อีกประการหนึ่ง ถ้ำสำนึกตนแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งเก็บผงราคะไฟของพรรคโคมแดง”

พอทุกคนรับรู้ความจริงต่างก็ส่งเสียงประหลาดใจ พ่วงกับคำสาปแช่งด่าทอพรรคมารต่าง ๆ นานา

“คุณชายรองตระกูลหยางสืบสวนเหลียวตงแล้วได้ข้อความสำคัญประการหนึ่ง ทุก ๆ 9 วัน ประมุขพรรคมารจะกลับมายังถ้ำแห่งนี้เพื่อเสพผงราคะไฟและฝึกวิชา เหมาะนักที่คืนนี้ครบกำหนดวันที่ 9 เช่นนั้นจงวางกำลังตระเตรียมจู่โจมประมุขพรรคมารมิให้หนีรอดไปได้ หลี่ปิงหวนเจ้าพายอดฝีมือส่วนหนึ่งซุ่มซ่อนอยู่บริเวณหน้าปากถ้ำ ส่วนหวังเป่าเหอนำกำลังติดตามข้าเข้าไปภายใน”

“ขอรับ” ทุกคนน้อมรับคำสั่งโดยพลัน

หลี่ปิงหวนลูบหัวปิศาจจิ้งจอกน้อยเป็นการส่งท้ายก่อนจะมอบเขาให้ข้าอุ้มต่อ เหลียงจินอ้าปากแลบลิ้นให้ทุกคนแล้วก็กระโจนจากมือข้าลงบนพื้นดิน หันมาร้องเบา ๆ เหมือนบอกว่าให้ติดตามไปในถ้ำสำนึกตนโดยเร็ว

ข้าหัวเราะในความกระตือรือร้นของเหลียงจินแล้วติดตามไปโดยเร็ว

ภายในถ้ำสำนึกตนมีโคมไฟสีแดงติดไว้ให้แสงสว่างเป็นระยะ ๆ ผนังถ้ำมีการเจาะห้องไว้ภายในคงใช้เป็นที่เก็บผงราคะไฟจำนวนมาก ลังไม้วางไว้เกลื่อนพื้น กระทั่งถึงโถงกลางของถ้ำ ปรากฏหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬถูกมัดมือมัดเท้าด้วยเชือกอาคมแน่นหนา โดยรอบมีบุรุษแต่งกายชุดสีเหลืองอ่อนคาดผ้ารอบศีรษะลวดลายดอกเบญจมาศคอยยืนคุมเชิงอยู่ พอเหลียวตงเห็นว่าแขกผู้มาเยือนนั้นเป็นผู้ใด ปากซึ่งซีดเผือดก็กลับมาใช้งานได้ราวกับถูกโอสถทิพย์ชำระล้าง

“ข้าได้กลิ่นหอมจากกายแม่นางหยวนมาแต่ไกล ชั้นแรกคิดว่าประสาทรับกลิ่นเสื่อมถอย ครั้นท่านปรากฏตัวซึ่งหน้าจึงรู้ว่าข้ามิได้คิดไปเองตามลำพัง” เหลียวตงกล่าวสำนวนเชิงสวาท

หนึ่งเดือนผ่านไปในฐานะนักโทษ ทำให้บุรุษรูปงามหัวหน้าหน่วยพยัคฑ์ทมิฬแห่งพรรคโคมแดงทรุดโทรมได้ถึงเพียงนี้ นับว่าพรรคคมเบญจมาศลงมือแก้แค้นแทนข้าไปส่วนหนึ่งแล้ว

จิ้งจอกน้อยเห่าเสียงดังใส่หน้าเหลียวตงหนึ่งที พร้อมทั้งแยกเขี้ยวข่มขู่

“สัตว์เลี้ยงของแม่นางหยวนตัวนี้สำแดงกิริยาไม่น่ารักเอาเสียเลย” เหลียวตงทำทีต่อว่า

“ข้าย่อมไม่อาจห้ามจิ้งจอกตนนี้ได้” หยวนอวี้ฟ่านขยับตัวเข้าใกล้เหลียวตง วูบหนึ่งในความคิด อยากจะใช้วิชาพัดเสี้ยวจันทราฆ่าล้างให้สาสมกับความแค้น “สุนัขย่อมรับใช้เจ้านายตนเอง และเจ้าก็ทำตัวไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง หรือมิใช่”

“นี่เจ้า...” เหลียวตงกัดฟันโต้ตอบ

พอได้โอกาสจิ้งจอกน้อยเหลียงจินก็ใช้คมเขี้ยวงับไปยังชายชุดสีแดงสลับดำแล้วขย้ำจดขาดติดปาก เสื้อผ้าอาภรณ์ของเหลียวตงบัดนี้ไม่หลงเหลือความสง่างาม เขาได้แต่สบถด่าทอกิริยาของเหลียงจิน

“ไอ้สัตว์นรก”

“เจ้าต่างหากคือสัตว์นรก ทำร้ายผู้คน ทรมานสรรพชีวิต กรรมย่อมสนองการกระทำ” หยวนอวี้ฟ่านตบหน้าเหลียวตงไปหนึ่งฉาด มันหันหน้ากลับมาจ้องประมุขพรรคเสี้ยวจันทราด้วยประกายแค้น ก่อนจะยิ้มแบบเลือดเย็นแล้วหัวเราะต่อเนื่องไม่ยอมหยุด

“ฮ่า ๆ ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าเกรงประมุขของข้าจะเป็นใหญ่ในใต้หล้าหรอกหรือ จึงคิดร่วมมือกันโค่นล้ม แต่วิถีชีวิตย่อมเป็นเช่นนี้ ผู้มีอำนาจย่อมมีสิทธิ์ตัดสินชะตาชีวิตผู้อื่นเป็นของธรรมดา ไยพวกเจ้าต้องแส่ยื่นเท้ามายุ่งไม่เข้าเรื่อง”

“สติของเจ้าคงวิกลจริตผิดมนุษย์ พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินชะตาชีวิตใคร จำเอาไว้” ข้าคลี่พัดพรายเพลิงออก เหลียวตงรับรู้อำนาจของมันดีก็ลมตัวลงไปนอนตัวงออยู่บนพื้น ปากก็ร้องว่า “อย่าทำ ๆ”

โชคดีที่หยางเย่ถิงคว้าข้อมือข้าไว้เป็นกิริยาห้าม

“ไหนเจ้าว่าจะไม่ยอมตกอยู่ในหลุมพรางคำยั่วยุ”

“ใช่ ๆ ข้าลืมตัว” หยางเย่ถิงปล่อยมือข้าแล้วสั่นหน้าบางเบา

พอเหลียวตงเห็นว่าข้าไม่ลงมือก็ลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ปิดปากเงียบ ไม่คิดลองดีอีก ข้าจึงหันไปกระซิบต่อหยางเยวี่ยนบอกให้เขาหันหลัง

“เหตุใดข้าต้องหันหลัง”

โว้ย ข้าจะต้องอธิบายทุกการกระทำให้เขาล่วงรู้เลยหรือไง ทำไมไม่มองตาก็รู้ใจกันบ้าง ในเมื่อเรื่องราวก็ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว

หยวนอวี้ฟ่านคว้าไหล่หยางเย่ถิงแล้วกระซิบอุบายพอให้ได้ยินกันสองต่อสอง

“มิได้”

โอ้โห ข้ายังมิทันอธิบายจนจบแผนการ เจ้าคุณชายรองก็เร่งรีบปฏิเสธทันที อันที่จริงข้าไม่จำเป็นต้องให้หยางเย่ถิงอ่อนน้อมยินยอมแต่ประการใด ข้าเพียงแต่บอกอุบายให้เขารับรู้เท่านั้น พอหยางเย่ถิงเห็นว่าข้าไม่คิดปฏิบัติตามก็ได้แต่หมุนตัวแล้วออกคำสั่งให้ยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศออกไปจากบริเวณโถงถ้ำสำนึกตน ส่วนคนออกคำสั่งทำหน้าบึ้งยืนหันหลังห่างออกไป ข้ายิ้มขำเจ้าคุณชายรองแล้วพยักหน้าให้หวังเป่าเหอขยับเข้ามาใกล้

“ติดยันต์ค่ายกลแปดทิศ”

“ขอรับ”

เมื่อปราศจากผู้คนจนกระทั่งหลงเหลืออยู่สองต่อสอง ไม่รีรอข้าจึงปลดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยผิวขาวนวลตกต้องโคมแดงสะท้อนสู่ตาเหลียวตง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬไม่คาดว่าข้าจะทำกิริยาดังนี้ก็พลันประหลาดใจ ก่อนจะคลายรอยยิ้มลามก

“เป็นบุญตายิ่งนักที่ประมุขพรรคเสี้ยวจันทรายินยอมเปิดเผยผิวพรรณให้เหลียวตงได้พิจารณา นับว่าไม่เสียชาติเกิด”

ข้าจำเป็นต้องเปลืองตัวขนาดนี้ไม่ใช่ให้เจ้าจ้องมองเป็นบุญตา แต่ความลับในลมปากของเจ้าต่างหากที่ข้าปรารถนา

“อากาศภายในถ้ำนี้ร้อนนัก ข้าจึงจำเป็นต้องสะบัดอาภรณ์ออกเพื่อผ่อนคลาย มิได้ตั้งใจยั่วยวนหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬ ครั้นเจ้าบอกว่าข้ามีประโยชน์ต่อดวงตาเจ้าแล้ว จะไม่คิดตอบแทนคืนบ้างเชียวหรือ หนึ่งคำตอบแลกกับอาภรณ์หนึ่งชิ้นหลุดจากกายข้า”

พอเหลียวตงได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจโดยสิ้น มันหัวเราะแล้วตอบว่า “ประมุขหยวนจะใช้เรือนร่างสตรีไขความลับจากปากเหลียวตงนั้น ไม่ดูถูกสติปัญญาข้าเกินไปหรอกหรือ”

ครั้นข้าเห็นว่าเหลียวตงไม่ยอมเล่นด้วยก็กำลังดึงเสื้อชั้นนอกขึ้นสวม เจ้าคนลามกนั่นก็ร้องห้ามปราม

“ข้ามิได้คิดปฏิเสธ แต่ข้าเองก็ย่อมมีข้อแลกเปลี่ยนถ้อยความดุจกัน”

“จงว่ามา”

“หนึ่งคำถาม หนึ่งชิ้น หนึ่งคำตอบ แลกกับเหล้าหนึ่งจอกจากปากแม่นาง”

นี่ข้าต้องเปลืองตัวเป็นจอกเหล้าให้เหลียวตงซ้ำสองหรือ ข้าคงจะรีบตกปากรับคำโดยไว มาตรว่าห่างไปเพียงไม่กี่ก้าวไร้ร่างหยางเย่ถิงยืนทำหน้าไม่พอใจอยู่ จิ้งจอกน้อยเงยหน้ามองข้าตาละห้อย เหมือนกับอยากให้ข้าปฏิเสธ

“สำนักพรรคมารตั้งอยู่ที่ใด”

จิ้งจอกน้อยสะบัดหน้าขัดใจ แล้ววิ่งดุกดิกไปยืนซบขาหยางเย่ถิง คุณชายรองตระกูลหยางเหลียวมองการกระทำของข้าชั่วครู่ด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะอุ้มเหลียงจินไว้แล้วหันหลังให้ดังเดิม




ออฟไลน์ direkraj

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 65
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1843
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ jum1201

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 614
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-5
รอตอนต่อไปเลยค่ะ สนุกมากคะ

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7867
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ทุกคนรู้ก้อมา 5555

จิ้งจอกน้อยน่ารัก

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-4
จะยอมให้เมียทำตามจริงๆ หรือเปล่า

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 32




เดิมทีหยวนหลงซานเคยได้ยินว่า พรรคโคมแดงในอดีตตั้งสำนักหลักแหล่งอยู่บริเวณภูเขาจงหนานแห่งนี้ ต่อมาพรรคเสี้ยวจันทราผู้นำฝ่ายธรรมะคือหยวนเหวินหยวนบิดาข้า เกณฑ์จอมยุทธ์บุกค้นหา ทว่าปราศจากร่องรอยใด ๆ แม้นกระทั่งศิษย์ของสำนักพรรคมารก็มิยอมคายความลับที่ตั้งยามถูกจับตัวได้ พวกเขาพร้อมตายเสียดีกว่าเปิดเผย ฉะนั้นการอันเหลียวตงยินยอมตอบคำถามโดยง่ายแลกกับเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย จึงไม่อาจปลงใจว่าจะได้ความจริงกลับมา ข้าจึงคิดการป้องกันไว้ให้รัดกุมโดยว่า

“เช่นนั้นเราสองคนมาร่วมทำสัญญา วาจาไม่คืนคำ เถิด”

ดวงตาเหลียวตงพลันกะพริบวูบหนึ่ง ก่อนมันจะหัวเราะซ้ำ “แม่นางหยวนไม่เชื่อใจข้าหรือ จึงคิดทำ ‘วาจาไม่คืนคำ’ ”

บัดซบ! ข้าจะเชื่อใจเจ้าได้อย่างไร หากข้าเปลื้องผ้าจนหมดตัวแล้วทว่าความลับที่ได้กลับหามีความจริงไม่ ข้ามิลงทุนลงแรงไปโดยเปล่าประโยชน์หรือ

“ไม่ทราบว่าเวลานี้คือยามใดหรือ แม่นาง”

“ต้นยามห้าย[1] ”

เหลียวตงยิ้มเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มเจ้านั่นแหละที่ทำให้ข้าไม่อาจไม่ใช้ ‘วาจาไม่คืนคำ’

“ย่อมได้แม่นางหยวน หนึ่งเดือนแล้วที่ข้ามิได้เชยชมหญิงงาม หนำซ้ำสตรีนางนี้ยังดำรงฐานะสำคัญยิ่งในยุทธภพเสียอีก หากข้าเหลียวตงกล่าวคำเท็จเพื่อแลกกับสิ่งสวยงามบนเรือนร่างแม่นาง ก็ถือว่าเสียชื่อหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬนัก แต่เพื่อความสบายใจ ข้าย่อมจะยินยอมทำ วาจาไม่คืนคำ”

“เจ้าย่อมรู้ผลของการผิดสัญญา ไม่ว่าเจ้าจะอยู่แห่งหนใดในยุทธภพ ข้าจะตามหาเจ้าจนเจอ” ข้าทวงคำมั่น หากมันกล่าวความเท็จ พัดพรายเพลิงของข้าจะได้ชีวิตเหลียวตงเป็นรางวัล

“ย่อมเป็นเช่นนั้น ประมุขหยวน” เหลียวตงมิได้หวั่นเกรงแต่อย่างใด ข้าจึงยื่นหลังมือให้เหลียวตง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬพรรคมารก็ก้มลงจุมพิตบนหลังมือสีขาวของข้า บังเกิดสัญลักษณ์กลีบดอกเหมยบนมือขวา เช่นเดียวกับด้านลำคอขวาของเหลียวตรงก็ปรากฏสัญลักษณ์อย่างเดียวกัน

“หากเราสองมิใช่ศัตรูกัน เหลียวตงคิดว่าการกระทำกิริยาวาจาไม่คืนคำนี้ ประดุจชายหนุ่มหญิงสาวฝากตัวให้กันและกันเป็นแน่แท้”

คิ้วขวาของหยางเย่ถิงกระตุกทันทีเมื่อแว่วยิน คุณชายรองตระกูลหยางอุ้มจิ้งจอกน้อยแล้วก้าวเดินห่างออกไปอีก พอเหลียวตงเห็นกิริยาหยางเย่ถิงแห่งพรรคคมเบญจมาศสำแดงว่าไม่พอใจในคำตนเช่นนั้นก็บังเกิดความสงสัยใคร่รู้

“เรียนถามประมุขหยวน” เหลียวตงรู้สึกสนุกอย่างที่สุด ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมามันถูกคนพรรคคมเบญจมาศทรมานเพื่อเค้นความลับต่าง ๆ นานา ครานี้เห็นทีจะได้เอาคืนสาสมใจนัก

“ท่านทำเช่นนี้ คุณชายรองตระกูลหยางไม่เสียใจหรอกหรือ”

พอข้ารู้ว่าเหลียวตงคิดใช้หยางเย่ถิงเป็นเครื่องมือขัดขวางก็ยิ้มแล้วว่า “ข้ากับคุณชายรองหยางมิได้มีความเกี่ยวข้องกัน ไยจึงจะต้องสนใจว่าอีกฝ่ายต้องเสียน้ำใจ”

หวังว่าเจ้าคุณชายรองนั่นจะไม่ได้ยินนะ เพราะข้าพูดเสียงเบาที่สุดแล้ว

เหลียวตงพลันยิ้มเยาะเย้ย เปลี่ยนเรื่องถามหาสุรา “ข้ามิได้ลิ้มรสสุรากว่าหนึ่งเดือน แม่นางหยวนดูแลหออวี้หงหยวนย่อมจะทราบดีว่า บุรุษย่อมตัดขาดสตรีได้มากกว่าจะยอมตัดขาดจากสุรา”

ข้าพยักหน้าให้หวังเป่าเหอเข้ามา นางคณิกาปลอมก็หยิบสุราออกมาให้ข้าพร้อมจอก ยอดฝีมือผู้ต้องคำสาปทุกคนต่างพกสุราติดตัวไว้ตลอดเวลาเพื่อสลับจากชายเป็นหญิง หญิงเป็นชาย รินใส่จอกแล้ววางไว้ระหว่างเราทั้งสอง

“เจ้าจะตอบข้าได้หรือยัง สำนักพรรคมารตั้งอยู่ที่ใด

“ผาไม้แดงแห่งเขาหัวซาน”


ข้าไม่เห็นแววตาโกหกใด ๆ จำไม่ผิด ผาไม้แดงแห่งหัวซาน ข้าเคยส่งคนไปตรวจค้นดูแล้ว ไม่ปรากฏสมาชิกพรรคมารตามข่าวลือแต่อย่างใด ใบหน้าของข้าคงแสดงความสงสัย เหลียวตงทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วจึงกล่าวทวงรางวัล

“หนึ่งคำถาม หนึ่งคำตอบ แลกกับอาภรณ์หนึ่งชิ้นพร้อมเหล้าจากปากแม่นางหยวนอีกหนึ่งจอก”

คำสาปของวาจาไม่คืนคำมีผลจนกว่าคนใดคนหนึ่งจะต้องตาย รอยกลีบดอกเหมยยังคงอยู่ แสดงว่าเหลียวตงมิได้โกหก ข้าพลาดเองหรือ ผาไม้แดงอยู่ใกล้ฉางอันเพียงนี้ ไยข้าจึงไม่ทันระวัง แม้กระทั่งพรรคคมเบญจมาศก็ไม่อาจคาดเดาได้ หรือพรรคมารจะใช้อาคมพิทักษ์เช่นเดียวกับเฉินชิงหลุน จึงคลาดสายตาหน่วยตรวจตราไปได้

อาณาเขตเทือกเขาและโถงถ้ำทุกแห่งในเขตกวนจง ข้าส่งคนไปตรวจค้นแทบจะพลิกผืนดินและแผ่นฟ้า ทว่าไร้ความเคลื่อนไหว เมื่อเหลียวตงยินยอมคายความลับที่ตั้งสำนักว่าอยู่ที่ใด เขาย่อมจะรู้ว่าภัยอันตรายจะหันหน้ามุ่งไปสู่สำนักพรรคมารแน่ แต่กิริยามิได้คลายความอวดดีทำให้ข้าฟันธงได้ว่าคงมีอาคมป้องกันไว้ ในเมื่อข้าได้คำตอบแล้วจึงจำเป็นต้องให้รางวัลอีกฝ่ายทดแทน

“เจ้าต้องการให้ข้าปลดอาภรณ์ชิ้นใด” ข้าหยั่งเชิงถาม ระหว่างหยิบจอกเหล้าขึ้นมา

“เสื้อคลุมไหล่” เหลียวตงสั่ง

ข้าค่อย ๆ ปลดชุดออก แล้วยกจอกสุราขึ้นดื่ม ดวงตาแห่งความปรารถนาร้อนแรงของเหลียวตงทำเอาข้าขนลุกขนชัน หากข้ามิใช่บุรุษด้วยกันคงจะขยาดกลัวดวงตานี้มากกว่ามาก แต่เจ้านี่ไม่รู้จักตัวตนข้า การอมสุราเติมใส่ปากอีกฝ่ายนี้ ข้าทำเหมือนขอไปที มิได้เก็บเอามาคิดใส่ใจ

ขณะข้ากำลังจรดปากมอบสุราให้เหลียวตง ปรากฏมีมือหนึ่งขว้าแขนข้าไว้ จากนั้นพลิกตัวข้าขยับออก เจ้านั่นใช้ปากตัวเองรับสุราจากภายในปากข้าเข้าไปจนหมด ใบหน้าเฉยชาจ้องสะกดผสาน หยางเย่ถิงบีบไหล่ทั้งสองของข้า จนกระทั่งสุราหยดสุดท้ายไม่หลงเหลือในโพลงปาก เจ้าคุณชายรองนั่นกระชากเหลียวตงให้ลุกขึ้นยืนแล้วประกบปากถ่ายเทสุราให้หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬด้วยตนเองทันที

ฝ่ายเหลียวตงตกตะลึงเกินกว่าจะปิดกั้นก็เผลอกลืนสุราลงท้อง ก่อนจะร้องประท้วงดังลั่น

“นี่เจ้า...”

เหลียวตงหน้าแดงด้วยอารมณ์โกรธ จ้องหยางเย่ถิงราวกับสุนัขชั้นต่ำ ข้าเห็นเหลียงจินกระโดดโลดเต้นอยู่บนพื้นด้วยความดีอกดีใจ

“เจ้าผิดสัญญา” เหลียวตงประท้วงหน้าแดงก่ำ

“ประมุขหยวนมิได้ผิดสัญญา” หยางเย่ถิงพูดเสียงเบา

“ปากหยาบกร้านของเจ้าข้าไม่ต้องการ นั่นแหละคือผิดคำพูด” หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬประท้วงราวกับเด็กน้อยถูกขัดใจ

“ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการดื่มสุราจากปากหรอกหรือ ข้านำสุราจากปากประมุขหยวนส่งต่อให้เจ้า ย่อมจะเป็นสุราจากปากต้นทางตามข้อตกลง” ถ้าหยางเย่ถิงมิใช่มีบุคคลิกหน้าตาเฉยชา ข้าคงคิดว่าจริง ๆ แล้วเขาคงเป็นคนสนุกสนานเฮฮามาแต่กำเนิดเป็นแน่

“ไม่เหมือนกัน”

“เหมือน”

เหลียวตงรู้สึกจนคำพูด จะเถียงต่อก็ถูกหยางเย่ถิงใช้ใบหน้าไม่รู้ความตอบโต้

“เหอะ ย่อมได้ ต่อแต่นี้พวกเจ้าจะถามข้าสักกี่คำถาม ข้าจะไม่มีวันยอมตอบ” เหลียวตงปฏิเสธร่วมเล่นกับข้าทันที หากหยางเย่ถิงไม่เข้ามายุ่งข้าคงจะได้ความลับจากปากเหลียวตงมากกว่านี้ แต่ข้าก็ไม่ได้คิดต่อว่าหยางเย่ถิง ได้แต่ยืนนิ่งเงียบงัน

“เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” หยางเย่ถิงสรุปรวบรัด “ที่ตั้งสำนักพรรคมารคือหัวใจสำคัญ”

“เกรงว่าพวกเจ้าจะไม่มีวันบุกเข้าไปได้ง่าย ๆ” เหลียวตงส่งเสียงลอดไรฟันเจ็บแค้น “หลายปีมานี้ พวกเจ้าสู้ค้นหาแต่คว้าน้ำเหลวมาโดยตลอด คิดหรือว่าสำนักโคมแดงจะยอมปรากฏให้เห็นซึ่งหน้า ฮ่า ๆ”

หยางเย่ถิงหยิบชุดสวมใส่ให้ข้า หยวนอวี้ฟ่านกล่าวขอบใจ แต่ยังตกตะลึงไม่หายที่หยางเยวี่ยนใช้ปากตวงสุราจากปากตนส่งต่อให้เหลียวตง ข้าไม่ควรพะวงเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ข้า...ข้าควรที่จะพูดมากมากกว่านี้ มิใช่ปล่อยให้หยางเยวี่ยนพูดจามากเกินไป จึงว่า

“จริงอยู่ หากสำนักโคมแดงใช้อาคมพิทักษ์ตบตาไว้ ย่อมไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่าบัดนี้ข้ามีหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬในกำมือ เรื่องยากย่อมจะกลับกลายเป็นง่าย ประตูทางเข้าสำนักโคมแดงย่อมเปิดเผยต่อหน้าสมาชิกพรรคทุกคนไม่ใช่หรือ”

เมื่อเหลียวตงตระหนักได้ว่าข้าคิดทำการใดก็พลันเจ็บใจจนไม่อาจสรรหาคำพูดมาโต้ตอบ มันขบเขี้ยวกัดฟันเดือดดาล พยายามดิ้นรนให้หลุดจากเชือกอาคมแต่ก็สูญเปล่า แววตาดุดันดุจสัตว์ป่า

“พวกเจ้าไม่มีวันบุกสำนักโคมแดงได้ ประมุขเซียวจะหันมาเล่นงานทั้งพรรคคมเบญจมาศและพรรคเสี้ยวจันทราจนสิ้นซาก” มันประกาศกร้าว

“กว่าจะถึงวันนั้น ประมุขเซียวของเจ้าคงสูญสิ้นสำนักฝึกวิชา” หยวนอวี้ฟ่านใช้ฝ่ามือสับหลังคอเหลียวตงจนหมดสติไป “ข้าไม่เห็นวี่แววประมุขพรรคมารจะปรากฏตัว เจ้าแน่ใจหรือว่าเหลียวตงไม่ได้โกหก หยางเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงสั่นหน้า “ไม่แน่ประมุขพรรคมารอาจไหวตัวทัน เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไรกับเหลียวตง”

“ใต้หออวี้หงหยวนข้าดัดแปลงไว้เป็นคุกสำหรับกุมตัวนักโทษ ข้าจะพาเขากลับไปขังไว้ก่อน”

“ข้าจะส่งข่าวขอกำลังจอมยุทธ์จากเทียนซาน เพื่อออกตรวจค้นทั่วทั้งเขาหัวซาน” หยางเย่ถิงสำแดงเจตนาช่วย

“แต่ถ้ำสำนึกตนแห่งนี้จำเป็นต้องมีเวรยามเฝ้าระวัง ของสำคัญนอกจากผงราคะไฟแล้วคือการปรากฏตัวของประมุขพรรคมาร” ข้าไม่อาจวางใจเพิกเฉยต่อคำเหลียวตง อย่างน้อยเรื่องสำนักที่ตั้งพรรคโคมแดง มันย่อมจะไม่มีทางโกหกเด็ดขาด เรือนร่างต้องคำสาปนี้มีคุณประโยชน์นัก สามารถไขความลับจากปากศัตรูได้เพียงแค่เปลื้องผ้าเพียงไม่กี่ชิ้น

“เจ้า...จะกลับไปพร้อมกับข้าหรือไม่” พอหยางเย่ถิงหันมามองราวกับสงสัยในคำเชื้อเชิญ ข้าจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า “ข้าหมายถึงเจ้าจะกลับฉางอัน...เพื่อคุ้มครองอวี้หงหยวนหรือไม่ หรือมีธุระใดต้องไปสะสางอีก”

จิ้งจอกน้อยออกเสียงเห่า ข้าต้องใช้นิ้วแตะริมฝีปากตัวเองให้เขาเงียบเสียง

“ไม่มี”

เหลียงจินกระดิกหางออกเดินไปยังปากทาง หยางเย่ถิงสั่งคนมากุมตัวเหลียวตง ก่อนจะพูดไล่หลังข้าว่า

“รบกวนเจ้าแล้ว หยวนฟง”

ข้ารู้สึกว่ามุมปากทั้งสองยกขึ้น ข้ายิ้มหรือ ไม่ใช่หรอก คงเป็นเพราะกล้ามเนื้อบนหน้าขยับเท่านั้น


ณ พระราชวังต้าหมิงกง

เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างออกรับเสด็จพระเจ้าถังไท่จงเพื่อชมดอกเบญจมาศและดื่มสุราในเทศกาลฉงหยาง สนมเซียวเสด็จออกเช่นเดียวกับสตรีวังหลังทุกผู้ จู่ ๆ ขันทีคนสนิทก็เข้ามาทูลเชิญเสด็จออกจากตำหนักที่ประทับ แสงพลุไฟจุดสว่างไสวเหนือท้องฟ้า เสียงเสสรวลเฮฮาด้วยฤทธิ์สุราผสมผสาน เมื่อห่างไกลข้าราชสำนักแล้ว สนมเซียวจึงซักว่า

“ข้าไม่อาจหลบออกไปถ้ำสำนึกตนได้ เจ้านำผงราคะไฟมาให้ข้าหรือไม่”

“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าส่งของสำคัญโดยหอผ้าไว้อย่างดีให้สนมเซียวเสียนเฟย “ทูลพระสนม ข้าพเจ้ามีเรื่องร้อนจำเป็นต้องกราบทูล”

“ข่าวเหลียวตงหรือมิใช่”

“พ่ะย่ะค่ะ ผู้ส่งสารบอกว่า บัดนี้หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬตกอยู่ในกำมือของพรรคคมเบญจมาศและพรรคเสี้ยวจันทรา”

“ข้าต้องได้เหลียวตงกลับมาโดยไม่บุบสลาย” เซียวเสียนเฟยออกคำสั่งชัดเจน

“พระสนมอย่าทรงเป็นกังวล แผนการชิงตัวถูกวางกลไว้แล้ว แต่ว่า...”

“แต่อะไร”

“พวกมันรู้ที่ซ่อนของสำนักโคมแดงแล้ว พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าทูลแล้วขยับออกห่าง

ดวงตาเซียวเสียนเฟยมีประกายสีแดงลุกวาบ “เรียกตัวเสนาบดีฉีป้ายมาพบข้า”



[1] ยามห้าย (亥:hài) คือ 21.00 – 22.59 น.

************************

พูดคุย

:L2:
:katai2-1:

:pig4:
 :3123:
:pig4: :pig4:

รอตอนต่อไปเลยค่ะ สนุกมากคะ
ตอนใหม่มาแล้วขอรับ

ทุกคนรู้ก้อมา 5555

จิ้งจอกน้อยน่ารัก
ตามกระแส ฮ่า ๆ

  :katai2-1:
:pig4: :pig4:

จะยอมให้เมียทำตามจริงๆ หรือเปล่า
สรุปคือไม่ยอม แต่มีวิธีตามแบบฉบับคุณชายรอง


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-05-2020 14:54:41 โดย LoveBlueSky2203 »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ jum1201

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 614
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-5
อืมมคุณชายรองท่านช่างความคิดดีจริงๆ ปากต่อปาก  มีคนหึงหนึ่งอันตราเจ้าค่ะ  คนเขียนสู้ๆ รอรอจ้า

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 33




เช้าวันใหม่ ข้าแต่งกายด้วยชุดบุรุษสีม่วงปักไหมเงินลวดลายจันทราบริเวณแขนเสื้อและชายชุด ตั้งใจเลือกสรรเป็นพิเศษ แม้กระทั่งสาวใช้ยังทำหน้าสงสัย เมื่อนางให้ข้าเลือกป้ายหยกและพู่ห้อยขอบเข็มขัด ข้าคว้าพู่สีเหลืองอ่อนเข้ากับพัดพรายเพลิงโดยไม่ต้องคิดมาก

“ปกติคุณชายหยวนไม่เคยพิถีพิถันเรื่องการแต่งกายเช่นนี้ ข้าพเจ้าจัดหาชุดใดมาส่ง ประมุขท่านก็พอใจทุกครั้งไป ไม่ทราบว่าเช้านี้ข้าพเจ้าทำสิ่งใดไม่ต้องใจหรือเจ้าคะ” สาวน้อยยืนทำหน้าสำนึกผิด

“เปล่า ๆ ข้ามิได้ไม่พอใจในการปรนนิบัติของเจ้า แต่เช้านี้ข้ามีเรื่องต้องออกไปทำธุระในฉางอัน คุณชายของเจ้าจะแต่งตัวส่งเดชไม่คิดไตร่ตรองได้อย่างไร หากผู้คนพบเห็นแล้วจักกล่าวโทษได้ว่านายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนไร้สามงามปรนนิบัติดูแลเสื้อผ้าอาภรณ์หรืออย่างไรจึงใส่แต่ชุดสีขาวเดิม ๆ ซ้ำซาก”

หญิงรับใช้พอใจในคำกล่าวของประมุขหยวนก็จากไปด้วยรอยยิ้ม

บริเวณด้านหน้าหออวี้หงหยวนในยามเช้า นอกจากยอดฝีมือซึ่งปลอมเป็นเสี่ยวเอ้อร์และสาวใช้แล้ว ยังปรากฏมีกลุ่มชาวยุทธ์พวกหนึ่งจับกลุ่มอยู่บริเวณประตูทางเข้า พอพวกเขาเห็นข้าก็ลุกขึ้นทำกิริยาคารวะโดยพร้อมเพรียง เช่นเดียวกับสมาชิกพรรคเสี้ยวจันทรา

“คารวะนายท่าน” ทุกคนหันกลับไปทำงานของตนต่อ

บรรยากาศยามเช้าแห่งหออวี้หงหยวนยังไม่คึกคักเท่าหลังตะวันตกดิน เหล่าบรรดาแขกขาประจำย่อมปรากฏตัวเมื่อแสงโคมแดงหน้าหอถูกจุดสว่างไสว เช่นนั้นตอนนี้จึงมีแต่เพียงแขกขาจรที่เข้ามารับน้ำชา พักแรงกายจากการเดินทางเท่านั้น

“ไยประมุขท่านจึงแต่งกายแปลกตาเช่นนี้” หลี่ปิงหวนเข้ามาคำนับแล้วซักถามโดยไว

“ไฉนข้าจึงแต่งชุดสีม่วงมิได้”

หลี่ปิงหวนทำหน้าไม่เชื่อเหมือนข้าซุกซ่อนความลับไว้ “ก็คุณชายรองตระกูลหยางแต่งชุดสีม่วงเช่นกัน”

“พูดเป็นเล่นไปได้” ข้าหูฝาดหรืออย่างไร “หยางเย่ถิงน่ะหรือจะแต่งชุดสีอื่นนอกจากสีประจำพรรค”

“เป็นเช่นนั้นขอรับ หากประมุขท่านมิเชื่อคำข้าก็จงพิจารณาด้วยตาตนเองเถิด”

ชายหนุ่มผู้ถูกพาดพิงเดินผ่านประตูหน้าแห่งหออวี้หงหยวนเข้ามา สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์สีม่วงอ่อนราวกับซื้อม้วนผ้ามาจากร้านเดียวกัน ต่างก็ตรงที่เจ้านั่นเลือกที่จะปักลวดลายดอกเบญจมาศ ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเท่านั้น

“เสื้อคู่หรือขอรับ” พอหลี่ปิงหวนเห็นแววตาข้าก็หัวเราะกลบเกลื่อนแล้วกล่าวสืบต่อไปว่า “ท่านทั้งสองคืนดีกันเช่นนี้ ข้าหลี่ปิงหวนย่อมคลายใจ ลำดับต้นคาดการณ์ไว้ว่าทั้งสองพรรคจะต้องเป็นอริบาดหมางต่อกันสืบไป ครั้นประมุขท่านยินยอมให้พรรคคมเบญจมาศเข้ามาอวี้หงหยวน พวกเราทั้งปวงย่อมสบายอกสบายใจ หนำซ้ำยังดึงพรรคร่วมฝ่ายธรรมะเข้ามาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ได้โดยไม่ต้องส่งเทียบเชิญเจรจา”

ข้าควรทำหน้าแบบไหน จึงได้แต่ดึงหน้าเฉยไว้ไม่โต้ตอบ

หยางเย่ถิงดูเหมือนประหลาดใจเช่นกันที่ข้าแต่งชุดสีเดียวกับเขา แต่ทว่ามิได้กล่าวมากคำเช่นหลี่ปิงหวน

“คารวะ คุณชายรอง” หลี่ปิงหวนคำนับหยางเย่ถิง อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

“เหลียงจินอยู่ที่ใด” ข้าไม่อยากจ้องหน้าหยางเยวี่ยนนานเกินไปก็ถามหาจิ้งจอกน้อย หลี่ปิงหวนกลับออกไปทางด้านหลังแล้วอุ้มเหลียงจินเข้า ปิศาจจิ้งจอกตัวน้อยอ้าปากหาวเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม

“เจ้าจะพาเขาไปด้วยหรือ” หยางเย่ถิงซักกลับ

“ข้าย่อมไม่ไปกับเจ้าเพียงสองต่อสองแน่” ข้าคว้าตัวเหลียงจินได้ก็ลูบขนนุ่มฟูปลุกเขา

“ข้าน้อยขอตัวลา” หลี่ปิงหวนต้องกลับไปผลัดเวรเฝ้าถ้ำสำนึกตนสลับกับหวังเป่าเหอ จึงไม่อาจติดตามข้ากับหยางเย่ถิงได้ “ระวังตัวด้วย”

สหายสนิทออกปากรับคำหนักแน่นแล้วจากไปทำการ

ข้าหลบสายตาทุกผู้คนในสำนักอวี้หงหยวน อุ้มเหลียงจินในสภาพกึ่งหลับกึ่งนอนออกสู่ด้านนอก ผ่านสวนและประตูใหญ่ เข้าตรอกซอกซอยมากมายแห่งมหานครฉางอัน หยางเย่ถิงกำกระบี่เดินเคียงกันตลอดทาง

“เจ้าบอกให้ข้าปลอมตัว” หยางเย่ถิงกล่าวเหมือนขอโทษ

“เอาละ ๆ ข้าย่อมไม่สนใจคำครหาใด ๆ เสื้อคู่หรือ ช่างคิดกันไปได้ บังเอิญชัด ๆ” ข้าย่อมไม่คิดเล็กคิดน้อยอยู่แล้ว ในสายตาคนนอกจะมองอย่างไรก็ช่างเถิด

“คุณชายรูปงามทั้งสองท่าน เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” เสียงแม่ค้าร้านขายบะหมี่ร้องเรียก ข้าหันซ้ายแลขวา เมื่อพบว่าคงไม่อาจมีใครรูปงามเกินกว่าข้าและหยางเย่ถิงไปได้ก็รีบรับคำทันที

“เชิญนั่ง ๆ เจ้าค่ะ ข้าพเจ้าเห็นคุณชายทั้งสองออกเดินทางแต่เช้าตรู่เช่นนี้ จึงคาดเดาเอาเองตามสติปัญญาตัวว่าคงยังมิได้ทานอาหารมื้อเช้า ข้าพเจ้าจะปรุงบะหมี่เนื้อตุ๋นมาให้ รวมทั้งแถมเนื้อติดกระดูกชิ้นโตให้จิ้งจอกน้อยตัวนี้ด้วย”

พอเหลียงจินได้ยินว่าจะได้ลิ้มรสเนื้อติดกระดูกก็ผงกหัวขึ้น ตื่นเต็มตา พร้อมทั้งแลบลิ้นห้อยโหยหา ช่างเป็นจิ้งจอกน่าเอ็นดูนัก อันที่จริงปิศาจจิ้งจอกอายุห้าร้อยปีอย่างเหลียงจินไม่จำเป็นต้องกินอาหารก็อิ่มท้องได้ อาศัยพลังบำเพ็ญเพียรก็อยู่ได้ยาว ๆ หลายปี เหตุที่ข้าและหยางเย่ถิงแต่งตัวผิดรูปลักษณ์เดิมเช่นนี้ก็เพื่อตามสืบความจริงเรื่องพี่สาวของเหลียงจินที่ถูกโจรลักพาตัว เรื่องราวต่อจากนั้นเป็นเช่นคราวข้าเคยเล่าให้เจ้าเหลียวตงฟัง นางถูกขายให้แก่หอนางโลมแห่งหนึ่ง หลังจากช่วยเมียโจรกำจัดสามีโจรผู้ไร้ความยุติธรรมแล้ว หอคณิกาแห่งนั้นมีชื่อว่า เหริ่นหลินกวาง

“เจ้ารู้จักคนสกุลหลินดีใช่หรือไม่” ข้าซักถามหยางเย่ถิงระหว่างนั่งรอชามบะหมี่

“อืม”

“พวกเขาเคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนหรือเปล่า”

“ไม่เคย” หยางเย่ถิงตอบสั้น ๆ

“มารดาเจ้าออกจากสกุลหลินไปโดยไม่ได้รับความยินยอมสินะ”

ดูเหมือนข้าจะพลั้งปากพูดสิ่งไม่ควรพูด หยางเย่ถิงลดสายตามองลงต่ำ เมื่อปราศจากผ้าคาดศีรษะลวดลายดอกเบญจมาศจึงทำให้ใบหน้าของหยางเย่ถิงไร้สิ่งบดบัง เขามีรูปหน้างดงามดั่งสวรรค์ประทานพร

“เช่นนั้นข้าจะทำทีสั่งสุราเลือกชมสาวงาม ส่วนเจ้านั่งดูอยู่เฉย ๆ”

หยางเย่ถิงแม้ไม่เห็นด้วยแต่ก็มิได้กล่าวคำใด ได้แต่ให้หยวนหลงซานเป็นผู้ชี้นำ

ข้าจำเป็นต้องล่วงรู้ให้ได้ว่าสมาชิกครอบครัวของเหลียงจินยังหลงเหลืออยู่หรือไม่ ก็เพราะว่าภายในถ้ำสำนึกตนนอกจากร่องรอยผงราคะไฟแล้วยังปรากฏเขี้ยวเล็บของสัตว์ปิศาจ ลักษณะรอยตามผนังถ้ำบ่งบอกว่าเป็นปิศาจจิ้งจอกอีกตนหนึ่ง ข้าไม่อาจสรุปรวบรัดได้ว่าประมุขพรรคมารคือปิศาจจิ้งจอก แต่ก็ไม่อาจยับยั้งความสงสัยที่ว่า พี่สาวเหลียงจินยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ก่อนหน้านี้ข้าเคยมาเยือนเหริ่นหลินกวางแล้ว ทว่าไร้ความคืบหน้า จึงใจเร็วสรุปว่านางได้เสียชีวิตไปแล้ว

“หากพี่สาวของเหลียงจินยังมีชีวิตอยู่ เจ้าจะทำประการใด” หยางเย่ถิงถามถึงเจตนาข้า

“เกลี่ยกล่อมให้มุ่งบำเพ็ญเพียร ละทิ้งทางโลก”

“หากนางเป็นประมุขพรรคมารจริง เจ้าจะยังคงยึดมั่นเจตนาเดิมหรือไม่” หยางเย่ถิงถามจี้จุดสำคัญในใจข้า ขณะเจ้าของร้านนำซี่โครงตุ๋นมาให้เหลียงจินพร้อมบะหมี่กลิ่นหอมทั้งสองชาม จิ้งจอกน้อยใช้ปากและเขี้ยวแทะอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย ข้าได้แต่อมยิ้มในการกระทำของสหายปิศาจ

“หากนางไม่ยินยอมละทิ้งทางโลกมุ่งบำเพ็ญตบะ ข้าคงจะไม่มีทางเลือกอื่น” ข้าตอบตามตรง ไม่ใช่ฐานะประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา แต่เป็นเพราะความผูกพันระหว่างข้าและเหลียงจินเป็นสำคัญ จิ้งจอกน้อยละจากอาหารตรงเพื่อสบสายตากับข้า เขาพยักหัวเป็นกิริยาเห็นด้วยแล้วกลับไปสนใจกระดูกซี่โครงตุ๋นต่อ

“ทานก่อน” หยางเย่ถิงพูดเบา ๆ

“...” ข้าจับตะเกียบแล้วคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก รสชาตินับว่าดีสมราคาคุย

หลังจากจ่ายค่าอาหารแล้ว ข้าคิดว่าควรมีของติดไม้ติดมือไปเผื่อใช้เป็นสินน้ำใจมอบให้นางคณิกาแลกกับความลับของเรื่องราวพี่สาวเหลียงจิน เดินผ่านมาสักระยะตรงหัวมุมตลาดฝังตะวันออก มีร้านค้าเครื่องประดับลือชื่ออยู่แห่งหนึ่ง บรรดาสตรีต้าถังมักจะแวะเวียนมาจับจ่ายเครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับไม่ขาดสาย เถ้าแก่เนี้ยเป็นหญิงวัยกลางคน สามีตาย ไร้บุตรสืบสกุล มีอุปนิสัยช่างเจรจา มักชี้แนะแขกว่าควรแต่งโฉมหรือเพิ่มเติมเครื่องประดับใดบนผมจนเหล่าลูกค้าติดใจแวะกลับมาซื้อซ้ำ ทว่าเบื้องหลังใบหน้ายิ้มแย้มของอาชีพค้าขาย นางหูตาไวราวกับภูตผีปิศาจ เรื่องราวในฉางอันไม่เคยรอดพ้นสายตาเถ้าแก่เนี้ยผู้นี้ไปได้ เฉพาะยิ่งเรื่องราวในยุทธภพ ข้าเคยอาศัยเงินซื้อข่าวสารจากความรอบรู้ของนางมาหลายครั้งหลายหนแล้ว

พอนางเห็นว่าเป็นข้าก็เร่งออกมาต้อนรับทันที

“คารวะ คุณชายหยวน”

“เถ้าแก่เนี้ย” ข้าผสานมือคำนับ นางกิมง้อยิ้มรับสลับมองหน้าข้ากับหยางเย่ถิง

“คุณชายท่านนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน หรือว่าเป็น ‘สหาย’ ใหม่ ของคุณชายหยวนหรือเจ้าคะ”

“ใช่ ๆ สหายใหม่” ข้าไม่อาจหันกลับไปมองหน้าหยางเย่ถิงได้ก็เร่งสอบความทันที “กิมฮูหยิน หลายปีมานี้สำนักเหริ่นหลินกวางเคยปรากฏมีนางโลมเลอโฉมแซ่เหลียงบ้างหรือไม่”

ดูเหมือนสายตานางกิมง้อมัวแต่พิจารณาหยางเย่ถิงอยู่เนิ่นนาน ครั้นข้าถามซ้ำสองนางก็ยกชายชุดขึ้นปิดปากแล้วหัวเราะ

“อภัยเถิด ซึ่งข้าพเจ้าเสียมารยาทจับจ้องสหายใหม่ของคุณชายหยวนท่านนี้ เผอิญมองผ่านเพียงครั้งแรกก็นึกได้ถึงคนผู้หนึ่ง” นางกิมง้อพูดราวกับมีลับลมคมใน ข้าจึงจำเป็นต้องใช้เงินซื้อลมปากนางด้วยเรื่องนี้ก่อน

“ไม่ทราบว่าเถ้าแก่เนี้ยหมายถึงผู้ใดหรือ” แม้แต่หยางเย่ถิงก็ขมวดคิ้วสงสัยดุจเดียวกัน

“หลินอี้หวน” นางกิมง้อเอื้อมมือหยิบเครื่องประทินโฉมขึ้นมาชุดหนึ่ง พลางว่า “หลายปีก่อน บุตรสาวตระกูลหลินแห่งเหริ่นหลินกวางเคยมาซื้อหาข้าวของในร้านข้าพเจ้าอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาพบว่าหายตัวไปอย่างลึกลับ แม้แต่เส้นสายสืบข่าวของข้าพเจ้าก็มิอาจล่วงรู้ได้ กระทั่งยี่สิบปีผ่านไปกลับพบบุรุษผู้หนึ่งประกอบมีดวงตางดงามคล้ายอย่างหลินอี้หวนเช่นนี้ จึงอดที่จะทายทักมิได้”

ข้าสบตากับหยางเย่ถิง เจ้านั่นคลายหัวคิ้วแล้วกลับไปทำหน้าเฉยดังเดิม ไร้ซึ่งคำโต้ตอบ

“เงินทองซึ่งคุณชายหยวนให้ข้าพเจ้าเมื่อครู่ ย่อมถามคำถามอื่นได้อีกหนึ่งคำถามเจ้าค่ะ” นางกิมง้อชี้นำ

“สำนักเหริ่นหลินกวางเคยมีนางคณิกาขั้นเอกแซ่เหลียงบ้างหรือไม่” ข้าซักถามตามข้อสงสัยเดิม

นางกิมง้อพยักหน้าให้ข้าเป็นสัญญาณว่าให้ติดตามนางสู่ทางด้านหลังร้าน พอพ้นผ่านประตูแล้ว นางกิมง้อจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีแดงจากหีบไม้ขึ้นมาแล้วคลี่ออกให้ข้าดู มุมผ้าด้านหนึ่งปักเป็นลวดลายดอกเบญจมาศในวงจันทรา “นางคณิกาที่ท่านถามหาเคยมอบผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ให้ข้าพเจ้าแลกกับปิ่นปักผมอันหนึ่ง นางโลมผู้นั้นเดิมทีมีแซ่สกุลเหลียง ภายหลังมีขันทีรับไว้อุปถัมภ์จึงเปลี่ยนไปใช้แซ่เซียว”

“ข้าขอซื้อผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ได้หรือไม่”

“ห้าสิบตำลึงเจ้าค่ะ”

“ย่อมได้” นางกิมง้อยิ้มแย้มยินดี


“ไยเจ้าจึงยินยอมสูญเงินเพื่อผ้าเช็ดหน้าผืนเดียว” หยางเย่ถิงถาม เมื่อในระยะไม่เกินยี่สิบก้าวจะดำเนินถึงด้านหน้าหออวี้หงหยวน

“ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มีราคายิ่งกว่าเงินที่สูญเสีย เมื่อถึงเวลามันจะมีราคาจนเจ้าไม่อาจคาดคะเนได้”

“ข้าไม่เข้าใจ” หยางเย่ถิงยังไม่ยอมหยุดถาม

“นี่เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว หยางเยวี่ยน ปกติเจ้าพูดมากเช่นนี้หรือ” ข้าเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้ในอกเสื้อแล้วยิ้มเล็กน้อย

“ไยเจ้าจึงหวนกลับอวี้หงหยวน แล้วเรื่องสืบความจากหอคณิกาเหริ่นหลินกวางเล่า”

“ไม่จำเป็นแล้ว ข้าลืมนึกไปว่า ร้านค้ากิมฮูหยินนั่นแล้วคือสถานที่ซึ่งข้าควรไปมากที่สุดหากข้าต้องการคำตอบ อีกประการหนึ่ง คนเหริ่นหลินกวางยามพบเห็นใบหน้าคุณชายรองตระกูลหยางย่อมจะล่วงรู้แน่ว่า เจ้าเป็นบุตรของหลินอี้หวนแน่ ๆ เพียงแค่กิมฮูหยินยังออกปากคลับคล้ายแล้ว ความลับเรื่องฐานะเจ้าคงถูกเปิดเผยก่อนจะได้สืบความ แต่ข้ามีอีกสถานที่หนึ่งจำเป็นต้องไปในทันที” หยวนหลงซานหยุดอยู่หน้าป้ายประกาศแล้วฉีกหนังสืออาสารับสมัครชายหนุ่มผู้ตกฟากยามเฉิน ท่ามกลางหมู่ดาวราศีมังกรออก

“ที่ใด”

“บ้านพักของเสียนหย่งเฉิง” พอข้าเฉลยเช่นนั้น หยางเย่ถิงก็ทำหน้าไม่พอใจ

“ข้าจำเป็นต้องหลอกใช้เสียนเฉินให้สืบหาชื่อและแซ่ของขันทีผู้นั้น” ข้ารีบเร่งอธิบาย

“แลกกับสิ่งใด”

“ก็คงต้องเป็นสิ่งนี้” ข้าชูป้ายประกาศรับอาสาสมัครชายหนุ่มเพื่อร่วมประเวณีกับหยวนอวี้ฟ่านขึ้นตรงหน้าหยางเย่ถิง เจ้าคุณชายรองนั่นทำเหมือนข้ายื่นกระดาษเปล่าให้ดู

“ข้าจะสืบหาขันทีคนนั้นให้เจ้าเอง”

“ได้หรือ เจ้ามีเส้นสายในราชสำนักหรือ” ข้าสุดประหลาดใจก็รีบเร่งถามกลับ

“ใช่” จู่ ๆ หยางเย่ถิงก็ปรากฏสีหน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด “แล้วข้าจะได้สิ่งใดตอบแทน”

ข้าหมุนตัวแล้วอุ้มเหลียงจินที่นอนหลับตลอดทางเดินกลับเข้าหออวี้หงหยวนโดยไม่รีรอ

“คำนับ คุณชายหยวน ไยท่านจึงยิ้มแย้มเช่นนี้ มีข่าวดีหรือขอรับ” ยอดฝีมือผู้หนึ่งยืนยามเป็นนักเลงคุมซ่องอยู่หน้าประตูร้องทัก ข้าคลี่พัดพรายเพลิงบังสีหน้าแล้วเดินไปผ่านไปโดยเร็ว


***********************

พูดคุย

อืมมคุณชายรองท่านช่างความคิดดีจริงๆ ปากต่อปาก  มีคนหึงหนึ่งอันตราเจ้าค่ะ  คนเขียนสู้ๆ รอรอจ้า
แถมปากหนักด้วย กำหมัดแน้ววว 55+


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-06-2020 18:33:22 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7867
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ให้ป้ายเค้าแทนสินะ หึหึ

ออฟไลน์ jum1201

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 614
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-5
อะไรคือของตอบแทนน่า ลุ้นๆๆ  :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ว่าแล้วว่า พระสนมเซียวต้องเป็นนางจิ้งจอก

ออฟไลน์ jum1201

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 614
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-5

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 34



หยวนหลงซานนำกำลังเหล่ายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทรารุดหน้าไปยังผาไม้แดงแห่งเขาหัวซานทันทีในวันรุ่งขึ้น เมื่อได้รับข่าวสารจากหน่วยลาดตระเวนพบเหตุไม่ชอบมาพากล อันได้แก่ ศพชาวบ้านจำนวนห้าศพ ถูกเจอว่าสิ้นลมหายใจแล้วบริเวณผาไม้แดง ทว่าไร้ร่องรอยบาดแผลใด ๆ บนร่างกาย มีเพียงผงราคะไฟตกอยู่ข้างกายศพเท่านั้น

หยางเย่ถิงเมื่อรู้เช่นนั้นก็นำกำลังคนติดตามข้าไปด้วยในทันที

อาณาเขตผาไม้แดงไร้บ้านเรือนราษฎรอาศัยอยู่ ทว่ามากด้วยสมุนไพรและพันธุ์ไม้หายาก เป็นต้น เก๋ากี้ โสม ใบแปะก๊วย จึงไม่แปลกใจหากชาวเมืองฉางอันจะออกมาหาสมุนไพรดังกล่าว สภาพศพยังคงสมบูรณ์ บ่งบอกว่าเพิ่งถูกฆ่าไปไม่เกินหนึ่งชั่วยาม ทุกคนแบกตระกร้าไว้ด้านหลัง พวกเขาคงออกมาหาสมุนไพรเพื่อส่งขายร้านยาต่าง ๆ ในเมืองฉางอัน ต่อมาถูกคนชั่วสังหารปลิดชีพอย่างน่าสงสาร หลี่ฉางตงบิดาของหลี่ปิงหวนเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนในครั้งนี้ หยิบห่อผงราคะไฟส่งต่อให้ข้ารับไว้ แล้วว่า

“เรียนประมุข ของสิ่งนี้ตกอยู่ข้างกายศพ ข้าพเจ้าเดาว่าคงมีส่วนเกี่ยวพันกับพรรคโคมแดงไม่พ้นแน่ จึงรีบแจ้งให้ท่านทราบโดยพลัน”

“ขอบใจ หัวหน้าหลี่” ข้าพยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นเชิงขอบคุณ “แปลกนัก พรรคมารทำการฆ่าคนครั้งนี้ประหลาดล้ำ การทิ้งผงราคะไฟเคียงข้างศพ ไม่เพียงเป็นการชี้นำความผิดเข้าหาตนโดยโจ่งแจ้งแล้ว ยังผิดวิสัยเช่นที่เคยปฏิบัติสืบมา ข้าเคยรู้มาว่าพรรคมารจะทำการสังหารผู้ใด นอกจากใช้โคมแดงแขวนไว้หน้าประตูบ้านและสถานที่ตายแล้ว ไม่เคยปรากฏว่ามีสิ่งของอื่นใดอีก”

“ข้าพเจ้าเคยเห็นกับตามาหลายครั้งเสมอประมุขท่านกล่าว เว้นแต่หนนี้เป็นครั้งแรกที่ผิดไปจากปกติ” หลี่ฉางตงทบทวนซ้ำก็เห็นด้วยกับข้า

“ในไม่ช้าหน่วยมือปราบสำนักศาลยุติธรรมคงจะเร่งรุดมายังที่แห่งนี้ หากพวกเราตรวจสอบโดยถี่ถ้วนแล้วจงแยกย้ายโดยพลัน” หลี่ฉางตงเห็นด้วยจึงส่งสัญญาณให้ยอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทรากระจายตัวออกจากที่เกิดเหตุ “แล้วประมุขท่านเล่า”

“ข้าจะยืนคอยเสียนหย่งเฉิงอยู่ ณ ที่นี้”

หลี่ฉางตงยังคงงงงวยอยู่ก็ซักกลับว่า “ด้วยเหตุใดหรือขอรับ หาไม่ หัวหน้าหน่วยมือปราบสำนักศาลยุติธรรมอาจโยนความผิดให้ประมุขท่านก็เป็นได้”

“ไม่มีทางเด็ดขาด ข้ากับเสียนหย่งเฉิงนับว่าเป็นมิตรสหายกันอยู่ แต่เรื่องนั้นคงเป็นแต่เพียงฝ่ายข้าทึกทักเอาเอง ทว่าเนื้อหาสาระสำคัญคือข้าประสงค์ใช้หน่วยมือปราบช่วยไขคดีหาตัวคนร้าย หากเป็นพรรคมารจริงแล้วเหตุใดจึงทำการซัดทอดความผิดให้ตัวเองโดยชัดเจนเช่นนี้ อีกประการหนึ่ง หลักฐานที่อยู่ของข้าก่อนหนึ่งชั่วยามมีพยานปากเองคือคุณชายรองตระกูลหยางผู้นี้ หากเสียนหย่งเฉิงจะคิดว่าเป็นฝีมือข้าก็คงไม่อาจชี้ชัดได้เด็ดขาด เช่นนั้นหัวหน้าหลี่อย่าได้เป็นกังวล รีบเร้นกายหลบซ่อนเสียก่อนเถิด”

หลี่ฉางตงกำลังจะซักว่า ไยหยางเย่ถิงจึงอยู่ข้างกายหยวนหลงซานก่อนหน้าหนึ่งชั่วยามก็จำเป็นต้องระงับคำพูดไว้ก่อน เมื่อเสียงฝีเท้าม้าถูกควบขี่อย่างเร่งร้อนส่งเสียงมาแต่ไกลจากแนวป่า พอเสียนหย่งเฉิงเห็นว่าเป็นข้าและหยางเย่ถิงยืนอยู่ใกล้กับศพผู้ตาย ความประหลาดใจของเขาก็ไม่อาจปิดปากไว้ได้

เสียนหย่งเฉิงกุมดาบกระโจนจากหลังม้าลงมาหาข้าโดยพลัน

“คุณชายหยวน” จิ้งจอกเงินแห่งสำนักศาลยุติธรรมเรียกข้าเสียงแข็ง เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจอย่างที่สุด

“หัวหน้าเสียน” ข้าทำกิริยาคำนับ

ทว่าหยางเย่ถิงทำแต่เพียงหันข้างให้อีกฝ่าย บาดแผลเรื่องข้อขัดแย้งระหว่างพรรคคมเบญจมาศกับเสียนหย่งเฉิงในอดีตยังคงคุกรุ่นในใจหยางเย่ถิง เหตุเสียนหย่งเฉิงสรุปความว่าชาดอกเบญจมาศแห่งเทียนซานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเถ้าแก่ร้านยาหลิวจินเถา เจ้าคุณชายรองจึงแสดงท่าทีเมินเฉินซ้ำอีก หากไม่นับเรื่องดวลสุราเมื่อคืนเทศกาลฉงหยางคราวนั้น หยางเย่ถิงคงไม่อยากเข้าใกล้จิ้งจอกเงินผู้นี้ซ้ำสองเป็นแน่ เช่นเดียวกับยอดฝีมือทุกคนของพรรคคมเบญจมาศ

เสียนหย่งเฉิงคิดจะออกชื่อหยางเย่ถิงเพื่อแสดงกิริยาทักทาย แต่ก็ระงับไว้เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืนก่อน หากไม่มีคุณชายรองตระกูลหยางผู้นี้ ตนเองอาจจะได้ดื่มสุราดอกเบญจมาศร่วมกับหยวนอวี้ฟ่านจนฟ้าสางเป็นแน่ คิด ๆ แล้วก็นึกเคืองหยางเย่ถิงอยู่ ต่อพบว่าคู่อริปรากฏตัวเคียงข้างนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนก็ประหลาดใจซ้ำซ้อนขึ้นอีก ความคิดแรกคือ ไยหยวนหลงซานจึงปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางสถานที่คนตาย

“หากข้าพเจ้ามิได้อยู่ในฐานะหัวหน้าหน่วยมือปราบแห่งสำนักศาลยุติธรรม ทว่าบังเอิญเป็นชาวบ้านสามัญ คงตัดสินได้ว่าคุณชายหยวนและสหายเคียงกายเป็นฆาตกรลงมือสังหารผู้คนทั้งห้าศพนี้เป็นแน่”

“แล้วไยหัวหน้าเสียนมิคิดว่าเป็นฝีมือของข้าเล่า” ข้าพยายามยั่วโมโหเสียนหย่งเฉิง

บรรดามือปราบกว่าสิบคนทำการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว ดวงตาของเสียนเฉินมองสภาพศพเพียงครู่ก่อนจะยิ้ม แล้วตอบว่า

“หูตานายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนย่อมจะกว้างไกล รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง จะหูตาห่างเป็นแค่เต่าในกระดองได้หรือ ข้าพเจ้าเห็นว่าคุณสมบัติของผู้ดูแลหอนางโลมได้ย่อมประกอบมีลักษณะไม่ธรรมดา ฉะนั้นข่าวการสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์นี้คงไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้รอบรู้กว้างขวางเช่นคุณชายหยวนไปได้ แต่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอวี้หงหยวนหรือไม่ ข้าพเจ้าขอบอกว่า ไม่ ประการหนึ่งศพเหล่านี้คือชาวบ้านหายาสมุนไพร ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับอวี้หงหยวน ประการสองห่อบรรจุผงราคะไฟนี้ถูกนำมาวางทิ้งไว้เพื่ออำพรางศพ เจตนาคือใส่ร้ายว่าบุคคลซึ่งข้องแวะกับผงราคะไฟเป็นลำดับแรก ท่านคงเร่งมาตรวจสอบทันทีเมื่อทราบข่าว เพราะหลักฐานชิ้นนี้ถูกป้ายสีให้หอนางโลมอันดับหนึ่งอย่างอวี้หงหยวนรับเคราะห์เป็นข้อแรก” เสียนหย่งเฉิงประเมินผงราคะไฟซึ่งถูกเจ้าพนักงานนำมาส่งโดยละเอียดก่อนจะบอกให้เก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับกล่าวต่อไปว่า

“สรรพคุณผงราคะไฟย่อมมีคุณประโยชน์ยิ่งต่อนางคณิกาผู้ไม่ประสงค์เปลืองตัวปรนนิบัติแขก ความจริงข้อนี้ข้าเพิ่งจะเข้าใจเมื่อไม่นานมานี้ ทว่าในยุทธภพมีลัทธิหนึ่งเลือกใช้ของต้องห้ามเพื่อฝึกวิชาไร้เทียมทาน คือพรรคมารโคมแดง”

“เช่นนั้นผู้ต้องสงสัยก็เหลือเพียงข้ากับหัวหน้าพรรคมาร ใช่หรือไม่” ข้าสรุปใจความสำคัญให้เสียนหย่งเฉิงเลือก

แต่ดูเหมือนเสียนหย่งเฉิงไม่เพียงไม่ยอมตอบคำข้า หนำซ้ำยังหลบตาไม่อาจจดจ้องมองกลับ อันที่จริงนับตั้งแต่การปรากฏตัวหน้าหออวี้หงหยวนพร้อมวาจาเชื้อเชิญเสียนหย่งเฉิงให้ไปดื่มสุราร่วมห้องหนนั้น ทำเอาหัวหน้ามือปราบสำนักศาลยุติธรรมรู้สึกตกประหม่าชอบกล

เสียนหย่งเฉิงปฏิเสธ “มิได้”

“หัวหน้าเสียนจะบอกว่าหาใช่ฝีมือของข้าและมิใช่ฝีมือพรรคโคมแดงเช่นนั้นหรือ” ข้าถามต่อ

“คนร้ายมีเจตนาชัดเจนว่าต้องการซัดทอดผู้ใด โดยอาศัยใช้ผงราคะไฟเป็นหลักฐาน แต่ วิชามารเก้าหาง คุณชายหยวนย่อมจะไม่มีฝีมือถึงเพียงนั้น ก็ผู้สำเร็จเคล็ดวิชานี้มีอยู่เพียงผู้เดียวในใต้หล้าคือประมุขพรรคโคมแดง เซียวฟาง หรือไม่ใช่”

ครั้นเสียนหย่งเฉิงบอกว่าศพทั้งห้าตายด้วยวิชามารเก้าหาง ข้าจึงเร่งพิจารณาร่างคนตายด้วยความรวดเร็ว

“ศพไร้ร่องรอยทำร้าย แต่...”

“ดวงตาศพเป็นสีแดง” หยางเย่ถิงตอบตามความรู้ของตนเอง

เป็นจริงเช่นนั้น เมื่อทหารมือปราบคลี่เปลือกตาศพขึ้นจึงเห็นดวงตาศพเป็นสีแดงราวกับเลือด

เสียนหย่งเฉิงเหมือนพอใจในคำพูดคุณชายรองตระกูลหยาง เขาเอาความกล้ามาเผชิญหน้าเพื่อสนทนาตัวต่อตัวกับข้าอีกครั้ง

“พรรคมารโคมแดงฆ่าคนตาย ต้องการใส่ร้ายป้ายสีหอนางโลมอันดับหนึ่งชัดเจนเช่นนี้ ข้าพเจ้าคงรู้สึกโง่เขลาหากลงมือจับกุมตัวคุณชายหยวนตามแผนการประมุขพรรคมาร แต่กระนั้นข้าเพียงแต่สงสัยอยู่ประการหนึ่ง ไยประมุขพรรคมารจึงคิดทำลายอวี้หงหยวน”

“ไม่จำเป็นต้องรู้” หยางเย่ถิงพูดความในใจแทนข้า พอเสียนหย่งเฉิงเห็นคุณชายรองตระกูลหยางยอมเปิดปากซ้ำก็หัวเราะมาคำหนึ่ง พร้อมกับท้าทายด้วยคำพูดเดียวกันว่า

“เรื่องดวลสุราระหว่างข้ากับคุณชายรอง หากมีโอกาสข้าพเจ้าจะขอรับคำชี้แนะอีกสักครั้งหนึ่ง ไม่ทราบว่าคุณชายรองจะยินดีหรือไม่”

“...”

ข้าเห็นสีหน้าของหยางเย่ถิงแล้วก็อดขำไม่ได้ จึงตอบแทนเจ้าตัวไปว่า

“หัวหน้าเสียนอย่าเป็นกังวล ข้าจะเป็นเจ้าภาพในการจัดดวลสุราในอีกสามคืนนับจากนี้ เรียนเชิญมาที่อวี้หงหยวนเถิด”

“ขอบคุณ คุณชายหยวนที่เมตตา เช่นนั้นข้าพเจ้าขอตัวลาก่อน”

เจ้าพนักงานจัดเตรียมศพใส่รถม้า เสียนหย่งเฉิงขับม้าจากไปจนฝุ่นตลบ

“เหตุใดจิ้งจอกเงินแห่งศาลยุติธรรมจึงไม่คิดจับกุมเจ้าเป็นครั้งที่สอง” เป็นคำถามของหยางเย่ถิง

“ข้าให้เบาะแสเขาจนสืบรู้ว่าพ่อค้าผงราคะไฟรายใหญ่แห่งฉางอันคือผู้ใด บัดนี้เขาคงดมกลิ่นจนสืบรู้แล้วว่าเหลียวตงแห่งพรรคโคมแดงคือผู้ชักใยเส้นสายการค้าทั้งหมด และศัตรูสูงสุดคือประมุขพรรคมาร อีกอย่างหนึ่ง เจ้านั่นรู้จักวิชามารเก้าหาง จงอย่าดูถูกสติปัญญาเสียนหย่งเฉิง ในทางกลับกันเขาเองก็เริ่มสงสัยฐานะแท้จริงของข้าด้วยเหมือนกัน”

“ข้าไม่เข้าใจ” หยางเย่ถิงสั่นหน้า

“โธ่ เอ้ย คุณชายอย่างเจ้าจะเข้าใจอะไรง่าย ๆ บ้างไม่ได้หรือไง”

“ข้ารู้ว่าข้า...”

จู่ ๆ หยางเย่ถิงก็หยุดพูด

“เจ้ารู้ว่าเจ้ารู้อะไร ไหนบอกมาให้ข้าฟังสิ” พอข้าพยายามเค้นความหมาย หยางเย่ถิงก็เดินหนีไปอีกทางหนึ่ง

“ก่อนมา เจ้าบอกว่ามีวิธีเข้าสำนักโคมแดง” หยางเย่ถิงเปลี่ยนเรื่อง ขณะเดินสำรวจแนวป่าบริเวณผาไม้แดง

“ข้าย่อมมีสติปัญญาฉลาดล้ำจึงขึ้นสู่ผู้นำของพรรคได้ เรื่องหาวิธีบุกเข้าสำนักโคมแดงย่อมไม่เหลือบ่ากว่าแรงข้า แต่จะให้พาเหลียวตงตัวเป็น ๆ มา ข้าเกรงว่าจะถูกฝ่ายพรรคมารจู่โจมชิงตัวไปเสียก่อน เช่นนั้นข้าจึงนำของสิ่งนี้มาแทน”

หยางเย่ถิงหันกลับมาเห็นกรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬซึ่งทำจากเหล็ก อาวุธประจำตัวของเหลียวตงซึ่งถูกถอดออกตอนจับกุมตัวเมื่อเดือนก่อน

“ทางเข้าสู่พรรคมารคงไม่หลงกลเพียงแค่อาวุธของเหลียวตงเพียงชิ้นเดียวแน่” หยางเย่ถิงยังไม่เห็นด้วย

“ใช่ แต่ข้ามีความสามารถอย่างหนึ่ง คือการเลียนเสียงผู้คนได้ เจ้ารู้หรือไม่ หยางเย่ถิง” คำพูดประโยคท้ายข้าดัดแปลงน้ำเสียงให้เหมือนเหลียวตงโดยไม่ผิดเพี้ยน

“เจ้านี่มัน” หยางเย่ถิงสั่นหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดสิ่งใด

ขณะนั้นหลี่ฉางตงปรากฏตัวอีกครั้งแล้วรายงานว่า

“ข้าพเจ้าพบประตูทางเข้าของสำนักโคมแดงแล้วขอรับ ประมุข”

“นำทาง” ข้ายกคิ้วให้หยางเยวี่ยนแล้วใช้วิชาตัวเบาติดตามหลี่ฉางตงไปในทันที



****************************

พูดคุย

ให้ป้ายเค้าแทนสินะ หึหึ
ฮั่นแน่ ดูออกนะ

อะไรคือของตอบแทนน่า ลุ้นๆๆ  :hao7: :hao7:
ปูเสื่อรอเลยน้า

ว่าแล้วว่า พระสนมเซียวต้องเป็นนางจิ้งจอก
ใช่แล้วขอรับ

มาหรือยังจ๊ะ  :katai4:
มาแล้วววว



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-06-2020 15:37:02 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7867
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
จะบุกทำลายได้ หรือต้ดกับดักนะ

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 35




เหตุผลแรกที่ข้าตามสืบหาผู้ค้าผงราคะไฟก็เพราะต้องการลบล้างราคีมัวหมองออกจากตัว อย่าลืมว่าข้ายังคงตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าเสียงจงกิมโดยมีชื่ออยู่ในบัญชีของทางการ แม้นเสียนหย่งเฉิงจะทำทีเหมือนสุนัขกัดข้าเพียงหนึ่งแผลแล้วยอมปล่อยเขี้ยวเล็บจากไปโดยง่าย แต่ก็ไม่อาจไว้วางใจว่าจิ้งจอกเงินจะหวนกลับมาแว้งกัดซ้ำอีกเมื่อไหร่

ระหว่างเสียนเฉินกับข้ามีพันธะสัญญาใจกันอยู่ ข้ายินยอมเปิดทางให้เขาตามสืบรู้ตัวผู้อยู่เบื้องหลังผงราคะไฟจำนวนมหาศาล ค่ำคืนเทศกาลฉงหยางข้าทิ้งจดหมายไว้ข้างกายมึนเมาของเสียนหย่งเฉิง แจ้งว่าสถานที่เก็บผงราคะไฟของพรรคมารอยู่ที่ใด ลงท้ายชื่อข้าหยวนหลงซานไว้ให้อีกฝ่ายทราบโดยชัดเจน

บัดนี้ถ้ำสำนึกตนคงเป็นที่จับตามองของทางการ การที่เสียนหย่งเฉิงยังไม่บุกเข้าตรวจค้นเช่นนี้ ข้าเดาใจมือปราบจิ้งจอกเงินผู้นั้นเสมอใช้ใจคิดร่วมกันว่า คงหวังจะจับตัวประมุขพรรคมารให้ได้คาหนังคาเขาดุจเดียวกับข้าใช้ให้หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอคอยเฝ้าระวังอยู่ ฉะนั้นการนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษทัณฑ์คือสิ่งซึ่งข้าจะต้องเร่งปฏิบัติโดยเร็วที่สุด

พรรคโคมแดงจำเป็นต้องได้รับผลของการกระทำในครั้งนี้ ข้อหาเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ก่อกวนยุทธภพ ทำลายความยุติธรรม ใช้ผงราคะไฟเพื่อเป็นใหญ่ในยุทธภพผิดวิถีชาวยุทธ์ทั้งปวง อีกทั้งเป็นภัยต่อแผ่นดินต้าถัง ข้าผู้เป็นเสาหลักฝ่ายคุณธรรมไม่อาจปล่อยให้คนชั่วลอยนวลอยู่ได้อีกแม้ชั่วยามเดียว จำเป็นต้องทำลายพรรคมารให้สิ้นซาก

ผงราคะไฟคือปัจจัยสำคัญเสริมส่งพรรคมารให้แข็งแกร่ง ข้าจำเป็นต้องเข้าควบคุมเส้นทางการค้าผงราคะไฟ มิใช่เพื่อตนเองหรือเพื่อความอยู่รอดของอวี้หงหยวน ทว่าจำเป็นต้องใช้เป็นหลักฐานชี้ความผิดประมุขพรรคมารและตัดกำลังวรยุทธ์ฝ่ายตรงข้าม เมื่อมิได้เสพผงราคะไฟ พลังหยินหยางและธาตุทั้งสี่ย่อมไม่อาจคงความสมดุล พลังวรยุทธ์สมาชิกพรรคมารจะต้องถดถอยลงตามลำดับนั่นเอง

หนทางแห่งความสำเร็จรออยู่เพียงเอื้อมถึง ก็บัดนี้หลี่ฉางตงได้นำข้ามาปรากฏอยู่เบื้องหน้าประตูศิลาบริเวณซอกผาด้านทิศตะวันตกของผาไม้แดง มองเพียงภายนอกมีเถาวัชพืชขึ้นบดบัง แต่เมื่อเพ่งพิจารณาโดยถี่ถ้วนกลับพบเห็นร่องรอยแตกระแหงบนหินผาคล้ายซุ้มประตูทางเข้า

“ข้าพเจ้าใช้วิชามีดบินกรีดอาคมพิทักษ์ จึงเห็นร่องรอยดังกล่าว หากไม่พิจารณาโดยละเอียดอาจเดาได้ว่าเป็นรอยแตกของหินผา ต่อเมื่อสิ้นอาคมจึงเห็นว่าเป็นประตูทางเข้าชัดเจนขึ้นขอรับ ประมุข”

หลี่ฉางตงอธิบายที่มาที่ไปโดยรวบรัด ข้ากล่าวขอบน้ำใจ แล้วว่า

“หัวหน้าหลี่โปรดกำชับให้ทุกคนระวังตัว หากข้าเปิดประตูได้แล้วอาจมีอาวุธร้ายซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง เจ้าก็ด้วย หยางเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงเหมือนไม่ได้ยินคำสั่งของข้า แทนที่จะถอยห่างออกไปเช่นเดียวกับหลี่ฉางตงและยอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทรากว่าสามสิบคน กลับระวังภัยอยู่เบื้องหลังข้า

หยางเยวี่ยน ถอยไปก่อน” ข้าออกคำสั่งซ้ำ

คุณชายรองสกุลหยางผู้นี้นอกจากจะเงียบขรึมใบหน้าไร้อารมณ์แล้ว ยังมีอาการหูตึงซ้ำซ้อนอีก พอข้าใช้สายตาเป็นคำสั่งถอย หยางเย่ถิงก็ก้าวเท้าเดินเข้าหาประตูหิน ตั้งใจพิจารณารอยแตกอันคลับคล้ายลักษณะบานประตูโดยถี่ถ้วนแล้วพูดเบา ๆ ว่า

“หยวนฟง” เขาเรียกชื่อข้าเสียงต่ำ “ประตูนี้จำเป็นต้องใช้เลือดเป็นทางผ่าน”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร เพียงแค่กรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬรวมกับเสียงเหลียวตงเท่านี้ก็ย่อมจะเข้าไปโดยง่ายแล้ว ถ้าไม่เชื่อข้าจะพิสูจน์ให้ดู เจ้าชั่วเหลียวตงพูดเองว่าประตูสู่สำนักโคมแดงจะเปิดต้อนรับยอดฝีมือพรรคมารทุกคน”

“หรือใช้เพียงโลหิตหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น” หยางเย่ถิงยังยืนยันคำเดิม

ข้าไม่เชื่อจึงสวมอาวุธพยัคฆ์ทมิฬแล้วเลียนเสียงเป็นเหลียวตง แตะมือบนหินผา แล้วกล่าวว่า “ประตูจงเปิด”

เงียบกริบ เว้นแต่เสียงห่านป่าดังแว่ว ๆ มาแต่ไกลเท่านั้น

“ตรงนี้จารึกอักษรไว้ว่า เลือดหนึ่งฝ่ามือ” หยางเย่ถิงชี้นำจุดสังเกต “เจ้าไม่คิดว่าเกี่ยวพันกับวิธีเปิดประตูหรือ”

ข้าคิดผิดเช่นนั้นหรือ ครั้นลองทบทวนแล้วจึงเห็นว่ากลไกทางเข้าอาจจะมีอยู่ด้วยกันสองวิธี หนึ่งคือต้องเป็นสมาชิกพรรคโคมแดงเท่านั้น สองคือต้องใช้โลหิตเป็นใบผ่านประตู ข้าจึงพยักหน้าเห็นด้วย

“ประมุขพรรคมารมากด้วยเล่ห์กลอำมหิตไร้ซึ่งคุณธรรม หากศัตรูประสงค์เข้าสู่สำนักโคมแดงจำเป็นต้องสูญกำลังลมปราณหนึ่งในสามส่วนด้วยเลือดตนเอง เมื่อเข้าไปได้ก็ไม่อาจล่วงรู้ว่ามีอาวุธร้ายสิ่งใดรอคอยอยู่อีก เห็นทีการบุกทำลายสำนักโคมแดงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เสียแล้ว ครั้นจะกลับไปนำตัวเจ้าชั่วเหลียวตงมาเพื่อเป็นกุญแจไขประตูก็จะเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ เช่นนั้นข้าจะใช้โลหิตตัวเองเป็นกุญแจเปิดประตูเสียเอง”

“เจ้าไม่ควรเร่งร้อนบุกโจมตีพรรคโคมแดง จำเป็นต้องรวบรวมผู้คนให้มาก บิดาข้ายังไม่ส่งยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศมาสมทบ เราควรถอนกำลังกลับก่อน” หยางเย่ถิงกล่าวชี้แนะ

แต่ข้าไม่เห็นด้วย ประการหนึ่ง ประตูทางเข้านี้อาจเคลื่อนย้ายที่ทางได้ด้วยอาคมพิทักษ์ มาตรว่ากลับมาคราวหน้าแล้วไม่พบประตูทางเข้าสลักไว้ที่เดิมแล้วจะต้องสูญเสียเวลาตามหาอีก ข้าไม่อาจหมิ่นแคลนสติปัญญาประมุขพรรคมารได้ คนผู้นั้นฉลาดเฉลียว ซุกซ่อนสำนักโคมแดงพ้นจากสายตาชาวยุทธ์มาได้เนิ่นนานเช่นนี้ย่อมมีเล่ห์กลบางอย่างเสริมส่ง เป็นต้นข้อสงสัยซึ่งข้าคะเนไว้ ข้าอธิบายให้หยางเย่ถิงเข้าใจตามความคิด แล้วว่า

“ข้าจะนำตัวเองเสี่ยงอันตรายเข้าไปก่อนเพื่อตรวจตราลู่ทางทั้งปวง หัวหน้าหลี่จงส่งคนกลับอวี้หงหยวนแล้วเกณฑ์ยอดฝีมือมาให้พร้อม ส่วนจอมยุทธทุกท่านจงเฝ้าระวังประตูทางเข้าให้รัดกุม หากข้าเปิดทางได้แล้วจะส่งสัญญาณให้ติดตามเข้าไป”

“ประมุขท่านจะส่งสัญญาณด้วยสิ่งใดหรือ” หลี่ฉางตงสงสัยก็ถามกลับ ทว่าน้ำเสียงมีความห่วงใยชัดเจน

“ข้าจะส่งคุณชายรองตระกูลหยางกลับมาแจ้งข่าว” หยวนหลงซานบอกอย่างอารมณ์ดี

หยางเย่ถิงยืนทำหน้าไม่บ่งบอกความหมายอื่นใด แต่ก็แสดงอาการตอบรับด้วยสายตาเฉยชา

“หมายความว่าประมุขท่านจะเข้าไปเพียงสองต่อสองกับคุณชายรองตระกูลหยางหรือขอรับ” หลี่ฉางตงค่อยคลายใจเมื่อทราบว่าหยวนหลงซานมิได้เข้าไปแต่เพียงผู้เดียว

“เจ้ายินดีจะเสียโลหิตหนึ่งฝ่ามือไปพร้อมกับข้าหรือไม่ หยางเยวี่ยน” ข้าถามอีกฝ่ายให้ถูกต้องต่อหน้าคนทั้งหลาย หากหยางเย่ถิงคิดปฏิเสธแล้ว ข้าคงเสียหน้ามิใช่น้อย

“ข้ายินดี” หยางเยวี่ยนตอบ

หลี่ฉางตงคลายใจแล้วว่า “ข้าพเจ้าจะหวนคืนอวี้หงหยวนแล้วกลับมาพร้อมยอดฝีมืออีกห้าสิบคน หากประมุขท่านไม่กลับมาภายในหนึ่งชั่วยาม ข้าพเจ้าทั้งปวงจะใช้โลหิตเป็นทางผ่านติดตามไป”

หลี่ฉางตงเป็นหนึ่งในปรมาจารย์คนสำคัญของพรรคเสี้ยวจันทรา วิชามีดบิน ลือลั่นว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาปลิดชีพศัตรูได้ราวกับนกน้อยปลิดชีพพญาหงส์ ข้านับถือหลี่ฉางตงไม่ต่างจากบิดาผู้ล่วงลับ การงานซึ่งข้ามอบหมายให้หลี่ฉางตงไม่เคยพบว่าผิดพลาด ข้าจะปกครองคนได้ ไม่ใช่ใช้แต่เพียงอำนาจวาสนา ทว่าเป็นความไว้เนื้อเชื้อใจ รับฟังคำชี้แนะของผู้น้อยหรือผู้สูงวัยให้มาก ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนแล้วตัดสินใจเด็ดขาดโดยมีพื้นฐานจากคำชี้แนะของสมาชิกพรรคทั้งปวง

คำสอนนี้บิดาข้าหยวนเหวินหยวนกำชับไว้ให้ยึดถือปฏิบัติ อย่าละทิ้งเป็นอันขาด

“ย่อมได้” ข้าเห็นด้วย

“ขอรับ” หลี่ฉางตงตอบรับหนักแน่น ภายในใจคิดว่าบุรุษหนุ่มสองคนนี้ทั้งรูปงามมากฝีมือ ครั้นยืนเคียงคู่กันต่อหน้าอันตรายซึ่งไม่อาจล่วงรู้เช่นประตูสู่สำนักโคมแดง หัวหน้าหลี่บังเกิดถ้อยความ “หยกคู่” ขึ้นในใจ ทั่วยุทธภพนี้มีบุรุษหนุ่มรูปงามมากมาย แต่หลี่ฉางตงก็ไม่เคยบังเกิดความรู้สึกเข้าคู่กันได้อย่างเหมาะสมเช่นหยวนหลงซานและหยางเย่ถิงมาก่อน

คนตระกูลหยวนและหยางบาดหมางกันมาเนิ่นนานนับแต่เฉินชิงหลุนล่มสลาย หลายชั่วอายุคนผ่านมานี้ไม่นึกว่าจะได้เห็นบุรุษหนุ่มสองตระกูลยืนเคียงคู่กันปราบปรามมารร้ายเพื่อผดุงความยุติธรรม ใบหน้าของหลี่ฉางตงจึงเปี่ยมสุขอย่างยิ่ง ตั้งใจจะนำความกลับไปเล่าให้ฮูหยินหยวนและปรมาจารย์เฉียนคงทราบโดยละเอียด

หยวนหลงซานชักกระบี่ออกจากฝัก แล้วใช้คมกระบี่กรีดลงกลางฝ่ามือ ครั้นคลายมือออก สีแดงฉานก็เปรอะเปื้อนเต็มทั้งมือซ้าย ข้าส่งกระบี่ให้หยางเย่ถิงแล้ววางมือลงบนหินศิลา

“เปิดประตู”

รอยแตกเป็นแนวกึ่งกลางบานประตูก็ขยับแยกออกทันที

หยางเย่ถิงดึงตัวข้าหลบออกมาเพราะหวั่นเกรงกลไกอาวุธร้าย ทว่าปราศจากกลอุบายอื่นใด มองเข้าไปภายในมีแต่ความมืด หยางเยวี่ยนปลดผ้าคาดศีรษะพันรอบรอยแผลบนมือซ้ายของข้า

“เจ้าไม่ต้องทำถึงขนาดนี้”

แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ยินคำประท้วงของข้าแต่อย่างใด ตั้งใจพันผ้ารอบรอยแผลไว้จนมิดชิด โลหิตจึงหยุดไหล

“เจ้าบอกเองว่า ผ้าคาดศีรษะของพรรคคมเบญจมาศมีเพียงลูกเมียเท่านั้นที่แตะต้องได้” ข้าเร่งเร้าหาเหตุผลให้หยางเย่ถิงปลดผ้าสำคัญประจำพรรคออก

“เจ้าเป็นใครสำหรับข้า” คำย้อนถามทำเอาข้าได้แต่ยิ้มแล้วเดินหน้าผ่านประตูศิลาแห่งสำนักโคมแดงด้วยกำลังใจเต็มเปี่ยม

ประตูศิลาปิดแนบสนิทคงเดิม

หยางเย่ถิงกรีดคมกระบี่ วางมือเปื้อนเลือดบนประตูแล้วติดตามข้ามาไม่ห่างกาย

ในยุทธภพนี้ ข้าทุ่มเทให้พรรคเสี้ยวจันทราอันดับแรก ครอบครัวลำดับรอง ส่วนชีวิตตนเองคือสิ่งสุดท้าย เพียงมีสหายร่วมรู้ใจเพียงหนึ่ง ข้าก็ไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดอีกแล้ว


************************

พูดคุย

จะบุกทำลายได้ หรือต้ดกับดักนะ
สงสัยจะโดนติดกับดักหัวใจไปก่อนแล้ว ประมุขหยวนของเรา 55+


ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 36





“หยวนฟง เจ้าทำถูกแล้วที่ไม่ให้พวกเขาติดตามมา”

หยางเย่ถิงกล่าวทันทีเมื่อเห็นสภาพข้านั่งลงผนึกลมปราณ หลังจากประตูศิลาปิดสนิท ภายในเป็นเส้นทางใต้ภูผา ไม่อาจคะเนได้ว่ายาวไกลแค่ไหน ทว่ากลิ่นอายปิศาจฟุ้งกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง

คุณชายรองตระกูลหยางนั่งลงบนพื้นผนึกลมปราณเช่นเดียวกับข้า

เมื่อสะกดลมปราณแล้วโลหิตบนฝ่ามือก็หยุดไหล วิธีชั่วช้าเช่นนี้ไม่ต่างจากการตัดกำลังฝ่ายศัตรูให้อ่อนแอลง นอกจากสูญลมปราณหนึ่งในสามส่วนแล้ว ยังไม่อาจใช้วิชาขั้นสูงได้เต็มกำลังความสามารถ อีกทั้งไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนได้โดยง่าย จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วยามเพื่อฟื้นกำลัง เช่นนั้นผู้มีวิชายุทธ์ที่ฝึกวิชาต่ำกว่าขั้นห้าย่อมจะกลายเป็นเหยื่ออันโอชะสำหรับยอดฝีมือพรรคมาร จึงเป็นสาเหตุให้ข้าเหนี่ยวรั้งยอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทรามิให้ติดตามมา

แต่หยางเย่ถิงก็มองเห็นความคิดในใจข้าโดยสิ้น

“เซียวฟางผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ไม่อาจคาดเดาได้ว่าซุกซ่อนอุบายใดไว้ใช้ป้องกันสำนักโคมแดง หยางเยวี่ยน เจ้าต้องระวังตัวด้วย” ข้าเตือนอีกฝ่าย

“ข้าเข้าใจแล้ว” หยางเย่ถิงพยักหน้ารับ

ข้าลุกยืนแล้วคลี่พัดพรายเพลิงเสกลูกไฟมาหนึ่งดวงเพื่อใช้นำทางท่ามกลางความมืด ส่วนหยางเย่ถิงกรีดคมกระบี่ผ่านม่านอากาศด้วยวิชากระบี่ลมพัดพันสายหวังตรวจสอบอันตราย รวมถึงกับดักหรือหลุมพรางต่าง ๆ เงากระบี่ลมพัดพันสายพุ่งทะลุผ่านเงาหมอกไปโดยไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง

“วิชากระบี่ลมพัดพันสายเคยได้ยินกิตติศัพท์ว่ารวดเร็วและทรงอานุภาพ เจ้าฝึกเคล็ดวิชานี้ถึงขั้นไหนแล้ว หยางเยวี่ยน” ข้าซักถามตามข้อสงสัย

หยางเย่ถิงมิได้เก็บกระบี่คืนฝัก ออกเดินนำเคียงข้างข้าแล้วกล่าวว่า

“ขั้นหก”

“อีกเพียงขั้นเดียวก็บรรลุวิชาไร้เทียมทานแล้ว ข้าขอเป็นกำลังใจให้”

“มีผู้รอบรู้แนะข้าว่าควรใช้ผงราคะไฟเสริมพลังเพื่อการบรรลุสุดยอดวิชา แต่ในใจข้าคิดว่าหนทางสำเร็จกระบวนยุทธ์หาใช่วิถีทางนั้นไม่” หยางเย่ถิงกล่าวเสียงเบา

“ข้าเองก็จวนเจียนสำเร็จเคล็ดวิชาพัดเสี้ยวจันทราเช่นกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้าต้องคำสาปชายสลับหญิง”

หยางเย่ถิงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวสั้น ๆ เพียงว่า

“ข้าต้องฝึกคู่กับเพลงลมพัดพันสาย”

“จริงหรือ เช่นนั้นย่อมง่ายดาย ก็สตรีสกุลหยางทุกคนล้วนบรรเลงพิณเพลงลมพัดพันสายได้มิใช่หรือ หนทางบรรลุวิชาขั้นสูงสุดคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมถึง หยางกุ้ยเฟย น้องสาวของเจ้าคงช่วยได้” ข้ากล่าวกับหยางเย่ถิงด้วยความยินดี

“มิได้ ข้าต้องฝึกคู่กับคนเพียงผู้เดียวเท่านั้น”

“ใครหรือ”

“คนที่ข้าถ่ายทอดพลังหยางให้” หยางเย่ถิงกล่าวเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่เอ่ยนามเสียเลยเล่า

ข้าขยับพัดเรียกลมมาระบายความร้อนบนใบหน้า ล้มเลิกความสงสัยแล้วสังเกตหนทางสู่สำนักโคมแดงต่อ

กระบี่ลมพัดพันสายทำหน้าที่ตรวจตราได้อย่างดีเยี่ยม กล่าวคือไม่พบกลอุบายใด ๆ ซุกซ่อนไว้ กระทั่งเส้นทางเดินถูกตัดขาด ปรากฏสระน้ำกั้นขวางอยู่ตรงหน้า มีไอหมอกลอยปกคลุมไว้ราวกับปุยเมฆ ข้าคะเนด้วยสายตาเห็นว่าสามารถใช้กระบวนวิชาตัวเบาข้ามทะยานไปอีกฝั่งได้ไม่ยาก แต่หยางเย่ถิงจับไหล่ข้าไว้เป็นกิริยาห้าม ก่อนจะใช้คมกระบี่กรีดผ่านอากาศ เงากระบี่พุ่งกระแทกกับกำแพงล่องหนสุดปลายขอบสระอีกด้านหนึ่ง ไม่อาจทะลุผ่านไปได้

“...”

“กับดักวารี”

หยางเย่ถิงมองเพียงปราดเดียวก็พูดชื่อสิ่งซึ่งกั้นขวางอยู่เบื้องหน้า

ในยุทธภพนี้มีกับดักมากมายเพื่อสกัดศัตรูมิให้ผ่านด่านไปโดยง่าย เป็นต้นโลหิตหนึ่งฝ่ามือเมื่อครู่ก่อนเข้าประตูศิลา ทว่ากับดักวารีมีเงื่อนไขซับซ้อนขึ้นอีกเล็กน้อย กล่าวคือ ผู้ต้องการผ่านทางจะต้องลงแช่น้ำและปรับสมดุลธาตุในกาย

ถูกต้องแล้ว ข้าและหยางเย่ถิงจะต้องทำเรื่องอย่างว่าร่วมกันอีกครั้ง แต่ประมุขพรรคมารเชิดชูผงราคะไฟเทียบโอสถสวรรค์ จึงปรากฏตัวเลือกที่สองขึ้นตรงหน้า

โถเครื่องเคลือบสีขาวตั้งไว้โดดเด่นบริเวณริมขอบสระ หยางเย่ถิงคงคิดเช่นเดียวกับข้าว่าวัตถุภายในคือของสิ่งใด

“ผงราคะไฟ”

ข้าพยักหน้าเห็นด้วย กับดักวารีเบื้องหน้านี้ ข้าต้องตัดสินใจเลือกและจะไม่หันหลังกลับเป็นอันขาด

“ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่เคยริลองผงราคะไฟ ตั้งใจใช้เพียงลวงแขกของอวี้หงหยวนเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น ครั้นล่วงรู้ว่าประมุขพรรคมารให้ความสำคัญต่อผงชนิดนี้ประดุจเคล็ดลับวิชาจากสวรรค์ ข้ายิ่งไม่อยากแตะต้อง ในเมื่อผงราคะไฟเสริมส่งพรรคมารให้เหิมเกริมแข็งแกร่ง ข้ายินยอมให้อวี้หงหยวนล่มสลายเพื่อขจัดผงร้ายนี้ออกจากแผ่นดินต้าถัง”

“เช่นนั้นเจ้าตั้งใจจะเลือกอีกวิธีหนึ่งหรือ” หยางเย่ถิงถามได้หน้าตายมาก ข้าอยากจะเอาน้ำในสระล้างใบหน้าซึ่งหนากว่าหนึ่งชุ่น [1] ของหยางเย่ถิงออกให้หมด คุณชายประเภทไหนกันจึงพูดเรื่องอย่างว่าได้โดยปราศจากความอายเสมือนพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ หนำซ้ำเรื่องนั้นก็เกี่ยวข้องกับตนเองอีกต่างหาก

“การปรับสมดุลธาตมีอยู่ด้วยกันสองวิธี คือเจ้ากับข้าร่วมใจช่วยกันทางหนึ่ง อีกวิธีคือใช้ผงราคะไฟปรับสมดุลธาตุ ส่วนหนทางสุดท้ายคือข้าต้องรอตะวันตกดิน ยามข้าเปลี่ยนร่างเป็นหยวนอวี้ฟ่าน สมดุลธาตุในกายข้าจะปรับเปลี่ยนพร้อมกันไปด้วย” ข้าคิดกระทำตามทางออกในวิธีสุดท้าย

“เจ้าควรเลือกวิธีแรก”

“หยางเยวี่ยน!” ข้าเรียกชื่ออีกฝ่ายเหมือนเตือนสติ หยางเย่ถิงยังคงทำหน้ามึนไม่รู้ความต่อไป พร้อมทั้งยกเหตุผลร้อยแปดมาสนับสนุนว่า

“ประการหนึ่งเจ้ากับข้าหาใช่ใครอื่น ย่อมจะใช้วิธีแรกปรับสมดุลธาตุให้แก่กันและกันได้ เทียบกับลงมือครั้งเดียวได้ประโยชน์ถึงสอง หากเจ้าเลือกวิธีที่สาม ยามเจ้าหวนคืนร่างหยวนอวี้ฟ่าน สมดุลธาตุจะถูกปรับเพียงเจ้าผู้เดียวเท่านั้น ส่วนข้าหาได้ถูกปรับสมดุลไม่ ย่อมจะไม่อาจผ่านกับดักวารีไปได้”

พอหยางเย่ถิงอธิบายเช่นนั้น ความคิดข้าก็คล้อยตามเห็นดีด้วย การที่ข้ากับหยางเย่ถิงจะต้องกระทำสิ่งนั้นซ้ำสอง หากมองเพียงผิวเผินไม่คิดเล็กคิดน้อย เหตุว่าเป็นเพศบุรุษเสมอกันแล้ว ก็ย่อมจะกระทำผ่านไปได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง แต่คุณชายรองตระกูลหยางผู้นี้มีรูปโฉมงดงาม เลื่องลือไปทั่วยุทธภพ จอมยุทธรูปงามอันดับหนึ่งและสอง ก็คือหยางซุนกวานและหยางเย่ถิงตามลำดับ สตรีใดพบเห็นก็คิดแต่จะฝากตัวแทบจะทุกคน ใจข้ามีหรือจะเข้มแข็งได้ตลอดรอดฝั่ง

“ข้าจะใช้ผงราคะไฟ”

“เจ้าพูดเองว่าชั่วชีวิตนี้ไม่ขอแตะต้อง อีกประการหนึ่ง ผงราคะไฟมีโทษมากกว่ามีคุณ หากไม่ระมัดระวังให้ดีธาตุไฟอาจเข้าแทรกได้” หยางเย่ถิงคัดค้านเต็มกำลัง

“ข้าฝึกวิชายุทธมาถึงขั้นหกแล้ว ย่อมจะไม่เปิดช่องให้ธาตุไฟเข้าแทรกได้เป็นอันขาด” ข้ากล่าวอย่างมั่นใจ

“นั่นเป็นเพราะว่าเจ้าใช้ร่างคำสาปปรับสมดุลธาตุ หาใช่ใช้ผู้อื่นช่วยบำบัดไม่” หยางเย่ถิงพูดราวกับนั่งอยู่ในห้องนอนข้าแล้วเห็นความเป็นไปทั้งหมด

“หากเจ้าไม่เคยใช้ผงราคะไฟมาก่อน จงล้มเลิกความตั้งใจ”

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่เคยใช้ผู้อื่นช่วยบำบัดธาตุ ก่อนข้าต้องคำสาปก็อาศัยสตรีต้าถังจำนวนมากช่วยเหลือมานักต่อนัก”

หยางเย่ถิงยิ้มเล็กน้อย แล้วกล่าวอย่างใจจืดใจดำว่า

“กิริยาเจ้า ณ เรือนพักแปดเหลี่ยมเหนือเชิงผาเฉินชิงหลุนล้วนบอกข้าทุกประการ เจ้าไม่เคยผ่านมือสตรีหรือบุรุษใดในใต้หล้ามาก่อน”

บัดซบ!

ข้าแสดงท่าทีแบบไหน ไยหยางเย่ถิงจึงมองเห็นความนัยจนทะลุปรุโปร่งเช่นนี้

“เช่นนั้นข้าคงต้องถามกลับ คำพูดที่เจ้ากล่าวขณะนั้นซึ่งว่า หากเจ้ายินยอมแต่งงานกับข้าแล้ว จงรับแม่นางเตียวหงเป็นอนุภรรยานั้นจริงเท็จประการใด หากเจ้าตอบคำถามนี้ได้ถูกใจข้า ข้ายินดีจะใช้วิธีผ่านกับดักวารีร่วมกับเจ้า”

พอหยางเย่ถิงได้ยินข้าย้อนความแต่หนหลัง เมื่อครั้งเขายังไม่แจ้งตัวตนแท้จริงของข้า แต่เข้าใจว่าเป็นหยวนอวี้ฟ่าน คุณชายรองตระกูลหยางก็มีใบหน้าสงบลง แล้วกล่าวว่า

“ข้าไม่มีเจตนาทำร้ายจิตใจเจ้า แต่คำที่เจ้ากล่าวดูถูกบรรพชนตระกูลหยางเป็นต้นเหตุแห่งความพินาศของเฉินชิงหลุนทำให้ข้าโกรธจึงกล่าวคำไม่ยั้งคิดไปเช่นนั้นต่างหาก” หยางเย่ถิงแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ

ข้าไม่อาจยอมรับได้ ถึงกระนั้นต้องมีส่วนเสี้ยวในใจของหยางเยวี่ยนที่ปรารถนาเตียวหงเป็นภรรยา ชายหนุ่มหญิงสาวแม้ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง รู้จักกันมาแต่เล็กแต่น้อยกระทั่งเติบใหญ่ ความใกล้ชิดสนิทสนมคงผูกพันกันเกินกว่าพี่น้องเป็นแน่ เขาคงปรารถนาเตียวหงเป็นมารดาของบุตรในภายภาคหน้าอยู่ในใจลึก ๆ แล้วถึงได้พูดเช่นนั้น ข้าเป็นแต่เพียงคนนอกยังมองออกเช่นนี้แล้ว วิธีที่ข้าเลือกเพื่อจะผ่านกับดักวารีคือหนทางที่ดีที่สุด

“ข้าจะใช้ผงราคะไฟ” คำพูดนี้ข้าบอกใจตัวเองมากกว่าผู้ใด

“ข้ายังคงเป็นสหายของเจ้าใช่หรือไม่” หยางเย่ถิงถามในสิ่งที่ข้าก็ไม่อาจตอบเป็นคำพูดได้ “หนทางหลังจากกับดักวารีอันตรายเพียงใดไม่อาจรู้ หากประมุขพรรคเสี้ยวจันทราผู้นำฝ่ายธรรมะต้องตกอยู่ในอันตรายโดยไร้ผู้ติดตามเคียงข้าง เจ้าคิดว่ายุทธภพจะตกอยู่ในสภาพเช่นไร เจ้าไม่อาจผ่านไปเพียงผู้เดียวได้”

ข้าเป็นห่วงยุทธภพยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง ในเมื่อประมุขพรรคมารวางเล่ห์กลทั้งหมดเพื่อลดทอนกำลังศัตรูไม่ให้ประชิดสำนักโคมแดงด้วยวิธีสกปรกเช่นนี้ ข้าควรจะเป็นผู้เสี่ยงภัยแต่ผู้เดียวเท่านั้น ครั้นหยางเย่ถิงกล่าวว่าหากสิ้นข้าหยวนหลงซาน ยุทธภพจะระส่ำระสายเพียงไร ทำให้ข้าได้แต่พยักหน้าเชื่องช้า แล้วกล่าวว่า

“ข้าเลือกวิธีนี้มิใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อยุทธภพทั้งปวง ต้องขอบใจเจ้าที่เตือนสติ”

คุณชายรองตระกูลหยางพยักหน้าแล้ววางกระบี่ลงข้างขอบสระ เขาค่อย ๆ ปลดอาภรณ์สีเหลืองอ่อนชั้นนอกออก

ข้าควรจะชินกับเรือนร่างเปลือยเปล่าของหยางเย่ถิง แต่ไม่ใช่ ครั้งนั้นข้าอยู่ในร่างหยวนอวี้ฟ่าน จึงสวมบทนางคณิกาผู้ช่ำชองไร้ยางอายได้ราวกับนักแสดงชั้นยอด ทว่าตอนนี้ข้าอยู่ในร่างบุรุษ คือประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา นามว่าหยวนหลงซาน กำลังยืนจ้องมองบุรุษหนุ่มรูปงามอันดับสองของยุทธภพเปลื้องผ้าจนกระทั่งไม่หลงเหลือสิ่งใดติดตัวนอกจากเรือนผมสีดำยาวปกปิดแผ่นหลังกำยำเท่านั้น

หยางเย่ถิงก้าวเท้าลงในสระน้ำแล้วหันมาพูดกับข้าราวกับถามทุกข์สุข

“เจ้ายังไม่ลงมาอีกหรือ หยวนฟง”

ข้าควรจะตอบอย่างนางคณิกาชั้นเอกแห่งหออวี้หงหยวน หรือตอบในฐานะประมุขพรรคเสี้ยวจันทราผู้นำสูงสุดฝ่ายธรรมะ สุดท้ายข้าได้แต่สวมบทเสี่ยวเออร์แล้วพูดโต้ตอบเสียงสั่นว่า

“คุณชายรอง โปรดรอสักชั่วครู่เถิด ขอรับ”



[1] ชุ่น : หน่วยวัดมาตราของจีน 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว


*************************************

พูดคุย

ขอให้ปลอดภัย
แต่ไม่ปลอดภัยกับคนใกล้ตัวเนี่ยแหละ 55+



ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 37






ด่านชั้นสามเป็นซากศพนอนเกลื่อนพื้น กลิ่นอายปิศาจอบอวลเหนือร่างศพอย่างชัดเจน ศพมากกว่าสิบศพล้วนเป็นชาวเมืองฉางอัน มีชายและหญิงเท่า ๆ กัน ไม่อาจคะเนได้ว่าเสียชีวิตมานานเท่าใด หยางเย่ถิงขยับเท้าเดินเข้าใกล้อีกเล็กน้อย แล้วกล่าวราวกับนั่งอยู่ในใจของข้าว่า

“ศพไม่มีร่องรอยการทำร้าย”

ดวงไฟจากพัดพรายเพลิงค่อย ๆ อับแสงลง

“เช่นเดียวกับศพทั้งห้าบริเวณผาไม้แดงที่ออกมาหาพืชสมุนไพร” ข้าพยักหน้าเห็นด้วยกับหยางเย่ถิง “พวกเขาตายด้วยวิชามารเก้าหาง”

“ไยพวกพรรคมารจึงนำร่างผู้บริสุทธิ์มาวางไว้บริเวณทางเข้าสำนักโคมแดง หรือว่า...” ดูเหมือนข้าจะกระทำสิ่งผิดพลาดอย่างร้ายแรง พอหยางเย่ถิงมองตาข้า เขาก็ผลักข้าออกห่างจากร่างศพ ชักกระบี่สีเงินออกจากฝัก เงาแสงสว่างคล้ายแสงจันทราเกาะคมกระบี่ราวกับไอเย็น

ขณะนั้นศพชาวบ้านที่ถูกวิชามารเก้าหางต่างก็ค่อย ๆ ขยับลุกขึ้นยืน พร้อมกับลืมตาสีแดงราวกับโลหิตขึ้นสบมองศัตรูผู้มาใหม่

“ชั่วช้านัก คิดใช้ศพไร้วิญญาณเป็นอาวุธ” ข้าตวาดด่าทอประมุขพรรคมารอย่างเจ็บแค้น

“ด่านทั้งสามล้วนมีความเกี่ยวข้องกับธาตุทั้งสี่ ประตูศิลาคือดิน กับดักวารีคือน้ำ ศพปิศาจคงไม่พ้นเกี่ยวข้องกับลม วิชาพัดเสี้ยวจันทราของเจ้าสามารถเสกลมสลาตันได้ใช่หรือไม่” หยางเย่ถิงวิเคราะห์ลำดับปราการทางเข้าสำนักโดมแดงโดยละเอียดลออ ข้าคิดตามก็เห็นเป็นจริงเช่นนั้น จึงหยิบพัดพรายเพลิงออกมา

ร่างศพปิศาจขยับกายก้าวเท้าเข้าหาคนทั้งสองมุ่งหวังทำร้ายด้วยคมเขี้ยวและเล็บอันแหลมคม

ครั้นข้าร่ายรำวิชาพัดพรายเพลิงเป็นกระบวนท่าลมสลาตัน จึงบังเกิดสายลมลึกลับก่อตัวแล้วพุ่งเข้าหาซากศพนั้นทันที ร่างศพถูกซัดกระแทกล้มลงพื้น บ้างกระเด็นใส่ผนังถ้ำ แต่ก็ลุกขึ้นมาใหม่ได้ราวกับไม่ได้รับอาการบาดเจ็บรุนแรงสมชื่อลมสลาตันแต่อย่างใด

“ไยจึงเป็นเช่นนี้ ลมสลาตันขั้นสูงจะสามารถทำลายร่างปิศาจเป็นจุณได้ในพริบตา” ข้าทำสิ่งใดพลาดไปหรือจึงไม่ปรากฏอานุภาพของวิชาดังกล่าว

“ประการหนึ่งลมปราณเจ้าลดลงเหลือหนึ่งในสามจากด่านประตูดิน หนำซ้ำยังต้องสูญลมปราณไปอีกส่วนขณะการบำบัดธาตุทั้งสี่ในด่านที่สอง...” ในช่วงเวลาอันตรายหยางเย่ถิงยังคิดเล่นหูเล่นตาได้อยู่อีก พอข้าขมวดคิ้วใส่ เจ้าคุณชายรองจึงสงบท่าทีแล้วกล่าวต่อไปว่า “ตามหลักวิชาแบ่งแยกลมปราณตามร่างกายเป็นสามส่วน ได้แก่ จิง–ชี่–เสิน สัมพันธ์กับตันเถียน บน-กลาง-ล่าง คือ สมอง-หน้าอก-ท้องน้อย จึงต้องฝึกจิงสร้างชี่ เปลี่ยนชี่เป็นเสิน ทั้งสามสิ่งนี้เกี่ยวข้องกันเป็นวงต่อเนื่อง หากอันหนึ่งอันใดผิดพลาดก็จะส่งผลไปถึงพลังวรยุทธ์ทั้งหมด เช่นนั้นผลสัมฤทธิ์ของวิชาพัดเสี้ยวจันทราจึงไม่อาจสำแดงพลังได้รุนแรงเท่ากับมีลมปราณครบถ้วนสมบูรณ์”

หนทางเข้าสำนักโคมแดงตัดทอนลมปราณของศัตรูจนแทบไม่หลงเหลือ บางทีผู้บุกรุกอาจไม่มีโอกาสได้หันหลังกลับออกไปด้วยซ้ำ มิน่าเล่าสำนักโคมแดงจึงอยู่รอดปลอดภัยมาจวนกระทั่งบัดนี้

“วิชากระบี่ลมพัดพันสายของเจ้าคงลดกำลังเช่นเดียวกัน ใช่หรือไม่” ข้าถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

หยางเย่ถิงพยักหน้ายอมรับ

แต่สายตาข้าเหลือบเห็นซากศพหนึ่งเป็นนางคณิกา ในมือศพมีผีผาถือไว้อยู่

“เจ้าเคยบอกว่า วิชากระบี่ลมพัดพันสายจะทวีกำลังเมื่อผนึกกับบทเพลงลมพัดพันสายใช่หรือไม่”

“ถูกต้อง”

ข้าใช้ท่วงท่า พัดวิถีอัญเชิญ นำผีผาเครื่องนั้นมาถือไว้กับมือ ปัดฝุ่นเล็กน้อยแล้วนั่งลงบรรเลงเพลงลมพัดพันสายทันที ท่วงทำนองนี้ข้าฝึกจนช่ำชอง ประการหนึ่งเพลงนี้ไม่ใช่เพียงส่งเสริมวิชากระบี่ลมพัดพันสาย ทว่าสนับสนุนวิชาพัดเสี้ยวจันทราให้แข็งแกร่งในคราวเดียวกัน ข้าต้องสำนึกถึงบุญคุณบรรพชนหยวนและหยางที่คิดผูกสองวิชาไว้คู่เคียงกัน ดุจสหายร่วมน้ำสาบาน

ชั้นต้นแสงสว่างรอบคมกระบี่ของหยางเย่ถิงปรากฏมีแสงเรืองรองอยู่เพียงเล็กน้อย ต่อเมื่อข้าบรรเลงพิณไปชั่วระยะหนึ่งจึงปรากฏแสงสว่างสีเงินมากขึ้นทุกขณะ จนสามารถขับไล่เงามืดซึ่งโอบล้อมอยู่ได้ กระทั่งซากศพปิศาจก็ไม่อาจขยับเข้าใกล้แสงสว่างบาดตานี้ได้ดุจกัน

หยางเย่ถิงเห็นสรรพคุณเพลงพิณก็สัมผัสรู้ได้ว่าคมกระบี่ได้รับพลังสนับสนุนแล้วจึงทะยานเข้าฆ่าฟันศพปิศาจ รวดเร็วราวกับลมพายุพัดผ่าน เพียงไม่นานอุปสรรคปราการด่านที่สามจึงสูญสลายเป็นผงธุลีดิน

“ขอบใจเจ้ามาก หยางเยวี่ยน”

อีกฝ่ายตอบรับเพียงพยักหน้า

“ข้าคิดว่าเราสองคนต้องหาเวลาเก็บตัวเพื่อฝึกวิชาร่วมกันสักครั้งหนึ่ง หนทางบรรลุสุดยอดเคล็ดลับวิชามิใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปหากพบคู่ซ้อมที่เหมาะสม เพลงลมพัดพันสายเสริมส่งสองวิชาให้แข็งแกร่งเช่นนี้ ไม่เกินหนึ่งเดือนเจ้ากับข้าคงเข้าใกล้ความสำเร็จ เช่นนั้นผงราคะไฟก็หาใช่วิถีทางบรรลุเพียงเส้นทางเดียวอย่างประมุขพรรคมารพยายามชักจูงคนทั่วทั้งยุทธภพ”

ในใต้หล้านี้จอมยุทธ์ทั้งหลายจำเป็นต้องหา สหายสนิท เพื่อช่วยเป็นคู่ฝึกซ่อม ดูแลกันและกัน จนกว่าจะบรรลุสุดยอดเคล็ดลับวิชาต่างหากคือหนทางที่ถูกต้อง ข้าเข้าใจโดยตลอดแล้ว

“ข้าก็คิดเช่นนั้น” หยางเย่ถิงเห็นชอบตามด้วย

“ในอดีตเฉินชิงหลุนเคยยึดแนวปฏิบัตินี้ เป็นต้น หยางจ้าวหลานและหยวนอู่ชิง ทั้งสองต่างเป็นสหายสนิทและคู่ฝึกซ้อมวิชาในคราวเดียวกัน เหล่าปรมาจารย์ต่างจับคู่ศิษย์ให้ช่วยเหลือกันและกัน จนกระทั่งต่างฝ่ายต่างบรรลุสุดยอดวิชาขั้นสูง หลังจากเฉินชิงหลุนล่มสลาย คำสอนเดิมก็ถูกบิดเบือนว่ามีโทษมากกว่าคุณ หากได้คู่ฝึกวิชาที่อ่อนแอ อีกคนก็จะอ่อนแอตามไปด้วย หลังจากนั้นชาวยุทธ์ทั้งหลายจึงละทิ้งคำสอนของเฉินชิงหลุนหันไปเก็บตัวฝึกวิชาอย่างสันโดษ กระทั่งประมุขพรรคมารโปปดว่าผงราคะไฟมีประโยชน์ล้ำค่าเพียงใด วิถีชาวยุทธ์เดิมจึงล่มสลายตามไปด้วย”

ข้าจำได้เพราะบิดาถ่ายทอดคำสอนมาตั้งแต่ข้ารู้ความ ท่านตั้งใจจะให้เหลียงไถจินเป็นสหายคู่ซ้อมกับข้าแต่เพราะอีกฝ่ายเป็นปิศาจจิ้งจอกจึงไม่ได้ช่วยเสริมส่งพลังยุทธ์ของข้าแต่อย่างใด กระทั่งลิขิตสวรรค์ส่งสัญญาณแจ้งแก่ใจข้าว่า ข้าได้คู่ฝึกวิชาที่เหมาะสมแล้ว คือคุณชายรองตระกูลหยางแห่งพรรคคมเบญจมาศ หยางเย่ถิง ไม่ผิดตัวแน่

“ข้าเคยได้ยินมาเช่นนั้น” หยางเย่ถิงยอมรับว่าข้าคิดถูก

“หรือว่าเราสองคนเป็นหยางจ้าวหลานและหยวนอู่ชิงกลับชาติมาเกิด”

ครั้งนี้หยางเย่ถิงสั่นหน้าราวกับคำพูดข้าหาสาระมิได้

“เหตุใดเล่า เจ้ากับข้ารู้ใจกันเช่นนี้ อีกทั้งสองตระกูลบาดหมางมาหลายชั่วอายุคน จนกระทั่งกลับคืนปรองดองร่วมมือกันในช่วงอายุของเรา หากไม่ใช่เป็นเพราะบรรพชนทั้งสองในอดีตกลับชาติมาเกิด แล้วจะเป็นใครได้เล่า” ข้าพยายามยึดความคิดตนเองว่าถูกต้องแต่หยางเย่ถิงก็ได้แต่สั่นหน้าแล้วออกเดินทางต่อไป

โถงถ้ำเบื้องหน้าปรากฏรูปปั้นโลหะของสิงโตตัวหนึ่งขนาดห้าเท่าของตัวจริง ครั้นหยางเย่ถิงซัดคมกระบี่ลมพัดพันสาย เจ้าสิงโตโลหะก็ลืมตาอันประกอบมีเปลวไฟล้อมรอบ อีกทั้งภายในปากก็ส่องประกายเพลิงออกมาจากลำคอพร้อมต่อสู้

“ด่านที่สี่ย่อมไม่พ้นปราการธาตุไฟ” หยางเย่ถิงกล่าวสรุปกลไกป้องกันทางเข้าสำนักโคมแดง

ประมุขพรรคมารให้ความสำคัญต่อธาตุทั้งสี่อย่างมาก จึงไม่แปลกใจที่จะนับถือผงราคะไฟประหนึ่งโอสถสวรรค์ ยินยอมแม้กระทั่งให้ด้านมืดเข้าแทรกสู่จิตใจเพื่อคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของธาตุทั้งสี่ในร่างกาย เมื่อธาตุทั้งสี่มีความสมดุล พลังหยินหยางก็จะเข้าสู่ภาวะแข็งแกร่งตามไปด้วย

“ด่านนี้ปล่อยไว้ในมือข้าเอง อาวุธพัดของข้าฟื้นพลังจากเพลงพิณมาได้ส่วนหนึ่งแล้ว จงวางใจ”

หยวนหลงซานคลี่พัดพรายเพลิงออกมาอีกครั้ง ร่ายรำตามท่วงท่าที่ฝึกมา เปลวเพลิงมหึมาในรูปลักษณ์ฝูงนกกระเรียนพุ่งเข้าหาสิงโตโลหะราวกับโกรธแค้นกันมายาวนาน ทว่าเจ้าสิงโตโลหะก็คำรามเปลวไฟออกมาทำลายนกกระเรียนไฟได้พอ ๆ กัน ลมหายใจเป็นไอร้อนพุ่งออกจากรูจมูกขยับได้

“ระวัง” หยางเย่ถิงร้องเตือน

ไม่ทันที่ข้าจะหลบหลีก ไอร้อนจากปลายจมูกเจ้าสิงโตโลหะก็พุ่งเข้าใส่ข้า ชายชุดสีขาวหลอมละลายในพริบตา เช่นเดียวผิวบริเวณหน้าแข้งของข้าก็รู้สึกแสบร้อนโดยพลัน

หยางเย่ถิงใช้โล่กระบี่ลมพัดพันสายต้านทานไว้แล้วพยุงข้าถอยออกมา สิงโตโลหะกระโจนพุ่งติดตามไม่ลดละ กระทั่งพวกข้าถอยกลับคืนเส้นทางคับแคบในด่านที่สาม มันจึงไม่อาจเล็ดลอดผ่านเข้ามาได้ ได้แต่ส่งเสียงคำรามพ่นเปลวไฟอย่างดุร้าย

หยางเย่ถิงสะกดจุดระงับบาดแผลให้ข้า แต่ผิวหนังบริเวณหน้าแข้งค่อย ๆ แดงอย่างชัดเจน

“กับดักโลหะไฟมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังค่อย ๆ ตายทีละน้อย” หยางเย่ถิงหน้านิ่วคิ้วขมวด “เราต้องย้อนกลับออกไปก่อน ข้าต้องการสมุนไพรบัวเหมันต์ ที่อวี้หงหยวนมียารักษาชนิดนี้หรือไม่”

หยวนหลงซานพยักหน้ารับว่ามี “แต่ข้าบุกรุกสำนักโคมแดงมาถึงขั้นนี้แล้วจะยอมถอยเพราะพิษโลหะไฟแค่นี้หรือ ไม่มีวัน”

“หยวนฟง!”

หยางเย่ถิงออกชื่อข้าเหมือนเตือนสติคิดให้ถี่ถ้วน

“ได้ ๆ กลับก็กลับ จะขึ้นเสียงทำไมกันเล่า” ที่ข้ายอมถอยโดยง่ายไม่ใช่เพราะใจอ่อนกับคำสั่งหยางเย่ถิง ทว่าอาการแสบร้อนบริเวณแผลมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ลมปราณข้ายังไม่ฟื้นคืนสมบูรณ์จะขับแผลร้ายออกจากตัวก็ทำได้ยากจึงยินดีเห็นตามความคิดคุณชายรองตระกูลหยางด้วยใบหน้าซื่อ ๆ

หยางเย่ถิงสอดแขนพยุงข้าย้อนกลับมายังกับดักวารี เหาะทะยานข้ามไปได้ไม่ยากเหมือนเช่นขาไป กระทั่งถึงประตูดิน จึงใช้ฝ่ามือสัมผัสหินแตะเปิดออก

บรรดาจอมยุทธ์พรรคเสี้ยวจันทราและพรรคคมเบญจมาศต่างเห็นว่าเป็นคุณชายรองตระกูลหยางและประมุขพรรคเสี้ยวจันทราก็เร่งรีบเข้ามาสอบอาการ

“จับตาประตูทางเข้าไว้” หยางเย่ถิงสั่งเสียงดุดัน “ข้าจะพาประมุขพรรคเสี้ยวจันทรากลับอวี้หงหยวน”

สมาชิกพรรคคมเบญจมาศขานลับทุกตัวคน ขณะนั้นใกล้เวลาตะวันตกดิน หลี่ฉางตงรีบรายงานความไม่ชอบมาพากลบางอย่างทันที

“เรียนประมุขหยวน ข้าพเจ้าทราบมาว่าเกิดเหตุวุ่นวาย ณ สำนักศาลยุติธรรมขอรับ”

ศีรษะข้าเหมือนถูกฟาดด้วยท่อนไม้ หรือว่าศพที่เสียนหย่งเฉิงนำไปจะมีลักษณะเช่นเดียวกับศพปิศาจในด่านทางเข้าชั้นที่สามของสำนักโดมแดง

“หยางเยวี่ยน เจ้าไปช่วยเสียนหย่งเฉิงก่อน”

หยางเย่ถิงตั้งใจจะปฏิเสธ พอเห็นสีหน้าร้อนรนของข้าก็ยอมรับคำไปปฏิบัติแต่โดยดี



ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 38



บุญคุณต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ

ครั้งนั้นเสียนหย่งเฉิงวางอุบายปลอมสมุดบัญชีของเสียงจงกิม ล่อหลอกข้าหยวนหลงซานให้ไปติดกับดัก จนข้าพลาดพลั้งเสียทีกระทั่งต้องตกไปอยู่ในความช่วยเหลือของพรรคคมเบญจมาศ หนี้แค้นหนนั้นยังมิได้รับการชำระคืน แต่ข้ายังพอมีคุณธรรมประจำใจอยู่ รู้จักแยกแยะสำนึกถูกผิด การร้องขอให้หยางเย่ถิงไปช่วยเหลือสำนักศาลยุติธรรมจึงอยู่นอกเหนือนี้แค้นหนนั้น ข้ากระทำลงไปในฐานะประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา ผู้ผดุงความยุติธรรมในใต้หล้าให้สงบสุข

ข้าได้รับการฝังเข็มและเยียวยาด้วย บัวเหมันต์ จากอาจารย์เฉียนคงจึงคลายอาการแสบร้อนจากพิษไฟสิงโตโลหะ ข้าพักฟื้นไปครึ่งชั่วยามแล้วตื่นมาในร่างหยวนอวี้ฟ่าน สมดุลธาตุและพลังลมปราณของข้าฟื้นครบบริบูรณ์ ฤทธิ์บาดแผลจึงทุเลารวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะนั้นหยางเย่ถิงและจอมยุทธ์พรรคคมเบญจมาศกลับมายังอวี้หงหยวนพอดี ข้าจึงออกไปต้อนรับพวกเขายังศาลากลางสระบัวหน้าหอนางโลม

“เป็นเช่นไรบ้าง หยางเยวี่ยน” ข้าถาม

หยางเย่ถิงพยักหน้าให้ผู้ติดตามกลับไปยังที่พัก ครั้นอยู่สองต่อสองจึงยอมเปิดปาก

“จิ้งจอกเงินผู้นั้นฝากสิ่งนี้มาให้เจ้า”

ข้ารับจดหมายคัดลอกด้วยลายมืออย่างเร่งรีบ โดยมีใจความดังนี้

‘ทางการมีคำสั่งจับกุมผู้มีผงราคะไฟไว้ในครอบครอง โทษสูงสุดคือประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตรไม่อาจละเว้น คุณชายหยวนย่อมมีสติปัญญาคิดอ่านเฉลียวฉลาด ย่อมเข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติสิ่งใดสืบต่อไป นับแต่นี้อีกสามราตรีข้าจะเข้าไปดวลสุรากับคุณชายรองตระกูลหยางพร้อมทหารมือปราบอีกห้าสิบนาย ณ หออวี้หงหยวน หวังว่าคุณชายหยวนจะแต่งโต๊ะต้อนรับข้าพเจ้าอย่าให้ขาดตกบกพร่อง’

ข้ากำจดหมายในมือจนยับย่น

หยางเย่ถิงพูด “ข้าคิดว่านี่คือจดหมายเตือน ข้ามองจิ้งจอกเงินผิดไป”

“ประมุขพรรคมารต้องมีเส้นสายในราชสำนัก ข้าต้องตามสืบให้ได้ว่าขันทีที่อุปถัมภ์พี่สาวของเหลียงจินคือใคร ตอนนี้นางอยู่ที่ไหน ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่มีทางรู้ว่ากำลังจะต่อสู้อยู่กับผู้ใด” ข้าคิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว

หยางเย่ถิงพูดว่า “ศพปิศาจที่มือปราบจิ้งจอกเงินนำไปมีลักษณะไม่ต่างจากร่างศพในด่านชั้นสามของทางเข้าสำนักโคมแดง จิ้งจอกเงินเห็นกับตาว่า ‘วิชามารเก้าหาง’ ทำสิ่งใดได้บ้าง ข้าใช้วิชากระบี่ลมพัดพันสายทำลายพวกมัน ก่อนศพปิศาจจะฆ่าคนตาย ตอนนี้จิ้งจอกเงินเชื่อสนิทใจว่าผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งหมดคือประมุขพรรคมารแน่แท้ จึงฝากหนังสือเตือนมาให้เจ้า”

ข้าหัวเราะด้วยเสียงสตรีแล้วพูดว่า “เจ้าเรียกเสียนหย่งเฉิงว่า ‘จิ้งจอกเงิน’ ทุกคำเช่นนี้ ยังแค้นเรื่องเขาด่วนสรุปว่าชาดอกเบญจมาศสามารถฆ่าคนตายได้อยู่อีกหรือ”

หยางเย่ถิงไม่ตอบแต่ก็แสดงผ่านสายตาเย็นชาอย่างชัดเจน

“เอาเถอะ ๆ อย่างน้อยหัวหน้าเสียนก็แสดงน้ำใจเตือนภัยให้ข้ารู้ตัว ไหนเจ้าว่าจะช่วยข้าตามสืบหาพี่สาวเหลียงจิน ไม่ทราบว่าตอนนี้เรื่องราวไปถึงไหนแล้ว” ข้าทวงถามตามสัญญา

อีกฝ่ายหมุนตัวหันหลังให้แล้วเหม่อมองท้องฟ้า ดารดาษด้วยดวงดาราเคียงคู่จันทรา

หยางเย่ถิงพูดชื่อ ๆ หนึ่ง “ฉีป้าย เสนาบดีกรมวัง เป็นผู้รับเหลียงเซียวฟางไปอุปถัมภ์”

หยวนอวี้ฟ่านพยักหน้ารับ “ข้าเคยได้ยินชื่อขันทีผู้นี้ เห็นว่ามีอำนาจมากในวังหลัง ทั้งยังเป็นที่ไว้วางใจของฮองเฮาและฮ่องเต้อย่างมาก เจ้าตามสืบความมาได้อย่างไรหรือ”

“ข้าแกะรอยจากนางคณิกาในหอเหริ่นหลินกวางผู้เคยสนิทชิดเชื้อกับเซียวฟาง นางยอมรับว่าเซียวฟางชอบสิ่งของทุกอย่างที่มีลวดลายดอกเบญจมาศเคียงคู่จันทราอย่างมาก โดยไม่ทราบเหตุผลชัดเจน พอเสนาบดีฉีป้ายพบนางครั้งแรกก็ซื้อใจนางด้วยเครื่องประดับผมดอกเบญจมาศสีทองเคียงข้างดวงจันทร์ มิหนำซ้ำยังขอไถ่ตัวนางไปเลี้ยงดูทันที หลังจากนั้นชีวิตเซียวฟางจะเป็นเช่นไร ไม่มีใครล่วงรู้ได้”

“เจ้าว่าเสนาบดีฉีป้ายจะรู้หรือไม่ว่าเซียวฟางเป็นปิศาจจิ้งจอก” ข้าถาม

“อาจรู้หรือไม่อาจรู้” หยางเย่ถิงไม่อาจตัดสินใจได้แน่ชัด

“ชื่อประมุขพรรคมาร เซียวฟาง ผู้นี้ โด่งดังเป็นที่กล่าวขานมาเพียงไม่ถึงสิบปี ก่อนหน้านั้นประมุขพรรคมารชื่อเสียงเรียงนามใดไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ใช่ว่าฉีป้ายผู้นี้คือที่ปรึกษาพรรคมารหรอกหรือ จึงได้เชิดชูเซียวฟางขึ้นสู่ประมุขพรรค เขาย่อมจะล่วงรู้ชาติกำเนิดของเซียวฟางและพลังวรยุทธ์ของนางปิศาจจิ้งจอกตนนี้ดีจึงสนับสนุนอุปถัมภ์ไว้”

หยางเย่ถิงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ดูเหมือนในใจเขากำลังใช้ความคิดอยู่

“หากเป็นเช่นข้าคะเน ราชสำนักมิตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ มิได้การแล้ว”

หยางเย่ถิงจับมือข้าให้สงบอารมณ์ แล้วว่า “ช้าก่อน หยวนฟง”

เขาเรียกสติข้าด้วยชื่อบุรุษ

“ตอนนี้ข้าอยู่ในร่างหยวนอวี้ฟ่าน คราวหน้าคราวหลังเจ้าอย่าได้เผลอตัวเช่นนี้ ต่อหน้าผู้อื่นจะหลุดเรียกชื่อจริงข้ามิได้เด็ดขาด” ข้าเตือนคุณชายรองตระกูลหยางหน้าเครียด

“หยวนฟง” อีกฝ่ายยังเรียกนามบุรุษของข้าดังเดิม ประโยคคำพูดของข้าเมื่อครู่ได้ผ่านหูของเขาบ้างหรือไม่ “หน้าที่ตามสืบความเป็นไปของเสนาบดีฉีป้ายจงปล่อยไว้ให้ข้าดูแล เจ้าจงมุ่งจัดการผงราคะไฟในหออวี้หงหยวนโดยพลัน อีกทั้งส่วนที่เฝ้าระวังในถ้ำสำนึกตนอีกจำนวนมากนั้น เจ้าคิดจะทำประการใด”

หยวนอวี้ฟ่านส่ายหน้า “หยวนฟงก็หยวนฟง เรื่องผงราคะไฟในหออวี้หงหยวนข้าจะกำชับยอดฝีมือให้กำจัดทิ้งก่อนการมาถึงของเสียนหย่งเฉิง ส่วนที่เก็บไว้ในถ้ำสำนึกตนข้าคิดใช้เป็นเหยื่อล่อให้พวกพรรคมารมาติดกับ ประการหนึ่งหูตาของทางการก็จับตาสถานที่แห่งนั้นไว้มั่นคงดุจเดียวกันแล้ว รอเวลาให้ประมุขพรรคมารหวนกลับมาเอาผงราคะไฟเท่านั้นก็จะถูกจับได้อย่างคาหนังคาเขา ส่วนหนทางบุกเข้าโจมตีสำนักโคมแดงข้าเห็นว่าจะต้องเตรียมการให้รัดกุมมากกว่านี้ ทั้งยาแก้พิษและวิธีแก้ทางของแต่ละด่าน จะต้องซักซ้อมยอดฝีมือให้ดีเสียก่อนจึงค่อยกลับไปอีกครั้ง ทั้งนี้ข้าให้คนคอยจับตาดูประตูทางเข้าไว้ไม่ให้คลาดสายตาอยู่ เจ้าจงวางใจ”

หยางเย่ถิงมองรูปร่างสตรีของข้าแล้วพูดเหมือนโกรธใครมา “คืนนี้เจ้าพักฟื้นร่างกายดีแล้วหรือ จึงคิดออกมารับแขกเช่นนี้”

หยวนอวี้ฟ่านแย้งว่า “บาดแผลข้าทุเลาแล้ว จะให้ข้านั่งงอมืองอเท้าอยู่ในห้องหรือ ไม่มีทาง”

หยางเย่ถิงพูดว่า “เจ้าคิดจะไปที่ใด”

“ทำไมรู้ทันเช่นนี้ ชาติที่แล้วเจ้าเกิดเป็นหมอดูเทวดาหรือ หยางเยวี่ยน” ข้าตบบ่าอีกฝ่ายด้วยคำชมเชย

หยางเย่ถิงทำหน้าบึ้งตึง ข้าจึงรีบอธิบายต่อไปว่า “ข้าจะพาเหลียงจินออกไปเดินเล่น”

“กลางคืน?”

“ใช่”

“ที่ไหน?”

“คืนพรุ่งนี้จะมีการจัดงานชุมนุมนางคณิกาชั้นเอกแห่งฉางอัน ทุกสำนักนางโลมจะต้องส่งยอดสตรีไปประชันความงามอย่างน้อยสามนาง ในใจข้ามีคนที่หมายตาไว้แล้ว แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าแขกคนสำคัญในงานจะเป็นข้าราชสำนักฝ่ายใดมาเป็นเจ้าภาพ”

“ฉีป้ายหรือ” หยางเย่ถิงพูดชื่อขันทีผู้นั้นทันที

“ถูกต้อง เช่นนั้นเรื่องสืบหาพี่สาวเหลียงจินเจ้าวางมือให้ข้ารับไปทำแทนจะดีกว่า” ข้าโบกพัดพรายเพลิงให้ความเย็นกับตัวเอง

“หมายความว่าเจ้าคือหนึ่งในสามของนางคณิกาที่จะส่งไปใช่หรือไม่” คำท้ายหยางเย่ถิงออกเสียงผิดโทนเสียงต่ำของเขาอย่างมาก

ข้าหัวเราะกลบเกลื่อนหวังเอาตัวรอด แต่ไหน ๆ ก็เปิดเผยเรื่องราวไปถึงขั้นนี้แล้ว ข้าจึงได้แต่พยักหน้ารับ

“มิได้” หยางเย่ถิงยื่นคำขาด

“ข้ามิได้พูดเพื่อขออนุญาตเจ้า แต่คืนนี้ข้าจำเป็นจะต้องไปปรากฏตัวยังสถานที่จัดงานเพื่อลองชุดและซักซ้อมการแสดง ณ หอจัดแสดงกลางเมืองฉางอัน เจ้าจะตามข้าไปเดินเล่นก็ย่อมได้ แต่ช่วยหยุดทำหน้าบึ้งตึงได้หรือไม่เล่า” หยวนอวี้ฟ่านติติงอีกฝ่ายให้เลิกทำหน้าตาเหมือนโกรธอยู่ตลอดเวลาออกเสีย

“เอาน่า เจ้าจะได้ไม่เสียเวลาไปตามสืบ ข้าจะหลอกถามฉีป้ายด้วยตนเอง เจ้าแค่เปลี่ยนชุดเป็นสีอื่นแล้วปลอมเป็นผู้ติดตามข้าก็ย่อมได้ หากเราล่วงรู้ฐานะว่าเขาคือใครและเหลียงเซียวฟางอยู่ที่ไหน หนทางกำจัดประมุขพรรคมารก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมถึง” ข้าเสนอให้หยางเย่ถิงเห็นดีเห็นงามด้วย

แต่อีกฝ่ายไม่เพียงไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้แนะ แถมยังพูดซี้ซั้วไม่น่าฟังอีกว่า

“ข้าขอปลอมตัวเป็นคุณชายเจ้าสำราญ แขกขาประจำของหยวนอวี้ฟ่านจะดีกว่า

“ไม่ดีหรอกน่า” ข้ารีบปฏิเสธทันที “ล้อเล่นใช่หรือไม่”

แต่ดวงตาหยางเย่ถิงมิได้แสดงว่าพูดเล่นแต่อย่างใด

“อะ เอา เช่นนั้นก็ได้” ข้ารีบตกปากรับคำโดยไว เกรงว่าอีกฝ่ายจะขอสวมรอยเป็นอย่างอื่น

“หอการแสดงอยู่ที่ใด” หยางเย่ถิงถาม

“ถนนจูเชว่” ข้ารีบตอบ “อันที่จริงคืนพรุ่งนี้เจ้าค่อยตามข้าไปก็ย่อมได้ คืนนี้เป็นแต่เพียงการฝึกซ้อมเท่านั้น”

“อันที่จริง เจ้าน่าจะบอกข้าตอนเผชิญด่านกับดักวารีว่าคืนนี้เจ้ามีธุระสำคัญ” หยางเย่ถิงมองราวกับข้าเป็นกระบี่เล่มงามบนมือเขา “ข้าจะได้ลงมือบำบัดธาตุเจ้า ‘เบา’ กว่านี้ หยวนหลงซาน”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-07-2020 21:30:02 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-4

ออฟไลน์ Austin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
อั๊ยยย ขอบคุณมากที่มาลงยาวๆ สมการรอคอย
จะรอชมคนหูแดงนะ

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7867
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด